วารสารวิจยั และส่งเสริมวิชาการเกษตร
สานักวิจยั และส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลยั แมโ่ จ้
ปที ่ี 38 ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน 2564 E-ISSN 2630-0206
การเจริญและการพฒั นาของผลมะเดอ่ื ฝรัง่ สายพนั ธ์ุ Black Genoa ท่ีปลูกในจังหวัดเชยี งใหม่ 1-11
วรี ภัทร ปน้ั ฉาย และนพพร บญุ ปลอด
ผลของสารโพแทสเซยี มคลอเรตต่อความเขม้ ข้นของคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นเขตรากพชื การชักนาการเปิดปิดของปากใบ 12-27 gri.
และคุณภาพของผลลาไย
วินยั วิรยิ ะอลงกรณ์
อตั ราปยุ๋ ท่ีเหมาะสมสาหรบั การผลติ เคพกูสเบอรร์ ่บี นพ้ืนที่สูง จงั หวดั เชยี งใหม่ 28-39
ณฐั ชนน สนั ธทรัพย์ ฟา้ ไพลิน ไชยวรรณ พิมพใ์ จ สีหะนาม และชูชาติ สนั ธทรัพย์
การศกึ ษาเชงิ เปรียบเทยี บระหวา่ งการใชป้ ุ๋ยอินทรยี ์คณุ ภาพสงู อดั เมด็ และการใช้ปยุ๋ เคมตี ่อผลกระทบทางดา้ นสงิ่ แวดล้อม 40-51
ในระบบการผลติ ขา้ ว
อไุ รวรรณ ไอยสุวรรณ์ และจรี ะศกั ดิ์ ชอบแต่ง
การใช้วสั ดเุ หลอื ทิง้ ยาสบู เป็นแหล่งธาตไุ นโตรเจนสาหรบั การผลติ ปุ๋ยอนิ ทรยี โ์ ดยเทคโนโลยกี องสถติ ดดู อากาศ 52-64
บัญจรตั น์ โจลานนั ท์ และเกศสดุ า สทิ ธสิ ันตกิ ลุ
ผลของการใชน้ า้ มันปาลม์ ดบิ เปน็ แหลง่ ของแคโรทีนอยด์ในอาหารเปด็ ไข่ ตอ่ สมรรถภาพการผลติ คณุ ภาพไข่ 65-74
ระดับค่าคลอเลสเตอรอล และวติ ามินเอในไข่แดง
พรี วจั น์ ชูเพ็ง จริ วัฒน์ มาลา และณฐั พร จุ้ยจลุ เจิม
การศึกษาในภาคสนาม: ผลการใชน้ ้ามันมะพร้าวในการลดการเจรญิ ของแบคทเี รยี Vibrio spp. 75-83
ในทางเดนิ อาหารของกุ้งขาวแวนนาไม (Litopenaeus vannamei)
วรรณา ศริ มิ านะพงษ์ ณัฐภทั ร รจุ จนเวท วสุธร ยงั วนชิ เศรษฐ สรวศิ หลิมรกั ษาสนิ
กอ้ งภพ ฟองศรณั ย์ และกติ ตพิ ฒั น์ อังโชคชชั วาล
การยับยงั้ อนุมลู อสิ ระและเอนไซม์เมทรกิ ซ์เมทลั โลโปรตเิ นสของน้ามนั มะพรา้ วบรสิ ุทธแิ์ ละผลติ ภัณฑ์ลดการอักเสบ 84-94
อเุ ทน จาใจ ญานี พงษ์ไพบลู ย์ นริศรา ไล้เลิศ และดวงพร อมรเลิศพศิ าล
การวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบเชงิ ยืนยันของตวั แบบการยอมรบั เทคโนโลยสี ารสกัดสมนุ ไพรในการเล้ียงไก่เนอ้ื 95-107
พชั รี ผาสขุ รณกร กติ พิ ชรเดชาธร และณฐั วุฒิ เกดิ รัตน์
ความเปน็ ผู้ประกอบการ การจดั การความรู้ กลยทุ ธก์ ารตลาด ความสามารถทางนวัตกรรมและผลการดาเนินงาน 108-125
ของธุรกิจเกษตรอินทรียใ์ นประเทศไทย
กิตธวชั บญุ ทวี ปยิ กนฏิ ฐ์ โชติวนชิ และเอกสทิ ธิ์ ออ่ นสอาด
การพัฒนาสมรรถนะเกษตรกรสู่การเปน็ ผ้นู าเกษตรกรรุน่ ใหม่ 126-134
วิทเอก สวา่ งจติ ร
การยอมรบั การสง่ เสรมิ ปลูกพืชผกั ในระบบการเพาะปลกู ทด่ี ีของเกษตรกรชนเผ่ากะเหร่ียง 135-143
ในพนื้ ท่ศี ูนยพ์ ัฒนาโครงการหลวงวดั จนั ทร์ จังหวดั เชียงใหม่
พุฒสิ รรค์ เครือคา พหล ศักดก์ิ ะทศั น์ นภารัศม์ เวชสทิ ธ์ินริ ภัย และปภพ จรี้ ตั น์
ความต้องการวิธีการสง่ เสริมการทาสวนปาล์มน้ามันของเกษตรกรผู้ปลกู ปาลม์ น้ามันรายย่อยในจงั หวัดสตูล 144-154
ปุรวชิ ญ์ พทิ ยาภินนั ท์ และพลากร สตั ย์ซอ่ื
ความตอ้ งการในการสง่ เสริมการเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟารม์ ทด่ี ขี องเกษตรกรผู้เล้ยี งโคนมในเขตเทศบาลตาบลออนใต้ 155-165
อาเภอสนั กาแพง จงั หวัดเชียงใหม่
นภารศั ม์ เวชสทิ ธนิ์ ิรภยั พฒุ ิสรรค์ เครอื คา และปภพ จี้รตั น์
การถ่ายทอดความรกู้ ารผลติ ปยุ๋ หมกั มลู ไส้เดือนดินจากมลู วัวและวสั ดอุ นิ ทรยี ์ในทอ้ งถิ่นของเกษตรกรในตาบลหนองตาด 166-176
อาเภอเมอื งบรุ ีรมั ย์ จงั หวัดบรุ รี มั ย์
ครปุ กรณ์ ละเอียดออ่ น และสมหมาย ปะตติ ังโข
วารสารวิจยั และส่งเสรมิ วชิ าการเกษตร
JOURNAL OF AGRICULTURAL RESEARCH AND EXTENSION
ท่ปี รึกษา ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. จาเนยี ร ยศราช
ผู้ช่วยศาสตราจารยพ์ าวิน มะโนชยั
บรรณาธกิ ารอานวยการ รองศาสตราจารย์ ดร. ยงยทุ ธ ขา้ มสี่ รองศาสตราจารย์ ดร. จาเนียร บุญมาก
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. จีราภรณ์ อินทสาร ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. สรุ ยี ว์ ลั ย์ เมฆกมล
บรรณาธิการ รองศาสตราจารย์ ดร. เกรยี งศกั ด์ิ ศรีเงินยวง
กองบรรณาธกิ าร ศาสตราจารยเ์ ฉลมิ พล แซมเพชร มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่
ศาสตราจารยเ์ กยี รติคณุ ดร. อนุรักษ์ ปัญญานุวัฒน์ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่
ศาสตราจารย์ ดร. ทนงเกียรติ เกยี รตศิ ิริโรจน์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ศาสตราจารย์ ดร. สญั ชัย จตรุ สทิ ธา มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
ศาสตราจารย์ ดร. ไพศาล สทิ ธิกรกลุ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ
ศาสตราจารย์ ดร. ประนอม จนั ทรโณทัย มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่
ศาสตราจารย์ ดร. อทุ ัยรตั น์ ณ นคร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ศาสตราจารย์ ดร. สริ วิ ัฒน์ วงษศ์ ริ ิ มหาวิทยาลยั แมโ่ จ้
รองศาสตราจารย์ ดร. วรทศั น์ อนิ ทรัคคมั พร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รองศาสตราจารย์ ดร. วนั ดี วฒั นชยั ยง่ิ เจรญิ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
รองศาสตราจารย์ ดร. อุบลลกั ษณ์ รัตนศกั ด์ิ มหาวทิ ยาลยั บรู พา
รองศาสตราจารย์ ดร. ปราโมช ศตี ะโกเศศ มหาวิทยาลยั แม่โจ้
รองศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ จรรยาสภุ าพ มหาวิทยาลัยแมโ่ จ้
รองศาสตราจารย์ ดร. นพมณี โทปญุ ญานนท์ มหาวทิ ยาลัยแม่โจ้
รองศาสตราจารย์ออ้ มทิพย์ เมฆรกั ษาวนชิ แคมป์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
รองศาสตราจารยป์ ระวิตร พทุ ธานนท์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ผู้ชว่ ยศาสตราจารยธ์ ีระพงษ์ สวา่ งปัญญางกูร มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้
คณะกรรมการดาเนินงาน นางสาววารี ระหงษ์ นางธัญรศั ม์ิ ธวชั มงคลศักด์ิ
นางสาวรงั สมิ า อัมพวัน นางทิพย์สุดา ปุกมณี
นายสมยศ มีสขุ นางสาวอัมภา สันทราย
นางจิรนันท์ เสนานาญ นางสาวรัญรณา ขยัน
ฝา่ ยประชาสัมพนั ธ์และเผยแพร่ นายปรญิ ญา เพียรอตุ ส่าห์ นายประสิทธิ์ ใจคา
นางประไพศรี ทองแจ้ง
จดั ทาโดย กองบริหารงานบริการวชิ าการ สานกั วิจยั และส่งเสริมวิชาการการเกษตร
มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ อาเภอสนั ทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50290
โทรศพั ท์ 0-5387-3411 โทรสาร 0-5387-3418
E-mail: [email protected]
Web site: www.jare.mju.ac.th
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร เป็นวารสารทางวิชาการของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพ่ือ
เผยแพร่งานวิจัยและบทความทางวิชาการด้านการเกษตร เป็นวารสารราย 4 เดือน กาหนดออกปีละ 3 ฉบับ โดยมีการเผยแพร่
ออนไลน์ (Journal Online) ในรูปวารสารทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-ISSN 2630-0206) สาหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการ
พัฒนาการเกษตร
บทบรรณาธิการ
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านท่ีเคารพรักทุกท่าน วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร ปีที่ 38 ฉบับท่ี 1
(มกราคม–เมษายน พ.ศ. 2564) ปรากฏออกสู่สายตาทุกท่านอีกคร้ังหน่ึง ภายใต้สภาวะวิกฤติของสถานการณ์
โควดิ 19 ที่สร้างความหว่นั กลัวของพี่น้องประชาชนท้ังประเทศ สง่ ผลกระทบเปน็ วงกว้างทางด้าน เศรษฐกิจ และ
สังคม โดยเฉพาะระบบสาธารณสุขของประเทศ ขอทุกท่านปลอดภัย มีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัยจากโรคร้าย
ในครั้งน้ีครับ อย่างไรก็ตามเน้ือหาสาระของงานวิจัยในเล่มน้ียังคงเข้มข้นไม่แตกต่างไปจากเล่มอ่ืนๆ ท่ีผ่านมา
คณะผู้จดั ทา มงุ่ ม่ัน ทุ่มเท ในการกากบั ติดตาม การจัดทาวารสารทุกเรื่องในฉบับให้คงไวซ้ ่ึงมาตรฐานทางวิชาการ
เพื่อให้เป็นท่ียอมรับในแวดวงของงานวิจัยและวิชาการทั้งในระดับประเทศ และ นานาชาติ เพื่อคงไว้ซึ่งมาตรฐาน
การยอมรับในวารสารวิจัยและสง่ เสรมิ วชิ าการเกษตร
งานวิจัยในฉบับนี้ มีจานวนท้ังส้ิน 15 เรื่อง มีเน้ือหาสาระที่แตกต่างหลากหลายกันออกไป สามารถเลือก
อ่านได้ตามที่ทุกท่านสนใจ งานวิจัยแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มท่ี 1 จานวน 9 เร่ือง เน้นงานวิจัยทางด้านการ
ทดลองทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่น ผลของสารโพแทสเซียมคลอเรต ตอ่ ความเขม้ ข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในเขต
รากพืชฯ หรือ งานวิจัยเร่ือง การยับย้ังอนุมูลอิสระและเอ็นไซม์เมทริกซ์เมทัลโลโปรติเนสของน้ามันมะพร้าว
บริสุทธ์ิและผลิตภัณฑ์ลดการอักเสบ เป็นต้น กลุ่มท่ี 2 เป็นงานวิจัยทางด้านการส่งเสริมการเกษตร เน้นกระบวนการ
มีส่วนร่วม เช่น การพัฒนาสมรรถนะเกษตรกรสู่การเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ การถ่ายทอดความรู้การผลิตปุ๋ยหมัก
มูลไส้เดอื นดนิ จากมลู ววั และวสั ดอุ ินทรีย์ในทอ้ งถิ่นฯ เปน็ ตน้
องค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้รับจากงานวิจัยในเล่มน้ี จะเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิจัยทุกท่านได้นาเอาไป
ประยุกตใ์ ช้ ตลอดจนเปน็ แนวทางต่อยอด คิดค้นหัวข้อวิจยั เพื่อช่วยเหลือพ่ีนอ้ งเกษตรกรยิง่ ๆ ขึ้นไปครับ
ด้วยรักและเคารพ
รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศกั ด์ิ ศรเี งนิ ยวง
บรรณาธิการวารสารวจิ ัยฯ
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 1-11
การเจรญิ และการพัฒนาของผลมะเด่ือฝรัง่ สายพนั ธุ์ Black Genoa ทีป่ ลูกในจังหวัดเชยี งใหม่
Growth and Development of Fig Fruit cv. Black Genoa Grown in Chiang Mai
วรี ภทั ร ปั้นฉาย และนพพร บุญปลอด*
Werapat Panchai and Nopporn Boonplod*
สาขาวิชาพชื สวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้ เชียงใหม่ 50290
Department of Horticulture, Faculty of Agricultural Production, Maejo University, Chiang Mai, Thailand 50290
*Corresponding author: [email protected]
Abstract Received: May 15, 2020
Revised: August 06, 2020
Accepted: September 03, 2020
Study on growth and development of Ficus carica L. cv. Black Genoa were carried out at
Pomology, Maejo University, Chiang Mai from December 2018 to March 2019. An elevation is 322 meters
above mean sea level. The objective of this study was to study the pattern of fruit growth and
development of fig. It was found that the fruit growth and development of fig was double sigmoid
curve. In the first phase, during 1-4 weeks, fruit size increased slowly and fruit weight was 0.01±0.00 to
0.44±0.03 grams. The second phase, during 5-8 weeks, the fruit size increased slightly and the fruit
weight was 0.75±0.06 to 11.60±0.20 grams. Finally, in the third phase, the fruit size increased rapidly to
12.97±0.52 to 69.39±2.11 grams of fruit weight. The total soluble solids, total titratable acid and fruit
firmness at 12 weeks was 17.80±0.95ºBrix, 0.23±0.05% and 0.10±0.01 kg/cm2, respectively. Peel color
changed from green to yellow in 10 weeks and turned from reddish-purple to black-purple in 10 to 12
weeks
Keywords: Ficus carica L., double sigmoid curve, fruit quality
บทคัดย่อ เจริญเติบโตแบบ Double sigmoid curve สามารถแบ่ง
ออกไดเ้ ปน็ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ในสปั ดาห์ท่ี 1-4 มกี าร
การศึกษาการเจริญเติบโตและคุณภาพของผล เจริญเติบโตด้านน้าหนักผลอย่างช้าๆ โดยมีน้าหนักผล
มะเด่ือฝร่งั (Ficus carica L.) พันธ์แุ บลค็ เจนัว ดาเนินการ เท่ากับ 0.01±0.00 ถึง 0.44±0.03 กรัม ระยะที่ 2 ใน
ณ แปลงทดลองไม้ผล สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรม สัปดาห์ที่ 5-8 ผลมีการขยายขนาดเพิ่มขึ้น มีน้าหนักผล
การเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง เท่ากับ 0.75±0.06 ถึง 11.60±0.20 กรัม และ ระยะที่ 3
เดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ถึงมีนาคม พ.ศ. 2562 ความ ในสัปดาห์ที่ 9-12 ผลมีน้าหนักเพิ่มขึ้นอย่างอย่างรวดเร็ว
สูงจากระดับน้าทะเล 322 เมตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ โดยมีน้าหนักผลเท่ากับ 12.97±0.52 ถึง 69.39±2.11
ศึกษารูปแบบการเจริญเติบโตของผลมะเดื่อฝรั่ง พบว่า กรัม ส่วนปริมาณของแข็งที่ละลายน้าได้ ปริมาณกรดที่
การเจริญเติบโตของผลมะเดื่อฝรั่งมีลักษณะการ ไทเทรตได้ และความแน่นเนื้อ ในสัปดาห์ที่ 12 มีค่า
1
วารสารวจิ ยั และส่งเสรมิ วิชาการเกษตร 38(1): 1-11
เท่ากับ 17.80±0.95 องศาบริกซ์ 0.23±0.05 เปอร์เซ็นต์ สูงประมาณ 3-10 เมตร กิ่งก้านและลาต้นมีความหนา
และ 0.10±0.01 กก./ตร.ซม. ตามลาดับ ขณะที่สีผิวผล ใบมะเดื่อฝรั่งเป็นแบบใบรปู ฝ่ามือ มีกลีบใบ 3 ถึง 7 กลีบ
เริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองในสัปดาห์ที่ 10 และ ใบมีลักษณะแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับสายพันธ์ุ ของ
เปลย่ี นเป็นสแี ดงอมม่วงจนถงึ สีม่วงดาในสัปดาห์ท่ี 12 มะเดื่อฝรั่ง (Puechkaset, 2016) ลักษณะของผลมะเดื่อฝร่ัง
เป็นผลมาจากช่อดอกทซี่ บั ซอ้ นทเ่ี รียกวา่ Syconium ซง่ึ มี
คาสาคัญ: Ficus carica L., double sigmoid curve ผลที่เรียกว่า Drupelets อยู่ภายใน Syconium จะเป็น
คุณภาพผล ดอกเล็กๆ ภายในนั้น โดยจะเชื่อมต่อกับภายนอกผ่านรู
ขนาดเล็กที่เรียกว่า Ostiole มะเดื่อฝรั่งมีคุณค่าทาง
คานา โภชนาการโดยผลที่มีสีม่วงแดงจะมีสารแอนโทไซยานิน
(Anthocyanin) มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
มะเดื่อฝรั่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ficus carica L. ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ อีกทั้งยังอุดมไปด้วย
อยู่ในวงศ์ Moraceae หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ฟิก (Fig) คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ใยอาหารสูง วิตามิน และแร่ธาตุ
เปน็ ผลไม้ท่ีร้จู ักกันอยา่ งแพรห่ ลายในทวปี ยุโรป อาทิ ตุรกี อีกหลายชนิด เช่น วติ ามินเอ วติ ามนิ ซี วติ ามนิ บี วิตามินเค
กรีซ อิตาลี และสเปน ปลูกเป็นการค้าในที่ราบลุ่มแม่น้า โพแทสเซียม สังกะสี และเหล็ก (Phiphatthanawong,
แถบเมดิเตอร์เรเนียน นิยมในประเทศอินเดียและ 2007)
สหรฐั อเมริกา และพบมากท่ีสดุ ในเขตรอ้ นหรือเขตกึ่งร้อน
ในแถบทวีปเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปัจจุบันมะเดื่อฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีการปลูกและ
เช่น มาเลเซีย อนิ โดนเี ซยี และเวียดนาม เนื่องจากมีสภาพ บริโภคกันมากขึ้นในประเทศไทย แต่ยังมีงานวิจัยท่ี
อากาศร้อนชื้นทาให้ต้นมะเดื่อฝรั่งออกผลได้ตลอดทั้งปี เกี่ยวกับมะเดื่อฝรั่งที่ค่อนข้างน้อยมาก โดย Nilsamranchit
(Heng, 2019) ส่วนในประเทศไทยพบว่าการปลูกมะเดื่อฝร่ัง et al. (1985) ได้ศึกษาการเจริญเติบโตของมะเดื่อฝรั่งซึ่ง
มีความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัย ปลูกบนพื้นที่สูงของประเทศไทย พบว่าการเจริญเติบโต
เกษตรศาสตร์ และมูลนิธิโครงการหลวง ทาให้พื้นที่การ ของผลมะเดื่อฝรั่งสายพันธุ์ White Marseilles และ
เพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้การปลูกมะเดื่อฝรั่งเป็นอีก Dauphine มีการเจริญเติบโตของผล 3 ระยะ โดยระยะ
ทางเลือกเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรบนพื้นที่สูงโดย ที่ 1 มีอัตราการเจริญเติบโตของขนาด ใช้เวลาประมาณ
เปน็ ผลไม้ทรี่ บั ประทานได้ทั้งสดและแห้ง อกี ทง้ั มะเด่ือฝรั่ง 5-6 สปั ดาห์ ในระยะท่ี 2 อตั ราการเจรญิ เตบิ โตคงที่มีการ
ยังสามารถนาไปแปรรูปได้หลายอย่าง เช่น อบแห้ง และ เพิ่มขนาดเพียงเล็กน้อย ใช้เวลานาน 4-5 สัปดาห์ และใน
แยม มะเดื่อฝรั่งให้ผลผลิตต่อต้นที่ค่อนข้างสูง มีการติด ระยะที่ 3 ผลเริ่มมีการขยายใหญ่มากขึ้น ใช้เวลา 3
ผลค่อนข้างดก ติดผลทุกข้อใบ แต่ต้องขึ้นอยู่กับหลายๆ สัปดาห์ ซึ่งการเจริญเติบโตของผลเป็นแบบ Double
ปจั จยั เชน่ ระยะปลูก จานวนต้นต่อไร่ อายุต้น ขนาดของ sigmoid curve ใช้เวลาในการเจริญเติบโตของผลจนถึง
ทรงพุ่ม มะเดื่อฝรั่งหนึ่งต้นสามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ เก็บเกี่ยวทั้งหมด 14 สัปดาห์ Abo-El-Ez et al. (2013)
1-3 กิโลกรัม หรือประมาณ 30-50 ผล เฉลี่ยขนาดผล ได้ศึกษาการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตมะเดื่อฝร่ัง
