The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือเภสัชกรชุมชน - ebook

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Prapassorn Nuankaew, 2022-10-05 22:51:12

คู่มือเภสัชกรชุมชน - ebook

คู่มือเภสัชกรชุมชน - ebook

คูมือ
เภสัชกรชมุ ชน
ในการดูแลอาการ
เจบ็ ปวยเล็กนอ ย

ในรา นยา

สภาเภสัชกรรม

บรรณาธิการ
รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอดุ ม

อ.ภก.ขัตตยิ ะ มง่ั ค่งั

คมู อื

เภสัชกรชุมชนในการดแู ลอาการเจ็บปวยเลก็ นอยในรานยา

สนบั สนุนการจัดพมิ พโดย

เครอื ขายวิชาชีพเภสัชกรรมเพอ่ื ควบคุมยาสบู ภายใตมลู นธิ ิเภสชั กรรมชมุ ชน
ไดร บั การสนบั สนุนงบประมาณโดยสำนกั งานกองทุนสนับสนนุ การสรางเสรมิ สขุ ภาพ (สสส)



คำนำ ก

คำนำ

คูมือเภสัชกรชุมชนในการดูแลอาการเจ็บปวยเล็กนอยในรานยาเลมน้ี จัดทาํ ข้ึนเพ่ือเปน
แนวทางใหกับเภสัชกรชุมชนหรือเภสัชกรรานยาในการดูแลอาการเจ็บปวยเล็กนอยใหกับประชาชน
ซง่ึ สภาเภสชั กรรมเลง็ เหน็ ถงึ ความจาํ เปน ในการจดั ทําคมู อื นี้ เพอ่ื ใหเ ปน มาตรฐานในการดแู ลผปู ว ยที่
มีอาการเจ็บปวยเล็กนอยในรานยา ภายใตบริการรวมกับสํานักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ
จงึ จัดตัง้ คณะทํางานจัดทํามาตรฐานการดูแลผปู ว ยโรคทั่วไปทพ่ี บบอ ยในรานยาขึน้ โดยผลงานชนิ้ นี้
เปน ผลการทาํ งานภายใตค ณะทาํ งานชุดนี้

สภาเภสัชกรรมหวังเปนอยางยิ่งวาเภสัชกรชุมชนทุกทานจะไดประโยชนจากคูมือเลมนี้
อยางไรกต็ าม อาการเจ็บปวยเล็กนอยที่เภสัชกรชุมชนสามารถดูแลไดอ าจมากกวาหนงั สอื คูมอื น้ี

รศ.ภญ.สณุ ี เลศิ สินอดุ ม
ประธานคณะอนุกรรมการขบั เคลอื่ นงานเภสชั กรรมปฐมภูมิ
ผูอาํ นวยการศนู ยพ ฒั นาการบรกิ ารทางวชิ าชพี เภสัชกรรม

สภาเภสัชกรรม
กันยายน 2565

ข คูมอื เภสชั กรชุมชนในการดูแลอาการเจ็บปว ยเลก็ นอยในรา นยา

กติ ติกรรมประกาศ

คมู อื เภสชั กรชมุ ชนในการดแู ลอาการเจบ็ ปว ยเลก็ นอ ยในรา นยาเลม นี้ สาํ เรจ็ ลลุ ว งไปไดด ว ยดี
จากความรว มมือของคณะทาํ งานจดั ทํามาตรฐานการดูแลผูปว ยโรคทัว่ ไปทพี่ บบอยในรา นยา

สภาเภสัชกรรมตองขอขอบพระคุณคณะทาํ งานทุกทานเปนอยางสูง และขอขอบพระคุณ
เครือขายวิชาชีพเภสัชกรรมเพื่อการสรางเสริมสุขภาพและควบคุมยาสูบ ภายใตมูลนิธิเภสัชกรรม
ชุมชน โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสาํ นักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.)
ท่ีสนบั สนนุ งบประมาณในการจดั ทําหนงั สือเลม น้ี ขอขอบพระคณุ ทกุ ทานทมี่ ีสว นทาํ ใหห นังสอื เลม นี้
สมบรู ณ และสดุ ทา ย คณุ คา และประโยชนท เ่ี กดิ จากหนงั สอื เลม น้ี ทเี่ ปน ผลบญุ ของการให ขอมอบให
แก บดิ า มารดา ครบู าอาจารย และผูมีพระคณุ ทกุ ทา น ตลอดจนครอบครัวของผูเขียนทุกทา น

รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม
ประธานคณะอนกุ รรมการขบั เคลื่อนงานเภสชั กรรมปฐมภูมิ
ผูอาํ นวยการศนู ยพัฒนาการบรกิ ารทางวชิ าชพี เภสชั กรรม

สภาเภสัชกรรม
กันยายน 2565

สารบัญ ค

สารบัญ

หนา
คํานํา....................................................................................................................................... ก
กติ ตกิ รรมประกาศ...................................................................................................................ข
เภสชั กรชมุ ชนรว มใหบ รกิ ารกบั สาํ นกั งานหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง ชาติ ในการดแู ลอาการเจบ็ ปว ย
เลก็ นอ ยในรา นยา

เภสชั กรชมุ ชนรว มใหบ รกิ ารกบั สํานักงานหลกั ประกันสขุ ภาพแหง ชาติ
ในการดแู ลอาการเจ็บปวยเลก็ นอยในรานยา .............................................................. 3

ความพยายามในการรว มใหบริการกบั สํานักงานหลกั ประกันสุขภาพแหงชาติ................... 4
ศักยภาพของเภสัชกรชมุ ชนในรานยาคุณภาพกับการดูแลอาการเจ็บปว ยเลก็ นอย

ในรานยา..................................................................................................................... 5
บรรณานกุ รม ..................................................................................................................... 8

แนวทางการบรบิ าลทางเภสชั กรรมในรานยา
แนวทางการบริบาลทางเภสัชกรรมในรานยา...................................................................11
บรรณานุกรม ...................................................................................................................13

การบริบาลเภสชั กรรมสําหรบั อาการปวดศีรษะในรา นยา
การบริบาลเภสชั กรรมสาํ หรบั อาการปวดศรี ษะในรานยา................................................17
แนวทางการซกั ประวัตแิ ละประเมินรา งกายเบือ้ งตนสาํ หรับอาการปวดศีรษะ.................19
เกณฑก ารพิจารณาสง ตอ ผปู ว ยพบแพทย .......................................................................20
การบริบาลโดยใชย าสาํ หรบั การปวดศีรษะแบบไมเกรน ..................................................21
ยาที่ใชป อ งกันการปวดศีรษะแบบไมเกรน .......................................................................22
การบรบิ าลโดยไมใ ชยาสําหรบั การปวดศรี ษะแบบไมเกรน ..............................................23
การปวดศีรษะแบบกลา มเนือ้ ตึงตวั (Tension type headache)...................................24
การบริบาลโดยใชยาสาํ หรับการปวดศีรษะแบบกลา มเนอ้ื ตงึ ตวั .....................................25
การบริบาลโดยไมใชยาสําหรับการปวดศรี ษะแบบกลา มเน้ือตงึ ตวั ..................................26
การปวดศรี ษะแบบคลัสเตอร (Cluster headache).......................................................26
การบริบาลโดยใชยาสาํ หรบั การปวดศรี ษะแบบคลสั เตอร ..............................................26
บรรณานกุ รม ...................................................................................................................27

ง คูมอื เภสชั กรชุมชนในการดแู ลอาการเจบ็ ปว ยเลก็ นอยในรา นยา

สารบัญ

หนา
การบริบาลเภสัชกรรมสําหรบั อาการผดิ ปกตขิ องกลา มเน้อื ขอ กระดกู ในรานยา

การบรบิ าลเภสัชกรรมสาํ หรับอาการผดิ ปกติของกลามเนอ้ื ขอ กระดกู ในรานยา ...........31
แนวทางการซกั ประวตั แิ ละประเมนิ รา งกายเบอื้ งตน สาํ หรบั ระบบโครงราง

และกลา มเน้อื ...........................................................................................................32
เกณฑก ารพจิ ารณาสง ตอผูปว ยพบแพทย ........................................................................36
โรคของระบบโครงรางและกลามเน้อื แบบเฉยี บพลนั ท่พี บบอยในรานยา.........................37
การบรบิ าลโดยใชยาสาํ หรับโรคของระบบโครงรา งและกลา มเน้ือแบบเฉียบพลัน ...........38
การบริบาลโดยไมใชย าสาํ หรบั โรคของระบบโครงรา งและกลา มเน้ือแบบเฉียบพลนั ......39
การบริบาลโดยใชย าสาํ หรบั การกําเรบิ ของโรคขอ เสือ่ ม...................................................39
การบรบิ าลโดยไมใชย าสําหรับการกําเรบิ ของโรคขอ เส่ือม...............................................40
บรรณานกุ รม ...................................................................................................................40
การบรบิ าลเภสัชกรรมสําหรบั อาการไข ไอ เจบ็ คอ ในรานยา
การบริบาลเภสัชกรรมสําหรับอาการไข ไอ เจ็บคอ ในรานยา..........................................43
แนวทางการซักประวัตแิ ละประเมินรางกายเบอ้ื งตน สาํ หรับอาการไข ไอ เจ็บคอ............44
เกณฑก ารพิจารณาสง ตอผูปวยพบแพทย ........................................................................51
การบริบาลโดยใชย าสาํ หรบั อาการไข ไอ เจบ็ คอ.............................................................52
การบริบาลโดยไมใ ชยาสําหรบั อาการไข ไอ เจ็บคอ.........................................................57
หลมุ พรางทีค่ วรระวงั .......................................................................................................59
บรรณานกุ รม ...................................................................................................................60
การบริบาลเภสชั กรรมสาํ หรบั อาการปวดทอ ง ทอ งเสยี ทองผูกในรานยา
การบริบาลเภสัชกรรมสาํ หรับอาการปวดทอ ง ทองเสีย ทอ งผูกในรานยา .......................65
การบรบิ าลเภสัชกรรมสําหรับอาการปวดทองในรา นยา ..................................................65
แนวทางการซักประวัตแิ ละประเมินรา งกายเบอื้ งตน สําหรบั อาการปวดทอง...................68
เกณฑก ารพิจารณาสงตอผูปว ยพบแพทย ........................................................................69
การบริบาลเภสชั กรรมสาํ หรบั โรคกระเพาะอาหารอกั เสบในรานยา ................................71
หลมุ พรางทีค่ วรระวัง .......................................................................................................71
การบริบาลโดยใชย าสําหรบั โรคกระเพาะอาหารอักเสบ ..................................................72

สารบัญ จ

สารบญั

หนา
การบริบาลเภสชั กรรมสําหรบั อาการอดื แนน ทอง เรอเปร้ียวจากกรดไหลยอ น

ในรานยา...................................................................................................................76
หลมุ พรางท่คี วรระวงั .......................................................................................................77
การบรบิ าลโดยใชย าสาํ หรับอาการอืดแนน ทอง เรอเปรี้ยวจากกรดไหลยอ น...................78
การบรบิ าลเภสชั กรรมสําหรบั อาการทองเสียในรานยา ...................................................80
หลมุ พรางที่ควรระวงั .......................................................................................................83
การบรบิ าลโดยใชยาสาํ หรับอาการทอ งเสีย .....................................................................85
การบรบิ าลเภสชั กรรมสาํ หรับอาการทอ งผูกในรานยา.....................................................91
แนวทางการซกั ประวตั แิ ละประเมนิ ผูปว ยเบอ้ื งตน ..........................................................92
เกณฑก ารพจิ ารณาสงตอ ผูป ว ยพบแพทย ........................................................................94
หลมุ พรางทีค่ วรระวัง .......................................................................................................94
การบรบิ าลโดยใชย าสําหรับอาการทองผูก.......................................................................95
บรรณานกุ รม ...................................................................................................................96

การบริบาลเภสชั กรรมสาํ หรับการติดเชือ้ ระบบทางเดินปสสาวะในรานยา
การบรบิ าลเภสชั กรรมสาํ หรบั การติดเชอ้ื ทีร่ ะบบทางเดินปสสาวะในรา นยา .................101
คาํ จํากดั ความ ................................................................................................................101
ระบาดวทิ ยา ..................................................................................................................102
ปจ จัยเส่ียง .....................................................................................................................102
เชอื้ กอโรค......................................................................................................................103
พยาธสิ รรี วทิ ยา ..............................................................................................................105
การบริบาลเภสัชกรรมสาํ หรบั Acute Uncomplicated Cystitis ในรา นยา................109
หลมุ พรางทค่ี วรระวัง .....................................................................................................118
บรรณานกุ รม .................................................................................................................122

การบริบาลเภสชั กรรมสําหรบั อาการตกขาวในรา นยา
การบริบาลเภสชั กรรมสาํ หรบั อาการตกขาวในรา นยา...................................................127
Bacterial Vaginosis (BV) ............................................................................................128
Vulvovaginal candidiasis (VVC) ..............................................................................129

ฉ คมู ือเภสัชกรชมุ ชนในการดูแลอาการเจ็บปวยเล็กนอยในรา นยา

สารบญั

หนา
Trichomonas vaginitis (TV).......................................................................................131
แนวทางการซกั ประวตั ิและประเมินรา งกายเบ้อื งตน สําหรบั อาการตกขาว....................131
การบริบาลโดยใชยาสาํ หรบั ตกขาวชนิด Bacterial Vaginosis (BV).............................133
การบริบาลโดยใชยาสําหรบั ตกขาวชนิด Vulvovaginal Candidiasis (VVC) ..............134
การบรบิ าลโดยใชย าสําหรบั ตกขาวชนิด Trichomonas Vaginitis (TV).......................134
หลุมพรางทคี่ วรระวงั .....................................................................................................135
บรรณานุกรม ...................................................................................................................14
การบริบาลเภสัชกรรมสําหรบั ผนื่ ท่ผี ิวหนงั ในรานยา
การบริบาลเภสชั กรรมสาํ หรับผน่ื ท่ผี วิ หนงั ในรานยา......................................................145
แนวทางการซักประวัตแิ ละประเมินรา งกายเบือ้ งตนสาํ หรับรอยโรค/ผ่ืน.......................146
เกณฑก ารพิจารณาสงตอ ผูปวยพบแพทย ......................................................................148
กลมุ รอยโรค/ผนื่ ชนดิ Dermatitis ไดแก atopic dermatitis, contact dermatitis ..150
โรคผื่นภูมิแพผ วิ หนัง (Atopic dermatitis)...................................................................151
แนวทางการซักประวตั แิ ละประเมินรางกายเบอ้ื งตน สําหรบั atopic dermatitis .........151
การบรบิ าลโดยใชย าในระยะเฉยี บพลนั สาํ หรับโรคผ่ืนภูมิแพผ วิ หนงั .............................152
การบรบิ าลโดยไมใชย าสาํ หรบั โรคผื่นภูมแิ พผ ิวหนงั ......................................................153
โรคผ่ืนสมั ผสั (Contact dermatitis) ............................................................................155
การซักประวัตแิ ละประเมินรางกายเบื้องตน สาํ หรบั โรคผ่ืนสมั ผสั ...................................155
การบริบาลโดยใชย าสําหรับโรคผืน่ สัมผสั .......................................................................157
การบรบิ าลโดยไมใ ชยาสําหรบั โรคผื่นสมั ผสั ...................................................................157
กลุมรอยโรค/ผนื่ ชนิด Papulosquamous disorder

