The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการจัดเก็ฐข้อมูลทางด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ปีงบประมาณ 2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirapa1070, 2022-08-23 04:50:50

โครงการจัดเก็ฐข้อมูลทางด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ปีงบประมาณ 2565

โครงการจัดเก็ฐข้อมูลทางด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ปีงบประมาณ 2565

๙๔
1. กำหนดจดั งาน

กำหนดจัดงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งบ้านท่ากกแก เจ้าอาวาสวัดท่ากกแก พร้อมด้วย
หน่วยงานภาครัฐ และผู้นำชุมชน ประกอบไปด้วย นายกเทศมนตรีตำบลตาลเดี่ยว ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าคุ้ม
บ้าน มาประชุมเพื่อปรึกษาหารือเรื่อง กำหนดวันจัดงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง และการกำหนดหน้าที่ความ
รับผิดชอบในการจัดงาน ซ่งึ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ (ปที ลี่ งพ้นื ที่เก็บข้อมลู ) การประชุมเตรยี มงานต้องจัดล่วงหน้าอย่าง
น้อย ๑ เดือน เพื่อทำความเข้าใจและแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการจัดงาน รวมถึงการจัดเตรียมสถานที่ และการ
เตรยี มวสั ดอุ ปุ กรณ์ตา่ งๆ ทใี่ ช้ในงาน

จากมติทปี่ ระชุมได้ข้อสรุปว่า กำหนดจดั งานประเพณีแหป่ ราสาทผึ้งข้ึน ระหวา่ งวันที่ ๙ - ๑๐
พฤศจิกายน ๒๕๖๒ โดย เทศบาลตำบลตาลเด่ียว สนับสนุนงบประมาณในการจัดงาน จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท และ
ให้การสนับสนุนในเรื่องของการจัดสถานที่ เช่น กางเต็นท์ จัดโต๊ะ เก้าอี้ และการดูแลทำความสะอาดรอบๆ
บรเิ วณงาน การจัดทำปราสาทผ้งึ ใหแ้ ตล่ ะคุ้มบา้ นรวมตัวกันทำทีว่ ดั รวมถงึ การตกแต่ง สถานที่ต่างๆ ในวัด ให้
ชาวบ้านช่วยกัน ส่วนการเรี่ยไรเงินทำบุญ และข้าวสารอาหารแห้งที่จะนำมาใช้ในการจัดงาน มอบหมายให้
หัวหนา้ ค้มุ บา้ นดำเนนิ การ

ภาพท่ี ๑๙ ประชมุ เตรยี มความพร้อมในการดำเนนิ งานประเพณีแห่ปราสาทผ้ึง
(ถ่ายภาพโดย พระสมหุ ์ไพรศาล ภทรฺ มนุ ี เม่อื ๗ ตลุ าคม ๒๕๖๒)

๙๕
2. การจดั เตรียมสถานที่ จดั ทำปราสาทผ้งึ และอุปกรณ์ทีใ่ ชใ้ นงาน

2.1 การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการจัดงาน ประกอบไปด้วย ไม้ไผ่ ใช้ประมาณ ๓๐๐ ลำ
นำมาใช้ในการทำโครงต้นปราสาทผึ้ง ทำฮ้าน (ร้าน) ประทีป ฐานรองประทีป ซุ้มอาหาร ทำโครงโคมแขวน
และเสาธงประดับบริเวณงาน ต้นกล้วย ใช้ประมาณ ๓๐ ต้น กาบกล้วยใช้โอบโครงปราสาทผึ้ง ใบตองใช้
สำหรับทำหมากเบ็ง ทั้งไม้ไผ่และต้นกล้วย ชาวบ้านจะไปรวมตัวตัดกันที่บ้านของนางธัญญา คำมี แล้วนำมา
รวมไว้ทว่ี ดั ไม้จอ๊ ยท์ ใช้สำหรับการทำโครงตน้ ปราสาทผ้ึง ซื้อจากร้านขายไมใ้ นอำเภอหล่มสัก เทียนพรรษาที่
ใช้แล้ว นำมาทำดอกผึ้ง หรือดอกเผิ้ง และใช้ทำประทีปโดยเทใส่ในกะลามะพร้าวและใส่ไส้ของประทีป
กะลามะพรา้ ว จำนวน ๗๐๐ กะลา ใช้สำหรับทำไตส้ ังคทีปถือนำทางในขบวนแห่ประสาทผึ้ง ส่วนใหญ่เม่ือใกล้ถึง
งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง ชาวบ้านจะช่วยกนั เก็บกะลามะพร้าวที่ใช้ประกอบอาหารในครัวเรือน แล้วนำมา
รวบรวมไว้ท่ีวัด ผ้าและด้ายไหมพรม ใช้สำหรบั ทำทงุ รือตงุ ภายในงานจะทำธงประมาณ ๒๐ ทงุ ขวดกระทิง
แดง จำนวน ๒๐๐ ขวด ใช้ทำตะเกยี งส่องสวา่ งตามเสน้ ทางขบวนแห่ ไดจ้ ากร้านขายของชำในหมู่บ้าน

ภาพที่ ๒๐ ไมไ้ ผ่ท่นี ำมาใชใ้ นงานประเพณแี หป่ ราสาทผ้ึง
(ถ่ายภาพโดย นิภา พลิ าเกดิ เมื่อ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒)

๙๖

2.2 การทำต้นปราสาทผง้ึ การทำตน้ ปราสาทผงึ้ ไดแ้ บ่งงานออกเป็น ๒ ส่วน คอื การทำโครง
เป็นหน้าที่ของฝ่ายชาย และการประดับตกแต่ง เป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง การทำโครงการปราสาทผึ้ง การแบ่ง
หนา้ ท่ีปรับผดิ ชอบในแต่ละงานน้นั จะเป็นการแบ่งตามความถนดั ของแต่ละบุคคล

การทำโครงการเริ่มจากการเลือกรูปแบบ และออกแบบโครงไม้ให้มีสัดส่วนสวยงาม
โครงปราสาทผึ้งมีด้วยกัน ๔ แบบ คือ ปราสาทผึ้งทรงพระธาตุ ลักษณะโดยรวมคลายกับพระสถูปเจดีย์
หรือพระธาตุทีป่ รากฏในบริเวณภาคอีสาน และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คือ เป็นเจดีย์
ทรงสี่เหลี่ยม หรือบางทีเรียกว่า เจดีย์ทรงดอกบัวเหลี่ยม ทรงหอผี เป็นปราสาทผึ้งที่สร้างข้ึนเลียนแบบอาคาร
เรือนท่อี ยู่อาศัยแบบพ้ืนเมืองของชาวอีสาน แตส่ ร้างใหม้ ีขนาดเล็กเป็นลักษณะของเรือนจำลอง ปราสาทผึ้งแบบ
ทรงหอผีมีลักษณะเช่นเดียวกับศาลพระภูมิ ศาลมเหศักด์ิ หรือศาลปู่ตา ตามหมู่บ้านต่างๆ ในชนบท ซึ่งศาลต่างๆ
เหล่านั้นมีลักษณะโดยรวมจำลองรูปแบบมาจากอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ทรงบุษบก เป็นปราสาทที่สร้างข้ึน
จำลองจากบุษบก บุษบกเป็นเรอื นเคร่อื งยอดขนาดเล็ก หลังคาทรงมณฑป ตัวเรือนโปรง่ มีฐานทบึ และเปน็ รูป
สเ่ี หลี่ยมจัตรุ ัส ลกั ษณะคล้ายกับบุษบกธรรมาสน์ ชาวอีสานเรียกว่า หอธรรมาสน์ หรือ ธรรมาสน์เทศน์ และ
ทรงจตุรมุข เป็นปราสาทผึ้งที่จำลองแบบมาจากปราสาทราชมณเฑียรในพระบรมมหาราชวัง เป็นอาคารจำลอง
ขนาดเล็กทรงจตุรมุข มแี ผนผังเป็นรูปกากบาท มสี นั หลังคาจั่ว ช้นั บนอยใู่ นระดบั เดียวกนั และออกมุขเสมอกันทั้ง
สี่ดา้ น ที่หลังคามจี วั่ หรือหน้าบันประจำมขุ ด้านละจ่วั หรือด้านละหน่ึงหน้าบัน ด้วยเหตุทม่ี ีการออกมุขท้ังสี่ด้าน
และประกอบด้วยหน้าบันสี่ด้าน จึงเรียกว่าทรงจตุรมุข ซึ่งเป็นอาคารที่มีเรือนยอดเป็นชั้นสูง ปราสาทผึ้งของ
บ้านทา่ กกแกที่นิยมทำกันกค็ ือ ทรงพระธาตุ และทรงจตุรมุข การขนึ้ โครงในช่วงนี้ทำโดยการใช้ไม้ไผ่และไม้จ๊อยท์
ผสมกัน โดยจะใช้ไมไ้ ผ่เปน็ เสากลาง และใชไ้ มจ้ ๊อยท์ตเี ป็นโครง แลว้ ขนาบดว้ ยไม้ไผผ่ ่าซีก

๙๗

ภาพท่ี ๒๑ การเตรยี มโครงต้นผ้ึงหรือปราสาทผงึ้ ทรงจตรุ มุข
(ถ่ายภาพโดย นิภา พิลาเกิด เมื่อ ๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒)

๙๘

ภาพที่ ๒๒ การเตรียมโครงต้นผง้ึ หรือปราสาทผง้ึ ทรงพระธาตุ
(ถา่ ยภาพโดย นภิ า พลิ าเกดิ เมือ่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒)
การทำดอกผึ้งและประดับตกแต่งปราสาทผึ้ง ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้รับผิดชอบงานในสว่ นนี้

โดยจะรวมตัวกันที่บริเวณด้านข้างของโรงครัวภายในวัด การทำดอกผึ้งในยุคนี้จะมีแม่พิมพ์อยู่ ๒ ชนิด คือ
แม่พิมพ์จากมะละกอ โดยการนำผลมะละกอดิบมาแกะสลักเป็นรูปดอกไม้ และแม่พิมพ์จากผลลูกโพธิ์ศรี โดย
การนำผลลกู โพธิศ์ รีทแ่ี หง้ แล้วมาแกะเปลือกออก นำไมเ้ สียบเพือ่ ให้ง่ายตอ่ การจบั

ระหว่างนี้ ก็จะมีอีกกลุ่มที่จัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการทำดอกผึ้ง โดยการก่อไฟ ต้ัง
กระทะใส่เทียนลงไปให้ละลาย เทียนที่นำมาใช้ในงานได้จากการเก็บรวบรวมไว้จากปีที่ผ่านมา และเทียนที่
เหลือจากช่วงเข้าพรรษา โดยการเก็บรวบรวมของพระภิกษุสงฆ์ เพื่อนำมาทำเป็นดอกผึ้งสำหรับตกแต่งต้น

๙๙
ปราสาทผึ้ง ในช่วงนี้จะมีเยาวชนที่เคยติดตามผู้ปกครองมาช่วยงาน ก็จะมาร่วมทำดอกผึ้งตามคำชักชวนของ
ผู้ปกครอง เมื่อได้ดอกผึ้งครบตามจำนวนที่ต้องการแล้ว จะนำเกสรดอกผึ้งที่ได้เตรียมไว้ตามติดกับดอกผึ้งแล้ว
นำไปตกแต่งต้นปราสาทผึ้ง แล้วตกแต่งด้วยข้าวตอก ดอกไม้และยอดของดอกผึ้งจะนำหมากเบ็งไปประดับไว้
เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแก่พระพุทธเจ้าในวันออกพรรษา และเป็นการบูชาดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่ล่วงลับไป
แล้ว ความวิจิตรของต้นผึ้งนั้น จะงามมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับฝีมือของคนในท้องถิ่น เมื่อตกแต่งเสร็จเรียบรอ้ ย
แล้ว ก็จะนำเครื่องไทยธรรม และเครื่องผ้าป่า ประกอบไปด้วย สมุด ดินสอ ผ้าสบงจีวร เครื่องใช้อื่นๆ และ
ปัจจยั ประดับต้นปราสาทผ้งึ อกี ที

ภาพท่ี ๒๓ ดอกผึ้งพร้อมเกสรทใี่ ชใ้ นการตกแตง่ ต้นปราสาทผ้ึง
(ถา่ ยภาพโดย นิภา พิลาเกดิ เมอ่ื ๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒)

๑๐๐

ภาพที่ ๒๔ การตกแต่งตน้ ปราสาทผึง้
(ถ่ายภาพโดย นิภา พิลาเกิด เม่อื ๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒)
การแทงหยวก เป็นวิชาความรู้ที่ถ่ายทอดกันมาตั้งแต่อดีต โดยใช้วัสดุที่หาง่าย คือ ต้น

กล้วย มาสร้างงานฝีมือซึ่งมักใช้ในงาน ตกแต่งประดับประดา เมรุเผาศพ งานบวช งานกฐิน และงานตกแต่ง
อ่นื ๆ สืบทอดกนั มา อุปกรณท์ ี่ใชใ้ นการแทงหยวก ประกอบไปดว้ ย ๑. ต้นกล้วย ๒. มดี ๓. มดี สองคม ๔. หินลบั
มดี ๕. เส้นตอก ในอดตี นิยมใช้กล้วยตานี เพราะไม่แตกง่าย ปัจจบุ ันตน้ กล้วยตานีหายาก และมีขนาดไม่เหมาะสม
สำหรบั ใช้งาน จึงนิยมใชต้ น้ กล้วยนำ้ ว้าแทน โดยต้องเป็นตน้ กลว้ ยนำ้ วา้ สาว คือ ต้นกล้วยที่ยังไมม่ ีเครือ หรอื ยัง
ไม่ออกหวีกลว้ ย ตน้ กลว้ ยจะออ่ นแทงลวดลายได้ง่าย

ปัจจุบันช่างแทงหยวกฝีมือดีของบ้านท่ากกแกเหลืออยู่เพียงคนเดียวของบ้านทา่ กกแก
คือ นายเก่ง คชสาร หรือช่างเก่ง ที่ยังคงสืบทอดศิลปะการแทงหยวกไว้ ก่อนเริ่มการแทงหยวก จะต้องนำต้น
กล้วยมาตัดเป็นท่อนให้มีขนาดความยาวตามที่ต้องการ จากนั้น ก็จะลอกกาบกล้วยออกเป็นกาบๆ เวลาลอก

๑๐๑

ต้องลอกด้วยความประณีต เพื่อไม่ให้กาบกล้วยช้ำหรือแตก กาบกล้วยที่ลอกออกมาแล้วจะถูกนำมาคัดเลือก
ขนาดความกว้างของกาบที่เท่ากัน สีที่ใกล้เคียงกัน เพื่อนำไปแทงลายอย่างเดียวกัน นับว่าเป็นขั้นตอนที่
พถิ ีพิถนั อย่างยงิ่ แลว้ นำกาบกลว้ ยออกมาวางแยกไวเ้ ป็นพวกๆ เพ่ือจะไดห้ ยิบไปใชไ้ ด้สะดวก

ลายแทงหยวก นิยมใช้ลายไทยโบราณเป็นลายมาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันก็ยังลายไทยแบบ
ดั้งเดิมอยู่ อาจจะมีการประยุกต์ลายขึ้นใหม่บ้าง แต่ก็ยังใช้ลายไทยเป็นพื้นฐาน หรือเป็นหลักในการแทงหยวก
เสมอ ดงั นี้

ลายฟันหนึ่ง หมายถึง ลายที่มีหนึ่งยอดเป็นลวดลายเบื้องต้นสำหรับผู้ที่เริ่มฝึกหัด แทง
หยวกจะตอ้ งฝึกฝนให้เกิดทักษะความชำนาญ ขนาดของฟนั จะต้องเท่ากันทุกซี่ แทงเปน็ เสน้ ตรงไม่คดโค้ง และ
ต้องฉลุให้เท่ากันทั้งสองดา้ น ลายฟันหนึ่งเป็นลวดลายทีช่ ่างแทงหยวกใช้กันทุกท้องถิ่นมีทั้งฟันขนาดเล็ก และ
ฟันขนาดใหญ่ ลายฟันหนึ่งขนาดเล็กเรียกว่า ลายฟันปลา ลายฟันหนึ่ง เมื่อแทงและแยกลายออกจากกันแล้ว
สามารถนำไปใชไ้ ด้ทง้ั สองข้าง

ลายฟันสาม หมายถึง ลายท่มี สี ามยอดเป็นลวดลายอีกแบบหนึ่งทีช่ ่างแทงหยวกนิยมใช้กัน
ทุกท้องถิ่น ขนาดของลายฟันสามโดยทั่วไป มีขนาดความกว้างประมาณ ๘ เซนติเมตร สูงประมาณ ๗
เซนติเมตร ลายฟันสาม เมื่อแทงและแยกลายออกจากกันแล้วสามารถนำไปใช้ได้ทั้งสองข้างเช่นเดียวกับลายฟัน
หนึง่

ลายฟนั ห้า หมายถงึ ลายทม่ี ีหา้ ยอด มขี นาดใหญก่ ว่าฟนั สามเล็กน้อย มีขนาดความกว้าง
ประมาณ ๙ เซนติเมตร สงู ประมาณ ๘ เซนติเมตร การแทงลายฟนั ห้ายากกว่าลายฟนั สาม เนื่องจากตอ้ งแทงถึง
ห้าหยักหรือห้ายอด หากไม่มีความชำนาญด้านซ้ายและด้านขวาจะมีขนาดไม่เท่ากัน และโดยเหตุที่ขนาดฟันห้า
เป็นลายขนาดใหญ่ การแทงลายจึงต้องสอดไส้เพื่อให้ไดล้ วดลายที่สวยงามเด่นชัดยิ่งขึ้น ลายฟันห้าเมื่อแทงและ
แยกลายออกจากกันแล้วสามารถนำไปใชไ้ ดท้ ั้งสองข้างเช่นเดียวกับลายฟนั หน่ึงและลายฟันสาม

