The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการจัดเก็ฐข้อมูลทางด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ปีงบประมาณ 2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirapa1070, 2022-08-23 04:50:50

โครงการจัดเก็ฐข้อมูลทางด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ปีงบประมาณ 2565

โครงการจัดเก็ฐข้อมูลทางด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ปีงบประมาณ 2565

๑๙๔

๑๐. ผยี ่าโอ้ง เคร่อื งแตง่ กาย น่งุ โจงกระเบน เอาผ้าคลุมคอไว้
ชว่ งท่ีผยี ่าโอง้ เข้าร่างทรงน้ัน มีกิรยิ าสั้นพรอ้ มกบั เอาผ้าคลมุ ท่ีคอเอาไว้ และกย็ ังทำกิริยาอาการ

เหนียมอาย (เป็นเพราะว่ารู้สึกอายที่คอของตนเองเป็นโอ้ง นั้นก็คือคอที่จะมีลักษณะที่ใหญ่ดูแล้วไม่สวยงาม)
ชาวบ้านจึงต้องช่วยกันนำผ้าไปคลุมปกปิดคอเอาไว้ แต่ก็ยังมีชาวบ้านบางคนพูดบอกกับย่าโอ้งว่าไม่ต้องอาย
หรอกย่า ยุคสมัยนี้มันบ่ต้องอายกันแล้ว จากนั้นย่าโอ้งก็หันมาพูดคุยกับชาวบ้านเรื่องสาระทุกสุขดิบท่ัว
ผียา่ โอง้ ไมม่ กี ารรำ ไดแ้ ตร่ ับเครือ่ งเซ่นไวม้ าสบู ดมแล้วกว็ าง แลว้ กอ็ อกจากรา่ งทรงนั้นไป

๑๑. ผีย่าสรอ้ ยดอกหมาก เคร่อื งแต่งกาย นุ่งโจงกระเบน หม่ ผา้ สไบเฉียง
ช่วงที่ผีย่าสร้อยดอกหมากเข้าร่างทรงนั้น มีกิริยาทั่วไป มีการสนทนาพูดคุยกับชาวบ้านที่มา

ร่วมงาน กินเบียร์ แต่ไม่สูบบุหรี่ แล้วก็ลุกขึ้นไปหยิบผ้าที่ชาวบ้านเตรียมไว้ที่ราวไม้การแต่งกายจะนุ่งโจง
กระเบนผ้าแพร พาดบ่าด้วยผ้าสไบสีสวยงาม การแต่งกายของผีตัวนี้จะแต่งตัวสวยงามมาก และก็จะรำ
สวยงามมาก เป็นผีที่ชอบรำชอบแต่งตัวสวย ๆ จะเป็นผีที่ทำให้ชาวบ้านคล้อยตามทั้งการรำสวย และแต่งตัว
สวย

ชว่ งทีร่ ำกันอย่นู ้ันก็จะมเี สียงดนตรบี รรเลงประกอบไปเรื่อย ๆ ทา่ ทรี่ ำกจ็ ะมีลักษณะในการรำที่มี
ความออ่ นช้อยงดงามตามแบบการรำของผูห้ ญิงโบราณ เมื่อรำจนพอใจแลว้ ก็จะเอาผ้าโจงกระเบนกับผ้าสไบ
ไปพาดเก็บเอาไว้ที่ราวผ้าดงั เดิม แล้วก็ลงมานัง่ พักพูดคุยกับชาวบ้านท่ีมาร่วมงาน หลังจากนัน้ กอ็ อกจากร่าง
ทรง

๑๒. ผีปู่แพง เครื่องแต่งกาย นุง่ ผา้ ธรรมดา
ช่วงที่ผีปู่แพงเข้าร่างทรงนั้น มีกิริยา การสนทนาพูดคุยกับชาวบ้านที่มาร่วมงาน สูบบุหร่ี

กินเบียร์ แล้วลุกขึ้นไปหยิบผ้าที่ชาวบ้านเตรียมไว้ที่ราวไม้ แล้วหยิบผ้าขาวม้ามามัดเอว และก็รำ จะมีดนตรี
บรรเลงไปเรื่อย ๆ ท่าที่รำก็จะมีลักษณะในการรำเหมือนกับการรำของผู้ชาย เมื่อรำจนพอใจแล้ว ก็เอา
ผา้ ขาวม้าไปพาดเก็บเอาไว้ทีร่ าวดังเดิม แล้วลงมาน่ังพูดคุยกับชาวบ้านทีม่ าร่วมงาน สูบบุหรี่ หลังจากน้ันก็ออก
จากร่างทรง

๑๓. ผจี ำปา เครือ่ งแต่งกาย นุง่ ผ้าธรรมดา
มกี ริ ิยาอาการทว่ั ไป กนิ เหลา้ สบู บุหรี่ และพูดคยุ กบั ชาวบา้ น

๑๔. ผีเจา้ ว่อง ผีเจ้าไว เปน็ พี่น้องกนั เครือ่ งแต่งกาย นุ่งผา้ ธรรมดา
มกี ิรยิ าอาการท่วั ไป กนิ เหลา้ สบู บุหร่ี และพูดคยุ กับชาวบา้ น

๑๖. ผหี นุ่มนอ้ ยรอดดง เครื่องแตง่ กาย นุ่งผ้าธรรมดา
ช่วงที่ผีหนุ่มน้อยรอดดงเข้าร่างทรงนั้น มีกิริยาอาการสั่นเล็กน้อย แล้วก็มีการหันมาสนทนา

พดู คยุ กับชาวบา้ นที่มาร่วมงาน เปน็ ผีทช่ี อบสูบบุหรี่ กินเบยี ร์มาก ๆ แลว้ ลุกขึน้ ไปหยบิ ผา้ ทช่ี าวบ้านเตรียมไว้ท่ี
ราวไม้ แลว้ หยิบผา้ ขาวมา้ มามดั เอวสีแดง และก็รำ ช่วงทร่ี ำน้ันก็จะมองหาสาว ๆ ในหมบู่ า้ นเพื่อจะเอาไปทำ
เมียและอยูด่ ้วยกนั ชว่ งทรี่ ำกจ็ ะมีดนตรบี รรเลงไปเร่ือย ๆ ท่าทีร่ ำก็จะมีลักษณะในการรำเหมือนกับการรำของ

๑๙๕

ผู้ชายที่รำไม่ค่อยสวย เมื่อรำจนพอใจแล้ว กเ็ อาผา้ ขาวมา้ ไปพาดเกบ็ เอาไว้ท่ีราวดงั เดมิ แลว้ ก็ลงมานั่งพดู คุยกับ
ชาวบา้ นเร่ืองสาระทุกสุขดิบที่มาร่วมงาน หยิบบุหร่มี าสูบ หลงั จากนัน้ ก็ออกจากรา่ งทรง

ในอดีตชาวบ้านบอกว่าผีตัวนี้ชอบมองหาหญิงสาวในหมู่บ้านที่ยังไม่แต่งงาน ถ้าหญิงสาวใน
หมู่บ้านคนไหนสบตาหรือผีตัวนี้มองเห็นแล้วละก็อีกไม่นานก็จะตายไป แต่ในปัจจุบันนี้ได้มีการขอร้อง
ขอสบั เปลย่ี นใหเ้ อาอย่างอน่ื ไปแทนชีวติ คน เวน้ เสียแตว่ า่ คน ๆ นั้นชะตาจะถึงท่ีตายนน่ั เอง

๑๗. ผีตาเพ เป็นพี่ผปี ู่พงั เคร่ืองแต่งกาย นงุ่ ผา้ ธรรมดา
ตอนที่เข้าร่างมีกิริยาอาการแบบเอียงไปเอียงมาเหมือนจะเพไป มีการสนทนาพูดคุยกับชาวบ้าน

ที่มาร่วมงาน สูบบุหรี่ กินเบียร์ แล้วลุกขึ้นไปหยิบผ้าที่ชาวบ้านเตรียมไว้ที่ราวไม้ แล้วหยิบผ้าขาวมา้ มามัดเอว
และก็รำ จะมีดนตรีบรรเลงไปเรื่อย ๆ ท่าที่รำก็จะมีลักษณะในการรำเหมือนกับการรำของผู้ชาย เมื่อรำจน
พอใจแล้ว ก็เอาผ้าขาวม้าไปพาดเก็บเอาไว้ที่ราวดังเดิม แล้วลงมานั่งพูดคุยกับชาวบ้านที่มาร่วมงาน สูบบุหรี่
หลังจากนน้ั ก็ออกจากร่างทรง

๑๘. ผตี าพงั เป็นนอ้ งผีปูเ่ พ เครอ่ื งแต่งกาย นุ่งผา้ ธรรมดา
ตอนที่เข้าร่างมีกิริยาอาการเหมือนกับจะพัง มีการสนทนาพูดคุยกับชาวบ้านที่มาร่วมงาน

สูบบหุ รี่ กินเบยี ร์ แลว้ ลกุ ขน้ึ ไปหยิบผ้าท่ีชาวบา้ นเตรียมไว้ท่ีราวไม้ แล้วหยิบผา้ ขาวมา้ มามัดเอว และก็รำ จะมี
ดนตรีบรรเลงไปเรื่อย ๆ ท่าที่รำก็จะมีลักษณะในการรำเหมือนกับการรำของผู้ชาย เมื่อรำจนพอใจแล้ว ก็เอา
ผ้าขาวม้าไปพาดเก็บเอาไว้ที่ราวดงั เดิม แล้วลงมานัง่ พดู คุยกบั ชาวบ้านที่มารว่ มงาน สูบบุหร่ี หลงั จากน้ันก็ออก
จากรา่ งทรง

ชาวบ้านเล่าให้ฟังเรื่องเกี่ยวกับ ผีปู่เพ ผีปู่พัง ว่าตอนที่เขามาสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดงเสร็จ
ใหม่ ๆ นั้น ผีปู่เพ ผีปู่พัง โกรธมากและโมโห บอกว่าเดียวกูจะทำให้มันพังไป มันมาสร้างขวางทางเดินของกู
และช่วงแรกของการสร้างอ่างเก็บน้ำนั้น ก็มักจะมีน้ำป่าลงมาจากเขาเป็นจำนวนมากจนอ่างเก็บน้ำเกือบจะ
แตก จนถึงวันที่เลี้ยงดุเจ้าปู่เจ้าย่ากัน ชาวบ้านได้ขอร้องปู่เพปู่พังว่าอย่าทำให้อ่างเก็บน้ำพังเลย เขามาทำ
ความเจริญให้กบั บา้ นเรานะปู่ ตั้งแตท่ ่ชี าวบ้านขอรอ้ งครั้งนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์นน้ั เกิดขึ้นอีก

๑๙. ผีปูห่ นิ กลิง้ เป็นพ่ีผีปูห่ ินกอ้ นกับผปี ู่หนิ โง้น เครือ่ งแต่งกาย นุ่งผ้าธรรมดา
ตอนที่เข้าร่างมีกิริยาอาการกลิ้งไปกลิ้งมาเหมือนกับหินที่กำลังกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่สักพัก แล้วก็มา

นั่งสนทนาพูดคุยกับชาวบ้านที่มาร่วมงาน สูบบุหรี่ กินเบียร์ แล้วก็หันไปบอกหมอปี่ว่าจะรำ แล้วก็ลุกขึ้นไป
หยิบผ้าที่ชาวบ้านเตรียมไว้ที่ราวไม้ เลือกหยิบเอาผ้าขาวม้ามามัดเอว และก็รำตามจังหวะดนตรีที่บรรเลงไป
เรอื่ ย ๆ

ท่าที่รำก็จะมีลักษณะในการรำเหมือนกับก้อนหินที่กลิ้งไปมา รำจนมีความพอใจแล้ว ก็จะเอา
ผ้าขาวม้าที่มัดเอวไปพาดเก็บเอาไว้ที่ราวดังเดิม แล้วก็ลงมานั่งพูดคุยกับชาวบ้านที่มาร่วมงานแล้วก็ออกจาก
ร่างทรงไป

๒๐. ผปี หู่ ินกอ้ น เป็นนอ้ งผีปหู่ ินกล้งิ แต่เปน็ พผี่ ปี หู่ ินโง้น เครื่องแตง่ กาย นงุ่ ผ้าธรรมดา

๑๙๖

ตอนที่เข้าร่างมีกิริยาอาการนั่งนิ่งเหมือนกับก้อนหินที่วางเอาไว แล้วก็หันมาสนทนาพูดคุยกับ
ชาวบา้ นที่มารว่ มงาน สบู บหุ รี่ กนิ เบียร์ แลว้ กห็ ันไปบอกว่าจะรำ แล้วก็ลุกขึน้ ไปหยบิ เอาผา้ ทีช่ าวบ้านเตรียมไว้
ที่ราวไม้ เลอื กหยิบเอาผ้าขาวมา้ มามัดเอว และกร็ ำประกอบไปพรอ้ มกับดนตรีท่ีบรรเลงไปเรื่อย ๆ

ท่าที่รำก็จะมีลักษณะในการรำที่ไมค่ ่อยออกท่าทางอะไรมากมาย ดูเหมือนกับก้อนหินที่ไม่มกี าร
เคลื่อนไหว หลงั จากที่รำจนพอใจแลว้ กเ็ อาผา้ ขาวม้าทม่ี ัดเอวนนั้ ไปพาดเกบ็ เอาไว้ทร่ี าวเหมอื นเดิม แลว้ ก็ลงมา
นั่งพดู คุยกับชาวบา้ นท่ีมาร่วมงาน แลว้ ก็ออกจากรา่ งทรงไป

๒๑. ผปี ู่หินโง้น เป็นน้องผีปู่หินกลิ้งกับผปี ู่หินก้อน เคร่ืองแตง่ กาย น่งุ ผ้าธรรมดา
ตอนที่เข้าร่างมีกิริยาอาการเหมือนหินมันโง้น ไม่มีการพุดคุยอะไรมาก แต่ชอบสูบบุหรี่ กินเบียร์

แล้วกล็ กุ ขึ้นไปหยิบผ้าทีช่ าวบ้านเตรยี มไว้ที่ราวไม้ แล้วกเ็ ลือกหยิบเอาผ้าขาวมา้ มามดั เอว และก็รำประกอบกับ
ดนตรที บ่ี รรเลงไปเรือ่ ย ๆ

ท่าท่ีรำกจ็ ะมีลักษณะในการรำท่อี อกทา่ ทางไม่มาก ดเู หมือนกบั การรำของผชู้ ายทวั่ ไป หลงั จากที่
รำจนพอใจแลว้ ก็จะเอาผ้าขาวมา้ ทม่ี ัดเอวไว้ไปพาดเกบ็ เอาไว้ทีร่ าวเหมือนเดมิ หลังจากนั้นก็ออกจากรา่ งทรง

๒๒. ผีเฒ่าโค้ง/ผเี ฒ่าโพง้ เคร่อื งแตง่ กาย นุ่งผา้ ธรรมดา
ตอนท่เี ขา้ ร่างทรงมีกิรยิ าอาการมาแบบตลกเฮฮาแลว้ ก็มีการหันมาสนทนาพูดคยุ กับชาวบ้านท่ีมา

ร่วมงาน เป็นผีที่ชอบสูบบุหรี่ กินเบียร์ นั่งอยู่สักพักก็หันไปบอกกับหมอปี่ว่าจะรำแล้วก็ลุกขึ้นไปหยิบเอาผ้าที่
ชาวบ้านไดจ้ ัดเตรยี มไว้ทีร่ าวไม้ เลือกหยบิ เอาผา้ ขาวมา้ นำมามดั เอว

ผตี วั นี้เปน็ ผที ชี่ อบผหู้ ญิงแต่ข้ีอายมาก เวลาทร่ี ำก็จะรำแบบโค้งไปโคง้ มา จะชอบไปโค้งผู้หญิงแม่
หม้ายในหมู่บ้านให้ลุกขึ้นมารำด้วย แต่พอหญิงแม่หม้ายลุกขึ้นมารำด้วยแล้วก็จะอายรำแบบหลบ ๆ หญิงแม่
หม้าย วิ่งหลบไปหลบมาจนทำให้ชาวบ้านที่มาร่วมงานเห็นแล้วเกิดการหัวเราะกันช่วงที่รำโค้งกันไปโค้งกันมา
ของผีเฒา่ โคง้ กบั ผ้หู ญงิ แม่หมา้ ยในหมบู่ ้านน้ันก็จะมดี นตรบี รรเลงไปเรอ่ื ย ๆ

หลังจากที่รำกันจนพอใจแล้ว ผีก็นำเอาผ้าขาวม้าที่มัดเอวไว้ไปพาดเก็บเอาไว้ที่ราวเหมือนเดิม
แล้วจึงนั่งลงพักเหนื่อยพร้อมกับพูดคุยกับชาวบ้านเรื่องสาระทุกสุขดิบที่มาร่วมงาน หยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ
หลังจากนน้ั กอ็ อกจากร่างทรง

