The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phitchanan.thai, 2020-12-25 04:14:57

แผนการจัดการเรียนรู้ ท32102 เล่ม 1

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

๙๘

กำรประเมินผล

ประเดน็ กำรประเมนิ ระดับคุณภำพ

๔ ๓ ๒๑

ด้ำนควำมรู้ ทดสอบก่อน ทาแบบทดสอบถูกต้อง ทาแบบทดสอบถูกตอ้ ง ทาแบบทดสอบถูกตอ้ ง ทาแบบทดสอบ

(K) เรยี นเร่อื ง ระหว่าง ๘ – ๑๐ ระหวา่ ง ๖ – ๗ ระหวา่ ๔ – ๕ คะแนน ถกู ต้องระหว่าง ๑ –

การกรอก คะแนน คะแนน ๓ คะแนน

แบบฟอรม์

ด้ำนทักษะ/ การกรอก กรอกข้อมูลได้ กรอกข้อมลู ได้ กรอกขอ้ มูลได้ กรอกขอ้ มลู

กระบวนกำร แบบรายการ ถกู ต้อง ครบถว้ น ถูกต้อง ครบถ้วน ถูกต้อง ครบถ้วน ไม่ครบถว้ น

(P) ใชภ้ าษาได้ ใชภ้ าษาได้ถูกต้อง ใชภ้ าษาไดถ้ ูกต้อง ไมส่ ามารถใชภ้ าษาได้

ถูกต้องเหมาะสม เหมาะสม สะกดคา เหมาะสม สะกดคา ตามหลกั ของการใช้

สะกดคาถกู ตอ้ ง ผิดพลาด ๑-๒ คา ผดิ พลาด ๓-๔ คา สะกดคาผดิ พลาดเกนิ

ทกุ คา กว่า๔ คา

ดำ้ นคุณธรรม มุ่งมน่ั ใน เอาใจใสต่ ่อการ เอาใจใสต่ ่อการ เอาใจใส่ต่อการ เอาใจใส่ต่อการ
จริยธรรม การทางาน ปฏิบตั ิหนา้ ทที่ ไี่ ด้รับ ปฏบิ ตั ิหนา้ ทที่ ไ่ี ด้รบั ปฏบิ ัติหนา้ ทท่ี ่ีได้รับ ปฏบิ ัติหนา้ ทท่ี ่ไี ดร้ ับ
และคำ่ นยิ ม มอบหมายตง้ั ใจและ มอบหมายตั้งใจและ มอบหมายตงั้ ใจและ มอบหมายตัง้ ใจและ

(A) รับผดิ ชอบในการ รบั ผดิ ชอบในการ รับผิดชอบในการ รับผดิ ชอบในการ

ทางานใหส้ าเร็จ ทางานให้สาเรจ็ ทางานใหส้ าเรจ็ ทางานให้สาเร็จ

ปรับปรุงและ ปรบั ปรงุ และ ปรับปรงุ และ ปรับปรุงและ

พฒั นาการทางาน พัฒนาการทางาน พัฒนาการทางาน พัฒนาการทางาน

อยา่ งรอบคอบทมุ่ เท อยา่ งรอบคอบทุม่ เท อยา่ งรอบคอบทมุ่ เท อยา่ งรอบคอบทุ่มเท

ทางาน อดทน ไม่ท้อ ทางาน อดทน ไม่ทอ้ ทางาน อดทน ไม่ทอ้ ทางาน อดทน ไม่ทอ้

ตอ่ ปญั หาและ ต่อปัญหาและ ต่อปญั หาและ ต่อปัญหาและ

อปุ สรรคพยายาม อุปสรรคพยายาม อุปสรรคพยายาม อปุ สรรคพยายาม

แกป้ ญั หาและ แก้ปญั หาและ แกป้ ัญหาและ แก้ปญั หาและ

อุปสรรคในการ อุปสรรคในการ อปุ สรรคในการ อปุ สรรคในการ

ทางานใหส้ าเรจ็ ชื่น ทางานให้สาเรจ็ ช่ืน ทางานใหส้ าเรจ็ ช่ืน ทางานใหส้ าเรจ็ ช่ืน

ชมผลงาน ชมผลงาน ชมผลงาน ชมผลงาน

ความสาเรจ็ ด้วย ความสาเรจ็ ดว้ ย ความสาเรจ็ ด้วย ความสาเร็จดว้ ย

ความภาคภูมใิ จอย่าง ความภาคภูมิใจ ความภาคภมู ใิ จ ความภาคภมู ใิ จน้อย

สม่าเสมอ บอ่ ยครง้ั บางครง้ั ครัง้

กิจกรรมเสนอแนะ

-

ลงชอื่ .....................................................ผู้เขยี นแผนการจดั การเรยี นรู้
................/.................../................

๙๙

บันทกึ ควำมเหน็ ของผ้ตู รวจแผนกำรจัดกำรเรยี นรู้

ได้ทาการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แลว้ มคี วามคิดเห็น ดงั นี้

เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี

ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรงุ เน่ืองจาก...........................................

ลงชอ่ื ..........................................
( นางไพรจิตร บา้ นเหล่า )
หวั หน้ากลุ่มบรหิ ารวิชาการ

ขอ้ เสนอแนะของรองผู้อำนวยกำรโรงเรียน

เปน็ แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี

ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง เน่ืองจาก...........................................

สอดคล้องกับมาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชี้วัด สมรรถนะหลกั คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ และการเรยี นรูใ้ น

ศตวรรษที่ ๒๑ ทเี่ นน้ ผู้เรยี นเปน็ สาคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม

ลงชื่อ..........................................
( นางสาวสุภัสตรา ฝา่ ยสงค์ )

รองผอู้ านวยการโรงเรยี น

ขอ้ เสนอแนะของหวั หนำ้ สถำนศึกษำ ควรปรบั ปรุงกอ่ นนาไปใช้ เนื่องจาก.......................................
เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี
นาไปใชไ้ ดจ้ ริง ลงชอ่ื ..........................................
( นางลดั ดา ผาพนั ธ์ )
ผู้อานวยการโรงเรยี น

๑๐๐

บันทึกหลังสอน
๑. ผลกำรสอน/ผลกำรเรียนรู้

ด้านความรู้ (K)

............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................
............................................................................................................................. ..................................

ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)

............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................
..................................................................................................................................... ..........................

ดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นยิ ม (A)
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................

สมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น/แนวความคดิ เพื่อการเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑
............................................................................................................................. ..................................
........................................................................................................................................................... ....
............................................................................................................................. ..................................

๒. ปญั หำ/อุปสรรค และข้อคน้ พบ
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................

๓. ขอ้ เสนอแนะแนวทำงแกไ้ ข และผลกำรแก้ไข
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................

ลงช่ือ .....................................................ผสู้ อน
( นางพิชชานันท์ แสนแก้ว )

๑๐๑

ใบสมคั รขอรบั ทนุ กำรศึกษำ

ระดบั กำรศกึ ษำ – นักเรียน ประถมศกึ ษำ มธั ยมศกึ ษำตอนต้น
– สำมเณร
มธั ยมศึกษำตอนต้น

๑. ชอ่ื (ด.ช./ด.ญ./นาย/นางสาว/สามเณร)……………………………………..นามสกลุ ……………………..…………

๒. เกดิ วนั ท…่ี ….…….เดอื น……………………………………พ.ศ………………..………..อาย…ุ …………………ปี

๓. ทอ่ี ยู่ บา้ นเลขท…่ี ………หมทู่ …่ี …..…..ช่อื หมบู่ า้ น………………….…………ตาบล………………………..…….

อาเภอ……………..….จงั หวดั …………….….รหสั ไปรษณีย…์ ……………โทรศพั ท…์ ……………………………..

๔. สถานภาพการศกึ ษาเลา่ เรยี น

๔.๑ ขณะน้กี าลงั เรยี นอยู่

(๑) ชนั้ ทเ่ี รยี น…………………………...โรงเรยี น………………………………………………………………

สงั กดั …………………….ตาบล………….……อาเภอ……………...…….…จงั หวดั ………………….…

(๒) ไดร้ บั ความเดอื ดรอ้ น

เน่อื งจาก………………………………………………………………………………….……………………

๕. มพี น่ี ้องในครอบครวั ……………คน (รวมทงั้ ตวั นกั เรยี นดว้ ย)

๕.๑ กาลงั เรยี นหนงั สอื …………………คน ไดแ้ ก่

(๑) ช่อื …………………………………...………....ชนั้ …….……สถานศกึ ษา…………………….…………..

(๒) ชอ่ื …………………………………...………....ชนั้ …….……สถานศกึ ษา…………………….…………..

(๓) ชอ่ื …………………………………...………....ชนั้ …….……สถานศกึ ษา…………………….…………..

๕.๒ไม่ไดเ้ รยี นหนงั สอื และไม่ไดท้ างาน………………………คน

(๑) อายุไม่เกนิ ๑๔ ปี จานวน……………..คน

(๒) อายุไมเ่ กนิ ๑๕ - ๑๘ ปี จานวน………….….คน

(๓) อายเุ กนิ กวา่ ๑๘ ปี จานวน……………..คน

๖. บดิ า ยงั มชี วี ติ อยู่ ยงั มชี วี ติ อยแู่ ต่พกิ ารทาง………………. ถงึ แกก่ รรม

ชอ่ื บดิ า…………………………………….อาย…ุ …....ปี อาชพี ………….…………...รายได…้ …….…บาท/เดอื น

๗. มารดา ยงั มชี วี ติ อยู่ ยงั มชี วี ติ อยแู่ ต่พกิ ารทาง……………………... ถงึ แก่กรรม

ช่อื มารดา…………………………………..อาย…ุ ..…..ปี อาชพี ……………..………..รายได…้ ………บาท/เดอื น

๘. บดิ า – มารดา ขณะน้ี อย่ดู ว้ ยกนั แยกกนั อยู่ สมรสใหม่ หย่ารา้ ง
๙. ปจั จบุ นั นกั เรยี นทข่ี อรบั ทุน อาศยั อย่กู บั

บดิ า – มารดา บดิ า มารดา ญาตพิ น่ี ้อง บคุ คลอ่นื วดั

รายละเอยี ดเกย่ี วกบั ผปู้ กครองทไ่ี มใ่ ช่ บดิ า มารดา

ช่อื ผปู้ กครอง(นาย/นาง/นางสาว)……………………………………………เกย่ี วขอ้ งกบั ผรู้ บั ทนุ ……………………

อาชพี ……………………………………………………………..รายได…้ …………………………………บาท/เดอื น

ทอ่ี ย่เู ลขท…่ี ……..…..หมทู่ …่ี ………….ตาบล………………………………..อาเภอ…………………..………….

จงั หวดั …………………………รหสั ไปรษณยี …์ ………………..…..……โทรศพั ท…์ ……………………….……….

ลงชอ่ื …………….…………………..ผสู้ มคั รหรอื ผปู้ กครอง
(……………………..…………)(กรณนี กั เรยี นเขยี นช่อื ตนเองไมไ่ ด)้

วนั ท…่ี ……เดอื น………………...พ.ศ……

๑๐๒

๑๐. คารบั รองของบดิ าหรอื มารดา หรอื ผปู้ กครอง
ขา้ พเจา้ จะรว่ มมอื กบั โรงเรยี น และจะสนบั สนุนใหบ้ ตุ รหลานของขา้ พเจา้ ไดร้ บั การศกึ ษาในระดบั สงู ยงิ่ ขน้ึ

ลงช่อื ………………………..……...บดิ าหรอื มารดา หรอื ผปู้ กครอง
(………………………..……..)

วนั ท…่ี ……เดอื น………………..พ.ศ……..…..

๑๑. ความเหน็ ของครปู ระจาชนั้ ๑๒. ความเหน็ ของผบู้ รหิ ารโรงเรยี น
สถานภาพทางเศรษฐกจิ ของครอบครวั นกั เรยี น สมควรไดร้ บั ทุนหรอื ไม่ เพราะ……………..……
…………………………………….……...………. ……………………………………………….…….
………………………………….………………… ……………………………………………….…….
จดั เป็นลาดบั ท…่ี ………..…………ของโรงเรยี น
ลงช่อื ………………………..ครปู ระจาชนั้
(………………………...) ลงช่อื ………………………….…..ผบู้ รหิ ารฯ
(……………………………….)
ตาแหน่ง……………………………………..
วนั ท…่ี ….เดอื น………………พ.ศ…….….…. ตาแหน่ง…………………………………………
วนั ท…่ี …...เดอื น………………พ.ศ……….…..

๑๐๓

แบบทดสอบหลังเรียน เรือ่ ง กำรกรอกแบบรำยกำร ๘

คำช้ีแจง ใหน้ ักเรียนเลือกคาตอบท่ีถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว

๑. ข้อใดกลา่ วถงึ แบบรายการได้ถกู ตอ้ ง ๕. แบบกรอกรายการทเี่ ป็นแบบประเมนิ ผล ควรมลี ักษณะ
ก. แบบสาหรบั กรอกรายละเอยี ดของหน่วยงานของรฐั เช่นใด
เพอ่ื ผลตอบแทน ก. ควรมีรูปแบบมาตรฐานและชัดเจน
ข. แบบสาหรบั กรอกขอ้ ความของหนว่ ยงานเอกชน ข. ควรมีคาถามครอบคลุมทุกประเดน็
เพื่อใชส้ าหรับการคา้ ขาย ค. ควรเป็นระเบยี บและมีจุดประสงค์ชดั เจน
ค. แบบสาหรับกรอกข้อความท่ีหน่วยงานทง้ั ของรัฐ ง. ควรมรี ูปแบบและเนอื้ หาแตกตา่ งไปตามวตั ถปุ ระสงค์
และเอกชนจัดทาขน้ึ เพือ่ ประโยชนใ์ นหนว่ ยงาน
ง. แบบสาหรบั กรอกรายละเอียดที่หนว่ ยงานทงั้ ของรัฐ ๖. ถา้ นกั เรียนส่งไปรษณีย์และตอ้ งการหลักฐานเพอ่ื เก็บไว้
และเอกชนจัดทาขึน้ เพ่ือใช้เปน็ ขอ้ มลู เบอ้ื งต้น เป็นหลักฐานว่าไปรษณยี น์ น้ั ถึงผรู้ บั หรอื ไม่ นักเรยี นต้องมี
แบบฟอรม์ ใด
๒. ลักษณะแบบกรอกรายการที่ใช้เปน็ หลักฐาน มลี กั ษณะ ก. แบบตอบรับ
อย่างไร ข. ใบฝากธนาณตั ิ
ก. มรี ูปแบบคงท่ีและมีมาตรฐาน ค. แบบฟอร์มลงทะเบยี น
ข. มีรปู แบบเปลย่ี นไปตามวัตถปุ ระสงค์ ง. ใบฝากไปรษณียด์ ว่ นพิเศษ
ค. มีรปู แบบคงทแี่ ต่มรี ายละเอยี ดแตกต่างกัน
ง. มรี ปู แบบเปลยี่ นไปตามทีห่ น่วยงานกาหนด ๗. การกรอกแบบรายการใดทีค่ วรมีการตรวจทานขอ้ ความ
ใหร้ อบคอบ เพราะหากมีข้อผดิ พลาดอาจเกิดความ
๓. แบบกรอกรายการใดตา่ งจากพวก เสยี หายตามมาภายหลัง
ก. ใบสมัครงาน ก. การทาสญั ญา
ข. ใบรับฝากเงนิ ธนาคาร ข. การทาบตั รสมาชกิ
ค. แบบตอบรับพสั ดไุ ปรษณยี ์ ค. การทาแบบสอบถาม
ง. แบบสอบถามความคดิ เห็น ง. การกรอกใบลงทะเบยี น

๔. แบบกรอกรายการใดทีม่ ลี ักษณะคลา้ ยกนั มากทสี่ ดุ ๘. ข้อใดกล่าวถงึ วิธีการกรอกรายการทเ่ี ปน็ แบบประเมนิ ผล
ก. ใบตอบรบั สนิ คา้ -ใบสมัครงาน ไมถ่ ูกต้อง
ข. ใบรับฝากเงนิ ธนาคาร-ใบถอนเงินธนาคาร ก. ควรกรอกข้อมูลท่เี ปน็ จริงกบั บริการที่ไดร้ บั
ค. แบบกรอกรายการยืมระหวา่ งหอ้ งสมดุ -แบบสัญญา ข. ควรกรอกขอ้ มูลทต่ี รงกับความพึงพอใจในสินค้า
ซื้อขาย ค. ควรกรอกเฉพาะขอ้ ความทีต่ รงกับความตอ้ งการ
ง. แบบสอบถามความพงึ พอใจสนิ ค้า-แบบกรอก ของตนเองเท่าน้ัน
รายการ ง. ควรกรอกขอ้ ความให้ครบถ้วนและเป็นจรงิ เพ่ือจะ
ยืมคืนหอ้ งสมดุ นาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ตอ่ ไป

๙. ขอ้ ใดเป็นวิธีการกรอกทม่ี กี ารเขยี นจานวนเงนิ ไม่ถกู ตอ้ ง ๑๐. ข้อใดไม่ใช่หลักการกรอกแบบรายการที่ถูกตอ้ ง
ก. ควรตรวจทานจานวนเงนิ ใหถ้ กู ตอ้ ง ก. ควรเขียนขอ้ มลู เทา่ ทีเ่ ขยี นได้ แมไ้ ม่เข้าใจก็ตาม
ข. ควรกรอกตวั เลขให้ชัดเจนและอ่านงา่ ย ข. เขียนใหไ้ ด้ใจความกระชับและพอดีกับชอ่ งวา่ งท่ี
ค. ควรเขียนตวั เลขใหเ้ กินกบั จานวนท่กี าหนดไว้ กาหนดให้
ง. ควรเขียนตัวอกั ษรกากบั เพ่อื ปอ้ งกันความผดิ พลาด ค. เขียนขอ้ ความด้วยตนเอง ตวั สะกดการนั ต์ใหถ้ กู ต้อง
และอ่านงา่ ย
เฉลยแบบทดสอบ ง. อา่ นเอกสารใหถ้ ถี่ ว้ นและทาความเข้าใจว่าต้องกรอก
๑. ค ๒. ก ๓. ง ๔. ข ๕. ง รายละเอียดใด

๖. ก ๗. ก ๘. ค ๙. ค ๑๐. ก

๑๐๔

แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ ๑๑

หนว่ ยกำรเรยี นที่ ๒ กำรเขียน (กำรเขียนประกำศ) เวลำ ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย
รหัสวิชำ ท๓๒๑๐๒ รำยวิชำ ภำษำไทยพื้นฐำน จำนวน ๑.๐ หนว่ ยกิต

ช้ันมธั ยมศกึ ษำปีที่ ๕ ภำคเรียนท่ี ๒

มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขยี นเขียนส่อื สาร เขยี นเรยี งความ ยอ่ ความ และเขยี นเรือ่ งราวใน

รปู แบบต่างๆ เขยี นรายงานขอ้ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นควา้ อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
ตวั ชว้ี ัด

ม.๔-๖/๑ เขียนสอ่ื สารในรูปแบบตา่ งๆ ไดต้ รงตามวตั ถุประสงค์ โดยใช้ภาษาเรียบเรยี งถูกตอ้ ง
มีขอ้ มูล และสาระสาคญั ชัดเจน
สำระสำคญั