ลายน่องสิงห์หรือแข็งสิงห์ เป็นลายที่ประกอบส่วนที่เป็นเสาและนิยมใช้กันในทุก
ท้องถิ่นไม่แตกต่างกันลายน่องสิงห์เป็นลายท่ีแทงยาก กล่าว คือในการฉลุลายน่องสิงห์เป็นการฉลุเพียง ครั้ง
เดียวแต่เมื่อแยกออกจากกันจะได้ลายทั้งสองด้านและทั้งสองด้านจะต้องเท่ากันเช่นเดียวกับลายฟันหนึ่ง ฟัน
สาม และฟันห้า แต่ลายนอ่ งสงิ ห์ เปน็ ลายตัง้ ประกอบเสาดา้ นซา้ ยและด้านขวา

ลายหน้ากระดาน ใช้เป็นส่วนประกอบของแผงส่วนบน ส่วนกลางและส่วนฐาน ชื่อของ
ลายหนา้ กระดานท่ใี ชก้ ันอยทู่ ั่วไป ไดแ้ ก่ ลายรักร้อย ลายกา้ มปู ลายเครอื เถา ลายดอก เป็นตน้

ลายเสา เป็นลายที่มีความสำคัญเนื่องจากการแทงกระทำได้ยาก เช่นเดียวกับลายหน้า
กระดานส่วนฐาน ออกแบบลวดลายแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล ช่างแทงหยวกมักจะออกแบบลวดลายมีความ
วิจิตรพิสดาร เพราะลายเสา เป็นลายที่จะแสดงฝีมือของช่างแต่ละคนเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพื่อเป็นการประกวด
ประชันฝีมือกันอีกนัยหนึ่ง ลายที่มักใช้ในการแทงลายเสา ได้แก่ ลายเครือเถา เช่น มะลิเลื้อย ลายกนก ลายรูป
สตั วต์ ่าง ๆ เช่นปลา นก ผีเสอื้ มงั กร สัตว์หิมพานต์ ลายดอกไม้ ลายตลก ลายอกั ษร ลายสตั ว์ ๑๒ ราศี

ลายกระจังหรือลายบัวคว่ำ เป็นลายที่ใช้ประกอบกับลายฟันสาม และลายฟันหนึ่ง นิยมใช้
เปน็ ส่วนยอดและส่วนกลางเทา่ น้นั ไม่นิยมใชเ้ ปน็ ส่วนฐาน มีหลายแบบ ได้แก่ กระจงั รวน

๑๐๒
ในงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งบ้านท่ากกแก นิยมใช้ลายฟันหนึ่ง และลายฟันสาม ซึ่งเป็น
ลาย ท่ีง่าย และเม่ือแทงและแยกลายออกจากกันแล้วสามารถนำไปใช้ได้ทั้งสองข้าง จากนั้นก็นำไปโอบโครง
ปราสาทผึ้ง โดยใช้เสน้ ตอกในมันมัดยึดใหต้ ิดกบั โครง
ศิลปะการแทงหยวก มีคุณค่าสูงด้านศิลปะ จิตใจ ประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงาม
ของท้องถิ่น การแทงหยวก เป็นภูมิปัญญาที่นับวันจะเลือนหายไปจากสังคมไทย จึงควรได้รับการอนุรักษ์ สืบสาน
เผยแพร่ ให้คงอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป พระสมุห์ไพรศาล ภทฺรมุนี จึงได้ปรึกษากับคุณลุงเก่ง คชสาร เปิดสอน
ศิลปะการแทงหยวกขึ้น ณ วัดท่ากกแก และได้รับความสนใจจากเยาวชนและคนในหมู่บ้านเข้ามาเรียนรู้วิธีการ
แทงหยวก โดยเยาวชนที่เข้ามาเรียนรู้วิธีการแทงหยวกนั้น เป็นกลุ่มที่เข้ามาร่วมกิจกรรมของทางวัดอยู่เป็น
ประจำ จากการชกั ชวนของผปู้ กครอง จนไดเ้ รยี นรแู้ ละซมึ ซบั ศิลปวฒั นธรรมพ้นื บา้ นจนเกดิ ความสนใจทจ่ี ะเข้า
ร่วมกิจกรรมของท้องถิ่น รวมถึงเรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อที่จะได้ร่วมสืบทอดต่อไป ในการเรียนรู้วิธีการแทง
หยวกของชุมชนบ้านท่ากกแก คุณลุงเก่งบอกว่า จะมาสอนจนกว่าผู้เรียนจะชำนาญ แต่ในช่วงนี้ยังอยู่ในระยะ
เรม่ิ แรกของการฝึก จงึ ยังทำได้เพียงลายเบื้องต้นเท่าน้ัน นอกจากน้ี หนว่ ยงานภาครฐั ก็ได้มีการส่งเสริมให้งานแทง
หยวกของบ้านท่ากกแก ได้เผยแพร่ในงานประเพณีต่างๆ ของจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ถึง
แนวทางในการอนรุ ักษแ์ ละฟ้นื ฟูศิลปะการแทงหยวกของบา้ นทา่ กกแกให้เป็นที่รู้จักแกช่ าวจงั หวัดเพชรบูรณ์

ภาพที่ ๒๕ การฝึกสอนศิลปะการแทงหยวกของบ้านทา่ กกแก
(ถ่ายภาพโดย พระสมหุ ์ไพรศาล ภทรฺ มุนี เมอ่ื ๑๒ มถิ นุ ายน ๒๕๖๒)

๑๐๓

ภาพที่ ๒๖ ผลงานการแทงหยวกเยาวชนและชาวบา้ นของบ้านทา่ กกแก
(ถ่ายภาพโดย พระสมหุ ์ไพรศาล ภทรฺ มนุ ี เม่ือ ๑๒ มถิ นุ ายน ๒๕๖๒)
2.3 ไต้สังคทีป การทำไต้สังคทีปในช่วงนี้ ชาวบ้านจะมารวมกลุ่มกันบริเวณหน้าศาลาการ

เปรียญของวัด เพื่อนำกะลามะพร้าวที่ได้จากในหมู่บ้าน นำมาขัดให้เงางาม เพื่อใช้สำหรับใส่ขี้ผึ้ง โดยจะ
ผลดั เปลี่ยนหมุนเวียนกนั มาทำใหแ้ ล้วเสรจ็ กอ่ นถงึ กำหนดวันงาน ไตส้ ังคทปี ทไ่ี ดจ้ ะนำมาจำหน่ายให้แก่ผู้เข้ามา
ร่วมงานขบวนแห่ปราสาทผ้ึง ในราคาอันละ ๑๐ บาท เพื่อเป็นการหารายได้เข้าวดั อีกทางหนึง่

ภาพที่ ๒๗ ใตส้ ังคทปี ของชมุ ชนบา้ นทา่ กกแก
(ถ่ายภาพโดย นิภา พิลาเกิด เมื่อ ๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒)

๑๐๔
2.4 ฮ้าน (ร้าน) ประทีป หรือฮ้านสังคทีป ฝ่ายชายจะรวมกลุ่มกันด้านข้างของพระอุโบสถ
เพื่อจดั ทำฮ้านสังคทีป สำหรบั วางไต้สงั คทีปของผู้ที่มาร่วมงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งของชุมชนบ้านท่ากกแก
โดยฮ้านประทีปของชาวไทหล่มบ้านท่ากกแกมี ๒ แบบ คือ ฮ้านประทีป ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นร้านไม้ไผ่
ความสูงประมาณเมตรห้าสิบเซน พื้นฮ้านปูด้วยไม้ไผ่สานขัดแตะ (สานขัดแตะ คือ การเอาไม้ไผ่มาตัดเป็น
ท่อนๆ แลว้ นำมาผา่ เป็นซี่ขนาด ๒ เซนติเมตร แลว้ นำมดี มาเหลาข้อไม้ไผ่ออก แล้วนำมาสานสลับกนั ) ตกแต่งร้าน
ดว้ ยทางมะพร้าวและกาบกล้วยที่ได้จากการแทงหยวกและปุกระดาษสวยงาม ต้งั ไวบ้ ริเวณด้านซ้ายของพระอุโบสถ
เพื่อใช้สำหรบั วางประทีป และขนั หมากเบ็งก่อนการไปเดินขบวนแห่ปราสาทผึ้ง แบบท่ีสอง คอื ฮ้านประทปี แบบ
ยาว จะทำไว้ด้านขวา ดา้ นซ้าย และด้านหลังพระอุโบสถ เป็นร้านไม้ไผ่ความสูงประมาณ ๑ เมตร ความยาว
ตามขนาดของพระอุโบสถแต่ละด้าน พื้นฮ้านปูด้วยไม้ไผ่สานขัดแตะ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานประเพณีแห่ปราสาทผ้ึง
นำประทปี ของตนมาวางรอบพระอุโบสถ

ภาพที่ ๒๘ ฮ้านสงั คทปี ของชุมชนบา้ นทา่ กกแก
(ถ่ายภาพโดย นภิ า พลิ าเกดิ เม่ือ ๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒)

2.5 หมากเบ็ง การทำหมากเบ็ง จะนิยมทำในช่วงเช้าของวันแห่ปราสาทผึ้ง ชาวบ้านจะ
รวมตัวกันที่ด้านหน้าอาคารชมรมฯ เพื่อช่วยกันทำหมากเบ็งเข้าร่วมในงาน โดยการพับใบตองให้เป็นกรวย
ซอ้ นทับกนั ข้ึนไป ๕ ช้นั อันมีความหมายถึงขันธท์ ั้ง ๕ หรือ ที่ทางพระพทุ ธศาสนาเรยี กวา่ เบญจขนั ธ์ การทำหมาก
เบ็งนิยมใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาทั้งทางพิธีพุทธและพิธีพราหมณ์ นอกจากจะทำเพื่อถวายเป็น
พุทธบูชาตามความเชื่อของชาวพุทธแล้ว ยังเป็นการทำเพื่อบูชาดวงวิญญาณของผีบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
ตามความเชอ่ื ในเรื่องผีบรรพบุรุษ ทช่ี าวบ้านไทหลม่ ไดย้ ดึ ถอื ปฏบิ ัติสบื ตอ่ กันมาช้านาน

๑๐๕

ภาพที่ ๒๙ หมากเบ็งของชุมชนบ้านท่ากกแก
(ถา่ ยภาพโดย นภิ า พิลาเกดิ เม่ือ ๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒)
2.6 วัสดุและของตกแต่งภายในงาน ประกอบไปด้วย ทุงหรือธง โคมแขวน หรือโคมหมาก

นัด ฉัตร ๕ ชั้น และตะเกียงน้ำมันจากขวดกระทิงแดง เป็นอีกกิจกรรมหน่ึงที่ชุมชนใหค้ วามสนใจเข้ารว่ ม โดย
จะมารวมตวั กนั ที่ดา้ นหน้าชมรมฯ เพือ่ ช่วยกนั จดั ทำอปุ กรณ์ตกแต่งภายในวนั งาน โดยมีข้นั ตอนดงั น้ี

ทงุ หรือตงุ คอื ผนื ผ้าที่ถักทอดว้ ยด้ายหลากสี หรือทเี่ รยี กว่าทุงใยแมงมุม และทุงที่เป็นผืน
ผ้าประดับด้วยกระดาษอังกฤษฉลุเป็นลวดลาย มีความกว้าง ประมาณ ๒ คืบ ยาว ๒ เมตร เป็นฝีมือของ
ชาวบ้านในท้องถิ่น ถือเป็นสัญลักษณ์ทางความเชื่อที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองฟ้าและเมืองคน เป็นสถานท่ีที่
ผู้คนให้ความยำเกรง จึงได้ทำพิธีบูชาเพื่อสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เชื่อมโยงความเชื่อเรื่องผีด้ำหรือผีผู้ เป็น
ใหญ่ ผฟี ้า แถน ทุงยงั เปน็ สญั ลกั ษณ์บอกเขตใหผ้ ู้คนรับรวู้ ่าบริเวณท่ีปักทุงน้ัน เป็นสถานท่ีศักด์ิสิทธิ์เป็นสถานท่ี
ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ถือเป็นความเชื่อดั้งเดิมที่ได้ สืบทอดส่งต่อสัญลักษณ์สิ่งนี้เพื่อให้ความเคารพบูชาและ
การแสดงออกซึ่งความศรัทธาในทางพระพุทธศาสนา เมื่อได้ทุงทั้งแบบถัก และแบบผืนผ้า ก็จะนำไปมันไว้ที่
ปลายของเสาไม้ไผ่ จากนัน้ นำเสาไมไ้ ผ่ไปตดิ ตั้งตามจดุ ทไ่ี ดก้ ำหนดไว้ โดยการมดั ตดิ กบั หลักไม้ใหแ้ ข็งแรง

๑๐๖

ภาพที่ ๓๐ การทำทุงใยแมงมุมของชาวบ้านและเยาวชนบ้านท่ากกแก
(ถ่ายภาพโดย นิภา พิลาเกดิ เม่ือ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒)
โคมแขวน หรือโคมหมากนัด ใช้เป็นเครื่องสักการะและใช้ส่องแสงสว่าง เป็นงาน

หตั ถกรรมพ้นื เมอื งจากภูมิปญั ญาของบรรพบุรุษทีส่ บื ทอดตอ่ กันมาและไดถ้ ่ายทอดจากรุน่ สรู่ ุ่น เพอ่ื ให้คงอยู่สืบ
ต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุที่การดำรงชีวิตผูกพันกับศาสนา การสร้างผลงานทางศิลปะจึงมีแรงบันดาลใจ
จากความศรทั ธา จึงนิยมนำมาใชใ้ นงานพธิ ีกรรมต่างๆ ทำดว้ ยไม้ไผแ่ ละกระดาษ สรา้ งเป็นโคมทรงแปดเหล่ียม
ใช้ประดับตกแต่งมีเทยี นและประทีปเพ่ือเป็นการสกั การบชู าพระพทุ ธเจา้ และเชอ่ื ว่าเป็นการบวงสรวงพระเกษ
แก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ ซึ่งถือว่าเมื่อได้กระทำเช่นนี้แล้ว แสงประทีปจากโคมจะช่วงส่งประกายให้การ
ดำเนินชวี ติ เจริญรงุ่ เรืองอย่เู ย็นเปน็ สขุ

๑๐๗

ภาพท่ี ๓๑ การทำโคมแขวนของเยาวชนบา้ นท่ากกแก
(ถา่ ยภาพโดย นภิ า พิลาเกดิ เมอื่ ๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒)
ฉัตร ๕ ชั้น เป็นเครื่องไทยทานต้นกัลปพฤกษ์ ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่สูงตามต้องการ นำไม้ไผ่

เหลาและทำเป็นวงกลมทำเป็นชั้น จำนวน ๕ ชั้น มีรูปทรงคล้ายเจดีย์สูง และนำกระดาษว่าวท่ีฉลุลายมาตดิ
ท่ขี อบวงกลมในแตล่ ะชน้ั สลบั สใี หส้ วยงาม จากน้นั นำเสาไมไ้ ผไ่ ปตดิ ตง้ั ตามจุดทไี่ ดก้ ำหนดไว้ โดยการมัดติดกับ
หลกั ไมใ้ หแ้ ขง็ แรง

ภาพท่ี ๓๒ การทำฉัตร ๕ ชน้ั ของชุมชนบา้ นท่ากกแก
(ถ่ายภาพโดย นภิ า พิลาเกิด เมอื่ ๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒)

๑๐๘

ตะเกียงน้ำมันจากขวดกระทิงแดง ใช้ประดับตามถนนที่เป็นเส้นทางในการแห่
ปราสาทผงึ้ เพ่ือใหแ้ สงสวา่ ง และใชจ้ ุดประทปี ในขบวน วิธกี ารทำ คอื นำฝากระทงิ แดงมาเจาะรู แล้วใช้ได้ฟ่ัน
เป็นไสต้ ะเกยี ง น้ำมนั ตะเกียงใช้น้ำมันเบนซิน ๒ ส่วน และน้ำมันโซลา่ ๑ สว่ นผสมกนั การติดต้ังจะใช้เสาไม้ไผ่
ตอกเป็นหลกั ใชย้ างในของรถมอเตอร์ไซต์ ตัดเป็นชิน้ ให้มีลักษณะเปน็ วงกลม แล้วนำขวดนำ้ มนั ไปติดต้ังท่ีหลัก
ไมไ้ ผ่

นอกจากนี้ยังมีการประดับตกแต่งในส่วนอื่นๆ อีก เช่น การติดธงวัดและธงชาติเป็นทิว
บริเวณงาน การติดกระดาษฉลลุ ายตกแตง่ ตามศาลา และกุฏวิ ดั เปน็ ตน้

2.7 ซุ้มอาหาร เป็นซุ้มที่ใช้ในสำหรับการจัดกิจกรรมตลาดพื้นบ้านไทหล่ม เป็นซุ้มขนาด
๑.๕ เมตร สูง ๖๐ เซนติเมตร วัสดุทำจากไม้ไผ่ ทำลักษณะคล้ายแคร่ ยกพื้นปูด้วยระแนงไม้ไผ่สำหรับวาง
อาหารท่ีจะนำมาขาย ในงานประเพณแี หป่ ราสาทผ้ึง หลังคามุงจาก

2.8 อาหารสำหรับผู้เตรียมงาน ทุกวันตั้งแต่เริ่มมีการเตรียมงาน จะมีกลุ่มแม่ครัวที่
รับผิดชอบหน้าที่ในการทำอาหารกลางวันสำหรับผู้ที่มาช่วยงาน จะสลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวันอาหาร
ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารพื้นบ้าน และกับข้าวจากวัดที่ได้จากการบิณฑบาต ชาวบ้านจะเตรียมอาหารให้แล้ว
เสร็จก่อนเวลาฉันภตั ตาหารเพลของพระสงฆ์ เมื่อได้ยนิ เสียงกลองเพลง สมาชิกในกลมุ่ จะนำอาหารท่ีได้เตรียม
ไว้ไปถวายพระสงฆ์ ที่ศาลาการเปรียญของวัด เมื่อพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเพลเสร็จแล้ว ก็จะนำภัตตาหารท่ี
เหลือจากท่นี ำไปถวายและท่ีเหลือจากการบิณฑบาต มาร่วมรับประทานกนั ต่อท่ีบริเวณด้านข้างโรงครัวของวัด
เมนูหลักที่ขาดไม่ได้เลยก็จะเป็นข้าวเหนียว ส้มตำ และน้ำพริก วัตถุดิบในการปรุงอาหารส่วนใหญ่ได้มาจาก
ชาวบ้านชว่ ยกันบรจิ าคสง่ิ ของ เชน่ ข้าวสาร มะละกอ พริก หอม กระเทียม ผกั ตา่ งๆ และมะพรา้ ว และวัตถดุ ิบ
บางอยา่ งทจี่ ำเปน็ จะต้องซ้ือ ไมว่ ่าจะเป็น นำ้ มนั นำ้ ปลา ปลาร้า นำ้ ด่ืมและอน่ื ๆ ได้งบประมาณจากชาวบ้านท่ี
ชว่ ยกนั บริจาค

ภาพท่ี ๓๓ การเตรยี มอาหารสำหรบั ผ้มู าช่วยงาน
(ถา่ ยภาพโดย นิภา พลิ าเกดิ เม่อื ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒)

๑๐๙

ภาพท่ี ๓๔ การล้อมวงรบั ประทานอาหาร
(ถา่ ยภาพโดย นภิ า พลิ าเกดิ เมอ่ื ๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒)

3. ลำดับพิธกี ารในวนั งาน
การจัดงานประเพณีแหป่ ราสาทผงึ้ ของบ้านทา่ กกแก ได้รับความรว่ มมอื จากหน่วยงานภาครัฐ

ผนู้ ำชมุ ชน และประชาชน เขา้ มามสี ่วนรว่ มในการจดั งาน ดงั น้ี
3.1 ช่วงเช้าของวันงาน ชาวบ้านจะมาช่วยกันดูแลความเรียบร้อยในงานประเพณีแห่

ปราสาทผงึ้ เช่น จัดเกา้ อ้สี ำหรับแขกทม่ี าร่วมงาน และจดั เตรยี มน้ำดม่ื สำหรบั ผมู้ าร่วมงาน เวลา ๑๑.๐๐ น. ยัง
ไดม้ กี ารต้ังโรงทานของชาวบ้านท่ากกแก อาทิ ผัดหมีแ่ ดง กว๋ ยเตยี๋ ว สม้ ตำ ข้าวราดแกง ไอตมิ และน้ำดื่ม ไว้สำหรับ
ชาวบ้านที่มาช่วยงานและดูแลความเรียบร้อยของบริเวณงาน ในวันนี้แต่ละคุ้มบ้านจะทยอยกันมารับต้นผึ้งที่วัด
เพ่อื นำไปเตรียมความพร้อมในการเดินขบวนแห่ปราสาทผึง้ ในเวลา ๑๘.๓๐ น.

