42 เลย หากเราไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนั้น เราจ าเป็นต้องใช้ความรู้ที่เกี่ยวข้องมาเป็นองค์ประกอบใน การคิด ถ้าเราขาดความรู้ เราอาจไม่สามารถวิเคราะห์หาเหตุผลได้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น 3. ความช่างสังเกต ช่างสงสัยและช่างถาม นักคิดเชิงวิเคราะห์จะต้องมีองค์ประกอบทั้ง สามนี้ร่วมกันคือ ต้องเป็นคนช่างสังเกต สามารถค้นพบความผิดปกติท่ามกลางสิ่งที่ดูอย่างผิวเผิน แล้วเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต้องเป็นคนช่างสงสัย เมื่อเห็นความผิดปกติไม่ละเลยไป แต่หยุด พิจารณาขบคิด ไตร่ตรอง และต้องเป็นคนช่างถาม ชอบตั้งค าถาม ค าถามจะน าไปสู่การสืบค้น ความจริง และเกิดความชัดเจนในประเด็นที่ต้องการวิเคราะห์ 4. ความสามารถในการหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล นักคิดเชิงวิเคราะห์จึงต้องเป็นผู้ที่มี ความสามารถในการใช้เหตุผล จ าแนกแยกแยะได้ว่าสิ่งใดเป็นความจริง สิ่งใดเป็นความเท็จ สิ่งใด มีองค์ประกอบในรายละเอียดเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไร 5.4 ประโยชน์ของกำรคิดวิเครำะห์ การคิดวิเคราะห์นับว่ามีประโยชน์ต่อบุคคลทุกคนในการน าไปใช้เพื่อการด ารงชีวิตร่วมกับผู้อื่น ในสังคม เพื่อให้เกิดความสุข ความสมหวังดังที่ตนปรารถนา สุวิทย์ มูลค า (2547:39) ได้อธิบายถึง ประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์ไว้ดังนี้ 1. ช่วยให้เรารู้ข้อเท็จจริง รู้เหตุผลเบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าใจความเป็นมาเป็นไป ของเหตุการณ์ต่าง ๆ รู้ว่าเรื่องนั้นมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ท าให้เรารู้ข้อเท็จจริงที่เป็นฐานความรู้ ในการน าไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหาการประเมินและการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง 2. ช่วยให้เราส ารวจความสมเหตุสมผลของข้อมูลที่ปรากฏ และไม่ด่วนสรุปตามอารมณ์ ความรู้สึกหรืออคติ แต่สืบค้นตามหลักเหตุผลและข้อมูลที่เป็นจริง 3. ช่วยให้เราไม่ด่วนสรุปสิ่งใดง่าย ๆ แต่สื่อสารตามความเป็นจริง ขณะเดียวกันจะช่วยให้เราไม่ หลงเชื่อข้ออ้างที่เกิดจากตัวอย่างเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาเหตุผลและปัจจัยเฉพาะในแต่ละกรณีได้ 4. ช่วยในการพิจารณาสาระส าคัญอื่น ๆ ที่ถูกบิดเบือนไปจากความประทับใจในครั้งแรกท าให้ มองอย่างครบถ้วนในแง่มุมอื่น ๆ ที่มีอยู่ 5.ช่วยพัฒนาความเป็นคนช่างสังเกต การหาความแตกต่างของสิ่งที่ปรากฏพิจารณาความ สมเหตุสมผลของสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่จะตัดสินสรุปสิ่งใดลงไป วนิช สุธารัตน์ (2547:135) ได้เสนอแนวคิดในเรื่องประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์หลายประการ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. สามารถปฏิบัติงานอย่างมีหลักการและเหตุผลและได้งานที่มีประสิทธิภาพ 2.สามารถประเมินงานโดยใช้กฎเกณฑ์อย่างสมเหตุสมผล
43 3. สามารถประเมินตนเองอย่างมีเหตุผล และมีความสามารถในการตัดสินใจได้อย่างดี 4. ช่วยให้สามารถแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล 5. ช่วยให้สามารถก าหนดเป้าหมาย รวบรวมข้อมูลที่ชัดเจน ค้นหาความรู้ ทฤษฎีหลักการ ตั้งข้อ สันนิษฐาน มีความหมาย ตลอดจนการหาข้อสรุปได้ดี ประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์สามารถสรุปได้ว่าการคิดวิเคราะห์ช่วยให้นักเรียนรู้จักใช้ เหตุผล ช่วยให้วินิจฉัยข้อเท็จจริงเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องที่ซับซ้อน สามารถแก้ปัญหาช่วยในการ ประเมินและตัดสินใจได้อย่างสมเหตุสมผล นอกจากนี้การคิดวิเคราะห์ยังเป็นพื้นฐานการคิดในสิ่งอื่นๆ อีกด้วย 5.5 กำรวัดและประเมินผลกำรคิดวิเครำะห์ บลูม (Bloom. 1956: 6-9, 201-207) ได้ก าหนดจุดมุ่งหมายทางการศึกษา (Bloom’s Taxonomy of Educational Objectives) เป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการรู้คิด ด้านจิตพิสัยและด้านทักษะพิสัยของบุคคลส่งผลต่อความสามารถทางการคิดที่บลูมจ าแนกไว้เป็น 6 ระดับ ค าถามในแต่ละระดับมีความซับซ้อนแตกต่างกัน ได้แก่ 1. ระดับความรู้ความจ า แยกเป็นความรู้ในเนื้อหา เช่น ความรู้ในศัพท์ที่ใช้และ ความรู้ในข้อเท็จจริงเฉพาะ ความรู้ในวิธีด าเนินการ เช่น ความรู้ เกี่ยวกับระเบียบแบบแผน ความรู้ เกี่ยวกับแนวโน้มและล าดับขั้น ความรู้เกี่ยวกับการจัดจ าแนกประเภทความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์ต่างๆและ ความรู้เกี่ยวกับวิธีการ ความรู้รวบยอดในเนื้อเรื่อง เช่น ความรู้เกี่ยวกับหลักวิชาและการขยายความ และความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีและโครงสร้าง 2. ระดับความเข้าใจ แยกเป็น การแปลความ การตีความและการขยายความ 3. ระดับการน าไปใช้หรือการประยุกต์ 4. ระดับการวิเคราะห์แยกเป็น การวิเคราะห์ความส าคัญ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์และ การวิเคราะห์หลักการ 5. ระดับการสังเคราะห์แยกเป็น การสังเคราะห์การสื่อความหมาย การสังเคราะห์แผนงาน และการสังเคราะห์ความสัมพันธ์ 6. ระดับการประเมินค่า แยกเป็นการประเมินค่าโดยอาศัยข้อเท็จจริงภายในและ การประเมินค่าโดยอาศัยข้อเท็จจริงภายนอก การที่บุคคลจะมีทักษะในการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ บุคคลนั้นจะต้องสามารถวิเคราะห์และเข้าใจสถานการณ์ใหม่หรือข้อความจริงใหม่ได้ดังนั้นการจะให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้ในระดับใดหรือหลายระดับนั้นขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระที่เป็นองค์ความรู้ เช่น
44 จุดมุ่งหมายการเรียนรู้เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลเศรษฐกิจเสนอในรูปแบบกราฟ เพื่อให้นักเรียนมีความ เข้าใจในข้อมูลดังกล่าว อาจต้องผสานข้อมูลความรู้ในลักษณะรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดจ าพวก การแปล การตีความ การประยุกต์การวิเคราะห์ส่วนย่อยและความสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ความ เข้าใจ การน าไปใช้สู่การวิเคราะห์การสังเคราะห์และการประเมินผลตามจุดมุ่งหมาย การศึกษาของบลูม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการวิเคราะห์จะส่งผลให้นักเรียนสามารถน าไป ประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ใหม่ในเชิงสร้างสรรค์เพราะเป็นการพัฒนาความสามารถในระดับการมี เหตุผลและเป็นการเรียนรู้ที่คงทนของแต่ละบุคคลแม้จะจ ารายละเอียดของความรู้ ไม่ได้ นักเรียนจึง ต้องเรียนวิธีการวิเคราะห์และภายใต้สภาวะใดที่ต้องน าความสามารถด้านการวิเคราะห์มาใช้ ดังนั้น การประเมินเป็นระยะจะน าไปสู่การปรับปรุงทั้ง 3 กระบวนการ คือ กระบวนการสร้างหลักสูตร การสอน และการเรียนรู้ เพื่อพยายามหาวิธีการลดผลกระทบเชิงลบ เพิ่มวิธีการบรรลุวัตถุประสงค์ การศึกษาอย่างมีคุณค่าความสามารถทางการคิดของบุคคลของบลูมในระดับการคิดวิเคราะห์ เป็นทักษะการคิดระดับพื้นฐานของนักเรียนสู่ความสามารถทางการคิดในระดับสูง เพราะนักเรียนจะ เข้าใจเหตุการณ์ต่างๆอย่างชัดเจนผ่านกระบวนการวิเคราะห์หน่วยย่อย การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์หลักการโดยนักเรียนสามารถวิเคราะห์ประเด็นต่างๆจากส่วนย่อยสู่ส่วนใหญ่ และ เชื่อมความสัมพันธ์ของประเด็นต่างๆ เข้าด้วยกันจนสามารถสรุปอย่างเป็นหลักการโดยมีเหตุผล รองรับ ตามรายละเอียด ดังนี้ 1. การคิดวิเคราะห์ความส าคัญหรือเนื้อหาของสิ่งต่างๆ (Analysis of Element) เป็น ความสามารถในการแยกแยะได้ว่า สิ่งใดจ าเป็น สิ่งใดส าคัญ สิ่งใดมีบทบาทมากที่สุด ประกอบด้วย 1.1 วิเคราะห์ชนิด เป็นการให้นักเรียนวินิจฉัยว่า สิ่งนั้น เหตุการณ์นั้นๆ จัดเป็น ชนิดใด ลักษณะใด เพราะเหตุใด เช่น ข้อความนี้ (ท าดีได้ดี ท าชั่วได้ชั่ว) เป็นข้อความชนิดใด ต้นผักชีเป็นพืชชนิดใด ม้าน้ าาเป็นพืชหรือสัตว์ 1.2 วิเคราะห์สิ่งส าคัญ เป็นการวินิจฉัยว่าสิ่งใดส าคัญ สิ่งใดไม่ส าคัญ เป็นการ ค้นหาสาระส าคัญ ข้อความหลัก ข้อสรุป จุดเด่น จุดด้อย ของสิ่งต่างๆ เช่น - สาระส าคัญของเรื่องนี้คืออะไร - ควรตั้งเรื่องนี้ว่าอะไร - การปฏิบัติเช่นนั้น เพื่ออะไร
45 - สิ่งใดส าคัญที่สุด สิ่งใดมีบทบาทมากที่สุดจากสถานการณ์นี้ 1.3 วิเคราะห์เลศนัย เป็นการมุ่งค้นหาสิ่งที่แอบแฝงซ่อนเร้น หรืออยู่เบื้องหลัง จากสิ่งที่เห็น ซึ่งมิได้บ่งบอกตรงๆ แต่มีร่องรอยของความเป็นจริงซ่อนเร้นอยู่ เช่น - ภาพนี ้หมายถึงใคร - ข้อความนี้หมายถึงใครหรือสถานการณ์ใด 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Analysis of Relationship) เป็นการค้นหาความสัมพันธ์ของ สิ่งต่างๆ ว่ามีอะไรสัมพันธ์กัน สัมพันธ์กันอย่างไร สัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด สอดคล้องหรือ ขัดแย้งกัน ได้แก่ 2.1 วิเคราะห์ชนิดของความสัมพันธ์ - มุ่งให้ คิดว่าเป็นความสัมพันธ์แบบใดมีสิ่งใดสอดคล้องกัน หรือไม่ สอดคล้องกัน มีสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และมีสิ่งใดไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ - มีข้อความใด มีสิ่งใดไม่สมเหตุสมผล เพราะอะไร - ค ากล่าวใดสรุปผิด การตัดสินใจการกระท าอะไรไม่ถูกต้อง - สองสิ่งนี้เหมือนกันอย่างไร หรือแตกต่างกันอย่างไร 2.2 วิเคราะห์ขนาดของความสัมพันธ์ - สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกันมากที่สุด สิ่งใดเกี่ยวข้องน้อยที่สุด - สิ่งใดสัมพันธ์กับสถานการณ์ หรือเรื่องราวมากที่สุด - การเรียงล าดับมากน้อยของสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เรียงล าดับความรุนแรง เรียงล าดับจ านวน 2.3 วิเคราะห์ขั้นตอนความสัมพันธ์ - เมื่อเกิดสิ่งนี้แล้ว เกิดผลลัพธ์อะไรตามมาบ้างตามล าดับ - การเรียงล าดับขั้นตอนของเหตุการณ์ วงจรของสิ่งของต่างๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาตามล าดับขั้นตอน - ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร เช่น วิเคราะห์วงจรของฝน, ผีเสื้อ 2.4 วิเคราะห์จุดประสงค์และวิธีการ - การกระท าแบบนี้เพื่ออะไร การท าบุญตักบาตร (สุขใจ) - เมื่อท าอย่างนี้แล้วจะเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างไร - ท าอย่างนี้มีเป้าหมายอย่างไร มีจุดมุ่งหมายอะไร 2.5 วิเคราะห์สาเหตุและผล - สิ่งใดเป็นสาเหตุของเรื่องนี้ - หากไม่ท าอย่างนี้ผลจะเป็นอย่างไร
