The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สมุดภาพจดหมายเหตุ๒๐๐ปีทรงพระผนวช

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nokpmart, 2024-06-21 04:25:36

สมุดภาพจดหมายเหตุ๒๐๐ปีทรงพระผนวช

สมุดภาพจดหมายเหตุ๒๐๐ปีทรงพระผนวช

79 บทที่่� ๔ พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว เสด็็จมาครองวััดบวรนิิเวศวิิหาร ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนังเก่ล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริวา พระราชาคณะ่ ตำแหนง่ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารยังว่างอยู่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนสมณศักดิ์พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเสมอสมณศักดิ์เจ้าคณะรอง แล้วเชิญเสด็จมาครองวัดบวรนิเวศ วิหาร เม ื่ อปีวอก พ.ศ. ๒๓๗๙ เวลานั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระชนมายุได้ ๓๒ พรรษา ทรงผนวชได้ ๑๒ พรรษา ๔๗ เม ื่ อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้แห่เสด็จพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหารตามประเพณีแห่พระราชาคณะ ไปครองวัดนั้น โปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนเหมือนอย่างแห่เสด็จพระมหาอุปราช๔๘ หมายรับสั่งเร ื่อง “แห่เชิญเจ้าฟ้ามงกุฎฯ มาสถิตอยู่ ณ วัดบวรนิเวศฯ” ดังปรากฏหลักฐานในหมายรับสั่งสมัยรัชกาลท ี่ ๓ จ.ศ. ๑๑๙๘ เร ื่ อง “แห่เชิญเจ้าฟ้า มงกุฎฯ มาสถิตอยู่ ณ วัดบวรนิเวศฯ” ๔๙ ว่า “...ด้้วย พระยารัักษมณเฑีียรรัับพระราชโองการใส่่เกล้้าฯ ทรงพระกรุุณาโปรดเกล้้าฯ สั่่�งว่่า ณ วัันเดืือน ๒ ขึ้้น ๕ ค่ำ ำ� ปีีวอก อััฐศก เพลาเช้้า จะได้้เชิิญเสด็็จเจ้้าฟ้้ามงกุุฎ แต่่วััด สมอราย ทรงเรืือพระที่่�นั่่�งเอกไชย แห่ท่างชลมารคไปอยู่วััดบ่วรนิิเวศจะได้บั้ ังคัับบััญชาพระสงฆ์์ ๔๗ สมเด็็จฯ กรมพระยาดำำรงราชานุุภาพ, ประวััติิบุุคคลสำำคััญ (กรุุงเทพฯ: บรรณาคาร, ๒๕๑๗), หน้้า ๒๙.๔๘ เรื่่�องเดีียวกััน, หน้้า ๓๑.๔๙ ประชุุมหมายรัับสั่่�งภาค ๔ ตอนที่่� ๑ สมััยกรุุงรัตนั โกสินิทร์์ รััชกาลพระบาทสมเด็จพ็ระนั่่�งเกล้้าเจ้้าอยู่หั่� วั จ.ศ. ๑๑๘๖ – ๑๒๐๓ (กรุุงเทพฯ: คณะกรรมการชำำระประวััติิศาสตร์์ไทยและจัดพิั ิมพ์์เอกสารทางประวััติิศาสตร์์และโบราณคดีี สำำนัักเลขาธิิการนายกรััฐมนตรีี, ๒๕๓๖), หน้้า ๑๗๑.


80 สามเณรในพระอาราม แลพระสงฆ์์ ๒๐ รููปจะได้้ตั้้งสวดพระพุุทธมนต์์ ที่่�พระตำำหนัักใหม่่ ณ วัันเดืือน ๒ ขึ้้น ๒, ๓, ๔ ค่ำ ำ� เพลาบ่่าย ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันเดือน ๒ ขึ้น ๕ ค่ำ เพลาเช้า พระสงฆ์ ๒๐ รป จะได้รับูพระราชทานฉัน ครั้นแห่เจ้าฟ้ามงกุฎมาถึงแล้วให้สวดชยันโตพร้อมกัน นั้นให้นายนิจ นายชิด แต่งเรือพระที่นั่ง เอกไชยใส่กัญญารับเจ้าฟ้ามงกุฎลำ ๑ ใส่บุษบกรับพระพุทธรูป ให้นั่งรายตีนตองด้วยลำ ๑ มี นักสราชถือธงหน้า ถือธงท้ายเรือลำละ ๒ คน ให้รับเลกต่อพันพุฒ พันเทพราช บรรจุพลพายให้ใส่เสื้อแดง ใส่หมวกแดง ให้รับแตร สังข์ลงลำละ ๕ คน แลว้ให้แต่งเรือกัญญารับพระปลัดผกม่านูลายลำ ๑ (รับ) พระสงฆ์ไม่ผกม่านู ลำ ๑ ให้รับเลกบรรจุให้ครบทั้ง ๔ ลำ อนึ่่�ง ให้้พัันพรหมราชเกณฑ์์เรืือดั้้ง ๑๐ ลำำรัับกลองชนะลงลำำละ ๕ คน ๖ ลำำ ปี่่พาทย์์ ลงลำลำะสำรัำ ับ ๔ ลำำ มีีธงจีีนลำลำะ ๒ คน และพลพายให้้ใส่่เสื้้อแดง ใส่ห่มวกแดง ให้รั้ับเลกต่่อพัันพุุฒ พัันเทพราช มาบรรจุุพลพายให้้ครบกระทง ให้้เร่่งไปรัับกลองชนะ ปี่่พาทย์์ ลงที่่�วััด สมอรายให้ทันกำหนด อนึ่่�ง ให้้พัันจัันท์จั์ัดปี่่พาทย์์ ๔ สำำรัับ ลงเรืือดั้้ง ๔ ลำำ ให้หมื่่ ้ �นราชาราชจััดกลองแขก ๒ สำำรัับ ลงเรืือกััญญาอาสา ๖ เหล่่า ๒ ลำำๆ ละสำำรัับ ที่่�ท่่าวััดสมอรายแล้้วให้้พัันจัันท์์เกณฑ์์ เรืือกราบข้้าราชการ ๔๐ ลำำ มีีธงจีีนลำำละคัันไปแห่่ให้้พร้้อมกัันที่่�วััดสมอรายให้ทั้ ันกำำหนด อนึ่่�ง ให้้อาสา ๖ เหล่่า จััดเรืือกััญญายาว ๘ วา ๙ วา ๒ ลำำ มีีธงจีีนลำำละคัันไปรัับกลอง แขกลงที่่�ท่่าวััดสมอรายลำลำะสำรัำ ับ ให้รั้ับเลกต่่อพัันพุุฒ พัันเทพราช บรรจุพลพุายให้้ครบกระทง อนึ่่�งให้้หลวงราชมานููจััดกลองชนะ ๓๐ คน จ่่าปี่่ ๑ จ่่ากลอง ๑ (รวม) ๒ คน ลงเรืือดั้้งลำำละ ๕ คน ทั้้ง ๒ ลำำ แตรสัังข์์ลงเรืือเอกไชย ๒ ลำำๆ ละ ๕ คน ให้รั้ับเลกต่่อพัันพุุฒ พัันเทพราช มาตีีกลอง ๓๐ คน ให้้ใส่่เสื้้อแดง ใส่่หมวกแดงทุุกคน เร่่งไปลงเรืือที่่�วััดสมอรายให้พร้้ ้อมกััน อนึ่่�ง ให้้ชาวพระอภิิรมย์จั์ัดเครื่่�องสููง ๕ ชั้้น ไปลงเรืือเอกไชย ๒ ลำำๆ ละ ๕ องค์์ ให้้รัับ เลกต่่อพัันพุุฒ พัันเทพราช มาถืือเครื่่�องสููง ๑๐ คน ให้้ใส่่กางเกงยก ใส่่เสื้้อมััสรูู ใส่่เกี้้ยวผ้้าลาย ทุุกคนเร่่งไปลงเรืือท่่าวััดสมอราย อนึ่่�ง ให้้ชาวพระราชยาน จััดพระเสลี่ย ่� งไปรัับเสด็็จฯ เจ้้าฟ้้ามงกุุฎ เมื่่�อเสด็็จลงเรืือเสด็็จ ขึ้้นเรืือเอกไชย


81 อนึ่่�ง ให้สั้ังฆการีีนิิมนต์พ์ระสงฆ์์ ๒๐ รููป ไปสวดพระพุทธุมนต์์ที่่�พระตำำหนัักใหม่่ วััน เดืือน ๒, ๓, ๔ ค่ำ ำ� บ่่าย ขึ้้น ๕ ค่ำ ำ� เช้้า ฉััน...เมื่่�อจะนิิมนต์์นั้้นให้้ไปเฝ้้าเสด็็จกรมหลวง รัักษ์์รณเรศ... (สมุุดขาด)...” ๕๐ จากหมายรับสังข้าง่ต้นเป็นหลักฐานทชัี่ ดเจนวา พระบาทสมเ่ด็จพระนังเก่ล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจากวัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) ย้ายมาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหารเมอวันเ ื่ ดือน ๒ ขึน ๕ ค้ ่ำ จุลศักราช ๑๑๙๘ ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๓๗๙ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสร้างพระตำหนักพระราชทาน ปรากฏในหมายรับสั่งเรียกว่า “พระตำหนักใหม” แ ่ ต่ภายหลังเรียกกันว่า “พระตำหนักปั้น หย่า” หรือ “พระปั้นหย่า” การพิธีขึ้นตำหนักเหมือนอย่างสมเด็จพระสังฆราชขึ้นตำหนัก ณ วันเดือนยี่ขึ้น ๒ ค่ำ ๓ ค่ำ ำ� ๔ ค่ำ ำ� พระสงฆ์์ ๒๐ รููปสวดพระพุุทธมนต์์ที่่�พระตำำหนัักใหม่่๕๑ ดัังปรากฏหลัักฐานใน หมายรัับสั่่�งรััชกาลที่่� ๓ เรื่่�องสมเด็ ็ จเจ้้าฟ้้ามงกุุฎทรงทำำบุุญวััดบวรนิิเวศน์์ ดัังนี้้� “...อนึ่่�ง เพลาบ่่าย ๔ โมงเศษ นายแสงตำำรวจวัังมาสั่่�งว่่า ด้้วยพระยาบำำเรอภัักดิ์์รัับ พระราชโองการใส่่เกล้้าฯ ทรงพระกรุุณาโปรดเกล้้าฯ สั่่�งว่่า สมเด็็จพระเจ้้าน้้องยาเธอ เจ้้าฟ้้ามงกุุฎ จะทำบุำ ุญ ณ วััดบวรนิิเวศน์์ ณ วัันเดืือน ๓ ขึ้้น ๑๒ ค่ำ ำ� ๑๓ ค่ำ ำ� ๑๔ ค่ำ ำ� เพลาบ่่าย จะได้้ตั้้งสวดพระพุุทธมนต์์ที่่�ตำำหนััก ครั้้นรุ่่งขึ้้น ณ วััน ๑๕ ค่ำ ำ� เพลาเช้้า พระสงฆ์์จะได้้ฉัันนั้้น ให้้ฆ้้องไชย แตร สัังข์์ เครื่่�องประโคม แลให้้เจ้้าพนัักงานกระโถนขัันน้ำำเอาขึ้้นไปตั้้ง ๒๐ สำำรัับ แลให้้เจ้้าพนัักงานทั้้งนี้้ขึ้้นไปเตรีียมทั้้ง ๔ เพลา อย่่าให้้ขาดจงทุุกพนัักงานกว่่าจะเสร็็จการแล้ว้ ให้้มหาดไทยกระลาโหมหมายบอกจงทั่่�วอย่่าให้้ขาดได้้ตามรัับสั่่�งฯ...” ๕๒ ๕๐ ประชุุมหมายรัับสั่่�งภาค ๔ ตอนที่่� ๑ สมััยกรุุงรัตนั โกสินิทร์์ รััชกาลพระบาทสมเด็จพ็ระนั่่�งเกล้้าเจ้้าอยู่หั่� วั จ.ศ. ๑๑๘๖ - ๑๒๐๓ (กรุุงเทพฯ: คณะกรรมการชำำระประวััติิศาสตร์์ไทยและจัดพิั ิมพ์์เอกสารทางประวััติิศาสตร์์และโบราณคดีี สำำนัักเลขาธิิการนายกรััฐมนตรีี, ๒๕๓๖), หน้้า ๑๗๑.๕๑ พระบาทสมเด็็จพระจุลุจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว, “เรื่่�องพระราชประวััติิพระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว,” ในเรื่่�อง พระราชประวััติิพระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราชวิิทยาลััย, ๒๕๔๗), หน้้า ๑๖๓ - ๑๖๔.๕๒ คััดจากหมายรัับสั่่�ง ปีีมะโรง จ.ศ. ๑๒๐๖ (พ.ศ. ๒๓๘๗)


