The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by โสภณ กล้าฉุน, 2023-06-17 03:15:56

มวยไทย

มวยไทย

82 จังหวะที่ 3 ยกเท้าด้านหลัง คือเท้าขวาให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อยหมุนตามเข็มนาฬิกาและวางลง ดังภาพที่ 3.39 ภาพที่ 3.39 การเคลื่อนที่วงกลม ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 4 อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภาพที่ 3.40 ภาพที่ 3.40 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


83 10. การเคลื่อนที่แบบเสือย่าง คือ การเคลื่อนที่แบบการก้าวเท้าไขว้สลับกัน หรือที่เรียกกัน ว่า การบังเตะด้านใน การยกบังด้านใน มีอยู่ 3 ระดับ คือ ระดับต่ า ระดับกลาง ระดับสูง วิธีการฝึกใน ระดับต่ า (การบังเตะตัดล่าง) วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.41 ภาพที่ 3.41 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ยกเท้าด้านหลัง คือเท้าขวาไปด้านหน้าเบนไปทางซ้ายให้สูงกว่าพื้น ประมาณ 10 เซนติเมตร ให้ปลายเท้าชี้ลงด้านล่าง และวางเท้าลงประมาณหนึ่งช่วงก้าวในต าแหน่งด้านหน้าเท้า ซ้ายในลักษณะเท้าไขว้กัน ดังภาพที่ 3.42 ภาพที่ 3.42 การเคลื่อนที่เสือย่าง ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


84 จังหวะที่ 3 ยกเท้าด้านหลัง คือเท้าซ้ายไปด้านหน้าเบนไปทางขวาให้สูงกว่าพื้น ประมาณ 10 เซนติเมตร ให้ปลายเท้าชี้ลงด้านล่างแล้ววางเท้าลงประมาณหนึ่งช่วงก้าวในต าแหน่งด้านหน้าเท้า ขวาในลักษณะเท้าไขว้กัน ดังภาพที่ 3.43 ภาพที่ 3.43 การเคลื่อนที่เสือย่าง ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 4 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม วิธีการฝึกในระดับกลาง (การบังเตะ ในระดับกลาง) ดังภาพที่ 3.44 ภาพที่ 3.44 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


85 วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.45 ภาพที่ 3.45 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ยกเท้าด้านหลัง คือเท้าขวาไปด้านหน้าเบนไปทางซ้ายให้สูงในระดับเอวให้ปลาย เท้าชี้ลงด้านล่างและวางเท้าลงประมาณหนึ่งช่วงก้าว ในต าแหน่งด้านหน้าเท้าซ้ายในลักษณะเท้า ไขว้กัน ดังภาพที่ 3.46 ภาพที่ 3.46 การเคลื่อนที่เสือย่าง ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


86 จังหวะที่ 3 ยกเท้าด้านหลัง คือเท้าซ้ายไปด้านหน้าเบนไปทางขวาให้สูงในระดับเอวให้ปลาย เท้าชี้ลงด้านล่างและวางเท้าลงประมาณหนึ่งช่วงก้าว ในต าแหน่งด้านหน้าเท้าขวาในลักษณะเท้า ไขว้กัน ดังภาพที่ 3.47 ภาพที่ 3.47 การเคลื่อนที่เสือย่าง ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 4 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม วิธีการฝึกในระดับสูง (การบังเตะใน ระดับสูง) ดังภาพที่ 3.48 ภาพที่ 3.48 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


87 วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.49 ภาพที่ 3.49 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ยกเท้าด้านหลัง คือเท้าขวาไปด้านหน้าเบนไปทางซ้ายให้สูงในระดับอกให้หัวเข่า ขวาแตะศอกซ้าย ให้ปลายเท้าชี้ลงด้านล่างและวางเท้าลงประมาณหนึ่งช่วงก้าวในต าแหน่งด้านหน้า เท้าซ้ายในลักษณะเท้าไขว้กัน ดังภาพที่ 3.50 ภาพที่ 3.50 การเคลื่อนที่เสือย่าง ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


88 จังหวะที่ 3 ยกเท้าด้านหลัง คือเท้าซ้ายไปด้านหน้าเบนไปทางขวาให้สูงในระดับอกให้หัวเข่า ซ้ายแตะศอกด้านขวาและให้ปลายเท้าชี้ลงด้านล่างแล้ววางเท้าลงประมาณหนึ่งช่วงก้าวในต าแหน่ง ด้านหน้าเท้าขวาในลักษณะเท้าไขว้กัน ดังภาพที่ 3.51 ภาพที่ 3.51 การเคลื่อนที่เสือย่าง ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 4 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภาพที่ 3.52 ภาพที่ 3.52 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


89 11. การเคลื่อนที่แบบสิงหยาตรา คือการเคลื่อนที่แบบการรุกธรรมดาแต่จะยกเท้าสูงกว่า หรือที่เรียกกันว่า การบังเตะด้านนอก การยกบังเตะด้านนอก มีอยู่ 3 ระดับ คือระดับต่ า ระดับกลาง ระดับสูง วิธีการฝึกในระดับต่ า (การบังเตะตัดล่าง) วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.53 ภาพที่ 3.53 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ยกเท้าด้านหน้า คือเท้าซ้ายไปด้านหน้าแบบรุกธรรมดาแล้วให้หันหน้าแข้งออก ด้านข้างให้สูงกว่าพื้น ประมาณ 10 เซนติเมตร ให้ปลายเท้าชี้ลงด้านล่างแล้ววางเท้าลงประมาณ หนึ่งช่วงก้าวในต าแหน่งด้านหน้าเท้าขวา ดังภาพที่ 3.54 ภาพที่ 3.54 การเคลื่อนที่สิงหยาตรา ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


90 จังหวะที่ 3 ยกเท้าด้านหลังคือเท้าขวาไปด้านหน้าแบบรุกธรรมดาแล้วให้หันหน้าแข้งออก ด้านข้างให้สูงกว่าพื้น ประมาณ 10 เซนติเมตร ให้ปลายเท้าชี้ลงด้านล่างแล้ววางเท้าลงประมาณ หนึ่งช่วงก้าวในต าแหน่งด้านหลังเท้าซ้าย ดังภาพที่ 3.55 ภาพที่ 3.55 การเคลื่อนที่สิงหยาตรา ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 4 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม วิธีการฝึกในระดับกลาง (การบัง เตะระดับกลาง) ดังภาพที่ 3.56 ภาพที่ 3.56 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


91 วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.57 ภาพที่ 3.57 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ยกเท้าด้านหน้า คือเท้าซ้ายไปด้านหน้าแบบรุกธรรมดาแล้วให้หันหน้าแข้งออก ด้านข้างให้สูงในระดับเอวให้เข่าขวาห่างจากศอกขวาประมาณหนึ่งคืบ ปลายเท้าชี้ลงด้านล่างแล้ววาง เท้าลงประมาณหนึ่งช่วงก้าวในต าแหน่งด้านหน้าเท้าขวา ดังภาพที่ 3.58 ภาพที่ 3.58 การเคลื่อนที่สิงหยาตรา ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


92 จังหวะที่ 3 ยกเท้าด้านหลัง คือเท้าขวาไปด้านหน้าแบบรุกธรรมดาแล้วให้หันหน้าแข้งออก ด้านข้างให้สูงในระดับเอวให้เข่าซ้ายห่างจากศอกซ้ายประมาณหนึ่งคืบ ปลายเท้าชี้ลงด้านล่างแล้ววาง เท้าลงประมาณหนึ่งช่วงก้าวในต าแหน่งด้านหลังเท้าซ้าย ดังภาพที่ 3.59 ภาพที่ 3.59 การเคลื่อนที่สิงหยาตรา ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 4 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม วิธีการฝึกในระดับสูง (การบังเตะ ระดับสูง) ดังภาพที่ 3.60 ภาพที่ 3.60 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


93 วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.61 ภาพที่ 3.61 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ยกเท้าด้านหน้า คือเท้าซ้ายไปด้านหน้าแบบรุกธรรมดาแล้วให้หันหน้าแข้งออก ด้านข้างให้สูงในระดับอกให้เข่าขวาแตะศอกขวา ปลายเท้าชี้ลงด้านล่างแล้ววางเท้าลงประมาณหนึ่ง ช่วงก้าวในต าแหน่งด้านหน้าเท้าขวา ดังภาพที่ 3.62 ภาพที่ 3.62 การเคลื่อนที่สิงหยาตรา ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


94 จังหวะที่ 3 ยกเท้าด้านหลัง คือเท้าขวาไปด้านหน้าแบบรุกธรรมดาแล้วให้หันหน้าแข้งออก ด้านข้างให้สูงในระดับเอวให้เข่าซ้ายแตะศอกซ้าย ปลายเท้าชี้ลงด้านล่างแล้ววางเท้าลงประมาณหนึ่ง ช่วงก้าวในต าแหน่งด้านหลังเท้าซ้าย ดังภาพที่ 3.63 ภาพที่ 3.63 การเคลื่อนที่สิงหยาตรา ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 4 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภาพที่ 3.64 ภาพที่ 3.64 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


