แผนการจัดการเรียนรู้
รายวชิ า ท๓๒๑๐๒ ภาษาไทย ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๕
ภาคเรยี นที่ ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๓
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๑ – ๒
เลม่ ที่ ๑
นางพชิ ชานนั ท์ แสนแกว้
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
โรงเรยี นโคกโพธไิ์ ชยศกึ ษา
อาเภอโคกโพธไ์ิ ชย จงั หวดั ขอนแกน่
สานกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต ๒๕
คำนำ
แผนการจดั การเรียนรู้เล่มนี้จัดทาขน้ึ เพื่อเปน็ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ รายวิชา ท๓๒๑๐๒
ภาษาไทย ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี ๕ กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย โดยสอดคลอ้ งกับสาระการเรียนรู้และ
มาตรฐานการเรยี นรู้ช่วงชน้ั ที่ ๔ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑ ไดร้ วบรวม หลกั การ จดุ หมาย หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ความสาคัญของ
ภาษาไทย ธรรมชาติของภาษาไทย คุณภาพผเู้ รียน และได้จดั ทาตารางวิเคราะห์จุดหมาย สาระและมาตรฐาน
การเรยี นรู้ คาอธิบาย รายวชิ า หน่วยการเรยี นรู้ กาหนดการสอนรายชัว่ โมง จุดประสงค์การเรยี นรแู้ ละการ
วัดผลประเมนิ ผล และแผนการจดั การเรยี นรู้รายชั่วโมงเพื่อใชเ้ ปน็ แนวการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน ประจา
ภาคเรยี นที่ ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๓ ตอ่ ไป
พชิ ชานันท์ แสนแก้ว
สำรบัญ
หนา้
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ................................................................. ๑
วสิ ยั ทัศน.์ ....................................................................................................................................................๑
หลกั การ.....................................................................................................................................................๑
จุดหมาย.....................................................................................................................................................๑
สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น....................................................................................................................... ๑
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์....................................................................................................................... ๒
ทาไมต้องเรยี นภาษาไทย......................................................................................................................... ๒
เรยี นร้อู ะไรในภาษาไทย .................................................................................................................... ๓
คณุ ภาพผเู้ รยี น ................................................................................................................................ ๓
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้……………………………………………………………………………………….……........ ๕
ตัวชีว้ ัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลาง..................................................................................................... ๗
คาอธบิ ายรายวชิ า ท๓๒๑๐๒ ภาษาไทย ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๕............................................................. ๑๒
วเิ คราะหม์ าตรฐาน ตวั ชีว้ ดั และสาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง....................................................................... ๑๓
โครงสร้างรายวชิ าและกาหนดหนว่ ยการเรียนร.ู้ ...................................................................................... ๒๑
กาหนดหนว่ ยการเรียนร.ู้ ........................................................................................................................ ๒๕
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๑ ...................................................................................................................... ๒๖
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๒ ...................................................................................................................... ๓๖
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๓ ...................................................................................................................... ๔๔
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๔ ...................................................................................................................... ๕๒
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๕ ..................................................................................................................... ๕๗
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๖ ..................................................................................................................... ๖๓
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๗ ..................................................................................................................... ๗๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๘ ...................................................................................................................... ๗๙
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๙ ...................................................................................................................... ๘๙
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๑๐ ................................................................................................................... ๙๖
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๑๑ ................................................................................................................... ๑๐๔
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๑๒ .................................................................................................................... ๑๑๓
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๑๓ ..................................................................................................................... ๑๒๐
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๑๔ .................................................................................................................... ๑๓๓
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๑๕ .................................................................................................................... ๑๔๔
แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี ๑๖ .................................................................................................................... ๑๕๔
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๑๗ .................................................................................................................... ๑๖๕
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑๘ .................................................................................................................... ๑๗๑
แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ ๑๙ .................................................................................................................... ๑๙๒
๑
หลกั สตู รแกนกลำงกำรศกึ ษำขั้นพน้ื ฐำน พุทธศักรำช ๒๕๕๑
วสิ ยั ทศั น์
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน มุ่งพัฒนาผเู้ รียนทุกคน ซึ่งเปน็ กาลงั ของชาติใหเ้ ปน็ มนุษย์ท่ีมี
ความสมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มจี ิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเปน็ พลโลก ยึดมน่ั ในการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความร้แู ละทักษะพนื้ ฐาน รวมท้ัง เจตคติ
ทจี่ าเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวติ โดยมงุ่ เน้นผเู้ รยี นเปน็ สาคัญบนพื้นฐาน
ความเช่อื วา่ ทุกคนสามารถเรียนรแู้ ละพัฒนาตนเองไดเ้ ต็มตามศกั ยภาพ
หลักกำร
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน มีหลักการท่สี าคัญ ดังนี้
๑. เป็นหลกั สตู รการศึกษาเพื่อความเปน็ เอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรยี นรู้เป็น
เป้าหมายสาหรบั พัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพ้ืนฐานของความเปน็ ไทย
ควบคู่กับความเป็นสากล
๒. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือปวงชน ท่ีประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมี
คณุ ภาพ
๓. เป็นหลักสูตรการศึกษาท่ีสนองการกระจายอานาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้
สอดคลอ้ งกับสภาพและความตอ้ งการของท้องถนิ่
๔. เป็นหลกั สูตรการศึกษาทม่ี โี ครงสรา้ งยืดหยนุ่ ท้งั ดา้ นสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัดการเรยี นรู้
๕. เป็นหลกั สูตรการศึกษาทเี่ นน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคัญ
๖. เป็นหลักสูตรการศึกษาสาหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุก
กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
จุดหมำย
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผ้เู รยี นให้เปน็ คนดี มปี ญั ญา มคี วามสุข
มีศกั ยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกาหนดเป็นจดุ หมายเพื่อใหเ้ กิดกบั ผู้เรยี น เมอื่ จบการศึกษา
ข้ันพนื้ ฐาน ดังนี้
๑. มีคณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นิยมทพ่ี ึงประสงค์ เห็นคุณคา่ ของตนเอง มีวนิ ยั และปฏบิ ตั ติ นตาม
หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาท่ีตนนับถอื ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
๒. มีความรู้ ความสามารถในการส่อื สาร การคิด การแกป้ ัญหา การใช้เทคโนโลยี และมที ักษะชวี ิต
๓. มสี ุขภาพกายและสุขภาพจติ ทดี่ ี มีสุขนสิ ัย และรักการออกกาลงั กาย
๔. มคี วามรักชาติ มจี ิตสานึกในความเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ยึดมนั่ ในวิถีชีวิตและ การปกครอง
ตามระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมขุ
๕. มีจติ สานกึ ในการอนุรักษ์วฒั นธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนรุ กั ษ์และพฒั นาสิ่งแวดล้อม มจี ิต
สาธารณะทีม่ ุ่งทาประโยชนแ์ ละสร้างส่ิงท่ีดงี ามในสังคม และอยรู่ ว่ มกันในสงั คมอยา่ งมคี วามสขุ
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น และคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
ในการพัฒนาผู้เรยี นตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุง่ เน้นพฒั นาผเู้ รียนให้มีคุณภาพตาม
มาตรฐานทกี่ าหนด ซ่ึงจะชว่ ยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสาคัญและคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ดงั น้ี
สมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี น
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน มุ่งให้ผเู้ รยี นเกดิ สมรรถนะสาคัญ ๕ ประการ ดังน้ี
๒
๑. ควำมสำมำรถในกำรส่ือสำร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา
ถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสารและ
ประสบการณ์อนั จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหา
ความขัดแย้งต่างๆการเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้
วิธีการสื่อสาร ทมี่ ีประสิทธภิ าพโดยคานงึ ถึงผลกระทบท่มี ตี อ่ ตนเองและสังคม
๒. ควำมสำมำรถในกำรคิด เป็นความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ การคิดสงั เคราะห์
การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ
สารสนเทศเพ่อื การตดั สนิ ใจเกีย่ วกับตนเองและสงั คมได้อยา่ งเหมาะสม
๓. ควำมสำมำรถในกำรแกป้ ัญหำ เป็นความสามารถในการแก้ปญั หาและอปุ สรรคตา่ ง ๆ ท่ี
เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์
และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ
แก้ไขปญั หา และมกี ารตัดสนิ ใจท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพโดยคานึงถึงผลกระทบทีเ่ กดิ ขึน้ ต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดลอ้ ม
๔. ควำมสำมำรถในกำรใช้ทักษะชวี ิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน
การดาเนนิ ชีวติ ประจาวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อยา่ งต่อเน่อื ง การทางาน และการอยู่ร่วมกันในสงั คม