ไดแก seborrheic dermatitis...............................................................................158
การซักประวัติและประเมนิ รา งกายเบือ้ งตน สําหรบั seborrheic dermatitis...............158
การบริบาลโดยใชยาสาํ หรบั Seborrheic dermatitis..................................................159
การบริบาลโดยไมใ ชย าสาํ หรับ Seborrheic dermatitis..............................................160
กลมุ รอยโรค/ผื่นชนดิ Maculopapular rash (MP rash)

ไดแก ผน่ื ทเี่ กดิ จากการติดเช้อื แพย า และอน่ื ๆ.....................................................160
การซกั ประวตั ิและประเมนิ รางกายเบอ้ื งตนสําหรบั รอยโรค/ผ่นื

Maculopapularrash (MP rash)..........................................................................160

สารบัญ ช

สารบัญ

หนา
การบรบิ าลโดยใชย าสาํ หรบั Maculopapular rash ท่ไี มร นุ แรง..................................163
กลุม รอยโรค/ผน่ื ชนิด Vesicular-bullous rash ไดแก รอยโรค/

ผืน่ ทเ่ี กิดจากการตดิ เช้อื ทเ่ี กิดจากการแพ รอยโรค/ผน่ื แบบ burn และอน่ื ๆ .......163
การซักประวัติและประเมินแยกโรคท่ีสําคญั ในรอยโรค/

ผน่ื Vesicular-bullous rash.................................................................................163
โรคติดเช้อื เริม (Herpes simplex virus infection : HSV)..........................................164
การซกั ประวตั แิ ละประเมนิ รา งกายเบอ้ื งตนสาํ หรับโรคติดเช้อื เริม.................................165
การบรบิ าลโดยใชย าสาํ หรับโรคตดิ เชือ้ เรมิ ....................................................................165
การบริบาลโดยไมใชยาสําหรับโรคติดเชอ้ื เรมิ .................................................................165
โรคสุกใส (Varicella virus infection)..........................................................................166
การซักประวัติและประเมินรางกายเบ้ืองตน สาํ หรับโรคสกุ ใส.........................................166
การบริบาลโดยใชย าสําหรับโรคสุกใส ............................................................................167
การบรบิ าลโดยไมใ ชย าสําหรับโรคสกุ ใส ........................................................................167
กลมุ รอยโรค/ผน่ื ชนดิ Superficial mycoses ไดแ ก

dermatophytosis, candidiasis, Pityriasis versicolor. ....................................168
การซกั ประวัตแิ ละประเมินแยกโรคทส่ี ําคญั ในรอยโรค/ผนื่ Superficial mycoses......168
Dermatophytosis .......................................................................................................169
การบรบิ าลโดยไมใ ชยาสาํ หรบั โรค dermatophytosis.................................................172
Candidiasis: cutaneous candidiasis (Candidal intertrigo)..................................172
การซักประวัตแิ ละประเมินรางกายผทู ีม่ าดวย cutaneous candidiasis......................172
การบริบาลโดยใชย าสาํ หรบั โรค Candidiasis ...............................................................174
การบรบิ าลโดยไมใชยาสาํ หรับโรค Candidiasis ...........................................................174
เกลื้อน (Pityriasis versicolor) .....................................................................................174
การซกั ประวัติและประเมนิ รา งกายเบื้องตนผทู ่มี าดวยเกลอ้ื น........................................175
การบรบิ าลโดยใชยาสําหรับเกลื้อน................................................................................175
การบรบิ าลโดยไมใ ชยาสาํ หรับเกล้อื น............................................................................176
กลุมรอยโรค/ผน่ื อน่ื ๆ ..................................................................................................177
ลมพิษ (Urticaria)..........................................................................................................177
การบริบาลโดยใชยาสําหรบั ลมพษิ .................................................................................177

ซ คูมอื เภสชั กรชุมชนในการดูแลอาการเจ็บปวยเล็กนอยในรานยา

สารบญั

หนา
การบริบาลโดยไมใ ชยาสําหรับลมพษิ ...........................................................................178
บรรณานกุ รม .................................................................................................................178
การเลิกสูบบหุ รี่ (Smoking cessation)
การเลกิ สบู บุหรี่ (Smoking cessation) ........................................................................183
สารนโิ คตนิ (Nicotine)..................................................................................................184
แนวทางการใหบรกิ ารเลิกบหุ รี่ โดยใชหลกั การ 5A ......................................................187
การรกั ษาโดยไมใชย า (Non-Pharmacological treatment)......................................189
การรกั ษาโดยใชห ลกั STAR หรือ 4 ล............................................................................189
หลัก 5 D........................................................................................................................189
การบรบิ าลโดยใชยา (Pharmacological treatment) ................................................190
การรักษาทางเลือกใหมข องการเลิกบหุ รี่ ......................................................................198
บรรณานุกรม .................................................................................................................199
รายนามผนู ิพนธ......................................................................................................................... 203

เภสัชกรชมุ ชนรวมใหบรกิ าร
กบั สำนกั งานหลักประกนั สุขภาพแหงชาติ
ในการดแู ลอาการเจบ็ ปว ยเล็กนอยในรา นยา



3เภสัชกรชุมชนรว มใหบรกิ ารกบั สำนกั งานหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง ชาติ ในการดูแลอาการเจบ็ ปว ยเลก็ นอ ยในรานยา

เภสชั กรชมุ ชนรวมใหบริการ
กับสาํ นักงานหลกั ประกันสขุ ภาพแหงชาติ
ในการดูแลอาการเจบ็ ปว ยเลก็ นอ ยในรา นยา

ศาสตราจารย เภสชั กรววิ รรธน อัครวิเชยี ร

บทนํา

เภสชั กรชมุ ชนเปน บคุ ลากรดา นสขุ ภาพทอ่ี ยใู กลช ดิ กบั ประชาชน มโี อกาสพบประชาชนและ
ผปู ว ยทม่ี ารบั บรกิ ารทรี่ า นยาเปน จํานวนมากในแตล ะวนั และงานทเี่ ภสชั กรรบั ผดิ ชอบกเ็ ปน เรอ่ื งของ
การคุมครองผูบริโภคโดยตรงอยูแลว ท้ังดานยา อาหารและเคร่ืองสาํ อาง ดังนั้น เภสัชกรชุมชนจึง
สามารถมีบทบาทในการทํากิจกรรมท่ีสนับสนุนมุมมองใหมของสุขภาพและสนับสนุนหลักการของ
ธรรมนูญวาดวยระบบสุขภาพแหงชาติโดยไมยาก ไมวาจะเปนเร่ืองการเปนภาคสวนที่จะชวยกัน
ควบคมุ ปจ จยั ท่ีคกุ คามตอ สุขภาพ เชน เภสัชกรสามารถรว มรณรงคการลด ละ เลกิ บุหรี่ เครื่องดื่ม
แอลกอฮอล ยาเสพตดิ กบั ผทู ม่ี าใชบ รกิ ารในรา นยา สามารถรว มกนั พฒั นาศกั ยภาพสขุ ภาพของบคุ คล
ครอบครัว และชุมชน ดวยการดูแลเร่ืองการใชยาอยางถูกตอง สมเหตุสมผล เฝาระวังไมใหเกิดพิษ
หรือผลไมพ งึ ประสงคจากยา ทาํ กิจกรรมเผยแพรค วามรดู านยาและสุขภาพแกบคุ คล ครอบครัวและ
ชุมชน ชวยรณรงคใหเกิดมีพฤติกรรมที่สงผลดีตอสุขภาพ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เปนความเสี่ยงตอ
สุขภาพ ฯลฯ

เมื่อใดที่บุคคลเกิดเจ็บปวยและตองรับการรักษาพยาบาล การรักษาพยาบาลจะมีท้ังที่เปน
แบบผปู ว ยดแู ลรกั ษาตวั เอง (self-care) และแบบผปู ว ยรบั การรกั ษาพยาบาลจากผใู หบ รกิ ารสขุ ภาพ
หรือจากสถานบริการสขุ ภาพ (institutional care) ซ่งึ อาจเปน สวนของรัฐหรืออาจเปนของเอกชน
ก็ได รานยาเปนแหลงที่สาํ คัญท่ีกระจายยาถึงประชาชนและผูปวย หากการดูแลรักษาตัวเองของ
ประชาชนเปน เรอ่ื งการใชย า (self-care / self-medication) รา นยาในประเทศไทยเปน ทซ่ี งึ่ ประชาชน
และผปู ว ยไปเสาะซอื้ หายามารกั ษาตวั เองเมอื่ เจบ็ ปว ยเลก็ ๆ นอ ย ๆ และเปน ทซี่ งึ่ ผปู ว ยไปเตมิ ยาเมอื่
ยาท่ีแพทยส่ังใชหมดและผูปวยยังไมสามารถหรือไมพรอมไปพบแพทยตามนัด นอกจากนี้รานยายัง
เปนท่ีซ่ึงประชาชนมาปรึกษาเรื่องยาและสุขภาพเน่ืองจากรานยาอยูในชุมชนและเขาถึงไดงาย
รานยาเปนสว นหนง่ึ ของสังคมและมีความเกีย่ วโยงกับสุขภาพของประชากรในสังคมอยางปฏิเสธไมได

รา นยาเกือบทง้ั หมดในประเทศไทยเปน ของเอกชน จะมีอยูบางทร่ี านยาเปนของรฐั วสิ าหกจิ
เชน รา นยาขององคก ารเภสชั กรรม สว นรา นยาทเี่ ปน ของราชการไดแ ก รา นยาของคณะเภสชั ศาสตร
มหาวทิ ยาลยั ตา ง ๆ ซง่ึ มจี าํ นวนไมม าก ไมว า รา นยาจะมสี ถานะเปน สว นราชการ เปน รฐั วสิ าหกจิ หรอื
เปนเอกชน เภสัชกรชุมชนก็เปนทรัพยากรบุคคลที่สามารถใหบริการดานเภสัชกรรมแกผูปวยและ

4 คูม อื เภสชั กรชมุ ชนในการดแู ลอาการเจ็บปวยเลก็ นอยในรานยา

ประชาชนในชุมชนได การจัดระบบบริการสุขภาพที่ดีควรดึงเอาศักยภาพของบุคคลเหลาน้ีมาใชให
เกดิ ประโยชนเ ตม็ ท่ี ในเรอ่ื งการจดั ระบบบรกิ ารสขุ ภาพระหวา งหนว ยบรกิ ารทเ่ี ปน ของรฐั และเปน ของ
เอกชนนน้ั องคก ารอนามยั โลกไดแ นะนาํ แนวคดิ และไดพ ยายามสง เสรมิ ใหเ กดิ ระบบทเี่ ปน การทํางาน
รว มมอื กนั ระหวา งหนว ยงานรฐั และหนว ยบรกิ ารเอกชนในการใหบ รกิ ารประชาชน (public private
mix in health services) เพราะเปน การใชท รพั ยากรบคุ คลและศกั ยภาพของเอกชนมาทําประโยชน
ตอประชาชนในชุมชน ถากลาวสาํ หรับเอกชนท่ีเปนรานยาแลว รานยาเอกชนจะมีขอดีหรือขอได
เปรียบหลายประการท่ีบอยคร้ังทาํ ใหผูรับบริการตัดสินใจเลือกมาใชบริการท่ีรานยาแทนท่ีจะไป
รบั บรกิ ารจากสถานบรกิ ารสขุ ภาพของรฐั เชน เวลาในการใหบ รกิ ารทเี่ ออ้ื ความสะดวกแกผ ใู ชบ รกิ าร
มากกวา ขั้นตอนการรับบริการที่งายกวา การเดินทางไปรับบริการสะดวกกวา ความแออัดของ
ผใู ชบ รกิ ารทนี่ อ ยกวา และไดร บั บรกิ ารในเวลาทร่ี วดเรว็ รวมทง้ั บรกิ ารจากรา นยาเปน บรกิ ารทย่ี ดื หยนุ
และเปนมิตรมากกวา

ความพยายามในการรวมใหบรกิ ารกบั สาํ นักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ

ในการแบงประเภทของสถานบริการสุขภาพของสํานักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ
มีสถานบริการประเภทหน่ึงท่ีเรียกวา “หนวยบริการรวมใหบริการ” ซึ่งหมายถึงสถานบริการที่มี
ลักษณะ (1) สถานบรกิ ารทีจ่ ัดบรกิ ารสาธารณสุขไมค รบเกณฑระดบั ปฐมภมู ิ (2) ไดข ้ึนทะเบียนเปน
หนวยบริการรวมใหบริการสาธารณสุขเฉพาะดานใดดานหน่ึง (3) มีขอตกลงเปนหนังสือกับหนวย
บริการประจํา ในการใหบ รกิ ารสาธารณสขุ แกผ มู ีสทิ ธิ (4) ไดร บั คา ใชจ ายเพอ่ื บรกิ ารสาธารณสุขจาก
หนวยบริการประจําตามขอตกลง ท้ังน้ีสาํ นักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติไดมีการวางรูปแบบ
เครือขายของการบริการสุขภาพปฐมภูมิทั้งในชุมชนเมืองและชุมชนชนบทของอนาคตไววาควรจะ
มกี ารทาํ งานรว มกนั ทงั้ ในสว นของรฐั และเอกชน (คณะดําเนนิ งานยทุ ธศาสตรค วามรว มมอื เพอ่ื พฒั นา
ระบบบรกิ ารปฐมภมู ,ิ 2550) โดยรา นยาอาจจะมสี ถานะเปน หนว ยบรกิ ารรว มใหบ รกิ ารดา นเภสชั กรรม
ภายใตร ะบบหลกั ประกนั สขุ ภาพแหงชาติ ซึ่งในสถานะเชน นนั้ เภสัชกรชมุ ชนจะมขี อบขายบรกิ ารที่
กวางมากขึน้ ทั้งในเรือ่ งการจา ยยาเพอื่ รักษาผูปว ยดวยยา เรอ่ื งการสง เสริมสุขภาพ และการปอ งกันโรค
รวมทงั้ เรือ่ งของการสงตอและรับสงตอผปู ว ยอยา งเปนระบบอกี ดวย

