12. ประเดน็ ท่ี Model Teacher ปฏิบัติไดด้ ี
นางสาวเบญจวรรณ สารินจา ครผู ้สู อนรายวชิ าภาษาอังกฤษ ระดับชัน้ ม.6 กลมุ่ สาระ
การเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ ได้ให้ความเหน็ เกยี่ วกบั กิจกรรมการเรียนร้ดู งั น้ี
1. ครูผู้สอนมีกจิ กรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายนา่ สนใจ มุ่งเน้นใหน้ ักเรียนทกุ คนมีส่วนร่วมใน
การเรยี นรแู้ ละเกิดประโยชนต์ อ่ การเรยี นรขู้ องนกั เรียนเปน็ อยา่ งมาก
2. ครูผู้สอนมีการใช้เทคนิค TGT (Team - Games –Tournament) ในการจัดกิจกรรมการ
เรยี นการรู้ ทาให้บรรยาการในชั้นเรียนมคี วามสนุกสนาน เพลดิ เพลิน และนกั เรียนเกิดแรงจูงใจในการ
เรียนรู้ มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างนักเรียนกลุ่มเก่ง-ปานกลาง-อ่อน ตลอดจนสร้างความ
ภาคภูมใิ จในความสาเรจ็ ของตนเองและของทีม
13. ประเดน็ ที่ Model Teacher ควรเพ่ิมเติม/ปรบั ปรุงแก้ไข
นางสาวเบญจวรรณ สารินจา ครผู ้สู อนรายวชิ าภาษาองั กฤษ ระดับชั้น ม.6 กลุม่ สาระ
การเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ ได้ใหค้ วามเห็นเกี่ยวกบั กิจกรรมการเรียนรดู้ งั นี้
ครูผู้สอนควรออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนในขั้นประเมิน(evaluation) ให้มีกิจกรรม
ที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สะท้อนส่ิงท่ีไดเ้ รียนรู้และเปลี่ยนซึ่งกันและกนั
เพ่อื ทค่ี รูจะไดน้ าข้อมูลท่ีไดจ้ ากการประเมินไปพัฒนา/ปรับปรุง การจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนให้มี
ประสทิ ธภิ าพต่อไป
14. โปรดระบุ ช่อื -สกลุ ผู้วพิ ากษ์
นางสาวเบญจวรรณ สารินจา ครกู ลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
15. เกย่ี วข้องกับสาระ/งาน
กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีและกลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาตา่ งประเทศ
16. โรงเรียนผ้วู ิพากษ์
โรงเรียนแมแ่ จ่ม
17. หน่วยงานผู้วพิ ากษ์
สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต34
ลงชือ่ ผู้วพิ ากษ์
(นางสาวเบญจวรรณ สารินจา)
No.7 สรปุ ผลการดาเนนิ งานของรอบท่ีผา่ น
แบบรายงานการสรปุ ผลการดาเนินงานของรอบที่ผา่ น
1. ช่อื /นามสกุล Model Teacher
นางสาวธนภรณ์ เนตรนลิ พฤกษ์
2. กลุ่มสาระการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3. ชือ่ โรงเรยี น
โรงเรียนแมแ่ จม่
4. รอบของการแก้ปญั หา
รอบที่ 2 ระหว่าง วนั ที่ 24 สิงหาคม – 4 กนั ยายน พ.ศ. 2563
5. เก่ียวขอ้ งกบั สาระ
สาระเคมี
เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและสมบัติ
ของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์
รวมทัง้ การนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ผลการเรยี นรู้
เขยี นสูตร และเรียกช่ือสารประกอบไอออนิก
6. นกั เรยี นระดับช้นั
นักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4/1 จานวน 36 คน ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2563
7. วัตถปุ ระสงคห์ รือเปา้ หมาย
1. นักเรียนสามารถอธบิ ายโครงสร้างของสารประกอบไอออนกิ ได้
2. นักเรียนสามารถเขยี นสตู รและเรียกช่อื สารประกอบไอออนิกได้
3. นักเรยี นมีความมุง่ ม่ันในการทางาน
8. การวดั และประเมินผล วธิ กี ารวดั เครอ่ื งมือวดั เกณฑก์ ารประเมนิ
ประเดน็ พิจารณา นกั เรียนผ่านเกณฑก์ าร
ตรวจแบบฝึกหัด เรือ่ ง แบบฝกึ หดั เรอื่ ง ประเมินระดบั ดี ขึ้นไป
1. ดา้ นความรคู้ วามเข้าใจ (K) การเขียนสูตรและการ การเขยี นสูตรและ
นกั เรยี นสามารถอธบิ ายโครงสร้าง เรยี กชือ่ สารประกอบไอ การเรียกช่ือ นกั เรียนผา่ นเกณฑก์ าร
ของสารประกอบไอออนิกได้ ออนิก สารประกอบไอออนิก ประเมนิ ระดบั ดี ขน้ึ ไป
2 ด้านทักษะ (P) ตรวจแบบฝึกหดั เรื่อง แบบฝกึ หัด เรอื่ ง
นักเรียนสามารถเขยี นสูตรและ การเขียนสตู รและการ การเขียนสตู รและ
เรยี กชื่อสารประกอบไอออนิกได้ เรียกชอื่ สารประกอบไอ การเรยี กชือ่
ออนิก สารประกอบไอออนิก
3.ดา้ นเจตคติ (A) แบบสงั เกตพฤติกรรม นักเรยี นผ่านเกณฑก์ าร
นักเรยี นมีความมุง่ มั่นในการทางาน สังเกตพฤตกิ รรมการ
การเรยี นรูข้ อง ประเมินระดบั ดี ข้นึ ไป
เรยี นรูข้ องนักเรียน
นักเรยี น
9. การส่งเสริม/ต่อยอด
ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีการส่งเสริมต่อยอด นักเรียนกลุ่มเก่ง ให้นักเรียนได้เรียนรู้จาก
สื่อการเรียนรู้ออนไลน์เพิ่มเติม เช่น YOUTUBE FACEBOOK GOOGLE และฝึกทาโจทย์ปัญหา
เพื่อให้นกั เรียนมีความเขา้ ใจเพิ่มขึน้ และมกี ารส่งเสรมิ ใหน้ ักเรียนกลุ่มเก่งเป็นคนคอยช่วยทบทวนและ
ชว่ ยเหลอื ให้กับนกั เรียนกล่มุ ปานกลางและกลุม่ ออ่ น
10. การช่วยเหลือ
ครูให้ความดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด มีการจูงใจและให้กาลังใจ และสร้างความมั่นใจให้แก่
นักเรียนกลุ่มอ่อน ที่จะกล้าเผชิญกับปัญหา อุปสรรคในการเรียน ให้คาแนะนาและให้ข้อมูลเชิง
สร้างสรรค์ที่สามารถพัฒนาผู้เรียนอย่างสม่าเสมอ และให้เพื่อนที่มีความรู้ความเข้าใจ ช่วยสอน
เน่ืองจาก นกั เรียนอยู่ในวยั เดียวกันจะเข้าใจกันไดด้ ีกว่าและ ส่งเสรมิ ให้นกั เรียนมคี วามสามารถต่างกัน
ไดเ้ รยี นรู้รว่ มกนั
11. ประเดน็ อ่นื ๆ
การเรียนรู้แบบร่วมมือสามารถส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีมากขึ้นจนนาไปสู่การ
สรา้ งองคค์ วามรู้ได้ดว้ ยตนเอง และการใช้เกมมาประยุกต์ใชใ้ นการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน
นอกจากจะสร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลินในบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ยังช่วยกระตุ้น/จูงใจให้
ผู้เรียนมีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างนักเรียนกลุ่มเก่ง-ปานกลาง-
ออ่ น ตลอดจนสร้างความภาคภมู ิใจในความสาเร็จของตนเองและของทมี
12. ประเดน็ ที่ Model Teacher วางแผนได้ดี
ดา้ นแผนการจัดการเรียนรู้
1. แผนการจัดการเรียนรู้มีการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ใช้รูปแบบกิจกรรมการ
เรียนการสอนดว้ ยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry) 5E มีการออกแบบให้นักเรียนมีการเรียนรู้
การทางานเป็นกลุ่มผ่านการทากิจกรรม เรื่อง อัตราส่วนการรวมตัวของไอออนในสารประกอบ
ไอออนิก ที่มีขั้นตอนในการดาเนินกิจกรรมตามแผนที่ชัดเจน และนักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการ
ทากิจกรรม
2. แผนการจัดการเรียนรู้มีการใช้สือ่ ที่หลากหลาย เช่น การใช้กระดาษสีต่างๆแทนไอออนใน
สารประกอบไอออนิก การสรา้ งลกู เต๋าในเกมสูตรเคมแี ละช่ือของสารประกอบไอออนิก เปน็ ตน้
ด้านกจิ กรรมการเรยี นรู้
1. ครูผู้สอนมีกิจกรรมการเรียนรูท้ ่ีหลากหลายน่าสนใจ มุ่งเน้นใหน้ กั เรียนทกุ คนมีส่วนรว่ มใน
การเรียนรู้และเกิดประโยชน์ต่อการเรียนร้ขู องนักเรียนเป็นอยา่ งมาก
3. ครูผู้สอนมีการใช้เทคนิค TGT (Team - Games –Tournament) ในการจัดกิจกรรมการ
เรียนการรู้ ทาใหบ้ รรยาการในชั้นเรยี นมีความสนุกสนาน เพลดิ เพลิน และนักเรียนเกิดแรงจูงใจในการ
เรียนรู้ มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างนักเรียนกลุ่มเก่ง-ปานกลาง-อ่อน ตลอดจนสร้างความ
ภาคภูมใิ จในความสาเรจ็ ของตนเองและของทีม
13. ประเด็นที่ Model Teacher ควรเพ่มิ เติม/ปรบั ปรงุ แกไ้ ข
ดา้ นแผนการจดั การเรยี นรู้
1. แผนการจัดการเรียนรู้ควรออกแบบในขั้นนาเข้าสู่บทเรียนให้เพิ่มการทบทวน เรื่อง
การเกิดสารประกอบไอออนิก เพื่อทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนและเพื่อให้นักเรียนสามารถระบุ
ไอออนของธาตุได้ถกู ต้อง
2. แผนการจัดการเรียนรู้ควรเพิ่มการให้นักเรียนฝึกอ่านออกเสียงชื่อของสารประกอบ
ไอออนิกให้เพื่อนและครูในชั้นเรียนฟัง เพื่อครูจะได้ทราบปัญหาในการอ่านช่ือและให้คาแนะนาแก้ไข
ไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
ด้านกิจกรรมการเรียนรู้
ครูผู้สอนควรออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนในขั้นประเมิน(evaluation) ให้มีกิจกรรม
ที่หลากหลายมากข้ึน เช่น การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สะท้อนส่ิงที่ไดเ้ รียนรู้และเปลี่ยนซึง่ กันและกนั
เพื่อทค่ี รูจะไดน้ าข้อมูลที่ได้จากการประเมนิ ไปพฒั นา/ปรับปรุง การจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนให้มี
ประสิทธภิ าพตอ่ ไป
แผนการจดั การเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2563
วิชา เคม1ี (ว30221) ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 4
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 เรือ่ ง พนั ธะเคมี
เรือ่ ง สูตรเคมีและชอ่ื ของสารประกอบไอออนิก เวลา 2 คาบ (100 นาท)ี
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..................
