5. อินทรวิเชียรฉนั ท์ 11 มีลักษณะบงั คบั อย่างไร
6. ภชุ งคประยาตฉนั ท์ 12 มลี ักษณะบงั คบั อย่างไร
7. วสันตดิลกฉนั ท์ 14 มีลักษณะบงั คบั อยา่ งไร
8. มาณวกฉนั ท์ 8 มีลกั ษณะบังคบั อยา่ งไร
ใบงานที่ ๑.๙
เรอ่ื ง การแตง่ คาประพันธ์ประเภทฉนั ท์
คาชี้แจง ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปนี้
1. คัมภรี ว์ ตุ โตทยั เก่ยี วข้องกบั ฉนั ทใ์ นภาษาไทยอยา่ งไร
การแตง่ คาประพันธป์ ระเภทฉันทใ์ นภาษาไทยได้แบบอย่างมาจากคมั ภรี ว์ ตุ โตทัย ซ่งึ
เขียนไว้เป็นภาษาบาลี-สันสกฤต โดยไทยไดค้ ดั เลอื กและดัดแปลงเทา่ ที่เหน็ ว่าเหมาะสมกบั
ลักษณะของภาษาไทย และยงั เตมิ สมั ผสั เขา้ ไปทาให้มีความไพเราะเพราะพริง้ ฟังรน่ื หู
2. ฉันทใ์ นภาษาไทย มีลกั ษณะบงั คบั กอ่ี ยา่ ง อะไรบ้าง
ฉนั ทใ์ นภาษาไทย มีลักษณะบังคบั 4 อยา่ ง คอื
1) คณะ 2) พยางค์ 3) สัมผัส 4) ครุ ลหุ
3. ครุ ลหุ มีลกั ษณะอย่างไร
ครุ คอื คาหรือพยางค์ที่มเี สยี งหนัก ไดแ้ ก่ คาที่ประสมกับสระเสียงยาวในแม่ ก กา (ไม่
มีตวั สะกด) รวมทั้งอา ไอ ใอ เอา และคาทม่ี ตี วั สะกดท้งั หมด โดยใช้ “ ั ”เป็นสัญลักษณแ์ ทน
คา ครุ
ลหุ คือ คาหรอื พยางคท์ ่ีมเี สียงเบา ไดแ้ ก่ คาทป่ี ระสมกบั สระเสียงสัน้ ในแม่ ก กา โดย
ใช้สญั ลกั ษณ์ “ ุ ” แทนคา ลหุ
4. วชิ ชมุ มาลาฉนั ท์ 8 มลี กั ษณะบงั คบั อยา่ งไร
วิชชมุ มาลาฉนั ท์ 8 มลี ักษณะบังคับ ดงั นี้
1) คณะ ได้แก่
1 บท มี 2 บาท 1 บาท มี 2 วรรค 1 วรรค มี 4 คา
2) สัมผสั ไดแ้ ก่
1. คาสุดท้ายของวรรคแรกสัมผัสกับคาที่ 2 ของวรรคท่ี 2
2. คาสุดท้ายของวรรคที่ 2 สัมผสั กบั คาสุดทา้ ยของวรรคท่ี 3
3. คาสุดท้ายของบทที่ 1 สมั ผัสกับคาสุดท้ายของวรรคท่ี 2 ในบทตอ่ ไป
4. นิยมแตง่ 2 บทคู่กันเป็น 1 ตอน เมอื่ ขน้ึ ตอนใหมต่ ้องยอ่ หน้าทุกตอน และให้
คาสดุ ท้ายของบทที่ 2 ของตอนต้น สัมผัสกบั คาสดุ ทา้ ยของบทที่ 1 ของตอนต่อไป
3) ครุ ลหุ
คาทุกคาในแตล่ ะวรรคเป็นคาครุทงั้ หมด
5. อนิ ทรวเิ ชียรฉนั ท์ 11 มลี กั ษณะบังคบั อย่างไร
อินทรวเิ ชียรฉนั ท์ 11 มลี กั ษณะบังคบั ดังนี้
1) คณะ ได้แก่ 1บท มี 4 บาท 1 บาท มี 2 วรรค วรรคแรกมี 5 คา
และวรรคหลังมี 6 คา
2) สมั ผัส ไดแ้ ก่
1.คาสดุ ท้ายของวรรคแรกสมั ผสั กบั คาท่ี 3 ของวรรคท่ี 2
2. คาสุดท้ายของวรรคท่ี 2 สมั ผสั กับคาสุดทา้ ยของวรรคท่ี 3
3. ถา้ แตง่ หลายบท จะต้องมีสัมผสั ระหว่างบท คือ คาสดุ ท้ายของบท
แรกสมั ผสั กบั คาสดุ ทา้ ยของวรรคที่ 2 ในบทต่อไป
3) ครุ ลหุ อินทรวิเชยี รฉนั ท์ทุกบท จะบังคับครุ ลหุ เหมอื นกัน คอื
วรรคแรกมี ครุ 2 คา ลหุ 1 คา และครุ 2 คา
วรรคหลังมี ลหุ 2 คา ครุ 1 คา ลหุ 1 คา และครุ 2 คา
6. ภุชงคประยาตฉนั ท์ 12 มีลักษณะบงั คบั อยา่ งไร
ภชุ งคประยาตฉนั ท์ 12 มีลกั ษณะบังคับ ดงั น้ี
1) คณะ ได้แก่
1 บท มี 2 บาท 1 บาท มี 2 วรรค 1 วรรค มี 6 คา
2) สมั ผสั ไดแ้ ก่
1. คาสดุ ทา้ ยของวรรคแรกสมั ผัสกับคาที่ 3 ของวรรคที่ 2
2. คาสดุ ทา้ ยของวรรคท่ี 2 สมั ผสั กบั คาสุดท้ายของวรรคที่ 3
3. ถา้ แต่งหลายบท จะตอ้ งมสี ัมผัสระหว่างบท คือ คาสดุ ทา้ ย
ของบทแรกสมั ผัสกับคาสดุ ท้ายของวรรคที่ 2 ในบทต่อไป
3) ครุ ลหุ ในแต่ละวรรคจะมลี หุ 2 คา และครุ 4 คา
7. วสันตดลิ กฉนั ท์ 14 มีลกั ษณะบงั คบั อยา่ งไร
วสันตดลิ กฉนั ท์ 14 มีลักษณะบังคับ ดงั น้ี
1) คณะ ได้แก่
1 บท มี 2 บาท 1 บาท มี 2 วรรค วรรคแรกมี 8 คา และ
วรรคหลังมี 6 คา
2) สมั ผัส ได้แก่
1. คาสดุ ทา้ ยของวรรคแรกสมั ผัสกับคาท่ี 3 ของวรรคที่ 2
2. คาสุดท้ายของวรรคที่ 2 สัมผสั กับคาสดุ ทา้ ยของวรรคที่ 3
3. ถา้ แต่งหลายบท ใหค้ าสุดทา้ ยของบทแรกสัมผัสกบั คาสุดทา้ ยของ
วรรคที่ 2 ในบทตอ่ ไป
3) ครุ ลหุ
วรรคแรกมี ครุ 4 คา ลหุ 4 คา
วรรคหลงั มี ครุ 3 คา ลหุ 3 คา
8. มาณวกฉนั ท์ 8 มีลกั ษณะบงั คบั อยา่ งไร
มาณวกฉนั ท์ 8 มลี ักษณะบังคับ ดังน้ี
1) คณะ ไดแ้ ก่
1 บท มี 4 บาท 1 บาท มี 2 วรรค 1 วรรค มี 4 คา
2) สัมผสั ไดแ้ ก่
1. คาสดุ ท้ายของวรรคแรกสัมผสั กับคาที่ 1 ของวรรคที่ 2
2. คาสุดทา้ ยของวรรคท่ี 2 สัมผสั กบั คาสุดท้ายของวรรคท่ี 3
3. คาสุดทา้ ยของบทท่ี 1 สัมผสั กับคาสุดทา้ ยของวรรคท่ี 2 ใน
บทต่อไป
4. นิยมแตง่ 2 บทค่กู ันเปน็ 1 ตอน เมอ่ื ข้ึนตอนต่อไปต้องย่อ
หน้าทกุ ครั้ง และใหค้ าสดุ ท้ายของบทที่ 2 ของตอนต้นสัมผสั กับคาสุดทา้ ยของบทท่ี 1 ของ
ตอนต่อไป
3) ครุ ลหุ
ในแต่ละวรรคมี ครุ 2 คา ลหุ 2 คา
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๑5
คำชแี้ จง ใหน้ ักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องท่ีสุดเพียงข้อเดียว
๑. ข้อใดกล่ำวถงึ หลกั กำรอ่ำนออกเสยี งร้อยแก้วได้ถูกต้อง
ก. อำ่ นออกเสียงทเ่ี ป็นธรรมชำติ ข. อำ่ นตำมอกั ขรวิธแี ละควำมชอบของผูอ้ ำ่ น
ค. อำ่ นโดยแสดงลลี ำท่ำทำงประกอบ ง. อำ่ นเน้นเสยี งสงู ตำ่ แสดงอำรมณ์ของผอู้ ำ่ น
๒. กำรอ่ำนออกเสียงภำษำไทยให้ยดึ หลกั กำรอ่ำนตำมเอกสำรในขอ้ ใด
ก. อนิ เทอร์เนต็ ข. ตำรำหลักภำษำไทย
ค. หลักกำรใช้ภำษำ ง. พจนำนุกรมฉบบั รำชบณั ฑติ ยสถำน
๓. รูปแบบของงำนเขยี นประเภทร้อยแกว้ แบ่งไดเ้ ป็นกี่ประเภท อะไรบำ้ ง
ก. ๒ ประเภท คือ คัมภีร์ และนิยำย ข. ๒ ประเภท คือ สำรคดี และนวนยิ ำย
ค. ๒ ประเภท คอื บนั เทิงคดี และสำรคดี ง. ๒ ประเภท คอื สำรคดี และควำมเรยี ง
๔. บคุ คลใดไม่ปฏิบัติตนตำมหลกั กำรอ่ำนออกเสยี งรอ้ ยแก้ว
ก. ขำ้ วสวยอำ่ นบทควำมด้วยควำมม่นั ใจ ข. ข้ำวปุน้ ศึกษำนิทำนใหเ้ ขำ้ ใจก่อนจะอำ่ นใหน้ อ้ งฟงั
ค. ขำ้ วสุกอ่ำนเรือ่ งสั้นดว้ ยน้ำเสยี งที่เปน็ ธรรมชำติ ง. ข้ำวอ่ำนข่ำวใหเ้ พื่อนฟังด้วยนำ้ เสียงทีด่ ังเกนิ ไป
๕. ขอ้ ใดกล่ำวถูกตอ้ ง
ก. วำงหนงั สือหรอื บทอำ่ นไว้บนฝำ่ มอื ขวำ มอื ซำ้ ยคอยพลกิ หนงั สอื หน้ำถดั ไป
ข. วำงหนังสอื หรอื บทอ่ำนไวบ้ นฝ่ำมือซำ้ ย มอื ขวำคอยพลกิ หนังสือหน้ำถดั ไป
ค. วำงหนงั สือหรอื บทอ่ำนไว้บนฝ่ำมือขวำ ใชน้ วิ้ มือซ้ำยชี้ตำมตวั หนังสอื
ง. วำงหนงั สือหรือบทอ่ำนไวบ้ นฝ่ำมอื ซ้ำย ใช้น้วิ มอื ขวำชต้ี ำมตัวหนงั สือ
๖. กำรอำ่ นทำนองเสนำะ หมำยควำมว่ำอย่ำงไร
ก. วธิ กี ำรอำ่ นออกเสียงอยำ่ งไพเรำะตำมลลี ำของบทรอ้ ยกรอง
ข. วธิ กี ำรอ่ำนออกเสียงเป็นธรรมชำตหิ รอื อ่ำนใหเ้ ปน็ เสยี งพดู
ค. วธิ ีกำรอ่ำนโดยกำรสอดแทรกอำรมณ์ ควำมรู้สึกลงไปในบทร้อยกรอง
ง. วิธกี ำรอ่ำนท่มี รี ูปแบบเฉพำะ เน้นควำมไพเรำะและจงั หวะในกำรอ่ำน
๗. ผู้ท่มี แี ก้วเสยี งดี มีลกั ษณะอย่ำงไร
ก. เสียงใส แผ่วเบำ นุ่มนวล ข. เสยี งไพเรำะ สน่ั เครอื
ค. เสยี งใส ดงั กังวำน ไมแ่ หบแห้ง ง. เสยี งนมุ่ ทุ้ม ให้อำรมณค์ วำมรู้สกึ
๘. กำรใชน้ ำ้ เสยี งอำ่ นเน้อื ควำมแสดงอำรมณโ์ กรธ ควรอำ่ นอยำ่ งไร
ก. นำ้ เสียงสนั่ เครือ ข. น้ำเสียงละมนุ ละไม ค. น้ำเสียงแจม่ ใส ง. น้ำเสียงหนักแน่น เน้นเสียงดัง
๙. กำรอ่ำนรำ่ ยท่มี เี น้อื ควำมบรรยำยกำรรบ กำรต่อสู้ จะตอ้ งอำ่ นดว้ ยนำ้ เสียงแบบใด
ก. อำ่ นดว้ ยนำ้ เสยี งเบำ ส่ันเครือ ข. อ่ำนดว้ ยน้ำเสยี งดงั หนักแนน่ หว้ น กระชบั
ค. อำ่ นด้วยน้ำเสียงต่ำ เนน้ บ้ำง สะบัดเสยี งบ้ำง ง. อำ่ นด้วยนำ้ เสียงปำนกลำง ไม่เบำ ไม่ดังเกินไป
๑๐. ข้อใดให้คำจำกัดควำมของคำวำ่ กำรอ่ำนเพ่อื วเิ ครำะห์ไดถ้ ูกตอ้ ง
ก. กำรอำ่ นเพอื่ วิเครำะห์ คอื กำรอ่ำนอย่ำงมสี มำธิ
ข. กำรอำ่ นเพอื่ วเิ ครำะห์ คอื กำรอ่ำนอย่ำงมีวิจำรณญำณ ไตร่ตรอง
ค. กำรอ่ำนเพอ่ื วิเครำะห์ คอื กำรอ่ำนเพ่ือแยกแยะองค์ประกอบของสง่ิ ทอ่ี ่ำน
ง. กำรอำ่ นเพอื่ วิเครำะห์ คอื กำรอ่ำนเพ่อื จำแนกประเภทสิง่ ที่อ่ำนในชวี ิตประจำวนั
๑๑. กำรอำ่ นเพอ่ื กำรวิเครำะหว์ จิ ำรณ์ เรำสำมำรถพัฒนำไปสกู่ ำรอ่ำนขัน้ ตอนใด
ก. กำรวิพำกษ์ ข. กำรนำไปใช้ ค. กำรสรปุ ควำม ง. กำรประเมนิ คำ่
๑๒. ขอ้ ใดเปน็ ข้นั ตอนแรกในกำรวเิ ครำะหว์ จิ ำรณ์
ก. หำควำมรแู้ ละขอ้ มูลทเ่ี กีย่ วข้องกบั เร่ืองน้ันใหม้ ำกที่สดุ
ข. อ่ำนเรอ่ื งน้นั อย่ำงถถ่ี ว้ น แลว้ หำแนวคดิ หลักหรอื แก่นของเรื่อง
ค. หำควำมรู้เก่ยี วกับประเภทและลกั ษณะของหนงั สือเร่ืองน้ันใหเ้ ข้ำใจ
ง. ตงั้ คำถำมเกี่ยวกับองค์ประกอบหรอื ขอ้ เทจ็ จริงในเรอื่ งแลว้ หำคำตอบ
๑๓. ขอ้ ใดกล่ำวถงึ วรรณคดีไดถ้ ูกต้องท่ีสุด
