รายงานการวิจัย
เรอ่ื ง โคก หนอง นา แหลมจากโมเดลวถิ ีใหม่
การใช้ประโยชนจ์ ากที่ดินของโรงเรียนทย่ี ุบเลกิ
สานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต ๑
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน
กกระระททรวรวงงศศกึ กึษษาาธธกิ กิ าารร
สารบัญ
หนา้
บทท่ี 1 บทนา…………………………………………………………………………………………………………… 1
กกกภมู หิ ลงั …………………………………………………………………………………………………………………….. 1
กกกคำถำมกำรวจิ ัย…………………………………………………………………………………………………………. 3
กกกวัตถุประสงค์ของกำรวจิ ยั …………………………………………………………………………………………… 3
กกกขอบเขตของกำรวิจัย............................................................................................................... 4
กกกนยิ ำมศัพท์เฉพำะ………………………………………………………………………………………………………. 5
กกกประโยชนท์ ่คี ำดว่ำจะได้รับ…………………………………………………………………………………………. 7
กกกกรอบแนวคดิ กำรวจิ ยั ………………………………………………………………………………………………… 7
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กี่ยวขอ้ ง………………………………..……………………………………… 8
กกกแนวคิดเกี่ยวกบั กำรใช้ประโยชนท์ ด่ี ิน…………………………………………………………………………… 8
กกกกกกนยิ ำมและควำมหมำยของกำรใชป้ ระโยชน์ที่ดิน……………………………………………………… 8
กกกกกกกำรวำงแผนกำรใชป้ ระโยชน์ท่ดี ิน…………………………………………………………………………. 9
กกกกกกกระบวนกำรวำงแผนกำรใชป้ ระโยชนท์ ีด่ ิน…………………………………………………………….. 11
กกกกกกงำนวจิ ยั ทีเ่ กย่ี วกับกำรใช้ประโยชนท์ ด่ี นิ ………………………………………………………………… 12
กกกแนวคดิ และทฤษฎีทเ่ี กีย่ วกับกำรพฒั นำแหล่งเรียนรู้………………………………………………………. 16
กกกกกกนิยำมและควำมหมำยของแหล่งเรียนรู้………………………………………………………………….. 16
กกกกกกแนวคดิ และหลกั กำรเก่ยี วกับแหลง่ เรียนรู้………………………………………………………………. 17
กกกกกกควำมสำคัญของแหล่งเรยี นรู้………………………………………………………………………………… 17
กกกกกกประเภทของแหลง่ เรียนรู้……………………………………………………………………………………… 19
กกกกกกประโยชน์ของแหลง่ เรยี นรู้…………………………………………………………………………………… 21
กกกกกกกระบวนกำรของกำรพัฒนำแหลง่ เรียนรู้………………………………………………………………… 23
กกกกกกงำนวิจัยทีเ่ ก่ียวกับกำรพัฒนำแหลง่ เรยี นรู้………………………………………………………………. 26
กกกแนวคดิ เก่ียวกับกำรมสี ่วนร่วม…………………………………………………………………………………….. 27
กกกกกกนิยำมและควำมหมำยของกำรมสี ่วนรว่ ม……………………………………………………………….. 27
กกกกกกขนั้ ตอนของกำรมสี ่วนร่วม……………………………………………………………………………………. 30
กกกกกกหลักกำรสรำ้ งกำรมสี ว่ นรว่ มของประชำชน…………………………………………………………….. 33
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากที่ดินของโรงเรียนทยี่ บุ เลกิ
สังกดั สานักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
สารบญั (ต่อ)
หนา้
กกกกกกงำนวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วกับกำรมสี ว่ นรว่ ม…………………………………………………………………………… 34
กกกแนวคดิ เกีย่ วกบั โคก หนอง นำ โมเดล………………………………………………………………………….. 38
กกกกกกนิยำมและควำมหมำยของโคก หนอง นำ โมเดล…………………………………………………….. 38
กกกกกกควำมสำคัญของโคก หนอง นำ โมเดล…………………………………………………………………… 40
กกกกกกองค์ประกอบของโคก หนอง นำ โมเดล…………………………………………………………………. 41
กกกกกกงำนวิจยั ท่เี กย่ี วกบั โคก หนอง นำ โมเดล………………………………………………………………… 46
กกกแนวคิดและหลักกำรเก่ียวกบั ลกู เสอื และกำรจัดค่ำยลกู เสอื …………………………………………….. 48
กกกกกกนยิ ำมและควำมหมำยของกิจกรรมลูกเสอื ……………………………………………………………… 48
กกกกกกประวัติและควำมเป็นมำของลูกเสือ………………………………………………………………………. 49
กกกกกกสำระสำคญั ของลูกเสือ………………………………………………………………………………………… 52
กกกกกกหลกั สตู รและกระบวนกำรจัดกจิ กรรมกำรเรยี นกำรสอนลูกเสอื ………………………………… 55
กกกกกกนโยบำยของคณะลูกเสอื แหง่ ชำติ…………………………………………………………………………. 56
กกกกกกนโยบำยของกระทรวงศึกษำธกิ ำรต่อกิจกรรมลูกเสือ………………………………………………. 58
กกกกกกโครงสร้ำงกำรบรหิ ำรลูกเสือแห่งชำติ…………………………………………………………………….. 59
กกกกกกงำนวิจยั ท่เี กยี่ วกบั ลูกเสือ…………………………………………………………………………………….. 61
กกกแนวคดิ และหลกั กำรเกย่ี วกบั ศนู ย์ฝกึ กีฬำ.............................................................................. 64
กกกกกกแนวคิดและหลักกำรเกยี่ วกบั กีฬำและนนั ทนำกำร.......................................................... 64
กกกกกกกำรใช้พื้นที่ว่ำงสำธำรณะพัฒนำดำ้ นกีฬำ........................................................................ 66
กกกกกกกำรฝึกสอนกีฬำ............................................................................................................... 75
กกกกกกประเภทกีฬำของศูนยฝ์ ึกกฬี ำแหลมจำก.......................................................................... 81
กกกกกกงำนวิจยั ทเ่ี กย่ี วกับศูนยก์ ฬี ำและนันทนำกำร.................................................................... 99
กกกบริบทกำรจัดกำรศึกษำของสำนกั งำนเขตพืน้ ที่กำรศึกษำประถมศึกษำเขต 1……………………. 103
กกกกกกแผนพัฒนำกำรศึกษำขนั้ พ้ืนฐำน (พ.ศ.2563-2565) สำนักงำนเขตพ้นื ทก่ี ำรศกึ ษำ
กกกกกกประถมศกึ ษำสงขลำเขต 1 ………………………………………………………………………………….. 105
กกกกกกแนวทำงกำรบริหำรแผนปฏบิ ตั ิกำรสู่กำรปฏบิ ัติ............................................................... 107
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทดี่ ินของโรงเรยี นทย่ี บุ เลกิ
สังกดั สานักงานเขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
สารบญั (ต่อ)
หนา้
บทที่ 3 วิธีดาเนนิ การวจิ ยั ...................................................................................................... 112
กกกพ้ืนที่เป้ำหมำย………………………………………………………………………………………………………….. 112
กกกกลุม่ เป้ำหมำย…………………………………………………………………………………………………………… 112
กกกข้นั ตอนดำเนนิ กำรวจิ ัย........................................................................................................... 113
กกกเครื่องมือที่ใชใ้ นกำรวิจยั ......................................................................................................... 115
กกกวธิ กี ำรสรำ้ งเคร่อื งมือและกำรหำคุณภำพของเครือ่ งมือท่ใี ช้ในกำรวจิ ยั ................................... 116
กกกกำรเก็บรวบรวมข้อมลู ............................................................................................................ 117
กกกกำรวเิ ครำะห์ข้อมูล................................................................................................................. 118
กกกสถติ ิทีใ่ ชใ้ นกำรวเิ ครำะห์ข้อมลู ............................................................................................... 118
บทท่ี 4 ผลการดาเนินงานวิจยั ................................................................................................ 121
ผลกำรวเิ ครำะห์ข้อมูลระยะท่ี 1.............................................................................................. 122
ผลกำรวเิ ครำะหข์ อ้ มูลระยะที่ 2.............................................................................................. 139
บทท่ี 5 สรปุ ผลการวิจยั อภิและปรายผลการวจิ ยั .................................................................... 175
กกกสรปุ ผลกำรวิจยั และอภิปรำยผลกำรวจิ ยั ................................................................................. 175
กกกขอ้ เสนอแนะ............................................................................................................................ 185
บรรณานกุ รม.......................................................................................................................... 188
ภาคผนวก.............................................................................................................................. 195
กกกภำคผนวก ก คำสง่ั คณะทำงำน/แบบสอบถำมกำรวิจัย.......................................................... 196
กกกภำคผนวก ข ปฏทิ นิ กำรดำเนินงำน....................................................................................... 202
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทดี่ นิ ของโรงเรียนทีย่ บุ เลิก
สังกดั สานักงานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
สารบญั ตาราง
ตารางท่ี หนา้
1 แสดงประเดน็ ในกำรพจิ ำรณำเพือ่ หำแนวทำงในกำรพฒั นำเป็นแหล่งเรียนรู้.............. 124
2 แสดงผลกำรวิเครำะห์สถำนกำรณป์ ัญหำ เง่อื นไข และข้อจำกดั ................................. 126
3 ผ้รู บั ผดิ ชอบ/ผู้เก่ยี วขอ้ งของโคก หนอง นำ โมเดล............................................................................... 129
4 แสดงกจิ กรรมท่อี ยู่ในแต่ละแหล่งเรียนรู้..................................................................... 131
5 ปฏิทินกำรดำเนินงำนกำรพัฒนำโคก หนอง นำโมเดล................................................ 141
6 ปฏิทนิ กำรดำเนนิ งำนกำรพฒั นำคำ่ ยลกู เสือแหลมจำก............................................... 151
7 ปฏิทินกำรดำเนินงำนกำรพัฒนำศนู ย์ฝึกกีฬำแหลมจำก สงขลำ................................. 160
8 ระดับกำรมีส่วนรว่ มในกำรพฒั นำแหล่งเรียนรขู้ องผบู้ รหิ ำรกำรศกึ ษำกบั กำรใช้ประโยชน์
จำกทด่ี นิ ของโรงเรยี นทีย่ บุ เลิก สงั กดั สำนกั งำนเขตพน้ื ท่ีกำรศกึ ษำประถมศึกษำ
สงขลำ เขต 1.............................................................................................................. 167
9 ระดบั กำรมสี ่วนรว่ มในกำรพัฒนำแหล่งเรยี นรู้ของผู้บริหำรสถำนศึกษำกับกำรใช้ประโยชน์
จำกทด่ี ินของโรงเรยี นท่ยี บุ เลิก สงั กัดสำนกั งำนเขตพ้นื ที่กำรศึกษำประถมศึกษำ
สงขลำ เขต 1.............................................................................................................. 168
10 ระดับกำรมีสว่ นร่วมในกำรพัฒนำแหล่งเรยี นรขู้ องครกู ับกำรใชป้ ระโยชน์จำกทดี่ ิน
ของโรงเรยี นท่ยี ุบเลิก สังกดั สำนกั งำนเขตพื้นทกี่ ำรศึกษำประถมศึกษำสงขลำ เขต 1 170
11 ระดบั กำรมีส่วนร่วมในกำรพัฒนำแหลง่ เรียนรู้ของบคุ ลำกรทำงกำรศกึ ษำกับ
กำรใช้ประโยชนจ์ ำกทดี่ นิ ของโรงเรยี นทยี่ ุบเลกิ สังกัดสำนักงำนเขตพน้ื ท่ีกำรศกึ ษำ
ประถมศึกษำสงขลำ เขต 1......................................................................................... 172
12 ระดับกำรมีสว่ นร่วมในกำรพัฒนำแหล่งเรยี นรู้ของภำคีเครือขำ่ ยกบั กำรใช้ประโยชน์
จำกท่ดี ินของโรงเรียนทีย่ ุบเลิก สังกัดสำนักงำนเขตพ้นื ท่ีกำรศกึ ษำประถมศึกษำ
สงขลำ เขต 1.............................................................................................................. 173
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ีดนิ ของโรงเรยี นท่ียบุ เลกิ
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
สารบญั รปู ภาพ
ภาพที่ หนา้
1 กรอบแนวคิดในกำรวจิ ยั ...................................................................................................... 7
2 องคป์ ระกอบสำคัญในกำรพฒั นำแหล่งเรยี นรู้ 7 ดำ้ น......................................................... 25
3 แผนผงั โครงสรำ้ งกำรบริหำรงำนของสำนักงำนเขตพื้นท่ีกำรศกึ ษำประถมศึกษำเขต 1....... 104
4 ขั้นตอนดำเนินกำรวจิ ยั ........................................................................................................ 113
5 แผนทีบ่ รเิ วณโรงเรียนบ้ำนแหลมจำก (รกั เมืองไทย 27)...................................................... 123
6 ประชมุ วำงแผน ลงพื้นท่สี ำรวจโรงเรยี นยบุ เลกิ .................................................................. 123
7 อำคำรเรยี นทสี่ ภำพสมบรู ณ์................................................................................................ 125
8 บริเวณทีว่ ่ำงด้ำนหนำ้ อำคำรเรียน....................................................................................... 125
9 สนำมฟุตบอลขนำดใหญด่ ำ้ นหนำ้ โรงเรยี น.......................................................................... 126
10 กำรวำงแผนผังของโคก หนอง นำ โมเดล คำ่ ยลูกเสือ และศูนย์กฬี ำแหลมจำก.................. 128
11 แผนทีแ่ สดงลกั ษณะท่ตี ้ังของโรงเรียนบ้ำนแหลมจำก (รักเมืองไทย 27).............................. 131
12 บรรยำกำศในกำรประชุมระดมควำมคดิ เห็นเพ่ือประเมนิ ควำมเหมำะสม/กำรประเมินค่ำ/
ตดั สินใจเลือกสงิ่ ท่เี หมำะทีส่ ดุ .............................................................................................. 133
13 รำยละเอียดพืน้ ที่โคก หนอง นำ โมเดล ค่ำยลูกเสือแหลมจำก สำนักงำนเขตพ้ืนที่กำรศึกษำ
ประถมศึกษำสงขลำ เขต 1................................................................................................. 134
14 ฐำนกำรเรียนรูพ้ ืชผักสวนครวั : บริเวณพืน้ ทีโ่ คก หนอง นำ โมเดล..................................... 135
15 ฐำนกำรเรยี นรู้ทำนำ : บริเวณพ้ืนทโ่ี คก หนอง นำ โมเดล................................................... 135
16 ฐำนกำรเรยี นรู้ไมผ้ ล : บรเิ วณพื้นท่โี คก หนอง นำ โมเดล................................................... 135
17 ฐำนกำรเรียนรู้ไม้เศรษฐกจิ : บรเิ วณพนื้ ท่ีโคก หนอง นำ โมเดล......................................... 136
18 ฐำนกำรเรียนรู้พชื สมุนไพร : บริเวณพื้นทีโ่ คก หนอง นำ โมเดล......................................... 136
19 รำยละเอียดพืน้ ที่ฐำนกิจกรรมค่ำยลกู เสือแหลมจำก สำนกั งำนเขตพน้ื ที่กำรศกึ ษำ
ประถมศกึ ษำสงขลำ เขต 1................................................................................................. 136
20 รำยละเอียดพน้ื ที่ศูนย์ฝกึ กีฬำแหลมจำก สงขลำ สำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำ
สงขลำ เขต 1....................................................................................................................... 137
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทดี่ นิ ของโรงเรยี นทีย่ บุ เลกิ
สังกัดสานกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
สารบญั รูปภาพ (ต่อ)
ภาพที่ หน้า
21 กำรประชุมระดมควำมคดิ เพ่ือนำข้อมลู มำใช้ในกำรสรำ้ งแผนผงั ......................................... 138
22 กำรลงพ้นื ทจ่ี ริงเพื่อทบทวนควำมเปน็ ไปได้......................................................................... 138
23 แผนผงั ข้นั ตอนกำรใช้ประโยชน์จำกท่ีดนิ ............................................................................. 139
24 สภำพพนื้ ท่โี รงเรียนบำ้ นแหลมจำก (รักเมืองไทย 27) ก่อนปรับพน้ื ท่ี เพ่ือจดั ทำโคก
หนอง นำ โมเดล.................................................................................................................. 142
25 สภำพพน้ื ท่ีโรงเรยี นบ้ำนแหลมจำก (รักเมอื งไทย 27) ระหว่ำงปรับพ้ืนที่ เพ่ือจัดทำโคก
หนอง นำ โมเดล.................................................................................................................. 142
26 ปรบั สภำพพ้นื ที่ให้เหมำะสมกับกำรเป็นแหล่งเรียนรู้........................................................... 143
27 จัดทำฐำนกำรเรียนรู้ไม้ผล รับผิดชอบโดย ศูนยเ์ ครือข่ำยบำงงำมสัมพันธ์......................... 144
28 จัดทำฐำนกำรเรยี นร้ทู ำนำ รับผดิ ชอบโดย ศนู ย์เครอื ขำ่ ยทำนบ ป่ำขำด ปำกรอ............... 145
29 จดั ทำฐำนกำรเรียนรู้พืชสมุนไพร รับผิดชอบโดย ศูนยเ์ ครอื ข่ำยสทิงหม้อ หัวเขำ.............. 145
30 จดั ทำฐำนกำรเรียนรู้พืชผักสวนครัว รับผิดชอบโดย ศูนยเ์ ครือข่ำยสหสมั พนั ธ์................... 145
31 จดั ทำฐำนกำรเรยี นรพู้ ืชผักสวนครัวแบบยกแคร่ รับผิดชอบโดย ศูนย์เครือข่ำยสหสัมพันธ์... 146
32 จดั ทำฐำนกำรเรยี นรไู้ มเ้ ศรษฐกิจ รับผดิ ชอบโดย ศนู ยเ์ ครอื ขำ่ ยชงิ โค................................ 146
33 จดั ทำฐำนกำรเรยี นรู้พลังงำนทำงเลือก รบั ผดิ ชอบโดย สำนักงำนเขตพน้ื ท่ีกำรศึกษำ
ประถมศึกษำสงขลำ เขต 1 นำโดย นำยประสิทธ์ิ หนูกุ้ง ผู้อำนวยกำรสำนักงำนเขตพื้นที่
กำรศึกษำประถมศึกษำสงขลำ เขต 1.................................................................................. 146
34 ปรับปรงุ ภมู ิทศั น์ สรำ้ งศำลำอเนกประสงค์.......................................................................... 147
35 กำรปล่อยกุ้งและปลำลงในหนองน้ำ.................................................................................... 148
36 เรือนน้ำหมักชีวภำพ............................................................................................................ 148
37 ปรบั ภูมิทัศน์ โดยกำรปลูกต้นไม้.......................................................................................... 148
38 กำรปลกู หญำ้ แฝกเพ่ือลดกำรพังทลำยของหนำ้ ดนิ .............................................................. 149
39 แผนผังกำรจัดพน้ื ที่บรเิ วณ โคก หนอง นำ โมเดล............................................................... 149
40 บรเิ วณพนื้ ท่ีโคก หนอง นำ โมเดล ภำยหลงั กำรปรับภูมิทศั น์............................................. 150
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทดี่ นิ ของโรงเรยี นทยี่ บุ เลกิ
สงั กดั สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
สารบญั รปู ภาพ (ต่อ)
ภาพท่ี หนา้
41 ดำเนนิ กำรเขยี นและขออนุมัติโครงกำรกจิ กรรมกำรเขำ้ ค่ำยลกู เสอื ตำ้ นภัยยำเสพติด
ในสถำนศกึ ษำ ประจำปี 2563 สำหรบั โรงเรียนขยำยโอกำสทำงกำรศึกษำ....................... 151
42 ดำเนินกำรปรบั ปรงุ หลกั สตู รลูกเสือตำ้ นภยั ยำเสพตดิ ในสถำนศึกษำ ประจำปี 2563
สำหรับโรงเรยี นขยำยโอกำสทำงกำรศึกษำ.......................................................................... 152
43 กำรประชำสัมพนั ธ์เพื่อประกวดตั้งชอื่ คำ่ ยลูกเสือ................................................................ 152
44 กำรปรบั ปรงุ พน้ื ท่ีและภูมิทัศน์ของค่ำยลูกเสือแหลมจำก.................................................... 153
45 พธิ ีเปิดปำ้ ยค่ำยลูกเสอื แหลมจำก........................................................................................ 154
46 กำรเข้ำคำ่ ยลกู เสอื ตำ้ นภัยยำเสพตดิ ในสถำนศึกษำ ประจำปี 2563 สำหรบั โรงเรียน
ขยำยโอกำสทำงกำรศกึ ษำ................................................................................................... 154
47 จัดทำฐำนกิจกรรมคำ่ ยลกู เสือแหลมจำก............................................................................. 154
48 วำงพวงมำลำและถวำยรำชสดุดีใน “วันสมเดจ็ พระมหำธีรรำชเจ้ำ” ประจำปี 2563........ 156
49 จิตอำสำรว่ มพัฒนำฐำนกิจกรรมเศรษฐกจิ พอเพียง............................................................. 156
50 ประชมุ เตรยี มกำรจัดคำ่ ยฝึกอบรมทบทวนหลกั สตู รผบู้ งั คับบญั ชำลูกเสอื ในสถำนศึกษำ.... 157
51 จัดฝกึ อบรมทบทวนหลกั สตู รผบู้ งั คบั บัญชำลกู เสือในสถำนศกึ ษำ....................................... 158
52 กำรจัดสรำ้ งหอ้ งน้ำเพ่ิมเติม ณ คำ่ ยลูกเสอื แหลมจำก......................................................... 158
53 จดั สร้ำงพระบรมรำชำนสุ ำวรียพ์ ระบรมรปู พระบำทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอยู่หัว รชั กำลท่ี 6
แหง่ รำชวงศจ์ กั รี “พระบิดำแห่งกำรลกู เสือไทย”............................................................... 159
54 สนำมกีฬำศนู ย์ฝกึ กฬี ำแหลมจำกก่อนกำรปรับสภำพพ้นื ที่................................................. 160
55 กำรปรับสภำพพื้นทสี่ นำมกีฬำศนู ย์ฝกึ กีฬำแหลมจำก ครง้ั ท่ี 1........................................... 160
56 กำรปรับสภำพพ้ืนท่ีสนำมกีฬำศนู ย์ฝกึ กีฬำแหลมจำก ครั้งท่ี 2........................................... 161
57 นำยผดุงศักดิ์ ชมุ อินทร์ ผู้อำนวยกำรโรงเรียนบ้ำนท่ำแคง (เสริมอุทิศ) ส่งมอบชดุ ฝกึ ซ้อม
กีฬำให้แก่ศนู ย์ฝึกกีฬำแหลมจำก สงขลำ............................................................................ 162
58 ป้ำยศนู ย์ฝกึ กีฬำแหลมจำก สงขลำ..................................................................................... 162
