The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสืออยุธยาศึกษา (บทที่ 1-3) บทเรียนออนไลน์ที่ 7-10

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by กศน.อำเภอบางบาล, 2021-05-12 02:36:22

หนังสืออยุธยาศึกษา

หนังสืออยุธยาศึกษา (บทที่ 1-3) บทเรียนออนไลน์ที่ 7-10

วดั กษัตราธริ าชวรวหิ าร

วัดกษัตราธิราชวรวิหาร เป็นวัดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่นอกเกาะเมืองตั้งอยู่ตรงข้ามกับเจดีย์
พระศรีสุรโิ ยทยั เดมิ เรียกช่ือ "วดั กษัตรา" หรือ "วัดกษตั ราราม" เปน็ วดั เกา่ แก่โบราณสรา้ งในสมัยกรุงศรี
อยุธยาเป็นราชธานี ในต้นรัตนโกสินทร์เกิดเหตุการณ์ที่พระราชพงศาวดารบันทึกว่า “...ปีขาลสัมฤทธิ
ศก จุลศักราช 1180 พ.ศ. 2361 วันเสาร์เดือน 6 ขึ้น 12ค่ำเวลาพลบ เกิดพายุใหญ่ที่กรุงเก่าฟ้าผ่ายอด
พระเจดีย์ วัดภูเขาทอง วดั เจ้าขรัว และพระปรางคว์ ัดกษัตรายอดหัก พระเจดีย์วัดภูเขาทอง และวัดเจ้า
ขรัวใครปฏสิ ังขรณ์ปรากฏไม่ ไดค้ วามแต่วา่ วัดกษัตราน้ัน เจา้ ฟา้ กรมขนุ อศิ รานรุ กั ษท์ รงปฏิสังขรณ์” (ต้น
ราชสกุลอิศรางกูล ณ อยุธยา )วัดกษัตราธิราชเป็นวัดที่ความงามด้วยศิลปกรรม และทิวทัศน์โดยรอบ
โดยเฉพาะพระอุโบสถที่ประดับด้วยหินอ่อนที่นำเข้าจากอิตาลีคราวเดียวกับการสร้างวัดเบญจมบพิตร
และคนั ทวยไม้จำหลกั ที่ออ่ นช้อยสวยงามทหี่ ลงเหลอื มาจากสมัยอยธุ ยา

รายวชิ าอยธุ ยาศึกษา สค03128 99

วัดไชยวัฒนาราม
( รายละเอียดอย่ใู นแหลง่ ทอ่ งเท่ยี ว บทที่ 3 )

รายวิชาอยุธยาศึกษา สค03128 100

วดั มเหยงคณ์

สันนษิ ฐานวา่ ต้ังช่อื ตามมหยิ งั คณะเจดีย์ในลังกาทวีป ตอ่ มารชั กาลสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัวท้ายสระ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการปฏิสังขรณ์วัดมเหยงคณ์ ครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2252 โดยเสด็จมา
ตรวจตราการปฏสิ ังขรณ์อยู่เนือง ๆ จึงโปรดใหส้ ร้างพระตำหนักทปี่ ระทับขนึ้ บนพนื้ ที่ทางด้านทิศใต้นอก
กำแพงวดั ลกั ษณะเปน็ อาคารตกึ 2 ช้ัน แบบเดยี วกบั วัดกุฎีดาว และตำหนกั พระพุทธโฆษาจารย์

รายวชิ าอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 101

วดั ประดู่ทรงธรรม

ตั้งอยู่นอกเกาะเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือในกลุ่มวัดเขตเมืองอโยธยาเป็นวดั โบราณสร้างใน
สมัยอยุธยา แต่ไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับการสร้างเพียงกล่าวในพงศาวดารปี 2163 ความว่าในคราวที่
พระภิกษุสงฆ์ของวัดประดู่ 8 รูป ได้ช่วยเหลือพระเจ้าทรงธรรม ให้หลบหนีจากการก่อกบฏของพวก
ญี่ปุ่นที่หมายปลงพระชนม์ชีพ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่พระที่นั่งจอมทองในวัดพระศรีสรรเพชญ์
นอกจากนี้ยังมี การกล่าวถึงในคราวที่พระเจ้าอยู่หัวอุทุมพร หรือที่เรียกกันว่า "ขุนหลวงหาวัด"
หลังจากทรงผนวชที่วัดอโยธยาแล้วได้เสด็จมาพำนักที่วัดประดู่ทรงธรรม เมื่อพม่าล้อมกรุงจึงเสด็จไป
พำนักที่วัดราชประดิษฐานก่อนถูกกวาดต้อนไปอังวะภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2310

รายวิชาอยุธยาศึกษา สค03128 102

วดั ชุมพลนกิ ายาราม

วดั ชมุ พลนิกายาราม เปน็ พระอารามหลวงชั้นโท ชนดิ ราชวรวิหาร ตงั้ อยทู่ ี่หวั เกาะบางปะอิน ตำบล
บ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ติดต่อกับเขตอุปจาระพระราชวังบางปะอิน มี
อาณาเขตโดยยาวประมาณ 4 เส้นเศษ ด้านเหนอื กว้าง 1 เสน้ เศษ ด้านในยาวประมาณ 4 เสน้ เศษติดกับ
พระราชวงั บางปะอนิ ด้านตะวนั ออกตดิ คลอง ด้านตะวนั ตกจรดลำนำ้ เจ้าพระยา

ศนู ย์ศิลปาชพี บางไทร

พ.ศ. 2523 สมเด็จพระนางเจ้าสริ ิกิต์ิ พระบรมราชินนี าถ โปรดเกล้าฯ ใหจ้ ัดตงั้ ศูนย์ฯ แห่งน้ขี ึ้นรมิ ฝั่ง
แมน่ ำ้ เจ้าพระยา ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร ( รายละเอียดอยใู่ น บทที่ 3 เรือ่ งแหลง่ ทอ่ งเที่ยว )

รายวิชาอยธุ ยาศึกษา สค03128 103

หม่บู า้ นโปรตเุ กส

http://www.holidaythai.com/browse_all.php?p=302
หมู่บ้านโปรตุเกส ตั้งอยู่ที่ตำบลสำเภาล่ม บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตก อยู่ทางใต้
ของตัวเมือง ชาวโปรตุเกสเป็นชาวยุโรปชาติแรกท่ีเข้ามาติดต่อค้าขายกับกรงุ ศรีอยุธยาเมื่อปีพ.ศ. 2054
โดยอลั ฟองโซ เดอ อัลบู- เคอร์ก ผสู้ ำเรจ็ ราชการของโปรตเุ กส ประจำเอเชีย ไดส้ ง่ นายดูอาร์เต้ เฟอร์นัน
เดส เป็นทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา ชาวโปรตุเกสเข้า
มาตั้งหลักแหล่งค้าขายและ เปน็ ทหารอาสาในกองทพั สมเดจ็ พระไชยราชา เปน็ ต้นมา สรา้ งโบสถ์ข้นึ เพื่อ
เผยแพร่ศาสนาและเปน็ ศนู ย์กลางของชมุ ชน

รายวิชาอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 104

หม่บู า้ นญ่ีปนุ่

หมู่บ้านญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่ตำบลเกาะเรียน สามารถเดินทางจากวัดพนัญเชิงไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร
ก็จะเห็นอาคารผนวกหมู่บ้านญี่ปุ่นตั้งอยู่ทางด้านขวามือ ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีชาวต่างประเทศเข้ามา
ค้าขายเปน็ จำนวนมาก ญ่ปี นุ่ เปน็ ชนชาติหนึ่งท่ีเดินทางเข้ามาในสมัยน้ัน

ค้มุ ขนุ แผน

ตั้งอยู่ท่ีถนนป่าโทน เป็นตัวอย่างของหมูเ่ รือนไทยภาคกลาง ในรูปแบบเรือนคหบดีไทยสมัยโบราณ
เดิมเป็นจวนสมุหเทศาภิบาล มณฑลกรุงเก่า พลตรีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์
ทรงสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2437 ที่เกาะลอยบริเวณวัดสะพานเกลือซึ่งอยู่ตรงข้ามพระราชวังจันทรเกษม
ตอ่ มาในราวปีพ.ศ. 2483 นายปรดี ี พนมยงค์ รัฐบรุ ษุ อาวุโสไดย้ ้ายจวนหลงั นี้มาสร้างในบริเวณท่ีเคย
เป็นที่ตั้งคุกนครบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา พร้อมทั้งสร้างเรือนไทยเพิ่มขึ้นอีกในปี พ.ศ. 2499 และให้ชื่อ
เรอื นไทยนี้ว่าค้มุ ขุนแผน ซงึ่ ในวรรณคดีเรอื่ ง “เสภาขนุ ชา้ ง ขนุ แผน”

รายวชิ าอยธุ ยาศึกษา สค03128 105

เพนยี ดคลอ้ งช้าง

http://www.weekendhobby.com/board/photo
ตัง้ อย่ตู ำบลสวนพริก ทุ่งทะเลหญ้าซึ่งย้ายมาจากเพนียดวัดซอง บริเวณหวั รอในรัชกาลสมเด็จ
พระมหาจักรพรรดิและทำหน้าที่เป็นสถานที่คล้องช้างท่ีต้อนมาจากปา่ เขาใหญ่ดงพญาไฟ หรือดงพญา
เยน็ ในปจั จบุ นั ข้ามแม่นำ้ มาทต่ี ำบลทา่ ช้างและปากจ่ันและต้องเปน็ เพนียดเพื่อใหห้ มอชา้ งเลือกคล้องช้าง
ลักษณะดีไว้ใช้ในราชการ ได้ชำรดุ ทรุดโทรมในชว่ งเสียกรงุ จนรัชกาลท่ี 1 ทรงโปรดให้มีการซ่อมแซม

รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 106

บทท่ี 5
ความเช่อื วัฒนธรรม และประเพณีของชาวอยธุ ยา

แนวคิด
ความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณี เป็นสิ่งสำคัญท่ีเป็นระเบียบแบบแผน และแนวปฏิบัติ

ที่สืบทอดกันต่อ ๆ มา ประเพณีใดท่ีมีมูลฐานเข้ากับจิตใจและนิสัยของคน และไม่เป็นการเสียหายแล้ว
คนส่วนใหญ่ก็จะรักษาสืบทอดต่อเนื่องกัน เพราะถือว่ายังมีประโยชน์ต่อสังคม และถือเป็นสัญลักษณ์
หรือบุคลกิ ลกั ษณะของชาตนิ ้นั ๆ

ความเชื่อ ก่อให้เกิดวัฒนธรรม และประเพณีที่สำคัญของชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่าง
มากมาย อาทิเชน่ ประเพณีวันสงกรานต์ ประเพณีทิ้งกระจาดวัดพนัญเชงิ วรวิหาร ประเพณีการแข่งเรือ
ยาว ประเพณีการลอยกระทง ฯลฯ

ตวั ชี้วัด
1. อธบิ ายความหมายและความสำคญั ของความเช่ือ วัฒนธรรม และประเพณขี องไทย
2. อธบิ ายวัฒนธรรมและประเพณีที่สำคัญของชาวจังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา

เนอื้ หา
1. ความหมายและความสำคญั ของความเชอ่ื วฒั นธรรม และประเพณี
2. วัฒนธรรมและประเพณีของชาวจงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา

รายวชิ าอยุธยาศึกษา สค03128 107

เร่ืองท่ี 1 ความหมายและความสำคญั ของความเช่อื วัฒนธรรม และประเพณี

1.1 ความหมายของ “ความเช่ือ”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน (2554) ได้ให้ความหมายของคำว่า เชื่อ ไวว้ ่า การเห็นตาม
ดว้ ย มน่ั ใจ เชื่อถือ
ความจาํ เปนที่มนุษยตองผูกพนั อยกู ับความเชื่อ ทส่ี ําคญั มีอยู่ 5 ประการคอื
1. มนุษยไมอาจขาดความเช่ือหรือความคิดได เพราะหากขาดความเชือ่ เสยี แลว มนุษยจะไม
เขาใจตนเอง และไมเขาใจโลกหรอื สภาพสงิ่ แวดลอมได ถาไมเขาใจส่งิ เหลานั้นแลว มนุษยกไ็ มอาจ
ดํารงชวี ติ อยูได ตวั อยางเช่น หากไมรวู าตนเปนใคร ชายหรือหญิง เดก็ หรือผูใหญ กจ็ ะไมอาจตดิ ตอกับ
ผูอืน่ ได หากไมมีความรูเกี่ยวกับสภาพแวดลอมก็ไมอาจใชประโยชน จากส่ิงแวดลอมหรอื อาจถูก
ภยนั ตรายจากสภาพแวดลอมได การเขาใจหรอื มคี วามเช่ือในส่งิ เหลาน้ี จึงทําใหมนุษยสามารถดาํ รงชวี ติ
อยูได
2. ชีวิตมนุษย มีทั้งสิ่งท่ีเห็นได พิสูจนได เขาใจได และสิ่งที่มองไม่เห็นหรือพิสูจน์ไม่ได้ หาก
มนุษยไมมีความคิดหรือความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งเหลานี้เปนฐานไวบางแลว มนุษยก็จะไมสามารถประพฤติ
ปฏิบัตเิ กีย่ วกับส่ิงเหลานั้นได เชน อนาคตเปนสง่ิ ที่ยงั มองไมถงึ ผหี รือเทวดาเปนสิ่งที่มองไมเห็น ความรัก
ความชัง ความดีความชั่วก็วัดไมได มนุษยจะตองอาศัยความเชื่อหรือสรางความคิดเกีย่ วกับส่ิงเหลานี้ไว
เปนทนุ เพอ่ื จะไดประพฤตปิ ฏิบัติหรือเสรมิ ตอส่งิ เหลาน้ันได้ถูกต้อง
3. ความเชอื่ ทาํ ใหมนุษยเกิดความมนั่ ใจ เชน เมอ่ื มนษุ ยเ์ ชื่อว่าเครื่องบินสามารถบินในอากาศ
ได้ เช่อื ว่าตนมีกาํ ลงั กายทดี่ กี จ็ ะมคี วามม่ันใจในการตอสู เชื่อวาสัมมาอาชพี เปนการทาํ ไดแมยากลาํ บากก็
มกี ําลงั ใจฝาฟนทํา เปนตน
4. ความเชื่อทําใหเกิดความสบายใจ เชน เชื่อในเจตนาของพระเจาที่จะทดลองความอดทน
คนไขเช่ือความสามารถของหมอ จึงยอมใหผาตดั (ดวยความสบายใจ) เปนตน

รายวชิ าอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 108

1.2 ความหมายของ “วฒั นธรรม”

วัฒนธรรม โดยทั่วไปหมายถึง รูปแบบของกิจกรรมมนุษย์และโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้
กิจกรรมนั้นเด่นชัดและมีความสำคัญ วิถีการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นพฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้าง
ขึ้น ด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตน ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตาม
ยคุ สมัย และความเหมาะสม