สาระเคมี
1. เขา้ ใจโครงสร้างอะตอม การจดั เรียงธาตใุ นตารางธาตุ สมบัตขิ องธาตุ พันธะเคมแี ละสมบัติของสาร แก๊สและ
สมบตั ขิ องแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรียแ์ ละพอลเิ มอร์ รวมท้งั การนาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
ผลการเรยี นรู้
เขียนสูตร และเรียกชื่อสารประกอบไอออนิก
1. สาระสาคญั
พันธะไอออนิกเกิดจากการยึดเหนี่ยวระหว่างประจุไฟฟ้าของไอออนบวกกับไอออนลบ ซึ่งส่วนใหญ่
ไอออนบวกเกิดจากโลหะเสียอิเล็กตรอนและไอออนลบเกิดจากอโลหะรับอิเล็กตรอน เกิดเป็นสารประกอบ
ไอออนิกที่ส่วนใหญ่เป็นผลึกของแข็ง เปราะ มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูงละลายน้าได้ ไม่นาไฟฟ้าเมื่อเป็น
ของแขง็ แตน่ าไฟฟ้าไดเ้ มอ่ื หลอมเหลวหรอื ละลายในน้า
2. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
ดา้ นความร(ู้ K)
นักเรยี นสามารถอธิบายโครงสร้างของสารประกอบไอออนิกได้
ด้านทกั ษะ(P)
นักเรยี นสามารถเขียนสตู รและเรียกชื่อสารประกอบไอออนิกได้
ด้านคณุ ลกั ษณะ(A)
นกั เรยี นมีความมงุ่ มั่นในการทางาน
3. สาระการเรยี นรู้
พนั ธะไอออนิก
- การเกิดพนั ธะไอออนิก
- สูตรเคมแี ละชือ่ ของสารประกอบไอออนิก
4. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น 2. ความสามารถในการคิด
1. ความสามารถในการส่ือสาร 4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 2. ซ่อื สตั ยส์ ุจริต
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ 4. ใฝ่เรียนรู้
3. มวี ินยั 6. มุ่งมัน่ ในการทางาน
5. อย่อู ยา่ งพอเพยี ง 8. มีจิตสาธารณะ
7. รักความเปน็ ไทย
6. กระบวนการจดั การเรยี นรู้
รูปแบบการสอนที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ คือ แนวคิดการเรียนเชิงรุก (Active Learning)
โดยใช้รูปแบบการสอนตามวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่สอดแทรกกลวิธีการสอนโดยใช้เทคนิค TGT
(Team - Games – Tournament)
ข้ันท่ี 1 สรา้ งความสนใจ (engagement)
1.1 ครูทบทวนความรู้โดยยกตัวอย่างสูตรเคมีของสารประกอบไอออนิก เช่น NaCl CaF₂ KI แล้ว
ตั้งคาถามว่า สารที่ยกตัวอย่างประกอบด้วยธาตุองค์ประกอบชนิดใด (ซึ่งควรได้คำตอบว่ำ ประกอบด้วยธำตุ
โลหะกับธำตอุ โลหะ)จากนน้ั ครูอธบิ ายว่า ธาตุโลหะมพี ลงั งานไอออไนเซชันตา่ จงึ เสียอเิ ล็กตรอนเกิดเป็นไอออน
บวกได้ง่าย ส่วนธาตุอโลหะมีค่าสัมพรรคภาพอิเล็กตรอนสูง จึงรับอิเล็กตรอนเกิดเป็นไอออนลบ ไอออนบวก
และไอออนลบมีประจุไฟฟ้าต่างกันจึงยึดเหนี่ยวกันด้วยแรงดึงดูดระหว่างประจุไฟฟ้าเรียกการยึดเหนี่ยวนี้ว่า
พนั ธะไอออนิก และเรยี กสารท่เี กิดจากพนั ธะไอออนิกวา่ สารประกอบไอออนิก
1.2 ครูนาเข้าสู่การศึกษาเรื่องสูตรเคมีของสารประกอบไอออนิกโดยให้นักเรียนพิจารณาตาราง 3.1
แลว้ ตง้ั คาถามว่า ประจขุ องไอออนสัมพันธ์กบั เลขหมขู่ องธาตใุ นตารางธาตหุ รือไม่ อยา่ งไร (ซึง่ ควรได้คำตอบว่ำ
ประจุของไอออนมีควำมสัมพันธ์กับเลขหมู่ของธำตุ โดยธำตุหมู่ IA IIA และ IIIA เมื่อเป็นไอออนจะเป็นไอออน
บวกที่มีประจุตำมเลขหมู่ ส่วนธำตุหมู่ VA VIA และ VIIA เมื่อเป็นไอออนจะเป็นไอออนลบที่มีประจุX – 8
เมอื่ X คือเลขหม่ขู องธำตอุ โลหะ)
ขัน้ ที่ 2 สารวจและคน้ หา (exploration)
2.1 ครูตั้งคาถามนาว่า เมื่อทราบประจุของไอออนบวกและไอออนลบแล้ว ไอออนดังกล่าวรวมตัวกัน
ดว้ ยอตั ราส่วนเท่าใดในการเกดิ เปน็ สารประกอบไอออนิก
2.2 ใหน้ กั เรียนแบ่งกลุม่ กลุ่มละ 4 คน โดยคละความสามารถของนักเรียน(เกง่ -ปานกลาง-อ่อน)
2.3 ครูชี้แจงการทากิจกรรมที่1 อัตราส่วนการรวมตัวของไอออนในสารประกอบไอออนิก และให้
แต่ละกลุ่มลงมือปฏิบัติกิจกรรมโดยนากระดาษสีที่เป็นไอออนบวกและไอออนลบต่อกันให้เกิดเป็นรูปสี่เหลี่ยม
เช่น สารประกอบที่เกิดจากNa+ กับ S2- จะต้องใช้กระดาษทีเ่ ขียนNa+ 2 แผ่น และกระดาษที่เขียน S2- 1 แผ่น
โดยครูเป็นผูช้ ้ีแนะและสังเกตการณ์
ขัน้ ที่ 3 อธิบายและลงข้อสรุป (explanation)
3.1 ครูให้นักเรยี นพิจารณาตาราง 3.2 แล้วอธิบายว่า จากการที่โครงสรา้ งของสารประกอบไอออนกิ มี
ไอออนบวกและไอออนลบอยู่ต่อเนื่องกันไปทั้งสามมิตไิ ม่สามารถแยกเปน็ โมเลกุลได้ ดังนั้นจึงใช้สูตรเอมพิรคิ ัล
แสดงอตั ราส่วนอย่างต่า ของจานวนไอออนทีเ่ ป็นองค์ประกอบ โดยเขยี นสัญลกั ษณ์ของธาตหุ รือกลุ่มธาตุที่เป็น
ไอออนบวกไว้ขา้ งหนา้ ตามดว้ ยไอออนลบ และแสดงอตั ราส่วนอย่างต่า ของไอออนทีเ่ ปน็ องค์ประกอบโดยเขียน
ตัวเลขอารบิกห้อยท้ายไอออนนั้น ทั้งนี้ในกรณีที่จานวนไอออนเป็น 1 ไม่ต้องเขียน โดยอัตราส่วนอย่างต่า
ของไอออนตอ้ งทาให้ผลรวมของประจเุ ป็นศนู ย์โดยครูยกตวั อยา่ งการเขยี นสูตรสารประกอบไอออนิก เชน่
◆ Cs+ รวมกบั S2- ด้วยอตั ราสว่ นอย่างต่า 2:1 จงึ เขยี นสตู รไดเ้ ป็น Cs2S
◆ Ba2+ รวมกบั I- ด้วยอัตราสว่ นอย่างต่า 1:2 จงึ เขียนสตู รได้เปน็ BaI2
◆ Ca2+ รวมกบั O2- ด้วยอตั ราส่วนอย่างต่า 1:1 จึงเขียนสตู รไดเ้ ปน็ CaO
3.2 ครูอธบิ ายการเรยี กช่ือสารประกอบไอออนิกซง่ึ จาเป็นต้องทราบชื่อของไอออนบวกและไอออนลบ
ดังตาราง 3.3 โดยชี้ให้เห็นว่า ชื่อของไอออนบวกเรียกตามชื่อธาตุแล้วลงท้ายด้วยคาว่าไอออน ส่วนไอออนลบ
เรียกชื่อธาตุโดยเปลี่ยนท้ายเสียงเป็น ไ-ด์(-ide) แล้วลงท้ายด้วยคาว่า ไอออน และไอออนที่เป็นกลุ่มอะตอม
มีชื่อเรียกเฉพาะ ดังตาราง 3.4 โดยกลุ่มอะตอมที่เป็นไอออนบวกลงท้ายด้วย เ-ียม (-ium) ส่วนกลุ่มอะตอมท่ี
เปน็ ไอออนลบอาจลงท้ายเสียงดว้ ย ไ-ด(์ -ide) ไ-ต(์ -ite) หรือ เ-ต (-ate)
3.3 ครูอธิบายการเรียกชื่อสารประกอบไอออนิก ดังตาราง 3.5 โดยเรียกช่ือไอออนบวกแล้วตามด้วย
ช่อื ไอออนลบโดยตดั คาว่า ไอออน ออก
3.4 ครอู ธบิ ายเพ่ิมเตมิ เกยี่ วกับการเรยี กชื่อสารประกอบไอออนกิ ของธาตุโลหะที่เกิดเปน็ ไอออนบวกได้
หลายค่า โดยให้นักเรียนพิจารณาจากรูป 3.3 ซึ่งส่วนใหญ่พบในกรณีที่เป็นสารประกอบไอออนิกของโลหะ
แทรนซิชัน ดังนั้นชื่อสารประกอบที่เกิดจากโลหะที่มีเลขออกซิเดชันมากกว่า 1 ค่า ต้องระบุตัวเลขประจุหรือ
เลขออกซเิ ดชันของไอออนโลหะน้ันเปน็ เลขโรมันในวงเล็บโดยให้นักเรยี นศึกษาการเรียกช่ือจากตาราง 3.6
3.5 ครูให้นักเรียนทากิจกรรมที่ 2 เพื่อศึกษาสูตรเคมีและชื่อของสารประกอบไอออนิก โดยใช้
เทคนิค TGT (Team - Games – Tournament) โดยมีขน้ั ตอนดงั นี้
- นักเรียนแต่ละกลุ่มเตรียมความพร้อมให้กับสมาชิกในกลุ่มทุกคน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจใน
บทเรียนและพร้อมทจ่ี ะเข้าสสู่ นามแข่งขนั
- แต่ละกลุ่มประเมินความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของสมาชิกในกลุ่ม โดยอาจตั้งคาถามขึ้นมาเองและให้
สมาชิกกลุม่ ทดลองตอบคาถามและชว่ ยกนั อธิบายเพม่ิ เติมในจุดที่บางคนยังไม่เข้าใจ
- จัดการแข่งขันเป็นโต๊ะ โดยแต่ละโต๊ะจะมีตัวแทนของทีมต่าง ๆ ร่วมแข่งขัน อาจให้แต่ละทีมส่งช่ือ
ผแู้ ขง่ ขนั แตล่ ะโตะ๊ มากอ่ นและเป็นความลบั
- เริ่มดาเนินการแข่งขันพร้อมๆกันโดยให้นักเรียนโยนลูกบาศก์ 2 ลูก พร้อมกัน แล้วเขียนสูตรเคมีและ
ช่ือของสารประกอบไอออนิกให้ได้มากทสี่ ุด ภายในเวลา 1 นาท และมกี ตกิ าการใหค้ ะแนน ดงั นี้
⚫ ผู้ตอบถูกเปน็ คนแรก จะได้ 2 คะแนน
⚫ ผู้ตอบถกู คนตอ่ ไป จะไดค้ นละ 1 คะแนน
⚫ ถา้ ตอบผิด ให้ 0 คะแนน
- เมอื่ การแขง่ ขนั จบลง ใหแ้ ตล่ ะโต๊ะจัดลาดับผลการแข่งขัน และให้หาคา่ คะแนนโบนสั ดงั น้ี
⚫ โบนสั ผู้ทไ่ี ด้คะแนนสูงสุดท่ี 1 ประจาโตะ๊ แต่ละโตะ๊ จะได้โบนสั 10 แต้ม
⚫ ผทู้ ่ีได้คะแนนรองที่ 2 ประจาโตะ๊ แตล่ ะโต๊ะ จะไดโ้ บนัส 8 แตม้
⚫ ผทู้ ไ่ี ด้คะแนนรองที่ 3 ประจาโตะ๊ แต่ละโตะ๊ จะไดโ้ บนัส 6 แต้ม
⚫ ผ้ทู ่ไี ด้คะแนนนอ้ ยทส่ี ดุ ประจาโต๊ะแตล่ ะโตะ๊ จะไดโ้ บนสั 4 แตม้
- นักเรียนแต่ละกลุ่มนาคะแนนโบนัสของแต่ละคนมารวมกันเป็นคะแนนของทีม ทีมที่ได้สูงสุดจะได้รับ
การยอมรับเปน็ ทมี ชนะเลศิ และรองลงไป
- ครปู ระกาศผลการแขง่ ขันในบอร์ดประชาสมั พนั ธ์หนา้ ชั้นเรียน
ขัน้ ท่ี 4 ขยายความรู้ (elaboration)
4.1 ให้นักเรียนนาความรู้ที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกนั และกันผ่านการเล่นเกมสูตรเคมีและ
ชื่อของสารประกอบไอออนิก โดยใช้เทคนิค TGT (Team - Games – Tournament) มาเชื่อมโยงกับความรู้
เดิมหรือความรู้ที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม และนาไปสู่การให้นักเรียนสังเกตว่า การเขียนสูตรสารประกอบไอออนิก
เชน่ Al2O3 ไดจ้ ากการไขวต้ วั เลขประจขุ อง O มาเป็นตัวเลขห้อยของ Al และตวั เลขประจุของ Al มาเปน็ ตัวเลข
หอ้ ยของ O ดังรปู
ซึ่งกรณีที่การไขว้ตัวเลขแล้วทาให้ได้ตัวเลขห้อยที่ยังไม่เป็นอัตราส่วนอย่างต่า ต้องปรับให้เป็น
อัตราส่วนอย่างต่าก่อน เช่น Ca2+ รวมกับ O2- เมื่อไขว้ตัวเลขจะได้เป็น Ca2O2 ซึ่งต้องปรับให้เป็นอัตราส่วน
อย่างต่า จงึ ได้สตู รสารประกอบเปน็ CaO
4.2 ครูและนักเรียนอภิปรายร่วมกันเพื่อสรุปความรู้เกี่ยวกับการเกิดพันธะไอออนิก สูตรเคมีและ
ชื่อของสารประกอบไอออนิก ดงั น้ี
- ไอออนบวกส่วนใหญ่เกิดจากธาตุโลหะเสียอิเล็กตรอน ส่วนไอออนลบส่วนใหญ่เกิดจากธาตุอโลหะ
รับอิเล็กตรอน เมื่อไอออนบวกและไอออนลบยึดเหนี่ยวกันด้วยแรงดึงดูดระหว่างประจุไฟฟ้า เรียกการ
ยดึ เหนย่ี วนว้ี ่า พนั ธะไอออนกิ และเรยี กสารท่เี กิดจากพันธะไอออนกิ ว่า สารประกอบไอออนกิ
- สารประกอบไอออนิกในสถานะของแข็งอยู่ในรูปผลึกที่มีไอออนบวกและไอออนลบยึดเหนี่ยวกันด้วย
พนั ธะไอออนิกอย่างต่อเน่ืองกนั ไปทั้งสามมิติเปน็ โครงผลึก และไมอ่ ยใู่ นรปู โมเลกลุ
- สูตรเคมีของสารประกอบไอออนิกเป็นสูตรเอมพิริคัลที่แสดงอัตราส่วนอย่างต่าของไอออนที่ทาให้
ผลรวมของประจเุ ปน็ ศูนย์ โดยแสดงสญั ลกั ษณ์ธาตทุ ี่เป็นไอออนบวกไว้ข้างหน้าและตามด้วยไอออนลบ
- ชื่อของสารประกอบไอออนิกจะเรียกชื่อไอออนบวกแล้วตามด้วยชื่อไอออนลบถ้าไอออนบวกเป็น
โลหะทม่ี เี ลขออกซิเดชนั ไดห้ ลายค่า ต้องระบเุ ลขออกซิเดชันดว้ ย
ข้ันที่ 5 ประเมิน (evaluation)
5.1 ให้นักเรยี นบนั ทกึ หลังการเรยี นรู้
5.2 ใหน้ ักเรียนทำแบบฝกึ หดั เร่ือง การเขียนสูตรและการเรยี กชื่อสารประกอบไอออนิก
7. สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรยี นรู้
- หนงั สือเรียนรายวิชาเพม่ิ เติม เคมี เลม่ 1 ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 4
- อปุ กรณ์ทากจิ กรรมที่ 1 อัตราสว่ นการรวมตวั ของไอออนในสารประกอบไอออนิก
- อปุ กรณ์ทากิจกรรมที่ 2 เกมสตู รเคมแี ละช่ือของสารประกอบไอออนกิ
- แบบฝึกหัดเรื่อง การเขยี นสูตรและการเรียกช่อื สารประกอบไอออนิก
แหลง่ เรียนรอู้ อนไลน์เพม่ิ เติม
-https://www.youtube.com/watch?v=ZOsG49wmlc8
-https://chemistry.mju.ac.th/goverment/25610518095245_chemistry/Doc_25620707
180655_497852.pdf
8. การวดั และประเมินผล วิธีการวดั เครอ่ื งมือวัด เกณฑก์ ารประเมนิ
ประเด็นพิจารณา นักเรียนผ่านเกณฑก์ าร
ตรวจแบบฝกึ หัด เรอ่ื ง แบบฝึกหดั เรื่อง ประเมนิ ระดบั ดี ข้นึ ไป
1. ดา้ นความรู้ความเข้าใจ (K) การเขียนสูตรและการ การเขยี นสตู รและ
นักเรียนสามารถอธบิ าย เรียกชื่อสารประกอบ การเรยี กช่อื นกั เรยี นผา่ นเกณฑ์การ
ไอออนิก สารประกอบไอออนิก ประเมนิ ระดบั ดี ขึน้ ไป
โครงสร้างของสารประกอบ
ไอออนิกได้ ตรวจแบบฝึกหัด เรือ่ ง แบบฝึกหดั เรื่อง นักเรียนผ่านเกณฑ์การ
การเขียนสตู รและการ การเขยี นสตู รและ ประเมินระดับ ดี ขน้ึ ไป
2 ด้านทกั ษะ (P) เรียกช่ือสารประกอบไอ การเรียกชื่อ
นกั เรยี นสามารถเขียนสูตรและ ออนิก สารประกอบไอออนิก
เรียกชื่อสารประกอบไอออนิกได้
สังเกตพฤตกิ รรมการ แบบสงั เกตพฤติกรรม
3.ด้านเจตคติ (A) เรยี นรขู้ องนักเรยี น การเรยี นรู้ของ
นกั เรียนมคี วามม่งุ มัน่ ในการทางาน นักเรียน
เกณฑ์การประเมิน
เกณฑก์ ารประเมินด้านความรู้ (K)
คะแนน/ความหมาย วธิ กี ารวดั
นักเรยี นสามารถอธบิ ายโครงสรา้ งของสารประกอบไอออนิกได้ถูกต้อง
4 อยา่ งชดั เจน สมบรู ณ์ถกู ต้องครบถว้ น มกี ารตรวจสอบคาตอบถูกต้องตาม
(ดีมาก) โจทย์
3 นักเรยี นสามารถอธิบายโครงสรา้ งของสารประกอบไอออนิกได้ถูกต้อง
(ด)ี ตามโจทยใ์ หไ้ ด้เป็นส่วนใหญ่
นักเรียนสามารถอธิบายโครงสร้างของสารประกอบไอออนิกได้ถกู ต้องตาม
2 โจทย์ทใี่ ห้ได้บางส่วน
(พอใช)้ นักเรยี นไมส่ ามารถอธิบายโครงสร้างของสารประกอบไอออนกิ ได้ถูกต้อง
1
(ควรปรบั ปรงุ )
เกณฑ์การประเมินดา้ นทักษะกระบวนการ(P)
คะแนน/ความหมาย วิธกี ารวดั
นกั เรยี นสามารถเขยี นสตู รและเรยี กชื่อสารประกอบไอออนิกได้ถกู ต้อง
4 อย่างชดั เจน สมบรู ณ์ถูกต้องครบถ้วน และยังชว่ ยอธิบายแนวคดิ ให้เพื่อน
(ดมี าก) ในกลุม่ ได้
นกั เรียนสามารถเขียนสตู รและเรยี กชอ่ื สารประกอบไอออนิกได้ถูกต้อง
3 ได้ด้วยตนเอง
(ดี) นักเรียนสามารถเขียนสตู รและเรยี กชอ่ื สารประกอบไอออนิกได้ถูกต้อง
2 โดยมเี พือ่ นหรือครูให้คำแนะนำ
(พอใช)้
1 นกั เรียนไมส่ ามารถเขียนสูตรและเรียกชอ่ื สารประกอบไอออนิกได้ดว้ ย
(ควรปรบั ปรงุ )
ตนเอง
เกณฑ์การประเมินด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์(A)
คะแนน/ความหมาย วิธีการวัด
นักเรียนมคี วามมุ่งมัน่ ในการทางาน สามารถทางานสาเร็จตามที่กาหนด
4 อยา่ งถูกต้องสมบรู ณ์
(ดีมาก) นกั เรยี นมีความมุ่งมั่นในการทางาน สามารถทางานสาเร็จตามท่กี าหนด
3 นักเรียนมีความมงุ่ มน่ั ในการทางาน สามารถทางานสาเรจ็ ตามทก่ี าหนด ได้
(ด)ี บางสว่ น
2 นักเรียนขาดความมุ่งมั่นในการทางาน ทางานไมส่ าเรจ็ ตามท่กี าหนด
(พอใช)้
1
(ควรปรับปรงุ )
9. เอกสารอ้างองิ /บรรณานกุ รม
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. 2562. หนังสือเรียน
รายวิชาเพิ่มเติมฯ เคมี เล่ม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั .
กิจกรรมท่ี 1
อัตราสว่ นการรวมตวั ของไอออนในสารประกอบไอออนกิ
สมาชกิ กลุม่
1........................................................................... 3...........................................................................
2........................................................................... 4...........................................................................
จุดประสงคข์ องกิจกรรม
............................................................................................................................. ..................................................
วสั ดอุ ุปกรณ์
1. กระดาษแข็ง
2. ปากกาเมจกิ
3. กรรไกร
ผลการทำกิจกรรม ไอออน
ประจุ รปู แบบของกระดาษ
-1
-2
-3
+1
+2
+3
สรุปผลการทำกิจกรรม
............................................................................................................................. ..................................................
...............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................
แบบตรวจกจิ กรรมท่ี 1
อตั ราส่วนการรวมตัวของไอออนในสารประกอบไอออนกิ
จุดประสงค์ของกจิ กรรม
เพอื่ ศึกษาอัตราส่วนการรวมตัวของไอออนในสารประกอบไอออนกิ
วสั ดุอุปกรณ์
1. กระดาษแข็ง
2. ปากกาเมจิก
3. กรรไกร
ผลการทำกิจกรรม
สรุปผลการทำกิจกรรม
ผลรวมของประจุไอออนบวกกับผลรวมของประจุไอออนลบเมื่อนำมารวมกันแล้วได้เท่ากับศูนย์ เช่น
สารประกอบที่เกิดจาก Na+ กับ S2- จะต้องใช้กระดาษที่เขียน Na+ 2 แผ่น และกระดาษที่เขียน S2- 1 แผ่น
ทำให้มผี ลรวมประจุของไอออนบวกเท่ากบั +2 และผลรวมของไอออนลบเท่ากับ -2 เม่ือรวมประจุท้งั สองจะได้
เป็น 0 ดังนัน้ อตั ราส่วนของจำนวน Na+ ต่อ S2- เป็น 2:1
กจิ กรรม 2
เรื่อง เกมสตู รเคมแี ละชือ่ ของสารประกอบไอออนกิ
วธิ ีทากิจกรรม
1. พมิ พ์แบบลูกบาศก์ลงบนกระดาษแข็งและใชป้ ากกาเมจกิ เขยี นไอออนดังรูป
2. ตดั กระดาษตามแบบแลว้ สรา้ งเป็นลูกบาศก์เพ่ือแจกนักเรยี นกลุม่ ละ 1 ชดุ (2 ลูกบาศกต์ ามขอ้ 1)
3. ให้นักเรียนโยนลูกบาศก์ 2 ลูก พร้อมกัน แล้วเขียนสูตรเคมีและชื่อของสารประกอบ ไอออนิกให้ได้
มากท่ีสุด ภายในเวลา 1 นาที
ตัวอยา่ งผลการทากิจกรรม
PLC
(PROFESSIONAL LEARNING COMMUNITY)
วงรอบที 3 ภาคเรียนที 2 ปการศึกษา 2563
ระหว่างวันที 14 - 25 ธันวาคม 2563
MODEL TEACHER : นางสาวธนภรณ์ เนตรนิลพฤกษ์
BUDDY TEACHER : นางสาวเบญจวรรณ สารินจา
No.0 วเิ คราะหน์ ักเรียน
แบบบนั ทึกผลการวิเคราะห์นกั เรียน
ชอ่ื -สกุล นางสาวธนภรณ์ เนตรนิลพฤกษ์ โรงเรยี นแมแ่ จม่
สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 หอ้ ง 1 จานวน 36 คน
****************************
1. ลกั ษณะของนักเรียนในชั้นเรยี นของท่านตามเอกลกั ษณ์ของสาระการเรียนรูท้ ต่ี อ้ งการพัฒนา
ผศู้ กึ ษาไดว้ ิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ.2560) และหลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนแม่แจ่ม อาเภอแมแ่ จม่ จังหวดั เชียงใหม่ สงั กดั สานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เชียงใหม่ หลักสูตรกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 สาระเคมี ข้อ2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนสถานะของสาร
การเกิดการละลาย การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ ส่ือสาร
สิง่ ที่เรียนรู้และนาไปใช้ประโยชน์
ในการจัดการเรียนการสอนครั้งน้ีผูศ้ ึกษาได้นาข้อมูลนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4/1 จานวน
36 คน มาเปน็ กรณใี นการศกึ ษา เทคนิคและวิธกี ารตามกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ ปีการศึกษา
2563 โดยการวิเคราะห์ผู้เรียน ในสาระการเรียนรู้เรื่อง การหาสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุล
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 โดยกาหนดเป้าหมายท่ีจะพัฒนานักเรียนจาแนกออกเป็น 3 กลุ่มดังน้ี
กลุ่มเก่ง นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสูตรอย่างง่ายและสตู รโมเลกุลของสาร เมื่อทา
แบบฝึกหดั สามารถทาคะแนนไดร้ อ้ ยละ 80 ขึ้นไป จานวน 8 คน ได้แก่
ที่ ชอื่ -สกุล
1 นางสาวจนั ทรกานต์ ตะ๊ อุ่น
2 นางสาวญาดาวดี กุออ
3 นางสาวธัญญลกั ษณ์ จลุ ศิริ
4 นางสาวพมิ ลนาฏ เจริญผล
5 นางสาวเรณุกา รกั ดี
6 นางสาวนตั ฐพร พลคร้อ
7 นางสาวณัฐกานต์ จติ ตาดู
8 นางสาวศศนิ า สนุ นั ตา
กลุ่มปานกลาง นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุลของสาร
เม่ือทาแบบฝกึ หดั สามารถทาคะแนนได้ร้อยละ 50 - 79 ขน้ึ ไป จานวน 15 คน ได้แก่
ท่ี ชือ่ -สกุล
1 นายกติ ติณัฏฐ์ ขนั ทะสา
2 นายธนทั ประดบั สขุ
3 นายเกรียงศักด์ิ รบชนะ
4 นายธัชพล แสงสรทวีศกั ด์ิ
5 นางสาวณัฏฐณิชา ธกิ าร
6 นางสาวพมิ พว์ ภิ า ใจดี
7 นางสาวกลั ยรัตน์ วฒุ คิ ณุ
8 นางสาวกลุ นนั ท์ เมอื งไชย์
9 นางสาวฉนั ทพชิ ญา วรรณลกั ษณ์
10 นางสาวณฐั พร ศรีเทยี่ ง
11 นางสาววณี าภร ใจออ่ น
12 นางสาววภิ าดา ชนื่ คมุ้
13 นางสาวเบญจรตั น์ ศกั ดิ์คงนันทกุล
14 นางสาวภาชินี กลา้ ณรงค์เชาว์
15 นางสาวภริ มณพ์ ร ชลธศิ บรรพต
กลุ่มอ่อน นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกบั สูตรอย่างงา่ ยและสูตรโมเลกุลของสารเมือ่ ทา
แบบฝึกหัดสามารถทาคะแนนได้ต่ากวา่ ร้อยละ 50 จานวน 13 คน ไดแ้ ก่
ที่ ชอื่ -สกลุ
1 นายธนวิชญ์ กรรณกิ า
2 นายรชั ชานนท์ ไกรศรี
3 นายคันธารัตน์ พทิ าคา
4 นายพิเชษฐ์ แซว่ ้าง
5 นางสาวยพุ ารตั น์ กรุณา
6 นางสาววิชญาดา บุญเกิด
7 นางสาวณฐั ณิชา จันสีมา
8 นางสาวจันทรพ์ มิ พ์ สนุ ทรแดนไพร
9 นางสาวจนั ทรเ์ พ็ญ อารยาสรรค์สร้าง
10 นางสาววไิ ลวรรณ กลู สวัสดม์ิ งคล
11 นางสาวอมรรัตน์ กันทะวงศ์
12 นางสาววนั เพญ็ วาสนาดีเลิศ
13 นางสาวธนพร พงศ์ไพรสถาพร
No.1 แกป้ ญั หาการเรยี นรขู้ องนักเรยี น
แบบรายการแกป้ ัญหาการเรยี นรขู้ องนกั เรยี น
1. ชอ่ื /นามสกลุ Model Teacher
นางสาวธนภรณ์ เนตรนลิ พฤกษ์
2. กลุ่มสาระการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3. ชอื่ โรงเรียน
โรงเรียนแม่แจ่ม
4. รอบของการแก้ปัญหา
รอบที่ 3 ระหว่าง วนั ท่ี 14 - 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563
5. เกี่ยวข้องกับสาระ
สาระเคมี
เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนสถานะของสารการเกิดการละลาย
การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และ
นาไปใช้ประโยชน์
ผลการเรยี นรู้
คานวณสตู รอยา่ งงา่ ยและสตู รโมเลกลุ ของสาร
6. นกั เรียนระดบั ชั้น
นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4/1 จานวน 36 คน ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563
7. สรปุ ปัญหาการเรยี นรู้ของนักเรยี น
นักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4/1 รอ้ ยละ 36.11 ไมส่ ามารถคานวณสตู รอยา่ งงา่ ยและสตู ร
โมเลกุลของสารได้
8. ตวั ชวี้ ดั ความสาเรจ็ ของการแก้ปัญหา
นักเรียนทุกคนสามารถคานวณสตู รอยา่ งงา่ ยและสตู รโมเลกุลของสารได้
9. วิธกี ารวัดความสาเร็จของการแก้ปัญหา
9.1 ตรวจสอบการทาแบบฝกึ หดั เรอื่ ง การคานวณสูตรเอมพิรคิ ลั และสูตรโมเลกุลของสาร
9.2 สงั เกตและประเมินทกั ษะการคานวณสตู รเอมพริ คิ ัลและสตู รโมเลกุล
10. โปรดระบุวธิ ีการจดั กจิ กรรมการเรยี นสอนทท่ี ่านเลือกใช้
จดั กิจกรรมการเรยี นรดู้ ้วยแนวคดิ การเรยี นเชิงรุก (Active Learning) โดยใช้รูปแบบการสอน
ตามวัฏจักรการสบื เสาะหาความรู้ (5E) โดยสอดแทรกวิธีการสอนโดยใช้เทคนคิ KWDL มีขั้นตอนการ
วเิ คราะหโ์ จทย์ปญั หา 4 ขัน้ ตอน ได้แก่
1) K (What we know) นักเรียนหาสิ่งที่โจทย์บอก โจทย์ให้อะไรมาบ้าง เป็นขั้นที่นักเรียน
อา่ นและวิเคราะห์สิง่ ที่โจทยบ์ อกใหม้ า
2) W (What we want to know) เปน็ ขัน้ ที่นักเรียนตอ้ งอ่านและวิเคราะหส์ ่ิงที่โจทย์ถาม
3) D (What we do to find out) เป็นขั้นที่นักเรียนต้องคิดว่าการจะหาคาตอบที่โจทย์
ต้องการน้ันตอ้ งใชก้ ระบวนการอะไรบ้าง และเรม่ิ ดาเนนิ การหาคาตอบนนั้
4) L (What we learned) เปน็ ขน้ั สรปุ ผลทไ่ี ด้จากการแกป้ ัญหา เป็นข้นั ทนี่ ักเรียนต้องสรุป
การดาเนนิ การแก้ปญั หาและอธิบายขัน้ ตอนการแก้ปญั หาได้อย่างถูกต้อง
11. สรุปลาดบั ข้นั ตอนการออกแบบการจัดการเรียนการสอน เขยี นเป็นข้ันตอนเปน็ ขอ้ ๆ
ขัน้ ท่ี 1 สร้างความสนใจ (engagement)
1.1 ครูทบทวนความรู้เกี่ยวกับธาตุและสารประกอบ โดยครูยกตัวอย่างสูตรเคมีของธาตุและ
สารประกอบบางชนิด
1.2 ครูนาอภิปรายเพื่อเชื่อมโยงกฏสัดส่วนคงที่กับสูตรและอธิบายความหมายของสูตรอย่าง
งา่ ยหรอื สูตรเอมพริ ิคลั และสตู รโมเลกลุ พร้อมยกตวั อยา่ งประกอบการอธบิ าย
ข้นั ท่ี 2 สารวจและค้นหา(exploration) สอดแทรกวธิ ีการสอนโดยใช้เทคนคิ KWDL
2.1 ครูให้นักเรียนพิจารณาสูตรโมเลกุลและสูตรเอมพิริคัลของสารบางชนิดในตาราง 4.6
แล้วอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับสูตรโมเลกุลและสูตรเอมพิริคัลของสารโคเวเลนต์และสารประกอบ
ไอออนกิ
2.2 ครอู ธบิ ายแนวทางการวเิ คราะห์โจทย์ปัญหาโดยใช้เทคนคิ KWDL ดงั นี้
KWDL เป็นเทคนิคที่สามารถนามาใชเ้ พื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิดวิเคราะห์โจทย์ปัญหาอย่างเปน็
ขั้นตอนและช่วยให้นักเรียนเข้าใจถึงโจทย์ปัญหาได้ชัดเจน ซึ่งเทคนิค KWDL มีขั้นตอนการวิเคราะห์
โจทยป์ ญั หา 4 ขน้ั ตอน ไดแ้ ก่
1) K (What we know) นักเรียนหาสิ่งที่โจทย์บอก โจทย์ให้อะไรมาบ้าง เป็นขั้นที่นักเรียน
อา่ นและวิเคราะหส์ ิง่ ทโี่ จทยบ์ อกใหม้ า
2) W (What we want to know) เป็นขั้นที่นักเรียนต้องอ่านและวิเคราะห์ว่าโจทย์
ต้องการอะไร
3) D (What we do to find out) เป็นขั้นที่นักเรียนต้องคิดว่าการจะหาคาตอบที่โจทย์
ต้องการนั้นต้องใช้กระบวนการอะไรบ้าง และเร่ิม
ดาเนนิ การหาคาตอบนน้ั
4) L (What we learned) เป็นข้นั สรปุ ผลที่ได้จากการแก้ปัญหา เปน็ ข้นั ที่นกั เรียนต้องสรุป