95 12. การเคลื่อนที่แบบม้าย่อง คือ การเคลื่อนที่แบบการรุกธรรมดาแต่จะยกเท้าสูงกว่า และ จะยกเท้าด้านหน้าอย่างเดียว วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.65 ภาพที่ 3.65 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ยกเท้าด้านหน้า คือเท้าซ้ายไปด้านหน้าแบบรุกธรรมดาแล้วให้หันหน้าแข้งออก ด้านหน้าให้สูงในระดับเอว ปลายเท้าชี้ลงด้านล่าง แล้ววางเท้าลงประมาณหนึ่งช่วงก้าวในต าแหน่ง ด้านหน้าเท้าขวา ดังภาพที่ 3.66 ภาพที่ 3.66 การเคลื่อนที่ม้าย่อง ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


96 จังหวะที่ 3 เท้าด้านหลัง คือเท้าขวากระโดดไปด้านหน้าให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อยแล้ววางลงให้ หนึ่งช่วงเท้าจากต าแหน่งเดิม เสร็จแล้วให้วางเท้าด้านหน้าคือเท้าซ้ายลงพื้นให้อยู่ด้านหน้าเท้าขวา ประมาณหนึ่งช่วงก้าว ดังภาพที่ 3.67 ภาพที่ 3.67 การเคลื่อนที่ม้าย่อง ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 4 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภาพที่ 3.68 ภาพที่ 3.68 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


97 13. การเคลื่อนที่แบบย่างสุขเกษม คือ การเคลื่อนที่อยู่กับที่โดยยกเพียงเท้าด้านหน้าอย่างเดียว วิธีการฝึก วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.69 ภาพที่ 3.69 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ยกเท้าด้านหน้า คือเท้าซ้ายให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อยแล้ววางปลายเท้าแตะลงที่พื้น โดยยกส้นเท้าขึ้นเล็กน้อย เท้าด้านหลังคือเท้าขวาให้อยู่กับที่ในต าแหน่งเดิม ดังภาพที่ 3.70 ภาพที่ 3.70 การเคลื่อนที่ย่างสุขเกษม ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


98 จังหวะที่ 3 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภาพที่ 3.71 ภาพที่ 3.71 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) การย่างสามขุม ค าว่า “การย่าง” คือการเดิน ส่วนค าว่า “ขุม” ในที่นี้เปรียบเสมือนหลุม หรือจุด สามขุมก็คือ สามหลุดหรือสามจุดนั้นเอง การย่างสามขุมคือ การเดินจุดสามจุด โดยการ เปลี่ยนต าแหน่งของเท้าจากจุดหนึ่งไปยังจุดอีกจุดหนึ่ง การฝึกย่างสามขุมเป็นการฝึกการเคลื่อนที่ต าแหน่งของเท้า วิธีการคือให้ก าหนดจุดสามจุดที่ จะใช้ในการเปลี่ยนต าแหน่งของเท้า เช่น เท้าซ้ายอยู่หน้าให้เปลี่ยนไปอยู่ด้านหลัง กล่าวคือ เป็นการ เปลี่ยนเหลี่ยมของร่างกายนั่นเอง เพื่อให้การเคลื่อนไหวท าได้อย่างคล่องแคล่ว จึงให้มีการฝึกเดินตาม จุด การฝึกมวยไทยที่ดีต้องฝึกการย่างสามขุมให้ช านาญ นั่นหมายถึง ฝึกการย่ า การก้าวย่าง และการ ย่างสามขุม เพื่อสามารถใช้ป้องกันหลบหลีกหรือบางครั้งใช้ในการรับ การรุกได้อย่างดีและมี ประสิทธิภาพ ในการฝึกการย่างสามขุมเป็นการฝึกที่ช่วยในการเบี่ยงตัวให้แคบเพื่อเป็นเป้าเล็กในการ ต่อสู้เพื่อให้รู้จักการก้าวพร้อมและเกิดความสัมพันธ์กับการใช้อาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ (จรัสเดช อุลิต, 2548, หน้า 45)


99 วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวย (เหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.72 ภาพที่ 3.72 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 เคลื่อนที่แบบรุกธรรมดาแต่เบนออกด้านข้างทางซ้ายประมาณ 45 องศา 2 จังหวะ (2 จุด) จังหวะที่ 3 (จุดสุดท้าย) ให้ยกเท้าหลัง คือเท้าขวาอยู่ในระดับเอว เบนออกด้านข้างทางขวาให้ เข่าขวาแตะศอกขวา แล้ววางเท้าลงในต าแหน่งด้านหน้าเท้าซ้ายออกด้านข้าง ประมาณ 45 องศา (จะ อยู่ในท่าเหลี่ยมซ้าย) ดังภาพที่ 3.73 ภาพที่ 3.73 การเคลื่อนที่ย่างสามขุม ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


100 จังหวะที่ 3 เคลื่อนที่แบบรุกธรรมดาในเหลี่ยมซ้าย แต่เบนออกด้านข้างทางขวา ประมาณ 45 องศา 2 จังหวะ (2 จุด) จังหวะที่ 3 (จุดสุดท้าย) ให้ยกเท้าหลัง คือเท้าซ้ายอยู่ในระดับเอวเบนออก ด้านข้างทางซ้ายให้เข่าซ้ายแตะศอกซ้าย แล้ววางเท้าลงในต าแหน่งด้านหน้าเท้าขวาออกด้านข้าง ประมาณ 45 องศา (จะอยู่ในท่าเหลี่ยมขวา) ดังภาพที่ 3.74 ภาพที่ 3.74 การเคลื่อนที่ย่างสามขุม ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 4 เคลื่อนที่แบบรุกธรรมดาแต่เบนออกด้านข้างทางซ้าย ประมาณ 45 องศา 2 จังหวะ (2 จุด) จังหวะที่ 3 (จุดสุดท้าย) ให้ยกเท้าหลังคือเท้าขวาอยู่ในระดับเอวเบนออกด้านข้างทางขวาให้ เข่าขวาแตะศอกขวาแล้ววางเท้าลงในต าแหน่งด้านหน้าเท้าซ้ายออกด้านข้าง ประมาณ 45 องศา (จะ อยู่ในท่าเหลี่ยมซ้าย) ดังภาพที่ 3.75 ภาพที่ 3.75 การย่างสามขุม ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556)


101 จังหวะที่ 5 ให้อยู่ในการตั้งท่าหรือการจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภาพที่ 3.76 ภาพที่ 3.76 การตั้งท่าจดมวย ที่มา : ส าราญ สุขแสวง (2556) สรุปท้ายบท จากการกล่าวข้างต้นเห็นได้ว่า หลักการของมวยไทย ประกอบไปด้วย อวัยวะที่ใช้ในการต่อสู้ ของมวยไทย ได้แก่ หมัด เท้า เข่า ศอก ซึ่งเป็นอวัยวะหลักในการต่อสู้ของมวยไทย นอกจากนั้นยังมี จุดส าคัญที่เป็นเป้าหมายการชกของมวยไทย ได้แก่ คาง ลูกตา ลิ้นปี่ ชายโครง คอต่อและท้ายทอย เป็นต้น ซึ่งเป็นจุดส าคัญในการแข่งขันในจังหวะที่รุก รับและการป้องกัน ระดับการชกของมวยไทย มี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ า ระดับกลาง และระดับสูง ระดับของมวยไทยท าให้ทราบถึงการใช้ทักษะให้ ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ระยะการชกของมวยไทยมี3 ระยะ ได้แก่ ระยะใกล้ ระยะกลาง และ ระยะไกล ระยะของมวยไทยท าให้ทราบและเลือกใช้ทักษะได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน เช่น ระยะใกล้ทักที่ใช้ต้องเป็นศอกและเข่า การก าหมัดเป็นหลักการส าคัญเช่นกัน เพราะการก าหมัดที่ ถูกต้องจะท าให้ผู้ฝึกไม่ได้รับบาดเจ็บในระหว่างฝึก และการก าหมัดที่ถูกต้อง คือ ใช้นิ้วทั้ง 4 เรียง ชิดกัน คือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย แล้วพับนิ้วทั้ง 4 เข้าหาอุ้งมือในลักษณะงอข้อแรกของ ปลายนิ้วให้กระซับกับอุ้งมือ แล้วกดนิ้วหัวแม่มือลงทาบลักษณะเฉียงกับนิ้วชี้และนิ้วกลาง เพื่อให้ หมัดที่ก ากระซับแน่นในขณะที่ชกเป้า การตั้งท่าหรือการจดมวยมี 2 เหลี่ยม คือ เหลี่ยมซ้ายกับเหลี่ยม ขวา การจดมวยท าให้ใช้ทักษะได้มีประสิทธิภาพเช่นกัน หากผู้ฝึกสามารถจดมวยได้ทั้ง 2 เหลี่ยมจะ ได้เปรียบกว่ามวยเหลี่ยมเดียว นอกจากนั้นสิ่งส าคัญที่ผู้ฝึกควรมีคือ การเคลื่อนที่หรือการเคลื่อนไหว ของมวยไทย การเคลื่อนที่ของมวยไทยมีตั้งแต่การรุกเท้าธรรมดา การถอยเท้าธรรมดา การรุกออก ด้านข้าง การรุกเท้าสลับ การเคลื่อนเท้าเป็นมุมฉาก การเคลื่อนที่แบบเสือย่าง การเคลื่อนที่แบบ สิงหยาตรา การเคลื่อนที่แบบม้าย่อง การเคลื่อนที่แบบย่าง สุขเกษม การย่างสามขุม การเคลื่อนที่