82 สมเด็็จพระมหาสมณเจ้้า กรมพระยาปวเรศวริยิาลงกรณ์์ ทรงนิิพนธ์์เรื่่�องการเสด็็จพระ ราชดำำเนิินมาครองวััดบวรนิิเวศวิหิารไว้้ว่่า “...ณ วันพุธ เดือนยี่ ขึ้น ๕ ค่ำ เวลา ๓ โมงเช้า ๘ บาท เสด็จลงมาจำพรรษา ณ วัด บวรนิเวศภายในกำแพงพระนคร ในวันแห่เสด็จลงมาแต่วัดสมอรายนั้น อากาศมัวไม่มีแสง พระอาทิตย์ปรากฏอยู่จนเวลาบ่ายสามโมงเป็นอัศจรรย์ใหญ่ยิ่ง...” ๕๓ นอกจากนี้ยังปรากฏความในจดหมายเหตุรัชกาลท ี่ ๔ “เร ื่ องแรกต้นทรงผนวช” ว่า “...ครั้นถึงศักราช ๑๑๙๘ ปีวอก อัษฐศก ณ วันพุธ เดือนยี่ ขึ้น ๕ ค่ำ เพลาเช้า ๓ โมง ๘ บาท เสดจลงมาอยู่ ณ วัดบวรนิเวศ ทรงทำนุบำรุงสั่งสอนปริสัช คฤหัษฐบรรพชิตให้เจรืญยี่งขึ้นไป ด้วยข้อประฏิบัติต่างๆ ที่สมควรแก่ธรรมวินัย ครั้งนั้นพระสงฆ์ในภายในพรรษา ๑๓๐ นี้มีโดย มาก จนถึงปีรกาความไข้เปนที่สุด ๚...” ๕๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตรัสเล่าไว้ว่า เม ื่ อก่อนท ี่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จมาครองวัดบวรนิเวศวิหารนั้น พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้าไปเลือก ของในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ถ้ามีพระราชประสงค์สิ่งใด พระราชทานให้นำ มาได้ ๕๕ ดัังนั้้�นการที่่�พระบาทสมเด็็จพระนั่่�งเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว ทรงอาราธนาพระบาทสมเด็็จ พระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััวเสด็็จมาครองวััดบวรนิิเวศวิิหาร และโปรดเกล้้าฯ ให้้เสด็็จเข้้าไปเลืือก ของในพระราชวัังบวรสถานมงคล จึึงน่่าจะเป็็นวิิธีีที่่�ทรงดำำเนิินพระราโชบายที่่�จะประกาศให้้รู้้ ว่่า ทรงเทีียบพระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััวไว้้ในฐานะกรมพระราชวัังบวรสถานมงคล อีีกด้้วยดัังที่่�พระเจ้้าบรมวงศ์์เธอ กรมพระนราธิิปประพัันธ์์พงศ์์ ทรงนิิพนธ์์ไว้้ใน “โคลงลิิลิิต มหามกุุฏราชคุุณานุุสรณ์์” ว่่า ๕๓ สมเด็็จพระมหาสมณเจ้้า กรมพระยาปวเรศวริยิาลงกรณ์์, พระราชประวััติิในรััชกาลที่่� ๔ (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราช วิิทยาลััย, ๒๕๔๗), หน้้า ๔๘.๕๔ “เรื่่�องแรกต้้นทรงผนวช,” หอสมุุดแห่่งชาติิ, สมุุดไทยดำำ, ม.ป.ป., เลขที่่� ๒๒๔, หมวดจดหมายเหตุุรััชกาลที่่� ๔.๕๕ ตำำนานวััดบวรนิิเวศวิิหาร (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราชวิิทยาลััย, ๒๕๔๐), หน้้า ๑๕.


83 ๏ เชษฐธรรมิกะราชสร้าง ตำหนัก เสรีมแฮ วอกนพะสัตตดีสมัค มอบน้อม เชีญพระนุชชินะบุตจักร์ กริชเสด็จ เถลีงเอย สังฆบัญญาสห้อม แห่เข้านัคะรา ฯ ๏ สถาปนาสมณะศักดิ์ชั้น เทพถเกีง เกียรติ์เอย เครื่องยศเสลาเชีง เครื่องต้น แถลงรหัศศรัทธาสเรีง ฤทัยยก ยศะท่าน เทียบขนาดอนุราชพ้น พรรคเจ้าเนาสยาม ผองแล ฯ ๕๖ นอกจากนี้้�ยัังกล่่าวกัันมาว่่า พระบาทสมเด็็จพระนั่่�งเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว พระราชทานนาม วัดับวรนิิเวศวิหิารในครั้้�งนั้้�นด้้วย เพื่่�อให้้เป็็นพระเกีียรติิแก่่พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่� หััว แต่่สมเด็็จฯ กรมพระยาดำำรงราชานุภุาพ ทรงสัันนิษิฐานว่่า พระบาทสมเด็็จพระนั่่�งเกล้้าเจ้้า อยู่่�หััว “น่่าจะพระราชทานมาก่่อนแล้ว้ เพราะเป็็นวััดที่่�สถิิตของพระราชาคณะผู้้ใหญ่่ แต่ก่่ ่อนที่่� พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่หััวเสด็็จมาครอง” ๕๗ ๕๖ กรมพระนราธิิปประพัันธ์์พงศ์์, โคลงลิิลิิตมหามกุุฏราชคุุณานุุสรณ์์ (กรุุงเทพฯ: สำำนัักพิิมพ์์แห่่งจุุฬาลงกรณ์์ มหาวิิทยาลััย, ๒๕๔๗), หน้้า ๗๙.๕๗ สมเด็็จฯ กรมพระยาดำำรงราชานุุภาพ, ประวััติิบุุคคลสำำคััญ, หน้้า ๓๑.


พระพุุทธชิินสีีห์์ (องค์์หน้้า) พระสุุวรรณเขต (องค์หลั์ ัง) พระประธานในพระอุุโบสถวััดบวรนิิเวศวิิหาร


85 บทที่่� ๕ พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว ทรงครองวััดบวรนิิเวศวิิหาร วััดบวรนิิเวศวิิหาร เมื่่�อพระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััวทรงครองนั้้�น มีีความ เปลี่ย ่� นแปลงหลายอย่่าง ทั้้�งในด้้านการปฏิิรููปพระศาสนา การเผยแผ่่ธรรมยุุติิกนิิกาย รวมทั้้�ง มีีการก่่อสร้้างบููรณปฏิิสัังขรณ์์พระอาราม สืืบต่่อจากที่่�สมเด็็จพระบวรราชเจ้้ามหาศัักดิิพลเสพ ได้้ทรงสร้้างหลายประการด้้วยกััน อัญเชิญพระพุทธชินสีห์ขึ้นสถิตที่มุขหน้าพระอุโบสถ เมอพระบาทสมเ ื่ ด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครองวัดบวรนิเวศวิหารแล้วไดห้ นึง่ปี ครัน้ ถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๐ จึงทรงทูลขอพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่ออัญเชิญพระพุทธ ชินสีห์ขึ้นสถิตท ี่ มุขหน้าพระอุโบสถ หน้าพระสุวรรณเขต หรือ พระโต ดังปรากฏความใน จดหมายเหตุรัชกาลท ี่ ๔ “เร ื่ องพงศาวดารเหนือ เร ื่องเชิญพระชินศรีมาไว้วัดบวรนิเวศน์ และ ฯลฯ” ว่า “...ครั้นถึงปีระกา เอกศก จุลศักราช ๑๒๐๑ พระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสดจมาครองวัดบวรนิเวศน จึ่งเชิญพระชินศรีขึ้นสถิตยที่มุข กาไหล่พระรัศมี ฝังพระเนตร ฝังเพชรที่พระอุณาโลม ปิดทองใหม่ทั้งพระองค์...” ๕๘ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงพระนิพนธ์ถึงเหตุการณ์ น ี้ไว้ใน “ลิลิตพงศาวดารเหนือ” ว่า ๕๘ “พงศาวดารเหนืือ เรื่่�องเชิิญพระชิินศรีีมาวััดบวรนิิเวศน์์และ ฯลฯ,” หอสมุดุแห่่งชาติิ, จ.ศ. ๑๒๑๗, เลขที่่� ๑๒๙, หมวดจดหมายเหตุุรััชกาลที่่� ๔.


86 ๏ ปีไก่เชิญท่านไท้ ชินศรี มาสถิตยงามดี มุขหน้า ก้าไหล่พระรัศมี ฝังเนตร เพชรอย่างกลางไฟกล้า ติดตั้งหว่างขนง ๚ะ ๏ ปิดทองหลวงราษฎร์บ้าง ทั้งองค์ สัมเหรจดังประสงค์ เพริดพริ้ง ปฏิบัติท่านทรง แรงเรี่ยว บุญบ่ห่อนหย่อนทิ้ง ค่ำเช้าคราวทำ ๚ะ๕๙ นอกจากน ี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ยังทรงพระนิพนธ์ ถึงการอัญเชิญพระพุทธชินสีห์มาประดิษฐานไว้ในมุขหน้าพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ใน “โคลงพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ไว้คล้ายกันว่า ๏ ปีไก่เชิญท่านไท้ ชินศรี มาสถิตงามดี มุขหน้า กาไหล่พระรัศมี ฝังเนตร เพ็ชรอุณาโลมหร้า ร่วงรุ้งติดถวาย ฯ ๏ ปิดทองหลวงราษฎร์บ้าง ทั้งองค์ สำเร็จดังประสงค์ เพริศพริ้ง ปฏิบัติท่านทรง แรงเรี่ยว บุญบ่ห่อนหย่อนทิ้ง ค่ำเช้าคราวทำ ฯ๖๐ ๕๙ สมเด็็จฯ กรมพระยาปวเรศวริยิาลงกรณ์์, ลิิลิิตพงศาวดารเหนืือ (พระนคร: โรงพิิมพ์ท่่ ์าพระจัันทร์์, ๒๕๑๐), หน้้า ๑๒๓.๖๐ สมเด็็จพระมหาสมณเจ้้า กรมพระยาปวเรศวริิยาลงกรณ์์, พระราชประวััติิในรััชกาลที่่� ๔, หน้้า ๕.


87 ภาพถ่่ายทางอากาศวััดบวรนิิเวศวิิหาร


88 วััดบวรนิิเวศวิหิาร และคลองบางลำำพูู


89 หน้้าบัันพระอุุโบสถวััดบวรนิิเวศวิิหาร เป็็นตราพระมหามงกุุฎ


90 พระอุุโบสถ และพระเจดีีย์์วััดบวรนิิเวศวิิหาร


91 พระอุุโบสถวััดบวรนิิเวศวิิหาร


92 เมอพระบาทสมเ ื่ ด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธชินสีห์จาก มุขหลังไปประดิษฐานท ี่ มุขหน้า พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหารแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญ พระพุทธไสยาท ี่ น่าจะเป็นพระไสยาท ี่อัญเชิญมาจากวัดพระพายหลวง เมืองเก่าสุโขทัยมา ประดิษฐานแทน (พระไสยาองค์นี้ภายหลังอัญเชิญมาไว้ที่พระวิหารพระศาสดา) เม ื่ อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับจำพรรษาท ี่วัดบวรนิเวศวิหารแล้ว ทรงพระปรารภรังเกียจด้วยพัทธสีมาคาบเกี่ยว รับสั่งว่าพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหารเป็น ๓ มุข ผูกสีมาเพียงมุขหน้ามุขเดียวไม่ชอบกล จึงเสด็จไปถวายพระพรแก่พระบาทสมเด็จพระนั่ง เกล้าเจ้าอยู่หัว ขอผูกพัทธสีมาทั้ง ๓ มุข พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ผูกสีมาปักเขตขยายออกไปเท่าแนวพ้นสิ่งโดยรอบแล้ว ทรง ชำระถอนสมมติผกอู ยู่หลายวัน ในการนไี้ ด้ทรงนำฉันทะกำกับเป็นการเฉพาะแต่เพียงพระสงฆ์ ในพระอารามเท่านั้น๖๑ นับเป็นการผูกพัทธสีมาครั้งท ี่ ๒ เร ื่ องฉลองพระอัฐารส พ.ศ. ๒๓๘๗ ใน พ.ศ. ๒๓๘๗ ปรากฏหลักฐานในหมายรับสั่งรัชกาลท ี่ ๓ เร ื่ องฉลองพระอัฐารสวัด บวรนิเวศว่า อนึ่ง เพลาบ่าย ๔ โมง นายแขกตำรวจวังมาสั่งว่า ด้วยพระยาบำเรอภักดิ์รับพระ ราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งว่า ท่านพนักงานข้างในจะได้ทำสำรับคาว หวานขึ้นไปปรนนิบัติพระสงฆ์ ณ วัดบวรนิเวศน์ ฉลองพระพทธุรปูพระอัฐารสในพระอุโบสถนั้น ให้กรมพระนครบาลสานกระจาดใส่กระทงสำหรับใส่ของคาวหวาน ๕๐ ใบ โตเล็กเท่าอย่างส่ง มาแต่ก่อน แล้วให้ผูกขอบผูกจังมังทำให้มั่นคงดี ให้ไปเบิกหวายชุมพรต่อพระคลังราชการมา ผูกขอบให้พอกระจาด ๕๐ ใบ แล้วให้เจ้าพนักงานพระคลังราชการจ่ายหวายให้กรมพระนคร บาลให้ผูกขอบผูกจังมัง ๕๐ ใบ แล้วให้เจ้าพนักงานทั้งนี้เร่งจ่ายหวายทำให้แล้วแต่ในเดือน ๕ ๖๑ เรื่่�องเดีียวกันั, หน้้า ๔๘.