การดาเนินการแก้ปัญหาและอธิบายขั้นตอนการแก้ปัญหาได้
อย่างถกู ต้อง
ข้ันที่ 1 K (What we know)
โจทยบ์ อกอะไรบา้ ง
ขัน้ ที่ 2 W
(What we want to know)
โจทยใ์ ห้หาอะไร / มวี ิธีการใช้อย่างไร
ใช้วิธีอะไรไดบ้ า้ ง
ขนั้ ท่ี 3 D
(What we do to find out)
ดาเนินการตามกระบวนการ
ข้ันที่ 4 L
(What we learned)
คาตอบท่ไี ด้ และคดิ คาตอบอย่างไร
2.3 ครูอธบิ ายวิธกี ารคานวณสูตรเอมพิริคลั โดยใชอ้ ัตราสว่ นโดยมวลจากกฎสัดส่วนคงท่ีหรือ
ร้อยละโดยมวล แล้วทาเป็นอัตราส่วนโดยโมลและอัตราส่วนอย่างต่าโดยโมล และวิธีการคานวณสูตร
โมเลกุลจากสูตรเอมพิริคัล จากนั้นครูแสดงการคานวณโดยยกตัวอย่างประกอบการอธิบาย
โดยใชเ้ ทคนคิ KWDL
ขั้นที่ 3 อธิบายและลงขอ้ สรปุ (explanation)
3.1 นักเรียนและครูรว่ มกันสรปุ ความรู้เกี่ยวกบั ความหมาย และขั้นตอนการคานวณสูตรอย่าง
ง่ายและสูตรโมเลกุลของสาร โดยให้แต่ละกลุ่มระดมความคิดร่วมกันแล้วส่งตัวแทนออกมาอภิปราย
หนา้ ช้นั เรียน
ขนั้ ที่ 4 ขยายความรู้ (elaboration)
4.1 ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุลของสารใน
ชีวติ ประจาวนั
4.2 แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน โดยคละความสามารถของนักเรียน แต่ละกลุ่ม
จะได้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับการคานวณสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุล 1 ข้อ ให้แสดงวิธีการวิเคราะห์
และแก้โจทยป์ ญั หาโดยใช้เทคนคิ KWDL แล้วตดิ ผลงานนาเสนอบริเวณผนังห้องเรียน
ขน้ั ที่ 5 ประเมิน (evaluation)
5.1 ให้นกั เรยี นบันทกึ หลังการเรยี นรู้
5.2 ใหน้ ักเรียนแต่ละกลุม่ เวียนกลมุ่ ศึกษากลุ่มอนื่ ๆและประเมินใหค้ ะแนน
5.3 ใหน้ กั เรยี นทาแบบฝึกหัดเรอื่ ง การคานวณสตู รเอมพิรคิ ัลและสตู รโมเลกลุ ของสาร
No.2 แผนการจัดการเรยี นการสอน
แบบรายการแผนการจดั การเรยี นการสอน
1. ช่ือ/นามสกุล Model Teacher
นางสาวธนภรณ์ เนตรนลิ พฤกษ์
2. กลุม่ สาระการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
3. ช่ือโรงเรยี น
โรงเรยี นแม่แจม่
4. รอบของการแกป้ ัญหา
รอบท่ี 3 ระหว่าง วันท่ี 14 - 25 ธนั วาคม พ.ศ. 2563
5. เก่ยี วขอ้ งกับสาระ
สาระเคมี
เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนสถานะของสารการเกิดการละลาย
การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และ
นาไปใช้ประโยชน์
ผลการเรียนรู้
คานวณสูตรอยา่ งง่ายและสตู รโมเลกลุ ของสาร
6. นักเรียนระดบั ชน้ั
นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4/1 จานวน 36 คน ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563
7. แผนการจดั การเรยี นการสอน (เอกสารแนบ)
8. บนั ทึกเพิ่มเติมเกย่ี วกบั แผนการจัดการเรียนการสอน
แผนการสอนมกี ารจดั การเรียนรโู้ ดยใช้ด้วยแนวคดิ การเรียนเชิงรุก (Active Learning) โดยใช้
รูปแบบการสอนตามวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่สอดแทรกกลวิธีการสอนโดยใช้เทคนิค
KWDL เป็นเทคนคิ ทช่ี ่วยใหผ้ ู้เรียนฝึกกระบวนการวเิ คราะหโ์ จทย์ปญั หาอย่างเปน็ ขน้ั ตอน โดยเร่ิมจาก
หาสิ่งท่ีโจทย์กาหนดมาใหแ้ ละสิ่งทโี่ จทย์ถาม และเข้าสกู่ ระบวนการหาวิธกี ารแก้ปัญหาและดาเนินการ
แก้ปัญหาตามแผนที่วางไว้ อันนาไปสู่การวิเคราะห์และแก้โจทย์ปัญหาวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง
อีกทั้งยังมีขั้นตอนในการตรวจสอบกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้นักเรียน
สามารถทบทวนความรู้และตรวจสอบความถกู ต้องได้
No.3 วิพากษ์แผนการจัดการเรยี นการสอน
แบบรายงานการวพิ ากษแ์ ผนการจัดการเรียนการสอน
1. ชอื่ /นามสกุล Model Teacher
นางสาวธนภรณ์ เนตรนลิ พฤกษ์
2. กลุ่มสาระการเรียนรู้
กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3. ชอื่ โรงเรยี น
โรงเรยี นแม่แจม่
4. รอบของการแกป้ ัญหา
รอบท่ี 3 ระหวา่ ง วนั ที่ 14 - 25 ธนั วาคม พ.ศ. 2563
5. เกีย่ วข้องกับสาระ
สาระเคมี
เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนสถานะของสารการเกิดการละลาย
การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และ
นาไปใช้ประโยชน์
ผลการเรียนรู้
คานวณสูตรอยา่ งง่ายและสตู รโมเลกุลของสาร
6. นักเรียนระดับชัน้
นกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/1 จานวน 36 คน ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563
7. วนั ที่ เดือน พ.ศ.
วันท่ี 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563
8. บนั ทกึ เพิ่มเติมเกยี่ วกับแผนการจัดการเรียนการสอน
1. แผนการจดั การเรียนรู้สอดคล้องสมั พนั ธก์ บั หน่วยการเรียนรทู้ ก่ี าหนดไว้
2. แผนการจัดการเรียนรู้มีองคป์ ระกอบสาคัญครบถว้ น
3. แผนการจัดการเรยี นรู้มผี ลการเรียนรู้ ครอบคลุมสาระการเรยี นรู้ พฒั นาผ้เู รียนเกดิ K P A
4. แผนการจัดการเรียนรู้มีการจัดการเรียนรู้โดยใช้ด้วยแนวคิดการเรียนเชิงรุก (Active
Learning) โดยใช้รูปแบบการสอนตามวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่สอดแทรกกลวิธีการสอน
โดยใช้เทคนิค KWDL เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ผู้เรียนฝึกกระบวนการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาอย่างเป็น
ขั้นตอน โดยเริ่มจากหาสิ่งท่ีโจทย์กาหนดมาให้และสิ่งที่โจทย์ถาม และเข้าสู่กระบวนการหาวิธีการ
แก้ปัญหาและดาเนินการแก้ปัญหาตามแผนที่วางไว้ อันนาไปสู่การวิเคราะห์และแก้โจทย์ปัญหา
วิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งยังมีขั้นตอนในการตรวจสอบกระบวนการแก้โจทย์ปัญหา เพื่อให้
นักเรียนสามารถทบทวนความรู้และตรวจสอบความถูกต้องได้ นอกจากนี้ยังฝึกให้นักเรียนหาวิธีการ
แก้ปัญหาได้อย่างหลากหลาย อันจะส่งผลให้นักเรียนสามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์
ตา่ งๆในชวี ิตประจาวันของตนเองได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพและเกิดประสทิ ธิผล
8.1 แนวคิดหลักที่จะให้เรียนรู้
สูตรเคมีสามารถแสดงได้ด้วยสูตรเอมพิริคัลหรือสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุล ซึ่งสูตรอย่าง
ง่ายสามารถคานวณได้จากอัตราส่วนโดยโมลของธาตุองค์ประกอบ และถ้าทราบมวลโมเลกุลของสาร
จะสามารถคานวณสตู รโมเลกุลได้
การคานวณหาสตู รเอมพริ คิ ลั และสตู รโมเลกุล มีหลักการดงั นี้
1. คานวณหาปรมิ าณของธาตุแตล่ ะชนิดในสารประกอบ
2. คานวณหาอัตราส่วนโดยจานวนโมลอะตอมของธาตุ เช่น ถ้าทราบมวลของธาตแุ ตล่ ะชนิด
ให้เอามวลอะตอมของธาตุไปหารมวลของธาตุนั้น ( n = g ) ซึ่งอัตราส่วนโดยโมลอะตอมของธาตุ
M
จะต้องเป็นเลขจานวนเต็มลงตัวอย่างต่า การทาให้อัตราส่วนโดยจานวนโมลอะตอมเป็นอัตราส่วน
อยา่ งตา่ ทาได้ดังน้ี
- นาเลขที่แสดงจานวนโมลอะตอมของธาตุที่มีค่าน้อยที่สุดหารตลอด ถ้าได้เลขจานวนเต็ม
ทั้งหมด และสามารถหาสูตรอย่างง่ายได้ แต่ถ้าผลลัพธ์ในข้อ 2.1 เป็นเลขทศนิยมให้ปัดเศษเป็น
จานวนเตม็ เช่น 1 : 1.9 = 1 : 2
1 : 1.3 ใช้ 3 คณู ตลอดได้ = 3 : 3.9 = 3 : 4
วธิ กี ารคานวณหาสูตรโมเลกุล มีหลกั การดงั น้ี
1. หาสูตรเอมพิริคัลหรือสูตรอย่างงา่ ย
2. สมมุตสิ ตู รโมเลกุลโดยให้ สตู รโมเลกุล = (สตู รอย่างง่าย) n
3. คานวณหามวลโมเลกลุ ของสตู รที่สมมุติ และมวลโมเลกุลทแ่ี ทจ้ รงิ (ถ้าโจทยไ์ มบ่ อก)
4. นาค่ามวลโมเลกลุ ของสตู รที่สมมุตใิ ห้เท่ากบั มวลโมเลกุลท่แี ทจ้ ริงเพื่อหาคา่ n
ถ้า n < 0.5 ใหป้ ดั ทง้ิ แต่ถ้า n > 0.5 ใหป้ ดั เป็น 1
8.2 วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นการสอน
1. ด้านความรู(้ K)
นักเรยี นสามารถอธบิ ายความหมายของสูตรอยา่ งงา่ ยและสตู รโมเลกุลของสารได้
2. ด้านทกั ษะ(P)
นักเรยี นสามารถแสดงวธิ ีการคานวณสตู รอย่างง่ายและสตู รโมเลกุลของสารได้
3. ด้านคณุ ลกั ษณะ(A)
นักเรียนเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการเรียนรู้เกี่ยวกับสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุล
ของสาร
8.3 ความรู้พ้ืนฐาน
มวลอะตอมเป็นมวลของธาตุ 1 อะตอม แต่อะตอมมีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถชั่งได้โดยตรง
จึงนิยมใช้มวลอะตอมสัมพัทธ์ ซึ่งได้จากการเปรียบเทียบมวลอะตอมกับมวลของธาตุมาตรฐาน
ซึง่ ปจั จุบันใช้ 12C เปน็ มาตรฐานในการเปรียบเทียบมวล มวลอะตอมเฉลีย่ ของธาตเุ ป็นคา่ เฉล่ียจากค่า
มวลอะตอมของแตล่ ะไอโซโทปของธาตชุ นดิ นนั้ ตามปรมิ าณทมี่ ีในธรรมชาติ มวลโมเลกุลและมวลสูตร
เปน็ ผลรวมของมวลอะตอมเฉลีย่ ของธาตทุ ่ีเปน็ องคป์ ระกอบของสารนนั้
โมลเป็นปริมาณสารที่มีจานวนอนุภาคเท่ากับเลขอาโวกาโดรหรือค่าคงตัวอาโวกาโดร คือ
6.02 × 1023 อนุภาค มวลของสาร 1 โมล ที่มีหน่วยเป็นกรัม เรียกว่า มวลต่อโมล ซึ่งมีค่าตัวเลข
เท่ากับมวลอะตอม มวลโมเลกุลหรือมวลสูตรของสารนั้น สาหรับสารที่มีสถานะแก๊ส 1 โมล
จะมีปริมาตรเทา่ กบั 22.4 ลติ รที่ STP
สารประกอบเกิดจากการรวมตวั ของธาตุต้ังแต่ 2 ชนดิ ข้ึนไป โดยมอี ตั ราสว่ นโดยมวลของธาตุ
อัตราส่วนโดยมวลของธาตุองค์ประกอบในสารประกอบสามารถแสดงในรูปของร้อยละโดยมวล
สารประกอบคงท่ีเสมอตามกฎสัดส่วนคงท่ี
สูตรเคมีสามารถแสดงไดด้ ้วยสูตรเอมพิริคัลหรือสูตรอย่างงา่ ย และสูตรโมเลกุล ซึ่งสูตรอย่าง
ง่ายสามารถคานวณได้จากอัตราส่วนโดยโมลของธาตุองค์ประกอบ และถ้าทราบมวลโมเลกุลของสาร
จะสามารถคานวณสตู รโมเลกุลได้
8.4 วธิ กี ารจัดการเรียนการสอน
ขั้นท่ี 1 สรา้ งความสนใจ (engagement)
1.1 ครูทบทวนความรู้เกี่ยวกับธาตุและสารประกอบ โดยครูยกตัวอย่างสูตรเคมีของธาตุและ
สารประกอบบางชนิด เช่น Mg S8 CuSO4 CO2 แล้วให้นักเรียนระบุว่าสารที่กาหนดให้เป็นธาตุหรือ
สารประกอบ จากนั้นใช้คาถามนาว่า นกั วิทยาศาสตร์ทราบเกี่ยวกบั อัตราส่วนโดยโมลของอะตอมธาตุ
ได้อยา่ งไร เพือ่ นาไปสกู่ ารหาอตั ราสว่ นโดยโมลของธาตอุ งค์ประกอบทีเ่ กิดเปน็ สารประกอบ
1.2 ครูนาอภิปรายเพื่อเชื่อมโยงกฏสัดส่วนคงที่กับสูตรเคมี โดยใช้คาถามว่า อัตราส่วนโดย
โมลของทองแดงกับกามะถันในสารประกอบคอปเปอร์(II)ซัลไฟด์ สัมพันธ์กับสูตรเคมี CuS อย่างไร