๒๓. เจา้ พ่อศรเี ทพ เครื่องแต่งกาย นุ่งผ้าธรรมดา
ตอนที่เข้าร่างทรงมีกิริยาอาการแบบเข้มขึง มีการสนทนาพูดคุยกับชาวบ้านเรื่องสาระทุกสุขดิบ

ทั่วไปท่มี ารว่ มงาน สูบบุหรี่ กนิ เบยี ร์ รับของเซน่ มาดมแล้วก็วาง แลว้ ลุกข้ึนไปหยิบผ้าท่ีชาวบ้านเตรียมไว้ท่ีราว
ไม้ แล้วหยิบผ้าขาวม้ามามัดเอว และก็รำ ช่วงที่รำก็จะมีดนตรีบรรเลงไปเรื่อย ๆ ท่าที่รำก็จะมีลักษณะในการ
รำแบบเข้มขึงเหมือนกับการรำของผู้ชายอกสามศอกเมื่อรำจนพอใจแลว้ ก็จะเอาผ้าขาวม้าไปพาดเก็บเอาไว้ที่
ราวผ้าดังเดมิ แลว้ กล็ งมาน่ังพดู คยุ กบั ชาวบ้านทีม่ ารว่ มงาน สบู บุหรี่ แลว้ จากน้นั กอ็ อกจากร่างทรง

๒๔. ผีสายยนต์ ผสี ายยันต์ เป็นพนี่ อ้ งกนั เครื่องแต่งกาย นุง่ ผา้ ธรรมดา
ตอนทเ่ี ข้ารา่ งมกี ริ ยิ ามีการสนทนาพูดคุยกับชาวบ้านท่ีมารว่ มงาน สบู บุหรี่ กินเบยี ร์ แลว้ ลุกข้ึนไป

หยิบผา้ ท่ีชาวบ้านเตรียมไว้ทรี่ าวไม้ แล้วหยบิ ผา้ ขาวมา้ มามัดเอว และกร็ ำ จะมดี นตรบี รรเลงไปเร่ือย ๆ ท่าที่รำ

๑๙๗

ก็จะมีลักษณะในการรำเหมือนกับการรำของผู้ชายเมื่อรำจนพอใจแล้ว ก็เอาผ้าขาวม้าไปพาดเก็บเอาไว้ที่ราว
ดงั เดมิ แล้วลงมาน่ังพูดคยุ กบั ชาวบ้านทมี่ ารว่ มงาน สบู บหุ รีห่ ลังจากนั้นกอ็ อกจากร่างทรง

๒๖. ผปี ู่วา่ น/ผปี ูวาด ผีย่าแว่น/ผีย่าแหวน เปน็ สามีภรรยากัน เคร่อื งแต่งกาย นงุ่ ผา้ ธรรมดา
มีกริ ยิ าอาการทว่ั ไป กินเหลา้ สูบบหุ ร่ี และพูดคยุ กับชาวบ้าน

๒๘. ผีปเู่ ผอื ก ผปี ่ภู ัย ผีปู่เพียว เปน็ พน่ี ้องกนั เครอ่ื งแตง่ กาย นงุ่ ผ้าธรรมดา
มกี ริ ิยาอาการทัว่ ไป กนิ เหล้า สบู บุหร่ี และพดู คุยกบั ชาวบ้าน

๒๙. ผีทหารปืนใหญ่ เคร่ืองแต่งกาย นงุ่ ผา้ ธรรมดา
ตอนทีเ่ ข้าร่างมีกริ ิยาอาการส่ันเล็กน้อย พูดคยุ ไม่มาก หยิบบหุ ร่ีมาสูบ กนิ เบียร์ แล้วก็หันไปบอก

หมอปี่ว่าจะรำ และก็ลุกขึ้นไปหยบิ ผ้าที่ชาวบ้านเตรียมไว้ท่ีราวไม้ เลือกหยิบเอาผ้าขาวม้ามามัดเอว แล้วก็เดนิ
ไปหยิบเอาปืนไม้ทีว่ างอยูบ่ นหิ้ง ที่ชาวบ้านได้ทำเอาไวม้ ารำทำท่ายิงปืน แล้วก็ตามด้วยดาบที่ทำจากไม้ และก็
มีดที่ทำจากไม้ มารำ ช่วงที่รำก็จะมีดนตรีบรรเลงไปเรื่อย ๆ ท่าที่รำนั้นก็จะเป็นการรำโดยการถือปืน ถือดาบ
ถือมีด ไปพร้อม ๆ กัน เมื่อรำจนพอใจแล้ว ก็เอาปืนไม้ ดาบไม้ มีดไม้ และเอาผ้าขาวม้าที่มัดเอวไว้นั้นไปพาด
เก็บเอาไว้ทร่ี าวผา้ เหมอื นเดมิ หลงั จากนั้นก็ลงมาน่งั พกั พอหายเหนื่อยก็ออกจากรา่ งทรงไป

๓๐. ผที หารปนื แก้ว/ผที หารปนื เล็ก เครอ่ื งแต่งกาย นงุ่ ผ้าธรรมดา
ตอนที่เข้าร่างจะมีกิริยา โดยมีการสั่นไหวของร่างกายเล็กน้อย และก็จะหันมาสนทนาพูดคุยกับ

ชาวบ้านท่มี ารว่ มงาน สบู บุหร่ี กินเบียร์ แล้วลุกขึ้นไปหยิบผา้ ที่ชาวบ้านเตรยี มไว้ที่ราวไม้ แล้วหยิบผ้าขาวม้ามา
มัดเอวจะลกุ ข้นึ ไปหยิบเอาชา้ งไมม้ าถือพร้อมกับรำ โดยจะรำคู่กับชาวบา้ นที่นัง่ อยู่ใกล้ ๆ รำแบบการคล้องช้าง
โดยเอาเชือกฝ้ายให้คนท่ีรำคู่เป็นผรู้ ำคล้อง โดยเปน็ การรำคู่กัน หลงั จากทร่ี ำคล้องช้างเสร็จแล้วก็จะเอาช้างไม้
แกะสลักไปเก็บเอาไว้ที่เดิม แล้วก็จะหยิบเอาม้าไม้แกะสลักมารำคู่กันเหมือนกับที่รำคล้องช้าง และก็รำ
หลังจากนั้นก็ไปหยิบเอาเรือที่แกะจากไม้ นำเรือไม้นั้นมาใส่เศษอาหารอย่างละนิดละหน่อยลงไปในเรือแล้วก็
เอาเชอื กฝ้ายมัดคล้องเปน็ สายสะพาย พร้อมกับรำไปด้วย ชาวบา้ นบอกว่าเปน็ จะมีดนตรีบรรเลงไปเรื่อย ๆ ท่า
ที่รำก็จะมีลักษณะในการรำเหมือนกับการรำของผู้ชาย เมื่อรำจนพอใจแล้ว ก็เอาผ้าขาวม้าไปพาดเก็บเอาไว้ที่
ราวดังเดมิ แล้วลงมานั่งพดู คุยกบั ชาวบ้านที่มารว่ มงาน สบู บหุ ร่ี หลงั จากนนั้ กอ็ อกจากร่างทรง

๓๑. ผีปทู่ องแดง เครื่องแต่งกาย นงุ่ ผ้าธรรมดา
มกี ิริยาอาการทั่วไป กินเหลา้ สูบบหุ รี่ และพดู คุยกับชาวบา้ น

๓๒. ผปี ู่เย็น เครอื่ งแตง่ กาย นุ่งผ้าธรรมดา
มกี ิริยาอาการทว่ั ไป กนิ เหล้า สูบบหุ รี่ และพดู คยุ กับชาวบ้าน

๓๓. ผปี ู่ทองคำ เคร่อื งแต่งกาย นงุ่ ผา้ ธรรมดา
มีกิริยาอาการทว่ั ไป กนิ เหล้า สูบบุหรี่ และพดู คยุ กบั ชาวบ้าน

๓๔. ผปี ดู่ ว้ ง ผียา่ แปน้ เป็นสามีภรรยากนั เครอ่ื งแตง่ กาย นุ่งผ้าธรรมดา
มีกิริยาอาการท่วั ไป กินเหล้า สบู บหุ รี่ และพดู คยุ กบั ชาวบ้าน

๓๕. ผปี ่แู ก่น เครอ่ื งแต่งกาย นงุ่ ผ้าธรรมดา

๑๙๘
มกี ิริยาอาการท่ัวไป กินเหลา้ สูบบหุ ร่ี และพดู คุยกับชาวบ้าน
๓๖. ผยี า่ กลอย เคร่ืองแต่งกาย นงุ่ ผา้ ธรรมดา
ช่วงที่ผีย่ากลอยเขา้ ร่างทรงน้ัน จะลุกขึ้นไปหยิบผ้าทีช่ าวบา้ นเตรียมไว้ที่ราวไม้ มาแต่งตัว แล้วก็
จะรำ จะมีดนตรีบรรเลงไปเรื่อย ๆ ในระหว่างที่รำท่าที่รำก็จะมีลักษณะในการรำไปประกอบกับการทำท่า
กวาดพ้ืนไปดว้ ย โดยจะมไี ม้กวาดท่ีชาวบ้านจัดเตรียมไว้ให้นั้น หลังจากทรี่ ำจนพอใจแลว้ กเ็ อาผ้าขาวมา้ ไปพาด
เก็บเอาไว้ที่ราวดังเดิม แล้วลงมานั่งพูดคุยกับชาวบ้านทีม่ าร่วมงาน กินเบียร์ แล้วจากนั้นก็ออกจากร่างทรงไป
เม่ือการเชญิ ผเี ขา้ ร่างทรงมาจนถงึ ผที ่มี ีช่ือว่า ผยี ่ากลอยแล้ว ลกั ษณะของผีย่ากลอยเม่ือเข้ารา่ งทรงกจ็ ะมีอาการ
ลักษณะการกวาดพ้ืน จากทไี่ ด้สอบถามหมอป่ี (ตาอมุ้ อนิ ทรเ์ หลือง) บอกวา่ เปน็ ผีท่ีอยดู่ ูแลศาลแห่งนี้เพราะผี
เจา้ ปสู่ ง่ั ใหเ้ ฝา้ ดูแลศาลแหง่ และหมอปี่ยงั บอกอีกว่า ผยี ่ากลอยเป็นผีท่ีตกน้ำตายบริเวณวังสานน้ีน่ันเองผีเจ้าปู่
จึงให้อยู่ประจำท่ีศาลน้ี

 รา่ งทรงกำลังรา่ ยตามดนตรบี รรเลง
ในขณะทีด่ ำเนนิ พธิ กี รรมอยู่ชาวบ้านท่ีมารว่ มงานมีปฏิกิริยา
ช่วงระหว่างที่ทำพิธีกันอยู่นั้น ชาวบ้านที่มาร่วมในพิธีก็จะตั้งใจจดจ่อ บางคนก็พนมมือบางคนก็ไม่

พนมมือ พอผีตัวไหนเข้าร่างชาวบ้านก็จะบอกให้หมอปี่ถามว่า ผีตัวนั้นชือ่ อะไรมาจากไหน แล้วก็จะมีการถาม

๑๙๙
ว่าจะรำหรือเปล่า ถ้าผีจะรำก็จะเป่าปี่หมอให้พร้อมกับวงปี่พาทย์เล่นไปด้วย ในกรณีที่ผีตัวนั้นชอบให้มีเสียง
ระนาด แต่ถา้ ผตี ัวไหนไมช่ อบวงปี่พาทย์แตช่ อบวงปี่หมอก็จะให้วงปีห่ มอเล่นแค่วงเดียว ชว่ งตอนท่ีเจ้าพ่อหลัก
เมืองมาเข้าร่างทรงนั้น ชาวบ้านโดยเฉพาะผู้ใหญบ่ ้าน กำนัน ก็เข้าไปกราบไหว้ขอพร พร้อมกับให้เจ้าพ่อหลัก
เมืองเปา่ หัวให้ด้วย ช่วงท่ีผีเฒ่าโคง้ หรอื เฒา่ โพ้งมาเขา้ รา่ งก็จะมผี หู้ ญิงแมห่ มา้ ยในหมูบ่ ้านลุกขึ้นไปรำกับผีด้วย
ชาวบา้ นก็จะปรบมือหวั เราะกันอยา่ งสนุกสนาน ตามภาษาชาวบา้ นกนั

ช่วงท่ที ำพิธีกันนนั้ ชาวบา้ นแต่ละคนก็จะตง้ั ใจจดจ่ออยู่กบั พธิ ีกรรมกนั เปน็ อย่างมาก ตอนสุดท้ายของ
พิธกี รรมทผี่ เี จ้าปเู่ ข้ามาอีกครั้ง เพอื่ ที่จะมาทำนำ้ มนต์ และปลกุ เสกด้ายสายสญิ จน์เพื่อจะผูกข้อไม้ข้อมือให้กับ
ชาวบ้านที่มาร่วมงาน ตอนนี้ชาวบ้านก็จะคลานเข้าไปหาเจ้าปู่เพื่อให้เจ้าปู่เป่าหัวให้และผูกข้อมือให้ชาวบ้าน
บางคนกจ็ ะขอดา้ ยสายสิญจน์กลบั บ้านไปเพอ่ื จะเอาไปผูกข้อไม้ขอ้ มอื ใหก้ ับลกู หลานท่ีมารว่ มพิธีไม่ได้

รา่ งทรงผกู แขนใหช้ าวบา้ นที่มารว่ มงาน
เรื่องเล่าจากปยู่ ่าตายาย
นายฟื้น เกตุแฟง กล่าวว่า ปู่ย่าตายายของตาเล่าให้ฟังว่า เมื่อถึงวันเลี้ยงเจ้าบ้าน ก็จะมีเรือลอย

ข้นึ มาจากในวงั น้ำ ในเรือนัน้ กจ็ ะมีถว้ ยชามอยภู่ ายในเรือ ชาวบา้ นก็จะเอาถ้วยชามเหลา่ นน้ั มาใส่อาหารคาว
หวานทจี่ ะเลี้ยงดูเจา้ ปู่เจ้าย่า แตพ่ อเลย้ี งดูเจ้าปูเ่ จา้ ย่าเสรจ็ แลว้ จะต้องคนื ถว้ ยชามลงไปในเรือ แตก่ ็มีบางคน
ที่เกิดความโลภอยากได้ของเขาเพราะว่าถ้วยชามเหล่านั้นมันมีความสวยงาม ก็เลยถือโอกาสสับเปลี่ยนถ้วย
ชามของเขา และเอากลับไปยังบ้านของตนเองไม่ยอมส่งคืน เจ้าของเรือเขาโกรธมากที่ส่งถ้วยชามคืนให้ไม่

๒๐๐

ครบกเ็ ลยคว่ำเรอื ตัง้ แตบ่ ดั นนั้ จนถงึ บัดน้ี ตงั้ แตน่ ้นั เปน็ ต้นมากไ็ ม่มเี รอื ดังกล่าวลอยขน้ึ มาอีกเลย ชาวบา้ นจึง
ตอ้ งนำเอาถ้วยชามไปจากบ้านกนั เอง

นางพัน หมวกเทศน์ อายุ ๘๒ ปี กล่าววา่ พอ่ แมข่ องยายเลา่ ให้ฟังวา่ เมือ่ ก่อนบริเวณวังสานน้ันจะ
มพี ญานาคอย่ตู วั หน่ึง ชาวบ้านเขาเรยี กกันว่า นาคราช พ่อกับแม่เล่าให้ฟังต่ออีกว่าแต่ก่อนบรเิ วณวังสานนั้น
จะมีหน้าผาที่มีลักษณะเป็นเหมือนถ้ำหิน โดยที่ใต้ของหน้าผาจะมีช่องเข้าไป และที่ช่องนั้นก็จะมีรูที่ชาวบ้าน
เช่ือกนั ว่ามนั เปน็ รูของพญานาค

ในวันที่ชาวบ้านทำพิธีเลี้ยงเจ้าปู่เจ้ายา่ กันนั้น พอได้เวลาทีจ่ ะต้องเลีย้ งอาหารให้แก่พญานาค ก็จะมี
ชาวบ้านจัดเตรยี มอาหารคาวหวานไวใ้ ห้

แต่สมัยก่อนนั้น เมื่อถึงเวลาพญานาคตัวดังกล่าวก็จะมาโผล่หัว และทำให้ชาวบ้านที่มาร่วมพิธี
มองเห็นเป็นหวั พญานาคลอยไปลอยมาอยู่ในวงั น้ำ จนทำให้ชาวบ้านที่มารว่ มพธิ ตี กใจเกดิ ความกลัว ชาวบ้าน
จึงต้องมีการทำพิธีบอกกล่าวขอร้องว่าอย่ามาทำให้เห็นอีกต่อไปเลย เพราะว่าชาวบ้านลูกหลานเขากลัวกัน
เดียวพอถึงเวลาจะเอาอาหารคาวหวานไปให้กินเอง ต้งั แต่มีการทำพิธีบอกกล่าวกันเป็นท่ีเรยี บร้อยแล้ว ก็ไม่มี
ใครเคยเหน็ พญานาคตวั ดงั กลา่ วอกี เลย