59 เหรยี ญหลวงปูท่ วดเหยียบน้ำทะเลจืด วดั แหลมจำก รุ่น “เลือ่ นยศ” เนื้อมนั ปู และเน้ือ
ทองเหลือง........................................................................................................................... 163
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทีด่ นิ ของโรงเรยี นท่ียบุ เลกิ
สังกดั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
สารบญั รปู ภาพ (ต่อ)
ภาพท่ี หนา้
60 เหรยี ญพระมหำลอยวัดแหลมจำก รนุ่ “สรำ้ งคำ่ ยลูกเสือแหลมจำก” เนื้อมนั ปู และเน้ือ
ทองเหลือง........................................................................................................................... 163
61 คู่มอื โคก หนอง นำ แหลมจำกโมเดลวิถีใหม่ : กำรใชป้ ระโยชนจ์ ำกทด่ี นิ ของโรงเรียนที่ถูก
ยุบเลิก สงั กดั สำนักงำนเขตพื้นทกี่ ำรศึกษำประถมศึกษำสงขลำ เขต 1 เลม่ ที่ 1 โคก
หนอง นำโมเดล................................................................................................................... 164
62 คูม่ ือโคก หนอง นำ แหลมจำกโมเดลวถิ ีใหม่ : กำรใช้ประโยชน์จำกทดี่ ินของโรงเรยี นทถ่ี ูกยุบ
เลิก สังกัดสำนักงำนเขตพ้ืนที่กำรศึกษำประถมศึกษำสงขลำ เขต 1 เล่มที่ 2 ค่ำยลูกเสือ
แหลมจำก............................................................................................................................ 165
63 คมู่ ือโคก หนอง นำ แหลมจำกโมเดลวถิ ีใหม่ : กำรใชป้ ระโยชน์จำกที่ดินของโรงเรยี นทถ่ี ูก
ยุบเลิก สงั กัดสำนักงำนเขตพ้ืนที่กำรศึกษำประถมศึกษำสงขลำ เขต 1 เล่มที่ 3 ศนู ย์ฝึก
กีฬำแหลมจำก สงขลำ......................................................................................................... 166
64 แผนผงั 8 แผนผงั ของโคก หนอง นำ โมเดล...................................................................... 178
65 แผนผงั ข้นั ตอนกำรใชป้ ระโยชนจ์ ำกท่ดี นิ ............................................................................. 180
66 โคก หนอง นำ โมเดล จำนวน 6 ฐำนกำรเรียนรู้................................................................. 182
67 คำ่ ยลกู เสือแหลมจำก จำนวน 6 ฐำนกจิ กรรม..................................................................... 183
68 กำรดำเนินกำรของศนู ยฝ์ กึ กฬี ำแหลมจำก สงขลำ............................................................... 184
69 ค่มู อื แนวทำงกำรใชป้ ระโยชนจ์ ำกที่ดนิ ของโรงเรียนที่ถูกยุบเลกิ สังกัดสำนักงำนเขตพ้นื ท่ี
กำรศกึ ษำประถมศึกษำสงขลำ เขต 1 จำนวน 3 เล่ม......................................................... 184
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ดี ินของโรงเรียนที่ยบุ เลกิ
สังกดั สานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
บทที่ 1
บทนำ
ภมู ิหลัง
สถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันต้องเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคตดิ เชื้อ
ไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ซึ่งส่งผลกระทบไปถึงวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการสาธารณสุข ด้านการคมนาคม
และอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดวิกฤตทางสังคมขนาดหนักไปทั่วโลก จากรายงานของ McKinsey & Company (March 26,
2020) จะส่งผลให้โลกมีผลผลิต (Productivity) ลดลงถึง 30% นั่นหมายถึง โลกจะขาดอาหารและเศรษฐกิจจะมี
การเติบโตลดลง -1.5% ของ Word GDP อีกทั้งวิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งเรื่องภัยแล้ง
และน้ำท่วมที่คาดว่าจะมีความรุนแรงขึ้นทั้งในเชิงความผันผวน ความถี่ และขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น ซึ่งจะสร้าง
ความเสียหายต่อชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทำให้เศรษฐกิจฐานราก (Local Economy) ของประเทศเกิด
ความเสียหาย เพื่อปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตลอดจนระบบการผลิตทางการเกษตรที่มี
ความสัมพันธ์ต่อเนื่องกับความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ ขณะที่ระบบนิเวศต่าง ๆ มีแนวโน้มเสื่อมโทรมลง และมี
แนวโนม้ ทจ่ี ะสญู เสยี ความสามารถในการรองรับความต้องการมนษุ ย์ได้อย่างมีประสทิ ธ์ิภาพ ซ่งึ ทางออกของประเทศ
ไทยในการรอดพ้นวิกฤตและเกิดการพัฒนาที่ย่ังยืน ได้ถูกกำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 และ
นโยบายรัฐบาลที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด และพัฒนาประเทศตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของ
พระบาทสมเดจ็ พระชนกาธเิ บศศร มหาภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (กรมพฒั นาชุมชน, 2563)
ในยุคที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก การถ่ายทอดสื่อทางการเกษตรก็มีหลายรูปแบบ เช่น สื่อ
วิดีโอ สื่ออินโฟกราฟฟิก สื่อนิทรรศการ โมเดลจำลอง เป็นต้น แต่การใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง ในการเรียนรู้ทาง
การเกษตรยงั ไม่ได้รบั ความนิยมมากในยุคน้ี ซ่งึ เทคโนโลยเี สมือนจรงิ นัน้ เปน็ ส่อื ที่เหมาะแกก่ ารนำมาประยุกตใ์ ช้ เพื่อ
เพม่ิ ประสิทธภิ าพในการเรียนรู้ ตัวอยา่ ง เช่น การนำเทคโนโลยีเสมือนจริง มาใช้เพื่อจำลองให้เห็นถึงองค์ประกอบ
ของพื้นที่การเกษตรเพื่อจัดสรรพ้ืนท่ีน้ันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซงึ่ เทคโนโลยนี ้ีจะจำลองสภาพของพ้นื ท่ีชว่ ยให้เห็น
ภาพเสมือนได้อยู่ในพื้นที่จริง โดยการนำเทคโนโลยี เสมือนจริงเข้ามาใช้ร่วมกับแบบจำลอง 3 มิติ หรือเรียกว่า
แบบจำลองเสมือนจรงิ การนำเทคโนโลยีน้ี มาปรับใช้กบั การทำเกษตรกรรม เชน่ เกษตรทฤษฎใี หม่ หรอื เศรษฐกิจ
พอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางในการทำการเกษตรที่รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่ราษฎร เพื่อเป็นการช่วยเหลือราษฎรท่ี
ประสบความยากลำบาก ใหส้ ามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤติไปไดโ้ ดยเฉพาะวิกฤติการขาดแคลนน้ำ (มูลนิธิชัยพัฒนา,
2551) หนึ่งในโครงการที่รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานในการแก้ไขปัญหาทุกข์ร้อนของราษฎร ได้แก่ โคกหนองนา
โมเดล ซึ่งเปน็ โครงการหนึ่งในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการบริหารจัดการน้ำ และ
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากที่ดินของโรงเรยี นทีย่ บุ เลิก 1
สังกัดสำนักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
พื้นทีเ่ กษตรกรรม เพ่อื แกป้ ัญหาภัยแล้ง โดยที่ชาวบา้ นสามารถช่วยเหลือตนเอง ไดแ้ ละมชี วี ติ ท่ีดีขึ้น เมื่อพื้นฐานชีวิต
มมี าตรฐานมีความม่นั คงแล้ว ชีวติ คนไทยจึงจะมัน่ คง ม่ังค่ัง และย่ังยนื (เนคเทค, 2560) โคกหนองนาโมเดล เปน็ การ
สร้างระบบการผลิตเพ่ือให้คนพึ่งพาตนเอง เป้าหมาย ของโครงการนี้คือ การกักเก็บน้ำ ฝนที่ตกลงมาในพื้นทีใ่ ห้ไว้
ไดร้ ้อยละ 100 โดยอาศัยการจัดการท่ดี ินที่มีอยู่ให้ เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการปรบั พื้นท่ีให้เป็น โคก หนอง และนา
ร่วมกับการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง (อิทโอเค, 2561) ด้วยข้อจำกัดในการศึกษาโคกหนองนาโมเดล เพ่ือ
นำมาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองยังมีอยู่มาก เช่น ข้อมูลในการวางแผนปรับพืน้ ท่ีให้เป็นไปตามโคกหนองนาโมเดล อาจ
ยังมไี มเ่ พยี งพอต่อการตดั สินใจ ท่ีจะลงทนุ ปรบั พ้ืนท่ีตามรปู แบบการจัดพนื้ ท่ีของโคกหนองนาโมเดล ยังไม่สามารถไป
ปรับพื้นที่ ตามได้ง่าย หรือยังมองไม่เห็นภาพรวมของโคกหนองนาโมเดลว่าจะออกมาเป็นลักษณะใด ซึ่งการเดินทาง
ไป ศึกษาต้นแบบของโคกหนองนาโมเดลก็เปน็ อีกขอ้ จำกดั หนง่ึ ท่ผี ทู้ ่สี นใจไมส่ ะดวกเพียงพอ เปน็ ตน้ ตามทฤษฎี การ
เรียนรู้กรวยประสบการณ์ของ เอดการ์ เดล (1969 อ้างถึงใน สมชาย รัตนทองคำ, 2550) ได้แบ่ง การเรียนรู้จาก
ขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้ และการใช้สื่อแต่ละประเภทเป็นประสบการณ์ที่เป็นนามธรรม และรูปธรรม
แบบจำลองทัศนศึกษาเสมือนจริงสามมิติ จึงจัดเป็นสื่อประสบการณ์จำลองที่เป็นรูปธรรมระดับที่ 2 ซึ่งสื่อ
ประสบการณ์ที่เปน็ รปู ธรรมจะส่งเสริมการเรียนรู้ได้ดีกวา่ สือ่ ทเี่ ป็นนามธรรม การนำโคกหนองนาโมเดล มาถอดเป็น
แบบจำลองทัศนศึกษาเสมือนจริงสามมิติ โคกหนองนาโมเดลนี้ช่วยให้ผู้ที่ศึกษาไม่ต้องไปที่สถานที่จริง และสามารถ
เห็นภาพของโคกหนองนาโมเดลได้ มากกวา่ ส่ือทั่วไป แบบจำลองเสมือนจริงสามมิติโคกหนองนาโมเดลน้ี จึงถือได้ว่า
เป็นสื่อที่เหมาะแก่การพัฒนา เพื่อส่งเสริมการศึกษาโคกหนองนาโมเดล และเป็นการส่งเสริมการเกษตรไทยให้มี
ความก้าวหน้ามากยงิ่ ขึ้น
กระทรวงศึกษาธิการได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาขับเคลื่อนในการพัฒนาการศึกษา ใน
ฐานะองค์กรหลักท่ีรับผดิ ชอบการจดั การศกึ ษาให้กับเยาวชนสว่ นใหญข่ องประเทศ ใหเ้ ปน็ พลเมอื งที่มคี ุณภาพต่อไปใน
อนาคตนั้น โครงการอารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย “โคก หนอง นา
แห่งน้ำใจและความหวัง” เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนภายใต้ปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง และการประยุกต์ใช้ทฤษฎีด้านการเกษตร อีกทั้ง ได้นำหลักคิดการจัดการเรียนรู้แบบปูทะเลย์มหา
วิชชาลัยที่มุ่งเน้นด้านการศึกษาควบคู่กับคุณธรรม ซึ่งผู้เรียนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ สำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการปลูกฝังให้เยาวชนได้ สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนว
พระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง มีเป้าหมายพัฒนาผู้เรียน 4 ข้อ คือ เป็นคนดี มีระเบียบวินัยพึ่งพาตนเองได้ โดยท่ี
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ มีพื้นที่บริการทางการศึกษา ประกอบด้วยท้องที่ อำเภอเมืองสงขลา อำเภอระโนด อำเภอสทิงพระ
อำเภอกระแสสินธ์ุ อำเภอนาหม่อม และอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา มีหน้าที่ ประสาน ส่งเสริม สนับสนุนการจัด
การศึกษาของสถานศึกษาในสังกัด สถานศึกษาเอกชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งบุคคล องค์กรชุมชน
องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันอื่นที่จัดการศึกษารูปแบบที่หลากหลายในเขตพื้นที่
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทด่ี ินของโรงเรยี นที่ยบุ เลกิ 2
สงั กัดสำนกั งานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
การศกึ ษา ทงั้ การศกึ ษาในระบบโรงเรยี น การศกึ ษานอกระบบโรงเรยี น และการศึกษาตามอัธยาศัย ในปกี ารศกึ ษา 2564
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 มีโรงเรียนในสังกัด จำนวน 137 โรงเรียน ได้เล็งเห็น
ความสำคัญสถานที่ยุบเลิกแล้ว เป็นฐานของการพัฒนา มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา
นักเรียน และพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ ปรับตัวให้ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข มีอาชีพ สร้างรายได้ ท่ามกลาง
วกิ ฤตทีม่ ีการเปลย่ี นแปลงอยา่ งรวดเร็ว (กลุ่มนโยบายและแผน สำนักงานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษาสงขลา เขต 1, 2564)
จากสภาพปัญหาดังกล่าว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 มีความตระหนักและให้
ความสำคญั ในการใชป้ ระโยชนจ์ ากทด่ี ินของโรงเรียนท่ยี ุบเลกิ ไปแลว้ ตามมตทิ ีป่ ระชมุ ของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด
สงขลา ในคราวประชุมครั้งที่ 9/2561 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2561 และครั้งที่ 10/2561 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2561
เห็นชอบให้เลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 คือ โรงเรียน
บ้านแหลมจาก (รกั เมอื งไทย 27) ตำบลปากรอ อำเภอสงิ หนคร จังหวดั สงขลา ตั้งแต่ปกี ารศึกษา 2561 เปน็ ต้นไป จึง
ได้มีนโยบายใช้ประโยชน์จากที่ดินของโรงเรียนที่ยุบเลิกและพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่นักเรียนในพื้นที่ เพื่อเป็น
ต้นแบบของสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ในการพัฒนาโรงเรียนท่ีถูกยุบเลิกให้เป็นแหลง่
เรียนรู้แก่นักเรียนและเยาวชนในพื้นที่ เนื่องจากเป็นโรงเรียนที่ยังคงมีสภาพอาคารสถาน สามารถใช้การได้ดี และมี
พื้นที่ใช้สอยอีก จำนวน 15 ไร่ สามารถนำมาพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้ อาทิ
กิจกรรมเกี่ยวกับลูกเสือ-เนตรนารี กิจกรรมเกี่ยวกับกีฬา กิจกรรมเกี่ยวกับการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงด้านการศึกษา อีกทั้งยังเป็นฟืน้ ฟแู ละอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนท่ียุบเลิก ซึ่งนับวันมี
ยง่ิ มคี วามเส่อื มโทรมมากขนึ้ หากไมไ่ ด้นำมาใชป้ ระโยชน์ใดๆ
คำถามการวจิ ยั
1. แนวทางการใช้ประโยชน์จากทีด่ ินของโรงเรียนท่ียบุ เลิก สงั กดั สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษา
สงขลา เขต 1 ควรมลี ักษณะอยา่ งไร
2. ระดับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ของผู้มสี ่วนเก่ียวข้องกับการใช้ประโยชน์จากท่ีดินของโรงเรียน
ทยี่ ุบเลิก สังกัดสำนกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 เปน็ อย่างไร
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากที่ดินของโรงเรียนที่ยุบเลิก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
2. เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากที่ดิน
ของโรงเรยี นท่ยี บุ เลกิ สงั กัดสำนกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ดี นิ ของโรงเรยี นทย่ี บุ เลิก 3
สงั กัดสำนกั งานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
ขอบเขตของการวิจัย
1. กลุ่มเปา้ หมาย ประกอบดว้ ย
1.1 ผู้บรหิ ารการศกึ ษา จำนวน 4 คน
1.2 ผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 จำนวน 137 คน
1.3 ครู จำนวน 250 คน
1.4 บุคลากรทางการศกึ ษา จำนวน 150 คน
1.5 ภาคีเครือขา่ ย จำนวน 100 คน
2. ขอบเขตด้านเนอ้ื หา ไดแ้ ก่
2.1 การใช้ประโยชน์จากที่ดินของโรงเรียนที่ยุบเลิก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
สงขลา เขต 1
2.2 การพัฒนาแหลง่ เรียนรู้
2.3 การมสี ่วนร่วม
2.4 โคกหนองนาโมเดล
2.5 ลกู เสือและการจดั ค่ายลูกเสือ
2.6 ศูนย์ฝกึ กีฬา
2.7 บริบทการจดั การศกึ ษาของสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
3. ขอบเขตด้านระยะเวลา
สงิ หาคม 2563 – สิงหาคม 2564
4. เครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการวิจยั ประกอบด้วย
4.1 แบบสอบถามการใช้ประโยชน์จากโรงเรียนที่ถูกยุบเลิก เพื่อศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากที่ดินของ
โรงเรียนท่ยี บุ เลกิ สังกัดสำนกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
4.2 แบบสอบถามการมีส่วนรว่ มในการพฒั นาแหลง่ เรียนรู้ในการใช้ประโยชน์จากที่ดนิ ของโรงเรียนที่ยบุ
เลกิ สงั กัดสำนักงานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
5. พื้นที่ดำเนินการวิจัย คือ โรงเรียนบ้านแหลมจาก (รักเมืองไทย 27) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ที่ยุบเลิกสถานศึกษาตามมติที่ประชุมของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดสงขลา ใน
คราวประชุมคร้ังที่ 9/2561 เมอ่ื วันท่ี 23 กรกฎาคม 2561 และคร้ังที่ 10/2561 เมือ่ วนั ที่ 20 สงิ หาคม 2561
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทีด่ ินของโรงเรยี นทย่ี บุ เลิก 4
สงั กัดสำนักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
โคกหนองนาแหลมจากโมเดลวิถีใหม่ หมายถึง รูปแบบการใช้ประโยชน์จากที่ดินของโรงเรียนที่ยุบเลิก
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 โดยพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ ประกอบด้วย โคกหนองนา
โมเดล ค่ายลกู เสอื แหลมจาก และศูนย์ฝกึ กีฬา
โรงเรียนที่ถูกยุบเลิก หมายถึง โรงเรียนตามประกาศของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และ
สำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ตามคำส่ังหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่ี 19/2560 เรื่องการปฏิรูป
การศึกษาในเขตพน้ื ที่การศกึ ษา โดยในการวิจัยครง้ั น้ี หมายถงึ โรงเรียนบ้านแหลมจาก ตำบลปากรอ อำเภอสงิ หนคร
ยบุ เลกิ ในครา่ วประชุมครงั้ ที่ 9/2561 เมอื่ วนั ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2561 และ ครั้งที่ 10/2561 เม่อื วนั ที่ 20 สิงหาคม
พ.ศ.2561
การใช้ประโยชน์จากที่ดิน หมายถึง รูปแบบในการบริหารจดั การที่ดนิ ของโรงเรียนที่ถูกยุบเลิก แบ่งเป็น 7
ขัน้ ตอน ดงั นี้
ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดเป้าหมายและเงื่อนไขความสัมพันธ์องค์ประกอบเพื่อไปสู่เป้าหมาย (Define
goal and objective) เป็นขั้นตอนการอภิปรายร่วมกันท่ามกลางผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมถึงการวางแผน มีการแลกเปลี่ยน
แนวคดิ และข้อมูลท่ีเก่ียวข้องเพ่ือใชส้ ำหรบั การรา่ งสถานการณ์และวิสยั ทัศน์ร่วมกนั
ขั้นตอนที่ 2 การบริหารดำเนินส่วนงานที่เกิดขึ้น (Management) เป็นขั้นตอนการอภิปรายร่วมกันใน
การคน้ หาแนวทางและข้นั ตอนการทำงานร่วมกันเพอื่ ไปสู่การกำหนดแผนงานดำเนนิ การไปสกู่ ารบรรลุเปา้ หมาย
ขั้นตอนที่ 3 การวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา เงื่อนไข และข้อจำกัดของการดำเนินแผนงาน (Analysis
problem solving, condition and plan) เป็นขั้นตอนการใช้เทคนิคของการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยมี
การสร้างรูปแบบลักษณะต่าง ๆ ของแผนงานเพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบแต่ละรูปแบบในการไปสู่เป้าหมายด้วย
องค์ประกอบ เงื่อนไข และข้อจำกัดเพื่อนำไปส่กู ารเลอื กรปู แบบทีเ่ หมาะสมท่สี ุด
ขั้นตอนที่ 4 การระบุโอกาสและแนวทางสำหรับการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Identify
chance and procedure) เป็นขั้นตอนการสร้างทางเลือกหรือสถานการณ์ในการแก้ปัญหาเพื่อนำไปสู่การ
เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีการเจรจาร่วมกัน
ระหว่างกลุ่มเจ้าของท่ีดิน กลุ่มผู้ดำเนินกิจกรรม และกลุ่มผู้มีอำนาจการตัดสินใจในเชิงนโยบาย เจรจาภาคเี ครือข่าย
ต่างๆ เขา้ มามีสว่ นร่วมในการพฒั นา
ขั้นตอนที่ 5 การประเมินความเหมาะสม/การประเมินค่า/ตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะที่สุดในการใช้
ประโยชน์ของที่ดิน (Assessment of land suitability) เป็นขั้นตอนของการประเมินที่ดินที่ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทใดที่มีความเหมาะสมบนที่ดินบริเวณนี้มากที่สุด และที่ดินบริเวณนี้ควรมีการใช้
ประโยชน์ใดเหมาะสมที่สุด การจัดเตรียมสรุปข้อมูลสำคัญที่สามารถสะท้อนความจริงสำหรับการตัดสินใจ และผู้มี
อำนาจตดั สินใจ กลุ่มผมู้ สี ่วนไดส้ ่วนเสียทีม่ บี ทบาทในการเลือกรูปแบบแผนผังกำหนดการใชป้ ระโยชน์ที่ดินท่ีสามารถ
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทีด่ นิ ของโรงเรยี นทยี่ บุ เลิก 5
สังกัดสำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ร่วมกันได้ โดยมีการกำหนดแนวทาง เงื่อนไข ร่างการกำหนดแผนผังการใช้
ประโยชน์ที่ดิน ข้อมูลแผนที่ลักษณะทางกายภาพภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง และการเปรียบเทียบข้อกำหนดเงื่อนไข
สำหรับการจดั วางประเภทการใชป้ ระโยชนท์ ี่ดินอยา่ งเหมาะสมตามเงือ่ นไขของบริบทพื้นที่
ข้ันตอนที่ 6 การจัดเตรยี มแผนผงั กำหนดการใชป้ ระโยชน์ที่ดนิ และรายละเอียดเงื่อนไข (Arrange)
เปน็ ขน้ั ตอนนำเสนอแผนผงั การใช้ประโยชน์ท่ีดินที่ไดร้ ับคำแนะนำจากผู้มีสว่ นได้ส่วนเสีย และเหตุผลในการตัดสินใจ
รบั รองรูปแบบแผนผงั นีท้ ่ีไดม้ าจากขั้นตอนท่ี 1–5 ตลอดจนการจัดเตรยี มเงือ่ นไขสำหรับการนำไปใช้
ข้นั ตอนท่ี 7 การตดิ ตามตรวจสอบและปรับปรุงแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Auditing and
Monitoring) เป็นขั้นตอนการติดตามตรวจสอบเพื่อช่วยทำให้เกิดข้อมูลที่จำเป็นในการทบทวนว่าแผนผังกำหนดการใช้
ประโยชน์ที่ดินจะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ในเชงิ ประจักษ์ได้เพียงใด และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามที่
วางแผนไวด้ ว้ ยเหตปุ จั จยั ใด
กระบวนการของการบริหารแบบมีส่วนร่วม หมายถึง ขั้นตอนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้
ประกอบด้วย 4 ข้นั ตอน ดงั นี้
1. การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เป็นการกำหนดความต้องการและจัดลำดับความสำคัญการวางแผนและการ
ตดั สนิ ใจปฏิบตั ิตามแผนท่ีวางไว้
2. การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน เป็นการมีส่วนร่วมในส่วนที่เป็นองค์ประกอบของการดำเนินงาน เช่น