102 ทั้งหมดเป็นประโยชน์อย่างมากส าหรับผู้ฝึกที่จะใช้ในการแข่งขัน เพราะการเคลื่อนที่จะช่วยให้เลือก น าไปใช้การรุกและการตั้งรับ ให้เกิดความปลอดภัยและเกิดประสิทธิภาพ หลักการของมวยไทยที่ กล่าวมามีความส าคัญมากที่สุดในการน าไปประกอบกับทักษะของการชกมวย ในเรื่องกลวิธีของการ ชกมวยของอวัยวะต่าง ๆ นอกจากนี้หลักการมวยไทยและทักษะต้องน าไปใช้ได้จริง เมื่อมีโอกาสการ แข่งขันต้องใช้หลักการของมวยไทยและทักษะนี้ตลอดระยะเวลาการแข่งขัน ตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้น การแข่งขัน ดังนั้นหลักการมวยไทยและทักษะพื้นฐานของมวยไทย จึงเห็นว่ามีความส าคัญมาก ถ้าผู้ฝึกมวยไทยรู้หลักการมวยไทยและมีทักษะพื้นฐานดีย่อมเป็นผลท าให้การใช้อวัยวะดีไปด้วย เพราะทักษะแต่ละทักษะนั้นย่อมมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และส่งผลถึงความเป็นเลิศได้ ค าถามทบทวน จงตอบค าถามให้ถูกต้องดังต่อไปนี้ 1. อวัยวะที่ใช้ของมวยไทย มีอะไรบ้าง 2. จุดส าคัญของร่างกาย ประกอบด้วยอะไรบ้าง 3. ระยะของการใช้ทักษะมวยไทย คืออะไร 4. ระดับของการใช้ทักษะมวยไทย อย่างไร 5. การเคลื่อนที่ของมวยไทยมีอะไรบ้าง 6. ทักษะที่ใช้ในระดับล่างมีทักษะอะไรบ้าง 7. ทักษะที่ใช้ในระดับบนมีทักษะอะไรบ้าง 8. ทักษะที่ใช้ในระยะไกลมีทักษะอะไรบ้าง 9. ความส าคัญของการเคลื่อนที่ของมวยไทยอะไรบ้าง 10. การเคลื่อนที่แบบใดที่สามารถป้องกันตัวได้ เอกสารอ้างอิง กนกรัฐ สิงหพงษ์. (2530, พฤศจิกายน 3). มวยไทย ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวขั้นสุดยอด. นิตยสารส าหรับครอบครัว, 3(33), 52-67. จรัสเดช อุลิต. (2548). คู่มือฝึกกีฬามวยไทย. กรุงเทพฯ : การกีฬาแห่งประเทศไทย. ปัญญา ไกรทัศน์. (2524). มวยไทย ยอดศิลปะการต่อสู้. กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์. โพธิ์สวัสดิ์ แสงสว่าง.(2545). มวยไทย. มหาสารคาม : วิทยาลัยครูมหาสารคาม ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2554. กรุงเทพฯ : บริษัทศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้น. วรยุทธ์ ทิพย์เที่ยงแท้. (2557). การศึกษาไม้ตายมวยไทยของยอดนักมวยไทย. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชามวยไทยศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึง. สุคนธ์ คอนดี, และเกศินี เห็นพิทักษ์. (2551). กายวิภาคศาสตร์และสรีระวิทยา. กรุงเทพฯ : ภาพการพิมพ์.


103 เอกสารอ้างอิง (ต่อ) ส าราญ สุขแสวง. (2556). ศาสตร์และศิลปะมวยไทย. ราชบุรี : มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง. _________. (2559). การสร้างโปรแกรมการฝึกซ้อมมวยไทย ส าหรับนักมวยไทยอาชีพ. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชามวยไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง.


บทที่ 4 ทักษะมวยไทย ทักษะมวยไทยถือเป็นปัจจัยที่ส ำคัญในกำรฝึกมวยไทยและน ำไปใช้ในกำรแข่งขัน ปัจจุบัน กำรใช้ทักษะของนักมวยไทยหรือผู้ที่ฝึกมวยไทยพบว่ำ นักมวยไทยคนใดมีควำมเชี่ยวชำญทักษะอย่ำง ใดอย่ำงหนึ่งก็จะใช้เพียงทักษะเดียวประจ ำในขณะที่ท ำกำรต่อสู้หรือกำรแข่งขัน ยิ่งในปัจจุบันนักมวย ไทยอำชีพในกำรแข่งขันจะต้องมีควำมเชี่ยวชำญในกำรใช้ทักษะของมวยไทยทั้งหมด เพื่อให้เกิดกำร ได้เปรียบคู่ต่อสู้ ดังนั้นในบทนี้ผู้เขียนได้แสดงเนื้อหำของกำรใช้ทักษะมวยไทยซึ่งประกอบด้วย วิธีกำรใช้หมัด เท้ำ เข่ำ และศอก ทักษะมวยไทย ทักษะ หมำยถึง ควำมสำมำรถหรือควำมช ำนำญในกำรกระท ำหรือปฏิบัติซึ่งอำจเป็นทักษะ ด้ำนร่ำงกำย ดังนั้นทักษะมวยไทย หมำยถึง กำรมีควำมสำมำรถด้ำนมวยไทยโดยใช้ร่ำงกำยหรือ อวัยวะในกำรปฏิบัติ กีฬำมวยไทยเป็นที่ยอมรับกันว่ำเป็นศิลปะกำรต่อสู้ป้องกันตัว โดยใช้อวัยวะต่ำง ๆ ของ ร่ำงกำย เช่น หมัด เท้ำ เข่ำ ศอก (จรัสเดช อุลิต, 2557, หน้ำ 9) ดังนั้นในกำรต่อสู้นักกีฬำมวยไทย จึงจ ำเป็นต้องรู้จักหลักกำรต่ำง ๆ ของกำรใช้อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับทักษะมวยไทย กำรศึกษำของมวยไทยมีสิ่งที่ต้องศึกษำอีกมำก มวยไทยถือกันว่ำเป็นศิลปะอย่ำงหนึ่งที่ยังมีสิ่ง ที่ต้องศึกษำและท ำควำมเข้ำใจ ฝึกฝน หำกใครมีควำมเข้ำใจศิลปะและศำสตร์ในมวยไทยแล้วโอกำสที่ จะพัฒนำไปในทำงที่ดี อวัยวะที่ใช้ในมวยไทยมี 4 ชนิด ได้แก่ หมัด เท้ำ เข่ำ ศอก ตำมที่ได้รู้จักแล้ว นั้นย่อมน ำทักษะมำผสมกันให้เกิดประโยชน์ในด้ำนกำรต่อสู้ได้เป็นอย่ำงดี ปัจจุบันกำรใช้ทักษะของนักกีฬำมวยไทย เท่ำที่สังเกตเห็นพบว่ำ นักกีฬำคนใดมีควำมถนัด ทักษะอย่ำงใดก็มักจะใช้แต่อย่ำงนั้นตลอดเวลำในขณะที่ท ำกำรต่อสู้หรือกำรแข่งขัน ยิ่งในปัจจุบัน นักมวยไทยอำชีพจะใช้ทักษะกำรใช้เข่ำมำกกว่ำทักษะอื่น ๆ อันที่จริงเรื่องของกำรใช้ทักษะนั้นควรจะ ใช้ทักษะทุกอย่ำงในกำรต่อสู้เพรำะว่ำทักษะแต่ละอย่ำงมีควำมสัมพันธ์กันในตัวอยู่แล้ว หรือกล่ำว ง่ำย ๆ ว่ำ กำรใช้ทักษะของมวยไทยจะต้องมีควำมกลมกลืนกันไป ระหว่ำงทักษะทั้ง 4 ชนิด จะใช้ อย่ำงหนึ่งอย่ำงใดนั้นไม่ดีที่จริงถ้ำจะใช้อย่ำงเดียวก็ได้แต่ก็คงไม่เกิดประโยชน์เท่ำที่ควร ทักษะทั้ง 4 ชนิดนี้เป็นทักษะในกำรต่อสู้หรือโดยทั่วไปเรียกกันว่ำ “แม่ไม้มวยไทย” ได้แก่ แม่ไม้หมัด แม่ไม้เท้ำ แม่ไม้เข่ำ แม่ไม้ศอก นอกจำกนี้แม่ไม้ยังแตกออกเป็นแต่ละอย่ำงอีกหลำยชนิดเรียกว่ำ “ลูกไม้” กำรใช้ ต้องปรับไปตำมสถำนกำรณ์ซึ่งขึ้นอยู่กับกำรฝึกเป็นส่วนส ำคัญ นอกจำกนี้ครูผู้ฝึกก็มีส่วนช่วยแก้ไข ข้อบกพร่องต่ำง ๆ ด้วย จำกกำรศึกษำค้นคว้ำและกำรใช้ประสบกำรณ์ด้ำนมวยไทยที่ผ่ำนมำ พบว่ำ ทักษะมวยไทย ประกอบด้วย กำรใช้หมัด เท้ำ เข่ำ ศอก โดยแบ่งลักษณะและวิธีกำรใช้ดังนี้