ดว้ ยการสรา้ งเสริมความสัมพนั ธอ์ ันดรี ะหว่างบุคคลการจัดการปญั หาและความขดั แย้งตา่ ง ๆ อย่างเหมาะสม การ
ปรับตัวให้ทนั กบั การเปล่ยี นแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลกี เลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ท่ี
ส่งผลกระทบตอ่ ตนเองและผ้อู ่นื
๕. ควำมสำมำรถในกำรใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมี
ทกั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคม ในดา้ นการเรียนรู้
การสื่อสาร การทางาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถ
อยู่รว่ มกับผูอ้ น่ื ในสงั คมไดอ้ ยา่ งมีความสขุ ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดังน้ี
๑. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
๒. ซ่ือสัตย์สุจรติ
๓. มวี ินัย
๔. ใฝเ่ รยี นรู้
๕. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
๖. มงุ่ มน่ั ในการทางาน
๗. รักความเปน็ ไทย
๘. มีจิตสาธารณะ
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกาหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตามบริบทและ
จดุ เนน้ ของตนเอง
ทำไมตอ้ งเรยี นภำษำไทย
ภาษาไทยเปน็ เอกลักษณ์ของชาตเิ ปน็ สมบตั ทิ างวัฒนธรรมอนั ก่อใหเ้ กิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้าง
บุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเคร่ืองมือในการติดต่อสื่อสารเพ่ือสร้างความเข้าใจและ
ความสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน ทาให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดารงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้
๓
อย่างสันติสุข และเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพ่ือพัฒนา
ความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และ
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนาไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความม่ันคงทางเศรษฐกิจ
นอกจากน้ียังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้า
คา่ ควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสบื สานใหค้ งอยู่คูช่ าติไทยตลอดไป
เรยี นรูอ้ ะไรในภำษำไทย
ภาษาไทยเป็นทักษะท่ีต้องฝึกฝนจนเกิดความชานาญในการใช้ภาษาเพ่ือการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ และเพื่อนาไปใชใ้ นชีวิตจรงิ
กำรอำ่ น การอา่ นออกเสยี งคา ประโยค การอ่านบทร้อยแกว้ คาประพันธ์ชนิดต่างๆ การอ่าน
ในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนาไป ปรับใช้ใน
ชวี ิตประจาวัน
กำรเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคาและรูปแบบต่างๆ ของการ
เขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่างๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์
และเขยี นเชงิ สร้างสรรค์
กำรฟงั กำรดู และกำรพดู การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพดู แสดงความคิดเห็น ความรู้สึก
พูดลาดับเร่ืองราวต่างๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่างๆ ท้ังเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
และการพูดเพ่อื โนม้ น้าวใจ
หลักกำรใช้ภำษำไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมกับ
โอกาสและบคุ คล การแต่งบทประพันธป์ ระเภทตา่ งๆ และอทิ ธิพลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย
วรรณคดแี ละวรรณกรรม วเิ คราะห์วรรณคดแี ละวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่า
ของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรูแ้ ละทาความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพ้ืนบ้าน
ที่เป็นภูมิปัญญาท่ีมีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เร่ืองราว
ของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพ่อื ให้เกิดความซาบซ้ึงและภูมิใจ ในบรรพบุรุษท่ีได้ส่ังสมสืบทอด
มาจนถงึ ปจั จบุ ัน
คุณภำพผเู้ รยี น
จบชั้นมัธยมศึกษำปีที่ ๓
อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเปน็ ทานองเสนาะได้ถูกต้อง เขา้ ใจความหมายโดยตรง
และความหมายโดยนัย จับใจความสาคญั และรายละเอียดของสง่ิ ทอ่ี ่าน แสดงความคดิ เห็นและข้อโต้แยง้
เกย่ี วกับเรอื่ งท่ีอ่าน และเขยี นกรอบแนวคิด ผังความคิด ย่อความ เขยี นรายงานจาก สิ่งท่ีอา่ นได้ วิเคราะห์
วจิ ารณ์ อยา่ งมเี หตุผล ลาดบั ความอย่างมขี ัน้ ตอนและความเปน็ ไปได้ของเร่ืองที่อา่ น รวมท้ังประเมินความ
ถกู ต้องของข้อมลู ทใ่ี ช้สนับสนนุ จากเร่อื งท่ีอา่ น
เขียนสือ่ สารด้วยลายมือท่อี ่านงา่ ยชดั เจน ใชถ้ ้อยคาได้ถูกต้องเหมาะสมตามระดบั ภาษาเขยี นคา
ขวัญ คาคม คาอวยพรในโอกาสต่างๆ โฆษณา คติพจน์ สนุ ทรพจน์ ชวี ประวัติ อตั ชวี ประวัตแิ ละประสบการณ์
ต่างๆ เขียนย่อความ จดหมายกิจธุระ แบบกรอกสมัครงาน เขียนวเิ คราะห์ วจิ ารณ์ และแสดงความรคู้ วามคิด
หรอื โต้แย้งอย่างมเี หตุผล ตลอดจนเขียนรายงานการศึกษาคน้ คว้าและเขยี นโครงงาน
๔
พดู แสดงความคดิ เหน็ วิเคราะห์ วจิ ารณ์ ประเมนิ สิ่งที่ได้จากการฟังและดู นาข้อคิดไปประยกุ ต์ใช้
ในชีวิตประจาวนั พูดรายงานเรือ่ งหรือประเด็นท่ีได้จากการศึกษาค้นคว้าอยา่ งเปน็ ระบบ มศี ลิ ปะในการพูด พูดใน
โอกาสต่างๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และพดู โน้มน้าวอย่างมีเหตผุ ลน่าเชื่อถือ รวมท้งั มมี ารยาทในการฟงั ดู และ
พดู
เขา้ ใจและใช้คาราชาศัพท์ คาบาลสี นั สกฤต คาภาษาต่างประเทศอื่นๆ คาทบั ศัพท์ และศัพท์
บัญญัติในภาษาไทย วเิ คราะห์ความแตกตา่ งในภาษาพดู ภาษาเขยี น โครงสร้างของประโยครวม ประโยคซ้อน
ลกั ษณะภาษาท่ีเป็นทางการ กึ่งทางการและไม่เป็นทางการ และแต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสภุ าพ กาพย์ และ
โคลงส่สี ภุ าพ
สรุปเน้ือหาวรรณคดีและวรรณกรรมท่ีอ่าน วิเคราะห์ตัวละครสาคัญ วิถีชีวิตไทย และคุณค่าที่ได้รับ
จากวรรณคดีวรรณกรรมและบทอาขยาน พร้อมทัง้ สรุปความรขู้ ้อคดิ เพอ่ื นาไปประยกุ ต์ใช้ในชวี ิตจรงิ
จบชน้ั มัธยมศึกษำปีท่ี ๖
อ่านออกเสียงบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรองเป็นทานองเสนาะได้ถกู ต้องและเข้าใจ ตคี วาม แปล
ความ และขยายความเร่ืองท่ีอ่านได้ วิเคราะห์วิจารณ์เรอื่ งท่ีอ่าน แสดงความคดิ เหน็ โต้แยง้ และเสนอความคิด
ใหม่จากการอา่ นอย่างมีเหตุผล คาดคะเนเหตุการณ์จากเร่ืองที่อา่ น เขียนกรอบแนวคิด
ผังความคดิ บันทึก ยอ่ ความ และเขยี นรายงานจากสิ่งที่อา่ น สงั เคราะห์ ประเมินค่า และนาความรคู้ วามคิด
จากการอ่านมาพฒั นาตน พัฒนาการเรยี น และพัฒนาความรทู้ างอาชีพ และ นาความรู้ความคิดไป
ประยกุ ต์ใช้แกป้ ัญหาในการดาเนินชีวิต มมี ารยาทและมนี ิสยั รักการอ่าน
เขียนส่ือสารในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ภาษาได้ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ ย่อความจากส่ือที่มี
รูปแบบและเน้ือหาท่ีหลากหลาย เรียงความแสดงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์โดยใช้โวหารต่างๆ เขียนบันทึก
รายงานการศึกษาค้นคว้าตามหลักการเขียนทางวิชาการ ใช้ข้อมูลสารสนเทศในการอ้างอิง ผลิตผลงานของ
ตนเองในรปู แบบตา่ งๆ ท้ังสารคดีและบันเทิงคดี รวมทั้งประเมินงานเขียนของผู้อ่ืนและนามาพัฒนางานเขียน
ของตนเอง
ต้ังคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกบั เร่อื งทีฟ่ ังและดู มีวจิ ารณญาณในการเลือกเรื่องที่ฟังและดู
วิเคราะห์วัตถุประสงค์ แนวคิด การใช้ภาษา ความน่าเช่ือถือของเรื่องที่ฟังและดู ประเมินส่ิงท่ีฟังและดูแล้ว
นาไปประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิต มีทักษะการพูดในโอกาสต่างๆ ท้ังท่ีเป็นทางการและไม่เป็นทางการโดยใช้
ภาษาทถี่ ูกต้อง พดู แสดงทรรศนะ โต้แยง้ โน้มนา้ ว และเสนอแนวคิดใหม่อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทใน
การฟงั ดู และพดู
เข้าใจธรรมชาติของภาษา อิทธิพลของภาษา และลักษณะของภาษาไทย ใช้คาและกลุ่มคาสร้าง
ประโยคไดต้ รงตามวัตถปุ ระสงค์ แตง่ คาประพันธ์ประเภท กาพย์ โคลง ร่ายและฉันท์ ใช้ภาษาได้เหมาะสมกับ
กาลเทศะและใช้คาราชาศัพท์และคาสุภาพได้อย่างถูกต้อง วิเคราะห์หลักการ สร้างคาในภาษาไทย อิทธิพล
ของภาษาต่างประเทศในภาษาไทยและภาษาถ่ิน วิเคราะห์และประเมินการใช้ภาษาจากสื่อสิ่งพิมพ์และส่ือ
อิเล็กทรอนกิ ส์
วิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวิจารณ์วรรณคดีเบ้ืองต้น รู้และเข้าใจ
ลักษณะเด่นของวรรณคดี ภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณกรรมพ้ืนบ้าน เช่ือมโยงกับการเรียนรู้ทาง
ประวัติศาสตร์และวิถีไทย ประเมินคุณค่าด้านวรรณศิลป์ และนาข้อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมไป
ประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ จริง
๕
สำระและมำตรฐำนกำรเรียนรู้
สำระท่ี ๑ กำรอำ่ น
มำตรฐำน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการการอา่ นสร้างความรู้และความคิดไปใช้ตัดสินใจแกป้ ัญหาและสร้าง
วสิ ัยทศั น์ในการดาเนินชีวิต และมีนิสยั รกั การอ่าน
มำตรฐำนกำรเรียนรชู้ ว่ งชนั้ (ม.๑-๓)
๑. สามารถอ่านอย่างมสี มรรถภาพและอ่านได้เรว็ ย่ิงข้นึ เข้าใจวงคาศัพท์กว้างขวางขึ้น เข้าใจสานวนและ
โวหารการบรรยาย การพรรณนา อธบิ ายอุปมาและสาธกสามารถใช้บรบิ ทการอา่ น สร้างความเขา้ ใจการอ่านและ
ใช้แหลง่ ความร้กู วา้ งขวางขึ้น นาความรแู้ ละประสบการณม์ าใช้ในการตดั สนิ ใจและแก้ปญั หาสร้างวิสยั ทัศน์ในการ
ดาเนินชวี ติ
๒. สามารถแสดงความคิดเชงิ วิเคราะหเ์ รอื่ งท่ีอ่านประเมินค่าทง้ั ข้อดีและขอ้ ด้อยอย่างมเี หตผุ ลโดยใช้
แผนภาพความคิดและกระบวนการคดิ วิเคราะห์ อย่างหลากหลายพฒั นาการอา่ นสามารถเลา่ เรอ่ื ง ย่อเรื่อง
ถ่ายทอดความรู้ ความคดิ จากการอ่านไปใชป้ ระโยชนใ์ นการดาเนินชีวติ และการใชก้ ารอา่ นในการตรวจสอบ
ความรู้
๓. สามารถอ่านในใจและอา่ นออกเสยี งตามลักษณะคาประพนั ธท์ ่ีหลากหลาย และวิเคราะห์คุณค่าด้าน
ภาษา เนื้อหาและสงั คม จาบทประพันธ์ทมี่ คี ุณค่านาไปใช้อ้างอิงได้ เลือกอา่ นหนังสือและสื่อสารสนเทศ ทั้งสื่อ
สิง่ พิมพแ์ ละส่ืออเิ ล็กทรอนิกส์อยา่ งกว้างขวางเพ่อื พัฒนาตนด้านความรู้และการทางาน มีมารยาทการอา่ นและ
นสิ ัยรักการอ่าน
สำระท่ี ๒ กำรเขยี น
มำตรฐำน ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขียน เขยี นเพ่ือส่อื สาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเร่ืองราว
ในรปู แบบตา่ งๆเขยี นรายงานขอ้ มูลสารสนเทศและรายงานการศกึ ษาค้นควา้ อยา่ งมีประสิทธิภาพ
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ช่วงช้ัน (ม.๑-๓)
๑. สามารถเขียนเรียงความ ย่อความ เขียนอธิบาย ชี้แจงแสดงความคดิ เหน็ แสดงการโตแ้ ย้งเขยี น
รายงาน และเขยี นเชิงสรา้ งสรรค์รวมทัง้ ใช้กระบวนการการเขียนพัฒนางานเขยี น
๒. มมี ารยาทการเขียนและนิสัยรักการเขียนและคน้ คว้า รู้จกั เลือกใช้ภาษาเรียบเรียงข้อความได้อยา่ ง
ประณตี สนใจ การศกึ ษา ค้นควา้ รวบรวม บันทกึ ขอ้ มลู นาวิธกี ารของแผนภาพความคิด จัดลาดับความคิด และ
พฒั นางานเขียนตามขน้ั ตอนในการนาเสนอในรูปแบบของงานเขียนประเภทต่าง ๆ
สำระท่ี ๓ กำรฟัง กำรดู และกำรพูด
มำตรฐำน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟงั และดูอยา่ งมวี ิจารณญาณ และพูดแสดงความรคู้ วามคดิ ความรสู้ ึก
ในโอกาสตา่ งๆ อยา่ งมีวิจารณญาณและสรา้ งสรรค์
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ชว่ งชน้ั (ม.๑-๓)
๑. สามารถสรุปความ จบั ประเดน็ สาคญั วิเคราะห์ วนิ ิจฉัยข้อเท็จจรงิ ข้อคดิ เห็นและจุดประสงคข์ อง
เร่อื งที่ฟังและดสู ังเกตการใชน้ ้าเสียงกริ ยิ าทา่ ทางการใช้ถอ้ ยคาของผูพ้ ูดและสามารถแสดงทรรศนะจากการฟงั
และดูส่ือรปู แบบตา่ งๆอยา่ งมีวจิ ารณญาณ
๒. สามารถพดู นาเสนอความรู้ ความคดิ การวเิ คราะห์ และการประเมนิ เร่อื งราวตา่ งๆ พูดเชญิ ชวน อวย
พรและพดู ในโอกาสต่างๆได้อย่างเหมาะสม มเี หตุผลใช้ภาษาถกู ต้องชดั เจน น่าฟัง ตามหลักการพูดมมี ารยาท
การฟัง การดู และการพูด
๖
สำระท่ี ๔ หลกั กำรใชภ้ ำษำ
มำตรฐำน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของภาษาและพลัง
ของภาษา ภูมิปญั ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบัติของชาติ
มำตรฐำนกำรเรยี นรชู้ ว่ งชั้น (ม.๑-๓)
๑. เข้าใจการสรา้ งคาไทยตามหลักเกณฑข์ องภาษา
๒. สามารถใชป้ ระโยคสามัญและประโยคซับซ้อนในการส่อื สารไดช้ ดั เจนและสละสลวย
๓. สามารถใชภ้ าษาแสดงความคดิ เหน็ สรา้ งความเข้าใจโน้มน้าวใจ ปฏเิ สธเจรจาตอ่ รองด้วยภาษาและ
กิริยาทา่ ทางที่สุภาพใชค้ าราชาศพั ท์ได้ถกู ต้องตามฐานะของบคุ คล คดิ ไตรต่ รองและลาดับความคดิ ก่อนพูดและ
เขียน
๔. เขา้ ใจธรรมชาติของภาษาตา่ งประเทศมาใชใ้ นภาษาไทยมวี งคาศัพท์ เพิ่มข้นึ ตามความเจริญทาง
วิชาการและเทคโนโลยี
๕. สามารถแตง่ บทร้อยกรองประเภทกาพย์ กลอน และโคลง โดยแสดงความคดิ เชงิ สรา้ งสรรค์
๖. สามารถรอ้ งเล่นหรือถ่ายทอดเพลงพื้นบ้าน และบทกล่อมเดก็ ในท้องถ่ินอย่างเห็นคุณค่า
มำตรฐำน ท ๔.๒ สามารถใชภ้ าษาแสวงหาความรู้ เสรมิ สร้างลกั ษณะนสิ ยั บุคลิกภาพ และ
ความสัมพันธร์ ะหว่างภาษากับวัฒนธรรม อาชีพ สงั คม และชีวิตประจาวนั
มำตรฐำนกำรเรียนรชู้ ่วงชั้น (ม.๑-๓)
๑. สามารถใช้ทักษะทางภาษาในการแสวงหาความรู้ระดมความคิดการประชมุ การวเิ คราะห์ การ
ประเมนิ การทางาน และเทคโนโลยีการสือ่ สารพัฒนาความรู้และใชใ้ นชวี ิตประจาวัน
