140 คูมอื เภสชั กรชมุ ชนในการดแู ลอาการเจ็บปว ยเลก็ นอ ยในรานยา
ชอ่ื ยา ขอ บงใช ประสิทธภิ าพ อาการไมพงึ ประสงค ความปลอดภยั
Clindamycin Anaerobe Oral ดดู ซึม ADR : Nausea vomiting, stomach pain, Pregnancy
90% mild skin rash Category : B
Ketoconazole Vulvovagi- ประสทิ ธภิ าพ Lactation :
nal ทางคลินิก: BV ADR : cause adverse
Fluconazole Candidiasis ใกลเคียงกบั Common effects on the
(VVC) metronida- Burning sensation (topical 4%), Pru- breastfed
Vulvovaginal zole ritus (topical, less than 1%), Nausea infant’s
Candidiasis Oral ดดู ซึม (3-10%) gastrointestinal
(VVC) 75% Serious flora
ประสทิ ธิภาพ Ventricular arrhythmia, Pregnancy
ทางคลนิ กิ :90% Prolonged QT interval, Gynecomastia, Category : C
(200มก.7days) decreased libido Lactation :
ADR : Avoid
Oral ดดู ซมึ Common
มากกวา 90% · Nausea (2.3-7.1%) Pregnancy
ประสทิ ธิภาพ Headache (1.9-13%) Category : C
ทางคลนิ กิ : Serious Lactation :
79% (150มก. Prolonged QT interval, Agranulocytosis recommended
single dose)
Itraconazole Vulvovagi- Oral ดดู ซมึ ADR : Pregnancy
Clotrimazole nal 90% Common Category : C
(vaginal tablet) Candidiasis ประสิทธภิ าพ · Nausea (3-11%), vomiting (5%), Rash Lactation :
(VVC) ทางคลินกิ : (3-9%), Headache (2.2-10%), Dizziness Entry breast
Vulvovaginal 93% (200 มก. (1.2-4%), URIs (8%), Rhinitis (9%) milk
Candidiasis twice for one Serious Weight risk/
(VVC) day) Congestive heart failure, SJS, Pancre- benefit
Tricho- ดดู ซึมทางปาก atitis, Hepatotoxicity, Anaphylaxis Pregnancy
monas ไดน อ ยมาก ADR : Skin reactions Category : B
vaginalis ประสทิ ธิภาพ Lactation :
ทางคลนิ ิก : recommend
VVC ชนิดสอด
ชอ งคลอด ได
ผล 85-90%
TV ชนิดสอด
ชองคลอด ได
ผล 48-66%
TV ชนดิ สอด
ชองคลอด ได
ผล 48-66%
การบริบาลเภสัชกรรมสำหรบั อาการตกขาวในรานยา 141
บรรณานุกรม
1. องั คณา เจรญิ วฒั นาโชคชยั . แนวทางการรกั ษาโรคตดิ ตอ ทางเพศสมั พนั ธ. กลมุ โรคตดิ ตอ ทางเพศ
สัมพันธ สานักโรคเอดส วัณโรคและโรคติดตอทางเพศสัมพันธ กรมควบคุมโรค กระทรวง
สาธารณสุข. พิมพครัง้ ท่ี 1 ; กันยายน 2553
2. Alexander FJ, Aquilante LC, Banchman AK, Cash J, Ceneviva DG, Chenowith HI, et
al. Drug Information Handbook with international trade names index. Ohio: Lexi-
comp; 2012.
3. Brammer KW, Feczko JM. Single-dose oral fluconazole in the treatment of vaginal
candidosis. Ann N Y Acad Sci ; 1988
4. Center of disease control and prevention. Sexually Transmitted Diseases Treatment
guidelines. 2010. MMWR; 59 (RR-12): 56-61.
5. Center for Disease Control. Sexually transmitted diseases treatment guidelines
2002. MMWR 2002;(RR-6):48-51.
6. 2018 European (IUSTI/WHO) International Union against sexually transmitted in-
fections (IUSTI) World Health Organization (WHO) guideline on the management
of vaginal discharge. International Journal of STD & AIDS 2018, Vol.29(13) 1258-
1272.
7. Heine P, McGregor JA. Trichomonas vaginalis: a re-emerging pathogen. Clin Obstet
Gynecol 1993; 36:137-44.
8. Hillard PA, editors. Novak’s gynecology. 12th ed. Baltimore: Williams & Wilkins,
1996:429-45.
9. MICROMEDEX®[Internet]. NewYork: [Update 2012 November30; cited 2014 May
22]. Available from: http://www.micromedexsolutions.com/micromedex2/librari-
an/ND_ T/evide ncexpert/ND.
10. Mishell DR Jr, Stenchever MA, Droegemueller W, Herbst AL, editors. Comprehen-
sive gynecology. 3rd ed. St. Louis: Mosby Year Book, 1997:625-35.
11. Schwebke JR, Desmond RA.Tinidazole versus Metronidazole for the Treatment of
Bacterial Vaginosis. Am J Obstet Gynecol ; 2011
12. Sobel JD. Candida vulvovaginitis. Clin Obstet Gynecol 1993; 36:153-65.Bouchemal
K, Bories C, Loiseau PM. Strategies for Prevention and Treatment of Tricomonas
vaginalis Infection. Clin Microbiol Rev. 2017; 30(3): 811-25.
142 คูมอื เภสชั กรชุมชนในการดูแลอาการเจ็บปว ยเลก็ นอยในรานยา
13. Soper DE. Genitourinary infections and sexually transmitted diseases. In: Berek JS,
Adashi EY, Jackie Sherrard1, Gilbert Donders2, David White3. Guideline on the
Management of Vaginal Discharge. European (IUSTI/WHO); 2011
การบริบาลเภสชั กรรม
สำหรับผื่นทีผ่ ิวหนังในรานยา
การบริบาลเภสชั กรรมสำหรับผ่นื ท่ีผวิ หนงั ในรานยา 145
การบรบิ าลเภสัชกรรม
สําหรับผืน่ ทผ่ี ิวหนงั ในรา นยา
รองศาสตราจารย เภสชั กรวิวัฒน ถาวรวฒั นยงค
ผูปวยท่ีมาปรึกษาเร่ืองโรคผวิ หนังในรานยา มักแสดงอาการดว ยรอยโรค/ผน่ื เกดิ ขนึ้ ในแบบ
ตา ง ๆ อาจมาดวยรอยโรค/ผน่ื ท่ีเปนผื่นราบ ผื่นนนู ผ่นื นนู หนา ตมุ นนู ตุมนา้ํ ตมุ พองน้าํ ซง่ึ รอยโรค/
ผื่นตาง ๆ เหลาน้ี จะแสดงออกในหลาย ๆ โรคทางผิวหนัง มีการศึกษาผูปวยท่ีมาปรึกษาดวยโรค
ผวิ หนงั ในระหวา งป พ.ศ. 2558-2562 พบวา แผนกผปู ว ยนอกของโรงพยาบาล สว นใหญจ ะมาปรกึ ษา
เรอ่ื งผวิ หนงั ในโรคตา ง ๆ อาทิ โรคผนื่ ผวิ หนงั อกั เสบ (dermatitis 29.7%) โรคลมพษิ (urticaria and
erythema 13.9%) โรคผ่นื ผิวหนงั ชนิด papulosquamous disorders (1.7%) จะเหน็ ไดว า โรค
ทางผวิ หนังทีพ่ บบอยในชมุ ชน บางโรคเปนโรคท่เี ภสชั กรอาจใหการรกั ษาเบอ้ื งตนแบบผปู ว ยนอกได
การประเมินแยกโรคจากรอยโรค/ผ่ืนจึงเปนส่ิงสําคัญสาํ หรับเภสัชกรที่ควรรู เพื่อใชในการประเมิน
รอยโรค/ผนื่ นน้ั ๆ วา สามารถใหก ารรกั ษาเบอ้ื งตน ในรา นยา หรอื เปน รอยโรค/ผน่ื ทอี่ นั ตรายทคี่ วรสง
ตอ ผปู ว ยเพ่อื ใหไดรับการดูแลกบั แพทยผเู ชี่ยวชาญตอ ไป
กอนจะประเมินแยกรอยโรค/ผน่ื เภสชั กรจาํ เปน ตองรูจกั ศพั ทใ นการเรียกรอยโรค/ผน่ื ชนิด
ตา ง ๆ ในการแยกรอยโรค/ผ่ืนทเี่ กดิ ขน้ึ เน่ืองจากการประเมินจะเริม่ ตนจากการดรู อยโรค/ผนื่ วาเขา
ไดก บั กลมุ โรคทางผวิ หนงั ประเภทใด อาทิ กลมุ รอยโรค/ผนื่ แบบ maculopapular, กลมุ รอยโรค/ผนื่
แบบ vesiculopapular หรอื รอยโรค/ผ่ืน vesiculobullous และกลุม รอยโรค/ผื่น papulosqua-
mous disorders ซ่งึ คาํ เรยี กรอยโรคเหลานี้ มาจากการสมาสสนธิคาํ ศัพทก ัน เชน กลุม รอยโรคท่มี ี
รอยโรค/ผ่นื แบบ maculopapular กห็ มายถึง กลุมรอยโรค/ผน่ื แบบ ผน่ื ราบ (macule) ปะปนกบั
ผน่ื นูน (papule) เปน ตน
ศัพททางวิชาการในการเรียกชนิดรอยโรค/ผืน่ ท่ีเภสัชกรควรรูจกั ไดแก ชนดิ ผน่ื แดง ซงึ่ เกิด
จากการขยายตัวของเสนเลือดใตผิวหนัง หากกดบริเวณผ่ืนแดง ผ่ืนแดงจะจางหาย ผ่ืนนี้จะเรียกวา
erythema ชนดิ ผ่นื ราบ (ซึ่งถา มีขนาดเสน ผาศนู ยก ลางต่ํากวา หรอื เทา กับ 1 เซนตเิ มตรจะเรยี กวา
macule และถา มากกวา 1 เซนตเิ มตรจะเรยี กชนดิ นว้ี า patch) ชนดิ ผน่ื นนู (รอยโรคทน่ี นู ขน้ึ มาบน
ชัน้ ผวิ หนงั ถา มขี นาดเสน ผา ศนู ยก ลางต่ํากวาหรือเทา กับ 1 เซนติเมตรจะเรยี กวา papule และถา
มากกวา 1 เซนตเิ มตรจะเรยี กชนดิ น้ีวา plaque และถา รอยโรคมีทัง้ นนู ข้นึ บนชน้ั ผวิ หนงั และลงใต
ผิวหนังดวยจะเรียกวา nodule) ชนิดตุมน้าํ (ถามีขนาดเสนผาศูนยกลางตํา่ กวาหรือเทากับ 1
เซนติเมตร ของเหลวภายในตมุ มลี ักษณะปราศจากเช้ือจะเรยี กวา vesicle หากของเหลวที่อยูใ นตุม
มลี ักษณะหนองหรอื ติดเช้ือ จะเรียกวา pustule และถาตมุ นา้ํ มีขนาดมากกวา 1 เซนตเิ มตรจะเรียก
ชนดิ น้วี า bulla) และถารอยโรค/ผ่นื มีลกั ษณะเปนปน ทม่ี ลี กั ษณะเยอ่ื บผุ ิวหนงั บวมนนู ในช้นั หนงั แท
จะเรยี กวา wheal (รอยโรคจะตา งจาก papule และ plaque ทบ่ี วมนนู เกดิ จากการรวมตวั ของเซลล
อักเสบหรอื เซลลของผวิ หนัง)
146 คมู ือเภสัชกรชุมชนในการดูแลอาการเจบ็ ปว ยเล็กนอยในรา นยา
แนวทางการซักประวัตแิ ละประเมินรางกายเบอื้ งตน สาํ หรับรอยโรค/ผน่ื
โดยทวั่ ไป การประเมินรอยโรค/ผน่ื มกั จะแยกออกเปน 6 กลุมใหญ ๆ ไดแก 1. กลุมรอย
โรค/ผน่ื ชนดิ dermatitis 2. กลมุ รอยโรค/ผนื่ ทม่ี ลี กั ษณะ papulosquamous rash 3. กลมุ รอยโรค/
ผนื่ ทีม่ ีลักษณะ maculopapular rash 4. กลุมรอยโรค/ผ่ืนทีม่ ลี ักษณะ vesicular-bullous rash
5. กลมุ รอยโรค/ผืน่ ท่ีเปน superficial mycoses และ 6. กลมุ รอยโรค/ผ่ืนอืน่ ๆ
1. กลุมทม่ี รี อยโรค/ผนื่ ชนิด dermatitis หมายถึง กลุม โรคที่มีการอักเสบของผิวหนัง โดย
มลี ักษณะทีส่ าํ คัญ 3 ประการของรอยโรค/ผน่ื คอื ก. คัน ข. รอยโรค/ผ่ืนมไี ดหลายรปู แบบ เชน ves-
icle, papule, ผนื่ แดงหรอื ตุมแดงท่มี ีขุย (scale) หรือสะเกด็ (crust) และ ค. ขอบเขตรอยโรค/ผืน่
ไมช ดั เจน รอยโรค/ผนื่ ชนิดน้พี บไดในโรคอาทิ atopic dermatitis (eczema), contact dermatitis
2. กลมุ ที่มรี อยโรค/ผ่นื ชนดิ papulosquamous rash หมายถึง กลุมโรคที่มคี วามผิดปกติ
ทมี่ รี อยโรค/ผนื่ ทงั้ ลกั ษณะ papule รว มกบั มขี ยุ (scale) ทรี่ อยโรค/ผนื่ และมขี อบเขตทมี่ ี scale อยา ง
ชัดเจน (borders are sharply demarcated) บางครง้ั จะพบรอยโรค/ผืน่ papule รวมตวั กนั เปน
plaque รอยโรค/ผ่นื ชนดิ นี้มกั จะพบในโรคตาง ๆ อาทิ seborrheic dermatitis, pityriasis rosea,
psoriasis หรือรอยโรค/ผน่ื ทเี่ กิดจากการตดิ เช้ือแบคทีเรยี เชน ซฟิ ล สิ (secondary syphilis) รวมถงึ
รอยโรค/ผ่ืนทเ่ี กิดจากการแพยา เชน erythema multiforme
3. กลุมท่มี ีรอยโรค/ผ่ืนชนดิ maculopapular rash หมายถึง กลมุ โรคที่มีผนื่ ชนดิ ผื่นราบ
(macule) และ ผ่ืนนูน (papule) รวมอยูด วยกันจนเปนรอยโรค/ผืน่ ขนาดใหญ กระจายพ้ืนทบี่ ริเวณ
กวางมากกวารอ ยละ 50 ของพ้ืนท่ีผวิ รา งกาย รอยโรค/ผื่นชนิดนมี้ กั จะพบในผูป วย ก. ติดเชอื้ ทง้ั เชื้อ
ไวรัส แบคทีเรีย เช้ือราหรือเชื้อปรสิต ข. แพยา ค. การอักเสบของรางกาย เชน โรคภูมิแพตนเอง
ง. โรคมะเรง็
4. กลมุ รอยโรค/ผ่นื ท่ีมลี กั ษณะ vesicular-bullous rash หมายถงึ กลุม โรคท่ีมรี อยโรค/
ผนื่ แบบตมุ นํา้ โดยของเหลวภายในตมุ จะเปน ของเหลวปราศจากเชอื้ (vesicle) หรอื ของเหลวภายใน
ตมุ เปนของเหลวท่อี าจมีการติดเชอื้ (pustular) หรืออาจเปน ตุม นํา้ ทม่ี ีขนาดมากกวา 1 เซนตเิ มตร
(bullae) กไ็ ด รวมถงึ รอยโรค/ผ่ืนทมี่ ีชนิดของรอยโรค/ผน่ื ทก่ี ลา วมาทั้งหมดปะปนกนั รอยโรค/ผ่ืน
ชนดิ น้มี กั พบในผูป ว ย ก. ติดเชอื้ ไวรสั หรอื แบคทเี รยี เชน ติดเช้ือไวรสั Herpes. Varicella. ตดิ เช้อื
แบคทีเรยี Staphylococcus. หรอื Gonococcus เปน ตน ข. แพยาหรือสารเคมี ค. Burn เปนตน
5. กลุมรอยโรค/ผ่ืนท่ีเปน superficial mycoses หมายถึง กลุมโรคที่มีการติดเชื้อราท่ี
ผวิ หนัง อาทิ กลาก เกล้ือน
6. กลุมรอยโรค/ผ่ืนอืน่ ๆ เชน ลมพษิ (urticaria) สิว ฝา
แแผผนนภภูมมู ิทิท่ีี่ 77แแนนววททำงากงำกราปรรปะรเมะินเมแินยแกยรอกยรโอรยคโ/รผคนื่ /ทผี่ผน่ื ิวทหีผ่นวิังเหบนอื้ ังงเตบ้น้ืองตน
ผ่ืนที่ผวิ หนัง
dermatitis papulosquamous rash maculopapular rash vesicular-bullous rash superficial mycoes อน่ื ๆ
vesicle and/or pustular acne
คนั ลักษณะผื่นหลายรปู แบบขอบเขต papule ร่วมกับมีขยุ (scale) ทผี่ น่ื macule และ papule รวมอยู่ดว้ ยกนั dermatophytosis*
ไม่ชัดเจน atopic dermatitis* ขอขบอเขบตเขอตยช่างดั ชเจดั นเจน จนเปน็ ผืน่ ขนาดใหญ่ กระจายพน้ื ท่ี and/or bullae hyperpigment
บรเิ วณกว้างมากกว่ารอ้ ยละ 50 เชน่ ฝ้า
ตดิ เชอื้ ไวรสั Herpes.*
ของพนื้ ทีผ่ วิ ร่างกาย หหรอื VVaarriicella** urticaria*
contact dermatiitis* seborrheic dermatitis* ตดิ เชอ้ื candidiasis*
numular eczema, Psoriais แพย้ า* ตดิ เชื้อแบคทเี รยี pityriasis การบรบิ าลเภสชั กรรมสำหรบั ผ่ืนท่ผี ิวหนังในรานยา 147
dyshidrotic secondary syphilis กระบวนการ Staphylococcus. หรอื versicolor*
dermatitis, etc อกั เสบ Gonococcus (เกลื้อน)
แพย้ า หรือ สารเคมี
Pityriasis rosea โรคมะเรง็ burn
หมหามยายเเหหตตุุ **ลลกั ษักณษะณรอะยรโรอคย/ผโน่ืรคทเ/่ี ภผสื่นชั กทรใ่เีหภก้ สารัชดกแู ลรผใปู้ห่วกยาเบรอ้ื ดงตูแน้ลไผดปู้ วยเบื้องตน ได
121
148 คูมอื เภสชั กรชุมชนในการดูแลอาการเจบ็ ปว ยเลก็ นอ ยในรานยา
เกณฑก ารพิจารณาสง ตอผปู วยพบแพทย
กอนที่เภสชั กรจะประเมนิ รอยโรค/ผ่ืน ในแตล ะกลุม ยอ ยอยา งละเอยี ดลกึ ลงไป จําเปนตอง
ทราบสญั ญาณอนั ตราย (red flag) ของรอยโรค/ผ่ืน ท่นี าจะเปนสญั ญาณของโรคที่มีอนั ตรายแฝงอยู
ซึ่งหากมอี าการตา ง ๆ เหลานี้ เภสชั กรควรสงตอผูปวยเพ่ือรับการดแู ลในขัน้ ตอไป
หากผปู วยมรี อยโรค/ผ่ืน รว มกบั มอี าการตาง ๆ เหลานี้ ไดแ ก
1. รอยโรค/ผ่นื ทีก่ ระจายทั่วตวั มากกวารอยละ 90 ของพ้นื ผิวของรา งกายของผูปวย
2. อาการทางระบบอื่น ๆ นอกจากรอยโรค/ผ่ืนเฉพาะที่ ท่ีเกิดทางผิวหนัง อาทิ ไขสูง
(เกิน 38.5 องศาเซลเซียส) ถายเหลว คลื่นไส อาเจียน อาการกลัวแสง (photophobia)
ปวดเม่อื ยกลามเนื้อ เจ็บคอ ทอนซิลอกั เสบ กลนื อาหารลําบาก ตอมน้าํ เหลืองบวมโต