93 ข้างขึ้น แลว้ให้เอามาส่งต่อผ้รับสัูง ณ ่ทิมดาบชาววังจะได้ส่งใหท้ ่านพนักงานข้างใน แลว้ให้เจ้า พนักงานทั้งนี้เร่งทำให้แล้วให้ทันกำหนด อย่าให้ขาดได้ตามรับสั่งฯ...” ๖๒ ขยายแนวสีมาพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ต่อมาครั้นถึงปี จ.ศ. ๑๒๐๙ ปีมะแม นพศก ตรงกับปี พ.ศ. ๒๓๙๐ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมรับสั ี งใ่ห้นายสำเภาไปเมองจื นสั ีงท่ำบัวศิลานิมิตเข้ามา เพอจะ ื่ ตงนิมิ ั้ต สมมติสมาวั ีดบรมนิวาสครันสมม้ติสมาวั ีดบรมนิวาสแล้ว โปรดให้กลับมาสมมติสมาวั ีดบวรนิเวศ วิหารอกครั ีง้หนึง ข่ยายจากแนวสมาเีดิมออกไปให้สมควรแกสัง่ฆกรรมได้ทังในโบส ้ถ์และนอก โบสถ์ ที่ด้านหน้ากำหนดหมายเอาต้นจันทน์เป็นเขตนิมิต ด้านข้างกำหนดด้วยบ่อน้ำ ๒ แห่ง ด้านหลังกำหนดหมายเสาศิลาปักเป็นนิมิต ให้รูปพรรณสัณฐานเหมอนรื ูปตะโพน๖๓ ดังที่ปรากฏ ใน “ตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร” พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณ วโรรสว่า “...กำำหนดนิิมิิตต์์ ๖ แห่่ง ด้้านน่่ากำำหนดด้้วยรุุกขนิิมิิตต์์ คืือ ต้้นจัันทน์์ ๒ แห่่ง ด้้าน ข้้างกำหำนดด้วยอุ้ทุกนิมิิตต์์ คืือ บ่่อน้ำำ ๒ แห่่ง ด้้านหลัังกำหำนดด้วย้ ปาสาณนิมิิตต์์ คืือหลัักศิลิา ๒ แห่่ง มีีสััณฐานดุุจตโพน คืือสอบน่่าสอบหลัังป่่องกลาง..” ๖๔ ครั้นถึงวันศุกร์ เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๙๐ พระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงนำฉันทะประชุมพระสงฆ์สมมติสมาวั ีดบรมนิวาส ครัน้ เสร็จแล้วจึงเสด็จกลับมาประชุมพระสงฆ์สมมติสมาวั ีดบวรนิเวศวิหารอกครั ีง้หนึง่ ๖๕ นับเป็นการ ผูกพัทธสีมาพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหารใหม่เป็นครั้งท ี่ ๓ นอกจากการผููกพััทธสีีมาพระอุุโบสถ วััดบวรนิิเวศวิิหารใหม่่แล้้ว พระบาทสมเด็็จ พระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััวยัังโปรดเกล้้าฯ ให้้เขีียนจิติรกรรมฝาผนัังพระอุุโบสถ วัดับวรนิิเวศวิหิาร ๖๒ คัดัจากหมายรัับสั่่�ง ปีีมะโรง จ.ศ. ๑๒๐๖ (พ.ศ. ๒๓๘๗) ๖๓ สมเด็็จพระมหาสมณเจ้้า กรมพระยาปวเรศวริยิาลงกรณ์์, พระราชประวััติิในรััชกาลที่่� ๔, หน้้า ๔๙.๖๔ ตำนำานวััดบวรนิิเวศวิิหาร (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราชวิิทยาลัยั, ๒๕๔๐), หน้้า ๒๒.๖๕ สมเด็็จพระมหาสมณเจ้้า กรมพระยาปวเรศวริยิาลงกรณ์์, พระราชประวััติิในรััชกาลที่่� ๔, หน้้า ๔๙ - ๕๐.


94 พระเจดีีย์์วััดบวรนิิเวศวิิหาร ซึ่่�งพระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่หััว โปรดให้้สถาปนาขึ้้น


พระเจดีีย์์วััดบวรนิิเวศวิิหาร


96 ตราพระมหามงกุุฎที่่�ซุ้้มสาหร่่ายข้้างหน้้าพระพุทธชิุินสีีห์์


97 และโปรดเกล้้าฯ ให้ทำ้ ำตราพระมหามงกุุฎที่ ่�ซุ้้มสาหร่่ายข้้างหน้้าพระพุุทธชิินสีีห์์ ซึ่�งสมเด็็จพระ ่ มหาสมณเจ้้า กรมพระยาปวเรศวริิยาลงกรณ์์ตรััสเล่่าว่่า “...เปนพระตราแรกที่ได้ทำขึ้นในครั้งรัชชกาลที่ ๓ ถึงเวลาเสดจพระราชดำเนิรพระราช ทานพระกฐิน รับสั่งให้เอาพระบฏขึ้นบังไว้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ตรัสถาม ต่อเมื่อยกยอดพระปรางวัดอรุณราชวราราม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราช ดำรัสสั่งให้ยืมมงกุฎพระประธานวัดนางนองมาทรงพระปรางก่อน แล้วจึงหล่อมงกุฎทรงพระ ประธานวัดนางนองใหม่ ตั้งแต่นั้นมาถึงคราวเสดจพระราชทานพระกฐิน หาได้เอาพระบฏขึ้น ปิดเหมือนอย่างก่อนใม่...” ๖๖ ทรงสถาปนาพระเจดีย์ วัดบวรนิเวศวิหาร พระเจดีย์วัดบวรนิเวศวิหาร ปรากฏหลักฐานวาเริ ่ มสร้าง่ตงแั้ต่สมัยสมเด็จพระบวรราช เจ้ามหาศักดิพลเสพ โดยโปรดให้ก่อพระฤกษ์พระเจดีย์เมื่ อเดือน ๑๐ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีเถาะ ตรีศก จ.ศ. ๑๑๙๓ ตรงกับวันท ๑๗ กัน ี่ ยายน พ.ศ. ๒๓๗๔ การสร้างพระเจดียย์ังดำเนินไปได้ไมมากนัก ่ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพเสด็จทิวงคต เม ื่อวันอังคาร เดือน ๖ ขึ้น ๙ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๗๕ การสร้างพระเจดีย์จึงค้างต่อมา ครันพระบาทสมเ้ด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาครองวัดบวรนิเวศวิหารโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเจดีย์ที่ยังค้างอยู่ต่อจนสำเร็จ ดังปรากฏความในตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร พระ นิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสว่า “...การพระเจดีีย์อั์ันค้้างอยู่ไ่ด้ทำ้ต่ำ ่อมา เข้้าใจว่่าการก่่อได้สำ้ำเร็็จในครั้้งนี้้ส่ว่ นการประดัับ ประดาคงทำำตลอดมาถึึงรััชกาลที่่� ๔ มีีการบางอย่่างรู้้ชััดว่่าได้ทำ้ ำ ในรััชชกาลนั้้น พระเจดีีย์นั้้ ์น มีีสััณฐานกลมหรืือที่่�เรีียกว่่าลอมฟาง มีีคููหาข้้างในเข้้าไปได้้ มีีชั้้นทัักษิิณ ๒ ชั้้นเปนสี่่�เหลี่ ่� ยม ฐานพระเจดีีย์ชั้้ ์ นบนโดยอ้้อมรอบ ๒๔ วา ๓ สอก ๕ นิ้้ว คำำนวณตามเกณฑ์นี้้ ์ส่่วนสููงแห่่ง พระเจดีีย์ตั้้ ์งแต่่ตอนนี้้ขึ้้นไปตลอดยอด ประมาณว่่า ๒๒ วาเศษ ฐานล่่างสููง ๓ สอก โดยอ้้อม ๖๖ ตำำนานวััดบวรนิิเวศวิิหาร (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราชวิิทยาลััย, ๒๕๔๐), หน้้า ๒๕.


98 ๒๗ วา ๗ นิ้้ว ทัักษิิณชั้้นบนสููง ๑ วา ๑ สอกคืืบ ๗ นิ้้ว ทัักษิิณชั้้นล่่างสููง ๓ สอกคืืบ ๘ นิ้้ว เข้้ากัันเปนส่่วนสููงแห่่งพระเจดีีย์์ ๒๕ วาเศษ เหลี่ ่� ยมแห่่งทัักษิิณใม่่เท่่ากััน คิิดถััวชั้้นบนด้้านละ ๑๑ วาเศษ ชั้้นล่่าง ๑๕ วา ๒ สอกเศษ ที่่�องค์พ์ระเจดีีย์มีีซุ้้ ์ม ๔ ซุ้้ม เปนทางเข้้า ๑ ซุ้้ม เปนทาง แห่่งแสงสว่่าง ๓ ซุ้้ม ที่่�ทัักษิิณชั้้นบนมีีซุ้้มยอดปราง ๔ มุุม ประดิิษฐานพระพุุทธรููปยืืน มีีเก๋๋ง เล็็กอยู่ด้่้านเหนืือประดิิษฐานพระไพรีีพิินาศ เปนพระพุทธรูู ุปศิลิาขนาดย่่อม น่่าตััก ๑ คืืบ ๔ นิ้้ว สููงตลอดพระรััศมีี ๑ สอกมีีเศษใม่ถึ่ ึงนิ้้ว ที่่�ทัักษิิณชั้้นล่่างมีีทิิมคดหลัังคาเก๋๋ง ๔ มุุม มีีกำำแพงล้้อม มีีประตููทางด้้านตวัันออกแลด้้านตวัันตกด้้านละ ๒ ช่่อง ในคููหาพระเจดีีย์์ประดิิษฐานพระเจดีีย์์ ก้้าไหล่่ทอง ฐานสลัักเรื่่�องปฐมสมโพธิ์์ ข้้างในนั้้นได้้ยิินว่่าบััญจุุพระบรมธาตุุ มีีพระสถููปหรืือ กระโจมทำด้ำวย้ของต่่างชนิิดสวมเปนชั้้นๆ กััน อไรบ้้างหาทราบใม่่ มีีแจ้้งในหมายรัับสั่่�งรััชชกาล ที่่� ๓ ว่่าเมื่่�อปีีมโรงฉศก จ.ศ. ๑๒๐๖ เดืือน ๘ อุุตราษาฒ ขึ้้น ๕ ค่ำ ำ� กรมหมื่่�นณรงค์์ หริิรัักษ์์ รัับสั่่�งให้้ช่่างหล่่อช่่างบุุกลึึงพระเจดีีย์์ลัังกาอัันจะเชิิญไปไว้้ที่่�วััดบวรนิิเวศ น่่าจะได้้แก่่ พระเจดีีย์์องค์์นี้้ ที่่�ช่่องคููหาแห่่งหนึ่่�งประดิิษฐานพระเจดีีย์์ศิิลาองค์์ย่่อมบััญจุุแผ่่นศิิลาจารึึก พระพุุทธวจนะเปนอุุทเทสิิกเจดีีย์์...” ๖๗ นอกจากสิ่งก่อสร้างสำคัญๆ ในเขตพุทธาวาสท ี่ กล่าวไปแล้ว ในสมัยท ี่ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงครองวัดบวรนิเวศวิหารยังมีสิ่งก่อสร้างอื่ นๆ ท ี่ น่าสนใจอีก เช่น ศาลาฤๅษี ๔ ห้อง ๔ หลัง อยู่ด้านหน้าและด้านหลังหอพระไตรปิฎก และศาลา การเปรียญ หลังละค ทู่ ี่ฝาผนังทำเป็นชองไว้ร ่ ูปฤๅษีดดตัน และประดับศิลาจารึกตำรายา (ด้วย เหตุนี้จึงเรียกกันว่า ศาลาฤๅษี) นอกจากนี้ยังมีการก่อภูเขาศิลา ที่ลานพระตำหนักและที่ลาน พระอุโบสถ และศาลาราย ซึ่งภายหลังได้รื้อออกบ้าง ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน การปฏิสังขรณ์สังฆาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ก่อนหน้าที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาครองวัดบวรนิเวศวิหารนั้น สร้างโดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ในรัชกาลท ี่ ๓ พร้อมกับการสร้างพุทธาวาส ๖๗ ตำนำานวััดบวรนิิเวศวิิหาร (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราชวิิทยาลัยั, ๒๕๔๐), หน้้า ๒๓ - ๒๔.


99 พระปั้้นหย่่า ที่่�ประทัับของพระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่หััว เมื่่�อทรงพระผนวชและประทัับ ณ วััดบวรนิิเวศวิิหาร


100 ตราพระมหามงกุุฎ ที่่�หน้้าบัันพระปั้้นหย่่า พระตำำหนัักที่่�ประทัับของ พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่หััว


101


102 วัดบวรนิเวศวิหาร แต่น่าจะสร้างเป็นเครื่องไม้ และคงยังไม่ได้มีการปลูกสร้างอะไรมากนัก เน ื่ องจากหลังจากสถาปนาพระอารามไม่นาน สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพก็เสด็จ ทิวงคต เม ื่ อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริจะให้อัญเชิญพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงพระผนวชมาครองวัดบวรนิเวศวิหาร จึงโปรดให้สร้าง ตำหนัก (ต่อมาเรียกว่า พระปั้นหย่า หรือ พระตำหนักปั้นหย่า) และท้องพระโรงถวาย ดังพระ นิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า “...เวลาเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยูห่วั เสด็จเข้ามาอยูว่ ัดบวรนิเวศนฯ นั้น ดูทรงระวังมากที่จะมิให้โทมนัสน้อย พระหฤทยั เป็นต้นว่า เมือแ่ห่เสด็จมาจากวัดราชาธวิาสตามประเพณแีหพ่ ระราชาคณะไปครอง วัดนั้น โปรดฯ ให้จัดกระบวนเหมือนอย่างแห่เสด็จพระมหาอุปราช แลว้โปรดฯ ให้สร้างตำหนัก (หลังที่เรียกว่า “พระปั้นหย่า”) กับท้องพระโรงให้เสด็จอยู่เป็นผาสุก...” ๖๘ พระตำหนักปั้นหย่า และท้องพระโรง พระตำำหนัักปั้้�นหย่่า เป็็นตำำหนัักที่่�พระบาทสมเด็็จพระนั่่�งเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว ทรงสร้้าง พระราชทานพระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััวเมื่่�อทรงเสด็็จมาครองวััดบวรนิิเวศวิิหาร เดิิมเป็็นตึึกที่่�อยู่่�ในสวนขวา ในพระบรมมหาราชวััง ปรากฏในหมายรัับสั่่�งสมััยรััชกาลที่่� ๓ จ.ศ. ๑๑๙๘ เรื่่�อง “แห่่เชิิญเจ้้าฟ้้ามงกุุฎฯ มาสถิิตอยู่่� ณ วััดบวรนิิเวศฯ” ๖๙ ว่่า “...ด้วย พระยารักษมณเฑียรรับพระราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สัง่ว่า ณ วันเดือน ๒ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีวอก อัฐศก เพลาเช้า จะได้เชิญเสด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ แต่วัดสมอราย ทรงเรือพระที่นังเอกไช ่ย แหท่างชลมารคไปอยูว่ ัดบวรนิเวศจะได้บังคับบัญชาพระสงฆ์สามเณร ๖๘ สมเด็็จฯ กรมพระยาดำำรงราชานุภุ าพ, “พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว เมื่่�อก่่อนเสวยราชย์์ พ.ศ. ๒๓๔๗ - ๒๓๙๔,” ใน เรื่่�องพระราชประวััติิพระบาทสมเด็จพ็ระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่หั่� วั (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราชวิิทยาลัยั, ๒๕๔๗), หน้้า ๓๘.๖๙ ประชุุมหมายรัับสั่่�งภาค ๔ ตอนที่่� ๑ สมััยกรุุงรัตนั โกสินิทร์์ รััชกาลพระบาทสมเด็จพ็ระนั่่�งเกล้้าเจ้้าอยู่หั่� วั จ.ศ. ๑๑๘๖ - ๑๒๐๓ (กรุุงเทพฯ: คณะกรรมการชำำระประวััติิศาสตร์์ไทยและจัดพิั ิมพ์์เอกสารทางประวััติิศาสตร์์และโบราณคดีี สำนัำ ักเลขาธิิการนายกรััฐมนตรีี, ๒๕๓๖), หน้้า ๑๗๑.


