The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการวิจัย เรื่อง โคก หนอง นา แหลมจากโมเดลวิถีใหม่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by warunee, 2021-08-26 08:13:30

รายงานการวิจัย เรื่อง โคก หนอง นา แหลมจากโมเดลวิถีใหม่

รายงานการวิจัย เรื่อง โคก หนอง นา แหลมจากโมเดลวิถีใหม่

ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เป็นแนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ที่เกื้อกูลต่อ
ความตอ้ งการด้านเศรษฐกจิ และสังคม สามารถปลกู ไดท้ กุ ส่วนของพืน้ ท่ี

1) ประโยชน์พออยู่ การปลกู ไมเ้ นอื้ แข็งอายุยืนเพื่อใช้สร้างท่ีพักอาศัยและเครื่องเรือนรวมท้ัง
ยังสามารถรกั ษาไว้เปน็ ทรัพย์สนิ ในอนาคตได้ ไม้ในกลมุ่ น้ไี ดแ้ ก่ ตะเคยี นทอง ยางนา แดง สกั พะยูง ฯลฯ

2) ประโยชน์พอกิน การปลูกต้นไม้ที่ใช้เป็นอาหารหรือใช้เป็นสมุนไพรได้ เช่น แค มะรุม
สะตอ ผักหวาน กล้วย ฯลฯ

3) ประโยชน์พอใช้ การปลูกพืชโตเร็วเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น เผาถ่าน
ทำหตั ถกรรม ปอ้ งกนั ลม ไมใ้ นกลมุ่ นไ้ี ด้แก่ ไผ่ กระถินเทพ หวาย มะคำดีควาย ฯลฯ

4) ประโยชน์พอร่มเย็น การปลูกป่าเพื่อประโยชน์ทั้งสามอย่างจะนำไปสู่ความร่มเย็นและ
ระบบนิเวศนท์ อ่ี ุดมสมบรู ณ์มากข้ึน

การปลูกป่า 7 ระดับ เป็นแนวทางการปลูกพืชอย่างผสมผสานเพื่อให้เกิดความหลากหลายทาง
ชีวภาพรวมถงึ ประโยชนส์ ูงสุดจากการใช้ พืน้ ที่และแสงอาทิตย์

1. ไมส้ ูง ไม้ลำตน้ สูงใหญแ่ ละอายยุ ืน เช่น ยางนา ตะเคยี น พะยูง เป็นตน้
2. ไม้กลาง ไมล้ ำต้นไม่สงู นกั ไมผ้ ล เชน่ มะมว่ ง ขนุน มังคุด กระทอ้ น ไผ่ เปน็ ต้น
3. ไมเ้ ตย้ี ต้นไมท้ รงพุ่ม เช่น มะนาว มะกรดู มะละกอ มะเขอื พวง กล้วย เปน็ ตน้
4. ไม้ทรงพุ่ม พืชผักสวนครัว เช่น พริก มะเขือ กระเพรา ผักหวานบ้าน ตะไคร้ เหรียง เป็น
ตน้
5. ไมเ้ ลื้อยเกาะเกยี่ ว พืชจำพวกพรกิ ไท ตำลึง มะระ ถว่ั ฝักยาว บวบ รางจดื เป็นตน้
6. ไม้หวั ใตด้ นิ พชื จำพวกขงิ ขา่ มนั บกุ เป็นตน้
7. ไมน้ ้ำ พืชจำพวกผกั กะเฉด ผกั บุง้ บ้าน บัว กระจับ สาหร่ายน้ำ เปน็ ต้น
ควรปลูกแฝกเพ่ือป้องกันการพังทลายของดิน ช่วยดกั ตะกอนและช่วยเก็บความชุ่มชื้นของใต้
ดนิ และควรปลกู พชื ตระกลู ถ่ัวทใ่ี บร่วงมาก เชน่ จามจรุ แี ละทองหลาง เปน็ ต้น รอบหนองน้ำเพอ่ื ตรงึ ไนโตรเจนลงดิน
ใบไม้ที่ร่วงลงพื้นจะช่วยควบคุมวัชพืชและคลุมหน้าดินให้มีความชุ่มชื้น ส่วนใบไม้ที่ร่วงลงน้ำจะช่วยเพิ่มปริมาณ
อินทรยี วัตถุและจลุ ินทรยี ใ์ หก้ ับน้ำท่ีจะนำมาใชเ้ ล้ียงพืช
“ห่มดิน” เป็นการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรตา่ งๆ เช่น ฟางข้าว ใบไม้ เป็นต้น มาปิดที่ผิวหน้า
ของดิน เพื่อให้ดินไม่ถูกแสงแดดและรังสีความร้อนในเวลากลางวัน ลดความสูญเสียน้ำให้แก่พืช ดินจะสามารถเก็บ
ความชื้นจากน้ำ น้ำฝนหรือน้ำค้างไว้ในดินได้นานขึ้น ดินจะมีความนุ่มไม่แข็งกระด้าง รากพืชสามารถแตกแขนงหา
อาหารไดด้ ี พชื และสัตว์ขนาดเลก็ ทมี่ ีประโยชน์ต่อพืช เชน่ ไสเ้ ดอื น จุลินทรียต์ า่ งๆ เปน็ ตน้ สามารถเจริญเตบิ โตในดนิ
ได้ นอกจากน้วี สั ดทุ น่ี ำมา “หม่ ดนิ ” จะป้องกนั วชั พชื ไม่ให้เติบโตมารบกวนพชื ที่ปลกู

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทด่ี นิ ของโรงเรียนท่ยี บุ เลิก 42
สงั กดั สำนักงานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

“แห้งชาม นำ้ ชาม” เปน็ การใสป่ ุ๋ย ทเ่ี รยี กว่าใส่ “แหง้ ชาม” ใชป้ ุ๋ยอินทรีย์ มาโรยบรเิ วณโคนต้นพืช
เพื่อให้พืชได้รับสารอาหารเพิ่ม ส่วนที่เรียกว่าใส่ “น้ำชาม” เป็นการใส่ปุ๋ยน้ำหมัก ผสมน้ำตามอัตราส่วน 1:500 ใช้
ราดบริเวณโคน ต้นพืช หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วก็ตามมาด้วยการหม่ ดินเพื่อลดการสูญเสียของปุ๋ยจากแรงลม แรงน้ำ จาก
การชะลา้ ง

ตัวแปร ทตี่ อ้ งนำมาใชใ้ นการออกแบบ “โคกหนองนาโมเดล” มี 5 ประการคอื
1) ทิศ ควรสำรวจทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตกและทิศทางการขึ้นของพระอาทิตย์ใน

ฤดตู า่ งๆ ในพ้ืนท่ีนัน้ ๆ
2) ลม ควรพิจารณาลมตามฤดูและลมประจำถิ่น อย่างฤดูฝนและฤดูร้อนลมจะพัดมาจาก

ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ฤดูหนาว(ลมหนาวหรือลมข้าวเบา) ลมจะพัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ควรวางตำแหน่ง
บ้านเรือนและลานตากข้าวไม่ให้ขวางทิศทางลม และออกแบบบ้านให้มีช่องรับลมตามทิศในแต่ฤดูกาล เพื่อให้บ้าน
เยน็ อยู่สบายและลดการใชพ้ ลังงานในบา้ น

3) ดิน พิจารณาลักษณะของดิน การอุ้มน้ำของดิน เพื่อวางแผนการขุดหนองน้ำและการ
ปรับปรุงดินที่เหมาะสม ใช้การฟื้นฟูดินด้วยการห่มด้วยฟาง ใบไม้หรือหญ้า ที่เรียกว่า “ไม่ปอกเปลือกเปลือยดิน”
แล้วเติมปุ๋ยให้เหมาะสมกับ คุณลักษณะของดิน เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งชนิดแห้งและชนิดน้ำแบบที่เรียกว่า “แห้ง
ชามน้ำชาม” โดยนำฟางวางบนดินสลับด้วยปุ๋ยหมักแล้วตามด้วยการราดปุ๋ยน้ำจุลินทรีย์ ด้วยวิธีการ “ห่มดิน” จะ
ช่วยลดการระเหยของน้ำบนผิวดิน ช่วยให้สิ่งมีชีวิตผิวดินและในดินเพิ่มจำนวนได้มากขึ้น ทำให้จุลินทรีย์ย่อยสลาย
อินทรียวตั ถไุ ด้ดขี นึ้ ปิดกน้ั ไมใ่ หว้ ชั พชื ได้รับแสงแดด ดว้ ยวธิ ีการหม่ ดนิ จะชว่ ยแกป้ ัญหาของดนิ ได้

4) น้ำ การขดุ หนองนำ้ ต้องดูทางไหลเขา้ และออกของนำ้ ในพน้ื ท่ี ควรวางตำแหน่งหนองน้ำ
ในด้านที่ลมร้อนพัดผา่ นก่อนเข้าสู่บา้ นจะช่วยใหบ้ ้านเย็นขึ้น ควรขุดหนองให้มีความคดเคี้ยวเพื่อเพิ่มพื้นที่เพาะปลกู
พืชริมขอบหนองและทำ “ตะพัง” หรือความลดหลั่นของระดับความสูงในหนองให้ไม่เท่ากัน โดยชั้นแรกมีความลึก
เท่าระดับที่แสงแดดส่องลงไปถึง เพื่อเป็นชั้นให้ปลาสามารถวางไข่และอนุบาลสัตว์น้ำได้ ควรปลูกพืชน้ำหรือไม้น้ำ
เพื่อให้ปลาใช้เปน็ แหลง่ วางไข่ ทอี่ ยอู่ าศัยและเป็นอาหารให้กับสตั ว์น้ำรวมทัง้ ทำ “แซนวชิ ปลา” นำหญา้ และฟางกอง
สลับกับปยุ๋ หมกั ไว้ทต่ี น้ นำ้ เพ่ือ สร้างแพลงตอนและไรแดงเปน็ การเพ่ิมอาหารใหก้ บั สตั ว์นำ้

5) คน หัวใจสำคัญของการออกแบบพื้นที่ให้เหมาะสม ขึ้นอยู่กับความตอ้ งการของผู้ท่เี ป็น
เจ้าของเปน็ หลกั ซงึ่ จะเป็นผทู้ ี่ใชป้ ระโยชน์จากพ้นื ท่ีน้ันมากทีส่ ดุ

ววิ ัฒน์ ศลั ยกำธร (2564) กลา่ วว่า องคป์ ระกอบสำคัญของโคก หนอง นา ประกอบดว้ ย 4 สว่ น คือ

1. บริหารจัดการพื้นท่ี การบริหารพื้นที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่รู้จักกันในชื่อว่า “ โคก หนอง นา

โมเดล ” ซึ่งเป็นการออกแบบพื้นที่ตามศาสตร์พระราชา ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งพื้นที่เล็กหรือใหญ่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงศึกษาข้อมูลและทรงพบว่า เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ครอบครองพื้นท่ี

โดยเฉลี่ยครอบครัวละ 10 – 15 ไร่ จึงทรงแนะนำให้จัดสรรโดยมีเป้าหมายว่า ต้องทำให้เรามีข้าวปลาอาหารพอกิน

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทด่ี ินของโรงเรียนทย่ี บุ เลิก 43
สังกัดสำนกั งานเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

ตลอดปี เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและมีรายไดเ้ หลอื พอสำหรับจับจ่ายใช้สอยในเร่ืองจำเปน็ โดยใช้อัตราส่วน 30 : 30 :
30 : 10 เปน็ เกณฑ์ปรบั ใช้ ตวั อย่างเชน่ พื้นทีส่ ่วนแรก 30 เปอรเ์ ซน็ ต์ใชส้ ำหรบั ขุดสระนำ้ เพอื่ เลยี้ งปลา ปลูกพืชน้ำท่ี
กินหรือใช้ประโยชนอ์ ื่นๆ ได้ รอบๆ ขอบสระปลกู ไม้ต้นทีไ่ มใ่ ชน้ ำ้ มาก และสร้างเล้าไก่บนสระ

พนื้ ที่สว่ นทส่ี อง 30 เปอร์เซ็นต์ใชส้ ำหรับทำนา พน้ื ท่ีสว่ นท่สี าม 30 เปอร์เซน็ ตใ์ ช้ปลูกไม้ผล ไม้ต้น หรือไม้ท่ี
ใช้สอยในครัวเรอื น ใช้สร้างบา้ นเรอื น ทำอุปกรณ์การเกษตร หรือใช้เปน็ ฟืน พื้นที่ที่เหลอื อีก 10 เปอร์เซ็นต์เปน็ ท่อี ยู่
อาศัย ทางเดนิ คนั ดิน กองฟาง ลานตาก กองปุ๋ย หมกั โรงเรือน โรงเพาะเห็ด คอกสตั ว์ หรอื ปลกู ผกั สวนครวั สมนุ ไพร
และไม้ดอกไม้ประดับ เปน็ ตน้

อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดังกล่าวเป็นสูตรหรือหลักการโดยประมาณ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความ
เหมาะสมข้ึนอยู่กับสภาพของพ้ืนท่ี ปรมิ าณน้ำฝน และสภาพแวดลอ้ ม เชน่ ในภาคใตท้ ี่มีฝนตกชกุ หรือพื้นท่ีที่อยู่ใกล้
เขื่อนหรอื อา่ งเก็บน้ำ อาจลดขนาดบอ่ หรอื สระนำ้ ให้เลก็ ลง และปรบั พ้นื ท่ีเพอื่ ใช้ประโยชน์อ่ืน

2. บริหารจัดการน้ำ ทำอย่างไรให้มีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกและใช้ในชีวิตประจำวันตลอดปีและมี
สำรองไว้ใช้ในฤดแู ล้งหรือระยะฝนทิ้งช่วง ซึ่งตามหลักเกษตรทฤษฎใี หม่เน้นการคำนวณปริมาณน้ำดว้ ยหลักวิชาการ
น้ำฝนที่ตกลงในแต่ละพื้นที่ ถ้าเป็นบริเวณที่ฝนตกน้อยพื้นที่ค่อนข้างแล้ง น้ำฝนขั้นต่ำมีปริมาณปีละ 800 มิลลิเมตร
หมายถงึ เมอื่ ฝนตกลงมาถ้าไมซ่ ึมและระเหยสู่อากาศ ปริมาณน้ำจะสูงจากพื้นดินประมาณ 80 เซนติเมตร ส่วนพ้ืนท่ี
ที่มีฝนตกชุก ถ้าไม่ซึมและระเหยก็จะมีปริมาณน้ำฝน 1,800 – 2,000 มิลลิเมตรต่อปี หรือสูงจากพื้นดิน 1.80 –
2 เมตร

ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มี พระราชดำริเป็นแนวทางว่า ในพื้นที่ 15 ไร่ เพาะปลูก
1 ไร่ ต้องมีน้ำสำหรับใช้ในการเกษตรไม่ต่ำกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตรดังนั้น เมื่อทำนา 5 ไร่ ปลูกพืชไร่หรือไม้ผลอกี
5 ไร่ รวมเป็น 10 ไร่ ต้องมีน้ำใช้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ลูกบาศก์เมตร ในแต่ละปีอย่างไรก็ตาม ขนาดบ่อเก็บน้ำจะเล็ก
หรอื ใหญ่ขึ้นอย่กู ับสภาพภมู ปิ ระเทศและสภาพแวดลอ้ ม ดังนี้

• ถ้าเปน็ พน้ื ที่การเกษตรท่อี าศยั นำ้ ฝน บ่อตอ้ งลึกเพื่อปอ้ งกนั ไมใ่ หน้ ้ำระเหยได้มากเกนิ ไป
• ถ้าพื้นที่การเกษตรอยู่ในเขตชลประทาน ควรขุดบ่อน้ำให้ลึกอย่างน้อย 3 เมตร ส่วนความกว้างยาว
ขึน้ กบั ความเหมาะสมของพนื้ ท่ีและการใช้นำ้
• เกษตรกรควรทำนาในหน้าฝน และเมื่อถึงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ให้เกษตรกรใช้น้ำท่ีเก็บนั้นให้เกิด
ประโยชน์ทางการเกษตรอย่างสูงสุด โดยพิจารณาปลูกพืชให้เหมาะสมกับฤดูกาล เพื่อให้มีผลผลิตอื่นไว้บริโภคและ
สามารถนำไปขายไดต้ ลอดปี
• พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัว รชั กาลที่ 9 ทรงเรยี กการขุดบ่อเก็บน้ำเพ่ือให้มนี ้ำใช้ในพื้นที่ตลอดปีว่า
“regulator” ซ่ึงหมายถึง การควบคมุ ให้มีน้ำหมนุ เวยี นไวใ้ ช้ทำการเกษตรตลอดเวลา โดยเฉพาะในหนา้ แลง้ และตอน
ฝนทิ้งช่วง แตไ่ ม่ได้หมายความวา่ เกษตรกรจะสามารถปลูกขา้ วนาปรงั ได้หากน้ำในสระเกบ็ น้ำมเี พียงพอ

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทดี่ ินของโรงเรียนทีย่ บุ เลกิ 44
สงั กดั สำนกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

3. ปลูกข้าวในนาและพืชผักสมุนไพรบนคันนา ขา้ วเปน็ อาหารหลักท่ีคนไทยบรโิ ภค ถา้ แตล่ ะครอบครัวทำ
นา 5 ไร่ก็จะมีข้าวพอกินตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง และพึ่งตนเองได้อยา่ งมีอิสรภาพ อาจารย์ยักษ์เล่าถงึ
เทคนคิ การปลกู ข้าวอินทรีย์สำหรับเลีย้ งครอบครวั วา่ “เราควรยกคนั นาใหส้ งู และกว้าง บางคนไม่เข้าใจวา่ ยกคนั นาสูง
แล้วจะปลูกข้าวพันธุ์อะไรในน้ำลึกมากขนาดนั้น แต่เมื่อเราทดลองทำก็รู้ว่า ข้าวทุกพันธุ์สามารถปลูกในนาน้ำลึกได้
ขอเพยี งเรารู้จกั พันธ์ุขา้ วให้จรงิ ขา้ วทีป่ ลูกในดนิ ท่บี ม่ ไว้อย่างดีจะมีรากยาวพอท่ีจะหาอาหารเลี้ยงตวั และทะล่ึงต้นขึ้น
สูงหนีน้ำได้ “นอกจากได้ข้าว เรายังได้ผลผลิตอื่นจากนาข้าวก็คือ ปู ปลา กุ้ง กบ เขียด ทำเป็นอาหารที่หลากหลาย
ส่วนบนคันนากป็ ลกู พืช ผัก กลว้ ย ออ้ ย พรกิ สรา้ งรายไดอ้ ีกทางหนงึ่ ”

4. ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อยา่ ง บันไดสู่ 4 พ การปลูกปา่ 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อยา่ ง คอื การปลูกพชื ท่ี

นำมาใชเ้ ปน็ อาหาร เปน็ ท่อี ยู่อาศัย ทำเคร่ืองใช้ไมส้ อยและเปน็ ร่มเงา ประกอบด้วยพรรณไมห้ ลากหลายชนิดสามารถ

จำแนกตามความสงู เป็น 5 ระดับ คือ

1. ไม้สงู เปน็ ไม้เรือนยอดสงู และมอี ายยุ ืน เช่น ตะเคียน ยางนา เตง็ รงั ฯลฯ
2. ไม้กลาง เป็นไม้ต้นที่สูงไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นไม้ผลทีเ่ ก็บกินได้ เช่น มะม่วง ขนุน มังคุด กระท้อน
ไผ่ สะตอ ฯลฯ
3. ไม้เตี้ย เป็นไม้พุ่มเตี้ยที่อยู่ใต้ไม้สูงและไม้กลาง เช่น พริก มะเขือ กะเพรา ผักหวานบ้าน ติ้ว เหรียง
ฯลฯ
4. ไม้เรย่ี ดนิ เปน็ ไม้เลอื้ ยชนดิ ต่าง ๆ เชน่ พริกไทย รางจดื ฯลฯ
5. ไม้หัวใต้ดนิ เช่น ขิง ข่า มนั มอื เสอื บุก กวาวเครอื ฯลฯ
วธิ ปี ลกู ปา่ 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อยา่ ง
1. นำไม้เบิกนำที่โตเร็ว เช่น สะเดา มะรุม แค ไม้ผล กล้วย อ้อย และพืชผักอายุสั้นมาปลูกก่อน เพื่อ
สรา้ งแหล่งอาหารใหค้ รอบครวั
2. หลังจากน้ัน 1 – 2 ปี เริ่มปลูกไมท้ ี่ใช้กอ่ สร้างทีอ่ ยู่ อาศัย เมื่อเติบโตจนให้ร่มเงากับพ้ืนที่จงึ เริม่ ปลกู
พชื สมนุ ไพร
3. สำหรับพื้นที่ทำนา ควรมีขนาดเหมาะสมและปลูกข้าวได้เพียงพอสำหรับบริโภคในครัวเรือนโดยไม่
ตอ้ งซ้อื
4. ขุดบ่อนำ้ และร่องนำ้ เล็กให้เชื่อมต่อกับบ่อขนาดใหญ่ เพ่อื เพิม่ ความชุ่มชื้นกับพืน้ ดนิ และต้นไม้ ทั้งยัง
ใช้เลี้ยงปลาไว้เป็นอาหาร
5. ปลกู ตน้ ไม้ใหห้ ลากหลายทใี่ ชป้ ระโยชน์ได้ เพอื่ ลดค่าใชจ้ ่ายในครอบครวั
หลังจากปลูกป่า 3 อย่างสำเร็จแล้ว ก็จะสามารถนำพชื เหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ 4 ประการ คือ หนึ่ง ใช้เป็น
อาหารเครื่องดื่ม สมุนไพร และเป็นขนม สอง ใช้ทำที่อยู่อาศัยใช้ทำพื้นบ้าน ฝาบ้าน เสาเรือน สาม ปลูกไว้ใช้สอย
อื่นๆ เช่น ทำฟืน เผาถ่าน ทำปุ๋ย สารไล่แมลง ทำเครื่องมือเครื่องใช้หัตถกรรม ใช้ทำสีย้อม และน้ำยาซักล้าง และ

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทีด่ ินของโรงเรียนทย่ี บุ เลกิ 45
สังกดั สำนักงานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

สุดท้ายคือให้ร่มเงาและความร่มเย็นแก่บ้านและสภาพแวดลอ้ มประโยชน์ทั้งสีป่ ระการนี้ก็จะนำพาเรามาสู่ “4 พ” เป็นพื้นฐาน
น่นั คือ พอกิน พออยู่ พอใช้ พอรม่ เย็น

สำนักพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองสุโขทัย (2563) กล่าวว่า โคก-หนอง-นา โมเดล ซึ่งเป็นแนวทางทำเกษตร
อินทรีย์และการสรา้ งชวี ิตทย่ี ่ังยนื มีองค์ประกอบดงั นี้

1. โคก : พนื้ ทีส่ ูง
- ดินทีข่ ดุ ทำหนองน้ำน้นั ให้นำมาทำโคก บนโคกปลูก “ปา่ 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อย่าง”ตาม

แนวทางพระราชดำริ
- ปลูกพืช ผัก สวนครัว เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ทำให้พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น

เป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน ก่อนเข้าสู่ขั้นก้าวหน้า คือ ทำบุญ ทำทาน เก็บรักษา ค้าขาย และเชื่อมโยงเป็น
เครอื ขา่ ย

- ปลกู ท่ีอยอู่ าศัยให้สอดคลอ้ งกบั สภาพภมู ิประเทศ และภมู อิ ากาศ
2. หนอง : หนองน้ำหรือแหลง่ น้ำ

- ขุดหนองเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้งหรือจำเป็น และเป็นที่รับน้ำยามน้ำท่วม (หลุม
ขนมครก)
- ขดุ “คลองไส้ไก่” หรอื คลองระบายน้ำรอบพ้ืนทตี่ ามภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยขุดให้คดเคี้ยว
ไปตามพืน้ ท่ีเพื่อใหน้ ้ำกระจายเต็มพ้ืนท่เี พิ่มความชมุ่ ชืน้ ลดพลงั งานในการรดนำ้ ตน้ ไม้
- ทำ ฝายทดน้ำ เพื่อเก็บน้ำเข้าไว้ในพื้นที่ให้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่โดยรอบไม่มีการ
กักเก็บนำ้ น้ำจะหลากลงมายงั หนองน้ำ และคลองไส้ไก่ ให้ทำฝายทดนำ้ เก็บไวใ้ ช้ยาม
3.นา : พน้ื ทีน่ านั้นให้ปลกู ข้าวอินทรีย์พ้นื บา้ น
- โดยเริ่มจากการฟื้นฟูดิน ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ยั่งยืน คืนชีวิตเล็กๆ หรือจุลินทรีย์
กลับคืนแผน่ ดินใช้การควบคมุ ปริมาณน้ำในนาเพื่อคุมหญ้า ทำใหป้ ลอดสารเคมไี ด้ ปลอดภัยทงั้ คนปลูก คนกิน ยกคัน
นาให้มคี วามสูงและกวา้ ง เพื่อใช้เป็นท่ีรบั นำ้ ยามนำ้ ทว่ ม ปลูกพืชอาหารตามคนั นา
4.4 งานวิจยั ที่เกยี่ วกบั โคก หนอง นา โมเดล
นกั วชิ าการไดศ้ ึกษาและทำวิจยั ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั โคก หนอง นา โมเดล ดังน้ี
ศรายุทธ ผลโพธิ์ และพรรณวดี ครองสำราญ (2561) ศึกษาการวางผังบริเวณแปลงเกษตรสาธิต คณะ
เทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มีเนื้อที่ 18.5 ไร่ มีวัตถุประสงค์
เพ่อื วางผงั พ้ืนท่ีให้เปน็ แหลง่ เรยี นรู้ทางการเกษตรโดยใช้หลักการโคก หนอง นา โมเดล และอยภู่ ายใต้แนวคิดเกษตร
ทฤษฎีใหม่ วิธีการศึกษาเริ่มจากการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้รับผิดชอบโครงการ การสำรวจพื้นที่จริง
และการตรวจเอกสารท่เี กย่ี วข้อง การวเิ คราะห์ข้อมลู การสงั เคราะห์ข้อมลู และการออกแบบเป็นผังบริเวณ จากการ
ออกแบบผงั บริเวณแปลงเกษตรสาธติ สามารถแบ่งพน้ื ที่เปน็ 3 บริเวณหลกั ได้แก่ 1.พนื้ ท่ีโคก มเี นือ้ ที่ท้ังสิ้น 11.5 ไร่

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ดี ินของโรงเรยี นทีย่ บุ เลิก 46
สังกดั สำนักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

คิดเป็น 62.2 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ประกอบด้วยพื้นที่สองส่วน ส่วนที่หนึ่งคือสิ่งปลูกสร้าง 1.1 สิ่งปลูกสร้าง
ได้แก่ พิพิธภัณฑ์รวบรวมเผยแพร่เทคโนโลยีและงานวิจยั ทางการเกษตร, อาคารเรียนรู้อเนกประสงค์, อาคารเรียนรู้
วิทยาการประมงและสัตวน์ ้ำ, ห้องปฏบิ ตั ิการเพาะเชอื้ เหด็ และโรงเพาะเห็ด, โรงเพาะกล้า, โรงสาธิตการทำน้ำส้มควัน
ไม้และโรงเผาถ่าน, โรงสาธิตการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ, โรงสาธิตการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ, โรงคัดแยกขยะ, โรงเก็บ
อุปกรณ์ทางการเกษตร และลานตากข้าว 1.2 พื้นที่ปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น ซึ่งเป็นพรรณไม้ท้องถิ่นและมี
คุณประโยชน์ในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงแปลงเกษตรผสมผสาน ที่ปลูกผัก สมุนไพร และไม้ดอก 2. พื้นที่เก็บน้ำ
(หนอง) มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 3.5 ไร่ คิดเป็น 18.9 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด เพื่อประโยชน์แก่การประมงและการ
เพาะปลูก 3. นาข้าวออร์แกนิครวมถึงคันนา 3.5 ไร่ คิดเป็น 18.9 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ในการวางผังบริเวณยัง
คำนึงถึงการออกแบบที่เอื้อประโยชน์ในการเผยแพร่งานวิจัยของบุคลากร เพื่อถ่ายทอดวิทยาการความรู้ให้เป็น
แนวทางและแบบอย่างแก่เกษตรกรโดยตรง และเป็นต้นแบบของการจัดสรรพื้นที่โดยใช้หลักการดังกล่าวให้แก่
สถาบันการศกึ ษาอ่นื ๆ อีกด้วย