3. รอยโรค/ผน่ื dermatitis ท่ีมี รอยเจาะหรือรเู จาะ (punched-out lesions)
4. รอยโรค/ผน่ื ไมด ขี น้ึ หรอื มกี ารกระจายมากขน้ึ หลงั จากผปู ว ยไดร บั ยาในการรกั ษามาแลว
มากกวา 2 สปั ดาห
5. รอยโรค/ผื่นมีสมี ากกวา 1 สี ในรอยโรค/ผ่นื
อาการแสดงตา ง ๆ เหลา น้ี อาจเปน สญั ญาณทแี่ สดงออกวา ผปู ว ยอาจมรี ะบบภายในรา งกาย
ที่ผิดปกติรวมกับการมีรอยโรค/ผ่ืน หรือรอยโรค/ผื่นนั้นเปนรอยโรค/ผื่นที่มีอันตราย (ตัวอยางเชน
มะเร็งผวิ หนงั )
การซกั ประวัตเิ พ่มิ เติม
ขอมูลท่ัวไปในการซักประวัติเพ่ิมเติมจากการสังเกตรอยโรค/ผื่นของผูปวย เพื่อชวยในการ
ประเมนิ แยกโรค มีดงั นี้
1. รอยโรค/ผน่ื ทปี่ รากฎใหเห็นคร้งั แรกมีลักษณะอยา งไร หรอื รอยโรคใหมที่เกดิ ขน้ึ ให
เห็นในวันนี้ (วันทีม่ าปรกึ ษา) มีลักษณะอยางไร
การประเมินรอยโรค/ผนื่ จาํ เปน จะตอ งประเมินจากรอยโรค/ผน่ื ปฐมภูมิ เพือ่ ใชใ นการ
ประเมินแยกโรคไดอยางถูกตอง ซ่ึงหากเปนรอยโรค/ผ่ืนทุติยภูมิ เชน มีการแกะ เกา
ทายาภายนอกบางชนดิ จากผูปว ยมากอ นแลว จะทําใหการประเมินโรคผดิ พลาดได
2. รอยโรค/ผื่นทปี่ รากฏใหเห็น เกิดตําแหนงใด สวนใดของรา งกาย
ตําแหนง ของรอยโรค/ผนื่ มสี ว นชว ยในการประเมนิ โรคผวิ หนงั อยา งมาก อาทิ รอยโรค/
ผื่นท่ีเกิดจาก candidiasis มักเกิดขึ้นบริเวณอับช้ืน ใตรมผาของรางกาย (ใตรักแร
ขางขาหนีบ) รอยโรค/ผื่น seborrheic dermatitis มักเกิดบริเวณที่มีตอมไขมันมาก
(บนใบหนา หนาอก แผน หลงั )
การบรบิ าลเภสชั กรรมสำหรบั ผื่นทผ่ี ิวหนงั ในรา นยา 149
3. อาการอน่ื ๆ ท่ีนอกเหนอื จากรอยโรค/ผื่นที่เหน็
อาการคนั มกั ปรากฏในโรคเก่ียวกับภูมิแพไดบ อ ย เชน allergic contact dermatitis
รวมถงึ กลมุ อาการทเ่ี ปน auto-immune บางโรคอยา ง psoriasis
4. อาชีพ
บางอาชพี ผปู ว ยอาจจําเปน ตอ งสมั ผสั สารกอ ภมู แิ พ เชน ชา งกอ สรา ง ทําใหม โี อกาสเกดิ
contact dermatitis ได หรือบางอาชพี ผปู ว ยอาจจําเปน ตอ งสัมผสั ของเหลว หรอื ท่ี
ชื้นแฉะ ทําใหเกิดโรคผวิ หนังเก่ยี วกบั เช้ือราไดงา ย
5. โรคประจาํ ตัวและยาประจาํ ตัว
โรคภมู แิ พ นอกจากจะทาํ ใหเ กดิ ความผดิ ปกตใิ นระบบทางเดนิ หายใจแลว ผปู ว ยบางราย
ยงั แสดงความผดิ ปกตอิ อกมาในระบบผวิ หนงั ไดด ว ย เชน แสดงออกมาเปน รอยโรค/ผนื่
atopic dermatitis สวนโรคที่เก่ียวกับ auto-immune หรือโรคที่เก่ียวกับระบบ
ภมู คิ มุ กนั ผดิ ปกติ รวมถงึ การรบั ประทานยาทมี่ สี ว นเกย่ี วขอ งกบั การกดภมู คิ มุ กนั ของรา งกาย
กอ็ าจทําใหเช้ือราทีผ่ วิ หนงั เจริญขึ้นจนกอ โรคและแสดงออกทางผวิ หนังทผี่ ดิ ปกติได
6. ลักษณะทอี่ ยูอาศัย ประวัตคิ รอบครวั การเดนิ ทางหรอื เสน ทางสญั จรประจาํ
โรคผิวหนังบางชนิด ติดตอโดยการสัมผัสจากคนสูคนท่ีอาศัยอยูใกลชิดกันได เชน
โรคหิด รวมถึงโรคผิวหนังบางชนิด ผูปวยท่ีสัมผัสที่ชื้นแฉะหรือสวนใหญอาศัยอยูใน
บรเิ วณทช่ี นื้ แฉะ กจ็ ะมโี อกาสเปน โรคเชอ้ื ราทางผวิ หนงั ไดบ อ ย สว นประวตั กิ ารเดนิ ทาง
ของผปู ว ย หากมปี ระวตั เิ ดนิ ทางไปสถานท่ี ทบี่ รเิ วณนนั้ มสี ารกอ ภมู แิ พอ ยา งเกสรดอกไม
ในชว งเวลานน้ั ๆ หรอื มโี อกาสไปสมั ผสั สารหรอื แมลงบางชนดิ ในสถานทที่ ไี่ ปทอ งเทย่ี ว
ก็จะชวยประเมนิ โรคไดมากขึน้
7. โรคที่ผปู วยคิดวานา จะเปนสาเหตุ
ความคิดเห็นของผูปวยเก่ียวกับโรคที่อาจเปนสาเหตุของรอยโรค/ผื่น จะชวยในการ
ประเมินของเภสัชกรไดมากขึ้น เพราะความคิดเห็นสวนใหญของผูปวย มักมีบริบท
แวดลอ มรอบ ๆ ตวั ของผปู ว ยเองประกอบในความคดิ เหน็ ดว ย เภสชั กรอาจไดข อ เทจ็ จรงิ
เกี่ยวกบั ปจจัยกระตนุ ของรอยโรค/ผื่นนน้ั ๆ ทาํ ใหป ระเมินโรคไดถ ูกตอ งมากย่ิงขนึ้
ขอ ตา ง ๆ เหลา น้ี เปน เพยี งขอ มลู ทวั่ ๆ ไป ในการซกั ประวตั เิ พมิ่ เตมิ เทา นน้ั สว นรายละเอยี ด
ขอมลู จาํ เพาะเจาะจงในการซกั ประวตั ิสาํ หรบั โรคแตล ะโรคทางผิวหนงั จะกลาวละเอยี ดตอ ๆ ไปใน
แตละโรคผิวหนงั ท่ีเภสชั กรสามารถดแู ลเบื้องตน ได
โรคผวิ หนงั ท่ีเภสัชกรสามารถดแู ลเบอื้ งตน
โรคในระบบผิวหนังทีเ่ ภสัชกรสามารถดูแลเบือ้ งตนในรานยาได อาทิ กลุม รอยโรค/ผ่นื ชนดิ
dermatitis ไดแ ก atopic dermatitis, contact dermatitis กลุมรอยโรค/ผ่นื ท่ีมีลกั ษณะ papu-
150 คมู ือเภสัชกรชมุ ชนในการดูแลอาการเจ็บปวยเลก็ นอ ยในรานยา
losquamous rash ไดแก seborrheic dermatitis กลมุ รอยโรค/ผ่ืนท่ีมีลกั ษณะ maculopapular
rash ไดแ ก ผนื่ แพยา กลมุ รอยโรค/ผืน่ ทีม่ ีลกั ษณะ vesiculobullous rash ไดแ ก การตดิ เช้ือไวรสั
Herpes. หรอื Varicella, burn และกลุมรอยโรค/ผน่ื superficial mycoses อาทิ dermatophy-
tosis, candidiasis, เกลอื้ น รวมถงึ รอยโรค/ผน่ื อน่ื ๆ อาทิ ลมพษิ รายละเอยี ดแตล ะโรคและการซกั
ประวัติ การประเมินโรคเพิม่ เติมจะแยกกลา วตอไปทีละโรค ดังน้ี
กลมุ รอยโรค/ผื่นชนดิ Dermatitis ไดแก atopic dermatitis, contact dermatitis
กลุมรอยโรค/ผน่ื ชนดิ นเ้ี กิดจากการอักเสบของผวิ หนัง ซ่งึ อาการท่สี ําคัญ 3 ประการของกลมุ น้ี
คอื คนั รอยโรค/ผนื่ มไี ดห ลายรปู แบบ และ ขอบเขตไมแ นน อน สาเหตขุ องการอกั เสบเกดิ ไดจ ากหลาย
สาเหตุ รวมถึงเกิดข้ึนไดเองโดยไมทราบสาเหตุ อาจเกิดจากสาเหตุภายนอก (เชน การสัมผัสสาร)
ทาํ ใหเกิด contact dermatitis หรือ สาเหตุภายใน (เชน ฮอรโมน อารมณ) ทําใหเกิด atopic
dermatitis
มกี ารแบงระยะของโรคออกเปน 3 ระยะไดแ ก ระยะเฉยี บพลนั (acute) ซ่ึงจะพบลักษณะ
รอยโรค/ผ่ืน สวนใหญเปนแบบ erythema, vesicle, papule ระยะกึ่งเฉียบพลัน (subacute)
มักพบ ผนื่ มีขยุ (scale) หรอื สะเกด็ (crust) รวมอยดู วย และระยะเรอ้ื รงั (chronic) พบรอยโรค/
ผืน่ ทีม่ ีการหนาตวั มาก (lichenification)
การบรบิ าลเภสชั กรรมสำหรับผ่นื ท่ผี วิ หนงั ในรา นยา 151
การประเมนิ แยกโรคทส่ี าํ คญั ในรอยโรค/ผืน่ ชนดิ dermatitis
แผนภมู ิที่ 8 แนวทางการประเมนิ แยกโรคจากผ่ืนชนดิ dermatitis
Dermatitis
atopic dermatitis (eczema) contact nummular dyshidrotic stasis dermatitis
dermatitis dermatitis eczema
acute : erythema, erythema, ผืน่ รูปรา่ งคลา้ ย vesicle (ตมุ่ น้าแบบ erythema
vesicle, papule papule vesicle เหรยี ญ (coin ฝงั ลกึ ; deep- อาจมผี นื่ สคี ล้า
chronic: lichenification erosion (แผล seated vesicle)
เปอื่ ยยุ่ย จากการ shaped), บนฝ่ามือ ฝา่ เทา้ พบบริเวณขา
ลกั ษณะการกระจายผื่น erythema, สว่ นล่าง และอาจ
ทารก: ศีรษะ หนา้ โดนกดั เซาะ) พบเสน้ เลอื ดขอด
แขนขาดา้ นนอก burn plaque หรือแผลทเี่ กดิ จาก
เดก็ : ขอ้ พบั ตามแขนขา เกดิ จากปจั จัย ส่วนใหญพ่ บผนื่ ทีข่ า พบทีฝ่ ่ามือ ฝา่ เทา้ เส้นเลอื ดขอด
ผ้ใู หญ่ : ขอ้ พับตามแขน ภายนอก เปน็ ๆ หาย ๆ เกดิ
เปน็ ๆ หาย ๆ เกดิ จาก เป็น ๆ หาย ๆ เกดิ จาก จากปัจจยั ภายใน
ขา หนา้ มือ สิง่ ระคายเคือง ปจั จัยภายในกระตุ้น ปจั จัยภายในกระตนุ้
ไม่ควรพบตาม ขาหนีบ กระต้นุ กระตุน้
และรกั แร้ สว่ น seborrheic dermatitis แนวทางบางแนวทางจัดอยู่ในกลมุ่ รอยโรค/
ผื่น papulosquamous rash ซึ่งจะกลา่ วรายละเอยี ดต่อไปในเรอ่ื งดังกล่าว
เป็น ๆ หาย ๆ เกดิ จาก
ปัจจัยภายในกระตุ้น
โรคผน่ื ภูมิแพผ วิ หนงั (Atopic dermatitis)
อาการแสดงท่สี ําคัญ สาํ หรบั โรคนค้ี อื อาการคันมาก พบผวิ หนังแหง และอกั เสบ (พบอาการ
ไดท ้งั ในระยะเฉียบพลนั ก่ึงเฉยี บพลนั หรือเร้ือรงั ) และอาการมักเปน ๆ หาย ๆ กําเรบิ เปนระยะ ๆ
ผปู ว ยสว นหนง่ึ มกั มปี ระวตั คิ รอบครวั หรอื โรคประจาํ ตวั เปน โรคภมู แิ พ เชน โรคหดื หรอื โรคจมกู อกั เสบ
จากภูมแิ พ
แนวทางการซกั ประวัตแิ ละประเมินรางกายเบ้อื งตนสาํ หรับ atopic dermatitis
อาการและการแสดงออกทส่ี ําคญั ของโรค
1. อาการคัน
2. การกระจายของรอยโรค/ผ่ืน ตามชวงวัย เชน ในเด็กทารกจะพบรอยโรค/ผ่ืนบริเวณ
ศรี ษะ ใบหนา แขนขาดา นนอก สวนในเดก็ จะพบรอยโรค/ผ่นื บริเวณขอ พับตามแขนขา
และในผใู หญจะพบรอยโรค/ผื่นบริเวณขอพบั ตามแขนขา ใบหนา และมอื ได ท้งั น้จี ะไม
พบรอยโรค/ผืน่ บรเิ วณ ขาหนีบและรักแร
152 คูม ือเภสชั กรชุมชนในการดูแลอาการเจ็บปว ยเลก็ นอ ยในรา นยา
3. พบรอยโรค/ผนื่ ผวิ หนงั แหง ลอก (xerotic skin) รวม
4. ประวัติการกําเรบิ ของรอยโรค/ผ่ืน เปน ระยะ ๆ
5. ประวตั เิ คยเปนในอดตี โดยเฉพาะการเร่มิ มีอาการตง้ั แตในวยั เดก็
6. ประวตั คิ รอบครัว เคยมีประวัติเกีย่ วกับโรคภมู ิแพ รวมถึงการแพอาหาร
7. ประวตั โิ รคประจาํ ตวั เคยมีประวตั ิเกยี่ วกบั โรคภูมิแพ รวมถงึ การแพอ าหาร
การซักประวตั เิ พ่มิ เตมิ
การซกั ประวตั เิ พม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั ความรนุ แรงของโรค จะชว ยใหเ ภสชั กรประเมนิ และวางแผน
ในการบริบาลเภสัชกรรมไดอ ยา งเหมาะสม โดยความรุนแรงของโรค จะใชแบบประเมินความรนุ แรง
ของ Rajka G, Langeland T มาพฒั นาและแบง ระดับความรนุ แรงของโรค คือ ระดับนอยจะมีคา
คะแนนรวมเทา กบั 3-4 คะแนน ระดับปานกลางจะมีคะแนนรวมเทา กับ 5-7 และระดบั รนุ แรงจะมี
คะแนนรวมเทากับ 8-9 คะแนน ตามตารางที่ 50 ดังนี้
ตารางท่ี 50 การประเมินความรุนแรงของโรค atopic dermatitis (สาํ หรับเด็กอายุมากกวา
12 ปขึ้นไป และผใู หญ)
1 คะแนน 2 คะแนน 3 คะแนน
การกระจายของรอยโรค/ผ่ืน นอยกวารอยละ 9 ของ อยูระหวางรอยละ 9-36 มากกวารอ ยละ 36 ของ
พ้ืนท่ีผวิ กายทัง้ หมด ของพน้ื ที่ผิวกายทั้งหมด พื้นท่ีผวิ กายทั้งหมด
ระยะเวลาท่เี ปน มรี ะยะเวลาการหาย ไมม ี มรี ะยะเวลาการหาย ไมม ี เปน ๆ หาย ๆ ตลอด
อาการมากกวา 3 เดือน อาการนอยกวา 3 เดือน ระยะเวลา 1 ป
ตอ ป ตอ ป
ความรนุ แรงของอาการคนั คันนอย ไมมีการรบกวน คนั ปานกลาง คันมาก จนนอนหลับไม
(ควรประเมนิ ในเวลากอ นนอน) การนอนหลับ ได
พัฒนาจาก Rajka G, Langeland T. Acta Derm Venereol Suppl (Stockh). 1989;144:13-4
การบริบาลโดยใชยาในระยะเฉียบพลนั สําหรับโรคผ่นื ภูมิแพผิวหนงั (แนะนาํ ใหพ รอม
กับการบริบาลโดยไมใ ชยา)
1. ประเมินความรุนแรงของโรค เภสัชกรอาจใหการดูแลเบื้องตนในผูปวยที่มีความรุนแรง
ในระดับ นอ ย-ปานกลางได สาํ หรับกลมุ ทม่ี ีอาการรุนแรง ควรสง ตอผูเช่ียวชาญ
2. เลอื กใชย าทา (ยาใชภ ายนอก) เพอื่ ควบคมุ อาการคนั และการอกั เสบเฉยี บพลนั โดยอาจ
เลือกใชยาทาสเตียรอยด ชนิดที่มีความแรงออนถึงปานกลาง (mild to moderate
การบรบิ าลเภสัชกรรมสำหรับผ่ืนทผี่ ิวหนงั ในรา นยา 153
potency topical steroid) หรอื ยาทากลมุ immunomodulator (0.03% หรอื 0.1%
tacrolimus และ 1% pimecrolimus)
3. หากผปู ว ยมอี าการไมด ขี น้ึ อาจพจิ ารณาเพมิ่ ความแรงของยาทาสเตยี รอยด แตห ากเพม่ิ
ความแรงของยาทาแลว ยังไมตอบสนองตอการรักษา ใหพิจารณาสงตอผูเช่ียวชาญ
หากผูปว ยมอี าการคันมาก อาจพิจารณาใหย ารับประทานโดยการใหย าในกลุม sedat-
ing antihistamine เพอื่ ชว ยลดอาการคันและทําใหการนอนหลบั ไดด ขี ้นึ
4. ตดิ ตามผลการรักษาทกุ 1-2 สปั ดาห รวมถงึ อาการขางเคียงที่เกิดจากยา อาทิ ยาทาใน
กลมุ สเตยี รอยด อาจทาํ ใหบ รเิ วณทท่ี ายามผี วิ หนงั บางลง และแตกเปน ลาย (striae) พบ
จํ้าเลอื ด (purpura) เกิดหลอดเลอื ดขยาย (telangiectasia) มสี ผี ิวจางลง (hypopig-
mentation) ขนข้นึ เกิดสิว หรอื มกี ารตดิ เชอ้ื สวนยาทาในกลุม immunomodulator
อาจทําใหเ กดิ อาการแสบรอ นในชว งระยะเวลาสน้ั ๆ ทเ่ี รมิ่ ตน ใชย า และอาการดงั กลา ว
จะหายไปไดเ องโดยไมตองหยุดยา
การติดตาม
- หากผลการรักษาไมดีขึ้น อาจเพิ่มความแรงของยาทาสเตียรอยด แตถาเพ่ิมความแรง
ของยาแลว ยงั ไมต อบสนองตอการรักษา ควรสง ตอแพทย
- หากพบอาการขางเคียงในบรเิ วณทีท่ า ควรลดความแรงของยา ลดปรมิ าณของยา หรอื
เปลี่ยนยา
การบริบาลโดยไมใชยาสําหรับโรคผ่ืนภูมิแพผิวหนัง (แนะนําใหพรอมกับการบริบาล
โดยใชย า)
1. ใหความรูแกผ ูปว ยและครอบครัว ทง้ั ทางดา นเกี่ยวกบั อาหาร และการอาบนํา้
ดานเก่ียวกับอาหาร ผูปวยท่ีมีอาการรุนแรง อาจพิจารณางดอาหารที่สงสัยวาอาจเปนตัว
กระตุน ใหอาการกาํ เรบิ (ไข นมวัว แปงสาลี อาหารทะเล) แตห ากอาการไมรุนแรง ยังไมพิจารณาให
งดอาหารใด ๆ จนกวา จะมีการทดสอบการแพอาหารชนิดน้นั ๆ
ดา นเกยี่ วกบั การอาบนํา้ เนอื่ งจากการอาบน้ําทไ่ี มถ กู ตอ ง จะทําใหผ วิ ของผปู ว ยมอี าการแหง
มากย่งิ ขน้ึ อาจทาํ ใหอ าการของโรคกําเรบิ กลับมาหรอื ระหวา งทมี่ อี าการอยู จะทาํ ใหอ าการคัน หรอื
รอยโรค/ผน่ื ลกุ ลามมากขน้ึ การอาบนา้ํ ทถี่ กู วธิ สี าํ หรบั ผปู ว ยคอื ก. อาบนา้ํ ดว ยนา้ํ ทอี่ ณุ หภมู หิ อ งหรอื
ไมร อ นจัดจนเกนิ ไป ข. ใชเวลาอาบนาํ้ ประมาณ 5-10 นาที ไมค วรใชระยะเวลานานเกนิ ไป ค. สบูท่ี
ใชชําระทาํ ความสะอาดรางกายตองไมระคายเคืองผิว โดยเฉพาะควรหลีกเลี่ยงสบูที่ผสมสารฆาเชื้อ
แบคทเี รยี (antiseptic) เพราะจะย่ิงกอ ความระคายเคอื งผวิ ไดง า ย ง. หลงั อาบนํ้าเสรจ็ ใหเ ชด็ ตวั หมาด ๆ
154 คมู ือเภสชั กรชุมชนในการดแู ลอาการเจ็บปว ยเล็กนอ ยในรา นยา
และใชครีมหรอื สารใหค วามชุมช้ืนผวิ (emollient) ทไี่ มม สี วนผสมของนํ้าหอมหรือสารกนั เสียทาผวิ
หลังอาบนํา้ ทันที
2. แนะนาํ การหลกี เลย่ี งสารกอ ภมู แิ พแ ละตวั กระตนุ ใหอ าการกาํ เรบิ (สําหรบั ผทู แี่ พส ารกอ
ภมู แิ พน น้ั จรงิ ) สารกอ ภมู แิ พอ าจเขา สรู า งกายของผปู ว ยโดยการรบั ประทานอาหาร (ไข นม แปง สาล)ี