105 วิธีการใช้หมัด หมัดเป็นอวัยวะทำงด้ำนร่ำงกำย ในกำรใช้ทักษะมวยไทยที่ส ำคัญอย่ำงหนึ่งของมวยไทยที่มี ประสิทธิภำพมำก ส ำหรับกำรต่อสู้เป็นอวัยวะที่ใช้ได้ผลเมื่ออยู่ในระยะกลำงและระยะประชิด ซึ่ง สังเกตได้จำกสถำนกำรณ์ต่อสู้จริงว่ำผลแพ้หรือชนะส่วนมำกมำจำกกำรใช้หมัดชก ในปัจจุบันคงได้ยิน เป็นประจ ำ ค ำว่ำ หมัดแย็ป หมัดฮุ๊ก หมัดอัปเปอร์คัท ไม่มีใครเรียกกันว่ำ หมัดตรง หมัดเหวี่ยง หมัด เสย เหตุที่เป็นเช่นนี้เพรำะเรียกกันตำมควำมเคยชินที่ได้ยินอยู่เป็นประจ ำจำกมวยสำกล หมัดที่พบใน กำรชกกีฬำมวยไทยเรียกว่ำ หมัดตรง หมัดเหวี่ยง หมัดเสย ดังนั้นในที่นี้จึงเรียกแบบกีฬำมวยไทย เพื่อ เป็นกำรอนุรักษ์ถึงศิลปะมวยไทย ค ำว่ำ “หมัดชก” หมำยถึง กำรใช้มือก ำให้แน่นแล้วใช้สันหมัดชกหรือกระแทกไปยังเป้ำหมำย กำรชกอำจจะใช้วิธีกำรเหวี่ยงแขนเป็นวงกว้ำงแล้วใช้ส่วนสันหมัดไปกระทบเป้ำหมำยหรืออำจจะใช้ กระแทกหรือส่งแขนออกไปตรง ๆ ด้ำนหน้ำให้ส่วนสันหมัดกระทบเป้ำหมำย (ครองจักร งำมมีศรี, 2536, หน้ำ 14) กำรชกด้วยหมัดนั้นเรำชกได้ 3 ลักษณะ คือ หมัดตรง หมัดเสย หมัดเหวี่ยง 1. การชกหมัดตรง หมัดตรง คือ กำรชกหมัดออกไปตรง ๆ จำกกำรตั้งท่ำปล่อยหมัดออกไป โดยกำรคว่ ำหมัดลงให้เป็นแนวขนำนกับพื้น อำศัยแรงส่งจำกไหล่ สะโพกและเท้ำ กำรชกหมัดตรง แบ่งได้2 ลักษณะ คือ กำรชกหมัดตรงหน้ำ และกำรชกหมัดตรงหลัง เป้ำหมำยของชกหมัดตรงคือ บริเวณหน้ำ วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.1 ภำพที่ 4.1 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


106 จังหวะที่ 2 กำรชกหมัดตรงที่เป็นหมัดหน้ำ ชกออกไปตรง ๆ ใช้แรงส่งจำกไหล่ สะโพก และ เท้ำ พร้อมกับยกเท้ำด้ำนหน้ำคือ เท้ำซ้ำยให้สูงกว่ำพื้นเล็กน้อย ก้ำวไปข้ำงหน้ำประมำณหนึ่งช่วงเท้ำ ขณะที่หมัดออกไปให้บิดแขนให้หมัดอยู่ในลักษณะคว่ ำหมัด แขนตึง และตรง เมื่อหมัดถูกเป้ำหมำยให้ เกร็งหมัด เท้ำด้ำนหลังให้ยกส้นเท้ำขึ้นสูงกว่ำพื้นเล็กน้อย ดังภำพที่ 4.2 ภำพที่ 4.2 กำรชกหมัดตรงหน้ำ ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 3 หลังจำกชกไปแล้วน ำหมัดและเท้ำมำในที่ต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำร ออกของหมัด คือ ออกหมัดไปแนวใดก็ให้กลับแนวเดิมอย่ำลดหมัดและแขนลง และอยู่ในกำรตั้งท่ำ หรือจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภำพที่ 4.3 ภำพที่ 4.3 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


107 วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.4 ภำพที่ 4.4 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ยกเท้ำด้ำนหน้ำคือเท้ำซ้ำยให้สูงกว่ำพื้นเล็กน้อยก้ำวไปข้ำงหน้ำประมำณหนึ่ง ช่วงเท้ำปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนหน้ำ ตำมด้วยชกหมัดตรงที่เป็นหมัดหลัง ชกออกไปตรง ๆ ใช้แรงส่งจำก ไหล่ สะโพก และ เท้ำ ขณะที่หมัดออกไปให้บิดแขนให้หมัดอยู่ในลักษณะคว่ ำหมัด แขนตึง และ ตรง ให้บิดะโพกทำงขวำไปด้ำนซ้ำยเล็กน้อย เท้ำด้ำนหลังให้ปลำยเท้ำแตะพื้นแล้วยกส้นเท้ำขึ้นสูงกว่ำพื้น ประมำณ 10 เซนติเมตร เมื่อหมัดถูกเป้ำหมำยให้เกร็งหมัด ดังภำพที่ 4.5 ภำพที่ 4.5 กำรชกหมัดตรงขวำ ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


108 จังหวะที่ 3 หลังจำกชกไปแล้วน ำหมัดมำในที่ต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำรออกของ หมัด คือ ออกหมัดไปแนวใดก็ให้กลับแนวเดิมอย่ำลดหมัดและแขนลง ตำมด้วยเท้ำที่อยู่ด้ำนหน้ำคือ ท้ำซ้ำยให้กลับมำวำงในต ำแหน่งเดิม และอยู่ในกำรตั้งท่ำหรือจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภำพที่ 4.6 ภำพที่ 4.6 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) 2. การชกหมัดงัด คือ กำรชกจำกล่ำงไปบนจะมีประโยชน์มำกเมื่ออยู่ระดับใกล้ เป้ำหมำย ของกำรชก คือบริเวณปลำยคำง กำรชกหมัดงัดแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ กำรชกหมัดงัดหน้ำ และกำรชก หมัดงัดหลัง วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.7 ภำพที่ 4.7 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


109 จังหวะที่ 2 กำรชกหมัดงัด คือ หมัดซ้ำยที่เป็นหมัดหน้ำ บิดหมัดที่ชกคือหมัดซ้ำยให้หงำยเอำ ทำงด้ำนฝ่ำมือเข้ำหำตัวเองในลักษณะงอแขน แล้วชกออกไปด้ำนบน หมัดที่ชกจะต้องอำศัยแรงส่ง จำกหัวไหล่ สะโพก และ เท้ำ ขณะเดียวกันให้ยกเท้ำด้ำนหน้ำคือเท้ำซ้ำยให้สูงกว่ำพื้นเล็กน้อยก้ำวไป ข้ำงหน้ำประมำณหนึ่งช่วงเท้ำแล้ววำงลง ปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนขวำเล็กน้อย ยกส้นเท้ำด้ำนหน้ำขึ้นจำก พื้นเล็กน้อยพร้อมกับบิดสะโพกไปด้ำนขวำ พร้อมกันกับกำร ชกหมัด เมื่อหมัดถูกเป้ำหมำยให้เกร็งหมัด เท้ำด้ำนหลังให้ ยกส้นเท้ำขึ้นสูงกว่ำพื้นเล็กน้อย ดังภำพที่ 4.8 ภำพที่ 4.8 กำรชกหมัดหน้ำ ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 3 หลังจำกชกไปแล้วน ำหมัดและเท้ำมำในที่ต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำร ออกของหมัด คือออกหมัดไปแนวใดก็ให้กลับแนวเดิม อย่ำลดหมัดและแขนลงและอยู่ในกำรตั้งท่ำและจดมวย เหลี่ยมเดิม ดังภำพที่ 4.9 ภำพที่ 4.9 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


110 วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.10 ภำพที่ 4.10 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ยกเท้ำด้ำนหน้ำคือ เท้ำซ้ำยให้สูงกว่ำพื้นเล็กน้อยก้ำวไปข้ำงหน้ำประมำณหนึ่ง ช่วงเท้ำปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนหน้ำ จำกนั้นชกหมัดงัดคือหมัดขวำที่เป็นหมัดหลังบิดหมัดที่ชกคือหมัดขวำ ให้หงำยเอำทำงด้ำนฝ่ำมือเข้ำหำตัวเองในลักษณะงอแขน แล้วชกออกไปด้ำนบน หมัดที่ชกจะต้อง อำศัยแรงส่งจำกหัวไหล่ สะโพก และ เท้ำ ในขณะที่ชกให้บิดะโพกทำงขวำไปด้ำนซ้ำยเล็กน้อย เท้ำ ด้ำนหลังให้ปลำยเท้ำแตะพื้นแล้วยกส้นเท้ำขึ้นสูงกว่ำพื้นประมำณ 10 เซนติเมตร เมื่อหมัดถูก เป้ำหมำยให้เกร็งหมัด ดังภำพที่ 4.11 ภำพที่ 4.11 กำรชกหมัดงัดหลัง ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