ศรายุทธ ผลโพธิ์ และพรรณวดี ครองสำราญ (2561) ศกึ ษาการวางผังพื้นท่ีไร่ชนะเลศิ ตงั้ อยู่อำเภอหินเหล็ก
ไฟ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ทั้งหมด 110 ไร่ มีวัตถุประสงค์เพื่อวางผังพ้ืนที่ให้เป็นศูนย์เรียนรู้และการ
ท่องเที่ยวทางการเกษตรภายใต้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยใช้โคก หนอง นา โมเดล วิธีการศึกษาเริ่มจากการ
1) การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจ้าของพื้นที่ การสำรวจพื้นที่จริง และการตรวจเอกสารที่เกี่ยวข้อง 2)
การวิเคราะห์ข้อมูล และการสังเคราะห์ข้อมูล และ 3) การออกแบบเป็นผังบริเวณ จากการออกแบบได้แบ่งพื้นท่ี
ออกเปน็ 3 ส่วน ส่วนท่ี 1 พน้ื ทโี่ คก ประกอบดว้ ย 11 บริเวณ ได้แก่ 1) บรเิ วณบ้านพักอาศัย 2) บริเวณอาคารศูนย์
การเรียนรู้และศูนย์บริการ 3) บริเวณพืชไร่ 4) บริเวณพื้ชไม้ผลผสมผสาน 5) บริเวณสวนไม้ดอกไม้ประดับหน้า
ทางเขา้ 6) บรเิ วณสิ่งปลกู สรา้ ง ไดแ้ ก่ พพิ ิธภัณฑร์ วบเนอสเซอรี่ต้นไมแ้ ละผักไฮโดรโปนคิ 7) บริเวณพน้ื ทปี่ ลุกป่าไม้
8) บริเวณแปลงปลูกกล้วยหลากชนิด 9) บริเวณแปลงผักสวนครัว 10) บริเวณ ปศุสัตว์ และ 11) บริเวณที่จอด
รถรวมถึงถนน รวมพื้นที่ 94 ไร่ คิดเป็น 85 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนที่ 2 พื้นที่กักเก็บน้ำ (หนอง)
ประกอบด้วย หนองน้ำเพื่อกักเก็บน้ำฝนธรรมชาติจำนวน 3 หนอง และลำธาร รวมพื้นที่ 13 ไร่ คิดเป็น 12
เปอร์เซ็นตข์ องพน้ื ทท่ี ั้งหมด สว่ นที่ 3 พ้นื ที่นาประกอบดว้ ย นาข้าวออร์แกนิค รวมพ้นื ที่ 3 ไร่ คิดเปน็ 3 เปอร์เซ็นต์
ของพื้นที่ทั้งหมด โดยพื้นที่ทั้งหมดได้ออกแบบให้สอดคล้องกับหลักโคก หนอง นา โมเดล ภายใต้แนวคิดเกษตร
ทฤษฎีใหม่ ทำเป็นสถานท่ีทอ่ งเที่ยวเชิงเกษตรใหผ้ ู้ที่สนใจหรอื นักทอ่ งเท่ียวเข้ามาท่องเที่ยวชมธรรมชาติ พร้อมการ
ทำกจิ กรรมรว่ มกนั เรียนรู้เกย่ี วกับการเกษตร วถิ ชี วี ิตชนบทให้กบั นกั ท่องเทยี่ ว และสามารถเป็นพ้ืนที่ตัวอย่างเพื่อให้
เกษตรกรหรือผทู้ ่สี นใจเข้ามาศกึ ษา เพอื่ นำไปพฒั นาพน้ื ที่ของตวั เอง

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทดี่ ินของโรงเรยี นทยี่ บุ เลกิ 47
สงั กดั สำนกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

5. แนวคิดและหลักการเกย่ี วกบั ลกู เสอื และการจัดคา่ ยลกู เสือ
จากพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระราชทานในพิธีประดับ

ยศตำรวจชั้นนายพล ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2519 เกี่ยวกับการรู้รักสามัคคี ความว่า
“ความสามัคคีนี้ ก็คือ การเห็นแก่บ้านเมืองและช่วยกันทกุ วิถที างเพือ่ ที่จะสร้างบ้านเมืองให้เขม้ แข็ง ด้วยการเหน็
อกเห็นใจซึ่งกันและกัน และทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ต้องส่งเสริมงานของกันและกัน และไม่ทำลายงาน
ของกันและกัน มีเรื่องอะไรให้ได้พูดปรองดองกัน อย่าเรื่องใครเรื่องมัน และงานที่ทำอย่างตรงไปตรงมา นึกถึง
ประโยชน์ส่วนรวม” (กรมวิชาการ 2544 : 30) และพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะผู้แทนสมาคมองค์การ
เกี่ยวกับศาสนา ครู นักเรียน โรงเรียนต่างๆ นักศึกษามหาวิทยาลัยในโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพร
ชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตตาลัย เมื่อวันพุธที่ 4 ธันวาคม 2517 เกี่ยวกับ
เศรษฐกิจพอเพียง ความว่า “ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน ไม่ใช่รุ่งเรืองอย่างยอด
ช่วยกนั รกั ษาส่วนรวม ใหอ้ ยู่ดีกนิ ดี พอสมควร ขอยำ้ พอควร พอกนิ มีความสงบ” (กรมวิชาการ 2544 : 71)

กิจกรรมลูกเสอื เป็นกิจกรรมที่พัฒนาใหผ้ เู้ รยี นใหม้ ีคณุ ลักษณะดังกลา่ ว มุง่ สง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนมคี วามสามารถใน
การแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง เผชิญสถานการณ์อย่างชาญฉลาด ปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับสังคมได้ การเรียนรู้จึงเน้น
สถานการณ์จริง ใช้กระบวนการกลุ่มในการแก้ปัญหา ฝึกภาวะผู้นำผู้ตาม ที่ดี มีความซื่อสัตย์ เสียสละ รู้จักการ
บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ การจัดกิจกรรมลูกเสือจึงเป็นแนวทาง การฝึกอบรมเด็กและเยาวชนให้เ ป็นพลเมืองดี
ของสงั คมอยา่ งแทจ้ รงิ

5.1 นยิ ามและความหมายของกจิ กรรมลกู เสือ
ความหมายของกิจกรรมลูกเสือ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2525 : 741) ได้ให้ความหมาย

ของลูกเสือไว้ว่า สมาชิกแห่งองค์การที่มีวัตถุประสงค์ในการฝึกหัด อบรมบ่มนิสัยเด็กชายให้เป็นพลเมืองดี
ตามจารีตประเพณี มอี ดุ มคตแิ ละความรบั ผดิ ชอบตวั เองและตอ่ ผู้อ่นื

พระราชบญั ญตั ิลกู เสือ พ.ศ. 2551 ไดใ้ หค้ วามหมายของคำว่า “ลูกเสือ” หมายถึง เด็กและ เยาวชนท้งั ชาย
และหญิง ที่สมัครเข้าเป็นลูกเสือทั้งในสถานศึกษา และนอกสถานศึกษา ส่วนลูกเสือท่ี เป็นหญิงให้เรียกว่า “เนตร
นารี” การลูกเสือ หมายถึงกิจการที่นำเอา วัตถุประสงค์ หลักการ และวิธีการของขบวนการลูกเสือ มาใช้เพื่อการ
พฒั นาเดก็ และเยาวชน

สารานุกรมลูกเสือได้กล่าวว่า SCOUT แต่เดิมมิได้หมายความว่า “ลูกเสือ” แต่อย่างใด SCOUT เดิมมี
ความหมายว่า “ผู้สอดแนม” มักใช้กับการทหาร คือผู้สอดแนมหาข่าวข้าศึกนั่นเอง ดังนั้น SCOUTING จึงแปลว่า
“การสอดแนม” ก่อนที่จะมีความหมายเพิ่มว่า “การลูกเสือ” ในทางปฏิบัติและเปน็ รปู ธรรมเป็นทีเ่ ข้าใจและยอมรับ
ตรงกันทั่วโลก คือ คำว่า “SCOUT” หมายถึง รูปแบบและวิธีการในการพัฒนาเด็กและเยาวชนทั้งหญิงและชายให้
เปน็ พลเมืองดแี ละมีคุณคา่ ตอ่ สังคม (กระทรวงศึกษาธกิ าร 2554 : ค)

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ีดินของโรงเรียนทยี่ บุ เลกิ 48
สังกัดสำนกั งานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

สมรรถไชย ศรีกฤษณ์ (2527 : 1) ได้ให้ความหมายของกิจกรรมลูกเสือไว้ว่า เป็นการอบรมสั่งสอน
ฝกึ ฝนให้เดก็ เปน็ พลเมอื งดขี องชาติ

Good (1973 : 52) ให้ความหมายของกิจการลูกเสือไว้ว่า เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กมีความรู้
ความสามารถในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้ มีความสามารถในการรบั ข่าวสาร การใช้อุปกรณ์ต่างๆ และการฝึกฝนให้
เป็นคนมีน้ำใจเป็นนักกฬี า

จากแนวความคิดดงั กล่าว สรุปความหมายของกิจกรรมลกู เสือ คือ การฝึกอบรมบม่ นสิ ยั เด็กและเยาวชน
ตามกระบวนการลูกเสือ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเป็นพลเมืองดีของชาติ มีอุดมคติ มีความรับผิดชอบต่อตนเองและ
ผอู้ ืน่ มีความรู้ความสามารถในการอยรู่ ่วมกนั กบั ผู้อืน่ ได้

5.2 ประวัติและความเปน็ มาของลูกเสอื
5.2.1 ประวตั คิ วามเปน็ มาของลูกเสือโลก
การลูกเสือได้กำเนิดขึ้น ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2451 ผู้ให้กำเนิดลูกเสือโลก คือ พลโท

Powell หรอื บ.ี พ.ี เป็นชาวอังกฤษ เกดิ เมอื่ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2400 ท่านได้ให้แนวคิดในการต้ังขบวนการ
ลูกเสือขึ้น ในปี พ.ศ. 2443 จากที่ท่านได้ถูกราชการทหาร ส่งไปทำหน้าที่รักษาเมือง Mafeking ซึ่งเป็นเมืองขนึ้
ของอังกฤษในอาฟริกาใต้ เมื่อคราวเกิดสงครามกับพวกบัวร์ โดยท่านมีทหารอยู่ในบังคับบัญชาพียง 2 กองพัน
แต่ต้องทำการต่อสูก้ ับศัตรูทีม่ ีกำลงั มากกว่าถึง 3 เท่า รวมเวลาทีถ่ ูกขา้ ศึกลอ้ มนานถึง 217 วัน จึงมีกองทัพใหญไ่ ป
ช่วยเหลือในระหวา่ งปฏิบตั ิหน้าทีน่ ้ี ท่านได้คิดหาวิธแี ก้ปญั หา วิธหี นึ่งก็คือ การใช้เด็กอาสาสมคั ร อายุ 9 ปี ข้ึนไป
จำนวน 12 คน ซึ่งได้รับการอบรมแล้ว แต่งกายด้วยชุดสีกากีให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าว ผู้รับใช้และเป็นยาม
รักษาการณ์ ได้รับความสำเร็จอย่างดียิ่ง ทำให้ท่านเกิดความประทับใจในตัวเด็กๆ และเห็นว่าถ้าใช้เด็กให้ถูกทาง
แล้วจะเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติเป็นอย่างมาก จากนั้นจึงริเริ่ม ตั้งขบวนการลูกเสือขึ้นในปีต่อมา จากการ
รวบรวมเด็ก 20 คน (กรมพลศึกษา 2542 : 52) ให้ไปอยคู่ า่ ยพักแรมที่เกาะบราวน์ซี ในช่องแคบอังกฤษ นับเป็น
การพกั แรมของลูกเสือคร้ังแรกของโลก ซงึ่ เป็นสาเหตทุ ี่ทำให้ท่านได้เรียบเรียงและจัดพิมพ์หนังสือคู่มือการฝึกอบรม
ลูกเสือขึ้น ให้ชื่อว่า “Scouting for Boys” และนายอภัย จันทวิมล ได้แปลเป็นภาษาไทยว่า “การลูกเสือ
สำหรับเด็กชาย” ต่อมาในปี พ.ศ. 2451 กองลูกเสือจึงได้เริ่มตั้งขึ้นอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในประเทศอังกฤษ
และไดข้ ยายตวั แพรห่ ลายอยา่ งรวดเรว็ (อภัย จนั ทวิมล 2519 : 4-5)

5.2.2 องค์การลกู เสือโลก
องค์การลูกเสือโลก คือ องค์การนานาชาติที่ไม่ใช่เป็นองค์การของรัฐบาลใด มีองค์ประกอบ

สำคัญ 3 ประการ คอื สมัชชาลูกเสือโลก คณะกรรมการลกู เสอื โลก และสำนักงานลูกเสอื โลก
1) สมัชชาลูกเสอื โลก คือ ท่ีประชุมของผู้แทนคณะลูกเสือประเทศต่างๆ โดยประเทศสมาชิก

ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมประเทศละ 6 คน มีเงื่อนไขการเข้าเป็นสมาชิก คือ การยอมรับปฏิบัติตามจุดมุ่งหมาย

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทดี่ นิ ของโรงเรียนท่ยี บุ เลิก 49
สังกัดสำนกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

หลักการของลูกเสืออย่างอิสระ และไม่เกี่ยวกับการเมือง มีการประชุมกันทุก 3 ปี (สุทัศน์ เมาลีกุล 2539 : 29)
ในประเทศสมาชกิ ตามกำหนดเป็นสำคัญ

2) คณะกรรมการลูกเสือโลก (World Scout Committee) ประกอบด้วยกรรมการ 12
คน จากประเทศสมาชิก 12 ประเทศ เลือกตั้งโดยที่ประชุมสมัชชาลูกเสือ คณะกรรมอยู่ในตำแหน่งคราวละ 6 ปี
มีการเลือกกันเองเป็นประธาน รองประธาน ในที่ประชุมคณะกรรมการจัดประชุมอย่างน้อยปีละครั้ง สถานที่
ประชุมแล้วแต่กรรมการจะกำหนด ในระยะ 3 ปี จะมีกรรมการพ้นจากตำแหน่ง 4 คน โดยจะมีการเลือกต้ัง
กรรมการเข้าแทนที่โดยวิธีการ ออกเสียงลงคะแนนลับจากที่ประชุมใหญ่ของตัวแทนประเทศสมาชิกทั้งหมด มี
เลขาธกิ ารสำนักงานลูกเสือโลก ทำหนา้ ที่เป็นเลขาธกิ ารการประชุม

3) สำนักงานลูกเสือโลก ทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการปฏิบัติตามคำสั่ง หรือมติของสมัชชา
ลูกเสอื โลก มีเจ้าหน้าท่ีประจำ ประมาณ 40 คน

ปัจจบุ นั การลกู เสือได้เจรญิ เตบิ โตและแพร่ขยายไปทัว่ โลก ซง่ึ มีสมาชกิ กวา่ 30 ลา้ นคน ใน 160
ประเทศ (ข้อมูล 1 มกราคม 2551) และเขตการปกครอง อาณานิคมแคว้นต่างๆ ทั่วโลกมีองค์การลูกเสือโลก
(World Organization of the Scout Movement) โดยสำนักงานลูกเสือโลก (World Scout Bureau)
ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขาธิการฯ ผู้ดูแลการดำเนินงานของ
ประเทศสมาชิกให้พฒั นาไปตามกรอบนโยบายและแนวทางขององคก์ ารลกู เสอื โลก และตามมตขิ องท่ปี ระชุมสมัชชา
ลกู เสอื โลก (World Scout Conference) ซง่ึ จัดให้มขี ้นึ ในทุกๆ 4 ปี

นอกจากสำนกั งานลกู เสอื โลก (World Scout Bureau) กรุงเจนวี า แล้วยงั มสี ำนักงานลูกเสือ
ภาคพื้นอย่ใู นภมู ิภาคทว่ั โลกอกี 6 แห่ง ไดแ้ ก่

1) ภาคพ้นื ยโุ รป (Europe) มีประเทศสมาชกิ 40 ประเทศ สำนกั งานใหญต่ ง้ั อยู่ที่ กรงุ เจนีวา
ประเทศสวติ เซอรแ์ ลนด์ และกรงุ บรสั เซลส์ ประเทศเบลเยย่ี ม

2) ภาคพื้นยูเรเซีย (Eurasia) มีประเทศสมาชิก 7 ประเทศ สำนักงานตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐ
ยเู ครน และสำนักงานสาขาทก่ี รงุ มอสโคว์ ประเทศรสั เซยี

3) ภาคพื้นอินเตอร์อเมริกา (Interamerica) มีประเทศสมาชิก 32 ประเทศ สำนักงานใหญ่
ตงั้ อยทู่ ่กี รุงซานดเิ อโก ประเทศชลิ ี

4) ภาคพื้นอาหรับ (Arab) มีประเทศสมาชิก 35 ประเทศ สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงไคโร
ประเทศอยี ปิ ต์

5) ภาคพ้นื อาฟริกา (Africa) มีประเทศสมาชกิ 35 ประเทศ สำนกั งานใหญต่ ้ังอยู่ท่ีกรุงไนโรบี
ประเทศเคนยา

สำนักงานสาขา 1 ต้ังอยู่ทกี่ รงุ ดาการ์ ประเทศเซเนกลั
สำนกั งานสาขา 2 ต้งั อยทู่ ก่ี รุงเคปทาวน์ ประเทศอาฟรกิ าใต้

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทดี่ นิ ของโรงเรียนท่ียบุ เลิก 50
สังกดั สำนักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

6) ภาคพื้นเอเซยี – แปซิฟิก (Asia – Pacific) มีประเทศสมาชิก 23 ประเทศ (รวมทั้งประเทศ
ไทย) สำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ (องค์การลูกเสือโลก. 2550 : www.scout.org)

5.2.3 กำเนิดลกู เสอื ไทย
ในระยะที่มีการก่อตั้งลูกเสือขึ้นในโลกน้ัน ประเทศไทยตรงกบั รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ

เกล้าเจ้าอยูห่ วั รัชกาลท่ี 6 เกิดสถานการณข์ องโลกกำลังทวีความคับขนั อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวนั ตกเร่ิมไหลเข้า
สู่เมืองไทย พร้อมทั้งการแพร่ระบาดของระบอบมหาชน ภัยของชาติไทยก็คือ การถูกรุกเงียบ แต่ด้วยปรีชาญาณ
ของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าพระองค์เล็งเห็นการณ์ไกล จึงทรงมีพระดำริว่าการลูกเสืออันสบื เนือ่ งมาจากการปลกุ
ชาติทางตรงนั้น หากได้นำมาปรับปรุงให้เหมาะกับเด็กไทย ก็จะเป็นคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงแก่ชาติบ้านเมือง
จึงทรงตัง้ “กองเสือป่า” ขึ้น เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2454 ต่อมามีพระราชดำริว่า เสือป่าต้ังขึน้ เป็นหลกั ฐานแล้ว
พอท่ีจะหวังได้วา่ เปน็ ผลดี แตผ่ ู้ทจ่ี ะเป็นเสอื ปา่ นนั้ ตอ้ งนบั ว่าเปน็ ผู้ใหญ่แล้ว ฝ่ายเด็กผชู้ ายทยี่ งั อยูใ่ นวัยเด็ก ก็เป็น
ผู้สมควรได้รบั การฝกึ ฝนท้ังในสว่ นร่างกายและจติ ใจ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตง้ั กองลูกเสือขนึ้ ตามโรงเรียนและสถานท่ีอัน
สมควรและโปรดเกล้าฯ ให้มีกำหนดข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือขึ้นไว้ พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งนายสภา
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2454 พระราชประสงค์ที่ทรงจัดให้เด็กไทยได้ศึกษา และจดจำข้อสำคัญ 3 ประการ คือ
ประการแรกความจงรักภักดีต่อผู้ทรงดำรงรัฐสีมาอาณาจักร โดยต้องตามวัฒนธรรมประเพณี ประการต่อมาความ
รกั ชาตบิ า้ นเมืองและนับถอื ศาสนา และประการสุดทา้ ยความสามัคคใี นคณะและไม่ทำลายซง่ึ กนั และกนั

หลงั จากพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยหู่ วั ไดท้ รงสถาปนากจิ การเสอื ปา่ ผ่านไปได้ 2 เดอื น ก็
ได้ทรงพระราชทานกำเนิดลูกเสือขึ้น เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2454 นับเป็นลำดับที่ 3 ของประเทศ ที่มีการลูกเสือ
ในโลก (สำนักงานคณะกรรมการบรหิ ารลูกเสือแห่งชาติ. 2540 : 48) หลังจากการลูกเสอื ได้เริ่มต้นข้ึนอย่างจริงจัง
เป็นครัง้ แรกในประเทศอังกฤษ เม่ือ พ.ศ. 2451 กองลกู เสือกองแรกตั้งขึ้นทีโ่ รงเรียนมหาดเล็กหลวง โรงเรียน
วชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน เพื่อทรงหวังจะให้เป็นแบบอย่างสำหรับโรงเรียนอื่น ๆ หรือสถานที่ต่าง ๆ ที่มีความ
ประสงค์จะตั้งกองลูกเสือขึน้ กองลูกเสือกองนี้ จึงได้นามว่า “กองลูกเสือกรุงเทพฯ ที่ 1” ผู้ที่เป็นลูกเสือคนแรก
คือ นายชัพน์ บนุ นาค เพราะสามารถกล่าวคำปฏญิ าณไดเ้ ป็นคนแรก ซง่ึ ต่อมาไดร้ บั พระราชทานยศเปน็ นายลิขิต
สารสนอง พระองค์ทรงดำริที่จะก่อตั้ง “เนตรนารี” หรือที่เรียกว่า “ลูกเสือหญิง” ขึ้นมาด้วย และยังพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้จัดส่งนักเรียนกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษเป็น
ผู้แทนเข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือโลก ครั้งที่ 1 และได้ทรงปฏิบัติดังกล่าวทุกครั้งที่มีกิจกรรมลูกเสือที่สำคัญใน
ต่างประเทศ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้
ขึ้นครองราชสมบัติ จึงได้ทรงให้จัดงานชุมชนลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ขึ้นในงานพระราชพิธีฉัตรมงคล ในปลายปี
พ.ศ. 2470 ณ พระราชอุทยานสราญรมย์ ในปี พ.ศ. 2493 ไดจ้ ดั งานชมุ ชนลูกเสอื แห่งชาติ ครง้ั ท่ี 2 ข้ึน ณ ท่เี ดมิ อีก
หลังจากนั้นประเทศได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง รัชกาลที่ 7 ทรงสละ ราชสมบัติ ทำให้กิจการลูกเสือได้ซบเซาลง
ตามลำดับ

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ีดินของโรงเรียนท่ียบุ เลิก 51
สังกดั สำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

ครั้งถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช กิจการลูกเสือได้เริ่มมีการ
ฟื้นฟูขึ้นใหม่อีกครั้ง และได้มีความเจริญก้าวหน้าทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก
ท่สี ุดจนถึงปัจจบุ ัน และในระหวา่ งวันที่ 27 ธันวาคม 2545 ถึงวันที่ 7 มกราคม 2546 ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพ
จัดงานชุมชนลูกเสือโลก ครั้งที่ 20 ซึ่งเป็นการประกาศถึงความยิง่ ใหญข่ องประเทศไทย และกิจการลูกเสือไทยให้
เป็นทรี่ จู้ กั และยอมรับมากข้นึ (กรมพลศึกษา. 2542 : 55-59)

สรุปได้ว่ากิจการลูกเสือไทยได้กำเนิดขึ้นเมื่อวันท่ี 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 โดยพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ตั้งกองลูกเสือขึ้นครั้งแรกเป็นกองลูกเสือหลวงและได้ ทรงพระราชทานคติพจน์แก่คณะ
ลูกเสือว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” ทรงได้วางรากฐานกิจการลูกเสือไทยและขยายไปทั่วราชอาณาจักร ทรงตรา
ข้อบังคับการปกครองลูกเสือและจัดตั้งสภากรรมการกลางลูกเสือแห่งชาติ โดยพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งสภานายก
หลักจากพระองค์เสด็จสวรรคตการลกู เสือจงึ เร่ิมซบเซาลงและได้รับการฟืน้ ฟูอกี ครั้งใน พ.ศ. 2496 มีการจัดตั้งกอง
ลูกเสืออบรมผ้กู ำกับลูกเสือและได้ขยายตวั มาโดยลำดับ และมกี ารอบรมลกู เสือชาวบ้าน ซง่ึ กิจกรรมลกู เสือไทยได้สืบ
ทอดมาในปัจจุบนั โดยกระทรวงศึกษาธิการไดน้ ำวชิ าลูกเสือบรรจุในหลักสูตรการเรยี นการสอนทุกโรงเรียน สามารถ
จัดประเภทของลูกเสือไทยไดท้ ้งั หมด 5 ประเภท ดงั น้ี

1) ลูกเสือสำรอง มีอายุ 8-11 ปี เทียบชั้นเรียน ป.1-ป.4 มีคติพจน์คือ ทำดีที่สุด (DO YOUR
BEST)

2) ลูกเสือสามัญ มีอายุ 12-13 ปี เทียบชั้นเรียน ป.5-ป.6 มีคติพจน์คือ จงเตรียมพร้อม (BE
PREPARED)

3) ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ มีอายุ 14-16 ปี เทียบชั้นเรียน ม.1-ม.3 มีคติพจน์คือ มองไกล
(LOOK WIDE)

4) ลูกเสือวิสามัญ มีอายุ 17-23 ปี เทียบชั้นเรียน ม.4-ม.6 มีคติพจน์คือ บริการ
(SERVICE)

และ 5) ลกู เสอื ชาวบา้ น มีอายุ 15-18 ปี มคี ตพิ จน์คือ เสียชีพอย่าเสียสัตย์
ส่วนผ้หู ญิงให้เรียกว่า “เนตรนาร”ี และแบ่งประเภทเหมอื นลกู เสอื
5.3 สาระสำคัญของลกู เสอื
สาระสำคัญของลูกเสือซึ่งประกอบด้วย วัตถุประสงค์ (Purpose) หลักการ(Principles) และวิธีการ
(Method)
วัตถุประสงค์ของขบวนการลูกเสือ คือ การช่วยให้เยาวชนได้รับการพัฒนาศักยภาพทางร่างกาย
สติปัญญา จิตใจ และสังคม ให้สมบูรณ์อย่างเต็มที่และเป็นรายบุคคล เพื่อให้เป็นพลเมืองดีมีความรับผิดชอบ
และเป็นสมาชิกที่ดีของท้องถิ่น ของชาติ และชุมชนระหว่างประเทศ โดยยึ ดหลักการแห่งภราดรภาพ

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทดี่ ินของโรงเรยี นทีย่ บุ เลิก 52
สงั กดั สำนักงานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

(Brotherhood) ความมีชาตินิยม ความสำเร็จของชีวิต คือ ความสุขที่แท้จริง เน้นวัตถุประสงค์ของระบบหมู่
(Patrol System) ทฝ่ี ึกให้ลูกเสือรจู้ ักรับผดิ ชอบอยา่ งแทจ้ รงิ

ขบวนการลกู เสอื (The Scout Movement) ยดึ มั่นในหลกั การทีส่ ำคญั 5 ประการ คือ
1) มศี าสนาเปน็ หลกั ยดึ ทางใจ จงรกั ภักดตี อ่ ศาสนาท่ีตนเคารพนับถือ และพึงปฏิบัติศาสนกิจด้วย

ความจริงใจ
2) จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และประเทศชาติของตน พร้อมด้วยการส่งเสริมและสนับสนุน

ความสันติสุขและสันติภาพ ความเข้าใจที่ดีซึ่งกันและกัน ความร่วมมือซึ่งกันและกัน นับตั้งแต่ระดับท้องถ่ิน
ระดบั ชาติ จนถงึ ระดับนานาชาติ

3) เข้าร่วมในการพัฒนาสังคม ยอมรับและให้ความเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้อื่น และ
เพอ่ื นมนุษย์ทุกคน รวมท้ังการยอมรับและใหค้ วามเคารพในความถูกต้องและความเป็นธรรมต่อธรรมชาติและสรรพ
สงิ่ ท้งั หลายในโลก

