The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาผลสัมฤทธิ์และการคิดวิเคราะห์ เรื่อง กรดเบสของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบรูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 62040112102, 2024-06-18 05:01:05

การศึกษาผลสัมฤทธิ์และการคิดวิเคราะห์ เรื่อง กรดเบสของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบรูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L

การศึกษาผลสัมฤทธิ์และการคิดวิเคราะห์ เรื่อง กรดเบสของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบรูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L

การศึกษาผลสัมฤทธิ์และการคิดวิเคราะห์ เรื่อง กรดเบสของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบรูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L COMPARISON OF SCIENCE ACHIEVEMENT AND CRITTICAL THINKING BY USING CIPPA MODELl WITH K-W-D-L ON ACID - BASE FOR GRADE 11 STUDENTS นภัสวรรณ จองตะคุ รายงานการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปและเคมี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2565


การศึกษาผลสัมฤทธิ์และการคิดวิเคราะห์ เรื่อง กรดเบสของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L COMPARISON OF SCIENCE ACHIEVEMENT AND CRITTICAL THINKING BY USING CIPPA MODELl WITH K-W-D-L ON ACID - BASE FOR GRADE 11 STUDENTS นภัสวรรณ จองตะคุ รายงานการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปและเคมี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2565


ก หัวข้อวิจัย การศึกษาผลสัมฤทธิ์และการคิดวิเคราะห์ เรื่อง กรดเบสของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L ผู้วิจัยหัวข้อ นภัสวรรณ จองตะคุ สาขาวิชา วิทยาศาสตร์ทั่วไปและเคมี อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.ดร.จันทร์จิรา จูมพลหล้า และ อาจารย์คณิสร ต้นสีนนท์ ครูพี่เลี้ยง นางอมรรัตน์ สุมาตรา ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัย เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์และการคิดวิเคราะห์ เรื่อง กรดเบสของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L มีจุดประสงค์เพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะห์โดยการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมีเรื่อง กรด – เบส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 การวิจัยในครั้งนี้ มีประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนขนาดกลางแห่งหนึ่งใน อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี และมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 20 คน โรงเรียนขนาดกลางแห่งหนึ่ง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L 2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิทยาศาสตร์ชนิดแบบเลือกตอบ ปรนัย 4 ตัวเลือก ซึ่งมีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.8140 ผลการวิจัย เป็นดังนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และผลความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่านักเรียนมี คะแนนเฉลี่ยก่อน เรียนเท่ากับ 8.6000 คะแนน คิดเป็น ร้อยละ 34.4000 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 18.2000 คะแนน คิด เป็นร้อยละ 72.8000 และมีผลการวิเคราะห์ข้อมูลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 8.6000 คิดเป็น ร้อยละ 34.4000 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 18.2000 คิดเป็นร้อยละ 72.8000 ซึ่งคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และมีค่า t-test เท่ากับ 30.84886 ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า


ข ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะห์ โดยการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมี เรื่อง กรด-เบส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน สอดคล้องตามสมมติฐาน แสดงว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


ค กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยฉบับนี้สำเร็จอย่างสมบูรณ์ ได้ด้วยความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก อาจารย์คณิสร ต้นสีนนท์ที่ได้กรุณาให้คำแนะนำปรึกษา และข้อมูลต่าง ๆ ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่ได้กรุณาให้คำแนะนำ ตลอดจนตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากการศึกษาวิจัยนี้ ผู้วิจัยขอน้อมบูชาพระคุณบิดามารดาและ บูรพาจารย์ทุกท่านที่ได้อบรมสั่งสอนวิชาความรู้ และให้ความเมตตาแก่ผู้วิจัยมาโดยตลอด เป็นกำลังใจสำคัญ ที่ทำให้การศึกษาวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี นภัสวรรณ จองตะคุ


ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อ.................................................................................................................................. ก กิตติกรรมประกาศ................................................................................................................... ค สารบัญ……………………………………………………………………………………………………………………... ง สารบัญตาราง……………………………………………………………………………………………………………. ฉ บทที่ 1 บทนำ…………………………………………………………………………………………………………… 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา…………………………………………………… 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย……..………………………………………………………………… 3 สมมติฐานการวิจัย…………………………………………………………………………………. 4 ขอบเขตของการวิจัย…………………..…………………………………………………………. 4 นิยามศัพท์เฉพาะ…………..…………………………………………………………………...... 5 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………………….. 6 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560)................................................................................................................ 10 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์…………………………………………………………..... 12 การจัดการเรียนรู้แบบซิปปา……………………..………………………………………….. 24 เทคนิค KWDL……..……………………………………………………………………………….. 36 การคิดวิเคราะห์……..……………………….…..….………………………………………….. 39 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์……………………..……………………………….. 47 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………… 49


จ สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย……………………………….……………………...........…………….……………. 51 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง…………..…………………………………........................... 51 แบบแผนการวิจัย……………………………………………….................................... 51 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย...............................………………................................... 52 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ………........................................................... 52 ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล…………................................................................ 55 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................ 60 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล......................................... 60 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์............................................ 60 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์.................................. 62 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ................................................................................ 63 สรุปผลการวิจัย.................................................................................................. 66 อภิปรายผล........................................................................................................ 67 ข้อเสนอแนะ...................................................................................................... 68 บรรณานุกรม……………….............................................................................................. 69 ภาคผนวก……………...................................................................................................... 71 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินเครื่องมือวิจัย..................... 72 ภาคผนวก ข แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.... 74 ภาคผนวก ค การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผน การจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน....... 124 ภาคผนวก ง ภาพประกอบการวิจัย และผลงานนักเรียน.................................. 146 ประวัติผู้วิจัย…….................................................................................................... 155


ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 ผลการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ วิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5..................................... 21 2 รูปแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แบบ CIPPA Model……... 27 3 แผนการวิจัยที่ใช้แบบกลุ่มเดียว ก่อนเรียนและหลังเรียน (One Group Pretest – Posttest Design)………………………………………………………… 52 4 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L ก่อนเรียนและหลังเรียน…………………………………………………………………………………….…. 61 5 ผลการเปรียบเทียบทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L ก่อนเรียนและหลังเรียน…… 62 6 การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรายวิชาเคมี เรื่อง กรด – เบส…………………………………………………………… 125 7 การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่อง กรด – เบส รายวิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ทฤษฎีกรด-เบส..………. 127 8 การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่อง กรด – เบส รายวิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน แผนการจัดการเรียนรู้ที่2 เรื่อง คู่กรด-เบส…………………. 129 9 การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่อง กรด – เบส รายวิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดย ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การแตกตัวของกรด – เบส………………………………………………………………………..…. 131 10 การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่อง กรด – เบส รายวิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง pH ของสารละลายกรดและเบส…………………………………………………………………… 134


ช สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า 11 การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่อง กรด – เบส รายวิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดและเบส ………………………………………………………………….. 135 12 การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่อง กรด – เบส รายวิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง สมบัติกรด – เบส ของเกลือ……………………………………………………………………………. 137 13 การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่อง กรด – เบส รายวิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง การไทเทรตกรด – เบส …………………………………………………………………………………. 139 14 การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่อง กรด – เบส รายวิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง สารละลายบัฟเฟอร์…………. 141 15 ผลการหาค่าความยากง่าย (P) และอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี เรื่อง กรด – เบส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5….. 143


1 บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2545 หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 22 ก าหนดไว้ว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุก คนมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนส าคัญที่สุด กระบวนการ จัด การศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ” และตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ก าหนดหลักการ ข้อ 3 ซึ่งก าหนดไว้ว่า“ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ พัฒนาและเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตโดยถือว่าผู้เรียนมีความส าคัญที่สุด สามารถ พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ”(กระทรวงศึกษาธิการ, 2545) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 หมวดที่ 4 มาตรา 22 และมาตรา 23 ได้ให้ข้อมูลการจัดการศึกษาว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความส าคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ เน้นความส าคัญทั้งความรู้คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละ ระดับการศึกษาในเรื่องความรู้เกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติและสังคมโลกและทักษะด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวมทั้งความรู้ความเข้าใจและ ประสบการณ์ เรื่อง การจัดการการ บ ารุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน (ส านักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2546) การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นการ พัฒนาผู้เรียนให้ได้รับทั้งความรู้กระบวนการเจตคติผู้เรียน ทุกคนควรได้รับการกระตุ้นส่งเสริมให้สนใจ และกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีความสงสัย เกิดค าถามในสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโลก ธรรมชาติรอบตัว มีความมุ่งมั่น และมีความสุขที่จะศึกษา ค้นคว้าสืบเสาะหาความรู้เพื่อรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ผลน าไปสู่ค าตอบของค าถาม สามารถตัดสินใจ ด้วยการใช้ข้อมูลอย่างมีเหตุผล สามารถ สื่อสารค าถามค าตอบข้อมูลและสิ่งที่ค้นพบจากการเรียนรู้ให้ ผู้อื่นเข้าใจได้การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เนื่องจากความรู้วิทยาศาสตร์เป็น เรื่องราวเกี่ยวกับโลกธรรมชาติ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกคนจึงต้องเรียนรู้เพื่อน าผล การเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตและการประกอบอาชีพ เมื่อผู้เรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์โดยได้รับการกระตุ้น ให้เกิดความตื่นเต้นท้าทายกับการเผชิญ สถานการณ์หรือปัญหา มีการร่วมกันคิดลงมือปฏิบัติจริง


2 ก็เข้าใจและเห็นความเชื่อมโยงของ วิทยาศาสตร์กับวิชาอื่นและชีวิตท าให้สามารถอธิบายท านาย คาดการณ์สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีเหตุผลการ ประสบความส าเร็จในการเรียนวิทยาศาสตร์จะเป็น แรงกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจมุ่งมั่นที่จะสังเกต ส ารวจตรวจสอบสืบค้นความรู้ที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้น อย่างไม่หยุดยั้ง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึง ต้องสอดคล้องกับสภาพจริงในชีวิต โดยใช้ แหล่งเรียนรู้หลากหลายในท้องถิ่น และค านึงถึงผู้เรียนที่มีวิธีการเรียนรู้ความสนใจและความถนัด แตกต่างกัน (jongchit kawpa, 2555) การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดครูผู้สอนจะต้องเข้าใจธรรมชาติของ วิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงรู้จักดัดแปลงกิจกรรมให้หลากหลายสอดคล้องกับความแตกต่างระหว่าง บุคคลมีทักษะกระบวนการในการแสวงหาความรู้ จากกแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆผู้เรียนจะต้องรู้จัก การท างานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพครูผู้สอนต้องปรับวิธีการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ การสอนให้ผู้เรียน คิดเป็นท าเป็น และแก้ปัญหาเป็น ถือเป็นหัวใจส าคัญของการจัดการเรียนการสอน เน้นกระบวนการคิดอย่างมีระบบ รู้จักคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาด้วยตนเองการจัดการเรียนการสอนควร มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถสืบเสาะหาความรู้โดยรู้จักก าหนดปัญหาวิเคราะห์ปัญหาอย่างชัดเจน รู้จัก หาค าตอบ หาค าอธิบายต่าง ๆได้ด้วยตนเอง ผู้สอนจึงมีหน้าที่ให้ค าแนะน าและให้ค าปรึกษาแก่ผู้เรียน (มีนา โอวรารินทร์, 2532: 4) จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความสัมพันธ์ในห้องเรียนเฉพาะกลุ่มช่วยเหลือกันในกลุ่มตัวเองมีปฎิสัมพันธ์กับกลุ่มอื่นในห้อง ไม่มากนัก และยังพบว่านักเรียนยังมีวิธีการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหายังไม่เป็นล าดับขั้นตอน การจัดการศึกษาที่ดีนั้นจะต้องเป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นตัวตั้งโดยค านึงถึงความเหมาะสมของผู้เรียนและ ประโยชน์สูงสุดที่ผู้เรียนควรจะได้รับและมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีบทบาท ส าคัญในการเรียนรู้ให้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างตื่นตัว และใช้กระบวนการเรียนรู้ ต่าง ๆ อันจะน าผู้เรียนไปสู่การเรียนรู้ที่แท้จริง (ทิศนา แขมมณี, 2555: 120) กระบวนการจัด การเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบซิปปา เป็นรูปแบบการสอนหนึ่งที่มีกิจกรรมยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอน จนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองรูปแบบการสอนตาม หลักโมเดลซิปปา มีลักษณะเด่นอย่างหนึ่งคือ เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสและส่งเสริม ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วม ทั้งทางดันร่างกาย สติปัญญา สังคม และอารมณ์ได้เป็นอย่างดีซึ่งใน กระบวนการส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้ตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพนั้นการจัด กระบวนการเรียนการสอนตามหลักรูปแบบซิปปา สามารถใช้วิธีการและกระบวนการที่หลากหลาย และจัดได้หลายรูปแบบ ซึ่งรูปแบบซิปปาเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียน


3 ศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง การมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และการแลกเปลี่ยน ความรู้ การได้เคลื่อนไหวทางกายการเรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ และการน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ การเรียนรู้โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบซิปปามีขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 การทบทวนความรู้เดิม ขั้นที่ 2 การแสวงหาความรู้ใหม่ ขั้นที่ 3 การศึกษาท าความเข้าใจข้อมูลความรู้ใหม่และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม ขั้นที่ 4 การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม ขั้นที่ 5 การสรุปและจัดระเบียบความรู้ ขั้นที่ 6การปฏิบัติและหรือการแสดงผลงาน ขั้นที่ 7 การประยุกต์ใช้ความรู้(ทิศนา แขมณี, 2542: 8-15) จากเหตุผลและความส าคัญดังกล่าวข้างต้นผู้วิจัยมีความสนใจที่ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิดวิเคราะห์ เรื่อง กรด - เบส โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้างเชียงวิทยา เพื่อใช้เป็นแนวทางและวิธีการ ให้ครูผู้สอนเลือกปรับปรุงในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์กำรวิจัย 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะห์โดยการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมีเรื่อง กรด – เบส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สมมติฐำนกำรวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะห์ โดยการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมี เรื่อง กรด-เบส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน


4 ขอบเขตของกำรวิจัย 1. ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 1.1 ประชำกร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนขนาดกลางแห่ง หนึ่งในอ าเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนทั้งหมดจ านวน 20 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่ำง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนขนาด กลางแห่งหนึ่ง อ าเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) 2. ตัวแปรในกำรวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิด วิเคราะห์ 3. เนื้อหำที่วิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้เนื้อหาจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) รายวิชา ว32224 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง กรด-เบส ประกอบด้วยเนื้อหาย่อยดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ทฤษฎีกรด-เบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง คู่กรด-เบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การแตกตัวของกรด - เบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง pH ของสารละลายกรดและเบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดและเบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง สมบัติกรด – เบส ของเกลือ จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง การไทเทรตกรด – เบส จ านวน 3 ชั่วโม แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง สารละลายบัฟเฟอร์ จ านวน 3 ชั่วโมง 4. ระยะเวลำวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ท าการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดยใช้เวลาใน การทดลอง 24 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 8 สัปดาห์


5 นิยำมศัพท์เฉพำะ 1. เทคนิค K-W-D-L เทคนิค KWDL หมายถึง วิธีการจัดการเรียนรู้ ที่น าการอ่านมาเป็นแนวทางช่วยใน การวิเคราะห์โจทย์เพื่อหาค าตอบ มีขั้นตอนการจัดกิจกรรม 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 K (What we know) เรารู้อะไรบ้างจากสิ่งที่โจทย์ก าหนดให้ ขั้นที่ 2 W (What we want to know) เราหาสิ่งที่โจทย์ต้องการรู้ว่าคืออะไรและมี วิธีการอย่างไร ขั้นที่ 3 D (What we do to find out) เราจะต้องด าเนินการอย่างไรเพื่อหาค าตอบ ตามที่โจทย์ ต้องการ ขั้นที่ 4 L (What we learned) เราเรียนรู้อะไร อะไรที่เราสรุปได้เป็นความรู้ เทคนิค K-W-D-L เป็นเทคนิคที่ช่วยชี้น าการคิด การอ่าน และหาค าตอบของค าถามส าคัญ ต่าง ๆ จากเรื่องนั้นและน ามาใช้ในการเรียนรู้ และเร้าความสนใจ 2. กำรจัดกำรเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมกับเทคนิค K-W-D-L การจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปา (CIPPA) เป็นการหลักซึ่งสามารถน าไปใช้เป็นหลักในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน การจัดกระบวนการเรียนการสอนตามหลัก “CIPPA” นี้สามารถใช้วิธีการและกระบวนการที่หลากหลาย ซึ่งอาจจัดเป็นแบบแผนได้หลายรูปแบบ รูปแบบ หนึ่งที่ผู้เขียนได้น าเสนอไว้และได้มีการน าไปทดลองใช้แล้วได้ผลดี ประกอบด้วยขั้นตอนการ ด าเนินการ 7 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นทบทวนความรู้เดิม ขั้นนี้ผู้สอน ส ารวจความรู้พื้นฐานที่จ าเป็นต่อการเรียนรู้ใหม่ ของผู้เรียน และพร้อมในการเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมของตน โดยใช้สื่อการเรียนรู้ให้ สอดคล้องกับชีวิตจริงมากที่สุด 2) ขั้นแสวงหาความรู้ใหม่ ขั้นนี้เป็นการแสวงหาข้อมูลจากโจทย์ปัญหา นักเรียนและครูร่วม กันอภิปราย ถามตอบ และใช้เทคนิค K-W-D-L ในการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาในใบกิจกรรม ซึ่งนักเรียน จะได้รับใบกิจกรรม และได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองหากนักเรียนไม่เข้าใจหรือมีปัญหา ผู้วิจัยจะคอย แนะน าช่วยเหลือการทบทวนความรู้เดิม ขั้นนี้เป็นการดึงความรู้เดิมของผู้เรียนในเรื่องที่จะเรียนเพื่อ ช่วยให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมของตน ซึ่งผู้สอนอาจใช้วิธีการต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย 3) ขั้นศึกษาท าความเข้าใจข้อมูล/ความรู้ใหม่ และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม ขั้นนี้ เป็นขั้นที่นักเรียนศึกษาข้อมูล สร้างความรู้ใหม่ด้วยตนเองจากโจทย์ปัญหาโดยอาศัยความรู้เดิม โดยใช้


6 เทคนิค K-W-D-L ในการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาในใบกิจกรรม โดยนักเรียนได้ใช้กระบวนการคิดใน การแก้ปัญหาซึ่งหลักการหรือวิธีการนั้นจ าเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม นักเรียนส่วนใหญ่ สามารถท าใบกิจกรรมได้ 4) ขั้นแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม ขั้นนี้เป็นขั้นที่นักเรียนแลกเปลี่ยนความรู้กัน โดยใช้เทคนิค K-W-D-L ในการวิเคราะห์โจทย์ปัญหา ในใบกิจกรรมกลุ่มและน าเสนอแนวคิดภายใน กลุ่ม ซึ่งจ าเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม นักเรียนทุกกลุ่มสามารถปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มได้ เป็นอย่างดี สมาชิกในกลุ่มรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง และปฏิบัติได้ถูกต้อง ในขั้นนี้นักเรียนอาศัย กลุ่มในการตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตนเอง รวมทั้งขยายความรู้ความเข้าใจของตนเองให้ กว้างขึ้น 5) ขั้นสรุปและจัดระเบียบความรู้ ขั้นนี้เป็นขั้นสรุปและจัดระเบียบความรู้ให้เป็นระบบ เพื่อให้นักเรียนจดจ าสิ่งที่เรียนรู้ได้ง่าย โดยนักเรียนและครูร่วมกันสรุป ทั้งความรู้เดิมและความรู้ใหม่ จะจัดสิ่งที่เรียนให้เป็นระบบระเบียบเพื่อช่วยให้ผู้เรียนจดจ าสิ่งที่เรียนรู้ได้ง่าย 6) ขั้นแสดงผลงาน ขั้นนี้นักเรียนน าเสนอผลงานกลุ่มหน้าชั้นเรียน เป็นการแสดงผลงาน การสร้างความรู้ของตนเองให้ผู้อื่นได้รับรู้ ในขั้นนี้นักเรียนได้อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกัน และกัน ผู้วิจัยแนะน า ชมเชยให้ก าลังใจ เพื่อที่จะน าไปพัฒนาในครั้งต่อไป 7) ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ขั้นนี้นักเรียนได้น าความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการท าแบบฝึกหัด 3. กำรคิดวิเครำะห์ การคิดวิเคราะห์ เป็นการคิดโดยพิจารณา จ าแนก แยกแยะ ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ แจกแจง ส่วนประกอบของการจัดหมวดหมู่ ในเรื่องราวหรือสถานการณ์โดยใช้ความรู้ความคิด ในการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลเพื่อน าไปสู่ข้อสรุปที่เป็นไปได้ บลูม (Bloom, 1956 : 201 - 207) ได้กล่าวถึงทักษะการคิดวิเคราะห์ประกอบด้วยทักษะ ส าคัญๆ ดังนี้ 1. การคิดวิเคราะห์ความส าคัญหรือเนื้อหาของสิ่งต่างๆ เป็นความสามารถในการแยกแยะได้ ว่า สิ่งใดจ าเป็น สิ่งใดส าคัญสิ่งใดมีบทบาทมากที่สุด 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นการค้นหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ว่ามีอะไรสัมพันธ์กัน สัมพันธ์กันอย่างไร สัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด สอดคล้องหรือขัดแย้งกัน 3. การวิเคราะห์เชิงหลักการ หมายถึงการค้นหาโครงสร้างระบบ เรื่องราว สิ่งของและ การท างานต่างๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นด ารงอยู่ได้ในสภาพเช่นนั้น เนื่องจากอะไร มีหลักการอย่างไร โดยผู้วิจัยสรุปองค์ประกอบของการคิดวิเคราะห์ดังกล่าวได้ดังนี้องค์ประกอบของการคิด


7 วิเคราะห์แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ 1. การวิเคราะห์เนื้อหา เป็นการวิเคราะห์ว่า สิ่งที่อยู่นั้นอะไรส าคัญหรือมีบทบาทมากที่สุด ขาดสิ่งนั้นเกิดผลอย่างไร สิ่งใดเป็นเหตุ สิ่งใดเป็นผล เหตุใดถูกต้องและเหมาะสมที่สุด 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นความสามารถในการเชื่อมโยงของข้อมูลในส่วนต่างๆ ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร อาศัยหลักการใด เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น 3. การวิเคราะห์หลักการ เป็นความสามารถในการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ ความรู้ หลักการและทฤษฎีและส่วนส าคัญในเรื่องนั้นว่า สัมพันธ์กันโดยอาศัยหลักการใด ลักขณา สริวัฒน์ (2549 : 85) กล่าวว่า การวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เป็นการศึกษาหาระดับความสามารถในการแยกแยะส่วนย่อยๆของเหตุการณ์ เรื่องราว หรือเนื้อหา ต่างๆว่ามีจุดมุ่งหมายอะไร แต่ละเหตุการณ์เกี่ยวข้องกันอย่างไร โดยแบ่งออกตามประเภทเนื้อหาที่วัด ได้แก่ การวิเคราะห์ความส าคัญ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์หลักการ จากแนวคิดและทฤษฎีของนักการศึกษา สามารถสรุปได้ว่า การวัดและประเมินผลการคิด วิเคราะห์สามารถท าได้ด้วยการใช้แบบทดสอบและการประเมิน ความสามรถในการคิดวิเคราะห์ จะต้องประเมินทั้ง 3 ด้าน คือ 1) การวิเคราะห์เนื้อหา 2) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และ 3) การวิเคราะห์หลักการ 4. ผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนวิทยำศำสตร์ Bloom (1965: 201, อ้างถึงใน จ านงค์ ทองช่วย, 2551) กล่าวว่า ล าดับขั้นตอนที่ใช้ใน การเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมด้านความรู้ ความคิดไว้มี 6 ขั้น ดังนี้ 1. ความรู้ความจ า หมายถึง การระลึกหรือท่องจ าความรู้ต่าง ๆ ที่ได้เรียนมาแล้ว โดยตรงใน ขั้นนี้รวมถึงการระลึกถึงข้อมูล ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ไปจนถึงกฎเกณฑ์ ทฤษฎีจากต ารา ดังนั้นขั้นความรู้ ความจ าจึงจัดได้ว่าเป็นขั้นต่ าสุด 2. ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถที่จะจับใจความส าคัญของเนื้อหาที่ได้เรียน หรืออาจแปลความจากตัวเลข การสรุป การย่อความต่าง ๆ การเรียนรู้ในขั้นนี้ถือว่าเป็นขั้นที่สูงกว่า การท่องจ าตามปกติอีกขั้นหนึ่ง 3. การน าไปใช้ หมายถึง ความสามารถที่จะน าความรู้ที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วไปใช้ ใน สถานการณ์ใหม่ ดังนั้น ขั้นนี้จึงรวมถึงความสามารถในการเอากฎ มโนทัศน์ หลักส าคัญ วิธีการ น าไปใช้การเรียนรู้ในขั้นนี้ถือว่านักเรียนจะต้องมีความเข้าใจในเนื้อหาเป็นอย่างดีเสียก่อน จึงจะน า ความรู้ไปใช้ได้ ดังนั้นจึงจัดอันดับให้สูงกว่าความเข้าใจ 4. การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะแยกแยะเนื้อหาวิชาลงไปเป็น องค์ประกอบย่อย ๆ เหล่านั้นเพื่อที่จะได้มองเห็นหรือเข้าใจความเกี่ยวโยงต่าง ๆ ในขั้นนี้จึงรวมถึง


8 การแยกแยะหาส่วน ประกอบย่อย ๆ หาความสัมพันธ์ของส่วนย่อย ๆ เหล่านั้นตลอดจนหลักส าคัญ ต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง 5. การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะน าเอาส่วนย่อย ๆ มาประกอบกันเป็น สิ่งใหม่ การสังเคราะห์ จึงเกี่ยวกับการวางแผน การออกแบบการทดลอง การตั้งสมมติฐาน การแก้ปัญหาที่ยากกว่าเรียนรู้ในระดับนี้ เป็นการเน้นพฤติกรรมที่สร้างสรรค์ในอันที่จะสร้างแนวคิด หรือแบบแผน ใหม่ ๆ ขึ้นมา ดังนั้นการสังเคราะห์เป็นขั้นที่สูงกว่าการวิเคราะห์อีกขั้นหนึ่ง 6. การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับคุณค่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค าพูด นวนิยาย บทกวีหรือรายงานการวิจัย การตัดสินใจดังกล่าวจะต้องวางแผนอยู่บน เกณฑ์ที่แน่นอนเกณฑ์ดังกล่าวอาจจะเป็นสิ่งที่นักเรียนคิดขึ้นเองหรือน ามาจากที่อื่นก็ได้ การเรียนรู้ใน ขั้นนี้ถือว่าเป็นการเรียนรู้ขั้นสูงสุด จากแนวคิดข้างสามารถสรุปได้ว่า การประเมินผลสมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ต้อง มีการออกแบบการวัดหรือการประเมินอย่างมีระบบมีขั้นตอนโดยมีการก าหนดวัตถุประสงค์เชิง พฤติกรรมที่ต้องการวัดซึ่งต้องสอดคล้องกับเนื้อหารายวิชาและสร้างแบบทดสอบให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์และเนื้อหารายวิชาวิทยาศาสตร์


9 บทที่ 2 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้า ดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 1.1 วิสัยทัศน์ 1.2 หลักการ 1.3 จุดมุ่งหมาย 1.4 สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน 1.5 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1.6 การจัดการเรียนรู้ 2. กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2.1 ความส าคัญของวิทยาศาสตร์ 2.2 ธรรมชาติและลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร์ 2.3 เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ 2.4 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2.5 คุณภาพของผู้เรียนวิทยาศาสตร์ เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2.6 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3. การจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปา 3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปา 3.2 หลักการจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปา 3.3 แนวคิด ทฤษฎีพื้นฐานหลักของรูปแบบซิปปา 3.4 รูปแบบการเรียนรู้ตามหลักรูปแบบซิปปา 3.5 บทบาทครูในการจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปา 3.6 บทบาทของผู้เรียนในการจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปา 3.7 ข้อดีและข้อจ ากัดของการจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปา 3.8 การวัดและการประเมินผลการจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปา


10 4. เทคนิค KWDL 4.1 ความหมายของเทคนิค KWDL 4.2 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWDL 5. การคิดวิเคราะห์ 5.1 ความหมายของการคิดวิเคราะห์ 5.2 ความส าคัญการคิดวิเคราะห์ 5.3 องค์ประกอบของการคิดวิเคราะห์ 5.4 ประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์ 6. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ 6.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ 6.2 การวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ 7. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 1.1 วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561) มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นก าลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลกยึดมั่นในการปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จ าเป็น ต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญบนพื้นฐาน ความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ (ชนิสรา สงวนไว้, 2561) 1.2 หลักกำร หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561) มีหลักการที่ส าคัญ ดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้เป็น เป้าหมายส าหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความ เป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอ านาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น


11 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัดการเรียนรู้ 5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาส าหรับการศึกษาในระบบนอกระบบและตามอัธยาศัยครอบคลุม ทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ (ชนิสรา สงวนไว้,2561) 1.3 จุดมุ่งหมำย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2561) มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงก าหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเองมีวินัยและปฏิบัติตนตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมีทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกก าลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตส านึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งท าประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข (ชนิสรา สงวนไว้, 2561) 1.4 สมรรถนะส ำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2561) มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะส าคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึกและทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรอง เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและ ความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยค านึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเอง และสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดเป็นระบบเพื่อน าไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศเข้าใจ


12 ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมแสวงหาความรู้ประยุกต์ความรู้มาใช้ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยค านึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อ ตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการน ากระบวนการต่าง ๆไปใช้ในการ ด าเนินชีวิตประจ าวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การท างานและการอยู่ร่วมกันใน สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อมและการรู้จัก หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น5. ความสามารถในการใช้ เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทาง เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้การสื่อสาร การท างาน การแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม (ชนิสรา สงวนไว้, 2561) 1.5 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2561) มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมี ความสุขในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้(ชนิสรา สงวนไว้, 2561) 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการท างาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ 2. กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ 2.1 ควำมส ำคัญของวิทยำศำสตร์ วิทยาศาสตร์มีบทบาทส าคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้อง กับทุกคนทั้งในชีวิตประจ าวัน และการงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยีเครื่องมือเครื่องใช้ และ ผลผลิตต่าง ๆ ที่มนุษย์ใช้เพื่ออ านวยความสะดวกในชีวิต และในการท างานล้วนเป็นผลของความรู้ วิทยาศาสตร์ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่น ๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธี


13 คิดทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์มีทักษะส าคัญในการค้นคว้าความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลหลากหลาย และ ประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (Knowledge Based Society) ทุกคนจึงจ าเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์เพื่อที่จะมี ความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น สามารถน าความรู้ไปใช้อย่างมี เหตุผล สร้างสรรค์ และมีคุณธรรม (แน่งน้อย อินคะเน, 2556) สรุปได้ว่า วิทยาศาสตร์มีบทบาทส าคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์ เกี่ยวข้องกับชีวิตประจ าวันและการงานอาชีพต่าง ๆ ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิดและทักษะ ช่วยเพิ่ม ความสะดวกสะบายในชีวิต ตลอดจนเทคโนโลยีสามารถน าความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์และ มีคุณธรรม 2.2 ธรรมชำติและลักษณะเฉพำะของวิทยำศำสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้มาด้วยความพยายามของมนุษย์ที่ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (scientific process) ในการสืบเสาะหาความรู้ (scientific inquiry) การแก้ปัญหาโดยผ่านการสังเกต การส ารวจตรวจสอบ (investigation) การศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบ และการสืบค้นข้อมูลท าให้เกิด องค์ความรู้ใหม่เพิ่มพูนตลอดเวลา ความรู้และกระบวนการดังกล่าวมีการถ่ายทอดต่อเนื่องกันเป็น เวลายาวนานความรู้วิทยาศาสตร์ต้องสามารถอธิบายและตรวจสอบได้ เพื่อน ามาใช้อ้างอิงทั้งใน การสนับสนุนหรือโต้แย้ง เมื่อมีการค้นพบข้อมูลหรือหลักฐานใหม่หรือแม้แต่ข้อมูลเดิมเดียวกัน ก็อาจความขัดแย้งขึ้นได้ถ้านักวิทยาศาสตร์แปลความหมายด้วยวิธีการหรือแนวคิดที่แตกต่างกัน ความรู้วิทยาศาสตร์จึงอาจเปลี่ยนแปลงได้วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีสวนร่วมได้ไม่ว่าจะ อยู่ในส่วนใดของโลกวิทยาศาสตร์จึงเป็นผลจากการสร้างเสริมความรู้ของบุคคล การสื่อสารและ การเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้เกิดความคิดในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ มีผลให้ความรู้วิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่าง ไม่หยุดยั้งและส่งผลต่อคนในสังคมและสิ่งแวดล้อม การศึกษาค้นคว้าและการใช้ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์จึงต้องอยู่ในขอบเขตคุณธรรม จริยธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคมและเป็นการรักษา สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนความรู้วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานที่ส าคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี เทคโนโลยีเป็น กระบวนการในงานต่าง ๆ หรือกระบวนการพัฒนา ปรับปรุงผลิตภัณฑ์โดยอาศัยความรู้วิทยาศาสตร์ ร่วมกับศาสตร์อื่น ๆ ทักษะ ประสบการณ์ จิตนาการและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของมนุษย์ โดยมี จุดมุ่งหมายที่จะให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการ และแก้ปัญหาของมวลมนุษย์เทคโนโลยี เกี่ยวข้องกับทรัพยากรกระบวนการและระบบการจัดการ จึงต้องใช้เทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์ต่อ สังคมและสิ่งแวดล้อม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2544)


14 สรุปได้ว่า ธรรมชาติวิทยาศาสตร์เป็นลักษณะของค่านิยม ข้อสรุป แนวคิดหรือแม้แต่ ค าอธิบายที่จะบอกว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร มีส่วนเกี่ยวข้องกับอะไรบ้างและอย่างไร ค าอธิบายเหล่านี้ จะผสมผสานกลมกลืนอยู่ในตัววิทยาศาสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการพัฒนาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงการมองสิ่งเหล่านี้ในเชิงปรัชญาเกี่ยวกับการก าเนิด ธรรมชาติ วิธีการและ ขอบเขตของความรู้ของมนุษย์ 2.3 เป้ำหมำยของกำรจัดกำรเรียนกำรสอนวิทยำศำสตร์ ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุด เพื่อให้ได้ทั้งกระบวนการและความรู้จากวิธีการสังเกต การส ารวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วน าผลที่ ได้มาจัดระบบเป็นหลักการ แนวคิด และองค์ความรู้การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึง มีเป้าหมายที่ส าคัญดังนี้ 1. เพื่อให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎี และกฎที่เป็นพื้นฐานในวิชาวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์และข้อจ ากัดในการศึกษาวิชา วิทยาศาสตร์ 3. เพื่อให้มีทักษะที่ส าคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดค้นทางเทคโนโลยี 4. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์และ สภาพแวดล้อมในเชิงที่มีอิทธิพลและผลกระทบซึ่งกันและกัน 5. เพื่อน าความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และการด ารงชีวิต 6. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและ การจัดการ ทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ 7. เพื่อให้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทรวงศึกษาธิการ, 2560) 2.4 สำระและมำตรฐำนกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ สำระที่ 1 วิทยำศำสตร์ชีวภำพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับ สิ่งมีชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหา สิ่งแวดล้อมรวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์


15 มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การล าเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ ท างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ท างานสัมพันธ์ กัน รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความส าคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตรวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ หมายเหตุ: มาตรฐาน ว 1.1 – ว 1.3 ส าหรับผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 ที่ไม่เน้นวิทยาศาสตร์ สำระที่ 2 วิทยำศำสตร์กำยภำพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคหลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจ าวัน ผลของแรงที่กระท าต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ าวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่ เกี่ยวข้องกับเสียงแสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ หมายเหตุ: มาตรฐาน ว 2.1 - ว 2.3 ส าหรับผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 ที่ไม่เน้นวิทยาศาสตร์ สำระที่ 3 วิทยำศำสตร์โลกและอวกำศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตและการ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ เปลี่ยนแปลงภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและ ภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม หมายเหตุ: มาตรฐาน ว 3.1 – 3.2 ส าหรับผู้เรียนทุกคนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 ที่ไม่เน้นวิทยาศาสตร์


16 สำระที่ 4 ชีววิทยำ มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ สารที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต กล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์การล าเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ การแบ่งเซลล์ และการหายใจ ระดับเซลล์ มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยืนบนโครโมโซม สมบัติและหน้าที่ของสารพันธุกรรม การเกิดมิวเทชันเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐาน ข้อมูลและ แนวคิด เกี่ยวกับ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก การเกิดสปีชีส์ใหม่ความหลากหลายทาง ชีวภาพ ก าเนิดของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และอนุกรมวิธาน รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ ประโยชน์ มาตรฐาน ว 4.3 เข้าใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปลี่ยนแก๊สและคายน้ าของพืชการ ล าเลียงของพืชการสังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอกและ การเจริญเติบโต และการ ตอบสนองของพืช รวมทั้งน า ความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 4.4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ รวมทั้งการหายใจและการ แลกเปลี่ยนแก๊สการล าเลียงสารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้ และ การตอบสนอง การเคลื่อนที่การสืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพและ พฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 4.5 เข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับระบบนิเวศ กระบวนการถ่ายทอดพลังงานและ การหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ ความหลากหลายของไบโอมการเปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิตใน ระบบ นิเวศ ประชากรและรูปแบบการเพิ่มของประชากร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ และแนวทางการแก้ไขปัญหา หมายเหตุ : มาตรฐาน ว 4.1-ว 4.5 ส าหรับผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 ที่เน้นวิทยาศาสตร์ สำระที่ 5 เคมี มาตรฐาน ว 5.1 เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและสมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์ และพอลิเมอร์ รวมทั้งการน าความรู้ไปใช้ประโยชน์


17 มาตรฐาน ว 5.2 เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี ปริมาณสัมพันธ์ในปฏิกิริยาเคมี อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีสมดุลในปฏิกิริยาเคมี สมบัติและปฏิกิริยาของกรด-เบส ปฏิกิริยารีดอกซ์ และเซลล์เคมีไฟฟ้ารวมทั้งการน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 5.3 เข้าใจหลักการท าปฏิบัติการเคมี การวัดปริมาณสาร หน่วยวัดและ การเปลี่ยนหน่วย การค านวณปริมาณของสาร ความเข้มข้นของสารละลาย รวมทั้งการบูรณาการ ความรู้และทักษะในการอธิบายปรากฏการณ์ในชีวิตประจ าวันและการแก้ปัญหาทางเคมี หมายเหตุ: มาตรฐาน ว 5.1 – ว 5.3 ส าหรับผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 ที่เน้นวิทยาศาสตร์ สำระที่ 6 ฟิสิกส์ มาตรฐาน ว 6.1 เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนที่ แนวตรง แรงและกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากลแรงเสียดทาน สมดุลกลของวัตถุ งาน และกฎการอนุรักษ์พลังงานกลโมเมนตัมและกฏการอนุรักษ์โมเมนตัม การเคลื่อนที่แนวโค้ง รวมทั้ง น าความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 6.2 เข้าใจการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกส์อย่างง่าย ธรรมชาติของคลื่นเสียง และการได้ยินปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแสง รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ ประโยชน์ มาตรฐาน ว 6.3 เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และกฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและก าลังไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระท ากับประจุไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า การเหนี่ยวน าแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า และการสื่อสาร รวมทั้งน า ความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 6.4 เข้าใจความสัมพันธ์ของความร้อนกับการเปลี่ยนอุณหภูมิและสถานะ ของสสาร สภาพยืดหยุ่นของวัสดุ และมอดุลัสของยัง ความดันในของไหล แรงพยุงและหลักของ อาร์คิมีดีส ความตึงผิวและแรงหนืดของของเหลว ของไหลอุดมคติ และสมการแบร์นูลลี กฎของแก๊ส ทฤษฎีจลน์ของ แก๊สอุดมคติและพลังงานในระบบ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์ โฟโตอิเล็กทริกทวิภาวะ ของคลื่นและอนุภาคกัมมันตภาพรังสีแรงนิวเคลียร์ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์ฟิสิกส์อนุภาค รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ หมายเหตุ: มาตรฐาน ว 6.1 – ว 6.4 ส าหรับผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 ที่เน้นวิทยาศาสตร์


18 สำระที่ 7 โลก ดำรำศำสตร์ และอวกำศ มาตรฐาน ว 7.1 เข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก ธรณีพิบัติภัยและผลต่อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมการศึกษาล าดับชั้นหิน ทรัพยากรธรณีแผนที่ และการน าไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 7.2 เข้าใจสมดุลพลังงานของโลก การหมุนเวียนของอากาศบนโลก การหมุนเวียนของน้ าในมหาสมุทรการเกิดเมฆ การเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศโลกและผลต่อสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพยากรณ์อากาศ มาตรฐาน ว 7.3 เข้าใจองค์ประกอบลักษณะ กระบวนการเกิดและวิวัฒนาการของเอก ภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์และระบบสุริยะ ความสัมพันธ์ของดาราศาสตร์กับมนุษย์จากการศึกษา ต าแหน่งดาวบนทรงกลมฟ้าและปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี อวกาศ หมายเหตุ: มาตรฐาน ว 7.1 – ว 7.3 ส าหรับผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 ที่เน้นวิทยาศาสตร์ สำระที่ 8 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 8.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการด ารงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อ แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้ เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยค านึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว 8.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงค านวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่าง เป็นขั้นตอนและเป็นระบบใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การท างาน และ การแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพรู้เท่าทัน และมีจริยธรรม หมายเหตุ: มาตรฐาน ว 8.1 ส าหรับผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 5 (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) 2.5 คุณภำพของผู้เรียนวิทยำศำสตร์ เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษำปีที่5 ผู้เรียนที่เรียนครบทุกผลการเรียนรู้ของ 4 สาระเพิ่มเติม มีคุณภาพดังนี้ - เข้าใจการล าเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์กลไกการรักษาดุลยภาพของมนุษย์ ภูมิคุ้มกันในร่างกายของมนุษย์และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การใช้ประโยชน์จากสารต่าง ๆ ที่พืชสร้างขึ้น การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วิวัฒนาการที่ ท าให้เกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ความส าคัญและผลของเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอต่อมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม


19 - เข้าใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภูมิศาสตร์ต่างๆ ของโลกการเปลี่ยนแปลงแทนที่ใน ระบบนิเวศ ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแนวทางในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม - เข้าใจชนิดของอนุภาคส าคัญที่เป็นส่วนประกอบในโครงสร้างอะตอม สมบัติบางประการ ของธาตุ การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ ชนิดของแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคและสมบัติต่างๆ ของ สารที่มีความสัมพันธ์กับแรงยึดเหนี่ยว พันธะเคมีโครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์การเกิดปฏิกิริยา เคมีปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและการเขียนสมการเคมี - เข้าใจปริมาณที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ ความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวลและความเร่ง ผลของ ความเร่งที่มีต่อการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็ก ความสัมพันธ์ระหว่าง สนามแม่เหล็กและกระแสไฟฟ้า และแรงภายในนิวเคลียส - เข้าใจพลังงานนิวเคลียร์ ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน การเปลี่ยนพลังงาน ทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลังงาน การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบน และการรวมคลื่น การได้ยิน ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง สีกับการมองเห็นสี คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และประโยชน์ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า - เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุและรูปแบบการเคลื่อนที่ของแผ่น ธรณีที่สัมพันธ์กับการเกิดลักษณะธรณีสัณฐาน สาเหตุ กระบวนการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ ผลกระทบ แนวทางการเฝ้าระวัง และการปฏิบัติตนให้ปลอดภัย - เข้าใจผลของแรงเนื่องจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอริออลิสที่มีต่อการ หมุนเวียนของอากาศ การหมุนเวียนของอากาศตามเขตละติจูดและผลที่มีต่อภูมิอากาศ ความสัมพันธ์ ของการหมุนเวียนของอากาศ และการหมุนเวียนของกระแสน้ าผิวหน้าในมหาสมุทรและผลต่อ ลักษณะลมฟ้าอากาศ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และแนวปฏิบัติเพื่อลดกิจกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกรวมทั้งการแปล ความหมายสัญลักษณ์ลมฟ้าอากาศที่ส าคัญจากแผนที่อากาศ และข้อมูลสารสนเทศ - เข้าใจการก าเนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงานสสาร ขนาด อุณหภูมิของเอกภพ หลักฐานที่ สนับสนุนทฤษฎีบิ๊กแบง ประเภทของกาแล็กซี โครงสร้างและองค์ประกอบของ กาแล็กซีทางช้างเผือก กระบวนการเกิดและการสร้างพลังงาน ปัจจัยที่ส่งผลต่อความส่องสว่างของดาวฤกษ์และความสัมพันธ์ ระหว่างความส่องสว่างกับโชติมาตรของดาวฤกษ์ ความสัมพันธ์ระหว่างสี อุณหภูมิผิว และสเปกตรัม ของดาวฤกษ์ วิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของ ดาวฤกษ์กระบวนการเกิด ระบบสุริยะ การแบ่งเขตบริวารของดวงอาทิตย์ ลักษณะของดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการด ารงชีวิต การเกิดลมสุริยะ พายุสุริยะและผลที่มีต่อโลก รวมทั้งการส ารวจอวกาศและ การประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีอวกาศ


20 - ระบุปัญหา ตั้งค าถามที่จะส ารวจตรวจสอบ โดยมีการก าหนดความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรต่าง ๆ สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมติฐานที่เป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือก ตรวจสอบสมมติฐานที่เป็นไปได้ - ตั้งค าถามหรือก าหนดปัญหาที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ ที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ความคิดระดับสูงที่สามารถส ารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือได้ สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบเพื่อน าไปสู่การ ส ารวจตรวจสอบ ออกแบบวิธีการส ารวจตรวจสอบตามสมมติฐานที่ก าหนดไว้ได้อย่างเหมาะสมมี หลักฐานเชิงประจักษ์เลือกวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งวิธีการในการส ารวจตรวจสอบอย่างถูกต้อง ทั้งในเชิง ปริมาณและคุณภาพและบันทึกผลการส ารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบ - วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของข้อสรุปเพื่อตรวจสอบกับ สมมติฐานที่ตั้งไว้ ให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงวิธีการส ารวจตรวจสอบ จัดกระท าข้อมูล และน าเสนอ ข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม สื่อสารแนวคิด ความรู้จากผลการส ารวตรวจสอบ โดยการพูด เขียน จัดแสดงหรือใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจโดยมีหลักฐานอ้างอิง หรือมีทฤษฎีรองรับ - แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในการสืบเสาะหาความรู้ โดย ใช้เครื่องมือและวิธีการที่ให้ได้ผลถูกต้อง เชื่อถือได้ มีเหตุผลและยอมรับได้ว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ - แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณค่าในการค้นพบความรู้พบค าตอบ หรือแก้ปัญหาได้ ท างานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ แสดงความคิดเห็นโดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผลประกอบเกี่ยวกับ ผลของการพัฒนาและการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น - เข้าใจความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าผลของเทคโนโลยี ต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม - ตระหนักถึงความส าคัญและเห็นคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ใน ชีวิตประจ าวัน ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการด ารงชีวิตและการ ประกอบอาชีพ แสดงความชื่นชม ภูมิใจ ยกย่อง อ้างอิงผลงาน ชิ้นงานที่เป็นผลมาจากภูมิปัญญา ท้องถิ่นและการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม โครงงานหรือสร้างชิ้นงานตาม ความสนใจ - แสดงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า เสนอตัวเองร่วมมือปฏิบัติกับชุมชนในการป้องกัน ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น


21 - วิเคราะห์แนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่นโดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และตัดสินใจเพื่อเลือกใช้เทคโนโลยี โดยค านึงถึงผลกระทบ ต่อชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ ทรัพยากรเพื่อออกแบบสร้างหรือ พัฒนาผลงานส าหรับแก้ปัญหาที่มีผลกระทบต่อสังคม โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมใช้ ซอฟต์แวร์ช่วยในการออกแบบและน าเสนอผลงาน เลือกใช้วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ปลอดภัยรวมทั้งค านึงถึงทรัพย์สินทางปัญญา - ใช้ความรู้ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อรวบรวมข้อมูลในชีวิตจริงจากแหล่งต่าง ๆ และความรู้จากศาสตร์อื่นมาประยุกต์ใช้สร้างความรู้ ใหม่ เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการด าเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรมและใช้ อย่างปลอดภัยมีจริยธรรม (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทรวงศึกษาธิการ, 2560) 2.6 ผลกำรเรียนรู้และสำระกำรเรียนรู้เพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 5 ตำรำงที่ 1 ผลการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ วิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรู้เพิ่มเติม 1 . อ ธิบ ายคว ามสัมพัน ธ์และค านวณ ปริมาตร ความดัน หรืออุณหภูมิของแก๊สที่ ภาวะต่าง ๆ ตามกฎของบอยล์กฎของชาร์ล กฎของเกย์-ลูสแซก 2. ค านวณปริมาตร ความดัน หรืออุณหภูมิ ของแก๊สที่ภาวะต่าง ๆ ตามกฎรวมแก๊ส พฤติกรรมของแก๊สและความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตร ความดันและอุณหภูมิของแก๊ส อธิบายได้ด้วยกฎของ บอยล์ กฎของชาร์ล กฎของเกย์-ลูสแซก และกฎรวม แก๊ส ซึ่งสามารถน ามาใช้ในการค านวณปริมาตร ความดัน หรืออุณหภูมิของแก๊สที่ภาวะต่าง ๆ ได้ ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรู้เพิ่มเติม 3. ค านวณปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ จ านวณโมลหรือมวลของแก๊สจาก ความสัมพันธ์ตามกฎของอาโวกาโดร และ กฎแก๊สอุดมคติ ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตร และจ านวณโมลหรื อมวลของแก๊ส อธิบายความสัมพันธ์ได้ด้วยอธิบาย ความสัมพันธ์ได้ด้วยกฎของอาโวกาโดร ส าหรับ ความสัมพันธ์ระหว่าง ปริมาตร ความดัน อุณหภูมิและ จ านวนโมลของแก๊ส อธิบายได้ด้วยกฎแก๊สอุดมคติซึ่ง สามารถน ามาใช้ในการค านวณและการอธิบายการ


22 เปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับจ านวนโมลของแก๊สที่ภาวะ ต่าง ๆ ได้ 4. ค านวณความดันย่อยหรือจ านวนโม ลของแก๊สในแก๊สผสม โดยใช้กฎความดัน ย่อยของดอลตัน ในธรรมชาติแก๊สส่วนใหญ่อยู่รวมกันเป็นแก๊สผสมใน กรณีที่แก๊สในแก๊สผสมไม่ท าปฏิกิริยากัน ความดันของ แก๊สแต่ละชนิดแปรผันตามเศษส่วนโมลของแก๊ส ที่มีอยู่ ในแก๊สผสมตามกฎความดันย่อยของดอลตัน 5. อธิบายการแพร่ของแก๊สโดยใช้ทฤษฎี จลน์ของแก๊ส ค านวณและเปรียบเทียบ อัตราการแพร่ของแก๊ส โดยใช้กฎการแพร ผ่านของเกรแฮม แก๊สสามารถแพร่ได้การแพร่ของแก๊สอธิบายได้ด้วย ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส ที่อุณหภูมิเดียวกันแก๊สจะแพร่ได้ ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับมวลโมเลกุลของแก๊ส อัตราการแพร่ ของแก๊สเป็นสัดส่วนผกผันกับรากที่สองของมวลโมเลกุล ของแก๊สสัมพันธ์กับกฎการแพร่ผ่านของเกรแฮม 6. สืบค้นข้อมูล น าเสนอตัวอย่าง และ อธิบายการประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับ สมบัติและกฎต่าง ๆ ของแก๊สในการอธิบาย ปรากฏการณ์หรือแก้ปัญหาใช้ ชีวิตประจ าวันและในอุตสาหกรรม สมบัติและกฎต่าง ๆ ของแก๊สสามารถน าไปใช้อธิบาย ปรากฏการณ์หรือประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันและใน อุตสาหกรรม ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรู้เพิ่มเติม 7. ทดลอง และเขียนกราฟการเพิ่มขึ้นหรือ ลดลงของสารที่ท าการวัดในปฏิกิริยา 8. ค านวณอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและ เขียนกราฟการลดลงหรือเพิ่มขึ้นของสารที่ ไม่ได้วัดในปฏิกิริยา ปฏิกิริยาเคมีแต่ละปฏิกิริยามีอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ต่างกัน โดยอาจวัดจากการลดลงของสารตั้งต้นหรือการ เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ต่อหนึ่งหน่วยเวลา และหารด้วย เลขสัมประสิทธิ์ของสารนั้น ๆ ในสมการเคมีเพื่อให้ได้ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่เท่ากันไม่ว่าจะเป็นการวัด จากสารตั้งต้นหรือผลิตภัณฑ์ 9. เขียนแผนภาพ และอธิบายทิศทางการ ชนกันของอนุภาคและพลังงานที่ส่งผลต่อ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาเคมีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออนุภาคของสารตั้งต้น ชนกันในทิศทางที่เหมาะสมและมีพลังงานอย่างน้อย เท่ากับพลังงานก่อกัมมันต์ ดังนั้นอัตราการเกิดปฏิกิริยา จึงขึ้นกับทิศทางการชนและพลังงานที่เกิดจากการชน


23 10. ทดลอง และอธิบายผลของความเข้มข้น พื้นที่ผิวของสารตั้งต้น อุณหภูมิและตัวเร่ง ปฏิกิริยาที่มีต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี 11. เปรียบเทียบอัตราการเกิดปฏิกิริยาเมื่อ มีการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้น พื้นที่ผิว ของสารตั้งต้นอุณหภูมิและตัวเร่งปฏิกิริยา อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารหนึ่ง ๆ ขึ้นอยู่กับ ความเข้มข้น พื้นที่ผิว อุณหภูมิตัวเร่งและตัวหน่วง ปฏิกิริยา นอกจากนี้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมียังขึ้นอยู่ กับชนิดของสารที่ท าปฏิกิริยาด้วย 12. ทดสอบ และอธิบายความหมายของ ปฏิกิริยาผันกลับได้และภาวะสมดุล 13. อธิบายการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้น ของสาร อัตราการเกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้า และอัตราการเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ เมื่อ เริ่มปฏิกิริยา จนกระทั่งระบบอยู่ในภาวะ สมดุล ปฏิกิริยาเคมีที่สามารถด าเนินไปข้างหน้าและย้อนกลับ ได้เรียกว่า ปฏิกิริยาผันกลับได้เมื่อปฏิกิริยาด าเนินไป ความเข้มข้นของสารตั้งต้นและอัตราการเกิดปฏิกิริยา ไปข้างหน้าจะลดลงส่วนความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์และ อัตราการเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับจะเพิ่มขึ้น เมื่ออัตรา ก า ร เกิ ดปฏิ กิ ริย าไป ข้ างหน้ าเท่ ากับอัต ร าก า ร เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ ระบบจะอยู่ในภาวะสมดุลที่มี ความเข้มข้นของสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์คงที่ เรียกว่า สมดุลพลวัต ผลกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรู้เพิ่มเติม 14. ค านวณค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยา 15. ค านวณความเข้มข้นของสารที่ภาวะ สมดุล ณ ภาวะสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของ ผลิตภัณฑ์กับสารตั้งต้น แสดงได้ด้วยค่าคงที่สมดุล ซึ่งเป็นค่าคงที่ ณ อุณหภูมิหนึ่ง 16. ค านวณค่าคงที่สมดุลหรือความเข้มข้น ของปฏิกิริยาหลายขั้นตอน ค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยาหลายขั้นตอน หาได้จากผล คูณของค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยาย่อยที่น าสมการเคมี มารวมกัน โดยถ้ามีการคูณสมการย่อยให้ยกก าลัง ค่าคงที่สมดุลด้วยตัวเลขที่คูณ และหากมีการกลับข้าง สมการ ให้กลับค่าคงที่สมดุลเป็นตัวหาร 17. ระบุปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสมดุลและ ค่าคงที่สมดุลของระบบ รวมทั้งคาดคะเน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อภาวะสมดุล ของระบบถูกรบกวน โดยใช้หลักของเลอชา เตอลิเอ เมื่อระบบที่อยู่ในภาวะสมดุลถูกรบกวน โดยการ เปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสาร ความดัน หรือ อุณหภูมิระบบจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อเข้าสู่ภาวะ สมดุลอีกค รั้งต ามหลักของเลอช าเตอลิเอทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมีผลท าให้ค่าคงที่สมดุล เปลี่ยนแปลง


