The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การวิจัยส่งเสริมทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 106 ภูมิเดช มั่นคง, 2024-02-09 05:14:19

การวิจัยส่งเสริมทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรี

การวิจัยส่งเสริมทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรี

ก การพัฒนาทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรี ของโซตาน โคดาย ชั้นประถมศึกษาปีที่6 โรงเรียนบ้านหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภูมิเดช มั่นคง รหัสนักศึกษา 621001104106 งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา (ED18502) สาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566


ข การพัฒนาทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรี ของโซตาน โคดาย ชั้นประถมศึกษาปีที่6 โรงเรียนบ้านหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภูมิเดช มั่นคง รหัสนักศึกษา 621001104106 งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา (ED18502) สาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566


ก หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการ สอนดนตรีของโซตาน โคดาย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์วรธรรม สละวาสี ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้นโดยการใช้ทฤษฎีการ สอนดนตรีของโซตาน โคดาย ชั้นประถมศึกษาปี6 โรงเรียนบ้านหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีกลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี6 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหนองบัว จังหวัดอุดรธานี 1 ห้องเรียน จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบโคดาย วิชาดนตรีศึกษา 2) ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรีศึกษา เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น และ 4)แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้นโดยการ ใช้ทฤษฎีการสอนดนตรีของโคดาย มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.95 / 81.57 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ มาตรฐาน 70/70 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ด้านการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้นโดยการใช้ทฤษฎีการสอน ดนตรีของโคดาย พบว่าสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นักเรียนมีความพึง พอใจสูงที่สุดคือ ( X = 4.35 S.D = 0.61)


ค ABSTRACT The purpose of this research is to development basic international music notation reading skills by using Sotan Kodai music teaching theory for Grade 6 students at Ban Nong Bua School, Mueang District, Udon Thani Province. The sample group used in the research were Grade 6 students studying in the second semester of the 2023 academic year at Ban Nong Bua School, Udon Thani Province, 1 classroom 30 people, selected by purposive random sampling. The tools used in the research consisted of 1) Learning management plan on playing the flute recorder according to Kodai theory 2) Learning activity sets on basic note reading 3) Music Education learning achievement test on Basic note reading and 4) Satisfaction measure with learning management using activity sets. The research results found that the effectiveness of learning activities on reading basic international music scores using Kodai's theory of music teaching. It has an efficiency of 83.95 / 81.57, which is higher than the standard 70/70. Learning achievement in reading basic international music notes using Kodai's music teaching theory. It was found to be higher than the 70 percent threshold with statistical significance at the 0.05 level. Students had the highest satisfaction (X = 4.35 SD = 0.61).


จ กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ด้วยความช่วยเหลือของ อาจารย์วรธรรม สละวาสีเกี่ยวกับการให้ คำปรึกษา แนะนำ และแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ตลอดจนให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่อย่างดีเสมอมา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาและขอกราบขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ที่สละเวลาในการตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ให้ความ ช่วยเหลือ แนะนำ ให้ข้อคิดเห็นและแก้ไขข้อบกพร่องของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ขอบพระคุณผู้อำนวยการ และคณะครูโรงเรียนบ้านหนองบัว ที่อำนวยความสะดวก ให้ความร่วมมือ และความช่วยเหลือ ขอขอบคุณนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี 6/1 โรงเรียนบ้านหนองบัว ในการทดลองเป็นกลุ่มตัวอย่างการ วิจัยและทำให้งานวิจัยสำเร็จลุล่วงด้วยดี นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ให้ความช่วยเหลือ ชี้แนะขอขอบพระคุณ บิดา มารดา ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆในสาขาทุกท่าน ที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ขอขอบคุณครอบครัวที่ อบอุ่น ที่คอยให้ความห่วงใยและให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยตลอดมา ประโยชน์และคุณค่าอันพึงมีของวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบเป็นเครื่องบูชาแด่ บิดา มารดาตลอดจนบูรพาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ จนทำให้ ผู้วิจัยสามารถประสบผลสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี ภูมิเดช มั่งคง


ฉ สารบัญ หน้า บทคัดย่อ……………………………………………………………………………………………………………… ก ABSTRACT…………………………………………………………………………………………………………… ค กิตติกรรมประกาศ………………………………………………………………………………………………… จ สารบัญ……………………………………………………………………………………………………………….. ฉ สารบัญตาราง……………………………………………………………………………………………………….. ซ บทที่ 1 บทนำ……………………………………………………………………………………………………. 1 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา………………………………………………. 1 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย............................................................................. 3 3. สมมุติฐานของการวิจัย………………………………………………………………………. 3 4. ขอบเขตของการวิจัย.................................................................................... 3 5. นิยามศัพท์เฉพาะ.......................................................................................... 4 6. ประโยชน์ที่จะได้รับ...................................................................................... 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.......................................................................... 6 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ……………………. 6 2. คุณลักษณะอังพึ่งประสงค์………………………………………………………………………... 7 3. สมรรถนะของผู้เรียน ……………………………………………………………………………… 7 4. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้…………………………………………………………………. 7 5. คุณภาพผู้เรียน …………………………………………………………………………………….. 8 6. ความหมายของทักษะด้านการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น ……………………… 10 7. ความหมายของการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น …………………………………….. 11 8. แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องของโซลตาน โคดาย ………………………………………… 23 9. แนวคิดทฤษฎีความพึงพอใจ ………………………………………………………………… 27 10. กรอบแนวคิด…………………………………………………………………………………….. 34


ฉ บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย……………………………………………………………………………………. 35 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง…………………………………………………………………. 35 2. แบบแผนการวิจัย.......................................................................................... 35 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย…………………………………………………………………….. 36 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ............................................................... 37 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล................................................................................. 42 6. การวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................... 43 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................... 44 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………….. 49 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………. 49 2. ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล........................................ 50 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................. 50 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ............................................................. 54 1. สรุปผล........................................................................................................ 54 2. การอภิปรายผล............................................................................................ 55 3. ข้อเสนอแนะ................................................................................................. 57 บรรณานุกรม…………………………………………………………………………………………………………. 59 ภาคผนวก…………………………………………………………………………………………………………….. 61 ภาคผนวก ก แผนการจัดการเรียนรู้…………………………..…………………………… 62 ภาคผนวก ข แบบทดสอบวัดความสามารถการอ่านโน้ต…………………………… 138 ภาคผนวก ค แบบประเมินความพึงพอใจ......................................................... 145 ภาคผนวก ง ค่า IOC ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก รายข้อและค่าความ เชื่อมั่นทั้งฉบับของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล…….. 149 ภาคผนวก จ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัย..........…………… 166 ภาคผนวก ช ประวัติผู้วิจัย……………………………………………………………………… 175


ฉ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดการ วิจัย 34 สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 แบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตาม……………………………………………… 36 ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้การวิจัย ส่งเสริมทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรี ของโซตาน โคดาย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6……………………………………………….. 50 ตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์ความสามารถการการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรีของโซตาน โคดาย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน (n = 30)……………………………………………………… 51 ตารางที่ 4 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการ การอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรี ของโซตาน โคดาย …………………………………………...................................... 52 ตารางที่ 5 ผลการประเมินความสอดคล้องของแผนการจัดการการอ่านโน้ตดนตรีสากล เบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรีของโซตาน โคดาย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยผู้เชี่ยวชาญ (IOC)………………………………………………………………………… 153 ตารางที่ 6 ผลการประเมินความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่าน โน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรีของโซตาน โคดาย โดยผู้เชี่ยวชาญ (IOC)………………………………………………………………………. 160 ตารางที่ 7 ผลการวิเคราะห์มีค่าความเที่ยง (Reliability) KR-20 ของแบบ ประเมินความพึงพอใจ……………………………………………………………………….… 165


ช สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ 8 ผลการวิเคราะห์ค่าความยากง่ายและค่าอํานาจจําแนกแบบทดสอบวัดความ สามารถด้านการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรี ของโซตาน โคดาย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6……………………………… 162 ตารางที่ 9 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการส่งเสริมการเรียนรู้การอ่าน โน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรีของโซตาน โคดาย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6……………………………………………………….. 167 ตารางที่ 10 การเปรียบเทียบความสามารถในการการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรีของโซตาน โคดาย ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6ก่อนเรียนและหลังเรียน………………………………………… 167 ตารางที่ 11 การเปรียบเทียบการจัดการเรียนรู้การอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรีของโซตาน โคดาย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6………………………………………………………………………….. 169 ตารางที่ 12 ผลประเมินความสอดคล้องของแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการการ อ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรีของโซตาน โคดาย โดยผู้เชี่ยวชาญ (IOC)……………………………………………………………………….… 172