พระปั้้นหย่่า


104 จารึึกพระปั้้นหย่่า


105 จารึึกพระปั้้นหย่่า


ภายในพระปั้้นหย่่า พระบรมรููปพระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่หััว


107 พระแท่่นบรรทม พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่หััว เมื่่�อทรงพระผนวชบนพระปั้้นหย่่า


108 ในพระอาราม แลพระสงฆ์ ๒๐ รูปจะได้ตั้งสวดพระพุทธมนต์ ที่พระตำหนักใหม่ ณ วันเดือน ๒ ขึ้น ๒, ๓, ๔ ค่ำ เพลาบ่าย... ...อนึ่่�ง ให้้ชาวพระราชยาน จััดพระเสลี่ ่� ยงไปรัับเสด็็จฯ เจ้้าฟ้้ามงกุุฎ เมื่่�อเสด็็จลงเรืือ เสด็็จขึ้้นเรืือเอกไชย อนึ่่�ง ให้้สัังฆการีีนิิมนต์์พระสงฆ์์ ๒๐ รููป ไปสวดพระพุุทธมนต์์ที่่�พระตำำหนัักใหม่่ วัันเดืือน ๒, ๓, ๔ ค่ำ ำ� บ่่าย ขึ้้น ๕ ค่ำ ำ� เช้้า ฉััน...เมื่่�อจะนิิมนต์์นั้้นให้้ไปเฝ้้าเสด็็จกรมหลวงรัักษ์์ รณเรศ... (สมุุดขาด)...” ๗๐ นอกจากนี้ยังปรากฏในศิลาจารึกพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว ณ พระตำหนักปั้นหย่า หลักที่ ๑๖๘ ว่า “(๑) พระบาทสมเดจ์พระบรเมนทรมหามกุฏ สุทธสมมติเทพยพงษวงษาดิศวร กระษัตริยวรขัติยราชนิกโรดม (๒) จาตุรันตบรมมหาจักรพรรติราชสังกาศ บรมนารถบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ (๓) ให้ประกาศไว้แก่พระสงฆสามเณรแลใครๆ ทั้งปวงที่มาถึงที่นี้ ฤๅจะอยู่ในที่นี้ใหท้ราบว่า (๔) ในพระตำหนักเสนาศนหลังนี้ ตั้งแต่พระบาท สมเด็จพระนังเก่ล้าเจ้าอยูห่วทั รงสร้างพระราชทาน (๕) แลว้แต่ในปีวอกอัฐศก ศักราช ๑๑๙๘ มา ได้เสดจ์ประทับอยู่ถึง ๑๔ ปี กับ ๓ เดือน ในรวาง (๖) กาลนี้ ผู้หญิงตั้งแต่เดกเกิดในวันเดียว ขึ้นไปจนหญิงชราเปนที่สุดไม่เคยเข้าไปในประตูแลขึ้นอัทจรร (๗) นี้เลย เพราะฉนั้นบัดนี้ทรง พระราชดำำริิหเหนว่่าควรที่่�พระสงฆสามเณรที่่�อยู่่ในพระอารามนี้้จะประพฤดิ์์ (๘) ตาม รัักษา ที่่�พระตำำหนัักนี้้ให้้เปนที่่�ศัักดิ์์สิิทธิ์์สำำรัับผู้้ประพฤดิ์์การบริิสุุทธิ์์จะสวดมนต์์ภาวนาเจริิญ (๙) พระกรรมสฐาน แลเล่่าเรีียนในทางบริสุิุทธิ์์ให้้สดวก อย่่าให้้เปนที่่�หม่่นหมอง ผู้้ไปมาก็็จงเคารพ (๑๐) ขอเสีียเปนอัันขาดทีีเดีียว ผู้้หญิิงตั้้งแต่่เดกขึ้้นไปจนหญิิงแก่่ชรา อย่่าถืือตัวถืั ือกัันว่่า เดกดอก (๑๑) ชราดอก แล้ว้จะขึ้้นไปบนพระตำหนัำ ักนี้้นั้้น อย่่าเลยทีีเดีียวห้้ามเปนอัันขาด ทรงพระอธิิฐาน ไว้้ ๚ะ (๑๒) พระสงฆ์์สามเณรที่่�อยู่่ในพระตำำหนัักนี้้ ถึึงป่่วยไข้้ก็็อย่่าให้้มารดาย่่ายายพี่ ่� ๗๐ ประชุุมหมายรัับสั่่�งภาค ๔ ตอนที่่� ๑ สมััยกรุุงรัตนั โกสินิทร์์ รััชกาลพระบาทสมเด็จพ็ระนั่่�งเกล้้าเจ้้าอยู่หั่� วั จ.ศ. ๑๑๘๖ – ๑๒๐๓ (กรุุงเทพฯ: คณะกรรมการชำำระประวััติิศาสตร์์ไทยและจัดพิั ิมพ์์เอกสารทางประวััติิศาสตร์์และโบราณคดีี สำนัำ ักเลขาธิิการนายกรััฐมนตรีี, ๒๕๓๖), หน้้า ๑๗๑.


109 ป้้าน้้าหญิิงขึ้้นไปเยี่ ่� ยมเยืือนเลย (๑๓) แลอย่่าให้้คบเดกหญิิงให้้เข้้าไปเล่่นไปดููเลย ถึึงพระเจ้้า ลููกเธอพระองค์์เจ้้าหญิิงก็็ไม่่โปรดให้้เสด็็จขึ้้นไป ๚ะ (๑๔) อนึ่่�งสััตวเดีียรฉานตััวเมีีย คืือ สุุนัักข แลแมวแลวานรแลอื่่�นอื่่�นก็็อย่่าเอามาเลี้้ยง ในพระตำหนัำ ักนี้้เลย ๚ะ (๑๕) ขอให้้ประฏิบัิติัิเหมืือน ครั้้งเสด็็จประทัับอยู่่แต่่ก่่อนนั้้น อย่่าให้้เสีียกุุศลจารีีตเลย ๚ะ” ๗๑ จากข้อความในหมายรับสังรัชกา่ลท ๓ แ ี่ ละในศิลาจารึกดังกล่าว แสดงให้เห็นวา รัชกา ่ล ท ี่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักพระราชทานพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน เวลานันเร้ียกพระตำหนักนันว้า “ ่พระตำหนกัใหม” ่ ต่อมาภายหลังจึงเรียกวา “ ่พระปั้นหยา่ ” สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “ตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร” เรียกพระตำหนักใหม่น ี้ ว่า “พระปั้นหย่า” ดังนี้ “...พระปั้นหย่าหลังหนึ่งเปนตึกฝรั่ง พื้น ๓ ชั้น ได้ยินว่ารื้อเอามาจากสวนขวา ใน พระบรมมหาราชวัง อันสร้างขึ้นในรัชชกาลที่ ๒ กับท้องพระโรงอิกหลังหนึ่งเปนฝากระดาน พื้นชั้นเดียว ปลูกหน้าพระปั้นหย่าออกมา...” ๗๒ สอดคล้องกับที่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในลายพระ หตถัเลขาทูลสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ลงวันท ๒๗ พฤ ี่ ษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ กล่าวถึง “พระตำหนักปั้นหย่า” ไว้ว่า “...เรือนอยูซ่ งสร้างเป็นร ึ่ปตึกอูย่างต่างประเทศดเูหมือนจะแรกมขึ้นเมื ี อสร้างส่วนขวาใน รัชกาลที่ ๒ ทำเป็นตำหนักย่อมๆ มีพื้นหลายชั้น จะเป็นแบบตึกฝรัง่หรือเก๋งจนก็ไม่ตรง ี ทีเดียว น่าเรียกว่า “ตึกอย่างเทศ” มีหลายหลัง ตึกเหล่านั้นถึงรัชกาลที่ ๓ โปรดให้รื้อเอาไปถวายวัด หลายแห่ง ยังอยู่จนเดี๋ยวนี้หลัง ๑ ที่เรียก “พระปั้นหย่า” ณ วัดบวรนิเวศน์...” ๗๓ ดังนั้นจึงอาจสันนิษฐานได้ว่า พระตำหนักปั้นหย่า เป็นพระตำหนักที่ พระบาทสมเด็จ พระนังเก่ล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึนพระราชทานพระบาทสมเ้ด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว โดยนำตึกที่ ร ื้อจากสวนขวามาสร้างพระราชทานพร้อมกับการสร้างท้องพระโรง ๗๑ คณะกรรมการจัดพิั ิมพ์์เอกสารทางประวััติิศาสตร์์ สำนัำ ักนายกรััฐมนตรีี, ประชุุมศิลิาจารึึกภาคที่่� ๖ ตอนที่่� ๑ (กรุุงเทพฯ: โรงพิิมพ์สำ์นัำ ักทำำเนีียบนายกรััฐมนตรีี, ๒๕๑๗), หน้้า ๖๘ - ๖๙.๗๒ ตำนำานวััดบวรนิิเวศวิิหาร (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราชวิิทยาลัยั, ๒๕๔๐), หน้้า ๑๔.๗๓ สมเด็็จฯ เจ้้าฟ้้ากรมพระยานริิศรานุวัุดัติิวงศ์์ และสมเด็็จฯ กรมพระยาดำำรงราชานุภุ าพ, สาส์น์สมเด็จ็ เล่่ม ๒๒ (พระนคร: คุรุุสภา, ๒๕๐๕), หน้้า ๗๒.


110 นอกจากนี้้�ในเวลาที่่�พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว ประทัับ ณ พระตำำหนััก ปั้้�นหย่่าได้้ทรงกำำหนดกฎห้้ามไม่่ให้้สตรีีขึ้้�นไปบนพระตำำหนัักปั้้�นหย่่า ดัังปรากฏหลัักฐานใน ศิลิาจารึึกที่่พ�ระตำำหนักปั้้นหย่่า ๒ หลัักที่ด้ ่� ้านซ้้าย (หลัักที่่� ๑๖๙) และด้้านขวา (หลัักที่่� ๑๗๐) ของพระตำำหนัักปั้้�นหย่่า เป็็นข้้อความเดีียวกัันว่่า “(๑) ห้ามอย่าให้ผู้หญิงเดกผู้หญิงสาวผู้หญิงแก่ทั้งปวง ขึ้นไป (๒) บนพระตำหนักนี้ เปนอันขาดทีเดียว เพราะตั้งแต่แรกมาผู้หญิง (๓) ไม่เคยขึ้นไปเลย ถ้าขืนขึ้นไปใครยอมให้ขึ้น ไป ผู้หญิง (๔) ที่ขึ้นไปแลผู้ยอมผู้ภา ต้องแช่งสาบที่ทรงไว้แล้วฯ” ๗๔ กฎข้อห้ามนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงกำหนดไว้ แม้ต่อมาภาย หลังจากทรงเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วยังโปรดเกล้าฯ ให้ยึดถือดังเดิม ดังปรากฏในศิลาจารึก พระตำหนักปั้นหย่า หลักที่ ๑๖๘ ดังกล่าวไปแล้วข้างต้น ทรงสร้างตำหนักตึก หรือพระตำหนักเดิม ตำำหนัักตึึก เป็็นอาคารที่่�สร้้างขึ้้�นเมื่่�อพระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััวทรงครอง วััดบวรนิิเวศวิิหาร ในบริิเวณที่่�เป็็นท้้องพระโรงหน้้าพระตำำหนัักปั้้�นหย่่า มีีลัักษณะเป็็นตึึกพื้้�น สองชั้้�นห้้าห้้องมีีพาไลรอบ แต่่สร้้างยัังไม่่เสร็็จ พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััวเสด็็จ เถลิิงถวััลยราชสมบััติิก่่อน สมเด็็จพระมหาสมณเจ้้า กรมพระยาปวเรศวริยิาลงกรณ์์ประทัับอยู่่� ต่่อมา ต่่อมามีีการเรีียกอาคารนี้้�ว่่า “พระตำำหนัักเดิิม” ๗๕ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในลายพระหตถัเลขาทูลสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ลงวันท ๒๗ พฤ ี่ ษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ กล่าวถึงลักษณะของ “ตำหนักตึก” ไว้ว่า “...ถึงรัชกาลที่ ๔ ผู้มีบรรดาศักดิ์จึงเริ่มทำเรือนอยู่เป็นตึกกันแพร่หลาย...นอกจากนั้น มีแบบขึ้นใหม่อีกอย่าง ๑ จะเรียก (อย่างขอไปที) ว่า “ตึกกะหลาป๋า” เป็นตึก ๒ ชั้นสัณฐาน สเ ี่ หลี่ยมร มี มุขบ้างไม่ม ี บ้าง ีทรงหลังคาดาดกว่าแบบเรือนไทย ทำฝารอบเอาเฉลียงไว้ในเรือน ๗๔ คณะกรรมการจัดพิั ิมพ์์เอกสารทางประวััติิศาสตร์์ สำนัำ ักนายกรััฐมนตรีี, ประชุุมศิลิาจารึึกภาคที่่� ๖ ตอนที่่� ๑ (กรุุงเทพฯ: โรงพิิมพ์สำ์นัำ ักทำำเนีียบนายกรััฐมนตรีี, ๒๕๑๗), หน้้า ๗๐ - ๗๑.๗๕ ตำนำานวััดบวรนิิเวศวิิหาร (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราชวิิทยาลัยั, ๒๕๔๐), หน้้า ๒๔.


