The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by โสภณ กล้าฉุน, 2023-06-17 03:15:56

มวยไทย

มวยไทย

132 2. เข่าเฉียงหรือเข่าตีคือ ลักษณะตีเข่ำที่ท ำมุมกับล ำตัวคู่ต่อสู้โดยกำรใช้แรงเหวี่ยงของ สะโพก เป้ำหมำยคือ บริเวณชำยโครง ถ้ำหำกจะตีเข่ำเฉียงให้แรงจะต้องกอดรัดหรือจับคู่ต่อสู้ให้แน่น แล้วดึงคู่ต่อสู้มำทำงข้ำงที่จะตีเข่ำ ปลำยเท้ำชี้ลงสู่พื้นไปทำงข้ำงหลัง ข้อส ำคัญของกำรตีเข่ำต้องใช้แรง เหวี่ยงจำกสะโพก เป้ำหมำยบริเวณท้อง หน้ำอก คำง หน้ำ วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจด มวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.49 ภำพที่ 4.49 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ยกเท้ำหลังขึ้น คือ เท้ำขวำงอเข่ำประมำณ 35 องศำ จำกนั้นให้ยกเข่ำเฉียงขึ้น ประมำณ 35 องศำ ไปด้ำนหน้ำให้ให้สูงในระดับกลำง มือขวำเหวี่ยงลงกับพื้นพร้อมกันกับยกเข่ำ ปลำยเท้ำชี้ ออกด้ำนข้ำง ดังภำพที่ 4.50 ภำพที่ 4.50 กำรเข่ำเฉียง ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


133 จังหวะที่ 3 หลังจำกเข่ำไปแล้วน ำเท้ำมำในต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำรยกเท้ำ คือ กำรยกไปแนวใดก็ให้กลับมำแนวเดิม และกลับมำอยู่ใน กำรตั้งท่ำจดมวย ดังภำพที่ 4.51 ภำพที่ 4.51 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) 3. เข่าตัด คือ กำรตีเข่ำให้ขนำนกับพื้นตลอดจนเข่ำแล้วเท้ำต้องขนำนกับพื้นหรือเป็นแนว เดียวกัน หรือตีตัดลงมำหำพื้น ปลำยเท้ำชี้ไปทำงข้ำงหลังโดยใช้แรงเหวี่ยงจำกสะโพกเหวี่ยงตัดเข้ำหำ ล ำตัว เป้ำหมำย คือต้นขำ ชำยโครง ในกำรตีเข่ำตัดข้อส ำคัญคือ แรงบิดจำกเอวและแรงดึงเข้ำหำแล้ว ตีจึงจะมีแรงนอกจำกนี้แล้วกำรตีเข่ำอำจจะใช้กำรเหวี่ยงให้คู่ต่อสู้เสียหลักก่อนแล้วจึงตีเข่ำสวนกำรตี เข่ำตัดนั้นบำงครั้งตีเข่ำขึ้นเป็นวงโค้งจำกข้ำงบนลงมำ ข้ำงล่ำงเรำอำจเรียกว่ำเข่ำโค้ง วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจด มวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.52 ภำพที่ 4.52 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


134 จังหวะที่ 2 ยกเท้ำหลังขึ้น คือ เท้ำขวำงอเข่ำประมำณ 35 องศำ จำกนั้นให้ยกเข่ำขึ้นแล้ว เหวี่ยงหัวเข่ำขึ้นไปด้ำนซ้ำยในลักษณะหัวเข่ำและเท้ำขนำนกับพื้นให้สูงในระดับกลำง มือขวำเหวี่ยง ออกด้ำนข้ำงพร้อมกับยกเข่ำ เท้ำซ้ำยยืนเต็มเท้ำปลำยเท้ำชี้ออกด้ำนหลัง ดังภำพที่ 4.53 ภำพที่ 4.53 กำรเข่ำตัด ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 3 หลังจำกเข่ำไปแล้วน ำเท้ำมำในต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำรยกเท้ำ คือ กำรยกไปแนวใดก็ให้กลับมำแนวเดิม และกลับมำอยู่ในกำรตั้งท่ำจดมวย ดังภำพที่ 4.54 ภำพที่ 4.54 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


135 4. เข่าลา เป็นลักษณะครึ่งเตะครึ่งเข่ำ คือ ถูกที่เข่ำและแข้งระยะกำรใช้เข่ำลำอยู่ในระยะ กลำง กำรตีเข่ำชนิดนี้ไม่ต้องจับคอ แต่ตีแนวเฉียงลักษณะคล้ำยกับกำรเตะเฉียงอำจพับเข่ำเล็กน้อย ส่วนที่จะโดยคือบริเวณเข่ำและแข้ง เป้ำหมำย คือ ท้อง และชำยโครง วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจด มวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.55 ภำพที่ 4.55 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559) จังหวะที่ 2 ยกเท้ำหลังขึ้น คือ เท้ำขวำงอเข่ำประมำณ 60 องศำ จำกนั้นให้ยกเข่ำขึ้นแล้ว เหวี่ยงหัวเข่ำขึ้นไปด้ำนซ้ำยในลักษณะหัวเข่ำและเท้ำ ขนำนกับพื้นให้สูงในระดับกลำง มือขวำยื่นไปตรงเพื่อ ป้องกันกำรตอบโต้ ปลำยเท้ำชี้ออกไปด้ำนข้ำง เท้ำซ้ำย เขย่งเล็กน้อย ดังภำพที่ 4.56 ภำพที่ 4.56 กำรใช้เข่ำลำ ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559)


136 จังหวะที่ 3 หลังจำกเข่ำไปแล้วน ำเท้ำมำในต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำรยกเท้ำ คือ กำรยกไปแนวใดก็ให้กลับมำแนวเดิม และกลับมำอยู่ในกำรตั้งท่ำจดมวย ดังภำพที่ 4.57 ภำพที่ 4.57 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559) 5. เข่าลอย หมำยถึง กำรยกเข่ำขึ้นท ำเป็นมุมโดยกำรชี้ปลำยเท้ำไปทำงข้ำงหลัง แล้วพุ่งเข่ำ สู่เป้ำหมำย และให้เท้ำที่เป็นฐำนพ้นจำกพื้นพุ่งตัวไปข้ำงหน้ำ เป้ำหมำยอยู่ที่อก ลิ้นปี่และหน้ำ จะใช้ เท้ำน ำหรือเท้ำตำมก็ได้ บำงครั้งอำจจะใช้พุ่งเข่ำหน้ำไปก่อนแล้วตำมสลับ เข่ำหลังไปเป็นเข่ำหน้ำ และถูกเป้ำหมำยโดยไม่ให้เท้ำตกถึงพื้น วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.58 ภำพที่ 4.58 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


137 จังหวะที่ 2 กระโดดพร้อมใช้เข่ำเฉียงขวำพุ่งไปข้ำงหน้ำงอเข่ำเล็กน้อยปลำยเท้ำชี้ตรงไปทำง ด้ำนหลัง ดังภำพที่ 4.59 ภำพที่ 4.59 กำรเข่ำลอย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 3 กลับมำอยู่ในกำรตั้งท่ำจดมวย ดังภำพที่ 4.60 ภำพที่ 4.60 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) 6. เข่าน้อย คือ ลักษณะของกำรใช้เข่ำตีบริเวณต้นขำของคู่ต่อสู้เร็ว ๆ หลำยๆ ครั้งในขณะที่ ท ำกำรกอดรัดกัน กำรกระท ำเช่นนี้ท ำให้คู่ต่อสู้ขัดเท้ำและปวดเท้ำหำกถูกตีหลำยครั้งก็อำจจะท ำให้คู่ ต่อสู้เสียเปรียบได้เหมือนกัน


138 วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.61 ภำพที่ 4.61 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559) จังหวะที่ 2 ยกเท้ำหลังขึ้น คือ เท้ำขวำงอเข่ำประมำณ 35 องศำ จำกนั้นให้ยกเข่ำขึ้นพุ่งตรง ไปด้ำนหน้ำให้สูงในระดับต่ ำ มือขวำยื่นไปตรงเพื่อป้องกันกำรตอบโต้ ปลำยเท้ำชี้ออกมำด้ำนหลัง เท้ำ ซ้ำยยืนเต็มฝ่ำเท้ำปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนหน้ำ ดังภำพที่ 4.62 ภำพที่ 4.62 กำรเข่ำน้อย ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559)


139 จังหวะที่ 3 หลังจำกเข่ำไปแล้วน ำเท้ำมำในต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำรยกเท้ำ คือ กำรยกไปแนวใดก็ให้กลับมำแนวเดิม และกลับมำอยู่ในกำรตั้งท่ำจดมวย ดังภำพที่ 4.63 ภำพที่ 4.63 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559) วิธีการใช้ศอก ศอก คือ ส่วนของแขนตั้งแต่ข้อพับกึ่งกลำงลงไปถึงปลำยนิ้วกลำง (รำชบัณฑิตยสถำน, 2550, หน้ำ 767) ศอกเป็นอวัยวะที่ใช้กันมำกในระยะใกล้ และ เป็นอวัยวะที่ร้ำยแรงชนิดหนึ่ง อำจท ำ ให้คู่ต่อสู้แพ้ได้ศอกเป็นอวัยวะแหลมคมมีกระดูกที่แข็งแกร่ง เมื่อบวกกับแรงของคู่ต่อสู้ท ำให้เป็น อันตรำยได้มำก ศอกที่ใช้กันมีหลำยชนิด ได้แก่ศอกตี ศอกตัด ศอกงัด ศอกพุ่ง ศอกกระทุ่ง และ ศอก กลับ 1. ศอกตีคือ ศอกที่ใช้ตีในลักษณะแนวดิ่งลงสู่พื้นโดยกำรใช้แรงหมุนจำกหัวไหล่กดลงเฉียง ๆ ใช้มือที่ตีนั้นหันเข้ำหำล ำตัวพร้อมกับใช้แรงส่งจำกเท้ำ เป้ำหมำยในกำรตีศอก คือ หน้ำ ศีรษะ วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จด มวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.64 ภำพที่ 4.64 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