และน้าหนัก 8-15 ผลต่อกิโลกรัม (Chairauengyoth, 3 สายพนั ธุ์ พบวา่ การปลกู มะเด่อื ฝรง่ั สายพนั ธ์ุ Conadria
2019) อีกทั้งการจัดทรงต้น และการตัดแต่งกิ่งที่ดี ทาให้ และ Kadota ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี โดยน้าหนัก
ลักษณะทรงต้นและกิ่งที่เหมาะต่อการให้ผลผลิตที่ดี เฉลี่ยอยู่ที่ 45.82 และ 34.80 กรัม ปริมาณของแข็งที่
(Prabthuk, 2016) มะเดื่อฝรั่งเป็นต้นไม้ที่ผลัดใบมีความ ละลายได้ทั้งหมดเฉลี่ย 24.64 และ 25.80 องศาบริกซ์
และปรมิ าณกรดทไี่ ทเทรตได้เฉล่ีย 0.19 และ 0.12% จาก
2
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 1-11
การรายงานของ Polat and Caliska (2008) ได้ศึกษา (Total Soluble Solids, TSS) โดยใช้เครื่อง Hand
ลักษณะของผลมะเดื่อฝรั่งที่ปลูกในสภาพอากาศเขตก่ึง refractometer การวัดปริมาณของกรดที่ไทเทรตได้
ร้อนในเมดิเตอร์เรเนียน พบว่ามีความกว้างผล 35.80- (Total Acidity, TA) โดยนาตัวอย่างสด 1 กรัม นามา
48.40 มม. ความยาวผล 36.20-48.30 มม. ปริมาณ ไทเทรตกับ 0.1 N NaOH แล้วหาเปอร์เซ็นต์สัดส่วนของ
ของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดเฉลี่ย 22.70-27.20 องศาบริกซ์ ปริมาณกรด การวัดความแน่นเนื้อ (กก./ตร.ซม.) โดยใช้
และปริมาณกรดที่ไทเทรตได้เฉลี่ย 0.2-0.38% ดังน้ัน เครื่อง Force Gauge 5100 และ การวัดสีผิวของผล โดย
การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับ เคร่ือง Konica Minolta CR-20
การพัฒนาของผลมะเดื่อฝรั่ง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อ
เกษตรกรหรือผู้ปลูกมะเดื่อฝรั่งในการบารุง ดูแลรักษา ผลการวิจยั และวจิ ารณ์
และกาหนดช่วงเวลาทเ่ี หมาะต่อการเกบ็ เกย่ี ว ซง่ึ จะสามารถ
ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการจัดการมะเดื่อฝรั่งได้อย่างมี ปัจจัยสิ่งแวดล้อมด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างทาการ
ระบบ พร้อมทั้งสามารถพัฒนาปริมาณและคุณภาพของ ศึกษา
ผลผลติ ให้ตรงตามความตอ้ งการของตลาด
จากผลการศึกษา ปัจจัยสิ่งแวดล้อมด้านสภาพ
อุปกรณ์และวธิ กี าร ภูมิอากาศระหวา่ งการศึกษาการพัฒนาของผลมะเดื่อฝรั่ง
พบว่า สัปดาห์ที่ 1-4 ในเดือนธันวาคม–มกราคม มี
ทาการศึกษาระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 อุณหภูมิของอากาศเฉลี่ย 24.80-24.43°ซ. (Figure 1)
ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 โดยทาการคดั เลอื กต้นมะเดื่อ และความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ย 75.78-78.92% (Figure 2)
ฝรั่งที่มีอายุและขนาดที่ใกล้เคียงกัน มีลักษณะที่ดี ไม่เป็น สัปดาห์ที่ 5-8 เดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ มีอุณหภูมิของ
โรค มีความสมบูรณด้านลาต้นและใบ ในต้นที่มีอายุ 2 ปี อากาศเฉลี่ย 23.82-23.80°ซ. (Figure 1) และความช้ืน
มีระยะปลูกระหว่างต้น 4 เมตร และระยะปลูกระหว่าง สัมพัทธ์เฉลี่ย 70.71-62.71% (Figure 2) และสัปดาห์
แถว 2 เมตร จานวน 10 ต้น สาหรับการเก็บข้อมูลผล ที่ 9-12 เดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม มีอุณหภูมิของอากาศ
มะเดื่อฝรั่ง ทาการผูกป้ายแท็คไว้ที่ช่อดอกของมะเดื่อฝรั่ง เฉลี่ยอยู่ที่ 24.92-26.83°ซ. (Figure 1) และความชื้นสัมพัทธ์
ที่ใกล้เคียงกันจานวน 120 ช่อดอก/10 ต้น เริ่มเก็บข้อมลู เฉลี่ย 63.64-57.21% (Figure 2) จะสังเกตได้ว่าอุณหภูมิ
ผลมะเดื่อฝรั่งเมื่อผลมีขนาดเท่ากับ 2-3 มม. ในวันที่ 15 ข อ ง อ า ก า ศ แ ล ะ ค ว า ม ช ื ้ น ส ั ม พ ั ท ธ ์ ม ี ค ว า ม ส ั ม พ ั น ธ ์ กัน
ธันวาคม พ.ศ. 2561 โดยทาการสุ่มเก็บผลมะเดื่อฝรั่งทุก เมื่ออุณหภูมิของอากาศเพิ่มสูงขึ้นความชื้นสัมพัทธ์จะ
สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 ผล ภายใน 10 ต้น เพื่อเก็บข้อมูล ลดลง ทั้งน้ีมะเดื่อฝรั่งจะมีการเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ
ในด้าน น้าหนกั ผล ความกวา้ งผล ความยาวผล โดยใชเ้ วอร์เนยี ของอากาศประมาณ 25-42°ซ. และความชื้นสัมพัทธ์
คาลิปเปอร์ดิจิตอล การวัดปริมาณของแข็งที่ละลายน้าได้ ทร่ี ะดบั ตา่ (Botti et al., 2003)
3
วารสารวจิ ยั และส่งเสรมิ วชิ าการเกษตร 38(1): 1-11
Figure 1 Changes in air temperature on December 2019–March 2020
Figure 2 Changes in relative humidity on December 2019–March 2020
นา้ หนกั ของผล นอกจากน้ีมีการพัฒนาของเซลล์ Pericarp ในส่วนของ
จากผลการศึกษา การเจริญเติบโตของผล Exocarp และ Mesocarp ทาให้น้าหนักมีการเพิ่มขึ้น
(Brummell, 2010)
มะเดื่อฝรั่งด้านน้าหนักของผล พบว่าสามารถแบ่งออกได้
เป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (สัปดาห์ที่ 1-4 ในเดือน ระยะท่ี 2 หรอื ระยะ Lag phase (สัปดาหท์ ่ี 5-8
ธันวาคม–มกราคม) ผลมะเดื่อฝรั่งมีการเจริญเติบโต เดือนมกราคม–กุมภาพันธ์) เป็นช่วงที่ Pericarp เพ่ิม
ค่อนข้างช้า โดยมีน้าหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 0.01±0.00 ถึง ขนาดขึ้นอย่างช้าๆ ในขณะเดียวกันการเจริญเติบโตของ
0.44±0.03 กรัม (Figure 3) ขนาดผลมีการขยายเพิ่มขึ้น ผลช้าลง โดยเป็นระยะสาคัญในการท่ีขนาดผลมีการ
เนื่องจากในระยะนี้เป็นระยะ Cell division และ Cell ขยายตัวไปตามยาว ซึ่งอาจใช้ระยะเวลายาวนาน
differentiation มีการแบ่งตัว รวมถงึ ขนาดของ Embryo (Brummell, 2010) โดยการเจริญเติบโตในระยะนี้จะ
4
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 1-11
สรา้ งความแขง็ แรงใหก้ ับช้นั Endocarp ซงึ่ จะมกี ารสะสม ในช่วงนี้ระดับของ IAA เพิ่มขึ้นเป็น 3-4 เท่า พร้อมด้วยการ
สารที่ทาให้เกิดความแข็งแรง เช่น ลิกนิน (Lignin) หรือ เพิ่มขึ้นของเอทิลีนอย่างรวดเร็ว และการลดลงของระดับ
ซูเบอริน (Suberin) รวมไปถึงการสะสมองค์ประกอบของ GA นอกจากนี้ยังพบการสะสมคาร์โบไฮเดรต แป้ง และ
รสชาติภายในของผล (Solutes) และเป็นระยะการติดผล การหายใจเพ่มิ ขึน้ (Brummell, 2010) นาไปสู่การเพม่ิ ขนึ้
แบบ Vegetative parthenocarpy โดยรงั ไข่ของดอกเพศเมีย ของน้าหนัก ในสัปดาห์ที่ 11 คือ 42.01 กรัม และเพิ่ม
ที่อยู่ภายในช่อดอกที่เรียกว่า Syconium มีการพัฒนาขึ้น อย่างรวดเรว็ ในสปั ดาหท์ ี่ 12 ถึง 69.39 กรมั โดยมีนา้ หนัก
เปน็ ผลยอ่ ยโดยไมต่ ้องมีการปฏิสนธิและเจรญิ เติบโตข้ึนได้ เฉลี่ยในสัปดาห์ที่ 9-12 อยู่ที่ 12.97±0.52 ถึง 69.39±2.11 กรัม
เนื่องจากรังไข่ ฐานรองดอก และส่วนอื่นๆ มีปริมาณ (Figure 3) โดยให้ผลท่ีสอดคล้องกับการศึกษาของ
ฮอร์โมนเพียงพอ (Techawongstien, 2004) มีน้าหนัก Nilsamranchit et al. (1985) พบว่า ระยะที่ 1 มีอัตรา
เฉลี่ยอยู่ที่ 0.75±0.06 ถึง 11.60±0.20 กรัม (Figure 3) การเจริญเติบโตของผล ใช้เวลาประมาณ 5-6 สัปดาห์
เกิดการเปลี่ยนแปลงของปริมาณ TSS ที่เพิ่มสูงข้ึน ในระยะที่ 2 อัตราการเจริญเติบโตคงที่ มีการเพิ่มขนาด
แต่สีผิวของผลไมม่ ีการเปลยี่ นแปลงในช่วงนี้ เพียงเล็กน้อย ใช้เวลานาน 4-5 สัปดาห์ ในระยะที่ 3 ผล
เริ่มมีการขยายใหญ่ขึ้น ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ และ
ระยะท่ี 3 (สัปดาห์ที่ 9-12 เดือนกุมภาพันธ์– สอดคล้องกับ Crane and Brown (1950) ในสายพันธุ์
มีนาคม) ซง่ึ Rosianski et al. (2016) ได้อธบิ ายว่ามะเด่อื Mission และเกิดการเปลี่ยนแปลงสีผิวของผลจากสีเขียว
ฝรั่ง ในระยะน้ี Pericarp ในชั้น Mesocarp มีการขยายตวั เป็นสีแดง-มว่ ง
อย่างรวดเร็วซึ่งเป็นระยะ Cell enlargement และ Cell
expansion มกี ารเพม่ิ ขึน้ ของฮอร์โมน ได้แก่ ABA และ IAA
Fruit weight (gram) Development stages Weight
80
60
40
20
0
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12
Week
Figure 3 Development of fig on fruits weight
5
วารสารวิจยั และสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(1): 1-11
ความกว้างและความยาวของผล มีความกว้างและความยาวของผลเฉลี่ย 12.85±2.88 ถึง
ด้านความกว้างและความยาวของผลมะเดื่อฝร่ัง 31.60±4.41 มม. และ 21.48±4.15 ถึง 50.66±3.44 มม.
และระยะที่ 3 (สปั ดาห์ที่ 9-12 เดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม)
พบว่า ในระยะที่ 1 (สัปดาห์ที่ 1-4 ในเดือนธันวาคม– มีความกว้างและความยาวของผลเฉลี่ย 33.21±4.01 ถึง
มกราคม) จะมีความกวา้ งและความยาวเฉลี่ย 1.89±0.07 40.94±3.71 มม. และ 52.57±3.31 ถึง 62.79±2.74 ม ม .
ถึง 6.69±1.38 มม. และ 2.03±0.29 ถึง 10.17±1.38 มม. ตามลาดับ (Figure 4)
ระยะท่ี 2 (สัปดาห์ที่ 5-8 เดือนมกราคม–กุมภาพันธ์)
Fruit size (mm) 70 Width
60 Length
50
40
30
20
10
0
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12
Week
Figure 4 Development of fig on fruits size
ปริมาณของแข็งที่ละลายน้าและปริมาณของกรด 2005) ปริมาณของกรดที่ไทเทรตได้ในสัปดาห์ที่ 6-10
ที่ไทเทรตได้ (เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม) เฉลี่ยอยู่ที่ 0.19±0.08 ถึง
0.35±0.07% โดยปริมาณกรดที่ไทเทรตได้มีปริมาณ
ปริมาณของแข็งที่ละลายน้าได้ พบว่าในสัปดาห์ เพิ่มสูงขึ้นระหว่างการพัฒนาของผล (Moing et al.,
ท่ี 6-10 (เดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม) เฉลยี่ อยู่ท่ี 6.30±0.13 2001) และสัปดาห์ที่ 11-12 (เดือนมีนาคม) ปริมาณของ
ถึง 8.10±0.69 องศาบริกซ์ และสัปดาห์ที่ 11-12 (เดือน กรดที่ไทเทรตได้มีปริมาณลดลง เฉลี่ย 0.30±0.05 ถึง
มีนาคม) เฉลี่ยอยู่ท่ี 11.45±0.74 ถึง 17.80±0.95 องศาบริกซ์ 0.23±0.05% (Figure 5) เนื่องจากในระหว่างการสุก
โดย Ersoy et al. (2007) พบว่าการเปลี่ยนแปลงของ กรดอินทรีย์ส่วนใหญ่จะถูกใช้เป็นสาร ตั้งต้นสาหรับ
ปริมาณของแข็งที่ละลายน้าได้ในผลมะเดื่อฝรั่งระหว่าง กระบวนการหายใจ ซึ่งในระหว่างการสุกการหายใจจะ
การพัฒนาของผลจะเพิ่มขึ้นในระยะที่ 2 และระยะที่ 3 เพม่ิ ข้ึนรวมไปถึงการยอ่ ยสลายของเอมไซม์ (Dokoozlian,
อาจเป็นผลมาจากการสลายแป้งเป็นน้าตาลและการ 2010; Hatami et al., 2012)
เคลื่อนท่ขี องนา้ ตาลจากแหล่งสร้างไปสแู่ หลง่ ใช้ (Source-
Sink Relationship) (Biale, 1961; Kulkarni and Aradhya,
6
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 1-11
Figure 5 Development of fig on total soluble solid and total titratable acidity
ความแน่นเนื้อ ด้านคุณภาพของมะเดื่อฝรั่งทั้งสองระยะการเก็บเกี่ยว
ความแน่นเนื้อ พบว่าในสัปดาห์ที่ 6 (เดือน พบว่า เม่ือผลมีการสุกเพิ่มข้นึ จะทาให้ความแน่นเน้อื ลดลง
ซึ่งความแน่นเนื้อที่ลดลงอาจเนื่องมาจากการแสดงออก
มกราคม) อยู่ที่ 1.40±0.26 กก./ตร.ซม. สัปดาห์ที่ 7 ของยีนสใ์ นผนังเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการสุกของมะเดื่อฝร่งั
(เดือนมกราคม) มีความแน่นเนื้อสูงที่สุด 2.60±0.30 ของ Polysaccharides ในผนังเซลล์ตามระยะพัฒนาใน
กก./ตร.ซม. ส่วนสัปดาห์ที่ 8-12 (เดือนกุมภาพันธ์– ผลมะเดื่อฝรั่ง มีความแน่นเนื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัดใน
มีนาคม) มีความแน่นเนื้อลดลงตามลาดับ โดยเฉลี่ยอยู่ท่ี ระหว่างผลที่มีการเริ่มสุกและเมื่อผลสุกเต็มที่ (Owino
2.30±0.21 ถึง 0.10±0.01 กก./ตร.ซม. (Figure 6) สอดคลอ้ ง et al., 2004)
กับ Crisosto et al. (2010) ศึกษาการประเมินคุณลักษณะ
Figure 6 Development of fig on fruits firmness
7
วารสารวจิ ยั และสง่ เสรมิ วชิ าการเกษตร 38(1): 1-11
สผี วิ ของผล มีนาคม) มีค่าลดลง 7.96±1.64 ทาให้สีผิวเข้าใกล้สีดา
ความสว่างของสีผิว (L*) พบว่า ในสัปดาห์ที่ หรือม่วง (Figure 7) เนื่องจากกระบวนการสุกมีผลทาให้
ผนังเซลล์มีการเปลี่ยนแปลง ผลนิ่ม และมีการเปลี่ยนสี
6-12 (เดือนมกราคม–มีนาคม) มีค่าอยู่ในช่วง 52.56±1.21 โดยปริมาณของคลอโรฟิลลท์ ่สี งู ในระยะแรก และลดต่าลง
ถึง 31.53±1.32 สีแดงและสีเขียวของผิวผล (a*) ใน ในระยะใกล้สุก เช่นเดียวกับปริมาณแคโรทีนอยด์และ
สัปดาห์ที่ 6-10 (เดือนมกราคม–มีนาคม) มีค่าอยู่ในช่วง แอนโทไซยานินที่จะมีน้อยในระยะแรกและเพิ่มขึ้นใน
-9.13±0.38 ถึง -6.8±1.00 ซึ่งทาให้สีเข้าใกล้สีแดง ส่วน ระยะใกล้สุก (Rooban et al., 2016) นอกจากน้ี Zhao
สัปดาห์ที่ 11-12 (เดือนมีนาคม) มีค่าลดลง 18.2±0.62 et al. (2015) ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนสี
ถึง 15.1±3.48 ทาให้สีผิวเข้าใกล้สีดาหรือม่วง และสีน้าเงิน ในระหว่างการพัฒนาของผลทับทิม โดยคลอโรฟิลล์และ
ของผิวผล (b*) ในสัปดาห์ที่ 6-11 (เดือนมกราคม– แคโรทีนอยด์จะลดลง สว่ นแอนโทไซยานนิ มกี ารเพม่ิ ข้นึ ใน
มีนาคม) มีค่าอยู่ในช่วง 37.96±1.68 ถึง 44.86±0.90 ระหวา่ งการพัฒนาของผล
ซึ่งทาให้สีผิวเข้าใกล้สีเหลือง ส่วนสัปดาห์ที่ 12 (เดือน
ื่ชอแกน 60 L
50 a
40 b
30
20
10
0
-10 6 7 8 9 10 11 12
-20 Week
Figure 7 Development of fig on fruits skin
Figure 8 Fruits at different stage of growth (1W-4W December–January, 5W–8W January–February,
9W-12W February–March, 13W-14W March)
8
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 1-11
สรุปผลการวิจัย Biale, J.B. 1961. The postharvest biochemistry
of tropical and subtropical fruits.
การศึกษาการเจริญเติบโตและคุณภาพของผล Advances in Food Research
มะเดื่อฝรั่ง พบว่าการเจริญเติบโตของผลมะเดื่อฝรั่งมี 10: 293-354.
ลักษณะการเจริญเติบโตแบบ Double sigmoid curve
สามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 3 ระยะ คอื ระยะท่ี 1 ในสปั ดาห์ Botti, C., N. Franck, L. Prat, D. Ionnandis and
ที่ 1-4 ผลมีการเจริญเติบโตดา้ นน้าหนกั ผลอย่างชา้ ๆ โดย B. Morales. 2003. The effect of climatic
มีน้าหนักผลเท่ากับ 0.01±0.00 ถึง 0.44±0.03 กรัม conditions on fresh fig fruit yield, quality
ระยะที่ 2 ในสัปดาห์ที่ 5-8 ผลมีการขยายขนาดเพิ่มข้ึน and type of crop. Acta horticulturae
มีน้าหนักผลเท่ากับ 0.75±0.06 ถึง 11.60±0.20 กรัม DOI: 10.17660/ActaHortic.2003.605.4.
และ ระยะที่ 3 ในสัปดาห์ที่ 9-12 ผลมีน้าหนักเพิ่มข้ึน 37-44.
อย่างอย่างรวดเร็ว โดยมีน้าหนักผลเท่ากับ 12.97±0.52
ถึง 69.39±2.11 กรัม ส่วนปริมาณของแข็งที่ละลายนา้ ได้ Brummell, D.A. 2010. Fruit Growth Ripening and
ปริมาณกรดที่ไทเทรตได้ และความแน่นเนื้อ ในสัปดาห์ที่ Post-harvest Physiology. pp. 1-50.
12 มีค่าเท่ากับ 17.80±0.95 องศาบริกซ์ 0.23±0.05% In Bieleski, R.L. I.B. Ferguson and
และ 0.10±0.01 กก./ตร.ซม. ตามลาดับ ขณะที่สีผิวผล E.A. MacRae (eds.). Plants in Action.
เริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองในสัปดาห์ที่ 10 และ 1st Edition. Australia: Plant Science
เปลีย่ นเป็นสีแดงอมมว่ งจนถึงสมี ว่ งดาในสัปดาห์ที่ 12 Societies, Australian Society of Plant
Scientists.
กิตติกรรมประกาศ
Chairauengyoth, T. 2019. Khun Lee's garden
ผู้วิจัยขอขอบคุณบิดา มารดา คณาจารย์ และ and planting figs in Thailand. [Online].
บุคลากรที่ได้ให้การสนับสนุนการวิจัย และขอขอบคุณ Available https://www.technologychaoban.com
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่สนับสนุนทุนศิษย์ /bullet-news-today/article_97008.
ก้นกฏุ สิ าหรับการวิจัยในครั้งนี้ (25 January 2020). [in Thai]
เอกสารอา้ งอิง Crane, J.C. and J.G. Brown. 1950. Growth of the
fig fruit, Ficus carica var. Mission.
Abo-El-Ez, A.T., R.A.A. Mostafa and American Society for Horticultural
I.F. Badawy. 2013. Growth and Science 56: 93-97.
productivity of three fig (Ficus carica L.)
cultivars grown under upper Egypt Crisosto, C.H., V. Bremer, L. Ferguson and
conditions. Australian Journal of Basic G.M. Crisosto. 2010. Evaluating quality
and Applied Sciences 7(2): 709-714. attributes of four fresh fig (Ficus carica L.)
cultivars harvested at two maturity
stages. HortScience 45(4): 707-710.
Dokoozlian, N.K. 2010. Grape berry growth and
development. Raisin Production
Manual 3393: 30.
9
วารสารวจิ ยั และส่งเสรมิ วชิ าการเกษตร 38(1): 1-11
Ersoy, N., S. Gozlekçki and L. Kaynak. 2007. Nilsamranchit, S., J. Thongtham and P. Punsri.
Changes in sugar contents of fig fruit 1985. Growth of the Common Fig (Ficus
(Ficus carica L. cv. Bursa Siyahi) during carica L.) Grown on the Highlands of
development. Suleyman Demirel Thailand. pp. 258-266. In Proceedings
Universitesi Ziraat Fakultesi Dergisi of the 23rd Kasetsart University
2(2): 22-26. Meeting 4-7 February 1985. Bangkok:
Kasetsart University. [in Thai]
Hatami, M., S. Kalantari and M. Delshad. 2012.