ซึ่งควรตอบได้ว่า จานวนโมลของธาตุในอัตราส่วนโดยโมลเท่ากับจานวนอะตอมของธาตุในสูตรเคมี
จากนั้นครูอธิบายความหมายของสูตรอย่างง่ายหรือสูตรเอมพิริคัลและสูตรโมเลกุลพร้อมยกตัวอย่าง
ประกอบการอธบิ าย
ขน้ั ที่ 2 สารวจและค้นหา (exploration)
2.1 ครใู หน้ ักเรียนพิจารณาสูตรโมเลกลุ และสตู รเอมพิริคลั ของสารบางชนิดในตาราง 4.6 แลว้
อภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับสูตรโมเลกุลและสูตรเอมพิริคัลของสารโคเวเลนต์และสารประกอบไอออนิก
ซึ่งควรได้ขอ้ สรปุ ดังนี้
- สารโคเวเลนต์มที ั้งสตู รโมเลกุลและสตู รเอมพริ ิคัล ซง่ึ อาจเหมอื นกนั หรอื ต่างกัน
- สารประกอบไอออนิกมีแตส่ ูตรเอมพริ ิคัล
- สารโคเวเลนต์บางชนดิ มสี ตู รโมเลกุลต่างกัน แต่มสี ตู รเอมพริ คิ ลั เหมือนกนั
2.2 ครูอธบิ ายแนวทางการวเิ คราะหโ์ จทย์ปัญหาโดยใชเ้ ทคนิค KWDL ดังน้ี
KWDL เป็นเทคนิคที่สามารถนามาใช้เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิดวิเคราะห์โจทยป์ ัญหาอย่างเปน็
ขั้นตอนและช่วยให้นักเรียนเข้าใจถึงโจทย์ปัญหาได้ชัดเจน ซึ่งเทคนิค KWDLมีขั้นตอนการวิเคราะห์
โจทยป์ ญั หา 4 ขัน้ ตอน ได้แก่
1) K (What we know) นักเรียนหาสิ่งที่โจทย์บอก โจทย์ให้อะไรมาบ้าง เป็นขั้นที่นักเรียน
อ่านและวเิ คราะห์สิง่ ท่ีโจทย์บอกให้มา
2) W (What we want to know) เป็นขั้นที่นักเรียนต้องอ่านและวิเคราะห์สิ่งท่ีโจทย์
ตอ้ งการ
3) D (What we do to find out) เป็นขั้นที่นักเรียนต้องคิดว่าการจะหาคาตอบที่โจทย์
ต้องการนัน้ ตอ้ งใช้กระบวนการอะไรบา้ ง และเริ่มดาเนินการหาคาตอบนน้ั
4) L (What we learned) เปน็ ขนั้ สรปุ ผลทไี่ ดจ้ ากการแกป้ ญั หา เปน็ ขัน้ ท่ีนกั เรียนต้องสรุป
การดาเนินการแก้ปัญหาและอธิบายขั้นตอนการแก้ปัญหาได้อย่างถูกตอ้ ง
ขนั้ ท่ี 1 K (What we know)
ข้นั ที่ 2 W (What we want to know)
ข้ันท่ี 3 D (What we do to find out)
ขัน้ ท่ี 4 L (What we learned)
2.3 ครอู ธบิ ายวิธกี ารคานวณสตู รเอมพิริคัล โดยใช้อตั ราสว่ นโดยมวลจากกฎสัดส่วนคงที่หรือ
ร้อยละโดยมวล แล้วทาเป็นอัตราส่วนโดยโมลและอัตราส่วนอย่างต่าโดยโมล และวิธีการคานวณสูตร
โมเลกุลจากสูตรเอมพิริคัล จากนั้นครูแสดงการคานวณโดยยกตัวอย่างประกอบการอธิบาย โดยใช้
เทคนคิ KWDL ดงั น้ี
ตัวอย่าง 1 จากการวิเคราะห์นิโคตินที่มีในบุหรี่พบว่าประกอบด้วย C 74.0 % , H 8.65 % และ
N 17.3 % โดยมวล นิโคตนิ มสี ตู รอยา่ งงา่ ยเปน็ อย่างไร ( N=14 , C=12 , H=1 )
ขนั้ ท่ี 1 K (What we know) โจทยบ์ อก
โจทย์บอกอะไรบา้ ง 1. รอ้ ยละของธาตุองค์ประกอบ C 74.0% , H 8.65% และ N 17.3%
2. มวลอะตอมของธาตุ N=14 , C=12 , H=1
ขน้ั ที่ 2 W โจทยใ์ หห้ า สตู รอยา่ งงา่ ยของนโิ คติน
(What we want to know) วธิ ีการ
โจทย์ใหห้ าอะไร / มีวิธีการใช้อย่างไร 1. หาอตั ราส่วนโดยจานวนโมลอะตอมของ C : H : N
ใช้วธิ ีอะไรไดบ้ ้าง 2. นาเลขทแ่ี สดงจานวนโมลอะตอมของธาตุท่ีมีคา่ น้อยทส่ี ุดหารตลอด
วธิ ที า
1. หาอัตราสว่ นโดยจานวนโมลอะตอมของ C : H : N
อัตราส่วนโดยมวลของ C : H : N = 74.0 : 8.65 : 17.3
ขั้นที่ 3 D อตั ราสว่ นโดยจานวนโมลอะตอมของ C : H : N
(What we do to find out) = 74.0 : 8.65 : 17.3
ดาเนนิ การตามกระบวนการ
12 1 14
= 6.16 : 8.65 : 1.23
ขนั้ ที่ 4 L 2. นาเลข 1.23 หารตลอด = 6.16 : 8.65 : 1.23
(What we learned)
คาตอบท่ีได้ และคดิ คาตอบอย่างไร 1.23 1.23 1.23
= 5 : 7: 1
ตอบ นิโคตนิ มสี ูตรอยา่ งงา่ ยเป็น C5H7N
วธิ ีคิด
1. หาอตั ราสว่ นโดยจานวนโมลอะตอมของ C : H : N โดยนามวลรอ้ ยละ
ในองค์ประกอบของธาตุแตล่ ะตวั มาหารดว้ ยมวลอะตอมของธาตุนั้น
2. นาเลขท่แี สดงจานวนโมลอะตอมของธาตทุ ี่มคี ่าน้อยที่สุดหารตลอดจนได้
เลขจานวนลงตัว
ตัวอย่างที่ 2 กรดชนิดหนึ่งประกอบด้วยไฮโดรเจนร้อยละ 3.06 ฟอสฟอรัสร้อยละ 31.63 และ
ออกซเิ จนร้อยละ 65.31 โดยมวล ถา้ กรดชนดิ นี้มีมวลโมเลกลุ เทา่ กับ 98 จงหาสูตรเอมพิริกัลและสูตร
โมเลกลุ
โจทย์บอก
1. รอ้ ยละของธาตทุ ่เี ปน็ องคป์ ระกอบแต่ละชนิด ดงั น้ี
ขัน้ ที่ 1 K (What we know) ร้อยละของไฮโดรเจน = 3.06
โจทยบ์ อกอะไรบา้ ง ร้อยละของฟอสฟอรัส = 31.63
ร้อยละของออกซเิ จน = 65.31
2. มวลโมเลกลุ ของกรด = 98
โจทย์ให้หา
ขั้นที่ 2 W 1. สตู รเอมพริ ิคลั ของกรด
(What we want to know) 2. สตู รโมเลกลุ ของกรดจาก
โจทยใ์ ห้หาอะไร / มีวธิ กี ารใช้อยา่ งไร วิธกี าร
1. คานวณหาสตู รเอมพิริคัลของกรด
ใช้วธิ อี ะไรไดบ้ า้ ง 2. คานวณหาสตู รโมเลกลุ ของกรด สูตรโมเลกุล = ( สูตรอยา่ งงา่ ย )n
ข้นั ที่ 3 D วิธที า
(What we do to find out) 1. คานวณหาสูตรเอมพริ คิ ัลของกรด
ดาเนินการตามกระบวนการ
อตั ราสว่ นโดยมวลของ H : P : O = 3.06 : 31.63 : 65.31
อตั ราสว่ นโดยจานวนโมลH : P : O = 3.06 : 31.63 : 65.31
1 31 16
= 3.06 : 1.02 : 4.08
อัตราสว่ นอย่างต่าโดยจานวนโมลอะตอมของ H : P : O = 3 : 1 : 4
2. คานวณหาสูตรโมเลกุลของกรด
สมมุติให้สตู รโมเลกุลของกรดชนิดนเี้ ป็น (H3PO4)n
ดงั นน้ั มวลโมเลกุลของกรดคดิ จากสูตร
= [ ( 31 ) + 31 + ( 416 )] n = 98n
โจทย์กาหนดใหม้ วลโมเลกุลของกรดนี้ = 98
ดังน้นั 98n = 98
n =1
ขัน้ ท่ี 4 L ตอบ 1. สตู รเอมพริ ิคัลของกรดนี้ คอื H3PO4
(What we learned) 2. สตู รโมเลกลุ ของกรดชนดิ นี้ คือ H3PO4
คาตอบทไี่ ด้ และคดิ คาตอบอยา่ งไร
วธิ คี ิด
1. คานวณหาสูตรเอมพิรคิ ลั ของกรดโดยนามวลรอ้ ยละในองค์ประกอบของ
ธาตุแต่ละตัวมาหารดว้ ยมวลอะตอมของธาตนุ ้ัน
2. นาเลขทแี่ สดงจานวนโมลอะตอมของธาตทุ ี่มีคา่ น้อยทสี่ ดุ หารตลอดจนได้
เลขจานวนลงตัว
3. คานวณหาสตู รโมเลกลุ ของกรด นาคา่ มวลโมเลกลุ ของสูตรท่ีสมมุติให้
เท่ากับมวลโมเลกุลที่แท้จรงิ เพอ่ื หาคา่ n
ขนั้ ท่ี 3 อธิบายและลงข้อสรปุ (explanation)
3.1 นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความรู้เกี่ยวกับความหมาย และขั้นตอนการคานวณสูตร
อย่างง่ายและสูตรโมเลกุลของสาร โดยให้แต่ละกลุ่มระดมความคิดร่วมกันแล้วส่งตัวแทนมาอภิปราย
หนา้ ช้นั เรยี น ซ่งึ ควรไดข้ อ้ สรปุ ในประเด็นตอ่ ไปนี้
1. สารโคเวเลนตม์ ที ้งั สตู รโมเลกลุ และสูตรเอมพิรคิ ลั ซง่ึ อาจเหมอื นกันหรอื ตา่ งกัน
2. สารประกอบไอออนกิ มแี ต่สตู รเอมพิริคลั
3. สารโคเวเลนต์บางชนดิ มีสตู รโมเลกุลตา่ งกัน แต่มีสูตรเอมพริ ิคัลเหมอื นกัน
4. วธิ กี ารคานวณหาสูตรเอมพริ ิคลั
5. วิธกี ารคานวณหาสูตรโมเลกลุ
ข้ันท่ี 4 ขยายความรู้ (elaboration)
4.1 ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุลของสาร
ในชวี ิตประจาวนั
4.2 แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน โดยคละความสามารถของนักเรียน ซึ่งแต่ละกลุม่
จะได้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับการคานวณสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุล 1 ข้อ ให้แสดงวิธีการวิเคราะห์
และแก้โจทยป์ ัญหาโดยใช้เทคนคิ KWDL แลว้ ติดนาเสนอผลงานบรเิ วณผนังหอ้ งเรยี น
ขนั้ ที่ 5 ประเมนิ (evaluation)
5.1 ให้นกั เรยี นบนั ทึกหลังการเรียนรู้
5.2 ใหน้ ักเรียนแตล่ ะกล่มุ ตดิ ผลงานของตนเองไวผ้ นังห้องแล้วเวียนกลมุ่ ศกึ ษาและประเมนิ
ให้คะแนน
5.3 ใหน้ กั เรยี นทาแบบฝกึ หดั เรือ่ ง การคานวณสูตรเอมพิริคัลและสูตรโมเลกลุ ของสาร
8.5 ส่ือการเรยี นรู้
1. หนังสอื เรยี นรายวิชาเพิ่มเติม เคมี เลม่ 2 ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 4
2. กระดาษบรู้ฟและปากกาเมจิก
3. แบบฝึกหดั เร่อื ง การคานวณสูตรเอมพิริคัลและสูตรโมเลกลุ ของสาร
8.6 การวัด
ประเดน็ พิจารณา วธิ กี ารวัด เคร่ืองมอื วัด
1. ดา้ นความรู้ความเข้าใจ (K) แบบฝึกหดั เรอื่ ง การคานวณ
สูตรเอมพริ ิคัลและสูตร
นักเรยี นสามารถอธบิ ายความหมายของ ตรวจแบบฝกึ หัด เรอ่ื ง โมเลกุลของสาร
สูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกลุ ของสารได้ การคานวณสตู รเอมพิรคิ ลั แบบฝกึ ทักษะ เร่ือง การ
คานวณสูตรเอมพิรคิ ัลและ
และสตู รโมเลกุลของสาร สตู รโมเลกลุ ของสาร
2. ด้านทกั ษะ (P) แบบสังเกตพฤติกรรมการ
เรยี นรขู้ องนักเรยี น
นกั เรยี นสามารถแสดงวิธีการคานวณสตู ร สงั เกตและประเมนิ ทักษะ
อยา่ งง่ายและสูตรโมเลกลุ ของสารได้ การคานวณสตู รเอมพริ ิคัล
และสตู รโมเลกุลของสาร
จากงานนาเสนอ
3. ด้านเจตคติ (A)
นักเรียนเห็นคุณคา่ และประโยชน์ของ สงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู้
การเรียนรเู้ กย่ี วกบั สูตรอยา่ งง่ายและสูตร ของนักเรยี น
โมเลกลุ ของสาร
8.7 การประเมนิ ผล
ประเดน็ พจิ ารณา เครื่องมอื วดั เกณฑก์ ารประเมิน
1. ด้านความรูค้ วามเข้าใจ (K) นักเรียนผ่านเกณฑก์ าร
ประเมนิ ระดบั ดี ขนึ้ ไป
นกั เรียนสามารถอธบิ ายความหมายของ แบบฝึกหัด เร่อื ง
นักเรียนผ่านเกณฑก์ าร
สตู รอยา่ งงา่ ยและสูตรโมเลกลุ ของสารได้ การคานวณสูตรเอมพริ คิ ัล ประเมนิ ระดบั ดี ขนึ้ ไป
และสูตรโมเลกุลของสาร
2. ด้านทกั ษะ (P)
นักเรยี นสามารถแสดงวธิ ีการคานวณ แบบฝกึ ทักษะ เร่ือง
สตู รอย่างงา่ ยและสูตรโมเลกลุ ของสารได้ การคานวณสูตรเอมพริ ิคัล
และสูตรโมเลกุลของสาร
3. ด้านเจตคติ (A) แบบสังเกตพฤติกรรมการ นกั เรียนผา่ นเกณฑ์การ
นกั เรยี นเหน็ คุณคา่ และประโยชน์ของ เรียนรูข้ องนักเรยี น ประเมนิ ระดบั ดี ขึ้นไป
การเรียนรเู้ กย่ี วกบั สูตรอย่างง่ายและ
สตู รโมเลกุลของสาร
8.8 แหล่งเรยี นร้อู อนไลน์เพ่ิมเตมิ
1. https://www.youtube.com/watch?v=-ZEZZjIfipY
2. https://chemistry.mju.ac.th/goverment/25610518095245_chemistry/Doc_256
30713134637_357876.pdf
8.9 ประเดน็ อืน่ ๆ
แผนการจัดการเรียนการสอนนี้ ใช้รูปแบบกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยกระบวนการ
สืบเสาะหาความรู้ (Inquiry) 5E โดยเน้นให้ผูเ้ รียนเปน็ ผูค้ ้นควา้ หาความรูด้ ว้ ยตนเอง หรอื สร้างความรู้
ดว้ ยตนเอง โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ผสู้ อนเปน็ ผู้อานวยความสะดวก เพ่ือให้ผู้เรียนบรรลุ