140 จังหวะที่ 2 ยกเท้ำด้ำนหน้ำคือเท้ำซ้ำยให้สูงกว่ำพื้นเล็กน้อยก้ำวไปข้ำงหน้ำประมำณหนึ่งช่วง เท้ำปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนหน้ำ จำกนั้นยกศอกที่อยู่ด้ำนหลัง คือศอกขวำให้สูงขึ้นงอศอกประมำณ 35 องศำ แล้วเหวี่ยงลงล่ำง บิดล ำตัวไปทำงซ้ำยเล็กน้อย ใช้แรงส่งจำกไหล่ สะโพก และ เท้ำ ส่วนเท้ำ ด้ำนหลังให้ปลำยเท้ำแตะพื้น แล้วยกส้นเท้ำขึ้นสูงกว่ำพื้นประมำณ 10 เซนติเมตร ดังภำพที่ 4.65 ภำพที่ 4.65 กำรศอกตี ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 3 หลังจำกศอกไปแล้วน ำมือและเท้ำมำในที่ต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำร เหวี่ยงศอก คือ เหวี่ยงศอกไปแนวใดก็ให้กลับแนวเดิมอย่ำลดหมัดและแขนลง ตำมด้วยเท้ำที่อยู่ด้ำนหน้ำ คือเท้ำซ้ำยให้กลับมำวำงในต ำแหน่งเดิม และอยู่ในกำรตั้งท่ำหรือจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภำพที่ 4.66 ภำพที่ 4.66 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


141 2. ศอกตัด คือ ศอกที่ใช้ในลักษณะที่ขนำนกับพื้นโดยใช้กำรเหวี่ยงของแรงกระตุกจำก หัวไหล่อย่ำงเร็ว ซึ่งใช้แรงส่งจำกสะโพกบิดตัวให้มำกๆ จึงจะถูกเป้ำหมำยและรุนแรงโอกำสที่จะใช้ก็ ลักษณะเช่นเดียวกับศอกตี มือของศอกที่ตีอยู่เสมอกับระดับปำกส่วนเป้ำหมำยของศอกตัด คือที่หน้ำ วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.67 ภำพที่ 4.67 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ยกเท้ำด้ำนหน้ำคือ เท้ำซ้ำยให้สูงกว่ำพื้นเล็กน้อย ก้ำวไปข้ำงหน้ำประมำณหนึ่ง ช่วงเท้ำ ปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนหน้ำ จำกนั้นยกศอกที่อยู่ด้ำนหลัง คือศอกขวำงอศอกประมำณ 35 องศำ แล้วเหวี่ยงศอกจำกขวำไปซ้ำยในแนวขนำนกับพื้น บิดล ำตัวไปทำงซ้ำยเล็กน้อย ใช้แรงส่งจำกไหล่ สะโพก และเท้ำ เท้ำด้ำนหลังให้ปลำยเท้ำแตะพื้นแล้วยกส้นเท้ำขึ้นสูงกว่ำพื้นประมำณ 10 เซนติเมตร ดังภำพที่ 4.68 ภำพที่ 4.68 กำรศอกตัด ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


142 จังหวะที่ 3 หลังจำกศอกไปแล้วน ำมือและเท้ำมำในที่ต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำร เหวี่ยงศอก คือ เหวี่ยงศอกไปแนวใดก็ให้กลับแนวเดิมอย่ำลดหมัดและแขนลง ตำมด้วยเท้ำที่อยู่ ด้ำนหน้ำคือท้ำซ้ำยให้กลับมำวำงในต ำแหน่งเดิม และอยู่ใน กำรตั้งท่ำหรือจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภำพที่ 4.69 ภำพที่ 4.69 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) 3. ศอกงัด คือ ศอกที่เรำใช้ตีเสยขึ้น โดยกำรงัดขึ้นตรง ๆ หรือบำงครั้งอำจเฉียงเล็กน้อย กำรงัดให้ย่อตัวลงเพื่อที่จะใช้แรงส่งจำกเท้ำ กำรงัดอำจใช้ในขณะที่คู่ต่อสู้จะเข้ำมำจับคอตีเข่ำ เป้ำหมำยของกำรใช้ศอกงัดที่ได้ผลดีคือ บริเวณปลำยคำง วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.70 ภำพที่ 4.70 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


143 จังหวะที่ 2 ยกเท้ำด้ำนหน้ำคือเท้ำซ้ำยให้สูงกว่ำพื้นเล็กน้อยก้ำวไปข้ำงหน้ำประมำณหนึ่งช่วง เท้ำปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนหน้ำ จำกนั้นยกศอกที่อยู่ด้ำนหลัง คือศอกขวำงอศอกประมำณ 35 องศำ แล้ว เหวี่ยงจำกล่ำงขึ้นบน บิดล ำตัวไปทำงซ้ำยเล็กน้อย ใช้แรงส่งจำกไหล่ สะโพก และเท้ำด้ำนหลังให้ ปลำยเท้ำแตะพื้นแล้วยกส้นเท้ำขึ้นสูงกว่ำพื้นประมำณ 10 เซนติเมตร ดังภำพที่ 4.71 ภำพที่ 4.71 กำรศอกงัด ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 3 หลังจำกศอกไปแล้วน ำมือและเท้ำมำในที่ต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำร เหวี่ยงศอก คือ เหวี่ยงศอกไปแนวใดก็ให้กลับแนวเดิมอย่ำลดหมัดและแขนลง ตำมด้วยเท้ำที่อยู่ ด้ำนหน้ำคือท้ำซ้ำยให้กลับมำวำงในต ำแหน่งเดิม และอยู่ใน กำรตั้งท่ำหรือจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภำพที่ 4.72 ภำพที่ 4.72 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


144 4. ศอกพุ่ง คือ ศอกที่ตั้งไว้ให้ตรงกับคู่ต่อสู้ หรือทำงที่คู่ต่อสู้จะรุกเข้ำมำพับ ข้อแขนให้ปลำย ศอกชี้ไปข้ำงหน้ำ (ส่วนแหลมชี้ไปทำงข้ำงหน้ำ) ให้ศอกขนำนกับพื้น ควรจะใช้ศอกที่อยู่ด้ำนหน้ำ เพรำะอยู่ใกล้พุ่งออกไปตรงๆ ใช้กำรสืบเท้ำอำศัยแรงส่งจำกเท้ำหลังเข้ำหำคู่ต่อสู้ เป้ำหมำย คือ บริเวณที่หน้ำ วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.73 ภำพที่ 4.73 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ให้ยกเท้ำด้ำนหน้ำคือเท้ำซ้ำยให้สูงกว่ำพื้นเล็กน้อยก้ำวไปข้ำงหน้ำประมำณหนึ่ง ช่วงเท้ำปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนหน้ำ จำกนั้นยกศอกที่อยู่ด้ำนหลัง คือศอกขวำให้สูงขึ้นงอศอกประมำณ 35 องศำ แล้วพุ่งศอกไปด้ำนหน้ำในแนวขนำนกับพื้น บิดล ำตัวไปทำงซ้ำยเล็กน้อย ใช้แรงส่งจำกไหล่ สะโพก และ เท้ำ เท้ำด้ำนหลังให้ปลำยเท้ำแตะพื้นแล้วยกส้น เท้ำขึ้นสูงกว่ำพื้นประมำณ 10 เซนติเมตร ดังภำพที่ 4.74 ภำพที่ 4.74 กำรศอกพุ่ง ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


145 จังหวะที่ 3 หลังจำกศอกไปแล้วน ำมือและเท้ำมำในที่ต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำร พ ุ่งศอก คือ พุ่งศอกไปแนวใดก็ให้กลับแนวเดิมอย่ำลดหมัดและแขนลง ตำมด้วยเท้ำที่อยู่ด้ำนหน้ำคือ ท้ำซ้ำยให้กลับมำวำงในต ำแหน่งเดิม และอยู่ในกำรตั้งท่ำหรือจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภำพที่ 4.75 ภำพที่ 4.75 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) 5. ศอกกระทุ้ง คือ จำกกำรที่ตีศอกเกิดผิดพลำดพร้อมกับกระชำกศอกกลับคืนมำยัง เป้ำหมำยเดิมในลักษณะกระทุ้งกลับเฉียงไปข้ำงล ำตัว โอกำสที่จะใช้ศอกกระทุ้งคือใช้เมื่อตีศอก ผิดพลำด ใช้เมื่อคู่ต่อสู้เข้ำมำประชิดด้ำนหลังหรือชิดตัว หรือเมื่อคู่ต่อสู้เข้ำกอดปล้ ำกำรตีศอกกระทุ้ง ถ้ำจะใช้มีแรงจะต้องส่งจำกเท้ำเป้ำหมำย คือ บริเวณล ำตัว วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.76 ภำพที่ 4.76 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


146 จังหวะที่ 2 ยกเท้ำด้ำนหน้ำคือเท้ำขวำให้สูงกว่ำพื้นเล็กน้อยก้ำวไปข้ำงหน้ำประมำณหนึ่งช่วง เท้ำปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนขวำยกส้นเท้ำขึ้นสูงกว่ำพื้นประมำณ 10 เซนติเมตร จำกนั้นยกศอกที่อยู่ ด้ำนหน้ำ คือศอกขวำให้สูงขึ้นงอศอกประมำณ 35 องศำ แล้วกระทุ้งไปด้ำนหน้ำ บิดล ำตัวไปทำงซ้ำย เล็กน้อย ใช้แรงส่งจำกไหล่ สะโพก และ เท้ำ เท้ำด้ำนหลังยืน เต็มฝ่ำเท้ำให้ปลำยเท้ำชี้ออกด้ำนข้ำง ดังภำพที่ 4.77 ภำพที่ 4.77 กำรศอกกระทุ้ง ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 3 หลังจำกศอกไปแล้วน ำมือและเท้ำมำในที่ต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำร เหวี่ยงศอก คือ เหวี่ยงศอกไปแนวใดก็ให้กลับแนวเดิมอย่ำลดหมัดและแขนลง ตำมด้วยเท้ำที่อยู่ ด้ำนหน้ำคือท้ำซ้ำยให้กลับมำวำงในต ำแหน่งเดิม และอยู่ใน กำรตั้งท่ำหรือจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภำพที่ 4.78 ภำพที่ 4.78 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