24 18. ยกตัวอย่าง และอธิบายสมดุลเคมีของ ก ร ะ บ ว น ก า ร ที่ เ กิ ด ขึ้ น ใ น สิ่ง มี ชี วิ ต ปรากฏการณ์ในธรรมชาติและกระบวนการ ในอุตสาหกรรม ความรู้เกี่ยวกับสมดุลเคมีสามารถน ามาใช้อธิบาย กระบวนการที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต ปรากฏการณ์ใน ธรรมชาติและกระบวนการในอุตสาหกรรม ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ, 2560 3. กำรจัดกำรเรียนรู้รูปแบบซิปปำ 1.1 ควำมหมำยของกำรจัดกำรเรียนรู้รูปแบบซิปปำ ความหมายของการจัดการเรียนการสอนรูปแบบซิปปากระบวนการจัดการเรียนการสอนรูปแบบซิป ปาเป็นรูปแบบของกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์ลางของการเรียนรูปแบบหนึ่งที่ ได้รับความสนใจและมีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางแบบซิปปา ดังนี้ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550: 109) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปาเป็นการ จัดหารเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น โดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ที่ จ าเป็นต่อการด ารงชีวิต เช่น กระบวนการคิด กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการกลุ่ม กระบวนการแก้ปัญหา ฯลฯ จนสามารถสร้างความรู้ได้ด้วยคนเองและสามารถน าความรู้ไป ประยุกต์ใช้ได้ ทิศนา แขมมณี (2546: 10-11) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนการสอนรูปแบบซิปปา (CIPPA Mode) ไว้ว่าเป็นรูปแบบ ของการจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความสนใจละมีนักศึกษา หลายทนได้ให้ด าจ ากัดความของการจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจากความหมาย ของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรูปแบบซิปปา สรุปว่า การเรียนการสอนรูปแบบซิปปาเป็นการเรียนการอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มี จุดเน้นอยู่ที่การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม ทั้งทางด้าน ร่างกาย สติปัญญาอารมณ์ และสังคม โดยเน้นการทบทวนความรู้การสร้างความรู้ใหม่ การท าความ เข้าใจการแลกเปลี่ยนความรู้ในกลุ่ม โดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ที่จ าเป็นต่อการด ารงชีวิต เช่น กระบวนการคิด กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการกลุ่มกระบวนการแก้ปัญหา และการ ประยุกต์ใช้ความรู้ให้ผสมผสานกันไปตามสภาพของผู้เรียนและเป้าหมายของการเรียนรู้เป็นการ พัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบองค์รวมท าให้ผู้เรียนเป็นบุคคลที่สมบูรณ์และมีความสุข


25 1.2 หลักการจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปา หลักการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแบบซิปปาหรือ หลักซิปปา (CIPPA) เป็นหลักในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พัฒนาขึ้นโดยรองศาสตราจารย์ ดร. ทิศนา แขมมณี (2542: 23) ภาควิชาประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักการดังกล่าวพัฒนาขึ้นจากแนวคิดหลัก 5 แนวคิด ดังนี้ 1. แนวคิดการสร้างสรรค์ความรู้ (Constructivism) 2. แนวคิดเรื่องกระบวนการกลุ่มละการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Group Process and Cooperative Learning) 3. แนวคิดเกี่ยวกับความพร้อมในการเรียนรู้ (Learning Readiness) 4. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้กระบวนการ (Process Learning) 5. แนวคิดเกี่ยวกับการถ่ายโอนการเรียนรู้ (Transfer of Learning) โดยพื้นฐานของแนวคิดหลักทั้ง 5 ข้างต้น คือ ทฤษฎีส าคัญ 2 ดังนี้ 1. ทฤษฎีพัฒนาการมนุษย์ (Human Development) 2. แนวคิดเรื่องกระบวนการกลุ่มละการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Group Process and Cooperative Learning) 3. แนวคิดเกี่ยวกับความพร้อมในการเรียนรู้ (Learning Readiness) 4. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้กระบวนการ (Process Learning) 5. แนวคิดเกี่ยวกับการถ่ายโอนการเรียนรู้ (Transfer of Learning) โดยพื้นฐานของแนวคิดหลักทั้ง 5 ข้างต้น คือ ทฤษฎีส าคัญ 2 ดังนี้ 1. ทฤษฎีพัฒนาการมนุษย์ (Human Development) 2. ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential learning) จากแนวคิดข้างต้น สรุปเป็นหลักซิปปา (CIPPA) ได้ดังนี้ C มาจากค าว่า Construct หมายถึง การสร้างความรู้ตามแนวคิดของ Constructivism กล่าวคือ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสสร้างความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งจะ ท าให้ผู้เรียนมีความเข้าใจ เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายต่อตนเอง การที่ผู้เรียนได้สร้างความรู้ด้วย ตนเองนี้ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสติปัญญา โดยกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้เรียน มีโอกาสเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ คือการสอนให้เด็กคิดเป็น วิธีคิดมีหลากหลายแล้วแต่ทฤษฎี ถ้าผู้เรียน


26 ได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ าเสมออย่างต่อเนื่อง ผู้เรียนจะเป็นผู้มีความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง I มาจากค าว่า Interaction หมายถึง การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคล และแหล่งความรู้ ที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสังคม P มาจากค าว่า Physical Participation หมายถึง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ ทางกาย คือ ผู้เรียนมีโอกาสได้เคลื่อนไหวร่างกายโดยการท ากิจกรรมในลักษณะต่าง ๆ P มาจากค าว่า Process Learning หมายถึง การเรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ กิจกรรม การเรียนรู้ที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ ซึ่งเป็นทักษะที่จ าเป็นต่อการด ารงชีวิต เช่น กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการกลุ่ม กระบวนการพัฒนาตนเอง การเรียนรู้กระบวนการเป็นสิ่งที่ส าคัญเช่นเดียวกัน การเรียนรู้เนื้อหาสาระ ต่าง ๆ การเรียนรู้ทางด้านกระบวนการ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางด้านสติปัญญาอีกทางหนึ่ง A มาจากค าว่า Application หมายถึง การน าความรู้ที่ได้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้ ซึ่งจะช่วยให้ ผู้เรียนได้รับประโยชน์จากการเรียน และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มเติมขึ้นเรื่อย ๆ กิจกรรมการ เรียนรู้ที่มีแต่เพียงการสอนเนื้อหาสาระให้ผู้เรียนเข้าใจ โดยขาดกิจกรรมการน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ จะท าให้ผู้เรียนขาดการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ ซึ่งจะท าให้การเรียนรู้ไม่เกิดประโยชน์ เท่าที่ควร การจัดกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนสามารถน าความรู้ไปประยุกต์ใช้นี้เท่ากับเป็นการช่วยให้ผู้เรียนมี ส่วนร่วมในกิจกรรมเรียนรู้ในด้านใดด้านหนึ่งหรือหลาย ๆ ด้าน แล้วแต่ลักษณะของสาระและกิจกรรม ที่จัด


27 ตำรำงทื่2 รูปแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แบบ CIPPA Model ที่มา (ทิศนา แขมมณี, 2542 : 12) นักเรียนเป็นศูนย์กลาง มีบทบาทส าคัญในการเรียนรู้ มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ รู้อย่างตื่นตัว ตื่นใจ (Active กาย (Physical) + อารมณ์ (Emotional) สติปัญญา (Intellectual) + อารมณ์ กาย (Physical) + อารมณ์ การเคลื่อนไหวร่างกาย (Physical Movement) การสร้างสรรค์ความรู้ (Construction of Knowledge) การปฏิสัมพันธ์ (Interaction) การเรียนรู้ทักษะกระบวนการ (Process Skills Learning) ความเข้าใจ การประยุกต์ใช้ (Application) การใช้ในชีวิตประจ าวัน (Actual Practices)


28 1.3.2 แนวคิดเรื่องกระบวนการกลุ่มและการเรียนรู้แบบร่วมมือ ทิศนา แขมมณี (2545: 75) ได้เสนอหลักการสอนที่นั้นกระบวนกลุ่มสัมพันธ์ ดังนี้ 1. ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าร่วมในกิจกรรมการเรียนอย่างทั่วถึง และมากที่สุดเท่าที่จะท าได้ 2. ยึดกลุ่มเป็นแหล่งความรู้ส าคัญ โดยให้ผู้เรียนมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กันในกลุ่ม ได้พูดคุยปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นละประสบการณ์ซึ่งกันและกันที่กว้างและหลากหลาย 3.ยึดการค้นพบดัวยตนองเป็นวิธีการส าคัญในการเรียนรู้โดยครูต้องจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คันหา และค้นพบค าตอบด้วยตนเอง 4. เน้นกระบวนการควบคู่ไม่กับผลงานโดยการส่งเสริมให้ ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ถึง กระบวนการกลุ่มและกระบวนการต่าง ๆ ที่ท าให้เกิดผลงาน 1.3.3 แนวคิดเกี่ยวกับความพร้อมในการเรียนรู้ กมลรัตน์ หล้าสุวงษ์ (2528: 80-93) ได้ให้ความหมายของความพร้อม (Readiness) ว่าหมายถึง สภาพความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมจะตอบสนองต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งทางด้าน ร่างกายได้แก่ วุฒิภาวะ หมายถึง การเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ของอวัยวะร่างกาย ทางด้านจิตใจ ได้แก่ ความพอใจที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้า หรือพอใจที่จะกระท าสิ่งต่าง ๆ ในทฤษฎีของธอร์นไดค์ ได้กล่าวถึง กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) ว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นดีที่สุด เมื่อผู้เรียนมี ความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจที่จะได้เรียนรู้จริงๆ องค์ประกอบต่าง ๆ ที่ท าให้เกิดความพร้อมใน การเรียน ดังนี้ 1. วุฒิภาวะ (Maturity) หมายถึงการเจริญเติบโต ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ เชาวน์ปัญญา และอารมณ์ 2. ประสบการณ์เดิมหรือความรู้เดิม (Experience) ผู้ที่มีประสบการณ์เดิมมากเท่าใดย่อมมีแนวโน้มที่จะเรียนรู้ได้ดีกว่าผู้มีประสบการณ์น้อยเท่านั้น ดังนั้นก่อนสอนครูควรทราบว่าเด็กมีประสบการณ์เดิมมากน้อยเพียงใด 3. การจัดบทเรียนของครู ถ้าครูจัดบทเรียนโดยถือความสามารถของเด็กเป็นหลัก จะท าให้เด็กเรียนรู้ได้ดีกว่าการถือเอาเนื้อหาวิชาเป็นหลัก 4. การสอนของครู ครูควรค านึงถึงความพร้อมของเด็ก โดยค่อย ๆ สอนตามความสามารถของผู้เรียนมากกว่าการเร่งสอนเพื่อให้จบเนื้อหาของหลักสูตรโดยเร็ว จนเด็กเรียนตามไม่ทัน การเรียนรู้ก็เกิดขึ้นได้ยาก การฝึกให้เกิดความพร้อมในการเรียน สามารถท าได้ดังนี้


29 1. การสอนความรู้พื้นฐานสาหรับวิชานั้น ๆ เสียก่อน เช่น สอนวิชาจิตวิทยาทั่วไปเสียก่อน แล้วจึงสอนวิชาจิตวิทยาการศึกษา 2. การสร้างความสนใจให้เกิดขึ้นกับเด็ก เมื่อใดที่เด็กแสดงความไม่สนใจ แสดงว่าเด็กยังไม่พร้อมที่จะเรียน ควรมีการน าเข้าสู่บทเรียน เช่น การเล่านิทาน แล้วอุปมาอุปมัย 3. การส่งเสริมให้เด็กมีความเชื่อมั่นในตนอง เพื่อให้เด็กพร้อมที่จะเรียนรู้ หรือแก้ปัญหาได้ดัวยความมั่นใจ 1.3.4 แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้กระบวนการ ทิศนา แขมมณี (2542: 68 - 79) กระบวนการเรียนรู้ หมายถึง การด าเนินการอย่างเป็น ขั้นตอนหรือการใช้วิธีการต่าง ๆ ที่ช่วยให้บุคคลเกิดการเรียนรู้เนื่องจากกระบวนการเรียนรู้เป็นวิธีการ ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้จึงเกิดขึ้นลอย ๆ ไม่ได้จ าเป็นต้องมีสาระที่เรียนรู้ควบคู่ไปด้วยเสมอ นอกจากนี้เนื้อหาความรู้ได้หมด คงจ าเป็นต้องเลือกสรรสิ่งที่สนใจและเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ซึ่งเขา สามารถแสวงหาและศึกษาด้วยตนเองหากผู้เรียนมีทักษะกระบวนการต่าง ๆ (Process Skills) ที่จ าเป็น ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2540: 32) ได้เสนอเกี่ยวกับการเรียนการสอน ที่เน้นกระบวนการ ว่าคือ การสอนที่สอนให้ผู้เรียนสามารถท าตามขั้นตอนได้ และรับรู้ขั้นตอนทั้งหมด จนสามารถน าไปใช้ได้จริงในสถานการณ์ใหม่ และสอนให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนจนเกิดทักษะสามารถน าไปใช้ ได้อย่างอัตโนมัติ โดยมีล าดับขั้นของการสอนกระบวนการ ดังนี้ 1. ครูรู้เข้าใจและได้ใช้กระบวนการนั้นอยู่ 2. ครูน าผู้เรียนผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบวนการทีละขั้น ๆ อย่างเข้าใจครบถ้วน 3. ผู้เรียนเข้าใจและรับรู้ขั้นตอนของกระบวนการ 4. ผู้เรียนน ากระบวนการนั้นไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ได้ 5. ผู้เรียนใช้กระบวนการนั้นในชีวิตประจ าวันจนเป็นนิสัย 1.4 รูปแบบการเรียนรู้ตามหลักรูปแบบซิปปา จากแนวความคิดในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางของทิศนา แขมมณี (2552: 282-283) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หลักของโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน มีขั้นตอนส าคัญ ดังนี้ 1. ขั้นการทบทวนความรู้เดิม ขั้นนี้เป็นการดึงความรู้ของผู้เรียนในเรื่องที่จะเรียนเพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการเชื่อมโยงควา มรู้ใหม่กับความรู้เดิมของตน ซึ่งผู้สอนอาจใช้วิธีการต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย


30 2. ขั้นการแสวงหาความรู้ใหม่ ขั้นนี้เป็นการแสวงหาข้อมูล ความรู้ใหม่ของผู้เรียนจากแหล่งข้อมูลหรือแหล่งความรู้ต่าง ๆ ซึ่งครูอาจเตรียมมาให้ผู้เรียนหรือให้ค าแนะน าเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนไปแสวงหาก็ได้ 3. ขั้นการศึกษาท าความเข้าใจกับข้อมูล ความรู้ใหม่และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะต้องศึกษา และท าความเข้าใจกับข้อมูล /ความรู้ที่หามาได้ ผู้เรียนจะต้องสร้างความหมายของข้อมูลประสบการณ์ใหม่ ๆ โดยใช้กระบวนการดต่าง ๆ ด้วยตนเอง เช่น ใช้กระบวนการคิด และกระบวนการกลุ่มในการอภิปรายและสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลนั้น ๆ ซึ่งอาจจ าเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม 4. ขั้นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนอาศัยกลุ่มเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตน รวมทั้งขยาย ความรู้ความเข้าใจของตนให้กว้างขึ้นซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนไต้แบ่งปันความรู้ความเข้าใจของคนเองแก่ ผู้อื่นและได้รับประโยชน์จากความรู้ ความเข้าใจของผู้อื่นพร้อม ๆ กัน 5. ขั้นการสรุปและการจัดระเบียบความรู้ ขั้นนี้เป็นขั้นของการสรุปความรู้ที่ได้รับทั้งหมด ทั้งความรู้เดิมและความรู้ใหม่ และจัดสิ่งที่เรียนรู้ให้เป็นระบบระเบียบ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนจดจ าสิ่งที่ เรียนรู้ได้ง่าย 6. การปฏิบัติ และหรือการแสดงผลงาน หากข้อความรู้ที่ได้เรียนรู้มาไม่มีการปฏิบัติ ขั้นนี้จะ เป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสผลงานการสร้างความรู้ของตนให้ผู้อื่นรับรู้ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนได้ ตอกย้ าหรือตรวจสอบความเข้าใจของตนและช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่หากต้อง มีการปฏิบัติตามข้อความรู้ที่ได้ ขั้นนี้จะเป็นขั้นปฏิบัติ และมีการแสดงผลงานที่ปฏิบัติด้วย 7. ขั้นการประยุกต์ใช้ความรู้ ขั้นนี้เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการน าความรู้ ความเข้าใจของตนไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความช านาญ ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและความจ าเป็นในเรื่องนั้น ๆ ขั้นตอนที่ 1-7 ของรูปแบบการเรียนการสอนตามหลัก CIPPA เป็นขั้นตอนที่จัดขึ้น เพื่อให้ สอดคล้องกับหลัก CIPPA โดยขั้นตอนที่ 1- 6 เป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องกันของกระบวนการสร้างความรู้ (Construction) ซึ่งในแต่ละขั้นตอนมีการส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกัน เพื่อการเรียนรู้ (Interaction) และฝึกฝนทักษะกระบวนการต่างๆ (process learning) โดยขั้นตอนที่ 5 เน้นเป็นพิเศษในเรื่องของการวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ (Process Learning) ในขณะที่ขั้นตอนที่ 7 ให้ความส าคัญกับการน าความรู้ไปประยุกต์ใช้โดยตรง ส าหรับการมีส่วนร่วมทางร่างกายนั้น สะท้อนให้เห็นในกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีลักษณะหลากหลาย


31 ช่วยให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวและมีลักษณะ "active" อยู่เสมอ นอกจากนี้หลังจากการประยุกต์ใช้ ความรู้ อาจมีการน าเสนอผลงานจากการประยุกต์อีกครั้งก็ได้ หรืออาจไม่มีการน าเสนอผลงานในขั้นที่ 6 แต่น ามารวมแสดงในตอนท้ายหลังขั้นการประยุกต์ใช้ก็ได้เช่นกัน กล่าวได้ว่า ขั้นตอนทั้ง 6 มีคุณสมบัติตามหลักการ CIPPA ส่วนขั้นตอนที่ 7 เป็นขั้นตอนที่ช่วยให้ผู้เรียนน าความรู้ไปใช้ จึงท าให้ รูปแบบนี้มีคุณสมบัติครบตามหลัก CIPPA 1.5 บทบำทครูในกำรจัดกำรเรียนรู้รูปแบบซิปปำ กระบวนการจัดการเรียนการสอนรูปแบบซิปปา (ทิศนา แขมมณี 2542: 3 ; และ วัฒนาพร ระงับทุกข์ 2542: 12 - 14) ครูควรมีบทบาท ดังนี้ 1.5.1 บทบาทด้านการเตรียมการ ประกอบด้วย 1.5.1.1 การเตรียมตนเอง ผู้สอนจะต้องเตรียมตนเองให้พร้อมส าหรับบทบาทของผู้เป็น แหล่งความรู้ (resource person) ซึ่งจะต้องให้ค าอธิบาย ค าแนะน า ค าปรึกษา ให้ข้อมูลความรู้ที่ ชัดเจนแก่ผู้เรียน รวมทั้งแนะน าแหล่งความรู้ให้ผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลได้ดังนี้ ครูจะต้องมี ภาระหนักเตรียมตนเองด้วยการอ่านการค้นคว้า การทตลองปฏิบัติมาก ๆ ในหัวข้อเนื้อหาที่ตน รับผิดชอบรวมทั้งข้อมูลและประสบการณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน 1.5.1.2 การเตรียมแหล่งข้อมูล เมื่อบทบาทครูไมใช่ผู้บอกเล่ามวลความรู้อีกต่อไป ผู้สอน จึงต้องเตรียมแหล่งข้อมูลความรู้แก่ผู้เรียน ทั้งในรูปแบบของสื่อการเรียน ใบความรู้ และวัสดุอุปกรณ์ ต่าง ๆ ที่จะใช้ประกอบกิจกรรมในห้องเรียนหรือศูนย์การเรียนรู้ด้วยตนเองที่มีข้อมูลความรู้ที่ผู้เรียน สามารถเลือกศึกษาค้นคว้าตามต้องการหรือแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น ศูนย์บริการ ศูนย์สื่อห้องสมุด ห้องโสตศึกษา ห้องสมุดวิชา ห้องปฏิบัติการวิชาต่างๆ และ ห้องพิพิธภัณฑ์ในโรงเรียน ทั้งนี้รวมไปถึง แหล่งเรียนรู้ภายนอกโรงเรียนด้วย ซึ่งครูสามารถส ารวจบัญชีรายชื่อหนังสืออุปกรณ์หรือสื่อต่าง ๆ ไว้ ส าหรับผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าตามที่ก าหนดในกระบวนการเรียนรู้หรือศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมทั้งในและ นอกเวลา 1.5.1.3 การเตรียมกระบวนการเรียนรู้ บทบาทครูการเรียนรู้ทุกครั้ง คือ การวางแผน กระบวนกาจัดการเรียนรู้ ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ก าหนด ครูจะต้องวิเคราะห์ จุดประสงค์ การเรียนรู้ เพื่อให้ได้สาระส าคัญและเนื้อหาข้อความรู้ อันจะน าไปสู่การออกแบบกระบวนการจัด การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้ตามที่ก าหนด โดยบทบาทในส่วนนี้ครูจะท าหน้าที่คล้าย ผู้จัดการ (Manager) ก าหนดบทบาทการเรียน และเป็นผู้ก าหนดบทบาทให้ผู้เรียนทุกคนได้ มีส่วนเข้า ร่วมกิจกรรมแบ่งกลุ่มหรือจับคู่ เป็นผู้มอบหมายงานหน้าที่ความรับผิดชอบแก่ผู้เรียนทุกคนจัดการให้ ทุกคนได้ท างานที่เหมาะสมกับความสามารถ ความสนใจของตน


32 1.5.1.4 การเตรียมสื่อ วัสดุอุปกรณ์ เมื่อออกแบบหรือก าหนตกระบวนการจัดการเรียนรู้ ครูจะพิจารณาและก าหนดว่าจะใช้สื่อวัสดุอุปกรณ์ใด เพื่อให้กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวบรรลุผลแล้ว จัดเตรียมให้พร้อม บทบาทของครูตรงนี้จึงเป็นผู้อ านวยความสะดวก (Facilitator) เพื่อให้การเรียนรู้ บรรลุผล 1.5.1.5 การเตรียมการวัดและประเมินผล บทบาทในด้านการเตรียมการอีกประการหนึ่ง คือ การเตรียมการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น โดยการวัตให้ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ และการวัดให้ครอบคลุมทั้งในส่วนของกระบวนการ (Process) และผลงาน (Product) ที่เกิดขึ้นทั้ง ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive) จิตพิสัย (Affective) และทักษะ (Skill) โดยการเตรียมวิธีการวัดและ เครื่องมือวัดให้พร้อมก่อนทุกครั้ง 1.5.2 บทบาทด้านการด าเนินการ เป็นบทบาทของผู้สอนขณะที่ผู้เรียนก าลังด าเนินกิจกรรม การเรียนรู้ ประกอบด้วย 1.5.2.1 การเป็นผู้ช่วยเหลือให้ค าแนะน าปรึกษา (Helper and Advisor) คอยให้ค าตอบ เมื่อผู้เรียนต้องการความช่วยเหลือ เช่น ให้ข้อมูลหรือความรู้ในเวลาที่ผู้เรียนต้องการ เพื่อให้การ เรียนรู้นั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 1.5.2.2 การเป็นผู้สนับสนุนและเสริมแรง (Supporter and Encourage) ช่วยสนับสนุน หรือกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจเข้าร่วมกิจกรรม 1.5.2.3 การเป็นผู้ร่วมกิจกรรม (Active Participant) โดยเข้าร่วมกิจกรรมในกลุ่มของ ผู้เรียนพร้อมทั้งให้ความคิด และความเห็น หรือช่วยเชื่อมโยงประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เรียนขณะท า กิจกรรม 1.5.2.4 การเป็นผู้ติดตามตรวจสอบ (Monitor) ตรวจสอบผลการท างานตามกิจกรรมของ ผู้เรียน เพื่อให้ถูกต้องชัดเจนและสมบูรณ์ก่อนให้ผู้เรียนสรุปเป็นข้อความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ 1.5.2.5 การเป็นผู้สร้างเสริมบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นมิตร โดยการสนับสนุนเสริมแรง และ กระตุ้นให้ผู้เรียนเข้าร่วมท างานกลุ่ม แสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยเต็มที่ ยอมรับฟังความคิดเห็นซึ่ง กันและกัน อภิปรายโต้แย้งแสดงความคิดเห็นด้วยอย่างนุ่มนวล ให้เกียรติและเป็นมิตร โดยมี จุดมุ่งหมายเพื่อให้เป้าหมายของกลุ่มบรรลุความส าเร็จ 1.5.3 บทบาทด้านการประเมิน เป็นบทบาทที่ผู้สอนต้องด าเนินการ เพื่อตรวจสอบว่า สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้บรรลุผลส าเร็จตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ก าหนดไว้หรือไม่ ทั้งนี้ครู ควรเตรียมเครื่องมือและวิธีการให้พร้อมก่อนถึงขั้นการวัดและประเมินผลทุกครั้ง และการวัดควรให้ ครอบคลุมทุกด้าน โดยเน้นการวัดตามสภาพจริง (Authentic Measurement) จากการปฏิบัติ