การชว่ ยเหลือด้านทรพั ยากร การบริหารงานและประสานงาน และการขอความชว่ ยเหลอื เป็นตน้
3. การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ ในส่วนที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ รวมท้ัง
ผลประโยชน์ในทางบวกและผลที่เกิดขึ้นในทางลบที่เป็นผลเสียของโครงการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์และเป็นโทษต่อ
บคุ ลากรและสังคมด้วย
4. การมีส่วนร่วมในการประเมินผล การมีส่วนร่วมในการประเมินผลนั้น สิ่งสำคัญที่จะต้องสังเกต ก็คือ
ความเห็น ความชอบ และความคาดหวัง ซ่ึงจะมีอิทธิพลสามารถแปรเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคลในกล่มุ ต่างๆ ได้
ผู้บริหารการศึกษา หมายถึง บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
ผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต
พ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
ครู หมายถึง บุคลากรที่ปฏิบัติการสอนหรือ การจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
บุคลากรทางการศึกษา หมายถึง ผู้สนับสนุนการศึกษาซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ให้บริการ หรือปฏิบัติงาน
เกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ การบริหารการศึกษา และปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงาน
การศึกษา สังกัดสำนกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทด่ี นิ ของโรงเรียนท่ียบุ เลกิ 6
สังกดั สำนักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
ภาคเี ครือข่าย หมายถึง บคุ คล หน่วยงาน องคก์ รท่ใี หก้ ารสนับสนุนทรัพยากรในการดำเนินการพัฒนาแหล่ง
เรยี นรู้ โคกหนองนาแหลมจากโมเดลวถิ ใี หม่ ของสำนกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 หมายถึง หน่วยงานทางการศึกษาที่อยู่ภายใต้
การกำกับดูแลของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วย อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอระโนด อำเภอ
สทงิ พระ อำเภอสิงหนคร อำเภอนาหมอ่ ม และอำเภอเมืองสงขลา
ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะได้รบั
1. มแี หลง่ เรยี นร้ทู ่ีเปน็ ประโยชนส์ ำหรับเด็ก เยาวชน และประชาชน ผู้สนใจ
2. ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ มของโรงเรียนท่ยี ุบเลิกไดร้ ับการฟน้ื ฟู
3. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 มีแนวทางในการใช้ประโยชน์จากที่ดินของ
โรงเรียนทีย่ ุบเลิกอย่างมปี ระสิทธภิ าพและเกิดประโยชนส์ งู สุดตอ่ การจดั การศึกษา
4. เป็นแนวทางให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นำที่ดินของโรงเรียนที่ยุบเลิกมาใช้
ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธภิ าพและเกิดประโยชน์สูงสดุ ตอ่ การจัดการศกึ ษา
กรอบแนวคิดการวจิ ัย
งานวิจัยเรื่อง โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดลวิถีใหม่: การใช้ประโยชน์จากที่ดินของโรงเรียนที่ยุบเลิก
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ทำการศึกษาการพัฒนารูปแบบ โดยปรับใช้แนวคิด
การใชป้ ระโยชนข์ องท่ดี ินของ สฤษดิ์ ตยิ ะวงศส์ ุวรรณ (2559)
สามารถนำมากำหนดเป็นกรอบแนวคดิ การวจิ ยั ได้ดังนี้
การใชป้ ระโยชน์จากทด่ี นิ ของโรงเรยี นท่ี
ยบุ เลกิ สงั กดั นกั งานเขตพน้ื ท่ี
การศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1 แหลง่ เรยี นรทู้ พ่ี ฒั นาขน้ึ ไดแ้ ก่
1. โคก หนอง นา โมเดล
การมสี ว่ นร่วมในการพฒั นาแหล่ง 2. ค่ายลกู เสอื แหลมจาก
เรยี นรขู้ องผมู้ สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งกบั การ 3. ศนู ยฝ์ ึกกฬี าแหลมจากสงขลา
ใชป้ ระโยชน์จากทด่ี นิ ของ
โรงเรยี นทย่ี บุ เลกิ
สงั กดั สานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา
ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ีดินของโรงเรยี นที่ยบุ เลกิ 7
สังกดั สำนกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กี่ยวข้อง
การวิจัยครง้ั น้ี ผู้วิจยั ไดศ้ ึกษาทฤษฎี หลกั การ และแนวคิดจากตำรา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้
เปน็ แนวทางในการกำหนดกรอบแนวคิดในการวจิ ัย นำเสนอในประเดน็ ดงั ต่อไปนี้
1. แนวคิดเกยี่ วกับการใชป้ ระโยชน์จากที่ดิน
2. แนวคิดเกี่ยวกบั การพัฒนาแหลง่ เรียนรู้
3. แนวคิดเกี่ยวกับการมีสว่ นรว่ ม
4. แนวคิดเก่ียวกับโคก หนอง นาโมเดล
5. แนวคดิ เกย่ี วกับลูกเสือและการจัดค่ายลกู เสือ
6. แนวคดิ เก่ียวกับศนู ย์ฝกึ กฬี า
7. บริบทการจัดการศกึ ษาของสำนักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
มีรายละเอียดพอสังเขป ดังต่อไปน้ี
1. แนวคดิ เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ทดี่ นิ
1.1 นยิ ามและความหมายของการใชป้ ระโยชนท์ ่ีดิน
การนำทีด่ ินมาใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์นั้น นักวิชาการไดใ้ หน้ ิยามและความหมายของการใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ีดินไว้
ดังน้ี
ธนกฤต ลาภธนโรจน์ (2562) กล่าวว่า การใช้ประโยชน์ที่ดิน หมายถึง บริเวณที่มีการกำหนดกิจกรรม
ทุกชนิดที่มีลักษณะเป็นประจำในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งและเอื้อต่อการใช้ประโยชน์ต่างๆ ของมนุษย์ ทั้งบนพ้ืนดิน ทั้งใต้
ดินในกจิ กรรมตา่ งๆ ประกอบกจิ กรรมเพ่ือที่อยู่อาศัย เพอื่ ประกอบธุรกิจการค้าการบริการ เพื่อการอุตสาหกรรมหรือ
เพ่ือสาธารณสถานต่างๆ เปน็ ต้น โดยการกำหนดประเภทและสดั ส่วนของกิจกรรมในพื้นทนี่ นั้ ๆ เพ่ือการกำกับควบคุม
ใหใ้ นการใชป้ ระโยชน์ที่ดินดา้ นตา่ งๆ อย่างเหมาะสมกบั พ้ืนท่ี
นิพันธ์ วิเชียรนอ้ ย (2561) กล่าวว่า การใช้ประโยชน์ท่ีดิน เป็นส่วนหนึ่งที่ชี้วัดกิจกรรมที่เกิดขึน้ ในพื้นท่ี
การใช้พื้นที่และอืน่ ๆ ให้เห็นถึงสภาพพื้นท่ี พื้นที่ใดพื้นท่ีหนึ่งยังคงมีสภาพสมบูรณ์อยู่ย่อมจะไม่เกิดการเปล่ียนแปลง
หรือมีผลกระทบต่อคุณค่าทางธรรมชาติและคุณค่าการใช้ประโยชน์ แต่หากถูกทำลายหรือทำให้เสื่อมโทรมแล้วจะ
สง่ ผลกระทบกับสงิ่ อื่นไดอ้ ยา่ งเหน็ ได้ชัด รวมการฟ้นื ฟหู รอื กลบั มาสภาพเดิมต้องอาศยั เวลาในการกลับเปน็ สภาพเดมิ
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากที่ดนิ ของโรงเรียนที่ยบุ เลกิ 8
สังกดั สำนกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
ปัทม์ ญาติมาก (2555) กล่าววา่ การใช้ประโยชน์ทด่ี ิน หมายถึง การใชท้ ่ดี นิ ท่ีมีอยู่ให้เกิดประโยชนส์ ูงสุด
มีความสมดุลท้ังในทางเศรษฐกจิ สงั คม สนองความตอ้ งการของมนุษย์ ซ่งึ มีแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะ
ต่างๆ ได้แก่ 1) พื้นที่ป่าธรรมชาติกำหนดให้มีเขตอนุรักษ์ พื้นที่เชื่อมโยงสัตว์ป่า สิ่งมีชีวิต และพื้นที่แนวกันชน
2) พื้นที่ชนบทประกอบด้วย การเกษตรกรรมที่ยั่งยืน การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
3) พื้นที่เมืองกระชับ ได้แก่ ขนาดย่านชุมชนที่เหมาะสม การใช้ประโยชน์ท่ีดนิ แบบผสมผสานอาคารสิง่ ก่อสร้าง การ
คมนาคมขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการกำหนดขอบเขตการเจริญเติบโตของเมือง เป็นต้น
เป็นการใชท้ ี่ดินทีม่ ีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีความสอดคล้องกับศักยภาพในการรองรับ และข้อจำกัดในการพัฒนา
พื้นท่ี
สรรค์ใจ กลิ่นดาว (2550) กล่าวว่า การใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นการใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อประกอบ
กจิ กรรมอยา่ งใดอย่างหน่งึ ทีเ่ ปน็ ประโยชน์ตามความต้องการของมนุษย์ โดยมีขอบเขตทำใหส้ ภาพพื้นที่เดิมน้ันมีการ
เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพื่อทำการเกษตร การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพื่อเป็นเขตพาณิชยก
รรมและอุตสาหกรรม การเปลย่ี นแปลงพนื้ ทเี่ พื่อเปลี่ยนเป็นท่ีอยู่อาศัย การพัฒนาระบบชลประทาน และการพัฒนา
พื้นที่แหล่งน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้การใช้ประโยชน์ที่ดินยังสามารถทำให้เจ้าของพื้นที่ได้รับผลตอบแท นในแง่เชิง
เศรษฐกิจได้อกี ด้วย
สรุปไดว้ ่า การใช้ประโยชน์ที่ดนิ หมายถงึ การใชป้ ระโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน หรือ อนาคต เพื่อตอบสนอง
ความต้องการของมนุษย์ในด้านต่างๆ เช่น เกษตรกรรม พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และที่อยู่อาศัย เป็นต้น ดังนั้น
การใช้ประโยชน์ที่ดินจึงมีความเปลี่ยนแปลงจาก รูปแบบของการใช้ ประโยชน์ตามความต้องการของผูท้ ี่เป็นเจา้ ของ
หรือผู้ที่ใช้ประโยชน์ที่ดินน้ันๆ เช่น การเปลี่ยนพื้นที่ป่าไม้เป็นพื้นทีเ่ กษตรกรรม หรือเป็นแหล่งน้ำ การเปลี่ยนแปลง
พื้นที่เกษตรกรรมเป็นที่อยู่อาศัย หรือเป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวขึ้นอยู่กับปัจจัยท่ี
หลากหลาย ไดแ้ ก่ ปัจจยั ทางกายภาพ ชีวภาพ ปจั จัยทางด้านนโยบายของรฐั และปัจจยั ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
เป็นต้น
1.2 การวางแผนการใชป้ ระโยชนท์ ดี่ ิน
การใชป้ ระโยชน์จากท่ดี ินจำเป็นต้องมีการวางแผนการดำเนินงานเพ่ือศึกษาสภาพของทด่ี ิน หาแนวทาง
การดำเนินงาน และวางแผนในการพัฒนา อันจะก่อให้เกิดอัตถประโยชน์สูงสุดจากการใช้ที่ดินนั้น ซึ่งนักวิชาการได้
เสนอแนวทางการวางแผนการใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ดี นิ ไวด้ ังนี้
วัลลภ ทองอ่อน (2552) กล่าวว่า การวางแผนการใช้ที่ดินมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพในการ
ใชท้ ่ีดนิ แผนการใช้ท่ีดินที่นำไปใช้ส่วนใหญ่จะอยู่ในหน่วยหรือขอบเขตการปกครอง เชน่ ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค
และประเทศ เป็นต้น หรือบางกรณีอาจเป็นแผนการใช้ที่ดินระดับลุ่มน้ำการที่จะได้แผนการใช้ที่ดิน ออกมาจะต้อง
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ีดนิ ของโรงเรยี นทย่ี บุ เลิก 9
สังกดั สำนักงานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
ผ่านการประเมินค่าทรัพยากรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำของสภาพการใช้ที่ดินในปัจจุบัน มีความ
จำเป็นอย่างยิ่งในการวางแผนการใช้ที่ดิน เพื่อให้ได้ข้อสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการสนับสนุนการตัดสินใจเพอ่ื
วางแผนการใช้ท่ีดนิ อยา่ งสอดคลอ้ งกบั สถานการณจ์ ริง
สฤษด์ิ ตยิ ะวงศส์ ุวรรณ (2559) กลา่ วว่า การวางแผนการใช้ประโยชน์ทีด่ ินสรปุ โดยทว่ั ไปแบ่งระดับการ
วางแผนไว้ 3 ระดบั ได้แก่ 1) ระดับชาติ 2) ระดบั ย่านพนื้ ที่ และ 3) ระดับทอ้ งถ่นิ โดยทัง้ สามระดบั นี้ไม่จำเป็นต้องมี
การเรยี งลำดบั ต่อเนื่องกัน แต่ควรมคี วามสอดคลอ้ งในการตดั สินใจและดำเนนิ การสัมพนั ธ์กับหนว่ ยงานทเ่ี ก่ยี วข้องท้ัง
ระดับนโยบายและการดำเนินการ ลักษณะเฉพาะที่สำคัญคือ ระดับการวางแผนที่ต่างกัน มีความต้องการในการ
ตัดสินใจการมีส่วนร่วมท่ามกลางผู้มีส่วนได้เสียและกลยุทธ์ที่ต่างกัน เป็นไปเพ่ือความสามารถในการเชื่อมโยง
ความสมั พนั ธอ์ งค์ประกอบของระดับแผนการใช้ประโยชน์ทด่ี ินท่ีต่างระดบั กัน
1.2.1 การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินระดับชาติ (National Land-Use Planning) จะสัมพันธ์กับ
เป้าหมายเพื่อการจัดสรรทรัพยากรของชาติ เป็นการจัดลำดับการจัดสรรโครงการระดับย่านพื้นท่ี โดยเป้าหมายการ
ใช้ประโยชน์ที่ดินในระดับชาติจะมีความซับซ้อนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเชิงนโยบาย การออกกฎหมาย และ
มาตรการการคลังทีส่ ง่ ผลกบั ประชาชนและการเปลย่ี นแปลงเชิงพืน้ ที่ ท้งั นใี้ นขั้นตอนนน้ี ักวางแผนควรมีการสนับสนุน
ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บุคคลผู้มีอำนาจตัดสนิ ใจมีความเขา้ ใจความสัมพันธ์ขององค์ประกอบทีเ่ กี่ยวข้อง เพ่ือ
การตดั สินใจทส่ี ามารถดำเนนิ การใช้ประโยชนท์ ด่ี ินตามแบบแผนท่กี ำหนดไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
1.2.2 การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินระดับย่าน (District Land-Use Planning) อาจจะไม่
จำเป็นต้องหมายถึงขอบเขตย่านพื้นที่ในด้านการปกครอง เช่น ตำบลหรืออำเภอ แต่หมายถึง ย่านที่ดินที่มี
ความสัมพันธ์ของประเด็นสาระในการวางแผนการใชป้ ระโยชนท์ ี่ดนิ ร่วมกัน เช่น การกำหนดรปู แบบการใช้ท่ีดนิ ตาม
แนวแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่ออนุรักษ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ เป็นต้น และเป็นระดับของการวางแผน
เชื่อมโยงความสมั พันธร์ ะหว่างระดับชาตคิ ล่ีคลายลงมาสู่ระดับท้องถิ่น เช่น การวางแผนระบบโครงสร้างพื้นฐานเพ่อื
สนับสนุนการใช้ประโยชน์ที่ดินที่กำหนดไว้ หรือการวางแผนแนวทางการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาและการ
ปรับปรงุ การจัดประเภทการใช้ประโยชน์ท่ดี ิน
1.2.3 การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินระดับท้องถิ่น (Local Land-Use Planning) มีลักษณะ
ครอบคลุมขอบเขตหมู่บ้าน กลุ่มหมู่บ้าน การวางแผนในระดับนี้ค่อนข้างสามารถกำหนดแผนได้ถึงการบอก
รายละเอยี ดการเปล่ียนแปลงกจิ กรรมการใช้ประโยชนท์ ่ีดนิ และสามารถกระจายผลประโยชนแ์ ละความรู้ความเข้าใจ
กับประชาชนในพ้ืนท่ไี ด้ ซึ่งจะสามารถบง่ ชไี้ ด้ในรายละเอยี ดขององคป์ ระกอบทเ่ี กี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน เช่น รูปแบบ
การดำเนินโครงการ ลักษณะสถานที่ ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นการดำเนินโครงการ ตลอดจนการกำหนดบุคคล
ผ้รู บั ผิดชอบในแต่ละส่วนงานทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ีดนิ ของโรงเรียนที่ยบุ เลิก 10
สังกัดสำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินระดับท้องถิ่นจะมีความเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมท่ ามกลางผู้มี
ส่วนได้เสียในกระบวนการวางแผนสูง โดยเฉพาะประชากรหรือชุมชนในพื้นที่ ทั้งกลุ่มเจ้าของที่ดิน กลุ่มหน้าที่
เจ้าหน้าทเี่ ชิงเทคนิคในการวางแผน ตลอดจนกลมุ่ ภาครฐั ทอ้ งถนิ่ ที่ต้องมีการประสานการร่วมมือขับเคลื่อนแผนงานสู่
การระบกุ ารจัดลำดับการพัฒนา และการรา่ งแผนการดำเนนิ การ
1.3 กระบวนการวางแผนการใชป้ ระโยชน์ท่ดี ิน
การใช้ประโยชน์จากที่ดินให้มีความเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องมีการวางแผน
ดำเนินงานเป็นขั้นตอน กระบวนการ อย่างมีระบบ โดยมีผู้เสนอกระบวนการวางแผนการใช้ประโยชน์จากที่ดินไว้
ดงั นี้
สฤษดิ์ ติยะวงศ์สุวรรณ (2559) กล่าวว่า กระบวนการวางแผนได้แบ่งเป็นหลายขั้นตอน โดยรูปแบบ
ขั้นตอนที่ต่างกันจะขึ้นอยู่กบั บริบทและประเด็นของการวางแผน ซ่ึงถือเป็นกระบวนการบริหารจัดการข้อมูลสำหรับ
การวิเคราะห์ อภิปราย และการตัดสินใจเลือกรูปแบบของแผนผังกำหนดการใช้ที่ดินเพื่อดำ เนินการ ซึ่งอาจแบ่ง
ข้ันตอนการวางแผนเปน็ 10 ขัน้ ตอน อธบิ ายรายละเอยี ดได้ดงั นี้
ขัน้ ตอนที่ 1 การกำหนดเปา้ หมายและเงื่อนไขความสัมพันธ์องค์ประกอบเพ่ือไปสู่เปา้ หมาย ขั้นตอนน้ี
มาจากการอภิปรายร่วมกันท่ามกลางผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมถึงนักวางแผนด้วย ซึ่งควรมีการแลกเปลี่ยนแนวคิดและ
ข้อมลู ท่เี ก่ียวขอ้ งเพอ่ื ใช้สำหรบั การรา่ งสถานการณ์และวสิ ยั ทัศนร์ ว่ มกัน
ขั้นตอนที่ 2 การบริหารดำเนินส่วนงานที่เกิดขึ้น เป็นขั้นตอนเพื่ออภิปรายร่วมกันในการค้นหา
แนวทางและขัน้ ตอนการทำงานรว่ มกนั เพื่อไปสูก่ ารกำหนดแผนงานดำเนินการไปสกู่ ารบรรลเุ ป้าหมาย
ขั้นตอนที่ 3 การวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา เงื่อนไข และข้อจำกัดของการดำเนินแผนงาน เป็น
ขั้นตอนในเชิงเทคนคิ ของการวางแผนการใช้ประโยชน์ทด่ี นิ ซึ่งตอ้ งมีการสร้างรูปแบบลักษณะต่างๆ ของแผนงานเพ่ือ
วิเคราะห์และเปรียบเทียบแต่ละรูปแบบในการไปสูเ่ ปา้ หมายด้วยองค์ประกอบ เงื่อนไข และข้อจำกัดเพื่อนำไปสูก่ าร
เลือกรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด สำหรับขั้นตอนนี้อาจสามารถใช้เทคนิคการสร้างฉากทัศน์เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์
และเปรยี บเทียบแต่ละรปู แบบของแผนงาน
ขั้นตอนที่ 4 การระบุโอกาสและแนวทางสำหรับการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นขั้นตอน
การสร้างทางเลือกหรือสถานการณ์ในการแก้ปญั หาเพ่ือนำไปสู่การเปลย่ี นแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดนิ ตามเป้าหมายท่ี
กำหนดไว้ร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อาจต้องมีการเจรจาร่วมกันระหว่างกลุ่มเจ้าของที่ดิน กลุ่มผู้ดำเนินกิจกรรม
และกล่มุ ผมู้ ีอำนาจการตัดสนิ ใจในเชิงนโยบาย
ขั้นตอนที่ 5 การประเมินความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ของที่ดินเป็นขั้นตอนสำคัญของการ
ประเมินที่ดินที่ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทใดที่มีความเหมาะสมบนที่ดินบริเวณนี้มากที่สดุ
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ีดนิ ของโรงเรียนทย่ี บุ เลกิ 11
สงั กดั สำนักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
และท่ดี ินบริเวณนค้ี วรมีการใช้ประโยชน์ใดเหมาะสมทส่ี ุด ขั้นตอนนีค้ วรมรี ายละเอยี ดการอธบิ ายการจดั กลุ่มประเภท
การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการใช้ประโยชน์ที่ดินแต่ละประเภทมีข้อกำหนดเงื่อนไข ร่างการกำหนดแผนผังการใช้
ประโยชน์ที่ดิน ข้อมูลแผนที่ลักษณะทางกายภาพภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง และการเปรียบเทียบข้อกำหนดเงื่อนไข
สำหรบั การจดั วางประเภทการใชป้ ระโยชน์ทด่ี ินอยา่ งเหมาะสมตามเงอ่ื นไขของบริบทพื้นท่แี ห่งนั้น
ขั้นตอนท่ี 6 การประเมินคา่ ทางเลอื กในแตล่ ะรปู แบบของรา่ งแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ทีด่ ิน ทั้ง
ในมุมมองการวิเคราะห์ด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ขั้นตอนนี้ควรมีการกำหนดกลุ่มตัวชี้วัดเพื่อใช้สำหรั บ
การประเมินคา่ ในแต่ละรูปแบบอย่างเปน็ ระบบ
ขั้นตอนที่ 7 การตัดสินใจร่วมกันในการเลือกรูปแบบร่างแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน
ที่ประเมินค่าได้เหมาะสมที่สุด เป็นขั้นตอนของนักวางแผนมีบทบาทในการจัดเตรียมสรุปข้อมูลสำคัญที่สามารถ
สะท้อนความจรงิ สำหรบั การตัดสินใจ และผู้มอี ำนาจตดั สนิ ใจในทน่ี อ้ี าจจะหมายถงึ กล่มุ ผู้มีสว่ นได้ส่วนเสยี ท่ีมีบทบาท
ในการเลอื กรูปแบบแผนผงั กำหนดการใช้ประโยชนท์ ่ดี ินทส่ี ามารถนำไปสู่การบรรลเุ ป้าหมายท่ีกำหนดไว้ร่วมกันได้
ขั้นตอนที่ 8 การจัดเตรียมแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินและรายละเอียดเงื่อนไข เป็นขั้นตอน
นำเสนอแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ได้รับคำแนะนำจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเหตุผลในการตัดสินใจรับรอง
รปู แบบแผนผังน้ีท่ไี ดม้ าจากขนั้ ตอนท่ี 1 – 7 ตลอดจนการจัดเตรยี มเงื่อนไขสำหรบั การนำไปใช้
ขั้นตอนที่ 9 การนำแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินไปใช้ เป็นขั้นตอนสำหรับการนำไปสู่การ
ดำเนินการตามเงื่อนไขของแผนผังที่กำหนดไวแ้ ละสามารถนำไปสูก่ ารเขา้ ใจถึงประโยชนจ์ ากการเปลี่ยนแปลงการใช้
ประโยชน์ที่ดนิ ท่ีกำหนดรว่ มกนั ไว้ในเชงิ ประจกั ษ์
ขั้นตอนที่ 10 การติดตามตรวจสอบและปรับปรุงแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นขั้นตอน
สุดท้ายของกระบวนการวางแผนที่มีลักษณะกลับไปสู่ขั้นตอนที่ 1 ซึ่งในการติดตามตรวจสอบจะทำให้เกิดข้อมูลที่
จำเป็นในการทบทวนว่าแผนผังกำหนดการใช้ประโยชนท์ ีด่ ินจะสามารถนำไปสูก่ ารเปลี่ยนแปลงไดใ้ นเชิงประจักษไ์ ด้
เพียงใด และไมส่ ามารถเปล่ยี นแปลงได้ตามทีว่ างแผนไว้ดว้ ยเหตุปัจจัยใด
1.4 งานวจิ ัยทเี่ กยี่ วกับการใชป้ ระโยชน์ท่ีดนิ
นักวิชาการได้ศกึ ษาและทำวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับการใช้ประโยชน์ทด่ี นิ ดงั น้ี
ทองมี เหมาะสม (2561) ศึกษาอิทธิพลของการปลูกพืชร่วมระหว่างข้าวโพดหวานลูกผสมและถั่วเขียว
ผลผลติ สงู พนั ธใ์ุ หม่ 3 พันธุ์ ต่อผลผลติ องคป์ ระกอบผลผลิตและค่าการใชป้ ระโยชน์จากทีด่ นิ โดยมวี ตั ถุประสงค์เพื่อ
หาพันธุ์พืชร่วมและแบบการปลูกพืชร่วมที่เหมาะสมระหว่างข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์การค้า Sugar Star กับถั่ว
เขียวผลผลิตสูงพันธุใ์ หม่ 3 พันธ์ุ (KUML1, KUML3, KUML8) โดยแบง่ เปน็ 2 การทดลอง ได้แก่ การทดลองที่ 1 เป็น
การปลกู เปรยี บเทยี บแบบปลูกพืชเดี่ยวและ ปลูกพืชรว่ มซง่ึ ปลกู ขนานกบั แถวขา้ วโพดดา้ นๆ ละ 1 แถวของถั่วเขยี ว 3
พันธุ์ และการทดลองที่ 2 ปลูกเปรียบเทียบแบบปลูกพืชเดี่ยว ปลูกร่วมขนานกับแถวข้าวโพด 1 และ 2 ด้าน
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากที่ดนิ ของโรงเรยี นทยี่ บุ เลกิ 12
สงั กดั สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
ปลูกระหว่างต้นข้าวโพดหวานและปลูกแบบแถบในอัตรา 2:2 และ 2:4 แถวของข้าวโพดหวานและถั่วเขียวพันธุ์
KUML1 ได้ปลูกทดลองที่คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีระหว่างเดือน ธ.ค.