นางพัน หมวกเทศน์ อายุ ๘๒ ปี กล่าวว่า พ่อแม่ของยายเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อน เคยมีคนมายืมฟืม
ฟืมก็คือสิ่งของที่คนสมัยก่อนเขาจะนำเอาไปใช้สำหรับในการทอผ้าหรือทอหูก ได้เดินทางมายืมฟืมไปทอหูก
ส่วนคนที่อยู่ในหมู่บ้านก็มองเห็นคนที่มายืมเป็นคนธรรมดาทั่วไปมายืมฟืมนั้นไปทอหูก ชาวบ้านในหมู่บ้านก็
ใหย้ มื ไป คนท่ีมายืมน้นั บอกว่าจะยืมไปสัก ๗ วนั พอเขาได้ฟืมแลว้ เขาก็เดนิ กลบั ไป ชาวบ้านคนท่ใี ห้ยืมกม็ อง
ตามหลงั คนท่ียืมไป มองเหน็ คนท่ียืมฟมื ไปนั้นเดนิ ลงไปในวังน้ำ ท่ีบริเวณวงั สาน แล้วก็หายไปในวังน้ำแห่งน้ัน
ชาวบา้ นคนท่ใี ห้ยมื กบ็ อกว่าหมดแลว้ ฟมื กู หมดแลว้ ฟืมกู

พอถึงเวลาทีก่ ำหนดส่งฟืมคืน คือครบ ๗ วัน คนที่ยืมไปก็นำฟืมมาส่งคืน ตอนที่นำฟืมมาส่งคนื นั้นก็
ดเู ป็นคนธรรมดาเหมือนคนทว่ั ไป ตอนทน่ี ำฟมื มาคนื น้นั คนท่นี ำมาคนื ก็จะพูดวา่ “บม่ ีอะไรมาให้มีแต่ขม้ินผง
มาให"้ ขมิน้ ผงในท่ีน้ีกค็ อื ทองคำนั่นเอง

สมัยก่อนนน้ั บริเวณวังสานนน้ั จะมีความศักดิส์ ิทธิ์มาก เปน็ สถานทค่ี นโบราณสมยั ก่อนนับถือกันมาก
ซึ่งปัจจุบันนี้เวลาที่ใครขับรถผ่านไปไหนมาไหนก็จะบีบแตรรถเพื่อทำความเคารพก่อนทุกครั้ง และถ้าใน
หมู่บ้านมีงานอะไรก็ตามเกิดขึ้น ก็จะมีการบอกกล่าวก่อนจัดงานทุกครั้ง เพื่อให้งานนั้น ดำเนินและจัดไปได้
อยา่ งราบรนื่

แนวทางการนำไปปฏิบตั ิใช้
๑. เผยแพร่ให้กับผ้ทู ี่สนใจ นกั ศึกษา และประชาชนทั่วไป
๒. บูรณาการกับการเรียนการสอน รายวิชา HSSD๔๐๑ ระเบียบวิธวี จิ ัยทางสังคมศาสตร์ โดยนำองค์

ความรู้ที่ได้ไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอน (มคอ. ๓ หมวดที่ ๕) สัปดาห์ที่ ๔ บทที่ ๒ เทคนิคการวิจัย
ประเภทต่าง ๆ ในงานพัฒนาสังคม เป็นการบรรยายโดยการยกตัวอย่างงานวิจัยและเทคนิคการเก็บข้อมูล

๒๐๑

ภาคสนาม เช่น ตัวอย่างงานการลงพื้นที่เก็บรวบรวมองค์ความรู้เรื่อง พิธีกรรมเลี้ยงปีเจ้าปู่เจ้ายา่ บ้านป่าแดง
ตำบลปา่ เลา อำเภอเมอื งเพชรบูรณ์ จังหวดั เพชรบรู ณ์ ซึ่งสามารถเชอ่ื มโยงถงึ หวั ขอ้ กระบวนการวจิ ยั ปฏบิ ัติการ
แบบมสี ่วนรว่ มกับชมุ ชนไดอ้ กี

ขอ้ เสนอแนะ
ควรมีการลงพื้นท่ี ทบทวน ข้อมลู ให้ครบถว้ นทกุ อำเภอในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อให้เยาวชนรนุ่ หลังได้

ใชศ้ ึกษาหาความรู้ ส่งต่อจากรุ่นสรู่ นุ่ ตอ่ ไป

๒๐๒

บรรณานุกรม

งัน คงยาดี อายุ ๖๙ ปี บา้ นเลขท่ี ๖๓/๒ หมู่ ๕ ตำบลปา่ เลา อำเภอเมือง จงั หวดั เพชรบูรณ,์ สมั ภาษณ์
เมื่อวนั ที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕.

จำเนยี ร เพียรเกดิ อายุ ๗๐ ปี บา้ นเลขท่ี ๗๙/๑ หมู่ ๕ ตำบลป่าเลา อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบรู ณ,์
สัมภาษณ์เม่ือวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.

ชอุ้ม อนิ เหลือง อายุ ๗๙ ปี บ้านเลขท่ี ๓๙ หมู่ ๔ ตำบลปา่ เลา อำเภอเมือง จงั หวัดเพชรบูรณ,์
สัมภาษณเ์ มื่อวนั ท่ี ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.

พัน หมวกเทศน์ อายุ ๘๒ ปี บ้านเลขท่ี ๑๗ หมู่ ๑๒ ตำบลป่าเลา อำเภอเมือง จงั หวัดเพชรบูรณ์,
สมั ภาษณเ์ มื่อวนั ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.

ฟ้นื เกตแุ ฟง อายุ ๗๓ ปี บา้ นเลขที่ ๓๖ หมู่ ๓ ตำบลปา่ เลา อำเภอเมือง จังหวดั เพชรบูรณ,์ สัมภาษณ์
เมื่อวนั ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.

มล สนิ สอน อายุ ๗๘ ปี บ้านเลขท่ี ๒ หมู่ ๕ ตำบลปา่ เลา อำเภอเมือง จงั หวดั เพชรบรู ณ,์ สมั ภาษณ์เมื่อ
วันท่ี ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.

สนอง เสอื โต อายุ ๔๖ ปี บ้านเลขท่ี ๑๑๑ หมู่ ๓ ตำบลป่าเลา อำเภอเมือง จงั หวัดเพชรบรู ณ,์
สมั ภาษณเ์ ม่ือวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.

สคุ น หุ่นทอง อายุ ๔๔ ปี บ้านเลขท่ี ๘๐/๑ หมู่ ๘ ตำบลสะเดียง อำเภอเมอื ง จงั หวัดเพชรบรู ณ,์
สัมภาษณเ์ มื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.

๒๐๓

ภาคผนวก
รายละเอยี ดรายวชิ า (มคอ. ๓) ที่ใชบ้ ูรณาการ

มคอ. 3

รายละเอยี ดของรายวิชา (มคอ.3)

คณะ มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ์

หลักสตู รสาขาวชิ า การพฒั นาสังคม

หมวดที่ 1 ข้อมลู โดยทวั่ ไป

1. รหสั และช่อื รายวชิ า

HSSD401 ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางสงั คมศาสตร์

Social Science for Research Methodology

2. จำนวนหน่วยกติ

3 (2-2-5)

3. หลกั สตู รและประเภทของรายวิชา

หลักสตู รศิลปศาสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าพฒั นาสงั คม หมวดวชิ าเฉพาะ กลุ่มวิชาบงั คับ

4. อาจารยผ์ ้รู ับผิดชอบรายวิชาและอาจารย์ผูส้ อน

อาจารยใ์ จสคราญ จารึกสมาน ผู้รับผดิ ชอบรายวิชาและอาจารย์ผูส้ อน

5. ภาคการศกึ ษา/ชนั้ ปีทเี่ รียน

ภาคเรยี นท่ี 1 ชนั้ ปีท่ี 3

6. รายวิชาท่ีตอ้ งเรียนมาก่อน (Pre-requisite)

ไมม่ ี

7. รายวิชาท่ตี ้องเรยี นพรอ้ มกนั (Co-requisites)

ไม่มี

8. สถานท่ีเรียน

ภาควิชาพัฒนาสงั คม คณะมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ์

และอาคาร 9 อาคารเฉลิมพระเกยี รติ 72 พรรษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ์

9. วันท่จี ดั ทำหรอื ปรบั ปรงุ รายละเอียดของรายวชิ าครงั้ ล่าสุด

วนั ท่ี 10 มิถนุ ายน 2564

กรอบมาตรฐานคณุ วุฒิระดบั อดุ มศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอียดของรายวชิ า (มคอ. 3) มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ์ Page 1

หมวดที่ 2 จดุ มงุ่ หมายและวตั ถุประสงค์

1. จดุ มงุ่ หมายของรายวชิ า
เพ่ือให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับกระบวนการทำวิจัยทางสังคมศาสตร์ และสามารถ

ออกแบบโครงรา่ งงานวจิ ัยได้

2. วตั ถุประสงค์ในการพฒั นา/ปรับปรุงรายวิชา
2.1 เพือ่ ใหน้ ักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจพ้นื ฐานเก่ยี วกับกระบวนการทำวิจัยทางสงั คมศาสตร์
2.2 เพื่อให้นกั ศึกษาสามารถออกแบบโครงรา่ งงานวจิ ยั ได้

หมวดที่ 3 ลกั ษณะและการดำเนนิ การ

1. คำอธิบายของรายวชิ า
ความเป็นมา จุดประสงค์และความหมายของการวิจัยทางสังคมศาสตร์ วิธีการต่างๆในการวิจัย การ

ดำเนินการวิจัย การใช้สถิติ การรวบรวมข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การเขียนรายงาน การอ่าน
ผลการวิจัย การเขียนโครงการวจิ ยั

History, objectives and meaning of social science research, methods of research,
methodologies, the use of statistics, data collection, population and random sampling,
research report writing, reading research results, research project writing.

2. จำนวนชวั่ โมงทใี่ ช้ต่อภาคการศกึ ษา

หนว่ ยกิต บรรยาย จำนวนชว่ั โมงต่อภาคการศกึ ษา สอนเสรมิ
33
3(2-2-5) การฝกึ ปฏิบัต/ิ การฝกึ งาน การศกึ ษาด้วย ตามความ
ตนเอง เหมาะสม

39

3. จำนวนช่ัวโมงตอ่ สัปดาห์ท่ีอาจารยใ์ หค้ ำปรกึ ษาและแนะนำทางวชิ าการแกน่ ักศกึ ษาเป็นรายบุคคล

ทุกวนั จันทร์ เวลา 09.00 – 17.00 น. และวนั พธุ 13.00 – 17.00 น.

ตารางการใหค้ ำปรึกษาและแนะนำทางวชิ าการแก่นักศกึ ษาเป็นรายบคุ คล

สถานทหี่ รือ หมายเลข ท่ีอย่ขู อง รวมจำนวน

รายวชิ า อาจารย์ วนั -เวลา ให้ หมายเลข โทรศพั ท์ E-mail ผู้สอน ช่ัวโมงต่อ

ผู้สอน คำปรึกษา หอ้ ง ผสู้ อน สัปดาห์

ผสู้ อน ทใ่ี ห้คำปรึกษา

ปัญหาสงั คมและ อ.ใจสคราญ จันทร์ สาขาวชิ า 056- [email protected] 13 ช่วั โมงตอ่

ประเด็นการ จารึกสมาน 09.00-17.00 น. การพัฒนา 717100 สปั ดาห์

พฒั นา และ สังคม ต่อ 1306

พุธ

13.00-17.00 น.

กรอบมาตรฐานคณุ วฒุ ิระดบั อดุ มศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขียนรายละเอียดของรายวิชา (มคอ. 3) มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ์ Page 2

หมวดที่ 4 การพฒั นาการเรยี นรขู้ องนกั ศกึ ษา

1. ดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม

1.1 ผลการเรยี นรู้ 1.2 กลยุทธ์/วิธีการสอน 1.3 กลยุทธ์/วธิ กี าร

ประเมินผล

1. [๐ ] มี คุ ณ ธ ร ร ม แ ล ะ 1.สอดแทรกเน้ือหาด้านคุณธรรม จริยธรรม ปลูกฝัง 1. สังเกตพฤติกรรมของ

จรยิ ธรรม ศรัทธาในความดี เก่ยี วกับความซ่อื สตั ย์ตอ่ ตนเองและผู้อ่ืน นักศึกษาในการปฏิบัติตน

ในช้นั เรียน

2. [•] มีจิตสาธารณะและมี 2.1 จัดการเรียนการสอนที่มีลักษณะยึดผู้เรียนเป็น 2.1 สังเกตพฤติกรรมของ
สำคัญ โดยจัดกิจกรรมในลักษณะบูรณาการความรู้ นักศึกษาในการปฏิบัติ
ความรับผดิ ชอบ
และประสบการณ์เดิมของผู้เรียนเข้ากับความรู้และ กจิ กรรมต่างๆของรายวิชา

ประสบการณ์ใหม่ในรายวิชาทสี่ อนได้อย่างกลมกลืน ท่ีเรียนทั้งในชั้นเรียนและ

2.2 จัดกิจกรรมท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สัมผัสกับ นอกชนั้ เรียน

แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อฝึกให้ผู้เรียนได้รู้จัก 2.2 ประเมินจากชิ้นงานที่

การเข้าสังคมและปฏิ บัติตนต่อสังคมภายนอก ผู้เรียนสร้างสรรค์แล้ว

ห้องเรยี นไดอ้ ย่างเหมาะสม นำเสนอผู้สอนทั้งเป็นกลุ่ม

และรายบุคคล

2.3 ประเมินด้วยการสอบ

ย่ อ ย ส อ บ ก ล า งภ า ค

การศึกษาและสอบปลาย

ภาคการศึกษา

3. [•] มี ศี ล ธรรม ซ่ื อสั ต ย์ 3.1 จัดกิจกรรมการเรียนท่ีเน้นการให้ผู้เรียนได้ 3.1 สังเกตพฤติกรรมของ
สจุ ริต ตระหนักถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมทั้งภายในและ นักศึกษาในการปฏิบัติ
ภายนอกหอ้ งเรียน กิจกรรมต่างๆของรายวิชา

3.2 สอดแทรกเรื่องการประพฤติตนที่เหมาะสม เช่น ท่ีเรียนท้ังในชั้นเรียนและ

การมีความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน กตัญญุรู้คุณ นอกชั้นเรียนท้ังรายกลุ่ม

ประหยัด สุขุม รู้จักกาลเทศะ การเป็นคนดีและการ และรายบคุ คล

ดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง 3.2 ประเมินจากชิ้นงานท่ี

ผู้ เ รี ย น ส ร้ า ง ส ร ร ค์ แ ล้ ว

นำเสนอผู้สอนท้ังเป็นกลุ่ม

และรายบุคคล

4. [๐] สามารถรับผิดชอบตาม 4.1 สอดแทรกเรื่องการประพฤติตนให้เป็นผู้ท่ีมภี าวะ 4.1 สังเกตพฤติกรรมของ

สถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม ผู้นำและผู้ต ามท่ี ดี เพ่ื อให้ การทำงานเป็ นที ม นักศึกษาในการปฏิบัติ

ท้ังในสถานการณ์ส่วนบุคคล สัมฤทธิผลและสามารถแก้ไขข้อขัดแยง้ ได้ กจิ กรรมต่างๆของรายวิชา

แ ล ะ ข อ ง ก ลุ่ ม โ ด ย ก า ร 4.2 จดั กิจกรรมการเรียนโดยเน้นการแบง่ กล่มุ เพ่ือให้ ที่เรียนทั้งในชั้นเรียนและ

แสดงออกซ่ึงภาวะผู้นำ ในการ ผู้เรียนฝึกการแบ่งหน้าท่ีและฝึกให้มีความรับผิดชอบ นอกชัน้ เรยี น

แสดงทางเลอื กใหมท่ เ่ี หมาะสม ในหนา้ ท่ีทีต่ นไดร้ บั มอบหมาย 4.2 ประเมินจากช้ินงานท่ี

4.3 จัดกิจกรรมการเรียนให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดง ผู้เรียน สร้างสรรค์แล้ว

ศักยภาพส่วนบุคคลในการร่วมกันคิดและตัดสินใจใน นำเสนอผู้สอนทั้งเป็นกลุ่ม

กรอบมาตรฐานคุณวฒุ ริ ะดบั อดุ มศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอยี ดของรายวิชา (มคอ. 3) มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ์ Page 3

กิจกรรมต่างๆ และรายบุคคล

5. [๐ ] มี ระเบี ยบ วินั ยแล ะ 5.1 ปลูกฝังจิตสำนึกด้านระเบียบวินัยและกติกาของ 5. สังเกตพฤติกรรมของ

