อันสูงส่งของชาติไทย ควรแก่ความภูมใิ จของคนไทยทั้งชาติ ผลงานของ ท่านเหล่านี้นับวันจะสูญหายไป
ด้วยสาเหตุต่างๆ จึงจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องศึกษาผล งานของทุกท่านเหล่านี้ แล้วจัดทำเนียบข้ึน
บญั ชอี ย่างเป็นระบบ เพ่ือประโยชนใ์ นการศึกษา และรกั ษาไว้เปน็ สมบัติของชาติโดยสว่ นรวมตอ่ ไป"
การจดั ทำโครงการศิลปนิ แห่งชาติ ได้มีการกำหนดวัตถุประสงคข์ องการจดั ทำโครงการ ไว้ 5 ขอ้
ได้แก่
1. จัดทำทำเนียบศลิ ปินทกุ แขนงท่วั ประเทศ
2. สรรหาศิลปนิ เพ่ือประกาศยกย่องเกียรติคุณขนึ้ เป็นศลิ ปนิ แหง่ ชาติ
3. จดั ตัง้ กองทุน (มลู นธิ )ิ สวสั ดิการเพ่อื ศลิ ปิน
4. สนับสนนุ ใหศ้ ลิ ปินไดม้ ีโอกาสเผยแพรผ่ ลงาน
5 อนุรกั ษ์และส่งเสริมให้มกี ารสืบทอดความรู้ ความสามารถของศิลปิน
โดยคณะรัฐมนตรไี ด้มีมตเิ หน็ ชอบใหว้ นั ที่ 24 กมุ ภาพันธ์ ของทกุ ปี เป็น "วนั ศิลปินแหง่ ชาต"ิ
2.2 การจำแนกสาขาของศิลปินแห่งชาติ
มหี ลักเกณฑก์ ารคัดเลือกจำแนกศิลปนิ แห่งชาติออกเปน็ 4 สาขาคอื
1. สาขาทัศนศิลป์ หมายถงึ ศลิ ปะที่มองเหน็ ไดด้ ้วยตา จะเปน็ ศลิ ปะสองมติ หิ รือสามมติ ิ ซง่ึ
ได้แก่ ผลงานศิลปกรรมประเภทต่างๆ ทแ่ี สดงถงึ ภมู ปิ ัญญาของผสู้ ร้างสรรคแ์ ละมเี อกลักษณท์ โี่ ดดเด่น
จติ รกรรมประติมากรรม ภาพพิมพ์ ภาพถา่ ย ส่ือประสม
2. สาขาศลิ ปะสถาปตั ยกรรม หมายถงึ งานออกแบบ หรอื งานออกแบบและงานก่อสรา้ งอาคาร
สวยงาม มีคุณค่าทางศิลปะ และมีวิทยาการ ซึ่งแสดงภูมิปัญญาของผู้ออกแบบอย่างโดดเด่น ได้แก่
สถาปัตยกรรมไทยและสถาปัตยกรรมรว่ มสมยั
3. สาขาศิลปะการแสดง หมายถึง ศิลปะที่เกี่ยวข้องกับการแสดง ซึ่งเป็นได้ทั้งแบบดั้งเดมิ หรอื
พัฒนาขนึ้ ใหม่ ไดแ้ ก่
การละคร เชน่ ละครรำ ละครรอ้ ง โขน ลเิ ก ระบำ รำ ฟอ้ น เซิง้ หนุ่ ตา่ งๆ หนังใหญ่ หนังตะลุง
และการเขยี นบทรอ้ งหรอื บทละครรำ
การดนตรีรวมทั้ง ดนตรีไทย และดนตรีสากลรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวกับศิลปะการดนตรีเช่น
นักดนตรี นกั รอ้ ง นกั ประพนั ธเ์ พลง ผอู้ ำนวยเพลง และผผู้ ลิตเครื่องดนตรี
การแสดงพนื้ บ้าน ประกอบดว้ ย หมอลำ ซอ ลำตัด เพลงฉ่อย เพลงอแี ซว เพลงบอก สวดคฤหสั ถ์
ฯลฯ
3. สาขาวรรณศิลป์ หมายถึง บทประพันธ์ที่ปลุกมโนคติของผู้อ่าน ทำให้เกิดจินตนาการความ
เพลิดเพลิน และเกิดอารมณ์ต่างๆ ตามเจตนารมณ์ของผู้ประพันธ์ ได้แก่ กวีนิพนธ์ เรื่องส้ัน
นวนิยาย บันเทิงคดี สำหรับเด็กและเยาวชน อาทิ หนังสือเด็ก วรรณกรรมเยาวชนที่ได้รับการ
ตีพมิ พเ์ ผยแพร่อย่างกว้างขวาง
รายวิชาอยุธยาศึกษา สค03128 149
3. ศิลปนิ แห่งชาติของจังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยาและผลงาน มีดังน้ี
3.1 นางทองหล่อ ทำเลทอง
นางทองหลอ่ ทำเลทอง (ทับทมิ ) ศิลปินแห่งชาติ (สาขาเพลงพื้นบา้ น) ประจำปี พ.ศ. 2529 เป็น
แม่เพลงชั้นครู ผู้สามารถร้องเล่นเพลงฉ่อย เพลงทรงเครื่องและเพลงพื้นบ้านต่างๆ เกิดเมื่อวันเสาร์
เดือน 3 ปีกุน ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่บ้านข้างวัด บางขุนทิพย์ อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เชอื้ สายของนางทองหล่อเป็นเพลงกันอยบู่ ้าง แมพ้ ่อคือนายพลอยกบั แม่คือนางพรัง่ จะไม่เล่นเพลง แต่ยา่
หรอื ยายคนใด คนหนึง่ ดจู ะเป็นเพลงปรบไก่
ชว่ งหลงั พ.ศ. 2500 การเล่นเพลงพน้ื บา้ นตามถิ่นต่างๆ คอ่ ยคลายความ นิยมลง พ่อเพลง
แม่เพลงแก่ชราลงและได้หยุดเล่นเพลง ต่อมาเมื่อมีการฟื้นฟู เพลงพื้นบ้านขึ้นใหม่ในราวปี พ.ศ. 2520
นางทองหล่อ ทำเลทอง ได้กลับมา เป็นกำลังสำคัญในการว่าเพลงและถ่ายทอดเพลงพื้นบ้านให้
คนรุ่นหลงั ได้รู้จกั นางทองหล่อเปน็ แม่เพลงท่ีมนี ำ้ เสียงใส เสียงไมต่ กแม้จะมีอายมุ ากแล้ว
ในปี พ.ศ. 2525 นางทองหล่อได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินพื้นบ้าน ภาคกลางดีเด่น
จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมเเห่งชาติ และในปี พ.ศ. 2529 ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปิน
แห่งชาติ ในฐานะเปน็ แมเ่ พลงช้นั ครู ขณะเมอื่ อายุ 87 ปี
รายวิชาอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 150
นางทองหล่อถึงแก่กรรมด้วยโรคชราทบี่ ้านลูกชายทีจ่ งั หวัดเพชรบูรณ์ เม่อื วันอาทิตย์ท่ี 4
เมษายน พ.ศ. 2536 รวมอายุได้ 94 ปี ได้รับพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดสุวรรณาราม บางกอกน้อย
เมอ่ื วนั ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2536
(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิม
พระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวฯ วัฒนธรรม พฒั นาการทางประวัตศิ าสตร์ เอกลักษณ์และภูมิ
ปญั ญา จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา ; 2542 : 205)
3.2 นายประสทิ ธ์ิ ถาวร
ครูประสิทธ์ิ ถาวร เป็นชาวอยุธยา เกิดที่ตำบลท่าเจ้าสนุก อำเภอท่าเรือ เมื่อวันที่ 9
กันยายน พ.ศ. 2464 บดิ าช่อื นายสดุ อดีตนกั เทศน์ทีม่ ชี ื่อเสียงมาก มารดาช่ือนางฟู มีพ่ีน้องร่วมบิดา
มารดาร่วม 6 คน และเปน็ บุตรคนเดียวของครอบครัวทเ่ี ปน็ นกั ดนตรไี ทย เรมิ่ เรยี นหนังสอื ท่โี รงเรยี น
ประชาบาลวัดสฎางค์ เมื่ออายุ 7 ปี จนอายุได้ 13 ปี จึงมาเรียนต่อเป็นนักเรียนรุ่นแรกของโรงเรียน
นาฏดรุ ิยางค์ กรมศิลปากร เม่อื ปี พ.ศ. 2477 ไดศ้ ึกษาทั้งดา้ นดนตรแี ละโขนละคร แต่เนอ่ื งจากสขุ ภาพ
ไม่ค่อยอำนวย จึงเรียนจบเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตรเดิม ต่อมาเข้ารับการอบรม
หลักสูตรวิชาดุรยิ างค์ไทยเพม่ิ เตมิ จากกรมศลิ ปากรอีก 1 ปี ได้รับใบประกาศนียบตั รในปี พ.ศ. 2428
รายวิชาอยุธยาศกึ ษา สค03128 151
ครูประสิทธ์ิ ถาวร เริ่มหัดฆ้องวงใหญ่ กับ ครูละมุด จำปาเฟื่อง ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่เขยตั้งแต่
อายุ 8 ปี เรียนได้เร็วและมีฝีมือดีจนได้เป็นคนระนาดเอกประจำวงปี่พาทย์ของพี่เขย ตั้งแต่อายุ
ยงั ไม่ครบ 12 ปี จากน้นั จงึ เรียนระนาดเอกกับครเู จริญ ดนตรเี จริญ (หลานครูสุ่ม ดนตรีเจรญิ ) จนถึง
ข้นั เดยี่ วเพลงสำคญั เช่น พญาโศก แขกมอญ และเชิดนอก ฯลฯ
ความเชยี่ วชาญด้านดนตรี ของครูประสิทธิ์ ถาวร เกิดจากการท่ีครูทองดี ศณุ ะมาลัย
ซึง่ เปน็ ศษิ ยโ์ ปรดคนหน่งึ ของหลวงประดิษฐไ์ พเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เหน็ หน่วยกา้ นทางดนตรี
ดี ปรารถนาจะสง่ เสรมิ ความกา้ วหนา้ จึงได้พามาฝากท่านครหู ลวงประดิษฐไ์ พเราะ ที่บา้ นศลิ ปบรรเลง
ต.บา้ นบาตร อ.ป้อมปราบ จ.กรงุ เทพฯ วันที่มาหาน้นั มีครูทองดี มารดาครูทองดี พนั โทวรี จิตร
จิตระกะ นายละมุด จำปาเฟอื่ ง (พเ่ี ขย) ร่วมเดนิ ทางมาด้วย ครปู ระสทิ ธ์ิ ถาวร ไดผ้ า่ นการทดสอบ
