The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phitchanan.thai, 2020-12-25 04:14:57

แผนการจัดการเรียนรู้ ท32102 เล่ม 1

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

๑๔๘

บันทึกหลังสอน
๑. ผลกำรสอน/ผลกำรเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ (K)

...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................
.................................................................................................................. .............................................
..................................................................................................... ..........................................................

ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P)

............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................. ..................................................
.................................................................................................................. .............................................

ด้านคณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นิยม (A)
...................................................................................................................................... .........................
......................................................................................................... ......................................................
............................................................................................................................. ..................................

สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น/แนวความคดิ เพื่อการเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................

๒. ปญั หำ/อุปสรรค และขอ้ ค้นพบ
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................

๓. ขอ้ เสนอแนะแนวทำงแกไ้ ข และผลกำรแก้ไข
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................

ลงช่ือ .....................................................ผสู้ อน
( นางพิชชานันท์ แสนแกว้ )

๑๔๙

ใบควำมรูเ้ รอ่ื ง กำรเขยี นสำรคดี
ควำมหมำยและจุดมุง่ หมำยของกำรเขียนสำรคดี

“สารคดี” หมายถึง งานเขียนทเี่ ปน็ เร่อื งเก่ียวกบั ข้อเท็จจริง เสนอเรอื่ งราวเกย่ี วกบั บุคคลที่มีตวั ตนจริง
เหตุการณท์ ีเ่ กดิ ข้ึนจริง มเี จตนาเบอื้ งต้นในการให้สาระ ความรู้ ความคดิ ท้ังนี้ ต้องมกี ลวิธีการเขียนใหเ้ กิดความ
เพลดิ เพลินด้วย สารคดีโดยท่ัวไปมจี ุดม่งุ หมายคือ

๑. เพอ่ื ใหค้ วามรู้ อาจจะเป็นความรู้เฉพาะสาขาวชิ า เช่น วทิ ยาศาสตร์ สงั คมศาสตร์ หรอื
ภาษาศาสตร์ ตวั อย่างเชน่ ความรเู้ ก่ียวกบั การเจยี ระไนพลอย ความร้เู กี่ยวกับปรากฏการณธ์ รรมชาติ เป็นตน้

๒. เพื่อใหข้ ้อเท็จจรงิ ซง่ึ อาจไดม้ าจากประสบการณ์ท่ีผูเ้ ขียนคน้ ควา้ รวบรวมมา ประสบดว้ ยตนเอง
หรือไดร้ ับการบอกเล่าโดยมหี ลักฐานท่ีนา่ เชือ่ ถือ ซงึ่ ผูเ้ ขยี นจะนามาเรียบเรียง หรือเล่าในรปู สารคดี เช่น สารคดี
ท่องเที่ยว สารคดเี กย่ี วกับสตั ว์ปา่ สารคดีเกี่ยวกบั เหตกุ ารณ์ที่เกดิ ขึ้น เป็นต้น

๓. เพอ่ื แสดงความเห็น หรือแนวคิด เป็นการใหแ้ นวคดิ ทีเ่ ป็นประโยชน์ เพือ่ ส่งเสรมิ ใหผ้ ู้อ่านมคี วามคดิ
ท่ีกว้างขวางย่ิงขึน้ เชน่ สารคดีเกย่ี วกบั การพฒั นาชมุ ชน สารคดีเกย่ี วกบั การแกป้ ญั หาของสงั คม สารคดีเกีย่ วกับ
การจัดการศกึ ษาของชาติ เป็นต้น

๔. เพ่อื ใหค้ วามเพลิดเพลิน เพือ่ ใหเ้ ขา้ ถึงกล่มุ เป้าหมายได้มากทสี่ ดุ สารคดีบางเร่อื งจงึ เขียนใหเ้ ป็นสาร
คดที ไ่ี มม่ ีสาระวชิ าการมากเกินไป ทง้ั น้เี พอ่ื มุ่งสนองความต้องการของผอู้ า่ น ใหผ้ ู้อ่านเกิดความเพลดิ เพลิน
สนุกสนานไปกบั เรื่อง ขณะเดียวกันกไ็ ด้สาระความรู้ ข้อเท็จจรงิ และความคิดเห็นด้วย เชน่ สารคดเี กี่ยวกบั การ
ท่องเที่ยว ผูเ้ ขียนจะนาชมสถานทแี่ ปลกๆ ใหม่ๆ สวยๆ งามๆ โดยมกี ารพรรณนาความงามของธรรมชาติ ดว้ ย
ถ้อยคาที่สละสลวย

ลกั ษณะของสำรคดี
๑. เนอ้ื เร่อื งมสี าระประโยชน์ เป็นงานเขียนท่มี ุ่งใหผ้ ู้อา่ นเกิดความรู้ ความคิด
๒. เนื้อเรอื่ งไมจ่ ากัดว่าจะเป็นเรอ่ื งใด ถ้าเห็นว่าเน้ือหาน้ันมีสาระบนั เทิงกส็ ามารถนามาเขยี นได้
๓. การใชส้ านวนภาษาสรา้ งความเพลิดเพลนิ แก่ผู้อ่าน และผอ่ นคลายความตงึ เครียดในชีวิตประจาวนั
๔. สารคดีเปน็ เรอื่ งราวทไี่ ม่ค่อยล้าสมยั ไม่มกี ารจากดั กาลเวลาเหมอื นขา่ ว

ประเภทของสำรคดี
สำรคดีแบ่งเป็นประเภทได้ดังน้ี
๑. สารคดีบคุ คล เป็นเรือ่ งราวที่เก่ียวกับชวี ติ ท่ีนา่ สนใจของบคุ คลทัว่ ไปในแง่มมุ ตา่ ง ๆ
๒. สารคดีโอกาสพเิ ศษ เปน็ เร่อื งที่เขียนตามเทศกาลสาคัญตา่ ง ๆ ของแตล่ ะชาติ เช่น วันสุนทรภู่

วันวสิ าขบูชา
๓.สารคดปี ระวตั ศิ าสตร์ เปน็ เรอ่ื งราวทางประวัตศิ าสตรท์ ่ีนามาเขยี นขน้ึ เพื่อย้าเตือนจิตสานกึ ของ

อนุชนรุ่นหลงั หรอื ใหเ้ หน็ ความสาคัญ เชน่ สงครามยุทธหัตถี การสร้างกรุงเทพมหานคร
๔. สารคดที อ่ งเที่ยว เป็นการนาเรอื่ งราวและประสบการณ์ท่ีพบเหน็ จากการท่องเทย่ี วมาเขียนถึงใน

แง่มุมตา่ ง ๆ ตามทัศนะของตน
๕. สารคดแี นะนาวธิ ที า เป็นเรอื่ งเกีย่ วกับการแสดงขนั้ ตอนการทาสงิ่ ใดส่ิงหนึ่ง เช่นการทาอาหาร การ

ผลิตธนบัตร
๖. สารคดเี ดก็ เขียนถึงเรื่องราวของเด็กในแง่มมุ ต่างๆ เชน่ การเล้ียงดู การใช้แรงงานเด็ก
๗. สารคดีสตรี เขียนถงึ สตรีในแงม่ ุมต่าง ๆ
๘. สารคดีเกยี่ วกับสตั ว์ เปน็ ข้อเขยี นเลา่ ถงึ สภาพธรรมชาติ ลักษณะ กิจกรรมหรอื เหตุการณท์ ี่สตั วเ์ ขา้

๑๕๐

ไปเกย่ี วข้อง หรอื ประวัติความเปน็ มาของสัตว์
๙. สารคดคี วามทรงจา เปน็ เรื่องราวของความทรงจาในอดีตท่ีเลา่ ใหผ้ ู้อน่ื เขยี น หรือเขียนเอง

เช่น การละเลน่ สมยั กอ่ น การอพยพหนสี งคราม
๑๐. สารคดจี ดหมายเหตุ เปน็ การบันทึกเหตกุ ารณ์สาคัญทางประวตั ศิ าสตร์

องค์ประกอบของสำรคดี
๑. คานา คอื การเร่มิ ต้นเรื่องโดยการเกริ่นใหผ้ ู้อ่านทราบว่าเร่อื งท่จี ะเขียนนัน้ เกย่ี วกบั เรื่องอะไร เปน็

การเสนอทรรศนะอยา่ งกวา้ งๆ ไวก้ อ่ น ไม่ต้องอธิบายอย่างละเอยี ด และไม่ตอ้ งเขยี นยาวมากนัก มเี พยี งย่อหนา้
เดียว ควรมจี ุดมงุ่ หมายเพื่อสร้างความสนใจแก่ผอู้ ่านให้ได้ทราบข้อมลู เรือ่ งทีน่ ่ารแู้ ละน่าสนใจ

๒. เนื้อเรือ่ ง คือ การขยายเนื้อความใหผ้ ู้อา่ นได้ทราบข้อมลู รายละเอยี ด โดยอาจแทรกสถติ ิ ตัวอยา่ ง
ประกอบ เพ่ือความน่าเชอ่ื ถือมากย่ิงขนึ้ การเขียนเนื้อเร่ืองอาจมีหลายยอ่ หน้า

๓. สรุป คือ การเขยี นข้อความในตอนทา้ ยของเรื่อง ผเู้ ขียนตอ้ งใช้ศลิ ปะในการสร้างความประทับใจแก่
ผอู้ ่าน อาจใชก้ ลวิธอี ยา่ งเชน่ สรปุ โดยการใชส้ านวน คาพังเพย หรอื คาคม หรือ ทิ้งทา้ ยดว้ ยคาถามทน่ี า่ สนใจ
การเขยี นสรปุ ควรมีเพียงย่อหน้าเดียว

หลกั กำรเขียนสำรคดี
การเขียนสารคดีมีหลักในการเขียน ดงั น้ี
๑. การเลอื กเรอื่ ง เร่อื งท่นี ามาเขียนเป็นสารคดี จะตอ้ งเปน็ เร่อื งท่ีอยู่ในความสนใจ หรือ

ทนั สมัย หากเป็นเร่อื งทั่ว ๆ ไป หรอื เร่อื งทเี่ กิดขึน้ ในอดีต ก็ควรนาเสนอให้นา่ สนใจดว้ ยมมุ มองทแ่ี ปลกใหม่ มี
ประโยชนแ์ ก่ผอู้ ่าน และมุ่งนาเสนอข้อเขียนท่ีเปน็ ความรู้ ความคดิ จากเร่อื งจริง เหตุการณ์จริง และจะต้อง
เขยี นใหอ้ า่ นเพลิดเพลนิ มีอรรถรส

๒. การต้ังชอ่ื เรื่อง ควรตั้งช่อื เร่อื งใหผ้ ้อู า่ นเกิดความสนใจ สะดุดหู สะดุดตา ควรเปน็ ช่อื ท่ีเขา้ ยคุ เข้า
สมัยในปจั จุบัน ควรหาคาท่ีมีความหมายกวา้ ง ๆ เพื่อให้ครอบคลมุ เน้ือหา แตช่ อ่ื เรื่องต้องตรงกับเนือ้ หาด้วย

๓. กาหนดจุดมุง่ หมายและแนวคิดสาคญั การกาหนดจดุ มุง่ หมายอาจต้ังคาถามวา่ ตอ้ งการเขียนให้
ใครอา่ น ต้องการใหผ้ อู้ ่านคิด/ ทาอยา่ งไร ผูเ้ ขยี นตอ้ งกาหนดแนวคิดใหช้ ดั เจนวา่ สารคดเี รอ่ื งนีต้ ้องการจะเสนอ
แนวคิดสาคญั อะไร มีแกน่ เร่ืองอะไรนาเสนอแก่ผ้อู ่าน เพ่ือจะได้นาเสนอเนอ้ื หาถ่ายทอดถ้อยคาหรอื ประโยค
ตา่ ง ๆ เพื่อมุ่งสแู่ ก่นเรื่องน้นั

๔. การหาข้อมลู แหล่งความรู้ที่ใชป้ ระกอบการเขียนสารคดีไดแ้ ก่ หนังสือ สารานุกรม นติ ยสาร
วารสาร วทิ ยุ โทรทศั น์ อินเทอร์เน็ต การสัมภาษณ์ การสนทนา และการเก็บข้อมลู ภาคสนาม เปน็ ต้น

๕. การวางโครงเร่ือง ผูเ้ ขยี นต้องวางโครงเรื่องก่อนเขยี น เพ่ือเป็นแนวทางในการเขยี น วา่ จะนาเสนอ
สาระสาคญั แยกเปน็ ก่ีประเด็น ประเดน็ ใหญ่ ๆ มีอะไรบ้าง ในประเดน็ หลักมีประเดน็ ย่อย ๆ มีตวั อย่าง มี
เหตุผล เพื่อสนบั สนุนประเด็นหลกั อย่างไรบ้าง การวางโครงเรือ่ งจะชว่ ยให้เขียนเรอื่ งได้โดยงา่ ย ไม่
สบั สน วกวน นอกเรอื่ ง ทาให้เร่อื งมเี อกภาพ มีลาดับต่อเนื่องกนั และไดเ้ นื้อความครบถ้วน

๖. การลงมือเขยี น สารคดีมีองคป์ ระกอบเช่นเดยี วกับความเรยี งทว่ั ไป คอื
- ความนา / การเปิดเรื่อง
- เนื้อเร่ือง / การดาเนินเรื่อง
- สรปุ / การปดิ เร่อื ง

ความนา / การเปิดเร่ือง เป็นการเปดิ เรอ่ื งบอกกลา่ วใหผ้ ู้อ่านรู้กอ่ นว่าจะเขียนอะไร เพื่อชักจูงใหผ้ ูอ้ ่าน
สนใจ การขึ้นความนาอาจทาได้หลายประการ เชน่

๑๕๑

- แบบสรุปเน้ือหาให้ผอู้ า่ นรวู้ ่า ใคร ทาอะไร ท่ีไหน เมอื่ ไร ทาไม
- ข้นึ ตน้ จากชื่อเรือ่ งซ่ึงเป็นเน้ือหาหลัก
- เร่ืองในสงั คมท่ีคนกาลงั สนใจ
- คาพดู ของบุคคลสาคญั
- เลา่ เรอ่ื งลักษณะคลา้ ยนิทานแล้วโยงเขา้ หาเน้ือเรื่อง
- เหตูการณ์สาคญั ในเรื่อง
- ยกสุภาษิต คาพังเพย กวี นิพนธ์ คาคม
- ใช้ประโยคสาคัญ ทปี่ รากฏในเนือ้ เรอ่ื งมากล่าว
- ใชค้ าถาม
- ยกเหตกุ ารณ์เปรียบเทยี บ
- พรรณนา
- ยอ้ นอดีต โยงเข้าสู่เหตุการณ์ปัจจบุ นั
เนื้อเร่ือง / การดาเนนิ เร่ือง กลวิธีการดาเนนิ เร่ืองของสารคดอี าจเป็นการเลา่ เร่อื งผ่านมุมมองของ
ผเู้ ขยี น หรือมีการแทรกบทสนทนา หรือบทสัมภาษณ์บุคคลทีเ่ กี่ยวข้อง ผเู้ ขียนต้องสอดแทรกความคิดเห็นของ
ตนในเน้อื เรื่องดว้ ย เน้อื เร่ืองตอ้ งมีสว่ นทเ่ี ปน็ ใจความหลกั และสว่ นขยายความให้เนอ้ื หาชัดเจนขึน้ เช่น การ
เสนอขอ้ มูลแสดงสถิติ แสดงการเปรียบเทยี บ ตวั อยา่ งประกอบ แต่อยา่ ใหม้ ากเกนิ ไป
สรุป / การปิดเร่ือง เปน็ ส่วนทาใหผ้ ูอ้ า่ นประทับใจ ควรเขียนให้กะทดั รดั จบั ใจผอู้ ่าน โดยการสรปุ
ข้อมูล ขอ้ คดิ แสดงข้อคดิ เห็น คาแนะนา วิธีแก้ปญั หาของผเู้ ขียน อยา่ งสร้างสรรค์ โนม้ นา้ วใหเ้ กิดความ
รว่ มมอื สรุปใหเ้ กิดความตระหนัก
๗. การใช้ภาษา ควรใช้ภาษาทชี่ ดั เจน ถกู ตอ้ งตามหลกั ไวยากรณ์ เพราะจะทาให้ผู้อ่านเขา้ ใจงา่ ย
หากเป็นการใช้ศพั ทเ์ ฉพาะหรือภาถิ่นควรอธบิ ายความหมายไว้ด้วย นอกจากน้ีควรใช้โวหาร สานวน ภาพพจน์
ตลอดจนระดบั ภาษาใหเ้ หมาะสมกับเน้ือเรื่อง จะเขียนแบบพรรณนา บรรยาย อธบิ าย หรอื โน้มนา้ ว ก็
ได้
๘. ความยาวของสารคดี ไมค่ วรมคี วามยาวมากเกินไป เพราะสารคดีมีลักษณะเปน็ บทเปน็ ตอน ไม่ใช่
ตาราหรือหนังสอื อ้างองิ จงึ ควรมีความยาวในการอา่ นประมาณ ๑๕ นาที
๙. การสร้างลลี าการเขยี นเฉพาะตวั แตล่ ะคนมีลักษณะและลีลาการเขยี นท่ีแตกต่างกัน จะเลอื ก
แบบใดก็ได้ แตอ่ ย่าลืมวา่ ผ้เู ขียนได้ดตี ้องเปน็ นักอ่านท่ีดมี าก่อน แลว้ จงึ เลอื กหาแนวถนัดของตนเองโดยไม่
เลยี นแบบผ้อู น่ื
๑๐. ทบทวนและปรบั ปรุง เมื่อจบเรื่องควรทบทวนดสู าระของเร่ืองว่าตรงกบั ชอื่ เร่ืองที่ตั้งไว้
หรือไม่ จากน้นั อา่ นตรวจทานอกี ครั้ง หรือถ้าได้เก็บเร่อื งท่ีเขียนไวส้ กั ๒-๓ วัน แลว้ นากลับมาอ่านตรวจอีกครัง้
หนึง่ กจ็ ะย่ิงดี

๑๕๒

ใบงำนเรอื่ งหลกั กำรเขยี นสำรคดี
คำช้แี จง ให้นักเรียนเขยี นอธิบายตามหัวขอ้ ท่กี าหนด

๑. ความหมายของสารคดี
๒. สารคดที อ่ งเที่ยว
๓. สารคดีเก่ียวกับสัตว์
๔. การเขยี นบทนาเรื่องสารคดี

๕. การเขยี นเน้ือเรอื่ งสารคดี

๖. การเขยี นสรุปสารคดี

๑๕๓

เฉลยใบงำนเร่ือง หลักกำรเขียนสำรคดี

คำช้ีแจง ใหน้ ักเรยี นเขยี นอธบิ ายตามหัวข้อที่กาหนด

๑. ความหมายของสารคดี
สารคดี เป็นงานเขียนที่เรียบเรียงขนึ้ มีจุดมงุ่ หมายเพื่อให้ความรู้ ข้อคดิ คตเิ ตือนใจและบอกเลา่ ขอ้ เทจ็ จรงิ

บางสง่ิ บางอย่างหรืออาจจะบอกหลายอย่างพร้อมกนั ก็ได้ เนือ้ หาสาระของสารคดีอาจเกี่ยวขอ้ งกับความรูต้ ่างๆ ในโลก

๒. สารคดีท่องเทีย่ ว
มลี กั ษณะเปน็ ข้อเขยี นบันทึกเร่อื งราวและประสบการณ์จากการเดินทางทอ่ งเท่ียวของผเู้ ขียน หรอื

ประสบการณ์ ในการใชช้ ีวติ อยู่ในสถานทน่ี ัน้ ๆ

๓. สารคดเี กย่ี วกับสัตว์
เป็นข้อเขยี นเลา่ ถงึ สภาพธรรมชาติ ลกั ษณะ กิจกรรมหรอื เหตุการณ์ท่สี ตั ว์เข้าไปเกย่ี วขอ้ ง หรือประวตั ิ

ความเป็นมาของสตั ว์

๔. การเขยี นบทนาเรอ่ื งสารคดี
เป็นการเริม่ ต้นเร่ือง เพ่ือสรา้ งความสนใจให้กบั ผู้อ่าน โดยการเกรนิ่ ใหผ้ ้อู ่านทราบวา่ เรื่องนนั้ เปน็ เรื่อง

เก่ยี วกบั อะไร มจี ุดมุง่ หมายอย่างไร มีสาระสาคัญอย่างไร มีประโยชนต์ ่อผู้อ่านอยา่ งไร โดยการกลา่ วในภาพรวมและ
แสดงทรรศนะ อยา่ งกวา้ งๆ ไมไ่ ด้อธิบายรายละเอยี ด

๕. การเขยี นเนื้อเร่ืองสารคดี
เป็นการดาเนนิ เร่ืองโดยการขยายรายละเอียดเนื้อความท่นี าเสนอในบทนา เพ่ือใหผ้ ้อู า่ นเข้าใจ ได้ทราบ

ขอ้ มูล รายละเอยี ดตามจุดม่งุ หมายท่ีวางไว้ เนอ้ื เร่ืองจะส้นั หรือยาวขึน้ อยกู่ บั จุดมงุ่ หมายของผ้เู ขียน เมอื่ อ่านจบแล้ว
ผอู้ า่ น ต้องไดร้ บั ประโยชนค์ รบถ้วนตามจุดมุง่ หมายที่ผเู้ ขียนกาหนดไว้

๖. การเขียนสรปุ สารคดี
เปน็ การเขียนข้อความในย่อหนา้ สุดทา้ ยของเร่อื ง เป็นการสรปุ ปดิ ท้ายเรอื่ งเมื่อผู้เขียนเห็นว่าไดก้ ลา่ ว

เนอ้ื หาสาระครบถว้ นแล้ว โดยผู้เขยี นต้องใช้ศิลปะในการเขียนเพือ่ สรา้ งความประทบั ใจแก่ผูอ้ ่าน

๑๕๔

แผนกำรจดั กำรเรียนรทู้ ่ี ๑๖

หน่วยกำรเรยี นท่ี ๒ กำรเขียน (กำรเขียนสำรคดี) เวลำ ๑ ชวั่ โมง
กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย
รหสั วชิ ำ ท๓๒๑๐๒ รำยวิชำ ภำษำไทยพ้ืนฐำน จำนวน ๑.๐ หนว่ ยกิต

ชนั้ มธั ยมศึกษำปที ี่ ๕ ภำคเรียนที่ ๒

มำตรฐำนกำรเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขยี นส่อื สาร เขียนเรียงความ ยอ่ ความ และเขยี นเร่ืองราวใน

รปู แบบต่างๆ เขียนรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน้ ควา้ อย่างมีประสิทธิภาพ
ตวั ชี้วัด

ท ๒.๑ ม. ๔-๖/๔ ผลติ งานเขียนของตนเองในรูปแบบตา่ ง ๆ
สำระสำคญั

การผลิตงานเขียนของตนเองในรูปแบบสารคดี ต้องมคี วามรู้ความเข้าใจในเร่อื งหลักการเขียน
จดุ ประสงคก์ ำรเรียนรู้

ควำมรู้ (K)
๑. หลกั การเขยี นสารคดี
ทักษะ/กระบวนกำร (P)
๑. เขยี นสารคดี
สมรรถนะหลัก

๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคิด
๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา
๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

ดำ้ นคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
๑. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
๒. ซ่ือสตั ย์สุจริต
๓. มีวินัย
๔. ใฝ่เรยี นรู้
๕. อย่อู ย่างพอเพยี ง
๖. มงุ่ มนั่ ในการทางาน
๗. รักความเป็นไทย
๘. มจี ิตสาธารณะ

แนวควำมคิดเพ่อื กำรเรียนรใู้ นศตวรรษที่ ๒๑
๑. สาระวชิ าหลัก (Core Subjects)
๒. ทักษะดา้ นการเรยี นรู้และนวตั กรรม
๓. ทกั ษะด้านสารสนเทศ สอ่ื และเทคโนโลยี
๔. ทกั ษะด้านชีวิตและอาชีพ

๑๕๕

สำระกำรเรียนรู้

- การเขยี นสารคดี

กระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้ (ข้นั ตอน/กระบวนกำร)

ขนั้ นำเข้ำสู่บทเรยี น

๑. ครูนาตวั อย่างสารคดีสารคดีท่องเทยี่ วเร่ือง ภูเรือ : เมอื งแห่งทะเลภูเขา เคลา้ ไอหมอก ความหนาว

และดอกไมง้ าม ของ TomTam ChiRa มาใหน้ กั เรียนอา่ น (R)

๒. นกั เรยี นแสดงความคดิ เหน็ เก่ยี วกับเนื้อหา เร่ือง ภูเรือ : เมืองแห่งทะเลภเู ขา เคล้าไอหมอก

ความหนาว และดอกไม้งาม ของ TomTam ChiRa (R)

ขนั้ สอน

๑. นักเรียนสงั เกตวธิ ีการเขยี น การเก็บรวบรวมขอ้ มูล การให้ความรูเ้ กีย่ วกับสถานที่ การใชศ้ ิลปะใน

การเล่า การสอดแทรกเกรด็ ความรู้ วิธีการแสดงทรรศนะส่วนตวั เกีย่ วกบั สถานทีท่ ่องเที่ยว จากใบความร้เู ร่ือง

การเขยี นสารคดีทอ่ งเท่ยี ว แลว้ ร่วมกันสรุปว่าสารคดีทอ่ งเท่ยี วที่ดีมวี ธิ กี ารเขียนอย่างไร (RA)