การหายใจ (เกสรดอกไม ไรฝุน) ซ่ึงผูท ี่มกี ารแพสารกอ ภูมิแพจรงิ ควรหลกี เลี่ยงปจจยั กระตนุ ตาง ๆ
(ความรอ น ความเย็น ความเครยี ด) ดว ย
ขอควรระวังในการใหก ารบรบิ าลเภสชั กรรม
1. หากผูปวยใชสารใหความชุมชื้นแบบโลช่ัน แนะนําใหทาสารใหความชุมชื้นกอนทายา
แตถาเลือกใชสารใหความชุมช้ืนแบบขี้ผ้ึง (ointment) ใหทายา กอนทาสารใหความ
ชมุ ชื้น
2. ในระหวา งการดแู ล อาจพบผปู ว ยมกี ารตดิ เชอื้ ซํา้ ซอ น หากเปน การตดิ เชอื้ ไวรสั Herpes
simplex ควรหยดุ ยาทาสเตยี รอยดก อ น แลว ใหก ารรกั ษาการตดิ เชอื้ ไวรสั ดงั กลา วจนกวา
จะหาย แตถ าเปนการตดิ เช้ือแบคทเี รยี หากไมร ุนแรงสามารถใชยาทาตอไปได แตห าก
ตดิ เชอื้ รนุ แรง ยาทาในกลมุ immunomodulator จําเปน ตอ งหยดุ ยาชว่ั คราวและใหก าร
รกั ษาการติดเชอ้ื แบคทีเรยี จนกวา จะหาย
3. การใชยาทาท่ีมีสวนผสมของสเตียรอยดรวมกับยาปฏิชีวนะ ผลการศึกษาพบวา ไมมี
ความแตกตางในการจดั การโรคนี้ แตถา โรคมคี วามรุนแรงในระดบั ปานกลางขนึ้ ไปและ
รอยโรคมไี มม าก เภสชั กรอาจนํายาสตู รผสมฯ น้มี าใชใ นระยะเวลาสั้น ๆ ได เพราะพบ
วา จะทําใหร อยโรคดขี น้ึ ไดเ รว็ กวา เมอ่ื เทยี บกบั ยาทาทไ่ี มม สี ว นผสมของยาปฏชิ วี นะ แต
ท้ังนี้ตองใชร ะยะเวลาสัน้ ๆ เพ่อื ปอ งกันไมใ หเกิดการดอ้ื ยาปฏิชวี นะ
4. นํา้ มนั ดิน (coal tar) ไมมีหลกั ฐานในการรกั ษาโรคน้ี
5. เกี่ยวกับผลิตภณั ฑเสริมอาหาร
a. การรับประทาน vitamin E 400-600 IU และ vitamin D3 (cholecalciferol)
รวมถึงการใชผ ลติ ภัณฑภ ายนอกทมี่ สี ว นผสม vitamin B12 (cyanocobalamin)
อาจมปี ระโยชนช ว ยทาํ ใหอ าการดขี นึ้ โดยเฉพาะในกลมุ ทม่ี อี าการปานกลางถงึ รนุ แรง
เภสชั กรอาจนํามาชวยเสริมในการจดั การดูแลโรค
b. สาํ หรับ จุลนิ ทรยี ส ุขภาพ (Probiotics) และ Prebiotics อาจมีประโยชนชว ยทาํ ให
อาการดขี ึน้ แตขนาดและชนดิ ของ probiotics หรอื prebiotics ไมมีระบุไวอ ยาง
แนน อนชดั เจน หากเภสชั กรจะนํามาใชช ว ยเสรมิ ในการจดั การโรค อาจตอ งพจิ ารณา
ประโยชนท จี่ ะไดรับ จริง ๆ จากผลิตภณั ฑน น้ั ๆ
การบริบาลเภสชั กรรมสำหรับผนื่ ทผ่ี วิ หนังในรา นยา 155
c. สําหรบั การรบั ประทาน zinc, selenium, vitamin B6, กรดไขมนั ตา ง ๆ และนํ้ามนั ปลา
ท่กี ลา วมาทั้งหมดน้ี ยงั ไมม ีรายงานแนชัดวา เกดิ ประโยชนใ นการจดั การโรค
6. คณุ ลักษณะเบอ้ื งตนของยาทาแตล ะชนดิ ทเ่ี ภสัชกรควรทราบกอ นจะเลอื กใชย า
a. ยาทาสเตยี รอยดท ม่ี ีความแรงในระดับปานกลาง (moderate) ไดแก betameth-
asone dipropionate 0.05% cream, triamcinolone acetonide 0.1% cream,
momethasone furoate 0.1% cream, prednicarbate 0.1% cream สวนท่ี
มคี วามแรงระดบั ตํา่ (mild) ไดแ ก hydrocortisone 1-2% cream, prednisolone
0.5% cream
b. ยาทากลมุ immunomodulator จะมอี ยู 2 ชนดิ ไดแ ก tacrolimus (ใชไ ดท กุ ระยะ
ของโรค) และ pimecrolimus (ใชไ ดกรณี mild to moderate) โดยที่ 0.03%
tacrolimus มขี อ บง ใชใ นกรณอี ายุ 2-16 ป ถา อายมุ ากกวา นน้ั ใหใ ช 0.1% tacroli-
mus และ 1% pimecrolimus ใชไ ดใ นเด็กอายุมากกวา 2 ปข้นึ ไป
c. สารใหค วามชมุ ชนื้ ปจ จบุ นั มหี ลายยหี่ อ แตล ะยหี่ อ มกี ารใสส ารอน่ื เพมิ่ เตมิ ลงไปเพอ่ื
เพม่ิ ความชุมช้ืนมากขึ้น หรือลดการอักเสบ แตอ ยางไรก็ตาม ในระยะยาว ยงั ไมม ี
หลักฐานยืนยันวาประโยชนที่ไดรับแตกตางกัน แตหากเคยเลือกใชผลิตภัณฑท่ีมี
sodium lauryl sulfate แลวแยล ง เภสชั กรควรแนะนําใหใ ชผ ลิตภณั ฑท ่ไี มม สี วน
ผสมของสารดงั กลาว
โรคผ่ืนสัมผัส (Contact dermatitis)
โรคผนื่ สมั ผสั อาจแบง ประเภทออกเปน 2 ประเภทใหญ ๆ ไดแ ก ก. ผนื่ ระคายสมั ผสั (irritant
contact dermatitis : ICD) เกิดไดประมาณรอ ยละ 70-80 ของผ่ืนสมั ผสั ข. ผื่นแพส ัมผัส (allergic
contact dermatitis : ACD) จะเกดิ ประมาณรอ ยละ 20-30 ของผืน่ สมั ผัส
ผ่นื ระคายสมั ผสั จะไมเกย่ี วขอ งกับปฏิกิริยาทางระบบภมู คิ ุมกนั สวนใหญห รือเกอื บทกุ คนท่ี
สมั ผสั สารกอ ระคายเคอื ง จะเกดิ การระคายเคอื ง ในทางตรงขา มผนื่ แพส มั ผสั จะเกยี่ วขอ งกบั ปฏกิ ริ ยิ า
ทางระบบภูมิคุมกัน การเกิดการระคายเคืองจะเกิดเฉพาะในรายท่ีมีปฏิกิริยาทางระบบภูมิคุมกัน
ตอบสนองเทา นั้น
การซกั ประวตั แิ ละประเมนิ รา งกายเบอ้ื งตน สําหรบั โรคผน่ื สมั ผสั (contact dermatitis)
อาการและการแสดงออกท่สี าํ คัญของโรค
1. รอยโรค/ผื่นท่ีเกิดข้ึนมีไดหลายรูปแบบ อาทิ ในระยะเฉียบพลัน อาจเกิดรอยโรค/ผื่น
erythema, vesicle, bullae, burn* หรอื อาจเปน แผล* (ulcer) เนอื้ ตาย* (necrosis)
156 คูม อื เภสัชกรชมุ ชนในการดแู ลอาการเจ็บปวยเล็กนอ ยในรา นยา
ในระยะเรอื้ รงั อาจพบรอยโรค/ผน่ื erythema, รอยโรค/ผนื่ ทมี่ ขี ยุ (scale), รอยปรแิ ตก
(fissure) และ lichenification
2. อาการคัน อาจมหี รอื ไมม ีก็ได แตส วนใหญแ ลว ACD จะมีอาการคนั รวมดว ย
3. ประวัติการสัมผัสสารกอระคายเคืองกอนเกิดรอยโรค/ผ่ืน* โดยการสัมผัสสารอาจเปน
ไดท ัง้ การสมั ผสั ทางผวิ หนงั ทางการหายใจ หรอื ทางการรับประทาน
* อาการท่ีพบทีแ่ ตกตางจาก atopic dermatitis (ดแู ผนภูมิที่ 8 dermatitis ประกอบ)
การซกั ประวตั แิ ละประเมนิ แยกความแตกตา งระหวา ง ผน่ื ระคายสมั ผสั (irritant contact
dermatitis) กบั ผ่นื แพสมั ผัส (allergic contact dermatitis) จะแสดงไวใ นตารางท่ี 50
ตารางที 51 แสดงความแตกตางในการประเมนิ แยก ICD กับ ACD
ผื่นระคายสัมผสั (ICD) ผื่นแพส ัมผัส (ACD)
บคุ คลท่ีจะเกดิ อาการ เปน ทกุ คนทม่ี กี ารสมั ผสั สารกอ ระคายเคอื ง เปน เฉพาะบางคนทรี่ ะบบภมู คิ มุ กนั ตอบ
สนองตอสารกอระคายเคือง
ระยะเวลาการเกิดผ่นื Acute (เกดิ กบั สารทก่ี อ ระคายเคอื งสงู การสัมผสั สารกอระคายเคือง
เชน กรด ดา งทสี่ งู หรอื toxin จากแมลง คร้ังแรกจะยังไมม อี าการ ครง้ั ถดั ไปเม่ือ
บางชนิด) 0-2 วัน มีการสัมผัสสารกอระคายเคือง จะเร่ิม
Cumulative (สารทกี่ อ ระคายเคอื งตาํ่ แสดงอาการมผี นื่ (ระยะเวลา 7-14 วนั )
แตไ ดร บั การสมั ผสั สารนนั้ ๆ บอ ย ๆ ซํ้า
ๆ) นานเปน เดอื น
อาการแสดง Acute : erythema, edema, burn, erythema และ คันเมอื่ เริม่ มรี อยโรค/
vesicle, bullae, ulcer, necrosis ผ่ืน และ รอยโรค/ผื่นสมมาตรทั้งสอง
Cumulative : คนั (เกดิ ขนึ้ อยา งชา ๆ) ขา ง
แหงมีขุย รอยผิวปริแตก (fissure), หมายเหตุ ขอบเขตชัดเจน และอาจ
lichenification ลกุ ลามไปนอกบริเวณที่สมั ผสั ได
หมายเหตุ ขอบเขตชัดเจน จะเกดิ รอย
โรค/ผนื่ เฉพาะจดุ ทสี่ มั ผสั สารกอ ระคาย
เคอื ง
ตวั อยา งสารกอระคายเคอื ง Acute : toxin จากแมลงกนกระดก โลหะนิเกิลในตางหู เครื่องประดับสาย
(paederus dermatitis) ถุงเหล็กใน นาิกา หัวเข็มขัด สาร Para-phe-
จากแมงกะพรนุ (jellyfish dermatitis) nylenediamine ในนํ้ายายอ มผม สาร
Cumulative : นา้ํ ยาซกั ผา นํา้ ยาลา ง กันบูด (paraben) นํ้าหอม lanolin
จาน น้ํามนั เครอ่ื ง สม มะนาว กระเทยี ม (อาการรนุ แรงไมข น้ึ กบั ความเขม ขน ของ
(อาการรนุ แรงขน้ึ กบั ความเขม ขน ของสาร) สาร)
การบริบาลเภสชั กรรมสำหรับผืน่ ที่ผวิ หนังในรานยา 157
การซกั ประวตั เิ พิ่มเตมิ
1. ประวตั กิ ารทาํ งาน และอาชีพ เนือ่ งจากสารกอ ระคายเคือง อาจมาจากสถานทีท่ าํ งาน
หรอื เกี่ยวของกบั อาชพี การทํางาน
2. ประวัติครอบครัวและประวัติภูมิแพ เน่ืองจากผูท่ีมีประวัติในครอบครัวแพสารระคาย
เคอื งบางชนดิ ผูปว ยก็มักจะเกิดปฏกิ ิริยาภมู ิแพตอสารชนดิ นนั้ ๆ ดว ย
3. ประวตั ิโรคประจาํ ตัวและประวตั กิ ารใชย า
การบรบิ าลโดยใชย าสาํ หรบั โรคผน่ื สมั ผสั (แนะนําใหพ รอ มกบั การบรบิ าลโดยไมใ ชย า)
1. ประเมินตามรุนแรงของโรค เภสัชกรอาจใหการดูแลเบื้องตนในผูปวยท่ีมีรอยโรค/ผื่น
irritate contact dermatitis ทม่ี ขี อบเขตไมเ กนิ รอ ยละ 9 ของพน้ื ทผี่ วิ กายทงั้ หมด หรอื
allergic contact dermatitis ท่ีมขี อบเขตไมเกนิ รอยละ 20 ของพน้ื ทผ่ี ิวกายทง้ั หมด
(ใชห ลักการ rule of 9) หากรุนแรงมากกวา น้ี ควรสง ตอแพทย
2. เลอื กใชย าทา (ยาใชภ ายนอก) เพอื่ ควบคมุ อาการคนั และการอกั เสบเฉยี บพลนั โดยอาจ
เลอื กใชย าทาสเตยี รอยด ชนดิ ทม่ี คี วามแรงเหมาะสมกบั ความรนุ แรงของโรคและบรเิ วณ
ทท่ี า หรือ อาจใชยาทากลมุ immunomodulator (0.03% หรอื 0.1% tacrolimus
และ 1% pimecrolimus) และหากรอยโรค/ผื่น เปน ลักษณะผนื่ หนา อาจแนะนําให
keratolytic agents เชน urea cream หรือ ยาทาสเตยี รอยดท ่ีมีสว นผสมของ sali-
cylic acid หากผูปวยอาการไมดีข้ึน อาจพิจารณาเพิ่มความแรงของยาทาสเตียรอยด
แตหากเพ่ิมความแรงของยาทาแลว ยังไมตอบสนองตอการรักษา ใหพิจารณาสงตอ
แพทย
3. หากผปู วยมีอาการคนั มาก อาจพิจารณาใหยารบั ประทานโดยการใหย าในกลุม sedat-
ing antihistamine เพ่ือชว ยลดอาการคนั และทําใหการนอนหลบั ไดดขี ้นึ
4. ตดิ ตามผลการรักษาทุก 1-2 สัปดาห รวมถึงอาการขางเคียงท่เี กดิ จากยา อาทิ ยาทาใน
กลมุ สเตยี รอยด ยาทาในกลุม immunomodulator การติดตาม ทาํ เชน เดยี วกบั การ
ตดิ ตามใน atopic dermatitis
การบรบิ าลโดยไมใ ชย าสําหรบั contact dermatitis (แนะนาํ ใหพ รอ มกบั การบรบิ าล
โดยใชยา)
1. แนะนาํ การหลีกเล่ียงสารกอระคายเคืองและสารกอภูมิแพ (หากสามารถทราบสารกอ
ระคายเคอื งหรอื สารกอ ภมู แิ พไ ด หากไมท ราบ เภสชั กรอาจชว ยผปู ว ยในการคน หา สาร
ท่ีอาจเปนตนเหตุการกอระคายเคืองโดยการซักประวัติชวงวันเวลาท่ีไดสัมผัสสาร
158 คมู ือเภสัชกรชมุ ชนในการดแู ลอาการเจ็บปวยเล็กนอ ยในรานยา
ผลติ ภณั ฑต า ง ๆ กอ นเกดิ ผนื่ ) ซง่ึ สารกอ ภมู แิ พอ าจเขา สรู า งกายของผปู ว ยโดยการสมั ผสั
หรือรับประทานอาหารหรือสูดหายใจเขาไป ดังน้ัน การหลีกเลี่ยงหรือการปองกันจึง
สําคัญทส่ี ดุ เชน การใสห นา กากอนามยั การใสถ ุงมือ การลา งมือบอย ๆ พรอ มกบั การ
ทาสารใหความชุมชน้ื ท่ปี ราศจากสารเคมี นํ้าหอมหรอื สารกันเสยี อยเู สมอ
2. ในผปู ว ยที่เกิดผน่ื ACD ควรแนะนําใหห ลีกเลี่ยงอาหารตา ง ๆ ดงั น้ี เนอื้ สตั ว ไดแ ก ปลา
หอย เครอ่ื งดื่ม ไดแ ก ชอ็ กโกแลต โกโก พืชผัก ไดแ ก ถั่วทกุ ชนิด ธัญพชื ผกั ขม ชะเอม
ถว่ั งอก ตน หอม ผกั กาด หัวหอม เหด็ มะเขอื เทศ อนิ ทผลมั มะเดือ่ สัปปะรด ลูกพรุน
ผลราสเบอร่ี รวมถึงนา้ํ มนั เมลด็ ฝา ย อาหารท่ผี สมผงฟปู ริมาณมาก
ขอควรระวงั ในการใหการบริบาลเภสชั กรรม
เภสชั กรควรสงั เกตผปู ว ยวา มกี ารแพย าทาสเตยี รอยดห รอื ไมด ว ย โดยสงั เกตจากการยงิ่ ใชย า
ทาสเตียรอยดย่งิ มีผืน่ มากข้ึน ซ่ึงการเกดิ การแพ อาจเปน เพราะแพสารทเี่ ปน สวนผสมในยาทา
กลุม รอยโรค/ผื่นชนดิ Papulosquamous disorder ไดแ ก seborrheic dermatitis
Seborrheic dermatitis
โรคนีบ้ างคร้งั จะจัดอยูในกลุม รอยโรค/ผ่ืนชนดิ papulosquamous rash ซึ่งจะมีลกั ษณะ
รอยโรค/ผืน่ สาํ คญั ในกลมุ คือ รอยโรค/ผื่นสแี ดง (erythema) อาจเปน ตุม นูน (papule) รวมกบั การ
มขี ยุ (scale) บางครงั้ อาจพบวา มตี มุ ทร่ี วมกนั จนกลายเปน ผน่ื นนู (plaque) ได โรคในกลมุ นนี้ อกจาก
จะมลี กั ษณะทว่ั ไปดงั ทกี่ ลา วแลว แตล ะโรคยงั มลี กั ษณะเฉพาะทแ่ี ตกตา งกนั ไปอกี ดว ย สําหรบั สาเหตุ
การเกิด seborrheic dermatitis เชื่อวา เกิดจากปจจัยตาง ๆ เหลานี้รวมกัน ไดแก ก. เชื้อยีสต
Malassezia furfur ทเ่ี ปน เชอ้ื ประจําถนิ่ ทผี่ วิ หนงั ไวตอ สงิ่ เรา หรอื สง่ิ กระตนุ มากเกนิ ไป ข. ตอ มไขมนั
ที่ทํางานมากข้นึ หรอื ผดิ ปกติ
การซกั ประวตั ิและประเมินรา งกายเบ้อื งตน สาํ หรับ seborrheic dermatitis
อาการและการแสดงออกท่ีสําคัญของโรค
1. รอยโรค/ผน่ื ลกั ษณะขยุ สีขาวหรือเหลอื งออกมนั ๆ (erythema with greasy scale)
2. การกระจายของรอยโรค/ผ่ืน พบบรเิ วณทีม่ ีตอ มไขมนั หนาแนน เชน หนังศีรษะ ใบหนา
รองขา งจมกู ลําตวั สวนบน ท้ังหนาอกดานหนา และหลัง
3. อาการคัน อาจมไี มมาก
4. รอยโรค/ผน่ื มักเปน ๆ หาย ๆ ซึ่งเกดิ จากปจ จัยภายใน เชน อารมณ ความเครยี ด หรอื
ปจจยั ภายนอก เชน ความรอ น ความเย็นเปน ตัวกระตนุ
การบริบาลเภสัชกรรมสำหรับผื่นท่ผี วิ หนังในรานยา 159
5. ประวตั โิ รคประจาํ ตวั เชน โรคพารกนิ สัน โรคลมชกั โรคจติ เวช เพราะพบรอยโรค/ผ่ืน
ชนดิ นีไ้ ดบอยในกลมุ ผปู วยดงั กลา ว
แผนภมู ิที่ 9 การประเมินแยกโรคทีส่ าํ คัญในรอยโรค/ผน่ื ชนิด seborrheic dermatitis
ผ่นื แดงบนใบหนา้
seborrheic dermatitis tinea faciei psoriasis rosacea
ผืน่ greasy scale, ผืน่ เป็นวง (anular) ผื่นสีแดงจดั Erythematous,
erythematous ขอบเขตชัดเจน นูน (erythematous papules and
แดง และมีขุย (active pustules อาจพบ
patches border) คัน ซึ่งตอ่ มา plaques) telangiectasia
การกระจายของผ่ืน เม่ือผืน่ กระจายออก ปกคลมุ ด้วย กระจายบน
nasolabial folds มากข้ึน ผ่นื ตรงกลาง silvery scale หน้าผาก แกม้
(รอ่ งแกม้ ) ears, จะหายไป (central การกระจจาายยขขอองงผ่ืน
อาจพบบผผนื่ ่ืนไไดด้ ท ี่ จมกู
eyebrows. clearing) ตา้ แหน่งใดบน
ใบหนา้ กไ้ ด้ แต่จะไม่
พบผนื่ บรเิ วณ
nasolabial fold
ท่มี า : Clark GW., et al. Diagnosis and Treatment of Seborrheic Dermatitis. Am Fam Physician. 2015
Feb 1;91(3):185-190.