ฝมี ือและท่านครูหลวงประดิษฐไ์ พเราะ (ศร ศลิ ปบรรเลง) รบั เป็นศษิ ย์ในปี พ.ศ. 2477 เมื่อมีอายุ
ได้ 13 ปี
ในวันทำพิธีฝากตัวเป็นศิษย์ท่านครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) อย่างถูกต้อง
ตามระเบยี บน้ัน นางฟู มารดาของครูประสิทธิ์ ถาวร ครูทองดี ครูละมดุ จำปาเฟื่อง ได้เดินทางพา
นายประสิทธิ์ ถาวร มาทำพิธีดังกล่าว แต่นายสุด ถาวร บิดานั้นไม่สามารถมาร่วมงานพิธีอันสำคัญ
ของบตุ รชายได้ เน่อื งจากตาเสยี ทำให้มองอะไรไมเ่ ห็น
ณ สำนักดนตรีแห่งนี้ ครูประสิทธิ์ ถาวร ได้ศึกษาวิชาการดนตรีด้วยความเอาใจใส่
อย่างยิ่ง และอยู่ที่บ้านบาตรมาจนวาระสุดท้ายของครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
ระยะแรกทมี่ าฝกึ ดนตรที ่บี ้านครหู ลวงประดิษฐไ์ พเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ใหมๆ่ คณุ หญิงชิน้
ศิลปะบรรเลง ได้สอบถามถึงการศึกษา เมื่อทราบว่าจบชั้นประถมปีที่ 4 มาแล้ว จึงสนับสนุนให้
ไปศกึ ษาต่อทโี่ รงเรียนนาฏดรุ ิยางค์ กรมศลิ ปากร
ครปู ระสทิ ธิ์ ถาวร เรมิ่ เข้ารับราชการ ณ กรมศิลปากร ตำแหนง่ ศิลปนิ จตั วา แผนกดุริยางค์
ไทย กองการสงั คตี กรมศิลปากร เมื่อวนั ท่ี 1 กรกฎาคม พ.ศ.2493 ครูประสิทธิ์ ถาวร ไดร้ ับการ
ยกยอ่ งเชิดชูเกียรติเปน็ ศลิ ปินแหง่ ชาติ สาขาศลิ ปะการแสดง (ดนตรไี ทย) ประจำปี พ.ศ. 2531 และ
เป็นภาคสี มาชกิ ราชบัณฑิตยสถาน ประเภทวิจิตรศิลป์ สำนักศลิ ปกรรม ราชบณั ฑิตยสถาน ไดร้ ว่ มเป็น
คณะบรรณาธกิ ารสารานุกรมไทย แหง่ สำนักศลิ ปกรรม ราชบณั ฑติ ยสถาน
(ศูนยข์ อ้ มูลวฒั นธรรมดนตรี สถาบนั วจิ ยั ภาษาและวัฒนธรรมเอเชยี มหาวิทยาลยั มหิดล)
http://rilca.mahidol.ac.th/mcc/prasit.htm สืบค้นวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 152
3.3. นางรวงทอง ทองลนั่ ธม
• สาขาศิลปะการแสดง พุทธศกั ราช 2539
• สาขาศลิ ปะการแสดง:ดนตรไี ทยและนาฏศิลป์ไทย
นางรวงทอง ทองลนั่ ธม
นางรวงทอง ทองลั่นธม เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2480 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
มีความสนใจในการขับร้องมาแต่เยาว์วัยด้วยการมานะฝึกฝนตนเองในชั้นแรก และได้รับการสนับสนุน
การฝกึ รอ้ งเพลงจากครูเอ้ือ สุนทรสนาน อยนู่ านหลายปี จงึ ไดม้ ีโอกาสขับร้องเพลงออกอากาศทางสถานี
วทิ ยกุ ระจายเสียงภาคทดลองซ่ึงเพลง ทข่ี บั รอ้ งในชว่ งน้ันได้แก่ เพลงเสีย่ งเทียน เพลงรำพงึ ถึงคู่ เพลงที่
ทำให้มีคนรู้จักทั่ว คือ เพลงเจ้าทุยอยู่ไหน ตลอดระยะเวลา 40 ปี ที่ผ่านมา มีผลงานเพลงกว่า 2,000
เพลง ได้บันทึกแผ่นเสียงทำให้ประชาชนได้รับรสความสุนทรีย์จากน้ำเสียงที่ไพเราะมา เป็นเวลาอัน
ยาวนาน และนอกจากนี้ ยังมีความสามารถในการแสดงละคร แสดงภาพยนตร์ จัดรายการวิทยุและ
โทรทัศน์ที่มีผลงานหลากหลาย จนได้รับประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานต่าง ๆ มากมาย อาทิ ได้รับ
รางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาง 2 ครั้ง รับพระราชทานรางวัลใบโพธิ์ทองจากพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว ในฐานะนักรอ้ งผู้เผยแพร่ภาษาไทยได้ชดั เจนถูกต้อง และได้รับการยกย่องเชดิ ชูเกียรตเิ ป็นผูม้ ี
ผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดง เมื่อปีพุทธศักราช2538 เป็นต้น นางรวงทอง
ทองลั่นธม จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงไทย
สากล) ปพี ุทธศกั ราช 2539 (www.art.culture.go.th/index.php.สบื ค้นเมื่อ 28 เมษายน 2558)
รายวชิ าอยธุ ยาศึกษา สค03128 153
3.4. นายพินิจ ฉายสวุ รรณ
• นายพินิจ ฉายสุวรรณ ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ พทุ ธศักราช 2540
• สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย)
นายพินจิ ฉายสวุ รรณ
ประวัติ
ครูพินิจ ฉายสุวรรณ เกิดเมื่อวันท่ี 17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 ที่หมู่ 1 ตำบลบ้านนา อำเภอ
มหาราช จังหวดั พระนครศรีอยุธยา บิดามารดามีอาชพี ทำนา สมรสกบั นางสมพร ฉายสวุ รรณ มบี ตุ รธดิ า
รวม 5 คน
การศกึ ษา
จบชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดรุง้ จงั หวัดอ่างทอง
ประวัตชิ ีวิตและผลงาน
ครูพินิจ ฉายสุวรรณ สนใจดนตรีไทยเนื่องจากบิดาจัดหาลิเกมาแสดงในงานโกนจุกของตนเอง
ทำให้สนใจการบรรเลงของวงปี่พาทย์เป็นพิเศษ จึงเริ่มฝึกตีระนาดเอกมาตั้งแต่นั้น โดยบิดาสร้างเครื่อง
ปี่พาทย์ให้พร้อมกับนำไปฝากกับครูดนตรีไทยหลายคน ซึ่งต่อมาภายหลังได้มีโอกาสเรียนดนตรีสากลท่ี
กรมศิลปากร ศึกษาทั้งด้านทฤษฎีโน้ต สากลและการปฏิบัติ เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงกลับ
บ้านเดิมที่พระนครศรีอยุธยา หันไปฝึกเรียนเพลงปี่พาทย์กับครูทวน ครูเจ๊ก อ่อนละมุน นักดนตรี
สองพี่น้อง ที่มีฝีมือของจังหวัดอ่างทอง ได้แสดงฝีมือตีระนาดจนเป็นที่ประจักษ์ว่ามีความสามารถเป็น
เลิศ ครูทวนจึงนำไปฝากเป็นศิษย์ครูพริ้ง ดนตรีรส ครูระนาดเอกของกรมศิลปากร จนสามารถเดี่ยว
กราวในที่ต้องใช้ความสามารถทางดนตรีเป็นอย่างสูงได้ จากนั้นสมัครเป็นศิษย์ครูสอนวงฆ้อง ผู้มีฝีมือ
ทางฆ้องวงเป็นเลิศจนมีฝีมือเป็นที่ยอมรับว่าเป็นนักดนตรีไทยที่มีความสามารถสูงคนหนึ่ งของไทย
รายวชิ าอยธุ ยาศึกษา สค03128 154
โดยเฉพาะทางด้านปี่พาทย์ และเครื่องสาย นายพินิจสามารถบันทึกได้ทั้งโน้ตไทย โน้ตสากล และโน้ต
ตัวเลข มีผลงานการประพันธ์เพลงประเภทต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก เช่น เพลงโหมโรงเสภาเพลงเถา
เพลงเดี่ยว เพลงชุดและการท่ีมีความสามารถทั้งด้านการบรรเลง การบนั ทกึ โน้ตสากล โนต้ ตัวเลข ทำให้
สามารถถ่ายทอดเพลงไทยในเชิงหลักวิชาการได้เปน็ อย่างดี ได้รับการยอมรับจากนักดนตรีไทยทั่วไปว่า
เป็นปรมาจารย์ ทางดนตรีไทยคนหนึ่งที่สร้างสรรค์ผลงานไว้รอบด้าน เป็นอาจารย์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ
ด้านดนตรไี ทยของมหาวทิ ยาลัยมหดิ ล สอนในระดับปรญิ ญาโท สาขาดนตรีศกึ ษาและสาขาดนตรีวทิ ยา
(www.art.culture.go.th/index.php.สบื คน้ เม่อื 28 เมษายน 2558)
3.5 นายสมพงษ์ พงษม์ ิตร
นายสมพงษ์ พงษ์มติ ร เกดิ ที่อำเภอบางปะอนิ จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา ยา้ ยมาอยู่กรุงเทพ
ตัง้ แตอ่ ายุ 7 ปี เร่มิ แสดงลิเกและโขน ก่อนเปลยี่ นมาแสดงจำอวดและตลก โดยตง้ั วงเองชือ่ เบญจศิลป์
พงษ์มิตร แล้วมาแสดงที่คณะเทพศลิ ป์ ของ ส.อาสนจนิ ดา ร่วมกบั ลอ้ ต๊อก และ ชูศรี มีสมมนต์ โด่งดัง
สูงสดุ ในชว่ ง พ.ศ. 2500 เป็นหนึ่งในคณะตลกทีป่ ระกอบด้วยล้อตอ๊ ก ดอกดิน (ดอกดนิ กัญญามาลย์)
และ ชูศรี
นายสมพงษ์ มีชื่อเสยี งในการแสดงตลกทีเ่ น้นการแสดงสีหน้าทา่ ทาง มากกว่าคำพูด ทำให้
ประชาชนกลา่ วขานว่า ไอ้ตัวเล็กเสียงดัง เม่ือหมดยดุ ละครเวที มีผลงานกำกับภาพยนตร์ วา่ วน้อย พ.ศ.
