วารสารวจิ ยั และสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(1): 144-154
ปาล์มน้ามันที่ปลูกเป็นพันธุ์เทเนอรา โดยใส่ ความรู้สึกของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยที่รู้สึก
ปุ๋ยเคมีเป็นหลัก ความถี่ในการใส่ปุ๋ยเคมีเฉลี่ย 1.74 ครั้ง ว่าเกษตรกรต้นแบบเป็นที่น่าไว้วางใจ เพราะเชื่อว่า
ต่อปี นอกจากนี้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อย เกษตรกรต้นแบบเป็นบุคคลที่มีความรู้และความสามารถ
เกือบครึ่งมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมด้วย ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ย มากกว่าตนเอง ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อย
หมัก ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์สาเร็จรูป การจัดการโรคพืช มีแนวโน้มที่จะยอมรับสาร/ความรู้/ข้อมูลข่าวสาร
วัชพืช และสัตว์ศัตรูพืชใช้สารเคมเี ป็นสว่ นใหญ่ เกษตรกร จากเกษตรกรตน้ แบบไดง้ า่ ย ทง้ั นี้ความร้ขู องเกษตรกรตน้ แบบ
ผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นความรู้แบบฝังลึก ซึ่งสื่อสารหรือถ่ายทอดเปน็ ลายลักษณ์
ปาล์มน้ามันในช่วง 15-30 วันต่อครั้ง การขนส่งผลผลิต อักษรได้ยาก เพราะเป็นความรู้และทักษะส่วนบุคคล
ปาล์มน้ามันมีทั้งการใช้แรงงานครัวเรือน การจ้าง และ อันเกิดจากการกระทา ประสบการณ์ และการฝึกฝน
การใช้บริการขนส่งจากแหล่งรับซื้อโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จนเกดิ ความชานาญ แต่สามารถแบ่งปันกันได้ และถ่ายทอด
ใดๆ แหล่งรับซื้อผลผลิตปาล์มน้ามันที่สาคัญ คือ ลานเท ได้โดยการสังเกตและเลียนแบบ (Nearnhad et al.,
เอกชน 2018) นอกจากนี้การสอนโดยเกษตรกรต้นแบบเป็นไป
ตามปรัชญาการให้ประชาชนช่วยประชาชน โดยให้
เกษตรกรผูป้ ลูกปาล์มน้ามันรายย่อยมีความต้องการ เกษตรกรที่มีความรู้และความสามารถ หรือเกษตรกร
วิธีการส่งเสรมิ การทาสวนปาลม์ น้ามัน ดงั น้ี ที่ประสบความสาเร็จและมีศักยภาพมากกว่าช่วยเหลือ
เกษตรกรที่ด้อยกว่าในลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อน และมี
1. การสอนโดยเกษตรกรตน้ แบบเป็นวิธีการท่มี ี เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้ประสานงาน
คะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด 2.34 คะแนน แสดงว่าเกษตรกร (Punpinit, 2001)
ผู้ปลกู ปาลม์ นา้ มันรายย่อยมีความต้องการวิธีการดังกล่าว
ในระดับมาก (Table 2) เนื่องจากเกษตรกรต้นแบบ
มีความน่าเชื่อถือ ความน่าเชื่อถือในที่นี้หมายถึง
Table 2 Smallholder oil palm growing farmers’ needs in extension methods of oil palm farming
in the research area
(n = 387)
Extension method ̅ S.D. Need level
Educating by role model farmer (G) 2.34 0.97 High
Visiting the farm (P) 2.30 0.98 High
Practicing (G) 2.26 1.02 High
Lecturing (G) 2.22 0.98 High
Handbook and document (M) 2.12 1.01 High
Field trip on the successful oil palm farm (G) 1.94 1.20 Medium
Exhibition (M) 1.09 1.18 Medium
Radio program (M) 0.81 1.02 Low
Online media (M) 0.68 1.06 Low
P = Individual method; G = Group method; M = Mass method
148
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 144-154
Juthawijit (1997) อ้างตาม Aronson and Golden ซึ่งถือเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง ที่มีการโต้ตอบในทันที
(1962) พบว่าสื่อบุคคลที่ได้รับความเชื่อถือ จะต้องเป็น ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะต้องทาความเข้าใจ
ผู้ที่มีความชานาญเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นความชานาญที่มา ในตัวเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อย รวมถึงยึด
จากประสบการณ์มากกว่าการศึกษาหรอื สถานะทางสงั คม เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยเป็นศูนย์กลาง
โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยได้กล่าวไว้ว่า ต ล อ ด จ น เ ป ิ ด โ อ ก า ส ใ ห ้ เ ก ษ ตร ก ร ผ ู ้ ป ล ู ก ป า ล ์ ม น ้า มัน
“…การถ่ายทอดความรู้โดยต้นแบบทีด่ นี ั้นเป็นสิ่งที่มคี า่ ยิ่ง รายย่อยได้มีส่วนร่วมและตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ด้วย
เพราะกว่าจะมาเป็นตน้ แบบที่ดีได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้อง ตนเอง (Punpinit, 2000)
ฝ่าฟันอุปสรรคและผ่านอะไรมาเยอะ ซึ่งมั่นใจว่าต้นแบบ
ที่ดีจะช่วยจุดประกายความคิดและชีแ้ นะแนวทางท่จี ะทา Ratanachai (2000) ได้รายงานว่า วิธีการ
ให้การทาสวนปาล์มน้ามนั ประสบความความสาเร็จได้...” ส่งเสริมการเกษตรแบบรายบุคคลที่ใช้กันมากที่สุด คือ
“…เราทุกคนไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความสมบูรณ์แบบ การเยี่ยมเยียนเกษตรกร ณ ที่พักอาศัยหรือฟาร์ม รวมถึง
เราจึงต้องพยายามแสวงหาต้นแบบที่สมบูรณ์พร้อม เพื่อ Kourchouy and Keowan (2013) ได้รายงานว่า การ
เป็นแรงบันดาลใจและผลักดันไปสู่ความสาเร็จในชีวิต เยี่ยมเยียน ณ ที่พักอาศัยหรือฟาร์มเป็นวิธีการส่งเสริม
รวมทั้งเราต้องดงึ ศกั ยภาพสูงสุดของเราออกมาใช้ด้วย...” การเกษตรแบบรายบุคคลที่เกษตรกรมีความต้องการ
“...ความรู้และความคดิ สร้างสรรค์จะเกิดข้ึนได้จากการได้ ในระดับมาก เช่นเดียวกับการฝึกอบรมและสัมมนาด้าน
พบปะพูดคยุ กบั ผรู้ ู้ผู้มากประสบการณ์…” การเกษตร ซึ่งเป็นวิธีการส่งเสริมการเกษตรแบบกลุ่ม
ที่เกษตรกรมีความต้องการในระดับมาก นอกจากน้ี
2. การเยี่ยมเยียนสวนปาล์มน้ามันมีคะแนน Thepkun et al. (2014) ได้รายงานว่า วิธีการส่งเสริม
เฉลี่ย 2.30 คะแนน แสดงว่าเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามนั การเกษตรที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรส่วนใหญ่ใช้ใน
รายย่อยมีความต้องการวิธีการดังกล่าวในระดับมาก การ ปัจจุบัน คือ การฝึกอบรมและการเยี่ยมเยียน ตลอดจน
เยี่ยมเยียนสวนปาล์มน้ามันเป็นวิธีการส่งเสริมการเกษตร Manopak and Nissapa (2018) ไดร้ ายงานว่า เกษตรกร
แบบรายบุคคลที่ใช้ได้ผลดีที่สุดและใช้กันมากทั้งในกลุ่ม ยังคงมีความต้องการให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรลง
ประเทศที่พัฒนาแล้วและกาลังพัฒนา (Punpinit, 2001) พื้นที่เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร อย่างไรก็ตาม
เพราะช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเกษตรกร มีการรายงานถึงปัญหาในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
ในฐานะผู้รับการส่งเสริมและเจ้าหน้าทีส่ ่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมการเกษตรว่า เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรมีการ
รวมทั้งยังสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจ ตลอดจน ปฏิบตั ิงานนอกเหนือจากงานหลกั มากเกนิ ไป จนไมม่ เี วลา
ความรู้สึกหรือเจตคติที่ดีต่อเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ปฏิบัติงานหลัก และงานที่ได้รับมอบหมายมีความ
(Lerkrai, 1984) โดยเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อย หลากหลายมากเกนิ ไป (Thuekaew et al., 2019)
สามารถสนทนา แสดงความคิดเห็น สอบถามข้อมูล หรือ
ขอคาปรึกษา/คาแนะนา จากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร 3. การฝึกปฏิบัติมีคะแนนเฉลี่ย 2.26 คะแนน
ได้โดยตรง ขณะที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรสามารถ แสดงว่า เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยมีความ
ถ่ายทอดความรู้ด้วยการตอบคาถามและอธิบายในเรื่อง ต้องการวิธีการดังกล่าวในระดับมาก การฝึกปฏิบัติเป็น
ต่างๆ รวมถึงรับฟังปัญหาและ/หรือสภาพการทาสวน วิธีการที่สร้างความรู้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามัน
ปาล์มน้ามันที่เป็นอยู่จริง ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริม รายย่อยได้ กล่าวคือ การฝึกปฏิบัติทาให้เกษตรกรผู้ปลูก
การเกษตรสามารถใหค้ าปรึกษา/คาแนะนา และแก้ปัญหา ปาล์มน้ามันรายย่อยได้เรียนรู้จากการสังเกต และการ
ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยได้อย่างถูกต้อง ลงมือปฏบิ ัติด้วยตนเองจนเกิดเปน็ ความรู้ ความเขา้ ใจ และ
ทักษะผ่านประสบการณ์ตรงของตนเอง ซึ่งผลของการ
149
วารสารวิจยั และสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(1): 144-154
เรยี นร้นู ้ีคงอยู่ได้นาน อกี ทง้ั ยังทาใหเ้ กษตรกรผู้ปลูกปาล์ม และทาให้เกิดการเรยี นรู้ (Zeus and Skiffington, 2002)
น้ามันรายย่อยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และต้องการที่จะเรียนรู้ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ตลอดจนช่วยสร้างความมั่นใจในการ
ต่อไป ดังนั้นจงึ กล่าวได้ว่า ความรู้ไมไ่ ด้มาจากผู้สอนเพยี ง ปฏิบัติ (Sachukorn, 2004) ดังนั้นในการจัดฝึกอบรม
อย่างเดียว แต่สามารถเกิดขึ้นและสร้างขึ้นโดยผู้เรียนได้ ให้แก่เกษตรกรควรเน้นภาคปฏิบัติมากกว่าภาคบรรยาย
ทั้งนี้การเรียนรู้จะเกิดขึ้น เมื่อผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วย (Nilvises and Prombut, 1999)
ตนเอง การเรียนรู้ในลักษณะดังกล่าวเป็นไปตามปรัชญา
ปฏิบัตินิยม (Pragmatism) (Punpinit, 2001) ซึ่งสอนให้ 4. การบรรยายมีคะแนนเฉลี่ย 2.22 คะแนน
ทาอะไรด้วยตนเอง ตัดสินใจดว้ ยตนเอง และสามารถชว่ ย แสดงว่า เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยมีความ
ตนเองได้ ดังสานวนที่ว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตา ต้องการวิธีการดังกล่าวในระดับมาก การบรรยายเป็น
เห็นไม่เทา่ มือคลา สิบมือคลาไมเ่ ท่าทาเอง” วิธีการที่ยึดผู้สอน/วิทยากรเป็นศูนย์กลางและใช้การ
สื่อสารทางเดียว ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะเป็น
การเรียนรู้เป็นผลมาจากการทากิจกรรมด้วยตัว วิธีการที่ให้ข้อมูลที่ดีและประหยัด (Spector, 2000;
ของเกษตรกรเอง อาจเป็นกิจกรรมทางกายและจิตใจ Janyam, 2013) โดยผู้สอน/วิทยากรต้องเตรียมเนื้อหา
หรืออย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ โดยเกษตรกรจะต้องปฏิบัติ แล้วนามาบอกเล่า อธิบาย หรือถ่ายทอดความรู้ให้แก่
หรือฝึกฝน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม นั่น เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยในรูปของคาพูด ซ่ึง
คอื เกิดการเรียนรู้ สาหรับหนา้ ที่ของผู้สอนหรอื ผู้ถ่ายทอด เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยเป็นฝ่ายรับ คือ ฟัง
ความรู้ คือ การจัดลาดับขั้นตอนการสอนเพื่อนาไปสู่การ และอาจจดบันทึกสาระสาคัญของเนื้อหาที่ผู้สอน/
เรียนรู้ และการกระตุ้นให้เกษตรกรมีการปฏิบัติใน วิทยากรบรรยาย ซึ่งวิธีการนี้สามารถให้ความรู้แก่
กิจกรรมการเรียนการสอน ยิ่งเกษตรกรมีการปฏิบัติหรือ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยเป็นจานวนมากได้
การฝึกฝนในกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้นเท่าไร พร้อมกันหรือในเวลาเดียวกัน รวมถึงสามารถสอดแทรก
ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของเกษตรกรจะยิ่งมากข้ึน ข้อมูล ความคิดเห็น ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อต่างๆ
เท่านั้น(Nakbunbh, 2006) ทานองเดียวกัน Boonyatharokul ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามนั รายย่อยได้ อย่างไรก็ตาม
(2002) ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้จะมีมากข้นึ การส่งเสริมความรู้ ให้แก่ เกษต รกรผู้ปลูกปาล์มน ้ า มั น
ถา้ ผูเ้ ขา้ รบั การฝึกอบรมไดล้ งมือปฏิบตั จิ ริง หรอื มีสว่ นร่วม รายย่อยซง่ึ เป็นผูเ้ รยี นวัยผ้ใู หญ่ควรใช้วิธกี ารที่หลากหลาย
ในกิจกรรมต่างๆ โดยผู้สอนอาจให้เกษตรกรมีการปฏิบัติ กล่าวคือ หากต้องการให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามัน
ซา้ แตค่ วรเวน้ ช่วงเวลาอยา่ งเหมาะสม ท้ังนี้ขน้ึ อยกู่ บั เร่ือง รายย่อยเรียนรู้ได้เร็วและดี จะต้องให้เกษตรกรผู้ปลูก
ที่ทาการสอน กิจกรรม และเกษตรกรเปน็ สาคัญ โดยต้อง ปาล์มนา้ มันรายย่อยไดย้ นิ ได้ฟงั ไดเ้ หน็ และไดล้ งมอื ปฏิบัติ
พึงตระหนักไว้เสมอว่า สิ่งใดที่เกษตรกรเรียนไปแล้ว ดว้ ยตนเอง
แต่ไม่ได้นาไปใช้หรือปฏิบัติหรือทบทวน เกษตรกรอาจจะ
ลืมได้ (Nakbunbh, 2006) 5. การแจกคู่มือ/เอกสารมีคะแนนเฉลี่ย 2.12
คะแนน แสดงว่าเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยมี
ผู้เรียนวัยผู้ใหญ่ต้องการการเรียนรู้โดยให้ลงมื อ ความต้องการวิธีการดังกล่าวในระดับมาก คู่มือ/เอกสาร
ปฏิบัติมากกว่าการฟังบรรยายนานๆ หรือการท่องจา เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีความคงทนหรืออยู่ได้นาน สามารถนา
(Awakul, 1992) เพราะการฟังบรรยายเพียงอย่างเดียว ติดตัวไปที่ไหนก็ได้ ใช้อ้างอิงได้ดี เพราะเป็นลายลักษณ์
จะทาให้ปฏิบัติไม่เป็น จึงต้องมีการดูการปฏิบัติและ อักษร (Punpinit, 2001) ไม่จากัดผู้รับสาร ตลอดจน
ได้ฝึกปฏิบัติจริง จึงจะปฏิบัติเป็น (Jonjoubsong and สามารถรับสารได้ทุกที่และทุกเวลาตามความต้องการ
Thammabunwarit, 2013) อีกทั้งยังเป็นการฝึกทักษะ กล่าวคือ คู่มือ/เอกสาร 1 เล่ม เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม
150
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 144-154
น้ามันรายย่อยสามารถอ่านได้หลายคน และเกษตรกร 7. การจัดนิทรรศการเป็นวิธีการที่เกษตรกร
ผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อย 1 คน สามารถอ่านซ้าหรือ ผปู้ ลูกปาลม์ นา้ มันรายย่อยมีความตอ้ งการในระดับปานกลาง
ทบทวนได้หลายครั้ง ซึ่งช่วยในการจดจาและทาความ มีคะแนนเฉลี่ย 1.09 คะแนน การจัดนิทรรศการเป็นการ
เข้าใจ อาจกล่าวได้ว่า เป็นความรู้แบบชัดแจ้งซึ่งเป็น ส่งเสริมการเกษตรแบบมวลชน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความรู้
ความรู้ที่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยจับต้องได้ และนาความคิดไปปฏิบัติ อย่างไรก็ตามแม้ว่าการ
และสามารถเข้าถึงได้ง่าย (Nearnhad et al., 2018) ทัศนศึกษาดูสวนปาล์มน้ามันที่ประสบความสาเร็จและ
อย่างไรก็ตามเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยต้อง การจัดนิทรรศการ จะช่วยให้เกษตรกรผูป้ ลูกปาลม์ น้ามัน
ชอบหรือรักการอ่านด้วย เพราะสื่อดงั กล่าวมีการนาเสนอ รายย่อยเกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี แต่เกษตรกรผู้ปลูก
โดยใช้ตัวอักษรเป็นสาคัญ โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ปาล์มน้ามันรายย่อยส่วนหนึ่งอาจจะไม่สะดวกในการ
น้ามนั รายย่อยได้กล่าวไว้ว่า “...ถ้าเราอ่านหนังสอื มากพอ เด ิ น ท า ง ไป ยั ง สว นปาล ์ม น ้ าม ั นแ ละ /หร ื อ ส ถ านท ี่จัด
โลกของเราจะกว้างขึ้น เราจะรอบรู้มากขึ้น...” “...คนเรา นิทรรศการ เพราะต้องใช้เวลาในการเดินทาง ซึง่ ก่อให้เกิด
จะเริ่มอ่านในสิ่งที่ตนเองชอบ สนใจ อยากรู้ อยากเป็น ค่าเสียโอกาสในการนาเวลาไปทากจิ กรรมอ่ืน
หรืออยากทาได้ก่อน การเริ่มต้นอ่านจากสิ่งที่เราสนใจ
และอ่านง่าย จะทาให้เราอยากอ่านและอยากอ่านต่อไป 8. การจัดรายการทางวิทยุเป็นวิธีการท่ี
จนจบด้วยความอยากรู้ การอ่านเป็นประตูสู่ความรู้และ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยมีความต้องการใน
จินตนาการ การอ่านทาให้เกิดความเข้าใจ และได้ความรู้ ระดับน้อย มีคะแนนเฉลี่ย 0.81 คะแนน การฟังรายการ
ในเร่ืองทอ่ี ่าน…” วิทยุถือเป็นการศึกษาตามอัธยาศัยหรือการศึกษาตาม
ธรรมชาติ ซ่งึ เป็นการเรียนร้หู รือการศึกษาตลอดชวี ิต โดย
6. การทัศนศึกษาดูสวนปาล์มน้ามันที่ประสบ ไมม่ หี ลกั สตู รและชั้นเรียน
ความสาเร็จ หรือมีการจัดการที่ดีและมีสภาพพื้นท่ี
ที่ใกล้เคียงกัน เป็นวิธีการที่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามัน 9. สื่อออนไลน์เป็นวิธีการที่มีคะแนนเฉล่ีย
รายย่อยมีความตอ้ งการในระดบั ปานกลาง มีคะแนนเฉล่ีย ต่าที่สุด 0.68 คะแนน แสดงว่าเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามัน
1.94±1.20 คะแนน การทัศนศึกษาดูสวนปาล์มน้ามัน รายย่อยมีความต้องการวิธีการดังกล่าวในระดับน้อย
ที่ประสบความสาเร็จเป็นการนาเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม อาจเน่ืองมาจากข้อจากัดในการเข้าถึงสื่อ กล่าวคือ เกษตรกร
น้ามันรายย่อยไปศึกษาและเรียนรู้จากสวนปาล์มน้ามัน ผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยโดยภาพรวมมีอายุค่อนข้างมาก
จริง ซึ่งเป็นการสร้างประสบการณ์ชีวิตหรือประสบการณ์ ทาให้มีข้อจากัดในเรื่องทักษะการใช้อุปกรณ์สื่อสารและ
ตรงนอกสถานที่หรือสถานที่อื่นให้แก่เกษตรกร ผู้ปลูก คอมพิวเตอร์ เพื่อสืบค้นข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
ปาล์มน้ามันรายย่อย รวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามัน นอกจากนี้ยังมีข้อจากัดในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เพราะ
รายย่อยยังได้มีโอกาสสนทนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยต้องเสียค่าบริการ
เจ้าของสวนปาล์มน้ามันที่ประสบความสาเร็จ ซึ่งช่วย อินเทอร์เน็ตแบบรายเดือนหรือเติมเงิน รวมทั้งมีการ
เพิ่มพูนความรู้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อย รายงานถึงปัญหาการเข้าไม่ถึงสื่อสังคมออนไลน์ในพื้นท่ี
และทาให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยเข้าใจและ ห่างไกล (Keawlerttakul et al., 2019) อย่างไรก็ดี Sap–in
เกิดแนวคิดในการทาสวนปาล์มน้ามันได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ and Khaoroptham (2017) ได้กล่าวว่า ผู้สูงอายุมีแนวโน้ม
วิธีการดังกล่าวยังเป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรเข้ารับการ ท่จี ะใช้ส่อื ออนไลนม์ ากขึน้ และ Srimanta (2018) ได้กล่าว
ฝกึ อบรมมากขน้ึ (Nilvises and Prombut, 1999) ไว้ในทานองเดียวกันว่า มีจานวนผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต
ที่เปน็ ผูส้ งู อายุเพ่มิ ข้นึ อย่างตอ่ เน่อื ง
151
วารสารวิจัยและสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(1): 144-154
สรุปผลการวิจัย เทคโนโลยีสร้างความพลิกผัน ซึ่งทาให้ผู้คนในสังคม
สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ จากการเชื่อมโยงด้วยระบบ
การส่งเสริมการทาสวนปาล์มน้ามันด้วยวิธีการ อินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์สื่อสารและคอมพิวเตอร์ การใช้
ที่เหมาะสม จะทาให้การเรยี นรู้ของเกษตรกรผูป้ ลกู ปาลม์ สื่อดังกลา่ วจึงช่วยใหเ้ กษตรกรผู้ปลูกปาลม์ น้ามันรายย่อย
นา้ มนั รายยอ่ ยมีท้ังประสิทธภิ าพและประสทิ ธผิ ล การวิจัย สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและทันสมัย
ครั้งนี้จึงมีความสาคัญ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า วิธีการ รวมทั้งมีทั้งภาพ เสียง และข้อความประกอบ ซึ่งจะช่วย
ส่งเสริมการทาสวนปาล์มน้ามันที่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ลดขอ้ จากดั ดา้ นเวลาและสถานท่ีได้
น้ามันรายย่อยต้องการในระดับมาก ได้แก่ การสอนโดย
เกษตรกรตน้ แบบ การเยี่ยมเยยี นสวนปาล์มน้ามนั การฝึก กิตตกิ รรมประกาศ
ปฏิบัติ การบรรยาย และการแจกคู่มอื /เอกสาร ขณะที่สื่อ
ออนไลนเ์ ปน็ วธิ ีการทีเ่ กษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อย ขอขอบคุณสานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ต้องการในระดบั น้อย (สกว.) ที่สนับสนุนเงินทุนสาหรับการวิจัยครั้งนี้ รวมถึง
เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยทั้ง 387 ท่าน ที่ให้
ขอ้ เสนอแนะ ความรว่ มมอื ในการรวบรวมข้อมูลเปน็ อย่างดี
จากผลการวิจัยสามารถเสนอแนะแนวทาง
เอกสารอา้ งอิง
เพอ่ื ให้หน่วยงานภาครฐั ท่เี กย่ี วข้องนาไปใช้ประโยชน์ ดังนี้
1. ควรจัดกิจกรรมการให้ความรู้ที่มีทั้งการ Aronson, E. and B.W. Golden. 1962. The effect
of relevant and irrelevant aspects of
บรรยายและการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ โดยให้ communicator credibility on opinion
เกษตรกรต้นแบบเป็นผู้สอน เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม change. Journal of Personality
น้ามันรายย่อยได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ซึ่งสามารถ 30(2): 135-146.
