32 เวลาชกเสร็จก็จะท าการขอโทษต่อคู่ชกพร้อมทั้งผู้ที่เป็นพี่เลี้ยง การกระท าดังกล่าวเป็นมารยาทอันดี งามซึ่งนักกีฬามวยไทยได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลานานแล้ว 5. มวยไทยช่วยให้เกิดสวัสดิภาพแก่ตนเองและผู้อื่น ตลอดจนใช้สังคมเนื่องจากกีฬามวยไทย เป็นศิลปะปูองกันตัว ให้บุคคลสามารถปูองกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตและทรัพย์สินได้ เพิ่มความ เชื่อมั่นให้แก่ตนเองเมื่ออยู่ในสังคมได้ ท าให้สังคมมีความเจริญก้าวหน้ามีสวัสดิภาพและความมั่นคง 6. มวยไทยช่วยเพิ่มสมรรถภาพและประสิทธิภาพของทหารและต ารวจกล่าวคือ ทหารและ ต ารวจมีหน้าที่ดูแลบ้านเมือง ทหารมีหน้าที่รักษาบ้านเมืองยามออกศึกสงคราม นอกเหนือไปจากการ ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว การต่อสู้ด้วยมือเปล่าอาจมีความจ าเป็นในการต่อสู้ระยะประชิดตัว ต ารวจมี หน้าที่ปราบโจรผู้ร้าย ศิลปะการต่อสู้แบบมวยไทยสามารถช่วยท าให้การต่อสู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังช่วยท าให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง และเสริมความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวในการต่อสู้อีกด้วย 7. ผลพลอยได้ทางด้านอื่น ๆ เมื่อนักกีฬามวยไทยที่มีโอกาสเป็นนักมวยไทยเข้าแข่งขันตาม เวทีต่าง ๆ ในปัจจุบันกีฬามวยไทยถือว่าเป็นกีฬาที่มีค่าตอบแทนได้จากการชกแต่ละครั้งมีค่าตัวสูง มาก ถ้ามีฝีมือที่ดีแข่งขันชกชนะตลอดเวลามีโอกาสได้รับเกียรติจัดเข้าในท าเนียบติดอันดับถ้าติด อันดับที่ดีก็มีโอกาสได้รับเกียรติชิงแชมป์เปี้ยนถือว่าเป็นเกียรติประวัติของตน นอกจากนี้ยังอาจยึด เป็นอาชีพหนึ่งได้ในปัจจุบันถ้าหากจะยึดกีฬามวยไทยเป็นอาชีพส าหรับตนเอง หรือเข้าแข่งขัน ทางด้านกีฬามวยไทยสมัครเล่นก็ท าให้ได้รับชื่อเสียงในด้านการเป็นตัวแทนของสถาบันการศึกษา จังหวัด และเขตนอกจากนี้กีฬามวยไทยถือว่าเป็นเครื่องมือก่อให้เกิดมิตรภาพความสมัครสมาน สามัคคีได้ดีอย่างหนึ่งด้วย นอกจากคุณประโยชน์ของมวยไทยที่กล่าวแล้วนั้น มีปรมาจารย์ทางด้านมวยไทยผู้ที่ ล่วงลับไปแล้วและได้รับการยกย่องนับถือ ท่านได้ให้ข้อคิดในเรื่องมวยไทย ปัจจุบันกีฬามวยไทยเป็น ที่นิยมมากของคนไทยมีการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา มีการฝึกเป็นค่ายมวย จัดการแข่งขัน เป็นประจ าทุกวันที่เวทีมาตรฐาน ซึ่งได้ก่อตั้งมานานแล้ว คือ เวทีมวยราชด าเนิน เวทีมวยลุมพินี โดย จัดการแข่งขันสลับวันกัน มีการถ่ายทอดทางทีวี เช่น เวทีมวยช่อง 7 จัดการแข่งขันในวันอาทิตย์ ตลอดจนตามจังหวัดก็มีการจัดแข่งขันอยู่เป็นประจ า การแข่งขันแต่ละครั้งมีคนสนใจมากท าให้คน นิยมฝึกหัดมวยไทยเพื่อเป็นอาชีพ เพราะชกแต่ละครั้งจะได้ค่าตัวสูงท าให้สามารถเลี้ยงชีพได้อย่างหนึ่ง จึงถือได้ว่าในปัจจุบันกีฬามวยไทยกลายเป็นกีฬาที่เรียกว่ามวยไทยอาชีพ ทางรัฐบาลเห็นถึง ความส าคัญจึงบรรจุเข้าไปในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ แต่การแข่งขันเราเรียกว่ามวยไทยสมัครเล่น โดยใช้กติกาแตกต่างกันกับที่ชกตามเวทีต่าง ๆ กีฬามวยไทยเป็นกีฬาหนึ่งที่คนทั่วไปนิยมกันอย่าง กว้างขวาง ปัจจุบันในต่างประเทศก็ให้ความนิยมจนเกิดมีการแข่งขันกีฬามวยไทยสมัครเล่นชิงแชมป์ โลกเกิดขึ้น ทั้งกีฬามวยไทยอาชีพ กีฬามวยไทยสมัครเล่นเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของไทยที่ต้องพยายาม รักษาเรื่องระเบียบ ประเพณี ตลอดจนศิลปะการต่อสู้อย่างหนึ่งซึ่งบรรพบุรุษได้ช่วยกันสั่งสอนมาจน บัดนี้ ไม่อยากให้ศิลปะการต่อสู้ประจ าชาติอยู่ในภาวะตกต่ า เพราะครูในสมัยโบราณสั่งสอนด้วย อุดมการณ์ แต่ปัจจุบันกีฬามวยไทยได้กลายเป็นธุรกิจ ในอนาคตศิลปะมวยไทยอาจจะตกอยู่ในสภาพ ไร้คุณค่า ดังนั้นขอให้ทุกคนมีความตระหนักเรื่องมวยไทยเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ได้ถ่ายทอดมาจนถึง ปัจจุบัน
33 นอกเหนือจากความรู้ ความช านาญที่ได้จากการศึกษาอบรม รวมทั้งคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่ได้การปลูกฝังมาเป็นอย่างดีแล้วสิ่งแรกที่อยู่ในสายเลือกของคนไทยตั้งแต่ก าเนิด คือ ศิลปะมวยไทยอันเป็นกีฬาประจ าชาติและเป็นกีฬาอาชีพที่สามารถแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ที่เกรง ขามในสายตาชาวโลกที่ไม่แพ้กีฬาชนิดอื่น ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร ธุรกิจการโฆษณา และธุรกิจมวยไทยท า ให้ความนิยมมวยไทยแพร่กระจายไปทั่ว และขยายไปยังต่างประเทศทั่วโลก ชาวต่างประเทศให้ความ สนใจมวยไทยทางด้านการต่อสู้ส่วนหนึ่งเพื่อการออกก าลังกาย เพื่อการปูองกันตัว มีบ้างบางส่วนฝึก เพื่อท าการแข่งขัน หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสนใจเข้ามาสนับสนุนการด าเนินงาน เกี่ยวกับการเผยแพร่มวยไทย เพื่อให้การศึกษาความรู้การฝึกฝนมวยไทยเป็นไปอย่างถูกต้องเป็นระบบ และเคารพในจารีตประเพณีดีงามที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา และความหวังของคนไทยก็คือการผลักดันที่ท า ให้มวยไทยเป็นกีฬาหนึ่งในระดับโลก เพื่อเป็นการเผยแพร่ศิลปะมวยไทย ตลอดจนศิลปะอันนี้จะได้อยู่ คู่กับชาวไทยไปตลอดกาล คุณประโยชน์ที่กล่าวเบื้องต้น ย่อมบังเกิดผลตลอดจนเน้นให้ผู้เรียนฝึกเป็นพลเมืองดี ของชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยอันส าคัญของชนในชาติที่มีความต้องการเป็นอย่างยิ่ง มวยไทยจึงมีความผูกพัน กับชนชาติไทยมาอย่างแน่นแฟูน เป็นกิจกรรมที่ดีแม้องค์พระประมุขของชาติไทยในอดีตยังให้ ความส าคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฝึกดาบหรือทวน ถึงแม้ว่าปัจจุบันการท าสงครามไม่จ าเป็นร้องรบ ประชิดตัว แต่กิจกรรมมวยไทยยังเป็นกิจกรรมที่ต้องฝึกฝนเพื่อช่วยพัฒนาร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมของผู้ฝึก สรุปท้ายบท ความเป็นมาและความส าคัญของมวยไทย จากการกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า มวยไทยเป็น กีฬาชนิดหนึ่ง และเป็นศิลปะการต่อสู้เพื่อปูองกันตัวเอง รวมทั้งเพื่อปูองกันประเทศชาติในยามที่ถูก ศัตรูรุกรานเนื่องจากเมื่อครั้งโบราณกาลชาติไทยจะต้องท าศึกสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงจ าเป็น ที่จะต้องฝึกมวยไทย เพื่อการต่อสู้และการปูองกันตัวในระยะประชิด โดยเชื่อกันว่าผู้ฝึกมวยไทย จะต้องเป็นชายที่แข็งแรง และหากผู้ใดที่มีฝีมือดีก็จะได้เป็นทนายเลือก ซึ่งการเรียนมวยไทยเมื่อสมัย ครั้งโบราณกาลจะเรียนการในพระราชวังเท่านั้น ต่อมาเมื่อสงครามได้ยุติลงก็มีการจัดการแข่งขัน มวยไทยตามงานประเพณีต่าง ๆ และในการแข่งขันมวยไทยในในสมัยโบราณกาลนั้นเป็นการแข่งขัน ในเวทีที่เป็นพื้นดิน และเป็นการพันมือด้วยเชือก โดยยังไม่มีกติกาเคร่งครัด ต่อมาการแข่งขันมวยไทย มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีเวทีการแข่งขันมวยไทยที่ได้มาตรฐาน ให้สวมนวมในมือ นอกจากนี้การ แข่งขันมวยไทยปัจจุบันยังมีกติกาอย่างเคร่งครัด และมีกรรมการให้คะแนนพร้อมทั้งมีผู้ชี้ขาดอยู่บน เวที การแข่งขันการชกมวยไทยในปัจจุบันเป็นการแพร่หลายทั่วทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น เวทีมวยราชด าเนิน เวทีลุมพินี เวทีมวยช่อง 7 สี เป็นต้น นอกจากนี้วิทยาลัยมวยไทยศึกษาและ การแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ได้เปิดหลักสูตรมวยไทยศึกษา โดยเปิดการ เรียนการสอนใน 3 ระดับ คือระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท และระดับปริญญาเอก โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อผลิตครูมวยไทยที่มีคุณภาพ และส่งเสริมอนุรักษ์ศิลปะมวยไทย พัฒนามวยไทยให้ ก้าวสู่สากล โดยปรัชญาที่แน่วแน่ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งวิทยาลัยมวย
34 ไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย นอกจากนี้จะเห็นได้ว่ามวยไทยมีความส าคัญและมีประโยชน์มาก เพราะมวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ของชาติไทย เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยที่ชาวต่างชาติให้การ ยอมรับ พร้อมทั้งท าให้ผู้ที่ฝึกมวยไทยช่วยพัฒนาทางด้านร่างกาย กล่าวคือ ท าให้ร่างแข็งแรง มี บุคลิกภาพที่เหมาะสม พัฒนาด้านสังคม พัฒนาด้านจิตใจ ให้มีสติปัญญาที่ดี มีคุณธรรมจริยธรรม เชื่อ ฟังและเคารพครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณ ค าถามทบทวน จงตอบค าถามให้ถูกต้องดังต่อไปนี้ 1. มวยไทย มีความหมายอย่างไร 2. อธิบายมวยไทยว่ามีประวัติจากยุคแรกเริ่มกรุงสุโขทัยมาถึงยุคปัจจุบัน อย่างไร 3. ค าว่า นวอาวุธ มีความหมายอย่างไร 4. มวยไทยมีประโยชน์อย่างไร 5. คุณค่าและความงดงามของมวยไทยคืออะไร 6. เวทีมวยมาตรฐานปัจจุบันเป็นอย่างไร 7. เวทีมวยราชด าเนินเกิดขึ้นในปีใด และมีความส าคัญอย่างไร 8. การแต่งกายของการชกมวยไทยในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันอย่างไร 9. สถาบันที่เปิดการเรียนการสอนด้านมวยไทยอย่างไร 10. บุคคลที่ส าคัญที่เกี่ยวข้องกับมวยไทยมีใครบ้าง เอกสารอ้างอิง กรมพลศึกษา. (2559). แม่ไม้มวยไทย : ร่ายร าท่าไหว้ครู. ค้นเมื่อ พฤษภาคม 22, 2559, จาก http://maemaimuaythai.blogspot.com/2012/03/blog-post_01.html. กรมศิลปกร. (2532). วรรณกรรมสมัยธนบุรี.กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ้พ คึกเดช กันตามระ. (2553). แม่ไม้มวยไทยศิลปะการป้องกันตัว. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ชาญชัย ยมดิษฐ์. (2559). กลยุทธการท่องเที่ยวของประเทศไทยในการใช้มวยไทยเพื่อส่งเสริม การท่องเที่ยวในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ. กรุงเทพฯ : เครือข่ายองค์กร บริหารงานวิจัยแห่งชาติ. ชาญณรงค์ สุหงษา. (2545). คู่มือการสอนมวยไทยเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : ม.ป.ท. ชินวุฒิ สิริสัมพันธ์.(2553). ศิลปะมวยไทย. ม.ป.ท.: ม.ป.พ. นคร พันธุ์ณรงค์. (2526).ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : ภาควิชา ประวัติศาสตร์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก. ประยุทธ สิทธิพันธ์. (2520). มหาราชและพระราชกรณียกิจสมเด็จพระภัทรมหาราช. กรุงเทพฯ : พิทักษ์การพิมพ์.
35 โพธิ์สวัสดิ์ แสงสว่าง. (2557). มวยไทยโบราณ. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขามวยไทยศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง. ราชัน เฉลียวศิลป์. (2558). มวยไทย. สุพรรณบุรี : สถาบันพลศึกษาวิทยาเขตสุพรรณบุรี. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2554. กรุงเทพฯ : บริษัทศิริวัฒนาอ ินเตอร์พริ้น. ส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. (2553). ศิลปะมวยไทย. กรุงเทพฯ : ผู้แต่ง. ส าราญ สุขแสวง. (2551). การสร้างโปรแกรมการฝึกซ้อมมวยไทยส าหรับนักมวยไทยอาชีพ. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชามวยไทยศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง. หนังสือมวยสยาม. (2551). มวยสยามรายวัน รายสัปดาห์. ค้นเมื่อ กรกฎาคม 19, 2559, จาก https://th-th.facebook.com/muaysiamnews/posts/1060524733977959. หอสมุดแห่งชาติ ต ารามวยไทยโบราณ. (2553). ขุมทรัพย์ของแผ่นดิน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัย ศิลปากร.