Responses of different maturity Owino, W.O., R. Nakano, Y. Kubo and A. Inaba.
stages of tomato fruit to different 2004. Coordinated expression patterns
storage conditions. VII International of genes encoding cell wall modifying
Postharvest Symposium 1012: 857-864. enzymes during ripening in distinct
anatomical regions of the fig (Ficus
Heng, H.T. 2019. Figs are trending in carica L.) fruit tissue. Postharvest
Southeast Asia. [Online]. Available Biology and Technology 32: 253-261.
https://www.mintel.com/blog/food-
market-news/figs-are-trending-in- Phiphatthanawong, N. 2007. Temperate Small
southeast-asia (11 August 2020). [in Thai] Fruits Production in Tropical Zone.
Bangkok: Kasetsart University Press.
Kulkarni, A.P. and S.M. Aradhya. 2005. 176 p. [in Thai]
Chemical changes and antioxidant
activity in pomegranate arils during fruit Polat, A.A. and O. Caliskan. 2008. Fruit
development. Food Chemistry characteristics of table fig (Ficus carica L.)
93(2): 319-324. cultivars in subtropical climate
conditions of the Mediterranean region.
Moing, A., C. Renaud, M. Gaudillère, P. Raymond, New Zealand Journal of Crop and
P. Roudeillac and B. Denoyes-Rothan. Horticultural Science 36(2): 107-115.
2001. Biochemical changes during fruit
development of four strawberry Prabthuk, W. 2016. Tree Arrangement and
cultivars. Journal of the American Pruning of High Trees Fruit. Chiang Mai:
Society for Horticultural Science. Highland Research and Development
126(4): 394-403. Institute (Public Organization). 141 p.
[in Thai]
10
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 1-11
Puechkaset. 2016. Figs (Fig): Properties and Rosianski, Y., A. Doron-Faigenboim, Z.E. Freiman,
cultivation of figs. [Online]. Available K. Lama, S. Milo-Cochavi, Y. Dahan,
https://puechkaset.com/%E0%B8%A1%E Z. Kerem and M.A. Flaishman. 2016.
0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0 Tissue-specific transcriptome and
%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0 hormonal regulation of pollinated and
%B8%9D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0 parthenocarpic fig (Ficus carica L.) fruit
%B9%88%E0%B8%87/ (25 January 2020). suggest that fruit ripening is coordinated
[in Thai] by the reproductive part of the syconium.
Frontiers in Plant Science 7(1696): 1-14.
Rooban, R., M. Shanmugam, T. Venkatesan and
C. Tamilmani. 2016. Physiochemical Techawongsien, S. 2004. Horticulture
changes during different stages of fruit Physiology Khon Kaen: Department of
ripening of climacteric fruit of mango Horticulture, Faculty of Agriculture,
(Mangifera indica L.) and non-climacteric Khon Kaen University. 173 p. [in Thai].
of fruit cashew apple (Anacardium
occidentale L.). Journal of Applied Zhao, X., Z. Yuan, Y. Yin and L. Feng. 2015.
and Advanced Research 1(2): 53-58. Patterns of pgment changes in
pomegranate (Punica granatum L.)
peel during fruit ripening.
Acta Horticulturae 1089: 83-89.
11
วารสารวิจยั และสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(1): 12-27
ผลของสารโพแทสเซียมคลอเรตต่อความเข้มขน้ ของคาร์บอนไดออกไซด์ในเขตรากพืช
การชักนาการเปดิ ปิดของปากใบและคณุ ภาพของผลลาไย
The Effects of Potassium Chlorate on CO2 Concentration in the Root Zone
Stomata Conductance and Fruit Quality of Longan
วินัย วิริยะอลงกรณ์
Winai Wiriya-Alongkorn
สาขาวชิ าพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลยั แม่โจ้ เชยี งใหม่ 50290
Department of Horticulture, Faculty of Agricultural Production, Maejo University, Chiang Mai, Thailand 50290
*Corresponding author: [email protected]
Abstract Received: May 05, 2020
Revised: November 02, 2020
Accepted: January 15, 2021
It was generally believed that treating longan trees with potassium chlorate (KClO3) could induce
physiological stress to the trees. However, there is a limited information on such physiological stress in
longan. This research was aimed at studying the effects of the physiological stress of longan trees
treated with KClO3 on fruit quantity and quality. Physiological stress indexes investigated in this study
were the level of CO2 concentration in the root zone and stomatal conductance of the trees. This
research was conducted on 6 healthy longan trees from each of the two locations, one a farmer’ s
orchard in Phao district with 15 years old trees and another at Maejo University (MJU) farm with 10 years
old. The study was conducted from November 2014 to September 2016. The experimental design used
was a completely randomized design with two treatments and three replications. The two treatments
were applications of KClO3 at the rate of 800-1,000 g/tree and un-treated and each longan tree in each
farm was considered as a replication. The results revealed that CO2 concentration in the root zone and
leaves stomatal conductance during booming to harvesting were higher in the treated than in the un-
treated trees. It was also found in both orchards that CO2 concentrations in the root zone soil were
positively correlated with soil water content. Therefore, these findings indicated that the optimum
concentration of KCIO3 treatment and soil moisture level had the effects on the stress conditions
without affecting the physiological growth of longan. In addition, it was found that quality of fruit of the
treated trees in Phao orchard was not significantly different from that of the un-treated trees. In addition,
it was found that fruit weight per tree; peel, flesh and seed weights; and peel thickness of the fruits
from the un- treated trees at MJU farm were significantly higher than those of treated trees. On the
other hand, total soluble solid of the treated trees were significant higher than those of un- treated
12
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 12-27
trees. Therefore, the proper orchard management including optimum irrigation to keep good balance
of soil moisture which able to promote the root activities, together with optimum application of KClO3,
would induce good flowering and fruit set without affecting the fruit quality.
Keywords: Dimocarpus longan, CO2 in root zone, potassium chlorate, fruit quality
stomatal conductance
บทคดั ยอ่ การเจริญเติบโตทางสรีรวิทยาของลาไย ในขณะเดียวกนั
พบว่าการได้รับและไม่ได้รับ KClO3 ของต้นลาไยในสวน
โดยทั่วไปเชื่อกันว่าการได้รับสารโพแทสเซียม เกษตรกรอาเภอพร้าว ไม่มีผลให้คุณภาพของผลลาไย
คลอเรต (KClO3) ทาให้ต้นลาไยเกิดความเครียดแต่ แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ในขณะที่ ผลผลิต
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับระดับความเครียดทางสรีรวิทยา ลาไยจากต้นที่ไม่ได้รับ KClO3 ในสวนของมหาวิทยาลัย
ของต้นลาไยนี้ยังมีอยู่จากัด การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ แม่โจ้ มีน้าหนักผลต่อต้น น้าหนักเปลือก น้าหนักเน้ือ
ศึกษาผลกระทบของระดับความเครียดทางสรีรวิทยาของ น้าหนักเมล็ด และความหนาของเปลือก มากกว่าต้น
ต้นลาไยที่ได้รับ KClO3 ต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิต ที่ได้รับ KClO3 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ แต่ปริมาณ
ลาไย โดยดัชนีความเครียดที่ศึกษา ได้แก่ ความเข้มข้นของ ของแข็งที่ละลายน้าได้ (Total soluble solid) จากต้น
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในเขตราก และค่าการชักนา ที่ไดร้ บั KClO3มากกว่าต้นที่ไมไ่ ด้รับ KClO3 อย่างมีนัยสาคญั
การเปิดปากใบ (Stomatal conductance) โดยศกึ ษากบั ทางสถิติ ดังนั้นการจัดการสวนที่ดี รวมถึงการให้น้าใน
ต้นลาไยอายุประมาณ 15 ปี ในสวนเกษตรกรอาเภอพร้าว ระดับที่เหมาะสม จึงเป็นผลดีต่อกิจกรรมต่างๆ ของรากพืช
และตน้ ลาไยอายุประมาณ 10 ปี ของสวนลาไยสาขาไมผ้ ล และการให้สารโพแทสเซียมคลอเรตในอัตราที่เหมาะสม
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ สวนละ 6 ต้น จะช่วยให้ล าไยออกดอกและติดผลดีกว่าโดยไม่มี
ต้นลาไยทั้งหมดมีสภาพสมบูรณ์แข็งแรง การศึกษาน้ี ผลกระทบตอ่ ผลผลิตลาไย
ดาเนนิ การศกึ ษาระหวา่ งเดอื นพฤศจกิ ายน พ.ศ. 2556 ถงึ
เดือนกันยายน พ.ศ. 2558 โดยวางแผนการทดลองแบบ คาสาคัญ: ลาไย คาร์บอนไดออกไซด์ในเขตรากพืช
สุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design; CRD) โพแทสเซยี มคลอเรต คณุ ภาพของผล
มี 2 กรรมวิธคี ือ ราดและไม่ราด KClO3 อตั รา 800-1,000 ค่าการชักนาการเปิดปากใบ
กรัม/ต้น แต่ละกรรมวิธีมี 3 ซ้า โดยใช้ต้นลาไยเป็นซ้า
พบว่าความเข้มข้นของ CO2 และค่าการชักนาการเปิด คานา
ปากใบของต้นลาไยที่ได้รับ KClO3 สูงกว่าต้นที่ไม่ได้ราด
KClO3 ตั้งแต่ระยะดอกบานถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ลาไยเป็นผลไม้ทส่ี าคญั ทางเศรษฐกจิ พืชหนึง่ ของ
นอกจากน้ยี ังพบในทั้ง 2 สวนว่า ความเขม้ ขน้ ของ CO2 มี ไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่และลาพูน และมีการ
ความสัมพันธ์เชิงบวกกับปริมาณความชื้นดิน ซึ่งมีผลให้ ขยายพื้นที่ปลูกออกไปหลายจังหวัด ซึ่งจังหวัดที่สามารถ
ความเข้มข้นของ CO2 เพิ่มสูงขึ้นตามระดับความชื้นดิน ผลิตลาไยให้มีคุณภาพได้เทียบเท่าเชียงใหม่ และลาพูน
แสดงให้เห็นว่าความเข้มข้นของ KClO3 และความชื้นดิน คือ จังหวัดจันทบุรี ผลผลิตที่ได้จะมีการกระตุ้นให้ออก
ที่เหมาะสมมีผลต่อสภาวะเครียดในระดับที่ไม่มีผลต่อ ดอกโดยการใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต (Manochai
13
วารสารวิจยั และสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(1): 12-27
et al.,2005) ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในฤดูจะมากกว่าผลผลิต (CO2) มีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิสูงในระดับเขตรากพืช
นอกฤดู ซึ่งทาให้เกษตรกรเลือกฤดูการผลิตได้ อย่างไร ขณะที่ต้นส้มไม่แสดงความเครียด (Bryla et al., 1997)
ก็ตามมีหลายปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการออกดอก สาหรับในองุ่นพบว่า การหายใจของรากเพิ่มขึ้นเมื่อ
เช่น อุณหภูมิ ความชื้นดิน (Ongprasert et al., 2010) อุณหภูมิเพ่มิ สูงขึ้น ซ่งึ หมายความวา่ รากมีความไวตอ่ ความ
สารโพแทสเซียมคลอเรตเป็นสาร Oxidizing agent เมื่อ แห้งแล้ง ถ้าสัมผัสกับความร้อนหรืออุณหภูมิสูง (Huang
ละลายน้าจะแตกตัวเป็นโพแทสเซียมไอออน (K+) และ et al., 2005)
อนุมูลคอลเรตออิ อน (ClO3–) และจะถกู รีดิวส์ไปเป็นคลอไรต์
(ClO2–) และไฮโปคลอไรต์ (ClO–) ซึ่งเป็นพิษต่อทุกเซลล์พืช ปัญหาของความแตกต่างระหว่างรากที่ให้กาเนิด
(Pankasemsuk, 1999) เมื่อลาไยได้รับสารแล้วจะทาให้ CO2 และ CO2 จากแหล่งอื่นๆ ในดินที่เป็นเรื่องรองเมื่อวดั
รากบางส่วนตาย การดดู ไนโตรเจนจากดนิ ของพชื จะลดลง ภายในเขตรากของต้นไม้โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ระดับความ
ส่งผลให้ระดับคาร์โบไฮเดรตต่อไนโตรเจนสูงขึ้นในใบ ลึกที่รากอื่นๆ มีการเจริญเติบโตไปไม่ถึง ความเข้มข้น
(Sethpakdee, 1999) พืชจาเปน็ ต้องเพิม่ การสรา้ งอาหาร ของ CO2 ในเขตรากพืชสามารถทาหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้
เพื่อชดเชยส่วนที่ตายไปโดยการเปิดปากใบ และเพิ่มการ ความเครียดทางสรรี วทิ ยาของพชื ได้ (Wiriya-Alongkorn,
สังเคราะห์ด้วยแสงให้มากขึ้น ทาให้คาร์โบไฮเดรตในใบ 2013) มีการศึกษาวิธีการวัด CO2 ในเขตรากพืชบริเวณท่ี
ที่ได้จากการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงเพ่มิ สงู ข้นึ อยา่ งชัดเจนหลัง ให้น้าและไม่ให้น้าโดยการประยุกต์ใช้ท่อพีวีซีเจาะรูรอบ
รับสารโพแทสเซียมคลอเรต (Kintsakun and Tunsuwan, ท่อแล้วทากลอ่ งไว้ด้านบนสาหรับใส่เครื่องวัด CO2 พบวา่
2002) สอดคลอ้ งกบั งานวิจยั ของ Sritontip et al. (2010) CO2 ด้านที่ไมม่ ีน้าหรือได้รับนา้ นอ้ ยจะมีความเข้มข้นของ
รายงานว่าการให้สารโพแทสเซียมคลอเรตมีผลให้การ CO2 น้อยกว่าบริเวณที่ได้รับน้าอย่างเพียงพอ (Wiriya-
หายใจและการเปิดปิดของปากใบของลาไยลดลงเมื่อ Alongkorn et al., 2016) สอดคล้องกับ Liu and Li (2006)
อุณหภูมิต่าและเมื่อเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นกลับพบว่าการ รายงานว่าการประเมินความเข้มข้นของ CO2 ของดิน
หายใจ การเปิดปิดของปากใบ การสงั เคราะห์ดว้ ยแสงเพิม่ ขึ้นอยู่กับระดับของความชื้นในดินซึ่งมีอิทธิพลต่อการ
สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นการแสดงความเครียดของลาไย ปลดปล่อยของคาร์โบไฮเดรตและการผลิต CO2 ของราก
อยา่ งหน่งึ ทเี่ ห็นได้ชัด (ผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ ความอุดมสมบูรณ์
ของต้น ระยะของการเจริญเติบโตของพืชมีผลต่อ CO2
การหายใจของรากเป็นตัวบ่งชี้ที่สาคัญสาหรับ จากรากพืช) (Hashimoto et al., 2004)
การเจริญเติบโต และความแข็งแรงของพืชที่ใช้กาหนด
การเจริญเติบโตของพืช โดยเฉพาะรากทาหน้าที่ดูดน้า ดังนั้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
และดูดซึมสารอาหารต่างๆ ขึ้นไปสู่ลาต้น ซึ่งพลังงานที่ได้ ความเข้มข้นของ CO2 ที่เกิดขึ้นในเขตรากลาไยที่ได้รับ
จากการหายใจของรากมีมากกวา่ คร่ึงหนง่ึ ของผลผลิตที่ได้ สารโพแทสเซียมคลอเรต ระดับความชื้นดิน รวมทั้ง
จากการสังเคราะห์ด้วยแสงในรอบวัน (Lambers สภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิของอากาศ เพื่อบ่งช้ี
et al. 1996) ปฏิกิริยาของรากต่อความเครียดน้ามี ความเครียดทางสรีรวิทยาที่เกิดกับลาไยในระยะต่างๆ
ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกลไกการปรับตัวในการ ของการเจริญเติบโตเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาทาง
เปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ การศึกษาในส้มที่มีการให้น้า สรีรวิทยาและประยุกต์ใช้ในการผลิตลาไยให้ได้คุณภาพ
เพียงพอ พบว่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต่อไป
14
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 12-27
อปุ กรณ์และวธิ กี าร ความลกึ 30 ซม. ส่วนค่าการชักนาการเปิด-ปิดปากใบพืช
โดยการใช้เครื่อง Porometer รุ่น SC-1 diffusion leaf
ทาการคัดเลือกต้นลาไยสวนเกษตรกรอาเภอ porometer (Decagon Devices, USA) วัดพรอ้ มกบั การวัด
พร้าว และสวนลาไยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จานวน 2 CO2 โดยวัดต้นละ 2 ใบ (เหนือ-ใต้) เวลา 13.00 น.