๒. เขา้ ใจระดบั ของภาษาท่ีเป็นทางการและภาษาที่ไม่เป็นทางการ และใชภ้ าษาพูดและภาษาเขยี นได้
ถูกต้องตามหลักการใชภ้ าษาใช้ภาษาในกลุ่มสาระการเรยี นรตู้ ่างๆในการพัฒนาความรู้เห็นคุณคา่ การใชต้ วั เลข
ไทย
๓. ใช้ภาษาอยา่ งสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและพฒั นาบคุ ลกิ ภาพสอดคลอ้ งกับขนมธรรม
เนียมประเพณี และวฒั นธรรม ยกย่องผใู้ ชภ้ าษาไทยอย่างมคี ุณธรรมและวัฒนธรรม เขา้ ใจการใชภ้ าษาของกลุม่
บคุ คลในวงการต่างๆในสงั คม
สำระท่ี ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มำตรฐำน ท ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคิดเหน็ วิจารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่า
และนามาประยกุ ต์ใช้ในชีวิตจริง
มำตรฐำนกำรเรยี นรชู้ ่วงชน้ั (ม.๑-๓)
๑. สามารถอ่านบทกวีนพิ นธ์ประเภทกลอน โคลง กาพย์ บทละคร บทกวรี ว่ มสมัย และวรรณกรรม
ประเภทเร่ืองสนั้ นวนยิ าย สารคดี บนั ทึก บทความ พงศาวดาร และสามารถเลือกอ่านได้ตรงจุดประสงค์ของการ
อ่าน ใช้หลักการพินจิ วรรณคดแี ละวรรณกรรมพิจารณาคุณค่าทง้ั ดา้ นวรรณศิลป์ เน้ือหาและคุณคา่ ทางสังคมและ
นาไปใช้ในชีวิตจรงิ
๗
ตวั ชว้ี ดั และสำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง
สาระท่ี ๑ การอา่ น
มำตรฐำน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอ่านสร้างความรแู้ ละความคดิ เพ่ือนาไปใชต้ ัดสินใจ แก้ปญั หาในการ
ดาเนินชวี ติ และมนี สิ ัยรักการอา่ น
ช้นั รหัสตวั ช้ีวดั ตวั ช้ีวัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
ม.๔-ม.๖ ท๑.๑ ม.๔-๖/๑ ๑. อ่านออกเสียงบทร้อยแกว้ และ การอ่านออกเสียง ประกอบดว้ ย
บทร้อยกรองไดอ้ ย่างถูกต้อง - บทร้อยแก้วประเภทต่างๆ เช่น
ไพเราะ และเหมาะสมกับเร่ืองที่ บทความ นวนิยาย และความ
อ่าน เรียง
- บทร้อยกรอง เชน่ โคลง ฉนั ท์
กาพย์ กลอน รา่ ย และลิลติ
ท๑.๑ ม.๔-๖/๒ ๒. ตีความ แปลความ และขยาย การอา่ นจบั ใจความจากส่ือตา่ งๆ
ความเร่อื งทีอ่ ่าน เชน่
ท๑.๑ ม.๔-๖/๓ ๓. วิเคราะหแ์ ละวิจารณ์เรอ่ื งที่อา่ น - ขา่ วสารจากสื่อสง่ิ พิมพ์ สอ่ื
ในทกุ ๆ ดา้ นอย่างมเี หตผุ ล อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์และแหล่งเรียนรู้
๔. คาดคะเนเหตกุ ารณ์จากเรอื่ งท่ี ต่าง ๆ ในชุมชน
ท๑.๑ ม.๔-๖/๔ อา่ น และประเมินคา่ เพื่อนา - บทความ
ความรู้ ความคิดไปใช้ตัดสนิ ใจ - นทิ าน
แก้ปญั หาในการดาเนินชีวติ - เร่ืองสัน้
๕. วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ แสดงความ - นวนยิ าย
คิดเห็นโตแ้ ยง้ กับเร่ืองท่ีอ่าน และ - วรรณกรรมพ้ืนบ้าน
ท๑.๑ ม.๔-๖/๕ เสนอความคิดใหม่อย่างมเี หตุผล - วรรณคดใี นบทเรยี น
๖. ตอบคาถามจากการอา่ นประเภท - บทโฆษณา
ต่างๆ ภายในเวลาทกี่ าหนด - สารคดี
๗. อ่านเรื่องต่างๆ แลว้ เขียนกรอบ - บนั เทิงคดี
ท๑.๑ ม.๔-๖/๖ แนวคิดผังความคิด บันทึก ย่อ - ปาฐกถา
ความ และรายงาน - พระบรมราโชวาท
๘. สงั เคราะห์ความรู้จากการอ่านส่อื - เทศนา
ท๑.๑ ม.๔-๖/๗ ส่ิงพมิ พ์ สอ่ื อเิ ล็กทรอนิกส์และ - คาบรรยาย
แหล่งเรยี นรู้ตา่ งๆ มาพัฒนาตน - คาสอน
พัฒนาการเรียน และพัฒนา - บทรอ้ ยกรองร่วมสมัย
ความรทู้ างอาชพี - บทเพลง
ท๑.๑ ม.๔-๖/๘ - บทอาเศียรวาท
- คาขวัญ
ท๑.๑ ม.๔-๖/๙ ๙. มีมารยาทในการอา่ น มารยาทในการอา่ น
๘
สาระที่ ๒ การเขยี น
มำตรฐำน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเร่ืองราวในรูปแบบ
ตา่ งๆ เขียนรายงานข้อมลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
ช้ัน รหสั ตัวชี้วัด ตวั ช้ีวัด สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง
ม.๔-ม.๖ ท๒.๑ ม.๔-๖/๑ ๑. เขยี นส่ือสารในรูปแบบตา่ งๆ การเขยี นสอ่ื สารในรูปแบบตา่ งๆ
ได้ ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์ โดยใช้ เช่น
ภาษาเรียบเรียงถูกต้อง มีข้อมูล - อธบิ าย
และสาระสาคัญชดั เจน - บรรยาย
- พรรณนา
- แสดงทรรศนะ
- โตแ้ ย้ง
- โนม้ น้าว
- เชิญชวน
- ประกาศ
- จดหมายกิจธุระ
- โครงการและรายงานการดาเนนิ
โครงการ
- รายงานการประชุม
ท๒.๑ ม.๔-๖/๒ ๒. เขียนเรยี งความ - การกรอกแบบรายการต่างๆ
การเขยี นเรยี งความ
ท๒.๑ ม.๔-๖/๓ ๓. เขียนย่อความจากส่ือท่ีมีรูปแบบ การเขียนยอ่ ความจากส่ือตา่ งๆ
และเน้อื หาหลากหลาย เชน่
- กวีนิพนธ์ และวรรณคดี
- เรื่องสั้น สารคดี นวนยิ าย บทความ
ทางวชิ าการ และวรรณกรรม
พืน้ บ้าน
ท๒.๑ ม.๔-๖/๔ ๔. ผลิตงานเขียนของตนเองใน การเขยี นในรูปแบบต่างๆ เชน่
ท๒.๑ ม.๔-๖/๕ รปู แบบต่างๆ - สารคดี
- บนั เทิงคดี
๕. ประเมนิ งานเขยี นของผู้อื่น
แล้วนามาพฒั นางานเขยี นของ การประเมนิ คณุ ค่างานเขียนใน
ดา้ นต่างๆ เช่น
ตนเอง - แนวคิดของผเู้ ขียน
- การใชถ้ ้อยคา
- การเรยี บเรียง
- สานวนโวหาร
- กลวธิ ีในการเขยี น
๙
ช้ัน รหัสตวั ช้ีวัด ตัวชีว้ ัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง
ม.๔-ม.๖ ท๒.๑ ม.๔-๖/๖ การเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ
๖. เขียนรายงานการศึกษาคน้ ควา้ การเขยี นอ้างอิงขอ้ มูลสารสนเทศ
ท๒.๑ ม.๔-๖/๗ เร่อื งท่สี นใจตามหลักการเขียน
ท๒.๑ ม.๔-๖/๘ เชงิ วชิ าการ และใช้ขอ้ มูล การเขียนบนั ทึกความรูจ้ ากแหล่ง
สารสนเทศอ้างองิ อยา่ งถูกต้อง เรยี นรู้ทีห่ ลากหลาย
๗. บันทึกการศึกษาค้นคว้าเพื่อ มารยาทในการเขยี น
นาไปพฒั นาตนเองอย่าง
สมา่ เสมอ
๘. มีมารยาทในการเขียน
สำระที่ ๓ กำรฟัง กำรดู และกำรพดู
มำตรฐำน ท ๓.๑ สำมำรถเลือกฟงั และดูอยำ่ งมวี จิ ำรณญำณ และพดู แสดงควำมรู้ ควำมคดิ และ
ควำมรู้สกึ ในโอกำสตำ่ งๆ อยำ่ งมวี ิจำรณญำณและสร้ำงสรรค์
ช้ัน รหสั ตวั ชี้วัด ตวั ช้วี ดั สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
ม.๔-ม.๖ ท๓.๑ ม.๔-๖/๑
ท๓.๑ ม.๔-๖/๒ ๑. สรุปแนวคดิ และแสดงความ การพูดสรปุ แนวคดิ และการแสดง
ท๓.๑ ม.๔-๖/๓
คดิ เหน็ จากเร่ืองที่ฟงั และดู ความคดิ เหน็ จากเรือ่ งทีฟ่ ังและดู
ท๓.๑ ม.๔-๖/๔
ท๓.๑ ม.๔-๖/๕ ๒. วิเคราะห์ แนวคดิ การใช้ภาษา การวิเคราะห์แนวคดิ การใชภ้ าษา
ท๓.๑ ม.๔-๖/๖ และความน่าเช่ือถือจากเร่ืองที่ และความนา่ เช่ือถือจากเรื่องทฟี่ ัง
ฟังและดู และดู
อย่างมีเหตผุ ล การเลือกเรื่องท่ีฟงั และดูอย่างมี
๓. ประเมินเรื่องท่ีฟังและดู แล้ว วิจารณญาณ
กาหนดแนวทางนาไป การประเมนิ เรื่องที่ฟังและดูเพ่ือ
ประยกุ ต์ใช้ในการดาเนนิ ชีวติ กาหนดแนวทางนาไปประยุกต์ใช้
๔. มวี ิจารณญาณในการเลือกเร่ือง
ทฟ่ี ังและดู
๕. พดู ในโอกาสตา่ งๆ พูดแสดง การพดู ในโอกาสตา่ งๆ เช่น
ทรรศนะ โตแ้ ย้ง โน้มนา้ วใจ และ - การพดู ต่อที่ประชมุ ชน
เสนอแนวคดิ ใหม่ดว้ ยภาษาถกู ต้อง - การพดู อภปิ ราย
เหมาะสม - การพดู แสดงทรรศนะ
- การพูดโน้มน้าวใจ
๖. มีมารยาทในการฟงั การดู และ มารยาทในการฟัง การดู และการ
การพดู พูด
๑๐
สำระที่ ๔ หลกั กำรใชภ้ ำษำไทย
มำตรฐำน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษาและพลังของ
ภาษา ภมู ปิ ัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบัติของชาติ
ชัน้ รหสั ตัวช้ีวดั ตัวช้วี ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
ม.๔-ม.๖ ท๔.๑ ม.๔-๖/๑
๑. อธิบายธรรมชาตขิ องภาษา ธรรมชาติของภาษา
ท๔.๑ ม.๔-๖/๒
พลังของภาษา และลักษณะของ พลังของภาษา
ท๔.๑ ม.๔-๖/๓
ท๔.๑ ม.๔-๖/๔ ภาษา ลกั ษณะของภาษา
ท๔.๑ ม.๔-๖/๕
ท๔.๑ ม.๔-๖/๖ - เสยี งในภาษา
ท๔.๑ ม.๔-๖/๗
- ส่วนประกอบของภาษา
- องคป์ ระกอบของพยางค์และคา
๒. ใชค้ าและกลุ่มคาสร้างประโยค การใชค้ าและกลมุ่ คาสรา้ งประโยค
ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์ - คาและสานวน
- การรอ้ ยเรียงประโยค
- การเพม่ิ คา
- การใช้คา
- การเขยี นสะกดคา
๓. ใชภ้ าษาเหมาะสมแก่โอกาส ระดับของภาษา
กาลเทศะ และบุคคล รวมทั้งคา คาราชาศัพท์
ราชาศพั ท์อย่างเหมาะสม
๔. แตง่ บทร้อยกรอง กาพย์ โคลง ร่าย และฉนั ท์
๕. วิเคราะห์อิทธิพลของ อทิ ธิพลของภาษาตา่ งประเทศและ
ภาษาตา่ งประเทศและภาษาถิ่น ภาษาถ่นิ
๖. อธบิ ายและวิเคราะห์หลกั การ หลกั การสรา้ งคาในภาษาไทย
สร้างคาในภาษาไทย
๗. วิเคราะหแ์ ละประเมนิ การใช้ การประเมินการใช้ภาษาจากส่อื
ภาษาจากส่อื สิ่งพมิ พแ์ ละส่อื ส่งิ พมิ พแ์ ละ สื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์
อิเล็กทรอนกิ ส์
๑๑
สำระที่ ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มำตรฐำน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคดิ เหน็ วจิ ารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอย่างเหน็ คุณคา่
และนามาประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตจริง
ชัน้ รหัสตัวช้ีวดั ตวั ชวี้ ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
ม.๔-ม.๖ ท๕.๑ ม.๔-๖/๑
๑. วเิ คราะหแ์ ละวิจารณ์วรรณคดี หลกั การวเิ คราะห์และวจิ ารณ์
ท๕.๑ ม.๔-๖/๒
ท๕.๑ ม.๔-๖/๓ และวรรณกรรมตามหลกั การ วรรณคดแี ละวรรณกรรมเบ้ืองต้น
ท๕.๑ ม.๔-๖/๔
ท๕.๑ ม.๔-๖/๕ วิจารณ์เบอ้ื งต้น - จุดม่งุ หมายการแตง่ วรรณคดแี ละ
ท๕.๑ ม.๔-๖/๖
วรรณกรรม
- การพจิ ารณารูปแบบของวรรณคดี
และวรรณกรรม
- การพจิ ารณาเน้ือหาและกลวิธใี น
วรรณคดแี ละวรรณกรรม
- การวิเคราะห์และการวิจารณ์
วรรณคดแี ละวรรณกรรม
๒. วเิ คราะห์ลกั ษณะเด่นของ การวเิ คราะหล์ กั ษณะเด่นของ
วรรณคดีเช่ือมโยงกับการเรียนรู้ วรรณคดีและวรรณกรรมเกีย่ วกับ
ทางประวัติศาสตร์และวถิ ชี วี ิต เหตกุ ารณ์ประวตั ศิ าสตร์และวถิ ีชวี ติ
ของสังคมในอดตี ของสงั คมในอดตี
๓. วิเคราะหแ์ ละประเมนิ คุณค่า การวิเคราะห์และประเมินคณุ คา่
ดา้ นวรรณศลิ ป์ของวรรณคดี วรรณคดแี ละวรรณกรรม
และวรรณกรรมในฐานะทเ่ี ป็น - ดา้ นวรรณศลิ ป์
มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ - ด้านสงั คมและวัฒนธรรม
๔. สงั เคราะหข์ อ้ คดิ จากวรรณคดี การสังเคราะหว์ รรณคดีและ
และวรรณกรรมเพื่อนาไป วรรณกรรม
ประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ติ จรงิ
๕. รวบรวมวรรณกรรมพนื้ บ้านและ วรรณกรรมพื้นบา้ นท่ีแสดงถงึ
อธิบายภมู ิปญั ญาทางภาษา - ภาษากบั วัฒนธรรม
- ภาษาถ่ิน
๖. ท่องจาและบอกคุณค่าบท บทอาขยานและบทร้อยกรองท่มี ี
อาขยานตามท่ีกาหนดและบท คุณค่า
ร้อยกรองท่ีมีคณุ คา่ ตามความ - บทอาขยานตามท่ีกาหนด
สนใจและนาไปใชอ้ ้างอิง - บทร้อยกรองตามความสนใจ
๑๒
คำอธบิ ำยรำยวิชำ
รหัสวชิ ำภำษำไทย ท๓๒๑๐๒ ชัน้ มัธยมศกึ ษำปที ่ี ๕ ภำคเรยี นท่ี ๒
จำนวน ๑ หนว่ ยกติ ๔๐ ชวั่ โมง / ภำคเรียน ๒ ชั่วโมง / สัปดำห์
ฝึกอา่ นออกเสียงบทร้อยแก้วและรอ้ ยกรองประเภทโคลง และร่าย เป็นทานองเสนาะไดถ้ ูกต้อง
และเข้าใจ ตคี วาม แปลความ และขยายความเร่ืองที่อา่ นได้ วเิ คราะห์วิจารณเ์ รอื่ งทอี่ ่าน แสดงความความคิด
โต้แยง้ และเสนอความคดิ ใหมจ่ ากการอา่ นอยา่ งมีเหตผุ ล คาดคะเนเหตกุ ารณจ์ ากเร่ืองท่ีอ่าน เขยี นกรอบ
แนวคดิ ผังความคิด บนั ทกึ ย่อความ และเขยี นรายงานจากส่ิงท่ีอา่ น สงั เคราะห์ ประเมินคา่ และนาความรู้
ความคดิ จากการอา่ นมาพัฒนาตนเอง พัฒนาการเรยี นและพัฒนาความร้ทู างอาชีพ และนาความรคู้ วามคดิ ไป
ประยกุ ต์ใช้แก้ปญั หาในการดาเนนิ ชีวิต มีมารยาทและมนี ิสยั รักการอ่าน
ฝึกเขียนส่ือสารในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ภาษาได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ย่อความจากสื่อท่ีมี
รูปแบบและเนื้อหาสาระที่หลากหลาย เรียงความแสดงความความคิดเชิงสร้างสรรค์โดยใช้โวหารต่างๆ เขียน
บนั ทกึ รายงานการศกึ ษาคน้ คว้าตามหลกั การเขยี นเชงิ วชิ าการ ใชข้ ้อมูลสารสนเทศในการอ้างองิ ผลิตผลงานของ
ตนเองในรูปแบบบันเทิงคดี รวมท้ังประเมินงานเขยี นของผูอ้ ่นื และนามาพฒั นางานเขยี นของตนเอง
ต้ังคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับเร่ืองท่ีฟังและดู มีวิจารณญาณในการเลือกเรื่องท่ีฟัง
และดู วิเคราะหว์ ตั ถปุ ระสงค์ แนวคดิ การใชภ้ าษา ความน่าเชื่อถือของเร่อื งทีฟ่ งั และดู ประเมินสิ่งที่ฟังและดุและ
นาไปประยกุ ต์ใชใ้ นการดาเนนิ ชีวติ มที ักษะในการพดู ในโอกาสต่างๆ ท้ังทเ่ี ป็นทางการไม่เป็นทางการโดยใช้ภาษา
ที่ถูกต้อง พูดแสดงทรรศนะโต้แย้ง โน้มน้าวและเสนอแนวคิดใหม่อย่างมีเหตุผล รวมท้ังมีมารยาทในการฟัง ดู
และพดู
เข้าใจธรรมชาติของภาษา อิทธิพลของภาษา และลักษณะของภาษาไทย ใช้คาและกลุ่มคา
สร้างประโยคไดต้ รงตามวัตถุประสงค์ แต่งคาประพันธ์ประเภทกลอน ใช้ภาษาได้เหมาะสมกับกาลเทศะ และใช้
ราชาศัพท์และคาสุภาพได้อย่างถูกต้อง วิเคราะห์หลักการสร้างคาในภาษาไทยและภาษาถิ่น วิเคราะห์และ
ประเมินการใช้ภาษาจากส่อื สิ่งพมิ พแ์ ละสอ่ื อเี ลก็ ทรอนิกส์
วิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวิจารณ์วรรณคดีเบ้ืองต้น รู้และเข้าใจ
ลักษณะเด่นของวรรณคดี ภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณคดีพื้นบ้าน เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์
และวิถีไทย ประเมินค่าด้านวรรณศิลป์ ด้านสังคมและวัฒนธรรม และนาข้อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมไป
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ จริง
รหสั ตัวชว้ี ัด
ท๑.๑ ม.๔-๖/๑-๙ ท๒.๑ ม.๔-๖/๑-๘
ท๓.๑ ม.๔-๖/๑-๖ ท๔.๑ ม.๔-๖/๑-๗
ท๕.๑ ม.๔-๖/๑-๖
๑๓
วิเครำะหม์ ำตรฐำน ตวั ชวี้ ดั และสำรกำรเรียนรู้แกนกลำง
สาระที่ ๑ การอา่ น
มำตรฐำน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอ่านสร้างความรแู้ ละความคิดเพ่อื นาไปใช้ตัดสินใจ แกป้ ญั หาในการ
ดาเนนิ ชวี ิต และมนี ิสยั รักการอา่ น
ตัวช้วี ดั สำรกำรเรยี นร้แู กนกลำง K PA