ประกาศอย่างเป็นทางการ มีการกาหนดรปู แบบไวแ้ นน่ อน ใชก้ ับหน่วยงานของทางราชการและ
องค์กรตา่ ง ๆ มีข้อความท่ีแจ้งใหท้ ราบเพ่อื ปฏิบัติ ผู้รบั แจง้ อาจเป็นบคุ คลเฉพาะกลุ่ม ผู้หนง่ึ ผูใ้ ดโดยเจาะจง
หรอื สาธารณชนท่ัวไป และยังกาหนดใหป้ ฏบิ ตั ติ ามดว้ ย มกั กระทาเปน็ เอกสารตดิ ไว้ท่ีปา้ ยประกาศสาธารณะ
หรอื ลงในสือ่ สาธารณะต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วทิ ยุ โทรทัศน์ หรอื อนิ เทอรเ์ นต็
จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้

ควำมรู้ (K)
๑. ความหมายของประกาศ
๒. ประเภทของประกาศ
๓. ลักษณะของประกาศอยา่ งเปน็ ทางการ
ทกั ษะ/กระบวนกำร (P)
๑. การเขยี นประกาศ
สมรรถนะหลกั

๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคิด
๓. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ
๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

ด้ำนคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
๑. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
๒. ซือ่ สตั ยส์ จุ รติ
๓. มวี นิ ยั
๔. ใฝ่เรียนรู้
๕. อยู่อย่างพอเพียง
๖. มุ่งมั่นในการทางาน
๗. รักความเปน็ ไทย
๘. มจี ิตสาธารณะ

๑๐๕

แนวควำมคิดเพ่ือกำรเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑
๑. สาระวิชาหลัก (Core Subjects)
๒. ทักษะด้านการเรียนรูแ้ ละนวตั กรรม
๓. ทักษะดา้ นสารสนเทศ สอ่ื และเทคโนโลยี
๔. ทักษะดา้ นชวี ติ และอาชีพ

สำระกำรเรยี นรู้
- การเขยี นส่อื สารในรปู แบบต่างๆ เช่น

- การเขยี นประกาศ

กระบวนกำรจดั กำรเรียนรู้ (ขัน้ ตอน/กระบวนกำร)
ข้นั นำเข้ำส่บู ทเรียน

๑. ครสู นทนากบั นักเรยี นดูตวั อย่างประกาศจากสานักพระราชวงั เร่อื ง การเสด็จเยือนตา่ งประเทศ
ของพระราชวงศ์ และประกาศรับสมคั รพนักงานขาย ว่าประกาศ ๒ เร่ืองนม้ี สี ่วนใดที่เหมือนกนั และแตกต่างกัน
(เปน็ เรอื่ งที่แจง้ ให้ทราบเชน่ กัน แตก่ ารให้รายละเอยี ดและกลมุ่ บคุ คลทร่ี บั สารแตกตา่ งกันออกไป ประกาศของ
สานักพระราชวงั เป็นประกาศอยา่ งเป็นทางการ สว่ นประกาศรบั พนักงานขาย เปน็ ประกาศอยา่ งไม่เป็นทางการ)
(VAR)
ขั้นสอน

๑. ใหน้ กั เรียนช่วยระดมความคดิ เกยี่ วกบั ส่วนประกอบและรปู แบบทปี่ รากฏในประกาศจากสานัก

พระราชวัง (ชื่อหน่วยงาน เร่ืองท่ีประกาศ เหตุผล ความเป็นมา รายละเอียด เงื่อนไข ขั้นตอนในการปฏิบัติ วัน
เดือน ปีท่ีประกาศ และลงนามผู้ประกาศ) และเหตุใดจึงต้องมีประกาศจากสานักพระราชวังออกมา (เพราะ
ประเทศไทยมีระบอบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงต้องเทิดทูนและแสดงความจงรักภักดี
ตอ่ สถาบัน-พระมหากษตั ริยแ์ ละพระราชวงศ์ชน้ั สูง) (AR)

๒. นักเรยี นชว่ ยกนั เขยี นความคิดรวบยอดของประกาศวา่ คือ ข้อความทแ่ี จ้งใหท้ ราบเพื่อปฏิบัติ ผู้รับแจ้ง
อาจเปน็ บุคคลเฉพาะกลุ่ม ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเจาะจง หรือสาธารณะชนทั่วไปและยังกาหนดให้ปฏิบัติตาม มักกระทา
เป็นเอกสารติดไว้ท่ีป้ายประกาศสาธารณะ หรือลงในส่ือสาธารณะต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือ
อินเทอร์เน็ต ประกาศแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ ประกาศอย่างเป็นทางการ และประกาศอย่างไม่เป็นทางการ
(AR)

๓. นักเรียนศกึ ษาใบความรู้เร่อื ง การเขียนประกาศอย่างเป็นทางการ แล้วชว่ ยกันเขยี นแผนภาพความคิด

(VAR)

รูปแบบ ประกาศอย่างเป็ นทางการ โอกาสที่ใช้
ช่ือหน่วยงาน

เรื่องท่ีประกาศ

ส่วนประกอบของขอ้ ความ มกั เป็นประกาศของหน่วยงานราชการ
วนั เดือน ปี ท่ีประกาศ และองคก์ รเอกชน

ลงนามผปู้ ระกาศ

๑๐๖

๔. นกั เรียนรว่ มกันแสดงความคดิ เหน็ โดยครูใชค้ าถามท้าทาย ดังนี้ (AR)

- ถ้านกั เรียนอา่ นประกาศท่โี รงเรียนนามาตดิ ประกาศเรือ่ ง การรบั สมัครสอบ GAT และ PAT

ของ สทศ. แล้วนาเรื่องไปบอกต่อเพ่ือน นักเรียนควรจดรายละเอียดส่วนใดไปบา้ ง

๕. ใหน้ กั เรียนแบง่ กล่มุ กนั เขียนประกาศอยา่ งเปน็ ทางการกลุ่มละ ๑ เรอ่ื ง (AR)

๖. ตวั แทนนักเรยี นออกมาอ่านประกาศของกลุ่มตนเองให้เพ่ือนฟงั หน้าชนั้ เรียนแล้วรว่ มกันอภปิ รายว่า

ของใครมีรายละเอยี ดครบถ้วน หรอื ขาดส่วนประกอบใดของประกาศบ้าง เปน็ การแลกเปล่ยี นเรยี นรกู้ ัน (VARK)

ข้นั สรุป

๑. นกั เรียนร่วมกันสรปุ ความรู้ ดังนี้ (AR)

ประกาศอยา่ งเป็นทางการ มีการกาหนดรูปแบบไวแ้ น่นอน ใชก้ บั หน่วยงานของทางราชการและ

องค์กรตา่ ง ๆ มีข้อความทแี่ จ้งให้ทราบเพอื่ ปฏิบัติ ผู้รับอาจเปน็ บุคคลเฉพาะกลุม่ ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเจาะจง หรอื

สาธารณชนทว่ั ไป และยังกาหนดใหป้ ฏิบตั ติ ามดว้ ย มกั กระทาเปน็ เอกสารตดิ ไวท้ ่ีป้ายประกาศสาธารณะ หรือลง

ในส่ือสาธารณะตา่ ง ๆ เชน่ หนังสอื พิมพ์ วทิ ยุ โทรทศั น์ หรืออินเทอรเ์ น็ต

สอื่ (วัสดุ-อุปกรณ์-สงิ่ พมิ พ์) / นวตั กรรม / ICT

๑. ตวั อยา่ งประกาศจากสานักพระราชวงั และประกาศรบั สมัครช่างทาผมของรา้ นเสรมิ สวยในตลาด

๒. ใบความรู้เรื่อง การเขียนประกาศอย่างเปน็ ทางการ

แหลง่ กำรเรียนรู้

-

บูรณำกำร

-

กำรวัดและประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้

วธิ กี ำรวดั ผลและกำรประเมินผล เคร่อื งมอื วัดและประเมนิ ผล เกณฑ์กำรวัด

ด้ำนควำมรู้ (K) ตรวจผลงานการเขียนประกาศ แบบประเมินผลงาน ระดับคุณภาพ ๓ ผ่าน

เกณฑ์

ดำ้ นทกั ษะ/ การเขยี น แบบประเมิน ระดับคุณภาพ ๓ ผ่าน

กระบวนกำร (P) เกณฑ์

ด้ำนคุณธรรม สังเกตความใฝ่เรยี นใฝ่รู้ แบบประเมินคณุ ลักษณะอันพึง ระดบั คุณภาพ ๒ ผ่าน

จรยิ ธรรม และ ประสงค์ เกณฑ์

ค่ำนิยม (A)

กำรประเมนิ ผล ระดบั คุณภำพ
ประเดน็ กำรประเมนิ
๔ ๓ ๒๑
ดำ้ นควำมรู้ การเขียน
(K) ประกาศ เขียนประกาศโดยใช้ เขียนประกาศโดยใช้ เขยี นประกาศโดยใช้ เขียนประกาศโดยใช้
อย่างเปน็ รูปแบบถูกต้อง รูปแบบถกู ต้อง รูปแบบถูกต้อง รูปแบบถกู ต้อง
ทางการ สะอาด เรยี บร้อย สะอาด เรยี บร้อย สะอาด เรียบร้อย สะอาด เรียบร้อย
ใช้ภาษาถกู ต้อง ใชภ้ าษาถกู ต้อง มขี ้อบกพร่องเร่ือง ตอ้ งปรบั ปรงุ เรื่อง
เหมาะสมทุกแหง่ เหมาะสมทุกแหง่ ภาษาและการแบง่ ย่อ การใชภ้ าษาและ

๑๐๗

ประเดน็ กำรประเมนิ ระดับคุณภำพ

๔ ๓ ๒๑

แบ่งย่อหน้า แบ่งยอ่ หนา้ เหมาะสม หน้าเลก็ น้อยและ การเรียบเรียง

เหมาะสม เน้ือความ เนอ้ื ความของประกาศ เนื้อความของประกาศ ขอ้ ความ สว่ น

ของประกาศระบุ ยงั ระบุรายละเอียด ไมม่ รี ายละเอียดมาก เน้อื ความของ

รายละเอียดชัดเจน บางสว่ นไมช่ ัดเจน นัก ประกาศสัน้ มาก

ไม่มรี ายละเอียด

ดำ้ นทักษะ/ การเขยี น เขียนโดยมีข้อมลู เขยี นโดยมีข้อมลู เขียนโดยมีข้อมลู เขยี นโดยมขี ้อมูล

กระบวนกำร ถกู ต้อง ครบถ้วน ถูกต้อง ครบถ้วน ถกู ต้อง ครบถ้วน ไมค่ รบถ้วน

(P) ใช้ภาษาได้ ใช้ภาษาได้ถูกต้อง ใชภ้ าษาไดถ้ ูกต้อง ไม่สามารถใชภ้ าษาได้

ถกู ต้องเหมาะสม เหมาะสม สะกดคา เหมาะสม สะกดคา ตามหลักของการใช้

สะกดคาถูกต้อง ผิดพลาด ๑-๒ คา ผดิ พลาด ๓-๔ คา สะกดคาผดิ พลาดเกนิ

ทุกคา กวา่ ๔ คา

ด้ำนคณุ ธรรม ใฝ่เรียนใฝร่ ู้ เขา้ เรียนตรงเวลา เขา้ เรียนตรงเวลา เข้าเรียนตรงเวลา ไมต่ ้ังใจเรยี น
จริยธรรม ต้งั ใจเรียน เอาใจใส่ ตง้ั ใจเรียน เอาใจใส่ ต้ังใจเรียน เอาใจใส่

และคำ่ นิยม และมคี วามเพยี ร- และมีความเพยี ร- ในการเรยี นรู้

(A) พยายามในการเรยี นรู้ พยายามในการเรียนรู้ มีส่วนร่วมในการ

มสี ่วนร่วมในการ มสี ่วนรว่ มในการ เรยี นรู้ และเขา้ รว่ ม

เรยี นรู้ และเขา้ ร่วม เรียนรู้ และเขา้ ร่วม กจิ กรรมการเรียนรู้

กจิ กรรมการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ตา่ ง ตา่ ง ๆ เปน็ บางครงั้

ตา่ ง ๆ ทง้ั ภายในและ ๆบอ่ ยคร้งั

ภายนอกโรงเรยี นเปน็

ประจา

กจิ กรรมเสนอแนะ

-

ลงชือ่ .....................................................ผูเ้ ขียนแผนการจัดการเรยี นรู้
................/.................../................

๑๐๘

บันทกึ ควำมเห็นของผู้ตรวจแผนกำรจัดกำรเรยี นรู้

ได้ทาการตรวจแผนการจดั การเรียนรู้แล้ว มคี วามคิดเหน็ ดงั น้ี

เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี

ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรับปรงุ เน่อื งจาก...........................................

ลงช่ือ..........................................
( นางไพรจิตร บ้านเหลา่ )
หวั หนา้ กลมุ่ บริหารวชิ าการ

ขอ้ เสนอแนะของรองผู้อำนวยกำรโรงเรียน

เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่

ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรุง เนอ่ื งจาก...........................................

สอดคล้องกับมาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชวี้ ดั สมรรถนะหลกั คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ และการเรียนรใู้ น

ศตวรรษที่ ๒๑ ท่เี น้นผู้เรยี นเปน็ สาคัญมาใช้ในการสอนได้อยา่ งเหมาะสม

ลงชอื่ ..........................................
( นางสาวสภุ สั ตรา ฝ่ายสงค์ )

รองผ้อู านวยการโรงเรยี น

ขอ้ เสนอแนะของหวั หนำ้ สถำนศกึ ษำ ควรปรบั ปรงุ กอ่ นนาไปใช้ เน่อื งจาก.......................................
เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ที่
นาไปใช้ได้จรงิ

ลงชอ่ื ..........................................
( นางลัดดา ผาพันธ์ )
ผ้อู านวยการโรงเรยี น

๑๐๙

บันทึกหลังสอน
๑. ผลกำรสอน/ผลกำรเรียนรู้

ดา้ นความรู้ (K)

.............................................................................................................................. .................................
................................................................................................. ..............................................................
.................................................................................................................. .............................................
.............................................................................................................................................................. .

ด้านทักษะ/กระบวนการ (P)

......................................................................................................... ......................................................
.................................................................................................................. .............................................
...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................

ด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยม (A)
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................

สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน/แนวความคดิ เพ่ือการเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑
............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................................. ..................................

๒. ปญั หำ/อุปสรรค และขอ้ คน้ พบ
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................

๓. ขอ้ เสนอแนะแนวทำงแกไ้ ข และผลกำรแก้ไข
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................

ลงชื่อ .....................................................ผสู้ อน
( นางพิชชานันท์ แสนแกว้ )

๑๑๐

ตัวอย่ำงประกำศ

ท่มี ำ http://www.chaoprayanews.com

๑๑๑

รบั สมคั รด่วน

พนักงานขายฝีมือดี

บรษิ ัท อเมริกาขายเคมีภณั ฑ์ ตงั้ สาขาในประเทศไทยมากว่า ๒๐ ปี ต้องการตวั แทนขายระดบั หัวหนา้

เขตกรงุ เทพฯ และตา่ งจังหวัด

คุณสมบตั ิ ๑. อายุ ๓๒ ปีขึน้ ไป

๒. จบปริญญาตรี พาณิชย์ หรือ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

๓. มีรถยนต์เป็นพาหนะ

รายได้ ๕๐,๐๐๐ บาทตอ่ เดือน พร้อมเงนิ เดือนประจา น้ามนั รถ รางวลั พิเศษ โบนัสอีกกว่าหมน่ื

บาท ถ้าทา่ นสนใจงานขาย ขยนั ทางานและมีวินัย โปรดสง่ ประวัติพร้อมรปู ถา่ ยมาท่ี

บริษัท เอ็น ซี เอช (ประเทศไทย) จากัด ๒๓๓/๒๓ ถนนสขุ มุ วทิ เขตพระโขนง กรงุ เทพฯ ๑๐๑๐๐

๑๑๒

ใบควำมรเู้ รือ่ ง กำรเขียนประกำศ

กำรเขยี นประกำศ
ประกาศ คือขอ้ ความที่เผยแพรใ่ ห้บคุ คลทวั่ ไปทราบทัว่ ไป เพอ่ื ปฏบิ ัติการอย่างใดอยา่ งหนง่ึ ลักษณะ

ของประกาศ คอื เป็นข้อความทไ่ี มเ่ พียงแตแ่ จ้งบุคคลท่วั ไป แต่ยงั กาหนดข้อที่ต้องปฏบิ ัตดิ ว้ ย
ประกาศแบง่ เปน็ ๒ ประเภท คือ ประกาศท่วั ไปและประกาศตามแบบราชการ

๑. ประกาศทัว่ ไป คือประกาศท่ไี มใ่ ชร่ ูปแบบตามแบบราชการ เขียนขนึ้ เพื่อแจ้งข่าวสาร ใหผ้ ู้อน่ื
ทราบ เชน่ ประกาศของหาย ประกาศพบของหาย ประกาศรบั สมัครงาน ประกาศขายสินค้า ประกาศขอ
ขมา ประกาศตา่ งๆ ทต่ี ้องการแจ้งให้ทราบ นอกเหนอื จากนซี้ ่ึงมรี ูปแบบไม่ตายตัว

๒. ประกาศตามแบบราชการ คอื ประกาศท่ีเขยี นขึน้ ตามแบบทีร่ าชการกาหนดประกอบด้วย
๒.๑ หน่วยงานท่ปี ระกาศ
๒.๒. เรอ่ื งที่ประกาศ
๒.๓. ข้อความท่ตี ้องการให้ทราบ
๒.๔ วัน เดือน ปี ที่ประกาศ
๒.๕. ช่อื ผปู้ ระกาศ
๒.๖ ตาแหนง่ ผปู้ ระกาศ

หลกั กำรเขียนประกำศทวั่ ไป
๑. บอกความต้องการให้ชดั เจน
๒. ใหร้ ายละเอียดประกอบตามท่จี าเป็น
๓. ใช้ประโยคสน้ั ๆ เขียนให้ใจความกระชบั
๔. สง่ สารใหใ้ ห้ผู้รับสารตัดสนิ ใจได้วา่ สมควรติดตามหรือไม่

หลกั กำรเขยี นประกำศตำมแบบรำชกำร
๑. ใจความมขี ้ันตอน คือ
๑.๑ เร่ิมเขยี นใจความที่เปน็ เหตุก่อน คือเหตทุ ีป่ ระกาศหรือแจ้งให้ทราบ ถา้ ข้อความน้นั

ตอ้ งเทา้ ความหรืออ้างอิงถึงตัวบทกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบยี บคาส่ัง ความเดมิ ต้องระบุให้ชดั เจน เพื่อสะดวก
แกฝ่ ่ายผู้รับ จะคน้ หามาตรวจสอบได้

๑.๒ ขนั้ ตอ่ ไปเขียนวัตถปุ ระสงคแ์ ละขอ้ ตกลง ถา้ มีหลายข้อใหแ้ ยกเป็นข้อๆ เพ่ือชดั เจนและ
เข้าใจได้ง่าย
๒. สานวนภาษา

