Programme for International Student Assessment (PISA) ขอสอบวิทยาศาสตร
โครงการประเมนิ ผลนักเรยี นนานาชาติ (PISA)
สถาบันสงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี (สสวท.)
กระทรวงศึกษาธกิ าร
Programme for International Student Assessment (PISA) ขอสอบวทิ ยาศาสตร
ชุดที่ 1
โครงการประเมนิ ผลนกั เรียนนานาชาติ (PISA)
สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (สสวท.)
1
คําชี้แจง
ในแบบทดสอบชุดน้ี นกั เรียนจะพบคาํ ถามเกยี่ วกบั วิทยาศาสตร
ใหนักเรียนอา นคําถามทุกขออยา งละเอียดรอบคอบ แลว ตอบคําถามใหดีที่สุดเทา ทจ่ี ะทําได
บางคาํ ถามจะมคี ําตอบใหเลือกส่คี ําตอบหรอื มากกวา แตล ะคาํ ตอบจะมตี วั เลขแสดงอยูขางหนา คาํ ถามประเภทนี้
ใหนกั เรียนวงกลมลอ มรอบตวั เลขทีอ่ ยหู นาคาํ ตอบท่นี กั เรยี นคิดวาถกู ตอ ง
บางขอมีคําถามใหน ักเรยี นตอบหลายคําตอบ โดยใหวงกลมลอ มรอบคําตอบเดียวในแตล ะแถว
สําหรับคําถามอ่ืนๆ นกั เรยี นจะตองเขยี นคาํ ตอบสั้นๆ ในทว่ี างที่เตรยี มไวในแบบทดสอบของนกั เรยี น คาํ ถาม
เหลานน้ี ักเรียนอาจตองเขยี นคําตอบเปนตัวหนังสือ วาดภาพ และ/หรือเขยี นตวั เลข
บางคําถามตองการใหนักเรียนอธิบายคําตอบหรือใหเหตุผลประกอบคําตอบของนักเรียน คําถามเหลานี้มี
คําตอบถูกไดหลายคําตอบ นักเรียนจะไดคะแนนจากวิธีที่นักเรียนแสดงความเขาใจของนักเรียนที่มีตอคําถาม
และลกั ษณะการคดิ ที่นกั เรียนแสดงออกมา นักเรียนควรเขียนคําตอบของนักเรียนในเสนบรรทัดที่กําหนดไวให
จาํ นวนเสน บรรทดั จะเปน ตวั บอกความยาวอยา งคราวๆ ที่นักเรียนควรเขยี นตอบ
ขอสอบวิทยาศาสตรเหลาน้ี เปนขอสอบที่เคยถูกนํามาใชในการประเมินของโครงการประเมินผล
นักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) ซ่ึงบางขอ
ถูกใชในการประเมินผลจริง และบางขอถูกใชในการทดลองภาคสนาม ท้ังนี้ ขอสอบเหลานี้ยอมให
เผยแพรต อสาธารณชนแลว
คําชีแ้ จง ขอ สอบวิทยาศาสตร ชุดท่ี 1 หนา 3
แกรนดแ คนยอน
แกรนดแคนยอนต้ังอยูในทะเลทรายแหงหน่งึ ในสหรัฐอเมรกิ า เปนหุบเขาที่กวา งใหญแ ละลกึ มาก
ประกอบดวยชนั้ หนิ หลายชนั้ ในอดีตกาลการเคล่ือนที่ของเปลือกโลกไดยกช้ันหนิ เหลา น้ีข้นึ มา
ปจจุบันแกรนดแคนยอนหลายสวนมีความลกึ 1.6 กม. มแี มนํา้ โคโลราโดไหลผา นดา นลางสดุ ของหุบเขา
จงดูรปู ขางลางซ่ึงเปน รูปของแกรนดแคนยอนท่ถี า ยจากขอบดานทิศใต สามารถเหน็ ช้ันหนิ ทแี่ ตกตา งกนั
หลายชน้ั ไดชดั ตามแนวผนงั ของหุบเขา
หนิ ปูน A
หนิ ชนวน A
หินปนู B
หินชนวน B
หนิ ชสี ตแ ละหนิ แกรนิต
คาํ ถามที่ 1 : แกรนดแ คนยอน S426Q07
ทกุ ๆ ปมีคนประมาณหา ลานคนไปเทีย่ วอทุ ยานแหงชาติแกรนดแคนยอน มีความกงั วลกนั วา จะมี
ความเสียหายท่เี กดิ กับอุทยานเนือ่ งจากมคี นไปเท่ยี วจํานวนมาก
คําถามตอไปนี้สามารถตอบโดยการตรวจสอบทางวิทยาศาสตรไดห รือไม จงเขียนวงกลมลอมรอบ
คําวา “ใช” หรอื “ไมใช” ในแตล ะคําถาม
คาํ ถามน้ีสามารถตอบโดยการตรวจสอบทางวิทยาศาสตรไดห รอื ไม ใช หรอื ไมใ ช
การกรอ นที่เกดิ ขนึ้ จากการใชเ สน ทางเดนิ มมี ากนอ ยเทา ใด ใช / ไมใช
พน้ื ท่ีของอทุ ยานมีความสวยงามเทา กบั เม่อื 100 ปก อ นหรือไม ใช / ไมใช
ขอ สอบวิทยาศาสตร ชดุ ท่ี 1 หนา 4
คาํ ถามที่ 2 : แกรนดแ คนยอน S426Q03
อณุ หภมู ิในแกรนดแคนยอนอยูในชว งต้ังแตตา่ํ กวา 0๐C จนถึงสงู กวา 40๐C แมว า จะเปนบรเิ วณ
ทะเลทราย บางคร้งั รอยแตกของหนิ กก็ กั เก็บน้ําไว การเปล่ียนแปลงของอณุ หภมู ิและนาํ้ ในรอยแตก
ของหนิ ไปเรงการแตกรา วของหนิ ไดอ ยา งไร
1. น้ําทเ่ี ปนน้ําแข็งละลายหินท่ีรอ น
2. น้ําทาํ ใหหนิ เชอ่ื มตดิ กัน
3. น้ําแขง็ ขัดผิวหนาของหนิ ใหร าบเรียบ
4. นาํ้ ท่กี ําลงั แข็งตัวจะขยายตัวในรอยแตกของหิน
คําถามท่ี 3 : แกรนดแ คนยอน S426Q05
มฟี อสซิลของซากสัตวท ะเลหลายชนิด เชน หอยกาบ ปลา และปะการงั อยูในชัน้ หนิ ปูน A ของ
แกรนดแ คนยอน มอี ะไรเกดิ ขน้ึ เมอื่ หลายลานปกอ นทีอ่ ธิบายวาทาํ ไมฟอสซิลเหลาน้จี ึงถูกพบท่ีนน่ั
1. ในสมยั โบราณ ผูคนนําอาหารทะเลจากมหาสมุทรเขามาในบริเวณน้ี
2. คร้งั หนึง่ มหาสมุทรมีคล่นื รุนแรงมากและคลน่ื ยกั ษพ ดั พาส่ิงมีชีวติ ในทะเลข้นึ มาบนบก
3. ในสมยั กอนบริเวณนั้นเปนบรเิ วณทมี่ ีมหาสมุทรปกคลมุ และไดเ หอื ดแหง ไปในตอนหลัง
4. สัตวทะเลบางชนิดครั้งหนงึ่ มีชีวิตอยบู นบกกอ นท่จี ะอพยพลงสทู ะเล
ขอสอบวิทยาศาสตร ชดุ ท่ี 1 หนา 5
การสูบยา
ยาสบู ถกู สูบในรูปของบุหร่ี ซกิ าร และกลองสบู ยา การวจิ ยั แสดงวาโรคท่ีเก่ียวของกับยาสบู ทําใหท ว่ั โลก
มีผูเสยี ชีวิตเกือบ 13,500 คนในแตละวนั และมกี ารทาํ นายวาในป 2020 โรคท่ีเกยี่ วของกบั ยาสูบจะ
เปนสาเหตุของการตายทั่วโลกประมาณ 12%
ควันของยาสบู มสี ารทีเ่ ปน อนั ตรายอยูห ลายชนดิ สวนท่ีเปน อันตรายมากทส่ี ดุ คอื น้ํามันดิน นิโคติน
และคารบ อนมอนอกไซด
คาํ ถามที่ 4 : การสบู ยา S439Q01
ควันของยาสูบจะถูกสดู เขา ไปสูปอด นํา้ มนั ดินจากควนั จะเกาะอยูทีป่ อดและขัดขวางการทํางานอยาง
เต็มที่ของปอด
ขอ ความใดตอไปนเี้ ปน หนาท่ขี องปอด
1. สบู ฉดี โลหิตไปยงั สวนตางๆ ของรา งกาย
2. แลกเปลย่ี นออกซิเจนจากอากาศทห่ี ายใจไปสูเลือด
3. ทําใหเ ลอื ดบริสทุ ธิ์โดยลดคารบอนไดออกไซดจ นเปน ศูนย