2513 และ ทหารอากาศขาดรัก พ.ศ. 2524
รายวิชาอยุธยาศึกษา สค03128 155
นายสมพงษ์ พงษ์มิตร ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง
ประจำปี พุทธศักราช 2540
3.6 นาย สำราญ เกิดผล
• สาขาศิลปะการแสดง พุทธศกั ราช 2548
• สาขาศลิ ปะการแสดง:ดนตรไี ทยและนาฏศิลป์ไทย
นาย สำราญ เกดิ ผล
นายสำราญ เกิดผล เกดิ เมอ่ื วนั ท่ี 22 กรกฎาคม พุทธศักราช 2470 ท่ีจังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา
สำเร็จการศึกษาช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 ได้เรียนปี่พาทย์จากครูหลายทา่ น เช่น ครูจำรัส เกิดผล ครูเพ็ชร์
จรรย์นาฏ ครูเทียบ คงลายทอง ครูอาจ สุนทร เป็นต้น จนมีความเชี่ยวชาญสามารถบรรเลงดนตรีได้
หลายประเภท ได้แก่ เพลงสองชั้น เพลงขับร้องทั่วไป เพลงเรื่อง เพลงพิธีต่าง ๆ เพลงหน้าพาทย์ เพลง
โหมโรง เพลงเสภา
นายสำราญ เกิดผล เป็นผู้ที่ศึกษาเรียนรู้ดนตรีไทยอย่างจริงจัง มีความรู้ทั้งด้านทฤษฎีและการ
ปฏิบัติ เขียนและอ่านโน้ตเพลงสากลได้เป็นอย่างดี เป็นศิลปินท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องดนตรี
ไทย มีฝีมือยอดเยี่ยมและมีผลงานประพันธ์เพลงไทยเป็นจำนวนมากและต่อเนื่องมาโดย ตลอด ผลงาน
ประพันธ์เพลง เช่น เพลงสามไม้ใน เถา เพลงกลางพนา เถา เพลงโหมโรงศิวะประสิทธิ์ 3 ชั้น เพลงจีน
เก็บบุปผา เถา เพลงไอยราชูงวง เถา เพลงรั้วแดงกำแพงเหลือง เถา ระบำบุษราคัมมณี เป็นต้น ได้รับ
ยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาศิลปะ (ดนตรีไทย) จากสำนักงาน
คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้รับคัดเลือกเป็นพ่อตัวอย่าง จากคณะกรรมการจัดงานวันพ่อ
แห่งชาติ นายสำราญ เกิดผล เป็นครูที่มีจิตใจดีมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ที่มีความสนใจด้านดนตรี
เป็นที่รักของบรรดาลูกศิษย์ ใช้ชีวิตด้วยการเผยแพร่ดนตรีไทยให้แก่นักเรียน นักศึกษาใน
สถาบันการศึกษา ๆ มากมาย
รายวชิ าอยธุ ยาศึกษา สค03128 156
นายสำราญ เกิดผล จึงไดร้ บั ยกยอ่ งเชิดชเู กยี รตเิ ปน็ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศลิ ปะการแสดง(ดนตรี
ไทย) พทุ ธศักราช 2548 (http://th.wikipedia.org. สืบค้นเมื่อ 28 เมษายน 2558
3.7. นายสรพงษ์ ชาตรี
• สาขานักแสดง พทุ ธศักราช 2551
• สาขาศิลปการแสดง
ประวตั ิ
พิทยา เทียมเศวตหรือสรพงศ์ ชาตรี เกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2493 ท่ีอำเภอมหาราช
จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา จบชน้ั ป.4 แล้วบวชเรียนต้ังแต่อายุ 8 ปี ทวี่ ดั เทพสุวรรณ พระนครศรีอยุธยา
และวัดดาวดึงส์ บางยี่ขัน ธนบุรี จนกระทั่งลาสิกขาบทเมอ่ื พ.ศ. 2512
การเริ่มงานแสดง
เมื่ออายุได้ 19 ปี และได้พบกับหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ซึ่งชักชวนให้มาอาศัยอยู่ท่ีวังละโว้
ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจา้ อนุสรมงคลการ
สรพงษ์ เริ่มงานแสดงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2512 เป็นตัวประกอบ และเป็นเด็กยกของในกองถ่าย
ละครเรื่อง นางไพรตานี ฉายทางช่อง 7 และเล่นเป็นตัวประกอบในละคร ห้องสีชมพู และ หมอผี ซ่ึง
หมอ่ มเจ้าชาตรเี ฉลมิ ยุคล เป็นผู้กำกับหลงั จากเดนิ ทางกลับจากเรียนต่อท่ีสหรฐั อเมรกิ า
ช่ือ สรพงษ์ ชาตรี ท่ีใช้ในการแสดง ผูต้ ง้ั ให้คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจา้ อนสุ รมงคลการ
และหม่อมอุบล ยคุ ล ณ อยธุ ยา โดยคำวา่ "สร" มาจาก อนสุ รมงคลการ, "พงศ"์ มาจาก สุรพงศ์
โปร่งมณี (ผพู้ ามาฝากตวั กับหม่อมเจ้าชาตรีเฉลมิ ) และ "ชาตร"ี มาจาก ชาตรเี ฉลมิ
สรพงษ์ ชาตรี รับบทพระเอกครั้งแรก ในภาพยนตร์เรื่อง มันมากับความมืด (พ.ศ. 2514)
ผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม จากนั้นได้รับบทในภาพยนตร์ของหม่อมเจ้า
รายวิชาอยธุ ยาศึกษา สค03128 157
ชาตรีเฉลิม แทบทุกเรื่อง ท้ังบทพระเอก พระรอง ตวั ประกอบ และเป็นผชู้ ว่ ยผกู้ ำกบั ในบางครัง้ มผี ลงาน
แสดงกว่า 500 เรื่อง ได้รางวัลตุ๊กตาทองครั้งแรกจากเรื่อง ชีวิตบัดซบ และ สัตว์มนุษย์ สองปีติดต่อกัน
และมีชื่อเสียงในต่างประเทศจากเรื่อง แผลเก่า (พ.ศ. 2520) กำกับโดยเชิด ทรงศรี นับว่าประสบ
ความสำเร็จสูงสดุ
สรพงษ์ ได้รับรางวัลทางการแสดงจากหลายสถาบัน เช่น รางวัลตุ๊กตาทองพระสุรัสวดี
ดารานำชายยอดเยี่ยม จากเรื่อง สัตว์มนุษย์ ชีวิตบัดซบ มือปืน มือปืน 2 สาละวิน เสียดาย 2 รางวัล
สุพรรณหงส์ ดารานำชายยอดเยย่ี ม จากภาพยนตรเ์ รอ่ื ง ถ้าเธอยังมรี กั มอื ปืน และนักแสดงประกอบชาย
จากเรื่อง องค์บาก 2 ส่วนรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง นักแสดงชายยอดเยี่ยม จากเรื่อง มือปืน 2
สาละวิน
(http://th.wikipedia.org. สบื ค้นเม่อื 28 เมษายน 2558)
3.8. นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี
• สาขาวรรณศิลป์ พทุ ธศักราช 2554
นายสุชาติ สวัสดิศ์ รี
สุชาติ สวัสดิ์ศรี นักเขียนเจ้าของนามปากกา สิงห์สนามหลวง ผู้ก่อตั้ง รางวัลช่อการะเกด เกิด
วันท่ี 24 มิถุนายน พ.ศ. 2488 ที่ตำบลท่าเรือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ่อเป็นหมอ
เสนารักษ์ แม่เป็นชาวนา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) สาขา
ประวัติศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2509 สมรสแล้วกับ นางวรรณา สวัสดิ์ศรี
(ทรรปนานนท์) นกั เขียนเจ้าของนามปากกา "ศรดี าวเรือง"
สุชาติ เคยประกอบอาชีพหลากหลาย ตั้งแต่เป็น ครูโรงเรียนราษฎร์ อาจารย์มหาวิทยาลัย
นกั เขียน บรรณาธกิ ารนติ ยสาร บรรณาธกิ ารสำนกั พมิ พ์ รว่ มก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรม ร่วมกอ่ ตั้งกลุ่มละคร
ที่ปรกึ ษากลุ่มกจิ กรรมฯ เป็นผกู้ ่อต้งั รางวลั ช่อการะเกด และก่อตั้งสำนกั ชา่ งวรรณกรรม นอกจากผลงาน
รายวชิ าอยธุ ยาศึกษา สค03128 158
ด้านวรรณกรรม สุชาติ สวัสดิ์ศรี ยังมีผลงานศิลปะจากการศึกษาด้วยตัวเอง โดยจัดแสดงเป็น
นิทรรศการศลิ ปะแล้วหลายครัง้ สุชาติ สวัสด์ิศรี ได้รับยกยอ่ งให้เป็นศลิ ปินแหง่ ชาติ สาขาวรรณศิลป์เมอ่ื
ปี พ.ศ. 2554 (http://th.wikipedia.org. สบื ค้นเมื่อ 28 เมษายน 2558) เค
นายสมบัติ พลายน้อย
ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พทุ ธศักราช 2553
นายสมบตั ิ พลายน้อย ปจั จบุ นั อายุ 81 ปี เกิดวนั ท่ี 24 พฤษภาคม พุทธศกั ราช 2472 ที่ จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา จบ
การศกึ ษาประกาศนยี บตั รประโยคครูพิเศษประถม (พ.ป.) และ ไดร้ บั ทนุ ใหไ้ ปอบรมการจดั รายการโทรทศั นเ์ พือ่
การศกึ ษาท่ี N.H.K. ประเทศญปี่ ุ่น เริม่ รับราชการคร้งั แรก เป็นเสมยี นสรรพากรและเปลย่ี นอาชพี ไปรบั ราชการครู
ตอ่ มาได้ดำรงตำแหนง่ หวั หนา้ งานโสตทศั นูปกรณแ์ ละเอกสารสงิ่ พมิ พ์ สำนกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแห่งชาติ และ
เปน็ บรรณาธกิ ารวารสารวัฒนธรรมไทย และได้ลาออกจากราชการเพอ่ื เขยี นหนงั สือแตเ่ พียงอย่างเดียว
รายวชิ าอยุธยาศึกษา สค03128 159
ประวัติชีวติ
ปัจจุบนั อายุ 81 ปี เกิดวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา บดิ าชอื่ นายผล พลายนอ้ ย มารดา
ชื่อ นางผิว พลายน้อย ภรรยาชอ่ื นางจงกล พลายน้อย มีบุตรชาย 1 คน ช่ือนายอภจิ ยั พลายน้อย (ภรรยาชื่อ นาง
เพลนิ จันทร์ มบี ตุ ร 2 คน ชอื่ ธนานนั ตแ์ ละธนญั ญา)
ประวัตกิ ารศึกษา
ช้ันประถมศกึ ษา ท่ีโรงเรียนประชาบาล วัดประด่ทู รงธรรม ชน้ั มัธยมศึกษา ทโ่ี รงเรยี นอยุธยาวทิ ยาลยั ประกาศนียบตั ร
ประโยคครูพเิ ศษประถม (พ.ป.) ไดร้ บั ทนุ การศึกษาไปอบรมการจดั รายการโทรทศั นเ์ พ่ือการศกึ ษา ณ สถานวี ทิ ยุ N.H.K
ประเทศญ่ีปุน่ พ.ศ. 2511
เกียรติคณุ ทไี่ ด้รบั
• พ.ศ. 2517 หนังสือเรอื่ ง พฤกษนิยาย ไดร้ ับรางวลั จากสภาสงั คมสงเคราะหแ์ ห่งประเทศไทย
• พ.ศ. 2532 หนังสอื เรอื่ ง ยาขอบ ชีวิตและงานของผ้แู ต่งอมตนยิ ายผูช้ นะสิบทิศ ไดร้ ับรางวลั ในงานสปั ดาห์
หนงั สอื แห่งชาติ
• พ.ศ. 2535 หนงั สอื เรือ่ ง อัญมณนี ยิ าย ไดร้ ับรางวลั ในงานสปั ดาหห์ นงั สือแหง่ ชาติ
• พ.ศ. 2536 หนังสือเร่อื ง สัตว์หิมพานต์ ไดร้ บั รางวัลของมลู นธิ ิธนาคารกรุงเทพฯ