46 - หากท าอย่างนี้ผลจะเป็นอย่างไร - ข้อความใดเป็นเหตุผลแก่กัน หรือขัดแย้งกัน 2.6 วิเคราะห์แบบความสัมพันธ์ในรูปอุปมาอุปไมย เช่น - บินเร็วเหมือนนก - ระบบประชาธิปไตยเหมือนกับระบบท างานของอวัยวะในร่างกาย 3. การคิดวิเคราะห์เชิงหลักการ (Analysis of Organization Principles) หมายถึง การค้นหาโครงสร้างของระบบ เรื่องราว สิ่งของและการท างานต่างๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นด ารงอยู่ได้ใน สภาพเช่นนั้น เนื่องจากอะไร มีอะไรเป็นแกนหลัก มีหลักการอย่างไร มีเทคนิคอะไรหรือยึดถือคติใด มีสิ่งใดเป็นตัวเชื่อมโยง การคิดวิเคราะห์หลักการเป็นการวิเคราะห์ที่ถือว่ามีความสคัญที่สุด การจะ วิเคราะห์เชิงหลักการได้ดี จะต้องมีความรู้ ความสามารถในการวิเคราะห์องค์ประกอบและวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ได้ดีเสียก่อน เพราะผลจากความสามารถในการวิเคราะห์องค์ประกอบและวิเคราะห์ ความสัมพันธ์จะท าให้สามารถสรุปเป็นหลักการได้ ประกอบด้วย 3.1 วิเคราะห์โครงสร้าง เป็นการค้นหาโครงสร้างของสิ่งต่างๆ เช่น - การท าวิจัยมีกระบวนการท างานอย่างไร - สิ่งนี้บ่งบอกความคิดหรือเจตนาอย่างไร - ค ากล่าวนี้มีลักษณะอย่างไร (ชวนเชิญ โฆษณาชวนเชื่อ) - โครงสร้างของสังคมไทยเป็นอย่างไร - ส่วนประกอบของสิ่งนี้มีอะไรบ้าง - กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3.2 วิเคราะห์หลักการ เป็นการแยกแยะเพื่อค้นหาความจริงของสิ่งต่างๆ แล้ว สรุปเป็นค าตอบหลักได้ - หลักการของเรื่องนี้มีว่าอย่างไร - เหตุใดความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงไม่มีทีท่าจะยุติลงได้ - หลักการในการสอนของครูควรเป็นอย่างไร ลักษณะของสิ่งต่างๆ ที่จะน ามาใช้ในการวิเคราะห์ เช่น วิเคราะห์วัตถุ วิเคราะห์ สถานการณ์ วิเคราะห์บุคคล วิเคราะห์ข้อความ วิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์สารเคมี ฯลฯ เป็นต้น สรุปได้ว่าในการวิเคราะห์จะวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกายภาพ เชิงรูปธรรมและวิเคราะห์เชิงนามธรรม จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า การคิดวิเคราะห์เป็นการแยกแยะเพื่อหาส่วนย่อยของ
47 เหตุการณ์หรือเรื่องราวเนื้อหาต่างๆ ว่าประกอบด้วยอะไร มีความสาคัญอย่างไร อะไรเป็นเหตุอะไร เป็นผลและที่เป็นอย่างนั้นอาศัยหลักการอย่างไร โดยอาศัยพฤติกรรมด้านความจ าความเข้าใจ และ ด้านการน าไปใช้มาประกอบการพิจารณา 5. ผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนวิทยำศำสตร์ 5.1 ควำมหมำยของผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนวิทยำศำสตร์ สุธรรม อ่อนค า (2534 : 7) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถ ใน การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ซึ่งวัดได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์ อ าพรรณ สุกัณธา (2535 : 13) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ หมายถึงคะแนนของ นักเรียนที่ได้จากการตอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภพ เลาหไพบูลย์ (2537 : 93) ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง พฤติกรรมที่ แสดงออกถึงความสามารถในการกระท าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ได้จากที่ไม่เคยกระท าได้ หรือ กระท าได้น้อย ก่อนที่จะมีการเรียนการสอน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่วัดได้ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2545 : 109) ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ หมายถึง ขนาดของความส าเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้ด้าน เนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ที่วัดได้จากคะแนนในการตอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตร์ 5.2 กำรวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนวิทยำศำสตร์ ประวิตร ชูศิลป์ (2542: 21-31)กล่าววา่ การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนได้รับทั้งเนื้อหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการแสวงหาความรู้ทาง วิทยาศาสตร์จะต้องวัดผลทั้งสองส่วนและเพื่อความสะดวกในการประเมิน จึงจ าแนกพฤติกรรมในการ สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ส าหรับเป็นเกณฑ์วัดผลว่านักเรียนได้ เรียนรู้ไปมากน้อยเพียงใด มี4 พฤติกรรม ดังนี้ 1. ความรู้ความจ า หมายถึง ความสามารถในการระลึกถึงเรื่องราวที่เคยเรียนมาแล้ว ซึ่งเกี่ยวกับ ข้อเท็จจริง ความคิดรวบยอด หลักการและทฤษฎี 2. ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการอธิบาย การจ าแนก การขยายใจความ และ การแปลความหมายของความรู้ โดยอาศัยข้อเท็จจริง ข้อตกลง หลักการ แนวคิดและทฤษฎี ทางวิทยาศาสตร์ 3. การน าความรู้ไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการน าความรู้และวิธีการค้นคว้าหา
48 ความรู้ ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิตประจ าวัน 4. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการสืบเสาะหาความรู้ ทาง วิทยาศาสตร์ โดยใช้ทักษะการสังเกต การวัดการค านวณ การจ าแนกประเภท 5. ความสัมพันธ์ ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา การจัดกระท าและสื่อความหมายข้อมูล การลงความคิดเห็น จากข้อมูล การพยากรณ์ การตั้งสมมติฐาน การก าหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ การก าหนดและควบคุมตัวแปร การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป Bloom (1965: 201, อ้างถึงใน จ านงค์ ทองช่วย, 2551) กล่าวว่า ล าดับขั้นที่ใช้ใน การเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมด้านความรู้ ความคิดไว้มี 6 ขั้น ดังนี้ 1. ความรู้ความจ า หมายถึง การระลึกหรือท่องจ าความรู้ต่าง ๆ ที่ได้เรียนมาแล้ว โดยตรงใน ขั้นนี้รวมถึงการระลึกถึงข้อมูล ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ไปจนถึงกฎเกณฑ์ ทฤษฎีจากต ารา ดังนั้น ขั้นความรู้ ความจ าจึงจัดได้ว่าเป็นขั้นต่ าสุด 2. ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถที่จะจับใจความส าคัญของเนื้อหาที่ได้เรียนหรืออาจแปล ความจากตัวเลข การสรุป การย่อความต่าง ๆ การเรียนรู้ในขั้นนี้ถือว่าเป็นขั้นที่สูงกว่าการท่องจ า ตามปกติอีกขั้นหนึ่ง 3. การน าไปใช้ หมายถึง ความสามารถที่จะน าความรู้ที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วไปใช้ ใน สถานการณ์ใหม่ ดังนั้น ขั้นนี้จึงรวมถึงความสามารถในการเอากฎ มโนทัศน์ หลักส าคัญ วิธีการ น าไปใช้การเรียนรู้ในขั้นนี้ถือว่านักเรียนจะต้องมีความเข้าใจในเนื้อหาเป็นอย่างดีเสียก่อน จึงจะน า ความรู้ไปใช้ได้ ดังนั้นจึงจัดอันดับให้สูงกว่าความเข้าใจ 4. การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะแยกแยะเนื้อหาวิชาลงไปเป็น องค์ประกอบย่อย ๆ เหล่านั้นเพื่อที่จะได้มองเห็นหรือเข้าใจความเกี่ยวโยงต่าง ๆ ในขั้นนี้จึงรวมถึงการ แยกแยะหาส่วน ประกอบย่อย ๆ หาความสัมพันธ์ของส่วนย่อย ๆ เหล่านั้นตลอดจนหลักส าคัญต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง 5. การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะน าเอาส่วนย่อย ๆ มาประกอบกันเป็น สิ่งใหม่ การสังเคราะห์ จึงเกี่ยวกับการวางแผน การออกแบบการทดลอง การตั้งสมมติฐาน การแก้ปัญหาที่ยากกว่าเรียนรู้ในระดับนี้ เป็นการเน้นพฤติกรรมที่สร้างสรรค์ในอันที่จะสร้างแนวคิด หรือแบบแผน ใหม่ ๆ ขึ้นมา ดังนั้นการสังเคราะห์เป็นขั้นที่สูงกว่าการวิเคราะห์อีกขั้นหนึ่ง 6. การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับคุณค่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค าพูด นวนิยาย บทกวีหรือรายงานการวิจัย การตัดสินใจดังกล่าวจะต้องวางแผนอยู่บน
49 เกณฑ์ที่แน่นอนเกณฑ์ดังกล่าวอาจจะเป็นสิ่งที่นักเรียนคิดขึ้นเองหรือน ามาจากที่อื่นก็ได้ การเรียนรู้ใน ขั้นนี้ถือว่าเป็นการเรียนรู้ขั้นสูงสุด จากความหมายข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การประเมินผลสมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตร์ต้องมีการออกแบบการวัดหรือการประเมินอย่างมีระบบมีขั้นตอนโดยมีการก าหนด วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ต้องการวัดซึ่งต้องสอดคล้องกับเนื้อหารายวิชาและสร้างแบบทดสอบให้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเนื้อหารายวิชาวิทยาศาสตร์ เอกสำรที่เกี่ยวข้องกับกำรวิจัย รูปแบบซิปปำ ชยาภรณ์ เค้านา. (2561). ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้โมเดลซิปปาที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ทาง การเรียนและเจตคติต่อการเรียนวิชาสุขศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลวิจัยพบว่า ผลฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเจตคติทางการเรียนสูงขึ้นเมื่อได้รับการ จัดการเรียนรู้โดยใช้โมเดลซิปปาอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติระดับ .05 สุมาลี ค าสวาง. (2561). การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบซิปปาร่วมกับรูปแบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนซิปปา ร่วมกบรูปแบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อยางมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนโมเดลซิปปา ร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ สูงกวาเกณฑ์ร้อยละ 75 3) ความ พึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 กลุ่มทดลองที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ วิชาภูมิศาสตร์ ด้วยรูปแบบการสอนซิปปาร่วมกบรูปแบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ อยู่ในระดับมาก นางไพรจิตร บ้านเหล่า. (2560). การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นส าคัญในรายวิชา ส32103 สังคมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง สถาบันทางสังคม โดยใช้ รูปแบบการสอนแบบซิปปา ( CIpp Model) ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนากิจกรรมการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ หน่วยการเรียน เรื่อง สถาบัน ทางสังคม โดยใช้รปแบบการสอน แบบซิปปา (CIPPA Model) จากการจัดกิจกรรม พบว่าผ้เรียนสรุปข้อความรู้ความเข้าใจด้วยตนเองมี การวางแผนแก้ปัญหา การสร้างสรรค์ผลงาน การน าความรู่ไปประยุกต์ใช๎ ตลอดจน กระบวนการ ท างานกลุ่มการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการเรียน ภายใต้บรรยากาศที่ส่งเสริมให้นักเรียน ได๎ใช ้ ความสามารถในกระบวนคิดแก่ปัญหาของตนเองและกลุ่ทม การยอมรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน การเป็นผู้น าและผู้ตามที่ดี ซึ่งรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ
50 นางสาวชมัญพร โคตรฉินเหล่า. (2562). การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ซิปปา เรื่อง สิทธิหน้าที่ความเป็น พลเมืองดี ของนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า (1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง สิทธิหน้าที่ความเป็น พลเมืองดีของนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.14/80.17 ซึ่งสูง กว่าเกณฑ์75/75 ที่ก าหนดไว้ (2) นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง สิทธิหน้าที่ความเป็นพลเมืองดี ของนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง สิทธิหน้าที่ความ เป็นพลเมืองดี ของนักเรียน ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เครื่องมือวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา จ านวน 7 แผน (2) แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 40 ข้อ(3)แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จ านวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และ t- test Dependent Samples