3.2 การแต่งกายเข้าร่วมงานประเพณี ทางชมรมอนุรักษ์ศลิ ปวัฒนธรรมไทหล่ม กลุ่มมูลมัง
บ้านท่ากกแก ได้มีรณรงค์ให้ชาวบ้านร่วมกันใส่ชุดพื้นบ้านในการเข้าร่วมกิจกรรมและงาน ประเพณีของ
ชุมชน โดยผู้หญิงจะนุ่งซิ่นหัวแดงตีนก่าน ประกอบด้วย ๓ ส่วน ได้แก่ หัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น ผู้ชายจะนุ่ง
โสรง่ คาดผ้าขาวมา้ อกี ท้งั ยังถือเปน็ การแสดงอัตลักษณ์ทางชาติพันธ์ุ ผ่านการสรา้ งสรรค์ผลงานในรูปแบบของ
การทอผ้าที่แฝงไปด้วยภูมิปัญญา เทคนิคในการทอผ้าให้เกิดลวดลายที่สื่อถึงความเป็นอยู่ ความเชื่อ
ขนบธรรมเนียม ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ นอกจากนี้ยังได้มีการถ่ายทอดอัตลักษณ์ที่สำคัญของท้องถิ่น คือ
งานประเพณีแห่ปราสาทผึง้ ซึง่ ถอื เป็นงานบุญอุทิศสว่ นกุศลใหแ้ กผ่ ู้ที่ลว่ งลับไปแล้ว และเปน็ ประเพณีท่ีชาวบ้านใน
ท้องถิ่นปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ โดยการทอให้เกิดเป็นลวดลายปราสาทผึ้งลงบนผืนผ้าซิ่น ซึ่งถือเป็น
วฒั นธรรมทโี่ ดดเด่นและถือเป็นมรดกตกทอดมาสู่อนุชนร่นุ หลงั ไดส้ ืบทอดกนั ต่อไป

๑๑๐

ภาพท่ี ๓๕ การแต่งกายเข้ารว่ มงานประเพณีแหป่ ราสาทผ้งึ ของกลุ่มสตรไี ทหลม่
(ถ่ายภาพโดย นภิ า พลิ าเกดิ เมอื่ ๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒)

ภาพที่ ๓๖ การแต่งกายเข้ารว่ มงานประเพณีแห่ปราสาทผ้งึ ของกล่มุ ผชู้ ายไทหลม่
(ถา่ ยภาพโดย นิภา พิลาเกดิ เม่อื ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒)

๑๑๑
ปัจจุบัน ชมรมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทหล่ม กลุ่มมูลมังบ้านท่ากกแก ได้จัดให้มีการ
ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการทอผ้าให้แก่เยาวชนบ้านท่ากกแก ในเรื่องของการทอหัวซิ่น โดยได้รับความ
อนุเคราะห์จากคุณยายหนูพิน ล้วนทอง เป็นผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทหล่มให้แก่เยาวชนและผู้ที่
สนใจของบ้านท่ากกแก เพ่ือต้องการท่ีจะให้การทอผ้าพ้ืนเมืองของท้องถ่ินได้มีการสืบทอดต่อไป

ภาพที่ ๓๗ การฝกึ ทอหวั ซิ่นของชมุ ชนบ้านท่ากกแก
(ถา่ ยภาพโดย พระสมหุ ์ไพรศาล ภทรฺ มนุ ี เมือ่ ๑๔ ตลุ าคม ๒๕๖๒)

ภาพท่ี ๓๘ กลมุ่ เยาวชนและชาวบา้ นทา่ กกแกท่เี ข้าร่วมการฝึกทอหวั ซนิ่
(ถา่ ยภาพโดย พระสมหุ ์ไพรศาล ภทฺรมนุ ี เมอื่ ๑๔ ตลุ าคม ๒๕๖๒)

๑๑๒
3.3 พิธีเจริญพระพทุ ธมนต์เย็น ก่อนถึงกำหนดการเดินขบวนแห่ปราสาทผึ้ง จะมีการเจริญ
พระพุทธมนต์เย็น เป็นพิธีกรรมฝ่ายสงฆ์ปฏิบัติที่ปฏิบตั ิกันในงานมงคลต่างๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่มา
ร่วมงาน ปกติการเจริญพระพุทธมนต์เย็นจะเริ่มปฏิบัติในเวลา ๑๘.๐๐ น. แต่เพื่อ ให้การดำเนินงานเป็นไป
ตามกำหนดเวลา จึงไดเ้ ล่อื นเวลามาเป็น ๑๗.๓๐ น. โดยมีเจ้าอาวาสวดั ท่ากกแก พระลูกวัด ผู้ทำหน้าท่ดี า้ นศาสน
พิธี หรือมัคทายก และชาวบ้านท่ากกแกบางสว่ นท่ีเข้าร่วมพิธี เนื่องจากผู้นำชุมชนและชาวบ้านส่วนใหญ่ จะไป
ตั้งขบวนรอเพื่อเตรียมความพร้อมในการเดินขบวนแห่ เม่ือเจริญพระพุทธมนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าอาวาส และ
ผูเ้ ฒา่ ผแู้ ก่ทรี่ ่วมพิธีเจรญิ พระพุทธมนต์เย็น จะลงมาจุดใต้สังคทีปท่ีบรเิ วณฮ้านประทีปด้านข้างฝ่ังซ้ายของพระ
อุโบสถ ทรงสี่เหลย่ี มจัตรุ สั และบชู าหมากเบ็งกอ่ นเดินทางไปรว่ มขบวนแห่ประเพณีแห่ปราสาทผึง้
3.4 ขบวนแห่ปราสาทผ้งึ ชาวบา้ นจะรวมตวั กันทห่ี น้าบา้ น นายสนุ ทร ทา้ วเงนิ ผู้ใหญ่หมู่ ๘
เพื่อตั้งขบวนรอจนถึงกำหนดการแห่ปราสาทผึ้งในเวลา ๑๘.๓๐ น. แต่ก็จะมีบางคุ้มบ้านที่จะตั้งขบวนรอ
ด้านหน้าคุ้มบ้านของตนเองเพื่อที่จะเข้าร่วมขบวนแห่ปราสาทผึ้ง ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ มีต้นปราสาทผึ้งใน
ขบวนถึง ๑๗ ต้น เป็นปราสาทผึ้งของชุมชน ๙ ต้น เทศบาลตำบลตาลเด่ียว ร้านโนนทองค้าไม้ กลุ่มเจ้าพ่อ
เจ้าแม่บ้านนาซ่าว ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า กลุ่มวัดทุ่งธงไชย กลุ่มวัดโนนสว่างทางหลวง กลุ่มวัดจอมมณี
กลุ่มวัดหินโง้น และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (จังหวัดพิษณุโลก) ในขบวนแห่นั้น จะมีวงดนตรีพื้นบ้านนำ
ขบวน ประกอบด้วย เครื่องดนตรีใช้กลองปั้ง กลองหาง ฉาบ ฉิ่ง แคน และพิณ ร่วมด้วยบรรเลงแห่ไปในขบวน
โดยมีแขกผู้เกียรติ หน่วยงานราชการ พ่อค้าประชาชน ผู้เฒ่าผู้แก่ หนุ่มสาวและเด็กๆ ร่วมฟ้อนรำในขบวนกัน
อย่างสนุกสนาน ในขบวนแห่ชาวบ้านจะถือประทีปเพ่ือเปน็ การส่องให้เกิดแสงสว่างในระหว่างการเดินทาง และ
เพอ่ื เป็นองคป์ ระกอบทสี่ วยงามในขบวนแห่

ภาพท่ี ๓๙ ขบวนแห่ปราสาทผึง้ ของชมุ ชนบา้ นท่ากกแก
(ถา่ ยภาพโดย นภิ า พิลาเกดิ เมือ่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒)

๑๑๓

ภาพท่ี ๔๐ วงดนตรพี ้ืนบา้ นนำขบวนแห่ปราสาทผงึ้ บา้ นท่ากกแก
(ถา่ ยภาพโดย นภิ า พลิ าเกิด เมอื่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒)
เมื่อหัวขบวนแห่ปราสาทผึ้งเริ่มเข้าถึงเขตวัดท่ากกแก จะมีพิธีกรกล่าวต้อนรับ รวมถึง

ชาวบ้านที่มาร่วมงานแต่ไม่ได้ไปร่วมขบวนแห่ ทางวัดก็ได้จัดสถานที่ไว้ให้นั่งรออยู่ภายในบริเวณวัด จากน้ัน
ขบวนแห่ปราสาทผึ้งจะแห่วนรอบพระอุโบสถและสิมเก่า จำนวน ๓ รอบ เมื่อครบแล้วจะนำปราสาทผึ้งไปวาง
เรียงกันที่ด้านหน้าพระอุโบสถ ส่วนไต้สังคทีปที่ชาวบ้านถือมานั้น ก็จะถูกนำไปวางที่ฮ้านประทีปรองๆ พระ
อโุ บสถ แลว้ แยกย้ายกนั ไปนัง่ ในบรเิ วณทีไ่ ด้จดั สถานท่ไี วใ้ ห้

3.5 พิธีเปิดงานและกิจกรรมภายในงาน เมื่อทุกอย่างพร้อมเพียงกันแล้ว ก็จะนิมนต์
พระภิกษสุ งฆเ์ ทศนาอานิสงส์ของการถวายตน้ ผง้ึ หลังจากเทศนาเรียบรอ้ ยแลว้ ต่อไปกจ็ ะเปน็ ขนั้ ตอนทีเ่ รยี กว่า
“สัมโมทนียกถาแห่งการถวายต้นผึ้ง” คือ การที่ภิกษุพูดแสดงความขอบคุณหรือกล่าวถึงประโยชน์และ
อานิสงส์ของความดีหรือบญุ กุศลที่ทายกทายิกาได้ทำการถวายต้นผึ้ง หรือปราสาทผ้ึง สัมโมทนียกถาเป็นเหตุ
ให้ผู้ทำบุญนั้นเกิดความแช่มชื่นเบิกบาน เกิดความอิ่มใจในผลบุญที่ตนทำและปรารถนาจะทำบุญเพิ่มพูนข้ึน
ไปอกี การกลา่ วสัมโมทนยี กถาเปน็ ธรรมเนียมของพระสงฆ์มาแตโ่ บราณ โดยกล่าวเป็นภาษาไทย ใช้เวลามาก
น้อยแล้วแต่ผู้กล่าว และปกติจะกล่าวก่อนท่ีจะอนุโมทนาเป็นภาษาบาลี (พระธรรมกติ ตวิ งษ์, ๒๕๔๘)

หลังจากท่ีพระภิกษุสงฆ์สัมโมทนียกถาเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มัคนายกก็นำกลา่ วคำถวาย
ปราสาทผง้ึ ซงึ่ ถอื ว่าเป็นการบูชาและเป็นการขอขมาพระรัตนตรัยเพ่ือให้เกิดสิรมิ งคลแกต่ นเองและหมู่คณะ ดงั นี้

๑๑๔

คำถวายปราสาทผ้งึ
“อมิ านิ มะยัง ภัณเต มธุปพุ พะปาสาทะ อภิปูชยามะ”
ข้าพเจ้าขอถวายบูชายังต้นดอกผึ้งแก่พระพุทธเจ้า พระสถูป รูปพระเจดีย์พระศรีมหาโพธิ์
และเทพยดาอันรักษาวัดวาอารามแห่งวัดท่ากกแกน้ีขอความสุขความเจริญจงบังเกิดมีแก่ฝูงข้าพระพุทธเจ้า
ทง้ั หลายดว้ ยเทอญ (พระสมไุ พศาล ภทรฺ มณุ ี, ๒๕๕๘)
คติความเชื่อที่มีต่อประเพณีการแห่ปราสาทผึ้ง ที่ยังคงความเชื่อที่สืบทอดจากบรรพ
บุรุษมาหลายชัว่ อายุคน ซึ่งในงานประเพณนี ้ันมีการแฝงนัยสำคัญทางด้านความเชื่อในเรื่องต่างๆ ดังนี้
ความเชื่อที่แสดงให้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคีของกลุ่มชน ในการร่วมมือร่วมแรง
ทำงานร่วมกัน ด้วยใจรักในการสืบสานงานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นของชุมชนบ้านท่ากกแก และความเชื่อที่
เกี่ยวข้องกับหลักของพระพุทธศาสนา ที่นิยมนำเทียนไขมาร่วมทำบุญเพื่อแสงสว่างจากเทียนที่หล่อหลอม
รว่ มกันได้เปรยี บเสมอื นธรรมะท่ีจะนำทางชีวิตของพุทธศาสนกิ ชนต่อไป
หลังจากที่กล่าวคำถวายต้นผึ้งเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเป็นการเปิดงาน โดย
ประธานสภาวฒั นธรรม จงั หวดั เพชรบรู ณ์ เป็นผกู้ ลา่ วเปิดงาน พร้อมทง้ั แขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานกันจากหลาย
หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งท่านประธานสภาวัฒนธรรมจังหวดั เพชรบูรณ์ เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญใน
การฟื้นฟูประเพณีแห่ปราสาทผึ้งของบ้านท่ากกแก โดยร่วมเสนอแนวคิดในการจัดงานร่วมกับเจ้าอาวาส และ
ผู้นำชุมชน อีกทั้งยังให้ความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์งาน รวมถึงเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนที่ท่านได้
เข้ามาสนับสนุนการจัดงานประเพณีแหป่ ราสาทผึ้งของชมุ ชนบ้านทา่ กกแก หลังจากพิธีเปิดงานแล้ว ชุมชนยัง
ไดจ้ ดั ใหม้ กี ิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย ดงั น้ี
กิจกรรมการแสดงฟ้อนกลองโบราณ การฟ้อนรำของชุมชนบ้านท่ากกแกมีมานาน ตั้งแต่
สมัยโบราณ ซึ่งจะจัดให้การฟ้อนรำเนื่องในโอกาสพิธีการงานบุญสำคัญ เพื่อเป็นการต้อนรับแขก บ้านแขก
เมือง การฟ้อนจะต้ังขบวนเป็นแถวและฟ้อนรำตามเสียงจังหวะกลองปั้ง พร้อมกับเครื่องดนตรีที่ร่วมบรรเลง
กลองหาง ฉาบ ฉิ่ง แคน และพิณ แต่เดิมนั้นการฟ้อนไม่มีแบบแผนอะไรมากมาย โดยการนำลูกหลานทั้งชาย
และหญิง มาแต่งกายแบบพื้นบ้าน ไทหล่มผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นมีหัวมีตีนแบบโบราณ ผู้ชายนุ่งกางเกงบ้าง นุ่งโสร่ง
บ้าง ผ้าขาวม้าคาดเอวและโพกศีรษะ ต่อมาเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้มีผู้ท่ีชำนาญในการฟ้อนรำชาว
ผู้ไท จากจังหวัดกาฬสินธุ์มาช่วยฝึกสอนให้ลูกหลานบ้านท่ากกแก จึงสามารถฟ้อนรำจังหวะแบบภูไทตั้งแต่บัด
นั้นเป็นต้นมา เรียกได้ว่าหนุ่มสาวบ้านท่ากกแกเมื่อสมัยยี่สิบกว่าปีก่อนนั้น มีความสามารถในการฟ้อนรำ เกือบ
ทั้งหมู่บ้านทีเดียว ซึ่งปัจจุบันนี้ทางวัดพยายามรักษาประเพณีการฟ้อนรำเพื่อต้อนรับคณะกฐินผ้าป่า เมื่อมี
บคุ คลสำคญั มาเยยี่ มเยือน จึงมีการฟ้อนรำต้อนรับคณะศรัทธาเปน็ ประจำ การแสดงฟอ้ นกลองโบราณได้มีการ
รวมกลุ่มการฝกึ ซอ้ มดนตรีและการฟ้อนรำเปน็ ประจำ ใชร้ ะยะเวลาในการฝึกประมาณ ๑ เดือน กลมุ่ นักดนตรี และ
กลุ่มฟ้อนรำมีทั้งเยาวชนและกลุ่มหนุ่มสาว ที่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมการแสดงชุดนี้ ส่วนใหญ่เกิดจาก
ความชอบในการเล่นดนตรีและการฟ้อนรำ นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มที่เพื่อนถูกชักชวนให้เข้ามามีส่วนร่วมเช่นกัน
โดยจะมีการรวมตวั ฝึกซ้อมกนั ท่วี ัดในชว่ งเยน็ ทกุ วนั จนถงึ วนั งาน