๒.๑ การเลือกใช้คา ใช้คาระดบั ภาษาแบบแผน
๒.๒ ลกั ษณะประโยค ควรใชป้ ระโยคสนั้ ใชส้ านวนโวหารแบบอธิบายอย่างสมเหตุผล ไม่
เขยี นข้อความขัดแยง้ กนั เอง
๒.๓ แบบประกาศตามแบบราชการ มกี าหนดไว้ชัดแจง้ ฉะน้นั จึงต้องเขียนตามแบบเสมอ
หมายเหตุ ประกาศตามแบบราชการ จะเน้นเผยแพร่ความประสงค์ของเจา้ ของประกาศต่อ
สาธารณชน เชน่ เพ่ือสง่ั การ, เพื่อเชญิ ชวน, เพ่ือเตือน, เพ่ือห้าม, เพ่ือคัดค้าน, เพื่อสง่ เสริม, เพอื่
นัดหมาย ฯลฯ

๑๑๓

แผนกำรจดั กำรเรยี นร้ทู ่ี ๑๒

หนว่ ยกำรเรียนที่ ๒ กำรเขียน (กำรเขียนประกำศ) เวลำ ๑ ชัว่ โมง
กล่มุ สำระกำรเรยี นรู้ภำษำไทย
รหัสวชิ ำ ท๓๒๑๐๒ รำยวิชำ ภำษำไทยพื้นฐำน จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต

ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปีท่ี ๕ ภำคเรยี นที่ ๒

มำตรฐำนกำรเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขยี นเรียงความ ยอ่ ความ และเขียนเร่ืองราวใน

รปู แบบต่างๆ เขยี นรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาค้นคว้าอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
ตัวช้วี ัด

ม.๔-๖/๑ เขียนส่ือสารในรปู แบบต่างๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ โดยใชภ้ าษาเรียบเรียงถูกต้อง
มขี อ้ มลู และสาระสาคญั ชดั เจน
สำระสำคัญ

ประกาศอยา่ งเป็นทางการ มีการกาหนดรูปแบบไวแ้ น่นอน ใชก้ บั หน่วยงานของทางราชการและ
องค์กรต่าง ๆ มีขอ้ ความท่ีแจ้งใหท้ ราบเพ่ือปฏบิ ัติ ผรู้ บั แจ้งอาจเป็นบุคคลเฉพาะกลุ่ม ผู้หนึ่งผใู้ ดโดยเจาะจง
หรอื สาธารณชนทวั่ ไป และยังกาหนดให้ปฏบิ ตั ิตามด้วย มักกระทาเป็นเอกสารติดไวท้ ่ีป้ายประกาศสาธารณะ
หรอื ลงในส่ือสาธารณะตา่ ง ๆ เชน่ หนังสือพมิ พ์ วทิ ยุ โทรทศั น์ หรืออนิ เทอร์เนต็
จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้

ควำมรู้ (K)
๑. ความหมายของประกาศ
๒. ประเภทของประกาศ
๓. ลกั ษณะของประกาศอย่างเป็นทางการ
ทักษะ/กระบวนกำร (P)
๑. การเขยี นประกาศ
สมรรถนะหลัก

๑. ความสามารถในการส่ือสาร
๒. ความสามารถในการคิด
๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา
๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต
๕. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

ด้ำนคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
๒. ซอื่ สัตยส์ จุ ริต
๓. มวี ินยั
๔. ใฝเ่ รียนรู้
๕. อย่อู ย่างพอเพียง
๖. มงุ่ ม่นั ในการทางาน
๗. รักความเป็นไทย
๘. มจี ิตสาธารณะ

๑๑๔

แนวควำมคดิ เพ่ือกำรเรยี นรูใ้ นศตวรรษท่ี ๒๑
๑. สาระวชิ าหลกั (Core Subjects)
๒. ทักษะดา้ นการเรยี นรแู้ ละนวตั กรรม
๓. ทักษะด้านสารสนเทศ ส่อื และเทคโนโลยี
๔. ทกั ษะดา้ นชวี ติ และอาชีพ

สำระกำรเรียนรู้
- การเขยี นส่อื สารในรปู แบบต่างๆ เช่น
- การเขยี นประกาศ

กระบวนกำรจดั กำรเรียนรู้ (ขน้ั ตอน/กระบวนกำร)
ข้ันนำเข้ำสู่บทเรียน

๑. ครูสนทนากบั นักเรียนเก่ียวกบั ประกาศรบั สมัครอย่างไม่เป็นทางการทพ่ี บไดท้ ่วั ไป (AR)

ขน้ั สอน
๑. ครูนาตวั อย่างประกาศอย่างไมเ่ ป็นทางการมา ๓ เรือ่ งขึ้นมาใหน้ กั เรียนพจิ ารณาร่วมกัน (VAR)
๒. ให้นักเรยี นช่วยกนั วิเคราะหว์ ่าในประกาศทนี่ ามานนั้ มีรายละเอียดอะไรบ้าง (VAR)

(เนอื้ หาผู้ประกาศ ผู้ประกาศ อาจเปน็ ชอ่ื เล่น อนื่ ๆ แต่เป็นการใหร้ ายละเอยี ดท่ไี ม่ครบถว้ น)
๓. ให้นักเรยี นชว่ ยกันบอกขอ้ บกพรอ่ งของประกาศอย่างไมเ่ ปน็ ทางการ ครคู อยแนะนา (AR)
๔. ใหน้ กั เรียนชว่ ยกนั แสดงความคิดเพ่มิ เติมเชงิ สร้างสรรค์ไดห้ ากเป็นการช่วยให้ประกาศนั้น

น่าสนใจขึ้น ครคู อยกากับและแนะนา (AR)
๕. ครสู นทนากับนักเรยี นเรอ่ื งการใช้ภาษาในการเขียนประกาศวา่ การเขยี นประกาศนนั้ เปน็ การสื่อสาร

ท่ีผู้รับสารอาจจะไม่สะดวกในการติดต่อกับผู้ส่งสารโดยตรง จึงควรใช้ภาษาในการเขียนประกาศอย่างไรบ้าง
(VAR)

๖. ให้นกั เรยี นศกึ ษาเร่ือง การใช้ภาษาในการเขยี นประกาศ แล้วช่วยกนั เขียนแผนภาพความคิด (R)

ใชค้ ากะทดั รัดส่ือความครบถว้ น

เขียนใหช้ ดั เจน ครบถว้ น ประกาศอย่างไม่เป็ นทางการ ใชต้ วั อกั ษร และสีที่สะดุดตา

ไม่ใชค้ าฟ่ ุมเฟื อย ใชค้ ากะทดั รัดส่ือความ

๗. ครูแจกกระดาษ ใหน้ กั เรยี น ๓ คนต่อ ๑ แผน่ แล้วใชอ้ งคค์ วามรู้เรื่องการเขียนประกาศอยา่ ง ไม่เป็น
ทางการ ๑ เรอื่ ง ครูใหน้ ักเรียนเลือกเขยี นได้ตามความถนัด โดยดจู ากตวั อย่างท่แี ต่ละคนนามาเปน็ แนวทางได้
และเป็นไปในทางเชิงสร้างสรรคใ์ หส้ วยงาม เช่น ประกาศรับสมคั รเขา้ ชมรม ประกาศเชิญชวนเข้าโครงการพสี่ อนนอ้ ง
(VAR)

๘. ใหต้ ัวแทนนาเสนอประกาศของแต่ละกลมุ่ พร้อมทง้ั บอกเหตุผล แนวคดิ ในการเขียนประกาศของ
กล่มุ ตนเองครูชว่ ยแนะนา (VARK)

๑๑๕

ขั้นสรุป
๑. นกั เรียนรว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครูใช้คาถามทา้ ทาย ดังน้ี (VAR)
การสมัครงานจากประกาศอย่างไมเ่ ปน็ ทางการท่ไี ด้อา่ นมาตามทส่ี าธารณะ จะส่งผลอย่างไร หาก

เราเช่อื และสมัครโดยไม่ใช้วิจารณญาณ

ส่ือ(วัสดุ-อุปกรณ์-ส่งิ พิมพ์) / นวัตกรรม / ICT เคร่อื งมอื วัดและประเมนิ ผล เกณฑ์กำรวดั
๑. ตัวอยา่ งประกาศอย่างไมเ่ ป็นทางการ แบบประเมนิ ผลงาน
ระดบั คุณภาพ ๓ ผ่าน
แหล่งกำรเรียนรู้ แบบประเมิน เกณฑ์
-
แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พึง ระดับคุณภาพ ๓ ผา่ น
บูรณำกำร ประสงค์ เกณฑ์
-
ระดบั คุณภาพ ๒ ผา่ น
กำรวดั และประเมินผลกำรเรียนรู้ เกณฑ์
วธิ ีกำรวัดผลและกำรประเมินผล

ด้ำนควำมรู้ (K) ตรวจผลงานการเขยี นประกาศ

ดำ้ นทักษะ/ การเขียน
กระบวนกำร (P)

ดำ้ นคุณธรรม สังเกตความมวี ินยั ใฝ่เรียนรู้ และ
จริยธรรม และ มุง่ มนั่ ในการทางาน
ค่ำนิยม (A)

กำรประเมินผล ระดับคณุ ภำพ
ประเดน็ กำรประเมิน
๔ ๓ ๒๑
ด้ำนควำมรู้ การเขยี น เขียนประกาศโดยใช้
(K) ประกาศ รปู แบบถูกต้อง เขยี นประกาศโดยใช้ เขยี นประกาศโดยใช้ เขยี นประกาศโดยใช้
อยา่ งเป็น สะอาด เรียบร้อย
ทางการ ใช้ภาษาถูกต้อง รูปแบบถกู ต้อง รูปแบบถูกต้อง รปู แบบถูกต้อง
เหมาะสมทุกแห่ง
ดำ้ นทกั ษะ/ การเขยี น แบง่ ย่อหน้า สะอาด เรยี บร้อย สะอาด เรียบร้อย สะอาด เรยี บร้อย
กระบวนกำร เหมาะสม เน้ือความ
ของประกาศระบุ ใช้ภาษาถกู ต้อง มีขอ้ บกพร่องเรื่อง ตอ้ งปรบั ปรงุ เรื่อง
(P) รายละเอียดชัดเจน
เหมาะสมทุกแห่ง ภาษาและการแบง่ ย่อ การใชภ้ าษาและ
เขียนโดยมีข้อมลู
ถกู ต้อง ครบถว้ น แบ่งย่อหนา้ เหมาะสม หน้าเลก็ น้อยและ การเรียบเรียง
ใช้ภาษาได้
ถกู ต้องเหมาะสม เน้ือความของประกาศ เนื้อความของประกาศ ข้อความ สว่ น

ยงั ระบุรายละเอยี ด ไม่มีรายละเอยี ดมาก เน้ือความของ

บางสว่ นไม่ชัดเจน นกั ประกาศสน้ั มาก

ไม่มีรายละเอยี ด

เขยี นโดยมีข้อมลู เขยี นโดยมขี ้อมูล เขยี นโดยมขี ้อมูล

ถูกต้อง ครบถ้วน ถูกต้อง ครบถว้ น ไมค่ รบถว้ น

ใชภ้ าษาได้ถูกต้อง ใชภ้ าษาได้ถูกต้อง ไม่สามารถใชภ้ าษาได้

เหมาะสม สะกดคา เหมาะสม สะกดคา ตามหลกั ของการใช้

๑๑๖

ประเดน็ กำรประเมิน ระดับคุณภำพ

ด้ำนคณุ ธรรม ม่งุ มน่ั ใน ๔๓ ๒ ๑
จริยธรรม การทางาน ผิดพลาด ๓-๔ คา
และค่ำนิยม สะกดคาถกู ต้อง ผดิ พลาด ๑-๒ คา สะกดคาผิดพลาดเกนิ
(A) เอาใจใสต่ ่อการ กว่า๔ คา
ทุกคา ปฏิบตั ิหนา้ ทีท่ ีไ่ ด้รับ
มอบหมายตง้ั ใจและ เอาใจใส่ต่อการ
เอาใจใส่ต่อการปฏิบตั ิ เอาใจใส่ต่อการ รบั ผดิ ชอบในการ ปฏิบัตหิ นา้ ทท่ี ่ีได้รบั
ทางานให้สาเร็จ มอบหมายต้งั ใจและ
หนา้ ทท่ี ่ีไดร้ บั ปฏบิ ัตหิ นา้ ทีท่ ไ่ี ดร้ บั ปรบั ปรงุ และ รบั ผิดชอบในการ
พฒั นาการทางาน ทางานให้สาเรจ็
มอบหมายตั้งใจและ มอบหมายตง้ั ใจและ อยา่ งรอบคอบทมุ่ เท ปรับปรุงและ
ทางาน อดทน ไม่ท้อ พัฒนาการทางาน
รบั ผิดชอบในการ รับผิดชอบในการ ตอ่ ปัญหาและ อยา่ งรอบคอบทมุ่ เท
อุปสรรคพยายาม ทางาน อดทน ไม่ท้อ
ทางานใหส้ าเรจ็ ทางานให้สาเรจ็ แก้ปัญหาและ ต่อปัญหาและ
อปุ สรรคในการ อุปสรรคพยายาม
ปรบั ปรงุ และ ปรบั ปรุงและ ทางานใหส้ าเรจ็ ช่นื แกป้ ญั หาและ
ชมผลงาน อุปสรรคในการ
พัฒนาการทางานอย่าง พัฒนาการทางาน ความสาเร็จด้วย ทางานใหส้ าเร็จช่ืน
ความภาคภมู ิใจ ชมผลงาน
รอบคอบทุ่มเท ทางาน อยา่ งรอบคอบท่มุ เท บางคร้งั ความสาเรจ็ ดว้ ย
ความภาคภูมใิ จน้อย
อดทน ไมท่ ้อต่อปัญหา ทางาน อดทน ไม่ทอ้ คร้ัง

และอปุ สรรคพยายาม ตอ่ ปัญหาและ

แก้ปัญหาและอปุ สรรค อปุ สรรคพยายาม

ในการทางานให้สาเรจ็ แกป้ ญั หาและ

ช่ืนชมผลงาน อุปสรรคในการ

ความสาเร็จด้วยความ ทางานให้สาเร็จชื่น

ภาคภมู ิใจอยา่ ง ชมผลงาน

สม่าเสมอ ความสาเรจ็ ดว้ ย

ความภาคภมู ใิ จ

บอ่ ยครั้ง

กจิ กรรมเสนอแนะ

-

ลงชื่อ.....................................................ผู้เขยี นแผนการจดั การเรียนรู้
................/.................../................

๑๑๗

บันทกึ ควำมเห็นของผู้ตรวจแผนกำรจัดกำรเรยี นรู้

ได้ทาการตรวจแผนการจดั การเรียนรู้แล้ว มคี วามคิดเหน็ ดงั น้ี

เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี

ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง เนอื่ งจาก...........................................

ลงช่ือ..........................................
( นางไพรจติ ร บ้านเหลา่ )
หวั หน้ากล่มุ บริหารวชิ าการ

ขอ้ เสนอแนะของรองผู้อำนวยกำรโรงเรียน

เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่

ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรุง เนอื่ งจาก...........................................

สอดคล้องกับมาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชวี้ ดั สมรรถนะหลกั คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ และการเรยี นรู้ใน

ศตวรรษที่ ๒๑ ท่เี น้นผู้เรยี นเปน็ สาคัญมาใช้ในการสอนได้อยา่ งเหมาะสม

ลงชอื่ ..........................................
( นางสาวสภุ สั ตรา ฝ่ายสงค์ )

รองผอู้ านวยการโรงเรียน

ขอ้ เสนอแนะของหวั หนำ้ สถำนศกึ ษำ ควรปรบั ปรงุ กอ่ นนาไปใช้ เน่อื งจาก.......................................
เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ที่
นาไปใช้ได้จรงิ

ลงชอ่ื ..........................................
( นางลดั ดา ผาพันธ์ )
ผอู้ านวยการโรงเรียน

๑๑๘

บันทึกหลังสอน
๑. ผลกำรสอน/ผลกำรเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ (K)

...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................
.................................................................................................................. .............................................
...............................................................................................................................................................

ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (P)

............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
........................................................................................ .......................................................................
.................................................................................................................. .............................................

ด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยม (A)
............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................... ...........................................................................
............................................................................................................................. ..................................

สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน/แนวความคดิ เพื่อการเรียนร้ใู นศตวรรษที่ ๒๑
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................

๒. ปญั หำ/อุปสรรค และข้อคน้ พบ
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................

๓. ขอ้ เสนอแนะแนวทำงแก้ไข และผลกำรแก้ไข
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................

ลงช่อื .....................................................ผ้สู อน
(นางพิชชานนั ท์ แสนแกว้ )

๑๑๙

ใบควำมรเู้ ร่อื ง กำรเขยี นประกำศ

กำรเขียนประกำศ
ประกาศ คือข้อความท่ีเผยแพรใ่ ห้บคุ คลทว่ั ไปทราบทว่ั ไป เพอื่ ปฏบิ ัตกิ ารอยา่ งใดอยา่ งหนึ่งลักษณะ

ของประกาศ คอื เป็นขอ้ ความท่ไี ม่เพียงแต่แจง้ บุคคลทวั่ ไป แต่ยังกาหนดข้อท่ีต้องปฏิบัติดว้ ย
ประกาศแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ ประกาศท่ัวไปและประกาศตามแบบราชการ

๑. ประกาศท่ัวไป คือประกาศท่ีไม่ใช่รปู แบบตามแบบราชการ เขยี นขน้ึ เพื่อแจ้งขา่ วสาร ใหผ้ ู้อืน่
ทราบ เช่น ประกาศของหาย ประกาศพบของหาย ประกาศรบั สมัครงาน ประกาศขายสนิ คา้ ประกาศขอ
ขมา ประกาศต่างๆ ท่ีต้องการแจ้งใหท้ ราบ นอกเหนอื จากน้ซี ึง่ มีรูปแบบไม่ตายตัว

๒. ประกาศตามแบบราชการ คอื ประกาศท่ีเขยี นขึ้นตามแบบที่ราชการกาหนดประกอบดว้ ย
๒.๑ หน่วยงานท่ีประกาศ
๒.๒. เรอ่ื งท่ปี ระกาศ
๒.๓. ขอ้ ความทีต่ อ้ งการให้ทราบ
๒.๔ วนั เดอื น ปี ทป่ี ระกาศ
๒.๕. ชื่อผูป้ ระกาศ
๒.๖ ตาแหน่งผู้ประกาศ

หลักกำรเขยี นประกำศทัว่ ไป
๑. บอกความต้องการให้ชดั เจน
๒. ให้รายละเอียดประกอบตามท่จี าเป็น
๓. ใชป้ ระโยคสนั้ ๆ เขียนให้ใจความกระชบั
๔. สง่ สารให้ให้ผู้รับสารตดั สินใจไดว้ า่ สมควรตดิ ตามหรอื ไม่

หลักกำรเขียนประกำศตำมแบบรำชกำร
๑. ใจความมขี ั้นตอน คือ
๑.๑ เริ่มเขยี นใจความท่ีเปน็ เหตุกอ่ น คือเหตทุ ่ปี ระกาศหรือแจ้งใหท้ ราบ ถ้าข้อความนน้ั

ต้องเท้าความหรืออ้างอิงถงึ ตัวบทกฎหมาย ขอ้ บังคับ ระเบียบคาสงั่ ความเดมิ ต้องระบใุ หช้ ัดเจน เพ่ือสะดวก
แก่ฝา่ ยผู้รบั จะค้นหามาตรวจสอบได้