2559-มี.ค.2560 และ ส.ค.-ต.ค.2560 โดยแต่ละการทดลองใช้แผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อคสมบูรณ์ (RCBD)
จำนวน 3 ซ้ำ 7 สิ่งทดลอง ผลการทดลองท่ี 1 พบว่า ถั่วเขียวพันธุ์ KUML1 เป็นพันธุ์ที่ปลูกร่วมกับข้าวโพดหวาน
ลูกผสมพันธุ์การค้า Sugar Star ที่ให้ค่า LER สูงสุด 1.73 ทั้งนี้โดยไม่มีผลกระทบต่อผลผลติ ของข้าวโพดหวาน ทั้งนี้
ถ่วั เขยี วมผี ลผลติ ลดลง 26.3 เปอร์เซน็ ต์ และจากผลการทดลองที่ 2 แสดงให้เหน็ วา่ แบบการปลูกพืชร่วมที่มีแถวถ่ัว
เขียวขนานกับแถวข้าวโพด ด้านละ 1 แถว เป็นแบบที่ให้ค่า LER สูง 1.58 ซึ่งมากกว่าการปลูกแบบเดี่ยวและแบบ
ปลกู อื่น ๆ อยา่ งไรก็ตาม ผลผลติ ของถว่ั เขียวในแบบน้ลี ดลงเพียง 35.9 เปอรเ์ ซน็ ต์ ของผลผลิตท่ปี ลกู แบบเด่ียว
มุมตาส มีระมาน และคณะ (2558) ศึกษาคุณลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการจัดการทรัพยากรที่ดิน
อย่างยั่งยืน รองรับประชาคมอาเซียนของกลุ่มนาข้าวเพื่อการค้า โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง นครศรีธรรมราช
ผลการวิจยั พบวา่ คุณลักษณะการใช้ทดี่ ินตามกรอบแนวคิดการจัดการทรัพยากรท่ดี ินอยา่ งย่ังยืน จำแนกเป็น 5 ด้าน
คือ ผลผลติ ความเสีย่ ง/ความมนั่ คง การปอ้ งกนั ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและการยอมรบั ของสังคม รายละเอียด
คุณลักษณะการใช้ที่ดินของแต่ละด้าน มีดังนี้ 1) ด้านผลผลิต คือ ศักยภาพ/ข้อจำกัดของดิน แนวโน้มผลผลิต
ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งน้ำ และระดับการลงทุน 2) ด้านความเสี่ยงและความมั่นคง คือ ความถี่และการ
ทำลายจากน้ำท่วม ความถี่ในการเกิดภัยแล้ง การรุกตัวของน้ำเค็ม และศัตรูพืช และแมลง 3) ด้านการป้องกัน คือ
ความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าว การอนุรักษ์ดินและน้ำ 4) ด้านความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ คือ รายได้ในฟาร์ม
และนอกฟาร์ม ต้นทุนจากแรงงาน ขนาดพื้นที่และการถือครอง นโยบายและการสนับสนุนจากภาครัฐ และการ
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5) ด้านการยอมรับของสังคม คือ ภาวะผู้นำการมีส่วนร่วมและการปรับตัวภายใต้การแข่งขัน
ในประชาคมอาเซียนทางเศรษฐกิจ พื้นที่นาข้าวในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง จำแนกได้ 4 กลุ่ม หากพิจารณา
ตามผลผลติ การพ่ึงพารายไดห้ ลักและวัตถุประสงค์การผลติ ดงั นี้ 1) นาขา้ วเชงิ การค้าแบบเข้มข้น 2) นาข้าวร่วมกับ
สวนผสม 3) นาข้าวร่วมกับปาล์มน้ำมัน และ 4) นาข้าวร่วมกับอาชีพอื่น ๆ ผลการการศึกษาสรุปได้ว่า จุดแข็ง คือ
ศักยภาพที่ดิน ระบบชลประทาน และการส่งเสริมจากภาครัฐ ส่วนจุดอ่อน คือ ผลผลิตข้าวมีระดับปานกลาง-ต่ำ
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่ำ ระดับการลงทุนสูง สภาพพื้นที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมและภาวะแล้ง
ความหลากหลายด้านพันธ์ุ ข้าวน้อย รายได้ปานกลาง การมีส่วนร่วมต่ำ ความสามารถในการปรับตัวและภูมิคุ้มกัน
ด้านการเศรษฐกิจตำ่ และการเรยี นรู้ต่ำ แนวทางการปรบั ตวั ของเกษตรกร พบวา่ เกษตรควรเปลี่ยนแปลงพันธุ์ขา้ วให้
เหมาะสม ตามความต้องการของตลาดในระดับอาเซียนและขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ศึกษาหาข้อมูล
จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดนวัตกรรม ตรวจสอบต้นทุนการผลิตข้าว และวางแผนลดต้นทุน การผลิตตาม
มาตรฐานต่างๆ โดยการลดค่าน้ำมันที่ใช้เพื่อการสูบน้ำเข้าแปลงนา และลดปริมาณการใช้สารเคมีและยาปราบ
ศัตรูพืช เพิ่มมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ภาครัฐควรสนับสนุนการรวมกลุ่ม เกษตรกรเพื่อให้เปลี่ยนเป็นเกษตรกร
แปลงใหญ่ เชื่อมโยงเครือข่ายกับภาคีต่างๆ นอกจากนั้น ภาครัฐควรเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มเพื่อให้เข้าถึง
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทด่ี ินของโรงเรยี นที่ยบุ เลกิ 13
สงั กดั สำนกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
ทรัพยากร มีอำนาจ ความรู้ และภาวะผู้นำ สุดท้ายเกษตรกรและภาครัฐควรร่วมกันหามาตรการลดความเสี่ยงต่อ
น้ำท่วม ภาวะแลง้ และตดิ ตง้ั ระบบการเตอื นภยั โดยใช้กระบวนการมีส่วนรว่ มและภมู ิปญั ญาชาวบา้ น
วริณาฐ พิทักษ์วงศ์วาน (2557) ศึกษาเรื่อง ภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเมืองเชียงคานกับการเปลี่ยนแปลง
รูปแบบการใช้ประโยชน์จากที่ดินและน้ำ โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มีการ
ประยุกต์ และบูรณาการความรู้ในมิติด้านการศึกษาพื้นที่ ภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Cultural Landscape) และ
วาทกรรมการพฒั นา (Development Discourse) เพอื่ ศึกษาเกีย่ วกับการเปลี่ยนแปลงการใชท้ รัพยากรท่ีดนิ และนำ้
ของชาวเชียงคานในมิติด้านเศรษฐกิจ ที่ส่งผลต่อภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเมือง เพื่อหาเหตุปัจจัยของการเกิดภูมิทัศน์
วัฒนธรรมทเี่ ป็นภาพสะท้อนวถิ ชี วี ิต และความสัมพนั ธ์ของผคู้ นในเมืองเชียงคาน ผลการศึกษาพบวา่ การเปล่ียนแปลง
การใช้ทรัพยากรที่ส่งผลต่อภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเมืองเชียง คานโดยหลักแล้วเป็นผลมาจากเหตุปัจจัย 4 ประการ
ประกอบด้วย 1) นโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้เกษตรกร ปลูกพืชเศรษฐกิจ 2) การเปลี่ยนแปลงการปกครองของ
ประเทศลาวในปี พ.ศ. 2518 3) การแกไ้ ขปัญหาแม่น้ำโขง กัดเซาะพืน้ ท่ีรมิ ตลงิ่ ในปี พ.ศ. 2546 และ4) การก้าวเข้าสู่
เมืองท่องเที่ยวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ดังกล่าวนี้ได้สะท้อน ภาพวิถีชีวิตและความสัมพันธ์ของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไปสู่
ความเป็นปัจเจกมากขึ้น แต่เนื่องด้วยเมืองเชียงคานยัง เป็นพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอย่างรุนแรง
ทำให้พลวตั ของชุมชนท้องถ่ินของเชียงคานอยู่ใน ลักษณะของการปรับตวั ไปตามกระแสของการพัฒนาที่เข้ามาในแต่
ละยุคแต่ละสมัย ทั้งยังทำให้การแสดงออกถึง การต่อต้านในประเด็นที่สัมพันธก์ ับการพัฒนาในชว่ งเวลาที่ผ่านมายงั
จำกัดอยู่เพียงการแสดงออกผ่านการ วิพากษ์วิจารณ์ และการรวมตัวเพื่อทำกิจกรรมเฉพาะกิจเสียเป็นส่วนใหญ่
นอกจากนี้แล้วยังสะท้อนวิธีคิดของผู้คนที่เกิดจากการมองท้ องถิ่นเป็นหน่วยทางความคิดที่มีความหลากหลายใน
บริบทของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาในกระแสหลัก ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับปัจจัย
ด้านความพร้อมของทรัพยากรที่อยู่การครอบครองของปัจเจก รวมถึงศักยภาพของคนในแต่ละกลุ่มที่เอื้อต่อการ
ปรับตัวในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป หากแต่มีจุดร่วมกันอยู่ที่การสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองผ่านการปรับตัว
เพื่อให้สอดคล้องกับการเข้าถึง ผลประโยชน์ ซึ่งเป็นผลมาจากการตระหนักรู้ถึงความพึงมีพึงได้เพื่อตอบสนองความ
ปรารถนาของตน
นัยนา เกิดวิชัย (2549) ศึกษาเรื่องการใช้ประโยชน์จากท่ีดินที่รัฐเวนคืนจากประชาชน มีวัตถุประสงค์เพื่อ
ศกึ ษา ความเปน็ มาและวตั ถุประสงคข์ องการเวนคืนที่ดิน สำรวจจำนวนทีด่ ิน แนวนโยบายและแผน การใช้ประโยชน์
จากท่ีดนิ ที่หนว่ ยงานของรัฐเวนคนื จากประชาชน เปรียบเทยี บการดำเนินการการกำหนดนโยบายท่เี กย่ี วข้องกับท่ีดิน
และการใช้ประโยชน์จากที่ดินของหน่วยงานของรัฐกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยการเวนคืน
อสังหาริมทรัพย์ เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องการเวนคืนและการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่รัฐเวนคืนจาก
ประชาชน วิธีการวจิ ัยใช้การวิจัยเอกสาร โดยศกึ ษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมลู ด้านเอกสารที่เก่ียวข้องกรณีศึกษาจาก
คำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลปกครอง คำวินิจฉัยขององค์กรต่างๆ ของรัฐ และเรื่องร้องเรียนจากประชาชนใน
ปญั หาที่ดนิ กับหน่วยงานของรฐั และการสมั ภาษณ์ผูแ้ ทนหน่วยราชการและรฐั วิสาหกิจทีเ่ ก่ยี วข้อง ผลการวิจัยพบว่า
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทด่ี ินของโรงเรียนทีย่ บุ เลิก 14
สงั กดั สำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
การเวนคืนที่ดินในประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายประเภท และในการเวนคืนนั้นจำเป็นต้องปฏิบัติตาม
ขั้นตอนของกฎหมายเหล่านี้ กฎหมายที่กำหนดหลักการที่สำคัญในการเวนคืน ได้แก่ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักร
ไทย พระราชบญั ญัติวา่ ด้วยการเวนคนื อสังหารมิ ทรัพย์ และพระราชบัญญตั เิ วนคนื อสังหารมิ ทรพั ย์ กฎหมายเหล่านี้มี
บทบัญญัติซึ่งกำหนด หลักเกณฑ์ที่ไม่สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบหลายประการ ทำให้เกิดข้อขัดข้องเกี่ยวกับการ
เวนคืนที่ดินและก่อให้เกิดผลกระทบในเร่ืองการรับรองสิทธิในทรพั ย์สนิ ของประชาชนด้วย การกำหนดวัตถุประสงค์
ในการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่เวนคืนนั้นได้มีการกำหนดไว้ในกฎหมายต่างๆ หลายประเภท เช่น กำหนดไว้ใน
รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติว่าดว้ ยการเวนคนื อสังหาริมทรัพย์ พระราชบญั ญัตเิ วนคนื อสังหาริมทรัพย์ และกฎหมาย
อื่นๆ ที่กำหนดหลักการในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนนี้จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์
สาธารณะ และเมื่อมีการเวนคืนที่ดินมาแล้วก็ต้องใช้ประโยชน์ตามวตั ถุประสงค์ของกฎหมายนัน้ หากมีการใช้ฝ่าฝืน
วัตถุประสงค์ ประชาชนผู้ถูกเวนคืนย่อมมีสิทธิเรียกร้องที่ดินที่ถูกเวนคืนดังกล่าวคืนได้ ในกรณีที่รัฐไม่ใช้ประโยชน์
จากที่ดินที่รัฐเวนคืนจากประชาชนภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกรณีพ้นกำหนดระยะเวลา
ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์หรือกรณีพ้นกำหนดระยะเวลาตาม
พระราชบัญญัติเวนคนื อสังหารมิ ทรัพย์ หรือกรณที ่ีเวนคนื มาแลว้ ไม่ไดค้ รอบครองหรือใช้ประโยชนจ์ ากทีด่ นิ เป็นระยะ
เวลานาน เม่ือศึกษาจากตวั บทกฎหมายท่เี กีย่ วข้อง แนวการวนิ ิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา คำพพิ ากษาของศาล
ฎีกา และคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดแล้ว อาจสรุปได้ว่า เจ้าของที่ดินหรือทายาทมีสิทธิร้องขอที่ดินที่ถูก
เวนคืนไปนั้นคืนได้ หรือหน่วยงานของรัฐผู้ดแู ลอาจจะเสนอคืนให้แก่เจ้าของที่ดนิ เดิมหรือทายาทก็ได้เช่นกัน การใช้
ประโยชน์จากที่ดินที่รัฐเวนคืนจากประชาชน โดยเฉพาะกรณีของการรถไฟแห่งประเทศไทย และการท่าเรือแห่ง
ประเทศไทย พบว่า มีทั้งกรณีที่หน่วยงานของรัฐท้ังสองไม่ใชป้ ระโยชนจ์ ากที่ดินทเ่ี วนคืนจากประชาชนภายในกำหนด
ระยะเวลาตามกฎหมาย กรณกี ารใช้ประโยชน์จากท่ีดินทีเ่ วนคนื จากประชาชนไม่ตรงตามวัตถปุ ระสงค์ท่ีกำหนดไว้ใน
กฎหมายและกรณีการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่เวนคืนจากประชาชนตรงตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย
เวนคืน แต่มีที่ดินเหลือจากการใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ ซึ่งบางกรณีเจ้าของเดิมหรือทายาทของเจ้าขอ งเดิมมี
สิทธิเรยี กคืนท่ีดินที่ถูกเวนคืนไปได้ก็ตาม แตส่ ิทธใิ นการเรียกร้องที่ดนิ ที่ถูกเวนคนื ของเจ้าของเดิมหรือทายาทของเจ้า
ของเดิมก็เป็นอันไร้ผลแลว้ ทง้ั ส้ิน เพราะศาลปกครองสงู สดุ ได้มีคำวนิ ิจฉยั เปน็ บรรทัดฐานไว้แลว้ วา่ ระยะเวลาแห่งการ
ใช้สิทธิเรียกคืนที่ดินที่ถูกเวนคืนได้ล่วงเลยมาแล้ว ศาลปกครองไม่อาจรับเรื่องไว้พิจารณาพิพากษาได้ ดังนั้น การ
รถไฟแห่งประเทศไทยและการท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงควรพิจารณาทบทวนกรณีที่เอกชนได้เรียกร้องที่ดินที่ถูก
เวนคืนดังกล่าว โดยหากวิเคราะห์ตามเหตุผลและสภาพของเรื่องแล้วย่อมเห็นได้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และ
การท่าเรือแห่งประเทศไทยมไิ ด้ใช้ประโยชน์จากทีด่ ินทีเ่ วนคืนจากประชาชนใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมาย ความชอบธรรม
ในการถือกรรมสิทธิ์ย่อมหมดสิ้นไปแล้ว แม้ว่าในทางกฎหมายเอกชนไม่อาจเรียกคืนได้ แต่หน่วยงานทั้งสองก็ยัง
ผูกพันที่ควรจะต้องคืนที่ดินดังกล่าวให้แก่เอกชนตามหลักความชอบธรรม แต่หากหน่วยงานทั้งสองยังคงยึดถือ
กรรมสิทธ์ิในที่ดินตอ่ ไปก็ต้องเข้าใชป้ ระโยชน์จากที่ดินที่เวนคืนจากประชาชนนี้ให้เปน็ ประโยชน์มหาชนอยา่ งแท้จรงิ
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากที่ดนิ ของโรงเรยี นที่ยบุ เลิก 15
สงั กัดสำนกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
และเป็นประโยชนม์ หาชนทไ่ี ดส้ ดั ส่วนกับประโยชน์มหาชนตามกฎหมาย โดยคำนึงถงึ ความเป็นธรรมในการใช้ที่ดินใน
กรณที ีท่ ีด่ นิ นั้นเป็นทดี่ ินท่ีมสี ่วนเกีย่ วข้องกับปัญหาของชาวชมุ ชนแออดั
2. แนวคดิ และทฤษฎีทเ่ี ก่ยี วกบั การพฒั นาแหล่งเรียนรู้
2..1 นยิ ามและความหมายของแหล่งเรยี นรู้
แหลง่ เรยี นร้มู คี วามสำคญั ในกระบวนการจัดการเรยี นรู้อยา่ งมาก เพราะผู้เรยี นสามารถเรยี นรูจ้ ากสภาพจริง
แหล่งเรียนรู้จะมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ คือ บุคคล สถานที่ ธรรมชาติ ภูมิปัญญาการประกอบอาชีพ เป็น
ต้น ซงึ่ แหล่งเรยี นรู้ชว่ ยให้ผู้เรยี นสามารถศึกษา คน้ คว้า หาความรจู้ ากแหล่งเรียนรู้ไดเ้ อง นับเป็นขุมทรัพย์มหาศาล
ของความรู้ที่มีอยู่ แหล่งการเรียนรู้เหล่านั้น มีทั้งที่อยู่ในโรงเรียนและอยู่ในชุมชน จึงมีผู้ให้ความหมายไว้
หลากหลาย ดังน้ี
กรมวิชาการ (2545, น.45) ได้นิยามความหมายของแหล่งเรียนรู้ว่า หมายถึง แหล่งข้อมูล
ขา่ วสาร สารสนเทศและประสบการณท์ ่สี นบั สนนุ ให้ผเู้ รียนใฝเ่ รยี น ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้ และเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง
ตามอัธยาศัยอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ และเป็นบุคคลแห่งการ
เรียนรู้ แหล่งเรียนรูช้ ่วยขยายแนวความคิดในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรูใ้ หก้ ว้างขวางขึน้ แหล่งเรียนรูก้ ระตุ้นให้เกดิ
การพัฒนากระบวนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
จันทรา อ่อนระหง (2550, น.10) ได้ให้ความหมายของแหล่งเรียนรู้ว่า หมายถึง แหล่งหรือท่ี
รวม ซึ่งอาจเป็นสภาพหรือสถานที่หรือศูนย์รวมที่ประกอบด้วยข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ และกิจกรรมที่มี
กระบวนการเรียนรู้หรือกระบวนการเรียนการสอนที่มีรูปแบบแตกต่างจากกระบวนการเรียนการสอนที่มีครูเป็น
ผู้สอนหรือเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เป็นการเรียนที่มีกำหนดเวลายืดหยุ่นสอดคล้องกับความต้องการและความ
พร้อมของผเู้ รยี น
จิรศักด์ิ ประทุมรัตน์ (2550, น.11) ให้ความหมายของคำว่า แหล่งการเรียนรู้ หมายถึง แหล่ง
วิชาการที่เป็นตัวบุคคลหรือหน่วยงานตา่ ง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงภูมิปญั ญาท้องถิ่นทีส่ ามารถให้คุณค่าตอ่
การเรยี นรู้ ส่งเสรมิ ให้ผ้เู รยี นเกิดกระบวนการเรยี นรูแ้ ละสามารถนำมาใช้เพ่อื ก่อให้เกดิ ประโยชน์ได้
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2544, น.2) ได้กำหนดความหมายของแหล่งการ
เรียนรู้ว่าหมายถึง “แหล่ง” หรือ “ที่รวม” ซึ่งอาจเป็นสถานที่หรือศูนย์รวมที่ประกอบด้วย ข้อมูล ข่าวสาร
ความรู้ และกิจกรรมที่มีกระบวนการเรียนรู้ หรือกระบวนการเรียนการสอนที่มีรูปแบบแตกต่างไปจากกระบวนการ
เรียนการสอนที่มีครูเป็นผู้สอนหรือศูนย์กลางการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ที่มีกำหนดเวลายืดหยุ่นสอดคล้องกับความ
ตอ้ งการและความพร้องของผ้เู รียน
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทด่ี นิ ของโรงเรยี นท่ยี บุ เลิก 16
สงั กัดสำนักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
Good (1959, น.114) ใหค้ วามหมายของคำวา่ แหลง่ ความรใู้ นชมุ ชน หมายถึง ทุกส่ิงทกุ อย่างท่ี
มีอยู่ในชุมชนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางการศึกษาที่สามารถนำเอามาใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนได้ เช่น พิพิธภัณฑ์
โรงมหรสพ หอ้ งสมุด สวนสาธารณะ เป็นตน้ นอกจากนีย้ ังรวมไปถงึ บุคคลหรอื กลมุ่ คนที่อยใู่ นชมุ ชนด้วย
Wittich และ Schuller (1962, น.229) ได้ให้ความหมายของคำว่า แหล่งการเรียนรู้ใน
ชุมชน หมายถึง ประชาชน สถานท่ี และสิ่งที่อยู่ในชุมชนซึ่งสามารถนำเอามาใช้ประโยชน์เพื่อให้ผู้เรียนมี
ประสบการณต์ รง
Nichols (1971, น.341) ให้ความหมายคำว่า แหล่งความรู้ในชุมชน หมายถึง แหล่งที่เป็น
วชิ าการสำหรบั โรงเรยี น ประกอบดว้ ย ประชาชน สถานท่ี สิง่ ตา่ งๆ และกจิ กรรมทั้งหลายทีน่ ำมาใช้ในการศึกษาของ
นกั เรยี น เพ่อื ใหเ้ ปน็ พลเมอื งดี
สรปุ ได้ว่า แหลง่ เรียนรู้ หมายถึง สถานทหี่ รือศนู ย์รวมท่ปี ระกอบดว้ ย ข้อมูลขา่ วสาร ความรู้ และกิจกรรมที่
มีกระบวนการเรียนรู้ หรือกระบวนการเรียนการสอนที่มีรูปแบบต่างๆ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาและเสริมสร้าง
ประสบการณใ์ นการดำรงชีวิต พฒั นาผู้เรียนตามธรรมชาติ และเตม็ ศักยภาพ
2.2 แนวคิด และหลกั การเก่ียวกบั แหล่งเรียนรู้
ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ให้ความสนใจการจัดแหล่งความรู้เพื่อสนองการศึกษาตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนผู้
อยู่นอกระบบโรงเรียนได้มีโอกาสรับทราบข่าวสารข้อมูลและเรยี นรู้ในด้านต่างๆ ที่เหมาะกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของบุคคลในต่างประเทศแหล่งความรู้ปรากฏขึ้นเมื่อต้นปี ค.ศ. 1960 จากแนวคิดดั้งเดิมเป็นการบูรณาการระหว่าง
การบริการโสตทัศนูปกรณ์กับการบริการห้องสมุด เพื่อสนองความต้องการการเรียนรู้ของประชาชนในชุมชน โดย
บรรณารักษ์มีส่วนช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง โดยวิธีการศึกษาอย่างมีอิสระ โดยมีผู้ชํานาญในด้านสื่อให้
แนวคิดใน การเรียนรู้โดยการใช้ส่ือในรูปแบบตา่ งๆ ซง่ึ สามารถนาํ มาปรับใช้กับสื่อต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของ
บุคคลได้ดีกว่าบรรยายตามหนังสือในประเทศตะวันตกบางประเทศจึงจัดบริการ ดังกล่าวในรูปของการจัดแหล่ง
ความรภู้ ายในโรงเรยี นหรอื มหาวทิ ยาลยั (กรมสามัญศกึ ษา, 2532, น.3)
2.3 ความสำคัญของแหลง่ เรยี นรู้
ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าในวิทยาการสาขาต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาหรือการ
เรียนรู้จะหยุดอยู่เพียงการศึกษาภาคบังคับในรั้วโรงเรียนเท่านั้นไม่ได้ ทุกคนจะ ต้องศึกษาหาความรู้อย่างต่อเนื่อง
ต่อไปตลอดชีวิต ดังนั้นแหล่งความรู้ต่างๆ จึงมีความสำคัญและ จําเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้บุคคลสามารถแสวงหา
ความรไู้ ด้ดว้ ยตนเองตามความต้องการ ความสนใจ ความถนดั และความพร้อม
กรมวชิ าการ (2545, น.150) กลา่ วถึงความสำคญั ของแหล่งการเรียนรู้ไว้ดงั น้ี
1. เปน็ แหล่งการศกึ ษาตามอธั ยาศัย
2. เป็นแหล่งการเรยี นรูต้ ลอดชีวติ
3. เป็นแหลง่ ปลูกฝงั นสิ ัยรักการอา่ น การศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้ดว้ ยตนเอง
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากที่ดินของโรงเรยี นท่ียบุ เลกิ 17
สงั กดั สำนักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
4. เปน็ แหลง่ สร้างเสริมประสบการณ์ภาคปฏิบัติ
5. เปน็ แหล่งสร้างเสริมความรู้ ความคิด วทิ ยาการและประสบการณ์
ศิริกาญจน์ โกสุมภ์และดารณี คําวิจนัง (2545, น.15) ได้กล่าวถึงความสําคัญของแหล่งเรียนรู้ คือ
สภาพแวดล้อม ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียนที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเป็นแหล่งที่จะทําให้ผู้สอน
สามารถออกแบบการเรียนรใู้ ห้ผูเ้ รียนฝึกปฏิบัติ หรือไดศ้ ึกษาค้นควา้ ด้วยตนเอง
สายสุนยี ์ แสงเขอ่ื นแกว้ (2547, น.19) ไดก้ ล่าวถึงความสาํ คญั ของแหลง่ เรียนรวู้ ่า แหล่ง เรียนรูม้ คี วามสําคัญ
และจําเป็นต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2544 โดยเนน้ การศึกษาหาความรู้ สร้างองค์ความรู้ได้ดว้ ยตนเอง จากสื่อและแหล่งเรียนรู้ทห่ี ลากหลาย ตามมาตราท่ี
25 ของพระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่รฐั ตอ้ งดําเนนิ การจัดต้ังแหลง่ เรยี นรู้ตลอดชีวิตทุกรูป