• พ.ศ. 2537 หนงั สอื เรื่อง เกรด็ ย่อยร้อยเรอื่ ง ได้รับรางวัลของมูลนธิ ธิ นาคารกรงุ เทพฯ
• พ.ศ. 2538 หนงั สือเรอ่ื ง เกิดในเรอื ไดร้ ับรางวัลจากคณะกรรมการพัฒนาหนงั สอื แหง่ ชาติ
กระทรวงศกึ ษาธิการ และหนงั สอื เรือ่ ง “จนั ทรคตนิ ิยาย” ไดร้ บั รางวัลของมลู นิธธิ นาคารกรงุ เทพ
• พ.ศ. 2539 ไดร้ บั ประกาศเกียรติคณุ จากสำนกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ เปน็ ผมู้ ผี ลงานดเี ดน่
ทางด้านวฒั นธรรม สาขาวรรณศลิ ป์ (สารคดี ) ประจำปี พ.ศ. 2539
• พ.ศ. 2540 ได้รบั พระราชทานปรญิ ญาศลิ ปศาสตรบณั ฑติ กิตตมิ ศกั ดิ์ โปรแกรมวชิ าภาษาไทย มหาวทิ ยาลัย
ราชภฏั ธนบุรี
• พ.ศ. 2544 หนังสอื ชุดนทิ าน ได้รบั การคัดเลอื กจากอาจารย์วิทยากร เชยี งกลู และคณะ ใหเ้ ปน็ 1 ใน 100
เล่มหนงั สือดีท่ีเยาวชนไทยควรอ่าน ซ่ึงเปน็ โครงการวจิ ยั ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจยั (สกว.) โดย
เป็นหนงั สอื เหมาะสำหรบั กล่มุ เดก็ วัย 7 – 11 ปี
• พ.ศ. 2547 ได้รับประกาศเชดิ ชูเกยี รติคณุ เปน็ “นกั เขียนสารคดเี กยี รตยิ ศ” จากรายการ “ฅนค้นฅน”
หนงั สือเร่อื ง เกรด็ ภาษาหนังสือไทย และ แลไปข้างหน้า ได้รับรางวลั จากเซเวน่ บคุ๊ อวอรด์ ส์
• พ.ศ. 2551 ได้รับประกาศเกียรตคิ ณุ จากสำนักงานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ เปน็ ผสู้ บื สานอนรุ กั ษ์
ภาษาและวรรณกรรมไทย ในงานเชิดชูครกู วีศรสี นุ ทร
• พ.ศ. 2551 ได้รับโลป่ ระกาศเกียรติคุณจากสำนักงานเขตคลองสานในกิจกรรมเผยแพรภ่ มู ปิ ัญญาผสู้ งู อายุ
กรงุ เทพมหานคร สาขาภาษาและวรรณกรรม ประจำปพี ุทธศกั ราช 2551
• พ.ศ. 2552 ไดร้ ับรางวลั “นกั เขียนอมตะ” คนที่ 4 จากมลู นิธอิ มตะ
รายวิชาอยุธยาศึกษา สค03128 160
• พ.ศ. 2552 ได้รบั การเชิดชูเกยี รติเปน็ ปูชนยี บุคคลดา้ นภาษาไทย เนอ่ื งในวนั ภาษาไทยแหง่ ชาติ ประจำปี
พ.ศ. 2552 จากกระทรวงวฒั นธรรม
• พ.ศ. 2553 ไดร้ บั รางวัล “นราธปิ ” ประจำปี พ.ศ. 2552 จากสมาคมนักเขียนแหง่ ประเทศไทยไดร้ บั ปริญญา
ศิลปศาสตรดุษฎีบณั ฑิตกติ ติมศกั ดิ์ สาขาวิชานเิ ทศศาสตร์ จากมหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนครศรอี ยุธยา
“ ชีวิตของคนเรานนั้ เขาวา่ พระพรหมเป็นผู้กำหนดว่าจะดำเนินไปอย่างไร
ชีวติ ของผมจะอยใู่ นขา่ ยนี้ด้วยหรือเปลา่ ไม่ทราบ แตเ่ หตุการณ์ท่ีผา่ นมา
มีความล้มเหลวทีน่ า่ ท้อถอยอยมู่ ากพอสมควร หากมสี ่งิ หนึ่งซ่งึ ผมไม่ได้ทอดทิ้ง คือ
หนงั สือ”
ร่ืองราชอสิ ริยาภรณ์
รายวิชาอยธุ ยาศึกษา สค03128 161
บทท่ี 7
โบราณสถาน โบราณวตั ถแุ ละศลิ ปวัตถุท่ีสำคญั
ของจังหวดั พระนครศรีอยุธยา
แนวคดิ
โบราณสถานโบราณวัตถุและศิลปวัตถุเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าต่อประเทศในด้าน
ต่างๆทั้งความสำคัญในแง่ของการศึกษาเชิงวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี
รวมถงึ คณุ ค่าด้านจติ ใจ และการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ของคนในทอ้ งถิ่นด้วย
ตัวชวี้ ัด
1. อธิบายความหมายและความสำคญั ของโบราณสถานโบราณวตั ถุและศลิ ปวัตถุ
2. บอกโบราณสถาน โบราณวัตถแุ ละศลิ ปวัตถุท่ีสำคญั ของจังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา
3. บอกแนวทางการอนุรกั ษ์โบราณสถาน โบราณวัตถแุ ละศิลปวัตถุ
เนอื้ หา
1. ความหมาย ความสำคัญและแนวทางการอนุรกั ษ์โบราณสถาน โบราณวัตถแุ ละศลิ ปวตั ถุ
2. โบราณสถานโบราณวตั ถแุ ละศิลปวตั ถุท่ีสำคญั ของจงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยา
3. โบราณสถาน โบราณวัตถแุ ละศลิ ปวตั ถุท่สี ำคญั ในทอ้ งถนิ่
รายวิชาอยุธยาศึกษา สค03128 162
โบราณสถาน หมายถึง
“อสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้าง หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับ
ประวตั ิของอสงั หาริมทรัพยน์ ัน้ เปน็ ประโยชน์ในทางศลิ ปะ ประวตั ศิ าสตร์ หรอื โบราณคดี ท้งั นใ้ี หร้ วมถึง
สถานท่ีท่เี ปน็ แหลง่ โบราณคดี แหลง่ ประวตั ศิ าสตร์ และอุทยานประวตั ศิ าสตรด์ ว้ ย
จากความหมายดังกล่าว การพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นโบราณสถานจะต้องประกอบด้วย
หลกั เกณฑ์ ดงั ต่อไปนี้คือ
1. พิจารณาถึงการเปน็ อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้แก่ ที่ดิน ทรัพย์อันติดกับที่ดิน และกรรมสิทธ์ิ
ในทางตรงและทางอ้อม
2. พิจารณาโดยอายุ หรือ โดยลักษณะแห่งการก่อสร้าง หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับ
ประวตั ขิ องอสังหาริมทรพั ยน์ ้นั เป็นประโยชนใ์ นทางศลิ ปะ ประวัตศิ าสตร์ หรือโบราณคดี ซ่งึ ต้อง
สอดคล้องในหลักการสำคญั น้ี ในหลกั การใดหลักการหน่งึ
โบราณวตั ถุ หมายถงึ
“สังหาริมทรัพย์ที่เป็นของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์หรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตาม
ธรรมชาติ หรือที่เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของโบราณสถาน ซากมนุษย์หรือ ซากสัตว์ ซึ่งโดยอายุหรือโดย
ลักษณะแห่งการประดิษฐ์หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นประโยชน์ในท าง
ศิลปะ ประวัตศิ าสตร์หรอื โบราณคดี”
ความสำคัญของโบราณสถานโบราณวตั ถแุ ละศิลปวตั ถุ
ทง้ั โบราณสถานและโบราณวัตถจุ งึ มีประโยชน์อนั สำคญั อยา่ งยิง่ ต่อประเทศชาตถิ ึง 2 นัย คอื
1. นัยทเ่ี กยี่ วเน่ืองกับจติ ใจของประชาชน กลา่ วคือโบราณสถานและโบราณวัตถุยอ่ มแสดงความ
เป็นมาของประเทศชาติเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของคนในชาติเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ใน
อดีต กับปัจจุบันเข้าด้วยกัน และเป็นสิ่งที่กระตุ้นเตือนจิตสำนึกของอนุชนไทยให้ตระหนักรู้ถึงพระคุณ
ของบรรพชนทไี่ ดส้ ร้างสรรค์และมอบมรดกอนั ทรงคุณคา่ นี้ไว้เป็นสมบัติของชาตบิ า้ นเมอื ง
2. นยั ทีเ่ กย่ี วเน่ืองกับเศรษฐกิจของประเทศ กล่าวคือ โบราณสถาน และโบราณวตั ถุน้นั เปน็ ''
มรดกวัฒนธรรม' ' ทแ่ี สดง ' 'เอกลกั ษณ์' ' ของประเทศจึงทำใหเ้ กิดมี ' 'การท่องเทย่ี วเชงิ วัฒนธรรม' '
ทำรายไดใ้ ห้แก่ ท้องถนิ่ ท่ีมีมรดกวฒั นธรรมของตนเอง
รายวิชาอยธุ ยาศึกษา สค03128 163
ประโยชนข์ องโบราณสถานและโบราณวัตถุ
กระแสพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และความเห็นของ
ม.ล.ปน่ิ มาลากุล เกย่ี วกบั ประโยชนข์ องโบราณสถาน และโบราณวตั ถุ สรปุ ไดด้ ังน้ี
1. แสดงความเป็นมาของประเทศ
2. เปน็ เกียรตแิ ละความภาคภมู ิใจของคนในชาติ
3. เปน็ สง่ิ ทโ่ี ยงเหตุการณ์ในอดตี และปจั จุบันเข้าดว้ ยกนั
4. เป็นสิ่งท่ีใช้อบรมจติ ใจของคนในชาติได้
คำวา่ อนุรกั ษ์ หมายความวา่ การดูแล รกั ษา เพอ่ื ใหค้ งคณุ คา่ ไว้ และใหห้ มายรวมถึงการป้องกัน
การรักษา การสงวน กาปฏิสงั ขรณ์ และการบรู ณะดว้ ย
1. การสงวนรักษา หมายถึง การดูแลรักษาไว้ตามสภาพของเดิมเท่าที่เป็นอยู่และป้องกันมิให้
เสียหายต่อไป
2. การปฏิสังขรณ์ หมายความถงึ การทำใหก้ ลบั คืนสสู่ ภาพอย่างทเ่ี คยเปน็ มา
3. การบูรณะ หมายความถึง การซ่อมแซม การปรับปรุงให้มีรูปทรงลักษณะกลมกลืนเหมือน
ของเดิมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ต้องแสดงความแตกต่างของสิ่งที่มีอยู่เดิมและสิ่งที่ทำ
ข้นึ ใหม่
ศิลปวตั ถุ หมายความว่า สิ่งที่ทำดว้ ยฝีมอื และเปน็ สิ่งทีน่ ิยมกนั วา่ มคี ุณค่าในทางศลิ ปะ
แหล่งโบราณคดี หมายถึง บริเวณที่มีหลักฐานของพฤติกรรมมนุษย์ในอดีต ทั้งที่อยู่บนดิน ใต้
ดิน และใต้นำ้ เชน่ ท่อี ยูอ่ าศัย สุสาน ศาสนสถาน หรือสถานทป่ี ระกอบอาชพี และเรอื อบั ปาง
อุทยานประวัติศาสตร์ หมายถึง บริเวณที่มีหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์สมัยใดสมัยหนึ่ง
ของประเทศ หลกั ฐานและความสำคญั ดังกล่าวอาจเป็นทางวัฒนธรรมการเมือง และสังคมวิทยาก็ได้
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุ มี 2 ฉบับด้วยกัน คือ
พระราชบัญญัติเกี่ยวกับโบราณสถาน โบราวัตถุ และระเบียบว่าด้วยการอนุรักษ์โบราณสถาน
พ.ศ. 2528 สิ่งที่ควรทำเพื่อการอนรุ กั ษ์โบราณสถาน และโบราณวัตถคุ อื
1. ไมเ่ กบ็ โบราณวัตถหุ รือเบยี ดบงั โบราณวัตถเุ ป็นของส่วนตัว