๑.๒ ขนั้ ต่อไปเขียนวตั ถุประสงค์และขอ้ ตกลง ถา้ มหี ลายข้อใหแ้ ยกเปน็ ข้อๆ เพ่ือชัดเจนและ
เขา้ ใจได้งา่ ย
๒. สานวนภาษา

๒.๑ การเลือกใชค้ า ใชค้ าระดับภาษาแบบแผน
๒.๒ ลกั ษณะประโยค ควรใช้ประโยคสั้น ใช้สานวนโวหารแบบอธิบายอย่างสมเหตผุ ล ไม่
เขียนขอ้ ความขัดแยง้ กันเอง
๒.๓ แบบประกาศตามแบบราชการ มกี าหนดไว้ชดั แจ้ง ฉะน้ันจึงต้องเขียนตามแบบเสมอ
หมายเหตุ ประกาศตามแบบราชการ จะเน้นเผยแพร่ความประสงค์ของเจ้าของประกาศต่อ
สาธารณชน เชน่ เพื่อสงั่ การ, เพ่ือเชญิ ชวน, เพอื่ เตอื น, เพ่ือห้าม, เพอ่ื คัดคา้ น, เพอื่ สง่ เสรมิ , เพ่อื นดั
หมาย ฯลฯ

๑๒๐

แผนกำรจัดกำรเรยี นรทู้ ่ี ๑๓

หน่วยกำรเรียนที่ ๒ กำรเขยี น (กำรเขียนยอ่ ควำม) เวลำ ๑ ช่วั โมง
กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้ภำษำไทย
รหสั วชิ ำ ท๓๒๑๐๒ รำยวิชำ ภำษำไทยพ้ืนฐำน จำนวน ๑.๐ หน่วยกติ

ชั้นมัธยมศึกษำปีท่ี ๕ ภำคเรียนที่ ๒

มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขยี นส่อื สาร เขยี นเรียงความ ย่อความ และเขยี นเรือ่ งราวใน

รปู แบบต่างๆ เขยี นรายงานข้อมลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน้ คว้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ตวั ชี้วัด

ท๒.๑ ม. ๔-๖/๓ เขียนยอ่ ความจากสื่อท่มี รี ปู แบบและเน้ือหาหลากหลาย
ท ๒.๑ ม. ๔-๖/๔ ผลิตงานเขียนของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ
สำระสำคัญ
การเขียนย่อความเป็นการเขียนสาระสาคญั ของเร่ือง โดยนามาเรยี บเรียงใหมด่ ้วยภาษาของตนเอง
โดยทีค่ วามหมายไมเ่ ปลีย่ นแปลงไปจากเดิม การย่อความมคี วามจาเป็นต่อการศึกษาความรู้ ชว่ ยใหจ้ ดบันทกึ
สาระสาคัญของเรื่องได้ถูกตอ้ ง รวดเรว็ สามารถนามาใชป้ ระโยชน์ได้
จดุ ประสงค์กำรเรยี นรู้
ควำมรู้ (K)
๑. อธบิ ายหลักการและรปู แบบการเขยี นย่อความ
ทักษะ/กระบวนกำร (P)
๑. เขยี นย่อความ
สมรรถนะหลัก

๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคิด
๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา
๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

ดำ้ นคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)
๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
๒. ซ่ือสตั ยส์ จุ รติ
๓. มีวินยั
๔. ใฝเ่ รยี นรู้
๕. อยอู่ ย่างพอเพยี ง
๖. มงุ่ มน่ั ในการทางาน
๗. รกั ความเป็นไทย
๘. มีจติ สาธารณะ

๑๒๑

แนวควำมคดิ เพ่อื กำรเรยี นรใู้ นศตวรรษท่ี ๒๑
๑. สาระวิชาหลัก (Core Subjects)
๒. ทกั ษะด้านการเรยี นรู้และนวัตกรรม
๓. ทกั ษะดา้ นสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี
๔. ทักษะดา้ นชวี ติ และอาชีพ

สำระกำรเรยี นรู้
- การเขยี นยอ่ ความ

กระบวนกำรจดั กำรเรียนรู้ (ขั้นตอน/กระบวนกำร)
ข้ันนำเขำ้ สบู่ ทเรียน

๑. ครใู ห้นักเรียนรว่ มกันแสดงความคดิ เห็น ดงั นี้

เพราะเหตุใดเราจงึ สามารถนาเรอ่ื งราวของละครหรือภาพยนตรท์ ีด่ ู ๒-๓ ชัว่ โมง มาเลา่ ให้เพอื่ นฟงั
ได้โดยใช้เวลาเพยี งนดิ เดียว (AR)
ข้นั สอน

๑. ใหน้ กั เรียนอ่านแถบขอ้ ความจากสือ่ การสอนของครู (แถบประโยค/สไลด/์ เคร่ืองฉายภาพทึบ ฯลฯ)
ถามนักเรียนวา่ ขอ้ ความท่ีอา่ นน้ันกล่าวถงึ เร่อื งอะไร (VAR)

ตวั อย่างข้อความ

วติ ามินรวมไมใ่ ช่ยาอายุวฒั นะ ซ้ากลับทาให้อัตราตายสูงขน้ึ
มหาวิทยาลยั มินเนโซตาของสหรฐั ฯ ศึกษาไม่พบวา่ การกินวิตามินรวมจะช่วยให้สตรมี ีอายุยืน
กวา่ ผู้ที่ไดแ้ ตส่ ารอาหารจากอาหารอย่างเดยี วเลย อนั ทจ่ี รงิ แล้ว กลบั มีอัตราตายสูงกวา่ เลก็ นอ้ ยด้วยซ้า
ดร.จากโก เมอซู หวั หนา้ นักวิจยั เผยว่า มหี ลกั ฐานทีแ่ สดงวา่ อาหารเสรมิ มีประโยชนใ์ นการ
ป้องกันโรคเร้ือรงั ใหญ่ ๆ อย่นู ้อยมาก ดงั นนั้ นอกเสียจากขาดสารอาหารเท่านั้นทีส่ มควรจะกินมนั
ชาวอเมรกิ นั ที่เปน็ ผู้ใหญพ่ ากันกนิ อาหารเสรมิ กนั ต้ังคร่งึ ต่อคร่งึ จนวงการอตุ สาหกรรมสนิ คา้
เหล่านัน้ กล่าววา่ มีรายไดจ้ ากการจาหนา่ ยปหี นงึ่ ๆ สูงถงึ ๖๒๐ ลา้ นบาท
ดร.จากโกกล่าวตอ่ ไปว่า ผลการวจิ ยั ยังส่อวา่ สารที่ไม่ถูกควบคมุ ส่วนใหญ่ อยา่ งวิตามิน เอ และ อี
หากกินมากอาจเป็นอนั ตรายได้ ความเชื่อท่ีว่าอาหารเสริมท่ีเปน็ พวกสารตอ่ ตา้ นอนุมูลอสิ ระ ดูเหมือน
เกิดจากเพราะความเชอื่ ถือผดิ ๆ มารวมกัน
เขากับคณะศึกษาจากคาตอบแบบสอบถามของผ้หู ญิงสูงอายุ จานวนเกือบ ๓๙,๐๐๐ คน

(หนังสอื พิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวนั ท่ี ๑๔ ตลุ าคม/๒๕๕๔)
๒. หลังจากนักเรยี นอ่านข้อความท่ีครูนามา แลว้ รว่ มกนั ตอบคาถาม ดังนี้ (AR)

๑) ใคร ทาอะไร ท่ีไหน อย่างไร
๒) ใจความสาคัญของข้อความคอื ขอ้ ความใด
๓) สรปุ เน้ือเร่ืองได้วา่ อยา่ งไร
แนวเฉลย

ดร. จากโก เมอซู หัวหน้านักวิจยั จากมหาวิทยาลัยมนิ เนโซตา สหรัฐอเมรกิ า ศึกษาพบวา่ การกิน
วติ ามนิ รวมไมช่ ่วยให้สตรมี อี ายุยนื ขนึ้ แต่กลบั เปน็ อันตรายจนถึงขัน้ เสียชวี ิตได้

๓. ใหน้ ักเรียนสงั เกตข้อความทสี่ รุปได้กับขอ้ ความต้นฉบบั ครถู ามว่าข้อความท้ังสองนน้ั แตกตา่ งกนั
อย่างไร จากนัน้ สนทนาเกีย่ วกบั การย่อความ (AR)

๑๒๒

๔. ใหน้ ักเรียนศึกษาใบความรู้เรอ่ื ง การเขยี นยอ่ ความ แล้วร่วมกนั สรุปความเข้าใจครเู ป็นผอู้ ธิบาย
เพ่มิ เติม (VAR)

๕. นกั เรียนรว่ มกันอา่ นข้อความจากแถบข้อความ แล้วบอกใจความสาคญั (VAR)

หนังสอื ใบลานแต่ละผกู มคี วามชารุดแตกตา่ งกนั โดยทั่วไปแลว้ หนังสอื ใบลานท่เี ก่ามีอายุมาก ๆ
เมอ่ื ลานจะแหง้ มีความกรอบเปราะมรี อยแตกร้าว ๆ รอยฉีกเปน็ ร้ิว ๆ รอยขาด
ปรพุ รนุ อันเกิดจากหนอน แมลง หรือปลวกกดั กิน หรือเกิดจากเหตุอ่ืน ๆ มีเชือ้ รา
หรอื ความสกปรกอื่น ๆ หรือหนงั สือใบลานทตี่ ดิ กนั แน่นจนคล่ไี ม่ออก

ท่มี า : http://thrai.sci.ku.ac.th/node/๗๐๕

เวลาท่ดี ที สี่ ุดของการด่ืมนมแพะ คือ ดืม่ ในขณะท้องว่างและก่อนนอน ไม่ควรดื่ม
นมแพะหลงั อาหารในแต่ละม้ือ เพราะเมื่ออาหารตกถงึ กระเพาะอาหารจะใช้เวลาย่อยประมาณ
๔ ชว่ั โมง หากดม่ื นมแพะตามเขา้ ไปแทนท่สี ารอาหารจากนมแพะจะผา่ นไปยังลาไสเ้ ล็ก
ไดเ้ ลยกจ็ ะต้องถกู ขัดขวางจากอาหารที่รอการยอ่ ยเหลา่ นัน้

ทม่ี า : http://www.royalsiamgoat.com/p๐๘.html

ไข่ปลาคาเวียร์ หรอื คาเวียร์ (Caviar) ไม่ใช่ชอื่ ปลา แตเ่ ปน็ ช่อื ไข่ปลาชนดิ ท่เี อามา
ดองเค็มแล้ว และไข่ปลาทจี่ ะนาเอามาดองเค็มได้นนั้ ไม่ใชใ่ ช้ไดท้ กุ ชนดิ ซ่งึ ส่วนมาก
ปลาชนดิ ที่นามาทาไข่คาเวียร์ คือ “ปลาสเตอรเ์ จียน” เป็นปลาขนาดใหญ่และจะต้องมอี ายุ
๑๐-๒๐ ปี จงึ จะนามาทาเปน็ คาเวยี ร์ได้ ปลาสเตอร์เจียนนี้ มดี ว้ ยกัน ๒๕ สายพนั ธท์ุ ั่วโลก
อาศยั อยไู่ ด้ท้ังนา้ จืด น้ากร่อย และทะเล

ท่ีมา : http://www.manager.co.th

ศลิ ปวฒั นธรรมในบ้านเมืองเรามักจะสอดคล้องกับการดาเนินชีวิตประจาวนั ตวั อยา่ ง
บางคนชอบปลูกไม้ดอกไมผ้ ล เมอื่ เกดิ ดอกออกผลก็ช่นื ใจ เกิดความคดิ ที่จะทาดอกผลนนั้
ใหง้ ดงามน่าดูยิ่งขน้ึ จงึ มีผ้นู าผลไมม้ าประดษิ ฐ์ลวดลาย แลว้ จดั วางในภาชนะให้มองดูแปลกตา
น่ารับประทาน ลวดลายน้นั เกิดจากการตัด ผ่า ปอก คว้าน และแกะสลัก สว่ นไม้ดอกท่ีออกดอก
ก็นามาผกู มดั เปน็ ชอ่ บา้ ง เป็นพวงเป็นพ่บู ้าง เสียบเป็นพมุ่ หรอื ปกั ลงในแจกันก็ได้ ตามแตจ่ ะเหน็ งาม
ชวี ิตชาวไทยกบั ศิลปะความงามจงึ แยกกันไมอ่ อก

(การเตรียมเพื่อการพูดและการเขียน : ฉตั รวรุณ ตนั นะรตั น์)

๖. จากนน้ั รว่ มกันตรวจสอบความถกู ต้อง ครใู ห้คาแนะนาเพิ่มเตมิ (AR)
๗. นักเรียนแบง่ กลมุ่ ๔ กลุ่ม แลว้ อ่านใบงานการย่อความเรื่อง โกโก้ ทค่ี รูเตรียมให้แล้วเขียนสรุป
ใจความสาคญั เปน็ แผนภาพความคดิ (VAR)
๘. ให้นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ เขียนย่อความ โดยเรยี บเรียงจากแผนภาพความคิด ตวั แทนกลุ่มออกมา

๑๒๓

นาเสนอผลงาน ครแู ละนักเรยี นร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องและให้ข้อเสนอแนะ (VARK)

ขน้ั สรุป

๑. นกั เรียนและครรู ว่ มกนั สรุปความรู้ ดังนี้ (VAR)

- การเขียนย่อความเปน็ การเขยี นสาระสาคญั ของเร่อื ง โดยนามาเรยี บเรียงใหม่ดว้ ยภาษาของตนเอง

โดยที่ความหมายไมเ่ ปล่ยี นแปลงไปจากเดิม การย่อความมคี วามจาเป็นตอ่ การศึกษาความรู้ ชว่ ยใหจ้ ดบนั ทึก

สาระสาคญั ของเรื่องได้ถูกตอ้ ง รวดเรว็ สามารถนามาใชป้ ระโยชน์ได้

สื่อ(วสั ดุ-อุปกรณ์-ส่งิ พิมพ์) / นวตั กรรม / ICT

๑. แถบข้อความ

๒. ใบความรเู้ รื่อง การเขยี นย่อความ

๓. ใบงานการย่อความเร่ือง โกโก้

แหล่งกำรเรยี นรู้

-

บรู ณำกำร

-

กำรวดั และประเมินผลกำรเรยี นรู้

วธิ ีกำรวัดผลและกำรประเมินผล เครอ่ื งมือวดั และประเมนิ ผล เกณฑก์ ำรวดั

ด้ำนควำมรู้ (K) ตรวจผลงานการเขยี นย่อความ แบบประเมนิ ผลงาน ระดบั คุณภาพ ๓ ผา่ น

เกณฑ์

ด้ำนทกั ษะ/ การเขยี น แบบประเมิน ระดับคุณภาพ ๓ ผา่ น

กระบวนกำร (P) เกณฑ์

ดำ้ นคุณธรรม สังเกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ และ แบบประเมินคุณลักษณะอันพึง ระดับคุณภาพ ๒ ผ่าน

จริยธรรม และ ม่งุ ม่ันในการทางาน ประสงค์ เกณฑ์

คำ่ นยิ ม (A)

กำรประเมินผล ระดับคุณภำพ

ประเดน็ กำรประเมนิ ๓ ๒ ๑
เขียนรปู แบบของ เขียนรูปแบบของ
๔ ยอ่ ความไดถ้ ูกตอ้ ง เขียนรูปแบบของ ยอ่ ความไดถ้ ูกต้อง
ด้ำนควำมรู้ การเขียนย่อ เขยี นรปู แบบของ สรุปใจความสาคัญ ยอ่ ความไดถ้ ูกต้อง แต่ยังสรปุ
ได้ครบถว้ น สรปุ ใจความสาคัญ ใจความสาคญั ได้
(K) ความ ย่อความได้ถูกตอ้ ง และใช้ภาษา ไดแ้ ตเ่ ป็นการนา ไมค่ รบถ้วน และ
สรปุ ใจความสาคญั ของตนเอง ขอ้ ความในเร่อื ง คัดลอกขอ้ ความ
ได้ครบถ้วน ชดั เจน เปน็ ส่วนใหญ่ มาตดั ตอ่ กัน จากเนื้อเร่ือง
โดยใชภ้ าษา โดยใชค้ าเช่ือม มาเรียงต่อกัน
ของตนเอง เขยี นโดยมีข้อมลู หรอื ขอ้ ความ
ถกู ต้อง ครบถว้ น บางตอนของตนเอง เขียนโดยมขี ้อมูล
ด้ำนทกั ษะ/ การเขยี น เขยี นโดยมีข้อมูล ไม่ครบถ้วน
เขียนโดยมขี ้อมูล
กระบวนกำร ถกู ต้อง ครบถว้ น ถูกต้อง ครบถว้ น

๑๒๔

ประเด็นกำรประเมนิ ระดับคณุ ภำพ
(P)
๔๓ ๒ ๑
ดำ้ นคณุ ธรรม มุ่งมนั่ ใน ใชภ้ าษาได้ถูกต้อง
จรยิ ธรรม การทางาน ใชภ้ าษาได้ ใชภ้ าษาไดถ้ ูกต้อง เหมาะสม สะกดคา ไมส่ ามารถใช้ภาษาได้
และคำ่ นิยม ผดิ พลาด ๓-๔ คา ตามหลกั ของการใช้
(A) ถูกต้องเหมาะสม เหมาะสม สะกดคา สะกดคาผดิ พลาดเกนิ
เอาใจใสต่ ่อการ กวา่ ๔ คา
สะกดคาถูกตอ้ ง ผิดพลาด ๑-๒ คา ปฏบิ ัติหนา้ ทท่ี ไ่ี ดร้ ับ
มอบหมายต้ังใจและ เอาใจใส่ต่อการ
ทุกคา รบั ผิดชอบในการ ปฏบิ ตั หิ น้าทีท่ ไี่ ดร้ บั
ทางานให้สาเร็จ มอบหมายตัง้ ใจและ
เอาใจใส่ต่อการปฏบิ ัติ เอาใจใส่ต่อการ ปรับปรงุ และ รับผิดชอบในการ
พฒั นาการทางาน ทางานใหส้ าเรจ็
หน้าทที่ ไี่ ด้รับ ปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ที ่ีได้รบั อยา่ งรอบคอบทมุ่ เท ปรับปรุงและ
ทางาน อดทน ไม่ท้อ พฒั นาการทางาน
มอบหมายตั้งใจและ มอบหมายตงั้ ใจและ ต่อปัญหาและ อยา่ งรอบคอบทมุ่ เท
อุปสรรคพยายาม ทางาน อดทน ไม่ทอ้
รับผดิ ชอบในการ รับผดิ ชอบในการ แกป้ ัญหาและ ตอ่ ปญั หาและ
อปุ สรรคในการ อปุ สรรคพยายาม
ทางานใหส้ าเรจ็ ทางานใหส้ าเรจ็ ทางานใหส้ าเร็จช่ืน แก้ปญั หาและ
ชมผลงาน อปุ สรรคในการ
ปรับปรุงและ ปรบั ปรุงและ ความสาเรจ็ ด้วย ทางานใหส้ าเร็จชนื่
ความภาคภูมใิ จ ชมผลงาน
พัฒนาการทางานอยา่ ง พัฒนาการทางาน บางครัง้ ความสาเรจ็ ด้วย
ความภาคภูมิใจน้อย
รอบคอบทุ่มเท ทางาน อย่างรอบคอบทมุ่ เท ครงั้

อดทน ไมท่ ้อตอ่ ปญั หา ทางาน อดทน ไม่ท้อ

และอุปสรรคพยายาม ตอ่ ปญั หาและ

แกป้ ัญหาและอุปสรรค อปุ สรรคพยายาม

ในการทางานให้สาเรจ็ แก้ปัญหาและ

ช่ืนชมผลงาน อุปสรรคในการ

ความสาเร็จดว้ ยความ ทางานใหส้ าเร็จชน่ื

ภาคภมู ใิ จอย่าง ชมผลงาน

สมา่ เสมอ ความสาเร็จด้วย

ความภาคภูมใิ จ

บ่อยคร้ัง

กจิ กรรมเสนอแนะ

-

ลงชือ่ .....................................................ผูเ้ ขียนแผนการจัดการเรียนรู้
................/.................../................