4) มคี วามรับผดิ ชอบตอ่ การพฒั นาตนเองอย่างต่อเน่ือง
5) ลูกเสอื ทกุ คนตอ้ งยึดมน่ั ในคำปฏิญาณของลูกเสอื และกฎของลกู เสือ
วธิ กี ารลกู เสอื คอื ระบบการศึกษาดว้ ยตนเองใหเ้ กดิ ความกา้ วหน้าตามลำดบั ขั้นอยู่ 10 ขน้ั ตอน ได้แก่
1) คำปฏญิ าณและกฎของลูกเสอื
2) การเรียนร้ดู ้วยการกระทำ
3) ระบบหมู่หรือกลุ่มย่อย โดยมีผู้ใหญ่เป็นผู้แนะนำสั่งสอน ฝึกอบรมให้มีความรับผิดชอบทีละ
น้อย แล้วเพิ่มความรับผิดชอบให้มากขึ้นตามลำดับอายุ ฝึกให้รู้จักปกครองตนเองจนเป็นลักษณะนิสัยประจำตัว
เพอ่ื ให้มีความสามารถพึ่งตนเองได้ เปน็ ผู้นำ และผ้ใู หค้ วามร่วมมือทดี่ ี
4) การทดสอบความก้าวหน้าตามลำดับขั้น ปรับระดับของการฝึกอบรมลูกเสือให้สูงขึ้นตามระดับ
อายุ
5) ระบบเครื่องหมาย วิชาพิเศษ (Proficiency Badge System)
6) การจัดหลกั สตู รของการฝึกอบรมเด็ก และวิชาที่เรียนตามความสนใจของผู้เรียนเป็นหลัก เพ่ือ
พฒั นาผู้เรยี นใหเ้ กิดความก้าวหนา้ เป็นรายบุคคล
7) การใชเ้ พลง การเล่น การเลา่ นทิ าน ฯลฯ ประกอบในการฝึกอบรมลกู เสือ
8) พธิ กี ารตา่ ง ๆ ในการฝึกอบรมลกู เสอื รวมถงึ เคร่ืองแบบลูกเสอื ตามแบบฉบับที่องค์การลกู เสือ
แหง่ ชาติกำหนดไว้
9) เน้นเรื่อง การใชช้ ีวิตกลางแจ้ง ธรรมชาติศกึ ษาและการชุมนมุ รอบกองไฟ ซง่ึ ถอื เป็นหัวใจของ
กจิ กรรมลูกเสอื ทกุ ประเภท

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากที่ดนิ ของโรงเรียนทย่ี บุ เลกิ 53
สังกัดสำนกั งานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

10) ประเด็นสำคัญสุดยอดของการฝึกอบรมลูกเสือคือ เน้นการฝึกทักษะที่เป็นประโยชน์ในการ
ดำเนนิ ชวี ิต เพอื่ ให้การบริการต่อชมุ ชน และฝกึ ให้เยาวชนนยิ มชวี ิตกลางแจ้งใหส้ ัมผัสกบั ธรรมชาติ โดยใช้กิจกรรม
กลางแจ้งเปน็ สว่ นใหญ่ (สทุ ศั น์ เมาลกี ุล 2539 : 22-26)

5.3.1 หลักการสำคัญของลกู เสือ

ธรรมนูญของสมัชชาลูกเสือ (อภัย จันทวิมล 2519 : 4) มีบทบัญญัติเกี่ยวกับหลักสำคัญของ

ลูกเสือไว้ 8 ข้อ คือ นับถือศาสนา จงรักภักดีต่อประเทศชาติของตน ศรัทธาในมิตรภาพและความเป็นพี่น้องของ

ลูกเสือทั่วโลก การบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น การยอมรับและปฏิบัติตามคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ การเข้า

เป็นสมาชกิ ดว้ ยความสมัครใจ ความเปน็ อิสระต่อบรรดาอิทธิพลทางการเมืองและกำหนดการพิเศษสำหรับฝึกอบรม

เด็กชาย เพื่อให้เป็นพลเมืองที่ดีต่อไป รู้จักหน้าที่รับผิดชอบ โดยอาศัยวิธีการฝึกอบรม ระบบหมู่พวก มีการ

ทดลองเป็นขั้นตอนและมกี ารมอบเคร่ืองหมายวิชาพิเศษให้เพ่ือเปน็ กำลังใจ และมีการฝกึ อบรมกลางแจง้

5.3.2 กโลบายการอบรมลกู เสือ มี 9 ขอ้ คอื
1) เครื่องแบบลูกเสือต้องมีครบ 7 ชิ้น (สำนักงานคณะกรรมการลูกเสือแห่งชาติ. 2538 : 6-7)

คอื หมวกลกู เสือ เส้ือลกู เสือ กางเกงลกู เสอื ผ้าผกู คอลูกเสือ เขม็ ขัดลกู เสอื ถุงเท้าลกู เสือ และรองเท้าลกู เสอื
2) คำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ ผู้กำกบั ลูกเสือต้องหมัน่ ฝึกฝนใหเ้ ด็กรู้จักวิธีฝึกและวิธีปฏิบัติ

เปน็ อยา่ งดีสม่ำเสมอ
3) การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ ตามคตพิ จน์ของลูกเสอื ดงั น้ี
- ลกู เสือสำรอง มวี ่า “ทำดที ีส่ ุด”
- ลกู เสอื สามญั มวี า่ “จงเตรยี มพร้อม”
- ลกู เสอื สามัญรุ่นใหญ่ มวี า่ “มองไกล”
- ลูกเสือวสิ ามัญ มวี า่ “บริการ”
4) วิธีการสอน/อบรม 5 ขั้น ควรเสนอแนะลูกเสอื ดังน้ี
ข้ันท่ี 1 การเตรยี ม หมายถึง มีแผนกำหนดงานและมีอปุ กรณ์พร้อม
ขัน้ ที่ 2 การสาธติ หมายถึง การแสดงใหเ้ ห็นการกระทำและผลทไี่ ด้รับ
ขั้นท่ี 3 การอธิบาย หมายถงึ การบรรยายใหร้ ้วู า่ ต้องทำอะไรบ้าง โดยละเอียด
ขั้นท่ี 4 การลอกแบบ หมายถงึ ลูกเสอื ลงมือปฏิบตั ดิ ้วยตนเอง
ขั้นท่ี 5 การซักถาม หมายถึง การซกั ถามซ่ึงกนั และกัน
5) ระบบหมู่ มกี ารแบ่งลกู เสอื ออกเป็นหมู่ กอง กลมุ่ เพ่ือดำเนนิ การฝึกอบรมและดำเนินงาน

ของลูกเสือ ให้มีการทำงานร่วมกัน มีการเล่น ฝึกวินัย มีหน้าท่ี มีความรับผิดชอบ ดูแลมาตรฐานในด้านความ
ประพฤติ การปฏิบตั งิ านลกู เสอื ในแตล่ ะหม่กู อง และกลุ่มของลูกเสือ รู้จักระบบการเปน็ ผ้นู ำและผตู้ าม

6) ระบบเครือ่ งหมายเป็นเคร่อื งมอื เพือ่ ให้ลูกเสือเกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ดี ินของโรงเรียนท่ียบุ เลิก 54
สังกดั สำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

7) กิจกรรมกลางแจ้ง ตามข้อบังคับของคณะลูกเสือแห่งชาติ ข้อ 273 ระบุว่าผู้กำกับลูกเสือ
หรือรองผู้กำกับลูกเสือ นำลูกเสือไปฝึกอบรมเดินทางไกลและพักแรมในปีหน่ึงไมน่ ้อยกวา่ 1 ครั้ง ครั้งหนึง่ ต้องคา้ ง
คืน 1 คืน และมีการเดนิ ทางไกล โดยมวี ัตถปุ ระสงคเ์ พื่อฝึกลกู เสือให้มีความอดทนมรี ะเบียบวินยั รูจ้ กั ช่วยตนเอง มี
การอยู่ร่วมกนั เป็นหม่คู ณะและมกี ารปฏิบตั ิกจิ กรรมกลางแจ้งโดยปฏบิ ตั ิจรงิ

8) เกม เป็นการพัฒนาให้ลูกเสือมีน้ำใจเป็นนักกีฬา มีความกล้าหาญ กระตือรือร้น รักหมู่
คณะ อดทน มีการสังเกต และมีความเป็นระเบียบวินัยในหมู่คณะ มีความไม่เห็นแก่ตัว และสามารถบังคับใจ
ตนเองได้

9) การร้องเพลงและการชุมนุมรอบกองไฟ เพื่อเป็นการผ่อนคลายอารมณ์ ปลุกใจ และ
ก่อให้เกดิ ความร่าเริงใจโดยส่วนใหญจ่ ะเนน้ การอย่รู ว่ มกนั เปน็ หมคู่ ณะและต้องการใหเ้ ด็กมคี วามกล้าหาญ

สรปุ สาระสำคัญของลูกเสือซ่งึ ประกอบด้วย วัตถปุ ระสงค์ หลักการ และวธิ กี าร โดยวัตถุประสงค์
ของขบวนการลูกเสือ คือ การช่วยให้เยาวชนได้รับการพัฒนาศักยภาพทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ และสังคม
ให้สมบูรณ์อย่างเต็มที่และเป็นรายบุคคล เพื่อให้เป็นพลเมืองดีมีความรับผิดชอบ และเป็นสมาชิกที่ดีของท้องถ่ิน
ของชาติ และชมุ ชนระหว่างประเทศ

5.4 หลกั สูตรและกระบวนการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนลูกเสอื
5.4.1 การจดั กจิ กรรมการเรียนร้ตู ามแนวทางของกระบวนการลกู เสอื
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กำหนดให้กิจกรรมลูกเสือเป็นส่วนหนึ่งของ

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่สถานศึกษาต้องจัดให้กับผู้เรียนอย่างเป็นระบบประกอบด้วยรูปแบบกระบวนการวิธีการที่
หลากหลาย ให้ผเู้ รียนได้รบั ประสบการณจ์ ากการปฏิบัตจิ รงิ มีความหมาย และมคี ณุ ค่ามุ่งให้เกิดการพัฒนาผู้เรียน
ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม มุ่งสร้างเจตคติ คุณค่าชีวิต ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม
และค่านิยมที่พึงประสงค์ ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักและเข้าใจตนเอง ดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข ซึ่งสถานศึกษา
จะตอ้ งดำเนินการอย่างมเี ป้าหมายและมรี ูปแบบและวิธีการที่เหมาะสม

กิจกรรมลูกเสือ เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเองอย่างครบวงจร ตั้งแต่ศึกษา
วิเคราะห์ วางแผนปฏิบัตติ ามแผน ประเมิน และปรับปรุงการทำงาน โดยเนน้ การทำงานรว่ มกันเปน็ กลุ่ม และมุ่ง
ให้ลูกเสือมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามวัตถุประสงค์ของคณะลูกเสือแห่งชาติ และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พทุ ธศกั ราช 2544 ดังน้ี

กิจกรรมลูกเสอื มงุ่ เนน้ การพัฒนาผูเ้ รียน ให้มีคุณลกั ษณะดังตอ่ ไปนี้
1) คณุ ลักษณะตามวัตถุประสงค์ของคณะลูกเสอื แหง่ ชาติ
1.1 สังเกต จดจำ เชื่อฟังและพึง่ ตนเอง
1.2 ซ่อื สตั ย์ สจุ ริต มีระเบยี บวินยั และเหน็ อกเหน็ ใจผู้อืน่
1.3 บำเพ็ญตนเพือ่ สาธารณประโยชน์

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทีด่ นิ ของโรงเรยี นทีย่ บุ เลกิ 55
สังกดั สำนกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

1.4 รูจ้ ักการทำการฝมี อื และทำกจิ กรรมต่าง ๆ ตามความเหมาะสม
1.5 รจู้ ักรักษาและสง่ เสริมจารีตประเพณี วัฒนธรรมและความม่ันคงของประเทศชาติ
ทั้งน้โี ดยไมเ่ กีย่ วข้องกบั ลทั ธกิ ารเมอื งใด ๆ
2) คุณลักษณะตามหลกั สูตรการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2544
2.1 รักและเหน็ คณุ ค่าในตนเอง
2.2 มีวินยั
2.3 ประหยัด
2.4 ซอื่ สตั ยส์ จุ รติ
2.5 พ่งึ ตนเอง อุตสาหะ รักการทำงาน
2.6 อดทน อดกลนั้
2.7 กตญั ญกู ตเวที
2.8 กระตือรอื ร้น ใฝร่ ู้ มีความคดิ สรา้ งสรรค์
2.9 เสยี สละ เหน็ ประโยชนส์ ่วนรวม
2.10 มคี วามเปน็ ประชาธปิ ไตย
2.11 รกั สามัคคี รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2.12 มีพลานามยั สมบรู ณ์ทั้งรา่ งกาย จติ ใจ
3) คุณลักษณะที่เป็นผลการเรียนรู้และพฤติกรรมที่คาดหวังของหลักสูตรลูกเสือ ตาม
พระราชบัญญัตลิ ูกเสือ และขอ้ บงั คับคณะลูกเสอื แหง่ ชาติกำหนด มดี ังน้ี
3.1 มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติตามคำปฏิญาณ กฎและคติพจน์ของ
ลกู เสอื สำรอง / สามัญ / สามัญรนุ่ ใหญ่ / วิสามัญ
3.2 มีทักษะการสังเกต จดจำ การใช้มือ เครื่องมือ การแก้ไขปัญหาและทักษะใน
การทำงานร่วมกับผู้อ่นื
3.3 มีความซื่อสัตย์สุจริต ความกล้าหาญ อดทน เชื่อมั่นในตนเอง มีระเบียบวินัย
มีความสามัคคี เห็นอกเห็นใจผูอ้ น่ื มีความเสยี สละ บำเพ็ญตนเพื่อสาธารณประโยชน์
3.4 มีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ สร้างสรรค์งานฝีมือสนใจและพัฒนาเรื่องของ
ธรรมชาติ
5.5 นโยบายของคณะลูกเสือแหง่ ชาติ
คณะลูกเสือแห่งชาติเป็นคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่บริหารกิจกรรมลูกเสือ
ทุกประเภทและทกุ จังหวัด ดง้ั นัน้ สำนักงานคณะกรรมการลูกเสือแห่งชาติได้กำหนดนโยบายของคณะลูกเสือขึ้นมาซึ่ง
นโยบายดังกลา่ วมีรายละเอยี ด ดังนี้ (สำนกั งานคณะกรรมการบรหิ ารลูกเสอื แหง่ ชาต.ิ 2540 : 70-71)

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ดี ินของโรงเรียนท่ยี บุ เลกิ 56
สังกัดสำนักงานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

1) ส่งเสริมการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยลูกเสือ เร่งรัดตราพระราชบัญญัติลูกเสือ และ
ปรับปรุงข้อบังคับของคณะลูกเสือแห่งชาติว่าด้วยการปกครองหลักสูตรวิชาพิเศษลูกเสือ กฎกระทรวงว่าด้วย
กฎหมายลกู เสือ

2) ปรับปรุงการบริหารกิจการลูกเสือ โครงสร้างและการบริหารงานของสำนักงานคณะกรรมการ
ลูกเสือแหง่ ชาติ ตลอดจนส่งเสรมิ บุคลากรทางลูกเสือ เพือ่ ยกระดับมาตรฐานลกู เสอื ให้สงู ขน้ึ

3) เร่งรัดพัฒนาฝึกอบรมครูผู้สอนวิชาลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาการลูกเสือทุกประเภททุกระดับให้มี
ปริมาณคุณภาพ โดยคำนงึ ถงึ สัดสว่ นท่ีเหมาะสม

4) ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน การฝึกอบรมลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือโดยใช้นวัตกรรม
และเทคโนโลยตี ลอดจนการผลติ คู่มอื การเรยี นต่างๆ

5) เรง่ รัดและสำรวจตรวจสอบจดั ทำทะเบยี นสถติ สิ ำมะโนครัวประชากรลูกเสือผู้บังคบั บญั ชาลูกเสือ
กองลูกเสือทุกประเภท ทุกระดับ ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียนตลอดจนทรัพย์สินของคณะลูกเสือ
แห่งชาติให้ถูกต้องตามเป็นปัจจุบัน เพื่อประโยชน์แก่การวางแผนพัฒนากิจการลูกเสือระยะยาวทั้งในระดับชาติ
ระดบั จงั หวัด และระดบั อำเภอ

6) สง่ เสรมิ สนบั สนุนการศึกษา คน้ คว้า วิเคราะห์ การดำเนินงาน การบริหารงานลกู เสอื ดา้ นวชิ าการ
ดา้ นการฝกึ อบรม และด้านกิจการลูกเสอื เพอ่ื ปรบั ปรงุ ใหก้ จิ การลูกเสือเจรญิ ก้าวหน้า

7) ส่งเสริมความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีกับลูกเสือนานาชาติ โดยส่งลูกเสือและผู้บังคับบัญชา
ลูกเสือไปเยือนและร่วมชุมนุมลูกเสือของประเทศเพื่อนบ้าน ในกลุ่มอาเซียนประเทศในเขตเอเซีย-แปซิปิก ร่วม
กิจการลูกเสือโลกตามโอกาส และจัดให้ผู้บังคับบัญชาลูกเสือได้มีโอกาสไปเข้ารับการฝึกอบรม ในต่างประเทศเพ่ือ
เพ่มิ เตมิ ความรใู้ นวิชาลูกเสือ

8) ส่งเสริมให้ลูกเสือผู้บังคับบัญชาลูกเสือทุกประเภท รักษาวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ไทยร่วมกัน
เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดีแก่กิจการลูกเสือ ในแนวทางของความซื่อสัตย์สุจริตตลอดจนความจงรักภักดี ความเสียสละ
ความสามัคคี ความมีระเบียบวินัย ความเป็นผู้มัธยัสถ์ และการได้อุทิศตนบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวมตาม
อุดมการณ์ของลกู เสอื

9) ส่งเสรมิ และสนับสนุนลูกเสอื ผ้บู ังคบั บัญชาลูกเสือ ให้รู้จกั การพัฒนาท้องถ่นิ ของตนเองตลอดจน
การบรกิ ารชุมชนในทุกดา้ น ตามความสามารถและโอกาสอนั ควร

10) สง่ เสรมิ งานประชาสัมพันธ์ กจิ การลกู เสือ ตลอดจนการสนับสนุนให้มีการดำเนินการ จัดหาทุน
เพ่อื การพัฒนากิจการลูกเสือและความร่วมมือระหว่างองค์กรต่าง ๆ ทัง้ ในภาครัฐบาล และเอกชนให้เกิดการประสาน
สัมพนั ธใ์ นการใช้ทรพั ยากรรว่ มกนั อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

11) ทำนุบำรุงและพัฒนาค่ายลูกเสือให้อยู่ในสภาพของค่ายเอนกประสงค์ เพื่อใช้ประโยชน์ใน
กจิ การลูกเสอื หรอื สาธารณประชาชนอ่ืนๆ

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทด่ี ินของโรงเรยี นท่ียบุ เลกิ 57
สงั กดั สำนกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

12) ส่งเสริมให้มกี ารชุมนุมลูกเสือในระดับจังหวดั และในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแหง่ ชาติ
และจดั ใหม้ กี ารชมุ นุมลูกเสือแหง่ ชาติ 4 ปี ตอ่ คร้งั

13) สง่ เสริมใหม้ กี ารดำเนนิ การเกยี่ วกับการต้ังกองลูกเสือนอกระบบโรงเรียนเป็นไปโดยถูกต้องตาม
กฎหมายและดำเนินกิจการลกู เสอื อย่างมปี ระสิทธิภาพ

14) ส่งเสริมสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลต่าง ๆ แก่ลูกเสือผู้บังคับบัญชาลูกเสือตลอดจนยกย่อง
ประกาศเกียรติคุณและการบำเหน็จความดีความชอบ เพื่อเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจที่จะปฏิบัติตนตาม
อดุ มการณข์ องคณะลกู เสอื แหง่ ชาติ

15) ส่งเสริมกิจการลูกเสือชาวบ้านให้เจริญก้าวหน้า ทั้งปริมานและคุณภาพเพื่อให้มีความสำนึกใน
หนา้ ท่ีสิทธิและความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม ตลอดจนความมนั่ คงปลอดภัยของประเทศชาติ

5.6 นโยบายของกระทรวงศกึ ษาธิการตอ่ กิจกรรมลกู เสอื
กระทรวงศกึ ษาธกิ ารมหี นา้ ทร่ี บั ผดิ ชอบการกิจกรรมลูกเสือทุกประเภท เพ่อื ใหก้ ารจัด

กจิ กรรมในโรงเรียนตา่ ง ๆ เป็นไปในแนวเดยี วกนั จึงได้กำหนดนโยบายในการจัดกิจกรรมลกู เสือ
ในโรงเรยี นไว้ดงั น้ี (กระทรวงศึกษาธกิ าร 2540 : 1)

1) มคี วามจำเปน็ ทีใ่ ห้ทุกคนในโรงเรยี นแตง่ กายลูกเสือทุกคน จากอนบุ าลจนจบชนั้ การศึกษาภาค
บังคับถงึ อุดมศกึ ษาจนกวา่ จะออกไปประกอบอาชีพ โดยกำหนดให้ทกุ โรงเรียนจดั การเรียนการสอนลกู เสือ ยวุ กาชาด
เนตรนารี โดยวิธีลูกเสือเรียนด้วยการกระทำ วางแผนการสอนวิชาลูกเสือโดยเน้นการเรียนการสอนให้มากข้ึน
วางแผนให้มีมาตรฐานอย่างเด่นชัด ให้มีการติดตามผล ประเมินผลการสอนของครู การเรียนลูกเสือในภาคปฏิบัติ
กิจกรรม ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกิจการลูกเสือแห่งชาติ เช่น การเรียนด้วยการปฏิบัติจริง ผู้บริหารต้องสอดส่อง
เปน็ พเิ ศษ

2) ให้กรมวชิ าการจัดกจิ กรรมลูกเสือเป็นกจิ กรรมบังคบั ของนักเรียนทุกคนท่ตี อ้ งเรียนเปน็ แนวทาง
ปฏิบัติ โดยเน้นให้นักเรียนทุกคนต้องเป็นลูกเสือ เพราะลูกเสือสร้างคนให้มีระเบียบวินัย เสียสละ และบำเพ็ญ
ประโยชน์ต่อผู้อื่น เขตพื้นที่ต้องประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐานและกรมต่าง ๆ ที่มีโรงเรียนในสังกัดให้แต่ละกรมดำเนินการสอนลูกเสือด้วยการปฏิบัติจริงจัง
และโดยดว่ น หลักสูตรของกรมวิชาการจะต้องสอดคล้องและสนับสนุนส่งเสรมิ วัตถปุ ระสงค์ของคณะลูกเสือแห่งชาติ
กรมวิชาการจะตอ้ งดำเนินการ และประเมนิ ผลหลกั สูตรของลูกเสือแห่งชาติอยา่ งใกลช้ ดิ

3) ควรกำหนดเรื่องการยกเว้นในการแต่งเครื่องแบบโดยให้มีผ้าผูกคอเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น
ใช้ประกอบเครือ่ งแบบนักเรียนใหด้ ำเนนิ การรา่ งกฎหมายโดยเร็วจนกว่าจะมกี ฎกระทรวงออกมากำหนด

4) ให้มหาวิทยาลัยราชภฎั จัดฝกึ อบรมผูบ้ ังคับบญั ชาลกู เสือและนักศึกษาทุกคน ทกุ สาขาวิชา
5) ใหม้ กี ารฝกึ อบรมวชิ าลูกเสอื ให้แก่ ผบู้ รหิ ารระดับสงู ของกระทรวงศกึ ษาธิการ ท่ี

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ีดินของโรงเรียนที่ยบุ เลิก 58
สงั กดั สำนักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

ยงั ไม่มวี ุฒทิ างลูกเสือใหส้ ำนักงานปลัดกระทรวงประสานงานกบั สำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ให้มี
การจดั ฝกึ อบรมตามแบบโรงเรยี นนายอำเภอของวทิ ยาลยั การปกครองกระทรวงมหาดไทย

6) ให้มีการวางแผนการฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือขั้น B.T.C. (Basic Unit Leader Training
Course) และ A.T.C. (Advanced Unit Leader Training Course)

7) ใหค้ รูทีฝ่ ึกอบรมลูกเสือมีความดคี วามชอบเป็นพิเศษโดยใหส้ ำนักงานคณะกรรมการข้าราชการ
ครูไดท้ ำเรอ่ื งขอความดีความชอบเป็นกรณพี เิ ศษ

5.7 โครงสรา้ งการบริหารลูกเสอื แหง่ ชาติ
สำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติได้กำหนด โครงสร้างการบริหารลูกเสือแห่งชาติไว้

เพื่อให้โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นใช้เป็นแนวทางการบริหารกิจกรรมลูกเสือ ซึ่งสรุปได้ดังนี้ (สำนักงาน
คณะกรรมการบรหิ ารลูกเสือแหง่ ชาต.ิ 2540 : 97-103)

1) คณะลกู เสอื แหง่ ชาตปิ ระกอบด้วยบรรดาลูกเสือทง้ั ปวงผบู้ ังคับบัญชาลูกเสือผูต้ รวจการ ลูกเสือ
กรรมการลกู เสอื และเจา้ หนา้ ทีล่ ูกเสอื

2) คณะลูกเสอื แหง่ ชาติเปน็ นติ ิบุคคล
3) พระมหากษัตริยท์ รงเปน็ พระประมุขของคณะลูกเสอื แห่งชาติ
4) สภาลูกเสือแห่งชาติประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นสภานายก รองนายกรัฐมนตรีเป็น
อุปนายก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บังคับ
การทหารสงู สุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บญั ชาการทหารเรือ ผบู้ ัญชาการทหารอากาศ อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดี
กรมตำรวจ และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้อำนวยการเขตพื้นที่เป็นกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒอิ ีกไม่น้อยกว่า 40 คน แต่ไม่
เกนิ 80 คน ซ่ึงทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าแต่งตัง้ ให้อธบิ ดีกรมพลศึกษาเป็นกรรมการและเลขาธิการ รองอธิบดีกรมพล
ศึกษา เป็นกรรมการและรองเลขาธิการและผู้อำนวยการกองลูกเสือเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ สภาลูกเสือ
แห่งชาติอาจมีสภานายกกิตติมศักดิ์ อุปนายกกิตติมศักดิ์ และกรรมการกิตติมศักดิ์ ซึ่งจะได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งต้ัง
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี และเม่อื พ้นตำแหน่งอาจทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ แต่งต้ังอีกได้
สภาลกู เสอื แหง่ ชาติมีอำนาจและหนา้ ท่ดี ังน้ี
1) วางนโยบายเพอ่ื ความมั่นคงและความเจริญก้าวหนา้ ของคณะลูกเสือแห่งชาติ
2) พจิ ารณารายงานประจำปีของคณะลูกเสือแหง่ ชาติ
3) ให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ โดยปกติมีการประชุม
สภาลกู เสือแห่งชาตปิ ีละ 1 คร้งั ในต้นเดอื นกรกฎาคมของทุกปใี ชเ้ วลาประชมุ ครัง้ ละ 3-5 วัน
4) คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็น
ประธาน ปลัดกระทรวงศึกษาและปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นรองประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ดี นิ ของโรงเรียนท่ยี บุ เลิก 59
สังกัดสำนกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

20 คน ซ่ึงสภานายกสภาลกู เสือแห่งชาตแิ ต่งต้ังให้อธบิ ดีกรมพลศกึ ษาเปน็ กรรมการและเลขาธิการ รองอธบิ ดีกรมพล
ศึกษาเป็นกรรมการและรองเลขาธิการผู้อำนวยการกองลูกเสือเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ กรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี และพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ คณะกรรมการบริหารลูกเสือ
แห่งชาติเป็นผู้กระทำการในนามคณะลูกเสือแห่งชาติ และเพื่อการนี้จะมอบอำนาจให้กรรมการคนหนึ่งคนใดปฏิบัติ
กจิ การเฉพาะอย่างแทนได้