ภาพถ่่ายเก่่าพลัับพลาสมเด็็จพระศรีีสุุริิเยนทรา


พลัับพลาสมเด็็จพระศรีีสุุริิเยนทรา


113 พลัับพลาสมเด็็จพระศรีีสุุริิเยนทรา


114 มีบันไดขึ้นข้างนอก ด้วยยังถือคติว่าลอดใต้ถุนเป็นอัปมงคล ต่อกุฏิพระจึงไม่ถือว่าชั้นต่ำเป็น ใต้ถุน แบบเรือนเช่นว่ามานี้ยังมีตัวอย่างที่สร้างชั้นเก่า คือ ตำหนักกรมสมเด็จพระปวเรศวริยา ลงกรณ์ ที่วัดบวรนิเวศน์...” ๗๖ ทรงย้้ายพลัับพลาสมเด็ ็ จพระศรีีสุุริิเยนทรา มาปลููกไว้้ที่่�วััดบวรนิิเวศวิิหาร พลับพลาสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา เป็นพลับพลาเล็กสองห้อง มีพาไลสองด้าน ฝาล่อง ถุนก่ออิฐถือปูน ข้างบนโถง เคร ื่องไม้หลังคามุงกระเบื้ องสี จั่วและช่อฟ้าใบระกาประดับกระจก เดิมเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในเวลานั้นเรียกกันว่า สมเด็จพระพันวัสสา ดังปรากฏความในจารึกภาษาบาลีท ี่ พลับพลาสมเด็จพระศรีสุริเยนทราวัดบวรนิเวศฯ สันนิษฐานวาน่าจะเ่ ป็นพระราชนิพนธ์ภาษาบาลีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมอ ื่ ทรงผนวช จารึกอยู่ท ี่ คอสองของศาลาจำนวน ๒ แผ่น แผ่นละ ๔ บรรทัด ในที่ น ี้ ผู้เขียนจัดเรียง ใหม่ตามฉันทลักษณ์ โดยคงหมายเลขบรรทัดไว้ตามจารึกของเดิม๗๗ ดังนี้ คำจารึกแผ่นที่ ๑ (๑) มหิสฺสรสุนฺทรสฺส ธมฺเมน รชฺชการิโน มหาปุุญฺฺโฆปุณฺุ ฺณสฺฺส ปญฺฺจเสเตภ (๒) สามิิโน ปรมิสฺสรคฺคมเหสี เสฏฺา สมานวํสิกา เทวีีปุุญฺฺรตา วสฺฺส (๓) สหสฺฺสิินีีติิสวฺฺหยา ตสฺสา วิสมนาคาร สาลา ภูตา อยมฺปุเร ตสฺสา (๔) สุทิวงฺคตาย มกุโฏ นาม โอรโส สํํวฑฺฺโฒ ปุุญฺฺเตเชน ปญฺฺาปารคโต อหุุ ๗๖ สมเด็็จฯ เจ้้าฟ้้ากรมพระยานริิศรานุวัุดัติิวงศ์์ และสมเด็็จฯ กรมพระยาดำำรงราชานุภุ าพ, สาส์น์สมเด็จ็ เล่่ม ๒๒ (พระนคร: คุรุุสภา, ๒๕๐๕), หน้้า ๗๕.๗๗ ปรัับปรุุงจาก คำำปริิวรรตใน คณะกรรมการจััดพิิมพ์์เอกสารทางประวััติิศาสตร์์ สำำนัักนายกรััฐมนตรีี, ประชุุม ศิลิาจารึึกภาคที่่� ๖ ตอนที่่� ๑ (กรุุงเทพฯ: โรงพิิมพ์สำ์นัำ ักทำำเนีียบนายกรััฐมนตรีี, ๒๕๑๗), หน้้า ๗๓ - ๗๕.


115 คำจารึกแผ่นที่ ๒ (๑) ปจฺฺฉา วชิิราโณติิ ปากโฏ พุุทฺฺธมณฺฺฑเล สฏฺฺานานิิ หราเปตฺฺวา สสมฺฺภารมเส (๒) สกํํ ชิณฺณกํ สํขาราเปตฺวา โสภณํทสฺสนารหํ โภคตฺถํ สํฆุปฏฺานํ สาลํ (๓) ปวรนิเวสเน จตุทฺทิสสฺส สํฆสฺส นิยฺยาเทสิ หิตาสโย ตสฺฺสา (๔) พโหฺฺวปการาย ิิตาย ยตฺฺถกตฺฺถจิิ ปตฺตึ อาทิสฺสเต นิจฺจํ หิตสุโขทยํวรํ คำแปล๗๘ “ความว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้ามหิศรสุนทร ๗๙ ผู้เสวยราชสมบัติโดยชอบธรรม และเป็น ผู้เต็มเปี่ยมแล้วด้วยห้วงบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ ทั้งเป็นเจ้าของคชเศวต ๕ เชือก พระอรรคมเหสี ผู้เป็นใหญ่ยิ่งของพระเจ้ามหิศรสุนทรนั้น เป็นผู้ประเสริฐด้วยศีลาจาร คุณทั้งมีวงศ์ตระกูลอันเสมอกัน ทรงพระนามว่า พระราชเทวีบุญรอด เป็นพระพันปีหลวง ในกาลก่อนศาลานี้ เป็นศาลาที่พักของพระราชเทวีบุญรอดนั้น และเมื่อพระราชเทวี บุญรอดนั้น เสด็จดับขันธ์ทิวงคตแล้ว พระราชโอรสทรงพระนามว่า มกุฏราชกุมาร ครั้นสัง วัฒนาการเจริญวัยด้วยบุญเดชานุภาพแล้ว ได้ถึงซึ่งฝั่งพระปัญญาบารมี ในกาลภายหลัง ทรง พระนามว่า วชิรญาณ ปรากฏในพระพุทธศาสนมณฑล เป็นผู้มีอัธยาศัย เพื่อจะเป็นหิตานุหิต ประโยชน์ จึงใช้ให้ปริชนไปขนสิ่งของที่มีอยู่ในที่ของตน กับทั้งเครื่องสัมภาระทั้งหมดแล้ว จึง ซ่อมแซมของเก่าที่ชำรุด ให้งาม และให้เป็นที่ควรดูควรชมขึ้นแล้ว จึงมอบถวายให้เป็นศาลา สงฆ์อุปฐาก เพื่อสงฆ์ที่มาแต่จาตุทิศที่จะมาพักอยู่ในวัดบวรนิเวศ เพื่อจะได้อาศัยบริโภคใน ศาลานี้ ๗๘ คำำแปลโดยพระมหาวิิชาธรรม (เรืือง เปรีียญ) ต่่อมาคืือ พระยาพจนสุุนทร (เรืือง อติิเปรมานนท์์). ผู้้เขีียน๗๙ อิิศรสุุนทร(มหิิศรสุุนทร คืือ มหาอิิศรสุุนทร) เป็็นพระนามเดิิมของพระบาทสมเด็็จพระพุุทธเลิิศหล้้านภาลัยั. ผู้้เขีียน


116 เมื่อพระราชเทวีบุญรอดนั้น เป็นผู้มีพระคุณูปการแก่เรามากดังนี้ เสด็จสถิต ณ ที่แห่ง ใดแห่งหนึงก็ด่ ขอใ ีหพ้ระราชเทวีบุญรอดนั้น จงมารับส่วนบุญอันประเสริฐ ซงเป็น ึ่ ที่เกิดขึ้นแห่ง ประโยชน์เกื้อกูลและความสุขสิ้นกาลเป็นนิจเทอญฯ” เดิมพลับพลาหลังนี้ปลูกอยู่ในสวนพระราชวังเดิม (ปัจจุบันคือ บริเวณกองบัญชาการ กองทัพเรอ) ครั ืนสมเ้ด็จพระศรสุริเ ียนทราบรมราชินสวรรคีตแล้ว ทรงรอมา ื้ ปลูกทวัี่ ดนเ ี้ป็นอาสน ศาลาท ี่ริมคูด้านหน้าออกถนนพระสุเมรุ หน้าพระตำหนัก ต่อมาจึงย้ายมาปลูกในที่ตั้งปัจจุบัน ดังความในศิลาจารึกที่พลับพลาสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา เรียกว่า ศิลาจารึกหลัก ท ี่ ๑๗๑ จารึกที่ พลับพลาสมเด็จพระศรีสุริเยนทราวัดบวรนิเวศฯ เป็นจารึกหินอ่อน กล่าวว่า “(๑) พลับพลาสมเด็จพระศรสุริเ ียนทราฯ (๒) พลับพลานี้ เดิมเป็นที่ประทับของสมเด็จ พระศรีสุริเยนทราบรมราชินี (๓) พระบรมราชชนนีในรัชกาลที่ ๔ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เรียก สมเด็จพระพันวัสสา (๔) ปลูกอยู่ในสวนพระราชวังเดิม เมื่อสวรรคต (พ.ศ. ๒๓๗๙) แล้ว ได้ (๕) โปรดให้รื้อมาปลูกที่วัดนี้เป็นอาสนศาลา ที่ริมคูด้านหน้าออกถนนพระสุเมรุ (๖) หน้าพระ ตำหนัก ต่อมาจึงย้ายมาปลูกใหม่ในที่บริเวณพระตำหนักจันทรนี้ (๗) เมือ ่พ.ศ. ๒๔๕๕ เมือครั้ง ่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (๘) ใช้เป็นที่สอนภาษาบาลีด้วยฯ (๙) กล่าวกันว่า พลับพลานี้เป็นที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เจ้าอยู่หัว เมื่อ (๑๐) ทรงผนวช อยู่ ประทับเฝ้าเยี่ยมสมเด็จพระศรีสุริเยนทราฯ พระบรมราชชนนีฯ” ๘๐ พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว ทรงจััดธรรมเนีียมวััดบวรนิิเวศวิิหาร ในเวลาที่่�พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััวทรงครองวัดับวรนิิเวศวิหิารนั้้�น ได้้ทรง ตั้้�งธรรมเนีียมปฏิบัิัติิทางพระพุุทธศาสนาในวัดับวรนิิเวศวิหิารไว้หล้ายอย่่าง ที่ภ ่� ายหลัังได้้กลาย มาเป็็นขนบธรรมเนีียมของธรรมยุุติิกนิิกาย ได้้แก่่ การสวดมนต์์ทำำ วััตร นอกจากจะกำำหนดให้้ปฏิิบััติิตามพระวิินััย พระบาทสมเด็็จ พระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััวได้้ทรงพระราชนิิพนธ์คำ์ ำนมััสการขึ้้�นใหม่่เป็็นภาษาบาลีีทั้้�งที่่�เป็็นร้้อยแก้้ว ๘๐ คณะกรรมการจัดพิั ิมพ์์เอกสารทางประวััติิศาสตร์์ สำนัำ ักนายกรััฐมนตรีี, ประชุุมศิลิาจารึึกภาคที่่� ๖ ตอนที่่� ๑ (กรุุงเทพฯ: โรงพิิมพ์สำ์นัำ ักทำำเนีียบนายกรััฐมนตรีี, ๒๕๑๗), หน้้า ๗๒.


117 และเป็็นคาถาร้้อยกรอง เช่่น บทสวดมนต์ทำ์วัำตัรเช้้า ๘๑ - ทำวัำตัรค่ำ ำ� ๘๒ สรณคมนานุสฺุ ฺสรณคาถา และ โมกฺฺขุุปายคาถา๘๓ เป็็นต้้น และทรงจัดัให้มีี้การสวดมนต์์ประจำำวัันต่่อจากทำำวััตร ธรรมเนีียมการตีีกลองและระฆัังวััดบวรนิิเวศวิิหาร ในเวลาที่่�พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััวทรงผนวชและประทัับ ณ วัดับวรนิิเวศ วิิหารนั้้�น โปรดให้้ตีีกลองและระฆัังบอกเวลาทำำวััตร ดัังที่่�สมเด็็จพระเจ้้าบรมวงศ์์เธอ กรม พระยาดำำรงราชานุุภาพทรงมีีพระอธิิบายไว้้ใน “สาส์์นสมเด็็จ” ลงวัันที่่� ๖ ตุุลาคม พุุทธศัักราช ๒๔๘๑ ความว่่า “...ธรรมดาวััดย่่อมมีีกลองและมีีระฆััง กิิจที่่�ตีีกลองมีีวัันละ ๓ ครั้้ง คืือ ตีีบอกเวลาเพล ครั้้ง ๑ ตีีบอกเวลาสิ้้นเพลครั้้ง ๑ ตีีบอกให้ส่้ว่นบุุญแก่่สรรพสััตว์์เมื่่�อไหว้พ้ระสวดมนตร์์เสร็็จแล้ว้ ในเวลาเย็็นครั้้ง ๑ กิิจที่่�ตีีระฆัังนั้้น ตีีเมื่่�อแสงอรุุณขึ้้นบอกให้้พระครองผ้้าและเตรีียมตััวออก บิิณฑบาตครั้้ง ๑ ตีีเวลาพลบค่ำ ำ� เป็็นสััญญาณเรีียกพระสงฆ์์ให้้ไหว้้พระสวดมนตร์์ครั้้ง ๑ เมื่่�อทููลกระหม่่อม (พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่หััว) ทรงผนวชเสด็็จครอง วััดบวรนิิเวศ เพิ่่�มการตีีระฆัังเรีียกพระลงโบสถ์์เช้้าเวลา ๒ โมง กัับเวลาค่ำ ำ� ๒ ทุ่่ม เป็็นปกติิ และ ให้้ตีีระฆัังเป็็นสััญญาณเรีียกพระในกิิจอย่่างอื่่�นอีีก ตกว่่าระฆัังวััดบวรนิิเวศตีีมากกว่่าวััดอื่่�นๆ คุุณพุ่่มจึึงเอาไปเข้้าในคำำอธิิษฐาน...” สำำหรัับคำำอธิิษฐานของคุุณพุ่่�ม (บุุษบาท่่าเรืือจ้้าง) ธิิดาพระยาราชมนตรีี (ภู่่�) นั้้�น เป็็นกลอนเพลงยาวที่ ่� คุุณพุ่่�มแต่่งขึ้้�น มีีคำำอธิิษฐานจำำนวน ๑๒ ข้้อ และปรากฏข้้อความที่ ่� กล่่าวถึึงระฆัังวััดบวรนิิเวศวิิหารไว้้ว่่า “ขออย่่าให้้เป็็นระฆัังวััดบวรนิิเวศ” ทั้้�งนี้้�เนื่่�องมาจาก ระฆัังวััดบวรนิิเวศวิหิารมีีการตีีมากกว่่าระฆัังวััดอื่่�นๆ นั่่�นเอง ๘๑ สวดมนต์์ฉบัับหลวง ของ สมเด็็จพระสัังฆราช (ปุุสฺฺสเทว) (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราชวิิทยาลััย, ๒๕๕๓), หน้้า ๒๔๙.๘๒ เรื่่�องเดีียวกััน, หน้้า ๒๕๓.๘๓ เรื่่�องเดีียวกััน, หน้้า ๒๕๗ - ๒๕๘.