เคารพกติกาของสังคม รวมท้ัง สังคมโดยเน้นเร่ืองของหน้าท่ีพลเมืองที่ดี และเน้น นักศึกษาในการปฏิบัติ

เคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรี เรื่องของสิทธิมนุษยชนเพ่ือให้ผู้เรียนมีความรู้ความ กิจกรรมต่างๆของรายวิชา

ของความเป็นมนษุ ย์ เข้าใจและตระหนักในคุณค่าและศักดิ์ศรีของความ ที่เรียนท้ังในชั้นเรียนและ

เป็นมนุษย์ นอกช้ันเรียน

5.2 ปลูกฝังจิตสำนึกเกี่ยวกับการเคารพกฎระเบียบ

ของสถานศึกษา ชุมชนและสังคม รวมท้ังการ

แสดงออกทางการแต่งกายท่ีเหมาะสม เพ่ือให้อยู่ร่วม

ในสงั คมไดอ้ ยา่ งกลมกลนื

6. [•] มีจรรยาบรรณ ทาง 6.1 ปลูกฝังจิตสำนึกสาธารณะเรื่องจรรยาบรรณใน 6.1 สังเกตพฤติกรรมของ
การเผยแพรข่ อ้ มูลต่อสาธารณะ นั ก ศึ ก ษ า ใน ก า ร ป ฏิ บั ติ
วิชาการและวิชาชพี
6.2 จัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีฝึกให้ผู้เรียนรู้จัก กจิ กรรมต่างๆของรายวิชา

ความตระหนักในวชิ าชีพนักพฒั นาสังคม ที่เรียนทั้งในชั้นเรียนและ

นอกชัน้ เรยี น

6.2 ประเมินจากช้ินงานที่

ผู้ เ รี ย น ส ร้ า ง ส ร ร ค์ แ ล้ ว

นำเสนอผู้สอนทั้งเป็นกลุ่ม

และรายบคุ คล

2. ด้านความรู้

2.1 ผลการเรยี นรู้ 2.2 กลยทุ ธ์/วิธีการสอน 2.3 กลยุทธ์/วิธกี ารประเมินผล

1 [•] มีค วาม รู้และป ระสบ การณ์ ใน 1 .1 วิ ธี ส อ น โด ย บ ร ร ย า ย 1.การสอบข้อเขียนและการสอบ
สาขาวิชาท่ีศึกษาและสามารถประยุกต์ใช้ ประกอบการใช้สอ่ื โปรเจคเตอร์ ปฏิบตั ิ
ในการดำรงชีวิตเพ่ือใช้ในการแก้ไขปัญหา 1.2 จัดกิจกรรมโดยการจำลอง
และข้อโต้แย้งในสถานการณ์อ่ืนๆและการ สถานการณ์ต่างๆให้ผู้เรียนฝึก
วเิ คราะหแ์ ละร่วมหาแนวทางใน
แก้ไขปัญหาในการทำงานได้
แกไ้ ขปญั หา

2 [•] สามารถวิเคราะห์ปัญหา เข้าใจและ 2.1 วิ ธี ส อ น โด ย บ ร ร ย า ย 2. การสอบข้อเขียนและการสอบ
อธบิ ายความตอ้ งการทางการพัฒนาสังคม ประกอบการใชส้ ่อื โปรเจคเตอร์ ปฏิบัติ
2.2 จัดกิจกรรมชมสารคดีที่

เกี่ยวข้องกับรายวิชาและมีการ

วิพากษ์วิจารณ์ แลกเปล่ียน

เรยี นรู้ในทา้ ยชว่ั โมง

3[๐] สามารถติดตามความก้าวหน้าทาง 3.1 วิ ธี ส อ น โด ย บ ร ร ย า ย 3.การสอบข้อเขียนและการสอบ

วชิ าการ รวมทั้งการนำไปประยุกตใ์ ช้ ประกอบการใช้สือ่ โปรเจคเตอร์ ปฏิบัติ

3.2 จัดกิจกรรมชมสารคดีท่ี

กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดบั อดุ มศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอยี ดของรายวชิ า (มคอ. 3) มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ์ Page 4

4 [๐] รู้ เข้าใจ และสนใจพัฒนาความรู้ เก่ียวข้องกับรายวิชาและมีการ 4. ประเมินความสามารถในการบูร
ความชำนาญอยา่ งต่อเน่อื ง วิพากษ์วิจารณ์ แลกเปลี่ยน ณ า ก า ร ค ว า ม รู้ จ า ก วิ ช า เรี ย น กั บ
เรียนรู้ในทา้ ยชั่วโมง กิจกรรมบริการวิชาการและต่อยอด
ไปส่งู านวิจยั ร่วมกบั ชุมชนท้องถน่ิ
4. ฝึกปฏิบัติการเขียนข้อเสนอ
โครงการวิจัยและลงปฏิบัติท่ี
เก่ี ย ว ข้ อ งกั บ ป ร ะ เด็ น ปั ญ ห า
สังคมและการหาแนวทางใน
แกไ้ ขร่วมกบั ชมุ ชน

3. ด้านทกั ษะทางปัญญา

3.1 ผลการเรียนรู้ 3.2 กลยทุ ธ์/วิธีการสอน 3.3 กลยทุ ธ์/วธิ ีการประเมินผล

1 [•] สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ มี 1.การบรรยาย 1.ประเมินผลจากการนำเสนอท้ังใน

ทกั ษะในการคดิ วิเคราะห์อย่างมีเหตผุ ล รูปการพูด และการเขียน และการ

แก้ปญั หาเฉพาะหน้า

2 [๐] สามารถพิจารณ าแสวงหาและ 2.การเรียนรดู้ ้วยตนเอง 2.ประเมินผลจากการนำเสนอทั้งใน

เสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาทาง รูปการพูด และการเขียน และการ

วิชาการ หรือวิชาชีพ โดยยอมรับข้อจำกัด แกป้ ัญหาเฉพาะหนา้

ทางธรรมชาติ ของความรู้ในสาขาวิชาของ

ตนเอง

3 [•] สามารถรวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ 3.การศึกษาค้นคว้าโดยอิสระ 3.ประเมินผลงาน การรายงาน
และสรุปประเดน็ ปัญหาและความตอ้ งการ เพ่ือประกอบการเขียนรายงาน ผลงานและการแก้ปัญหา

4. ด้านทกั ษะความสัมพันธร์ ะหวา่ งบคุ คลและความรับผิดชอบ

4.1 ผลการเรยี นรู้ 4.2 กลยุทธ์/วิธีการสอน 4.3 กลยทุ ธ์/วธิ ีการประเมนิ ผล

1 [•] มีความสามารถในการทำงานร่วมกับ 1.กำหนดกิจกรรมการทำงาน 1.ประเมินจากการสังเกตพฤติกรรม
ผ้อู ืน่ มภี าวะผ้นู ำในการทำงานของกลุ่ม เปน็ กลุ่ม ของนกั ศึกษาในชน้ั เรียน

2 [๐] มีความคิดรเิ ร่ิมในการแก้ไขปัญหาท่ี 2.กำหนดกิจกรรมการทำงาน 2.1 ประเมนิ จากการสงั เกต

เกิดขนึ้ ในการทำงานของกลมุ่ เปน็ กลมุ่ โดยหมุนเวียนการเป็น พฤตกิ รรมของนักศึกษาในชัน้ เรยี น

ผู้นำและจำลองสถานการณ์ 2.2 ประเมินจากคณุ ภาพของ

ต่างๆ เพ่ื อให้ ผู้เรียนร่วมกัน ผลงานที่ได้มอบหมาย

วิ เค ร า ะ ห์ แ ล ะ ร่ ว ม กั น ห า

แนวทางในการแกป้ ัญหา

3 [๐] มีความรับผิดชอบต่ออาชีพ มีน้ำใจ 3.ปลูกฝังพฤติกรรมให้มีการ 3.ประเมนิ จากการสังเกตพฤติกรรม

และเสียสละ พร้อมอุทิศตนในการทำงาน รับผิดชอบต่อหน้าท่ีตนเองและ ของนักศึกษาในชนั้ เรียน

เพอ่ื สว่ นร่วม ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

และมีความตรงต่อเวลา

4 [•] สามารถใช้ความรู้ในศาสตร์มาช้ีนำ 4.กำหนดการทำงานเป็นกลุ่ม 4.1 ป ร ะ เมิ น จ า ก ก า ร สั ง เก ต
สังคมในประเด็นที่เหมาะสม ให้ความ แ ล ะ ใ ห้ มี ก า ร เก็ บ ข้ อ มู ล พฤติกรรมของนักศึกษาในช้ันเรียน
ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการ ภาคสนาม โดยเน้นกระบวนการ และนอกชน้ั เรียน
มีส่วนรว่ มกับชมุ ชนสงั คม 4.2 ป ระ เมิ น จ าก คุ ณ ภ าพ ขอ ง
แกไ้ ขปญั หาสถานการณ์ตา่ งๆ

กรอบมาตรฐานคุณวุฒริ ะดบั อดุ มศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอยี ดของรายวิชา (มคอ. 3) มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ์ Page 5

ผลงานที่ได้มอบหมาย

5 [๐] สามารถเป็นผู้ริเร่ิมแสดงประเด็นใน 5.มอบหมายสถานการณ์หรือ 5.1ประเมนิ จากการสงั เกต

การแก้ไขสถานการณ์ ท้ังส่วนตัวและ หยิบยกกรณี ตัวอย่างท่ีเป็น พฤติกรรมของนกั ศกึ ษาในชนั้ เรยี น

ส่วนรวม พร้อมท้ังแสดงจุดยืนอย่าง ประเด็นสำคัญทางสังคมให้ 5.2 ประเมนิ จากคณุ ภาพของ

พอเหมาะท้ังของตนเองและของกลมุ่ ผเู้ รียนฝกึ ปฏบิ ตั ิในการวเิ คราะห์ ผลงานทีไ่ ดม้ อบหมาย

และวิพากษ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้

ร่วมกัน

6 [•] มีความรับผิดชอบการพัฒนาการ 6.กำหนดกิจกรรมที่มีลักษณะ 6 .1 ป ร ะ เมิ น จ า ก ก า ร สั งเก ต
เรียนรู้ท้ังของตนเองและทางวิชาชีพอย่าง ของการบำเพ็ญประโยชน์ต่อ พฤติกรรมของนักศึกษาในช้ันเรียน
สังคมและสามารถนำความรู้ และนอกชนั้ เรยี น
ต่อเน่อื ง
จากการเรียนไปประยุกตใช้ใน 6.2 ป ระเมิ นจากคุณ ภ าพ ของ

ชีวิตประจำวันและต่อยอดไปสู่ ผลงานท่ไี ด้มอบหมาย

การแก้ไขปัญหาในชุมชนตนเอง

ได้

5. ดา้ นทกั ษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสอ่ื สาร และการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ

5.1 ผลการเรียนรู้ 5.2 กลยทุ ธ์/วธิ กี ารสอน 5.3 กลยทุ ธ์/วธิ ีการประเมินผล

1 [•] มีความสามารถในการวิเคราะห์ด้วย 1. - 1. -

กระบ วน การท างค ณิ ต ศ าส ต ร์ ห รือ

วิทยาศาสตรอ์ ยา่ งมีวิจารณญาณ เพื่อนำไป

ประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมี

คุณภาพ

2[•] มี ค ว า ม รู้ แ ล ะ ทั ก ษ ะ ท า ง 2. ฝึกให้ทดลองแปลบทความ 2. ประเมินผลงานตามประเด็นท่ี
ภาษาต่างประเทศ และสามารถสื่อสารได้ หรอื ข่าวภาษาต่างประเทศส้ันๆ ได้รบั มอบหมาย
ท่ีเก่ียวข้องกับบทเรียน หรือ
อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
กรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพื่อให้

ผเู้ รยี นมีความรู้ท่ีกว้างขวางมาก

ขึ้น

3 [•] มีทักษะในการส่ือสารด้วยการพูด 3. มอบหมายงานให้ค้นคว้าองค์ 3. ป ระเมินผลงานงานเขียนที่
การเขียน ตลอดจนการสื่อสารความหมาย ความรู้จากบ ทความสืบค้น น ำเส น อต าม ป ระ เด็ น ท่ี ได้ รับ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปใช้ในการ แหล่งข้อมูลต่างๆ มอบหมาย

นำเสนอผลงานวิชาการ หรือการนำเสนอ

เพ่ือประโยชน์ทางภาครัฐและภาคเอกชน

กรอบมาตรฐานคณุ วุฒิระดบั อุดมศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอยี ดของรายวิชา (มคอ. 3) มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ์ Page 6

หมวดท่ี 5 แผนการสอนและการประเมนิ ผล

1. แผนการสอน

สปั ดาห์ หัวข้อ/รายละเอียด ชั่วโมงสอนต่อ กจิ กรรมการสอน สอ่ื ท่ใี ช้ใน อาจารย์ผสู้ อน
ที่ สปั ดาห์ การสอน
แน ะน ำราย วิชาแ ล ะ บรรยาย อภปิ ราย
1 สอบถามความรู้ท่ัวไป ทฤษฎี ปฏิบตั ิ แลกเปลยี่ นเรยี นรู้ Power point อ.ใจสคราญ
เกย่ี วกับการวจิ ัย มอบหมายงาน เอกสารประกอบ
30 การบรรยาย

2 – 3 บทท่ี 1 ความรู้เบื้องต้น 6 3 บรรยาย อภิปราย Power point อ.ใจสคราญ
เกี่ยวกับการวจิ ัย 3
- ความหมายของการ แลกเปลยี่ นเรยี นรู้ เอกสารประกอบ
วจิ ยั
- ปรชั ญาการวิจัย มอบหมายงาน การบรรยาย
- จดุ มุง่ หมายของการ
วจิ ัย 0 - บรรยาย อภปิ ราย Power point อ.ใจสคราญ
- ลักษณะและธรรมชาติ - แลกเปลยี่ นเรียนรู้ เอกสารประกอบ
ของการวิจยั ทาง - ยกตวั อย่างงานวิจัย การบรรยาย
สงั คมศาสตร์ และเทคนคิ การเกบ็
- กระบวนการวจิ ยั ข้อมลู ภาคสนาม เชน่
- ประเภทของการวิจยั ตวั อยา่ งงานการลง
พื้นท่เี กบ็ รวบรวมองค์
4 บทท่ี 2 เทคนิคการวิจัย ความร้เู ร่ือง พิธีกรรม
ประเภทตา่ งๆในงาน เลีย้ งปเี จ้าปเู่ จา้ ยา่
พัฒนาสงั คม บา้ นปา่ แดง ตำบลปา่
- การวจิ ัยเชงิ บรรยาย เลา อำเภอเมอื ง
- การวิจัยเชิงทดลอง เพชรบูรณ์ จงั หวดั
- การวจิ ยั เชิง เพชรบูรณ์ ซ่งึ สามารถ
ประวตั ศิ าสตร์ เชื่อมโยงถงึ หวั ข้อ
– การวิจยั ปฏิบตั กิ าร กระบวนการวจิ ยั
แบบมีส่วนรว่ ม ปฏบิ ตั กิ ารแบบมสี ว่ น
- การวจิ ยั ภาคสนาม ร่วมกบั ชมุ ชนได้อีก
- การวิจยั เชงิ คณุ ภาพ
- การวจิ ัยเชงิ ปริมาณ

กรอบมาตรฐานคณุ วฒุ ิระดบั อดุ มศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอยี ดของรายวชิ า (มคอ. 3) มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ์ Page 7

ด้วย

5 – 8 บทที่ 3 การวางแผน 9 3 - บรรยาย อภิปราย Power point อ.ใจสคราญ
การวิจัย
- กำหนดหัวขอ้ ปญั หา 6 - แลกเปลย่ี นเรยี นรู้ เอกสารประกอบ
วจิ ัย 3
- ท่มี า/ความเปน็ มา 6 - แบบฝึกหัด การบรรยาย
ความสำคญั ของการวจิ ัย
- หลกั เกณฑ์การตัง้ ช่ือ - สอบกลางภาคใน
เร่อื งการวิจยั
- วัตถปุ ระสงค์ของการ สปั ดาห์ท่ี 8
วจิ ยั
- หลกั การเขียน 0 - บรรยาย อภิปราย Power point อ.ใจสคราญ
วัตถุประสงคก์ ารวิจยั
- ขอบเขตของการวจิ ยั - แลกเปลี่ยนเรยี นรู้ เอกสารประกอบ
- สมมติฐาน
- คำนิยามศพั ท์ - แบบฝึกหัด การบรรยาย
- การศึกษาเอกสารและ
งานวิจัยท่เี กย่ี วข้อง 0 - บรรยาย อภิปราย Power point อ.ใจสคราญ
- ตวั แปรในการวิจยั
- กรอบความคิดในการ - แลกเปล่ียนเรยี นรู้ เอกสารประกอบ
วิจยั
- แบบฝกึ หดั การบรรยาย
9 - 10 บทท่ี 4 แหล่งข้อมลู
การเลอื กตวั อย่าง และ 3 - บรรยาย อภปิ ราย Power point อ.ใจสคราญ
เคร่อื งมอื เกบ็ รวบรวม
ข้อมูล - แลกเปลย่ี นเรียนรู้ เอกสารประกอบ
- แหลง่ ข้อมลู
- ประชากรและกลมุ่ - แบบฝกึ หดั การบรรยาย
ตัวอย่าง
- การกำหนดขนาดของ
ตัวอยา่ ง
- วธิ ีการเลือกตัวอยา่ ง