5) สำนกั งานคณะกรรมการบรหิ ารลูกเสือแห่งชาติตั้งอยู่ท่ีศาลาวชิราวธุ ถนนพระราม 1 หน้าสนาม
กฬี าแหง่ ชาติ กรุงเทพมหานคร มเี ลขาธิการคณะกรรมการบริหารฯ เปน็ ผบู้ ังคับบัญชารับผิดชอบและมีเจ้าหนา้ ที่ตาม
สมควร เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้ จัดตั้งตรวจการและคณะอนุกรรมการขึ้น 10 คณะ
เพอ่ื ดำเนินการดงั ตอ่ ไปน้ี

5.1 ผตู้ รวจการลกู เสอื ฝ่ายบรหิ าร
5.2 ผู้ตรวจการลูกเสอื ฝ่ายจัดหาทนุ
5.3 ผูต้ รวจการลูกเสือฝา่ ยต่างประเทศ
5.4 ผู้ตรวจการลูกเสอื ฝ่ายประชาสัมพนั ธ์
5.5 ผตู้ รวจการลูกเสือฝา่ ยวิชาการ
5.6 ผตู้ รวจการลูกเสือฝ่ายฝึกอบรม
5.7 ผตู้ รวจการลกู เสอื ฝา่ ยพัฒนาชุมชน
5.8 ผ้ตู รวจการลูกเสือฝา่ ยกจิ กรรมพิเศษ
5.9 ผู้ตรวจการลกู เสือฝา่ ยส่งิ แวดลอ้ ม
5.10 ผ้ตู รวจการลูกเสือฝ่ายลกู เสือชาวบ้าน
6) งานลกู เสือในระดับจังหวดั ใหม้ ีคณะกรรมการลูกเสือจังหวัดประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น
ประธาน รองผู้ว่าราชการจังหวัด และปลัดจังหวัดเป็นรองประธาน ผู้อำนวยการเขตพื้นที่เป็นกรรมการ และ
กรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่า 15 คน แต่ไม่เกิน 30 คน ซึ่งประธานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติแต่งตั้งให้
ผู้อำนวยการเขตพื้นที่เป็นกรรมการและเลขาธิการรองผู้อำนวยการเขตเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ ประธาน
คณะกรรมการลูกเสือจังหวัดจะแต่งตั้งบุคคลผู้สนับสนุนกิจการลูกเสือเป็นกรรมการลูกเสือพิเศษประจำจัง หวัด
ก็ได้ กรรมการลูกเสือพิเศษประจำจังหวัดมีสิทธ์ิเขา้ ช้ีแจงแสดงความคิดเห็นการประชุมคณะกรรมการลูกเสือจงั หวดั
แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด
ปลัดจังหวัดและผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา เป็นรองผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัดและรองผู้อำนวยการเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาเปน็ ผูช้ ว่ ยผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด มหี น้าทบี่ รหิ ารลกู เสือจงั หวัด
สโมสรลูกเสือแต่ละแห่งต้องจดทะเบียนเป็นสมาคมในส่วนกลาง อยู่ในความดูแลของเลขาธิการ
คณะกรรมการการบรหิ าร ส่วนสโมสรลูกเสือในจังหวัดต่าง ๆ อยู่ในความดแู ละของผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัดแตล่ ะ

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทีด่ ินของโรงเรยี นท่ียบุ เลกิ 60
สงั กัดสำนกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

จังหวัด มีคณะกรรมการลูกเสือในจังหวัดประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน นายอำเภอเป็นกรรมการ
และกรรมการอื่นอกี ไม่นอ้ ยกว่า 15 คน แตไ่ ม่เกนิ 30 คน ซง่ึ ประธานกรรมการบรหิ ารแต่งตั้ง

ประธานคณะกรรมการบริหาร อาจแตง่ ตั้งกรรมการลูกเสือพเิ ศษประจำจังหวัดไดค้ ณะกรรมการลูกเสือ
จังหวัดอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี และเมื่อพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ คณะกรรมการลูกเสือจังหวัดมี
อำนาจหน้าท่ดี งั น้ี

1) ส่งเสรมิ ความมน่ั คงและความเจรญิ กา้ วหนา้ ของการลูกเสอื ในจังหวดั
2) พิจารณารายงานประจำปขี องลกู เสือจังหวดั
3) ใหค้ ำแนะนำผู้อำนวยการลูกเสอื ในการปฏิบตั ิงานลูกเสือ
5.8 งานวจิ ัยทเี่ กี่ยวกบั ลูกเสือ
นกั วชิ าการไดศ้ ึกษาและทำวจิ ัยที่เกีย่ วข้องกบั ลูกเสอื ดงั น้ี
สมบตั ิ เดชบำรงุ (2556) ศึกษายทุ ธศาสตร์การฟื้นฟกู ิจการลูกเสือไทย โดยมวี ัตถปุ ระสงคเ์ พื่อให้
ได้ 1) ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูกิจการลูกเสือไทย 2) แนวปฏิบัติให้เกิดผลตามยุทธศาสตร์ วิธีการดำเนินการ
ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาวิเคราะห์ตัวแปรเกี่ยวกับประเด็นกิจการลูกเสือไทยจากเอกสารและงานวิจัยที่
เก่ียวข้องและจัดสนทนากลุ่ม ขั้นตอนท่ี 2 วเิ คราะห์องค์ประกอบเพ่ือนำไปสรา้ งเคร่ืองมอื วิจัยและนำเคร่ืองมือไปหา
ความตรงและความเชื่อมัน่ และนำไปเก็บข้อมูล ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคร้ังนี้ผูว้ ิจยั ได้ใช้โรงเรียนเป็นหน่วยในการ
วิเคราะห์จำนวน 100 โรงเรียน โดยการกำหนดขนาดตัวอย่างตามตารางของทาโรยามาเนที่ ± .10 จากประชากร
35,000 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูในสังกัด
กระทรวงศึกษาธิการ วิเคราะห์องค์ประกอบเพื่อจัดกลุ่มองค์ประกอบของยุทธศาสตร์การฟื้นฟูกิจการลูกเสือไทย
ขั้นตอนที่ 3 นำร่างยุทธศาสตร์ และตัวแปรย่อย ไปให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการลูกเสือระบุแนวปฏิบัติให้เกิดผล
ตามยุทธศาสตร์ และนำไปยืนยันโดยวิธีสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ
แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ การหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน วเิ คราะหอ์ งค์ประกอบ และการวิเคราะห์เนอ้ื หา
ผลการวิจัยพบว่า 1) ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูกิจการลูกเสือไทย ประกอบด้วย 8 ยุทธศาสตร์ คือ การมีส่วน
ร่วมของชุมชน การสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชน การจัดการลูกเสือในสถานศึกษา การพัฒนาเยาวชนด้วยกิจกรรม
ลูกเสอื ดา้ นทกั ษะทางลูกเสือ การพฒั นาบุคลากรท่ีเกีย่ วข้องกบั ลูกเสือ ดา้ นความเป็นเอกลักษณข์ องลูกเสือ และการ
ประชาสัมพนั ธ์กิจการลูกเสือ 2) แนวปฏิบัตใิ หเ้ กิดผลตามยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 8 ยุทธศาสตร์ 51 ตัวบ่งชี้ สรุป
ได้ดังนี้ การมีส่วนร่วมของชุมชน โดยการเชิญบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคณะกรรมการของกิจการลูกเสือใน
สถานศึกษาและกองลูกเสือ การสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชน โดยการทำความดี และปฏิบัติตามคำปฏิญาณและกฏ
ของลูกเสือ การจัดการลูกเสือในสถานศึกษา โดยการบริหารจัดการกองลูกเสือในสถานศึกษาในด้านต่างๆ การ
พัฒนาเยาวชนด้วยกิจกรรมลูกเสือ โดยการจัดกิจกรรมลูกเสือโดยยึดคำปฏิญาณและกฏของลูกเสือเป็นแนวทางใน

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทีด่ นิ ของโรงเรียนที่ยบุ เลิก 61
สงั กัดสำนักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

การปฏิบัติ ด้านทักษะทางการลูกเสือ ให้มีทักษะในการวางแผน และให้มีทักษะในการนำไปใช้หรือปฏิบัติ การ
พัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ โดยการเข้ารับการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือในระดับต่างๆ ด้านความเป็น
เอกลักษณ์ทางการลูกเสือ โดยการจัดให้มีคู่มือต่างๆ พระราชบัญญัติลุกเสือ พ.ศ.2551 ระเบียบสำนักงานคณะ
กรรมการบรหิ ารลูกเสือแหง่ ชาติ การใชค้ ่ายลูกเสอื และไมย่ ุง่ เก่ยี วกับการเมอื ง และ การประชาสัมพันธ์กจิ การลกู เสือ
โดยการเขา้ ร่วมกจิ กรรมวนั สำคญั การประชาสมั พนั ธข์ ่าวสารขอ้ มลู

เรณู ศรีสระน้อย (2553) ศึกษาการพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนกับการจัดกิจกรรมลูกเสือในโรงเรียน
ขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาอุดรธานี เขต 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนรว่ มของ
ชมุ ชนกบั การจัดกจิ กรรมลกู เสือในโรงเรียนขนาดเล็ก เพอื่ กำหนดแนวทางการพฒั นาการมีส่วนรว่ มของชุมชนกับการ
จดั กิจกรรมลูกเสอื ในโรงเรียนขนาดเล็ก สงั กัดสำนักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาอุดรธานี เขต 1 การวจิ ยั แบ่งเป็น 3 ระยะ
ดังนี้

ระยะที่ 1 ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนใน 5 ด้าน คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ด้านการมีส่วนร่วมในการวางแผน ด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ และ
ด้านการมสี ว่ นรว่ มในการติดตามและประเมนิ ผล กับการจดั กิจกรรมลูกเสือในโรงเรียนขนาดเล็ก สงั กดั สำนักงานเขต
พื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 กลุ่มตัวอยา่ งจำนวน220 คน ได้จากการสุ่มตัวอยา่ งแบบง่าย สถิติในการวิเคราะห์
โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของ
ชมุ ชนกับการจัดกจิ กรรมลกู เสือในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกดั สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาอุดรธานี เขต 1 ในภาพรวม
อยู่ในระดับมาก เม่ือพจิ ารณาเปน็ รายดา้ นพบว่า ด้านการตดั สินใจ และดา้ นการรับผลประโยชน์ มีส่วนร่วมในระดับ
มาก ส่วนด้านการตดิ ตามและประเมนิ ผล ด้านการปฏิบัติ และดา้ นการวางแผน มีสว่ นรว่ มในระดบั ปานกลาง

ระยะที่ 2 กำหนดแนวทางการพฒั นาการมีสว่ นรว่ มของชมุ ชนกับการจดั กจิ กรรมลูกเสือในโรงเรียน
ขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยการระดมสมองของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งได้จากการ
เลือกแบบเจาะจง จำนวน 13 คน ผลการศึกษาพบว่า ได้โครงการในการพัฒนาการมีสว่ นร่วมของชุมชนกับการจดั
กิจกรรมลูกเสือในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ทั้งสิ้น 6 โครงการ ได้แก่
โครงการพัฒนาแผนการจดั กิจกรรมสำคัญของลูกเสอื ประจำปี โครงการจัดตัง้ ภาคีเครอื ข่ายลูกเสือ โครงการอบรม
เชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมลูกเสือ โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำทางลูกเสือ
โครงการจดั ตงั้ คณะกรรมการภายนอกในการประเมนิ กิจกรรมลูกเสอื และ โครงการจดั เวทชี ุมชน

ระยะที่ 3 การประเมินความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนกับการจัด
กิจกรรมลูกเสือในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ทั้ง 6 โครงการ
โดยผู้ทรงคุณวุฒใิ นด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมลูกเสือ จำนวน 10 คน ทำการประเมินความเหมาะสม
ผลการประเมินพบว่าโครงการทั้ง 6 โครงการ มีค่าความถี่ของความเหมาะสมตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป ซึ่งอยู่ใน
เกณฑ์ท่ยี อมรบั ได้

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทีด่ นิ ของโรงเรยี นทยี่ บุ เลิก 62
สงั กดั สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

จิโรจน์ จิระวาณิชกุล (2553) ได้ศึกษาวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันการบริหารจัดการกิจกรรมลูกเสือ
สามัญในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาเพชรบุรี เขต 1 โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนลูกเสือ
สามญั ระดับชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ในสถานศึกษา สงั กัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี
เขต 1 จำนวน 248 คน ตัวแปรที่ศึกษาคือ ตัวแปรแฝง 1 ตัวแปร คือ การบริหารจัดการกิจกรรมลูกเสือสามัญ ซึ่ง
ประกอบดว้ ยตวั แปร ทสี่ ังเกตได้ 4 ตัวแปร เครื่องมอื ทใี่ ชเ้ ก็บรวบรวมขอ้ มลู ในการวจิ ยั เปน็ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้าง
ขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติในการหาค่าสถิติพื้นฐาน การตรวจสอบโมเดลการวัด
องค์ประกอบการบริหารจัดการกิจกรรมลูกเสือสามัญในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี
เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบการบริหารจัดการกิจกรรมลูกเสือสามัญในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขต
พื้นที่การศึกษาเพชรบุรี เขต 1 มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ โดยพิจารณาจากค่าที่
คำนวณได้ดังนี้ ค่าสถิติไค-สแควร์ เท่ากับ 0.00, องศาอิสระเท่ากับ 0, ดัชนีวัดระดับความกลมกลืน เท่ากับ 1.00,
ดัชนวี ดั ระดับความกลมกลนื ท่ปี รบั แก้แลว้ เทา่ กับ 1.00, ดชั นวี ดั ระดับความกลมกลืนเปรียบเทยี บ เทา่ กบั 1.00 และ
คา่ รากเฉล่ียกาลังสองของความคลาดเคล่อื นโดยประมาณ เทา่ กับ 0.00

อุดม สุขทอง (2552) ศึกษาการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชนที่ผ่านการฝึกอบรมด้วยกิจกรรมลูกเสือ
กรณศี ึกษา: ศูนยฝ์ กึ และอบรมเด็กและเยาวชนชายบา้ นอเุ บกขา โดยเด็กและเยาวชนของศูนยฝ์ ึกและอบรมเด็กและ
เยาวชนชายบ้านอเุ บกขาเม่ือไดเ้ ข้าสู่กระบวน-การฝกึ อบรมตามคำพิพากษาของศาลแล้ว กล่มุ งานพฒั นาพฤตินิสัยได้
ใช้กจิ กรรมลกู เสือในการฝึกอบรมเพ่ือพฒั นาพฤตินสิ ยั และมุง่ หวังบำบัด แก้ไข ฟ้ืนฟูและพัฒนาระดับการเห็นคุณค่า
ในตนเองของเด็กและเยาวชน อันจะเป็นแนวทางประการหนึ่งที่ช่วยปรับเปล่ียนให้เกิดพฤติกรรมอันพึงประสงค์
เพอื่ สง่ มอบเด็กและเยาวชนท่ีดใี ห้กับสงั คมต่อไป วิทยานิพนธน์ ี้มีวตั ถุประสงค์เพื่อมุ่งศึกษาเกี่ยวกับการเห็นคุณค่าใน
ตนเองของเยาวชนศูนยฝ์ ึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านอุเบกขาซึ่งฝึกอบรมด้วยกิจกรรมลูกเสือ ซึ่งการวิจัยใน
คร้ังนี้จะเป็นประโยชนใ์ นการทราบถงึ ระดับการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชนท่ีกระทำผิดในศูนย์ฝึกและอบรมเด็ก
และเยาวชนชายบ้านอุเบกขาที่เข้ารับและผ่านการฝึกอบรมด้วยกิจกรรมลูกเสือ และเป็นแนวทางในการดำเนินการ
บำบัด แก้ไข ฟื้นฟู พัฒนาพฤตินิสัยของเยาวชนที่กระทำความผิดต่อไป จากการศึกษาวิจัยพบว่า เด็กและเยาวชน
ของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านอุเบกขา มีการเห็นคุณค่าในตนเองในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง
เมื่อเปรียบเทียบระดับการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชนชายบ้านอุเบกขา พบว่า ในภาพรวมเยาวชนมีการเห็น
คุณค่าในตนเองอยู่ในระดับปานกลาง และการเห็นคุณค่าในตนเองทุกด้าน ยกเว้นด้านการมีอำนาจอยู่ในระดับปาน
กลางเหมือนกันหมด มีเพียงการเห็นคุณค่าในตนเองด้านการมีอำนาจเท่านั้นที่ระดับการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ใน
ระดับต่ำ แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมลูกเสือยังไม่สามารถช่วยให้เยาวชนมีเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้น
กจิ กรรมลกู เสือยังไมส่ ามารถทำให้เยาวชนร้สู ึกถงึ ความสุขสงบในชีวิตเน่ืองจากยังรสู้ ึกวา่ ชวี ิตมีแต่ความสับสนวุ่นวาย
เยาวชนยังรู้สึกจใิ จไม่สงบ และมีความรู้สึกเบื่อตัวเอง ซึ่งการแก้ปัญหาในส่วนนี้อาจจะต้องหากจิ กรรมอย่างอื่นเสริม
ให้กบั เยาวชนควบคู่ไปกับกิจกรรมลูกเสอื ด้วย ผลการทดสอบการเหน็ คณุ คา่ ในตนเองของเยาวชนโดยใช้คะแนนความ

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากที่ดินของโรงเรยี นท่ยี บุ เลกิ 63
สังกดั สำนกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

ประพฤติเป็นเกณฑ์ พบว่า คะแนนความประพฤติของเยาวชนไม่ได้มีผลต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชนเลย
ดังนั้น ในการดำเนินกิจกรรมใด ๆ เพื่อพัฒนาเยาวชนต่อไปไมจ่ ำเป็นต้องคำนงึ ถงึ คะแนนความประพฤตขิ องเยาวชน
คอื ไมจ่ ำเป็นต้องนำคะแนนความประพฤติของเยาวชนมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งกล่มุ ทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมทัง้ ผลการ
ทดสอบการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชน โดยใช้ฐานความผิดเปน็ เกณฑ์ พบว่า ฐานความผิดของเยาวชนไม่ได้มีผล
ต่อการเหน็ คณุ คา่ ในตนเองของเยาวชนเลย ดังนัน้ ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพ่อื พฒั นาเยาวชนในโอกาสตอ่ ๆ ไป
ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงฐานความผิดของเยาวชน คือ ไม่จำเป็นต้องนำฐานความผิดของเยาวชนมาเป็นเกณฑ์ในการ
แบ่งกล่มุ ทำกจิ กรรมตา่ งๆ ต่อไป

6. แนวคิดและหลักการเก่ยี วกบั ศนู ย์ฝึกกฬี า
6.1 แนวคดิ เก่ยี วกบั การกีฬาและนนั ทนาการ
6.1.1 แนวคดิ เกีย่ วกับกฬี า
“กีฬา” เป็นการเล่นเพื่อความแข็งแรงของร่างกายหรือเพื่อความสนกุ สนาน เพลิดเพลิน อีกทั้งยัง

หมายรวมถึงกิจกรรมการเล่นที่ต้องออกแรงเพื่อประโยชน์ของร่างกายและจิตใจ และที่ต้องใช้สมองเพื่อความเจริญ
ของสติปัญญาทุกชนิด โดยได้มผี ใู้ ห้นยิ ามและความหมายของกีฬาเอาไว้ ดังนี้

ไชยรัตน์ รุจิพงศ์ (2550) กล่าวว่า “กีฬา” หมายถึง กิจกรรมหรือการละเล่นเพื่อความสนุก
เพลดิ เพลิน เพื่อเป็นการบำรงุ แรงหรือเพอ่ื ผอ่ นคลายความเครยี ดทางจติ

เทพประสิทธิ์ กุลธวัชวิชัย (2554) กล่าวว่า กีฬา หมายถึง กิจกรรมแข่งขันลักษณะเดียวกันกับเกม
แต่มกี ฎ กติกา และระเบยี บการเล่นท่ีสลับซบั ซอ้ นมากกวา่ และต้องเปน็ ท่ีสากลยอมรบั

กรมพละศึกษา (2555) กล่าวว่า กีฬา เป็นกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวและลีลาการเล่นภายใต้กฎ
กติกาอย่างเป็นระเบียบ โดยมุ่งเพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และเพื่อสุขภาพก่อเกิดประโยชน์ในการพัฒนา
รา่ งกาย อารมณ์ สังคม สตปิ ัญญา บางคร้งั อาจใช้การแข่งขันด้วย

อรณุ ี จริ ะพลังทรพั ย์ (2558) กลา่ วว่า กีฬา หมายถึง กิจกรรมทางกายประเภทการเลน่ กีฬา (Sport)
และ/หรือ การออกกำลังกาย (Exercise) ในลักษณะที่ผู้เข้ารว่ มใช้ช่วงเวลาว่างและมีอิสระในการเลือกชนิดกีฬาตาม
ความสมัครใจของตนเอง และผลจากการเขา้ ร่วมทำใหม้ ีความสุข และสุขภาพดที งั้ ร่างกายและจติ ใจ

ชลติ พล สืบใหม่ (2560) กล่าวว่า การกีฬานับเป็นเคร่อื งมอื ในการส่งเสรมิ สขุ ภาพและคุณภาพชีวิต
ที่ดีให้กับมนุษย์ ซึ่งแต่ละบุคคลมีบริบทในการใช้การกีฬาที่มีความแตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์ที่มีความ
แตกตา่ งกนั

ดังนั้น กีฬาจึงเป็นกิจกรรมหรือการเล่นเพื่อความสนุกเพลิดเพลิน หรือเพื่อผ่อนคลายความ
เคร่งเครียดทางจิตใจ รวมไปถึงกิจกรรมปกติหรือทักษะที่อยู่ภายใต้กติกาซึ่งถูกกำหนดโดยความเห็นที่ตรงกันโดยมี
จดุ มุ่งหมายเพอื่ การพักผอ่ น การแขง่ ขนั ความเพลดิ เพลนิ ความสำเร็จ การพัฒนาของทักษะ หรือหลายสิ่งรวมกัน

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ีดนิ ของโรงเรยี นท่ียบุ เลกิ 64
สงั กดั สำนกั งานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

6.1.2 แนวคิดเก่ียวกับการนนั ทนาการ
นันทนาการ เป็นคำมาจากคำเดิมว่า "สันทนาการ" ซึ่งพระยาอนุมานราชธน หรือเสถียรโกเศศได้

บัญญัติไว้เมื่อปี พ.ศ.2507 และตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า "Recreation" มีนักวิชาการได้ให้ความหมายของ
นันทนาการไวห้ ลากหลาย ซึง่ สามารถสรปุ ไดด้ งั น้ี

อภิวันท์ วีระเดโช (2552) กล่าวว่า นันทนาการมาจากภาษาอังกฤษคำว่า Recreation แปลว่า ทำ
ให้สนุกสนานร่าเริง หมายถึง การจัดกิจกรรมเพื่อให้บุคคลเข้าร่วมโดยสมัครใจ และได้รับความพึงพอใจและความ
สนุกสนาน อนั จะเปน็ แรงจูงใจให้บคุ คลเขา้ รว่ มกจิ กรรมนน้ั

เทพประสิทธิ์ กุลธวัชวิชัย (2554) กล่าวว่า นันทนาการ (Recreation) หมายถึงกิจกรรมเวลาว่างท่ี
สร้างสรรค์เป็นประโยชน์ มีคุณค่าสำหรับบุคคลที่เข้าร่วมกิจกรรมด้วยความสมัครใจและส่งผลโดยตรงต่อผู้เข้าร่วม
ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคล ซึ่งเป็นเป้าหมายของนันทนาการ คือ การกระทำให้ชีวติ มคี ุณภาพ หมายถึงการมี
คุณภาพชวี ิตท่ีดกี ว่าท่เี ป็นอยู่ นนั่ คอื มคี วามสขุ ที่สมบูรณ์ประกอบดว้ ยสองส่วน ไดแ้ ก่ สขุ ภาพกายและสุขภาพใจ

สมบัติ กาญจนกิจ (2557) กล่าวว่า นันทนาการคือสวัสดิการสังคม เนื่องจากกิจกรรมนันทนาการ
นั้นมีอยู่อย่างหลากหลายรูปแบบ จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่ในการทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆ พอสมควร เพราะกิจกรร
บางกิจกรรมไม่ได้มีผู้เล่นเพียงคนเดียว ส่วนใหญ่จะมีเพื่อนๆ หรือกลุ่มบุคคลที่มีความสนใจแบบเดียวกันเข้าร่วมทำ
กิจกรรมนันทนาการด้วย ดังน้ัน พื้นที่สาธารณะจึงมีความสำคัญที่รัฐบาลหรือผู้บริหารส่วนชุมชน จะต้องมีหน้าท่ี
จัดทำในชุมชน เช่น สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ลานกีฬาทั้งกลางแจ้งและในร่ม หรือจะเป็นแหล่งนันท นาการ
ขนาดใหญ่ เชน่ สวนสัตว์ อทุ ยานแหง่ ชาติ ฯลฯ

กรมพละศึกษา (2557) ได้ให้คำนิยามของนันทนาการไวว้ ่า นันทนาการ หมายถึง กจิ กรรมที่กระทำ
ในยามว่างจากภารกิจงานประจำ ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมกระทำด้วยความสมัครใจ และมีความพึงพอใจ โดยกิจกรรม
นั้นไม่ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมและกฎหมายบ้านเมือง ทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน
มสี ขุ ภาพกายและสุขภาพจติ ทีด่ ี

นโยบายของแผนนันทนาการแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2560 – 2564) กล่าวว่า นันทนาการเป็น
ยุทธศาสตรท์ ีส่ ำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทีด่ ีโดยพัฒนาทางดา้ นร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ ทำให้เปน็
คนที่สมบูรณ์ และนันทนาการช่วยสร้างสัมพันธภาพของคนในชุมชน ทำให้เกิดความสมานฉันท์ มีความเข้มแข็งทาง
วัฒนธรรม เสริมความเข้มแข็งของชุมชนและมีเครือข่ายชุมชน หรือท้องถิ่นในการพัฒนาท้องถิ่น เป็นเมืองน่าอยู่
มคี วามสงบ สะอาด สะดวกและปลอดภัย

นนั ทนาการเปน็ รูปแบบของกจิ กรรมมนุษย์ทก่ี ระทำอย่างอิสระในเวลาว่าง เปน็ กจิ กรรมที่เลือกด้วย
ความสมคั รใจ และตงั้ ใจท่ีจะช่วยให้ผเู้ ขา้ ร่วมฟ้ืนฟูจากความเครียดในการทำงาน เพ่ิมพลังให้ตวั เองในการเร่ิมทำงาน
ใหม่ ซึ่งมนุษย์ทุกคนล้วนต้องการนันทนาการเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต สอดคล้องกับแผนพัฒนา
นันทนาการแหง่ ชาตทิ ีม่ ุง่ เนน้ ใหป้ ระชาชนไดใ้ ชน้ ันทนาการในชวี ติ ประจำวนั

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ดี นิ ของโรงเรยี นท่ียบุ เลกิ 65
สงั กัดสำนกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

6.2 การใชพ้ ืน้ ท่ีวา่ งสาธารณะพฒั นาดา้ นกฬี า
6.2.1. การใชพ้ ื้นทว่ี า่ งสาธารณะ
ความหมายพน้ื ท่ีวา่ งสาธารณะ
พื้นที่ว่างสาธารณะ (public open space) หมายถึง พื้นที่นอกขอบเขตการปกคลุม ของ

สิ่งก่อสร้าง มีการใช้ประโยชน์เพื่อกิจกรรมสาธารณะ พื้นที่ว่างสาธารณะอาจเป็นพื้นที่ที่เกิดขึ้น โดยธรรมชาติ หรือ
พื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ลานชุมชน ถนน ทางเท้า ลานเอนกประสงค์ สวนสาธารณะ สนามกีฬา หรือแม้กระท่ัง
ซอกหลบื อาคาร กถ็ ือเปน็ พ้นื ทว่ี ่างสาธารณะเช่นกัน