สวนๆ ละ 6 ต้น โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ เป็นต้นไป โดยใบที่ใช้วัดอยู่ในระยะใบแก่และเป็นใบท่ี
(Completely Randomized Design; CRD) มี 2 กรรมวิธี 3-4 จากยอด นอกจากนี้ติดตั้งสถานีวัดสภาพแวดล้อม
คือ ราดสารโพแทสเซียมคลอเรต และไม่ราดสาร ภายในสวนของท่ีทาการทดลอง (Weather station) โดย
โพแทสเซียมคลอเรต แต่ละกรรมวิธีมี 3 ซ้า โดยใช้ต้นลาไย เก็บข้อมลู สภาพภมู ิอากาศของแตล่ ะสวน ด้านองค์ประกอบ
เปน็ ซา้ ก่อนการราดสารโพแทสเซยี มคลอเรตทาการตดิ ตัง้ ของคุณภาพของผลลาไยทาการวัดคุณภาพหลังการเก็บ
อุปกรณ์เพื่อวัดคาร์บอนไดออกไซด์ (ท่อพลาสติก PVC) เกี่ยวโดยชั่งน้าหนักต่อต้น น้าหนักต่อช่อ น้าหนักต่อผล
ใต้บริเวณทรงพุ่มก่อนการราดสารโพแทสเซียมคลอเรต ความหนาเปลือกและเนื้อ ขนาดของผล และปริมาณ
30 วัน ทาการราดสารโพแทสเซียมคลอเรต อัตรา 28 กรัม ของแข็งที่ละลายน้าได้ (Total Soluble Solids; TSS)
ต่อตารางเมตรของทรงพุ่ม โดยการหว่านรอบทรงพุ่ม
แล้วรดน้าตาม ให้ตน้ ลาไยทร่ี าดสารและไมร่ าดสารอยู่ห่าง ผลการทดลองและวิจารณ์
กันอย่างน้อย 10 เมตร เพื่อป้องกันอิทธิพลของสาร
โพแทสเซียมคลอเรตที่จะเคลื่อนย้ายไปหากัน ซึ่งแต่ละ การปลดปล่อยของ CO2 ในเขตรากลาไยของ
สวนมีระยะเวลาในการราดสารไม่ตรงกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ สวนลาไยมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แสดงใน Figure 1 พบว่า
ความพรอ้ มของตน้ ลาไย เชน่ สวนลาไยมหาวิทยาลัยแมโ่ จ้ ความเข้มข้นของ CO2 ที่วัดได้จากต้นลาไยที่ได้รับสาร
ราดสารในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2557 และสวน โพแทสเซยี มคลอเรตมีค่าใกล้เคียงกัน อยู่ระหว่าง 1,000-
อาเภอพร้าว ราดสารในเดือน มกราคม พ.ศ. 2558 2,000 ppm ตั้งแต่เริ่มการออกดอกถึงเก็บเกี่ยว มีการ
ระยะเวลาทีท่ าการทดลองจึงมีการเหล่ือมกันเล็กน้อย แต่ ปลดปล่อยของ CO2 สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะต้นที่ได้รับ
การปฏบิ ตั ิดูแลรกั ษาสวนเหมอื นกัน สารโพแทสเซียมคลอเรต ขณะที่ต้นที่ไม่ได้รับสารมีการ
เพม่ิ ข้นึ เช่นกันแต่นอ้ ยกว่าต้นท่ีไดร้ ับ โดยอยูร่ ะหวา่ ง 900-
การบันทึกข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงของ CO2 1,200 ppm ทั้งนี้อาจเป็นเพราะระบบรากของต้นที่ไดร้ บั
ในเขตรากพืช ของสวนลาไยแต่ละสวนตามระยะการ สารโพแทสเซยี มคลอเรต ไดร้ ับผลกระทบจากสารคลอเรต
เจริญเติบโตตา่ งๆ คือ ระยะก่อนออกดอก ระยะดอกบาน อาจทาให้รากตายบางส่วนและเกิดการสร้างรากใหม่ๆ
ติดผล ระยะผลกาลังเจริญเติบโต และระยะเก็บเกี่ยว แต่ เกดิ ข้ึน (Wiriya-Alongkorn, et al., 2010) สาหรบั ความ
ละระยะทาการบันทึกผล 3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 7 วัน เข้มข้นของ CO2 ที่วัดได้ พบว่าต้นลาไยที่ได้รับสาร
แต่ละคร้งั บันทกึ ดว้ ยเคร่อื ง CO2 meter รุ่น TES 1370 NDIR โพแทสเซียมคลอเรต มีการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในช่วงก่อน
CO2 meter (TES Electronic Corp., Taiwan) เริ่มบันทึก ระยะการออกดอกมีน้อยกว่าระยะอื่นๆ หลังจากน้ัน
ตัง้ แต่เวลา 11.00-12.00 น. เป็นเวลา 1 ช่ัวโมง โดยวดั ตน้ ละ เพมิ่ ขนึ้ ตามระยะการเจรญิ เตบิ โตของผลทั้งต้นท่ีได้รับสาร
1 จุดใต้ทรงพุ่มอ้างอิงหรือตัวแทน (อ้างอิงจาก Wiriya- และไม่ได้รับสาร ซึ่งต้นที่ไม่ได้รับสารมีค่า CO2 น้อยกว่า
Alongkorn, 2013) และบันทึกค่าศักย์ของน้าในดินทุกครั้ง ต้นที่ได้รับสาร ทั้งนี้อาจเป็นเพราะระยะการออกดอก
ท่บี ันทึกการเปลยี่ นแปลงของ CO2 ในเขตรากพชื โดยการ ติดผล เกษตรกรมีการให้น้าและปุ๋ยมากกว่าปกติ ทาให้
ใช้เครื่อง Tensiometer ของบริษัทเรนดรอป ประเทศ เกิดการกระตุ้นให้ลาไยเกิดรากใหม่ ส่งผลให้กจิ กรรมของ
ไทย จากัด ติดตั้งบริเวณใต้ทรงพุ่มที่มีการให้น้า ระดับ
15
วารสารวจิ ยั และสง่ เสริมวชิ าการเกษตร 38(1): 12-27
การหายใจรากเพิ่มขึ้นตามระดับ รวมทั้งความชื้นและ โพแทสเซียมคลอเรตร่วมดว้ ย หรืออุณหภูมิสูง/ต่าทีท่ าให้
อุณหภูมิที่สูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าสภาพอากาศและ ลาไยเกิดสภาพเครียดในระดับท่ีพอเหมาะและสามารถทา
ความชนื้ มีผลตอ่ การหายใจของระบบรากดว้ ยเชน่ เดยี วกนั ให้ปากใบเปิดได้ตามปกติหรือมากกว่าปกติ ซึ่งจากการ
สอดคล้องกับงานทดลองในสภาพโรงเรือนของ Wiriya- ทดลองนี้พบว่า ค่าการชักนาการเปิดปิดของปากใบของ
Alongkorn (2013) พบว่าถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นความเข้มข้น ต้นที่ไม่ได้รับสารโพแทสเซียมคลอเรตอยู่ระหว่าง 90-
ของ CO2 จะสูงขึ้นตามสภาพความสมบูรณ์ของดิน ซ่ึง 110 mmol/m2s ขณะที่ต้นที่ได้รับสารโพแทสเซียม
เปน็ ไปได้วา่ ถา้ อากาศหนาวเย็นการหายใจรากจะต่าแสดง คลอเรต มีค่าการชักนาการเปิดปิดของปากใบอยู่ระหวา่ ง
ว่าระบบรากมีกิจกรรมน้อย ส่งผลถึงการดูดน้าและธาตุ 100-200 mmol/m2s โดยความชื้นในดินอยู่ระหว่าง
อาหารก็จะน้อยตามไปด้วย (Figure 2) ขณะเดียวกัน -200 ถึง -300 mbar ลาไยมีค่าชักนาการเปิดปิดปากใบ
ความชื้นในดินมีผลต่อกิจกรรมการหายใจของระบบราก อยู่ระหว่าง 150-200 mmol/m2s ซึ่งถือว่าลาไยอยู่ใน
ด้วยเช่นกัน คือ ในช่วงก่อนออกดอกมีความชื้นน้อยมาก สภาพปกติหรือไม่แสดงอาการขาดน้า เช่นเดียวกับงาน
และความชื้นค่อยๆ เพิ่มขึ้น ทาให้ความเข้มข้นของ CO2 ทดลองในโรงเรือน พบว่าเมื่อลาไยได้รับน้าอย่างเพียงพอ
ค่อยๆ เพมิ่ สงู ขึน้ (Figure 4) ค่าชักนาการเปดิ ปดิ ปากใบอยู่ระหว่าง 100-200 mmol/m2s
เช่นเดียวกัน (Wiriya-Alongkorn et al., 2016) และ
การชักนาการเปิดปิดของปากใบลาไย (Figure การศึกษาในส้มท่ีมีการให้น้าอย่างเพียงพอ พบว่าความ
3) สอดคล้องกับความชื้นในดิน และที่ได้รับสาร เข้มของ CO2 มีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิที่สูงขึ้นในเขต
โพแทสเซียมคลอเรต คือ ระยะก่อนออกดอกดินมี รากพืชโดยต้นส้มไม่แสดงความเครียด (Bryla et al., 1997)
ความช้นื ในดนิ ตา่ ในระยะแทงชอ่ ดอกเร่ิมมีการใหน้ ้ามากขึ้น เช่นเดียวกับในองุ่น พบว่าการหายใจของรากเพิ่มขึ้นเม่ือ
การชักนาของปากใบเริ่มสูงขึ้น แสดงถึงการเปิดปากใบ อุณหภูมิสูงขึ้นมากกว่าในสภาพอุณหภูมิต่า แสดงให้เห็น
มากขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับต้นที่ไดร้ ับสารโพแทสเซียมคลอเรต ว่ารากมีความไวต่อสภาวะเครียดจากอณุ หภมู สิ ูง แมว้ ่าจะ
ทั้งนี้ต้นที่ไม่ได้รับสารโพแทสเซียมคลอเรตมีการให้น้า ได้รับความชน้ื อยา่ งเพยี งพอ (Huang et al., 2005)
เพียงพอเช่นเดียวกัน แต่มีค่าการชกั นาการเปิดปิดปากใบ
นอ้ ยกว่า แสดงให้เหน็ ว่าการเปดิ ปากใบยงั มปี จั จยั ของสาร
16
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 12-27
Before flowering
KClO3 Control
Figure 1 Root zone CO2 concentration of longan period at Maejo farm
Figure 2 The impact of climatic variation on year of longan orchard at Maejo farm
17
วารสารวจิ ยั และสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(1): 12-27
Before flowering Blooming Fruit set Fruit growth Harvest
KClO3
Control
Figure 3 Stomatal conductance of longan period at Maejo farm
Figure 4 Soil water content of longan trees at Maejo farm
18
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 12-27
การปลดปล่อยของ CO2 ในเขตรากลาไยของ เริ่มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระยะเก็บ
สวนลาไยอาเภอพร้าว ในระยะก่อนออกดอกและช่วง เกี่ยวผล Desikan et al. (2001) ให้ความเห็นว่าเมื่อพืช
ดอกบาน แสดงใน Figure 5 พบว่าความเขม้ ข้นของ CO2 ได้รับความเครียดจากสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตามจะมผี ล
ที่วัดได้จากต้นที่ได้รับสารโพแทสเซียมคลอเรต และไม่ได้ ต่อการสะสมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในพืช และสารตัวน้ี
รับสารโพแทสเซียมคลอเรต อยู่ระหว่าง 800-900 ppm เองที่ทาหนา้ ท่ีส่งสญั ญาณให้พืชได้ปรับเปลี่ยนการทางาน
ซึ่งจะเห็นวา่ ในระยะนีเ้ ปน็ ชว่ งท่ีมีอุณหภูมิต่าและความช้ืน ภายใน เพื่อสามารถปรับตัวให้ทนต่อสภาพความเครียด
ในดินต่ากิจกรรมของรากลาไยอาจจะยังไม่พัฒนาหรือ นั้นได้ เมื่อปรับตัวได้แล้วกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นเริ่มจาก
พัฒนาต่า ทั้งสองปัจจัยนี้ทาให้ระบบรากหยุดกิจกรรมลง รากก่อน โดยเฉพาะการหายใจของรากซึ่งเป็นที่มาของ
หรือเป็นไปอย่างช้าๆ หลังการติดผลถึงผลก าลัง การปลดปล่อย CO2 สอดคล้องกับพืชที่อยู่ในสภาวะ
เจริญเตบิ โตเป็นช่วงท่ีอุณหภูมเิ รมิ่ สูงข้ึน ระดับความช้ืนใน เครียดเนื่องจากขาดน้าเพียงบางส่วนของรากทาให้มี
ดินเพิ่มขึ้นเนื่องจากเกษตรกรมีการให้น้าเพิ่มขึ้น การ กิจกรรมการปลดปล่อย CO2 มากกว่าต้นที่ได้รับน้าปกติ
เจริญเติบโตทางระบบรากลาไยเพิ่มขึ้นจึงส่งผลให้รากมี (Wiriya-Alongkorn et al., 2016)
กิจกรรมเพ่มิ ขนึ้ ซึ่งพบว่าความเขม้ ข้นของ CO2 เพมิ่ ขนึ้ ถึง
2,256-3,086 ppm เมื่อถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตความ ส่วนการชักนาการเปิดปิดของปากใบลาไย
เข้มขน้ ของ CO2 ลดลง ทั้งต้นท่ีให้สารโพแทสเซียมคลอเรต (Figure 7) สอดคล้องกับความชื้นในดิน คือ ระยะก่อน
และไม่ให้สารโพแทสเซียมคลอเรต ซึ่งสอดคล้องกับการ ออกดอก ดินมีความชื้นในดินต่า ลาไยอยู่ในสภาวะเร่ิม
ตกของฝนในระยะที่ผลกาลังเจริญเติบโตทาให้ลาไยมีการ เครียด ลาไยจะมีการปิดของปากใบมาก แม้ว่าระยะแทง
พัฒนาทั้งทางลาต้น ราก และผลมากขึ้นเนื่องจากมี ช่อดอกดินมีความชื้นเพิ่มสูงขึ้น (Figure 8) ค่าการชักนา
ความชื้นในดินสูง และเมื่อผลใกล้แก่ปริมาณฝนลดลง การปิดเปิดของปากใบเร่ิมสูงขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณ
เกษตรกรมีการให้น้าน้อยลงเช่นกัน ดังนั้นกิจกรรม แสดงให้เห็นว่าลาไยเริ่มแสดงอาการไม่ขาดน้าหรือได้รับ
ข อ ง รากจึงท างานลดลงตามไปด้วย (Figure 6) จาก น้าอย่างเพียงพอ และเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงระยะเก็บเกี่ยว
สภาพแวดล้อมดังกล่าวทาให้ลาไยเริ่มมีการสังเคราะห์ ซึ่งสอดคล้องกับความชื้นในดิน ทั้งต้นที่ได้รับสาร
ด้วยแสงมากขึ้นหลังจากที่ลาไยอยู่ในสภาพความเครียด โพแทสเซียมคลอเรตและไม่ได้รับสารคลอเรต เป็นที่น่า
ระยะหนึ่ง ดังนั้นกิจกรรมต่างๆ เริ่มเกิดขึ้นหลังจากได้รับ สังเกตว่าตั้งแต่ลาไยระยะเจริญเติบโตของผลถึงระยะ
น้าและอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งการหายใจของรากเป็น เก็บเกี่ยว ดินของสวนลาไยอาเภอพร้าวมีความชื้นสูงมาก
กิจกรรมหนึ่งที่มีความสาคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช ทาให้การเจริญเติบโตทางใบและรากเป็นไปอย่างดีมาก
รวมทั้งการทาหน้าทต่ี ่างๆ ภายในเซลล์พืช เช่น การดูดน้า ทั้งนี้เป็นเพราะในระยะเวลาดังกล่าว เป็นช่วงที่มีฝนตก
แ ล ะ ธ า ต ุ อ า ห า ร ท่ี ไ ด ้ จ า ก ก า ร ห า ย ใ จ ข อ ง ร า ก ท ั ้ ง สิ้ น ต่อเนื่องถึงระยะเก็บเกี่ยว อุณหภูมิเฉลี่ย 25-30°ซ.
นอกจากความสามารถในการสังเคราะห์ด้วยแสงที่ได้ (Figure 6) ค่าการชักนาการเปิดปิดของปากใบของต้นที่
พลังงานแลว้ คร่ึงหน่ึงยังได้จากการหายใจของรากพืชด้วย ไม่ได้รับสารโพแทสเซียมคลอเรตอยู่ระหว่าง 220-320
(Lambers et al., 1996) mmol/m2s ขณะท่ตี น้ ที่ไดร้ ับสารโพแทสเซยี มคลอเรต มี
ค่าการชักนาการเปิดปิดของปากใบอยู่ระหว่าง 250-350
การได้รับสารโพแทสเซียมคลอเรตทาให้ลาไย mmol/m2s (Figure 7) เป็นที่สังเกตว่าต้นที่ได้รับสาร
เกิดความเครียดได้ระดับหนึ่งซึ่งทาให้มีการปลดปล่อย โพแทสเซียมคลอเรตมคี ่าชักนาการเปดิ ปดิ ปากใบมากกว่า
CO2 ของรากลาไยได้ เปน็ ทีส่ ังเกตว่าตน้ ลาไยเร่ิมออกดอก ต้นท่ไี มไ่ ดร้ ับสาร ท้ังนีเ้ ป็นเพราะสารโพแทสเซียมคลอเรต
หลังได้รับสารโพแทสเซียมคลอเรต การปลดปล่อย CO2 เป็นสาร Oxidizing agent เมื่อละลายน้าจะแตกตัวเป็น
19
วารสารวจิ ัยและส่งเสรมิ วิชาการเกษตร 38(1): 12-27
โพแทสเซียมอิออน (K+) และอนุมูลคอลเรตอิออน (ClO3–) จากการสังเคราะห์ด้วยแสงเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนหลังรบั
และจะถูกรีดิวส์ไปเปน็ คลอไรต์ (ClO2–) และไฮโปคลอไรต์ สารโพแทสเซียมคลอเรต (Kintsakun and Tunsuwan.
(ClO–) ซงึ่ เปน็ พษิ ต่อทุกเซลลพ์ ืช (Pankasemsuk, 1999) 2002) สอดคล้องกับงานวิจัยของ Sritontip et al.
เมื่อลาไยได้รับสารจะทาให้รากบางส่วนตายท าให้ (2010) รายงานวา่ การให้สารโพแทสเซียมคลอเรตมีผลให้
การดูดไนโตรเจนจากดินของพืชลดลง ส่งผลให้ระดับ การหายใจและการเปิดปิดของปากใบของลาไยลดลงเม่ือ
คาร์โบไฮเดรตต่อไนโตรเจนสูงขึ้นในใบ (Sethpakdee, อุณหภูมิต่าและเมื่อเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นกลับพบว่าการ
1999) พืชจาเป็นตอ้ งเพิ่มการสร้างอาหารเพ่ือชดเชยส่วน หายใจ การเปิดปดิ ของปากใบ การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงเพม่ิ
ที่ตายไปโดยการเปิดปากใบ และเพิ่มการสังเคราะห์ด้วย สงู ขึ้นตามไปดว้ ย
แสงให้มากขึ้น ทาให้ปริมาณของคาร์โบไฮเดรตในใบที่ได้
Before flowering Blooming Fruit set Fruit growth Harvest
KClO3 Control
Figure 5 Root zone CO2 concentration of longan period at Phrao longan orchard
20
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 12-27
Figure 6 The impact of climatic variation on year of longan orchard at Phrao longan orchard
Before flowering Blooming Fruit set Fruit growth Harvest
KClO3 Control
Figure 7 Stomatal conductance of longan period at Phrao longan orchard
21
วารสารวจิ ยั และสง่ เสรมิ วชิ าการเกษตร 38(1): 12-27
Before flowering
Blooming
Fruit set
Fruit growth
Harvest
Figure 8 Soil water content of three longan trees at Phrao longan orchard
คุณภาพของผลผลติ สารโพแทสเซียมคลอเรต มีน้าหนักมากกว่าที่ไม่ได้รับ
ลาไยของอาเภอพร้าว ที่ได้รับสารโพแทสเซียม สารโพแทสเซียมคลอเรตอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ
แต่คุณภาพของผลโดยรวมไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้อาจเป็น
คลอเรตและไม่ได้รับสารโพแทสเซียมคลอเรต (ออกดอก เพราะต้นทใ่ี สส่ ารโพแทสเซียมคลอเรตและตน้ ทีไ่ มไ่ ดใ้ ส่สาร
ตามธรรมชาติ) มีคุณภาพของผลโดยรวมไม่แตกต่างกัน โพแทสเซียมคลอเรตมีการออกดอกติดผลตามธรรมชาติ
โดยที่คุณภาพของผลด้านน้าหนักต่อต้น น้าหนักต่อช่อ ในระยะเวลาใกลเ้ คียงกัน และช่วงการเจรญิ เติบโตของผล
น้าหนักเนอ้ื เมลด็ ความหนาเปลอื ก ความหนาเน้อื ความ เป็นชว่ งที่มีอณุ หภูมใิ กลเ้ คียงกนั ทาให้คุณภาพของผลไม่มี
กว้างของผล ปริมาณ TSS ไม่มีความแตกต่างอย่างมี ความแตกต่างกันอยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิ (Table 1 and 2)
นัยสาคัญทางสถิติ ขณะที่น้าหนักของเปลือกลาไยท่ีได้รับ
22
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 12-27
Table 1 Peel, flesh, seed and total weight, edible portion of longan fruit at Phrao orchard
with potassium chlorate and without potassium chlorate
Treatment Peel Fruit weight (g) Seed Total weight Edible portion
2.39b1 Flesh 1.99 (g) (%)
With KClO3 3.21a 8.88 2.02 12.91 66.96
Without KClO3 * 9.61 NS 14.84 64.75
F-test 14.09 NS 5.56 NS -
C.V. (%) 15.94 11.50 -
1Means in the same column followed by different alphabets showed significant differences at 99% (p<0.01)
using by the Duncan’s New Multiple Range Test (DMRT). NS= Non significant differences, * = Significant differences (p< 0.05)
Table 2 Fruit weight per tree, fruit weight per panicle, peel thickness, flesh thickness fruit width
and total soluble solid of longan fruit at Phrao orchard with potassium chlorate
and without potassium chlorate
Treatment Fruit weight Fruit weight Peel Flesh Fruit Total
per tree per panicle thickness thickness width soluble solid
(kg) (g) (mm) (mm) (mm) (%)
With KClO3 324.00 196.01 0.69 6.22 29.06 21.15
Without KClO3 277.50 174.27 0.98 7.19 28.07 21.09
F-test NS NS NS NS NS NS
C.V. (%) 10.41 28.14 21.25 12.54 6.63 6.67
1Means in the same column followed by different alphabets showed significant differences at 99% (p<0.01)
using by the Duncan’s New Multiple Range Test (DMRT). NS= Non significant differences
จากการวิเคราะห์คุณภาพของผลลาไยของสวน อุณหภูมิลดต่าลง และผลที่เจริญเติบโตในระหว่างที่
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พบว่าลาไยที่ได้รับสารโพแทสเซียม อุณหภูมิเริ่มลดลง ทาให้มีผลต่อคุณภาพของผล คือ
คลอเรต และไม่ได้รับสารโพแทสเซียมคลอเรต (ออกดอก มีคุณภาพต่ากว่าลาไยที่ออกดอกตามธรรมชาติ ที่ออก
ตามธรรมชาติ) มีคุณภาพของผลโดยรวมแตกต่างกันอย่าง ดอกติดผลและผลเจริญเติบโตในระหว่างท่ีอุณหภูมิสูงขนึ้
มีนัยสาคัญทางสถิต โดยมีความแตกต่างกันของคุณภาพ และไมก่ ระทบกับอากาศหนาวเยน็ นา้ หนักต่อต้นน้อยกว่า
ของผลด้านน้าหนักของเปลือก เนื้อ เมล็ด ความหนา ตน้ ทไี่ ม่ไดร้ บั สารโพแทสเซียมคลอเรต เน่ืองจากระหว่างที่
เปลือก ปริมาณ TSS และ น้าหนักต่อต้น กล่าวคือลาไย ดอกบานและติดผลออ่ น มอี ากาศหนาวเย็นทาให้ดอกร่วง
ที่ได้รับสารโพแทสเซียมคลอเรต มีการออกดอกก่อน มาก มีการติดผลน้อย ส่งผลให้น้าหนักผลต่อช่อน้อย
23
วารสารวจิ ยั และสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(1): 12-27
ตามลาดับ นอกจากนี้น้าหนักเปลือก เนื้อ เมล็ด และ กระตุ้นการออกดอกของลาไยจากสารโพแทสเซียมคลอเรต
ความหนาของเปลือก น้อยกว่าต้นที่ไม่ได้รับสาร ไม่มีผลตอ่ คุณภาพของผลลาไย โดยให้เหตุผลว่าขึน้ อยู่กบั
โพแทสเซียมคลอเรต อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ขณะท่ี ความสมบูรณ์ของต้นและการจัดการสวนเป็นปัจจัย
ปริมาณ TSS ต้นที่ได้รับสารโพแทสเซียมคลอเรต มี TSS สาคัญต่อคุณภาพของผลผลิต และคุณภาพของผลผลิต
มากกว่าต้นที่ไม่ได้รับสารโพแทสเซียมคลอเรตอย่างมี ยังขึ้นอยู่กับฤดูกาลที่ลาไยออกดอกติดผลด้วย จากการ
นัยส าคัญทางสถิติ (Table 3 and 4) อย่างไรก็ตาม ทดลองของ Manochai et al. (2010) พบว่าการให้สาร
ผลผลิตทั้งสองสวน พบว่ามีคุณภาพผลแตกต่างกัน ทั้งนี้ โพแทสเซียมคลอเรตในฤดูหนาวทาให้มีคุณภาพของ
อาจเป็นเพราะความสมบูรณ์ของต้นและการจัดการสวน ผลผลติ สงู กวา่ ฤดูกาลอืน่ ๆ อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ิ
ที่แตกต่างกัน ซึ่ง Manochai et al. (2003) พบว่าการ
Table 3 Fruit quality of peel, flesh, seed and total weight, edible portion of longan fruit
at Maejo farm with potassium chlorate and without potassium chlorate
Treatment Fruit weight (g) Total weight Edible portion
(g) (%)
With KClO3 Peel Flesh Seed 8.10b 65.92
Without KClO3 67.33
F-test 1.46b1 5.34b 1.29b 10.47a -
C.V. (%) ** -
1.69a 7.05a 1.72a 7.54
** ** **
14.09 15.94 5.56
1Means in the same column followed by different alphabets showed significant differences at 99% (p<0.01)
using by the Duncan’s New Multiple Range Test (DMRT). ** = Significant differences (p<0.01)
24
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 12-27
Table 4 Fruit weight per tree, fruit weight per panicle, peel thickness, flesh thickness fruit width
and total soluble solid of longan fruit at Maejo farm with potassium chlorate
and without potassium chlorate
Treatment Fruit weight Fruit weight Peel Flesh Fruit Total
per tree per panicle thickness thickness width soluble solid
(kg) (g) (mm)
(mm) (mm) 22.05 (%)
With KClO3 10.00b1 105.10 0.76b 4.89 21.20a
21.23
Without KClO3 23.60a 133.00 1.02a 5.16 18.20b
NS
F-test ** NS ** NS 12.90 *
11.76 7.88 9.22
C.V. (%) 36.35 56.65
1Means in the same column followed by different alphabets showed significant differences at 99% (p<0.01)
using by the Duncan’s New Multiple Range Test (DMRT).
NS = Non significant differences, ** = Significant differences (p<0.01), * = Significant differences (p<0.05)
สรปุ ผลการทดลอง กติ ตกิ รรมประกาศ
การราดสารโพแทสเซียมคลอเรตในการชักนา ขอขอบคุณศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ
การออกดอกที่อุณหภูมิประมาณ 25-35°ซ. และการให้ คอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ส านักงานพัฒนา
ความช้ืนที่เหมาะสมมีผลต่อค่าการชักนาเปิดปิดของปาก วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ให้ทุน
ใบ รวมทั้งกิจกรรมการหายใจของรากลาไยโดยมีการ สนับสนนุ การทางานวิจยั
ปลดปล่อย CO2 ในเขตรากพืชมากกว่าที่ไม่ได้ราดสาร
โพแทสเซียมคลอเรต แสดงให้เห็นว่าสารโพแทสเซียม เอกสารอ้างองิ
คลอเรตสามารถทาใหล้ าไยเกดิ ความเครียดได้ในระดับที่พืช
ไม่เกดิ ความเสียหาย แต่กลบั เปน็ ผลดีต่อลาไยโดยสามารถ Bryla, D.R., T.J. Bouma and D.M. Eissenstat.
ชักนาให้ลาไยออกดอกได้ นอกจากนี้ความเข้มข้นของ 1997. Root respiration in citrus
CO2 ยังมีการเปลี่ยนแปลงไปตามระดับของความชื้นดิน acclimates to temperature and slows
และการเพิ่มหรือลดของอณุ หภมู ิ สว่ นคุณภาพของผลผลติ during drought. Plant Cell and Envi.
มีความแตกต่างกันในแต่ละสวน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยด้าน 20(11): 1411-1420.