147 6. ศอกกลับ คือ กำรตีศอกโดยกำรหมุนตัวและตีศอกออกไปจำกทำงข้ำงหลัง ศอกกลับที่มัก พบเห็นนั้นจะเป็นศอกกลับในแนวดิ่ง และศอกกลับแนวขนำน ศอกกลับนี้จะมีควำมแรงนั้นขึ้นอยู่กับ กำรหมุนตัว ถ้ำมีควำมเร็วและมีควำมสัมพันธ์กับกำรตีศอก เป้ำหมำยในกำรตีศอกกลับคือ ที่หน้ำ ศีรษะ วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.79 ภำพที่ 4.79 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ยกเท้ำด้ำนหน้ำคือเท้ำซ้ำยให้สูงกว่ำพื้นเล็กน้อยก้ำวไปข้ำงหน้ำประมำณหนึ่งช่วง เท้ำปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนหน้ำ จำกนั้นยกศอกที่อยู่ด้ำนหลัง คือศอกขวำให้สูงขึ้นงอศอกประมำณ 35 องศำ แล้วเหวี่ยงศอกกลับหลังมำด้ำนหน้ำจำกบนลงล่ำง บิดล ำตัวไปทำงขวำและหันข้ำงหรือหันหลัง ให้คู่ต่อสู้ ใช้แรงส่งจำกไหล่ สะโพก และ เท้ำ เท้ำด้ำนหลังให้ ปลำยเท้ำแตะพื้นแล้วยกส้นเท้ำขึ้นสูงกว่ำพื้นประมำณ 10 เซนติเมตร ดังภำพที่ 4.80 ภำพที่ 4.80 กำรศอกกลับแนวดิ่ง ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


148 จังหวะที่ 3 หลังจำกศอกไปแล้วน ำมือและเท้ำมำในที่ต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำร เหวี่ยงศอก คือ เหวี่ยงศอกไปแนวใดก็ให้กลับแนวเดิมอย่ำลดหมัดและแขนลง ตำมด้วยเท้ำที่อยู่ ด้ำนหน้ำคือท้ำซ้ำยให้กลับมำวำงในต ำแหน่งเดิม และอยู่ในกำรตั้งท่ำหรือจดมวยเหลี่ยมเดิม วิธีกำร ฝึกกำรตีศอกกลับแนวขนำน ดังภำพที่ 4.81 ภำพที่ 4.81 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.82 ภำพที่ 4.82 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


149 จังหวะที่ 2 ยกเท้ำด้ำนหน้ำคือเท้ำซ้ำยให้สูงกว่ำพื้นเล็กน้อยก้ำวไปข้ำงหน้ำประมำณหนึ่งช่วง เท้ำปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนหน้ำ จำกนั้นยกศอกที่อยู่ด้ำนหลัง คือศอกขวำงอศอกประมำณ 35 องศำ แล้ว เหวี่ยงศอกกลับหลังมำด้ำนหน้ำในแนวขนำนกับพื้น บิดล ำตัวไปทำงขวำและหันข้ำงหรือหันหลังให้คู่ ต่อสู้ ใช้แรงส่งจำกไหล่ สะโพก และ เท้ำ เท้ำด้ำนหลังให้ ปลำยเท้ำแตะพื้นแล้วยกส้นเท้ำขึ้นสูงกว่ำพื้นประมำณ 10 เซนติเมตร ดังภำพที่ 4.83 ภำพที่ 4.83 กำรศอกกลับแนวขนำน ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 3 หลังจำกศอกไปแล้วน ำมือและเท้ำมำในที่ต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำร เหวี่ยงศอก คือ เหวี่ยงศอกไปแนวใดก็ให้กลับแนวเดิมอย่ำลดหมัดและแขนลง ตำมด้วยเท้ำที่อยู่ ด้ำนหน้ำคือท้ำซ้ำยให้กลับมำวำงในต ำแหน่งเดิม และอยู่ใน กำรตั้งท่ำหรือจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภำพที่ 4.84 ภำพที่ 4.84 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


150 สรุปท้ายบท กำรใช้ทักษะของมวยไทย ประกอบด้วย หมัด เท้ำ เข่ำ ศอก ซึ่งแบ่งย่อย ได้แก่กำรใช้หมัด มีหมัดตรง หมัดเหวี่ยง หมัดงัด กำรใช้เท้ำแบ่งออก 2 ทักษะ คือกำรเตะ และกำรถีบ ส่วนกำรเตะ มีเตะตรง เตะเฉียง เตะตัด เตะตวัด เตะกลับ ส่วนกำรถีบ มีถีบตรง ถีบข้ำง กลับหลังถีบ นอกจำกนั้น ยังมีเข่ำ ส่วนเข่ำ มีเข่ำตรง เข่ำเฉียง เข่ำตัด เข้ำโค้ง เข่ำลำ เข่ำลอย เข่ำน้อย และสุดท้ำยคือศอก ส่วนศอก มีศอกตี ศอกตัด ศอกงัด ศอกพุ่ง ศอกกระทุ้ง ศอกกลับ และศอกสับ ทักษะทั้งหมดที่กล่ำว มำเบื้องต้น ในเรื่องของกำรใช้ทักษะนั้นมีควำมจ ำเป็นอย่ำงยิ่งจะต้องรู้และวิธีฝึกที่ถูกต้องของ แต่ละ ทักษะ ไม่ว่ำจะเป็นกำรวำงเท้ำทั้ง 2 ข้ำง ในกำรใช้ทักษะในแต่ละอย่ำง รวมไปถึงกำรใช้ทักษะตั้งแต่ เริ่มต้นที่จะใช้จนไปถึงเป้ำหมำย จะต้องฝึกปฏิบัติให้ถูกต้อง เพรำะท ำให้ทักษะที่ใช้นั้นเกิด ประสิทธิภำพ รวมถึงกำรป้องกันในจังหวะที่ใช้ทักษะ ส่วนทักษะแต่ละชนิดของมวยไทยมีควำมส ำคัญ ในกำรต่อยอดโดยกำรแข่งขันที่เป็นเลิศและประสบผลส ำเร็จ ดังนั้นกำรฝึกใช้ทักษะของมวยไทยต้อง ฝึกทักษะให้เกิดกำรช ำนำญทุกชนิด ไม่ควรเน้นฝึกในชนิดใดชนิดหนึ่ง หำกฝึกจนเกิดควำมช ำนำญ ทุก ชนิดแล้วน ำไปฝึกกับหลักกำรและทักษะพื้นฐำนของมวยไทย ไม่ว่ำจะเป็นระยะของมวยไทย ระดับ ของมวย รวมถึงกำรเคลื่อนที่หรือกำรเคลื่อนไหวของมวยไทยส่งผลต่อกำรเป็นประโยชน์ในกำรแข่งขัน ที่จะน ำมำสู่กำรได้รับชัยชนะ หรือกำรน ำทักษะของมวยไทยมำใช้ในกำรออกก ำลังกำยได้แม้กระทั่ง กำรน ำทักษะของมวยไทยมำใช้กำรใช้ชีวิตประจ ำวัน โดยเฉพำะกำรแข่งขันมวยไทยทุกวันนี้มีกำร น ำเอำทักษะมำใช้ จะเน้นในเรื่องกำรใช้เข่ำเท่ำนั้น ซึ่งจะเห็นจำกกำรแข่งขันตำมเวทีมวยต่ำง ๆ แต่ หำกผู้ฝึกมวยไทยได้ฝึกทักษะทุกชนิดของมวยไทยและได้ฝึกถูกต้องจะเป็นผลดีและมีประสิทธิภำพ ต่อไปในอนำคต ค่าถามทบทวน จงตอบค่าถามให้ถูกต้องดังต่อไปนี้ 1. จงอธิบำยทักษะของมวยไทยมีอะไรบ้ำง 2. ทักษะกำรใช้หมัดตรง คืออะไร 3. ทักษะกำรใช้หมัดงัด คืออะไร 4. ทักษะกำรใช้เท้ำมีกี่ประเภท และแต่ละประเภทมีอะไรบ้ำง 5. ทักษะกำรเตะในระดับบน คือทักษะอะไร 6. ทักษะกำรเตะตรงเป้ำหมำย คือบริเวณใด 7. ทักษะกำรใช้เข่ำมีอะไรบ้ำง 8. ทักษะกำรใช้เข่ำที่ต้องกระโดด คือทักษะอะไร 9. ทักษะกำรใช้ศอกมีอะไรบ้ำง 10. ทักษะกำรใช้ศอกที่หมุนตัวหันหลังใช้ คือทักษะอะไร


151 เอกสารอ้างอิง ครองจักร งำมมีศรี. (2536). แบบทดสอบกีฬามวยไทยส่าหรับนักศึกษาชายวิทยาลัยพลศึกษา. ปริญญำนิพนธ์กศ.ม. (พลศึกษำ). กรุงเทพมหำนคร : มหำวิทยำลัยศรีนครินทรวิโรฒ. [อัดส ำเนำ]. จรัสเดช อุลิต. (2548). คู่มือการฝึกกีฬามวยไทย. กรุงเทพฯ : กำรกีฬำแห่งประเทศไทย. ชำญชัย ยิมดิษฐ์. (2559). สมรรถนะครูมวยไทย. รำชบุรี : มหำวิทยำลัยรำชภัฏหมู่บ้ำนจอมบึง. ต่อศักดิ์ แก้วจรัสวิไล. (2559). ศาสตร์และศิลป์การสอนมวยไทย. นครปฐม : บ้ำนกำรพิมพ์. ส ำรำญ สุขแสวง. (2556). ศาสตร์และศิลปะมวยไทย. รำชบุรี : มหำวิทยำลัยรำชภัฏหมู่บ้ำนจอมบึง. รำชัน เฉลียวศิลป์. (2558). มวยไทย. สุพรรณบุรี : สถำบันพลศึกษำวิทยำเขตสุพรรณบุรี.