๒. นกั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายตัวอย่างสารคดที ่องเทยี่ ว เร่อื ง ภูเรือ : เมอื งแห่งทะเลภเู ขา เคล้าไอ

หมอก ความหนาว และดอกไม้งาม ของ TomTam ChiRa มีกลวธิ กี ารเขียนอยา่ งไร (RA)

๓. ครูนาแถบขอ้ ความคาขวัญจังหวัดตราด มาใหน้ ักเรียนอา่ น (VRA)

๔. นักเรียนแบ่งกลุ่ม ๔ กล่มุ ให้นกั เรยี นเขียนแผนภาพความคิดเก่ียวกบั จงั หวดั ตราด

๕. นักเรียนแต่ละกล่มุ นาเสนอแผนภาพความคิด สารคดีทอ่ งเท่ียวจังหวัดตราด โดยครูและนักเรียน

ร่วมกนั ตรวจสอบความถูกต้องและให้ข้อเสนอแนะ

๖. ครูให้นกั เรยี นแตล่ ะคนเขียนสารคดีท่องเท่ียวโดยใชส้ ถานที่ทอ่ งเท่ยี วในจงั หวัดตราดตามแผนภาพ

ความคดิ ทแ่ี ต่ละกลุม่ นาเสนอเป็นการบ้านแล้วนาสง่ ครูในช่ัวโมงเรียนถดั ไป

สือ่ (วสั ดุ-อปุ กรณ์-ส่งิ พมิ พ์) / นวัตกรรม / ICT

๑. ตัวอยา่ งสารคดีท่องเทีย่ ว เร่ือง ภเู รือ : เมืองแห่งทะเลภเู ขา เคลา้ ไอหมอก ความหนาว และดอกไม้

งาม ของ TomTam ChiRa

๒. แถบขอ้ ความคาขวญั จงั หวัดตราด

แหล่งกำรเรียนรู้

-

บรู ณำกำร

-

กำรวดั และประเมินผลกำรเรยี นรู้

วธิ ีกำรวดั ผลและกำรประเมินผล เครอื่ งมอื วดั และประเมนิ ผล เกณฑก์ ำรวัด

ดำ้ นควำมรู้ (K) ตรวจผลงานการเขียนสารคดี แบบประเมนิ ผลงาน ระดับคุณภาพ ๓ ผา่ น

เกณฑ์

ด้ำนทักษะ/ การเขียน แบบประเมิน ระดบั คุณภาพ ๓ ผา่ น

กระบวนกำร (P) เกณฑ์

ดำ้ นคุณธรรม สังเกตความมวี ินัย ใฝ่เรยี นรู้ และ แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึง ระดับคุณภาพ ๒ ผ่าน

จริยธรรม และ มุ่งมน่ั ในการทางาน ประสงค์ เกณฑ์

ค่ำนิยม (A)

๑๕๖

กำรประเมินผล ระดบั คุณภำพ
ประเด็นกำรประเมนิ
ดำ้ นควำมรู้ การเขยี น ๔๓๒ ๑

(K) สารคดี เขียนโครงสร้างของ เขียนโครงสรา้ งของ เขียนโครงสรา้ งของ เขยี นโครงสรา้ งของ
สารคดไี ด้ถูกต้อง
ดำ้ นทกั ษะ/ การเขยี น สารคดีไดถ้ ูกต้อง สารคดไี ด้ถูกต้อง สารคดีได้ถูกต้อง ครอบคลุมประเด็น
กระบวนกำร ของเรื่องเพยี งสว่ น
ชัดเจน ครอบคลุม ชัดเจน ครอบคลมุ ชดั เจนครอบคลุม น้อยจดั ลาดบั
(P) ความคดิ ในการเขียน
ดำ้ นคณุ ธรรม มุ่งมัน่ ใน ประเด็นของเร่ือง ประเด็นของเรื่อง ประเด็นของเร่ือง ได้เป็นระบบ ดึงดดู
ความสนใจได้บา้ ง
จริยธรรม การทางาน จัดลาดบั ความคิดใน จดั ลาดับความคิดใน จัดลาดบั ความคิดใน แตม่ ีองค์ประกอบ
และคำ่ นิยม การเขยี นสารคดีไม่
การเขียนได้เป็น การเขียนได้เปน็ การเขยี นไดเ้ ป็น ครบถ้วน เลือกใช้
(A) กลวธิ ใี นการเขยี น
ระบบ ดงึ ดดู ความ ระบบ ดึงดดู ความ ระบบ ดงึ ดดู ความ ดงึ ดดู ความสนใจได้
บ้าง และสอดคล้อง
สนใจไดด้ ี และมี สนใจได้ดี และมี สนใจได้บา้ ง และมี กับเรอื่ งที่เขยี นเพยี ง
สว่ นน้อย เลอื กใช้
องค์ประกอบการ องคป์ ระกอบการ องค์ประกอบการ ภาษาได้ถูกต้อง แต่
ไมส่ ละสลวย
เขยี นสารคดคี รบถ้วน เขียนสารคดีครบถ้วน เขยี นสารคดีครบถ้วน และเข้าใจยาก

เลอื กใช้กลวิธใี นการ เลือกใชก้ ลวิธใี นการ เลอื กใช้กลวิธีในการ เขียนโดยมขี ้อมลู
ไมค่ รบถว้ น
เขยี นดงึ ดดู ความ เขยี นดึงดดู ความ เขยี นดึงดดู ความ ไมส่ ามารถใชภ้ าษาได้
ตามหลกั ของการใช้
สนใจไดด้ ี เหมาะสม สนใจไดด้ ี เหมาะสม สนใจ และสอดคล้อง สะกดคาผดิ พลาดเกิน
กว่า ๔ คา
และสอดคลอ้ งกับ และสอดคลอ้ งกบั กับเรอื่ งทีเ่ ขยี นเปน็
เอาใจใส่ต่อการ
เร่ืองทเี่ ขยี น เลือกใช้ เร่ือง ทเี่ ขยี น เลอื กใช้ ส่วนใหญ่ เลอื กใช้ ปฏบิ ัตหิ น้าทท่ี ี่ได้รับ
มอบหมายตง้ั ใจและ
ภาษาไดถ้ ูกต้อง ภาษาไดถ้ ูกต้อง ภาษาไดถ้ ูกต้อง แต่ รบั ผิดชอบในการ
ทางานใหส้ าเร็จ
สละสลวย และเขา้ ใจ สละสลวย และเข้าใจ ไมส่ ละสลวย และ ปรบั ปรุงและ
พัฒนาการทางาน
ง่าย งา่ ย เป็นส่วนใหญ่ เข้าใจงา่ ย เปน็ อย่างรอบคอบท่มุ เท
ทางาน อดทน ไม่ทอ้
บางส่วน ต่อปญั หาและ
อปุ สรรคพยายาม
เขยี นโดยมีข้อมูล เขยี นโดยมีข้อมูล เขยี นโดยมขี ้อมูล

ถกู ต้อง ครบถ้วน ถูกต้อง ครบถว้ น ถกู ต้อง ครบถว้ น

ใชภ้ าษาได้ ใชภ้ าษาไดถ้ ูกต้อง ใช้ภาษาได้ถูกต้อง

ถูกต้องเหมาะสม เหมาะสม สะกดคา เหมาะสม สะกดคา

สะกดคาถูกตอ้ ง ผดิ พลาด ๑-๒ คา ผดิ พลาด ๓-๔ คา

ทุกคา

เอาใจใส่ต่อการปฏบิ ตั ิ เอาใจใส่ต่อการ เอาใจใสต่ ่อการ

หน้าที่ท่ีได้รบั ปฏิบัตหิ น้าทที่ ไี่ ดร้ บั ปฏบิ ัตหิ นา้ ทที่ ี่ไดร้ บั

มอบหมายตง้ั ใจและ มอบหมายต้งั ใจและ มอบหมายตั้งใจและ

รับผดิ ชอบในการ รบั ผิดชอบในการ รับผดิ ชอบในการ

ทางานให้สาเร็จ ทางานใหส้ าเร็จ ทางานใหส้ าเรจ็

ปรับปรุงและ ปรับปรงุ และ ปรับปรุงและ

พัฒนาการทางานอย่าง พฒั นาการทางาน พฒั นาการทางาน

รอบคอบทุ่มเท ทางาน อย่างรอบคอบทมุ่ เท อยา่ งรอบคอบทมุ่ เท

อดทน ไม่ท้อตอ่ ปญั หา ทางาน อดทน ไม่ท้อ ทางาน อดทน ไม่ท้อ

และอุปสรรคพยายาม ตอ่ ปญั หาและ ตอ่ ปญั หาและ

แก้ปญั หาและอุปสรรค อปุ สรรคพยายาม อุปสรรคพยายาม

๑๕๗

ประเดน็ กำรประเมนิ ระดบั คุณภำพ

กจิ กรรมเสนอแนะ ๔๓ ๒ ๑

- ในการทางานใหส้ าเร็จ แกป้ ัญหาและ แกป้ ัญหาและ แกป้ ญั หาและ
อุปสรรคในการ อุปสรรคในการ
ชื่นชมผลงาน อปุ สรรคในการ ทางานใหส้ าเร็จช่นื ทางานให้สาเร็จชืน่
ชมผลงาน ชมผลงาน
ความสาเรจ็ ด้วยความ ทางานใหส้ าเรจ็ ช่ืน ความสาเร็จดว้ ย ความสาเรจ็ ดว้ ย
ความภาคภมู ใิ จ ความภาคภูมิใจน้อย
ภาคภูมิใจอย่าง ชมผลงาน บางคร้ัง ครัง้

สม่าเสมอ ความสาเรจ็ ด้วย

ความภาคภมู ใิ จ

บ่อยครั้ง

ลงชื่อ.....................................................ผ้เู ขยี นแผนการจดั การเรยี นรู้
................/.................../................

๑๕๘

บันทกึ ควำมเห็นของผู้ตรวจแผนกำรจัดกำรเรยี นรู้

ได้ทาการตรวจแผนการจดั การเรียนรู้แล้ว มคี วามคิดเหน็ ดงั น้ี

เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี

ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง เนอื่ งจาก...........................................

ลงช่ือ..........................................
( นางไพรจิตร บ้านเหลา่ )
หวั หนา้ กล่มุ บริหารวิชาการ

ขอ้ เสนอแนะของรองผู้อำนวยกำรโรงเรียน

เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่

ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรงุ เนือ่ งจาก...........................................

สอดคล้องกับมาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชวี้ ดั สมรรถนะหลกั คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ และการเรยี นรู้ใน

ศตวรรษที่ ๒๑ ท่เี น้นผู้เรยี นเปน็ สาคัญมาใช้ในการสอนได้อยา่ งเหมาะสม

ลงชอื่ ..........................................
( นางสาวสุภสั ตรา ฝ่ายสงค์ )

รองผ้อู านวยการโรงเรยี น

ขอ้ เสนอแนะของหวั หนำ้ สถำนศกึ ษำ ควรปรบั ปรงุ กอ่ นนาไปใช้ เนอื่ งจาก.......................................
เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ที่
นาไปใช้ได้จรงิ ลงชอ่ื ..........................................
( นางลัดดา ผาพันธ์ )
ผ้อู านวยการโรงเรยี น

๑๕๙

บันทกึ หลังสอน
๑. ผลกำรสอน/ผลกำรเรียนรู้

ด้านความรู้ (K)

............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................
....................................................................................................................................... ........................

ด้านทักษะ/กระบวนการ (P)

.................................................................................. .............................................................................
.................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................................................... ................
.................................................................................................................. .............................................

ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นยิ ม (A)
............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
.............................................................................................................. .................................................

สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน/แนวความคดิ เพ่ือการเรยี นรูใ้ นศตวรรษท่ี ๒๑
............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
...............................................................................................................................................................

๒. ปญั หำ/อุปสรรค และข้อค้นพบ
............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
.................................................................................. .............................................................................

๓. ข้อเสนอแนะแนวทำงแกไ้ ข และผลกำรแกไ้ ข
............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
...............................................................................................................................................................

ลงชอื่ .....................................................ผูส้ อน
( นางพชิ ชานันท์ แสนแกว้ )

๑๖๐

ใบควำมรเู้ รอื่ ง กำรเขียนสำรคดีทอ่ งเทย่ี ว

กำรเขียนสำรคดีท่องเที่ยว
สารคดที ่องเทย่ี ว เปน็ งานเขยี นทบี่ นั ทึกเรื่องราวและประสบการณ์จากการเดินทางท่องเทย่ี วของ

ผู้เขียนในความหมายกว้างๆ และยังครอบคลุมถงึ เรอื่ งเลา่ จากประสบการณใ์ นการใช้ชีวติ ในต่างแดน แมไ้ ม่ใช่
การเดนิ ทางไปท่องเทยี่ วโดยตรงกต็ าม

หลกั กำรเขียนสำรคดที อ่ งเที่ยว
๑. เขยี นดว้ ยขอ้ มลู ที่ถกู ต้องแทจ้ รงิ น่าสนใจ การเขียนสารคดีจงึ ต้องเดินทางท่องเท่ยี วไปยงั สถานท่ี

ต่างๆ ด้วยตนเอง ไมใ่ ช่นึกฝัน หรอื ไดร้ บั การถ่ายทอดมาจากคาบอกเลา่ ของผู้อนื่ ต้องพยายามเขียนให้ผู้อา่ น
ไดร้ บั ความรูม้ ากท่ีสดุ และใช้เวลาในการอา่ นน้อยทส่ี ดุ

๒. ใหค้ วามร้เู ก่ียวกับสถานทน่ี ้ันๆ อย่างสมบูรณ์และถกู ต้องเท่าที่จะทาได้ ไมว่ ่าจะเปน็ เรอื่ งเก่ยี วกบั
สภาพภมู ปิ ระเทศ ไมว่ ่าจะเป็นเร่อื งเกี่ยวกับสภาพภมู ปิ ระเทศ ความเปน็ อยูข่ องผู้คน ขนบธรรมเนยี ม
ประเพณี คา่ นิยม วัฒนธรรม รวมทงั้ รายระเอียดปลกี ย่อยที่จะเปน็ คู่มอื สาหรบั นักเดนิ ทาง เช่น คา่ ใชจ้ า่ ยในการ
เดนิ ทาง สถานที่สาคัญ ค่าที่พกั คา่ อาหาร เปน็ ต้น

๓. ใช้ศลิ ปะการเล่าเรื่องให้เพลดิ เพลนิ ไม่หนกั สองจนเกินไป ควรมีภาพประกอบซ่งึ เป็นสว่ นสาคัญ
สาหรับสารคดที อ่ งเทย่ี ว ย่งิ มีภาพมากและมีสีสันสวยงาม จะเปน็ การจูงใจให้อยากอา่ น ผอู้ า่ นเกดิ ความเข้าใจ
และหนังสือมคี ณุ คา่ มากขน้ึ

๔. ควรแทรกเกลด็ ตานาน นิทาน เร่อื งขาขนั เกี่ยวกับสถานทีต่ ่างๆ เพื่อดงึ ดดู ความสนใจของผอู้ ่าน
รวมทัง้ ให้ความรแู้ ละความบันเทงิ ไปพร้อมกนั เกร็ดต่างๆ ถือเป็นเสน่ห์อยา่ งหนงึ่ ของการเขียนสารคดีท่องเที่ยว

๕. ควรใหข้ อ้ สังเกตและแสดงทรรศนะส่วนตัว ต่อส่งิ ทไี่ ด้พบเหน็ ตลอดจนทัศนคตเิ ชิงเปรยี บเทยี บกับสิ่ง
ทไ่ี ด้พบเหน็ ในบา้ นเกดิ เมืองนอนหรือสถานท่ีอนื่ ๆ ท่ีผ้เู ขยี นค้นุ เคยดว้ ยแต่การแสดงทรรศนะจะต้องระวัง อย่า
ด่วนสรุปงา่ ยๆ ข้อมลู ควรได้มาจากการเห็นประจักษ์ดว้ ยตัวเอง ไม่ควรเกบ็ มาจากการบอกเล่าของนักท่องเที่ยว
คนอื่นแลว้ นามาขยายความ

๑๖๑

ตวั อยา่ งสารคดีทอ่ งเทีย่ ว
ภเู รอื : เมอื งแหง่ ทะเลภูเขา เคล้าไอหมอก ความหนาว และดอกไม้งาม

ผเู้ ขียน : TomTam ChiRa

“เมืองแห่งทะเลภเู ขา สุดหนาวในสยาม ดอกไมง้ ามสามฤดู”
เมือ่ กล่าวถงึ สถานท่ีท่องเทีย่ วในจงั หวดั เลยแล้วหลายทา่ นคงจะนึกถึงภูกระดงึ เปน็ อนั ดบั แรก

เพราะฉันก็เปน็ เช่นน้ันเหมือนกัน จนฉนั ได้มาเยือนและสมั ผัสกบั สถานท่ีและบรรยากาศความหนาวช่าของไอ
หมอก กับดอกไม้สวยงามนานาพันธ์ุทแี่ ข่งขันชชู อ่ รับสัมผสั ของลมหนาว ณ สถานที่ท่องเท่ียวอกี แหง่ หนึ่งใน
จงั หวดั เลย ท่ีซ่ึงคุณหรือใครที่เคยไดม้ าเยือนแลว้ ต่างก็กล่าวช่นื ชมดว้ ยความประทบั ใจ เพราะความสวยงามแหง่
สถานทีท่ ่ีไดช้ อื่ วา่ เป็น“เมอื งแหง่ ทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม ดอกไม้งามสามฤดู” ทตี่ ิดตาตรงึ ใจของผูเ้ ดินทาง
แวะเวียนมาเยยี่ มชม สถานท่ีน้นั กค็ ือ “ภเู รือ” น่นั เอง

เกบ็ ข้าวของเตรยี มตะลยุ ภเู รือ
เชา้ ตรู่ของวนั ท่ี ๘ ธนั วาคม ๒๕๕๓ ฉันต่นื ขึ้นมาเพอื่ ท่ีจะเตรียมตวั เก็บสัมภาระและออกเดนิ ทาง

ไปยงั ดินแดนทไ่ี ด้ขึ้นชื่อวา่ เปน็ เมอื งท่ีหนาวทส่ี ุดในสยาม เม่ือขา้ วของเครื่องใช้ท่จี าเปน็ ในการเดนิ ทางพร้อม
แลว้ ฉนั กับเพื่อนก็ออกเดนิ ทางจากจังหวดั ขอนแกน่ มุ่งหน้าสู่จงั หวัดเลย

การเดินทางครงั้ นี้ฉนั กบั เพือ่ นเดนิ ทางโดยรถโดยสารประจาทางสายขอนแก่น-เมืองเลย การ
เดนิ ทางในครง้ั น้ที าให้ฉนั ได้พบปะกบั ผูค้ นมากหน้าหลายตา ซง่ึ ผคู้ นเหล่าน้ีฉันคิดว่าต้องไปยงั จังหวัดเดียวกนั
เพียงแต่ต่างทห่ี มายกบั ฉนั และเพ่ือน บางคนหอบข้าวของพะรุงพะรงั อันประกอบไปดว้ ยเตน้ ท์ เป้ใบเข่ือง และ
เสบยี งท่ขี นกนั ไปเผ่ือขาดเผ่ือเหลอื บางคนแต่งตัวในแบบนักผจญภัยเตรียมพร้อมที่จะตะลยุ ปา่ เต็มท่ี บางคนมี
ใบหน้าเป้ือนรอยย้มิ แตบ่ างคนกลับมีสหี นา้ แฝงความกงั วนกับเบ้อื งหน้าทเ่ี ข้าเคยร่าลอื เอาไวถ้ งึ ความยากลาบาก
ในการปนี ปา่ ยภูกระดึง ซึ่งเมื่อรถแล่นมาถงึ ภูกระดงึ ผู้คนบนรถต่างกระวกี ระวาดขนขา้ วของลงจากรถ แตส่ าหรับ
ฉันและเพือ่ นเรายังต้องเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่เรามุ่งไป

นง่ั รถมาเกือบ ๔ ชัว่ โมงเราก็มาถึงสถานีขนส่งจงั หวัดเลย แคก่ า้ วขาลงจากรถฉนั ก็ไดส้ ัมผัสกับลม
เยน็ ท่ีพดั มาตอ้ งผวิ กายจนตอ้ งดึงกระชับเส้อื เดินกอดอกเพื่อใหร้ า่ งกายอบอุ่นยงิ่ ขน้ึ เราน่ังรอรถพท่ี ีจ่ ะมารบั เราไป
ยงั ท่พี ัก สกั ครู่พี่ทน่ี ัดหมายกันไว้ก็มาถงึ และพาเราไปยังท่ีพัก ซง่ึ ก็คอื บา้ นฟา้ ดาวแฟมลิ ่ี รีสอร์ท ซึ่งเปน็ รีสอร์ท
เพอ่ื การพักผอ่ นแบบครอบครัว อยู่ท่ามกลางบรรยากาศทสี่ ดชื่น หา่ งจากเมืองเลย ๘ ก.ม.

หลังจากเดินทางมาอยา่ งเหน็ดเหนื่อยเม่ือยล้าแล้ว ฉันกบั เพื่อนต้องขอเอนกายพกั ผ่อนกับ
บรรยากาศสุดแสนจะสบายภายใตห้ ลังคาบ้านพักทีบ่ ้านฟ้าดาวรสี อร์ท เก็บแรงไว้เพื่อเตรียมตัวไปเท่ียวภูเรอื กัน
ในยามเชา้ ของวนั ใหม่...

ประวตั ิความเปน็ มาและลักษณะของภเู รือ
มตี านานเล่าขานกันมาวา่ สมยั ก่อนภูเรอื เป็นเมอื งทีช่ าวบ้านเรยี กกันว่า "ภทู ุ่ง" เจา้ เมืองภทู ุ่งนน้ั

มีเจ้าเมอื งภคู ร่ังเป็นพระสหายที่สนิทกนั มาก เจ้าเมืองภทู ่งุ มีโอรสในขณะทเ่ี จา้ เมืองภูครัง่ มธี ิดา ท้ังสองฝ่ายต่างก็
อยากจะกลายเปน็ ทองแผ่นเดียวกนั แตธ่ ิดาเมืองภคู ร่งั นนั้ มีคนรักอยู่แล้ว เมื่อโอรสเมืองภูทุง่ จัดขันหมาก มาสู่ขอ
นางจึงหลบหนไี ป โอรสเจ้าเมืองภทู งุ่ จึงได้ทาลายขนั หมาก ทิ้งให้กลายเปน็ หนิ เรยี งรายอยทู่ ี่ "ทุ่งหินพาน
ขนั หมาก" และไดส้ รา้ ง "หินศิวลึงค"์ ไว้ ให้คนคอยเคารพบูชา พร้อมกับสร้าง "หินเต่า" เพื่อประชดตวั เอง สาหรับ

๑๖๒

ชื่อ ภูเรือ มาจากลกั ษณะของภเู ขาซึง่ มีชะโงกผาย่ืนออกมาคลา้ ย เรือสาเภาขนาดใหญ่ โดยที่ราบบนภูเขามี
ลกั ษณะคลา้ ยท้องเรือ อุทยานแห่งชาติภเู รอื ไดร้ ับการประกาศจัดตงั้ เม่ือวันท่ี ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๒๒

อุทยานแหง่ ชาติภเู รอื มพี นื้ ที่ครอบคลมุ ท้องที่อาเภอภูเรอื และอาเภอท่าล่ี จงั หวัดเลย อาณาเขต
ด้านทศิ เหนืออยู่ติดกับประเทศลาว รูปพรรณสนั ฐานของภูเรอื มรี ูปร่างลกั ษณะเหมือนเรือใหญบ่ นยอดดอยสูงเป็น
ภผู าสีสันสะดดุ ตาหินบางก้อนมลี กั ษณะเหมือนท่ีถกู ปนั้ แต่งไว้ ชาวบ้านเรียกวา่ “กวา้ นสมอ” โดยรอบๆ จะเหน็
ยอดดอยเป็นขนุ เขานอ้ ยใหญ่ใกล้เคยี งเปน็ ฝา้ ขาวดว้ ยละอองหมอกปกคลุมไวท้ า่ มกลางพ้ืนที่ป่าอันอุดมสมบรู ณ์ มี
เนื้อท่ีประมาณ ๑๒๐.๘๔ ตารางกิโลเมตร

พน้ื ที่ป่าภูเรอื นั้นประกอบด้วยทิวเขาสูง สลับซับซอ้ นเรยี งรายเป็นรปู ร่างต่างๆ ดูนา่ พิศวงยง่ิ นัก ทิว
เขาเหลา่ น้สี ลบั กบั ทร่ี าบเปน็ บางส่วน สาเหตุท่ีขนานนามว่า “ภเู รอื ” เพราะมภี ูเขาลกู หนง่ึ มชี ะโงกผายน่ื ออกมาดู
คลา้ ยเรอื สาเภาใหญ่ และทรี่ าบบนยอดเขามีลกั ษณะคลา้ ยท้องเรือตลอดจนมธี รรมชาตแิ ละทิวทศั นท์ ่ีสวยงาม
เหมาะสมท่ีจะจดั ตั้งเปน็ อุทยานแห่งชาติ