ระดับความชื้นดินหรือการจัดการสวนด้านอื่นๆ ซึ่งเป็น
ลักษณะการจัดการสวนของเกษตรกรแต่ละสวน แม้ว่าจะ Desikan, R., R.A-H. Mackemess, J.T. Hancock
ได้รบั สารโพแทสเซียมคลอเรตหรอื ไมไ่ ดร้ บั สารโพแทสเซียม and S.J. Neill. 2001. Regulation of
คลอเรตในการกระตนุ้ การออกดอกกต็ าม Arabidopsis Transcriptome by oxidative
stress. Plant Physiol. 127: 195-172.
25
วารสารวจิ ัยและสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(1): 12-27
Hashimoto, S., N. Tanaka, M. Suzuki, A. Inoue, Manochai, P., P. Sruamsiri, W. Wiriya-Alongkorn,
H. Takizawa, I. Kosaka, K. Tanaka. D. Naphrom, M. Hegele and F. Bangerth.
C. Tantasirin and N. Tangtham. 2004. 2005. Year around off season flower
Soil respiration and soil CO2 concentration induction in longan (Dimocarpus
in a tropical forest, Thailand. longan,Lour.) trees by KClO3 applications:
J. of Forest Research 9: 75-79. potentials and problems. Sci. Hort.
104(4): 379-390.
Huang, X., A.N. Lakso and D.M. Eissenstat.
2005. Interactive effects of soil Manochai, P., S. Ongprasert, S. Ussahatanonta
temperature and moisture on concord and B. Kativat. 2010. Seasonal effect
grape root respiration. J. of Exp. Bot. of potassium chlorate on flowering
56(420): 2651-2660. and yield of longan (Dimocarpus longan
Lour.). Acta Hortic 863: 363-366.
Kintsakun, D. and T. Tunsuwan. 2002. Effect
of Potassium Chlorate on Rate of Ongprasert, S., W. Wiriya-Alongkorn and
Photosynthesis Carbohydrate and W. Spreer. 2010. The factors affecting
Nitrogen Content of Longan. longan flower induction by chlorate.
J. of Agriculture 18(3): 180-189. [in Thai] Acta Hortic. 863: 375-380.
Lambers, H., O.K. Atkin and F.F. Millenaar. Pankasemsuk, T. 1999. Longan and
1996. Respiratory Patterns in Roots in Potassium Chlorate. Chiang Mai:
relation to Their Functioning. pp. 323-362. Chiang Mai University Press. 53 p.
In Waisel Y., A. Eshel and K. Kafkaki (eds.). [in Thai]
Plant Roots the Hidden Half.
3rd edition. New York: Marcel Decker, Inc. Sethpakdee, R. 1999. Flowering of longan
and using plant growth substance
Liu, H.S. and F.M. Li. 2006. Effects of shoot induction. Kehakaset Magazine
excision on in situ soil and root 23(4): 88-96. [in Thai]
respiration of wheat and soybean
under drought stress. Plant Growth Sritontip, C., P. Tiyayon, M. Hegele,
Regulation 50(1): 1-9. P. Sruamsiri, D. Naphrom, P. Manochai
and J.N. Wunsche. 2010. Effects of
Manochai, P., Y. Kaosuman, C. Sritontip and temperature and potassuim chlorate
S. Chanjaraja. 2003. Longan on leaf gas exchange and flowering
Production and Technology. Bangkok: in longan. Acta Hortic. 863: 323-328.
Kehakaset Magazine Press. 125 p.
[in Thai] Wiriya-Alongkorn, W., S. Ongprasert, W. Spreer,
T. Müller and U. Srikasetsarakul. 2010.
Aeroponics to monitor root growth of
longan trees. Acta Hortic. 863: 403-406
26
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 12-27
Wiriya-Alongkorn, W. 2013. Use of Wiriya-Alongkorn, W., W. Spreer, S. Ongprasert,
Thermophotography Camera to K. Spohrer and J. Muller. 2016.
Measure Drought Stress and Effects Influence of Water Supply on CO2
on Physiological Changes in Longan Concentration in the Root zone of Split-
Trees. Doctoral Dissertation. Root Potted Longan Trees pp. 346-356.
Chiang Mai University. 106 p. In Springer, Cham. International
Conference on Intelligent Robotics
and Applications. Heidelberg: Springer
International Publishing.
27
วารสารวจิ ัยและสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(1): 28-39
อตั ราปุ๋ยท่ีเหมาะสมสาหรบั การผลิตเคพกสู เบอร์รบี นพนื้ ทีส่ งู จังหวดั เชียงใหม่
Appropriate Fertilizer Rate for Cape Gooseberry Production
on Highland, Chiang Mai
ณฐั ชนน สันธทรพั ย์ ฟ้าไพลนิ ไชยวรรณ พมิ พใ์ จ สหี ะนาม และชชู าติ สนั ธทรพั ย*์
Natchanon Santasup, Fapailin Chaiwon, Pimjai Seehanam and Choochad Santasup*
ภาควชิ าพืชศาสตรแ์ ละปฐพศี าสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่ เชียงใหม่ 50200
Department of Plant and Soil Science, Faculty of Agriculture, Chiang Mai University, Chiang Mai, Thailand 50200
*Corresponding author: [email protected]
Abstract Received: February 21, 2020
Revised: May 03, 2020
Accepted: June 11, 2020
The study on appropriate fertilizer rate for cape gooseberry production on highland was
conducted in the farmer’ s field at Chiang Dao district, Chiang Mai. The experiment design was
a randomized complete block design (RCBD) with 4 replications and 4 different fertilizer managements.
The treatments consisted of 1) site-specific fertilizer management rate 1, SSFM-1 (70.22 kg N/rai, 13.83
kg P2O5/ rai and 57. 96 kg K2O/ rai) , 2) site- specific fertilizer management rate 2, SSFM- 2 ( only 70. 22 kg
N/ rai) , 3) common fertilizer management for cape gooseberry production on highland, CFM ( 56. 00 kg
N/rai, 56.00 kg P2O5/rai and 72.00 kg K2O/rai) and 4) control (non-fertilization). The results demonstrated
that fertilization treatments (treatments 1-3) did not affect plant height, dry weight nutrient concentration
in leaves and in fruit, yield and quality significantly. SSFM-1 treatment produced the highest dry weight
(382.70 g/plant) and yield (4.66 kg/plant). However, the results from this study suggested that growing
cape gooseberry in soil containing a high level of available P ( 280 mg/ kg) and exchangeable K ( 262
mg/kg), SSFM-2 treatment fertilized with only nitrogen (70.22 kg N/rai) was adequate for producing good
yield and quality of cape gooseberry. The average yield, fruit diameter, single fruit weight, ascorbic acid,
TSS, and TA of SSFM- 2 were as follows: 4. 41 kg/ plant, 26. 70 mm, 11. 25 g/ fruit, 31. 94 mg/100 g fresh
weight, 14.33 brix and 0.75%, respectively.
Keywords: cape gooseberry, fertilizer management, growth, yield, quality
.
28
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 28-39
บทคัดย่อ คาสาคัญ: เคพกูสเบอร์รี การจัดการปุ๋ย การเจริญเติบโต
ผลผลิต คุณภาพผลผลิต
การศึกษาการจัดการปุ๋ยที่เหมาะสมสาหรับการ
ผลิตเคพกูสเบอร์รีบนพื้นที่สูง ได้ดาเนินการทดลองใน บทนา
พื้นที่ปลูกเคพกูสเบอร์รีของเกษตรกร อาเภอเชียงดาว
จังหวัดเชียงใหม่ โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มภายใน เคพกูสเบอร์รี (Physalis peruviana L.) เป็นไม้ผล
บล็อกสมบูรณ์ จานวน 4 ซ้า ประกอบไปด้วยการจัดการ ขนาดเล็กจัดอยู่ในวงศ์ Solanaceae โดยเคพกูสเบอร์รี
ปุ๋ย 4 กรรมวิธี คือ 1) ใส่ปุ๋ยโดยประเมินจากปริมาณธาตุ เป็นไม้ผลที่มีคุณค่าโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามิน เอ
อ า ห า ร ท่ี ต ิ ด ไ ป ก ั บ ผ ล ผ ล ิ ต ข อ ง เ ค พ ก ู ส เ บ อ ร ์ รี แ ล ะ ค่ า บี และซี รวมไปถึงสารต้านอนุมูลอิสระ (Hassan et al.,
วิเคราะห์ดินอัตราที่ 1 (70.22 กก. N/ไร่, 13.83 กก. 2017) มูลนิธิโครงการหลวงได้มีการส่งเสริมการปลูกเคพ
P2O5/ไร่ และ 57.96 กก. K2O/ไร่) 2) ใส่ปุ๋ยโดยประเมิน กูสเบอร์รีเป็นพืชทดแทนฝนิ่ บนพื้นทีส่ งู ทางภาคเหนือของ
จากปริมาณธาตุอาหารทต่ี ิดไปกบั ผลผลิตของเคพกูสเบอร์รี ประเทศไทย โดยในปี พ.ศ. 2560 มูลนิธิโครงการหลวงมี
และค่าวเิ คราะหด์ ินอัตราที่ 2 (70.22 กก. N/ไร)่ 3) ใส่ปุ๋ย พื้นที่การผลิตเคพกูสเบอร์รี 363 ไร่ คิดเป็นมูลค่าผลผลติ
ตามอัตราที่นิยมปฏิบัติในการปลูกเคพกูสเบอร์รีบนพื้นท่ีสงู เทา่ กับ 14.44 ลา้ นบาท (Santasup et al., 2018)
(56.00 กก. N/ไร่, 56.00 กก. P2O5/ไร่ และ 72.00 กก.
K2O/ไร่) และ 4) ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีเป็นกรรมวิธีควบคุม ธาตุอาหารหลัก (Primary essential elements)
ผลการศึกษาพบว่าการจัดการปุ๋ยตามกรรมวิธีที่ 1, 2 และ 3 ซึ่งประกอบไปด้วย ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และ
ไม่ทาให้ความสูง น้าหนักแห้ง ธาตุอาหารหลักในใบ โพแทสเซียม (K) เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณ
ปริมาณและคุณภาพผลผลิตของเคพกูสเบอร์รี แตกต่าง มากเพื่อนาไปใช้สาหรับการเจริญเติบโตและการให้ผล
กันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ แต่อัตราการใส่ปุ๋ยโดย ผลิต (Roy et al., 2006) โดยเฉพาะไนโตรเจนเป็นธาตุ
ประเมินจากความต้องการธาตุอาหารของเคพกูสเบอร์รี อาหารที่มีความสาคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของพืช
และค่าวิเคราะห์ดินอัตราที่ 1 ทาให้น้าหนักแหง้ (382.70 เนื่องจากพืชทุกชนิดมีความตอ้ งการไนโตรเจนทีส่ ูงเพื่อใช้
กรมั /ตน้ ) และปรมิ าณผลผลติ (4.66 กก./ตน้ ) ของเคพกสู ในการเจริญเติบโตและการสร้างผลผลิต จากการศึกษา
เบอร์รสี ูงทีส่ ุด อยา่ งไรกต็ ามการในดินที่มีฟอสฟอรสั ท่ีเป็น ของ Girapu and Kumar (2006) พบว่าปริมาณไนโตรเจน
ประโยชน์สูง (280 มก./กก.) และโพแทสเซียมท่ีแลกเปลี่ยน ที่เพิ่มสูงขึ้นส่ งผล ให้ เค พกูส เบอร์ รี มี การเจริญ เต ิ บ โ ต
ไดส้ งู (262 มก./กก.) การใส่ปยุ๋ ไนโตรเจนเพยี งอย่างเดียว (ความสูง) และปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสาคัญ
ตามกรรมวิธีที่ 2 (70.22 กก. N/ไร่) เพียงพอต่อการผลิต ทางสถิติ สอดคล้องกับการศึกษาของ Tohamy et al.
เคพกูสเบอร์รีให้ได้ผลผลิตและคุณภาพที่ดี เคพกูสเบอร์รี (2009) ที่พบว่า ความสูง จานวนผลต่อต้น ขนาดผล
ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4.41 กก./ต้น และมีเส้นผ่าศูนย์กลางผล (เสน้ ผา่ ศนู ย์กลาง) และปรมิ าณผลผลติ เคพกสู เบอร์รี เพ่ิม
เฉลี่ย 26.70 มม. น้าหนักผลสดเฉลี่ย 11.25 กรัม/ผล สูงขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับปริมาณปุ๋ยไนโตรเจน
ปริมาณกรดแอสคอร์บิก 31.94 มก./100 กรัม ปริมาณ ที่เพิ่มขึ้น โดยการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตรา 32 กก./ไร่ ส่งผล
ของแข็งที่ละลายน้าได้และปริมาณกรดทั้งหมดที่ไทเทรต ให้เคพกูสเบอร์รีมีการเจริญเติบโตและปริมาณผลผลิต
ไดเ้ ฉล่ยี 14.33 องศาบรกิ ซ์ และ 0.75% ตามลาดับ สูงที่สุด ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมเป็นธาตุอาหารหลัก
อีก 2 ชนิด ที่สาคัญต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตพืช
29
วารสารวิจยั และสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(1): 28-39
รองจากไนโตรเจน โดยฟอสฟอรัสเป็นธาตุที่มีบทบาทสาคญั ฟอสฟอรัส พืชสามารถให้ผลผลิตประมาณ 80-100%
เกี่ยวขอ้ งกบั พลงั งานงานในพชื รวมไปถึงมีหน้าทีเ่ กย่ี วขอ้ ง เปรยี บเทยี บกับการให้ป๋ยุ แบบปกติ
กับหน่วยพันธุกรรม (Conde et al., 2014) ในขณะท่ี
โพแทสเซียมเกี่ยวข้องกับกระบวนการเปิดปิดปากใบ การผลิตเคพกูสเบอร์รีบนพื้นที่สูงของจังหวัด
รกั ษาระดบั ศักยอ์ อสโมติก กระตนุ้ การทางานของเอนไซม์ เชียงใหม่ เกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยเคมีจานวนมากเพื่อเพ่ิม
ในปฏิกิริยาต่างๆ รวมไปถึงมีบทบาทในการขนส่งน้าตาล ผลผลิต ถึงแม้จะมีคาแนะนาการใช้ปุ๋ยในการผลิตเคพ
ซูโครส (Prajapati and Modi, 2012) โดย Deepti et al. กูสเบอร์รกี ็ตาม แต่เปน็ คาแนะนาโดยทวั่ ๆ ไป เชน่ หลังย้าย
(2018) รายงานว่า ปริมาณของแข็งที่ละลายน้าได้ หรือ กลา้ ปลกู สองสัปดาห์ ใส่ปยุ๋ เกรด 15-0-0 และหลงั จากน้ัน
ความหวาน (Total Soluble Solid, TSS) ปริมาณกรด ใส่ปุ๋ยเกรด 15-15-15 ทุกสัปดาห์ จนเคพกูสเบอร์รีเข้าสู่
ทั้งหมดที่ไทเทรตได้ (Titratable Acidity, TA) และ ระยะติดออก (ประมาณ 2 เดือนหลังย้ายปลูก) จึงใส่ปุ๋ย
ปริมาณกรดแอสคอร์บิก ของเคพกูสเบอร์รีจะเพิ่มสูงขึ้น เกรด 13-13-21 หรือ 8-24-24 สม่าเสมอ 10-15 วัน/ครั้ง
เมือ่ ใสป่ ๋ยุ ฟอสฟอรัสเพิม่ ขึ้น ( Highland Research and Development Institute
(HRDI), 2016)
จากการรายงานของ Nemr et al. (2012) พบว่า
ความเขม้ ขน้ โพแทสเซียมในสารละลายธาตุอาหารที่สูงขึ้น จากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูกเคพกูสเบอร์รี
ส่งผลให้มะเขือเทศมีปริมาณของแข็งที่ละลายน้าได้ ในพ้ืนทศี่ ูนยพ์ ฒั นาโครงการหลวงแกนอ้ ย พบว่าเกษตรกร
ปริมาณกรดทั้งหมดที่ไทเทรตได้ กรดแอสคอร์บิก และ แตล่ ะรายใช้ปุย๋ ในปรมิ าณท่ีแตกตา่ งกัน ข้ึนอยู่กับปริมาณ
ปรมิ าณผลผลติ เพิม่ สูงขน้ึ การเพ่ิมปรมิ าณปุย๋ โพแทสเซียม ปุ๋ยที่เกษตรกรได้รับในแต่ละฤดูการผลติ โดยทั่วไปเกษตร
ตั้งแต่ 0 ถึง 24 กก. K2O/ไร่ ส่งผลทาให้มะเขือเทศมีความสงู ใช้ปุ๋ยเกรด 15-15-15 และ 13-13-21 อย่างละ 75 กก./ไร่
ขนาดของผล ปริมาณผลผลิต และปริมาณของแข็ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเกษตรกรขาดหลักการในการจัดการปุ๋ย
ที่ละลายน ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่เหมาะสม ทาให้การใช้ปุย๋ เป็นไปอย่างไมม่ ีประสิทธภิ าพ
(Woldemariam et al., 2018) อย่างไรก็ตามการใส่ปุ๋ย เท่าที่ควร การจัดการปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพนั้น จาเป็นต้อง
ในอัตราสูง ไม่ได้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการให้ พิจารณาปรมิ าณธาตุอาหารทพี่ ชื ต้องการและปริมาณธาตุ
ผลผลิตพืชเสมอไป โดยเฉพาะปุ๋ยฟอสฟอรัสและ อาหารที่มีอยู่ในดิน จากการศึกษาของ Santasup et al.