4. เปล่ียนโมเลกุลของคารบอนไดออกไซดใหเปนโมเลกุลของออกซเิ จน
คําถามที่ 5 : การสูบยา S439Q02
การสบู ยาเพม่ิ ความเส่ียงของการเปนมะเร็งปอดและโรคอนื่ ๆ
ความเส่ียงในการเกิดโรคตอ ไปนีเ้ พิ่มข้นึ จากการสูบยาสูบหรอื ไม จงเขยี นวงกลมลอ มรอบคําวา “ใช”
หรอื “ไมใช” ในแตละคําถาม
ความเส่ียงของการเกิดโรคเหลาน้เี พ่ิมขึน้ จากการสูบยาสูบหรือไม ใช หรอื ไมใช
โรคถุงลมโปงพอง ใช / ไมใช
โรคภมู คิ มุ กันบกพรอ ง/โรคเอดส ใช / ไมใช
โรคอสี ุกอใี ส ใช / ไมใช
ขอสอบวทิ ยาศาสตร ชุดที่ 1 หนา 6
คาํ ถามท่ี 6 : การสบู ยา S439Q05
บางคนใชแ ผนนิโคตินชว ยในการเลิกสบู ยา แผน นิโคตินจะถูกแปะตดิ ท่ีผวิ หนังและปลอยนโิ คตนิ สเู ลือด
เพื่อชว ยลดอาการอยากและอาการขาดยาเมื่อหยุดสบู ยาแลว
การศึกษาผลของแผนนิโคตินกบั กลมุ ของผูสูบที่ตอ งการเลกิ การสูบยาสูบ 100 คน ท่ีไดจากการสมุ ใช
เวลาในการศกึ ษา 6 เดือน ผลของแผนนิโคตินไดรบั การวัดโดยหาวา มีอยกู ค่ี นในกลุมนี้ทไ่ี มไดเ ร่ิมสูบ
ยาอกี เมอื่ ส้นิ สุดการทดลอง
การออกแบบการทดลองใดตอไปน้ีทดี่ ที ่ีสุด
1. ทกุ คนในกลุม ติดแผน นิโคตนิ
2. ทกุ คนตดิ แผนนิโคตินยกเวน หน่ึงคนทีพ่ ยายามเลกิ สูบยาสบู โดยไมตดิ แผนนโิ คติน
3. แตละคนเลอื กที่จะติดแผนนิโคตนิ หรอื ไมตดิ กไ็ ดเ พื่อชว ยเลิกสบู ยาสูบ
4. สุม คนครึ่งหน่ึงใหใชแ ผนนโิ คตนิ และอกี ครึง่ หนึ่งไมใช
คาํ ถามที่ 7 : การสบู ยา S439Q06
มวี ิธีการหลายวธิ ที ่ีใชชกั จงู ใหค นเลกิ สูบยาสบู
วธิ จี ดั การกบั ปญหาการสบู ยาสูบตอ ไปน้ีใชพ นื้ ฐานทางเทคโนโลยีหรอื ไม จงเขียนวงกลมลอมรอบคําวา
“ใช” หรือ “ไมใช” ในแตละคาํ ถาม
วิธที ่ีใชลดการสูบยาสบู น้ใี ชพน้ื ฐานทางเทคโนโลยหี รอื ไม ใช หรือ ไมใ ช
ขน้ึ ราคาบุหร่ี ใช / ไมใช
ผลิตแผนนิโคตินเพื่อชวยใหคนเลกิ สบู บุหร่ี ใช / ไมใช
หามสบู บหุ ร่ีในบริเวณท่สี าธารณะ ใช / ไมใช
ขอ สอบวิทยาศาสตร ชุดท่ี 1 หนา 7
กันแดด
มนี าและดนัย สงสัยวาผลิตภัณฑก ันแดดชนดิ ใดจะปกปองผวิ ของพวกเขาไดดที ี่สดุ ผลิตภัณฑก ันแดด
มีคา การปกปอ งแสงแดด (SPF) ที่แสดงวาผลติ ภัณฑแ ตละชนดิ ดูดกลืนรังสอี ัลตราไวโอเลตซึ่งเปน
สว นประกอบของแสงแดดไดด ีเพยี งใด ผลิตภณั ฑทม่ี ีคา SPF สงู จะปกปอ งผวิ ไดนานกวา ผลิตภัณฑท่ี
มีคา SPF ตาํ่
มีนา คิดหาวธิ ีเปรียบเทยี บผลิตภณั ฑก นั แดดชนิดตา งๆ เธอและดนยั จงึ ไดรวบรวมสิ่งตอไปนี้
แผน พลาสติกใสที่ไมดดู กลืนแสงแดดสองแผน
กระดาษไวแสงหนึง่ แผน
นํา้ มนั แร (M) และครมี ทมี่ ีสว นประกอบของซงิ คออกไซด (ZnO) และ
สารกนั แดดส่ีชนิด ใชชือ่ S1 S2 S3 และ S4
มีนาและดนัยใชน ้ํามันแรเพราะวามนั ยอมใหแสงแดดสว นใหญผา นไปได และใชซงิ คออกไซดเพราะกัน
แสงแดดไดเ กอื บสมบูรณ
ดนยั หยดสารชนดิ ละหนึ่งหยดลงภายในวงกลมทีเ่ ขยี นไวบนแผนพลาสตกิ แผนหนึ่ง แลวใชแ ผน
พลาสติกแผน ท่ีสองวางทับดา นบน ใชหนงั สอื เลม ใหญๆ กดทบั บนแผนพลาสติกท้ังสอง
M S1 S2
ZnO S3 S4
จากน้ัน มนี าวางแผน พลาสติกทง้ั สองบนกระดาษไวแสง กระดาษไวแสงมีสมบัตเิ ปลยี่ นสีจากเทาเขม
เปนสีขาว (หรอื สีเทาออนมากๆ) ข้นึ อยูกบั วา มันจะถูกแสงแดดนานเทา ใด สุดทายดนยั นําแผน ทซ่ี อ น
กนั ทกุ แผนไปไวในบริเวณท่ีถกู แสงแดด
แผนพลาสตกิ
กระดาษไวแสง
ขอ สอบวิทยาศาสตร ชุดท่ี 1 หนา 8
คําถามที่ 8 : กันแดด S447Q02
ขอ ความใดตอ ไปนเ้ี ปน การบอกถงึ บทบาททางวทิ ยาศาสตรข องนาํ้ มนั แรและซิงคออกไซด ท่ีใชใ นการ
เปรียบเทียบประสิทธภิ าพของสารกนั แดด
1. น้าํ มนั แรแ ละซิงคออกไซดเปน ตัวที่ถกู ทดสอบท้งั คู
2. นาํ้ มันแรเปนตวั ทถี่ กู ทดสอบ และซิงคอ อกไซดเ ปน สารใชเ ปรยี บเทียบผลการทดลอง
3. น้ํามันแรเปน สารใชเ ปรียบเทียบผลการทดลอง และซิงคออกไซดเ ปนตัวท่ีถกู ทดสอบ
4. ท้ังนํ้ามันแรและซิงคออกไซดเปน สารใชเปรยี บเทยี บผลการทดลองท้งั คู
คําถามท่ี 9 : กนั แดด S447Q03
มนี าและดนยั พยายามหาคาํ ตอบของคาํ ถามขอ ใด ตอ ไปนี้
1. สารกันแดดแตละชนิดกันแดดไดเพียงใด เมอื่ เปรยี บเทียบกับสารกนั แดดชนิดอนื่
2. สารกันแดดปกปอ งผวิ ของเราจากรังสอี ัลตราไวโอเลตไดอยา งไร
3. มีสารกนั แดดใดหรอื ไม ท่ีใหก ารปกปองนอ ยกวานํ้ามันแร
4. มีสารกนั แดดใดหรอื ไม ที่ใหก ารปกปอ งมากกวาซงิ คออกไซด
คําถามที่ 10 : กนั แดด S447Q04
ทําไมจึงตองกดแผน พลาสตกิ ใสแผนท่ีสองลงบนแผน แรก
1. เพือ่ ไมใ หห ยดของสารแหงไป
2. เพื่อใหหยดของสารกระจายตวั ออกมากที่สดุ
3. เพ่อื เก็บหยดของสารใหอยูในเคร่อื งหมายวงกลม
4. เพื่อทําใหหยดของสารมคี วามหนาเทา กนั
ขอ สอบวทิ ยาศาสตร ชุดที่ 1 หนา 9
คาํ ถามท่ี 11 : กันแดด S447Q05 – 0 1 2 9
กระดาษไวแสงทม่ี ีสเี ทาเขม จะจางลงเปนสเี ทาออ นเมอ่ื ถูกแสงแดดเล็กนอย และเปน สีขาวเม่อื ถูก
แสงแดดมากๆ
แผนผังใดทแ่ี สดงแบบรูปท่อี าจเกิดข้ึนไดจ ากการทดลอง จงอธิบายดว ยวา ทาํ ไมนักเรียนจงึ เลอื กขอน้นั
1. S1 S2 3. S1 S2
M S3 S4 M S3 S4
ZnO ZnO
2. S1 S2 4. S1 S2
M S3 S4 M S3 S4
ZnO ZnO
คําตอบ: .............................................................
คาํ อธิบาย: ..........................................................................................................................