36 บทที่2 การไหว้ครูร่ายร ามวยไทย การไหว้ครูร่ายร ามวยไทยถือเป็นประเพณีที่ส าคัญของมวยไทย เพราะการไหว้ครูร่ายร ามวย ไทยเป็นการบ่งบอกถึงศิษย์มีครู ซึ่งผู้ที่จะได้รับการฝึกฝนและเรียนรู้วิชามวยไทยนั้นจะต้องมีการยกครู ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งเปรียบเสมือนพิธีการมอบตัวเป็นศิษย์ที่พร้อมจะปฏิบัติตนตามกรอบระเบียบ ปฏิบัติของมวยไทย ซึ่งในบทนี้ผู้เขียนจะแสดงเนื้อหาของความเป็นมาของการไหว้ครูร่ายร ามวยไทย เครื่องดนตรีประกอบการไหว้ครูร่ายร ามวยไทย ขั้นตอนการไหว้ครูร่ายร ามวยไทยก่อนการแข่งขัน และการแสดงท่าร่ายร ามวยไทย ความเป็นมาการไหว้ครูร่ายร ามวยไทย การแข่งขันในเชิงศิลปะมวยไทย กระบี่กระบอง หรืออาวุธอื่น ๆ ที่มีมาแต่โบราณนั้น ก่อนการแข่งขันทุกคนจะต้องไหว้ครู ถ้าเป็นนักมวยก่อนการแข่งขันจะต้องไหว้ครูมวยไทยและ ร่ายร ามวย ซึ่งเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงป๎จจุบัน การไหว้ครูเป็นการท าความเคารพต่อ ประธานในพิธีแข่งขันชกมวยหรือเป็นการถวายบังคมแด่พระมหากษัตริย์ ซึ่งในสมัยโบราณทรงโปรดฯ ให้มีการชกมวยหน้าพระที่นั่งอยู่เป็นประจ า ทั้งเป็นการระลึกถึงและแสดงความกตัญํูต่อครูบา อาจารย์ที่ประสิทธิประสาทวิชาความรู้ให้เพื่อความเป็นศิริมงคลท าให้จิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหว ครั่น คร้าน ควบคุมสติได้ดีส่วนการร่ายร าเป็นการแสดงออกถึงลักษณะเฉพาะของครูมวย หรือ ค่ายมวย ซึ่งถ้านักมวยไหว้ครูและร่ายร ามวยแบบเดียวกันมักจะไม่นิยมต่อยกัน เพราะเข้าใจว่าเป็นลูกศิษย์ที่มี ครูมวยคนเดียวกัน นอกจากนั้นการร่ายร ายังเป็นการสังเกตดูเชิงคู่ต่อสู้และเพื่ออบอุ่นร่างกายให้ คลายความเคร่งเครียดทั้งกายและจิตใจให้พร้อมที่จะเข้าต่อสู้ได้ทันทีทั้งเป็นการส ารวจพื้นที่บริเวณที่ จะชกมวย เนื่องจากแต่เดิมการแข่งขันชกมวยจะแข่งขันบนลานในบริเวณวัด ซึ่งเป็นสนามมวย ชั่วคราว (จรัสเดช อุลิต, 2557, หน้า 5) การไหว้ครูร่ายร ามวยไทย องค์ประกอบที่ส าคัญและเป็นส าคัญสร้างบรรยากาศให้แก่การไหว้ครูและร่ายร ามวยไทย รวมทั้งการแข่งขันชกมวยนั้นคือวงดนตรีปี่กลอง ซึ่งมีจังหวะและท่วงท านองช้าและเร็วตามช่วงเวลา ของการแข่งขัน เมื่อเริ่มไหว้ครูท่วงท านองก็จะช้าเนิบนาบช่วยให้ลีลาในการร่ายร าไหว้ครูดูอ่อนช้อย งดงามเป็นจังหวะน่าชม และเมื่อเริ่มการแข่งขันเสียงดนตรีก็เริ่มมีจังหวะเร็วขึ้นบอกให้ผู้ได้ยินได้ชมรู้ ว่าขณะนั้นนักมวยก าลังใช้ชั้นเชิงต่อสู้กันอยู่ในสังเวียน และเมื่อถึงยกสุดท้ายจังหวะดนตรียิ่งเร่งเร้าขึ้น เร้าใจให้นักมวยได้เร่งพิชิตคู่ต่อสู้และเร้าใจผู้ชมมวยรอบสนามให้ตื่นเต้นกับผลการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น ในไม่ช้า จังหวะดนตรีจึงเป็นส่วนสร้างความรู้สึกของนักชกและผู้ชมรอบสนามให้สนุกสนานตื่นเต้นกับ การแข่งขันได้อย่างน่าอัศจรรย์
37 1. เครื่องดนตรีประกอบการไหว้ครูร่ายร ามวยไทย เครื่องดนตรีที่น ามาบรรเลงประกอบการแข่งขันชกมวยไทย มีชื่อเรียกว่า “วงปี่กลอง” มี นักดนตรีร่วมบรรเลงดนตรีโดยทั่วไป จ านวน 4 คน เครื่องดนตรีประกอบด้วย ปี่ชวา 1 เลา กลอง แขก 2 ใบ และฉิ่ง 1 คู่ 1.1 ปี่ชวา ท าเป็น 2 ท่อนเหมือนปี่ไฉน คือ ท่านเลาปี่ยาวประมาณ 27 เซนติเมตร ท่อน ล าโพง ยาวประมาณ 14 เซนติเมตร เจาะรูนิ้ว รูปร่างลักษณะเหมือนปี่ไฉนทุกอย่างแต่มีขนาดยาวกว่า ปี่ไฉน กล่าวคือ ปี่ชวาเมื่อสวมท่อนล าโพงและเลาปี่เข้าด้วยกันแล้ว ยาวประมาณ 38-39 เซนติเมตร ตรงปากล าโพงกว้างขนาดเดียวกับปี่ไฉน ท าด้วยไม้จริงหรืองา ส่วนที่ท าต่างจากปี่ไฉนก็คือตอนบนที่ ใส่ลิ้นปี่ท าให้บานออกเล็กน้อย ลักษณะของลิ้นปี่เหมือนกับปี่ไฉน ต่างแต่มีขนาดยาวกว่าเล็กน้อย แม้ เราจะไม่รู้ที่มาของปี่ชวา แต่ชื่อของปี่ชวานี้บอกต านานอยู่ในตัว และเหตุที่มีลักษณะรูปร่างเหมือนปี่ ไฉนของอินเดีย จึงเข้าใจว่าชวาคงได้แบบอย่างมาจากปี่ไฉนของอินเดีย แต่ดัดแปลงให้ยาวกว่า เสียงที่ เปุาออกมา จึงแตกต่างไปจากปี่ไฉน การน าปี่ชวามาใช้เมื่อไรไม่อาจทราบได้แต่คงจะน าเข้ามาใช้ คราวเดียวกับกลองแขก และเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นนั้น ปรากฏว่ามีปี่ชวาใช้ในกระบวนพยุ หยาตราเสด็จพระราชด าเนินแล้ว เช่นมีกล่าวถึงใน“ลิลิตยวนพ่าย” ว่า “สรวญศรัพทพฤโฆษฆ้อง กลองไชยทุมพ่างแตรสังข์ ชวาปี่ห้อ” ซึ่งคงจะหมายถึง ปี่ชวาและปี่ห้อหรือปี่อ้อ ปี่ชวาใช้คู่กับกลอง แขก (ชวา) เช่น เปุาประกอบการเล่นกระบี่กระบอน และประกอบการแสดงละครอิเหนา ตอนร ากริช และใช้ในวงปี่พาทย์นางหงส์และใช้ในวงดนตรีที่เรียกว่า “วงปี่ชวา กลองแขก” หรือวง “กลองแขกปี่ ชวา” วงเครื่องสายปี่ชวา และวง “บัวลอย” ทั้งน าไปใช้เปุาในกระบวนแห่ ซึ่ง “จ่าปี่” เปุาน ากลอง ชนะในกระบวนพยุหยาตราด้วย ภาพที่ 2.1 ปี่ชวา ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.2 กลองแขก รูปร่างยาวเป็นกระบอก หน้าหนึ่งใหญ่เรียกว่า “หน้าลุ่ย” กว้างประมาณ 20 เซนติเมตร อีกหน้าหนึ่งเล็กเรียกว่า “หน้าต่าน” กว้างประมาณ 17 เซนติเมตร หุ่นกลองยาว ประมาณ 57 เซนติเมตร ท าด้วยไม้จริงหรือไม่แก่น เช่น ไม้ชิงชันหรือไม้มะริดขึ้น 2 หน้า ด้านหลัง ลูกวัวหรือหนังแพะ ใช้เส้นหวายผ่าซีกเป็นสายโยงเร่งเสียง โยงเส้นห่าง ๆ แต่ต่อมาในระยะหลังนี้คง จะเนื่องจากหาหวายใช้ไม่สะดวก บางคราวจึงใช้สายหนังโยงก็มีส ารับหนึ่งมี2 ลูก ลูกเสียงสูง เรียกว่า “ตัวผู้” ลูกเสียงต่ าเรียกว่า “ตัวเมีย” ตีด้วยฝุามือทั้งสองหน้าให้เสียงสอดสลับกันทั้งสองลูก กลอง แบบนี้เรียกว่าอีกอย่างหนึ่งว่า “กลองชวา” เพราะเข้าใจว่าเราได้แบบอย่างมาจากชวา ในวงปี่พาทย์
38 ของชวาก็มีกลอง 2 ชนิดคล้ายกันนี้แต่รูปกลองตอนกลางปุองโตมากกว่าของไทย เราคงจะน ากลอง ชนิดนี้มาใช้ในวงดนตรีของไทยมาแต่โบราณ ในกฎหมายศักดินา มีกล่าวถึง “หมื่นราชาราช” พนักงานกลองแขกนา 200 และมีลูกน้อง เรียกว่า ชาวกลองเลวนา 50 บางทีแต่เดิมคงจะน าเข้ามาใช้ ขบวนแห่น าเสด็จพระราชด าเนิน เช่น กระบวนช้างและกระบวนเรือ และใช้บรรเลงร่วมกับปี่ชวา ประกอบการเล่นกระบี่กระบอง เป็นต้น ภายหลังจึงน ามาใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ของไทย เมื่อครั้งน า ละครอิเหนาของชวามาเล่นเป็นละครไทยในตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น ใช้ในละครร าเพลงกริช เป็นต้น ต่อมาน ามาใช้ตีก ากับจังหวะแทนตะโพนในวงปี่พาทย์และใช้แทนโทนกับร ามะนา ในวง เครื่องสายด้วย ดังภาพที่ 2.2 ภาพที่ 2.2 กลองแขก ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.3 ฉิ่ง เป็นเครื่องตีท าด้วยโลหะ หล่อหนา เว้นกลาง ปากผายกลม รูปคล้ายถ้วยชาไม่มีก้น ส ารับหนึ่งมี2 ฝา แต่ละฝาวัดผ่านศูนย์กลางจากสุดของหนึ่งไปสุดของอีกข้างหนึ่งประมาณ 6 เซนติเมตร ถึง 6.5 เซนติเมตร เจาะรูตรงกลางเว้นส าหรับร้อยเชือก เพื่อสะดวกในการถือตีกระทบ กันให้เกิดเสียงเป็นจังหวะ ฉิ่งที่กล่าวนี้ส าหรับใช้ประกอบวงปี่พาทย์ส่วนฉิ่งที่ใช้ส าหรับวงเครื่องสาย และวงมโหรีมีขนาดเล็กกว่านั้น คือ วัดผ่าศูนย์กลางเพียง 5.5 เซนติเมตร ที่เรียกว่า “ฉิ่ง” คงจะเรียก ตามเสียงที่เกิดขึ้นจากการเอาของของฝาหนึ่งกระทบเข้ากับอีกฝาหนึ่ง แล้วยกขึ้นจะได้ยินเสียงกังวาน ยาวคล้าย “ฉิ่ง” แต่ถ้าเอา 2 ฝานั้นกลับกระทบประกบกันไว้ จะได้ยินเสียงสั้นคล้าย “ฉับ” เครื่องตี ชนิดนี้ส าหรับใช้ในวงดนตรีประกอบขับร้อง ฟูอนร า และ การแสดงนาฏกรรม โขน ละคร ดังภาพ ที่ 2.3 ภาพที่ 2.3 ฉิ่ง ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27)
39 การบรรเลงดนตรีประกอบกีฬามวยไทย หรือกระบี่กระบองนั้น ปรมาจารย์ทางดนตรีได้ วางบทเพลงในแต่ละอาวุธไว้ไม่เหมือนกัน เช่น การร ากระบี่ใช้แพลงกระบี่ลีลา การร าดาบใช้เพลง มอญร าดาบ ดั่งที่ นาค เทพหัสดินทร์ ณ อยุธยา (2513) กล่าวว่า การไหว้ครูของกระบี่กระบองนั้นใช้ เพลงชมสมุทร เพลงโฉลก เพลงเกาะ หรือเพลงระก า การโหมโรงใช้เพลงแขกโอด เพลงสารถี เพลง เยี่ยมวิมาน แขกไทร การรบกันใช้เพลงอาวุธต่าง ๆ เช่นดาบสองมือใช้เพลงจ าปาทองเทศ หรือขอม ทรงเครื่อง พลองใช้เพลงลงสรง หรือขึ้นพลับพลา (พิชิต ชัยเสรี, 2525) ดังภาพที่ 2.4 ภาพที่ 2.4 วงปี่กลองบรรเลง ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) การไหว้ครูร่ายร ามวยไทย ก่อนการแข่งขัน การเข้าสู่สังเวียนมวย นักมวยสมัยก่อนเชื่อถือเวทย์มนต์คาถา เครื่องรางของขลังมาก ปลุก เสกล้างอ านาจเคลือบคลุมนั้น ในป๎จจุบันความเชื่อในเรื่องเวทย์มนต์คาถาอาคมดังกล่าวยังคงมีอยู่แต่ ไม่เข้มข้นเท่าสมัยก่อน เนื่องจากวิทยาการแขนงต่าง ๆ เจริญก้าวหน้า การฝึกซ้อมมวยได้ใช้ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วยเสริมสร้างศักยภาพของนักมวย มีการบันทึกภาพการแข่งขันของ นักมวยรุ่นต่าง ๆ เพื่อน ามาศึกษาหาความรู้และข้อบกพร่องทั้งของตนเองและจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ ความเชื่อในเรื่องของเครื่องรางของขลังและคาถาอาคม