๑๒๕

บนั ทกึ ควำมเหน็ ของผตู้ รวจแผนกำรจัดกำรเรยี นรู้

ไดท้ าการตรวจแผนการจดั การเรียนรู้แล้ว มคี วามคิดเหน็ ดงั น้ี

เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ที่

ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรับปรงุ เน่อื งจาก...........................................

ลงช่ือ..........................................
( นางไพรจิตร บ้านเหล่า )
หวั หนา้ กลมุ่ บริหารวชิ าการ

ขอ้ เสนอแนะของรองผู้อำนวยกำรโรงเรียน

เปน็ แผนการจดั การเรียนรู้ที่

ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรุง เนอ่ื งจาก...........................................

สอดคล้องกบั มาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชวี้ ดั สมรรถนะหลกั คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ และการเรยี นรู้ใน

ศตวรรษท่ี ๒๑ ทีเ่ นน้ ผู้เรยี นเปน็ สาคัญมาใช้ในการสอนได้อยา่ งเหมาะสม

ลงชอื่ ..........................................
( นางสาวสภุ สั ตรา ฝ่ายสงค์ )

รองผู้อานวยการโรงเรียน

ขอ้ เสนอแนะของหวั หน้ำสถำนศกึ ษำ ควรปรบั ปรงุ กอ่ นนาไปใช้ เน่อื งจาก.......................................
เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ที่
นาไปใช้ได้จรงิ ลงชอ่ื ..........................................
( นางลัดดา ผาพันธ์ )
ผ้อู านวยการโรงเรยี น

๑๒๖

บันทึกหลังสอน
๑. ผลกำรสอน/ผลกำรเรียนรู้

ด้านความรู้ (K)

............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
.......................................................................................... .....................................................................
............................................................................................................................. ..................................

ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (P)

............................................................................................................................... ................................
.................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................

ด้านคณุ ธรรม จริยธรรม และค่านยิ ม (A)
.............................................................................................. .................................................................
.................................................................................................................. .............................................
........................................................................................................................................................... ....

สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน/แนวความคดิ เพ่ือการเรยี นรูใ้ นศตวรรษที่ ๒๑
...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................................. ..................................

๒. ปัญหำ/อุปสรรค และข้อค้นพบ
...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................................... ................................

๓. ขอ้ เสนอแนะแนวทำงแกไ้ ข และผลกำรแก้ไข
...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................
.................................................................................................................. .............................................

ลงช่ือ .....................................................ผสู้ อน
( นางพิชชานันท์ แสนแก้ว )

๑๒๗

ใบควำมรู้ที่ ๑ กำรยอ่ ควำม
ควำมหมำยของกำรย่อควำม

การย่อความ คอื การถ่ายทอดใจความสาคญั ของเรอ่ื งท่เี ก็บไดจ้ ากการอ่านหรือการฟัง โดยใชภ้ าษาของ
เราเอง
ส่วนประกอบของบทควำม

ทวั่ ไปส่วนประกอบของบทความต่าง ๆ มี ๒ ส่วน ดังน้ี
๑. ใจความ เป็นข้อความที่สาคญั ท่สี ุด ถ้าตดั ใจความออกจะทาให้ไมเ่ ขา้ ใจบทความนนั้ หรือทาให้
เนื้อหาสาระในบทความนัน้ เปลย่ี นแปลงไป
๒. พลความ เปน็ ข้อความที่ขยายใจความใหช้ ดั เจนยิ่งข้นึ ส่วนของพลความนี้ถึงจะขาดหายไปหรือตดั
ออกไป ก็ไม่ทาใหเ้ นื้อหาสาระในบทความน้นั เปลยี่ นแปลง

ประเภทของกำรยอ่ ควำม
การย่อความอาจแบง่ ได้ ๒ แบบ ดังน้ี

๑. แบง่ ตามรปู แบบของบทความทน่ี ามายอ่ ได้ ๒ ประเภท คือ
๑.๑ การย่อบทความท่เี ปน็ รอ้ ยแก้ว
๑.๒ การย่อบทความทเี่ ปน็ รอ้ ยกรอง

๒. แบ่งตามลกั ษณะของเนื้อเรอ่ื งท่ยี ่อแล้ว ได้ ๒ ประเภท คือ
๒.๑ การย่อความอยา่ งธรรมดา คอื การย่อที่นาเอาเฉพาะเนอ้ื หาท่ีสาคญั หรือทีเ่ รยี กว่า

ใจความและพลความทส่ี าคญั ท่ีเด่นในแตล่ ะย่อหนา้ มาเรียบเรยี งดว้ ยถอ้ ยคาสานวนของผยู้ อ่ เอง ประโยชน์ของ
การย่อความแบบธรรมดา คือ การเกบ็ ข้อมูลเพ่อื เขยี นเรยี งความและเขยี นรายงานวชิ าการและการบันทกึ ทาง
วิชาการ เพือ่ ทบทวนความคิด ความจาในการเตรยี มสอบ

๒.๒ การย่อความอยา่ งสั้นท่ีสดุ หรือทีเ่ รยี กวา่ การสรุปความ คอื การย่ออยา่ งสนั้ ที่สุดจะ
กล่าว
เฉพาะความคิดทีส่ าคัญทสี่ ดุ โดยไมต่ ้องนาพลความที่สาคัญมาประกอบ แล้วนามาเรยี บเรียงใหม่ด้วยถ้อยคา
สานวนของผู้ย่อเอง ผูย้ อ่ ต้องตคี วามหรือจบั ความคิดของผูเ้ ขยี นให้ได้ว่าต้องการเสนอเร่ืองใดเปน็ สาคัญ
ประโยชนข์ องการสรุปความ คอื เมอื่ ตอ้ งการกล่าวเฉพาะประเด็นความคดิ ท่ีสาคัญทส่ี ุด และเป็นประโยชน์ใน
การสรปุ เรยี งความ และการตอบข้อสอบที่ตอ้ งการให้ตอบส้ัน ๆ

วธิ กี ำรย่อควำม ส่วนทเ่ี ปน็ เน้อื หำ
๑. อ่านบทความท่ีจะย่อทัง้ เรื่องให้เข้าใจโดยตลอด
๒. พยายามจับความคดิ ของผู้เขียนว่า ตอ้ งการเสนอเรอ่ื งใดเป็นสาคัญ
๓. จับใจความสาคัญของเรอ่ื งให้ได้ โดยต้ังคาถามไวใ้ นใจ ดังน้ี
“เรื่องอะไร เกิดข้นึ ท่ีไหน เมอ่ื ไร บงั เกดิ ผลเปน็ เชน่ ใด”
หรอื
“เร่อื งอะไร มใี คร หรืออะไร ทาอะไร ท่ีไหน เมื่อไร อย่างไร บังเกดิ ผลเชน่ ใด”
หรอื
“เรือ่ งอะไร มีใคร ทาอะไร กับใคร ทไ่ี หน เม่ือไร อยา่ งไร บังเกิดผลเชน่ ใด”
๔. นาใจความท้งั หมดทจี่ บั ไดม้ าเรียบเรียงใหม่

๑๒๘

หลกั ในกำรย่อควำม
๑. เรียบเรยี งใหมโ่ ดยใช้สานวนภาษาของผู้ย่อเอง
๒. คาท่ียากและยาวให้เปลย่ี นใช้คาธรรมดาที่เข้าใจง่าย
๓. ให้เปล่ยี นสรรพนามบุรุษท่ี ๑ และ ๒ เป็นสรรพนามบุรุษที่ ๓ โดยอาจเอย่ ช่ือแทน สรรพนาม

บรุ ษุ ท่ี ๓
๔. ถ้าเปน็ บทสนทนาต้องเปลย่ี นเป็นแบบเร่อื งเล่า และไม่ควรมีเครอ่ื งหมายคาพูด หรือเครื่องหมายใดๆ
๕. ถา้ เปน็ รอ้ ยกรองต้องเปล่ียนเป็นภาษาธรรมดา
๖. ย่อจดหมายต้องใชข้ ้อความบอกเล่า โดยใช้สรรพนามบรุ ุษที่ ๓ ทง้ั หมด
๗. ถ้ามีคาราชาศพั ท์ และใจความสาคญั ต้องใช้ราชาศัพท์ ใหค้ งราชาศัพท์นน้ั ไว้
๘. เนอ้ื ความท่ยี ่อแลว้ ไม่จาเปน็ ตอ้ งเรยี งตามลาดบั ของเร่ืองเดิม แต่ให้คานึงถงึ การทจ่ี ะทาใหผ้ อู้ ่าน
เข้าใจงา่ ยทส่ี ุด และได้ใจความดีทส่ี ุด
๙. ไม่มีชื่อเร่ืองต้องตง้ั ช่ือเร่ืองดว้ ย โดยชอื่ เรือ่ งต้องมีลักษณะ ดงั นี้
๙.๑ ใช้ความสาคญั เปน็ ช่อื เรอ่ื ง
๙.๒ ชื่อเร่ืองตอ้ งกะทัดรดั และคลุมใจความสาคัญท้ังหมด
๑๐. เขยี นให้ถูกต้องตามแบบของการยอ่ ความ ดังน้ี
๑๐.๑ ใชแ้ บบขึน้ ต้นคานาตามประเภทของเร่ืองทจ่ี ะย่อเขียนนาเปน็ ยอ่ หน้าแรก
๑๐.๒ เขยี นขอ้ ความทีย่ ่อแล้วในยอ่ หน้าต่อไป ส่วนใหญ่ใจความท่ยี อ่ แล้วจะเหลือ

เพียงย่อหน้าเดยี ว เว้นแตข่ ้อความเดิมเปน็ เร่อื งตา่ งกัน แยกกันเป็นตอน ๆ อย่แู ลว้
สว่ นประกอบของกำรย่อควำม

ย่อความมสี ว่ นประกอบสาคญั ๒ ส่วน คอื
๑. ตอนนาเรอ่ื ง หรือส่วนนาของการย่อความ
๒. ใจความทีย่ ่อแล้ว
ฉะนน้ั ในการยอ่ ความจงึ มักมี ๒ ย่อหนา้ ดงั น้ี
ยอ่ หน้าท่ี ๑ สว่ นนาของการย่อความ
ยอ่ หนา้ ที่ ๒ ใจความสาคัญ

ตวั อยา่ งสว่ นประกอบของการย่อความ ทเี่ ป็นนิทาน
นทิ านเรอ่ื ง.............................ของ.....................................จาก................................................... ส่วนท่ี ๑
ความว่า

(ใจความทย่ี ่อแลว้ )................................................................................................ ส่วนที่ ๒
.............................................................................................................................................................
............................................................................................. .......................................................... ......
แบบสว่ นนำของย่อควำม

สว่ นนาของการย่อความ หรือแบบขน้ึ ตน้ ย่อความ เปน็ การนาเรื่องใหผ้ ู้อา่ นได้ทราบที่มาของเรื่อง เพ่ือ
ชว่ ยความเข้าใจ และสะดวกแก่ผู้สนใจทีจ่ ะไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากข้อความเดิม
แบบส่วนนาของย่อความท่ีใช้กันโดยมาก คือ

๑๒๙

๑. ถา้ เร่ืองท่ีจะย่อ เปน็ ความเรยี ง นทิ าน ตานาน ประวัติ ฯลฯ ตอ้ งบอกประเภท ช่ือเรื่อง ช่อื ผู้แต่ง
ท่ีมาของเร่ืองเทา่ ท่จี ะรู้ได้ ถ้าเดมิ ไม่ได้ต้งั ช่ือเรอื่ งไวต้ ้องตง้ั ช่ือเร่อื งดว้ ย เชน่

นทิ าน เรื่อง.................................ของ.....................................จาก.................................. ความว่า
............................................................................................................................. ...........

.......................................................................................................................................................................

๒. ถ้าเรื่องท่จี ะย่อ เปน็ ประกาศ แถลงการณ์ คาสั่ง ระเบียบ ฯลฯ ต้องบอกประเภทของเรอื่ ง ช่ือเรื่อง
ผู้รับ วนั เดือนปีท่อี อกเทา่ ที่จะรไู้ ด้ เชน่

ประกาศ ของ..................................แก.่ ...............................ลงวันที่...............................
ความวา่

........................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

๓. ถา้ เร่ืองที่จะยอ่ เป็นคาปราศรัย สุนทรพจน์ พระราชดารัส ฯลฯ ตอ้ งบอกประเภท เจา้ ของเรื่อง
ผฟู้ ัง โอกาสท่ีกลา่ ว สถานท่กี ลา่ ว วันเวลาทก่ี ล่าวเท่าที่รู้

คาปราศรยั ของ.................................แก่.................................ลงวันท.่ี .........................
ความวา่

............................................................................................................................. ...........
.......................................................................................................................................................................

๔. ถา้ เรื่องทจี่ ะยอ่ เป็นรายงาน บันทกึ คากราบบงั คมทูล ฯลฯ ตอ้ งบอกประเภท เจ้าของ
เรอื่ ง เรอ่ื ง ผูร้ ับ โอกาสทกี่ ล่าว วนั เวลาทีก่ ลา่ วเท่าทรี่ ู้

รายงาน ของ.................................เร่อื ง.................................แก่..................................
ในโอกาส.........................................วนั ท่.ี ....................................ความว่า

................................................................................................................................. .......
.......................................................................................................................................................................

๕. ถา้ เรื่องที่จะยอ่ เปน็ ปาฐกถา คาบรรยาย คาสอน บทความ ฯลฯ ต้องบอกประเภท ช่ือ
เร่อื ง เจ้าของเรื่อง ผ้ฟู งั สถานท่ี และเวลาทแี่ สดงเท่าทรี่ ู้

ปาฐกถา เร่ือง..................................ของ..................................แก่................................. ที่
.................................วนั ที่...................................เวลา........................... ความว่า

........................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

๖. ถา้ เร่อื งทจ่ี ะย่อ เปน็ จดหมาย หนงั สือราชการ สาส์น พระราชสาส์น ต้องบอกประเภท เจ้าของ
เรอ่ื ง เลขทขี่ องหนงั สือ ผู้รับ ชอื่ เรือ่ ง วนั เดอื นปที ี่เขียนเทา่ ทร่ี ู้

จดหมาย ของ ..................................ถึง................................ลงวนั ที่.............................. ความวา่
............................................................................................................................. ...........

.......................................................................................................................................................................

๑๓๐

สาส์น ของ....................................ที.่ ...................................ถงึ .......................................ลงวนั ท่ี
...................................เร่อื ง........................... ความวา่

............................................................................................................................. ...........
.......................................................................................................................................................................

๗. ถ้าเร่ืองท่จี ะยอ่ เป็นจดหมายเหตุ จดหมายรายวนั บันทกึ ความจา ฯลฯ ตอ้ งบอก
ประเภท เจ้าของเร่ือง โอกาสที่เขียน วนั เดอื นปีท่ีเขียน ช่อื เรื่องเท่าท่ีรู้

จดหมายเหตุ ของ.............................ในโอกาส..............................ลงวันที.่ .....................เร่อื ง
........................... ความว่า

.............................................................................................................................. ..........
.......................................................................................................................................................................

๘. ถา้ เรื่องทจ่ี ะย่อ เปน็ เทศนาโอวาท พระบรมราโชวาท ฯลฯ ตอ้ งบอกประเภท เจา้ ของ
เรือ่ ง ผฟู้ ัง โอกาสทแ่ี สดง สถานทีแ่ สดง วันเดือนปีทแี่ สดงเท่าทีร่ ู้

โอวาท ของ....................................แก่..................................เน่ืองใน.............................ท.่ี ..........................
วนั ท.่ี .................................................ความวา่

........................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

๙. ถ้าเรอื่ งทจ่ี ะย่อ เปน็ คาประพนั ธต์ ้องบอก ช่ือเร่อื ง เจา้ ของเร่ือง ทมี่ าของเร่ือง แลว้ ยอ่ ใจความ
เปน็ ร้อยแก้ว

คาประพนั ธ.์ .................................เรือ่ ง.......................................ของ.............................จาก
...................................................ความวา่

............................................................................................................................. ...........
.......................................................................................................................................................................