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย ดนตรีเป็นสื่อภาษาสากลที่ชนทุกชาติทุกภาษาสามารถเข้าใจได้ดี ไม่แบ่งอายุ ชั้น วรรณะ และเชื้อชาติ ดังจะเห็นได้จากการบรรเลงดนตรีร่วมวงกันระหว่างนานาชาติซึ่งสื่อสารกันคนละภาษา แต่สามารถร่วมบรรเลง ดนตรีด้วยกันได้เพราะทุกคนเข้าใจภาษาดนตรี ดนตรีเป็นพลังงานในรูปของคลื่น ไม่สามารถมองเห็นได้ต้อง อาศัยโสตประสาทเท่านั้น เสียงดนตรีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก้าวร้าวของมนุษย์ โดยเฉพาะเด็กจะทำให้เด็กมี สมาธิยาวขึ้น อ่อนโยนขึ้น ถ้าให้ฟังเสียงดนตรีที่มีท่วงทำนองที่เหมาะสมบ่อยๆครั้ง การฟังดนตรีทำให้สมอง หลั่งฮอร์โมนเอนดอร์ฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นสารก่อให้เกิดความสุขออกมา นอกจากดนตรีจะให้ความบันเทิง แล้ว ดนตรียังถูกนำมาใช้ประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน (คมสันต์ วงศ์วรรณ์, 2553) เช่น ด้านการแพทย์ การศึกษา เป็นต้น สอดคล้องกับ (ประพันธ์ศักดิ์ พุ่มอินทร์, 2561) กล่าวว่า เป็นการสอนดนตรีไม่ว่าในลักษณะใด ย่อมมี หลักการที่ผู้สอน ยึดเป็นแนวปฏิบัติการศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้ย่อมช่วยให้การสอนดนตรีมีประสิทธิภาพขึ้นได้ ควรคำนึงถึงตัวผู้เรียนเป็นหลักว่าผู้เรียนมีความสามารถเรียนรู้สิ่งใดได้ มิฉะนั้น ถ้าบทเรียนยากเกิน ความสามารถของผู้เรียน แม้พยายามใช้การเสริมแรงหรือสร้างแรงจูงใจอย่างไร ก็ไม่ทำให้ผู้เรียนสามารถ เรียนรู้สิ่งนั้น ๆ ได้ทั้งนี้ผู้สอนควรจะมีหลักในการแนะนำผู้เรียนเป็นครั้งเป็นคราว มิฉะนั้นผู้เรียนอาจไม่ สามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้องเลยก็เป็นได้ ซึ่งทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายและไม่สนใจเรียนดนตรีอีก ต่อไป ซึ่งอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้สามารถปฏิบัติเครื่องดนตรีได้ ก็คือการอ่านโน้ต ดนตรี ในการพัฒนาทางด้านวิชาดนตรีพื้นฐานที่สำคัญที่ส่งผลในด้านการปฏิบัติเครื่องดนตรี คือ การพัฒนา ในด้านทักษะการอ่านโน้ต การอ่านโน้ตดนตรีนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการเรียนดนตรี ซึ่งพบปัญหา เกี่ยวกับการอ่านโน้ตของผู้เรียนดนตรีในประเทศไทยยังไม่คล่อง และยังขาดบทฝึกการอ่านโน้ตดนตรีที่สามารถ พัฒนาศักยภาพของผู้เรียนในประเทศไทยโน้ตดนตรีมีความสำคัญต่อดนตรีอย่างมาก ตัวโน้ตเปรียบเสมือน ภาษาที่ใช้สื่อสารระหว่างผู้ประพันธ์และนักดนตรีและโน้ตดนตรียังเป็นสื่อในการเรียนการสอนดนตรีที่สำคัญ ดังนั้นการอ่านโน้ตจึงถือเป็นส่วนสำคัญในการเรียนดนตรี(อิสระ กีตา, 2561) การอ่านโน้ตแบบฉับพลันเป็น การอ่านโน้ตที่ผู้เรียนไม่เคยเห็นมาก่อนในทันทีและการอ่านโน้ตแบบฉับพลันเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการ


2 เรียนดนตรี ความสามารถทางการอ่านโน้ตแบบฉับพลันมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อการ เรียนปฏิบัติการอ่านโน้ตที่ดีจะช่วยให้ปฏิบัติติดนตรีได้อย่างถูกต้อง โดยองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการอ่าน โน้ตแบบฉับพลันที่เสนอ คือ ความเข้าใจในรูปแบบของจังหวะ การที่ผู้เรียนเข้าใจในจังหวะที่ชัดเจนที่เกิดขึ้นใน บทเพลงเพราะโดยมากจังหวะที่เกิดขึ้นในบทเพลงมักมีรูปแบบของจังหวะที่ชัดเจนแน่นอน รวมไปถึงเกิดการ ซ้ำทวนอยู่เสมอมากกว่ารูปแบบของจังหวะที่ไม่แน่นอน (ภานุมาส ถิรธรรมานุกูล, 2560 : 5) การอ่านโน้ตและ ร้องโน้ตด้านทักษะการอ่านโน้ต เมื่อมีการฝึกการอ่านโน้ตจะทำให้ผู้เรียนเรียนดนตรีได้เร็วขึ้นและสามารถ ปฏิบัติดนตรีได้ง่ายขึ้น วิชาดนตรีเป็นวิชาที่สำคัญวิชาหนึ่ง ซึ่งช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยนมีความซาบซึ้ง และมีอารมณ์สุนทรียเมื่อได้ยินเสียงดนตรี เป็นการฝึกให้ผู้เรียนมีสมาธิในการทำกิจกรรมนับเป็นการสมควร อย่างยิ่งที่จะสนับสนุนด้านการอ่านโน้ตสำหรับผู้เรียนดนตรีเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ ควรมีการฝึกการ อ่านโน้ตและการร้องโน้ตโดยตรง ซึ่งจะนำไปสู่การฝึกปฏิบัติเครื่องดนตรีและฝึกปฏิบัติการแสดงได้อย่างมี ประสิทธิภาพต่อไป โดยต้องมีการฝึกออกเสียงร้องโน้ตไปกับทำนองเพลงที่ได้ยิน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความ แม่นยำในระดับเสียง ลักษณะของเสียง จังหวะ ความเข้มของเสียงต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น (สรรพสิทธิ์ คุมประพันธ์, 2531) การอ่านโน้ตดนตรี เป็นส่วนสำคัญในการเรียนการสอนวิชาดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการสอนทฤษฎีดนตรี การสอนปฏิบัติ การสอนรวมวง การสอนขับร้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิบัติดนตรี เมื่อนักเรียนกลับไปซ้อม ที่บ้าน นักเรียนสามารถฝึกเองโดยการอ่านโน้ตเพลงแม้ไม่มีครูสอน ซึ่งการที่ผู้เรียนจะสามารถอ่านโน้ตได้คล่อง นักเรียนต้องอ่านโน้ตเป็น และต้องฝึกฝนบ่อยๆ จนเกิดทักษะ จากการสังเกตทักษะการอ่านโน้ตดนตรีของ นักเรียน พบว่านักเรียนไม่มีความรู้ความเข้าใจในการอ่านโน้ตดนตรีสากลและขาดทักษะการอ่านโน้ตดนตรีจึง เป็นอุสรรคในการปฏิบัติดนตรีและการต่อยอดไปสู้ทักษะการปฏิบัติดนตรีที่มีระดับที่สูงขึ้น (สุรางค์ โคว้ตระกูล, 2546: 85) จากการศึกษาทฤษฎีและหลักการสอนดนตรีตามทฤษฎีวิธีการของโซตาล โคดาย จะเห็นได้ว่าทฤษฎี ของโคดาย ที่จะเน้นให้ผู้เรียนได้เริ่มการฝึกที่เริ่มจากระดับง่ายและค่อย ๆ เพิ่มระดับไปหายากจนเกิดความ ชำนาญในการเล่นดนตรี โดยจะฝึกร้องและอ่านโน้ตเมื่อสามารถร้องโน้ตและอ่านโน้ตเพลงได้ก็เข้าสู่การฝึก ปฏิบัติเครื่องดนตรีและยังฝึกเริ่มที่ละเสียงเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการจดจำในแต่ละเสียงของตัวโน้ตนั้น ๆ อีกด้วย หากผู้เรียนจำเสียงของตัวโน้ตและร้องถูกโน้ตก็จะสามารถปฏิบัติ เครื่องดนตรีไปด้วยได้ด้วยเช่นเดียวกัน ใน การจัดกิจกรรมดนตรีตามทฤษฎีของโคดาย ได้แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการอ่านโน้ต ด้านการเป่าขลุ่ยรี คอร์เดอร์ ด้านการเป่าบรรเลงเพลง โดยใช้วิธีการฝึกทั้งหมด 3 ขั้น ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 การฝึกอ่านโน้ตและออก เสียงตามระดับของตัวโน้ต ขั้นที่ 2 ฝึกปฏิบัติเครื่องดนตรี ขั้นที่ 3 ฝึกการบรรเลงเพลงจนเกิดความชำนาญ