อุทยานแหง่ ชาติภเู รอื มลี ักษณะภูมปิ ระเทศเป็นทวิ เขาสูงสลบั ซบั ซ้อนประกอบด้วย เขาหนิ ทราย
เปน็ สว่ นใหญ่ นอกจากนั้นเป็นหนิ แกรนิตสลับกันไป ลกั ษณะเช่นนี้จงึ ทาใหม้ ที ่รี าบสงู สลับกับ ยอดเขาสงู ทว่ั ไป มี
ยอดเขาสูงที่สุดคือ ยอดภูเรอื มีความสูงถงึ ๑,๓๖๕ เมตรจากระดับนา้ ทะเลปานกลาง ยังมียอดเขาท่ีสาคัญ คอื
ยอดเขาภูสนั มีความสงู ๑,๐๓๕ เมตรจากระดับน้าทะเลปานกลาง และยอดภูกุ มีความสงู ๑,๐๐๐ เมตรจาก
ระดบั น้าทะเลปานกลาง ลักษณะเช่นนี้เองจงึ เป็นแหลง่ ตน้ น้าลาธารท่ีสาคญั ก่อใหเ้ กิดลาธารหลายสาย เช่น หว้ ย
น้าด่าน ห้วยบง ห้วยเถียงนา หว้ ยทรายขาว ห้วยติ้ว และหว้ ยไผ่ ซ่ึงเปน็ ตน้ กาเนิดของน้าตกห้วยไผ่ที่สวยงามแห่ง
หนึ่ง

ด้วยอทุ ยานแห่งชาตภิ เู รอื อยทู่ จี่ งั หวัดเลย ซ่งึ เป็นจงั หวัดท่มี อี ากาศหนาวเย็นท่ีสุดของประเทศไทย
และอย่บู นยอดเขาสงู จึงทาใหม้ ีอากาศเย็นตลอดปี โดยเฉพาะในชว่ งฤดหู นาวชว่ งเดือนธันวาคมถึงเดือน
กมุ ภาพนั ธ์ของทุกปจี ะมอี ากาศหนาวเยน็ มาก จนกระทั่งน้าค้างบนยอดหญา้ แขง็ ตวั กลายเปน็ เกล็ดนา้ แข็ง ซง่ึ มี
ภาษาพนื้ เมืองเรียกวา่ “แม่คะนิ้ง” ผูท้ ี่จะไปเทย่ี วพกั ผ่อนควรเตรยี มกายและใจให้พร้อมเพอื่ การเผชญิ กับความ
หนาวเยน็

เหยยี บถ่ินเมอื งแหง่ ทะเลภูขา
ฉันตื่นขึน้ มาในยามเช้าพรอ้ มกบั ไดส้ ัมผัสอากาศทแ่ี สนจะเหนบ็ หนาว เพราะไอหมอกทแ่ี ผ่ลงมาปก

คลมุ พื้นท่ีบรเิ วณที่พกั เม่ือเปิดประตูออกมาจากห้องพักฉันต้องตะลงึ กบั ภาพที่เห็นตรงหนา้ สง่ิ ท่ฉี ันเหน็ คือความ
สวยงามของกลมุ่ ม่านหมอกที่จับตวั หนาแนน่ จนทาใหพ้ ื้นที่บริเวณนั้นกลายเป็นสีขาวโพลน จนเผลอก้าวเดนิ
ออกมาเพอื่ จะไดล้ ิ้มรสกับสมั ผสั หนาวอยา่ งเต็มที่ แลว้ อดที่จะนึกถึงภาพแห่งความสวยงามทีฉ่ นั กบั เพื่อนจะต้อง
ไปเยือนในวันนไี้ ม่ได้
๐๙.๐๐ น. วนั ที่ ๙ ธนั วาคม ๒๕๕๓ รถพรอ้ ม คนพรอ้ ม ออกเดนิ ทางมุง่ หน้าไปสู่ภูเรือไดเ้ ลย...
ระหว่างทางท่ีเราจะไปภเู รือน้ันจะมอี ่างเก็บน้าหว้ ยกระทงิ ซ่ึงเปน็ สถานที่ท่ีหน่ึงซ่ึงนกั ทอ่ งเที่ยวสว่ นใหญท่ ี่มาเทยี่ ว
ภูเรือนยิ มแวะไปล่องแพชนื่ ชมบรรยากาศและรับประทานอาหารกนั และเราก็ไม่พลาดทจ่ี ะแวะไปชื่นชมด้วย
เหมือนกนั

อ่างเก็บนา้ ห้วยกระทิงเป็นอ่างเก็บนา้ สนั เขอ่ื นดิน ความจปุ ระมาณ ๒๖ ล้าน ลกู บาศกเ์ มตร
ครอบคลุมพนื้ ท่ีกว่า ๑๕๐๐ ไร่ เชือ่ มกับลาน้าหว้ ยกระทิง บริเวณอ่างเกบ็ น้ามบี รรยากาศท่รี ่มรน่ื และมที วิ ทัศนท์ ่ี
สวยงาม โอบลอ้ มด้วยภเู ขาและป่าไผ่ ท่นี ่ีจึงมีกิจกรรมพักผ่อนแบบสบายๆ ด้วยการล่องแพชมทวิ ทัศนแ์ ละ
รบั ประทานอาหารพืน้ เมืองบนแพ นอกจากจะไดอ้ ม่ิ อร่อยและช่นื ชมววิ ทวิ ทัศนแ์ ล้ว เรายงั สามารถชมพระ
อาทิตยต์ กท่ีสวยงามไมแ่ พท้ ี่ใดเลย

๑๖๓

แพทเ่ี ราเลือกไปลิม้ ลองรสชาติอาหารคร้ังน้ชี อื่ วา่ แพลุงกิ ชอ่ื ของแพทกุ คนก็คงจะเดาไดว้ ่ามีคุณลงุ
ชอ่ื กิเป็นเจา้ ของ เราไปถึงก็ไม่รีรอรบี สง่ั อาหารและลงไปนัง่ แพกันทันที ไม่นานนักบรรดาอาหารทส่ี งั่ ไว้กถ็ ูก
ลาเลยี งมาเสิรฟ์ แล้วก็มีคุณป้าน่ังเรือเครื่องมาลากแพของเราออกไปท่องธรรมชาติกลางลาหว้ ยกระทิง

หลังจากทเี่ รารับประทานอาหารกนั เสรจ็ เรยี บร้อยทุกคนก็รีบขึน้ รถเพื่อเดินทางตอ่ ไป ในท่ีสุดฉันกบั
เพื่อนกม็ าถงึ จนได้ “ภูเรอื ” ดนิ แดนท่ถี ูกโอบล้อมไปด้วยภเู ขาสูงท่ที อดแนวยาวสลบั มว้ นเกลียวดุจระลอกคล่ืน
จนไดร้ บั สมญานามว่า "ดนิ แดนแห่งทะเลภเู ขา"
ภูเรือมสี ถานท่ีทอ่ งเที่ยวท่นี ่าสนใจหลายแห่ง จดุ แรกท่เี ราไปคอื จุดชมววิ ซ่งึ อยู่ไม่ไกลมากนักเพยี งเราเดนิ ชมนก
ชมไมไ้ ปได้สกั พกั ก็จะถงึ ซง่ึ ตรงจุดนจ้ี ะมศี าลาเอาไวใ้ หเ้ ราไดย้ ืนชมววิ ทิวทัศน์ได้อย่างสะดวกสบาย เบอื้ งหน้าท่ี
ฉันเหน็ คือภเู ขาลูกน้อยใหญส่ ลบั ทับซอ้ นกนั ดุจละลอกคล่ืนของทะเล แตต่ า่ งกนั ตรงท่ีตรงหนา้ ฉนั เปน็ ทะเลภเู ขา
และเมื่อมองลงไปด้านล่างทาให้ฉนั รู้ว่าตัวเองข้นึ มาสงู กว่าระดบั พ้นื ดนิ มากทีเดียว เม่ือวิวสวยงามขนาดนี้ฉันกับ
เพอื่ นกไ็ มร่ อช้ารบี ออกลีลาเป็นนางแบบโพสทา่ ถ่ายภาพกนั ใหญ่ และก็ไม่ลมื ทจ่ี ะถ่ายภาพมาฝากเพ่ือนๆ ท่ีไม่ได้
รว่ มเดินทางไปกับเรา

จุดชมววิ จุดต่อไปนนั้ ตอ้ งใช้เวลาในการเดนิ สักหน่อย มที างเดินใหเ้ ราเลือก ๒ ทาง ทางแรกเปน็ ทาง
คอนกรีตสาหรับท่านทีช่ อบความสบาย แต่อีกทางเราต้องเดินแบบทลุ กั ทุเลลัดเลาะตามไหล่เขา เพอ่ื ความทา้ ทาย
สาหรบั ผู้มีจติ วิญญาณของการเป็นนักตะลุยปา่ ระหวา่ งทางที่เดนิ นั้นเราสามารถพักชมความสวยงามของ
ธรรมชาติสองข้างทาง และเพลดิ เพลินไปกับววิ ทิวทศั นท์ ่เี ราเดนิ ผ่านได้ด้วย จุดน้ี เราจะเห็นไหล่เขานอ้ ยใหญ่สลบั
ทับซอ้ นกนั อยา่ งสวยงามน่าชมย่งิ นกั พอเราพักชนื่ ชมความงามพร้อมกับหยดุ พักเหนื่อย และผอ่ นคลายความ
เม่อื ยลา้ ของกลา้ มเนื้อแล้วกถ็ ึงเวลาทตี่ ้องกลับเสยี ที ขากลบั เราเลือกกลับทางถนนเพื่อจะไดช้ มความสวยงามของ
ลานหนิ ทม่ี รี ูปรา่ งแปลกตา แต่เราคงจะพกั ดูได้ไม่นานเพราะจะต้องไปยังสวนดอกไม้ทีเอส เอ กันตอ่

สวนดอกไมท่ ีเอสเอต้ังอยู่บ้านกกโธ ริมนา้ สานตาบลร่องอยู่ห่างจากทวี่ ่าการอาเภอภูเรอื ประมาณ ๗
กโิ ลเมตร เปน็ บรษิ ทั ของเอกชน ผลิตไม้ดอกไม้ประดับพืชผักต่างๆ เพ่ือเพาะเมล็ดสาหรับจาหน่าย ภายในบริเวณ
จะมีไม้ดอกไม้ประดับ หลากหลายพนั ธ์ุ โดยเฉพาะไม้เมืองหนาว เชน่ เยอบีรา่ ทานตะวนั ไฮเดรนเยีย ภายใน
สวนจะมีแปลงไม้ดอกไมป้ ระดับ นานาพันธุใ์ หน้ กั ทอ่ งเทย่ี วเข้าชมฟรี ยา้ เข้าชมฟรี!! หากนักทอ่ งเทย่ี วท่านใดที่
อยากจะได้ไม้ดอกไมป้ ระดบั กลับไปปลกู ทบี่ ้านกล็ องแวะมาดมู าชมกนั ได้ แตส่ าหรบั ฉนั ขอเข้าชมอย่างเดียวก็คง
พอ เพราะนึกถงึ เวลาที่ต้องหอบต้นไมด้ อกไม้ข้นึ รถแลว้ ทา่ จะลาบากนา่ ดู สวนดอกไมท้ ีเอสเอจะมใี หช้ มเฉพาะ
หนา้ หนาวเท่านน้ั ในวนั หยุดจะมีนกั ทอ่ งเทยี่ วและผู้คนท่ีผ่านไปมาเข้ามาแวะชมและถ่ายรูปกนั เปดิ ใหช้ มฟรีทุก
วันตงั้ แต่เวลา ๘ โมงเชา้ ถงึ ๕ โมงเย็น

เวลาขณะน้กี ็ ๔ โมงเยน็ กวา่ ๆ แลว้ คงไดเ้ วลาท่ีเราต้องกลบั กนั แล้ว น่าเสียดายทไ่ี ม่ไดน้ อนค้าง
ไมอ่ ย่างนัน้ พรุ่งน้ีคงไดต้ ืน่ ก่อนไกโ่ หไ่ ปดูพระอาทติ ย์ข้ึนกนั ...
ระหวา่ งทางที่เราน่งั รถกลับ ๒ ขา้ งทางจะมีร้านขายของฝากเปน็ สินคา้ พ้นื บา้ น และผลติ ภัณฑท์ ่ชี าวบ้านทามา
ขายแกน่ ักท่องเที่ยว เราแวะเดนิ ดูของฝากกันเผ่ือจะได้อะไรตดิ ไม้ตดิ มอื กลบั ไปฝากคนที่บ้านและเพือ่ นฝูงบ้าง
พอ่ คา้ แม่ค้าทน่ี ่ใี จดีเป็นกนั เองกบั นักท่องเทีย่ วทุกคน เม่ือลูกคา้ เดนิ ผ่านร้านหรือเขา้ มาเลือกซ้ือของกจ็ ะกลา่ ว
ทักทายนักท่องเที่ยวพรอ้ มกับใบหนา้ ทยี่ ้ิมแย้มแจ่มใส ฉนั ได้พทุ ราลกู โตเท่ากาปน้ั กลบั มาหลายถงุ ทง้ั พุทรา
รวมถึงผักและผลไม้ท่ีนี่หวานกรอบอรอ่ ยมาก คงเปน็ เพราะสภาพภูมอิ ากาศทเ่ี อ้อื อานวยกระมังจึงทาให้พืชผกั ท่ี
ชาวบ้านปลกู หวานกรอบอร่อยกว่าทอ่ี น่ื นอกจากพุทราแล้วฉนั ยังซอ้ื เห็ดหอมสดและของฝากอย่างอนื่ อีกเต็มไม้
เต็มมือ ถึงกบั ตอ้ งหอบพะรุงพะรังเลยทีเดียว หลงั จากเดินละลายทรัพย์กันจนเกือบเกลีย้ งกระเป๋าแล้วก็ตอ้ ง
กลบั กันจรงิ ๆ เสียที เมื่อทุกคนเกบ็ ของและขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว ทง้ั ส่ีลอ้ ของรถท่เี รามาทัวรก์ นั ครัง้ น้ีกค็ ่อยๆ
เคล่ือนและขบั ดง่ิ ตรงกลับสยู่ ังทพี่ ัก...

๑๖๔

ภูมิใจและอิ่มใจทกุ ครั้งที่ไดม้ าเยือนสถานท่ีทอ่ งเท่ยี วในบ้านของเรา มิตรภาพของเพื่อนรว่ มทาง
น้าใจของเจา้ ถ่ิน รอยยิ้มของนักทอ่ งเทย่ี วหวั ใจเดยี วกัน และสถานทท่ี ่องเทยี่ วอันแสนงดงาม ฉันจะเก็บความ
ประทบั ใจอันนีไ้ วใ้ นความทรงจา และภาพถ่ายสวยๆ ทฉี่ นั และเพ่ือนรว่ มกนั บนั ทึกเอาไวใ้ นแมมมอรตี่ วั เลก็ จวิ๋ เรา
จะไมน่ าส่ิงใดจากสถานที่อนั ถูกรังสรรคข์ ึ้นมาจากธรรมชาติมาเปน็ ของเรา ทา่ นลองคดิ ดเู ถิดหากเรา ๕๐๐ คน
เกบ็ เอาสิ่งสวยงามไปเพียงคนละ ๑ สงิ่ ธรรมชาตกิ ็จะสญู เสยี ไป ๕๐๐ อยา่ ง หากคนเปน็ พันเป็นหมื่นคนทาเช่นนี้
เหมอื นกบั ท่าน วนั หน่งึ ธรรมชาติจะเหลืออะไรใหเ้ ราไดช้ ืน่ ชม...

พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ฝงู นกต่างทยอยบินกลบั รงั นอน ถึงเวลาแลว้ ทเี่ ราต้องเดนิ ทางกลับสัก
ที การกลับมาของฉนั นั้น ฉนั กลบั มาพร้อมกบั ความประทับใจทบ่ี รรยายออกมาเป็นคาพดู ไมไ่ ด้ นอกจากใบหน้าที่
ยิม้ ปร่มิ ด้วยความภมู ใิ จว่าประเทศไทยของเราก็มีแหลง่ ท่องเทีย่ วท่สี วยงามไม่แพ้แหล่งอน่ื ใดของต่างประเทศ แล้ว
คณุ ล่ะ...ไม่คดิ ทจ่ี ะลองมาเยือนดนิ แดนแหง่ ทะเลภูเขาท่ภี เู รือบ้างหรอื ?

๑๖๕

แผนกำรจดั กำรเรียนรทู้ ่ี ๑๗

หน่วยกำรเรยี นท่ี ๒ กำรเขยี น (กำรเขียนสำรคดี) เวลำ ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย
รหสั วิชำ ท๓๒๑๐๒ รำยวิชำ ภำษำไทยพื้นฐำน จำนวน ๑.๐ หนว่ ยกิต

ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปที ่ี ๕ ภำคเรียนท่ี ๒

มำตรฐำนกำรเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสือ่ สาร เขยี นเรยี งความ ยอ่ ความ และเขยี นเร่ืองราวใน

รปู แบบตา่ งๆ เขยี นรายงานขอ้ มูลสารสนเทศและรายงานการศกึ ษาค้นควา้ อยา่ งมีประสิทธิภาพ
ตัวชี้วดั

ท ๒.๑ ม. ๔-๖/๔ ผลติ งานเขยี นของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ
สำระสำคญั

การผลติ งานเขยี นของตนเองในรปู แบบสารคดี ตอ้ งมคี วามรู้ความเขา้ ใจในเร่อื งหลักการเขียน
จดุ ประสงค์กำรเรียนรู้

ควำมรู้ (K)
๑. หลักการเขียนสารคดี
ทกั ษะ/กระบวนกำร (P)
๑. เขียนสารคดี
สมรรถนะหลกั

๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคดิ
๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา
๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
๕. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

ด้ำนคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
๒. ซอื่ สัตย์สุจรติ
๓. มีวินัย
๔. ใฝ่เรียนรู้
๕. อย่อู ย่างพอเพยี ง
๖. มงุ่ มน่ั ในการทางาน
๗. รกั ความเป็นไทย
๘. มจี ิตสาธารณะ

แนวควำมคดิ เพ่อื กำรเรียนรูใ้ นศตวรรษที่ ๒๑
๑. สาระวชิ าหลัก (Core Subjects)
๒. ทกั ษะดา้ นการเรยี นรู้และนวัตกรรม
๓. ทกั ษะด้านสารสนเทศ สอ่ื และเทคโนโลยี
๔. ทักษะด้านชวี ติ และอาชีพ

๑๖๖

สำระกำรเรยี นรู้

- การเขยี นสารคดี

กระบวนกำรจัดกำรเรยี นรู้ (ข้นั ตอน/กระบวนกำร)

ข้นั นำเขำ้ สบู่ ทเรียน

๑. ครนู าดตู ัวอย่างสารคดีเกยี่ วกับสตั ว์ เร่อื ง ควาย ของ นายทองต่อ กลว้ ยไม้ ณ อยุธยา (VA)

๒. นกั เรียนแสดงความคิดเห็นวา่ สารคดเี กย่ี วกับสตั ว์ นาเสนอเนอ้ื หาเกย่ี วกับอะไรบา้ ง (VK)

ขน้ั สอน

๑. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่ม (กลมุ่ เดิมจากแผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๘) รว่ มกันศกึ ษาวิธีการเขียนสารคดี

เกี่ยวกบั สตั ว์ สังเกตวธิ ีการเขียนบรรยายเพื่อให้ผอู้ า่ นมองเหน็ ภาพ เหน็ ความเคล่ือนไหว การใชถ้ ้อยคา สานวน

ภาษาจากตัวอยา่ งสารคดีเก่ียวกับสตั ว์จากเรอื่ ง ควาย ของ นายทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยธุ ยา (VK)

๒. นักเรยี นรว่ มกนั สรปุ ตัวอย่างสารคดเี ก่ียวกับสตั ว์ เรอ่ื ง ควาย วา่ มีข้นั ตอนในการเขียนอย่างไร (K)

๓. นักเรียนแตล่ ะคนวางแผน กาหนดขัน้ ตอนการเขยี นสารคดีของตนเอง โดยเลียนแบบการเขียนสารคดี

เร่ือง ควาย (RK)

๔. นกั เรยี นแตล่ ะคนฝกึ เขยี นสารคดีเก่ยี วกบั สตั ว์ ตามตวั อย่างจากหนงั สือเรยี น (RK)

๕. ครใู หน้ กั เรียนแต่ละคนเขียนสารคดเี กี่ยวกับสัตว์ โดยเลือกสัตว์ท่สี นใจมา ๑ ชนดิ เป็นการฝกึ ให้

เขียนเองโดยไม่ต้องดูตัวอย่าง

๖. นักเรยี นจับค่กู บั เพื่อนในกลุ่ม แลว้ ผลัดเปล่ยี นกันอา่ นให้คู่ของตนฟัง (R)

๗. นักเรียนแตล่ ะคู่ตรวจสอบการอ่านแลว้ แสดงความคิดเหน็ และให้คาแนะนาในการปรับปรุง (A)

๘. ครสู ุ่มเลขท่นี ักเรยี น ๒-๓ คน นาเสนอผลงานการเขียนสารคดีเกีย่ วกับสตั วท์ น่ี ักเรยี นสนใจ แลว้ บอก

จดุ ท่ตี อ้ งแก้ไข ตามทค่ี ู่ของตนเสนอแนะหรือให้คาแนะนา (VARK)

ข้ันสรุป

๑. ครใู หน้ ักเรียนแต่ละคนเขียนสารคดีเกย่ี วกบั สัตว์ โดยเลอื ก สัตว์ปกี มา ๑ ชนดิ เป็นการฝกึ เขยี นให้

เกดิ ทักษะและความชานาญ เป็นการบา้ นแลว้ นาส่งครูในช่วั โมงเรยี นถัดไป (R)

สื่อ(วสั ดุ-อปุ กรณ์-ส่ิงพมิ พ)์ / นวตั กรรม / ICT

๑. ตัวอยา่ งสารคดเี ก่ยี วกบั สัตว์ เรอ่ื ง ควาย ของนายทองต่อ กล้วยไม้

แหล่งกำรเรยี นรู้

-

บูรณำกำร

-

กำรวัดและประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้

วิธกี ำรวัดผลและกำรประเมินผล เครื่องมอื วัดและประเมนิ ผล เกณฑ์กำรวดั

ด้ำนควำมรู้ (K) ตรวจใบงาน แบบประเมินผลงาน ระดบั คุณภาพ ๓ ผ่าน

เกณฑ์

ดำ้ นทักษะ/ การเขียน แบบประเมนิ ระดับคุณภาพ ๓ ผ่าน

กระบวนกำร (P) เกณฑ์

ด้ำนคณุ ธรรม สังเกตความมีวินยั ใฝเ่ รียนรู้ และ แบบประเมินคณุ ลักษณะอันพึง ระดบั คุณภาพ ๒ ผ่าน

จรยิ ธรรม และ มงุ่ มน่ั ในการทางาน ประสงค์ เกณฑ์

คำ่ นิยม (A)

๑๖๗

กำรประเมินผล ระดบั คณุ ภำพ
ประเดน็ กำรประเมิน
๔๓๒ ๑
ด้ำนควำมรู้ การเขยี น
(K) สารคดี เขียนโครงสรา้ งของ เขยี นโครงสรา้ งของ เขียนโครงสร้างของ เขยี นโครงสร้างของ

สารคดีไดถ้ ูกต้อง สารคดไี ดถ้ ูกต้อง สารคดีไดถ้ ูกต้อง สารคดไี ดถ้ ูกต้อง

ชดั เจน ครอบคลุม ชัดเจน ครอบคลุม ชดั เจนครอบคลุม ครอบคลุมประเด็น

ประเด็นของเร่ือง ประเดน็ ของเร่ือง ประเดน็ ของเร่ือง ของเร่ืองเพยี งสว่ น

จัดลาดับความคดิ ใน จดั ลาดับความคิดใน จัดลาดบั ความคิดใน นอ้ ย

การเขยี นไดเ้ ปน็ การเขยี นไดเ้ ปน็ การเขยี นไดเ้ ป็น จัดลาดับความคิดใน

ระบบ ดึงดูดความ ระบบ ดึงดดู ความ ระบบ ดงึ ดดู ความ การเขียนไดเ้ ปน็ ระบบ

สนใจไดด้ ี และมี สนใจไดด้ ี และมี สนใจได้บา้ ง และมี ดึงดูดความสนใจได้

องคป์ ระกอบการ องคป์ ระกอบการ องคป์ ระกอบการ บา้ ง แต่มี

เขยี นสารคดคี รบถ้วน เขียนสารคดคี รบถ้วน เขียนสารคดีครบถ้วน องค์ประกอบ

เลอื กใช้กลวธิ ีในการ เลอื กใชก้ ลวธิ ีในการ เลอื กใชก้ ลวิธใี นการ การเขียนสารคดีไม่

เขยี นดึงดูดความ เขยี นดึงดูดความ เขยี นดึงดูดความ ครบถ้วน เลือกใช้

สนใจได้ดี เหมาะสม สนใจได้ดี เหมาะสม สนใจ และสอดคล้อง กลวิธีในการเขียน

และสอดคลอ้ งกับ และสอดคล้องกบั กับเรอ่ื งทีเ่ ขยี นเป็น ดงึ ดูดความสนใจได้

เร่อื งท่ีเขียน เลือกใช้ เร่อื ง ทเี่ ขียน เลือกใช้ ส่วนใหญ่ เลือกใช้ บ้าง และสอดคลอ้ ง