33 (Performance) และจากผลงาน (portfolio) ซึ่งในการวัดและประเมินผลนี้ นอกจากผู้สอนจะเป็น ผู้ วัดและประเมินผลเองแล้ว ผู้เรียนและสมาชิกของแต่ละกลุ่ม ควรจะมีบทบาทร่วมวัดและประเมิน ตนเองและกลุ่มด้วย สรุปได้ว่า บทบาทของครูในการจัดการเรียนการสอนรูปแบบซิปปา ครูเป็นผู้ก าหนด บทบาทให้ผู้เรียนทุกคนได้มีส่วนเข้าร่วมในกระบวนการจัดการเรียนรู้ แบ่งกลุ่ม หรือจับคู่ เป็นผู้ มอบหมายงานหน้าที่ความรับผิดชอบแก่ผู้เรียนทุกคนจัดการให้ทุกคนได้ท างานที่เหมาะสมกับ ความสามารถ ความสนใจของตน จัดการเรียนรู้จริง ๆ พร้อมทั้งให้ความคิดและความเห็นหรือ เชื่อมโยงประสบการณ์เพื่อช่วยผู้เรียนขณะร่วมกระบวนการการเรียนรู้ ช่วยสนับสนุนด้านสื่อ การ เรียนรู้หรือให้ค าแนะน าที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจเข้าร่วมกระบวนการจัดการเรียนรู้ หรือฝึกปฏิบัติ ด้วยตนเอง ติดตามตรวจสอบ (Monitor) คอยตรวจสอบงานที่ผู้เรียนผลิตขึ้นมาก่อนที่จะส่งต่อไปให้ ผู้เรียนคนอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความถูกต้องของนิยามค าศัพท์ การแก้ค าผิดอาจจะท าได้ทั้ง ก่อนหรือหลังกระบวนกาจัดการเรียนรู้ก็ได้ 1.6 บทบำทของผู้เรียนในกำรจัดกำรเรียนรู้รูปแบบซิปปำ บทบาทของผู้เรียนในการจัดการเรียนการสอนรูปแบบซิปปา กระบวนการจัดการเรียน การสอนรูปแบบซิปปา (ทิศนา แขมมณี, 2542: 3) ผู้เรียนจะมีบทบาทที่ส าคัญ ๆ ดังนี้ 1.6.1 ทบทวนความรู้เดิมและการมีส่วนร่วมในการแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริง ความคิดเห็น หรือประสบการณ์ต่าง ๆ จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อน ามาใช้ในการเรียนรู้ 1.6.2 บทบาทในการศึกษาหรือลงมือกระท ากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อท าความเข้าใจ ใช้ความคิด ในการกลั่นกรอง แยกแยะ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความคิดเห็นความรู้สึก หรือ ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่หามาได้ และสร้างความหมายให้แก่ตนเอง 1.6.3 บทบาทในการจัดระบบระเบียบความรู้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อช่วยให้การเรียนรู้เกิด ความคงทนและสามารถความรู้นั้นไปใช้ได้สะดวกขึ้น 1.6.4 บทบาทในการน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยให้การเรียนรู้นั้น เกิดประโยชน์ต่อชีวิต นอกจากนั้นการประยุกต์ใช้ จะช่วยตอกย้ าความเข้าใจและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เรียนในความรู้นั้น และการน าความรู้ไปใช้ยังท่อให้เกิดการเรียนรู้อื่น ๆ เพิ่มเติมได้ด้วย สรุปบทบาทของผู้เรียนในการด าเนินการตามบทบาททั้ง 4 ข้างต้น ผู้เรียนจ าเป็นต้องแสดง พฤติกรรต่าง ๆ ที่จ าเป็นในการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ อย่างกระตือรือร้น ให้ความ ร่วมมือและรับผิดชอบในการด าเนินงานกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับกลุ่ม เช่น การแสวงหาข้อมูล การศึกษาข้อมูล และการสรุป รับฟัง พิจารณาและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ใช้ความคิดอย่าง


34 เต็มที่ ปฏิสัมพันธ์โต้ตอบปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น มีการคัดค้าน การสนับสนุน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับผู้อื่นและความรู้สึกของคนกับผู้อื่น แสดงความสามารถของตน และยอมรับความสามารถของผู้อื่น ตัดสินใจ และแก้ปัญหาต่าง ๆ เรียนรู้จากกลุ่มและช่วยให้กลุ่มเกิดการเรียนรู้ 1.7 ข้อดีและข้อจ ำกัดของกำรจัดกำรเรียนรู้รูปแบบซิปปำ ทิศนา แขมมณี (2548: 59-66) อธิบายผลจากการด าเนินการจัดกิจการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบซิปปาส่งผลทั้งทางตรงทางอ้อม รวมทั้งผลกระทบต่างๆ ดังนี้ 1.7.1 ข้อดีของกำรจัดกำรเรียนรู้รูปแบบซิปปำ 1. ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในโรงเรียนมีการพัฒนาขึ้นสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. นักเรียนมีทักษะการเรียนมากขึ้น มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ สามารถแสวงหาความรู้ จากแหล่งเรียนรู้หรือบุคคลที่หลากหลาย รู้ว่าครหาความรู้ที่ต้องการได้จากแหล่งใด 3. นักเรียนมีทักษะการคิด ความรับผิดชอบและเจตคติต่อการเรียน ทักษะการคิดดีขึ้น ท างานได้เป็นระบบขั้นตอนก่อนหลังได้ 4. นักเรียนมีความรับผิดชอบที่ดีขึ้นทั้งในด้านการส่งงาน ตรงต่อเวลา การเตรียมอุปกรณ์ การเรียน การร่วมกิจกรรมภายใน/ภายนอกของทางโรงเรียน 5. นักเรียนมีทักษะการสื่อสารมารยาทในการฟัง มีความสามารถพูดสื่อสารในสถานการณ์ ต่าง ๆ ได้ถูกต้องเหมาะสม พูดตรงประเด็นสามารถอ่านได้คล่องหรือซัดเจนขึ้น 6. นักเรียนพัฒนาด้านความรับผิดชอบสามารถท างานที่ได้รับมอบหมายให้ส าเร็จได้ด้วย ตนเอง ดูแลและรักษาอุปกรณ์การเรียน ท าการบ้านและส่งอย่างสม่ าเสมอ ยอมรับข้อผิดพลาดที่เกิด จากการกระท าของตนเอง 7. นักเรียนมีคุณลักษณะใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีความกระตือรือร้นในการเรียน กล้าซักถามในสิ่งที่ เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น เข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาสม่ าเสมอ และสร้างสรรค์ผลการเรียนรู้ของ ตนเองในรูปแบบต่าง ๆ 1.7.2 ข้อจ ำกัดของกำรจัดกำรเรียนรู้รูปแบบซิปปำ 1. ครูมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ในการสอนตามรแบบซิปปาต้องสอนให้ครบถ้วนทุก ขั้นตอนในการสอน 1 ครั้ง /1 คาบเรียน 2. ครูมีการบันทึกหลังสอน แต่ไม่เข้าใจว่าควรบันทึกอะไร จึงบันทึกแต่ความส าเร็จ ไม่ บันทึกข้อบกพร่องที่ควรน ามาศึกษาและแก้ไข เพราะเกรงจะเป็นความบกพร่องในการปฏิบัติงาน


35 3. ครูไม่มีเวลาพัฒนาแผนการสอนให้ดียิ่งขึ้นเนื่องจากภารกิจมาก การเขียนแผนการสอน ต้องใช้เวลามาก และครูไม่สามารถแยกแยะได้ว่ากิจกรรมใดน่าจะอยู่ในขั้นตอนใด แผนการสอนจึงไม่ สอดคล้องกับขั้นตอนการสอนตามรูปแบบซิปปา 4. จ านวนนักเรียนมากเกินไป และสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนไม่เพียงพอ ครูมีแหล่ง เรียนรู้น้อย การเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับกับวิธีสอนตามแนวปฏิรูปการเรียนรู้จึงมีความจ ากัด 5. ระยะแรกครูส่วนหนึ่งขาดความตระหนัก ยังไม่เห็นความส าคัญของปรับเปลี่ยนวิธีสอน นักเรียนเคยชินกับการให้ครูบอกและครูยังยึดแบบเรียนและการถ่ายทอดความรู้เป็นหลัก 6. เครื่องมือประเมินที่โรงเรียนจัดท านั้น ไม่สามารถประเมินได้ครอบคลุมประเด็นที่ ต้องการ ต้องแก้ไขอยู่ตลอดเวลา 7. นักเรียนมีความรับผิดชอบน้อย ถ้าให้คิดท าเองโดยไม่มีการควบคุมดูแลจะท าให้งาน ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร 8. รูปแบบของแผนการสอนมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาตามกระแสความนิยมใน ขณะนั้น ครูเองก็สับสนและขาดความเข้าใจในหลักการส าคัญของการเขียนแผนการสอน สรุปได้ว่าข้อดีและข้อจ ากัดของการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปา ครูต้องมีการวาง แผนการสอนที่เป็นระบบเพิ่มมากขึ้น สามารถตรวจสอบและประเมินการท างานของตนเองได้โดยใช้ ตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้นเป็นกรอบในการประเมิน มีการจัดการเรียนการสอนด้วยกิจกรรมที่หลากหลายขึ้น เน้นการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีกระบวนการเรียนรู้ที่ดีและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียน เพื่อให้ นักเรียนมีความสนใจในกิจกรรมที่ครูจัด มีคามกระตือรือร้น สนใจใฝ่รู้ และเรียนรู้ด้วยความ สนุกสนาน 1.8 กำรวัดและกำรประเมินผลกำรจัดกำรเรียนรู้รูปแบบซิปปำ การประเมินผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแนวการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา นั้นเป็น การวัดและการประเมินตามสภาพจริงที่เกิดขึ้นไปพร้อมกับการจัดการเรียนรู้โดยประเมินด้านความรู้ ความสามารถ และทักษะต่าง ๆ ของผู้เรียนในสภาพที่สอดคล้องกับชีวิตจริง โดยใช้เรื่องราวเหตุการณ์ สภาพจริงหรือคล้ายจริงที่ประสบในชีวิตประจ าวัน เป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนตอบสนองโดยการแสดงออก ลงมือท า หรือสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ ทิศนาแขมมณี (2553: 250) กล่าวว่า การประเมินผลจาก สภาพจริงเป็นเครื่องมือและวิธีการวัดผลที่ใช้กันมากในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ เพราะสามารถวัดและประเมินผลได้ตรงตามวัตถุประสงค์อันเกิดจากการมีส่วนร่วมของครูผู้สอนใน เหตุการณ์หรือสถานการณ์ของผู้เรียน ระหว่างการด าเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ความส าคัญของการประเมินผลจากสภาพจริง ได้แก่ การเรียนการสอน และการวัดประเมินจากสภาพ


36 จริงจะเอื้อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล เป็นการเอื้อต่อการเรียน การสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นการเน้นให้นักเรียนได้สร้างงาน เป็นการผสมผสานให้ กิจกรรมการเรียนรู้และการประเมินผล เป็นการลดภาระงานซ่อมเสริมของครู นอกจากนี้ การประเมินผลตามสภาพจริงยังให้ความส าคัญต่อการแสดงออกที่แท้จริงของนักเรียนขณะด าเนิน กิจกรรมการท างาน หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่ก าหนดให้นักเรียนท าตามแนวทางไปสู่ความส าเร็จของงาน การจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปา เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างความคิดและน าความคิดของตนเอง ไปสร้างสรรค์ชิ้นงานโดยอาศัยสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม การวัดผลและประเมินผลภาคปฏิบัติ (Performance Assessment) เป็นสิ่งส าคัญ ในการวัดและประเมินผลงานที่นักเรียนลงมือปฏิบัติ ซึ่ง สามารถวัดและประเมินได้ทั้งกระบวนการและผลงานในสถานการณ์จริงหรือในสถานการณ์จ าลอง 4. เทคนิค KWDL 4.1 ควำมหมำยของเทคนิค KWDL วัชรา เล่าเรียนดี (2549) กล่าวถึงความหมายของเทคนิค KWDL ว่า เทคนิคที่ช่วยชี้น า การคิด การอ่าน และหาค าตอบของค าถามส าคัญต่าง ๆ จากเรื่องนั้นและน ามาใช้ในการเรียนรู้ และ เร้าความสนใจเป็นอย่างดี ซึ่งมีขั้นตอน 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) K (What we know) เรารู้อะไรบ้าง 2) W (What we want to know) เราต้องการรู้ ต้องการทราบอะไร 3) D (What we do to find out) เราท าอะไรไปบ้างแล้ว 4) L (What we learned) เราเรียนรู้อะไรบ้าง นิรันดร์ แสงกุหลาบ (2547) กล่าวถึงความหมายของเทคนิค KWDL ว่าการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนที่ประกอบไปด้วย การถามตอบแสวงหาค าตอบ 4 ขั้นตอน คือ 1) K (What we know) เรารู้อะไรบ้าง 2) W (What we want to know) เราต้องการรู้ ต้องการทราบอะไร 3) D (What we do to find out) เราท าอะไรไปบ้างแล้ว 4) L (What we learned) เราเรียนรู้อะไรบ้าง จากความหมายของเทคนิค KWDL สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ชี้น าการ คิดแนวทาง ในการอ่านและหาค าตอบประกอบไปด้วยขั้นตอนการจัดกิจกรรม 4 ขั้นตอน คือ


37 1) K (What we know) เรารู้อะไรบ้างจากที่โจทย์ก าหนดให้ 2) W (What we want to know) เราต้องการรู้ ต้องการทราบอะไร 3) D (What we do to find out) เราท าอะไร อย่างไรหรือเรามีวิธีการอย่างไรบ้าง 4) L (What we learned) เราเรียนรู้อะไร อะไรที่สรุปได้เป็นความรู้ 4.2 ขั้นตอนกำรจัดกำรเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL วีระศักดิ์ เลิศโสภา (2544) น าเทคนิค KWDL มาใช้ในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ โดยน ามาบูรณาการกับการเรียนแบบร่วมมือกัน (Cooperative Learning) ด้วยการปรับรูปแบบการ เรียน ให้เหมาะสมกับกระบวนการแก้โจทย์ปัญหา มี 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน ทบทวนความรู้เดิมโดยน าเสนอสถานการณ์ปัญหาหรือ เกมคณิตศาสตร์ ขั้นที่ 2 ขั้นด าเนินการสอนใช้เทคนิคการสอน เค ดับเบิ้ลยู ดี แอล ในการสอนแก้ โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ซึ่งมีขั้นตอนการสอน 4 ขั้นตอน 1) หาสิ่งที่รู้เกี่ยวกับโจทย์ โดยแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มๆ ละ 4 - 5 คน ให้ นักเรียนร่วมกันระดมสมองหาสิ่งที่โจทย์ก าหนดให้และสิ่งที่โจทย์ต้องการทราบ 2) นักเรียนร่วมกันอภิปราย เพื่อหาความสัมพันธ์ของโจทย์ที่ก าหนดให้และ วิธีการแก้โจทย์ปัญหา 3) ด าเนินการแก้โจทย์ปัญหา นักเรียนช่วยกันแก้โจทย์ปัญหา โดยเขียน เป็นประโยคสัญลักษณ์ หาค าตอบ และตรวจค าตอบที่ได้ 4) สรุปสิ่งที่ได้จากการเรียน ตัวแทนกลุ่มออกมาน าเสนอรูปแบบ และ แนวทาง ในการแก้โจทย์ปัญหา นักเรียนสรุปความรู้ที่ได้จากการเรียน ขั้นที่ 3 ขั้นฝึกทักษะอิสระ นักเรียนท าแบบฝึกหัดในหนังสือเรียนคณิตศาสตร์ ขั้นที่ 4 ขั้นวัดและประเมินผล สังเกตการร่วมกิจกรรม ตรวจผลงานกลุ่ม และ แบบฝึกหัด นิรันดร์ แสงกุหลาบ (2547) น าเทคนิค KWDL มาปรับรูปแบบการเรียน การสอน และ กิจกรรมให้เหมาะสมกับกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ซึ่งมี 4 ขั้นตอน คือ 1. ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1.1 ทบทวนความรู้เดิมโดยการยกสถานการณ์ปัญหาในเรื่องที่เรียนมาแล้วสนทนา ซักถามนักเรียนให้ร่วมกันตอบค าถาม