การบรบิ าลโดยใชย าสาํ หรบั Seborrheic dermatitis (แนะนาํ ใหพ รอ มกบั การบรบิ าล
โดยไมใชยา)
1. เลือกใชยาทา (ยาใชภายนอก) เพ่ือควบคุมอาการรอยโรค/ผ่ืนแดง อาการคันและการ
อักเสบเฉียบพลัน โดยอาจเลอื กใชย าทาสเตียรอยด ชนดิ ทีม่ คี วามแรงในระดับออนและ
ปานกลาง เชน triamcinolone 0.02-0.1%, mometasone cream เปน ตน หรอื อาจ
ใชยาทากลมุ immunomodulator (0.1% tacrolimus และ 1% pimecrolimus)
กไ็ ด
2. อาจเลือกใชยาอื่น ๆ เชน ยาครีมทาเชอื้ รา ตวั อยางไดแ ก cotrimazole cream, keto-
conazole cream แทนการใชย าทาสเตียรอยด
160 คูม ือเภสัชกรชมุ ชนในการดแู ลอาการเจบ็ ปว ยเล็กนอยในรา นยา
3. หากผปู ว ยมรี งั แครว มดว ย อาจพจิ ารณาใชแ ชมพสู ระผมตา ง ๆ อาทิ coal tar shampoo,
selenium sulfide shampoo, zinc pyrithione shampoo โดยใชสัปดาหล ะ 2 ครง้ั
4. ติดตามผลการรกั ษาทกุ 1-2 สปั ดาห รวมถึงอาการขางเคยี งที่เกดิ จากยา อาทิ ยาทาใน
กลุมสเตียรอยด ยาทาในกลมุ immunomodulator การติดตาม ทําเชน เดียวกับการ
ติดตามใน atopic dermatitis
การบรบิ าลโดยไมใ ชย าสาํ หรบั Seborrheic dermatitis (แนะนําใหพ รอ มกบั การบรบิ าล
โดยใชย า)
1. ใหความรผู ูป วยเกย่ี วกบั การใชผลติ ภัณฑท าํ ความสะอาด เชน ควรใชสบหู รอื สบเู หลวที่
มฤี ทธิอ์ อน หรือถา มกี ารใชผ ลติ ภณั ฑปอ งกนั แดด ควรใชแบบ water-based
2. อาจแนะนาํ ใหใชส ารใหความชุม ชื้นทาบนใบหนาเพอ่ื ลดการกาํ เริบของโรค
3. ลดการใชเครอื่ งสําอางเกนิ ความจาํ เปน
ขอควรระวังในการใหก ารบรบิ าลเภสชั กรรม
เภสชั กรควรสงั เกตผปู ว ยวา มกี ารแพย าทาสเตยี รอยดห รอื ไมด ว ย โดยสงั เกตจากการยง่ิ ใชย า
ทาสเตียรอยดยิ่งมีรอยโรค/ผื่นมากขึ้น ซึ่งการเกิดรอยโรค/ผ่ืนที่มากขึ้น อาจเปนเพราะสารที่เปน
สวนผสมในยาทาเปนตวั กระตนุ
กลมุ รอยโรค/ผืน่ ชนดิ Maculopapular rash (MP rash) ไดแก ผ่นื ที่เกิดจากการตดิ
เชอ้ื แพย า และอ่ืน ๆ
กลมุ โรคนจี้ ะมรี อยโรค/ผน่ื ชนดิ macule และ papule รวมอยดู ว ยกนั จนเปน ปน ขนาดใหญ
กระจายพน้ื ทบี่ ริเวณกวางมากกวารอยละ 50 ของพืน้ ท่ีผวิ รา งกาย มักไมม ขี ยุ (scale) รอยโรค/ผน่ื
ชนดิ นีจ้ ะสะทอ นการแสดงออกของโรคในระบบใดระบบหนงึ่ ของรางกายทผ่ี ิดปกติ ซ่งึ สวนใหญแ ลว
จะเจอรอยโรค/ผนื่ ชนดิ นใี้ นผปู ว ยทมี่ กี ารตดิ เชอื้ ไวรสั หรอื แบคทเี รยี บางชนดิ หรอื อาจพบไดใ นการอกั เสบ
ภายในรา งกาย เชน การแพย าบางชนดิ รวมถงึ ผูปวยมะเร็งบางรายกอ็ าจพบรอยโรค/ผื่นชนดิ นไี้ ด
การซักประวัติและประเมินรางกายเบื้องตนสําหรับรอยโรค/ผ่ืน Maculopapularrash
(MP rash)
อาการและการแสดงออกทสี่ ําคญั
1. รอยโรค/ผน่ื ชนดิ macule และ papule รวมอยูดว ยกนั อาจรวมกันเปนปน (patch)
ขนาดใหญ
การบริบาลเภสชั กรรมสำหรบั ผ่นื ที่ผิวหนงั ในรา นยา 161
2. กระจายพ้นื ทกี่ วา งมากกวา รอยละ 50 ของพ้ืนทผี่ วิ รางกาย
3. มีอาการทางระบบอื่น ๆ ในรางกายรวมดว ย เชน ไข เบ่อื อาหาร ถา ยเหลว ปวดทอง
การประเมนิ แยกโรคทสี่ ําคญั ในรอยโรค/ผน่ื ทม่ี กี ารกระจายพน้ื ทก่ี วา งของพนื้ ทผ่ี วิ รา งกาย
รอยโรค/ผ่ืนท่สี าํ คัญท่ีเภสัชกรควรประเมินแยกโรคในกลมุ รอยโรค/ผ่นื ทม่ี กี ารกระจายพ้นื ท่ี
กวา งของพืน้ ทผี่ ิวรางกาย ไดแ ก maculopapular rash (MP rash), urticaria, erythema multi-
forme (EM) and Steven Johnson syndrome (SJS) และ exfoliative dermatitis (ED) (ดู
แผนภูมิที่ 10 รอยโรค/ผน่ื ที่มกี ารกระจายมากกวา รอ ยละ 50 ของพ้นื ท่ผี ิวรา งกายประกอบ)
แผนภมู ิท่ี 10 การประเมินแยกโรคทส่ี าํ คญั ในรอยโรค/
ผืน่ ทมี่ กี ารกระจายพ้นื ท่กี วางของพ้ืนทผ่ี วิ รา งกาย
รอยโรค/ผน่ื ท่มี กี ารกระจายมากกว่าร้อยละ 50 ของพน้ื ท่ีผิวร่างกาย
MP rash urticaria EM and SJS ED
ผื่น macule และ ผื่น edematous papule ผื่น target lesion (macule patch ผนื่ แดงเปน็ ขุย ลอก
papule รวมอยู่ and plaque (wheal) และ papule) เรยี งซ้อนทับกนั 3 วง ออกเปน็ แผน่ ท่วั ตวั
ดว้ ยกันจนเป็นป้นื ขยายพ้ืนทีม่ ากกวา่
พบบริเวณผื่นราบเป็น กลา่ วคอื วงในจะสีแดงเข้ม วงถดั มา รอ้ ยละ 90 ของพน้ื ที่
ขนาดใหญ่ สีแดงลอ้ มรอบ (flare) สีขาว และวงนอกสุด สแี ดง
ไมพ่ บขยุ แตล่ ะผน่ื จะหายเองภายใน ผวิ กาย
ผื่นเปน็ เร็ว และหาย 24-48 ช่วั โมง แต่จะมีผ่ืนขน้ึ บริเวณตรงกลางผ่นื จะลกุ ลามจน มักเปน็ เรอ้ื รงั
ได้เอง หากพบสาเหตุ เป็นเน้อื ตาย ทีม่ ีสีด้าเข้ม
และจดั การสาเหตุได้ บรเิ วณใหม่ หากเปน็ มาก อาจพบ
อาจพบอาการบวม (necrosis) และหลุดลอกออก อาการผมรว่ ง และ
ของเย่ือบุ บริเวณ ภายใน 1-2 สปั ดาห์
อืน่ ๆ เชน่ ปาก ตา อาจพบการอักเสบหรอื แผล เลบ็ ผิดรูปได้
บริเวณเบ่ือบอุ ่นื ๆ เชน่ ตา
ทางเดินหายใจ ปาก อวัยวะเพศ
การซักประวัติเพม่ิ เตมิ
หลงั จากประเมนิ แยกรอยโรค/ผนื่ ชนดิ MP rash ไดแ ลว เภสชั กรควรซกั ประวตั เิ พม่ิ เตมิ เพอื่
ประเมนิ การจดั การเบ้ืองตน หรือจะสง ตอแพทย โดยเภสชั กรอาจจัดการเบือ้ งตน ในกรณผี ปู ว ยไมมี
ไข ดูสภาพภายนอกมกี ารแสดงออกปกติดี แตหากพบวามีไขหรืออาการผดิ ปกติในระบบอน่ื ๆ รวม
ควรสงตอ แพทย การซักประวัตแิ ละประเมินเบ้อื งตน (ดแู ผนภมู ิท่ี 11 ประกอบ) ดังน้ี
162 คมู อื เภสชั กรชมุ ชนในการดูแลอาการเจบ็ ปว ยเลก็ นอยในรานยา
1. การซกั ประวตั เิ พม่ิ เตมิ เกย่ี วกบั ไขห รอื อาการผดิ ปกตใิ นระบบอนื่ ๆ เชน มคี ลนื่ ไส อาเจยี น
ปวดทอง ถา ยเหลว ตาเหลือง ตัวเหลอื ง หรอื มีการบวมรว มดว ยหรือไม
2. การซักประวัติและประเมินรางกายวามีการอักเสบบริเวณอ่ืน ๆ เชน เย่ือบุตาอักเสบ
เยือ่ บตุ าง ๆ อกั เสบรว มดวยหรือไม
3. รอยโรค/ผน่ื กระจายไปยงั บรเิ วณไหนบา งของผวิ กาย ผน่ื แพย าทไ่ี มร นุ แรง มกั ไมก ระจาย
ไปท่ีใบหนา ฝา มือ ฝาเทา
4. การซกั ประวัติเกย่ี วกบั การแพยา
5. การซกั ประวตั เิ กย่ี วกบั ชว งระยะเวลาในการเรม่ิ ใชย าและหยดุ ยา(หากสงสยั เปน รอยโรค/
ผ่ืนจากการแพย า)
แผนภูมิท่ี 11 ประเมนิ แยกโรคท่ีสําคญั ในรอยโรค/ผืน่ ชนดิ MP rash
ทม่ี า : พัฒนาจาก Murphy-Lavoie H, LeGros TL. Emergent diagnosis of the unknown rash: an algo-
rithmic approach. Emerg Med 2010;42(3):6-17.
การบริบาลเภสชั กรรมสำหรบั ผ่ืนทผี่ วิ หนงั ในรานยา 163
การบรบิ าลโดยใชย าสําหรบั Maculopapular rash ทไ่ี มร นุ แรง (ผปู ว ยไมม ไี ข ดสู ภาพ
ภายนอกแสดงออกปกติดี) ที่อาจเกิดจาก drug reaction (แนะนาํ ใหพรอมกับการ
บริบาลโดยไมใชยา)
1. ใหหยุดยาท่ีตองสงสัย ยาสวนใหญที่ตองสงสัยวาเปนสาเหตุของการเกิดรอยโรค/ผื่น
ไดแก penicillins, sulfonamides, cephalosporins, NSAIDs, anticonvulsants,
allopurinol
2. ใหก ารรกั ษาตามอาการ เชน ใหย ารับประทานกลมุ antihistamine ลดอาการคัน และ
หากมีผิวลอกใหส ารใหค วามชุมชื้นทาผิวได
ขอ ควรระวังในการใหก ารบริบาลเภสชั กรรม
ผ่ืนท่ไี มรุนแรง มักหายไดเ องหลงั หยุดยาที่ตองสงสยั ภายใน 1-2 สปั ดาห แตหากจําเปนตอง
ไดรบั ยานั้น ๆ ตอ ควรสงั เกตอาการอยา งใกลชดิ และหยดุ ยานนั้ ๆ ทนั ที หากรอยโรค/ผนื่ มมี ากขึน้
กลมุ รอยโรค/ผนื่ ชนดิ Vesicular-bullous rash ไดแ ก รอยโรค/ผนื่ ทเ่ี กดิ จากการตดิ เชอ้ื
ที่เกิดจากการแพ รอยโรค/ผ่นื แบบ burn และอนื่ ๆ
กลุมโรคท่ีมีรอยโรค/ผื่นแบบตุมน้ํา โดยของเหลวภายในตุมจะเปนของเหลวปราศจากเชื้อ
(vesicle) หรอื ของเหลวภายในตมุ เปนของเหลวทอ่ี าจมกี ารติดเชื้อ (pustular) หรอื อาจเปนตมุ นํา้
ท่ีมีขนาดมากกวา 1 เซนติเมตร (bullae) ก็ได รวมถึงรอยโรคที่มีชนิดของรอยโรค/ผื่นที่กลาวมา
ทั้งหมดปะปนกัน รอยโรค/ผ่ืนชนิดน้ี หากเปนแบบเฉียบพลันมักพบในผูปวย ก. ติดเช้ือไวรัสหรือ
แบคทเี รีย เชน ตดิ เชอื้ ไวรัส Herpes. Varicella. ตดิ เชอ้ื แบคทีเรีย Staphylococcus. หรอื Gono-
coccus เปน ตน ข. แพยาหรอื สารเคมี ค. Burn แตห ากพบในผปู ว ยเรอ้ื รงั มกั พบเปน ผื่นในผปู ว ยโรค
ภมู ิแพ หรอื โรค auto immune ตา ง ๆ เชน pemphigus, dermatitis herpetiformis
การซักประวัติและประเมนิ แยกโรคท่สี าํ คญั ในรอยโรค/ผนื่ Vesicular-bullous rash
รอยโรค/ผน่ื ทีส่ ําคญั ทีเ่ ภสชั กรควรประเมนิ แยกโรคในกลมุ ไดแก รอยโรค/ผ่ืนท่ีเกิดจากการ
ตดิ เชื้อไวรสั เชน Herpes simplex, Herpes zoster, โรคสุกใส, โรค hand-foot and mouth
syndrome รอยโรค/ผนื่ ทเี่ กดิ จากการแพย า เชน EM/SJS รอยโรค/ผน่ื ทเ่ี กดิ จากการแพส มั ผสั (con-
tact dermatitis) ซึ่งจะสามารถประเมินแยกโรคโดยการซักประวัติ ประเมินโรคจาก รอยโรค/ผื่น
อาการทางระบบอืน่ ๆ ทีม่ รี ว ม (นอกจากระบบผวิ หนงั ) การกระจายของผน่ื ระยะเวลาการเปนโรค
รวมถึงประวัตโิ รคหรือยาท่ไี ดรับ (ดูแผนภมู ทิ ่ี 12 ประกอบ)
สาํ หรบั รอยโรค/ผ่นื ในกลุมนีท้ เ่ี ภสชั กร อาจใหค าํ แนะนําหรอื จดั การเบ้ืองตน ได ไดแ ก รอย
โรค/ผ่นื Herpes simplex และโรคสุกใส
164 คมู ือเภสชั กรชมุ ชนในการดูแลอาการเจบ็ ปว ยเลก็ นอ ยในรานยา
แผนภมู ทิ ่ี 12 ประเมนิ แยกโรคท่สี ําคญั ในรอยโรค/ผนื่ Vesicular-bullous rash
*หมายถึง โรคทเ่ี ภสชั กรดูแลเบ้ืองตนได
อาการทางระบบอน่ื ๆ หมายถึง อาการอนื่ ๆ ท่ีพบ นอกจากทางระบบผิวหนงั
ท่ีมา : พฒั นาจาก Murphy-Lavoie H, LeGros TL. Emergent diagnosis of the unknown rash: an algo-
rithmic approach. Emerg Med 2010;42(3):6-17.