๑. อ่านออกเสยี งบทร้อย การอา่ นออกเสยี ง การอ่านออกเสียง การ มีนิสยั
แกว้ และบทร้อย ประกอบด้วย ร้อยแกว้ ปฏิบตั ิ รกั การ
กรองไดอ้ ย่างถูกต้อง - บทร้อยแก้วประเภท รอ้ ยกรอง
อ่าน
ไพเราะ และเหมาะสม ต่างๆ เชน่ บทความ
กบั เร่อื งที่อ่าน นวนยิ าย และความเรียง
- บทรอ้ ยกรอง เช่น
โคลง ฉนั ท์ กาพย์
กลอน ร่าย และลลิ ิต
๒. ตีความ แปลความ การอ่านจับใจความจาก อ่านจับใจความจาก
และขยายความเรือ่ งทอี่ า่ น ส่ือตา่ งๆ เช่น - ข่าวสารจากสือ่
๓. วเิ คราะหแ์ ละวจิ ารณ์ - ขา่ วสารจากสอื่ สิง่ พิมพ์ - บทความ
เร่ืองท่ีอ่าน ในทุกๆ
ส่ืออิเลก็ ทรอนิกสแ์ ละ - นทิ าน
ด้านอยา่ งมีเหตผุ ล
แหล่งเรยี นรตู้ า่ ง ๆ ใน - เรอ่ื งสนั้
๔. คาดคะเนเหตุการณ์
ชมุ ชน - นวนิยาย
จากเรือ่ งทอี่ ่าน และ - บทความ
ประเมนิ ค่าเพื่อนา - วรรณกรรมพ้นื บา้ น
- นทิ าน - วรรณคดีในบทเรยี น
ความรู้ ความคดิ ไปใช้ - เรื่องสั้น
ตัดสินใจแกป้ ญั หาใน - นวนยิ าย - บทโฆษณา
การดาเนนิ ชีวิต - สารคดี
๕. วิเคราะห์ วิจารณ์ - วรรณกรรมพืน้ บา้ น - บันเทงิ คดี
แสดงความคดิ เห็น - วรรณคดใี นบทเรียน - ปาฐกถา
- บทโฆษณา - พระบรมราโชวาท
โต้แยง้ กบั เรอ่ื งท่ีอ่าน - สารคดี
และเสนอความคดิ ใหม่ - บันเทิงคดี - เทศนา
อยา่ งมเี หตุผล - คาบรรยาย
- ปาฐกถา - คาสอน
๖. ตอบคาถามจากการ - พระบรมราโชวาท
อ่านประเภทตา่ งๆ - บทรอ้ ยกรองร่วมสมัย
- เทศนา - บทเพลง - คาขวัญ
ภายในเวลาที่กาหนด - คาบรรยาย
๗. อา่ นเรื่องต่างๆ แล้ว - คาสอน - บทอาเศียรวาท
เขียนกรอบแนวคิดผัง - บทร้อยกรองร่วมสมยั
ความคิด บันทึก ย่อ - บทเพลง - คาขวญั
ความ และรายงาน
- บทอาเศยี รวาท
ตัวช้วี ัด สำรกำรเรยี นรู้แกนกลำง K ๑๔
PA
๘. สงั เคราะห์ความรู้
จากการอ่านสอ่ื สิง่ พิมพ์
สอื่ อิเลก็ ทรอนิกสแ์ ละ
แหลง่ เรยี นร้ตู ่างๆ มา
พัฒนาตน พฒั นาการ
เรยี น และพฒั นาความรู้
ทางอาชีพ
๙. มมี ารยาทในการอา่ น มารยาทในการอ่าน
๑๕
สำระที่ ๒ กำรเขยี น
มำตรฐำน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนส่ือสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเร่ืองราวในรูปแบบ
ต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน้ คว้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ตวั ชีว้ ัด สำรกำรเรยี นรู้แกนกลำง K PA
๑. เขียนสือ่ สารใน การเขยี นสือ่ สารใน การเขียน กระบวนการ -มวี นิ ยั
ปฏบิ ัติ -มุ่งมั่นในการ
รปู แบบต่างๆ ได้ รปู แบบตา่ งๆ เชน่ - อธิบาย
- บรรยาย (สงั เกต-ทา ทางาน
ตรงตาม - อธบิ าย - พรรณนา ตามแบบ- -รกั ความเป็น
- แสดงทรรศนะ ทาเอง/ฝึก ไทย
วัตถุประสงค์ โดยใช้ - บรรยาย - โต้แย้ง ให้ชานาญ
ภาษาเรยี บเรยี ง - พรรณนา
ถกู ต้อง มีข้อมลู และ - แสดงทรรศนะ
สาระสาคัญชดั เจน - โต้แย้ง - โนม้ น้าว
- โนม้ นา้ ว - เชิญชวน
- เชิญชวน - ประกาศ
- ประกาศ - จดหมายกจิ ธุระ
- จดหมายกจิ ธรุ ะ - โครงการและ
- โครงการและรายงาน รายงาน
การดาเนนิ โครงการ การดาเนิน
- รายงานการประชุม
- การกรอกแบบรายการ โครงการ
ตา่ งๆ - รายงานการ
ประชุม
- การกรอกแบบ
รายการต่างๆ
๒. เขียนเรยี งความ การเขียนเรียงความ เขียนเรียงความ กระบวนการ -ใฝ่เรียนรู้
ปฏบิ ตั ิ
๓. เขียนยอ่ ความจาก การเขียนยอ่ ความจาก ยอ่ ความจากสื่อ กระบวนการ -ใฝเ่ รยี นรู้
ส่อื ทมี่ ีรปู แบบ และ ส่อื ตา่ งๆ เชน่ ต่างๆ ปฏิบตั ิ
เนื้อหาหลากหลาย - กวีนพิ นธ์ และวรรณคดี
- เร่ืองสั้น สารคดี
นวนยิ าย บทความทาง
วิชาการ และ
วรรณกรรมพ้นื บ้าน
๔. ผลิตงานเขยี นของ การเขียนในรูปแบบ เขยี นสารคดี กระบวนการ -ใฝเ่ รยี นรู้
ตนเองในรปู แบบ ต่างๆ เช่น เขยี นบันเทงิ คดี ปฏบิ ตั ิ
ตา่ งๆ - สารคดี
- บนั เทงิ คดี
๑๖
ตวั ชี้วดั สำรกำรเรยี นรู้แกนกลำง K PA
๕. ประเมนิ งานเขียน การประเมนิ คุณค่างาน ประเมนิ คดิ วเิ คราะห์ -ใฝเ่ รียนรู้
ของผู้อ่นื แล้วนามา เขยี นในด้านต่างๆ เช่น - แนวคดิ ของ วจิ ารณ์
พฒั นางานเขยี นของ - แนวคดิ ของผ้เู ขียน ผูเ้ ขยี น
ตนเอง - การใชถ้ ้อยคา - การใช้ถ้อยคา
- การเรยี บเรียง - การเรียบเรียง
- สานวนโวหาร - สานวนโวหาร
- กลวธิ ใี นการเขยี น - กลวธิ ใี นการ
เขยี น
๖. เขยี นรายงาน การเขยี นรายงานเชิง - เขยี นรายงาน กระบวนการ -ใฝ่เรยี นรู้
การศกึ ษาคน้ คว้า วิชาการ
เรื่องทีส่ นใจตาม การเขยี นอ้างอิงขอ้ มูล เชิงวชิ าการ ปฏบิ ตั ิ
หลกั การเขียนเชิง สารสนเทศ
วชิ าการ และใช้ - อา้ งองิ ข้อมูล
ข้อมูลสารสนเทศ การเขียนบันทึกความรู้
อ้างอิงอย่างถูกตอ้ ง จากแหลง่ เรยี นรทู้ ่ี สารสนเทศ
หลากหลาย
๗. บนั ทกึ การศึกษา -เขยี นบันทกึ กระบวนการ -ใฝ่เรียนรู้
คน้ ควา้ เพื่อนาไป มารยาทในการเขยี น ความรจู้ ากแหล่ง ปฏบิ ตั ิ
พฒั นาตนเองอย่าง เรียนรูท้ ี่
สม่าเสมอ หลากหลาย มารยาทใน
การเขยี น
๘. มีมารยาทในการ
เขยี น
๑๗
สำระที่ ๓ กำรฟัง กำรดู และกำรพูด
มำตรฐำน ท ๓.๑ สำมำรถเลอื กฟงั และดอู ยำ่ งมวี ิจำรณญำณ และพดู แสดงควำมรู้ ควำมคดิ และ
ความร้สู ึกในโอกาสต่างๆ อยา่ งมวี ิจารณญาณและสรา้ งสรรค์
ตัวช้วี ัด สำรกำรเรียนรแู้ กนกลำง K PA
๑. สรุปแนวคิด และ การพดู สรุปแนวคิด และ พดู สรุปแนวคดิ กระบวนการ มารยาทใน
แสดงความคิดเห็น การแสดงความคิดเห็นจาก และการแสดง ปฏิบัติ การพดู
จากเรอ่ื งทฟี่ ังและดู เร่ืองท่ีฟังและดู ความคิดเห็นจาก
เรอื่ งท่ีฟงั และดู
๒. วิเคราะห์ แนวคดิ การวเิ คราะหแ์ นวคิด การ -วเิ คราะห์แนวคดิ คิดวิเคราะห์ -ใฝ่เรยี นรู้
การใช้ภาษา และ วิจารณ์
ความนา่ เชือ่ ถือจาก ใชภ้ าษา และความ การใช้ภาษา และ
เร่ืองท่ีฟงั และดู
นา่ เชือ่ ถือจากเรื่องท่ีฟงั และ ความน่าเชอื่ ถือ
ดู จากเร่อื งทฟ่ี งั และ
ดู
อย่างมีเหตผุ ล การเลือกเรื่องที่ฟงั และดู - เลือกเร่อื งทฟี่ ัง คดิ วิเคราะห์ -ใฝ่เรยี นรู้
๓. ประเมินเรื่องท่ีฟงั อยา่ งมีวิจารณญาณ และดูอย่างมี วิจารณ์
การประเมนิ เร่ืองที่ฟงั วจิ ารณญาณ
และดู แล้วกาหนด - การประเมนิ เร่ือง
แนวทางนาไป และดูเพ่ือกาหนดแนวทาง ที่ฟังและดเู พื่อ
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นการ นาไปประยุกตใ์ ช้ กาหนดแนวทาง
ดาเนนิ ชีวิต นาไปประยุกตใ์ ช้
๔. มีวิจารณญาณใน
การเลือกเรื่องทฟี่ งั การพดู ในโอกาสตา่ งๆ - การพดู ต่อที่ กระบวนการ มารยาทใน
และดู เชน่ ประชมุ ชน ปฏบิ ตั ิ การพูด
- การพูดอภปิ ราย
๕. พดู ในโอกาสต่างๆ - การพูดต่อทป่ี ระชุมชน - การพูดแสดง
พูดแสดงทรรศนะ - การพูดอภิปราย ทรรศนะ
โตแ้ ย้ง โน้มนา้ วใจ - การพูดแสดงทรรศนะ - การพดู โน้มนา้ ว
และเสนอแนวคดิ ใหม่ - การพดู โน้มน้าวใจ ใจ
ด้วยภาษาถกู ต้อง
เหมาะสม
๖. มีมารยาทในการฟัง มารยาทในการฟัง การดู มารยาทใน
การดู และการพดู และการพดู การพูด
๑๘
สำระท่ี ๔ หลักกำรใชภ้ ำษำไทย
มำตรฐำน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษาและพลังของ
ภาษา ภมู ปิ ัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบตั ิของชาติ
ตวั ช้ีวัด สำรกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง KP A
๑. อธิบายธรรมชาติของ ธรรมชาตขิ องภาษา -ใฝเ่ รียนรู้
พลงั ของภาษา - ธรรมชาติของ กระบวน
ภาษา พลงั ของภาษา ลักษณะของภาษา -ใฝเ่ รยี นรู้
และลักษณะของภาษา ภาษา การเรียน
- เสียงในภาษา -ใฝ่เรยี นรู้
๒. ใช้คาและกลุ่มคาสร้าง - สว่ นประกอบของ - พลังของภาษา ความรู้ -ใฝ่เรยี นรู้
ประโยคตรงตาม ภาษา -ใฝเ่ รียนรู้
วตั ถุประสงค์ - องค์ประกอบของ -ลกั ษณะของภาษา ความเขา้ ใจ -ใฝ่เรยี นรู้
พยางค์และคา -ใฝเ่ รยี นรู้
๓. ใช้ภาษาเหมาะสมแก่ - เสยี งในภาษา (สงั เกต
โอกาส กาลเทศะ และ การใชค้ าและกลมุ่ คา
บุคคล รวมทั้งคาราชา สรา้ งประโยค - ส่วนประกอบของ ตระหนัก
ศัพท์อย่างเหมาะสม
- คาและสานวน ภาษา วางแผน
๔. แตง่ บทรอ้ ยกรอง - การรอ้ ยเรียงประโยค
- การเพิ่มคา -องค์ประกอบของ ปฏบิ ตั ิ-ลงมอื
๕. วเิ คราะห์อิทธิพลของ - การใชค้ า
ภาษาตา่ งประเทศและ - การเขียนสะกดคา พยางค์และคา
ภาษาถน่ิ ระดบั ของภาษา
คาราชาศัพท์ - คาและสานวน กระบวนการ
๖. อธิบายและวิเคราะห์
หลกั การสรา้ งคาใน - การรอ้ ยเรยี ง เรยี นความรู้
ภาษาไทย
ประโยค ความเข้าใจ
๗. วเิ คราะห์และประเมิน
การใชภ้ าษาจากส่ือ - การเพม่ิ คา
สิ่งพมิ พ์และสื่อ
อิเล็กทรอนกิ ส์ - การใชค้ า
- การเขียนสะกดคา
- ระดับของภาษา กระบวนการ
- คาราชาศพั ท์ เรยี นความรู้
ความเข้าใจ
กาพย์ โคลง รา่ ย และ -กาพย์ โคลง ร่าย กระบวนการ
ฉันท์ และฉนั ท์ ปฏบิ ตั ิ
อทิ ธพิ ลของ -อิทธพิ ลของ
ภาษาต่างประเทศและ ภาษาต่างประเทศ กระบวนการ
ภาษาถิ่น และภาษาถน่ิ เรยี นความรู้
หลักการสร้างคาใน -การสรา้ งคาใน ความเข้าใจ
ภาษาไทย ภาษาไทย
กระบวนการ
การประเมินการใช้ -ประเมินการใช้ เรยี นความรู้
ภาษาจากสือ่ สง่ิ พิมพ์ ภาษาจากส่อื ความเข้าใจ
และ สื่ออเิ ล็กทรอนิกส์ สง่ิ พิมพแ์ ละ สอ่ื
อิเล็กทรอนิกส์ คดิ วเิ คราะห์
วจิ ารณ์
๑๙
สำระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
มำตรฐำน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเหน็ วิจารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอย่างเหน็ คุณคา่
และนามาประยกุ ต์ใช้ในชีวิตจริง
ตวั ชวี้ ดั สำรกำรเรยี นร้แู กนกลำง K P A
-ใฝเ่ รยี นรู้
๑. วเิ คราะห์และ หลักการวเิ คราะหแ์ ละ -วิเคราะห์และ กระบวนการ
สรา้ งค่านยิ ม -ใฝ่เรียนรู้
วิจารณ์วรรณคดแี ละ วิจารณว์ รรณคดแี ละ วจิ ารณ์ -สงั เกต -รกั ความ
ตระหนกั เปน็ ไทย
วรรณกรรมตาม วรรณกรรมเบอ้ื งต้น วรรณคดแี ละ -ประเมนิ เชงิ -ใฝ่เรยี นรู้
เหตผุ ล -มนี ิสยั รกั
หลักการวจิ ารณ์ - จุดมุง่ หมายการแต่ง วรรณกรรม -กาหนด การอา่ น
คา่ นิยม
เบื้องต้น วรรณคดแี ละวรรณกรรม เบือ้ งตน้ -วางแผน
ปฏิบัติดว้ ย
- การพิจารณารปู แบบของ - จดุ มุง่ หมายการ ความชื่นชม
วรรณคดแี ละวรรณกรรม แต่งวรรณคดีและ
- การพจิ ารณาเน้ือหาและ วรรณกรรม
กลวธิ ีในวรรณคดีและ - การพิจารณา
วรรณกรรม รปู แบบของ
- การวเิ คราะหแ์ ละการ วรรณคดีและ
วิจารณว์ รรณคดีและ วรรณกรรม
วรรณกรรม - การพจิ ารณา
เนื้อหาและกลวธิ ี
ในวรรณคดแี ละ
วรรณกรรม
- การวิเคราะหแ์ ละ
การวิจารณ์
วรรณคดีและ
วรรณกรรม
๒. วิเคราะหล์ ักษณะ การวิเคราะหล์ ักษณะเดน่ วิเคราะหแ์ ละ คิด วิเคราะห์
เด่นของวรรณคดี ของวรรณคดีและ วรรณกรรมใน วิจารณ์
เชอ่ื มโยงกับการ วรรณกรรมเกี่ยวกบั แบบเรียน
เรียนร้ทู าง เหตุการณป์ ระวตั ิศาสตร์
ประวตั ิศาสตร์และ และวิถชี ีวิตของสงั คมใน
วิถีชวี ติ ของสงั คมใน อดตี
อดีต
๓. วิเคราะห์และ การวิเคราะหแ์ ละประเมิน -วิเคราะห์และ คิด วิเคราะห์
ประเมนิ คุณคา่ ด้าน คณุ คา่ วรรณคดแี ละ ประเมนิ คุณค่า วจิ ารณ์
วรรณศลิ ปข์ อง วรรณกรรม วรรณคดีและ
วรรณคดแี ละ - ดา้ นวรรณศลิ ป์ วรรณกรรม
วรรณกรรมในฐานะ - ด้านสังคมและวฒั นธรรม - ด้านวรรณศิลป์
ทเี่ ป็นมรดกทาง - ด้านสงั คมและ
วฒั นธรรมของชาติ วฒั นธรรม
๒๐
ตัวชี้วัด สำรกำรเรียนรู้แกนกลำง K PA
๔. สังเคราะหข์ ้อคดิ การสงั เคราะหว์ รรณคดี -สงั เคราะห์ คิด -ใฝเ่ รียนรู้
จากวรรณคดแี ละ และวรรณกรรม วรรณคดแี ละ วิเคราะห์ -มีนสิ ยั รกั การ
วรรณกรรมเพ่ือ วรรณกรรม วจิ ารณ์ อา่ น
นาไปประยุกตใ์ ชใ้ น
ชวี ติ จริง
๕. รวบรวมวรรณกรรม วรรณกรรมพนื้ บ้านท่ี - ภาษากับ คดิ -ใฝ่เรียนรู้
พื้นบ้านและอธบิ าย แสดงถงึ วฒั นธรรม วเิ คราะห์ -มีนิสยั รักการ
ภมู ปิ ัญญาทางภาษา - ภาษากับวัฒนธรรม - ภาษาถิ่น วิจารณ์ อา่ น
- ภาษาถิ่น
๖. ทอ่ งจาและบอก บทอาขยานและบทร้อย -บทอาขยานและ กระบวนการ -ใฝ่เรียนรู้
คณุ คา่ บทอาขยาน กรองทมี่ ีคุณคา่ บทรอ้ ยกรองที่มี ปฏบิ ัติ
ตามท่ีกาหนดและ - บทอาขยานตามท่ีกาหนด คณุ คา่
บทรอ้ ยกรองที่มี - บทร้อยกรองตามความ - บทอาขยาน
คุณคา่ ตามความ สนใจ ตามท่ีกาหนด
สนใจและนาไปใช้ - บทร้อยกรองตาม
อ้างอิง ความสนใจ
๒๑
โครงสรำ้ งรำยวิชำพืน้ ฐำนวิชำ ภำษำไทย
รำยวชิ ำ ท๓๒๑๐๒ ภำษำไทย กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ ภำษำไทย ชั้นมธั ยมศึกษำปที ่ี ๕
ภำคเรียนที่ ๒
เวลำ ๔๐ ชว่ั โมง จำนวน ๑.๐ หนว่ ยกติ
ที่ ชื่อหนว่ ย ตวั ชีว้ ัด สำระสำคัญ เวลำ น้ำหนกั คะแนน
๑ การอา่ น
ม.๔-๖/๑ อา่ นออก การอา่ นออกเสียง เรียน รำย กลำง ปลำย รวม
๒ การเขยี น เสยี งบทร้อยแกว้ และ บทรอ้ ยแก้วประเภท
บทรอ้ ยกรองไดอ้ ย่าง ต่างๆ ไดอ้ ยา่ ง จดุ ประสงค์ ภำค ภำค ๑๐
ถูกต้อง ไพเราะ และ ถกู ตอ้ ง ไพเราะและ
เหมาะสมกับเรอ่ื งที่ เหมาะสมกบั เรอ่ื งที่ ๔ ๑๐ - - ๑๕
อา่ น อา่ น ตอ้ งมคี วามรู้ ๑๕
เก่ียวกับหลักการ ๒ ๑๐ ๕ - ๒๕
ม.๔-๖/๒ ตคี วาม อ่าน ๒ ๑๐ ๕ -
แปลความ และขยาย การอ่านเรอ่ื งต่างๆ ๔ ๒๐ ๕ -
ความเรอ่ื งทอ่ี า่ น น้นั ต้องมกี าร
ตีความ แปลความ
ม.๔-๖/๗ อา่ นเร่ือง ขยายความ และ
ต่างๆ เขียนกรอบ ตอบคาถามจาก
แนวคดิ ผังความคดิ เรื่องทอี่ ่าน
บนั ทกึ ยอ่ ความ และ การอา่ นจับใจความ
รายงาน จากสือ่ ตา่ งๆ นั้น
จะตอ้ งรูว้ ธิ แี ละเขยี น
ม.๔-๖/๑ เขียน กรอบแนวคดิ หรอื ผัง
สือ่ สารในรปู แบบต่างๆ ความคดิ จากเรอื่ งที่
ได้ตรงตาม อา่ น
วตั ถุประสงค์ โดยใช้ การกรอกแบบ
ภาษาเรยี บเรยี งถกู ตอ้ ง รายการตา่ งๆ การ
มีข้อมูล และ เขียนประกาศ เป็น
สาระสาคญั ชัดเจน การเขียนสือ่ สาร
รปู แบบหนึง่ ตอ้ ง
เขยี นใหต้ รงตาม
วตั ถุประสงค์ โดยใช้
ภาษาเรยี บเรยี ง
ถูกต้อง มีขอ้ มูลและ
สาระสาคญั ชัดเจน
ท๒.๑ ม. ๔-๖/๓ การเขยี นยอ่ ความ ๓ ๑๐ ๕ - ๑๕
เขียนย่อ เป็นการเขยี น
สาระสาคญั ของเรอื่ ง
ความจากสอื่ ทมี่ ี โดยนามาเรยี บเรยี ง
รปู แบบและเนื้อหา ใหม่ด้วยภาษาของ
หลากหลาย ตนเอง โดยที่
ความหมายไม่
๒๒
ที่ ชอ่ื หนว่ ย ตวั ชี้วดั สำระสำคัญ เวลำ น้ำหนักคะแนน
เรียน รำย กลำง ปลำย รวม
จุดประสงค์ ภำค ภำค ๒๐