จึงเป็นเรื่องของจิตใจที่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว ต้องการศูนย์รวมแห่งพลังใจในการต่อสู้และเป็นเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะ เพิกเฉยหรือลบหลู่ ทั้งไม่ใช่เรื่องที่ท าให้เกิดความเสียหายแต่ประการใด ถ้าจะเชื่อทั้งเรื่องไสยศาสตร์ และฝึกซ้อมให้เชี่ยวชาญตามหลักที่ครูมวยสั่งสอนมา ผนวกกับหลักการทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา เข้ามาผสมผสานกันให้อันหนึ่งอันเดียวกัน จึงน่าจะให้ประโยชน์ทั้งทางร่างกายและจิตใจควบคู่กันไป การไหว้ครูหรือพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ปฏิบัติก่อนการแข่งขันมักจะถือคติที่มีมาแต่โบราณว่า สถานที่ใด ๆ ก็ตาม มักจะมีเจ้าที่เจ้าทาง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่เคยอยู่ตรงที่นั้นมาแต่เดิมหรืออัญเชิญ เพื่อมาปกป๎กรักษาสถานที่แห่งนั้น เมื่อเริ่มก่อสร้าง หากเราจะกระท าการใด ๆ หรือขึ้นชกมวยบนเวที ใดก็ตาม ควรจะขออนุญาตของขมาลาโทษเสียก่อน หากว่าต่อไปข้างหน้าอาจกระท าสิ่งใดไม่เหมาะสม ไม่ควรด้วยความรู้เท่าไม่ถึงกาลจะได้ไม่เกิดเหตุร้ายขึ้น และพร้อมกันนั้นก็จะขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ คุ้มครองบริเวณนั้นได้ช่วยปกปูองรักษาตนเองให้แคล้วคลาดจากภัยอันตรายต่าง ๆ ที่อาจเกิดจากการ กระท าของฝุายตรงข้าม รวมทั้งขอพรให้ได้รับชัยชนะในการแข่งขัน (จรัสเดช อุลิต, 2557, หน้า 42)
40 1.ขั้นตอนในการไหว้ครูร่ายร ามวยไทย ก่อนการแข่งขัน การแข่งขันมวยไทยในทุกครั้งจะต้องมีการไหว้ครูร่ายร ามวยไทย ก่อนการแข่งขันทุกครั้ง เนื่องจากเป็นประเพณีและสืบทอดต่อกันมาจนถึงป๎จจุบัน ซึ่งในส่วนของค่ายมวยหรือส านักในแต่ละที่ ในการไหว้แต่ละค่ายในการไหว้ครูร่ายมวยไทยก็จะแตกต่างกัน ที่ส าคัญการไหว้ครูร่ายร ามวยไทยก่อน การแข่งขันในป๎จจุบันจะแตกต่างจากแข่งขันในสมัยโบราณเนื่องเวทีที่ใช้ในการแข่งขันจะแตกต่างกัน โดยป๎จจุบันเวทีที่ใช้ในการแข่งจะมีเชือก 4 เส้น ขึงไว้เป็น 4 มุม เวทีจะสูงประมาณ 1 เมตร และมี บันไดส าหรับนักมวยที่จะขึ้นเวทีแต่ละมุม ดังนั้นขั้นตอนในการไหว้ครูร่ายร ามวยไทยก่อนการแข่งขัน มวยไทยในป๎จจุบันได้ศึกษา สืบค้นข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้ในการแข่งขันก็จะมีขั้นตอนในการ ปฏิบัติดังนี้ 1.1 เมื่อนักมวยมาถึงข้างเวทีให้นั่งคุกเข่าพนมมือท าจิตใจให้เป็นสมาธิน้อมร าลึกถึง พระคุณของพระแม่ธรณีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่เป็นเจ้าที่ปกป๎กรักษาสถานที่แห่งนั้นให้มาปกปูอง คุ้มครองให้การชกมวยครั้งนี้จงเป็นผู้ประสบชัยชนะและปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง หรือ แต่ละค่ายคาถาของแต่ละครูมวยอาจจะไม่เหมือนกัน ดังภาพที่ 2.5 ภาพที่ 2.5 การท าจิตใจให้เป็นสมาธิ ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.2 กลั้นลมหายใจพร้อมกับกล่าวว่า “พระแม่ธรณีเอ๋ยอยู่แล้วหรือยัง” และตัวเองพูดตอบ อยู่ในใจว่า “อยู่แล้ว” จากนั้นใช้มือขวาหยิบดินทางด้านหน้าของตนน ามาวางลงบนศีรษะ แล้วจึง หายใจต่อไป หรือบริกรรมคาถาต่าง ๆ ตามแต่ครูมวยแต่ละส านักจะมอบให้ เช่น “สังฆังโลกะวิธู พุทธังอัด ธัมมังอัด สังฆังอัด อัดด้วยนะโมพุทธายะ” กลั้นลมหายใจแล้วถามว่า “พระแม่ธรณีเอ่ยอยู่ แล้ว หรือยัง อยู่แล้ว” จึงท่องคาถา “สังฆะตังโลกะวิธู” แล้วหยิบดินวางบนศีรษะ การน าดินมาวางลง บนศีรษะนั้นครูมวยบางท่านไม่เห็นด้วยเพราะคิดว่า ดินเป็นของต่ าอาจท าให้เครื่องรางของขลังหรือ คาถาอาคาเสื่อมคลายได้ แต่บางท่านเปรียบดินเสมือนตัวแทนของพระแม่ธรณีดังภาพที่ 2.6-2.7
41 ภาพที่ 2.6 การใช้มือขวาหยิบดิน ภาพที่ 2.7 การน าดินใส่ศีรษะ ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.3 กราบลงพื้น 3 ครั้ง โดยกราบครั้งที่ 1 กล่าวค าว่า “พุทธังประสิทธิเม” กราบครั้งที่ 2 กล่าวว่า “ธัมมังประสิทธิเม” กราบครั้งที่ 3 กล่าวค าว่า “สังฆังประสิทธิเม” ดังภาพที่ 2.8 ภาพที่ 2.8 การกราบลงบนพื้น ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.4 แล้วลุกขึ้นยืนตรงพนมมือระดับอกเสกคาถา 3 จบ ดังนี้“ภะรัมวิสะเทภะ” แล้ว กระทืบเท้าที่พื้น 3 ครั้ง ดังภาพที่ 2.9
42 ภาพที่ 2.9 การกระทึบเท้า ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.5 ก่อนจะก้าวเท้าขึ้นเหยียบบันไดเวทีมวยให้ทดสอบลมหายใจโดยใช้นิ้วชี้ปิดรูจมูกทีละ ข้างหายใจเข้าออก 2-3 ครั้ง สังเกตดูว่าลมหายใจทางด้านใดหายใจคล่องกว่า ดังภาพที่ 2.10 ภาพที่ 2.10 การทดสอบลมหายใจ ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.6 หากเห็นว่าลมหายใจทางรูจมูกซ้ายคล่องกว่า ก็ก้าวเท้าซ้ายขึ้นบันไดขั้นที่ 2 หาก พิจารณาเห็นว่าลมหายใจเข้าออกทางรูจมูกด้านขวาสะดวกกว่า ให้ก้าวเท้าขวาขึ้นบันไดเวทีการ หายใจเข้าออกนี้บางครูอาจารย์จะให้นักมวยกระท าเมื่อขึ้นอยู่บนเวทีแล้ว คือก่อนเริ่มออกจากมุมไป ไหว้ครูให้ตรวจลมหายใจแล้วจึงก้าวขาข้างที่หายใจคล่องออกก่อนหลังเดินรูดเชือกไปรอบเวทีพร้อม กับท่องคาถาประจ าครูดังภาพที่ 2.11
43 ภาพที่ 2.11 หลังการทดสอบลมหายใจทางซ้ายคล่องจึงก้าวเท้าซ้ายขึ้นบันได ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.7 ก่อนข้ามเชือกสังเวียนเข้าไปในสังเวียนให้พนมมือเสกคาถาว่า“เอวังพุทธัง สาระนังธัมมังสังฆังจะ” ให้ท่อง 3 จบ พร้อมกับมือทั้งสองลูกเชือกเป็นการเบิกทางปราบมารทั้งหลาย ทั้งปวงลูบเชือกไปมา 3 ครั้ง หรือบางครูจะให้เสกคาถาอย่างอื่นเป็นการก ากับเวที เช่น คาถานาคบาษ คาถาคลายจักร คาถาร่ายอาถรรพ์หรือพระเจ้าสิบชาติ เป็นต้น ดังภาพที่ 2.12-2.13 ภาพที่ 2.12 การพนมมือเสกคาถา ภาพที่ 2.13 การใช้มือทั้งสองลูบเชือกเบิกทาง ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.8 การกระโดดข้ามเชือกสังเวียน เข้าสู่ด้านในสังเวียน เดินไปกลางเวทีพนมมือโน้มตัวไหว้ ผู้มาชมการแข่งขันชกมวยทั้ง 4 ทิศ แล้วกลับมาที่มุมของตน ไหว้ที่มุมเพื่ออันเชิญสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่ประจ า
44 อยู่ ณ เวทีมวยให้ช่วยปกปูองคุ้มครองภัยและให้ประสบชัยชนะ จากนั้นก็เตรียมการไหว้ครูและร่ายร า มวยไทยต่อไป ดังภาพที่ 2.14 ภาพที่ 2.14 การกระโดดข้ามเชือก การเคารพผู้มาชมทั้ง 4 ทิศ และการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์มุมตัวเอง ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.9 ให้ผู้ตัดสินบนเวทีตรวจสอบอุปกรณ์การแต่งกายในการแข่งขันให้ถูกต้อง ดังภาพที่ 2.15 ภาพที่ 2.15 ผู้ตัดสินตรวจสอบอุปกรณ์การแข่งขัน ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.10 เมื่อกรรมการส่งสัญญาณให้เริ่มไหว้ครูร่ายร ามวยไทย ให้เดินไปที่มุมตัวเองพร้อมทั้ง ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในมุมของตัวเอง 1 ครั้ง หลังจากนั้นให้ก้าวถอยหลังมา 3 ก้าว และหันหลังให้มุม ตัวเอง จากนั้นให้ทดสอบลมหายใจ 3 ครั้ง เพื่อเช็คลมหายใจว่าด้านไหนคล่องกว่ากัน จากนั้นให้ก้าว เท้าที่หายใจคล่องกว่าเดินวนรอบเวที 3 รอบโดยวนออกด้านขวามือของตัวเอง ดังภาพที่ 2.16
45 ภาพที่ 2.16 การเคารพมุมตัวเอง การทดสอบลมหายใจ และการเดินวนรอบเวที ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.11 ให้นั่งในท่า เทพนม และหันหน้าเข้ามุมตัวเอง นั่งคุกเข่าตัวตรงมือพนมเสมอหน้าอก ท าจิตใจให้เป็นสมาธิ ภาวนาคาถา “มหาชาตรี” เพื่อร าลึกถึงคุณบาอาจารย์ คุณบิดามารดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายอาราธนาขอให้ช่วยคุ้มครองตน อย่าได้เพลี่ยงพล้ าแก่คู่ปรป๎กษ์และกราบลงพื้น 3 ครั้ง จากนั้นกอบพระแม่ธรณีโดยโน้มตัวลงด้านซ้าย พร้อมเหยียดแขนทั้งสองไปข้างหน้าจนปลายนิ้วมือจรดพื้นใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองสอดเกี่ยวประสานกัน เพื่อไม่ให้แยกออกจากกัน เลื่อนมือทั้งสองกลับขึ้นมาท าเหมือนกอบเอาแม่ธรณีขึ้นมาที่อก เป็นท่านั่ง พนมมือ (เทพพนม) เหมือนเดิม จากนั้นยกมือที่พนมขึ้นไหว้เหนือหน้าผากเล็กน้อยเป็นท่า “ถวาย บังคม” งอศอกเงยหน้าขึ้นลักษณะหงายไปด้านหลังให้นิ้วหัวแม่ทั้งคู่อยู่ระหว่างคิ้วทั้งสอง นิ้วชี้ตรงขึ้น ไป เอนตัวไปด้านหน้าเล็กน้อยแต่พองามแล้วลดมือทั้งสองลงพนมเสมออก ดังภาพที่ 2.17-2.18 ภาพที่ 2.17 การกราบ ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27)
46 ภาพที่ 2.18 การกอบพระแม่ธรณี และการถวายบังคม ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.12 ท่าปฐม ยกตัวก้าวเท้าซ้ายออกไปข้างหน้าประมาณ 1 ก้าว เข่าซ้ายงอ ตั้งฉากกับพื้น โน้มตัวไปด้านหน้า ตามองตรง ขาขวาเหยียดตรงไปด้านหลัง งอหลังเท้าเชิดขึ้น ท าท่าสอดสร้อยมาลา แขนซ้ายตั้งฉากแนวขนานด้านนอก แขนขวาตั้งฉากแนวตั้งด้านใน จากนั้นให้สอดแขนขวาขึ้นด้านบน สลับกับแขนซ้าย 3 ครั้ง ดังภาพที่ 2.19 ภาพที่ 2.19 การท าท่าปฐม และสร้อยมาลา ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.13 ลุกขึ้นยืนแล้วยกเท้าขวาหันไปทางขวามือ และย่างสามขุมไปที่มุมขาวโดยให้ห่างจาก มุมขาวประมาณ 3 ช่วงก้าว จากนั้นให้ท าความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มุมขาว และร่ายร ามวยไทยในท่า แหวเมฆ ป๎ดเมฆ และส่องเมฆ ดังภาพที่ 2.20