โพแทสเซียม หากฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในดินมี (2018) พบว่าการปลูกเคพกูสเบอร์รี 1 ไร่ (ผลผลิต
เพียงพอต่อความต้องการของพืช (International ประมาณ 7 ตัน/ไร่) เคพกูสเบอร์รีต้องการไนโตรเจน
Fertilizer Association, 2016) โดย Horneck et al. (2011) ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม 70.22, 13.83 และ 57.96
รายงานว่า หากดินที่ปลูกมีปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็น กก./ไร่ ตามลาดับ ซึ่งข้อมูลความต้องการธาตุอาหารของ
ประโยชน์และปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลีย่ นได้สูงกว่า เคพกสู เบอร์รี สามารถนามาใชเ้ ป็นแนวทางในการกาหนด
100 และ 250 มก./กก. ไม่มีความจาเป็นต้องใส่ปุ๋ย อัตราการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสม ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้
ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในการผลิตพืช เช่นเดียว จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินอัตราการใช้ปุ๋ยท่ีเหมาะสม
กับ Li et al. (2011) พบว่า พืชจะไม่ตอบสนองต่อปุ๋ย สาหรับการผลิตเคพกูสเบอร์รีบนพื้นที่สูงของจังหวัด
ฟอสฟอรัสหากในดินท่ีปลูกมีปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็น เชียงใหม่ เพื่อให้การใช้ปุ๋ยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ประโยชน์สูงว่า 20 มก./กก. โดยการปลกู พืชแบบไม่ใสป่ ุ๋ย ลดต้นทนุ การผลิตและผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม
30
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 28-39
อุปกรณ์และวธิ กี าร CFM) (56 กก. N/ไร,่ 56 กก. P2O5/ไร่ และ 72 กก. K2O/ไร่)
และ 4) กรรมวิธคี วบคุม ไมม่ ีการใส่ปยุ๋ เคมี (Control)
การวางแผนการทดลอง: การศึกษาทดลองครั้งนี้
ดาเนนิ การทดลอง ณ แปลงปลูกเคพกูสเบอรร์ ีของเกษตรกร เคพกูสเบอร์รีถกู ย้ายปลกู บนแปลงปลูกทีย่ กร่อง
ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย อาเภอเชียงดาว ขนาดกวา้ ง 1 เมตร ยาว 20 เมตร จานวน 16 แปลง โดย
จังหวัดเชียงใหม่ (ละติจูด 19.68 oN ลองติจูด 98.78 oE มีระยะปลูกระหว่างต้น 1 เมตร (1 แปลงเท่ากับ 1 ซ้า
สูงจากระดับน้าทะเล 1,000 เมตร) ในช่วงเดือนสิงหาคม ประกอบไปด้วยจานวนเคพกูสเบอร์รีจานวน 20 ต้น)
พ.ศ. 2561 ถึง พฤษภาคม พ.ศ. 2562 โดยทาการปลูก ส า หรับ ปุ๋ยที่ใช ้ในการศึกษาที่เป็นแหล่ งธาตุอาหาร
เคพกูสเบอร์รีสายพันธุ์เหลืองทอง ในแปลงปลูกเคพกูส ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั และโพแทสเซียม เป็นปยุ๋ แคลเซียม
เบอร์รีของเกษตรกร ซึ่งดินที่ใช้ในการทดลองมีค่าความ ไนเตรท (15-0-0) ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0)
เป็นกรด-ด่าง 5.64 คา่ การนาไฟฟ้า 83 ไมโครซีเมนต์/ซม. และโพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60) ซึ่งระยะเวลาและ
ปริมาณอินทรียวัตถุ 3.87% ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็น อตั ราการใหป้ ยุ๋ แสดงไว้ใน Table 1
ประโยชน์ 280 มก./กก. ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม
และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ เท่ากับ 262, 653 และ สาหรับอัตราการใส่ปุ๋ยในกรรมวิธีที่ 1 อ้างอิง
91 มก./กก. ตามลาดับ ในระหว่างเตรียมแปลงก่อนย้าย จากการศึกษาของ Santasup et al. (2018) ที่ศึกษา
กล้าปลูก (3 สัปดาห์ก่อนย้ายปลูก) ใส่ปุ๋ยคอก (N=0.95%, ความต้องการธาตุอาหารของเคพกูสเบอร์รี ซึ่งพบว่า
P2O5 = 0.71% และ K2O = 0.95%) ในอัตรา 750 กก./ไร่ เคพกูสเบอร์รีทใ่ี หผ้ ลผลติ 7 ตัน/ไร่ ตอ้ งการ N : P2O5 : K2O
การใส่ปุ๋ยอินทรีย์เป็นแนวทางปฏิบัติที่ศูนย์พัฒนา เทา่ กบั 70.22 : 13.83 : 57.96 กก./ไร่ โดยระยะเวลา 0-60
โครงการหลวงแกน้อย แนะนาให้แก่เกษตรกรผู้ปลูก วันหลังย้ายปลูก ซึ่งเป็นระยะการเจริญเติบโตทางด้านก่ิง
เคพกสู เบอร์รี เพอื่ รกั ษาระดับปริมาณอนิ ทรียวัตถุภายในดิน ก้านใบ (Vegetative phase) เคพกูสเบอร์รีมีความ
ดังนั้นในทุกกรรมวิธีการทดลองจึงมีการใส่ปุ๋ยคอกในช่วง ต้องการ N : P2O5 : K2O เทา่ กับ 4.84 : 2.72 : 11.16 กก./ไร่
การเตรยี มแปลงปลูก และที่ระยะ 60-210 วันหลังย้ายปลูก ซึ่งเป็นการ
เจริญเติบโตในระยะสืบพันธุ์ (Reproductive phase)
การศึกษาในครั้งน้ีวางแผนการทดลองแบบสุ่ม เคพกูสเบอร์รีมีความต้องการ N : P2 O5 : K2O เท่ากับ
ภายในบล็อกสมบูรณ์ (Randomized Complete Block 65.38 : 11.11 : 46.80 กก./ไร่
Design) จานวน 4 ซ้า ประกอบด้วยกรรมวิธีการทดลอง
4 กรรมวิธี ได้แก่ 1) ใส่ปุ๋ยโดยประเมินอัตราการใส่จาก การเก็บบันทกึ ขอ้ มูล: ท่ีระยะเวลา 30, 60 และ
ความต้องการธาตุอาหารของเคพกูสเบอร์รี และ 90 วันหลังย้ายปลูก (Days after Transplanting: DAT)
ค่าวิเคราะห์ดิน อัตรา 1 (Site-Specific Fertilizer บันทึกความสงู ของต้น จากพนื้ ดนิ จนถงึ ยอดโดยใช้เทปวัด
Managements Rate 1: SSFM-1) (70.22 กก. N/ไร่, ระยะ (3 ต้น/ซา้ /กรรมวิธีทดลอง) และทาการเกบ็ ตวั อย่าง
13.83 กก. P2O5/ไร่ และ 57.96 กก. K2O/ไร)่ (Santasup ต้น เคพกูส เบ อร์รีมา วิเครา ะ ห์กา รส ะ ส มน ้า หน ั ก แ ห้ ง
et al., 2018) 2) ใสป่ ๋ยุ โดยประเมนิ อัตราการใส่จากความ (อบด้วยตู้อบลมร้อน ที่อุณหภูมิ 65-70°ซ.) ที่ระยะเวลา
ต้องการธาตุอาหารของเคพกูสเบอร์รีและค่าวิเคราะห์ดิน 90 วันหลังย้ายปลูก สุ่มเก็บตัวอย่างใบ (ใบที่ 4 นับจาก
อัตรา 2 (SSFM-2) (70.22 กก. N/ไร่) 3) ใส่ปุ๋ยตามอัตรา ปลายกิ่ง) เพื่อวิเคราะห์ความเข้มข้นธาตุอาหารหลัก
ท ี ่ เ ก ษ ต ร ก ร น ิ ย ม ป ฏ ิ บ ั ต ิ ใ น ก า ร ผ ล ิ ต เ ค พ ก ู ส เ บ อ ร ์ รี ไนโตรเจน (Novozamsky et al., 1974) ฟอสฟอรัส
(Common Fertilizer Management for Cape Gooseberry: (Walinga et al., 1995) และโพแทสเซียม (Kalra, 1998)
บันทึกปริมาณผลผลิตเคพกูสเบอร์รีทั้งหมดที่เก็บเกี่ยว
ออกจากแปลง (เริ่มเก็บเกี่ยว 90 วันหลังย้ายปลูก) และ
31
วารสารวิจัยและสง่ เสริมวชิ าการเกษตร 38(1): 28-39
วิเคราะหค์ ุณภาพผลผลติ ประกอบไปด้วย 1) ปริมาณธาตุ การวิเคราะห์ข้อมูล: วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ
อาหารหลัก (วิธีการวิเคราะห์เช่นเดียวกับในใบพืช) 2) โดยอาศัยการวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of
น้าหนักผลสดเฉลี่ยต่อผล 3) ขนาดผล (ความยาว Variance, ANOVA) โดยใช้โปรแกรม Statistix 8.0 และ
และเส้นผ่าศูนย์กลาง) 4) ปริมาณของแข็งที่ละลายน้าได้ เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของกรรมวิธีทดลอง
(Total Soluble solid: TSS) โดยใช้เครื่อง Digital โดยวิธี Least Significant Difference (LSD) ที่ระดับ
Refractometer 5) ปริมาณกรดทั้งหมดที่ไทเทรตได้ ความเชอื่ มั่น 95%
(Titratable Acidity: TA) (Association of Official
Analytical Chemists, 2000) และ 5) กรดแอสคอร์บิก
(Ranganna, 1986)
Table 1 Application time and rate of fertilizers in SSFM-1, SSFM-2 and CFM treatments
DAT SSFM-1 Rate of fertilizer: N : P2O5 : K2O (kg/rai)
SSFM-2 CFM
30 02.42 : 1.36 : 05.58 02.42 : 0 : 0 10.00 : 10.00 : 10.00
60 02.42 : 1.36 : 05.58 02.42 : 0 : 0 10.00 : 10.00 : 10.00
90 04.82 : 1.36 : 05.58 04.82 : 0 : 0 10.00 : 10.00 : 10.00
120 16.24 : 3.06 : 12.40 16.24 : 0 : 0 06.50 : 06.50 : 10.50
150 17.73 : 2.67 : 11.46 17.73 : 0 : 0 06.50 : 06.50 : 10.50
180 14.65 : 2.26 : 09.73 14.65 : 0 : 0 06.50 : 06.50 : 10.50
210 11.94 : 1.76 : 07.63 11.94 : 0 : 0 06.50 : 06.50 : 10.50
ผลการวจิ ัย ส าคัญทางสถิติ ส าหรับการสะสมน้าหนักแห้งของ
เคพกูสเบอร์รีพบว่าที่ระยะ 30 วันหลังย้ายปลูก การ
การเจริญเติบโต: จากข้อมูลใน Table 2 แสดงให้ จัดการปุ๋ยทั้ง 4 กรรมวิธี ไม่ส่งผลให้น้าหนักแห้งของ
เห็นว่าในช่วงระยะแรกของการเจริญเติบโต (30 วันหลัง เคพกูสเบอร์รี แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ย้ายปลูก) การจัดการปุ๋ยทั้ง 4 กรรมวิธี ไม่ส่งผลให้ความสูง เช่นเดียวกับความสูง โดยเคพกูสเบอร์รีมีการสะสมน้าหนัก
ของเคพกูสเบอร์รีแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ แห้งอยู่ในช่วง 3.46-3.85 กรัม/ต้น หลังจากนั้นที่
โดยเคพกูสเบอร์รีมีความสูงอยู่ในช่วง 35.71-40.38 ซม. ระยะเวลา 60 และ 90 วันหลังย้ายปลูก การจัดการปุ๋ย
ที่ระยะ 60 และ 90 วันหลังย้ายปลูก การจัดการปุ๋ยตาม ตามกรรมวิธีที่ 1, 2 และ 3 ส่งผลให้เคพกูสเบอร์รีสะสม
กรรมวิธีที่ 1 และ 2 ส่งผลให้เคพกูสเบอร์รีมีความสูง น้าหนกั แห้งเพิ่มขน้ึ อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติเมอ่ื เปรยี บเทยี บ
เพ ิ ่ มข ึ ้ นอย ่างม ีนั ย ส าค ัญ ทางสถ ิ ติเมื่ อเปร ี ยบเท ียบกับ กับกรรมวิธีควบคุมที่ไม่มีการใส่ปุ๋ย อย่างไรก็ตาม
กรรมวิธีควบคุม โดยกรรมวิธีที่ 1 ส่งผลให้เคพกูสเบอร์รีมี ไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติของ
ความสูงมากที่สุด 164.25 ซม. (ระยะ 90 วันหลังย้ายปลูก) น้าหนักแห้งระหว่าง กรรมวิธีท่ี 1, 2 และ 3 แต่การใส่ปยุ๋
อย่างไรก็ตามการจัดการปุ๋ยตามกรรมวิธีที่ 1, 2 และ 3 ตามกรรมวธิ ที ่ี 1 สง่ ผลให้เคพกสู เบอร์รมี กี ารสะสมน้าหนกั
ไม่ ท าให้ความสูงของเคพกูสเบอร์รีแตกต่างกันอย ่างมีนัย แห้งมากท่ีสดุ ทรี่ ะยะเวลา 60 และ 90 วนั หลงั ย้ายปลกู
32
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 28-39
ผลการศึกษาการจัดการปุ๋ยที่แตกต่างกันต่อ กรรมวิธีควบคุม พบความเข้มข้นไนโตรเจนในใบต่าที่สุด
ความเข้มข้นธาตุอาหารหลักในใบ (Table 3) โดยการ (4.15%) สาหรบั ความเข้มขน้ ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม
จัดการปุ๋ยตามกรรมวิธีที่ 1 และ 2 ส่งผลให้ความเข้มข้น พบว่า การจัดการปุ๋ยทั้ง 4 กรรมวิธี ไม่ส่งผลให้ความ
ไ น โ ต รเจ นในใ บเพิ ่ม ข ึ้ นอย ่าง มี นั ยส าคั ญทาง สถิ ติ เมื่อ เข้มข้นฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม แตกต่างกันอย่างมี
เปรียบเทียบกับกรรมวิธีควบคุม อย่างไรก็ตามความ นัยสาคัญทางสถิติ โดยความเข้มข้นฟอสฟอรัสและ
เข้มข้นไนโตรเจนไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติระหว่าง โพแทสเซยี มในใบอย่ใู นช่วง 0.26-0.27 และ 4.65-4.90%
กรรมวิธีที่ 1-3 แต่การใส่ปุ๋ยตามกรรมวิธีที่ 1 ส่งผลให้มี ตามลาดับ
ความเข้มข้นไนโตรเจนในใบสูงที่สุด (4.39%) ในขณะท่ี
Table 2 Effects of different fertilizer managements on plant height and dry weight
of cape gooseberry
Treatments Plant height (cm) Dry weight (g/plant)
SSFM-1 30 DAT 60 DAT 90 DAT 30 DAT 60 DAT 90 DAT
SSFM-2
CFM 39.65 117.92 a 164.25 a 3.85 53.55 a 382.70 a
Control
F-test (0.05) 40.38 119.00 a 162.63 a 3.84 53.06 a 378.63 a
CV (%)
39.42 116.71 a 158.25 a 3.82 52.52 a 368.72 a
35.71 106.84 b 150.25 b 3.46 48.08 b 294.75 b
ns * * ns * *
7.79 3.60 3.33 6.92 3.60 7.60
Mean in each column followed by different letters indicated significant difference using least significant difference ( LSD) at 5%
probability level. ns = non-significant
Table 3 Effects of different fertilizer managements on nutrient concentration in leaf at 90 DAT
Treatments N Nutrient concentration (%) K
P
SSFM-1 4.39 a 0.27 4.66
SSFM-2 4.36 a 0.26 4.69
CFM 0.26
Control 4.26 ab 0.27 4.65
F-test (0.05) 4.15 b 4.90
CV (%) ns
* 5.40 ns
1.99 3.54
Mean in each column followed by different letters indicated significant difference using least significant difference ( LSD) at 5%
probability level. ns = non-significant
33
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(1): 28-39
Table 4 Effects of different fertilizer managements on yield and nutrient concentration
in cape gooseberry fruits
Treatments Yield Nutrient concentration (%)
SSFM-1 (kg/plant) NPK
SSFM-2 4.66 a 1.51 0.25 2.19
CFM 4.41 a 1.51 0.25 2.16
Control 4.34 a 1.49 0.25 2.15
F-test (0.05)
CV (%) 3.59 b 1.51 0.24 2.20
* ns ns ns
6.47 4.13 3.31 3.49
Mean in each column followed by different letters indicated significant difference using least significant difference ( LSD) at 5%
probability level. ns = non-significant
Table 5 Effects of different fertilizer managements on weight, diameter, height, TSS, TA and vitamin C
in cape gooseberry fruits
Treatments Fruit Fruit Fruit TSS TA Ascorbic
weight diameter length acid
(g/fruit) (mm) (mm) (oBrix) (%) (mg/100 g)
SSFM-1 10.88 26.51 23.94 14.05 0.75 30.56 a
SSFM-2 11.25 26.70 24.15 14.33 0.75 31.94 a
CFM 11.23 26.43 24.05 14.33 0.76 31.77 a
Control 10.77 25.77 24.13 13.98 0.76 26.39 b
F-test (0.05) ns ns ns ns ns *
CV (%) 4.04 2.31 2.07 3.16 4.37 8.21
Mean in each column followed by different letters indicated significant difference using least significant difference ( LSD) at 5%
probability level. ns = non-significant
ปริมาณ และคุณภาพผลผลิต: ผลการศึกษา ธาตุอาหารหลักในผลแตกตา่ งกันอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิ
การจัดการปุ๋ยที่แตกต่างกันต่อปริมาณและความเข้มข้น โดยผลเคพกูสเบอร์รีมีความเข้มข้นไนโตรเจน ฟอสฟอรัส
ธาตอุ าหารหลกั ในผลผลิต (Table 4) ซ่งึ พบว่าการจัดการ และโพแทสเซียม อยู่ในช่วง 1.49-1.51, 0.24-0.25 และ
ปุ๋ยตามกรรมวิธีที่ 1, 2 และ 3 ส่งผลให้เคพกูสเบอร์มี 2.15-2.20% ตามล าดับ ส าหรับคุณภาพผลผลิต
มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติเม่ือ พบว่าการจัดการปุ๋ยทั้ง 4 กรรมวิธี ไม่ส่งผลให้น้าหนัก
เปรียบเทียบกับกรรมวิธีควบคุม โดยกรรมวิธีที่ 1 ได้ ผลสดเฉลี่ยต่อผลของเคพกูสเบอร์รีมีแตกต่างกันอย่าง
ผลผลิตเคพกูสเบอร์รีสูงท่ีสุด (4.66 กก./ต้น) อย่างไรก็ตาม มีนัยสาคัญทางสถิติ (Table 5) โดยเคพกูสเบอร์รีมีน้าหนัก
การจัดการปุ๋ยทั้ง 4 กรรมวิธีไม่ส่งผลให้ความเข้มข้น ผลสด อยู่ในช่วง 10.77-11.25 กรัม/ผล อย่างไรก็ตาม
34
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 28-39
การจดั การปยุ๋ ตามกรรมวธิ ีที่ 1, 2 และ 3 มแี นวโน้มทาให้ ทั้งนี้อาจเนื่องจากไนโตรเจนส่งผลให้เคพกูสเบอร์รีมีการ
น้าหนักผลสดเฉลี่ยต่อผลเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับ แบ่งเซลล์ในระยะการเจริญโตทางด้านกิ่งก้านใบมากขึ้น
กรรมวิธีควบคุม สาหรับขนาดผล (เส้นผ่าศูนย์กลาง และ (Vegetative growth) ทาให้มีการสร้างใบใหม่ พื้นที่ใบ
ความยาวผล) ผลการศกึ ษาพบวา่ การจดั การป๋ยุ ท่แี ตกต่างกัน และดชั นีพื้นที่ผวิ ใบ (Leaf Area Index: LAI) เพม่ิ มากขึ้น
ท้ัง 4 กรรมวธิ ี ไมส่ ง่ ผลให้ขนาดผลเคพกูสเบอร์รีแตกต่างกัน ส่งผลทาให้มีกระบวนการสังเคราะห์แสงเพิ่มสูงขึ้นตามไป
อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ โดยผลเคพกูสเบอร์รีมี ด้วย ดังนั้นความสูงและการสะสมน้าหนักแห้งของพืชที่
เส้นผ่าศูนย์กลางและความยาวอยู่ในช่วง 25.77-26.70 มม. ได้รบั ปยุ๋ ไนโตรเจนจงึ สงู กว่าพชื ทไี่ มไ่ ดร้ ับปุ๋ย (Olivar et al.,
และ 23.94.38-24.15 มม. โดยกรรมวิธีที่ 2 ส่งผลให้ 2014) ซึ่งผลการทดลองสอดคล้องกับ Girapu and
ขนาดผลเคพกูสเบอร์รีมีเส้นผ่าศูนย์กลางและความยาว Kumar (2006) ที่พบว่าไนโตรเจนช่วยส่งเสริมการ
ผลมากที่สุด (26.70 และ 24.15 มม.) ข้อมูลใน Table 5 เจริญเติบโตของพืชในวงศ์ Solanaceae โดยพืชในวงศ์น้ี
ชี้ให้เห็นว่าการจัดการปุ๋ยที่แตกต่างกันทั้ง 4 กรรมวิธี ไม่ เมื่อได้ปริมาณไนโตรเจนที่เพิ่มสูงขึ้น จานวนกิ่งย่อย และ
ส่งผลให้เคพกูสเบอร์รีมีปริมาณของแข็งที่ละลายน้าได้ การสะสมน้าหนักแหง้ เพิ่มขึ้น ผลการศึกษาในครั้งนีแ้ สดง
(TSS) และปริมาณกรดทั้งหมดที่ไทเทรตได้ (TA) มีความ ให้เห็นว่าพืชจะมีความสูงเพิม่ ขึ้นอย่างรวดเร็วในชว่ ง 30-60
แตกต่างกันอย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติ ซึ่งผลเคพกูสเบอร์รี วันหลังย้ายปลูก และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วง 60-90 วัน
มีปริมาณ TSS และปริมาณ TA อยู่ในช่วง 13.98-14.33Brix หลังย้ายปลูก สาเหตุอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการ
และ 0.75-0.76% อย่างไรก็ตามการจัดการปุ๋ยตาม เจริญเติบโตทางด้านกิ่งก้านใบ เข้าสู่ระยะสืบพันธุ์
กรรมวิธีที่ 1, 2 และ 3 มีแนวโน้มทาให้เคพกูสเบอร์รีมี (Reproductive phase) อย่างไรก็ตามฟอสฟอรัสและ
ปริมาณของแข็งที่ละลายน้าได้สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับ โพแทสเซียมที่ได้จากปุ๋ยเคมีไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต
กรรมวธิ ีควบคุม ของเคพกูสเบอร์รี สังเกตได้จากความสูงและการสะสม
น้าหนักแห้งกรรมวิธีที่ 2 ที่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเพียงอย่างเดียว
สาหรับปริมาณกรดแอสคอร์บิก ผลการศึกษา ไม่แตกต่างกับกรรมวิธีที่ 1 สาเหตุเกิดจากปริมาณ
พบว่า การจัดการปุ๋ยตามกรรมวธิ ที ี่ 1, 2 และ 3 ส่งผลให้ ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ และปริมาณโพแทสเซียมที่
เคพกูสเบอร์รีมีปริมาณกรดแอสคอร์บิกสูงขึ้นอย่างมี แลกเปล่ียนได้ในดินอยู่ในระดับสูง (280 และ 262 มก./กก.)
นยั สาคญั ทางสถิติ โดยกรรมวธิ ีท่ี 2 สง่ ผลให้เคพกูสเบอร์รี พชื จึงไมต่ อบสนองตอ่ การใส่ปยุ๋ ฟอสฟอรสั และโพแทสเซียม
มีปริมาณกรดแอสคอร์บิกสูงที่สุด (31.94 มก./100 กรัม) ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั Horneck et al. (2011) ทีร่ ายงานว่าพชื
อย่างไรก็ตามปริมาณกรดแอสคอร์บิกในกรรมวิธีที่ 1, 2 จะไม่ตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม
และ 3 ไมม่ ีความแตกตา่ งกนั อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติ หากในดนิ ท่ีปลกู มปี รมิ าณฟอสฟอรสั ทีเ่ ปน็ ประโยชน์ และ
โพแทสเซยี มทีแ่ ลกเปล่ียนไดส้ ูงกวา่ 100 และ 250 มก./กก.
วจิ ารณ์ผลการวิจยั
สาหรับความเข้มข้นธาตุอาหารหลักในใบพบว่า
ผลของการศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็นอย่าง ปริมาณปยุ๋ ไนโตรเจนที่เพมิ่ สงู ขึน้ ในกรรมวธิ ที ่ี 1, 2 และ 3
ชัดเจนถึงอิทธิพลของปุ๋ยไนโตรเจนต่อการเจริญเติบโต ส่งผลให้ความเข้มข้นไนโตรเจนในใบเคพกสู เบอร์รีเพิม่ สงู
ของเคพกูสเบอร์รี โดยปริมาณปุ๋ยไนโตรเจนที่เพิ่มสูงขึ้นใน กว่ากรรมวิธีควบคุมที่ไม่มีการใส่ปุ๋ย ซึ่ง Tohamy et al.
กรรมวิธีที่ 1, 2 และ 3 ส่งผลให้เคพกูสเบอร์รีมีการ (2009) รายงานว่าปริมาณไนโตรเจนที่เพิ่มสูงข้ึนส่งผลให้
เจริญเติบโต (ความสูง และการสะสมน้าหนักแห้ง) เพ่ิม ความเข้มข้นไนโตรเจนในใบเคพกูสเบอร์รเี พิ่มสูงขึน้ อย่าง
สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกรรมวิธีที่ไม่มีการใส่ปุ๋ยเคมี มีนัยสาคัญทางสถิติ จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า
35
วารสารวจิ ยั และส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(1): 28-39
ปริมาณไนโตรเจนในดินไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต ตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม และ
ของพชื ในขณะทค่ี วามเข้มข้นฟอสฟอรสั และโพแทสเซียม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการใส่ปุ๋ยเคมีไม่ส่งผลต่อความ
ในใบไม่มีความแตกต่างทางสถิติ ชี้ให้เห็นว่าปริมาณ เข้มข้นธาตุอาหารหลักในผลเคพกูสเบอร์รี ความเข้มข้น
ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในดินมีเพียงพอต่อการ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในผลเคพกูสเบอร์รี
เจริญเติบโตของเคพกูสเบอร์รี ประกอบกับมีการใส่ปุ๋ย อยู่ในช่วง 1.49-1.51, 0.24-0.25 และ 2.15-2.20%
คอกในช่วงเตรียมแปลงปลูกในทุกกรรมวิธีการทดลอง ซ่ึง ตามลาดับ ซึ่งจัดอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดย Torres et al.