3 ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำทฤษฎีและหลักการสอนดนตรีตามทฤษฎีวิธีการของ โซตาล โคดาย เพื่อ นำมาแก้ปัญหาทักษะการอ่านโน้ตดนตรีของนักเรียนที่มีปัญหาทางด้านทักษะการอ่านโน้ตดนตรี ให้เกิดการ พัฒนาทางด้านวิชาดนตรีและการอ่านโน้ตดนตรีสากลที่นักเรียนจะสามารถพัฒนาทักษะและต่อยอดถึงทักษะ ทางด้านดนตรีที่สูงขึ้นได้ วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้การอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้นโดยการใช้ทฤษฎีการ สอนดนตรีของโคดาย ชั้นประถมศึกษาปี6 โรงเรียนบ้านหนองบัว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ด้านการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้นโดยการใช้ทฤษฎี การสอนดนตรีของโคดาย ชั้นประถมศึกษาปี6 โรงเรียนบ้านหนองบัว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนหลังการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีวิธีการของ โซตาล โคดาย ชั้น ชั้นประถมศึกษาปี6 โรงเรียนบ้านหนองบัว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี สมมุติฐานการวิจัย 1. นักเรียนมีทักษะด้านการอ่านโน้ตดนตรีกลหลังจากการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีวิธีการของ โซตาล โคดาย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี6 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง รวม 30 คน ประกอบด้วย ชั้น ป.6/1 1.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง จำนวนนักเรียน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น คือ การสอนการอ่านโน้ตสากลเบื้องต้นโดยใช้ทฤษฎีการสอนดนตรีของโซตาน โคดาย ชั้นประถมศึกษาปี6 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2.2 ทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น


4 2.2.3 ความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย โน้ตดนตรีมีความสำคัญต่อดนตรีเป็นอย่างสูง ตัวโน้ตหรือโน้ตเพลงเปรียบดังภาษากลางในการสื่อสาร ระหว่างผู้ประพันธ์บทเพลงและนักดนตรีผูบรรเลง โน้ตดนตรียังเป็นสื่อกลางในการเรียนดนตรีที่สำคัญอย่าง มาก ดังนั้นการอ่านโน้ตจึงถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการเรียนดนตรี การอ่านโน้ตแบบฉับพลันเป็นการอ่าน โน้ตเพลงที่ผู้เรียนไม่เคยเห็นมาก่อนในทันที และการอ่านโน้ตแบบฉับพลันหรือการเฟิร์สโน้ตเป็นหนึ่งใน องค์ประกอบของการเรียนดนตรี ความสามารถทางการอ่านโน้ตแบบฉับพลันมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะ ส่งผลโดยตรงต่อการเรียนปฏิบัติเครื่องดนตรี รวมไปถึงความสามารถทางการอ่านโน้ตที่ดี ประกอบด้วย 3.3.1 เรื่อง โน้ตดนตรีสากล จำนวน 2 ชั่วโมง 3.3.2 เรื่อง C major scale จำนวน 2 ชั่วโมง 3.3.3 เรื่อง D major scale จำนวน 2 ชั่วโมง 3.3.4 เรื่อง A minor scale จำนวน 2 ชั่วโมง 3.3.5 เรื่อง การอ่านโน้ตแบบฉับพลัน หนูมาลี จำนวน 2 ชั่วโมง 3.3.6 เรื่อง การอ่านโน้ตแบบฉับพลัน ใกล้รุ่ง จำนวน 2 ชั่วโมง 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ทำการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง เดือน พฤศจิกายน 2566 – เดือนมีนาคม 2567 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากล หมายถึง ความสามารถในการอ่านโน้ตดนตรีสากลที่เกิดจากการ ฝึกฝนและปฏิบัติซ้ำๆ จนทำให้เกิดความชำนาญ ในด้านทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากล การอ่านโน้ตดนตรีแบบ ฉับพลัน การอ่านโน้ตเป็นทำนองเพลง และการอ่านโน้ตดนตรีสากลพร้อมปฏิบัติเครื่องดนตรี ที่ต้องผ่านการ ฝึกฝนในขั้นต่างๆ โดยเริ่มจากง่ายไปหายากตามลำดับ จนทำให้เกิดความชำนาญและสามารถต่อยอดไปสู้ ทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากลที่มีระดับความยากมากขึ้นได้อีกด้วย 2. ความพึ่งพอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่แสดงออก ต่อการจัดการเรียนการสอนการอ่านโน้ตเบื้องต้น โดยใช้วิธีการสอนแบบ โคดาย ทั้งในด้านบวกและด้านลบซึ่ง สามารถวัดได้จากแบบวัดความพึงพอใจที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น


5 3. การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางของโซตาล โคดาย หมายถึง กิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้แนวคิดทฤษฎี ของโชตาล โคดาย ที่จะเน้นให้ผู้เรียนได้เริ่มการฝึกจากการฝึกร้องและอ่านโน้ต โดยจะฝึกจากระดับง่ายไปยาก จนเกิดความชำนาญและเมื่อสามารถร้องโน้ตเพลงไต้ถูกต้องตามเสียงก็เข้าสู่การฝึกปฏิบัติเครื่องตนตรี และยัง เริ่มฝึกทีละเสียงเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการจดจำในแต่ละเสียงของตัวโน้ตนั้น ๆ อีกด้วย หากผู้เรียนจำเสียงของตัว โน้ตและร้องถูกโน้ตก็จะสามารถปฏิบัติเครื่องตนตรีตามได้ด้วย เช่นเดียวกัน โดยแบ่งกิจกรรมการเรียนรู้ตาม ทฤษฎีของโคตายออกเป็น 3 ด้าน และ 3 ขั้น ขั้นที่ 1 เริ่มจากการฝึกอ่านโน้ตและออกเสียงตามระดับของตัว โน้ต ขั้นที่ 2 ฝึกปฏิบัติเครื่องดนตรี ขั้นที่ 3 ฝึกการเป่าบรรเลงเพลง ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนมีทักษะทางด้านการอ่านโน้ตดนตรีกลเบื้องต้นที่ดีขึ้น 2 .นักเรียนมีทักษะด้านการอ่านโน้ตดนตรีกลเบื้องต้นที่ดีขึ้นหลังการใช้การจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎี วิธีการของ โซตาล โคดาย และยังเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้นใน รายวิชาศิลปะดนตรีในระดับชั้นอื่น ๆ ได้อีกด้วย


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษา เรื่อง ส่งเสริมทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้นโดยการใช้ทฤษฎีการ สอนดนตรีของโคดาย ชั้นประถมศึกษาปี6 โรงเรียนบ้านหนองบัว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. ความหมายของทักษะด้านการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น 2.1 ความหมายของทักษะ 2.2 ความหมายของการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น 3. แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องของโซลตาน โคดาย 4. แนวคิดทฤษฎีความพึงพอใจ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6. กรอบแนวคิดการวิจัย 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จึงได้บรรจุการเรียนการสอนดนตรีไว้ในชื่อ สาระ ดนตรีซึ่งอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ได้ระบุว่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระ การเรียนรู้ที่เน้น ส่งเสริมให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจิตนาการทางศิลปะชื่นชมความงาม สุนทรียภาพ ความมีคุณค่าซึ่งมีผล ต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์ ดังนั้นกิจกรรมศิลปะสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน โดยตรงทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคมตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง และแสดงออกในเชิงสร้างสรรค์ พัฒนากระบวนการรับรู้ทาง ศิลปะการเห็นภาพรวม การสังเกตรายละเอียด สามารถ ค้นพบศักยภาพของตนเอง อันเป็นพื้นฐานใน การศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ด้วยการมีความ รับผิดชอบ มีระเบียบวินัยสามารถทำงานร่วมกัน อย่างมีความสุข และได้กล่าวถึงคุณภาพของผู้เรียนอีกว่า เมื่อ จบการศึกษาขั้นพื้นฐานในกลุ่มสาระการ เรียนรู้ศิลปะ แล้วผู้เรียนจะมีสภาพจิตใจที่งดงาม มีสุนทรียภาพ มี รสนิยมรักความสวยงามรักความ เป็นระเบียบ มีการรับรู้อย่างพินิจพิเคราะห์ เห็นคุณค่าความสำเร็จของศิลปะ ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ตลอดจนศิลปะวัฒนธรรม อันเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของคนในชาติ สามารถค้นพบ ศักยภาพความสนใจของตนเอง อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพทางศิลปะ มีจินตนาการ


7 ความคิด สร้างสรรค์ มีความเชื่อมั่นพัฒนาตนเองได้ และแสดงออกได้อย่างสร้างสรรค์ มีสมาธิในการท างานมี ระเบียบวินัยความรับผิดชอบ สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) คุณลักษณะอังพึ่งประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ สมรรถนะของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตาม มาตรฐานการเรียนรู้ ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดนั้น จะช่วยให้ผู้เรียนเกิด สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 1.1 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ ๒ ดนตรี