152 บทที่ 5 จังหวะการใช้ทักษะและการป้องกันของมวยไทย ในการแข่งขันมวยไทยในแต่ละครั้ง สังเกตได้ว่าต้องมีจังหวะโอกาสในการใช้ทักษะการจู่โจม และการป้องกันอาวุธต่าง ๆ จากคู่ต่อสู้ เพราะจังหวะและการป้องกันตัวต่าง ๆ สามารถช่วยในเวลา การแข่งขัน หลีกเลี่ยงจากการปะทะหรือการบาดเจ็บได้ หรือที่เรียกกันว่า ผ่อนหนักให้เป็นเบา จึงเป็น วิธีที่จะช่วยบรรเทาและการหลีกเลี่ยงในการปะทะ ซึ่งในบทนี้ผู้เขียนจะแสดงเนื้อหาของจังหวะการใช้ ทักษะ และการป้องกันของมวยไทย จังหวะการใช้ทักษะมวยไทย จังหวะการใช้ทักษะมวยไทยจะเป็นส่วนหนึ่งที่มีความส าคัญและมีประโยชน์ต่อการแข่งขัน มาก เพราะจะช่วยให้การชกมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้จังหวะ ต่าง ๆ นั้น ประกอบด้วยการกระท าหลายลักษณะ ทั้งนี้เรื่องจังหวะในการชกนั้น ถ้าหากจะให้มี จังหวะดีหรือได้ผลนั้นย่อมขึ้นอยู่กับการฝึกหัดให้เกิดความช านาญ และรวมทั้งกับการตัดสินใจว่าจะใช้ ในโอกาสใด โดยกระท าการจังหวะชิงท าก่อน จังหวะโต้ตอบ จังหวะสวน และจังหวะตาม (สรวิทย์ จูมเกษ, 2557, หน้า 52) 1. ชิงท าก่อนหรือจังหวะชิงชก คือ การใช้ทักษะก่อนที่คู่ต่อสู้จะออกอาวุธท าร้ายก่อน โดย จะต้องให้ทักษะถึงเป้าหมายก่อนที่คู่ต่อสู้ออกอาวุธถูก การที่จะชิงท าก่อนนั้นจะต้องทราบว่าคู่ต่อสู้จะ ใช้ทักษะอะไรและมาทางไหน ดังนั้นผู้ที่จะสามารถชิงชกได้ดีจะต้องศึกษาเรื่องราวของอาวุธพร้อมกับ การฝึกหัดให้ช านาญด้วย (จรัสเดช อุลิต, 2548, หน้า 78) ดังภาพที่ 5.1 ภาพที่ 5.1 จังหวะชิงชกหรือชิงท าก่อน ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


153 2. จังหวะบังแล้วโต้ตอบ คือ การกระท าภายหลังที่คู่ต่อสู้ได้กระท า หรือบางครั้งจังหวะ โต้ตอบนี้เรียกว่า จังหวะสอง ในการกระท าของคู่ต่อสู้เมื่อคู่ต่อสู้กระท าแล้ว จะสังเกตได้ว่าคู่ต่อสู้จะมี จังหวะนิ่ง คือ เป็นจังหวะที่อาวุธของคู่ต่อสู้ถอยกลับที่เดิมเป็นจังหวะเรียกว่า จังหวะตายของอาวุธ ใน การโต้ตอบนั้นถ้าจะให้ดีควรใช้การปิดป้องดีกว่าให้คู่ต่อสู้กระท าแล้วจึงกระท าตาม ดังภาพที่ 5.2 ภาพที่ 5.2 จังหวะบังแล้วโต้ตอบ ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 3. จังหวะสวน คือ การกระท าในลักษณะที่สวนกันหรือกระท าพร้อมกันในทางเดียวกัน หรือสวนทางกัน การกระท าสวนกันนั้นย่อมท าให้คู่ต่อสู้ทั้งสองโดนอาวุธด้วยกันทั้งคู่ และบางครั้งท า ให้เกิดแรงบวกกลายเป็นสองแรง ท าให้เป็นความรุนแรงขึ้นอีกเท่าตัว ดังภาพที่ 5.3 ภาพที่ 5.3 จังหวะสวน ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


154 4. จังหวะตาม คือ การตามคู่ต่อสู้เมื่อคู่ต่อสู้เป็นฝ่ายเสียเปรียบ หรือคู่ต่อสู้เสียหลัก จะต้องรีบตามท าทันที่ เพราะถือว่าเป็นจังหวัดที่ได้เปรียบคู่ต่อสู้ หรือเราอาจจะเรียกจังหวะตามได้อีก ว่าจังหวะตามท า หรือจังหวะติดตาม ดังภาพที่ 5.4 ภาพที่ 5.4 จังหวะตาม ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) หลักการป้องกันของมวยไทย มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวโดยใช้อวัยวะของร่างกายเป็นการป้องกัน มวยไทยเป็น ศาสตร์อย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยความเพียรพยายามจดจ าและฝึกฝน เพื่อสร้างสมลีล่าท่าทางไว้ให้ช่ าชอง แต่ในปัจจุบันที่ปรากฏและน่าวิตกถึงอนาคตของมวยไทยมีแนวโน้มว่า การแข่งขันส่วนใหญ่นักมวย จะเอาชนะกันด้วยแรงมากกว่าใช้ชั้นเชิงศิลปะที่แท้จริง หรือบางคนในการแข่งขันมีความถนัด อย่างไหนก็ใช้อย่างนั้นตลอด ดังนั้นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องจะช่วยพัฒนาตลอดจนช่วยกันรักษาศิลปะ มวยไทยไว้เป็นมรดกของอนุชนรุ่นหลัง จะได้รู้จักวิชามวยไทยอย่างแท้จริงว่าในเรื่องการชกอย่างมี หลักการ เช่น ใช้หลักการป้องกันตัวอย่างไรเพราะว่าในเรื่องของการใช้หลักการต่าง ๆ ส าหรับ การป้องกันนั้นต้องควบคู่กันไปกับเรื่องของการชก หลักการนั้นควรจะประกอบไปด้วย การชิงท าก่อน การหลบหลีก การรับหรือปิด การกอด การจับ การปะทะ การยก การยึด การรักษาระยะไม่ให้คู่ต่อสู้ ใช้เชิงชกได้ถนัด 1. การชิงท าก่อน คือการที่คู่ต่อสู้ก าลังจะออกอาวุธ หรือออกมาแล้วก็ตาม ในขณะที่อาวุธ นั้นยังไม่ทันถึงตัวก็ใช้อาวุธกระท าไปยังเป้าหมายก่อน ซึ่งจะต้องมีความเข้าใจว่าจะใช้อาวุธชนิดใด ใน การชิงท าก่อนถึงจะมีประสิทธิภาพเพื่อที่จะมีผลต่อการชิงท า เช่น คู่ต่อสู้จะเตะด้วยเท้าขวาควรจะชิง ท าอย่างไร ดังนั้นในเรื่องของการชิงท าก็จะต้องมีการฝึกฝนและใช้หลักการดังที่กล่าวควบคู่กันไปด้วย ดังภาพที่ 5.5


155 ภาพที่ 5.5 การชิงท าก่อน ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 2. การหลบหลีก คือการใช้ร่างกายเคลื่อนไหว อาจจะเคลื่อนไหวโดยไม่เปลี่ยนที่จาก ต าแหน่งเดิมหรือเปลี่ยนที่จากต าแหล่งเดิมในบางโอกาสอาจใช้ร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใดหลบหลีกอาวุธ ของคู่ต่อสู้เท่านั้นก็ได้ โดยไม่ต้องเคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากที่เดิม เช่น การเอนตัวไปทางด้านหลังการ เอี้ยวตัวหลบหลีกไปทางด้านซ้ายหรือทางด้านขวา การก้มตัวลง การย่อตัวลง การหลบหลีก โดยการ เปลี่ยนทิศทางหรือเคลื่อนที่ไปจากที่เดิม เช่น การถอยหลังแบบเท้าน าเท้าตามให้พ้นระยะคู่ต่อสู้การ ถอยสลับเท้าหรือที่เราเรียกว่าถอยสลับฟันปลา การสืบเท้าหนีแรงของคู่ต่อสู้ การกระโจนหนี การใช้ อวัยวะหลบหนี เช่น การยกขาหลบหลีกเมื่อคู่ต่อสู้เตะขาส่วนล่าง ดังภาพที่ 5.6 ภาพที่ 5.6 การหลบหลีก ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


156 3. การรับหรือปิด คือ การใช้อวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายปิดอีกส่วนหนึ่งของร่างกาย เพื่อที่จะไม่ให้ได้รับอันตราย หรือเพื่อเป็นการผ่อนจากหนักให้เป็นเบา เช่น ในการใช้มือหรือแขนปิด บริเวณส่วนหน้า ใช้แขนปิดกันบริเวณท้อง ใช้ล าตัวด้านหลังรับการเตะหรือบางครั้งอาจใช้ร่วมกันทั้ง รับหรือปิดก็ได้ เช่น การยกเข่าสูงติดกับศอกป้องกันการเตะ การยกมือสูงรับ หรือการยกศอกขึ้นปิด ดังภาพที่ 5.7 ภาพที่ 5.7 การรับหรือปิด ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 4. การกอด การจับ การปะทะ การยก การยึด คือ การใช้มือกระท าอาการดังกล่าวกับคู่ ต่อสู้ โดยท าล าตัวให้แนบกับคู่ต่อสู้ เพื่อท าให้คู่ต่อสู้ใช้อาวุธต่าง ๆ ไม่ได้สะดวก หรือกระท าในขณะที่ ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ในกรณีที่คู่ต่อสู้ปล้ าแล้วตีเข่า แต่ฝีมือสู้คู่ต่อสู้ไม่ได้ ในการปล้ าตีเข่า ดังนั้นจึง จ าเป็นอย่างยิ่งจะต้องเข้ากระท าการกอด การจับ การปะทะ การกด การยก การยึด โดยบางครั้ง จะต้องท าการควบคู่กันหรือหลายอย่างในโอกาสเดียวกัน ดังภาพที่ 5.8-5.9 ภาพที่ 5.8 การกอด การจับ การปะทะ ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


157 ภาพที่ 5.9 การกด การยก และการยึด ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 5. การรักษาระยะ คือ การท าให้ครูต่อสู้ใช้เชิงได้ไม่ถนัดโดยใช้การจัดระยะของการชก เป็นการป้องกันที่จะไม่ได้ให้ใช้อาวุธที่คู่ต่อสู้ถนัดใช้ เช่น คู่ต่อสู้ถนัดใช้ศอกก็อย่าให้คู่ต่อสู้ศอกที่ถนัด โดยการจัดระยะคือไม่เข้าไปใกล้ ระยะของการชกมวยไทยนั้นแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะใกล้เป็น ระยะของการใช้อาวุธศอกและเข่า ระยะกลางเป็นระยะของการใช้หมัด ระยะไกลเป็นระยะของการใช้ เท้าก่อนที่จะแข่งขันต้องศึกษาว่าคู่ต่อสู้นั้นถนัดการใช้อาวุธชนิดใด หรือสังเกตว่าคู่ต่อสู้มีความถนัด หรือชอบใช้อาวุธชนิดใดเราจะต้องจัดระยะของการต่อสู้ที่คู่ต่อสู้ไม่ถนัด ดังนั้นกล่าวว่าถ้าคู่ต่อสู้ถนัด ศอกเราคงจะต้องไม่เข้าไปในระยะใกล้เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้คู่ต่อสู้ใช้ศอก ดังภาพที่ 5.10 ภาพที่ 5.10 การรักษาระยะ ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