เป็นการเติมฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมลงไปในดิน Zhu (2014) รายงานว่าระดับความเข้มข้นไนโตรเจน ฟอสฟอรัส
and Hampton (2017) รายงานว่า ในดินที่มีปริมาณ และโพแทสเซียมที่เหมาะสมในผลเคพกูสเบอรีอยู่ในช่วง
ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์สูงกว่า 21 มก./กก. การใส่ปุ๋ย 1.00-3.00, 0.20-0.30, และ 2.00-4.00% ตามลาดบั โดย
ฟอสฟอรัสไม่ส่งผลให้ระดับความเข้มข้นฟอสฟอรัสในใบ หากระดับความเข้มข้นธาตุอาหารหลักในใบและผลอยู่
มะเขือเทศแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ระดับ ในช่วงที่เหมาะสม เคพกูสเบอร์รีจะให้ผลผลิตเฉลี่ย
ความเข้มข้นฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมที่เหมาะสมในใบ 4-5 กก./ต้น นอกจากนั้น Tohamy et al. (2009) พบว่า
เคพกูสเบอร์รีอยู่ในช่วง 0.20-0.40 และ 4.00-6.00% ระดับความเข้มข้นไนโตรเจนในใบเคพกูสเบอร์รีที่เพิ่ม
(Torres et al., 2014) สูงขึ้น จะทาให้เคพกูสเบอร์รีมีปริมาณผลผลิตเพิ่มสูงข้ึน
อย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ิ
เมื่อพิจารณาถึงปริมาณผลผลิตพบว่า ทุกกรรมวิธี
ที่ใส่ปุ๋ย (กรรมวิธีที่ 1, 2 และ 3) ส่งผลให้เคพกูสเบอร์รี เมื่อพิจารณาถึงคุณภาพผลผลิตเคพกูสเบอร์รี
มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ เมื่อ พบว่าน้าหนักผลสดเคพกูสเบอร์รี เส้นผ่าศูนย์กลางผล
เปรียบเทียบกับกรรมวิธีควบคุม ซึ่งปริมาณผลผลิตใน และปริมาณของแข็งที่ละลายน้าได้ในกรรมวิธีที่ 1-4
กรรมวิธีที่ 1-3 (4.34-4.66 กก./ต้น หรือ 6.94-7.46 ตัน/ไร่) จัดอยู่ในระดับมาตรฐานทั่วไป แต่สาหรับปริมาณกรด
จัดอยู่ในระดับมาตรฐานทั่วไป จากการศึกษาของ Torres et al. ทั้งหมดที่ไทเทรตได้ และปริมาณกรดแอสคอร์บิกถือว่า
(2014) พบว่าโดยปกติเคพกูสเบอร์รีจะให้ผลผลิต 4-5 กก./ต้น ต่ากว่ามาตรฐานหากเปรียบเทยี บกับเคพกูสเบอร์รีที่ปลกู
แต่อาจให้ผลผลิตได้สูงถึง 6 กก./ต้น หากปลูกเคพกูส ในประเทศอินเดีย สาเหตุอาจเกิดจากชนิดและสายพันธุ์
เบอร์รีในเขตอบอุ่น จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า เม่ือ เคพกูสเบอร์รีที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่โดย Ali and
เคพกูสเบอร่ีได้รับปุ๋ยไนโตรเจนเพิ่มมากขึ้น นอกจากจะมี Singh (2016) รายงานว่า เคพกูสเบอร์รีในประเทศอินเดียมี
การเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่งผลให้มีปริมาณผลผลิต น้าหนักสดต่อผล เส้นผ่าศูนย์กลางผล ปริมาณของแข็งท่ี
เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน สาเหตุเกิดจากการเจริญเติบโตในระยะ ละลายน้าได้ ปริมาณกรดทั้งหมดที่ไทเทรตได้ และปริมาณ
กิ่งก้านใบ เมื่อเคพกูสเบอร์รีได้รับไนโตรเจนเพิ่มขึ้นจะมี กรดแอสคอร์บิกอยู่ในช่วง 7.00-11.00 กรัม/ผล, 20.00-
อัตราการสังเคราะห์แสง การสร้างกิ่งย่อย และการออก 28.00 มม., 13.67-15.48oBrix, 1.22-1.34% และ 40.54-
ดอกติดผลเพิ่มมากขึ้น (Prakash et al., 2017) จึงทาให้ 47.83 มก./100 กรมั ตามลาดับ
มีปริมาณผลผลติ สูงขึ้นตามไปดว้ ย อย่างไรกต็ ามการใส่ปุย๋
ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมไม่ส่งผลต่อปริมาณผลผลิต เมื่อพิจารณาการจัดการปุ๋ยในแต่ละกรรมวิธี
เคพกูสเบอร์รีเช่นเดียวกับการเจริญเติบโต ทั้งนี้เนื่องจาก พบว่า ปริมาณปุ๋ยไนโตรเจนที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้เคพกูส
ดิน ท ี่ใช้ในการศึกษา ครั้ง นี้มีปริมาณฟอสฟอรัส ที่ เป็น เบอร์รีมีน้าหนักผลสดเฉลี่ยต่อผล เส้นผ่าศูนย์กลางผล
ประโยชน์ (280 มก./กก.) และโพแทสเซียมท่ีแลกเปลี่ยนได้ ปริมาณของแข็งที่ละลายน ้าได้ และปริมาณกรด
(262 มก./กก.) ในระดับสูง จึงทาให้เคพกูสเบอร์รีไม่ แอสคอร์บิกของผลเคพกูสเบอร์รีเพิ่มสูงขึ้น เมื่อ
เปรียบเทียบกับกรรมวิธีควบคุม สาเหตุอาจเกิดจาก
36
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 28-39
ไนโตรเจนช่วยส่งเสริมกระบวนการสังเคราะห์แสง ดังนั้น กก./ไร่ ก็เพียงพอต่อการผลิตเคพกูสเบอร์รีที่ดีทั้งในด้าน
ในระยะสืบพันธุ์เม่ือมีการสังเคราะห์แสงเพิ่มมากขึ้น จึงมี ปริมาณและคุณภาพ การศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า
สารต้งั ตน้ ทีใ่ ช้ในการสังเคราะหส์ ารชนิดอื่นเพ่ิมขึ้นตามไป อัตราการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมโดยประเมินจากความต้องการ
ดว้ ย ผลการศกึ ษาสอดคลอ้ งกบั Deepti et al. (2018) ท่ี ธาตุอาหารของพืชและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ช่วยลด
พบว่าเมื่อเคพกูสเบอร์รีได้รับปริมาณปุ๋ยไนเตรเจนเพิ่ม ปริมาณการใช้ปุ๋ย ตลอดจนลดต้นทุนการผลิตที่เกิดจาก
สูงขึ้น ผลเคพกูสเบอรี่จะมีปริมาณของแข็งที่ละลายน้าได้ การใชป้ ยุ๋ มากเกนิ ความจาเปน็
ปริมาณกรดทั้งหมดที่ไทเทรตได้ และกรดแอสคอร์บิกสูงขึ้น
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตามไนโตรเจนไม่ได้ กิตตกิ รรมประกาศ
ส่งผลต่อคุณภาพผลิตพืชเสมอไป โดย Lorensini et al.
(2015) รายงานว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อคุณภาพผลผลิต ขอขอบคุณสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง
พืชประกอบไปด้วย อณุ หภมู ิ ปริมาณนา้ ฝน และชว่ งเวลา (องค์การมหาชน) ที่ให้การสนับสนุนทุนวิจัย และ
ที่ได้รับแสง ข้อมูลจากการศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ขอขอบคณุ หอ้ งปฏิบัติการเคมดี ิน ห้องปฏบิ ตั ิการกลาง และ
การประเมินอัตราการใส่ปุย๋ โดยพจิ ารณาถึงความต้องการ ห้องปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว คณะเกษตรศาสตร์
ธาตอุ าหารของเคพกูสเบอรร์ ีและปรมิ าณธาตุอาหารทเ่ี ป็น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ให้ความอนุเคราะห์สถานที่และ
ประโยชน์ในดิน เป็นกรรมวิธีที่เหมาะสมที่จะนามาวาง อปุ กรณใ์ นการวเิ คราะหด์ ินและพชื
แผนการจัดการธาตุอาหารเพื่อให้ได้ผลผลิตทั้งในด้าน
ปริมาณและคณุ ภาพทีด่ ี ทาให้การจัดการปุ๋ยมีประสทิ ธิภาพ เอกสารอา้ งอิง
สูงสุด ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเกินความจาเป็น ซึ่งเป็นการ
ลดต้นทุนการผลติ และลดการปนเป้ือนป๋ยุ สสู่ ่งิ แวดลอ้ ม Ali, A. and B.P. Singh. 2016. Studies on production
potential of cape gooseberry (Physalis
สรปุ ผลการวิจัย peruviana L.) in sodic under varying
agronomic manipulations. Journal
การศึกษาอัตราปุ๋ยที่เหมาะสมสาหรับการผลิต of Applied and Natural Science
เคพกูสเบอร์รีบนพื้นที่สูงของจังหวัดเชียงใหม่ แสดงให้เห็น 8(1): 368-374.
ว่าการจัดการปุ๋ยทุกกรรมวิธี (กรรมวิธีที่ 1-3) ไม่ส่งผลให้
เคพกูสเบอร์รีมีการเจริญเติบโต (ความสูงและน้าหนักแห้ง) Association of Official Analytical Chemists. 2000.
ปริมาณและคุณภาพผลผลิตแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ Official Methods of Analysis. 17th
ทางสถิติ แต่การใส่ปุย๋ N : P2O5: K2O โดยประเมินอตั ราการ edition. Washington: Association of
ใส่ปุ๋ยจากความต้องการธาตุอาหารของเคพกูสเบอร์รีและ Official Analytical Chemists. 4377 p.
ความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดิน ในอัตรา
70.22 : 13.83 : 57.96 กก./ไร่ ส่งผลให้เคพกูสเบอร์รีมี Conde, L.D., Z. Chen, H. Chen and H. Liao. 2014.
ความสูง น้าหนักแห้ง และปริมาณผลผลิตมากที่สุด อย่างไร Effects of phosphorus availability on
ก็ตามในดินท่ีมีปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์และ plant growth and soil nutrient status
โพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ในระดับสูง และมีการใส่ปุ๋ย in the rice/soybean rotation system on
คอกในช่วงเตรียมแปลงปลูก การจัดการปุ๋ยตามกรรมวิธีที่ 2 newly cultivated acidic soils. American
โดยใส่เฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนเพียงอย่างเดียวในอัตรา 70.22 Journal of Agriculture and Forestry
2(6): 309-316.
37
วารสารวจิ ัยและสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(1): 28-39 Horneck, D.A., D.M. Sullivan, J.S. Owen and
J.M. Hart. 2011. Soil Test
Deepti, S., A.K. Singh and K.A.P. Singh. 2018. Interpretation Guide. [Online].
Effects of varying doses nitrogen and Available https://www.extension.
phosphorus on vegetative growth, oregonstate.edulcatalog/ (15 October 2019).
flowering and fruit quality of cape
gooseberry (Physalis peruviana L.). International Fertilizer Association. 2016. Nutrient
International Journal of Current Management Handbook. [Online].
Microbiology and Applied Sciences Available https://www.fertilizer.org/
7(2): 126-135. Nutrient_Management Handbook.pdf
(3 November 2019).
Girapu, R.K. and A. Kumar. 2006. Influence of
nitrogen and spacing on growth, yield Kalra, Y.P. 1998. Handbook of Reference
and economics of cape-gooseberry Methods for Plant Analysis.
(Physalis peruviana L.) production. Boca Raton: CRC Press. 300 p.
pp. 1425-1428. In Proceedings of the
National Symposium on Production, Li, H., G. Huang, Q. Meng, L. Ma, L. Yuan,
Utilization and Export of Underutilized F. Wang, W. Zhang, Z. Cui, J. Shen,
Fruits with Commercial Potentialities X. Chen, R. Jiang and F. Zhang. 2011.
22-24 November 2006. West Bengal: Integrated soil and plant phosphorus
Bidhan Chandra Krishi Viswavidyalaya. management for crop and environment
in china. Plant Soil 349: 157-167.
Hassan, H.A., H.M. Serag, M.S. Qadir and
M.F. Ramadan. 2017. Cape gooseberry Lorensini, F., C.A. Ceretta, C.R. Lourenzi,
(Physalis peruviana) juice as L.D. Conti, T.L. Tiecher, G.T. Trentin and
a modulator agent for hepatocellular G. Brunetto. 2015. Nitrogen fertilizer
carcinoma-linked apoptosis and cell of cabernet sauvignon grapevines: yield,
cycle arrest. Biomedicine & total nitrogen content in the leaves and
Pharmacotherapy 94(1): 1129-1137. must composition. Acta Scientiarum
Agronomy 37(3): 321-329.
Highland Research and Development Institute
(HRDI). 2016. Cape gooseberry Nemr, M.A.E., M.M.H. Baky, S.R. Salman and
handbook. [Online]. Available W.A.E. Tohamy. 2012. Effect of different
https://hkm.hrdi.or.th/media/detail/238/5 potassium levels on the growth, yield
(27 April 2020). and quality of tomato grown in sand-
ponic culture. Australian Journal of
Basic Applied Sciences 6(2): 779-784.
38
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 28-39
Novozamsky, I., R.V. Eck, J.Ch.V. Schouwenburg Santasup, C., F. Chaiwon and K. Ueangsawat.
and I. Wallinga. 1974. Total nitrogen 2018. Improvement of water-saving
determination in plant material by means and fertilizer use efficiency for fruit
of the indophenol blue method. orchard in highland area. 111 p.
Netherlands Journal of Agriculture In Research Report. Chiang Mai:
Science 22: 3-5. Highland Research and Development
Institute (Public Organization). [in Thai]
Olivar, V.T., A.R. Martinez, M.A.R. maria and
L.A.V. aguilar. 2014. Role of nitrogen Tohamy, W.A.E., S. Abouhussein and N. Gruda.
and nutrients in crop production. 2009. Response of Cape gooseberry
Journal of Agricultural Science (Physalis peruviana L.) to nitrogen
and Technology 4: 29-37. application under sandy soil conditions.
Gesunde Pflanzen 61: 123-127.
Prajapati, K. and H.A. Modi. 2012. The
importance of potassium in plant Torres, J., N.P. Seva. A.S. Bautista, B. Pascual,
growth. Indian Journal of Plant S.L. Galarza, J. Alagarda and J.V. Maroto.
Sciences 1(2): 177-180. 2014. Growth and nutrient absorption of
cape gooseberry (Physalis peruviana L.)
Prakash, O., A. Kumar and Y. Singh. 2017. Effect in soilless culture. Journal of Plant
of nitrogen, zinc sulfate and boron on Nutrition 38(4): 485-496.
growth and yield of cape gooseberry
(Physalis peruviana L.). International Walinga, I., J.J. van der Lee, V.J.G. Houba, W. van
of Pure & Applied Bioscience 5(3): 74-84. Vark and I. Novozamsky. 1995. Plant
Analysis Manual. Dordrecht: Springer.
Ranganna, S. 1986. Handbook of Analysis and 275 p.
Quality Control for Fruit and
Vegetable Products. 2nd edition. Woldemariam, S.H., D. Zeru and M.T. Solomon.
New Delhi: Tata Mc Graw-Hill Publishing. 2018. Effects of potassium levels on
1112 p. productivity and fruit quality of tomato
(Lycopersicon esculentum L.). Journal
Roy, R.N., A. Finck, G.J. Blair and H.L.S. Tandon. of Agricultural Studies 6(1): 104-117.
2006. Plant Nutrition for Food
Security. Rome: FAO. 347 p. Zhu, Q. and M.O. Hampton. 2017. Effect of
phosphorus rates on growth, yield,
and phosharvest quality of tomato in
calcareous soil. HortScience
52(10): 1406-1412.
39
วารสารวิจัยและสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(1): 40-51
การศกึ ษาเชงิ เปรียบเทยี บระหว่างการใช้ปยุ๋ อนิ ทรียค์ ณุ ภาพสูงอดั เม็ดและการใชป้ ยุ๋ เคมี
ตอ่ ผลกระทบทางดา้ นสิง่ แวดล้อมในระบบการผลิตขา้ ว
A Comparative Study on Environmental Impacts of Using Pelleted High-quality
Organic Fertilizer and Chemical Fertilizer in Rice Production Systems
อไุ รวรรณ ไอยสุวรรณ์1* และจรี ะศกั ด์ิ ชอบแต่ง2
Auraiwan Isuwan1* and Jeerasak Chobtang2
1คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยกี ารเกษตร มหาวิทยาลยั ศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบรุ ี เพชรบรุ ี 76120
2สานกั พฒั นาอาหารสตั ว์ กรมปศุสัตว์ ปทมุ ธานี 12000
1Faculty of Animal Science and Agricultural Technology, Silpakorn University, Petchaburi Campus
Petchaburi, Thailand 76120
2Bureau of Animal Nutrition Development, Department of Livestock Development, Pathumthani, Thailand 12000
*Corresponding author: [email protected]
Abstract Received: March 23, 2020
Revised: August 21, 2020
Accepted: October 09, 2020
Strategic use of fertilizers is one of the most important approaches to improve productivity of
rice faming. Fertilizer types, and rates and methods of application lead to degree of environmental
impacts. The present research aimed to compare the environmental impacts of rice farming systems
that received either chemical fertilizers or high-quality organic fertilizers using a cradle-to-farm gate
Life Cycle Assessment (LCA) approach. Four environmental indicators used comprised climate change
(CC), Acidification Potential (AP), Freshwater Eutrophication Potential (FEP) and Marine Eutrophication
Potential (MEP). Results showed that rice applied with chemical fertilizers obtained more nitrogen and
phosphorus minerals at approximately 6 and 3 folds, respectively compared with the rice received
organic fertilizers. However, fertilizer regimes had no effects on grain yield (kg/rai) and the CC indicator
(P>0.05). In contrast, the use of organic fertilizers led to lowering the AP, FEP and MEP indicators
(P<0.05). In conclusion, the use of organic fertilizers in rice production systems does not negatively
affect grain production but reduce some environmental impacts.
Keywords: environmental impact, chemical fertilizer, organic fertilizer, rice
sugar industrial by product
40
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 40-51
บทคัดยอ่ คานา
การใช้ปุ๋ยเป็นแนวทางหนึ่งที่สาคัญในการเพิ่ม ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental
ผลิตภาพการทานา การเลือกใช้ชนิดปุ๋ย อัตราการใส่ปุ๋ย impact) ที่เกิดจากระบบการปลูกข้าวมีมากขึ้น IPCC
และวิธีการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมช่วยลดความเข้มข้นของ (2006) รายงานว่า การผลิตข้าวท่ัวโลกมีการปลดปล่อย
ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมได้ โครงการวิจัยน้ีมี ก๊ าซ มี เท น (Methane) ซึ่ งเป็ น ก๊ าซ เรือ น ก ระ จ ก
วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ เพื่ อ เป รี ย บ เที ย บ ผ ล ก ร ะ ท บ ท า ง ด้ า น (Greenhouse gas) คิดเป็นร้อยละ 13 ของปริมาณ
สิ่งแวดล้ อมระหว่างการป ลูกข้าวโดยใช้ปุ๋ยเคมีแล ะปุ๋ ย ก๊าซมีเทนท่ีเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งหมด Bacenetti
อินทรีย์คุณภาพสูง ใช้วิธีการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life et al. (2020) และ Brodt et al. (2014) พบว่านอกจาก
Cycle Assessment) โดยมีตัวช้ีวัดทางด้านส่ิงแวดล้อม ก๊ า ซ มี เท น แ ล้ ว ก า ร ใช้ ปุ๋ ย เค มี มี ส่ ว น ส า คั ญ ที่ ท า ให้ ผ ล
4 ตัวชี้วัด ได้แก่ ค่าดัชนีการเปลี่ยนแปลงของสภาวะ กระทบทางด้านส่ิงแวดล้อมเพ่ิมขึ้น Nunes et al.