โรคตดิ เชอ้ื เรมิ (Herpes simplex virus infection : HSV)
เมอ่ื มกี ารตดิ เชอื้ HSV ครง้ั แรก ผปู ว ยสว นใหญจ ะยงั ไมม อี าการ (แตบ างคนอาจแสดงอาการ
รนุ แรงบรเิ วณทสี่ มั ผสั ได) หลงั จากนน้ั เมอื่ ผปู ว ยไดร บั ปจ จยั กระตนุ เชน ความเครยี ด เชอ้ื HSV ทเ่ี คย
เขาสูร างกายแลว ซอ นตัวอยใู นปมประสาท (nerve ganglion) จะเคลอื่ นตวั ออกมายังผวิ หนัง ทําให
แสดงอาการของรอยโรค/ผ่นื ได รอยโรค/ผืน่ จะมลี กั ษณะสําคญั คอื เปนตุม นาํ้ /ตุมหนองท่รี วมตวั กนั
เปน กลมุ บนฐานรอยโรค/ผน่ื สแี ดง (groups of vesicles/pustules on erythematous base) และ
บางครงั้ อาจพบตมุ กลายเปนแผลถลอก (erosion) ตื้น ๆ หรอื แผลตกสะเก็ด (crusted lesion) ได
บริเวณทพ่ี บ มกั พบบรเิ วณรมิ ฝปาก เยื่อบุในปาก เหงอื ก ลิ้น เพดานปาก และอาจพบอาการอืน่ ๆ
รวมดวย เชน ปวดแสบบรเิ วณรอยโรค/ผ่นื คนั ไขต ่ํา ๆ ปวดเมอ่ื ย
การบรบิ าลเภสัชกรรมสำหรบั ผื่นท่ผี ิวหนังในรานยา 165
การซักประวัตแิ ละประเมินรา งกายเบือ้ งตนสาํ หรับโรคติดเช้อื เริม
1. ลักษณะรอยโรค/ผ่ืนที่เปนตุมนาํ้ /ตุมหนองท่ีรวมตัวกันเปนกลุมบนฐานรอยโรค/ผื่นสี
แดง (groups of vesicles/pustules on erythematous base)
2. รอยโรค/ผ่นื เกดิ บรเิ วณใดในรางกาย หรือกระจายไปยังบริเวณใดบา ง
3. อาการทางระบบอ่ืน ๆ ท่เี กิดรวมพรอมกับการมรี อยโรค/ผนื่ เชน ไข เบ่อื อาหาร
4. ประวัติการสัมผัสรอยโรค/ผื่นลักษณะแบบเดียวกันกับบุคคลใกลชิด เชน การรวมรับ
ประทานอาหาร การใชเ คร่อื งใชประจาํ ตวั รว มกัน
5. ประวัติการสัมผัสยา สารเคมี อาหารท่ีเพ่ิงไดรับประทาน โดยเฉพาะอยางย่ิง ยา
สารเคมีหรอื อาหารน้นั เปนสิ่งท่ไี มเ คยไดร บั หรือสมั ผสั มาในอดตี กอนหนา
6. ประวตั ิการเจ็บปวยในอดีต ทีเ่ คยมีรอยโรค/ผ่นื ชนดิ น้ี
7. ปจจยั กระตุนกอ นเกิดรอยโรค/ผ่ืน เชน ความเครยี ด ความรอ น
การบรบิ าลโดยใชย าสาํ หรบั โรคตดิ เช้อื เริม
1. หากมรี อยโรค/ผ่นื เปน คร้ังแรก (primary infection) ใหร ับประทานยาตานไวรัส acy-
clovir 200 มก. วนั ละ 5 ครง้ั (หรอื 400 มก. วันละ 3 ครั้ง) นาน 7-10 วันหรือจนกวา
รอยโรค/ผน่ื จะหาย อาจใหร ับประทาน valacyclovir 1,000 มก. วนั ละ 2 คร้ัง นาน
7-10 วันหรอื จนกวา รอยโรค/ผื่นจะหาย แทนได
2. กรณเี ปน ซํ้าบรเิ วณใบหนา (recurrent infection) การใหย ารบั ประทานตา นไวรสั จะได
ผลเมอื่ รบั ประทานยาเรว็ ที่สุด เชน เรมิ่ มีผ่นื เปนตมุ แดงหรอื มอี าการนําเชน ปวด แสบ
คนั (แตหากมีตุม นํ้าเกิดข้นึ แลว อาจไมจําเปน ตองใหย ารับประทาน) โดยอาจให acy-
clovir 400 มก. วันละ 5 ครงั้ 5 วนั หรอื จนกวา รอยโรค/ผนื่ จะหาย (อาจใหรบั ประทาน
valacyclovir 2,000 มก. วันละ 2 คร้งั เปน เวลา 1 วนั ) ยารบั ประทาน ในกรณีนีไ้ มม ี
ผลในการปอ งกนั การกลบั เปนซํา้ แตเปนการชวยลดระยะเวลาการเปน โรคเทานัน้ หรอื
อาจใหเ ฉพาะยาทาภายนอก acyclovir ทาซํ้าทกุ ๆ 4 ชว่ั โมงกไ็ ด เนอ่ื งจากรอยโรค/ผนื่
จะหายไดเ องภายใน 2-6 สัปดาห
3. ใหยารกั ษาตามอาการ เชน ยาแกปวด paracetamol หรอื NSAIDs หากมีอาการปวด
การบริบาลโดยไมใชยาสําหรบั โรคตดิ เชื้อเริม
1. หลีกเล่ยี งปจ จัยกระตนุ เชน ความเครยี ด แสงแดด
2. ในระหวางมีรอยโรค/ผื่น หลีกเล่ียงการใชส่ิงของรวมกันกับผูอื่น เชน การรับประทาน
อาหารโดยใชภาชนะรวมกัน เพราะอาจตดิ ตอกันได
166 คมู อื เภสชั กรชมุ ชนในการดูแลอาการเจบ็ ปว ยเล็กนอ ยในรานยา
ขอ ควรระวังในการใหบริบาลเภสชั กรรม
1. ยา valacyclovir เปน oral prodrug ของ acyclovir มีการดดู ซมึ ดกี วา ยา acyclovir
3-5 เทา มขี อดีกวายา acyclovir คอื บรหิ ารยางายกวาเทานั้น แตม ีประสทิ ธภิ าพใน
การรักษาเทา กัน
2. อาจพบรอยโรค/ผ่ืน eczema herpeticum คอื รอยโรค/ผื่นที่เกดิ จากการตดิ เชื้อ HSV
บริเวณท่มี ีโรคผวิ หนังอืน่ ๆ อยกู อนแลว เชน ผูปวยเปน atopic dermatitis แลว มีการ
ตดิ เชอื้ HSV ซาํ้ ซอ นบริเวณรอยโรคผื่น atopic dermatitis
3. ในผปู ว ยทม่ี ภี มู คิ มุ กนั ตํ่า จะมรี อยโรคทรี่ นุ แรง เชน ตมุ น้าํ จาํ นวนมาก แตกเปน แผลใหญ
และลกึ และอาจแพรก ระจายเขา สกู ระแสเลอื ดไดง า ยกวา คนปกติ จงึ ควรตดิ ตามเพอ่ื สง
ตอแพทย
4. การใหยารับประทานตานไวรัส ชวยระงับการเจริญเติบโตของไวรัสที่บริเวณรอยโรค
เทา นน้ั ไมสามารถทาํ ลายไวรัสที่อยใู นปมประสาท ผูปวยจงึ สามารถเปน ซํ้าไดแมว าได
รับการรกั ษาหายแลว
โรคสกุ ใส (Varicella virus infection)
โรคสุกใสจะมีอาการนาํ ของผูปวย โดยอาจมอี าการไข ปวดเม่อื ยกลามเน้อื ปวดศรี ษะ เบอ่ื
อาหาร กอนรอยโรค/ผืน่ ขึ้น หลังจากน้ัน 2-3 วัน รอยโรค/ผื่นเรมิ่ แรกจะมาเปน ผน่ื แดงหรือตุม แดง
(erythematous macules or papules) ตอ มาจะกลายเปน ตุมนํา้ (vesicles) บนฐานสีแดง (บาง
ครงั้ จะเรยี กวา ตมุ คลา ยหยดนํา้ บนกลบี กหุ ลาบ : dewdrop on a rose petal) ตมุ หนอง (pustules)
และตกสะเก็ด (crusts) อยางรวดเรว็ ภายใน 12 ช่วั โมง ลักษณะสําคัญเฉพาะคอื จะสงั เกตเหน็ รอย
โรค/ผ่ืนหลาย ๆ แบบในผูปว ยคนนัน้ ๆ ทเ่ี รยี กวา multistage of skin lesions การกระจายของ
รอยโรค/ผ่นื มักเปนรอยโรค/ผนื่ กระจายโดย มักจะเริม่ บริเวณศรี ษะ ใบหนา กลางลําตัว อาการไข
หรอื อาการคนั อาจพบไดต ลอดชว งทผี่ ปู ว ยมรี อยโรค/ผน่ื ชว งระยะเวลาในการตดิ ตอ เรม่ิ จาก 1-2 วนั
กอนรอยโรค/ผื่นข้ึนจนถึงรอยโรค/ผ่ืนแหงสนิทและสามารถติดตอกันไดโดยการแพรเชื้อผานระบบ
ทางเดินหายใจเปนหลกั แตก ส็ ามารถตดิ ตอผา นทางสมั ผัสทางผวิ หนังท่ตี ิดเชื้อโดยตรงได
การซกั ประวัตแิ ละประเมินรา งกายเบ้ืองตน สําหรบั โรคสุกใส
1. ลักษณะรอยโรค/ผ่ืนที่เปนตุมน้าํ /ตุมหนองที่อยูบนฐานรอยโรค/ผ่ืนสีแดง (vesicles/
pustules on erythematous base)
2. พบรอยโรค/ผน่ื หลาย ๆ แบบในผูปว ยทเ่ี รยี กวา multistage of skin lesions
การบริบาลเภสชั กรรมสำหรบั ผนื่ ท่ผี วิ หนังในรา นยา 167
3. รอยโรค/ผ่ืน เกิดบริเวณใดในรางกาย หรือกระจายไปยังบริเวณใดบาง โดยทั่วไป
โรคสกุ ใส ผืน่ จะเรม่ิ ตน บรเิ วณศรี ษะ ใบหนา ลําตวั กอ นกระจายไปยังสวนอ่ืน ๆ เชน
แขนขา (ไมค อยพบรอยโรค/ผ่นื บรเิ วณฝา มอื ฝา เทา)
4. อาการทางระบบอ่ืน ๆ ท่เี กดิ รว มพรอ มกับการมรี อยโรค/ผ่ืน เชน ไข เบ่อื อาหาร
5. ประวัติการสมั ผัสรอยโรค/ผ่ืนลักษณะแบบเดียวกันกับบุคคลใกลช ดิ เชน การใชเครอื่ ง
ใชประจําตวั รว มกนั
6. ประวัติการสมั ผัสยา สารเคมี โดยเฉพาะอยา งยิง่ ยา สารเคมหี รืออาหารนน้ั เปน สิง่ ทไี่ ม
เคยไดรับหรอื สมั ผสั มาในอดีตกอนหนา
7. ประวัติการเจบ็ ปวยในอดีต ทีเ่ คยมรี อยโรค/ผนื่ ชนดิ นี้
8. ประวตั กิ ารไดรบั วคั ซนี ปอ งกนั โรคสกุ ใส
การบริบาลโดยใชย าสาํ หรับโรคสุกใส
1. โดยทว่ั ไปในเดก็ หรือผใู หญท ม่ี ีภาวะภมู คิ มุ กันปกติ จะสามารถหายไดเอง ไมจ าํ เปน ตอง
ใหย าตา นไวรัส เพียงแตใ หการรกั ษาตามอาการ เชน ใหยาลดไข paracetamol เม่ือมี
ไข หรือใหย า antihistamine เมือ่ มีอาการคนั
2. ยาตานไวรัสสามารถใหไดหากตอ งการ เพ่ือลดระยะเวลาการเกิดโรคหรือลดจาํ นวนผน่ื
โดยให acyclovir 800 มก. วนั ละ 5 ครง้ั นาน 7 วัน อาจใหรับประทาน valacyclovir
1,000 มก. วนั ละ 3 ครัง้ นาน 7 วัน แทนได
การบรบิ าลโดยไมใ ชยาสําหรับโรคสกุ ใส
1. การรบั ประทานอาหารใหค รบ 5 หมู และพกั ผอ นใหเ ตม็ ท่ี จะชว ยใหร า งกายมภี มู คิ มุ กนั
ตอ สูก ับไวรัส และหายจากโรคไดเ ร็วขน้ึ
2. ในระหวางมีรอยโรค/ผื่น หลีกเลี่ยงการใชสิ่งของรวมกันกับผูอ่ืน เชน การรับประทาน
อาหารโดยใชภาชนะรว มกัน เพราะอาจติดตอกนั ได
ขอควรระวังในการใหบ รบิ าลเภสัชกรรม
1. การใหยาตานไวรัส ควรใหภ ายใน 24 ชัว่ โมงแรกหรอื อยา งนอยเร็วทส่ี ดุ เมื่อเริ่มมอี าการ
2. หากผูปวยมีการแกะ เกา อาจมกี ารติดเชื้อแบคทเี รียซา้ํ อาจจําเปนตองใหยาทาฆา เชือ้
แบคทเี รยี รวม และมกั พบแผลที่มีการแกะหรอื เกา จะกลายเปนแผลเปน ชนิดถาวรได
3. ผปู ว ยทเี่ คยไดร บั วคั ซนี ปอ งกนั โรคสกุ ใส กอ็ าจปว ยเปน โรคไดเ มอ่ื สมั ผสั โดยตรงกบั ผปู ว ย
ท่ตี ิดเชอื้ แตร อยโรค/ผ่ืนจะเกดิ ไดนอย และความรนุ แรงจะนอย
168 คูมอื เภสัชกรชมุ ชนในการดูแลอาการเจ็บปว ยเลก็ นอยในรา นยา
4. ในผูใหญ อาการไข ความรุนแรงและภาวะแทรกซอนจะเกิดไดมากกวาเด็ก เชน ปอด
อักเสบ จงึ ควรติดตามอยางใกลช ิด
5. ในผูปวยท่ีมีภูมิคุมกันตา่ํ จะมีรอยโรคที่รุนแรง เชน ตุมนํ้าจํานวนมาก และอาจแพร
กระจายเขาสกู ระแสเลอื ดไดง า ยกวา คนปกติ จึงควรตดิ ตามเพอื่ สงตอแพทย
กลมุ รอยโรค/ผนื่ ชนดิ Superficial mycoses ไดแ ก dermatophytosis, candidiasis,
Pityriasis versicolor.
กลุมรอยโรค/ผน่ื ชนดิ นี้ เกิดจากเช้ือราชนดิ ตืน้ (superficial and cutaneous mycoses)
อนั ไดแ ก เชอื้ ราทกี่ อ ใหเ กดิ โรคของผวิ หนงั ชน้ั กําพรา ซงึ่ เปน อวยั วะทมี่ ี keratin ทเี่ ปน อาหารของเชอ้ื
ราประเภทนี้ ซงึ่ เชื้อราท่ีอยูใ นกลมุ นี้ ไดแ ก dermatophytosis (กลาก), cutaneous candidiasis,
Pityriasis versicolor (เกลือ้ น)
การซกั ประวัตแิ ละประเมินแยกโรคทส่ี ําคญั ในรอยโรค/ผนื่ Superficial mycoses
รอยโรค/ผ่นื ที่เกิดจากเชอื้ รา จะมรี ปู แบบลักษณะเฉพาะในแตล ะโรค และสามารถประเมนิ
แยกโรคเบอื้ งตน ไดดงั นี้
แผนภาพท่ี 13 ประเมนิ แยกโรคท่สี าํ คัญในรอยโรค/ผน่ื superficial mycoses
Superficial mycoses
Dermatophytosis Candidiasis Pityriasis versicolor (เกลือ้ น)
ผื่นเป็นวง (anular) ขอบเขตชดั เจน ผื่นแดง ขอบเขตชดั คนั เป่ื อย อาจ ผืน่ วงกลมหรือวงรี เลก็ ๆ หลายๆ
นูนแดง และมีขยุ (active border) คนั พบตุ่มแดงหรือตมุ่ หนองกระจาย วง มีขยุ ละเอียด ขอบเขตชดั ตอ่ มา
ซ่ึงต่อมาเมื่อผน่ื กระจายออกมากข้ึน
รอบๆ ผ่ืน ที่เรียกวา่ ขยายขนาดเป็นผนื่ ใหญ่
ผน่ื ตรงกลางจะหายไป satellite lesions พบบ่อยบริเวณ หนา้ อก
(central clearing) พบบอ่ ยบริเวณที่อบั ช้ืน เช่น หลงั ไหล่ ตน้ คอ อาจคนั
*ลกั ษณะรอยโรค/ผ่นื ข้ึนกบั บริเวณที่เป็น หรือไมค่ นั ก็ได้
ซอกรักแร้ ใตร้ าวนม
ขา้ งขาหนีบ ซอกกน้ ง่ามนิ้ว
การบรบิ าลเภสชั กรรมสำหรับผ่ืนท่ผี วิ หนังในรา นยา 169
Dermatophytosis
การติดเช้ือรากลุมนี้จะจําแนกออกเปน 3 กลุมใหญ ๆ ไดแก Epidemophyton spp.,
Microsporum spp. และ Trichophyton spp. สําหรับประเทศไทย มักจะติดเช้ือรากลุม
Trichophyton spp และ Epidemophyton spp. ซ่งึ เปน เช้ือราที่ทาํ ใหเกิดโรคผวิ หนงั บริเวณลาํ ตัว
ขาหนบี ฝาเทา ใบหนา สว น Microphyton spp มักทําใหเกดิ โรคเช้อื ราทีผ่ ม
การซักประวตั ิและประเมินรา งกายสําหรับ dermatophytosis
1. บริเวณทม่ี รี อยโรค/ผื่น รวมถึงลกั ษณะการกระจายของรอยโรค/ผน่ื
2. ลกั ษณะของรอยโรค/ผ่ืน ควรแยกประเมนิ ออกจากโรค psoriasis, contact dermatitis
และ candidiasis
3. อาการอืน่ ๆ ทีม่ ีรวม เชน เลบ็ มีความผิดปกตริ ว มดวย ตอ มนํ้าเหลืองโต
4. รอยโรค/ผื่นทพี่ บ เปนรอยโรค/ผน่ื คร้งั แรก หรอื เคยเปนมากอ น
5. การจัดการเบอ้ื งตนกอ นมาปรึกษาเภสัชกร ซึง่ หากผปู ว ยมกี ารใชยาทากลมุ สเตยี รอยด
มากอ น อาจทําใหรอยโรค/ผน่ื มลี ักษณะผดิ ไปจากที่ควรจะเปน
6. อาชพี ของผูปวยที่ทําใหม ีโอกาสเสย่ี งในการตดิ เชือ้
7. ประวัตกิ ารอยูร วม สมั ผัสกับสมาชิกในครอบครัว เพ่อื น หรือ สัตวเ ล้ยี ง
8. โรคประจาํ ตวั หรอื ยาทรี่ บั ประทานอยเู ปน ประจํา อาจมผี ลกดภมู คิ มุ กนั ทาํ ใหเ ชอื้ ราเจรญิ
เติบโตไดงาย
อาการและการแสดงออกที่สําคัญ
ลักษณะรอยโรค/ผน่ื ที่มีการติดเชื้อราจะมีลกั ษณะแตกตางกนั ไปในแตล ะบริเวณ ดงั น้ี
- กลากที่ลาํ ตัว (tinea corporis) รอยโรค/ผ่นื จะเปน annular (ผน่ื เปน วง) โดยรอย
โรค/ผืน่ เร่ิมแรกจะเปนตมุ แดงแลวคอ ย ๆ ขยายลามออกไปเปนวง ขอบเขตชดั เจนที่มี
ลักษณะนูนแดงรวมกับการมีสะเก็ดเปนขุยที่เรียกวา active border สวนบริเวณตรง
กลางของรอยโรค/ผนื่ เมอ่ื ขยายออกไปแลว จะเหลอื รอยเพยี งเลก็ นอ ยหรอื ดเู หมอื นปกติ
(เรยี กวา central clearing) บางคร้งั จะพบวงหลายวง ซอ น ๆ กันได และมอี าการคนั ไดบาง
- กลากทขี่ าหนบี (tinea cruris) อาจพบไดบ รเิ วณหวั หนา วและกน ไดด ว ย ลกั ษณะรอย
โรค/ผ่นื ในระยะเฉียบพลัน จะเปน วงแดง มีตมุ น้ําหรือตมุ หนองบรเิ วณขอบได แตจะไม
พบการกระจายของผนื่ เปน จดุ ๆ (satellite) สว นรอยโรค/ผนื่ ในระยะเรอื้ รงั จะเปน ปน
สนี ํา้ ตาล มขี ยุ เล็กนอย
- กลากท่ีใบหนา (tinea faciei) รอยโรค/ผืน่ จะเปนวงแดง มขี ุยสะเกด็ ขอบเขตชัดเจน