แบบอยา่ งพอเพียงและมี ประสิทธภิ าพ ส่งเสริมการเรยี นรู้ตลอดชีวิตอยา่ งต่อเน่ือง เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมี
ประสิทธภิ าพ
เจนจัด ภักดีไทย (2548, น.10) ได้กล่าวถึงความสําคัญของแหล่งเรียนรูไ้ ว้ว่า แหล่งเรียนรู้เป็นแหล่งที่มุ่งให้
ผูเ้ รียนรักการเรยี นรู้ และแสวงหาความรู้ได้ดว้ ยตนเอง ลักษณะของแหล่งเรียนรูจ้ ึงเปน็ การศกึ ษาตามอัธยาศัย แหล่ง
การเรียนรู้ตลอดชีวิต แหล่งปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน การศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง แหล่งสร้างเสริม
ประสบการณ์ภาคปฏิบัติ และแหล่งสร้างเสริมความรู้ ความคิด วิทยาการและประสบการณ์ โรงเรียนจึงควรจัด
สภาพแวดล้อมให้เป็นแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย มีคุณภาพและต้องส่งเสริมให้นักเรียนใช้แหล่งเรียนรู้ให้คุ้มค่า
และไดร้ บั ประโยชนจ์ ากแหลง่ เรยี นรตู้ ่างๆ ให้มากทสี่ ุด
นิคม ชมพูหลง (2548, น.3) ไดก้ ล่าวถึงความสาํ คัญกับแหล่งเรียนรู้ไว้ว่า แหล่งเรยี นรู้ เป็นแหลง่ สรา้ งความรู้
ความคิดและประสบการณ์ เป็นแหล่งเสริมสร้างจินตนาการและความคิด สร้างสรรค์ เป็นแหล่งการศึกษาตาม
อัธยาศัย เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นแหล่งปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและ แหล่งการศึกษาค้นคว้า เป็นแหล่งเสริมมิตรภาพ
และเปน็ แหลง่ เสริมประสบการณ์ตรง
กระทรวงศึกษาธิการ (2553, น.6) ได้กล่าวถึงความสําคัญกับแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญา ท้องถิ่น และการวัด
และประเมนิ ผลอย่างหลากหลายควบคู่กัน เพื่อใหเ้ กดิ การพัฒนาผู้เรยี นอยา่ งแท้จรงิ ด้วยเหตนุ ้สี ถานศึกษาควรให้การ
ส่งเสรมิ สนบั สนุน ให้มกี ารนาํ สื่อไปใชใ้ นการพัฒนาการเรยี นรูท้ ่ีส่งผลตอ่ ผเู้ รยี นอย่างหลากหลายและพอเพยี ง โดยจดั
ให้มีแหล่งเรยี นรู้ ศูนยส์ อ่ื การเรียนรู้ ระบบสารสนเทศ และเครือข่ายการเรียนรูท้ มี่ ปี ระสทิ ธิภาพทัง้ ในสถานศึกษาและ
ชุมชน รวมทั้งการศึกษาค้นคว้าวิจัยและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้และศักยภาพของ
ผเู้ รียน
จากความสําคัญของแหล่งเรียนรู้ที่นักการศึกษา นักวิชาการทั้งหลายได้ให้ความสําคัญของแหล่งเรียนรู้
สามารถสรุปไดว้ า่ แหล่งเรียนรู้มีความสำคัญต่อกระบวนการเรียนการสอน และมีคุณประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ถือเป็น
หน้าที่ของสถานศึกษาและชุมชนที่จะต้องร่วมมือกันสํารวจ แสวงหา จัดหา และจัดสร้างแหล่งเรียนรู้ขึ้นอย่าง
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากที่ดนิ ของโรงเรยี นทยี่ บุ เลกิ 18
สังกัดสำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
หลากหลาย เพื่อใช้ประกอบการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ และมีประสิทธิผล สูงสุดตามแนวทางปฏิรูปการศึกษาท่ี
เนน้ ผ้เู รียนเป็นสําคัญท่ีสุด เพื่อใหไ้ ด้ผลผลติ สดุ ทา้ ย คือ ผู้เรียนทม่ี คี ุณภาพและสามารถดํารงชวี ิตอย่ใู นสงั คมได้อย่างมี
ความสุข
2.4 ประเภทของแหลง่ เรียนรู้
จากการศึกษาค้นควา้ เอกสารพบวา่ ไดม้ ีผู้แบ่งกลุ่มหรอื ประเภทแหลง่ การเรียนรู้ไวห้ ลายลกั ษณะ ดงั นี้
เกษม คำบตุ ดา (2550, น.10) ไดจ้ ำแนกแหล่งการเรยี นรู้ออกเป็น 4 ประเภท ดงั น้ี
1. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นบุคคล เช่น ครู เพื่อนในห้องเรียน เพื่อนต่างห้องเรียน เพื่อนต่างระดับ
บุคลากรในโรงเรยี น ผปู้ กครอง คนในชุมชน เปน็ ต้น
2. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นแหล่งวิชาการ ได้แก่ สถานที่ต่างๆ ภายในโรงเรียนและชุมชน เช่น ห้องสมุด
วดั ตลาด รา้ นคา้ สถานตี ำรวจ สถานีอนามัย โบราณสถาน สวนสตั ว์ เป็นต้น
3. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นแหล่งธรรมชาติ ได้แก่ ห้วย หนอง คลอง สวนสาธารณะ ป่า ต้นไม้ ใบไม้
อทุ ยานธรรมชาติ รวมทัง้ สัตว์ตา่ งๆ เช่น สตั ว์เลย้ี ง สตั ว์ปา่ เปน็ ต้น
4. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีต่างๆ เช่น หนังสือ ตำรา นิตยสาร วารสาร
สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ แผ่นปลิว ป้ายโฆษณาต่างๆ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ เสียงตามสาย เกมคอมพิวเต อร์
และโปรแกรมคอมพิวเตอรต์ ่างๆ เป็นตน้
สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม (2545, น.6) ได้จำแนกแหล่งการเรียนรู้ไว้ 3 ประเภท
ได้แก่
1. แหล่งการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้
จากสภาพจรงิ เช่น อุทยานแหง่ ชาติ สวนพฤกษศาสตร์ ภเู ขา ทะเล แมน่ ำ้ ลำคลอง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
เช่น ฝนตก แดดออก นำ้ ทว่ ม ความแห้งแล้ง ฯลฯ
2. แหล่งการเรียนรู้ที่จัดหรอื สร้างขึ้น ซึ่งมีในสถานศึกษาและนอกสถานศกึ ษา เพื่อใช้เป็นแหล่งศึกษา
หาความรู้ได้สะดวกและรวดเร็ว
2.1 แหล่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา ได้แก่ ห้องเรียน ห้องสมุด สวนสมุนไพร สวนสุขภาพ
สนามกฬี า ฯลฯ
2.2 แหล่งการเรียนรู้นอกสถานศึกษา ได้แก่ ศาสนสถาน พิพิธภัณฑ์ สถาบันค้นคว้าวิจัย
แหลง่ วิชาการ แหลง่ บริการ สวนสาธารณะ สวนสตั ว์ ห้องสมุดประชาชน ศูนย์กีฬา ศนู ยก์ ารค้า ฯลฯ
3. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นทรัพยากรบุคคล ได้แก่ ครู ผู้ปกครอง ตลอดจนบุคคลที่มีความรู้
ความสามารถ และเช่ียวชาญในด้านตา่ งๆ ซึ่งเปน็ ภูมิปญั ญาท้องถน่ิ เช่น บคุ คลที่เปน็ ภมู ปิ ญั ญาในสาขาอาชพี
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2547 : 3-4) ได้จัดประเภทของ
แหลง่ เรยี นรู้ ได้หลายแบบตามความสอดคล้องกับโรงเรียนแต่ละแห่งเพื่อเอ้อื ประโยชนต์ อ่ การใช้
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทด่ี ินของโรงเรียนทย่ี บุ เลิก 19
สงั กดั สำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
แบบที่ 1 จัดตามลกั ษณะของแหลง่ เรียนรู้
1. แหล่งเรยี นรู้ตามธรรมชาติ เป็นแหลง่ เรยี นร้ทู ีน่ ักเรียนจะศึกษาหาความรู้ได้จากส่ิงท่ีมีอยู่แล้วตาม
ธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ภูเขา ลำธาร กรวด หนิ ดนิ ทราย ชายทะเล
2. แหลง่ เรียนรู้ท่มี นุษย์สรา้ งขึ้น เป็นแหลง่ เรียนรู้ที่มนุษย์สร้างเพื่อสบื ทอดศิลปวัฒนธรรม ตลอดจน
เทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวกของมนุษย์ เชน่ โบราณสถาน โบราณวตั ถุ พิพธิ ภณั ฑ์ ห้องสมุดประชาชน
สถาบนั ทางการศกึ ษา สวนสาธารณะ ตลาด บ้านเรือน ที่อยู่อาศยั สถานประกอบการ
3. บคุ คล เป็นแหลง่ เรยี นรทู้ ่ีจะถา่ ยทอดความรู้ ความสามารถ คุณธรรม ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ท้ังด้าน
การประกอบอาชพี และการสบื สานวัฒนธรรม ตลอดจนนกั คดิ นกั ประดิษฐแ์ ละผู้ท่ีมคี วามคดิ รเิ ร่มิ สรา้ งสรรคใ์ นด้าน
ตา่ งๆ
แบบท่ี 2 จัดตามแหลง่ ที่ตงั้ ของแหล่งเรยี นรู้
1. แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน เดิมจะมีแหล่งเรียนรู้ที่เป็นหลัก คือ ครู อาจารย์ ห้องเรียน ห้องสมุด
ต่อมามีการพัฒนาเป็นห้องปฏิบัติการต่าง ๆ เช่น ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการทางภาษา
หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารคอมพวิ เตอร์ ห้องโสตทศั นศกึ ษา ห้องจริยธรรม ห้องศลิ ปะ เปน็ ต้น ตลอดจนการใชอ้ าคารสถานที่
บริเวณและสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เช่น ห้องอาหาร สนาม ห้องน้ำ สวนดอกไม้ สวนสมุนไพร แหล่งน้ำใน
โรงเรยี น เป็นต้น
2. แหล่งเรียนรู้ในชุมชน ครอบคลุมทั้งด้านสถานที่และบุคคล ซึ่งอาจอยู่ในชุมชนใกล้เคียงโรงเรียน
และชุมชนที่โรงเรียนพานักเรียนไปศึกษาหาความรู้เช่น แม่น้ำ ภูเขา ชายทะเล วัด ตลาด ห้องสมุดประชาชน
สถานตี ำรวจ สถานอี นามยั สวนสาธารณะ สวนสตั ว์ ทุ่งนา สวนผัก สวนผลไม้
Ramirez (1954, น. 386) จำแนกแหลง่ ความร้ใู นชมุ ชนออกเปน็ 4 ประเภท ดังน้ี
1. แหล่งความรทู้ ีเ่ ปน็ ธรรมชาติ ไดแ้ ก่ แสงแดด อากาศ ดนิ นำ้ เปน็ ตน้
2. แหลง่ ความรทู้ เ่ี ป็นบุคคล ได้แก่ บุคคลท่มี ีความร้คู วามสามารถในชุมชน
3. แหล่งความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ได้แก่ แหล่งความรู้ที่เกิดจากความเจริญก้าวหน้าทางด้าน
วทิ ยาศาสตร์ การคดิ ประดษิ ฐ์สง่ิ ตา่ งๆ เชน่ เครื่องยนต์
4. แหล่งความรทู้ เี่ ป็นสถานบัน ได้แก่ สถาบันต่างๆ ทมี่ นุษย์สรา้ งข้นึ เชน่ โรงเรยี น โบสถ์ เปน็ ต้น
Jarolimek (1969, น. 189) จำแนกแหล่งความรู้ออกเป็น 2 ประเภท คอื
1. ประเภทที่เป็นวัสดุในการอ่าน (Reading Materials) ได้แก่ หนังสือ จุลสาร วารสาร
หนงั สอื พมิ พ์ และสง่ิ พมิ พ์ตา่ งๆ
2. ประเภทที่ไม่ใช่วัสดุในการอ่าน (Non-Reading Materials) ได้แก่ ภาพยนตร์ รูปภาพ ฟิล์ม
สตรปิ เครื่องบนั ทึกเสยี ง แผนท่ี ลูกโลก และแหล่งวทิ ยาการอน่ื ๆ
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากที่ดนิ ของโรงเรียนที่ยบุ เลิก 20
สังกดั สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
Nichols (1971, น. 342) แบง่ ประเภทของแหลง่ ความรทู้ ่มี อี ยูใ่ นชุมชน ดังนี้
1. ผชู้ ำนาญพิเศษ เช่น นักดนตรี จิตรกร ผู้ชำนาญงานพิเศษ นกั กฬี า พนักงานซื้อขายและบริการ
พอ่ คา้ นักธรุ กจิ นายธนาคาร นักอตุ สาหกรรม ชาวนา
2. พ่อแม่ หรอื ผูป้ กครอง
3. ตวั แทนองคก์ รต่างๆ ไดแ้ ก่ ตัวแทนของสังคม เทศบาล ศนู ย์วัฒนธรรมหรอื หน่วยงานอนื่ ๆ
4. ผู้แทนทางด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม ได้แก่ บุคคลที่ทำงานทางด้านธุรกิจการค้าขายหรือโรงงาน
อุตสาหกรรม เช่น บริษัทขนสง่ เหมอื งแร่ บริษทั ห้างรา้ นตา่ งๆ
5. ผแู้ ทนรัฐบาล เชน่ ตำรวจ เทศมนตรี เจา้ หนา้ ที่อนามัย เปน็ ต้น
6. คณะกรรมการท่ีทำหน้าท่ีให้คำปรึกษาแนะนำแก่ประชาชน เชน่ กรรมการศกึ ษาโรงเรียน คณะท่ี
ปรึกษาให้โรงเรยี น คณะครภู ายในโรงเรียน เป็นตน้
7. ทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบดว้ ย พืช สตั ว์ปา่ นำ้ ดิน แร่ และวัสดุชนดิ ตา่ งๆ ทางธรรมชาติ
8. สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น อาคารสถานที่ เครื่องบิน ถนน รถไฟ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์
ปูชนยี สถาน เป็นตน้
สรุปได้ว่า การจำแนกประเภทของแหล่งการเรียนรู้ที่มีอยู่รอบ ๆ ตัวเราจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป
มากมายหลายประเภท สามารถได้สรปุ แหลง่ การเรยี นร้อู อกเปน็ 3 ประเภท ดังนี้
1. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นบุคคล เช่น ครู ปราชญ์ ผู้รู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น นักการศึกษา นักวิจัย
ผ้ปู ระกอบการต่างๆ
2. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นสถานที่ เช่น โรงเรียน ห้องสมุด สถานประกอบการต่างๆ ศาสนสถาน
แปลงเกษตร สถานท่ที างธรรมชาตติ า่ ง เป็นต้น
3. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นสื่อสารสนเทศและสื่อเทคโนโลยีต่างๆ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ สื่อทาง
คอมพิวเตอร์ ผลงานประดิษฐ์คิดค้น นวัตกรรมต่างๆ เป็นตน้
2.5 ประโยชน์ของแหลง่ เรยี นรู้
การจดั การเรยี นการสอนโดยใหผ้ ู้เรียนได้ศกึ ษาหาความร้จู ากแหล่งความรู้ต่างๆ จะกอ่ ใหเ้ กิดประโยชนต์ อ่ การ
เรียนรู้ของผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ตรงให้แก่ ผู้เรียน ซึ่งมีนักการศึกษาเสนอ
แนวคดิ เก่ียวกับประโยชนข์ องแหลง่ ความรไู้ วต้ า่ งๆ ดงั นี้
แสงจนั ทร์ อนิ ทนนท์ (2532 : 68) กลา่ วว่าการจดั แหลง่ ความรู้หมู่บ้านเป็นการวาง พื้นฐานเบื้องต้นที่จะช่วย
พัฒนาประชาชนในทอ้ งถิน่ ด้านตา่ ง ๆ ดังน้ี
1. ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท มุ่งพัฒนาด้านความเป็นอยู่ให้เขา “อยู่ดี” สามารถ
ดํารงชีวิตในชมุ ชนได้อย่าง “มีความสุข” มีความประพฤติที่ถูกต้องมีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวติ การให้บริการทาง
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทด่ี นิ ของโรงเรียนทย่ี บุ เลิก 21
สังกดั สำนักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
การศึกษา เป็นการชี้แนะให้เขารู้ว่า จะทําอย่างไรจะมีชีวิต อยู่ ดี มีความสุข และนําความรู้ที่ได้รับนั้นมาปรับใช้ให้
เหมาะกับตน โดยขึน้ อย่กู ับพื้นฐานของแตล่ ะบุคคลเปน็ สําคัญ
2. ช่วยให้ประชาชนรู้จักการพึ่งพาตนเอง การพัฒนาชุมชนมีความมุ่งหมายให้ประชาชน ได้ช่วยตนเอง
มากทสี่ ดุ และเป็นการสง่ เสริมให้ประชาชนมีความเชื่อมนั่ ในความสามารถของตนเอง การจัดแหลง่ ความรใู้ นชุมชนจึง
เป็นการช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชุมชนของตนเองในรูปของการช่วยกันสร้างแหล่งความรู้ การ
ช่วยเหลือมีหลายด้าน เช่น ด้านแรงงาน ด้านวัสดุ และทรัพย์สินที่จะนํามาพัฒนาชุมชนของตน โดยไม่ต้องอาศัย
งบประมาณจากรัฐ การพึ่งพาตนเองที่ทําให้เกิดความรู้สึกในความเป็นเจ้าของ เป็นการช่วยให้แหล่งความรู้นั้นได้
พฒั นาย่งิ ๆ ขึ้นไปอีกดว้ ย
3. ช่วยให้คนคิดเป็น คนทคี่ ดิ เป็นน้ันเป็นผู้ทสี่ ามารถปรบั ปรุงตนเองและสิ่งแวดล้อม ให้ผสมกลมกลืนกัน
เมื่อมีปัญหาเกดิ ขึน้ ก็สามารถมองเห็นปัญหา วิเคราะห์ปัญหาและหาทางแก้ไข ปัญหานั้น โดยเลือกทางตัดสินปัญหา
ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพปจั จุบันของตนเองและส่ิงแวดล้อม การศึกษาเป็นเครื่องมือทีท่ ําให้เขาได้พิจารณาหาทาง
ท่ีดที ี่สุด และเหมาะสมท่สี ุดในการตัดสนิ ปัญหา
4. ช่วยแก้ปญั หาเศรษฐกิจในชมุ ชน อันเป็นการพัฒนาคณุ ภาพชีวิตอีกประการหนึง่ ปัญหาความยากจน
เปน็ ปญั หาสาํ คญั ประการหน่ึงของประเทศ และมีความเกี่ยวข้องกบั ปัญหา เรื่องความไม่ร้ขู องประชาชน ไม่รู้ว่าจะทํา
อย่างที่จะช่วยเสริมรายได้ให้แก่ครอบครัว ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อปรับปรุงผลผลิตในไร่นา และไม่รู้ว่าจะนํา
วสั ดุพ้ืนบ้านมาทําประโยชน์อะไรบ้าง เปน็ ตน้ ดังนั้น การมศี ูนยร์ วมความรู้ในหม่บู ้านก็เปน็ วิธีหน่งึ ทีจ่ ะช่วยชี้นําให้เขา
มีโอกาสรูใ้ น เรื่องต่างๆ เพม่ิ ข้นึ และหาทางชว่ ยแกป้ ัญหาเศรษฐกิจในครอบครวั และชมุ ชนได้
รวพิ ร มณู ีวรรณ (2548 : 7-8) กลา่ วถงึ ประโยชน์ของแหล่งเรียนรู้ในชุมชนไดด้ งั น้ี
1. แหล่งเรียนรู้จะช่วยจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างชีวิตนักเรียนที่มีอยู่ ในชุมชนสามารถ
นำเอากจิ กรรมตา่ ง ๆ ของชุมชนมาปรับปรุงแกไ้ ขใหส้ อดคล้องกบั บทเรยี นได้
2. ชว่ ยแก้ปัญหาเก่ียวกบั การขาดอุปกรณก์ ารสอนไดด้ ี
3. นกั เรียนสนใจที่จะเรียน ไมเ่ กดิ ความเบื่อหน่าย
4. เปิดโอกาสใหช้ ุมชนไดม้ สี ่วนรว่ มในการจัดการศกึ ษา
5. สร้างความสัมพันธ์อนั ดีระหว่างโรงเรยี นกบั ชุมชน
6. เพิม่ พนู ทักษะ ประสบการณ์ตรงให้แกผ่ ู้เรียน
ออ้ มใจ วงษม์ ณฑา (2552. อา้ งองิ ใน สุภามาศ อา่ ดวง, 2554) กล่าวว่า ประโยชนแ์ ละของแหล่งเรียนรู้มีดงั น้ี
1. ชว่ ยใหป้ ระชาท่วั ไปไดศ้ ึกษาคน้ คว้าหาความรู้อย่างต่อเนื่อง
2. ช่วยให้ระบบข้อมูลข่าวสารได้ตีพิมพ์เผยแพร่ และนำไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการอย่างกว้างขวางมาก
ข้นึ
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ีดินของโรงเรยี นที่ยบุ เลกิ 22
สงั กัดสำนกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
3. ช่วยให้ระบบการจัดการความรู้มีความกว้างขวางมากขึ้นหรือที่เรียกว่าการศึกษาไร้พรมแดน ซึ่งเป็น
ประโยชนใ์ นการสรา้ งเครอื ขา่ ยได้อย่างท่ัวถึง
4. เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลต่างๆ ไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อองค์กรแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นประโยชน์ใน
การศึกษา ค้นควา้ วจิ ยั
5. ช่วยรักษาภมู ปิ ญั ญาของบุคคลหรือภูมิปญั ญาชาวบา้ น เพอื่ ประโยชน์ตอ่ การศึกษาในระยะยาว
6. เป็นประโยชน์ในการพัฒนาองค์ความรู้ชุมชนและเป็นที่พึ่งพาทางด้านวิชาการในการประกอบอาชีพ
และการดำรงชวี ิตอยา่ งมีความสุข
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่านเขต 2 อ้างถึงใน (www.nan2.go.th/UserFiles/File/Keyword :
2557) ได้กล่าวถึง การใช้ประโยชน์จากแหล่งเรียนรู้ไว้ว่าเป็นการจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้วางแผน แบ่ง
งานหนา้ ทรี่ ับผดิ ชอบ สำรวจ สืบคน้ รวบรวมข้อมูล วเิ คราะห์ นำเสนอแลกเปลี่ยน และสรุปข้อมลู จากการศึกษาโดย
ใช้ชุมชนและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นแหล่งเรียนรู้ จะทำให้ผู้เรียนได้เผชิญกับสภาพจริงของชีวิตหลากหลายมิติ ได้
สัมผัสกับธรรมชาติและได้ประสบการณ์ตรงกับการเรียนรู้กับผู้คนที่แตกต่างกันหลายช่วงวัย มีส่วนร่วมในการ
ถ่ายทอดประสบการณ์หลากหลายมิติ ร่วมดแู ลและรว่ มเรียนรู้ จงึ เป็นการเรียนรูท้ ม่ี ีความหมายจริงตอ่ ผเู้ รยี นและเป็น
การถ่ายทอดแนวคิด ประสบการณ์ จริยวัตรและวิถีปฏิบัติที่พึงได้กับผู้เรียนแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เกิด
บรรยากาศร่วมกันเรียนรู้ถ่ายโอนส่งทอดประสบการณ์จากชนชั้นที่ต่างวัยกัน นอกจากนั้นผู้เรียนจะได้ฝึกฝนทักษะ
ความสามารถพื้นฐานต่างๆ เช่น การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน การวางแผน แบ่งปันหน้าที่กันทำงาน สังเกต
สำรวจคน้ ควา้ ลงมอื ปฏบิ ตั ิ รวบรวมข้อมูล เรยี นรู้รว่ มกบั ผอู้ ่นื และทกั ษะชีวติ
สรุปได้ว่า ประโยชน์ของแหล่งเรียนรู้ นอกเหนือจากการใช้สำหรับการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผูเ้ รียนได้
ศึกษาหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆ เพราะเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ตรงให้แก่ผู้เรียนแล้ว ถือเป็นส่วน
สำคัญในการตอบสนองต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทำให้ประชาชนเกิดการตื่นตัวในด้านต่างๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ
สังคม วัฒนธรรม มีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้ประชาชนได้รับข่าวสารข้อมูลและเพิ่มพูน
ความรู้ต่างๆ และอาจใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมในการพบปะหารือ เป็นที่พักผ่อนและจัดกิจกรรมนันทนาการด้าน
ความรู้ กฬี าและบนั เทิง
2.6 กระบวนการของการพัฒนาแหล่งเรียนรู้
เนื่องจากในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ จำเป็นต้องใช้การบริหารจัดการในหลายส่วนนักวิชาการได้เสนอ
กระบวนการพัฒนาแหลง่ เรียนรู้ไว้ ดังน้ี
เนาวรัตน์ ลิขติ วฒั นเศรษฐ์ (2544 : 31) กลา่ วถงึ แนวทางการพฒั นาแหล่งเรยี นรู้
1. ตัง้ มั่นว่าจะทํา จะสรา้ ง จะพัฒนา
2. ประชุมครูอาจารย์
3. ประชาสัมพนั ธ์ใหน้ ักเรียน - ประชาชนทราบ
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทด่ี นิ ของโรงเรียนทยี่ บุ เลกิ 23
สังกดั สำนักงานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
4. ตัง้ คณะกรรมการบรหิ ารโครงการ
5. กําหนดนโยบายโดยยึดธรรมนูญ, พระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแห่งชาติ แผนพัฒนาการศึกษา นโยบาย
กรม นโยบายกระทรวง
6. กําหนดเป้าหมายจะสร้างแหล่งเรียนรู้เพิ่มและพัฒนาเรียนรู้แหล่งเรียนรู้ ที่มีอยู่มากน้อยเพียงใด
โดยคาํ นงึ นโยบายการพฒั นาแหลง่ เรยี นรู้ ความพรอ้ ม ความต้องการ ของนักเรยี นและชุมชน
7. ศกึ ษาเอกสารแหล่งเรยี นร้นู อกโรงเรยี นอ่ืนๆ ชุมชน สถานประกอบการ บุคลากร
8. สํารวจวเิ คราะห์แหล่งเรยี นรใู้ นโรงเรียน
9. ตัง้ คณะทาํ งาน
10. พัฒนาบุคลากร ประชุม อบรม สัมมนา
11. จัดการทรัพยากร กําหนดบทบาทหนา้ ที่ งบประมาณ อาคารสถานที่ (วสั ดอุ ุปกรณ์)
12. วางแผนการทํางาน จดั ทาํ โครงการ ปฏทิ นิ การปฏบิ ัติงาน TAE
13. ดําเนินโครงการสรา้ งและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ คํานงึ ถึงการออกแบบ (รปู แบบ วิธกี าร)
14. ส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้ให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้แหล่งเรียนรู้ส่งเสริมให้
นกั เรียนเข้าใชโ้ ดยการประชาสัมพนั ธ์ จัดนทิ รรศการ จดั สัปดาห์ แหง่ การเรียนรู้
15. ประเมนิ และพฒั นาแหลง่ เรียนรู้
16. สรุปหรือรายงาน
17. เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ จากการศึกษาความเป็นมาแนวความคิดและหลักในการจัดแหล่งเรียนรู้ที่
กล่าวมา
วรพงศ์ ผูกภู่ (2561) กล่าวถึงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้โดยการศึกษาข้อมูลและประสบการณ์ การทำงาน
เพอื่ คน้ หาแนวทางการพัฒนาแหลง่ เรยี นรู้ พบวา่ การพัฒนาแหลง่ เรยี นรู้ ประกอบดว้ ยองค์ประกอบ ทีส่ ำคญั 7 ดา้ น