11 บทท่ี 5 ฝึกปฏิบัติวาง
แผนการวิจยั
– การเขียนเค้าโครง
- โครงการวิจยั ( 3 บท)

12-13 บ ท ท่ี 6 ก า ร เ ก็ บ
รวบรวมข้อมูลและการ
วเิ คราะห์ขอ้ มูล
- วิธีการเก็บรวบ รวม
ข้อมูล
- การเตรียมข้อมูลเพ่ือ
การวเิ คราะห์

กรอบมาตรฐานคุณวุฒริ ะดบั อดุ มศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอยี ดของรายวิชา (มคอ. 3) มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ์ Page 8

- วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล 0 6 - บรรยาย Power point อ.ใจสคราญ
- สถติ เิ บ้อื งต้นทใี่ ช้ใน - อาจารย์ให้นักศึกษา เอกสารประกอบ
การวิจัยทาง แบ่งกลุ่มเพื่อร่วมกัน
สังคมศาสตร์ ถอดบทเรียนจากการ การบรรยาย
- การเลอื กใช้สถิติ
วเิ คราะหข์ อ้ มูล เรียนการสอนตลอด
ทง้ั ภาคการศึกษา
14 - 15 บทท่ี 7 ฝึกปฏิบัติการ
เก็บและการวิเคราะห์
ข้อมูล
- การเขียนรายงานการ
วิจัย
- การนำาวธิ ีการและผล
การวิจยั ไปใชป้ ระโยชน์

16 สอบปลายภาค

2. แผนการประเมนิ ผลการเรยี นรู้

กจิ กรรมที่ การเรยี นรู้ดา้ น ผลการเรยี นรู้ วธิ กี ารประเมนิ สัปดาห์ท่ี สัดสว่ นการ
ประเมนิ
ประเมนิ
10%
1 คณุ ธรรม จรยิ ธรรม 1 . [๐ ] มี คุ ณ ธ ร ร ม แ ล ะ -สังเกตพฤติกรรม
60%
จรยิ ธรรม ศรทั ธาในความดี การปฏิบตั ิ

2. [•] มีจิตสาธารณะและมี -การตรงต่อเวลา
-การขานชอื่ หรือ
ความรับผิดชอบ
3. [•] มีศีลธรรม ซ่ือสัตย์ เซน็ ชือ่
สุจรติ -การเข้ารว่ ม
4. [๐] สามารถรับผิดชอบตาม กจิ กรรม

สถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

ท้ังในสถานการณ์ส่วนบุคคล 1-15
แ ล ะ ข อ ง ก ลุ่ ม โ ด ย ก า ร

แสดงออกซึ่งภาวะผู้นำในการ

แสดงทางเลอื กใหม่ที่เหมาะสม

5. [๐ ] มีระเบียบวินัยและ

เคารพกติกาของสังคม รวมทั้ง

เค า ร พ ใน คุ ณ ค่ าแ ล ะ ศั ก ดิ์ ศ รี

ความเป็นมนุษย์

6. [•] มีจรรยาบ รรณ ทาง

วิชาการและวิชาชีพ

2 ความรู้ 1 . [•] มี ค ว า ม รู้ แ ล ะ - การสอบขอ้ เขียน

ประสบการณ์ในสาขาวิชาที่ (สอบยอ่ ย)
ศึกษาและสามารถประยุกต์ใช้ - การรายงานผลการ
ใน ก า ร ด ำ ร ง ชี วิ ต ใน ก า ร สบื ค้น การนำเสนอ
ดำรงชีวิตเพ่ือใช้ในการแก้ไข งานนิทรรศการ -6

กรอบมาตรฐานคุณวฒุ ริ ะดบั อุดมศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขียนรายละเอยี ดของรายวชิ า (มคอ. 3) มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ์ Page 9

ปั ญ ห า แ ล ะ ข้ อ โต้ แ ย้ งใน -10

สถานการณอ์ ่ืนๆและการแกไ้ ข - 2-14

ปัญหาในการทำงานได้

2. [•] ส าม ารถ วิเค ร าะ ห์

ปญั หา เข้าใจและอธิบายความ

ต้องการทางการพฒั นาสงั คม

3 . [๐ ] ส า ม า ร ถ ติ ด ต า ม

ค ว า ม ก้ า ว ห น้ า ท า ง วิ ช า ก า ร

รวมทั้งการนำไปประยุกตใ์ ช้

4. [๐ ] รู้ เข้าใจ แล ะสน ใจ

พัฒนาความรู้ ความชำนาญ

อย่างตอ่ เน่ือง

3 ทกั ษะทางปัญญา 1. [•] ส าม ารถคิ ด อย่ างมี ประเมนิ ผลการ
วิจารณญาณ มีทักษะในการ ดำเนนิ กิจกรรมการ
คดิ วิเคราะห์อย่างมีเหตุผล แสดงนทิ รรศการ
2. [๐ ] ส าม ารถ พิ จ ารณ า การออกบูธ รายงาน
แ ส ว ง ห า แ ล ะ เส น อ แ น ะ ผลติ งานที่
แนวทางในการแก้ไขปัญหา มอบหมายและการ
ทางวิชาการ หรือวิชาชีพ โดย แก้ปญั หา
2-14 20%
5%
ยอมรับข้อจำกัดทางธรรมชาติ

ของความรู้ในสาขาวิชาของ

ตนเอง

3. [•] สามารถรวบรวม ศึกษา

วิเคราะห์ และสรุปประเด็น

ปญั หาและความต้องการ

4 ทักษะ 1. [•] มีความสามารถในการ ประเมนิ จากการ

ความสมั พันธ์ ทำงานร่วมกับผู้อ่ืน มีภาวะ สังเกตพฤตกิ รรม
ระหวา่ งบุคคลและ ผนู้ ำในการทำงานของกล่มุ ของนกั ศึกษาในชน้ั
ความรับผดิ ชอบ 2. [๐] มีความคิดริเร่ิมในการ เรียน และการระดม
แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการ ความคดิ

ทำงานของกลมุ่

3. [๐] มีความรับผิดชอบต่อ

อาชีพ มีน้ำใจและเสียสละ

พร้อมอุทิศตนในการทำงาน 1-15

เพื่อสว่ นรวม

4. [•] สามารถใช้ความรู้ใน

ศาสตร์ช้ีนำสังคมในประเด็นที่

เหมาะสม ให้ความช่วยเหลือ

และอำนวยความสะดวกใน

การแก้ไขปัญหาสถานการณ์

ตา่ งๆ

5. [๐] สามารถเป็นผู้ริเร่ิม

กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดบั อดุ มศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอยี ดของรายวชิ า (มคอ. 3) มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ์ Page 10

แ ส ด ง ป ร ะ เด็ น ใ น ก า ร แ ก้ ไ ข

ส ถ า น ก า ร ณ์ ทั้ ง ส่ ว น ตั ว แ ล ะ

ส่วนรวม พร้อมท้ังแสดงจุดยืน

อย่างพอเหมาะทั้งของตนเอง

และของกลมุ่

6. [•] มีความรับผิดชอบการ

พฒั นาการเรยี นรทู้ ้ังของตนเอง

และทางวิชาชพี อยา่ งตอ่ เน่อื ง

5 ทักษะการวิเคราะห์ 1. [•] มีความสามารถในการ ประเมินผลจาก
เชิงตัวเลข การ วเิ คราะห์ด้วยกระบวนการทาง ทกั ษะการเขยี น
สอื่ สาร และการใช้ คณิตศาสตร์ หรือวทิ ยาศาสตร์ ผลงาน การอ่าน
เทคโนโลยี อย่างมีวิจารณญาณ เพ่ือนำไป การแปลผล และการ

สารสนเทศ ประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต นำเสนอปากเปล่า

ไดอ้ ย่างมคี ณุ ภาพ
2. [•] มีความรู้และทักษะใน สังเกตพฤตกิ รรม
การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศใน การค้นควา้ จากการ 1-15 5%
ก ารแ ส วงห าค วาม รู้ เพ่ื อ รายงานผลการ
นำไปใชไ้ ด้อยา่ งมีประสิทธิภาพ สืบค้น
3. [•] มีทักษะในการสื่อสาร

ด้ ว ย ก า ร พู ด ก า ร เขี ย น

ต ล อ ด จ น ก า ร ส่ื อ ส า ร

ค ว า ม ห ม า ย ไ ด้ อ ย่ า ง มี

ประสิทธิภาพ เพื่อนำไปใช้ใน

ก าร น ำเส น อ ผ ล งาน ท า ง

วิชาการ หรือการนำเสนอเพื่อ

ป ร ะ โ ย ช น์ ท า ง ภ า ค รั ฐ แ ล ะ

เอกชน

หมวดท่ี 6 ทรพั ยากรประกอบการเรียนการสอน

1. ตำราและเอกสารหลัก
ณรงค์ โพธ์ิพฤกษานันท์. (2546). ระเบียบวิธีวิจัย : แนวการเขียนเค้าโครงการวิจัยและ

รายงานการ วิจยั . ดวงแกว้ , กรุงเทพฯ. 2546.
2. เอกสารและข้อมูลแนะนำ

นิศากร สิงหเสนี. (2546). ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์. โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย ,กรงุ เทพมหานคร.

สุพรรณี ไชยอำพรและสนิท สมัครการ. (2547). การวิเคราะห์ทางสังคมเพ่ือการพัฒนา
แนวความคิดและวิธกี าร. โครงการส่งเสริมเอกสารวิชาการ สถาบนั บณั ฑิตพัฒนบรหิ ารศาสตร์, กรงุ เทพฯ.

กรอบมาตรฐานคณุ วฒุ ริ ะดบั อุดมศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอยี ดของรายวิชา (มคอ. 3) มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ์ Page 11

สุพรรณี ไชยอำพรและสนิท สมัครการ. (2549). แนวความคิดและแนวทางการศึกษาปัญหา
สังคมกับปัญหาสังคมไทยและมาตรการป้องกันแก้ไข. โครงการส่งเสริมเอกสารวิชาการ สถาบัน
บณั ฑิตพฒั นบรหิ ารศาสตร์, กรุงเทพฯ.

หมวดที่ 7 การประเมนิ และปรับปรุงการดำเนินการของรายวชิ า

1. กลยุทธ์การประเมินประสิทธผิ ลของรายวิชาโดยนกั ศึกษา
1.1 แบบประเมินผ้สู อนและแบบประเมนิ รายวชิ าโดยนักศึกษา
1.2 การสงั เกตการณ์จากพฤตกิ รรมของผ้เู รียน
1.3 การสนทนากลุม่ ระหว่างผ้สู อนและผู้เรียน
1.4 เปิดโอกาสให้นกั ศึกษาแสดงความคดิ เห็นต่อผลการเรียนเม่ือส้นิ สุดการศกึ ษา

2. กลยุทธก์ ารประเมนิ การสอน
2.1 สังเกตการสอนของผรู้ ว่ มทีมการสอน
2.2 ผลการสอบ
2.3 การทวนสอบผลประเมนิ การเรียนรู้
2.4 ผลการประเมนิ ความพึงพอใจต่อสภาพการจดั บรรยากาศในชั้นเรยี น ทเ่ี น้นผู้เรยี นเปน็ สำคัญ

ของคณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ์

3. การปรับปรุงการสอน
หลงั จากผลการประเมินการสอนในข้อ 2 จึงมีการปรบั ปรงุ การสอนโดยการจดั กิจกรรมในการระดม

สมองและหาข้อมลู เพมิ่ เติมในการปรับปรุงการสอน ดงั น้ี
3.1 สัมมนาการจัดการเรียนการสอน
3.2 การวจิ ยั ในและนอกช้ันเรียน

4. การทวนสอบมาตรฐานผลสมั ฤทธ์ขิ องนักศกึ ษาในรายวชิ า
ในระหว่างกระบวนการสอนรายวิชา มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ในรายหัวข้อ ตามท่ีคาดหวังจากการ

เรียนรูใ้ นวิชา ได้จากการสอบถามนกั ศึกษา หรือการสุม่ ตรวจผลงานของนกั ศึกษา รวมถงึ พจิ ารณาจากผลการ
ทดสอบยอ่ ย และหลังการออกผลการเรยี นรายวชิ า มีการทวนสอบผลสัมฤทธิโ์ ดยรวมในวชิ าได้ ดงั น้ี

4.1 การทวนสอบการให้คะแนนจากการสุ่มตรวจผลงานของนักศึกษาโดยอาจารย์อ่ืน หรือ
ผู้ทรงคณุ วฒุ ิทีไ่ มใ่ ช่อาจารย์ประจำหลักสูตร

4.2 มกี ารตงั้ คณะกรรมการในสาขาวิชาตรวจสอบผลการประเมินการเรียนรู้ของนักศึกษา โดย
ตรวจสอบข้อสอบ รายงานวธิ กี ารใหค้ ะแนนสอบและการให้คะแนนพฤติกรรม
5. การดำเนนิ การทบทวนและการวางแผนปรับปรงุ ประสทิ ธผิ ลของรายวชิ า

จากผลการประเมิน และทวนสอบผลสัมฤทธ์ปิ ระสิทธผิ ลรายวชิ า ได้มีการวางแผนการปรบั ปรงุ การ
สอนและรายละเอยี ดวิชาเพื่อใหเ้ กดิ คุณภาพมากขึ้น ดังน้ี

5.1 ปรบั ปรงุ รายวิชาทุก 4 ปีหรือตามข้อเสนอแนะและผลการทวนสอบมาตรฐานผลสมั ฤทธ์ิตาม
ข้อ 4

กรอบมาตรฐานคุณวฒุ ิระดบั อดุ มศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอยี ดของรายวชิ า (มคอ. 3) มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ์ Page 12

5.2 เปล่ยี นหรอื สลบั อาจารยผ์ สู้ อน เพ่อื ใหน้ ักศึกษามีมุมมองในเร่ืองการประยุกต์ความร้นู ้ีกับ
ปญั หาท่มี าจากงานวจิ ยั ของอาจารยห์ รือความกา้ วหนา้ ทางวชิ าการตา่ ง ๆ

กรอบมาตรฐานคณุ วฒุ ริ ะดบั อดุ มศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอียดของรายวิชา (มคอ. 3) มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ์ Page 13

๒๑๘

องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม
เร่อื ง ทอดมันหัวปลี

วัตถุประสงค์
๑. เพ่ือเป็นการเสาะแสวงหา รวบรวม จดั เกบ็ ความรู้อาหารพืน้ บา้ นของจงั หวัดเพชรบูรณ์
๒. เพื่อจดั ทำเปน็ เลม่ องคค์ วามรู้สำหรับเผยแพรใ่ หแ้ ก่เยาวชนและผูท้ ี่ใหค้ วามสนใจศึกษาเรียนรู้

ขอบเขต
ศึกษารปู แบบ ขน้ั ตอนกรรมวิธีการทำทอดมนั หัวปลี

เป้าหมาย
จัดเกบ็ ข้อมลู ทางด้านวัฒนธรรมเรือ่ งทอดมนั หวั ปลี เพ่ือการประยุกตใ์ ชง้ าน

ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะได้รบั
๑. ได้ข้อมลู ทางดา้ นวัฒนธรรมเร่อื งทอดมนั หัวปลีท่เี ป็นระบบ
๒. ไดเ้ รยี นรแู้ ละอนรุ กั ษม์ รดกทางวัฒนธรรมการทำอาหารพืน้ บ้าน
๓. ไดอ้ งค์ความรู้สำหรบั นำไปบูรณาการกบั การเรยี นการสอน

ความสำคัญและที่มา
อาหารพื้นบ้านโบราณเพชรบูรณ์ ผู้เรียบเรียงมีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ให้คนรุ่นใหม่ได้ทราบถึง

ประโยชน์ คุณค่าทางโภชนาการท่รี า่ งกายของผู้บริโภคไดร้ ับ จะไม่มีสงิ่ ใดท่เี ป็นพิษภัยตอ่ ร่างกายเหมาะสำหรับ
เป็นอาหารในการสร้างเสริมให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง สร้างภูมิต้านทาน แต่อาหารที่จำหน่ายในท้องตลาด
หรือห้างสรรพสินค้าในจังหวัดเพชรบูรณก์ ลับกลายเปน็ สาเหตขุ องการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ เนื่องมาจากวัตถุดบิ ท่ี
นำมาประกอบอาหาร เช่น สารที่แต่งสี รส และเนื้อสัมผัส เป็นสาเหตุของการเกิดโรคไต เบาหวาน ความดัน
โลหิตสูง ส่วนดินประสิวและสารกันบูดใช้ในการถนอมอาหาร เช่น ปลาส้ม แหนม หมูยอ ผลไม้และผักดองก็
เปน็ สารกอ่ มะเร็ง