118 การเทศนาธรรม พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว ทรงเทศนาธรรมทุุกวัันพระ กึ่่�งปัักษ์์และเต็็มปัักษ์์ไม่่เฉพาะแต่่ในเวลาเข้้าพรรษาเท่่านั้้�น ดัังที่่�สมเด็็จพระมหาสมณเจ้้า กรม พระยาวชิิรญาณวโรรสทรงพระนิิพนธ์์ไว้้ใน “ตำำนานวัดับวรนิิเวศวิหิาร” ว่่า “...ถึงกำหนดวันพระกึงปักษ์แ ่ลเต็มปักษ์ มีธัมมัสสวนะเสมอไป ใม่เฉพาะแต่ในพรรษา มเีทศนาเช้า ๓ โมงกัณฑ์ ๑ บ่าย ๓ โมงกัณฑ์ ๑ เสดจลงประทานอุโบสถศีลแลทรงเทศนาเปนพื้น ทรงเทศนาโดยฝีพระโอษฐ์อธิบายให้คนฟังเข้าใจง่าย ชวนให้นิยมในปฏิบัติด้วยความอาจหาญ แลร่าเริง ได้ทราบว่ามคนีพอใจฟังมาก เต็มในพระอุโบสถแลวย้ ังล้นออกมาข้างนอก แม้พระอืน่ ก็ต้องเทศนาโดยฝีปากเหมือนกัน ใม่โปรดเขียนหนังสือไว้เทศน์ แม้เรือง่ ที่ทรงเรียงเอง เพอื่พระ เปรียญบางรูปถวายเทศนาในราชการ เสร็จแล้วตรัสให้เผาไฟเสีย เพื่อใม่ให้มีต้นฉบับเหลืออยู่ เพราะอย่างนั้นเทศนาที่ทรงเรียงในภาษาไทจึงมีน้อยนัก...” ๘๔ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันพบว่ามีพระธรรมเทศนาซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่ อทรงผนวชอยู่ ๒ เร ื่ องด้วยกันคือ เร ื่องอุโบสถศีลกถา และ เร ื่องธรรมจักกัปปวัตนสูตร ดังปรากฏใน “คำนำ” หนังสืออุโบสถศีลกถา พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า “…ต่่อมาข้้าพเจ้้าได้้เคยกราบทููลสมเด็็จพระเจ้้าบรมวงษ์์เธอ กรมพระยาวชิิรญาณ วโรรส ถึึงเรื่่�องหนัังสืืออุุโบสถศีีลกถานี้้ มีีรัับสั่่�งว่่า ได้้เคยทรงสดัับมาจากสมเด็็จกรมพระยา ปวเรศวริิยาลงกรณ์์ รัับสั่่�งเล่่าว่่า เมื่่�อพระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่หััวยัังทรงผนวช อยู่่นั้้น ไม่่โปรดในการที่่�พระแต่่งหนัังสืือไปอ่่านเทศน์์ให้้สััปรุุษฟััง รัับสั่่�งว่่าไม่่เปนทางที่่�จะ ให้้ความรู้้แตกฉาน โปรดข้้างเทศน์์อรรถ คืือ ที่่�เอาหนัังสืือภาษามคธขึ้้นไปดูู แล้้วแปลเปน โวหารเทศน์์บนธรรมาศน์์นั้้นเอง ด้้วยเหตุุนี้้ เมื่่�อทรงผนวชอยู่่จึึงไม่่ใคร่่จะได้้ทรงแต่่งหนัังสืือ เทศน์์ มีีหนัังสืือเทศน์์ที่่�ปรากฏว่่า ทรงพระราชนิิพนธ์์เมื่่�อยัังทรงผนวชแต่่ ๒ เรื่่�อง คืือ ธรรมจัักกััปปวััตนสููตรเรื่่�อง ๑ กัับอุุโบสถศีีลกถาเรื่่�อง ๑ พระราชนิิพนธ์์เทศนาธรรมจัักร กััปปวััตนสููตรนั้้น ทราบว่่า สมเด็็จพระพุุฒาจารย์์ (ศรีี) วััดประทุุมคงคาได้้จดไว้้ แต่่ครั้้นสืืบหา ๘๔ ตำำนานวััดบวรนิิเวศวิิหาร (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราชวิิทยาลััย, ๒๕๔๐), หน้้า ๑๘.


119 ฉบัับในเวลาต่่อมาก็็ไม่่ได้้ ตำำนานของพระราชนิิพนธ์์เรื่่�องอุุโบสถศีีลกถามีีดัังนี้้…” ๘๕ นอกจากนสมเ ี้ ด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพยังทรงพระนิพนธ์อธิบายเกี่ยวกับพระ ราชนิพนธ์เรื่อง “อุโบสถศีลกถา” ไว้ว่า “หนัังสืือพระราชนิิพนธ์์อุุโบสถศีีลกถานี้้ถ้้าว่่าโดยกระบวนความตามที่่�ได้้อ่่านตรวจดูู ความขึ้้นต้้นเห็็นได้ชั้ัดว่่าเปนหนัังสืือแต่่งถวาย เพราะฉะนั้้นเมื่่�อสัันนิิฐานประกอบกัับเรื่่�องราว ใน รััชกาลที่่� ๓ ที่่�ได้้ทราบมา เข้้าใจว่่าหนัังสืือเรื่่�องนี้้พระบาทสมเด็็จพระนั่่�งเกล้้าเจ้้าอยู่หัั่วคงจะ ได้มีีรั้ ับสั่่�งอาราธนา พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่หัั่วให้ท้รงพระราชนิพินธ์์ แลถวายเปน พระธรรมเทศนาในท้้องพระโรง ที่่�เห็็นความดัังนี้้ด้้วยโวหารเปนเทศน์์ตามแบบอย่่างในรััชกาล ที่่� ๓ คืือ มัักยกศัพท์ั ์เมื่่�อขึ้้นความวรรคใหม่นั้้ ่ นเปนต้้น เมื่่�อถวายเทศนาโดยลำดัำ ับวาระไปจนจบ เรื่่�อง แล้วจึ้ ึงเขีียนลงสมุุดให้นำ้ขึ้้ ำนถวาย แต่ตั่วัฉบัับที่่�ได้้มาทุุกฉบัับถ้้อยคำำ ไม่่ตรงกัันทีีเดีียว เห็็น จะเปนด้้วยคััดไปจากวััดบวรนิิเวศ แลน่่ากลัวัจะคััดกัันสืืบมาหลายต่่อ….” ๘๖ ดังจะได้นำตัวอย่างพระราชนิพนธ์เรื่อง “อุโบสถศีลกถา” มาเสนอต่อไปน ี้ “...“นมััต์์ถุุ ภควโต” อาตมาภาพจะได้้รัับพระราชทานถวายวิิสััชนา ในอุุโบสถสีีลกถา อัันเปนวิิเศษศีีลอัันบุุคคลเปนฆราวาสพึึงรัักษาในกาลอัันควร โดยวิิตถารตามพระราชประสงค์์ แลอุุโบสถศีีลนี้้ ย่่อมมาในที่่�เปนอัันมาก คืืออรรถกถาแลฎีีกาแห่่งวินัิยัแลนิิกายทั้้ง ๕ โดยย่่อบ้้าง พิิสดารบ้้างต่่างๆ กััน จะรัับพระราชทานเลืือกเก็็บเอาเนื้้อความในที่่�ทั้้งปวงนั้้น มาเรีียบเรีียงแต่่ง เปนเรื่่�องในที่่�อัันเดีียว เมื่่�ออรรถกถาแลฎีีกาอัันใดที่่�มิิต้้องกััน ก็็จะกล่่าวอ้้างวางไว้้โดยต่่างๆ กััน อนึ่่�งอธิิบายอัันใดมิิได้มีี้ ในบาฬีีแลอรรถกถา เปนแต่่อาจาริยวิาทในกาลบััดนี้้กล่่าวแก่่งแย่่ง กัันอยู่่บ้้าง ก็็จะชัักคำำ ในบาฬีีแลอรรถกถาอัันอื่่�น ควรสาธกเทีียบความวิินิิจฉััยตััดสงไสยลง ให้้สำำเร็็จโดยสมควรแก่่ยุุตติิ แลจะสัังวรรณนาซึ่่�งอุุโบสถนี้้จัักแก้้โดยอรรถแห่่งอุุโบสถศััพท์์นั้้น ประการ ๑ จัักแก้้โดยประเภทแห่่งกาล คืือวัันเปนที่่�รัักษาซึ่่�งอุุโบสถนั้้นประการ ๑ จัักสำำแดง โดยประเภทแห่่งอุุโบสถอัันยิ่่�งแลต่ำ ำ�นั้้นประการ ๑ จัักสำำแดงซึ่่�งวิิธีีแห่่งข้้อปฏิิบััติิอัันบุุคคลพึึง ๘๕ พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว, อุุโบสถศีีลกถา พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว ทรง พระราชนิิพนธ์์แต่่ยัังทรงผนวช ถวายพระบาทสมเด็จพ็ระนั่่�งเกล้้าเจ้้าอยู่หั่� วั (พระนคร: โรงพิิมพ์์ไทย,๒๔๕๙), หน้้า (๔).๘๖ เรื่่�องเดีียวกันั, หน้้า (๗).


120 ปฏิิบััติิเมื่่�อสมาทาน ซึ่่�งพระสรณาคมน์์แลศีีลนั้้นโดยพิิสดารประการ ๑ จัักสำำแดงข้้อปฏิบัิัติิแห่่ง ฅบุุคคลที่่�รัักษาอุุโบสถอยู่่ จะพึึงประพฤติิสิ้้นวัันนั้้นประการ ๑ จัักสำำแดงในประเภทแห่่งองค์ทั้้ ์ง ๘ ประการโดยวิินิิจฉััยในภาวะแห่่งศีีลจะขาดแลมิิขาดนั้้นประการ ๑ จัักสำำแดงอานิิสงษ์์โดย สัังเขปนั้้นประการ ๑ เปน ๗ ประการด้วยกั้ ัน….” ๘๗ พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว ทรงฟื้้�นฟููวิิปััสสนาธุุระ วิิปััสสนาธุุระ เป็็นหน้้าที่ ่� ที่่�พระสงฆ์์สามเณรจะต้้องอบรมศึึกษากัันมาตั้้�งแต่่โบราณ ดััง ปรากฏหลัักฐานว่่ามีีการกำหำนดวัดัฝ่่ายอรััญวาสีีมาตั้้�งแต่่สมัยสุั ุโขทัยั สืืบต่่อมาจนถึึงสมัยัอยุุธยา ครั้้�นถึึงในสมััยรััตนโกสิินทร์์ ปรากฏหลัักฐานว่่าพระบาทสมเด็็จพระพุุทธเลิิศหล้้านภาลััยทรง พยายามฟื้้�นฟููการศึึกษาวิปัิัสสนาธุุระของพระภิิกษุุสามเณรขึ้้�น โดยเฉพาะได้้ทรงพระกรุุณาโปรดให้้อาราธนาพระเถราจารย์์ฝ่่ายวิปัิัสสนาธุุระทั้้�งในกรุุง และหััวเมืืองมาตั้้�งเป็็นพระอาจารย์์บอกพระกััมมััฏฐานแล้้วส่่งไปประจำำอยู่่�ตามวััดต่่างๆ ทั้้�งใน กรุุงนอกกรุุงเพื่่�อสั่่�งสอนพระกััมมััฏฐาน แต่่ก็็ยัังปรากฏว่่าพระอาจารย์์กััมมััฏฐานในเวลานั้้�น ยัังมีีน้้อยนััก ต่่อมาเมื่่�อพระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว สมัยัเมื่่�อยัังทรงผนวชและประทัับอยู่่� ณ วััดสมอราย (วััดราชาธิิวาส) นอกจากจะทรงกวดขัันพระภิิกษุุสามเณรที่ถ ่� วายตััวเป็็นศิิษย์์ ศึึกษาพระปริิยััติิธรรมแล้้ว ยัังทรงแนะนำำ ในฝ่่ายวิิปััสสนาธุุระทั้้�งทางสมถะและทางวิิปััสสนาให้้ ภิิกษุุสามเณรที่่�เป็็นศิิษย์์หลวงได้้ศึึกษาและปฏิิบััติิ พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว ยัังทรงพระราชนิิพนธ์์คำำสอนทางพระพุุทธ ศาสนาแสดงแนวทางการศึึกษาอบรมทั้้�งทางสมถะและวิิปััสสนาไว้้หลายเรื่่�อง เช่่น วิิปััสสนาวิิธีี วิิปััสสนากััมมััฏฐาน อารัักขกััมมััฏฐานสี่่� พรหมจริิยกถา เป็็นต้้น ดัังตััวอย่่างข้้อความจาก พระราชนิิพนธ์์เรื่่�องวิิปััสสนาวิิธีีว่่า ๘๗ พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว, อุุโบสถศีีลกถา พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว ทรง พระราชนิิพนธ์์แต่่ยัังทรงผนวช ถวายพระบาทสมเด็จพ็ระนั่่�งเกล้้าเจ้้าอยู่หั่� วั (พระนคร: โรงพิิมพ์์ไทย,๒๔๕๙), หน้้า ๑ - ๒.