วัฒนธรรมในภูมิภาคต่าง ๆ อาจได้รับอิทธิพลจากการติดต่อกับภูมิภาคอื่น เช่น การเป็นอาณานิคม
การค้าขาย การย้ายถิ่นฐาน การสื่อสารมวลชนและศาสนา อีกทั้งระบบความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
ศาสนา มบี ทบาทในวฒั นธรรมในประวัตศิ าสตร์ของมนษุ ยชาติมาโดยตลอด

วัฒนธรรม หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลม
เกลยี วกา้ วหนา้ ของชาติ และศีลธรรมอนั ดีของประชาชน

1. ลักษณะท่แี สดงถงึ ความเจริญงอกงาม
1.1 ความเจริญทางวัตถุ
1.2 ความงอกงามทางจติ ใจ

2. ลักษณะท่ีแสดงถึงความเป็นระเบียบเรยี บร้อย
2.1 ความเป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ยในการแต่งกาย จรรยามารยาทในทส่ี าธารณะ
2.2 ความเป็นระเบยี บเรียบรอ้ ยในการปฏิบตั ิงานและการปฏิบัตติ อ่ บ้านเมือง
2.3 ความเป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ยในการประพฤตติ น อันเปน็ ทางนำมาซงึ่ เกยี รติของ
ชาตไิ ทยและพทุ ธศาสนา

3. ลกั ษณะที่แสดงถึงความกลมเกลียวกา้ วหน้าของชาติ
3.1 ความสามคั คขี องหมูค่ ณะ
3.2 ความเจริญก้าวหนา้ ในทางวรรณกรรมและศิลปกรรม
3.3 ความนิยมไทย
4. ลักษณะท่ีแสดงถึงศลี ธรรมอันดขี องประชาชน
4.1 ทำตนให้เป็นคนมีศาสนา
4.2 การปฏิบัตติ นในหลักธรรมของพุทธศาสนา
4.3 การรักษาระเบยี บประเพณีทางศาสนา

รายวชิ าอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 109

วัฒนธรรม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. วัฒนธรรมทางวัตถุ คือ เครื่องมือ เครื่องใช้ ที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อความสุข
ทางกาย อันได้แก่ ยานพาหนะ ที่อยู่อาศยั ตลอดจนเคร่ืองปอ้ งกันตัวให้รอดพ้นจากอันตรายท้งั ปวง
2. วฒั นธรรมทางจิตใจ เป็นเรื่องเกี่ยวกบั เครื่องยดึ เหน่ียวจิตใจของมนุษย์ เพ่ือให้เกิดปัญญา
และมีจิตใจที่งดงาม อันได้แก่ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม คติธรรม ตลอดจนศิลปะ วรรณคดี และ
ระเบยี บแบบแผนของขนบธรรมเนียมประเพณี
ความสำคัญของวฒั นธรรม
1. วัฒนธรรมเป็นเครื่องกำหนดความเจริญหรือความเสื่อมของสังคม และเป็นเครื่องกำหนด
ชีวติ ความเปน็ อยู่ของคนในสังคม
2. การศกึ ษาวฒั นธรรมจะทำใหเ้ ข้าใจชีวติ ความเปน็ อยู่ ค่านิยมของสังคม เจตคติความคิดเห็น
และความเช่ือถือของบุคคลได้อยา่ งถูกต้อง
3. ทำใหม้ ีความรสู้ ึกเป็นพวกเดียวกนั และใหค้ วามร่วมมอื กันได้
4. ทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม เพราะวัฒนธรรมคือกรอบ หรือแบบแผนของการ
ดำรงชีวติ
5. ทำให้มพี ฤติกรรมเป็นแบบเดียวกนั
6. ทำให้เขา้ กบั คนพวกอืน่ ในสงั คมเดยี วกนั ได้
7. ทำให้มนุษย์มสี ภาวะทแี่ ตกต่างจากสตั ว์

1.3 ความหมายของ “ประเพณี”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายของคำว่า “ประเพณี” ไว้ว่า
หมายถึง สิ่งที่นิยมถือปฏิบัติสืบ ๆ กันมาจนเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียม หรือจารีตประเพณี
ซึ่งขนบธรรมเนียมในที่นี้มีความหมายว่า แบบอย่างที่นิยมกันมา ส่วน จารีตประเพณี ก็คือ ประเพณีท่ี
นยิ มและประพฤติกนั สืบมา ถา้ ฝา่ ฝืนถือวา่ เปน็ ผิดเปน็ ชั่ว

ในหนังสืองานนิพนธ์ชุดสมบูรณ์ของศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน ในหมวดขนบธรรมเนียม
ประเพณี เลม่ 1 ไดอ้ ธิบายไวส้ ว่ นหนง่ึ ไว้ดังนี้

ประเพณีใดก็ตามหากถือเป็นธรรมเนียมว่าสมควรประพฤติกันอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีผิดถูกทาง
ศีลธรรมหรือทางระเบียบแบบแผน แต่ถือเป็นเพียงเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ แบบนี้เรียกว่า ธรรม
เนียมประเพณี หรือ ประเพณีนิยม เช่น การแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่ด้วยการยกมือไหว้ อย่างไรก็ดี
ประเพณีต่าง ๆ จะเป็นประเพณีขึ้นได้ ต้องเป็นสิ่งที่สืบต่อ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมานาน หาก

รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 110

เป็นอยู่ชั่วขณะ แม้จะนิยมปฏิบัติกันทั่วไป ก็มิใช่เป็นประเพณี เป็นแต่เพียง “แฟชั่น” ซึ่งนิยมกันสมัย
หน่ึงเทา่ นน้ั พอหมดความนิยมกเ็ ลกิ กนั ไป
ประเพณีเกิดจากความประพฤติหรือการกระทำของใครคนหนึ่งหรือหลายคน ซึ่งเห็นประโยชน์และ
ความจำเปน็ ตามท่ีต้องการจากการกระทำเชน่ นน้ั และเมือ่ คนอ่ืนเห็นดีกเ็ อาอย่าง ทำตามเป็นแบบอย่าง
เดียวกัน และสืบต่อเป็นส่วนรวมมาช้านาน จนกลายเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมของชาติขึ้น
วัฒนธรรม คือวิถีแห่งชีวิต หรือความเป็นอยู่ของคนในส่วนรวม อันมีความเจริญงอกงามได้ ถ้า ผู้เป็น
เจ้าของรู้จักรักษาและปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม เหมาะกับความเป็นไปของสมัย ซึ่งผู้ท่ี
จะรู้จักแก้ไขและปรับปรุงของเก่าให้เข้ากับสมัยได้ดี เป็นผู้ที่มีความสามารถริเริ่ม มีความคิด จิตใจท่ี
ทันสมัย รจู้ กั ปรบั แก้ของโบราณใหม้ ีความแปลกใหม่ ซ่ึงการปรบั ปรุงแกไ้ ขน้ีทำได้ 2 แบบ คือ

1. ปรับปรุงและแก้ไขเก่าให้เปน็ ใหม่ โดยยังรักษาคติโบราณไว้ ไม่ให้สูญไปแบบทันทีทันใด แต่ทำ
อย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น สมัยก่อนคนมักทำบุญกับพระและวัด เพราะเชื่อว่าจะได้บุญมาก แต่ปัจจุบนั
คนเริ่มทำบุญในรูปแบบอื่น ๆ มากขึ้น เช่น สร้างโรงเรียนแทนโบสถ์วิหาร หรือบริจาคทรัพย์ สิ่งของ
ให้แกผ่ ูด้ อ้ ยโอกาสในสังคม ซึ่งก็ยังได้ชอื่ วา่ ทำบุญและไดอ้ านิสงสไ์ ม่แพ้กนั

2. ปรบั ปรุงและแก้ไขเกา่ ให้เป็นใหม่ โดยวิธีพลิกหน้ามือเป็นหลังมอื คอื เลกิ ของเก่ามาเป็นใหม่เลย
เชน่ การเลิกทาสในอเมริกา การสัง่ ห้ามกินหมากในสมยั ก่อน เปน็ ต้น

รายวชิ าอยธุ ยาศึกษา สค03128 111

เรื่องที่ 2 วัฒนธรรมและประเพณขี องชาวจังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา

วฒั นธรรมทีเ่ ก่ียวข้องกับท่ีอย่อู าศยั

เรือนไทยนับว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรษุ ไทย ที่ได้คิดสร้างที่อยู่อาศัยได้เหมาะสมกับสภาพ
ภูมิประเทศ ภูมอิ ากาศ และประโยชน์ใชส้ อย คอื เปน็ เรือนยกพืน้ สูง เพ่ือป้องกนั น้ำทหี่ ลากมาท่วมพื้นที่
ในช่วงปลายฤดูฝน หลังคาที่สูงชันช่วยเร่งให้น้ำฝนไหลลงมาได้รวดเร็ว โดยมีการวางกันสาดไว้ตรง
ชายคาเพื่อบรรเทาความแรงของลมฝน ยามฤดูร้อนอากาศจะไหลผ่านตัวเรือนได้ด้วยการวางตำแหน่ง
ทตี่ ้ังของเรือนให้รับลมในแนวเหนือใต้ และสามารถระบายลมผ่านระเบยี งโล่งกวา้ งรวมท้ังหน้าต่างบาน
ใหญ่จำนวนหลายบานที่ทำหน้าที่ถ่ายเทอากาศให้เย็นสบายด้วยลมธรรมชาติ ส่วนพื้นที่ใต้ถุนเรือนยาม
ปกติสามารถใช้เป็นท่ีทำกจิ กรรมต่างๆ นอกจากการตำขา้ ว จกั สานและถกั ทอแล้วยังใช้เก็บเคร่ืองมือทำ
นาและการประมง ทั้งจอบเสียม แอก ไถ ไม้คันฉาย กระบุง กระบาย คันเบ็ด และแหอวน
ฯลฯ เอกลักษณ์อีกอย่างของเรือนไทย คือมีชานบ้านซึ่งเป็นที่โล่งกลางบ้าน ซึ่งใช้ประโยชน์เป็นที่
พักผ่อนในครอบครัว ใช้นั่งทำงาน รับรองแขก และการสังสรรค์ร่วมกัน บ้านทรงไทยหรือเรือนไทย
ภาคกลางจะสรา้ งด้วยไม้ แบ่งเป็น 2 ประเภทคอื

1. เรอื นเครือ่ งสับ เป็นเรอื นที่ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ฝาบ้านและการประดับตกแตง่ ใช้วสั ดุตามฐานะ
และตามประโยชน์ใช้สอย เช่นเรือนครัวจะใช้ฝาขัดแตะ ใช้จั่วอาทิตย์เพื่อให้ระบายควันไฟได้รวดเร็ว
เรือนคหบดีมักใช้ฝาทำจากไม้เนื้อแข็งชิ้นเล็กๆ มาต่อเรียงกันเรียกว่าฝาปะกน ไม่ใช้ตะปูแต่ใช้ลิ่มสลัก
และการเข้าไม้แทน และนิยมสร้างให้สำเร็จรูปไว้ล่วงหน้าเป็นส่วนๆ เมื่อจะปลูกก็จะลงเสาและนำเรือน
ส่วนที่ทำไว้แล้วนั้นมาปรุงเข้าด้วยกันซ่ึงสามารถทำเสร็จได้ในวันเดียว หากเป็นเรือนหลังเดียวเช่นเรือน
หออยา่ งท่กี ล่าวในเสภาขุนช้างขุนแผน เรือนแพส่วนใหญส่ รา้ งเป็นเรือนเครื่องสับ เพอื่ การอยู่อาศัยและ
การค้าทางนำ้

เรอื นไทย หน้าต่างและเชงิ ชาย เรือนแพ

รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 112

2. เรือนเคร่ืองผูก เป็นเรอื นทท่ี ำด้วยไม้ไผ่เป็นสว่ นใหญ่ เอกลักษณ์ของคนไทย คือ ยกพ้ืนสงู
มีใตถ้ นุ เรือน หลังคาหน้าจ่วั ทรงสงู มดั ใหต้ ิดกันด้วยเถาวลั ย์ ตอก และวิธีการเข้าไม้

เรอื นเครือ่ งผูก
วฒั นธรรมทส่ี ืบเนอื่ งจากการทำเกษตรกรรม

ชาวอยุธยามีวัฒนธรรมประเพณีที่สืบเนื่องจากการทำเกษตรกรรมมากมาย ทั้งวัฒนธรรมท่ี
เกี่ยวกับคน เช่น การลงแขกทำนา การละเล่นเพลงพื้นบ้าน เพลงเกี่ยวข้าว และวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับ
ศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ เช่น การบูชาแม่โพสพ การขอฝน การทำขวัญลานการทำขวัญ
ยงุ้ ฉาง
ความเชอื่ เรอ่ื งแมโ่ พสพ

รายวชิ าอยธุ ยาศึกษา สค03128 113

คนไทยมีความเช่ือดั้งเดิมเร่ืองผีสางเทวดา ชวี ติ ประจำวันทีผ่ ูกพันอยู่กับอาชีพชาวนา ชาวนาจึง
เชื่อว่าในข้าวมีวิญญาณแม่โพสพ ซึ่งมีบุญคุณต่อชาวนาสิงสถิตอยู่ จึงมีการปฏิบัติพิธีกรรมเพื่อระลึกถึง
แม่โพสพ เช่นการสร้างศาลเพียงตาในทุ่งนา เรียกว่า "เรือนแม่โพสพ" หรือเม่ือข้าวตั้งท้องจะปักเสา
แขวนชะลอมเครื่องสังเวยทำขวัญข้าวบูชาแม่โพสพ ซึ่งได้แก่เครื่องแต่งตัวและของหอม กับอาหารซ่ึง
เปน็ ผลไม้รสเปร้ียวสำหรบั หญิงมคี รรภ์ ในช่วงทขี่ ้าวเร่มิ ออกรวง ที่เรยี กว่า"ข้าวต้ังท้อง" ครัน้ เมล็ดข้าว
เริม่ แก่เปน็ ข้าวน้ำนมชาวนาจะทำการปฐมเก็บเก่ียวรวงข้าวน้ันนำมาปรงุ เป็นข้าวยาคูไปถวายพระ ส่วน
ในประเพณีสารทเดือนสิบมีประเพณีการกวนกระยาสารทที่ประกอบด้วยข้าวเม่า ข้าวตอก ถั่ว งาและ
นำ้ ออ้ ย เปน็ ขนมทจ่ี ัดทำข้ึนเพื่อทำบุญอุทศิ ใหบ้ รรพบรุ ุษ เมอ่ื มีการเก็บเก่ยี วขา้ วแล้ว ก่อนจะนำข้าวเก็บ
ยุ้งฉาง ก็จะมีพิธีบอกกล่าวแม่โพสพ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าข้าวเป็นสิ่งที่มีบุญคุณต่อชีวิตมนุษย์ จึง
ได้รับการยกย่องโดยมีคำเรียกช่วงเวลาในสมัยโบราณเมื่อข้าวตั้งท้องว่า "ตะวันอ้อมข้าว" แสดงให้เห็น
ความสำคัญของ ข้าวว่า เมื่อตั้งท้องแม้แต่พระอาทิตย์ยังต้องอ้อมข้าว เป็นการปฏิบัติกันมาจนทุกวันน้ี
คอื ไม่เหยยี บขา้ ว ไม่ท้ิงขา้ ว เพราะถอื ว่าเปน็ บาปกรรมทไ่ี ม่กตัญญตู อ่ แม่โพสพ