ก. หนงั สือทีแ่ ตง่ ดีด้วยเน้ือเร่ืองและศิลปะกำรประพันธ์
ข. หนงั สอื ที่สะท้อนภำพชีวิตของคนในสังคมแต่ละสมยั
ค. หนงั สอื ท่ีแต่งดีตงั้ แต่สมัยโบราณจนถงึ สมยั รชั กาลท่ี 6
ง. หนังสือท่วั ไปทุกชนิดท่ีแตง่ ดี มคี ุณค่ำชว่ ยยกระดบั จิตใจผู้อ่ำน
๑๔. ผู้วจิ ำรณห์ นังสอื ควรแสดงควำมคดิ เหน็ อย่ำงไร
ก. วิจำรณ์ตำมขอ้ เท็จจริง
ข. วิจำรณ์เพ่ือให้เห็นข้อบกพรอ่ งอยำ่ งชัดเจน
ค. วิจำรณ์ในแง่ลบไม่ตอ้ งแสดงควำมคิดเหน็ ในแง่บวก
ง. วจิ ำรณ์อย่ำงสร้ำงสรรค์ ให้ควำมเปน็ ธรรมแกผ่ เู้ ขียน
๑๕. “ทุกวันนค้ี นทต่ี ำนำ้ พรกิ กินน้ันนอ้ ยลงไปทุกทแี ลว้ เพรำะฉะนน้ั กำรที่จะรกั ษำวฒั นธรรมเรือ่ งน้ำพรกิ
เอำไว้ในครอบครัวก็เห็นจะยำกเขำ้ ทุกวนั ผมจึงเห็นว่ำทำงท่ดี ที ส่ี ุดตอ้ งเขยี นไว้เป็นหนงั สอื แทนที่จะตอ้ งจดจำ
กนั ไว้ด้วยสมอง เพรำะจะลืมงำ่ ย” ข้อควำมนบ้ี อกอะไรแกผ่ ู้อ่ำน
ก. แกน่ ของเร่ือง ข. รปู แบบกำรประพันธ์ ค. จุดมงุ่ หมำยในกำรแต่งง. องคป์ ระกอบของเรอื่ ง
๑๖. กำรแต่งร่ำยสภุ ำพต้องจบลงด้วยบทร้อยกรองประเภทใด
ก. โคลงสองดั้น ข. โคลงสำมดัน้ ค. โคลงสองสภุ ำพ ง. โคลงสำมสุภำพ
๑๗. รำ่ ยยำวนิยมแตง่ เพอื่ ใชใ้ นงำนประเภทใด
ก. บทโศกเศรำ้ ข.บทบรรยำยทวั่ ไป ค. บทบวงสรวง สดดุ ี ง. บทสนกุ ตลกขบขัน
๑๘. ลกั ษณะบังคับชนิดใดท่ีทำให้ฉนั ทม์ คี วำมแตกตำ่ งจำกบทร้อยกรองประเภทอ่ืน
ก. คณะ ข. สมั ผัส ค. ครุ ลหุ ง. กำรจบบท
๑๙. ชะโดดุกกระดโ่ี ดด สลำดโลดยะหยอยหยอย
กระเพอื่ มน้ำพะพรำ่ พรอย กระฉอกฉำนกระฉอ่ นชล
กระสรอ้ ยซำ่ สวำยซวิ ระร่รี ิ้วละวำดวน
ประมวลมจั ฉะแปมปน ประหลำดเหลือจะรำพัน
บทร้อยกรองขำ้ งต้นเปน็ ฉันทช์ นิดใด
ก. อินทรวเิ ชียรฉันท์ 11 ข. ภชุ งคประยาตฉนั ท์ 12 ค. วสนั ตดลิ กฉันท์ 14 ง.มาณวกฉนั ท์ 8
๒๐. คาท่ีใชใ้ นการแตง่ รา่ ย ควรมีลกั ษณะอยา่ งไร
ก.ใหภ้ าพพจน์ ข. สัน้ ๆ เข้าใจงา่ ย ค.มีความหมายลกึ ซึง้ ง.คาที่มพี ลัง ใชค้ านอ้ ย มคี วามหมายมาก
เฉลย ๑. ก ๒.ง ๓.ค ๔.ง ๕.ข ๖.ก ๗.ค ๘.ง ๙.ข ๑๐.ค
๑๑.ง ๑๒. ค ๑๓.ค ๑๔.ง ๑๕.ค ๑๖.ค ๑๗.ค ๑๘.ค ๑๙. ๒๐
แบบสงั เกตพฤตกิ รรม การทางานรายบคุ คล
คาชแ้ี จง : ให้ ผูส้ อน สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขีด ลงในช่องที่
ตรงกับระดบั คะแนน
ท่ี ชือ่ -สกุล ความ ความรบั การตรง ความ ผลสาเร็จ รวม
ของผรู้ บั การ ต้ังใจ ผิด ต่อเวลา สะอาด ของงาน 20
ประเมนิ ในการ ชอบ เรียบรอ้ ย คะแนน
ทางาน
43214321 432143214321
เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ
ลงชอื่ .................................................... ผปู้ ระเมิน ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ
................ /................ /................ 18 - 20 ดีมาก
14 - 17 ดี
เกณฑ์การใหค้ ะแนน 10 - 13 พอใช้
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมอย่างสม่าเสมอ ให้
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครัง้ ให้ 4 คะแนน ต่ากว่า 10 ปรับปรงุ
ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมบางครัง้ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยคร้งั ให้ 2 คะแนน
1 คะแนน
แบบสังเกต พฤติกรรมกำรทำงำนกลมุ่
คาชแี้ จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขีด ลงใน ชอ่ ง
ท่ีตรงกับระดับคะแนน
ท่ี ชอ่ื -สกลุ การแสดง การยอมรบั การทางาน ความมนี า้ ใจ การมี รวม
ของผู้รับ ความคดิ เห็น ฟงั คนอ่ืน ตามทีไ่ ด้รับ ส่วนร่วมใน 20
การ มอบหมาย การปรับปรุง คะแนน
ประเมิน ผลงานกลุ่ม
43214321432143214321
ลงชอื่ ...................................................ผปู้ ระเมิน เกณฑ์กำรตดั สินคณุ ภำพ
(นางสาวธัญญา ดาทอง
ช่วงคะแนน ระดับคุณภำพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
เกณฑ์การให้คะแนน ต่ากว่า 10 ปรบั ปรงุ
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤติกรรมอย่างสมา่ เสมอ ให้ 4 คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครั้ง ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครงั้ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครงั้ ให้ 1 คะแนน
แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
คาชแ้ี จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ลงในช่อง
ที่ตรงกับระดบั คะแนน
คุณลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงค์ดา้ น 4321
1.รักชาติ ศาสน์ 1.1 ยืนตรงเม่อื ได้ยินเพลงชาติ ร้องเพลงชาติได้ และอธบิ าย
กษตั รยิ ์ ความหมายของเพลงชาติ
1.2 ปฏบิ ัติตนตามสิทธแิ ละหนา้ ทข่ี องพลเมือง
1.3 ใหค้ วามรว่ มมอื ร่วมใจ ในการทากจิ กรรมกับสมาชิกในโรงเรยี น
และชมุ ชน
1.4 เขา้ ร่วมกจิ กรรมและมสี ่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมทสี่ รา้ งความ
สามคั คี ปรองดอง และเป็นประโยชน์ตอ่ โรงเรียน ชมุ ชน และสงั คม ช่ืน
ชมความเปน็ ไทย
1.5 เข้ารว่ มกิจกรรมทางศาสนาทีต่ นนับถือ ปฏบิ ัตติ นตามหลกั ของ
ศาสนา
1.6 เขา้ รว่ มกจิ กรรมและมสี ว่ นร่วมในการจดั กจิ กรรมที่เก่ียวขอ้ งกับ
สถาบนั พระมหากษตั รยิ ต์ ามท่โี รงเรียนและชุมชนจดั ขึ้น
2. ซอ่ื สัตย์ สจุ รติ 2.1 ใหข้ อ้ มูลท่ถี กู ตอ้ ง และเป็นจรงิ
2.2 ปฏบิ ัติในสิง่ ท่ถี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทีจ่ ะกระทาความผิด
ทาตามสญั ญาที่ตนให้ไว้กบั เพอ่ื น พอ่ แม่ หรือผปู้ กครอง และครู
2.3 ปฏิบัติตนตอ่ ผู้อื่นดว้ ยความซอ่ื ตรง ไม่หาประโยชนใ์ นทางทไี่ ม่
ถกู ต้อง
3. มวี นิ ัย 3.1 ปฏิบัตติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครวั
รับผิดชอบ โรงเรียน และสงั คม ไม่ละเมิดสทิ ธิของผอู้ น่ื ตรงต่อเวลาในการปฏบิ ัติ
กจิ กรรมตา่ ง ๆ ในชวี ิตประจาวนั และรับผดิ ชอบในการทางาน
4. ใฝเ่ รียนรู้ 4.1 แสวงหาข้อมูลจากแหล่งการเรยี นรตู้ า่ ง ๆ
4.2 มกี ารจดบันทึกความรอู้ ย่างเปน็ ระบบ
4.3 สรปุ ความรู้ไดอ้ ย่างมีเหตุผล
5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง 5.1 ใช้ทรพั ย์สนิ ของตนเอง เช่น สิ่งของ เครื่องใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยัด
คุ้มค่า และเก็บรักษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอย่างเหมาะสม
5.2 ใชท้ รัพยากรของส่วนรวมอย่างประหยดั คุ้มค่า และเกบ็ รกั ษาดูแล
อยา่ งดี
5.3 ปฏิบัติตนและตดั สินใจด้วยความรอบคอบ มเี หตุผล
คุณลักษณะ รายการประเมนิ ระดับคะแนน
อันพงึ ประสงค์ด้าน 4321
5.4 ไมเ่ อาเปรียบผอู้ นื่ และไม่ทาใหผ้ อู้ ่นื เดอื ดร้อน พรอ้ มให้อภัยเมอ่ื
ผูอ้ ่นื กระทาผิดพลาด
5.5 วางแผนการเรียน การทางานและการใชช้ ีวติ ประจาวันบนพ้ืนฐาน
ของความรู้ ขอ้ มูล ข่าวสาร
5.6 รู้เทา่ ทนั การเปลย่ี นแปลงทางสังคม และสภาพแวดล้อม ยอมรบั
และปรบั ตัว อย่รู ่วมกับผู้อนื่ ได้อย่างมคี วามสุข
6. มุ่งมน่ั ในการ 6.1 เอาใจใสต่ อ่ การปฏบิ ัตหิ น้าท่ีท่ีไดร้ บั มอบหมาย
ทางาน 6.2 ต้งั ใจและรับผิดชอบในการทางานให้สาเร็จ
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอย่างรอบคอบ
6.4 ทมุ่ เท ทางาน อดทน ไมท่ ้อตอ่ ปญั หาและอุปสรรค
6.5 พยายามแก้ปญั หาและอปุ สรรคในการทางานให้สาเรจ็
6.6 ช่ืนชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภมู ใิ จ
7. รักความเป็นไทย 7.1 มีจติ สานกึ ในการอนรุ ักษ์วัฒนธรรมและภมู ิปญั ญาไทย
7.2 เหน็ คณุ ค่าและปฏิบัตติ นตามวัฒนธรรมไทย
8. มีจติ สาธารณะ 8.1 รจู้ ักช่วยพอ่ แม่ ผูป้ กครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ช่วยคดิ ชว่ ยทา แบ่งปนั ส่งิ ของ ทรัพย์สิน และอนื่ ๆ
และชว่ ยแก้ปญั หาให้ผู้อ่นื
8.3 ดแู ล รกั ษาทรัพยส์ ินของหอ้ งเรยี น โรงเรียน ชุมชน
8.4 เขา้ รว่ มกจิ กรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชนข์ องโรงเรียนและ
ชมุ ชน
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ
ลงชื่อ .................................................... ผปู้ ระเมิน ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
................ /................ /................