51 บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ การคิดวิเคราะห์โดยการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมีเรื่อง กรด – เบส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 4. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5. การด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 1. ประชำกร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนขนาด กลางแห่งหนึ่งในอ าเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนทั้งหมดจ านวน 20 คน 2. กลุ่มตัวอย่ำง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนบ้านเชียง วิทยา อ าเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) แบบแผนกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะห์โดยการจัดการ เรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิคK-W-D-L วิชาเคมีเรื่อง กรด – เบส ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งรูปแบบของแผนการวิจัยที่ใช้แบบกลุ่มเดียว ก่อนเรียนและหลังเรียน (One Group Pretest – Posttest Design) ดังตารางที่ 3
52 ตำรำงที่3 แผนการวิจัยที่ใช้แบบกลุ่มเดียว ก่อนเรียนและหลังเรียน (One Group Pretest – Posttest Design) ทดสอบก่อนเรียน ทดลอง ทดสอบหลังเรียน T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการค้นคว้า T1 หมายถึง การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) T2 หมายถึง การทดสอบหลังเรียน (Posttest) X หมายถึง การจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมี เรื่อง กรด – เบส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1. เครื่องมือที่ใช้ในกำรทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมีเรื่อง กรด – เบส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 รวม 18 ชั่วโมง 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่อง กรด – เบส กำรสร้ำงเครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ มีขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมีเรื่อง กรด – เบส 1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) , กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระที่ 5 เคมี, หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ เคมี เล่ม 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 เรื่อง กรด – เบส, คู่มือการสอนวิทยาศาสตร์ รวมทั้งเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ เรียนรู้รูปแบบ CIPPA และเทคนิค K-W-D-L 1.2 วิเคราะห์และก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมีเรื่อง กรด – เบส 1.3 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมี เรื่อง กรด – เบส โดยให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ก าหนดไว้ โดยมีรายละเอียดดังนี้
53 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ทฤษฎีกรด-เบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง คู่กรด-เบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การแตกตัวของกรด - เบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง pH ของสารละลายกรดและเบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดและเบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง สมบัติกรด – เบส ของเกลือ จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง การไทเทรตกรด – เบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง สารละลายบัฟเฟอร์ จ านวน 3 ชั่วโมง 1.4 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและพิจารณาให้ข้อเสนอแนะ 1.5 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา เสนอ ต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ และการวัดผลและ ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่าง จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสม และสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความไม่เหมาะสม และไม่สอดคล้องกัน แล้วน าคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาค่า ดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป
54 1.6 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แล้วน าเสนออาจารย์ที่ ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไป ทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจ านวน 20 คน ที่มีระดับความสามารถ เก่ง ปานกลาง และอ่อน เพื่อดูความเหมาะสมของกระบวนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้และปัญหาที่ เกิดขึ้นแล้วน ามาปรับปรุงแก้ไข 1.7 น าแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมีเรื่อง กรด – เบส ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนวิทยำศำสตร์ เรื่อง กรด – เบส แบบปรนัย 4 ตัวเลือก 2.1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตร์ วิธีสร้างแบบทดสอบ และการเขียนข้อสอบตามกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2.2 วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง กรด – เบส จากนั้นสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และการคิดวิเคราะห์ เป็นแบบชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก จ านวน 40 ข้อ โดยวัดผลการเรียนรู้ 3 ด้าน คือ 1) การวิเคราะห์ ความส าคัญ 2) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และ 3) การวิเคราะห์หลักการ ตามบลูม (Bloom, 1956 : 201 - 207) 2.4 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ที่สร้างขึ้นเสนอต่อ อาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความ เป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและ พิจารณาให้ข้อเสนอแนะ 2.5 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ที่ปรับปรุงแก้ไขตาม ข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการ สอนวิทยาศาสตร์ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความ สอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างข้อค าถามและจุดประสงค์การ เรียนรู้โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้
55 ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความไม่เหมาะสมและไม่ สอดคล้องกัน แล้วน าคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ โดยพิจารณาค่าดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป 2.6 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามข้อเสนอแนะของ ผู้เชี่ยวชาญ แล้วน าเสนออาจารย์ที่ปรึกษา แล้วน าไปทดสอบ (try out) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ที่เคยเรียน เรื่อง กรด – เบส มาแล้ว จ านวน 20 คน แล้วน าคะแนนการ ทดสอบมาวิเคราะห์หาความยากง่าย (p) และอ านาจจ าแนก ( r) เป็นรายข้อ คัดเลือกข้อสอบจ านวน 30 ข้อ โดยพิจารณาความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 และอ านาจจ าแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไปพบว่ามี ความยากง่าย อยู่ระหว่าง 0.5294 – 0.5882 อ านาจจ าแนก อยู่ระหว่าง 0.2353 – 0.5882 2.7 น าแบบทดสอบที่คัดเลือกไว้ มาวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยค านวณ จากสูตร K-R20 โดยพิจารณาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับตั้งแต่ 0.80 ขึ้นไป พบว่ามีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.8140 2.8 จัดพิมพ์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เพื่อน าไปใช้เป็น เครื่องมือในการศึกษาค้นคว้าต่อไป กำรด ำเนินกำรเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษาในครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ท าการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยด าเนินการ ดังนี้ 1. ขออนุญาตผู้อ านวยการ รองผู้อ านวยการฝ่ายวิชาการ และอาจารย์พี่เลี้ยง นางอมรรัตน์ สุมาตรา เพื่อด าเนินการวิจัยภาย ในโรงเรียนกับนักเรียนกลุ่มที่ศึกษา 2. ชี้แจงข้อมูลการเข้าร่วมการวิจัยกับกลุ่มนักเรียนที่ศึกษาทั้งกลุ่มตัวอย่าง 3. ด าเนินการวิจัยกับกลุ่มนักเรียนที่ศึกษา 3.1.1 ด าเนินการทดสอบก่อนเรียนกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เป็นแบบทดสอบชนิดปรนัย จ านวน 30 ข้อ คะแนนเต็ม 10 คะแนน
56 3.1.2 ด าเนินการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมี เรื่อง กรด – เบส โดยผู้วิจัยเป็นผู้ด าเนินการจัดการเรียนรู้เอง จ านวน 9 แผนการจัดการเรียนรู้ รวม 25 ชั่วโมง 3.1.3 ด าเนินการทดสอบหลังเรียนกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิทยาศาสตร์(ฉบับเดียวกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน) 3.1.4 เก็บรวบรวมคะแนนที่ได้จากการตรวจโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตร์หลังเรียน กำรวิเครำะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลหลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลจากเครื่องมือต่าง ๆ ดังนี้ 1. โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ฉบับก่อนและหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดย 1.1 ใช้ค่าสถิติ ใช้ t-test dependent Sample เพื่อหาศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด – เบส รายวิชาเคมีของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบCIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมี เรื่อง กรด – เบส ก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ 1.1 ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) (สมชาย วรกิจเกษมสกุล. 2556:151) IOC= ∑ R N IOC เป็นค่าความสอดคล้องของแบบสอบถามและข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ R = ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N = จ านวนผู้เชี่ยวชาญ
57 1.2 ค่าความยาก (P) ค านวณจากสูตร (สมชาย วรกิจเกษมสกุล. 2556:147) P = RH -RL NH -NL P คือ ค่าความยากของค าถามแต่ละข้อ RH คือ จ านวนผู้ตอบถูกในกลุ่มสูง RL คือ จ านวนผู้ตอบถูกในกลุ่มต่ า NH คือ จ านวนผู้ตอบถูกในกลุ่มสูง NL คือจ านวนผู้ตอบในกลุ่มต่ า 1.3 ค่าอ านาจจ าแนก ค านวณจากสูตร (สมชาย วรกิจเกษมสกุล. 2556:148) r= RH -RL NH โดย r เป็นค่าจ าแนกของข้อสอบแต่ละข้อ RH เป็นจ านวนผู้ตอบถูกในกลุ่มสูง RL เป็นจ านวนผู้ตอบถูกในกลุ่มสูง NH เป็นจ านวนผู้ตอบในกลุ่มสูง 1.4 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยใช้สูตร K.R – 20 ของ KuderRichardson (สมชาย วรกิจเกษมสกุล, 2556) KR- 20= [ K K-1 ][1- Σp i q i St 2 ] เมื่อ KR- 20 เป็นสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของ Kuder-Richardson p i เป็นสัดส่วนของผู้ตอบถูกในข้อที่ q i เป็นสัดส่วนของผู้ตอบผิดในข้อที่ St 2 เป็นความแปรปรวนของคะแนนรวม K เป็นจ านวนข้อสอบ