ภาษาได้ถูกต้อง ภาษาไดถ้ ูกต้อง ภาษาไดถ้ ูกต้อง แต่ กบั เร่อื งทเี่ ขียนเพียง

สละสลวย และเข้าใจ สละสลวย และเขา้ ใจ ไม่สละสลวย และ สว่ นนอ้ ย เลอื กใช้

ง่าย ง่าย เป็นสว่ นใหญ่ เขา้ ใจงา่ ย เป็น ภาษาไดถ้ ูกต้อง แต่ไม่

บางสว่ น สละสลวย

และเข้าใจยาก

ดำ้ นทกั ษะ/ การเขยี น เขยี นโดยมีข้อมูล เขยี นโดยมีข้อมูล เขียนโดยมีข้อมูล เขยี นโดยมขี ้อมูล
กระบวนกำร
ถกู ต้อง ครบถ้วน ถกู ต้อง ครบถ้วน ถกู ต้อง ครบถว้ น ไมค่ รบถ้วน
(P)
ใช้ภาษาได้ ใชภ้ าษาไดถ้ ูกต้อง ใชภ้ าษาได้ถูกต้อง ไม่สามารถใช้ภาษาได้
ด้ำนคณุ ธรรม ม่งุ มัน่ ใน
จรยิ ธรรม การทางาน ถกู ต้องเหมาะสม เหมาะสม สะกดคา เหมาะสม สะกดคา ตามหลกั ของการใช้
และค่ำนิยม
(A) สะกดคาถกู ตอ้ ง ผิดพลาด ๑-๒ คา ผดิ พลาด ๓-๔ คา สะกดคาผิดพลาดเกนิ

ทุกคา กว่า ๔ คา

เอาใจใส่ต่อการปฏบิ ตั ิ เอาใจใสต่ ่อการปฏิบตั ิ เอาใจใสต่ ่อการปฏิบตั ิ เอาใจใสต่ ่อการปฏบิ ัติ

หนา้ ท่ีท่ไี ด้รับ หน้าทท่ี ีไ่ ดร้ ับ หนา้ ทที่ ่ีได้รบั หน้าทีท่ ่ีไดร้ บั

มอบหมายต้ังใจและ มอบหมายตั้งใจและ มอบหมายต้ังใจและ มอบหมายต้งั ใจและ

รับผิดชอบในการ รับผดิ ชอบในการ รับผิดชอบในการ รับผิดชอบในการ

ทางานให้สาเร็จ ทางานใหส้ าเรจ็ ทางานให้สาเรจ็ ทางานใหส้ าเร็จ

ปรบั ปรุงและ ปรบั ปรงุ และ ปรบั ปรงุ และ ปรับปรุงและ

พัฒนาการทางานอย่าง พฒั นาการทางานอยา่ ง พัฒนาการทางานอย่าง พัฒนาการทางานอยา่ ง

รอบคอบทมุ่ เท ทางาน รอบคอบทมุ่ เท ทางาน รอบคอบทมุ่ เท ทางาน รอบคอบท่มุ เท ทางาน

๑๖๘

ประเด็นกำรประเมิน ระดบั คุณภำพ

กิจกรรมเสนอแนะ ๔๓๒ ๑

- อดทน ไมท่ ้อตอ่ ปัญหา อดทน ไม่ท้อตอ่ ปญั หา อดทน ไม่ท้อต่อปญั หา อดทน ไม่ท้อตอ่ ปัญหา

และอุปสรรคพยายาม และอุปสรรคพยายาม และอปุ สรรคพยายาม และอุปสรรคพยายาม

แกป้ ญั หาและอปุ สรรค แกป้ ัญหาและอุปสรรค แกป้ ญั หาและอปุ สรรค แก้ปญั หาและอปุ สรรค

ในการทางานใหส้ าเร็จ ในการทางานใหส้ าเร็จ ในการทางานให้สาเรจ็ ในการทางานให้สาเร็จ

ช่นื ชมผลงาน ช่นื ชมผลงาน ชน่ื ชมผลงาน ชืน่ ชมผลงาน

ความสาเรจ็ ดว้ ยความ ความสาเรจ็ ดว้ ยความ ความสาเร็จด้วยความ ความสาเร็จดว้ ยความ

ภาคภูมิใจอยา่ ง ภาคภูมิใจบ่อยคร้ัง ภาคภูมิใจบางครั้ง ภาคภูมใิ จน้อยครั้ง

สมา่ เสมอ

ลงชอ่ื .....................................................ผ้เู ขียนแผนการจดั การเรยี นรู้
................/.................../................

๑๖๙

บันทกึ ควำมเห็นของผู้ตรวจแผนกำรจัดกำรเรยี นรู้

ได้ทาการตรวจแผนการจดั การเรยี นรู้แล้ว มคี วามคิดเหน็ ดงั น้ี

เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่

ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรับปรงุ เน่อื งจาก...........................................

ลงช่ือ..........................................
( นางไพรจิตร บ้านเหลา่ )
หวั หน้ากลมุ่ บริหารวชิ าการ

ขอ้ เสนอแนะของรองผู้อำนวยกำรโรงเรียน

เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่

ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรุง เนอ่ื งจาก...........................................

สอดคล้องกับมาตรฐานการเรยี นรู้ ตัวช้ีวดั สมรรถนะหลกั คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ และการเรยี นรู้ใน

ศตวรรษที่ ๒๑ ท่เี น้นผู้เรยี นเปน็ สาคัญมาใช้ในการสอนได้อยา่ งเหมาะสม

ลงชอื่ ..........................................
( นางสาวสภุ สั ตรา ฝ่ายสงค์ )

รองผู้อานวยการโรงเรียน

ขอ้ เสนอแนะของหวั หนำ้ สถำนศกึ ษำ ควรปรบั ปรงุ กอ่ นนาไปใช้ เน่อื งจาก.......................................
เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ที่
นาไปใช้ได้จรงิ ลงชอ่ื ..........................................
( นางลัดดา ผาพันธ์ )
ผู้อานวยการโรงเรยี น

๑๗๐

บันทกึ หลังสอน
๑. ผลกำรสอน/ผลกำรเรียนรู้

ดา้ นความรู้ (K)

............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
....................................................................................................... ........................................................
............................................................................................................................. ..................................

ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)

............................................................................................................................................ ...................
............................................................................................................... ................................................
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................

ดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยม (A)
........................................................................................................... ....................................................
.................................................................................................................. .............................................
...............................................................................................................................................................

สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น/แนวความคดิ เพ่ือการเรยี นรใู้ นศตวรรษที่ ๒๑
...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................
...................................................................................................................................... .........................

๒. ปญั หำ/อุปสรรค และข้อค้นพบ
...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................................................ ...................

๓. ขอ้ เสนอแนะแนวทำงแกไ้ ข และผลกำรแก้ไข
...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................
.................................................................................................................. .............................................

ลงชื่อ .....................................................ผู้สอน
( นางพชิ ชานนั ท์ แสนแก้ว )

๑๗๑

แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ ๑๘

หน่วยกำรเรียนท่ี ๒ กำรเขยี น (กำรบันเทิงคดี) เวลำ ๑ ชว่ั โมง

รหัสวิชำ ท๓๒๑๐๒ รำยวิชำ ภำษำไทยพ้ืนฐำน กล่มุ สำระกำรเรยี นร้ภู ำษำไทย

ชน้ั มธั ยมศึกษำปีท่ี ๕ ภำคเรียนท่ี ๒ จำนวน ๑.๐ หน่วยกติ

มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขยี นเขียนสือ่ สาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเร่อื งราวใน

รปู แบบตา่ งๆ เขยี นรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
ตัวช้วี ัด

ท ๒.๑ ม. ๔-๖/๔ ผลิตงานเขียนของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ
สำระสำคัญ

บนั เทิงคดเี ป็นงานเขียนท่แี ตง่ ขึ้นโดยมุง่ ใหค้ วามบนั เทงิ แกผ่ ู้อา่ นเปน็ สาคัญ ซึ่งผู้เขียนจะต้องมีความรู้
พื้นฐานเกีย่ วกบั บนั เทิงคดีและเขา้ ใจถงึ ลักษณะ ประเภท และองค์ประกอบของบันเทงิ คดี
จุดประสงคก์ ำรเรยี นรู้

ควำมรู้ (K)
๑. ลกั ษณะ ประเภท และองคป์ ระกอบของบนั เทงิ คดไี ด้
ทกั ษะ/กระบวนกำร (P)
๑. เขยี นบันเทงิ คดี
สมรรถนะหลัก

๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคิด
๓. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

ด้ำนคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A)
๑. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
๒. ซื่อสัตยส์ ุจริต
๓. มวี ินยั
๔. ใฝเ่ รยี นรู้
๕. อยู่อย่างพอเพยี ง
๖. ม่งุ ม่นั ในการทางาน
๗. รักความเปน็ ไทย
๘. มีจิตสาธารณะ

แนวควำมคดิ เพื่อกำรเรยี นร้ใู นศตวรรษท่ี ๒๑
๑. สาระวชิ าหลกั (Core Subjects)
๒. ทักษะดา้ นการเรียนรู้และนวตั กรรม
๓. ทักษะด้านสารสนเทศ สอ่ื และเทคโนโลยี
๔. ทกั ษะดา้ นชวี ิตและอาชีพ

๑๗๒

สำระกำรเรียนรู้
- การเขียนสือ่ สารในรูปแบบต่างๆ เชน่ บนั เทิงคดี

กระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้ (ขั้นตอน/กระบวนกำร)
ขัน้ นำเขำ้ สบู่ ทเรียน

1. ครูให้นกั เรยี นแสดงความคดิ เห็นวา่ สามารถใหน้ ิยามความหมายของคาวา่ “บนั เทิงคดี” อยา่ งไร และ
นักเรยี นคดิ วา่ บนั เทิงคดมี ีลักษณะอย่างไร (A)
ขน้ั สอน

๑. ครูแบ่งนกั เรยี นเป็นกลมุ่ กลุ่มละ ๓ คน คละกนั ตามความสามารถ คือ เก่ง ปานกลาง และอ่อน และ
กาหนดหมายเลขประจาตัวให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเปน็ หมายเลข ๑-๓ ตามลาดบั เรยี กกลุ่มนีว้ ่า กลุ่มบ้าน
จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นทีม่ ีหมายเลขเดียวกนั ไปรวมกนั เปน็ กลุ่มใหม่ เรียกว่า กลุ่มผเู้ ช่ยี วชาญ (A)

๒. ครูใหน้ ักเรียนกลมุ่ ผูเ้ ชีย่ วชาญรว่ มกนั ศึกษาใบความรูเ้ รื่อง ความรพู้ น้ื ฐานเก่ียวกับบันเทิงคดี ดังนี้ (R)
- กลุ่มหมายเลข ๑ ศึกษาความรูเ้ ร่ือง ลักษณะและประเภทของบันเทิงคดี
- กล่มุ หมายเลข ๒ ศึกษาความรเู้ รือ่ ง องคป์ ระกอบของการเขียนบันเทงิ คดี
- กลุ่มหมายเลข ๓ ศึกษาความรู้เรอื่ ง แนวทางการเขยี นบันเทิงคดี

๓. นักเรยี นกลมุ่ ผเู้ ชยี่ วชาญรว่ มกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรอื่ งที่ศึกษา โดยผลัดกันซักถามหากมีขอ้
สงสัย และผลดั กนั อธิบายหรือแลกเปลย่ี นความคิดเหน็ จนสมาชิกในกลุ่มมีความเข้าใจชัดเจนตรงกนั (A)

๔. นักเรยี นกลุม่ ผ้เู ชี่ยวชาญแยกย้ายกนั กลับเข้าสกู่ ลมุ่ บ้าน แล้วนาความรู้ทีไ่ ดจ้ ากการศึกษามาเล่าให้
เพือ่ นในกลมุ่ บ้านฟงั โดยผลดั กันซกั ถามหากมขี ้อสงสยั และผลดั กนั อธบิ ายหรือแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ จน
สมาชกิ ในกลุ่มมีความเข้าใจชัดเจนตรงกนั (A)

๕. ครูอธิบายความร้เู พมิ่ เติมและยกตัวอย่างลกั ษณะและประเภทของบันเทงิ คดี องค์ประกอบของการ
เขยี นบนั เทงิ คดี และแนวทางการเขยี นบนั เทิงคดีใหน้ กั เรียนฟัง โดยเปดิ โอกาสให้นกั เรียนซกั ถามหากมีข้อสงสัย
เพ่อื ใหน้ กั เรียนมีความรูค้ วามเข้าใจมากยง่ิ ขึน้ (A)

๖. นกั เรียนทาใบงาน เรื่อง หลักการเขยี นบันเทิงคดี (R)
๗. นักเรียนแตล่ ะกลุ่มยกตัวอยา่ งบนั เทิงคดีที่นักเรียนสนใจ กลมุ่ ละ ๓ เร่ือง แล้ววเิ คราะห์การเขยี น
บนั เทงิ คดเี รื่องน้นั ๆ วา่ มีวธิ ีการเขยี นอยา่ งไร เพ่ือเปน็ การแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็ ภายในกลมุ่ เก่ยี วกบั การเขียน
บันเทิงคดี (A)
ข้ันสรุป
๑. ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั เฉลยคาตอบในใบงานเร่ือง หลักการเขยี นบนั เทิงคดี
ความคดิ
ส่ือ(วสั ดุ-อปุ กรณ์-ส่ิงพมิ พ์) / นวตั กรรม / ICT
๑. ใบความรู้เรื่อง ความรู้พ้นื ฐานเกย่ี วกับบันเทิงคดี
๒. ใบงานเรื่อง หลกั การเขยี นบันเทิงคดี
แหล่งกำรเรยี นรู้
-
บรู ณำกำร
-

๑๗๓

กำรวดั และประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้ เคร่ืองมอื วัดและประเมนิ ผล เกณฑก์ ำรวดั
วธิ กี ำรวัดผลและกำรประเมินผล ใบงานเรือ่ ง หลกั การเขียน
บันเทิงคดี ระดบั คุณภาพ ๓ ผ่าน
ดำ้ นควำมรู้ (K) ตรวจใบงาน แบบประเมิน เกณฑ์

ด้ำนทกั ษะ/ การเขียน แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพึง ระดับคุณภาพ ๓ ผ่าน
กระบวนกำร (P) ประสงค์ เกณฑ์

ด้ำนคุณธรรม สงั เกตความมวี ินยั ใฝ่เรยี นรู้ และ ระดบั คุณภาพ ๒ ผา่ น
จรยิ ธรรม และ มุ่งมน่ั ในการทางาน เกณฑ์
ค่ำนิยม (A)

กำรประเมินผล

ประเด็นกำรประเมนิ ระดบั คุณภำพ

๔๓ ๒ ๑
บอกหลกั การเขยี น
ด้ำนควำมรู้ เรอื่ ง บอกหลกั การเขยี น บอกหลักการเขยี น บันเทงิ คดีได้ถูกต้อง บอกเขยี นการบันเทงิ
ชัดเจน แต่ไม่ คดีได้ถูกต้อง แต่ไม่
(K) หลักการ บันเทงิ คดีไดถ้ ูกต้อง บันเทงิ คดีได้ถูกต้อง เรยี งลาดับตามสาระ ชัดเจน และไม่
สาคัญของเรื่อง เรียงลาดับตาม
เขียนบนั เทิง ชดั เจนเรยี งลาดบั ตาม ชดั เจนเรยี งลาดับตาม เขยี นโดยมีข้อมูล สาระสาคัญของเรื่อง
ถกู ต้อง ครบถ้วน
คดี สาระสาคญั ของเรื่อง สาระสาคญั ของเรื่อง ใช้ภาษาไดถ้ ูกต้อง เขยี นโดยมีข้อมูล
เหมาะสม สะกดคา ไมค่ รบถ้วน
เป็นส่วนใหญ่ ผิดพลาด ๓-๔ คา ไมส่ ามารถใช้ภาษาได้
ตามหลกั ของการใช้
ดำ้ นทักษะ/ การเขียน เขยี นโดยมขี ้อมูล เขยี นโดยมขี ้อมูล เอาใจใส่ต่อการ สะกดคาผดิ พลาดเกนิ
ปฏิบัติหนา้ ทีท่ ่ไี ดร้ ับ กว่า ๔ คา
กระบวนกำร ถูกต้อง ครบถว้ น ถกู ต้อง ครบถ้วน มอบหมายตั้งใจและ
รับผิดชอบในการ เอาใจใสต่ ่อการ
(P) ใชภ้ าษาไดถ้ ูกต้อง ใช้ภาษาไดถ้ ูกต้อง ทางานให้สาเรจ็ ปฏิบตั ิหนา้ ทีท่ ่ีได้รับ
ปรบั ปรุงและ มอบหมายตง้ั ใจและ
เหมาะสม สะกดคา เหมาะสม สะกดคา พัฒนาการทางาน รับผดิ ชอบในการ
อย่างรอบคอบทมุ่ เท ทางานให้สาเร็จ
ถูกต้องทุกคา ผดิ พลาด ๑-๒ คา ทางาน อดทน ไม่ท้อ ปรบั ปรุงและ
ต่อปญั หาและ พฒั นาการทางาน
ดำ้ นคณุ ธรรม มุ่งมน่ั ใน เอาใจใสต่ ่อการปฏิบตั ิ เอาใจใส่ต่อการ อุปสรรคพยายาม อย่างรอบคอบทมุ่ เท
จริยธรรม การทางาน หนา้ ที่ทีไ่ ด้รับ ปฏิบตั ิหนา้ ทีท่ ไี่ ดร้ ับ แก้ปญั หาและ ทางาน อดทน ไม่ทอ้
อปุ สรรคในการ ต่อปัญหาและ
และคำ่ นิยม มอบหมายตงั้ ใจและ มอบหมายต้งั ใจและ ทางานใหส้ าเรจ็ ชน่ื อุปสรรคพยายาม
แกป้ ัญหาและ
(A) รับผดิ ชอบในการ รับผิดชอบในการ อุปสรรคในการ
ทางานให้สาเร็จช่นื
ทางานใหส้ าเร็จ ทางานใหส้ าเรจ็

ปรบั ปรุงและ ปรับปรุงและ

พฒั นาการทางานอย่าง พฒั นาการทางาน

รอบคอบท่มุ เท ทางาน อยา่ งรอบคอบทมุ่ เท

อดทน ไม่ท้อตอ่ ปัญหา ทางาน อดทน ไม่ทอ้

และอุปสรรคพยายาม ต่อปญั หาและ

แกป้ ญั หาและอุปสรรค อุปสรรคพยายาม

ในการทางานให้สาเร็จ แกป้ ญั หาและ

ชน่ื ชมผลงาน อปุ สรรคในการ

ความสาเร็จดว้ ยความ ทางานใหส้ าเรจ็ ชน่ื

๑๗๔

ประเด็นกำรประเมิน ระดบั คณุ ภำพ

กจิ กรรมเสนอแนะ ๔ ๓ ๒ ๑

- ภาคภูมิใจอยา่ ง ชมผลงาน ชมผลงาน ชมผลงาน
สมา่ เสมอ ความสาเรจ็ ด้วย ความสาเร็จดว้ ย ความสาเร็จดว้ ย
ความภาคภมู ิใจ ความภาคภมู ิใจ ความภาคภูมิใจน้อย
บอ่ ยคร้งั บางครั้ง คร้ัง

ลงชอื่ .....................................................ผู้เขยี นแผนการจัดการเรยี นรู้
................/.................../................

๑๗๕

บันทึกควำมเห็นของผตู้ รวจแผนกำรจัดกำรเรยี นรู้

ได้ทาการตรวจแผนการจดั การเรียนรู้แล้ว มคี วามคิดเหน็ ดงั น้ี

เปน็ แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี

ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรงุ เน่อื งจาก...........................................

ลงช่ือ..........................................
( นางไพรจิตร บ้านเหลา่ )
หวั หนา้ กลมุ่ บริหารวชิ าการ

ขอ้ เสนอแนะของรองผู้อำนวยกำรโรงเรียน

เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี

ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรุง เนอ่ื งจาก...........................................

สอดคล้องกับมาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชวี้ ดั สมรรถนะหลกั คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ และการเรยี นรู้ใน

ศตวรรษท่ี ๒๑ ท่เี น้นผเู้ รยี นเป็นสาคัญมาใช้ในการสอนได้อยา่ งเหมาะสม

ลงชอื่ ..........................................
( นางสาวสภุ สั ตรา ฝ่ายสงค์ )

รองผ้อู านวยการโรงเรียน

ขอ้ เสนอแนะของหวั หน้ำสถำนศกึ ษำ ควรปรบั ปรงุ กอ่ นนาไปใช้ เน่อื งจาก.......................................
เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ที่
นาไปใช้ได้จรงิ

ลงชอ่ื ..........................................
( นางลัดดา ผาพันธ์ )
ผ้อู านวยการโรงเรยี น

๑๗๖

บันทึกหลังสอน
๑. ผลกำรสอน/ผลกำรเรียนรู้
ดา้ นความรู้ (K)
........................................................................................................................................ .......................
........................................................................................................... ....................................................
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
................................................................................................................... ............................................
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................
ดา้ นคุณธรรม จริยธรรม และค่านยิ ม (A)
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................
สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน/แนวความคิดเพ่ือการเรียนรใู้ นศตวรรษที่ ๒๑
............................................................................................................................. ..................................
.......................................................................................................................................... .....................
............................................................................................................. ..................................................
๒. ปญั หำ/อุปสรรค และข้อคน้ พบ
............................................................................................................................. ..................................
................................................................................................................................................ ...............
................................................................................................................... ............................................
๓. ข้อเสนอแนะแนวทำงแกไ้ ข และผลกำรแกไ้ ข
............................................................................................................................. ..................................
............................................................................................................................................ ...................
............................................................................................................... ................................................