(ดแู ผนภมู ทิ ี่ 13 ผนื่ แดงบนใบหนา )
170 คมู ือเภสัชกรชุมชนในการดูแลอาการเจบ็ ปวยเล็กนอยในรานยา
- กลากที่มือและเทา (tinea manuum และ tinea pedis) รอยโรค/ผ่ืนทม่ี อื และเทา
จะเกิดไดหลายลกั ษณะ อาทิ
intertriginous บริเวณงา มน้วิ มอื หรอื นวิ้ เทา (บางครัง้ ท่รี อ งน้วิ เทาจะเรียกวา
ฮองกงฟุต หรอื athlete’s foot) รอยโรค/ผนื่ จะเปนสีขาว ยยุ ลอกเปน แผน
หรอื สะเกด็ แตกเปน รอ งเหน็ ผวิ หนงั ขา งใตม สี แี ดง อาจมนี า้ํ เหลอื งซมึ หรอื มกี ลน่ิ
ได สว นใหญผ ปู ว ยมกั มีอาการคนั มาก
vesicular type รอยโรค/ผนื่ จะเปนตุมนํ้าใส หรอื รวมกันเปนตมุ น้ําพอง ขา ง
ในมีนํา้ เหลืองเหนยี วและคันมาก มกั พบบรเิ วณฝา มอื ฝา เทา และเปน ๆ หาย ๆ
dry type (hyperkeratotic type) รอยโรค/ผ่ืนจะมีลักษณะหนา มีสะเก็ด
ขอบเขตชัดเจน พบบริเวณฝามือหรือฝาเทาและอาจลามมายังดานขางของ
ฝา มือหรือฝาเทา พบบอยในผทู ่มี เี หง่อื ออกมากในบริเวณฝามอื หรือฝา เทา
- กลากท่ีศรี ษะและเสน ผม (tinea capitis) รอยโรค/ผื่นจะเปน ขุยสะเก็ด (บางครง้ั อาจ
พบการอกั เสบของ hair follicle กลายเปนตุมหนองนูน บวม และเจบ็ ) พบผมเปราะ
หักงาย รวงเปน หยอม
- กลากท่เี ล็บ (tinea unguium) พบลกั ษณะเลบ็ หนา แผน เล็บแยกหลุดออกจาก nail
bed และอาจพบแผน เลบ็ เปนฝาขาวปนเหลือง
การซักประวตั ิเพม่ิ เตมิ
1. กลากทล่ี ําตวั จําเปน ตอ งซกั ประวตั ิ ประเมนิ แยกโรค จาก psoriasis, contact derma-
titis, nummular eczema, pityriasis rosea โดยท่ี รอยโรค/ผ่ืน psoriasis ที่ลําตวั
มักมลี ักษณะ นนู แดง ขอบเขตชดั และมีสะเก็ดสีเงนิ (silvery scale) หนาปกคลมุ ผนื่
รวมกับมีความผิดปกติของเล็บรวมดวย สวน pityriasis rosea รอยโรค/ผ่ืนแมจะมี
ลกั ษณะผ่นื ท่ีมขี อบและขยุ หรือสะเกด็ เลก็ ๆ ท่ีขอบเหมอื นกัน แตลกั ษณะรอยโรค/ผ่นื
มกั เปนวงรี มสี ีนาํ้ ตาลแกมเหลอื ง
2. กลากทขี่ าหนบี จําเปน ตอ งซกั ประวตั ิ ประเมนิ แยกโรคจาก candidiasis, erythrasma,
psoriasis (ดแู ผนภูมิที่ 14 ประกอบ)
3. กลากทใ่ี บหนา จําเปน ตอ งซักประวตั ิ ประเมินแยกโรคจาก atopic dermatitis, seb-
orrheic dermatitis, rosacea, cutaneous lupus (ดแู ผนภมู ทิ ่ี 9 ผืน่ แดงบนใบหนา
ประกอบ)
4. กลากทมี่ ือและเทา จาํ เปน ตองซกั ประวัติ ประเมินแยกโรคจาก contact dermatitis
(โดยเฉพาะการแพนา้ํ หรือนํ้ากัดเทาจากการสัมผัสน้าํ หรือความชื้นเปนเวลานาน ๆ),
dyshidrotic dermatitis โดยที่ dyshidrotic dermatitis vesicle จะมีลักษณะตมุ นาํ้
การบริบาลเภสัชกรรมสำหรบั ผื่นที่ผิวหนงั ในรานยา 171
แบบฝง ลกึ (deep-seated vesicle) บนฝามือ ฝา เทา สว น contact dermatitis อาจ
พบ erosion คอื ลกั ษณะรอยโรค/ผน่ื เปอ ย ยุย และมักมีประวัติสัมผัสสารกอระคาย
เคือง (ดูแผนภมู ิท่ี 8 dermatitis ประกอบ)
5. การบริบาลโดยใชย าสําหรับโรค Dermatophytosis
6. ขนาดการใหย ารบั ประทานหรอื ยาทาเฉพาะท่ี และความถใ่ี นการใชย าจะขนึ้ กบั ตําแหนง
ของรอยโรค/ผน่ื ตามตารางท่ี 52
7. แมใ ชย าไปแลว รอยโรค/ผน่ื ดขี น้ึ จนไมเ หลอื รอ งรอยของผนื่ กค็ วรใชย าตอ เนอ่ื งใหค รบ
ระยะเวลาในการรักษา
ตารางที่ 52 ยาสาํ หรบั โรค dermatophytosis
โรค ยาทใ่ี ช ขนาด ระยะเวลา
กลากทล่ี ําตวั ยาทาภายนอก ทาวนั ละ 2 ครัง้ นาน 2-4 สปั ดาห
กลากทขี่ าหนบี - ketoconazole cream
กลากทม่ี ือและเทา - clotrimazole cream ทาวนั ละ 2 คร้ัง นาน 2-4 สัปดาห
- terbinafine cream ทาวนั ละ 2 คร้ัง นาน 2-4 สัปดาห
ยารบั ประทาน (กรณเี ปน ผ่ืนบริเวณกวา ง
กระจายจาํ นวนมาก หรอื อกั เสบมาก)
- Terbinafine 250 มก./วนั นาน 2 สปั ดาห
- Itraconazole 200 มก./วนั นาน 2-4 สัปดาห
- Fluconazole 150-300 มก./วัน สัปดาหละครั้ง
นาน 2-4 สัปดาห
กลากท่ีศีรษะและผม ยารบั ประทาน
กลากทเี่ ล็บ - Terbinafine 250 มก./วัน นาน 4-8 สัปดาห
- Itraconazole 200 มก./วัน นาน 4-8 สปั ดาห
- Fluconazole 150-300 มก./วัน สปั ดาหล ะครง้ั นาน
*อาจใชแ ชมพู (กรณกี ลากทศี่ รี ษะและผม) 6-8 สปั ดาห
กาํ จดั เชอ้ื รวมดวย เชน
- Selenium sulfide สัปดาหล ะ 2-4 ครงั้ นาน 2-4 สัปดาห
- Ketoconazole shampoo สัปดาหละ 2-4 ครั้ง นาน 2-4 สัปดาห
- Zinc pyrithione สปั ดาหล ะ 2-4 ครั้ง นาน 2-4 สัปดาห
*หมายเหตุ ยา itraconazole อาจใหแบบ pulse therapy คือใหขนาดยา 200 มก. รับประทานวันละ 2 ครง้ั
(400 มก./วัน) ตดิ ตอกนั นาน 1 สัปดาห เดอื นละคร้งั โดยใหอยา งนอย 2 รอบสาํ หรับเล็บมอื และ 3 รอบสําหรบั
เลบ็ เทา ได
172 คูมอื เภสชั กรชุมชนในการดแู ลอาการเจบ็ ปว ยเลก็ นอ ยในรานยา
การบรบิ าลโดยไมใ ชย าสําหรบั โรค dermatophytosis (ควรใชร ว มกบั แนวทางการบรบิ าล
โดยใชยา)
1. ชาํ ระลา งรางกายและหมน่ั ทําความสะอาดบรเิ วณท่ีมรี อยโรค/ผน่ื อยา งสมา่ํ เสมอ
2. หลกี เล่ยี งสัมผสั คนใกลช ดิ เพ่อื ลดการตดิ ตอ รวมถงึ หากเปนรอยโรค/ผนื่ ท่ีมาจากสตั ว
เลยี้ งนําพาเชื้อมาให กค็ วรหลีกเลี่ยงใกลชิดกับสตั วเ ลย้ี งดงั กลาว
ขอควรระวังในการใหบริบาลเภสชั กรรม
1. ยารับประทาน itraconazole เปนยาทม่ี ีผล Cytochrome P450 3A4 inhibitor จงึ
อาจเกดิ อันตรกริ ิยา (drug interaction) กับยา simvastatin, colchicine เภสัชกรจึง
ควรติดตามอาการขางเคียงทีอ่ าจเกิดจากยาทมี่ ีอนั ตรกริ ิยาระหวางกนั
2. การรักษาเชือ้ ราทศ่ี ีรษะและผม ทเี่ ลบ็ การใชย าทาเฉพาะทจ่ี ะไมคอ ยไดผ ล ควรใหเปน
ยารับประทาน และการใชย ารับประทานรว มกบั ยาทาเฉพาะท่ีจะใหผ ลการรักษาดีกวา
การใหยารบั ประทานเพียงอยา งเดียว
3. หากรอยโรค/ผ่นื ทีต่ ดิ เช้อื รา มกี ารบวม อกั เสบ ใหพ จิ ารณาวามกี ารตดิ เชอื้ แบคทเี รยี ซ้าํ
ซอ นหรือไม โดยดูจากมีลักษณะปวด บวม แดง และอาจมหี นอง ซ่ึงอาจจาํ เปน ตอ งให
ยาฆา เช้อื แบคทเี รยี แตห ากมีเพยี งอาการบวมแดง อกั เสบ อาจพจิ ารณาใหย าทาสเตียรอยด
ทมี่ สี ว นผสมของยาฆา เชอ้ื รา ซงึ่ ควรใชย าสตู รผสมนี้ ในระยะเวลาสน้ั ๆ เพยี ง 1-2 สปั ดาห
แลว สลบั ไปใชย าทาทม่ี เี พยี งยาฆา เชอ้ื ราเทา นน้ั เพอื่ ปอ งกนั การเกดิ ภาวะแทรกซอ นจาก
การใชยาทาสเตยี รอยด
Candidiasis: cutaneous candidiasis (Candidal intertrigo)
เปน การติดเชอ้ื ราประเภทยสี ตท ผ่ี วิ หนัง ซึ่งพบบอ ยทสี่ ดุ คอื เชอื้ Candida albicans และจะ
พบรอยโรค/ผื่นไดบ อ ยในบริเวณที่อับชนื้ ของรา งกาย ซอกพับตาง ๆ อาทิ รกั แร ใตราวนม ขาหนีบ
ซอกกน งามนว้ิ
การซกั ประวัตแิ ละประเมนิ รา งกายผูทม่ี าดวย cutaneous candidiasis
1. ลกั ษณะรอยโรค/ผน่ื จาํ เปน ตองซกั ประวตั ิ ประเมนิ แยกโรค จากรอยโรค/ผน่ื erythr-
asma และโรคกลาก เพราะอาจพบบรเิ วณซอกพับตา ง ๆ ของรางกาย เชน เดยี วกนั
2. บริเวณท่ีพบรอยโรค/ผน่ื มกั พบบรเิ วณทอ่ี บั ชน้ื ของรา งกาย ซอกพับตาง ๆ
3. โรคประจําตวั มักพบบอ ยใน คนอวน หรือผูปวยเบาหวาน
4. อาชีพ หรอื ประวัติการทาํ งานทีส่ ัมผสั กับความชื้น
การบริบาลเภสัชกรรมสำหรับผืน่ ทผี่ วิ หนังในรา นยา 173
อาการและการแสดงออกทส่ี ําคัญ
ลักษณะรอยโรค/ผ่นื จะมลี ักษณะเปน ผืน่ แดงเปน ปน (erythematous patch) มขี อบเขต
ชัดเจน คัน หนังลอก ดูช้ืนแฉะ เปอย (maceration) และอาจพบผ่ืนแดงหรือตุมหนองขนาดเล็ก
กระจายรอบ ๆ ผนื่ ที่เรียกวา satellite lesions ได
การซักประวัตเิ พมิ่ เติม
ลกั ษณะของรอยโรค/ผ่ืนท่ีมกั พบบริเวณซอกพบั เชน
- รอยโรค/ผน่ื erythrasma ซึ่งเกดิ จากเชอื้ แบคทีเรยี Corynebacterium minutissi-
mum. ลกั ษณะรอยโรค/ผื่นจะเปน ผื่นสีแดงหรอื สนี ํา้ ตาลเปนปน อาจพบสะเกด็ หรอื
ขยุ ได ตรงกลางรอยโรค/ผนื่ อาจมสี จี างกวา รอยโรค/ผน่ื ทกี่ ระจายรอบ ๆ มกั พบรอยโรค/
ผื่นกระจายออกจากซอกพับแบบไมสมมาตร (Red or brown hyperpigmented
patches of skin with scaling and central hypopigmentation) ไมพบรอยโรค/
ผน่ื satellite lesions
- รอยโรค/ผื่น กลากท่ีขาหนีบ ลกั ษณะรอยโรค/ผืน่ จะเปนวงมีขอบนนู คลา ยกลากทลี่ าํ ตวั
มักจะเปนทั้งสองขาง และมีอาการคัน ซึ่งถาผ่ืนมีอาการเปอยแฉะหรือติดเช้ือซํา้ ซอน
ก็อาจจะเจ็บแสบได และจะไมพบรอยโรค/ผ่นื satellite lesions
แผนภูมิที่ 14 รอยโรค/ผน่ื บรเิ วณซอกพบั
รอยโรค/ผืน่ บริเวรณขาซอกพับ
กลากที่ซอกพับ candidiasis erythrasma
ผ่นื เป็นวง (anular) ขอบเขตชัดเจน นูน ผื่นแดง ขอบเขตชดั คัน เปือ่ ย อาจพบต่มุ ผืน่ สีแดงหรอื สนี ้าตาลเปน็ ป้ืน อาจพบ
แดง และมขี ยุ (active border) คัน ซึง่ แดงหรอื ต่มุ หนองกระจายรอบ ๆ ผ่ืน สะเกด็ หรือขยุ ได้ ตรงกลางรอยโรค/ผน่ื อาจ
ต่อมาเมอ่ื ผื่นกระจายออกมากข้นึ ผ่นื ตรง ทเ่ี รียกวา่ satellite lesions มสี จี างกว่ารอยโรค/ผน่ื ท่กี ระจายรอบ ๆ
กลางจะหายไป (central clearing) มักพบรอยโรค/ผื่นกระจายออกจากซอกพบั
แบบไม่สมมาตร
174 คมู อื เภสัชกรชุมชนในการดูแลอาการเจ็บปวยเล็กนอยในรานยา
การบรบิ าลโดยใชย าสําหรับโรค Candidiasis
สามารถใชย าทาภายนอกในกลมุ azoles เชน ketoconazole, clotrimazole, isocona-
zole กเ็ พยี งพอในการรกั ษาผปู ว ยทมี่ ภี มู คิ มุ กนั ปกติ ซง่ึ ถา หากเปน บรเิ วณกวา ง กอ็ าจใหย ารบั ประทาน
รว มดวยได
ตารางที่ 53 ขนาดการใหยารบั ประทานหรอื ยาทาเฉพาะที่ และความถใ่ี นการใชยา
ยาท่ีใช ขนาด ระยะเวลา
ยาทาภายนอก
ketoconazole cream ทาวันละ 2 คร้ัง นาน 2 สปั ดาห
clotrimazole cream ทาวันละ 2 ครั้ง นาน 2 สปั ดาห
ยารับประทาน (กรณีเปนผน่ื บรเิ วณกวาง กระจายจํานวนมาก หรืออกั เสบมาก)
Itraconazole 100-200 มก./วัน นาน 7-14 วนั
Fluconazole 100-150 มก./วนั นาน 7-14 วนั
การบรบิ าลโดยไมใ ชย าสาํ หรบั โรค candidiasis
เภสชั กรและผปู วยรว มกนั คน หาปจ จัยเสี่ยงท่ที ําใหเกิดรอยโรค/ผนื่ เชน บรเิ วณงา มนิ้ว อาจ
เกดิ จากการสมั ผัสกบั ความชนื้ หรือนาํ้ บอ ย ๆ จงึ ควรแนะนําผูปว ยใหห ลีกเลีย่ งหรือปองกันการสมั ผัส
กับความชนื้
ขอควรระวงั ในการใหบ รบิ าลเภสชั กรรม
1. หากพบวา เปน รอยโรค/ผ่นื erythrasma จะตองใชยาทาเพ่ือฆา เชื้อแบคทีเรยี C. inu-
tissimum ซง่ึ ไดแก ยาทา erythromycin, clindamycin, fusidic acid การเลอื กใช
ยาทากลมุ azoles อาจเลือกใชย าทา miconazole หรอื bifonazole กไ็ ดแ ตยาทา
กลุม azoles ไมใ ชท ุกตัวมผี ลในการรกั ษา
2. การใชย าทา tolnaftate หรอื terbinafine จะใหผ ลการรกั ษาทต่ี ่าํ กวา กลมุ ยาทา azoles
เกลอื้ น (Pityriasis versicolor)
รอยโรค/ผนื่ ชนิดน้ี เปน การติดเชือ้ ราทีช่ ัน้ นอกสดุ ของผิวหนังคือ ชั้น stratum corneum
ซง่ึ เชือ้ ราที่เปนสาเหตุมักเปนเช้ือ Malassezia furfur ในภาวะปกติ จะพบเช้อื รานอี้ าศัยในบริเวณ
การบริบาลเภสชั กรรมสำหรับผน่ื ท่ผี วิ หนังในรา นยา 175
ผวิ หนงั โดยเฉพาะบรเิ วณรขู มุ ขนของรา งกายมนษุ ยเ ปน ปกติ (normal flora) แตเ มอ่ื มสี ง่ิ กระตนุ เชน
ความรอนหรือเหงือ่ เชื้อจะเพ่ิมปริมาณเพ่ิมขึ้นและจะแสดงอาการออกมา
การซกั ประวตั แิ ละประเมนิ รางกายเบอ้ื งตนผูที่มาดวยเกลอ้ื น
1. ลักษณะของรอยโรค/ผ่ืน ทตี่ อ งแยกประเมนิ จากโรคดา งขาว กลากนํ้านม หรอื การตดิ
เชอื้ รา กลาก
2. ปจ จัยกระตุนตาง ๆ เชน ความรอน เหงื่อ แสงแดด
3. ประวตั ิครอบครัว รอยโรค/ดา งขาวมกั มปี ระวตั คิ นในครอบครัวเปนโรคดางขาว
อาการและการแสดงออกทส่ี ําคญั
รอยโรค/ผนื่ จะมลี กั ษณะเรมิ่ ตน จาก ผนื่ ราบ (macule) รว มกบั ขยุ ละเอยี ดคลา ยฝนุ (dust-
like) ที่บริเวณรขู มุ ขน แลว ขยายออกมารวมกนั เปน วงใหญ (วงกลมหรือวงรกี ็ได) อาจมีสแี ตกตางกัน
ไป คอื สีขาว (hypopigmented type) แดง (erythematous type) น้าํ ตาล (hyperpigmented
type) ข้ึนกับสีผิวของผูปวยและการอักเสบ อาการคันพบไดนอยและมักพบรอยโรค/ผ่ืนบริเวณที่มี
ตอ มไขมนั มาก เชน หนา อก หลัง หรือบริเวณไรผม โคนแขนขา กไ็ ด
การซกั ประวัตเิ พิม่ เติม
การซกั ประวตั แิ ละประเมนิ เพอื่ แยกโรคทมี่ ลี กั ษณะคลา ยกนั โดยเฉพาะกลมุ hypopigment-
ed type ไดแก
- Pityriasis alba (กลากนํา้ นม) รอยโรค/ผนื่ จะเปน วงขาว ขอบเขตไมช ดั พบบอ ยบรเิ วณ
ใบหนา หรือบริเวณที่โดนแสงแดด (แสงแดด มกั เปนปจ จัยกระตนุ ใหเ กดิ รอยโรค/ผน่ื )
- Vitiligo (ดา งขาว) รอยโรค/ผนื่ จะมสี ขี าวเหมอื นกระดาษ (depigmentation) ขอบเขตชดั
และไมม ขี ยุ ซึง่ ความรอน แสงแดด ความชนื้ ไมใชป จจยั กระตุนทาํ ใหเกดิ รอยโรค/ผน่ื
การบริบาลโดยใชยาสําหรับเกลอ้ื น