ประเทศไทยเรมิ่ มรี ะบบหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง ชาตมิ าตงั้ แตเ ดอื นเมษายน พ.ศ. 2544 และ
การขยายใชค รอบคลมุ ทวั่ ประเทศในเดอื นเมษายน พ.ศ. 2545 แตใ นระบบหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง ชาติ
ในระยะเร่ิมแรกไมไดมีการรวมรานยาเขาไปเพ่ือใหบริการแกประชาชนที่อยูภายใตระบบนี้ดวย
แตท วาต้ังแตป พ.ศ. 2545 เปน ตน มา กไ็ ดมนี กั วิจยั ทําการศึกษาความคิดเห็นของเภสชั กรชมุ ชนถงึ
เรื่องการเชื่อมตอรานยาเขาสูระบบหลักประกันสุขภาพแหงชาติ ซึ่งผูตอบแบบสาํ รวจไดตอบแสดง
ความเห็นวาตองการเขารวมเพื่อใหบริการกับประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแหงชาติถึง
รอยละ 46.3 และถัดจากนั้น 5-6 ปตอมาก็มีนักวิชาการหลากหลายสถาบันพยายามท่ีจะริเร่ิมการ

5เภสัชกรชมุ ชนรวมใหบรกิ ารกบั สำนักงานหลกั ประกนั สุขภาพแหงชาติ ในการดูแลอาการเจ็บปวยเล็กนอ ยในรา นยา

สรา งเครอื ขา ยใหร า นยาคณุ ภาพเชอ่ื มกบั หนว ยบรกิ ารในระบบหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง ชาตอิ ยา งตอ เนอ่ื ง
เพอ่ื ใหเ ภสชั กรชมุ ชนไดม โี อกาสในการรว มการใหก ารบรกิ ารแกป ระชาชนและผปู ว ยทอี่ ยภู ายใตร ะบบ
ประกันสขุ ภาพแหง ชาติ ซึง่ โดยภาพรวม คอื การบรกิ ารดงั ตอ ไปน้ี :-

- คดั กรองหาความเสย่ี งตอ การเปน โรคเบาหวานและโรคความดนั โลหติ สงู ภาวะอว นลงพงุ
ใหแ กป ระชาชนและผูทม่ี าใชบรกิ ารในรานยา

- ใหความรู ความเขาใจและสนับสนุนการปรับเปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อการสงเสริม
สขุ ภาพและการปอ งกันโรค

- รณรงคเ รอ่ื งการลด ละ เลกิ บุหรแ่ี ละแอลกอฮอล
- รณรงคเร่ืองการใชถุงยางอนามัย ยาคุมกาํ เนิด และการปองกันการตั้งครรภกอนวัย

อันควร
- ทาํ กิจกรรมเยี่ยมบานผูปวยเพื่อดูแลเร่ืองการใชยาของผูปวยโรคเรื้อรัง (pharmacy

home visit)
- เปนเครือขายกับโรงพยาบาลเพ่ือจายยาตามใบส่ังแพทยใหกับผูปวยโรคเบาหวาน

ความดันโลหิตสงู และโรคไมตดิ ตอเรือ้ รงั อ่นื ๆ
- บริการ ATK เพ่ือตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 และจายยา-ติดตามดูแลผูปวยท่ีผลการ

ตรวจ ATK บวกในกลมุ อาการสีเขยี ว ภายใตโ ครงการเจอ-แจก-จบ

ศักยภาพของเภสัชกรชุมชนในรานยาคุณภาพกับการดูแลอาการเจ็บปวยเล็กนอย
ในรา นยา

ในการสาํ รวจพฤติกรรมสุขภาพของคนไทย ทั้งในเขตชนบทและในเขตเมืองโดยสาํ นักงาน
สถติ แิ หง ชาตใิ นชวงป พ.ศ. 2534 ถึงป พ.ศ. 2552 มขี อมูลท่แี สดงใหเ หน็ วาเมอ่ื ประชาชนเจบ็ ปวย
เลก็ นอ ย ประชาชนในชมุ ชนชนบทรอ ยละ 18.7 ถงึ รอ ยละ 38.6 จะซอื้ ยากนิ เอง และทํานองเดยี วกนั
ประชาชนในชมุ ชนเมอื งจะซอื้ ยากนิ เองเมอื่ เจบ็ ปว ยเลก็ นอ ยรอ ยละ 25.6 ถงึ รอ ยละ 36.9 การสาํ รวจ
โดยสํานักวิจัยประชากรศาสตรและสงั คมศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล ทท่ี าํ การสํารวจกอ นหนา น้ี คอื
ในป พ.ศ. 2513, 2522 และ 2528 ปรากฏวา ไดต วั เลขทสี่ งู กวา การสํารวจโดยสาํ นกั งานสถติ แิ หง ชาติ
อีก คอื ป พ.ศ. 2513 มีประชาชนท่เี จบ็ ปว ยเลก็ นอ ยซอ้ื ยากินเองถงึ รอ ยละ 51.4 เปนตัวเลขรวมของ
ท้ังชมุ ชนชนบทและชุมชนเมอื ง ซ่ึงคงปฏิเสธไมไ ดว าการซอื้ ยากนิ เองเมื่อเจบ็ ปวยเล็ก ๆ นอ ย ๆ ของ
ประชาชนท้ังในเขตชุมชนเมืองและชนบทเปนพฤติกรรมปกติของประชาชนแลว ซ่ึงถาหากมีการจัด
ระบบทด่ี พี อในการจดั การและตดิ ตามผลการใหย าเพอื่ รกั ษาอาการเจบ็ ปว ยเลก็ นอ ยเหลา นกี้ จ็ ะสรา ง
ความปลอดภัยกบั ประชาชนผูใชบรกิ ารในรานยา เชน เภสชั กรตอ งซักประวตั ิ รวบรวมขอ มูลผปู วย
ใหชัดเจนเสียกอนจายยา เภสัชกรใชความรู ความสามารถ และทักษะเพื่อแยกโรคท่ีอาจรุนแรง/
รา ยแรงออกจากอาการเจบ็ ปว ยเลก็ นอ ย เภสชั กรทําการสง ตอ ผปู ว ยพบแพทยใ นกรณที คี่ วรพบแพทย
เภสชั กรจายยาเบอื้ งตน อยางเหมาะสม โดยมีการใหค ําแนะนาํ และติดตามผลการใหยา

6 คมู ือเภสัชกรชมุ ชนในการดแู ลอาการเจบ็ ปว ยเล็กนอยในรานยา
ทั้งน้ีปจจุบันจํานวนรานยาท่ีมีเภสัชกรอยูตลอดเวลาที่เปดทําการก็มีมากข้ึน เภสัชกรไดรับ

การศึกษาและฝกทักษะในดานการบริบาล (pharmaceutical care) มาแลว ตามกฎหมายแลว
รา นยาทกุ รา นตอ งมกี ารดําเนนิ การตามแนวปฏบิ ตั ทิ ดี่ ที างเภสชั กรรม (Good Pharmacy Practice-GPP)
และปจจุบันรานยาคุณภาพก็มีมากข้ึน อีกท้ังรานยาคุณภาพจํานวนไมนอยก็เคยไดรวมบริการกับ
ระบบหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง ชาติ ในแงข องกฎหมาย เภสชั กรมสี ทิ ธใิ์ นการจา ยยาประเภททไ่ี มไ ดถ กู
ระบวุ า ตอ งจา ยตามใบสง่ั แพทย และประชาชนทเ่ี จบ็ ปว ยเลก็ ๆ นอ ย ๆ มกั จะหาซอ้ื ยากนิ เองจากรา น
ยา (เชน ปวดหัว ตวั รอ น นาํ้ มกู ไหล ไอ เจ็บคอ ปวดทอ ง ทอ งเสยี ทองผกู ผืน่ ผิวหนัง ปสสาวะแสบ
ขัด) ซึง่ หากมกี ารจดั ระบบใหด ขี ้ึนในการใหบ ริการจา ยยากับผปู ว ยทีเ่ จบ็ ปว ยเลก็ ๆ นอ ย ๆ เหลานี้ ก็
จะเกิดประสิทธิผลจากการจายยาและเกิดความปลอดภัยตอผูปวยมากข้ึน อีกท้ังหากมีการประสาน
การใหบ รกิ ารรว มกนั ระหวา งรา นยากบั ระบบหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง ชาติ กจ็ ะเปน การลดความแออดั
ของผใู ชบ รกิ ารในโรงพยาบาล ท้ังระดับสถานบรกิ ารทตุ ยิ ภูมิ และระดับตตยิ ภูมิ ทาํ ใหส ถานบรกิ าร
ทุติยภูมิและตติยภูมิมีเวลาในการใหการบริการแกผูปวยที่ตองการแพทยเฉพาะทางในการดูแลไดดีขึ้น
และเปนการประหยดั คา ใชจ ายท่ไี มจ ําเปน เน่ืองดวย ตน ทุนในการใหบริการของโรงพยาบาลสูงกวา
ตน ทุนในการใหบรกิ ารในรานยา

หากมีการจัดระบบและบริหารจัดการเพื่อใหเภสัชกรชุมชนมาเปนเครือขายรวมใหบริการ
ภายใตส าํ นักงานหลกั ประกันสขุ ภาพแหงชาติในการจายยารักษาอาการเจ็บปว ยเบือ้ งตน เลก็ ๆ นอย ๆ
ทีพ่ บบอย เภสัชกรชุมชนมีศักยภาพทจี่ ะใหบรกิ ารเหลานี้ :-

- จา ยยาในกรณีท่ผี ปู วยมีอาการหรอื ความผิดปกติท่ีไมรา ยแรง ทีพ่ บไดบ อย ๆ (non
severe common illness)

- ทําการสง ตอ ผปู ว ยพบแพทย ในกรณที ต่ี อ งการการวนิ จิ ฉยั ทแี่ นน อน หรอื เปน โรคท่ี
ตอ งทาํ การรกั ษาโดยแพทย

- ประสานนําตัวผปู ว ยสงโรงพยาบาลกรณีท่เี ปน ภาวะฉุกเฉนิ (emergency case)
- คน หา แกปญ หาหรือปองกนั ปญ หาท่เี กี่ยวของกบั ยา (drug related problems)

ในกรณที ผ่ี ปู ว ยมาเตมิ ยา (ทง้ั โดยการมาระบยุ าทตี่ อ งการ หรอื ในกรณที นี่ าํ ตวั อยา ง
ยามาขอซอื้ )
- ใหคําแนะนําการใชย าแกผูป ว ยท่ีตองใชย า
- ใหค าํ ปรึกษาและคําแนะนํา เพือ่ ปองกนั ผลไมพ ึงประสงคจ ากยา
- ใหคาํ ปรึกษาและคําแนะนําในเรื่องพฤตกิ รรม การใชช วี ติ ประจาํ วนั เพือ่ ใหผลการ
รกั ษาดขี ึ้น
- บันทึกและติดตามประเมินผลการใหการบริบาลทางเภสัชกรรม (monitoring of
pharmaceutical care)

7เภสัชกรชุมชนรว มใหบรกิ ารกบั สำนกั งานหลักประกนั สขุ ภาพแหงชาติ ในการดแู ลอาการเจ็บปว ยเลก็ นอยในรานยา

แผนภมู ิที่ 1 การใหการบรบิ าลแกผ ูปว ยที่มีอาการเจ็บปวยเล็กนอ ยทว่ั ไปทีพ่ บไดบ อ ย ๆ ในรานยา
-

อาการเจ็บปวย เลก็ ๆ นอย ๆ

ซักประวัติ รวบรวมขอ มลู ผูปว ย

หา Alarm signs and symptoms ไมพบ
พบ

สงตอ ผปู ว ยพบแพทย เปนอาการทีเ่ ภสชั กร
สามารถใหก ารบรบิ าลได

ไมม่นั ใจ ใช

มี complication ท่คี วรพบแพทย

มี ไมมี

ไมด ีขึ้นในเวลาที่เหมาะสม จา ยยาและใหการบรบิ าลทางเภสชั กรรม เชน ใหค าํ
ปรกึ ษาแนะนาํ แกปญ หา DRP ตดิ ตามผล

8 คูม ือเภสชั กรชมุ ชนในการดแู ลอาการเจ็บปว ยเลก็ นอ ยในรานยา

บรรณานุกรม

1. คณะกรรมการอํานวยการ คณะกรรมการดาํ เนินงานยุทธศาสตรความรวมมือเพ่ือพัฒนาระบบ
บริการปฐมภูมิ. แผนยุทธศาสตรความรวมมือพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ พ.ศ. 2550-2554.
กรงุ เทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข; 2550.

2. จนั ทมิ า ทยากร, รตั นา วัฒนาไพศาล, ไพศาล ชอบประดถิ , นลิ วรรณ อยภู กั ด.ี ความคิดเห็นของ
เภสชั กรชมุ ชนตอ การเชอ่ื มรา นยาเขา สรู ะบบหลกั ประกนั สขุ ภาพถว นหนา ในเขตกรงุ เทพมหานคร.
ว.นโยบายและแผนสาธารณสขุ 2547; 7: 31-39.

3. ธรรมนญู วา ดว ยระบบสขุ ภาพแหง ชาติ พ.ศ. 2552. (2552, 2 ธนั วาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม
126 ตอนพเิ ศษ 175 ง. หนา 57(1-33).

4. แนวทางการจัดการสูวิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชน สาํ หรับรานขายยาแผนปจจุบัน (ขย.1)
[ออนไลน] 2565 [อา งเม่ือ 18 มถิ ุนายน 2565] . จาก https://www.fda.moph.go.th/sites/
drug/GPPPageFile/Operator/ManagementGPP(29Oct2015).pdf

5. รายงานการสาธารณสขุ ไทย ป 2559-2560 [ออนไลน] 2557 [อา งเมอ่ื 18 มถิ นุ ายน 2565]. จาก
http://www.cco.moph.go.th/cco24/status/thailand%20health%20profile.pdf

6. วิวรรธน อัครวเิ ชียร. รานยาและการบริบาลผูปว ยทีม่ ารับบรกิ ารในรา นยา ใน การบริบาลผูปว ย
เจบ็ ปว ยเลก็ นอ ยทพ่ี บบอ ยในรา นยาและหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ โรงพมิ พข อนแกน พมิ พพ ฒั นา ขอน
แกน 2557 หนา 13-43.