ลงช่อื .....................................................ผสู้ อน
( นางพิชชานันท์ แสนแก้ว )

๑๗๗

ใบควำมรู้เรอ่ื ง หลกั กำรเขยี นบนั เทิงคดี

งานเขียนประเภทบันเทิงคดี (Fiction) หมายถึง เรื่องทีแ่ ต่งขึน้ ตามจนิ ตนาการของผแู้ ตง่ โดยมเี จตนาท่ี
จะใหค้ วามเพลดิ เพลินแก่ผู้อา่ นเป็นสาคัญ ในขณะเดยี วกนั กอ็ าจสอดแทรกความรู้ความคิดตา่ ง ๆ ไว้ดว้ ย

คาวา่ บนั เทงิ คดมี ีความหมายรวมถึงเร่ืองสั้น (Short story) และนวนิยาย (Novel) ซง่ึ ตา่ งกเ็ ปน็ ประเภท
หน่ึงของวรรณคดี แม้วา่ เรอื่ งสนั้ และนวนยิ ายจะเป็นประเภทหนงึ่ ของวรรณคดี และงานเขยี นทัง้ สองประเภท
ต่างมลี กั ษณะเฉพาะทแ่ี ตกตา่ งกนั แตย่ ังคงมีลักษณะบางประการร่วมกนั อยู่ ดงั จะได้กลา่ วถงึ รายละเอียดตอ่ ไป

โครงเรือ่ ง (Plot)
โครง เรือ่ ง หมายถึง เคา้ โครงหรอื ลาดบั เหตกุ ารณ์ทีผ่ ้แู ต่งกาหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะเขียนเรื่องให้ ดาเนินไป

อยา่ งไร โดยนาเหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์มาเรยี งต่อกัน ซึ่งแต่ละเหตุการณ์จะต้องเกีย่ วเนอ่ื งเชอ่ื มโยงกันอยา่ ง
เปน็ เหตเุ ป็นผล น่ันคือ เหตุการณ์หนง่ึ จะต้องส่งผลกระทบใหเ้ กดิ อีกเหตกุ ารณ์หน่ึงตามมาและต่อเน่ือง กันไปเปน็
ลูกโซ่จนกว่าเรือ่ งน้ันจะจบลง

ศิวภรณ์ หอมสุวรรณ (๒๕๓๕, หนา้ ๑๑) ไดใ้ ห้ข้อสงั เกตเกี่ยวกบั โครงเร่ืองและเน้ือเร่ืองไว้อยา่ งนา่ สนใจ
วา่ คาวา่ “โครงเรอ่ื ง” มีความหมายไม่เหมือนกบั คาว่า “เนื้อเรือ่ ง” เพราะแมว้ ่าตา่ งกเ็ ปน็ การเลา่ เหตุการณ์
ด้วยกนั แตเ่ หตุการณ์ใน “เน้ือเร่อื ง” จะจัดเรียงตามลาดับเวลาทเ่ี กิดข้ึน ส่วนเหตกุ ารณ์ใน “โครงเรื่อง” อาจ
จดั เรยี งตามลาดับเวลาทีเ่ กิดข้ึนหรือไม่ก็ได้ แต่จะต้องเปน็ เหตุเปน็ ผลเกย่ี วข้องสมั พันธ์กัน ดังท่ี E.M. Forster
ยกตัวอยา่ งว่า “พระราชาสนิ้ พระชนม์แลว้ พระราชนิ สี ้นิ พระชนม์” ถือว่าเปน็ “เน้ือเรอื่ ง” เพราะเป็นเหตุการณ์
สองเหตุการณ์ทีเ่ กิดขนึ้ โดยไม่มคี วามเกี่ยวข้องกัน แต่ถ้าเป็นข้อความวา่ “พระราชาสิ้นพระชนม์ ตอ่ มาพระราชินี
ก็สิน้ พระชนม์ ตามดว้ ยความเสยี พระทยั ” จดั วา่ เป็น “โครงเรอ่ื ง” เพราะไดแ้ สดงใหเ้ หน็ ถึงปัญหาในพระทยั ของ
พระราชนิ ี เป็นข้อขดั แย้งระหวา่ งความรักกับความพลดั พราก เนน้ ถึงความทุกข์เดือดร้อนในใจรุนแรงจนถงึ กับ
สิ้นพระชนม์ในท่ีสดุ
ประเภทของโครงเรอ่ื ง

โครงเรอ่ื งโดยทว่ั ไปอาจแบ่งออกได้ ๒ ชนดิ ดังน้ี (ศิวภรณ์ หอมสุวรรณ, ๒๕๓๕, หนา้ ๑๑ – ๑๒)
๑. โครงเรอ่ื งใหญ่ (Main Plot) คอื เหตกุ ารณ์สาคญั ทผี่ ู้ประพันธ์ใช้เป็นแกนใหเ้ รื่องดาเนนิ ตงั้ แตต่ น้
จนจบ
๒. โครงเร่ืองย่อย (Sub Plot) คือ เหตกุ ารณย์ ่อยซึง่ อาจมหี ลายเหตุการณ์ที่แทรกอยู่ในโครงเรอ่ื งใหญ่
เพอื่ เพิม่ รายละเอียดและชว่ ยเสริมใหโ้ ครงเร่ืองใหญส่ มบูรณ์ เช่น ในนวนยิ ายเรอ่ื ง ความผิดครง้ั แรก ของ
ดอกไมส้ ด โครงเร่ืองใหญ่คอื ความรกั ระหวา่ งหลวงปราโมทย์ฯกบั วไล แตม่ ีความรกั ระหว่างอานวยกบั อมรา เปน็
โครงเรอ่ื งย่อยแทรกซอ้ นอยู่ เพ่ือเปรียบเทยี บใหเ้ หน็ ความแตกตา่ งระหว่างความรักของคนสองคู่นี้ เป็นต้น
นอกจากน้ีโดยท่วั ไปแลว้ โครงเร่ืองยอ่ ยจะปรากฏในวรรณกรรมทมี่ เี หตุการณ์ต่อ เนือ่ งกันยาวนานเปน็ ส่วนใหญ่
ดงั น้นั นวนยิ ายเร่อื ง ผู้ชนะสิบทศิ ของยาขอบ ขุนศึก ของไม้เมืองเดิม หรอื เพชรพระอุมา ของพนมเทียน จงึ มี
โครงเรือ่ งย่อยแทรกอยเู่ ปน็ จานวนมาก แตใ่ นวรรณกรรมประเภทเร่อื งส้ัน ซ่ึงมขี นาดจากัด มักมแี ตโ่ ครงเรอื่ งใหญ่
เท่านน้ั
สว่ นประกอบของโครงเร่ือง
โครงเรื่องอาจแยกออกไดเ้ ปน็ ๓ ตอน ดงั นี้
๑. กำรเปดิ เร่อื ง คอื จุดเริม่ ต้นของเรื่องซึ่งถอื วา่ เป็นตอนสาคญั ทจ่ี ะดงึ ดูดความสนใจของผูอ้ ่าน ใหต้ ดิ ตาม
เร่ืองราวต่อไป อาจเปรียบได้กับเหยอ่ื ที่จะใช้ล่อปลาซึง่ จะต้องเลอื กให้เหมาะสมและนา่ สนใจ กบั ปลาแต่ละชนดิ ใน
วรรณกรรมไทยประเภทบันเทิงคดีโดยทว่ั ไป นิยมเปิดเรอ่ื งหลายวิธี (ศิวภรณ์ หอมสวุ รรณ, ๒๕๓๕, หน้า ๑๒ –

๑๗๘

๑๗) เช่น
๑.๑ เปดิ เรอ่ื งโดยกำรบรรยำย การเปดิ เรอ่ื งแบบน้มี ักเป็นการเริม่ ตน้ เล่าเร่ืองอย่างเรยี บ ๆ แลว้

ค่อย ๆ ทวคี วามเขม้ ขน้ ของเร่ืองข้นึ เปน็ ลาดับ อาจเป็นการบรรยายฉาก บรรยายตวั ละคร หรือเหตุการณ์อยา่ งใด
อย่างหน่ึงก็ได้

๑.๒ เปิดเรอ่ื งโดยกำรพรรณนำ การเปิดเรื่องวิธนี ้ีอาจเป็นการพรรณนาฉาก พรรณนาตวั ละคร
หรือพรรณนาเหตกุ ารณอ์ ยา่ งใดอยา่ งหนึง่ ก็ได้ คลา้ ยวิธีการบรรยาย เพยี งแต่เนน้ ที่จะสร้างภาพเพื่อปูพืน้ อารมณ์ให้
ผู้อา่ นเกิดความรู้สึกนกึ เหน็ เคลิบเคล้ิมคล้อยตามเปน็ พเิ ศษ

๑.๓ เปดิ เรือ่ งโดยใชน้ ำฏกำรหรือกำรกระทำของตัวละครทกี่ ่อใหเ้ กิดควำมสนใจโดยเรว็ การ
เปิดเรอ่ื งวธิ ีนสี้ ามารถทาใหผ้ อู้ ่านกระหายทจี่ ะตดิ ตามเร่ืองราวตอ่ ไปได้ มากเปน็ พเิ ศษ

๑.๔ เปดิ เร่ืองโดยใชบ้ ทสนทนำ การเปดิ เรือ่ งแบบนี้สามารถเรยี กรอ้ งความสนใจของผู้อา่ นได้ดี
วธิ หี นึ่ง ถ้าถ้อยคาทน่ี ามาเร่ิมต้นนนั้ เรา้ ใจหรอื กระทบใจผ้อู ่านทันที แต่ก็ตอ้ งพยายามเชือ่ มโยงบทสนทนานน้ั ให้
เก่ียวพันกบั เรื่องต่อไปอยา่ งแนบเนยี นดว้ ย

๑.๕ เปิดเรื่องโดยใช้สภุ ำษติ บทกวี เพลง หรือข้อควำมที่คมคำยชวนคดิ ชวนใหฉ้ งนสนเท่ห์
น่ำติดตำม

๒. กำรดำเนินเรือ่ ง นอกจากโครงเร่ืองจะประกอบด้วยการเปดิ เร่อื งในตอนต้นแลว้ การดาเนนิ เรอื่ งซึ่ง
เป็นตอนกลางของเรื่องก็นับว่ามีความสาคัญอยู่มากเชน่ เดียวกัน เพราะผูแ้ ตง่ จะต้องดึงความสนใจของผอู้ า่ นให้
ติดตามเร่อื งอยา่ งจดจ่ออยู่เสมอ ดังนัน้ จึงต้องสรา้ งความขัดแยง้ (Conflict) ทเ่ี รา้ ใจ แล้วคลคี่ ลายความ
ขดั แย้งเหลา่ นนั้ อย่างแนบเนียนไปจนถงึ เป้าหมายสุดยอดในตอนปิดเร่ือง รวมท้งั ต้องอาศยั กลวธิ ีเลา่ เร่อื งท่ี
เหมาะสมประกอบด้วย (ศิวภรณ์ หอมสวุ รรณ, ๒๕๓๕, หน้า ๑๘) ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้

๒.๑ ควำมขดั แยง้ (Conflict) คอื ปญั หาหรอื ความขัดแย้งทีจ่ ะทาใหเ้ รื่องราวดาเนินต่อไป
วรี วัฒน์ อินทรพร (๒๕๔๕, หน้า ๑๒๐) กลา่ วไวว้ า่ ความขัดแย้งแบ่งไดห้ ลายประเภทดงั นี้

๑) ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนษุ ย์ หมายถึง ความขดั แย้งทเ่ี กิดขนึ้ ระหวา่ งตวั
ละครกบั ตัวละคร ซ่งึ อาจเปน็ ตัวละครเอกกับตวั ละครรอง เชน่ ความขดั แยง้ ระหวา่ งขุนแผนกับขุนชา้ ง ความ
ขัดแยง้ ระหว่างแฮรี่พอตเตอร์ กับลอร์ดโวลเดอมอร์ ในวรรณกรรมเยาวชนเรอ่ื งแฮร่ี พอตเตอร์ ซึ่งในแต่ละตอน
เรอื่ งจะจบลงเมื่อความขัดแยง้ ของตวั ละครทงั้ สองตวั คลีค่ ลาย เช่น ลอร์ดโวลเดอมอรเ์ ป็นฝา่ ยพ่ายแพแ้ ก่แฮรี่ พอต
เตอร์ แม้จะไม่สิ้นสดุ เพราะเป็น นวนยิ ายทม่ี ตี อนต่อกต็ าม

๒) ความขัดแย้งระหวา่ งมนุษยก์ ับธรรมชาติ หมายถึง การกาหนดให้ตัวละครต้องตอ่ สู้
กบั ธรรมชาติ อาจเป็นภยั ธรรมชาติ หรอื สภาพแวดลอ้ ม ความแหง้ แล้งตามธรรมชาติ เช่น ภาพยนตรเ์ รื่อง
Hurricane ที่มนุษยต์ ้องเอาชนะต่อสู้กบั วาตภัย หรอื ภาพยนตร์เรือ่ ง Deep Impact ทมี่ นุษย์ต้องเอาชนะและต่อสู้
กบั ดาวหางที่พุ่งมาชนโลก เป็นต้น

๓) ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสังคม หมายถงึ การกาหนดใหต้ ัวละครเอกมีความ
ขดั แยง้ กับสงั คม เช่น ฟัก ในนวนยิ ายเรอื่ ง คาพพิ ากษา ต้องขัดแย้งกับชาวบ้านทงั้ หมู่บ้าน เพราะพวกชาวบา้ นคิด
ว่าฟักเอาแม่เล้ยี งเป็นเมยี แต่ท่สี ุดฟกั กไ็ ม่สามารถเอาชนะความเชือ่ ของชาวบ้านได้ กลายเปน็ ผูพ้ า่ ยแพ้อยา่ งหมด
รปู เปน็ ต้น

๔) ความขัดแย้งระหวา่ งมนุษย์กบั ตัวเอง อาจเปน็ ความขดั แย้งทางกายภาพ เช่น ความ
พกิ าร หรือความขัดแย้งทางจิตใจ เชน่ การเอาชนะใจฝ่ายดีและฝ่ายช่วั ของตนเองเปน็ ตน้
นวนยิ าย เร่ืองสั้น และบทละครที่ไม่มคี วามขดั แย้งถือวา่ เป็นงานเขียนท่ีไม่มโี ครงเรือ่ ง ดังนนั้ การเขยี นงานประเภท
น้ีจะต้องกาหนดให้มคี วามขดั แย้งเสมอ ยง่ิ ความขัดแยง้ มีความซบั ซ้อน กจ็ ะทาให้เร่อื งท่ีเขียนมคี วามนา่ สนใจ
ติดตามมาก

๑๗๙

๒.๒ กลวิธเี ก่ียวกบั กำรดำเนนิ เร่อื ง ศิว ภรณ์ หอมสวุ รรณ (๒๕๓๕, หนา้ ๑๙) และยุวพาส์
(ประทีปะเสน) ชัยศิลปว์ ัฒนา (๒๕๔๔, หน้า ๑๑๕ – ๑๑๖) ได้กล่าวไว้ว่า กลวธิ ีเกีย่ วกบั การดาเนินเร่ือง ผู้แตง่ อาจ
ทาไดห้ ลายวธิ ี ดังนี้

๑) เล่ำเร่ืองตำมลำดับปฏิทนิ (Chronological order) คอื การเลา่ เร่ืองไปตามลาดับ
เวลา กอ่ นหลังของเหตุการณ์ท่เี กิดขนึ้ เชน่ เร่ืองลูกอสี าน ของคาพนู บุญทวี เปน็ ตน้

๒) เล่ำเร่ืองย้อนต้น (Flashback) คอื การดาเนินเรอื่ งท่ีเลา่ ย้อนสลบั กนั ไปมาระหวา่ ง
อดตี กับปจั จุบัน ดังน้ันเร่อื งจึงอาจเรม่ิ ต้นที่ตอนใดก็ได้ เชน่ เรอ่ื ง นทิ ราสายณั ห์ ขององิ อร ขา้ งหลังภาพ ของศรี
บูรพา แผน่ ดนิ ของเรา ของแม่อนงค์ ฯลฯ โดยเฉพาะในการแต่งเรือ่ งส้ันของนักเขยี นรนุ่ ใหม่ เชน่ สุชาติ สวสั ดิ์ศรี
วิทยากร เชียงกลู กรณ์ ไกรลาศ พิบูลศักดิ์ ละครพล มกุฏ อรฤดี ฯลฯ นยิ มใช้การเลา่ เร่ืองแบบย้อนตน้ กนั มาก

๓) เล่ำเหตุกำรณเ์ กดิ ต่ำงสถำนที่สลบั กนั ไปมำ การดาเนินเรอื่ งแบบนแี้ มจ้ ะเลา่
เหตุการณท์ ่เี กิดต่างสถานท่สี ลับกนั ไปมา แตเ่ รื่องราวมักต่อเนื่องกนั ไปโดยตลอด เช่น เรอ่ื ง ในฝนั ของโรสลาเรน
เปน็ ตน้

๔) เลำ่ ตอนกลำงก่อนแลว้ ย้อนมำตอนตน้ เรอื่ ง (In Medias Res) คอื จดั เหตกุ ารณท์ ่ี
เกดิ ขนึ้ ตอนกลางของเรื่องมาก่อนแลว้ จงึ เลา่ เรื่องตอนตน้ มา บรรจบกันก่อนทจ่ี ะดาเนินเรื่องไปสตู่ อนจบ

๓. กำรปิดเรอ่ื ง คือ จดุ จบของเร่อื ง ซ่งึ นบั ได้ว่าเป็นช่วงที่มคี วามสาคัญมากเพราะจะเป็นตอนที่
ประเมนิ ผลให้รู้ ว่า ผ้อู ่านมคี วามประทบั ใจตอ่ วรรณกรรมเร่ืองนั้นมากนอ้ ยเพียงใด ถ้าเปรียบเทียบการเปดิ เร่ืองใน
ตอนต้นเสมือนเหย่ือล่อปลา การดาเนนิ เร่อื งในตอนกลางก็นา่ จะหมายถึงคุณภาพของเหยอ่ื ว่าดี-เลวพอที่ปลาจะ
กลืนกินมากนอ้ ยเพยี งใด ส่วนการปดิ เรื่องในตอนทา้ ยก็คงจะเป็นการตวัดเบ็ดขึน้ มาจากน้า เพอ่ื พสิ จู น์วา่ ปลาจะตดิ
เบ็ดหรอื ไม่ ฉะนนั้ วรรณกรรมเรื่องใดปดิ เรื่องไมป่ ระทบั ใจผู้อ่านก็เหมอื นกับปลาไม่ตดิ เบ็ดนั่นเอง
นวนยิ ายบางเรอื่ งเม่ือปัญหาคลคี่ ลายแลว้ ผ้เู ขยี นก็ปดิ เรอื่ ง ทันที แต่บางเร่ืองผู้เขียนปิดเร่ืองหลงั จากปัญหาคลคี่ ลาย
เชน่ นวนิยายเรือ่ งผหู้ ญิงคนนั้นช่ือบุญรอด ของโบต๋ัน ผ้เู ขียนปิดเรอื่ งดว้ ยการใหบ้ ญุ รอดเดินทางไปต่างประเทศกบั
สามีชาวอเมรกิ นั หลงั จากบุญรอดไดจ้ ดั การกบั ปญั หาทเี่ กดิ ขึ้นในครอบครวั ของตนเองเรียบรอ้ ยแล้ว เป็นการสรปุ
จบเร่อื งใหเ้ หน็ ความสาเรจ็ ของบุญรอดหลังจากที่ฝา่ ฝันต่อสู้กบั อุปสรรคในชีวิตมาอยา่ งโชกโชนโดยท่ัวไป มีวิธกี าร
ปดิ เรือ่ งทน่ี ยิ มกันอยูห่ ลายวธิ ีดังนี้ (วรี วัฒน์ อนิ ทรพร, ๒๕๔๕, หน้า ๑๒๓ – ๑๒๔;
ศิวภรณ์ หอมสุวรรณ, ๒๕๓๕, หนา้ ๒๑ – ๒๒)

๑) ปิดเรอ่ื งแบบหักมุม หรือพลกิ ควำมคำดหมำยของผูอ้ ่ำน (Surprise ending หรอื Twist
ending) การปิดเร่ืองแบบน้เี ป็นการพลกิ ความคาดหมายผู้อ่าน ทาใหผ้ ู้อา่ นคาดไม่ถึง การปิดเร่ืองประเภทน้ี ผู้แตง่
ตอ้ งมีกลวธิ ีในการดาเนนิ เรื่องเป็นอยา่ งดแี ละต้องซ่อนปมที่จะพลกิ ความคาดหมายของผู้อา่ นใหส้ นทิ ไมค่ วรให้
ผูอ้ า่ นระแคะระคายตัง้ แต่ต้นเร่ืองหรอื กลางเรอื่ ง เพราะจะทาให้เรอ่ื งขาดความความนา่ สนใจ สว่ นมากมักปรากฏ
อย่ใู นเร่ืองสัน้ มากกว่านวนิยาย เช่น ในเรื่องสร้อยคอทีห่ าย ของ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เป็นตน้ โดยเฉพาะ
เร่อื งสนั้ ในยุคบุกเบกิ มักได้รับอิทธพิ ลการปดิ เรอื่ งแบบนจ้ี าก O.Henry และ Guy de Maupassant เปน็ อันมากแม้
ในปัจจบุ ันจะเส่ือมความนิยมไปบ้างแล้ว แต่กย็ ังมผี ูป้ ดิ เรื่องแบบหักมุม หรือพลิกความคาดหมายให้ผู้อ่านกันอยู่
เสมอในงานเขียนประเภทอาชญานิยาย หรือนวนยิ ายลึกลบั ทซ่ี อ่ นเงื่อนปมไว้ยงั มีการใช้วิธกี ารปิดเรอ่ื งอยู่

๒) ปดิ เร่อื งแบบโศกนำฏกรรม (Tragic ending) คอื การจบเร่อื งดว้ ยความตาย ความผิดหวัง
ความสูญเสยี หรอื ความล้มเหลวในชวี ิต การปิดเรื่องแบบน้ีมักเรยี กร้องความเห็นใจ ความซาบซ้งึ สะเทือนใจจาก
ผู้ อา่ นไดเ้ ป็นอย่างดี ฉะน้ันจึงมีผ้นู ยิ มปิดเรอ่ื งแบบนก้ี ันมาก เช่นในเร่อื ง จับตาย ของมนัส จรรยงค์ คูก่ รรม ของ
ทมยนั ตี นทิ รา-สายัณห์ ของ อิงอร เขาชอ่ื กานต์ ของสุวรรณี สคุ นธา แผลเกา่ ของไม้ เมืองเดิม และ
ครบู ้านนอก ของคาหมาน คนไค เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การปิดเรอ่ื งด้วยวธิ นี ้ี ผู้แตง่ ควรมเี ทคนคิ ในการ
คลี่ คลายปมบางอย่างเพอื่ มใิ ห้เรอ่ื งน้นั เศรา้ โศกจนเกนิ ไป อาจจะทาให้ไมป่ ระทับใจผอู้ ่านเท่าท่คี วร เพราะไมใ่ ห้

๑๘๐

ความหวงั แกผ่ อู้ ่านเลย นวนยิ ายเรือ่ งคู่กรรม ของทมยันตี แม้พระเอกคือโกโบริจะตายตอนจบ แต่ทมยนั ตีกไ็ ดใ้ ห้
พระเอกและนางเอก ได้มีโอกาสเปดิ เผยความรักซึง่ กันและกนั ท่ตี า่ งคนตา่ งถือทิฐมิ านะ ไมย่ อมกลา่ วในตอนดาเนิน
เร่อื ง ดงั นน้ั เรอ่ื งจงึ ประทบั ใจผูอ้ ่านเพราะตัวละครเขา้ ใจกนั ดแี ล้ว ถ้าทมยันตีให้โก โบรติ ายโดยไม่ได้บอกรักอังศมุ า
ลิน นวนยิ ายเรอ่ื งนคี้ งไมย่ นื ยงเป็นอมตะมานานจนทุกวันน้ี ดังน้ันผู้ท่จี ะใชก้ ลวิธกี ารปิดเร่ืองตอ้ งคานงึ ถงึ เทคนิคน้ี
ไวด้ ้วย

๓) ปดิ เร่อื งแบบสุขนำฏกรรม (Happy ending) คือ การจบเร่ืองด้วยความสุขหรือความสาเรจ็
ของตวั ละคร การปดิ เรื่องแบบนีม้ นี กั เขยี นนยิ มใช้กันโดยทั่วไปทั้งเรอ่ื งสน้ั และนวนิยาย เชน่ อย่กู ับก๋ง ของหยก
บรู พา ใต้ฟา้ สคี ราม ของ สีฟา้ ผ้กู องยอดรกั ของ กาญจนา นาคพนั ทน์ แด่คุณครูด้วยคมแฝก ของ นิมติ ร ภมู ิถาวร
ฯลฯ

๔) ปิดเรื่องแบบสมจรงิ ในชีวิต (Realistic ending) หรอื ให้แนวคิดอย่ำงใดอย่ำงหน่ึงแก่
ผู้อ่ำน คอื การจบเรอ่ื งแบบทิ้งปญั หาไวใ้ ห้ผู้อา่ นคิดหาคาตอบเอาเอง เพราะในชีวติ จริงมปี ัญหาหลายอยา่ งที่ไม่
สามารถแก้ปัญหาหรือหาคาตอบใหแ้ ก่ ปัญหานนั้ ได้ เชน่ ในเร่ือง เศรษฐศาสตร์กลางทะเลลกึ ของอาจนิ ต์ ปัญจ
พรรค์ หรือนวนยิ ายเร่ือง ตะวันตกดนิ ของ กฤษณา อโศกสิน กอ็ าจนบั วา่ เป็นการปิดเรื่องแบบน้ีได้ โดยเฉพาะใน
เรื่องส้ันของนักเขยี นสมัยใหม่ เช่น สุชาติ สวสั ดิศ์ รี วทิ ยากร เชยี งกลู กรณ์ ไกรลาศ พิบูลศกั ด์ิ ละครพล มงกฎุ อร
ฤดี ศรีดาวเรือง มานพ ถนอมศรี ฯลฯ มักนิยมปิดเร่ืองแบบสมจรงิ ในชีวิต หรือให้แนวคิดแกผ่ ้อู า่ นเกอื บทงั้ หมด
และบางเร่ืองก็ใหแ้ นวความคิดแกผ่ ู้อ่านอยา่ งซับซ้อนลึกซึง่ จนยากแก่การเข้า ใจ เช่นเรอ่ื ง รถไฟเดก็ เล่น ของสชุ าติ
สวัสดศ์ิ รี หรือเรื่อง ถนนสายทนี่ าไปสู่ความตาย ของ วทิ ยากร เชียงกลู เปน็ ต้น

โครงสร้ำงของโครงเรอ่ื ง
ยุวพาส์ (ประทีปะเสน) ชยั ศลิ ป์วัฒนา (๒๕๔๔, หนา้ ๑๑๓ – ๑๑๕) ได้กลา่ วว่า โครงสร้างของเรื่อง

สามารถจาแนกออกไดเ้ ปน็ ๕ ข้นั ตอน คือ
๑. บทเปิดเร่อื ง (Exposition) คือ บทนาเรื่องทผ่ี ู้แตง่ จะปูพ้นื ฐานใหข้ ้อมูลเกยี่ วกบั ตวั ละคร เหตุการณ์

เวลา และสถานที่ จงึ เป็นชว่ งแนะนาตัวละครในเรื่อง ท้งั นี้เพอ่ื เตรียมใหผ้ ู้อ่านรูว้ ่าอะไรเกิดขึน้ ก่อนท่ีเรื่องจะ
ดาเนินตอ่ ไป ผู้แต่งอาจอาจจะเสนอเคา้ ของปญั หาหรือความขัดแย้งไว้ในบทเปิดเร่อื งกไ็ ด้ เพื่อใหผ้ ู้อ่านเกิด
ความรสู้ ึกอยากจะตดิ ตามเร่ืองราวตอ่ ไป

๒. กำรผกู ปม (Complication) และกำรขมวดปม (Rising Action) คอื เรื่องราวท่ีเกดิ ข้ึนหลงั บท
เปิดเรือ่ งเป็นชว่ งความยุ่งยากทท่ี าให้เรื่อง พัฒนาและดาเนินต่อไปได้ ปญั หาและความขัดแย้งของโครงเรื่องจะ
ค่อย ๆ ปรากฏออกมาให้เหน็ อยา่ งเดน่ ชดั และทวีความเข้มขน้ ขน้ึ เร่ือย ๆ จนกระทง่ั ถึงจดุ หกั เหของเรอ่ื ง