104 - 124 ดมี าก
183 - 103 ดี
62 - 82 พอใช้
ตา่ กว่า 62 ปรับปรุง
เกณฑก์ ารให้คะแนน 4 คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤติกรรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน
ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบางครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมน้อยครง้ั ให้
แบบบนั ทกึ หลงั การสอน
ดา้ นความรู้
ดา้ นทักษะ
ดา้ นเจตคติ
ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
ด้านคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
ปัญหา/อปุ สรรค
แนวทางแกไ้ ข
ข้อเสนอแนะ
ลงช่ือ............................................ครผูส้ อน
(นางสาวธัญญา ดาทอง)
วนั ท่ี ........ เดือน ..........................พ.ศ..........
แบบบนั ทกึ หลงั หน่วยการเรียนรู้
ตอนท่ี 1 นกั เรยี นมคี วามรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนร้แู ละตัวช้ีวัดของหนว่ ยการเรียนรู้ตอ่ ไปนี้
ท 1.1 (ม.4-6/1)
ด้านความรู้
(จานวน คน คิดเป็นรอ้ ยละ )
ด้านสมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น
ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ด้านอน่ื ๆ (พฤตกิ รรมเด่น หรือพฤตกิ รรมท่ีมีปัญหาของนกั เรยี นเปน็ รายบุคคล (ถ้าม)ี )
สรุปผลจากการประเมนิ ชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด) ประจาหน่วยการเรยี นรู้
ระดับคณุ ภาพดีมาก จานวน
ระดบั คณุ ภาพดี คน คิดเปน็ รอ้ ยละ
จานวน คน คิดเปน็ ร้อยละ
ระดบั คณุ ภาพพอใช้ จานวน
ระดบั คุณภาพปรบั ปรุง จานวน คน คิดเปน็ รอ้ ยละ
คน คิดเปน็ รอ้ ยละ
ปญั หา/อุปสรรค
แนวทางการแก้ไข
ข้อเสนอแนะ ลงชือ่ .....................................................
ข้อเสนอแนะ (นางสาวธญั ญา ดาทอง)
ข้อเสนอแนะ ครูผ้สู อน
ลงชือ่ .....................................................
(นางวรินท์พัทธ์ วิเศษเบญจกุล)
ครูพ่เี ลีย้ ง
ลงชื่อ.....................................................
(นายสเุ นตร บอกประโคน)
ผชู้ ว่ ยผอู้ านวยการฝ่ายบริหารวิชาการ
ลงชื่อ.....................................................
(นายชาตรี อัครสุขบุตร)
ผูอ้ านวยการโรงเรยี น
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 1 วิชาภาษาไทย ๓
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5
เวลา ๕ ช่ัวโมง
รหัส ท 3210๑ เวลา ๑ ชั่วโมง
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๒ เรื่อง เขียนรอ้ ยถอ้ ยคา โรงเรยี นหนองกพี่ ทิ ยาคม
เร่ือง หลกั การเขยี นย่อความ
ครผู สู้ อน นางสาวธัญญา ดาทอง
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวช้วี ัด
ท๒.๑ ม.4-6/๓ ใชก้ ระบวนการเขียนเขยี นสือ่ สาร เขยี นเรยี งความ ย่อความ และเขียน
เรอื่ งราวในรูปแบบตา่ ง ๆ
๒. สาระสาคญั
การยอ่ ความ คือการเกบ็ ใจความสาคญั ของเรอื่ งมาเรยี บเรยี งใหม่ ให้สนั้ กว่าเดิมแต่มีใจความสาคญั
ครบถว้ นสมบูรณว์ ่า ใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร โดยใชส้ านวนภาษาของผยู้ อ่ เอง
๓. สาระการเรยี นรู้
การเขยี นย่อความจากสอื่ ตา่ ง ๆ
๔. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
๑. อธบิ ายหลักการเขียนยอ่ ความได้
๒. เขียนย่อความได้
๓. มีมารยาทในการเขยี น
5. สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น
๕.1 ความสามารถในการสื่อสาร
๕.2 ความสามารถในการคิด
1) ทกั ษะการเปรียบเทยี บ
2) ทักษะการวิเคราะห์
3) ทกั ษะการสรา้ งความรู้
๕.3 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
๖. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. มวี ินยั
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุ่งมั่นในการทางาน
7. กิจกรรมการเรียนรู้
นกั เรียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี นหน่วยการเรียนรูท้ ี่ ๒
ขนั้ นาเข้าสู่บทเรยี น
๑. ครูตั้งคาถามกระตุ้นความคิดนักเรียนว่า นักเรยี นเคยสงสยั หรือไม่ว่าทาไมโรงเรียนหรือสถานที่
สาคัญต่าง ๆ ในประเทศตอ้ งมชี ื่อย่อ เพ่ือเรยี กดว้ ย (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรียน โดยให้อย่ใู นดุลยพินิจ
ของครูผูส้ อน)
๒. ครูอญั เชิญพระราชดารัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั พระราชทานเน่ืองในงานศึกษาสัมพนั ธ์
ของ วิทยาลัยวิชาการศึกษา เมอ่ื วนั ท่ี ๑๕ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๑๒ มาใหน้ ักเรยี นอ่าน ความวา่ “การย่อความเป็น
วชิ าที่สาคญั ที่สุด เพราะถ้าไปฟังใครพดู นาน กต็ ้องจบั ว่า เขาว่าอย่างไร แล้วกม็ าเรียบเรียงเป็นหวั ข้อ เสร็จแล้ว
จงึ นอนสอนคนอื่นได้ ถา้ เราไม่มรี ะเบียบอยู่ในหัว เราจะสอนคนอ่ืนหรือไปเล่าใหค้ นอ่ืนฟงั มไิ ด.้ ..” ให้นกั เรียน
เหน็ ความสาคัญของการย่อความ
ขนั้ สอน
๑. ครูแบง่ กล่มุ นกั เรยี นออกเป็น ๔ กลุ่ม คละตามความสามารถ คือ เก่ง ปานกลาง และออ่ น ใหม้ อี ยู่
ในทุกกลุ่ม
๒. ใหน้ ักเรียนแตก่ ลุ่มศกึ ษาใบความรู้ เรอ่ื งการเขยี นย่อความ จากนนั้ สรุปองค์ความร้ขู องแตล่ ะกลุ่ม
พดู คุยแลกเปลีย่ นความคิดเห็นกนั
๓. นักเรียนทาใบงานที่ ๒.๑ เรอ่ื ง หลกั การเขียนย่อความ ลงในสมุด
ขั้นสรปุ
๑. ครูสุ่มนักเรียนออกมานาเสนอใบงานที่ ๒.๑ หนา้ ชั้นเรียน ใหเ้ พอื่ นช่วยกันแสดงความคดิ เห็น
แลกเปลยี่ นเรียนรู้
๒. ครสู รปุ ความรเู้ พ่ิมเติมใหก้ ับนกั เรียนจาก Presentation เรื่อง หลักการเรยี นย่อความ
8. สื่อ/แหลง่ การเรยี นรู้
- หนงั สอื เรยี น ภาษาไทย : หลกั ภาษาและการใช้ภาษา ม.5
- Plicker แบบทดสอบก่อนเรยี น เรือ่ ง หลักการเขียนย่อความ
- ใบงานท่ี ๒.1 เรอ่ื ง หลักการเขียนยอ่ ความ
- Presentation เรอื่ ง หลักการเรยี นย่อความ
- ใบความรู้ เร่ือง การเขยี นย่อความ
9. การวัดและประเมินผล
ประเด็นท่ตี อ้ งการวดั วธิ กี าร เคร่ืองมือ เกณฑ์
นักเรยี นทาถกู ต้อง ๓ ข้อ
อธิบายหลกั การเขยี น ตรวจใบงานท่ี ๒.1 ใบงานที่ ๒.1 เร่อื ง
ยอ่ ความได้ เรอื่ ง หลกั การเขยี นยอ่ หลกั การเขียนย่อ
ความ
ความ
เขยี นย่อความได้ ใบงานท่ี ๒.1 เรอ่ื ง ใบงานท่ี ๒.1 เรอื่ ง
มมี ารยาทในการเขยี น หลักการเขยี นย่อความ หลกั การเขยี นยอ่ ระดับคุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ความ
สังเกตพฤตกิ รรมการ
ทางานกลุม่ แบบสงั เกต
พฤติกรรมการทางาน ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
กลมุ่
ใบความรูเ้ ร่อื ง การเขยี นยอ่ ความ
การยอ่ ความ เป็นการจับใจความสาคัญของเรือ่ ง แลว้ นาใจความสาคญั ของเรือ่ งมาเรียบเรียงใหม่ ให้
เปน็ สานวนภาษาของผู้ย่อเอง โดยเขียนให้ถกู ต้องตามรปู แบบของยอ่ ความ
การยอ่ ความท่ีดี ผู้ย่อตอ้ งอ่านเร่ืองใหเ้ ขา้ ใจและจับใจความสาคัญใหไ้ ดแ้ ล้วนาใจความสาคญั มาเรียบ
เรยี งใหม่ ให้สน้ั ดว้ ยถ้อยคาที่สละสลวย กระชบั เข้าใจง่าย ไดใ้ จความถกู ตอ้ งตามเน้อื เร่ืองเดิม
ใจความสาคัญคอื ประโยคหรอื ขอ้ ความสาคัญของยอ่ หนา้ ถา้ ตัดสว่ นหนา้ ของข้อความนัน้ ออกจะทา
ใหเ้ สียความ ประโยคใจความสาคัญ อาจจะอยูต่ อนต้นของยอ่ หนา้ ตอนกลางยอ่ หรอื ท้ายยอ่ หนา้
พลความ คือ ข้อความท่เี ปน็ ส่วนขยายความ หากตดั ข้อความสว่ นน้นั ออก กย็ งั คงใจความสาคญั
ลักษณะของพลความ จะเป็นการบอกรายละเอียดหรือคานยิ ามความหมาย การยกตัวอยา่ งประกอบ การ
เปรียบเทียบด้วยสานวนโวหารหรอื การอา้ งขอ้ มลู อา้ งอิงเปน็ สถิติ หลักาาน
ชนดิ ของการย่อความและการสรุปความ โดยทว่ั ไปแลว้ การย่อความและสรปุ ความมี ๓ ชนดิ คอื
๑. การย่อความและการสรปุ ความจากการอ่านบทร้อยกรอง เช่น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ฯลฯ
๒. การย่อความและการสรปุ ความจากการอา่ นบทร้อยแก้ว คือ การย่อความและการสรุปความของ
ความเรียงตา่ ง ๆ เชน่ บทความ เรื่องสน้ั นิทาน จดหมาย เรื่องเลา่ และสารคดี ฯลฯ
๓. การยอ่ ความและสรปุ ความท่ีไดจ้ ากการฟงั ท้งั บทรอ้ ยแกว้ และบทร้อยกรอง เชน่ ย่อข่าว ยอ่ บท
ร้อยกรอง ยอ่ คาปราศรยั ยอ่ การอภิปรายหรอื การสัมมนา ยอ่ การฟังเร่ืองเลา่ ต่าง ๆ จากบทร้อยแกว้ และบท
ร้อยกรอง ฯลฯ
หลักการย่อความแบบของยอ่ ความ แบง่ เป็น ๒ ส่วน คอื สว่ นทีเ่ ป็นคานา เปน็ ส่วนที่เขยี นในยอ่ หนา้
แรก เพือ่ ให้ผู้อ่านทราบท่มี าของเร่ือง ว่าเปน็ เร่อื งประเภทใด หากไม่มชี ือ่ เรอื่ ง ผ้ยู ่อต้องต้ังชอื่ เรื่องดว้ ย ส่วนท่ี
๒ เป็นใจความสาคญั ของเร่อื ง คอื สว่ นทนี่ าเนอื้ หามาเรยี บเรียงแลว้ ตามวธิ กี ารเขยี นย่อความ ต้องเขียนให้เปน็
ย่อหน้าเดียว
๑. การย่อความตอ้ งเกบ็ ใจความสาคัญของเรอ่ื งใหค้ รบ และเรียบเรียงโดยใชส้ านวนภาษาที่ถกู ต้อง
๓. ข้อความทม่ี ีเน้อื หาเปน็ ข้อ ๆ ตอ้ งเรยี บเรียงให้เปน็ ความเรยี ง
๒. การเกบ็ ความสาคัญของเรอ่ื งจะตอ้ งคานงึ ถึงสาระต่อไปน้ีใคร เม่ือใด อย่างไร ใจความสาคญั คือ
อะไร แล้วนามาเขียนเปน็ สานวนของตนเอง เน้นการใชค้ าทีม่ ีความหมายกระชบั ตรงไปตรงมาและไม่ใชอ้ กั ษร
ยอ่
๔. เปลี่ยนสรรพนามในเร่ือง เชน่ ฉัน ผม ขา้ พเจ้า คณุ เธอ เปลี่ยนเป็น พระองค์ ทา่ น เขา ฯลฯ
๕. คาศพั ท์หรือคาศัพท์เฉพาะทางวชิ าการ ควรเปลี่ยนเปน็ คาธรรมดาท่ีทกุ คนเข้าใจ ยกเวน้ คาราชา
ศพั ท์
๖. การยอ่ จดหมายซ่ึงมรี ายละเอียดอยทู่ ี่ข้อความท่ีเร่มิ ตน้ ละให้ยอ่ แต่ใจความของเนือ้ หาจดหมาย
(กระทรวงศกึ ษาธิการ.๒๕๔๙ : ๗๘)
๑. การเขียนคานาในยอ่ ความ
๑.๑. ยอ่ ความจากบทรอ้ ยกรอง บอกประเภทของคาประพนั ธ์ ช่อื เรอ่ื ง ช่อื ผูแ้ ต่ง ทม่ี าของ (หนงั สอื
อะไร หนา้ ที่เท่าใด) รปู แบบดงั น้ี
ย่อความ.............(กลอนบทละคร กลอนสุภาพ กาพย์ โคลง ร่าย ฉนั ท)์ เรื่อง........................ ของ
.......................ตอน..................................จาก..............................หน้า.............. ความว่า
๑.๒. ยอ่ ความจากความเรยี งรอ้ ยแก้ว บอกประเภทของความเรยี งร้อยแก้ว ช่อื เรือ่ ง ผูแ้ ต่ง จาก
หนงั สอื อะไร หน้าท่ีเท่าใด รปู แบบดังน้ี
ยอ่ ความ (บทความ สารคดี นิทาน นยิ ายนๆ) อเื่ ร่ือง...........................ของ.......................................