สร้างการจดจาได้ดี และนาไปสู่การนาความรู้ไปประยุกต์
ในการทาสวนปาล์มนา้ มันได้ รวม ทงั้ สง่ เสรมิ ให้เกษตรกร Awakul, W. 1992. Principles of Agricultural
ผู้ปลูกปาล์มน้ามันรายย่อยหมั่นเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับ Extension. Bangkok: Thai Watana
การทาสวนปาล์มน้ามันจากการสนทนา/การปรึกษา/การ Panich. 310 p. [in Thai]
แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเกษตรกรต้นแบบ/ปราชญ์
ชาวบ้าน หรือเกษตรกรที่ประสบความสาเร็จ ตลอดจน Boonyatharokul, W. 2002. Handbook of Expert
วางแผนจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเยี่ยมเยียนและส่งเสริม and Training Manager. Bangkok:
ความรู้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน ้ามันรายย่อย Dan Suttha Printing. 273 p. [in Thai]
ณ สวนปาล์มน้ามัน/ที่พักอาศัยตามความจาเปน็ และควร
แจกค่มู อื /เอกสารเกีย่ วกบั การบรหิ ารจัดการสวนปาลม์ น้ามัน Chitanan, B. 1997. Agricultural Extension.
2nded. Bangkok: Kasetsart University.
2. ควรส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ามัน 255 p. [in Thai]
รายย่อยเล็งเห็นถึงความสาคัญของการใช้สื่อออนไลน์
ให้มากขึ้น เช่น การจัดให้มีจุดบริการอินเทอร์เน็ตภายใน Eksomtramage, T. 2011. Oil Palm Breeding.
พื้นที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะในปัจจุบันเป็นยุคที่ Bangkok: O.S. Printing House. 463 p.
[in Thai]
152
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 144-154
Janyam, K. 2013. Industrial and Organization Krejcie, R.V. and D.W. Morgan. 1970.
Psychology. Bangkok: O.S. Printing Determining sample size for research
House. 254 p. [in Thai] activities. Educational and
Psychological Measurement
Jonjoubsong, L. and N. Thammabunwarit. 2013. 30(3): 607-610.
Indigenous knowledge transfer: a case
study of indigenous vegetable Lerkrai, D. 1984. Agricultural Extension:
knowledge transfer of eastern region. Principles and Methods. Bangkok:
HCU Journal 17(33): 117-128. [in Thai] Kasetsart University. 153 p. [in Thai]
Juthawijit, K. 1997. Communication in Rural Manopak, K. and A. Nissapa. 2018. Appropriate
Development. Nakhon Prahom: agricultural extension approaches for
Phetkasem Printing. 197 p. [in Thai] rubber, fruit and standing tree, and
vegetable and agronomic crops farmers
Keawlerttakul, R., P. Kruekum, P. Sakkatat and during the unrest situation in Sungaipadi
N. Boonphod. 2019. Practice of sub–district, Sungaipadi district,
agricultural extension worker in the new Narathiwat province. Songklanakarin
dimension agricultural extension system Journal of Plant Science 5(1): 76-83.
(MRCF SYSTEM) in Chiang Mai. Journal [in Thai]
of Agricultural Research and Extension
36(3): 114-125. [in Thai] Ministry of Agriculture and Cooperatives. 2016.
The Agricultural Development Plan
Khotsombat, N. 2008. Factors Relating to Soil under the Twelfth National Economic
Management by Oil Palm in and Social Development Plan (2017–
Kanchanadit District, Surat Thani 2021). Bangkok: Ministry of Agriculture
Province. Master Thesis. Sukhothai and Cooperatives. 66 p. [in Thai]
Thammathirat Open University. 119 p.
[in Thai] Nakbunbh, A. 2006. Agricultural Knowledge
Transfer of District Agricultural
Kispredarborisuthi, B. 2006. Developing Extensionists in the Central Region.
Techniques of Data Collection Master Thesis. Kasetsart University.
Instruments for Research. 6thed. 94 p. [in Thai]
Bangkok: Chamchuree Products.
302 p. [in Thai] Nearnhad, C., S. Nimwatanakul and
P. Thasirasawad. 2018. Knowledge
Kourchouy, C. and B. Keowan. 2013. management for self development and
Occupational extension needs of farmers work creation: a case study of support
in Bang Khun Thong sub–district, Tak Bai staff at Phrapokklao Nursing College,
district, Narathiwat province. Princess Chanthaburi. Journal of Phrapokklao
of Naradhiwas University Journal Nursing College 29(2): 217-230. [in Thai]
5(2): 67-75. [in Thai]
153
วารสารวิจยั และสง่ เสริมวชิ าการเกษตร 38(1): 144-154
Nilvises, P. and P. Prombut. 1999. Agricultural Satun Provincial Agricultural Extension Office.
Education and Agricultural Occupation 2019. Oil Palm: Harvesting Area and
Extension Unit 9–15. 8thed. Productivity for the Period from 2009
Nonthaburi: Sukhothai Thammathirat to 2018. Satun: Satun Provincial
Open University Printing. 284 p. Agricultural Extension Office.
[in Thai] (Unpublished document). [in Thai]
Prasith–rathsin, S. 2007. Social Science Spector, P.E. 2000. Industrial and
Research Methodology. 14thed. Organizational Psychology: Research
Bangkok: Samlada. 640 p. [in Thai] and Practice. 2nded. New York:
John Wiley & Sons. 376 p.
Punpinit, S. 2000. The strategies of
agricultural extension on self- Srimanta, D. 2018. The persuit of knowledge,
sufficient economic philosophy for attitudes and communication behaviors
small farmers in Western region of through social networking sites of the
Thailand. 129 p. In Research report. elderly in the Bang Kaeo, Bang Phli,
Nonthaburi: Sukhothai Thammathirat Samut Prakan. Dhurakij Pundit
Open University. [in Thai] Communication Arts Journal
12(2): 117-219. [in Thai]
. . 2001. Agricultural Extension. Bangkok:
Aksorn Phitthaya Printing House. 379 p. Thepkun, P., A. Ratanachai and P. Prapatikul.
[in Thai] 2014. Agricultural extension approaches
under the unrest situation in Narathiwat
Ratanachai, A. 2000. The use of extension Province. Khon Kaen Agriculture
methods by district agricultural Journal 42(Suppl.1): 571-577. [in Thai]
extension officers in Southern
Thailand. 84 p. In Research report. Thuekaew, P., R. Sirisunyaluk and
Songkhla: Department of Agricultural A. Opatpatanakit. 2019. Comparison
Development, Faculty of Natural between job performance and job
Resources, Prince of Songkla University. description of agricultural extension
[in Thai] agents in the Upper North of Thailand.
Journal of Agriculture 35(1): 147-157.
Sachukorn, S. 2004. Coaching Techniques. [in Thai]
Bangkok: Saitarn. 120 p. [in Thai]
Zeus, P. and S. Skiffington. 2002. The Coaching
Sap–in, R. and Y. Khaoroptham. 2017. The at Work Toolkit: A Complete Guide to
elderly and media in Thailand. Dhurakij Techniques and Practices. New York:
Pundit Communication Arts Journal McGraw-Hill. 336 p.
11(2): 367-387. [in Thai]
154
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 155-165
ความตอ้ งการในการสง่ เสริมการเลีย้ งโคนมตามมาตรฐานฟารม์ ทีด่ ีของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม
ในเขตเทศบาลตาบลออนใต้ อาเภอสันกาแพง จงั หวดั เชยี งใหม่
The Need for Extension Services for Good Dairy Farming Practices of Dairy
Farmers in On Tai Sub-district, San Kamphaeng District, Chiang Mai
นภารศั ม์ เวชสิทธ์ินิรภยั * พฒุ ิสรรค์ เครือคา และปภพ จรี้ ตั น์
Napharat Vetchasitniraphai*, Phutthisun Kruekum and Papob Jeerat
คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลยั แมโ่ จ้ เชียงใหม่ 50290
Faculty of Agricultural Production, Maejo University, Chiang Mai, Thailand 50290
*Corresponding author: [email protected]
Abstract Received: December 11, 2019
Revised: June 15, 2020
Accepted: July 27, 2020
This research aimed to: 1) assess the need of dairy farmers for extension advice and services to ensure
good dairy farming practices; 2) identify the factors that have implication on the need for extension services
and 3) explore the problems and limitations hindering the good dairy farming practices and what the dairy
farmers suggest to be done to ease their difficulties. It was conducted in 129 samples of dairy farmers in On
Tai Sub-district, San Kamphaeng District, Chiang Mai. The needed information was compiled by means of
questionnaire. The analysis was performed upon the descriptive statistics including frequency, arithmetic mean,
percentage, and standard deviation, and the results from running the multiple regression.
The findings revealed the dairy farmers under study had a high overall need to get the extension
advice and services to ensure good dairy farming practices. Five factors were found to statistically significantly
relate to the need for the extension advice and services. Two factors, the dairy farm size and the income from
dairy farming, were positively related to the need; while three factors- the number of dairy cattle, the
accessibility to information about good dairy farming practices, and training in good dairy farming practice–were
negatively related to the need.
The main problems and limitations in the pursuance of good dairy farming practices were reported to
include: 1) the low quality raw milk because the use of antibiotics was still necessary for the treatment of
mastitis, and the foot-and-mouth disease in the rainy season; 2) the rising labor cost and the shortage of skilled
and experience labor who can handle such requirements as milking hygiene, animal health maintenance, etc.
in the good dairy farming practices, and 3) the limited availability of animal feeds in terms of quantity and
quality to prepare a good ration. The dairy farmers under study thus proposed to both the public and private
sectors to provide them assistance in the following areas: 1) guidelines for raw milk quality tests and keeping
155
วารสารวิจยั และส่งเสรมิ วิชาการเกษตร 38(1): 155-165
dairy cattle in good health to produce more and better quality milk; 2) knowledge on cow milking tools and
equipment and the establishment of the fund for the purchase of modern milking tools and machines and 3)
support for animal feed cost reduction by using local raw materials.