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
ขอ สอบวทิ ยาศาสตร ชุดท่ี 1 หนา 10
แสงของดาว
ธงชัยชอบดดู าว อยา งไรกต็ าม เขาไมสามารถสังเกตเหน็ ดาวไดอยา งชัดเจนในเวลา
กลางคนื เน่อื งจากเขาอาศัยอยูในเมืองใหญ
เมือ่ ปทแี่ ลว ธงชัยไปเท่ียวชนบทและปนขึ้นไปบนเขา ซงึ่ เขาสงั เกตเหน็ ดาวเปน จาํ นวน
มากในขณะทีไ่ มสามารถมองเห็นไดเม่อื อยใู นเมือง
คําถามที่ 12 : แสงของดาว S441Q01
ทําไมจงึ สามารถมองเห็นดาวไดเ ปน จาํ นวนมากในชนบทเม่ือเทยี บกบั ในเมืองท่ีมผี ูคนอาศยั อยูมาก
1. ในเมืองมดี วงจนั ทรทส่ี วา งกวา และบดบังแสงจากดาวอนื่ ๆ
2. ในชนบทมฝี ุนอยูในอากาศมากจงึ สะทอ นแสงไดดกี วา ในเมือง
3. ความสวา งของแสงไฟในเมืองทาํ ใหมองเห็นดาวไดยาก
4. อากาศในเมืองอบอุนกวา เน่ืองจากการปลอ ยความรอนจากรถยนต เครือ่ งจกั ร และบานเรือน
คาํ ถามที่ 13 : แสงของดาว S441Q04
ธงชัยใชกลอ งโทรทรรศนทีเ่ ลนสมีเสนผานศนู ยก ลางขนาดใหญ เพอ่ื สองดดู าวที่มคี วามสวา งนอ ย
ทาํ ไมการใชก ลองโทรทรรศนทเ่ี ลนสมเี สนผา นศูนยกลางขนาดใหญ จึงทําใหสังเกตเห็นดาวทม่ี ีความ
สวางนอ ยได
1. เลนสท ี่มีขนาดใหญข้นึ จะรับแสงไดม ากขนึ้
2. เลนสท ี่มขี นาดใหญขน้ึ จะมกี ําลังขยายมากขนึ้
3. เลนสขนาดใหญจะทาํ ใหม องเหน็ ทอ งฟา ไดมากขึน้
4. เลนสข นาดใหญจะสามารถรบั สเี ขม จากดาวได
ขอสอบวิทยาศาสตร ชุดท่ี 1 หนา 11
ความเส่ยี งของสุขภาพ
ใหน กึ ภาพวา นักเรยี นอาศัยอยูใ กลโ รงงานเคมภี ัณฑขนาดใหญท่ผี ลิตปุยเพอ่ื ใชในการเกษตร เมอื่
ไมก่ปี ม านี้ มีกรณที ี่ผคู นในละแวกน้ันปว ยดว ยโรคทางเดินหายใจเร้อื รัง คนในทองถนิ่ เชื่อวา อาการ
เหลานน้ั เกิดจากการปลอยควนั พษิ ออกมาจากโรงงานปุยเคมีทอี่ ยูใกลเคยี ง
ประชาชนมาประชุมกนั เพ่อื อภปิ รายถึงอนั ตรายที่นา จะเกดิ ขึ้นจากโรงงานเคมีภัณฑ ซ่ึงมผี ลตอ
สุขภาพของผทู ี่อยอู าศัยในทองถิ่น นักวทิ ยาศาสตรไดเสนอขอ สรุปตอท่ปี ระชุมดังตอ ไปน้ี
คํากลาวของนกั วทิ ยาศาสตรท ่ีทาํ งานใหก ับบรษิ ัทเคมี
“เราไดศึกษาความเปน พิษตอ ดินในบรเิ วณใกลเ คียง เราไมพ บหลักฐานท่แี สดงถึงพิษของ
สารเคมีในตัวอยา งดินท่เี ราเกบ็ มา”
คํากลา วของนกั วิทยาศาสตรท ี่ทาํ งานใหก บั ประชากรในทอ งถิน่
“เราศกึ ษาจาํ นวนกรณีของความเจบ็ ไขจ ากปญ หาระบบทางเดนิ หายใจเรื้อรังในทองถิ่น
เปรยี บเทียบกับจํานวนกรณีในบรเิ วณท่ีหา งออกไปจากโรงงานเคมภี ัณฑ ปรากฏวาบริเวณท่ีอยู
ใกลก ับโรงงานเคมภี ณั ฑ มีกรณีท่ีเกิดขนึ้ มากกวา”
คําถามที่ 14 : ความเส่ียงของสุขภาพ S515Q01 – 0 1 9
เจา ของโรงงานเคมีภัณฑใชคาํ กลาวของนกั วิทยาศาสตรทที่ ํางานใหก บั บริษัทเพือ่ โตแยง วา “การปลอย
ควนั จากโรงงานไมม ีความเสยี่ งตอ สขุ ภาพของผทู ่อี ยูอาศัยในทองถนิ่ ”
จงใหเ หตุผลหนึ่งขอท่เี ปน ขอ สงสัยในคาํ กลาวของนักวทิ ยาศาสตรที่ทํางานกบั ใหบรษิ ัท ซึ่งคาํ กลา วน้ี
สนบั สนุนขอ โตแ ยงของเจา ของบริษัท
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
ขอ สอบวทิ ยาศาสตร ชดุ ที่ 1 หนา 12
คาํ ถามที่ 15 : ความเส่ยี งของสุขภาพ S515Q03 – 0 1 9
นกั วิทยาศาสตรท ่ีทาํ งานเก่ยี วกับประชากรไดเปรียบเทยี บจาํ นวนผปู วยดวยโรคทางเดินหายใจเร้ือรัง
ซ่ึงอาศัยอยูใกลกบั โรงงานเคมภี ณั ฑกบั ผูปวยที่อยไู กลออกไปจากโรงงาน
จงอธบิ ายความแตกตางทเ่ี ปนไปไดหนึ่งประการของสองบรเิ วณทีน่ กั เรียนคดิ วาการเปรียบเทยี บ
ไมสมเหตสุ มผล
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
ขอ สอบวทิ ยาศาสตร ชดุ ท่ี 1 หนา 13
การผลิตพลงั งานจากลม
การผลิตพลังงานจากลมเปน ทย่ี อมรับกันทว่ั ไปวาเปน แหลงของพลังงานทส่ี ามารถใชท ดแทนเครอื่ ง
ผลติ กระแสไฟฟา จากการเผาไหม นํ้ามันและถา นหิน โครงสรางในรูปเปน กังหันลมทใ่ี บพดั หมุนโดยใช
ลม การหมุนนท้ี าํ ใหมีพลังงานไฟฟา ถูกผลิตจากเครื่องกําเนดิ ไฟฟาทถี่ กู หมนุ ดวยกังหันลม
คําถามที่ 16 : การผลิตพลังงานจากลม S529Q01
กราฟขางลางนี้ แสดงความเร็วลมเฉลย่ี ตลอดทั้งปในส่บี ริเวณทีแ่ ตกตา งกัน กราฟใดทชี่ บี้ อกบริเวณที่
เหมาะสมในการตงั้ เคร่อื งผลติ กระแสไฟฟา จากพลังลม
1. 2.
ความเร็วลม ความเร็วลม
00มกราคม ธันวาคม มกราคม ธันวาคม
3. 4.
ความเร็วลม ความเร็วลม
00 มกราคม มกราคม ธันวาคม
ธันวาคม
ขอ สอบวิทยาศาสตร ชดุ ที่ 1 หนา 14
คําถามท่ี 17 : การผลติ พลังงานจากลม S529Q02
ยง่ิ ลมพดั แรงขึน้ ใบพัดของกังหันลมย่ิงหมุนเรว็ ข้นึ จึงผลติ กําลงั ไฟฟาไดม ากข้นึ อยางไรกต็ าม ไมมี
ความสัมพนั ธโ ดยตรงระหวางความเรว็ ลมกบั กาํ ลงั ไฟฟา ที่ไดในสถานการณทเ่ี ปนจริง ขา งลา งนเี้ ปน
เงอื่ นไขการทํางานของการผลิตพลังงานจากลมในสถานการณท ี่เปน จริง
ใบพดั จะเร่ิมหมนุ เม่ือความเร็วลมเปน V1
ดวยเหตผุ ลของความปลอดภัย การหมนุ ของใบพดั จะไมเพิ่มขึ้นเม่อื ความเร็วลมสงู กวา V2
กําลังไฟฟาจะสงู สุด (W) เมอ่ื ความเร็วลมเทากบั V2
ใบพดั จะหยุดหมนุ เมื่อความเรว็ ลมถงึ V3
กราฟใดตอไปน้ีทแี่ สดงไดด ีท่ีสดุ ถงึ ความสัมพันธร ะหวางความเรว็ ลมและการผลิตกาํ ลังไฟฟา ภายใต
เง่ือนไขการทาํ งานเหลา นี้
1. 2.
W W
ํกาลังไฟฟา ํกาลังไฟฟา
00
000 V1 V2 V3 0 V1 V2 V3
ความเรว็ ลม ความเรว็ ลม
4.
3.
W
W
ํกาลังไฟฟา ํกาลังไฟฟา
0 V1 V2 V3 0 V1 V2 V3
ความเรว็ ลม ความเรว็ ลม
ขอ สอบวิทยาศาสตร ชุดที่ 1 หนา 15
คําถามท่ี 18 : การผลติ พลังงานจากลม S529Q03
ยิ่งระดับความสูงเพ่ิมข้ึน กังหนั ลมจะยงิ่ หมุนชาลง สาํ หรับความเร็วลมเทา กัน
ขอใดตอไปน้ีเปน เหตุผลดีที่สดุ ที่อธบิ ายวา ทําไมใบพดั ของกังหนั ลมจึงหมุนไดชา ลงเมื่ออยใู นทส่ี ูงข้นึ
สาํ หรับความเร็วลมเทา กัน
1. อากาศหนาแนนนอยลงเม่ือความสูงเพิม่ ขึ้น
2. อุณหภมู ิลดลงเม่อื ความสูงเพม่ิ ขึน้
3. แรงโนมถวงลดลงเม่อื ความสูงเพ่ิมข้นึ
4. ฝนตกบอ ยขึน้ เมื่อความสูงเพิม่ ขึ้น
คาํ ถามท่ี 19 : การผลติ พลังงานจากลม S529Q04 – 0 1 2 9
จงบอกถงึ ขอ ไดเปรียบหน่งึ ขอ และขอเสียเปรยี บหนง่ึ ขอของการผลิตพลังงานจากลมเปรยี บเทียบกบั
การผลิตพลังงานซง่ึ ใชเ ชื้อเพลิงฟอสซลิ เชน ถา นหินและน้าํ มนั
ขอไดเปรยี บ ........................................................................................................................
...........................................................................................................................................
ขอเสยี เปรยี บ.......................................................................................................................
...........................................................................................................................................
ขอ สอบวิทยาศาสตร ชุดท่ี 1 หนา 16
Programme for International Student Assessment (PISA) ขอ สอบวทิ ยาศาสตร
ชุดท่ี 2
โครงการประเมนิ ผลนักเรียนนานาชาติ (PISA)
สถาบันสง เสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (สสวท.)