2. ไม่รับซือ้ รับจำนำ โบราณวตั ถุที่ไดม้ าโดยผดิ กฎหมาย
3. ไม่บกุ รกุ รกุ ลำ้ ทำลาย หรือทำให้โบราณสถานเสียหาย
รายวิชาอยุธยาศึกษา สค03128 164
2. โบราณสถาน โบราณวัตถแุ ละศลิ ปวัตถทุ สี่ ำคัญของจังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
พืน้ ทีจ่ ังหวดั พระนครศรีอยุธยา เตม็ ไปด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ จากการเป็นราชธานมี า
417 ปี ตราบจนเสยี กรงุ การทำลายร้าง การขนย้ายหนภี ยั การบุกรกุ ทำลาย หาสมบตั ิซ้ำเตมิ ทั้งการ
สรา้ ง สงิ่ ปลูกสร้างทับซ้อนจงึ สญู เสียสภาพไปจนแทบจะหาเคา้ โครงเดิมไม่ได้ หากแต่คนรนุ่ ใหม่ไม่
ตระหนกั ช่วยกนั อนรุ ักษ์ไว้เราจะสญู เสยี ไปอย่างถาวร
2.1 โบราณสถานที่สำคัญของจงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา
โบราณสถานเหล่านี้มีอยู่ทั้งในเขตกำแพงพระนครและปริมณฑล ส่วนในอำเภออื่นทั้ง 15
อำเภอ เฉพาะทีเ่ ป็นวัดพระยาโบราณราชธานินทร์สำรวจไดบ้ ันทึกไว้ในบันทึกการสำรวจของท่านว่ามี
ถึง 543 แห่ง ยากที่จะนำมาศึกษาได้ทั้งหมดจึงนำมากล่าวไว้พอเป็นสังเขปในส่วนที่ยังไม่ได้เสนอไว้ใน
บทอ่นื ๆมากอ่ นดงั นี้
1. วดั บรมพุทธาราม
วดั บรมพุทธาราม ตั้งอยใู่ นมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนครศรอี ยธุ ยาทางด้านทิศตะวนั ตกเป็นวัดท่ี
สมเด็จพระเพทราชากษัตริย์อยุธยาองค์ที่ 28 แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวงโปรดให้สร้างขึ้นในบริเวณย่าน
ป่าตองอันเคยเป็นนิวาสสถานเดิมของพระองค์ จึงมีฐานะเป็นพระอารามหลวงมีชื่อสามัญว่า “วัด
กระเบอ้ื งเคลือบ” เพราะพระอุโบสถมุงหลงั คากระเบ้ืองเคลือบสเี หลืองต่างจากวดั อ่นื เม่อื พ.ศ. 2499
รายวชิ าอยุธยาศึกษา สค03128 165
2. วัดไชยวฒั นาราม
วัดไชยวัฒนาราม ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา ซึ่งก็ตั้งอยู่ริม แม่น้ำ
เจ้าพระยาทางฝั่งตะวันตกของเกาะเมือง สถาปัตยกรรมวัดนี้จัดวางในผังที่มีระเบียบงดงาม ในกำแพง]
ล้อม 3 ชั้น ตามคติไตรภูมิ วัดไชยวัฒนารามหรือ“วัดไชยยาราม” เป็นพระอารามหลวงที่สมเด็จพระ
เจ้าปราสาททอง โปรดใหส้ ถาปนาข้ึนเป็นวัดอรัญวาสี เม่ือปมี ะเมีย พ.ศ.2173 เพ่อื อทุ ิศถวายพระราช
ชนนี ท่ตี ง้ั นวิ าสสถาน ณ ที่น้นั
-พระพุทธรูปรายรอบระเบียงคด-
พระอโุ บสถอยดู่ ้านริมนำ้ ทางด้านทิศตะวันออกนอกระเบยี งคด มี สภาพปจั จบุ ันเหลือเพียงฐาน
เสา และฐานเสมาเท่าน้ัน
-ซากพระประธานปางสมาธปิ ระดษิ ฐานอย่บู นฐานชกุ ชี-
รายวชิ าอยุธยาศึกษา สค03128 166
3. วดั พระศรีสรรเพชญ์
ที่ตั้งของวัดพระศรีสรรเพชญ์ คือเขตพระราชฐานเมื่อแรกสร้างกรุงครั้งแผ่นดินสมเด็จพระ
รามาธิบดีท่ี 1 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าสามพระยาเกิดเพลิงไหม้ 2 ครั้งซ้อน พระที่นั่งหลายองคน์ า่ จะ
ชำรดุ ลง ประกอบกนั เรมิ่ เกดิ ความคบั แคบพ้ืนท่ีไม่พอใชส้ อยในราชการ สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
-เจดยี ์วดั พระศรสี รรเพชญ์ยามค่ำ- -พระโลกนาถวดั พระเชตพุ น-
รายวิชาอยุธยาศกึ ษา สค03128 167
4. วัดสวุ รรณดาราราม
ด้านหน้าพระอุโบสถวัดสุวรรณดาราราม และด้านหลังพระอุโบสถมีพระเจดีย์ประดิษฐานพระบรมอัฐิ
สมเดจ็ พระปฐมบรมราชชนก(ทองด)ี
ก่อนเสยี กรงุ บรเิ วณที่วัดสวุ รรณดารารามในสมยั อยธุ ยาตั้งอยู่คือย่านถนนจีนใกล้หัวสะพานใกล้
ป้อมเพชร หลวงพินิจอักษร(ทองดี) สมเด็จพระปฐมบรมราชชนกในสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช ได้สร้าง “วัดทอง” ขึ้นใกล้กับบริเวณนิวาสถานของท่านและภริยาชื่อดาวเรือง ครั้นกรุงศรี
อยุธยาแตก วัดทองก็ถูกเผาทำลายกลายเป็นวัดร้างมานานถึง 18 ปี เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด
ฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภเิ ษกและสรา้ งราชธานใี หม่แลว้ 3 ปตี ่อมาใน พ.ศ. 2328 ได้ทรงโปรด
เกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์วัดทองขึ้นใหม่ทั้งอาราม โดยสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระอนุชา
ได้ทรงร่วมปฏิสังขรณ์โดยใช้ชา่ งวังหนา้ ทงั สนิ้ เมื่อการบรู ณปฏสิ ังขรณ์แล้วเสรจ็ จึงพระราชทานนามใหม่
ตามพระนามเดิมของพระราชบิดา(ทองดี)และพระราชมารดา(ดาวเรือง)ว่า “วัดสุวรรณดาราราม” โดย
ประดิษฐานพระบรมอัฐิของสมเด็จพระปฐมบรมราชชนกในพระเจดีย์ ทรงลังกาด้านหลังพระอุโบสถ
โดย พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จกั รี ได้บูรณปฏสิ งั ขรณเ์ สนาสนะและทำนุบำรุงคณะสงฆว์ ดั น้ีสืบเน่ืองมา
เป็นลำดบั
เปรียบเทียบจิตรกรรมในพระอโุ บสถและพระวิหารวดั สุวรรณดาราราม
รายวิชาอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 168
5. วดั พทุ ไธศวรรย์
วัดพทุ ไธศวรรย์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจา้ พระยาฝ่งั ตะวันตก ในตำบลสำเภาล่ม อำเภอ
พระนครศรอี ยธุ ยา เปน็ วัดหน่ึงทคี่ วรจับตาในการการสร้างสิ่งแปลกใหม่ในวดั ที่เปน็ โบราณสถานสำคัญ
นับเนื่องมาจากในสมัยอยุธยาตอนต้น วัดพุทไธศวรรย์เป็นพระอารามหลวงแห่งแรกที่สร้างข้ึน
เมื่อพ.ศ. 1896 ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ณ“ตำบลเวียงเล็กหรือเวียงเหล็ก”
ซึ่งเป็นที่ประทับชั่วคราวในช่วง 3 ปีระหว่างรอการสร้างพระราชวังหลวงที่ริมหนองโสนจะแล้วเสร็จคือ
ในพ.ศ.1893
ตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ที่สมเด็จพระเพทราชาทรงสร้างเป็นที่ ประทับของประมุข
สงฆ์ฝ่ายคามวาสี เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ฐานอาคารมีลักษณะโค้งแบบศิลปะอยุธยาตอนปลาย
ช่องหนา้ ตา่ งชัน้ ลา่ งโคง้ ยอดแหลมแบบตะวนั ตก ชน้ั บนมภี าพจิตรกรรมฝาผนงั เร่อื งทศชาติชาดก ไตรภูมิ
และภาพตำนานสมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารยไ์ ปนมัสการพระพุทธบาททล่ี ังกาทวปี ปัจจุบนั ภาพจิตรกรรม
รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 169
มีสภาพเลือนลางรมิ กำแพงวัดมีพระเจดีย์ทุกสมัยหลายองค์บ่งบอกถึงการอุปถัมภ์ดูแลในยุคต่างๆตลอด
มาไม่ขาดตอน
-
พระพุทธรปู ในระเบียงคด-และพระพุทธไสยาสน์
6. วดั หนา้ พระเมรุ
วัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเนื่องจากเคยเป็นวัดที่
ข้าศึกใช้ตั้งกองกำลังปิดล้อมพระนครจึงเป็นวัดหนึ่งที่ไม่ได้ถูกพม่าทำลาย และยังคงปรากฏ
สถาปัตยกรรมแบบอยุธยาและอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุด มีตำนานกล่าวถึงพระองค์อินทร์เจ้านายใน
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างเมื่อ จ.ศ. 864 หรือพ.ศ. 2046 ชื่อวัดพระเมรุราชิการราม” พระยา
ไชยวิชิต (เผือก) ได้ปฏิสังขรณ์วัด และอัญเชิญพระคันธารราฐยุคทวาราวดีมาจากวัดมหาธาตุมา
ประดิษฐานในวิหารเขียน(วิหารน้อยหรือวิหารศรีสรรเพชญ์) พระพุทธรูปองค์นี้เป็นหินทรายเขียว
จำหลัก ซึ่งมีประวัติน่าสนใจ เพราะเคยประดิษฐานที่มณฑปวัดพระเมรุร้างที่จังหวัดนครปฐม ได้ถูก
ชะลอมายังกรุงศรีอยธุ ยาในครั้งสมเด็จพระมหาจกั รพรรดดิ ้วยเหตุของสงครามพร้อมกบั พระพุทธรปู หนิ
ทรายขาวอกี 2 องค์สว่ นอกี ๒องคท์ ่เี หลอื ไดย้ ้ายมาทวี่ ัดพระปฐมเจดีย์
รายวชิ าอยธุ ยาศึกษา สค03128 170
-พระคนั ธารราฐในวหิ ารนอ้ ย พระนาคปรกยา้ ยมาเก็บ
7. วดั มเหยงคณ์ รกั ษาทีพ่ ช.เจ้าสามพระยา
ประวัติการสร้างวัดมเหยงคณ์มีหลักฐานกล่าวถึงอยู่ 3 ช่วง จากลักษณะทางศิลปกรรมของ
เจดีย์ประธานของวัดเป็นเจดีย์ทรงระฆังบนลานประทักษิณ ที่ฐานมีรูปช้างรอบฐานด้านละ 20 เชือก
ซึ่งอยุธยาได้รับแบบอย่างการสรา้ งเจดีย์ช้างล้อมในศลิ ปะสโุ ขทยั โดยที่สโุ ขทัยรับมาจากคติจากตำนาน
ของศรลี งั กามาอกี ทอดหน่ึง
รายวชิ าอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 171
-ฐานของเจดีย์ที่มีรปู ชา้ งประดบั และพระอโุ บสถ
ศิลปากร กรม, พระราชวงั โบราณ, โรงพมิ พ์สำนกั ทำเนยี บนายกรฐั มนตรี, พ.ศ. 2511
ผงั วัดมเหยงคณ์
พระฉนวนกับเจดยี ท์ องแดง
รายวชิ าอยุธยาศึกษา สค03128 172
8. วดั ใหญช่ ัยมงคล
วัดใหญ่ชัยมงคล เป็นวัดที่เก่าแก่วัดหนึ่ง สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น เมื่อสมเด็จพระ
รามาธิบดีที่ 1 สถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้วพ.ศ.1900 พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้ขุดศพเจ้าแก้วเจ้าไทย