Keywords: need of dairy farmers, good dairy farming practice, dairy cattle farming, agricultural extension
บทคัดยอ่ 2) การประสบปัญหาการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานและ
ขาดแคลนแรงงานที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญการ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความ เลี้ยงโคนมตามข้อกาหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี
ต้องการในการส่งเสรมิ การเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟาร์ม สาหรับฟาร์มโคนม และ 3) การขาดแคลนอาหารโคนม
ที่ดี 2) ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการในการส่งเสริมการ ทั้งในส่วนปริมาณและคุณภาพ โดยเกษตรกรมี
เลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟาร์มที่ดี และ 3) ปัญหาและ ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ดังน้ี 1)
ข้อเสนอแนะในการเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟาร์มที่ดี ควรมีการสนับสนุนการตรวจสอบคุณภาพน้านมดิบและ
โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เกษตรกรผู้เลี้ยงโค ให้ความรู้ในการดูแลรักษาโคนมเพื่อเพิ่มคุณภาพของ
นมในเขตเทศบาลตาบลออนใต้ อาเภอสันกาแพง จังหวัด น้านมให้สูงขึ้น 2) การสนับสนุนองค์ความรู้ในการดูแล
เชียงใหม่ จานวน 129 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ อุปกรณ์รีดนมและการจัดตั้งกองทุนเพื่อการซื้ออุปกรณ์
แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา รดี นมทมี่ คี วามทันสมัย และ 3) สง่ เสริมการลดต้นทนุ ในการ
ได้แก่ ค่าความถ่ี ค่าเฉลยี่ รอ้ ยละ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน ผลิตอาหารสตั ว์ที่ทามาจากวัตถดุ บิ ในพื้นที่
และการวิเคราะหถ์ ดถอยพหุคูณ
คาสาคัญ: ความตอ้ งการของเกษตรกร มาตรฐานฟาร์มที่ดี
ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีความ กิจการโคนม การส่งเสริมการเกษตร
ต้องการในการสง่ เสริมการเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟารม์
ที่ดีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยที่มีผลต่อความ คานา
ต้องการในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟารม์
ที่ดีของเกษตรกรอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติมีทั้งหมด 5 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
ตวั แปร โดยแบ่งออกเป็นตัวแปรทีม่ ีผลทางบวก 2 ตวั แปร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลท่ี 9)
ได้แก่ จานวนพื้นที่สาหรับกิจการโคนม และรายได้จาก พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
กิจการโคนม ขณะที่ตัวแปรที่มีผลในทางลบมีจานวน 3 พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดาเนินเยือน
ตัวแปร ได้แก่ จานวนโคนม การรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการ ประเทศเดนมาร์ก เพ่อื ทรงเจริญพระราชไมตรีระหว่างกัน
เลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟาร์มที่ดี และประสบการณ์การ อย่างเปน็ ทางการ โดยการเสดจ็ พระราชดาเนินเยือนครั้งนั้น
ฝกึ อบรมเกี่ยวกบั การเลี้ยงโคนม ทรงสนพระราชหฤทัยในกจิ การฟาร์มโคนม ด้วยพระองค์
ทรงห่วงใยพสกนกิ รชาวไทย และทรงเล็งเหน็ ว่าอาชีพการ
การศึกษาปัญหา และอุปสรรคในการเลี้ยงโคนม เลี้ยงโคนมจะทาให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่ดีมีคุณค่า
ตามมาตรฐานฟาร์มที่ดีพบว่า 1) น้านมดิบที่ได้มีคุณภาพ อีกทั้งยังเปน็ การส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพม่ันคง มีที่ทา
ต่า เนื่องจากการต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคเต้านม กินเปน็ หลกั แหล่งไม่ต้องบุกรกุ ผนื ป่าและการทาไร่เลื่อนลอย
อักเสบที่เกิดจากการรีดนมไม่หมด และการระบาดของโรค
เท้าเปื่อยปากเปื่อยในช่วงฤดูฝนส่งผลต่อคุณภาพน้านม 156
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 155-165
อีกต่อไป จึงนามาสู่การก่อตั้งฟาร์มโคนมแห่งแรกใน แปรรูป พร้อมทั้งไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ประเทศไทย ณ บริเวณอาเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ( National Bureau of Agricultural Commodity
ภายใต้ช่ือ “ฟาร์มโคนม ไทย–เดนมารค์ ” เพอื่ เป็นสถานท่ี and Food Standard, 2009)
ในการฝกึ อบรมบคุ ลากร สาธิต และถา่ ยทอดวชิ าการเล้ียง
โคนมอย่างเป็นระบบ ให้ได้รับความรู้และเกิดความ อาเภอสันกาแพงถือเป็นหนึ่งในสามอาเภอที่มี
ชานาญจนสามารถประกอบอาชีพ “เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม” จานวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมากที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่
จนกระทั่งวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2514 ฟารม์ โคนม ไทย– ( Chiangmai Province Livestock Office, 2018)
เดนมาร์ค ได้รับพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะในเขตเทศบาลตาบลออนใต้ซึ่งถือเป็นพื้นท่ี
สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในนาม องค์การ ทีส่ าคญั ในอาเภอสนั กาแพงที่เกษตรกรมอี าชพี ในการเล้ยี ง
ส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) (Dairy โคนม และเป็นอีกพื้นท่ีท่ีมีการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เล้ยี ง
Farming Promotion Organization of Thailand, 2017) โคนมมีการจัดการการเล้ียงโคนมได้เป็นไปตามข้อกาหนด
การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสาหรับฟาร์มโคนม เพื่อเป็น
ปจั จบุ ันการเลยี้ งโคนมในประเทศไทยได้ขยายไป การยกระดับคุณภาพของน้านมให้มีคุณภาพสาหรับการ
ทุกภูมิภาคของประเทศ จากการรายงานของ Information แปรรูปและบริโภค ตลอดจนเป็นการเพิ่มรายได้และสร้าง
and Communication Technology center, Department ความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจครัวเรือนของเกษตรกรผู้เลี้ยง
of Livestock Development (2019) พบว่าในปีงบประมาณ โคนมในเขตเทศบาลตาบลออนใต้ใด้อีกทางหนึ่ง ดังนัน้ จงึ
พ.ศ. 2562 ประเทศไทยมีจานวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม จาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการศึกษาลักษณะพื้นฐานส่วน
จานวน 18,850 คน อย่างไรก็ตามการดาเนินกิจการเลี้ยง บคุ คล เศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกร และระดับความ
โคนมในปัจจุบันได้ประสบปัญหาต้นทุนในด้านอาหาร ต้องการในการสง่ เสรมิ การเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟารม์
โคนมท่ีเพิ่มสูงขึ้นและขาดคุณภาพ ตลอดจนสถานการณ์ ที่ดี ตลอดจนการศึกษาปัญหา อุปสรรค และขอ้ เสนอแนะ
การขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตรส่งผลให้เกษตรกร ของเกษตรกรเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟารม์
ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจากการจ้างแรงงานที่มีแนวโน้ม ที่ดี เพื่อเป็นขอ้ มูลพ้ืนฐานในการวิเคราะห์ปจั จัยทีม่ ผี ลตอ่
ปรับตวั สงู ขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกท้ังประสบปญั หาจากสภาพ ความต้องการในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมตามมาตรฐาน
อากาศแปรปรวน การระบาดของโรคและสัตว์ที่เป็นศัตรู ฟ า ร ์ ม ท ี ่ ดี ข อ งเ ก ษ ตร ก ร ใ นเ ข ตเ ท ศ บาล ต าบ ลออนใต้
ต่อโคนม และการจัดการสถานที่เลี้ยงโคนมไม่เหมาะสม อาเภอสันกาแพง จังหวัดเชียงใหม่ และเพื่อให้ได้ข้อมูล
ทาให้การผลิตน้านมดิบขาดคุณภาพและไม่ได้มาตรฐาน สาหรบั การนาไปเป็นรูปแบบในการสง่ เสรมิ การเล้ยี งโคนม
ของแหล่งรับซื้อน้านมหรือจาหน่ายได้ราคาที่ต่า จาก ให้ได้มาตรฐานและสามารถผลิตน้านมโคที่มีคุณภาพ
ปัญหาดังกล่าวได้สร้างภาวะความไม่มั่งคงทางเศรษฐกิจ เป็นการสร้างความได้เปรียบในการตอ่ รองราคา ตลอดจน
ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนนมที่ต้องแบกต้นทุนและ เป็นการสร้างฐานไปสู่การได้รับรองมาตรฐานฟาร์มโคนม
ค่าใช้จ่ายในกิจการโคนมของตนเองที่สูงขึ้น จึงเป็นที่มา ท่ีดีได้ในอนาคต
ของการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้ดาเนินกิจการ
ตามหลักเกณฑ์และข้อกาหนดการปฏิบัติทางการเกษตร วธิ ีดาเนินการวจิ ัย
ที่ดีสาหรับฟาร์มโคนมที่ครอบคลุมตั้งแต่การเลีย้ งที่ฟาร์ม
จนถงึ การขนสง่ น้านมดบิ ไปยงั ศนู ยร์ วบรวมนา้ นมดิบ หรือ การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษา
โรงงานแปรรปู เพื่อให้ได้โคนมท่ีมีสุขภาพดี ผลิตน้านมโค ความต้องการในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมตามมาตรฐาน
ที่ปลอดภัยและเหมาะสมสาหรับผู้บริโภค หรือการนาไป ฟาร์มที่ดีของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในเขตเทศบาลตาบล
157
วารสารวิจยั และสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(1): 155-165
ออนใต้ อาเภอสันกาแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการ คือ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถ่ี ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย
ดาเนนิ การวิจยั ดงั นี้ และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน
ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง 2) การวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการ
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย คือ เกษตรกร ในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟาร์มที่ดีของ
เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในเขตเทศบาลตาบลออนใต้ อาเภอ
ผู้เลี้ยงโคนมที่อยู่ในพื้นที่เทศบาลตาบลออนใต้ อาเภอ สันกาแพง จังหวัดเชียงใหม่ วิเคราะห์โดยใช้สถิติอนุมาน
สันกาแพง จังหวัดเชียงใหม่ จานวน 11 หมู่บ้าน ได้แก่ ได้แก่ การวิเคราะห์พหุถดถอยด้วยวิธีการคัดเลือกตัวแปร
บ้านป่าเหียง บ้านโห้ง บ้านริมออน บ้านป่าแงะ บ้านริม อสิ ระแบบ Enter (Vanichbuncha, 2018)
ออนใต้ บ้านแม่ผาแหน บ้านป่าตึง บ้านปง บ้านป่าห้า
บ้านแพะ และบา้ นป่าเปางาม ทาการกาหนดขนาดตัวอย่าง 3) การวเิ คราะหป์ ัญหา อปุ สรรค และขอ้ เสนอแนะ
เกษตรกรตามสูตรของ Yamane (1973) ที่ระดับความ เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรโดยใช้วิธีการจัด
เชื่อมั่นร้อยละ 95 โดยยอมให้เกิดความคลาดเคลื่อน ประเภทและจัดกลมุ่ (Categorize and sort)
ที่ระดับ 0.05 ได้กลุ่มตัวอย่างเกษตรกร จานวน 129 คน
จากนั้นจึงเทียบสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดกับจานวน ซึ่งการวิเคราะห์ในส่วนที่ 1 และ 2 ใช้โปรแกรม
เกษตรกรในแต่ละหมูบ่ า้ น เมื่อไดจ้ านวนตัวอย่างเกษตรกร สถติ ิสาเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสงั คมศาสตรช์ ่วยในการบันทึก
รายหมู่บ้านแล้วจึงท าการสุ่มเกษตรกรตามล าดับ จดั การ และการวเิ คราะห์ข้อมูล
บ้านเลขที่ในแต่ละหมู่บ้าน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วย
วิธีการจับฉลาก การวิจัยครั้งนี้ได้ดาเนินการวิจัยตั้งแต่ ผลการวิจัยและวิจารณ์
เดอื นกันยายน พ.ศ. 2561 ถงึ เดอื นตลุ าคม พ.ศ. 2562
การศึกษาข้อมูลบริบทด้านเศรษฐกิจและสังคมของ
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลการวจิ ัย เกษตรกรผูเ้ ล้ียงโคนม
แหลง่ ขอ้ มูลท่ีรวบรวมเพ่ือใชใ้ นการวิจัยแบ่งออกได้
ผลการศึกษาพบวา่ กลุม่ ตวั อยา่ งเกษตรกรผูเ้ ลยี้ ง
เป็น 2 ประเภท คือ 1) ข้อมูลทุติยภูมิ ซึ่งเป็นการรวบรวม โคนมส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายเุ ฉล่ีย 53 ปี จบการศึกษา
ข้อมูลจากเอกสาร ตารา รายงานการวิจัย และวารสารต่างๆ ในระดบั ประถมศกึ ษา มีสถานภาพสมรส มจี านวนสมาชิก
ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย และ 2) ข้อมูลปฐมภูมิ โดยใช้ ในครัวเรือนเฉลี่ย 5 คน มีแรงงานในการทาเกษตรกรรม
แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจานวน ต่อครัวเรือนเฉลี่ย 4 คน มีรายได้จากกิจการเลี้ยงโคนม
129 ชดุ และเก็บจากเกษตรกรผู้เล้ยี งโคนมเปน็ รายบุคคล เฉลี่ย 607,007.75 บาทต่อปี มีพื้นที่สาหรับกิจการโคนม
เฉลี่ย 8.49 ไร่ มีภาระหน้ีสินเฉลี่ย 359,883.70 บาท
การวเิ คราะห์ข้อมูล มจี านวนโคนมโดยเฉลี่ย 47 ตวั มีการรับร้ขู า่ วสารเก่ยี วกบั
การวเิ คราะห์ข้อมูลการวจิ ัยแบ่งการวิเคราะห์ ดังน้ี ก า ร ส ่ ง เ ส ร ิ ม ก า ร เ ล ี ้ ย ง โ ค น ม ต า ม ม า ต ร ฐ า น ฟ า ร ์ ม ท ี ่ ดี
เฉลี่ย 1 ครั้งต่อเดือน มีการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์
1) ข้อมูลบริบทของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และ เฉลี่ย 6 ครั้งต่อปี มีการติดต่อกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม
ความต้องการในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมตามมาตรฐาน เฉลี่ย 2 ครั้งต่อเดือน มีประสบการณ์การเลี้ยงโคนมเฉลีย่
ฟาร์มที่ดีของเกษตรกร โดยสถิติที่นามาใช้ในการวิเคราะห์ 14 ปี และมีการเข้าร่วมฝึกอบรมเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนม
เฉล่ีย 1 คร้งั ต่อปี
158
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 155-165
การศึกษาความต้องการในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม ด้านที่มีค่าเฉลี่ยความต้องการมากที่สุดในด้านการจัดการ
ตามมาตรฐานฟารม์ ท่ีดขี องเกษตรกรผูเ้ ลีย้ งโคนม สุขภาพสัตว์ รองลงมาได้แก่ ด้านการเก็บรักษาและการ
ขนส่งน้านมดิบ ด้านการจัดการฟาร์ม ด้านการจัดการ
กลุ่มตัวอย่างเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมส่วนใหญ่มี สิ่งแวดล้อม ด้านองค์ประกอบฟาร์ม และน้อยท่ีสุดคือ
ความต้องการในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมตามมาตรฐาน ด้านการผลิตนา้ นม (Table 1)
ฟาร์มที่ดีรวมทุกด้านอยู่ในระดับความต้องการมาก โดย
Table 1 The need of dairy farmers for extension advice and services to ensure good dairy farming practices
(n=129)
The need for extension services ̅ S.D. Level of
for good dairy farming practices needed
Farm components 4.05 0.048 High
Farm management 4.09 0.052 High
Animal health management 4.12 0.048 High
Environmental management 4.06 0.048 High
Raw milk production 4.01 0.048 High
Storage and transportation of raw milk 4.10 0.052 High
Total 4.07 0.045 High
4.51-5.00 = Highest; 3.51-4.50 = High; 2.51-3.50 = Moderate; 1.51-2.50 = Low; 1.00-1.50 = Lowest
การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการในการส่งเสริม กาหนดชือ่ และหนว่ ยการวดั ของตัวแปรมีรายละเอียดดังนี้
การเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟาร์มที่ดีของเกษตรกรผู้เลี้ยง เพศ (Gen: ชาย=1, หญิง=0) อายุ (Age: จานวนปี) ระดับ
โคนม การศึกษา (Edu: ประถมศึกษาหรือต่ากว่า=1, สูงกว่า
ประถมศกึ ษา=0) สถานภาพทางการสมรส (Stat: สมรส=1,
การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการ อื่นๆ=0) จานวนสมาชิกในครัวเรือน (Mem: จานวนคน)
ในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟาร์มที่ดีของ จานวนแรงงานในครัวเรือน (Labor: จานวนคน) รายได้
เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยการใช้สถิติวิเคราะห์การ จากกิจการโคนม (Inc: บาท/ปี) จานวนพื้นที่สาหรับ
ถดถอยพหุคูณแบบคัดเลือกเข้า ซึ่งเป็นการหา กิจการโคนม (Dfsize: ไร่) จานวนหนี้สิน (Debts: บาท)
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตาม 1 ตัว กับตัวแปรอิสระ จานวนโคนม (NCattle: จานวนตัว) การรับรู้ข่าวสาร
ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป (Phengsawat, 2010) เพื่อหาว่าตัวแปร เกีย่ วกับการเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานเกษตรทีด่ ี (Inf: คร้ัง/
อิสระใดมีความสัมพันธ์เชิงบวกหรือเชิงลบ มีระดับ เดือน) การติดต่อกับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ (Conlft: ครั้ง/ปี)
ความสัมพันธ์มากน้อยเพียงใด และมีความสัมพันธ์กัน การติดต่อกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมใกล้เคียง (Contldf:
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับตัวแปรตาม คือ ความ ครง้ั /เดือน) ประสบการณก์ ารเลยี้ งโคนม (Exp: จานวนปี)
ตอ้ งการในการส่งเสรมิ การเล้ียงโคนมให้ได้มาตรฐานฟารม์ และการฝึกอบรมเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนม (Train: ครั้ง/ปี)
ที่ดีหรือไม่ และตัวแปรตาม ได้แก่ ความต้องการในการส่งเสริมการ
เลยี้ งโคนมใหไ้ ด้มาตรฐานฟาร์มท่ีดี (Need: ค่าเฉลย่ี ) ทงั้ น้ี
การศึกษาในครั้งนี้ได้ทาการคัดเลือกตัวแปร
อิสระจากการทบทวนวรรณกรรม ทั้งหมด 15 ตัวแปร ได้ 159
วารสารวจิ ัยและส่งเสริมวชิ าการเกษตร 38(1): 155-165
การศึกษาปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระด้วย 1. การมีรายได้จากกจิ การโคนมเพิ่มข้นึ ส่งผลให้
กันเอง (Multicollinearity) โดยใช้การวิเคราะ ห์ เกษตรกรมีความต้องการที่จะรับการส่งเสริมการเลี้ยง
สหสัมพันธ์ (Saipatthana and Piyapimonsit, 2004) โคนมตามมาตรฐานเกษตรท่ีดมี ากขึน้ ตามไปด้วย โดยการ
พบว่าไม่มตี ัวแปรอสิ ระคู่ใดท่ีมีความสัมพนั ธก์ นั ในระดบั สงู มีรายได้เพิ่มขึ้นนั้นทาให้เกษตรกรมีกาไรที่จะสามารถ
(ค่าสหสัมพันธ์ไม่เกิน 0.70) ที่จะละเมิดเงื่อนไขของการ นามาเปน็ ต้นทนุ ในการบรหิ ารและจดั การกิจการการเลี้ยง
วิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Simmonds, 2003) จึงสามารถ โคนมของตนเองได้ โดยเฉพาะการจัดการโรงเรือนให้ได้
นาตัวแปรอิสระไปวิเคราะห์เพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อความ มาตรฐานเหมาะสมกับสวัสดิภาพของโคนมมากยิ่งข้ึน