158 การป้องกันท่าเบื้องต้นของการชกมวยไทย 1. การป้องกันหมัดตรงขวาที่หน้า สามารถท าการป้องกันได้โดยการถอยหลังสุดระยะ หลบ ผงะ หลบต่ า หลบฉากทางซ้าย หลบฉากทางขวา เอี้ยวตัวยกแขนซ้ายกัน เตะหรือถีบด้วยเท้าซ้ายที่ ล าตัว เตะตัดล าตัวด้วยเท้าขวา เตะด้วยเท้าซ้ายที่ขาพับ ดังภาพที่ 5.11 ภาพที่ 5.11 การหลบหมัดตรงขวา ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 2. การป้องกันหมัดเหวี่ยงที่หน้า สามารถท าการป้องกันได้โดยการหลบต่ า ปิดด้วยแขน ชิง ชกด้วยหมัดตรง หลบผงะ ถอยหลังให้พ้นระยะฉากออกหนีตามทิศทางของแรง ดังภาพที่ 5.12 ภาพที่ 5.12 การป้องกันหมัดเหวี่ยงที่หน้า ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


159 3. การป้องกันหมัดเสย สามารถท าการป้องกันได้โดยการกันด้วยแขน ชิงชกด้วยหมัดตรง ถอยหลังให้พ้นระยะ ดังภาพที่ 2.13 ภาพที่ 5.13 การป้องกันหมัดเสย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 4. การป้องกันการถีบ สามารถท าการป้องกันได้โดยการหลบฉากออกทางซ้าย หลบฉากออก ทางขวา ถอยหลังให้พ้นระยะ จับขาที่ถีบยกผลักให้ล้ม จับขาที่ถีบแล้วใช้เท้าเตะโต้ตอบ ใช้มือปัดขาที่ ถีบ ปัดตามแรงของถีบ ดังภาพที่ 5.14 ภาพที่ 5.14 การป้องกันการถีบ ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


160 5. การป้องกันการเตะเฉียง สามารถท าการป้องกันได้โดยการถอยให้พ้นระยะ ปิดด้วยแขน ชิงชกด้วยหมัดตรง ใช้ขายกขึ้นป้องกัน เตะซ้อนที่ขา ใช้เท้าถีบสกัด ดังภาพที่ 5.15 ภาพที่ 5.15 การป้องกันการเตะเฉียง ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 6. การป้องกันเตะที่ขาพับ สามารถท าการป้องกันได้โดยการยกเท้าหน้าให้พ้นระยะ ชิงด้วย การถีบ ชิงด้วยการชกหมัดตรง ดังภาพที่ 5.16 ภาพที่ 5.16 การป้องกันเตะที่ขาพับ ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


161 7. การป้องกันเข่า สามารถท าการป้องกันได้โดยการกันด้วยแขน กอดประกอบชิดตัว เอี้ยว ตัวตีเข่าตอบ ผลักให้เสียหลัก ใช้เข่ายกกัน ฉากออกแล้วชกด้วยหมัด เท้า เข่า ศอก ดังภาพที่ 5.17 ภาพที่ 5.17 การป้องกันเข่า ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 8. การป้องกันการศอก สามารถท าการป้องกันได้โดยการยกมือให้สูง ถอยให้พ้นระยะ ถ้าชิด ตัวให้ชิดตัวให้แน่น ชิงชกด้วยหมัดตรง ดังภาพที่ 5.18 ภาพที่ 5.18 การป้องกันการศอก ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


162 9. การป้องกันมวยถนัดการใช้เท้า สามารถท าการป้องกันได้โดยการชิงท าก่อนด้วยการชก ชิงถีบก่อน สวนด้วยหมัด ตีด้วยศอกในระยะประชิดใช้ส่วนแข็งปะทะ เช่น เข่าและศอก เข้าชกวงใน บุกด้วยการใช้ก าลัง ดังภาพที่ 5.19 ภาพที่ 5.19 การป้องกันมวยถนัดการใช้เท้า ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) เรื่องของการป้องกันในการชกกีฬามวยไทยนั้น มีการป้องกันด้วยกันหลายลักษณะแตกต่าง กันออกไป เช่น การหลบหลีกจะหลบหลีกอย่างไรก็ไม่ทัน การรับหรือการปิดนั้น ถึงจะรับหรือปิด อย่างไรก็ได้รับอันตราย การกอด การจับ การยก การยึด หรือการผลักออก็ต้องมีโอกาสที่จะต้อง ถูกอาวุธของคู่ต่อสู้บ้าง การจัดระยะเพื่อไม่ให้คู่ต่อสู้ใช้ชั้นเชิงชกได้ถนัดถึงแม้คู่ต่อสู้จะไม่ถนัดก็ต้อง ถูกคู่ต่อสู้ใช้อาวุธบ้าง การชิงชกหรือชิงท าก่อนในการชกนั้นเราถือว่าเป็นการกระท าที่ผิด เพราะว่า ไม่ถูกคู่ต่อสู้กระท าด้วยอาวุธ แต่ข้อส าคัญนั้นจะต้องท าก่อนหรือชิงท าก่อนได้จริง ๆ สรุปท้ายบท จังหวะและการป้องกันของมวยไทยนั้นมีจังหวะและการป้องกันที่ดีถูกหลักและมีการป้องกัน ทุกอย่างของทักษะมวยไทย หากแต่เราเลือกใช้ได้อย่างถูกต้อง มวยไทยในการแข่งขันนั้น ควรมีความ ตระหนักในเรื่องของการใช้หลักการการป้องกันมากกว่าการใช้แรง โดยเฉพาะจังหวะของมวยไทยจะ สามารถช่วยในการการแข่งขันได้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นจังหวะชิงท าก่อน การหลบหลีก เพราะ ช่วยในการถูกปะทะของคู่ต่อสู้ ส่งผลให้เราไม่ได้รับการบาดเจ็บ รวมถึงการป้องกันตัวก็มีความส าคัญ ไม่แพ้กัน ซึ่งในการแข่งขันกีฬามวยไทยนั้นจะต้องมีขบวนการ ทั้งรุกและรับ การรับการรุกเป็นการ ป้องกันของการชกวิธีหนึ่ง มวยไทยจะต้องมีความตระหนักว่าในการป้องกันนั้นมีวิธีใดจะท าให้ตนเอง ปลอดภัย และลดการที่จะได้รับอันตรายให้น้อยที่สุด การป้องกันอาจจะกระท าได้หลายวิธี เช่น


163 การชิงท าก่อน การหลบหลีก การรับ หรือปิด การท าตัวให้แนบชิดกับคู่ต่อสู้ การจัดระบบของการชก แต่สิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องของการป้องกัน คือการชิงท าก่อน เพราะการชิงท าก่อนหรือที่เรียกว่า ชิงชก ท า ให้ตนเองปลอดภัยจากการชกแต่มีข้อส าคัญ คือ ในเรื่องการตัดสินใจและจะใช้จังหวะใดชิงชก เพราะ สามารถส่งผลให้ได้รับชัยชนะและความเป็นเลิศต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องของการชกมวยป้องกัน ตัวในการชกกีฬามวยไทยก็ยังมีในการกอด การจับ การยก การยึดหรือการผลักออก เพื่อไม่ให้คู่ต่อสู้ ได้ใช้ชั้นเชิงในการจู่โจมได้อย่างถน ด ดังนั้นการป้องกันตัวของมวยไทยนั้นมีหลากหลายวิธีและการฝึก หลากหลายวิธีเพื่อน าไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ค าถามทบทวน จงตอบค าถามให้ถูกต้องดังต่อไปนี้ 1. จังหวะการใช้ทักษะของมวยไทยมีอะไรบ้าง 2. จังหวะชิงท าก่อนหมายถึงอะไร 3. จังหวะบังแล้วโต้ตอบหมายถึงอะไร 4. การป้องกันตัวของมวยไทยมีอะไรบ้าง 5. การป้องกันการถีบควรใช้วิธีอะไร 6. จังหวะการหลีก คืออะไร 7. การจับ คืออะไร 8. การรับและการปิด คืออะไร 9. จังหวะตาม คืออะไร 10. การป้องตัวของมวยไทยที่ดีที่สุดท่านคิดว่าอย่างไร เอกสารอ้างอิง จรัสเดช อุลิต. (2548). คู่มือการฝึกกีฬามวยไทย. กรุงเทพฯ : การกีฬาแห่งประเทศไทย. ต่อศักดิ์ แก้วจรัสวิไล. (2559). ศาสตร์และศิลป์การสอนมวยไทย. นครปฐม : บ้านการพิมพ์. สรวิชญ์ จูมเกษ. (2557). การพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมนักมวยไทยอาชีพ ก่อนการ แข่งขันไม่น้อยกว่า 21 วัน. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชามวยไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง. ส าราญ สุขแสวง. (2556). ศาสตร์และศิลปะมวยไทย. ราชบุรี : มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง.