เปา้ หมาย ซง่ึ วธิ สี บื สอบความรู้จะเนน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญของการเรยี น โดยสอดแทรกกลวธิ ีการสอนโดย
ใช้เทคนิค KWDL เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ผู้เรียนฝึกกระบวนการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน
โดยเริ่มจากหาสิ่งที่โจทย์กาหนดมาให้และสิ่งที่โจทย์ถาม และเข้าสู่กระบวนการหาวิธีการแก้ปัญหา
และดาเนินการแกป้ ัญหาตามแผนที่วางไว้ อันนาไปสู่การวเิ คราะห์และแก้โจทย์ปญั หาวิทยาศาสตร์ได้
อย่างถูกต้อง อีกทั้งยังมีขั้นตอนในการตรวจสอบกระบวนการแก้โจทย์ปญั หา เพื่อให้นักเรียนสามารถ
ทบทวนความรู้และตรวจสอบความถกู ตอ้ งได้
9. ประเด็นท่ี Model Teacher วางแผนไดด้ ี
นางสาวเบญจวรรณ สารินจา ครผู ูส้ อนรายวชิ าภาษาองั กฤษ ระดับชั้น ม.6 กลมุ่ สาระ
การเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ ได้ใหค้ วามเห็นเก่ยี วกบั แผนการจดั การเรยี นรู้ดังน้ี
1. แผนการจัดการเรยี นรู้ไดก้ าหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนตอบสนองมาตรฐานการเรียนรู้ตาม
ผลการเรยี นรทู้ กี่ าหนด
2. แผนการจัดการเรียนรู้มีการออกแบบกิจกรรมการเรยี นรู้ โดยใช้รูปแบบกิจกรรมการเรยี น
การสอนด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry) 5E มีการออกแบบให้นักเรียนวิเคราะห์โจทย์
ปญั หาวชิ า เคมี โดยใช้เทคนิค KWDL ซึ่งผูส้ อนมีการระบุข้ันตอนของกระบวนการวิเคราะห์โจทย์และ
แก้ปัญหาไว้อย่างชัดเจนตามขั้น K ขั้น W และขั้น D ซึ่งเป็นการจัดระบบข้อมูลแล้วเขียนสรุป
ถึงวิธีการหาคาตอบของโจทย์ปัญหาในขั้น L ส่งผลให้ผู้เรียนมีการลาดับความคิดอย่างเป็นขั้นตอน
นอกจากนี้ยังฝึกให้นักเรียนหาวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างหลากหลาย อันจะส่งผลให้นักเรียนสามารถ
นาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจาวันของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและ
เกิดประสิทธิผล
10. ประเดน็ ที่ Model Teacher ควรเพม่ิ เติม/ปรบั ปรงุ แกไ้ ข
นางสาวเบญจวรรณ สารนิ จา ครผู ู้สอนรายวชิ าภาษาอังกฤษ ระดบั ช้นั ม.6 กลมุ่ สาระ
การเรียนรภู้ าษาต่างประเทศ ไดใ้ ห้ความเห็นเก่ยี วกบั แผนการจัดการเรยี นร้ดู งั น้ี
1. แผนการจัดการเรียนรู้ในขั้นตอนสร้างความสนใจ ควรมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียน
ฝึกทักษะการวิเคราะห์โจทย์ปัญหา โดยอาจจะประยุกต์จากสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจาวัน
ของนกั เรยี น ผ่านการเล่นเกม หรอื มีการนาส่ือมาประกอบการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนในขั้นตอน
ดังกล่าว ก่อนลงสกู่ ระบวนการแกป้ ัญหาโดยใชเ้ ทคนิค KWDL
2. แผนการจัดการเรียนรู้ในขั้นประเมิน ควรมีการอธิบายรายละเอียดขั้นตอนการนาเสนอ
ผลงานในรูปแบบนาผลงานจัดแสดงเป็นนิทรรศการ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจกระบวนการนาเสนอมากขึ้น
และช้แี จงเกณฑก์ ารให้คะแนนทส่ี ามารถเข้าใจได้ชดั เจน และงา่ ยต่อการรวบรวมขอ้ มลู
11. โปรดระบุ ชอื่ -สกลุ ผู้วพิ ากษ์
นางสาวเบญจวรรณ สารินจา ครกู ลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ
12. เกยี่ วข้องกับสาระ/งาน
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาตา่ งประเทศ
13. โรงเรียนผูว้ ิพากษ์
โรงเรยี นแมแ่ จ่ม
14. หน่วยงานผู้วพิ ากษ์
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษา เชยี งใหม่
ลงชือ่ ผวู้ พิ ากษ์
(นางสาวเบญจวรรณ สารนิ จา)
No.4 สงั เคราะหก์ ารวพิ ากษ์แผนการจัดการเรียน
การสอน
แบบรายงานการสังเคราะห์การวพิ ากษ์แผนการจัดการเรยี นการสอน
1. ชื่อ/นามสกลุ Model Teacher
นางสาวธนภรณ์ เนตรนลิ พฤกษ์
2. กลุ่มสาระการเรยี นรู้
กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3. ช่อื โรงเรยี น
โรงเรยี นแม่แจ่ม
4. รอบของการแก้ปญั หา
รอบที่ 3 ระหว่าง วนั ที่ 14 - 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563
5. เกย่ี วขอ้ งกบั สาระ
สาระเคมี
เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนสถานะของสารการเกิดการละลาย
การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และ
นาไปใช้ประโยชน์
ผลการเรียนรู้
คานวณสตู รอย่างงา่ ยและสตู รโมเลกุลของสาร
6. นักเรียนระดบั ชั้น
นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4/1 จานวน 36 คน ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563
7. แนวคดิ หลกั ที่จะใหเ้ รียนรู้
สูตรเคมีสามารถแสดงได้ด้วยสูตรเอมพิริคัลหรอื สูตรอย่างงา่ ย และสูตรโมเลกุล ซึ่งสูตรอย่าง
ง่ายสามารถคานวณได้จากอัตราส่วนโดยโมลของธาตุองค์ประกอบ และถ้าทราบมวลโมเลกุลของสาร
จะสามารถคานวณสูตรโมเลกลุ ได้
การคานวณหาสตู รเอมพิรคิ ลั และสูตรโมเลกลุ มีหลักการดงั นี้
1. คานวณหาปริมาณของธาตุแตล่ ะชนดิ ในสารประกอบ
2. คานวณหาอัตราส่วนโดยจานวนโมลอะตอมของธาตุ เช่น ถ้าทราบมวลของธาตแุ ตล่ ะชนิด
ให้เอามวลอะตอมของธาตุไปหารมวลของธาตุนั้น ( n = g ) ซึ่งอัตราส่วนโดยโมลอะตอมของธาตุ
M
จะต้องเป็นเลขจานวนเต็มลงตัวอย่างต่า การทาให้อัตราส่วนโดยจานวนโมลอะตอมเป็นอัตราส่วน
อยา่ งต่าทาไดด้ ังน้ี
- นาเลขที่แสดงจานวนโมลอะตอมของธาตุที่มีค่าน้อยที่สุดหารตลอด ถ้าได้เลขจานวนเต็ม
ทั้งหมดก็จะสามารถหาสูตรอย่างง่าย แต่ถ้าผลลัพธ์ในข้อ 2.1 เป็นเลขทศนิยมให้ปัดเศษเป็น
จานวนเตม็ เช่น 1 : 1.9 = 1 : 2
1 : 1.3 ใช้ 3 คูณตลอดได้ = 3 : 3.9 = 3 : 4
วธิ ีการคานวณหาสูตรโมเลกลุ มีหลักการดังน้ี
1. หาสตู รเอมพิริคลั หรือสูตรอย่างง่าย
2. สมมตุ สิ ูตรโมเลกลุ โดยให้ สูตรโมเลกุล = (สตู รอย่างง่าย) n
3. คานวณหามวลโมเลกลุ ของสตู รทส่ี มมุติ และมวลโมเลกลุ ที่แทจ้ รงิ (ถ้าโจทย์ไมบ่ อก)
4. นาคา่ มวลโมเลกุลของสูตรท่สี มมตุ ใิ ห้เท่ากบั มวลโมเลกุลทีแ่ ทจ้ ริงเพ่ือหาค่า n
ถ้า n < 0.5 ให้ปัดทงิ้ แตถ่ า้ n > 0.5 ให้ปดั เป็น 1
8. วัตถปุ ระสงค์การเรยี นการสอน
1. ดา้ นความรู้(K)
นักเรยี นสามารถอธิบายความหมายของสูตรอย่างงา่ ยและสูตรโมเลกลุ ของสารได้
2. ด้านทกั ษะ(P)
นกั เรยี นสามารถแสดงวธิ กี ารคานวณสูตรอย่างงา่ ยและสูตรโมเลกลุ ของสารได้
3. ดา้ นคณุ ลักษณะ(A)
นักเรียนเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการเรียนรู้เกี่ยวกับสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุล
ของสาร
9. ความรู้พน้ื ฐาน
มวลอะตอมเป็นมวลของธาตุ 1 อะตอม แต่อะตอมมีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถชั่งได้โดยตรง
จึงนิยมใช้มวลอะตอมสัมพัทธ์ ซึ่งได้จากการเปรียบเทียบมวลอะตอมกับมวลของธาตุมาตรฐาน
ซ่งึ ปัจจบุ ันใช้ 12C เป็นมาตรฐานในการเปรียบเทยี บมวล มวลอะตอมเฉลยี่ ของธาตุเปน็ คา่ เฉลี่ยจากค่า
มวลอะตอมของแต่ละไอโซโทปของธาตชุ นดิ นนั้ ตามปรมิ าณที่มีในธรรมชาติ มวลโมเลกลุ และมวลสูตร
เปน็ ผลรวมของมวลอะตอมเฉล่ียของธาตุทเ่ี ป็นองค์ประกอบของสารน้ัน
โมลเป็นปริมาณสารที่มีจานวนอนุภาคเท่ากับเลขอาโวกาโดรหรือค่าคงตัวอาโวกาโดร คือ
6.02 × 1023 อนุภาค มวลของสาร 1 โมล ที่มีหน่วยเป็นกรัม เรียกว่า มวลต่อโมล ซึ่งมีค่าตัวเลข
เท่ากับมวลอะตอม มวลโมเลกุลหรือมวลสูตรของสารนั้น สาหรับสารที่มีสถานะแก๊ส 1 โมล
จะมีปรมิ าตรเท่ากบั 22.4 ลติ รท่ี STP
สารประกอบเกิดจากการรวมตัวของธาตุต้ังแต่ 2 ชนิดข้นึ ไป โดยมีอตั ราสว่ นโดยมวลของธาตุ
อัตราส่วนโดยมวลของธาตุองค์ประกอบในสารประกอบสามารถแสดงในรูปของร้อยละโดยมวล
สารประกอบคงท่เี สมอตามกฎสดั ส่วนคงที่
สูตรเคมีสามารถแสดงได้ด้วยสูตรเอมพิริคัลหรือสูตรอย่างงา่ ย และสูตรโมเลกุล ซึ่งสูตรอย่าง
ง่ายสามารถคานวณได้จากอัตราส่วนโดยโมลของธาตุองค์ประกอบ และถ้าทราบมวลโมเลกุลของสาร
จะสามารถคานวณสูตรโมเลกุลได้
10. วิธกี ารจดั การเรียนการสอน
ขั้นท่ี 1 สรา้ งความสนใจ (engagement)
1.1 ครูทบทวนความรู้เกี่ยวกับธาตุและสารประกอบ โดยครูยกตัวอย่างสูตรเคมีของธาตุและ
สารประกอบบางชนิด เช่น Mg S8 CuSO4 CO2 แล้วให้นักเรียนระบุว่าสารที่กาหนดให้เป็นธาตุหรือ
สารประกอบ จากนนั้ ใชค้ าถามนาว่า นกั วทิ ยาศาสตร์ทราบเกี่ยวกบั อัตราส่วนโดยโมลของอะตอมธาตุ
ไดอ้ ย่างไร เพ่ือนาไปสกู่ ารหาอัตราสว่ นโดยโมลของธาตุองคป์ ระกอบทีเ่ กดิ เปน็ สารประกอบ
1.2 ครูนาอภิปรายเพื่อเชื่อมโยงกฏสัดส่วนคงที่กับสูตรเคมี โดยใช้คาถามว่า อัตราส่วนโดย
โมลของทองแดงกับกามะถันในสารประกอบคอปเปอร์(II)ซัลไฟด์ สัมพันธ์กับสูตรเคมี CuS อย่างไร
ซึ่งควรตอบได้ว่า จานวนโมลของธาตุในอัตราส่วนโดยโมลเท่ากับจานวนอะตอมของธาตุในสูตรเคมี
จากนั้นครูอธิบายความหมายของสูตรอย่างง่ายหรือสูตรเอมพิริคัลและสูตรโมเลกุลพร้อมยกตัวอย่าง
ประกอบการอธบิ าย
ขน้ั ที่ 2 สารวจและคน้ หา (exploration)
2.1 ครใู หน้ ักเรยี นพจิ ารณาสูตรโมเลกุลและสูตรเอมพริ ิคลั ของสารบางชนดิ ในตาราง 4.6 แล้ว
อภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับสูตรโมเลกุลและสูตรเอมพิริคัลของสารโคเวเลนต์และสารประกอบไอออนิก
ซงึ่ ควรไดข้ อ้ สรปุ ดงั น้ี
- สารโคเวเลนต์มที ัง้ สูตรโมเลกุลและสูตรเอมพริ ิคัล ซง่ึ อาจเหมือนกนั หรือต่างกนั
- สารประกอบไอออนิกมแี ตส่ ูตรเอมพริ ิคัล
- สารโคเวเลนตบ์ างชนดิ มสี ูตรโมเลกุลต่างกนั แตม่ ีสตู รเอมพริ ิคัลเหมือนกัน
2.2 ครอู ธบิ ายแนวทางการวิเคราะหโ์ จทยป์ ัญหาโดยใช้เทคนคิ KWDL ดังนี้
KWDL เป็นเทคนิคที่สามารถนามาใช้เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิดวิเคราะห์โจทย์ปัญหาอยา่ งเป็น
ขั้นตอนและช่วยให้นักเรียนเข้าใจถึงโจทย์ปัญหาได้ชัดเจน ซึ่งเทคนิค KWDLมีขั้นตอนการวิเคราะห์
โจทยป์ ญั หา 4 ขัน้ ตอน ไดแ้ ก่
1) K (What we know) นักเรียนหาสิ่งที่โจทย์บอก โจทย์ให้อะไรมาบ้าง เป็นขั้นที่นักเรียน
อา่ นและวเิ คราะห์ส่งิ ทโ่ี จทย์บอกใหม้ า
2) W (What we want to know) เปน็ ข้นั ท่ีนักเรยี นตอ้ งอา่ นและวเิ คราะหว์ า่ โจทย์ต้องการ
อะไร
3) D (What we do to find out) เป็นขั้นที่นักเรียนต้องคิดว่าการจะหาคาตอบที่โจทย์