1. ข้อมลู /ชดุ ความรู้ สำหรบั ขอ้ มูล หรอื เรอ่ื งราว หรอื สิ่งทไี่ ด้จากแหล่งท่ีมาของความรู้ มกี ารนำมาเรียบ
เรียงให้เป็นระบบ เป็นหมวดหมู่ สามารถทำความเข้าใจได้และพร้อมต่อการนำไปใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มพูนความรู้
ประสบการณ์ทั้งความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) ซึ่งเป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือ
สัญชาตญาณของแต่ละบุคคล เช่น ทักษะในการทำงาน ความคิดทัศนคติ และความรู้ที่ชัดแจ้ง ( Explicit
Knowledge) ซึ่งเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์จนเป็นหลักทั่วไป สามารถรวบรวมและ
ถา่ ยทอดไดโ้ ดยผ่านวธิ ีตา่ งๆ เช่น การบันทกึ เปน็ ลายลักษณ์อกั ษร ทฤษฎี หนงั สอื คูม่ อื ตา่ งๆ และบางครง้ั เรียกว่าเป็น
ความรู้แบบรปู ธรรม การเก็บข้อมูลจากแหล่งความรู้ขึ้นอยู่กับลกั ษณะของที่มา เช่น ถ้าเป็นสถานท่ีอาจเกบ็ ภาพถา่ ย
พร้อมประวตั คิ วามเป็นมา ความสำคญั ของแหล่งความรู้ หรอื ถา้ เป็นตัวบคุ คล อาจเก็บขอ้ มลู ประวัติย่อ บทสัมภาษณ์
คุณงามความดี บันทึกประสบการณ์หรือความรู้ท่ีมี แต่ถ้าหากอยู่ในรูปแบบของประเพณี อาจบันทึกถึงความเป็นมา
ความสำคัญ พธิ ีกรรมหรอื ข้ันตอนการปฏิบตั ิ เปน็ ตน้
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ีดินของโรงเรยี นท่ยี บุ เลิก 24
สังกดั สำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
2. ผู้ให้ข้อมูล/ผู้ถ่ายทอด หมายถึง บุคคลที่สามารถบอกเล่าหรือถ่ายทอดข้อมูล ชุดความรู้นั้นๆ แก่
ผู้เรียน ให้เกิดการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจ และสร้างประสบการณ์ได้ ผู้ให้ข้อมูลต้องมีความเชี่ยวชาญ มี ความรู้
เกีย่ วกับเร่อื งท่ถี ่ายทอดเปน็ อยา่ งดี และสามารถนำเสนอเรือ่ งราวออกมาได้อยา่ งน่าสนใจ
3. การออกแบบและการจัดลำดับ หมายถึง ขั้นตอน วิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ รูปแบบการเผยแพร่
หรือการนำข้อมูล เนื้อหาความรู้มาถ่ายทอดให้กับผู้ที่สนใจ เช่น การลำดับเรื่องราว เหตุการณ์ที่นำเสนอ การจัดทำ
กิจกรรมสาธิต เป็นตน้
4. กิจกรรมและกระบวนการเรียนรู้ หมายถึง กิจกรรมและกระบวนการที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ เช่น
การจดั กจิ กรรมทีเ่ น้นการเรียนรู้จากการลงมือทำ การเรียนร้ผู า่ นประสบการณ์จรงิ เป็นตน้
5. สื่อการเรียนรู้ หมายถึง สื่อรูปแบบต่าง ๆ ที่ทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากกว่าการได้ฟัง
บรรยายเพียงอย่างเดียว เช่น อุปกรณ์สาธิต สิ่งของจริง (ของจริง) ป้ายข้อมูล โมเดลจำลอง วีดีทัศน์ เทคโนโลยีสื่อ
เสมือนจริง สื่ออินเตอร์แอคทีฟ แอนิเมชั่น เกมมัลติมีเดีย เป็นต้น การเลือกใช่สื่อการเรียนรู้ท่ี เหมาะสมกับ
กลมุ่ เปา้ หมาย สัมพันธก์ ับขอ้ มูล จะชว่ ยสร้างความนา่ สนใจใหแ้ หลง่ เรยี นรู้ และชว่ ยสง่ เสริมการเรียนรไู้ ด้
6. สถานที่ ส่วนใหญ่ใช้สถานที่จริงหรือแหล่งที่มาของความรู้เป็นสถานที่จัดการเรียนรู้ เพราะจะ
สามารถเรียนรู้ได้จากสถานที่จริง ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านของผู้รู้ แปลงเกษตร ฟาร์ม วัด ป่า ฯลฯ โดยมีการปรับ
สภาพแวดล้อมของแหล่งเรียนรู้ให้เป็นห้องเรียน ไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องที่เป็นทางการ แต่ถ้าหากแหล่งเรียนรู้ไม่
สะดวกตอ่ การจัดกระบวนการเรยี นรู้ กอ็ าจใช้สถานทีอ่ ืน่ ทใ่ี กลเ้ คียง สร้างบรรยากาศ หรือเอ้อื ตอ่ การจัดการเรียนรู้
7. การบรหิ ารจัดการ สำหรับแหลง่ เรียนรู้จำเป็นต้องมีการบรหิ ารจัดการที่เป็นระบบชัดเจน เพ่ือให้การ
ดำเนนิ งานเปน็ ไปอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ และนำไปสู่เป้าหมายของแหล่งเรยี นรู้ ดังน้นั จึงตอ้ งมกี ารบริหารจดั การที่ดี ท้ัง
การวางแผนการปฏิบัติงาน การบริหารจัดการคณะทำงานที่ขับเคลื่อนงานของแหล่งเรียนรู้ การจัดการงบประมาณ
หรือแหลง่ ท่ีมาของรายได้
ภาพท่ี 2 องคป์ ระกอบสำคัญในการพัฒนาแหลง่ เรยี นรู้ 7 ดา้ น 25
ท่ีมา : วรพงศ์ ผกู ภู่ (2561)
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ดี ินของโรงเรียนที่ยบุ เลิก
สงั กัดสำนกั งานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
จากที่กล่าวมาทั้งหมด จึงทำให้สามารถสรุปได้ว่ากระบวนการในการเริ่มต้นพัฒนาแหล่งเรียนรู้ คือ การมี
ความมุ่งมั่นตั้งใจที่ดี วางอยู่บนการวางแผนในการทำงานตลอดทุกขั้นตอน มีทีมงานที่คอยเข้ามาช่วยในการ
ขับเคลื่อนแผน และมีกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ที่วางอยู่บนข้อมูลของท่ีได้รับการตกผลึกมาจากหลายๆ ส่วน และ
สุดท้ายมกี ารกำกบั ติดตามเพื่อปรับปรุงพัฒนาแหล่งเรียนรอู้ ยเู่ สมอ
2.7 งานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วกบั การพัฒนาแหล่งเรยี นรู้
นักวชิ าการได้ศึกษาและทำวิจัยท่เี กย่ี วข้องกบั การพมั นาแหล่งเรียนรู้ ดงั นี้
มาลายา วิจันทร (2552) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการมีส่วนรว่ มของชุมชน ในการจัดการเรียนรู้
ของโรงเรียนบ่ายปางตาม ตําบลปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผลการวิจัยพบว่า แหล่งเรียนรู้ประเภทบุคคล
เมื่อจําแนกตามความสามารถของแต่ละบุคคล ได้แก่ การแสดงพื้นบ้าน และการละเล่น รองลงมาคืองานหัตถกรรม
การเกษตร แหล่งเรียนรู้ประเภทสถานที่ได้แก่วัดปางตาม สถานบริการสาธารณสุข ร้านค้าในชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็ก
เล็ก แหล่งเรียนรู้ประเภททรัพยากรธรรมชาติ เช่น ถ้ำปางตาม ห้วยเสือ - ห้วยจอง อ่างเก็บน้ำและแหล่งเรียนรู้
ประเภทศลิ ปวฒั นธรรม ประเพณี ความเชื่อ ได้แก่ ศาลเจ้าเมอื ง และวดั บา้ นปางศาม ส่วนรูปแบบการมสี ว่ นร่วมของ
ชุมชนในการ จัดการแหล่งเรียนรู้ประเภทบุคคลได้จัดให้กับนักเรียนได้เรียนรู้กับปราชญ์ชาวบ้านหรือภูมิปัญญา ใน
ท้องถิ่น จัดให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัตกิ ิจกรรม ได้ศึกษาและฝึกงาน เชิญวิทยากรหรือความรู้มา สอนให้นักเรียน จัดให้
นักเรียนร่วมกิจกรรมงานประเพณีท้องถ่ิน จัดให้นกั เรยี นสาํ รวจและศึกษา นอกสถานที่ ซึ่งในการจัดแหล่งเรียนร้นู ั้น
ไดจ้ ัดสอดคลอ้ งและสมั พนั ธ์กับสาระการเรียนรู้ตามหลักสตู รการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน 2544
กาญจนา แกแจ่ม (2553) ได้ศกึ ษาเกีย่ วกบั รปู แบบการใช้แหลง่ เรียนร้ใู นการจดั การ การศึกษาของโรงเรียน
บ้านยอดดอยวิทยา อําเภอเมือง จังหวัดแม่ฮอ่ งสอน ผลการศึกษาพบว่า สภาพ แหล่งเรียนรู้ที่ใช้ในการจัดการศึกษา
ประกอบด้วยแหล่งเรียนรู้ที่ใช้ในการจัดการศึกษาภายใน โรงเรียนมี 5 ประเภทคือ แหล่งเรียนรู้ประเภทพิพิธภัณฑ์
ได้แก่ ห้องภูมิปัญญา แหล่งเรียนประเภท ห้องปฏิบัติการได้แก่ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้องสหกรณ์ ห้องครัว
ห้องธรรมมะและ ห้องปฏิบัติการทางภาษา แหล่งเรียนรู้ประเภทศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศได้แก่ ห้องคอมพิวเตอร์
ห้องชม โทรทัศน์วีดีทัศน์ แหล่งเรียนรู้ประเภทห้องสมุดโรงเรียน แหล่งเรียนรู้ประเภทอุทยาน การศึกษาได้แก่ สวน
เกษตรและสวนหยอ่ ม สภาพของแหล่งเรียนร้สู วนใหญ่มีสภาพดี สําหรับแหลง่ เรยี นรทู้ ีใ่ ช้ในการจดั การศึกษาภายนอก
โรงเรียนมี 4 ประเภท คือ แหล่งเรียนรู้ประเภทบคุ คลได้แก่ ปราชญ์ด้านการประดิษฐ์แคน ปราชญ์ด้านการเปา่ แคน
ปราชญ์ด้านการตีเหล็ก หรือตีมีดปราชญ์ ด้านการปักและเย็บผ้าม้ง แหล่งเรียนรู้ประเภทสถานที่ได้องค์การ
สื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ช่อง 3 และช่อง 9 โรงส่งน้ําประปาประจําหมู่บ้าน อาคารทอผ้าประจําหมู่บ้าน
บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ลานกีฬาประจําหมู่บ้านและศาลาประชาคม ส่วนผลการศึกษาสภาพการบริหารจัดการแหล่ง
เรียนรู้ ในการจัดการศึกษาประกอบด้วยการวางแผนการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ การดําเนินการบริหาร จัดการ
แหล่งเรียนรู้ การตรวจสอบติดตามประเภทผลการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ การปรับปรุง แก้ไขการบริหารจัดการ
แหล่งเรียนรู้ในภาพรวมมีระดับสําเร็จอยู่ในระดับได้ตระหนักรู้ในบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบและได้ลงมือปฏิบัติ
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ีดินของโรงเรียนทีย่ บุ เลิก 26
สงั กดั สำนกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
แล้วแต่งยังไม่เกิดผลสําเร็จที่ชัดเจน สําหรับปัญหาการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้คือโรงเรียนขาดแคนบุคลากรและ
งบประมาณในการพฒั นาปรับปรุงและ ซ่อมแซมแหลง่ เรียนรู้ และผลการสังเคราะหร์ ปู แบบการใช้แหล่งเรียนรู้ในการ
จัดการศึกษาภายใน และภายนอกโรงเรยี น ควรเปน็ รปู แบบที่ให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการพูด การอ่าน การเขียน การ
คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ รู้จักตัดสินใจแก้ปัญหา โดยมีการจัดการศึกษาในรูแบบที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการ
สนบั สนนุ ด้านการเรยี นการสอน
พัชรินทร์ สมราช (2553) ได้ศึกษาสภาพการใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นในการจัดการศึกษาปฐมวัย โรงเรียน
เทศบาล 2 เฉลิมพระเกียรติ ผลการศึกษาพบว่า สภาพการใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นในการจัดการศึกษาปฐมวัยของ
ครูผู้สอนประกอบด้วย การวางแผนการใช้แหล่งเรียนรู้ ในท้องถิ่น การดําเนินการใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถ่ิน
การตรวจสอบ ประเมินผล ปรับปรุงและการ นําไปใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น มีการปฏิบัติอยู่ในระดับได้ตระหนักใน
บาทบาทหน้าที่ความ รับผิดชอบและได้ลงมือปฏิบัติแล้ว แต่ยังไม่เห็นผลชัดเจนและคณะกรรมการสถานศึกษาข้ัน
พื้นฐาน ส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการวางแผนการใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นและได้สนับสนุนให้มีการใช้แหล่งเรียนรู้ใน
ท้องถิ่นในการจัดการศึกษาปฐมวัย ในด้านผลสัมฤทธิ์ในการใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิน่ ในการจัดการศึกษาปฐมวัย ซ่ึง
วดั จากระดบั การปฏิบตั ิตามคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ของผเู้ รียน ความพงึ พอใจของผ้ปู กครองและความพึงพอใจของ
วิทยากรแหล่งเรียนรู้ พบว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในภาพรวม นักเรียนชั้นอนุบาล 1 และ 2 มีระดับ
การปฏิบัติอยู่ในระดับที่ผู้เรียนสามารถทําได้ถูกต้องแต่ยังไม่คล่องแคล่ว ผู้ปกครองมีความพึงพอใจในกิจกรรมการ
เรยี นการสอน สถานที่แหลง่ เรยี น การดูแลผู้เรยี นในภาพรวมอยู่ในระดับมาก สาํ หรบั วิทยากรแหลง่ เรยี นรู้ มีความพึง
พอใจในการใช้แหล่งเรียนรูใ้ นท้องถิน่ ใหก้ ารสนับสนนุ และต้องการมีสว่ นร่วมในการจัดศึกษาปฐมวยั สําหรับแนวทาง
การพัฒนาการใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นในการจัดการศึกษา ปฐมวัยประกอบด้วย แนวทางการพัฒนาสภาพการใช้
แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น ผู้บริหารโรงเรียน ควรปฏิรูปการบริหารจัดการศึกษา ควรให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมใน
การวางแผนการใชแ้ หล่งเรยี นรู้ในท้องถน่ิ
3. แนวคิดเก่ยี วกบั การมสี ว่ นรว่ ม
3.1 นยิ ามและความหมายของการมีสว่ นรว่ ม
การดำเนินงานหรือกิจกรรมใดๆ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกัน
สรรสร้างและร่วมกนั ดำเนินกจิ กรรมเหลา่ นนั้ ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ โดยนกั วิชาการได้
ให้ความหมายของการมสี ่วนรว่ มไวด้ ังน้ี
เพ็ญศรี จ้อยนุแสง (2550 : 16) ได้กล่าวไว้ว่า การมีส่วนร่วมหมายถึง การที่หน่วยงานภาครัฐยินยอมให้
ประชาชนไดเ้ ขา้ มามีส่วนร่วมฐานะกระบวนการพัฒนา อันได้แก่ กระบวนการแสดงความคิดเห็นเสนอความต้องการ
กระบวนการวางแผน วางนโยบาย รวมทั้งการจัดหาการบริการสาธารณะในแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ของตนเอง
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากที่ดนิ ของโรงเรียนทีย่ บุ เลกิ 27
สงั กดั สำนักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
ท้ายที่สุดต้องอยู่ในกระบวนการปฏิบัติงานติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลโดยจัดการทรัพยากรท้องถิ่นในทุกๆ
ด้านไดอ้ ยา่ งตอ่ เน่อื ง
สุธี วรประดิษฐ์ (2553) กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนเกิดจากจิตใจที่ต้องการเข้าร่วมในกิจกรรมใด
กิจกรรมหนึ่ง เพื่อให้เกิดผลต่อความต้องการของกลุ่มคนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตทางสังคม ทั้งนี้ในการที่จะให้ขุมชน
เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงนั้น การจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมต้องคำนึงถึงวิถีการดำเนินชีวิต ค่านิยม ประเพณี
ทัศนคติของบุคคล เพื่อให้เกิดความสมัครใจเข้าร่วมกิจกรรม เพราะกลุ่มคนในชุมชนมีความแตกต่างกันในลักษณะ
ส่วนบคุ คล ลกั ษณะทางเศรษฐกจิ และการได้รับข้อมูลข่าวสาร ท้งั นี้การเข้ามามีส่วนรว่ มของชุมชน โดยสรุปมีขั้นตอน
ทง้ั สน้ิ 5 ข้ันตอนคือ
1. การวเิ คราะห์ สงั เคราะห์ปัญหาของชมุ ชน
2. การวางแผนท่เี หมาะสมและสอดคล้องกบั วถิ ชี วี ิต
3. การกำหนดกจิ กรรม
4. การดำเนินกจิ กรรม
5. การประเมินผลกจิ กรรม
ซึ่งเป็นขั้นตอนของการเข้ามามีส่วนร่วมที่ให้ความสำคัญโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง โดยมีหน่วยงานภาครัฐ
คอยชว่ ยเหลอื ให้คำแนะนำหรืออำนวยความสะดวกเท่านั้น
จุฑารัตน์ ชมพันธุ์ (2555) ได้กล่าวว่า การมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการทางสังคมที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วน
เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การวิเคราะห์ปัญหาการแสดงความคิดเห็น การดำเนินการ
การประสานความร่วมมือ การติดตามตรวจสอบผลกระทบของการดำเนินการ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการ
ดำเนนิ การในเรือ่ งหนึ่งเรอื่ งใด อนั เปน็ การแก้ไขปญั หาของชมุ ชนหรอื ท้องถนิ่ ของตน เพือ่ ใหบ้ รรลุตามความตอ้ งการที่
แทจ้ ริงของประชาชน และสอดคล้องกบั นโยบายของรัฐ เพ่อื ใหเ้ กดิ การปอ้ งกนั แกไ้ ข และจดั การ ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ งและ
มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงบริบทของประเทศไทยว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนคือ การรับฟังความ
คิดเห็นของประชาชนผ่านเวทีประชาพิจารณ์เท่าน้ัน ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือในการรับฟังความคิดเหน็ ของประชาชนและ
เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการหรือกิจกรรมการพัฒนา และในการทำประชาพิจารณ์น้ัน
ผู้ดำเนนิ การมกั นำเสนอแตข่ อ้ มลู ดีๆ ด้านเดยี วเปน็ หลกั
กิตตชิ์ ยั (2553 :31-32) กลา่ ววา่ การมีสว่ นรว่ ม หมายถงึ กระบวนการใชป้ ระชาชนเขา้ มามีส่วนเก่ียวข้องใน
การดำเนินงานพัฒนาด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยเฉพาะในบริบทของกระบวนการในการวางแผน
ดำเนินงานในเรื่องหนึ่งเรือ่ งใด อันจะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีบทบาทในการรว่ มคิด ร่วมตัดสินใจแก้ไขปัญหา
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ดี ินของโรงเรียนที่ยบุ เลิก 28
สังกัดสำนกั งานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
ของตนเองอย่างแข็งขัน ร่วมใช้ความคิดสร้างสรรค์ความรู้ความชำนาญร่วมกับวิทยากรที่เหมาะสม และสนับสนุน
ติดตามผลการปฏิบตั ิงานขององค์กรและเจ้าหนา้ ท่ีท่ีเก่ียวข้อง
ประพันธ์พงศ์ ชิณพงษ์ (2551) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมไว้ว่า การมีส่วนร่วมเป็นผลมาจากการ
เห็นพ้องต้องกันในเรื่องของความต้องการและทิศทางการเปลี่ยนแปลง ความเห็นพ้องต้องกันนั้นจะมีมากพอจนเกิด
ความคิดริเริ่ม โครงการเพื่อการปฏิบัติการ กล่าวคือ ต้องเป็นการเห็นพ้องต้องกันของคนส่วนใหญ่ที่จะเข้าร่วม
ปฏิบัติการนั้น และเหตุผลที่คนมาร่วมปฏิบัติการ ได้จะต้องตระหนักว่าการปฏิบัติการทั้งหมดโดยกลุ่ม หรือในนาม
ของกลุ่มหรือกระทำการผ่านองค์กร ดังนั้นองค์กรจะต้องเป็นเสมือนตัวที่ทำให้การปฏิบัติการบรรลุถึงความ
เปลี่ยนแปลงทต่ี ้องการ
สนั ติชยั เออื้ จงประสิทธ์ิ (2551) ไดก้ ลา่ วถึงสาระสำคัญของการมีส่วนรว่ มของบุคลากรว่า หมายถึง การเปิด
โอกาสให้บคุ ลากรเข้ามามีส่วนรว่ มในการคิดรเิ รมิ่ ตดั สินใจในการปฏิบตั ิงานและการร่วมรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ อันมี
ผลกระทบมาถึงตัวของบุคลากรเอง การที่จะสามารถทำให้บุคลากรเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหา
และนำมาซึ่งสภาพความเป็นอยู่ของบุคลากรให้ดีขึ้นนั้น ผู้นำจะต้องยอมรับในปรัชญาการพัฒนาว่า มนุษย์ทุกคนมี
ความปรารถนาที่จะอยรู่ ่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขไดร้ ับการปฏบิ ัตอิ ย่างเป็นธรรม เปน็ ทยี่ อมรบั ของผอู้ ื่นและพร้อมที่
จะอทุ ิศตนเพอื่ กิจกรรมของสว่ นรวมในองค์กร
มณฑล จันทร์แจ่มใส (2551) ได้กล่าวถึงลักษณะของการมีส่วนร่วมไว้ว่า การมีส่วนร่วมของบุคคลจะต้องมี
และเกิดข้ึนมาโดยตลอด ทง้ั นเ้ี รมิ่ ตง้ั แต่ขั้นตอนการมีส่วนร่วมในการวางแผน โครงการ การบริหารจัดการดำเนินงาน
ตามแผน การเสยี สละกำลังแรงงานของบุคคล ตลอดจนวสั ดอุ ุปกรณ์ กำลังเงนิ หรือทรัพยากรท่ีมีอยู่
กุลจิรา เสาวลักษณ์จินตา (2555 : 12) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง การท่ี
ประชาชนได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิบัติในการสง่ เสริม ร่วมกันคิด รวมถึงการตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆ ใน
การใช้ความรู้ ความคิด และวิธีการที่ดีในการแก้ปัญหาด้วยตัวของประชาชน เพื่อส่งเสริมดูแลติตตามผลการ
ดำเนินงานขององศก์ รและพนกั งานผ้ปู ฏิบัตงิ านทเ่ี ก่ยี วข้อง
วิษณุ หยกจินดา (2557 : 7) หมายถึง การร่วมมือ ร่วมปฏิบัติ และร่วมรับผิดชอบด้วยกันไม่ว่าจะเป็นของ
บคุ คลหรือของกล่มุ ทั้งนี้เพือ่ การดำเนนิ งาน เกดิ การพฒั นา และเกดิ การเปลย่ี นแปลงไปในทิศทางที่ตอ้ งการ ซง่ึ การมี
สว่ นร่วมของประชาชนเป็นยุทธศาสตร์ทสี่ ำคัญของการพัฒนาชุมชน สง่ ผลใหก้ ารดำเนินงานหรือการดำเนินกิจกรรม
ต่างๆ ตามแผนงานหรือโครงการเกิดประสทิ ธผิ ล
โสภิตา ศรีนุ่น (2558 : 10) หมายถึง การที่ปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มคนเข้ามาร่วมมือ ร่วมรับผิดชอบในการ
ดำเนินกจิ กรรมตั้งแต่ การศกึ ษาปัญหา การวางแผนดำเนินการ การตดั สิน การแกไ้ ขปัญหา และการประเมินร่วมกัน
เพอ่ื ให้บรรลุวตั ถปุ ระสงค์ของกิจกรรมทีก่ ำหนดไว้
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ดี นิ ของโรงเรยี นท่ยี บุ เลกิ 29
สังกัดสำนกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
ดังนัน้ การมสี ่วนรว่ ม จึงหมายถงึ เป็นการเปดิ โอกาสให้ทุกภาคส่วน ทงั้ บคุ คล องค์กร และเอกชน ได้เข้ามา
มีส่วนช่วยเหลือกัน ในการร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติงานและร่วมรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ ที่มี
ผลกระทบตอ่ ส่วนรวมในการบรหิ ารจดั การ เพอ่ื ให้บรรลุจดุ มุ่งหมายของการดำเนนิ งานท่ีตั้งไว้
3.2 ขนั้ ตอนของการมสี ว่ นรว่ ม
การทบี่ ุคคล องคก์ ร และเอกชน เขา้ มามสี ่วนรว่ มในการดำเนินงานหรือดำเนนิ กจิ กรรมใดๆ นั้น นกั วิชาการ
ได้เสนอขนั้ ตอนของการมสี ว่ นร่วมไว้ดังน้ี
Cohen and Uphor (1980; อ้างถึงใน อดิสรณ์ ขัดสีใส, 2551, น.8-10) ได้เสนอขั้นตอนการมีส่วนร่วมไว้
4 ขั้นตอน คือ
1. การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Decision making) เป็นการมีส่วนร่วมที่เป็นการแสดงออกค้านความคิด
เกย่ี วกับการจดั ระบบ หรือกำหนดระบบของโครงการ เปน็ การประเมิน ปัญหาหรอื ทางเลือกทจ่ี ะสามารถเป็นไปใส้ท่ี
จะนำไปปฏิบัติเพื่อการพัฒนาโดยการประเมินสภาพที่เป็นอยู่และสาเหตุของปัญหา ซึ่งในขั้นตอนนี้ยังแบ่งอยออก
เป็น 3 สว่ น ไดแ้ ก่
1.1 การมีส่วนร่วมในขัน้ ต้น (Initial decision) เปน็ การค้นหาความต้องการทีแ่ ทจ้ รงิ ซง่ึ เป็นวิธีการท่ีจะ
เข้าไปมสี ว่ นร่วมของโครงการ
1.2 การมีส่วนร่วมในขั้นเตรียมการ (On-going decision) เป็นการหาโอกาสหรือช่องทางในการ
แก้ปญั หา รวมท้ังลำดบั ความสำคัญของโครงการทจ่ี ะต้องดำเนินการ