เปล่ียนแปลงไปจาก ๒๐
เดิม การยอ่ ความมี
ความจาเป็นต่อ
การศกึ ษาความรู้
ชว่ ยใหจ้ ดบนั ทกึ
สาระสาคญั ของเรื่อง
ไดถ้ ูกตอ้ ง รวดเรว็
สามารถนามาใช้
ประโยชนไ์ ด้
ท ๒.๑ ม. ๔-๖/๔ การผลติ งานเขียน ๕ ๒๐ - -
ผลิตงาน ของตนเองใน
เขียนของตนเองใน รูปแบบสารคดี และ
รูปแบบต่าง ๆ บันเทงิ คดี ต้องมี
ความรู้ความเข้าใจ
ในเรอ่ื งหลักการ
เขียน
สารคดี เป็นงาน
เขยี นทเ่ี รียบเรยี งข้ึน
มีจุดมงุ่ หมายเพ่ือให้
ความรู้ ข้อคิด คติ
เตอื นใจและบอกเลา่
ข้อเท็จจรงิ อาจ
เกยี่ วขอ้ งกบั ความรู้
ตา่ งๆ ในโลก
บนั เทิงคดเี ปน็ งาน
เขียนทแ่ี ตง่ ขึ้นโดย
มงุ่ ใหค้ วามบนั เทงิ
แกผ่ อู้ า่ นเป็นสาคัญ
ซ่ึงผเู้ ขยี นจะต้องมี
ความรพู้ น้ื ฐาน
เก่ยี วกับบันเทงิ คดี
และเขา้ ใจถึง
ลักษณะ ประเภท
และองค์ประกอบ
ของบนั เทิงคดี
๓ การฟงั การ ม.๔-๖/๕ พดู ใน การพูดตอ่ ทป่ี ระชุมชน ๕ ๒๐ - ๕
ดู และการ โอกาสตา่ งๆ พดู แสดง เปน็ การพดู ในที่
พูด ทรรศนะ โตแ้ ยง้ โน้ม สาธารณะ มคี นฟัง
น้าวใจ และเสนอ จานวนมาก ผู้พูดต้อง
แนวคดิ ใหม่ด้วยภาษา ใชค้ วามสามารถ
ถกู ตอ้ ง เหมาะสม ทง้ั ศาสตรแ์ ละศลิ ป์ใน
การถ่ายทอดความรสู้ กึ
๒๓
ท่ี ช่ือหนว่ ย ตวั ชี้วัด สำระสำคัญ เวลำ น้ำหนกั คะแนน
เรียน รำย กลำง ปลำย รวม
จุดประสงค์ ภำค ภำค ๓๐
นึกคิดและเร่ืองราว
อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
เพ่อื ใหเ้ สนอความคดิ
ต่างๆไดอ้ ย่างมี
ประสิทธผิ ล การ
อภิปรายเปน็ การ
พิจารณาเรื่องใดเรือ่ ง
หน่ึงของกลุ่มบคุ คล
หน่งึ ท่ีมีความสนใจ
ร่วมกนั แลกเปล่ียน
ความรกู้ นั เพอื่
แก้ปญั หาร่วมกนั
๔ หลักภาษา ท ๔.๑ ม. ๔-๖/๕ ภาษาไทยรับคาทีม่ า ๕ ๒๐ - ๕
วิเคราะหอ์ ิทธพิ ลของ จากภาษาตา่ งประเทศ
ภาษาตา่ งประเทศและ มาใช้หลายภาษา ทา
ภาษาถ่นิ ใหม้ คี าใชเ้ พ่มิ มากขน้ึ
แตบ่ างคามคี า
ภาษาไทยใช้อยแู่ ลว้
หรอื ไดค้ ดิ ค้นคาไทย
ขน้ึ ใชแ้ ล้ว จึงควร
เลอื กใช้เท่าที่จาเป็น
และใช้คาท่ีมาจาก
ภาษาต่างประเทศให้
ถูกตอ้ งเหมาะสม
การศึกษาภาษาถิ่นจะ
ชว่ ยให้สือ่ สารกบั คน
ในถน่ิ น้ัน ๆ ได้ และ
สามารถอ่าน
วรรณกรรมท้องถ่ินได้
เข้าใจมากย่ิงขน้ึ
๕ วรรณคดี ท ๕.๑ ม. ๔-๖/๑ งานประพนั ธ์เปน็ สง่ิ ๕ ๑๐ - ๑๐
และ วิเคราะห์และ ท่ีมนุษย์สร้างข้นึ
วรรณกรรม โดยใช้ภาษาที่
วิจารณว์ รรณคดี ไพเราะสละสลวยซึ่ง
และวรรณกรรมตาม ผู้ประพนั ธจ์ ะ
หลักการวจิ ารณ์ ถ่ายทอด
เบ้ืองต้น เรอ่ื งต่าง ๆ แนวคดิ
ท ๕.๑ ม. ๔-๖/๒ ทศั นะ ความคิด
วเิ คราะห์ลักษณะ ความเช่ือผา่ นงาน
เดน่ ของวรรณคดี ประพนั ธ์น้ันให้
เชอ่ื มโยงกบั การ ผ้อู า่ นไดร้ ับความ
เรยี นรู้ทาง สนุกสนาน
๒๔
ท่ี ชอ่ื หนว่ ย ตัวช้วี ัด สำระสำคญั เวลำ น้ำหนกั คะแนน
เรียน รำย กลำง ปลำย รวม
จุดประสงค์ ภำค ภำค
ประวัตศิ าสตรแ์ ละ ความเพลดิ เพลนิ
จากเนือ้ เรื่องได้
วิถีชวี ิตของสังคมใน อารมณส์ นุ ทรียจ์ าก
อดตี ถอ้ ยคา สานวน
โวหารที่ไพเราะ
ท ๕.๑ ม. ๔-๖/๓ ผู้อ่านควรอ่านอย่าง
วิเคราะหแ์ ละประเมิน พินิจพิเคราะห์และ
คุณค่าดา้ นวรรณศลิ ป์ ร้จู กั พจิ ารณาคณุ คา่
ของวรรณคดแี ละ ของบทประพนั ธ์ท่ี
วรรณกรรมในฐานะท่ี อา่ นซงึ่ จะทาให้
เปน็ มรดกทาง ผู้อ่านสามารถเข้าถงึ
วฒั นธรรมของชาติ งานประพนั ธ์
ท ๕.๑ ม. ๔-๖/๔ ได้อย่างแท้จรงิ
สังเคราะห์ข้อคิดจาก
วรรณคดีและ
วรรณกรรมเพือ่ นาไป
ประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ิตจรงิ
ท ๕.๑ ม. ๔-๖/๖
ท่องจาและบอกคณุ คา่
บทอาขยานตามท่ี
กาหนด และบทรอ้ ย
กรองทมี่ คี ณุ ค่าตาม
ความสนใจและ
นาไปใชอ้ า้ งองิ
ท ๔.๑ ม. ๔-๖/๗
อา่ นเร่ืองตา่ งๆ แล้ว
เขียนกรอบแนวคิด ผัง
ความคดิ บันทึก ย่อ
ความ และรายงาน
รวม ๔๐ ๑๒๐ ๒๐ ๒๐ ๑๐๐
๒๕
หน่วยกำรเรยี นรู้
รายวชิ า ท๓๒๑๐๒ ภาษาไทย ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๕ ภาคเรยี นที่ ๒
จานวน ๑.๐ หนว่ ยกติ เวลาเรียน ๔๐ ชวั่ โมง / ภาคเรียน
อตั ราสว่ นคะแนนระหวา่ งเรียน : การสอบกลางภาค : การสอบปลายภาค = ๕๐ : ๒๐ : ๓๐
หน่วยกำรเรยี นรู้ เวลำเรียน
(ชั่วโมง)
หน่วยกำรเรียนรทู้ ่ี ๑ กำรอำ่ นออกเสียง
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๑ การอ่านออกเสียงรอ้ ยแกว้ ๑
แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ ๒ การอา่ นออกเสยี งรอ้ ยแก้ว ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๓ การอา่ นออกเสียงความเรยี ง ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๔ การอ่านออกเสยี งนวนิยาย ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๕ อ่านตีความ แปลความ ขยายความ ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๖ อา่ นตีความบทอาเศยี รวาท ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๗ อ่านแลว้ เขยี นกรอบแนวคดิ ๑
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๘ อ่านแล้วเขยี นกรอบแนวคดิ ๑
๑
หนว่ ยที่ ๒ การเขยี น ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๙ การกรอกแบบรายการ ๑
แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ ๑๐ การกรอกแบบรายการ ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๑๑ การเขยี นประกาศ ๑
แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี ๑๒ การเขียนประกาศ ๑
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๑๓ การเขยี นยอ่ ความ ๑
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๑๔ การเขียนยอ่ ความ ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๑๕ การเขยี นสารคดี ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๑๖ การเขียนสารคดี ๑
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๑๗ การเขียนสารคดี ๑
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๑๘ การเขยี นบนั เทงิ คดี ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๑๙ การเขยี นบนั เทิงคดี
รวม ๑๙
แผนกำรจัดกำรเรยี นรทู้ ี่ ๑ ๒๖
หนว่ ยกำรเรียนที่ ๑ กำรอำ่ น (กำรอำ่ นออกเสยี งร้อยแก้ว) เวลำ ๑ ชว่ั โมง
กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย
รหัสวชิ ำ ท๓๒๑๐๒ รำยวชิ ำ ภำษำไทยพื้นฐำน จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต
ชั้นมธั ยมศึกษำปที ่ี ๕ ภำคเรียนท่ี ๒
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอ่านสรา้ งความรู้และความคิดเพอื่ นาไปใชต้ ัดสินใจแก้ปัญหาใน
การดาเนินชวี ติ และมนี ิสยั รักการอ่าน
ตวั ช้ีวดั
ม.๔-๖/๑ อา่ นออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้อยา่ งถูกต้อง ไพเราะ และเหมาะสมกับ
เรอื่ งที่อ่าน
สำระสำคญั
การอ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว ควรรู้หลักในการอ่าน เพ่ือให้สามารถอ่านออกเสียงได้อย่างถูกต้อง
และเหมาะสมกับเร่ืองทอี่ ่าน
จุดประสงคก์ ำรเรยี นรู้
ควำมรู้ (K)
๑. หลักการอ่านออกเสียงบทร้อยแกว้
ทกั ษะ/กระบวนกำร (P)
1. อา่ นออกเสียงร้อยแก้ว
สมรรถนะหลัก
๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคิด
๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา
๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
๕. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
ดำ้ นคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
๒. ซ่ือสตั ย์สุจริต
๓. มวี ินัย
๔. ใฝเ่ รยี นรู้
๕. อยูอ่ ย่างพอเพียง
๖. มงุ่ ม่ันในการทางาน
๗. รกั ความเป็นไทย
๘. มีจิตสาธารณะ
๒๗
แนวควำมคิดเพอ่ื กำรเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑
๑. สาระวชิ าหลัก (Core Subjects)
๒. ทกั ษะดา้ นการเรียนรู้และนวตั กรรม
๓. ทกั ษะดา้ นสารสนเทศ สอ่ื และเทคโนโลยี
๔. ทกั ษะด้านชีวิตและอาชีพ
สำระกำรเรยี นรู้
การอา่ นออกเสยี ง ประกอบด้วย
- บทร้อยแกว้ ประเภทต่างๆ
กระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้ (ขั้นตอน/กระบวนกำร)
ขนั้ นำเขำ้ สู่บทเรยี น
๑. ครใู ห้นักเรยี นฟังเสยี งการอา่ นข่าวของพิธีกรรายการขา่ วทางสถานโี ทรทัศน์ จากซดี ีท่ีครูเปดิ ให้
ฟัง แล้วร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นเกีย่ วกบั การอ่าน (V)
๒. ครูสนทนากับนักเรยี นถงึ ประโยชนข์ องการอ่านออกเสียงบทรอ้ ยแก้ว ซง่ึ สามารถนามาประกอบ
อาชพี ได้ (A)
๓. นักเรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคิดวา่ นกั เรยี นคิดว่า การทจ่ี ะเปน็ ผูอ้ ่านขา่ วทางสถานีโทรทัศน์
ได้นั้น ตอ้ งมคี ุณสมบัตเิ กยี่ วกับการอา่ นอยา่ งไร (พิจารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยให้อยูใ่ นดลุ ยพนิ จิ ของ
ครผู ้สู อน) (A)
ขนั้ สอน
๑. ครแู บ่งนักเรียนเปน็ กลมุ่ กลุ่มละ ๔ คน คละกันตามความ สามารถ คือ เก่ง ปานกลางค่อนขา้ ง
เกง่ ปานกลาง คอ่ นขา้ งออ่ น และอ่อน
๒. นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกันศึกษาใบความรเู้ รื่อง การอ่านออกเสยี งบทร้อยแกว้ จนทุกคนมีความ
เข้าใจที่ถกู ต้องตรงกนั (R)
๓. ครชู ีแ้ จงให้นกั เรยี นทราบว่า ความสาเร็จของกล่มุ นั้นจะต้องอาศัยผลจากการร่วมมือกนั และ
ชว่ ยเหลือกัน ผ้ทู ่ีเก่งกวา่ จะต้องชว่ ยเหลือผทู้ อี่ ่อนกว่าหรือเรยี นชา้ กวา่
๔. นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ รว่ มกันทาใบงาน เรื่อง หลักการอ่านออกเสยี งบทร้อยแกว้ โดยให้
สมาชิกทกุ คนในกลุ่มหาคาตอบดว้ ยตนเอง เมื่อทาเสรจ็ แลว้ ใหน้ าส่งครตู รวจ และนกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ ออกมา
นาเสนอความรทู้ ่ีไดจ้ ากการศึกษาใหเ้ พ่ือนฟังที่หน้าช้ันเรยี น แล้วให้กลุ่มอนื่ ได้นาเสนอเพ่มิ เติมในสว่ นที่แตกต่าง
กันออกไป โดยครคู อยอธบิ ายเพมิ่ เติม (RK)
๕. ครกู ลา่ วคาชมเชยและนาผลงาน ให้นักเรยี นตอบคาถามกระตนุ้ ความคิด
- การอา่ นบทร้อยแกว้ มีความจาเป็นทีจ่ ะต้องสอดแทรกอารมณ์ในการอา่ นหรือไม่ อย่างไร
(พิจารณาตามคาตอบของนักเรียน โดยใหอ้ ย่ใู นดลุ ยพินจิ ของครผู ู้สอน)
ขั้นสรปุ
๑. นักเรยี นและครรู ว่ มกนั สรุปหลกั การอ่านออกเสยี งบทร้อยแกว้ (A)
สอ่ื (วสั ดุ-อปุ กรณ์-สงิ่ พมิ พ)์ / นวัตกรรม / ICT
๑. ใบความรู้เรอ่ื งการอ่านออกเสียงร้อยแก้ว
๒. ซีดีการอา่ นข่าวทางสถานีโทรทศั น์
๓. ใบงาน เรอื่ ง หลักการอ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว
๒๘
แหล่งกำรเรยี นรู้
-
บรู ณำกำร
-
กำรวดั และประเมินผลกำรเรียนรู้ เครื่องมือวดั และประเมินผล เกณฑก์ ำรวดั
วิธีกำรวดั ผลและกำรประเมินผล
แบบทดสอบ ระดับคุณภาพ ๒ ผา่ นเกณฑ์
ดำ้ นควำมรู้ (K) ทดสอบ
แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางาน ระดับคุณภาพ ๒ ผา่ นเกณฑ์
ดำ้ นทักษะ/ สังเกตพฤติกรรมการทางานกลุม่
กระบวนกำร (P) กลมุ่
ดำ้ นคุณธรรม สงั เกตความมีวินยั ใฝเ่ รยี นรู้ และ แบบประเมินคุณลักษณะอนั พึง ระดบั คุณภาพ ๒ ผ่านเกณฑ์
จรยิ ธรรม และ มงุ่ ม่นั ในการทางาน
คำ่ นิยม (A) ประสงค์
กำรประเมนิ ผล
ประเดน็ กำรประเมิน ระดบั คุณภำพ
๔ ๓ ๒๑
ดำ้ นควำมรู้ แบบทดสอบ ตอบคาถามไดถ้ ูกต้อง ตอบคาถามได้ ๓–๔ ตอบคาถามได้ ๑- ๒ ตอบคาถามได้ ๑- ๒
(K) เรอื่ ง การ ทกุ ข้อ สามารถ ขอ้ สามารถยกตัวอย่าง ข้อ สามารถยกตัวอย่าง ข้อ ไมส่ ามารถ
อา่ นออก ยกตัวอยา่ งประกอบ ประกอบชัดเจน ประกอบได้บ้าง ยกตัวอยา่ งประกอบ
เสียงร้อยแกว้ ชัดเจน ได้บ้าง
ดำ้ นทกั ษะ/ พฤติกรรม แสดงความคดิ เหน็ แสดงความคดิ เห็น แสดงความคิดเห็น แสดงความคิดเหน็
กระบวนกำร การทางาน ยอมรับฟังคนอื่น ยอมรบั ฟงั คนอืน่ ยอมรับฟงั คนอื่น ยอมรับฟังคนอ่ืน
(P) กลุม่ ทางานตามที่ไดร้ ับ ทางานตามทีไ่ ด้รบั ทางานตามทีไ่ ด้รบั ทางานตามทไี่ ดร้ บั
มอบหมายมีนา้ ใจ มอบหมายมีนา้ ใจ มอบหมายมนี า้ ใจ มอบหมายมีนา้ ใจ
มีส่วนรว่ มในการ มสี ่วนรว่ มในการ มีสว่ นรว่ มในการ มสี ว่ นรว่ มในการ
ปรับปรงุ ผลงานกลุ่ม ปรับปรุงผลงานกลมุ่ ปรบั ปรุงผลงานกลุ่ม ปรับปรงุ ผลงานกลมุ่
อย่างสมา่ เสมอ บอ่ ยครัง้ บางคร้งั น้อยครัง้
ดำ้ นคณุ ธรรม มงุ่ มัน่ ใน เอาใจใสต่ ่อการ เอาใจใสต่ ่อการ เอาใจใสต่ ่อการ เอาใจใส่ต่อการ
จริยธรรม การทางาน ปฏบิ ัตหิ นา้ ทีท่ ่ไี ดร้ บั ปฏิบตั ิหนา้ ทท่ี ไ่ี ดร้ บั ปฏบิ ัตหิ นา้ ทท่ี ่ีได้รบั ปฏิบตั หิ นา้ ทที่ ีไ่ ดร้ ับ
และค่ำนิยม มอบหมายตง้ั ใจและ มอบหมายตั้งใจและ มอบหมายต้ังใจและ มอบหมายตั้งใจและ
(A) รบั ผิดชอบในการ รบั ผดิ ชอบในการ รบั ผดิ ชอบในการ รับผิดชอบในการ
ทางานให้สาเร็จ ทางานให้สาเร็จ ทางานให้สาเรจ็ ทางานให้สาเรจ็
ปรบั ปรุงและ ปรบั ปรงุ และ ปรับปรงุ และ ปรับปรุงและ
พัฒนาการทางาน พฒั นาการทางาน พัฒนาการทางาน พฒั นาการทางาน
อย่างรอบคอบทมุ่ เท อยา่ งรอบคอบท่มุ เท อย่างรอบคอบทุ่มเท อย่างรอบคอบทุ่มเท
ทางาน อดทน ไม่ทอ้ ทางาน อดทน ไม่ท้อ ทางาน อดทน ไม่ทอ้ ทางาน อดทน ไม่ท้อ
ต่อปญั หาและ ต่อปญั หาและ ต่อปัญหาและ ตอ่ ปญั หาและ
๒๙
ประเดน็ กำรประเมนิ ระดับคณุ ภำพ
กิจกรรมเสนอแนะ ๔๓ ๒ ๑
- อปุ สรรคพยายาม อปุ สรรคพยายาม อุปสรรคพยายาม อปุ สรรคพยายาม
แกป้ ัญหาและ แก้ปญั หาและ
แกป้ ัญหาและ แกป้ ัญหาและ อปุ สรรคในการ อุปสรรคในการ
ทางานใหส้ าเร็จชื่น ทางานใหส้ าเร็จชน่ื
อุปสรรคในการ อุปสรรคในการ ชมผลงาน ชมผลงาน
ความสาเร็จด้วย ความสาเร็จด้วย
ทางานให้สาเร็จชื่น ทางานใหส้ าเรจ็ ชน่ื ความภาคภมู ใิ จ ความภาคภูมิใจน้อย
บางครัง้ ครง้ั
ชมผลงาน ชมผลงาน
ความสาเร็จด้วย ความสาเรจ็ ดว้ ย
ความภาคภมู ใิ จอย่าง ความภาคภมู ใิ จ
สม่าเสมอ บ่อยครงั้
ลงชอ่ื .....................................................ผเู้ ขยี นแผนการจัดการเรียนรู้
................/.................../................