สามารถใชย าทาภายนอกในกลมุ azoles เชน ketoconazole, clotrimazole, isoconazole
หรอื ยาทา terbinafine รวมถงึ keratolytic agents เชน salicylic acid solution กเ็ พียงพอในการ
รกั ษาผปู วยทมี่ ภี ูมิคมุ กันปกติ ซงึ่ ถาหากเปน บรเิ วณกวา ง กอ็ าจเปลี่ยนเปน แชมพูฟอกตัว เชน sele-
nium sulfide 2.5%, zinc pyrithione 2%, ketoconazole 2% กไ็ ด และอาจใหยารบั ประทาน
รว มดวยได ขนาดการใหยารับประทานหรือยาทาเฉพาะท่ี และความถี่ในการใชยา ตามตาราง ดงั นี้
176 คูมือเภสัชกรชมุ ชนในการดแู ลอาการเจ็บปวยเลก็ นอยในรานยา
ตารางท่ี 54 ยาสาํ หรบั เกลื้อน
ยาทีใ่ ช ขนาด ระยะเวลา
ยาทาภายนอก
ketoconazole cream ทาวันละ 2 คร้ัง นาน 2 สปั ดาห
clotrimazole cream *ถาเปน shampoo ใหฟอกบรเิ วณที่เปน นาน 10 นาทวี ันละ 2
terbinafine cream คร้ัง ขณะอาบน้าํ แลวลางออก นาน 2-4 สปั ดาห
salicylic acid solution ** หากเปนซํ้าบอ ย ๆ อาจใช shampoo ฟอกบริเวณทเี่ ปน 1-2
ketoconazole shampoo ครงั้ ตอสปั ดาห หรอื รบั ประทาน itraconazole 400 มก./ flu-
selenium sulfide shampoo conazole 200 มก. เดือนละครงั้ เพื่อเปนการปอ งกันการกลบั
zinc pyrithione shampoo มาเปน ซ้ําก็ได
ยารบั ประทาน (กรณเี ปน ผ่ืนบรเิ วณกวาง กระจายจํานวนมาก หรือเกิดซํา้ ๆ)
Itraconazole 200-400 มก./วัน นาน 3-7 วนั
(หรือ 400 มก. คร้งั เดียว)
Fluconazole 200 มก./วัน นาน 7-14 วัน
(หรอื 200-300 สัปดาหละครั้ง นาน 2 สปั ดาห หรอื 300-400
มก. ครัง้ เดียว)
การบรบิ าลโดยไมใ ชยาสาํ หรบั เกล้อื น
เภสชั กรและผูป ว ยรวมกนั คน หาปจจัยเส่ยี งทท่ี าํ ใหเ กดิ รอยโรค/ผ่ืน เชน เหงื่อออกมากหลงั
ออกกาํ ลังกาย จงึ ควรแนะนําผูปว ยในการปอ งกันรว มดวยอาทิ การอาบนาํ้ ทนั ทีหลังออกกําลังกาย
ขอควรระวงั ในการใหบรบิ าลเภสัชกรรม
1. โรคเกลอ้ื นหายไดเ องแมไ มไ ดร บั การรกั ษา แตอ าจเปน ซํ้าไดบ อ ย จงึ ควรแนะนาํ ใหผ ปู ว ย
หลกี เล่ียงปจ จยั กระตุน
2. หลงั การรกั ษาจนครบระยะเวลา 1-2 สปั ดาหแลว สผี วิ อาจจะยังไมค ืนสภาพเปนปกติ
ตองใชระยะเวลาชว งหนึ่ง (บางรายอาจใชร ะยะเวลานานหลายเดือน) แตอยา งไรกต็ าม
ไมจาํ เปนตองใชยาตอเน่ืองเกินกาํ หนดระยะเวลาท่ีแนะนํา เน่ืองจากเช้ือไดถูกกําจัดไป
หมดแลว
3. ยารบั ประทาน terbinafine จะไมแ นะนําใหใ ชเ นอ่ื งจากปรมิ าณยาไปยงั บรเิ วณ stratum
corneum ไมเพียงพอ
การบริบาลเภสัชกรรมสำหรบั ผนื่ ที่ผวิ หนังในรา นยา 177
4. ยาทา 20-25% sodium thiosulfate จะออกฤทธ์ิโดยทําใหเช้ือท่ีอาศัยที่ stratum
corneum หลดุ ลอกออกไป แตไ มไ ดฆ า เชอื้ โดยตรง จงึ มปี ระสทิ ธภิ าพต่าํ กวา ยาทาชนดิ
อน่ื ๆ
กลุมรอยโรค/ผนื่ อ่ืน ๆ
ลมพษิ (Urticaria)
รอยโรค/ผื่นในกลุมนจ้ี ะเกิดจากปฏกิ ริ ยิ าของผวิ หนงั ตอสาเหตตุ า ง ๆ เชน อาหาร ยา การ
ตดิ เช้อื แมลงสัตวก ดั ตอย สงิ่ สมั ผัสภายนอกรา งกายเชน เกสรดอกไม ความรอน ความเยน็ หรือ อาจ
เกิดข้ึนเองโดยไมทราบสาเหตุ ปฏิกิริยาที่เกิดอาจเปนปฏิกิริยาทางระบบภูมิคุมกัน (IgE, immune
complex, autoimmune, complement) หรอื อาจไมผานทางระบบภมู ิคมุ กัน โดยทั่วไปจะแบง
ชนิดของลมพษิ เปน ชนดิ เฉยี บพลัน (มอี าการตอ เน่ืองเปน เวลานอ ยกวา 6 สปั ดาห) กบั ชนิดเรอ้ื รัง
การซกั ประวัตแิ ละประเมนิ รา งกายเบื้องตน สาํ หรบั ลมพษิ
1. ลกั ษณะของรอยโรค/ผ่ืน
2. อาการอ่นื ๆ ที่มีรว ม เชน ไข หนงั เปลอื กตาบวม รมิ ฝป ากบวม การหายใจติดขัด
3. ปจจัยกระตนุ ตา ง ๆ เชน อาหาร ยา การตดิ เชอ้ื สิง่ สัมผสั ภายนอก
4. ระยะเวลาทีม่ อี าการตอ เน่อื ง
5. ประวัตกิ ารเกิดรอยโรค/ผน่ื ชนิดนีม้ ากอน และวิธีการจดั การเบือ้ งตน ของผปู วย
เภสชั กรอาจจดั การเบอ้ื งตน สาํ หรบั ผน่ื ลมพษิ ทเี่ ปน ชนดิ เฉยี บพลนั สญั ญาณชพี ปกติ และไม
พบมีอาการทางระบบอนื่ ๆ รวมดว ย (เชน ไมพ บอาการไข การหายใจตดิ ขัด หรอื ถเ่ี ร็ว)
อาการและการแสดงออกทส่ี าํ คัญ
ผื่นนูนท่ีเกิดจากการบวมของชั้นผิวหนังแทสวนบน (wheal) ลอมรอบดวยรอยโรคผื่นแดง
(flare) มขี อบเขตชัดเจน ขนาดไมแ นนอน เกดิ บริเวณใดของรางกายกไ็ ด การกระจายตวั ของผืน่ มัก
เปนแบบไมสมมาตร ผ่ืนจะเกิดขึ้นเร็วและจางหายไปภายในเวลา 24 ช่ัวโมงโดยไมทิ้งรอยโรคหลัง
ผืน่ ยุบ
การบรบิ าลโดยใชย าสาํ หรับลมพษิ
1. ใหย ารบั ประทาน non-sedating H1-antihistamine เชน fexofenadine, loratadine,
cetirizine ขณะมอี าการ
2. ดูแลไมใ หผ วิ แหง เพอื่ ลดความไวของผิวหนัง โดยอาจใชส ารใหค วามชุมช้นื
178 คมู อื เภสัชกรชุมชนในการดแู ลอาการเจ็บปวยเล็กนอยในรานยา
การบริบาลโดยไมใ ชย าสําหรับลมพิษ
1. กาํ จัดสาเหตุ (หากทราบสาเหตแุ ละกาํ จัดได)
2. หลกี เลยี่ งสิง่ กระตนุ เชน นา้ํ หอม การขดั ผวิ การเกา การโดนแดดจดั
ขอควรระวังในการใหบรบิ าลเภสชั กรรม
1. การใชยา H2-antihistamine อาจใชรวมกับ H1-antihistamine ไดกรณีเปนลมพิษ
เรื้อรังและใช non-sedating H1-antihistamine ไมคอยไดผล เน่ืองจากท่ีผิวหนังมี
histamine-2 receptor อยูร อยละ 15 ของ histamine receptor ทงั้ หมด อยางไรก็
ดหี ลักฐานทางดานประสิทธภิ าพของยาอยใู นระดบั ต่าํ
2. ผน่ื ลมพิษ ไมจาํ เปน ตองใชย าทาสเตยี รอยด
บรรณานกุ รม
1. กอบกุล อณุ หโชค, ชุตกิ า ศรสี ทุ ธยิ ากร, สพุ ชิ ญา ไทยวฒั น. บรรณาธกิ าร. Essential derma-
tology: a practical guide for internist. โครงการตําราอายุรศาสตร วทิ ยาลัยแพทยศาสตร
พระมงกุฎเกลา. นาํ อักษรการพิมพ. กรงุ เทพฯ. 2562. 231 หนา
2. ปรยี า กลุ ละวณชิ ย และ ประวติ ร พศิ าลบตุ ร. บรรณาธกิ าร. ตําราโรคผวิ หนงั ในเวชปฏบิ ตั ปิ จ จบุ นั .
โฮลิสติก พับลชิ ช่งิ , กรงุ เทพฯ. 2555. 924 หนา.
3. สมาคมแพทยผิวหนังแหงประเทศไทย. แนวทางการดูแลรักษาโรคผื่นภูมิแพผิวหนัง (atopic
dermatitis). 2559.
4. สมาคมแพทยผิวหนังแหงประเทศไทย, สมาคมโรคภูมิแพโรคหืดและวิทยาภูมคุมกันแหง
ประเทศไทย, ชมรมแพทยผ วิ หนงั เดก็ แหงประเทศไทย. แนวทางการดูแลรกั ษาโรคลมพษิ (urti-
caria). 2557.
5. Ely JW. and Stone MS. The generalized rash: part I. differential diagnosis. Am Fam
Physician 2010 ; 81(6):726-734.
6. Faergemann J. Management of seborrheic dermatitis and pityriasis versicolor. Am
J Clin Dermatol. 2000;1(2):75-80
7. Fonacier L, Bernstein DI, Pacheco K, Holness L, Moore JB, Khan D., et al. Contact
dermatitis: a practice parameter-update 2015. J. Allergy Clin Immunol Pract. 2015:
S1-39.
8. Gudjonsson JE, Elder JT. Psoriasis. In: Goldsmith LA, Katz SI, Gilcrest BA, Paller AS,
Leffell DJ, Wolff K, editors. Fitzpatrick’s dermatology in general medicine. 8th ed.
การบรบิ าลเภสชั กรรมสำหรับผน่ื ทีผ่ วิ หนังในรา นยา 179
New York: McGraw-Hill; 2012. pp. 197-231.
9. Hsu S., Lee EH., Khoshevis MR. Differential diagnosis of annular lesions. Am Fam
Physician 2001; 64(2): 289-297.
10. Jean Revu Z, Allanore LV. Drug reaction. In: Bolognia Jean L, Jorizzo Joseph L,
Julie, et al., editors. Dermatology. 3rd ed. Elsevier; 2012. p. 335.
11. Kalra MG., Higgins KE., Kinney BS. Intertrigo and secondary Skin Infections. Am Fam
Physician 2014;89(7): 569-573.
12. Kim, Soo-Ok et al. Effects of probiotics for the treatment of atopic dermatitis: a
meta-analysis of randomized controlled trials. Annals of Allergy, Asthma & Immu-
nology, 113(2): 217 - 226
13. Marais A and Osuch E. Common cutaneous dermatophyte infections of the skin
and nails. South African Family Practice 2017; 59(3):33-40.
14. Parinyarux P., Thavornwattanayong W., Soontornpas C., Rawangnam P. Towards
better CARE for superficial fungal infections: A consultation guide for the commu-
nity pharmacy. Pharmacy 2022; 10: 29.
15. Rajka G, Langeland T. Grading of the severity of atopic dermatitis. Acta Derm Ve-
nereol Suppl (Stockh). 1989;144:13-4
16. Sakchai Chaiyamahapurk and Prateep Warnnissorn. Prevalence and pattern of
diseases of the skin and subcutaneous tissue in a primary care area in Thailand.
Siriraj Med J 2021; 73: 357-362.
17. Schwartz RA. Superficial fungal infections. Lancet. 2004;364(9440):1173-82. 72.
18. Zhu, Z., Yang, Z., Wang, C., & Liu, H. Assessment of the effectiveness of vitamin
supplement in treating eczema: A systematic review and meta-analysis. evi-
dence-based complementary and alternative medicine : eCAM, 2019, 6956034.
https://doi.org/10.1155/2019/6956034.
บทพิเศษ
การเลิกสูบบหุ รี่
(Smoking cessation)
การเลิกสบู บุหรี่ (Smoking cessation) 183
การเลกิ สูบบุหร่ี (Smoking cessation)
รองศาสตราจารย เภสัชกรหญิงสุณี เลิศสินอดุ ม
บทนาํ
บุหรเ่ี ปนปญหาท่ีสําคญั ตอ สขุ สภาพของคนท่ัวโลก โดยพบวา คนท่วั โลกจะเสยี ชีวติ มากกวา
8 ลานคนตอป ซงึ่ มากกวา 7 ลานคนเปนคนทส่ี บู บหุ รโี่ ดยตรง (Direct smoker) และอกี ประมาณ
1.2 ลานคนไมไดสูบบุหร่ีแตไดรับสัมผัสควันบุหร่ีเปนเวลานาน (Second-hand smoker)1 ซ่ึงใน
สหรัฐอเมรกิ าพบวาการสบู บหุ รี่หรือไดรบั ควันบหุ ร่ี เปนสาเหตุทสี่ ําคัญของโรคไมต ิดตอ เรอ้ื รัง ไดแก
โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โดยพบวา การสูบบุหร่ีจะเพ่ิมความเสี่ยง 2
ถงึ 4 เทา ของการเกดิ โรค ซงึ่ จะนาํ ไปสกู ารเสยี ชวี ติ และในสว นโรคทางเดนิ หายใจ โดยพบวา บหุ รเ่ี ปน
สาเหตทุ สี่ ําคญั ของโรคปอด ซงึ่ ไดแ ก โรคปอดอดุ กนั้ เรอื้ รงั โรคหดื โรคภมู แิ พ โดยเฉพาะจะทาํ ใหเ กดิ
โรคมะเร็งปอดเพ่ิมขน้ึ 25 เทา และพบวา ผูทส่ี บู บหุ รจี่ ะเสียชีวิตจากโรคปอดอดุ ก้นั เรือ้ รงั ถึง 13 เทา
เม่ือเปรียบเทียบกับคนไมสูบบุหร่ี2 และบุหรี่ยังเปนสาเหตุสาํ คัญของโรคมะเร็งอ่ืน ๆ ทั่วรางกาย
ซง่ึ แตล ะประเทศจะตอ งรบั ภาระในการดแู ลรกั ษาผปู ว ยจาํ นวนมาก จากการทที่ ําใหเ กดิ ปญ หาสขุ ภาพ
มากมาย จากการศกึ ษาผลของบหุ รตี่ อ ภาระทางเศรษฐกิจ (Economic burden) สําหรับโรคท่ีเปน
ผลมาจากการสบู บุหร่ใี นประเทศไทย ป ค.ศ. 2009 พบวา ประเทศไทยตองใชเงินประมาณ 74.88
ลา นบาทในการดแู ลผปู ว ยทเี่ ปน โรคตา งๆ จากการสบู บหุ ร่ี ซง่ึ เปน คา ใชจ า ยทเ่ี ปน มลู คา มหาศาลทสี่ ญู
เสียไปโดยเปลาประโยชน 3นอกจากนี้ยังมีการศึกษารายงานวาผูท่ีสูบบุหรี่เสี่ยงตอการเสียชีวิตดวย
โรคหัวใจและหลอดเลือดถึง 2.07 เทาเมอ่ื เปรยี บเทียบกบั ผทู ไ่ี มส ูบบหุ ร่ี4
ในป พ.ศ. 2560 ถงึ แมว า อตั ราการสบู บหุ รใี่ นแตล ะภมู ภิ าคของประเทศไทยจะลดลงอยา งตอ เนอื่ ง
กม็ รี ายงานวา อตั ราการสบู บหุ รขี่ องผทู ม่ี รี ะดบั การศกึ ษาประถมศกึ ษามอี ตั ราการสบู บหุ รปี่ จ จบุ นั สงู สดุ
ถึง 22% รองลงมาเปน ระดบั มัธยมตน 21.5% และผูท่ีไมเคยเรยี น 18.1%5 ซึง่ เมอ่ื ผูใชบุหรเี่ ร่มิ ตดิ
บหุ รีต่ อนอายุนอ ยแลว การเลกิ บหุ รี่จะทาํ ไดยากขึ้น เนอื่ งดว ยสารนิโคตินซึ่งเปนสารเสพติดทม่ี ฤี ทธ์ิ
ทําใหร สู กึ พงึ พอใจ มคี วามสขุ ซง่ึ จะไปกระตนุ ใหอ ยากสบู บหุ รแี่ ละสง ผลตอ พฤตกิ รรมทที่ าํ ใหต อ งสบู
บหุ ร่เี ปน ประจาํ
สวนประกอบในบุหรี่
บหุ ร่ี 1 มวน หลงั เกิดการเผาไหมจ ะประกอบไปดวยสารเคมีตา ง ๆ มากกวา 4,000 ชนิด
ซ่งึ เปน สารทร่ี วู า สามารถกอใหเกิดมะเรง็ มากกวา 60 ชนดิ 6
184 คมู ือเภสัชกรชมุ ชนในการดแู ลอาการเจบ็ ปวยเล็กนอ ยในรา นยา
ตวั อยา งสารพษิ ท่ีพบในควนั บุหร่ี
1. ทาร (Tar) ซ่งึ เปน สารทเ่ี กิดจากการเผาไหมข องใบยาสบู และมสี ารอันตรายหลายชนิด
ผสมรวมกนั เชน เบนโซพยั รนี (Benzopyrine) โดยทารจ ะรวมตวั กบั ฝนุ ตา ง ๆ ทหี่ ายใจ
เขา ไปและขงั อยใู นถงุ ลมปอด ทําใหเ กดิ การระคายเคอื งทางเดนิ หายใจ ไอเรอ้ื รงั ซง่ึ อาจ
เปน สาเหตุของการเกดิ หลอดลมอดุ กน้ั เร้ือรงั (COPD)
2. คารบ อนมอนอกไซด (Carbon monoxide) ซงึ่ เปน สารทเี่ กดิ จากการเผาไหมไ มส มบรู ณ
ซงึ่ กา ซนจี้ ะขดั ขวางการลาํ เลยี งออกซเิ จนของเมด็ เลอื ดแดงดว ยการแยง จบั ฮโี มลโกลบนิ
ทําใหรางกายของผูสูบบุหรี่ไดรับออกซิเจนตํา่ กวาปกติ ทําใหหัวใจตองทํางานมากกวา