58 2. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน 2.1 ค่าร้อยละ (สมชาย วรกิจเกษมสกุล, 2556) x = ∑ x N × 100 เมื่อ x คือ คะแนนร้อยละ ∑ x คือ ผลรวมคะแนนทั้งหมด N คือ จ านวนผู้เรียนกลุ่มตัวอย่าง 2.2 ค่าเฉลี่ย (สมชาย วรกิจเกษมสกุล. 2556:175) x̅= ∑ x N เมื่อ x̅ ค่าเฉลี่ยของคะแนน ∑ x ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N จ านวนผู้เรียนกลุ่มตัวอย่าง 2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (สมชาย วรกิจเกษมสกุล, 2556) S.D. = √ N ∑ x 2 - ( ∑ x)2 N(N-1) เมื่อ S.D. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน N จ านวนผู้เรียนกลุ่มตัวอย่าง X จ านวนคะแนนแต่ละตัวในกลุ่มตัวอย่าง
59 2.4 สถิติที่ใช้การทดสอบสมมติฐานโดยทดสอบด้วยสถิติ ด้วยสูตร t-test (Dependent) (สมชาย วรกิจเกษมสกุล, 2556) t = ∑ D √ N ∑ D 2 - ( ∑ D ) 2 (N - 1) เมื่อ t คือ ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤติ D คือ ค่าผลต่างระหว่างคู่คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน N คือ จ านวนกลุ่มตัวอย่าง ∑ D คือ ผลรวมค่าผลต่างระหว่างคู่คะแนนก่อนและหลังเรียน
60 บทที่ 4 ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์และการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L ซึ่งผลการวิเคราะห์ข้อมูล มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2.ผลศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และผลศึกษาความสามารถการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สัญลักษณ์ที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล การน าเสนอผลการวิจัยเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยได้ก าหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการเสนอผลการวิจัย ดังนี้ ̅ แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนน ** แทน นัยส าคัญทางสถิติ .05 S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน ผลกำรศึกษำผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนวิทยำศำสตร์และผลศึกษำควำมสำมำรถกำรคิดวิเครำะห์ ผู้วิจัยได้ใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง กรด - เบส ซึ่งเป็นแบบ ปรนัย 4 ตัวเลือก มีจ านวนทั้งหมด 30 ข้อ คะแนนเต็ม 10 คะแนน ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-Lจากนั้นน าคะแนน การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมาวิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แสดงผลดังตารางที่
61 ตำรำงที่ 4 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และผลศึกษาความสามารถการคิด วิเคราะห์ของนักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วย เทคนิค K-W-D-L ก่อนเรียนและหลังเรียน เลขที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 1 7 28.00 17 68.00 2 5 20.00 15 60.00 3 9 36.00 20 80.00 4 8 32.00 17 68.00 5 6 24.00 17 68.00 6 9 36.00 16 64.00 7 12 48.00 23 92.00 8 5 20.00 15 60.00 9 9 36.00 17 68.00 10 10 40.00 21 84.00 11 6 24.00 15 60.00 12 7 28.00 16 64.00 13 14 56.00 23 92.00 14 8 32.00 17 68.00 15 7 28.00 17 68.00 16 8 32.00 19 76.00 17 10 40.00 20 80.00 18 11 44.00 18 72.00 19 11 44.00 19 76.00 20 10 40.00 22 88.00 ค่าเฉลี่ย 8.6000 18.2000 SD 2.3709 2.5670
62 จากตารางที่ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และ ผลศึกษาความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่านักเรียนมี คะแนน เฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 8.6000 คะแนน คิดเป็น ร้อยละ 34.4000 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 18.2000 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 72.8000 ผลกำรเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนวิทยำศำสตร์ผลศึกษำควำมสำมำรถกำรคิดวิเครำะห์ การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ผลศึกษาความสามารถการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L ผู้วิจัยได้น าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนจากการทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์เปรียบเทียบโดยการทดสอบ t-test for Dependent Sample ผลการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงผลดังตารางที่ ตำรำงที่ 5 ผลการเปรียบเทียบทางการเรียนวิทยาศาสตร์ผลศึกษาความสามารถ การคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L ก่อนเรียนและหลังเรียน การทดสอบ คะแนนเฉลี่ย S.D. ร้อยละ t-test ก่อนเรียน 8.6000 2.3709 34.4000 30.84886 หลังเรียน 18.2000 2.5670 72.8000 **มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากตารางที่ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และผลศึกษาความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่านักเรียนมี คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 8.6000 คิดเป็น ร้อยละ 34.4000 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 18.2000 คิดเป็นร้อยละ 72.8000 ซึ่งคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 แสดงว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วย เทคนิค K-W-D-L มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
63 บทที่ 5 สรุป อภิปรำย และข้อเสนอแนะ การวิจัย เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์และการคิดวิเคราะห์ เรื่องกรดเบสของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง กรดเบส จากการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลสามารถสรุปผล อภิปรายผล และให้ข้อเสนอแนะ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ วัตถุประสงค์กำรวิจัย 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมีเรื่อง กรด – เบส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สมมติฐำนกำรวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะห์ โดยการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมี เรื่อง กรด-เบส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของกำรวิจัย 1. ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำงฃ 1.1 ประชำกร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนขนาด กลางแห่งหนึ่งในอ าเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนทั้งหมดจ านวน 20 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่ำง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนขนาด กลางแห่งหนึ่ง อ าเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling)
64 2. ตัวแปรในกำรวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถใน การคิดวิเคราะห์ 3. เนื้อหำที่วิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้เนื้อหาจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) รายวิชา ว32224 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง กรด-เบส ประกอบด้วยเนื้อหาย่อยดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ทฤษฎีกรด-เบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง คู่กรด-เบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การแตกตัวของกรด - เบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง pH ของสารละลายกรดและเบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดและเบส จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง สมบัติกรด – เบส ของเกลือ จ านวน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง การไทเทรตกรด – เบส จ านวน 3 ชั่วโม แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง สารละลายบัฟเฟอร์ จ านวน 3 ชั่วโมง 4. ระยะเวลำวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ท าการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดยใช้เวลาในการ ทดลอง 24 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่อง กรด – เบส จ านวน 8 แผน แผนละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 24 ชั่วโมง โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผน เท่ากับ 0.67 ขึ้นไป 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง กรด – เบส เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จ านวน 40 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.67 ขึ้นไป และเมื่อน าแบบทดสอบ ไป ทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จากนั้นมาตรวจให้คะแนน และน ามาวิเคราะห์คะแนน รายข้อ คัดเลือกข้อสอบโดยพิจารณา ความยากง่ายระหว่าง ที่มีค่าตั้งแต่ 0.20 – 0.80 พบว่า แบบทดสอบมีค่าความยาก ง่ายอยู่ระหว่าง 0.30 - 0.70 และอ านาจจ าแนก ที่มีค่าตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป
65 พบว่าแบบทดสอบ มีค่าอ านาจ จ าแนก อยู่ระหว่าง 0.20 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.8140 จากนั้นท าการเลือกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง กรด – เบส จากทั้งหมด 40 ข้อคัดเลือกข้อสอบที่ผ่านเกณฑ์ จ านวน 30 ข้อเพื่อน าไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1. เครื่องมือที่ใช้ในกำรทดลอง 1.1 . แผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่อง กรด – เบส จ านวน 8 แผน แผนละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 24 ชั่วโมง โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผน เท่ากับ 0.67 ขึ้นไป 2. เครื่องมือที่ใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่อง กรด – เบส เป็นแบบ ปรนัย 4 ตัวเลือก จ านวน 30 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1 และเมื่อน าแบบทดสอบ ไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง มีค่าความยากง่าย เท่ากับ 0.20 – 0.80 ค่าอ านาจจ าแนก เท่ากับ 0.00 – 0.80 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.8140 กำรเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษาในครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ท าการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยด าเนินการ ดังนี้ 1. ชี้แจงให้กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จ านวน 20 คน ทราบถึง วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษา จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างท าแบบทดสอบก่อนเรียนโดย ใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและผ่านขั้นตอนการตรวจหาคุณภาพ จ านวน 30 ข้อ 2. ก่อนการทดลอง ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตร์เรื่อง กรด – เบส เพื่อน าคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน 3. ผู้วิจัยด าเนินการสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนการรูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่อง กรด – เบส จ านวน 8 แผน แผนละ 3 ชั่วโมง |รวมทั้งสิ้น 24 ชั่วโมง