๓๐
บันทกึ ควำมเหน็ ของผ้ตู รวจแผนกำรจัดกำรเรยี นรู้
ไดท้ าการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แลว้ มคี วามคิดเห็น ดงั นี้
เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรงุ เนื่องจาก...........................................
ลงชอ่ื ..........................................
( นางไพรจิตร บา้ นเหล่า )
หวั หน้ากลมุ่ บรหิ ารวิชาการ
ขอ้ เสนอแนะของรองผู้อำนวยกำรโรงเรียน
เปน็ แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี
ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง เนื่องจาก...........................................
สอดคล้องกับมาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชี้วัด สมรรถนะหลกั คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ และการเรยี นรูใ้ น
ศตวรรษที่ ๒๑ ทเี่ นน้ ผู้เรยี นเปน็ สาคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ลงชื่อ..........................................
( นางสาวสภุ สั ตรา ฝา่ ยสงค์ )
รองผอู้ านวยการโรงเรยี น
ขอ้ เสนอแนะของหวั หนำ้ สถำนศึกษำ ควรปรบั ปรุงกอ่ นนาไปใช้ เนือ่ งจาก.......................................
เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี
นาไปใชไ้ ด้จริง
ลงชอ่ื ..........................................
( นางลัดดา ผาพนั ธ์ )
ผู้อานวยการโรงเรยี น
๓๑
บนั ทึกหลังสอน
๑. ผลกำรสอน/ผลกำรเรยี นรู้
ดา้ นความรู้ (K)
...................................................................................................................... .........................................
.................................................................................................................. .............................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................
ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P)
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
ดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ ม (A)
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................
สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น/แนวความคดิ เพื่อการเรียนรูใ้ นศตวรรษท่ี ๒๑
............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................................. ..................................
๒. ปัญหำ/อุปสรรค และข้อค้นพบ
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................
๓. ข้อเสนอแนะแนวทำงแก้ไข และผลกำรแก้ไข
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................
ลงช่อื .....................................................ผู้สอน
(................................................)
๓๒
ใบควำมรู้ เรื่อง กำรอ่ำนออกเสียงรอ้ ยแก้ว
กำรอ่ำนออกเสยี งร้อยแก้ว หมายถึง การอ่านถ้อยคาท่ีมีผู้เรียบเรียงหรือประพันธ์ไว้ โดยการเปล่งเสียง
และวางจงั หวะเสียงให้เป็นไปตามความนยิ ม และเหมาะสมกบั เรอ่ื งท่ีอ่าน เพ่ือถ่ายทอดอารมณ์ไปสู่ผู้ฟัง ซึ่งจะทา
ใหผ้ ูฟ้ ังเกิดอารมณ์ร่วมคลอ้ ยตามไปกบั เร่ืองราว หรือรสประพันธท์ ีอ่ า่ น
รูปแบบของร้อยแก้ว
งานเขียนประเภทร้อยแก้วแบง่ ได้ ๒ ประเภท คอื
บันเทิงคดี
งานเขยี นทแ่ี ต่งข้ึนโดยใช้จนิ ตนาการ มีความมุ่งหมายใหผ้ อู้ ่านไดร้ ับความบนั เทิงเปน็ สาคัญ อาจให้ความรู้
ความจรรโลงใจ คติ และแง่คิดตา่ งๆ ด้วย เชน่ นทิ าน เรือ่ งส้ัน นวนยิ าย บทละครพูด นิยายองิ พงศาวดาร ตานาน
สำรคดี
งานเขยี นท่มี ุ่งให้สาระความรู้ทเ่ี ปน็ ข้อเทจ็ จริงเป็นสาคัญ เชน่ สารคดีเชงิ ทอ่ งเท่ยี ว สารคดเี ชิงชวี ประวัติ
รายงานการประชุม ความเรียง บทความ ตาราวชิ าการต่างๆ พงศาวดาร กฎหมาย จดหมายเหตุ พระราชหตั ถเลขา
หลกั เกณฑ์ในกำรอ่ำนออกเสียงร้อยแกว้
หลกั กำรอ่ำนออกเสียงประเภทร้อยแก้วมดี ังนี้
๑. อำ่ นให้น่ำฟัง ผอู้ า่ นจะตอ้ งลองซ้อมอ่านโดยอ่านในใจคร้ังหนึ่งก่อน เพ่อื ให้ร้เู ร่ืองราวทอี่ ่านและ
สามารถเข้าใจบทอา่ นได้อย่างถูกต้อง เพ่ือจะได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่อา่ นได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ จะต้อง เข้าใจ
ความหมายของคา ถอ้ ยคา สานวนทีอ่ ่าน เขา้ ใจความคิดสาคัญของเร่ืองท่ีอ่าน จึงจะสามารถเวน้ วรรคตอน
การอา่ นได้ถูกต้องตามเรื่องราว สามารถใช้นา้ เสียงไดน้ ่าฟงั มีการเน้นถ้อยคาอย่างถูกต้องสมั พันธ์กับเนื้อเรือ่ ง
และอา่ นได้อยา่ งคล่องแคลว่ ราบร่ืนไมต่ ะกุกตะกัก
๒. อำ่ นให้ถกู ต้องตำมอักขรวิธีหรอื อ่ำนใหถ้ กู ต้องตำมควำมนยิ ม การอา่ นเป็นเร่ืองของทักษะซ่ึงจะ
ต้องมีการฝึกฝนการอ่านอยู่เสมอ โดยอ่านให้ถูกต้องตามอักขรวธิ ี คาบางคาอ่านตามความนิยม ผ้อู า่ นจะต้องทราบ
หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการอา่ นคา ต้องหมัน่ สงั เกตการอ่านของผู้อน่ื คาใดควรอา่ นอยา่ งไร ถ้าไมแ่ น่ใจควร
ใช้พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน ช่วยตัดสินวธิ กี ารอา่ น
๓.อ่ำนใหช้ ดั เจน อา่ นออกเสียงพยญั ชนะ สระ และวรรณยุกต์ อย่างถูกต้อง เช่น การอา่ นออกเสยี ง ร-ล
หรอื คาควบกลา้ ใหช้ ัดเจน การอา่ นไมช่ ดั เจน นอกจากจะแสดงให้เหน็ วา่ ผอู้ ่านขาดความระมดั ระวังแล้วยงั ขาด
การศึกษาอกี ดว้ ย
๔. อ่ำนมีจังหวะ แบ่งวรรคตอนใหถ้ ูกตอ้ ง ภาษาไทยจะต้องเวน้ วรรคตอนให้ถูกที่ ผ้อู ่านต้องอา่ นเร่อื ง
นนั้ ๆ ใหเ้ ข้าใจเสียก่อน เพอ่ื จะแบ่งวรรคตอนไดถ้ กู ตอ้ ง ฝึกการอา่ นให้มวี รรคตอน ผ้อู า่ นอาจทาเครื่องหมาย
/ คั่นข้อความทเ่ี วน้ วรรค ถา้ ผู้อ่านอ่านผดิ วรรคตอนย่อมทาให้ความหมายผิดไปด้วย เช่น
“ ห้ามผูห้ ญงิ นุง่ กางเกงในเวลาทางาน”
มคี วามหมายว่า - ในเวลาทางานหา้ มผู้หญิงสวมกางเกงมาทางาน
ถา้ เว้นวรรคตอนการอ่านผิดจะเปน็ ดังน้ี “ หา้ มผ้หู ญงิ สวมกางเกงใน / เวลาทางาน” ความหมายจะเปล่ยี นไป
๕. อ่ำนใหค้ ล่องแคลว่ ต้องอาศัยการฝึกฝนอยเู่ สมอ ไม่อา่ นตะกุกตะกัก อ่านให้ต่อเนื่องกนั การอ่าน
ให้คลอ่ งแคลว่ จะต้องรูจ้ ักกวาดสายตาในการอ่าน ดังน้ี
๕.๑ กำรจับสำยตำทีต่ ัวอักษร สายตาจะตอ้ งเคลอ่ื นไปตามตัวอักษรบนบรรทดั จากซ้ายไปขวา
โดยจับสายตาไปทีละจดุ จุดละ ๔-๕ คา เปน็ ระยะ ๆ ดังน้ี
x…….x…….x…….x…….x…….x…….x…….x
๓๓
๕.๒ ชว่ งสำยตำ หมายถึง จานวนคาท่ีสายตากวาดไปบนตัวหนงั สือทีละจดุ ควรเป็น ๔-๕ คา
๕.๓ กำรอ่ำนย้อนกลับ บางคนอา่ นแล้วตอ้ งอ่านย้อนกลบั เพ่ือให้เกิดความเข้าใจ การอ่านยอ้ นกลบั
ทาใหอ้ ่านไดช้ า้ การอา่ นคล่องแคล่วต้องฝึกอา่ นโดยจับสายตาบนตวั หนังสอื เป็นช่วง ๆ ดงั กลา่ วและต้องอา่ น
อยา่ งมสี มาธจิ ึงจะอา่ นได้รวดเรว็
วิธกี ำรอำ่ นร้อยแก้ว
ในการฝึกอ่านออกเสียงข้อความที่เป็นร้อยแก้ว จะใชเ้ ครอื่ งหมายวรรคตอนในการอ่านเพื่อเปน็ การเวน้
ช่วงจังหวะการอ่าน ดังน้ี
เครอื่ งหมาย / หมายถงึ การหยุดเว้นชว่ งจังหวะสน้ั ๆ
เครือ่ งหมาย // หมายถึง การหยดุ เวน้ ชว่ งจังหวะท่ยี าวกว่าเครื่องหมาย /
เคร่ืองหมาย _ (ขดี เสน้ ใต้) หมายถึง การเน้นหรือการเพ่ิมนา้ หนักของเสียง
การอา่ นออกเสียงข้อความทเี่ ปน็ ร้อยแก้วมีวธิ กี ารอา่ น ๒ วิธดี ังน้ี
1. วธิ ีการอ่านแบบบรรยาย การอา่ นออกเสียงใหถ้ ูกตอ้ ง ชดั ถ้อยชดั คา เวน้ วรรคตอนในการอ่านให้
เหมาะสม เนน้ เสยี งและถ้อยคาตามคาตามนา้ หนกั ความสาคัญของใจความ เพ่ือจะชว่ ยให้ผูอ้ ่านเข้าถึง
จดุ มงุ่ หมายของเรื่องได้ดี
การฝึกอ่านออกเสยี งแบบบรรยายไมเ่ น้นการแสดงอารมณ์
ในปัจจบุ นั กลา่ วกนั วา่ /เรากาลงั อย่ใู นยุคโลกาภิวตั น์หรือเรียกอีกอย่างว่าโลกไร้พรมแดน//แต่จะเรยี ก
อย่างไรกต็ ามเถิด/การอา่ น/ก็เปน็ กระบวนการสาคญั อยา่ งย่งิ ในการพฒั นาคนในทศวรรษน้ี/เพราะโลกของ
การศกึ ษามิได้จากัดอยู่ภายในห้องเรยี นที่มีลักษณะรปู ทรงสเี่ หล่ียมแคบๆ/เท่าน้นั //แตข่ อ้ มูลข่าวสารสารสนเทศ
ต่างๆ/ ได้ย่อโลกใหเ้ ล็กลงเทา่ ทีเ่ ราอยากรู้ไดร้ วดเร็ว/ในชัว่ ลดั น้วิ มอื เดยี วอยา่ งทีค่ นโบราณกล่าวไว้//จะมีส่ือให้
เลือกอา่ นอยา่ งหลากหลาย//ทงั้ สอ่ื สิ่งพมิ พ์ที่เราค้นุ เคย/ไปจนถึงสือ่ อเิ ล็กทรอนกิ สท์ ี่เรียกวา่ / “อนิ เตอรเ์ น็ต”/
เพราะการต่อสูร้ กุ รานกันของมนุษยย์ คุ ใหม่/จะใช้ข้อมูล/สตปิ ญั ญาและคณุ ภาพของคนในชาติ//มากกว่าการใช้
กาลงั อาวธุ เข้าประหตั ประหารกัน//หากในชาติด้อยคุณภาพ/ขาดการเรยี นรู้/จะถกู ครอบงาทางปัญญาได้งา่ ยๆ/
จากส่อื ต่างๆ
(ชาติกา้ วไกลด้วยคนไทยรักการอา่ น : มานพ ศรีเทยี ม)
การฝึกอ่านออกเสยี งแบบบรรยายเนน้ การแสดงอารมณ์
เกวียนโขยกขลุกขลกั ไปอย่างเชอื่ งชา้ /เสียงเพลาเสียดสีไปกับดมุ /ดงั เสยี งแหลมเล็ก/สลบั กบั เสียงกระดิ่ง
ววั /ดังตามจงั หวะการกา้ วเดนิ ของวัวชราสองตวั นน้ั /ฟงั เป็นเพลงมาร์ชประจาท่งุ /ท่ีมตี ัวโนต้ ธรรมชาตเิ ป็นผู้
กาหนดทานอง//บางคร้งั /มันฟงั ดเู ศร้าซึม/เหมอื นอย่างเสียงของเกวยี นเล่มนี้//ชายชรานง่ั ขยบั ไม้แสอ้ ยู่บน
เกวยี น/แกแกว่งไม้อยู่กลางอากาศ/ขณะไล่ววั ด้วยเสยี งแหบพร่า/แกคงไม่กล้าเอาไม้แสแ้ ตะหลังวัว/ใหม้ นั ระคาย
เคืองหรือเจบ็ ปวดใจ/สงั ขารอันร่วงโรยของไอ้แก้วไอ้ไหม/ววั คยู่ ากก็ไมต่ ่างจากเจา้ ของมากนัก//หนงั หยอ่ นยาน
รดั รูปลงไปโชว์กระดกู /เรยี่ วแรงของมันค่อยหมดลงไปจนเกือบจะลากขาตวั เองไม่ไหว//ถ้าแกมง่ั มหี รอื พอมใี ช้/ก็
จะปลดเกษียณใหว้ วั คู่ยาก/มันได้พักผอ่ นยามชราบ้าง//แต่มนั จนใจ/เพราะแม้แต่ตังแกเองก็ยงั ไม่ได้พกั /แมย้ า่ ง
เขา้ ๖๕ แล้ว/ชีวติ ทีเ่ ข้มข้นเมื่อตอนหนุ่มๆ/ได้กลายเปน็ ความหลังอนั ยืดยาว/มีนิยายชีวิตท่ีเล่าให้ลูกหลานฟังได้
หลายวนั หลายคนื กว่าจะจบ//
๓๔
ใบงำนเรื่อง หลกั กำรอ่ำนออกเสยี งบทรอ้ ยแก้ว
คำชแ้ี จง ให้นกั เรยี นตอบคาถามต่อไปนี้
๑. บทรอ้ ยแกว้ ทเ่ี ปน็ บนั เทิงคดี ตา่ งจากบทร้อยแก้วท่เี ป็นสารคดอี ยา่ งไร