กฤติยา ไชยธนะสัณฑิต (2544: 4) ได้กล่าวว่า พื้นที่ว่างสาธารณะ เป็นพื้นที่ที่ ผู้คนสามารถเข้าใช้
งานได้ ซึ่งอาจเป็นพื้นที่นอกอาคารหรืออยู่ในขอบเขตพื้นที่ที่ผู้อาศัยในชุมชนรู้สึก ว่าเป็นพื้นที่ชุมชน เป็นพื้นที่ที่
เปน็ อยตู่ ามธรรมชาติ

ประเภทของพื้นทว่ี ่างสาธารณะ
1. การแบง่ ประเภทตามความสาํ คญั ในระดับเมอื ง
พื้นที่ว่างสาธารณะระดับชุมชน (public open space of a community level) เป็น

พื้นที่ที่มีการยึดใช้ภายในชมุ ชน โดยอาจแทรกตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ หรือ เกาะตัวตาม โครงข่ายการสัญจรย่อยภายใน
ชุมชน หรือเป็นพื้นที่ที่เว้นไว้เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์เป็นสาธารณะ สําหรับชุมชน เพื่อทํากิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน
อย่างสม่ำเสมอตามช่วงวันและเวลาต่างๆ เช่น ทางเท้าริม ถนนภายในชุมชน สวนสาธารณะ ตลาดนัด ลานเด็กเล่น
ลานวัด ลานโรงเรียน ลานอเนกประสงค์ เพื่อกิจกรรมทางสังคม ศาสนาและเศรษฐกิจ เช่น การพูดคุยสังสรรค์
การทําพิธีกรรมทางศาสนา การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันภายในชุมชน ทั้งนี้ ผู้คนที่ใช้พื้นที่มักรู้จักกันมี
ความสัมพันธ์ทางสังคมต่อกัน แต่ก็อาจพบคนแปลกหน้าจากต่างถิ่นเข้ามาใช้พื้นที่ แต่มักเป็นจํานวนน้อยกว่าคนใน
ชุมชนเอง

พื้นที่ว่างสาธารณะระดับเมือง (public open space of a civic level) เป็นพื้นที่ที่มีการ
ยึดใช้ในระดับเมือง เพื่อรองรับกิจกรรมสาธารณะของคนหลากหลายประเภทภายใน เมืองร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ
ตามชว่ งวันและเวลาต่างๆ เชน่ ถนนคนเดิน ทางเทา้ รมิ ถนนสายหลัก สวนสาธารณะ ตลาด ลานหน้าสถานท่รี าชการ/
อนุสาวรีย์ สนามกฬี า สนามเด็กเล่น ทีม่ กี ารใช้งาน เป็นพ้นื ทอี่ เนกประสงค์ของคนหลากหลายประเภทในเมือง

2. การแบง่ ประเภทตามลกั ษณะประโยชนใ์ ชส้ อย
ปาจรีย์ ประเสริฐ (2546: 7-11) ได้แบง่ พน้ื ที่ว่างสาธารณะออกตามลักษณะประโยชน์ใชส้ อย ดงั นี้

สวนสาธารณะ (public park) เป็นพนื้ ที่โลง่ สเี ขียวของเมอื ง ทมี่ ีไวเ้ พอื่ การพักผ่อนหย่อนใจ และทํา
กิจกรรมนันทนาการตา่ ง ๆ ภายในสวนสาธารณะมกั มกี ารปลกู พืชพรรณต่างๆ หลากชนดิ

ลานโล่งหรือจัตุรัส (plaza) เป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดโล่ง ส่วนใหญ่มักก่อสร้างเป็นลานที่แข็งแรง
คงทน เหมาะสมสําหรับแต่ละกิจกรรม เชน่ ตลาด สถานท่ีจัดแสดงดนตรี สถานท่ชี ุมนุมทางการเมือง พ้ืนท่ีตรงกลาง

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ดี นิ ของโรงเรียนทย่ี บุ เลิก 66
สงั กัดสำนกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

ของจตั ุรสั มักมีสญั ลักษณส์ าํ คญั ไดแ้ ก่ น้ำพุ บอ่ น้ำ อนุสาวรีย์หรือรูปปน้ั บรเิ วณโดยรอบมกั มีการตกแต่งด้วยการปลูก
พรรณไมต้ า่ งๆ

ถนน ทางเท้า (street walkway) เป็นพื้นที่ที่ได้จัดเตรียมและออกแบบไว้ เพื่อการเดินเท้า
โดยเฉพาะ โดยปลอดจากการสัญจรของยานพาหนะ

สนามกีฬา (Sports gromd) เป็นพื้นที่สาธารณะที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับและ ตอบสนองผู้เข้าใช้และ
ผูส้ นใจด้านการกฬี า มที ง้ั ทเ่ี ปน็ สนามหญ้า ลานคอนกรตี ลานดนิ มีทนี่ ั่งสาํ หรับ ผู้ชม เช่นสนามฟตุ บอล บาสเกตบอล
เปตอง ฯลฯ

สนามเด็กเล่น (playground) เป็นพื้นที่สาธารณะพื้นฐานสําหรับเดก็ ใช้พื้นที่เล็กน้อย มีเครื่องเลน่
ต่าง ๆ ได้แก่ ม้าหมุน กระดานลื่น ชิงช้า เครื่องปีนปา่ ย บ่อทราย ก๊อกน้ำ ดื่ม หรือเก้าอี้นั่งพกั ผ่อน เป็นต้น ตั้งอยู่ใน
ชุมชนในระยะเดินเทา้ หรือไมเ่ กนิ 800 เมตร และเขา้ ถึงง่าย โดยใชป้ ระโยชน์จากพื้นท่วี า่ ง ระหว่างกลุม่ อาคาร

พื้นที่ไร้ประโยชน์ (non-utilized area) หมายถึง พื้นที่ที่ถูกละเลยโดยไม่ มีการใช้ประโยชน์ เช่น
พื้นท่ที ้ิงร้างรมิ ทางรถไฟ ทางดว่ น ทางยกระดบั ต่างๆ ดา้ นหลังหรือระหว่าง อาคารขนาดใหญ่

นอกจากนี้ De Clara และ Koppel Man (อ้างถึงใน ปาจรีย์, 2546: 11) ได้กล่าว เพิ่มเติมถึงประเภทที่เว้น
วา่ งไวอ้ กี 4 ประเภท ทีแ่ บง่ ตามลกั ษณะใชส้ อย ไดแ้ ก่

พ้ืนทีท่ างธรรมชาติ (resource land) บริเวณแหลง่ วตั ถุดิบ หรอื พนื้ ที่ท่ีใช้ในการผลติ ไดแ้ ก่ พืน้ ที่ป่า
ทุ่งหญา้ เหมอื งแร่ พ้ืนทีเ่ กษตรกรรม แหลง่ นำ้ (ทะเลสาบ คลองเกบ็ นำ้ ส่งนำ้ )

พื้นที่ป้องกันอุทกภัย (flood control and drainage land) บริเวณควบคุม น้ำท่วม และ
การระบายน้ำ ได้แก่ บริเวณที่ราบลุ่มที่มีการป้องกันน้ำท่วม ทางระบายน้ำ ลําธาร คู คลอง บริเวณที่มีการควบคุม
การพังทลายของดิน

พื้นที่สาธารณูปโภค (utility land) เป็นพื้นที่สําหรับระบบสาธารณูปโภคของเมือง ได้แก่ อ่างเก็บ
นำ้ บรเิ วณท่ปี รับปรุงโดยการถมดนิ บริเวณโรงกําจดั น้ำเสยี

พื้นที่เขตสงวน (reserved and preserved land) บริเวณอนุรักษ์และสงวน รักษา ได้แก่ บริเวณ
คุ้มครองสัตว์ปา่ พืน้ ทีท่ ีย่ ังไม่ได้จัดทําเปน็ ที่พักผ่อน พ้ืนท่ีปา่ สงวนไวส้ ําหรับการพฒั นาเมือง

6.2.2 การพฒั นา
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายไว้ว่า พัฒนา แปลว่า ทําให้เจริญ

นกั วิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของ “การพัฒนา” ดงั น้ี
ทวี ทิมขํา (2528 อ้างถึงใน สุพร บุญปก, 2551) กล่าวไว้ว่า การพัฒนาเป็นการเปลี่ยนแปลงท่ี

เกิดขึ้น และการเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้องเป็นไปในทางที่ดีขึ้นกว่าสภาพเดิมที่เป็นอยู่ โดยสามารถ วิเคราะห์การให้
ความหมายของคําวา่ “การพัฒนา” จากแนวทาง 3 ด้าน คือ

1. ด้านความกา้ วหนา้

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทีด่ นิ ของโรงเรยี นท่ียบุ เลกิ 67
สังกดั สำนกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

2. ด้านการวางแผนเพือ่ ให้เกิดความเจริญ

3. ดา้ นวิธกี ารในการดําเนินการพัฒนา

สัญญา สัญญาวิวัฒน์ (2523) กล่าวว่า การพัฒนา หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่มีการ กําหนด
ทิศทาง หรือการเปลี่ยนแปลงที่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า ซึ่งทิศทางที่กําหนดขึ้นจะต้องเป็น การกระทําเชิงบวกที่กลุ่ม
หรือชมุ ชนสรา้ งข้นึ จงึ กล่าวไดว้ ่า การพัฒนาเปน็ การเปลย่ี นแปลงทพี่ งึ่ ปรารถนา

วันชัย มีชาติ (2551) ไดก้ ลา่ วว่า การพฒั นาองค์กรเป็นการเปลี่ยนแปลงองค์กรแบบหนึง่ โดยเป็น
การเปล่ียนแปลงท่มี ีการวางแผนไว้ เพอื่ ให้เปน็ ไปตามท่ีองค์กรต้องการ การพัฒนาองคก์ ร เปน็ เทคนคิ ทางการบริหาร
ทนี่ ํามาใชใ้ นการปรับปรุงองคก์ ร โดยมีขั้นตอนในการพัฒนาองค์กร ดงั นี้

1. การยอมรับปัญหา (Problem Recognition) ถือเปน็ ขัน้ ตอนแรกในการพัฒนาองค์กร
ในขั้นตอนนี้องค์กรจะเริ่มเห็นความจําเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาการยอมรับถึงสภาพปัญหาที่ เกิดขึ้นในองค์กร
โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงและผู้ที่มีบทบาทสําคัญในองค์กร การปรากฏของปัญหาในองค์กรอาจเกิดจาก
แรงผลักดันทั้งจากภายในและภายนอกองค์กรก็ได้ ปัญหาที่ทําให้ องค์กรต้องมีการพัฒนานั้นมักจะมีอยู่ด้วยกัน
3 ประการ คอื

1.1 ปัญหาท่ีเป็นข้อจํากัดและอุปสรรคในการดําเนนิ งานขององค์กร และ ก่อให้เกิด
ความเสียหายแก่องค์กร เป็นปัญหาที่แท้จริงขององค์กรคือ ปัญหาแสดงอาการของ ปัญหาออกมาอย่างชัดเจน เช่น
พนักงานมาสายหรือขาดงานบอ่ ย อัตราการลาออกสูง ของเสีย จากการทํางานมาก ผลผลิตมีคุณภาพลดลง ผลผลติ
ล่าช้า การทํางานล่าช้า เกิดอุบัติเหตุในการ ทํางานบ่อย เกิดความขัดแย้งในองคก์ ร ผลผลิตตกต่ำ พนักงานขาดขวัญ
และกําลังใจในการ ปฏิบัติงาน ฯลฯ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ หากปล่อยไว้จะรุ่นแรงยิ่งขึ้น และทําให้องค์กรเสื่อมหรือ
ตายได้ องคก์ รจะต้องเร่งรบี ในการแก้ไขปัญหา

1.2 ปัญหาที่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ปัญหานี้ยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาใน
องค์กร อาการของปัญหายังไม่ชัดเจน ยังไม่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงานขององค์กร แต่เริ่มมี แนวโน้มว่า
หากปล่อยไวต้ ่อไปอาจเกดิ ปัญหาในอนาคต เช่น ผลผลติ ขององคก์ รคงทห่ี รอื ขยายตัว

1.3 ปญั หาทเ่ี กดิ จากการท่อี งคก์ รต้องการจะพฒั นาเจรญิ เตบิ โตใหม้ ากกว่าท่ี เปน็ อยู่
ในปัจจุบัน ปัญหาในกลุ่มนี้อาจกล่าวได้ว่ายังไม่มีปัญหาและแนวโน้มในอนาคตก็ยังไม่ถือ ว่ามีปัญหา แต่องค์กรมี
เป้าหมายและปรารถนาจะก้าวหน้าหรือเจริญเติมโตขึ้น เช่น องค์กร ต้องการจะเป็นหน่วยงานที่ให้บริการดีและ
รวดเรว็ ท่สี ดุ เปน็ ตน้

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทด่ี นิ ของโรงเรยี นท่ยี บุ เลกิ 68
สังกดั สำนกั งานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

2. การวิเคราะห์องค์กร (Organization Diagnosis) ดําเนินการวิเคราะห์องค์กรโดยการ
เก็บรวบรวมข้อมูลขององค์กร และวิเคราะห์สภาพและปัญหาขององค์กรเบื้องต้น โดยจะมีการแบ่ง องค์กรออกเป็น
ระบบยอ่ ยๆ ซึ่งระบบยอ่ ยของแตล่ ะองค์กรจะแตกตา่ งกันออกไป ขึน้ อยู่กบั ผดู้ าํ เนนิ การหรือนกั พฒั นาองคก์ ร

3. เป็นการนําข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์มาพิจารณาร่วมกับผู้บริหารองค์กร
โดยนําเสนอข้อมูลและการวิเคราะห์เบื้องต้น เพื่อร่วมกันพิจารณาถึงปัญหา ขั้นตอนนี้จะนําไปสู่การ สรุปถึงปัญหา
ขององค์กรรว่ มกันและเปน็ การสรา้ งความเข้าใจในองค์กรท่ีตรงกัน

4. การวางแผนในการเปล่ียนแปลงหรือการพฒั นากลยุทธใ์ นการเปล่ยี นแปลง (Planning
Change Development of Change Strategy) เป็นขั้นตอนการพิจารณาถึงปัญหาขององค์กรสาเหตุของปัญหา
ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงของปัญหาต่างๆ อาจมีการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติม แล้วนําข้อมูลที่ได้และผลจากการ
วิเคราะห์มาวางแผนกลยุทธ์ในการเปลี่ยนแปลง โดยจะ กําหนดเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา วิธีการ
เครื่องมอื ตลอดจนเทคนิคทีใ่ ชใ้ นการพัฒนาองค์กร

5. การดําเนินการ หรือการใส่เครื่องมือในการปฏิบัติ (Action Intervention) เป็นการ
ดําเนินการพัฒนาองค์กรโดยการนําแผนที่วางไว้มาปฏิบัติ โดยนําเครื่องมือในการพัฒนาองค์กรไปใช้ ซึ่งจะมีทั้ง
เคร่ืองมือทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั โครงสรา้ งองค์กรและเคร่ืองมือท่ีเกยี่ วกับพฤติกรรมของบุคคลในองค์กร

6. การประเมินผล (Measurement and Evaluation) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล เพ่ือ
ประเมินผลการพัฒนาองค์กร โดยจะตดิ ตามและประเมินผลการดาํ เนินการตามโครงการถึง ความสาํ เรจ็ ของโครงการ
ปญั หาและอปุ สรรคตา่ งๆท่เี กิดขึน้ การประเมนิ นีอ้ าจจะนาํ ไปสู่การ วเิ คราะหป์ ญั หาขององค์กรใหม่ หรอื การแสวงหา
แนวทางในการแกป้ ญั หาขององค์กรและนาํ ไปสู่ กระบวนการในการพฒั นาองคก์ รต่อไป

จากทกี่ ล่าวมาสรปุ ไดว้ า่ การพัฒนา คือ การปรับปรงุ แกไ้ ข เปลยี่ นแปลงสิง่ ตา่ งๆ ใหเ้ ปน็ ไปในทาง
ที่ดีขึ้นจากสภาพเดิมที่เป็นอยู่ ดังนั้น ในการพัฒนาแนวทางการจัดการศูนย์กีฬาของกรุงเทพมหานครให้ดียิ่งขึ้น จึง
ต้องมีดําเนินการตามหลักการบริหารจัดการที่ดี โดยมีการวางแผนล่วงหน้า และ ดําเนินการไปตามแผนงานและ
แนวทางท่กี าํ หนดอย่างมีขั้นตอน เพื่อใหก้ ารเปล่ียนแปลงเป็นไปตามท่ตี ้องการ

6.2.3 การพัฒนาการกีฬา
การพัฒนาการกีฬาของชาติจะประสบความสําเร็จได้ ต้องประกอบด้วยปัจจัยหลัก 3 ประการ

ดังนี้ (กระทรวงการทอ่ งเทยี่ วและกฬี า, 2554 : 13)
ประการที่ 1 องค์ประกอบดา้ นบุคลากร บคุ ลากร หมายถึง จาํ นวนประชากรหรือ บุคคลท่ี

จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกีฬาขั้นพื้นฐานและมวลชนเกี่ยวข้องกับจํานวนประชากร ที่มากกว่า ดังนั้นควรให้
ความสําคญั กับการพฒั นาการกีฬาข้ันพ้นื ฐานเป็นอนั ดับแรกเพื่อพัฒนา ทักษะและทัศนคติการเล่นกีฬาและการออก
กาํ ลังกาย แล้วสง่ เสรมิ ให้เยาวชนและประชาชน เลน่ กีฬาและออกกําลังกายจนเปน็ วิถชี วี ิตตามยุทธศาสตร์การพัฒนา

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ีดนิ ของโรงเรยี นทยี่ บุ เลกิ 69
สงั กดั สำนกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

กีฬาเพื่อมวลชน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าออกกําลังกายและเล่นกีฬาและพัฒนาทักษะและศักยภาพ
ดา้ น การกฬี าเพอื่ พัฒนาสคู่ วามเปน็ เลิศและการกีฬาเพ่ือการอาชีพในระดับตอ่ ไป

ประการที่ 2 องค์ประกอบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วยโครงสร้าง สถานกีฬา
อุปกรณ์กีฬา และโครงสร้างอื่น ๆ ที่สนับสนุนและสร้างโอกาสการเล่นกีฬา การออกกําลังกาย และการแข่งขันกีฬา
ของเยาวชน นักกีฬา และประชาชน รวมทั้งองค์ความรู้ด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬาและการบริหาร
จดั การกีฬาเพ่ือพัฒนาศกั ยภาพด้านการกีฬาได้อย่างเต็มที่

ประการที่ 3 องค์ประกอบดา้ นงบประมาณ เป็นปัจจยั ทมี่ ีความสําคัญและมี ความจําเป็นที่
จะทําให้กิจกรรมด้านกีฬาและออกกําลังกายที่ส่งเสริมให้ดําเนินการนั้นประสบ ความสําเร็จ ดังนั้นการพิจารณา
จัดสรรงบประมาณจากแหลง่ ตา่ งๆ ทัง้ จากภาครัฐและภาคเอกชน หรือองค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่ จึงต้องพจิ ารณาให้
มคี วามเหมาะสม

ดังนั้น การพัฒนาการกีฬา จะประสบความสำเร็จได้ต้องพัฒนา บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ตัวนักกีฬา
ผู้ฝึกสอน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วัสดุอุปกรณ์ สนามกีฬา การพัฒนาองค์กรที่รับผิดชอบด้านการกีฬาในทุกระดบั
จะต้องให้ความสําคัญมีงบประมาณ จัดการแข่งขันกีฬา สร้างการมีส่วนร่วมและปลุกกระแสค่านิยมทางการกีฬา
นำวทิ ยาศาสตรก์ ารกฬี ามาพัฒนา

6.2.4 แนวทางการพฒั นากฬี าเพือ่ ความเปน็ เลศิ
การพัฒนากีฬาแสดงให้เห็นถึงทิศทาง ในการดําเนินงานในมิติต่างๆ และยังแสดงให้เห็นถึงความ

ต้องการให้ประชาชนทุกกลุ่มรวมถึง บุคลากรทางการกีฬาได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการส่งเสริม
สนับสนุนปัจจัยต่าง ๆ อย่างครอบคลุมและเพียงพอ เพื่อมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศทางการกีฬา (กระทรวงการท่องเที่ยว
และกีฬา, 2553 : 32-33) สอดคล้องกับสํานักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2549 :15-17)
ได้กล่าวถึงแนวทางในการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศไว้ว่า ประเทศไทยยังขาด ความพร้อมในหลายปัจจัย แต่ได้มี
ความพยายามทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะพัฒนากีฬาไปสู่ ความเป็นเลิศ ซึ่งในการพัฒนากีฬาจะต้องประกอบด้วย
แนวทางดา้ นตา่ ง ๆ ดงั น้ี

แนวทางในการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ (สํานักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, 2549 : 15-17)

1. การพัฒนาความสามารถตัวนักกีฬาหรือผู้เล่น โดยการขยายฐานให้มีผู้เล่นกีฬามากขึ้น
ควรมีการส่งเสริมให้เยาวชนได้เล่นกีฬาทั้งในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา
จนถึงอุดมศึกษา มีการสอนทักษะกีฬาหลากหลายชนิด และควรจัดให้มี การพัฒนาทักษะกีฬาเป็นลาํ ดับขั้น ปลูกฝงั
ให้รักการเล่นกีฬาตั้งแต่เด็ก และควรมีศูนย์กีฬา โรงเรียนเพื่อความเป็นเลิศที่ดําเนินการอย่างต่อเนื่อง และพัฒนา
นักกีฬาที่มีแววเพื่อไปสู่ความเป็น เลิศทุกระดับตั้งแต่ระดับโรงเรียน สโมสร จังหวัด ภูมิภาค หรือประเทศ และ
ส่งเสรมิ ให้ได้เข้ารว่ ม การแข่งขนั เพิม่ ประสบการณ์สคู่ วามเปน็ เลศิ ในระดบั สงู ขึ้นตอ่ ไป

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากที่ดินของโรงเรยี นท่ียบุ เลิก 70
สังกัดสำนักงานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

2. การพฒั นาบุคลากรประกอบดว้ ย ผ้ฝู ึกสอนกีฬาในระบบการศึกษา ควรมี การพัฒนาครู
พลศึกษาให้มสี มรรถนะในการสอนพลศึกษาและกีฬาให้เดก็ มีทักษะพื้นฐานที่ถกู ต้องและปลูกฝังให้เด็กมีความรักและ
นิยมการเล่นกฬี า สร้างทัศนคตทิ ี่ดีต่อการเล่นกีฬา และผู้ฝึกสอน กีฬาในสโมสร สมาคมกีฬาจังหวัด หรือสถาบันที่มี
การแข่งขันกีฬา ควรมีการพัฒนาผู้ฝึกสอนกีฬา ให้มีสมรรถนะที่จะฝึกสอนนักกีฬาเพื่อเข้าแข่งขันกีฬาในระดับที่
สูงขึ้น ตั้งแต่ระดับจังหวัด สโมสร สมาคมถึงระดับชาติ การพัฒนาผู้ตัดสินกีฬาทั้งในระดับโรงเรียนและระดับสโมสร
ควรมีการพฒั นา อยา่ งตอ่ เนือ่ ง มเี ปา้ หมายในการผลิตและพัฒนาผู้ตัดสินไปสู่ระดับสหพันธน์ านาชาติมากขึ้น รวมถึง
ผู้บรหิ ารหรอื ผูจ้ ัดการทมี ควรมกี ารอบรมและพัฒนาให้มคี วามสามารถในการบริหาร ทีมอยา่ งมอื อาชีพมากยิง่ ข้ึน

3. การพฒั นาดา้ นสถานท่ี อุปกรณแ์ ละสงิ่ อาํ นวยความสะดวก ควรมกี ารจัด สถานท่แี ละสิ่ง
อํานวยความสะดวกสาํ หรับการเล่นกีฬาให้มีจาํ นวนมากเพียงพอกับความต้องการ รวมทั้งเปดิ กว้างและอํานวยความ
สะดวกในการเล่นกีฬาและแขง่ ขันกฬี าให้มากท่ีสุด

4. การพฒั นาการจัดการแขง่ ขัน การจดั การแข่งขันเป็นรายการหรอื สถานทีป่ ระลอง ทักษะ
ทางกีฬา จึงจําเป็นต้องมีการแข่งขันกีฬาในทุกระดับอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับโรงเรียน สโมสร จังหวัด ภูมิภาค
หรือประเทศ ยิ่งกว่านั้นควรจัดให้ต่อเน่ืองเช่ือมโยงกันทั้งระบบ รวมทั้ง จัดให้มีปฏิทินการแข่งขันกีฬาประจําปีอยา่ ง
ชดั เจน

5. การพัฒนาการมีส่วนร่วมและปลุกกระแสค่านิยมทางการกีฬา ควรมีการรณรงค์
เพื่อสร้างค่านิยมและปลุกกระแสการเล่นและรักกีฬาตั้งแต่เด็ก เช่น แฟนคลับตั้งแต่ระดับโรงเรียน สโมสร จังหวัด
โดยเน้นการมีส่วนร่วมและรักในทีม ซึ่งอาจจะต้องเริ่มตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับ โรงเรียน หลักสูตรและการสอน
พลศึกษาทด่ี ีจะต้องมีความสาํ คญั และจาํ เป็นในการปลูกฝงั ให้ เยาวชนรักกีฬาและนิยมกีฬา

6. การพัฒนาการนําวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการกีฬาให้มี
ประสิทธิภาพสูงสุดทุกระดับ โดยผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้าในหลักสูตร การเรียนการสอนพล
ศึกษาเพ่ือให้มีความเข้าใจและมองเห็นประโยชน์ของการนําวิทยาศาสตร์ การกฬี ามาใช้ในทุกระดับ ต้ังแต่ระดับกีฬา
พื้นฐาน กฬี ามวลชน กีฬาเพือ่ ความเป็นเลิศ

7. การพัฒนาองค์กรท่รี บั ผดิ ชอบด้านการกีฬาในทุกระดับจะต้องให้ความสําคัญ และมีการ
ทํางานที่เชื่อมโยงเป็นระบบ ตั้งแต่ระบบโรงเรียน สโมสร สมาคมกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬา แห่งประเทศไทย รวมทั้ง
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะต้องมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนา และการจัดกิจกรรมส่งเสริมกีฬาเพื่อความ
เปน็ เลิศในทกุ ระดับ

อาพัทธ์ เตียวตระกูล (2555) กล่าวว่า การพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ เป็นกระบวนการ
ดำเนินงานที่มีการวางแผน มีจุดมุ่งหมาย และกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันกีฬาที่มุ่งหวังทาง
ประสิทธิภาพของนักกีฬา ให้ได้รับโอกาสแสดงความเป็นเลิศทางกีฬา และเพื่อเป็นแชมป์การพัฒนากีฬาเพื่อความ
เป็นเลิศ วัตถุประสงค์ของการพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศโดยเริ่มจากระดับโรงเรียนระดับอุดมศึกษาจนถึง

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากที่ดนิ ของโรงเรยี นทยี่ บุ เลกิ 71
สงั กัดสำนกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

วัตถุประสงค์การพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ของแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ วัตถุประสงค์ของการพัฒนากีฬาเพ่ือ
ความเป็นเลิศในระดับโรงเรียน การแข่งขันกีฬาในโรงเรียน อุดมคติขั้นสูงสุดของการกีฬาคือ กีฬาเพื่อสุขภาพ กีฬา
เพื่อมิตรภาพ และกีฬาเพื่อความสนุกสนาน ส่วนการพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ สถาบันการศึกษา คือ โรงเรียน
กีฬาที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ โดยเฉพาะซึ่งมีวัตถุประสงค์ ดังนี้จัดการด้านกีฬา สำหรับ
นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางการกีฬาให้มีโอกาสได้รับการส่งเสริม และพัฒนาด้านความสามารถทางกีฬาให้
สงู สดุ ซึง่ จะเปน็ การเตรียมและผลิตนกั กีฬาของชาติ ให้มคี วามสามารถ และคุณภาพทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ
วิเคราะห์และวิจัยเพื่อพัฒนามาตรฐานการกีฬา และนักกีฬาของประเทศวัตถุประสงค์ของการพัฒนากีฬาเพื่อความ
เป็นเลิศในสถาบันอุดมศึกษาจะนำ เสนอวัตถุประสงค์ของการพัฒนากีฬาของสถาบัน ที่ประสบความสำเร็จในการ
พัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ดังนี้เพื่อให้โอกาสแก่นักกีฬาที่มีความสามารถดีเด่นระดับชาติ มีสุขภาพอนามัยท่ี
แข็งแรงและมีความประพฤติเรียบร้อยซึ่งเป็นกำลังของชาติในปัจจุบัน และจะเป็นกำลังของชาติในอนาคตได้เข้ามา
ศกึ ษาในมหาวทิ ยาลัย มีการพฒั นาขีดความสามารถด้านกีฬาใหส้ ูงข้ึน และสง่ เสรมิ ใหน้ ิสิตได้เล่น และสนใจกฬี าอย่าง
ท่วั ถงึ