จากวารสาร......................................ปีท.่ี ..............ฉบบั ท.ี่ .........................หนา้ ......ถงึ หนา้ ........................
ความว่า
๑.๓. ย่อความจากประกาศ แจ้งความ แถลงการณ์ ระเบียบคาส่งั การ กาหนดการ บอกชื่อประเภท
ของประกาศ เร่ืองอะไร ของใคร ใหแ้ ก่ใคร วันเดอื นปที ี่ออก ดังน้ี
ยอ่ ความ (ประกาศ แจ้งความ แถลงการณ์ ระเบียบคาสั่ง กาหนดการ)...........เร่อื ง...............
ของ............................ลงวันท.่ี ........................................ความวา่
๑.๔. ย่อความจากพระราชดารัส พระบรมราโชวาท โอวาท ปาากถา สนุ ทรพจน์ คาปราศรยั ระบุว่า
เปน็ พระราชดารัส พระบรมราโชวาท ของใคร แสดงแก่ใคร เร่ืองอะไร ในโอกาสใด แสดง ณ สถานทีใ่ ด เมอ่ื ใด
เมอื่ ไร ดังน้ี
ยอ่ ความ (พระบรมราโชวาท โอวาท ปาากถา สุนทรพจน์ คาปราศรัย) ของ.......................
พระราชทานแก่......................เร่ือง............................ในโอกาส..........................ณ.............................................
เมอ่ื วนั ท่.ี ............................................ความว่า
๑.๕. ยอ่ ความทเี่ ป็นจดหมาย ระบวุ ่าเปน็ จดหมายของใคร ถึงใคร เรื่องอะไร ลงวนั ทีเ่ ท่าไร ดงั น้ี
ยอ่ ความจดหมายของ..............................ถงึ ...............................เร่ือง..............................ลงวันท่ี
.......................ความว่า
๑.๖. ยอ่ ความจากหนังสือราชการระบุว่าเปน็ หนังสือราชการของใคร ถงึ ใคร เรอื่ งอะไร เลขท่ีเทา่ ไร
ลงวนั ที่เทา่ ไร ดงั น้ี
ยอ่ ความหนังสือราชการของ....................................ถงึ .........................เร่อื ง.................................
เลขท.ี่ ...................................ลงวนั ที.่ ...........................................ความว่า
๒. การยอ่ เนือ้ เรอ่ื ง อา่ นเน้ือเรอื่ งใหจ้ บ จับใจความสาคญั ไวท้ ้งิ พลความไป โดยไมเ่ สียใจความ ความ
ใหส้ ละสลวย หากผู้ยอ่ ตอ้ งการความมั่นใจในการคน้ หาใจความสาคญั ของแตล่ ะย่อหน้า อาจใชห้ ลัก ๕W ๑H
กลา่ วคือ นาข้อความในเรือ่ งมาตอบคาถามให้ได้ว่า ใคร ทาอะไร ทไี่ หน เมอื่ ไร ทาไมและอย่างไร หากเร่ืองท่ี
ต้องการยอ่ เปน็ รอ้ ยกรองใหถ้ อดคาประพนั ธก์ ่อน แล้วหาคา ประโยค ขอ้ ความ ใจความสาคัญ นามาเรยี บ
เรียงให้สละสลวยตรงตามเร่อื งเดิม ดงั ตัวอย่าง
ไทยรวมกาลังตัง้ ม่ัน
ไทยรวมกาลงั ตัง้ ม่ัน จะสามารถป้องกนั ขนั แข็ง,
ถึงแมศ้ ัตรผู ู้มแี รง มายทุ ธแ์ ย้งก็จะปลาตไป
ขอแตเ่ พียงไทยเราอย่าผลาญญาติ; ร่วมชาติร่วมจติ เปน็ ข้อใหญ่;
ไทยอยา่ มุง่ ร้ายทาลายไทย, จงพรอ้ มใจพร้อมกาลังระวงั เมอื ง.
ใหน้ านาภาษาเขานยิ ม ชมเกียรตยิ ศฟเู ฟอ่ื ง;
ชว่ ยกันบารุงความรงุ่ เรอื ง ให้ชอ่ื ไทยกระเด่อื งท่ัวโลกา.
ชว่ ยกันเต็มใจใฝผ่ ดงุ บารุงท้งั ชาติศาสนา
ใหอ้ ยู่จนสิน้ ดนิ ฟ้า วัฒนาเถิดไทย,ไชโย!
(พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจ้าอย่หู ัว๒๕๓๗)
ถอดความได้ว่า
เมื่อใดท่ีคนไทยพร้อมใจกันรวมกาลงั ใหม้ ัน่ คงแขง็ แรง อยา่ แตกความสามคั คีอย่าทารา้ ยคนไทยด้วย
กนั เอง เมอื่ นนั้ คนไทยก็สามารถปอ้ งกนั ข้าศกึ ที่จะเขา้ มารุกรานประเทศได้ คนไทยตอ้ งรว่ มมอื รวมพลงั ใจ ให้
เป็นหน่งึ เดียว เป็นพลงั หลักอนั สาคัญของชาติ หมั่นทานุบารุงประเทศชาตแิ ละพระศาสนาให้เจริญรงุ่ เรือง ก้อง
ไปทวั่ โลกนานาประเทศก็จะสรรเสริญยกย่องยอมรบั และชน่ื ชมชาวไทยและประเทศไทยไปตราบช่ัวกาลนาน
หาคา ประโยค ข้อความท่ีเปน็ ใจความของขอ้ ความนีจ้ ะไดว้ ่า คนไทยม่นั คงเข้มแข็งอย่าแตก ความ
สามัคคีทานุบารุงชาติและพระศาสนาเจรญิ รุ่งเรืองนานาประเทศสรรเสรญิ ยกยอ่ งนามาเขยี นเป็น ใจความท่ี
สละสลวยสมบรู ณ์ตรงตามเนอื้ เรื่องเดิมดังน้ี
คนไทยตอ้ งพร้อมใจกันเขม้ แข็งม่ันคงอยา่ แตกความสามคั คีกนั อย่าทาร้ายกันเอง คนไทยกจ็ ะ
สามารถปอ้ งกนั ขา้ ศกึ ใด ๆ ทเี่ ขา้ มารกุ รานได้ ต้องรวมพลังใจใหเ้ ปน็ พลงั หลกั อนั สาคญั ของชาติ ป้องกนั ชาติ
หมั่นทานุบารุงประเทศชาติและพระศาสนาให้เจริญรงุ่ เรอื งไปท่ัวโลกนานาประเทศกจ็ ะสรรเสรญิ ยกย่องชาว
ไทยและประเทศไทยไปตราบชวั่ กาลนาน
เม่ือนาวิธกี ารตั้งและตอบคาถามวา่ ใคร ทาอะไร ท่ไี หน เมือ่ ไร ทาไมและอยา่ งไร มาชว่ ยในการหา
ใจความ ของข้อความน้ีจะได้ดังนี้
ใคร คนไทย
ทาอะไร เข้มแขง็ มนั่ คง สามัคคอี ยา่ ทาร้ายกนั ทานบุ ารุงประเทศและพระศาสนาใหร้ ุ่งเรือง
ท่ไี หน ในประเทศไทย
เมือ่ ไร ตลอดชวี ติ ของคนไทยทุกคน
อยา่ งไร คนไทยตอ้ งเข้มแข็ง มน่ั คง อย่าแตกความสามัคคีกัน อยา่ ทารา้ ยกนั เอง ต้องทา
นบุ ารุงประเทศและพระศาสนาให้รุง่ เรือง นานาประเทศจะสรรเสริญช่นื ชมยกย่องชาวไทยและประเทศไทย
ตลอดไป
(คู่มือการเรยี นการสอนภาษาไทย คิดและเขยี นเชงิ สรา้ งสรรค:์ เรียงความ ย่อความและสรปุ ความ ช่วงชน้ั ที่๒-
ชว่ งช้ันท่ี๔)
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น เรือ่ ง การเขยี นยอ่ ความ
คาสัง่ จงเลือกคาตอบทถี่ ูกท่ีสุดเพยี งคาตอบเดียว แลว้ กากบาทลงในกระดาษคาตอบ
๑. ขอ้ ความใดบอกลักษณะของการยอ่ ความแบบสรปุ ความ
ก. การกล่าวเฉพาะความคิดสาคัญ ข. การกล่าวอยา่ งกระชบั เฉพาะใจความสาคญั
ค. การกล่าวถึงข้อเทจ็ จริงและขอ้ คิดเห็นท่นี ่าสนใจ
ง. การกล่าวถงึ เนื้อเร่อื งอยา่ งส้ัน ๆ โดยมตี วั ละครและความคิดเห็นสาคัญของเรอื่ ง
๒. ข้อความใดกล่าวไมถ่ ูกต้อง
ก. ใจความทีย่ ่อแลว้ จะเป็นกี่ยอ่ หนา้ ก็ได้ ข. ถา้ เป็นร้อยกรองให้เปลย่ี นเป็นภาษาธรรมดา
ค. ถา้ ไมม่ ชี ือ่ เรอ่ื งใหใ้ ช้ใจความสาคญั ตัง้ ชอ่ื เรื่อง ง. ถา้ เป็นบทสนทนาต้องเปลี่ยนเป็นแบบเล่าเร่ือง
๓. ขอ้ ความใดอธิบายความหมายของยอ่ ความได้ถกู ตอ้ ง
ก. เก็บใจความจากพลความ ข. หาขอ้ เท็จจรงิ จากย่อหนา้ หนง่ึ ๆ
ค. แยกพลความออกจากเนอื้ เรือ่ ง ง. เก็บเน้ือเรอื่ งเฉพาะที่เป็นใจความ
๔. “ถา้ เอาออกจากบทเขียน หรอื บทพดู ก็จะเปลี่ยนแปลงสารทั้งหมด และข้อความที่เหลืออยอู่ าจเขา้ กัน
ไมไ่ ด้” ขอ้ ความน้ีกลา่ วถงึ ลกั ษณะของสิ่งใด
ก. ใจความ ข. พลความ ค. ข้อคิดเห็น ง. ข้อความแสดงอารมณ์
๕. ยอ่ ความควรมกี ี่ย่อหน้า
ก. ยอ่ หนา้ เดยี ว ข. เท่าจานวนยอ่ หนา้ ของเน้ือเรื่องเดมิ
ค. สามยอ่ หน้า คอื คานา เนอ้ื เรอ่ื ง สรุป
ง. สองยอ่ หนา้ คือ ย่อหนา้ คานา และยอ่ หนา้ เนอ้ื ความซง่ึ มกั ย่อเหลอื เพยี งย่อหนา้ เดียว
๖. ขอ้ ความใดไม่ได้กล่าวถึงหลักการย่อความ
ก. เขียนคานาตามแบบ ข. คงราชาศัพท์ไว้ ค. คงสรรพนามเดมิ ไว้ ง. ใช้สานวนภาษาของผยู้ ่อ
๗. การยอ่ ความนักเรียนควรปฏิบัติตามขอ้ ความใด
ก. ตัดคาราชาศัพทท์ ิง้ ไป ข. เปล่ยี นสานวนเป็นของผู้ย่อ
ค. ยอ่ หน้าทกุ คร้งั ท่ขี ึ้นตอนใหม่ ง. เปลย่ี นคาราชาศพั ทเ์ ป็นคาสามญั
๘. การเขียนยอ่ ความควรใช้วิธเี ขยี นอยา่ งไรจงึ จะดีท่สี ุด
ก. อา่ นวิเคราะหไ์ ปพรอ้ มกับเขียนยอ่ ไป
ข. ตคี วามแตล่ ะยอ่ หน้าแลว้ นามาเขียนเรียงลาดบั ด้วยสานวนของตนเอง
ค. อา่ นจบั ใจความสาคญั แล้วจงึ เรียบเรยี งเป็นข้อความด้วยสานวนตนเอง
ง. ขดี เส้นใต้ข้อความท่ีเป็นใจความสาคญั แล้วนามาเรยี บเรยี งเขยี นให้ต่อเน่ืองกัน
๙. ข้อความใดไมใ่ ช่ประโยชนข์ องการยอ่ ความ
ก. การเขียนคาตอบขอ้ สอบ ข. การตคี วามบทรอ้ ยกรอง
ค. การบันทึกรายงานการประชมุ ง. การยอ่ ความรจู้ ากหนังสอื เรียน
๑๐. คาประพันธ์นีม้ ใี จความสาคญั เก่ียวกบั การพูดอย่างไร
“อนั พดู น้ันไม่ยากปานใด เพื่อนเอย
ใครทมี่ ีล้นิ อาจ พดู ได้
สาคัญแตท่ ีใ่ น คาพดู นัน่ เอง
อาจจะทาให้ชอบ หรอื ชัง”
ก. ความรู้สกึ ของผู้พดู ข. ความยากง่ายในการพูด
ค. เจตนาทผี่ ้พู ดู ตอ้ งการส่อื ง. ความสาคญั ของถ้อยคาทพ่ี ดู
เฉลย ๑. ก ๒. ก ๓.ง ๔. ก ๕. ง ๖. ค ๗. ข ๘. ค ๙. ก ๑๐. ง
ใบงานที่ ๒.๑
เรอ่ื งหลกั การเขยี นยอ่ ความ
คาช้แี จ้ง ใหน้ ักเรียนเขียนแผนผังหลกั การเขียนยอ่ ความ
ชื่อ ............................................................................... ช้นั .................... เลขที่ ..................