111 จังหวะที่ 3 หลังจำกชกไปแล้วน ำหมัดและเท้ำมำในที่ต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำร ออกของหมัด คือ ออกหมัดไปแนวใดก็ให้กลับแนวเดิมอย่ำลดหมัดและแขนลง และอยู่ในกำรตั้งท่ำ หรือจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภำพที่ 4.12 ภำพที่ 4.12 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) 3. การชกหมัดเหวี่ยง หมัดเหวี่ยง คือ กำรชกโดยกำรใช้แรงเหวี่ยงจำกไหล่ ล ำตัว และเท้ำ ลักษณะของแขนที่เหวี่ยง ขึ้นอยู่กับระยะของคู่ต่อสู้ ถ้ำคู่ต่อสู้อยู่ใกล้ก็ต้องงอแขนให้มำก เมื่อคู่ต่อสู้อยู่ ไกลก็งอแขนน้อย กำรเหวี่ยงในระยะใกล้จะต้องเหวี่ยงโดยกำรงอแขน และ บิดสันหมัดเข้ำหำ เป้ำหมำย ส ำหรับกำรเหวี่ยงระยะไกลออกไปบำงครั้งอำจจะเหวี่ยงสันหมัด หรือบำงโอกำสจะใช้หลัง หมัดก็ได้ กำรเหวี่ยงหมัดที่ดีควรเหวี่ยงให้ขนำนกับพื้น ข้อควรค ำนึงในกำรชกหมัดเหวี่ยง คือต้องใช้ แรงส่งจำกไหล่ ล ำตัว สะโพกและเท้ำ เป้ำหมำยในกำรชก คือ ขำกรรไกร กกหู และท้ำยทอย กำรชก หมัดเหวี่ยงชกได้ทั้งหมัดหน้ำและหมัดหลัง หมัดที่เหวี่ยงไปผิดเป้ำหมำยแล้วตวัดกลับมำ โดยใช้หลัง มือให้ถูกเป้ำหมำย หมัดตวัดกลับมำนี้บำงครั้งเรำเรียกว่ำ หมัดเหวี่ยงกลับ (จรัสเดช อุลิต, 2554, หน้ำ 96) กำรชกหมัดงัดแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ กำรชกหมัดเหวี่ยงหน้ำ และกำรชกหมัดเหวี่ยงหลัง วิธีกำรฝึกกำรชกหมัดเหวี่ยงหน้ำ


112 วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 อยู่ในกำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.13 ภำพที่ 4.13 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 กำรชกหมัดเหวี่ยง คือหมัดซ้ำยที่เป็นหมัดหน้ำบิดหมัดที่ชกคือหมัดซ้ำยให้หงำย เอำทำงด้ำนฝ่ำมือคว่ ำลงกับพื้นในลักษณะงอแขน ให้แขนขนำนกับพื้น แล้วชกออกไปด้ำนใน หมัดที่ ชกจะต้องอำศัยแรงส่งจำกหัวไหล่ สะโพก และ เท้ำ ขณะเดียวกันให้ยกเท้ำด้ำนหน้ำคือเท้ำซ้ำยให้สูง กว่ำพื้นเล็กน้อยก้ำวไปข้ำงหน้ำประมำณหนึ่งช่วงเท้ำแล้ววำงลง ปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนขวำเล็กน้อย ยกส้น เท้ำด้ำนหน้ำขึ้นจำกพื้นเล็กน้อยพร้อมกับบิดสะโพกไปด้ำนขวำ พร้อมกันกับกำรชกหมัด เมื่อหมัดถูก เป้ำหมำยให้เกร็งหมัด เท้ำด้ำนหลังให้ยกส้นเท้ำขึ้นสูงกว่ำพื้นเล็กน้อย ดังภำพที่ 4.14 ภำพที่ 4.14 กำรชกหมัดเหวี่ยงหน้ำ ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


113 จังหวะที่ 3 หลังจำกชกไปแล้วน ำหมัดและเท้ำมำในที่ต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำร ออกของหมัดคือออกหมัดไปแนวใดก็ให้กลับแนวเดิมอย่ำลดหมัดและแขนลงและอยู่ในกำรตั้งท่ำหรือ จดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภำพที่ 4.15 ภำพที่ 4.15 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง. (2556) วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.16 ภำพที่ 4.16 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


114 จังหวะที่ 2 ให้ยกเท้ำด้ำนหน้ำคือ เท้ำซ้ำยให้สูงกว่ำพื้นเล็กน้อยก้ำวไปข้ำงหน้ำประมำณหนึ่ง ช่วงเท้ำปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนหน้ำ จำกนั้นชกหมัดเหวี่ยงคือหมัดขวำที่เป็นหมัดหลัง บิดหมัดที่ชกคือหมัด ขวำให้หงำยเอำทำงด้ำนฝ่ำมือคว่ ำลงกับพื้นในลักษณะงอแขน ให้แขนขนำนกับพื้น แล้วชกออกไป ด้ำนใน หมัดที่ชกจะต้องอำศัยแรงส่งจำกหัวไหล่ สะโพก และ เท้ำ ในขณะที่ชกให้บิดะโพกทำงขวำไป ด้ำนซ้ำยเล็กน้อย เท้ำด้ำนหลังให้ปลำยเท้ำแตะพื้นแล้วยก ส้นเท้ำขึ้นสูงกว่ำพื้นประมำณ 10 เซนติเมตร เมื่อหมัดถูก เป้ำหมำยให้เกร็งหมัด ดังภำพที่ 4.17 ภำพที่ 4.17 กำรชกหมัดเหวี่ยงหน้ำ ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 3 หลังจำกชกไปแล้วน ำหมัดและเท้ำมำในที่ต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำร ออกของหมัด คือ ออกหมัดไปแนวใดก็ให้กลับแนวเดิมอย่ำลดหมัดและแขนลง และอยู่ในกำรตั้งท่ำ หรือจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภำพที่ 4.18 ภำพที่ 4.18 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง. (2556)


115 วิธีการใช้เท้า เท้ำเป็นอวัยวะที่ส ำคัญอย่ำงหนึ่งของกำรชกกีฬำมวยไทย เพรำะเป็นอวัยวะที่มีประสิทธิภำพ มำก ส ำหรับกำรต่อสู้เท้ำเป็นอวัยวะที่ใช้ได้ผลในระยะไกลกำรใช้เท้ำของกีฬำมวยไทยนั้นหมำยถึง กำร ใช้ตั้งแต่ส่วนใต้เข่ำลงไปจนถึงปลำยเท้ำ กำรใช้เท้ำนั้นแบ่งออกได้2 ลักษณะ คือ กำรถีบ และกำรเตะ (ต่อศักดิ์ แก้วจรัสวิไล, 2559, หน้ำ 64) 1. การถีบ หมำยถึง กำรใช้อวัยวะส่วนปลำยเท้ำ ฝ่ำเท้ำ หรือสันเท้ำ โดยกำรยกเท้ำขึ้นแล้ว งอเข่ำส่งแรงปะทะเพื่อให้เกิดน้ ำหนักกำรถีบให้มีน้ ำหนักจะต้องถีบพร้อมกับกำรใช้จังหวะสืบเท้ำไป ข้ำงหน้ำถ้ำต้องกำรถีบให้ได้ระดับสูงจะต้องเอนล ำตัวไปข้ำงหลัง กำรถีบมีประโยชน์มำกในกำรต่อสู้ แบบมวยไทย เช่น ต้องกำรที่จะให้คู่ต่อสู้เสียหลักแล้วสำมำรถที่จะตำมเข้ำท ำคู่ต่อสู้ด้วยอวัยวะ อย่ำงอื่น จะท ำให้ได้เปรียบคู่ต่อสู้ นอกจำกนี้ยังเป็นกำรป้องกันหรือปะทะคู่ต่อสู้ไว้ก่อน กำรถีบแบบนี้ เรียกว่ำ ถีบสกัด กำรถีบสกัดคู่ต่อสู้นั้นไม่เพียงแต่เป็นกำรป้องกัน ในบำงครั้งเป็นกำรท ำให้คู่ต่อสู้ เสียเปรียบได้ด้วย เป้ำหมำยของกำรถีบนั้นสำมำรถถีบได้ดังนี้ คือ หน้ำแข้ง ต้นขำ ท้อง อก หรือ บริเวณหน้ำ ชนิดของกำรถีบ สำมำรถแบ่งตำมลักษณะของกำรถีบได้ 3 ชนิด คือ ถีบตรง ถีบข้ำง และ กลับหลังถีบ 1.1 ถีบตรง คือ กำรยกเท้ำขึ้นถีบตรงๆ ไปข้ำงหน้ำเป้ำหมำยของกำรถีบส่วนใหญ่อยู่ที่ บริเวณท้อง อก หรือหน้ำ กำรถีบตรงยังแบ่งออกเป็นกำรถีบด้วยฝ่ำเท้ำหรืออำจจะถีบด้วยส่วนหนึ่ง ส่วนใดของฝ่ำเท้ำ เช่น ใช้บริเวณโหนกเท้ำถีบ ใช้บริเวณร่องเท้ำถีบ ใช้บริเวณสันเท้ำถีบ ถีบด้วยปลำย เท้ำ คือกำรใช้เท้ำส่วนที่เป็นปลำยนิ้วเท้ำถูกเป้ำหมำยส ำหรับปลำยนิ้วเท้ำนั้นให้ปฏิบัติโดยกำรงุ้มปลำย นิ้วเท้ำทั้งห้ำนิ้วเรียงชิดติดกันและเกร็งให้แข็งลักษณะนี้เรียกว่ำ กำรถีบเหน็บหรือถีบจิก ถ้ำถีบจำก แนวตรงเรำเรียกว่ำ ถีบเหน็บ แต่ถ้ำส่งแรงจำกข้ำงบนลงไปส่วนล่ำง เรำมักจะเรียกว่ำ จิก เป้ำหมำย ของกำรถีบนั้นอยู่บริเวณ สะดือ ท้อง เมื่อถีบถูกเป้ำหมำยอำจท ำให้คู่ต่อสู้เกิดกำรเสียดหรือจุก ส่วน ข้อเสียของกำรถีบแบบนี้คือมีแรงปะทะน้อย (จรัสเดช อุลิต, 2557, หน้ำ 45) กำรถีบตรงมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ ถีบตรงด้วยฝ่ำเท้ำ ถีบจิก ถีบส้น วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.19 ภำพที่ 4.19 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559)