วัฒนธรรมท่เี กีย่ วขอ้ งกบั อาหาร
พ้นื ท่ีของจังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา เปน็ แหลง่ รบั น้ำตามธรรมชาติในฤดูน้ำหลาก โดยมีแม่น้ำ 4

สาย พาน้ำและสัตว์น้ำทั้งหลายเข้ามาเพาะพันธุ์ในพื้นที่น้ำท่วมขัง จึงกลายเป็นวัตถุดิบในการประกอบ
อาหารจนมคี ำกล่าวติดปากวา่ กนิ ข้าว กินปลา อาทเิ ช่น ปลาเลก็ ปลาน้อย เอามาทำปลาเหด็ ปลาขนาด
ใหญข่ ้นึ ใช้หมักนำ้ ปลา ทำแกงฉฉู่ ี่ ต้มยำ ห่อหมก ส่วนทก่ี นิ ไมท่ ันก็ใช้การถนอมอาหารเป็น ปลาร้า ปลา
เจ่า ปลาส้ม ปลากรอบ ปลาแห้ง เอาไว้กินได้ตลอดปี อาหารหลักอีกอย่างคือ น้ำพริกกะปิ (ทำจากกุ้ง
,เคย) กนิ กบั ผักพน้ื บ้าน ท้งั ผักบนบก และผกั ในน้ำ

รายวชิ าอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 114

นอกจากอาหารพ้นื บา้ นที่กล่าวแล้ว เนื่องจากพระนครศรอี ยุธยาเปน็ เมืองเปิดที่คา้ ขายกบั ชาวตา่ งชาติทั้ง
ใกล้ และไกล จึงรับวัฒนธรรมอาหารมาจากต่างประเทศมากมาย เช่น จีน อินเดีย โปรตุเกส เปอร์เซีย
พม่า มอญ ฯลฯ โดยใช้วัตถดุ ิบในพ้ืนที่และปรุงให้เข้ากับรสชาติทีถ่ ูกปากของคนไทย เราจงึ มี แกงมัสม่ัน
แกงกระหรี่ ข้าวหมกแพะ ข้าวมันไก่ ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด โรตีสายไหม ฯลฯ สำหรับข้าวน้นั
ในอดีตคนพื้นเมืองเดิมกินข้าวเหนียว และก็เปลี่ยนเป็นข้าวเจ้าตามความนิยมที่แพร่ออกจากราชสำนัก
อาหารของพระนครศรีอยุธยาได้เผยแพร่ความนิยมไปสู่ชุมชนในภาคกลางจนกลายเป็นอาหารประจำ
ชาตใิ นทสี่ ดุ
วฒั นธรรมทเี่ ก่ียวข้องกับเพลงพ้นื บา้ น

เปน็ วัฒนธรรมท่ีเก่ียวข้องกับวิถีชวี ิตเกษตรกรรม เพราะการสรา้ งสรรค์เพลงพื้นบ้านคือเพลง
เกี่ยวข้าว และเพลงเรือ ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านของชาวอยุธยาโดยแท้นั้นเป็นสิ่งที่ชาวบ้านคิดขึ้น เพื่อเป็น
เคร่ืองผอ่ นคลายจากการทำงานหนกั หรอื ในช่วงวา่ งจากงานไรน่ า ทำใหเ้ กิดความสนุกสนานเพลดิ เพลิน
เกิดความสามัคคีของคนภายในหมู่บ้านและคนในตำบล หมู่บ้านใกล้เคียงที่ร่วมสายน้ำเดียวกัน ทั้งเป็น
การเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้รู้จักได้พบปะพูดคุยกันโดยอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ ในปัจจุบันสภาพสังคม
และลักษณะการดำรงชวี ติ ทีเ่ ปลี่ยนไป ทำให้เพลงพน้ื บา้ นถูกละเลย และเกอื บจะสูญหายไปหมดแล้ว

http://thailongboat.com/forum.php?mod=viewthread&tid=436&extra=&highlight=&page=8

คุณค่าของเพลงพ้นื บา้ น

รายวิชาอยุธยาศึกษา สค03128 115

เพลงพื้นบ้าน เกิดจากการที่ชาวบ้านเป็นผู้สร้างบทเพลงและขับร้องสืบทอดต่อกันมาปากต่อ
ปาก โดยส่วนมากเพลงพื้นบา้ นจะเป็นเพลงที่มีคำร้องงา่ ย ๆ เปน็ เรื่องราวท่ีเกดิ ข้ึนในท้องถิ่นนั้น ๆ ส่วน
ในภาคกลาง เพลงพื้นบ้านก็จะแต่งมาจากอิทธิพลของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ โดยแยกเป็น
ประเภท ได้ดงั นี้

- เพลงที่รอ้ งเล่นในฤดนู ้ำมาก ไดแ้ ก่ เพลงเรอื เพลงร่อยพรรษา เพลงรำภาขา้ วสาร เพลงหน้าใย
เพลงครึ่งทอ่ น เปน็ ตน้

- เพลงที่ร้องเล่นในฤดูเกี่ยวข้าวและนวดข้าว ได้แก่ เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเต้นรำกำเคียว เพลง
จาก ซึ่งใช้ร้องเล่นระหว่างเกี่ยวข้าว สำหรับเพลงสงฟาง เพลงพานฟาง เพลงโอก เพลงสงคอลำพวน
เพลงเตะข้าว และเพลงชกั กระดานใชร้ อ้ งเลน่ ระหว่างนวดขา้ ว

- เพลงที่ร้องเล่นในช่วงตรุษสงกรานต์ ได้แก่ เพลงสงกรานต์ เพลงหย่อย เพลงระบำบ้านไร่
เพลงช้าเจ้าหงส์ เพลงพวงมาลัย เพลงสันนิษฐาน เพลงคล้องช้าง เพลงใจหวัง เพลงฮินเลเล เพลงกรุ่น
เพลงยัว่ เพลงชกั เยอ่ เพลงเขา้ ทรงต่าง ๆ เป็นต้น

- เพลงท่ีร้องเล่นไดท้ ุกโอกาส เพ่อื ความเพลิดเพลิน สนกุ สนาน และเกดิ ความสามัคคีในหมู่คณะ
มกั จะร้องเล่นกนั ในโอกาสทำงานร่วมกัน หรือมงี านบญุ และงานรื่นเรงิ ต่าง ๆ โดยเปน็ เพลงในลักษณะพ่อ
เพลงแม่เพลงอาชีพที่ใช้โต้ตอบกัน ได้แก่ เพลงเทพทอง เพลงปรบไก่ เพลงอีแซว เพลงฉ่อย เพลงลำตดั
เพลงทรงเครือ่ ง เป็นต้น

เพลงพ้ืนบ้านของชาวอยุธยา
เพลงที่มีต้นกำเนิดจากชาวอยุธยาแท้ๆ คือเพลงเรือและเพลงเกี่ยวข้าว เป็นบทร้อยกรองที่เกดิ

จากวิถี“ความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอน” ของคนอยุธยา ในท้องทุ่งคุ้งน้ำต่างๆ ที่นำถ้อยคำทำนองที่ร้องง่าย
เรียกว่า “กลอนหัวเดียว” นี้มาจัดจังหวะของคำ และใส่ทำนองเพื่อขับร้องในท้องถิ่นสืบทอดต่อกันมา
ดว้ ยวธิ ีจดจำ นำมารอ้ งเล่นในยามวา่ งหรือระหว่างทำงานรว่ มกัน เพ่อื ผอ่ นคลายความเหน็ดเหน่ือย เพ่ือ
ความสนุกสนาน และเพื่อความสามัคคีในกลุ่มชน การใช้ถ้อยคำในเพลงพื้นบ้านนั้นมีลักษณะ
ตรงไปตรงมา นิยมใช้ภาษาพูด บางครั้งก็แฝงนัยให้คิดในเชิงสองแง่สองง่าม ให้เกิดความตลกขบขันได้
เตม็ ทโ่ี ดยไมม่ ีการถอื สาวา่ เปน็ การลว่ งเกนิ กนั

เพลงเรอื จะมีเครื่องดนตรใี ห้จงั หวะคือกรบั พวงและฉ่งิ บทร้องมเี นื้อหาตอนตน้ คอื การไหว้ครู
กอ่ นแล้วจงึ จะร้องเล่นโดยมีเนอื้ หา 6 แบบโดยลำดบั คือ

1. เพลงปลอบ
2. เพลงประ
3. เพลงผกู รกั ลักหาพาหนี
4. ชงิ ชู้ (หงึ หวงฝา่ ยชาย)
5. ตหี มากผวั (หงึ หวงฝ่ายหญิง)

รายวชิ าอยธุ ยาศึกษา สค03128 116

6. เพลงจาก ใช้อำลากันซง่ึ กว่าจะเล่นถึงสว่ นน้ีก็อาจจะถึงสว่าง
ท่มี า:ศนู ยบ์ รู ณาการภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่นิ จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา( http://ilwc.aru.ac.th/index.html)

เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเกี่ยวข้าวใช้สำหรับร้องในขณะลงแขกเกี่ยวข้าว เนื่องจากการทำนาเป็น
อาชีพหลักของคนไทยมาชา้ นาน การขอแรงเพื่อนบ้านมาเกี่ยวข้าว ซึ่งเรียกว่า "ลงแขก" นั้นเมื่อมีคนมา
ชุมนุมกันมากในขณะทำงานหรือหยดุ พักผ่อน เพื่อบรรเทาความอ่อนล้า งเกิดการเล่นเพลงเกี่ยวขา้ วขน้ึ
ซึ่งปกติมักเล่นกันในขณะเกี่ยวข้าว คำร้องจึงมักมีใจความไต่ถามถึงการทำนาและเกี้ยวพาราสีกัน การ
เลน่ ตา่ งจากเพลงเรอื คือให้ลูกคูป่ รบมือใหจ้ ังหวะแทนเครื่องดนตรี กอ่ นเล่นก็มบี ทไหวค้ รูแลว้ ตามมาด้วย
บทปลอบเพื่อชักชวนไปตามลำดับจนจบที่บทลาเหมือนเพลงเรือ บางทีก็จะตัดทอนให้สั้นลงเพราะเป็น
การเล่นขณะทำงาน(เกี่ยวข้าว) ส่วนความสนุกตลกโปกฮาและการโต้ตอบในเชิงเกี้ยวพาราสีสองแง่สอง
ง่ามน้ันยงั มีครบถว้ นตามแบบฉบบั เพลงของชาวอยธุ ยา

วัฒนธรรมทเี่ ก่ียวข้องกับประเพณีและพธิ ีกรรมในพระพทุ ธศาสนา
ประเทศไทยเป็นประเทศพระพทุ ธศาสนาคนไทยสว่ นใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ดงั น้นั พุทธศาสนาจงึ มี

อทิ ธพิ ลต่อวฒั นธรรมไทยมากมาย เช่น
1. อิทธิพลต่อลกั ษณะนสิ ัยจิตใจ คนไทยมีนิสยั เยือกเย็น โอบอ้อมอารี เมตตากรณุ า เคารพ

อ่อนน้อม ถ่อมตน กตัญญูกตเวที ขยนั อดทน สุภาพ และไม่เหน็ แกต่ วั เปน็ ตน้ เพราะหลกั ธรรมทาง
พุทธศาสนา

2. อทิ ธพิ ลต่อศลิ ปกรรมและสถาปตั ยกรรม ศลิ ปกรรมและสถาปตั ยกรรมของไทย
เจรญิ กา้ วหน้า เพราะพระพุทธศาสนา เชน่ ภาพเขยี นฝาผนังโบสถ์ แบบกอ่ สร้างโบสถว์ หิ าร การหลอ่
พระพทุ ธรูป เจดยี ์ รูปทรงต่างๆ ศลิ ปกรรมและสถาปัตยกรรมของไทยวจิ ิตรงดงาม เพราะ
พระพุทธศาสนาเป็นแรงบนั ดาลใจ

3. อิทธิพลต่อภาษา คนไทยรบั พระพทุ ธศาสนาทัง้ เถรวาทและมหายานจากอินเดยี จงึ รบั เอา
ภาษาบาลีหรอื มคธและภาษาสนั สกฤตมาใชใ้ นภาษาไทยมากมาย เชน่ บุปผา - บษุ บา, ปญั ญา -
ปรัชญา วชิ า – วิทยา มณฑป บณั ฑติ เกษตรศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์ เปน็ ตน้

4. อทิ ธพิ ลต่อวรรณกรรม วรรณกรรมต่าง ๆ ของไทยท่ีสำคัญและดเี ด่นเข้าขั้นวรรณคดี
ส่วนมากมาจากเรื่องทางพระพุทธศาสนา เช่น ไตรภมู ิพระร่วง มหาชาตคิ ำหลวง สมุทรโฆษคำฉนั ท์
ปุณโณวาท คำฉันท์ พระมาลัยคำหลวง ปฐมสมโพธิกถา สามคั คเี ภทคำฉันท์ และกาพย์เห่เรือ พระกฐนิ
หลวง เป็นตน้ แมเ้ ร่ืองของไทยแท้ ๆ เชน่ ลลิ ติ พระลอ กย็ ังมหี ลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแทรกอยู่

รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 117

5. อทิ ธพิ ลตอ่ จารีตประเพณี ประเพณีที่สำคัญๆ ของไทย ส่วนมาสืบเน่อื งมาจาก
พระพทุ ธศาสนา เชน่ มาฆบูชา วิสาขบชู า อาสาฬหบูชา เข้าพรรษา แหเ่ ทียนพรรษา ตักบาตรเทโว
ทำขวญั นาค ลอยกระทง

6. อทิ ธพิ ลต่อขนบธรรมเนยี ม ขนบธรรมเนยี มต่าง ๆ ของไทยสืบเนือ่ งมาจากพระพุทธศาสนา
ได้อาศยั หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นแนวปฏิบตั ิ เชน่ การตอ้ นรับแขก การเขา้ พบผ้คู วรเคารพ
การให้เกียรติแก่ผู้อืน่ มารยาทสุภาพ อ่อนโยน ไมล่ ุอำนาจฝา่ ยตำ่ เชน่ โลภ โกรธ หลง