คาํ ชแ้ี จง
ในแบบทดสอบชุดนี้ นกั เรียนจะพบคําถามเกยี่ วกับวทิ ยาศาสตร
ใหนกั เรียนอานคําถามทกุ ขอ อยา งละเอยี ดรอบคอบ แลว ตอบคาํ ถามใหดีท่สี ุดเทาทจ่ี ะทําได
บางคาํ ถามจะมคี ําตอบใหเลอื กส่ีคําตอบหรอื มากกวา แตละคาํ ตอบจะมตี วั เลขแสดงอยขู างหนา คาํ ถามประเภทน้ี
ใหนกั เรียนวงกลมลอ มรอบตัวเลขท่ีอยูหนา คาํ ตอบทน่ี กั เรยี นคิดวาถกู ตอง
บางขอ มคี าํ ถามใหนักเรยี นตอบหลายคาํ ตอบ โดยใหว งกลมลอมรอบคําตอบเดยี วในแตละแถว
สําหรบั คําถามอืน่ ๆ นักเรียนจะตอ งเขียนคาํ ตอบส้นั ๆ ในทวี่ างที่เตรยี มไวในแบบทดสอบของนักเรยี น คาํ ถาม
เหลา นนี้ กั เรียนอาจตอ งเขยี นคําตอบเปนตวั หนังสอื วาดภาพ และ/หรอื เขียนตัวเลข
บางคําถามตองการใหนักเรียนอธิบายคําตอบหรือใหเหตุผลประกอบคําตอบของนักเรียน คําถามเหลานี้มี
คําตอบถูกไดหลายคาํ ตอบ นักเรียนจะไดคะแนนจากวธิ ีที่นักเรียนแสดงความเขาใจของนักเรียนที่มีตอคําถาม
และลักษณะการคิดท่ีนักเรียนแสดงออกมา นักเรียนควรเขียนคําตอบของนักเรียนในเสนบรรทัดท่ีกําหนดไว
ให จํานวนเสนบรรทดั จะเปน ตวั บอกความยาวอยางคราวๆ ทน่ี ักเรียนควรเขยี นตอบ
ขอสอบวิทยาศาสตรเหลานี้ เปนขอสอบท่ีเคยถูกนํามาใชในการประเมินของโครงการประเมินผล
นักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) ซึ่งบางขอ
ถูกใชในการประเมินผลจริง และบางขอถูกใชในการทดลองภาคสนาม ทั้งน้ี ขอสอบเหลาน้ียอมให
เผยแพรต อ สาธารณชนแลว
คาํ ชี้แจง ขอสอบวิทยาศาสตร ชุดท่ี 2 หนา 3
แมรี่ มองตากู
อานบทความจากหนังสือพิมพตอ ไปน้ี และตอบคาํ ถาม
ประวัติของการฉีดวคั ซีน
แมร่ี มองตากู เปนผูหญิงสวย เธอรอดชวี ิตจากการติดเช้ือฝด าษเมอ่ื ป ค.ศ 1715 .แตก ม็ ี
แผลเปนปกคลุมบนผวิ หนัง ขณะทีอ่ ยูในตรุ กีในป ค.ศ 1717 . เธอสังเกตวิธกี ารท่เี รียกวา
การปลูกฝซง่ึ ใชกนั อยูทัว่ ไป วิธกี ารนีใ้ ชการขีดเชื้อไวรัสฝดาษทอี่ อนแอลงบนผวิ หนงั ของ
คนทอ่ี ายนุ อยและมสี ุขภาพดี ซึ่งตอ มาจะมอี าการไข แตทุกรายจะมอี าการของโรคอยาง
ออ นๆเทา นนั้
แมรี่ มองตากู เชื่อมน่ั ในความปลอดภยั ของการปลูกฝ จนยอมใหลูกชายและลกู สาวของเธอ
ไดป ลกู ฝ
ในป ค.ศ1796 . เอด็ เวิรด เจนเนอร ใชว ิธีการปลูกฝดว ยเชื้อโรคท่ใี กลเคียงกันคือ ฝด าษ
ในวัว เพ่ือผลิตสารตานทานโรคฝด าษ เม่ือเปรยี บเทียบกบั การปลูกฝดว ยเชอื้ ฝดาษ วิธกี าร
น้ีมีผลขา งเคียงนอ ย และผูท ไี่ ดร บั จะไมสามารถแพรเ ช้ือใหผ ูอื่น วิธีการนี้เปน ท่ีรูจ ักกนั วา
การฉีดวคั ซนี
คําถามที่ 1 : แมรี่ มองตากู S477Q02
โรคชนิดใดบางท่มี นุษยสามารถฉีดวัคซนี ปอ งกันได
1. โรคท่ีไดรบั การถา ยทอดทางพันธกุ รรม เชน โรคฮีโมฟเลีย (โรคเลือดไหลไมหยดุ )
2. โรคทม่ี ีสาเหตุมาจากเช้ือไวรัส เชน โปลิโอ
3. โรคทเ่ี กิดจากการทํางานผดิ ปกติของรางกาย เชน เบาหวาน
4. โรคทกุ ชนดิ ทไี่ มม ีทางรกั ษา
ขอ สอบวทิ ยาศาสตร ชดุ ท่ี 2 หนา 4
คาํ ถามท่ี 2 : แมรี่ มองตากู S477Q03
ถาสัตวห รอื มนุษยปวยจากการติดเชอ้ื แบคทีเรียและหายจากโรคแลว แบคทีเรยี ที่ทําใหเ กิดโรคน้นั
ปกติจะไมท ําใหสัตวหรือมนุษยเ กิดอาการปวยซ้ําอกี
เพราะเหตใุ ดจึงเปนเชนน้ัน
1. รางกายฆาแบคทีเรยี ทงั้ หมดท่เี ปน สาเหตใุ หเกดิ โรคชนดิ เดียวกันน้ี
2. รางกายสรา งสารตอ ตา น (แอนตบิ อด)ี ซ่ึงฆา แบคทีเรียชนดิ นั้นกอนทีจ่ ะเพมิ่ จํานวน
3. เซลลเมด็ เลือดแดงฆาแบคทีเรยี ทัง้ หมดทเี่ ปนสาเหตใุ หเ กดิ โรคชนดิ เดียวกันนี้
4. เซลลเ ม็ดเลือดแดงจับและกําจัดแบคทเี รยี ชนิดน้ีใหหมดไปจากรางกาย
คาํ ถามที่ 3 : แมรี่ มองตากู S477Q04 – 0 1 9
จงใหเหตผุ ลหน่ึงขอวา ทําไมจึงแนะนาํ ใหฉีดวคั ซนี ปองกันไขหวัดใหญ โดยเฉพาะเด็กและคนแก
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
ขอ สอบวิทยาศาสตร ชดุ ท่ี 2 หนา 5
ฟน ผุ
แบคทีเรียทอี่ าศัยอยใู นปากของเราเปนสาเหตขุ องฟนผุ ฟนผเุ ปน ปญหาทเ่ี กดิ ขึน้ ตงั้ แตป ค.ศ.1700
เมื่อนํา้ ตาลเปนสิ่งท่ีหาไดงายจากการขยายอตุ สาหกรรมนํา้ ตาลจากออย
ปจ จบุ นั นี้ เรามีความรูเปน อยางมากเกีย่ วกบั ฟน ผุ ดังตัวอยา งเชน :
แบคทเี รยี ทเี่ ปนสาเหตขุ องฟนผุไดอ าหารจากน้ําตาล 1 – นาํ้ ตาล
นา้ํ ตาลถูกเปล่ียนไปเปน กรด 2 – กรด
กรดทาํ ลายผวิ ของฟน 3 – แรธาตจุ ากสารเคลอื บฟน
การแปรงฟน ชว ยปอ งกนั ฟน ผุ
1
ฟน
2
3
แบคทีเรยี
คําถามที่ 4 : ฟน ผุ S414Q01
แบคทเี รียมบี ทบาทใดทท่ี ําใหเ กิดฟน ผุ
1. แบคทเี รียสรา งสารเคลอื บฟน
2. แบคทีเรียสรางน้าํ ตาล
3. แบคทเี รยี สรา งแรธ าตุ
4. แบคทีเรียสรางกรด
ขอ สอบวทิ ยาศาสตร ชดุ ท่ี 2 หนา 6
คําถามที่ 5 : ฟนผุ S414Q04
กราฟตอ ไปน้ี แสดงถึงการบริโภคนํา้ ตาลและจาํ นวนของฟนผุในประเทศตา งๆ แตล ะประเทศแสดง
ดวยจุดบนกราฟ
คาเฉล่ียของจํานวน ฟนผุตอคน 10
ในประเทศตางๆ 9
8
7
6
5
4
3
2
1
20 40 60 80 100 120 140
คา เฉลยี่ ของการบริโภคนาํ้ ตาล (กรมั /คน/วนั )
ขอ ความใดตอ ไปนีท้ ่สี นบั สนุนขอมูลทไ่ี ดจากกราฟ
ในบางประเทศ ผคู นแปรงฟนบอยครั้งกวา ประเทศอน่ื
1. การกินน้าํ ตาลนอยกวา 20 กรัมตอ วนั จะรับประกันไดว า ไมเ กดิ ฟน ผุ
2. คนทีก่ นิ น้าํ ตาลมาก ก็จะเกิดฟนผุมากขน้ึ ดว ย
3. ในปท ่ผี า นมาน้ี อัตราของการเกิดฟน ผุเพ่ิมข้ึนในหลายประเทศ
4. ในปทผ่ี านมาน้ี การบริโภคน้าํ ตาลเพ่มิ ข้นึ ในหลายประเทศ
คาํ ถามท่ี 6 : ฟนผุ S414Q08
ในประเทศหนึ่ง มจี าํ นวนฟน ผุโดยเฉลีย่ ตอ คนสูงมาก
คําถามตอไปนี้เกย่ี วกับฟน ผุในประเทศนี้ สามารถตอบไดโดยการทดลองทางวทิ ยาศาสตรหรอื ไม
จงเขยี นวงกลมลอ มรอบคาํ วา “ใช” หรอื “ไมใช” ในแตละคาํ ถาม
คําถามท่ีเก่ยี วกับฟน ผเุ หลานี้ สามารถตอบได ใช หรือ ไมใช
โดยการทดลองทางวิทยาศาสตรหรอื ไม
การใสฟ ลูออไรดในนํ้าประปาจะมผี ลตอฟน ผอุ ยา งไร ใช / ไมใช
การไปหาทนั ตแพทยควรเสียคาใชจา ยเทาใด ใช / ไมใช
ขอ สอบวิทยาศาสตร ชุดท่ี 2 หนา 7
การเคล่อื นผานของดาวศกุ ร
วันท่ี 8 มถิ นุ ายน ค.ศ. 2004 สามารถมองเหน็ ดาวศุกรเคลื่อนทผ่ี า นดวงอาทติ ยไดในหลายบริเวณของ
โลก เรียกปรากฏการณน ว้ี า “การเคลือ่ นผาน” ของดาวศกุ ร และจะเกดิ ข้ึนเมอ่ื วงโคจรของดาวศุกรม า
อยรู ะหวางดวงอาทติ ยแ ละโลก การเคล่อื นผา นของดาวศุกรคร้ังทแี่ ลว เกดิ ขึน้ ในป ค.ศ. 1882 และมี
การทาํ นายวา ครงั้ ตอ ไปวา จะเกิดข้นึ ในป ค.ศ. 2012
รูปขา งลา ง แสดงถึงการเคลอื่ นผา นของดาวศุกรในป ค.ศ. 2004 โดยสองกลอ งโทรทรรศนไปที่