ต้องการในการสง่ เสริมการเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟาร์ม ความสามารถจัดหาอาหารที่มีคุณภาพและเพียงพอ
ทด่ี ีของเกษตรกรผ้เู ล้ียงโคนมได้ สาหรับการเลี้ยงโคนมทุกตัว และเป็นการช่วยเพิ่มโอกาส
ในการจ้างแรงงานที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญ
ผลการวิเคราะห์การถดถอยพบว่า มีตัวแปร เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนม ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สาคัญในการ
อิสระจานวน 5 ตัวแปร ที่มีผลต่อความต้องการในการ ดาเนินกิจการโคนมตามเกณฑ์การปฏิบัติทางการเกษตร
ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟาร์มที่ดีของ ที่ดีสาหรบั ฟารม์ โคนม โดยสอดคล้องกับผลการศึกษาของ
เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยแบ่ง Haitook et al. (2013) ที่พบว่าการมีโครงสร้างพื้นฐาน
ออกเป็นตัวแปรที่มีผลทางบวกจานวน 2 ตัวแปร ได้แก่ ที่อานวยและสนับสนุนให้กิจกรรมการผลิตโคนมทาให้
จานวนพื้นที่สาหรับกิจการโคนม และรายได้จากกิจการ การเลี้ยงโคนมของบ้านห้วยเตย ตาบลท่าพระ อาเภอ
โคนม ในขณะที่ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ทางสถิติในทาง เมือง จังหวัดขอนแก่น ยั่งยืนอยู่ได้จนถึงปัจจุบันและ
ลบ มีจานวน 3 ตัวแปร ได้แก่ จานวนโคนม การรับรู้ มีความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง
ข่าวสารเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานเกษตรที่ดี ในอนาคต
และการฝกึ อบรมเก่ียวกับการเล้ยี งโคนม (Table 2) ซ่งึ ได้
รปู แบบสมการถดถอยพหุคณู ดังน้ี 2. จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงการมีพื้นท่ี
Need = 4.733 + 0.077Gen - 0.006Age - 0.091Edu สาหรับกิจการโคนมเพิ่มขึ้นทาให้เกษตรกรมีความ
ป ร า ร ถ น า ท ี ่ จ ะ ร ั บ ก า ร ส ่ ง เ ส ร ิ ม ก า ร เ ล ี ้ ย ง โ ค น ม ใ ห ้ ไ ด้
- 0.098Stat + 0.011Mem - 0.023Labor มาตรฐานฟาร์มที่ดีมากขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากการมี
+ 2.512E - 7Inc + 0.010 Dfsize + 4.276E พน้ื ที่ในการดาเนนิ กิจการโคนมมากขนึ้ นน้ั ทาให้เกษตรกร
- 8Debts - 0.007NCattle - 0.095Inf สามารถลดต้นทุนโดยการจัดสรรการใช้ประโยชน์ของ
-0.002Contlf - 0.025Condf + 0.004Exp พื้นที่ไว้เพื่อการเพาะปลูกพืชที่ใช้เป็นวัตถุดิบส าห รับ
-0.069Train ทาอาหารหยาบเลี้ยงโคนม เช่น การปลูกข้าวโพดเลี้ยง
ทั้งน้ีตัวแปรอิสระทั้งหมดสามารถอธิบายความ สัตว์ และหญ้า เป็นต้น ซึ่งเป็นการช่วยให้โคนมได้รับ
ผันแปรของตัวแปรตาม คือ ความต้องการในการส่งเสริม อาหารอย่างเพียงพอ และการผลิตอาหารสาหรับเลี้ยง
การเล้ียงโคนมตามมาตรฐานฟารม์ ทีด่ ขี องเกษตรกรผู้เลี้ยง โคนมเองนั้นยังทาให้เกษตรกรสามารถควบคุมอาหาร
โคนมได้ร้อยละ 68.5 ส่วนที่เหลือร้อยละ 31.5 เป็นอิทธิพล คุณภาพได้อีกทางหนึ่ง ส่งผลให้โคนมมีสุขภาพที่ดีและ
จากตัวแปรอน่ื ๆ ซ่งึ การอธบิ ายตวั แปรอสิ ระท้ังหมด 5 ตวั แปร ผลิตน้านมได้ตามมาตรฐานที่หน่วยงานรับซื้อกาหนด ซึ่ง
ท่ีมีผลต่อตวั แปรตาม คือ ความต้องการในการส่งเสริมการ เป ็น ส ่วน ส า คัญท ี่จะ ท า ให้ผ ่า น ข้อก า หน ดกา รป ฏิบ ัติ
เล้ยี งโคนมตามมาตรฐานฟาร์มทีด่ ีของเกษตรกรผู้เล้ียงโคนม ทางการเกษตรที่ดีสาหรับฟาร์มโคนม ผลการศึกษา
สามารถอธิบายและวิจารณผ์ ลได้ ดังนี้
160
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 155-165
ดังกล่าวได้เชื่อมโยงกับการศึกษาของ Chaisombut et al. ส่วนมากได้มีการเผยแพรใ่ นช่วงภายหลังการก่อต้ังกิจการ
(2019) ที่พบว่า การมีพื้นที่แปลงหญ้าเพิ่มขึ้นจะทาให้ โคนมทาให้การลักษณะของสถานที่ตั้ง การวางฝังฟาร์ม
โอกาสของธุรกิจเลี้ยงโคนมของเกษตรกรในจังหวัด และการก่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงโคมนมซึ่งเป็นข้อกาหนด
สกลนครประสบความสาเรจ็ เพ่มิ ขึ้นตามไปด้วย แรกที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมปฏิบัติของเกษตรกร ไม่
สอดคล้องกับข้อกาหนดมาตรฐานฟาร์มที่ดี จึงส่งผลให้
3. การที่เกษตรกรมีจานวนโคนมที่เลี้ยงสูงขึ้น เกษตรกรผูเ้ ลีย้ งโคนมนาข้อกาหนดในด้านอื่นๆ มาปฏิบัติ
ส่งผลใหเ้ กดิ ความต้องการในการสง่ เสริมการเล้ียงโคนมให้ ได้ไม่เตม็ ท่ี
ได้มาตรฐานฟาร์มที่ดีน้อยลง ทั้งนี้เนื่องจากการมีจานวน
โคนมที่มากขึ้นทาให้ต้องมีการใช้ต้นทุนที่สูงขึ้นในการซื้อ 5. การที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเข้าร่วมฝึกอบรม
อาหารหรือการสนับสนุนอาหารให้เพียงพอกับโคนม เกี่ยวกับมาตรฐานฟาร์มที่ดีมากขึ้น กลับมีผลทาให้ความ
ทตี่ นเองเลยี้ ง (Sanpote, 2012) ตลอดจนการมีจานวนววั ตอ้ งการในการส่งเสรมิ การเลยี้ งโคนมให้ได้มาตรฐานฟารม์
ที่สูงขึ้นยังทาให้เกษตรกรต้องมีการเพิ่มจานวนแรงงาน ท่ดี ีลดลง ทัง้ นี้เนือ่ งจากการจัดฝกึ อบรมเก่ียวกบั มาตรฐาน
มากขึ้นตามไปด้วย เพื่อใช้ในการจัดการโคนมทุกตัวให้ ฟาร์มที่ดีส่วนมากยังเป็นรูปแบบของการบรรยายและการ
สามารถผลติ น้านมได้อย่างมีคุณภาพ ซงึ่ ตอ้ งใช้แรงงานท่ีมี นาเสนอเนื้อหาที่เป็นหลักการหรือรายละเอียดของ
ความเชย่ี วชาญและความสามารถเฉพาะในการทางาน ย่ิงเป็น ข้อกาหนดต่างๆ ซึ่งบางข้อกาหนดไม่สอดคล้องกับ
การเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของการดาเนินกิจการให้มากข้ึน โครงสร้างของสถานดาเนินกิจการโคนมหรือการจัดต้ัง
และการขาดแคลนหรือการมีแรงงานที่ไม่เพียงพอกับ โรงเรือนที่มีมาก่อนแล้ว ประกอบกับในบางข้อกาหนด
จานวนโคนมที่สูงขึ้นนั้น ในอีกทางหนึ่งทาให้การดูแล ทาให้เกษตรกรต้องมีการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อให้เป็นไปตาม
สุขภาพสัตว์ไม่ทั่วถึง ส่งผลให้ผลผลิตน้านมดิบขาด เกณฑ์ที่กาหนดไว้ โดยเฉพาะการสร้างสถานที่เกบ็ อาหาร
คณุ ภาพตามมาตรฐานของการจาหน่าย โคนมทค่ี วรแยกออกต่างหาก และการขนสง่ น้านมดิบจาก
ฟาร์มที่ต้องมีการควบคุมคุณภาพให้เป็นไปตามที่ตลาด
4. การรับรู้ข่าวสารเก่ียวกับการส่งเสริมการ รับซ้ือต้องการ ดังนั้นการรับเนื้อหาที่ไม่สอดคลอ้ งในเชิงพื้นที่
เลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟาร์มที่ดีพบว่า การที่เกษตรกร สาหรับการประกอบกิจการโคนมและการมีค่าใช้จ่าย
ได้รับรู้ข่าวสารเก่ียวกับการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมตาม ที่สูงขึ้น ทาให้เกษตรกรต้องชะลอการปรับโครงสร้างและ
มาตรฐานฟาร์มที่ดีเพิ่มขึ้นกลับทาให้ความความต้องการ การดาเนินกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นไปตามตามมาตรฐาน
ในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้ได้มาตรฐานฟาร์มที่ดี ฟารม์ ทด่ี ี
ลดลง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะข้อมูลข่าวสารของหน่วยงาน
ภาครัฐและเอกชนเกี่ยวกับมาตรฐานฟาร์มที่ดี น้ัน
161
วารสารวิจัยและสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(1): 155-165
Table 2 Factors affecting need for extension services for good dairy farming practices of dairy farmers
Independent variables Dependent variable
Need for promotion dairy farming
according to the good farm standards
B t Sig.
1. Gender )Gen( 0.077 1.629 0.106
2. Age (Age) -0.006 -1.423 0.158
3. Education level (Edu) 0.091- -1.171 0.244
4. Marital status (Stat) 0.098- -1.541 0.126
5 Family member (Mem) 0.011 0.588 0.558
6. Family Labor member )Lab( 0.023- -0.930 0.354
7. Income from Dairy Farming )Inc( 2.512E-7 3.519 0.001**
8. Dairy Farming area (Area) 0.010 2.084 0.039*
9. Debt )Debt( 4.276E-8 1.002 0.319
10. Number of dairy cows )Ncow( 0.007- -5.390 0.000**
11. Received good dairy farm standard informations )Inf( 0.095- -3.372 0.001**
12. Contact with livestock officers )Contlf( 0.002- -0.393 0.695
13. Contact with dairy farmers (Contdf) 0.025- -1.865 0.065
14. Dairy farming experience (Exp) 0.004 1.440 0.153
15. Training for good dairy farm standard) Train( 0.069- -2.220 0.028*
Constant 4.733 27.077 0.000**
R2 = 0.685 (68.50%) F = 16.222 Sig. of F = 0.000
* Statistically significant level at 0.05, ** Statistically significant level at 0.01
การศึกษาปัญหา อปุ สรรค และข้อเสนอแนะในการเลยี้ ง ปากเปื่อยที่มาในช่วงฤดูฝน ตลอดจนการขาดแคลน
โคนมตามมาตรฐานฟาร์มที่ดีของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม แรงงานที่มีประสบการณ์การฝึกอบรมเกี่ยวกับการเลี้ยง
ในเขตเทศบาลตาบลออนใต้ อาเภอสันกาแพง จังหวัด โคนม ความสามารถและความเชยี่ วชาญในการเล้ียงโคนม
เชยี งใหม่ ทาให้การดูแลสุขอนามัยและสวัสดิภาพของโคนมไม่เป็น
ไปตามมาตรฐาน และการประสบปัญหาด้านอาหาร
จากการศึกษาปญั หาทเ่ี กดิ ขึ้นจนเป็นอุปสรรคตอ่ สาหรับโคนมที่ขาดคณุ ภาพและไมเ่ พียงพอ โดยเกษตรกร
การเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟาร์มที่ดีพบว่า เกษตรกร มีข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ดังนี้ 1)
ผู้เลี้ยงโคนมประสบปัญหาน้านมดิบขาดคุณภาพจากการ ควรมีการส่งเสริมและสนับสนุนการตรวจสอบคุณภาพ
ที่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคเต้านมอักเสบที่เกิด น้านมดิบและให้ความรู้ในการดูแลรักษาโคนมเพื่อเพิ่ม
จากการรีดนมไม่หมด และการระบาดของโรคเท้าเปื่อย
162
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 155-165
คุณภาพของน้านมให้สูงขึ้น 2) การสนับสนุนองค์ความรู้ สนับสนุนองค์ความรู้ในการดูแลอุปกรณร์ ีดนม และควรมี
ในการดูแลอุปกรณ์รีดนมอย่างถูกวิธี รวมถึงการจัดตั้ง การสง่ เสรมิ การลดต้นทนุ ในการผลิตอาหารสัตว์
กองทุนเพื่อการซื้ออุปกรณ์รีดนมที่มีความทันสมัย และ
3) ส่งเสริมการลดต้นทุนในการผลิตอาหารโคนมโดยใช้ ข้อเสนอแนะ
วตั ถดุ ิบที่มอี ย่ใู นพนื้ ท่ี 1. จากผลการศกึ ษาแสดงใหเ้ หน็ วา่ การมรี ายได้
สรุปผลการวจิ ัย เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงโคนมจะมีแนวโน้มให้เกษตรกร
มีความต้องการท่ีจะเลี้ยงโคนมตามมาตรฐานฟาร์มที่ดี
จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า เกษตรกร เพิ่มขึ้นไปด้วย ดังนั้นสานักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่
ผเู้ ล้ยี งโคนมในเขตเทศบาลตาบลออนใต้ อาเภอสันกาแพง สานักงานเกษตรอาเภอสันกาแพง ตลอดจนองค์การ
จังหวัดเชียงใหม่ มีความต้องการในการส่งเสริมการเลี้ยง ส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยควรมีการ
โคนมตามมาตรฐานฟาร์มที่ดีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ประชาสัมพันธ์ประโยชน์จากการได้รับมาตรฐานเกษตร
โดยเฉพาะในด้านการจัดการสุขภาพสัตว์เป็นด้ านที่มี ที่ดีสาหรับโคนม โดยเฉพาะการได้รับราคาจากการขาย
ค่าเฉลี่ยความต้องการมากที่สุด ขณะเดียวกันด้านที่มี นา้ นมดบิ เพ่ิมขึ้นจากเดิมท่ีไม่ไดร้ บั มาตรฐานฟาร์มที่ดี
ค่าเฉลี่ยความต้องการน้อยที่สุด คือ ด้านการผลิตน้านม
ในส่วนของปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการในการส่งเสริม 2. เจ้าหน้าที่จากสานักงานปศุสัตว์จังหวัด
การเลี้ยงโคนมมาตรฐานฟาร์มที่ดีของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เชียงใหม่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ มีทั้งหมด 5 ตัวแปร โดยแบ่ง ตลอดจนบริษัทที่รับซื้อน้านม ควรมีการส่งเสริมองค์
ออกเป็นตัวแปรที่มีผลทางบวกจานวน 2 ตัวแปร ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค
จานวนพื้นท่ีสาหรับกิจการโคนม และรายได้จากกิจการ รวมทั้งมีมาตรการป้องกันโรคเข้าสู่พื้นที่ฟาร์มจากบุคคล
โคนม และตัวแปรที่มีผลในทางลบจานวน 3 คือ จานวน และยานพาหนะ ตลอดจนส่ งเสริมเกษตรกรให้
โคนม การรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมตาม ความสาคัญถึงการกาจดั ขยะ/ของเสีย เชน่ มลู โค โดยวธิ ีที่
มาตรฐานเกษตรที่ดี และการฝึกอบรมเกี่ยวกับการเลี้ยง เหมาะสม โดยเฉพาะฟาร์มที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ควรมีการ
โคนม บริหารจัดการแรงงานในการทาความสะอาดและดูแล
รกั ษาอย่างทว่ั ถึงเพอื่ การผลิตน้านมมคี ณุ ภาพทส่ี ุด
ปัญหาที่เกิดขึ้นและเป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยง
โคนมตามมาตรฐานฟาร์มที่ดี คือ 1) ปัญหาการใช้ยา 3. กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ และ
ปฏิชีวนะในรักษาโรคเต้านมอักเสบที่เกิดจากการรีดนม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรมีการส่งเสริมการเลี้ยง
ไม่หมด และการระบาดของโรคเท้าเปื่อยปากเปื่อยที่มา โคนมให้แกเ่ กษตรกรรุ่นใหม่ หรือมโี ครงการสนับสนุนการ
ในช่วงฤดูฝน ส่งผลต่อคุณภาพของน้านมที่ไม่ได้ตาม สืบทอดกิจการโคนมสู่บุตรหลาน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริม
มาตรฐาน 2) ปัญหาการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานและ การใช้เทคโนโลยีหรือมาตรฐานสินค้าเกษตรเป็นกลไก
ขาดแคลนแรงงานท่ีมีความสามารถในการเล้ยี งโคนม และ สาคัญในการขับเคลื่อนการเลี้ยงโคนมและการผลิตน้านม
3) ปัญหาการขาดแคลนอาหารโคนมทั้งในส่วนปริมาณ ให้แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ให้เปน็ ไปตามข้อกาหนดการปฏิบตั ิ
และคุณภาพ โดยเกษตรกรเสนอแนะว่า ควรมีการ ทางการเกษตรที่ดีสาหรับฟาร์มโคนม เพื่อยกระดับ
ตรวจสอบคุณภาพน้านมดิบ และให้ความรู้ในการดูแล มาตรฐานการผลิตนา้ นมให้มคี ณุ ภาพ
รักษาโคนมเพื่อเพิ่มคุณภาพของน้านมให้สูงขึ้น การ
4. สานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร
แห่งชาติ และปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ ควรมีการ
ดาเนินการส่งเสริมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสาหรับ
163
วารสารวิจัยและสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(1): 155-165
ฟาร์มโคนม โดยอยู่ภายใต้การมีส่วนร่วมของเกษตรกร Chiangmai Province Livestock Office. 2018.
ผู้เลี้ยงโคนม มีสารวจและการรับฟังปัญหาเกี่ยวกับการ Household animal husbandry
ป ฏิบ ัติท า ง กา รเกษ ตรท ี่ดีส า หรับ ฟา ร์มโ คน ม ร่ว ม กั บ registration system, Department
เกษตรกร เพื่อนามาเป็นข้อมูลในการปรับปรุง วางแผน of Livestock Development. [Online].
และหาทางออกที่สอดคล้องกบั สภาพการประกอบกิจการ Available http://pvlo-cmi.dld.go.th/HTML/
โคนมของเกษตรกรใหม้ ากที่สดุ ระบบทะเบยี นเกษตรกรผเู้ ลี้ยงสัตว.์
html?fbclid=IwAR37CVR--CCxzSlSUL
กิตติกรรมประกาศ ma2AWZ-ZQnroFy4c-X-7Yo_o8kveic
LD6w3-4EPzg (23 November 2019).
คณะผู้วิจัยขอขอบคุณคณะผลิตกรรมการเกษตร [in Thai]
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการ
ศึกษาวิจัยในปี พ.ศ. 2562 พร้อมด้วยคณาจารย์ และ Dairy Farming Promotion Organization of
บคุ ลากรคณะผลิตกรรมการเกษตรทุกท่าน ทไ่ี ดใ้ หค้ าปรึกษา Thailand. 2017. The 55th Anniversary
คาแนะนาในการศึกษาวจิ ัย ขอขอบคุณผ้นู าชุมชนท่ีให้ความ of Dairy Farming Promotion
กรุณาช่วยเหลือคณะผูว้ ิจัยในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล สุดท้าย Organization of Thailand (DPO).
น้ีขอขอบคุณเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในเทศบาลตาบลออนใต้ Bangkok: Aksorn Sampan Press (1987)
อาเภอสันกาแพง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้สละเวลาอันมีค่า Company Limited. 158 p. [in Thai]
ในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สาหรับการศึกษาวิจัยจน
สาเรจ็ ลุลว่ งด้วยดี Haitook, T., P. Husro and V. Kalabutr. 2013.
Sustainability of the community-base
เอกสารอ้างอิง dairy cattle production: a case study
of Ban Huay Toei, Tambon Ta Pra,
Chaisombut, P., R. Hanmontree, Amphoe Muang, Khon Kaen province.
N. Rapankum, L. Lertjunthuk and Khon Kaen Agriculture Journal
C. Srilapat. 2019. Factors affecting 41(Suppl.1): 69-74. [in Thai]
success in dairy farming business
of farmers in Sakon Nakhon province. Information and Communication Technology
Khon Kaen Agriculture Journal Center, Department of Livestock
47(Suppl.1): 863-870. [in Thai] Development. 2019. Information of
dairy farmers and dairy cows by
province, fiscal year 2018. [Online].
Available http://ict.dld.go.th/webnew/
images/stories/stat_web/yearly/2562/co
untry/3---milk.pdf (23 November 2019).
[in Thai]
164
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 155-165
National Bureau of Agricultural Commodity and Sanpote, J. 2012. The development direction
Food Standard. 2009. Thai agricultural of dairy breed TROPICAL HOLSTEIN.
standard: good agricultural practices Khon Kaen Agriculture Journal
for dairy cattle farm. [Online]. 42(Suppl.2): 104-109. [in Thai]
Available https://www.acfs.go.th/
standard/download/GAP_dairy_cattle_far Simmonds, P. 2003. Linear regression analysis
m.pdf. (13 November 2019). [in Thai] primary agreement’s test. Journal of
Research and Curriculum Development
Phengsawat, W. 2010. Applied Statistics for 7(2): 20-37. [in Thai]
Social Science Research.
Bangkok: Suveeriyasarn. 428 p. Vanichbuncha, K. 2018. Statistics for Research.
[in Thai]. 12th. Bangkok: Samlada Part., Ltd.
317 p. [in Thai]
Saipatthana, U. and C. Piyapimonsit. 2004.
Collinearity. Parichart Journal Yamane, T. 1973. Statistics: An Introductory
17(1): 55-62. [in Thai] Analysis. 3rd. New york: Harper and
Row Publication. 1130 p.