ประโยชน์ของกำรย่อควำม
๑. มปี ระโยชน์ในการบนั ทึก เชน่ บันทึกการประชุมกลุ่มต่าง ๆ ทาใหผ้ ู้อน่ื ได้ทราบสาระสาคัญในการ

ประชมุ คร้ังน้นั ๆ
๒. มปี ระโยชน์ในการช่วยเตือนความจา เชน่ จดย่อคาอธิบายของครู จดย่อความรจู้ ากการฟงั และการ

อา่ น ทาให้ไมต่ ้องอ่านทวนซ้าท้ังเล่ม
๓. มีประโยชน์ในการนาไปใช้ เชน่ การตอบข้อสอบแบบอตั นัย การเล่าเร่ืองย่อให้ผอู้ ื่นฟงั

สรปุ อยา่ งสัน้ ๆ ไดว้ า่ “สะดวกตอ่ การบนั ทึก จดจา และนาไปใช้”

ใบงำนกำรเขยี นยอ่ ควำมเรอ่ื ง โกโก้

ใหน้ กั เรียนอา่ นเร่ืองต่อไปนี้ แลว้ ย่อความให้ถูกต้องตามรปู แบบของการเขยี นย่อความ

โกโก้

๑๓๑

คนท่วั ไปมักคดิ ว่าแหล่งของการไดร้ ับคาเฟอีนมาจากการด่ืมชาหรือกาแฟ แต่ความจรงิ คาเฟอีนเปน็ สารเคมีท่ี
พบในสว่ นต่าง ๆ ของพืชกว่า ๖๐ ชนิด ได้แก่ เมลด็ กาแฟ ใบชา ผลโกโก้ ผลโคล่า มาเต้กวั รานา่ เป็นตน้
พชื เหลา่ นส้ี รา้ งคาเฟอนี ข้ึนสะสมในส่วนต่าง ๆ ปรมิ าณมากนอ้ ยตา่ งกันตามชนิดและสายพนั ธ์ุ

ชอ็ กโกแลตซึ่งผลิตมาจากเมลด็ โกโกก้ เ็ ปน็ แหล่งของคาเฟอีน แตใ่ นปรมิ าณท่ีน้อยกวา่ เมลด็ กาแฟ
และใบชา แต่เน่ืองจากในเมล็ดโกโกม้ สี ารธีโอฟิลลนิ และธีโอโบรมีนอย่มู าก จงึ มีฤทธิอ์ ่อน ๆ ในการกระตุน้ ประสาท

อยา่ งไรกต็ าม ปริมาณของสารดงั กลา่ วกย็ งั น้อยเกนิ ไปทจ่ี ะให้เกดิ ผลกระตนุ้ ประสาทเช่นเดียวกับกาแฟใน
ปรมิ าณที่เทา่ กนั

ขอ้ มลู การวิเคราะห์ของสถาบันวิจยั โภชนาการ พบว่า เคร่อื งด่มื โกโก้ร้อนมคี าเฟอีน ๕-๓๐ มลิ ลกิ รัม
ตอ่ ๑๘๐ กรมั ส่วนผลิตภณั ฑช์ อ็ กโกแลตมีคาเฟอีน ๓-๑๐ มิลลิกรัมต่อ ๕๐ กรัม คุกกี้ผสมช็อกโกแลต
มคี าเฟอนี ๑-๑๕ มิลลกิ รมั ต่อ ๕๐ กรัม ผลติ ภณั ฑเ์ วเฟอร์มีคาเฟอีน ๔-๑๕ มิลลกิ รมั ต่อ ๕๐ กรมั

ทงั้ นี้ คาเฟอนี มีฤทธส์ิ าคัญในการกระตุ้นการทางานของสมอง ทาใหร้ ะบบประสาทต่นื ตวั และ
ผอ่ นคลายกลา้ มเนื้อ โดยกระตนุ้ ใหเ้ กดิ ความรสู้ ึกกระปรี้กระเปรา่ ลดอาการง่วงนอน และเพ่ิมความทน
ในการออกกาลังกาย โดยไปชะลอความเม่ือยลา้ ทาให้ออกกาลงั กายหรือเลน่ กีฬาได้นานขน้ึ จึงเปน็ ท่นี ิยม
นามาใชใ้ นการผลิตเคร่อื งดื่ม เชน่ กาแฟ ชา โกโก้ น้าอัดลมประเภทโคลา่ และเครอื่ งด่ืมชูกาลังชนิดตา่ ง ๆ

ขอ้ ควรระวงั ในการด่ืมกาแฟ ชา โกโก้ ชอ็ กโกแลต และเคร่อื งด่ืมให้กาลงั งานท่ีมีคาเฟอนี ได้แก่
ควรดมื่ ก่อนเทย่ี งวัน หรอื กอ่ นนอนอย่างน้อย ๖-๘ ชัว่ โมง เพ่ือลดปญั หานอนไม่หลับ
ถ้ามอี าการใจส่นั มือส่ัน หรอื ตกใจงา่ ย อาจบง่ ชถี้ ึงการไดร้ ับคาเฟอนี มากเกิน หรือธรรมชาตขิ องร่างกาย
ไวตอ่ คาเฟอีนมากเกนิ ซ่งึ แต่ละคนมีความไวไมเ่ ท่ากนั

สารคาเฟอนี เพิ่มชพี จร หรอื ความดันเลอื ดเพิ่มข้ึนไดใ้ นคนบางคน โดยเฉพาะคนทีไ่ ด้รบั นาน ๆ ครัง้
หรือไม่กินเป็นประจา คนที่ชอบเครอ่ื งดื่มประเภทนี้จึงควรตรวจวัดความดนั เลือดเปน็ ประจา

จากคอลัมน์ รไู้ ปโมด้ โดย น้าชาติ ประชาช่ืน
หนังสอื พมิ พ์ ขา่ วสดรายวัน ฉบบั วันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ หน้า ๒๔

๑๓๒

เฉลย ใบงานการเขยี นยอ่ ความเรอื่ ง โกโก้

ใหน้ กั เรียนอา่ นเร่ืองต่อไปน้ี แล้วยอ่ ความใหถ้ ูกต้องตามรปู แบบของการเขยี นย่อความ

ย่อบทความ เรื่อง โกโก้ ของ นา้ ชาติ ประชาชน่ื จากคอลมั น์ รู้ไปโม้ด ในหนงั สอื พิมพ์ข่าวสด
รายวัน ฉบับวนั ท่ี ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ หนา้ ๒๕ ความว่า

โกโก้มีสารคาเฟอนี เชน่ เดียวกับชา กาแฟ แต่ให้ปริมาณน้อยกว่า จงึ ไม่สามารถเกดิ ผลกระตุ้น
ประสาทได้ คาเฟอีนช่วยกระต้นุ การทางานของสมอง ทาให้กระปรก้ี ระเปร่า ลดอาการง่วงนอน
อย่างไรก็ตาม แต่ละคนมีความไวต่อการกระตุ้นของคาเฟอีนไมเ่ ทา่ กันจึงควรระวงั ในการดมื่
เครื่องดื่มท่ีมีคาเฟอีนประเภทกาแฟ ชา โกโก้ นา้ อัดลมทผ่ี สมโคลา่ และเครื่องดมื่ ชกู าลงั
โดยควรดื่มกอ่ นนอนอย่างน้อย ๖-๘ ชว่ั โมง และผู้ท่ีดม่ื เป็นประจา ควรไปตรวจความดันเลือดเสมอ

๑๓๓

แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ ๑๔

หน่วยกำรเรียนท่ี ๒ กำรเขยี น (กำรเขียนยอ่ ควำมจำกสำรคด)ี เวลำ ๑ ชวั่ โมง
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย
รหสั วชิ ำ ท๓๒๑๐๒ รำยวิชำ ภำษำไทยพื้นฐำน จำนวน ๑.๐ หน่วยกติ

ชนั้ มัธยมศึกษำปที ี่ ๕ ภำคเรียนท่ี ๒

มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขยี นสอื่ สาร เขียนเรียงความ ยอ่ ความ และเขียนเรื่องราวใน

รูปแบบต่างๆ เขียนรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน้ ควา้ อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
ตัวชีว้ ัด

ท๒.๑ ม. ๔-๖/๓ เขียนยอ่ ความจากส่ือท่ีมรี ูปแบบและเนอ้ื หาหลากหลาย
ท ๒.๑ ม. ๔-๖/๔ ผลิตงานเขียนของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ
สำระสำคญั
การเขยี นย่อความเปน็ การเขียนสาระสาคญั ของเรื่อง โดยนามาเรยี บเรยี งใหม่ด้วยภาษาของตนเอง
โดยทีค่ วามหมายไม่เปลยี่ นแปลงไปจากเดิม การย่อความมีความจาเป็นต่อการศึกษาความรู้ ชว่ ยให้จดบนั ทกึ
สาระสาคญั ของเร่ืองไดถ้ ูกตอ้ ง รวดเรว็ สามารถนามาใชป้ ระโยชนไ์ ด้
จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้
ควำมรู้ (K)
๑. อธิบายหลกั การและรูปแบบการเขียนย่อความ
ทกั ษะ/กระบวนกำร (P)
๑. เขยี นยอ่ ความ
สมรรถนะหลัก

๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคดิ
๓. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

ด้ำนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A)
๑. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
๒. ซ่อื สัตยส์ ุจริต
๓. มวี ินัย
๔. ใฝเ่ รียนรู้
๕. อยอู่ ย่างพอเพยี ง
๖. มุ่งมน่ั ในการทางาน
๗. รักความเป็นไทย
๘. มีจิตสาธารณะ

๑๓๔

แนวควำมคดิ เพอ่ื กำรเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑
๑. สาระวชิ าหลกั (Core Subjects)
๒. ทกั ษะดา้ นการเรียนรแู้ ละนวัตกรรม
๓. ทักษะดา้ นสารสนเทศ ส่ือ และเทคโนโลยี
๔. ทกั ษะดา้ นชวี ิตและอาชีพ

สำระกำรเรยี นรู้
- การเขยี นยอ่ ความ

กระบวนกำรจัดกำรเรยี นรู้ (ขน้ั ตอน/กระบวนกำร)
ข้ันนำเข้ำสบู่ ทเรยี น

๑. ครใู ห้นกั เรียนดวู ดี ทิ ัศนต์ วั อย่างสารคดี (VA)
๒. ครสู นทนากบั นักเรียนเร่อื ง ส่อื ประเภทสารคดี และรว่ มกันอภิปรายวา่ ส่อื ประเภทสารคดีตา่ งจากสื่อ
บนั เทิงคดีอย่างไร (R)
ข้นั สอน
๑. ครแู ละนกั เรยี นทบทวนหลักการเขียนย่อความ และโครงสร้างการเขียนย่อความที่ไดเ้ รยี นไปแล้ว
(VA)
๒. นกั เรยี นร่วมกันแสดงความคิดเหน็ ว่าสามารถนาความรู้เร่ือง หลกั การย่อความ และโครงสรา้ งย่อ
ความท่ีเรียนไปแลว้ มาใช้ในการยอ่ สารคดีได้หรือไม่ เพราะเหตใุ ด (VA)
๓. นักเรียนอ่านใบงานการเขยี นยอ่ ความสารคดี เรือ่ ง ชวี ติ คนบนดอย (R)
๔. ครูสมุ่ ตัวแทนนักเรยี นใหอ้ อกมาเขยี นรูปแบบคาขน้ึ ตน้ การย่อความสารคดีเรือ่ ง ชวี ติ คนบนดอย
บนกระดานดา แล้วให้เพื่อน ๆ ร่วมกนั ตรวจความสอบถกู ตอ้ ง (RK)
๕. นกั เรยี นแตล่ ะคนทาใบงานการเขยี นย่อความสารคดี เรอ่ื งชวี ติ คนบนดอย (R)
๖. นักเรยี นแลกเปล่ยี นใบงานการเขียนย่อความสารคดี เร่ืองชีวิตคนบนดอยกับเพื่อนทนี่ ง่ั ใกล้กัน
เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการเขยี นยอ่ ความ โดยเปรียบเทยี บความถูกต้องกบั เรือ่ งการเขยี นย่อความ ใน
หนงั สือเรียน แลว้ นาใบงานส่งครตู รวจ (AR)
ขัน้ สรปุ
๑. ให้นกั เรยี นร่วมกนั ระดมความคดิ บอกข้อดี ข้อบกพรอ่ ง และหาแนวทางในการปรบั ปรุงหรือพัฒนา
การเขียนย่อความ (AR)
สื่อ(วัสดุ-อปุ กรณ์-ส่งิ พิมพ์) / นวตั กรรม / ICT
๑. วดี ทิ ศั น์ตวั อย่างสารคดี
๒. ใบงานการเขียนย่อความสารคดี เร่อื งชีวิตคนบนดอย
แหล่งกำรเรยี นรู้
-
บรู ณำกำร
-

๑๓๕

กำรวดั และประเมินผลกำรเรียนรู้ เคร่ืองมอื วดั และประเมนิ ผล เกณฑ์กำรวดั
วธิ กี ำรวัดผลและกำรประเมินผล แบบประเมนิ ผลงาน
ระดับคุณภาพ ๓ ผ่าน
ด้ำนควำมรู้ (K) ตรวจผลงานการเขยี นย่อความ แบบประเมิน เกณฑ์

ด้ำนทักษะ/ การเขียน แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพึง ระดับคุณภาพ ๓ ผ่าน
กระบวนกำร (P) ประสงค์ เกณฑ์

ด้ำนคุณธรรม สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝเ่ รยี นรู้ และ ระดับคุณภาพ ๒ ผา่ น
จริยธรรม และ มุ่งมัน่ ในการทางาน เกณฑ์
ค่ำนิยม (A)

กำรประเมนิ ผล

ประเดน็ กำรประเมนิ ระดับคุณภำพ

๔ ๓ ๒ ๑
เขยี นรูปแบบของ เขียนรปู แบบของ
ด้ำนควำมรู้ การเขยี นย่อ เขียนรปู แบบของ เขียนรปู แบบของ ยอ่ ความได้ถูกต้อง ย่อความไดถ้ ูกตอ้ ง
(K) ความ ย่อความไดถ้ ูกตอ้ ง ย่อความได้ถูกต้อง สรุปใจความสาคัญ แตย่ งั สรุป
สรุปใจความสาคัญ สรปุ ใจความสาคัญ ไดแ้ ต่เป็นการนา ใจความสาคัญได้
ได้ครบถว้ น ชัดเจน ไดค้ รบถ้วน ขอ้ ความในเรื่อง ไม่ครบถ้วน และ
โดยใช้ภาษา และใช้ภาษา มาตดั ต่อกัน คัดลอกขอ้ ความ
ของตนเอง ของตนเอง โดยใช้คาเช่ือม จากเนอ้ื เรื่อง
เป็นสว่ นใหญ่ หรอื ขอ้ ความ มาเรียงตอ่ กัน
บางตอนของตนเอง
ด้ำนทกั ษะ/ การเขียน เขยี นโดยมีข้อมลู เขียนโดยมีข้อมูล เขียนโดยมขี ้อมูล เขยี นโดยมขี ้อมลู
กระบวนกำร ถกู ต้อง ครบถว้ น ไม่ครบถ้วน
ถกู ต้อง ครบถ้วน ถกู ต้อง ครบถ้วน ใชภ้ าษาได้ถูกต้อง ไมส่ ามารถใช้ภาษาได้
(P) เหมาะสม สะกดคา ตามหลักของการใช้
ใช้ภาษาได้ ใช้ภาษาไดถ้ ูกต้อง ผิดพลาด ๓-๔ คา สะกดคาผิดพลาดเกิน
ดำ้ นคุณธรรม มงุ่ มน่ั ใน กว่า๔ คา
จริยธรรม การทางาน ถกู ต้องเหมาะสม เหมาะสม สะกดคา เอาใจใส่ต่อการ เอาใจใส่ต่อการ
และคำ่ นยิ ม ปฏิบตั ิหน้าที่ทไี่ ดร้ บั ปฏบิ ัตหิ นา้ ทที่ ีไ่ ด้รับ
(A) สะกดคาถูกตอ้ ง ผิดพลาด ๑-๒ คา มอบหมายต้งั ใจและ มอบหมายตงั้ ใจและ
รบั ผดิ ชอบในการ รับผิดชอบในการ
ทกุ คา ทางานให้สาเร็จ ทางานใหส้ าเร็จ
ปรบั ปรุงและ ปรับปรงุ และ
เอาใจใส่ต่อการปฏบิ ตั ิ เอาใจใสต่ ่อการ พฒั นาการทางาน พฒั นาการทางาน
อย่างรอบคอบทุ่มเท อยา่ งรอบคอบทุม่ เท
หนา้ ที่ทไ่ี ดร้ บั ปฏิบตั หิ น้าท่ีทไี่ ด้รับ ทางาน อดทน ไม่ท้อ ทางาน อดทน ไม่ทอ้
ต่อปัญหาและ ตอ่ ปัญหาและ
มอบหมายตั้งใจและ มอบหมายตั้งใจและ อปุ สรรคพยายาม อุปสรรคพยายาม

รับผดิ ชอบในการ รบั ผดิ ชอบในการ

ทางานให้สาเร็จ ทางานให้สาเร็จ

ปรบั ปรุงและ ปรับปรุงและ

พัฒนาการทางานอยา่ ง พฒั นาการทางาน

รอบคอบทุม่ เท ทางาน อย่างรอบคอบทมุ่ เท

อดทน ไมท่ ้อตอ่ ปัญหา ทางาน อดทน ไม่ท้อ

และอปุ สรรคพยายาม ตอ่ ปัญหาและ

แก้ปัญหาและอปุ สรรค อปุ สรรคพยายาม

๑๓๖

ประเด็นกำรประเมิน ระดับคณุ ภำพ

กจิ กรรมเสนอแนะ ๔๓ ๒ ๑

- ในการทางานใหส้ าเร็จ แก้ปญั หาและ แก้ปัญหาและ แกป้ ัญหาและ
อุปสรรคในการ อปุ สรรคในการ
ชน่ื ชมผลงาน อปุ สรรคในการ ทางานให้สาเรจ็ ช่นื ทางานใหส้ าเร็จชืน่
ชมผลงาน ชมผลงาน
ความสาเรจ็ ด้วยความ ทางานให้สาเรจ็ ชืน่ ความสาเรจ็ ดว้ ย ความสาเรจ็ ดว้ ย
ความภาคภูมิใจ ความภาคภมู ิใจน้อย
ภาคภมู ิใจอย่าง ชมผลงาน บางครั้ง ครงั้

สม่าเสมอ ความสาเรจ็ ด้วย

ความภาคภมู ิใจ

บอ่ ยครั้ง

ลงชอ่ื .....................................................ผเู้ ขยี นแผนการจดั การเรียนรู้
................/.................../................

๑๓๗

บันทกึ ควำมเห็นของผู้ตรวจแผนกำรจัดกำรเรยี นรู้

ได้ทาการตรวจแผนการจดั การเรียนรู้แล้ว มคี วามคิดเหน็ ดงั น้ี

เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี

ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง เนอื่ งจาก...........................................

ลงช่ือ..........................................
( นางไพรจิตร บ้านเหลา่ )
หวั หนา้ กล่มุ บริหารวิชาการ

ขอ้ เสนอแนะของรองผู้อำนวยกำรโรงเรียน

เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่

ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรงุ เนือ่ งจาก...........................................

สอดคล้องกับมาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชวี้ ดั สมรรถนะหลกั คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ และการเรยี นรู้ใน

ศตวรรษที่ ๒๑ ท่เี น้นผู้เรยี นเปน็ สาคัญมาใช้ในการสอนได้อยา่ งเหมาะสม

ลงชอื่ ..........................................
( นางสาวสุภสั ตรา ฝ่ายสงค์ )

รองผ้อู านวยการโรงเรยี น

ขอ้ เสนอแนะของหวั หนำ้ สถำนศกึ ษำ ควรปรบั ปรงุ กอ่ นนาไปใช้ เนอื่ งจาก.......................................
เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ที่
นาไปใช้ได้จรงิ ลงชอ่ื ..........................................
( นางลัดดา ผาพันธ์ )
ผ้อู านวยการโรงเรยี น

๑๓๘

บันทึกหลังสอน
๑. ผลกำรสอน/ผลกำรเรียนรู้

ดา้ นความรู้ (K)

............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................
......................................................................................................................................... ......................

ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)

.................................................................................... ...........................................................................
.................................................................................................................. .............................................
................................................................................................................................................. ..............
.................................................................................................................. .............................................

ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ ม (A)
............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
................................................................................................................ ...............................................

สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น/แนวความคดิ เพื่อการเรียนรูใ้ นศตวรรษที่ ๒๑
............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
...............................................................................................................................................................

๒. ปัญหำ/อุปสรรค และข้อคน้ พบ
............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
.................................................................................... ...........................................................................

๓. ขอ้ เสนอแนะแนวทำงแกไ้ ข และผลกำรแก้ไข
............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
...............................................................................................................................................................