1.3 การมีส่วนร่วมในขั้นการตัดสินใจปฏิบัติการ (Operational decision) เป็นการหาบุคลากรเข้ามา
ปฏิบัติการ ได้แก่ อาสาสมัคร ผู้ประสานงาน หรือกลุ่มที่รวมตัวกันตามประเพณี เช่นกลุ่มสตรีหรือกลุ่มหนุ่มสาว
เพ่อื ท่จี ะมีสว่ นรว่ มในกิจกรรม โดยการเป็นสมาชกิ รว่ มดำเนนิ การคดั เลอื กผูน้ ำ และการสร้างพลงั อำนาจให้แกอ่ งคก์ ร
2. การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ (Implementation) เป็นการดำเนินงานตามโครงการและแผนงานและ
เป็นการก่อให้เกิดความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าของกิจกรรมและผลงานที่ปรากฎในขั้นตอนนี้ยังแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
คอื
2.1 การมีส่วนร่วมในการสละทรัพยากร (Resource contribution) ได้แก่ การมีส่วนร่วมสละแรงกาย
การสละเงนิ การใหว้ สั ดุอุปกรณ์ และการใหค้ ำแนะนำ ซึง่ ทรัพยากรเหลา่ นจ้ี ะให้ด้วยความเตม็ ใจ
2.2 การมสี ่วนร่วมในการบริหารและการประสานงาน (Project Administration and co-ordination)
จะมีส่วนร่วมโดยวิธีการจ้างบุคคลเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการ การฝึกอบรม ผู้ที่จะเข้าปฏิบัติในโครงการหรือการให้
คำปรกึ ษาในการตดั สินใจเก่ยี วกับโครงการ และเป็นผูป้ ระสานงานในโครงการดว้ ย
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากที่ดนิ ของโรงเรยี นที่ยบุ เลกิ 30
สงั กัดสำนักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
2.3 การมีส่วนรว่ มในการเข้าเปน็ ผูป้ ฏิบัติในโครงการ มักพบว่ามีลักษณะเป็นการบังคับให้เข้าปฏิบัติใน
โครงการมากที่สุด การมีส่วนร่วมโดยการบังคับให้ปฏิบัติจะต่างจากการให้ความร่วมมือ เพราะการบังคับให้ทำนั้น
ผลประโยชน์ (Benefits) จะไม่ใช่เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ถ้าเป็นการมีส่วนร่วมด้วยความเต็มใจนั้น จะมีการคำนึงถึง
ผลประโยชนท์ ีจ่ ะได้รับหลังเกิดการมสี ว่ นรว่ ม
3. การมีสว่ นร่วมรบั ผลประโยชน์ (Benefits) ยังแบง่ ออกเปน็ 3 สว่ น คือ
3.1 การมีสว่ นรว่ มรับผลประโยชน์ (Material benefits) ไดแ้ ก่ การมสี ่วนร่วมในการเพิ่มผลผลิต รายได้
หรอื ทรัพยส์ ิน
3.2 การมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์ ในด้านสังคม (Social benefits) ได้แก่ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่
สงั คม เช่น โรงเรียน สถานท่ีสาธารณะ หรอื ส่วนกลางของชมุ ชน เชน่ การเพิ่มคุณภาพชวี ิต การเกดิ ระบบนำ้ ประปา
3.3 การมสี ว่ นร่วมรับผลประโยชน์ในด้านบคุ คล (Personal benefits) ได้แก่ ความนับถอื ตนเอง (Self-
Esteem) พลังอำนาจทางการเมือง (Political power) ความคุ้มค่าของผลประโยชน์ (Sense of efficacy)
4. การมสี ่วนร่วมในการประเมนิ ผล (Evaluation) หมายถงึ การมสี ่วนร่วมในการวัดผลและวิเคราะห์ผลของ
การดำเนินงาน รวมทั้งเป็นการค้นหาข้อดีและข้อบกพร่อง เพื่อหาแนวทางแก้ไขการทำงานให้มีประสิทธิภาพต่อไป
แต่การมีส่วนร่วมในขั้นนี้ ส่วนใหญ่บทบาทดังกล่าวจะเป็นของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเป็นการประเมินผลของ
งบประมาณที่จัดสรรนั้นนำไปใช้อย่างไร บางกรณีแม้แต่เจ้าหน้าที่เองยังไม่มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอน
ดงั กลา่ ว การมสี ว่ นร่วมในโครงการพัฒนาหรอื สามารถนำไปประยกุ ต์ใช้ต่อไป
กระทรวงศกึ ษาธิการ (2545) ไดอ้ ธิบายถึงกระบวนการมสี ่วนร่วมในการพฒั นา 5 ขั้น ดงั น้ี
1. การมีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหาและสาเหตุของปัญหาในชุมชน ตลอดจนกำหนดความต้องการของ
ชุมชน และมสี ่วนร่วมในการจดั ระดับความสำคญั ของความตอ้ งการ
2. การมีสว่ นรว่ มในการวางแผนพฒั นา โดยประชาชนมสี ว่ นรว่ มในการกำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์ของ
โครงการ กำหนดวธิ กี ารและแนวทางการดำเนนิ งาน ตลอดจนกำหนดทรพั ยากรและแหล่งทรพั ยากรท่ีใช้
3. การมีส่วนร่วมในการดำเนินการพัฒนา เป็นขั้นตอนที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างประโยชน์โดยการ
สนับสนุนทรัพย์ วัสดุอุปกรณ์และแรงงาน หรือเข้าร่วมบริหาร ประสานงานและดำเนินการขอความช่วยเหลือจาก
ภายนอก
4. การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์จากการพัฒนา เป็นขั้นตอนที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับ
ผลประโยชน์ท่ีพึงได้รบั จากการพฒั นาหรือยอมรบั ผลประโยชน์อนั เกดิ จากการพฒั นาทางด้านวตั ถุและจิตใจ
5. การมีส่วนร่วมในการประเมินผลการพัฒนา เป็นขั้นตอนที่ประชาชนเข้าร่วมประเมินว่า
การพฒั นาทีไ่ ดก้ ระทำไปน้ันสำเรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงคเ์ พยี งใด
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ดี นิ ของโรงเรยี นท่ียบุ เลิก 31
สงั กัดสำนักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
โคเฮน และ อัฟฮอฟฟ์ (Cohen & Uphoff, 1981 อ้างใจ สมบัติ นามบุรี, 2562) ได้อธิบายถึงกระบวนการ
ของการมีสว่ นร่วม สามารถแบ่งออกเป็น 4 ขนั้ ตอน คอื
1. การมสี ่วนรว่ มในการตดั สินใจ (Decision Making) ในกระบวนการของการตัดสนิ ใจน้ัน ประการแรกสุดที่
ต้องกระทำ คือ การกำหนดความต้องการและการจัดลำดับความสำคัญ ต่อจากนั้นก็เลือกนโยบายและประชาชนท่ี
เกี่ยวข้อง การตัดสินใจนี้เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องดำเนินการไปเรื่อยๆ ตั้งแต่การตัดสินใจในช่วงเริ่มต้นการ
ตัดสนิ ใจในช่วงดำเนนิ การวางแผน และการตัดสินใจในช่วงการปฏบิ ัตติ ามแผนทว่ี างไว้
2. การมีส่ว นร่ว มในการด ำเน ินง าน ( Implementation) ในส่ว นที่เป็นองค์ ปร ะก อ บ ข อ ง
การดำเนนิ งานโครงการนนั้ ไดม้ าจากคำถามว่า ใครจะทำประโยชน์ให้แก่โครงการไดบ้ ้าง และจะทำประโยชน์ได้โดย
วธิ ใี ด เชน่ การชว่ ยเหลือดา้ นทรพั ยากร การบรหิ ารการงาน การประสานงานและการขอความช่วยเหลอื เปน็ ต้น
3. การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ (benefits) ในส่วนที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ นอกจากความสำคัญของ
ผลประโยชน์ในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพแล้ว ยังจะต้องพิจารณาถึงการกระจายผลประโยชน์ภายในกลุ่มด้วย
ผลประโยชน์ของโครงการนี้รวมทั้งผลที่เป็นประโยชน์ทางบวก และผลที่เกิดขึ้นในทางลบที่เป็นผลเสียของโครงการ
ซง่ึ จะเป็นประโยชนแ์ ละเปน็ โทษต่อบุคคลและสงั คมด้วย
4. การมีส่วนร่วมในการประเมินผล (evaluation) การมีส่วนร่วมในการประเมินผลนั้น สิ่งสำคัญจะต้อง
สังเกต คือ ความเห็น (Views) ความชอบ (Preferences) และความคาดหวัง (Expectation) ซึ่งมีอิทธิพลสามารถ
แปรเปลี่ยนพฤติกรรมของบคุ คลในกลมุ่ ตา่ งๆ ได้
ชาดิด และคณะ (Shadid et al., 1982 อา้ งตาม เพญ็ จนั ทร์ เอ่ียวสานุรักษ์, 2559) ได้กล่าวถึง กระบวนการ
มีสว่ นรว่ มว่ามี 4 ข้นั ตอนต่าง ๆ ดงั นี้
1. การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เป็นการกำหนดความต้องการและจัดลำดับความสำคัญการวางแผนและ
การตัดสินใจปฏิบตั ติ ามแผนท่ีวางไว้
2. การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน เป็นการมีส่วนร่วมในส่วนที่เป็นองค์ประกอบของการดำเนินงาน เช่น
การชว่ ยเหลือดา้ นทรพั ยากร การบรหิ ารงานและประสานงาน และการขอความชว่ ยเหลอื เปน็ ตน้
3. การมสี ่วนร่วมในการรบั ผลประโยชน์ ในส่วนท่เี ก่ยี วกับผลประโยชนใ์ นเชิงปริมาณและเชิงคณุ ภาพ รวมท้งั
ผลประโยชน์ในทางบวกและผลที่เกิดขึ้นในทางลบที่เป็นผลเสียของโครงการซึ่งจะเป็นประโยชน์และเป็นโทษต่อ
บคุ ลากรและสังคมดว้ ย
4. การมีส่วนร่วมในการประเมินผล การมีส่วนร่วมในการประเมินผลนั้น ส่ิงสำคัญที่จะต้องสังเกตก็คือ
ความเหน็ ความชอบ และความคาดหวงั ซง่ึ จะมอี ทิ ธพิ ลสามารถแปรเปลีย่ นพฤตกิ รรมของบคุ คลในกลมุ่ ต่างๆ ได้
ฮอย และ มิสเกล (Hoy & Miskel, 1996 อ้างตาม กนกวรรณ บุราณสาร, 2560) ได้กล่าวถึงกระบวนการมี
สว่ นร่วม ประกอบดว้ ย 4 ข้ันตอนหลัก ดังน้ี
1. การมีสว่ นรว่ มปรกึ ษาหารือ
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ดี นิ ของโรงเรียนทย่ี บุ เลิก 32
สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
2. การมสี ่วนร่วมในผลประโยชน์
3. การส่วนรว่ มในการตดั สินใจ
4. การมสี ว่ นร่วมปฏิบัตกิ าร
จากทนี่ กั การศึกษาหลายทา่ นกลา่ วถึงประเด็นการมสี ว่ นรว่ ม ทำใหม้ องเหน็ กระบวนการมีสว่ นร่วมว่ามีคงาม
รว่ มกัน ดงั น้ี
1. การมีส่วนร่วมในการตัดสนิ ใจ เป็นการกำหนดความต้องการและจัดลำดับความสำคัญ การวางแผน
และการตัดสนิ ใจปฏิบตั ติ ามแผนที่วางไว้
2. การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน เป็นการมีส่วนร่วมในส่วนที่เป็นองค์ประกอบของการดำเนินงาน
เช่น การช่วยเหลือด้านทรพั ยากร การบรหิ ารงานและประสานงาน และการขอความช่วยเหลอื เปน็ ต้น
3. การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ ในส่วนที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
รวมท้งั ผลประโยชน์ในทางบวกและผลที่เกิดขึ้นในทางลบท่ีเป็นผลเสยี ของโครงการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์และเป็นโทษ
ต่อบุคลากรและสังคมดว้ ย
4. การมีส่วนร่วมในการประเมินผล การมีส่วนร่วมในการประเมินผลนั้น สิ่งสำคัญที่จะต้องสังเกตก็คือ
ความเห็น ความชอบ และความคาดหวัง ซึง่ จะมีอทิ ธพิ ลสามารถแปรเปลยี่ นพฤตกิ รรมของบุคคลในกลุ่มต่างๆ ได้
3.3 หลกั การสร้างการมสี ่วนรว่ มของประชาชน
โดยหลักการมสี ่วนรว่ มของประชาชนจะต้องมลี ักษณะการเข้ารว่ มอย่างครบวงจรตง้ั แต่ต้นจนถงึ ส้ินสุด ไม่ใช่
เปน็ การจัดเวทีการมสี ่วนรว่ มครั้งเดียว ตวั อยา่ งเชน่ ในการแกป้ ัญหาของชุมชนควรเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมต้ังแต่ต้น
จนจบ ดังน้ี (อรทัย ก๊กผล, 2552, น. 18-19)
1. เริ่มตั้งแต่การเกิดจติ สำนึกในตนเองและถือเป็นภาระหน้าที่ของตนในฐานะทีเ่ ป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรอื
ชุมชนทตี่ นเองอยู่
2. ร่วมคิดด้วยกันว่าอะไรที่เป็นปัญหาของชุมชน มีสาเหตุอย่างไรและจะจัดลำดับความสำคัญของปัญหา
เปา้ หมายอย่างไร และควรที่จะจดั การกับปัญหาใครกอ่ นหลงั
3. รว่ มกันวางแผนการดำเนนิ งาน วา่ จะจัดกิจกรรมหรอื โครงการอะไร จะแบง่ งานกนั อย่างไร ใชง้ บประมาณ
มากนอ้ ยเพียงใดจะจดั หางบประมาณมาจากทีใ่ ดและ ใครจะเปน็ ผู้ดแู ลรักษา
4. ร่วมดำเนินงาน ประชาชนจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความเต็มใจ เต็มกำลังความรู้ความสามา รถของ
ตนเอง
5. ร่วมกันติดตามประเมินผล ตลอดเวลาที่ทำงานร่วมกันประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบถึง
ปัญหาอุปสรรคและร่วมกันในการหาทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้งานหรือภารกิจดังกล่าวสามารถสำเร็จลุล่วงตาม
เปา้ หมาย
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทีด่ ินของโรงเรยี นที่ยบุ เลกิ 33
สังกดั สำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
6. ร่วมรับผลประโยชน์ ประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมของชุมชนแล้วย่อมที่จะได้รับผลประโยชน์
ร่วมกัน ซึ่งอาจไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในรูปของเงิน วัตถุสิ่งของ แต่อาจเป็นความสุขสบายความพอใจในสภาพของ
ความเปน็ อยู่ทด่ี ขี ึน้ ก็ได้
3.4 งานวจิ ยั ที่เกี่ยวกบั การมสี ว่ นรว่ ม
นกั วิชาการไดศ้ ึกษาและทำวิจยั ทเี่ กยี่ วข้องกบั การมีสว่ นร่วม ดงั นี้
พงศ์ศักดิ์ สิทธิบุญมา (2552) ศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์
ทรัพยากรน้ำจากหนองหลวง อำเภอเวียง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มี
วัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยาการน้ำจากหนอง
หลวง อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์
ทรัพยากรน้ำจากหนองหลวง ประชากรตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านรอบ
บริเวณหนองหลวง คัดเลอื กหัวหน้าหรือตัวแทนครอบครวั ครัวเรอื นละ 1 คน จากจำนวนประชากร 1,341 คน ได้
กลุ่มตัวอย่าง 302 คน สำหรับผู้ให้ข้อมูลสำคัญในเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นผู้ถูกสัมภาษณ์ คือ ผู้นำหมู่บ้าน ผู้ที่มีความรู้
เรื่องประวัติของชุมชนและตัวแทนของผู้ใช้ทรัพยากรน้ำจากกลุ่มต่างๆ จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บ
รวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสังเกต และแบบสอบถาม นำข้อมูลเชิงปริมาณที่ได้มาจาก
แบบสอบถามและการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์ด้วยสถิติขั้นพื้นฐานในรูปของความถี่ ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน ผลการวจิ ยั พบวา่
การมีส่วนร่วมของชมุ ชนใชป้ ระโยชนท์ รัพยากรน้ำจากหนองหลวงในแตล่ ะด้าน การมีส่วนร่วมของ
ทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง ยกเว้นด้านแหล่งเรียนรู้ที่มีการมีส่วนร่วมอยู่ในระดับมาก การมีส่วนร่วมของชุมชน
ด้านการเกษตรท่ีสูงสดุ คือ การใช้ประโยชน์เพื่อเล้ียงสัตว์ การทำนา และการทำไร่ ด้านการประมง คือ การหาสัตว์
น้ำจากหนองหลวงเพื่อบริโภค ด้านการใช้ทรัพยากรเพื่อธุรกิจ คือ เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ด้านแหล่งเรียนรู้ คือ การ
เรียนร้กู ารดำเนินวิถีชวี ติ ของคนในชุมชนกับแหล่งนำ้ การมสี ่วนร่วมของชมุ ชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำจากหนอง
หลวงโดยภาพรวมอยู่ในระดบั ปานกลาง ด้านทชี่ มุ ชนมีส่วนร่วมสูงสดุ คอื การมสี ่วนรว่ มในการปฏิบัติหรอื ดำเนินงาน
การมีส่วนร่วมในการประเมินผล และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจปรึกษาหารือ และการมีส่วนร่วมในการใช้
ทรพั ยากรน้ำอยา่ งประหยัดและคมุ้ ค่า ตามลำดบั
การมีส่วนร่วมของชุมชนในการตัดสินใจปรึกษาหารือที่สูงที่สุด คือ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับหนองหลวง ด้านการมีส่วนรว่ มในการปฏิบัติหรือดำเนินงาน คือ การสนับสนุนการขุดลอก
บงึ หนองหลวง ด้านการมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรน้ำอยา่ งประหยัดและคุ้มค่า คือ การสนบั สนุนให้มีการปลูกพืช
ตามฤดูกาลเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำจากหนองหลวง ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล คือ การสังเกตปริมาณ
ขยะ และสภาพน้ำในหนองหลวงกอ่ นและหลงั การดำเนินกิจกรรมอนรุ ักษ์หนองหลวง
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ีดินของโรงเรียนทยี่ บุ เลิก 34
สงั กัดสำนกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
สภาพปญั หาและอุปสรรคในการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์ทรัพยากรน้ำจากหนองหลวง อำเภอเวียง
ชัย จังหวัดเชียงราย ปัญหาและอุปสรรคที่มากที่สุด คือ ไม่มีการกักเก็บน้ำทำให้เกิดปัญหาน้ำแล้งและตื้นเขิน
รองลงมา คือ น้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของราษฎรในฤดูแล้ง มีการปล่อยสารพิษลงสู่น้ำทำให้น้ำสกปรก เกิด
ปัญหาสัตว์น้ำสูญพันธุ์เนื่องจากน้ำตื้นเขิน และขาดการพัฒนาจากภาครัฐในการสนับสนุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
ตามลำดบั
ปรีชา วัฒนวงศ์ (2551) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้พื้นที่ลุ่มน้ำ
แม่แจ่มตอนบน ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และศึกษาปัญหาและอุปสรรคการเข้ามามีส่วนร่วมใน
การจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประชาชน ผลการศึกษาพบว่า โดยภาพรวมประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการ
ทรัพยากรปา่ ไมอ้ ยู่ในระดับปานกลาง เมอ่ื พิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ดา้ นการมสี ่วนรว่ มรบั ผลประโยชน์อยู่ในระดับ
มาก ทั้งนี้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในการใช้เป็นแหล่งน้ำใช้ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนการมีส่วนร่วมตัดสินใจพบว่า
ประชาชนมีส่วนร่วมกับผู้นำและคนในหมู่บ้านกำหนดกฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ทำกินมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด
ด้านการมีส่วนดำเนินงาน ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมดับไฟป่า มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดและด้านการมีส่วนร่วมติดตาม
ประเมินผล พบว่า ประชาชนมกี ารพดู คยุ เร่อื งความสำเร็จในการอนุรักษป์ ่ามคี ่าเฉล่ียสูงทส่ี ุด
มนตรี สุขช่วย (2551) ศึกษาเรอ่ื งยทุ ธศาสตร์การพัฒนาแบบมีสว่ นรว่ มในการอนุรกั ษ์ทรัพยากรป่าชายเลน
ตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนา แบบมีส่วน
ร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนตำบลคลองโคลน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ประชากรที่ใช้ในการ
วิจัย ประกอบด้วย กลมุ่ ภาครฐั จำนวน 14 คน และกลมุ่ ภาคประชาชน จำนวน 18 คน เครื่องมอื ท่ีใช้ในการวิจัยครั้ง
นี้คือ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) และค่าส่วน
เบีย่ งเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมในการดำเนินชีวิต ประจำวันอยู่ในระดับมาก มี
ค่าเฉลี่ย 2.83 การมีส่วนร่วมใน การพัฒนาป่าชายเลนอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 2.66 และการมี ส่วนร่วมในการ
อนรุ ักษป์ า่ ชายเลนอยา่ งยัง่ ยืนอยู่ในระดบั มาก มี คา่ เฉลีย่ 2.94
1) ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าชายเลนตำบล คลองโคน
ประกอบด้วยประเด็นยุทธศาสตร์ 3 ประเด็น คือ (1) ปกป้อง และพิทักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน ทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม (2) การฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนให้ฟื้นคืนสภาพที่ สมบูรณ์ (3) ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิง
อนรุ ักษ์ทรพั ยากรป่าชาย เลนแบบบูรณาการ
2) ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนเป็นหัวใจหลักท่ีได้สสรุป ร่วมกันว่าถ้าจะ
สามารถขยาสยแนวคดิ ท่ีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่ระดับครัวเรอื นจนถึงระดับตำบลและเผยแพร่แนวคิดและ
ผลแห่ง ความสำเร็จนั้นให้บุคคลภายนอกได้รับรู้และเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ยิ่งจะทำให้ความสำเร็จที่จะอนุรักษ์
ทรัพยากรป่าชายเลนย่ังยืน และเป็นรูปธรรมยง่ิ ข้นึ
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ดี ินของโรงเรยี นทย่ี บุ เลกิ 35
สงั กัดสำนักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
3) ด้านการท่องเที่ยวป่าชายเลนเพื่อการอนุรักษ์ การสนทนาพบว่า ส่วนใหญ่เห็นว่าการ
ส่งเสริมการท่องเที่ยวป่าชายเลนเป็นการ อนุรักษ์ป่าชายเลนที่สำคัญเนื่องจากเป็นแนวทางหนึ่งที่จะ ส่งเสริมให้
ประชาชนทุกภาคสว่ นได้มีส่วนร่วม เหน็ คุณค่าและความ สำคญั ของปา่ ชายเลนท่ีมผี ลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่ง มี
ผลกระทบ ต่อแหลง่ ผลติ สัตวน์ ำ้ ทเี่ ปน็ อาหารของมนุษย์ ระบบห่วงโซ่อาหาร
4) ด้านความรักและหวงแหนในถิ่นกำเนิด จะเกิดขึ้นได้มีอยู่ สอง ประการ คือ สร้างและ
ปลูกค่านิยมของคนในท้องถิ่นให้มีความเป็น ท้องถิ่นนิยมรักและหวงแหนถิ่นฐานบ้านเกิด และประการที่สอง สร้าง
ความตระหนักในการอนุรักษ์และการจัดการป่าชายเลนต้องคำนึง ผลทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ชีววิทยาและ
สิ่งแวดล้อมให้คนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการจัดการบนพื้นฐาน ข้อเท็จจริง พิจารณาความเป็นไปได้
ในทางปฏิบัติและมกี ารใช้ ประโยชนโ์ ดยชมุ ชนอย่างยง่ั ยนื เป็นสำคญั
5) ด้านการประยุกต์ระบบผสมผสานเพื่อประโยชน์เอนกประสงค์ในการ ใช้พื้นที่ป่าชาย
เลนเพื่อกิจกรรมบริเวณชายฝั่งทะเล คือ การใช้พื้นที่ป่าชายเลนบริเวณชายฝั่งทะเลให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ
ปราศจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ นอกเหนือจากการกำหนดเขตพื้นที่การใช้ประโยชน์เป็นอันดับ
แรกดังท่กี ล่าวมาแล้ว ควรจะนำระบบผสมผสานเพื่อประโยชน์เอนกประสงค์ เขา้ มาประยกุ ต์ในการใช้ประโยชน์พ้ืนท่ี
ป่าชายเลนโดยยึดพื้นฐานทางด้านวิชาการ ความเหมาะสมของพื้นที่ และประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและรักษา
สิ่งแวดล้อมควบคกู่ นั ไป
ศรีมลู ชัยสวุ รรณ์ (2552) ศึกษาการมสี ่วนรว่ มของชุมชนในการพฒั นาและอนุรักษแ์ หล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศ
และศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาและอนุรักษแ์ หล่งทอ่ งเทย่ี วเชิงนเิ วศ ซ่ึงกลุ่มตัวอย่าง