อาหารโบราณดั้งเดิมของจังหวัดเพชรบูรณ์จะปรุงจากวัตถุดิบที่ผลิตจากชุมชนเอง ต่อมาก็มีการ
แลกเปลี่ยนกัน เช่น บ้านป่าแดงปลูกฝ้าย พริกแห้ง ยาสูบ บ้านสะเดียงก็จะทำขนมหม้อแกง (ทำจากแป้งข้าว
จา้ ว นำ้ อ้อย และกะท)ิ มาแลก สมยั กอ่ นแลกกัน ต่อมาค้าขายเกิดข้ึนแทนการแลก ชุมชนไหนท่ีผลิตมากเหลือ
กินก็จะนำมาขาย เช่น บ้านป่าเลา (ไม่เรียกตำบลบ้านป่าเลาจะเรียกแยกจากบ้านป่าแดง ถ้ารวมกันก็จะเป็น
ตำบลป่าเลา รวมบ้านพลำอีกหมู่บ้านหนึ่ง) ปลูกดอกผักกาดกวางตุ้งกันมา (เรียกซอมผักกาด) นำมาขายท่ี
ตลาดเช้า บ้านป่าแดงขายผกั หวานปา่ ผักชะอมป่า หน่อไม้ลวก ผักกูดป่า บ้านสะเดียงจะปลูกถั่วหนัก ถั่วเบา

๒๑๙

ถั่วเสวย มะเขือจาน ถั่วแปบ ถั่วพู บ้านโตกจะปลูกหอม กระเทียมพันธุ์พื้นเมือง ก็จะนำดอกหอมและ
ใบกระเทียมที่ลอกจากต้นทีย่ งั ไม่แก่จดั มาพร้อมกับหน่อไม้และผักที่ได้จากในป่า เช่น ดอกกระเจียว และเห็ด
ชนดิ ตา่ ง ๆ สว่ นในฤดแู ล้งชาวบา้ นต้นเบน ปากนำ้ ก็จะปลูกผักตามชายฝง่ั แมน่ ำ้ ลำปา่ สักทง้ั สองขา้ ง ชมุ ชนทอี่ ยู่
สองฝั่งแมน่ ้ำก็จะจับปลาจากแมน่ ำ้ ป่าสักมาจำหน่าย

ตลาดสดของจังหวัดเพชรบูรณ์จะมีเฉพาะช่วงเช้า ชาวบ้านที่นำพืชผักผลไม้มาจำหน่าย จะมาจาก
ชมุ ชนใกล้ ๆ เช่น ปากนำ้ ต้นเบน บา้ นโตก บ้านพี้ สำหนักหมนั สะเดยี ง ปา่ แดง ปา่ เลา บา้ นพลำ จะมากันแต่
เช้ามืดประมาณตีสามตีสี่ ก็จะนำสินค้าของตนใส่กระบุง และหาบเดินมีตะเกียงส่องทางหรือใต้จุดเดินกันเป็น
กลุ่ม มาวางจำหนา่ ยรวมกลุ่ม เวลาจะซ้ือของในตลาดสดก็จะสะดวก อยากได้อาหารสดชนดิ ใดก็จะเดนิ ตรงไป
ซอื้ ได้เลย เพราะจะขายประจำทข่ี องแตล่ ะหมบู่ า้ น

บ้านสะเดียงเป็นชุมชนที่นิยมปลูกพืชผักสวนครัวไว้สำหรับใช้ในการประกอบอาหารในครัวเรือน
หนึ่งในพืชผักสวนครัวที่นิยมปลูกกันมากคือ “กล้วย” โดยชาวบ้านจะนำทุกส่วนของต้นกล้วยมาใช้ให้เกิด
ประโยชนม์ ากมายซง่ึ จะของกลา่ วถงึ ประโยชน์ของกล้วยดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. ราก และลำต้นแท้

สามารถนำมาทำสมุนไพร ใช้รักษาโรค ตามแผนโบราณ หรือใช้รักษาผิวหนังที่แดงปวด เนื่องจากถูก
แดดเผา โดยรากและลำต้นจะมีสารแทนนินซึ่งช่วยในเร่ืองของแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ส่วนรากของกล้วยตีบ
เมือ่ นำมาต้มจะชว่ ยแก้ร้อนในกระหายน้ำไดเ้ ป็นอย่างดี
๒. ลำตน้ เทียม หรือกาบลำต้น

ใช้ทำเส้นใยหรือทำเชือกทอผ้า ทำอาหารสัตว์ เช่น อาหารของสุกร และยังเป็นอาหารของคนอีกด้วย
เช่น แกงหยวกกลว้ ย กาบกล้วยก็ใช้เปน็ สมุนไพรไดเ้ ชน่ กนั ส่วนน้ำคน้ั จากลำตน้ กย็ งั สามารถนำมาทากนั ผมร่วง
หรือเรง่ ทำใหผ้ มข้ึนได้อกี ด้วย
๓. ใบ

คนโบราณมักใช้ใบตองเป็นภาชนะแทนจานข้าว และยังนำมาใช้ห่อของ ทำมวนบุหรี่หรือทำงาน
ประดิษฐ์ เชน่ กระทง บายศรี ใบกล้วยที่นิยมมากคือ ใบกลว้ ยตานี เพราะมีใบที่ใหญ่ เหนียว และเขียวเป็นเงา
เม่อื นำไปทำงานประดิษฐ์จะสวยงามและไมแ่ ตกง่าย แผน่ ใบกล้วย ที่ออ่ นหากนำไปอังไฟให้อ่อนนิ่ม แล้วนำมา
พอกบรเิ วณทข่ี ัดยอก ก็จะทำใหอ้ าการดังกลา่ วหายได้
๔. ดอก หรือหัวปลี

เป็นดอกตัวผู้ เรานิยมรับประทานหัวปลีแทนผัก โดยรับประทานสด ๆ หรือนำมาทำเป็นเครื่องเคียง
ของอาหารหลายอย่าง เช่น ผัดไทย กะปิหลน และยังนำมาปรุงอาหาร เช่น ยำหัวปลี แกงเลียงหัวปลี ที่เรา
นิยมรับประทานกัน หรือใช้บำรุงน้ำนมมารดา ต้มหรือคั้น แก้เบาหวาน เมื่อนำมาตากแห้ง ก็สามารถใช้รักษา
โรคโลหิตจางได้ เพราะมธี าตุเหลก็ มาก

๒๒๐
๕. ผล

ใช้รับประทานได้ทั้งอ่อน แก่ และสุก ถ้าผลดิบยังอ่อนอยู่ สามารถใช้ปรุงอาหารในแกงป่า และส้มตำ
สว่ นผลดบิ ท่แี ก่แลว้ สามารถนำมาเชื่อม หรอื ทำกลว้ ยฉาบ สว่ นกล้วยสุกสามารถนำมารบั ประทานสดได้เลย

การรับประทานกล้วยสุกนั้นมีผลดีคือจะทำให้ท้องไม่ผูก เพราะในกล้วยสุกจะมีสารเพคตินที่จะช่วย
เพิ่มกากอาหารในลำไส้ กากอาหารเมื่อเพิ่มมาถึงระดับหนึ่งจะไปดันผนังลำไสแ้ ล้วบีบรัดตัวไล่กากอาหารออก
ทำให้ถ่ายออกได้ กล้วยบางชนิดเมอ่ื เร่มิ สุกจะมีรสฝาดเพราะมสี ารแทนนิน ซ่งึ จะทำให้ท้องผูก

ดังนน้ั กล้วยเรม่ิ สุก หรือกลว้ ยที่ไม่งอมจะช่วยรักษาโรคท้องเสีย เม่อื สกุ มากจึงจะมีสารเพคตินมากขึ้น
จึงควรเลือกกล้วยสุกงอมเป็นยาระบาย เมื่อรับประทานก็ควรเคี้ยวให้ละเอียด เพราะถ้าเคี้ยวไม่ละเอียด
นำ้ ยอ่ ยภายในกระเพาะจะไมเ่ พยี งพอท่ีจะยอ่ ยกลว้ ยไดเ้ ร็ว กล้วยจึงอดื ในกระเพาะ
ในทีน่ ี่ผู้เขียนจะขอนำเสนอการนำหวั ปลีมาประกอบอาหารในรูปแบบสูตรของบ้านสะเดียงดังต่อไปนี้

ทอดมนั หวั ปลี
เคร่ืองปรุง

๑. หัวปลีกล้วยน้ำว้า

หัวปลกี ลว้ ยนำ้ วา้
๒. เครอ่ื งพริกแกงเผ็ด (ประกอบดว้ ย ขา่ ตะไคร้ พริกแหง้ หอม กระเทยี ม และกระชาย)

๒๒๑

พรกิ แกง
๓. เกลือ
๔. ปลารา้ ส้ม
๕. ชะอม
๖. แป้งข้าวจ้าว
๗. มะพร้าวขดู
๘. นำ้ มะขามเปยี กใสไมข่ น้ มาก
๙. น้ำมนั สำหรับทอด
วิธีทำ
- ปอกหัวปลจี นเหลือแต่ส่วนที่ขาว ผา่ คร่ึงห่ันตามขวางหัวใหล้ ะเอียดหรือหยาบตามชอบ ห่ันเสร็จบีบ
นำ้ ออกให้หมด

การหัน่ หวั ปลี

๒๒๒
- ผสมแปง้ ขา้ วจ้าว เคร่อื งพริกแกง และหวั ปลีที่ห่ันไว้ ชมิ ให้รสออกเคม็ และเผ็ดเล็กน้อย คลุกเคล้าให้
เข้ากันจนสามารถปั้นเป็นแผ่นได้ไม่แตก

นำหวั ปลีผสมเครอื่ งพริกแกง
- ชะอมเด็ดยอด ส่วนที่เป็นใบก็รูดออกจากก้านแก่ นำยอดและใบคลุกเคล้ากับส่วนผสมที่ทำไว้
กอ่ นหน้า

นำแผน่ ทอดมนั หัวปลที ีป่ ้นั แล้วลงทอดในกระทะ
- ตั้งกระทะน้ำมนั พอรอ้ นเร่ิมใสห่ ัวปลีทผ่ี สมไว้ลงทอด โดยปัน้ เปน็ กอ้ นกลมก่อนลงกระทะก็จะบีบให้
แบนก่อนลงทอดปล่อยให้เหลืองข้างหนึ่งก่อนแลว้ ค่อยใชป้ ลายไม้แหลม ขนาดจับพอเหมาะมือ พลิกพอสุกท้ัง
สองข้างใชป้ ลายแหลมของไม้แทงทีละชนิ้ จนหมด วางลงบนตะแกงลวดให้สะเด็ดนำ้ มันแล้วนำออกจากไม้เสริฟ
ร้อน ๆ

ทอดมันหัวปลีท่ีเสร็จเรยี บร้อย

๒๒๓

เคล็ดลับการทำทอดมันหวั ปลี
๑. หัวปลี ให้เลือกหัวปลีขนาดกลาง เนื่องจากไม่อ่อนหรือแก่เกินไป และต้องเลือกหัวปลีของกล้วย

น้ำว้าเทา่ น้นั เนือ่ งจากรสชาตขิ องหัวปลขี องกลว้ ยนำ้ วา้ ไม่ฝาดมาก นำมาทำอาหารไดร้ สชาติอรอ่ ย
๒. น้ำมันสำหรับนำมาทอด ให้ใช้น้ำมันใหม่โดยการใช้ไฟในการทอด คือให้ใช้ไฟปานกลางพอน้ำมัน

รอ้ นจะทำให้อาหารไมอ่ มนำ้ มัน และสกุ พอดี
๓. การปั้นทอดมันสำหรับทอดนั้นให้ปั้นแบน แต่ไม่ต้องแบนมาก การปั้นให้ลักษณะแบน จะทำให้

เวลาทอด ทอดมนั สกุ ง่าย และ สกุ พอดี
๔. การลา้ งหัวปลี ใหใ้ ช้น้ำมะนาวสดผสมน้ำล้าง นำ้ มะนาวมฤี ทธิ์ทำใหห้ วั ปลีไม่ดำ และยางของหัวปลี

ล้างออกง่าย

บทสรปุ
ทอดมันหวั ปลี เป็นเมนูอาหารโบราณที่มีการตกผลกึ ถึงสตู รและกรรมวธิ กี ารทำจนเปน็ สตู รลบั เฉพาะที่

ทำใหร้ สชาติอาหารออกมาอยา่ งลงตวั ซ่ึงถือไดว้ ่าเป็นสูตรลับเฉพาะที่สืบทอดจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุน่ เมนูน้ี
เหมาะกบั ทกุ เพศทกุ วัย จะรบั ประทานเป็นอาหารว่างยามบ่ายก็ถอื วา่ เหมาะมาก

เนอ้ื ทอดมันจะจบั กันเป็นก้อน จะรวู้ า่ สกุ พร้อมรับประทานก็เมือ่ มนั ไมต่ ิดขอบกระทะ จะไดท้ อดมันหัว
ปลีที่มีเนื้อสัมผัสของหัวปลีอย่างเต็มคำ หนึบ ๆ กรุบ ๆ มีรสชาติเค็ม มัน เผ็ดนิดหน่อย เมื่อกัดลงบนเนื้อ
ทอดมันนุ่มหนุบหนบั และความกรอบของหัวปลีหั่นฝอยที่อร่อยกรุบ ๆ จะรับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ หรือ
จะรับประทานเล่น ๆ กด็ ไี มน่ ้อย

อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงมีสรรพคุณทางสมุนไพรช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
แก้ปวดทอ้ ง บำรงุ ลำไส้ ลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ใช้บำรงุ น้ำนม ชว่ ยลดนำ้ ตาลในเลอื ด นำ้ คน้ั จากหัว
ปลีรับประทานแก้ถา่ ยเป็นมูกเลือด บำรุงโลหติ ช่วยบำรุงผวิ พรรณ

แนวทางการนำไปปฏบิ ตั ิใช้
๑. เผยแพร่ให้กบั ผู้ที่สนใจ นกั ศึกษา และประชาชนท่ัวไป
๒. ปฏิบัติใช้เพื่อเป็นการสร้างกำลังใจ พลังใจ ส่งผลให้กิจการหน้าที่การงานและช่วยสร้างรายได้เปน็

อาชีพเสรมิ ได้
๓. บูรณาการกับการเรียนการสอน รายวิชา IDID101 การพัฒนาบุคลากรและการฝึกอบรมด้าน

เทคโนโลยี
ข้อเสนอแนะ

ควรมีการลงพื้นที่ ทบทวน ข้อมูลให้ครบถว้ นทกุ อำเภอในจงั หวดั เพชรบูรณ์ เพ่ือให้เยาวชนรุ่นหลังได้
ใช้ศกึ ษาหาความรู้ สง่ ต่อจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป

๒๒๔

บรรณานุกรม

รองศาสตราจารย์คมคาย หม่นื สาย และคณะ. (๒๕๕๔). รายงานการวจิ ัยเร่ือง การศกึ ษาวฒั นธรรมเพื่อการ
พฒั นาชมุ ชนจากวัฒนธรรมท้องถน่ิ ของประชาชนในเมืองเพชรบูรณ์ (The Study Culture
order develop community, from Tumbon Naimueng Petchabun people’s
folklore.) โครงการวิจยั นไ้ี ดร้ ับทนุ อดุ หนุนการวิจัยจากกรมสง่ เสริมวฒั นธรรม กระทรวงวัฒนธรรม.

นกเลก็ เมืองเกดิ . (๒๕๖๕). อายุ ๗๒ ปี บา้ นเลขท่ี ๘๐ หมู่ ๘ ตำบลสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์
จงั หวดั เพชรบูรณ.์ สัมภาษณ์, ๒๒ มกราคม.

วงเดอื น รองแขวง. (๒๕๖๕). อายุ ๗๑ ปี บา้ นเลขที่ ๑๒/๓ หมู่ ๘ ตำบลสะเดยี ง อำเภอเมอื งเพชรบรู ณ์
จังหวัดเพชรบรู ณ.์ สัมภาษณ์, ๒๒ มกราคม.