ลงชื่อ .....................................................ผูส้ อน
( นางพิชชานันท์ แสนแก้ว )

๑๓๙

ใบงำนกำรเขียนยอ่ ควำมสำรคดี เรอื่ ง ชวี ิตคนบนดอย

คำชี้แจง ใหน้ กั เรยี นเขยี นยอ่ ความสารคดเี รอ่ื ง ชวี ติ คนบนดอย

ชวี ติ คนบนดอย
จะมคี นรสู้ กั กีค่ นท่ีจะรวู้ ่าขณะทค่ี นส่วนใหญข่ องประเทศไทยได้รบั การพัฒนาจากสิ่งแวดล้อม
อาคารสถานท่ี การสื่อสาร การคมนาคม แตย่ ังมีคนอีกกลมุ่ หนึ่งที่ยงั ไมไ่ ดร้ ับการพัฒนาอยา่ งไม่เตม็ ที่
เพราะพวกเขาเหลา่ นั้นอาศยั อยู่ ท่บี นดอยสงู การเป็นอย่ดู าเนนิ ไปอย่างเรยี บง่าย มีวฒั นธรรมทนี่ ับถือมา
ตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม่มีวัด ไม่มีพระให้กราบไหว้ มีเพียงผีท่ีให้นับถือบชู า แตส่ ่ิงที่พวกเขายังรกั ษาเอาไว้คอื
ความมีนา้ ใจ เอื้อเฟื้อเผือ่ แผ่ ดูแลซงึ่ กันและกนั การแลกเปลี่ยน สิ่งของโดยไม่จาเปน็ ต้องใช้เงินเหมือนใน
เมอื ง สิ่งแวดล้อมปราศจากควนั พิษ อากาศบริสทุ ธิ์
มเู ซอ หรอื ลาฮู เชอ่ื ว่ามีต้นกาเนิดอยบู่ รเิ วณทร่ี าบสงู ธิเบตมีความสมั พนั ธ์ทางชาติพันธ์กุ ับชนเผ่า
โลโลในตอนใตข้ องจนี ร่วมกับชาวลซี อ และอีก้อ ชาวมูเซอไดม้ ีการอพยพเคลื่อนยา้ ยตัวอยตู่ ลอดเวลา
นับเปน็ ศตวรรษในแถบประเทศจนี พม่า ลาว และไทย โดยในประเทศไทยนน้ั จะพบชาวมูเซอ ได้ใน ๖
จังหวดั ได้แก่ เชยี งใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก กาแพงเพชร และนครสวรรค์ ชาวมเู ซอในประเทศ
ไทยแบง่ ออกเปน็ หลายกลมุ่ เชน่ มูเซอแดง มูเซอเหลือง มูเซอดา หรอื มูเซอเชเล ฯลฯ ชาวมูเซอ
ถูกจดั ไวใ้ นกลุ่มภาษาพมา่ -ธเิ บต หม่บู ้านชาวมูเซอมกั จะตงั้ อย่บู นทีส่ งู ประมาณ ๑,๐๐๐ เมตร เหนอื
ระดบั น้าทะเล ดังนั้นชาวเขามูเซอต้องทาการเพาะปลูกแบบไร่เลือ่ นลอย นอกจากขา้ ว และขา้ วโพด
แล้ว ชาวมูเซอบางส่วนยงั ปลูกฝ่นิ เป็นพืชรายได้ ลักษณะครอบครัวของชาวมูเซอ เป็นแบบครอบครัว
เดี่ยว และถือระบบผัว-เมยี เดียว การสบื สายสกลุ นั้นไม่ถือระเบียบเครง่ ครดั หากมีการแต่งงานเกิดข้นึ
ฝ่ายชายอาจตอ้ งไปอาศัยอยูก่ ับครอบครวั ฝา่ ยหญงิ เป็นระยะเวลาหน่ึงเพ่ือเปน็ การตอบแทนต่อฝ่าย
หญงิ การนบั ถือ และความเช่ือของชาวมูเซอน้ัน ถา้ เป็นมูเซอแดง และมเู ซอดา สว่ นใหญน่ บั ถอื การบชู า
ผี ส่วนชาวมูเซอเหลอื งนบั ถือศาสนาครสิ ต์ สาหรบั ปีใหมม่ เู ซอจดั ข้ึนในเดือนมกราคม และมีนาคม
จากการรวบรวมข้อมูลในปี ๒๕๔๕ พบวา่ มชี าวมูเซออาศยั อย่ใู นพน้ื ท่ี ๘ จังหวดั จานวน ๓๘๕
หมู่บา้ น/กลมุ่ บา้ น ๑๘,๐๕๗ หลังคาเรือน ๒๐,๓๔๗ ครอบครัว ประชากรรวม ๑๐๒,๘๗๖ คน
แยกเป็นชาย จานวน ๓๒,๐๕๙ คน หญิง จานวน ๓๒,๐๙๔ คน เด็กชาย จานวน ๑๙,๔๓๐ คน เด็กหญงิ
จานวน ๑๙,๒๙๓ คน โดยพบมากทีส่ ดุ ที่จงั หวดั เชียงราย รองลงมาเปน็ เชยี งใหม่ และแม่ฮ่องสอน
ตามลาดบั
พวกมูเซอ เขา้ มาในเขตไทยทางด้านอาเภอแมจ่ นั เชยี งแสน เชียงของ จงั หวัดเชียงราย และทาง
อาเภอฝาง จงั หวดั เชียงใหม่ ทางตอนเหนือของจงั หวัดแม่ฮ่องสอน มูเซอจะกระจายอยู่ใน ๓ จงั หวดั น้ี
มีเพียงสว่ นน้อยทลี่ งมาจากจงั หวดั ตาก มูเซอแยกออกเป็น ๔ สาขา ทมี่ ีจานวนมากและรู้จักกันมากคือ
มเู ซอดา มูเซอแดง พวกมเู ซอ ๒ สาขาน้ี มธี รรมเนยี มประเพณคี ลา้ ยคลงึ กนั มาก แต่ดา้ นนิสัยใจคอ
ต่างกนั ไปคนละอย่าง มูเซอดา จะมคี วามเป็นอยู่ดีกวา่ มเู ซอแดง และมคี วามขยันขนั แขง็ มากกวา่ ด้วย
สว่ นมเู ซอแดง มนี ิสัยเฉ่อื ยชา ในทอ้ งทอ่ี าเภอแมจ่ นั พวกมูเซอแดงถูก เกลี้ยกล่อมจากพรรคพวก
สว่ นใหญใ่ นพมา่ จนชวนกนั อพยพขา้ มเขตไปเกอื บหมดแล้ว โดยถกู หลอกว่าจะช่วยให้มเู ซอมแี ว่น
แควน้ เปน็ ของตัวเอง ระหวา่ งพรมแดนไทยกับพมา่ และส่วนหน่ึงของรัฐฉานตอนใต้ จงึ มีชนเผา่ น้อี ยู่
อยา่ งหนาแน่น
มเู ซอดา อยู่ที่ดอยโจะโละ และดอยป่าคา ไปไหนมาไหนจะมี เป๊อะ ติดตัวไปดว้ ยเสมอ (เป๊อะ คือ
กระบงุ เล็กๆ ตดิ อยรู่ อบหลงั ม้า พาหนะของพวกมเู ซอดา) สาหรับไว้ใสข่ องช่ือมเู ซอ ภาษาองั กฤษ
เรยี กว่า ลาฮู และพวกมเู ซอดา คอื ลาฮูนา มูเซอแดงเรียกว่า ลาฮูยี คาวา่ มูเซอเปน็ คาพม่าเรยี กชาวเผ่า

๑๔๐

นี้ (Mussuh) แปลวา่ นายพราน และพวกมเู ซอนีก้ ็ชานาญในการลา่ สตั วส์ มชื่อ เกง่ ในการใชห้ นา้ ไม้

มากกว่าเผา่ อืน่

เผา่ มูเซอเป็นเผ่าท่ียากจนท่สี ดุ ซอมซ่อท่สี ดุ และเรร่ อ่ นพเนจร แต่ก็มีน้าใจงดงามแมภ้ ายนอกจะ

ดปู า่ เถื่อนกต็ ามธรรมดามเู ซอโดยมาก จะปลูกที่อยเู่ ปน็ กระท่อมเล็กๆ เพือ่ วา่ ถา้ มคี นตายหรือคน

เจ็บป่วย หรือทาไร่ไถนาไม่ได้ผล กจ็ ะพากนั ย้ายหมู่บา้ นไปที่อื่นได้ง่าย ตามประเพณขี องมเู ซอ

ดว้ ยเหตุนีช้ าวเขาเผา่ น้ีจงึ กระจดั กระจายกันอยู่ตามภูเขาในเขต ๓ จงั หวดั ตาก เชียงใหม่ เชยี งราย

การแตง่ กายของมูเซอดาและมเู ซอแดงคล้ายๆ กนั ตา่ งกันทม่ี ูเซอแดง ชอบขลิบชายแขนเสือ้ บ่า

ชายเอว ดว้ ยผ้าสีแดงสด ภาษาท่พี ดู ก็คล้ายกันมาก พวกนม้ี ีความเชอื่ แปลกๆ เชน่ บางคนเชอื่ ว่าถา้ ใคร

ได้ยนิ เสียงเขยี ดร้องตวั เขาจะต้องตาย บางคนถือไมย่ อมนอนค้างในทีร่ าบ ต้องขน้ึ ไปนอนบนเขา

พวกมูเซอโดยมากไมช่ อบอาบนา้ ธรรมดาอาบน้ากนั ปีละครั้ง คือในเทศกาล กินวอ (งานปีใหม)่

โดยจะขดั ถเู นื้อตวั กันเปน็ การใหญ่ ถจู นสบหู่ มดก้อนเลยทเี ดียว แตก่ ็มีมูเซอบางคนหนั มาอาบนา้ กนั บ้าง

แล้ว สว่ นเหตผุ ลของการทไ่ี ม่ชอบอาบน้ากค็ ือ เขากลวั ผีนา้ เหมือนพวกอีกอ้ ซ่ึงเช่ือว่าการอาบนา้ บ่อยๆ

ผนี า้ ที่แอบอยจู่ ะเขา้ สงิ ทาใหเ้ จ็บป่วย มเู ซอราดาบเกง่ และสวยงามมาก แตไ่ ม่ยอมทาให้ดูงา่ ยๆ เพราะ

กลวั ผิดผี พวกมูเซอจะปลกู บ้านอย่บู นดอยสูง เพราะถือว่า ผทู้ อ่ี ยู่สงู จะเหนือกวา่ ผู้ที่อยใู่ นท่ตี า่ บ้าน

มเู ซอจะสรา้ งดว้ ยไมไ้ ผ่ เสาไม้จริง หลังคาแฝก หนา้ บา้ นมนี อกชาน มีเตาไฟก่อไวก้ ลางบ้านหรือมุมบ้าน

สาหรับสุมไฟในหน้าหนาวและหุงต้มดว้ ย ตามบ้านตา่ งๆ มักจะมีหมาดุรา้ ยอยเู่ สมอ

ทกี่ ลางลานใหญ่มีรวั้ ลอ้ ม มที ่ีเตน้ รา ตามหมู่บ้านบางแหง่ ปลกู เป็นโรงเต้นรา โดยใช้ฟากไมไ้ ผ่ปู

ซอ้ น ๓-๔ ชน้ั เพราะจงั หวะเตน้ ราของมเู ซอเปน็ จงั หวะกระทืบ และกระแทก หมอผีเหนือพระผ้ยู ิง่ ใหญ่

ของหมู่บ้านเรยี กว่า ปูจ่ อง และหัวหน้าปู่จองเรยี กว่า ปู่จองหลวง นา้ ดืม่ นา้ ใช้ จะเอากระบอกไปตกั จาก

ลาธารซง่ึ ไกลมาก เพราะพวกนีก้ ลวั น้า จงึ ปลูกบ้านหา่ งแหล่งนา้ นนั่ เอง อาวุธคือหน้าไม้ ทา

แบบเรยี บๆ ไม่มีลวดลาย แต่แขง็ และมกี าลังยิงได้แม่นมาก ชายมูเซอมักจะมีชือ่ นาหนา้ ด้วยคา

ว่า จะ สว่ นผูห้ ญิงจะนาหน้าดว้ ย นะ

สาวชาวมเู ซอดา มักจะใสเ่ สื้อผา่ อก แมใ้ นหนา้ หนาวกจ็ ะใส่กันแบบน้ีท้งั ชายหญิง และชอบ

ประดับด้วยกาไลมือ กาไลคออันโตๆ พวกนใ้ี ส่กาไลเงินกนั แลว้ ไมค่ ่อยถอด ย่ิงรวยยง่ิ ใส่หลายอนั ชาย

มเู ซอชอบเทีย่ วข้ามถ่ิน และไมค่ ่อยรักชอบสาวหมู่บ้านตนเอง อาจจะเพราะเคยเหน็ กนั มาต้ังแต่เด็ก

แลว้ เขามกั จะไปเก้ียวสาวตามหมู่บ้านไกลๆ โดยวิธีรอ้ งเพลง หรอื เปา่ ใบไม้ไผ่เป็นสัญญาณเรยี กให้

ผหู้ ญงิ มาหาตน ในตอนกลางคืนก็จะเรียกค่รู ักมา และพาไปหลับนอนในป่า แลว้ ก็จะมกี ารสูข่ อ โดย

ฝา่ ยชายจะให้ไก่ หรือหมมู าแลกกับเจา้ สาว พิธแี ต่งงานคือ บ่าวสาวนงั่ คู่กนั ผใู้ หญจ่ ะมัดมือท้งั คู่

แปลว่าให้อย่ดู ว้ ยกนั ตลอดไป

งานกินวอ มีใกลๆ้ กับตรุษจนี ใครทเี่ ขา้ หมบู่ า้ นน้ตี อนมงี านจะออกไปไม่ไดจ้ นกวา่ งานจะเลิก

โดยมากจะมี ๔ วัน แลว้ แตก่ าหนดวันตามความสะดวกของแตล่ ะหม่บู า้ น และจะไม่มกี ารทางาน มแี ต่

เตน้ ราและกนิ เลย้ี ง แต่งตวั เต็มยศ และอาบน้า ในงานนจี้ ะมกี ารเลอื กค่ดู ้วย มเู ซอหนมุ่ บางคนก็ถอื

โอกาสไปจีบสาวหม่บู า้ นอ่ืนด้วย

พวกมเู ซอบางหมูบ่ า้ น หนมุ่ สาวจะรอ้ งเพลงเกี้ยวกนั จนสว่าง ถ้าสาวชอบก็จะทาเปน็ ขโมยของหนี

เพื่อล่อให้หน่มุ ตามไปในท่ีลบั ตา

จากประวตั ิของชาวเขาเผา่ มเู ซอ จะเห็นได้ว่าชาวเขาเผา่ มเู ซอดาเนนิ ชีวิตดว้ ยความเรียบง่าย มี

ขนบธรรมเนียมประเพณีทเ่ี ป็นเอกลักษณ์ของมเู ซอ ผเู้ ขียนจะกลา่ วถึงคอื ชาวเขาเผ่ามเู ซอแดง มเู ซอ

แดงแหง่ หมู่บา้ นซอแบะ ชื่อหมู่บา้ นซอแบะต้ังข้นึ เพราะมผี ู้เฒา่ ที่ชอื่ ซอแบะเป็นคนแรกที่ตั้งหมบู่ ้านนี้

ขึ้น ชาวบ้านกเ็ ลยเรยี กหมู่บา้ นมูเซอน้ีว่าหม่บู ้านซอแบะ แต่ช่ือโรงเรยี นท่ที างราชการตัง้ ช่อื วา่ โรงเรยี น

๑๔๑

บา้ นสอ่ แบะ อาจเปน็ เพราะการฟงั สาเนียงผิดพลาดกเ็ ลยทาใหเ้ จ้าหนา้ ทีข่ องทางราชการเปลย่ี นชอ่ื ให้
ชอื่ หมบู่ า้ นซอแบะกบั ชอื่ โรงเรียนบา้ นส่อแบะไม่ตรงกนั ผใู้ หญ่บ้านหรือพ่อหลวงท่ชี าวบ้านให้ความนับ
ถอื เป็นบุคคลที่มคี วามสาคัญดูแลความเป็นอยขู่ องลูกบ้าน ในสมยั โบราณมเู ซอเคยปลูกฝิ่นเป็นอาชพี
หลกั แตป่ ัจจบุ ันอาชีพของมเู ซอแดงคือปลูกขา้ ว ปลูกกระเทียม ซงึ่ ถือวา่ เป็นการสรา้ งรายได้ใหก้ บั
ชาวบ้านมูเซอ ในการจัดการเรียนการสอน นกั เรยี นเผา่ มูเซอจะสามารถเรียนภาษาอังกฤษไดด้ ีกวา่
ภาษาไทยเพราะภาษาถิ่นที่พวกเขาใช้การออกเสยี งจะเหมือนกันจงึ ทาให้ครจู ัดการเรียนการสอนวิชา
ภาษาไทยากมาก ทาไมผ้เู ขยี นถงึ รู้เพราะผ้เู ขยี นได้ไปสัมผสั การเรยี นการสอนด้วยตนเองเปน็ ระยะเวลา
๑ ปี ๕ เดอื น ทผ่ี ูเ้ ขียนข้นึ ไปบรรจเุ ปน็ ครูบนดอย ระยะการเดนิ ทางระหวา่ งในตวั เมอื งกับหมบู่ ้านซอ
แบะหากวันใดท่ีท้องฟา้ โปร่งจะใชเ้ วลาเดนิ ทางประมาณ ๓ ช่วั โมง แตถ่ ้าในชว่ งฤดฝู นการเดนิ ทางก็จะ
เพิม่ ขน้ึ โดยไม่มีกาหนด ตวั ผ้เู ขียนเองเคยมปี ระสบการณใ์ นการเดนิ ทางในชว่ ง ฤดูฝน ผเู้ ขียนไม่
สามารถไปถึงโรงเรยี นได้ ต้องขออาศัยพกั อยโู่ รงเรียนใกล้เคยี งเสยี ก่อนจนกว่าจะมีชาวบ้านหรือครู
ผชู้ ายลงมารบั ชาวบา้ นซอแบะจะหยดุ ทางานในไร่ในวนั พระ ถ้าหากทางโรงเรียนต้องการขอความ
ช่วยเหลอื จากชาวบ้านกต็ ้องขอแรงในวันพระ

ชาวเขาเผ่ามูเซอแดงไม่วา่ จะหมูบ่ า้ นใดในพน้ื ที่อาเภอปางมะผ้า จ.แมฮ่ ่องสอน จะมี
ขนบธรรมเนยี มประเพณีคลา้ ยกันคือ ไมม่ ีวดั นับถอื ผี ผคู้ นมีน้าใจ มคี วามรักความผูกพนั ในสายพนั ธ์ุ
เดียวกนั

ที่มำ : http://www.benjamasud๒๐.multiply.multiplycontent.com/.../บทความสาค..