165
วารสารวิจยั และส่งเสริมวชิ าการเกษตร 38(1): 166-176
การถ่ายทอดความรู้การผลติ ปุ๋ยหมกั มลู ไสเ้ ดอื นดนิ จากมลู วัวและวัสดอุ ินทรยี ใ์ นท้องถน่ิ
ของเกษตรกรในตาบลหนองตาด อาเภอเมืองบรุ รี ัมย์ จังหวัดบุรรี ัมย์
Knowledge of Transfer Process for Producing Vermicompost from Manure Cow
and Organic Waste of Farmer in Nongtad Sub-district Meungburiram, Buriram Province
ครุปกรณ์ ละเอียดอ่อน1* และสมหมาย ปะติตังโข2
Karupakorn La-eadon1* and Sommai Patitungkoo2
1สาขาวิชาวิทยาศาสตรท์ วั่ ไป คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏบุรีรมั ย์ บรุ ีรมั ย์ 31000
2สาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั บุรรี มั ย์ บรุ ีรมั ย์ 31000
1Department of General Science, Faculty of Education, Buriram Rajabhat University, Buriram, Thailand 31000
2Department of Chemistry, Faculty of Science, Buriram Rajabhat University, Buriram, Thailand 31000
*Corresponding author: [email protected]
Abstract Received: September 25, 2019
Revised: June 11, 2020
Accepted: July 24, 2020
The knowledge of transfer processes for composting earthworm production from cow manure
and organic materials of farmers in Nongtat sub-district, Muangburiram district, Buriram. The tools used
questionnaire interviews, the sample group and key informants of farmers who participated in the
project. Data analysis by content analysis, inductive, summary analysis and basic statistics, here were
three steps in the processes of transferring production. The knowledge, decisions and the experimental
procedure were design there were 18 people expected in this work. When the experiment was finished,
apply the results to analyze the chemical composition in the laboratory to be presented to the farmer
group. It was found that before the training there was a moderate expectation at the moderate level,
accounting for 55.55%. After the training, there was a high expectation of 83.33%. While the overall
average satisfaction before training was at the medium level (̅X=3.45) and after the training was at the
highest level (̅X=4.42) which was a process that allows farmers to accepting knowledge and create
sustainability in developing local communities to be strong.
Keywords: vermicompost, organic waste, cow manure
166
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 166-176
บทคดั ยอ่ รูปแบบเป็นการผลิตเพื่อจาหน่าย กลายเป็นการสร้าง
รายได้ให้กับชุมชนและประเทศชาติ ส่งผลให้วิถีชีวิต
การถ่ายทอดความรู้การผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน ความเป็นอยู่และสภาพสังคมเปลี่ยนตามไปด้วย
ดินจากมูลวัวและวัสดุอินทรีย์ของเกษตรกร ในตาบล (Kanchanakarun and Wongchaya, 2010) เกษตรกร
หนองตาด อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นการ ต้องปรับตัวเองให้ทันสมัย เข้าใจการผลิตสินค้าด้าน
วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยเครื่องมือที่ใช้ คือ เกษตรกรที่สนองตอบต่อผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างย่ิง
การสมั ภาษณ์ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง และผใู้ ห้ข้อมูล ในปัจจุบันจะเน้นแต่อาหารที่ปลอดภัย ไม่มีสารเคมี
สาคัญ คือ ตัวแทนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ วิเคราะห์ ตกคา้ ง กระแสการบรโิ ภคอาหารปลอดภยั จงึ แพรก่ ระจาย
ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์สรุปแบบอุปนัย ไปในวงกว้าง อย่างไรก็ตามเกษตรกรจะต้องเรียนรู้ รับรู้
และสถิติพื้นฐาน กระบวนการถ่ายทอดการผลิตมีสาม ความรู้หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งมีท้ัง
ขั้นตอน คือ ขั้นความรู้การจูงใจ ขั้นไตร่ตรองตัดสินใจ ความรู้ในระดับซับซ้อนและบางอย่างก็เป็นเรื่องง่ายๆ ที่
และขั้นทดลองปฏิบัติการผลิตปุย๋ หมักมลู ไส้เดอื นดิน ซึ่งมี เกษตรกรในชุมชนท้องถิ่นสามารถเรียนรูไ้ ด้ เพราะการรับรู้
เกษตรกรเข้าร่วมครบทั้งสองครั้งจานวน 18 คน เม่ือ ความง่าย (Perceived ease of use) นั้นเป็นระดับที่
ทดลองเสร็จแล้วนาผลไปวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี เกษตรกรสามารถเข้าใจได้ไม่จาเป็นต้องใช้ความพยายาม
ในห้องปฏิบัติการ เพื่อนามาเสนอต่อกลุ่มเกษตรกร โดย มากในการศึกษาและเรียนรู้เพื่อการใช้งาน (Agarwal
ก่อนการอบรมและหลังอบรมมีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ and Prasad, 1999) และการถ่ายทอดเทคโนโลยีก็เป็น
ความคาดหวังและความพึงพอใจ พบวา่ ก่อนอบรมมีความ กระบวนการนาเอาความรู้จากที่หนึ่งไปใช้อีกที่หนึ่ง โดย
คาดหวงั ส่วนใหญ่ในระดับปานกลางคิดเป็นร้อยละ 55.55 กระบวนการนี้จะต้องเกิดจากการวางแผนและดาเนินงาน
หลังอบรมมีความคาดหวังในระดับสูงคิดเป็นร้อยละ รว่ มกนั ระหว่างผใู้ ห้และผู้รับ ท้งั นต้ี ้องขน้ึ กับความสามารถ
83.33 ส่วนความพึงพอใจเฉลี่ยโดยรวมก่อนอบรมอยู่ใน ของผู้รับด้วยว่ามีความพร้อมเพียงใด ในการรับไป
ระดบั ปานกลาง (x̅=3.45) และหลังอบรมอยใู่ นระดับมาก ประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการยอมรับก็เปน็
ที่สุด (x̅=4.42) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทาให้เกษตรกรเกิด ตัวแปรท่ีมีความสาคัญต่อการเปลี่ยนแปลงกระบวนการ
การยอมรับในองค์ความรูแ้ ละก่อให้เกิดความยัง่ ยนื ในการ ถ่ายทอดความรู้ การที่ชุมชนหรือบุคคลยอมรับสิ่งใหม่
พฒั นาชมุ ชนทอ้ งถ่นิ ให้เขม้ แข็งได้ต่อไป ซึ่งนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับ
บุคลิกภาพ ความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติ และค่านิยม
คาสาคัญ: ปุ๋ยหมักมลู ไส้เดอื นดนิ วสั ดอุ นิ ทรยี ์ มูลววั ของบุคคลหรือชมุ ชนนั้นๆ (Kanchanakarun, 2013)
คานา จากข้อมูลเบื้องต้นของเกษตรกร ในพื้นที่ตาบล
หนองตาด อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า
การทาอาชีพเกษตรกรรมมีความสาคัญต่อการ ป ระ ช า ช น ใน พ ื้น ท ี่ท า กา รเกษ ต รโ ด ย ท า น าเป ็น หลัก
พัฒนาประเทศ ถือว่าเป็นพื้นฐานต่อการดารงชีพของ ส่วนมากยังคงนิยมใช้สารเคมีทาให้ต้องสูญเสียรายจ่าย
คนไทย ซึ่งวิถีการผลิตของคนไทยแบบเดิมจะเน้นทาเพื่อ ในแตล่ ะปีจานวนมากก่อให้มีหนี้สนิ ตามมา ส่วนด้านปศุสัตว์
การบริโภคในครัวเรือน แต่ปัจจุบันความต้องการผลผลิต นั้นเกษตรกรในพื้นที่ตาบลหนองตาดส่วนมากได้มีการ
ทางการเกษตรมีปริมาณสูงขึ้น เนื่องจากมีจานวน เลีย้ งวัวไว้ และนามูลววั ไปใช้ประโยชน์ในการเพาะปลกู มูลวัว
ประชากรทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เปลี่ยน ท่ีเก็บไว้ในคอกของแต่ละครัวเรือนนั้น มีปริมาณมากเพียงพอ
ในการจาหน่ายแก่เกษตรกรชมุ ชนอน่ื ที่สนใจ และยงั ส่งกล่ิน
167
วารสารวิจัยและสง่ เสริมวชิ าการเกษตร 38(1): 166-176
เหม็นสกปรกแก่บ้านใกล้เรือนเคียง แต่ราคาไม่แพงมากนัก เกษตรกรจึงสนใจศึกษาการถ่ายทอดความรู้การผลิต
ดังนั้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงการใช้ประโยชน์จาก ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจากมูลวัว และวัสดุอินทรีย์แก่
มูลวัวของเกษตรและวัสดุอินทรีย์ของเกษตรกรในพื้นท่ี เกษตรกรในพื้นที่ตาบลหนองตาด อาเภอเมืองบุรีรัมย์
สามารถที่จะนาเอามาแปรรูปให้อยู่ในรูปของปุ๋ยหมัก จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้การผลิตปุ๋ยหมัก
มูลไสเ้ ดอื นดนิ ได้ ซึง่ จะเปน็ การเพ่ิมมลู ค่ามูลวัวใหส้ งู ข้ึนได้ มูลไส้เดือนดินจากมูลววั และวัสดุอนิ ทรยี ์ในทอ้ งถิ่น ซ่ึงจะ
เนื่องจากปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินเป็นปุ๋ยท่ีช่วยปรับปรุง ช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และมีความยั่งยืนในการ
สมบัติทางกายภาพของดิน โดยการเพิ่มช่องว่างระหว่าง ประกอบอาชพี ตอ่ ไป
เม็ดดนิ เพม่ิ ความสามารถในการอุ้มนา้ เพ่มิ ความสามารถ
ในการแลกเปลี่ยนประจุบวกและลดความหนาแน่น วธิ ดี าเนนิ การวิจัย
ของดิน และยังช่วยปรับปรุงสมบัติทางเคมีของดิน
(Manivannon et al., 2009) นอกจากนี้ยังมีธาตุอาหาร การดาเนินงานวิจัยครั้งนี้ เน้นการวิจัยแบบมี
พืชอยู่ในรูปที่พืชสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ในปริมาณ ส่วนร่วม โดยใช้เทคนิควิธีวิจัยเชิงคุณภาพและวิธีวิจัย
ทสี่ ูง ทงั้ อนิ ทรีย์คารบ์ อน ธาตุอาหารหลกั ธาตุอาหารเสรมิ ก่ึงทดลอง มขี ั้นตอนดังนี้
และช่วยเพิ่มกิจกรรมของจุลินทรีย์ (Arreluk and Sanusan.,
2014) และยังพบวา่ ปุย๋ หมักมลู ไส้เดือนดินนั้นเปน็ ท่ีต้องการ 1. เคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการเกบ็ ขอ้ มลู ประกอบด้วย
ของเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผล และจากการสอบถามผู้ผลิต 1.1 แบบสอบถามแบบปลายเปิดมี 3 ตอน
และจาหน่ายปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินในพื้นที่ พบว่า
จาหน่ายกโิ ลกรัมละ 10-15 บาท แกเ่ กษตรกรท่ีปลกู ไม้ผล คือ ตอนที่ 1 เป็นคาถามเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานเกษตรกร
ในต่างจังหวัด เช่น จันทบุรี ระยอง และภาคใต้ ทาให้ ได้แก่ เพศ อายุ ประสบการณ์ในการประกอบอาชีพ และ
ไมเ่ พยี งพอตอ่ ความต้องการของเกษตรกร การถือครองที่ดินทากินและการใช้ปุ๋ยในการเกษตร
ตอนที่ 2 เป็นการสอบถามเกี่ยวกับความคาดหวังในการ
การถา่ ยทอดความรู้การผลติ ปยุ๋ หมักมลู ไส้เดือนดิน นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ทั้งก่อนอบรมและหลังอบรม
แก่เกษตรกรครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนควรเข้ามา และตอนที่ 3 เป็นแบบการวัดความรู้เกี่ยวกับการผลิต
ส่งเสริม เรียนรู้ร่วมกัน สร้างการรับรู้ประโยชน์ ถือเป็น ปุย๋ หมกั มูลไส้เดือนดิน รปู แบบอตั นยั จานวน 10 ข้อ รวม
ปัจจัยสาคัญที่บ่งชี้ถึงการยอมรับหรือความตั้งใจที่จะใช้ 15 คะแนน
อันเนื่องมาจากการรับรู้ว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้นมีประโยชน์
ต ่ อ ต น เ อ ง ที่ ม ี อ ิ ท ธ ิ พ ล ท า ง ต ร ง ต ่ อ ก า ร ย อ ม ร ั บ ค ว า ม รู้ 1.2 แบบประเมินความพึงพอใจของ
(Venkatest, 1999) ซึ่งการยอมรับของบุคคลนั้น เกษตรกรท่ีเข้ารับการอบรม เปน็ แบบมาตราสว่ นประมาณคา่
จะเริ่มจากความรู้ที่ได้รับ (Knowledge) การชักชวน 5 ระดับ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้าน
(Perduasion) การตัดสินใจ (Decision) การดาเนินการ การจดั กิจกรรม และด้านวสั ดุอปุ กรณ์
(Implementation) และการยืนยัน (Confirmation)
(Planing, 2015) และเมื่อเกษตรกรเกิดการยอมรับแล้วมี 2. ขอบเขตพื้นที่วิจัย คือ พื้นที่ตาบลหนองตาด
โอกาสที่จะทาให้การดาเนินงานสาเร็จและมีการนาไปใช้ อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน
ประโยชน์ ดังนั้นเพื่อส่งเสริมและสร้างการยอมรับความรู้ การวิจัยกึ่งทดลอง คือ เกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมอบรม
หรือเทคโนโลยีและสร้างความเข้มแข็งด้านอาชีพให้แก่ การถ่ายทอดตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดการอบรม มีจานวน
18 คน มสี ามขนั้ ตอน คอื ขั้นตอนสรา้ งความเข้าใจการจูงใจ
ขั้นตอนการไตร่ตรองตัดสินใจ และขั้นตอนการทดลอง
ฝกึ ปฏิบตั ิ ดังกรอบต่อไปนี้ (Kanchanakarun, 2013)
168
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 166-176
Before training Transfer • stage of After training
Satisfaction of knowledge of understanding Satisfaction of
technology Technology and motivation technology
for adoption
Expected in • stage of Expected in
Usefulness decision Usefulness
• stage of
intention and
implementation
Figure 1 Transfer knowledge of technology
3. กระบวนการที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้ลงพื้นที่ ประมาณ 1 นิ้ว ก่อนที่จะน ามาใส่ภาชนะเลี้ยงให้
เป้าหมาย จัดเวทีชี้แจงโครงการและสร้างความเข้าใจกับ สูงประมาณ 6 นิ้ว แล้วรักษาความชื้นและใช้สแลน
เกษตรกร ดงั น้ี พลาสติกกั้นปริมาณแสงแดดต้องไม่ให้สว่างมากเพราะ
ไส้เดอื นไม่ชอบแสงแดด
3.1 การเตรยี มมลู วัว โดยการนามูลวัวแห้งท่ี
มีในชมุ ชนของตนเองมาตากแดดหรอื รดน้าให้ชุ่มแล้วทิง้ ไว้ 3.4 น าไส้เดือนดินสายพันธุ์แอฟริกันไนท์
ประมาณ 1 สัปดาห์ ปลอ่ ยท้ิงไวใ้ หค้ ลายความรอ้ นและลด ครอเลอร์ (African Night Crawler) มาปล่อยลงใน
แกส๊ ท่ีสะสม ภาชนะจานวน 100 ตัวต่อบ่อ เพื่อให้ไส้เดือนย่อยสลาย
ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 45-50 วัน ให้แยกไส้เดือนดินออก
3.2 จัดเตรียมภาชนะเล้ียงไสเ้ ดือนดินโดยใช้ เพอ่ื คดั แยกเอาป๋ยุ หมกั มูลไสเ้ ดอื นดนิ ไปใช้ประโยชน์
กะละมังพลาสติกหรือบ่อซีเมนต์ และใช้สว่านเจาะรู
ขนาดเลก็ เพอ่ื ให้นา้ หมักจากมูลไสเ้ ดือนไหลลงภาชนะที่ 3.5 การคัดแยกไส้เดือนดินออกจากปุ๋ยหมัก
รองรับ และจัดหาไส้เดือนสายพันธุ์แอฟริกาไนท์ครอเลอร์ มูลไสเ้ ดือนดนิ โดยใช้ตะแกรงไม้หรือพลาสติกช่วยคัดแยก
มาใช้ทดลองเพราะเป็นสายพันธุ์ที่กินอาหารเก่ง แล้วนาปยุ๋ หมักมูลไส้เดือนดินและผลพลอยได้ คอื นา้ หมัก
โดยเฉพาะอาหารทม่ี โี ปรตนี สงู ขยายพันธ์ุได้เรว็ มีลูกดก มูลไส้เดือนดินที่ผ่านการผลิตไปวิเคราะห์หาองค์ประกอบ
ของแร่ธาตุต่างๆ ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์
3.3 นามูลวัวมาผสมกับ เศษผักผลไม้ เช่น หลงั จากนั้นจงึ ประชุมชีแ้ จงขอ้ มลู แก่กลมุ่ เกษตรกร
เปลือกแตงโม ผักต่างๆ ชานอ้อย หญ้าเนเปียร์หมัก
อัตราส่วน 1:1:1:1 รองพื้นบ่อด้วยใบไม้ เศษฟางเก่า
169
วารสารวจิ ัยและสง่ เสริมวชิ าการเกษตร 38(1): 166-176
Figure 2 Preparing device earthworms
4. การประเมินความคาดหวังและความ ร้อยละ 27.80 และช่วงอายุ 50 ขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ
พึงพอใจของเกษตรกรแล้วนาแบบสอบถามมาวิเคราะห์ 38.90 ประสบการณ์ในการทาการเกษตร 5-10 ปี คิดเปน็
หาค่าเฉลี่ยและร้อยละจากมาตรฐานส่วนประเมิน 5 ร้อยละ 27.80 และมากกว่า 10 ปี คิดเป็นร้อยละ 72.2
ระดับ (Rating scale) โดยแบ่งช่วงการแปลผลตาม การถือครองที่ดินการเกษตรเป็นของตนเองคิดเป็นร้อยละ
หลักการแบง่ อันตรภาคช้ันโดยใชค้ ่าสงู สุดลบด้วยค่าต่าสุด 72.20 เชา่ ทด่ี นิ คนอน่ื คิดเป็นรอ้ ยละ 11.10 และทด่ี ินเปน็
แล้วหารด้วยจานวนเกษตรกร ทาให้ได้ค่าความห่างในแต่ ของตนเองและเชา่ ผู้อ่นื คิดเป็นรอ้ ยละ 16.70 ส่วนพ้นื ท่ีทา