๑๑๕

ภาพที่ ๔๑ การแสดงฟ้อนกลองโบราณของชมุ ชนบ้านท่ากกแก
(ถ่ายภาพโดย นภิ า พลิ าเกิด เมอ่ื ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒)

กจิ กรรมการเดินแฟชน่ั โชว์ เปน็ การเดินโชวเ์ คร่ืองแต่งกายของวัฒนธรรมไทหล่มแต่ละยุค
สมัย ถือเป็นเอกลักษณ์ที่สามารถบ่งบอกถึงความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาว ซึ่งในงานมีการเดินโชว์เครื่องแต่งกายทั้ง
ชายและหญิง รวมถึงการแต่งกายในโอกาสต่างๆ ซึ่งมีการอธบิ ายเครื่องแต่งกายทั้งชายและหญงิ ดังนี้

การแต่งกายของสตรีไทหล่มแต่เดิมนั้นนิยมนุ่งผ้าซิ่น ที่ทำด้วยไหมหรือฝ้าย ถ้าเป็นสตรีสูง
ศักดิ์ก็มีการเพิ่มความสวยงามมากขึ้น เช่น ผ้าซิ่นไหมตีนเงิน ผ้าซิ่นไหมตีนคำ และอาจจะมีผ้าซิ่นที่รับมาจากถ่ิน
อน่ื เชน่ ผา้ ซนิ่ ยวน (ภาคเหนือ) ผา้ แพรจนี ผา้ ยกดอกของภาคกลาง บางคร้งั หญิงสูงศักด์ิหรือภริยาคหบดีบางท่าน
ก็นิยมนุ่งโจงกระเบนแบบสตรีภาคกลาง การแต่งกายโบราณแท้ไม่มีการนุ่งเสื้อ เพียงแต่มีผ้าห่ออกและสไบพาด
เฉวียงบ่าเท่านั้น ต่อมาจึงมีการตัดเสื้อแขนกระบอกผ่าอก เสื้อแขนสั้นที่ทำจากฝ้ายหรือไหม และเสื้อคอ
กระเช้า ไทหล่มเรียกว่า “เสื้อหมากกะแหล่ง” เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีแดง หรือเย็บห้าตะเข็บก็มีแล้วแต่ความ
นิยม ส่วนมากเป็นเสอ้ื สขี าวฝ้ายด้ายดบิ หรอื ย้อมสดี ้วยมะเกลือ คราม ตดิ กระดมุ เงินเมด็ ถี่ๆ

การแตง่ กายของผ้ชู ายไทหล่ม ผชู้ ายไทหลม่ ไมว่ า่ จะฐานะอะไรแต่เดมิ นน้ั เมือ่ อยู่กบั บ้าน
ก็นุ่งผ้าขาวม้าธรรมดา นุ่งโสร่ง หรือนุ่งกางเกงขาก๊วย สีขาว สีเทา และสีดำ ไทหล่มเรียกว่า “ส้งหัวโหล่ง”
แบบสบายๆ เมื่อมีกิจธุระจึงนุ่งเสื้อที่ทำด้วยผ้าฝ้ายแขนยาวหรือสั้น ผ่าอก กระดุมเงิน หรือใช้ผ้าตัดเป็นเส้น
สำหรับผกู ตดิ กัน เสื้อย้อมเป็นสีดำมะเกลอื สีคราม

ชายไทหล่ม ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวลาว นิยมสักลายขา มีอยู่ด้วยกัน ๒ แบบ
คอื แบบทเี่ รียกว่า ลาวพุงขาว และลาวพงุ ดำ ส่วนใหญช่ ายไทหล่มนยิ มสกั แคส่ ว่ นขาท่อนบน หรอื ที่เรยี กว่าลาว
พุงขาว การสักนอกจากจะใช้เป็นเครื่องรางของคลังแล้ว ค่านิยมการสักก็เพื่อแสดงถึงความเป็นชายชาตรี ความ
อดทนแข็งแรง และความกล้าหาญ และเพื่อโอ้อวดผู้สาว ซึ่งเป็นค่านิยมของผู้ชายชาวลุ่มน้ำโขงไทลาว
โดยทั่วไป ในสมัยนั้น สมกับคำผญาโบราณว่า “ขาขาวมานั่งใกล้เหม็นคาวฮากสิออก ขาลายมาย่างผ้ายเหลียว
แลว้ กะเหลา่ เหลยี ว” (พระสมุไพศาล ภทรฺ มณุ ,ี ๒๕๖๒: สมั ภาษณ์)

๑๑๖

ภาพท่ี ๔๒ การแสดงแฟช่นั โชวช์ ดุ ไทหลม่
(ถ่ายภาพโดย นภิ า พลิ าเกดิ เมื่อ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒)
กิจกรรมจำลองวิถีชีวิตของไทหล่ม ผู้สาวเข็นฝ้าย ผู้บ่าวเป่าแคน เนื่องจากวิถีการ

ดำเนินชีวิตของผู้หญงิ ไทหล่ม หลังจากว่างเว้นการทำงานในไร่ในสวน นิยมทอผ้าเพื่อใช้ในชีวิต ประจำวัน การทอ
ผา้ ของสตรีไทหล่มไดม้ ีการถ่ายทอดกนั มาจากรุ่นสู่รนุ่ วตั ถดุ บิ ท่ีใชใ้ นการทอผ้าส่วนใหญ่จะผลิตจากไหม ฝา้ ย และ
ไหมแกมฝา้ ย ชาวบ้านจะนยิ มปลูกฝ้ายในที่ดนิ บริเวณใกล้บ้าน หรือบริเวณท่ีเป็นเนินสูง ดังน้ัน ก่อนการทอผ้า
จะต้องเข็นฝ้ายเพื่อนำเส้นดา้ ยไปเป็นวัตถุดิบในการทอผ้า หรือที่เรียกว่า ตำหูก โดยมีความเชื่อว่าหากลูกสาว
บ้านไหนทอผ้าไม่เป็นก็จะไม่ได้ออกเรือน และการทอผ้าสมัยก่อน นิยมทอกันใต้ถุนบ้าน ผู้บ่าวสมัยก่อน
ต้องการจะจีบลูกสาวบ้านไหนก็นิยมที่จะเป่าแคนไป เพื่อเป็นการบอกให้ผู้ใหญ่รับทราบว่าจะมาจีบลูกสาวท่ี
บ้าน

๑๑๗

ภาพที่ ๔๓ กิจกรรมการสาธิตวิถชี ีวติ ไทยหลม่ “ผู้สาวเข็นฝา้ ย ผู้บา่ วเปา่ แคน”
(ถา่ ยภาพโดย นิภา พลิ าเกิด เมอื่ ๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๒)
กิจกรรมการแสดงเส็งกลองหาง จากลูกหลานพ่อไสว บ้านขวัญโยน เป็นอีกหน่ึง

เอกลักษณ์ไทหล่มในเทศกาลเส็งกลอง ล่องโคมไฟ ไหว้พ่อขุนผาเมือง การเส็งกลองหางเกิดขึ้นเมื่อใดไม่มีใคร
ทราบ เพราะแต่เดิมแท้กลองเส็งโบราณจะตีกลองคู่หรือกลองกิ่งเป็นกลองสองหน้า สำหรับกลองหางนั้น แต่
เดิมมีไวส้ ำหรับแห่กองบญุ กองทานต่างๆ ในอดตี การละเล่นเส็งกลอง เป็นการละเลน่ เพ่ือสร้างความสนุกสนาน
เพลิดเพลิน และความสามัคคีกลมเกลียวกันในหมู่คณะ เสียงของกลองที่ตีออกมาก่อให้เกิดความเร้าใจ อีกทั้ง
ยังบ่งบอกถึงความสามารถ และภูมิปัญญาในการทำกลอง ดังนั้น ยามว่างเจ้าของกลองคงคิดอยากประลอง
เสียงกัน จึงตีกลองเพ่ือประชันขันแข่งกันขึ้น ลักษณะการตีจะตีเป็นยกๆ สลับกนั ไปมา กรรมการกจ็ ะตดั สินจาก
เสยี งกลองว่าลกู ไหนดังดแี ละไพเราะกว่าก็เปน็ ผชู้ นะ

๑๑๘

ภาพท่ี ๔๔ การประชนั เสง็ กลองหาง
(ถ่ายภาพโดย นภิ า พิลาเกดิ เม่ือ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒)

ตลาดพน้ื บ้านไทหล่ม วัฒนธรรมการรับประทานอาหาร วฒั นธรรมการกินแบบไทหล่ม
นั้น นิยมรับประทานข้าวเหนียวมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ต่อมาจึงรับประทานข้าวเจ้าบ้าง การรับประทานนั้น
นิยมนำใส่ภาชนะที่เรียกว่า “พาข้าวหย่อง” มีลักษณะคล้ายขันโตกแต่ทำด้วยหวาย การรับประทาน คือ การน่ัง
ล้อมวงลงกับพื้นและนิยมให้บุรุษทานก่อนและสมัยโบราณจะต้องได้ยินเสียงพระตีกลองหรือรอเวลาให้พระฉัน
จงั หนั หรือเพลแล้ว ชาวบา้ นจึงจะรบั ประทานอาหาร เปน็ ธรรมเนยี มเมื่อเก่าก่อน ปจั จุบนั คา่ นิยมเหลา่ น้ีได้เลิกไป
แล้ว สำหรับพาข้าวหย่องนั้นในปัจจุบันนิยมใชเ้ ปน็ ภาชนะอาหารถวายแก่พระสงฆ์ชาวบ้านทั่วไปจึงไม่นิยมใช้พา
ข้าวหย่องในการรับประทานอาหารในชีวติ ประจำวันทเี่ ปล่ยี นแปลงไป

ภายในงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งมีการออกร้านอาหารพื้นบ้านไทหล่มที่มีความ
หลากหลาย ถอื เปน็ เอกลักษณ์ของไทหล่มที่บรรพบรุ ุษไดส้ ่งต่อสืบทอดกันมาแตโ่ บราณใหท้ ่านทั้งหลายได้ลิ้มลอง
กันภายในงาน ยกตัวอยา่ งเชน่

ขปี้ ู เปน็ การถนอมอาหารอยา่ งหนึ่ง ขี้ปูมลี กั ษณะคล้าย “นำ้ ป”ู๋ ของภาคเหนือ บางคร้ัง
ก็เรียกกันว่า กะปิปู เพราะมีลักษณะคล้ายกะปิ ขี้ปูไทหล่มนั้นทำมาจากการนำเอาตัวปูทั้งตัวปริมาณมาก
พอสมควรนำมาตำให้ละเอียด กรองเอาเฉพาะน้ำที่ได้จากการตำนั้น ตำกระเทียมผสมลงไป แล้วนำมาเคี่ยว
จนกว่าน้ำนั้นงวดเต็มที่จึงนำมารับประทานและเก็บไว้ได้นานหลายเดือน และนิยมนำมาประกอบอาหารได้
หลายอย่าง เช่น ใส่ส้มตำ (ตำส้มขี้ปู) ใส่น้ำพริก (แจ่วขี้ปู) จิ้มกินกับหน่อไม้ จิ้มกินกับมะขามอ่อน หรือผลไม้
อืน่ ๆ

๑๑๙

หน่อไม้ ด้วยภูมิประเทศของเมืองหล่มนั้นมีภูเขาอยู่รอบ หน่อไม้จึงเป็นอาหาร อีก
ประเภทหน่ึงท่ีไทหล่มชน่ื ชอบและขาดไม่ได้ในเมนูอาหาร หน่อไม้นำมาทำเป็นอาหารได้หลายประเภท เช่น หน่อไม้
ท่ีไทหล่มเรียกว่า “ไมซ้ าง” นำมาตม้ กินกับน้ำพริก แกงใสใ่ บย่านาง หนอ่ ไมป้ ระเภทหน่อไม้รวก นิยมนำมาทำ
เป็นหนอ่ ไม้ดอง ไทหล่มเรียกวา่ หน่อไม้ส้ม เมนปู ระเภทหน่อไมน้ นั้ ไดแ้ ก่ ซปุ หน่อไม้ ลาบหน่อไม้ หมกหน่อไม้
คว่ั หนอ่ ไม้ แกงหน่อไม้ อูดลดู หนอ่ ไม้ ฯลฯ

ส้มตำ ภาษาไทหลม่ เรยี กว่า “ตำสม้ ” เป็นอาหารยอดนยิ มของไทหลม่ เพราะเปน็ อาหาร
ที่กินมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ตำส้มที่นิยมมากที่สุดคือ ตำบักหุ่ง หรือมะละกอ ความจริงแล้ว คำว่า “มะละกอ”
มาจากคำว่า “เกาะมะละกา” แสดงว่าเราพ่ึงรับเอาเข้ามาเม่ือประมาณสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นเี้ อง แสดงให้
เห็นว่าแต่เดิม ตำส้มนั้น มิใช่ตำมะละกออย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน แต่เดิมนั้นตำส้มเป็นการตำผลไม้อย่าง
อื่น เช่น ตำมะยม ตำขนุน ตำลูกยอ ตำมะม่วง ตำกล้วยฯลฯ ซ่ึงไทหล่มก็ยังนิยมกินกันเป็นอาหารหลักและ
เป็นอาหารว่างกันมานาน ทีสำคัญตำส้มฉบับไทหล่มต้องใสป่ ลารา้ จึงจะเป็นตำส้มแบบไทหลม่ แทๆ้

ขนมจีน เรียกตามภาษาไทหล่มว่า “เข้าหนมเส้น” เป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจาก
อาหารมอญโบราณ คนมอญเรียกอาหารชนิดนี้ว่า “ขะนอมจิ้น” คนไทยและคนลาวก็รับวัฒนธรรม การกิน
ขนมจีน สืบต่อมาดัดแปลงตามรสนิยมของตนเอง ขนมเส้นไทหล่มนั้นมีลักษณะพิเศษ คือ เส้นเล็ก และมีความ
เหนียวนุ่มกว่าขนมจนี ท่ัวๆ ไป เปน็ ท่ีเรอ่ื งช่อื ลอื ชา คือ ขนมเสน้ หล่มเก่า โบราณนยิ มทานขนมเส้นในงานมงคล
เชน่ งานบวช การแตง่ งาน งานขน้ึ บ้านใหม่ เพราะถอื วา่ เส้นขนมจีนน้ัน หมายถงึ ความมีอายุยืนนน่ั เอง

ลาบ อาหารประเภทลาบนั้น ก็เป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่นิยมรับประทานกันอยู่
หลายภูมิภาค แต่ลาบไทหล่มนั้นมีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ เหมือนลาบเมืองเหนือกรายๆ ไม่ค่อยเหมือน
ลาบอีสานสักเท่าไหร่ เพราะนิยมใส่เครื่องปรุงมากเป็นพิเศษเรียกว่าแทบจะใส่ทกุ อย่างเลยทีเดียว ไม่ว่าตะไคร้
ใบมะกรูด ข่า หมากแค่น ใสม่ ากจนกลิน่ แทบฉุนสำหรับคนไม่เคยทาน แต่เดมิ นัน้ ลาบไทหลม่ นิยมกนิ ลาบดิบล้วนๆ
ใส่เลือดด้วยก็มีไม่ว่าจะเป็นลาบวัว ลาบควาย ลาบหมู ลาบไก่ ปัจจุบันนิยมลาบสุกกัน เนื่องจากมีการเตือน
จากสาธารณสขุ หรือเหน็ ตามข่าวอยบู่ ่อยคร้ังวา่ การกนิ ลาบดิบอาจทำให้เป็นโรคได้หลายอย่าง แต่ก็ยังมีบาง
คนที่ยังนิยมกินลาบดิบอยู่ คำว่าลาบนั้น ไม่ใช่จะลาบได้เฉพาะเนื้อสัตว์เท่านั้น ไทหล่มยังนิยม ลาบพืชผัก
อาทิเช่น ลาบหน่อไม้ ลาบหมากเขือ ลาบเทา (ตะไคร่น้ำ) ฯลฯ คำว่าลาบยังพ้องกับคำว่า “โชคลาภ” จึงทำให้
อาหารชนิดน้ีนยิ มรับประทานในงานมงคลตา่ งๆ อกี ด้วย

ซุป คำว่า ซปุ ในที่นี้เปน็ อาหารพื้นบา้ นไทหลม่ อยา่ งหน่ึงมลี ักษณะคลา้ ยลาบ โดยการนำ
ผกั ที่เราชอบ พืชผกั ทนี่ ยิ มนำมาซุปน้ัน ได้แก่ ถวั่ ฝกั ยาว มะเขือ ใบมะมว่ ง หมากแปบ หวั ทูน ขนุน เหล่านี้นำมา
นึ่งก่อน และนำมาผสมดว้ ยเคร่ืองปรงุ มนี ้ำปลาร้า งา ขา้ วค่ัว พรกิ ป่น มะพรา้ วฝอย ไขไ่ ก่ หอยขม คลุกเคล้าให้
เข้ากันดแี ลว้ นำมารับประทาน เปน็ อาหารสมนุ ไพรชน้ั เลศิ

แกง เป็นอาหารหลักชนิดหนึ่งของไทหล่ม อาหารประเภทแกงของไทหล่มดั้งเดิมนั้นไม่
นิยม ใสก่ ะทิ ดงั นน้ั จึงเปน็ แกงชนดิ ทเี่ รียกวา่ แกงป่าเสียเปน็ สว่ นใหญ่ เม่อื พูดถึงแกงป่าต้องหนีไมพ่ ้นเครื่องแกง
ที่เผ็ดร้อน รสชาติเข้มข้น ยิ่งใส่เนื้อสัตว์ลงไปให้เข้ากับน้ำแกง ยิ่งจะทำให้รสชาติกลมกล่อมขึ้น นิยมปรุงรสด้วย