ดวงอาทติ ยแ ละฉายภาพลงบนกระดาษขาว
พ้นื ผวิ ของดวงอาทติ ย
ดาวศกุ ร
คาํ ถามท่ี 7 : การเคล่อื นผานของดาวศกุ ร S507Q01
ทาํ ไมการสังเกตการเคลือ่ นผา นของดาวศุกรจ ึงตองฉายภาพลงบนกระดาษขาวแทนท่ีจะมองผานกลอง
โทรทรรศนดว ยตาเปลาโดยตรง
1. แสงอาทิตยสวางมากเกินไปที่จะมองเห็นดาวศกุ รไ ด
2. ดวงอาทติ ยม ขี นาดใหญมากจนมองเห็นไดโดยไมตอ งขยาย
3. การมองดวงอาทติ ยผา นกลอ งโทรทศั นอ าจเปน อนั ตรายตอดวงตา
4. ตองทาํ ภาพใหเ ล็กลงดวยการฉายลงบนกระดาษ
ขอ สอบวิทยาศาสตร ชดุ ท่ี 2 หนา 8
คาํ ถามท่ี 8 : การเคลอ่ื นผา นของดาวศกุ ร S507Q02
เมื่อมองจากโลก สามารถมองเห็นการเคลอื่ นผานดวงอาทติ ยของดาวเคราะหด วงใดไดใ นบางเวลา
1. ดาวพุธ
2. ดาวอังคาร
3. ดาวพฤหสั
4. ดาวเสาร
คําถามที่ 9 : การเคลื่อนผา นของดาวศกุ ร S507Q04 – 0 1 9
ขอความตอไปนี้มีคาํ หลายคาํ ในขอความถกู ขดี เสน ใตไว
นักดาราศาสตร ทํานายวาการมองจากดาวเนปจนู จะเหน็ การเคล่อื นผานของดาวเสารผ านดวงอาทิตย
ในชวงปลายศตวรรษน้ี
คําทขี่ ีดเสน ใตส ามคําใดทเ่ี ปน คาํ ทีม่ ีประโยชนที่สุดในการคนหาขอสนเทศจากอนิ เทอรเ นต็ หรือ
หองสมุด เพ่อื คนหาวาจะเกดิ การเคล่ือนผา นเมอ่ื ใด
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
ขอสอบวิทยาศาสตร ชุดที่ 2 หนา 9
ฝนกรด
รปู ถายขางลางนี้ เปน รปู แกะสลกั ที่เรยี กวา แครยิ าทิด ซึ่งถูกสรา งไวท่มี หาวิหารอโครโพลิส
ในกรุงเอเธนสเ มอ่ื กวา 2,500 ปมาแลว รูปแกะสลกั น้ที าํ ดวยหินชนดิ หนึ่งทเี่ รยี กวา หนิ ออน
หินออ นประกอบดว ยแคลเซยี มคารบอเนต
ในป ค.ศ.1980 รูปแกะสลักเดมิ ถูกยา ยมาอยภู ายในพพิ ธิ ภณั ฑข องอโครโพลิส และเอารูปสลกั จําลอง
วางไวแ ทนที่ เนือ่ งจากรูปแกะสลกั เดมิ ถูกกดั กรอนจากฝนกรด
คําถามท่ี 10 : ฝนกรด S485Q02 – 0 1 2 9
นํา้ ฝนปกตมิ ีความเปนกรดเล็กนอย เพราะนาํ้ ฝนดูดซับคารบ อนไดออกไซดจากอากาศ ฝนกรดมี
ความเปน กรดมากกวานาํ้ ฝนปกติ เพราะฝนกรดดดู ซบั กาซ เชน ออกไซดของซลั เฟอรแ ละออกไซด
ของไนโตรเจนไวด ว ย
ออกไซดของซัลเฟอร และออกไซดข องไนโตรเจนในอากาศมาจากไหน
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
ขอ สอบวิทยาศาสตร ชุดท่ี 2 หนา 10
ผลของฝนกรดท่มี ีตอ หินออ น สามารถจาํ ลองไดโ ดยใสเ ศษหนิ ออ นลงในนํา้ สม สายชูทงิ้ ไวคา งคืน
นา้ํ สม สายชแู ละฝนกรดมีระดับความเปน กรดใกลเคยี งกัน เมือ่ ใสเศษหนิ ออ นลงในน้ําสมสายชูจะมีฟอง
กา ซเกดิ ขึน้ เราสามารถช่งั น้ําหนักของหนิ ออนแหงกอ นและหลังการทดลองได
คาํ ถามที่ 11 : ฝนกรด S485Q03
หินออนชน้ิ เลก็ ๆ กอนใสลงในน้าํ สมสายชูมมี วล 2.0 กรัม เมอ่ื ใสลงในนา้ํ สมสายชทู ิ้งไวค างคืน
วันรงุ ข้นึ นําเศษหินขน้ึ มาและทําใหแ หง มวลของหินออ นทีแ่ หงแลวควรเปน เทา ใด
1. นอ ยกวา 2.0 กรัม
2. 2.0 กรัมเทา เดมิ
3. ระหวา ง 2.0 – 2.4 กรมั
4. มากกวา 2.4 กรัม
คาํ ถามที่ 12 : ฝนกรด S485Q05 – 0 1 2 9
นกั เรียนทที่ าํ การทดลองขา งตน ไดทดลองใสห ินออนชนิ้ เลก็ ๆ ลงในน้าํ บริสุทธิ์ (นํ้ากลั่น)
และทิง้ คางคืนไวเ ชนกนั
จงอธิบายเหตุผลวา ทําไมนกั เรยี นผูนจี้ ึงทําการทดลองขั้นตอนนดี้ วย
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
ขอ สอบวทิ ยาศาสตร ชดุ ที่ 2 หนา 11
ววิ ฒั นาการ
ปจ จุบนั มา สว นใหญจ ะดเู พรยี วลมและสามารถวิ่งไดเรว็
นักวิทยาศาสตรไดพ บฟอสซิลโครงกระดูกของสัตวทม่ี รี ูปรา งคลายกบั มา พวกเขาคดิ วาฟอสซลิ
เหลานัน้ เปน บรรพบุรษุ ของมาในปจ จุบัน นกั วิทยาศาสตรย งั สามารถตรวจสอบชว งเวลาทฟ่ี อสซลิ
เหลานน้ั มชี ีวิตอยูไดดวย
ตารางขา งลา งน้ี แสดงขอสนเทศของฟอสซิลสามชนิดและมา ในยคุ ปจ จบุ นั
ชอื่ ไฮราโคเธเรียม เมโซฮิปปสุ เมอร่ฮี ิปปสุ อีควุส
(มา ในปจจุบนั )
รูปราง 55 ถงึ 50 ลา นป 39 ถงึ 31 ลานป 19 ถงึ 11 ลา นป
ภายนอก กอ น กอน กอ น 2 ลา นปก อนถึง
(มาตราสว น ปจ จบุ ัน
เดยี วกนั )
ชวงเวลาทีม่ ี
ชีวติ
โครงกระดูก
ของขา
(มาตราสวน
เดียวกนั )
ขอสอบวทิ ยาศาสตร ชุดที่ 2 หนา 12
คําถามท่ี 13 : ววิ ฒั นาการ S472Q01 – 0 1 2 9
ขอสนเทศใดในตารางท่แี สดงวา มาในยคุ ปจจบุ ันมวี วิ ฒั นาการมาจากซากฟอสซิลทง้ั สามชนดิ ใน
ตาราง จงอธิบาย
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
คําถามที่ 14 : ววิ ฒั นาการ S472Q02
การวิจยั เพิม่ เตมิ ในเรอ่ื งใดท่ีนกั วจิ ัยสามารถทาํ เพ่ือใหค นพบวา มา มีววิ ัฒนาการอยางไร ในชว งเวลาที่
ผา นมา
จงเขยี นวงกลมลอมรอบคาํ วา “ใช” หรือ “ไมใช” ในแตละขอความ
งานวจิ ัยน้จี ะชว ยใหค นพบไดวา มามวี ิวัฒนาการอยางไรใน ใช หรอื ไมใ ช
ชวงเวลาท่ผี า นมา ใชห รือไม
เปรยี บเทียบจํานวนของมาท่มี ีชีวิตอยูในชวงเวลาทตี่ างกัน ใช / ไมใช
คน หาโครงกระดกู ของบรรพบุรษุ มาท่มี ชี ีวิตในชวง 50 – 40 ใช / ไมใช
ลานปก อ น
คาํ ถามท่ี 15 : ววิ ฒั นาการ S472Q03
ขอ ความใดตอไปนท้ี ่ีนํามาประยกุ ตใ ชไ ดดที ่ีสุดกบั ทฤษฎีววิ ัฒนาการ
1. ทฤษฏไี มสามารถเช่ือถอื ไดเพราะเปน ไปไมไ ดที่สามารถเหน็ การเปลย่ี นแปลงของสปช สี
2. ทฤษฎีวิวฒั นาการของสัตวเปน ไปได แตไ มส ามารถนํามาประยุกตใชกับมนษุ ยได
3. วิวัฒนาการเปน ทฤษฎีทางวทิ ยาศาสตรท ่ีปจ จบุ ันนอี้ ยูบ นพ้นื ฐานของการสังเกตเปนจาํ นวนมาก
4. ววิ ฒั นาการเปนทฤษฎีท่ีไดรบั การพิสจู นแลว วา ถกู ตองโดยการทดลองทางวิทยาศาสตร
ขอ สอบวทิ ยาศาสตร ชดุ ที่ 2 หนา 13
ลปิ มัน
ตารางขางลา งน้ี แสดงสว นผสมทแ่ี ตกตางกนั สองสูตร ของเครอื่ งสําอางท่นี ักเรยี นสามารถทําเองได
ลิปสติกจะแข็งกวา ลิปมัน ซ่ึงออนและเปน มันกวา
ลิปมัน ลปิ สติก
สว นผสม : สวนผสม :
นํ้ามนั ละหุง 5 กรัม นา้ํ มันละหุง 5 กรัม
ไขผ้งึ 0.2 กรัม ไขผ้ึง 1 กรัม
ไขมนั ปาลม 0.2 กรัม ไขมันปาลม 1 กรมั
สผี สมอาหาร 1 ชอ นชา สีผสมอาหาร 1 ชอนชา
สารแตงรสชาติ 1 หยด สารแตงรสชาติ 1 หยด
วธิ ีทาํ : วธิ ีทํา :
อนุ นาํ้ มนั และไขในอา งนา้ํ จนผสมกนั ดี จากนนั้ อนุ น้ํามนั และไขในอางนํ้าจนผสมกนั ดี จากนั้น
เติมสีผสมอาหารและสารแตงรสชาติ แลว ผสม เติมสีผสมอาหารและสารแตงรสชาติ แลว ผสม
ใหเขา กนั ใหเ ขา กัน
คําถามท่ี 16 : ลิปมัน S470Q01 – 0 1 9
ในการทําลปิ มันและลปิ สตกิ นาํ้ มนั และไขถูกผสมเขา ดวยกัน แลวเติมสีผสมอาหารและสารแตงรสชาติ
ลิปสตกิ ทท่ี ําจากสวนผสมนี้จะแข็งและใชย าก นกั เรยี นจะเปลีย่ นสดั สวนของสวนผสมอยางไรเพื่อทําให