8 มาตรฐาน ศ 2.1 เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า ดนตรีถ่ายทอดความรู้สึกความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน มาตรฐาน ศ 2.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของ ดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล 1.2 คุณภาพผู้เรียน การจัดการศึกษากลุ่มสาระศิลปะ(ดนตรี) สำหรับหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐานที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้ เรียนกลุ่มสาระศิลปะ(ดนตรี) เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้เรียนจะมีคุณภาพ ดังนี้ 1.2.1 รู้และเข้าใจถึงความแตกต่างทางด้านเสียง องค์ประกอบ อารมณ์ ความรู้สึก ของบทเพลงจาก วัฒนธรรมต่าง ๆ มีทักษะในการร้อง บรรเลงเครื่องดนตรี ทั้งเดี่ยวและเป็นวงโดยเน้น เทคนิคการร้องบรรเลง อย่างมีคุณภาพ มีทักษะในการสร้างสรรค์บทเพลงอย่างง่าย อ่านเขียนโน้ต ในบันไดเสียงที่มีเครื่องหมาย แปลง เสียงเบื้องต้น ได้รู้และเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบของผลงานทางดนตรี องค์ประกอบของผลงานด้าน ดนตรีกับศิลปะแขนงอื่น แสดงความคิดเห็นและบรรยายอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อบทเพลง สามารถนำเสนอบท เพลงที่ชื่นชอบได้อย่างมีเหตุผล มีทักษะในการประเมินคุณภาพของบทเพลงและการแสดงดนตรี รู้ถึงอาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีและบทบาทของดนตรีในธุรกิจบันเทิง เข้าใจถึงอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อบุคคลและสังคม 1.2.2 รู้และเข้าใจที่มาความสัมพันธ์ อิทธิพลและบทบาทของดนตรีแต่ละวัฒนธรรมในยุคสมัยต่าง ๆ วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้งานดนตรีได้รับการยอมรับ 1.3 ตัวชี้วัด ตัวชี้วัด ศ 2.1 ป.6/3 อ่าน เขียนโน้ตไทย และโน้ตสำกลทำนองง่าย ๆ 1.4 เนื้อหา เครื่องหมายและสัญลักษณ์ทางดนตรี (เครื่องหมายแปลงเสียง) โน้ตจากเพลงไทยอัตราจังหวะสองชั้น โน้ตสากล 1.5 คำอธิบายรายวิชา เปรียบเทียบการใช้องค์ประกอบดนตรีที่มาจากวัฒนธรรมต่างกัน อ่าน เขียนร้องโน้ตไทย และโน้ต สากลที่มีเครื่องหมายแปลงเสียงระบุปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์งานดนตรีร้องเพลง และเล่น


9 ดนตรีเดี่ยวและรวมวงบรรยายอารมณ์ของเพลงและความรู้สึกที่มีต่อบทเพลงที่ฟังประเมิน พัฒนาการทักษะ ทางดนตรีของตนเอง หลังจากการฝึกปฏิบัติระบุงานอาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีและบทบาทของดนตรีใน ธุรกิจบันเทิง 1.6 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 2 ดนตรี มาตรฐาน ศ 2.1 เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า ดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.6 1. เปรียบเทียบการใช้องค์ประกอบดนตรี ที่มาจากวัฒนธรรมต่างกัน • องค์ประกอบของดนตรีจากแหล่ง วัฒนธรรมต่าง ๆ 2. อ่าน เขียนร้องโน้ตไทย และโน้ตสากลที่ มีเครื่องหมายแปลงเสียง • เครื่องหมายและสัญลักษณ์ทางดนตรี - โน้ตจากเพลงไทยอัตราจังหวะสองชั้น - โน้ตสากล (เครื่องหมายแปลงเสียง) 3. ระบุปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการ สร้างสรรค์งานดนตรี • ปัจจัยในการสร้างสรรค์บทเพลง - จินตนาการในการสร้างสรรค์บทเพลง - การถ่ายทอดเรื่องราวความคิด ในบทเพลง 4. ร้องเพลง และเล่นดนตรีเดี่ยวและรวมวง • เทคนิคการร้องและบรรเลงดนตรี - การร้องและบรรเลงเดี่ยว - การร้องและบรรเลงเป็นวง 5. บรรยายอารมณ์ของเพลงและความรู้สึกที่ มีต่อบทเพลงที่ฟัง • การบรรยายอารมณ์และความรู้สึกในบทเพลง 6. ประเมิน พัฒนาการทักษะทางดนตรี ของตนเอง หลังจากการฝึกปฏิบัติ • การประเมินความสามารถทางดนตรี - ความถูกต้องในการบรรเลง


10 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - ความแม่นยำในการอ่านเครื่องหมาย และสัญลักษณ์ - การควบคุมคุณภาพเสียงในการร้อง และบรรเลง 7. ระบุงานอาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ดนตรีและบทบาทของดนตรีในธุรกิจบันเทิง • อาชีพทางด้านดนตรี • บทบาทของดนตรีในธุรกิจบันเทิง 2. ความหมายของทักษะด้านการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น 2.1ความหมายของทักษะ ในการพัฒนาทางด้านวิชาดนตรี พื้นฐานที่สำคัญที่ส่งผลในด้านการปฏิบัติเครื่องดนตรี คือ การพัฒนา ในด้านทักษะการอ่านโน้ต การอ่านโน้ตดนตรีนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการเรียนดนตรี ซึ่งพบปัญหา เกี่ยวกับการอ่านโน้ตของผู้เรียนดนตรี ในการที่เราจะเล่นดนตรีให้เก่ง เล่นได้เกิดสุนทรียภาพ เเละไพเราะนั้น เราจำเป็นต้องอ่านโน้ตเเละ เครื่องหมายต่างๆในโน้ตได้ ซึ่งโน้ตดนตรีทั่วโลกใช้เหมือนกันทั้งการอ่านเเละเขียน ถึงจะมีชื่อเรียกที่ต่างกันบ้าง เเต่ผู้ที่อ่านโน้ตได้ ไม่ว่าจะเอาโน้ตมาจากที่ใด ก็สามารถเล่นได้เหมือนกันทั่วโลก จึงมีคำกล่าวว่า โน้ตดนตรี เป็นหนึ่งในภาษาสากลของโลก ดังนั้นการอ่านโน้ตจึงถือเป็นส่วนสำคัญในการเรียนดนตรี การอ่านโน้ตแบบ ฉับพลันเป็นการอ่านโน้ตที่ผู้เรียนไม่เคยเห็นมาก่อนในทันที และการอ่านโน้ตแบบฉับพลันเป็นหนึ่งใน องค์ประกอบของการเรียนดนตรี ความสามารถทางการอ่านโน้ตแบบฉับพลันมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะ ส่งผลโดยตรงต่อการเรียนปฏิบัติเครื่องดนตรี รวมไปถึงความสามารถทางการอ่านโน้ตที่ดี จะช่วยให้ปฎิบัติ ดนตรีได้อย่างถูกต้อง โดยองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการอ่านโน้ตแบบฉับพลันที่เสนอ คือ ความเข้าใจใน รูปแบบของจังหวะ คือ การที่ผู้เรียนเข้าใจในจังหวะที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นในบทเพลงเพราะโดยมาก จังหวะที่เกิดขึ้นในบทเพลงมักมีรูปแบบของจังหวะที่ชัดเจนแน่นอน รวมไปถึงเกิดการซ้ำทวนอยู่เสมอ มากกว่า รูปแบบของจังหวะที่ไม่แน่นอนตายตัว เมื่อผู้เรียนสามารถเข้าใจในรูปแบบของจังหวะที่เกิดขึ้น ก็จะเข้าใจใน องค์ประกอบของจังหวะ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการอ่านโน้ตและร้องโน้ต


11 ด้านทักษะการอ่านโน้ต เมื่อมีการฝึกการอ่านโน้ตจะทำให้ผู้เรียนมีศักยภาพในลำดับต่อไปได้มากยิ่งขึ้น ที่จะสร้างความสุนทรียรสทางดนตรีให้เกิดกับผู้เรียน อันจะมีผลต่อสุนทรียภาพในด้าน ต่าง ๆ วิชาดนตรีเป็น วิชาที่สำคัญวิชาหนึ่ง ซึ่งช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยนมีความซาบซึ้งและมีอารมณ์สุนทรียเมื่อได้ยิน เสียงดนตรี เป็นการฝึกให้ผู้เรียนมีสมาธิในการท ากิจกรรมใด ๆ นับเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนด้าน การอ่านโน้ต สำหรับผู้เรียนดนตรีเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ ควรมีการฝึกการอ่านโน้ตและการร้องโน้ต โดยตรง ซึ่งจะนำไปสู่การฝึกปฏิบัติเครื่องดนตรี และฝึกปฏิบัติการแสดงได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป โดยต้อง มีการฝึกออกเสียงร้องโน้ตไปกับทำนองเพลงที่ได้ยิน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความแม่นยำในระดับเสียง ลักษณะของ เสียง จังหวะ ความเข้มของเสียงต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น 2.2 ความหมายของการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น ทฤษฎีดนตรีสากลเบื้องต้น ทฤษฎีดนตรีสากลเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องศึกษาเพื่อเป็นแนวทางพื้นฐานสู่การปฏิบัติเครื่องดนตรีโน้ต ดนตรีสากลและเครื่องหมายต่างๆ คือสัญลักษณ์ที่ให้ปฏิบัติ ดังนั้นทฤษฎีดนตรีสากลจึงควรศึกษาและฝึก เพื่อให้เกิดทักษะ ปฏิบัติจนเกิดความคล่องแคล่วด้วยความเข้าใจ ทฤษฎีดนตรีสากล 1. บรรทัดห้าเส้น (Staff) บรรทัดห้าเส้น (Staff) ประกอบด้วยเส้นตรงขนานกันจำนวน 5 เส้น และช่องบรรทัดจำนวน 4 ช่อง โดยเส้น บรรทัดมีระยะห่างเท่ากัน การนับเส้นหรือบรรทัดห้าเส้นให้นับตามลำดับจากล่างไปบนโดยนับเส้นหรือช่อง ล่างสุดเป็น 1 2 3 4 5 ตามลำดับ ในการบันทึกตัวโน้ตและสัญลักษณ์ต่างๆ ทางดนตรีสากลจะบันทึกบน บรรทัดห้าเส้นเป็นหลัก ภาพประกอบที่ 1 บรรทัดห้าเส้น