121 “...พระราชทานในพระราชาคณะเป็็นต้้น ให้จำ้ำ ไว้้และคิิดเนื้้อความศึึกษาไว้้เป็็นเครื่่�อง ระลึึกดัังนี้้ อาตุุรสฺฺมึึปิิ เม กาเย จิิตฺฺตํํ น เหสฺฺสตาตุุรํํ เอวํํสิิกฺฺขามิิ พุุทฺฺธสฺฺส สาสนานุุคตึึ กรํํ เราทำำความดำำเนิินตามคำำสั่่�งสอนของพระพุุทธเจ้้า ศึึกษาอยู่่อย่่างนี้้ว่่า แม้้ถึึงเมื่่�อร่่างกายเรา กระสัับกระส่่ายอยู่่ แต่่จิิตเราจัักไม่่กระสัับกระส่่าย จัักรัักษาจิิตไว้้ไม่่ให้้กระสัับกระส่่าย ก็็แลจะ รัักษาไม่่ให้้จิิตกระสัับกระส่่ายก็็เพราะปััญญาที่่�รู้้เห็็นตามจริิง อุุบายที่่�จะให้้รัักษาจิิตไม่่ให้้ กระสัับกระส่่ายนั้้น พระพุุทธเจ้้าก็็ตรััสสอนไว้้มาก จะกล่่าวแต่่อุุบายที่่�ผู้้ป่่วยไข้้จะนึึกเอาเป็็น อารมณ์์วิิปััสสนาปััญญาที่่�เห็็นแจ้้งชััดตามจริิงว่่า ไม่่เที่่�ยง เป็็นทุุกข์์ เป็็นอนััตตา นี้้แลเป็็นของ สำำคััญ เมื่่�อเห็็นจริิงอยู่อย่่าง่นั้้นใจก็็จะสงบ ไม่่กระสัับกระส่่ายทุุรนทุุรายไปต่่างๆ...” นอกจากนี้้ยั�ังทรงเสด็็จออกธุดุงค์์จาริิกนำำพระศิษย์ิหล์ วงออกไปตามหััวเมืืองต่่างๆ ตั้้�งแต่่ สมัยที่ัยั ่� ังประทัับ ณ วัดัสมอราย เช่่น นครปฐม ราชบุรีีุ สระบุรีีุ อยุุธยา และหััวเมืืองฝ่่ายเหนืือเป็็นต้้น เพื่่�อบููชาปููชนีียสถานสำำคััญและแสวงหาที่ ่� วิิเวกเจริิญสมถะและวิิปััสสนากััมมััฏฐานเป็็นประจำำ พระเถรานุุเถระธรรมยุุตในยุุคแรกจึึงปรากฏเป็็นที่ ่� รัับรู้้ต่่อสาธุุชนว่่าเป็็นพระกััมมััฏฐานและ สืืบทอดเป็็นพระสงฆ์์ธรรมยุตุสายวััดป่่าสืืบต่่อมา เช่่น สมเด็็จพระวัันรััตน (ทัับ พุุทฺฺธสิิริิ ป.๙) วััดโสมนััสวิิหาร พระอมราภิิรัักขิิต (เกิิด อมโร ป.๙) วัดับรมนิิวาส สมเด็็จพระพุุฒาจารย์์ (ศรีี อโนมสิิริิ ป.๙) วััดปทุุมคงคา สมเด็็จพระพุุฒาจารย์์ (เขีียว จนฺฺทสิิริิ ป.๘) วััดราชาธิิวาส พระอุุบาลีีคุุณููปมาจารย์์ (จัันทร์์ สิิริิจนฺฺโท ป.๔) วััดบรมนิิวาส พระครููศิิริิปััญญามุุนีี (อ่่อน เทวนิิโก) เจ้้าคณะธรรมยุุต จัังหวััดปราจีีนบุุรีี พระพนฺธฺุ ุโล (ดีี) วััดสุุปััฏนาราม จัังหวัดอุัุบลราชธานีี พระเทวธมฺฺมีี (ม้้าว) วััดศรีีทอง จัังหวัดอุัุบลราชธานีี พระธรรมเจดีีย์์ (จููม พนฺฺธุุโล) วัดัโพธิิสมพร จัังหวััดอุุดรธานีี พระอาจารย์์เสาร์์ กนฺตสีีฺโล วัดัเลีียบ จัังหวััดอุุบลราชธานีี พระอาจารย์์มั่่�น ภููริิทตฺฺโต วัดัเลีียบ จัังหวััดอุุบลราชธานีี ฯลฯ


122 ๘๘ ตำนำานวััดบวรนิิเวศวิิหาร (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราชวิิทยาลัยั, ๒๕๔๐), หน้้า ๑๘. ดัังนั้้�นจึึงอาจกล่่าวได้้ว่่าพระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว ทรงผสมผสาน ความรู้้จากพระอาจารย์์กััมมััฏฐานสำำนัักต่่างๆ ประกอบกัับคำำสอนทางวิิปััสสนาธุุระที่ ่�ปรากฏ ในพระไตรปิิฎก จนทำำ ให้้เกิดิพระกััมมััฏฐานแนวใหม่่ ที่่�แตกต่่างไปจากกรรมฐานแบบโบราณ จนเกิดรููป ิแบบที่่�เรีียกได้ว่่ ้า กรรมฐานแบบธรรมยุตุ ซึ่่�งเจริิญแพร่่หลายในภาคอีีสานก่่อนแล้้วจึึง ขยายไปทั่่�วประเทศไทย และรู้้จัักกัันกว้้างขวางในชื่่�อว่่า กรรมฐานสายพระอาจารย์มั่่์ �น ภููริิทตฺฺโต นั่่�นเอง พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว ทรงจััดงานวัันสำำคััญทางพระพุุทธศาสนา เมื่่�อพระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััวทรงครองวัดับวรนิิเวศวิหิาร นอกจากจะเสด็็จ ลงประทานอุุโบสถศีีลและเทศนาในวัันพระแล้้ว ยัังทรงตั้้�งการทำบููำชาพิิเศษในอภิิลัักขิติสมัยัของ พระสััมมาสััมพุุทธเจ้้าหลายอย่่างด้้วยกััน ได้้แก่่วัันวิิสาขบููชา วัันถวายพระเพลิิงพระพุุทธสรีีระ และวัันมาฆบููชา เป็็นต้้น วันวิสาขบูชา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดให้มีการจัดงานวัน วิสาขบชาในวันเพ็ญเ ูดือน ๖ ซงเึ่ป็นวันประสูติ ตรัสร้ แูละปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยจัดงานเป็นเวลาสามวัน ตั้งแต่วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันเริ่มการตั้งน้ำตั้งเทียน วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ มีเดินเทียนและเทศนาปฐมสมโพธิ์ ๘๘ นอกจากน ี้ ยังทรงพระราชนิพนธ์คาถาสำหรับสวดพิธีวันวิสาขบูชาไว้ด้วย ดังตัวอย่างบทท ี่ ๑ ของคาถา วิสาขบูชา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัวเมื่ อทรงผนวช


123 [๑] สุภมตฺถุ อาโรคฺยมตฺถุ วิสาขปุณฺณมายํ โย ชาโต อนฺติมชาติยา ปตฺโต จ อภิสมฺโพธึ อโถปิ ปรินิพฺพุโต โลเก อนุตฺตโร สตฺถา ทยาาณณฺณวาสโย นายโก โมกฺขมคฺคสฺมึ ติวิธตฺถูปเทสโก มหาการุณิกํพุทฺธํ มยนฺตํ สรณํ คตา อามิเสหิ จ ปูเชนฺตร ธมฺเม จ ปฏิปตฺติยา อิมนฺทานิ สุนกฺขตฺตํ อภิมงฺคลสมฺมตํ วิสาโขฬุกยุตฺเตน ปุณฺณจนฺเทน ลกฺขิตํ สมฺปตฺตา อนุกาเลน พุทฺธานุสฺสรณารหํ ชาติสมฺโพธินิพฺพาน- กาลภูตํ สยมฺภุโน ตํ สมฺมานุสฺสรมานา สุจิรํ นิพฺพุตามปิ ปสนฺนาการํ กโรนฺตา สกฺกาเร อภิสชฺชิย ทณฺฑทีเป ทีปฆเร มาลาวิกติอาทโย ตสฺเสว ปูชนตฺถาย ยถาสติ ยถาพลํ สมาหริิตฺฺวา เอกตฺฺา ปยิิมฺฺหา ยถารหํํ นรานรานํ สพฺเพสํ สทฺธมฺเม สมฺปสีทตํ ธมฺมสฺสวนํ กริสฺสาม สมฺพุทฺธคุณทีปนํ พุทฺธสุโพธิตาทีนํ ทีปนตฺถํ มเหสิโน ปสนฺนาว มยํ สพฺเพ สทฺทหาม สุโพธิตํ สกฺกจฺจนฺตํ นมสฺสาม สมฺพุทฺธํ โคตมวฺหยํ


124 อิเมหิ จ สกฺกาเรหิ ปิเตหิ ตหึ ตหึ ตสฺสสฺมึ เจติยฏฺาเน อภิปูเชม สาธุกํ สาธุ โน ภนฺเต ภควา สุจิรํ ปรินิพฺพุโต ธรนฺโต โพธิยา สกฺขิ- ภตานนฺตคุเณน โส ปวตฺติตฺวา นิรุทฺเธน อนนฺตารมฺมเณนปิ ปจฺฉิมาชนตาภูต- สตฺตานุกมฺปมานสา อนุกมฺปํ อุปาทาย ชานนฺโตวาภิวาทนํ ปฏิคฺคณฺหาตุ สกฺกาเร สุสชฺชิเต ตถา ตถา ทีฆรตฺตมฺปิ อมฺหากํ หิตาย จ สุขาย จ อปายปฺปริหานาย อายานจาภิวุฑฺฒิยา ๘๙ วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ครั้นถึงวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ ท ี่ กำหนดว่าเป็นวัน ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระได้มีการจัดงานรวมทั้งมีเทศนาในเรื่องนั้นด้วย โดยทรงพระราช นิพนธ์ “อัฏฐมีบูชาคาถา” สำหรับสวดในพิธีวันอัฏฐมีบูชาไว้ด้วย๙๐ ดังนี้ สุคตนมสตุ นมตฺถุ สุคตสฺส วิสาขปุณฺณมายชฺช ทิวโส โหติ อฏฺโม ยาทิเส นรเทวสฺส สุนิพฺพุตสฺส ตาทิโน มลฺเลหิ สพฺพคนฺธานํ สทฺเธหิ กตจิตฺตกา ปาฏิเหรํทสฺสยนฺตี สยเมว อปชฺชลิ ๘๙ พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว, ประชุุมพระราชนิิพนธ์ภ์าษาบาลีีในรััชกาลที่่� ๔ (พระนคร: มหามกุุฏราช วิิทยาลัยั, ๒๕๑๕), หน้้า ๑๗๖ - ๑๗๘.๙๐ ตำนำานวััดบวรนิิเวศวิิหาร (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราชวิิทยาลัยั, ๒๕๔๐), หน้้า ๑๘.


125 ตสฺสนฺติมเทหภูตํ พตฺตึสวรลกฺขณํ ธาตุภูเตน เตเชน อชฺฌายิตฺถ มเหสิโน ตาทิโสว อยนฺทานิ สมฺปตฺโต อภิลกฺขิโต อิมนฺทานิ สุนกฺขตฺตํ อภิมงฺคลสมฺมตํ สมฺปตฺตา อนุกาเลน พุทฺธานุสฺสรณารหํ สรีรชฺฌาปนกาล- ภูตํ ตสฺส สยมฺภุโน ฯลฯ (ต่อจากน ี้ เหมือนกับวิสาขบูชาคาถา)๙๑ วนัมาฆบชาูหรอวันเพ็ญเ ื ดือน ๓ ทก ี่ ำหนดวาเ่ ป็นวันทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแส ี่ ดง โอวาทปาฏิโมกข์ในที่ประชุมสาวกสงฆ์ ๑๒๕๐ รูป ล้วนเป็นพระอรหันต์เอหิภิกขุ เรียกว่า จาตุุรงคสัันนิิบาต ทรงจััดงานวัันมาฆบููชา และมีีเทศนาในเรื่่�องนี้้�ด้้วย๙๒ ในหนัังสืือ สวดมนต์์ฉบัับหลวงมีีกล่่าวถึึง “โอวาทปาฏิิโมกฺขฺาทิิปาโ”๙๓ และกล่่าวว่่าเป็็นพระราชนิิพนธ์์ ในพระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว ซึ่่�งน่่าจะเกี่ ่� ยวกัับการจััดงานวัันมาฆบููชาด้้วย การกรานกฐิิน ในการรัับพระราชทานพระกฐิินหลวง พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้า อยู่่�หััวได้้ทรงรัับตามธรรมเนีียมเมืือง (แม้้จะไม่่ตรงตามที่่�ระบุุไว้้ในพระไตรปิิฎก) เนื่่�องจากเป็็น ธรรมเนีียมที่่�ไม่่สามารถที่่�ทรงแก้้ไขได้้ จึึงทรงแก้้ไขในฝ่่ายวััดแทน กล่่าวคืือ ทรงนำำผ้้าไตรพระ กฐิินนั้้�นมาเลาะออกแล้้วทรงตัดัเย็็บย้้อมใหม่่ในวัันนั้้�น แล้้วจึึงทำพิำ ธีีิกรานกฐิินอีีกครั้้�งหนึ่่�งให้ต้รง ตามพุุทธบััญญััติิ๙๔ นอกจากพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ กล่าวมา ยังทรงจัดการบำเพ็ญกุศลอ ื่ นๆ ๙๑ พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว, ประชุุมพระราชนิิพนธ์ภ์าษาบาลีีในรััชกาลที่่� ๔ (พระนคร: มหามกุุฏ ราชวิิทยาลัยั, ๒๕๑๕), หน้้า ๑๘๐.๙๒ เรื่่�องเดีียวกันั.๙๓ สวดมนต์์ฉบัับหลวง ของ สมเด็จพ็ระสัังฆราช (ปุสฺุ ฺสเทว) (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราชวิิทยาลัยั, ๒๕๕๓), หน้้า ๒๖๙.๙๔ ตำนำานวััดบวรนิิเวศวิิหาร (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราชวิิทยาลัยั, ๒๕๔๐), หน้้า ๑๙.