ศักดิ์ชาย พิทักษ์วงศ์ (2551) ได้กล่าวว่า แนวทางการพัฒนากีฬาเป็นเลิศจะต้องประกอบด้วย
แนวทางต่างๆ คือ การพัฒนาความสามารถของตัวนักกีฬาการพัฒนาบุคลากรทางการกีฬาการพัฒนาระบบการ
จัดการแข่งขันการพัฒนาการมีส่วนร่วมและการปลุกกระแสค่านิยมทางการกีฬา การพัฒนาโดยการนำวิทยาศาสตร์
การกีฬามาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนากีฬาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและการพัฒนาองค์กรที่รับผิดชอบด้วยกา รกีฬาในทุก
ระดบั ต้องให้ความสำคัญและมีการทำงานเช่ือมโยงเป็นระบบ

แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (ปี 2560 - 2564) กล่าวถึง แนวทางการพัฒนากีฬาเพ่ือ
ความเปน็ เลศิ ดังนี้

1. เลือกสรรและพฒั นานักกฬี าทม่ี ีความสามารถทางการกฬี าเพื่อความเป็นเลิศ
1.1 พัฒนาระบบการเสาะหานักกีฬาตั้งแต่ระดับท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยการสนับสนุน

ด้านการเงิน ให้กับโครงการ พัฒนากีฬาจังหวัดส่งเสริมให้องค์กรและสมาคมกีฬาทั่วประเทศค้นหาเยาวชนที่มี
พรสวรรค์พัฒนากิจกรรม และ ค่ายกีฬาเพื่อค้นหานักกีฬาที่มีพรสวรรค์และค้นหานักกีฬารุ่นเยาว์ เพื่อขยายฐาน
นักกฬี าที่จะก้าวขนึ้ เป็นนักกฬี า เพอ่ื ความเปน็ เลิศและต่อยอดสรู่ ะดบั อาชพี ต่อไป

1.2 สร้างและส่งเสริมระบบการพัฒนานักกีฬาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยการสร้าง
มาตรฐานและปรบั ปรุง โครงการพัฒนานกั กีฬาเยาวชน ยกระดับระบบการฝึกสอนให้ทันสมัยและครอบคลุมไม่ว่าจะ
เป็นทักษะด้านการ กีฬาหรือระเบียบวินัยเพื่อเพิ่มความสำเร็จทางด้านการกีฬา โดยศึกษาและวิเคราะห์กรณีศึกษา
ตัวอย่างที่ดีจาก ต่างประเทศและนำมาปรับใช้และส่งเสริมทุนการศึกษาและขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการ
พฒั นานกั กีฬา อาชีพ ต้งั แต่เยาวว์ ัย

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ีดินของโรงเรยี นทีย่ บุ เลิก 72
สงั กัดสำนกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

1.3 ส่งเสริมการส่งแข่งในระดับนานาชาติและยกระดับการเตรยี มนักกฬี าเพื่อเพิม่ โอกาส
ความสำเร็จ โดยการพัฒนามาตรฐานของการเตรียมตัวนักกีฬาสำหรับการแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติพัฒนาและ
จัดเตรียม บุคลากรที่จำเป็นสำหรับกระบวนการเตรียมตัวนักกีฬาในประเภทต่างๆ และส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์
และ เทคโนโลยกี ารกีฬาในข้ันตอนการเตรยี มตัว

1.4 ส่งเสริมและสร้างโอกาสการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาในทุกระดับ โดยการสร้างความเท่า
เทียมในการเข้าร่วมการ แข่งขันกีฬา จัดทำตารางการแข่งขันกีฬากลางพร้อมทั้งการประชาสมั พันธ์ผ่านสถานศึกษา
และสื่อต่างๆ ที่ นักกีฬาทั่วประเทศสามารถเข้าถึงได้ส่งเสริมการคัดเลือกนักกีฬาตัวแทนในระดับต่างๆ เพื่อเข้า
แข่งขันอย่างเป็นธรรม สร้างเกณฑ์มาตรฐานสำหรับสถานศึกษาทั่วประเทศในการอนุญาตให้นักเรียนและนักศึกษา
สามารถลาเรียนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการจัดการเรียนการสอนคาบพิเศษ
เฉพาะ สำหรับกล่มุ นักกฬี า

1.5 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเพื่อเพิ่มจำนวนชนิดกีฬาที่มีความหวังโดยการ
สนับสนุนองค์กรกีฬาที่มี ศักยภาพจะเติบโตและประสบความสำเร็จในอนาคต อาทิกีฬาที่มีการแบ่งรุ่นน้ำหนัก
เน้นความแมน่ ยำและไม่มี ข้อเสยี เปรียบทางสรรี วิทยา โดยรว่ มมือกับภาคเอกชนในการประชาสัมพันธ์และสนับสนุน
ด้านการเงินสำหรับการพัฒนานักกีฬาและการจัดการแข่งขันทั้งระดับภูมิภาคและประเทศ เพื่อสร้างฐานนักกีฬา
สำหรับกีฬาชนิดเหล่าน้ี เชน่ โครงการ 1 กฬี า 1 รฐั วสิ าหกิจ

2. พัฒนาบุคลากรการกีฬาอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานสากล เพื่อการพัฒนากีฬาเพ่ือ
ความเป็นเลศิ และการอาชพี อยา่ งยง่ั ยืน

2.1 ยกระดับการพัฒนาบุคลากรการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศและอาชีพให้มีมาตรฐาน
ทัดเทียมสากล โดยการพัฒนา หลักสูตรที่มีมาตรฐานในการฝึกสอนบุคลากรการกีฬาให้ทัดเทียมสากลผ่านความ
ร่วมมือกบั สถานศึกษา เชิญผู้เชย่ี วชาญในศาสตร์ด้านตา่ งๆ เกย่ี วกับกฬี าจากต่างประเทศเพื่อมาให้ความรู้และพัฒนา
รปู แบบการปฏบิ ตั ิที่มี อยู่ในปัจจบุ นั จัดตัง้ องค์กรวิชาชพี สำหรบั บคุ ลากรการกฬี าเพ่ือกำกบั ดูแลและรบั รองมาตรฐาน
ของบคุ ลากรการกฬี า

2.2 ขยายฐานจำนวนบุคลากรการกีฬาเพ่ือรองรับการพฒั นาการกีฬาเพ่ือความเป็นเลิศ
และอาชีพ โดยการขยาย ฐานจำนวนบุคลากรการกีฬาให้เหมาะสมกับการพัฒนาการกีฬาในประเทศ การเพิ่มอัตรา
การจ้างบุคลากร การกีฬาของภาครัฐ และสนับสนุนด้านการเงินเพื่อจูงใจบุคลากรการกีฬาจากทั้งในประเทศและ
ต่างประเทศ ผลักดัน ให้อดีตนักกีฬาไทยได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ฝึกสอนกีฬาตามความถนัดเพื่อเป็นการสร้าง
อาชพี และการสร้างความรว่ มมือ กบั ภาคเอกชนในการพัฒนาบุคลากรการกีฬา

2.3 ผลักดันให้ผู้บริหารชาวไทยมีบทบาทและตำแหน่งในองค์กรกีฬาระดับนานาชาติ
โดยการผลักดนั ตัวแทน บคุ ลากรการกีฬาจากประเทศไทยใหเ้ ข้าไปมีบทบาททีส่ ำคัญในองค์กรกีฬาระดบั สากล เพ่ือ

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ดี นิ ของโรงเรียนทีย่ บุ เลกิ 73
สังกัดสำนักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

สร้างแรงสนับสนุน จากนานาชาติในชนิดกีฬานั้นๆ และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาการกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศ
อนั จะนำไปสู่ความเป็น สำเรจ็ ในเวทรี ะดบั สากล

3. สร้างและพัฒนาศนู ยบ์ ริการการกฬี าและศูนย์ฝกึ กีฬาแหง่ ชาติที่เป็นมาตรฐาน
3.1 จัดตั้งศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติที่สามารถรองรับการพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศครบ

วงจร โดยการสร้างและ พัฒนาศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติซึ่งสามารถให้บริการฝึกซ้อมกีฬาอย่างเต็มรูปแบบสำหรับชนิด
กีฬาที่มีศักยภาพจะ เป็นกีฬาความหวัง พร้อมทั้งปรับปรุงและยกระดับ ศูนย์กีฬาที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้มีศูนย์
ฝกึ ซอ้ มกฬี าแหง่ ชาติ ครอบคลมุ ทุกภมู ิภาค

3.2 บูรณะและพฒั นาศนู ย์ฝกึ กีฬาให้ได้มาตรฐานตามความเหมาะสมสำหรับการพัฒนา
กีฬา เพ่ือความเลิศต้ังแต่ระดบั ท้องถิน่ โดยการรว่ มมอื กบั ท้องถิ่นในการซ่อมแซม ปรับปรุง และพฒั นาศนู ยฝ์ ึกกีฬาใน
ทอ้ งถน่ิ ใหอ้ ยใู่ น สภาพท่ดี ีและได้มาตรฐานทั่วประเทศ และควรสนับสนุนองค์กรกีฬาทั่วประเทศในการวางแผนและ
ปรับปรงุ ศูนย์ ฝึกกฬี าทอ่ี ยู่ภายใตก้ ารดแู ลตามหลกั มาตรฐานสากล

3.3 ส่งเสริมการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการสร้างศูนย์ฝึกกีฬา
โดยการเสริมสร้าง ความ ร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาศูนย์ฝึกกีฬา โดยจัดให้มีมาตรการเพ่ือ
จูงใจให้เขา้ มาลงทุน พร้อมทงั้ สนบั สนุนและผลักดันใหภ้ าคเอกชนมีสว่ นรว่ มในการบำรงุ รักษาและบริหารจัดการเพื่อ
เพิ่มประสิทธิภาพการบรกิ าร และสรา้ งมลู ค่าเพิ่มจากศนู ย์ฝึกกฬี า

4. ส่งเสรมิ และจัดเตรียมการดแู ลสวัสดกิ ารและสวสั ดิภาพของนักกฬี าและบคุ ลากรการกีฬา
4.1 ส่งเสริมการเชิดชูเกียรติและการมอบรางวัลที่เหมาะสม ทั้งในด้านความสำเรจ็ จาก

การแขง่ ขนั กฬี าและในด้าน จรยิ ธรรมให้กับนักกฬี าและบุคลากรการกีฬาอยา่ งเสมอภาค โดยการสง่ เสริมความสำเร็จ
ทางกีฬา โดยมอบรางวลั ให้กับนกั กฬี าและบุคลากรการกีฬาท่ีประสบความสำเร็จในสายอาชีพ มีน้ำใจนักกีฬาท่ีโดด
เด่น และมีจริยธรรมที่ดีงาม ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น และจัดให้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อยุคใหม่ที่สามารถเข้าถึง
ประชาชนท่วั ประเทศ ได้

4.2 จัดให้มีสวัสดิการและกองทุนที่เหมาะสมแก่นักกีฬาและบุคลากรการกีฬาที่เคย
สร้างคุณประโยชน์และชื่อเสียง ให้แก่ประเทศ โดยการสนับสนุนทางด้านสวัสดิการและการเงินให้กับนักกีฬาทั้งคน
ปกติและคนพิการและ บคุ ลากรการกีฬาโดยรว่ มมือกบั หนว่ ยงานที่เกยี่ วข้องในการจัดหาสวัสดิการและผลประโยชน์
จัดตั้งกองทุนสำหรับ นักกีฬาที่พ้นสภาพหรือเกษียณแล้ว รวมไปถึงการส่งเสริมให้นักกีฬามีการบริหารจัดการด้าน
การเงนิ อย่างมปี ระสิทธภิ าพ

5. การสง่ เสริมและพฒั นากฬี าเพอ่ื การอาชีพอยา่ งเปน็ ระบบ
5.1 ส่งเสรมิ ความร่วมมือกบั ภาคเอกชนในการผลักดนั นกั กีฬาเพ่ือความเป็นเลิศสู่ระดับ

อาชีพ โดยการเพิ่มบทบาท ของภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมและลงทุนในการพัฒนากีฬาอาชีพ พร้อมกับให้ความ
ช่วยเหลือนักกีฬาที่มี พรสวรรค์ในการพัฒนาสู่ระดับอาชีพ โดยการจัดให้มีหน่วยงานกลางที่มีผู้แทนทั้งจากภาครัฐ

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทด่ี นิ ของโรงเรยี นทย่ี บุ เลกิ 74
สงั กดั สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

และเอกชนที่ให้การ สนับสนุน แนะนำแนวทางและให้การปรึกษากับนักกีฬาส่งเสริมและสนับสนุนนักกีฬาในด้าน
สวัสดกิ ารและการจา้ งงานระหว่างและหลงั จากสน้ิ สุดการเป็นนักกฬี าอาชีพตามความเหมาะสม

5.2 ผลักดันให้มีการจัดการแข่งขันกีฬาระดับอาชีพในประเทศมากขึ้น โดยการสร้าง
ความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ และภาคเอกชนในการจัดการแข่งขันกีฬาระดับอาชีพ จัดตั้งระบบลีกกีฬาอาชีพใน
ประเทศ และพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมและการแข่งขันกีฬาอาชีพระดับ
นานาชาติ

5.3 ประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความนิยมในการแข่งขันกีฬาระดับอาชีพด้วยส่ือ
หลากหลายรูปแบบ โดยการ ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์กิจกรรมการแข่งขันกีฬาอาชีพในประเทศ ใช้สื่อยุคใหม่ท่ี
ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ในการประชาสัมพันธ์กิจกรรม ข่าวสารและถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาอาชีพ
เพื่อเสริมสร้างความนิยมและการเติบโตของกีฬาอาชีพภายในประเทศ พร้อมกับการสร้างเครือข่ายเพื่อเผยแพร่การ
แข่งขนั กีฬาอาชพี ไทยใน ตา่ งประเทศ

จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การพัฒนาการกีฬาการพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ เป็นกระบวนการ
ดำเนินงานที่มีการวางแผน มีจุดมุ่งหมาย และกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันกี ฬาที่มุ่งหวังทาง
ประสิทธิภาพของนักกีฬา ให้ได้รับโอกาสแสดงความเป็นเลิศทางกีฬา โดย เลือกสรรและพัฒนานักกีฬาที่มี
ความสามารถ พัฒนาบุคลากรการกีฬาอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานสากล สร้างและพัฒนาศูนย์บรกิ ารการกีฬา
และศูนย์ฝึกกีฬาที่มาตรฐาน ส่งเสริมและจัดเตรียมการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพของนักกีฬาและบุคลากรการ
กฬี า

6.3 การฝกึ สอนกฬี า
6.3.1 ปรัชญาของการฝกึ สอน
จะเห็นว่าผู้ที่จะมาทำหน้าที่ผู้ฝึกสอนกีฬานั้น โดยพื้นฐานจะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันอาจมีความ

แตกตา่ งกนั ไปตามรูปแบบผฝู้ ึกสอน ท้งั นีข้ น้ึ อยกู่ ับมุมมองประสบการณท์ ี่จะนำนักกีฬาของตนเองไปสู่เป้าหมาย จาก
การศึกษาเอกสารต่างๆ ผู้วิจัยพบว่าการเป็นผู้ฝึกสอนที่ดีควรต้องมีปรัชญาในการฝึกกีฬาเพื่อยึดถือเป็นหลักเกณฑ์
หรือเป็นแนวทางในการพัฒนาด้านต่างๆ ของนักกีฬา ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกสอนรูปแบบใด ผู้ฝึกสอนที่มีปรัชญา
มีความรู้ความชำนาญ เกี่ยวกับกีฬาประเภทที่ตนฝึกสอนอยู่ และมีความเข้าใจในตัวนักกีฬานั้นๆ จะสามารถทำงาน
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเชื่อมั่นในตนเอง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นพืน้ ฐานในการตัดสินใจได้อย่างถกู ต้องและ
เหมาะสมสพุ ติ ร สมาหโิ ต (2535) ไดก้ ลา่ วไวว้ า่ ผู้ฝึกสอนกฬี าทไี่ ม่ทราบปรัชญาของการฝกึ ทำใหข้ าดแนวทางในการ
ปฏิบัติเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทาง ดังนั้นเพื่อการฝึกกีฬาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ฝึกสอนกีฬาจำเป็นที่ต้อง
ทราบว่าขณะนี้ตนเองกำลังทำอะไร ทำเพื่ออะไร ทำกับใครและทำอย่างไร ปรัชญาเป็นความเชื่อหรือหลักการที่จะ
เป็นแนวทางไปสกู่ ารปฏิบัติในแง่ของการกีฬาน้นั ปรัชญาของชีวติ เป็นพื้นฐานของปรัชญาการฝึกกีฬาและเป็นปรัชญา
ของการฝกึ กีฬาเฉพาะอย่างหรอื เป็นเทคนิคและกศุ โลบายทผี่ ฝู้ ึกสอนกีฬานำมาใช้ในการฝึกกฬี าต่อไป

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทด่ี นิ ของโรงเรยี นทย่ี บุ เลกิ 75
สงั กดั สำนกั งานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

อนันต์ อัตชู (2536) ได้กล่าวว่า ปรัชญาการเป็นผู้ฝึกสอนกีฬาและการสอนนั้น ผู้ฝึกสอนกีฬาต้อง
เข้าใจว่าการฝกึ เป็นสง่ิ เฉพาะของบุคคลและเหมาะสมในแต่ละสภาพการณ์เป็นการเฉพาะวิธกี ารฝึกอยา่ งเดยี วกันอาจ
ใช้ไม่ได้กับการฝึกกีฬาอยา่ งเดียวกันก็ได้ การที่เป็นผู้ฝึกสอนกีฬาได้ดตี ้องได้รับการศึกษา อบรม และปฏิบัติมาอย่าง
จริงจัง ไม่ใช่อ่านตำราแล้วเป็นผู้ฝึกสอนกีฬาได้สามารถเป็นผู้ฝึกได้ สิ่งที่ผู้ฝึกสอนกีฬาต้องระลึกอยู่เสมอคือ
ความผิดหวังที่ต้องมีและต้องเกิดกับตัวเอง และทีมอยู่เสมอ เช่น การแพ้ การพลาดเล็กๆ น้อยๆ แล้วทำ ให้ทีมแพ้
การฝึกซ้อม ตารางการฝึกซ้อม อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ตลอดจนปัญหาและข้อขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในตัวของ
ผู้ฝึกสอนกีฬาเอง ผู้ร่วมทีมและผู้เล่นต้องเกิดขึ้นแน่นอนและผู้ฝึกสอนกีฬาต้องรู้วิธีที่แก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจาก
ข้อขัดแยง้ นน้ั ๆ และต้องยอมรับความผดิ หวัง ความปราชยั ที่จะเกิดขึ้นไดอ้ ยา่ งเปน็ ปกติวสิ ัย ความคาดหวังของสังคม
ที่มีต่อตัวผู้ฝึกสอนกีฬา ตลอดจนความหวังของผู้ร่วมทีมและผู้เล่น สื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้อง คาดหวังว่าผู้ฝึกสอน
กีฬาเป็นผู้ที่มีความสำคัญมากที่จะทำ ให้ทีมประสบความสำเร็จได้ มีคนกล่าวไว้ว่าผู้ฝึกสอนกีฬาเป็นทั้งครูเป็นท้ัง
เพ่ือน พี่และผู้ร่วมงาน คำ วา่ “คร”ู และ “ผูฝ้ กึ สอนกีฬา” ตา่ งกันคือ ครูสอนให้ทงั้ ความรู้และทักษะส่วนบุคคลเป็น
พื้นฐานอย่างดี แต่ผู้ฝึกสอนกีฬาจะต้องรับเอาเทคนิคจากครูมาปรับให้ดีขึ้นตามกลยุทธวิธี และยุทธศาสตร์รวม ท้ัง
กระต้นุ ให้เกิดแรงจงู ใจใหน้ ักกีฬาอยากเปน็ นกั กีฬาท่ยี อดเย่ยี ม มีวินัย และประสบความสำเร็จในการเลน่ กีฬาน้นั ๆ

ดังนั้น ปรัชญาของผู้ฝึกสอนกีฬาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และผู้ฝึกสอนกีฬาทุกคนควรตระหนักในการ
เป็นผ้ฝู กึ สอนกฬี า ซึ่งปรัชญาของผู้ฝกึ สอนกีฬามตี ามลำดบั ข้ันตอน (สุปราณี ขวัญบุญจนั ทร์, 2545)

1. ปรัชญาของชีวิต หมายถึง ผู้ฝึกสอนต้องรู้ว่าตนเองเป็นใคร มีลักษณะพื้นฐานของนิสัยใจคอ
อย่างไร รูว้ า่ ตนเองมีความรสู้ กึ กบั คนทวั่ ไปอย่างไร รู้จกั การใช้อำนาจของตนทีม่ ีอยไู่ ด้ถกู ต้องเพียงใด

2. ปรัชญาของผู้ฝึกสอนหมายถึง ผู้ฝึกสอนต้องมีความตั้งใจ อดทน เสียสละต่อการฝึกสอน
ผู้ฝึกสอนต้องไม่สอนนักกีฬาในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ ไม่หลอกลวงนักกีฬา เมื่อเกิดความผิดพลาดควรยอมรับในความ
ผิดพลาดนัน้ ๆ

3. ปรัชญาของกีฬา หมายถึง ผู้ฝึกสอนต้องมีความรู้ความสามารถในกีฬาที่ตนเป็นผู้ฝึกอย่างดี
และแม่นยำ ควรรู้วา่ ฝึกกีฬาประเภทนี้เพื่ออะไร มเี ปา้ หมายในการฝกึ กฬี าอย่างไร

6.3.2 ความหมายของผูฝ้ ึกสอน
จากการศึกษาความหมายของผู้ฝึกสอนพบว่ามีผู้ศึกษาและให้ความหมายของผู้ฝึกสอนแตกต่างกัน

ออกไป ซึ่งในการศึกษาวิจัยฉบับนี้ได้ยกตัวอย่างความหมายของผู้ฝึกสอนที่ผู้ทำการศึกษาวิจัยมีความสนใจและ
เก่ยี วขอ้ งกบั การศึกษาวจิ ยั มากท่ีสดุ ดังน้นั จงึ ขอยกตวั อย่างผู้ท่ีให้ความหมายไว้ 3 ทา่ นคอื พรี ะพงศ์ บุญศิริ (2536),
Neal (1969) และสืบสาย บุญวีรบุตร (2541)ผู้ฝึกสอน (Coach) หมายถึง ผู้ฝึกสอนหรือผู้ฝึกนักกีฬา ซึ่งเป็นปัจจัย
ประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา การสร้างวินัยควบคุมความประพฤติ ให้กำลังใจ และสร้างสมรรถภาพสูงสุด
ให้แก่นักกีฬา ตลอดจนการชี้แนะการเล่นการแข่งขัน เพื่อนำนักกีฬาก้าวไปสู่ผลสำเร็จของการแข่งขันหรือเล่นกีฬา
(พรี ะพงศ์ บุญศริ ิ, 2536)

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ดี ินของโรงเรยี นทย่ี บุ เลกิ 76
สังกดั สำนักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

Neal (1969) กล่าวว่า ผูฝ้ ึกสอนทีด่ ีตอ้ งรูจ้ ักใช้หลกั การและเทคนิคทางวิทยาศาสตร์เข้าชว่ ยในการฝึก
ผ้ฝู ึกสอนทยี่ ่งิ ใหญน่ นั้ ต้องรู้จักประยุกต์หลักการและเทคนิคทางวทิ ยาศาสตรท์ ่ีใชใ้ นการฝึกไปใช้ในการแข่งขันได้อย่าง
เหมาะสม

สืบสาย บุญวีรบุตร (2541) ได้กล่าวถึงคำจำกัดความของผู้ฝึกสอนไว้ว่า ผู้ฝึกสอนเป็นกระบวนการ
ของพฤติกรรมที่มีอิทธพิ ลต่อบุคคลหรือกลุ่มเพือ่ บรรลุจุดมุง่ หมายทีว่ างไว้และยังสามารถควบคุมนักกีฬาในการสรา้ ง
เสริมระดับของแรงจูงใจภายในทีมรวมทั้งมีการจัดการและบริหารทีม ดังนั้นความสามารถในการโค้ชจึงต้องรวมท้ัง
ศาสตร์ และศิลป์ศาสตร์ คือ ความรู้ความสามารถของการเป็นผู้ฝึกสอนโดยตรง ความรู้ความสามารถในการ
เสรมิ สร้างสมรรถภาพในการพัฒนาทักษะและการยกระดบั ของความสามารถโดยรวมศลิ ป์ คือ ตอ้ งรจู้ ักประสานการ
ทำงานกับบุคคลอื่นๆ ในองค์กรและที่สำคัญคือหน้าที่ในการกำ กับการสร้างเสริมและการคงระดับแรงจูงใจของ
นักกีฬาใหฝ้ ึกซ้อมอย่างมคี วามสุข สนุกสนาน รู้สกึ ท้าทายในทกุ ระดับความกดดันและนำความสามารถท่ีมีอยู่ไปใช้ใน
การแข่งขันได้อย่างเต็มความสามารถ ข้อสำคัญสำหรับการเป็นผูฝ้ ึกสอนกีฬา คือ การจัดเตรียมเกี่ยวกับการฝกึ อยา่ ง
มรี ะบบ มปี ระสทิ ธภิ าพมีการแนะแนว รวมไปถงึ การเสรมิ สร้างกำลังใจและมีการช่วยเหลือในดา้ นต่างๆ ตลอดจนการ
ให้รางวัลสำหรับการเล่นและการกระทำที่ดี และในทางตรงข้าม ต้องมีการลงโทษในการกระทำที่ไม่พึงประสงค์ของ
นักกีฬา ดงั นน้ั ผฝู้ ึกสอนจงึ มสี ว่ นสำคัญในการกำหนดและสรา้ งแรงจูงใจของนักกีฬาและพัฒนาความสามารถในการ
กีฬา

ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า ผู้ฝึกสอนหมายถึง ผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ทั้งทางด้านทฤษฎีและ
ทักษะโดยสามารถปรับประยุกต์หรือนำเอาเทคนิคต่างๆ มาใช้เพื่อพัฒนานักกีฬาได้อย่างเหมาะสม ทั้งทางด้าน
สมรรถภาพทางกายสมรรถภาพทางจิตใจ และทักษะรู้จักใช้แรงจูงใจ รวมถึงเรียนรู้การตอบสนองความต้องการของ
นักกฬี าไดเ้ ป็นอย่างดี เพ่ือคงให้นักกีฬามีส่วนร่วม มีความสขุ กับการฝึกซ้อมและแข่งขันได้ยาวนานจนกระท่ังประสบ
ความสำเร็จ ซึ่งนอกจากความรู้ ความสามารถแล้ว ผู้ฝึกสอนควรต้องมีคุณธรรมจริยธรรม ระเบียบวินัย เป็น
แบบอยา่ งทดี่ ีทงั้ ในสนามและนอกสนาม

6.3.3 รูปแบบการฝึกสอนของผูฝ้ กึ สอนกีฬา
รูปแบบการฝึกสอนของผู้ฝึกสอนกีฬากับการเล่นกีฬามีความเกี่ยวข้องกันโดยเฉพาะในเรื่องของ