๑๒๐

น้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำจากใบย่านาง ขี้ปู หรือน้ำผักกะทอน เช่น แกงผักหวานใส่ไข่มดแดงซึ่งไทหล่มเรียกว่า
ไข่มดส้ม แกงออ่ มเนอื้ วัว เน้ือไก่ เนื้อหมู เนื้อปลา หรือแมก้ ระทง่ั กบและเขยี ด

ไส้กรอกไทหล่ม เป็นอาหารชนิดปิ้งย่างที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของไทหล่มทำจาก
เนื้อหมู และไส้หมู มีความคล้ายคลึงกับ ไส้อ่ัวของภาคเหนือ แตกต่างที่ไส้กรอกของไทหล่มไมน่ ยิ มใส่ขมิ้น มี
เครอ่ื งปรุงดงั นี้ เนือ้ หมูสบั ละเอยี ด กระเทยี ม พริกสด ตะไคร้ ขมนิ้ เกลอื และพรกิ แกง

ถั่วแต้หรือถ่ัวเนา่ ทำมาจากถั่วเหลอื งโดยผ่านการต้มจนสุกแล้วนำมาหมักดว้ ยจุลินทรยี ์
ในธรรมชาตจิ นมีกลนิ่ สี รส และลกั ษณะเฉพาะตวั กรรมวธิ ีการหมักถั่วเน่าน้ัน เปน็ ภูมปิ ญั ญาชาวบ้านที่ได้รับการ
ถ่ายทอดมาจากบรรพบรุ ุษจากคนรุ่นหน่ึงสู่อีกรุ่นหนึ่ง อาจมีการปรับเปลี่ยนท้ังรสชาติและกรรมวธิ ใี ห้เหมาะสมกับ
ยุคสมัย การทำถั่วเน่าของแต่ละท้องถิ่นจะมีกรรมวิธีการทำถั่วเน่าแตกต่างกันไปบ้าง แต่โดยทั่วไปชาวบ้านจะ
นยิ มทำถ่ัวเน่าอยู่ ๒ ชนดิ ไดแ้ ก่ ถั่วเนา่ แบบเปยี กและถ่ัวเนา่ แบบแห้ง

วิธีการทำถั่วเน่า เริ่มแรกเลือกซื้อเมล็ดถั่วเหลืองที่มีคุณภาพ นำมาคัดแยกเมล็ดที่เสีย
ออก แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาดและแช่น้ำทิ้งไว้ ๑ คืน เพื่อให้ถั่วนิ่ม จากนั้น นำถั่วเหลืองมาซาวน้ำทิ้งไว้ให้พอ
หมาดๆ ตม้ ในนำ้ เดือดนาน ๔ - ๖ ชว่ั โมง หรือ ๑ วัน จนกวา่ ถั่วจะเป่ือย นำไปใสใ่ นกระบุง ตะกรา้ หรือเข่ง ท่ี
รองและปิดทับด้วยใบตองตึง หาฝาหม้อ หรือไม้ที่หนักๆ มาทับอีกชั้น หมักให้ถั่วอบและร้อนโดยทิ้งไว้ ๒ คืน
หรืออาจนำไปตาก ส่วนใหญ่นิยมหมักถั่วเน่า ประมาณ ๒-๓ วัน จะได้ถั่วที่เริ่มเปื่อยยุ่ยและส่งกลิ่นเล็กน้อย
ไทหลม่ นิยมนำถวั่ เน่ามาหมกแอบ เพอ่ื รบั ประทานเป็นอาหาร ไม่นยิ มนำมาใส่แกงเหมือนทางภาคเหนือ

น้ำผักกะทอน เป็นน้ำที่ได้จากการต้มใบหรือเปลือกของต้นไม้ชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า “ผักกะ
ทอน” นำใบหรือเปลือกมาต้มจนได้น้ำที่เข้มข้น สำหรับเก็บไว้รับประกอบอาหาร เช่น ทำน้ำแจ่วผักกะทอน ใส่
สม้ ตำ ทำเปน็ น้ำจ้ิมทานกับมะมว่ งดบิ

เมื่อมหรสพรื่นเริงต่างๆ ภายในงานได้เสร็จสิ้นลง ชาวบ้านก็จะทยอยกันกลับบ้าน เพ่ือ
เตรยี มตัวรว่ มพธิ ีทอดกฐนิ ของวดั ในวันรงุ่ ขึ้น

3.6 วันทอดกฐินและปราสาทผึ้ง รุ่งเช้าวันถัดมาชาวบ้านท่ากกแกจัดให้มีพิธีทอดกฐินและ
ปราสาทผึ้งพร้อมกัน การทอดกฐิน ตามความหมายของพระไตรปิฎก ได้อธิบายความหมายของคำว่ากฐิน โดย
สรุปไว้ ๔ ประการ คือ ข้อแรกเป็นช่ือของกรอบไม้อันเป็นแม่แบบสำหรับทำจีวร ข้อสอง เป็นชื่อของผา้ ท่ีถวายแก่
พระภิกษุสงฆ์ เพื่อทำจีวรตามแบบหรือกรอบไม้นั้น ข้อสาม เป็นชื่อของบุญกิริยาในการถวายผ้ากฐินเพื่อให้
พระสงฆ์ทำจีวร หรือ ข้อสี่ เป็นชื่อของสังฆกรรม คือกิจกรรมของสงฆ์ที่จะต้องมีการสวดประกาศขอรับความ
เห็นชอบจากท่ีประชุมสงฆ์ในการมอบผ้ากฐินใหแ้ กภ่ ิกษรุ ูปใดรูปหน่ึง

นอกจานี้ คำว่ากฐิน ในอีกความหมายหนึ่ง แปลว่า สุก หมายความว่า ผู้ที่จะรับกฐินได้
ต้องบ่มตัวให้สุขเสียก่อน คือการที่พระสงฆ์จะต้องไม่หนีไปค้างคืนวันอื่นเลยตลอดระยะเวลา ๓ เดือน เว้นแต่มีกิจ
จำเป็นตามพระวินัยที่พระพุทธเจ้าอนุญาติไว้ เพราะฉะนั้น คำว่า กฐิน จึงได้แปลว่า สุข เพราะผู้ที่เข้าจำ
พรรษาตลอดไตรมาสเท่านั้นที่จะรับกฐินได้ โดยมีความเชื่อว่าพระสงฆ์ที่จำพรรษาครบด้วยปริยวัติ ปฏิบัติ
ปฏิเวธ ตามสมควรแก่สติปัญญาและวาสนาบารมีของตน จึงสมควรรับกฐินได้ (สมทรง ปญุ ญฤทธิ์, ๒๕๒๕)

๑๒๑

การทอดกฐินในปัจจุบัน ถือว่าเป็นทานพิเศษ กำหนดเวลาปีหนึ่งทอดถวายได้เพียงครั้ง
เดียว ตามอรรถกถาฎีกาต่าง ๆ พอกำหนดได้ว่าชนิดของกฐินมีสองลักษณะ คือ จุลกฐิน การทำจีวร
พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบท ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำให้เสร็จภายในกำหนดหนึ่งวัน ทำฝ้าย ปั่น กรอ ตัด เย็บ
ย้อม ทำให้เป็นขันธ์ได้ขนาดตามพระวินัย แล้วทอดถวายให้เสร็จในวันนั้น และ มหากฐิน คืออาศัยปัจจัย
ไทยทานบริวารเครื่องกฐินจำนวนมากไม่รีบด่วน เพื่อจะได้มีส่วนหนึ่งเป็นทุนบำรุงวัด คือทำนวกรรมบ้ าง
ซอ่ มแซมบรู ณะของเกา่ บา้ ง ปัจจุบันนิยมเรียกกนั ว่า กฐินสามัคคี

การทอดกฐินของบ้านท่ากกแก เปน็ แบบกฐนิ สามัคคี โดยมกี ารนำผ้ากฐินทานกับเครื่อง
บริวารทจ่ี ะถวายไปต้ังไว้ ณ วดั พรอ้ มกบั ปราสาทผึ้ง พอถงึ วนั กำหนดเจ้าภาพผู้เป็นเจา้ ของกฐิน จึงพากันไปยังวัด
เพอื่ ทำพธิ ีถวาย การถวายกฐินนิยมถวายในโบสถ์ กอ่ นจะถงึ กำหนดเวลาจะเอาเคร่ืองบรวิ ารกฐินไปจัดตั้งไว้ใน
โบสถ์ก่อน พอถึงกำหนดเวลาพระสงฆ์ที่จะรับกฐิน จะลงโบสถ์พร้อมกัน นั่งบนอาสนะที่จัดไว้ เจ้าภาพกฐิน
พร้อมด้วยผู้ร่วมงานจะพากันไปยังโบสถ์ เมื่อถึงหน้าโบสถ์เจ้าหน้าที่จะนำผ้าพระกฐินไปรอส่งให้ประธาน
ประธานรับผ้าพระกฐินวางบนมอื ถือประคอง นำคณะเดินเข้าสู่โบสถ์ แล้วนำผ้าพระกฐนิ ไปวางบนพานท่จี ัดไว้
หนา้ พระสงฆ์ และหน้าพระประธานในโบสถ์ คณะทต่ี ามมาเข้านง่ั ท่ี ประธานจุดธปู เทยี นบูชาพระรัตนตรัย แลว้
กราบพระพุทธรูปประธานในโบสถ์แบบเบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง แล้วกล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน จบแล้ว
พระสงฆ์รับ สาธุการ ประธานวางผ้าพระกฐินลงบนพานเช่นเดิม แล้วกลับเข้านั่งที่ ต่อจากนี้ไปเป็นพิธีกราน
กฐนิ ของพระสงฆ์

คำกล่าวถวายกฐิน
อมิ งั ภนั เต, สะปะริวารงั , กะฐนิ ะจวี ะระทุสสัง, สงั ฆัสสะ,

โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภณั เต, สงั โฆ, อิมงั สะปะริวารัง,
กะฐนิ ะจวี ะระทสุ สงั , ปะฏคิ คัณหาตุ, ปะฏคิ คะเหตวา จะ,
อมิ ินา, ทุสเสนะ, กะฐินัง, อตั ถะระต,ุ อัมหากัง,
ทีฆะรัตตัง, หติ ายะ, สขุ ายะ,
นพิ พานะ ปจั จะโย โหตุ
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับของบริวารนี้แก่
พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้ากฐิน พร้อมกับของบริวารของข้าพเจ้าทั้งหลาย ครั้งรับแล้วจงกรานกฐินด้วยผ้า
ผนื นี้ เพ่อื ประโยชน์ และความสขุ แกข่ า้ พเจา้ ท้ังหลาย ตลอดกาลนาน เทอญฯ
เจ้าภาพกฐินถวาย “ผ้ากฐิน” แก่พระภิกษุ โดยนำถวายตั้งไว้พระภิกษุสงฆ์จะนำไป
กระทำพธิ ี “อปุ โลกนก์ ฐินและกรานกฐนิ ” อนั เปน็ “สงั ฆกรรม” ถกู ตอ้ งตามพระธรรมวนิ ยั ของพระผู้มีพระภาค
เจา้

๑๒๒

เม่ือพระภกิ ษสุ งฆ์เสร็จพธิ ีในการกรานกฐิน เรยี บร้อยแลว้ คณะจงึ ถวายผ้าจำนำพรรษา

และพระภกิ ษสุ งฆจ์ ะถอนจีวรเกา่ และพินทุอธษิ ฐานผ้าพร้อมกัน พร้อมท้ังนิมนต์พระภกิ ษสุ งฆค์ รองผา้ จวี รใหม่

ทนั ที เพื่อเจ้าภาพจะไดอ้ านสิ งสใ์ นทนั ที
จากนั้น พระภิกษุสงฆ์ทักษิณาวัตรรอบพระอุโบสถ พร้อมมาลาพุทธบูชา เมื่อพระภิกษุ

สงฆ์ครองผ้าจีวรเรียบร้อยแล้ว ได้ทักษิณาวัตรรอบพระอุโบสถพร้อมมาลาพุทธบูชา ๓ รอบ แล้วนำมาลา
สักการบูชาคุณพระรัตนตรัย ภายในพระอุโบสถ จากนั้นก็ถวายเครื่องบริวารกฐินทั้งหมดแด่พระภิกษุสงฆ์ ต่อ
ด้วยการแสดงธรรมของพระภิกษุสงฆ์ เมื่อจบการแสดงธรรมเทศนาแล้ว คณะเจ้าภาพกฐิน รับด้วย สาธุ สาธุ
สาธุ อนโุ มทามิ พรอ้ มกราบสกั การะพระภกิ ษสุ งฆ์พรอ้ มกัน

จากนั้นกราบบชู าพระรัตนตรัยอีกครัง้ แล้วกรวดน้ำอทุ ศิ ส่วนบุญกศุ ล ตั้งนโม ๓ จบ กราบลา
พระสงฆ์ เป็นอนั เสร็จพิธี

นอกจากนี้ ชาวบ้านท่ากกแกยังได้มีการประชาสัมพันธ์งานประเพณีแห่ปราสาทผ้ึง โดยการ
นำวิธีการประดับตกแต่งต้นผึง้ การจัดขบวนแห่ตน้ ผ้ึง การแทงหยวกของชุมชนบา้ นทา่ กกแก และการแต่งกาย
ของไทหล่ม ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สามารถบ่งบอกถึงความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาว เข้าร่วมในงานประเพณี
ต่างๆ ภายในจังหวัดเพชรบูรณ์ และนำผ้าทอพื้นบ้านของชุมชนบ้านท่ากกแกออกจัดแสดงรวมถึงจัดจำหน่าย
ในงานประจำอำเภอ และประจำจังหวดั เชน่ งานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ งานวฒั นธรรม ไทหล่ม ขนมเส้นหล่ม
เก่า งานเส็งกลอง ล่องโคมไฟ ไหว้พ่อขุนผาเมือง งานกาชาดมะขามหวาน นครบาลเพชรบูรณ์ งานสภากาแฟ
ณ หอวัฒนธรรม จังหวัดเพชรบูรณ์ และงานเฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวามหาราช ใต้ร่มพระบารมี ๖๓๔ ปีเมืองเพ
ชบรุ ะ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ทำใหง้ านประเพณีแหป่ ราสาทผ้งึ ของบ้านกกแก เป็นทร่ี ู้จักของคนในจังหวัดเพชรบรู ณ์

กระบวนการฟื้นฟู “แห่ปราสาทผึ้ง” บ้านท่ากกแก ในแต่ละยุคมีรูปแบบและขั้นตอนใน
การดำเนินงานที่แตกต่างกัน เพื่อชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างและสร้างความเข้าใจได้อย่างชัดเจน ผู้วิจัยจึงสรุป
ข้ันตอนการดำเนินงานในรปู แบบตาราง เพือ่ เปรยี บเทียบการดำเนนิ งานในแตล่ ะยคุ ดงั นี้

ตารางท่ี ๑ การเปรยี บเทียบงานประเพณแี ห่ปราสาทผ้งึ ในแตล่ ะชว่ ง

ขนั้ ตอน ชว่ งก่อนปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ช่วงแหง่ การฟ้นื ฟู การเข้ามามสี ่วนรว่ ม
(พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๖) ของหนว่ ยงานภาครัฐ
กำหนดจดั งาน (พ.ศ. ๒๕๕๗ – ปัจจุบัน)
วันออกพรรษา ขึ้น ๑๕ ค่ำเดอื น จัดพรอ้ มงานทอดกฐนิ ระหว่าง จัดพรอ้ มงานทอดกฐนิ ระหวา่ ง
สถานที่จัดทำ เดือน ๑๑ จนถึง เดอื น ๑๒
ปราสาทผงึ้ ๑๑ เดือน ๑๑ จนถงึ เดอื น ๑๒ ของทกุ ปี
วัสดุอุปกรณ์ วดั ทา่ กกแก
ของทกุ ปี

บ้านเจา้ ภาพ วัดทา่ กกแก

ไดจ้ ากการจัดหาจากปา่ ใน ได้จากการจัดหาจากป่าใน ได้จากการจัดหาจากปา่ ใน
หมูบ่ า้ น และชาวบ้านชว่ ยกนั หม่บู า้ น เพื่อนชาวบา้ นกนั หม่บู ้าน เพ่ือนชาวบ้านกัน
บริจาค บริจาค และจัดซ้อื จากรา้ นคา้ ใน บริจาค และจัดซ้อื จากร้านค้าใน
ตลาด ตลาด

๑๒๓

ขนั้ ตอน ช่วงก่อนปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ชว่ งแหง่ การฟน้ื ฟู การเข้ามามีส่วนรว่ ม
(พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๖) ของหน่วยงานภาครฐั
(พ.ศ. ๒๕๕๗ – ปัจจุบัน)

งบประมาณใน เจา้ ภาพและเงินทำบญุ จาก เงินเร่ยี ไรจากชาวบา้ น เงินเรย่ี ไรจากชาวบา้ น และ
การจัดงาน เพ่ือนบ้าน งบประมาณสนับสนนุ จาก
เทศบาลตำบลตาลเดี่ยว

๕๐,๐๐๐ บาท

การจัดทำต้นผึง้ เจา้ ภาพและเพอ่ื นบ้านใน เรม่ิ แรกมเี พียงกลมุ่ ผเู้ ฒ่าผูแ้ ก่ กล่มุ ผเู้ ฒา่ ผแู้ ก่ ผูน้ ำชุมชน

และสงิ่ ของที่ใช้ ละแวกเดยี วกัน ระยะหลงั ไดร้ ับความรว่ มมอื ชาวบา้ น และเยาวชน

ในงาน จากผูน้ ำชมุ ชน ชาวบา้ นและ ผลดั เปลยี่ นกันมาช่วยงาน และ
เยาวชน บางกลุ่มผลัดเปลย่ี นกัน ได้รบั ความร่วมมือจากเทศบาล

มาชว่ ยงาน ตำบลตาลเดย่ี วจดั สถานทีใ่ นวัน

งาน

รูปแบบงาน ทำปราสาทผง้ึ และทอดให้แล้ว งานแบง่ ออกเปน็ ๓ ส่วน ดงั นี้ งานแบง่ ออกเป็น ๓ สว่ น ดังนี้

เสรจ็ ภายในวันเดยี ว 1. จดั ทำต้นปราสาทผึ้งไว้ ตอ้ ง 1. จดั ทำต้นปราสาทผ้งึ ไว้ ตอ้ ง