66 4. เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ท าการทดสอบหลังเรียน โดยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างท า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง เรื่อง กรด – เบส ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและผ่าน ขั้นตอนการตรวจหาคุณภาพ จ านวน 30 ข้อ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก ฉบับเดิมกับทดสอบก่อนเรียน เพื่อน าคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนหลังเรียน 5. เก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อท าการวิเคราะห์สรุปผลและเขียนรายงานการวิจัยต่อไป กำรวิเครำะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลหลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลจากเครื่องมือต่าง ๆ ดังนี้ 1. โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ฉบับก่อนและหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดย 1.1 ใช้ค่าสถิติ ใช้ t-test dependent Sample เพื่อหาศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด – เบส รายวิชาเคมีของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบCIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L วิชาเคมี เรื่อง กรด – เบส ก่อนเรียนและหลังเรียน สรุปผลกำรวิจัย ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และผลศึกษาความสามารถ การคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 8.6000 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 34.4000 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 18.2000 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 72.8000 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ก าหนดไว้ และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05
67 อภิปรำยผล จากการวิจัยการศึกษา เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์และการคิดวิเคราะห์ เรื่องกรดเบสของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L ได้ผลการวิจัย ดังที่ผู้วิจัย เสนอการอภิปรายผล ดังต่อไปนี้ เมื่อวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและผลศึกษาความสามารถการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 8.600 คิดเป็นร้อยละ 34.4000 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 18.2000 คิดเป็นร้อยละ 72.8000 ซึ่งเป็นไปตาม สมมติฐานข้อที่ก าหนดไว้ และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 8.600 และคะแนนเฉลี่ย หลังเรียน เท่ากับ 18.2000 ซึ่งคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 แสดงว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อ ทั้งนี้ เนื่องจากผู้วิจัยได้จัดการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L ซึ่งการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CIPPAเป็นการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีจุดเน้นอยู่ที่การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม ทั้ง ทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม โดยเน้นการทบทวนความรู้การสร้างความรู้ใหม่ การ ท าความเข้าใจการแลกเปลี่ยนความรู้ในกลุ่ม โดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ที่จ าเป็นต่อการด ารงชีวิต เช่น กระบวนการคิด กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการกลุ่มกระบวนการแก้ปัญหา และการ ประยุกต์ใช้ความรู้ให้ผสมผสานกันไปตามสภาพของผู้เรียนและเป้าหมายของการเรียนรู้เป็นการ พัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบองค์รวมท าให้ผู้เรียนเป็นบุคคลที่สมบูรณ์และมีความสุข ทิศนา แขม มณี (2547: 67-68) อีกทั้งเทคนิคการสอนเทคนิค K-W-D-Lเหมาะสมกับเรื่องกรด – เบส เนื่องจาก เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยให้นักเรียนสามารถวิเคราะห์ค าถามได้ดียิ่งขึ้น ที่จะช่วยให้ง่ายขึ้น ในการหาค าตอบ ซึ่งสอดคล้องกับที่ วัชรา เล่าเรียนดี (2549) กล่าวถึงเทคนิค KWDL ว่า เทคนิคที่ ช่วยชี้น าการคิด การอ่าน และหาค าตอบของค าถามส าคัญต่าง ๆ จากเรื่องนั้นและน ามาใช้ในการ เรียนรู้ และเร้าความสนใจเป็นอย่างดี ซึ่งมีขั้นตอน 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) K (What we know) เรารู้อะไรบ้าง 2) W (What we want to know) เราต้องการรู้ ต้องการ ทราบอะไร 3) D (What we do to find out) เราท าอะไรไปบ้างแล้ว 4) L (What we learned) เราเรียนรู้อะไรบ้าง
68 ผลการวิจัยครั้งนี้ได้สอดคล้องการศึกษาของ ซัฟฟี ยะห์ สาและ (2559) ศึกษาผลการจัดการ เรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL เรื่องค่ากลางของข้อมูลที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถใน การสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่านักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค K-W-D-L มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะ จากการศึกษาการวิจัย ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ ข้อเสนอแนะในกำรน ำผลวิจัยไปใช้ 1. ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L เรื่อง กรด – เบส ในช่วงคาบแรก ๆ นักเรียนไม่สามารถเขียนสรุปกระบวนการคิดในขั้น L เนื่องจากนักเรียนคุ้นเคยกับ การท าแบบฝึกหัดที่แสดงวิธีท าแล้วตอบเลย ดังนั้น ในช่วงแรกครูจะต้องค่อย ๆ อธิบายพร้อม ยกตัวอย่างเพิ่มเติม และคอยเดินดูเพื่ออธิบายเพิ่มเติมให้กับนักเรียนที่ยังไม่สามารถเขียนอธิบายได้ อย่างชัดเจน 2. จากการวิจัยพบว่าผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L ช่วยท าให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น ดังนั้น ครูควรน าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L ไปใช้ประกอบการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ใน เรื่องอื่น ๆ อีก เพราะจะท าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างคงทน และสามารถน าความรู้ไปประยุกต์ได้ อย่างเหาะสม 3. ครูผู้สอนควรค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลในขณะร่วมท ากิจกรรมหรือตอบค าถาม โดยเฉพาะขั้นค้นหาค าตอบ ซึ่งเป็นขั้นที่ต้องใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลและใช้ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ โดยครูควรมีการชี้แนะแนวทางในการหาค าตอบ มากกว่าการบอกค าตอบนั้น ๆ แทน ข้อเสนอแนะส ำหรับกำรวิจัย 1. ควรมีการศึกษาและเปรียบเทียบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วย เทคนิค K-W-D-L ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ในบทเรียนอื่น และนักเรียนในระดับชั้น อื่น ๆ ด้วย 2. ควรมีการศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบ CIPPA ร่วมด้วยเทคนิค K-W-D-L กับตัวแปรอื่นๆด้วย เช่น ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เจตคติทางวิทยาสตร์ เป็นต้น
69 บรรณำนุกรม จ านงค์ ทองช่วย. (2551). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และเจตคติทาง วิทยาศาสตร์โดยใช้การสอนรูปแบบซิปปาร่วมกับเทคนิคการใช้ค าถามของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6. วิทยานิพนธ์ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต : มหาวิทยาลัยทักษิณ. ซัฟฟียะห์ สาและ. (2559). ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL เรื่องค่ากลางของข้อมูลที่มี ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต : มหาวิทยาลัยบูรพา นิรันดร์ แสงกุหลาบ. (2547). การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้เรื่องโจทย์ปัญหาทศนิยมและร้อยละ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค เค ดับเบิ้ลยู ดี แอล และ ตามแนว สสวท. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัญฑิต : มหาวิทยาลัยศิลปากร ปราณี กองจินดา. (2549). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และทักษะ การคิดเลขในใจของนักเรียนที่ได้รับการสอนตามรูปแบบซิปปาโดยใช้แบบฝึกหัดที่เน้น ทักษะการคิดเลขในใจกับนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้คู่มือครู. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (หลักสูตรและการสอน). พระนครศรีอยุธยา บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภัฏ พระนครศรีอยุธยา กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). คู่มือกำรจัดกำรสำระกำรเรียนรู้กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ ตำมหลักสูตรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช 2544. กรุงเทพมหานคร : องค์การรับส่ง สินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.). ชนิสรา สงวนไว้. (2561). หลักสูตรแกนกลางฯ 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560). เข้าถึงได้จาก https://sites.google.com/site/cirriculumbmw/cirriculumbmw. สืบคนเมื่อ 11 ตุลาคมม 2565. สุมาลี ค าสวาง. (2561). กำรจัดกำรเรียนรู้ด้วยรูปแบบซิปปำร่วมกับรูปแบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊ก ซอว์ เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนวิชำภูมิศำสตร์เข้าถึงได้จาก http://fulltext.rmu.ac.th/fulltext/2562/M127004/Kotruchin%20Chamanporn.pd f สืบคนเมื่อ 11 ตุลาคมม 2565.
70 นางไพรจิตร บ้านเหล่า. (2560). กำรพัฒนำกิจกรรมกำรเรียนกำรสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส ำคัญใน รำยวิชำ ส32103 สังคมศึกษำ ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 5 เรื่อง สถำบันทำงสังคม โดยใช้ รูปแบบกำรสอนแบบซิปปำ ( CIppa Model) เข้าถึงได้จาก http://www.ska2.go.th/reis/data/research/25640706_195047_8838.pdf สืบคนเมื่อ 11 ตุลาคมม 2565. พัชรี นาคผง. (2562). กำรพัฒนำทักษะกำรคิดวิเครำะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 1 ที่จัดกำร เรียนรู้โดยใช้ปัญหำเป็นฐำนร่วมกับเทคนิค STAD เข้าถึงได้จาก http://ithesisir.su.ac.th/dspace/bitstream/123456789/2661/1/58253303.pdf สืบคนเมื่อ 11 ตุลาคมม 2565.