12 2. ตัวโน้ต (Note) ตัวโน้ต เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้บันทึกแทนระดับเสียง และความยาวของเสียง ส่วนประกอบสำคัญของตัวโน้ต ได้แก่ ส่วนหัวตัวโน้ต และส่วนหางตัวโน้ต ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะโน้ตต่างๆ ภาพประกอบที่ 2 ตัวโน้ต 2.1 เมื่อตัวโน้ตอยู่ต่ำกว่าเส้นที่ 3 หางตัวโน้ตจะชี้ขึ้น ภาพประกอบที่ 3 ตัวโน้ตอยู่ต่ำ 2.2 เมื่อตัวโน้ตอยู่สูงกว่าเส้นที่ 3 หางตัวโน้ตจะชี้ลง ภาพประกอบที่ 4 ตัวโน้ตอยู่สูง 2.3 เมื่อกลุ่มตัวโน้ตอยู่เส้นที่ 3 หางตัวโน้ตจะชี้ขึ้นหรือลงก็ได้ ขึ้นอยู่กับกลุ่มตัวโน้ต ภาพประกอบที่ 5 กลุ่มตัวโน้ตอยู่เส้นที่ 3 การรวบรวมหางตัวเขบ็ต โน้ตตัวเขบ็ตลักษณะเดียวกัน เช่น ตัวเขบ็ต 1 ชั้น หรือตัวเขบ็ต 2 ชั้น สามารถเขียนหางตัวโน้ต รวบรวมเป็นหมวดหมู่ เพื่อความสวยงามเป็นระเบียบง่ายต่อการอ่าน


13 ภาพประกอบที่ 6 โน้ตตัวเขบ็ต 3. ค่าตัวโน้ต ค่าตัวโน้ต ลักษณะตัวโน้ตมีหลายลักษณะ ค่าตัวโน้ตลักษณะต่างๆ สามารถเปรียบเทียบค่าความยาว โน้ต และมีชื่อเรียกลักษณะโน้ตต่างๆ ดังนี้ ภูมิเปรียบเทียบค่าตัวโน้ต ภาพประกอบที่ 7 ชื่อตัวโน้ต


14 แผนภูมิเปรียบเทียบค่าตัวโน้ต ภาพประกอบที่ 8 แผนภูมเปรียบเทียบค่าตัวโน้ต ตารางเปรียบเทียบค่านับ ภาพประกอบที่ 9 ตารางเปรียบเทียบค่านับ จะเห็นว่าค่าจังหวะนับของโน้ตตัวกลมมากที่สุด ตัวขาว ตัวดำ ตัวเขบ็ต 1 ชั้น ตัวเขบ็ต 2 ชั้นและตัว เขบ็ต 3 ชั้น จะมีค่าลดลงทีละครั้งตามลำดับ เช่น


15 ภาพประกอบที่ 10 ค่านับ 4. ตัวหยุด (Rest) ตัวหยุด คือ สัญลักษณ์ทางดนตรีที่กำหนดให้เงียบเสียงหรือไม่ให้เล่นในระยะ เวลาตาม ค่าตัวหยุดนั้นๆ ตัวหยุดมีหลายชนิดสอดคล้องกับตัวโน้ตลักษณะต่างๆ ภาพประกอบที่ 11 ตัวหยุด ตัวหยุดลักษณะต่างๆ ตามค่าตัวโน้ต 5. เส้นน้อย (Leger Lines) เส้นน้อย คือ เส้นสั้นๆ ที่อยู่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าบรรทัดห้าเส้น มีระยะห่างเท่ากับบรรทัดห้าเส้นโน้ตที่อยู่ ต่ำหรือสูงมากๆ จะต้องอาศัยเส้นน้อยตามลำดับ เช่นโน้ตที่คาบเส้นจะเรียงลำดับกับโน้ตที่อยู่ในช่องถ้าหากเส้น น้อยมีมากกว่าสามเส้น ควรใช้วิธีการเปลี่ยนกุญแจประจำหลักหรือใช้เครื่องหมายคู่แปดช่วย เพื่อให้สะดวกต่อ การอ่าน


16 ภาพประกอบที่ 12 เส้นน้อย 6. กุญแจ (Clef) กุญแจ คือ สัญลักษณ์ทางดนตรีที่บันทึกไว้ที่บรรทัดห้าเส้น เพื่อกำหนดระดับเสียงโน้ตที่อยู่ในช่องและอยู่บน เส้นของบรรทัดห้าเส้น กุญแจที่ใช้ในปัจจุบันมี 3 แบบ ดังนี้ 6.1 กุญแจซอล หรือกุญแจ G (G clef) คือ กุญแจที่กำหนดให้โน้ตซอล (G) อยู่บรรทัดเส้นที่ 2 กุญแจชนิดนี้นิยมมากในกลุ่มนักดนตรี นักร้อง ใช้กับเครื่องดนตรีที่นิยมทั่วไป เช่น กีตาร์ ไวโอลินทรัมเป็ต ฯลฯ กญแจซอลมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษ คือ เทรเบิลเคลฟ (Treble clef) ภาพประกอบที่ 13 กุญแจซอล 6.2 กุญแจฟา หรือกุญแจ F (F clef) คือ กุญแจที่กำหนดให้โน้ตฟา (F) อยู่บนเส้นที่ 4 กุญแจชนิดนี้ นิยมใช้กับเสียงร้องหรือเครื่องดนตรีที่มีเสียงต่ำ เช่น เชลโล เบส ทรอมโบน ฯลฯกุญแจฟามีชื่อเรียก ภาษาอังกฤษอีกชื่อคือ เบสเคลฟ (Bass clef) ภาพประกอบที่ 14 กุญแจฟา กุญแจโดเทเนอร์ (Tenor clef) ใช้บันทึกโน้ตที่เล่นกับเชลโล และบาสซูน


17 6.3 กุญแจโด หรือกุญแจ C (C clef) คือ กุญแจที่กำหนดให้เสียงโด (C) อยู่บนเส้นใดก็ได้ของ บรรทัดห้าเส้น ให้เป็นเสียงโดกลาง ภาพประกอบที่ 15 กุญแจโด กุญแจโดอัลโต กุญแจโดอัลโต (A lot clef) ใช้บันทึกโน้ตที่เล่นกับวิโอลา ภาพประกอบที่ 16 กุญแจโดอัลโต กุญแจโดเทเนอร์ กุญแจโดอัลโต (A lot clef) ใช้บันทึกโน้ตที่เล่นกับวิโอลา 7. การเรียกชื่อตัวโน้ต การเรียกชื่อตัวโน้ตสากลที่นิยมมี 2 ระบบ ได้เเก่ 7.1 ระบบโซฟา (So-Fa system) ใช้เรียกตัวโน้ตเรียงลำดับจากเสียงต่ำไปเสียงสูง ดังนี้ โด (Do) เร (Re) มี (Mi) ฟา (Fa) ซอล (Sol) ลา (La) ที (Ti) ภาพประกอบที่ 17 ระบบโซฟา


18 7.2 ระบบตัวอักษร (Latter system) ใช้เรียกชื่อโน้ตเรียงลำดับจากเสียงต่ำไปเสียงสูง ดังนี้A B C D E F G โดยใช้ตัวอักษร A แทนด้วยตัว ลา ภาพประกอบที่ 18 ระบบตัวอักษร การเรียกชื่อโน้ตในกุญแจ เมื่อใช้กุญแจซอล (G clef) เรียงลำดับจากตัวโด ดังนี้ ภาพประกอบที่ 19 เรียงลำดับจากตัวโด เมื่อใช้กุญแจฟา (F clef) เรียงลำดับจากตัวโด ดังนี้ ภาพประกอบที่ 20 เรียงลำดับจากตัวโด 8. เส้นกันห้อง (Bar line) เส้นกันห้อง คือ เส้นตรงแนวตั้งที่ขีดขวางบรรทัดห้าเส้น เพื่อกั้นแบ่งโน้ตในแต่ละห้อง ให้มีจำนวน จังหวะตามที่เครื่องหมายกำหนดจังหวะกำหนดไว้ 8.1 ใช้กั้นห้องเพลง


19 ภาพประกอบที่ 21 เส้นกันห้อง 8.2 ใช้กั้นจบตอนหรือจบท่อนเพลง โดยใช้เส้นกันห้องคู่ (Double Bar Line) ภาพประกอบที่ 22 เส้นกันห้องจบท่อนเพลง 9. การเพิ่มค่าตัวโน้ต การเพิ่มค่าตัวโน้ต และเพิ่มค่าตัวหยุด สามารถทำได้ดังนี้ 9.1 การประจุด (Dot) คือ การประจุดที่ด้านขวาตัวโน้ต หรือที่ตัวหยุด จะมีผลให้ค่าโน้ตนั้นๆเพิ่ม มากขึ้นครึ่งหนึ่งของค่าตัวโน้ตนั้น เช่น ภาพประกอบที่ 23 การประจุด 9.2 เครื่องหมายโยงเส้นทาย (Tie) ใช้กับโน้ตที่มีระดับเสียงเดียวกัน จะเพิ่มค่าเท่ากับค่าโน้ตสองตัว รวมกัน โดยจะเล่นที่โน้ตตัวแรก ลากเสียงไปสิ้นสุดที่ตัวสุดท้ายที่เครื่องหมายที่กำหนดไว้ เช่น