๒๒๕

ภาคผนวก
รายละเอยี ดรายวชิ า (มคอ. ๓) ที่ใชบ้ ูรณาการ

๒๒๖

สรปุ การดำเนนิ งานการบรู ณาการองคค์ วามรกู้ บั การเรยี นการสอน

โครงการบูรณาการองค์ความรู้ศิลปะวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการจัดการเรียนการสอน
สาขาวิชาออกแบบผลติ ภณั ฑ์อุตสาหกรรม “ทอดมันหัวปลี”

โดยบูรณาการกับวิชา IDID๑๐๑การพัฒนาบุคลากรและการฝึกอบรมด้านเทคโนโลยี นำนักศึกษา
รหัสหมู่เรียน ๖๒๑๑๐๒๑๘๗๑ มาเข้าร่วมโครงการ ซึ่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนใน สัปดาห์ที่ ๗
ในเนือ้ หาการเรยี นการสอนเร่อื ง การกำหนดเรือ่ งในการอบรม หวั ข้อ ทอดมนั หวั ปลี

เมนเู ด็ดสูตรโบราณ ทอดมันหวั ปลีของดีบา้ นสะเดียงเมนูบ้านๆ ทำงา่ ย ซึ่งกนิ ไดท้ ง้ั เป็นของว่างและกิน
กับข้าว พร้อมกับเคล็ดลับการทอดยังไงให้กรอบนานอีกด้วย โดยไดน้ ำองคค์ วามรู้ เร่ืย

อาจารย์ผู้สอนได้แบง่ การประเมินเปน็ ๓ ส่วน คือ

1. คะแนนประเมินผลการดำเนินงานการนำองค์ความรู้เรื่อง “ทอดมันหัวปลี” นำเสนอในการ
กำหนดหวั ข้ออบรม

2. ผลประเมนิ โดยวธิ ีสังเกตการณน์ ักศึกษา
3. ความพงึ พอใจของการบูรณาการ ของนักศกึ ษา

ผลการบูรณาการด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการจัดการเรียนการสอนสาขา วิชา
ออกแบบผลิตภณั ฑ์อตุ สาหกรรม รหัสวชิ า IDID๗๐๑ การเตรยี มฝึกประสบการณว์ ิชาชพี เป็นดังนี้

๒๒๗

คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยอี ุตสาหกรรม

มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ์

========================================================================

โครงการสอน ( Course Syllabus )
รหสั วิชา ๕๕๔๒๑๑๒ ชื่อวชิ า การพัฒนาบุคลากรและการฝกึ อบรมดา้ นเทคโนโลยี (Human
Resource Development and Training Technology)
เวลาเรยี น ๔ คาบ/สปั ดาห์ จำนวน ๓ หน่วยกิต

1. คำอธิบายรายวิชา
การพฒั นาบคุ ลากรในองค์กรการวางแผนและการบรหิ ารการฝกึ อบรมการพฒั นาตามสายอาชีพ

(Career Planning) การสำรวจความจำเปน็ ในการฝึกอบรม การกำหนดวัตถปุ ระสงค์ในการฝกึ อบรมการจัดทำ
แผนการฝกึ อบรมเทคนคิ การนำเสนอและการสอนงานอย่างมีประสิทธภิ าพส่ือการฝึกอบรมการวดั ประเมินผล
การจัดทำเอกสารในการฝึกอบรมฝกึ ปฏิบัติการเป็นวิทยากรหรือผสู้ อนงาน

Human resource development, Planning and training management, Development,
career planning, necessity survey in training, setting objectives training, preparation of training
plans, Technical presentations and teaching effectively, Media training, Assessment
Documentation of training, practice as trainer or coach.

2. จดุ ประสงค์รายวชิ า
2.1 ใหน้ ักศึกษามีความรเู้ กี่ยวกับการพฒั นาบคุ ลากรในองค์กรการวางแผนและการบรหิ ารการ
ฝกึ อบรม
2.2 ใหน้ กั ศึกษามีความร้คู วามสามารถในการพฒั นาตามสายอาชีพ (Career Planning)
2.3 นักศกึ ษามีความรู้ความความสามารสำรวจความจำเปน็ ในการฝึกอบรมและการกำหนด
วตั ถุประสงค์ในการฝึกอบรมการรวมถงึ จัดทำแผนการฝึกอบรม
2.4 นักศึกษานำความรูค้ วามสามารจากการสอนงานอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพสือ่ การฝึกอบรมการวดั
ประเมินผลการจดั ทำเอกสารในการฝกึ อบรม
2.5 นักศกึ ษานำความรคู้ วามสามารจากการฝกึ ปฏิบตั ิการเป็นวิทยากรหรอื ผูส้ อนงาน

3. ผู้สอน
3.1 ( ชื่อ-สกลุ ) อาจารย์ขุนแผน ตุ้มทองคำ
3.2 สถานท่ีซ่ึงนกั ศึกษาจะติดตอ่ ได้ โปรแกรมวิชาออกแบบผลติ ภัณฑ์อตุ สาหกรรม
3.3 วัน เวลาท่สี ะดวกสำหรบั การตดิ ต่อ วนั เวลาราชการ

๒๒๘

4. เนือ้ หา ( หัวข้อ ) ที่จะสอนกิจกรรมและการประเมนิ ผล

สัปดาหท์ ี่ ลำดบั เน้อื หาและกิจกรรม กจิ กรรมการเรยี นการสอน

๑ แนะนำรายวิชา ความหมาย ขอบเขต บรรยาย สนทนา

๒ การพฒั นาบุคลากรในองคก์ รการวางแผน อธบิ าย สนทนา นกั ศึกษาปฏิบตั ิงานในหอ้ ง
วิเคราะห์

๓ การบรหิ ารการฝึกอบรมการพัฒนาตาม อธบิ าย สนทนา นกั ศึกษาปฏิบตั งิ านในห้อง

สายอาชีพ (Career Planning) วเิ คราะห์

๔ การสำรวจความจำเปน็ ในการฝกึ อบรม อธบิ าย สนทนา นักศึกษาปฏิบตั ิงานในห้อง
วิเคราะห์

๕ การกำหนดวตั ถุประสงค์ในการฝกึ อบรม อธบิ าย สนทนา นักศึกษาปฏิบัติงานในหอ้ ง
วเิ คราะห์

๖-๗ การจัดทำแผนการฝกึ อบรม การกำหนด อธบิ าย สนทนา นกั ศึกษาปฏิบตั งิ านในห้อง
เรือ่ งในการอบรม หัวข้อ ทอดมันหัวปลี วเิ คราะห์นำองคค์ วามรู้โครงการจดั เก็บขอ้ มลู

ทางดา้ นศลิ ปะวฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่นิ

๘ สอบกลางภาค -

๙ เทคนิคการนำเสนอและการสอนงานอยา่ ง อธิบาย สนทนา นกั ศึกษาปฏิบตั ิงานในหอ้ ง

มีประสิทธิภาพ วเิ คราะห์

๑๐ ส่ือการฝึกอบรม อธบิ าย สนทนา นักศึกษาปฏิบตั ิงานในหอ้ ง
วิเคราะห์

๑๑ การวดั ประเมินผล อธิบาย สนทนา นกั ศึกษาปฏิบตั งิ านในห้อง
๑๒-๑๓ การจัดทำเอกสารในการฝกึ อบรมฝึก วิเคราะห์

๑๔ ปฏบิ ตั กิ ารเปน็ วิทยากรหรือผสู้ อนงาน อธิบาย สนทนา นักศึกษาปฏิบัตงิ านในห้อง
วิเคราะห์

อธิบาย สนทนา นักศึกษาปฏิบัติงานในหอ้ ง
วิเคราะห์

๑๕ สรุปผลการสอน ๒๒๙
๑๖ สอบ
สรปุ ผลการสอน ทำการประเมินผลงานนักศึกษา
ทง้ั หมดที่ไดศ้ ึกษามา และตอบคำถาม
ท้งั งานปฏบิ ัตแิ ละทฤษฎี

5. เวลาเรยี น ช่ัวโมงบรรยาย ชั่วโมงปฏบิ ตั ิ หรือเวลาอ่ืนทีน่ ัดหมายเพื่อการเรียนหรอื ทำกจิ กรรม
5.1 เวลาเรียน ๔ คาบ
5.2 ๑- ชวั่ โมงแรก บรรยายและอธิบายทฤษฎี
5.3 ๒-๔ ชว่ั โมงหลงั สรปุ การบรรยายและปฏิบตั ิการเขียนโครงการ

2. การวัดและประเมินผลเพื่อตัดสนิ เป็นผลการเรยี น ๗๐ – ๗๔
2.1 การวัดผล
A ๘๐ - ๑๐๐ B+ ๗๕ – ๗๙ B

C+ ๖๕ – ๖๙ C ๖๐ – ๖๔ D+ ๕๕ – ๕๙

D ๕๐ – ๕๔ E ๐ – ๔๙

2.2 งานหรอื กจิ กรรมท่ปี ระเมนิ
- งานปฏบิ ตั ิทา้ ยช่ัวโมง งานปฏิบัตินอกเวลาเรียน รายงานจากการศึกษาคน้ คว้า
- เวลาเรียน การแตง่ กาย ตรงต่อเวลา
2.3 วธิ กี ารประเมินและน้ำหนักของการประเมินในแต่ละสว่ น
- วิธกี ารประเมินผลงาน ตามหัวขอ้ ท่ใี หป้ ฏิบัติ เปน็ ไปตามทฤษฎีหรือไม่
- เน้ือหาจากการทำรายงาน และรปู แบบของรายงาน
นำ้ หนกั ของการประเมนิ ทั้งหมด ๑๐๐ คะแนนแบ่งเป็น

ปฏบิ ตั ิ ๓๐ คะแนน - ทฤษฎี ๕๐ คะแนน -จติ พิสัย ๒๐ คะแนน

๒๓๐

ผลการประเมนิ นกั ศกึ ษา สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑอ์ ุตสาหกรรม
การบรู ณาการองค์ความรู้งานด้านศลิ ปะและวฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาท้องถิ่นกบั การจดั การ

เรียนการสอน
โครงการจดั เก็บข้อมูลทางดา้ นศิลปะวฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาทอ้ งถ่นิ “ทอดมันหัวปลี”

๑. คะแนนประเมินผลการดำเนนิ งานในการลงพืน้ ทีป่ ฏบิ ัติงาน หนุ่ จำลองบ้านเสายองหิน

การเก็บ การลง (๓๐ (๓๐ รวม การเขา้ ร่วม
ขอ้ มูล พน้ื ท่ี คะแนน) คะแนน) (๑๐๐ กิจกรรม
(๒๐ (๒๐ คะแนน) โครงการ
รหัสประจำตวั ชอ่ื -สกลุ คะแนน) คะแนน) ๒๐ เฉล่ยี ๒๐
๑๘ คะแนน
๖๒๑๑๐๒๑๘๗๑ นาย ณัฐพล ตันตลุ า ๑๔
๐๑ นาย พงศธร ศุภชัยศิรจิ นั ทร์ ๑๙ ๑๘ ๑๕ ๗๒ ๑๘
๖๒๑๑๐๒๑๘๗๑ นางสาว ภัชรนิ ทร์ กองถนั ๑๕ ๑๔ ๑๘
๐๒ ๑๔ ๑๕ ๑๔ ๖๕ ๑๖
๖๒๑๑๐๒๑๘๗๑
๐๓ ๕๗ ๑๔

๒. ผลประเมนิ โดยวธิ ีสงั เกตการณน์ กั ศึกษา ๒๐ คะแนน

๑. นักศึกษาสามานนำองค์ความรู้จากโครงการโครงการจัดเก็บข้อมูลทางด้านศิลปะวัฒนธรรมและภูมิ
ปัญญาท้องถิ่น “ทอดมันหวั ปล”ี มาใชเ้ พอื่ เป็นข้อมูลในการอบรม

๒. นักศึกษาสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้จากการเรียนในช้ันเรียนนำไปสูก่ ารบริการวชิ าการให้กับชุมชน
ในทอ้ งถิน่ ได้

3. นักศึกษามแี รงจงู ใจในการเสรมิ ทักษะอาชีพหลังจากการเข้าร่วมโครงการ

๓. ความพึงพอใจของการบูรณาการ ของนักศกึ ษา

การประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาหลักสูตรออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม รหัส
๖๑๑๑๐๒๑๘๗๑ คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ต่อ
การบูรณาการงานด้านศิลปะวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการจัดการเรียนการสอนสาขาวิชาออกแบบ
ผลติ ภัณฑอ์ ตุ สาหกรรม “ทอดมันหัวปลี”

๒๓๑

ที่ รายการ ค่าเฉลย่ี S.D. สรปุ ผล
มาก
๑ นักศึกษานำองค์ความรู้จากโครงการโครงการจัดเก็บข้อมลู ๔.๓ ๐.๔๐๘
มาก
ทางด้านศิลปะวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น “ทอดมัน มาก
มาก
หวั ปล”ี นำมาประกอบการนำเสนอข้อมลู โครงการ มาก

๒ นกั ศึกษามีความรู้ความเขา้ ใจเกย่ี วกับ“ทอดมันหวั ปลี” ๔.๖ ๐.๔๐๘ มาก

๓ นักศึกษาได้รับความรู้เกี่ยวกับส่วนประกอบ“ทอดมันหัว ๔.๖ ๐.๔๐๘ มาก
ปลี”

๔ นักศกึ ษาถา่ ยทอดควาสำคัญทอดมนั หวั ปลีบา้ นสะเดยี งได้ ๕ ๐

๕ นักศึกษาเข้าใจกระบวนการในการจดั อบรมใหค้ วามรู้ และ ๔.๓ ๐.๔๐๘

สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกตใ์ ช้ในการดำเนินโครงการ

อบรมในเรื่องอน่ื ๆ ได้

๖ นักศึกษามีความภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ ๔ ๐

องค์ความรู้ในรูปแบบการให้บริการวิชาการด้าน

ศลิ ปวัฒนธรรม

เฉลย่ี รวม ๔.๕ ๐.๒๗๒

จากตารางพบว่า นักศึกษาได้รับประโยชน์จากการบูรณาการองค์รู้งานด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิ
ปัญญาท้องถิ่นกับการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมนักศึกษา โดยภาพรวมในระดับดีมาก ที่ค่าเฉลี่ยรวม
เท่ากับ ๔.๕ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๐.๒๗๒เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจ

เกย่ี วกับ“ทอดมนั หวั ปลี” และนกั ศกึ ษาได้รับความร้เู กี่ยวกับส่วนประกอบ“ทอดมนั หัวปลี” มคี า่ เฉล่ยี มากที่สุด
คือ ๔.๖ ในส่วนท่ีมีค่าเฉล่ยี น้อยทีส่ ุด คือนกั ศกึ ษามคี วามภาคภูมิใจทีเ่ ป็นส่วนหน่ึงในการเผยแพร่องค์ความรู้ใน
รูปแบบการให้บรกิ ารวชิ าการด้านศลิ ปะวฒั นธรรม มีค่าเฉลย่ี เท่ากบั ๔.๐๐

ข้อเสนอแนะ
โครงการจัดเก็บข้อมูลทางด้านศิลปะวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น “ทอดมันหัวปลี” การบริหาร

จัดการด้านเวลาให้เหมาะสมกับชั่วโมงเรียนตามตารางสอนของนักศึกษา เพื่อให้มีเวลาเข้าร่วมโครงโครงการ
จดั เกบ็ ขอ้ มลู ทางดา้ นศลิ ปะวฒั นธรรมและภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิ่น “กิจกรรมสำรวจกำแพงเมือง” ไดต้ ลอดเวลา

ผลจากการดำเนนิ งานในครัง้ นี้
เน่อื งดว้ ยสาขาวชิ าออกแบบผลิตภัณฑ์อตุ สาหกรรม มีการจัดการเรยี นการสอนในภาคเรียนท่ี ๑และ๒

ทุกปีการศึกษา โดยมีการบูรณาการการเรียนการสอนกับการบริการวิชาการและศิลปะวัฒนธรรม โดยการจัด
กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ศิลปะไทยภูมิปัญญาท้องถิ่น ร่วมกับสำนักศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อให้นักศึกษาได้
ประยุกต์ใชค้ วามรู้ในรายวชิ า และมาถ่ายทอดสู่ชุมชน ซึ่งกิจกรรมดงั กล่าวจะทำให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์
และถา่ ยทอดความรทู้ ่มี อี ยูส่ ู่ชมุ ชน โดยองคค์ วามรู้มาประยกุ ตใ์ นการเรยี นการสอน

๒๓๒

ภาพประกอบ

๒๓๓

๒๓๔

๒๓๕

องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม
เรอ่ื ง กำแพงเมืองเก่าเพชรบูรณ์

วตั ถุประสงค์
๑. เพ่อื เป็นการเสาะแสวงหา รวบรวม จดั เกบ็ ความรู้แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมทอ้ งถนิ่ ของจังหวัด

เพชรบรู ณ์
๒. เพื่อจดั ทำเปน็ เล่มองค์ความรู้สำหรับเผยแพรใ่ หแ้ กเ่ ยาวชนและผทู้ ีใ่ ห้ความสนใจศึกษาเรียนรู้

ขอบเขต
ศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์ความเป็นมาและรปู แบบการสรา้ งกำแพงเมืองเกา่ เพชรบูรณ์