ขน้ึ ปลงศพสถานทนี่ ัน้ โปรดใหส้ ถาปนาเป็นพระอาราม ใหช้ ื่อ วดั ปา่ แกว้
การวางผังศาสนสถานในแบบแนวแกนในสมัยอยุธยาตอนต้น
รายวชิ าอยธุ ยาศึกษา สค03128 173
รายวชิ าอยธุ ยาศึกษา สค03128 174
9. วดั พนญั เชิงวรวิหาร
พงศาวดารเหนือกล่าวว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งกษัตริย์แห่งกรุงอโยธยา ว่าทรงเป็นผู้สร้าง
วัดพนัญเชิงในที่ซึ่งพระราชทานเพลิงพระศพพระพระนางสร้อยดอกหมากพระมเหสีที่ชาวจีนเรียกว่า
ซูแจเนี้ย ในบริเวณแหลมบางกะจะ เพื่ออุทิศถวายกุศลแก่พระนางและปรากฏศาลเจ้าของพระนาง
สร้อยดอกหมากมาตราบทกุ วันน้ี
หลวงพ่อโตหรือพระพุทธไตรรัตนนายกคือ พระพุทธรูปปูนปัน้ ลงรักปิดทอง ศิลปะอู่ทองตอน
ปลาย ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ ขนาดหน้าตักกว้างกว่า 14 เมตรและ สูงกว่า 19 เมตร มีชื่อเรียกไป
ต่างๆกันตามกลุ่มคนและยคุ สมัย เช่นเรยี กว่า หลวงพ่อโต ตามภาษาปากของชาวบ้านทัว่ ไป เรียกว่า
เจ้าพแนงเชิง ตามบันทึกในพงศาวดารกรุงเก่า ส่วนชาวจีนเรียกกันว่า “ซำปอกง” ที่แปลว่าพระ
รตั นตรยั หรือแกว้ ทัง้ 3
รายวิชาอยธุ ยาศึกษา สค03128 175
10. วัดราชบรู ณะ
เจ้าสามพระยาเสด็จมาถงึ กรงุ ศรีอยุธยา รบั การถวายราชสมบัติเป็นพระมหากษัตรยิ ์ลำดับท่ี๗
ในราชวงศ์สุพรรณภูมิ พระองค์โปรดให้สร้างพระเจดีย์คู่ที่ใกล้สะพานในที่ชนช้างสิ้นพระชนม์ของพระ
เชษฐานั้น ต่อมาเรียกว่าเจดีย์เจ้าอ้ายเจ้ายี่ ส่วนในบริเวณวัดที่ถวายพระเพลิงน้ันโปรดให้สถาปนาพระ
ปรางค์ใหญ่ แล้วให้น้ำเครื่องทองซึ่งน่าจะเป็นของสมเด็จพระนครินทราชาทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์
เครื่องราชูปโภคและฉลองพระองค์ท้ังปวงรวมทง้ั เครอ่ื งอุทิศต่างๆมีพระพมิ พ์พระบชู าทั้งของเก่าและทรง
โปรดสร้างใหม่บรรจุในกรุถึง๓ ชั้นที่ตกแต่งด้วยจิตรกรรมอันงดงามยิ่ง เพื่อเป็นพุทธบูชาโดยแท้
แตช่ อื่ วดั ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่าชื่อวัดราชปุณ หมายถึงวัดนี้สร้างเพ่ือเป็นพระราชอุทิศ คือสร้าง
อุทศิ ให้พระราชบดิ ากบั พระเชษฐา ตา่ งจากความหมายราชบรู ณะทหี่ มายถงึ การทรงปฏิสังขรณ์
กรวุ ัดราชบูรณะทางลงชมกรุทท่ี างการทำใหม่กบั ทางที่คนร้ายเจาะลงมาจากเพดานกรุ
การพบเคร่ืองทองคร้ังนี้พระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู ัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เสด็จ
ทอดพระเนตรทรพั ยแ์ ผ่นดนิ ที่ยังไม่ตกลงกนั วา่ จะดำเนนิ การอย่างไรจึงเปน็ ที่มาของพระราชดำรัสวา่
รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 176
“ โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุที่พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะนี้ สมควรจะได้มีพิพิธภัณฑสถานเก็บ
รักษา และตั้งแสดงให้ประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยานี้ หาควรนำไปเก็บรักษา และตั้งแสดง
ณ ทีอ่ ื่นไม่”
กรมศิลปากรจึงได้สร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ขึ้นเพื่อเก็บรักษาจัดแสดง
โบราณวัตถุที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ และโบราณวัตถุพบในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
อาคารก่อสร้างด้วยเงินบริจาคจากประชาชน ซึ่งผู้บริจาคได้รับพระพิมพ์ที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราช
บูรณะเป็นการสมนาคุณ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระนามสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2
(เจา้ สามพระยา) ผู้ทรงสรา้ งพระปรางค์วัดราชบูรณะเปน็ นามพพิ ิธภัณฑ์ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
เม่อื วนั ท่ี 26 ธันวาคม พ.ศ. 2504
http://main.library.tu.ac.th/km/?p=14313
รายวิชาอยธุ ยาศึกษา สค03128 177
11. วัดมหาธาตุ
วัดมหาธาตุ และ เศียรพระพุทธรปู ทส่ี ำนกั งานมรดกโลกนำไปเผยแพรเ่ ป็นสญั ลักษณ์ของมรดกโลก
ในประเทศไทย
วัดมหาธาตุอยู่ตรงข้ามเชิงสะพานป่าถ่านริมคลองประตูข้าวเปลือก พระราชพงศาวดารฉบับพระ
ราชหัตถเลขากล่าวว่า “เมื่อ พ.ศ. 1912 หลังจากเสร็จศึกทางเหนือและสมเด็จพระราเมศวรเสร็จกลับ
เข้าสู่พระนครแล้ว วันหนึ่งเสด็จออกทรงศีลยังพระที่นั่งมังคลาภิเษก เมื่อเพลาสิบทุ่ม ทอดพระเนตรไป
ทางทิศตะวันออกเป้นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จปาฏิหาริย์ จึงทรงเรียกปลัดวังให้เอาพระราชยานทรง
เสด็จออกไป แล้วโปรดให้เอากรุยปักขึ้นไว้ตรงที่ที่พระบรมธาตุเสด็จปาฏิหาริย์ แล้วสถาปนาพระ
มหาธาตุขน้ึ ทน่ี ่นั สูง 19 วา ยอดสงู 3 วา ใหช้ ่ือวดั มหาธาตุ”
12. วัดพระราม
วัดพระรามนั้นเข้ากันโดยทั่วไปว่าน่าจะสร้างขึ้นในปี พ.ศ.1912 ในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร
ซ่ึงครองราชย์ครั้งที่ 1 ในบริเวณท่ีเป็นสถานท่ีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1
(พระเจ้าอู่ทอง) พระราชบดิ า
ปรางค์ประธาน
13. วหิ ารมงคลบพติ ร
วหิ ารพระมงคลบพิตร
รายวิชาอยุธยาศึกษา สค03128 178
พระมงคลบพติ ร เปน็ พระพทุ ธรูปปางมารวิชยั ภายในองค์ก่ออฐิ เป็นแกนแลว้ บุดว้ ยทองสมั ฤทธ์ิ
มีขนาดหน้าตักกว้าง 9.55 เมตร ส่วนสูงเฉพาะองค์พระไม่รวมฐานบัว 12.50 เมตรภายในพระพาหา
เบื้องซ้ายบรรจุพระพุทธรูปหลากหลายที่มาและสมัย มีหลากหลายปางและหลายขนาดซึ่งพบในการ
ปฏิสังขรณ์ภายหลังพณฯอูนุแห่งสหภาพพม่าได้มานมัสการและมอบเงินให้ทางประเทศไทยดำเนินการ
ปฏิสังขรณพ์ ระมงคลบพิตรใหก้ ลบั มางดงามดังเดมิ พระพุทธรูปดังกล่าวน้ีปัจจุบันเก็บรวบรวมและจดั
แสดงไวท้ ี่พิพธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาตเิ จ้าสามพระยา พพิ ิธภัณฑสถานแหง่ ชาติจนั ทรเกษม
3. โบราณวัตถุทสี่ ำคญั ของจงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ 9 ชิ้น ที่ห้ามทำเทียมและห้ามนำออกนอกประเทศ ได้แก่ ศิลาจารึก
พ่อขุนรามคำแหง ธรรมจักร พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระอิศวร ตู้พระธรรม
ช้างทรงเครื่องพระคชาธาร พระเต้าทองคำ และพระแสงขรรค์ 3 ชิ้นสุดท้ายนี้ คือโบราณวัตถุและ
ศิลปวัตถุของ” กรุงศรีอยุธยาโดยแท้และยังเก็บรักษาและจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสาม
พระยาซง่ึ อยูใ่ นจงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา
ช้างทรงเครอ่ื งพระคชาธาร
รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 179
ช้างทรงเคร่ืองพระคชาธารทองคำประดับพลอย ในท่าหมอบบนแทน่ งวงชใู บปรอื สร้างขึน้ ในสมัย
อยธุ ยาตอนตน้ พบในกรวุ ดั ราชบรู ณะในแผ่นดินสมเดจ็ พระบรมราชาธริ าชที่ 2 (เจา้ สามพระยา)
พระเต้าทองคำ (สุวรรณภิงคาร)พระเต้าทองคำชิ้นเดียวที่พบในกรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ
ซึ่งเป็นตัวอย่างของการศึกษาลวดลายฝีมือช่างทองอยุธยาโดยเฉพาะยอดเป็นรูปพรหมพักตร์ซ่ึง
คล้ายคลงึ กบั ลวดลายของศลิ ปะขอมเป็นหลักฐานแสดงวา่ มคี วามนิยม ในลทั ธพิ ราหมณ์ในราชสำนักของ
กรุงศรีอยุธยาแล้วปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัด
พระนครศรีอยธุ ยา
พระแสงขรรค์ เป็นโบราณวัตถุลักษณะเป็นอาวุธมีคมสองด้านที่หมายถึงพระราชอำนาจของ
พระมหากษัตริย์ จึงเป็น 1 ใน 5 ของเบญจราชกกุธภัณฑ์ ฝักพระแสงขรรค์ทำด้วยทองคำ ประดับอัญ
รายวิชาอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 180
มณีอย่างวิจิตรและมีคุณค่าทางศิลปะและประวัติศาสตร์ที่อาจเป็นพระแสงขรรค์ของสายพระราชวงศ์
สุพรรณภมู ิและอาจผ่านพระราชพธิ ีสำคัญเช่นพระราชพิธีศรสี จั ปานการมาแลว้ ก็ได้ พบในกรุพระปรางค์
วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา
จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
เศยี รพระพุทธรปู สำริดขนาดใหญ่
ศลิ ปะสมยั อูท่ องได้จากวัดธรรมิกราช
เศียรพระธรรมิกราชนี้ขนาดสูงเกอื บ 2 เมตรแสดงให้เหน็ ถงึ ความเกา่ แก่ของวัด และฝีมือชา่ ง
โลหะกรรม
บานประตไู มจ้ ำหลักรูปเทวดาทรงพระขรรค์
สถปู วัดพระศรีสรรเพชญ์
รายวิชาอยุธยาศกึ ษา สค03128 181
เคร่ืองทองทคี่ ้นพบจากกรุวดั ราชบูรณะ
ตลับทองรูปสิงโต
ปรางค์วัดราชบรู ณะแสดงให้เหน็ สว่ นของแผ่นทองทีย่ ังเหลืออยู่
รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 182
เครอื่ งทอง ซึ่งพบในกรุวัดราชบูรณะ เชน่ เครื่องประดบั เคร่ืองราชปู โภค
เครือ่ งราชกุธภณั ฑ์ เครือ่ งประดบั ศรี ษะ กำไล แหวนพาหรุ ัด
แผน่ ทองรปู สตั ว์ ในเทพนิยาย (ศลิ ปอยุธยาพุทธศตวรรษที่ 10 ไดจ้ ากกรุพระปรางค์วัดราชบรู ณะ)
รายวิชาอยธุ ยาศึกษา สค03128 183
เครอื่ งประดับศีรษะสตรีทองคำ
ศลิ ปอยธุ ยาถักสานด้วยเสน้ ทองคำเปน็ เส้นเล็กๆ ทำเป็นลวดลายดอกไม้ ใชค้ รอบมวย
ผม ได้จากกรวุ ดั ราชบูรณะ
ภาชนะรูปหงสท์ องคำ ตลับกลม จอกน้ำ เปน็ เครื่องราชูปโภค
(ศลิ ปอยุธยาพุทธศตวรรษที่ 10 ได้จากกรพุ ระปรางคว์ ัดราชบรู ณะ)
รายวชิ าอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 184
4. โบราณสถาน และโบราณวัตถุท่ีสำคญั ในทอ้ งถนิ่ จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา
อำเภอท่าเรือ
ทา่ เจ้าสนุก ทา่ เกย เสน้ ทางรถไฟสายพระพทุ ธบาท ถนนฝร่งั ส่องกล้อง วัดตำหนกั พระเจา้
ทรงธรรม และบ่อน้ำพระเจ้าทรงธรรม ล้วนเปน็ โบราณสถานทอี่ ยู่ในเส้นทางนมสั การพระพุทธบาทท่ี
แมน่ ำ้ ป่าสกั ไหลผา่ น
อำเภอนครหลวง
เปน็ ที่ต้งั ของปราสาทนครหลวงที่สมเดจ็ พระเจ้าปราสาททองทรงนำแบบแผนปราสาทขอมมาสร้าง
ไว้ใกลก้ ับพระตำหนกั นครหลวงซง่ึ เป็นตำหนักประทบั ร้อนในเส้นทางชลมารคสพู่ ระพุทธบาทสระบุรี
ริมแมน่ ้ำป่าสัก ในพระตำหนักประดิษฐานแผน่ หนิ โกลนเป็นวงกลมขนาดใหญ่จงึ เรียกว่าพระจันทรล์ อย
อำเภอบางไทร
วัดสนามไชย หมู่ท่ี 6 ตำบลสนามชัย
รายวิชาอยธุ ยาศึกษา สค03128 185
พ.ศ. 2548 สำนักงานศิลปากรที่ 3 ตรวจพบเจดีย์ที่วัดสนามไชย หมู่ 6 ตำบลสนามไชย อำเภอบางไทร
ถูกปล่อยทิ้งรกร้างกลางสวนริมน้ำเจ้าพระยา ใกล้สามแยกบางไทร ลักษณะของเจดีย์เป็นเจดีย์ย่อมุม
ไม้ยี่สิบ ซึ่งนิยมกันในสมัยอยุธยาตอนปลายก่อบนั ไดรับกับซุ้มจรนำท้ัง4ด้านองค์ระฆังเปน็ เหล่ียมย่อมมุ
ไมส้ ิบสอง
วดั ทา่ ซุงทักษิณาราม หมทู่ ่ี 6 ตำบลไม้ตรา
วัดท่าซุงทักษิณาราม มีศิลปะโบราณ คือเจดีย์ ทรงเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง อายุประมาณ 200 ปี
ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดท่าซุง เนื่องจากบริเวณดังกล่าว เป็นที่จอด พักของแพซุง เพื่อให้ด่านตรวจไม้
เพอ่ื ตีตราไม้ ไดเ้ ปล่ียนเปน็ “ไมต้ รา” ซ่งึ เปน็ ตำบลหน่ึงของ อำเภอบางไทร
อำเภอบางบาล
คา่ ยสีกกุ หมทู่ ี่ 2 ตำบลน้ำเต้า อำเภอบางบาล
รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 186
ค่ายสีกกุ และวดั สีกกุ
ที่ตั้งค่ายสีกุกก็เป็นเหมอื นค่ายโพธิ์สามต้นที่มกี ารรื้ออิฐลงไปสร้างกำแพงเสริมความแข็งแรงให้
กรุงธนบรุ ีหลังการกู้อิสรภาพของสมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราชแล้ว ค่ายนี้เป็นค่ายของมังมหานรธาแม่
ทัพที่ยกมาจากด้านทิศใต้ในสงครามเสียกรุงเมื่อพ.ศ. 2310 โดยมอบหมายเมขลาโบดูแลค่ายเล็กเสริม
กำลังทางน้ำที่บางไทร โบราณสถานแบบนี้แม้ไม่มีเศษซากตัวอาคารมีก็แต่เพียงประวัติของพื้นที่แต่ก็
สามารถนับวา่ เป็นโบราณสถานในแบบพื้นท่ีประวัติศาสตร์ได้ จากเกร็ดประวัตศิ าสตร์เลา่ ว่า ศพของมัง
มหานรธา ได้ทำการฝังและมีการสร้างเจดีย์ไว้ที่วัดสีกุก ค่ายสีกุกที่สร้างนั้นเป็นกำแพงอิฐและดิน
สนั นษิ ฐานว่าไดร้ ้ืออิฐมาจากวัดสกี กุ และวดั ใกลเ้ คียงเพ่ือมาสรา้ งค่าย
เกาะมหาพราหมณ์ หมู่ 1 ตำบลมหาพราหมณ์ อำเภอบางบาล เคยเป็นที่ตั้งโรงเรียนของ
คริสตศาสนกิ ชาวสยามรุ่นเยาว์เรยี กว่าสามเณราลัย ในยามมีเหตุอนั ตรายฉุกเฉนิ พระมหากษัตริย์จะลง
เรือมาคอยที
ลำน้ำนอ้ ย หน้าวดั สกี กุ อยธุ ยา แมน่ ำ้ เจ้าพระยา(คลองบางบาล)
รายวิชาอยุธยาศึกษา สค03128 187
อำเภอบางปะหนั
ค่ายโพธ์สิ ามต้น หมทู่ ี่ 1 ตำบลโพธ์สิ ามต้น
วัดวรนายกรังสรรคเ์ จดยี ์บรรพตาราม หมู่ท่ี1 ตำบลบางปะหนั เดิมชือ่
\
รายวิชาอยธุ ยาศึกษา สค03128 188
วัดเขาดิน ตั้งอยู่ริมน้ำลพบุรีในสมัยอยุธยาเป็นที่พำนักของพระอาจารย์พรหมที่สมเด็จพระนารายณ์
และเจ้าฟ้าอภัยทศผู้เป็นพระอนุชาให้ความเคารพมากและถวายคำแนะนำในเรื่องต่างๆอยู่เสมอ
นายธนิต อยู่โพธิ์อดีต อธิบดีกรมศิลปากร อธิบายว่าวดั ปากคลองช้าง อาจเป็นวัดเขาดินท่ีมีนามในบัดน้ี
วา่ วัดวรนายกรงั สรรค์ ซึง่ มผี ู้ยืนยันวา่ แตเ่ ดมิ เป็นวัดปากนำ้ ประสบ หรือวัดปากนำ้ โพสพเป็นวดั เดยี วกนั
อำเภอบางปะอนิ
พลบั พลาท่ีประทับท่ีสถานีรถไฟบางปะอนิ หมูท่ ี่ 3 ตำบลบา้ นเลน
พลับพลาสถานีรถไฟบางปะอิน เป็นสถานีรถไฟพิเศษแห่งแรก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เพื่อเป็นที่ประทับเมื่อเสด็จพระราชดำเนินแปร
พระราชฐานมาประทับที่พระราชวังบางปะอิน ตามแบบสถาปัตยกรรมประดับกระจกสีตะวันตก บน
เส้นทางรถไฟสายแรกของประเทศไทย วันที่ 26 มีนาคม 2439 คือวันที่ทรงเปิดเส้นทางนี้เสด็จพระราช
ดำเนนิ มาเปดิ พลบั พลา สถานรี ถไฟบางปะอินแห่งน้ีดว้ ย
ประภาคาร หมู่ท่ี 12 ตำบลบา้ นเลน
ประภาคารแห่งนี้สร้างขึ้นพร้อมวัดนิเวศธรรมประวัติ พ.ศ. 2421 ในความสูง 22 เมตร ยามค่ำคืนจะมี
แสงไฟเปน็ สัญญาณเตอื นชาวเรือท่ีขน้ึ ล่องในลำน้ำเจา้ พระยา เนื่องจากบรเิ วณเกาะบ้านเลนน้ยี ังห่างไกล
ชุมชนทรงให้เรือกลไฟนำเสบียงมาส่งที่วัดทุก 15 วันในระยะแรกมีเจ้าหน้าที่สำหนักพระราชวังเฝ้า
ต่อมาจึงใช้เด็กวัดชักรอกตะเกียงเพื่อเติมนำ้ มันมะพร้าวและจุดไฟไวบ้ นยอดประภาคารทุกวัน ภายหลัง
ได้บูรณะเปลี่ยนเป็นตะเกียงไฟฟ้า และเมื่อกิจการเดินเรือในแม่น้ำลดลงไป จึงเลิกใช้งานประภาคารไป
ในที่สดุ ”
รายวิชาอยุธยาศกึ ษา สค03128 189
ตำหนกั เจ้าฟ้าสร้าง หมูท่ ่ี 1 ตำบลบ้านแปง้ สมเดจ็ พระศรีสวรนิ ทิราบรมราชเทวีทรงสร้างท่ปี ระทับ
ทบ่ี างปะอนิ พระราชทานพระราชธดิ าคอื สมเด็จพระปติ ุฉาเจ้ากรมหลวงเพชรบุรรี าชสริ ินธร เจา้ ฟา้
วไลยอลงกรณ์ นรนิ ทรเทพยกุมารี ซ่ึงมีพระกรณุ าธิคุณตอ่ การศึกษาไทยทรงรบั อุปการะโรงเรยี น
และสถาบันการศึกษาไว้มากมาย ต่อมาขนุ วรกจิ โกศล นายอำเภอบางปะอนิ ได้กราบบังคมทลู ขอ
พระราชทานท่ีดินในทส่ี ร้างพระตำหนักสร้างโรงเรยี น จงึ ทรงกรุณาโปรดเกลา้ ฯ พรอ้ มกับพระราชทาน
โรงแถว 6 หอ้ งและโรงเรือด้วย พระราชทานชื่อวา่ โรงเรยี นสมเดจ็ ตอ่ มาได้โปรดเกล้าฯเรยี กว่า
โรงเรยี นเจ้าฟา้ สร้างอาคารพระตำหนักจัดเปน็ พิพธิ ภัณฑภ์ าพทนี่ ่าชมมาก
อาคารพระตำหนักกบั อาคารเรียน
ค่ายขนอนหลวง วดั โปรดสัตว์ ตำบลขนอนหลวง
โบราณสถานสำคัญของบางปะอินมีอยู่มากมายทคี่ วรกลา่ วไว้เพอื่ ศึกษาเพมิ่ เติม เชน่ วัดชมุ พลนิกายา
รามราชวรวหิ าร และสะพานข้ามคลองบ้านเลน วัดนเิ วศธรรมประวตั ิ วัดโปรดสัตว์ วัดทองบ่อ ฯลฯ
รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 190
อำเภอบา้ นแพรก
คลองน้อย ซึ่งเป็นลำคลองเก่าแกต่ ้งั แตส่ มัยกรุงศรอี ยธุ ยา ลำคลองน้อยแยกมาจากแมน่ ้ำลพบรุ ีท่ี
วัดหมูสี ทางประวตั ศิ าสตร์ท่ีแสดงถงึ ความเจรญิ รุ่งเรืองของชมุ ชน อาทิ เครอื่ งปัน้ ดินเผาทีม่ ีจำนวน
มากมาย ตุ๊กตาโบราณ สมัยสุโขทยั และอยุธยา รวมท้ังของใชอ้ น่ื ๆ นับพันๆชน้ิ ท่โี คลนจมดนิ อยู่ตาม
แนวคลองจนสามารถรวบรวมโบราณวัตถุไว้ท่ีพพิ ธิ ภัณฑ์ท้องถ่ินบ้านแพรกจำนวนมาก
วัดหลวงพ่อเขียว ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 ต.สำพะเนียง อ.บ้าน เดิมชื่อ วัดข้าวเขียวหรือวัดพุ่มข้าวเขียว
ชาวบา้ นนิยมเรียกวา่ วัดพระเขยี ว ตามลกั ษณะพระพทุ ธรูปหินทรายสีเขียวแกมเทา ท่ีขดุ พบประดิษฐาน
อยใู่ นพระวหิ ารปจั จบุ ัน
รายวิชาอยธุ ยาศึกษา สค03128 191
อำเภอผักไห่
ผักไห่เป็นย่านอุดมสมบูรณ์ชื่อวัดลาดชะโดคงบอกเล่าถึงลำน้ำที่มีปลาชุกชุม โบราณสถานสำคัญมี
มากมายเชน่ วัดยา่ นอ่างทอง วดั ชีโพน วัดลาดชะโด และยังมีบา้ นเขยี วท่รี จู้ ักไปท่วั บา้ นเขียว เป็น
บ้านขุนพิทักษ์บริหาร (พึ่ง มิลินทวนิช)อดีตนายอำเภอผักไห่ บ้านโบราณนี้สร้างในสมยั รชั กาลที่ 5 อายุ
เกินกว่าร้อยปี สถาปัตยกรรมเป็นบ้านไทยที่ได้รับอิทธิพลทางตะวันตก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อย หมู่ที่ 2
ตำบลอมฤตอำเภอผักไห่ บริเวณท่ีตง้ั มีเนื้อทป่ี ระมาณ 1 ไร่ 1 งาน
บา้ นของหมนื่ ปฏพิ ทั ธภูบาล (นายชา้ ง) เพื่อนตน้ ชาวผกั ไห่
อำเภอมหาราช
ท่อี ำเภอมหาราชเส้นทางโบราณส่เู มืองลพบรุ ีพระตำหนกั เจา้ ปลุกเป็นพระตำหนักประทับร้อน