71 ภำคผนวก
72 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินเครื่องมือวิจัย
73 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินเครื่องมือวิจัย 1. นางอมรรัตน์ สุมาตรา ครูช านาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนบ้านเชียงวิทยา ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 20 2. นางศรีนวล พลนิโคตร ครูช านาญการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนบ้านเชียงวิทยา ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 20 3. นางสาวจันทรวรรณ จันทรกอง ครู กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนบ้านเชียงวิทยา ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 20
74 ภาคผนวก ข แผนการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
75 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 รายวิชาเคมี รหัสวิชา ว32224 หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 เรื่องกรด – เบส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การแตกตัวของกรด – เบสและน้้า เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวนภัสวรรณ จองตะคุ 1. สาระเคมี 2. เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี ปริมาณสัมพันธ์ในปฏิกิริยาเคมี อัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลในปฏิกิริยาเคมี สมบัติและปฏิกิริยาของกรด-เบส ปฏิกิริยารีดอกซ์และเซลล์ เคมีไฟฟ้า รวมทั้งการน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ผลการเรียนรู้ ค านวณและเปรียบเทียบความสามารถในการแตกตัวหรือความแรงของกรดและเบส 3. สาระส้าคัญ/ความคิดรวบยอด กรดและเบสแต่ละชนิดสามารถแตกตัวในน้ าได้แตกต่างกัน กรดแก่หรือเบสแก่สามารถแตก ตัวเป็นไอออนในน้ าได้เกือบสมบูรณ์ส่วนกรดอ่อนหรือเบสอ่อนแตกตัวเป็นไอออนได้น้อยโดย ความสามารถในการแตกตัวหรือความแรงของกรดหรือเบสอาจพิจารณาได้จากค่าคงที่การแตกตัวของ กรดหรือเบส 4. สาระการเรียนรู้ 1. ความรู้ กรดแก่และเบสแก่เป็นอิเล็กโทรไลต์แก่ ซึ่งแตกตัวเป็นไอออนได้ดีมากหรือแตกตัวได้หมด กรดอ่อนแตกตัวเป็นไอออนได้น้อย การแตกตัวของกรดอ่อนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้ใน สารละลายจึงมีทั้งโมเลกุลของกรดอ่อนและไอออนที่เกิดจากการแตกตัว เบสอ่อนแตกตัวเป็นไอออน ได้น้อย การแตกตัวของกรดเบสเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้ในสารละลายจึงมีทั้งโมเลกุลของเบส อ่อนและไอออนที่เกิดจากการแตกตัว - กรดแก่ หมายถึง กรดที่เมื่อละลายน้ าแล้วสามารถแตกตัวได้มากจนถือว่าสมบูรณ์ เช่น กรดแก่ HX เมื่อแตกตัวเป็นไอออน ในสารละลายจะมี H + และ X - โดยไม่มี HX เหลืออยู่ ซึ่งสามารถเขียนใน สมการทั่วไปได้ดังนี้ HX (aq) H + (aq) + X- (aq) หรือ HX (aq) + H2O (l) H3O + (aq) + X- (aq)
76 - เบสแก่ สามารถแตกตัวเป็นไอออนในน้ าได้สมบูรณ์เช่นเดียวกับกรดแก่ เช่น ใน สารละลายจะมี B + และ OHโดยไม่มี BOH เหลืออยู่ ซึ่งสามารถเขียนในสมการทั่วไปได้ดังนี้ BOH B + (aq) + OH- (aq) การแตกตัวของเบสอ่อน จนมีความเข้าใจดังต่อไปนี้ เบสอ่อนเมื่อละลายน้ าจะแตกตัวเป็น ไอออนได้เพียงบางส่วน เช่น แอมโมเนีย (NH3 ) เมื่อ NH3 ละลานน้ า ในสารละลายจะมี NH4 + และ OHและที่สมดุลยังมี NH3 เหลืออยู่ ดังนั้น ค่าคงที่การแตกตัวของเบส เช่น ค่า Kb ของ NH3สามารถ พิจารณาได้จากสมการต่อไปนี้ NH3 (aq) + H2O (aq) ⇌ NH4 + (aq) + OH- (aq) Kb = [OH- ][NH4 + ] [NH3 ] ค่า Kb สามารถใช้เปรียบเทียบความแรงของเบสอ่อน โดยเบสที่มีค่า Kb มากกว่า จะเป็นเบสที่แรงกว่า การแตกตัวของกรดอ่อน ดังนี้ กรดอ่อนเมื่อละลายน้ าจะแตกตัวเป็นไอออนได้บางส่วนถ้า HA เป็นกรดอ่อน เมื่อ HA แตกตัว ในสารละลายจะมี H + และ A - โดยยังมี HA เหลืออยู่ ซึ่งสารมารถ เขียนสมการการแตกตัวในรูปทั่วไปได้ดังนี้ HA (aq) ⇌ H + (aq) + A- (aq) HA (aq) + H2O (l) ⇌ H3O + (aq) + A- (aq) ความแรงของกรด กรดที่มีค่า Ka มากกว่าจะแตกตัวได้มากกว่าและเป็นกรดที่แรงกว่า ซึ่งค่า Ka และความแรงเป็นสมบัติของกรดที่ไม่ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น 2. ทักษะ/กระบวนการ 1.การลงความเห็นจากข้อมูล 2. การวิเคราะห์ 3. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป 3. สมรรถนะส้าคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการแก้ปัญหา
77 H2O 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถบอกความหมายของกรดแก่ เบสแก่ กรดอ่อน และเบสอ่อนได้ (K) 2. นักเรียนสามารถระบุว่าสารเป็นกรดแก่ เบสแก่ กรดอ่อน และเบสอ่อนได้ (K) 3. นักเรียนสามารถค านวณความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออนและไฮดรอกไซด์ไอออน ร้อยละการแตกตัวและค่าคงที่การแตกตัวของกรดและเบส (P) 4. นักเรียนมีความสนใจใฝ่รู้ใฝเรียน มีวินัย และท างานร่วมกันกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์(A) 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 7. กระบวนการการจัดกิจกรรม 1. ขั้นทบทวนความรู้เดิม 1. ครูทบทวนความรู้เกี่ยวกับ เรื่อง คู่กรด - เบส โดยใช้ค าถามต่อไปนี้ - จงเขียนสมการการแตกตัวของ NaHCO3 ในน้ า (แนวค าตอบ : NaHCO3 (s) Na+ (aq) + HCO3 - (aq)) - เมื่อ HCO3 - ท าปฏิกิริยากับ HCl จะท าหน้าที่เป็นกรดหรือเบส จงอธิบายพร้อมเขียนสมการ ประกอบ (แนวค าตอบ : HCO3 - ท าหน้าที่เป็นเบส เพราะจะได้รับโปรตอนจากกรด HCl เกิดเป็น H2CO3 ซึ่งจะสลายตัวให้แก๊ส CO2 ดังสมการ HCO3 - (aq) + H3O + (aq) H2CO3 (aq) + H2O (l) H2CO3 (aq) H2O (l) + CO2 (g)) - เมื่อ HCO3 - ท าปฏิกิริยากับ Ca(OH)2 จะท าหน้าที่เป็นกรดหรือเบส จงอธิบาย พร้อมเขียน สมการประกอบ (แนวค าตอบ : HCO3 - ท าหน้าที่เป็นกรด เพราะจะให้โปรตอนแก่ Ca(OH)2 เกิดเป็น ตะกอนขาวของ CaCO3 ดังสมการ HCO3 - (aq) + OH- (aq) CO3 2- (aq) + H2O (l) Ca2+ (aq) + CO3 2- (aq) CaCO3 (s) ) 2. ขั้นแสวงหาความรู้ใหม่ 1. นักเรียนพิจารณารูปภาพซึ่งแสดงความสว่างของหลอดไฟที่ต่อเข้ากับแหล่งก าเนิด ไฟฟ้าและสารละลายที่มีความเข้มข้นเท่ากัน ดังนี้
78 - ครูถามค าถามว่า กรดและเบส แต่ละชนิดแตกตัวเป็นไอออนแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร โดย ครูนักเรียนศึกษาหาความรู้จากในหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ เคมี ม.5 เล่ม 4 หน่วย การเรียนรู้ที่ 4 กรด-เบส หรือจากอินเตอร์เน็ต (แนวค าตอบ : กรดและเบสส่วนใหญ่แตกตัวได้ดีในน้ า ซึ่งให้ได้ผลิตภัณฑ์เป็นไอออนจึงท าให้สารละลายน าไฟฟ้าได้ ซึ่งกรดและเบสแต่ละชนิดแตกตัวป็น ไอออนได้ไม่เท่ากัน ส าหรับสารละลายที่มีความเข้มข้นเท่ากัน กรดและเบสที่แตกตัวได้ดีกว่จะน า ไฟฟ้าได้ดีกว่า โดยสังเกตได้จากความสว่างของหลอดไฟ) - จากรูป สารชนิดใดแตกตัวได้เร็วกว่ากัน (แนวค าตอบ : HCl แตกตัวได้ดีกว่า CH3COOH และ NaOH แตกตัวได้ดีกว่า NH3 ) 2. นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการแตกตัวของกรดแก่และเบสแก่ และร่วมกันฝึกค านวณการหาปริมาณหรือความเข้มข้นของไอออนในสารละลายกรดแก่และเบสแก่ ตัวอย่างที่ 2 และ ตัวอย่างที่ 3 จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ เคมี ม.5 เล่ม 4 หน่วย การเรียนรู้ที่ 4 กรด-เบส จากนั้นครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นจนเกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ดังนี้ - กรดแก่ หมายถึง กรดที่เมื่อละลายน้ าแล้วสามารถแตกตัวได้มากจนถือว่าสมบูรณ์ เช่น กรดแก่ HX เมื่อแตกตัวเป็นไอออน ในสารละลายจะมี H + และ X - โดยไม่มี HX เหลืออยู่ ซึ่ง สามารถเขียนในสมการทั่วไปได้ดังนี้ HX (aq) H + (aq) + X- (aq) หรือ HX (aq) + H2O (l) H3O + (aq) + X- (aq) - เบสแก่ สามารถแตกตัวเป็นไอออนในน้ าได้สมบูรณ์เช่นเดียวกับกรดแก่ เช่น ใน สารละลายจะมี B + และ OHโดยไม่มี BOH เหลืออยู่ ซึ่งสามารถเขียนในสมการทั่วไปได้ดังนี้ BOH B + (aq) + OH- (aq) 3. ครูยกตัวอย่างโจทย์เกี่ยวกับการแตกตัวของกรดแก่และเบสแก่ (ตัวอย่างที่ 2 และ ตัวอย่างที่ 3) โดยครูเขียนโจทย์และแสดงวิธีท าให้นักเรียนดูบนกระดาน ดังนี้