๓. จดุ วกิ ฤต (Crisis) หรอื จุดหกั เหของเรือ่ ง จดุ วิกฤตน้ีเป็นส่วนหน่งึ ของการขมวดปม ความตึงเครยี ด
ของเรื่องสามารถเกดิ ขน้ึ ได้หลายคร้ัง ฉะน้ัน จุดวิกฤตในแต่ละโครงเรื่องจงึ เกิดขน้ึ ได้มากกวา่ หน่งึ ครง้ั เชน่ เดยี วกนั
แตอ่ ย่างไรกต็ าม เม่ือเรอื่ งดาเนินมาถึงความตึงเครียดท่สี ุดของเรอ่ื งจนทาใหเ้ ร่ืองนน้ั เกดิ การหกั เหเป็นครั้ง
สดุ ท้ายก่อนเรอ่ื งจะคลีค่ ลายความย่งุ ยากและจบลง มักจะนิยมเรียกจุดหักเหนี้ว่าจุดสุดยอด (climax) ซ่งึ นับเปน็
จุดสูงสุดของเร่ือง และเปน็ จดุ สุดทา้ ยของช่วงการขมวดปม

๔. กำรแก้ปม (Falling Action) คือ ตอนทเ่ี ร่ืองค่อยๆ ลดความตึงเครยี ดลง ซง่ึ จะนาไปสคู่ วาม
คลีค่ ลายของปมปัญหาและความขดั แย้งตา่ ง ๆ ในทสี่ ุด

๕. กำรคล่ีคลำยเรื่อง (Resolution หรือ Denouement) คือ การคล่คี ลายปัญหาและความขัดแย้ง
เป็นตอนจบหรือตอนสดุ ท้ายของเรื่อง อย่าง ไรกต็ าม ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถวิเคราะห์ แยกแยะโครง
เรอื่ งได้ครบตามข้ันตอนทงั้ ๕ ขั้น ได้เสมอไป ทัง้ น้ีขน้ึ อยู่กับผู้แตง่ ท่อี าจตัดหรือรวบบางข้ันตอนเข้าไว้ดว้ ยกนั
เช่น อาจจะรวมบทเปดิ เร่ืองกับการผกู ปมเขา้ ด้วยกนั เป็นต้น

๑๘๑

สว่ น วรี วฒั น์ อนิ ทรพร (๒๕๔๕, หน้า ๑๒๐ – ๑๒๑) ไดก้ ล่าวถึงลาดบั ขั้นของการวางความขดั แย้งไวว้ ่า
มี ๔ ขนั้ ดงั นี้

๑. ขั้นเร่มิ เรอื่ ง เปน็ การปูพ้นื และกลา่ วถึงสถานการณ์ทัว่ ไปของเรื่องหรือตวั ละคร
๒. ควำมขัดแย้งเรมิ่ ปรำกฏ เป็นการจุดประกายหรือแนะให้ผู้อ่านทราบว่า ตัวละครกาลังจะเผชิญหนา้
กับปัญหาหรือความขดั แยง้ เชน่ นวนิยายเร่ืองคาพิพากษา หลังจากพ่อของฟักตาย นางสมทรง ซึ่งเป็นหญิงสติไม่
ดีเรม่ิ แสดงความหึงหวงฟักในงานวัด ทาใหผ้ คู้ นเร่มิ สงสยั ว่าฟกั กบั นางมีอะไรกนั เปน็ ท่ีมาของ
คานินทา ซึ่งในชว่ งนปี้ ญั หายังไมม่ ีความรุนแรง
๓. กำรขยำยตวั ของปัญหำ หรือจดุ สูงสุด เปน็ ขน้ั ที่ผ้เู ขยี นได้พฒั นาความขัดแย้งมาถงึ จุดสูงสดุ ฟกั เริม่
เผชิญกบั ปัญหาความขดั แย้งกับสงั คมทัง้ หมบู่ ้าน จนติดเหล้าและในท่ีสุดกป็ ่วยดว้ ยโรคสุราเรื้อรงั กลายเป็นผู้ไร้
ความนา่ เชอ่ื ถือในหมบู่ า้ น และปัญหาทวีถึงจดุ สงู สุดเมื่อฟักตาย
๔. กำรคล่ีคลำยของปญั หำ การท่ีเรอ่ื งไดผ้ ่านจดุ สงู สุดของปัญหาและคลคี่ ลายก่อนปิดเรื่อง ขอ
ยกตวั อย่างนวนิยายเรื่องเดิมคือคาพิพากษา เม่ือฟักตายแลว้ ในสายตาของชาวบา้ นยังมองเหน็ วา่ ฟักเปน็ คนไม่ดี
ในขณะท่ผี ูอ้ ่านทราบอยู่ตลอดเวลาถึงความจรงิ ที่เกิดขึน้ ศพของฟักไดก้ ลายเป็นศพทดลองเตาเผาศพใหมข่ องวัด
ไป ในขณะท่ีครูใหญซ่ ึ่งเป็น “ผ้รู ้าย” ของเรื่องกลบั ยังมีสถานภาพทีส่ งู ในหมบู่ ้าน อยา่ งไรก็ตาม ในจุดคลี่คลาย
ปัญหานี้ ผู้เขยี นได้ “ทดแทน” ใหแ้ ก่ฟกั ดว้ ยการให้นางสมทรง “บ้วนนา้ ลาย” รดหน้าครูใหญ่ เทา่ กับเปน็ การ
ลงโทษครูใหญแ่ ทนฟักแล้ว

กำรวเิ ครำะหโ์ ครงเรอื่ ง
การวเิ คราะห์โครงเร่ือง สามารถพิจารณาไดห้ ลายประเด็น (ยวุ พาส์ (ประทีปะเสน) ชยั ศิลป์วฒั นา,

๒๕๔๔, หน้า ๑๑๙ – ๑๒๐) เช่น
๑. ตัวเอกและคู่กรณใี นเร่ืองคือใคร
๒. ความขัดแย้งของเรื่องคืออะไร ความขัดแยง้ ท่ใี ช้นน้ั จัดเปน็ ประเภทใดบ้าง และมีกป่ี ระเภท
๓. เหตุการณ์สาคัญท่ีทาให้เกิดโครงเรือ่ งคืออะไร ผแู้ ตง่ จัดลาดับของเหตุการณ์แบบใด และเร่ืองจบลง

อยา่ งไร เหตุใดจงึ จบเชน่ น้นั
๔. เปรียบเทยี บเหตกุ ารณ์ตอนตน้ กับตอนจบ อะไรคือจุดเปล่ียนแปลงสาคัญท่ีเกิดขึน้
๕. อธิบายโครงเรอ่ื งในแง่ของโครงสร้าง ซงึ่ แบ่งออกเป็นบทเปดิ เรอ่ื ง การผูกปม จดุ วกิ ฤต การแกป้ ม

และการคล่ีคลายเรือ่ ง
๖. โครงเร่ืองมเี อกภาพหรือไม่ เหตุการณ์แต่ละช่วงมคี วามสัมพนั ธ์กันและเก่ียวเน่ืองกับแก่นเร่อื งท่ี

ต้องการเสนอหรอื ไม่
๗. โครงเรือ่ งมคี วามเปน็ ไปได้มากน้อยเพียงใด มคี วามบังเอิญหรือไม่ ถา้ มี ความบังเอิญน้ันมบี ทบาท

อะไรบา้ ง
๘. โครงเรือ่ งจบลงอยา่ งเหมาะสมหรือไม่ ตอนจบไปกันได้ดีกบั เรอ่ื งทัง้ หมดหรือไม่ มีวธิ กี ารแกป้ ัญหาที่

แยบยลหรือไม่
๙. ในกรณที ีม่ โี ครงเรื่องรอง โครงเรอื่ งรองช่วยใหโ้ ครงเร่อื งหลกั มคี วามสมบูรณ์ขน้ึ หรือไม่ อย่างไร
๑๐. ผู้เขียนใช้ความระทกึ ใจและการเกริ่นการณ์หรือไม่ การใช้มีผลต่อเรื่องอยา่ งไร

แก่นเรอ่ื ง (Theme)
แกน่ เร่อื ง บางครัง้ เรียกวา่ สารัตถะหรือแนวคิดสาคัญของเรอ่ื ง แกน่ เรื่อง คือ ทัศนะหรือแนวคดิ สาคัญท่ี

ผู้ แต่งต้องการนาเสนอ เปน็ ความหมายรวมของเร่ืองท้ังเรื่อง ดงั น้ันแก่นเร่ืองจึงเป็นตัวคุมองค์ประกอบทุก ๆ

๑๘๒

สว่ นในเรอื่ ง ไมว่ า่ จะเป็นโครงเร่ือง ตวั ละคร ผเู้ ล่าเรอ่ื ง ความขดั แย้งของเรอื่ ง เหตุการณ์ สถานที่ ตลอดจนแนว
ลลี าการเขียน เพื่อให้บรรลุจุดประสงคห์ ลกั ท่ีผแู้ ตง่ ต้องการสือ่

พิศมัย อาไพพันธ์ุ (๒๕๔๘, หน้า ๑๙๙ – ๒๐๐) ได้กล่าวไว้วา่ แนวคดิ เป็นความหมายของเรื่อง ไมใ่ ช่
เร่ืองสอนใจ แต่เปน็ ส่งิ ทผ่ี ู้เขยี นตอ้ งการจะกลา่ วเกีย่ วกับเรื่องของเขา แนวคิดที่กล่าวถึงน้เี ปน็ ความคดิ ทีเ่ ป็น
รากฐาน ซึ่งแสดงใหเ้ ห็นถงึ ความเชื่อของนักเขยี นเกยี่ วกับความจริงที่เป็นอยู่ แนวคิดไม่ใช่ขอ้ ศีลธรรมจรรยาทีเ่ ป็น
แนวทางในการประพฤตปิ ฏบิ ัติ เพราะแนวคิดไม่จาเปน็ ต้องเปน็ แนวในการปฏิบัติเลย การอธิบายแนวคดิ ของ
เร่ือง อาจทาได้ ๒ วิธี ดังน้ี

๑. บอกไวต้ รง ๆ ผูเ้ ขียนอธบิ ายแนวคดิ ไว้ตรง ๆ ในสว่ นใดส่วนหน่งึ ของเรื่อง อาจเปน็ ตน้ เร่ือง
ทา้ ยเรือ่ ง หรือชือ่ เรอื ง

๒. แฝงไว้ในส่วนต่าง ๆ แฝงไว้ในเหตุการณ์ พฤติกรรมของตวั ละคร และส่วนประกอบอื่น ๆ
อนั มีผลตอ่ ความหมายของเรื่อง

ยุวพาส์ (ประทีปะเสน) ชัยศิลปว์ ฒั นา (๒๕๔๔, หน้า ๑๕๕) ไดใ้ หข้ ้อสงั เกตเก่ียวกับแกน่ เรอ่ื งไวด้ งั นี้
๑. แก่นเรอื่ งไมจ่ าเปน็ ต้องเด่น หรือเสนอสาระสาคญั เก่ยี วกบั ชวี ติ และธรรมชาตขิ องมนุษยเ์ สมอ

ไป เรือ่ งประเภทสนกุ ขบขนั เรอ่ื งประเภทนักสบื เรอ่ื งลึกลับ เร่ืองผจญภยั และเร่อื งนา่ กลัว มักไมม่ ีแกน่ เรื่องที่
สลักสาคัญ เพราะผแู้ ตง่ มีจดุ มุ่งหมายเพยี งเพื่อต้องการใหผ้ ู้อ่านเกิดความรู้สกึ เพลิด เพลิน สนุก ตนื่ เตน้ หรอื
สยดสยองกบั เร่ืองทตี่ ้องการเสนอเท่าน้ัน

๒. แกน่ เร่อื งสามารถมไี ด้มากกวา่ หน่ึงแกน่ เรื่อง ด้วยเหตทุ ี่แกน่ เรือ่ งไดจ้ ากการวิเคราะห์ตีความ
เน้อื เร่อื ง บรบิ ทของเรื่องจงึ เอื้อและสนับสนนุ ความหลากหลายของแกน่ เร่ือง เชน่ ในเรอ่ื ง Young Goodman
Brown ของฮอธอร์น ท่เี ปน็ เร่ืองเก่ยี วกับสามีหนุม่ ชาวเพยี วริตันในนวิ องิ แลนด์ ท่ตี ้องจากภรรยาชอ่ื เฟธ (Faith)
ไป ทั้ง ๆ ท่เี พง่ิ แต่งงานกนั ได้ไม่นาน เพื่อไปพบกบั ปีศาจตามนดั เขาต้องเดินเข้าปา่ ไปในตอนกลางคืน และเมือ่ ไป
ถงึ ทีน่ ัดพบเขาได้เหน็ วา่ ทุก ๆ คนท่เี ขารู้จักรวมท้ังภรรยาของเขาเองก็มาร่วมพิธีกรรมนอกศาสนากบั ปศี าจท้ัง ส้ิน
ผู้อ่านอาจมคี วามเห็นเกย่ี วกับแก่นเรอ่ื งต่าง ๆ กนั ออกไป ผอู้ ่านบางคนอาจสรุปแก่นเร่อื งตามเหตุการณท์ ตี่ ัว
ละครประสบวา่ ความชว่ั เป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่ผอู้ ่านบางคนอาจตีความว่าแก่นเรื่องคือความลม้ เหลวของ
ความเชื่อ (ซ่งึ ใชช้ ื่อภรรยาของบราวน์ เปน็ สญั ลกั ษณ์) นอกจากน้ียงั มผี ้อู ่านท่ีอาจลงความเหน็ วา่ แก่นเร่ืองของ
เรือ่ งนี้คือการโจม ตีความหนา้ ไหวห้ ลังหลอกของสงั คมแบบเพียวริตัน หรือ แกน่ เรื่องของเร่อื งน้อี าจเปน็
การศึกษาเชิงจติ วเิ คราะห์ในเรื่องพัฒนาการทางเพศทตี่ ้องเก็บกดในสงั คมอเมริกันยุคเพียวริตัน เป็นต้น

๓. แก่นเรื่องไมจ่ าเปน็ ต้องสอดคลอ้ งกับความเชื่อ และค่านิยมของผอู้ า่ น ผอู้ ่านอาจไม่เห็นด้วย
หรอื ไมย่ อมรับแนวความคดิ ของผ้แู ตง่ แต่ความคิดและทศั นะของผู้แต่งต้องมพี ลงั พอทจี่ ะนาความคดิ และ
จินตนาการของผู้ อา่ นให้มโี ลกทัศน์ทีก่ ว้างขึ้น พรอ้ มกับผลักดนั ให้ผู้อ่านไดส้ ารวจไตร่ตรองบทสรปุ คา่ นยิ ม และ
ความเช่ือของเขาเองเพ่ือใหร้ ู้ถึงเหตุและผลว่าทาไมเขาจึงปฏิเสธแนวความ คิดของผแู้ ต่ง
นอกจากนย้ี ังได้ใหข้ ้อสงั เกตในการสรุปแก่นเร่ืองไว้ดังน้ี

๑. ช่ือเรือ่ งอาจเสนอแนะแนวความคดิ บางอย่างท่ผี ูแ้ ตง่ ต้องการส่ือ
๒. การเปลย่ี นแปลงทีเ่ กดิ ขึ้นกบั ตวั เอกของเร่ืองในขณะทเ่ี รอื่ งกาลงั ดาเนินอยู่ ตวั เอก
ของเร่ืองไดค้ ้นพบหรือเกิดความเขา้ ใจอะไรบ้างเกี่ยวกับชวี ิต และในขณะเดียวกันผ้อู ่านเกดิ ความเข้าใจอะไร
ใหม่ ๆ ขนึ้ มาบ้าง
๓. ผูแ้ ตง่ เสนอแนวทางในการสงั เกตชวี ติ และธรรมชาตขิ องมนุษย์หรอื ไม่อย่างไร
๔. สัญลกั ษณ์ทีใ่ ชใ้ นเรื่องอาจเสนอความคดิ หลักของเรื่อง
๕. แกน่ เรอ่ื งต้องครอบคลมุ เนื้อหารวมของทง้ั เร่ือง ไมใ่ ชเ่ ฉพาะเพียงบางสว่ นเท่านั้น

๑๘๓

ประเภทของแก่นเรื่อง
โดยทว่ั ไปแก่นเร่ืองอาจแบ่งได้ออกเปน็ ๒ ประเภทไดด้ งั น้ี (ศิวภรณ์ หอมสวุ รรณ, ๒๕๓๕, หน้า ๓๐ –

๓๑)
๑. แกน่ เรอื่ งใหญ่ (Main theme) ถอื เป็นแก่นหรือแกนกลางของเร่อื ง หมายความวา่ เร่อื งท้งั หมดจะ

ผูกพันเกยี่ วโยงกับแก่นเรื่องใหญ่นี้โดยตลอด การดาเนินเรื่องตงั้ แตต่ ้นจะเริ่มขึน้ ด้วยแก่นน้ีเปน็ จดุ เร่มิ และในท่สี ดุ
กจ็ ะจบลงท่ีจุดซึง่ แสดงการคลคี่ ลายของแกน่ เดียวกันนี้ เช่น เรื่อง อเิ หนา แกน่ ของเรื่องคือการพลัดพรากจากกัน
และการเดินทางติดตามหากัน เรอื่ งจบลงเม่ือตวั ละครทง้ั หลายได้มาพบกันอีกครงั้ หนึง่ อย่างพรอ้ มเพรยี ง

๒. แกน่ เร่ืองย่อย (Sub theme) หมายถึง แกน่ เรือ่ งหรอื แกนกลางของพฤติกรรมหรือเหตุการณ์อยา่ ง
ใดอยา่ งหน่งึ ซ่งึ ดาเนิน อยูใ่ นเรอื่ ง เชน่ ในเรอื่ งอเิ หนาการต่อสแู้ สดงอานาจปราบปรามบ้านเมอื งอืน่ ๆ เป็นแก่น
เรอื่ งย่อยแก่นหนึ่งท่ีปรากฏอยูใ่ นเรื่อง และมคี วามผูกพนั เก่ียวโยงกบั แก่นเร่ืองใหญ่ แกน่ เร่อื งยอ่ ยนี้จะมจี านวน
เท่าไรก็ได้ แล้วแต่ผู้แต่งตอ้ งการจะสอดแทรกเร่ืองอะไรเข้ามาโยงกบั แกน่ เรอื่ งใหญ่ เปน็ ทน่ี ่าสงั เกตวา่ ใน
วรรณกรรมทม่ี ีขนาดยาว เช่นในนวนยิ าย อาจมีแก่นเรือ่ งย่อยแทรกอยูใ่ นแกน่ เร่ืองใหญ่ได้มาก แต่ในเร่ืองส้ันมกั
ปรากฏแต่เฉพาะแกน่ เรื่องใหญเ่ ทา่ น้นั นอกจากน้ี ชฎารตั น์ สุนทรธรรม (๒๕๔๔, หนา้ ๑๘๘ - ๑๘๙) ได้แบ่ง
แก่นเรอื่ งออกเปน็ ๔ ชนดิ ดงั นี้

๑. แกน่ เรอื่ งแสดงทัศนะ คือแนวคดิ ท่ผี ูแ้ ตง่ มุ่งเสนอ ความคิดเหน็ ต่อส่งิ ใดสิง่ หนงึ่ อาจจะเปน็
ทัศนะต่อค่านยิ มในสังคม คุณธรรม และสภาพความเปน็ อยู่ของผคู้ นในชีวิตประจาวนั เป็นต้นเช่น นวนิยายเรอ่ื ง
สาม ชาย ของดอกไม้สด เสนอทศั นะว่า ชาตติ ระกูลไม่ใชเ่ ปน็ ตวั กาหนดและตดั สนิ ความเปน็ ผู้ดี แต่ความ
ประพฤตทิ ีด่ ีของบุคคลน้ันตา่ งหากท่คี วรนามาเปน็ เคร่ืองตดั สิน หรอื นวนิยาย เรือ่ งความรักของวลั ยา ของ เสนีย์
เสาวพงศ์ เสนอทัศนะเกย่ี วกับความรกั วา่ ความรักทแ่ี ท้จรงิ ไมใ่ ชค่ วามรักเชงิ ชู้สาวระหวา่ งชายหน่มุ หญิงสาว แต่
ควรเป็นความรักที่เผอื่ แผ่ไปยังมนุษศยผ์ ้ทู ุกขย์ ากเช่น

๒. แก่นเรอ่ื งแสดงอารมณ์ คือ แนวคดิ ทผี่ แู้ ต่งมุ่งแสดงภาวะทางอารมณ์ ความร้สู ึกของตวั ละคร
ในชว่ งใดชว่ งหน่ึงของชวี ติ หรอื เม่ือประสบเหตุการณห์ รือชะตากรรมอย่างใดอยา่ งหนึง่ เช่น เร่อื งสน้ั เรื่องอีกวนั
หนง่ึ ของตรัน ของ ประภสั สร เสวกิ ลุ แสดงอารมณ์เหงา ว้าเหว่ และกลัวท่ีจะสญู เสียลูกชายของชายชรา หรือ
เรอ่ื งส้นั เร่อื ง ของขวัญผู้ยากไร้ ของ มานพ ถนอมศรี ซ่ึงแสดงความร้สู ึกเศรา้ เพราะสญู เสียบา้ นของ
ตวั ละครท่ีพยายามสร้างมันขึ้นมา อีกทัง้ กังวล และหว่นั วิตกว่าจะไปอาศยั อยู่ท่ีไหนต่อไป

๓. แกน่ เรอ่ื งแสดงพฤติกรรม คือ แกน่ เร่ืองท่ผี ูแ้ ต่งมุ่งเสนอพฤติกรรมบางอย่างหรือบางแงม่ ุม
ของตวั ละครเป็น สาคัญ ซ่งึ แนวคิดแสดงพฤตกิ รรม เปน็ แนวคดิ ท่คี ล่คี ลายมาจากทัศนะต่อคา่ นิยม คุณธรรมบาง
ประการ หรอื ความร้สู กึ นึกคดิ อารมณ์ต่าง ๆ สง่ิ เหล่านีเ้ ปน็ สาเหตุให้ตัวละครต้องแสดงพฤตกิ รรมบางอยา่ ง เชน่
เรือ่ งสัน้ เรือ่ ง ท่อนแขนนางรา ของ มนสั จรรยงค์ ความรักของอ้ายโหงดท่ีมตี ่อผกา รสู้ กึ หวงแหนไมอ่ ยากให้ผกา
เป็นของคนอ่นื ทาใหอ้ ้ายโหงดสามารถฆา่ ผกา โดยใชด้ าบฟันท่อนแขน นาไปย่างไฟ และบรรจลุ งในกลองของ
ตนเอง จากพฤติกรรมของอ้ายโหงด ผเู้ ขียนตอ้ งการส่ือใหเ้ หน็ วา่ พฤตกิ รรมอันเลวร้ายต่าง ๆ ทีถ่ ูกกระทาขึน้ โดย
มนษุ ย์น้ัน สาเหตุประการหนึ่งอาจเน่ืองมาจากความรักทีข่ าดสติ

๔. แก่นเรื่องแสดงสภาพและเหตุการณ์ คือ แนวคิดที่ผ้เู ขยี นมุ่งแสดงภาพบางอย่างหรอื
เหตุการณบ์ างตอนของชีวิตตัวละคร เชน่ สภาพความยากจน ความอดอยาก เปน็ ตน้ ดงั เร่ืองสน้ั เรอ่ื งคนหมู ของ
ลาว คาหอม แสดงภาพความแห้งแลง้ ของอสี าน ซ่ึงทาให้ครอบครวั หน่ึงไมส่ ามารถปลูกพชื หรอื เล้ยี งสัตว์ได้ ความ
ยากจนบบี บงั คบั ให้ครอบครัวนี้ตอ้ งกินราแทนขา้ วแก่นเร่ืองทีม่ ่งุ แสดงสภาพบางอย่างหรือเหตกุ ารณ์บางตอนบาง
ช่วงชวี ิตของตวั ละคร
กำรวิเครำะห์แกน่ เร่อื ง

การวิเคราะห์แก่นเร่ืองสามารถพจิ ารณาได้หลายประเดน็ ดังตอ่ ไปน้ี (ยุวพาส์ (ประทีปะเสน), ๒๕๔๔,

๑๘๔

หน้า ๑๕๕)
๑. เร่อื งนัน้ ๆ มแี ก่นเรื่องหรือไม่
๒. ผ้แู ตง่ เสนอแกน่ เร่ืองอย่างตรงไปตรงมาหรือบอกเปน็ นัย ๆ
๓. เนอ้ื เรอ่ื งเสนอสาระอะไรเกย่ี วกับชีวิตหรือประสบการณ์ชวี ติ
๔. องคป์ ระกอบใดมสี ว่ นในการเสนอแก่นเร่ืองมากที่สุด
๕. เหตกุ ารณใ์ นเร่ืองทาหนา้ ที่หลักในการเสนอสาระและความคิดหรอื ไม่
๖. ตัวละครเรียนรอู้ ะไรบ้างจากเหตุการณท์ ่เี กิดข้นึ
๗. ความขดั แยง้ ของเร่ืองแสดงถึงค่านยิ มและความคิดอะไรบ้าง
๘. แกน่ เร่อื งท่เี สนอเป็นแกน่ เรอ่ื งเฉพาะหรือเป็นสากล

ตวั ละคร (Characters)
ตัว ละคร คอื บุคคลทผ่ี แู้ ต่งสมมติขน้ึ มาเพ่ือให้กระทาพฤติกรรมตามเหตุการณ์ในท้องเรื่อง หรือเป็นผ้ทู ่ี

ไดร้ ับผลจากเหตกุ ารณท์ เ่ี กดิ ขึ้นตามโครงเรอ่ื ง ตวั ละครอาจจะเปน็ คนหรือเทียบเท่าคนก็ได้ นกั เขียนบางคนนา
สัตว์ ตน้ ไม้ วตั ถุ ฯลฯ มาเป็นตัวละคร โดยให้คิดและกระทาอยา่ งคน เชน่ เรื่องฉนั คือต้นไม้ ของไมตรี
ลมิ ปิชาติ เป็นตน้