๒. ก่อนทจี่ ะอ่านออกเสยี งบทร้อยแกว้ ควรปฏิบตั อิ ยา่ งไร
๓. เสียงอ่านทเี่ ปน็ ธรรมชาติ มลี ักษณะอย่างไร
๔. การอ่านรอ้ ยแกว้ มีหลักการอา่ นอยา่ งไร
๕. การอา่ นอยา่ งมลี ลี าและอารมณ์ มีลักษณะอยา่ งไร
๓๕
เฉลย ใบงำนเร่ือง หลกั กำรอ่ำนออกเสียงบทร้อยแกว้
คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคาถามต่อไปน้ี
๑. บทรอ้ ยแกว้ ทเี่ ป็นบันเทิงคดี ตา่ งจากบทร้อยแกว้ ทเี่ ป็นสารคดอี ยา่ งไร
บทร้อยแก้วท่ีเป็นบนั เทิงคดีมุ่งใหค้ วามเพลดิ เพลนิ สนุกสนานเปน็ สาคญั อาจจะสอดแทรกความรู้ ขอ้ คดิ
คติเตอื นใจบา้ งเล็กนอ้ ย ส่วนบทรอ้ ยแก้วท่เี ป็นสารคดมี งุ่ ใหค้ วามรู้ทเี่ ป็นขอ้ เท็จจริงเปน็ สาคัญ
๒. กอ่ นท่ีจะอ่านออกเสียงบทรอ้ ยแกว้ ควรปฏบิ ตั ิอย่างไร
ศกึ ษาเร่ืองที่จะอา่ นให้เข้าใจเพ่อื ใหท้ ราบถึงสาระสาคญั ของเร่ือง อารมณแ์ ละความรสู้ ึกของผู้เขยี นท่ีตอ้ งการ
ให้ผู้อา่ นทราบ แลว้ แบง่ วรรคตอนเน้อื เร่ืองทีจ่ ะอ่านให้เหมาะสม
๓. เสยี งอ่านทเ่ี ปน็ ธรรมชาติ มลี ักษณะอย่างไร
เสยี งอ่านทเี่ ปน็ ธรรมชาตมิ ีลักษณะเหมอื นเสยี งพูด ไม่ดัดเสยี งหรอื ใช้เสยี งแหลมเกนิ ไป การเน้นเสียงสงู ต่า
หนัก เบา ให้เปน็ ไปตามธรรมชาตโิ ดยสอดคล้องกบั เรอ่ื งทีอ่ ่าน
๔. การอ่านร้อยแก้ว มีหลักการอ่านอยา่ งไร
การอ่านร้อยแกว้ มหี ลกั การดังนี้
๑) ศกึ ษาเรือ่ งทีอ่ ่านให้เข้าใจ
๒) ตอ้ งรหู้ ลกั การอ่านคาให้ถูกตอ้ งตามอกั ขรวธิ ี
๓) มสี มาธิในการอา่ นและมคี วามม่ันใจ
๔) อา่ นดว้ ยเสยี งที่เป็นธรรมชาติ เนน้ เสยี งหนัก เบา สูง ต่าให้เปน็ ธรรมชาติ
๕) อ่านออกเสยี งให้ดังพอประมาณ
๖) อา่ นเว้นวรรคตอนให้ถูกต้องและกาหนดจังหวะความเรว็ ในการอ่านใหเ้ หมาะสม
๗) อา่ นอย่างมลี ลี าและอารมณ์ตามเน้อื เรื่อง
๘) อ่านเครือ่ งหมายวรรคตอนใหถ้ กู ตอ้ ง
๕. การอา่ นอย่างมีลีลาและอารมณ์ มลี กั ษณะอย่างไร
การอ่านท่ีเนน้ คาท่ีสาคญั และคาทต่ี อ้ งการเพ่ือให้เกิดภาพพจน์หรอื จนิ ตภาพ การเน้นควรเนน้ เฉพาะคา
ไมใ่ ช่เน้นทง้ั วรรคหรอื ทั้งประโยค
แผนกำรจัดกำรเรียนรูท้ ่ี ๒ ๓๖
หนว่ ยกำรเรยี นท่ี ๑ กำรอ่ำน (กำรอ่ำนออกเสียงร้อยแก้ว) เวลำ ๑ ชว่ั โมง
กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้ภำษำไทย
รหสั วชิ ำ ท๓๒๑๐๒ รำยวิชำ ภำษำไทยพ้ืนฐำน จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต
ช้ันมธั ยมศึกษำปีท่ี ๕ ภำคเรยี นที่ ๒
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอ่านสรา้ งความรแู้ ละความคิดเพ่ือนาไปใชต้ ดั สินใจแก้ปัญหาใน
การดาเนนิ ชีวติ และมนี ิสัยรักการอา่ น
ตัวชีว้ ัด
ม.๔-๖/๑ อา่ นออกเสยี งบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรองไดอ้ ยา่ งถูกต้อง ไพเราะ และเหมาะสมกบั
เรื่องท่ีอ่าน
สำระสำคัญ
การอ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว ควรรู้หลักในการอ่าน เพ่ือให้สามารถอ่านออกเสียงได้อย่างถูกต้อง
และเหมาะสมกบั เรอ่ื งทีอ่ ่าน
จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้
ควำมรู้ (K)
๑. หลักการอา่ นออกเสยี งบทรอ้ ยแกว้
ทกั ษะ/กระบวนกำร (P)
๑. อา่ นออกเสียงร้อยแก้ว
สมรรถนะหลัก
๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคดิ
๓. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
ด้ำนคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)
๑. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
๒. ซื่อสตั ยส์ ุจรติ
๓. มีวินยั
๔. ใฝ่เรียนรู้
๕. อยอู่ ย่างพอเพียง
๖. มงุ่ มน่ั ในการทางาน
๗. รักความเป็นไทย
๘. มจี ติ สาธารณะ
๓๗
แนวควำมคิดเพือ่ กำรเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี ๒๑
๑. สาระวชิ าหลัก (Core Subjects)
๒. ทกั ษะด้านการเรยี นรู้และนวัตกรรม
๓. ทกั ษะด้านสารสนเทศ สอื่ และเทคโนโลยี
๔. ทักษะด้านชวี ติ และอาชีพ
สำระกำรเรยี นรู้
การอา่ นออกเสียง ประกอบด้วย
- บทรอ้ ยแกว้ ประเภทต่างๆ
กระบวนกำรจดั กำรเรียนรู้ (ขน้ั ตอน/กระบวนกำร)
ขนั้ นำเข้ำสบู่ ทเรยี น
๑. นกั เรียนร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ วา่ การอ่านออกเสียงจาเปน็ ต่อชวี ติ ประจาวนั หรือไม่ อย่างไร
(A)
ขั้นสอน
๑. นกั เรียนร่วมกนั สนทนาถึงประสบการณ์การอ่านออกเสียงของตนเอง เพ่ือแลกเปลีย่ นอุปสรรค
และปัญหาในการอ่านออกเสียงทต่ี นเองเคยประสบ ตลอดจนวธิ แี กไ้ ขปัญหาเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ (A)
๒. นักเรยี นทงั้ หอ้ งร่วมกนั สรุปผลการแสดงความคิดเห็นว่า ไดพ้ บปัญหาอะไรบา้ งในการอา่ นออกเสียง
และมวี ิธีแก้ไขอย่างไรจึงจะสามารถส่งผลให้อา่ นออกเสยี งได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ก่อนเข้าส่บู ทเรยี น (A)
๓. ครแู บ่งนกั เรยี นเป็น ๔ กลมุ่ คละกันตามความ สามารถ คือ เก่ง ปานกลางคอ่ นขา้ ง
เกง่ ปานกลาง ค่อนข้างออ่ น และอ่อน แต่ละกล่มุ ศึกษาตัวอยา่ งวรรณกรรมร้อยแก้วประเภทตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ (VARK)
กลมุ่ ท่ี ๑ นวนยิ าย
กลุ่มที่ ๒ พงศาวดาร
กลมุ่ ท่ี ๓ จดหมายเหตุ
กลุ่มที่ ๔ ความเรียงชนดิ ตา่ ง ๆ
๔. นักเรียนแต่ละกล่มุ ศึกษาและวเิ คราะห์งานเขียนประเภทต่าง ๆ ตามทไ่ี ด้รับในหวั ขอ้ ตอ่ ไปนี้ (VARK)
๑) ลกั ษณะการเขียน
๒) ลักษณะข้อมูลท่ใี ชใ้ นการเขยี น
๓) ท่วงทานองในการใชภ้ าษา
๔) ลลี าในการเขียนและสื่ออารมณ์
๕) ประโยชนท์ ่ไี ด้รบั จากการอ่าน
๕. นกั เรยี นแตล่ ะกลุม่ ส่งตวั แทนออกมานาเสนอผลการวเิ คราะหง์ านเขียนร้อยแกว้ ประเภทตา่ ง ๆ หนา้ ชนั้
เรยี น (VARK)
๖. ครูผสู้ อนและนักเรยี นร่วมกันสรปุ “ความเหมือนและความแตกต่างของวรรณกรรมรอ้ ยแกว้ ประเภท
ตา่ ง ๆ แลว้ นาผลการสรปุ มาใช้เปน็ ความรู้ เพ่ือจาแนกวรรณกรรมร้อยแกว้ ประเภทต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน
(VARK)
๗. นกั เรียนทาแบบทดสอบเรอ่ื ง การอา่ นออกเสยี งประเภทรอ้ ยแก้ว
ขั้นสรปุ
๑. นักเรยี นและครูรว่ มกนั สรุปหลกั การอ่านออกเสยี งบทร้อยแกว้ (A)
- วรรณกรรมรอ้ ยแก้วมหี ลายประเภท ในแตล่ ะประเภทมีลกั ษณะท่ีแตกตา่ งกันไป เพ่ือใหอ้ ่าน
๓๘
ออกเสยี งได้ถกู ต้องจึงจาเป็นต้องเข้าใจและอา่ นวรรณกรรมรอ้ ยแกว้ เหล่าน้ใี ห้ถกู ต้องและมีประสิทธิภาพมากทีส่ ุด
สอื่ (วัสดุ-อุปกรณ์-สิ่งพมิ พ์) / นวตั กรรม / ICT
๑. ตัวอย่างวรรณกรรมร้อยแกว้ ประเภทต่าง ๆ
๒. แบบทดสอบเร่ือง การอา่ นออกเสยี งประเภทร้อยแก้ว
แหลง่ กำรเรยี นรู้
-
บูรณำกำร
-
กำรวดั และประเมินผลกำรเรียนรู้ เคร่อื งมอื วดั และประเมนิ ผล เกณฑ์กำรวดั
วธิ กี ำรวัดผลและกำรประเมินผล
แบบทดสอบ ระดบั คุณภาพ ๓ ผา่ นเกณฑ์
ด้ำนควำมรู้ (K) ทดสอบ
แบบสังเกตพฤติกรรมการทางาน ระดบั คุณภาพ ๓ ผา่ นเกณฑ์
ดำ้ นทกั ษะ/ สงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกล่มุ
กระบวนกำร (P) กลุ่ม
ดำ้ นคณุ ธรรม สังเกตความมวี ินัย ใฝเ่ รียนรู้ และ แบบประเมินคุณลักษณะอนั พึง ระดับคุณภาพ ๓ ผ่านเกณฑ์
จริยธรรม และ มุ่งมั่นในการทางาน
ค่ำนยิ ม (A) ประสงค์
กำรประเมนิ ผล
ประเด็นกำรประเมนิ ระดับคณุ ภำพ
๔ ๓ ๒๑
ดำ้ นควำมรู้ แบบทดสอบ ตอบคาถามได้ถูกต้อง ตอบคาถามได้ ๘–๙ ตอบคาถามได้ ๖- ๗ ตอบคาถามได้ ๑- ๕
(K) เรอ่ื ง การ ทกุ ข้อ ขอ้ สามารถยกตัวอย่าง ขอ้ สามารถยกตวั อย่าง ข้อ ไมส่ ามารถ
อ่านออก ประกอบชดั เจน ประกอบไดบ้ ้าง ยกตวั อย่างประกอบ
เสียงร้อยแก้ว ไดบ้ ้าง
ดำ้ นทกั ษะ/ พฤติกรรม แสดงความคดิ เห็น แสดงความคดิ เหน็ แสดงความคดิ เหน็ แสดงความคดิ เห็น
กระบวนกำร การทางาน ยอมรบั ฟงั คนอน่ื ยอมรบั ฟงั คนอืน่ ยอมรบั ฟังคนอื่น ยอมรับฟงั คนอ่นื
(P) กล่มุ ทางานตามท่ไี ด้รบั ทางานตามทไี่ ด้รับ ทางานตามทีไ่ ด้รับ ทางานตามที่ไดร้ ับ
มอบหมายมนี า้ ใจ มอบหมายมนี ้าใจ มอบหมายมนี ้าใจ มอบหมายมีน้าใจ
มีสว่ นร่วมในการ มสี ่วนรว่ มในการ มีสว่ นร่วมในการ มสี ว่ นรว่ มในการ
ปรับปรงุ ผลงานกลมุ่ ปรบั ปรุงผลงานกลุม่ ปรับปรุงผลงานกลุม่ ปรับปรงุ ผลงานกลมุ่
อย่างสม่าเสมอ บ่อยครงั้ บางครง้ั นอ้ ยคร้ัง
ดำ้ นคุณธรรม มงุ่ มน่ั ใน เอาใจใส่ต่อการ เอาใจใสต่ ่อการ เอาใจใส่ต่อการ เอาใจใสต่ ่อการ
จริยธรรม การทางาน ปฏบิ ัตหิ น้าทที่ ี่ไดร้ ับ ปฏิบตั หิ น้าท่ที ่ีไดร้ ับ ปฏิบตั ิหนา้ ท่ที ไ่ี ดร้ ับ ปฏบิ ัตหิ น้าทีท่ ีไ่ ดร้ ับ
และคำ่ นยิ ม มอบหมายตั้งใจและ มอบหมายตั้งใจและ มอบหมายตง้ั ใจและ มอบหมายตั้งใจและ
(A) รับผดิ ชอบในการ รบั ผดิ ชอบในการ รับผิดชอบในการ รับผดิ ชอบในการ
ทางานใหส้ าเร็จ ทางานให้สาเรจ็ ทางานให้สาเรจ็ ทางานให้สาเร็จ
ปรับปรุงและ ปรับปรงุ และ ปรบั ปรงุ และ ปรับปรุงและ
๓๙
ประเดน็ กำรประเมนิ ระดับคุณภำพ
กจิ กรรมเสนอแนะ ๔ ๓ ๒ ๑
- พัฒนาการทางาน พัฒนาการทางาน พัฒนาการทางาน พัฒนาการทางาน
อยา่ งรอบคอบทมุ่ เท อย่างรอบคอบทุ่มเท อย่างรอบคอบทุ่มเท อยา่ งรอบคอบทุ่มเท
ทางาน อดทน ไม่ทอ้ ทางาน อดทน ไม่ทอ้ ทางาน อดทน ไม่ทอ้ ทางาน อดทน ไม่ทอ้
ต่อปัญหาและ ตอ่ ปัญหาและ ต่อปญั หาและ ต่อปญั หาและ
อปุ สรรคพยายาม อปุ สรรคพยายาม อปุ สรรคพยายาม อุปสรรคพยายาม
แกป้ ญั หาและ แก้ปัญหาและ แกป้ ัญหาและ แกป้ ญั หาและ
อปุ สรรคในการ อปุ สรรคในการ อุปสรรคในการ อุปสรรคในการ
ทางานใหส้ าเร็จชืน่ ทางานใหส้ าเร็จชนื่ ทางานใหส้ าเร็จชืน่ ทางานให้สาเร็จช่ืน
ชมผลงาน ชมผลงาน ชมผลงาน ชมผลงาน
ความสาเรจ็ ดว้ ย ความสาเรจ็ ดว้ ย ความสาเร็จดว้ ย ความสาเร็จด้วย
ความภาคภูมิใจอยา่ ง ความภาคภมู ิใจ ความภาคภมู ใิ จ ความภาคภมู ิใจน้อย
สม่าเสมอ บอ่ ยคร้ัง บางครง้ั ครั้ง
ลงชอื่ .....................................................ผเู้ ขยี นแผนการจัดการเรียนรู้
................/.................../................
๔๐
บันทกึ ควำมเหน็ ของผู้ตรวจแผนกำรจดั กำรเรียนรู้
ไดท้ าการตรวจแผนการจัดการเรียนรแู้ ล้ว มคี วามคิดเหน็ ดังนี้
เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ที่
ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรงุ เนื่องจาก...........................................