79 ตัวอย่างที่ 2 ถ้าต้องการสารละลายที่มีความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน (H + ) และโบรไมด์ ไอออน (Br- ) ชนิดละ 0.60 โมลต่อลิตร จะต้องใช้แก๊สไฮโดรเจนไบรไมด์ (HBr) กี่โมล ละลายในน้ าได้ สารละลายปริมาตร 2.0 ลิตร วิธีท า เมื่อน า HBr ซึ่งเป็นกรดแก่มาละลายในน้ าจะแตกตัวเป็นไอออนสมบูรณ์ ดังสมการเคมี HBr Br- (aq) + H3O + (aq) ถ้าต้องการสารละลายที่มีความเข้มข้นของ H + และ Brชนิดละ 0.60 mol/L แสดงว่าความ เข้มข้นเริ่มต้นของแก๊ส HBr จะเท่ากับ 0.60 mol/L ด้วย จ านวนโมลของ HBr ในสารละลาย 2 L ค านวณได้ดังนี้ จ านวนโมลของ HBr = x 2.0 L = 1.2 mol HBr ดังนั้น ต้องใช้แก๊สไฮโดรเจนโบรไมด์ 1.2 โมล ตัวอย่างที่ 3 สารละลายสตรอนเซียมไฮดรอกไซด์ (Sr(OH)2 ) ปริมาตร 0.40 ลิตร มีความ เข้มข้นของไฮดรอกไซด์ไอออน (OH- ) 1.0 โมลต่อลิตร ถ้าเติมน้ าลงไปจนได้สารละลายปริมาตร 2.00 ลิตร จงค านวณจ านวนโมลและความเข้มข้นของสรอนเซียมไอออน (Sr2+) และไฮดรอกไซด์ไอออน (OH- ) วิธีท า ค านวณจ านวนมวลของ Sr2+ และ OHSr(OH)2 แตกตัวให้ Sr2+ และ OH- ดังนี้ Sr(OH)2 (aq) Sr2+ (aq) + OH- (aq) จากความเข้มข้นของ OH- สามารถน าไปค านวณจ านวนโมลเริ่มต้นของ Sr(OH)2 ได้ดังนี้ จ านวนโมลของ Sr(OH)2 = X 0.40 L X = 0.20 mol Sr(OH)2 นั่นคือ ในสารละลายปริมาตร 0.40 ลิตร มี Sr(OH)2 0.20 โมล 0.60 mol HBr 1 L 1.0 mol OH1 L 1.0 mol Sr(OH)2 2.00 mol OH-
80 จากสมการเคมีจะเห็นว่า Sr(OH)2 1 โมล แตกตัวให้ Sr2+ 1 โมล และ OH2.0 โมล ดังนี้ Sr(OH)2 0.20 โมล จะแตกตัวให้ Sr2+ 0.20 โมล และ OH0.40 โมล ค านวณความเข้มข้นของ Sr2+ และ OHจากที่ทราบแล้วว่าสารละลายปริมาตร 0.40 ลิตร มี Sr2+ 0.20 โมล และ OH0.40 โมล และ เมื่อเติมน้ าลงไปจนได้สารละลายปริมาตรรวม 2.00 ลิตร แต่จ านวนโมลของไอออนแต่ละชนิดยังคง เท่าเดิม ดังนั้นความเข้มข้นของ Sr2+ และ OH- ค านวณได้ดังนี้ ความเข้มข้นของ Sr2+ = = 0.10 mol Sr2+ /L ความเข้มข้นของ OH- = = 0.20 mol OH- /L ดังนั้น ในสารละลายปริมาตร 2.00 ลิตร มีความเข้มข้นของสตรอนเซียมไอออน 0.10 โมล ต่อลิตร และไฮดรอกไซด์ไอออน 0.20 โมลต่อลิตร 3. ครูให้ความรู้เกี่ยวกับการแตกตัวของกรดอ่อน ดังนี้ กรดอ่อนเมื่อละลายน้ าจะแตกตัวเป็น ไอออนได้บางส่วนถ้า HA เป็นกรดอ่อน เมื่อ HA แตกตัว ในสารละลายจะมี H + และ A - โดยยังมี HA เหลืออยู่ ซึ่งสารมารถเขียนสมการการแตกตัวในรูปทั่วไปได้ดังนี้ HA (aq) ⇌ H + (aq) + A- (aq) HA (aq) + H2O (l) ⇌ H3O + (aq) + A- (aq) 4. นักเรียนศึกษาการค านวณร้อยละการแตกตัวของกรดอ่อน จากตัวอย่าง 4 ดังนี้ ตัวอย่างที่ 4 สารละลายกรดไฮโดรฟลูออริก (HF) 0.5 โมลต่อลิตร แตกตัวให้ไฮโดรเนียมไอออน (H3O + ) 0.02 โมลต่อลิตร จงค านวณร้อยละการแตกตัวของกรด HF วิธีท า สมการเคมีแสดงการแตกตัวของ HF เป็นดังนี้ HF (aq) + H2O (l) ⇌ H3O + (aq) + F- (aq) ร้อยละการแตกตัวของ HF = x 100 = 4 ดังนั้น กรดไฮโดรฟลูออริกแตกตัวร้อยละ 4 2.0 mol Sr2+ 2.00 L 0.40 mol OH2.00 L 0.02 mol/L 0.5 mol/L
81 5. นักเรียนทดสอบความรู้เดิม เรื่อง ค่าคงที่สมดุล โดยเขียนสมการแสดงค่าคงที่สมดุลของ ปฏิกิริยา จากสมการเคมีแสดงการแตกตัวของกรดอ่อน HA ในน้ า ซึ่งควรได้ค าตอบดังนี้ HA (aq) + H2O (l) ⇌ H3O + (aq) + A- (aq) Ka = [A - ][H3O + ] [HA] ค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยานี้ เรียกว่า ค่าคงที่การแตกตัวของกรดและมีสัญลักษณ์ เป็น Ka 6. นักเรียนพิจารณาค่า Ka ในตาราง แล้วตอบค าถามดังนี้ - กรดแต่ละชนิดมีการแตกตัวเป็นอย่างไร (แนวค าตอบ กรดแต่ละชนิดมีค่า Ka ไม่ เท่ากัน จึงแตกตัวได้ไม่เท่ากันหรืออาจกล่าวได้ว่ากรดมีความแรงไม่เท่ากัน) - จะทราบความแรงของกรดได้อย่างไร (แนวค าตอบ กรดที่มีค่า Ka มากกว่าจะแตก ตัวได้มากกว่าและเป็นกรดที่แรงกว่า ซึ่งค่า Ka และความแรงเป็นสมบัติของกรดที่ไม่ขึ้นอยู่กับความ เข้มข้น) 7. นักเรียนศึกษาการค านวณความเข้มข้นของไอออนแต่ละชนิดในสารละลายกรดอ่อน โดย ใช้ตัวอย่าง 5 จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม เคมี ม.5 เล่ม 4 8. นักเรียนศึกษาความรู้เกี่ยวกับการแตกตัวของเบสอ่อน จนมีความเข้าใจดังต่อไปนี้ เบส อ่อนเมื่อละลายน้ าจะแตกตัวเป็นไอออนได้เพียงบางส่วน เช่น แอมโมเนีย (NH3 ) เมื่อ NH3 ละลานน้ า ในสารละลายจะมี NH4 + และ OHและที่สมดุลยังมี NH3 เหลืออยู่ ดังนั้น ค่าคงที่การแตกตัวของเบส เช่น ค่า Kb ของ NH3สามารถพิจารณาได้จากสมการต่อไปนี้ NH3 (aq) + H2O (aq) ⇌ NH4 + (aq) + OH- (aq)
82 Kb = [OH- ][NH4 + ] [NH3 ] ค่า Kb สามารถใช้เปรียบเทียบความแรงของเบสอ่อน โดยเบสที่มีค่า Kb มากกว่าจะเป็นเบสที่ แรงกว่า 9. นักเรียนพิจารณาค่า Kb ในตารางต่อไปนี้ แล้วเรียงล าดับความแรงของเบส จากมากไป น้อย (แนวค าตอบ Hydrazine Dimethylamine Aniline Ammonia สรุปได้ว่า เบสที่แรงกว่าจะ มีค่า Kb มากกว่า) 10. ครูอธิบายเพิ่มเติมว่า ค่า Kb หรือร้อยละการแตกตัวสามารถใช้ค านวณความเข้มข้นของ OHในสารละลายเบสอ่อนได้ จากนั้นอธิบายการค านวณความเข้มข้นของไอออนแต่ละชนิดใน สารละลายเบสอ่อน โดยใช้ตัวอย่าง 6 จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม เคมี ม.5 เล่ม 4 11. นักเรียนศึกษาความรู้เกี่ยวกับการแตกตัวของน้ าและค่าคงที่การแตกตัวของน้ า จนมี ความเข้าใจดังนี้ น้ าเป็นโมเลกุลโคเวเลนต์มีขั้ว ซึ่งแตกตัวให้ H3O + และ OH- น้อยมาก ดังสมการเคมี H2O (l) + H2O (l) ⇌ H3O + (aq) + OH- (aq) ดังนั้น ค่าคงที่การแตกตัวของน้ า (Kw) แสดงได้ดังสมการ Kw = [H3O + ][OH- ] 12. ครูอธิบายความสัมพันธ์ของ Ka , Kb และ Kw และวิธีการค านวณ Ka จาก Kb ของคู่เบส หรือ Kb จาก Ka ดังนี้ ค่าคงที่การแตกตัวของ CH3COOH, CH3COO- , H2O
83 13. นักเรียนพิจารณาข้อมูลในตารางต่อไปนี้ แล้วตอบค าถาม ดังนี้ กรด Ka คู่เบส Kb NH4 + 5.56 x 10-10 NH3 1.80 x 10-5 H3PO4 6.92 x 10-3 H2PO4 - 1.45 x 10-12 H2PO4 - 6.17 x 10-8 HPO4 2- 1.62 x 10-7 HPO4 2- 4.79 x 10.13 PO4 3- 2.09 x 10-2 CH3COOH 1.80 x 10-5 CH3COO5.56 x 10-10 HCOOH 1.78 x 10-4 HCOO5.62 x 10-11 - ค่า Ka ของกรดและค่า Kb ของคู่เบส เป็นอย่างไร (แนวค าตอบ กรดที่มี ค่า Ka สูง กว่าจะมีค่า Kb ของคู่เบสต่ ากว่า) 1. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับแตกตัวของกรดแก่ เบสแก่ กรด อ่อนและเบสอ่อนซึ่งได้ข้อสรุป ดังนี้ - กรดแก่และเบสแก่เป็นอิเล็กโทรไลต์แก่ ซึ่งแตกตัวเป็นไอออนได้ดีมากหรือแตกตัว ได้หมด - กรดอ่อนแตกตัวเป็นไอออนได้น้อยการแตกตัวของกรดอ่อนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ ผันกลับได้ในสารละลายจึงมีทั้งโมเลกุลของกรดอ่อนและไอออนที่เกิดจากการแตกตัว - ความสามารถในการแตกตัวของกรดอ่อนอาจบอกเป็นร้อยละหรือบอกเป็นค่าคงที่ การแตกตัวของกรด (Ka ) กรดที่มีค่า Ka สูงจะมีความแรงของกรดมากกว่ากรดที่มีค่า Ka ต่ า - เบสอ่อนแตกตัวเป็นไอออนได้น้อยการแตกตัวของกรดเบสเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ ผันกลับได้ในสารละลายจึงมีทั้งโมเลกุลของเบสอ่อนและไอออนที่เกิดจากการแตกตัว - ความสามารถในการแตกตัวของเบสอ่อนอาจบอกเป็นร้อยละหรือบอกเป็นค่าคงที่ การแตกตัวของเบส (Kb) - เบสที่มีค่า Kb สูงจะมีความแรงของเบสมากกว่ากรดที่มีค่า Kb ต่ า