47 ภาพที่ 2.20 การยืนขึ้น การหันไปทางทิศขวามือ และเคารพต่อมุม ภาพที่ 2.21 การร่ายร าท่าแหวกเมฆ การร่ายร าท่าป๎ดเมฆ และการร่ายร าท่าส่องเมฆ ที่มา : ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.14 ให้ยกเท้าขวาหันไปทางทิศเบื้องหลังแล้วย่างสามขุมไปที่มุมขาวอีกมุมหนึ่ง โดยให้ห่าง จากมุมขาวประมาณ 3 ช่วงก้าวจากนั้นให้ท าความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มุมขาว และร่ายร ามวยไทยใน ท่า หงส์เหิร โดยร าซ้ า 3 รอบ ดังภาพที่ 2.22 ภาพที่ 2.22 การร่ายร าท่าหงส์เหิร ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27)
48 1.15 ให้ยกเท้าขวาหันไปทางทิศเบื้องหลังแล้วย่างสามขุมไปที่กลางเวทีจากนั้นให้ยกเท้า ขวาย่างสามขุมหันไปมุมน้ าเงินหรือมุมคู่ต่อสู้ โดยให้ห่างจากมุมคู่ต่อสู้ประมาณ 3 ช่วงก้าว จากนั้นให้ ท าความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มุมคู่ต่อสู้ และร่ายร ามวยไทยในท่าพุ่งหอกโมกกะศักดิ์เพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้ ดังภาพที่ 2.23 ภาพที่ 2.23 การร่ายร าท่าพุ่งหอกโมกกะศักดิ์ ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.16 ให้ยกเท้าขวาขึ้นแล้วกระทืบพื้นเวทีหน้ามุมคู่ต่อสู้ 3 ครั้ง คือการร่ายร าในท่า ตัดไม้ข่มนาม ดังภาพที่ 2.24 ภาพที่ 2.24 การร่ายร าท่าตัดไม้ข่มนาม ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27)
49 1.17 ให้ยกเท้าขวาหันไปทางทิศเบื้องหลังที่เป็นมุมแดงหรือมุมตัวเองแล้วย่างสามขุมไปที่ มุม โดยให้ห่างจากมุมตัวเองประมาณ 3 ช่วงก้าว จากนั้นให้ร่ายร ามวยไทยในท่าย่างสุขเกษมหรือ กรายทวนแปดทิศ โดยให้หมุนไปทางด้านซ้าย จ านวน 8 ครั้ง ดังภาพที่ 2.25 ภาพที่ 2.25 การร่ายร าท่ากรายทวนแปดทิศ ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27) 1.18 เมื่อครบทั้งแปดทิศให้ท าความเคารพมุมตัวเองและหันไปทางด้านหลังเพื่อเคารพคู่ ต่อสู้เป็นอันเสร็จสิ้นการไหว้ครูและร่ายร ามวยไทยก่อนการแข่งขัน ดังภาพที่ 2.26 ภาพที่ 2.26 การแสดงความเคารพมุมตนเอง ที่มา : ภาพโดยผู้เขียน (2559, มิถุนายน 27)
50 การแสดงท่าร่ายร ามวยไทย การร่ายร ามวยไทย เป็นการแสดงท่าร่ายร าที่มาของแต่ละครูที่ถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์และ บ่งบอกถึงกระบวนการฝึก กระบวนท่าของการร่ายร า ไหว้ครูมวยไทย ในแต่ละท่าเป็นการน ามาจาก วรรณคดีหรือการใช้ชีวิตของภูมิล าเนาในการน ามาใช้ในการตั้งชื่อท่าร่ายร ามวยไทยที่ศึกษาและใช้ ประกอบของการแข่งขันมวยไทยที่ผ่านมาก็จะประกอบด้วย 1. การร่ายร าท่าหงส์เหิร การร่ายร าท่าหงส์เหิร เป็นกระบวนการที่มาจากโดยใช้ เปรียบเสมือนหงส์ที่ก าลังบินสูง เหนือกว่าพื้นดิน โดยมีขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้ จังหวะที่ 1 ยกเท้าขวาเหยียดไปด้านหลังโดยยืนทรงตัวด้วยเท้าซ้าย โน้มตัวไปข้างหลัง เล็กน้อยร่ายร าโดยกางแขนทั้งสองออกด้านข้างสุดแขน ย่อเข่าลงพร้อมกับคว่ าฝุามือทั้งสองลง จังหวะที่ 2 ยืดเข่าให้ตรงพร้อมกับงอข้อมือขึ้น ให้ปลายนิ้วมือทั้งสองเชิดขึ้น จังหวะที่ 3 ลดเท้าลงยืนกับพื้น แล้วเปลี่ยนเป็นเหยียดเท้าซ้ายไปข้างหลังร่ายร าเช่นเดียวกัน ลักษณะคล้ายนกก าลังบิน การเคลื่อนตัว แขนและฝุามือให้สัมพันธ์กันและเข้ากับจังหวะดนตรี จังหวะที่ 4 ลดเท้าซ้ายลงยืนตรงย่างสามขุมเพื่อเปลี่ยนทิศทาง โดยหมุนตัวกลับหลังหันมา ทางทิศเบื้องซ้ายแล้วให้ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า1 ก้าว โน้มตัวลงไหว้พระพรหมทิศเบื้องซ้าย 1 ครั้ง แล้ว ร่ายร าทางหงส์เหิรตามจังหวะที่ 1-3 พอถึงจังหวะที่ 4 ให้เปลี่ยนไปทางทิศเบื้องหลังไหว้พรหมแล้ว ร่ายร า พอถึงจังหวะที่ 4 ให้เปลี่ยนทิศไปทิศเบื้องหน้า (ซึ่งเป็นทิศเมื่อแรกนั่งพนมมือ “ท่าเทพพนม”) แล้ว ไหว้พรหม ร่ายร าท่าหงส์เหิรเท่ากับร่ายร าครบสี่ทิศ (พรหมสี่หน้า) ดังภาพที่ 2.27 ภาพที่ 2.27 การร่ายร าท่าหงส์เหิร ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 2. การร่ายร าท่ายูงร าแพน การร่ายร าในท่ายุงร าแพน เป็นการแสดงออกถึงความการมีแรงบันดาลใจในความส าคัญใน การสร้างสรรและถือเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามและมีเสน่ห์ ดังนั้นกระบวนท่าร่ายร ายูงร าแพน เป็นการแสดงออกถึงตัวนักมวยหรือก่อนการแข่งขันถึงความสง่างามและมีเสน่ห์ โดยมีขั้นตอนของการ ร่ายร าดังนี้
51 จังหวะที่ 1 หมุนตัวไปทางทิศเบื้องขวาไหว้พระพรหม 1 ครั้ง จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า 1 ก้าว ยกเท้าขวาเหยียดไปทางด้านหลัง พร้อมกับโน้ม ตัวลงมาทางด้านหน้า มือทั้งสองพนมอยู่ระดับอก จังหวะที่ 3 บิดฝุามือหันหลังมือเข้าหากันแล้วค่อย ๆ เคลื่อนแขนทั้งสองลอดผ่านใต้รักแร้ไป ทางด้านหลังจนแขนเหยียดตรง หน้าเงยมองตรงไปด้านหน้า จังหวะที่ 4 เคลื่อนมือทั้งสองออกไปด้านข้างลักษณะกางแขนแล้วโค้งเข้าหากันด้านหน้า ควงแขน 3 รอบ จังหวะที่ 5 เคลื่อนเท้าขวามาตั้งฉากด้านหน้า หมุนเฉียงขวา เท้าขวาลงพื้นห่าง 1 ก้าว จังหวะที่ 6 ยกเท้าซ้ายเหยียดไปทางด้านหลัง ยืนทรงตัวด้วยเท้าขวา แล้วปฏิบัติเช่นเดียวกับ จังหวะที่ 1-4 หลังจากนั้นให้เปลี่ยนทิศ ร่ายร าให้ครบสี่ทิศ แล้วกลับเข้ามุมด้วยการก้าวย่างและโค้งค านับ คู่ต่อสู้ เป็นจบกระบวนท่า ดังภาพที่ 2.28 ภาพที่ 2.28 การร่ายร าท่ายูงร าแพน ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 3. การร่ายร าท่าสอดสร้อยมาลา ก่อนการร่ายร าท่าสอดสร้อยมาลา เป็นการฝึกใช้มือในการป๎ดการชกหมัด ถือเป็นกระบวน ท่าที่น ามาประยุกต์ใช้ในการร่ายร า ให้เริ่มต้นการไหว้ครูตั้งแต่ท่านั่งเทพพนมตามล าดับจนลุกขึ้นยืน ท่าเทพนิมิต โดยมีขั้นปฏิบัติดังนี้ จังหวะที่ 1 แขนซ้ายงอตั้งฉากกับพื้น ปลายหมัดตั้งขึ้น แขนขวาตั้งฉากแนวนอน หงายมือ ออกด้านนอก จังหวะที่ 2 สอดหมัดซ้ายขึ้นด้านในแขนขวา ให้เลยขึ้นไปข้างบน จนศอกซ้ายเหนือ แขนขวาที่วางขนานระดับปลายคาง จังหวะที่ 3 เปลี่ยนจากแขนขวาวางขนานกับ พื้นมาเป็นแขนซ้ายร าสอดแขนเช่นเดียวกัน จังหวะที่ 4 ปฏิบัติเช่นเดียวกับจังหวะที่ 2–3 ดังภาพที่ 2.29 ภาพที่ 2.29 การสอดมือ ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
52 4. การร่ายร าท่าพระรามแผลงศร การร่ายร าที่สวยงามที่หนึ่งที่เป็นท่ายืน การร่ายร าท่าพระรามแผลงศร เป็นการน ากระบวน ท่าจากวรรณคดีไทยของรามเกียรติ์มาเป็นการท่าร่ายร าในการข่มขวัญคู่ต่อสู้ เพื่อสร้างความมั่นใจ ให้กับตัวเอง เริ่มต้นการไหว้ครูตั้งแต่ท่านั่งเทพพนมตามล าดับจนถึงท่าเทพนิมิต ท่าพระรามแผลงศร มักจะนิยมร่ายร าเพียงทิศเดียว คือหันหน้าไปทางทิศของคู่ต่อสู้โดยปฏิบัติดังนี้ จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า 1 ก้าว พร้อมกับชูแขนทั้งสองข้างในลักษณะคล้ายจับคัน ศรด้วยมือซ้าย จังหวะที่ 2 มือขวาเอื้อมมาด้านหลังท าท่าลักษณะหยิบลูกศรบริเวณต้นคอ มาพาดคันศรแล้ว น้าวสายศรมาด้านหลัง 2-3 ครั้ง ท าท่าน้าวศรครั้งที่ 1 ไม่ปล่อยศรค่อยๆ เลื่อนมือขวาตามแรงดึงของ คันศร น้าวศรครั้งที่ 2 ก็ไม่ปล่อยศร พอน้าวศรครั้งที่ 3 ท าลักษณะยกคันศรสูงระดับหูตัวยืนนิ่งสายตา มองเล็งไปที่เปูาหมายแล้วปล่อยศรโดยบิดมือขวาขึ้น จังหวะที่ 3 เมื่อปล่อยลูกศรออกไปแล้วเท้าขวาลงพื้น แล้วยกเท้าซ้ายงอขึ้นด้านหน้าพร้อม กับท าท่ายกมือปูองเหนือหน้าผาก ตามองตามลูกศรไปคล้ายกับดูว่าลูกศรจะถูกที่หมายหรือไม่ หาก ไม่ถูกให้ส่ายหน้า ถ้าถูกให้ผลกศีรษะสีหน้าแสดงความยินดี จังหวะที่ 4 ให้เสกคาถา เช่น นะจังงัง 3 จบ และใช้เท้ากระทืบพื้น 3 ครั้ง ดังภาพที่ 2.30 ภาพที่ 2.30 ท่าพระรามแผลงศร ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 5. ท่าร่ายร าท่าพยัคฆ์ด้อมกวาง ก่อนการร่ายร าท่าพยัคฆ์ด้อมกวาง ให้เริ่มตัวการไหว้ครูตั้งแต่ท่านั่งเทพพนมตามล าดับ เช่นเดียวกับท่าอื่น ๆ จนลุกขึ้นยืนท่าเทพนิมิต จังหวะที่ 1 หมุนตัวไปทางทิศเบื้องขวาไหว้พระพรหมทิศเบื้องขวา 1 ครั้ง จังหวะที่ 2 จากการก้าวย่างขณะที่เท้าซ้ายน า ให้โน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย มือซ้ายก าหมัด ตั้งศอกขึ้นบังทางด้านหน้า พร้อมกับหันหน้ากลับมามองทางด้านหลัง คือมองคู่ต่อสู้แขนขวาและเท้า ขวาอยู่ด้านหลัง พยักหน้าให้คู่ต่อสู้ 1 ครั้ง หรือ 2 ครั้ง จังหวะที่ 3 เปลี่ยนมาเป็นการก้าวโดยใช้เท้าขวาน า และท าเช่นเดียวกับจังหวะที่ 2