ในเรื่องสน้ั ตัวละครมักมีน้อยตัว อาจมเี พียง ๑ หรอื ๒ ตัวกไ็ ด้ แต่ในเร่อื งยาวเชน่ นวนิยายหรือบทละคร
ตวั ละครจะมีมากตวั การสรา้ งตวั ละครจะต้องคานงึ ถึงการสรา้ งลกั ษณะนสิ ัยตัวละครให้มีความสมจรงิ เป็น
ตวั แทนของบุคคลในสังคม

ประเภทของตวั ละคร
ชฎารตั น์ สนุ ทรธรรม (๒๕๔๔, หน้า ๑๙๒) ได้แบง่ ตัวละครเป็น ๒ ประเภท คอื
๑. ตัวละครลกั ษณะเดยี วหรือตวั ละครแบบแบน (Flat character) เป็นตัวละครท่ีแสดงลักษณะนสิ ยั

เพียงดา้ นเดยี ว เช่น เป็นคนดีก็ดีตลอด ไม่ว่ามเี หตุการณ์ใดมากระทบก็ไมห่ วั่นไหว ตวั ละครนอ้ ยลกั ษณะมัก
ปรากฏในเรอื่ งสน้ั ท่ไี ม่มคี วามซบั ซอ้ น

๒. ตัวละครหลำยลักษณะหรือตวั ละครแบบกลม (Round Character) เป็นตวั ละครที่มีลักษณะนสิ ัย
อารมณ์ ความรสู้ กึ เปลีย่ นแปลงไปตามเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม

สว่ น วีรวฒั น์ อินทรพร (๒๕๔๕, หนา้ ๑๒๒) ยังแบง่ ประเภทของตวั ละครไวว้ ่า ตัวละครมี ๒ ลักษณะ
ใหญ่ ๆ คอื ตัวละครน้อยลักษณะ (Flat Characters) หรอื ตวั ละครแบบตำยตัว (Type Characters) ตวั
ละครประเภทนีจ้ ะมีลักษณะพฤติกรรมทต่ี ายตวั ไมม่ ีพฒั นาการทางด้านลกั ษณะนิสยั เป็นตัวละครที่คาดเดา
พฤติกรรมได้ง่าย เชน่ ตัวละครฝ่ายร้ายก็ร้ายอย่างชัดเจน ตัวละครฝ่ายดีกด็ ีพรอ้ ม อกี ประเภทหน่งึ คือ ตวั ละคร
แบบหลำกลักษณะ (Round Characters) หรือตวั ละครแบบรอบด้ำน ตัวละครประเภทนจ้ี ะมีพฒั นาการทาง
พฤติกรรม เปน็ ตวั ละครทีม่ ขี ้อดีข้อเสยี ในตัวเองและจะค่อย ๆ เปลยี่ นแปลงพฤติกรรมไปตามสถานการณ์ ตวั
ละครประเภทน้ีมีความเป็นพลวัต (Dynamic Character) ต่างจากประเภทแรกท่ีเป็นตัวละครประเภทสถติ
(Static Character)แต่ ศิวภรณ์ หอมสุวรรณ (๒๕๓๕, หน้า ๒๓) ไดก้ ลา่ วว่า ตวั ละครอาจแบง่ ไดเ้ ป็น ๒ ประเภท
ดงั น้ี

๑. ตัวละครเอก (Major character หรอื Central character) คือ ตัวละครท่ีมีบทบาทสาคญั ใน
การดาเนนิ เร่อื ง หรอื ในเหตุการณ์ตา่ ง ๆ ของเร่ือง

๒. ตวั ละครประกอบ (Minor character) คือ ตวั ละครซึ่งมีบทบาทในฐานะสว่ นประกอบของการ
ดาเนนิ เรือ่ งเท่าน้ัน แต่จะต้องมีการกระทาอยา่ งต่อเน่ืองหรือเกยี่ วพนั กับตัวละครเองเพื่อให้ เรอื่ งดาเนินไปสู่

๑๘๕

เปา้ หมาย โดยอาจจะเปน็ การกระทาท่ีสนับสนุนหรอื ขัดแย้งกบั ตวั ละครเอกกไ็ ด้
จากที่ กลา่ วขา้ งต้นจะเหน็ ได้ว่า ชฎารัตน์ สุนทรธรรม และ วรี วัฒน์ อินทรพร ได้แบ่งประเภทของตวั

ละครตามลักษณะนสิ ัยของตวั ละคร ส่วน ศวิ ภรณ์ หอมสวุ รรณ ไดแ้ บ่งประเภทของตวั ละครตามบทบาทใน
เนอ้ื เรอ่ื ง ซึ่งก็อาจสรุปได้ว่า การแบ่งประเภทของตัวละครสามารถจาแนกได้หลายประเภท แล้วแตเ่ กณฑ์ทใี่ ช้ใน
การพจิ ารณา

กำรสร้ำงตัวละคร
ศวิ ภรณ์ หอมสุวรรณ (๒๕๓๕, หน้า ๒๓ – ๒๔) ได้กล่าวไว้วา่ การสร้างตวั ละมี ๔ วิธี ดงั น้ี
๑. สรำ้ งให้สมจรงิ (Realistic) คือ การสรา้ งตวั ละครให้มีลกั ษณะทเ่ี ป็นไปได้ตามธรรมชาติ ฉะนน้ั

ผปู้ ระพันธจ์ ึงจาเปน็ ต้องรูว้ า่ ของจริงน้ันมลี กั ษณะธรรมชาติเปน็ อยา่ ง ไร เชน่ ถา้ ให้ตวั ละครเปน็ มนษุ ย์กค็ วรจะ
แสดงธรรมชาติของปุถชุ นไดช้ ัดเจน หรอื หากตัวละครเปน็ สัตว์ ผูป้ ระพันธก์ จ็ าเป็นต้องรูจ้ ิตวทิ ยาและธรรมชาติ
ของสตั วเ์ ชน่ เดียวกนั ดังท่ปี รากฏในเรอ่ื ง มอม ของม.ร.ว.คึกฤทธ์ิ ปราโมช ซง่ึ แสดงใหเ้ ห็นธรรมชาตขิ องสนุ ัข
อย่างสมจริงมาก เป็นตน้

๒. สร้ำงตำมอดุ มคติ (Idealistic) คอื การสรา้ งตวั ละครในลกั ษณะทคี่ าดหวัง โดยใชอ้ ุดมการ ความ
ศรทั ธา และระบบค่านยิ มส่วนตัวในเร่อื งของความดี ความงาม ความถูกต้อง และความยุตธิ รรมเป็นเกณฑ์ ฉะนนั้
ตัวละครแบบอุดมคติจึงมักดี งามเกินกว่าธรรมดาสามัญทั่วไป จนขาดความสมจรงิ ไปบ้าง แต่ก็อาจจะมีโอกาส
เป็นจริงไดบ้ า้ งในบางกรณเี หมอื นกนั เช่ย สาย สมี า ในเรีอ่ งปีศาจ ของเสนีย์ เสาวพงศ์ หมอกานต์ ในเรอื่ ง เขา
ชื่อกานต์ ของสวุ รรณี สคุ นธา นายอาเภอสรา้ งบุญ ในเร่ือง นายอาเภอท่ีรกั ของสฟี ้า หรือ ครปู ิยะ ในเร่ืองครู
บา้ นนอก ของคาหมาน คนไค เปน็ ตน้

๓. สร้ำงแบบเหนอื จริง (Surrealistic) คือ การสรา้ งตัวละครไหม้มีพฤติกรรมเกินกวา่ ธรรมชาตวิ สิ ยั
เช่น การสรา้ งตัวละครใหม้ ีความเกง่ กล้าเหนอื มนุษย์ ซ่ึงลักษณะดังกล่าวน้ีมีปรากฏให้เห็นอยา่ งชัดเจนจากตัว
ละครในบนั เทิงคดีร้อย กรองรนุ่ เกา่ ของไทยเป็นอันมาก

๔. สรำ้ งโดยใชต้ ัวละครแบบฉบบั (Type) คอื การสร้างตัวละครให้มีลักษณะคงทไี่ ม่วา่ ในเวลาและ
สถานท่อี ย่างไรก็จะมลี ักษณะ นสิ ัยและพฤติกรรมเช่นเดิมไมเ่ ปลย่ี นแปลง เชน่ ตวั ละคร พล นิกร กมิ หงวน ของ
ป.อินทรปาลติ หรือชุด เฒ่า ซ่ึงประกอบไปด้วย เฒ่าเหมือน เฒา่ โพล้ง เฒ่าหนู ฯลฯ ของมนสั จรรยงค์ เป็นตน้

กำรสร้ำงลกั ษณะนิสัยตัวละคร (Characterirzation)
ฮุค (Hook, ๑๙๖๓, p. ๑๓๙ – ๑๕๕ อา้ งใน พศิ มัย อาพนั ธ์ุ, ๒๕๔๕, หน้า ๑๙๑ – ๑๙๒) ไดก้ ลา่ วถึง

การแสดงให้เหน็ บทบาทตวั ละครไว้ ๙ วธิ ี สามารถสรุปได้ดงั นี้
๑. ผู้เขียนบอกผ้อู า่ นเกย่ี วกับตวั ละคร บอกใหผ้ ้อู ่านทราบว่าตวั ละครเปน็ อย่างไร
๒. พรรณนาตวั ละครและสง่ิ แวดลอ้ ม ได้แก่ บอกบคุ ลกิ ลักษณะทป่ี รากฏ อุปนสิ ัย กิรยิ าทา่ ทาง เมื่ออยู่

รว่ มกบั บุคคลอนื่ บรรยายความสมั พันธข์ องเขากบั สังคมใหช้ ัดวา่ เขาพดู หรือทาอยา่ งไร
๓. ให้ตวั ละครสนทนา การให้ตวั ละครพูดจะชว่ ยให้เห็นอุปนิสัยของตัวละครชดั เจนขึ้น
๔. แสดงให้รู้ถงึ ความคิดของตัวละคร วธิ นี จ้ี ะเปน็ การนาให้ผู้อา่ นเขา้ ไปในจติ ใจของตัวละคร นกั เขียนจะ

แสดงให้เราเหน็ บุคคลทีผ่ ูเ้ ขียนเชื่อมน่ั ว่าเขาเป็นเช่นไร สงิ่ ที่ตัวละครคิดจะชว่ ยให้รูจ้ ักตัวละครมากข้ึน สิ่งท่ีเขาคดิ
ไมไ่ ดแ้ สดงไวใ้ นการพูดและการกระทา

๕. ให้ตวั ละครอ่นื พดู กับตวั ละครสาคัญ การให้ตวั ละครอ่นื วิจารณ์ตวั ละครสาคัญจะช่วยทาใหผ้ ูอ้ ่าน
สงั เกตได้วา่ ตัวละครจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับคาวจิ ารณ์ของตัวละครอนื่ ๆ แสดงใหเ้ หน็ เจตคติของบคุ คลอื่นท่ีมี
ตอ่ ตัวละครนนั้

๑๘๖

๖. ให้บคุ คลอน่ื พูดเก่ียวกับตัวละคร เมื่อใหต้ ัวละครอน่ื จะแสดงให้เห็นทศั นคติของบคุ คลทีเ่ ขาพูดถงึ
๗. แสดงให้เหน็ ถึงปฏกิ ิริยาที่บคุ คลอน่ื มีต่อตวั ละคร
๕. แสดงปฏกิ ิริยาของตวั ละครทม่ี ีต่อบุคคลอืน่ อาจใหต้ วั ละครแสดงปฏิกริ ิยาขดั แย้งกบั บคุ คลอน่ื เขา
แสดงกริ ยิ าต่อตา้ นคนอืน่ อยา่ งไร
๙. แสดงให้เห็นถึงการกระทาของตัวละคร
ส่วน ยุวพาว์ (ประทปี ะเสน) ชัยศิลป์วฒั นา (๒๕๔๔, หนา้ ๑๒๕ – ๑๒๗) กล่าววา่ การสรา้ งลกั ษณะตวั
ละครทาไดด้ ว้ ยวธิ กี ารต่าง ๆ ดังน้ี
๑. ผู้แตง่ บรรยายอุปนสิ ัยของตัวละครโดยตรง ผแู้ ต่งบอกลักษณะ รปู ร่าง หน้าตา ผวิ พรรณ ความสูง
น้าหนัก การศึกษา อาชีพ สถานภาพทางเศรษฐกจิ และสังคม หรือรายละเอียดปลกี ย่อยอื่น ๆ เกย่ี วกับ
ตวั ละครใหผ้ อู้ า่ นรับรู้อยา่ งแจ่มแจ้ง
๒. ผู้แตง่ ใหต้ วั ละครอนื่ ๆ พูดถึงตวั ละครอีกตัวหนึง่ คาพูด คาวิจารณ์ของตวั ละครอนื่ ๆ สามารถ
เปิดเผยใหผ้ ูอ้ ่านรับร้ลู กั ษณะนิสยั ของตัวละครได้ในหลายแง่มุม
๓. ผแู้ ตง่ บอกนวิ ยั ใจคอของตัวละครผา่ นพฤติกรรม คาพูด และทัศนคตขิ องตัวละครเอง การกระทา
คาพดู และทศั นคติของตวั ละครสามารถสะท้อนอุปนสิ ัยที่แทจ้ รงิ ของตวั ละครใหผ้ ู้อา่ น ได้รบั รู้
๔. ผู้แต่งบอกอปุ นสิ ัยของตัวละครผ่านความรูส้ ึกนกึ คิดของตัวละครเอง ความรูส้ ึกนกึ คิดและความในใจ
อนั เปน็ โลกสว่ นตัวของตัวละครบอกถึงสภาพภายในจิต ใจของตวั ละครนัน้ ๆ ผู้อา่ นสามารถเขา้ ถึงความ
ต้องการ ความหวัง ความฝัน หรอื ความกลวั ของตัวละครและรจู้ กั ตัวละครได้อย่างใกล้ชิดทีส่ ุด
๕. ผู้แตง่ บอกอุปนสิ ยั ของตัวละครจากสัมพนั ธภาพของตัวละครนน้ั กบั ตวั ละครอ่ืน ๆ ความสัมพนั ธ์และ
ปฏิกิรยิ าระหวา่ งตวั ละครอ่นื ๆ ในแต่ละเหตุการณห์ รือสถานการณส์ ะท้อนใหเ้ ห็นอารมณ์ นสิ ยั ความคิด ความ
ฉลาด ความมีไหวพริบ ความสุขมุ รอบคอบ ความเอาตวั รอด และการรจู้ กั แก้ไขสถานการณข์ อง
ตัวละครไดเ้ ป็นอย่างดี
ดังน้นั อาจจะกลา่ วได้วา่ วิธแี นะนาตัวละครอาจกระทาได้ ๒ ลักษณะ คือ การแนะนาโดยตรง ดว้ ยการ
บรรยายวา่ เปน็ ใคร มีลักษณะนิสยั อย่างไร มีประวตั ิความเป็นมาอย่างไร กับการแนะนาโดยอ้อม คือการใหต้ ัว
ละครพูด กระทา และคดิ ต่อบุคคลอืน่ หรอื ให้บคุ คลอืน่ พดู กระทา หรือคิดต่อตวั ละครน้ัน

กำรวิเครำะหต์ ัวละคร
การวิเคราะหต์ ัวละครสามารถพิจารณาได้หลายประเด็น (ยุวพาส์ (ประทีปะเสน) ชยั ศิลป์วัฒนา, ๒๕๔๔, หนา้
๑๒๙) ดังน้ี

๑. ตัวเอกของเรื่องคือใคร มีลักษณะนสิ ยั อย่างไร
๒. ตวั ละครรองคือใคร ตัวละครแต่ละตวั มบี ทบาทในเรอ่ื งอยา่ งไร
๓. ผแู้ ต่งบอกนสิ ยั ตวั ละครด้วยวิธีใด
๔. ตัวละครมลี กั ษณะอย่างไร เป็นตวั ละครมิติเดียวหรือตวั ละครหลายมติ ิ
๕. พฤตกิ รรมของตวั ละครเกิดจากเหตุหรือแรงจงู ใจที่สมเหตสุ มผลหรอื ไม่
๖. ตวั ละครมีความคงเส้นคงวา น่าเช่อื และนา่ สนใจเพียงใด
๗. พัฒนาการใดของตัวละครท่มี ีผลตอ่ การเปลย่ี นแปลงเหตกุ ารณใ์ นเรื่อง
๕. อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ผลกั ดนั ให้ตัวละครเปลย่ี นแปลงพฤติกรรม ความคิด และทศั นคติ

มมุ มอง (Point of view)
มมุ มอง คือ กลวธิ ใี นการเล่าเรอื่ งหรอื เทคนคิ เก่ยี วกับผเู้ ลา่ เร่ือง หมายความวา่ ในการเขียนเรอ่ื งส้ัน

หรือนวนิยายใด ๆ ก็ตาม ผู้ประพนั ธเ์ ปน็ ผเู้ ล่าเรอ่ื งนน้ั เองหรอื กาหนดให้ตวั ละครในเรื่องเป็นผู้ เล่า และ

๑๘๗

ผู้ประพันธห์ รอื ตัวละครทเี่ ล่าเรือ่ งนัน้ มีฐานะอะไรในเรื่อง กลวธิ ีในการเลา่ เรือ่ งจึงอาจแบง่ ได้หลายวธิ ดี งั น้ี (ศวิ
ภรณ์ หอมสุวรรณ, ๒๕๓๕, หน้า ๑๙ – ๒๐)

๑. ใชบ้ ุรุษทีห่ นงึ่ เป็นตัวละครสำคญั ในเรือ่ งเปน็ ผู้เล่ำ (The first person narrator as a main
character) คือ ให้ตัวละครสาคญั เลา่ เรื่องของตนเองโดยใช้สรรพนาม “ผม” “ฉัน” “ดฉิ ัน” “ขา้ พเจา้ ” หรือ
“เรา” กลวิธใี นการเล่าเรื่องแบบนม้ี ีอยมู่ ากในการแต่งเรือ่ งนี้ แตใ่ นนวนิยายก็มปี รากฏบา้ ง เช่น เรอื่ ง ละครแห่ง
ชีวติ ของ ม.จ. อากาศดาเกงิ รพีพฒั น์ หรอื เรื่องของ จัน ดารา ของอษุ ณา เพลิงธรรม เป็นต้น

๒. ใชบ้ ุรษุ ท่หี น่งึ ซึง่ เป็นตวั ละครรองในเรือ่ งเป็นผเู้ ลำ่ (The first person narrator as a minor
character) คลา้ ยวิธีแรกแต่ใชต้ ัวละครรองซ่ึงมักจะเปน็ ผใู้ กลช้ ิดกบั ตวั ละครสาคญั เป็นผู้เล่า เช่น ในเร่ือง ซา
เกา๊ ะ ของมนสั จรรยงค์ หรือเรอ่ื ง สญั ชาตญาณมดื ของ อ.ดุดากร เป็นต้น

๓. ผู้ประพนั ธใ์ นฐำนะเป็นผู้รแู้ จง้ เห็นจริงทุกอย่ำงเป็นผเู้ ล่ำ (The omniscient author) กลวธิ ใี น
การเล่าเรอื่ งแบบนี้มปี รากฏในนวนยิ ายไทยส่วนใหญ่ แต่ในเร่ืองสัน้ ก็มีอยู่ไมน่ ้อยเช่นกัน

๔. ผปู้ ระพันธใ์ นฐำนะเป็นผสู้ ังเกตกำรณ์เปน็ ผู้เล่ำ (The author as an observer) คล้ายวิธีทสี่ าม
ตา่ งกันที่ผ้ปู ระพันธ์ไมส่ ามารถทราบความรสู้ ึกนกึ คิดของตัวละครไดเ้ ลย มหี นา้ ที่เพียงรายงานเฉพาะสิง่ ที่ตนได้
เหน็ ไดย้ นิ ได้ฟัง ได้สงั เกต การสนทนาหรอื การกระทาของตัวละครเทา่ นัน้ เชน่ เร่อื ง สมั มนาในทงุ่ กวา้ ง ของ
มนสั จรรยงค์ เป็นต้น และเป็นทส่ี งั เกตว่าวธิ ใี นการเลา่ เรื่องแบบน้ีมอี ยู่ไม่มากนัก

๕. ใชบ้ ุรุษที่หนึง่ เปน็ ผเู้ ลำ่ ด้วยวธิ กี ระแสจิตประหวัด (Stream of consciousness) คือ การใหบ้ รุ ษุ
ท่ีหนงึ่ เลา่ เรอื่ งของตนเอง แต่ปรากฏในรูปกระแสความคิดประหวดั ไปถึงเหตกุ ารณต์ ่าง ๆ กลวธิ ีในการเลา่ เรอ่ื ง
แบบนแ้ี มจ้ ะเคยมีนักเขยี นไทยบางคนได้กระทามาบา้ งเมื่อ นานมาแล้วเชน่ ในเร่อื ง คนจรจัด ของมนสั จรรยงค์
เปน็ ต้น แต่กาลังได้รับความนิยมจรงิ จงั ในงานประพันธ์ของนกั เขียนรุน่ ใหมส่ มัย ปัจจุบนั ดงั ที่มีปรากฏอยูม่ ากใน
หนงั สอื รวมเรอื่ งสน้ั ร่วมสมยั ช่ือ “ถนนสายท่ีนาไปสคู่ วามตาย” ซง่ึ มีสชุ าติ สวสั ดิศ์ รี เป็นบรรณาธิการ

กำรวิเครำะห์กำรใช้ผเู้ ลำ่ เรือ่ ง
การวิเคราะห์การใชผ้ ้เู ลา่ เรือ่ งสามารถพจิ ารณาไดห้ ลายประเด็น เช่น
๑. ผแู้ ตง่ เลือกใชผ้ เู้ ล่าเรอ่ื งแบบใด
๒. ใครคือผู้เลา่ เร่ือง ผเู้ ลา่ เรอ่ื งมีอปุ นิสยั และบคุ ลกิ อย่างไร การตคี วามและการถ่ายทอดเรอื่ งทีเ่ ล่า

น่าเช่อื ถอื ได้หรือไม่
๓. ผูเ้ ลา่ เร่ืองมสี ่วนเก่ียวข้องกับเหตุการณ์ในเรื่องหรือไม่ อย่างไร และมีจุดยนื อย่างไร
๔. ความสมั พนั ธ์ระหว่างผู้เลา่ เร่อื ง เร่ืองทเ่ี ลา่ และผู้อ่านเป็นอยา่ งไร
๕. ผแู้ ตง่ มจี ดุ ประสงค์อะไรในการเลอื กใช้ผู้เล่าเรื่องเช่นน้นั เช่น เพอ่ื ปดิ บงั ขอ้ มลู เอาไวบ้ างส่วน เพ่อื

หนว่ งเหน่ียวข้อมลู ไว้จนเร่ืองใกลจ้ ะจบ เพ่ือทาให้ผู้อ่านอยากรู้ว่าจะเกดิ อะไรข้ึนต่อไป หรือเพื่อสรา้ งความ
ประหลาดใจให้กับผู้อ่าน

๖. ผแู้ ตง่ เลือกใช้ผู้เลา่ เรอื่ งเหมาะสมกบั จดุ ประสงคท์ ต่ี ้องการหรือไม่
๗. ผู้แตง่ ใชผ้ ู้เล่าเรื่องคนเดียวตลอดทั้งเรื่อง หรือหลายคนหรือเปล่ียนไปเปลีย่ นมา
๕. ผแู้ ตง่ เปลย่ี นผ้เู ลา่ เรอื่ งตรงจดุ ใดบ้าง เพราะอะไร
๙. ถ้าผแู้ ตง่ เปลี่ยนไปใช้ผูเ้ ลา่ เร่ืองแบบอนื่ เรื่องท่ีเลา่ จะแตกตา่ งไปจากเดมิ หรือไม่ แตกต่างอย่างไร
เพราะเหตุใด
๑๐. อะไรคือข้อได้เปรียบและขอ้ เสยี เปรยี บในการเลือกใชผ้ ู้เล่าเรอื่ งเช่นนนั้
บทสนทนำ (Dialoque)
วีร วัฒน์ อินทรพร (๒๕๔๕, หน้า ๑๒๒ – ๑๒๓) ไดก้ ล่าวไวว้ า่ บทสนทนา มีความสาคัญตอ่ การเขียน

๑๘๘

เรอ่ื งสัน้ นวนิยาย และบทละคร วัตถุประสงค์สาคัญของการเขยี นบทสนทนาคอื
๑. ช่วยดาเนินเรอื่ ง แทนการบรรยายของผู้แต่ง และในบทละคร บทสนทนาเป็นการดาเนนิ เรือ่ งโดยตรง
๒. ช่วยใหร้ จู้ ักตวั ละครในเรอ่ื งโดยออ้ ม เช่น ผู้แตง่ อาจกาหนดให้ตวั ละครตวั ใดตัวหน่งึ ในเรื่อง กลา่ วถงึ

ตัวละครสาคญั ในเรื่อง โดยผ้แู ตง่ ไมจ่ าเป็นตอ้ งบอกอย่างตรงไปตรงมา เปน็ การสรา้ งความนา่ สนใจในการแตง่ ดัง
ตวั อย่างเชน่ “ คนอะไรก็ไม่รู้ ตามตื้ออยไู่ ด้ ห่นุ หรือก็อยา่ งกะจรกา ”