ทำใหเ้ สรจ็ ก่อนถงึ วันงาน ทำใหเ้ สรจ็ ก่อนถึงวันงาน

2. วันแห่ต้นปราสาทผ้งึ ไปถวาย 2. วันแหต่ ้นปราสาทผ้งึ ไปถวาย

ทีว่ ดั ทว่ี ัด

3. ช่วงเช้าของวดั ถัดมานำต้น 3. ชว่ งเช้าของวัดถัดมานำต้น

ปราสาทผึ้งมาทอดพรอ้ มกนั กบั ปราสาทผ้ึงมาทอดพรอ้ มกันกับ

งานทอดกฐิน งานทอดกฐนิ

ตารางที่ ๑ การเปรียบเทียบงานประเพณแี หป่ ราสาทผง้ึ ในแต่ละช่วง (ตอ่ )

ข้ันตอน ช่วงก่อนปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ช่วงแหง่ การฟื้นฟู การเข้ามามสี ่วนรว่ ม
(พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๖) ของหนว่ ยงานภาครัฐ
(พ.ศ. ๒๕๕๗ – ปัจจบุ ัน)

กิจกรรมวันงาน - ขบวนแห่ปราสาทผงึ้ ทางเรือ -ขบวนแหท่ างบกพร้อมดนตรี -ขบวนแห่ทางบกพรอ้ มดนตรี

ดนตรีพ้นื บา้ น พืน้ บา้ นนำขบวน พ้นื บา้ นนำขบวน

-พิธเี ปดิ งาน -พธิ ีเปดิ งาน

-กิจกรรมรนื่ เรงิ การฟอ้ นรำ โดย -กิจกรรมการแสดงฟอ้ นกลอง

วงวงดนตรพี นื้ บ้าน โบราณ

-กิจกรรมการเดนิ แฟชั่นโชว์

เครอ่ื งแต่งกายของวัฒนธรรม

ไทหลม่

-กจิ กรรมจำลองวถิ ีชีวติ ของไท

หลม่ ผู้บา่ วเปา่ แคน ผูส้ าวเข็น

ฝา้ ย

-กจิ กรรมการแสดงเส็งกลองหาง

-ตลาดพืน้ บา้ นไทหล่ม

๑๒๔

วัตถปุ ระสงค์ ใน เพ่อื สืบทอดงานประเพณีของ -เพอื่ ฟื้นฟูงานประเพณขี อง -เพอื่ ฟ้ืนฟงู านประเพณขี อง
การจัดงาน ทอ้ งถ่ิน ตามความเช่อื ทาง
พระพทุ ธศาสนา และความเช่ือ ท้องถิ่น ทอ้ งถิ่น
ในสง่ิ เหนอื ธรรมชาติ
-เพอ่ื สบื ทอดงานประเพณขี อง -เพอ่ื สบื ทอดงานประเพณีของ

ทอ้ งถนิ่ ตามความเชอ่ื ทาง ทอ้ งถิ่น ตามความเชือ่ ทาง

พระพทุ ธศาสนา และความเช่อื พระพุทธศาสนา และความเชอ่ื

ในส่ิงเหนอื ธรรมชาติ ในสิ่งเหนือธรรมชาติ

-เพื่อประสานความรว่ มมอื กบั

หน่วยงานภาครัฐในการจดั งาน

ประเพณีแห่ปราสาทผงึ้

-เพอ่ื ส่งเสรมิ การทอ่ งเทย่ี วและ

เศรษฐกจิ ชุมชน

จึงเห็นได้ว่า พลวัตของงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งบ้านท่ากกแก ตำบลตาลเดี่ยว อำเภอหล่มสัก
มีรปู แบบการดำเนนิ งานทเ่ี ปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมยั ดังนี้

การจัดงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งในช่วงก่อนปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นการจัดงานตามความเชื่อทาง
พระพทุ ธศาสนา และส่งิ เหนือธรรมชาติ ซึ่งจะจดั ตรงกับวันออกพรรษา คอื วนั ขนึ้ ๑๕ คำ่ เดอื น ๑๑ นิยมจัดงานให้
แลว้ เสร็จภายในวนั เดียว โดยชว่ งเชา้ หลังจากกลับจากทำบญุ ท่ีวัดก็จะมารวมตัวกนั ที่บา้ นเจ้าภาพ เพื่อช่วยกัน
จัดทำต้นปราสาทผึง้ และนำไปทอดทีว่ ดั โดยใชข้ บวนแห่ทางเรอื

การจัดงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๐ – ๒๕๕๖ เมื่อเกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงทาง
สังคม ส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษาและวัฒนธรรมของท้องถ่ิน ชุมชนจึงมีแนวคิดทจ่ี ะฟน้ื ฟูงาน
ประเพณีแห่ปราสาทผึ้งขึ้นมาในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๐ และได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงาน รวมถึงเปลี่ยน
มาจัดพร้อมงานทอดกฐิน ระหว่างเดือน ๑๑ จนถึง เดือน ๑๒ ของทุกปี โดยสถานที่ในการจัดทำต้นปราสาทผึ้ง
ในช่วงท่ีมกี ารฟ้ืนฟูงานประเพณีนี้ กลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่และชาวบา้ นจะมารวมตัวกนั ทำต้นปราสาทผึง้ กันท่ีวัดท่ากก
แก วัสดุอุปกรณ์ในการจัดทำต้นปราสาทผ้ึงหาไดจ้ ากในหมู่บา้ น และชาวบ้านนำมาบริจาค มีเพียงส่วนน้อยที่
หาซื้อจากร้านค้าในตลาด งบประมาณที่ใช้ในการจัดงานได้จากจากการเรี่ยไรเงินทำบุญของชาวบ้าน
ครัวเรอื นละ ๑๐๐ บาท

การจัดงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๗ – ปัจจุบัน ชุมชนบ้านท่ากกแก ได้รับ
ความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่เข้ามาให้การสนับสนุนการจัดงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง ดังนี้ เทศบาล
ตำบลตาลเดี่ยวได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง และได้สนับสนุนงบประมาณ จำนวน
๕๐,๐๐๐ บาท และสนับสนนุ เร่ือยมาจนถึงปัจจบุ ัน ได้รับการสนบั สนุนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ใน
ด้านองค์ความรู้ต่างๆ และจากประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์งาน
ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง และแนวคิดในการจัดงาน ข้าวของเครื่องใช้ในงานได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน
กลุ่มผเู้ ฒ่าผแู้ ก่ และเยาวชนผลดั เปล่ียนกันมาชว่ ยงานท่ีวัดท่ากกแก โดยมีระยะเวลาในการเตรียมงานประมาณ
๑ เดือน นอกจากนี้วันงานยังได้มีการเพิ่มเติมกิจกรรมอีกมากมาย เช่น กิจกรรมการแสดงฟ้อนกลองโบราณ

๑๒๕

แฟชั่นโชว์เครื่องแต่งกายของวัฒนธรรมไทหล่ม การจำลองวิถีชีวิตของไทหล่ม ผู้บ่าวเป่าแคน ผู้สาวเข็นฝ้าย
กิจกรรมการแสดงเส็งกลองหาง และตลาดพื้นบ้านไทหล่ม เพื่อเป็นการดึงดูดชาวบ้านและนักท่องเที่ยวให้เข้า
มารว่ มงานประเพณแี ห่ปราสาทผึ้ง

การฟื้นฟูงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งบ้านท่ากกแก เป็นการดำเนินการเพื่อที่จะอนุรักษ์ความ
ดัง้ เดมิ ของทอ้ งถิ่น แต่เมื่อเร่ิมกระบวนการฟน้ื ฟูไปไดร้ ะยะหนง่ึ ทำใหช้ มุ ชนเริม่ มีการปรับตวั ที่จะเรียนรู้ที่จะใช้
กระบวนการฟื้นฟงู านประเพณแี หป่ ราสาทผึ้งใหส้ ามารถกลืนไปกับกระแสโลกาภิวัตน์ และใชด้ ึงดดู ความสนใจ
ของชาวบ้าน และเยาวชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในงานประเพณี เช่น การเพิ่มเติมกิจกรรมภายในงานให้มีความ
นา่ สนใจ เยาวชนท่ีเขา้ มารว่ มงานเกดิ ความสนุกสนานและอยากมารว่ มกจิ กรรมในงานประเพณแี หป่ ราสาทผ้งึ

แนวทางการนำไปปฏิบตั ิใช้
๑. เผยแพรใ่ ห้กบั ผู้ทสี่ นใจ นกั ศกึ ษา และประชาชนทั่วไป
๓. บูรณาการกับการเรยี นการสอน รายวิชา HSPA๔๐๖ จริยธรรมสำหรบั นกั บริหาร

ขอ้ เสนอแนะ
ควรมกี ารลงพ้ืนท่ี ทบทวน ข้อมูลใหค้ รบถว้ นทุกอำเภอในจังหวัดเพชรบรู ณ์ เพ่ือให้เยาวชนรนุ่ หลังได้

ใช้ศกึ ษาหาความรู้ ส่งต่อจากรนุ่ ส่รู นุ่ ต่อไป

๑๒๖

บรรณานกุ รม
เอกสารอ้างองิ
การท่องเทีย่ วแหง่ ประเทศไทย. (๒๕๕๒). โครงการ “เทยี่ วไทยครกึ ครื้น เศรษฐกิจไทยคกึ คัก.”กรุงเทพฯ:

การท่องเทยี่ วแห่งประเทศไทย.
พระธรรมกติ ติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ. ๙, ราชบัณฑิต). (๒๕๔๘). พจนานุกรมเพ่ือการศกึ ษาพุทธศาสน์

ชดุ คำวดั . กรุงเทพฯ: ธรรมสภาและสถาบันบนั ลอื ธรรม.
สมทรง ปญุ ญฤทธ.ิ์ (๒๕๒๕). เรอ่ื งนา่ รู้เกี่ยวกบั การปฏิบัติพธิ ีกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมไทย.

กรงุ เทพฯ: ธรรมบชู า.
สมทรง ปุญญฤทธ์ิ. (๒๕๒๕). เรอื่ งนา่ รเู้ ก่ียวกบั การปฏิบัติพธิ ีกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมไทย.

กรงุ เทพฯ: ธรรมบชู า.
สิริวมิ ล คำคลี่. (๒๕๕๕). “ววิ ฒั นาการของประเพณีแหป่ ราสาทผง้ึ จังหวัดสกลนคร.” รายงานการคน้ ควา้

อสิ ระปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาสหวทิ ยาการเพ่ือการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏพระ
นคร.

บคุ คลอา้ งอิง
ธนั ยา คำมี. (๒๕๕๘). ราษฎรชมุ ชนบา้ นท่ากกแก. สัมภาษณ์, ๑ พฤศจกิ ายน.
บุญโฮม มาสี. (๒๕๖๒). หัวหนา้ คุม้ บ้าน. สัมภาษณ,์ ๑ พฤศจกิ ายน.
พระสมหุ ์ไพรศาล ภทฺรมุน.ี (๒๕๖๒). เจ้าอาวาสวัดท่ากกแก. สมั ภาษณ,์ ๑ พฤศจกิ ายน.
ยอด สายแสงจันทร์. (๒๕๕๘). ราษฎรชุมชนบา้ นทา่ กกแก. สัมภาษณ์, ๑ พฤศจิกายน.
สังเวียน สนุ ล.ี (๒๕๕๘). ราษฎรชมุ ชนบา้ นท่ากกแก. สัมภาษณ,์ ๑ พฤศจิกายน.
หนทู อง แสงด้วง. (๒๕๕๘). ราษฎรชมุ ชนบา้ นท่ากกแก. สมั ภาษณ์, ๑ พฤศจิกายน.
หนพู ิน ลว้ นทอง. (๒๕๕๘). ราษฎรชมุ ชนบา้ นท่ากกแก. สัมภาษณ์, ๑ พฤศจิกายน.

๑๒๗

ภาคผนวก
รายละเอยี ดรายวชิ า (มคอ. ๓) ที่ใชบ้ ูรณาการ

มคอ. 3

รายละเอยี ดของรายวชิ า (มคอ.3)

คณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ์
หลกั สูตรรฐั ประศาสนศาสตรบัณฑิต สาขาวชิ ารัฐประศาสนศาสตร์

หมวดที่ 1 ข้อมูลโดยท่วั ไป

1. รหัสและช่ือรายวิชา

HSPA406 จริยธรรมสำหรับนกั บริหำร (Ethics for Administration)

2. จานวนหน่วยกติ

3 (3-0-6)

3. หลกั สูตรและประเภทของรายวิชา

หลกั สูตรรัฐประศำสนศำสตรบณั ฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์

4. อาจารย์ผู้รับผดิ ชอบรายวิชาและอาจารย์ผ้สู อน

อำจำรย์ ดร. สดุดี คำมี อำจำรยผ์ รู้ ับผิดชอบรำยวิชำและอำจำรยผ์ สู้ อน

ผศ.ดร. สุวฒั น์ อินทรประไพ อำจำรยผ์ สู้ อน

ผศ.จ.ส.อ. ดร. จุฬำ เจริญวงค์ อำจำรยผ์ สู้ อน

ผศ.ดร.สุภชยั ตรีทศ อำจำรยผ์ สู้ อน

5. ภาคการศึกษา/ช้ันปี ท่เี รียน

ภำคกำรศึกษำที่ 1/2564

6. รายวชิ าท่ีต้องเรียนมาก่อน (Pre-requisite)

ไม่มี

7. รายวิชาท่ตี ้องเรียนพร้อมกนั (Co-requisites)

ไม่มี

8. สถานท่เี รียน

อำคำร 3 คณะมนุษยศำสตร์และสังคมศำสตร์ มหำวทิ ยำลยั รำชภฏั เพชรบูรณ์

9. วันท่ีจดั ทาหรือปรับปรุงรายละเอยี ดของรายวชิ าคร้ังล่าสุด

1 พฤษภำคม 2564

กรอบมาตรฐานคณุ วุฒิระดบั อุดมศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขียนรายละเอยี ดของรายวิชา (มคอ. 3) มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ์ Page 1

หมวดท่ี 2 จดุ ม่งุ หมายและวตั ถุประสงค์

1. จดุ มุ่งหมายของรายวิชา

2. วตั ถุประสงค์ในการพฒั นา/ปรับปรุงรายวชิ า

หมวดท่ี 3 ลกั ษณะและการดาเนนิ การ

1. คาอธิบายของรายวิชา

หมวดวิชำเฉพำะ วชิ ำแกน

HSPA406 จริยธรรมสำหรับนักบริหาร 3(3-0-6)

Ethics for Administrator

ศกึ ษาแนวคิด ท่ีมา ความหมายของจริยธรรม หลกั การ อดุ มการณ์ และเหตุผลที่ต้องมี

จรยิ ธรรม หลักจริยธรรม จรยิ ศาสตร์ เกยี่ วกับการบรหิ าร คน เงนิ วัสดุอกุ รณ์ สำหรบั นักบริหาร ทัง้ ใน

ภาครัฐและเอกชน วิธกี ารสร้างจรยิ ธรรมในองค์การ เน้นจริยธรรมของผู้บรหิ าร และจรยิ ธรรมของ

พนักงานรวมทัง้ ศึกษาถึงวธิ ีสรา้ งขวญั และกำลงั ใจ และการลงโทษท่ีเหมาะสมแกผ้ ูใ้ ตบ้ งั คับบญั ชา และ

การใช้ชวี ติ อยา่ งพอเพยี ง เพ่ือพฒั นาองค์กร

Study principle, ideology and moral for administrators both in public and

private sectors including the study of the morale and motivation oriented promotion

approach, and appropriate punishment for subordinates.

กรอบมาตรฐานคุณวฒุ ริ ะดบั อดุ มศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอียดของรายวิชา (มคอ. 3) มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ์ Page 2

2. จานวนช่ัวโมงทีใ่ ช้ต่อภาคการศึกษา

จานวนชั่วโมงต่อภาคการศึกษา

หน่วยกติ บรรยาย การฝึ กปฏบิ ัติ/การฝึ กงาน การศึกษาด้วยตนเอง สอนเสริม
45 ชว่ั โมง ตำมควำม
3(3-0-6) ต่อภำค ไม่มีกำรฝึกปฎิบตั ิ 3-5 ชว่ั โมงตอ่ ตอ้ งกำรของ
กำรศึกษำ นกั ศึกษำ
สปั ดำห์

3. จานวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ท่ีอาจารย์ให้คาปรึกษาและแนะนาทางวิชาการแก่นกั ศึกษาเป็ นรายบุคคล

ตารางการให้คาปรึกษาและแนะนาทางวชิ าการแก่นักศึกษาเป็ นรายบุคคล

รายวชิ า อาจารย์ วนั -เวลา สถานที่ หมายเลข ทอ่ี ยู่ของ รวมจานวน
ผู้สอน ให้ หรือ โทรศัพท์ E-mail ผ้สู อน ชั่วโมงต่อ
จริยธรรม หมายเลข ผ้สู อน สัปดาห์
สำหรับนกั อ.ดร.สดุดี คาปรึกษา ห้อง [email protected]
คำมี ผ้สู อน 064- ท่ใี ห้
วนั พุธ 0326543 คาปรึกษา
13.00- หอ้ ง
8/1408 3 ชว่ั โมง
ตอ่ สปั ดำห์

บริหำร อ.จสอ.ดร. 16.00 น.

จุฬำ เจริญ

วงค์

อ.ดร.