ละช่วงเท่ากับ 0.8 จึงแบ่งการประเมินได้ดังน้ี ช่วง 4.21- เกษตร 1-5 ไร่ คดิ เป็นร้อยละ 27.80 จานวน 6-10 ไร่ คดิ
5.00 หมายถึงมีความคาดหวังหรอื ความพงึ พอใจมากที่สุด เป็นร้อยละ 44.4 จานวน 10-20 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 16.70
ช่วง 3.41-4.20 หมายถึงมีความคาดหวังหรือความพึงพอใจ และมากกว่า 20 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 11.10 ส่วนข้อมูลการ
มาก ช่วง 2.61-3.40 หมายถึงมีความคาดหวังหรือความ ใช้ปุ๋ยในการเกษตรพบว่ามีเกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมี คิดเป็น
พึงพอใจปานกลาง ช่วง 1.81-6.60 หมายถึงมีความ ร้อยละ 56.60 ใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างเดียวคิดเป็นร้อยละ
คาดหวังหรือความพึงพอใจน้อย และช่วง 1.00-1.80 11.1 และมีบางคนที่ใช้ทั้งปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์
หมายถึงมีความคาดหวังหรอื ความพงึ พอใจนอ้ ยทีส่ ดุ คิดเป็นร้อยละ 33.30
5. สถิติที่ใช้เป็นสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ 2. ขน้ั ตอนการดาเนินการเพือ่ สร้างการยอมรบั
แจกแจงเป็น ร้อยละ (Percent) ค่าเฉลี่ย (Mean) และ 2.1 ขั้นการสร้างความเข้าใจและความรู้
ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (Standard deviation)
เพื่อให้เกิดการยอมรับโดยการให้เกษตรกรที่เข้าร่วม
ผลการวิจยั โ ค ร ง ก า ร ไ ด ้ พ ู ด ค ุ ย เ พ ื ่ อ แ ล ก เ ป ล ี ่ ย น ข ้ อ ม ู ล ก า ร ผ ลิ ต
ความสามารถในการผลติ ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดนิ รวมทั้งได้
1. ข้อมลู พ้ืนฐานส่วนบคุ คล เกษตรกรที่เป็นกลุ่ม ทราบปัญหาต่างๆ กระบวนการจัดการมูลวัวหรือวัสดุ
ตัวอย่างเข้าร่วมอบรมครั้งน้ีจานวน 18 คน เป็นเพศชาย อินทรียท์ ่เี กิดขึ้นในชุมชนตนเอง ดาเนนิ การแบบมสี ว่ นรว่ ม
คิดเป็นร้อยละ 44.40 และเป็นเพศหญิงร้อยละ 55.60 โดยผ่านการสัมภาษณ์ พูดคุยกับผู้นาชุมชนและสมาชิก
มีอายุระหว่าง 20-30 ปี คิดเป็นร้อยละ 11.10 ช่วงอายุ ในชุมชน การร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน และผ่านการ
31-40 ปี คิดเป็นร้อยละ 22.20 ช่วงอายุ 41-50 ปี คิดเป็น สังเกตการณ์เพื่อเก็บข้อมูลด้วยตนเอง ทาให้ได้ข้อสรุป
ในเบอื้ งต้นวา่ มกี ารปลกู พืชผักสวนครวั ปลกู ไมย้ ืนตน้ พวก
170
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 166-176
ประดู่ แดง สกั และยางนา การเลย้ี งสตั วพ์ วกววั สกุ ร และ ของตนเองมีวัสดุพร้อม หาได้ง่าย และไม่ต้องซื้อจากที่อื่น
เลี้ยงปลา มีการนามูลสัตว์ที่เลี้ยงไปใช้กับพืชผักปลอด อีกทั้งยังสามารถนาไปจาหน่ายสร้างรายได้หรือทาเป็น
สารพิษ และพืชอื่นๆ เกษตรกรในชุมชนยึดถือและปฏิบัติ อาชีพเสรมิ ได้ในอนาคต
ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นบริบทหนึง่ ของ
การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ประหยดั 2.3 ขั้นทดลองฝึกปฏิบัติการ ในขั้นตอนนี้ได้
อดออม เพื่อให้ทั้งหมดน้ีล้วนเป็นกิจกรรมที่เกิดจากการ จดั อบรมเป็น 2 ครั้ง คอื ในการอบรมครัง้ ที่ 1 จะใหค้ วามรู้
มีส่วนร่วมของสมาชิกกลุ่มกิจกรรมบ้านพึ่งตนเอง หรือจะ เกี่ยวกับกระบวนการผลิต การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ วิธีการ
เป็นการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายซึ่งเป็นการ จัดการต่างๆ พร้อมกับการสาธิตให้ดู และประเมินระดับ
สร้างกระบวนการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมตลอดชีวิต ความคาดหวังจากการอบรม เกษตรกรที่เข้ารับการอบรม
เพื่อพัฒนาตนเองและใช้ในการประกอบอาชีพที่เหมาะสม ครั้งน้ี มีการดาเนินการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมให้ความรู้
สอดคล้องกับวิถชี วี ติ ของคนในชุมชน ในรายละเอียดวิธีการผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดอื นดนิ อยา่ งง่าย
และเกษตรกรบางรายที่เคยเรียนรู้มาก่อนก็จะช่วยอธิบาย
2.2 ขั้นการไตร่ตรองเพื่อตัดสินใจ เกษตรกร และสอนเพื่อน ทาให้ผู้เข้าอบรมกล้าที่จะแสดงความ
ที่ได้เข้าร่วมโครงการได้ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนร้ซู ึง่ กัน คิดเห็น และที่ประชุมได้มอบหมายให้เกษตรกรไป
และกนั ในจานวนนี้มี 4 คน เคยผา่ นการอบรม และศึกษา ดาเนินการทดลองด้วยตนเองและจะติดตามผลเป็นระยะ
ดูงานการผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจากเกษตรกรรายอ่ืน จนกว่าจะสาเร็จ เพื่อสมุ่ เกบ็ ตัวอย่างปยุ๋ หมักมูลไสเ้ ดอื นดิน
มาแล้ว และทั้งหมดที่ร่วมเสวนามองไปในทิศทางเดียวกนั มารวมกันคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วแบ่งเป็น 4 ส่วน แต่ใช้
ตกลงใจร่วมกันที่จะให้คณะนักวิจยั ได้ดาเนินการถ่ายทอด เพียง 1 ส่วนหรือน้าหนัก 1 กิโลกรัม เพื่อนาไปวิเคราะห์
กระบวนการผลิตปยุ๋ หมักมลู ไสเ้ ดือนดิน เนอื่ งจากในชมุ ชน สมบัติทางเคมีในหอ้ งปฏบิ ัตกิ าร (Table 1)
Table 1 Chemical properties of vermicompost
Chemical properties Vermicompost Fermented Vermicast
pH 7.80 7.30
16.50% –
Organic Matter 12.04 : 1 –
C/N ratio 1.30% 0.60%
N 39 ppm 33 ppm
P 90 ppm 68 ppm
K
การอบรมครั้งที่ 2 เป็นการอบรมเกี่ยวกับการใช้ ต่อเกษตรกรและการนาไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนปัญหา
ประโยชน์ ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของปุ๋ย ท ี ่ เ ก ิ ด ข ึ้ นใ นระ หว ่าง ด าเน ินก าร และ ในข ณะ เ ดียวกันก็
หมักมูลไส้เดือนดินและนา้ หมักมลู ไส้เดือนดิน การทดสอบ ประเมินระดับความคาดหวังของเกษตรกรหลังการอบรม
ประสิทธิภาพกับพืช โดยการนาผลการวิเคราะห์มาเสนอ เสรจ็ สนิ้ (Table 2)
171
วารสารวจิ ยั และสง่ เสริมวชิ าการเกษตร 38(1): 166-176
Table 2 Analysis of the data on the expected utilization of farmers
Expected utilization Before training After training
Very high expected Number % Number %
high expected
Moderate expected 2 11.11 1 5.55
Less expected
The least expected 6 33.34 15 83.33
Total 10 55.55 2 11.12
–– ––
–– ––
18 18
จาก Table 2 พบวา่ ก่อนอบรมเกษตรกรมีความ กิจกรรมทีเ่ กิดขึน้ ระหวา่ งอบรมอยู่ในระดับมาก ( ̅=3.18)
คาดหวังต่อการถ่ายทอดการผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน ประกอบด้วย การตอบข้อซักถาม ระยะเวลาในการจัด
ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 55.55 แต่เม่ือ กิจกรรมภาคปฏิบัติ กระบวนการสาธิต และการลงมือ
ดาเนนิ การอบรมเสร็จแลว้ ไดส้ อบถามพบว่าความคาดหวัง ปฏิบัติ และด้านเนื้อหาที่ใช้อบรมประกอบด้วยกรรมวิธี
ของเกษตรกรได้เปลีย่ นไปอยู่ในระดบั สงู ร้อยละ 83.33 การผลิตของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน คุณสมบัติ และประโยชน์
ของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน ในส่วนการใช้ประโยชน์และ
3. การประเมินความรู้เกี่ยวกับการผลิตปุ๋ยหมกั การตลาด ด้านวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการอบรมอยู่ในระดับ
มูลไส้เดือนดินของเกษตรกรโดยเปรียบเทียบก่อนและ มากที่สุด ( ̅=2.69) ส่วนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
หลังอบรม พบว่าคะแนนก่อนและหลังเรียนโดยใช้สถิติ ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้แก่ ผู้เข้าร่วมการประชุมควร
ทดสอบแบบ Pair-dependent t-test พบว่ามีความ ตรงต่อเวลากว่านี้ จานวนเกษตรกรที่เข้าร่วมมีจานวน
แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) และ ไม่แน่นอน ทาให้การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ไม่พอการ
พิจารณาความรู้หลังผ่านการอบรมในภาพรวมพบว่า ใหบ้ ริการ ควรมีการหาชอ่ งทางการจาหน่ายหลายรูปแบบ
เกษตรกรมีความรู้อยู่ในระดับมาก (11-15 คะแนน) เช่น ขายสินค้าออนไลน์ และการนาสินค้าไปออกร้าน
ร้อยละ 56.40 รองลงมา คือ ระดับปานกลาง (6-10 คะแนน) จาหน่ายตามงานแสดงสนิ ค้า เป็นต้น
คิดเป็นร้อยละ 43.60 โดยในครั้งนี้เกษตรกรที่สามารถ
ทาคะแนนได้สูงที่สุด คือ 14 คะแนน ทาคะแนนได้ต่าสดุ วจิ ารณ์ผลการวิจยั
คือ 6 คะแนน
การถ่ายทอดความรู้การผลิตปุย๋ หมักมูลไส้เดือนดิน
4. ผลการประเมินความพึงพอใจของเกษตรกร จากมูลวัวและวัสดุอินทรีย์ของเกษตรกรเพื่อเพิ่มมูลค่า
เมื่อด าเนินการโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้วน า ในตาบลหนองตาด อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้
แบบสอบถามให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการประเมิน เน้นการศกึ ษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการยอมรบั ของเกษตรกร
พบว่า เกษตรกรท่ีเขา้ ร่วมโครงการมีความพึงพอใจตอ่ ดา้ น และการปรับประยุกต์ใช้แนวคิดเกี่ยวกับการยอมรับ
วัสดุอุปกรณ์ อยู่ในระดับมาก ( ̅=3.61) ประกอบด้วย กระบวนการถ่ายทอดความรู้ของโรเจอร์ (Rogers, 1995)
เอกสารประกอบการบรรยาย เคร่อื งเสียง วตั ถดุ ิบเชน่ มูล มาอธิบายซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย
วัวและเศษพืช และอุปกรณ์สาธิต เช่น จอบ ถังพลาสติก
กะละมังพลาสติก ไส้เดือนดิน เป็นต้น รองลงมา คือ ด้าน 172
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 166-176
ขนั้ ตอนที่ 1 คือ การสรา้ งความรแู้ ละการจงู ใจ เปน็ ขัน้ ตอน รับรู้ เห็นคุณค่า มีความเข้าใจ ก่อให้เกิดพลังของกลุ่ม
ที่ต้องการสร้างความคุ้นเคยให้กับเกษตรกรให้มีโอกาสทา ในการแก้ปญั หาได้เป็นอย่างดี
ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน ใน
ขั้นตอนนี้พบว่ามีลักษณะของการจูงใจ โน้มน้าวให้ กระบวนการจัดการความรู้ของสมาชิกเกษตรกร
เกษตรกรเกิดความสนใจโดยการพูดคุยแลกเปลี่ยน สร้าง เกดิ ข้ึนโดยการแสดงความคิดเห็น มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยน
ความไว้วางใจและยังพบว่ามีเกษตรกรจานวน 4 คน เคย ความรู้ มีโอกาสได้รับการอบรม เกิดการเรียนรู้เพื่อการ
ผ่านการอบรมและศึกษาดูงานมาแล้ว ขั้นตอนที่ 2 เป็น พฒั นาเมือ่ มปี ญั หาจะชว่ ยกันแก้ไข ทุกคนมีส่วนร่วมในการ
การเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้มีส่วนร่วมตัดสินใจ โดยการ ดาเนินกิจกรรมอย่างเท่าเทียมกัน และจะนาไปสู่ความ
จัดวงร่วมสนทนาเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้ เป็นชุมชนที่เข้มแข็งได้ (Hunnark et al., 2017) ใน
ร่วมพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ ซึ่งคนที่จะ ขณะเดียวกันเกษตรกรต้องรู้จักการแสวงหาความรู้
ยอมรับกระบวนการผลิตได้นั้นพบว่า บุคคลส่วนใหญ่ จากภายนอกมาสู่การปฏิบัติจริงและแลกเปลี่ยนเรียนรู้
มักจะเป็นคนที่ชอบคิดหาเหตุผล หรือบุคคลที่พร้อมจะ ระหว่างกนั ชว่ ยกนั สร้างความรู้ ปฏิบัตใิ นพ้ืนท่ตี นเอง และ
เป็นผู้นาในกลุ่มได้ หากมีการสนับสนุนและส่งเสริมจะ ถ่ายทอดสู่คนอื่นในชุมชน (Mikhama et al., 2012) การ
สามารถเป็นผู้นาในการถ่ายทอดต่อไปได้ (Wijitkosom ช่วยสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ อาชีพของคนใน
and Leknoi, 2017) ขน้ั ตอนที่ 3 เป็นขั้นตอนฝึกปฏิบัติจริง ชุมชนมีชุมชนเป็นเป้าหมายร่วมกัน องค์ความรู้ การ
ที่ได้มีการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการขึ้น 2 ครั้ง เพื่อให้ ยอมรับ ศักดิ์ศรีความเท่าเทียมกัน จะเกิดขึ้นในชุมชน
เกษตรกรที่เข้าร่วมได้มีโอกาสเห็นของจริง ฝึกปฏิบัติจริง อยา่ งต่อเน่ืองและยงั่ ยนื (Watcharakiettisak, 2016)
โดยคาดหวังว่าจะสามารถนาเอาความรู้ที่ได้รับในครั้งน้ไี ป
ใชป้ ระโยชน์ในชวี ติ จริงหรอื ถ่ายทอดแกบ่ ุคคลอื่น และจาก นอกจากนั้นยังพบว่าประเด็นสาคัญที่จะช่วย
การสารวจพบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่มีความคาดหวังอยู่ใน สนับสนุนให้กระบวนการถ่ายทอดความรู้การผลิตปุ๋ยหมัก
ระดับสูงและสูงมากในการนาไปใช้ประโยชน์ซึ่งสอดคล้อง มูลไส้เดือนดินในครั้งนี้ประสบผลสาเร็จได้ ประการแรก
กับงานวิจัยของ (Kanchanakarun, 2013) พบว่าเกษตรกร คือ ผนู้ าชุมชนของเกษตรกรที่เข้ารว่ มโครงการต้องมีความ
ทผี่ ่านการอบรมมาแล้วจะมีความคาดหวังต่อการนาความรู้ จริงจัง เข้มแข็งจึงมโี อกาสเป็นไปได้ว่าในอนาคตเกษตรกร
ไปใชป้ ระโยชน์หรือนาไปปฏบิ ตั ิจริงอย่ใู นเกณฑท์ ี่สงู จะมีการยอมรับในกระบวนการถ่ายทอดความรู้ครั้งนี้เพ่ิม
มากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ทัศนคติ ความตั้งใจ ประสบการณ์
การเรียนรู้ส่วนใหญ่ในครั้งนี้จะมีการแลกเปลี่ยน ของบุคคลที่มีส่วนในการตัดสินใจที่จะยอมรับความรู้หรือ
ความรู้ซึ่งกันทาใหเ้ กิดความไว้วางใจ พบว่าเกษตรกรได้ให้ เทคโนโลยีในการนาไปใชจ้ รงิ (Hornback and Hertzum,
ความสนใจและร่วมคิดร่วมแสดงความเห็นอย่าง 2007) ซึ่งการที่บุคคลจะยอมรับความรู้ใหม่หรือ
กระตือรือร้น มีบางคนสามารถเล่าประสบการณ์ของ เทคโนโลยีนั้นยังขึ้นอยู่กับแรงจูงใจ ความตั้งใจและระดับ
ตนเองใหส้ มาชิกได้เรียนร้แู ละมกี ารเสรมิ รายละเอยี ดซงึ่ กัน พฤติกรรมของบุคคล (Davis and Venkatesh,1996)
และกัน รับรู้ร่วมกัน นับว่าเป็นบรรยากาศการเสริมสร้าง สอดคล้องกับงานวิจัยของ Koul and Eydgahi (2018)
ในการระดมความคิดของกลุ่มเกษตรกร เมื่อผู้วิจัยนาเข้าสู่ พบว่าการยอมรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ขึ้น อยู่กับ
กา รก า หน ด เป ้ า ห ม า ย แล ะ กา รส ร้ า ง ว ิ ส ั ย ท ั ศน ์ ร ่ ว ม กั น ประสบการณ์ อายุ และความตัง้ ใจของบุคคล สว่ นแนวคิด
เกษตรกรได้แสดงถึงแนวทางในการลดการใช้สารเคมีทาง ของ Kelman (1958) เห็นว่าลักษณะการยอมรับดังกล่าว
การเกษตร ทุกคนมีโอกาสแสดงออกอย่างเท่าเทียมกัน นั้นเป็นลักษณะการยอมรับนั้นจะเชื่อมโยงกับความ
การระดมสมองครั้งนี้น่าจะทาให้กลุ่มเกษตรกรเกิดการ พึงพอใจของบุคคล หรอื ผูม้ ีอทิ ธิพลซงึ่ จะทาให้บุคคลได้รับ
ส่ิงตอบแทนอย่างอื่นในภายหลัง หรือเกิดจากการ
173
วารสารวิจยั และสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(1): 166-176
เลียนแบบผู้นาที่ตนเองยอมรับ เลื่อมใส ศรัทธา เพราะ การประเมินความรู้ของเกษตรกรที่เข้าร่วม
พอใจในสิ่งที่บุคคลนั้นมีอยู่หรือเพียงต้องการให้ตนเอง กิจกรรมในครั้งน้ีก่อนอบรมและหลังอบรม เสร็จสิ้นพบว่า
ไดร้ บั การจดั อยู่ในกลุ่มเดียวกัน และยงั พบวา่ ผู้นาเกษตรกร มคี ะแนนเฉลย่ี หลังการอบรมสงู กว่ากอ่ นอบรม โดยมคี วาม
มีความคาดหวังว่ากระบวนการผลิตปุ๋ยหมักมูลไสเ้ ดอื นดิน แตกต่างกันอย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติ (p<0.05) ในทานอง
จะช่วยให้การผลิตสามารถนาไปสู่เชิงพาณิชย์ในระดับ เดียวกันผลการเปรียบเทียบอนั ดบั ความคาดหวังต่อการนา
ชุมชนได้ เนื่องจากปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินและน้าหมักมูล ความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชุมชนท้องถิ่นทั้งก่อนและหลัง