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานรายบคุ คล
คาชแ้ี จง : ให้ ผูส้ อน สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขีด ลงในชอ่ งท่ี
ตรงกับระดบั คะแนน
ท่ี ชือ่ -สกุล ความ ความรบั การตรง ความ ผลสาเรจ็ รวม
ของผรู้ บั การ ต้ังใจ ผิด ต่อเวลา สะอาด ของงาน 20
ประเมนิ
ในการ ชอบ เรียบรอ้ ย คะแนน
ทางาน
43214321 432143214321
ลงชอื่ .................................................... ผปู้ ระเมิน
................ /................ /................
เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ต่ากว่า 10 ปรบั ปรงุ
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมอย่างสม่าเสมอ ให้
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครัง้ ให้ 4 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมบางครัง้ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยคร้งั ให้ 2 คะแนน
1 คะแนน
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลมุ่
ชอื่ กลุม่ ชน้ั
คาชแ้ี จง : ให้ ผู้สอน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ลงในช่อง
ทตี่ รงกบั ระดับคะแนน
ลาดบั ที่ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
4321
1 การแบ่งหน้าท่ีกนั อย่างเหมาะสม
2 ความรว่ มมือกันทางาน ลงช่อื ....................................................ผปู้ ระเมนิ
3 การแสดงความคิดเห็น (นางสาวธัญญา ดาทอง)
4 การรับฟังความคดิ เหน็
5 ความมนี ้าใจช่วยเหลือกัน ................ /................ /................
รวม
เกณฑ์การใหค้ ะแนน เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 4 คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ
ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบอ่ ยครงั้ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางคร้งั ให้ 2 คะแนน 18 - 20 ดีมาก
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยคร้ัง ให้ 1 คะแนน
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ตา่ กว่า 10 ปรบั ปรงุ
แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
คาชแ้ี จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ลงในช่อง
ที่ตรงกับระดบั คะแนน
คุณลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
4321
อนั พงึ ประสงค์ดา้ น
1.รักชาติ ศาสน์ 1.1 ยืนตรงเม่อื ได้ยินเพลงชาติ ร้องเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ าย
กษตั รยิ ์ ความหมายของเพลงชาติ
1.2 ปฏบิ ัติตนตามสทิ ธแิ ละหนา้ ทข่ี องพลเมือง
1.3 ใหค้ วามรว่ มมอื ร่วมใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชิกในโรงเรยี น
และชมุ ชน
1.4 เขา้ ร่วมกจิ กรรมและมสี ่วนร่วมในการจัดกจิ กรรมทสี่ รา้ งความ
สามคั คี ปรองดอง และเป็นประโยชน์ตอ่ โรงเรียน ชมุ ชน และสงั คม ช่ืน
ชมความเปน็ ไทย
1.5 เข้ารว่ มกิจกรรมทางศาสนาทีต่ นนับถือ ปฏบิ ัตติ นตามหลกั ของ
ศาสนา
1.6 เขา้ รว่ มกจิ กรรมและมสี ว่ นร่วมในการจัดกิจกรรมทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับ
สถาบนั พระมหากษตั รยิ ต์ ามท่โี รงเรียนและชุมชนจดั ขึ้น
2. ซอ่ื สัตย์ สจุ รติ 2.1 ใหข้ อ้ มูลท่ถี กู ตอ้ ง และเป็นจริง
2.2 ปฏบิ ัติในสิง่ ท่ถี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ท่จี ะกระทาความผิด
ทาตามสญั ญาที่ตนให้ไว้กบั เพอ่ื น พ่อแม่ หรอื ผ้ปู กครอง และครู
2.3 ปฏิบัติตนตอ่ ผู้อนื่ ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไม่หาประโยชนใ์ นทางทไี่ ม่
ถกู ต้อง
3. มวี นิ ัย 3.1 ปฏิบัตติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ข้อบังคับของครอบครวั
รับผิดชอบ โรงเรียน และสงั คม ไม่ละเมิดสทิ ธิของผ้อู ่ืน ตรงต่อเวลาในการปฏบิ ัติ
กจิ กรรมตา่ ง ๆ ในชวี ิตประจาวนั และรับผิดชอบในการทางาน
4. ใฝเ่ รียนรู้ 4.1 แสวงหาข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ตา่ ง ๆ
4.2 มกี ารจดบันทึกความรอู้ ย่างเปน็ ระบบ
4.3 สรปุ ความรู้ไดอ้ ย่างมีเหตุผล
5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง 5.1 ใช้ทรพั ย์สนิ ของตนเอง เช่น ส่งิ ของ เคร่ืองใช้ ฯลฯ อย่างประหยัด
คุ้มค่า และเก็บรักษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอย่างเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของส่วนรวมอย่างประหยัด คมุ้ ค่า และเกบ็ รกั ษาดูแล
อยา่ งดี
5.3 ปฏิบัติตนและตดั สินใจด้วยความรอบคอบ มเี หตุผล
คุณลักษณะ รายการประเมนิ ระดับคะแนน
อันพงึ ประสงค์ด้าน 4321
5.4 ไมเ่ อาเปรียบผอู้ นื่ และไม่ทาใหผ้ อู้ ืน่ เดอื ดร้อน พรอ้ มให้อภัยเมอ่ื
ผอู้ ่นื กระทาผิดพลาด
5.5 วางแผนการเรียน การทางานและการใชช้ ีวติ ประจาวันบนพ้ืนาาน
ของความรู้ ขอ้ มูล ข่าวสาร
5.6 รเู้ ท่าทันการเปลยี่ นแปลงทางสังคม และสภาพแวดล้อม ยอมรบั
และปรบั ตัว อย่รู ่วมกับผู้อนื่ ได้อย่างมคี วามสขุ
6. มุ่งมน่ั ในการ 6.1 เอาใจใสต่ อ่ การปฏบิ ัตหิ น้าท่ีท่ีไดร้ บั มอบหมาย
ทางาน 6.2 ต้งั ใจและรับผิดชอบในการทางานให้สาเร็จ
6.3 ปรบั ปรุงและพฒั นาการทางานอย่างรอบคอบ
6.4 ทมุ่ เท ทางาน อดทน ไมท่ ้อตอ่ ปญั หาและอุปสรรค
6.5 พยายามแก้ปญั หาและอปุ สรรคในการทางานให้สาเรจ็
6.6 ช่ืนชมผลงานความสาเรจ็ ด้วยความภาคภูมใิ จ
7. รักความเป็นไทย 7.1 มีจติ สานกึ ในการอนรุ ักษ์วัฒนธรรมและภมู ิปญั ญาไทย
7.2 เหน็ คณุ ค่าและปฏิบัตติ นตามวัฒนธรรมไทย
8. มีจติ สาธารณะ 8.1 ร้จู ักช่วยพอ่ แม่ ผู้ปกครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ช่วยคดิ ชว่ ยทา แบ่งปันส่งิ ของ ทรัพย์สิน และอนื่ ๆ
และชว่ ยแก้ปญั หาให้ผู้อ่นื
8.3 ดแู ล รักษาทรัพยส์ ินของห้องเรยี น โรงเรยี น ชุมชน
8.4 เขา้ รว่ มกจิ กรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชนข์ องโรงเรียนและ
ชมุ ชน
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ
ลงชื่อ .................................................... ผปู้ ระเมิน ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
................ /................ /................
104 - 124 ดมี าก
183 - 103 ดี
62 - 82 พอใช้
ตา่ กว่า 62 ปรับปรุง
เกณฑก์ ารให้คะแนน 4 คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤติกรรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤติกรรมบอ่ ยครั้ง ให้ 2 คะแนน
ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบางครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมนอ้ ยครง้ั ให้
แบบบนั ทกึ หลงั การสอน
ดา้ นความรู้
ดา้ นทักษะ
ดา้ นเจตคติ
ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
ด้านคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
ปัญหา/อปุ สรรค
แนวทางแกไ้ ข
ข้อเสนอแนะ
ลงช่ือ............................................ครผูส้ อน
(นางสาวธัญญา ดาทอง)
วนั ท่ี ........ เดือน ..........................พ.ศ..........