แรงจูงใจ (Horn, 2002; Weiss & Ferrer, 2002) ส่วนใหญ่นักกีฬาประสบความสำเร็จในการเล่นกีฬามากหรือน้อย
รูปแบบผู้ฝึกสอนกีฬาเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งรูปแบบผู้ฝึกสอนกีฬาของผู้ฝึกสอนแต่ละคนก็มีความ
แตกต่างกันออกไป ส่งผลต่อระดับแรงจูงใจและการประสบความสำเร็จแตกต่างกันออกไปเช่นเดียวกัน (Dexter,
2002) เนื่องจากผู้ฝึกสอนเป็นผู้ที่ดูแลนักกีฬาอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงของการฝึกซ้อม การแข่งขัน และแม้กระทั่ง
หลังจากแข่งขัน การที่จะทำให้นักกีฬายังคงเล่นกีฬา มีความสุขกับการฝึกซ้อม และการแข่งขันอย่างต่อเนื่องผู้
ฝึกสอนจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจให้กับนักกีฬาซึ่งการที่นักกีฬาแต่ละคนมีระดับแรงจูงใจที่แตกต่างกันออกไปนั้นก็
ข้ึนอยูก่ ับรปู แบบการฝึกสอนของผฝู้ ึกสอนนนั่ เอง (Amorose & Horn, 2000, 2001)

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ีดินของโรงเรยี นทีย่ บุ เลกิ 77
สงั กัดสำนกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

ดังนั้นก่อนท่ีจะเข้าใจรูปแบบการฝึกสอนจึงมคี วามจำเป็นที่ต้องเข้าใจเรื่องของความหมาย รวมถึงสง่ิ
ที่สำคัญของการเป็นผู้ฝึกสอนไม่ว่าจะเป็น ปรัชญา เป้าหมาย บุคลิกลักษณะของผู้ฝึกสอนที่ดี เนื่องจากผู้ฝึกสอนใน
แตล่ ะรปู แบบตอ้ งมพี ้ืนฐานสิง่ เหล่านี้ เพื่อปรับประยกุ ต์ให้สามารถดแู ลนกั กีฬาของตนเองได้

6.3.4 เป้าหมายของการฝึกสอน
ในการฝึกสอนกฬี าเป้าหมายเปน็ สิ่งทีส่ ำคญั ผูฝ้ ึกสอนควรมีเป้าหมายในการฝึกเพื่อจะสามารถฝึกสอน

นกั กีฬาไดต้ ามเป้าหมายนั้นๆ และประสบความสำเรจ็ สบื สาย บุญวรี บุตร (2541 : 111-113) ได้กลา่ วถึง ทฤษฎีการ
เป็นผู้นำ ทางการกีฬา (Multidimensional Sport Leadership) ของเชลลาดูรี ว่าเป็นปัจจัยหรือลักษณะของ
สถานการณ์ หรอื องค์กร เชน่ สถานศกึ ษา สโมสร ชมรม หรือสมาคมกีฬาที่มจี ดุ มุ่งหมาย หรือเปา้ หมายทางการกีฬา
ที่เด่นชัด ย่อมมีผลต่อลักษณะของพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของโค้ชเพื่อสร้างทีมให้บรรลุตามเป้าหมายนั้น และ
นอกจากนี้คุณลักษณะของผู้นำ และลักษณะเฉพาะนักกีฬามีอิทธิพลต่อการกำหนดพฤติกรรมของผู้ฝึกสอน
(Leadership Behaviors) ทั้งพฤติกรรมที่จำเป็นและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ รวมถึงพฤติกรรมของผู้ฝึกสอนคน
ปจั จบุ ันท่ีมอี ิทธิต่อการพฒั นาความสามารถในการเล่น และมผี ลต่อความพึงพอใจซ่งึ เป็นแรงจูงใจภายในของนักกีฬา
ดังนั้นเปา้ หมายของการฝกึ จึงเปน็ สิง่ สำคัญ โดยเฉพาะผู้นำ หรือผู้ฝึกสอนกีฬาซ่ึงเป้าหมายของการฝึกกีฬา แบ่งออก
ได้เปน็ 2 ประเภท คอื

1. ฝึกเพอ่ื ชัยชนะ เป้าหมายในการฝึกประเภทนอี้ ยู่ทช่ี ัยชนะอย่างเดียว ทั้งผูฝ้ ึกสอนและนักกีฬา
จะต้องเสียสละอดทนและฝึกซ้อมอย่างจริงจัง ผู้ฝึกสอนที่มีเป้าหมายประเภทนี้จะมองเห็นความสำคัญของชัยชนะ
มากกว่าการพัฒนาความสามารถเฉพาะตวั ของนกั กีฬา ผู้ฝกึ สอนจะทุ่มเทการฝึกซ้อมโดยไมส่ นใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบ
ๆ ตวั

2. ฝึกเพื่อพัฒนาความสามารถของนักกีฬา เป้าหมายในการฝึกประเภทนี้ ผู้ฝึกสอนมุ่งหวัง
เพื่อจะพัฒนาความสามารถของนักกีฬาทั้งทางด้านทักษะ สมรรถภาพทางกาย และสมรรถภาพทางจิตใจ
นอกจากนั้นแล้วผู้ฝึกสอนควรพัฒนาให้นักกีฬามีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข โดยฝึกให้นักกีฬามีระเบียบวินัย มี
ความรับผิดชอบรจู้ กั ตวั ของตัวเอง

จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าผู้ฝึกสอนแต่ละประเภทอาจไม่ได้มีคุณสมบัติครบถ้วนการยึด เอาหลักและ
ปรัชญาที่ดีในการเป็นผู้ฝึกสอนเพื่อนำไปปรับใช้กับนักกีฬาของตนจึงมีความแตกต่างกันไปตามรูปแบบในการฝึก
การทราบองค์ประกอบของผู้ฝึกสอนจะช่วยให้ผู้ฝึกสอนจำนวนมากที่มีความต้องการที่จะเป็นผู้ฝึกสอนที่ดีและ
ประสบความสำเร็จการไดเ้ ข้าใจถึงองค์ประกอบสำคัญๆ ทจ่ี ะทำใหต้ นเองประสบความสำเร็จได้ ซง่ึ สุปราณี ขวัญบุญ
จันทร์ (2545) ได้กล่าวว่า คุณสมบัติที่ดีของผู้ฝึกสอน คือ คุณลักษณะของผู้ฝึกสอนที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนา
ความสามารถของนกั กีฬา ผู้ฝกึ สอนทีป่ ระสบความสำเร็จควรมคี ุณสมบัตทิ ี่ดี ดังต่อไปนี้

1. ผู้ฝึกสอนต้องศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อส่งเสริมและพัฒนานักกีฬาให้มี
ความสามารถสูงสดุ

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทด่ี นิ ของโรงเรียนทยี่ บุ เลกิ 78
สังกดั สำนกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

2. ผู้ฝึกสอนต้องเข้าใจถงึ ความตอ้ งการด้านต่างๆ ของนกั กฬี าไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
3. ผู้ฝึกสอนต้องเป็นคนที่มีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใส สามารถสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานให้แก่
นกั กฬี า
4. ผู้ฝึกสอนต้องสามารถเผชิญกับสถานการณ์หลายๆ อย่างได้เป็นอย่างดี มีจิตใจเข้มแข็งไม่
อ่อนไหวง่าย
5. ผู้ฝึกสอนต้องมีความยุติธรรม ไม่ลา เอียงหรือเลือกที่รักมักที่ชังในนักกีฬาคนใดคนหน่ึง
โดยเฉพาะ
6. ผู้ฝึกสอนสามารถทุ่มเททุกอย่างให้กับการฝึกซ้อม เพื่อพัฒนานักกีฬาให้เป็นนักกีฬาท่ีดีใน
ทุกด้าน
7. ผ้ฝู ึกสอนตอ้ งมีความสามารถหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งต้องมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ
ในกีฬาประเภทที่ตนกา ลังฝกึ สอนอยู่
8. ผู้ฝึกสอนต้องมีความรู้ความเข้าใจทางด้านเทคนิค และวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นอย่างดีเพื่อ
ประยกุ ต์ใชใ้ นการฝึกซ้อมนักกีฬาได้
9. ผู้ฝกึ สอนตอ้ งมคี วามรบั ผิดชอบสงู มีความสามารถในการวางแผนใชค้ วามคิดและมีเหตุผล
10. ผฝู้ ึกสอนตอ้ งมคี วามสามารถในการสาธติ ในบางคร้งั เพอื่ ให้นกั กฬี าเหน็ ภาพ
ตามลำดบั ขนั้ ตอนต่างๆ ไดเ้ ป็นอยา่ งดี
11. ผฝู้ ึกสอนต้องเปน็ ผู้ที่มีมนุษยส์ มั พนั ธท์ ดี่ ี
12. ผฝู้ กึ สอนต้องมีสุขภาพ สมรรถภาพทางกายและจิตใจดี เพอ่ื เปน็ ตวั อย่างท่ดี ีใหแ้ ก่นกั กฬี าได้
13. ผ้ฝู กึ สอนต้องมบี คุ ลกิ ภาพทีด่ ี รูปรา่ งสมส่วน แคล่วคลอ่ งว่องไว
14. และผู้ฝกึ สอนตอ้ งมคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมและความซ่ือสัตย์
Kenow and Williams, (1999) ได้กล่าวไว้วา่ หากเป้าหมายและพฤติกรรมของนักกีฬาเปน็ ไปในทาง
เดียวกันกับผู้ฝกึ สอนจะทำให้ผลท่ีเกดิ ขึ้นเปน็ ไปอย่างน่าพึงพอใจด้วยกันทั้งผูฝ้ กึ สอนและนักกีฬา และยังกล่าวอีกวา่
ในความสามารถของผู้ฝึกสอนและนักกีฬาอาจไม่ประสบผลสำเร็จ หากมีการใช้หลักทางด้านจิตวิทยาการกีฬาที่ไม่
เหมาะสมกันกับนักกีฬา จนทำ ให้เกิดการขาดความเชื่อมั่นในตนเอง การใช้แต่อารมณ์ทำ ให้นักกีฬาและผู้ฝึกสอน
ขาดความเข้าใจซึ่งกันและกันเช่น การใช้ทักษะการพูดในทางบวก แม้ว่าผู้ฝึกสอนเชื่อว่าคำแนะนำที่พูดไปเป็นไปใน
ด้านบวกและเปน็ ความจริง อย่างไรก็ตามนักกีฬาอาจคิดว่าสง่ิ ที่ไดย้ ินเป็นไปในด้านลบ จนทำให้เกดิ ความไม่เข้าใจกัน
เกดิ ข้ึนได้ ดังนัน้ เป้าหมายจงึ เป็นเร่อื งทผ่ี ู้ฝกึ สอนกฬี าควรเห็นความสำคัญรูปแบบของการฝกึ สอน
เม่ือเขา้ ใจความหมาย ปรัชญาและลกั ษณะการเป็นผู้ฝึกสอนท่ีดีแล้ว รปู แบบการฝกึ สอนท่ีจะกล่าวถึง
นี้จะช่วยทำให้เขา้ ใจตัวตนของผ้ฝู ึกสอนแต่ละแบบได้ชัดเจนยิง่ ข้นึ โดยผศู้ ึกษาวจิ ัยแต่ละทา่ นไดแ้ บ่งคุณลกั ษณะของผู้

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากที่ดินของโรงเรียนท่ียบุ เลกิ 79
สังกัดสำนักงานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

ฝึกสอนกีฬาเป็นรูปแบบที่มีความแตกต่างกันออกไป โดยลักษณะผู้ฝึกสอนกีฬาที่อยู่ภายใต้ทฤษฎี Self
Determination น้ัน Mageau and Vallerand (2003) ได้แบง่ รปู แบบผ้ฝู ึกสอนกีฬาเป็น 2 แบบ ได้แก่

1. แบบให้อิสระ (Autonomy-supportive)
2. แบบควบคมุ (Controlling)
คุณลักษณะของผู้ฝึกสอนแบบต่าง ๆ ที่พบในวงการกีฬามีดังต่อไปน้ี (พีระพงศ์ บุญศิริ, 2536 อ้างอิง
จาก Tutko & Richard, 1970)
1. เผด็จการ (Authoritarian) ได้แก่ ผูฝ้ ึกสอนทม่ี ีความมั่นใจ มงุ่ มั่นในความสำเร็จตามเป้าหมาย
ทีต่ ้ังไวส้ งู เปน็ ผู้ฝึกสอนทคี่ ่อนข้างเผดจ็ การ จรงิ จังในคำสั่งและระเบยี บกฎเกณฑ์ต่าง ๆ
2. ใจดี (Nice Guy) ได้แก่ ผู้ฝึกสอนที่มีความเป็นประชาธิปไตย จัดกิจกรรมฝึกซ้อมอย่างมี
เหตผุ ล มคี วามสามารถดี รู้จกั การจงู ใจ ให้อสิ ระ และติตามดแู ลนักกีฬาอย่างตอ่ เน่อื ง
3. เจ้าอารมณ์ (Sense) ได้แก่ ผู้ฝึกสอนที่มีบุคลิกหลายแบบ เจ้าอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย
คมุ้ ดคี ้มุ ร้าย เครง่ เครยี ด น่ากลัวเอาจรงิ เอาจัง ต้องการผลชนะอยา่ งจริงจัง
4. เจ้าสำราญ (Easygoing) ได้แก่ ผู้ฝึกสอนที่มีลักษณะเป็นโค้ชอาชีพ พยายามใช้สื่อ เทคนิควิธี
และกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อใช้ในการพัฒนาความสำเร็จของนักกีฬาหรือทีม ฝึกหนักทั้งทักษะ และเทคนิคด้วยวิธีการท่ี
พฒั นาอยู่ตลอดเวลา ถ้าไมไ่ ดต้ ามเปา้ หมายก็จะเลิกล้มยตุ ิไป
รูปแบบของผู้ฝึกสอนมีอิทธิพลต่อนักกีฬามาก เพราะพฤติกรรมของผู้ฝึกสอนสามารถกระตุ้นหรือ
สร้างแรงจูงใจใหน้ ักกฬี าขยนั ฝึกซ้อม และต้ังใจแสดงความสามารถในการแข่งขนั อยา่ งเต็มท่ี ตามทฤษฎีของเซลลาดูรี
(Multidimentional Sport Leadership) (Chelladuri, 1984) ได้แบ่งพฤติกรรมของผู้ฝึกสอนออกเป็น 5 แบบ
กล่าวคือ
1. แบบฝึกและสอน (Training and Instruction) หมายถึง พฤติกรรมของผู้ฝึกสอนที่มุ่งพัฒนา
ความสามารถของนักกีฬา เน้นการฝึกหัดท้งั ทางสมรรถภาพทางกาย สมรรถภาพทางจติ ใจและทักษะ พร้อมทั้งมีการ
กำหนดหนา้ ท่ขี องนกั กีฬา และการประสานงานภายในทีมไว้อย่างชดั เจน
2. แบบประชาธิปไตย (Democratic Coaching Behavior) หมายถงึ พฤติกรรมของผู้ฝึกสอนที่
ยอมใหน้ กั กฬี ามสี ว่ นร่วมในการกำหนดเปา้ หมาย วิธีการฝึกซ้อม ยุทธวิธใี นการฝึกซอ้ มและเกมการแข่งขัน
3. แบบอัตตาธิปไตย (Autocratic Coaching Behavior) หมายถึง พฤติกรรมของผู้ฝึกสอนที่มี
ความเป็นเผด็จการในการตัดสินใจ เน้นระเบียบวินัยมาก ทำงานอย่างมีระบบและขั้นตอน เน้นการฝึกหนัก และใช้
อำนาจของความเป็นผู้นำในการออกคำสั่ง
4. แบบสงั คมสงเคราะห์ (Social Support Behavior) หมายถึง พฤตกิ รรมของ ผู้ฝกึ สอนที่ชอบ
ช่วยสงเคราะห์นักกีฬา เมื่อนักกีฬามีความทุกข์ใจในทุกๆ เรื่อง สร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดี และมีมนุษย์
สมั พันธ์ท่ีดีกับสมาชิกทุกคนภายในทีม

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทด่ี นิ ของโรงเรียนท่ียบุ เลกิ 80
สงั กัดสำนักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

5. แบบให้แรงเสริมทางบวก หรือแบบให้รางวัล (Positive Feedback or Rewarding
Behavior) หมายถึง พฤติกรรมท่ีผู้ฝกึ สอนชอบให้แรงเสรมิ ทางบวกกบั นกั กีฬาโดยวธิ ีการให้รางวัล หรอื การชมเชย

สืบสาย บุญวีรบุตร (2541) ได้กล่าวถึง ทฤษฎีการเป็นผู้นำทางการกีฬา (Multidimensional Sport
Leadership) ของ Chelladurai ว่าเป็นปัจจัยหรือลักษณะของสถานการณ์ หรือองค์กร เช่น สถานศึกษา สโมสร
ชมรม หรือสมาคมกีฬาที่มีจุดมุ่งหมาย หรือเป้าหมายทางการกีฬาที่เด่นชัดย่อมมีผลต่อลักษณะของพฤติกรรมที่พึง
ประสงค์ของโค้ชเพื่อสร้างทีมให้บรรลุตามเป้าหมายนั้นและนอกจากนี้คุณลักษณะของผู้นำ และลักษณะเฉพาะ
นักกีฬามีอิทธิพลต่อการกำหนดพฤติกรรมของผู้ฝึกสอน (Leadership Behaviors) ทั้งพฤติกรรมที่จำเป็นและ
พฤติกรรมที่พึงประสงค์ รวมถึงพฤติกรรมของผู้ฝึกสอนคนปัจจุบันที่มีอิทธิต่อการพัฒนาความสามารถในการเล่น
และมผี ลต่อความพึงพอใจซ่ึงเป็นแรงจงู ใจภายในของนักกีฬาซ่ึงจากการศึกษาจากแบบสอบถามการเป็นผู้นำทางการ
กฬี า (LSS) พบว่า ลักษณะของผู้ฝึกสอนที่นักกีฬาพงึ พอใจขนึ้ อยู่กบั อายุ ระดับความสามารถ และประเภทกีฬาที่เล่น
และนอกจากน้ี วัฒนธรรมและประเพณี มีผลต่อความชอบตอ่ พฤติกรรมของผฝู้ ึกสอน และความสามารถของนักกีฬา
และความสามารถของผู้ฝึกสอนมีความสัมพันธ์กัน นักกีฬาที่เก่งต้องการผู้ฝึกสอนที่เก่งเพราะนักกีฬาต้องการบรรลุ
จุดมงุ่ หมายทตี่ ้งั ไว้

6.4 ประเภทกฬี าของศูนย์ฝกึ กฬี าแหลมจาก

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ได้พัฒนาและใช้ประโยชน์จากโรงเรยี นบา้ นแหลม

จาก (รักเมืองไทย 27) ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ถกู ยุบเลกิ ทำการพัฒนาพืน้ ที่สนามกีฬาโรงเรียนแห่งนีใ้ ห้เป็นศูนยฝ์ ึกกีฬา

โดยตั้งชื่อว่า “ศูนย์ฝึกกีฬาแหลมจาก” โดยจะทำการฝึกกีฬาให้แก่ นักเรียน เยาวชน ที่สนใจ ใน 4 ประเภท กีฬา

ดังน้ี

1. กีฬาเซปักตะกรอ้

2. กฬี าฟตุ บอล

3. กฬี าเปตอง

4. กีฬาวอลเลย์บอล

6.4.1 กฬี าเซปกั ตะกร้อ
ราชบัณฑิตยสถาน (2530: 212) ให้คำนิยาม “ตะกร้อ” ไว้ว่า “ลูกกลมสานด้วยหวายเป็นตาๆ

สำหรบั เตะ”
เฉลียว บญุ ยงค์ (2519: 1) ได้ใหค้ วามหมายของคำว่า “ตะกร้อ หมายถงึ ของเลน่ ชนิดหนึง่ มีลักษณะ

เป็นลูกกลมๆ สานด้วยหวายสำหรับการเตะเล่น” ปี พ.ศ.2533 ตะกร้อใช้วัสดุประเภทใยสังเคราะห์หรือพลาสติก
และไม่ไดส้ านด้วยมือ แตใ่ ชเ้ ครือ่ งจกั รและกรรมวิธีอนื่ แทนหวาย เพราะหวายนน้ั ค่อนข้างหายาก

บุญยงค์ เกศเทศ (2547: 1-2) กล่าวถึงตะกร้อว่า “เป็นกีฬาไทยที่เล่นกันแพร่หลาย มานานนับ
ศตวรรษไม่ว่าจะเป็นตามชนบทในวัด ชานเมือง ตามหัวเมืองหรือแม้กระทั่งในวัง จะพบเห็นการเล่นตะกร้อได้เสมอ

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากที่ดินของโรงเรียนท่ยี บุ เลิก 81
สังกดั สำนกั งานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

ด้วยตะกร้อไม่ต้องใช้บริเวณกว้างเหมือนกับกีฬาชนิดอื่นๆ อุปกรณ์ก็หาได้ง่ายทั้งไม่จำกัดรูปร่าง เพศ หรือวัย
ตลอดจนไม่จำกัดจำนวนผู้เล่นตายตัว ทั้งนี้อาจยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม ดังนั้นการเล่นตะกร้อจึงได้รับความ
นิยมตลอดมา”

สันติวฒั น์ พนั ทา (2548: 14) กลา่ วไวว้ ่า ปจั จบุ ันกฬี าเซปกั ตะกร้อเป็นที่นิยมของคนไทยมีหน่วยงาน
จัดการแข่งขันทั้งในระดับโรงเรียน ระดับอุดมศึกษา และระดับสโมสร รวมทั้งการแข่งขันระดับชาติในกีฬาแห่งชาติ
กระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความสำคัญของกีฬานี้ จึงได้บรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษา
และอดุ มศกึ ษา

การเล่นกฬี าเซปกั ตะกรอ้
การเล่นกฬี าเซปักตะกร้อ จะมกี ารเคลอื่ นไหวแตกต่างไปจากกีฬาประเภทอื่นๆ กลา่ วคอื ผเู้ ลน่ มี

การเคลื่อนไหวไม่มาก เพราะทุกคนยืนอยู่กับที่ มีพื้นที่การเล่นและรับผิดชอบของตนเอง การเคลื่อนที่เพื่อเล่นลูก
ตะกร้อในทิศทางต่างๆ นั้นผู้เล่นจะต้องมองลูกตลอดเวลาและมีการทรงตัวที่ดีใน ขณะที่เตะลูกด้วยข้างเท้าด้านใน
ขา้ งเท้าด้านนอก ลกู โหมง่ และการเล่นลูกด้วยท่าอ่ืนๆ ท่ีไม่ใช้เทา้ สงิ่ สำคัญในทกั ษะการเล่นเซปักตระกร้อ คือ ผู้เล่น
ต้องมีการทรงตัวที่ดี ตามองที่ลูกตระกร้อ และมี จังหวะในการเปลี่ยนทิศทางเคลื่อนที่ด้วยการเดินหรือวิ่ง ให้ถูก
ทิศทางของลูกตะกร้อท่ีพงุ่ มา แล้ว ตดั สนิ ใจเลน่ ลูกด้วยอวยั วะสว่ นใด สว่ นหนง่ึ ของรา่ งกายตามกติกาได้อย่างถูกต้อง
แม่นยำ (อุทัย สงวน พงศ์. 2547: 12) ได้สรุปถึง ทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการเล่นตะกร้อ ประกอบด้วยทักษะ
ดงั ตอ่ ไปนี้

1. การเดาะลกู ตะกรอ้ ดว้ ยหลงั เท้า
2. การพกั ลูกดว้ ยขา้ งเท้าด้านใน
3. การตงั้ ลกู ดว้ ยข้างเทา้ ดา้ นในและการเตะลูกด้วยข้างเทา้ ดา้ นใน
4. การโหม่งลูกตะกร้อ
5. การเสริ ฟ์ (การสง่ ) ลกู ตะกร้อ
บุญยงค์ เกศเทศ (2547: 16) สรุปว่า ทักษะสำคัญในการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อหรือ ทักษะท่ี
ทำคะแนน ในการแขง่ ขนั ประกอบดว้ ยทกั ษะตา่ งๆ ดงั นี้
1. ลกู ศรี ษะ (ลกู เขก)
2. การปาดลกู
3. การเหยยี บลกู หนา้ เนต
4. การฟาดลกู
5. การเตะลกู สลับหลัง
6. การบล็อกลกู (สกัดกั้น)

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทีด่ ินของโรงเรียนทีย่ บุ เลกิ 82
สังกดั สำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

7. การเสิร์ฟ (การสง่ )
6.4.2 กีฬาฟตุ บอล

สุนทร ศรีเกตุ (2542 : 18) กล่าวว่า การเล่น การฝึก หรือการแข่งขันกีฬาฟุตบอลผู้เล่นจะแสดง
ทกั ษะต่างๆ ออกมาให้เห็น แตจ่ ะดหี รือไม่ดขี ึ้นอยู่กบั ความชำนาญของแตล่ ะบุคคล การแสดงทักษะก็เพื่อที่จะให้การ
เล่นของตนเกิดความสนุ กสนาน ตืน่ เตน้ มกี ารประสานงานท่ีดีกับเพื่อนร่วมทีมจนเป็นระบบ ซ่ึงทักษะตา่ งๆ ดังกล่าว
หากผู้เลน่ ไดใ้ ช้ชั้นเชงิ ของทกั ษะท่ีดีและเหนือกว่าย่อมสามารถเอาชนะฝ่ายตรงขา้ มและป้องกนั การบาดเจบ็ ของทั้ง 2
ฝ่ายไดด้ ีอีกด้วย

นิพนธ์ กิตกิ ลุ (2525 : 281 – 284) ไดก้ ล่าววา่ เทคนคิ ท่จี ำเปน็ ในการเลน่ ฟุตบอล คือ
1. การบงั คบั ควบคุมลกู ฟุตบอล (Ball control)
2. การเลี้ยงลูกฟตุ บอล (Dribbling)
3. การส่งลูกฟุตบอล (Passing)
4. การโหมง่ ลูกฟตุ บอล (Heading)
5. การยงิ ประตู (Shooting)
6. การสกดั กัน้ (Tacking)
7. การท่มุ ลกู เขา้ เลน่ (Throwing)

เรืองเดช เชดิ พุทธ (ม.ป.ป : 51 – 54) กล่าวว่า ทกั ษะเบ้ืองตน้ ของฟตุ บอลพอจะแบง่ ออกได้ ดงั น้ี
1. การรบั และสง่ ลกู ฟตุ บอล
2. การบังคบั หรือการหยุดลูก
3. การเลย้ี งลกู ฟตุ บอล
4. การพาไป (การหลอกลอ่ )
5. การยงิ ประตู
6. การเป็นผู้รกั ษาประตู

ประโยค สุทธิสง่า (2541 : 2 – 33) กล่าวถึง ทักษะกีฬาฟุตบอลที่จาเป็นต้องใช้ในการเล่นกีฬา
ฟตุ บอล ไว้ดงั นี้

1. การเตะลูก เป็นพื้นฐานที่สำคัญและจาเป็นอย่างยิ่งที่นักฟุตบอลทุกคนจะต้องเรียนรู้ในการ
เล่นฟุตบอล เพราะการเตะจะช่วยทำให้ลูกฟุตบอลไปยังแดนหน้าและยิงประตูฝ่ายตรงขา้ มได้ในช่วงของการแข่งขัน
สถานการณ์ทบ่ี ีบบังคบั ให้ผเู้ ล่นต้องเตะลูกในเวลาอันจำกดั การบงั คับลูก สถานที่มมุ และทศิ ทางในการเตะ ถงึ อย่างไร
ก็ตาม ธรรมชาติในการเล่นฟุตบอลก็ไม่ได้บีบบังคับตลอดไปเพราะลูกฟุตบอลบางครั้งก็หยุดอยู่กับพื้นดิน กลิ้งไป

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากทด่ี นิ ของโรงเรียนทีย่ บุ เลิก 83
สงั กัดสำนักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

กระดอนพื้นและลอยอยู่ในอากาศ ผู้เล่นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาการเตะลูกในตำแหน่งต่างๆ ในสถานการณ์
ต่างๆวา่ จะทันเหตกุ ารณ์จะใชย้ ุทธวธิ ีที่ดีทสี่ ุดในการเตะลูกดว้ ยวิธีน้นั ๆ ในทางกลับกันเป็นสง่ิ ท่จี ำเป็นและท้าทายของ
ฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะตำแหน่งของลูกฟุตบอล สถานการณ์ที่แตกต่างกัน วิธีเตะย่อมแตกต่างกัน ผลลัพธ์ของผู้เล่น
ก็คอื ตอ้ งเตะให้แม่นยำแน่นอน