๑๔๒

เฉลยใบงำนกำรเขยี นยอ่ ควำมสำรคดี เรอื่ ง ชวี ิตคนบนดอย

คำชี้แจง ใหน้ กั เรยี นเขยี นยอ่ ความสารคดเี รอ่ื ง ชวี ติ คนบนดอย

ยอ่ สารคดี เรอ่ื ง ชีวิตคนบนดอย จาก ww.benjamasud๒๐.multiply.multiplycontent.com ความวา่
มูเซอ อาศยั อยูบ่ นดอยของประเทศไทย มชี วี ิตความเป็นอยู่ดาเนนิ เรยี บง่าย มีวฒั นธรรมอันอีงาม
สืบทอดมาต้ังแตบ่ รรพบรุ ษุ มูเซอ มตี ้นกาเนดิ อยู่บรเิ วณท่รี าบสงู ธิเบตการอพยพเคล่ือนย้ายมาอยู่ในแถบ
ประเทศจีน พมา่ ลาว และไทย โดยในประเทศไทยนัน้ จะพบชาวมูเซอ ไดใ้ น ๖ จงั หวดั ไดแ้ ก่ เชยี งใหม่
เชยี งราย แม่ฮ่องสอน ตาก กาแพงเพชร และนครสวรรค์ ชาวมเู ซอในประเทศไทยแบง่ ออกเป็นหลาย
กลมุ่ เช่น มูเซอแดง มูเซอเหลือง มเู ซอดา หรือมูเซอเชเล ฯลฯ ชาวมเู ซอถกู จัดไว้ในกลุ่มภาษาพมา่ -ธิ
เบต หมู่บา้ นชาวมเู ซอมักจะต้ังอย่บู นท่สี ูง ส่วนใหญ่อาชพี เพาะปลูกแบบไร่เล่ือนลอย บางส่วนยงั ปลูกฝ่นิ
เป็นพชื รายได้ ลักษณะครอบครัวของชาวมูเซอ เป็นแบบครอบครวั เด่ียว และถือระบบผัว-เมยี เดยี ว ส่วน
ใหญน่ ับถือการบูชาผี บางส่วนนับถอื ศาสนาคริสต์ มเู ซอจะจดั ปีใหมข่ น้ึ ในเดอื นมกราคม และมนี าคม เขา้
มาในเขตไทยทางด้านจงั หวดั เชยี งราย จังหวดั เชียงใหม่ และ ทางตอนเหนือของจังหวดั แมฮ่ ่องสอน มเู ซอ
แยกออกเป็น ๔ สาขา แตล่ ะกลุ่มจะมีธรรมเนียมประเพณีคลา้ ยคลึงกันมาก แต่ดา้ นนิสัยใจคอต่างกันไป
คนละอย่าง
เผา่ มูเซอเป็นเผ่าท่ยี ากจน ไม่อาศัยอย่กู ับท่ี จะปลกู ทอ่ี ยเู่ ป็นกระท่อมเล็กๆ เพอ่ื ว่าถา้ มีคนตาย
หรือคนเจบ็ ปว่ ย หรือทาไรไ่ ถนาไม่ได้ผล ก็จะพากันย้ายหมบู่ ้านไปที่อนื่ ไดง้ า่ ย การแตง่ กายของ
มเู ซอดาและมูเซอแดงคลา้ ยๆ กนั ต่างกันท่ีมูเซอแดง ชอบขลิบชายแขนเสอ้ื บ่า ชายเอว ดว้ ยผา้ สแี ดง
สด ภาษาทพ่ี ดู ก็คล้ายกันมาก พวกมเู ซอโดยมากอาบน้ากันปลี ะครั้งในเทศกาล กนิ วอ (งานปใี หม่)
ดดยเชอ่ื วา่ การอาบนา้ บ่อยๆ ผนี ้าท่ีแอบอยจู่ ะเขา้ สงิ ทาใหเ้ จบ็ ปว่ ย มูเซอมฝี ีมือในการราดาบ แตไ่ มย่ อม
ทาใหด้ งู า่ ยๆ เพราะกลัวผิดผี บ้านมเู ซอจะสรา้ งดว้ ยวัดสดหาง่ายในปา่ หน้าบา้ นมีนอกชาน มีเตาไฟก่อ
ไวก้ ลางบา้ นหรอื มมุ บ้าน สาหรับสุมไฟในหนา้ หนาวและหุงต้มดว้ ย แลเลีย้ งสุนัขไวเ้ ฝ้าบา้ น
ท่กี ลางลานใหญ่มีรว้ั ล้อม มีท่ีเตน้ รา มหี มอผีเหนือพระผยู้ ิง่ ใหญ่ของหมูบ่ ้านเรยี กวา่ ปู่จอง และหัวหน้า
ปูจ่ องเรยี กวา่ ปู่จองหลวง น้าดม่ื น้าใช้ จะเอากระบอกไปตักจากลาธารซ่งึ ไกลมาก เพราะพวกนี้กลัวนา้
จงึ ปลูกบ้านหา่ งแหลง่ น้านน่ั เอง อาวธุ คือหน้าไม้
ชายหญิงชาวมเู ซอดา มักจะใส่เสือ้ ผา่ อก ประดบั ดว้ ยกาไลมอื กาไลคออันโตๆ ใส่กาไลเงินเพ่อื
แสดงถึงฐานะร่ารวย ชายมูเซอไม่คอ่ ยรักชอบสาวหมบู่ ้านตนเอง เขามักจะไปเกีย้ วสาวตา่ งหมบู่ ้าน โดย
วธิ ีรอ้ งเพลง หรอื เปา่ ใบไมไ้ ผเ่ ปน็ สัญญาณเรยี กใหผ้ ู้หญิงมาหาตน ในตอนกลางคืนกจ็ ะเรียกค่รู กั มา และ
พาไปหลบั นอนในป่า แล้วก็จะมกี ารส่ขู อ โดยฝา่ ยชายจะใหไ้ ก่ หรือหมูมาแลกกับเจ้าสาว พิธแี ตง่ งาน
คอื บ่าวสาวนัง่ คูก่ นั ผู้ใหญ่จะมดั มือทั้งคู่ แปลว่าให้อยู่ดว้ ยกันตลอดไป
งานกนิ วอ มีใกล้ๆ กบั ตรุษจีนมรี ะยะเวลาประมาณ ๔ วนั ใครทีเ่ ข้าหมู่บ้านนี้ตอนมงี านจะ
ออกไปไม่ได้จนกวา่ งานจะเลิก จะไม่มีการทางาน มีแต่เตน้ ราและกินเล้ยี ง แต่งตัวเต็มยศ และอาบน้า
ในงานนี้จะมีการเลือกคู่ดว้ ย มเู ซอหนมุ่ บางคนก็ถือโอกาสไปจบี สาวหมูบ่ ้านอ่ืนดว้ ย
พวกมูเซอบางหมบู่ า้ น หนมุ่ สาวจะรอ้ งเพลงเกย้ี วกันจนสวา่ ง ถา้ สาวชอบกจ็ ะทาเป็นขโมยของหนี
เพ่ือล่อให้หนมุ่ ตามไปในที่ลบั ตา
จากประวัตขิ องชาวเขาเผา่ มูเซอ จะเหน็ ได้วา่ ชาวเขาเผ่ามูเซอดาเนินชวี ติ ด้วยความเรียบงา่ ย มี
ขนบธรรมเนยี มประเพณีที่เป็นเอกลกั ษณ์ของมูเซอ ผู้เขียนจะกลา่ วถงึ คือชาวเขาเผ่ามเู ซอแดง มูเซอ
แดงแหง่ หมู่บา้ นซอแบะ ช่อื หมูบ่ า้ นซอแบะต้ังขึ้นตามผ้เู ฒา่ ท่ีเปน็ คนแรกท่ีต้ังหมูบ่ า้ นนี้ขึ้น ผใู้ หญบ่ า้ น
หรือ พอ่ หลวงเปน็ ผู้ดแู ลความเป็นอยขู่ องลูกบ้าน ในสมัยโบราณมเู ซอเคยปลูกฝนิ่ เป็นอาชีพหลักแต่

๑๔๓

ปจั จุบันอาชีพของมเู ซอแดงคือปลกู ขา้ ว ปลกู กระเทียม นักเรยี นเผา่ มูเซอจะสามารถเรียนภาษาองั กฤษ
เพราะภาษาถิน่ ที่พวกเขาใชก้ ารออกเสียงจะเหมอื นกนั ระยะการเดนิ ทางระหว่างในตัวเมอื งกับหมูบ่ า้ น
ซอแบะหากวนั ใดทท่ี ้องฟ้าโปรง่ จะใช้เวลาเดินทางประมาณ ๓ ชวั่ โมง แต่ถ้าในช่วงฤดฝู นการเดนิ ทางก็
จะเพ่ิมขึ้นโดยไมม่ กี าหนด

ชาวเขาเผา่ มูเซอแดง
ไมว่ ่าจะหมู่บา้ นใด จะมีขนบธรรมเนยี มประเพณีคลา้ ยกันคือ ไม่มวี ดั นบั ถือผี ผูค้ นมนี ้าใจ มคี วามรัก
ความผกู พันในสายพนั ธ์ุเดยี วกัน

๑๔๔

แผนกำรจดั กำรเรยี นรทู้ ่ี ๑๕

หน่วยกำรเรยี นที่ ๒ กำรเขียน (กำรเขียนสำรคดี) เวลำ ๑ ชว่ั โมง
กลุม่ สำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย
รหัสวิชำ ท๓๒๑๐๒ รำยวิชำ ภำษำไทยพ้ืนฐำน จำนวน ๑.๐ หนว่ ยกติ

ช้ันมธั ยมศึกษำปที ่ี ๕ ภำคเรยี นที่ ๒

มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขยี นเรียงความ ย่อความ และเขยี นเรื่องราวใน

รปู แบบต่างๆ เขยี นรายงานข้อมลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน้ ควา้ อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
ตวั ชวี้ ดั

ท ๒.๑ ม. ๔-๖/๔ ผลติ งานเขยี นของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ
สำระสำคญั

การผลติ งานเขยี นของตนเองในรปู แบบสารคดี ตอ้ งมีความรู้ความเข้าใจในเรอ่ื งหลักการเขียน
จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้

ควำมรู้ (K)
๑. หลักการเขียนสารคดี
ทกั ษะ/กระบวนกำร (P)
๑. เขียนสารคดี
สมรรถนะหลกั

๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคดิ
๓. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
๕. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

ดำ้ นคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)
๑. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
๒. ซอื่ สตั ย์สจุ ริต
๓. มีวนิ ัย
๔. ใฝเ่ รียนรู้
๕. อยอู่ ย่างพอเพียง
๖. มุ่งมนั่ ในการทางาน
๗. รักความเปน็ ไทย
๘. มีจิตสาธารณะ

แนวควำมคดิ เพือ่ กำรเรียนรูใ้ นศตวรรษท่ี ๒๑
๑. สาระวิชาหลัก (Core Subjects)
๒. ทักษะด้านการเรียนรแู้ ละนวตั กรรม
๓. ทกั ษะด้านสารสนเทศ สอ่ื และเทคโนโลยี
๔. ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ

๑๔๕

สำระกำรเรียนรู้

- การเขยี นสารคดี

กระบวนกำรจดั กำรเรยี นรู้ (ขน้ั ตอน/กระบวนกำร)

ขั้นนำเข้ำสบู่ ทเรียน

๑. ครสู นทนากับนักเรยี นเรื่อ เหตใุ ดหนงั สอื ประเภทสารคดีจงึ เป็นทน่ี ยิ มของผู้อ่านในปัจจุบัน (R)

ขั้นสอน

๑. ครูแบ่งนกั เรยี นเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๔ คน คละกันตามความ สามารถ คือ เก่ง ปานกลางค่อนขา้ งเกง่

ปานกลางค่อนข้างอ่อน และอ่อน

๒. นักเรยี นแต่ละกลุ่มรว่ มกนั ศึกษาใบความรู้เร่ือง การเขียนสารคดี และแหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ

ตามประเดน็ ท่กี าหนด ดังน้ี (VR)

๑) ความหมายและประเภทของสารคดี

๒) องค์ประกอบของสารคดี

๓) หลกั การเขียนสารคดี

๓. สมาชกิ แต่ละคนในกลมุ่ นาผลการศกึ ษาความรเู้ ร่ือง การเขียนสารคดี มาถ่ายทอดแลกเปล่ียนเรียนรู้

ร่วมกนั (ARK)

๔. นกั เรียนตอบคาถามกระตุ้นความคดิ การเขยี นสารคดแี ตกต่างจากงานเขยี นประเภทอ่ืน ๆ ที่นกั เรยี น

เคยเรียนมาแลว้ อยา่ งไร และการเปน็ นักเขียนสารคดี ต้องมคี ณุ สมบตั ิใดบา้ ง (AR)

๕. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ รว่ มกันสรปุ องคค์ วามรู้ลงในใบงานเรื่อง หลกั การเขียนสารคดี เม่ือทาเสร็จแล้วให้

ตรวจสอบความเรยี บรอ้ ย (AR)

ขั้นสรปุ

๑. ครูขออาสาสมัครนักเรียนนาเสนอคาตอบในใบงานเรื่อง หลกั การเขียนสารคดี คนละ ๑ ข้อ ครูและ

เพ่ือนนักเรียนรว่ มกนั ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง จากน้นั ใหต้ วั แทนนักเรียนเก็บรวบรวมใบงานสง่ ครูตรวจ (ARK)

ส่ือ(วสั ดุ-อปุ กรณ์-สิ่งพิมพ์) / นวัตกรรม / ICT

๑. ใบความรู้เรือ่ ง การเขียนสารคดี

๒. ใบงานเรอื่ ง หลักการเขยี นสารคดี

แหล่งกำรเรยี นรู้

-

บูรณำกำร

-

กำรวัดและประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้

วิธีกำรวดั ผลและกำรประเมินผล เครอื่ งมอื วัดและประเมนิ ผล เกณฑก์ ำรวัด

ด้ำนควำมรู้ (K) ตรวจใบงาน แบบประเมนิ ผลงาน ระดบั คุณภาพ ๓ ผา่ น

เกณฑ์

ด้ำนทกั ษะ/ การเขียน แบบประเมิน ระดับคุณภาพ ๓ ผา่ น

กระบวนกำร (P) เกณฑ์

ด้ำนคุณธรรม สังเกตความมีวินยั ใฝเ่ รียนรู้ และ แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพึง ระดบั คุณภาพ ๒ ผา่ น

จรยิ ธรรม และ มงุ่ มนั่ ในการทางาน ประสงค์ เกณฑ์

คำ่ นยิ ม (A)

๑๔๖

กำรประเมนิ ผล

ประเดน็ กำรประเมิน ระดบั คณุ ภำพ

๔ ๓ ๒๑

ดำ้ นควำมรู้ แบบทดสอบ ตอบคาถามไดถ้ ูกต้อง ตอบคาถามได้ ๓–๔ ตอบคาถามได้ ๑- ๒ ตอบคาถามได้ ๑- ๒

(K) เรือ่ ง การ ทุกข้อ สามารถ ขอ้ สามารถยกตวั อย่าง ข้อ สามารถยกตวั อย่าง ขอ้ ไมส่ ามารถ

เขียนสารคดี ยกตัวอยา่ งประกอบ ประกอบชัดเจน ประกอบไดบ้ ้าง ยกตวั อย่างประกอบ

ชัดเจน ได้บา้ ง

ด้ำนทกั ษะ/ การเขยี น เขียนโดยมีข้อมลู เขยี นโดยมีข้อมูล เขียนโดยมีข้อมูล เขียนโดยมขี ้อมูล

กระบวนกำร ถกู ต้อง ครบถว้ น ถกู ต้อง ครบถว้ น ถกู ต้อง ครบถว้ น ไม่ครบถว้ น

(P) ใชภ้ าษาได้ ใช้ภาษาไดถ้ ูกต้อง ใช้ภาษาไดถ้ ูกต้อง ไมส่ ามารถใช้ภาษาได้

ถูกต้องเหมาะสม เหมาะสม สะกดคา เหมาะสม สะกดคา ตามหลกั ของการใช้

สะกดคาถกู ต้อง ผิดพลาด ๑-๒ คา ผิดพลาด ๓-๔ คา สะกดคาผิดพลาดเกิน

ทกุ คา กว่า ๔ คา

ดำ้ นคุณธรรม มุ่งมน่ั ใน เอาใจใส่ต่อการปฏบิ ตั ิ เอาใจใสต่ ่อการ เอาใจใสต่ ่อการ เอาใจใสต่ ่อการ
จรยิ ธรรม การทางาน หน้าท่ที ่ไี ดร้ ับ ปฏิบัตหิ นา้ ทที่ ี่ได้รับ ปฏิบตั หิ น้าท่ที ่ไี ดร้ ับ ปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีทไ่ี ด้รับ

และค่ำนิยม มอบหมายตง้ั ใจและ มอบหมายต้ังใจและ มอบหมายตง้ั ใจและ มอบหมายตั้งใจและ

(A) รับผิดชอบในการ รบั ผดิ ชอบในการ รบั ผดิ ชอบในการ รบั ผิดชอบในการ

ทางานใหส้ าเรจ็ ทางานให้สาเร็จ ทางานใหส้ าเรจ็ ทางานใหส้ าเร็จ

ปรบั ปรงุ และ ปรับปรงุ และ ปรับปรุงและ ปรบั ปรุงและ

พัฒนาการทางานอย่าง พฒั นาการทางาน พัฒนาการทางาน พัฒนาการทางาน

รอบคอบท่มุ เท ทางาน อย่างรอบคอบทมุ่ เท อยา่ งรอบคอบทมุ่ เท อยา่ งรอบคอบทมุ่ เท

อดทน ไม่ท้อต่อปัญหา ทางาน อดทน ไม่ท้อ ทางาน อดทน ไม่ท้อ ทางาน อดทน ไม่ท้อ

และอุปสรรคพยายาม ตอ่ ปัญหาและ ต่อปญั หาและ ต่อปญั หาและ

แกป้ ญั หาและอปุ สรรค อุปสรรคพยายาม อุปสรรคพยายาม อุปสรรคพยายาม

ในการทางานใหส้ าเร็จ แก้ปัญหาและ แก้ปัญหาและ แกป้ ญั หาและ

ช่นื ชมผลงาน อุปสรรคในการ อุปสรรคในการ อุปสรรคในการ

ความสาเร็จด้วยความ ทางานใหส้ าเรจ็ ชน่ื ทางานใหส้ าเรจ็ ชน่ื ทางานให้สาเร็จชน่ื

ภาคภมู ใิ จอยา่ ง ชมผลงาน ชมผลงาน ชมผลงาน

สมา่ เสมอ ความสาเร็จดว้ ย ความสาเร็จดว้ ย ความสาเรจ็ ดว้ ย

ความภาคภูมิใจ ความภาคภมู ิใจ ความภาคภมู ใิ จน้อย

บอ่ ยครั้ง บางครงั้ ครั้ง

กิจกรรมเสนอแนะ

-

ลงชอื่ .....................................................ผเู้ ขยี นแผนการจดั การเรียนรู้
................/.................../................

๑๔๗

บันทึกควำมเหน็ ของผตู้ รวจแผนกำรจดั กำรเรียนรู้

ได้ทาการตรวจแผนการจดั การเรียนรูแ้ ลว้ มคี วามคิดเหน็ ดงั น้ี

เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี

ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง เนอื่ งจาก...........................................

ลงช่ือ..........................................
( นางไพรจติ ร บา้ นเหลา่ )
หวั หน้ากลุ่มบรหิ ารวชิ าการ

ข้อเสนอแนะของรองผู้อำนวยกำรโรงเรียน

เป็นแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี

ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรุง เนอื่ งจาก...........................................

สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวช้วี ดั สมรรถนะหลกั คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และการเรยี นร้ใู น

ศตวรรษที่ ๒๑ ทเ่ี น้นผเู้ รียนเปน็ สาคัญมาใชใ้ นการสอนได้อยา่ งเหมาะสม

ลงชอื่ ..........................................
( นางสาวสุภัสตรา ฝา่ ยสงค์ )

รองผ้อู านวยการโรงเรยี น

ข้อเสนอแนะของหัวหนำ้ สถำนศกึ ษำ ควรปรบั ปรุงกอ่ นนาไปใช้ เน่ืองจาก.......................................
เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี
นาไปใชไ้ ดจ้ ริง ลงชอ่ื ..........................................
( นางลัดดา ผาพนั ธ์ )
ผ้อู านวยการโรงเรยี น


Click to View FlipBook Version