7. อิทธพิ ลต่อการศึกษาเลา่ เรียน สมยั โบราณวดั เปน็ ศูนยก์ ลางการศึกษา พระเปน็ ครสู อน
ศีลธรรมและอบรมจรรยามารยาทแลว้ ยงั สอนวิชาการต่างๆ เช่น คณติ ศาสตร์ แพทยศ์ าสตร์ ดารา
ศาสตร์ โหราศาสตร์ แมก้ ระท่ังวิชากระบีก่ ระบอง ฟนั ดาบ มวย พระก็เปน็ ครูสอน ปัจจบุ ันวัดยงั เปน็
สถานศึกษาและอบรมจิตใจ

8. อิทธิพลต่อดุริยางคศิลป์ ในพิธีทางพระพุทธศาสนา เช่น ทำบญุ เล้ยี งพระในโอกาสต่างๆ
บวชนาค เทศน์ ทอดกฐิน ทอดผ้าปา่ มกั จะมกี ารบรรเลงเพลงเสมอ เช่น เพลงสาธุการ เห่เรอื เพลงพญา
โศก เป็นต้น
ประเพณี วิถีชีวติ และความเชอื่ ของชาวอยุธยา
ประเพณีความเชือ่ ของชาวอยธุ ยาในรอบปี

มกราคม ฤดูเก็บเก่ียวตรงกับเดือนยี่ เมื่อการเกบ็ เกีย่ วข้าวในนาเเละนวดข้าวเสร็จสิ้นลง เเละ
เก็บข้าวขึ้นใส่ยุ้งฉางเรียบร้อยเเลว้ คือการสิ้นสดุ วงรอบของการเพาะปลูก ก็ร่วมกันทำขวัญยุ้งตักข้าวไป
หงุ ตม้ ทำบุญอทุ ศิ แกแ่ ม่โพสพ เรยี กพิธที ำขวญั ลาน บางแห่งเรียกวา่ บุญคนู ลาน

กุมภาพันธ์ เดือนมาฆะ "มาฆะ" คือกลุ่มดาวในเดือน 3 รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริว่า
วันนี้พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์มีเหตุการณ์สำคัญยิ่ง จึงได้พระกรุณาโปรดเกล้าให้บำเพ็ญพระราชกุศล
และเวียนเทียน สมัยรัตนโกสนิ ทร์ไดเ้ ลิกพระราชพิธีธานยเทาะห์เผาซังข้าวต่อมาแมจ้ ะไมได้ทำพิธแี ลว้

รายวชิ าอยุธยาศึกษา สค03128 118

ชาวอยุธยาก็ยังเผาตอซังในนากันเรื่อย เพื่อให้ไถนาได้ง่าย ปัจจุบันส่วนมากก็เลิกไปเพราะทราบกันว่า
แท้จรงิ แล้วทำให้ดินเสีย ชาวนาที่ปลูกข้าวเหนียวจะเอาขา้ วเหนยี วไปป้งิ ไฟถวายพระเรียก บุญข้าวจ่ี

มีนาคม วันตรุษสิน้ ปี พิธที ำบญุ วนั ตรษุ เดอื น 4 หรอื ประเพณกี ารทำบญุ วนั ตรษุ ส้ินปี เรม่ิ ตัง้ เเต่
วันเเรม 14 ค่ำ เดอื น 4 ไปจนถงึ วนั ขึน้ คำ่ ชาวอยุธยาจะกวนกาละแม ขา้ วเหนียวแดง คนในครอบครัว
จะเดนิ ทางกลบั มาบ้านเกิดเพอ่ื ทำบุญอทุ ศิ กุศลใหบ้ รรพบรุ ษุ

เมษายน รดน้ำวันสงกรานต์ วันเวลาที่พระอาทิตย์โคจรยกขึ้นสู่ราศีเมษในเดือน 5 เป็นวันขึน้
จุลศักราชใหม่คือ วันที่ 13 เป็นวันต้นคือวันสงกรานต์ วันที่ 14 วันกลางคือวันเนา เเละวันที่ 15 วัน
สดุ ทา้ ยคือวนั เถลิงศก วันสงกรานต์ มปี ระเพณสี รงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ มีการนำผ้าใหม่ ดอกไม้
เครื่องหอม ไปมอบให้ผู้ใหญ่ที่เคารพของครอบครัวและนิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ไปทำบุญ
ประเพณสี งกรานตน์ ้ีอาจรับมาจากชาวมอญท่มี ีฐานะเทียบเท่าคนสยาม

รายวิชาอยุธยาศกึ ษา สค03128 119

พฤษภาคม วิสาขบูชา "วิสาขะ" เเปลว่า เดือนที่ 6 หรือ เรียกว่า "วิสขมาส" พระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลยั ทรงโปรดเกล้าใหท้ ำพธิ เี นอ่ื งในวนั วิสาขบูชาเปน็ คร้งั เเรกเมอื่ พ.ศ. 2360 ในวนั
เพญ็ เดือน 6 น้ี ตามวดั ตา่ งๆ ชาวบา้ นร่วมกันกวนข้าวทพิ ยอ์ ันเปน็ มงคลถวายพระ

มิถุนายน หล่อเทียนพรรษา ก่อนเข้าพรรษา 1 เดือน ประมาณเดือน 7 ชาวบ้านจัดการเรี่ยไร
ขึ้ผึ้ง เเละร่วมกันทำพิธีหล่อเทียนตกแต่งหรือจำหลักลายอย่างสวยงาม ตั้งขบวนร้องรำสนุกสนานแห่
แหนตน้ เทียนและปจั จยั ไปถวายวดั ในชมุ ชน

กรกฎาคม เข้าพรรษา พรรษาหรือวรรษา เเปลว่า ฤดูฝน เริ่มต้นพรรษาในวันเเรม 1 ค่ำ
เดือน 8 จนถึงวนั ข้ึน 15 คำ่ เดอื น 11 รวมเป็นเวลา 3 เดอื น เรียกว่า ไตรมาส ชาวบ้านนยิ มให้ลูกหลาน
ที่อายุครบบวชไดบ้ วชเรียนตามประเพณี

รายวชิ าอยุธยาศึกษา สค03128 120

สงิ หาคม โกนจกุ "โกนจกุ " เป็นประเพณีไทยเเต่โบราณ เมอ่ื เด็กอายุครบเดือนได้ทำขวัญเดือน
โกนผมไฟแล้ว จะเกล้าจุกไว้ป้องกันตรงกระหม่อมที่ยังประสานไม่สนิททั้งหญิงเเละชาย จนเด็กผู้หญิง
อายไุ ด้ 11 ปี เเละ เด็กผู้ชาย 13 ปี บิดามารดาจึงทำพิธตี ดั ผมจุก

กันยายน สารท "สารท" หมายถึงฤดูใบไม้ร่วง ในเดือน 10 ชาวบ้านจะกวนกระยาสารทไป
ทำบุญ และส่วนที่เตรียมแจกแก่เพื่อนบ้าน เดือนนี้เป็นระยะที่ต้นข้าวออกรวงเป็นน้ำนมจึงทำการปฐม
เกบ็ เกีย่ วรวงขา้ วมาทำ ข้าวยาคถู วายพระสงฆอ์ ทุ ศิ บญุ แกแ่ มโ่ พสพ

ตลุ าคม เทศกาลทอดกฐนิ การทอดกฐินหรือการถวายผา้ กฐินเป็นกาลทานตามคมั ภรี ์พระวินัย
ปิฎก ซึ่งทำได้ในชว่ งภายหลังวันออกพรรษาแล้วหนง่ึ เดือน คือไม่เลยจากวนั ขน้ึ 15 คำ่ เดือน 12 ในชว่ ง
นี้ก็จะมีการแขง่ เรือยาว ตามวดั ทว่ั ไปท่ีต้งั อยู่ริมแม่น้ำ

รายวชิ าอยธุ ยาศึกษา สค03128 121

พฤศจกิ ายน ลอยกระทง ท่มี าแต่เดมิ ของพระราชพธิ คี ือการบชู าพระอิศวร พระนารายณ์
พระพรหม ตามศาสนาพราหมณ์ แต่เมื่อพระเจ้าแผน่ ดนิ ทรงนับถือพระพทุ ธศาสนาจึงถือว่าเป็นการบชู า
พระเข้ียวในพระเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ดาวดงึ ส์ และบชู ารอยพระพุทธบาท ณ ริมหาดทรายแมน่ ้ำ
นัมมทานที ในความหมายเดมิ อาจเปน็ การขอขมาต่อดิน และนำ้

ธันวาคม ในอดีต ตรุษเลี้ยงขนมเบื้อง พิธีเลี้ยงขนมเบื้องเดือนอ้าย นับเป็นตรุษอย่างหน่ึง
ขนมเบื้องคืออาหารชนิดหน่งึ ที่ใส่ใส้ด้วยกุ้ง ในชว่ งฤดหู นาวเป็นเวลาที่น้ำลดมีกุง้ ชุกชุมเเละกุ้งมีมันมาก
เหมาะจะทำขนมเบื้องไส้กงุ้ และมีพธิ เี ลน่ วา่ ว บางทเ่ี รียกพิธขี อลมเพ่อื ให้ลมพัดแรง ๆ เพอ่ื ให้น้ำลด จะ
ไดเ้ ก่ียวข้าวเสยี ที

รายวิชาอยธุ ยาศึกษา สค03128 122

บทที่ 6
บุคคลสำคัญ และศลิ ปนิ แห่งชาตขิ องจงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยา

แนวคิด
การที่ประเทศไทยของเราสามารถดำรงอยู่ได้อย่างน่าภาคภูมิใจในสังคมโลกปัจจุบันนี้ได้นั้นก็

เพราะว่าแต่ละยุคสมัยที่ผ่านมาเราคนไทยมีบรรพบุรุษที่มีความกล้าหาญเสียสละในการปกป้องและ
สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคมมาโดยตลอด ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึง
พระมหากษัตริย์และบุคคลสำคัญต่างๆ ที่ทำประโยชน์ต่อบ้านเมือง อันสมควรที่เยาวชนคนไทย
ทั้งหลายจะยกย่องสรรเสรญิ และยึดถอื เปน็ แบบอยา่ ง
ตัวชว้ี ดั

1. บอกชื่อและผลงานของบุคคลสำคญั ในจังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา
2. บอกชอื่ และผลงานของศลิ ปินแหง่ ชาติในจงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยา
เนอื้ หา
1. ชอื่ และผลงานของบุคคลสำคัญในจงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา

1.1 บคุ คลสำคัญในประวตั ศิ าสตร์
1.2 บุคคลสำคญั ในปจั จุบนั
2. ความหมายและการจำแนกสาขาของศิลปนิ แหง่ ชาติ
3. ชือ่ และผลงานของศลิ ปินแหง่ ชาติในจังหวดั พระนครศรีอยุธยา

รายวิชาอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 123

เกยี รตปิ ระวัติกรุงศรีอยธุ ยาในอดีต

จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในวันนี้ ถือกำเนิดและวิวัฒนาการต่อเนื่องกันมาเป็นเวลายาวนาน
ผ่านการสรา้ งสรรค์ พฒั นา และประคบั ประคองกันมาด้วยพลังกาย พลงั ใจ หรอื แม้แต่เลอื ดเน้อื และชีวิต
ของบคุ คลหลายฝา่ ย หลายทา่ นเปน็ ลูกอยธุ ยาโดยกำเนิด ที่นอกจากจะสร้างคุณงามความดีเพ่อื จรรโลง
แผ่นดินถิ่นเกิดแล้ว ท่านยังได้สร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติในส่วนอื่นๆ บางท่าน
เสียชีวิตไปแล้วหลายท่านยังดำรงชีวิตอยู่ แต่ทุกท่านล้วนเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณให้แก่เยาวชนช้ัน
ลกู หลานทจี่ ะเดินตามรอยแห่งคุณความดีของทา่ นสืบไป ควรท่อี นชุ นชาวอยธุ ยาจะแสดงถึงความกตัญญู
กตเวทีต่อท่าน ด้วยการยกย่องประกาศเกียรติคุณให้เป็นที่ปรากฏที่นอกจากจะเป็นการแสดงความ
ซาบซึ้งถึงพระคุณปูชนียบุคคลเหล่านั้นส่วนหนึ่งแล้ว ยังชี้นำให้อนุชนรุ่นหลัง ได้ตระหนักได้เข้าใจเห็น
ในคณุ คา่ และเจรญิ รอยตามคณุ ความดขี องทา่ นสบื ไป จึงสมควรกลา่ วถึงบุคคลสำคัญท่ีมีพระคุณก่อสร้าง
ปกปักรักษากรุงศรีอยุธยา และบุคคลสำคัญในท้องถิ่นที่มีส่วนจรรโลงวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นให้
ปรากฏแกส่ ายตาของคนท่วั ไป ดงั น้ี

1. ชอื่ และผลงานของบุคคลสำคญั ในจงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
1.1 บุคคลสำคัญในอดีต
1.1.1 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือ พระเจ้าอทู่ อง

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือ พระเจ้าอู่ทองทรงเป็นปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรอยุธยาผู้ทรง
สถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1893 ในราชวงศ์อู่ทอง ในฐานะพระราชบุตรเขยของ ราชวงศ์แห่ง
สุพรรณบุรีทำให้ ทั้งสองราชวงศ์นี้ได้ร่วมมือกันสถาปนาอาณาจักรอยุธยาให้มีอํานาจสูงสุดในลุ่มน้ำ
เจ้าพระยา-ท่าจีน มาถึง 417 ปี ช่วงเวลา 19 ปีที่พระองค์ครองราชสมบัติ ทรงวางระบบการปกครอง
และกฎหมายเป็นฐานรากแหง่ ความมัน่ คงของราชอาณาจักร และยงั แผ่พระบารมีออกไปทางตะวันออก