53 จังหวะที่ 4 ให้เปลี่ยนทิศไปร่ายร าในทิศต่าง ๆ ให้ครบสี่ทิศ แล้วกลับเข้ามุมด้วยการก้าวย่าง และโค้งคับนับให้คู่ต่อสู้เป็นจบกระบวนท่า (แม่ไม้มวยไทย : ร่ายร าท่าไหว้ครู, 2559) การร่ายร าท่าพยัคฆ์ด้อมกวางนี้ จะมีลีลาท่าทางการร่ายร าคล้ายกับท่ากวางเหลียวหลัง ดังภาพที่ 2.31 ภาพที่ 2.31 การร่ายร าท่าพยัคฆ์ด้อมกวาง ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 6. ท่าย่างสุขเกษม ท่าร่ายร าในย่างสุขเกษมหรือกรายทวน 8 ทิศ คือ การร่ายร าพร้อมกับการเช็คส ารวจพื้นที่ใน การแข่งขันโดยรอบของเวที ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยการยืนในท่าจดมวย ทั้งนี้เป็นการฝึกใช้เท้าหน้า โดย ปฏิบัติดังนี้ จังหวะที่ 1 อยู่ในท่าจดมวยเหลี่ยมขวาแล้วลดแขนซ้ายลงมาแนบที่ขาซ้ายมือขวาอยู่ระหว่าง แก้มด้านขวาห่าง 1 ฝุามือ จังหวะที่ 2 ยกเท้าซ้ายไปข้างหน้าหนึ่งช่วงเท้าแล้วย่ าอยู่กับที่ 3 ครั้ง ครั้งที่ 3 ให้รากวนเท้า ซ้ายไปด้านซ้ายในลักษณะเป็นครึ่งวงกลมอยู่ด้านหลังเท้าขวา หลังจากนั้นให้ยกเท้าขวาไปหมุนไป ด้านซ้ายให้อยู่ในท่าจดมวยเหลี่ยมซ้าย จังหวะที่ 3 ยกเท้าขวาไปข้างหน้าหนึ่งช่วงเท้าแล้วย่ าอยู่กับที่ 3 ครั้ง ครั้งที่ 3 ให้รากวนเท้า ขวาไปด้านขวาในลักษณะเป็นครึ่งวงกลมไปอยู่ด้านหลังเท้าซ้าย หลังจากนั้นให้ยกเท้าซ้ายไปหมุนไป ด้านซ้ายให้อยู่ในท่าจดมวยเหลี่ยมขวา จังหวะที่ 4 ท าซ้ ากับจังหวะที่ 2 และที่ 3 สลับกันจนครบ 8 ครั้ง และครบเป็นวงกลม 1 รอบ จังหวะที่ 5 อยู่ในท่าจดมวยเหลี่ยมขวาเหมือนเดิม ท่านั่ง จังหวะที่ 1 หลังจากถวายบังคมครบ 3 ครั้งแล้วจะกลับมาอยู่ในท่านั่งพนมมือให้ก้าวเท้าซ้าย ไปข้างหน้า 1 ก้าว เข่าซ้ายตั้งขึ้น คุกเข่าขวากับพื้นรับน้ าหนักตัวเท่า ๆ กัน ปลายเท้าและข้อเท้าขวา หมุนและกระดิกไปมาให้เข้ากับจังหวะดนตรีมุมของเท้าท่อนบนและเท้าท่อนล่างของเท้าขวาท ามุม เข้าออกตามจังหวะดนตรีขณะเดียวกันให้ควงหมัด 3 รอบ
54 จังหวะที่ 2 ท าท่ากวางเหลียวหลัง เมื่อยกมือควงหมัด 3 รอบ แล้วยืดตัวขึ้นแอ่นไปข้างหลัง พร้อมกับยกมือทั้งสองขึ้นไว้ระดับหน้าผาก แล้วหันหน้าไปทางด้านขวาจนสามารถมองไปเห็นปลาย เท้าของตนเองที่กระดกขึ้นลงอยู่แล้วท าศีรษะผงกขึ้นลง 3 ครั้ง แล้วจึงพลิกตัวกลับหมุนไปทิศต่อไป ปฏิบัติเหมือนกันทั้ง 4 ทิศ ซึ่งนิยมท าทิศหน้า ทิศขวา ทิศซ้าย ทิศหลัง ตามล าดับ แล้วกลับมานั่งพนม มือไว้ที่หน้าอก จังหวะที่ 3 ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า แล้วยกตัวขึ้นยืน จังหวะที่ 4 ก้าวย่างเข้ามุม ก้าวเท้าซ้ายโดยบิดตัวใช้มือซ้ายลดลงไปป๎ดเข่าซ้ายเอียงออกไป ทางซ้าย มือขวายกสูงระดับแก้มขวา วางเท้าซ้ายลงบนพื้น น้ าหนักตัวอยู่บนเท้าซ้าย สืบเท้าขวาตาม เมื่อเท้าขวาตามไปแตะพื้นให้ยกเท้าขวาขึ้น มือขวาเปลี่ยนมาป๎ดเข่าขวาให้เบนออก มือซ้ายยกสูง ระดับแก้มซ้าย การก้าวเท้าย่างไปในลักษณะก้าว-ชิด-ก้าว ให้เข้ากับจังหวะดนตรีเดินก้าวเข้ามุมของ ตนเอง จบด้วยการหมุนตัวกลับมายืนตรง หันหน้าไปทางมุมคู่ต่อสู้แล้วก้มศีรษะค านับ 1 ครั้ง การเดินก้าวย่างนี้ครูมวยบางคนไม่ต้องการให้นักมวยหันหลังให้คู่ต่อสู้ ก็ให้เดินก้าวย่างถอย หลังได้ ซึ่งมีแนวปฏิบัติคล้ายกับเดินก้าวย่างไปข้างหน้า เพียงแต่ความสง่าผ่าเผยความทระนงองอาจ นั้นสู่เดินก้าวย่างไปข้างหน้าไม่ได้ การไหว้ครูท่ากวางเหลียวหลังนิยมร่ายร าทั้งพรหมนั่งและพรหมยืน แต่ควรเลือกร่ายร าเพียง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ร่ายร าท่ากวางเหลียวหลังแบบพรหมนั่งก็ใช้วิธีการนั่งเหลียวหลัง หรือร่ายร าท่า กวางเหลียวหลังแบบพรหมยืนก็เลือกท าเพียงอย่างเดียว ส่วนวิธีการและทิศทางการร่ายร าเป็น 4 ทิศ เหมือนกัน ที่น่าสังเกตก็คือ ท่ากวางเหลียวหลังนั่งให้ยึดท่าพรหมนั่งท่ากวางเหลียวหลังยืนให้ยึดท่า พรหมยืนเป็นหลัก เพียงแต่มาเน้นความแตกต่างที่ท่าการท ากวางเหลียวหลังคือหันหลังกลับแล้วผงก ศีรษะ 3 ครั้ง ในแต่ละทิศนั้นเอง ดังภาพที่ 2.32 ภาพที่ 2.32 การร่ายร าท่าย่างสุขเกษม ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
55 สรุปท้ายบท ประเพณีการไหว้ครูและร่ายร ามวยไทย จากการกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าประเพณีการไหว้ ครูเป็นประเพณีที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงป๎จจุบันเนื่องจากก่อนแข่งขันในเชิงศิลปะมวยไทย กระบี่กระบองหรืออาวุธอื่นๆจะต้องมีการไหว้ครูก่อนการแข่งขันและนอกจากนี้เชื่อว่าการไหว้ครูร่าย ร ามวยไทยจะเป็นการท าความเคารพต่อประธานในพิธีการแข่งขันหรือเป็นการถวายบังคมแด่ พระมหากษัตริย์ รวมทั้งเป็นการระลึกถึง ครูอาจารย์ บิดา มารดา ที่ประสิทธ์ประสาทวิชาความรู้ให้ เครื่องดนตรีที่ใช้ในการไหว้ครูร่ายร ามวยไทย ก็จะประกอบด้วยเครื่องดนตรีที่มีอยู่ด้วย 3 ชนิด คือ ปี่ชวา กลองแขก 2 ใบ ฉิ่ง 1 คู่ โดยมีผู้บรรเลง 4 คน เพลงที่บรรเลงนั้นประกอบด้วย เพลงโยนที่ใช้ใน การไหว้ครูร่ายร ามวยไทย ส่วนเพลงเชิดจะใช้ในการต่อสู้หรือในเวลาชก ในการไหว้ครูร่ายร ามวยไทย นั้นมีขั้นตอนตั้งแต่การไหว้ครูก่อนการแข่งขัน เพราะเชื่อกันว่าสถานที่ใดก็ตามเมื่อมีการแข่งขันมักจะ มีเจ้าที่เจ้าทาง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่อยู่บริเวณนั้น หรืออันเชิญเพื่อมาปกป๎กรักษาให้มีชัยชนะในการ แข่งขันซึ่งจะเริ่มเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนขึ้นการแข่งขันและมีการไหว้ครูบนเวที การไหว้ครูจะมีตั้งแต่ ท่าพนม ท่าปฐม และท่าพรม และจะต่อด้วยท่าร่ายร าต่าง ๆ ในสี่ทิศ เช่น การร่ายร าท่าหงส์เหิร สอดสร้อยมาลา หรือท่าต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาในเบื้องต้น ซึ่งท่าร่ายร ามวยไทยก็ยังมีอยู่มาก ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่าร่ายร ามวยไทยเมื่อสมัยครั้งโบราณกาล ได้กล่าวไว้ว่าหากนักมวยทั้งสองฝุายร าในท่าเดียวกันที่จะ ไม่ท าการแข่งขันเชื่อว่าเป็นศิษย์ส านักเดียวกัน ซึ่งในป๎จจุบันการแข่งขันชกมวยไทยน้อยมากที่มีการ ไหว้ครูร่ายร ามวยไทย อันเนื่องมาจากการถ่ายทอดที่ไม่เน้นความส าคัญของการไหว้ครูร่ายร ามวยไทย และการแข่งขันชกมวยไทยได้จัดขึ้นในรูปของธุรกิจมากขึ้น มีการเล่นพนันมวยกันอย่างกว้างขวาง มวยไทยจึงถูกอิทธิพลของเซียนมวยและผู้จัดก าหนดทิศทางอนาคตโดยทางอ้อม การไหว้ครูและร่าย ร ามวยไทยซึ่งมีความส าคัญต่อจิตใจของนักมวยผู้ต้องขึ้นชกแข่งขัน แต่ไม่มีความส าคัญต่อผู้ชมนอก สังเวียน จึงได้ถูกละเลยไปเพราะมองว่าเป็นเรื่องของความเชื่อที่ล้าสมัย เสียเวลารอคอยส าหรับนัก พนัน นักมวยจึงจ าเป็นต้องตัดทอนลีลาการร่ายร าลงให้เหลือเพียงบางส่วนที่ส าคัญพอเป็นพิธี นักมวย น้อยคนนักที่จะแสดงลีลาการร่ายร ามวยไทยได้เป็นที่ถูกใจคนดูและเซียนพนันทั้งสนามได้ป๎จจุบันทั้ง องค์กรภาครัฐและเอกชนได้เล็งเห็นความส าคัญของมรดกทางวัฒนธรรมไทยดังกล่าว จึงได้พยายาม ฟื้นฟูสนับสนุน และเผยแพร่ให้ประชาชนและคนในวงการมวยไทยได้เล็งเห็นคุณค่าของวัฒนธรรม ประเพณีของไทยแขนงนี้การไหว้ครูและร่ายร ามวยไทยจึงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งหนึ่ง และ ผู้คนให้ความสนใจ รวมทั้งเข้าใจถึงความส าคัญและประโยชน์ของการไหว้ครูและร่ายร ามวยไทยมาก ขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งชาวต่างประเทศที่ได้มีโอกาสศึกษาและฝึกฝนมวยไทย ให้ความสนใจในประเพณี การไหว้ครูและร่ายร ามวยไทย ทั้งสามารถร่ายร าได้งดงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคนไทย จึงเป็นเรื่องที่น่า ภาคภูมิใจส าหรับคนไทยทุกคนซึ่งเป็นเจ้าของศิลปวัฒนธรรม และคนไทยทุกคนควรที่จะร่วมมือกัน อนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมให้คงอยู่ตลอดไป
56 ค าถามทบทวน จงตอบค าถามให้ถูกต้องดังต่อไปนี้ 1. การไหว้ครูมวยไทย คืออะไร 2. ดนตรีประกอบการไหว้ครูประกอบด้วยเครื่องดนตรีชนิดใดบ้าง 3. ขั้นตอนการไหว้ครูร่ายร ามวยไทยก่อนการแข่งขันมีอะไรบ้าง 4. ท่าร่ายร าไหว้ครูมวยไทยมีอะไรบ้าง 5. ขั้นตอนท่าร่ายร ามวยไทยท่าหงส์เหิรมีอะไรบ้าง 6. ขั้นตอนท่าร่ายร ามวยไทยท่าสาวน้อยปะแปูงมีอะไรบ้าง 7. การร่ายร ามวยไทยท่าย่างสุขเกษมเรียกอีกอย่างว่าอย่างไร 8. ป๎จจุบันการไหว้ครูร่ายร ามวยไทยเป็นอย่างไร เอกสารอ้างอิง กรมพลศึกษา .(2559). แม่ไม้มวยไทย : ร่ายร าท่าไหว้ครู. ค้นเมื่อ พฤษภาคม 22, 2559, จาก http://muaythai.dpe.go.th/. จรัสเดช อุลิต. (2557). การไหว้ครูร่ายร ามวยไทย. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชามวยไทยศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง. นาค เทพหัสดินทร์ ณ อยุธยา. (2513). กระบี่กระบอง. กรุงเทพฯ : คุรุสภา. พิชิต ชัยเสรี. (2525). เรียบเรียงจาก หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายเทียบ คงลายทอง 31 มีนาคม พ.ศ. 2525. กรุงเทพฯ : เลี่ยงเชียง. ส าราญ สุขแสวง. (2556). ศาสตร์และศิลปะมวยไทย. ราชบุรี : มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้าน จอมบึง. ส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. (2540). ศิลปะมวยไทย. กรุงเทพฯ : ผู้แต่ง.