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๒ วิชาภาษาไทย ๓
กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
เวลา ๕ ชว่ั โมง
รหสั ท 3210๑ เวลา ๑ ช่วั โมง
หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ ๒ เรอื่ ง เขียนรอ้ ยถ้อยคา โรงเรียนหนองกพี่ ทิ ยาคม
เรอ่ื ง การเขียนยอ่ ความจากสารคดี
ครูผสู้ อน นางสาวธัญญา ดาทอง
1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวชว้ี ัด
ท๒.๑ ม.4-6/๓ ใช้กระบวนการเขยี นเขียนสอ่ื สาร เขยี นเรียงความ ยอ่ ความ และเขยี น
เรอ่ื งราวในรปู แบบต่าง ๆ
๒. สาระสาคญั
การยอ่ ความ คือการเกบ็ ใจความสาคญั ของเรอ่ื งมาเรียบเรยี งใหม่ ให้สั้นกวา่ เดิมแต่มีใจความสาคญั
ครบถ้วนสมบรู ณว์ า่ ใคร ทาอะไร ท่ีไหน เม่อื ไร อย่างไร โดยใช้สานวนภาษาของผู้ยอ่ เอง
๓. สาระการเรยี นรู้
การเขยี นยอ่ ความจากสอื่ ตา่ ง ๆ
เชน่ สารคดี
๔. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
๑. อธิบายรปู แบบการเขยี นย่อความจากสารคดีได้
๒. เขยี นยอ่ ความจากสารคดไี ด้
๓. มีมารยาทในการเขยี น
5. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
๕.1 ความสามารถในการสื่อสาร
๕.2 ความสามารถในการคิด
1) ทกั ษะการเปรียบเทยี บ
2) ทักษะการวเิ คราะห์
3) ทกั ษะการสรา้ งความรู้
๕.3 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
๖. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. มวี ินยั
2. ใฝ่เรียนรู้
3. มุ่งม่ันในการทางาน
7. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขน้ั นาเข้าสบู่ ทเรียน
๑. ครเู ปิดสารคดจี าก Youtube รายการสารคดีหนังพาไป ตอน มมุ ไบ ก้าวแรกบนแผ่นดินศักด์ิสิทธิ์
ใหน้ กั เรยี นชม เพือ่ ใหเ้ หน็ ถึงความหมายของสารคดี
๒. ครูสนทนากับนักเรียนเรื่อง สารคดีประภทต่าง ๆ ว่ามีทัง้ หมดก่ีชนิด อะไรบ้าง แตล่ ะชนดิ แตกตา่ ง
กันอยา่ งไร
๓. นักเรียนตอบคาถามกระตุ้นความคิดว่า สารคดีท่ีครูเปิดให้ชม เป็นสารคดี ประเภทใด และต่าง
จากประเภทอนื่ ๆ อย่างไร (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรียน โดยใหอ้ ยู่ในดุลยพนิ ิจของครูผูส้ อน)
ขั้นสอน
๑. ครแู ละนักเรยี นทบทวนความรู้ เรือ่ ง หลกั การเขยี นยอ่ ความ พร้อมดอู งค์ประกอบของการเขียนย่อ
ความ ประเภทสารคดี และบันทึกความรู้ลงสมุด
๒. ครูยกตัวอยา่ งการยอ่ ความสารคดี จากรายการ หนังพาไป ๑ เรอื่ ง ใหน้ ักเรียนดูเป็นตวั อยา่ ง
หลังจากนัน้ ใหน้ ักเรียนเขยี นย่อความสารคดีลงในสมุด ดังนี้
คาชแ้ี จง
ให้นักเรยี นรับชมสารคดีทอ่ งเที่ยว รายการ หนังพาไปจาก Youtube ตอนใดก็ได้มาคนละ
๑ เรอื่ ง จากนนั้ เขียนยอ่ ความสารคดีตอนทน่ี ักเรียนดลู งใน Canva หรือ Word ส่งในกลุม่ เฟซบุก๊
ข้ันสรุป
๑. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรุปความรู้ เร่อื ง การเขยี นยอ่ ความสารคดี
๒. นกั เรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคดิ สารคดีท่องเทยี่ วให้ประโยชน์อะไรกบั นกั เรียนบ้าง
(พิจารณาตามคาตอบของนกั เรียน โดยให้อยู่ในดลุ ยพนิ จิ ของครูผสู้ อน)
8. ส่อื /แหล่งการเรียนรู้
- ช่อง Youtube หนังพาไป
- ใบความรู้ เรอ่ื ง หลักการเขียนย่อความ
- ใบความรู้ เร่ือง สารคดี
- Presentation เร่อื ง สารคดีนา่ รู้
- แอป Canva หรอื Word
9. การวัดและประเมนิ ผล
ประเดน็ ท่ีตอ้ งการวัด วิธีการ เคร่ืองมอื เกณฑ์
ตรวจบนั ทึกความรู้
อธบิ ายรูปแบบการ การเขียนบันทกึ นกั เรยี นทาถกู ตอ้ งร้อยละ ๖๐
เขยี นยอ่ ความจากสาร การเขยี นยอ่ ความ ความรู้ ผ่านเกณฑ์
คดไี ด้
สังเกตพฤติกรรมการ แบบประเมนิ การ ระดับคุณภาพดี ผา่ นเกณฑ์
เขียนยอ่ ความสารคดี ทางาน เขียนย่อความ
ได้
แบบสังเกต ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
มีมารยาทในการเขยี น พฤติกรรมการทางาน
ใบความรู้สารคดี
สารคดี เป็นงานเขียนสร้างสรรค์เชิงวิชาการ ท่ีเรียบเรียงข้ึนจากความจริง นาเสนอเร่ืองราว
ข้อเทจ็ จริง มุ่งใหค้ วามร้แู ละความเพลิดเพลนิ แก่ผ้อู ่าน ซึง่ ผู้เขยี นต้องมีการจดั ระเบียบความคิดในการนาเสนอ
รจู้ กั ใชส้ านวนภาษาทีท่ ันสมยั เร้าความสนใจ เพ่ือให้ผู้อา่ นมคี วามรู้สึกอยากตดิ ตาม
สารคดี สารคดีแบ่งได้เป็น ๓ ประเภทใหญ่ ๆ คือ สารคดีประวัตบิ ุคคล สารคดีท่องเท่ียว และสารคดี
แนะนา ซงึ่ สารคดีต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะตัวทแ่ี ตกตา่ งกนั
ความหมาย
สารคดี คือ งานเขียนอย่างสร้างสรรค์ ท่ีมีลักษณะคล้ายบทความ แต่ไม่ใช่บทความ นักวิชาการได้
อธบิ ายความหมายของสารคดไี ว้ตา่ ง ๆ กัน ดงั นี้
พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ (๒๕๔๖, ๑๑๘๒) ได้ให้ความหมายของสารคดีไว้ว่า
สารคดี (สาระ-) น. เร่ืองที่เรียบเรียงข้น จากความจริง ไม่ใช่จินตนาการ เช่น สารคดีท่องเที่ยว สารคดี
ชวี ประวัติ
ปานฉาย าานธรรม (ม.ป.ป., ๕๑) อธิบายว่า “สารคดี คือ การเขียนท่ีเน้นข้อมูลที่เป็นความจริงมาก
ท่สี ดุ โดยมจี ุดม่งุ หมายเพ่อื ใหค้ วามรแู้ ละความจริง เพอื่ ให้เกิดคณุ คา่ ทางปญั ญา”
ลักษณะของสารคดี
สารคดีเป็นงานเขียนที่มงุ่ ให้ผู้อ่านได้รับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในโลก จึงเป็นข้อมูล เรื่องราวท่ีเป็นเรื่อง
จริง มรี ุปแบบการนาเสนอท่ีไม่เจาะลึกด้านเน้ือหา และมลี ีลาการเขยนี ที่สร้างความเพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน ซ่งมี
ความแตกต่างจากงานเขียนประเภทอ่นื ๆ ลักษณะของสารคดี มีดงั น้ี
๑. ความคิดสร้างสรรค์ (creative) ในการเขียนสารคดี ผู้เขียนมอี ิสระท่ีจะใช้ความสามารถในการผูก
เร่อื ง ลาดบั ตามความต้องการ
๒. ความเปน็ อัตวสิ ัย (subjectivity) ผูเ้ ขียนสามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความร้สู ึก นึกคิดของตนให้ผูอ้ ่ืน
ได้ทราย โดยเลือกใช้ภาษาใหเ้ หมาะสม
๓. ความมีสาระ (informativeness) สารคดีเป็นงานเขียนท่ีนาเสนอข้อมูล เรื่องราวท่ีเป็นเรื่องจริง
ขอ้ เท็จจริง ซงึ่ ความจริงบางเรื่องไม่มีคุณสมบัติพอ ท่ีจะเขียนเป็นข่าว แต่สามารถนามาเขียนเป็นสารคดีท่ีให้
สาระและแงค่ ดิ ได้
๔. ความบันเทิง (entertainment) ผู้เขียนมุ่งให้ความรู้ที่น่าสนใจ และความเพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน ซึ่ง
เปน็ การผ่อนคลายความเครยี ดจากการอ่านขา่ ว
๕. ความไม่ล้าสมัย (unperishable) สารคดีนน้ั เป็นงานเขียนทีไ่ ม่ต้องคานึงถงข้อจากัดด้านเวลา ซึ่ง
แตกต่างจากขา่ วท่ตี อ้ งสด รวดเรว็ ตอ่ เหตกุ ารณ์
ประเภทของสารคดี
๑. สารคดปี ระวัติบุคคล
สารคดปี ระวัตบิ ุคคล แบง่ ได้ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่
๑.๑ สารคดอี ัตชีวประวตั ิ หมายถึง สารคดีท่ีเจ้าของประวัติเขียนเล่าประวัตแิ ละเหตุการณ์ท่ี
เก่ยี วขอ้ งกบั ตนเอง
๑.๒ สารคดชี ีวประวตั ิ หมายถึง สารคดที ่ีมผี ู้อ่ืนกลา่ วถงึ อาจเปน็ ชีวประวัตริ วมหลาย ๆ ชีวิต
ในเล่มเดยี ว หรอื อาจเปน็ ชีวประวตั ขิ องคนเดียวกไ็ ด้
๒. สารคดีท่องเท่ียว
สารคดีท่องเท่ยี ว เป็นสารคดที ี่เล่าเรื่องราวการเดินทางไปในสถานท่ตี ่าง ๆ มุ่งให้ความรแู้ ก่ผู้อ่านใน
ด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ความเป็นอยู่ของคน รวมท้ังรายละเอียดปลีกย่อย ที่เป็นคู่มือการ
เดินทาง เชน่ เส้นทางการเดนิ ทาง ทีพ่ กั อาหาร ฯลฯ นอกจากนั้นผเู้ ขยี นมกั ให้ขอ้ สังเกต และแสดงทศั นะตอ่ ส่ิง
ท่ีพบเห็นดว้ ย
๓. สารคดแี นะนา
สารคดีแนะนาจะมีเน้ือหาหลากหลาย ครอบคลุมการดาเนินชีวิตของมนุษย์ทุกแง่มุม ต้ังแต่เรื่อง
ปจั จยั สี่ การประกอบอาชีพ จนถึงการพักผ่อนหย่อนใจ
ขอ้ มลู จาก http://www.kruthai40.com/
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการเขยี นย่อความ
เลข ชอื่ -สกลุ รูปแบบ เขียน เวน้ วรรค สรปุ การเรียบ ความ รวม ๔๐
ท่ี การยอ่ สะกด ข้อความ ใจความ เรียง สะอาด คะแนน
ความ คา ถูกต้อง ชดั เจน ขอ้ ความ
ถูกตอ้ ง ถกู ตอ้ ง
๕ ๕ ๕ ๑๐ ๑๐ ๕
ลงชือ่ .................................................. ผปู้ ระเมิน
(นางสาวธญั ญา ดาทอง)
เกณฑต์ ัดสนิ
คะแนน ๓๓-๔๐ หมายถึง ดมี าก
คะแนน ๒๕-๓๒ หมายถงึ ดี
คะแนน ๑๗-๒๔ หมายถึง พอใช้
คะแนน ๑๐-๑๖ หมายถงึ ปรับปรุง
เกณฑ์การผา่ นตัง้ แต่ระดับดขี ้นึ ไป
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานรายบคุ คล
คาชแ้ี จง : ให้ ผูส้ อน สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขีด ลงในชอ่ งท่ี
ตรงกับระดบั คะแนน
ท่ี ชือ่ -สกุล ความ ความรบั การตรง ความ ผลสาเรจ็ รวม
ของผรู้ บั การ ต้ังใจ ผิด ต่อเวลา สะอาด ของงาน 20
ประเมนิ ในการ ชอบ เรียบรอ้ ย คะแนน
ทางาน
43214321 432143214321
ลงชอื่ .................................................... ผปู้ ระเมิน
................ /................ /................
เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ต่ากว่า 10 ปรบั ปรงุ
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมอย่างสม่าเสมอ ให้
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครัง้ ให้ 4 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมบางครัง้ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยคร้งั ให้ 2 คะแนน
1 คะแนน
แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
คาชแ้ี จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ลงในช่อง
ที่ตรงกับระดบั คะแนน
คุณลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
4321
อนั พงึ ประสงค์ดา้ น
1.รักชาติ ศาสน์ 1.1 ยืนตรงเม่อื ได้ยินเพลงชาติ ร้องเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ าย
กษตั รยิ ์ ความหมายของเพลงชาติ
1.2 ปฏบิ ัติตนตามสทิ ธแิ ละหนา้ ทข่ี องพลเมือง
1.3 ใหค้ วามรว่ มมอื ร่วมใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชิกในโรงเรยี น
และชมุ ชน
1.4 เขา้ ร่วมกจิ กรรมและมสี ่วนร่วมในการจัดกจิ กรรมทสี่ รา้ งความ
สามคั คี ปรองดอง และเป็นประโยชน์ตอ่ โรงเรียน ชมุ ชน และสงั คม ช่ืน
ชมความเปน็ ไทย
1.5 เข้ารว่ มกิจกรรมทางศาสนาทีต่ นนับถือ ปฏบิ ัตติ นตามหลกั ของ
ศาสนา
1.6 เขา้ รว่ มกจิ กรรมและมสี ว่ นร่วมในการจัดกิจกรรมทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับ
สถาบนั พระมหากษตั รยิ ต์ ามท่โี รงเรียนและชุมชนจดั ขึ้น
2. ซอ่ื สัตย์ สจุ รติ 2.1 ใหข้ อ้ มูลท่ถี กู ตอ้ ง และเป็นจริง
2.2 ปฏบิ ัติในสิง่ ท่ถี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ท่จี ะกระทาความผิด
ทาตามสญั ญาที่ตนให้ไว้กบั เพอ่ื น พ่อแม่ หรอื ผ้ปู กครอง และครู
2.3 ปฏิบัติตนตอ่ ผู้อนื่ ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไม่หาประโยชนใ์ นทางทไี่ ม่
ถกู ต้อง
3. มวี นิ ัย 3.1 ปฏิบัตติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ข้อบังคับของครอบครวั
รับผิดชอบ โรงเรียน และสงั คม ไม่ละเมิดสทิ ธิของผ้อู ่ืน ตรงต่อเวลาในการปฏบิ ัติ
กจิ กรรมตา่ ง ๆ ในชวี ิตประจาวนั และรับผิดชอบในการทางาน
4. ใฝเ่ รียนรู้ 4.1 แสวงหาข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ตา่ ง ๆ
4.2 มกี ารจดบันทึกความรอู้ ย่างเปน็ ระบบ
4.3 สรปุ ความรู้ไดอ้ ย่างมีเหตุผล
5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง 5.1 ใช้ทรพั ย์สนิ ของตนเอง เช่น ส่งิ ของ เคร่ืองใช้ ฯลฯ อย่างประหยัด
คุ้มค่า และเก็บรักษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอย่างเหมาะสม
5.2 ใชท้ รพั ยากรของส่วนรวมอย่างประหยัด คมุ้ ค่า และเกบ็ รกั ษาดูแล
อยา่ งดี
5.3 ปฏิบัติตนและตดั สินใจด้วยความรอบคอบ มเี หตุผล
คุณลักษณะ รายการประเมนิ ระดับคะแนน
อันพงึ ประสงค์ด้าน 4321
5.4 ไมเ่ อาเปรียบผอู้ นื่ และไม่ทาใหผ้ อู้ ืน่ เดอื ดร้อน พรอ้ มให้อภัยเมอ่ื
ผอู้ ่นื กระทาผิดพลาด
5.5 วางแผนการเรียน การทางานและการใชช้ ีวติ ประจาวันบนพ้ืนาาน
ของความรู้ ขอ้ มูล ข่าวสาร
5.6 รเู้ ท่าทันการเปลยี่ นแปลงทางสังคม และสภาพแวดล้อม ยอมรบั
และปรบั ตัว อย่รู ่วมกับผู้อนื่ ได้อย่างมคี วามสขุ
6. มุ่งมน่ั ในการ 6.1 เอาใจใสต่ อ่ การปฏบิ ัตหิ น้าท่ีท่ีไดร้ บั มอบหมาย
ทางาน 6.2 ต้งั ใจและรับผิดชอบในการทางานให้สาเร็จ
6.3 ปรบั ปรุงและพฒั นาการทางานอย่างรอบคอบ
6.4 ทมุ่ เท ทางาน อดทน ไมท่ ้อตอ่ ปญั หาและอุปสรรค
6.5 พยายามแก้ปญั หาและอปุ สรรคในการทางานให้สาเรจ็
6.6 ช่ืนชมผลงานความสาเรจ็ ด้วยความภาคภูมใิ จ
7. รักความเป็นไทย 7.1 มีจติ สานกึ ในการอนรุ ักษ์วัฒนธรรมและภมู ิปญั ญาไทย
7.2 เหน็ คณุ ค่าและปฏิบัตติ นตามวัฒนธรรมไทย
8. มีจติ สาธารณะ 8.1 ร้จู ักช่วยพอ่ แม่ ผู้ปกครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ช่วยคดิ ชว่ ยทา แบ่งปันส่งิ ของ ทรัพย์สิน และอนื่ ๆ
และชว่ ยแก้ปญั หาให้ผู้อ่นื
8.3 ดแู ล รักษาทรัพยส์ ินของห้องเรยี น โรงเรยี น ชุมชน
8.4 เขา้ รว่ มกจิ กรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชนข์ องโรงเรียนและ
ชมุ ชน
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ
ลงชื่อ .................................................... ผปู้ ระเมิน ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
................ /................ /................