38 1.2 แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ และบทบาทการท างานกลุ่ม 1.3 เร้าความสนใจ โดยใช้เกมคณิตศาสตร์ 2. ขั้นสอนเนื้อหาใหม่ 2.1 ครูน าเสนอโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ให้กับนักเรียนทั้งชั้นแล้วให้นักเรียน ร่วมกันอ่านโจทย์และแก้ปัญหา ตามแผนผัง KWDL ดังนี้ K ครูและนักเรียนร่วมกันหาสิ่งที่โจทย์บอกให้ทราบหรือสิ่งที่รู้เกี่ยวกับโจทย์ W ครูและนักเรียนร่วมกันหาสิ่งที่โจทย์ต้องการทราบและวางแผนแก้โจทย์ ปัญหาคณิตศาสตร์พร้อมทั้งเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดพร้อมให้เหตุผลประกอบ D ครูและนักเรียนร่วมกันด าเนินการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ตาม แผนที่ได้วางไว้ L ครูและนักเรียนร่วมสรุปการแก้ปัญหาและอธิบายตามแผนที่ได้วางไว้ 2.2 นักเรียนฝึกปฏิบัติเป็นกลุ่มย่อยโดยครูคอยแนะน า ด้วยการแบ่งนักเรียน เป็นกลุ่มๆ ละ 4 - 5 คน ร่วมกันปฏิบัติตามบัตรกิจกรรม KWDL 3. ขั้นฝึกทักษะโดยอิสระ 3.1 แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มๆ ละ 4 - 5 คน (อาจใช้กลุ่มเดิมหรือจัดกลุ่มใหม่ ก็ได้) 3.2 ให้นักเรียนร่วมกันท าแบบฝึกทักษะที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนโดยตรง 3.3 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มของสมาชิก 4. ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผล 4.1 นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเนื้อหาสาระส าคัญของการเรียนรู้ 4.2 ครูประเมินผลการเรียนรู้ในด้านความรู้ความเข้าใจ การน าไปใช้ และ ทักษะ การแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์จากแบบทดสอบประจ าหน่วย 4.3 นักเรียนเสนอแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการท างานร่วมกัน เพื่อประสิทธิภาพการพัฒนาการท างานกลุ่ม จากที่ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL ข้างต้นสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ ด้วย เทคนิค KWDL ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่1 ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1.1 ทบทวนความรู้เดิม 1.2 แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ 1.3 แนะน าแผนผัง KWDL


39 ขั้นที่2 ขั้นสอนเนื้อหาใหม่ 2.1 ครูน าเสนอเนื้อหาและน าเสนอโจทย์ 2.2 นักเรียนร่วมกันอ่าน วิเคราะห์โจทย์และแก้ปัญหาตามแผนผัง KWDL ขั้นที่ 3 ขั้นฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา โดยนักเรียนท าแบบฝึกหัดที่ครูสร้างขึ้น ซึ่ง เป็นโจทย์ปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องที่เรียน ขั้นที่4 ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผล 4.1 นักเรียนและครูร่วมกันสรุปสาระส าคัญการเรียนรู้ 4.2 ครูประเมินผลการเรียนรู้จากการตรวจแบบฝึกหัดและ แบบทดสอบประจ าหน่วย 5. กำรคิดวิเครำะห์ 5.1 ควำมหมำยของกำรคิดวิเครำะห์ พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน (2546: 251, 1071) การคิด หมายความว่า ท าให้ปรากฏเป็นรูป หรือเป็นเรื่องขึ้นในใจ ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง คาดคะเน ค านวณ มุ่ง จงใจ ตั้งใจ ส่วนค าว่าวิเคราะห์ หมายความว่า ใคร่ครวญ แยกออกเป็นส่วนๆ เพื่อศึกษาให้ถ่องแท้ การคิดวิเคราะห์ จึงมีความหมาย ว่า เป็นการใคร่ครวญ ตรึกตรองอย่างละเอียด รอบคอบแยกเป็นส่วน ในเรื่องราวหรือสถานการณ์โดย ใช้ความรู้ ความคิด ในการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล เพื่อน าไปสู่ข้อสรุปที่เป็นไปได้ การคิดวิเคราะห์เป็นทักษะความสามารถที่พัฒนาได้ด้วยการฝึกทักษะการคิด นอกจากนี้มี นักวิชาการได้ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ไว้หลายท่าน เช่น เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2546: 3) ได้ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่า หมายถึง การจ าแนกแยกแยะองค์ประกอบของสิ่งต่าง ๆ เพื่อค้นหาว่ามาจากอะไร มีองค์ประกอบอะไร ประกอบขึ้นมาได้อย่างไร เชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไร ในเชิงเหตุผลระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งที่เกิดขึ้น สุวิทย์ มูลค า (2547 : 9) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการจ าแนก แยกแยะ องค์ประกอบต่างๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นวัตถุ สิ่งของ เรื่องราวหรือเหตุการณ์และ หาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น เพื่อค้นหาสภาพความจริงหรือสิ่งส าคัญที่ ก าหนดให้ ลัขณา สรีวัฒน์ (2549:69) ที่กล่าวไว้ว่า การคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking) หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะส่วนย่อย ๆ ของเหตุการณ์เรื่องราวหรือเนื้อเรื่องต่าง ๆ ว่าประกอบด้วย อะไร มีจุดมุ่งหมายหรือความประสงค์สิ่งใด และส่วนย่อยๆ ที่ส าคัญนั้นแต่ละเหตุการณ์เกี่ยวพันกัน อย่างไรบ้าง และเกี่ยวพันกันโดยอาศัยหลักการใด เพื่อให้เกิดความชัดเจนและความเข้าใจจนสามารถ


40 น าไปสู่การตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ส าหรับประพันธ์ศิริ สุเสารัฐ (2551: 53) ได้ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการมองเห็นรายละเอียดและจ าแนกแยกแยะข้อมูลองค์ประกอบของสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นวัตถุ เรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ และจัดเป็นหมวดหมู่ เพื่อค้นหาความจริง ความส าคัญ แก่นแท้องค์ประกอบหรือหลักการของเรื่องนั้น ๆ สามารถอธิบายความสิ่งที่เห็นทั้งที่อาจ แฝงซ่อนอยู่ภายในสิ่งต่าง ๆ หรือปรากฏได้อย่างชัดเจน รวมทั้งหาความสัมพันธ์และความเชื่อมโยง ของสิ่งต่าง ๆ ว่าเกี่ยวพันกันอย่างไร อะไรเป็นสาเหตุ ส่งผลกระทบต่อกันอย่างไร อาศัยหลักการใดจน ได้ความคิดเพื่อน าไปสู่การสรุป การประยุกต์ใช้ ท านายหรือคาดการณ์สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง บลูม (Bloom 1976 : 37) กล่าวว่า การวิเคราะห์เป็นการตรึกตรองและมีเหตุผลของ บุคคล เป็นขั้นตอนโดยการเรียนรู้จากการรู้ การจ า การเข้าใจ การประยุกต์ใช้ การวิเคราะห์การสังเคราะห์ และการประเมินค่า เอนนิส (Ennis, 1985 : 45) ให้นิยามความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่าเป็นการคิด ตรึก ตรองและมีเหตุผล เพื่อการตัดสินใจก่อนที่จะเชื่อหรือลงมือปฏิบัติ สรุปได้ว่า การคิดวิเคราะห์ หมายถึง การคิดโดยพิจารณา จ าแนก แยกแยะ ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ แจกแจง ส่วนประกอบของการจัดหมวดหมู่ ในเรื่องราวหรือสถานการณ์โดยใช้ความรู้ ความคิด ในการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลเพื่อน าไปสู่ข้อสรุปที่เป็นไปได้ 5.2 ควำมส ำคัญของกำรคิดวิเครำะห์ ส านักเลขาธิการสภาการศึกษา (2548: 10-11) ได้กล่าวถึงความส าคัญของการคิด วิเคราะห์ไว้ว่า การคิดวิเคราะห์ เป็นกระบวนการเรียนรู้ในการจ าแนก แยกแยะสิ่งที่เห็น สิ่งที่พบ สิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่สัมผัส สิ่งที่ชมรส หรือสิ่งที่ดมกลิ่น แล้วแยกออกด้วยความคิดถึงที่มาของสิ่งต่างๆ ที่ได้เรียนรู้ว่าคืออะไร มีองค์ประกอบอย่างไร เชื่อมโยงและสัมพันธ์กันอย่างไร กระบวนการเรียนรู้ ที่ท าให้ผู้เรียนเกิดการวิเคราะห์จะน าไปสู่การค้นหาความเป็นจริงจากสิ่งที่พบและได้สัมผัสว่า ประกอบด้วยอะไร เหมือนหรือแตกต่างจากสิ่งอื่นอย่างไร และเกิดจากปัจจัยใด เช่นเดียวกับ วิลาวัลย์ เจริญพงศ์ (2547 14) กล่าวว่า การคิดเชิงวิเคราะห์ช่วยให้เรารู้ข้อเท็จจริง รู้ เหตุผล เบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าใจความเป็นมาเป็นไปของเหตุการณ์ต่าง ๆ รู้ว่าเรื่องนั้น ๆ มี องค์ประกอบ อะไรบ้าง รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ท าให้เราได้ข้อเท็จจริงที่เป็นฐานความรู้น าไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหา การประเมิน และการตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง ประพันธ์ ศิริสุเสารัฐ (2551: 53) ได้กล่าวเกี่ยวกับความส าคัญของการคิดวิเคราะห์โดยสรุปว่า


41 การคิดวิเคราะห์เป็นรากฐานส าคัญของการเรียนรู้และการด าเนินชีวิต บุคคลที่มีความสามารถในการ คิดวิเคราะห์ จะมีความสามารถในด้านอื่น ๆ เหนือกว่าบุคคลอื่น ๆ ทางด้านสติปัญญาและการด าเนินชีวิตการคิด วิเคราะห์เป็นพื้นฐานของการคิดทั้งมวล เป็นทักษะที่ทุกคนสามารถพัฒนาได้ สุวัฒน์ วิวัฒนานนท์ (2551:39) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์เป็นธรรมชาติของคนที่มีความ ใคร่ครวญ ตรึกตรอง อย่างละเอียดใช้ความรู้ความคิดในการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลเพื่อน าไปสู่ข้อสรุป ในการตัดสินใจ การคิดเป็นพื้นฐานคุณลักษณะส าคัญของผู้เรียนที่มีสติปัญญาดี เพราะทักษะ กระบวนการคิดหรือหลักการคิดที่ต้องไตร่ตรอง รอบคอบ สร้างสรรค์ หรือการมีวิจารณญาณจะท าให้ ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดเก่ง การเรียนรู้จะมีมากขึ้น สรุปได้ว่า การคิดวิเคราะห์เป็นการคิดพื้นฐานที่จ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกฝนให้แก่นักเรียนเพื่อให้ รู้จักคิดในสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตซึ่งเป็นการคิดที่จะน าไปสู่การตัดสินใจในการท าสิ่งใดๆอย่าง ถูกต้องเหมาะสมและสร้างสรรค์ 5.3 องค์ประกอบของกำรคิดวิเครำะห์ เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2546: 26-30) ได้อธิบายถึงองค์ประกอบของการคิดวิเคราะห์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประการ คือ 1. ความสามารถในการตีความ เราไม่สามารถวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ได้หากไม่เริ่มต้นด้วย การท าความเข้าใจข้อมูลที่ปรากฏ เริ่มแรกเราจึงต้องพิจารณาข้อมูลที่ได้รับว่าอะไรเป็นอะไร ด้วยการตีความ การตีความ หมายถึงการพยายามท าความเข้าใจและให้เหตุผลแก่สิ่งที่เราต้องการ จะวิเคราะห์เพื่อแปลความหมายที่ไม่ปรากฏโดยตรงของสิ่งนั้น เป็นการสร้างความเข้าใจต่อสิ่งที่ ต้องการวิเคราะห์ โดยสิ่งนั้น ไม่ได้ปรากฏโดยตรง คือ ตัวข้อมูลไม่ได้บอกโดยตรง แต่เป็น การสร้างความเข้าใจที่เกินกว่าสิ่งที่ปรากฏ อันเป็นการสร้างความเข้าใจบนพื้นฐานของสิ่งที่ปรากฏ ใน ข้อมูลที่น ามาวิเคราะห์เกณฑ์ที่แต่ละคนใช้เป็นมาตรฐานในการตัดสินใจในการตีความนั้นย่อมแตกต่าง กันไปตามความรู้ ประสบการณ์ และค่านิยมของแต่ละบุคคล 2. ความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะวิเคราะห์ เราจะคิดวิเคราะห์ได้ดีนั้นจ าเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจพีนฐานในเรื่องนั้น เพราะความรู้จะช่วยก าหนดขอบเขตของการวิเคราะห์แจกแจงและ จ าแนกได้ว่าเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับอะไร มีองค์ประกอบย่อย ๆ อะไรบ้างมีกหมวดหมู่ จัดล าดับ ความสามารถอย่างไร และรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ การวิเคราะห์ของเราในเรื่องนั้นจะไม่สมเหตุสมผล


Click to View FlipBook Version