126 ตามเทศกาล เช่น ถวายสลากภัตร ถวายผ้าวัสสิกสาฎก หรือผ้าอาบน้ำฝนเม ื่อใกล้เข้าพรรษา ตักบาตรน้ำผึ้งในฤดูสารท ถวายผ้าจำนำพรรษาเม ื่ อออกพรรษาแล้ว เป็นต้น๙๕ พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว ทรงส่่งเสริิมการศึึกษาพระปริิยััติิธรรม ในระหว่่างที่่�พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััวทรงครองวััดบวรนิิเวศวิิหารนั้้�น ได้้ทรงส่่งเสริิมการศึึกษาพระปริิยััติิธรรมโดยทรงบอกพระปริิยััติิธรรมเอง มีีพระภิิกษุุสามเณร เป็็นศิิษย์์เข้้าแปลในการสอบบาลีีสนามหลวง ได้้เปรีียญถึึง ๙ ประโยค หลายรููป นอกจากนี้้� ยัังปรากฏว่่ามีีพระสงฆ์์จากสำำนัักอื่่�นมาขอเรีียนบ้้างก็็มีี๙๖ ดัังปรากฏในพระนิิพนธ์์สมเด็็จฯ กรมพระยาดำำรงราชานุภุาพว่่า “...ตั้้งแต่่พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่หััวเสด็็จมาครองวััดบวรนิิเวศนฯ พอทรง วางระเบีียบนิิกายธรรมยุติุิกาสำำเร็็จแล้ว้ก็ท็รงพยายามฟื้้นการศึึกษาพระปริยัิติัธิรรม ต่่อมาทรง พระราชดำำริิแก้้ไขวิิธีีเรีียน ซึ่่�งแบบเดิิมให้้เรีียนภาษามคธกัับพระธรรมวิินััยไปด้้วยกััน ตาม คััมภีีร์์ที่่�ใช้้เป็็นหลัักสููตรสำำหรัับสอบเป็็นลำำดัับขึ้้นไป ทรงเปลี่ ่� ยนเป็็นให้้เรีียนเป็็น ๒ ชั้้น ชั้้นต้้น เรีียนแต่่ไวยากรณ์์ขึ้้นไปจนจบคััมภีีร์์มงคลทีีปนีี กวดขัันให้รู้้้ภาษามคธแตกฉานเสีียก่่อน แล้ว้ จึึงให้ศึ้ึกษาหาความรู้้พระธรรมวินัิยด้ัวยอ่้ ่านคััมภีีร์อื่่์�นๆ ต่่อไปเป็็นชั้้นหลััง ด้วย้ ใช้วิ้ิธีีนี้้นัักเรีียน สำนัำ ักวััดบวรนิิเวศนฯ จึึงรู้้ภาษามคธเชี่ยว ่� ชาญถึึงสามารถพููดภาษานั้้น และใช้หนั้ ังสืืออรรถเทศน์์ ได้้โดยสะดวก เมื่่�อเข้้าแปลพระปริยัิติัธิรรมก็็ได้้เป็็นเปรีียญประโยคสููงมากกว่่าสำนัำ ักอื่่�นๆ เล่่ากััน มาว่่าพระบาทสมเด็็จพระนั่่�งเกล้้าเจ้้าอยู่่หััวเสด็็จไปพระราชทานพระกฐิิน ทอดพระเนตรเห็็น พระสงฆ์์วััดบวรนิิเวศนฯ เป็็นเปรีียญมากตรััสปราศรัยัแก่พ่ระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่หัั่ว ว่่า “ถ้้าวััดของชีีต้้นเป็็นเปรีียญทั้้งวััดก็็จะดีีทีีเดีียว”...” ๙๗ ๙๕ เรื่่�องเดีียวกันั, หน้้า ๔๑ - ๔๒.๙๖ เรื่่�องเดีียวกันั, หน้้า ๔๑ - ๔๒.๙๗ สมเด็็จฯ กรมพระยาดำำรงราชานุภุ าพ, เรื่่�องพระราชประวััติิ พระบาทสมเด็จพ็ระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่หั่� วั (กรุุงเทพฯ: มหามกุุฏราชวิิทยาลัยั, ๒๕๔๗), หน้้า ๔๐.


127 ด้้วยเหตุุนี้้�เองพระเปรีียญวััดบวรนิิเวศวิิหารจึึงสามารถพููดภาษามคธได้้คล่่อง ต่่อมา เมื่่�อพระบาทสมเด็็จพระนั่่�งเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััวทรงเห็็นว่่า พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว ทรงสามารถจัดัการศึึกษาพระปริยัิัติิธรรมได้รุ่่้�งเรืืองเช่่นนั้้�น จึึงโปรดสถาปนาให้้พระบาทสมเด็็จ พระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว มีีตำำแหน่่งในคณะพระเถระผู้้สอบพระปริยัิัติิธรรมสนามหลวงด้้วย และ ภายหลัังได้้ทรงมอบการสอบพระปริิยััติิธรรมเป็็นสิิทธิ์์�ขาดแก่่พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้า อยู่่�หััวมาจนตลอดรััชกาล๙๘ พระบาทสมเด็็จพระจอมเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััว กัับการสมณทููต ดัังนั้้�นเมื่่�อมีีพระสงฆ์์ชาวลัังกาเดิินทางเข้้ามากรุุงเทพฯ พระเปรีียญวััดบวรนิิเวศวิิหาร จึึงสามารถสื่่�อสารกัับพระสงฆ์์ชาวลัังกาได้้ และมีีคณะไว้้สำำหรัับพระลัังกาที่ ่� วััดบวรนิิเวศวิิหาร ซึ่่�งภายหลัังบริิเวณดัังกล่่าวได้้รื้้�อสร้้างเป็็นพระวิิหารพระศาสดา ดัังเช่่นที่ ่�ปรากฏในพระราช พงศาวดารกรุุงรััตนโกสิินทร์์ รััชกาลที่่� ๓ กล่่าวถึึงพระสงฆ์์ลัังกาเข้้ามากรุุงเทพมหานคร ในปีี พ.ศ. ๒๓๘๓ ว่่า “...ลุุศัักราช ๑๒๐๒ ปีีชวดโทศก เป็็นปีีที่่� ๑๗ ในเดืือน ๕ ข้้างขึ้้น พระยาสงขลา พาพระสงฆ์์ชาวลัังกาชื่่�อกัักกุุสนธ์์ รููป ๑ กัับคฤหััสถ์ศิ์ิษย์์ชื่่�อ กรามยุุแกวนบัันดะคน ๑ เข้้ามา กรุุงเทพมหานครเข้้าเฝ้้ากราบทููลว่่า พระยาพััทลุุงบอกส่่งมาเมืืองสงขลา พระสงฆ์์แจ้้งความว่่า จะใคร่่เข้้ามานมััสการพระเจดีียฐานและฟัังข่่าวคราวพระบวรพุุทธศาสนาในสยามประเทศนี้้ สมเด็็จพระเจ้้าอยู่่หััวทรงทราบแล้้ว โปรดให้้ไปอยู่่วััดบวรนิิเวศ จึ่่�งทรงพระราชดำำริิว่่า พระสงฆ์์ ลัังกาเข้้ามาแต่่ก่่อนก็็ได้ข่้่าวคราวศาสนาบ้้าง ครั้้งนี้้ก็็หายไปนานแล้้ว ไม่่ได้ข่้่าวคราวเลย การ ศาสนาจะดีีร้้ายประการใดหารู้้แจ้้งถนััดไม่่ ภิิกษุุองค์์นี้้เล่่าจะเป็็นคนมีีศีีลอััชฌาสััย บริสุิุทธิ์์หรืือ จะมีีความเศร้้าหมองประการใด อยู่ใน่ทวีีปของตนมิิได้จึ้ึงได้้เข้้ามาก็็ไม่รู้้ชั่ ัด แต่ทว่่ ่าปฏิิญาณว่่า เป็็นภิิกษุุแล้ว้ยัังมิิเห็็นความผิิด ก็็ควรอนุุเคราะห์์ไปตามธรรมเนีียมเหมืือนอย่่างพระลัังกามาแต่่ ก่่อน จึ่่�งดำำรััสสั่่�งให้้เจ้้าพนัักงานไต่่ถามลััทธิิข้้อปฏิิบััติิ ภิิกษุุสิิงหลก็็ให้้การข้้อพระวินัิัยสิิกขาบท ถููกต้้องอยู่่ และข้้อปฏิิบััติิเล็็กน้้อยถููกกัันกัับพระสงฆ์์ธรรมยุุติิกาซึ่่�งอยููในวััดบวรนิิเวศ พระกัักกุุ ๙๘ เรื่่�องเดีียวกันั, หน้้า ๔๑ - ๔๒.


128 สนธ์ภิ์ ิกษุกัุับกรามบุุแกวนบัันดะจึ่่�งแจ้้งว่่า ภิิกษุุชาวลัังกา ๓ รููปกัับสามเณรรููป ๑ คฤหััสถ์์ ๒ คน มาด้วยกัน ยังตกค้างอยู่ที่เมืองเกาะหมาก จะใคร่เข้ามากรุงเทพมหานคร ยังไม่มีพาหนะ ซึ่่�งจะเข้้ามา จะขอพึ่่�งพระบารมีีให้้พวกนั้้นได้้เข้้ามาถึึงพร้้อมกััน เจ้้าพนัักงานจึ่่�งนำำความขึ้้น กราบบัังคมทููลสมเด็็จพระเจ้้าอยู่หัั่วให้ท้รงทราบ แล้ว้โปรดให้้ไปอยู่ ณ วััดบ่วรนิิเวศ พระราชทาน นิิตยภััตรเดืือนละ ๓ ตำำลึึง แล้วรั้ ับสั่่�งให้้เสนาบดีีมีีท้้องตราออกไปให้พ้ระยาบรีีรัักษภููธร เจ้้าเมืือง พัังงา จััดเรืือออกไปรัับพระสงฆ์์ลัังกาเข้้ามา...” ๙๙ ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๕ เมื่ อเดือน ๑๑ แรม ๑๑ ค่ำ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ หัวเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพระกฐินที่วัดบวรนิเวศวิหาร พระสงฆ์ลังกาที่ จำพรรษา อยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหารได้ไปอยู่ในที่ประชุมด้วย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระ ราชปฏิสันถารปราศรัยไต่ถามพระสงฆล์ังกา ครันพระสง้ฆล์ังกาถวายพระพรวาจะพึ ่งพระบารม่ี ให้เดินทางกลับได้โดยสะดวก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้กลับไปพร้อม เรือกำปั่นหลวง รวมทั้งพระสงฆ์ไทยท ี่จะไปสืบข่าวพระพุทธศาสนาในเมืองลังกาและให้ขอยืม คัมภีร์พระพุทธศาสนาทไมี่ ม่ ในกรุงเทพฯ เข้ามาเพ ี อคั ื่ ดลอกด้วย๑๐๐ ดังปรากฏความในพระราช พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลท ี่ ๓ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ว่า “...ครั้นเดือน ๑๑ แรม ๑๑ ค่ำ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพระราชทาน พระกฐินที่วัดบวรนิเวศ พระสงฆ์ลังกาได้ไปอยู่ในที่ประชุมพร้อมกันด้วย มีพระราชปฏิสันถาร ปราศรัยไต่ถามพระสงฆ์ลังกาโดยสมควร พระสงฆ์ลังกาก็ถวายพระพรว่า จะขอพึ่งพระบารมี ให้ได้กลับไปโดยสะดวก จึง่ทรงพระราชดำริว่า จะใหพ้ ระภิกษุโดยสารเรือลูกค้าไปก็จะไม่สบาย เพราะเป็นลัทธิต่างกัน ถ้าได้ไปกับกำปั่นกรุงเทพมหานครเห็นจะได้ความสุขสมควร อนึ่งเล่า ข่าวคราวพระพทธุศาสนาในเกาะลังกาก็นานแลว้หาได้ทรงสดับไม่ ถ้าหากว่าพระพทธุศาสนา ยังปกติดีอยู่ พระสงฆ์ข้างโน้นจะมา พระสงฆ์ข้างนี้จะไปให้เป็นสมณไมตรี รู้ข่าวดีร้ายถึงกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจะสมควรหนักหนา จึ่งดำรัสว่า พระลังกาจะกลับไปก็ไปเถิดให้ไปกับ ๙๙ เจ้้าพระยาทิิพากรวงศมหาโกษาธิิบดีี (ขำำบุุนนาค), พระราชพงศาวดารกรุุงรัตนั โกสินิทร์์ รััชกาลที่่� ๓ (กรุุงเทพฯ: กรมศิลปิ ากร, ๒๕๓๘), หน้้า ๘๕. ๑๐๐ เรื่่�องเดีียวกันั, หน้้า ๑๐๙ - ๑๑๐.


Click to View FlipBook Version