20 ภาพประกอบที่ 24 เครื่องหมายโยงเส้นทาย 9.3 ใช้สัญลักษณ์เฟอร์มาตา (Fermata) หรือเป็นเส้นโค้งครึ่งวงกลมมีจุดตรงกลาง ใช้บันทึกไว้ที่หัว โน้ต เพื่อเพิ่มค่าตัวโน้ตให้ลากยาวเท่าใดก็ได้ไม่ได้กำหนดไว้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้เล่น เช่น ภาพประกอบที่ 25 ใช้สัญลักษณ์เฟอร์มาตา 10. เครื่องหมายกำหนดจังหวะ (Time Signature) เครื่องหมายกำหนดจังหวะ คือ ตัวเลขสองตัวที่เขียนไว้หลังกุญแจ คล้ายลักษณะเลขเศษส่วนแต่ไม่มี เส้นขีดคั่นกลาง เลขตัวบนจะบอกว่า 1 ห้องเพลงมีกี่จังหวะ ส่วนเลขตัวล่างบอกโน้ตที่ใช้เป็นเกณฑ์ 1 จังหวะ เช่น


21 ภาพประกอบที่ 26 เครื่องหมายกำหนดจังหวะ นอกจากนี้เครื่องหมายกำหนดจังหวะ ยังมีลักษณะที่เป็นสัญลักษณ์ซึ่งใช้แทนตัวเลขได้ เช่น ภาพประกอบที่ 27 เครื่องหมายกำหนดจังหวะ C 11. อัตราจังหวะ อัตราจังหวะ เป็นเครื่องหมายกำหนดอัตราจังหวะ ที่บอกถึงค่าตัวโน้ต และจำนวนจังหวะในแต่ละ ห้องเพลง อัตราจังหวะ (Time) เป็นกลุ่มโน้ตที่ถูกจัดแบ่งจังหวะเคาะที่เท่าๆ กันในแต่ละห้องเพลงและทำให้ เกิดชีพจรจังหวะ (Pulse) คือ การเน้นจังหวะหนัก-เบา กลุ่มอัตราจังหวะโดยทั่วไปมี 3 ลักษณะคือ 11.1 อัตราจังหวะสองธรรมดา (Simple duple time) คือ จังหวะเคาะในแต่ละห้องเพลงมี 2 จังหวะ เช่น ภาพประกอบที่ 28 อัตราจังหวะสองธรรมดา 11.2 อัตราจังหวะสามธรรมดา (Simple triple time) คือ จังหวะเคาะในแต่ละห้องเพลงมี 3 จังหวะ เช่น ภาพประกอบที่ 29 อัตราจังหวะสามธรรมดา


22 11.3 อัตราจังหวะสี่ธรรมดา (Simple quadruple time) คือ จังหวะเคาะในแต่ละห้องเพลงมี 4 จังหวะ เช่น ภาพประกอบที่ 30 อัตราจังหวะสี่ธรรมดา เครื่องหมาย > คือ การเน้นจังหวะที่โน้ตในจังหวะที่ 1 ของแต่ละอัตราจังหวะ แสดงการเคาะอัตราจังหวะ 1 จังหวะ พื้นฐานการเคาะ 1 จังหวะ อาจใช้การตบเท้าจากจุดเริ่มต้นตบเท้าลง คือ จังหวะตก แล้วยกเท้าขึ้นจุด เดิม คือ จังหวะยก ภาพประกอบที่ 31 พื้นฐานการเคาะ 1 จังหวะ สรุปได้ว่าในการพัฒนาทางด้านวิชาดนตรี พื้นฐานที่สำคัญที่ส่งผลในด้านการปฏิบัติเครื่องดนตรี คือ การพัฒนาในด้านทักษะการอ่านโน้ต การอ่านโน้ตดนตรีนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการเรียนดนตรี ซึ่งพบ ปัญหาเกี่ยวกับการอ่านโน้ตของผู้เรียนดนตรียังไม่คล่อง และยังขาดบทฝึกการอ่านโน้ตดนตรีที่สามารถพัฒนา ศักยภาพของผู้เรียน โน้ตดนตรีมีความสำคัญต่อดนตรีอย่างมาก ตัวโน้ตเปรียบเสมือนภาษาที่ใช้สื่อสารระหว่าง


23 ผู้ประพันธ์และนักดนตรีและโน้ตดนตรียังเป็นสื่อในการเรียนการสอนดนตรีที่สำคัญ ดังนั้นการอ่านโน้ตจึงถือ เป็นส่วนสำคัญในการเรียนดนตรี การอ่านโน้ตแบบฉับพลันเป็นการอ่านโน้ตที่ผู้เรียนไม่เคยเห็นมาก่อนในทันที และการอ่านโน้ตแบบฉับพลันเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการเรียนดนตรี ความสามารถทางการอ่านโน้ตแบบ ฉับพลันมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อการเรียนปฏิบัติเครื่องดนตรี รวมไปถึงความสามารถ ทางการอ่านโน้ตที่ดี จะช่วยให้ปฏิบัติดนตรีได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ต้องฝึกปฏิบัติควบคู่กับเครื่องดนตรีให้เกิด ความชำนาญจึงจะทำให้เกิดประสิทธิ์ผลมากที่สุด 3.แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องของโซลตาน โคดาย โซลตาน โคดาย (Zoltan Kodaly , 1882-1967) นักการศึกษาดนตรีและผู้ประพันธ์เพลงคนสำคัญ ของฮังการี ซึ่งมีหลักการสอนดนตรีโดยการจัดลำดับเนื้อหาและกิจกรรมดนตรีให้สอดคล้องกับพัฒนาการของ เด็ก โดยมีขั้นตอนจากง่ายไปหายาก เน้นการสอนร้องเพลงเป็นหลัก การร้องเพลงเป็นการใช้เสียงที่มีอยู่แล้ว ตามธรรมชาติซึ่งเด็กคุ้นเคยอยู่แล้วฝึกควบคู่กับการอ่านโน้ต จนสามารถอ่านและเขียนโน้ตดนตรีได้โคดายมี ความคิดว่า ดนตรีสำหรับเด็กมีความสำคัญและต้องพัฒนาเช่นเดียวกับภาษา เด็กควรฟังดนตรีก่อนแสดงออก ทางการร้องหรือการเล่น และเมื่อเขามีประสบการณ์เพียงพอก็สามารถฝึกการอ่านและเขียนภาษาดนตรี ได้ โคดายมีวิธีการใช้สัญลักษณ์มือในกิจกรรมการสอน และใช้การอ่านโน้ตด้วยระบบซอล –ฟา ซึ่งมี ขั้นตอนจากง่ายไปหายาก ซึ่งสามารถฝึกโสตประสาททางดนตรีผู้เรียนได้ทั้งเรื่องจังหวะ ระดับ เสียง ทำนอง และการประสานเสียง โดยการร้องเพลงตามแบบฝึกหัดของโคดายซึ่งมีการแบ่งเป็นระดับขั้น ต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับผู้เรียน ระบบการสอนของโคดายเน้นการร้องเป็นหลัก ซึ่งรวมไปถึงการอ่านโน้ตด้วยวิธีการของโคดายที่ใช้ใน การสอน จึงมุ่งส่งเสริมในเรื่องการร้องและการอ่าน ซึ่งโคดายนำสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้มาช่วยในการสอนดนตรี เพื่อให้ ผู้เรียนร้องและอ่าน ตลอดจนเป็นพื้นฐานในการฝึกทักษะอื่นๆ ทางดนตรีต่อไปด้วย 1. โทนิค ซอล - ฟา ได้แก่การใช้ระบบการเรียกชื่อตัวโน้ต ซึ่งมาจากภาษาลาติน คือ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที (do re mi fa so la ti) ในการร้องและอ่าน โดยใช้โด เป็นเสียงหลัก หรือโทนิค ในบันได้เสียงเมเจอร์ และลาเป็นเสียงหลัก หรือโทนิคบันได้เสียง ไมเนอร์ผู้เรียนเรียนรู้เกี่ยวกับระยะขั้นคู่เสียงต่างๆ ไปเมื่อใช้ระบบ ซอล-ฟา โดยทราบความสัมพันธ์ของระดับเสียงต่างๆ ที่ แปรเปลี่ยนไปตามกุญแจเสียงต่างๆ ในระยะต่อมา (ประมาณชั้นประถมปีที่2 หรือ3) ผู้เรียนเริ่มใช้ระบบ เรียกชื่อตัวโน้ต โดยใช้อักษรโรมัน คือ A B C D E F G แทนระดับเสียง ลา ที โด เร มี ฟา ซอล ควบคูไปกับระบบ ซอล-ฟา ทำให้ผู้เรียนจดจำระดับเสียงต่างๆ ได้ด้วย