เป้าหมาย
จดั เกบ็ ข้อมลู ทางดา้ นวัฒนธรรมเรอื่ งกำแพงเมืองเก่าเพชรบรู ณ์ เพ่อื การประยุกต์ใชง้ าน

ประโยชนท์ ค่ี าดวา่ จะไดร้ ับ
๑. ไดข้ อ้ มลู ทางดา้ นวฒั นธรรมเรอ่ื งกำแพงเมืองเกา่ เพชรบูรณ์ที่เปน็ ระบบ
๒. ได้เรียนรูแ้ ละอนุรักษม์ รดกทางวัฒนธรรมแหล่งศลิ ปกรรมและนำองค์ความรทู้ ี่ไดไ้ ปเผยแพร่ใหแ้ ก่

ผทู้ ี่สนใจ
๓. ได้องค์ความรูส้ ำหรบั นำไปบูรณาการกับการเรียนการสอน

ความสำคัญและท่ีมา
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๗ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เดินทางมาตรวจราชการแผ่นดินที่เมือง

เพชรบรู ณ์ พระองคท์ า่ นทรงกล่าวถงึ การสร้างเมืองเพชรบูรณ์ในหนังสือ “ความไข้ที่เมืองเพชรบูรณ์” ความวา่
“ตัวเมืองเพชรบูรณ์ เป็นเมืองที่มีป้อมปราการสร้างมาแต่โบราณ เห็นได้ว่าตั้งเป็นเมอื งหน้าดา่ น โดย

เลือกที่ชัยภูมิตรงแนวภูเขาเข้ามาใกล้กับลำน้ำป่าสัก ทางเดินทัพแคบกว่าแห่งอื่น ตั้งเมืองสกัดทางน้ำปราการ
ทั้งสองฟาก เอาน้ำป่าสักไว้กลางเมือง เช่น พิษณุโลก สังเกตตามรอยที่ยังปรากฏเห็นได้ว่า สร้างเป็น ๒ คร้ัง
ครั้งแรกสร้างในสมัยกรุงสุโขทัย แนวปราการขนาดยาวด้านละ ๒๐ เส้น เดิมเป็นแต่ถมดินปักเสาระเนียด
ขา้ งบน มาสร้างใหม่ในที่อนั เดียวกันกับเมืองสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยาอกี ครั้งหน่งึ ร่นแนวเข้ามา แตท่ ำปราการถือด้วย
หนิ และมีปอ้ มรายรอบ สำหรับสูข้ ้าศึกจะยกมาแตล่ า้ นชา้ ง”

๒๓๖

สมเดจ็ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ
ป้อมปราการ ประตูเมือง และกำแพงเมืองเก่าของเมืองเพชรบูรณ์ มีความเป็นมาเช่นไร คงต้องอ้าง
ตามหลกั ฐานทีร่ ะบวุ ่า เพชรบรู ณ์เป็นเมอื งโบราณสร้างขึ้นใน ๒ ยคุ แต่สร้างในท่เี ดียวกันคนละสมยั

รองรอยคนู ้ำโบราณในสมัยสโุ ขทยั ปจจบุ นั เปน “คลองคู”
บรเิ วณถนนสระบรุ ี - หลมสกั ขางโรงพยาบาลเพชรบรู ณ์
กำแพงเมืองในยุคที่ ๒ ยังคงมีซากและแนวให้เห็นได้อย่างชัดเจน นั่นคือ จะมีป้อมปราการ ๔ มุม
โดยสร้างให้ป้อมทุกแห่งอยู่ล้ำแนวกำแพงออกมาเป็นลักษณะหัวธนู ป้อมที่ ๑ คือป้อมที่เป็นที่ตั้งของศาลเจ้า
พ่อหลักเมืองในปัจจุบัน ป้อมที่ ๒ อยู่บริเวณหัวเลี้ยวของถนนหลักเมืองก่อนจะไปทางวัดโพธิ์เย็น ป้อมที่ ๓
อยู่ด้านในของถนนสนามชัยก่อนถึงสี่แยกต้นหว้า และป้อมท่ี ๔ อยู่บริเวณศาลเจ้าแม่ตรงสุดถนนเพชรรัตน์
ปอ้ มทัง้ หมดจะกอ่ ดว้ ยอฐิ สูงกวา่ กำแพงเมอื ง ดา้ นบนปูดว้ ยอฐิ เป็นรปู กา้ งปลา มีอิฐท่ีทำเปน็ รไู ว้ใช้ปักเสาไม้เพื่อ

๒๓๗
ทำหลงั คา จากการขดุ สำรวจพบวา่ การวางรากฐานของป้อมแต่ละแห่ง ได้มีการรองด้วยกรวดและทรายเพ่ือให้
นำ้ ไหลผา่ นไดโ้ ดยกำแพงไมท่ รดุ

แผนผงั แสดงปอมปราการ ประตเู มือง และแนวกำแพงเมืองเกาที่สรางขนึ้ ในสมยั อยุธยา
แนวตัวกำแพงเมืองเป็นอิฐทั้ง ๔ ด้าน มีความยาวพอ ๆ กันคือ ยาวประมาณด้านละ ๕๐๐ เมตร
เชื่อมต่อป้อมปราการทั้ง ๔ ป้อมเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยบริเวณช่วงกลางของกำแพง จะมีประตูเมืองทั้ง ๔
ดา้ น ซึ่งจะสร้างด้วยอิฐปนหนิ ทราย ทย่ี ังเห็นรอ่ งรอยได้ชดั เจน คือ ประตูชุมพลทางทิศตะวันตก บริเวณส่ีแยก
ถนนเพชรรัตน์ และยังพบร่องรอยของประตูด้านตะวันออก บริเวณริมถนนข้างวัดประตูดาว ซ่ึงได้พบเป็นเศษ
หินทรายเช่นเดียวกัน จากการดูแผนที่ทางอากาศจะเห็นได้ว่า ประตูชุมพลและประตูดาวจะอยู่ตรงกันพอดี
และจากภาพถ่ายทางอากาศเช่นเดียวกัน สันนิษฐานว่า ประตูด้านทิศเหนือน่าจะอยู่ตรงทางเข้าวัดโพธิ์เย็น
ซึ่งน่าจะตรงกันกับประตทู างทศิ ใต้ ซึง่ เปน็ ถนนประชาสรรค์ทต่ี ัดขา้ มผา่ นแนวกำแพงเมืองมา

๒๓๘

ประตชู มุ พลทางทิศตะวันตก บริเวณส่แี ยกถนนเพชรรตั น์

ประตูดาวดานทิศตะวนั ออกที่ไดรับการบูรณะแลว ตั้งอยขู างวดั ประตดู าว ยงั คงหลงเหลือใหเหน็ เพยี งฐาน
ของปอมประตูและแนวกำแพงเมอื งท่ียาวไปจรดปอมที่ ๓

ประตูเมืองดานทศิ ใต ตั้งอยูบรเิ วณแยกถนนประชาสรรค
ปจจุบันไมหลงเหลือซากประตเู มอื งและแนวกำแพงแลว

๒๓๙

ประตูดา้ นทิศเหนือน่าจะอยูต่ รงทางเขา้ วัดโพธ์เิ ยน็
หากพิจารณาแนวกำแพงเมืองในปัจจุบันนี้จะเห็นว่า มีแม่น้ำป่าสักไหลผ่านทะลุเมืองมาจาก
ข้างวัดโพธิ์เย็น มาผ่านหน้าวัดไตรภูมิและไหลออกเมืองไปทางป้อมศาลเจ้าแม่ ทั้งนี้มีการสันนิษฐานกันว่า
แตเ่ ดมิ แมน่ ้ำปา่ สกั ไมไ่ ด้ไหลเข้ามาในเมืองอยา่ งปจั จบุ ันน้ี หรือจะมีกเ็ ป็นแตเ่ พียงลำคลองสาขาทช่ี ักน้ำเขา้ มาใช้
ประโยชน์ในเมือง แมน่ ำ้ ป่าสักสมยั ก่อนนัน้ คือ คลองแมน่ ำ้ เก่าในปัจจุบันที่ไหลผ่านทางหลังโรงเรียนวิทยานุกุล
นารี ออ้ มมาเปน็ คลองแสนพญาโศกแล้วผา่ นหนา้ ศาลากลางหลังเกา่ ดังนน้ั แม่นำ้ จะไม่ผ่านกลางเมือง แต่ตอ่ มา
แม่น้ำป่าสักเปลี่ยนทางเดินโดยกระแสน้ำได้ไหลเข้ามาในลำคลองสาขาในเมือง มากกว่าจนกลายเป็นเส้นทาง
หลักของแมน่ ำ้ ปา่ สักเพชรบรู ณ์ กลายเป็น “เมอื งอกแตก” อยา่ งปจั จบุ นั นี้ไปโดยปรยิ าย

ปอ้ มที่ ๑ คือป้อมท่ีเป็นทต่ี ้ังของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองในปัจจุบัน

๒๔๐
ป้อมท่ี ๒ อยบู่ รเิ วณหวั เลย้ี วของถนนหลักเมอื งก่อนจะไปทางวดั โพธิ์เยน็

ป้อมท่ี ๓ อยู่ด้านในของถนนสนามชยั กอ่ นถึงส่ีแยกต้นหว้า
ป้อมที่ ๔ อยบู่ รเิ วณศาลเจ้าแมต่ รงสดุ ถนนเพชรรัตน์

๒๔๑

ปอ้ มท้ังหมดจะก่อดว้ ยอฐิ สูงกวา่ กำแพงเมือง ด้านบนปดู ว้ ยอิฐเปน็ รูปกา้ งปลา
มีอิฐทที่ ำเปน็ รไู ว้ใช้ปักเสาไมเ้ พ่ือทำหลังคา
ท่มี า: เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์

อนึ่ง ที่ป้อมประตูชุมพลทางด้านทิศตะวันตกของเมืองนั้น มีตำนานอันเป็นที่เชื่อถือและเล่าขาน
สืบต่อมากันนานแล้วว่า เป็นที่ฝังทั้งเป็นของเณรมั่นเณรคง เพื่อให้เป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ค่อยเฝ้าพิทักษ์รกั ษา
เมอื งไว้ โดยมีพธิ ีกรรมมาต้ังแตส่ มัยสรา้ งเมืองเม่ือครงั้ โบราณ ซง่ึ คนเพชรบูรณ์ก็ได้สรา้ งศาลเณรมั่นเณรคงไว้ท่ี
บนป้อมประตูเมืองดังกล่าวด้วย คนรุ่นเก่า ๆ ที่อาศัยอยู่ในเมืองจะรู้ดีถึงตำนานเรื่องนี้ และเมื่อผ่านไปมาทุก
ครงั้ ก็จะยกมือไหวเ้ ณรม่นั เณรคงกันทกุ คนตราบถึงทกุ วนั น้ี

ศาลเณรมนั่ เณรคง ทป่ี ระตชู มุ พล
ในด้านการอนุรักษ์กำแพงเมืองนั้น เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมาประชาชนทั่วไปและหน่วยงานท่ี
เกี่ยวข้องขาดความเข้าใจ การรับรู้ในคุณค่า จึงไม่สนใจที่จะดำเนินการอนุรักษ์ใด ๆ ปล่อยให้มีการก่อสร้าง
อาคารบ้านเรือนบดบังและบางส่วนมีการบุกรุกแนวกำแพงเมือง นอกจากนั้นชาวบ้านยังได้ทำการถ มที่ดิน
โดยรอบให้สูงขึ้นจนทำให้แนวกำแพงเมืองต่ำกว่าระดับดินในปัจจุบันเป็นอันมาก จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗

๒๔๒

เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ ได้ร่วมกับกรมศิลปากรทำการขุดสำรวจโครงสร้างและแนวกำแพงเมืองจนได้ข้อมูล
พื้นฐานที่สำคัญจึงได้นำไปทำการออกแบบตามหลักวิชาการเพื่อทำการซ่อมแซมบูรณะต่อไป และในปี พ.ศ.
๒๕๔๙ เทศบาลเมืองเพชรบรู ณ์ได้จดั ทำงบประมาณให้กรมศิลปากรเพือ่ ดำเนินการบูรณะฟ้ืนฟูป้อมหลักเมอื ง
ป้อมสนามชัย และแนวกำแพงเมืองด้านทิศเหนือบางส่วนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังคงเหลือส่วนสำคัญอีก
หลายส่วนที่ยังรอการบูรณะเพิ่มเติมต่อไป ได้แก่ ประตูเมืองด้านทิศเหนือตรงทางเข้าวัดโพธิ์เย็น แนวกำแพง
เมืองด้านทิศตะวันออก ประตูดาว และ ป้อมศาลเจ้าแม่ อีกทั้งควรจะมีการจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์กำแพงเก่า
เมืองเพชรบูรณ์ขึ้น เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมเรื่องราว สถานที่ตั้ง และแบบจำลอง เพื่อเป็นแห่งเรียนรู้ ให้กับ
อนุชนรนุ่ หลังตอ่ ไป

กำแพงเมืองเก่าเพชรบูรณ์ เป็นโบราณสถานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองเพชรบูรณ์และเป็นโบราณ
สถานทีบ่ ่งบอกถึงความสำคญั ของเมืองเพชรบรู ณ์ท่ีมีมาแต่ครง้ั อดีตกาล ตวั กำแพงเมืองเองก็มีเร่ืองราวเล่าขาน
มากมายไม่ว่าจะเปน็ เร่ืองทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และภูมปิ ญั ญาตา่ ง ๆ ที่แฝงอยูใ่ นการสรา้ งกำแพงเมือง
ซึ่งมีเพียงไม่กี่เมืองในประเทศไทยที่จะมีโบราณสถานอันล้ำค่าเช่นนี้ การเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับกำแพงเมือง
เก่าเพชรบูรณ์ จึงมีคุณค่ายิ่งสำหรับคนเพชรบูรณ์ที่จะต้องเรียนรู้ รับรู้ เรื่องราวของบ้านเมืองตัวเอง อันจะ
นำมาซ่งึ ความรกั และความภาคภูมิใจในบา้ นเกดิ เมืองนอนของตนเอง

สภาพสังคมปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีล้ำหน้าและทันสมัย ส่งผลให้
สภาพจิตใจของผ้คู นลุ่มหลงตอ่ วัตถุนยิ มและบรโิ ภคนยิ ม คา่ นิยมเหลา่ น้ีได้บดบังให้หลงลมื คณุ ค่าทางโบราณคดี
และประวัติศาสตร์ไปอย่างสิน้ เชิงอีกเชน่ กัน ในกรณีนี้หากคนรุ่นหลังไม่สานต่อคุณค่าอันมากยิง่ ด้วยคุณูปการ
ทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวนี้ โอกาสที่กำแพงเก่าเมืองเพชรบูรณ์จะหายสาบสูญและเลือนหายไปย่อมมีสูง คน
รุ่นใหม่และเยาวชนรุ่นต่อ ๆ ไปจะมีสักกี่คนที่สนใจประวัติศาสตร์ รู้ถึงความเป็นมาของกำแพงเมืองเก่า
เพชรบูรณ์

แนวทางการนำไปปฏิบตั ใิ ช้
๑. เผยแพร่ใหก้ บั ผทู้ ีส่ นใจ นกั ศึกษา และประชาชนท่ัวไป
๒. ปฏบิ ตั ิใชเ้ พือ่ เปน็ การสรา้ งกำลังใจ พลงั ใจ สง่ ผลให้กจิ การ หน้าท่ีการงานและช่วยเสริมสรา้ ง

สขุ ภาพทางด้านจติ ใจดขี ึ้น
๓. บูรณาการกบั การเรียนการสอน รายวชิ า IDID701 การเตรียมฝกึ ประสบการณว์ ิชาชพี

ขอ้ เสนอแนะ
ควรมกี ารลงพื้นท่ี ทบทวน ข้อมูลให้ครบถ้วนทกุ อำเภอในจงั หวัดเพชรบรู ณ์ เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้

ใช้ศกึ ษาหาความรู้ ส่งต่อจากรุน่ สรู่ ่นุ ตอ่ ไป

๒๔๓

บรรณานุกรม

ดร.วศิ ลั ย์ โฆษิตานนท.์ (๒๕๕๔). กำแพงเกาเมอื งเพชรบรู ณ : คณุ คาทางประวัติศาสตรทก่ี ำลังถกู หลงลืม.
ใน วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ. ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ – มีนาคม ๒๕๕๕, ๒๕๕๕ :
๔๓ - ๔๙.

สมเดจ็ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. “เรอ่ื งความไข้เมอื งเพชรบรู ณ์”. ใน นิทานโบราณคด.ี พิมพค์ รัง้ ที่ ๑๕.
กรุงเทพฯ : บรรณาคาร, ๒๕๔๓ : ๑๒๓ - ๑๔๗.

๒๔๔

ภาคผนวก
รายละเอยี ดรายวชิ า (มคอ. ๓) ที่ใชบ้ ูรณาการ


Click to View FlipBook Version