ลปิ สตกิ ออ นลงกวา เดมิ
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
ขอสอบวิทยาศาสตร ชุดท่ี 2 หนา 14
คาํ ถามที่ 17 : ลิปมนั S470Q02
น้าํ มนั และไขเปนสารท่ีผสมกนั ไดอ ยางดี น้ําไมผสมกบั นํ้ามัน และไขก็ไมละลายในนํ้า
ขอใดตอ ไปนี้นา จะเกิดขึน้ ไดม ากทสี่ ุด ถา นํ้าจาํ นวนมาก หกลงในสว นผสมของลปิ สตกิ ในขณะกําลังอนุ
1. ไดข องผสมท่มี นั และออนตัวกวา
2. ของผสมจบั ตัวกนั แนน ขน้ึ
3. ของผสมแทบจะไมเปลยี่ นไปเลย
4. มกี อ นไขมันลอยอยเู หนือผวิ นํ้า
คาํ ถามท่ี 18 : ลปิ มนั S470Q03
เม่อื เติมสารที่เรียกวา อิมลั ซฟิ ายเออรลงไปจะทาํ ใหน ํา้ มันและไขผสมกันไดกบั นาํ้
ทําไมสบแู ละน้ําจงึ สามารถลบลปิ สติกออกได
1. นํา้ มีอมิ ลั ซฟิ ายเออรท่ที าํ ใหสบูและลิปสตกิ ผสมกันได
2. สบูท ําหนา ท่เี ปนอิมลั ซฟิ ายเออร ทาํ ใหน าํ้ และลิปสตกิ ผสมกันได
3. อิมัลซฟิ ายเออรใ นลปิ สตกิ ทาํ ใหส บูและนํ้าผสมกนั ได
4. สบูและลิปสติกผสมกันจนเปนอมิ ลั ซฟิ ายเออรทผ่ี สมกับนาํ้ ได
ขอ สอบวทิ ยาศาสตร ชุดท่ี 2 หนา 15
โอโซน
จงอานสว นหน่ึงของบทความซึ่งเกี่ยวกับชน้ั โอโซน ดงั ตอไปน้ี
บรรยากาศ คือ มหาสมุทรของอากาศและทรัพยากรธรรมชาติที่มีคา ย่ิงสําหรบั การดาํ รงชีวติ บนโลกแต
โชครา ยที่กิจกรรมของมนษุ ย ทง้ั เพ่อื ประโยชนต นหรือประโยชนช าติ กาํ ลงั กอ ใหเกิดผลกระทบตอ ทรพั ยากร
สว นรวมนี้ ทเี่ ห็นชัดคอื การทําลายช้นั โอโซนอันเปราะบาง ซ่งึ ทําหนาท่ีเปนเสมือนโลป กปองชีวิตบนโลก
โมเลกลุ ของโอโซนประกอบดวยออกซิเจน 3 อะตอม ซ่ึงตรงขา มกบั โมเลกลุ ของออกซิเจนทีป่ ระกอบดว ย
ออกซิเจนเพียง 2 อะตอม โมเลกลุ ของโอโซนมีนอยมาก มนี อยกวา 10 โมเลกุล ในทกุ ๆ หนง่ึ ลา นโมเลกุล
ของอากาศ อยางไรก็ตามเกอื บพันลา นปม าแลว ทโี่ อโซนทาํ หนา ทปี่ กปองสิ่งมชี วี ติ บนโลกใหปลอดภยั
แตโอโซนอาจทาํ ไดท้ังปกปอง หรอื ทาํ รา ยส่ิงมีชีวิตบนโลก ท้งั น้ีข้นึ อยูก บั ตาํ แหนงท่ีมนั อยู โอโซนท่ีอยใู น
ชน้ั โทรโปสเฟยร (สูงขึ้นไปจากผวิ โลก จนถงึ 10 กม.) เปนโอโซน “เสีย” ที่สามารถทาํ ลายเยอ่ื ปอด และ
ทําลายพืชได แตโ อโซนประมาณ 90% จะอยูในบรรยากาศช้ันสตราโทรเฟยร (ระหวา ง 10 ถึง 40 กม.
เหนือผิวโลก) เปน โอโซน “ด”ี ซึ่งเลน บทบาทเปน ผคู ุมครอง โดยทาํ หนาทด่ี ูดซบั รังสีอัลตราไวโอเลตท่ีเปน
อันตราย (UV-B) ที่แผม าจากดวงอาทติ ย
หากปราศจากช้นั โอโซนท่มี ปี ระโยชนน ี้ มนุษยจะเปน โรคบางอยางไดง าย เนื่องจากไดร ับรังสอี ัลตราไวโอเลต
จากดวงอาทติ ยม ากข้ึน ในสบิ ปที่ผานมา ปรมิ าณโอโซนไดลดลง ในป พ.ศ. 2517 มีการต้ังสมมุติฐานวา
สารคลอโรฟลูออโรคารบ อน (CFCs) อาจเปนสาเหตุนี้ จนกระทงั่ ป พ.ศ. 2540 การศกึ ษาความสัมพันธ
เชิงเหต-ุ ผล กไ็ มสามารถสรุปไดแนนอนวาสาร CFCs เปน สาเหตุ อยางไรก็ตาม ในเดอื นกันยายน พ.ศ. 2541
ผูแทนจากท่ัวโลก ไดมาประชุมท่ีเมอื งมอนทรีอลั (แคนนาดา) และตกลงกนั ท่ีจะจํากดั การใชสาร CFCs
อยางเขม งวด
ขอ สอบวทิ ยาศาสตร ชุดท่ี 2 หนา 16
คาํ ถามที่ 19 : โอโซน S253Q01 – 01 11 12 21 22 23 31 99
ในบทความขางบนนี้ ไมไดก ลาวถึงการเกดิ โอโซนในบรรยากาศ ตามความเปน จรงิ ในแตล ะวนั จะมี
โอโซนบางสว นเกดิ ขน้ึ ใหม และมีบางสวนหายไป วิธีการเกดิ โอโซน แสดงไดด งั รปู การตูนตอไปน้ี
สมมุตคิ ุณลุงของนกั เรยี นพยายามจะทาํ ความเขาใจกับการตนู น้ี แตเ ขาไมเ คยไดเ รยี นวทิ ยาศาสตรใ น
โรงเรียน และไมเ ขา ใจวาผูเ ขียนการตนู กําลงั อธิบายอะไร เขารวู า ในบรรยากาศไมมเี จาตวั เลก็ ๆ แต
สงสยั วา เจา ตัวเล็กๆ ในภาพแทนอะไร เครื่องหมาย O2 และ O3 หมายถงึ อะไร และการต ูนน้แี สดง
กระบวนการอะไร คณุ ลงุ ตองการคําอธิบายจากนักเรียน โดยสมมตวิ าคณุ ลงุ ของนักเรยี น
ทราบแลววา O เปน สัญลกั ษณแทนออกซิเจน
ทราบแลว วา อะตอม และโมเลกุลคอื อะไร
จงเขียนคําบรรยายภาพของการต นู สําหรับคุณลงุ
ในคําบรรยาย ใหใชคาํ วา อะตอม และโมเลกลุ ในทาํ นองเดียวกับท่ใี ชในบรรทดั ที่ 4 และ 5
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
ขอ สอบวิทยาศาสตร ชุดที่ 2 หนา 17
คาํ ถามท่ี 20 : โอโซน S253Q02
โอโซนเกิดขน้ึ ไดในขณะเกิดพายุฟาคะนอง ซงึ่ ทาํ ใหมีกล่ินเฉพาะหลังพายฟุ า คะนอง ในบรรทัดท่ี 8
ถงึ 10 ผูเ ขียนไดก ลาวถึง “โอโซนเสีย" และ “โอโซนด”ี
โอโซนท่ีเกดิ ข้ึนในระหวางเกดิ พายุฟา คะนองเปน โอโซนเสยี หรือ โอโซนดี
จงเลอื กคําตอบและคาํ อธิบายท่มี ีขอมลู สนบั สนุนจากบทความ
โอโซนเสียหรือ คําอธิบาย
โอโซนดี
มันเกิดขนึ้ ในขณะท่ีภมู ิอากาศไมดี
1. เสยี มันเกดิ ข้นึ ในโทรโปสเฟย ร
2. เสยี มันเกดิ ขนึ้ ในสตราโทสเฟยร
3. ดี มันมกี ลิ่นดี
4. ดี
คําถามท่ี 21 : โอโซน S253Q05 – 0 1 9
บรรทดั ที่ 12 และ 13 กลา ววา “หากปราศจากชนั้ โอโซนทม่ี ปี ระโยชนน้ี มนุษยจ ะมโี อกาสเปน โรค
บางอยา งไดง าย เนื่องจากไดรบั รงั สอี ัลตราไวโอเลตจากดวงอาทติ ยมากข้นึ ”
จงบอกชอื่ ของโรคเฉพาะเหลานีม้ า 1 อยาง
...........................................................................................................................................
ขอ สอบวทิ ยาศาสตร ชดุ ท่ี 2 หนา 18
คําถามที่ 22 : โอโซน S270Q03
ในตอนทายของเรือ่ ง ไดกลาวถงึ การประชุมนานาชาติในมอนทรอี ัล ในการประชุมน้ันมกี ารนําคาํ ถามท่ี
เกี่ยวกับการทช่ี น้ั โอโซนถกู ทาํ ลายมาอภปิ รายกนั มากมาย ดังเชน 2 คาํ ถาม ที่แสดงไวใ นตาราง
ขา งลา งนี้
คําถามเหลานี้สามารถตอบโดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร ไดห รือไม
ใหเ ขยี นวงกลมลอมรอบคาํ วา ได หรอื ไมได ในแตละขอ
คําถาม ตอบโดยการวิจัยทาง
วทิ ยาศาสตร
ไดหรอื ไม
การทนี่ กั วิทยาศาสตรยังสรปุ แนน อนไมไดวา สาร CFCs มี ได / ไมได
อิทธพิ ลตอ การทาํ ลายชั้นโอโซน รัฐบาลควรจะถือเอาเปน
เหตุผลทจ่ี ะไมทําอะไรเลย ใช หรอื ไม
ความเขมขน ของสาร CFCs ในบรรยากาศจะเปนเทา ไร ในป ได / ไมไ ด
พ.ศ. 2545 ถา การปลอ ยสาร CFCs เขา สบู รรยากาศ เกิดขึน้
ในอัตราเดียวกับท่ีเปนอยใู นปจจบุ ัน
ขอสอบวิทยาศาสตร ชุดท่ี 2 หนา 19
Programme for International Student Assessment (PISA) ขอ สอบวทิ ยาศาสตร
ชุดท่ี 3
โครงการประเมนิ ผลนักเรียนนานาชาติ (PISA)
สถาบันสง เสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (สสวท.)