รายวชิ าอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 124

โดยโปรดให้ พระราชโอรสคือสมเด็จพระราเมศวร ไปตีกัมพูชาแตเ่ กิดเพล่ยี งพลำ้ ต้องทลู เชิญขุนหลวงพะ
งั่วผู้เป็นพี่ของพระมเหสีไปช่วยแก้การทัพให้พระราเมศวร ครั้นสิ้นรัชกาลพระราชบิดาสมเด็จ
พระราเมศวรจึงต้องสละราชบัลลังก์ยกราชสมบัติให้พระปิตุลาทั้งที่ทรงครองราชย์ได้ เพียงปีเดียว
จากนั้น 18 ปีก็เกิดศึกสายเลือดสำเร็จโทษพระเจ้าทองลันรัชทายาทของสมเด็จพระบรมราชาธิราชท่ี1
(ขุนหลวงพะงั่ว) และจบราชวงศ์อู่ทองลงที่พระรามราชาธิราชทรงถูกถอดจากราชสมบัติ แม้เวลาของ
ราชวงศ์อู่ทองจะมีเพียง 40 ปี แตส่ ิง่ ที่สมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงฝากไว้ในแผน่ ดินคือชัยภูมิทีต้ังราชธานี
สยามที่เอื้ออำนวยความสุขสมบูรณ์ด้วยความมั่งคั่งทางการค้า แก่กรุงศรีอยุธยา ทั้งยังได้ส่งผ่าน
วัฒนธรรมและภูมิปัญญามาจนถึงยุคปัจจุบันในหลายด้าน ทั้งการพระพุทธศาสนา วัดในรัชสมัยของ
พระองค์คือวัดพุทไธศวรรย์ วัดใหญ่ชัยมงคลก็ยังคงเป็นวัดที่มีชีวิตมีคนรู้จัก งานศิลปกรรมท่ี
หลงเหลือในพระราชวังที่ต่อมาคือวัดพระศรีสรรเพชญ์ ด้านวรรณกรรม คือลิลิตโองการแช่งน้ำใน
พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาซึ่งใช้คำที่ล้วนให้ความหมายอันลึกซึ้งและเป็นกระจกส่องภาษาในยุคนน้ั
ว่าใช้ถ้อยสำนวนอย่างไร แม้พระบรมรูปหล่อของพระองค์ก็ยังประดิษฐานในมหาปราสาทในวัด
พระศรรี ตั นศาสดารามเป็นพระเทพบดิ รที่คนไทยทกุ คนยงั กราบไหวร้ ำลึกถึงสืบไป

(ปรับปรุงจากwww.ayutthayastudies.aru.ac.th. สืบคน้ เมอื่ 28เมษายน 2558)

รายวชิ าอยุธยาศึกษา สค03128 125

1.1.2. สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรม ราชาธิราชที่ 2
(เจ้าสามพระยา) กับพระนางสาขาพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 2 แห่งสุโขทัย ทรงประสูติ
กลางทปี่ ระชุมทัพในท่งุ พระอทุ ัย(ท่งุ หนั ตรา) ขณะพระราชบิดาเสด็จไปตกี ัมพชู า

พระราชกรณยี กิจทีส่ ำคัญ

1. การผนวกอาณาจักรสุโขทัยเข้ากับอยุธยาเมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงโปรดให้
พระราชมารดา ของพระองค์ ปกครองเมืองพิษณุโลกแทนพระยายุทธิษเฐียรพระญาติที่ไปหันไป
สวามิภักดิ์กับพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา ต่อมาพระราชมารดาสิ้นพระชนม์ลง สมเด็จพระบรม
ไตรโลกนาถจึงเสด็จไปประทับที่พิษณุโลกเป็นการถาวรเพราะขณะนั้นพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนาก็
ต้องการพิษณุโลกสุโขทัยไว้ในอำนาจ อาณาจักสุโขทัยจึงถูกผนวกอยูใ่ นการปกครองของกรุงศรีอยุธยา
มาแตน่ ้ัน

รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 126

2. ด้านการปฏิรปู การปกครอง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีพระประสงค์ที่จะดึงอำนาจเข้าสู่
ศูนย์กลางหรือราชธานี จึงลดบทบาทของเจ้านายลงและเพิ่มอำนาจให้ขุนนาง เพื่อป้องกันการแย่งชิง
อำนาจจากเช้ือพระวงศ์ เชน่ ลดฐานะเมอื งลูกหลวง เมอื งหลานหลวงลงเปน็ เมืองชั้นจตั วาและส่งขุนนาง
ไปปกครองแทนเจ้านาย มีการแยกฝ่ายทหารและพลเรือน โดยใช้ขุนนางตำแหน่ง สมุหพระกลาโหม
ดูแลกิจการฝ่ายทหาร สมุหนายกดูแลกิจการฝ่ายพลเรือนทั่วราชอาณาจักร ทรงตรากฎมนเทียรบาล
ข้ึน เพอ่ื ความมนั่ คงของสถาบันกษตั ริย์ นอกจากน้ียงั ทรงตราพระราชกำหนดศักดนิ า ได้แก่ พระอัยการ
ตำแหน่งนาพลเรือนและพระอัยการตำแหน่ง นายทหาร หัวเมือง พ.ศ. 1998 เพื่อประโยชน์ในการ
ลำดบั ชัน้ ของบุคคลว่ามีศักดิ์ สิทธิ์ และอำนาจหน้าท่ีต่างกนั อย่างไร เป็นการจดั ระเบยี บการปกครองให้
มีแบบแผนรัดกุมกว่าเดิม เป็นแก่นแกนของแบบแผนการปกครองบ้านเมืองมาจนเปลี่ยนแปลงการ
ปกครอง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถประทับที่เมืองพิษณุโลกเป็นเวลา 25 ปี เพื่อดูแลหัวเมืองฝ่าย
เหนือและเพื่อความสะดวกในการป้องกันการรุกรานของล้านนา ในระยะนี้อาจถือว่าเมืองพิษณุโลกมี
ฐานะเป็นราชธานีของอาณาจักรอยุธยาก็ได้ ในขณะที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 ทรงรั้งเมืองแทน
พระราชบดิ าอยูท่ ี่กรงุ ศรีอยธุ ยา จนสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสวรรคตลงใน พ.ศ.2031 ทรงอยู่ในราช
สมบตั ิ 40 ปี นับว่านานทส่ี ดุ ในบรรดากษัตริย์อยุธยาทุกพระองค์ (https://sites.google.com . สืบค้น
เม่อื 28 เมษายน 2558)

รายวชิ าอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 127

1.1.3 สมเด็จพระสรุ โิ ยทัย

สมเด็จพระสุริโยทยั
พระนามของสมเด็จพระสุริโยทัยมีความหมายว่าเวลารุ่งอรุณ ทำให้มีผู้สันนิษฐานว่าทรงมีเชื้อ
สายราชวงศ์พระร่วงเมืองสุโขทยั พระรว่ งหมายถงึ รุ่งโรจน์ และรุ่งเช้าเชน่ กัน เมื่อเหล่าขุนนางกำจัดขุนว
รวงศาไดแ้ ลว้ ก็ถวายราชสมบตั ิให้แก่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งขน้ึ ครองราชย์ไดเ้ พียง 7 เดือนในต้น
ปีพ.ศ.2091 พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และมหาอุปราชาบุเรงนองก็ยกกองทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์
เมืองกาญจนบุรี เพื่อทำสงครามกับกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งแรก ข้าศึกตั้งค่ายล้อมพระนครไว้ทุกทิศ
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงเสด็จออกหยั่งกำลังข้าศึกโดยมีพระมเหสีพระราชบุตร ทรงช้างตามเสด็จ
เมือ่ ทัพฝ่ายกรุงศรีอยุธยาปะทะกับกองหน้าขา้ ศึกคือทัพพระเจา้ แปรแมท่ ัพทั้งสองฝา่ ยก็ไสช้างเข้าต่อรบ
กัน แตช่ า้ งทรงพระมหาจกั รพรรดเิ ล็กกว่าจงึ ต่ืนหนีไม่อาจร้งั ไวไ้ ด้ สมเด็จพระสรุ โิ ยทัยจงึ รบี ไสพลายทรง
สุริยกษัตริย์ เข้าขวางหน้าพระเจ้าแปรที่กำลังไสช้างรุกไล่ ด้วยทรงเกรงว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
พระราชสวามี จะเป็นอันตราย ซึ่งจะส่งผลร้ายแรงต่อเอกราชของบ้านเมือง จนถูกพระแสงของ้าวฟัน
พระอังสาขาดสะพายแล่งสิ้นพระชนม์อยบู่ นคอชา้ ง เมอ่ื วนั อาทติ ย์ ข้นึ 6 คำ่ เดอื น 4 จ.ศ. 910 ตรงกับ
3 กุมภาพันธ์ 2092 ส่วนพระบรมดิลกพระราชธิดาที่โดยเสด็จ (สันนิษฐานว่าเป็นกลางช้างให้พระราช
มารดา) พระราชพงศาวดารกรุงเกา่ ฉบับหลวงประเสรฐิ อักษรนิต์ิกล่าวว่าสิ้นพระชนม์ในการรบน้ีด้วย
พระราชโอรสที่ตามเสด็จคือพระราเมศวรและพระมหินทร์ จึงเข้ากันพระศพออกจากที่รบ เมื่อสงคราม
ยุติลง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ทรงปลงพระศพพระสุริโยทัยและสถาปนาสถานที่ปลงพระศพขึ้น
เป็นวัดสวนหลวงสบสวรรค์ ต่อมาพระเจดีย์ประธานของวัดได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ว่าพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย ต่อมาได้มีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ ของ
พระองค์ที่ทุ่งมะขามหย่องอันเป็นภูมิสถานที่ทรงสละพระชนม์ชีพ และยังสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ใน
บริเวณโดยรอบเพื่อให้เกิดประโยชน์ด้านชลประทานแก่เกษตรกร และเป็นพื้นที่รองรับน้ำเพื่อบรรเทา
อุทกภัยใหบ้ ้านเมืองเพื่อเปน็ เกยี รตยิ ศย่ิงดังพระวรี กรรมของสมเดจ็ พระสรุ โิ ยทยั ที่ทรงดับเหตุหายนะลง
ได้ในครัง้ นัน้ (https://sites.google.com . สืบคน้ เม่ือ 28 เมษายน 2558)

รายวชิ าอยุธยาศึกษา สค03128 128

1.1.4. สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือสมเดจ็ พระสรรเพชญ์ที่ 2 หรือพระองค์ดำ เป็นพระราชโอรส
ในสมเด็จพระมหาธรรมราชาและพระวิสุทธิกษัตรี ทรงประสูติเม่ือพ.ศ.2098 ที่พระราชวังจันทน์
เมืองพษิ ณโุ ลก มีพระเชษฐภคินคี ือ พระสพุ รรณกลั ยาหรือพระสุวรรณเทวี (พระองค์ทอง)พระอนุชาคือ
สมเด็จพระเอกาทศรถ (องค์ขาว) ทรงเป็นพระราชนัดดาของสมเด็จพระสุริโยทัย พระนามของ
พระองคท์ ปี่ รากฏในเอกสารฝา่ ยพม่าเรยี กวา่ พระนเรสส, สว่ นพระนาม นเรศวร สันนษิ ฐานในเบ้อื งต้น
ว่ามาจากการบันทึกพระนาม”สมเด็จพระนเรศ วรราชาธิราช” แต่เว้นวรรคตอนเป็น “สมเด็จ
พระนเรศวร ราชาธิราช” ก็อาจเป็นได้ พระองค์เสดจ็ ขน้ึ ครองราชย์ เมื่อวนั ท่ี 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2133
ครองราชสมบตั ิ 15 ปี เสดจ็ สวรรคตเมื่อ 25 เมษายน 2148 รวมพระชนมพรรษา 50 พรรษา
นับตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพทีเ่ มืองแครงเมื่อ พ.ศ.2127 แล้ว พม่าได้เพียรสง่
กองทัพเข้ามาหลายครั้ง แต่ก็ถูกกองทัพไทยตีแตกพ่ายไปทุกครั้ง ความสำคัญยิ่งใหญ่ในกอบกู้อิสรภาพ

รายวิชาอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 129

จากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกเกิดจากน้ำพระทัยอันกล้าหาญมุ่งประโยชน์ชาติด้วยพระราชปณิธาน
สูงสุด ภายหลังการเสด็จกลับมาจากหงสาวดีก็ไม่เคยทรงมีความสุขสบายในพระราชวังได้ยาวนานดัง
พระมหากษัตริย์พระองค์อื่นๆ แต่ทรงตรากตรำพระวรกายอยู่ในสมรภูมิไม่น้อยกว่า 35 ปี แม้จนวัน
สุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพก็เสด็จสวรรคตอยู่ท่ามกลางกองทัพ พระวีรกรรมในการยุทธหัตถี เมื่อ 18
มกราคม พ.ศ.2135 ได้ปกป้องคุ้มครองให้กรุงศรีอยุธยาอยู่เป็นสุขปราศจากศึกศัตรูเป็นเวลาถึง 168 ปี
โดยก่อนหน้านั้นได้ทรงแผ่อำนาจของราชอาณาจักรไทย ออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาลกว่า ยุคสมัยใด
สมควรแก่พระนามสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่คนไทยพร้อมกันถวายแก่พระองค์ด้วยความกตัญญูยิ่ง
(www.wikipedia.org/wiki/.สบื คน้ เม่อื 28 เมษายน 2558)

รายวิชาอยธุ ยาศึกษา สค03128 130

1.1.5. สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช

สมเด็จพระนารายณม์ หาราช
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประสูติเมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ ปีวอก พ.ศ. 2175 เป็นพระราช
โอรสในสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระขนิษฐาร่วมพระมารดาคือพระราชกัลยาณีเจ้าฟ้าศรีสุพรรณ
กรมหลวงโยธาทิพ
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา
พระองค์ที่ 27 ราชวงศ์ปราสาททอง ทรงมีพระปรีชาสามารถ ทั้งในด้านการปกครอง ด้านการทหาร
การทูต และด้านศิลปะ วรรณกรรม ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองกรุงศรีอยุธยาเริ่มถูกฮอลันดา
บีบคั้นทางการค้าเกิดพิพาทกันอยู่บ่อยๆ ครั้งถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเล็งเห็น
อนั ตรายทกี่ ำลงั ผจญอยู่ในขณะนั้น จึงทรงดำเนินนโยบายอย่างสุขมุ เพื่อรอดพ้นเงื้อมมือฮอลันดาทรงใช้
หลกั การคานอำนาจเปิดสัมพันธไมตรที างการทูตกับประเทศฝรั่งเศส แต่ พระราชวิเทโศบายนี้ก็มีท้ังผลดี

รายวชิ าอยธุ ยาศึกษา สค03128 131

และผลร้าย ผลดีคือสามารถยับยั้งมิให้ฮอลันดากล้าทำรุนแรงต่อไทย และผลร้ายก็คือ กรุงศรีอยุธยา
เกือบตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสดว้ ยอุบายของออกญาวิชาเยนทร และการจลาจลในปลายรัชกาล แต่
รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ได้รับการยกย่องว่า การวิเทศสัมพันธ์และการพาณิชย์
ต่างประเทศเจริญมากทีส่ ุด และพระราชกรณยี กิจข้อนย้ี ังกลายเปน็ ประวตั ิศาสตร์ซ้ำรอยท่สี ยามนำมาใช้
อีกครั้งในเหตุการณ์สมัยรัชกาลที่5 แต่เปลี่ยนตัวละครจากฮอลันดามาเป็นฝรั่งเศสและพระสหายที่เข้า
มาชว่ ยเปน็ กนั ชนกลายมาเปน็ พระเจา้ ซารแ์ ห่งรสั เชยี แทนพระเจ้าหลยุ ส์ที๑่ ๔แหง่ ฝร่ังเศส

สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราชเป็นพระมหากษตั ริย์ท่ีทรงพระปรชี าสามารถอยา่ งยง่ิ ทรงได้รับการ
ถวายคำว่ามหาราชต่อท้ายพระนามเพราะ ทรงสร้างความรุ่งเรือง และความย่ิงใหญ่ให้แก่กรุงศรีอยธุ ยา
โดยทรงรบชนะเชียงใหม่ และหัวเมืองพม่าอีกหลายเมืองกำลังสำคัญที่ทำให้สมเด็จพระนารายณ์น้ัน
สามารถยึดหัวเมืองของพม่าได้คอื เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)บุตรชายใหญ่ของพระนมเอกคือ”เจ้าแม่
วดั ดสุ ติ ”และบตุ รชายคนรองคือโกษาธิบดี(ปาน)ซ่ึงเป็นเอกอัครราชราชทตู ไปเขา้ เฝา้ พระเจ้าหลยุ ส์ที่ 14

พระองค์เสดจ็ สวรรคตเมอ่ื 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 ณ พระทีน่ ั่งสทุ ธาสวรรย์ พระนารายณ์
ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี รวมครองราชสมบัติเปน็ เวลา 32 ปี มีพระชนมายุ 56 พรรษา งานแผ่นดิน
สมเดจ็ พระนารายณท์ ่ีชาวลพบุรีจดั ขนึ้ เพื่อรำลึกถงึ พระองค์มาโดยตอ่ เนื่องจึงเปน็ ส่ิงนา่ ประทบั ใจ
อยา่ งย่งิ ที่คนไทยได้มีโอกาสสมั ผสั ในทุกปี (ปรบั ปรุงจากwww.wikipedia.org/wiki/.สืบค้นเมอื่ 28
เมษายน 2558

รายวิชาอยุธยาศกึ ษา สค03128 132

1.1.6. สมเด็จพระเจา้ ตากสินมหาราช

สมเด็จพระเจา้ ตากสนิ มหาราช
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือ สมเด็จพระบรมราชาที่ 4
(จีน: 鄭昭; พินอิน: Zhèng Zhāo; แต้จิ๋ว: Dênchaog) เจิ้งเจา หรือ มีพระนามเดิมว่า สิน
พระราชบิดาเป็นชาวจีนแตจ้ ๋วิ แซแ่ ต้ ได้สมรสกับหญิงไทยช่ือ นกเอี้ยง ภายหลังเปน็ กรมพระเทพามาตย์
เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในสมัยกรุงธนบุรีหรือกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ทรงปราบดาภิเษก
เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2310 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6
เมษายน พ.ศ. 2325 เมื่อมีพระชนมายุได้ 48 พรรษา ทรงอยู่ในราชสมบัติ 15 ปี พระราชโอรส
พระราชธดิ า รวมทงั้ ส้นิ 30 พระองค์
พระราชกรณียกิจที่สำคัญในรัชสมัยของพระองค์ คือ การกอบกู้เอกราชจากพม่าภายหลังการ
เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง โดยเข้าโจมตีมอญพม่าที่ยังควบคุมกรุงศรีอยุธยาอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น
ทั้งสองฟากน้ำจนค่ายแตก สุกี้พระนายกองนายค่ายตาย เมื่อ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 จากนั้น
พระองค์ต้องทรงสู้รบเพื่อรวบรวมแผ่นดินที่แตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่าให้กลับมาเป็นปึกแผ่น ไปพร้อม
กับการทำสงครามป้องกันบา้ นเมืองที่ข้าศึกยังเพียรพยายามยกเขา้ มารุกรานอยู่อย่างตอ่ เนื่องแมแ้ ตพ่ ระ
ราชมารดากำลังประชวรหนัก ก็ยังต้องละไปเพื่อเสด็จออกนำทัพไม่ได้อยู่ดูแลพยาบาลในวาระสุดท้าย

รายวชิ าอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 133

พระองค์ทรงใช้เวลาตลอดรัชกาลขยายพระราชอาณาจักรเขตออกไปอย่างกว้างขวาง เพื่อให้มั่นพระทยั
ได้ว่าบ้านเมืองจะมีเสถียรภาพและความมั่นคงอย่างแท้จริง พระองค์ยังทรงมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูประเทศใน
ด้านอื่นๆ ที่ได้ล่มสลายย่อยยับลงหลังการเสียกรุงให้คืนสู่สภาพปกติ จึงทรงส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจ
ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม และการศึกษาและยังทรงลงมือทำด้วยพระองค์เองด้วย เนื่องจาก
พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อแผ่นดินไทยอย่างยิ่งเช่นนี้ จึงได้มีประกาศให้วันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีเป็น
"วันสมเดจ็ พระเจ้าตากสิน" และทรงได้รับสมญั ญานามมหาราชต่อท้ายพระนามเพื่อถวายพระเกียรตยิ ศ
สืบไป (www.wikipedia.org/wiki. สบื คน้ เมื่อ 28 เมษายน 2558)

1.1.7 พระอุบาลีมหาเถระ

พระอุบาลีมหาเถระ เป็นพระราชาคณะฝ่ายอรัญวาสี และเป็นพระธรรมทูตในสมัยสมเด็จ
พระเจา้ อยู่หวั บรมโกศแห่ง กรงุ ศรอี ยุธยา ทีเดนิ ทางไปยังประเทศศรลี ังกาตามคำร้องขอพระเจ้ากิตติศรี
ราชสิงหะแหง่ ศรลี ังกาเพื่อขอพระอุปัชฌาย์และคณะสงฆ์ไปอปุ สมบทแก่สามเณรชาวสงิ หล เพ่ือสืบทอด
พุทธศาสนาในศรีลังกาขณะนั้น อีกทั้งท่านยังเป็นผู้ริเริ่มให้มีการจัดเทศกาลแห่ พระเขี้ยวแก้ว
(เอสาละ เปราเหรา) ในเมืองแคนดี ซึ่งเป็นประเพณีที่มีชื่อเสียงและถือเป็นสัญลักษณ์ของศรีลังกา
สบื มาจนปัจจบุ ัน

พระอุบาลีมหาเถระ จึงสมควรยกย่องและน่าจดจำในความกล้าหาญที่ท่านได้เดินทางฝ่าคลื่น
ลมไปยังศรลี ังกาแม้ต้องประสบกบั อันตรายเกอื บถึงแก่ชีวิตเพราะเรือแตกกลางทาง แต่ท่านก็มิได้ย่อท้อ

รายวิชาอยุธยาศกึ ษา สค03128 134

ที่จะเสียสละความสุขทั้งปวงเพื่อผดุงพระพุทธศาสนาให้สถาพรแม้ในดินแดนที่ไม่ใช่มาตุภูมิที่มีโรคภัย
สารพัดและความเป็นอยู่ท่ีไม่ค้นุ เคย จนถึงแก่มรณภาพอยูท่ ่ศี รีลังกาน้ัน นับว่าเป็นพระธรรมทูตที่ย่ิงใหญ่
ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย พระอบุ าลมี หาเถระ เม่ือแรกไดพ้ ำนกั อยทู่ ว่ี ัดธรรมาราม ซ่ึงเป็นวัดเลก็ ๆ
มีอาณาเขตทิศเหนือ อยู่ติดกับวัดท่าการ้อง ทิศใต้อยู่ติดกับวัดกษัตราธิราช ตำบลบ้านป้อม อำเภอ
พระนครศรีอยุธยา
มรณภาพทศ่ี รลี ังกา

พระอุบาลีมหาเถระ มรณภาพด้วยโรคหูอักเสบระหว่างรอสมณทูตคณะที่๒ไปผลัดเปลี่ยน
ภายในกฏุ วิ ดั บุปผาราม (มลั วัตตวิหาร) เมื่อปี พ.ศ. 2299 พระเจา้ แผน่ ดินศรีลังกาใหจ้ ัดพธิ ถี วาย เพลงิ
ศพอยา่ งยงิ่ ใหญ่ทส่ี ุสานหลวง วัดอศั คริ ยิ ะเคดเิ ควหิ าร เมอื งกณั ฏี และได้สร้างเจดียบ์ นยอดเขาใกล้วัดน้ัน
เพื่อบรรจุอัฏฐิของท่านที่ปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบันน้ี กุฏิของท่านก็ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีด้วย
ความเคารพบูชาอย่างสูงยิง่ และศรีลังกายังได้อนเุ คราะห์ในการสร้างพิพิธภัณฑ์พระอุบาลีมหาเถระท่วี ัด
ธรรมารามของฝา่ ยสยามโดยมอบรูปจำลองไม้จำหลักของพระอบุ าลีมหาเถระและสง่ิ จำลองอฏั ฐะบริขาร
มาจดั แสดงท่ีพิพิธภัณฑ์แหง่ น้เี พ่ือเปน็ เครื่องหมายของความผูกพันระหว่างลงั กาวงศ์ และสยามวงศ์ท่ีจะ
เจรญิ อยูใ่ นดวงใจของพุทธศาสนิกชนของท้ังสองประเทศสืบต่อไป
(มหาจุฬาลงกรณร์ าชวทิ ยาลยั สบื คน้ เมือ่ วันท่ี 19 พฤษภาคม 2558:
http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=323&articlegroup_id=81)

รายวิชาอยุธยาศกึ ษา สค03128 135

1.1.8 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรณิ ายก(วาสน์ วาสโน)

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน)
เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราช
วรวหิ าร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. 2517 ในรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพล อดุลย
เดช ทรงอยู่ในตำแหน่ง 14 พรรษา สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2531 พระชนมายุ 91
พรรษา

พระองคม์ ีพระนามเดิมว่า มัทรี นลิ ประภา ภายหลังเปลี่ยนพระนามเปน็ วาสน์ ประสูติเมื่อวันท่ี
2 มีนาคม พ.ศ. 2440 ท่ีอำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระองค์ได้บรรพชา ณ วัดราช
บพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2455 โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวร
สิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เมื่อดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น เป็นพระอุปัชฌาย์ พระวินัยมุนี
(แปลก วุฑฺฒิญาโณ) เป็นพระศีลาจารย์ แล้วอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2461
โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เป็นพระอุปัชฌาย์ พระวินัย
มุนี (แปลก วุฑฺฒิญาโณ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระญาณดิลก (รอด วราสโย) วัดเสนาสนาราม
พระนครศรีอยุธยา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "วาสโน" เมื่ออุปสมบทแล้วได้ศึกษา
พระปริยตั ธิ รรมตามลำดับและสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค

งานเผยแผศ่ าสนธรรม นบั วา่ เปน็ งานหลกั ทท่ี รงกระทำเปน็ พืน้ ฐานอย่างตอ่ เนือ่ งในรูปแบบต่าง ๆ
กล่าวคือ การสังคายนาพระธรรมวินัย ตรวจชำระพระไตรปิฎก ในสมัยสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี
นบั เปน็ ครั้งที่ 3 ของประเทศไทย

รายวชิ าอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 136

การบรรยายธรรม ได้จัดให้มีพระธรรมเทศนาประจำวันธรรมสวนะในพระอุโบสถเป็นประจำ
การบรรยายสวดมนต์มคี ำนำแปล ณ สถานีวิทยกุ ระจายเสียงแห่งประเทศไทย ประจำวันพระแรม 8 ค่ำ
ตง้ั แต่ปี พ.ศ. 2498 ถึง พ.ศ. 2517

งานสาธารณปู การ การตัง้ มูลนิธิต่างๆ เพือ่ บำรงุ พระอาราม ทรงสร้างและใหค้ วามอปุ ถัมภ์ในการ
สร้างวัด โรงเรียน โรงพยาบาล และสาธารณสถานต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น วัดแสงธรรมสุทธาราม
จังหวัดนครสวรรค์ วัดโพธิ์ทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อาคารเรียนโรงเรียนประชาบาลวัดสระ
กระเทียม นครปฐม โรงเรียนประชาบาลวัดโพธิ์ทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โรงพยาบาลสมเด็จ
พระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศาลาบำเพ็ญบญุ วดั เสนาสนาราม หอนาฬิกา
จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา ศาลาที่พักริมทางหลวง 8 แห่ง ศาลาทรงไทยหน้าพระวิหารพระมงคลบพิตร
2 หลัง และสถานสงเคราะห์คนชราวาสนเวศน์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิ่งก่อสร้างสุดท้ายคือ
โรงเรียนวัดราชบพิธแห่งใหม่ ในที่ดินท่ีกองทัพบกยกให้ เนื่องในวโรกาสพระชนมายุครบ 90 พรรษา
งานสร้างพุทธมณฑล ให้สำเร็จเสร็จทันในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญ
พระชนมพรรษา 5 รอบ ในปี พ.ศ. 2530 เปน็ ผลงานสำคัญของพระองค์ทเ่ี ร่ิมต้ังแตป่ ี พ.ศ. 2521

งานพระนิพนธ์ ทรงนิพนธ์หนังสือและบทความต่าง ๆ ทั้ง ร้อยแก้ว และร้อยกรองไว้เป็นจำนวน
มาก เช่น ทิศ 6 สังคหวัตถุ 4 สัมปรายกิ ัตถประโยชน์ วัดของบ้าน พุทธศาสนคุณ พัฒนาใจ บุคคลหาได้
ยาก มรดกชีวิต ความเติบโต วาสนาสอนน้อง จดหมายถึงพ่อ วาทแห่งวาสน์ คำกลอนสอนใจ วาสนคติ
นิราศ 2 ปี สวนดอกสร้อย สักวาปฏิทิน กลอนปฏิทิน อาจารย์ดี สมพรปาก คน-ระฆัง เรือ-สมาคม
วยั ทีเ่ ขาหมดสงสาร และบทความเร่ืองบนั ทกึ ศุภาสนิ ี เปน็ ตน้

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน)
สิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคปับผาสะอักเสบ พระหทัยวาย ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม
พ.ศ. 2531 เวลา 16:50 น. สำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศถวายความอาลัยโดยให้สถานที่ราชการทุก
แห่งลดธงลงคร่ึงเสาเปน็ เวลา 3 วัน และข้าราชการไว้ทุกข์เป็นเวลา 15 วัน ได้รับพระราชทานเพลิงศพ
เมอื่ วันเสาร์ที่ 18 มนี าคม 2532 ณ พระเมรุวัดเทพศริ ินทราวาส

(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิม
พระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และ
ภมู ปิ ัญญา จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา ; 2542 : 199)

รายวชิ าอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 137

1.1.9. สมเด็จพระมหาธรี าจารย์ (นยิ ม ฐานสิ ฺสโร)