116 จังหวะที่ 2 ยกเท้ำซ้ำยด้ำนหน้ำขึ้นงอเข่ำเล็กน้อย ปลำยเท้ำชี้ขึ้นด้ำนบน จำกนั้นสะบัดเท้ำ ไปด้ำนหน้ำให้ฝ่ำเท้ำโดนเป้ำหมำย เท้ำด้ำนหลังคือเท้ำขวำ ให้ยืนเต็มเท้ำ โดยให้ปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนขวำเล็กน้อย ดังภำพที่ 4.20 ภำพที่ 4.20 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559) จังหวะที่ 3 หลังจำกถีบไปแล้วน ำเท้ำมำในต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำรยกเท้ำ คือ กำรยกไปแนวใดก็ให้กลับมำแนวเดิม และอยู่ในกำรตั้งท่ำหรือจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภำพที่ 4.21 หมายเหตุวิธีกำรฝึกตรงหน้ำ ถีบจิกกับถีบส้น ให้ฝึกเหมือนกับถีบตรงด้วยด้วยฝ่ำเท้ำ เพียงแต่เปลี่ยน จำกฝ่ำเท้ำเป็นปลำยเท้ำให้ถูกเป้ำหมำยก็จะเป็นถีบจิก ส่วน ถีบส้นก็เปลี่ยนเป็นใช้สันเท้ำไปถูกเป้ำหมำยก็จะเป็นถีบส้น ภำพที่ 4.21 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559)


117 1.2 ถีบข้างหรือหันข้างถีบ คือกำรถีบที่หักล ำตัวด้ำนข้ำงให้คู่ต่อสู้ โดยกำรบิดเข่ำจำกที่ชี้ ขึ้นข้ำงบนให้ลงมำอยู่แนวนอนทำงปลำยเท้ำที่ยืนเป็นหลัก พร้อมส่งแรงถีบไปยังเป้ำหมำยส่วนที่จะถูก เป้ำหมำยนั้นคือบริเวณฝ่ำเท้ำในลักษณะเอียงเฉียงหรือแนวนอน แขนทั้งสองยกขึ้นสูง เพื่อเป็นกำร ป้องกันเป้ำหมำยที่ถีบ คือ ล ำตัว ต้นขำ ชำยโครง ด้ำนข้ำงบำงโอกำสจะใช้กำรถีบในระดับสูงได้ข้อ ส ำคัญในกำรถีบให้สูงขึ้นนั้นจะต้องเอนตัวไปข้ำงหลัง กำรใช้เท้ำถีบใช้ได้ทั้งสองเท้ำจะเป็นเท้ำหน้ำ หรือเท้ำหลังก็ได้กำรถีบข้ำงจะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ ถีบข้ำง ด้วยเท้ำหน้ำ และถีบข้ำงด้วยเท้ำด้ำนหลัง วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.22 ภำพที่ 4.22 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559) จังหวะที่ 2 เอนตัวไปด้ำนขวำเล็กน้อยยกเท้ำซ้ำยงอเขำเล็กน้อยปลำยเท้ำชี้ออกข้ำงด้ำนขวำ ให้ขนำนกับพื้นจำกนั้นสะบัดเท้ำซ้ำยไปด้ำนหน้ำ เท้ำหลัง ยืนในลักษณะเต็มฝ่ำเท้ำแต่ให้ปลำยเท้ำชี้ออกไปด้ำนขวำ ดังภำพที่ 4.23 ภำพที่ 4.23 กำรถีบข้ำง ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559)


118 จังหวะที่ 3 หลังจำกถีบไปแล้วน ำเท้ำมำในต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำรยกเท้ำคือ กำรยกไปแนวใดก็ให้กลับมำแนวเดิม และกลับมำตั้งท่ำอยู่ในท่ำจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภำพที่ 4.24 ภำพที่ 4.24 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559) 1.3 ถีบหลัง ถีบหลังหรือกลับหลังถีบ คือ กำรถีบในลักษณะจำกกำรตั้งท่ำใช้กำรถีบโดย หมุนตัวหันหลังให้คู่ต่อสู้แล้วถีบออกไปจำกทำงด้ำนหลังของตัวเรำ ใช้กำรบิดเท้ำและหันเข่ำลงสู่พื้น พร้อมกับถีบและหันหลังให้คู่ต่อสู้เอนตัวให้หน้ำคว่ ำลงสู่พื้น ให้หันหน้ำเป็นแนวเดียวกับล ำตัว เป้ำหมำยของกำรถีบคือ ที่ล ำตัว หน้ำ โอกำสของกำรถีบหลังมักไม่ค่อยได้ใช้เพรำะเป็นกำรหันหลังให้ คู่ต่อสู้จะท ำให้เสียเปรียบในเรื่องของกำรต่อสู้ แต่บำงครั้งก็ใช้ได้ เช่น คู่ต่อสู้เข้ำมำขณะหันหลังให้ก็ใช้ กำรถีบหลัง วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 อยู่ในกำรตั้งท่ำหรือกำรจด มวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.25 ภำพที่ 4.25 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559)


119 จังหวะที่ 2 หันหน้ำไปด้ำนหลังของตัวเองคือหันหลังให้คู่ต่อสู้จำกนั้นให้ยกเท้ำขวำงอเข่ำ เล็กน้อย ปลำยเท้ำและหัวเข่ำหันลงสู่พื้น จำกนั้นให้สะบัดเท้ำขวำที่ยกไปด้ำนหลัง เท้ำซ้ำยให้ยืนเต็ม ฝ่ำเท้ำแต่ปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนหน้ำของตัวเอง ดังภำพที่ 4.26 ภำพที่ 4.26 กำรถีบหลัง ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559) จังหวะที่ 3 หลังจำกถีบไปแล้วน ำเท้ำมำในต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำรยกเท้ำ คือ กำรยกไปแนวใดก็ให้กลับมำแนวเดิม และกลับมำในท่ำกำรตั้งท่ำจดมวย ดังภำพที่ 4.27 ภำพที่ 4.27 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559)


120 2. การเตะ หมำยถึง กำรใช้แรงเหวี่ยงของเท้ำตั้งแต่ใต้เข่ำลงไปจนถึงปลำยเท้ำเหวี่ยงขึ้นไป ปะทะเป้ำหมำย โดยกำรใช้ส่วนของหลังเท้ำ หน้ำแข้ง หรือสันเท้ำถูกเป้ำหมำยกำรเตะนับว่ำเป็นอำวุธ ที่มีประสิทธิภำพสูงอย่ำงหนึ่ง ลักษณะกำรเหวี่ยงอำจจะท ำได้หลำยลักษณะ คือเหวี่ยงแนวตรงเรียกว่ำ เตะตรง เหวี่ยงแนวเฉียงเรียกว่ำเตะเฉียง เหวี่ยงแนวขนำนหรือแนวจำกข้ำงบนลงมำข้ำงล่ำงเรียกว่ำ เตะตัด สิ่งเหล่ำนี้เรำเรียกตำมลักษณะของกำรเตะ ส่วนระยะของกำรใช้เท้ำเตะที่ได้ผล คือ ระยะไกล และระดับของเตะนั้นสำมำรถเตะได้ 3 ระดับ คือ ระดับต่ ำ ระดับกลำง ระดับสูง กำรเตะนั้นจะต้องได้รับกำรฝึกหัดที่ถูกวิธีจึงจะได้ผลทั้งนี้เพรำะในกำรต่อสู้ในแต่ละครั้งนั้น จะต้องใช้กำรเตะมำกเช่นเดียวกับอวัยวะอื่นเช่นกัน แบ่งลักษณะของกำรเตะได้แก่ เตะตรง เตะเฉียง เตะตัด เตะกลับ และเตะเหวี่ยงกลับ หรือ จระเข้ฟำดหำง 2.1 เตะตรง คือ กำรเตะโดยกำรเหวี่ยงเท้ำขึ้นตรง ๆ เดิมเรียกว่ำเตะผ่ำหมำก กำรเตะตรง สำมำรถเตะได้สองลักษณะ ลักษณะแรก เตะตรงโดยกำรยกเข่ำน ำขึ้นมำก่อนแล้วจึงยกเท้ำท่อนหลัง ขึ้นตำม ปลำยเท้ำงุ้ม เหวี่ยงในลักษณะสะบัดปลำยเท้ำขึ้นอีกลักษณะหนึ่ง คือกำรเหวี่ยงเท้ำขึ้นตรง ๆ เป็นท่อนเดียวกัน ปลำยเท้ำงุ้ม และเอนตัวไปข้ำงหลัง ข้อส ำคัญของกำรเตะตรง คือ เท้ำที่เป็นเท้ำหลักนั้นปลำยเท้ำจะต้องชี้ตรงเข้ำหำคู่ต่อสู้โดย บิดปลำยเท้ำเข้ำหำคู่ต่อสู้ก่อนที่จะเตะกำรเตะตรงนั้นจะต้องเอนตัวไปข้ำงหลังเพรำะระดับของกำร เตะนั้นสูง เป้ำหมำยของกำรเตะคือที่คำง ส่วนที่ถูกเป้ำหมำยคือบริเวณหลังเท้ำ กำรเตะตรงเตะได้ทั้ง เท้ำน ำและเท้ำตำม วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.29 ภำพที่ 4.28 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