7. Integration of community pharmacy in primary health care: The challenge. Social
and Administrative Pharmacy · December 2021 DOI: 10.1016/j.sapharm.2021.12.005

8. Marchildon, G.P., Allin, S. The Public-Private Mix in the Delivery of Health-Care
Services: Its Relevance for Lower-Income Canadians. Glob Soc Welf 3, 161-170
(2016). https://doi.org/10.1007/s40609-016-0070-4.

9. The Pharmaceutical Journal, Expanding the role of community pharmacists in
primary care; Online: DOI:10.1211/PJ.2014.20066505

แนวทางการบริบาลทางเภสัชกรรม
ในรา นยา



แนวทางการบริบาลทางเภสัชกรรมในรานยา 11

แนวทางการบริบาลทางเภสัชกรรมในรา นยา

รองศาสตราจารย เภสัชกรหญิงสุณี เลิศสินอุดม

แนวทางการบรบิ าลทางเภสชั กรรมในรานยา มขี นั้ ตอนดังนี้

1. ประเมนิ ผปู ว ยดว ยการสมั ภาษณแ ละซกั ประวตั เิ กยี่ วกบั ปญ หาทางสขุ ภาพของผปู ว ย
- เกบ็ รวบรวมขอ มูลทวั่ ไปของผปู ว ย ขอมูลเรื่องโรคและการใชยา
- ทบทวนการตรวจรา งกายในระบบตา ง ๆ ตง้ั แตศ รี ษะจรดปลายเทา (Review of system)

เพอ่ื คน หาความตองการในการใชยาและปญหาจากยาของผปู วย
- รวบรวมประวตั กิ ารใชย าทไ่ี มใ ชใ บสง่ั แพทย (Nonprescription drug) และยาทใ่ี ชใ บสงั่

แพทย (Prescription drug) และยาสมนุ ไพรตา ง ๆ
- สมั ภาษณป ระวตั ิแพยาและการรกั ษาในอดีต
แนวทางการสมั ภาษณและซักประวตั ิ

- ใครคือผูปว ย
- อายเุ ทาไร
- นำ้ หนกั ของผูปวย ในกรณีที่เปนเด็ก
- เพศชายหรือหญงิ ถาเปนหญงิ กำลังตั้งครรภอยูห รือไม กำลงั ใหน มบุตรหรอื ไม
- วันนี้มาดวยโรคหรืออาการอะไร
- เรม่ิ มอี าการดังกลา วตงั้ แตเ มื่อไร เปน มานานเทาไร
- ความรุนแรงของอาการเปน อยางไร เมอื่ เปรยี บเทียบกบั วนั แรกที่เริม่ เปน
- เคยมอี าการเชน นม้ี ากอนหรอื ไม
- มีอาการอน่ื รวมดวยอีกหรอื ไม
- มสี ิง่ ใดท่ีทำใหอาการแยล ง เชน ยา อาหาร หรอื การปฏบิ ตั ิตัวอน่ื ๆ
- มีส่งิ ใดทชี่ ว ยใหอาการดขี ้นึ หรอื ไม
- โรคประจำตวั ที่ผูปว ยเปน และยาทไ่ี ดร บั
- อาชีพหรือสภาวะแวดลอมท่อี าจเกี่ยวขอ งกับการเจ็บปวย
- ประวตั สิ ูบบุหรี่ การด่ืมแอลกอฮอล
- ใชย าหรือผลติ ภณั ฑอนื่ ๆ เพอ่ื บรรเทาอาการมากอ นหรอื ไม
- ตอนนกี้ ำลงั ไดรบั ยา หรือผลิตภณั ฑเสริมอาหารอะไรอยูหรือไม
- มีประวตั แิ พย าหรอื สง่ิ อ่นื หรอื ไม (ถาม)ี มอี าการอยา งไร
- มีประวัติอาการไมพึงประสงคอื่นนอกเหนือจากการแพยาหรือไม (ถามี) มีอาการ

อยางไร

12 คูม ือเภสัชกรชมุ ชนในการดูแลอาการเจบ็ ปวยเล็กนอยในรานยา
2. วางแผนการรกั ษาจากการวเิ คราะหอ าการและอาการแสดงวา ควรใหก ารรกั ษา หรอื

ควรสง ผูปวยไปพบแพทย
การวางแผนการรักษามีวัตถุประสงคเ พือ่
- แกไขปญหาทเี่ กิดจากยาทค่ี นพบ
- แกไขปญหาความเจบ็ ปว ย
- ปองกนั ปญหาจากยาทค่ี าดวา จะเกิดในอนาคต
แนวทางการวางแผนการรักษาผปู วยในรานยา สามารถแบง ไดเ ปน
2.1 สัมภาษณขอ มลู เพมิ่ ในกรณที ีต่ องการขอมูลเพมิ่ เติมประกอบการตดั สนิ ใจ
2.2 ใหก ารรกั ษาดว ยยาทไี่ มต อ งใชใ บสง่ั แพทย การประเมนิ วา ผปู ว ยควรไดร บั การรกั ษา

เบอื้ งตน ดว ยยา โดยทไี่ มส ง ตอ แพทย เภสชั กรจำเปน ตอ งคำนงึ ถงึ สาเหตแุ ละความรนุ แรงของโรค ซง่ึ การ
ประเมินความรนุ แรงขึ้นอยูกบั ลักษณะของโรคนนั้ ๆ

2.3 สงผปู วยไปพบแพทย
ซึ่งควรสงผปู วยไปพบแพทยในกรณีท่ี
- อาการรนุ แรง, ไมทราบสาเหตขุ องโรคและแนวทางการรักษา
- อาการไมรนุ แรง แตเปนเรือ้ รงั และยงั ไมทราบสาเหตุของโรค
- อาการที่เกิดข้ึนซ้ำ ๆ และยังไมทราบสาเหตุของโรค
- เภสชั กรไมส ามารถวิเคราะหป ญหาสขุ ภาพของผปู ว ยคนนั้นได

2.4 ในกรณีโรคท่ีไมรนุ แรงและไมจ ำเปน ตองใชยา ใหคำแนะนำแกผปู วยเทานัน้
2.5 รอตดิ ตามอาการของผปู ว ย ตอ งประเมนิ สภาวะของผปู ว ยอยา งระมดั ระวงั ในกลมุ
ผูปวยท่ีมีความเสี่ยงสูงท่ีจะเกิดปญหาจากยาได ไดแก ผูสูงอายุ ทารก เด็ก ผูปวยโรคเรื้อรัง
ผปู ว ยทมี่ ปี ญ หาสขุ ภาพหลายอยา ง ผปู ว ยทร่ี บั ประทานยาหลายชนดิ ผปู ว ยทพี่ ง่ึ ออกจากโรงพยาบาล
ผปู ว ยทีไ่ ดรบั การรกั ษาจากแพทยหลายทาน
3. ใหค ำแนะนำและใหค ำปรกึ ษาแกผ ปู ว ย (ทงั้ ในกรณที เ่ี ภสชั กรใหก ารรกั ษาโดยไมใ ชย า
การรกั ษาโดยการใชย า และ กรณีที่สง ตอผปู วยไปพบแพทย)
ในกรณที เี่ ภสชั กรใหก ารรักษาโดยการใชย า เภสัชกรควรมีขัน้ ตอนในการใหบ รกิ ารดงั นี้
- ประเมนิ และเลอื กชนิดของยาทจ่ี ะใชในการรกั ษา
- ประเมินความเสีย่ งของผูปว ยตอการใชย า (เชน ขอ หา มใช, ขอควรระวัง)
- ใหค ำปรกึ ษาแกผ ปู ว ยเพอื่ ใหเ กดิ การใชย าทถี่ กู ตอ ง ในแงข องขนาดยา วธิ กี ารบรหิ าร

ยา การใชยาเทคนคิ พเิ ศษ ดชั นีในการติดตามการรักษา)
- บนั ทกึ ขอ มลู ยาทง้ั ยาทไี่ มต อ งใชใ บสงั่ แพทย (Nonprescription drug) และยาทต่ี อ ง

ใชใ บสงั่ แพทย (Prescription drug) ลงในแบบบนั ทกึ ขอ มลู ของผปู ว ย (Patient drug
profile)

แนวทางการบริบาลทางเภสัชกรรมในรา นยา 13

- ติดตามการรกั ษา โดยติดตาม
- การแพย า
- อาการไมพึงประสงคจ ากยา
- การเกดิ ปฏกิ ิรยิ ากนั ระหวา งยา
- การตอบสนองตอ การใชยา
- อาการและอาการแสดงของการใชยามากเกินไป (Drug overuse and/or
dependency)
- ประเมนิ การใชยาท่ไี มตองใชใ บส่งั แพทยท ี่สามารถบดบังอาการทร่ี ุนแรงได

- ใหคำแนะนําใหผปู วยตระหนักถงึ ความสําคัญเมื่อมีความจาํ เปนตอ งไปพบแพทย

บรรณานกุ รม

1. สภาเภสัชกรรม. คูมือทักษะตามเกณฑความรูความสามารถทางวิชาชีพของผูประกอบวิชาชีพ
เภสชั กรรม. 2562.

2. Covington TR. Self-care and Nonprescription Pharmacotherapy. In: Allen LV,
Berardi RR, DeSimoneH EM, Engle JP, Popvich NG, Tietze KJ, eds. Hanbook of
Nonprescription drugs. Washington, DC: APhA, 1996: 6-7.

3. Klein-Schwartz W, Isetts BJ. Patient assessment and consultation. In: Allen LV,
Berardi RR, DeSimoneH EM, Engle JP, Popvich NG, Tietze KJ, eds. Handbook of
Nonprescription drugs. Washington, DC: APhA, 1996: 23-6.



การบริบาลเภสชั กรรม
สำหรับอาการปวดศรี ษะในรา นยา



การบริบาลเภสชั กรรมสำหรบั อาการปวดศรี ษะในรานยา 17

การบริบาลเภสัชกรรม
สําหรับอาการปวดศรี ษะในรา นยา

อาจารย เภสชั กรขัตตยิ ะ มั่งคั่ง
อาการปวดศีรษะเปนอาการท่ีพบไดบอยในผูปวยที่มารักษาตัวในสถานพยาบาลระดับปฐม
ภมู ิ ในทกุ เพศและทกุ ชว งอายุ โดยสว นมากจะมอี าการไมร นุ แรง ไมม สี าเหตหุ รอื พยาธสิ ภาพทอี่ นั ตราย
ทําใหไ มม คี วามจาํ เปน ตอ งไดร บั การตรวจเชงิ ลกึ จงึ สามารถใหก ารบรบิ าลในรา นยาได แตใ นบางราย
การปวดศรี ษะนนั้ อาจจะมสี าเหตมุ าจากโรคทม่ี อี นั ตรายบางชนดิ จงึ ตอ งมกี ารสง ตอ ผปู ว ยใหไ ปรบั การ
ตรวจเพม่ิ เติมหรือรกั ษาในสถานพยาบาล ทเี่ หมาะสม โดยการปวดศรี ษะสามารถแบงเปน ประเภทใหญ ๆ
ไดสองประเภท คือ ปวดศีรษะชนิดปฐมภูมิ (primary headaches) และปวดศีรษะชนิดทุติยภูมิ
(secondary headaches)

ประเภทของการปวดศรี ษะ

1. ปวดศรี ษะชนดิ ปฐมภมู ิ (Primary headaches) ไดแ ก การปวดศรี ษะทไ่ี มไ ดพ ยาธสิ ภาพ
หรือสาเหตุ ที่รุนแรง ไมมีความจาํ เปนตองไดรับการตรวจเชิงลึกเพ่ิมเติมและไมมีอันตราย ตัวอยาง
เชน ปวดศรี ษะไมเกรน ปวดศรี ษะแบบกลา มเนอ้ื ตงึ ตวั (Tension type headache) และ ปวดศรี ษะ
แบบคลัสเตอร (Cluster headache) เปนตน

2. ปวดศรี ษะชนดิ ทตุ ยิ ภมู ิ (Secondary headaches) เปน อาการปวดศรี ษะทมี่ สี าเหตหุ รอื
พยาธสิ ภาพทอ่ี นั ตราย โดยอาจมสี าเหตุจากในกะโหลกศรี ษะเอง ไดแก เนอื้ งอก เลอื ดออกในสมอง
ฝใ นสมอง หรอื สว นสาเหตจุ ากนอกกะโหลกศีรษะ ไดแก ไข โรคบริเวณขอตอขากรรไกร รวมท้งั การ
ท่ีผูปวยอาจจะใชหรือหยุดยา หรือสารบางชนิดที่สามารถกระตุนใหผูปวยมีอาการปวดหัวได เชน
การใชถ อนยาแกป วด หรอื การถอนคาเฟอนี เปนตน

18 คมู อื เภสชั กรชมุ ชนในการดูแลอาการเจ็บปวยเล็กนอ ยในรา นยา

ตารางท่ี 1 ประเภทของการปวดศีรษะจําแนกตาม International headache society

International Headache Society Classification of Headache

Primary 1. Migraine 1.1 Migraine without aura
headaches 1.2 Migraine with aura
1.3 Chronic migraine
1.4 Complications of migraine
1.5 Probable migraine
1.6 Episodic syndromes that may be associated with

migraine

2. Tension-type headache 2.1 Infrequent episodic tension-type headache
2.2 Frequent episodic tension-type headache
2.3 Chronic tension-type headache

3. Trigeminal-autonomic 3.2 Paroxysmal hemicrania
cephalalgias (TACs) 3.3 Short-lasting unilateral neuralgiform headache

attacks
3.4 Hemicrania continua
3.5 Probable trigeminal autonomic cephalalgia
3.6 Undifferentiated trigeminal autonomic cephalalgia

4. Other primary headache disorders

Secondary 5. Headache attributed to trauma or injury to the head and/or neck
headaches 6. Headache attributed to cranial and/or cervical vascular disorder