1.1 การเตะลกู (Kicking)
1.1.1 การเตะลกู ระดับพน้ื ดนิ
1.1.2 การเตะดว้ ยข้างเท้าด้านใน
1.1.3 การเตะดว้ ยขา้ งเทา้ ด้านนอก
1.1.4 การเตะดว้ ยหลงั เท้า
1.1.5 การเตะด้วยปลายเท้า (ลูกฉีดยา)
1.1.6 การเตะลกู หลังเท้า (ลกู ตัง้ เตะแบค็ )
1.1.7 การเตะลกู ไซดโ์ คง้ (ไซด์โป้ง)
1.1.8 การเตะลกู ไซดห์ ลังเทา้ (ไซดก์ ้อย)
1.1.9 การเตะลูกสน้ เทา้ ไขว้
1.1.10 การเตะลกู สน้ เทา้
1.1.11 การเตะลกู อ้อมขาหลกั

1.2 การเตะลกู พร้อม
1.2.1 การเตะลกู พรอ้ มด้วยข้างเทา้ ดา้ นใน
1.2.2 การเตะลูกดว้ ยหลงั เทา้

1.3 การเตะลกู ในอากาศ
1.3.1 การเตะลูกฮาล์ฟวอลเลยด์ ้วยข้างเทา้ ด้านใน
1.3.2 การเตะลกู ฮาลฟ์ วอลเลย์ด้วยหลงั เทา้ (ใบไมร้ ่วง)
1.3.3 การเตะลูกฮาลฟ์ วอลเลย์ด้วยข้างเท้าดา้ นนอก (ลกู ขา้ ง)
1.3.4 การเตะลกู ไซด์วอลเลย์
1.3.5 การเตะลกู ทอ็ ปสปินหลงั เทา้
1.3.6 การเตะลกู กลับหลัง
1.3.7 การเตะลูกตามน้า
1.3.8 การถบี ลูกกลางอากาศดว้ ยฝ่าเท้า

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากที่ดินของโรงเรยี นทย่ี บุ เลิก 84
สังกัดสำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

1.3.9 การเตะลูกจักรยานอากาศ
2. การหยุดลูก (Trapping) คือ การที่ผู้เล่นใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายในการเล่นฟุตบอล
ยกเวน้ อวัยวะบริเวณหัวไหล่ถึงมอื ในการบังคับลูกท่ีกลิ้งมาระดบั พ้ืน กระดอนพื้นหรือลอยอยู่ในอากาศให้ลูกหยุดอยู่
ในการครอบครอง เพื่อที่จะดำเนินการเล่นต่อไปได้ตามสถานการณ์หรือตามความเหมาะสม นักฟุตบอลจะต้อง
พยายามฝึกซ้อม หมั่นฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ คล่องตัว และจะต้องเป็นความชำนาญโดยธรรมชาติ โดยผู้เล่นทุก
คนต้องคำนึงไว้เสมอว่า การหยุดลูกได้อย่างชำนาญนั้นจะช่วยให้ทีมมีโอกาสครอบครองลูกและดาเนินการเล่นได้
อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าหยุดลูกไม่ดีไม่ชำนาญ แล้วก็จะกลายเป็นจุดด้อยของทีม คือ ทำให้ทีมเสียโอกาสในการ
ครอบครองลกู บอลไปนน่ั เองเทคนิคพืน้ ฐานในการหยุดลกู

1) มคี วามมน่ั ใจในตนเอง ตัดสนิ ใจลว่ งหน้าในเวลาอนั จากดั ว่าจะใช้อวัยวะสว่ นใดหยุดลูก
จะหยุดลูกดว้ ยวธิ กี ารแบบใด และจะมีวิธีการเล่นลกู ตอ่ ไปอยา่ งไร

2) อวัยวะที่ใช้หยุดลกู ลักษณะท่าทางที่ใช้ในการหยุดลูกตอ้ งมีความได้เปรียบท่ีจะเล่นลกู
ต่อไป

3) เทา้ ท่ียืนเปน็ หลกั ต้องยึดพ้ืนให้แนน่ และอยใู่ นทา่ ที่ถนัดตามธรรมชาติ
4) ให้ส่วนต่างๆ ที่ใช้หยุดลกู บอล โดยเฉพาะส่วนข้อต่อมีลักษณะยืดหยุ่น แขนทั้งสองข้าง
กางออกเพื่อชว่ ยในการทรงตัว
5) ตาตอ้ งดูทลี่ กู บอลตลอดเวลา จนกระทง่ั ครอบครองลูก
2.1 การหยดุ ลกู (Trapping)

2.1.1 การหยุดลูกระดับพ้นื ดิน
2.1.2 การหยุดลูกด้วยเทา้ ดา้ นใน
2.1.3 การหยดุ ลกู ดว้ ยเท้าด้านนอก
2.1.4 การหยดุ ลกู ด้วยฝ่าเทา้
2.1.5 การหยดุ ลูกด้วยหลงั เทา้
2.2 การหยุดลูกกระดอน
2.2.1 การหยดุ ลูกกระดอนดว้ ยข้างเทา้ ดา้ นใน
2.2.2 การหยุดลูกกระดอนดว้ ยข้างเท้าดา้ นนอก
2.2.3 การหยุดลูกกระดอนดว้ ยฝา่ เทา้
2.3 การหยดุ ลกู ในอากาศ
2.3.1 การหยุดลกู ด้วยขา้ งเทา้ ดา้ นในต้ัง

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทีด่ นิ ของโรงเรียนที่ยบุ เลิก 85
สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

2.3.2 การหยดุ ลูกด้วยข้างเทา้ ด้านในตก
2.3.3 การหยุดลูกด้วยหลงั เท้าตง้ั
2.3.4 การหยดุ ลกู ดว้ ยหลงั เท้าตก
2.3.5 การหยดุ ลกู ดว้ ยข้างเทา้ ดา้ นนอกตัง้
2.3.6 การหยุดลกู ดว้ ยข้างเทา้ ดา้ นนอกตก
2.3.7 การหยุดลกู ดว้ ยเข่าตง้ั
2.3.8 การหยุดลกู ดว้ ยเข่าตก
2.3.9 การหยุดลกู ด้วยอกต้งั
2.3.10 การหยุดลกู ดว้ ยอกตก
2.3.11 การหยดุ ลกู ด้วยศีรษะตง้ั
2.3.12 การหยุดลูกด้วยศีรษะตก
3. การเลี้ยงลูกบอล (Dribbling) คือ การพาลูกบอลให้เคลื่อนที่ไปบนพื้นสนาม การวิ่งเลี้ยงลูก
การลากลูกตดิ เท้าไปข้างหน้า หรือการวิ่งควบคุมลูกบอลไปอยา่ งเชื่องช้า และสามารถควบคุมทิศทางให้เป็นไปตามท่ี
ต้องการได้อย่างชำนาญ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงในลักษณะใดก็ล้วนแต่หมายถึง ทักษะในการเลี้ยงลูก ซึ่งนับว่าเป็น
ทักษะที่มีความสำคัญมากในกีฬาฟุตบอลและจะไม่มีรูปแบบตายตัวเพราะผู้เล่นแต่ละคนสามารถพัฒนาทักษะการ
เลี้ยงลูกในรูปแบบเฉพาะของตัวเองซึ่งให้ประสิทธิภาพสูงสุดตามความถนัด ความสามารถ และได้จากการฝึกซ้อม
อย่างสม่ำเสมอของผู้เล่นแต่ละคนการเลี้ยงลูกที่ดี ผู้เล่นไม่ควรก้มดูลูกอยู่ตลอดเวลา ผู้เล่นควรจะเงยหน้าเพื่อมองดู
สถานการณ์รอบข้าง และมองหาลู่ทางทิศทางทีจ่ ะเล่นลกู ต่อไปไดอ้ ย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การ
พยายามรักษาสมดุลในการทรงตัวให้เป็นไปตามธรรมชาติ และครองบอลด้วยความมั่นใจและราบรื่นก็ถือเป็นอีก
ปัจจยั ทมี่ ีสว่ นทำให้ผ้เู ล่นมีทักษะทด่ี ีในการเลยี้ งลูกบอล แต่ทว่าผู้เล่นจะบังเกิดผลก็ต่อเมื่อผู้เล่นได้ฝึกฝนอย่างจริงจัง
และสม่ำเสมอเทา่ นั้น
3.1 การเล้ยี งลกู ระดบั พนื้ ดนิ
3.1.1 การเลี้ยงลูกดว้ ยข้างเทา้ ดา้ นในเท้าเดียว
3.1.2 การเลีย้ งลูกดว้ ยขา้ งเท้าด้านในสองเทา้
3.1.3 การเลย้ี งลกู ด้วยขา้ งเท้าดา้ นนอก
3.1.4 การเล้ียงลูกดว้ ยฝ่าเท้า
3.1.5 การเลย้ี งลูกดว้ ยหลังเทา้
3.1.6 การเลี้ยงลกู แบบแมทธวิ (ใน–นอก)

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถีใหม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ดี ินของโรงเรยี นทย่ี บุ เลิก 86
สงั กดั สำนักงานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

3.1.7 การเลี้ยงลกู แบบสบั หลอก
3.2 การเลย้ี งลูกกระดอนด้วยฝา่ เท้า
3.3 การเลี้ยงลกู ในอากาศ

3.3.1 การเล้ียงลกู หลงั เทา้ ในอากาศ
3.3.2 การเล้ยี งลูกข้างเท้าด้านในในอากาศ (ลูกแปตะกร้อ)
3.3.3 การเลี้ยงลกู ด้วยข้างเทา้ ดา้ นนอกในอากาศ
3.3.4 การเล้ยี งลกู ดว้ ยเขา่ ในอากาศ
3.3.5 การเลี้ยงลูกดว้ ยศีรษะในอากาศ
4. การโหม่งลูก (Heading) เป็นเทคนิคในการเล่นลูกที่สำคัญมากอย่างหนึ่งในกีฬาฟุตบอล
เพราะในเกมฟุตบอลปัจจุบันต่างเป็นที่ยอมรับว่า การโหม่งลูกน้ันสามารถใชใ้ นการสกัดลูกอันตรายออกจากพื้นท่ใี ช้
สำหรบั ผา่ นลกู และทำประตไู ด้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพอยา่ งย่ิง แต่สำหรบั ประเทศไทยจะเหน็ วา่ นักกีฬาฟุตบอลสว่ นใหญ่
ยังใช้ลูกโหมง่ ไดไ้ มด่ ีอย่างท่คี วร ซึ่งทัง้ นีอ้ าจมสี าเหตุมาจาก
1) รูปรา่ งของคนไทยยังถอื วา่ เลก็
2) ขาดอปุ กรณใ์ นการใชฝ้ ึกซ้อม
3) ไมไ่ ดร้ ับการฝึกฝนอยา่ งจริงจงั และสม่ำเสมอ
4) กลัวเจ็บเนื่องจากการปะทะ และกลัวว่าจะกระทบกระเทือนสมองได้อย่างไรก็ตาม นัก
ฟุตบอลควรหันมาให้ความสนใจ และฝึกฝนการเล่นลูกโหม่งให้เกิดความชำนาญ และเกิดพัฒนาการในเกมส์กีฬาขึน้
อีกระดบั
4.1 การโหม่งลกู (Heading)
4.1.1 การยนื โหมง่ ลกู
4.1.2 การกระโดดโหม่งลกู
4.1.3 การโหม่งเปล่ยี นทศิ ทาง
4.1.4 การพงุ่ โหม่ง
5. การทุ่มลูก (Throwing) กติกาฟุตบอล เมื่อลูกฟุตบอลออกด้านข้างสนามหมดทั้งลูกไม่ว่าจะ
ออกโดยการกล้งิ บนพน้ื ดินหรอื การลอยอยู่ในอากาศก็ตาม ผเู้ ล่นฝา่ ยตรงขา้ มซึง่ ไม่ไดท้ ำลูกบอลออกนอกสนาม จะได้
เปน็ ฝ่ายเล่นลูกจากบรเิ วณขา้ งสนามโดยการใชม้ ือทมุ่ ลูกเขา้ สนาม ณ จุดที่ลูกออกหลกั ปฏบิ ัตขิ องผู้ทุ่มลูก
5.1 ผู้ท่มุ จะตอ้ งหันหน้าเขา้ สนามในทศิ ทางท่ีจะทุ่ม และตรงจดุ ทีล่ กู ออกจากสนาม

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากทดี่ นิ ของโรงเรยี นทย่ี บุ เลกิ 87
สังกดั สำนกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

5.2 เท้าทั้งสองจะต้องไมย่ กขึน้ จากพน้ื จนกว่าการทุ่มน้ันจะสมบูรณ์ คือ ลูกบอลถูกปล่อย
ออกไปจากมอื ท้งั ลูก

5.3 เท้าทั้งสองจะต้องไม่เหยียบล้าเส้นข้าง (แต่ในปัจจุบันข้อปฏิบัติอันนี้มักจะถูกละเลย
และไมเ่ ขม้ งวด)

5.4 ลูกบอลจะตอ้ งผ่านออกมาจากท้ายทอย และลกู อยู่เหนอื ศีรษะขณะทุ่ม
5.5 ใช้มือทั้งสองข้างในการทุ่มลูกพร้อมกันถ้าหากผู้ได้ทุ่มลูกไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์น้ี
หรือละเลยการปฏิบัติข้อใดข้อหนึ่ง จะถือว่าการทุ่มลูกในครั้งนั้นไม่สมบูรณ์ ผู้ตัดสินจะพิจารณาให้เสียสิทธิ์การได้
ครองบอลทันที หรอื อาจให้ทาการเลน่ จากขา้ งสนามใหม่
6. การครอบครองบอล เปรียบเสมือนหัวใจของการเล่นฟุตบอล เพราะฉะนั้นทีมฟุตบอลที่ดีจึง
ตอ้ งไม่ยอมสญู เสยี การครองบอลไปงา่ ยๆ และถ้าหากสูญเสียการครองบอลเทคนิคในการป้องกันและบีบบังคับคู่ต่อสู้
ที่มีลูกบอลอยู่ในครอบครองจะถูกนำมาใช้ทันที เพื่อแย่งลูกกลับคืนมาหรือบีบบังคับให้คู่ต่อสู้เสียการครองบอลการ
เข้าแย่งลูกที่ดีไม่เพียงแต่จะสามารถหยุดการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นยังสามารถแย่งลูกกลับมาในครอบครอง
และโจมตีกลับคืนไปได้หลักการสำคัญของการเข้าแย่งลูก คือ “การเข้าแย่งบอลอย่างมีจังหวะที่รวดเร็ว และนำลูก
บอลออกจากพื้นที่ให้เร็วกว่า” กฎกติกาของกีฬาฟุตบอล ได้กำหนดให้ผู้เล่นใช้ไหล่ในการแย่งลูกได้ เพื่อที่จะ
ครอบครองลกู อย่างจรงิ ใจ และอยูใ่ นระยะที่เลน่ บอลได้
6.1 การเข้าแย่งลูก (Tackling)

6.1.1 การเขา้ ลอ็ คลกู (คู่ต่อสอู้ ยู่คนละดา้ น)
6.1.2 การชนดว้ ยไหล่ (คู่ต่อสูอ้ ยู่ด้านเดยี วกนั )
6.1.3 การตดั ลูกทุกโอกาส (ความเร็วเหนือเสียง)
6.1.4 การสไลดล์ ูก
7. การส่งลูก เป็นสิ่งสำคัญมากส่วนหนึ่งของการเล่นฟุตบอล ซึ่งเป็นศิลปะและรูปแบบของเกม
ฟุตบอล แสดงให้เหน็ ถึงความชำนาญในด้านทกั ษะความมีระเบยี บแบบแผนในการเล่นระหวา่ งผู้เล่นในทีมวา่ มีทักษะ
พื้นฐานของฟุตบอลเป็นอย่างไรบ้าง เพราะทีมสำเร็จได้ต้องมีผู้เล่นตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไปที่รู้ใจกัน ทฤษฎีของการส่งที่ดี
พยายามให้ลกู บอลอยใู่ นครอบครองของฝา่ ยตนเองให้ได้อย่าทำบอลเสียขณะเลน่ พยายามเลน่ ใหด้ ที ี่สดุ เพอื่ ทำประตู
คู่ต่อสู้ให้ได้มากที่สุดจากเพื่อนร่วมทีมที่หลุดขึ้นไปทำประตู ผู้รับลูกจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะรับลูกได้และ
จะต้องสง่ อย่างแมน่ ยาแน่นอนดว้ ยวิธีการส่งทีด่ ีท่สี ุด ดงั น้นั เม่ือการสอนเกี่ยวกบั การส่งลูกในการเล่น จำเป็นอย่างย่ิง
ที่จะต้องเน้นให้ผู้เล่นระวังเกี่ยวกับการรับ การส่งเป็นอย่างมาก สิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้เลยในการเล่นฟุตบอลเป็นทีม

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ีดินของโรงเรียนท่ียบุ เลิก 88
สังกดั สำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1

คือ การส่งลูกนั่นเอง และจงใช้วิธีการส่งบอลให้เพื่อนร่วมทีมมากทีส่ ดุ จะเป็นผลดีแก่ทมี และเป็นการประหยัดกาลัง
ของผเู้ ลน่ ในทีมดว้ ย

7.1 การสง่ ลกู (Passing)
7.1.1 การส่งลูกช่ิง
7.1.2 การสง่ ลูกมมุ ธง
7.1.3 การเตะลกู มมุ ธง

8. การยิงประตู นับเปน็ เปา้ หมายสำคัญสดุ ยอดของการเลน่ ฟุตบอล ซึง่ ผู้เล่นฟตุ บอลมุ่งหวังที่จะ
ยิงประตูฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุดที่จะทำได้ ภายใต้กำหนดเวลาและกติกา แต่การยิงประตูไม่ใช่ของง่ายดังที่คิด
เพราะอุปสรรคที่สำคัญ คือ มีคู่ต่อสู้ที่คอยป้องกันไม่ให้ฝ่ายรุกยิงประตูได้โดยการปอ้ งกันจุดสดุ ความสามารถ ดังนั้น
ฝ่ายรกุ จะต้องพยายามหายทุ ธวธิ ีท่ีจะทำประตูใหไ้ ดด้ ว้ ยวธิ ีต่างๆ

8.1 การยงิ ประตู (Shooting)
8.1.1 การยิงจดุ โทษ
8.1.2 การยงิ ลกู โทษจังหวะเดยี วผา่ นกำแพง
8.1.3 การยงิ ประตูกลบั หลังด้วยลูกจักรยานอากาศ

9. ผู้รักษาประตู มีหน้าที่สำคญั มากในการป้องกันไม่ให้ลกู บอลผา่ นเข้าประตูตนเองได้ ตำแหน่ง
ของผรู้ ักษาประตูเป็นตำแหน่งท่สี ำคญั และตอ้ งการของทีมเป็นอย่างย่ิง ดังนัน้ ผรู้ กั ษาประตูจงึ ตอ้ งเปน็ ผทู้ ี่มีคุณสมบัติ
รวมหลายประการ อาทิเช่น ความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไวจังหวะความสามารถในการใช้มือได้ดีในการรับลูก
ฟุตบอล การเตะและการขว้างลูกตลอดจนการตัดสินใจที่ดีผู้รักษาประตูประกอบไปด้วยทักษะพื้นฐานของการเป็น
ผรู้ ักษาประตู และประสาททีเ่ ฉยี บพลนั สามารถทจ่ี ะสง่ั การในการปอ้ งกนั ประตไู ด้อยา่ งดี

9.1 การเปน็ ผ้รู กั ษาประตู (Goal keeping)
9.1.1 การนง่ั พับเข่ารบั ลกู เลยี ด
9.1.2 การยนื ขาบงั รบั ลูกเลียด
9.1.3 การพุง่ ตะครบุ ลูกเลียดซ้ายมือประตู
9.1.4 การรบั ลูกเข้าซอง
9.1.5 การรบั ลูกขวามอื ระดบั อก
9.1.6 การรบั ลูกซ้ายมอื ระดับอก
9.1.7 การรบั ลูกสองมอื ระดับอก
9.1.8 การปดั ลูกออกขา้ งประตู

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ีใหม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ีดนิ ของโรงเรียนทยี่ บุ เลกิ 89
สงั กัดสำนกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

9.1.9 การรบั ลูกแสกหน้า
9.1.10 การรับลกู โดง่ แนวดิง่
9.1.11 การพงุ่ รบั ลกู ซ้ายมือ
9.1.12 การพุ่งรบั ลูกขวามือ
9.1.13 การตอ่ ยลกู หมดั เดยี ว
9.1.14 การตอ่ ยลกู หมดั คู่
6.4.3 กีฬาเปตอง
กตกิ าการแขง่ ขันกีฬาเปตอง
สกายบกุ๊ ส์ (2552 : 10-15) กติกาสากลการเลน่ เปตองของสหพันธ์เปตอง นานาชาติ ได้กล่าวถึง
กติกาไว้ดังนี้
1. เปตองเปน็ กีฬาทเี่ ลน่ โดยมผี ูเ้ ลน่ 2 ฝา่ ย และแบ่งการเล่นออกได้ ดงั นี้

- การเลน่ ประเภททมี จะมผี ู้เล่นฝา่ ยละ 3 คน (Triples) - การเล่นประเภทคู่ จะมี
ผเู้ ลน่ ฝ่ายละ 2 คน (Doubles)

- การเลน่ ประเภทเดยี่ ว จะมีผ้เู ลน่ ฝา่ ยละ 1 คน (Single)
1.1 ในการเลน่ ฝ่ายละ 3 คนผเู้ ลน่ แตล่ ะคนต้องมลี กู เปตองคนละ 2 ลกู
1.2 ในการเล่นฝา่ ยละ 2 คนผู้เล่นแต่ละคนตอ้ งมีลูกเปตองคนละ 3 ลกู
1.3 ในการเลน่ ฝ่ายละ 1 คนผ้เู ล่นแต่ละคนตอ้ งมีลูกเปตองคนละ 3 ลูก
1.4 หา้ มจัดให้มกี ารเล่นนอกเหนือจากกฎทไ่ี ด้กําหนดไวใ้ นข้อ 1 น้ี
2. ลกู เปตองทใ่ี ชเ้ ลน่ ต้องได้รบั การรบั รองจากสหพนั ธ์เปตองนานาชาติหรอื สมาคม สหพันธ์
เปตองแห่งประเทศไทยฯ และตอ้ งมีลักษณะดงั ต่อไปนี้
1) เปน็ โลหะ
2) มเี ส้นผ่านศูนยก์ ลางระหวา่ ง 7.05-8.00 เซนตเิ มตร
3) มนี ำ้ หนกั ระหว่าง 650 - 800 กรัม จะตอ้ งมเี คร่ืองหมายของโรงงาน ผผู้ ลิต ตัวเลข
แสดงนำ้ หนักและเลขรหสั ปรากฏบนลูกเปตอง อยา่ งชัดเจน
4) เป็นลูกเปตองที่ผลิตจากโรงงานที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์ฯ และห้าม
เปลี่ยนแปลงสภาพเดิม ไม่ว่าจะใช้ตะกั่วบัดกรี หรือนําเอาดินทราย มาติดเพิ่มหรือใส่ลงใน ลูกเปตองในลักษณะที่มี
เจตนาสอ่ ไปในทางทุจริตแตอ่ นุญาตให้เจ้าของสลักชือ่ หรือเคร่ืองหมายบน ลูกเปตอง
2.1 ผเู้ ลน่ ทีฝ่ ่าฝืนหรือละเมดิ กฎขอ้ 4) จะถกู ลงโทษให้ออกจากการแข่งขัน

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วิถใี หม่ : การใชป้ ระโยชน์จากท่ดี นิ ของโรงเรียนท่ยี บุ เลกิ 90
สงั กัดสำนักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1

2.2 ลูกเปตองท่ีถูกเปลี่ยนแปลงสภาพเดิม ผ้กู ระทําผิดจะถูกลงโทษดงั นี้
2.2.1 กรณีปลอมแปลงลูกเปตองผู้กระทําผิดจะถูกถอนใบอนุญาต

(บตั รประจาํ ตวั นักกฬี า) 15 ปี และอาจถูกลงโทษจากคณะกรรมการวนิ ยั อีกดว้ ย
2.2.2 กรณีใช้ความร้อนเพื่อดัดแปลงสภาพของลูกเปตอง ผู้กระทําผิดจะถูก

ถอนใบอนุญาต (บัตรประจําตัว นักกีฬา) 2 ปี และห้ามเข้าทําการแข่งขันชนะเลิศแห่งชาติ และ นาน าชาติ
เปน็ ระยะเวลา 3 - 5 ปี

2.3 กรณีหนึ่งกรณใี ดทีไ่ ดร้ ะบุไว้ใน ขอ้ 2.2.1 และ 2.2.2 ถ้าผู้เลน่ ไดย้ มื ลกู เปตอง จาก
ผู้อ่ืนมาเลน่ เจ้าของลูกเปตองผใู้ หย้ มื จะถกู ลงโทษภาคทัณฑ์เป็นระยะเวลา 2 ปี

2.4 ถ้าลูกเปตองนั้นมิได้ถูกกระทําทุจริต แต่เนื่องจากลูกเปตองนั้นเก่ามากหรอื มีการ
ผดิ พลาดจากโรงงานผผู้ ลติ และเม่อื ตรวจสอบแลว้ ไม่ไดล้ ักษณะตามท่ีได้กาํ หนดไวใ้ นข้อ 1) 2) และ 3) จะต้องเปลย่ี น
ลูกเปตองนนั้ ทันทีและอาจเปลีย่ นแปลงเกมส์การเล่นใหม่

2.5 เพื่อประโยชน์ของฝ่ายตน ก่อนทําการแข่งขันทุกครั้ง ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายควร
ตรวจสอบลูกเปตองของตน และฝา่ ยตรงขา้ มใหถ้ ูกตอ้ งตามเงอ่ื นไขท่ีไดก้ ําหนดไว้ในข้อ 1) 2) และ 3)

2.6 ในกรณีที่มีการผ่าลูกเปตองเพื่อตรวจสอบ ถ้าลูกเปตองนั้นมิได้ถูกกระทําการ
ทุจริต ฝ่ายประท้วงจะต้องรับผิดชอบชดใช้ หรือเปลี่ยนลูกเปตองนั้นให้แก่ฝ่ายเสียหายและเจ้าของ ลูกเ ปตองไม่มี
สิทธทิ์ ่จี ะเรยี กรอ้ งค่าเสียหายใดๆ อีก

2.7 ในระหว่างการแข่งขัน ผู้ตัดสินและกรรมการช้ีขาดอาจตรวจสอบลูกเปตองของผู้
เลน่ ทุกคนไดท้ ุกเวลา

2.8 การประท้วงของนักกีฬาว่าด้วยเรื่องการตรวจสอบลูกเปตองจะกระทําได้ใน
ระหว่างการเลน่ 2 เท่ยี วแรกเทา่ น้ัน

2.9 หลังจากเล่นเที่ยวที่ 3 แล้วถ้ามีการประท้วงเกี่ยวกับลูกเปตองของฝ่ายตรงข้าม
เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าลูกเปตอง นั้นไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด ฝ่ายที่ประท้วงจะถูกปรับ 3 คะแนน โดยนําไปเพิ่มใน
ป้ายคะแนนฝ่ายตรงขา้ ม

2.10 ลูกเป้าต้องทําด้วยไม้หรือใยสังเคราะห์ มีเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 25 - 35 ม.ม. และ
อาจทาสีได้แต่ต้องสามารถมองเหน็ ไดช้ ดั เจนในขอบเขตของสนาม

3. ก่อนเริ่มการแข่งขัน หากกรรมการผู้ตัดสินหรือผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามขอตรวจสอบ
ใบอนญุ าต (บัตรประจาํ ตัวนักกีฬา) ผ้เู ลน่ น้ันๆจะตอ้ งแสดงให้ดูทันที ใบอนุญาต (บัตรประจาํ ตวั นักกีฬา) ทกุ ประเภท

โคก หนอง นา แหลมจาก โมเดล วถิ ใี หม่ : การใชป้ ระโยชนจ์ ากที่ดินของโรงเรียนที่ยบุ เลกิ 91
สงั กดั สำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1


Click to View FlipBook Version