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) กรรมการมหาเถรสมาคม, เจ้าคณะใหญ่
หนกลาง และเจา้ อาวาสวัดชนะสงคราม แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรงุ เทพฯ แม้จะดเู ป็นพระมหา
เถระทเ่ี คร่งขรึม พูดจาตรงไปตรงมา แต่ด้วยวัตรปฏิบตั อิ ันงดงามของทา่ น มิเคยสกั คร้ังที่จะทำให้ศรัทธา
สาธชุ นถดถอยลง ยิง่ เมื่อไดส้ นทนาใกล้ชดิ แลว้ จะไดร้ ับรูแ้ ละสัมผสั ถงึ ความเมตตา ต่างประทับใจในวัตร
ปฏิบัติแก่บรรดาศิษยานุศิษย์ทุกคนที่ได้เคารพกราบไหว้ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ มีนามเดิมว่า นิยม
จันทนินทร เกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 3 ปีกุน ณ บ้าน
ท่าหิน ตำบลธนู อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา โยมบิดาชื่อ นายโหร่ง จันทนินทร โยมมารดา
ชื่อ นางฮิ่ม จนั ทนนิ ทร
การศกึ ษาเบื้องต้น

เมื่ออายุได้ 7 ขวบ เรียนหนังสือวัด ประถม ก กา และมูลบทบรรพกิจ ในสำนักเจ้าอธิการอุ่น
วดั หนั ตรา ต.หนั ตรา อ.พระนครศรีอยธุ ยา จ.พระนครศรีอยุธยา จนจบชนั้ ประถมปีที่ 4 อายุ 13 ปี โยม
บิดา ได้นำไปฝากเรียนนกั ธรรมบาลี ณ สำนักเรียนวัดตองปุ ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพระนครศรีอยธุ ยา
จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา

รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 138

การบรรพชาและอุปสมบท

ตอ่ มา อายไุ ด้ 14 ปี โยมบดิ าไดน้ ำไปบรรพชาเป็นสามเณร ณ วดั กระสงั ข์ ต.ธนู อ.อุทยั
จ.พระนครศรีอยธุ ยา เมื่อวนั ที่ 28 มิถนุ ายน พ.ศ.2479 โดยมีพระเทพวงศาจารย์ (ขณะดำรงสมณศักด์ิท่ี
พระครโู บราณคณิสสร) วัดตองปุ จ.พระนครศรีอยธุ ยา เปน็ พระอปุ ชั ฌาย์ ครน้ั อายุครบ 22 ปีบรบิ รู ณ์
ได้เข้าพิธีอปุ สมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสมี าวัดพระญาติการาม ต.ไผ่ลิง อ.พระนครศรีอยธุ ยา
จ.พระนครศรีอยธุ ยา เม่ือวันที่ 10 มนี าคม พ.ศ.2487 โดยมีพระเทพวงศาจารย์ (ขณะดำรงสมณศักดิ์
ท่พี ระโบราณคณิสสร) วัดพนัญเชิง ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยธุ ยา จ.พระนครศรีอยุธยา
เป็น พระอุปชั ฌาย์, พระครูสาธุกจิ การี (ขม) วัดประดู่ทรงธรรม ต.ไผ่ลิง อ.พระนครศรีอยุธยา
จ.พระนครศรีอยุธยา เปน็ พระกรรมวาจาจารย์ และพระครูอทุ ยั คณารักษ์ (ใหญ่ ติณณสุวณั โณ) วัดสะแก
ต.ธนู อ.อทุ ยั จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระอนสุ าวนาจารย์ ไดร้ ับนามฉายาวา่ “ฐานสิ ฺสโร”
มีความหมายวา่ “ผู้มีฐานะอันยิง่ ใหญ่”

ทา่ นเจา้ ประคุณสมเดจ็ ฯ เป็นพระมหาเถระท่ใี ฝ่ศึกษาเลา่ เรียนพระปริยตั ิธรรมอย่างยิง่ ยวด
เมือ่ ปี พ.ศ.2486 สอบไลไ่ ด้นักธรรมช้นั เอก ในสำนักเรียนวดั ราชบูรณะ และปี พ.ศ.2498
จบเปรยี ญธรรม 9 ประโยค ในสำนกั เรียนวัดสระเกศฯ ถือเปน็ สหายธรรมศษิ ย์ร่นุ พ่ีรุ่นน้องกับ สมเด็จ
พระพฒุ าจารย์ (เกย่ี ว อุปเสโณ) วัดสระเกศฯ กรุงเทพฯ และ สมเดจ็ พระมหารัชมังคลาจารย์
(ชว่ ง วรปุญโฺ ญ) วดั ปากน้ำภาษีเจริญ กรงุ เทพฯ

เมอื่ วนั ท่ี 5 ธันวาคม พ.ศ.2535 เนือ่ งในวโรกาสมหามงคลเฉลมิ พระชนมพรรษา 65
พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ สถาปนาข้ึนเป็นสมเดจ็ พระราชา
คณะชัน้ สพุ รรณบฏั ท่ี “สมเดจ็ พระมหาธีราจารย์ พรหมวิหารวราธิมตุ วสิ ทุ ธศีลาจารนวิ ิฐ พิพธิ
กจิ จานุกิจโกศล วิมลหิตานุหิตดิลก ตรปี ิฎกบัณฑติ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรญั วาสี”
อันมีความหมายเป็นมงคลนามว่า “ครูผู้เปน็ มหาปราชญ์” (สบื ค้นวันที่ 19 พฤษภาคม
2558http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=10703 ลานธรรมจักร)

รายวชิ าอยธุ ยาศึกษา สค03128 139

1.1.10 ปรีดี พนมยงค์

ปรีดี พนมยงค์

ประวตั ิ
จากประวัตินายกรฐั มนตรีไทยท่กี ล่าวไวว้ ่านายปรดี ี พนมยงค์
เกดิ เมื่อวนั ท่ี 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2443
ตำบลท่าวาสกุ รี อำเภอกรุงเก่า จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา
เปน็ บตุ รของนายเสียง กับ นางลูกจนั ทร์ พนมยงค์
สมรสกบั ทา่ นผูห้ ญงิ พูนสขุ พนมยงค์
ถึงแก่อสัญกรรมดว้ ยโรคหัวใจวาย ท่ีบา้ นพักชานกรุงปารีส
เมื่อวนั ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 รวมอายุได้ 83 ปี

การศึกษา
- พ.ศ. 2463 ศึกษาวิชากฎหมายท่ีประเทศฝรง่ั เศส มหาวทิ ยาลัยกอง (Lycee Caen)
- ได้รับปรญิ ญาทางกฎหมายและได้ "ลิซองซิเอ ทางกฏหมาย"
- ได้ดุษฎีบณั ฑิตทางกฎหมาย (Docteur en Droit) ฝ่ายเนตศิ าสตร์ จากมหาวทิ ยาลัยปารีส
- ไดร้ ับเลือกเปน็ สภานายกแห่งสมาคมนักเรยี นไทยในประเทศฝรง่ั เศส
ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง
สมยั ท่ี 1 : คณะรฐั มนตรี คณะที่ 15 : 24 มีนาคม พ.ศ. 2489 - 8 มถิ ุนายน
พ.ศ. 2489

รายวิชาอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 140

สมัยท่ี 2 : คณะรฐั มนตรี คณะที่ 16 : 11 มิถุนายน พ.ศ. 2489 - 21 สงิ หาคม
พ.ศ. 2489

ประวัตกิ ารทำงาน
- พ.ศ. 2469 เข้ารับราชการเป็นผพู้ พิ ากษาในกระทรวงยุตธิ รรม
- เลขานุการกรมร่างกฎหมาย
- อาจารยส์ อนกฎหมายปกครองในโรงเรียนกฎหมาย
- ได้รับพระราชทานบรรดาศักด์ิอำมาตยต์ รีหลวงประดษิ ฐ์มนูธรรม แต่ต่อมาไดถ้ วายคืน
บรรดาศกั ดิ์
- พ.ศ. 2472 เป็นบุคคลสำคญั ในการก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
- พ.ศ. 2475 ไดร้ ับมอบหมายใหเ้ ปน็ ผรู้ า่ งรฐั ธรรมนญู ชั่วคราว
- ได้ก่อตง้ั มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์และการเมืองและดำรงตำแหน่งผู้ประศาสน์การของ
มหาวทิ ยาลัยแห่งนี้เป็นคนแรก

บทบาททางการเมือง :
- พ.ศ. 2476 เป็นรัฐมนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทยในรฐั บาลของพนั เอก พระยาพหลพล
พยหุ เสนา
- พ.ศ. 2481 ท่านในฐานะรัฐมนตรคี ลังได้ริเริ่มและชว่ ยผลักดนั การก่อตง้ั ธนาคารแห่งชาตหิ รือ
ปจั จบุ นั
คือธนาคารแหง่ ประเทศไทย
- พ.ศ. 2484 ในขณะทีเ่ กิดสงครามมหาเอเชียบรู พา และได้รับการแต่งตัง้ ใหเ้ ป็นผู้สำเรจ็ ราชการ
แทนพระองค์
- พ.ศ. 2489 เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรคี นท่ี 7
- วันท่ี 21 สิงหาคม 2489 ลาออกจากตำแหน่ง

ผลงานท่ีสำคญั :
- ได้ก่อตัง้ ขบวนการเสรไี ทยในประเทศ ตดิ ตอ่ ประสานงานกับขบวนการเสรไี ทยในประเทศ
ติดต่อประสานงานกับขบวนการเสรีไทยภายนอกประเทศ ภายใต้การนำของหม่อมราชวงศ์
เสนีย์ ปราโมช จนกระทงั่ สงครามสนิ้ สุดลง ไดร้ ับแต่งต้ังใหเ้ ป็นรัฐบุรุษอาวุโส และร่วมกบั
รัฐบาลหม่อม ราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช
- ดำเนนิ การประกาศว่า การทร่ี ัฐบาลไทยประกาศสงครามกับอเมริกาและองั กฤษเป็นโมฆะ
- ได้หาทางผ่อนคลายสัญญาสมบรู ณ์แบบทผี่ กู มัดไทย เน่ืองจากผลของการแพส้ งคราม

รายวชิ าอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 141

จากประวัติข้างต้นประมวลได้ว่าปรีดี พนมยงค์ เกิดในครอบครัวชาวนาอยุธยา ถิ่นฐานอยู่ใกล้
วัดพนมยงค์ ที่คนอยุธยาเชื่อกันว่าบรรพบุรุษข้างบิดาของท่านอาจสืบเชื้อสายมาจากพระนมประยงค์
เปน็ ผู้สรา้ งวดั พนมยงค์(ชอื่ วดั แต่เดิมคงเปน็ วดั พระนมยงค์) ทายาทจงึ ได้ใช้นามสกลุ วา่ "พนมยงค"์ และ
ไดอ้ ุปถมั ภ์วดั น้เี ร่ือยมาจนถึงปจั จุบัน

การได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
จนท่านได้ถวายคืนพระราชอำนาจเนื่องจากทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว และได้รับพระราชทานตำแหน่ง
ร ั ฐ บ ุ ร ุ ษ อ า ว ุ โ ส ใ ห้ เ ป ็ น ก า ร ต อ บ แ ท น ท ี ่ ท ่ า น ถ ว า ย ค ว า ม จ ง รั ก ภ ั ก ด ี แ ล ะ ท ำ ห น ้ า ท ี ่ ด ้ ว ย ด ี ต ล อ ด ม า
นายปรีดี พนมยงค์ ถึงแก่อนิจกรรมทีบ่ ้านชานกรุงปารสี ที่ประเทศฝรัง่ เศสเม่ือ2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526
หลังจากการลี้ภัยการเมืองจากการยึดอำนาจ สิ่งที่ท่านฝากไว้เป็นวาทะข้อคิดคำสอนมีมากมายแต่ที่คน
ไทยควรนำมาไตร่ตรอง เพื่อพาประเทศไปในคลองแห่งประชาธิปไตยที่แท้จริงคือความเข้าใจถึง
ประชาธิปไตยและใช้ความเป็นประชาธิปไตยอย่างถูกต้องคือ“คำว่าประชาธิปไตยนั้น มักจะเข้าใจ
ความหมายกันผิดๆ ประชาธิปไตยแปลว่า ประชาชนเป็นใหญ่ ระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบท่ี
ปกครองโดยประชาชน และเพือ่ ประชาชน ประชาธิปไตยท่ีเราเหน็ อยู่นี้ส่วนใหญ่ก็โดยประชาชน แต่ขาด
หลักการ เพื่อประชาชน เพราะพวกชนะเลือกตั้ง มักละทิ้งหลักการเพื่อประชาชนไปเสียกลายเป็นเพื่อ
ตนเองและเพ่ือนพอ้ งไป”

(ปรับปรงุ จากคณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุในคณะกรรมการอำนวยการ
จัดงานเฉลิมพระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์
เอกลกั ษณแ์ ละภูมิปัญญา จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา ; 2542 : 192และ
www.kanzuksa.com/primeMinisterDetail.asp?prime=7)

รายวิชาอยุธยาศึกษา สค03128 142

1.1.11 ถวลั ย์ ธำรงนาวาสวัสด์ิ

ถวลั ย์ ธำรงนาวาสวสั ดิ์
พลเรอื ตรถี วลั ย์ ธำรงนาวาสวสั ดิ์ เดิมชอ่ื ถวัลย์ ธารสี วสั ด์ิ เกิดเมื่อวนั ท่ี 21 พฤศจกิ ายน พ.ศ.
2444 ณ ตำบลหวั รอ อำเภอกรุงเก่าหรืออำเภอพระนครศรอี ยุธยาในปจั จุบัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เป็นบุตร ของนายอู๋ กับ นางเงิน ธารสี วัสด์ิ มพี ่นี ้องทั้งหมด 5 โดยทา่ นเป็นบตุ รคนท่ี 3
พลเรือตรีถวัลย์เริ่มศึกษาที่โรงเรียนตัวอย่างประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (โรงเรียนอยุธยา
วิทยาลัย) เมื่อปี พ.ศ. 2453 จากนั้นเข้ามาศึกษาในพระนครที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ในปี พ.ศ.2460
และโรงเรียนฝึกหัดครูในปี พ.ศ. 2461 แต่สองปีถัดมาเปลี่ยนไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายเรือจนจบ
การศึกษาในปี พ.ศ. 2467 และระหว่างรับราชการที่กองทัพเรือ พลเรือตรีถวัลย์ยังได้ศึกษาวิชา
กฎหมาย โดยใช้เวลานอกราชการเรียนกวดวิชาที่สำนักงานผดุงธรรม จนกระทั่งสำเร็จเป็นเนติบัณฑิต
สยามในปี พ.ศ. 2473
พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หรือ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (21 พฤศจิกายนพ.ศ. 2444 —
3 ธนั วาคม พ.ศ. 2531) นายกรฐั มนตรีคนที่ 8 ของประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2490
พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นบุคคลหนึ่งที่ได้เข้าร่วมในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลง
การปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 โดยตัดสินใจเป็นสมาชิกคณะราษฎรก่อนการปฏิวตั ิเพียงวันเดียว จากการ