164 บทที่ 6 ศิลปะแม่ไม้มวยไทย แม่ไม้และลูกไม้มวยไทยถือเป็นแม่มวยขั้นแรกในการป้องกันและการหลบหลีกอาวุธจาก คู่ต่อสู้ที่ครูมวยในสมัยก่อนได้ถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์ และตั้งชื่อท่ามวยในลักษณะต่าง ๆ จากการใช้ ชีวิตประจ าวันของภูมิปัญญาไทย เพื่อให้ลูกศิษย์ฝึกปฏิบัติและจ าได้ง่าย ซึ่งในบทนี้ผู้เขียนจะแสดง เนื้อหาของแม่ไม้และลูกไม้มวยไทย แม่ไม้มวยไทย แม่ไม้มวยไทย หมายถึง ท่าของการใช้ศิลปะมวยไทยที่ส าคัญที่สุด อันเป็นพื้นฐานของการ ใช้ไม้มวยไทย ซึ่งผู้ฝึกมวยไทยต้องเรียนรู้และปฏิบัติให้ได้ก่อนที่จะฝึกและปฏิบัติลูกไม้ซึ่งถือว่าเป็น การใช้ไม้มวยไทยที่ละเอียดขึ้น อาจารย์สมัยโบราณ ดั่งที่ มานพ ตั้งเพชรศิริพงษ์ (2558, หน้า 37, อ้างถึงใน ชาญชัย ยมดิษฐ์, 2549, หน้า 42) จากการศึกษาแม่ไม้มวยไทยได้จัดแบ่งแม่ไม้มวยไทยไว้ 15 ไม้ได้แก่ สลับฟันปลา ปักษาแหวกรัง ชวาซัดหอก เหนาแทงกริช ยอเขาพระสุเมรุตาเถรคล่ าฟัก มอญยันหลัก ปักลูกทอย จระเข้ฟาดหาง หักงวงไอยรา นาคาบิดหาง วิรุฬหกกลับ ดับชวาลา ขุนยักษ์ จับลิง และหักคอเอราวัณ โดยฝึกปฏิบัติได้ดังจริง 1. สลับฟันปลา (รับวงนอก) แม่ไม้นี้ เป็นไม้หลักหรือไม้ครูเบื้องต้น ใช้รับและหลบหมัดตรงของคู่ต่อสู้ที่ชกน าโดยหลบออก นอกล าแขนของคู่ต่อสู้ท าให้หมัดเลยหน้า ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงที่หมายใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า ฝ่ายรับ ก้าวเท้าขวาหลบไปทางกึ่งขวา 1 ก้าว พร้อมกับโน้มตัวเอนไปด้านขวาประมาณ 60 องศา น้ าหนักตัวอยู่บนเท้าขวา ขาขวางอเล็กน้อย ศีรษะและตัวหลบออกวงนอกของหมัดฝ่ายรุก ใช้มือขวาจับคว่ ามือที่แขนท่อนบนของฝ่ายรุ มือซ้ายจับก าหงายที่ข้อมือของฝ่ายรุก (ท่าคล้ายจับหัก แขน) ดังภาพที่ 6.1 ภาพที่ 6.1 ท่าสลับฟันปลา (รังวงนอก) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


165 2. ปักษาแหวกรัง (รับวงใน) แม่ไม้นี้เป็นไม้ครู ของการเข้าสู่วงในเพื่อใช้ลูกไม้อื่นต่อไป ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงหมายใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปไปข้างหน้า ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าสืบไปข้างหน้าเฉียงไปทางกึ่งซ้ายเล็กน้อยภายในแขนซ้ายของฝ่ายรุก ตัวเอนประมาณ 60 องศา น้ าหนักอยู่บนเท้าซ้าย พร้อมกับงอแขนทั้ง 2 ขึ้นปะทะแขนท่อนบน และ ท่อนล่างของฝ่ายรุกไว้โดยเร็ว หมัดของฝ่ายรับทั้งคู่ชิดกัน (เทพ นม) ศอกกางประมาณ 1 คืบ ศีรษะและใบหน้าก าบังอยู่ ระหว่างแขนทั้งสองตาคอยช าเลืองดูหมัดขวาของฝ่ายรุก ดัง ภาพที่ 6.2 ภาพที่ 6.2 ปักษาแหวกรัง (รับวงใน) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 3.ชวาชัดหอก (ศอกวงนอก) แม่ไม้นี้ใช้เป็นหลักส าหรับหลบหมัดตรงออกวงนอก แล้วโต้ต้อยด้วยศอก ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าเอนตัวไปทางกึ่งขวาตัวเอน ประมาณ 30 องศา น้ าหนักตัวอยู่บนเท้าขวา พร้อมงอแขน ซ้ายใช้ศอกกระแทกชายโครงใต้แขนของฝ่ายรุก ดังภาพที่ 6.3 ภาพที่ 6.3 ชวาชัดหอก (ศอกวงนอก) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


166 4. อิเหนาแทงกริช แม่ไม้นี้เป็นหลักในการรับหมัดตรงและใช้ศอกเข้าคลุกวงใน ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงบริเวณหน้าฝ่ายรับ พร้อมกับสืบเท้าไปข้างหน้า ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าไปข้างหน้าตัวเอียงไปทางซ้าย เล็กน้อย ตัวเอนประมาณ 60 องศา น้ าหนักตัวอยู่บนเท้า ซ้าย งอศอกขวาขนานกับพื้น ตีระดับชายโครงฝ่ายรุก ดังภาพที่ 6.4 ภาพที่ 6.4 อิเหนาแทงกริช ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 5. ยอเขาพระสุเมรุ (ชกคางหมัดต่่าก้มตัว 45 องศา) แม่ไม้นี้ ใช้รับหมัดตรงในลักษณะก้มตัวเข้าวงในให้หมัดผ่านศีรษะไปแล้วชกเสยคาง ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงที่หมายใบหน้าฝ่ายรับ พร้อมก้าวซ้ายไปข้างหน้า ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายพร้อมกับย่อตัวต่ าเข้าหาฝ่ายรุก งอเข่าย่อตัวต่ าเอนตัวไปข้างหน้า ประมาณ 45 องศา น้ าหนักตัวอยู่นบเท้าซ้ายแล้วให้ยืดเท้า ขวายกตัวขึ้นพร้อมกับพุ่งชกหมัดซ้ายเสยใต้คางของฝ่ายรุก หน้าเงยดูคางของคู่ต่อสู้แขนซ้ายก าบังอยู่ตรงหน้าเสมอคาง ดังภาพที่ 6.5 ภาพที่ 6.5 ยอเขาพระสุเมรุ (ชกคางหมัดต่ าก้มตัว 45 องศา) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


167 6. ตาเถรค ่าฟัก (ชกคางหมัดสูงก้มตัว 60 องศา) แม่ไม้นี้เป็นหลักเบื้องต้นในการป้องกันหมัดโดยใช้แขนปัดหมัดที่ชกมาขึ้นข้างบน ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงบริเวณใบหน้าฝ่ายรับ ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้าทางกึ่งขวาเข้าวงในของฝ่ายรุก แล้วใช้แขนขวางอป้อง หมัดซ้ายที่ชกมาปัดขึ้นให้พ้นตัว งอเข่าซ้ายเล็กน้อย ใช้หมัดชก ใต้คางของฝ่ายรุก ดังภาพที่ 6.6 ภาพที่ 6.6 ตาเถรค้ าฟัก (ชกคางหมัดสูงก้มตัว 60 องศา) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 7. มอญยันหลัก (รับหมัดด้วยถีบ) แม่ไม้นี้เป็นหลักส าคัญในการรับหมัดด้วยการใช้เท้าถีบยอดอกหรือท้อง ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงพร้อมกับถีบเท้าซ้ายไปข้างหน้า ฝ่ายรับ โยกตัวเอนไปทางขวา เอนตัวหนีฝ่ายรุกประมาณ 45 องศา ยืนบนเท้าขวา แขนทั้ง สองยกงอป้องตรงหน้า พร้อมกับยกเท้าซ้ายถีบที่ยอดอก หรือ ท้องของฝ่ายรุกให้กระเด็นห่างออกไป ดังภาพที่ 6.7 ภาพที่ 6.7 มอญยันหลัก (รับหมัดด้วยถีบ) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


168 8. ปักลูกทอย (รับการเตะด้วยศอก) แม่ไม้นี้เป็นหลักในการรับ การเตะกราดโดยใช้ศอกกระแทกที่หน้าแข็ง ฝ่ายรุก ยืนตรงหน้าพอได้ระยะ เตะกราดไปบริเวณชายโครงของฝ่ายรับจากขวาไปซ้าย โน้มตัวเล็กน้อย งอแขนทั้งสองป้องกันหน้า ฝ่ายรับ รีบโยกตัวไปทางซ้ายพร้อมกับก้าวเท้าซ้ายฉากไปข้างหลัง ใช้แขนขวางอศอกขึ้นรับ เท้าของฝ่ายรุกที่เตะมา แขนซ้ายงอป้องกันอยู่ตรงหน้าสูงกว่า แขนขวาเพื่อป้องกันพลาดถูกใบหน้า ดังภาพที่ 6.8 ภาพที่ 6.8 ปักลูกทอย (รับการเตะด้วยศอก) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 9. จระเข้ฟาดหาง (รับหมัดด้วยเตะ) แม่ไม้นี้ใช้ส้นเท้าฟาดไปทางด้านหลังเมื่อคู่ต่อสู้ชกพลาดแล้วถลันเสียหลักจึงหมุนตัวเตะด้วย ลูกเหวี่ยงส้นเท้า ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงพร้อมกับสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวากระโดดไปทางกึ่งขวาให้พ้นหมัดฝ่ายรุก แขนงอก าบังตรงหน้าแล้วใช้ เท้าซ้ายเป็นหลักหมุนตัว เตะด้วยส้นเท้าขวาบริเวณท้องหรือคอ ดังภาพที่ 6.9 ภาพที่ 6.9 จระเข้ฟาดหาง (รับหมัดด้วยเตะ) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


169 10. หักงวงไอยรา (ศอกโคนขา) แม่ไม้นี้แก้การเตะโดยตัดก าลังขา ด้วยการใช้ศอกกระทุ้งที่โคนขา ฝ่ายรุก ยกเท้ากราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ งอแขนทั้งสองบังอยู่ตรงหน้า ฝ่ายรับ ก้าวเท้าเข้าหาฝ่ายรุกตรงหน้าเกือบประชิดตัว หันข้างตัวไปทางซ้ายเข่าขวางอเท้า ซ้ายเหยียดตรง พร้อมกับใช้มือซ้ายจับเท้าขวาของฝ่ายรุกให้สูง ศอกกระแทกที่โคนขาฝ่ายรุก ยกเท้า ขวาของฝ่ายรุกให้สูงขึ้น เพื่อให้เสียหลักป้องกันฝ่ายรุกใช้ศอก กระแทกศีรษะ ดังภาพที่ 6.10 ภาพที่ 6.10 หักงวงไอยรา (ศอกโคนขา) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 11. นาคาบิดหาง (บิดขาตีเข่าที่น่อง) แม่ไม้นี้ใช้รับการเตะโดยใช้มือทั้งสองจับปลายเท้าบิดพร้อมกับใช้เข่ากระแทกขา ฝ่ายรุก ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับแขนทั้งสองงออยู่ตรงหน้า ฝ่ายรับ รีบโยกตัวไปทางซ้าย ยืนบนเท้าซ้ายมือซ้ายจับ ส้นเท้าของฝ่ายรุกมือขวาจับที่ปลายเท้าบิดออกนอกตัว พร้อม กับยกเข่าตีที่น่องของฝ่ายรุก ดังภาพที่ 6.11 ภาพที่ 6.11 นาคาบิดหาง (บิดขาตีเข่าที่น่อง) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