121 จังหวะที่ 2 ยกเท้ำขึ้น คือเท้ำขวำที่อยู่ด้ำนหลังง้อเข่ำเล็กน้อย จำกนั้นสะบัดปลำยเท้ำข ึ้น ด้ำนบน ลักษณะเหวี่ยงขึ้นตรง ๆ มือด้ำนขวำให้เหวี่ยงลงพร้อมกันกันกับยกเท้ำที่สะบัด เท้ำด้ำนหน้ำ ยืนยกส้นเท้ำขึ้น ปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนหน้ำ ดังภำพที่ 4.29 ภำพที่ 4.29 กำรเตะตรง ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 3 หลังจำกเตะไปแล้วน ำเท้ำและมือมำในต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำรยก เท้ำ คือ กำรยกไปแนวใดก็ให้กลับมำแนวเดิม และกลับมำในท่ำกำรตั้งท่ำจดมวย ดังภำพที่ 4.30 ภำพที่ 4.30 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


122 2.2 เตะเฉียง คือ กำรใช้แรงเหวี่ยงของเท้ำเหวี่ยงขึ้นไปในแนวเฉียง ส่วนที่ถูกเป้ำหมำย อำจจะเป็นส่วนแข้ง ส่วนหลังเท้ำ เท้ำที่เหวี่ยงขึ้นไปอำจจะเหยียดตรงหรืองอเข่ำเล็กน้อย กำรเหวี่ยง นั้นให้บิดส่วนหลังเท้ำหรือหน้ำแข้งหำคู่ต่อสู้ เป้ำหมำยในกำรเตะเฉียง ส่วนใหญ่มักจะเป็นบริเวณชำย โครงจนถึงระดับคอแรงเหวี่ยงนั้นจะต้องอำศัยแรงเหวี่ยงจำกเท้ำและแขนทั้งสองข้ำงในขณะที่ใช้เท้ำ เตะนั้นจะต้องมีควำมสัมพันธ์กับแขนขณะเหวี่ยงเท้ำขึ้นแขนจะต้องเหวี่ยงลงมำเพื่อเป็นแรงส่ง แต่ควร ระวังคู่ต่อสู้ด้วยขณะที่เหวี่ยงแขนลงมำเป็นแนวตัดกับเท้ำ กำรเตะเฉียงนั้นมักเตะในระดับกลำงและระดับสูง วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.31 ภำพที่ 4.31 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ยกเท้ำขึ้น คือเท้ำขวำที่อยู่ด้ำนหลังขึ้นบิดตัว 35 องศำ พร้อมกับเหวียงเท้ำใน ลักษณะเฉียงไปข้ำงหน้ำแขนขวำให้สะบัดออกด้ำนข้ำง พร้อมกันกับเตะ เท้ำด้ำนหน้ำให้เขย่งเท้ำขึ้น ปลำยเท้ำชี้ ออกด้ำนข้ำงประมำณ 35 องศำ ดังภำพที่ 4.32 ภำพที่ 4.32 กำรเตะเฉียง ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


123 จังหวะที่ 3 หลังจำกเตะไปแล้วน ำเท้ำและมือมำในต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำรยก เท้ำ คือ กำรยกไปแนวใดก็ให้กลับมำแนวเดิม และกลับมำอยู่ในกำรตั้งท่ำจดมวย ดังภำพที่ 4.33 ภำพที่ 4.33 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) 2.3 เตะตัด คือ กำรเตะที่ใช้แรงเหวี่ยงของเท้ำขึ้นเฉียงแล้วโค้งลงตัดหรือเหวี่ยงตัดขนำนกับ แนวพื้น บำงครั้งเป็นกำรเตะโดยกำรย่อตัวแล้วตัดขนำนกับแนวพื้น บำงครั้งเป็นกำรเตะโดยกำรย่อตัว แล้วตัดที่เท้ำลักษณะของกำรเตะจะเตะในระดับสูง ระดับกลำง ระดับต่ ำ อวัยวะที่ถูกเป้ำหมำยจะเป็น บริเวณแข้ง หลังเท้ำ แบ่งกำรเตะตัดได้ 3 ระดับ คือ 2.3.1 เตะตัดระดับสูง หรือที่เรียกกันว่ำ เตะตัดบน คือ กำรเตะที่ใช้กำรเหวี่ยงของเท้ำขึ้น ขณะที่เตะมีลักษณะโค้งเข้ำหำเป้ำหมำยโดยกำรบิดแข้งหรือหลังเท้ำกดลงมำข้ำงล่ำง หรือตัดขนำนกับ พื้น เป้ำหมำยของกำรเตะตัดสูงตั้งแต่อกไปศีรษะเป็นกำร เตะที่มีควำมรุนแรงชนิดหนึ่ง วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.34 ภำพที่ 4.34 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


124 จังหวะที่ 2 เตะเท้ำขวำที่อยู่ด้ำนหน้ำไปในลักษณะเหวี่ยงโค้งขึ้นโดยบิดแข้งเข้ำด้ำนในหำ เป้ำหมำยในระดับสูงกว่ำไหล่ เท้ำหน้ำคือเท้ำซ้ำยให้เขย่งเท้ำ ปลำยเท้ำชี้ออกด้ำนข้ำง ดังภำพที่ 4.35 ภำพที่ 4.35 กำรเตะตัดบน ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 3 หลังจำกเตะไปแล้วน ำเท้ำและมือมำในต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำรยก เท้ำ คือ กำรยกไปแนวใดก็ให้กลับมำแนวเดิม และกลับมำอยู่ใจท่ำกำรตั้งท่ำจดมวย ดังภำพที่ 4.36 ภำพที่ 4.36 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


125 2.3.2 เตะตัดระดับกลาง เรียกว่ำ เตะตัดกลำงคือ กำรเตะในลักษณะเหวี่ยงโค้งขึ้นแล้ว ตัดขนำนกับพื้นโดยกำรบิดหน้ำแข้งเข้ำหำเป้ำหมำยใช้แรงเหวี่ยงจำกสะโพก กำรเตะจะเตะด้วยวิธีงอ เข่ำก็ได้ ระดับของกำรเตะ ได้แก่ บริเวณต้นขำ ชำยโครง ท้อง บริเวณล ำตัว ล ำตัวด้ำนหลังของคู่ต่อสู้ วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.37 ภำพที่ 4.37 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 บิดตัวไปทำงซ้ำยแล้วยกเท้ำขวำคือเท้ำด้ำนหลังเหวี่ยงขึ้น โดยให้เท้ำขวำหันหน้ำ แข้งไปทำงซ้ำยให้ขนำนกับพื้นในระดับเอว มือขวำให้สะบัดพร้อมกันกับเหวี่ยงเท้ำ เท้ำซ้ำยยืนเต็มฝ่ำ เท้ำ ปลำยเท้ำชี้ออกด้ำนข้ำง ดังภำพที่ 4.38 ภำพที่ 4.38 กำรเตะตัดกลำง ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


126 จังหวะที่ 3 หลังจำกเตะไปแล้วน ำเท้ำมำในต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำรยกเท้ำ คือ กำรยกไปแนวใดก็ให้กลับมำแนวเดิม และกลับมำอยู่ในท่ำกำรตั้งท่ำจดมวย ดังภำพที่ 4.39 ภำพที่ 4.39 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) 2.3.3 เตะตัดระดับต่่า เรียกว่ำ เตะตัดล่ำง คือ กำรเหวี่ยงเท้ำในลักษณะย่อตัวแล้วตัดไป ตำมแนวพื้นฐำน โดยกำรบิดหลังเท้ำและหน้ำเข้ำหำเป้ำหมำยเป้ำหมำยในกำรเตะตัดล่ำงนั้นตั้งแต่ข้อ พับลงไปถึงข้อเท้ำ ข้อส ำคัญในกำรเตะตัดล่ำงนั้นแขนจะต้องช่วยเหวี่ยงให้สัมพันธ์กับเท้ำที่เตะ ส่วน อีกแขนหนึ่งจะต้องยกให้สูงเพื่อเป็นกำรป้องกันที่หน้ำ ส่วนกำรเตะนั้นต้องย่อตัวลงเพื่อให้มีฐำนมั่นคง โอกำสที่ใช้กำรเตะตัดล่ำงได้ผล คือ เมื่อคู่ต่อสู้ใช้กำรเตะระดับสูง เรำก็ใช้กำรเตะตัดล่ำงที่เท้ำที่เป็น หลักของคู่ต่อสู้ จะเตะด้ำนในหรือด้ำนนอกก็ได้ วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.40 ภำพที่ 4.40 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559)