104 - 124 ดมี าก
183 - 103 ดี
62 - 82 พอใช้
ตา่ กว่า 62 ปรับปรุง
เกณฑก์ ารให้คะแนน 4 คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤติกรรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤติกรรมบอ่ ยครั้ง ให้ 2 คะแนน
ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบางครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมนอ้ ยครง้ั ให้
แบบบนั ทกึ หลงั การสอน
ดา้ นความรู้
ดา้ นทักษะ
ดา้ นเจตคติ
ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
ด้านคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
ปัญหา/อปุ สรรค
แนวทางแกไ้ ข
ข้อเสนอแนะ
ลงช่ือ............................................ครผูส้ อน
(นางสาวธัญญา ดาทอง)
วนั ท่ี ........ เดือน ..........................พ.ศ..........
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี ๓ วิชาภาษาไทย ๓
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 5
เวลา ๕ ชว่ั โมง
รหัส ท 3210๑ เวลา ๑ ช่วั โมง
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๒ เรือ่ ง เขยี นรอ้ ยถ้อยคา โรงเรยี นหนองกพ่ี ทิ ยาคม
เรื่อง การเขยี นย่อความจากบทความ
ครูผู้สอน นางสาวธัญญา ดาทอง
1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวชี้วัด
ท๒.๑ ม.4-6/๓ ใชก้ ระบวนการเขียนเขียนสอ่ื สาร เขียนเรยี งความ ย่อความ และเขียน
เร่อื งราวในรูปแบบต่าง ๆ
๒. สาระสาคญั
การย่อความ คือการเก็บใจความสาคญั ของเร่ืองมาเรยี บเรยี งใหม่ ให้สน้ั กว่าเดมิ แตม่ ีใจความสาคัญ
ครบถว้ นสมบูรณว์ า่ ใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร โดยใช้สานวนภาษาของผู้ย่อเอง
๓. สาระการเรียนรู้
การเขียนย่อความจากสือ่ ตา่ ง ๆ
เชน่ บทความ
๔. จุดประสงค์การเรียนรู้
๑. อธบิ ายรูปแบบการเขยี นย่อความจากบทความทางวิชาการได้
๒. เขยี นยอ่ ความบทความทางวชิ าการได้
๓. มมี ารยาทในการเขียน
5. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
๕.1 ความสามารถในการสอ่ื สาร
๕.2 ความสามารถในการคิด
1) ทักษะการเปรียบเทยี บ
2) ทกั ษะการวิเคราะห์
3) ทกั ษะการสรา้ งความรู้
๕.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
๖. คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. มวี ินยั
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. ม่งุ มนั่ ในการทางาน
7. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขัน้ นาเขา้ สบู่ ทเรยี น
๑. แบ่งนักเรยี นออกเป็นกลุ่ม (ยดึ ตามแผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๑ ในหนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๑ )
๒. ครแู ละนักเรยี นอ่านบทความ เรื่อง ฮาวททู ิ้ง หนา้ กากอนามัย ให้ปลอดภยั ห่างไกลจากโรค พรอ้ ม
ท้งั ร่วมกันอภปิ รายภายในกลุ่ม
๓. นักเรียนตอบคาถามกระตุ้นความคิดว่า บทความที่ครูให้อ่านดีอย่างไร แล้วทาไมเราต้องอ่าน
บทความนี้ (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรียน โดยให้อย่ใู นดลุ ยพนิ ิจของครูผ้สู อน)
ข้ันสอน
๑. ครแู ละนกั เรยี นทบทวนความรู้ เร่อื ง หลักการเขยี นย่อความ พร้อมดอู งค์ประกอบของการเขยี นยอ่
ความ ประเภทบทความเชิงวชิ าการ และบนั ทกึ ความรลู้ งสมดุ
๒. ครูมอบหมายให้นักเรยี นแต่ละกลมุ่ เลือกบทความทส่ี นใจมากลุ่มละ ๑ เรอ่ื ง โดยสบื ค้นจากแหล่ง
สารสนเทศ
๓. นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ นาบทความทีเ่ ลอื กมาเขียนยอ่ ความ หลังจากน้นั สง่ ตัวแทนกลุ่มออกมานาเสนอ
การเขยี นยอ่ ความจากบทความท่กี ลุ่มนกั เรียนเลอื ก
๔. มอบหมายให้นกั เรยี นนาข้อมลู ท่ยี อ่ ความได้ นาเสนอลงใน Canva เพอื่ เก็บผลงานไว้เปน็ E-Book
ขน้ั สรปุ
๑. ครูกล่าวชืน่ ชม พร้อมให้คาแนะนานกั เรียนแตล่ ะกลมุ่
๒. ครูและนกั เรยี นร่วมกนั สรปุ ความรู้ เร่ือง การเขียนย่อความบทความ
๒. นักเรียนตอบคาถามกระต้นุ ความคิด การยอ่ ความบทความท่ีน่าสนใจมปี ระโยชนอ์ ย่างไร
(พิจารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยให้อยู่ในดลุ ยพินจิ ของครผู สู้ อน)
8. สอื่ /แหลง่ การเรยี นรู้
- ใบความรู้ เรอ่ื ง หลักการเขียนย่อความ
- Presentation เรื่อง บทความนา่ รู้
- แอปพลเิ คช่นั Canva
- แหล่งสารสนเทศ https://www.manulife.co.th/how-to-ting บทความ เรอื่ ง ฮาวทูท้ิง หน้ากาก
อนามยั ใหป้ ลอดภยั หา่ งไกลจากโรค
9. การวัดและประเมินผล
ประเด็นท่ตี อ้ งการวดั วธิ ีการ เคร่ืองมือ เกณฑ์
ตรวจบันทึกความรู้
อธิบายรูปแบบการ การเขยี นบันทกึ นกั เรยี นทาถกู ตอ้ งรอ้ ยละ ๖๐
เขียนยอ่ ความจาก ความรู้ ผ่านเกณฑ์
บทความทางวิชาการ
ได้
เขียนยอ่ ความบทความ การเขียนยอ่ ความ แบบประเมนิ การ ระดับคุณภาพดี ผ่านเกณฑ์
ได้ เขียนย่อความ
มีมารยาทในการเขียน สงั เกตพฤตกิ รรมการ แบบสงั เกต ระดบั คณุ ภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
ทางาน พฤตกิ รรมการทางาน
ฮาวททู ง้ิ หนา้ กากอนามัย ให้ปลอดภัย
ห่างไกลจากโรค
จากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยเรื่อยมาต้ังแต่ปีที่
ผ่านแล้ว ตอนน้ีได้มีการแพร่ระบาดของ "ไวรัสโคโรนา(ไวรัสโควิด-19)" ไวรัสสายพันธ์ุ
ใหม่ ทาให้ทุกคนหันมาป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยเพ่ือป้องกันฝุ่น PM
2.5 และไวรัสโคโรนา(ไวรัสโควิด-19)กันมากขึ้น ซ่ึงเวลาเลิกใช้หน้ากากอนามัยหลาย
คนมักจะถอดแลว้ ท้งิ ทันที ไม่ได้มกี ารจัดเกบ็ ที่ดี ซงึ่ เสี่ยงท่ีเชื้อโรคจะแพรก่ ระจาย เพราะ
หน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วถือเป็น "ขยะติดเช้ือ" วันนี้เลยจะมาแนะนาวิธีเก็บหน้ากาก
อนามัยทใ่ี ช้แล้วใหถ้ ูกวิธี โดยทาตามขน้ั ตอนได้งา่ ย ๆ ดังต่อไปนี้
1. ใชม้ ือจับห่วงท่เี กยี่ วหทู ้งั สองข้าง
2. ใช้นวิ้ มอื สองม้วนหนา้ กากเข้าหากัน โดยพลกิ ด้านในที่สมั ผัสกบั ใบหนา้ ของเราออก
3. เกบ็ แยกจากขยะอื่นๆ อาจจะใส่ไวใ้ นถงุ ทีป่ ิดสนิทหรือรวมกนั ใส่ถุงขยะไว้
โดยเฉพาะ
4. เขียนบนถงุ ขยะใหช้ ดั เจนวา่ เป็นขยะติดเชือ้ (หน้ากากอนามยั ใชแ้ ลว้ )
5. ล้างมือใหส้ ะอาดทกุ ครั้งหลังทิง้ หนา้ กากอนามัย
ทงั้ น้ียงั สามารถนาหนา้ กากอนามยั ไปท้ิงกับศูนยบ์ ริการสาธารณสขุ 68 แห่งและ
โรงพยาบาลสงั กัดกทม. 9 แหง่ ได้ โดยขยะจะถูกสง่ ตอ่ ไปเตาเผาขยะติดเชื้อท่ีอ่อนนุช
และหนองแขม แนะนาวา่ ใหโ้ ทรตดิ ต่อไปยงั สถานท่ีท่ีจะนาหนา้ กากอนามยั ไปทง้ิ กอ่ น วา่
สถานทน่ี น่ั รับทิง้ หรอื ไม่ เพราะไมใ่ ชว่ า่ ทกุ แหง่ จะรับทง้ิ ถา้ มีหนา้ กากอนามยั ท่ีใชแ้ ลว้ ไม่
เยอะมาก แนะนาใหจ้ ัดการดว้ ยตนเอง ตามขัน้ ตอนทไี่ ด้กลา่ วมาแลว้ ข้างต้นจะดีกวา่
ที่มาของข้อมลู : js100.com, news.thaipbs.or.th
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการเขยี นย่อความ
เลข ชอื่ -สกลุ รูปแบบ เขียน เวน้ วรรค สรปุ การเรียบ ความ รวม ๔๐
ท่ี การยอ่ สะกด ข้อความ ใจความ เรียง สะอาด คะแนน
ความ คา ถูกต้อง ชดั เจน ขอ้ ความ
ถูกตอ้ ง ถกู ตอ้ ง
๕ ๕ ๕ ๑๐ ๑๐ ๕
ลงชือ่ .................................................. ผปู้ ระเมิน
(นางสาวธญั ญา ดาทอง)
เกณฑต์ ัดสนิ
คะแนน ๓๓-๔๐ หมายถึง ดมี าก
คะแนน ๒๕-๓๒ หมายถงึ ดี
คะแนน ๑๗-๒๔ หมายถึง พอใช้
คะแนน ๑๐-๑๖ หมายถงึ ปรับปรุง
เกณฑ์การผา่ นตัง้ แต่ระดับดขี ้นึ ไป
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานกลมุ่
ชอื่ กลุม่ ชน้ั
คาชแ้ี จง : ให้ ผู้สอน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ลงในช่อง
ทตี่ รงกบั ระดับคะแนน
ลาดบั ที่ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
4321
1 การแบ่งหน้าท่ีกนั อย่างเหมาะสม
2 ความรว่ มมือกันทางาน ลงช่อื ....................................................ผปู้ ระเมนิ
3 การแสดงความคิดเห็น (นางสาวธัญญา ดาทอง)
4 การรับฟังความคดิ เหน็
5 ความมนี ้าใจช่วยเหลือกัน ................ /................ /................