รายวชิ าอยุธยาศึกษา สค03128 143

ชักชวนของ หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) เวลาประมาณ 03.00 น. ของวันที่ 24 มิถุนายน
พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นวันปฏิวัติ ร.ท.ถวัลย์ ได้มาพบสมาชิกอื่นๆที่ท่าราชวรดิฐท่ีนัดพบตามแผน
เมอื่ เปลย่ี นแปลงการปกครองสำเร็จแลว้ เหตุที่มีความรู้ด้านกฎหมายดีเป็นเนติบัณฑิตจึง ได้รับแต่งตั้งให้
เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 (ส.ส.ประเภทที่ 2) และได้เข้าร่วมในคณะรัฐมนตรี ในสมัย
รัฐบาลของพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เมื่อปี พ.ศ. 2476 และ พ.ศ. 2477 ภายหลังจาก
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล ให้เป็นหัวหน้า
คณะ เดินทางไปกราบบงั คมทูลเชญิ พระวรวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้าอานันทมหดิ ล ที่ประทับอยู่ ณ ประเทศ
ส ว ิ ต เ ซ อ ร ์ แ ล น ด ์ เ ส ด ็ จ ข้ึ น ค ร อ ง ร า ช ย ์ เ ป ็ น พ ร ะ ม ห า ก ษ ั ต ร ิ ย์ ใ น พ ร ะ ร า ช ว ง ศ ์ จ ั ก รี
สืบไป ซึ่งมีหลายครั้งที่ท่านได้แสดงความสามารถในการเจรจาและประสบผลสำเร็จจนได้รับฉายาจาก
สอื่ มวลชนว่า“นายกรฐั มนตรีลิ้นทอง”
ในปี พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในสมัยรัฐบาลของ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงยุติธรรม ในสมัยรัฐบาลของ นายปรีดี พนมยงค์ จนเกิดการรัฐประหารในวันที่ 8
พฤศจิกายน. พ.ศ. 2490 ทำให้ท่านต้องเดินทางออกไปลี้ภัยอยู่ที่ฮ่องกงระยะหนึ่ง แล้วจึงกลับมาใช้
ชวี ิตอยา่ งสงบตัดขาดจากการเมือง จน ถงึ แกอ่ สัญกรรมเมือ่ วนั ที่ 3 ธนั วาคม พ.ศ. 2531 ณ โรงพยาบาล
พระมงกุฎเกลา้ ขณะน้นั อายไุ ด้ 87 ปี

(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุในคณะกรรมการอำนวยการจั ดงาน
เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์
และภูมิปญั ญา จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา ; 2542 : 194)

1.2 บคุ คลสำคัญในปัจจุบนั
บุคคลที่มีบทบาทต่อจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากการศึกษาข้อมูลของบุคคลในตำแหน่ง

สำคัญทมี ีบทบาทในการกำหนดนโยบายและพัฒนานำจังหวัดพระนครศรีอยธุ ยาให้กา้ วหน้าในด้านต่างๆ
เช่น ผวู้ ่าราชการจังหวัด นายอำเภอ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร รวมท้งั ศลิ ปินนักปราชญ์และภมู ปิ ัญญา
ทง้ั หลาย ซง่ึ ขอยกตัวอย่างดังน้ี

1.2.1 พระเทพรตั นากร

รายวิชาอยุธยาศกึ ษา สค03128 144

พระเทพรัตนากร (กตสาโร) อายุ 67 พรรษา 47 วิทยฐานะ นักธรรมเอก เป็นเจ้าอาวาส
วัดพนัญเชิง พระอารามหลวงชั้นโทวรวิหาร และเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นามเดิมชื่อ นพ
ปฎล (แวว) ทรัพย์บุญ เกิด วัน 2 แรม 7 ค่ำ ปีวอก วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2487 บิดา นายหวาน
ทรัพย์บุญ มารดา นางหนู ทรัพย์บุญ บ้านเลขที่ 10 หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านกลึง อำเภอบางไทร จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา อปุ สมบท เม่อื วันที่ 14 เดอื น มีนาคม พ.ศ. 2507 ณ วัดป้อมแก้ว ตำบลบ้านกลึง
อำเภอบางไทร พระอุปัชฌาย์ พระครูประโชติวุฒิกร (โชติ พุทฺธสฺสโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดป้อมแก้ว
ตำบลบ้านกลึง อำเภอบางพระกรรมวาจาจารย์ พระครูโกมุทสรคุณ วัดสระบัว กรุงเทพมหานคร
พระอนสุ าวนาจารย์ พระครปู ระโชตธิ รรมวิจติ ร (เพม่ิ อตฺตทโี ป) เจ้าอาวาสวดั ปอ้ มแก้ว ตำบลบา้ นกลึง
อำเภอบางไทร พ.ศ. 2552 ไดร้ ับพระราชทานเลื่อนสมณศักด์ิ ในวโรกาสวนั เฉลิมพระชนมพรรษา
5 ธันวาคม 2552 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ “พระเทพรัตนากร สุนทรศีลาจารสุวิธานศาสนกิจ
มหาคณิสสรบวรสงั ฆาราม คามวาสี”

รางวัลและเกยี รตคิ ุณทีไ่ ดร้ ับ

รายวชิ าอยุธยาศกึ ษา สค03128 145

พ.ศ. 2537 ได้รับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร ในฐานะผู้บำเพ็ญคุณประโยชน์ต่อ
พระพทุ ธศาสนา สาขาอนุรักษ์มรดกไทยทางพระพทุ ธศาสนา

พ.ศ. 2546 ได้รับการถวายปริญญาพุทธศาสตร์มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคม
สงเคราะห์ศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.
2546

พ.ศ. 2547 ได้รับรางวัล“บุษราคัมมณีศรีราชภัฏ”ประจำปี พ.ศ. 2546 จากทางสถาบันราช
ภัฏพระนครศรีอยุธยา ในฐานะเป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านส่งเสริมการศึกษาวัฒนธรรม
และภูมิปัญญาไทย ได้รับการถวายปริญญากิตติมศักด์ิ ครุศาสตบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา
จากมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยุธยา 4 มีนาคม พ.ศ. 2547

พ.ศ. 2549 ได้รับการถวายปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักด์ิ สาขาวิชาการบริหาร
การศกึ ษา จากมหาวทิ ยาลัยรามคำแหง

พ.ศ. 2552 ได้รับการถวายโล่เกียรติคุณพร้อมเกียรติบัตรและเข็ม “มทร.สุวรรณภูมิ
เกยี รติคณุ ” สาขาภาษาและวรรณกรรม จากมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลสุวรรณภมู ิ
ศูนย์หนั ตรา เมือ่ วนั ท่ี 13 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พ.ศ 2554 ไดร้ ับการคัดเลือกจากคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวฒั นธรรม
สภาผู้แทนราษฎร เข้ารับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาภายในจังหวัด
พระนครศรีอยุธยา ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัด
พระนครศรีอยธุ ยา

สำนกั งานเจ้าคณะจังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา สืบค้นเมื่อวนั ท่ี 1 9 พฤษภาคม 2558
(http://www.songayutthaya.com/prawatpratep.html)

รายวิชาอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 146

1.2.2 นายประดิษฐ์ รตั นโกมลประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา

อับดุลอาซีร บิน อับดุลเลาะห์ หรือประดิษฐ์ รัตนโกมล เป็นบุตรชายของครูอับดุลเลาะห์
เรืองปราชญ์ อยู่ในตระกูลครูสอนศาสนามาตลอด รุ่นโต๊ะกี(อัลมัรฮูมครูหมัด และอัลมัรฮูมมะห์ครูเจิม
เรืองปราชญ์) เคยเปิดโรงเรียนปอเนาะที่นี่(มัสยดิ อะมะดียะห์) แต่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง ท่านได้เรียนหนังสือกับ
โต๊ะกี(ปู่)มากพอสมควร หลังจากนั้นได้ศึกษาด้านสามัญเวลากลางวันเรียน กลางคืนเรียนศาสนากับครู
อับดุลเลาะห์ ปัตตานี จนกระทั่งจบมัธยมศึกษาปีที่ 5 (เทียบเท่ากับจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปัจจุบัน)
และศึกษาต่อที่วิทยาลัยครูอยุธยาจนจบปริญญาตรีแล้ว กลับมาบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนลาดบัวหลวง
(นมิ่ นวลอุทิศ) พรอ้ มกบั เรยี นภาษาอาหรับกับโต๊ะกีอีกครง้ั

ปีพ.ศ.2524 ได้รับเลือกตั้งให้เป็นอิหม่ามมัสยิดอะมะดียะฮ์ ตอนนั้นอายุ 22 ปี เมื่อได้รับ
เลอื กต้ังเป็นอหิ มา่ มแลว้ ท่านได้ย้อนมองดตู วั เองว่า การเปน็ อิหมา่ มคอื การมีความรับผิดชอบที่ใหญ่หลวง
(อามานะห์) เมื่อครั้งที่ท่านรอซูลเป็นอิหม่ามท่านทำอย่างไรแล้วก็ค้นพบหลักปฏิบัติ และเกิดเป็น
ข้อคดิ วา่ คนเปน็ ผู้นำจะตอ้ งลงไปดูแลทกุ ขส์ ขุ ของพน่ี ้องมุสลิม จึงมีความตั้งใจที่แน่วแน่หากรับเลอื กต้ังให้
เปน็ อิหม่ามทา่ นจะตอ้ งดูแลบุคคลทกุ คนอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง และทำไดท้ ่วั ถึง ด้วยหลกั การโดยใช้
วิธีการอ่อนโยน ประนปี ระนอม และเหน็ วา่ ไม่มวี ิธีการใดท่จี ะดูแลคนได้ดีไปกว่าการให้การศึกษาท้ังด้าน
ศาสนาและด้านสามัญ จึงรณรงค์ให้มีการเรียนการสอนด้านศาสนาควบคู่สามัญ ที่จะทำให้เด็กมีความรู้
ทงั้ สองทาง (อิหม่ามเป็นคนทำให้เรียนศาสนาควบคู่สามัญเป็นรูปธรรมมากยิ่งข้ึน) และพบว่าถ้าเราสอน

รายวชิ าอยธุ ยาศกึ ษา สค03128 147

ศาสนาโดยที่ไม่มีค่าตอบแทน ทำให้การสอนไม่เต็มที่ แต่เมื่อรับเงินเดือนทางสามัญและมาสอนศาสนา
ดว้ ย ทำให้ท่านไดด้ แู ลเด็กที่เรยี นอยู่ในวิถีมุสลมิ แล้วก็มาสอนต่อ ซง่ึ เป็นส่ิงทีด่ ีมาก

ปีพ.ศ. 2531 ได้รบั เลือกตง้ั เป็นกรรมการอิสลามประจำจังหวัดอยุธยา เมือ่ อายุ 30 ปี ได้ทำงาน
ร่วมกับผู้หลักผู้ใหญ่ ด้วยความท่ีมีอาวุโสน้อยได้เห็นประสบการณ์ต่างๆมากมายในการทำงานได้เรียนรู้
ซึมซับ ต่อมาปี พ.ศ. 2542 อายุ41 ปี ได้รับเลือกตั้งประธานอิสลามประจำจังหวัดอยุธยา ทำให้คิดว่า
ตำแหน่งที่ท่านได้มานั้นถือเป็นความหวังของพี่น้องมุสลิมท้ังจังหวัด สิ่งที่จะต้องทำก็คือ 1.เป็นผู้บริหาร
ด้านสังคม 2.เป็นผู้นำด้านศาสนา การบริหารด้านสังคมก็ดูว่าเราจะบริหารมัสยิดทั้งหมดที่มีอยู่ 60
มัสยิดให้สัมพันธ์ทำงานร่วมกันอย่างไร ซึ้งจะต้องมีเป้าหมาย มีแกนหลัก จึงกำหนดเป็นวิสัยทัศน์
พันธกจิ ทงั้ 7 ประการ มคี ณะกรรมการทง้ั 25 ทา่ นเปน็ ผู้ดำเนนิ งานตามระบบและทุกมัสยิดในจังหวัดให้
เป็นแนวทางเดียวกัน ผลจากการบริหารจากทุกฝ่ายทั้งกรรมการอิสลามประจำจังหวัดหรือกรรมการ
ประจำมัสยิดทั้งหมดทำให้ท่านได้รับโล่พระราชทานรางวัลบริหารและการจัดการองค์กรศาสนาอิสลาม
ดีเด่น ปี พ.ศ. 2547- พ.ศ. 2550 รางวัลบริหารและการจัดการองค์กรศาสนาอิสลามยอดเยี่ยม ปี
พ.ศ. 2551 ในหนึ่งปมี ีผใู้ หค้ วามสนใจมาศกึ ษาดงู านมากมาย

ปรับปรุงจากสำนักข่าวมุสลมิ สืบคน้ เมอื่ วันที่ 19พฤษภาคม2558
(http://www.thaimuslim.com/view.php?c=14&id=15105 )

ศลิ ปินแห่งชาติ

1. ความหมาย และการจำแนกสาขาของศลิ ปินแห่งชาติ
2.1 ความหมายของศิลปนิ แห่งชาติ

กรมส่งเสรมิ วฒั นธรรม ไดจ้ ดั ทำโครงการศลิ ปนิ แหง่ ชาติ มาต้ังแต่ พ.ศ. 2527 เพื่อสรรหาสง่ เสริม
สนบั สนนุ และช่วยเหลือศลิ ปินผู้สร้างสรรค์ ผลงาน ศลิ ปะล้ำคา่ อันทรงคณุ คา่ ของแผ่นดนิ ยกย่อง
เชดิ ชูเกียรติเปน็ ศลิ ปนิ แห่งชาติ โดยมสี ำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหง่ ชาตเิ ปน็ ผพู้ จิ ารณา

ศิลปินแหง่ ชาติ นบั เป็นทรัพยากรบุคคลสำคัญทางด้านศลิ ปะ ที่ได้สืบสานงานศิลปะของชาติให้
เช่อื มโยงจากอดตี มาสู่ปัจจบุ นั เป็นการถา่ ยทอดภูมปิ ัญญาของ บรรพบรุ ุษในอดตี ใหม้ ีความร่งุ โรจน์สืบไป
ยงั อนาคตข้างหน้า

อนึ่ง จากพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสท่ี
คณะกรรมการวัฒนธรรมแหง่ ชาติ นำศิลปินเข้าเฝ้าเพื่อรับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติศิลปิน แห่งชาติ
ว่า "ผลงานของศิลปินแห่งชาติเป็นมรดกศิลปะอันล้ำค่าของชาติ เป็นเครื่องหมาย แสดงอารยะธรรม

รายวิชาอยุธยาศึกษา สค03128 148


Click to View FlipBook Version