7. Headache attributed to non-vascular intracranial disorder
8. Headache attributed to a substance or its withdrawal
9. Headache attributed to infection
10. Headache attributed to disorder of homoeostasis
11. Headache or facial pain attributed to disorder of the cranium, neck, eyes, ears,

nose, sinuses, teeth, mouth or other facial or cranial structure
12. Headache attributed to psychiatric disorder
ทม่ี า : ขอ มลู จาก The American Headache Society Consensus Statement: Update on integrating new
migraine treatments into clinical practice. Headache. 2021 Jul;61(7):1021-39

การบริบาลเภสชั กรรมสำหรับอาการปวดศรี ษะในรานยา 19

แนวทางการซกั ประวตั แิ ละประเมนิ รา งกายเบอื้ งตนสําหรับอาการปวดศรี ษะ

เน่ืองจากการปวดศีรษะในผูปวยบางราย อาจจะมีสาเหตุมาจากโรคอ่ืนท่ีอาจนาํ ไปสูการ
เจ็บปวยท่ีรุนแรงหรือเสียชีวิตได การซักประวัติผูปวยจึงมีบางคาํ ถามท่ีจําเปนสําหรับเภสัชกร
เพือ่ แยกโรคเบือ้ งตน และประเมนิ วาผปู วยจาํ เปนทจ่ี ะตอ งถูกสง ตอไปรกั ษายงั สถานพยาบาลหรือไม
โดยคําถามทีจ่ ําเปน มดี งั ตารางที่ 2

ตารางท่ี 2 การซกั ประวตั ทิ ีจ่ าํ เปน ในการประเมนิ การปวดศรี ษะ

คําถาม ขอ มลู ทต่ี อ งการ

เวลาหรอื อายุท่ี - เน่ืองจากในเดก็ และวยั รุน จะมคี วามชกุ ของการปวดหวั ชนดิ ปฐมภูมิเยอะกวา ชว งอายุอน่ื
เร่มิ มีอาการ และมักไมร นุ แรง แตใ นผูปวยทเ่ี ริ่มปวดศีรษะในชว งอายุที่มากกวา 50 ป จะมีโอกาสเปน
อาการปวดศรี ษะแบบทตุ ยิ ภมู เิ พม่ิ มากขน้ึ มาก จงึ ควรมกี ารเฝา ระวงั และประเมนิ ความเสยี่ ง
อน่ื ๆ ดวย

- หากอาการปวดศีรษะเกิดข้ึนหลังการมีประวัติที่ศีรษะถูกกระทบกระเทือนหรือบาดเจ็บ
การปวดศีรษะน้ันอาจจะเกิดจากพยาธิสภาพในสมองหรือหลอดเลือดสมอง อาจจําเปน
ที่ตอ งไดรบั การตรวจเพ่ิมเตมิ

ความถ่หี รือเวลา - การปวดศรี ษะในบางกรณจี ะมสี ง่ิ กระตนุ หรอื สาเหตชุ ดั เจน เชน การปวดศรี ษะไมเกรนเวลา
ท่มี ีอาการ มปี ระจาํ เดอื น หรอื การทผี่ ปู ว ยมกี ารปวดศรี ษะแบบตงึ กลา มเนอื้ ทกุ ครงั้ หลงั ประชมุ เปน ตน

ตาํ แหนงที่มี - การปวดศรี ษะแบบคลสั เตอรม กั จะมอี าการทบ่ี รเิ วณดา นหนา หรอื หลงั ศรี ษะ(frontal และ
อาการ ocular area)

- การปวดศีรษะไมเกรนมักจะมีอาการแคซีกเดียว แตสามารถยายตาํ แหนงได ในการปวด
ศรี ษะครัง้ ตอไป

- หากอาการปวดน้ัน สัมพนั ธก บั บางตาํ แหนง มาก ๆ เชน ปวดในหู ปวดบริเวณจมูก อาจจะ
เกิดพยาธิสภาพในตําแหนงนั้น ๆ

ความรุนแรง - ความปวดเปน ความรูสึกไมส บายสวนบุคคลของผปู วย โดยมากจงึ วดั โดยใชวธิ ี Pain scor-
ลกั ษณะของ ing system เชน การใหผูป ว ยประมาณความปวดเปนตัวเลข 0-10 หรือการใชเ คร่ืองมือ
อาการปวด เชน ขดี บนเสน หรอื ภาพหนา (Visual analogue scale)

- ลกั ษณะของการปวดแบบตอื้ ๆ หรอื เหมอื นศรี ษะถกู บบี รดั มกั พบไดใ นการปวดศรี ษะแบบ
กลามเนือ้ ตงึ

- การปวดศรี ษะแบบเปน จงั หวะตามอตั ราการเตน ของหวั ใจ (Throbbing pain) มักพบใน
การปวดศีรษะแบบไมเกรน

ปจจยั กระตุน - การออกกําลงั กาย การมปี ระจําเดอื น หรอื อาหารบางชนดิ สามารถเปน ตวั กระตนุ การปวด
ศรี ษะแบบไมเกรนได

- การปวดศีรษะแบบคลสั เตอรจะมีอาการแยลงเมอ่ื ผูปว ยอยใู นทานอน

20 คมู ือเภสชั กรชุมชนในการดูแลอาการเจบ็ ปว ยเล็กนอยในรา นยา

คําถาม ขอมลู ท่ตี องการ
ระยะเวลาของ - ระยะเวลามีผลตอการประเมินชนิดของการปวดศีรษะและความรุนแรง เชน ปวดศีรษะ
การปวด
ไมเกรนมกั จะมีระยะเวลาต้ังแตไมก่ชี ั่วโมง จนถึง 3 วัน
อาการรว ม - อาการปวดศรี ษะแบบกลามเนอ้ื ตึงตัว อาจมีอาการยาวนานไดถ งึ 1 สัปดาห
- การปวดศีรษะแบบคลสั เตอรจ ะมอี าการอยูใน 2-3 ชั่วโมงเทา น้นั
- หากผปู ว ยมาดว ยอาการปวดศรี ษะรว มกบั เปน ไข ใหพ จิ ารณาถงึ การตดิ เชอื้ กอ นเปน อนั ดบั แรก
- หากมีอาการอาเจียนนํามาดวย มักจะเปนชนิดปวดศีรษะไมเกรน หรือมีพยาธิสภาพใน

สมอง เชน การมเี ลือดออกในช้ันซบั อะรคั นอยด (subarachnoid haemorrhage)
- การปวดศรี ษะรว มกบั การตึงที่หนังศีรษะดว ย อาจเกดิ จากภาวะ Temporal arteritis

เกณฑการพิจารณาสง ตอ ผปู ว ยพบแพทย

1. ผปู ว ยมาพรอ มอาการทางรา งกายระบบอน่ื เชน นํ้าหนกั ลด ไขส งู ตอ มน้าํ เหลอื งโต เพราะ
อาจเกดิ จากภาวะตดิ เชื้อในระบบประสาท หรือโรคมะเร็งได

2. ผปู ว ยมภี าวะบกพรอ งของระบบประสาทอน่ื รว มดว ย (ไมน บั อาการออรา ในไมเกรน) เชน
มีอาการสบั สน กลามเนอ้ื ออนแรง หนา เบีย้ ว มีอาการเกร็งหรอื กระตุก

3. อาการปวดศีรษะของผูปวย มีความรุนแรงมากขึ้นตามระยะเวลา และเปนมากกวา
1 สปั ดาห เนอ่ื งจากลกั ษณะอาการปวดแบบน้ี มักสัมพนั ธก บั การเกดิ เน้ืองอก

4. อาการปวดศรี ษะรนุ แรงมาก จนผปู ว ยทนไมไ หว หรอื เกดิ ขน้ึ อยา งเฉยี บพลนั หรอื รนุ แรง
จนเกิดในขณะหลับแลวทาํ ใหผูปวยต่ืน เพราะอาการรุนแรงระดับนี้ สามารถเกิดจาก
ภาวะเลือดออกในสมองได

5. ผูปว ยเปน ผปู ว ยสูงอายุหรือผูหญงิ ที่มีภาวะอว น ซ่ึงผูปว ยกลมุ น้ี จะมีโอกาสในการเกิด
โรคอ่ืน ๆ ไดส ูงเม่ือเปรยี บเทยี บกับผปู วยกลมุ อน่ื

การปวดศรี ษะแบบปฐมภูมิชนดิ ตา ง ๆ

การปวดศรี ษะแบบไมเกรน
พบในเพศหญิงมากกวาเพศชาย โดยพบวาหากมีประวัติครอบครัวเปนไมเกรน ผูปวยจะมี
ความเสี่ยงเพิ่มข้ึน นอกจากน้ีการปวดศีรษะแบบไมเกรนจะพบมากในชวงวัยรุนถึงอายุประมาณ
30 ป
เกณฑการพิจารณาแยกโรคของการปวดศีรษะแบบไมเกรน
1. อาการปวดศรี ษะเกดิ ขน้ึ และหายไดเองแมไ มไ ดร ักษาใน 4-72 ช่ัวโมง
2. ลกั ษณะของการปวดจะประกอบไปดวย

การบรบิ าลเภสัชกรรมสำหรบั อาการปวดศีรษะในรา นยา 21

a. ปวดศรี ษะขางเดยี ว (unilateral location)
b. ปวดเปน พัก ๆ หรือเปน จงั หวะ (pulsating quality)
c. ความรนุ แรงของความปวดเปน ระดบั กลางถงึ มาก (moderate or severe pain

intensity)
d. อาการจะรนุ แรงขึน้ เมอ่ื มีการทํากจิ กรรมทางรางกาย เชน เดนิ หรอื ข้นึ บันได
3. มอี าการรว มนีอ้ ยางนอ ย 1 ขอ
a. มอี าการคลืน่ ไสหรืออาเจียน
b. มอี าการกลวั แสงหรือเสยี งดงั (photophobia and phonophobia)
การปวดหวั ไมเกรนสามารถแบง ยอยไดอกี สองชนิดตามอาการเตอื นท่ีเรียกวา ออรา
- ไมเกรนชนดิ มอี าการเตือน (migraine with aura)
- ไมเกรนชนดิ ไมม อี าการเตอื น (migraine without aura)
โดยอาการเตือนหรือออรานั้น เปนความผิดปกติของประสาทรับรู ทั้งทางการมองเห็น
การไดก ลิน่ หรอื ความรสู ึกทางรา งกาย การมองเห็นภาพผดิ ปกตไิ ป เห็นภาพบิดเบย้ี ว เห็นแสงระยิบ
ระยบั ชาตามสว นตา ง ๆ ของรางกาย อาการเบลอ ๆ เหมอื นนึกคําพดู ไมออกหรือการพดู ส่ือสารผิด
ปกตไิ ป เกดิ กอนการปวดศรี ษะประมาณ 5-20 นาที และหายไปอยา งสมบูรณภายใน 1 ชวั่ โมง

การบรบิ าลโดยใชยาสําหรับการปวดศีรษะแบบไมเกรน

การรกั ษาอาการแบบเฉยี บพลัน (Abortive treatment)
- Triptans ยากลมุ triptan เปน ยากลมุ แรกทแี่ นะนาํ ใหใ ชใ นการบรรเทาอาการปวดศรี ษะ

แบบไมเกรน ยากลมุ น้มี ีกลไกออกฤทธ์ิโดยการจับกับตวั รบั 5HT 1B/1D ยาในกลุมนี้
ไดแ ก Eletriptan และ Sumatriptan
- Ergot alkaloids เปน ยาท่อี อกฤทธ์ผิ านทางตวั รบั serotonin เชน กนั แตย าจะมีความ
จําเพาะนอ ยกวา และเน่อื งจากยากลมุ นอ้ี าจจะทําใหเกิดปญ หา rebound headache
และการเกดิ ergotism จงึ ทาํ ใหต องจํากดั ปริมาณยาตอ สปั ดาห
- ยาผสมในการรกั ษาไมเกรนแบบเฉยี บพลนั นี้ เภสชั ภณั ฑใ นปจ จบุ นั มกี ารผลติ ยาทม่ี สี ว น
ผสมของ ยาพาราเซตามอลหรอื คาเฟอีน เพือ่ ใหสามารถออกฤทธไิ์ ดด มี ากขนึ้
- ยาแกป วดกลมุ NSAIDs ยากลมุ นส้ี ามารถออกฤทธไ์ิ ดด ี โดยยาทม่ี หี ลกั ฐานรองรบั ไดแ ก
Aspirin, Ibuprofen, Naproxen sodium, Diclofenac potassium เปนตน นอกจากน้ี
หากยาแกป วดกลมุ NSAIDs มขี อ หา มใช ยงั สามารถจา ยยาพาราเซตามอล เพอ่ื บรรเทา
อาการผูปวยได

22 คมู ือเภสชั กรชุมชนในการดูแลอาการเจบ็ ปว ยเลก็ นอยในรานยา

ตารางท่ี 3 ขนาดยาทใี่ ชเพ่ือการรกั ษาอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบเฉยี บพลัน

ช่ือยา ขนาดยา หมายเหตุ

Paracetamol 1000 มก. ตอนเริ่มมอี าการและใชซ ํา้ ไดท ุก ขนาดยาสงู สดุ 4 กรัมตอ วัน
4-6 ชัว่ โมง

Aspirin 500 - 1000 มก. ทกุ 4-6 ชัว่ โมง ขนาดยาสูงสดุ 4 กรมั ตอ วนั

Ibuprofen 200 - 800 มก. ทกุ 6 ชวั่ โมง ไมค วรเกนิ 2.4 กรมั ตอ วัน

Naproxen sodium 550 - 825 มก. เมื่อเร่ิมมีอาการและ ไมควรเกิน 1.375 กรมั ตอวัน
สามารถใหย าซ้ําในขนาด 220 มก. ใน 3-4
ชัว่ โมง

Diclofenac 50 - 100 มก. เมอ่ื เรม่ิ มีอาการและสามารถ ไมควรเกิน 150 มก. ตอ วนั
ใหยาซ้าํ ในขนาด 50 มก. ใน
8 ชวั่ โมง

Ergotamine tartate 1 มก. 2 มก. เมอ่ื เรม่ิ มอี าการและสามารถใหย าซา้ํ ขนาดยาสงู สดุ 6 มก. ตอ วนั และ 10
+ Caffeine 100 มก. ในขนาด 1 - 2 มก. ใน 30 นาที มก. ตอสัปดาห รวมทั้งอาจใหยา
ตา นอาเจยี นรวมดว ย

Sumatriptan 25 - 100 มก. เมือ่ เริ่มมอี าการและสามารถ ขนาดยาปกติคอื 50-100 มก.
ใหยาซ้าํ ได ใน 2 ชว่ั โมง ขนาดยาสูงสุด 200 มก. ตอวนั