ลงชือ่ ..........................................
( นางไพรจิตร บา้ นเหล่า )
หวั หน้ากลุม่ บรหิ ารวชิ าการ
ขอ้ เสนอแนะของรองผู้อำนวยกำรโรงเรียน
เปน็ แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี
ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรงุ เนอื่ งจาก...........................................
สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ช้ีวดั สมรรถนะหลัก คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และการเรยี นรูใ้ น
ศตวรรษที่ ๒๑ ทเี่ นน้ ผู้เรยี นเป็นสาคัญมาใช้ในการสอนได้อยา่ งเหมาะสม
ลงช่อื ..........................................
( นางสาวสภุ ัสตรา ฝา่ ยสงค์ )
รองผูอ้ านวยการโรงเรยี น
ขอ้ เสนอแนะของหวั หนำ้ สถำนศกึ ษำ ควรปรับปรุงก่อนนาไปใช้ เนอ่ื งจาก.......................................
เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ที่
นาไปใช้ได้จริง
ลงชอ่ื ..........................................
( นางลัดดา ผาพนั ธ์ )
ผูอ้ านวยการโรงเรียน
๔๑
บนั ทึกหลังสอน
๑. ผลกำรสอน/ผลกำรเรียนรู้
ด้านความรู้ (K)
................................................................................................ ...............................................................
.................................................................................................................. .............................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................
ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นยิ ม (A)
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................
สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น/แนวความคดิ เพื่อการเรียนรใู้ นศตวรรษที่ ๒๑
............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................................. ..................................
๒. ปญั หำ/อุปสรรค และข้อคน้ พบ
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................
๓. ข้อเสนอแนะแนวทำงแกไ้ ข และผลกำรแกไ้ ข
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................
ลงชื่อ .....................................................ผู้สอน
( นางพชิ ชานนั ท์ แสนแก้ว )
๔๒
แบบทดสอบเร่อื ง กำรอ่ำนออกเสยี งประเภทร้อยแก้ว
ชื่อ _____________________ นามสกลุ ________________ เลขท่ี______ช้นั _______ ได_้ ___________คะแนน
คะแนนเตม็ ๑๐ คะแนน
ใหน้ กั เรยี นเลอื กคำตอบท่ีถูกตอ้ งท่ีสดุ
๑. สงิ่ สาคัญทส่ี ดุ ในการอา่ นคือข้อใด
๑ เข้าใจสานวนภาษา
๒ จารายละเอยี ดต่าง ๆ ในเร่ืองได้
๓ มคี วามรูด้ ้านอักขรวธิ ี
๔ จบั สาระสาคญั ของเรื่องที่อา่ นได้
๒. สิง่ แรกทีจ่ ะทาให้การอ่านมีประสทิ ธิภาพคือข้อใด
๑ เข้าใจสานวนภาษา
๒ มคี วามรูด้ า้ นอักขรวิธี
๓ จารายละเอียดตา่ ง ๆ ในเรื่องได้
๔ จบั สาระสาคัญของเรื่องที่อา่ นได้
๓. การอ่านด้วยน้าเสียงหนักแน่น สนั้ กระชับ เหมาะกบั การอ่านเนอื้ ความในลกั ษณะใด
๑ เน้ือความประเภทส่ังสอน
๒ เนือ้ ความประเภทตัดพ้อตอ่ วา่
๓ เนื้อความประเภทแสดงอารมณ์กลัว
๔ เน้ือความประเภทแสดงอารมณ์โกรธ
๔. ขอ้ ใดเปน็ ลักษณะเด่นของการอา่ นแบบพรรณนา
๑ การอ่านทีเ่ นน้ นา้ หนกั ของเสยี ง
๒ การอ่านท่ที าใหผ้ ู้ฟังเกิดอารมณ์คลอ้ ยตาม
๓ การอา่ นทล่ี ากเสียงช้า ๆ และไว้หางเสยี ง
๔ การอ่านที่ทาให้เกิดเสียงโศกเศรา้ แล้วกลบั เป็นเสียงปกติ
๕. งานเขียนร้อยแกว้ ประเภทใดม่งุ นาเสนอเน้ือหาข้อเทจ็ จริงทกุ ข้อ
๑ นทิ าน เรอ่ื งสัน้
๒ บทความ นวนยิ าย
๓ พงศาวดาร คัมภรี ศ์ าสนา
๔ จดหมายเหตุ นิยายองิ พงศาวดาร
๖. ขอ้ ใดอ่านถกู ต้อง
๑ อพยพ อา่ นว่า อบ - ยบ
๒ ตุ๊กตา อา่ นว่า ตุ๊ก - กะ - ตา
๓ เพรศิ อ่านว่า เพ - รดิ
๔ พาหรุ ดั อ่านว่า พา - หุ - หรดั
๗. การอ่านในเชงิ พรรณนาจาเป็นต้องใชก้ บั การอา่ นวรรณกรรมชนดิ ใดมากท่สี ดุ
๑ เร่ืองส้ัน
๒ นวนยิ าย
๓ พงศาวดาร
๔ จดหมายเหตุ
๔๓
๘. บนั ทึกเรอื่ งราวเก่ียวกบั พระมหากษตั รยิ ์เรยี กวา่ อะไร
๑ เร่อื งส้นั
๒ นวนิยาย
๓ พงศาวดาร
๔ จดหมายเหตุ
๙. การอ่านใหเ้ กดิ จินตภาพ ควรปฏบิ ัติอยา่ งไร
๑ อา่ นเน้นคาท่ีสาคญั และคาท่ีตอ้ งการใหเ้ กิดจินตภาพ
๒ อา่ นให้ถูกต้องตามอกั ขรวิธีในภาษาไทย
๓ อา่ นจากพจนานุกรม ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
๔ อ่านออกเสยี งให้ดงั กงั วานจนผู้ฟงั เกิดจินตภาพ
๑๐. ในชีวติ ประจาวันของเรามกั ต้องอ่านวรรณกรรมร้อยแก้วชนดิ ใดมากที่สดุ
๑ เรอื่ งสนั้
๒ นวนยิ าย
๓ พงศาวดาร
๔ จดหมายเหตุ
เฉลยแบบทดสอบ เรื่อง การอ่านออกเสียงประเภทร้อยแก้ว ๔. ๒ ๕. ๓
๑. ๔ ๒. ๒ ๓. ๔ ๙. ๑ ๑๐. ๔
๖. ๒ ๗. ๒ ๘. ๓
๔๔
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี ๓
หน่วยกำรเรียนที่ ๑ กำรอ่ำนออกเสยี ง (ควำมเรยี ง) เวลำ ๑ ชั่วโมง
กลมุ่ สำระกำรเรียนรภู้ ำษำไทย
รหัสวชิ ำ ท๓๒๑๐๒ รำยวชิ ำ ภำษำไทยพ้ืนฐำน จำนวน ๑.๐ หนว่ ยกติ
ชน้ั มธั ยมศึกษำปที ่ี ๕ ภำคเรยี นท่ี ๒
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้
มาตรฐาน ท๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสรา้ งความรแู้ ละความคิดเพ่ือนาไปใชต้ ัดสินใจแกป้ ัญหาในการ
ดาเนินชวี ติ และมนี สิ ยั รกั การอา่ น
ตัวชวี้ ดั
ม.๔-๖/๑ อา่ นออกเสยี งบทร้อยแกว้ และบทรอ้ ยกรองได้อยา่ งถูกต้อง ไพเราะ และเหมาะสมกับเร่ือง
ทอี่ ่าน
สำระสำคัญ
การอ่านออกเสยี งบทร้อยแกว้ ประเภทต่างๆ ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง ไพเราะและเหมาะสมกบั เร่ืองท่อี ่าน ต้องมี
ความรเู้ กย่ี วกบั หลักการอา่ น
จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้
ควำมรู้ (K)
๑. หลักการอ่านออกเสยี งบทรอ้ ยแก้วประเภทความเรยี ง
ทักษะ/กระบวนกำร (P)
๑. อ่านออกเสียงร้อยแก้ว
สมรรถนะหลัก
๑. ความสามารถในการส่ือสาร
๒. ความสามารถในการคดิ
๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา
๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
ดำ้ นคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
๒. ซ่อื สัตย์สจุ ริต
๓. มีวนิ ยั
๔. ใฝ่เรยี นรู้
๕. อย่อู ย่างพอเพยี ง
๖. มงุ่ มั่นในการทางาน
๗. รักความเป็นไทย
๘. มจี ติ สาธารณะ
๔๕
แนวควำมคิดเพ่อื กำรเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑
๑. สาระวชิ าหลัก (Core Subjects)
๒. ทกั ษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม
๓. ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี
๔. ทกั ษะดา้ นชวี ติ และอาชีพ
สำระกำรเรียนรู้
การอ่านออกเสยี ง ประกอบด้วย
- บทร้อยแก้วประเภทต่างๆ
กระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้ (ขน้ั ตอน/กระบวนกำร)
ขน้ั นำเข้ำสู่บทเรียน
๑. ครูถามเพอื่ ทบทวนความรเู้ ร่ืองการอ่านออกเสียงบทรอ้ ยแก้ว (V)
๒. ครขู ออาสาสมัครนักเรียน ๓ คน ออกมาอา่ นความเรยี งเร่ือง เศรษฐกิจพอเพยี งกบั การดารงชีวติ
ให้เพ่อื นฟัง แล้วให้เพ่อื นนักเรียนคนอืน่ ๆ ร่วมกนั คดั เลือกอาสาสมคั รทอี่ ่านออกเสยี งได้น่าสนใจทีส่ ดุ (AR)
๓. นักเรยี นตอบคาถามกระต้นุ ความคิด การทีเ่ พ่ือนอา่ นบทความได้น่าสนใจ การทีเ่ พอื่ นอ่านบทความ
ได้น่าสนใจ นกั เรยี นคิดว่ามเี หตมุ าจากปัจจัยใดบา้ ง (พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรยี น โดยให้อย่ใู นดลุ ยพนิ จิ ของ
ครผู ้สู อน)ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสนทนาถงึ วธิ ีการอ่านทด่ี ี และถูกตอ้ ง (A)
ขน้ั สอน
๑. นกั เรียนรว่ มกันอภิปรายสรุปหลกั การอ่านออกเสียงความเรยี ง โดยนาความเรยี งเร่อื ง โชคดีทมี่ ี
ภาษาไทย มาเปน็ ตวั อยา่ งในการแบง่ วรรคตอน (AR)
๒. นกั เรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ การแบ่งวรรคตอนในการอา่ นไม่ถกู ต้อง จะเกิดผลเสยี
อย่างไร(พิจารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ย่ใู นดลุ ยพนิ ิจของครผู สู้ อน) (A)
๓. นักเรียนอ่านความเรียงเรื่อง ครั้งแรกในพนื้ ที่ทองผาภูมิ ตะวันตกกับการค้นพบผึ้งท่ีเล็กที่สุดในโลก
โดยนาเอาหลักการอ่านที่ได้ศึกษามาประยุกตใ์ ชใ้ นการอ่านออกเสียง (AR)
๔. นักเรยี นตอบคาถามกระตุ้นความคดิ ถ้านกั เรยี นมีความสามารถในการอ่านออกเสียง บทร้อยแก้ว
นกั เรยี นจะนาไปใชป้ ระโยชน์ใดได้บ้าง (พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรียน โดยให้อยใู่ นดุลยพนิ ิจของครูผสู้ อน) (A)
ขั้นสรุป
๑. ครใู หน้ ักเรียนเลอื กบทความวิชาการท่นี ักเรยี นเหน็ ว่ามีประโยชน์มา ๑ เรื่อง จากนนั้ ครกู าหนด
วันเวลาให้นักเรยี นมาอา่ นบทความท่นี ักเรยี นเลือกกับครเู ป็นรายบคุ คล (AR)
๒. ครปู ระเมินผลการอา่ นออกเสียงบทความวชิ าการของนักเรียนแต่ละคน พร้อมท้งั ให้คาแนะนา
ในการพัฒนาการอา่ นแก่นักเรียนท่ยี งั มีข้อบกพร่อง
สอื่ (วัสดุ-อปุ กรณ์-สง่ิ พิมพ)์ / นวตั กรรม / ICT
๑. ความเรียงเร่ือง เศรษฐกจิ พอเพียงกบั การดารงชีวิต
๒. ความเรียงเรื่อง โชคดที ี่มีภาษาไทย
แหล่งกำรเรยี นรู้
-
บูรณำกำร
เศรษฐกจิ พอเพียง
๔๖
กำรวัดและประเมนิ ผลกำรเรียนรู้
วธิ กี ำรวัดผลและกำรประเมินผล เคร่อื งมือวัดและประเมนิ ผล เกณฑ์กำรวัด
ด้ำนควำมรู้ (K) ทดสอบ แบบประเมนิ การอ่านออกเสียง ระดบั คุณภาพ ๓ ผ่าน
รอ้ ยแก้ว เกณฑ์
ดำ้ นทกั ษะ/ สังเกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล แบบสงั เกตพฤติกรรมการ ระดบั คุณภาพ ๒ ผ่าน
กระบวนกำร (P) ทางานรายบคุ คล เกณฑ์
ด้ำนคณุ ธรรม สังเกตความมวี ินัย ใฝเ่ รียนรู้ และ แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพึง ระดบั คุณภาพ ๒ ผา่ นเกณฑ์
จรยิ ธรรม และ มุ่งมั่นในการทางาน ประสงค์
คำ่ นิยม (A)
กำรประเมนิ ผล
ประเด็นกำรประเมิน ระดบั คณุ ภำพ
๔๓๒๑
ด้ำนควำมรู้ การอ่านออก อา่ นออกเสยี งถกู ตอ้ ง อ่านออกเสียงถกู ต้อง อา่ นออกเสียงถูกตอ้ ง อ่านออกเสยี งถกู ตอ้ ง
(K) เสยี งรอ้ ย ตามอักขรวธิ ี เสียงดัง ตามอักขรวธิ ี เสียงดงั ตามอักขรวิธี เสยี งดัง ตามอักขรวิธี เสียงดัง
แก้ว ชดั เจน เว้นวรรคตอน ชัดเจน เว้นวรรคตอน ชัดเจนเวน้ วรรคตอน ชดั เจน แต่ยงั ตอ้ ง
เหมาะสม นา้ เสยี ง เหมาะสม น้าเสียง เหมาะสม แตน่ า้ เสยี ง ปรบั ปรุงเรอ่ื งการเวน้
น่าฟังและเหมาะสม น่าฟัง แตบ่ างช่วง ราบเรียบไม่น่าสนใจ วรรคตอน
กบั เรือ่ งที่อ่าน ตอ้ งปรับปรุง ให้
ลลี าการอา่ นเป็น สอดคล้องกับเนื้อหา
ธรรมชาติ
ด้ำนทกั ษะ/ สงั เกต มวี ินัย มนี ้าใจ มวี นิ ัย มีน้าใจ มวี ินัย มนี า้ ใจ มีวนิ ัย มนี ้าใจ
กระบวนกำร พฤติกรรม เอือ้ เฟ้ือเผอ่ื แผ่ เอ้อื เฟื้อเผ่ือแผ่ เอ้อื เฟื้อเผอ่ื แผ่ เออ้ื เฟื้อเผื่อแผ่
(P) การทางาน เสยี สละตรงต่อเวลา เสียสละตรงต่อเวลา เสียสละตรงต่อเวลา เสยี สละตรงต่อเวลา
รายบุคคล สามารถแสดงความ สามารถแสดงความ สามารถแสดงความ สามารถแสดงความ
คดิ เห็นในเรอ่ื งตา่ ง ๆ คิดเหน็ ในเรือ่ งต่าง ๆ คดิ เห็นในเร่ืองตา่ ง ๆ คดิ เห็นในเรอ่ื งตา่ ง ๆ
และรับฟังความ และรบั ฟังความ และรบั ฟังความ และรบั ฟังความ
คิดเหน็ ของผอู้ ่นื คดิ เห็นของผอู้ นื่ คิดเหน็ ของผอู้ นื่ คิดเหน็ ของผู้อื่นน้อย
อยา่ งสม่าเสมอ บ่อยครงั้ บางครั้ง คร้งั
ด้ำนคณุ ธรรม ใฝเ่ รยี นรู้ แสวงหาข้อมูลจาก แสวงหาขอ้ มลู จาก แสวงหาขอ้ มลู จาก แสวงหาข้อมลู จาก
จรยิ ธรรม แหล่งการเรยี นรู้ แหล่งการเรียนรู้ แหลง่ การเรียนรู้ แหล่งการเรยี นรู้
และค่ำนยิ ม ต่างๆ มีการจด ตา่ งๆ มกี ารจด ต่างๆ มกี ารจด ต่างๆ มกี ารจด
(A) บนั ทึกความรู้อยา่ ง บนั ทกึ ความรู้อยา่ ง บันทกึ ความรู้อย่าง บันทกึ ความรู้อย่าง
เปน็ ระบบ สรุป เป็นระบบ สรุป เป็นระบบ สรุป เป็นระบบ สรปุ
ความรไู้ ด้อยา่ งมี ความรู้ได้อยา่ งมี ความรไู้ ด้อย่างมี ความรูไ้ ด้อย่างมี
เหตผุ ลอยา่ ง เหตุผลบ่อยครัง้ เหตุผลบางคร้งั เหตุผลน้อยคร้ัง
สม่าเสมอ
กิจกรรมเสนอแนะ ๔๗
- ลงช่ือ.....................................................ผูเ้ ขยี นแผนการจดั การเรียนรู้
................/.................../................