170 12. วิรุฬหกกลับ (รับเตะด้วยถีบ) แม่ไม้นี้ใช้รับการเตะโดยสันเท้ากระแทกที่บริเวณโคนขา ฝ่ายรุก ยกเท้าขวาเตะกลางล าตัวบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ ฝ่ายรับ รีบยกเท้าขวาถีบไปที่บริเวณโคนขาซ้ายของฝ่ายรุก พร้อมยกแขนทั้งสองกัน ด้านหน้า การถีบนั้นต้องถีบให้เร็วและแรงถึงขนาดฝ่ายรุก หมุนกลับเสียหลัก ดังภาพที่ 6.12 ภาพที่ 6.12 วิรุฬหกกลับ (รับเตะด้วยถีบ) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 13. ดับชวาลา (ปัดหมัดชกตอบ) แม่ไม้นี้ใช้แก้การชกด้วยหมัดตรงโดยชกสวนที่ใบหน้า ฝ่ายรุกชกด้วยหมัดซ้ายบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าแขนขา คุมบริเวณคาง ฝ่ายรับ ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้ากึ่งขวาหลบอยู่นอกหมัดซ้ายของฝ่ายรุก เอี้ยวตัวไปทางขวา ปัดและกดแขนซ้ายของฝ่ายรุกที่ชกมาให้ต่ าลงพร้อมกับใช้ หมัดซ้ายชกบริเวณหน้าแล้วพุ่งตัวกระโดดไปทางกึ่งขวา ดังภาพที่ 6.13 ภาพที่ 6.13 ดับชวาลา (ปัดหมัดชกตอบ) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


171 14. ขุนยักษ์จับลิง (รับ-หมัด-เตะ-ศอก) แม่ไม้นี้ส าคัญมากใช้ป้องกันคู่ต่อสู้ที่ใช้ในการชก เตะและศอกติดพันกัน การฝึกแบ่งเป็น 3 ตอน ตอนที่ 1 ฝ่ายรุก ชกหมัดขวาตรงไปยังใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายสืบเท้ าห าตัวฝ่ายรุก ตรงหน้า แขนซ้ายปัดแขนซ้ายฝ่ายรุกให้พ้นจากตัว ดังภาพ ที่ 6.14 ภาพที่ 6.14 ขุนยักษ์จับลิง (รับ-หมัด) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) ตอนที่ 2 ฝ่ายรุก ยกเท้าขวาเตะกวาดบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ ฝ่ายรับ รีบโยกตัวถอยเท้าซ้ายไปข้างหลังราวกึ่งซ้าย ย่อตัวใช้ศอกขวากระแทกที่ขาขวา ท่อนบนของฝ่ายรุก ดังภาพที่ 6.15 ภาพที่ 6.15 ขุนยักษ์จับลิง (รับ-เตะ) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


172 ตอนที่ 3 ฝ่ายรุก งอแขนขวาโน้มตัวกระแทกศอกที่ศีรษะของฝ่ายรับ ฝ่ายรับ รีบงอแขนขึ้นรับปะทะใต้ศอกของฝ่ายรุกแล้วรีบโยกตัวก้าวเท้าขวาถอยไปทางหลัง ประมาณครึ่งก้าว ดังภาพที่ 6.16 ภาพที่ 6.16 ขุนยักษ์จับลิง (รับ-ศอก) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 15. หักคอเอราวัณ (โน้มคอตีเข่า) แม่ไม้นี้ใช้แก้การชกด้วยหมัดตรงโดยชกสวนที่ใบหน้า ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงพร้อมกับสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า หมัดขวาคุมอยู่บริเวณคาง ฝ่ายรับ ก้าวเท้าซ้ายสืบไปตรงหน้าฝ่ายรุกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยกแขนขวาสอดปัดแขนซ้าย ของฝ่ายรุก แล้วกระโดดเข้าจับคอฝ่ายรุกโน้มลงมาโดยแรงแล้วตีด้วยเข่าบริเวณใบหน้า ดังภาพที่ 6.17 ภาพที่ 6.17 หักคอเอราวัณ (โน้มคอตีเข่า) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


173 ลูกไม้มวยไทย ลูกไม้มวยไทย หมายถึง ท่าของการใช้ศิลปะมวยไทยที่แตกย่อยออกไปจากแม่ไม้ มีลักษณะ ละเอียดอ่อนมากมายหลายอย่าง ซึ่งผู้ฝึกจะต้องผ่านการฝึกหัดแม่ไม้ก่อนจึงระฝึกลูกไม้ได้ดีจาก การศึกษา ลูกไม้มวยไทยจาก ยศ เรืองสา (2545, หน้า 112, อ้างถึง ส านักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ, 2540, หน้า 240) ได้จัดแบ่งลูกไม้มวยไทยเป็น 15 ไม้ได้แก่ เอราวัณเสยงา บาทาลูบพักตร์ขุนยักษ์พานาง พระรามน้าวศร ไกรสรข้ามห้วย กวางเหลียวหลัง หิรัญม้วนแผ่นดิน นาคมุดบาดาล หนุมานถวายแหวน ญวนทอดแห ทะแยค้ าเสา หงส์ปีกหัก สักพวงมาลัย เถรกวาดลาน และฝานลูกบวบ โดยฝึกปฏิบัติได้ดังนี้ 1. เอราวัณเสยงา (แหวกชกเสยคาง) ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงไปที่ใบหน้าของฝ่ายรับพร้อมก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าหมัดขวา คุมเสมอคาง ฝ่ายรับ เอนตัวหลบเฉียงไปทางซ้ายของฝ่ายรุกพร้อมใช้หมัดซ้ายแหวกหมัดคุมของฝ่ายรุก หมุนตัวไปทางขวาพร้อมทั้งใช้หมัดซ้ายชกเสยปลายคางของฝ่ายรุก ดังภาพที่ 6.18 ภาพที่ 6.18 เอราวัณเสยงา (แหวกชกเสยคาง) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 2. บาทาลูบพักตร์ (ปัดหมัดเตะตรงหน้า) ฝ่ายรุก ตั้งหมัดคุมเชิงโดยหมัดซ้ายน าพร้อมทั้งก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า หมัดขวาคุมปลายคาง เตรียมจะชกหน้าฝ่ายรับด้วยหมัดซ้ายตรง


174 ฝ่ายรับ ตั้งหมัดซ้ายน าพร้อมทั้งก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าเช่นเดียวกัน พอฝ่ายรุกขยับตัวจะก้าว ชกด้วยหมัดซ้ายตรงฝ่ายรับรีบใช้มือขวาปัดหมัดซ้ายของฝ่ายรุกที่จะชกมาให้เบนไปทางขวาของฝ่าย รับพร้อมกับรีบเตะด้วยเท้าขวาตรงไปที่ปลายคางของฝ่ายรุก หรือใช้ฝ่าเท้าลูบหน้าฝ่ายรุกแทนการเตะปลายคาง ดังภาพที่ 6.19 ภาพที่ 6.19 บาทาลูบพักตร์ (ปัดหมัดเตะตรงหน้า) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 3. ขุนยักษ์พานาง (แหวกหมัดด้วยทุ่ม) ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงพร้อมทั้งก้าวเท้าสืบไปข้างหน้า หมัดขวาคุมเสมอคาง ฝ่ายรับ รีบสืบเท้าซ้ายก้าวออกนอกเท้าซ้ายของฝ่ายรุก ยกแขนขวากระแทกข้อศอกปัดแขน ซ้ายของฝ่ายรุกให้พ้นตัวพร้อมกับรับอาศัยความเร็วเข้าชิดตัว ฝ่ายรุกใช้แขนซ้ายโอบกลางตัว (ตอน ใกล้เอว) ของฝ่ายรุก ใช้สะโพกยกตัวฝ่ายรุกขึ้นทุ่มหงายหลัง ลงกับพื้น ดังภาพที่ 6.20 ภาพที่ 6.20 ขุนยักษ์พานาง (แหวกหมัดด้วยทุ่ม) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


175 4. พระรามน้าวศร (ปิดศอกยกเสยคาง) ลูกไม้นี้แก้การตีศอกของคู่ต่อสู้ ฝ่ายรุก สืบเท้าเข้าหาฝ่ายรับหรือเข้าชิดตัวด้วยศอกคู่จะกระแทกศีรษะ ฝ่ายรับ สืบเท้าเข้าหาฝ่ายรุกทั้งยกแขนท่อนล่างขึ้นขนานกับพื้น เพื่อรับศอกของฝ่ายรุกพร้อม กับให้ใช้หมัดตรงกันข้ามเสยคางของฝ่ายรุกพร้อมทั้งก้าวเท้า สืบตามหมัดที่ชกไป ดังภาพที่ 6.21 ภาพที่ 6.21 พระรามน้าวศร (ปิดศอกยกเสยคาง) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 5. ไกสรข้ามห้วย (หลบถีบ เตะตรงถีบขาหลัง) ฝ่ายรุก กระโดดเตะปลายคางของฝ่ายรับ โดยวิธีเตะเสยขึ้นตรง ๆ ด้วยเท้าขวา ฝ่ายรับ ก้าวเท้าซ้ายกระโดดหลบปลายเท้าขวาของฝ่ายรุก โน้มตัวไปทางซ้ายยืนบนเท้าซ้าย พร้อมกับรีบสอดเท้าขวาถีบขาหลังของฝ่ายรุกที่เป็นหลักยืน อยู่บริเวณหัวเข่า ดังภาพที่ 6.22 ภาพที่ 6.22 ไกสรข้ามห้วย (หลบถีบ เตะตรงถีบขาหลัง) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