Eletriptan 20 - 40 มก. เมอื่ เริ่มมอี าการและสามารถ ขนาดยาสงู สุด 40 มก. ตอ ครั้ง และ
ใหย าซา้ํ ได ใน 2 ชว่ั โมง 80 มก. ตอ วนั

Metoclopramide 10 มก. เม่อื เร่มิ มีอาการ ใชบ รรเทาอาการคลืน่ ไสอาเจียน

ยาทใี่ ชปอ งกนั การปวดศีรษะแบบไมเกรน

ในผูปวยท่ีมีการปวดศีรษะแบบไมเกรน หากอาการปวดน้ันเกิดขึ้นบอยเกินกวา 4 คร้ังตอ
เดอื น หรอื เปน อาการทค่ี าดการณเ วลาเกดิ ได เชน การปวดชว งมปี ระจําเดอื น เภสชั กรสามารถแนะนาํ
ผปู วยใหใ ชย าในการปองกันการเกิดอาการปวดได ยาทีใ่ ชในการปอ งกัน ไดแก

- ยากลมุ Beta blockers เปนยากลุมแรกทพี่ จิ ารณาใชใ นการปองกนั อาการปวดศรี ษะ
แบบไมเกรน

- ยากลมุ Tricyclic antidepressants ยากลมุ นเี้ ชน Amitriptyline มหี ลกั ฐานวา สามารถ
ลดความถแี่ ละความรนุ แรงของการปวดศรี ษะแบบไมเกรนได รวมถงึ มขี อ ดใี นเรอื่ งความ
รวมมอื ในการใชยา เพราะใชยาเพยี งวนั ละ 1 คร้ัง อกี ท้ังใชใ นขนาดทตี่ า่ํ กวา การใชเ พื่อ
รกั ษาโรคซึมเศรา

- ยากลมุ Calcium channel blockers เชน Flunarizine กใ็ หป ระสทิ ธภิ าพในการปอ งกนั

การบริบาลเภสัชกรรมสำหรับอาการปวดศีรษะในรา นยา 23

เชน เดยี วกนั แตอ าจจะมขี อ ควรระวงั ในเรอ่ื งอาการไมพ งึ ประสงค ไดแ ก Parkinsonism
- กลมุ ยาตา นอาการชกั ไดแ ก Topiramate และ Sodium valproate ซ่ึงแสดงใหเหน็

ถึงประสิทธิภาพในการปอ งกันการปวดศีรษะแบบไมเกรนไดเ ปนอยา งดี

ตารางที่ 4 ขนาดยาท่ใี ชเพอ่ื ปองกนั อาการปวดศีรษะแบบไมเกรน

ชือ่ ยา ขนาดเรมิ่ ตน ขนาดปกติ หมายเหตุ

Atenolol 50 มก. ตอวนั 50 - 200 มก./วัน
Metoprolol
100 มก. ตอวัน 100 -200 มก./วนั แบบแบง ยาเม็ดออกฤทธิ์ทันที จะ
Propranolol ให บรหิ าร 3-4 ครงั้ ตอ วนั หาก
Amitriptyline
Venlafaxine เปนยาออกฤทธิ์เนิ่น (ex-
Topiramate tended release) จะบรหิ าร
Sodium valproate ยาวนั ละ 2 ครงั้

Ibuprofen 40 มก. ตอวัน โดยแบงให 40 - 160 มก. ตอวัน โดย
Naproxen sodium 2-4 คร้งั แบง ให 2-4 คร้งั

10 มก. กอนนอน 20 - 50 มก. กอนนอน

37.5 มก. ตอ วัน 75 - 150 มก. ตอวัน เพมิ่ ขนาดยาหลงั จากเรมิ่ 1
สัปดาห

25 มก. ตอ วัน 50 - 200 มก. ตอ วนั โดย เพ่ิมขนาดยา 25 มก. ตอ
แบงให 2 ครัง้ สัปดาห

250 - 500 มก. ตอ วัน (โดย 500 - 1500 มก. ตอ วนั (โดย สามารถตดิ ตามระดบั ยาใน
แบง ให ยกเวน ยาออกฤทธ์ิ แบง ให ยกเวน ยาออกฤทธ์ิ เลอื ดได
เนิ่น extended release ให เน่ิน extended release ให
วนั ละ 1 คร้ัง) วันละ 1 ครั้ง)

400 - 1200 มก. ตอ วัน โดย 400 - 1200 มก. ตอ วัน โดย ใชเพียงระยะสั้น ๆ เชน
แบงให แบงให ปองกันชวงมีประจําเดือน
550 - 1100 มก. ตอ วัน โดย 550 - 1100 มก. ตอ วัน โดย เพื่อปองกัน Medication
แบง ให แบง ให overuse headache และ

อาการไมพึงประสงคอ ื่น ๆ

การบรบิ าลโดยไมใชย าสาํ หรบั การปวดศรี ษะแบบไมเกรน

การรกั ษาการปวดศรี ษะแบบไมเกรนโดยไมใ ชย า คอื การหลกี เลยี่ งปจ จยั กระตนุ ทท่ี ําใหเ กดิ
อาการ โดยปจ จัยกระตุนท่ีมีหลกั ฐานวา ทาํ ใหเ กดิ การปวดศรี ษะแบบไมเกรนได ดงั ระบใุ นตารางท่ี 5

24 คูมือเภสัชกรชมุ ชนในการดแู ลอาการเจ็บปวยเลก็ นอ ยในรา นยา

ตารางที่ 5 ปจ จยั กระตนุ ทีท่ ําใหเกิดอาการปวดศีรษะแบบไมเกรน

Food trigger
Alcohol
Caffeine/caffeine withdrawal
Chocolate
Ferment and pickled foods
Monosodium glutamate (eg, in Chinese food, seasoned salt, and instant foods)
Nitrate-containing foods (eg, processed meat)
Saccharin/aspartame (eg, diet foods or diet soda)
Tyramine-containing food

Environmental triggers
Glare or flickering lights
High altitude
Loud noises
Strong smells and fumes
Tobacco smoke
Weather changes

Behavioral-physiology triggers
Excess or insufficient sleep
Fatigue
Menstruation, menopause
Sexual activity
Skipped meals
Strenuous physical activity (eg, prolong overexertion)
Stress or poststress

ท่มี า : ขอมลู จาก Pharmacotherapy : A Pathophysiologic Approach, Eleventh Edition. McGraw-Hill
Education; 2020.

การปวดศรี ษะแบบกลามเนื้อตึงตัว (Tension type headache)

การปวดศีรษะชนิดน้ี มักพบเปนการปวดรอบศีรษะ มักเปนสองขางของรางกายเทากัน
มลี กั ษณะการปวดเปน แบบตอ้ื ๆ ไมเ ปน จงั หวะ และมกั จะไมแ ยล งเมอื่ มกี จิ กรรมทางรา งกาย อาการ
คลน่ื ไสอ าเจยี น การกลวั แสงและเสยี งอาจจะพบไดบ า ง แตพ บนอ ยกวา อาการปวดศรี ษะแบบไมเกรน
ผปู วยทม่ี ีความเสี่ยงในการเกดิ การปวดศรี ษะชนดิ น้ี ไดแ ก เพศหญงิ อายุ 30-39 ป มกี ารศึกษาสงู
(higher education level) เคยมีประวัติศีรษะและคอบาดเจ็บ มีประวัติปวยเปนโรคซึมเศรา
หรือวิตกกงั วล

การบรบิ าลเภสชั กรรมสำหรบั อาการปวดศรี ษะในรานยา 25

เกณฑการพิจารณาแยกโรคของการปวดศีรษะแบบกลา มเนือ้ ตงึ ตัว
1. ปวดศีรษะนาน 30 นาที ถงึ 7 วนั
2. มีลักษณะการปวดดงั ตอ ไปน้ี อยางนอย 2 ขอ

a. ไมมีอาการปวดเปน จงั หวะ แตเ ปนการปวดแบบตอ้ื เหมือนมแี รงกดทับ/รดั แนน
b. เปนการปวดแบบนอยถงึ ปานกลาง ไมรบกวนการใชชวี ติ ประจําวนั
c. ปวดทง้ั สองขา งของรา งกาย (Bilateral location)
d. ไมปวดมากขน้ึ เมอื่ มกี ารทาํ กิจกรรมทางรางกาย
3. มีอาการอืน่ ๆ ดงั นี้
a. ไมม ีอาการคล่นื ไส/อาเจียน
b. ไมม อี าการกลัวแสง/เสียง

การบริบาลโดยใชยาสําหรับการปวดศีรษะแบบกลา มเนื้อตงึ ตัว

ยาแกป วดทวั่ ไป เชน Paracetamol, Aspirin, Diclofenac, Ibuprofen, Naproxen, Ke-
toprofen และ Ketorolac มีผลวจิ ยั ทแ่ี สดงถึงประสิทธภิ าพเหนอื กวา placebo ในการลดอาการ
ปวด การใช muscle relaxants บางชนดิ ยงั สามารถชว ยลดอาการปวดศรี ษะไดด ว ย เชน Tizanidine,
cyclobenzaprine หรอื Diazepam

ตารางที่ 6 ขนาดยาท่ีใชเพื่อการรักษาอาการปวดศีรษะแบบกลามเนื้อตึงตัว (Tension type
headache)

ชื่อยา ขนาดยา หมายเหตุ
Paracetamol
1000 มก. ตอนเรมิ่ มอี าการ และใชซ ้าํ ไดท กุ ขนาดยาสูงสุด 4 กรัม ตอ วนั
Aspirin 4-6 ชว่ั โมง
Ibuprofen
Naproxen sodium 500 - 1000 มก. ทุก 4-6 ช่วั โมง ขนาดยาสูงสดุ 4 กรัม ตอวนั

Diclofenac 200 - 800 มก. ทกุ 6 ช่ัวโมง ไมค วรเกิน 2.4 กรัม ตอวัน

Tizanidine 550 - 825 มก. เมื่อเริ่มมีอาการและ ไมควรเกิน 1.375 กรัม ตอ วนั
สามารถใหยาซา้ํ ในขนาด 220 มก. ใน 3-4
ชัว่ โมง

50 - 100 มก. เมือ่ เรมิ่ มอี าการและสามารถ ไมค วรเกนิ 150 มก. ตอวัน
ใหยาซ้าํ ในขนาด 50 มก. ใน 8 ชวั่ โมง

2-4 มก. ทกุ 8 ชั่วโมง เปนยาคลายกลา มเน้อื

26 คูม ือเภสัชกรชุมชนในการดูแลอาการเจ็บปวยเล็กนอ ยในรา นยา

การบรบิ าลโดยไมใชยาสําหรับการปวดศีรษะแบบกลามเนื้อตึงตัว

การรักษาอาการปวดศีรษะแบบกลามเนื้อตึงตัว จะใชวิธีการลดความเครียดของผูปวยเปน
หลกั มหี ลกั ฐานวา การใช cognitive behavioral therapy เชน stress management relaxation
training และ biofeedback รว มกบั การใชย าสามารถลดอาการปวดใหผ ปู ว ยได นอกจากน้ี การนวด
ประคบ การออกกาํ ลงั กาย การนวด หรือการฝง เข็มกอ็ าจลดอาการไดเ ชนกัน

การปวดศีรษะแบบคลสั เตอร (Cluster headache)

การปวดศรี ษะแบบคลสั เตอรจะมีลกั ษณะการปวดแบบจ๊ีด ๆ มคี วามรนุ แรง ระยะเวลาการ
ปวดแตล ะครง้ั จะอยใู นชว ง 15 - 180 นาที โดยจะปวดเพยี งขา งเดยี ว (unilateral location) บรเิ วณ
เบาตา ใตตาหรือกกหู นอกจากน้ี มักมีอาการรวมคืออาการน้ํามูกหรือนาํ้ ตาไหลในขณะที่มีอาการ
ปวด ผปู ว ยทมี่ ีอาการหยุดหายใจขณะหลบั (sleep apnea) ทํางานเปนกะ เปลี่ยนเวลานอน หรอื มี
ประวตั ิครอบครวั เปน โรคนี้ จะมีความเส่ียงในการเปนโรคมากขนึ้

เกณฑก ารพิจารณาแยกโรคของการปวดศรี ษะแบบคลัสเตอร
1. มอี าการปวดรนุ แรงถงึ รนุ แรงมาก บรเิ วณเบา ตา ใตเ บา ตา หรอื กกหู เปน เวลา 15 - 180

นาที (เมอ่ื ไมไ ดร ับการรักษา)
2. มลี ักษณะดังนี้อยางนอ ย 1 อยาง

2.1 มีอาการตอ ไปนอ้ี ยางนอ ย 1 อยา ง
a. มีตาแดงหรอื น้าํ ตาไหล
b. คัดจมูกหรือนา้ํ มกู ไหล
c. เปลือกตาบวม
d. มีเหงอ่ื ออกที่หนา หรอื หนา ผาก
e. รูมานตาหดและ/หรอื หนังตาหยอน

2.2 มคี วามรสู ึกกระสับกระสาย อยูไมส ุข
3. ความถ่ใี นการมอี าการอยใู นชวง วันเวน วนั ถงึ 8 ครั้งตอวัน

การบริบาลโดยใชย าสําหรบั การปวดศรี ษะแบบคลสั เตอร

แมว าการรกั ษาลําดบั แรกของอาการปวดศีรษะแบบน้จี ะเปนการให oxygen therapy แต
จากบางการศึกษาก็พบวา การใหยากลุม Triptans หรือ Ergot alkaloids พบวา ใหป ระโยชน โดย
สรปุ ดังตารางท่ี 7

การบรบิ าลเภสัชกรรมสำหรับอาการปวดศีรษะในรา นยา 27

ตารางท่ี 7 ขนาดยาท่ีใชเพ่อื การรักษาอาการปวดศีรษะแบบคลัสเตอร

ชอ่ื ยา ขนาดยา หมายเหตุ

Sumatriptan 6 มก. (subcutaneous) เม่อื เร่มิ มีอาการ การใหยาในรูปแบบรับประทานจะ
Zolmitriptan 5-10 มก. (nasal spray หรอื oral) เมื่อเร่มิ มี พบปญ หาวา ออกฤทธช์ิ า กวา รปู แบบ
อาการ ฉีดหรอื พน จมูก

Dihydroergotamine 1 มก. (nasal spray) เมื่อเร่มิ มอี าการ

Prednisone 60-100 มก./วนั ใน 5 วนั แรกและคอ ย ๆ ลดลง ไมควรใชตดิ ตอกนั เปนเวลานาน
มาที่ 10 มก. จนกวา อาการปวดจะหายไป

ตารางท่ี 8 ขนาดยาทีใ่ ชเพ่อื ปองกนั อาการปวดศีรษะแบบคลัสเตอร

ชอ่ื ยา ขนาดยา หมายเหตุ
Verapamil 240 - 480 มก. ตอ วัน
Lithium 900 มก. ตอวัน แบงใหวันละ 3 คร้ังและควรมีการ
ติดตามระดับยาในเลอื ด
Prednisolone 40 - 60 มก. ตอวัน คอย ๆ ลดยาภายใน 10-14 วนั
Indomethacin 75 แบง ใหวันละ 3 ครัง้

บรรณานกุ รม

1. Ailani J, Burch RC, Robbins MS. The American Headache Society Consensus State-
ment: Update on integrating new migraine treatments into clinical practice. Head-
ache. 2021 Jul;61(7):1021-39.