คาํ ชแ้ี จง
ในแบบทดสอบชุดนี้ นกั เรียนจะพบคําถามเกยี่ วกับวทิ ยาศาสตร
ใหนกั เรียนอานคําถามทกุ ขอ อยา งละเอยี ดรอบคอบ แลว ตอบคาํ ถามใหดีท่สี ุดเทาทจ่ี ะทําได
บางคาํ ถามจะมคี ําตอบใหเลอื กส่ีคําตอบหรอื มากกวา แตละคาํ ตอบจะมตี วั เลขแสดงอยขู างหนา คาํ ถามประเภทน้ี
ใหนกั เรียนวงกลมลอ มรอบตัวเลขท่ีอยูหนา คาํ ตอบทน่ี กั เรยี นคิดวาถกู ตอง
บางขอ มคี าํ ถามใหนักเรยี นตอบหลายคาํ ตอบ โดยใหว งกลมลอมรอบคําตอบเดยี วในแตละแถว
สําหรบั คําถามอืน่ ๆ นักเรียนจะตอ งเขียนคาํ ตอบส้นั ๆ ในทวี่ างที่เตรยี มไวในแบบทดสอบของนักเรยี น คาํ ถาม
เหลา นนี้ กั เรียนอาจตอ งเขยี นคําตอบเปนตวั หนังสอื วาดภาพ และ/หรอื เขียนตัวเลข
บางคําถามตองการใหนักเรียนอธิบายคําตอบหรือใหเหตุผลประกอบคําตอบของนักเรียน คําถามเหลานี้มี
คําตอบถูกไดหลายคาํ ตอบ นักเรียนจะไดคะแนนจากวธิ ีที่นักเรียนแสดงความเขาใจของนักเรียนที่มีตอคําถาม
และลักษณะการคิดท่ีนักเรียนแสดงออกมา นักเรียนควรเขียนคําตอบของนักเรียนในเสนบรรทัดท่ีกําหนดไว
ให จํานวนเสนบรรทดั จะเปน ตวั บอกความยาวอยางคราวๆ ทน่ี ักเรียนควรเขยี นตอบ
ขอสอบวิทยาศาสตรเหลานี้ เปนขอสอบท่ีเคยถูกนํามาใชในการประเมินของโครงการประเมินผล
นักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) ซึ่งบางขอ
ถูกใชในการประเมินผลจริง และบางขอถูกใชในการทดลองภาคสนาม ทั้งน้ี ขอสอบเหลาน้ียอมให
เผยแพรต อ สาธารณชนแลว
คาํ ชี้แจง ขอสอบวิทยาศาสตร ชุดท่ี 3 หนา 3
การออกกําลังกาย
การออกกาํ ลงั กายอยางสมํา่ เสมอแตพอประมาณเปน ส่ิงท่ีดีสาํ หรับสุขภาพของเรา
คาํ ถามท่ี 1 : การออกกาํ ลังกาย S493Q01
อะไรคอื ขอ ดขี องการออกกาํ ลงั กายอยางสม่ําเสมอ จงเขียนวงกลมลอ มรอบคาํ วา “ใช” หรอื “ไมใช”
ในแตละขอความ
ตอไปนี้เปน ขอดขี องการออกกาํ ลงั กายอยางสมาํ่ เสมอใชหรอื ไม ใช หรือ ไมใ ช
การออกกาํ ลังกายชวยปองกันโรคหัวใจและโรคที่เกิดจากการไหลเวยี นโลหิต ใช / ไมใช
การออกกําลงั กายนาํ ไปสูก ารกินอาหารท่ดี ตี อสขุ ภาพ ใช / ไมใช
การออกกาํ ลังกายชว ยหลกี เลยี่ งการมนี ํา้ หนกั มากเกนิ ไป ใช / ไมใช
คาํ ถามท่ี 2 : การออกกาํ ลังกาย S493Q03
มีอะไรเกิดขึ้นเมอื่ กลามเนอ้ื ไดออกกาํ ลงั จงเขียนวงกลมลอ มรอบคาํ วา “ใช” หรือ “ไมใช” ใน
แตละขอ ความ
สิ่งนเี้ กดิ ข้นึ เมอ่ื กลา มเน้ือไดออกกาํ ลงั ใชหรือไม ใช หรอื ไมใ ช
กลา มเน้ือมีเลือดไหลเวียนมากขึ้น ใช / ไมใช
ไขมันเกดิ ขึ้นในกลา มเน้อื ใช / ไมใช
ขอ สอบวทิ ยาศาสตร ชดุ ที่ 3 หนา 4
คําถามที่ 3 : การออกกําลังกาย S493Q05 – 01 11 12 99
ทาํ ไมขณะทกี่ ําลังออกกําลงั กายจงึ ตอ งหายใจแรงกวาขณะทีก่ ําลังพักผอน
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
ขอ สอบวิทยาศาสตร ชดุ ท่ี 3 หนา 5
การผาตัดใหญ
การผาตัดใหญท ่ีทาํ ในหอ งผาตัดทีต่ ดิ ตงั้ เคร่ืองมอื ผา ตัดพิเศษ เปน สง่ิ จาํ เปน สําหรบั การรกั ษาโรคหลายชนดิ
คาํ ถามท่ี 4 : การผาตัดใหญ S526Q01
ในขณะผาตดั ใหญ ผูปวยถูกวางยาสลบจงึ ไมรเู จบ็ ปวดแตอยา งใด ยาสลบสวนใหญถูกใชในรปู ของกา ซ
ผา นหนา กากทคี่ รอบจมูกและปาก
ระบบรา งกายของมนษุ ยตอ ไปนเ้ี ก่ยี วของกับการทํางานของกา ซยาสลบหรอื ไม จงเขียนวงกลม
ลอ มรอบคําวา “ใช” หรอื “ไมใช” ในแตละระบบ
ระบบนีเ้ กย่ี วขอ งกับการทาํ งานของกาซ ใช หรือ ไมใช
ยาสลบหรือไม
ระบบยอยอาหาร ใช / ไมใช
ระบบประสาท ใช / ไมใช
ระบบไหลเวียน ใช / ไมใช
คาํ ถามที่ 5 : การผาตดั ใหญ S526Q02 – 01 11 12 21 99
จงอธิบายวาทาํ ไมเครอื่ งมอื ผา ตัดทใี่ ชใ นหอ งผา ตดั จึงถกู ทําใหป ลอดเชื้อ
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
ขอสอบวิทยาศาสตร ชดุ ท่ี 3 หนา 6
คําถามท่ี 6 : การผาตดั ใหญ S526Q03
ผปู วยอาจไมสามารถกินและด่ืมหลงั การผา ตดั ดังน้ันจึงใหอาหารโดยการหยด (น้ําเกลือ) ที่
ประกอบดวย นาํ้ น้าํ ตาล และเกลือแร บางครัง้ ยาปฏชิ ีวนะและยานอนหลบั ถกู เติมเขาไปดว ย
ทาํ ไมนํ้าตาลทเ่ี ติมเขา ไปในนํา้ เกลอื จงึ มีความสาํ คัญสําหรับผปู วยหลงั ผา ตดั
1. เพ่ือหลกี เล่ยี งการสูญเสยี นํา้
2. เพ่อื ควบคุมการเจ็บปวดหลงั ผาตัด
3. เพื่อรักษาการตดิ เชือ้ หลังผาตัด
4. เพอื่ ใหส ารอาหารท่ีจาํ เปน
คาํ ถามท่ี 7 : การผาตัดใหญ S526Q04
การปลกู ถา ยอวัยวะท่เี ก่ียวขอ งกบั การผา ตดั ใหญเ ปนเรื่องธรรมดามากขนึ้ เร่อื ยๆ กราฟขา งลางแสดง
จํานวนของการปลูกถายทโี่ รงพยาบาลแหง หน่งึ ในชวงป 2003
จํานวนการปลูกถาย 60 49
5400
30
20
10 92 2
0 ปอด
ไต ตับ หัวใจ
อวยั วะที่ปลกู ถา ย
ขอสรุปตอไปน้ีสามารถสรุปจากกราฟขางบนไดหรอื ไม จงเขียนวงกลมลอมรอบคําวา “ใช” หรือ
“ไมใช” ในแตละขอ สรปุ
ขอสรุปน้ีสามารถสรุปจากกราฟไดห รือไม ใช หรือ ไมใช
ถาปอดไดร ับการปลูกถา ย หวั ใจตองปลูกถายดวย ใช / ไมใช
ไตเปน อวยั วะทสี่ าํ คัญทส่ี ุดในรา งกายมนษุ ย ใช / ไมใช
ผูปว ยสวนใหญท ีป่ ลกู ถายเปน ผปู วยโรคไต ใช / ไมใช
ขอสอบวทิ ยาศาสตร ชุดท่ี 3 หนา 7
เสื้อผา
จงอา นขอความตอ ไปนแี้ ลวตอบคําถาม
บทความเก่ียวกับเส้อื ผา
นกั วิทยาศาสตรชาวอังกฤษคณะหน่ึง ไดพฒั นาผา “ฉลาด” เพ่อื ทจี่ ะชว ยใหเ ดก็ พิการสามารถสื่อสารดวย
“คาํ พดู ” ได เด็กที่ใสเสื้อก๊กั ที่ทาํ ดวยเสนใยพิเศษท่นี าํ ไฟฟาได ซ่งึ เชื่อมตอ ไปยังเคร่ืองสงั เคราะหเ สยี ง
จะสามารถทําใหผูอ ืน่ เขา ใจสิง่ ทเ่ี ขาตองการสื่อสาร โดยการแตะลงบนผาท่ีมีความไวตอ การสัมผสั เทานั้น
วสั ดนุ ี้ทําดว ยผา ธรรมดาและเคลอื บรูพรนุ ดว ยเสน ใยทมี่ คี ารบอนสอดไสอยู จึงสามารถนาํ ไฟฟาได เม่ือมี
แรงกดลงบนผา สัญญาณแบบตา งๆ จะถกู สง ไปตามเสน ใยและไปแปลงสัญญาณ ชพิ คอมพิวเตอรจะอาน
ไดวาสว นใดของผา ถกู แตะ แลวกจ็ ะไปทาํ ใหเ ครื่องมืออเิ ล็กทรอนิกสที่ติดต้ังอยูทํางาน เครื่องมอื ดังกลา วมี
ขนาดไมเ กนิ กวากลองไมข ีด 2 กลอง เทา น้ัน
“สวนท่ีฉลาด ก็คือ วิธีการทอและการสงสญั ญาณผานทางเสนใย เราสามารถทอเสน ใยนใ้ี หก ลมกลืนเขาไป
ในลายผาซึง่ ทําใหเ ราไมส ามารถมองเห็นมนั ” นักวิทยาศาสตรท านหน่งึ กลาว
ผานส้ี ามารถซัก บิด หรือหุมหอส่ิงตางๆ โดยไมเ กดิ ความเสียหาย และนักวทิ ยาศาสตรยงั กลาวดว ยวา
ผา น้สี ามารถผลติ เปนจาํ นวนมากไดใ นราคาถูก
ท่มี า: Steve Farrer, ‘Interactive fabric promises a material gift of the garb’, The Australian,
10 สิงหาคม 1998.