176 6. กวางเหลียวหลัง (ตามเตะ ถีบด้วยสันเท้า) ตอนที่ 1 ฝ่ายรุก ตั้งหมัดขวาหรือซ้ายน าเตรียมจะชกไปยังใบหน้าของฝ่ายรับพร้อมด้วยก้าวเท้าไป ข้างหน้า ฝ่ายรับ เตรียมตัวจะเตะฝ่ายรุกที่ชายโครง มือทั้ง สองงอคุมบริเวณคาง ดังภาพที่ 6.23 ภาพที่ 6.23 กวางเหลียวหลัง (ตามเตะ ถีบด้วยสันเท้า) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) ตอนที่ 2 ฝ่ายรุก ต้องถอยหลังเพื่อหลบเตะของฝ่ายรับ ฝ่ายรับ รีบหมุนตัวกลับโดยเร็วโดยใช้เท้าข้างที่เตะในตอนแรกยืนเป็นหลักกลับหลังหันใช้ เท้าตรงกันข้ามถีบปลายคางหรือยอดอกของฝ่ายรุก ดังภาพที่ 6.24 ภาพที่ 6.24 กวางเหลียวหลัง (ตามเตะ ถีบด้วยสันเท้า) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


177 7. หิรัญม้วนแผ่นตัว (รีบเตะม้วนตัวแทงศอกกลับ) ฝ่ายรุก เตะด้วยเท้าขวากวาดไปที่บริเวณชายโครงของฝ่ายรับ ยืนบนขาซ้าย มือทั้งสองยก ก าบังตรงหน้า ฝ่ายรับ รีบยกขา ขวาท่อนล่างขึ้นรับเตะ ของฝ่ายรุก พร้อมกลับ หลังหันใช้ศอกตีที่ค าง หรือบริเวณใบหน้าของ ฝ่ายรุก ดังภาพที่ 6.25 ภาพที่ 6.25 หิรัญม้วนแผ่นตัว (รีบเตะม้วนตัวแทงศอกกลับ) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 8. นาคมุดบาดาล (ก้มหลบลอดขาถีบขาพับ) ลูกไม้นี้ใช้แก้การเตะสูง ฝ่ายรุก เตะด้วยเท้าขวาบริเวณคางหรือขมับ แต่ไม่ถูกที่หมาย ตัวหมุนตามเท้าขวาไปด้วยแรง เหวี่ยง ฝ่ายรับ ก้มตัวหลบลอดใต้เท้าขวาของฝ้ายรุกที่เตะ หน้าแล้วรีบสอดเท้าขวาถีบขาพับทางซ้ายของฝ่ายรุกให้ล้ม คะม าไป ดังภาพที่ 6.26 ภาพที่ 6.26 นาคมุดบาดาล (ก้มหลบลอดขาถีบขาพับ) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


178 9. หนุมานถวายแหวน (แหวกวงในชกเสยคางด้วยหมัด) ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงไปยังบริเวณใบหน้าฝ่ายรับ พร้อมกับสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า แขนขวางอขึ้นปิดป้องกันคาง ฝ่ายรับ เบนตัวหลบหมัดซ้ายของฝ่ายรุก พร้อม กับสืบเท้าซ้ายเข้าชิดตัว หันซ้ายชิดอกฝ่ายรุกพร้อมกับก าหมัด ทั้งสองชกเสือกไปที่ปลายคางของฝ่ายรุก ดังภาพที่ 6.27 ภาพที่ 6.27 หนุมานถวายแหวน (แหวกวงในชกเสยคางด้วยหมัด) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 10. ญวนทอดแห (ปัดถีบเตะสอดขาพับ) ลูกไม้นี้ใช้แก้ลูกถีบของคู่ต่อสู้ ฝ่ายรุก เตรียมใช้เท้าซ้ายจิกหรือถีบน าไปยังบริเวณท้องของฝ่ายรับ ฝ่ายรับ ก้าวเท้าขวาหลบออกวงนอกใช้มือซ้ายปัดเท้าของฝ่ายรุก พร้อมจับข้อเท้าฝ่าย รุกแล้วใช้เท้าขวาเตะสอดใต้ขาพับฝ่ายรุกโดยแรง ตัวเบนไป ทางขวาน้ าหนักตัวอยู่บนเท้าซ้าย ดังภาพที่ 6.28 ภาพที่ 6.28 ญวนทอดแห (ปัดถีบเตะสอดขาพับ) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


179 11.ทะแยค ่าเสา (หลบเตะถีบขาหลัง) ฝ่ายรุก เตะฝ่ายรับด้วยเท้าขวาไปบริเวณชายโครง ตัวเอนและยืนบนเท้าซ้ายหมัดทั้ง สองยกก าบังตัวอยู่เสมอ ฝ่ายรับ รีบก้มตัวไปทางขวาและยกถีบด้วยสัน เท้าที่โคนขาซ้ายของฝ่ายรุกซึ่งใช้ยืนเป็นหลัก น้ าหนักตัวของ ฝ่ายรับอยู่บนขาขวา ดังภาพที่ 6.29 ภาพที่ 6.29 ทะแยค้ าเสา (หลบเตะถีบขาหลัง) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 12. หงส์ปีกหัก (หลบวงใน วงนอก ศอกฟันแขน) ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดขวาตรงไปยังบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าไปข้างหน้า หมัดซ้ายคุมเสมอคาง ฝ่ายรับ สืบเท้าเข้าชิดตัวฝ่ายรุกโดยเร็ว ใช้หมัดซ้ายปัดหมัดขวาของฝ่ายรุกให้พ้นตัวพร้อมกับ รีบใช้ศอกขวาฟันเฉียดใบหูลงไปกึ่งกลางแขนขวาแท่นบน ดังภาพที่ 6.30 ภาพที่ 6.30 หงส์ปีกหัก (หลบวงใน วงนอก ศอกฟันแขน) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


180 13. สักพวงมาลัย (หลบวงในแทงศอกที่หน้าอก) ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดตรงไปยังบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ เท้าซ้ายสืบไปข้างหน้าพร้อมกับหมัด ขวาคุมเสมอคาง ฝ่ายรับ สืบเท้าเข้าหาฝ่ายรุกงอตัวอยู่ภายในแขนของฝ่ายรุก หมัดขวารับปัดแขนซ้ายของฝ่าย รุกออกไปให้พ้นตัวพร้อมกับรีบยกศอกซ้ายแทงบริเวณแผ่ อกของฝ่ายรุก แทงซ้ าหลาย ๆ ครั้ง ดังภาพที่ 6.31 ภาพที่ 6.31 สักพวงมาลัย (หลบวงในแทงศอกที่หน้าอก) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 14. เถรกวาดลาน (เตะกวาดขา) ฝ่ายรุก เตะด้วยเท้าซ้ายหรือยืนในลักษณะเท้ายืนคู่ ฝ่ายรับ เดินมวยเข้าหาพร้อมกับก้มตัวลงหลบให้เท้าซ้ายฝ่ายรุกผ่านศีรษะไปใช้เท้าขวาเตะ กวาดไปที่ข้อเท้าขวาของฝ่ายรุกสุดแรงถ้ายืนจดมวยให้เตะ กวาดขาที่ยืนอยู่ข้างหน้า ดังภาพที่ 6.32 ภาพที่ 6.32 เถรกวาดลาน (เตะกวาดขา) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


181 15. ผ่านลูกบวบ (หลบเข้าวงในฟันศอกตรงหน้า) ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายพร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า หมัดขวาคุมเสมอคาง ฝ่ายรับ รีบสืบเท้าซ้ายเข้าชิดตัวฝ่ายรุกอยู่วงใน หมัดขวาปัดแขนซ้ายของฝ่ายรุกให้พ้นตัว พร้อมกับรีบยกศอกขึ้นเสมอกกหูฟันลงใบหน้าของฝ่ายรุก เมื่อฝ่ายรุกเตรียมถอยฉากจะชกด้วย หมัดขวาตวัด ให้ฝ่ายรับก้าวขาตามติดตัว และให้ศอกขวาที่บริเวณหน้าสลับกัน แขนตรงข้ามรีบปิด ชายโครง เพื่อกันฝ่ายรุกหมายชกชายโครง ดังภาพที่ 6.33 ภาพที่ 6.33 ผ่านลูกบวบ (หลบเข้าวงในฟันศอกตรงหน้า) ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) สรุปท้ายบท แม่ไม้มวยไทย มี 15 แม่ไม้ ได้แก่สลับฟันปลา ปักษาแหวกรัง ชวาซัดหอก อิเหนาแทงกริช ยอเขาพระสุเมรุ ตาเถรคล่ าฟัก มอญยันหลัก ปักลูกทอย จระเข้ฟาดหาง หักงวงไอยรา นาคาบิดหาง วิรุฬหกกลับ ดับชวาลา ขุนยักษ์จับลิง หักคอเอราวัณ ซึ่งแม่ไม้ในแต่ละท่าเป็นการตั้งชื่อเพื่อให้ผู้ฝึก จ ากันง่าย ในการตั้งชื่อจากการใช้ชีวิตของภูปัญญาไทย นอกจากลูกไม้ทั้งหมดในแต่ละท่าการปฏิบัติ เป็นการป้องกันฝ่ายรุก การใช้อาวุธจู่โจมแต่ละท่าหลบหลีกออกด้านนอก การหลีกเข้าด้านในพร้อม ทั้งตอบโต้ในจังหวะที่ป้องกันหรือหลบหลีกด้วย ส่วนแม่ไม้ในแต่ละท่าท าให้ทราบถึงเรื่องตั้งแต่การ ป้องกันโดยใช้หมัดตรง หมัดเหวี่ยง รวมไปถึงป้องกันทักษะต่าง ๆ ของมวยไทย และในการปฏิบัติเป็น การฝึกที่ง่าย ด้านลูกไม้มวยไทย มี 15 ลูกไม้ ได้แก่ เอราวัณเสยงา บาทาลูบพักตร์ขุนยักษ์พานาง พระรามน้าวศร ไกรสรข้ามห้วย กวางเหลียวหลัง หิรัญม้วนแผ่นดิน นาคมุดบาดาล หนุมาน ถวายแหวน ญวนทอดแห ทะแยค้ าเสา หงส์ปีกหัก สักพวงมาลัย เถรกวาดลาน ฝานลูกบวบ ลูกไม้ใน แต่ละท่าเป็นการตั้งชื่อเพื่อให้ผู้ฝึกจ ากันง่าย ในการตั้งชื่อจากการใช้ชีวิตของภูมิปัญญาไทยเช่นกัน แต่ลูกไม้แต่ละท่าจะละเอียดยิ่งขึ้นกว่าแม่ไม้ ส่วนการก้มหลบแล้วถีบ การหลบหมัดแล้วทุ่ม เป็นต้น


Click to View FlipBook Version