24 2. สัญญาณมือ ควบคู่ไปกับการอ่านโน้ต ในระยะแรก หรือแม้กระทั่งในระยะต่อๆ มาการใช้สัญญาณ มือแทนระดับเสียงต่างๆ เป็นสิ่งที่ช่วยให้การเรียนรู้เรื่องระดับเสียงเป็น รูปธรรมมากขึ้น ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ ระดับเสียงต่างๆ ได้ง่าย ซึ่งเป็นไปตามหลักการพัฒนาการของการเรียนรู้เนื่องจากผู้เรียนจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ ดีกว่า เมื่อสิ่งนั้นเป็น รูปธรรม สัญญาณมือแทนระดับเสียงนี้ โคดายดัดแปลงมาจากสัญญาณมือที่ จอห์น เคอร์ เวน คิดขึ้นมา ภาพประกอบที่ 32 สัญญาณมือ 3. สัญลักษณ์ของจังหวะ นอกจากโคดายจะใช้สัญญาณมือแทนระดับเสียงแล้ว โคดายยังมีการใช้ ระบบสัญลักษณ์ต่างๆ แทนจังหวะเพื่อทำให้การเรียนรูเรื่องจังหวะเป็นรูปธรรม โดยในระยะแรกการใช้ สัญลักษณ์แทนจังหวะเป็นลักษณะของรูปภาพ ในระยะต่อมาเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์คล้ายตัวโน้ตในที่สุดตัวโน้ต แทนจังหวะจึงนำมาใช้ อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์คล้ายตัวโน้ตก็ยังสามารถใช้ได้อยู่เมื่อผู้สอนต้องการเน้นเฉพาะ จังหวะนอกจากกำหนดสัญลักษณ์แทนจังหวะแล้วโคดายยังได้กำหนดเสียงใช้ในการเรียกสัญลักษณ์ต่างๆ ไว้ เพื่อให้ผู้เรียนใช้พูดแทนการตบมือได้ด้วยสัญลักษณ์สำหรับสัญลักษณ์ต่างๆที่ใช้มี ดังนี้สัญลักษณ์เป็นภาพ (ผู้สอนอาจใช้สัญลักษณ์ใดๆ แทนก็ได) โดยมีหลัก คือขนาดใหญ่จะแทนจังหวะยาว ขนาดเล็กจะแทนจังหวะ สั้น


25 ภาพประกอบที่ 33 สัญลักษณ์ของจังหวะ หลักการสอนของโคดาย มักเน้นให้ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ เพื่อฝึกให้อ่านโน้ตและ ปฏิบัติดนตรีได้ ซึ่ง จากหลักการดังกล่าว ควรเน้นให้ฝึกการปฏิบัติจริง กระบวนการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องกันของ กลุ่มคนเล็ก ๆ เพื่อร่วมกันขบคิด แลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้ และประสบการณ์แนวคิดใหม่ ๆ ทำความเข้าใจ ร่วมกันพัฒนาแก้ไขปัญหาที่แท้จริงเกี่ยวกับงาน และนำไปลงมือปฏิบัติการแก้ไขปัญหาจริง โดยลักษณะเฉพาะ ของการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Action Learning) (ภิรญา นิยมเดชา 2557) การร้อง โคดายเน้นการร้องเป็นหลัก การเล่นเครื่องดนตรีเป็นกิจกรรมที่จัดให้กับผู้เรียนใน ระยะ ต่อมา การร้องรวมไปถึงทักษะการอ่านโน้ตด้วยในกระบวนการร้องนี้ โคดายเน้นการฝึกให้ผู้เรียนรับรู้เกี่ยวกับ เรื่องระดับเสียง และจังหวะของทำนองโดยสม่ำเสมอวิธีการหนึ่งคือ การฝึกให้ผู้เรียนได้ยินเสียงทำนองใน ความคิด คือการให้ผู้เรียนร้องเพลงและให้หยุดร้องแต่ให้ร้องในใจ เป็นระยะ ๆ สลับกัน ไปตามสัญญาณที่ ผู้สอนกำหนดทำให้เรียนรู้รับรู้เกี่ยวกับเสียงทั้งในความคิด และสามารถร้องได้ด้วย นอกจากนี้ยังเน้นให้จดจำ เกี่ยวกับระดับเสียงและบทเพลงที่เรียนไปด้วยเสมอ เช่น ครูอาจจะทำสัญญาณมือในวรรคต้นของเพลงใดเพลง หนึ่งที่เรียนไป และให้ผู้เรียนตอบว่าเพลงอะไร หรืออาจจะตบ จังหวะของทำนองเพลงหนึ่ง และให้ผู้เรียนตอบ ว่าเป็นจังหวะของทำนองเพลงอะไร หรืออาจจะฮัม ทำนองเพลงตอนใดตอนหนึ่งของเพลงหนึ่ง และให้ผู้เรียน ตอบชื่อเพลง การสร้างสรรค์ เนื่องจากวิธีของโคดายเน้นการร้องเพลงเป็นกิจกรรมหลักการ สร้างสรรค์จึงมักออกมา ในรูปของการร้องเช่นกัน โคดายเน้นเสมอว่าการเลือกเพลงมาใช้นั้นควรเป็น เพลงที่ดี ซึ่งมีลักษณะของ ประโยคของเพลงเด่นชัดมีวรรคตอน เมื่อผู้เรียนเริ่มเข้าใจโครงสร้างของเพลง ผู้สอน เริ่มต้นฝึกให้ผู้เรียนคิด สร้างสรรค์ ประโยคของเพลงต่อจากประโยคที่ผู้สอนให้ ซึ่งมีลักษณะของ จังหวะและเป็นท านองด้วย เช่น ผู้สอน ให้จังหวะ ทา ทา ทา ทา ผู้เรียนคนที่ 1 ตอบด้วย ทา ทีที ทา ทา ผู้เรียนคนที่ 2 ตอบด้วย ทา ทีที ทีที ทา


26 ผู้เรียนคนที่ 3 ตอบด้วย ทีที ทีที ทีที ทา ผู้เรียนคนที่ 4 ตอบด้วย ทีที ทีที ทีที ทีที การสร้างสรรค์สามารถทำได้ในหลายลักษณะ นอกเหนือไปจากการร้องซึ่งในระยะต่อ ๆ มาเมื่อผู้เรียน มีทักษะดนตรีมากขึ้นการวิเคราะห์บทเพลงต่าง ๆ มีบทบาทมากขึ้นเพื่อเป็นหลักการสร้างสรรค์ เพลงทั้งใน ลักษณะของการประพันธ์และการเรียบเรียงเสียงประสาน Kodaly (1974, อ้างถึงใน ณรุทธ์ สุทธจิตต์, 2543) อุปกรณ์ดนตรีที่ใช้ในการสอนดนตรีตามทฤษฎีของโคดาย โคดายแนะนำว่าเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่เด็ก จะใช้ควรเป็นระนาดไม้ที่ยกลูกระนาดออกได้ โดยเริ่มตั้งแต่ลูกระนาดเพียงสองลูกสำหรับ ซอล - มีจากนั้นจึง ค่อยเพิ่มลูกระนาดทีละลูกตามโน้ต ในบันไดเสียงที่ครูแนะนำเพิ่มขลุ่ยรีคอร์เดอร์เป็น เครื่องดนตรีชิ้นที่ 2 สำหรับเด็ก ในการเป่าขลุ่ย เด็ก จะเรียนถึงชื่อพยัญชนะอังกฤษของ ระดับเสียง สัมบูรณ์ (Absolute Pitches A B C D E F G) และตำแหน่งบนบรรทัดห้าเส้นของชื่อเหล่านั้นเด็กจะ ยังไม่เริ่ม เรียนเปียโนจนกว่าจะมีพื้นฐานในการร้องเพลง เป็นอย่างดีเสียก่อน โคดายแนะน าว่าการ เรียนเปียโนควร เริ่มต้นจากคีย์ดำและใช้เพลงล้อไล่แบบสองแนว (2–Part canon) ในการพัฒนาความ เป็นอิสระของมือทั้งสอง เขาแนะน าว่า เพลงล้อไล่แบบสองแนว แสดงถึงพื้นฐานของเพลงหลาย ทำนอง (Polyphonic เพลงที่มีตั้งแต่ 2 ทำนองขึ้นไปดังพร้อม ๆ กัน โดยทำนองเหล่านั้นต่างเป็นอิสระต่อกัน) ได้อย่างดีที่สุดเมื่อนักเปียโนบรรเลงทั้ง สองแนวจากการอ่านโน้ต เพียงแนวเดียว (กล่าวคือมือ หนึ่งบรรเลงล้อตามหลังอีกมือหนึ่ง) และการใช้กระดาน บอร์ดสักหลาด ในการวางสัญลักษณ์ทางดนตรีและค่าจังหวะต่าง ๆ เพื่อให้มองเห็นภาพชัดเจน Kodaly (1974, อ้างถึงใน ณรุทธ์ สุทธจิตต์, 2543) กิจกรรมการเรียนรู้ตามของโคดาย ได้มีผู้อธิบายเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้ในเรื่องดนตรีตามของโค ดาย ไว้ดังนี้ธวัชชัย นาควงษ์ (2544) ได้อธิบายเกี่ยวกับของโคดายไว้ว่า กิจกรรมดนตรีตาม ทฤษฎีของโคดาย นั่นคือโคได้ ให้ความสำคัญกับตัวผู้เรียน ซึ่งเป็นหลักเดียวกับจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก คือ การเรียนการสอน ดนตรี ควรมีระดับความยากง่ายเหมาะสมกับลักษณะการพัฒนาของเด็ก ดังนั้นสิ่งง่าย ๆ ไม่สลับซับซ้อน ควร นำเสนอก่อนสิ่งที่ยาก ดังเช่นในเรื่องท านองของโคดาย เริ่มด้วยการสอน เพลงที่ประกอบด้วยโน้ต 3 ตัว คือ la so mi ก่อน และเพิ่มเป็นเพลงที่มีโนต 4 ตัว คือ so mi re do และจึงเป็นเพลงที่ใช้บันไดเสียงเพนตาโทนิก คือ มีโน้ต 5 ตัว ได้แก่ la so mi re do ซึ่งเป็นลักษณะ ของเพลงพื้นบ้าน ของฮังการี ในที่สุดจึงนำเพลงใน บันไดเสียง ไดอาโทนิก คือ มีตัวโน้ต 7 ตัว ได้แก่ do re mi fa so la ti มาสอน และผู้เรียนจะได้เรียนรู้ถึงตัว โน้ตอื่น ๆ ต่อไป หรือในเรื่องของอัตรา จังหวะโดยปกติ อัตราจังหวะ 2 จังหวะ ทั้งลักษณะปกติและผสม (2/4 : 6/8) จะพบได้มากกว่าเพลง ในอัตราจังหวะ สามจังหวะ (3/4) การสอนจึงควรใช้เพลงอัตราจังหวะสอง