ภูมิอากาศ (Climate Change, CC) ดัชนีการเกิดฝนกรด (2016) รายงานวา่ รอ้ ยละ 34 ของค่าดัชนีการเปล่ียนแปลง
(Acidification Potential, AP) ดัชนีการปนเปื้อนของ สภาวะภูมิอากาศของโลก (Climate change) ของข้าว
แหล่งน้าจืด (Freshwater Eutrophication Potential, เกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมี ทั้งน้ีเน่ืองจากการผลิตปุ๋ยเคมี
FEP) และดัชนีการปนเป้ือนของมหาสมุทร (Marine มีการใช้ทรัพยากรและการปลดปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม
Eutrophication Potential, MEP) ผลการศึกษาพบว่า สูงมาก (Bacenetti et al., 2020; Hasler et al., 2015)
ข้าวในระบบการทานาแบบใส่ปุ๋ยเคมีได้รับธาตุไนโตรเจน
และฟอสฟอรัสมากกว่าข้าวในระบบการทานาแบบใส่ นอกจากนี้ Ghosh and Bhat (1998); Isuwan
ปยุ๋ อนิ ทรยี ์ 6 และ 3 เท่า ตามลาดับ แต่ไม่มผี ลตอ่ ผลผลิต et al. (2018a); Meng et al. (2014) รายงานว่า การใส่
ข้าวเปลือกและค่า CC ต่อ 1 กิโลกรัมข้าวเปลือก ปยุ๋ ไนโตรเจนนนั้ นอกจากจะสง่ ผลโดยตรงตอ่ การเพม่ิ การ
มาตรฐานแตกต่างกัน (P>0.05) ในทางกลับกันการใส่ปุ๋ย ปลดปล่อยก๊าซแอมโมเนีย (Ammonia) และก๊าซไนตรัส
อินทรีย์ช่วยลดค่า AP, FEP และ MEP (P<0.05) ผล ออกไซด์ (Nitrous oxide) แล้วยังส่งผลทาให้การชะ
การศึกษาสรุปได้ว่า การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในระบบการปลูก ละลาย (Leaching) ของไนเทรต (Litrate) ซ่ึงสารประกอบ
ข้าวนั้นนอกจากจะไม่กระทบต่อการให้ผลผลิตของข้าว ไนโตรเจนเหล่านี้ส่งผลต่อส่ิงแวดล้อมในหลายๆ รูปแบบ
แล้ว ยังช่วยลดค่าดัชนีผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม เช่น กา๊ ซแอมโมเนียมผี ลต่อการเพิ่มสภาวะความเป็นกรด
บางคา่ ด้วย (Acidification) ของระบบนิเวศ โดยเมื่อก๊าซแอมโมเนีย
ตกลงมาสู่ระบบนิเวศ (Atmospheric deposition) และ
คาสาคญั : ผลกระทบทางด้านส่งิ แวดล้อม ปุ๋ยเคมี อยู่ในสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมก็จะถูกแบคทีเรียในดิน
ปยุ๋ อนิ ทรยี ์ ข้าว ผลพลอยได้จากอตุ สาหกรรม เปลี่ยนให้กลายสารประกอบไนโตรเจน เช่น ไนไทรต์
น้าตาลทราย (Nitrite) และไนเทรตโดยกระบวนการไนตริฟิเคชัน
(Nitrification) ซึ่งกระบวนการนี้จะทาให้เกิดไฮโดรเจน
41
วารสารวิจัยและส่งเสรมิ วิชาการเกษตร 38(1): 40-51
ไอออนอิสระ (H+) ซึ่งก่อให้เกิดภาวะดินมีความเป็นกรด วิธีดาเนินการวิจัย
เพิ่ มข้ึน (Bolan and Hedley, 2003) หรือก๊าซไนตรัส
ออกไซด์ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศของ ประเมินผลกระทบทางด้านส่ิงแวดล้อมโดยใช้
โลกและการชะละลายของไนเทรตส่งผลกระทบตอ่ ระบบ วิธีการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment,
นิ เว ศ ข อ ง แ ห ล่ ง น้ า ต า ม ธ ร ร ม ช า ติ ร ว ม ถึ ง ม ห า ส มุ ท ร LCA) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐาน ISO 2006:14040 และ ISO
(Eutrophication) ในทานองเดียวกัน การใช้ปุ๋ยเคมี 2006:14044 โดยจะมีการประเมินปริมาณปัจจัยการผลิต
ฟอสฟอรัสก็มีผลทาให้เกิดการชะละลายและไหลบ่าของ ที่ใช้และปริมาณมลพิษท่ีมีการปลดปล่อย (Emissions)
สารประกอบฟอสฟอรสั ไปสู่ระบบนิเวศสง่ ผลให้เกิดความ สู่ ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม ใน ก า ร ผ ลิ ต ข้ า ว เป ลื อ ก ม า ต ร ฐ า น
ไม่สมดุลของฟอสฟอรัสตามธรรมชาติและก่อให้เกิด 1 กโิ ลกรมั (ขา้ วเปลือกท่มี คี วามชน้ื รอ้ ยละ 14)
ภาวการณ์ปนเปื้อนในส่ิงแวดล้อม (Ortiz-Reyes and
Anex, 2018) ดั งน้ั น ก า ร ล ด ก า ร ใช้ ห รื อ ก า ร เพิ่ ม กลุม่ ตัวอยา่ ง
ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมีจึงเปน็ แนวทางหน่ึงในการลด เกษตรกรท่ีเข้าร่วมการวิจัยนเี้ ปน็ เกษตรกรผู้ปลูก
ผลกระทบทางด้านสงิ่ แวดล้อมของระบบการปลูกข้าว
ข้าวในพ้ืนท่ีจังหวัดเพชรบุรี จานวน 8 ราย ในตาบล
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ท่ีผลิตโดยใช้วัสดุเหลือใช้ทาง ไร่สะท้อน และตาบลไร่ส้ม อาเภอบ้านลาด จังหวัด
การเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรนั้น นอกจากจะ เพชรบุรี พื้นที่ศึกษาท้ังหมดเป็นชุดดินเพชรบุรีซึ่งเป็นชุด
สามารถช่วยแก้ปัญหาด้านการจัดการของเสียแล้วยัง ดินหลักที่มีการทานาในพื้นท่ีจังหวัดเพชรบุรี เกษตรกร
สามารถช่วยลดอัตราการใช้ปุ๋ยเคมี ในระบบการผลิต ท้ังหมดปลูกข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 โดยวิธีการหว่าน มีอัตรา
น้าตาลทรายจากอ้อยจะมีกากตะกอนอ้อย (Filter cake) การใช้เมล็ดพันธ์ุ 25 กิโลกรัมต่อไร่ โดยเกษตรกรแต่ละ
กากน้าตาล และขี้เถ้าชานอ้อย เป็นวัสดุเหลือใช้ที่สาคัญ รายมีการทานาทั้ง 2 รูปแบบ แต่มีการแบ่งพื้นท่ีการปลูก
วัสดุเหลือใช้เหล่าน้ีสามารถนามาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ท่ีมี ข้ า ว ร ะ ห ว่ า ง แ ป ล ง ท่ี ใช้ ปุ๋ ย อิ น ท รี ย์ คุ ณ ภ า พ สู ง อั ด เม็ ด
คุณภาพสูงได้ (Meunchang et al., 2005) และสามารถ (แปลงขนาด 1–3 ไร)่ และแปลงท่ีใช้ปุ๋ยเคมี (แปลงขนาด
ใช้ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีหรือใช้รว่ มกับปุย๋ เคมีในระบบการ 1–3 ไร่) ออกจากกันอย่างชัดเจนทาให้ไม่มีการปนเป้ือน
ปลูกข้าวได้โดยไม่มีผลกระทบ ต่อการเจริญเติบโต ของปุ๋ยระหว่างแปลง และมีเพียงรูปแบบการจัดการปุ๋ย
(Isuwan et al., 2018b) และการให้ผลผลิตของข้าว เท่าน้ันที่แตกต่างกัน ส่วนการจัดการแปลงด้านอื่นๆ เช่น
(Isuwan et al., 2018c) อยา่ งไรก็ตาม ยงั ไม่มีรายงานถึง การเตรียมดิน การปลูก การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยว
ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ผลผลิตใช้วิธีการเดียวกัน สาหรับการใส่ปุ๋ยอินทรีย์
ท่ีผลิตจากผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมน้าตาลทราย คุณภาพสูงอัดเม็ดจะมีการใส่ปุ๋ยเพียงคร้ังเดียวต่อ 1 รอบ
ในระบบการปลูกขา้ ว ดังน้ัน การศกึ ษานี้จึงมีวตั ถปุ ระสงค์ การผลิต โดยใส่พร้อมการเตรียมดิน ในอัตรา 200
เพ่ือประเมินผลกระทบทางด้านส่ิงแวดล้อมของข้าวท่ีมี กิโลกรัมต่อไร่ ตามคาแนะนาของ Isuwan et al. (2018c)
การใช้ป๋ยุ อินทรยี ์ที่ทาจากวัสดเุ หลือใช้จากโรงงานน้าตาล ส่วนการปลูกขา้ วใช้ปุ๋ยเคมีนั้นเป็นการใส่ปุ๋ยตามปกติของ
ออ้ ยเปรียบเทียบกบั การใช้ปุย๋ เคมี เกษตรกรโดยมีการแบ่งใส่ปุ๋ยเคมี 2 ครั้ง ต่อ 1 รอบการผลิต
42
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 40-51
โดยครัง้ ท่ี 1 ใส่เมอ่ื ข้าวอายุ 22 วนั โดยใส่ปุย๋ สูตร 46-0-0 หน่วยอ้างอิง (Functional unit) และขอบเขตของ
อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ และคร้ังท่ี 2 ใส่ในระยะข้าวแตก ระบบ (System boundary)
กอหรือเมื่อต้นข้าวอายุ 55 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 ในอัตรา
25 กโิ ลกรมั ต่อไร่ รวบรวมข้อมลู การใชป้ จั จัยการผลิตและ การวิจัยใช้ปริมาณข้าวเปลือกมาตรฐาน 1
กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงผลผลิตข้าวเปลือกโดย กิโลกรัม เป็นหน่วยอ้างอิง โดยที่ข้าวเปลือกมาตรฐาน
วิ ธี ก า รบั น ทึ ก ข้ อ มู ล ร่ ว ม กั บ ก า ร สั ม ภ า ษ ณ์ เก ษ ต ร ก ร หมายถึง ข้าวเปลือกที่มีการทาความสะอาดแล้วและปรับ
เน่ืองจากเกษตรกรทุกรายเก็บเก่ียวข้าวและทิ้งฟางข้าวไว้ ความชื้นเป็นร้อยละ 14 และการประเมินวัฏจักรชีวิตของ
ในนา ดังน้ัน ผลผลิตเพียงอย่างเดียวท่ีเกิดจากระบบการ ข้าวจะรวบรวมปริมาณการใช้ปัจจัยการผลิตและการ
ผลิตข้าวนี้ คอื ข้าวเปลอื ก ป ล ด ป ล่ อ ย ม ล พิ ษ ทั้ ง ห ม ด เร่ิ ม ตั้ ง แ ต่ ขั้ น ต อ น ก า รผ ลิ ต
วัตถุดิบ (Acquisition of raw material) จนถึงการได้
ขา้ วเปลือกทห่ี นา้ ฟาร์ม (Cradle-to-farm gate) (Figure 1)
Figure 1 Elementary flows and system boundary of rice farming systems
การจัดทาบัญชมี ลพิษ (Life cycle inventory analysis) สาหรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิตข้าว
ข้อมูลการใช้ปัจจัยการผลิตและการปลดปล่อย โดยตรง (Foreground process) จะได้จากแบบจาลอง
ท างค ณิ ต ศ าส ต ร์ (Inventory models) แ ละ /ห รือ
มลพิษท่ีเกิดจากการผลิตวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิต ค่าคงท่ี (Inventory factors) ท่ีเก่ียวข้อง ซ่ึงได้จาก
(Background process) ในระบบการผลิตข้าว (เช่น คาแนะนาของ IPCC (2006) และจากรายงานผลการวิจัย
ปุ๋ยเคมี น้ามันเช้ือเพลิง ไฟฟ้า และสารกาจัดศัตรูพืช) ที่เก่ียวข้อง (Literature) เช่น Thanawong et al. (2014)
จะได้จากฐานข้อมูลสาเร็จรูป Ecoinvent database ซ่ึงเคยศึกษาประสิทธิภาพทางด้านส่ิงแวดล้อมของข้าว
version 3.4 (www.ecoinvent.org)
43
วารสารวิจยั และสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(1): 40-51
ที่ปลูกโดยระบบนาน้าฝนและนาชลประทานในพื้นท่ี อินทรีย์ปั้นเม็ดแสดงรายละเอียดใน Isuwan et al.
ภาคอีสานของประเทศไทย คานวณปริมาณมลพิษ (2018b) โดยมีวิธีการพอสังเขปดังน้ี นากากตะกอนอ้อย
ทีเ่ ก่ียวกับการใชป้ ุ๋ยตามวิธีของ Nemecek et al. (2016) 100 กิโลกรัม ปุ๋ยนม 10 ลิตร ขี้เถ้าชานอ้อย 10 กิโลกรัม
สาหรับรายละเอียดอ่ืนๆ ในการจัดทาบัญชีมลพิษและ มูลวัวสด 10 กิโลกรัม และปุ๋ยเคมีสูตร 18-46-0 จานวน
วิ ธี ก า ร ค า น ว ณ ก า ร ป ล ด ป ล่ อ ย ม ล พิ ษ ที่ เก่ี ย ว ข้ อ ง ใน 3.2 กิโลกรัม มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรับความชื้นให้ได้
การศึกษาคร้ังน้ีแสดงใน Isuwan et al. (2018a) อย่างไร ร้อยละ 60 จากน้ันตั้งกองปุ๋ยหมักให้มีขนาด กว้าง×ยาว
ก็ตาม คานวณ มลพิษที่เกิดจากการทาปุ๋ยหมัก ใน ×สูง เท่ากับ 1x1.5x1 เมตร ทาการกลับกองปุ๋ยหมักทุกๆ
การศึกษาครั้งนี้ใช้ค่าคงท่ี (Emission factors) ของการ 7 วัน โดยมีการปรับความช้ืนกองปุ๋ยและคลุกเคล้าให้เข้า
ทาปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ท่ีแนะนาโดย Martínez- กันอีกคร้ัง แล้วตั้งกองให้มีขนาดความสูงและความกว้าง
Blanco et al. (2010) ท้ังน้ีเนื่องจากยังไม่มีรายงานปริมาณ เท่าเดิม ส่วนความยาวอาจลดลงตามระยะเวลาการหมัก
มลพิษท่ีเกิดจากการทาปุ๋ยอินทรีย์หมักท่ีมีการใช้กาก หมักนาน 60 วัน นาปุ๋ยหมักที่ได้มาบดและปั้นเม็ดด้วย
ตะกอนออ้ ย ขี้เถ้าออ้ ย มูลโค และปุ๋ยเคมีเป็นวัตถุดบิ หลัก จานป้ัน ผึ่งเม็ดปุ๋ยให้แห้งในท่ีร่ม โดยปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ดท่ี
นอกจากน้ี การศึกษาคร้ังนี้ยังมีสมมติฐานที่สาคัญ คือ ได้ มี คุ ณ ส ม บั ติ ท่ี ผ่ า น เก ณ ฑ์ ม า ต รฐ า น ข อ ง ปุ๋ ย อิ น ท รีย์
การกาหนดให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร (กากตะกอน คุณภาพสูงของ Department of Agriculture (2005)
อ้อย ขี้เถ้าอ้อย กากน้าตาล มูลโค และน้านมโคท่ีไม่เหมาะ คือ มีปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด (Total N) ฟอสเฟต
สาหรับการบริโภค) ที่นามาทาปุ๋ยอินทรีย์ไม่มีภาระมลพิษ ท้ังหมด (Total P2O5) และโพแทสเซียมทั้งหมด (Total
(Burden-free) Figure 2 แสดงโครงสร้างอย่างง่ายและ K2O) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.0, 2.5 และ 1.0 โดยน้าหนัก
การไหลเวยี นของวัตถุดิบท่ีใช้ในระบบการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ตามลาดับ และมีปริมาณธาตุอาหารหลกั รวมกันไม่ต่ากว่า
ปั้นเม็ด สาหรับขั้นตอนการเตรียมและคุณสมบัติของปุ๋ย รอ้ ยละ 9.0 โดยน้าหนักแต่ไมเ่ กินร้อยละ 20 โดยนา้ หนัก
Figure 2 Elementary flows of pelleted high-quality organic fertilizer production systems
44
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 40-51
ตัวช้วี ัดดา้ นผลกระทบทีม่ ีตอ่ สง่ิ แวดล้อม (Life cycle การเกิดฝนกรด (Acidification potential, AP) 3) ค่า
impact assessment) ดั ช นี ก ารป น เปื้ อน ข องแ ห ล่ งน้ าจื ด (Freshwater
eutrophication potential, FEP) และ 4) ค่าดัชนีการ
ตัวชี้วัดผลกระทบทางด้านส่ิงแวดล้อมจานวน 4 ป น เป้ื อน ของม ห าสมุ ท ร (Marine eutrophication
ตัวชี้วัด (Table 1) ได้แก่ 1) ค่าดชั นีการเปล่ียนแปลงของ potential, MEP)
สภาวะภูมิอากาศ (Climate change, CC) 2) ค่าดัชนี
Table 1 Environmental indicator used
Impact category Units* Source
Climate change kg CO2 equivalent Myhre et al. (2013)
Acidification Potential molc H+ equivalent Posch et al. (2008);
Seppälä et al. (2006)
Freshwater Eutrophication Potential kg P equivalent Struijs et al. (2009)
Marine Eutrophication Potential kg N equivalent Struijs et al. (2009)
* CO2 = carbon dioxide; molc = mole of charge; H+ = hydrogen ion; N = nitrogen; P = phosphorus
การวเิ คราะห์ทางสถติ ิ อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนและ
วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติและเปรียบเทียบความ ฟอสฟอรัสที่แตกต่างกันมากแต่ไม่ทาให้ข้าวท่ีได้รับการ
ใส่ปุ๋ยทั้ง 2 รูปแบบ มีผลผลิตข้าวเปลือกมาตรฐานแตกต่าง
แตกต่างของค่าเฉลี่ยต่างๆ ระหว่างระบบการทานาท่ีใช้ กัน (P>0.05) กล่าวได้ว่า อัตราการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกร
ปุ๋ยเคมีและใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดคุณภาพสูง โดยใช้วิธีการ เกินความต้องการของข้าว การจัดการปุ๋ยเคมีท่ีเหมาะสม
เปรียบเทียบประชากร 2 กลุ่ม (Paired comparison กับข้าว เชน่ การใส่ปยุ๋ เคมีโดยคานึงถงึ ปริมาณธาตอุ าหาร
t-test) โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรปู ทางสถติ ิ (SAS, 2003) พืชท่ีมีอยู่แล้วในดินและความต้องการธาตุอาหารพืชของ
ข้าวจะชว่ ยให้ระบบการผลิตข้าวมปี ระสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย
ผลการทดลองและวจิ ารณ์ และผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ดีกว่าการจัดการปุ๋ย
แบบอื่นๆ (Isuwan, 2013; 2014a, b; 2015; 2016) ใน
ลักษณะทัว่ ไปของระบบการปลูกข้าว ทานองเดียวกัน Isuwan et al. (2018a) รายงานว่า
จากข้อมูลใน Table 2 แสดงการใช้ปัจจัยการ การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน (Site-specific fertilizer
management) น้ัน นอกจากจะไม่กระทบต่อการให้
ผลิตของระบบการปลูกข้าวท้ัง 2 รูปแบบ จะเห็นได้ว่ามี ผ ล ผ ลิ ต ข อ ง ข้ า ว แ ล้ ว ยั ง ช่ ว ย ล ด ผ ล ก ร ะ ท บ ท า ง ด้ า น
เพียงปริมาณการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสฟอรัสเท่าน้ัน สงิ่ แวดล้อมและเพ่มิ รายได้จากการทานา เม่ือเปรียบเทียบกับ
ท่ีมีความแตกต่างกัน (P<0.05) ท้ังน้ีเนื่องจากมีการกาหนด การใช้ปุ๋ยตามปกติของเกษตรกรซ่ึงส่วนใหญ่ใช้ปุ๋ยเกินความ
ให้ใช้ปัจจัยการผลิตอ่ืนๆ ในปริมาณเท่ากัน โดยนาข้าว ตอ้ งการของข้าว นับเป็นการสูญเสียทรัพยากรอย่างเปล่า
ที่ได้รับปุ๋ยเคมีมีการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสฟอรัสมากกว่า
นาข้าวทไ่ี ด้รบั ปุย๋ อนิ ทรียป์ ระมาณ 6 และ 3 เทา่ ตามลาดบั
45
วารสารวิจัยและสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(1): 40-51
ประโยชน์และปุ๋ยส่วนเกินเหล่านั้นจะถูกเปลี่ยนไปเป็น มลพิษสู่ส่ิงแวดล้อมท่ีมีความเข้มข้นสูงมาก ดังนั้น เพื่อ
มลพิ ษท่ีส่งผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม นอกจากนี้ เป็นการช่วยลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้
Bacenetti et al. (2020) และ Hasler et al. (2015) ปุ๋ยเคมีจาเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยในระดับ
รายงานว่าในระบบการผลิตปุ๋ยเคมีนั้นมีการปลดปล่อย สูงที่สดุ
Table 2 Inputs and grain yield of rice received either chemical fertilizers or organic fertilizers
(on a per rai basis)
Inputs Rice received Rice received P-value
chemical fertilizers organic fertilizers
Seed (kg) ns
Fossil diesel (L) 25.00 25.00 ns
Gasoline (L) 12.69 12.69 ns
Nitrogen fertilizer (kg N) 2.71 2.44 ***
Phosphorus fertilizer (kg P) 11.97 1.89 **
Potassium fertilizer (kg K) 3.91 1.19 ns
Herbicides (ml) 3.13 2.15 ns
Insecticides (ml) 176.38 176.38 ns
Standard grain yield (kg) 122.88 122.88 ns
839.63 930.75
ns = non-significant, ** = significant at a level of 0.01 and *** = significant at a level of 0.0001
ผลกระทบทางด้านสงิ่ แวดลอ้ ม ดัชนี AP, FEP และ MEP มีค่าสูง ส่วนใหญ่จะเก่ียวข้อง
การใส่ปุ๋ยทั้ง 2 รูปแบบไม่ทาให้ตัวช้ีวัดด้านการ กบั การผลิต (ก๊าซแอมโมเนยี กา๊ ซไนโตรเจนออกไซด์ และ
ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์) และการใช้ปุ๋ยเคมี (ก๊าซ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change, CC) แอมโมเนยี สารประกอบฟอสฟอรัสและไนเทรต)
แตกต่างกัน (P>0.05) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณามลพิษ
รายชนิด ผลการศึกษาพบว่า การใส่ปุ๋ยเคมีมีสัดส่วนของ Ghosh and Bhat (1998) รายงานว่า การใส่
การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซไนตรัส ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนส่งผลให้เกิดก๊าซแอมโมเนียซ่ึงมีผลใน
ออกไซด์สูงกว่า (P<0.05) ซึ่งก๊าซท้ังสองชนิดน้ีส่วนใหญ่ ก า ร เพ่ิ ม ศั ก ย ภ า พ ก า ร ท า ให้ เกิ ด ก ร ด ข อ ง ร ะ บ บ นิ เว ศ
เกิดข้ึนในขั้นตอนการผลิตและการใช้ปุ๋ยเคมี อย่างไร (Acidification) (Bolan and Hedley, 2003) และการ
ก็ตาม ข้าวท่ีได้รับปุ๋ยเคมีมีค่าดัชนีการทาให้เกิดฝนกรด ชะละลายของสารไนเทรตจากปุ๋ยเคมีดังกล่าวยังส่งผล
(Acidification Potential, AP) ค่าดัชนีการปนเป้ือนของ กระทบต่อสมดุลตามธรรมชาติของไนโตรเจนในระบบ
แหล่งน้าจืด (Freshwater Eutrophication Potential, น้าใต้ดิน น้าผิวดินและมหาสมุทร (Eutrophication)
FEP) และค่าดัชนีการปนเปื้อนของมหาสมุทร (Marine (Struijs et al., 2009) สาหรับในระบบการปลูกข้าว
Eutrophication Potential, MEP) สู ง ก ว่ า (P<0.05) Tayefeh et al. (2018) รายงานว่า อัตราการใส่ปุ๋ย
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (Table 3) โดยมลพิษท่ีมีผลทาให้ค่า ไนโตรเจนที่เพิ่มขึ้นมีผลทาให้ตัวช้ีวัดผลกระทบทางด้าน
46
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 40-51
ส่งิ แวดล้อม ได้แก่ ค่าดชั นี AP และ ดัชนกี ารปนเป้อื นของ และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์) ที่เกิดขึ้นในขั้นตอนของการ
ระบบ นิเวศบ นพ้ื นดิน (Terrestrial eutrophication ใช้ปุ๋ย ในทานองเดียวกัน Isuwan et al. (2018a) และ
potential) เพิ่มขี้น โดยส่วนหน่ึงเกิดจากระบบการผลิต Meng et al. (2014) รายงานว่า การไหลบ่าและการชะ
ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนท่ีมีการใช้ทรัพยากรมาก อีกทั้งมีการ ละลายของสารประกอบฟอสฟอรัสจากปุ๋ยเคมีส่งผลต่อ
ปลดปล่อยมลพิษมากด้วย (Bacenetti et al., 2020; การปนเปอื้ นของฟอสฟอรัสในแหลง่ น้าจืดซึง่ ส่งผลกระทบ
Hasler et al., 2015) และอีกส่วนหน่ึงเกิดจากการ ต่ อ สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม ใน ร ะ บ บ นิ เว ศ น์ ข อ ง แ ห ล่ งน้ า จื ด ต า ม
ปลดปล่อยสารประกอบไนโตรเจนต่างๆ (ก๊าซแอมโมเนีย ธรรมชาติ
Table 3 Environmental indicators of rice farming systems received either chemical fertilizers
or organic fertilizers (on a per kg standard grain basis)
Climate Change Rice received Rice received P-value
Carbon dioxide (%) chemical organic
Methane (%) fertilizers fertilizers ns
Nitrous oxide (%) 1.14 0.90 **
23.62 16.00 **
Acidification Potential 65.76 75.51 *
Ammonia (%) 10.13 8.33 *
Nitrogen oxides (%) 0.0137 0.0057 **
Sulphur dioxides (%) 83.66 76.90 **
6.98 11.28 *
Freshwater Eutrophication Potential 9.36 11.82 **
Phosphorus (%) 0.0003 0.0001 ns
100 100 *
Marine Eutrophication Potential 0.0023 0.0011 **
Ammonia (%) 15.21 12.03 *
Nitrate (%) 62.68 57.61 **
Nitrogen oxides (%) 21.70 30.11
ns = non-significant, * = significant at a level of 0.05 and ** = significant at a level of 0.01
47