สุวฒั น์

อินทร

กรอบมาตรฐานคณุ วุฒิระดบั อดุ มศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอยี ดของรายวิชา (มคอ. 3) มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ Page 3

ประไพ

หมวดท่ี 4 การพฒั นาการเรียนรู้ของนักศึกษา

1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม

1.1 ผลการเรียนรู้ 1.2 กลยุทธ์/วธิ กี ารสอน 1.3 กลยุทธ์/วิธกี ารประเมินผล

1 มีควำมเสียสละ มีคณุ ธรรม 1 กำรสอนเนน้ ผเู้ รียนเป็น 1 ใชแ้ บบสอบถำมมำตรฐำนที่วดั
จริยธรรม ซ่ือสัตยส์ ุจริต สำคญั คุณธรรม จริยธรรม ใหน้ กั ศึกษำ
2 มีควำมรับผดิ ชอบ มีวนิ ยั ตรงตอ่ 2 สอน คุณธรรม จริยธรรม ประเมินกำรเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
เวลำ แทรกในเน้ือหำ 2 สมั ภำษณ์เพือ่ นและผทู้ ่เี กี่ยวขอ้ งกบั
3 มีภำวะผนู้ ำและเป็นผตู้ ำมที่ดี รู้จกั 3 มีกิจกรรมส่งเสริมดำ้ น นกั ศึกษำ ในเร่ืองควำมซ่ือสัตยแ์ ละควำม
กำรทำงำนเป็ นทีม คุณธรรม จริยธรรม รับผดิ ชอบ
4 เคำรพสิทธิและรบั ฟังควำมคดิ เห็น 4 นำเหตกุ ำรณ์ทีผ่ เู้ รียนสนใจ 3 ประเมินโดยสังเกตพฤติกรรมและกำร
ของบคุ คลอน่ื ขยนั หมนั่ เพียร อดทน มำใหผ้ เู้ รียนฝึกฝนกำรคิด แสดงออก โดยมีกำรบนั ทึกคะแนน
เอ้ือเฟ้ื อเผอื่ แผ่ วิเครำะหแ์ ละหำทำงแกไ้ ข ระหว่ำงกำรเรียนกำรสอน
5 เคำรพกฎระเบียบและขอ้ บงั คบั ต่ำง ปัญหำดว้ ยตนเอง 4 ประเมินโดยสงั เกตพฤติกรรมและกำร
ๆ ขององคก์ รและสังคม มี 5 ใหผ้ เู้ รียนฝึกฝนกำรทำงำน แสดงออก โดยมีกำรบนั ทึกคะแนน
จรรยำบรรณทำงวิชำกำรและวิชำชีพ เป็ นทีมและแลกเปลี่ยนเรี ยนรู้ ระหวำ่ งกำรเรียนกำรสอน
รักษำควำมลบั ขององคก์ ร ซ่ึงกนั และกนั 5 ประเมนิ โดยสังเกตพฤติกรรมและกำร
แสดงออก โดยมีกำรบนั ทึกคะแนน
ระหวำ่ งกำรเรียนกำรสอน

2. ด้านความรู้

2.1 ผลการเรียนรู้ 2.2 กลยุทธ์/วิธีการสอน 2.3 กลยทุ ธ์/วธิ กี ารประเมินผล

1 นกั ศึกษำมีควำมรู้ควำมเขำ้ ใจเก่ียวกบั 1 บรรยำย อภิปรำย กำร 1 ประเมินจำกทดสอบยอ่ ย สอบ
หลกั กำรและทฤษฎที ีท่ีสำคญั ทำงำนกลุม่ กำรนำเสนอ กลำงภำค สอบปลำยภำค ดว้ ย
2 นกั ศึกษำมีทกั ษะทำงปัญญำ นำควำมรู้ รำยงำน กำรวเิ ครำะห์ ขอ้ สอบท่ีเนน้ กำรวดั หลกั กำรและ
มำใชใ้ นสังคมในประเดน็ ที่เหมำะสม กรณีศึกษำ และมอบหมำยงำน ทฤษฎี
3 นกั ศึกษำมีทกั ษะในกำรวเิ ครำะห์ กำร ใหค้ น้ ควำ้ 2 ประเมนิ ผลจำกผลงำนที่ไดร้ บั
สื่อสำร รวมท้งั กำรประยกุ ตใ์ ชค้ วำมรู้ใน 2 บอกถึงแหลง่ ขอ้ มลู เพื่อให้ มอบหมำย ตำมหวั ขอ้ ที่กำหนด
กำรแกไ้ ขปัญหำไดอ้ ยำ่ งเหมำะสม นกั ศึกษำไดค้ น้ ควำ้ ขอ้ มลู โดยอำ้ งอิงทฤษฎีในวิชำที่เกี่ยวขอ้ ง
4 นกั ศึกษำสำมำรถบรู ณำกำรควำมรู้ท่ีได้ สำหรับกำรเรียนรู้ดว้ ยตนเอง 3 ประเมินจำกกำรมีส่วนร่วมใน
ศึกษำกบั ควำมรู้ในศำสตร์อนื่ ๆ ที่ 3 จดั ประชุมแบง่ งำน ติดตำม กำรแสดงควำมคดิ เห็น และกำร
เกี่ยวขอ้ งมำใชป้ ระโยชน์ในเชิงวิชำกำร งำน เป็นระยะเวลำที่กำหนด ไดร้ ับกำรยอมรับจำกเพอ่ื นของ

กรอบมาตรฐานคณุ วฒุ ริ ะดบั อุดมศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอียดของรายวชิ า (มคอ. 3) มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ์ Page 4

และปฏบิ ตั ิ หรือตำมควำมเหมำะสม นกั ศึกษำหรือผทู้ เี่ กี่ยวขอ้ ง
5 นกั ศึกษำเขำ้ ใจในบทบำทหนำ้ ที่ที่ไดร้ บั 4 จดั ทำรำยงำนผล วเิ ครำะห์
มอบหมำย และปฏิบตั ิหนำ้ ที่ไดอ้ ยำ่ ง ควำมตอ้ งกำร และนำเสนอ
ถกู ตอ้ ง 5 เนน้ ผเู้ รียนเป็นศนู ยก์ ลำงของ
กำรเรียนรู้

3. ด้านทักษะทางปัญญา

3.1 ผลการเรียนรู้ 3.2 กลยทุ ธ์/วิธกี ารสอน 3.3 กลยทุ ธ์/วิธีการประเมินผล

1 สำมำรถบรู ณำกำรควำมรู้ในศำสตร์ 1 มอบหมำยโจทกป์ ัญหำ ให้ 1 ประเมินจำกกำรสังเกตพฤติกรรม
จำกกำรสมั ภำษณ์ผรู้ ่วมงำนหรือ
ตำ่ งๆใหเ้ กิดประโยชนต์ ่อตนเองและสังคม ฝึกกำรคน้ ควำ้ หำควำมตอ้ งกำร ผเู้ กี่ยวขอ้ ง
2 ประเมนิ จำกขอ้ มลู ท่ีไดร้ ับจำกที่
ส่วนรวม และวเิ ครำะหผ์ ลควำมตอ้ งกำร นกั ศึกษำไปสมั ภำษณ์
3 ประเมินจำกกำรมีส่วนร่วมใน
2 ควำมสำมำรถกำรสืบคน้ ตีควำม และ 2 จดั ทำรำยงำนผลวิเครำะห์ กำรแสดงควำมคดิ เห็น และกำร
ไดร้ ับกำรยอมรับจำกเพอื่ นร่วมงำน
ประเมินสำรสนเทศ เพ่ือใชใ้ นกำร ควำมตอ้ งกำร และนำเสนอ หรือผเู้ ก่ียวขอ้ ง

วเิ ครำะหเ์ น้ือหำ

3 ควำมสำมำรถรวบรวม ศึกษำ วิเครำะห์ 3 ประชุมร่วมกนั ระหว่ำง

และสรุปประเดน็ ปัญหำ อำจำรยท์ ี่ปรึกษำและนกั ศึกษำ

4 ควำมสำมำรถประยกุ ตค์ วำมรู้และทกั ษะ 4 มอบหมำยโจทยป์ ัญหำ ดำ้ น

กำรวเิ ครำะห์ไดอ้ ยำ่ งเหมำะสม ทฤษฎีองคก์ ำรใหผ้ เู้ รียนไป

ศึกษำคน้ ควำ้

5 สำมำรพนำควำมรู้ไปเช่ือมโยงกบั ภูมิ 5 กำรนำเสนอดำ้ นกำรจดั ทำ
ปัญญำทอ้ งถ่ินเพ่อื ทำควำมเขำ้ ใจและ รำยงำนและกำรนำเสนอ
สร้ำงสรรคส์ งั คม ร่วมกนั

4. ด้านทักษะความสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ

4.1 ผลการเรียนรู้ 4.2 กลยทุ ธ์/วิธีการสอน 4.3 กลยทุ ธ์/วิธกี ารประเมินผล

1 สำมำรถใหค้ วำมช่วยเหลือและอำนวย 1 สร้ำงกิจกรรมสันทนำกำร 1 ประเมินจำกกำรสงั เกตพฤติกรรม
ควำมสะดวกในกำรแกไ้ ขปัญหำ ละลำยพฤติกรรม เพอ่ื ให้เกิด จำกกำรสมั ภำษณ์ผรู้ ่วมงำนหรือ
สถำนกำรณ์ตำ่ ง ๆ ในกลมุ่ ท้งั ในบทบำท ควำมรู้รัก สำมคั คี พร้อม ผเู้ ก่ียวขอ้ ง
ของผนู้ ำหรือในบทบำทของผรู้ ่วมทีม ทำงำนเป็ นทีม 2 ประเมินจำกขอ้ มลู ที่ไดร้ ับจำกที่
ทำงำน 2 มอบหมำยงำนท่ีตอ้ งทำงำน นกั ศึกษำไปสมั ภำษณ์
2 สำมำรถใชค้ วำมรู้ในศำสตร์มำช้ีนำ ร่วมกนั เป็นทีม 3 ประเมินจำกกำรมีส่วนร่วมใน
สังคมในประเดน็ ท่ีเหมำะสม 3 มีกำรแบง่ งำนกนั อยำ่ งชดั เจน กำรแสดงควำมคิดเห็น และกำร
3 มีควำมรับผดิ ชอบในกำรกระทำของ มอบหมำยงำนที่ตอ้ งพดู คุย ไดร้ ับกำรยอมรับจำกเพ่อื นร่วมงำน
ตนเองและรับผดิ ชอบงำนในกลุ่ม ประชุมร่วมกนั เพ่ือมอบหมำย หรือผเู้ ก่ียวขอ้ ง

กรอบมาตรฐานคุณวฒุ ิระดบั อดุ มศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขียนรายละเอยี ดของรายวชิ า (มคอ. 3) มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ Page 5

4 สำมำรถเป็นผรู้ ิเร่ิมแสดงประเดน็ ในกำร งำน ติดตำมงำน ประเมนิ ผล
แกไ้ ขสถำนกำรณ์ท้งั ส่วนตวั และส่วนรวม
พร้อมท้งั แสดงจดุ ยนื อยำ่ งพอเหมำะท้งั
ของตนเองและของกลุ่ม
5 มีควำมรับผดิ ชอบกำรพฒั นำกำรเรียนรู้
ท้งั ของตนเองและทำงวิชำชีพอยำ่ ง
ต่อเน่ืองเรียนรู้ภำวะทำงอำรมณ์ของตนเอง
เรียนรู้กำรทำงำนร่วมกบั ผอู้ ืน่ เรียนรู้
เทคนิคกำรขอควำมช่วยเหลือ หรือขอ
ขอ้ มูลเพอ่ื นำมำประกอบกำรทำงำน
6 สำมำรถวำงตวั ในตำแหน่งงำนท่ีไดร้ ับ
มอบหมำยไดอ้ ยำ่ งเหมำะสม
7 กลำ้ แสดงควำมคิดเห็นในขอบเขตของ
งำนและภำระหนำ้ ท่ี
8 พฒั นำตนเองจำกกำรเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
และจำกกำรฝึกอบตม หรือกำรสอบถำม
เพอ่ื นร่วมงำน

5. ด้านทกั ษะการวิเคราะห์เชิงตวั เลข การส่ือสาร และการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ

5.1 ผลการเรียนรู้ 5.2 กลยุทธ์/วิธีการสอน 5.3 กลยทุ ธ์/วิธีการประเมนิ ผล

1 ทกั ษะในกำรใชเ้ ครื่องมือท่จี ำเป็นท่ีมีอยู่ 1 มอบหมำยงำนผำ่ นระบบ 1 ประเมนิ จำกเอกสำร ท่ีนำเสนอ

ในปัจจบุ นั ตอ่ กำรคน้ ควำ้ และนำเสนองำน เทคโนโลยี กำรใชท้ กั ษะดำ้ น โดยใชเ้ ทคโนโลยสี ำรสนเทศเป็น

2 ทกั ษะกำรส่ือสำรอยำ่ งมีประสิทธิภำพ เทคโนโลยี ในกำรนำเสนอ ส่ือ

ท้งั ปำกเปลำ่ และกำรเขียน เลือกใช้ ขอ้ มูล 2 ประเมนิ จำกเอกสำรที่เขียน เชน่

รูปแบบของสื่อกำรนำเสนออยำ่ ง 2 มอบหมำยงำนท่ีตอ้ งมีกำร E-Mail ท่ีใชส้ ่ือสำรเพ่ือกำรทำงำน

เหมำะสม ส่ือสำรโดยใชภ้ ำษำท้งั ไทยและ 3 ประเมินจำกผลกำรแกป้ ัญหำ

3 ทกั ษะในกำรใชส้ ำรสนเทศและ ต่ำงประเทศ ท้งั กำรพดู กำร โดยเนน้ ควำมถกู ตอ้ งเหมำะสม

เทคโนโลยีสื่อสำรอยำ่ งเหมำะสม เขียน ในกำรประสำนงำน

4 ทกั ษะในกำรใชเ้ ทคโนโลยี เคร่ืองมือ 3 มอบหมำยงำนท่ีตอ้ งใช้

อุปกรณ์ ซอฟตแ์ วร์ ในกำรส่ือสำรเพื่อ เทคโนโลยีในกำรแกป้ ัญหำ

สนบั สนุนกำรทำงำน เช่น กำรโตต้ อบ หรือนำเสนองำน

แสดงควำมคดิ เห็น ประสำนกำรทำงำน

กำรรับ-ส่งงำน กำรซกั ถำมขอ้ สงสัย

5 สำมำรถใชเ้ ทคโนโลยี หรือ

กรอบมาตรฐานคณุ วุฒิระดบั อดุ มศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขียนรายละเอียดของรายวชิ า (มคอ. 3) มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ์ Page 6

อนิ เทอร์เน็ตในกำรคน้ ควำ้ หำขอ้ มลู
ประกอบกำรทำงำน
6 สำมำรถส่ือสำรโดยใชภ้ ำษำท่ีเหมำะสม
และส่งผลใหเ้ กิดประสิทธิภำพในกำร
ทำงำน

หมวดท่ี 5 แผนการสอนและการประเมินผล

1. แผนการสอน

สัปดา เนอื้ หา จำนวน กจิ กรรมการเรียน การวัดผล อาจารย์ผสู้ อน
หท์ ี่ ช่ัวโมง การสอน
สดุดี คำมี
- แนะนำลกั ษณะวิชา 3
สดุดี คำมี
ขอบข่ายการเรียนรู้ - แนะนำลักษณะวิชา
แบบทดสอบ สดดุ ี คำมี
- สำรวจความคาดหวังของผูเ้ รยี น - แผนการสอน,กจิ กรรม- การวดั ความรู้
แบบทดสอบ สดดุ ี คำมี
- วางขอ้ ตกลงรายวชิ ารว่ มกนั - การสอนและการ

1 และแนะนำหนังสอื /เอกสาร ประเมินผล

อา่ นประกอบการสอน - ความคาดหวงั ของ

- กรอบแนวคิดสำหรับนกั นักศกึ ษา และข้อตกลง

บริหารและจริยธรรมสำหรบั ร่วมกัน

นักบริหาร

- ความหมายของคณุ ธรรม 3

- ความหมายของจริยธรรม - การบรรยาย การตอบ

2 - จรยิ ศาสตร์ ข้อซักถาม

- ผบู้ ริหาร - กจิ กรรมทา้ ยบท

- นกั บรหิ าร

ผ้บู รหิ ารกับการมีคณุ ธรรม 3

-พรหมวิหาร 4 - การบรรยาย การตอบ

3 -อทิ ธิบาท 4 ขอ้ ซักถาม

-ธรรมอนั ทำใหง้ าม 2 อยา่ ง - กิจกรรมทา้ ยบท

-ผ้บู รหิ ารพึงรู้ธรรมะ 2 อย่าง

4 บทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร 3 - การบรรยาย การตอบ

กรอบมาตรฐานคุณวฒุ ิระดบั อุดมศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอยี ดของรายวชิ า (มคอ. 3) มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ์ Page 7

-บทบาทในฐานะทเี่ ป็นผนู้ ำ ขอ้ ซักถาม การวดั ความรู้
-บทบาทระหว่างผบู้ ริหารด้วยกัน - กิจกรรมท้ายบท
-บทบาทต่อผู้ใตบ้ งั คบั บัญชา

ความรับผดิ ชอบของผบุ้ รหิ าร 3

-ความรับผิดชอบตอ่ หน้าทขี่ องตนเอง - การบรรยาย การตอบ
ขอ้ ซักถาม
5 -ความรบั ผดิ ชอบต่องานที่ไดร้ ับ - กจิ กรรมทา้ ยบท แบบทดสอบ สดดุ ี คำมี
มอบหมาย การวัดความรู้

ตามอำนาจหนา้ ที่

-ความรับผดิ ชอบต่อผู้ใตบ้ งั คับบัญชา

จรรณยาบรรณของผู้บริหาร 3

-จรรณยาบรรณวิชาชพี - การบรรยาย การตอบ แบบทดสอบ สดุดี คำมี
6 -ความหมายของจรรณยาบรรณ ข้อซักถาม การวดั ความรู้
- กิจกรรมท้ายบท
-การประพฤติตนตามจรรณยาบรรณ

วชิ าชีพ

ทฤษฎที างการเมืองและจรยิ ธรรมใน 3 - การบรรยาย การตอบ แบบทดสอบ สดดุ ี คำมี
7 การบรหิ าร ข้อซักถาม การวดั ความรู้
- กิจกรรมท้ายบท

-ผู้บรหิ ารจะตอ้ งมีความเปน็ กลาง 3 - การบรรยาย การตอบ แบบทดสอบ สดดุ ี คำมี
8 ทางการเมือง ขอ้ ซักถาม การวดั ความรู้
- กจิ กรรมท้ายบท
-การประพฤติตนของผู้บริหาร