57 บทที่ 3 หลักการของมวยไทย การเป็นนักมวยไทยที่ดีนั้น นักมวยไทยจะต้องทราบถึงหลักการต่าง ๆ และน าหลักการนี้ไปใช้ กับทักษะ เพื่อใช้ในการฝึกซ้อมหรือใช้ในระหว่างการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการแข่งขัน จริง เพื่อช่วยให้การชกมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผู้ที่ฝึกมวยไทยหากมีความเข้าใจและศึกษาอย่างละเอียด ถี่ถ้วนในหลักการต่าง ๆ สามารถได้เปรียบคู่ต่อสู้ ถึงแม้จะมีฝีมืออ่อนกว่าคู่ต่อสู้ก็ตาม สามารถท าให้ สภาพของการต่อสู้ลดจากหนักเป็นเบาลงไปได้ซึ่งในบทนี้ผู้เขียนได้แสดงเนื้อหาของอวัยวะที่ใช้ในการ ต่อสู้ของมวยไทย จุดส าคัญและเป้าหมายของชก ระดับการชก ระยะการชก และการเคลื่อนที่ของ มวยไทย หลักการของมวยไทย มวยไทยมิใช่จะมีเฉพาะความเข้มแข็งของนักสู้แต่มันมากด้วยจิตวิญญานของผู้กตัญญู ผู้อ่อนโยน ผู้เป็นมิตร ผู้อดทน ผู้ให้อภัย และผู้ร่าเริงเบิกบาน บทหนึ่งของมวยไทยอาจดูกระด้าง อาจดูน่าเกรงขาม แต่นั่นเพื่อตอบโต้แก่ผู้รุกราน บทหนึ่งของมวยไทยอาจดูอ่อนด้อยน่าย่ ายีแต่นั่นเป็นกลลวงส าหรับผู้ที่ เย่อหยิ่งจองหองเท่านั้น และทั้งหมดนั้นผู้ที่เป็นมวยซึ่งได้ผ่านสังเวียนการต่อสู้ทั้งที่มีเกียรติและไร้ เกียรติมาอย่างโชกโชนย่อมเข้าใจดีว่ามวยไทยที่เขาได้ใช้มันออกไปเพื่อแสดงอะไร หลักการของมวยไทย มีพัฒนาการควบคู่มากับวิถีชีวิตของคนไทย ที่มีลักษณะผสมผสานด้าน การต่อสู้เพื่อใช้ป้องกันตัวและต่อต้านการรุกรานของชนเผ่าอื่น แล้วยังรวมเอาการแสดงศิลปะลีลา ของการใช้อวัยวาวุธอันมีความหลากหลายพิสดารน่าดูไว้ด้วยตามลักษณะนิสัยของคนไทยที่ชอบการ แสดงออก ความสนุกสนานร่าเริงและเป็นมิตร ตลอดถึงความเป็นคนอ่อนน้อม กตัญญูรู้คุณคน ซึ่งถือ เป็นหลักการของศิลปะการต่อสู้เฉพาะ ชนชาวไทย ที่มีรูปแบบที่แตกต่างจากชาติใด ๆ ผู้ที่เรียนรู้ ฝึกฝนจนเข้าถึงและเข้าใจจึงจะสามารถคงเอกลักษณ์นี้ไว้ได้ อวัยวะที่ใช้ในการต่อสู้ของมวยไทย การต่อสู้ของมนุษย์ในปัจจุบันซึ่งมีวัฒนาการตามความเจริญของเทคโนโลยี ซึ่งเปรียบเทียบ กันไม่ได้กับสมัยดึกด าบรรพ์ การต่อสู้ของมนุษย์ครั้งปฐมกาลเกิดจากสาเหตุใหญ่เพียง 2 ประการ คือ แย่งอาหารแบ่งแดนหากิน และเกิดจากอารมณ์หึงหวงของมนุษย์ที่มีลูกได้คือผู้หญิง จากการต่อสู้กัน ด้วยอาวุธหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ในการใช้ร่างกายต่อสู้กันนั้นชาติจีนซึ่งเจริญก่อนชาติใด รูปร่างใหญ่โตสมบูรณ์เลือกเอาวิธีควักและทิ่มแทงด้วยนิ้วมือตรงจุดอ่อนซึ่งปฏิปักษ์ถูกเข้าแล้วก็หมด ทางสู้ ชาวทะเลใต้หรือชาวโปลิเซียนมีวิธีการต่อสู้เรียกว่า “เพนต์จ๊าก” ซึ่งเขาถือว่าเป็นศาสตร์ที่ เทพเจ้าประทานให้เฉพาะ รัฐบาลของอินโดนีเซียสนับสนุนให้เป็นกีฬาประจ าชาติโดยจัดแสดงในงาน รับรองแขกเมือง เป็นการพยายามให้แพร่หลายทั่วโลก ประเทศมาเลเชียเพื่อนบ้านมีแบบของการต่อสู้ ที่เรียกว่า “สีระ” ประกอบด้วย ท่าทาง ท านองร ากริช ชาวญี่ปุ่นนิยมการจัดทุ่ม กด ที่เรียกว่า “ยูโด”
58 ซึ่งท าให้คนทั่วไปมีความสนใจและหัดไปฝึกยูโดกันมาก ในช่วงหนึ่งเกาหลีมีการต่อสู้เรียกว่า “เทควัน โด” ส่วนไทยมีศิลปะที่บรรพบุรุษนักรับเพียรคิดค้นมาตลอดชั่วอายุคน จนใช้ได้ผลในการ กอบกู้ อิสรภาพพ้นจากการเป็นเมืองขึ้น ปัจจุบันเรียกว่า “มวยไทย” มวยไทยเป็นศิลปะที่สะท้อนถึงวิญญาณ แห่งการต่อสู้ป้องกันตัวของไทย แสดงให้เห็นความชัดเจนในทางสร้างสรรค์ได้รับการต่อสู้ของชีวิต ทั้งในธรรมชาติและทางสังคม ประกอบด้วย ความงามและความเป็นจริง มีรูปแบบเป็นศิลปะที่ แสดงออกถึงลักษณะพิเศษมีท่วงท านอง เอกลักษณ์ประจ าชาติอันเข้มแข็ง เป็นที่นิยมของประชาชน ส่วนใหญ่ กีฬามวยไทยมีอวัยวะที่ใช้ในการต่อสู้ดังนี้คือ หมัด เท้า เข่า ศอก 1. หมัด หมายถึง การใช้มือก าให้แน่นแล้วให้ส่วนสันหมัด ชกหรือกระแทกไปยังเป้าหมาย โดยอาศัยแรงส่งจากเท้า สะโพก ไหล่ เป็นแรงส่งออกไปให้กระทบเป้าหมายที่ใช้หมัดชกมี 2 เป้าหมาย คือหน้ากับล าตัว ลักษณะหมัดที่ใช้ชกส่วนใหญ่มีด้วยกันหลายลักษณะคือ หมัดตรง หมัดเสย หมัดเหวี่ยง 2. เท้า หมายถึง การใช้อวัยวะส่วนขาตั้งแต่ใต้เท้าลงไปจนถึงปลายเท้า โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 2.1 เตะ คือ การใช้เท้าตั้งแต่ใต้เข่าลงไปจนถึงปลายเท้าเหวี่ยงขึ้นไปปะทะกับเป้าหมายด้วย สวนหลังเท้า ส้นหน้าแข้งหรือส้นเท้า การเหวี่ยงหรือการเตะมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น เตะตรง เตะ เฉียง เตะตัด เตะกลับ เตะเหวี่ยงกลับ (เตะหวัดหรือเตะจระเข้ฟาดหาง) 1.2 ถีบ คือ การใช้อวัยวะส่วนปลายเท้า ฝ่าเท้า หรือส้นเท้า ยกขึ้นยันปะทะกับเป้าหมาย การถีบที่ใช้ส่วนใหญ่นั้นเราใช้ฝ่าเท้าถีบ หรือส้นเท้าถีบ เราเรียกว่า ถีบสกัด ส่วนถีบอีกวิธีหนึ่งเรามัก ใช้ปลายเท้าถีบ เราเรียกว่า “ถีบจิก” ลักษณะของการถีบคือ ถีบตรง ถีบข้าง และถีบกลับหลัง 3. เข่า หมายถึง การยกเข่าขึ้นมาแล้วงอเข่าพับเป็นมุมฉากหรือมุมแหลม มุมของการงอจะ มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของการตีเข่า การตีเข่าใช้ส่วนที่หัวเข่าด้านหน้าหรือด้านข้าง (ด้านในของ เข่า) กระแทกและตีเป้าหมายที่ต้องการตีลักษณะของการตีเข่าคือ เข่าตรง เข่าเฉียง เข่าตัด เข่าลา เข่าลอย เข่าน้อย 4. ศอก หมายถึง การใช้อวัยวะที่เป็นกระดูกข้อต่อระหว่างกระดูกแขนส่วนล่างกับกระดูก แขนส่วนบน ในขณะที่เราพับแขนส่วนล่างเข้าหาแขนส่วนบน เป็นส่วนที่แหลมคมและมีความแข็งแรง การตีศอกแบ่งตามลักษณะของการตีศอกได้หลายลักษณะ เช่น ศอกตีศอกตัด ศอกงัด ศอกพุ่ง ศอก กระทุ้ง ศอกกลับ อาวุธที่ใช้ในการต่อสู้ อาจารย์เขตร ศรียาภัย ได้ให้ค าจ ากัดความว่า มวยไทยเป็นแบบการต่อสู้ ตั้งแต่หัวตลอดตีนทั้งข้างหน้าและข้างหลัง บางคนจัดให้มวยไทยเป็นพาหุยุทธ์ ซึ่งมีความหมายแค่การ ต่อสู้ด้วยแขนและการปล้ า ในขณะที่มวยไทยเน้นทุกส่วนอวัยวะของร่างกายที่สามารถใช้เป็นอาวุธ ป้องกันตัวและท าร้ายปรปักษ์ได้ดังนั้นมวยไทยจึงเป็นยิ่งกว่าพาหุยุทธ์ จากจุดที่มวยไทยเป็นศิลปะใช้ อวัยวะทุกส่วนของร่างกายเข้าต่อสู้ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจและรู้จักการใช้อาวุธหลักของมวยไทยให้ เกิดศักยภาพ อาวุธหลักของมวยไทยหรือเรียกกันว่า “นวอาวุธ” มีอยู่ 9 อย่าง ได้แก่ หัว 1 หมัด 2 ศอก 2 เข่า และตีน 2 นอกจากนี้ก็มีอวัยวะส่วนอื่น ๆ ที่ถือเป็นอาวุธประกอบการต่อสู้แบบมวยไทย เช่น หัวไหล่ทั้งสองข้าง ท่อนแขน ก้น หรือแม้แต่ตาตุ่มด้านนอก การที่จะฝึกหัดใช้อาวุธหลักและอาวุธ
59 ประกอบอื่น ๆ ให้เข้าถึงค าว่าศิลปะมวยไทย จึงจ าเป็นต้องมีการฝึกหัดกันเป็นขั้นตอนและมีความ มานะอดทนสูง (กนกรัฐ สิงหพงษ์, 2530, หน้า 58) จุดส าคัญและเป้าหมายการชกมวยไทย จุดส าคัญในร่างกายของคนเรามีความส าคัญมากต่อการชกมวยไทย จุดต่าง ๆ ที่จะกล่าวนี้ เมื่อถูกชกแล้วย่อมเกิดเป็นอันตรายได้ง่าย ดังนั้นในการฝึกหัดชกหรือขณะท าการชกจริง ส่วนใหญ่ ก็จะเอาจุดส าคัญต่าง ๆ เป็นเป้าหมายในการชกและขณะเดียวกันตัวเราก็ต้องระวังจุดส าคัญของ ร่างกายไม่ให้คู่ต่อสู้ท าร้ายได้เช่นกัน ร่างกายของมนุษย์ทุกคนย่อมมีจุดอ่อน ถ้าหากถูกกระทบกระเทือนอย่างแรงหรือปานกลาง จะท าให้ชีวิตหยุดนิ่งชั่วขณะได้และเมื่อมนุษย์รู้จุดอ่อนของตนเองก็จะต้องหาทางป้องกันร่างกาย เพื่อ ความปลอดภัยจุดส าคัญของร่างกาย เมื่อถูกกระทบแล้วเป็นอันตราย เนื่องจากส่วนนั้นเปราะบางและ มีเส้นประสาทอยู่ (ปัญญา ไกรทัศน์, 2524, หน้า 47) จุดส าคัญของร่างกายด้านหน้าที่เป็นเป้าหมายในการชก ได้แก่ หน้าผากหรือแสกหน้า ขมับ หรือทัดดอกไม้จมูก ลูกตา ใต้กกหูคางและขากรรไกร ลิ้นปี่ คอต่อและท้ายทอย ต้นแขน ชายโครง สะดือ และท้องน้อย กระดูกสันหลัง ที่ตั้งของไต ที่ตั้งของอวัยวะเพศ ต้นขา ขาพับ น่อง หน้าแข้ง หลัง เท้า ส่วนด้านหลังที่เป็นเป้าในการชก ได้แก่ คอต่อและท้ายทอย ใต้กกหูที่ตั้งของไต กระดูกสันหลัง ขาพับ และน่อง (จรัสเดช อุลิต, 2548, หน้า 35) ดังภาพที่ 3.1-3.2 ภาพที่ 3.1 ที่ตั้งจุดส าคัญของร่างกายส่วนด้านหน้า ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) ต้นขา หน้าแข้ง ที่ตั้งของอวัยวะเพศ ลูกตา สะดือ และท้องน้อย ลิ้นปี่ จมูก ต้นแขน คางและขากรรไกร หน้าผากหรือแสกหน้าผาก ขมับหรือทัดดอกไม้ หลังเท้า
60 ภาพที่ 3.2 ที่ตั้งจุดส าคัญของร่างกายส่วนด้านหลัง ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 1. หน้าผากหรือแสกหน้า ต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณคิ้วทั้งสองข้างขึ้นไปจนถึงโคนผม ด้านหน้า หน้าผากหรือแสกหน้าเป็นบริเวณที่เมื่อถูกกระแทกท าให้แตกง่าย เนื่องจากมีกระดูกรองรับ โดยเฉพาะบริเวณสันของหัวคิ้ว เป็นกระดูกมีรูปลักษณะเว้นเป็นโพรง ถ้าหากเกิดการแตกขึ้นที่บริเวณ นี้อาจท าให้เลือดไหลเข้าไปที่บริเวณลูกตา อาจเป็นการลดความสามารถในการมองเห็น อาวุธที่ใช้ ได้ผลและท าให้บริเวณนี้เกิดการบาดเจ็บและถึงแตกได้คือ การใช้ศอกตีหรือการใช้หมัดชก 2. ขมับหรือทัดดอกไม้ต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณปลายคิ้วจนถึงใบหูส่วนบน บางครั้งเรา นิยมเรียกกันว่า ทัดดอกไม้ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2556, หน้า 393) ค าว่า ทัด หมายถึง เอาสิ่งของหรือ ดอกไม้เหน็บหูตรงบริเวณที่เรียกว่า ทัดดอกไม้ ทัดดอกไม้ คือ ส่วนอวัยวะบริเวณระหว่างหูกับขมับ กระดูกส่วนนี้มีลักษณะบาง เมื่อกระแทกแรงอาจจะยุบตัวลงหรือร้าว และก่อให้เกิดการ เจ็บปวด มึนงง อาจหมดสติได้อาวุธที่ท าให้บริเวณนี้ได้รับอันตรายและได้ผลคือ โดยการใช้ศอกตี การใช้หมัดชก การใช้เท้าเตะบริเวณนี้ 3. จมูก ต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณคิ้วผ่านลงมาระหว่างตรงกลางของใบหน้าเป็นส่วนที่ยื่น ออกมา ถ้าหากถูกกระแทกอย่างรุนแรงดั้งจมูกอาจหักหรือยุบได้ ท าให้เกิดการเจ็บปวด ภายในมี เส้นโลหิตฝอยเป็นจ านวนมาก เมื่อถูกกระแทกอาจมีโลหิตไหลออกมาทางจมูก หรือที่เราเรียกว่า เลือดก าเดา ท าให้ไม่สะดวกต่อการหายใจ ท าให้เหนื่อยง่าย อาวุธที่ใช้ได้ผล และท าให้บริเวณนี้ได้รับ อันตรายโดยการใช้ศอกตีและชกหมัดตรง ใต้กกหู กระดูกสันหลัง ขาพับ น่อง ที่ตั้งของไต คอต่อและท้ายทอย