ต้องการนนั้ ต้องใช้กระบวนการอะไรบา้ ง และเร่มิ ดาเนนิ การหาคาตอบนนั้
4) L (What we learned) เปน็ ข้ันสรุปผลทีไ่ ดจ้ ากการแกป้ ญั หา เปน็ ขนั้ ที่นกั เรียนต้องสรุป
การดาเนนิ การแก้ปัญหาและอธิบายขนั้ ตอนการแก้ปัญหาได้อยา่ งถูกต้อง
ขัน้ ที่ 1 K
(What we know)
โจทยบ์ อกอะไรบ้าง
ข้นั ที่ 2 W
(What we want to know)
โจทยใ์ ห้หาอะไร / มวี ธิ กี ารใช้อยา่ งไร
ใชว้ ธิ อี ะไรไดบ้ า้ ง
ขน้ั ท่ี 3 D
(What we do to find out)
ดาเนนิ การตามกระบวนการ
ขนั้ ที่ 4 L
(What we learned)
คาตอบท่ีได้ และคิดคาตอบอย่างไร
2.3 ครอู ธบิ ายวิธีการคานวณสูตรเอมพิริคลั โดยใช้อัตราส่วนโดยมวลจากกฎสัดส่วนคงท่ีหรือ
ร้อยละโดยมวล แล้วทาเป็นอัตราส่วนโดยโมลและอัตราส่วนอย่างต่าโดยโมล และวิธีการคานวณสูตร
โมเลกุลจากสูตรเอมพิริคัล จากนั้นครูแสดงการคานวณโดยยกตัวอย่างประกอบการอธิบายโดยใช้
เทคนคิ KWDL
ข้นั ที่ 3 อธบิ ายและลงข้อสรุป (explanation)
3.1 นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความรู้เกี่ยวกับความหมาย และขั้นตอนการคานวณสูตร
อย่างง่ายและสูตรโมเลกุลของสาร โดยให้แต่ละกลุ่มระดมความคิดร่วมกันแล้วส่งตัวแทนออกมา
อภิปรายหน้าชัน้ เรยี น ซงึ่ ควรได้ขอ้ สรุปในประเด็นต่อไปน้ี
1. สารโคเวเลนตม์ ที งั้ สูตรโมเลกลุ และสตู รเอมพริ ิคลั ซ่งึ อาจเหมอื นกนั หรือต่างกัน
2. สารประกอบไอออนกิ มีแตส่ ตู รเอมพริ ิคลั
3. สารโคเวเลนตบ์ างชนดิ มีสูตรโมเลกลุ ตา่ งกัน แต่มีสูตรเอมพิริคัลเหมอื นกนั
4. วิธกี ารคานวณหาสตู รเอมพิรคิ ัล
5. วิธีการคานวณหาสตู รโมเลกุล
ขั้นที่ 4 ขยายความรู้ (elaboration)
4.1 ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุลของสาร
ในชวี ิตประจาวัน
4.2 แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน โดยคละความสามารถของนักเรียน แต่ละกลุ่ม
จะได้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับการคานวณสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุล 1 ข้อ ให้แสดงวิธีการวิเคราะห์
และแกโ้ จทยป์ ญั หาโดยใชเ้ ทคนิค KWDL แล้วติดนาเสนอบริเวณผนังห้องเรยี น
ขนั้ ท่ี 5 ประเมิน (evaluation)
5.1 ให้นกั เรียนบนั ทึกหลงั การเรยี นรู้
5.2 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มติดผลงานของตนเองไว้ผนังห้องแล้วเวียนกลุ่มศึกษาและประเมิน
ให้คะแนน
5.3 ใหน้ ักเรียนทาแบบฝึกหัดเรอ่ื ง การคานวณสูตรเอมพิรคิ ลั และสตู รโมเลกุลของสาร
11. สื่อ/กิจกรรม ประกอบการจัดการเรียนการสอน
1. หนังสือเรียนรายวชิ าเพ่ิมเติม เคมี เลม่ 2 ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4
2. กระดาษบรู้ฟและปากกาเมจิก
3. แบบฝกึ หดั เร่อื ง การคานวณสูตรเอมพิริคัลและสูตรโมเลกุลของสาร
12. การวดั
ประเดน็ พิจารณา วธิ กี ารวัด เครอ่ื งมอื วัด
1. ด้านความรู้ความเข้าใจ (K) แบบฝึกหัด เรื่อง
การคานวณสูตรเอมพิริคัล
นกั เรียนสามารถอธิบายความหมายของ ตรวจแบบฝึกหัด เร่อื ง และสตู รโมเลกลุ ของสาร
สตู รอย่างงา่ ยและสตู รโมเลกลุ ของสารได้ การคานวณสูตรเอมพริ ิคลั แบบฝกึ ทกั ษะ เร่ือง
การคานวณสูตรเอมพิริคัล
และสตู รโมเลกลุ ของสาร และสตู รโมเลกุลของสาร
2. ดา้ นทกั ษะ (P)
นักเรียนสามารถแสดงวิธีการคานวณสูตร สังเกตและประเมินทักษะ
อยา่ งง่ายและสตู รโมเลกุลของสารได้ การคานวณสตู รเอมพริ คิ ลั
และสูตรโมเลกุลของสาร
จากงานนาเสนอ
3. ด้านเจตคติ (A) แบบสงั เกตพฤติกรรมการ
นกั เรยี นเห็นคุณค่าและประโยชนข์ อง สงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ เรยี นรขู้ องนักเรียน
การเรยี นรูเ้ กย่ี วกับสูตรอยา่ งง่ายและสูตร ของนักเรยี น
โมเลกลุ ของสาร
13. การประเมินผล
ประเด็นพิจารณา เครือ่ งมอื วดั เกณฑก์ ารประเมิน
1. ดา้ นความรคู้ วามเข้าใจ (K)
นักเรียนสามารถอธบิ ายความหมายของ แบบฝกึ หดั เร่อื ง การคานวณ นักเรียนผา่ นเกณฑก์ าร
สตู รอยา่ งง่ายและสตู รโมเลกลุ ของสารได้ สูตรเอมพริ ิคัลและสตู ร ประเมินระดบั ดี ขึน้ ไป
โมเลกลุ ของสาร
2. ดา้ นทกั ษะ (P)
นกั เรียนสามารถแสดงวธิ ีการคานวณ แบบฝกึ ทกั ษะ เรื่อง นกั เรียนผา่ นเกณฑ์การ
สูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุลของสารได้ การคานวณสูตรเอมพิรคิ ลั ประเมินระดบั ดี ขึน้ ไป
และสูตรโมเลกุลของสาร
3. ดา้ นเจตคติ (A)
นกั เรียนเหน็ คณุ คา่ และประโยชน์ของ แบบสังเกตพฤติกรรมการ นักเรยี นผา่ นเกณฑก์ าร
การเรียนร้เู กีย่ วกบั สูตรอย่างง่ายและ เรยี นร้ขู องนักเรียน ประเมินระดบั ดี ขึน้ ไป
สตู รโมเลกลุ ของสาร
14. แหล่งเรียนรู้ออนไลนเ์ พิ่มเตมิ
1. https://www.youtube.com/watch?v=-ZEZZjIfipY
2. https://chemistry.mju.ac.th/goverment/25610518095245_chemistry/Doc_25630
713134637_357876.pdf
15. ประเดน็ อ่ืน ๆ
แผนการจัดการเรียนรู้ใช้รูปแบบกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ (Inquiry) 5E โดยเน้นให้ผเู้ รยี นเปน็ ผู้คน้ คว้าหาความรู้ดว้ ยตนเอง หรือสรา้ งความรู้ดว้ ยตนเอง
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผู้สอนเป็นผู้อานวยความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุ เป้าหมาย
ซึ่งวิธีสืบสอบความรู้จะเนน้ ผู้เรยี นเป็นสาคัญของการเรียน โดยสอดแทรกกลวิธีการสอนโดยใช้เทคนิค
KWDL เป็นเทคนิคท่ีชว่ ยให้ผูเ้ รียนฝึกกระบวนการวิเคราะห์โจทยป์ ญั หาอย่างเป็นขนั้ ตอน โดยเร่ิมจาก
หาสงิ่ ท่ีโจทย์กาหนดมาใหแ้ ละส่ิงทีโ่ จทย์ถาม และเขา้ สูก่ ระบวนการหาวิธกี ารแก้ปัญหาและดาเนินการ
แก้ปัญหาตามแผนที่วางไว้ อันนาไปสู่การวิเคราะห์และแก้โจทย์ปัญหาวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง
อกี ท้งั ยงั มีขน้ั ตอนในการตรวจสอบกระบวนการแกโ้ จทย์ปัญหา เพอ่ื ใหน้ ักเรียนสามารถทบทวนความรู้
และตรวจสอบความถูกตอ้ งได้
16. ประเด็นท่ี Model Teacher วางแผนไดด้ ี
1. แผนการจัดการเรยี นรู้ไดก้ าหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนตอบสนองมาตรฐานการเรียนรู้ตาม
ผลการเรยี นรทู้ ่กี าหนด
2. แผนการจัดการเรียนรู้มีการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ใช้รูปแบบกิจกรรม
การเรียนการสอนด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry) 5E มีการออกแบบให้นักเรียน
วิเคราะห์โจทย์ปัญหาวิชา เคมี โดยใช้เทคนิค KWDL ซึ่งผู้สอนมีการระบุขั้นตอนของกระบวนการ
วเิ คราะหโ์ จทย์และแก้ปัญหาไว้อย่างชัดเจนตามขั้น K ขั้น W และขั้น D ซง่ึ เป็นการจัดระบบข้อมูลแล้ว
เขียนสรุปถึงวิธีการหาคาตอบของโจทย์ปัญหาในขั้น L ส่งผลให้ผู้เรียนมีการลาดับความคิดอย่างเป็น
ขั้นตอน นอกจากนี้ยังฝึกให้นักเรียนหาวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างหลากหลาย อันจะส่งผลให้นักเรียน
ส ามารถน าคว ามรู้ไปประยุกต์ใช้ใน สถาน การณ์ต่างๆในช ีว ิตป ระจ าว ัน ของตน เองได้อย ่างมี
ประสทิ ธิภาพและเกิดประสทิ ธผิ ล
17. ประเดน็ ที่ Model Teacher ควรเพ่ิมเติม/ปรบั ปรงุ แก้ไข
1. แผนการจัดการเรียนรู้ในขั้นตอนสร้างความสนใจ ควรมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียน
ฝึกทักษะการวิเคราะห์โจทย์ปัญหา โดยอาจจะประยุกต์จากสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจาวัน
ของนักเรียน ผ่านการเลน่ เกม หรือมกี ารนาสื่อมาประกอบการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนในข้ันตอน
ดงั กลา่ ว กอ่ นลงสกู่ ระบวนการแก้ปญั หาโดยใช้เทคนคิ KWDL
2. แผนการจัดการเรียนรู้ในขั้นประเมิน ควรมีการอธิบายรายละเอียดขั้นตอนการนาเสนอ
ผลงานในรูปแบบนาผลงานจัดแสดงเป็นนิทรรศการ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจกระบวนการนาเสนอมากขึ้น
และช้ีแจงเกณฑก์ ารให้คะแนนที่สามารถเขา้ ใจไดช้ ัดเจน และงา่ ยต่อการรวบรวมข้อมลู
No.5 ภาพบนั ทกึ การเรยี นการสอน
แบบรายการการสง่ ภาพบนั ทกึ การเรยี นการสอน
1. ชือ่ /นามสกุล Model Teacher
นางสาวธนภรณ์ เนตรนลิ พฤกษ์
2. กลมุ่ สาระการเรียนรู้
กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
3. ชือ่ โรงเรยี น
โรงเรยี นแม่แจ่ม
4. รอบของการแกป้ ญั หา
รอบที่ 3 ระหวา่ ง วันท่ี 14 - 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563
5. เกี่ยวขอ้ งกบั สาระ
สาระเคมี
เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนสถานะของสารการเกิดการละลาย
การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และ
นาไปใช้ประโยชน์
ผลการเรยี นรู้
คานวณสูตรอยา่ งงา่ ยและสตู รโมเลกลุ ของสาร
6. นักเรียนระดบั ชน้ั
นักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 4/1 จานวน 36 คน ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563
7. วนั เวลาที่บนั ทึกการเรยี นการสอน
วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563
8. บนั ทึกเพิ่มเตมิ เก่ยี วกับส่งคลิปบนั ทึกการเรยี นการสอน
การบนั ทกึ ภาพการจัดการเรียนการสอนเปน็ การนาเสนอบรรยากาศในการเรยี นรูแ้ ละสภาพ
การจดั การเรียนการสอนท่ีแท้จรงิ ทาใหไ้ ด้เห็นสภาพจริงในการเรียนรขู้ องนกั เรยี น
ภาพบนั ทึกการเรียนการสอน เร่อื ง คานวณสตู รอยา่ งงา่ ยและสูตรโมเลกลุ
ของสาร
นกั เรียนรว่ มกนั วิเคราะหโ์ จทย์ปัญหาวทิ ยาศาสตร์วิชาเคมี โดยใชเ้ ทคนคิ KWDL
No.6 วิพากษ์การจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน
แบบรายงานการวิพากษ์การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน
1. ชอื่ /นามสกุล Model Teacher
นางสาวธนภรณ์ เนตรนิลพฤกษ์
2. กลมุ่ สาระการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3. ช่ือโรงเรยี น
โรงเรียนแม่แจ่ม
4. รอบของการแกป้ ัญหา
รอบที่ 3 ระหว่าง วนั ที่ 14 - 25 ธนั วาคม พ.ศ. 2563
5. เกี่ยวขอ้ งกบั สาระ
สาระเคมี
เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนสถานะของสารการเกิดการละลาย
การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และ
นาไปใชป้ ระโยชน์
ผลการเรียนรู้
คานวณสตู รอยา่ งง่ายและสตู รโมเลกลุ ของสาร
6. นกั เรียนระดบั ช้ัน
นักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4/1 จานวน 36 คน ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563
7. วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนชัดเจนหรือไม่ อย่างไร
โปรดอธิบาย
การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนแบบมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มคี วามสอดคล้องกับมาตรฐาน
การเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ของหลักสูตร ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคานวณสูตร
อย่างง่ายและสูตรโมเลกุลของสาร สอดคลอ้ งกับวตั ถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการให้
1. นักเรียนสามารถอธิบายความหมายของสตู รอย่างง่ายและสตู รโมเลกุลของสารได้(K)
2. นกั เรยี นสามารถแสดงวธิ ีการคานวณสตู รอยา่ งง่ายและสูตรโมเลกลุ ของสารได้(P)
3. นักเรียนเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการเรียนรเู้ กยี่ วกบั สูตรอย่างงา่ ยและสตู รโมเลกลุ (A)
8. การวดั และประเมินผลชัดเจนหรอื ไม่ อย่างไร โปรดอธิบาย
การวัดและประเมินผลมีความชัดเจน โดยมีการวัดผลประเมินผลทั้งระหว่างและหลังการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูผู้สอนได้ทาการสังเกตทักษะการ
ทางานของผู้เรียน ทักษะการวิเคราะห์โจทย์ปัญหา และการคานวณผ่านการทากิจกรรมกลุ่ม และ
หลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ประเมินจากการทาแบบฝึกหัดเรื่อง คานวณสูตรอย่างง่ายและ
สูตรโมเลกุลของสาร โดยตรวจสอบความถูกต้องตามเกณฑ์ที่กาหนด การวัดและการประเมินผล
มีความครอบคลุมทุกด้าน คือ ด้านความรู้ (K) ประเมินนักเรียนเกี่ยวกับการอธิบายความหมายของ
สูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุลของสาร ด้านทักษะ (P) ประเมินความสามารถนักเรียนในการคานวณ
สูตรอย่างงา่ ยและสูตรโมเลกุลของสาร และดา้ นเจตคติ(A) ประเมนิ นักเรยี นในเร่ืองการเห็นคุณค่าและ
ประโยชน์ของการเรยี นรเู้ กย่ี วกบั สตู รอยา่ งง่ายและสตู รโมเลกลุ ของสาร
9. มีการสง่ เสรมิ /ตอ่ ยอดนักเรยี นที่เรียนรูไ้ ด้ดีหรือไม่ อยา่ งไร โปรดอธิบาย
ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีการส่งเสริมให้นักเรียนกลุ่มเก่งได้ฝึกทาข้อสอบและแบบ
ฝึกทักษะการวิเคราะหโ์ จทย์ปญั หาโดยใช้เทคนิค KWDL เพิม่ เตมิ เรือ่ ง การคานวณสูตรอย่างง่ายและ
สูตรโมเลกุลของสาร และส่งเสริมให้นักเรียนกลุ่มเก่งได้ฝึกทักษะการคานวณด้านตัวเลขให้มีความ
แม่นยา รวดเรว็ มากข้ึน ตลอดจนสง่ เสริมให้มีการพัฒนาตนเองผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ เช่น YOUTUBE
FACEBOOK GOOGLE และมีการส่งเสริมให้นักเรียนกลุ่มเก่งแบ่งปันความรู้/วิธีการให้แก่นักเรียน
กลมุ่ ปานกลางและกลุม่ อ่อน
10. มกี ารช่วยเหลอื นกั เรยี นทเ่ี รียนรไู้ ด้ไม่ดีหรือไม่ อยา่ งไร โปรดอธบิ าย
ครูผู้สอนเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สอบถามข้อสงสัยตลอดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยนักเรียนท่ี
เรียนรู้ได้ไม่ดีหรือเรียนรู้ช้าสามารถสอบถามเพิ่มความเข้าใจทันที และให้เพื่อนที่เรียนรู้ได้ดีกว่า
ช่วยเหลือนักเรียนที่เรียนรู้ได้ไม่ดีและทาการซ่อมเสริมนอกเวลาเรียน ตลอดจนครูมีการเสริมแบบ
ฝึกทักษะการคานวณขั้นพื้นฐานให้แก่นักเรียนกลุ่มที่เรียนรู้ได้ไม่ดี เพื่อพัฒนาทักษะการคานวณให้มี
ความชานาญมากข้ึน
11. สะท้อนความคดิ ประเดน็ อื่น ๆ
แผนการจัดการเรียนการสอนนี้ ใช้รูปแบบกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยกระบวนการ
สบื เสาะหาความรู้ (Inquiry) 5E โดยเนน้ ให้ผูเ้ รียนเป็นผคู้ ้นควา้ หาความรดู้ ว้ ยตนเอง หรอื สร้างความรู้
ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ผสู้ อนเป็นผอู้ านวยความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุ
เปา้ หมาย ซึ่งวิธสี บื สอบความรจู้ ะเน้นผู้เรียนเปน็ สาคัญของการเรียน โดยสอดแทรกกลวธิ ีการสอนโดย
ใช้เทคนิค KWDL เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ผู้เรียนฝึกกระบวนการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน
โดยเริ่มจากหาสิ่งที่โจทย์กาหนดมาให้และสิ่งที่โจทย์ถาม และเข้าสู่กระบวนการหาวิธีการแก้ปัญหา
และดาเนินการแกป้ ัญหาตามแผนที่วางไว้ อันนาไปสู่การวิเคราะห์และแก้โจทย์ปัญหาวิทยาศาสตร์ได้
อย่างถูกต้อง อีกทั้งยังมีขั้นตอนในการตรวจสอบกระบวนการแก้โจทย์ปัญหา เพื่อให้นักเรียนสามารถ
ทบทวนความรแู้ ละตรวจสอบความถกู ต้องได้
12. ประเดน็ ท่ี Model Teacher ปฏบิ ัติไดด้ ี
นางสาวเบญจวรรณ สารนิ จา ครูผสู้ อนรายวิชาภาษาองั กฤษ ระดับชนั้ ม.6 กลมุ่ สาระ
การเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ ไดใ้ หค้ วามเห็นเกี่ยวกบั กิจกรรมการเรยี นรู้ดังน้ี
ครูผู้สอนมีการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค KWDL ซึ่งเหมาะสมกับเนื้อหาสาระของ
หน่วยการเรียนรู้ที่ส่วนใหญ่ผู้เรียนจะต้องสามารถวิเคราะห์โจทย์ปัญหา เพื่อคานวณและแก้โจทย์
ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง ซ่งึ การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค KWDL สามารถสง่ เสริมให้นักเรียน
วเิ คราะหโ์ จทยป์ ัญหาได้อย่างเปน็ ขน้ั ตอน
13. ประเด็นที่ Model Teacher ควรเพิม่ เตมิ /ปรบั ปรุงแกไ้ ข
นางสาวเบญจวรรณ สารินจา ครผู ู้สอนรายวชิ าภาษาองั กฤษ ระดบั ชนั้ ม.6 กลุ่มสาระ
การเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ ได้ให้ความเห็นเก่ียวกบั กจิ กรรมการเรียนรดู้ ังน้ี
ครูผู้สอนควรออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนในขั้นขยายความรู้ให้มีการเชื่อมโยงกับ
ชีวิตประจาวันของนักเรียน โดยตั้งประเด็นคาถามเพื่อให้นักเรียนชี้แจงหรือร่วมกันอภิปรายแสดง
ความเห็นเพิ่มเติมให้ชัดเจนมากขึ้น และปรับปรุงกระบวนการแบ่งกลุ่มทากิจกรรมให้มีความชัดเจน
โดยให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างทั่วถึง เพื่อให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มี
ประสทิ ธภิ าพ
14. โปรดระบุ ชื่อ-สกลุ ผู้วพิ ากษ์
นางสาวเบญจวรรณ สารินจา ครกู ลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ
15. เกย่ี วข้องกับสาระ/งาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและกลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
16. โรงเรียนผู้วิพากษ์
โรงเรยี นแมแ่ จม่
17. หน่วยงานผู้วิพากษ์
สานักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เชียงใหม่
ลงชอ่ื ผูว้ พิ ากษ์
(นางสาวเบญจวรรณ สารินจา)
No.7 สรปุ ผลการดาเนนิ งานของรอบที่ผา่ น
แบบรายงานการสรปุ ผลการดาเนินงานของรอบที่ผ่าน
1. ชอ่ื /นามสกุล Model Teacher
นางสาวธนภรณ์ เนตรนิลพฤกษ์
2. กลุ่มสาระการเรยี นรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
3. ชอ่ื โรงเรยี น
โรงเรียนแมแ่ จ่ม
4. รอบของการแก้ปัญหา
รอบท่ี 3 ระหวา่ ง วนั ท่ี 14 - 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563
5. เก่ียวข้องกบั สาระ
สาระเคมี
เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนสถานะของสารการเกิดการละลาย
การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และ
นาไปใช้ประโยชน์
ผลการเรยี นรู้
คานวณสตู รอยา่ งง่ายและสูตรโมเลกุลของสาร
6. นกั เรยี นระดับชน้ั
นกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4/1 จานวน 36 คน ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563
7. วตั ถปุ ระสงคห์ รือเป้าหมาย
1. นกั เรยี นสามารถอธบิ ายความหมายของสตู รอย่างงา่ ยและสตู รโมเลกุลของสารได้
2. นักเรยี นสามารถแสดงวิธกี ารคานวณสูตรอย่างงา่ ยและสตู รโมเลกุลของสารได้
3. นักเรยี นเห็นคณุ ค่าและประโยชนข์ องการเรียนรู้เกยี่ วกบั สูตรอย่างงา่ ยและสตู รโมเลกุล
8. การวัดและประเมินผล วิธีการวัด เครือ่ งมือวัด เกณฑก์ ารประเมิน
ประเดน็ พจิ ารณา นกั เรยี นผา่ นเกณฑก์ าร
ตรวจแบบฝกึ หัด เรอื่ ง แบบฝกึ หัด เรอื่ ง ประเมนิ ระดับ ดี ข้ึนไป
1. ดา้ นความรคู้ วามเข้าใจ (K) การคานวณสูตร การคานวณสูตร
นกั เรยี นสามารถอธบิ าย เอมพิริคลั และสูตร เอมพริ ิคลั และสูตร นกั เรียนผา่ นเกณฑก์ าร
ความหมายของสตู รอยา่ งง่ายและ โมเลกลุ ของสาร โมเลกลุ ของสาร ประเมนิ ระดับ ดี ข้นึ ไป
สตู รโมเลกุลของสารได้
สังเกตและประเมิน แบบฝกึ ทกั ษะ เร่ือง
2. ด้านทักษะ (P) ทักษะการคานวณ การคานวณสูตร
นกั เรยี นสามารถแสดงวธิ กี าร สตู รเอมพริ ิคัลและ เอมพิริคลั และสูตร
คานวณสตู รอยา่ งง่ายและสูตร สูตรโมเลกุลของสาร โมเลกลุ ของสาร
โมเลกุลของสารได้ จากงานนาเสนอ
3. ดา้ นเจตคติ (A) สงั เกตพฤตกิ รรมการ แบบสงั เกตพฤติกรรม นักเรียนผา่ นเกณฑก์ าร
นักเรียนเหน็ คณุ คา่ และประโยชน์ เรียนร้ขู องนักเรยี น
ของการเรียนรเู้ กย่ี วกับสูตรอย่าง การเรียนรขู้ อง ประเมนิ ระดับ ดี ข้ึนไป
งา่ ยและสูตรโมเลกุลของสาร
นักเรียน
9. การสง่ เสริม/ต่อยอด
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้มีการส่งเสริมให้นักเรียนกลุม่ เก่งได้ฝกึ ทาข้อสอบและแบบฝึกทักษะ
การวิเคราะห์โจทย์ปัญหาโดยใช้เทคนิค KWDL เพิ่มเติม เรื่อง การคานวณสูตรอย่างง่ายและ
สูตรโมเลกุลของสาร และส่งเสริมให้นักเรียนกลุ่มเก่งได้ฝึกทักษะการคานวณด้านตัวเลขให้มีความ
แมน่ ยา รวดเร็วมากข้ึน ตลอดจนสง่ เสริมให้มีการพัฒนาตนเองผ่านส่ือออนไลนต์ ่างๆ เช่น YOUTUBE
FACEBOOK GOOGLE และมีการส่งเสริมให้นักเรียนกลุ่มเก่งแบ่งปันความรู้และวิธีการให้แก่
นักเรยี นกลุ่มปานกลางและกลุ่มออ่ น
10. การช่วยเหลือ
ครูผู้สอนเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สอบถามข้อสงสัยตลอดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยนักเรียน
ที่เรียนรู้ได้ไม่ดีหรือเรียนรู้ช้าสามารถสอบถามเพิ่มความเข้าใจทันที และให้เพื่อนที่เรียนรู้ได้ดีกว่า
ช่วยเหลือนักเรียนที่เรียนรู้ได้ไม่ดีและทาการซ่อมเสริมนอกเวลาเรียน ตลอดจนครูมีก ารเสริม