2. Dipiro JT, Yee GC, Posey LM. Pharmacotherapy: A Pathophysiologic Approach,
Eleventh Edition [Internet]. McGraw-Hill Education; 2020. Available from: https://
books.google.co.th/books?id=jJWwDwAAQBAJ

3. Ljubisavljevic S, Zidverc Trajkovic J. Cluster headache: pathophysiology, diagnosis
and treatment. J Neurol. 2019 May 1;266(5):1059-66.

4. Robbins MS, Starling AJ, Pringsheim TM, Becker WJ, Schwedt TJ. Treatment of
Cluster Headache: The American Headache Society Evidence-Based Guidelines.
Headache. 2016 Jul;56(7):1093-106.

28 คูมือเภสัชกรชมุ ชนในการดูแลอาการเจ็บปว ยเลก็ นอยในรา นยา
5. Rutter P. Community Pharmacy: Symptoms, Diagnosis and Treatment [Internet].

Elsevier; 2020. (Community Pharmacy). Available from: https://www.elsevier.com/
books/community-pharmacy/rutter/978-0-7020-8020-3
6. Smith MA, Shimp LA. Family Medicine: Ambulatory Care and Prevention, Sixth
Edition [Internet]. McGraw-Hill Education; 2014. Available from: https://books.
google.co.th/books?id=UGE6nwEACAAJ

การบริบาลเภสชั กรรม
สำหรบั อาการผิดปกติ
ของกลา มเนอ้ื ขอ กระดูกในรา นยา



31การบริบาลเภสชั กรรมสำหรบั อาการผิดปกตขิ องกลามเน้อื ขอ กระดกู ในรา นยา

การบริบาลเภสชั กรรมสําหรบั อาการผดิ ปกติ
ของกลา มเน้ือ ขอ กระดกู ในรา นยา

อาจารย เภสัชกรขัตตยิ ะ ม่งั ค่งั
ระบบโครงรางและกลามเนื้อ (musculoskeletal system) ซ่ึงประกอบดวยกลามเนื้อ
กระดูก ขอ เอ็นยดึ กระดูก (ligament) และเอน็ ยดึ กระดูกกบั กลา มเนือ้ (tendon) มีหนาทส่ี าํ คญั ใน
การเคล่อื นไหวของรางกายและการปกปอ งอวยั วะภายในที่สําคญั เชน ประสาทสวนไขสันหลัง และ
อวยั วะภายในทรวงอก
แมว า กระดกู และขอ จะเปน แกนหลกั ของระบบโครงรา งและกลา มเนอื้ แตก ารเคลอื่ นไหวของ
กระดูกและขอตองอาศัยการทํางานของกลามเนื้อและ tendon เปนหลัก ในขณะท่ี ligament
ทาํ หนาที่รักษาความแข็งแรงของขอตอและชวยควบคุมทิศทางการทํางานของขอใหสมบูรณมากข้ึน
นอกจากน้ียังมีกระดูกออน (articular cartilage) และถุงน้ํา (bursae) ซึ่งชวยลดการเสียดสีและ
แรงกดดนั ทีก่ ระทําตอขอ

ความผิดปกตขิ องระบบโครงรา งและกลามเนือ้ ที่พบบอ ยในทางปฏิบตั ิ

ความผดิ ปกตแิ บบเฉยี บพลนั ของระบบโครงรา งและกลา มเนอ้ื สว นใหญท พ่ี บในผมู ารบั บรกิ าร
ในรา นยาเกดิ จากการกระทบกระเทอื น การใชง านหนกั หรอื การใชง านโดยไมเ หมาะสม เชน อบุ ตั เิ หตุ
จากการเลนกีฬาทําใหเกิดการยืดตัวมากผิดปกติของกลามเนื้อและเอ็น (muscle strain/ sprain)
การอกั เสบหรอื ฉกี ขาดของเอน็ การอกั เสบของถงุ นํา้ ในขอ (bursitis) ในขณะทค่ี วามเสอ่ื มของขอ และ
กระดกู ไดแ ก โรคขอ เสอื่ ม (osteoarthritis) และกระดกู พรนุ (osteoporosis) เปน ความผดิ ปกตแิ บบ
เร้ือรงั ท่ีพบไดบอยในผูมารับบรกิ ารท่รี านยา

ความผิดปกติของระบบโครงรางและกลามเนื้ออื่น ๆ ท่ีพบไดและควรคํานึงถึงเสมอในการ
ประเมนิ ผูมารบั บรกิ ารในรานยา ไดแ ก อาการท่ีมสี าเหตจุ ากโรคเชิงระบบ เชน ขอ อักเสบรูมาตอยด
(rheumatoid arthritis) ขอ อกั เสบเกาต ขออักเสบจากการตดิ เชอ้ื ในขอ การติดเช้อื หรือโรคเนอื้ เย่ือ
รอบขอ และกลา มเน้ืออกั เสบจากสาเหตตุ าง ๆ ซึ่งควรไดรับการสง ตอไปยงั สถานพยาบาลที่มคี วาม
พรอมเพ่อื ใหการประเมนิ และรักษาอยางเหมาะสมตอ ไป

32 คมู อื เภสัชกรชุมชนในการดูแลอาการเจบ็ ปว ยเล็กนอ ยในรานยา

แนวทางการซกั ประวตั แิ ละประเมนิ รา งกายเบอ้ื งตน สาํ หรบั ระบบโครงรา งและกลา มเนอื้

การสัมภาษณประวตั ผิ ปู ว ยที่มคี วามผิดปกติของระบบโครงรา งและกลา มเน้ือ
การสมั ภาษณผ ปู วย (patient interviewing) หรอื การสัมภาษณประวัติ (history taking)
เปน กระบวนการหนง่ึ ซง่ึ มคี วามสําคญั อยา งมากตอ การดแู ลผปู ว ยทม่ี คี วามผดิ ปกตขิ องระบบโครงรา ง
และกลา มเนอื้ เนอ่ื งจากการสมั ภาษณเ ปน กระบวนการลําดบั แรกซง่ึ จะชว ยใหเ ภสชั กรทราบถงึ ปญ หา
ทแ่ี ทจ รงิ ของผปู ว ย กําหนดแผนในการประเมนิ รา งกายเบอ้ื งตน ทจี่ ําเปน และใหก ารดแู ลรกั ษารวมถงึ
ใหคําแนะนําแกปญ หาไดอ ยา งถกู ตอง เหมาะสม
การสัมภาษณประวัติท่ีดําเนินการอยางเปนระบบจะชวยใหเภสัชกรสามารถรวบรวมขอมูล
ของผปู ว ยไดอยางรวดเร็ว ขอมูลมีความถกู ตองแมน ยาํ นาํ ไปสูก ระบวนการดูแลผูปวยในลําดับถัดไป
ไดอยางตรงจุด ขอ มูลทคี่ วรไดจ ากการสัมภาษณประวตั มิ ีรายละเอยี ดดังตารางท่ี 9

ตารางที่ 9 ขอมูลที่ควรไดจากการสัมภาษณประวัติผูปวยท่ีมีความผิดปกติของระบบโครงราง
และกลามเนอื้

ขอ มูล เหตุผลและความสําคญั

อายุ ณ ปจ จบุ ัน และอายุท่เี ร่ิมมีอาการผิดปกติ เพ่ือใชในการสรางกรอบสมมุติฐานเพื่อการประเมินแยกโรค
(กรณคี วามผิดปกติแบบเรื้อรัง) (differential diagnostic frame) เนอ่ื งจากโรคของระบบโครง
เพศ รางและกลามเน้ือบางโรคมีอุบัติการณหรือความชุกท่ีสัมพันธ
กบั ชว งอายุ เพศ เชอ้ื ชาติ อาชพี กจิ วัตรประจาํ วัน งานอดิเรก
เชอื้ ชาติ พฤติกรรมการออกกําลงั กายหรือการเลนกีฬา
อาชีพ กิจวตั รประจําวัน งานอดิเรก พฤติกรรม
การออกกาํ ลังกาย/การเลน กีฬา

อาการนาํ กําหนดแผนในการสัมภาษณและประเมินรางกายในลาํ ดับ
ถัดไปไดอยางตรงจดุ

รายละเอียดอาการผิดปกติ เพ่ือใชในการสรางกรอบสมมุติฐานเพ่ือการประเมินแยกโรค
ประวัติโรคประจําตวั และการเจ็บปว ยในอดตี (differential diagnostic frame) พจิ ารณาเลือกจายยาและ
ประวัติการใชย า สมนุ ไพร อาหารเสรมิ วางแผนการรกั ษาที่เหมาะสม
ผลิตภัณฑส ุขภาพอน่ื ๆ

ประวัตคิ รอบครวั

ประวัติทางสังคม เชน พฤติกรรมการสูบบุหร่ี
การดืม่ สรุ า ประวัติเพศสมั พันธ ฯลฯ

ประวตั กิ ารแพย าและสารเคมตี าง ๆ เพ่ือใชในการพิจารณาเลือกจายยาและวางแผนการรักษาที่
เหมาะสม

33การบรบิ าลเภสัชกรรมสำหรับอาการผดิ ปกติของกลามเน้อื ขอ กระดูกในรา นยา

เภสชั กรควรสัมภาษณร ายละเอยี ดของอาการผดิ ปกติ ใหไ ดขอ มูลสมบูรณท่สี ดุ เทา ท่ีจะเปน
ไปไดโ ดยสามารถใชห ลกั QALT ดงั ตารางที่ 10 รายละเอยี ดทคี่ รอบคลมุ ประเดน็ เหลา นเี้ ปน สงิ่ สาํ คญั
อยา งมากทจี่ ะชว ยใหส ามารถวเิ คราะหป ญ หาไดถ กู ตอ ง แมน ยาํ

ตารางที่ 10 หลกั QALT ในการสมั ภาษณร ายละเอยี ดของอาการผดิ ปกติ

QALT คําอธบิ าย

Q: quality & quantity of ขอมูลเชิงลักษณะของอาการ (quality) เชน อาการปวดเปนเชนไร ปวดเสียว
symptoms ปวดแปลบ ปวดเจบ็ ปวดเฉพาะเมือ่ ถูกสมั ผัส หรอื ปวดหนว งคลา ยถกู รัด
ขอ มลู เชงิ ปรมิ าณของอาการ (quantity) เชน อาการปวดรนุ แรงระดบั ใด จาํ นวน
ขอที่มีอาการปวดเปนเพียงตําแหนงเดียว (mono-arthralgia) หรือหลาย
ตาํ แหนง (poly-arthritis)

A: aggravating & alleviating ปจ จยั เหตกุ ารณ หรอื สภาวะทท่ี าํ ใหอ าการเกดิ ขนึ้ /รนุ แรงชดั เจนขน้ึ (aggravat-
factors ing factors) หรือทเุ ลาลงหรือหายไป (alleviating factors) รวมถงึ การแกไ ข
เบอื้ งตน การทดลองใชห รอื หยดุ ยา กจิ วตั รประจาํ วนั พฤตกิ รรมการออกกําลงั กาย/
การเลนกฬี า อาชพี การพกั ผอ น และสภาวะอารมณ

L: location ตาํ แหนง (location)
การกระจายตัวของอาการผดิ ปกติ (distribution)
การแผขยายของอาการ (radiation, spreading)
เชน ตําแหนงท่มี อี าการปวดขอ คอื ตําแหนง ใด มีอาการปวดกระจายไปตําแหนง
หรืออวัยวะใกลเคียงหรือไม นอกจากขอแลวมีอาการอื่น ๆ อกี หรอื ไม

T: timing ระยะเวลาทเี่ กิดอาการ (onset)
ความยาวนานของอาการ (duration)
การเปลีย่ นแปลงของอาการ (progression)
ความถ่ขี องการเกิดอาการ (frequency)

การประเมินรา งกายเบื้องตน

ขอ มลู ทไ่ี ดจ ากการสมั ภาษณข า งตน นจี้ ะชว ยใหเ ภสชั กรสรา งกรอบสมมตุ ฐิ านเพอื่ การประเมนิ
แยกโรคไดคอนขางครอบคลุม (ตารางที่ 9 และ 10) และพจิ ารณาตดั โรคหรอื สาเหตุทีไ่ มน า ใชอ อก
(rule-out) ไดแลวสวนหน่ึง อยางไรก็ตามการประเมินรางกายเบื้องตนจะเปนประโยชนในการชวย
ตัดหรือสนับสนุนขอสันนิษฐานโรคหรือสาเหตุที่นาจะเปน นําไปสูการพิจารณาการใชยาและการให
คาํ แนะนาํ ไดอยา งเหมาะสมตอไปได ตวั อยา งการประเมินรา งกายเบื้องตน สาํ หรับผปู ว ยท่มี คี วามผดิ
ปกตขิ องระบบโครงรางและกลา มเน้อื ทีส่ ามารถดําเนนิ การในรา นยาได ไดแ ก

34 คูม ือเภสชั กรชมุ ชนในการดูแลอาการเจบ็ ปวยเลก็ นอ ยในรานยา

- การประเมนิ ระดบั ความปวด และผลกระทบของโรค เชน ระดบั ความคณุ ภาพชวี ติ ฯลฯ
โดยวธิ ี visual analog scale (VAS) verbal rating scale (VRS) หรือ numerical
rating scale (NRS)

- การประเมินลกั ษณะทางกายภาพ เชน ความบวมนนู ความโกง หรือลกั ษณะผดิ รปู ของ
ขอและกระดูก สีผวิ และอณุ หภมู ิ ณ ตําแหนงทม่ี อี าการผดิ ปกติ