๓. ชว่ ยใหว้ ิธกี ารเขยี นไมซ่ ้าซากจาเจ แหง้ แล้ง
๔. สร้างความสมจรงิ ทาให้ผู้อ่านรู้สกึ วา่ เป็นเร่ืองราวทเ่ี กิดข้ึนจรงิ
๕. ทาใหบ้ ทประพันธ์น่าอ่าน และมชี ีวติ ชวี า โดยเฉพาะบทสนทนาทคี่ มคายและมีอารมณ์ขัน หรอื พูดได้
ถูกต้องตามสถานะของตัวละคร

ฉำก (Setting)
ยุว พาส์ (ประทปี ะเสน) ชยั ศิลปว์ ฒั นา (๒๕๔๔, หนา้ ๑๔๑) กล่าวไวว้ า่ ฉาก คือ เวลาและสถานทข่ี อง

เหตกุ ารณท์ เี่ กดิ ข้ึนในเรอ่ื ง ซงึ่ รวมท้งั สภาพแวดลอ้ มตา่ ง ๆ ทเี่ ก่ียวข้อง โดยภาพรวมแลว้ ฉากจะประกอบดว้ ยสว่ น
ตา่ ง ๆ ๔ อยา่ ง ได้แก่

๑. ภมู ิประเทศ สภาพท้องถ่ิน ทิวทศั น์ การจัดแบ่งสถานท่ี เชน่ ทตี่ ้ังของประตหู นา้ ต่างในหอ้ ง
๒. อาชพี สถานภาพทางการงานและความเป็นอยปู่ ระจาวนั ของตัวละคร
๓. เวลา ยุคสมยั ที่เกิดของเหตุการณใ์ นเรื่อง เช่น ยุคทางประวตั ิศาสตร์ หรือฤดกู าลของปี
๔. สภาพแวดลอ้ มโดยทั่วไปของตัวละคร เช่น สภาวะเงอื่ นไขทางศาสนา จติ ใจ ศลี ธรรม สังคม หรอื
สภาวะอารมณ์
ผู้ แตง่ ต้องคานงึ ถึงรายละเอียดของการกาหนดฉากเพื่อให้เกดิ ความสมจริง เช่น ถ้ากาหนดให้เรอ่ื งราว
เกดิ ขึ้นในสมัยกรงุ ศรอี ยุธยา ผแู้ ต่งต้องบรรยายภาพให้เห็นชีวติ ความเป็นอยู่ สภาพบ้านเรอื น การแตง่ กาย การ
กนิ อาหารของคนในสมัยน้นั ซึ่งจะได้มาจากการอ่านและค้นควา้ หาขอ้ มลู ผู้แตง่ ไมค่ วรคิดเอาเองหรอื จนิ ตนาการ
โดยขาดขอ้ มลู พ้ืนฐานรองรับ แมก้ ระทั่งการกาหนดใหเ้ ร่ืองราวเกดิ ขึ้นในอนาคต ซึ่งเปน็ การใช้จนิ ตนาการกาหน
เรือ่ งราวอย่างเต็มที่ ผ้แู ต่งกต็ ้องคานึงถึงเหตุผลและความเป็นไปได้ในการสร้างฉาก เพอื่ ใหผ้ ู้อา่ นเกดิ ความรสู้ ึก
คล้อยตามเนื้อหาที่ตอ้ งการจะส่ือ แต่ละฉากเปน็ หน่วยหนง่ึ ของพฤติกรรมท่ีประกอบด้วยตวั ละคร สถานทเ่ี วลา
ถา้ ส่วนประกอบเหล่านี้เปล่ยี นเมื่อไร ฉากใหม่ก็เริ่ม
กลวิธีกำรเสนอฉำก มี ๒ แบบ คอื
๑. ใช้บทพรรณนายาว ๆ ไวต้ อนเร่ิมเร่ือง
๒. ใหร้ ายละเอียดเกยี่ วกับเวลาและสถานท่ีกระจดั กระจายตลอดเรอ่ื ง
จุดมงุ่ หมำยของกำรใช้ฉำก
บรูค๊ และวาร์เรน (Brook and Warren อา้ งในพิศมัย อาไพพนั ธ์ุ, ๒๕๓๗, หนา้ ๖๗) ไดก้ ลา่ วถึงความ
จาเป็นของฉากไวด้ งั น้ี
๑. ใชฉ้ ากเพ่ือช่วยประกอบให้ตวั ละครและพฤติกรรมน่าเช่ือถือยิ่งขนึ้ ถา้ ผู้อ่านยอมรับวา่ ฉากน้ันสมจริง
จะเปน็ แนวโนม้ ใหผ้ อู้ ่านยอมรับเร่ืองมากขนึ้
๒. ฉากมีความสัมพันธ์โดยตรงกบั ความหมายท่ัวไปของเรือ่ ง ฉากจะชว่ ยสรา้ งบรรยากาศที่เหมาะสมแก่
ความหมายทัว่ ๆ ไปของเรอ่ื ง
๓. บางคร้งั ฉากจะช่วยเสริมจุดมงุ่ หมายเฉพาะของเร่ืองได้มากกวา่ การสร้างบรรยากาศท่เี หมาะสม

กำรวิเครำะห์ฉำก

๑๘๙

การวเิ คราะห์ฉากสามารถพจิ ารณาไดห้ ลายประเด็น (ยวุ พาส์ (ประทปี ะเสน) ชยั ศลิ ปว์ ฒั นา, ๒๕๔๔, หน้า
๑๔๔ - ๑๔๕) ดังนี้

๑. ผแู้ ตง่ บรรยายฉากอยา่ งละเอยี ด หรือบอกเป็นนัย ๆ จากเหตุการณท์ ี่เกดิ ขึ้น
๒. ผู้แตง่ ใช้ฉากทผี่ ู้อา่ นสว่ นใหญม่ ีความคนุ้ เคยเป็นอย่างดีหรอื ไม่
๓. การใชเ้ ครื่องตกแตง่ และวัสดุต่าง ๆ มคี วามเก่ยี วโยงกบั แรงจูงใจในการกระทาใด ๆ ของตัวละครหรือไม่
๔. ฉากช่วยสร้างอารมณแ์ ละความรูส้ กึ ให้เกิดกับตวั ละครอย่างไร
๕. ฉากช่วยให้ผูอ้ ่านได้รบั รถู้ งึ อารมณ์ ความรสู้ ึก และบุคลกิ ของตัวละครอย่างไร
๖. ฉากชว่ ยใหผ้ อู้ า่ นไดร้ ับร้ถู งึ สถานการณ์ทีต่ ัวละครกาลงั ประสบอยู่อยา่ งไร
๗. ฉากมสี ว่ นชว่ ยเสริม ลด หรือควบคมุ อารมณ์ของเร่ืองหรือไม่ อย่างไร
๕. ฉากทาหนา้ ท่สี นบั สนนุ แนวคิดของเร่ืองอย่างไร
๙. ผู้แต่งใช้ฉากเพยี งเพ่ือปพู ้ืนฐานของเร่ืองหรอื มสี ่วนสมั พันธ์เกย่ี วข้องกับเหตกุ ารณ์ในเร่ือง
๑๐. เหตกุ ารณ์ในเรอื่ งจะคงความหมายเดิมหรือไม่ หากเกดิ ขน้ึ ในฉากอ่ืนที่ตา่ งออกไป

๑๙๐

ใบงำนเรอ่ื ง หลกั กำรเขียนบนั เทงิ คดี

คำชแี้ จง ใหน้ ักเรียนเขียนแผนผังความคิด แสดงความรู้พน้ื ฐานเกี่ยวกับบนั เทิงคดี

๑๙๑

เฉลยใบงำน เรอื่ ง หลกั กำรเขียนบันเทงิ คดี

คำช้แี จง ให้นักเรียนเขียนแผนผังความคิด แสดงความรู้พื้นฐานเกย่ี วกบั บนั เทงิ คดี

แนวทางการเขยี น ลกั ษณะบนั เทิงคดี
บนั เทิงคดี
- สนุกสนาน เพลดิ เพลนิ
- การเปิดเรอื่ ง - สง่ เสรมิ สตปิ ญั ญา
- การดาเนนิ เรอื่ ง - มขี อ้ คดิ คตเิ ตอื นใจ
- การปิดเรอื่ ง - รเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์
- การสรา้ งตวั ละคร - สง่ เสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม
- การสรา้ งลกั ษณะนสิ ยั ของ - ใชถ้ อ้ ยคาสานวนโวหารไพเราะเหมาะสม

ตวั ละคร บนั เทิงคดี ประเภทของบนั เทิงคดี
- แนวคดิ
- ฉาก - นวนยิ าย
- กลวธิ ี - เรอื่ งสนั้
- ภาษา

องคป์ ระกอบของการเขียน
บนั เทิงคดี

- โครงเรอื่ ง
- ตวั ละคร
- แนวคดิ หรอื แกน่ ของเรอื่ ง
- ฉาก
- กลวธิ ี
- ภาษา
- ถอ้ ยคาสานวนโวหาร

(พจิ ารณาตามคาตอบของนักเรยี น โดยให้อยู่ในดลุ ยพนิ ิจของครผู สู้ อน)

๑๙๒

แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ ๑๙

หนว่ ยกำรเรียนที่ ๒ กำรเขียน (กำรบันเทิงคดี) เวลำ ๑ ช่ัวโมง

รหสั วิชำ ท๓๒๑๐๒ รำยวิชำ ภำษำไทย ๔ กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้ภำษำไทย

ชน้ั มัธยมศกึ ษำปีที่ ๕ ภำคเรยี นที่ ๒ จำนวน ๑.๐ หนว่ ยกติ

มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขยี นเขียนสือ่ สาร เขยี นเรยี งความ ยอ่ ความ และเขียนเร่อื งราวใน

รปู แบบต่างๆ เขียนรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน้ คว้าอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
ตวั ชว้ี ดั

ท ๒.๑ ม. ๔-๖/๔ ผลิตงานเขียนของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ
สำระสำคัญ

บนั เทิงคดเี ปน็ งานเขยี นท่แี ตง่ ขึ้นโดยมุง่ ใหค้ วามบนั เทิงแกผ่ ู้อ่านเปน็ สาคญั ซ่ึงผเู้ ขยี นจะต้องมีความรู้
พ้นื ฐานเก่ยี วกับบนั เทงิ คดีและเข้าใจถึงลักษณะ ประเภท และองคป์ ระกอบของบนั เทงิ คดี
จุดประสงค์กำรเรียนรู้

ควำมรู้ (K)
๑. ลักษณะ ประเภท และองคป์ ระกอบของบันเทงิ คดไี ด้
ทักษะ/กระบวนกำร (P)
๑. เขียนบนั เทิงคดี
สมรรถนะหลกั

๑. ความสามารถในการส่ือสาร
๒. ความสามารถในการคดิ
๓. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

ดำ้ นคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
๒. ซอื่ สัตยส์ ุจรติ
๓. มีวนิ ัย
๔. ใฝเ่ รียนรู้
๕. อย่อู ย่างพอเพียง
๖. มงุ่ ม่นั ในการทางาน
๗. รักความเป็นไทย
๘. มีจิตสาธารณะ

แนวควำมคดิ เพ่อื กำรเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี ๒๑
๑. สาระวิชาหลกั (Core Subjects)
๒. ทักษะด้านการเรยี นร้แู ละนวัตกรรม
๓. ทักษะดา้ นสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี
๔. ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ

๑๙๓

สำระกำรเรยี นรู้
- การเขียนสือ่ สารในรปู แบบตา่ งๆ เชน่ บนั เทงิ คดี

กระบวนกำรจดั กำรเรยี นรู้ (ขนั้ ตอน/กระบวนกำร)
ขน้ั นำเขำ้ สู่บทเรียน

๑. ครแู สดงตัวอย่างหนงั สอื รวมเรอื่ งสนั้ ใหน้ ักเรยี นดู ๒-๓ เล่ม ซกั ถามใหน้ ักเรยี นแสดงความคิดเห็น
เกยี่ วกบั หนงั สือ แนวคาถาม : เคยอ่านหนงั สือเหลา่ นี้หรอื ไม่ ชอบหนังสือเลม่ ใดเป็นพเิ ศษหรอื ชอบเรื่องสั้นใดเป็น
พเิ ศษ เพราะเหตุใด นอกจากหนังสือเหล่านี้มเี รอ่ื งสน้ั ใดอีกบา้ งท่ีนักเรียนชอบอ่าน นักเรียนคิดว่าเร่ืองสน้ั เหล่านี้
แตง่ ขึ้นมาไดย้ ากหรือไม่ และมขี ัน้ ตอนในการแตง่ อยา่ งไร (RA)
ขนั้ สอน

๑. นักเรยี นศึกษาความรเู้ ก่ยี วกบั ตวั อยา่ งการเขียนบนั เทงิ คดปี ระเภทเรอ่ื งส้นั เร่ืองเราคือลกู พระ
แมธ่ รณี (A)

๒. นักเรียนร่วมกันอภปิ รายซกั ถามเกยี่ วกบั เน้ือเรื่อง ตวั ละคร ปัญหาหรอื เหตุการณ์ท่ีตวั ละครได้
ประสบ ครเู ขยี นคาตอบของนักเรียนบนกระดาน (A)

๓. นกั เรียนศกึ ษาใบความรูเ้ รื่อง การเขยี นเร่ืองสน้ั จากนั้นครูซักถามและอธบิ ายเพ่ิมเตมิ โดย
ยกตวั อย่างเปรยี บเทยี บกบั คาตอบทเ่ี ขยี นบนกระดาน (RA)

๔. นักเรยี นทาใบงาน เรื่อง วเิ คราะห์องค์ประกอบเร่ืองสน้ั แล้วร่วมกนั เฉลยคาตอบ (R)
๕. นกั เรยี นแบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ ๓-๔ คน ช่วยกนั คิดเรื่องส้ันโดยกาหนดโครงเร่อื ง ตัวละคร ฉากและอ่ืน ๆ
แล้วเขียนเปน็ แผนภาพความคดิ นาเสนอหนา้ ชน้ั เรียน ให้นกั เรยี นและครูร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นเกีย่ วกบั
แผนภาพโครงเรื่อง เพื่อใหแ้ ต่ละกล่มุ นาคาวิจารณ์ไปปรบั แก้แล้วเขียนโครงเร่ืองสน้ั (RA)
๖. นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ เขียนเรื่องสั้นจากโครงเร่ืองที่เขียนขนึ้ ความยาวประมาณ ๓-๕ หน้า รวบรวม
ผลงานสง่ ให้ครตู รวจโดยแนบโครงเรือ่ งเรื่องสนั้ ไปด้วย (RA)
๗. หลงั จากครตู รวจแลว้ ให้นักเรยี นผลดั กันอา่ นเรอื่ งสัน้ ของกลมุ่ อืน่ นอกช่ัวโมงเรยี น (RA)
ข้นั สรุป
๑. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้ ดังนี้

- เรอ่ื งสัน้ เปน็ รอ้ ยแกว้ ประเภทบันเทิงคดี มีขนาดสัน้ มตี วั ละครน้อย มีจุดมงุ่ หมายเพียงอยา่ งเดียว
มีโครงเรอ่ื งไมซ่ ับซอ้ น ดาเนินเรอ่ื งรวดเร็วไมเ่ ยิ่นเย้อ ใชภ้ าษากระชับและรัดกุม (VRAK)
สอื่ (วัสดุ-อุปกรณ์-ส่งิ พมิ พ์) / นวัตกรรม / ICT

๑. ตัวอย่างหนงั สอื รวมเร่ืองส้ัน
๒. ตวั อยา่ งการเขียนบันเทิงคดปี ระเภทเร่ืองสนั้ เร่อื งเพลงใบไม้
๓. ใบงาน เรอื่ ง วเิ คราะห์องคป์ ระกอบเรื่องสนั้
๔. ใบความรเู้ ร่ือง การเขยี นเรอ่ื งส้นั
แหล่งกำรเรยี นรู้
-
บรู ณำกำร
-

๑๙๔

กำรวดั และประเมินผลกำรเรยี นรู้ เครื่องมือวดั และประเมนิ ผล เกณฑก์ ำรวัด
วธิ กี ำรวัดผลและกำรประเมินผล แบบประเมนิ ผลงาน
ระดับคุณภาพ ๒ ผา่ น
ด้ำนควำมรู้ (K) ตรวจผลงานการเขยี นเร่ืองส้นั แบบประเมนิ เกณฑ์

ด้ำนทกั ษะ/ การเขยี น แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพึง ระดับคุณภาพ ๓ ผ่าน
กระบวนกำร (P) ประสงค์ เกณฑ์

ดำ้ นคณุ ธรรม สงั เกตความมุ่งมัน่ ในการทางาน ระดบั คุณภาพ ๒ ผา่ น
จรยิ ธรรม และ เกณฑ์
ค่ำนยิ ม (A)

กำรประเมนิ ผล

ประเด็นกำรประเมนิ ระดับคณุ ภำพ

๔ ๓ ๒๑

ด้ำนควำมรู้ การเขียน เขียนเรือ่ งสั้นได้ เขยี นเร่ืองส้ันได้ เขยี นเรอื่ งส้ันได้ตรง เขียนเร่ืองส้ันได้ตรง
(K) เรือ่ งสนั้
ตรงตามลกั ษณะ ตรงตามลักษณะ ตามลกั ษณะของ ตามลักษณะของ
ด้ำนทักษะ/ การเขียน
กระบวนกำร ของเร่ืองส้นั การเปดิ ของเรื่องสัน้ การเปิด เรอื่ งสั้นการดาเนิน เรอ่ื งส้นั การดาเนิน

(P) เร่อื งและการปิดเร่ือง เร่ืองและการปิดเร่ือง เร่ืองสมั พันธ์กันต้งั แต่ เรอื่ ง
ดำ้ นคณุ ธรรม มุ่งมนั่ ใน
น่าสนใจ โครงเรอ่ื งมี นา่ สนใจ การดาเนนิ ต้นจนจบ เนื้อเรอ่ื ง ขาดความสมั พันธก์ ัน
จรยิ ธรรม การทางาน
และคำ่ นิยม เอกลกั ษณ์ การดาเนนิ เรอื่ งสมั พันธ์กนั ทั้งหมดเป็นไปในเชงิ ในบางจุด เน้ือเรื่อง

(A) เรอ่ื งสมั พนั ธ์กนั ตง้ั แต่ต้นจนจบ สร้างสรรคใ์ ห้ขอ้ คิดกับ ท้งั หมดเปน็ ไปในเชงิ

ต้ังแตต่ ้นจนจบ ตวั ละครมคี วามสมจริง ผู้อ่านได้ การใช้ภาษา สร้างสรรค์ให้ขอ้ คดิ

ตวั ละครมีความสมจริง เน้ือเร่อื งท้ังหมดเปน็ ไป ตอ้ งปรับปรงุ กบั ผอู้ ่านได้การใช้

เนือ้ เร่ืองทั้งหมด ในเชงิ สรา้ งสรรคใ์ ห้ บางแหง่ ภาษาตอ้ งปรับปรุง

เปน็ ไปในเชิง ขอ้ คิดทเ่ี ปน็ ประโยชน์ พอสมควร

สรา้ งสรรค์ใหข้ อ้ คิดที่ กับผ้อู า่ น การใช้ภาษา

เปน็ ประโยชน์กบั ราบร่ืนเหมาะสมกับตัว

ผู้อ่าน การใช้ภาษา ละคร

ราบร่ืนเหมาะสมกบั

ตัวละคร

เขยี นโดยมีข้อมลู เขียนโดยมีข้อมูล เขยี นโดยมีข้อมูล เขยี นโดยมขี ้อมลู

ถกู ต้อง ครบถว้ น ถูกต้อง ครบถว้ น ถูกต้อง ครบถว้ น ไม่ครบถว้ น

ใชภ้ าษาได้ ใชภ้ าษาได้ถูกต้อง ใช้ภาษาไดถ้ ูกต้อง ไมส่ ามารถใช้ภาษาได้

ถูกต้องเหมาะสม เหมาะสม สะกดคา เหมาะสม สะกดคา ตามหลักของการใช้

สะกดคาถกู ต้อง ผดิ พลาด ๑-๒ คา ผดิ พลาด ๓-๔ คา สะกดคาผิดพลาดเกิน

ทกุ คา กวา่ ๔ คา

เอาใจใส่ต่อการปฏิบตั ิ เอาใจใสต่ ่อการ เอาใจใสต่ ่อการ เอาใจใส่ต่อการ

หน้าทที่ ี่ได้รับ ปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีท่ไี ดร้ ับ ปฏิบัติหนา้ ท่ที ่ไี ด้รับ ปฏิบตั หิ น้าที่ทไี่ ด้รบั

มอบหมายต้งั ใจและ มอบหมายต้งั ใจและ มอบหมายต้งั ใจและ มอบหมายตง้ั ใจและ

รบั ผิดชอบในการ รับผิดชอบในการ รบั ผดิ ชอบในการ รบั ผิดชอบในการ

๑๙๕

ประเด็นกำรประเมนิ ระดับคุณภำพ

กิจกรรมเสนอแนะ ๔๓ ๒ ๑

- ทางานใหส้ าเร็จ ทางานใหส้ าเร็จ ทางานให้สาเรจ็ ทางานใหส้ าเร็จ
ปรับปรงุ และ ปรับปรุงและ
ปรบั ปรงุ และ ปรบั ปรงุ และ พัฒนาการทางาน พฒั นาการทางาน
อยา่ งรอบคอบทุ่มเท อย่างรอบคอบทมุ่ เท
พัฒนาการทางานอย่าง พฒั นาการทางาน ทางาน อดทน ไม่ทอ้ ทางาน อดทน ไม่ทอ้
ต่อปัญหาและ ต่อปัญหาและ
รอบคอบทุ่มเท ทางาน อย่างรอบคอบทุ่มเท อปุ สรรคพยายาม อุปสรรคพยายาม
แกป้ ญั หาและ แก้ปญั หาและ
อดทน ไมท่ ้อต่อปญั หา ทางาน อดทน ไม่ท้อ อุปสรรคในการ อปุ สรรคในการ
ทางานให้สาเร็จชน่ื ทางานใหส้ าเร็จชนื่
และอุปสรรคพยายาม ตอ่ ปญั หาและ ชมผลงาน ชมผลงาน
ความสาเร็จดว้ ย ความสาเรจ็ ด้วย
แกป้ ญั หาและอปุ สรรค อุปสรรคพยายาม ความภาคภูมิใจ ความภาคภมู ิใจน้อย
บางครง้ั ครั้ง
ในการทางานให้สาเรจ็ แก้ปัญหาและ

ช่นื ชมผลงาน อุปสรรคในการ

ความสาเร็จดว้ ยความ ทางานให้สาเร็จชน่ื

ภาคภมู ใิ จอย่าง ชมผลงาน

สมา่ เสมอ ความสาเร็จดว้ ย

ความภาคภมู ใิ จ

บ่อยครั้ง

ลงชื่อ.....................................................ผู้เขียนแผนการจดั การเรยี นรู้
................/.................../................

๑๙๖

บันทกึ ควำมเหน็ ของผู้ตรวจแผนกำรจัดกำรเรยี นรู้

ได้ทาการตรวจแผนการจดั การเรียนรู้แล้ว มคี วามคิดเหน็ ดงั น้ี

เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี

ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง เนอื่ งจาก...........................................

ลงช่ือ..........................................
( นางไพรจติ ร บ้านเหลา่ )
หวั หนา้ กลุม่ บริหารวชิ าการ

ขอ้ เสนอแนะของรองผู้อำนวยกำรโรงเรียน

เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่

ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรุง เนือ่ งจาก...........................................

สอดคล้องกับมาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชวี้ ดั สมรรถนะหลัก คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ และการเรยี นรู้ใน

ศตวรรษที่ ๒๑ ทเ่ี น้นผู้เรยี นเปน็ สาคัญมาใช้ในการสอนได้อยา่ งเหมาะสม

ลงชอื่ ..........................................
( นางสาวสภุ สั ตรา ฝ่ายสงค์ )

รองผอู้ านวยการโรงเรียน

ขอ้ เสนอแนะของหวั หนำ้ สถำนศกึ ษำ ควรปรบั ปรงุ กอ่ นนาไปใช้ เน่อื งจาก.......................................
เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ที่
นาไปใช้ได้จรงิ ลงชอ่ื ..........................................
( นางลดั ดา ผาพันธ์ )
ผอู้ านวยการโรงเรียน

๑๙๗

บันทึกหลังสอน
๑. ผลกำรสอน/ผลกำรเรียนรู้

ด้านความรู้ (K)

...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................
.................................................................................................................. .............................................
...............................................................................................................................................................

ด้านทักษะ/กระบวนการ (P)

............................................................................................................................. ..................................
.................................................................................................................. .............................................
................................................................................. ..............................................................................
.................................................................................................................. .............................................

ดา้ นคุณธรรม จริยธรรม และคา่ นิยม (A)
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................

สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน/แนวความคิดเพ่ือการเรียนร้ใู นศตวรรษท่ี ๒๑
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................

๒. ปญั หำ/อุปสรรค และขอ้ คน้ พบ
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................

๓. ขอ้ เสนอแนะแนวทำงแก้ไข และผลกำรแกไ้ ข
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
.................................................................................................................. .............................................

ลงชือ่ .....................................................ผูส้ อน
( นางพิชชานันท์ แสนแกว้ )


Click to View FlipBook Version