ปกตเิ พื่อใหเลือดนําออกซเิ จนไปเลีย้ งสว นตางๆของรางกายใหเ พยี งพอ
3. ไฮโดรเจนไซยาไนด (Hydrogen cyanide)ซึง่ ผลของการไดร บั กาซชนิดน้จี ะทาํ ใหผ สู ูบ
บุหร่ีเกิดอาการไอ มีเสมหะ จากการที่กาซไปทําลายเย่ือบุหลอดลมสวนตนท่ีทําหนาท่ี
คอยดกั สิ่งแปลกปลอมตา ง ๆ
นอกจากน้ียังมีสารอีกหลายชนิดท่ีสามารถพบไดในควันบุหรี่ แตท่ีสารท่ีอันตรายท่ีสุดคือ
นโิ คตนิ (Nicotine) ซงึ่ เปน สารทม่ี กี ลไกออกฤทธชิ์ ว ยใหผ สู บู บหุ รมี่ คี วามสขุ และทาํ ใหเ กดิ การเสพตดิ ได
สารนโิ คติน (Nicotine)6
ในบุหร่ี 1 มวนจะมสี ารนโิ คตินประมาณ 10 มิลลิกรมั และสามารถดดู ซมึ เขาสรู า งกายได
ประมาณ 1-2 มลิ ลกิ รมั ถงึ แมจ ะดเู หมอื นวา เปน ปรมิ าณทตี่ า่ํ แตก ส็ ง ผลอนั ตรายตอ รา งกายได นโิ คตนิ
ออกฤทธโ์ิ ดยตรงที่สมองสว น Ventral Tegmental Area (VTA) โดยจะเขา สสู มองภายใน 10-15
วินาทหี ลงั การสบู และมคี า ครึง่ ชวี ิต (half-life) อยูทปี่ ระมาณ 2 ถึง 3 ชว่ั โมง นโิ คตนิ จะออกฤทธ์โิ ดย
การกระตนุ การหลัง่ สารสือ่ ประสาทตาง ๆ เชน dopamine norepinephrine และ epinephrine
ผาน Nicotinic subtype ของ acetylcholine receptors หรือ nicotinic acetylcholine
receptors (nAChRs) ซ่ึงสงผลใหเกิดความสุข รูสึกกระปรี้กระเปรา มีสมาธิมากขึ้น อารมณดี
และความตึงเครียดลดลง
ในผูสูบบุหร่ีจะไดรับสารนิโคตินอยางตอเน่ือง ซ่ึงผลจากการออกฤทธิ์ของสารนิโคตินทาํ ให
ผสู บู บหุ รเี่ กดิ อารมณแ หง ความสขุ โดยในคนทสี่ บู บหุ รจี่ ะตอ งสบู ในปรมิ าณทม่ี ากพอทจ่ี ะทาํ ใหร า งกาย
ไดร บั ปรมิ าณสารนโิ คตนิ เพยี งพอในแตล ะวนั เพอ่ื ใหร า งกายตนื่ ตวั และเมอื่ หยดุ สบู บหุ ร่ี ปรมิ าณสาร
สอ่ื ประสาทเหลา นจี้ ะลดลงทาํ ใหอ ารมณแ หง ความสขุ ความตนื่ ตวั หายไปและเกดิ อาการถอนนโิ คตนิ
(Nicotine Withdrawal) เชน กระวนกระวาย หงุดหงดิ งาย ไมม ีสมาธิ เปนตน โดยจากภาพท่ี 1
จะเหน็ วาอาการถอนนโิ คตินจะเกดิ ขึ้นสงู สุดท่ี 1-2 สปั ดาหแรกของการหยุดสบู บุหร่ี ในระยะเวลาน้ี
คนท่ตี ดิ สารนิโคตนิ จะมคี วามทรมานมาก ซ่งึ นาํ ไปสูการกลับไปสบู บหุ รี่อีก โดยมี peak relapse อยู
การเลกิ สบู บุหรี่ (Smoking cessation) 185
ท่ี 4 สัปดาหแรก นอกจากนี้ ใน 10 สัปดาหแรก ผูปวยจะมีความอยากรับประทานอาหารและมี
นํา้ หนักท่เี พม่ิ ขนึ้ เชนเดียวกนั
ตารางท่ี 1 ตวั อยา งผลจากการใชนิโคตินตอสารสื่อประสาท6
สารส่อื ประสาท ผลจากนิโคตนิ
Dopamine รสู ึกพึงพอใจ (pleasure) สุขใจ ความอยากอาหารลดลง
Norepinephrine ทาํ ใหต นื่ ตวั มีแรงจงู ใจ ความอยากอาหารลดลง
Serotonin รกั ษาระดบั อารมณ (mood modulation) ความอยากอาหารลดลง
Acetylcholine ทําใหต ื่นตัว ทาํ ใหสมาธิดีขึ้น (cognitive enhancement)
ภาพท่ี 1 แสดงระยะเวลาของการเกิดอาการถอนสารนิโคติน6
ในการวัดระดบั การตดิ สารนโิ คตินในผูสูบบหุ รนี่ ้ัน จะใชแ บบทดสอบฟาเกอรสตรอมเพื่อวดั
ระดบั การตดิ สารนิโคตนิ (Fagerstrom Test for Nicotine Dependence) ซ่ึงเปนการประเมนิ โดย
มีคาํ ถามเกี่ยวกับบุหรี่มวนแรก ซ่ึงตอนตื่นนอนปริมาณสารนิโคตินในกระแสเลือดจะนอยที่สุดและ
ความอยากสารนิโคตินในตอนเชาก็จะมีมากที่สุดเชนเดียวกัน ถามีคะแนนรวมได 4 คะแนนข้ึนไป
หมายความวา มีการติดสารนิโคติน และถาคะแนนมากข้ึนก็หมายความวามีการติดสารนิโคตินมาก
ข้นึ เชน กนั รายละเอียดขอคําถามดงั ตารางที่ 2
186 คูมือเภสัชกรชุมชนในการดแู ลอาการเจ็บปว ยเลก็ นอยในรานยา
ตารางท่ี 2 แบบประเมิน Fagerstrom Test for Nicotine Dependence (FTND)7
คาํ ถาม คะแนน
1. หลังตื่นนอนตอนเชา คุณสูบบุหร่มี วนแรกเมอื่ ไร 3
2
ภายใน 5 นาที 1
6-30 นาที 0
31-60 นาที
หลัง 60 นาที 1
2. คณุ รูสึกอึดอดั กระวนกระวายหรอื ลาํ บากใจหรือไม ทต่ี องอยูในเขตปลอดบหุ ร่ี 0
เชน โรงภาพยนตร หองสมุด 1
ใช 0
ไมใช 0
3. บหุ ร่ีมวนไหนทคี่ ุณคิดวาเลกิ ยากท่ีสุด 1
มวนแรกในตอนเชา 2
มวนอนื่ ๆ ระหวางวัน 3
4. โดยปกตคิ ุณสูบบุหรีว่ ันละกม่ี วน 1
10 มวนหรอื นอยกวา 0
11-20 มวน 1
21-30 มวน 0
31 มวนหรอื มากกวา
5. คุณสูบบุหรจี่ ัดในชั่วโมงแรกหลงั ตนื่ นอน โดยสบู มากกวาเวลาอน่ื ของวนั
ใช
ไมใช
6. คุณยงั ตอ งสูบบุหรอี่ ยู แมจ ะเจ็บปวยนอนพักตลอดบนเตียงนอน
ใช
ไมใ ช
คะแนนนอยกวา 4 หมายถึง ตดิ สารนิโคตินในระดับต่าํ
คะแนน 4-6 หมายถึง ติดสารนโิ คตินในระดบั ปานกลาง
คะแนน 7-10 หมายถึง ตดิ สารนิโคตินในระดับสงู การรักษาอาการถอนสารนิโคตินโดยการ
ใหยาชวยเลกิ บหุ ร่มี ีความจําเปน 8
ซึ่งนอกจากการเสพติดทางกายจากฤทธิ์ของสารนิโคติน (Nicotine dependence) แลว
การเสพติดบุหร่ียังสามารถเกิดไดจากเหตุผลอื่น ซึ่งไดแก การเสพติดทางอารมณและจิตใจ
การเลิกสูบบุหร่ี (Smoking cessation) 187
(psychological dependence) คือ การที่ผสู ูบบุหรชี่ อบความสขุ ความพึงพอใจจากการไดร ับสาร
นโิ คตนิ ทที่ ําใหร สู กึ ผอ นคลาย มเี รย่ี วแรง มสี มาธใิ นการทาํ งาน และการเสพตดิ ทางพฤตกิ รรม/สงั คม
(social dependent) หรอื เปนนิสยั (habit) คอื การสูบบหุ รจี่ นติดเปน นสิ ัย เปนความเคยชิน โดยผู
สูบบุหร่ีจะตองหยิบบุหร่ีขึ้นมาสูบเมื่ออยูในสถานการณหรือมีสิ่งกระตุนท่ีคุนเคยหรือระหวางทํา
กิจกรรมประจาํ วัน เชน ตอนเขาหองนํ้า ระหวางการด่ืมชาหรือกาแฟ เม่ือด่ืมสุราในการสังสรรค
เปนตน
โดยในคนหนงึ่ อาจจะตดิ ไดม ากกวา 1 กลไก ดงั น้ันในการบาํ บัด จึงตองทําความเขา ใจและ
ประเมนิ กอ น โดยจะทาํ การประเมนิ การตดิ ทางกาย โดยใชแ บบทดสอบฟาเกอรส ตรอม เพอื่ วดั ระดบั
การติดสารนโิ คตนิ ดงั ตารางท่ี 2 ซึ่งนอกจากการประเมนิ การติดทางกายแลว ตอ งมกี ารประเมินการ
เสพตดิ ทางอารมณแ ละจติ ใจ (psychological dependence) และการเสพตดิ ทางพฤตกิ รรม/สงั คม
(social dependent) หรอื เปน นสิ ัย (habit) รวมดวย เพ่อื ทจ่ี ะประเมินวา มีการตดิ แบบไหน และ
หาทางทาํ การบําบัดรกั ษาใหเ หมาะสมกับแตละราย
การบําบดั รกั ษาการเสพติดสารนิโคติน
แนวทางการรักษา ผมู ารับการบําบัดการเสพติดสารนโิ คตนิ ใหไดผ ลดนี ัน้ ควรเร่มิ ตง้ั แตการ
คัดกรอง จากน้ันทําใหผูรับบริการตระหนักตระหนักถึงปญหาการสูบบุหร่ีและผลดีของการเลิกบุหร่ี
และตดั สนิ ใจเลกิ ดว ยตนเอง ซง่ึ เมอ่ื ตดั สนิ ใจและพรอ มทจี่ ะเลกิ บคุ ลากรทางการแพทยค วรทจ่ี ะใหก าร
สนับสนุนในการรักษา โดยใหคาํ แนะนําปรึกษาหรือการใชยาในบางรายที่จําเปน โดยมีการติดตาม
อาการของผูรบั บริการเปนระยะ
แนวทางการใหบ ริการเลกิ บหุ ร่ี โดยใชห ลักการ 5A
1. Ask about tobacco use คือ การถามประวตั กิ ารสบู บหุ ร่ี และถามทุกรายวา มีการ
สบู หรอื ไมในทุกครง้ั ท่มี ารบั บริการ
2. Advise to quit คือ การแนะนาํ ใหผูสบู บหุ ร่ีเลิกสูบ โดยใหขอมลู เกี่ยวกับผลเสียของ
การสูบ และขอ ดขี องการเลิกสูบ ซึง่ อาจแนะนําวธิ ีเลิกสูบท่ีเหมาะสม หรือใหค าํ แนะนํา
เพ่ือเพิม่ โอกาสในการเลกิ บหุ รใ่ี หแกผูรับบรกิ าร
3. Assess willingness to quit คือ การประเมินแรงจูงใจและความสมคั รใจในการเลิก
บหุ รข่ี องผรู บั บรกิ าร โดยในการปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมในการเลกิ บหุ รน่ี นั้ มกี ารประเมนิ
แบง ออกเปน 5 ระยะ ตาม stage of changes model9 ซง่ึ เมื่อทราบวาผูรบั บรกิ ารมี
แรงจูงใจระดบั ใด จึงสามารถใหก ารตอบสนองทีเ่ หมาะสม ดังน้ี
188 คมู ือเภสัชกรชมุ ชนในการดแู ลอาการเจบ็ ปว ยเล็กนอ ยในรา นยา
Pre-contemplation stage เปน ระยะทผ่ี สู บู บหุ รไี่ มค ดิ เลกิ ภายใน 6 เดอื น
ขา งหนา โดยในระยะนคี้ วรไดร บั ความรเู กย่ี วกบั ผลกระทบจากการสบู บหุ รี่
และคาํ แนะนาํ ใหเลิกสบู บหุ รี่
Contemplation stage เปนระยะท่ีผูสูบบุหร่ีคิดเลิกสูบบุหรี่ภายใน
6 เดือนขางหนา โดยในระยะนี้ควรถูกทาํ ใหเ ชอื่ วาการเลกิ สูบบุหรเี่ ปนส่ิง
ทเ่ี ปน ไปไดไ มใ ชเ รอื่ งยากและแนะนาํ วธิ กี ารเลกิ สบู บหุ ร่ี โดยใหร ายละเอยี ด
ข้นั ตอนการเลกิ สบู บุหรแี่ ละการปฏิบตั ิตวั ขณะเลิกสบู บุหรี่
Preparation stage เปนระยะที่ผูสูบบุหรี่พรอมสําหรับการเลิกสูบบุหรี่
หรอื เคยลงมอื เลกิ บุหร่ีภายใน 1 เดือน โดยในระยะนี้ควรเริม่ เตรียมความ
พรอมสําหรับการเลิกสูบบุหรี่ โดยอาจเร่ิมกาํ หนดวันที่จะเลิกสูบหรือเริ่ม
ลดจํานวนบหุ รที่ ่ีสูบในแตละวนั ลง
Action stage เปนระยะท่ีผูสูบบุหรี่ลงมือเลิกสูบบุหร่ีในระยะเวลาชวง
1-6 เดือน โดยในระยะนี้ควรไดรับกําลังใจและการติดตามเปนระยะ
เพื่อสังเกตอาการที่อาจจะเกิดขึ้นขณะเลิกสูบบุหรี่โดยเฉพาะอาการขาด
สารนิโคตนิ
Maintenance stage เปน ระยะทผี่ สู บู บหุ รเ่ี ลกิ สบู บหุ รไี่ ดน านเกนิ 6 เดอื น
โดยในระยะนี้ควรไดรับกําลังใจและคาํ แนะนาํ เปนระยะเพ่ือปองกันการ
กลับไปสบู ใหม
ซง่ึ โดยทวั่ ไปแลว ผูสบู บุหรีอ่ าจจะตอ งใชความพยายามอยา งนอย 3-4 ครัง้ โดยในบางราย
อาจใชเ วลาเปน ปใ นการเริ่มตั้งแตระยะ Pre-contemplation stage ไปจนถงึ ระยะ maintenance
stage
4. Assist in a quit attempt คอื การชวยเหลือในการเลิกสูบบหุ ร่โี ดยอธบิ ายขัน้ ตอน
ของการเลิกบุหรี่ ซึ่งการบาํ บัดจะประกอบดวยการใหคาํ ปรึกษาและการบาํ บัดทางยา
หรอื อาจใชว ิธีอนื่ ที่เหมาะสมกบั ผรู ับบรกิ าร เพือ่ ชวยใหผ ูร ับบรกิ ารประสบความสําเรจ็
ในการเลกิ บหุ รี่
ตาม 2008 PHS Clinical Practice Guideline Update: Treating Tobacco
Use and Dependence ไดม คี าํ แนะนาํ วา ในการเลกิ บหุ ร่ี การใหค ําปรกึ ษารว มกบั การ
บาํ บัดดวยยาจะใหผลดีกวาการใหยาหรือการใหคาํ ปรึกษาเพียงอยางใดอยางหนึ่ง
โดยกอนหนาน้ี มีการศึกษาท่ีทาํ การศึกษาเปรียบเทียบระหวางการเลิกบุหรี่โดยการให
คําปรกึ ษาเพยี งอยา งเดยี วกบั การเลกิ บหุ รจี่ ากการใหค าํ ปรกึ ษารว มกบั การบาํ บดั ดว ยยา
โดยนาํ การศกึ ษามาวิเคราะหทัง้ หมด 9 การศกึ ษา ผลแสดงวา ในกลมุ ทไ่ี ดรับคําปรึกษา
ชว ยในการเลกิ บหุ รเ่ี พยี งอยา งเดยี วมอี ตั ราการเลกิ บหุ รไ่ี ดอ ยทู ี่ 14.6% ในขณะทใ่ี นกลมุ
การเลกิ สูบบหุ ร่ี (Smoking cessation) 189
ทไี่ ดร บั คาํ ปรกึ ษารว มกบั การบําบดั ดว ยยา มอี ตั ราการเลกิ บหุ รอี่ ยทู ี่ 22.1% และนอกจาก
นย้ี งั มกี ารศกึ ษาเปรยี บเทยี บระหวา งการบาํ บดั ดว ยยาเพยี งอยา งเดยี วเทยี บกบั การรกั ษา
ดวยการใหคําปรึกษารวมกับการบําบัดดวยยา โดยนําการศึกษามาวิเคราะหท้ังหมด
18 การศกึ ษา พบวา ในกลมุ ทไี่ ดร บั การบาํ บดั ดว ยยาเพยี งอยา งเดยี วมอี ตั ราการเลกิ บหุ ร่ี
ไดอ ยทู ี่ 21.7% ในขณะทใ่ี นกลมุ ทไ่ี ดร บั การบาํ บดั ดว ยยารว มกบั การใหค ําปรกึ ษามอี ตั รา
การเลิกบุหร่ีไดอ ยูที่ 27.6%10
5. Arrange follow-up คอื การติดตามผล โดยควรมีการติดตามตั้งแตสัปดาหแรกหลงั
จากไดมกี ารเลิกสูบบุหร่ี ระหวา งการบําบดั และหลงั การบาํ บัดอกี อยางนอย 1 ป
การรักษาโดยไมใชย า (Non-Pharmacological treatment)
ในการรักษาการเสพติดสารนิโคตินโดยไมใชยานั้น ในผูรับบริการที่ยังไมเคยลองเลิกสูบบุหร่ี
ควรใชวิธีการรักษาโดยไมใชยากอน โดยการกาํ หนดแผนการเลิกสูบบุหรี่แลวลองทาํ ตาม ซ่ึงใน
ผสู บู บหุ รบี่ างรายสามารถเลกิ ไดต งั้ แตข นั้ ตอนนเี้ ลย แตใ นบางรายตอ งอาศยั การปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรม
รวมดว ย และในรายทีไ่ มสามารถเลิกสบู บหุ รไี่ ดดว ยวิธีนี้ อาจจะตอ งใชว ิธอี นื่ ตอ ไป
การรักษาโดยใชหลัก STAR หรอื 4 ล
Set a target quit date คอื การเลือกหรอื กําหนดวันที่ทแ่ี นน อนในการเลิกสบู บหุ ร่ี
โดยควรอยูภายในระยะเวลา 2 สัปดาห เนื่องจากหากเกินระยะเวลา 2 สัปดาหแลว
ผูรับบริการมีโอกาสสูงในการลมเลกิ ความตั้งใจ
Tell family and others คือ การลนั่ วาจาบอกกลาวคนใกลชดิ ใหท ราบวากําลังเลกิ
บหุ รี่ เชน พอ แม แฟน เพื่อน
Anticipate challenges คือ การลงมือเลิกบหุ ร่ี ไมห วน่ั ไหว เล่ยี งการไปเจอส่งิ กระตุน
และเตือนตัวเองอยเู สมอ
Remove all to tobacco correlated products คือ ละอุปกรณหรือทิ้งอปุ กรณที่
เกีย่ วขอ งกับการสบู บหุ ร่ี เพ่ือกาํ จัดความเส่ียงทจ่ี ะทําใหกลบั ไปสบู อีก
ในระยะทีผ่ รู บั บริการลงมอื เลิกบุหร่ี จะแนะนาํ การปฏบิ ตั ติ วั โดยใชห ลกั 5 D แกผ รู บั บริการ
โดยนําไปใชเ มอื่ ผรู บั บริการมีความตองการอยากสูบบุหร่ี หรือเพื่อปองกันการกลบั มาสูบซํ้า
หลัก 5 D มีดังนี้
1. Delay คอื การชะลอเวลา โดยไมส บู บหุ รท่ี นั ทที อ่ี ยากสบู และยดื เวลาออกไป 5-10 นาที
ซงึ่ จะทาํ ใหอาการอยากสูบลดลงหรือหมดไป