61 4. ลูกตา ต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่ในบริเวณเบ้าตา ลูกตาท าหน้าที่ในการมองเห็นคู่ต่อสู้ว่าจะ ไปทิศทางใดใช้อาวุธอะไร เมื่อลูกตากระทบกระเทือนหรือถูกกระแทกอาจมองเห็นไม่ขัดหรือมองไม่ เห็น ซึ่งจะเป็นผลท าให้การเคลื่อนไหวหลบหลีกคู่ต่อสู้ไม่ดีหรือหลบไม่ทันเป็นอุปสรรคในการต่อสู้ อาวุธที่ใช้ได้ผลและท าให้บริเวณนี้ได้รับอันตราย คือการใช้ศอกตีและหมัดชกถูกบริเวณนี้ 5. ใต้กกหูต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่ระหว่างกระดูกขมับด้านล่างกับกระดูกโหนกแก้มด้านหลัง ภายในหูจะมีอวัยวะที่ท าหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับการทรงตัว เมื่อบริเวณนี้ถูกกระแทกจะท าให้หูอื้อ หูประกอบด้วย 3 ส่วน คือ หูชั้นนอก หูชั้นกลาง หูชั้นใน นอกจากจะเกี่ยวกับการได้ยินแล้วยังช่วยใน การทรงตัวด้วย โดยมีประสาทที่รับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัวและมีหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว (สุคนธ์ คอนดีและเกศินีเห็นพิทักษ์, 2551, หน้า 180-182) ถ้าหากถูกกระทบกระเทือนมากอาจท า ให้หมดสติได้ อาวุธที่ใช้ได้ผลและท าให้บริเวณนี้ได้รับอันตรายคือการใช้ศอกตีลงไปบริเวณนี้หรือใช้ หมัดชก หมัดเหวี่ยง บางครั้งอาจจะถูกเท้าเตะ ท าให้เป็นอันตรายได้ 6. คางและขากรรไกร ต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณที่ส่วนล่างใบหน้า บริเวณตรงที่ตั้งของ ปาก และบริเวณของริมฝีปากทั้งสองข้าง เรียกว่า ขากรรไกร ส่วนคางคืออยู่ใต้ปาก ลงไปด้านล่าง จุด บริเวณนี้เมื่อได้รับการกระแทกจะท าให้กรามบนกับกรามล่างกระทบกันท าให้ประสาทในส่วนนี้ได้รับ การกระทบกระเทือนเกิดอาการมึนงง ถ้าหากกระทบกันแรงมากจะท าให้กระดูกกรามล่างเคลื่อนที่ไป จากเดิม อาจจะหลุดหรือหักได้บางครั้งอาจท าให้เกิดอาการหมดสติได้อาวุธที่ใช้ได้ผลและท าให้ บริเวณนี้ได้รับอันตราย คือ การใช้ศอกตีศอกงัด หมัดตรง หมัดเสย หมัดเหวี่ยง เตะตรง เตะเฉียง เข่า โหน ที่ถูกในบริเวณนี้ 7. ลิ้นปี่ต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณกระดูกใต้หน้าอก หรืออยู่บริเวณช่องต่อระหว่างท้อง กับหน้าอก กระดูกตรงหน้าอกมีกระดูกซี่โครงโค้งเข้ามาเป็นมุม มีกล้ามเนื้อท้องหลายมัด ถ้าถูก กระแทกจะท าให้เกิดอาการจุก เสียด หายใจไม่ค่อยสะดวก อาวุธที่ใช้ได้ผลและท าให้บริเวณนี้ได้รับ อันตราย คือ โดยการใช้หมัดชก หมัดตรง หมัดเสย เข่า หรือใช้ถีบ 8. คอต่อและท้ายทอย ต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณคอด้านข้างและคอด้านหลัง ส่วนท้าย ทอยตั้งอยู่บริเวณด้านหลังติดกับคอ บริเวณดังกล่าวถ้าได้รับการกระทบกระแทกจะท าให้กระเทือนไป ถึงระบบประสาท บางครั้งบริเวณคออาจท าให้กระดูกบริเวณนี้หักอาจท าให้หมดสติหรือเสียชีวิตได้ อาวุธที่ใช้ได้ผลและท าให้บริเวณนี้ได้รับอันตราย คือการใช้เท้าเตะหรือใช้หมัดชก 9. ต้นแขน ต าแหน่งที่ตั้ง บริเวณแขนท่อนบนที่ต่อกับช่วงไหล่ มีกล้ามเนื้ออยู่หลายมัด เมื่อถูกกระแทกหรือมีการบอบซ้ ามาก ไม่สามารถที่จะใช้แขนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้ากระแทกอย่าง แรงอาจท าให้กระดูกโคนแขนหักได้หรือข้อต่อตรงหัวไหล่อาจจะหลุดออกจากที่เดิม อาวุธที่ใช้ได้ผล และท าให้บริเวณนี้ได้รับอันตราย คือ การใช้ศอกตีหรือใช้เท้าเตะ 10. ชายโครง ต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณข้างล าตัวแนวของกระดูกซี่โครง ตั้งแต่บริเวณ รักแร้ลงไปถึงกระดูกซี่โครงซี่สุดท้าย ถ้าได้รับการกระแทกจะเกิดอาการเจ็บปวดและอาจจะหัก หรือ แตกร้าวได้อาวุธที่ใช้ได้ผลและท าให้บริเวณนี้ได้รับอันตราย คือ การใช้เท้าเตะหรือใช้เข่าตีไปบน บริเวณนี้
62 12. สะดือหรือท้อง ต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณจุดศูนย์กลางของล าตัว ด้านหน้าภายใน ช่องท้องเป็นที่ตั้งของอวัยวะต่าง ๆ หลายชนิด เช่น กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ล าไส้ใหญ่ ล าไส้เล็ก ถ้าหากนักกีฬามวยไทยไม่มีความสมบูรณ์หรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง เมื่อถูกกระแทกอย่างแรง จะท าให้อวัยวะต่าง ๆ ได้รับความกระทบกระเทือนเป็นอันตราย อาวุธที่ใช้ได้ผลและท าให้บริเวณนี้ ได้รับอันตราย คือ การใช้เท้าเตะ ถีบ และเข่า 13. กระดูกสันหลัง ต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่ส่วนหลังของร่างกาย ลักษณะเป็นกระดูกที่ต่อกัน เป็นข้อ ๆ ถ้าได้รับการกระแทกอาจจะหัก หรือได้รับการกระทบกระเทือนจะได้รับอันตราย เพราะ กระดูกสันหลังจะเกี่ยวกับการท างานของระบบประสาท อาวุธที่ใช้ได้ผลและท าให้บริเวณนี้ได้รับ อันตราย คือ การใช้เท้าเตะ และเข่า 14. ที่ตั้งของไต ต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณเหนือเอวด้านหลัง ไตข้างซ้ายจะตั้งอยู่สูงกว่า ข้างขวาเล็กน้อย ถ้าถูกกระทบกระเทือน ไตอาจจะแตกได้ถ้าหากรักษาไม่ทันอาจจะเสียชีวิตได้ อาวุธ ที่ใช้ได้ผลและท าให้บริเวณนี้ได้รับอันตราย คือ การใช้เท้าเตะและเข่า 15. ที่ตั้งของอวัยวะเพศ ต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่ในบริเวณใต้กระดูกหัวเหน่าระหว่างขาหนีบ เป็นอวัยวะที่ส าคัญอย่างหนึ่ง เมื่อได้รับการกระทบกระเทือนจะท าให้ไม่สามารถใช้อวัยวะของร่างกาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาวุธที่ใช้ได้ผลและท าให้บริเวณนี้ได้รับอันตราย คือ การใช้เท้าถีบ เตะ และ เข่า 16. ต้นขา คือ บริเวณส่วนแยกออกไปจากเอวลงไปถึงเข่า ต้นขา หรือโคนขาประกอบด้วย กล้ามเนื้อหลายมัด และถ้าหากกล้ามเนื้อได้รับการบอบซ้ า จะท าให้เกิดการเจ็บปวด ท าให้การ เคลื่อนไหวของเท้าไม่มีประสิทธิภาพ บางครั้งอาจจะยืนอยู่ไม่ได้อาวุธที่ใช้ได้ผลและท าให้บริเวณนี้ ได้รับอันตราย คือ การใช้เท้าเตะ และเข่า 17. ขาพับ ต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่ด้านหลังของเข่า มีเอ็นและเยื่อหุ้มบริเวณนี้รอบ ๆ และยึด อยู่กับข้อต่อนี้ ถ้าถูกกระแทกหรือกระทบบ่อยครั้ง จะท าให้เกิดอาการเจ็บปวดเป็นอุปสรรคต่อการ เคลื่อนไหว ท าให้การทรงตัวไม่ดีอาจท าให้เส้นเอ็นเกิดการอักเสบหรือฉีกขาดได้ อาวุธที่ใช้ได้ผลและ ท าให้บริเวณนี้ได้รับอันตราย คือ การใช้เท้าเตะตัดล่าง 18. น่อง ต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของหน้าแข้งใต้ขาพับลงมาเล็กน้อย ประกอบด้วยกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ที่ส าคัญ หน้าที่เกี่ยวกับการช่วยในการเคลื่อนไหวของเท้า ถ้ากล้ามเนื้อส่วนนี้ได้รับการบอบซ้ าจะเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว และการใช้เท้าให้เป็นประโยชน์ อาวุธที่ใช้ได้ผลและท าให้บริเวณนี้ได้รับอันตราย คือ การใช้เท้าเตะตัดล่าง 19. หน้าแข้ง ต าแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของน่อง หน้าแข้งเป็นอวัยวะที่แข็งแรง เพราะมีกระดูกหน้าแข้งและผิวหน้าหุ้มอยู่แต่ส่วนนี้เป็นอันตรายได้ง่าย คือ บริเวณด้านข้าง ด้านนอก และด้านในของหน้าแข้ง เมื่อถูกกระแทกจะเดาะหรือหักง่าย อาวุธที่ใช้ได้ผลและท าให้บริเวณนี้ได้รับ อันตราย คือ การใช้เท้าเตะตัดล่าง 18. หลังเท้า ต าแหน่งที่ตั้ง คือตั้งแต่ข้อเท้าลงไปถึงปลายนิ้วเท้า กระดูกเล็ก ๆ มีเส้นเลือด และเส้นเอ็นอยู่มากมาย เมื่อถูกกระแทกจะเจ็บปวดมาก อาวุธที่ใช้ได้ผลและท าให้บริเวณนี้ได้รับ อันตราย คือ โดยการใช้ศอก เข่า และเตะตัดล่า
63 ระดับการชกของมวยไทย ระดับการชกของมวยไทยมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ฝึกมวยไทยจะต้องมีความเข้าใจเป็น อย่างดีเพราะว่าเมื่อผ ู้ฝึกทราบแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อการที่จะใช้อาวุธอย่างไรและชนิดไหน ซึ่งถือว่า มีความส าคัญอย่างยิ่งที่ผู้ฝึกจะต้องทราบ ระดับการชกของมวยไทย สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ า ระดับกลาง และ ระดับสูง 1. ระดับต่ า คือระดับของการชกตั้งแต่เท้าไปจนถึงเข่า ในระดับต่ านี้เป็นเป้าหมายของการชก อย่างหนึ่งของคู่ต่อสู้ที่พยายามจะใช้อาวุธโจมตีส่วนนี้ เช่น บริเวณน่อง ขาพับ เพราะถ้าหากบริเวณนี้ ได้รับการกระทบกระเทือน ได้รับการบอบซ้ าแล้วจะเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวและท าให้การทรง ตัวไม่ดีเป็นเป้าหมายหนึ่งในการต่อสู้ที่ท าให้ผลของการต่อสู้มีผลแพ้ชนะอย่างหนึ่ง ส่วนอาวุธที่ใช้กับ ระดับต่ า โดยการใช้เท้าเตะตัดล่าง ทั้งด้านใน ด้านนอก ด้านหน้า และด้านหลัง 2. ระดับกลาง คือ ระดับตั้งแต่เข่าสูงขึ้นไปจนถึงอก ระดับนี้เป็นระดับเป้าหมายของคู่ต่อสู้ที่ มีความต้องการจะใช้อาวุธโจมตีอยู่ตลอดเวลา เพราะระดับนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ตั้งอวัยวะส าคัญต่าง ๆ ของร่างกายหลายชนิด ถ้าหากได้รับการกระทบกระเทือนอาจเป็นผลท าให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะหรือ ต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง อวัยวะดังกล่าวเช่น ที่ตั้งของไต กระดูกซี่โครง กระดูกสันหลัง อวัยวะเพศ ตับ ม้าม ล าไส้จะเห็นได้ว่าเป็นที่ตั้งอวัยวะส าคัญทั้งสิ้น เมื่อได้รับการกระทบกระเทือนท าให้เกิดอันตราย หรือถ้าได้รับการกระทบกระแทกรุนแรง อาจจะพิการหรือเสียชีวิตได้ส่วนอาวุธที่ใช้โจมตีระดับนี้ ได้แก่ การใช้หมัดตรง หมัดเสย หมัดเหวี่ยง เตะตัด เตะเฉียง เท้าถีบ และเข่าตรง เข่าตัด และเข่าลา 3. ระดับสูง คือ ระดับตั้งแต่อกขึ้นไปถึงศีรษะ ระดับนี้เป็นเป้าหมายของคู่ต่อสู้ที่จะพยายาม โจมตีมากอีกระดับหนึ่งเช่นกัน เพราะว่าเป็นระดับที่คู่ต่อสู้มองเห็นพอดีในขณะที่คู่ต่อสู้ยืนหันหน้า ต่อสู้กัน และส่วนใหญ่จะมุ่งที่ระดับสูง เพื่อเป็นการเอาผลแพ้หรือชนะระดับหนึ่ง เมื่อโดนเป้าหมายใน ระดับสูง เช่น ที่ใบหน้า บางครั้งจะท าให้หมดสติไปชั่วขณะไม่สามารถที่จะท าการต่อสู้ได้ ถ้าเป็นการ แข่งขันที่มักเรียกกันว่า แพ้น็อกเอ๊าท์และบางโอกาสมุ่งจะใช้อาวุธโจมตีให้ส่วนหน้าได้รับการบาดเจ็บ บางครั้งท าให้ได้รับบาดแผลถึงแตกไม่สามารถที่จะท าการแข่งขันได้ต่อไป ตามกติกา สาเหตุที่แตก เพราะที่ใบหน้านั้นมีกระดูกรองรับอยู่หลายส่วน เช่น บริเวณหน้าผาก โหนกแก้ม คิ้ว มักจะแตกง่าย กว่าส่วนอื่น เป้าหมายที่ใบหน้านั้นประกอบด้วย หน้าผาก ขมับ ลูกตาใต้กกหูปลายคาง คอต่อและ ท้ายทอย ส าหรับบริเวณต้นแขนนั้นอาจท าให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถใช้มือและแขนต่อสู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพเช่นกัน เมื่อโดนกระแทกหรือกระทบบ่อยครั้ง ส าหรับอาวุธที่ใช้กระท าส่วนแขนนั้น ได้แก่ การชก การศอก การเตะ บางครั้งก็ใช้เข่าได้เช่นกัน (ส าราญ สุขแสวง, 2559, หน้า 275)
64 ภาพที่ 3.3 ระดับการชกของมวยไทย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) ระยะการชกของมวยไทย ระยะการชกของมวยไทยที่ส าคัญมาก เพราะการศึกษาของกีฬามวยไทยนั้น ระยะของการ ชกเป็นสิ่งที่ต้องค านึงถึงและต้องท าความเข้าใจในเรื่องนี้เพื่อจะได้เป็นการพัฒนาทางด้านการใช้อาวุธ เพราะระยะของแต่ละอาวุธไม่เหมือนกัน ระยะของการชกมวยไทยนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะใกล้ระยะกลาง และระยะไกล 1. ระยะใกล้คือ ระยะของการใช้อาวุธ ศอก และเข่า ระยะใกล้นี้บางทีเรียกว่า ระยะประชิด หรืออีกอย่างหนึ่งเรียกว่า วงใน ดังภาพที่ 3.4 ภาพที่ 3.4 การอยู่ในระยะใกล้ ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) ระดับสูง คือ ระดับอกถึงศีรษะ ระดับกลาง คือ ระดับเข่าถึงอกศีรษะ ระดับต่ า คือ ระดับเม้าถึงเข่า ศรีษะ
65 2. ระยะกลาง คือ ระยะของการใช้อาวุธหมัด เข่า ดังภาพที่ 3.5 ภาพที่ 3.5 การอยู่ในระยะกลาง ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 3. ระยะไกล คือ ระยะของการใช้อาวุธเท้า คือเตะและถีบ ดังภาพที่ 3.6 ภาพที่ 3.6 การอยู่ในระยะไกล ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) การก าหมัด การก าหมัด ถือว่าเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งของการต่อสู้ในมวยไทย วิธีการก าหมัดที่ถูกคือ ลักษณะแบมือแบบธรรมชาติโดยใช้นิ้วทั้ง 4 เรียงชิดกัน คือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย แล้วพับ นิ้วทั้ง 4 ที่เข้าหาอุ้งมือในลักษณะงอข้อแรกของปลายนิ้วให้กระซับกับอุ้งมือแล้วกดนิ้วหัวแม่มือลง ทาบลักษณะเฉียงกับนิ้วชี้และนิ้วกลาง เพื่อให้หมัดที่ก ากระซับแน่นในขณะที่ชกเป้าหมาย นั้นคือส่วน ที่เป็นสันหมัดในลักษณะคว่ าลง ข้อส าคัญของการก าหนด คือ ก าตามสบาย อย่าเกร็ง แต่ขณะที่หมัด ถูกเป้าหมายนั้นจะต้องท าให้หมัดกระชัดแน่น (จรัสเดช อุลิต, 2554, หน้า 45) ดังภาพที่ 3.7