รวม
เกณฑ์การใหค้ ะแนน เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 4 คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ
ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบอ่ ยครงั้ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางคร้งั ให้ 2 คะแนน 18 - 20 ดีมาก
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยคร้ัง ให้ 1 คะแนน
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ตา่ กว่า 10 ปรบั ปรงุ
แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
คาชแ้ี จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ลงในช่อง
ที่ตรงกับระดบั คะแนน
คุณลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
4321
อนั พงึ ประสงค์ดา้ น
1.รักชาติ ศาสน์ 1.1 ยืนตรงเม่อื ได้ยินเพลงชาติ ร้องเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ าย
กษตั รยิ ์ ความหมายของเพลงชาติ
1.2 ปฏบิ ัติตนตามสิทธแิ ละหนา้ ทข่ี องพลเมือง
1.3 ใหค้ วามรว่ มมอื ร่วมใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชิกในโรงเรยี น
และชมุ ชน
1.4 เขา้ ร่วมกจิ กรรมและมสี ่วนร่วมในการจัดกจิ กรรมทสี่ รา้ งความ
สามคั คี ปรองดอง และเป็นประโยชน์ตอ่ โรงเรียน ชมุ ชน และสงั คม ช่ืน
ชมความเปน็ ไทย
1.5 เข้ารว่ มกิจกรรมทางศาสนาทีต่ นนับถือ ปฏบิ ัตติ นตามหลกั ของ
ศาสนา
1.6 เขา้ รว่ มกจิ กรรมและมสี ว่ นร่วมในการจัดกิจกรรมทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับ
สถาบนั พระมหากษตั รยิ ต์ ามท่โี รงเรียนและชุมชนจดั ขึ้น
2. ซอ่ื สัตย์ สจุ รติ 2.1 ใหข้ อ้ มูลท่ถี กู ตอ้ ง และเป็นจรงิ
2.2 ปฏบิ ัติในสิง่ ท่ถี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ท่จี ะกระทาความผิด
ทาตามสญั ญาที่ตนให้ไว้กบั เพอ่ื น พอ่ แม่ หรอื ผ้ปู กครอง และครู
2.3 ปฏิบัติตนตอ่ ผู้อื่นดว้ ยความซอ่ื ตรง ไม่หาประโยชนใ์ นทางทไี่ ม่
ถกู ต้อง
3. มวี นิ ัย 3.1 ปฏิบัตติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ข้อบังคับของครอบครวั
รับผิดชอบ โรงเรียน และสงั คม ไม่ละเมิดสทิ ธิของผ้อู ่ืน ตรงต่อเวลาในการปฏบิ ัติ
กจิ กรรมตา่ ง ๆ ในชวี ิตประจาวนั และรับผิดชอบในการทางาน
4. ใฝเ่ รียนรู้ 4.1 แสวงหาข้อมูลจากแหล่งการเรยี นรู้ตา่ ง ๆ
4.2 มกี ารจดบันทึกความรอู้ ย่างเปน็ ระบบ
4.3 สรปุ ความรู้ไดอ้ ย่างมีเหตุผล
5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง 5.1 ใช้ทรพั ย์สนิ ของตนเอง เช่น สิ่งของ เคร่ืองใช้ ฯลฯ อย่างประหยัด
คุ้มค่า และเก็บรักษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอย่างเหมาะสม
5.2 ใชท้ รัพยากรของส่วนรวมอย่างประหยัด คมุ้ ค่า และเกบ็ รกั ษาดูแล
อยา่ งดี
5.3 ปฏิบัติตนและตดั สินใจด้วยความรอบคอบ มเี หตุผล
คุณลักษณะ รายการประเมนิ ระดับคะแนน
อันพงึ ประสงค์ด้าน 4321
5.4 ไมเ่ อาเปรียบผอู้ นื่ และไม่ทาใหผ้ อู้ ่นื เดอื ดร้อน พรอ้ มให้อภัยเมอ่ื
ผู้อ่นื กระทาผิดพลาด
5.5 วางแผนการเรียน การทางานและการใชช้ ีวติ ประจาวันบนพ้ืนาาน
ของความรู้ ขอ้ มูล ข่าวสาร
5.6 รู้เทา่ ทนั การเปลย่ี นแปลงทางสังคม และสภาพแวดล้อม ยอมรบั
และปรบั ตัว อย่รู ่วมกับผู้อนื่ ได้อย่างมคี วามสุข
6. มุ่งมน่ั ในการ 6.1 เอาใจใสต่ อ่ การปฏบิ ัตหิ น้าท่ีท่ีไดร้ บั มอบหมาย
ทางาน 6.2 ต้งั ใจและรับผิดชอบในการทางานให้สาเร็จ
6.3 ปรบั ปรงุ และพฒั นาการทางานอย่างรอบคอบ
6.4 ทมุ่ เท ทางาน อดทน ไมท่ ้อตอ่ ปญั หาและอุปสรรค
6.5 พยายามแก้ปญั หาและอปุ สรรคในการทางานให้สาเรจ็
6.6 ช่ืนชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภมู ใิ จ
7. รักความเป็นไทย 7.1 มีจติ สานกึ ในการอนรุ ักษ์วัฒนธรรมและภมู ิปญั ญาไทย
7.2 เหน็ คณุ ค่าและปฏิบัตติ นตามวัฒนธรรมไทย
8. มีจติ สาธารณะ 8.1 รจู้ ักช่วยพอ่ แม่ ผูป้ กครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ช่วยคดิ ชว่ ยทา แบ่งปนั ส่งิ ของ ทรัพย์สิน และอนื่ ๆ
และชว่ ยแก้ปญั หาให้ผู้อ่นื
8.3 ดแู ล รกั ษาทรัพยส์ ินของหอ้ งเรยี น โรงเรียน ชุมชน
8.4 เขา้ รว่ มกจิ กรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชนข์ องโรงเรียนและ
ชมุ ชน
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ
ลงชื่อ .................................................... ผปู้ ระเมิน ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
................ /................ /................
104 - 124 ดมี าก
183 - 103 ดี
62 - 82 พอใช้
ตา่ กว่า 62 ปรับปรุง
เกณฑก์ ารให้คะแนน 4 คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤติกรรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน
ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมบางครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมน้อยครง้ั ให้
แบบบนั ทกึ หลงั การสอน
ดา้ นความรู้
ดา้ นทักษะ
ดา้ นเจตคติ
ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
ด้านคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
ปัญหา/อปุ สรรค
แนวทางแกไ้ ข
ข้อเสนอแนะ
ลงช่ือ............................................ครผูส้ อน
(นางสาวธัญญา ดาทอง)
วนั ท่ี ........ เดือน ..........................พ.ศ..........
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๔ วชิ าภาษาไทย ๓
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 5
เวลา ๕ ชั่วโมง
รหัส ท 3210๑ เวลา ๒ ชัว่ โมง
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี ๒ เรอื่ ง เขียนรอ้ ยถ้อยคา โรงเรยี นหนองกพ่ี ทิ ยาคม
เรอ่ื ง การเขียนยอ่ ความจากบทความ
ครผู สู้ อน นางสาวธัญญา ดาทอง
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชว้ี ัด
ท๒.๑ ม.4-6/๓ ใช้กระบวนการเขยี นเขียนสอื่ สาร เขยี นเรยี งความ ยอ่ ความ และเขยี น
เร่อื งราวในรปู แบบต่าง ๆ
๒. สาระสาคัญ
การยอ่ ความ คือการเกบ็ ใจความสาคัญของเรือ่ งมาเรยี บเรียงใหม่ ให้ส้นั กว่าเดิมแตม่ ีใจความสาคญั
ครบถ้วนสมบูรณว์ า่ ใคร ทาอะไร ท่ีไหน เมื่อไร อย่างไร โดยใช้สานวนภาษาของผู้ย่อเอง
๓. สาระการเรียนรู้
การเขียนยอ่ ความจากส่ือตา่ ง ๆ
เช่น บทร้องกรอง
๔. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
๑. อธิบายรูปแบบการเขยี นย่อความจากบทร้อยกรองได้
๒. เขียนย่อความบทรอ้ ยกรองได้
๓. มมี ารยาทในการเขียน
5. สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น
๕.1 ความสามารถในการส่ือสาร
๕.2 ความสามารถในการคิด
1) ทกั ษะการเปรยี บเทียบ
2) ทกั ษะการวเิ คราะห์
3) ทกั ษะการสร้างความรู้
๕.3 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ
๖. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. มีวินยั
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มุ่งมนั่ ในการทางาน
7. กจิ กรรมการเรยี นรู้
วธิ สี อนแบบ สืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) ชั่วโมงที่ ๑
ขั้นท่ี ๑ กระตุ้นความสนใจ
๑. ครูใหน้ ักเรยี นทุกคน อ่านบทกวี ช้อนกงุ้ จากหนงั สือรวมบทกวี มือนน้ั สีขาวของศกั ดิศ์ ิริ มสี มสบื
๒. นักเรยี นร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทกวี
๓.ฃ. นักเรียนตอบคาถามกรุ้ตุ้นความคิดว่า บทกวีน้ี ทาไมถึงมีชื่อว่า “ช้อนกุ้ง” (พิจารณาตาม
คาตอบของนักเรยี น โดยให้อยใู่ นดุลยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)
ขนั้ ท่ี ๒ สารวจและคน้ หา
๑. ครแู ละนักเรียนทบทวนความรู้ เร่อื ง หลกั การเขยี นย่อความ และศึกษาองค์ประกอบการเขียนยอ่
ความบทร้อยกรองจากใบความรู้
๒. นักเรยี นเลือกบทกวที ่ตี นเองสนใจมาคนละ ๑ เรื่อง
ขน้ั ที่ ๓ อธบิ ายความรู้
๑. นักเรียนแต่ละคน ศึกษาเน้ือหาการย่อความบทร้อยกรองอย่างละเอียด เพ่ือให้เกิดความเข้าใจ
อยา่ งลึกซึง้
๒. นักเรยี นสรุปความรู้เร่ืองการเขียนยอ่ ความบทร้อยกรองลงในสมุด
๓. มอบหมายให้นักเรียนเขียนย่อความบทร้อยกรองจากบทกวีท่ีนักเรียนเลือกจากแหล่งสารสนเทศ
คนละ ๑ เร่อื ง เป็นการบา้ น ยอ่ ความและนาไปใสใ่ น Canva เพอื่ จัดเก็บ E-book ต่อไป
๓. นกั เรียนตอบคาถามกระตนุ้ ความคิดวา่ การย่อความบทร้อยกรองมีข้อแตกต่างจากการย่อความ
ประเภทอืน่ ๆ อย่างไร (พิจารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยูใ่ นดลุ ยพนิ ิจของครูผสู้ อน)
ชวั่ โมงที่ ๒
ขั้นที่ ๔ ขยายความรู้
๑. ครแู ละนกั เรยี นอภิปรายเรื่อง การยอ่ ความจากบทกวี
๒. ครูสุ่มนักเรียนออกมานาเสนอผลงานการเขียนยอ่ ความ ๓-๔ คนท่หี น้าชนั้ เรียน
๓. ครูและนกั เรยี นร่วมกันประเมนิ ผลงาน พร้อมทง้ั บอกข้อดแี ละบกพรอ่ ง เพ่อื ให้นกั เรยี นได้นาไป
ปรบั ปรุงและกลา่ วใหก้ าลงั ใจ
ข้ันท่ี ๕ สรุปความรู้
๑. ครูและนักเรียนรว่ มกนั สรุปความรู้การเขียนย่อความบทร้อยกรอง
๒. นกั เรยี นทาแบบทดสอบท้ายหน่วยการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๒ โดย Plicker
8. สอื่ /แหล่งการเรยี นรู้
- ใบความรู้ เรอื่ ง หลักการเขยี นยอ่ ความ
- Presentation เรอ่ื ง บทกวี
- แบบทดสอบทา้ ยหน่วยการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๒ โดย Plicker
- แอปพลิเคชนั่ Canva
- บทกวี ช้อนกุง้ ของศกั ดศ์ิ ริ ิ มีสมสบื
- หอ้ งสมุด
9. การวัดและประเมินผล
ประเดน็ ทีต่ อ้ งการวัด วิธีการ เครือ่ งมือ เกณฑ์
ตรวจบนั ทึกความรู้
อธบิ ายรปู แบบการ การเขยี นบันทึก นกั เรียนทาถกู ตอ้ งร้อยละ ๖๐
เขยี นยอ่ ความจากบท ความรู้ ผ่านเกณฑ์
ร้อยกรองได้
เขยี นย่อความบทร้อย การเขยี นยอ่ ความ แบบประเมินการ ระดบั คณุ ภาพดี ผา่ นเกณฑ์
กรองได้ เขยี นยอ่ ความ
มีมารยาทในการเขยี น สังเกตพฤติกรรมการ แบบสังเกต ระดบั คณุ ภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
ทางาน พฤติกรรมการทางาน
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการเขยี นย่อความ
เลข ชอื่ -สกลุ รูปแบบ เขียน เวน้ วรรค สรปุ การเรียบ ความ รวม ๔๐
ท่ี การยอ่ สะกด ข้อความ ใจความ เรียง สะอาด คะแนน
ความ คา ถูกต้อง ชดั เจน ขอ้ ความ
ถูกตอ้ ง ถกู ตอ้ ง
๕ ๕ ๕ ๑๐ ๑๐ ๕
ลงชือ่ .................................................. ผปู้ ระเมิน
(นางสาวธญั ญา ดาทอง)
เกณฑต์ ัดสนิ
คะแนน ๓๓-๔๐ หมายถึง ดมี าก
คะแนน ๒๕-๓๒ หมายถงึ ดี
คะแนน ๑๗-๒๔ หมายถึง พอใช้
คะแนน ๑๐-๑๖ หมายถงึ ปรับปรุง
เกณฑ์การผา่ นตัง้ แต่ระดับดขี ้นึ ไป
แบบสงั เกตพฤติกรรม การทางานรายบคุ คล
คาชแ้ี จง : ให้ ผูส้ อน สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขีด ลงในชอ่ งท่ี
ตรงกับระดบั คะแนน
ท่ี ชือ่ -สกุล ความ ความรบั การตรง ความ ผลสาเรจ็ รวม
ของผรู้ บั การ ต้ังใจ ผิด ต่อเวลา สะอาด ของงาน 20
ประเมนิ ในการ ชอบ เรียบรอ้ ย คะแนน
ทางาน
43214321 432143214321
ลงชอื่ .................................................... ผปู้ ระเมิน
................ /................ /................
เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ต่ากว่า 10 ปรบั ปรงุ
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมอย่างสม่าเสมอ ให้
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครัง้ ให้ 4 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมบางครัง้ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยคร้งั ให้ 2 คะแนน
1 คะแนน