127 จังหวะที่ 2 ยกเท้ำด้ำนหลัง คือเท้ำขวำเหวี่ยงไปบริเวณขำพับด้ำนนอก ลักษณะขำเหยียด ตรงเอนตัวไปด้ำนข้ำงเล็กน้อย มือขวำให้เหวี่ยงพร้อมกันกับเท้ำที่เตะ เท้ำซ้ำยยืนเต็มฝ่ำเท้ำปลำยเท้ำ ชี้ออกด้ำนซ้ำย ย่อเข้ำลงเล็กน้อย ดังภำพที่ 4.41 ภำพที่ 4.41 กำรเตะตัดล่ำง ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559) จังหวะที่ 3 หลังจำกตะไปแล้วน ำเท้ำมำในต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำรยกเท้ำ คือ กำรยกไปแนวใดก็ให้กลับมำแนวเดิม กลับมำอยู่ในกำรตั้งท่ำจดมวยเหลี่ยมเดิม ดังภำพที่ 4.42 ภำพที่ 4.42 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ชำญชัย ยมดิษฐ์ (2559)


128 2.4 เตะกลับ หรือ เตะโดยกำรตวัดกลับ คือ กำรยกเข่ำงอขึ้นเฉียงตัดกับล ำตัวแล้วสะบัด กลับให้เท้ำเข้ำหำเป้ำหมำย ถ้ำใช้เท้ำซ้ำยเตะกลับต้องเตะทำงด้ำนซ้ำยของคู่ต่อสู้กำรเตะกลับบำงครั้ง ใช้ในกรณีเตะคู่ต่อสู้ เมื่อเตะผิดแล้วตวัดเท้ำมำเตะในลักษณะเตะกลับ ข้อเสียของกำรเตะกลับคือไม่ ค่อยมีควำมแรง เป้ำหมำยของกำรเตะในระดับสูง วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.43 ภำพที่ 4.43 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 2 ให้ยกเท้ำด้ำนหลัง คือเท้ำขวำไปด้ำนข้ำงทำงซ้ำยพร้อมงอเข่ำเล็กน้อยจำกนั้น สะบัดเท้ำขวำกลับมำทำงขวำโดยหันหน้ำแข้งเข้ำด้ำนใน เท้ำ ซ้ำยให้ยกส้นเท้ำขึ้นปลำยเท้ำชี้ไปด้ำนหน้ำ ดังภำพที่ 4.44 ภำพที่ 4.44 กำรเตะกลับ ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


129 จังหวะที่ 3 หลังจำกเตะไปแล้วน ำเท้ำมำในต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำรยกเท้ำ คือ กำรยกไปแนวใดก็ให้กลับมำแนวเดิม และกลับมำอยู่ในกำรตั้งท่ำจดมวย ดังภำพที่ 4.45 ภำพที่ 4.45 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) 2.5 เตะเหวี่ยงกลับ กลับหลังเตะ เตะส้นเท้ำ หรือ เรียกว่ำ จระเข้ฟำดหำง คือ กำรเตะ ด้วยกำรหมุนตัวเตะ ให้ส้นเท้ำหรือส่วนที่เหนือส้นเท้ำขึ้นไปเล็กน้อยถูกเป้ำหมำย กำรเตะท ำโดยกำร หมุนตัวยกเท้ำขึ้นเตะกำรเตะควรจะก้มหรือโน้มตัวลงเพื่อที่จะยกเท้ำได้สูง กำรเหวี่ยงเท้ำจะมี ควำมสัมพันธ์กับกำรหมุนตัวเท้ำที่เหวี่ยงขึ้นไปนั้นไม่ควรงอ กำรเตะแบบนี้อำจท ำได้อีกลักษณะหนึ่ง คือใช้เท้ำหนึ่งเท้ำใดเตะขึ้นไปก่อนแล้วหมุนตัวตำม เตะเหวี่ยงแบบนี้จะต้องเตะให้ครบรอบวงของ กำร หมุนจึงจะถูกเป้ำหมำย เป้ำหมำยของกำรเตะ คือ ที่คอต่อ ท้ำยทอย คำง ข้อเสียของกำรเตะคือ หลัก ของกำรเตะไม่ดี เนื่องจำกเป็นกำรเตะด้วย กำรหมุนตัว และเป็นกำรหันหลังให้คู่ต่อสู้วิธีกำรฝึกกำร เตะเหวี่ยงกลับ คือ จังหวะที่ 1 อยู่ในกำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) จังหวะที่ 2 ให้ยกเท้ำซ้ำยที่อยู่ด้ำนหน้ำก้ำวไปข้ำงหน้ำออกไปทำงขวำประมำณ 45 องศำ จำกนั้น ให้หมุนตัวเองไปทำงขวำพร้อมกับเหวี่ยงเท้ำด้ำนขวำตำมมำ โดยใช้ส้นเท้ำไปยังเป้ำหมำย ก้มตัวลงเล็กน้อย เท้ำซ้ำยยืนเต็มฝ่ำเท้ำปลำยเท้ำชี้ออกด้ำนข้ำง จังหวะที่ 3 หลังจำกเตะไปแล้วน ำเท้ำมำในต ำแหน่งเดิม จังหวะที่ 4 กลับมำอยู่ในกำรตั้งท่ำจดมวย


130 วิธีการใช้เข่า การตีเข่า หมำยถึง กำรยกเท้ำขึ้นมำแล้วงอเข่ำอำจจะเป็นมุมฉำกหรือมุมแหลม ใช้ส่วนหัว เข่ำด้ำนหน้ำหรือด้ำนข้ำง (ด้ำนใน) กระแทก (ตี) เป้ำหมำยที่ต้องกำร (ครองจักร งำมมีศรี, 2536, หน้ำ 13) เข่ำเป็นอวัยวะที่ส ำคัญชนิดหนึ่งของกีฬำมวยไทยที่ใช้ได้ผลในระยะใกล้หรือประชิดตัว เป้ำหมำยของกำรใช้เข่ำ ได้แก่ บริเวณต้นขำ ท้อง ชำยโครง ล ำตัว หน้ำอก คำง กำรใช้เข่ำตีหรือ กระแทกขึ้นไปท ำในขณะตั้งท่ำอยู่และบำงโอกำสกำรใช้เข่ำจะต้องใช้มือทั้งสองจับคอของคู่ต่อสู้แล้วตี หรือดึงลงมำแล้วตีเข่ำ กำรใช้เข่ำนั้นมีหลำยชนิด แต่ชนิดที่นิยมกำรตีเข่ำคือ เข่ำตรงหรือเข่ำโหน เข่ำ เฉียงหรือเข่ำตี เข่ำตัด เข่ำลำ เข่ำลอย และเข่ำน้อย 1. เข่าตรง หรือ เข่าโหน คือ กำรยกเข่ำขึ้น หรือ ตีกระแทกยกขึ้นไป โดยกำรงอเข่ำเป็นมุม แหลม ให้ส่วนที่เป็นหัวเข่ำถูกเป้ำหมำยและให้ปลำยเท้ำของเข่ำที่ยกขึ้นตีชี้ไปทำงข้ำงหลัง มักใช้ใน ระยะประชิดตัว กำรตีเข่ำตรงนั้นบำงโอกำสใช้มือทั้งสองจับส่วนที่เรียกว่ำ ท้ำยทอยดึงหรือ โน้มคอลง มำพร้อมกับตีเข่ำตรงขึ้นไป ในลักษณะของกำรดึงหรือโน้มคอลงมำพร้อมกับกำรตีเข่ำนั้น จึงท ำให้กำร เรียกเปลี่ยนไปจำกเข่ำตรงเป็นเรียกส่ำเข่ำโหน (จรัสเดช อุลิต, 2557, หน้ำ 66) เป้ำหมำยของกำรตี เข่ำตรงหรือเข่ำโหน คือ ที่ท้อง คำง หน้ำ กำรใช้เข่ำที่ดีใช้ตีทั้งเข่ำ และ เข่ำขวำ ข้อส ำคัญของกำรตี เข่ำตรงนั้นมือทั้งสองต้องยกขึ้นสูง เพื่อเป็นกำรป้องกันกำรตีเข่ำในลักษณะเข่ำโหนมือทั้งสองที่จับโน้ม คอลงมำนั้น ควรให้แขน และ ศอกชิดกันเพื่อเป็นกำรป้องกันเช่นกัน วิธีการฝึก จังหวะที่ 1 กำรตั้งท่ำหรือกำรจดมวย (จดมวยเหลี่ยมขวำ) ดังภำพที่ 4.46 ภำพที่ 4.46 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


131 จังหวะที่ 2 ยกเท้ำหลังขึ้น คือ เท้ำขวำงอเข่ำประมำณ 35 องศำไปด้ำนหน้ำให้สูงใน ระดับกลำง มือขวำเหวี่ยงลงพื้นพร้อมกับยกเข่ำ ปลำยเท้ำชี้ไปที่พื้นดิน เท้ำซ้ำยเขย่งเล็กน้อย ดังภำพ ที่ 4.47 ภำพที่ 4.47 กำรใช้เข่ำเฉียง ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556) จังหวะที่ 3 หลังจำกเข่ำไปแล้วน ำเท้ำมำในต ำแหน่งเดิมให้เหมือนกับลักษณะกำรยกเท้ำ คือ กำรยกไปแนวใดก็ให้กลับมำแนวเดิม และกลับมำอยู่ในกำรตั้งท่ำจดมวย ดังภำพที่ 4.48 ภำพที่ 4.48 กำรตั้งท่ำจดมวย ที่มำ : ส ำรำญ สุขแสวง (2556)


Click to View FlipBook Version