ท่ีใชศ้ กึ ษาเป็นกลุ่มผู้นำชุมชน องคก์ ร ผูป้ ระกอบการบ้านรวมมิตร อำเภอเมอื ง จงั หวดั เชยี งราย ทัง้ หมด จำนวน 62
คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามและการสนทนากลุ่ม โดยนำข้อมูลจากแบบสอบถามมา
วิเคราะหเ์ พ่ือหาความถ่ี ร้อยละ คา่ เฉลี่ย และค่าสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอผลในรปู ตารางประกอบคำบรรยาย
ส่วนการสนทนากล่มุ ได้นำขอ้ มลู มาวเิ คราะห์ในลกั ษณะการพรรณา และผลทีไ่ ด้จากการวจิ ัยนำมาใชเ้ ปน็ ข้อมูลในการ
เสนอแนะในการสรา้ งการมสี ่วนรว่ ม
ผลการศึกษาพบว่า การมสี ว่ นรว่ มในการพฒั นาและอนุรักษ์แหลง่ ท่องเทยี่ วเชิงนเิ วศ โดยภาพรวมมี
ระดับปานกลางเปน็ ส่วนใหญ่ ได้แก่ การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การมีส่วนร่วมใน
การจดั กิจกรรมการท่องเทยี่ วเชิงนิเวศ และการมสี ว่ นร่วมในการจัดกิจกรรมอนรุ ักษ์แหล่งท่องเทย่ี วเชิงนิเวศมีระดับ
น้อย
ปัจจัยภายในท่ีมีผลตอ่ การมีสว่ นร่วมในการอนุรักษ์พัฒนาแหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศอยู่ในระดับมาก
เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ การให้ความรู้กับคนในชุมชน เป็นการอนุรักษ์พัฒนาที่น่าสนใจ ชุมชนมีความรู้พื้นฐานในการ
อนุรักษ์และพัฒนาสงิ่ แวดล้อม สนใจทจ่ี ะมีสว่ นรว่ ม และเปิดโอกาสใหม้ สี ว่ นร่วมดำเนนิ การ และชุมชนให้ความสำคัญ
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทด่ี นิ ของโรงเรยี นที่ยบุ เลิก 36
สังกัดสำนกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
ปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในกในการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและอนุรักษ์
แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ คือการอนุรักษ์ พัฒนา แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในระดับมาก ได้แก่ กิจกรรมประเภททำ
ทวั ร์ การจดั กิจกรรมประเภทพฒั นาแหลง่ ท่องเที่ยว และการได้รบั งบประมาณสนับสนุนจากกลุ่มองค์กรท่เี กี่ยวข้อง มี
ผลต่อการมสี ว่ นร่วมตามลำดับ
ข้อเสนอแนะในการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ คือ
ประเภทหรือรูปแบบในการอนุรักษ์ พัฒนา แหล่งท่องเที่ยวควรจัดกิจกรรมให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพราะ
ชุมชนมีส่วนร่วมนอ้ ย และในการจัดการอนุรักษ์ พัฒนาควรจัดให้มีความต่อเนื่องชัดเจน ไม่ควรที่จะจัดเฉพาะกลุ่มผู้
ได้รับประโยชน์เพยี งอย่างเดยี ว ควรให้ชุมชนเขา้ มามีสว่ นรว่ มในการจัดให้มากยิ่งขึ้น
การรณรงค์การมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทำให้เกิดการมีส่วนร่วม
ของชุมชน ควรทีจ่ ะรว่ มมอื กนั วางแผนพฒั นาการอนรุ ักษ์ตามทช่ี มุ ชนต้องการ
คำกิง่ แกว้ ปัดทำมะวง (2550) ศึกษาวิจัยเร่อื ง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการปา่ ผลิตแบบย่ังยืน
: กรณีศึกษาป่าผลิตประทุมพอน เมืองประทุมพอน แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มี
วตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อศึกษากจิ กรรม วธิ กี ารในการมีส่วนรว่ มของประชาชน ปัญหาอุปสรรคและแนวทางในการจัดการป่า
ผลิตประทุมพอน หมู่บ้านท่าฮู้-ห้วยโกะ เมืองประทุมพอน แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
โดยใชว้ ธิ ีการวจิ ัยเชิงคุณภาพ กลุม่ ตวั อยา่ งทีใ่ ช้ในการวิจยั คร้ังน้ี ไดแ้ ก่ผรู้ ้ใู นชุมชน 10 คน ผู้นำ 16 คน และชาวบ้าน
ได้แก่ กรรมการปา่ ไมบ้ ้านและกรรมการพัฒนาบา้ น 20 คน ซึ่งเลือกโดยการเจาะจงและเก็บข้อมูล โดยการสัมภาษณ์
แล้วนำวเิ คราะห์ขอ้ มูลในเชงิ พรรณนา ผลการวิจยั พบว่า
1. ชาวบ้านท่าฮู้-หว้ ยโกะ มคี วามเข้าใจในหน้าที่ของตน เกี่ยวกบั การจัดการปา่ ผลิตแบบยั่งยืน และ
มีกิจกรรมหลักร่วมกัน คือ การสำรวจจดั แบง่ สภาพป่าไม้ สำรวจก่อนการตัดไม้ การคุ้มครองการตัดไม้ การวัดขนาด
ไม้อยูส่ นามสอง การเฝา้ ระวงั ลาดตะเวนรกั ษาปา่ การปลกู ป่าซ่อมแซม การป้องกนั ไฟป่า การทำแผนพฒั นาบ้านและ
การสร้างกฏระเบียบของป่าผลิตเพื่อจัดการพ้ืนทีป่ ่าผลิตให้คงอยู่อย่างย่ังยืน ในด้านการจัดพ้ืนทีป่ ่าผลิตประทุมพอน
พบว่า มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตและการใช้ประโยชน์ของชาวบ้านเป็นอย่างดีโดยสามารถจัดแบ่งพื้นที่ป่าผลิต
ออกเป็น 4 ส่วน คือ (1) พื้นที่ที่มีการครอบครองตั้งแต่ปู่ย่าตาทวดก็สามารถใช้ประโยชน์ตามขนบธรรมเนียม
ประเพณีได้ในรูปแบบยัง่ ยืน (2) พื้นที่ป่าฟื้นฟูเป็นพื้นที่ท่ีอนุรักษ์ไว้ให้เป็นป่าผลิตในอนาคต (3) พื้นที่ป่าป้องกันเปน็
พืน้ ทที่ รี่ กั ษาต้นน้ำ รกั ษาการเซาะพังทลายของดนิ พื้นที่ริมนำ้ (4) พืน้ ทีป่ ่าผลิตเป็นพื้นท่ปี ่าไม้ธรรมชาติซ่ึงถูกกำหนด
เพ่ือสนองตอบความตอ้ งการของการพฒั นาเศรษฐกจิ สงั คมและการดำรงชีพของประชาชนบรรดาชนเผา่ อยา่ งย่งั ยนื
2. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการป่าผลิต พบว่า ชาวบ้านเห็นความสำคัญของป่าผลิต
ต่อวิถีชีวิต การดำรงชีวิตและมีความรูค้ วามเข้าใจตอ่ แนวทางนโยบายการจดั การป่าผลิตแบบยั่งยืนของพรรครัฐบาล
อยา่ งถูกทาง
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ีดนิ ของโรงเรยี นทย่ี บุ เลิก 37
สังกดั สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
3. ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการป่าผลิตประทุมพอน บ้านท่าฮู้-ห้วยโกะ พบว่า ยังมีหลายด้าน
ได้แก่ การละเมดิ กฎระเบียบของชาวบ้านในชุมชนและนอกชุมชน กฎระเบียบการบงั คบั ใชย้ ังไม่เด็ดขาด ไม่ศักด์ิสิทธิ์
พอ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ยังขาดประสบการณ์ในเรื่องการจัดการป่าผลิต และสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนมีส่วน
ร่วมมากที่สุด การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในแตล่ ะปี การแก้ปัญหาของเจ้าหนา้ ท่ีที่เก่ียวขอ้ งและของผ้นู ำชุมชน
ส่วนใหญ่มุ่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เป็นสาเหตุ (รากเหง้า) ของปัญหาได้ การตอบสนอง
สนบั สนุนงบประมาณเพ่ือสร้างแนวทางในการจัดการปา่ ผลิตยังมนี ้อยและไมต่ ่อเน่ือง
4. แนวคิดเกยี่ วกบั โคก หนอง นา โมเดล
ท่ามกลางปญั หาการเปลยี่ นแปลงสภาพภูมิอากาศ ทีม่ ีสาเหตุหลกั มาจากการใช้ ทรพั ยากรธรรมชาติอย่างไร้
ขอบเขตของมนษุ ย์ ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างตอ่ สมดุลระบบนิเวศและส่ิงแวดล้อม การเกิดปรากฏการณ์ตา่ งๆ ทเ่ี ป็น
ภัยคุกคามต่อแหล่งผลิตอาหาร เช่น ความแหง้ แลง้ น้ำทว่ ม โรคระบาดศัตรูพชื และอืน่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะ
วิกฤตทีส่ ง่ ผลกระทบต่อภาคการเกษตรอยา่ งมาก คือ การเกิดภยั แลง้ ที่นบั วนั จะมีความรนุ แรงเพ่ิมข้ึนในทุกปี ที่ผ่าน
มาประเทศไทยรบั มอื กบั ปญั หาภัยแล้งในหลากหลายรปู แบบ เชน่ การสร้างอ่างเกบ็ นำ้ การสรา้ งเข่ือน หรอื การจัดทำ
ระบบ ชลประทาน ซึ่งรูปแบบเหล่านี้สามารถใช้แก้ไขปัญหาได้ในบางพื้นที่ของประเทศไทยเท่านั้น สำหรับพื้นที่
ห่างไกลนอกเขตชลประทาน ยงั คงตอ้ งประสบกบั ปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อใช้ในการเกษตร จึงได้มกี ารนำแนวคิด
“โคก หนอง นา” มาเป็นต้นแบบใช้บริหารจัดการนำ้ และพื้นที่การเกษตร ผสมผสานกับภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยแบ่ง
พื้นทอ่ี อกเป็นสว่ นตา่ งๆ เชน่ พืน้ ท่สี ำหรบั ที่อยู่อาศัย พ้นื ทีส่ ำหรับแหลง่ น้ำ พ้ืนทสี่ ำหรบั เพาะปลูก พ้ืนที่สำหรับเล้ียง
สัตว์ ฯลฯ การแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ นี้อาจจะแตกต่างกันไปตามความต้องการของเจ้าของพื้นที่ และความ
เหมาะสมของสภาพภมู ศิ าสตรแ์ ละสังคมน้นั ๆ
4.1 นิยามและความหมายของ โคก หนอง นา โมเดล
กลุ่มงานข้อมูลและยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาจังหวัดระนอง (2563) ได้กล่าวว่า โคก หนอง นา โมเดล คือ
การจดั การพืน้ ที่ซึ่งเหมาะกับพนื้ ท่ีการเกษตร ซงึ่ เปน็ ผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ เข้ากบั ภูมปิ ัญญาพื้นบ้านท่ีอยู่อย่าง
สอดคล้องกับธรรมชาติในพื้นที่นั้นๆ โคก-หนอง-นา โมเดล เป็นการที่ให้ธรรมชาติจัดการตัวมันเองโดยมีมนุษย์เป็น
ส่วนส่งเสริมให้มันสำเร็จเร็วขึ้น อย่างเป็นระบบ ซึ่งโคก-หนอง-นา โมเดล ซึ่งเป็นแนวทางทำเกษตรอินทรีย์และการ
สรา้ งชีวิตทย่ี ั่งยนื
สยามรฐั ออนไลน์ (2564) กลา่ ววา่ แนวคดิ การจดั การนำ้ “โคก หนอง นา โมเดล” เป็นการทำการเกษตรใน
พื้นที่ขนาดจำกัด หรือขนาดเล็ก เป็นการกักเก็บน้ำไว้ทั้งบนดิน (ด้วยหนอง คลองไส้ไก่ และคันนา) และใต้ดิน (ด้วย
ปา่ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อยา่ ง) ตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลท่ี 9
สถาบนั เศรษฐกจิ พอเพียง (2664 : 1) ได้กลา่ วว่า “โคก หนอง นา โมเดล” หมายถึง การแก้ไขปัญหาเร่ือง
การจัดการน้ำที่สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ได้น้อมนำพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จ
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ดี นิ ของโรงเรียนทีย่ บุ เลิก 38
สงั กัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รชั กาลท่ี 9 ด้านการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตาม แนวเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บริหาร
จัดการน้ำและพืน้ ทีก่ ารเกษตร โดยมีการผสมผสานกบั ภูมปิ ัญญาพื้นบา้ น ให้สอดคล้องกัน โดยแบ่งพื้นที่เปน็ สัดส่วน
30 : 30 : 30 : 10 ดังนี้ 30% สำหรับแหล่งน้ำ โดยการขุดบ่อ หนองและคลองไส้ไก่ 30% สำหรับทำนา ปลูกข้าว
30% สำหรับทำโคกหรือปา่ ปลูกปา่ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อยา่ ง กค็ ือปลกู ไมใ้ ชส้ อย ไม้กินไดแ้ ละไม้เศรษฐกิจ เพื่อให้
ไดป้ ระโยชน์ คอื มกี นิ มีอยู่ มีใช้ มคี วามสมบูรณ์ และความรม่ เย็น และ 10% สำหรับท่อี ยู่อาศัย และ เลยี้ งสัตว์ เช่น
ไก่ ปลา ววั และควาย เป็นตน้
“โคก หนอง นา โมเดล” หมายถึง การกักเก็บน้ำของ “โคก หนอง นา” โมเดล หลักการสำคัญของโคก
หนอง นา โมเดล คือการเก็บกักไว้ใช้อย่างเพียงพอ ซึ่งการออกแบบพื้นที่จะให้ความสำคัญต่อการเก็บน้ำ 3 ส่วน
หลักๆ ได้แก่ 1. เก็บน้ำไว้ในหนอง : การขุดหนองจะต้องขุดให้คดโค้ง และมีระดับตื้นลึก แตกต่างกันไปในแต่ละจุด
ซึ่งก่อนขุดต้องมีการคำนวณปริมาตรนํ้าที่สามารถ เก็บได้ในหนองเพื่อให้พอใช้งาน 2. เก็บน้ำไว้บนโคก : ทำได้โดย
การปลกู ป่าและเกบ็ ในระบบรากของตน้ ไม้ ท่ปี ลกู ไว้ 5 ระดับ ไดแ้ ก่ ไมร้ ะดับสงู ไมช้ น้ั กลาง ไมช้ ัน้ เต้ีย ไม้เรี่ยดนิ และ
ไมห้ วั ใตด้ นิ ไมแ้ ต่ละระดับควรจะมีอย่างน้อยไมน่ ้อยกวา่ 21 ชนิด เพ่ือสร้าง ความหลากหลายของระบบราก เมื่อฝน
ตกลงมาระบบรากจะชว่ ยอุ้มน้ำไว้ในดิน 3. เกบ็ ไว้ในนา : ยกคันนาให้สงู และกว้างสามารถเก็บไว้ใชใ้ นช่วง ฝนท้ิงช่วง
นอกจากนเ้ี รายงั สามารถปลกู พืชผักไวบ้ นคนั นาได้อกี ดว้ ย
ศนู ยเ์ ทคโนโลยีอเิ ล็กทรอนกิ ส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (2560) กลา่ ววา่ โคกหนองนาโมเดล เปน็ การสร้าง
ระบบการผลิตเพื่อให้คนพึ่งพาตนเอง เป้าหมายของโครงการน้ีคือ การกกั เก็บน้ำฝนท่ีตกลงมาในพ้ืนท่ีให้ไว้ได้ร้อยละ
100 โดยอาศัยการจัดการที่ดินที่มีอยู่ให้ เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการปรับพื้นที่ให้เป็น โคก หนอง และนา ร่วมกับ
การปลูกป่า 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อยา่ ง
ศนู ยถ์ ่ายทอดเทคโนโลยกี ารสหกรณ์ท่ี 11 (2563) กล่าววา่ “โคก หนอง นา” เป็นศาสตรพ์ ระราชา ดา้ นการ
จัดการดิน น้ำ ป่า ตามแนวทางพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็น หลักคิดในการทำงาน การจัดการ
ออกแบบพน้ื ท่ีเพ่ือทำการเกษตรอย่างยงั่ ยนื โดยเนน้ ท่แี หล่งน้ำเพือ่ ใชใ้ นการเกษตร มกี ารจดั การเพ่อื ใหเ้ กิดสมดุลของ
ระบบนิเวศ ตลอดจนใช้พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เป็นการออกแบบพื้นที่เพื่อการจัดการน้ำตามภูมิสังคม :
ความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ ทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ชีวภาพ วีถีชีวิต ประเพณี ขนบธรรมเนียมและ
วัฒนธรรม โดยยึดหลักการสร้าง micro climate หรือการ สร้างระบบนิเวศย่อยๆ ในพื้นที่ส่วนบุคคล พื้นที่ชุมชน
พ้ืนทส่ี าธารณะ ตามความต้องการของบุคคลและชมุ ชนในพ้นื ท่ี ด้วยการรว่ มมือลงแรง ลงแขก ลงขนั กลายเป็นความ
มนั่ คงของชุมชนเป็นสังคมในอนาคต
ดังนั้น “โคก หนอง นา โมเดล” จึงเป็นการสร้างความมั่นคงในแหล่งทำกินด้านการเกษตร เลี้ยงสัตว์ สู้กับ
ภยั แล้ง ดนิ ขาดความอดุ มสมบรู ณใ์ ห้หันกลบั มาอุดมสมบรู ณ์ โดยปรับปรุงพนื้ ทร่ี องรับฝนธรรมชาติ และการเชือ่ มโยง
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ดี ินของโรงเรียนทย่ี บุ เลกิ 39
สงั กดั สำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
วงจรชีวิตของพืชและสัตว์ให้อยู่ร่วมกันได้ โดยได้น้อมนำพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอ
ดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ด้านการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตาม แนวเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บริหารจัดการน้ำ และพ้ืนที่
การเกษตร
4.2 ความสำคัญของ โคก หนอง นา โมเดล
วิวัฒน์ ศัลยกำธร (2558) กล่าวว่า โคกหนองนาโมเดล เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีตัวแปรหลักที่สำคัญ 5
อย่าง ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และคน ซึ่งตัวแปรที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ทำให้การออกแบบพื้นที่การเกษตรที่มี
ความแตกต่างกัน ดินที่แตกต่างกันมีผลต่อการออกแบบพื้นที่ เพราะการขุดหนองน้ำต้องมีการวางแผน สิ่งที่สำคัญ
คือ การปรับปรุงดินให้เหมาะสม โดยใช้การฟื้นฟูรักษาความสมบูรณ์ของหน้าดินด้วยการนา ฟาง ใบไม้ หรือ หญ้า
คลุมหน้าดิน เติมปุ๋ยอินทรีย์แบบน้ำและแห้ง จะช่วยแก้ปัญหาของดินได้ ในส่วนของน้ำ ทิศทางการไหลของน้ำ เข้า
และออกพื้นที่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ในการวางตำแหน่งของหนองน้ำในทิศทางที่ให้ลมร้อนพัดผ่าน ซึ่งช่วยในการ
ประหยัดพลังงาน และทำให้อุณหภูมิบริเวณบ้านเย็นลง การขุดหนองน้ำที่มีความคดเคี้ยว เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการปลูก
พืชบริเวณริมหนองน้ำ หรือการลดลั่นระดับความสูงของหนองน้ำ โดยชั้นแรกควรมีความลึกที่แสงแดดส่องถึง ควร
ปลูกพืชน้ำไว้เพื่อเป็นแหล่งอาหาร แหล่งวางไข่ และเป็นท่ีอยู่อาศัย ของสัตว์น้ำ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์
น้ำ แซนด์วิชปลา คือ การนำหญ้า หรือฟาง และปุ๋ยหมักวาง กองสลับกันที่บริเวณต้นน้ำ เพื่อสร้างแพลงก์ตอนพืช
และแพลงก์ตอนสัตว์ เป็นอาหารให้กับสัตว์น้ำในพืน้ ที่ ทิศทางของลมที่มีความแตกตา่ งกัน เป็นส่วนหนึ่งในการเลือก
การวางตำแหน่งบ้าน และลานตากข้าว จึงควรวางตามแนวของลมหนาว นอกจากนั้น บ้านควรออกแบบให้มีช่องลม
รับกับทิศทางของลมในแตล่ ะฤดกู าล เพื่อ ทำให้บ้านเย็น ลดการใช้พลังงาน ในส่วนของไฟ หรือทิศทางของแสงแดด
จากดวงอาทิตยท์ ส่ี ่องลงมา ทำให้เกิด ความร้อนเช่นกนั ดังนั้น การออกแบบพืน้ ท่จี งึ ต้องสำรวจทศิ ทางการขน้ึ และตก
ของดวงอาทิตย์ในแต่ละฤดู เพราะในแต่ละฤดู ทิศทาง และช่วงเวลาจะแตกต่างกนั และความต้องการของผู้อยู่อาศัย
เป็นสิ่งสำคัญ การคำนึงถึงประโยชน์การใช้สอย วัฒนธรรม และอาชีพที่ต้องเหมาะสมกับการดำรงชีวิตของผู้อาศัย
ตัวแปร สำคัญท้ัง 5 ส่วนนห้ี ากนำไปปรับใชก้ ับพื้นที่การเกษตรของตนเองใหใ้ ช้สอยที่เหมาะสม และมปี ระโยชน์สงู สดุ
มูลนิธิชัยพัฒนา (2551) ได้กล่าวว่า หนึ่งในโครงการที่รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานในการแก้ไขปัญหาทุกข์
ร้อนของราษฎร ได้แก่ โคกหนองนาโมเดล ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวทางเศรษฐกิจ
พอเพียง ด้านการบริหารจัดการน้ำ และพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยที่ชาวบ้านสามารถช่วยเหลือ
ตนเองได้และมชี ีวติ ที่ดขี ึ้น เม่อื พ้นื ฐานชีวิตมีมาตรฐานมีความม่ันคงแลว้ ชวี ติ คนไทยจึงจะมนั่ คง มัง่ คั่ง และย่ังยนื
ดังนั้น ในการบริหารจัดการพื้นที่จึงควรมีการประยุกต์ศาสตร์ โคก หนอง นา ซึ่งเหมาะกับ พื้นที่ทาง
การเกษตร โดยผสมผสานเกษตรทฤษฎใี หม่เข้ากบั ภูมปิ ัญญาพนื้ บา้ นท่ีมีอยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติในพ้ืนที่นั้นๆ
เปน็ การใหธ้ รรมชาติไดจ้ ดั การตัวเองโดยมีมนษุ ย์เปน็ สว่ นสง่ เสริมใหส้ ำเร็จเรว็ ข้ึนอยา่ งเป็นระบบ
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ีดนิ ของโรงเรยี นท่ียบุ เลกิ 40
สังกดั สำนักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
4.3 องค์ประกอบของโคก หนอง นา โมเดล
การพัฒนาที่ดินโดยประยุกต์ใช้แนวคิดของโคก หนอง นา โมเดล นั้นควรศึกษาและพิจารณาองค์ประกอบ
ต่างๆ อันจะมีส่วนช่วยสง่ เสรมิ การใชป้ ระโยชนข์ องทีด่ นิ ให้เกดิ ประสทิ ธภิ าพ ดงั นี้
ศนู ยถ์ า่ ยทอดเทคโนโลยีการสหกรณท์ ี่ 11 (2563) กลา่ วว่า “โคก หนอง นาโมเดล” เป็น “หลมุ ขนมครกเก็บ
กักน้ำ” เหมาะสำหรับสภาพพื้นที่ลุ่ม พื้นที่ที่จะออกแบบ จะเน้นการเก็บน้ำเพื่อใช้สอยจากน้ำฝนที่ตกในพื้นที่เป็น
หลัก และถา้ มีนำ้ จากระบบชลประทานหรือแหล่งน้ำ ตามธรรมชาต(ิ แม่น้ำลำคลอง) เป็นส่วนเสรมิ จะยิ่งทำให้พ้ืนท่ีมี
หลกั ประกนั ด้านน้ำใช้ ส่วนพนื้ ทีท่ ่ีไมม่ สี ่วนเสริม ดงั กลา่ วการวางแผนเพื่อบริหารการใช้น้ำอย่างย่ังยืนจึงเป็นสิ่งที่ต้อง
คำนงึ ถึง โดยโคก หนอง นา โมเดล จะแบง่ พ้นื ท่ี ออกเปน็ 3 ส่วนคอื โคก หนอง และ นา
1. โคก เกิดจากการนำดินที่ขุดเพื่อทำบ่อน้ำหรือหนองน้ำมาทำเป็นเนินสูงจนเป็นโคก บนโคกให้ปลูก
ป่า 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อย่าง โดยรากไม้ที่ปลูกจะสานกนั หลายระดับ ทำหน้าทีเ่ ก็บกกั นำ้ ไว้ในดิน ควรปลกู แฝกร่วม
ด้วยเพื่อช่วย เก็บน้ำและป้องกันการพังทลายของดิน รากไม้ต่างๆจะช่วย ซับน้ำไว้แบบ “หลุมขนมครกใต้ดิน” เมื่อ
ต้นไม้เจริญเตบิ โต ป่ามีความสมบรู ณ์ ป่าบนโคกจะช่วยเก็บนำ้ ไว้ใต้ดิน มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของดิน ตำแหน่ง
ของโคกควรอยู่ทางทิศตะวันตกเพื่อช่วยบงั แสงอาทิตย์ยามบ่าย บริเวณพื้นที่ของโคกจะใช้ประโยชน์เป็น ที่อยู่อาศัย
ปลกู ผกั เลยี้ งสัตว์และกจิ กรรมอ่นื ๆ ของเกษตรกร
2. หนอง เกิดจากการขุดบ่อกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์น้ำหรือปลูกพืชน้ำ เพื่อใช้
บริโภค ส่วนดินที่ขุดหนองน้ำนำไปใช้ทำโคกได้ ตำแหน่งของหนองน้ำควรอยู่ทางทิศที่ลมร้อนผ่านเพื่อให้ลมเย็นลง
ก่อนพัดเข้าสู่บ้าน หนองน้ำควรขุดให้ขอบและพื้นหนองน้ำมีความคดโค้ง เป็นร่องเป็นแนว มีความลึกหลายระดับ
และให้แดดส่องถึง เพื่อให้ปลาวางไข่ได้ดี มีการขุด “คลองไส้ไก่” เพื่อช่วยกระจายนำ้ ให้ทั่วพื้นท่ี เพิ่มความชุ่มชื้นใน
ดินส่งผลดตี ่อการปลกู พืช สรา้ ง “ฝายชะลอนำ้ ”และ “หลุมขนมครก” เพอื่ รับนำ้ และชะลอน้ำท่ีไหลมา ดกั ตะกอนให้
ไหลลงหนองน้ำน้อยลง ชะลอการสูญเสียแร่ธาตุและเป็นการเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ ปริมาณน้ำที่เก็บในหนอง
ต้องคำนวณให้เพียงพอต่อการใช้งานในพืน้ ที่และมนี ้ำเหลือใชใ้ นหน้าแล้งหรือฝนทิง้ ชว่ ง บริเวณพ้ืนที่ของหนองจะใช้
ประโยชนเ์ ปน็ แกม้ ลิงเก็บน้ำในหนา้ ฝนและแหลง่ น้ำสำหรบั อปุ โภคบริโภคในหนา้ แล้ง
3. นา ควรยกหัวคันนาให้สงู อย่างน้อย 1 เมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บน้ำไว้ในนาให้เท่ากับความสูงของคัน
นาและปั้นคนั นา กว้างๆ เพื่อปลูกไม้ผล ไม้สมุนไพรและพืชผกั สวนครวั ทีส่ ามารถเก็บกินและขายสร้างรายไดใ้ นทุกๆ
วัน จึงถูกเรียกเป็น “หัวคันนาทองคำ” และควรปลูกแฝกเพื่อป้องกันการพังทลายของคันนา คันนาถูกใช้เป็น
เครื่องมือปรับระดับน้ำเข้านา ตามความสูงของต้นข้าว และยังสามารถใช้น้ำเพื่อควบคุมวัชพืชและแมลงตามภูมิ
ปัญญาท้องถิ่น โดยปริมาณน้ำฝนส่วนหนึ่งจะซึมลงดินเก็บเป็นน้ำใต้ดินช่วยสร้างความชุ่มชื้นใหแ้ ก่ระบบนิเวศในดนิ
ต่อไป บริเวณพื้นที่ของนาจะใช้ ประโยชน์เป็นที่ปลูกข้าว เลี้ยงปลาสำหรับกำจัดศัตรูของข้าวและเป็นอาหาร และ
ปลูกพชื หมนุ เวียนอ่ืนๆ ของเกษตรกร
โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากที่ดินของโรงเรยี นท่ยี บุ เลกิ 41
สังกดั สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1