ปัญหาของผู้บริหารเกีย่ วกบั คุณธรรม 3

-ปญั หาเกยี่ วกับผู้บริหาร - การบรรยาย การตอบ
ขอ้ ซักถาม
9 -ปัญหาระหว่างผูบ้ รหิ ารกบั เพื่อน กจิ กรรมท้ายบท แบบทดสอบ สดุดี คำมี
ร่วมงาน การวดั ความรู้

-ปญั หาระหวา่ งผบู้ ริหารด้วยกันเอง

-ปญั หาระหวา่ งผูบ้ รหิ ารกับบุคคลทัว่ ไป

3 - การบรรยาย การตอบ แบบทดสอบ สดดุ ี คำมี
ข้อซักถาม การวดั ความรู้
10 การสง่ เสรมิ และการพัฒนาคุณธรรม กจิ กรรมท้ายบท

11 คา่ นยิ มในการทำงาน 3 - การบรรยาย การตอบ แบบทดสอบ สดดุ ี คำมี

ข้อซักถาม การวดั ความรู้

กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดบั อุดมศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขียนรายละเอียดของรายวชิ า (มคอ. 3) มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ Page 8

12 ผบู้ รหิ ารในอดุ มคตทิ ผ่ี ู้ใตบ้ ังคับบญั ชา กจิ กรรมท้ายบท แบบทดสอบ สดดุ ี คำมี
ชอบ 3 - การบรรยาย การตอบ การวดั ความรู้ สดดุ ี คำมี
สดุดี คำมี
13 แนวคิดเก่ียวกับการเปล่ยี นแปลง ข้อซักถาม แบบทดสอบ สดุดี คำมี
พฤติกรรม กจิ กรรมท้ายบท การวดั ความรู้
3 - การบรรยาย การตอบ
14 การประยุกต์ใช้ปรชั ญาเศรษฐกิจ ข้อซักถาม แบบทดสอบ
พอเพยี งเพ่ือพฒั นาองค์การ กิจกรรมท้ายบท การวัดความรู้
3 - การบรรยาย การตอบ
ทบทวนบทเรยี นทีเ่ รียนมาท้งั หมดและ ขอ้ ซักถาม แบบทดสอบ
15 แนะนำการอา่ นหนังสือเพื่อเตรยี มตัว กจิ กรรมท้ายบท การวัดความรู้
3 - การบรรยาย การตอบ
สอบปลายภาค ขอ้ ซักถาม
กจิ กรรมท้ายบท
16
สอบปลายภาค
2. แผนการประเมินผลการเรียนรู้

กจิ กรรม ผลการ วธิ กี ารประเมนิ สัปดาหท์ ่ี สัดส่วนของ
ท่ี เรยี นรู้* ประเมนิ การประเมนิ
1 ทดสอบยอ่ ยคร้ังที่ 1
สอบระหวำ่ งภำค 4 10%
2 ทดสอบยอ่ ยคร้ังท่ี 2 8 20%
สอบปลำยภำค 12 10%
วเิ ครำะหก์ รณีศึกษำ คน้ ควำ้ กำรนำเสนอ 16 40%

รำยงำน ตลอดภำค 20%
กำรทำงำนกลุ่มและผลงำน กำรศึกษำ

หมวดท่ี 6 ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน

1. ตาราและเอกสารหลกั
เอกสำรประกอบกำรสอน วิชำจริยธรรมสำหรับนกั บริหำร

2. เอกสารและข้อมูลแนะนา
-

กรอบมาตรฐานคุณวุฒริ ะดบั อุดมศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขียนรายละเอียดของรายวิชา (มคอ. 3) มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ์ Page 9

หมวดที่ 7 การประเมินและปรับปรุงการดาเนนิ การของรายวชิ า

1. กลยทุ ธ์การประเมินประสิทธผิ ลของรายวชิ าโดยนกั ศึกษา

- กำรสนทนำกลมุ่ ระหว่ำงผสู้ อนและผเู้ รียน
- แบบประเมินผสู้ อน และแบบประเมินรำยวิชำ

2. กลยทุ ธ์การประเมินการสอน

- กำรสังเกตกำรณ์สอนของผรู้ ่วมทีมกำรสอน
- ผลกำรเรียนของนกั ศึกษำ
- กำรทวนสอบผลประเมินกำรเรียนรู้

3. การปรับปรุงการสอน

- สัมมนำกำรจดั กำรเรียนกำรสอน
- กำรวิจยั ในและนอกช้นั เรียน

4. การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธ์ิของนักศึกษาในรายวชิ า

- กำรทวนสอบกำรให้คะแนนจำกกำรสุ่มตรวจผลงำนของนกั ศึกษำโดยอำจำรยผ์ สู้ อน
- มีกำรต้งั คณะกรรมกำรในสำขำวชิ ำ ตรวจสอบผลกำรประเมินกำรเรียนรู้ของนกั ศึกษำ โดยตรวจสอบขอ้ สอบ

รำยงำน วธิ ีกำรใหค้ ะแนนสอบ และกำรให้คะแนนพฤติกรรม

5. การดาเนนิ การทบทวนและการวางแผนปรับปรุงประสิทธิผลของรายวิชา

- ปรับปรุงรำยวิชำทุก 3 ปี หรือตำมขอ้ เสนอแนะและผลกำรทวนสอบมำตรฐำนผลสมั ฤทธ์ิตำมขอ้ 4
- เปล่ียนหรือสลบั อำจำรยผ์ สู้ อน เพ่ือใหน้ กั ศึกษำมีมุมมองในเร่ืองกำรประยกุ ตค์ วำมรู้น้ีกบั ปัญหำท่ีมำจำก

งำนวิจยั ของอำจำรยท์ ำ่ นอนื่ ๆ

กรอบมาตรฐานคุณวฒุ ริ ะดบั อดุ มศึกษาแห่งชาติ แบบฟอร์มการเขยี นรายละเอยี ดของรายวชิ า (มคอ. 3) มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ์ Page 10

องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม
เรอ่ื ง ประเพณแี ห่ดอกไม้
วัดท่ากกแก ตำบลตาลเดี่ยว อำเภอหล่มสกั จังหวัดเพชรบรู ณ์

วัตถุประสงค์
๑. เพื่อเป็นการเสาะหา รวบรวม จัดเก็บข้อมูลในตัวบุคคลที่มีประสบการณ์ความรู้ความเชี่ยวชาญด้าน

ประเพณีพน้ื บา้ น ประเพณแี ห่ดอกไม้ วัดทา่ กกแก ตำบลตาลเด่ยี ว อำเภอหลม่ สัก จงั หวัดเพชรบรู ณ์
๒. เพอ่ื จัดทำเป็นเลม่ องคค์ วามร้สู ำหรับเผยแพร่ให้แก่เยาวชนและผู้ท่ใี หค้ วามสนใจศึกษาเรียนรู้

ขอบเขต
ศกึ ษาประวัติความเปน็ มา และข้นั ตอนการจดั ประเพณีแหด่ อกไม้ วัดทา่ กกแก ตำบลตาลเดี่ยว อำเภอ

หลม่ สกั จงั หวดั เพชรบูรณ์

เป้าหมาย
จัดเกบ็ ขอ้ มลู ทางดา้ นวัฒนธรรม เรอ่ื งประเพณีพน้ื บ้าน ประเพณีแห่ดอกไม้ วัดทา่ กกแก ตำบลตาลเด่ียว

อำเภอหล่มสกั จังหวัดเพชรบรู ณ์

ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะได้รับ
๑. ได้ข้อมูลทางด้านวัฒนธรรม เรื่องประเพณีพื้นบา้ น ประเพณีแห่ดอกไม้ วัดท่ากกแก ตำบลตาลเดี่ยว

อำเภอหล่มสัก จงั หวัดเพชรบูรณ์
๒. ได้สบื สานและอนุรักษ์มรดกทางวฒั นธรรมประเพณีพื้นบา้ นจังหวัดเพชรบูรณ์
๓. ได้องค์ความรสู้ ำหรับนำไปบรู ณาการกับการเรยี นการสอน

๑๓๙

ประเพณีแห่ดอกไม้
วัดทา่ กกแก ตำบลตาลเด่ียว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์

ประเพณีแห่ต้นดอกไม้ เป็นงานบุญที่เปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชุมชนบ้านท่ากกแก
ตำบลตาลเดี่ยว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่แสดงถึงถึงวิถีชีวิตของชุมชนที่ยึดมั่นถือมั่นในบวร
พระพทุ ธศาสนา ซงึ่ ปีหนึ่งจะจดั ขึ้นเพียงคร้ังเดียวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เป็นประจำของทุกปี โดยจัดข้ึนเพื่อ
เป็นการบชู าพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ เนื่องในวันขึ้นปใี หม่ไทย ซึ่งในแตล่ ะคุ้มชาวบ้าน จะช่วยกันนำไม้ไผ่
มาสานผูกขึ้นเป็นทรงดอกบัวตูมแล้วนำดอกไม้มาประดับตกแต่งให้สวยงาม พร้อมทั้งนำเงินปัจจัยติดไปที่ต้น
ดอกไมน้ ัน้ ด้วย

การทำต้นดอกไม้
เช้าวันที่ ๑๗ เมษายน กลุ่มชาวบ้านจะเดินทางมารวมตัวกันที่วัดโดยมีการแบ่งหน้าที่กันดังนี้ กลุ่ม

ผชู้ ายจะออกเดินทางไปตัดไม้ไผ่ภายในหมู่บา้ นมาสานผูกข้ึนเป็นโครงสร้างเตรยี มไว้รอการนำดอกไม้มาตกแต่ง
ตั้งแต่เช้าตรู่ โดยจะเลือกตัดไม้ไผ่หลายขนาด ตามแต่ว่าจะนำไปใชท้ ำโครงสรา้ งส่วนใดของต้นดอกไม้ มีทั้งต้น
เล็กและต้นใหญเ่ ม่ือได้ไมไ้ ผท่ ่ีต้องการ แล้วก็จะนำมาชว่ ยกนั ประกอบเป็นโครง โดยโครงสร้างจะต้องทำด้วยไม้
ไผ่ทั้งหมด ไม่มีลวด ตะปู โดยไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ ในระหว่างท่ีกลุ่มของฝา่ ยชายกำลังทำโครงสร้าง
ตน้ ดอกไมอ้ ยู่ภายในลานวัด กลมุ่ ฝ่ายผู้หญิงกจ็ ะออกเดินทางไปตามเสน้ ทางในหมู่บา้ นเพื่อหาเก็บดอกไม้สดที่มี
อยทู่ วั่ ไปในหมู่บา้ นมาเตรยี มเอาไวป้ ระดบั ตกแต่งโครงตน้ ดอกไม้ ซ่งึ ดอกไม้ท่ีเราพบเหน็ ส่วนใหญจ่ ะเปน็ ดอกไม้

๑๔๐

ที่ออกดอกในช่วงฤดูร้อน คือ ดอกคูณหรือดอกราชพฤกษ์ ดอกคณู หรอื ดอกราชพฤกษ์
ที่มีดอกเป็นพวงสีเหลืองๆ ดอกหางนกยูงดอกออกสีส้มๆ
ดอกตะแบกดอกออกสีม่วงอมชมพู และดอกเฟืองฟ้า เป็น
ต้น และยังมีการนำเครื่องไทยทานอื่นๆ เช่น สมุด ดินสอ
ด้ายไหม ฝ้าย ไม้ขีดไฟ ยารักษาโรค ธูปเทียน ฯลฯ มา
ประดับประดาตกแต่งเพ่มิ เติมอีกอย่างสวยงาม ซ่ึงการเก็บ
ดอกไม้นั้นจะมีผู้เฒ่าผู้แก่พาออกเดินทสางไปเก็บและจะ
นำกลา่ วคำขอดอกไม้ดังน้ี

“สาธุ ขอแน่เด้อขอดอกไม้แน่เด้อ ซินำไปบชู าพระเจา้ ลูกหลานเตา้ มาเอาอยา่ งถือ
ให้ลกู หลานหอมคอื ดอกไม้ สาธุ”

ตน้ ดอกไมใ้ นขบวนแห่

หลังจากที่กล่าวคำขอดอกไม้จบลงผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะเด็ดดอกไม้เป็นคนแรกจากนั้นลูกหลานก็จะเด็ด
ดอกไม้ที่เหลือจะมากจะน้อยตามแต่ใครจะถือได้พอเด็ดจนครบทุกคนแล้ว จึงออกเดินทางกันต่อโดยมีผู้เฒา่ ผู้
แกเ่ ดินนำหนา้ แลว้ ตามด้วยลกู หลานถือดอกไมเ้ ดนิ ตามหลงั ไปพร้อมกับกล่าวรอ้ ง “ไชโย ไชโย” ไปเรื่อย ๆ

๑๔๑

เมอื่ ทำโครงสร้างเสร็จแล้ว ชาวบา้ นจะชว่ ยกนั มัดดอกไม้เข้ากับโครงด้วยไม้ไผ่ที่ทำเป็นแผ่นบาง ๆ เล็ก ๆ
ใหพ้ อมดั ได้ ต้นดอกไมท้ ้งั เลก็ และใหญ่นี้ จะต้องทำใหเ้ สรจ็ ภายในวนั เดียวเทา่ น้นั และทนั สำหรับทจี่ ะแห่ในช่วง
เย็นของวนั งานอกี ด้วย นอกจากการทำต้นดอกไม้แล้วยงั มีการร่วมกันขนทรายจากลำหว้ ยเข้ามารว่ มกันก่อเป็น
เจดยี ์พร้อมทงั้ ตกแต่งดว้ ยดอกไม้อยา่ งสวยงามที่บริเวณโดยรอบของโบสถ์อกี ดว้ ย

ขนทรายเขา้ วัด เพ่อื ก่อเจดยี ์

นอกจากความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านภายใน
ชุมชน ยังเห็นถึงความสนุกสนานและความสามัคคีกันระหว่าง
ที่ช่วยกันทำต้นดอกไม้ มีการเปิดเพลงเต้นไปทำไป บ้างก็
นำเอาน้ำมาสาดใส่กันเพิ่มความสดชื่นให้ทั้งดอกไม้และคนทำ
หลังจากท่ีประกอบโครงและตกแต่งต้นดอกไม้เสร็จเป็นท่ี
เรียบร้อยแล้ว ไม่เกินหกโมงเย็น ชาวบ้านภายในหมู่บ้านก็จะ
เริ่มตั้งขบวนแห่ต้นดอกไม้มายังที่วัดแล้วนำมาตั้งไว้ด้านหน้า
ของโบสถ์ หรือบรเิ วณดา้ นข้างของโบสถภ์ ายในวดั ทา่ กกแก ซง่ึ
เป็นสถานที่จัดงานประเพณีแห่ต้นดอกไม้ งานนี้เต็มไปด้วย
ชาวบ้านที่มาร่วมงาน เพื่อรอถ่ายรูปขบวนแห่และต้นดอกไม้
กนั อยา่ งคกึ คัก

ขบวนแห่ดอกไม้

๑๔๒

ประดับทุงตน้ ดอกไม้ ตกแต่งสถานทด่ี ้วยทงุ

กิจกรรมกอ่ เจดีย์ทราย กิจกรรมการละเลน่ สะบ้า

ก่อนที่จะถึงเวลาแห่ชาวบ้านจะนำเทียนจุดตั้งที่คานหาบต้นดอกไม้เพื่อให้เกิดแสงสว่างที่สวยงาม
ทางวดั จะตกี ลองเพล เพอื่ เปน็ สญั ญาณใหช้ ุมชนรู้ว่าใกลถ้ ึงเวลาที่จะแห่ต้นดอกไม้แล้ว ชาวบ้านจะจุดเทียนเล่ม
ใหญท่ ต่ี ้ังอยูด่ ้านในของต้นดอกไม้ แลว้ แบง่ หนา้ ท่ีกันออกเป็นฝ่ายๆ คอื กลุ่มคนหามต้นดอกไม,้ ตกี ลอง ฆ้อง ฉิ่ง
ฉาบ แคน พิณ และกล่มุ ที่ถือกำดอกไม้รำนำหน้าขบวนแห่อย่างสนุกสนานไม่เว้นแม้แต่ต้นดอกไม้ท่ีต้องโยกไป
ดว้ ยตามจังหวะพิณแคนน้นั ดว้ ย

ผบู้ ริหารและบคุ ลากรสำนักศิลปะและวฒั นธรรมร่วมรำหน้าขบวนแห่ดอกไม้รอบพระอโุ บสถ

๑๔๓

ผูบ้ ริหารและบุคลากรสำนักศิลปะและวัฒนธรรมร่วมกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธรูป
เมื่อขบวนแห่ต้นดอกไม้ถึงยังบริเวณภายในวดั ก็จะเดินแห่ไปรอบโบสถ์ ๓ รอบ เพื่อเป็นการบูชาพระ
พุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ และเมอ่ื แหค่ รบสามรอบกจ็ ะวางตน้ ดอกไม้ทกุ ตน้ ไว้ด้านหน้าและรอบโบสถ์แล้ว
จงึ กลา่ วคำถวายต้นดอกไม้ จากนัน้ ก็จะตง้ั ต้นดอกไมไ้ ว้ทงั้ คืนจำนวน ๓ คนื โดยมีความเชือ่ ว่าเปน็ สิริมงคล ทไี่ ด้
นำดอกไม้มาบูชาพระรัตนตรัย ทำให้อยู่ดีมีสุข ฝนตกต้องตามฤดูกาล บ้านเมืองร่มเย็น ปราศจากโรคภัย วัว
ควาย สัตว์เล้ียงขยายคอกออกผลสมบรู ณ์
แนวทางการนำไปปฏบิ ัติใช้
๑. เผยแพรใ่ ห้กับผู้ท่สี นใจ นกั ศกึ ษา และประชาชนท่ัวไป
๒. บรู ณาการกบั การเรียนการสอน รายวิชา BPPA102 การเมืองการปกครองไทย โดยนำองคค์ วามรู้ท่ี
ไดไ้ ปใช้ในกระบวนการเรียนการสอน
ข้อเสนอแนะ
ควรมีการลงพนื้ ท่ี ทบทวน ข้อมูลให้ครบถว้ นทกุ อำเภอในจงั หวดั เพชรบูรณ์ เพ่ือให้เยาวชนรุน่ หลังได้
ใช้ศกึ ษาหาความรู้ ส่งต่อจากรุ่นสรู่ ุ่นตอ่ ไป


Click to View FlipBook Version