84 3. ขั้นศึกษาท้าความเข้าใจความรู้ใหม่ 1. ครูอธิบายความรู้เพิ่มเติม 1) สารละลายกรดและเบสแต่ละชนิดจะสามารถแตกตัวได้เท่ากันหรือไม่ อย่างไร - K : (What we know) นักเรียนร่วมกันบอกความรู้เดิมของนักเรียนที่ เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ก าหนด (แนวค าตอบ กรดแก่และเบสแก่เป็นอิเล็กโทรไลต์แก่ ซึ่งแตกตัว เป็นไอออนได้ดีมากหรือแตกตัวได้หมด ส่วนกรดอ่อนและเบสอ่อนแตกตัวเป็นไอออนได้น้อย) - W : (What we want to know) นักเรียนร่วมกันบอกสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ หรือสิ่งที่ นักเรียนต้องการรู้เพิ่มเติม (แนวค าตอบ สารละลายกรดและเบสแต่ละชนิดจะสามารถแตก ตัวได้เท่ากันหรือไม่) - D : (What we do to find out) นักเรียนร่วมกันบอกวิธีการหาค าตอบตาม สิ่งที่ตนเองต้องการเรียนรู้ (แนวค าตอบ วิธีการหาค าตอบ เช่น ศึกษาจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ เพิ่มเติม เคมี ม.5 เล่ม 4) - L: (What we learned) นักเรียนร่วมกันสรุปสาระความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ ได้เรียนรู้ (แนวค าตอบ ไม่เท่ากัน โดยสารละลายกรดแก่และเบสแก่จะสามารถแตกตัวเป็นไอออนได้ มากหรือแตกตัวได้เกือบสมบูรณ์สารละลายกรดอ่อนและเบสอ่อนจะสามารถแตกตัวเป็นไอออนได้ บางส่วน) 2) เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น หรือความเข้มข้นของสารละลายเพิ่มขึ้นการแตกตัวของ สารละลายกรดและเบสจะเป็นอย่างไร - K : (What we know) นักเรียนร่วมกันบอกความรู้เดิมของนักเรียนที่เกี่ยวข้อง กับสถานการณ์ที่ก าหนด (แนวค าตอบ กรดแก่และเบสแก่เป็นอิเล็กโทรไลต์แก่ ซึ่งแตกตัวเป็นไอออน ได้ดีมากหรือแตกตัวได้หมด ส่วนกรดอ่อนและเบสอ่อนแตกตัวเป็นไอออนได้น้อย) - W : (What we want to know) นักเรียนร่วมกันบอกสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ หรือสิ่งที่ นักเรียนต้องการรู้เพิ่มเติม (แนวค าตอบ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น หรือความเข้มข้นของ สารละลายเพิ่มขึ้นการแตกตัวของสารละลายกรดและเบสจะเป็นอย่างไร) - D : (What we do to find out) นักเรียนร่วมกันบอกวิธีการหาค าตอบตาม สิ่งที่ตนเองต้องการเรียนรู้ (แนวค าตอบ วิธีการหาค าตอบ เช่น ศึกษาจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ เพิ่มเติม เคมี ม.5 เล่ม 4)
85 - L: (What we learned) นักเรียนร่วมกันสรุปสาระความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ ได้เรียนรู้ (แนวค าตอบ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นการแตกตัวของสารละลายกรดอ่อนและเบสอ่อนจะ สูงขึ้น แต่เมื่อความเข้มข้นของสารละลายเพิ่มขึ้นการแตกตัวของสารละลายกรดอ่อนและเบสอ่อนจะ ลดลง) 3. สารละลายกรด HA 0.20 โมลต่อลิตร แตกตัวได้ร้อยละ 10 สารละลายกรด HB 0.020 โมลต่อลิตร แตกตัวได้ร้อยละ 20 HB เป็นกรดที่แรงกว่า HA ใช่หรือไม่ เพราะเหตุใด K : โจทย์ก้าหนดอะไรบ้าง 1) สารละลายกรด HA 0.20 โมลต่อลิตร แตกตัวได้ร้อยละ 10 2) สารละลายกรด HB 0.020 โมลต่อลิตร แตกตัวได้ร้อยละ 20 W : โจทย์ต้องการทราบอะไร 1) HB เป็นกรดที่แรงกว่า HA ใช่หรือไม่ เพราะเหตุใด D : วิธีการหาค้าตอบเป็นอย่างไร วิธีหาค้าตอบ คือ 1) ค่า Ka ของ HA 2) ค่า Ka ของ HB แสดงวิธีท้า 1) ค่า Ka ของ HA ขั้นที่ 1 ค านวณความเข้มข้นของ H3O + และ A - จากร้อยละการแตกตัวของ HA สมการเคมีแสดงการแตกตัวของ HA เป็นดังนี้ HA(aq) + H2O(l) A- (aq) + H3O + (aq) ก าหนดให้ที่สมดุลมี [H3O + ] และ [A - ] ชนิดละ x mol/L ร้อยละการแตกตัวของ HA = H3O + HA x 100 10 = x 0.20 x 100 x = 0.020 ดังนั้น กรด HA แตกตัวให้ H3O + และ A - ชนิดละ 0.020 mol/L
86 การค านวณความเข้มข้นของสารแสดงดังตาราง ความเข้มข้น (mol/L) HA (aq) + H2O (l) A- (aq) + H3O + (aq) เริ่มต้น 0.20 - 0 0 เปลี่ยนไป - 0.020 - + 0.020 + 0.020 สมดุล 0.20 – 0.020 = 0.18 - + 0.020 + 0.020 ขั้นที่ 2 ค านวณค่า Ka ของ HA Ka = [A - ][H3O + ] [HA] = (0.020)(0.020) 0.18 = 0.0022 ดังนั้น HA มีค่าคงที่การแตกตัวของกรด เท่ากับ 0.0022 2) ค่า Ka ของ HB ขั้นที่ 1 ค านวณความเข้มข้นของ H3O + และ B - จากร้อยละการแตกตัวของ HA สมการเคมีแสดงการแตกตัวของ HB เป็นดังนี้ HB(aq) + H2O(l) B- (aq) + H3O + (aq) ก าหนดให้ที่สมดุลมี [H3O + ] และ [B - ] ชนิดละ y mol/L ร้อยละการแตกตัวของ HB = H3O + HB x 100 20 = y 0.020 x 100 y = 0.0040 ดังนั้น กรด HB แตกตัวให้ H3O + และ B - ชนิดละ 0.0040 mol/L การค านวณความเข้มข้นของสารแสดงดังตาราง
87 ความเข้มข้น (mol/L) HA (aq) + H2O (l) A- (aq) + H3O + (aq) เริ่มต้น 0.020 - 0 0 เปลี่ยนไป - 0.0040 - + 0.0040 + 0.0040 สมดุล 0.020 – 0.0040 = 0.016 - + 0.0040 + 0.0040 ขั้นที่ 2 ค านวณค่า Ka ของ HB Ka = [B - ][H3O + ] [HB] = (0.0040)(0.0040) 0.016 = 0.0010 ดังนั้น HB มีค่าคงที่การแตกตัวของกรด เท่ากับ 0.0010 L : ค้าตอบคืออะไร เมื่อเปรียบเทียบค่าคงที่การแตกตัวของ HA และ HB พบว่า ค่าคงที่การแตกตัวของ HA มากกว่า แสดงว่า HA เป็นกรดที่แรงกว่า HB 2. นักเรียนส่งตัวแทนออกมารับใบกิจกรรม K-W-D-L เรื่อง การแตกตัวของกรด - เบส พร้อมให้นักเรียนท าใบกิจกรรม 4. ขั้นแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม 1. ครูให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและแลกเปลี่ยนความรู้กันในกลุ่ม 5. ขั้นสรุปและจัดระเบียบความรู้ 1. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปความรู้จากใบกิจกรรมที่นักเรียนท าใส่ในกระดาษบรู๊ฟ 6. ขั้นแสดงผลงาน 1. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มน าเสนอหน้าชั้นเรียน เพื่อให้โอกาสผู้เรียนได้ตรวจสอบความรู้ ความเข้าใจของตนด้วยการได้รับข้อมูลย้อนกลับจากผู้อื่น
88 7. ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ 1. หลังจากนักเรียนน าเสนอเสร็จแล้ว ครูกล่าวต่อว่าสารละลายที่ไม่มีไอออนอยู่ เช่น น้ า หรือน้ าตาลทราบที่ละลายอยู่ในน้ ามัน จะมีพันธะแบบโคเวเลนต์ไม่สามารถแตกตัวเป็นไอออนได้ จึง ไม่น าไฟฟ้า แต่ NaCl HCl เมื่ออยู่ในน้ าจะแตกตัวเป็น Na+ , Cl-หรือ H + , Cl-ซึ่งเป็นไอออนที่เคลื่อนที่ ในสารละลายท าให้เกิดการน าไฟฟ้าขึ้นได้ 8. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม เคมี ม.5 เล่ม 4 2. ใบกิจกรรม K-W-D-L เรื่อง การแตกตัวของกรด – เบส 9. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์การ ประเมิน 1. นักเรียนสามารถบอก ความหมายของกรดแก่ เบสแก่ กรดอ่อน และเบสอ่อนได้ (K) 2. นักเรียนสามารถระบุว่าสาร เป็นกรดแก่ เบสแก่ กรดอ่อน และเบสอ่อนได้ (K) - ถาม-ตอบ - ค าถาม ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป 3. นักเรียนสามารถค านวณ ความเข้มข้นของไฮโดรเนียม ไอออนและไฮดรอกไซด์ไอออน ร้อยละการแตกตัวและค่าคงที่ การแตกตัวของกรดและเบส (P) - ตรวจใบกิจกรรม KWDL ที่ 1 เรื่อง การแตกตัวของกรด - เบส - ใบกิจกรรม KWDL ที่ 1 เรื่อง การแตกตัวของกรด - เบส - ผ่านเกณฑ์ร้อย ละ 0 ขึ้นไป 4. นักเรียนมีความสนใจใฝ่รู้ใฝ่ เรียน มีวินัย และท างาน ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) - สังเกตพฤติกรรม การท างาน - แบบสังเกต พฤติกรรมการ ท างาน ระดับคุณภาพดี ขึ้นไป
89 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ปัญหาและอุปสรรคและแนวทางการแก้ไขปัญหา ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ............................................... ( นางสาวนภัสวรรณ จองตะคุ) ครูผู้สอนและบันทึก
90 ข้อเสนอแนะของครูพี่เลี้ยงและหัวหน้ากลุ่มสาระวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ (ลงชื่อ) ............................................. (นางอมรรัตน์ สุมาตรา) ครูพี่เลี้ยงและหัวหน้ากลุ่มสาระ ข้อเสนอแนะของหัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ (ลงชื่อ) ............................................ (นายไพบูลย์ พุทธรักษ์) หัวหน้าฝ่ายวิชาการโรงเรียนบ้านเชียงวิทยา ข้อเสนอแนะของผู้อ้านวยการโรงเรียนบ้านเชียงวิทยา ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ว่าที่ร้อยตรี....................................... ( สมบัติ เกิดเพชร) ผู้อ านวยการโรงเรียนบ้านเชียงวิทยา
91 แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน เพื่อการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ค้าชี้แจง การบันทึกให้ท้าเครื่องหมาย / ลงในช่องที่ตรงกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง ชื่อ - สกุล ใฝ่เรียนรู้ ให้ความร่วมมือใน การร่วมกิจกรรม มีวินัย คะแนน 3 2 1 0 3 2 1 0 3 2 1 0 รวม 1.นายคฑาวุธ สารสิงห์ 2.นายจิรโชติ จันทร์หอม 3.นายเจริญสุข ด้านซอม 4.นายธนาชัย ชัยประปา 5.นายธราธร เอ้นแคน 6.นายธวัชชัย ชัยประปา 7.นายพงษ์สุธร ช่างศรี 8.นายมรรษกร หวินตะคุ 9.นายศุภกฤต จ่าสูงเนิน 10.นายอภินัน หินลาด 11.นายอัฐศราวุธพังจันทร์ 12.นางสาวชลธิชา สีโสดา 13.นางสาวฐิตาพร แสนวันดี 14. นางสาวปิ่นมณี ค าล้วน 15. นางสาวปิยฉัตร หัสเดชะ 16. นางสาวภาวรินทร์ เทียมสม