ระหว่างทางปจั จบุ ันคือวัดหน้าวัว มวี ัดโบราณหลายแห่ง
รายวชิ าอยุธยาศึกษา สค03128 192
อำเภอเสนา
วัดรางจระเข้ ต.บา้ นโพธ์ิ
สันนิษฐานว่าเป็นวดั เก่าแก่วัดหนึ่ง อายุไม่ต่ำกว่า 400 ปีเศษ เจ้าอาวาสวัดรางจระเข้ ได้นำอิฐ
ไปใหน้ ักโบราณคดีพสิ ูจน์ และนกั โบราณคดีก็ยืนยนั วา่ เปน็ อฐิ โบราณเกา่ แก่สมยั กรุงศรีอยุธยา
วัดรางจระเข้ ต้ังอย่ตู ำบลบา้ นโพธิ์
อำเภออุทัย
บ้านพรานนก หมู่ท่ี 2 ตำบลโพสาวหาญ
อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน ระลึกถึงเป็นเส้นทางเดินทางออกจากกรุงศรีอยุธยาเพื่อไป
เตรยี มการกลับมากู้ชาติตอ่ ไป
รายวชิ าอยุธยาศึกษา สค03128 193
บทที่ 8
พระอารามหลวง
แนวคดิ
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ สถานที่ชุมนุม
ของพุทธศาสนิกชนหรือสถานที่ที่เป็นศูนย์กลางสำคัญของพุทธศาสนาก็คือวัด วัดในจังหวัด
พระนครศรีอยุธยา แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาและสำนักสงฆ์
คำว่าวิสุงคามสีมาในที่นี้หมายถึงเขตที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่สงฆ์เพื่อใช้เป็นที่สร้างโบสถ์
ดังนั้นวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาคือวัดทีม่ ีอุโบสถเป็นที่ทำสังฆกรรม ส่วนสำนักสงฆ์คือวัดทีย่ งั
ไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาจึงไม่มีอุโบสถ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีวัดเป็นจำนวนมาก
รวมถึงมี พระอารามหลวงซึ่งเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ทรงสร้างหรือทรง
บูรณปฏิสังขรณ์หรือมีผู้สร้างน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นวัดหลวง หรือวัดที่ราษฎรสร้างหรือ
บรู ณปฏสิ งั ขรณ์และขอพระราชทานให้ทรงรบั ไว้เปน็ พระอารามหลวง
ตวั ชีว้ ดั
1. อธิบายประวัติความเป็นมา และความสำคัญของพระอารามหลวง
2. จำแนกประเภทพระอารามหลวงชั้นเอก ชั้นโท และช้นั ตรี
3. บอกชือ่ พระอารามหลวงในจังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
เนือ้ หา
1. ความหมาย ความสำคัญของพระอารามหลวง
2. ช่อื ประเภท และลำดบั ช้นั ของพระอารามหลวง
3. ประวัติความเป็นมาของพระอารามหลวงในจงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยา
รายวชิ าอยุธยาศึกษา สค03128 194
เรอ่ื งท่ี 1 ความหมาย ความสำคญั และประเภทของพระอารามหลวง
พระอารามหลวง คือ วัดที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ทรงสร้างหรือทรง
บูรณปฏิสังขรณ์ หรือมีผู้สร้างน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นวัดหลวง และวัดที่ราษฎรสร้าง หรือ
บูรณปฏิสังขรณ์ และขอพระราชทานให้ทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวง แต่เดิมนั้นยังไม่มีการจัดแบ่ง
พระอารามหลวงอย่างเป็นทางการ เพียงแต่มีการจัดแบ่งพระอารามหลวงออกเป็นหลายชั้นตาม
ความรู้สึกหรืออาศัยการคาดเดาตามสถานการณ์ เช่น ดูจากการพระราชทานเทียนพรรษาขี้ผึ้งหรือไม้
เล่มเดียวหรือมากกว่านั้น ในปี พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าให้มีการจัดระเบียบแบ่งชั้นพระอารามหลวงขึ้นอย่างเป็นระบบ ทรงจัดลำดับชั้นของพระ
อารามหลวงออกเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นเอก ชั้นโท และชั้นตรี แต่ละชั้นยังแยกระดับออกไปอีกหลายระดับ
โดยมีสรอ้ ยต่อท้ายช่อื วัดตามฐานะดงั นี้
1. พระอารามหลวงช้ันเอก ได้แก่วดั ท่มี ีเจดียสถานบรรจพุ ระบรมอฐั ิหรอื เป็นวัดท่ีมเี กียรติสูง
มีเจา้ อาวาสเปน็ พระราชาคณะผใู้ หญ่ขนึ้ ไปมี 3 ชนิด คือ
- ชนิดราชวรมหาวิหาร
- ชนิดราชวรวหิ าร
- ชนดิ วรมหาวิหาร
2. พระอารามหลวงชั้นโท ได้แก่ วัดที่มีเจดียสถานสำคัญ มีเจ้าอาวาสเป็นพระราชาคณะ
สามญั ขึน้ ไปมี 4 ชนดิ คือ
- ชนิดราชวรมหาวหิ าร
- ชนดิ ราชวรวหิ าร
- ชนดิ วรมหาวหิ าร
- ชนิดวรวหิ าร
3. พระอารามหลวงชัน้ ตรี ได้แก่ วดั ประจำหัวเมอื ง หรือวัดที่มคี วามสำคญั ชนั้ รอง มี
เจ้าอาวาสเป็นพระครชู ้ันสงู ขน้ึ ไป มี 3 ชนิด คอื
- ชนดิ ราชวรวิหาร
- ชนดิ วรวหิ าร
- ชนดิ สามญั (ไม่มีสร้อยนามตอ่ ทา้ ย)
รายวิชาอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 195
ชนิดและขนาดแห่งพระอารามหลวง
1. ราชวรมหาวิหาร คือ พระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช
ทรงสร้างและปฏสิ ังขรณ์เปน็ การส่วนพระองค์
2. วรมหาวิหาร คือ พระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช
ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์และพระราชทานเป็นเกียรติยศแก่ผู้ต่ำศักดิ์ลงมา รวมทั้งวัดที่ประชาชนสร้าง
หรอื ปฏิสงั ขรณ์และทรงรบั ไว้เปน็ พระอารามหลวงซ่ึงจัดได้ว่าเป็นวดั ท่ีมเี กียรติ
3. ราชวรวหิ าร คอื พระอารามทมี่ ีสง่ิ ปลูกสรา้ งขนาดใหญโ่ ตสมพระเกยี รติ
4. วรวิหาร คือ พระอารามท่มี สี ่งิ กอ่ สร้างใหญโ่ ต แตม่ คี วามสำคญั นอ้ ยลงมา
5. สามัญ คือ พระอารามหลวงที่ไม่เข้าในหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะไม่มีสร้อยต่อท้ายชื่อ คงใช้
เฉพาะชื่อวัดเทา่ นัน้
เร่ืองท่ี 2 พระอารามหลวงทสี่ ำคญั ในจังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
1. ประวัติความเป็นมา และความสำคญั ของพระอารามหลวงชั้นเอก
1.1 วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร เดิมชื่อวัดเสื่อ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราช
วรวิหารตั้งอยู่ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรี
อยุธยา ได้รับการปฏิสังขรณ์โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยปฏิสังขรณ์
ท้งั วัด แลว้ เสร็จเม่ือปี พ.ศ. 2406 และพระราชทานนามใหมว่ า่ วดั เสนาสนาราม เปน็ วดั ธรรมยุตกิ นกิ าย
ศาสนสถานที่สำคัญของวัดได้แก่ พระอุโบสถ เป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา หน้าบันด้านหน้าและ
ด้านหลงั เป็นไม้แกะสลักปดิ ทอง ประดบั กระจกรูปช้างเอราวณั ขนาบด้วยฉัตร เหนอื เศียรช้างเอราวัณมี
พระราชลัญจกรในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือรูปพระมหามงกุฏ ภายในพระอุโบสถมี
ภาพวาดจติ รกรรมฝาผนงั ซึ่งเป็นภาพวาดในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัว
ภาพ วดั เสนาสนารามราชวรวหิ าร
ท่มี า : http://watsenasanaram.blogspot.com/
รายวิชาอยุธยาศึกษา สค03128 196
นอกเหนือจากพระอุโบสถ ยงั มพี ระวิหารพระพทุ ธไสยาสน์ และพระวหิ ารพระอนิ ทรแ์ ปลง
ซึ่งเป็นสิ่งศักดิส์ ทิ ธข์ิ องวัด ภายในพระวิหาร มภี าพจติ รกรรมฝาผนงั สมยั รชั กาลท่ี 4 ซึง่ ยงั คงความงดงาม
จนถงึ ปัจจุบัน
พระสัมพุทธมุนีเป็นพระประธานในพระอุโบสถ ประดิษฐานอยู่ในซุ้มเรือนแก้วยอดพระ
มหามงกุฎ มีขนาดหน้าตักกว้าง 2 ศอก 2 นิ้ว สูงตลอดพระรัศมี 3 ศอก 1 นิ้ว ที่ซุ้มเรือนแก้วมีอักษร
ขอมจารกึ ไว้ รอบๆมจี ติ รกรรมฝาผนงั รูปเทพชุมนุม
1.2 วัดสวุ รรณดารารามราชวรวหิ าร ( รายละเอยี ดอยใู่ นโบราณสถาน บทที่ 7 )
ภาพ จิตรกรรมฝาผนงั การยุทธหตั ถภี ายในพระอโุ บสถ วัดสวุ รรณาดาราราม
จงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา
ถา่ ยโดยวลัยภรณ์ นาคพนั ธ์ุ เมอื่ 25 มีนาคม 2549
1.3 วดั นิเวศธรรมประวตั ริ าชวรวิหาร ( รายละเอียดอยู่ในแหล่งท่องเท่ยี ว บทท่ี 3)
ภาพ ภายนอกพระอโุ บสถทรงกอทกิ
ทม่ี า : th.wikipedia.orgWatNiwesDharmaPrawati
รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 197
2. ประวัตคิ วามเปน็ มา และความสำคญั ของพระอารามหลวง ชัน้ โท
2.1 วดั ชมุ พลนกิ ายารามราชวรวิหาร เปน็ พระอารามหลวงช้ันโทชนดิ ราชวรวิหาร ตั้งอยู่
ที่หัวเกาะบางปะอิน ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีอาณาเขตติดกับ
พระราชวงั บางปะอิน
วัดชุมพลนิกายาราม สร้างโดยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 5 (พระเจ้าปราสาททอง) ในสมัย
กรงุ ศรอี ยธุ ยาเป็นราชธานี เม่อื พ.ศ. 2175 ตรงบรเิ วณที่เป็นเคหสถานเดิมของพระราชชนนขี องพระองค์
ภาพ วดั ชมุ พลนกิ ายารามราชวรวิหาร
2.2 วัดพนัญเชงิ วรวิหาร ( รายละเอียดอยใู่ นแหล่งเรยี นรู้ บทที่ 3 )
ภาพ พระพุทธไตรรัตนนายก วัดพนัญเชิงวรวิหาร
รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 198