66 ภาพที่ 3.7 การก าหมัดของการชกมวยไทย มองเห็นด้านหน้าและด้านข้าง ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) การตั้งท่าหรือการจดมวย การตั้งท่าในการต่อสู้เรียกว่า การจด การยืนตั้งท่าแบบมวยไทยเป็นการยืนปักหลัก เพื่อ จะเตรียมการใช้เท้ายันหรือหารเหน็บ บางครั้งต้องอาศัยเท้าหลังเป็นเท้าหลักในการทรงตัวขณะในเท้า หน้าถีบหรือเตะ การจดมวยไทยนั้นเท้าหลังวางเกือบขวางกับแนวต้านทานหรือแนวที่คู่ชกจะทุ่ม น้ าหนักเข้ามา และเยื้องเป็นมุมกับเท้าหลัง ซึ่งในมวยสากลเท้าหน้ากับเท้าหลังแนวชี้เกือบจะชี้ตรงไป ทางด้านหน้า (จรัสเดช อุลิต, 2548, หน้า 51) การตั้งท่าหรือการจดมวยของมวยไทยมี 2 เหลี่ยม คือ เหลี่ยมซ้ายและเหลี่ยมขวา วิธีการฝึกปฏิบัติการตั้งท่าหรือการจดมวยในเหลี่ยมขวา ดังภาพที่ 3.8 จังหวะที่ 1 ยืนตรงเท้าชิด หลังจากนั้นให้ยกเท้าออกด้านข้างประมาณหนึ่งช่วงก้าวหลังจาก นั้นให้ยกเท้าขวาออกมาด้านหลังหนึ่งช่วงก้าวของตัวเอง แล้ววางลงกับพื้น เท้าด้านหลังให้ปลายเท้า แตะพื้นชี้ออกด้านข้าง ประมาณ 45 องศา และให้ยกส้นเท้าขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อย ส่วนเท้าด้านหน้าให้ วางเต็มเท้า ปลายเท้าชี้ตรงไปข้างหน้า จังหวะที่ 2 ยกมือทั้งสองข้างขึ้นพร้อมกับก าหมัดแต่ไม่ต้องเกร็งหรือก าหมัดแน่น หลังจากนั้น ให้หมัดด้านหน้าคือหมัดซ้ายให้อยู่ในระดับโหนกแก้มของตัวเองและให้ห่างจากโหนกแก้มประมาณ สามก าปั้นของตัวเอง ให้ศอกตั้งฉากเล็กน้อยพร้อมกับให้ห่างจากล าตัวประมาณ 10 เซนติเมตร หมัด ขวาให้อยู่ในระดับคิ้วขวาและให้ห่างจากคิ้วประมาณหนึ่งก าปั้น ให้ข้อศอกตั้งฉากเล็กน้อยพร้อมกับให้ ห่างจากล าตัวประมาณ 10 เซนติเมตร และสายตามองไปข้างหน้า จังหวะที่ 3 ล าตัวให้เหยียดตรงและพยายามเบนเป้าหมาย ให้แคบที่สุดเพื่อป้องกันการเป็นเป้าหมายของคู่ต่อสู้ หมายเหตุ วิธีการฝึกปฏิบัติการตั้งท่าหรือการจดมวยในเหลี่ยม ซ้ายให้ท าตรงข้ามกัน I I ภาพที่ 3.8 การตั้งท่า หรือการจดเหลี่ยมขวา ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
67 การเคลื่อนที่หรือการเคลื่อนไหวของมวยไทย ลักษณะการเคลื่อนที่หรือการเคลื่อนไหวของมวยไทย มีความส าคัญต่อการแข่งขันมาก เพราะสามารถช่วยในการหลบหลีกและการป้องกันจากการปะทะในเวลาแข่งขันได้ และยังสามารถ ช่วยในการจู่โจมหรือรุกเข้าหาคู่ต่อสู้ได้ ลักษณะการเคลื่อนที่หรือการเคลื่อนไหวของมวยไทยนั้นมี หลายรูปแบบแล้วแต่จังหวะที่จะน ามาใช้เช่น การรุกเท้าธรรมดา การถอยเท้าธรรมดา การ เคลื่อนไหวจะรุกหรือจะถอยให้สังเกตที่เท้าจะเคลื่อนที่ได้แค่ไหนจึงจะเหมาะสมกับการรุกโดยการยก เท้า ส าหรับการใช้หมัดหรือการใช้เท้าพอเหมาะสมต่อการใช้อาวุธ แบ่งลักษณะการเคลื่อนที่หรือการ เคลื่อนไหวของมวยไทยดังนี้ 1. การรุกเท้าธรรมดา คือ การเคลื่อนที่ไปด้านหน้าในเหลี่ยมเดิม วิธีการฝึก จังหวะ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.9 ภาพที่ 3.9 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะ 2 ยกเท้าด้านหน้าก้าวไปข้างหน้าหนึ่งช่วง ก้าวให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อยแล้ววางเท้าลง ดังภาพที่ 3.10 ภาพที่ 3.10 การรุกเท้าธรรมดายกเท้าน า ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
68 จังหวะ 3 ยกเท้าด้านหลังตามเท้าด้านหน้าไปหนึ่งช่วง ก้าวสูงกว่าพื้นเล็กน้อยและวางเท้าลง และให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภาพที่ 3.11 ภาพที่ 3.11 การรุกเท้าธรรมดายกเท้าตาม ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 2. การถอยเท้าธรรมดา คือ การเคลื่อนที่ไปด้านหลังในเหลี่ยมเดิม วิธีการฝึก จังหวะ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.12 ภาพที่ 3.12 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
69 จังหวะ 2 ยกเท้าด้านหลังถอยออกไปข้างหลังหนึ่งช่วง ก้าวให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อยแล้ววางเท้าลง ดังภาพที่ 3.13 ภาพที่ 3.13 การถอยเท้าธรรมดายกเท้าหลัง ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะ 3 ยกเท้าด้านหน้าสูงกว่าพื้นเล็กน้อยถอยตามเท้าด้านหลังไปหนึ่งช่วง ก้าวและวาง เท้าลง และให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภาพที่ 3.14 ภาพที่ 3.14 การถอยเท้าธรรมดายกเท้าน า ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
70 3. การรุกออกด้านข้าง คือ การเคลื่อนที่ออกไปด้านข้าง วิธีการฝึก จังหวะ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.15 ภาพที่ 3.15 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะ 2 ยกเท้าที่อยู่ด้านหน้าออกไปด้านข้างทางซ้ายประมาณ 30 เซนติเมตร ให้สูงกว่า พื้นเล็กน้อยแล้ววางเท้าลง ดังภาพที่ 3.16 ภาพที่ 3.16 การถอยเท้าธรรมดายกเท้าน า ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
71 จังหวะ 3 ยกเท้าที่อยู่ด้านหลังสูงกว่าพื้นเล็กน้อยตามเท้าด้านหน้าไปด้านข้างทางซ้าย ประมาณ 30 เซนติเมตร วางเท้าลงให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภาพที่ 3.17 ภาพที่ 3.17 การถอยเท้าธรรมดายกเท้าไปด้านข้างทางซ้าย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) 4. การถอยออกด้านข้าง คือ การเคลื่อนที่ออกไปด้านข้าง วิธีการฝึก จังหวะ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.18 ภาพที่ 3.18 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
72 จังหวะ 2 ยกเท้าที่อยู่ด้านหลังออกไปด้านข้างทางขวา ประมาณ 30 เซนติเมตร ให้สูงกว่าพื้น เล็กน้อยแล้ววางเท้าลง ดังภาพที่ 3.19 ภาพที่ 3.19 การถอยเท้าธรรมดายกเท้าน า ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะ 3 ยกเท้าที่อยู่ด้านหน้าสูงกว่าพื้นเล็กน้อยตามเท้าด้านหลังไปด้านข้างทางขวา ประมาณ 30 เซนติเมตร วางเท้าลง และให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภาพที่ 3.20 ภาพที่ 3.20 การถอยธรรมดาโดยยกเท้าน า ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
73 5. การรุกเท้าสลับ คือ การเคลื่อนที่ไปด้านหน้าโดยการเปลี่ยนเหลี่ยมมวย วิธีการฝึก จังหวะ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.21 ภาพที่ 3.21 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะ 2 ยกเท้าด้านหลังคือเท้าขวาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งช่วง ก้าวให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อยแล้ว วางเท้าลงให้อยู่ด้านหน้าเท้าซ้ายให้เป็นเหลี่ยมซ้าย ดังภาพที่ 3.22 ภาพที่ 3.22 การรุกสลับยกเท้าหลังไปด้านหน้า ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
74 จังหวะ 3 ยกเท้าด้านหลังคือเท้าซ้ายก้าวไปข้างหน้าหนึ่งช่วง ก้าวให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อยแล้ว วางเท้าลงให้อยู่ด้านหน้าเท้าขวาให้เป็นเหลี่ยมขวา ดังภาพที่ 3.23 ภาพที่ 3.23 การรุกสลับยกเท้าตาม ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะ 4 อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภาพที่ 3.24 ภาพที่ 3.24 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
75 6. การถอยเท้าสลับ คือ การเคลื่อนที่ไปด้านหลังโดยการเปลี่ยนเหลี่ยมมวย วิธีการฝึก จังหวะ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.25 ภาพที่ 3.25 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะ 2 ยกเท้าด้านหน้าคือเท้าซ้ายก้าวถอยไปข้างหลังหนึ่งช่วง ก้าวให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อย แล้ววางเท้าลงให้อยู่ด้านหลังเท้าขวาให้เป็นเหลี่ยมซ้าย ดังภาพที่ 3.26 ภาพที่ 3.26 การถอยสลับยกเท้าหน้าไปด้านหน้า ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
76 จังหวะ 3 ยกเท้าด้านหน้าคือเท้าขวาก้าวถอยไปข้างหลังหนึ่งช่วง ก้าวให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อย แล้ววางเท้าลงให้อยู่ด้านหลังเท้าซ้ายให้เป็นเหลี่ยมขวา ดังภาพที่ 3.27 ภาพที่ 3.27 การถอยสลับยกเท้าหน้าไปด้านหลัง ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะ 4 อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภาพที่ 3.28 ภาพที่ 3.28 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
77 7. การเคลื่อนเท้าเป็นมุมฉาก ค าว่า มุมฉาก คือ มุมทิศทางการเคลื่อนที่ของนักมวยฝ่ายรับ ที่ท ากับทิศทางแนวแรงของฝ่ายรุกที่เคลื่อนไหว ดังนั้นจึงนิยมพูดเสมอว่า หลบฉากและถอยฉาก ใน การเคลื่อนเท้าแบบเป็นมุมฉากแยกได้ 2 ชนิด คือ การรุกฉาก และการถอยฉาก (โพธิ์สวัสดิ์ แสง สว่าง, 2545, หน้า 219) การรุกฉาก คือ การเคลื่อนที่ไปด้านหน้าโดยการหลบออกด้านข้างที่เป็นมุมฉากและจะเป็น การเปลี่ยนเหลี่ยมมวยไปด้วย วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.29 ภาพที่ 3.29 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 รุกไปข้างหน้าในท่าการรุกเท้าธรรมดา 1 จังหวะ ดังภาพที่ 3.30 ภาพที่ 3.30 การรุกฉาก ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
78 จังหวะที่ 3 ยกเท้าขวาก้าวฉากไปทางขวาให้อยู่ด้านหน้าเท้าซ้ายให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อย แล้ววางเท้าลง ดังภาพที่ 3.31 ภาพที่ 3.31 การรุกฉาก ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 4 ยกเท้าซ้ายตามไปทางขวาให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อย แล้ววางเท้าลงโดยให้เท้าซ้ายไป อยู่หลังเท้าขวาประมาณหนึ่งช่วงก้าวหรืออยู่ในท่าจดมวยเหลี่ยมขวา ดังภาพที่ 3.32 ภาพที่ 3.32 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
79 8. การถอยฉาก คือ การเคลื่อนที่ไปด้านหลังโดยการหลบออกด้านข้างที่เป็นมุมฉากและจะ เป็นการเปลี่ยนเหลี่ยมมวยไปด้วย เพื่อต้องการที่จะให้ต าแหน่งของการตั้งท่าเปลี่ยนทิศทาง เพื่อไม่ให้ เป็นเป้าหมายของคู่ต่อสู้ในขณะรุกก็สามารถถอยฉากได้ด้วย วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.33 ภาพที่ 3.33 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 เคลื่อนที่ในท่าการถอยเท้าธรรมดา 1 จังหวะ ดังภาพที่ 3.34 ภาพที่ 3.34 การถอยฉาก ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
80 จังหวะที่ 3 ยกเท้าขวาฉากไปด้านข้างทางขวาให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อย แล้ววางเท้าลง ดังภาพที่ 3.35 ภาพที่ 3.35 การถอยเท้าธรรมดา ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 4 ยกเท้าซ้ายถอยฉากไปให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อย และวางเท้าลง โดยให้เท้าซ้ายไปอยู่ หลังเท้าขวาประมาณหนึ่งช่วงก้าวหรืออยู่ในท่าจดมวยเหลี่ยมซ้าย ดังภาพที่ 3.36 ภาพที่ 3.36 การถอยเท้าขวาไปด้านข้างทางขวา ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)
81 9. การเคลื่อนที่เป็นวงกลม หมายถึง การเคลื่อนที่ออกแนวการกระท าการหลบหลีกออกใน การเคลื่อนที่ในลักษณะเป็นวงกลมโดยให้เป้าหมายเป็นจุดศูนย์กลางในการเคลื่อนที่ วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.37 ภาพที่ 3.37 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ยกเท้าด้านหน้า คือเท้าซ้ายให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อยให้อยู่กับที่และวางลง แต่เปลี่ยนปลายเท้าให้ชี้หมุนเหมือนเข็มนาฬิกา ดังภาพที่ 3.38 ภาพที่ 3.38 การเคลื่อนที่วงกลม ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)