คาํ ถามที่ 8 : เส้ือผา S213Q01
คํากลา วอา งดงั ตอ ไปน้ี สามารถทดสอบในหองปฏบิ ัตกิ ารไดห รอื ไม
จงเขยี นวงกลมลอมรอบคาํ วา “ได” หรอื “ไมได” ในแตล ะขอ
ผา สามารถ สามารถทดสอบในหองปฏิบตั กิ าร
ซกั ไดโดยไมเกิดความเสยี หาย วิทยาศาสตร
ได / ไมได
หอ หุมสิ่งตางๆ ไดโ ดยไมเกดิ ความเสยี หาย ได / ไมได
บิดไดโ ดยไมเ กดิ ความเสียหาย ได / ไมไ ด
ผลติ เปน จํานวนมากไดในราคาถูก ได / ไมได
ขอสอบวทิ ยาศาสตร ชดุ ที่ 3 หนา 8
คาํ ถามที่ 9 : เส้อื ผา S213Q02
เคร่อื งมอื ชนิดใดในหอ งปฏบิ ตั ิการ ทใ่ี ชตรวจสอบวา ผา ที่ทอข้ึนนําไฟฟา ได
1. โวลตมิเตอร (Voltmeter)
2. กลอ งแสง (Light box)
3. ไมโครมิเตอร (Micrometer)
4. เครือ่ งวดั เสียง (Sound meter)
ขอสอบวทิ ยาศาสตร ชดุ ที่ 3 หนา 9
ทาํ นํ้าด่มื นาํ้ ในทอ
ประปา
แหลง นํ้า
(อา งเกบ็ น้ําหรือทะเลสาบ)
(1) การผาน
ตะแกรงแยกผง
(2) สระตกตะกอน (3) ถงั กรอง (4) เติมคลอรีน (5) ตรวจสอบ
คุณภาพนํา้
รูปขางตน แสดงการทาํ นาํ้ ใชส าํ หรบั บา นที่อยใู นเมอื งใหสะอาดเพยี งพอเหมาะสําหรับการด่มื
คาํ ถามที่ 10 : ทํานาํ้ ด่มื S409Q01 – 01 02 03 11 12 13 99
มีความจาํ เปน ท่ีตองมีแหลง น้าํ ด่ืมทดี่ ี นาํ้ ท่ีพบอยใู ตดินเรียกวา น้าํ ใตด นิ
จงใหหน่ึงเหตุผลวาทาํ ไมแบคทเี รยี และอนุภาคทเ่ี ปน พษิ มอี ยใู นน้ําใตด ินจึงนอ ยกวา นาํ้ บนผวิ ดิน
อยางเชน ทะเลสาบและแมน า้ํ
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
ขอ สอบวิทยาศาสตร ชดุ ท่ี 3 หนา 10
คาํ ถามที่ 11 : ทาํ น้ําดืม่ S409Q02
การทําน้ําใหสะอาดเกดิ ขึน้ ไดหลายข้ันตอน โดยใชเทคนิคตา งๆ กนั กระบวนการทาํ ความสะอาดนา้ํ ท่ี
แสดงในรูปเก่ยี วขอ งกับส่ขี น้ั ตอน (หมายเลข 1 – 4) ในข้ันตอนที่สอง นํ้าถกู เก็บไวในสระตกตะกอนที่
เตรียมไว
การทาํ นาํ้ ใหสะอาดในข้นั ตอนท่ี 2 เกิดขนึ้ ไดอยางไร
1. นํ้ามีความเปนกรดลดลง
2. แบคทเี รียในนํ้าตาย
3. เตมิ ออกซิเจนลงไปในนํ้า
4. กรวดและทรายจมลงสูดานลาง
5. สารท่เี ปนพิษถกู ทําใหสลายไป
คําถามที่ 12 : ทาํ นํา้ ดืม่ S409Q04 – 0 1 9
ในขน้ั ตอนท่ี 4 ของกระบวนการทําความสะอาด คลอรนี ถูกเติมลงไปในนา้ํ
ทาํ ไมจงึ เตมิ คลอรีนลงไปในนาํ้
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
คาํ ถามท่ี 13 : ทาํ นํ้าดม่ื S409Q06 – 01 02 11 12 99
สมมตวิ า นกั วทิ ยาศาสตรทาํ การทดสอบนํ้าในโรงทาํ นํ้าประปาแลว พบวายงั มีแบคทเี รียบางชนดิ ทเ่ี ปน
อันตรายอยใู นน้าํ หลงั จากเสร็จส้ินกระบวนการทาํ ความสะอาดแลว
ผทู ีอ่ ยทู างบานควรทําอะไรกับนํ้ากอนการด่ืม
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
ขอ สอบวทิ ยาศาสตร ชุดท่ี 3 หนา 11
คาํ ถามท่ี 14 : ทาํ นาํ้ ดืม่ S409Q07
น้ําดมื่ ท่ีสกปรกสามารถทําใหเกดิ ปญหาตอสุขภาพดังตอ ไปน้ไี ดหรือไม จงเขียนวงกลมลอ มรอบคาํ วา
“ใช” หรอื “ไมใช” ในแตล ะคําถาม
นาํ้ ด่มื ทส่ี กปรกสามารถทําใหเ กิด ใช หรือ ไมใช
ปญหานีต้ อ สขุ ภาพ หรือไม
เบาหวาน ใช / ไมใช
ทอ งรว ง ใช / ไมใช
โรคภูมิคมุ กนั บกพรอ ง / เอดส ใช / ไมใช
ขอ สอบวิทยาศาสตร ชุดท่ี 3 หนา 12
ปรากฏการณเรอื นกระจก
จงอานขอ ความตอไปนแ้ี ลวตอบคําถาม
ปรากฏการณเรอื นกระจก : เรือ่ งจรงิ หรือ นวนยิ าย?
สงิ่ ท่ีมชี ีวติ ตองการพลังงานในการดํารงชีวติ และพลงั งานสําหรับสง่ิ มีชวี ติ บนโลกมาจาก
ดวงอาทิตย ซึ่งแผม าในอวกาศไดเพราะรอ นมาก แตพ ลังงานทม่ี าถงึ โลกมีสดั สว นเพียงเลก็ นอยเทา นัน้
บรรยากาศของโลกทําตัวเหมือนผา หมคลุมปอ งกันผิวโลกของเรา คอยปอ งกันการเปล่ยี นแปลง
ของอณุ หภมู ิ ซึ่งจะเกดิ ขึน้ หากโลกนี้ไมม อี ากาศ
พลงั งานท่ีแผม าจากดวงอาทิตยสว นใหญจะผา นบรรยากาศของโลก โลกจะดูดซับพลงั งานไว
บางสว น และสะทอ นพลงั งานบางสว นกลบั ไป พลังงานท่ีสะทอนกลับนบ้ี างสวนจะถูกดดู ซบั โดยชัน้
บรรยากาศ
ผลที่เกิดขนึ้ คอื หากไมมบี รรยากาศดังกลาว อุณหภมู โิ ดยเฉลี่ยเหนือผิวโลกจะสูงกวาท่เี ปนอยนู ้ี
ทาํ ใหบรรยากาศของโลกเกิดผลทาํ นองเดียวกบั เรอื นกระจก จึงเรียกวา “ปรากฏการณเรอื นกระจก”
ปรากฏการณเรอื นกระจกน้ี มกี ารกลา วถงึ กันมากในศตวรรษที่ 20
อณุ หภูมโิ ดยเฉลีย่ ของบรรยากาศของโลกไดเ พม่ิ สูงขน้ึ จรงิ หนงั สอื พมิ พแ ละวารสารตา งๆ มกั
บอกวา ตวั การสาํ คญั ที่ทาํ ใหอ ุณหภูมเิ พม่ิ ขนึ้ ในศตวรรษที่ 20 คอื การเพม่ิ ขึน้ ของคารบอนไดออกไซด
ขอ สอบวทิ ยาศาสตร ชดุ ที่ 3 หนา 13
นักศกึ ษาชอื่ อัจฉริยะ สนใจทจ่ี ะศึกษาความสัมพนั ธทอ่ี าจเปน ไปไดระหวางอณุ หภมู เิ ฉลี่ยของ
บรรยากาศของโลก และ ปริมาณของคารบ อนไดออกไซดท ี่ถกู ปลอยออกมาบนโลก
เขาคนพบกราฟ 2 รปู ในหองสมดุ ดังตอไปนี้
คารบอนไดออกไซดท ถี่ กู 20
ปลอ ยออก (พนั ลา นตันตอป) 10
1860 1870 1880 1890 1900 1910 1920 1930 1940 1950 1960 1970 1980 1990
ป ค.ศ
อณุ หภูมิเฉล่ยี ของบรรยากาศ 15.4
ของโลก ( oC) 15.0
14.6
1860 1870 1880 1890 1900 1910 1920 1930 1940 1950 1960 1970 1980 1990
ป ค.ศ.
อัจฉริยะสรปุ จากกราฟสองรูปน้ีวา อณุ หภูมิเฉล่ยี ของบรรยากาศของโลกทสี่ ูงข้นึ เปนเพราะ
คารบ อนไดออกไซดถูกปลอ ยออกมาสโู ลกเพิ่มมากขึ้น
ขอสอบวิทยาศาสตร ชดุ ท่ี 3 หนา 14