ไส้เดือนดิน ได้ผ่านการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี อบรม พบว่าก่อนการอบรมเกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ
ในห้องปฏิบัติการ ทาให้เกษตรกรเกิดการยอมรับและมั่นใจ 55.55 มีความคาดหวังในระดับปานกลาง หลังการอบรม
มากขึ้น แต่ทั้งน้ีขึ้นอยูก่ ับความรว่ มมือ ความเข้มแข็ง และ เกษตรกรสว่ นใหญ่มีความคาดหวงั ในระดบั สงู ขนึ้ ถงึ ร้อยละ
สมาชิก ความไว้วางใจกันในสมาชิก การบริหารจัดการ 83.33 ส่วนการประเมินความพึงพอใจของเกษตรกรหลัง
ทรัพยากร คุณภาพของเทคโนโลยีที่ใช้ การยอมรับในทาง เสร็จสิ้นการอบรม พบว่าอยู่ในระดับมากในด้านการจัด
เศรษฐศาสตร์ ความสามารถในการประยุกต์ใช้ และการ กิจกรรมและด้านวัสดุอุปกรณ์ เพราะวิทยากรมีความเป็น
พฒั นาเทคโนโลยีในอนาคต (Aizstraula et al., 2015) สว่ น กันเอง เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้ซักถาม และลงมอื ปฏิบตั ิ
ในแง่ของการลงทุนพบว่าค่าใช้จ่ายการผลิตไม่สูงมาก ขณะเดียวกันก็มวี ัสดอุ ปุ กรณ์ทพ่ี ร้อม สว่ นด้านเนือ้ หาสาระ
เพราะวัสดุทีใ่ ช้สามารถหาไดง้ ่ายในชุมชนท้องถิ่น ไม่ว่าจะ ประกอบการบรรยาย เกษตรกรไม่อยากฟังและอ่าน
เป็นมูลวัว เศษฟาง เศษผัก ผลไม้ และผักตบชวา เป็นต้น เนื่องจากอ่านหนังสือได้ช้า ยากต่อการทาความเข้าใจใน
นา่ จะเปน็ เหตผุ ลหนึ่งที่ทาใหเ้ กษตรกรเกดิ การยอมรับได้ ช่วงเวลาอันสั้น ซึ่งตัวเลขเชิงสถิติเหล่านี้ถือเป็นดัชนีถึง
ความสาเร็จในกระบวนการถ่ายทอดความรู้ ซึ่งสอดคล้อง
อย่างไรก็ตามข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก กับข้อมูลเชิงคุณภาพที่พบว่าเกษตรกรที่สามารถเข้าร่วม
รายบุคคลของเกษตรกรที่ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรม การอบรมเชิงปฏิบัติการได้ครบทั้งสองครั้ง มีความเห็นว่า
การอบรมได้ครบทั้งสองครั้ง พบว่าเกษตรกรเกิดความกังวลใจ เกษตรกรมีความยินดีที่จะนาความรู้ที่ได้รับในครั้งนี้ไปใช้
เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการลงทุนการผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดอื น ในชีวิตและชุมชนท้องถิ่น เพราะมองเห็นว่าปุ๋ยหมักมูล
ดินด้วยตนเองเพราะมีรายได้น้อย และยังพบว่าในการ ไส้เดือนดินและน้าหมักมูลไส้เดือนดินที่เกิดขึ้นถือว่าเป็น
อบรมครั้งที่สองนั้นมีเกษตรกรที่เข้าร่วมส่วนใหญ่มีพื้นที่ ปุ๋ยอินทรีย์อย่างดี มีธาตุอาหารต่อพืชผัก ช่วยให้ดินอุดม
ทากินเป็นของตนเองน้อยกว่า 10 ไร่ ซึ่งเกษตรกรให้ สมบูรณ์และไม่ทาลายส่ิงแวดลอ้ ม
เหตุผลว่าเนื่องจากครอบครัวมีพื้นที่ทากินน้อยจึงต้องการ
ผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินเพราะเป็นปุ๋ยอินทรีย์เพ่ือ สรปุ ผลการวิจัย
นามาใชใ้ นการปลกู พชื ผกั เชน่ ผกั กาด พรกิ ผกั ชี โหระพา
และข้าวโพด เป็นต้น ซ่ึงสามารถใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อยก็ กระบวนการถ่ายทอดความรู้ผลิตปุ๋ยหมักมูล
สามารถปลูกได้ ช่วยให้ครอบครัวมีพืชผักไว้บริโภคและ ไส้เดือนดินจากมูลวัวและวสั ดุอนิ ทรีย์ของเกษตรกรในครั้งนี้
สว่ นหนึ่งขายสรา้ งรายไดใ้ หก้ บั ครอบครวั และประกอบกับ เริ่มจากการสร้างความรู้การจูงใจ การไตร่ตรองเพื่อ
คนส่วนใหญ่จะนิยมบริโภคพืชผักอินทรีย์ จึงทาให้มีความ ตดั สินใจและการทดลองฝึกปฏิบัติ จัดให้มกี ารแลกเปล่ียน
คาดหวังสงู ในการท่ีจะนาไปใช้ต่อไป จงึ ถอื วา่ เป็นความสาเร็จ ความรู้ซึ่งกันและกัน เกษตรกรมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปใน
เบื้องต้นประการหนงึ่ ในการถา่ ยทอดความรใู้ นครง้ั นี้
174
Journal of Agri. Research & Extension 38(1): 166-176
เชงิ บวก คือ เกษตรกรมีความคาดหวังและมน่ั ใจต่อการนา เอกสารอา้ งอิง
ความรู้ไปใช้ประโยชน์ สว่ นการผลติ ปยุ๋ หมกั มลู ไส้เดือนดนิ
ของเกษตรกรโดยเปรียบเทียบก่อนและหลังอบรมพบว่า Agarwal, R. and j. Prasad. 1999. Are Individual
คะแนนก่อนและหลัง เร ียน มีค วาม แต กต่าง ก ัน อย ่ า ง มี differences germane to the acceptance
นัยสาคัญทางสถิติ (P<0.05) และพิจารณาความรู้หลัง of new information technologies.
ผ่านการอบรมในภาพรวมพบว่า เกษตรกรมีความรู้อยู่ใน Decision Sciences 30(2): 361-391.
ระดับมาก (11-15 คะแนน) ร้อยละ 56.40 รองลงมา คือ
ระดับปานกลาง (6-10 คะแนน) คิดเป็นร้อยละ 43.60 Aizstraula, D., E. Ginter and M.A.P. Eroles. 2015.
สว่ นการประเมนิ ระดบั ความพงึ พอใจของเกษตรกร พบว่า Appling theory of diffusion of innovation
มีความพึงพอใจระดับมากในด้านวัสดุอุปกรณ์ ( ̅=3.61) to evaluate technology acceptance and
ด้านการจัดกิจกรรมในระหว่างอบรมอยู่ในระดับมาก Sustainability. Procedia Computer
( ̅=3.18) ส่วนด้านเนื้อหาอยใู่ นระดับปานกลาง ( ̅=2.69) Science 43: 69-77.
ส่วนความคาดหวังพบวา่ เกษตรกรมีความคาดหวังในการ
นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ก่อนการอบรมอยู่ในระดับปานกลาง Arreluk, S. and S. Sanusan. 2014. Effect of
มีค่าร้อยละ 55.55 และหลังการอบรมเกษตรกรส่วนใหญ่ a vermicomposts from earthworms
มีความคาดหวังอยู่ในระดับสูงเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 83.33 on changes of soil physical properties
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรมีการยอมรับความรู้การผลิต and improve soil structure. 49 p.
ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจากมูลวัวและวสั ดุอินทรีย์ในชมุ ชน In Research Report. Chiang Mai:
ท้องถนิ่ และพรอ้ มท่จี ะนาไปปฏิบตั ใิ นการประกอบอาชีพได้ Maejo University. [in Thai]
กิตติกรรมประกาศ Davis, F.D. and V.A. Venkatesh. 1996. Critical
assessment of potential measurement
งานวิจัยนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก biases in the technology acceptance
สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ และ model: tree experiments. International
ขอบคุณเจ้าหน้าท่ีทุกคนทีช่ ่วยอานวยความสะดวกในการ Journal of Human-Computer Studies.
ทาให้งานวิจัยครง้ั นส้ี าเร็จ 45(1): 19-45.
Hornback, K. and M. Hertzum. 2007.
Technology acceptance and user
experience: a review of the experiential
component in HCL. ACM Transaction
on Computer-Human Interaction.
24(5): 33.
175
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(1): 166-176
Hunnark, C., S. Plianbangyang and Manivannon, S., M. Balamurugan,
W. Atavadachanyut. 2017. Strengthening K. Parthasarathi, G. Gunasekaran and
community development through L.S. Rangganathan. 2009. Effect of
the knowledge management process vermicompost on soil fertility and crop
in organic farming in Nakhon Pathom productivity bean (Phaseolus vulgaris).
province, academic services. Journal Environment Biology
Journal Prince of Songkla University 30: 275-281.
28(2): 158-166. [in thai]
Mikhama, K., L. Manmart and S. Simaraks. 2012.
Kanchanakarun, J. 2013. A study of technology Learning process and knowledge creation
transfer process for producing granule of para-rubber farmers. Khon Kean
organic fertilizer from local materials Research Journal 12(2): 128-139.
in community. Rajamangala University
of Technology Phra Nakorn Research Planing, P. 2015. Measuring consumer
Journal 7(2): 47-61. [in thai] Innovativeness: an empirical
re–evaluation of Roger’s innovativeness
Kanchanakarun, J. and W. Wongchaya. 2010. Scale. International Journal of Scale,
Adoption of agricultural innovation and Retailing and Marketing 4(2): 86-96.
technology in Yonglae village community.
Rajamangala University of Technology Rogers, E.M. 1995. Diffusion of Innovations.
Phra Nakorn Research Journal 4thed. New York: The Free Press. 518 p.
4(1): 92-101. [in thai]
Venkatest, V. 1999. Creation of favorable user
Kelman, H.C. 1958. Compliance identification perceptions: exploring the role of
and internalization: tree process of instrinsic motivation. MIS Quarterly
attitude change. Journal of Conflict 23(2): 239-260.
Resolution 2(1): 51-60.
Watcharakiettisak, T. 2016. Community
Koul, S. and A. Eydgahi. 2018. Utilization economic strengthening by developing
technology acceptance model (TAM) for community enterprise group at
driverless car technology adoption. Tambon-Polsongkram administration
Journal of Technology Management organization, Nongsung district
and Innovation 13(4): 37-46. Nakhonratchasima province. Academic
Business Journal 5(1): 43-54. [in Thai]
Wijitkosom, S. and U. Leknoi. 2017. Transfer
process technology and innovation
of research to utilization area base.
Environmental Journal 21(3): 19-28.
[in Thai]
176
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร เป็นวารสารราย 4 เดือน กาหนดออกปีละ 3 ฉบับ โดยเริ่มฉบับท่ี 1 ในเดือนมกราคม
ฉบับที่ 2 ในเดือนพฤษภาคม และฉบับท่ี 3 ในเดือนกันยายน มีจุดประสงค์หลักเพ่ือเผยแพร่ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และองค์กร
ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตรทั่วประเทศ โดยมีการเผยแพร่ออนไลน์ (Journal Online) ในรูปวารสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-ISSN 2630-
0206) สาหรับหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนาการเกษตร เรื่องที่จะตีพิมพ์ในวารสาร นอกจากบทความวิจัยแล้ว บทความทางวิชาการ
อื่นๆ ท่ีเป็นการแสดงความคิดใหม่ หรือสมมุติฐานใหม่ท่ีมีหลักฐานอ้างอิง หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่าง กว้างขวางหรือลึกซึ้งใน
สาขาวิชาการใดสาขาวิชาการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร หรือเป็นการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ก็มีสิทธ์ิได้รับการตรวจสอบทาง
วิชาการจากผู้ทรงคณุ วุฒิท่ีเชี่ยวชาญในสาขาที่เกยี่ วข้องกบั บทความนั้นๆ อยา่ งนอ้ ย 2 ท่าน พิจารณาใหล้ งตพี ิมพ์ ได้เชน่ เดยี วกัน
การเตรยี มต้นฉบับ
1. ต้นฉบับ เผยแพ่รบทความเป็นภาษาไทย โดยใช้ตัวอักษร TH Sarabun PSK ขนาดตัวอักษร 16 ตัวหนา ในส่วนของหัวข้อเรื่อง และ
ขนาดตัวอักษร 15 ตัวปรกติ ในส่วนของเนือ้ หา พิมพ์หน้าเดยี ว เว้นขอบท้ัง 4 ด้าน 1 นิ้ว (2.5 ซม.) พร้อมระบุเลขหน้า ความยาวของเน้ือ
เรือ่ ง รวมรปู ภาพ ตาราง และเอกสารอา้ งอิงตอ้ งไมเ่ กิน 10 หน้า
2. ชื่อเรอ่ื ง ต้องมีท้ังภาษาไทยและภาษาองั กฤษ ควรกระชับและตรงกับเนือ้ เรื่อง ขนาดตัวอักษร 18 ตวั หนา
3. ช่ือผู้แต่ง และสถานที่ติดต่อ ต้องมีช่ือเต็ม-นามสกุลเต็มทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขนาดตัวอักษร 15 ตัวหนา และระบุหน่วยงาน
หรอื สถาบันทส่ี ังกดั ของผู้แต่งหลกั และผู้แตง่ รว่ มทุกคน และ E-mail address ของผู้แตง่ หลกั ไวด้ ้วย ขนาดตัวอกั ษร 12 ตวั ปรกติ
4. บทคัดย่อ (Abstract) บทความวิจัย/บทความทางวิชาการอื่นๆ จะต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความยาวไม่เกิน 15
บรรทดั โดยเขยี นให้กะทัดรดั ตรงประเดน็ และให้สาระสาคัญ
5. คาสาคญั (Keywords) ตอ้ งมีคาสาคญั ทั้งภาษาไทย และภาษาองั กฤษไว้ทา้ ยบทคัดยอ่ ของแตล่ ะภาษา อย่างละไมเ่ กิน 5 คา
6. เนอ้ื เรอ่ื ง
(1) คานา อธิบายความสาคัญของปัญหาและวัตถุประสงค์ของการวจิ ัย อาจรวมการตรวจเอกสารเข้าไว้ด้วย ในการอ้างอิงเอกสารให้
เขียนช่ือผู้แต่ง และปีท่ีตีพิมพ์ อยู่ในวงเล็บเดียวกัน หรือเขียนช่ือผู้แต่ง แล้วเขียนปีท่ีตีพิมพ์ ไว้ในวงเล็บแล้วแต่กรณี เฉพาะ
ภาษาอังกฤษ ดังนี้ “..........โรคใบหงิกมีพบทั่วไปในประเทศบังคลาเทศ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์
ศรีลังกา ไต้หวัน ไทย (Boccardo and Milne, 1984; Ling et al., 1978) ในประเทศไทยน้ัน นอกจากก่อความเสียหายกับ
ข้าวปลูกทั้งชนิด Japonica และ Indica (Oryza sativa) พันธุ์ต่างๆ แล้ว Thawat (2001) ยังพบว่า ทาความเสียหายได้กับขา้ วไร่
และข้าวป่าต่างๆ..........”
(2) อุปกรณ์และวิธีการ/วิธีดาเนินการวิจัย อธิบายเคร่ืองมือ พร้อมระบุวิธีการวิจัย วิธีการเก็บข้อมูล ระยะเวลาและปีที่ทาการวิจัย
รวมท้งั วิธีการวิเคราะห์ขอ้ มูล ใหบ้ รรยายโดยสรปุ และไม่จาเป็นต้องระบวุ ธิ กี ารท่เี ป็นทร่ี กู้ นั ท่วั ไป
(3) ผลการวิจัย ไม่จาเป็นต้องแสดงวิธีการวิเคราะห์ทางสถิติ แต่ให้เสนอในรปู ของตาราง และรูปภาพโดยสรุปหลังจากวิเคราะห์ทาง
สถิติแล้ว ท้ังน้ี คาอธิบายและรายละเอียดต่างๆ ของตารางและรูปภาพ ต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น โดยมีความชัดเจน
กะทดั รัด และมหี มายเลขกากับด้านบทของตารางและดา้ นลา่ งของรูปภาพ และเมอ่ื อ้างถึงในเน้ือหาให้ใช้เป็นคาว่า Table และ Figure
(4) การวจิ ารณผ์ ล การสรปุ ผล และข้อเสนอแนะ ควรวิจารณ์ผลการวิจัยพร้อมทัง้ สรุปประเดน็ และสาระสาคญั ของงานวิจัย หรือ
ใหข้ ้อเสนอแนะบนพื้นฐานของผลการวิจัย
หมายเหตุ: หน่วยวัดตามระบบต่างๆ ให้ใช้ตัวย่อตามมาตรฐานในการเขียนท่ีกาหนดไว้ เช่น เซนติเมตร = ซม. ตารางเมตร = ตร.ม.
มลิ ลิกรัมตอ่ กิโลกรัม = มก./กก. แต่ถา้ เปน็ หน่วยวดั ทมี่ ีพยางคเ์ ดียวใหใ้ ชค้ าเต็มตามปรกติ เช่น เมตร กรมั ลิตร
7. กิตตกิ รรมประกาศ เพ่อื แสดงความขอบคณุ แก่ผู้ให้ทุนวิจัย หรอื ผู้ทไี่ ด้ให้ความช่วยเหลอื ในการวจิ ัย
8. เอกสารอ้างอิง รายชื่อเอกสารท่ีใช้เป็นหลักในการค้นคว้าวิจัยและมีการอ้างถึงในเนื้อหา ต้องแสดงเป็นภาษาอังกฤษเท่าน้ัน กรณีท่ี
อ้างองิ จากเอกสารภาษาไทยหรือภาษาอ่ืนๆ ให้แปลเป็นภาษาอังกฤษ โดยมีวงเล็บกากับท้ายเอกสาร [in Thai] หรือภาษาอื่นๆ ตาม
คาแนะนาวิธกี ารเขยี น ดงั น้ี
177
การเขียนเอกสารอ้างองิ
1. บทความจากวารสารวชิ าการมาตรฐาน
1.1 ผู้เขยี นคนเดียวหรือหลายคน
ชอ่ื ผู้เขยี นบทความคนท่ี 1,/ผู้เขยี นบทความคนท่ี 2/และ/ผเู้ ขียนบทความคนสุดท้าย.//ปที ี่พิมพ์.//ชือ่ บทความ.//ชื่อวารสาร/
เลขปีท(ี่ เลขฉบับที่):/เลขหน้า.
Koiprasert, H. and P. Niranatlumpong. 2004. Investigation of method for stainless steel welding wire as a
replacement for arc wire comsumables. Songklanakarin J. Sci. Technol. 27(1): 91-100. [in Thai]
Nadeem, M.Y. and M. Ibrahim. 2002. Phosphorus management in wheat-rice cropping system. Pak. J. Soil Sci.
21(4): 21-23.