- การประเมนิ เพอื่ ชว ยวิเคราะหส าเหตุรว มของความผดิ ปกติ เชน การคลําชพี จรบริเวณ
ใกลเคียง การเจาะเลอื ดปลายนิว้ เพ่ือประเมินระดบั นํา้ ตาลในเลอื ด การสงั เกตหรือคลํา
ตอมนาํ้ เหลืองบริเวณใกลเคยี ง

- การประเมินการทํางานของอวัยวะที่ผิดปกติ เชน พิสัยการเคล่ือนไหวของขอ การ
ออกแรงของกลา มเนอื้ ความตงึ ตวั ของกลา มเนอ้ื การรบั ความรสู กึ จากสงิ่ กระตนุ รปู แบบ
ตา ง ๆ ปฏกิ ริ ิยารเี ฟลก็ ซ การทรงตวั ของผปู วย

- การประเมนิ ความสามารถในการใชชีวติ ประจาํ วัน (activities of daily living: ADL)
เชน การแตงกาย การอาบนาํ้ ดูแลความสะอาดของรางกายดวยตนเอง การรับประทาน
อาหารดว ยตนเอง

การประเมนิ ผูปวยท่ีมีความผิดปกตขิ องระบบโครงรา งและกลา มเน้ือ

กรอบสมมุตฐิ านเพ่อื การประเมนิ แยกโรค
สาเหตุของความผิดปกติของระบบโครงรางและกลามเน้ือมีความหลากหลายดังที่กลาวไป
ขา งตน การประเมนิ ผปู ว ยทมี่ คี วามผิดปกติของระบบโครงรางและกลา มเนอ้ื จึงควรดําเนินการอยา ง
รอบคอบและเปนระบบ ในกระบวนการสรา งกรอบสมมุติฐานเพอื่ การประเมินแยกโรค เภสชั กรอาจ
ประยุกตใ ชหลกั VINDICATE รายละเอียดดงั ตารางท่ี 11 และ 12 เพ่ือใหมคี วามครอบคลมุ สาเหตุ
ตาง ๆ ทค่ี วรคาํ นงึ ถึงมากทส่ี ุด

ตารางที่ 11 VINDICATE ในการประเมนิ ผูป ว ยทีม่ ีความผิดปกตขิ องขอ

VINDICATE ตัวอยางโรคทคี่ วรคํานึงถงึ

V- vascular Hemophilia, scurvy, aseptic bone necrosis

I- inflammatory/ in- Bacterial infections (gonorrhea, Lyme disease, Staphylococcus, Streptococcus,
fectious tuberculosis, syphilis)
Viral infections (rubella, herpes simplex, human immunodeficiency virus,
cytomegalovirus

N- neoplastic Osteogenic sarcoma, giant cell tumors

35การบรบิ าลเภสชั กรรมสำหรับอาการผิดปกติของกลา มเน้อื ขอ กระดกู ในรานยา

VINDICATE ตัวอยา งโรคท่ีควรคํานึงถึง
D- degenerative/
deficiency Osteoarthritis
I- intoxication
C- congenital Gout, pseudogout, drug-induced arthritis
A- autoimmune Congenital joint deformities, congenital joint dislocation
T- trauma Rheumatoid arthritis, serum sickness, lupus erythematosus, psoriatic arthritis
Traumatic synovitis, tear and rupture of ligaments, subluxation, dislocation,
E- endocrine bone fracture
Acromegaly, menopause, diabetes mellitus

ตารางที่ 12 VINDICATE ในการประเมนิ ผูปว ยทม่ี ีความผิดปกตขิ องกลามเนอ้ื

VINDICATE ตัวอยา งโรคที่ควรคาํ นงึ ถึง

V- vascular Periarteritis nodosa, polymyalgia rheumatica

I- inflammatory/ infectious Dengue fever, malaria, leptospirosis, chikungunya, influenza,
poliomyelitis, measles, cysticercosis, toxoplasmosis

N- neoplastic Neoplastic-associated fevers (Hodgkin lymphoma, leukemia)

D- degenerative/ deficiency Rickets, osteomalacia

I- intoxication Lead, alcohol, lithium, drug-induced myotoxicity

C- congenital Collagen disorders, porphyria, myoglobinuria

A- autoimmune Periarteritis nodosa, lupus erythematosus, rheumatic fever,
Guillain-Barre syndrome, dermatomyositis

T- trauma Muscular injury, prolonged exercise, prolonged anxiety and tension,
fibromyalgia, myofascial pain

E- endocrine Hypothyroidism, hypoparathyroidism, prolonged corticosteroid
therapy, hyperaldosteronism, hyponatremia, hypokalemia, hypoc-
alcemia

36 คูมอื เภสัชกรชุมชนในการดแู ลอาการเจ็บปว ยเล็กนอยในรา นยา

เกณฑการพิจารณาสงตอผปู วยพบแพทย

ตารางที่ 13 สญั ญาณอันตราย (alarm signs)

- ปวดรุนแรง (คะแนนความปวดมากกวา 6/10 คะแนน)
- ปวดตอเนื่องนานกวา 10 วัน
- ปวดตอ เนื่องนานกวา 7 วนั แมวา จะมกี ารใชย าบรรเทาปวดอยา งเหมาะสมแลว
- ลกั ษณะอาการปวดท่เี ปลย่ี นแปลงไปจากเดมิ
- มีความผิดปกติในการทาํ งานของขอและกลามเนื้อ เชน ขยับขอไมได พิสัยการเคลื่อนไหวจํากัดอยางมาก

ออนแรงอยางชัดเจน ชาหรือรับความรูสึกผดิ ปกติ
- มีความผดิ ปกตทิ างกายภาพเกดิ ขึน้ อยา งชัดเจน เชน ขอผิดรูปไปจากเดมิ อาการบวมแดงมขี นาดใหญ
- มคี วามผดิ ปกตอิ น่ื ๆ รว มดว ย เชน ไข คลน่ื ไส/ อาเจยี น นา้ํ หนกั เปลย่ี นแปลงอยา งรวดเรว็ โดยไมท ราบสาเหตุ

ปสสาวะหรอื อจุ จาระผดิ ปกติ
- มีสาเหตุที่บงชี้ถึงความกระทบกระเทือนอยางรุนแรงท่ีอาจสงผลใหเกิดกระดูกแตกราว ขอเคลื่อนหลุด

การฉีกขาดของเนอื้ เยอ่ื หรือหลอดเลือด
- ผูป วยเดก็ อายตุ าํ่ กวา 2 ป

จากขอมูลขางตนที่รวบรวมได เภสัชกรควรใชเหตุผลทางคลินิกประกอบการตัดสินใจตาม
แผนภมู ทิ ี่ 2 เพอ่ื พจิ ารณาใหก ารดแู ลในรา นยาหรอื สง ตอ ผปู ว ยไปยงั สถานพยาบาลอนื่ ไดอ ยา งเหมาะ
สมกบั สถานการณ

37การบรบิ าลเภสัชกรรมสำหรับอาการผดิ ปกตขิ องกลา มเน้ือ ขอ กระดูกในรา นยา

แผนภูมทิ ่ี 2 แนวทางการตดั สนิ ใจเพ่อื พิจารณาใหก ารดแู ลอาการผดิ ปกติของระบบโครงรา ง
และกลามเนื้อในรา นยาหรอื สงตอผปู ว ยไปยังสถานพยาบาลอ่นื

อาการผิดปกติของโรคระบบโครงรางและกลา มเน้อื
ใช

สัมภาษณประวตั ิ และประเมินรา งกายเบ้ืองตน (ตารางที่ 9 และ 10)

กรอบสมมตุ ฐิ านเพือ่ การประเมนิ แยกโรค ใช
(ตารางที่ 11 และ 12) ไมใ ช สง ตอ

เปนโรคที่ตองมีการตรวจเพม่ิ เติมหรอื ดูแลรักษาอยา งใกลช ิดตอ เนอื่ ง
หรือมีสญั ญาณอันตราย (alarm signs; ตารางท่ี 13)

ไมใ ช
โรคท่สี ามารถใหการดูแลเบอ้ื งตน ในรานยาได (ตารางที่ 14)

ใช
ใหก ารดูแลตามคําแนะนาํ (ตารางที่ 15 )

ตอบสนองตอการรกั ษาทแี่ นะนาํ ในระดับที่นาพอใจ ไมใช
ไมพ บอาการไมพึงประสงคจากยา

ใช
ใหก ารดแู ลรักษาจนครบกําหนด

โรคของระบบโครงรา งและกลามเนอื้ แบบเฉยี บพลันทพ่ี บบอยในรา นยา

โรคของระบบโครงรา งและกลา มเนอ้ื แบบเฉยี บพลนั ทพี่ บบอ ยในรา นยาและเภสชั กรสามารถ
ใหก ารดแู ลเบอ้ื งตน ไดแ ก อาการปวดกลา มเนอ้ื (myalgia) การยดื ตวั มากผดิ ปกตขิ องกลา มเนอ้ื และ
เอน็ (strain/ sprain) การอกั เสบหรอื ฉกี ขาดของเอน็ (tendonitis) การอกั เสบของถงุ นํา้ ในขอ (bur-
sitis) และการกาํ เรบิ ของโรคขอเสือ่ ม (osteoarthritis) มีลักษณะเดนและความแตกตา งทใ่ี ชในการ
ประเมนิ แยกโรค ดงั ตารางท่ี 14

38 คมู ือเภสชั กรชมุ ชนในการดแู ลอาการเจบ็ ปวยเลก็ นอยในรานยา

ตารางที่ 14 ลกั ษณะเดน และความแตกตา งของโรคระบบโครงรา งและกลา มเนอ้ื ทพี่ บบอ ยในรา นยา*

Myalgia Strain/ sprain Tendonitis Bursitis Osteoarthritis

ตําแหนงที่ผิดปกติ

มดั กลามเนอื้ / / -- -

ขอหรอื เอน็ รอบขอ -/ // /
ขอ และกลา ม เอ็นรอบขอ ถงุ นาํ้ ในขอ ขอทรี่ บั นาํ้ หนัก หรือขอที่
เน้อื ทม่ี ีการใช เชน ขอ เขา มีการใชง านหนกั เชน
งานหนกั หรอื ขอไหล ขอเขา ขอ สะโพก
ยืดบิดอยา งมาก น้ิวโปง เทา หลงั สวนลา ง ขอ มือ นิว้ มอื

อาการ/อาการแสดง

ปวดตอื้ (dull pain) / - -- /

ปวดเจ็บเฉียบพลัน - / // -

สัญญาณการอักเสบ / / -/ /
(บวมแดง รอน)

การเคลื่อนไหวจาํ กัด - / /- -
อยา งมาก

สัมผัสกรอบแกรบ - - -/ /
(crepitus)
*(/ คอื เปน ตาํ แหนงที่พบหรอื มอี าการและอาการแสดงน้ีชดั เจน; - คือพบไมบ อยหรือไมใชลักษณะเดน)

การบริบาลโดยใชยาสาํ หรับโรคของระบบโครงรา งและกลา มเน้อื แบบเฉียบพลนั

การรักษาโรคของระบบโครงรางและกลามเน้ือแบบเฉียบพลันที่พบบอยในรานยา อาการ
ปวดกลามเนือ้ (myalgia) และการยดื ตวั มากผดิ ปกตขิ องกลา มเนือ้ และเอน็ (strain/ sprain) ควร
เรมิ่ ดว ยการใหยาบรรเทาการปวดและอกั เสบกลมุ NSAIDs ดังตารางท่ี 15

39การบรบิ าลเภสชั กรรมสำหรับอาการผดิ ปกตขิ องกลา มเนอ้ื ขอ กระดูกในรา นยา

ตารางที่ 15 การใหย าบรรเทาการปวดและอักเสบกลมุ NSAIDs

ช่อื ยา ขนาดยา หมายเหตุ

Paracetamol 1000 มก. ตอนเรมิ่ มอี าการ และใชซ ํ้าไดทกุ 4-6 ขนาดยาสูงสดุ 4 กรัม ตอวนั
ชว่ั โมง

Ibuprofen 1200 - 3200 มก. แบง ใหวันละ 3 คร้ัง ขนาดยาสงู สดุ 3200 มก. ตอวัน

Naproxen sodium 550 - 825 มก. เมอ่ื เรม่ิ มอี าการและสามารถใหย า ไมควรเกิน 1.375 กรมั ตอ วัน
ซ้ําในขนาด 220 มก. ใน 3-4 ชัว่ โมง

Diclofenac 50-75 มก. วนั ละ 2 ครั้ง (IR) หรือ 100 - 200 มก.
วนั ละครงั้ (XR)

การบริบาลโดยไมใ ชยาสําหรับโรคของระบบโครงรา งและกลามเนื้อแบบเฉยี บพลัน

ผปู ว ยควรไดร บั การใหค วามรกู ารดแู ลอาการปวดและปอ งกนั การบวมโดยยดึ หลกั RICE ไดแ ก
 Rest - พกั ใชขอหรอื บรเิ วณที่เปน
 Ice - ประคบเย็น 15 -20 นาที ทุกชั่วโมง
 Compress - รัดขอบรเิ วณที่เปน ดวย elastic bandage หรืออุปกรณเฉพาะ
 Elevate - ยกขอ ทเ่ี ปนใหส ูงกวาหวั ใจ

การบริบาลโดยใชย าสาํ หรบั การกําเรบิ ของโรคขอเสอ่ื ม

ยาทใ่ี ชใ นการรกั ษาขอ เสอ่ื มมหี ลายชนดิ ทงั้ ยารบั ประทาน ยาทฉี่ ดี เขา โดยตรงทข่ี อ และยาทา
ภายนอก ดังตารางท่ี 16

ตารางที่ 16 ยาท่ีใชในการรักษาขอ เสื่อม

ยารับประทาน 325 - 650 มก. ทกุ 4-6 ช่ัวโมง หรอื 1 กรัม ขนาดยาสูงสดุ 4 กรัม ตอวัน
Paracetamol วนั ละ 3-4 คร้งั

Tramadol 50 - 100 มก. วันละ 3 คร้งั ขนาดยาสูงสดุ 400 มก. ตอ วนั
Celecoxib
100 มก. วันละ 2 ครั้ง หรือ 200 มก.
Diclofenac วันละครงั้

50-75 มก. วันละ 2 ครัง้ (IR) หรือ 100 - 200
มก. วันละครัง้ (XR)


Click to View FlipBook Version