Chowdhury, M.A.H., R. Begum, M.R. Kabit and H.M. Zakir. 2002. Plant and animal residue decomposition
and transformation of S and P in soil. Pakistan Journal of Biological Sciences 5(7): 736-739.
2. หนงั สอื
2.1 ผู้เขยี นคนเดยี วหรอื หลายคน
ชือ่ ผูแ้ ตง่ คนที่ 1,/ผู้แต่งคนที่ 2/และผแู้ ตง่ คนสุดทา้ ย.//ปีทพ่ี ิมพ์.//ชอ่ื หนังสือ.//ครง้ั ที่พมิ พ์ (ถ้าม)ี .//สถานที่พิมพ์:/สานักพมิ พ์.//
จานวนหนา้ .
Peyachoknagu, S. 2000. Pan Thu Vis Sa Wa Kum. Bangkok: Kasetsart University Press. 256 p. [in Thai]
Aksornkoae, S. 1999. Ecology and Management of Mangroves. Bangkok: Kasetsart University Press. 198 p.
Rajeshwar, K. and J.G. Ibanez. 1997. Environmental Electrochemistry. San Diego: Academic Press. 327 p.
2.2 บทหน่งึ ในหนงั สอื
ชอ่ื ผูเ้ ขยี นบทความ.//ปีทีพ่ ิมพ์.//ช่ือบทความ.//น./เลขหนา้ ทปี่ รากฏเร่อื ง.//ใน/ช่อื ผู้รับผิดชอบ.//ช่อื หนังสือ.//รายละเอียดอืน่ ๆ (ถ้าม)ี .
//ครงั้ ท่ีพมิ พ์ (ถา้ มี).//สถานที่พิมพ์:/สานกั พิมพ์.
Hill, S.E. 1996. Emultions. pp. 153-185. In Hall, G.M. (ed.). Methods of Testing Protein Functionality.
London: Chapman & Hall.
Jacober, L.F. and A.G. Rand. 1982. Biochemical of Seafood. pp. 347-365. In Martin, R.E., G.J. Flick, C.E. Hebard
and D.R. Ward (eds.). Chemistry and Biochemistry of Marine Food Products. Westport: AVI Inc.
2.3 หนงั สอื ที่มีผ้รู ับผิดชอบในหนา้ ท่เี ป็นผ้รู วบรวม ผู้เรียบเรยี ง หรอื บรรณาธิการ
ชือ่ ผรู้ ับผดิ ชอบ.//(หน้าท่รี บั ผิดชอบ).// ปีทีพ่ ิมพ์.//ชือ่ เร่อื ง.//ครัง้ ท่ีพมิ พ์ (ถ้ามี).//สถานท่ีพมิ พ์:/สานักพมิ พ์.//จานวนหนา้ .
Tosirichok, K. (Editor). 1994. Karn Rak Sa Doi Sa Moon Pri. 1st. Bangkok: Mayik Publisher. 172 p. [in Thai]
Byrappa, K. and M. Yoshimura. (eds.). 2001. Handbook of Hydrothermal Technology.
New Jersey: Noyes Publication. 854 p.
3. เอกสารอ่ืนๆ
3.1 วิทยานิพนธ์
ช่ือผแู้ ตง่ .//ปที ่ีพมิ พ.์ //ชื่อวิทยานพิ นธ์.//ระดบั ของวิทยานิพนธ์.//ชื่อสถาบันการศกึ ษา.//จานวนหนา้ .
Soitongcome, P. 1987. Tannin Extraction from Rhizophora’s Bark for Retanning. Master Thesis.
Kasetsart University. 113 p. [in Thai]
Saiklao, W. 2002. Adaptive Bandwidth Allocation Control for Virtual Paths in Broadband Networks.
Doctoral Dissertation. Georgia Institute of Technology. 86 p.
178
3.2 รายงานการประชมุ วชิ าการ รายงานการสัมมนา ปาฐกถา รายงานประจาปี
ชอ่ื ผเู้ ขียนบทความ.//ปีทพ่ี ิมพ์.//ช่อื บทความ.//น./เลขหนา้ ท่ีปรากฏเร่อื ง.//ใน/ชื่อการประชุม.//รายละเอียดอน่ื ๆ (ถา้ ม)ี .//ครัง้ ที่
พมิ พ์ (ถา้ มี).//สถานทพ่ี ิมพ์: สานกั พิมพ.์
Summadee, P. and B. Leenanon. 2013. Production of Probiotic Kefir Product. p. 109-116 In Proceedings of
the 12th MJU Annual Conference (Poster). Chiang Mai: Maejo University. [in Thai]
Coates, J. 2013. Clinical Trial for Canine Degenerative Myelopathy. pp. 29-31. In Proceedings of ACVIM
Specialty Symposium (Pre-forum) 12-15 June 2013. Seattle: American College of Veterinary
Internal Medicine (ACVIM).
3.3 รายงานผลการวจิ ยั
ชอื่ ผเู้ ขียนงานวิจัย.//ปีท่ีพมิ พ.์ //ชือ่ งานวิจัย.//จานวนหน้า.//ใน/รายงานผลการวจิ ยั .//สถานท่พี ิมพ์:/ชื่อหน่วยงาน.
Pooprompan, P., K. Duangsong and R. Sribaopern. 2001. DNA fingerprinting of Thai native orchid
Vanda coerulea. 62 p. In Research Report. Chiang Mai: Maejo University. [in Thai]
Theraumpon, N. 2003. Automatic classification of white blood cells in bone marrow images. 74 p.
In Research Report. Chiang Mai: Chiang Mai University.
3.4 บทความจากนิตยสาร
ชอื่ ผเู้ ขียนบทความ.//ปีที่ตีพิมพ์.//ช่ือบทความ.//ชอื่ นิตยสาร.//ปีทข่ี องนติ ยสาร(เล่มท่ี): เลขทห่ี น้าที่อา้ งองิ .
Srinuansom, K. 2018. Half-artficial breeding of Monopterus albus. Maejo Vision 18(4): 33-37. [in Thai]
3.5 บทความจากหนังสอื พิมพ์
ชื่อผเู้ ขยี นบทความ.//ปีทต่ี ีพิมพ์.//ช่ือบทความ.//ชือ่ หนังสอื พิมพ์.//(วันที/่ เดอื น/ปี):/เลขท่ีหนา้ ทีอ่ ้างองิ .
Manapaisarn, S. 2006. Kra Sate Tra Korn Thai Nai A Na Koth. Thai Rath. (10 January 2006): 7. [in Thai]
4. แหลง่ ข้อมูลอเิ ลคทรอนกิ ส์
ผ้แู ตง่ หรอื ผู้รบั ผิดชอบ.//ปีทบ่ี ันทกึ ข้อมลู .//ชื่อเร่อื ง.//[ระบบออนไลน์].//แหลง่ ท่ีมา/ระบุแหล่งการติดต่อเครือข่าย
หรือการถา่ ยโอนแฟ้มขอ้ มูล ช่อื แฟ้มข้อมลู /(วันที่/เดอื น/ปี ท่ีคน้ ข้อมูล).
Maythiyanon, T., N. Piriyarungroj and S. Soponarit. 2004. Novel vortex-fluidized bed combustor with
two combustion chambers for rice-husk fuel. SJST 26(6): 875-893. [Online]. Available
http://www2.psu.ac.th/PresidentOffice/EduService/Journal/Firstpage.htm (22 September 2005).
[in Thai]
National Economic and Social Development Board (NESDB). 2001. Input-output tables of Thailand.
[Online]. Available http://www.nesdb.go.th (8 August 2001).
Singh, M. and R.P. Singh. 2001. Siderophore producing bacteria-as potential biocontrol agents of
mushroom disease. [Online]. Available http://www.uio.no/conferences June2000.htm# Samuels
(3 July 2001).
179
Guide for Authors
Manuscripts submitted for publication should be of high academic merit and are accepted on
condition that they are contributed solely to the Journal of Agricultural Research and Extension.
Manuscripts, parts of which have been previously published in conference proceedings, may be accepted
if they contain additional material not previously published and not currently under consideration for
publication elsewhere.
Submission of a multi-authored manuscript implies the consent of all the participating authors.
All manuscripts considered for publication will be peer-reviewed by at least 2 independent referees.
Submission checklist
Manuscript submission must include title page, abstract, keywords, text, tables, figures,
acknowledgments, reference list and appendices (if necessary). The title page of this file should include
the title of the article, full names, official name and affiliations of all authors, E-mail address, telephone
and fax numbers and full postal address of the corresponding author.
Preparation and Submission of Manuscripts
Authors submitting manuscripts for consideration for publication should follow the following
guidelines.
1. Manuscript texts must be written using high-quality language. For non-native English language
authors, the article should be proof-read by a language specialist before it is sent to Journal.
2. Manuscript texts should not exceed than 10 pages and the combined number of figures and
tables. The inclusion of more figures and tables will reduce the word allowance, and vice versa.
3. The manuscript text and tables should be created using Microsoft Word.
4. Manuscript texts should be prepared single column, with sufficient margins (1.0 inch) for
editorial and proof-reader’s marks. 15 pt TH Sarabun PSK font should be used throughout and all pages
numbered consecutively.
5. Abstracts should not exceed than 200 words. About 5 keywords should also be provided.
6. All measures in the text should be reported in abbreviation
7. Tables and figures should each be numbered consecutively.
8. Acknowledgments should be as brief as possible, in a separate section before the references,
not in the text or as footnotes.
9. Citations of published literature in the text should be given in the form of author and year in
parentheses; (Hoffmann et al., 2001), or, if the name forms part of a sentence, it should be followed by
the year in parenthesis; Hoffmann et al. (2001). All references mentioned in the reference list must be
cited in the text, and vice versa. The references section at the end of the manuscript should list all and
only the references cited in the text in alphabetical order of the first author’s surname. The following are
examples of reference writing.
Reference to a journal article:
Chowdhury, M.A.H., R. Begum, M.R. Kabit and H.M. Zakir. 2002. Plant and animal residue decomposition
and transformation of S and P in soil. Pak. J. Bio. Sci. 5: 736-739.
Reference to article or abstract in a conference proceedings:
Coates, J. 2013. Clinical Trial for Canine Degenerative Myelopathy. pp. 29-31. In Proceedings
of ACVIM Specialty Symposium (Pre-forum) 12-15 June 2013. Seattle: American College
of Veterinary Internal Medicine (ACVIM).
Reference to a book:
Rajeshwar, K. and J.G. Ibanez. 1997. Environmental Electrochemistry. San Diego: Academic Press. 327 p.
Reference to an edited book:
Hill, S.E. 1996. Emultions. pp. 153-185. In Hall, G.M. (ed.). Methods of Testing Protein Functionality.
London: Chapman & Hall.
Reference to an electronic data source (used only when unavoidable): Supplier/Database name
(Database identifier or number)/Item or accession number (Access date) should be included
National Economic and Social Development Board (NESDB). 2001. Input-output tables of Thailand.
[Online]. Available http://www.nesdb.go.th (8 August 2001).
10. Submission of manuscript must conform to the format of the Journal of Agricultural
Research and Extension and cover letter to the editor. All should be directed to the editor at the http:tci-
thaijo.org/index.php/MJUJN/index or http://www.jare.mju.ac.th
180
การสง่ ตน้ ฉบบั การตรวจสอบเบื้องต้น และการแก้ไข
1) ส่งไฟล์ต้นฉบับ ให้มีรายละเอียดครบตรงตามคาแนะนาในการเตรียมต้นฉบับ และหนังสือนาส่งถึง
บรรณาธิการ โดยนาส่งและลงทะเบียนออนไลน์ที่ https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/ index หรือ
http://www.jare.mju.ac.th ชอ่ งทาง “ลงทะเบยี นออนไลน์”
2) กองบรรณาธกิ ารจะพิจารณาบทความในเบ้ืองตน้ ในกรณีที่ต้องแกไ้ ขจะแจง้ ให้เจา้ ของบทความทาการแกไ้ ข
กอ่ นนาสง่ ตอ่ ใหผ้ ู้ทรงคุณวฒุ ิพิจารณาในลาดับต่อไป สาหรบั บทความท่ไี ม่ไดร้ ับการพจิ ารณาให้ดาเนินการต่อจะส่งตน้ ฉบบั
คืนใหเ้ จา้ ของบทความ
3) บทความท่ีได้รับการพิจารณาจากกองบรรณาธิการให้ดาเนินการต่อ จะได้รับการตรวจสอบทางวิชาการจาก
ผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อยบทความละ 2 ท่าน ที่เชี่ยวชาญในสาขาที่เก่ียวข้องกับบทความนั้นๆ และบทความท่ีได้รับการ
พิจารณาให้ตีพิมพ์ กองบรรณาธิการจะส่งข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมท้ังต้นฉบับให้เจ้าของ
บทความปรบั ปรุงแก้ไข
4) บทความที่ได้รับการตีพมิ พจ์ ะมกี ารเผยแพรอ่ อนไลน์ (Journal Online) ในรูปแบบวารสารอเิ ลก็ ทรอนิกส์ที่
http://www.jare.mju.ac.th และ https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/index
181
JOURNAL OF AGRICULTURAL RESEARCH AND EXTENSION
Honorable Consultants: Asst. Prof. Dr. Chamnian Yosraj
Asst. Prof. Pawin Monochai
Directing Editors: Assoc. Prof. Dr. Yongyut Khamsee Assoc. Prof. Dr. Jamnian Bunmark
Asst. Prof. Dr. Jiraporn Inthasan Asst. Prof. Dr. Sureewan Mekkamol
Editor-in Chief: Assoc. Prof. Dr. Kriangsak Sri-Ngernyuang
Editorial Board: Prof. Chalermpol Sampet Chiang Mai University
Prof. Emeritus Dr. Anurak Panyanuwat Chiang Mai University
Prof. Dr. Tanongkiat Kiatsiriroat Chiang Mai University
Prof. Dr. Sanchai Jaturasitha Chiang Mai University
Prof. Dr. Prisarn Sithigorngul Srinakharintrawirot University
Prof. Dr. Pranom Chantaranothai Khon Kaen University
Prof. Dr. Uthairat Na-Nakorn Kasetsart University
Prof. Dr. Siriwat Wongsiri Maejo University
Assoc. Prof. Dr. Wallratat Intaruccomporn Chiang Mai University
Assoc. Prof. Dr. Wandee Wattanachaiyingcharoen Naresuan University
Assoc. Prof. Dr. Ubolluk Rattanasak Burapha University
Assoc. Prof. Dr. Pramot Seetakoses Maejo University
Assoc. Prof. Dr. Prasert Janyasupab Maejo University
Assoc. Prof. Dr. Nopmanee Topoonyanont Maejo University
Assoc. Prof. Aomtip Mekruksawannich-Kampe Maejo University
Assoc. Prof. Prawit Puddhanon Maejo University
Asst. Prof. Teerapong Sawangpanyangkura Maejo University
Operation committee: Ms. Varee Rahong Mrs. Thanyarat Thawatmongkonsuk
Ms. Rungsima Ampawan Mrs. Thipsuda Pookmanee
Mr. Somyot Meesuk Ms. Ampar Sansai
Mrs. Chiranan Senanan Ms. Ranrana Kayun
PR and Publishing: Mr. Prinya Painusa Mr. Prasit Chaikum
Mrs. Prapaisri Thongjang
Journal of Agricultural Research and Extension is a publication of the Office of
Agricultural Research and Extension, Maejo University, and is intended to make available the
results of technical work in the agricultural and related social sciences. Articles are contributed by
MJU faculty members as well as by relevant general public. The paper must be considered by at
least 2 peer reviewers. Journal of Agricultural Research and Extension is published three times
per year, the first issue is on January, the second and the third issue are on May and September,
respectively. Contact with the Journal should be addressed to:
The Editor, Journal of Agricultural Research and Extension
Academic Services Administration Division, Office of Agricultural Research and Extension
Maejo University, Chiang Mai 50290, Thailand
Tel: +66-53-87-3411 Fax: +66-53-87-3418
E-mail: [email protected]
Web site: www.jare.mju.ac.th
JOURNAL OF
AGRICULTURAL RESEARCH AND EXTENSION
Office of Agricultural Research & Extension Maejo University
Vol. 38 No. 1 January – April 2021 E-ISSN 2630-0206
Growth and Development of Fig Fruit cv. Black Genoa Grown in Chiang Mai 1-11 gri.
12-27
Werapat Panchai and Nopporn Boonplod 28-39
40-51
The Effects of Potassium Chlorate on CO2 Concentration in the Root Zone 52-64
Stomata Conductance and Fruit Quality of Longan 65-74
Winai Wiriya-Alongkorn 75-83
Appropriate Fertilizer Rate for Cape Gooseberry Production on Highland, Chiang Mai 84-94
95-107
Natchanon Santasup, Fapailin Chaiwon, Pimjai Seehanam 108-125
and Choochad Santasup 126-134
A Comparative Study on Environmental Impacts of Using Pelleted High-quality
Organic Fertilizer and Chemical Fertilizer in Rice Production Systems
Auraiwan Isuwan and Jeerasak Chobtang
Tobacco Waste Residue as the N-source for Composting
by Using Negative Pressure Mode Operation
Banjarata Jolanun and Katesuda Sitthisuntikul
Effects of Crude Palm Oil as Carotenoid Source in the Diet of Laying Ducks
on Productive Performance, Egg Quality, Cholesterol and Vitamin A in Yolk
Peerawat Choopeng, Jirawat Mala and Nuttaporn Juijuljuerm
A Field Study: Effect of Virgin Coconut Oil on the Reduction of Gastrointestinal
Vibrio spp. in Pacific Whiteleg Shrimp (Litopenaeus vannamei)
Nuanpit Meedaycha, Phutthisun Kruekum, Phahol Sakkatat
and Kangsadan Kanokhong
Inhibition of Free Radicals and Matrix Metalloproteinase of Virgin Coconut Oil
and Its Reduction of Inflammatory Product
Uten Jamjai, Yanee Pongpaibul, Narissara Lailerd
and Doungporn Amornlerdpisan
The Confirmatory Factor Analysis Model of Herbs Extracted Acceptance
in Broiler Farming
Padcharee Phasuk, Ronnakron Kitipacharadechatron and Nattawut Kertrat
Entrepreneurial Orientation, Knowledge Management, Marketing Strategies,
Innovativeness and Thai Organic Farming Business Performance Outcomes
Kittawat Boonthawee, Piyakanit Chotivanich and Ekasit Onsa-ard
The Farmer Competency Development Towards New Generation of Farmers
Witaeak Sawangjit
Adoption of Vegetable Growing Promotion Adhering to Good Agricultural Practice 135-143
by Karen Ethnic Group in the Area of Watchan Royal Project Development Center, 144-154
Chiang Mai
Atchara Suwan, Kampanat Vijitsrikamo and Sapit Diloksumpun
Smallholder Oil Palm Growing Farmers’ Needs in Extension Methods
of Oil Palm Farming in Satun Province
Purawich Phitthayaphinant and Palakorn Satsue
The Need for Extension Services for Good Dairy Farming Practices of Dairy Farmers 155-165
in On Tai Sub-district, San Kamphaeng District, Chiang Mai
Napharat Vetchasitniraphai, Phutthisun Kruekum and Papob Jeerat
Knowledge of Transfer Process for Producing Vermicompost from Manure Cow
and Organic Waste of Farmer in Nongtad Sub-district Meungburiram, Buriram Province
Karupakorn La-eadon and Sommai Patitungkoo 166-176