27 จังหวะก่อน สวนในเรื่ององค์ประกอบดนตรี อื่น ๆ (เสียงประสาน รูปแบบ สีสัน ลักษณะของเสียง) ก็เช่นกัน ควรมีการจัดเรียง จากง่ายไปยาก จึง สามารถกล่าวได้ว่าวิธีการของโคดายเน้นการจัดระบบขั้นตอนของสาระ ดนตรีเป็น อย่างมาก โดยคำนึง ลักษณะความยากง่ายของสาระดนตรี ประกอบกับลักษณะวัฒนธรรมทาง ดนตรีของแต่ละสังคม รวมทั้งพัฒนาการของเด็กด้วย ในการที่ได้ศึกษาหาข้อมูลจากการศึกษาทฤษฎีและหลักการสอนดนตรีตามทฤษฎีวิธีการของโซตาล โคดาย จะเห็นได้ว่าทฤษฎีของโคดาย ที่จะเน้นให้ผู้เรียนได้เริ่มการฝึกที่เริ่มจากระดับง่ายและค่อย ๆ เพิ่มระดับ ไปหายากจนเกิดความชำนาญในการเล่นดนตรี โดยจะฝึกร้องและอ่านโน้ต เมื่อสามารถร้องโน้ตและอ่าน โน้ตเพลงได้ ก็เข้าสู่การฝึกปฏิบัติเครื่องดนตรี และยังฝึกเริ่มที่ละเสียงเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการจดจำในแต่ละเสียง ของตัวโน้ตนั้น ๆ อีกด้วยหากผู้เรียนจำเสียงของตัวโน้ตและร้องถูกโน้ตก็จะสามารถปฏิบัติเครื่องดนตรีไปด้วย ได้ด้วยเช่นเดียวกัน ในการจัดกิจกรรมดนตรีตามทฤษฎีของโคดาย ได้แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ - ด้านการอ่านโน้ต - ด้านการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ - ด้านการเป่าบรรเลงเพลง โดยใช้วิธีการฝึกทั้งหมด 3 ขั้น ดังต่อไปนี้ - ขั้นที่ 1 การฝึกอ่านโน้ตและออกเสียงตามระดับของตัวโน้ต - ขั้นที่ 2 ฝึกปฏิบัติเครื่องดนตรี - ขั้นที่ 3 ฝึกการบรรเลงเพลงจนเกิดความชำนาญ จากการศึกษาทฤษฏีการสอนของ โคดาย สรุปได้ว่า วิธีการสอนของโคดาย คือ เน้นการร้องเป็น หลักการร้อง คือ พื้นฐานของการเรียนดนตรี ใช้ทั้ง เพลงพื้นบ้าน และเพลงวรรณคดี Tonic Sol-fa, สัญญาณ มือ, และสัญลักษณ์จังหวะ 4. แนวคิดทฤษฎีความพึงพอใจ นักวิชาการได้ให้ความหมายของความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ดังต่อไปนี้ ทวีพงษ์ หินคำ (2541 : 8 ) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่าเป็นความชอบของบุคคลที่มีต่อสิ่ง หนึ่งสิ่งใด ซึงสามารถลดความดึงเครียดและตอบสนองความต้องการของบุคคลได้ทำให้เกิดความพึงพอใจต่อสิ่ง นั้น


28 ธนียา ปัญญาแก้ว ( 2541 : 12 ) ได้ให้ความหมายว่า สิ่งที่ทำให้เกิดความพึงพอใจที่เกี่ยวกับลักษณะ ของงาน ปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่ความพอใจในงานที่ทำ ได้แก่ ความสำเร็จ การยกย่อง ลักษณะงาน ความรับผืดช อบ และความก้าวหน้า เมื่อปัจจัยเหล่านี้อยู่ต่ำกว่า จะทำให้เกิดความไม่พอใจงานที่ทำ ถ้าหากงานให้ ความก้าวหน้า ความท้าท้าย ความรับผิดชอบ ความสำเร็จและการยกย่องแก่ผู้ปฏิบัติงานแล้ว พวกเขาจะพอใจ และมีแรงจูงใจในการทำงานเป็นอย่างมาก วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม (2541 : 754) ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า หมายถึง ความพอใจ การทำให้พอใจ ความสาแก่ใจ ความหนำใจ ความจุใจ ความแน่ใจ การชดเชย การไถ่บาปการแก้แค้นสิ่งที่ ชดเชย วิรุฬ พรรณเทวี (2542 : 11 ) ให้ความหมายไว้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกภายในจิตใจของ มนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะคาดหมายกับสิ่งหนึ่ง สิ่งใดอย่างไร ถ้าคาดหวังหรือมีความ ตั้งใจมากและได้รับการตอบสนองด้วยดี จะมีความพึงพอใจมากแต่ในทางตรงกันข้ามอาจผิดหวังหรือไม่พึง พอใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนตั้งใจไว้ว่าจะมีมากหรือ น้อย กาญจนา อรุณสุขรุจี ( 2546 : 5 ) กล่าวว่า ความพึงพอใจของมนุษย์ เป็นการแสดงออกทาง พฤติกรรมที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การที่เราจะทราบว่า บุคคลมีความพึงพอใจหรือไม่ สามารถสังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน และต้องมีสิ่งที่ตรงต่อความต้องการของบุคคล จึงจะ ทำให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ ดังนั้นการสร้างสิ่งเร้าจึงเป็นแรงจูงใจของบุคคลนั้นให้เกิดความพึงพอใจในงาน นั้น กิติมา ปรีดีดิลก (2529) ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า ความรู้สึกที่ชอบหรือพอใจที่มีต่อ องค์ประกอบและสิ่งจูงใจในด้านต่าง ๆ ของงานและผู้ปฏิบัติงานนั้นได้รับการตอบสนองความต้องการ รัชยา กุลวานิชไชยนันท์ (2550) อธิบายความหมายของความพึงพอใจว่า หมายถึงความรู้สึกที่ เกิดขึ้น เมื่อได้รับผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย และอธิบายว่า ความพึงพอใจเป็นกระบวนการทาง จิตวิทยาไม่สามารถ มองเห็นได้ชัดเจน แต่สามารถคาดคะเนได้ว่ามีหรือไม่มีจากการสังเกตพฤติกรรมของคนเหล่านั้นการที่จะทำให้ คนเกิดความพึงพอใจต้องศึกษาปัจจัยและองค์ประกอบที่เป็นสาเหตุความพึงพอใจนั้น ศลใจ วิบูลย์กิจ (2543) กล่าวถึงความพึงพอใจว่า หมายถึง สภาพของอารมณ์บุคคลที่มีต่อ องค์ประกอบของงานและสภาพแวดล้อมในการท างานที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของบุคคลนั้น ๆ


29 อัญชไม จันทมาศ (2544) กล่าวว่า ทัศนคติและความพึงพอใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งสามารถใช้แทนกันได้ เพราะทั้งสองคำนี้จะหมายถึง ผลที่ได้จากการที่บุคคลเข้าไปมีส่วนร่วมในสิ่งนั้นทัศนคติในด้านบวก จะแสดงให้ เห็นสภาพความพึงพอใจในสิ่งนั้น และทัศนคติด้านลบจะแสดงให้เห็นสภาพไม่พึง พอใจนั่นเอง ส่วนความพึง พอใจ หมายถึง สภาพหรือระดับความพอใจที่เป็นผลมาจากความพอใจและทัศนคติของบุคคลที่มีต่อคุณภาพ และสภาพของงานนั้น จากข้อมูลข้างต้นของความหมายของความพึงพอใจ สรุปได้ว่าความพึงพอใจเป็น พฤติกรรมทาง อารมณ์และจิตใจของบุคคลนั้น ๆ ที่แสดงออกมาเมื่อมีความพอใจในสิ่งที่ทำสิ่งที่ได้รับ แต่ไม่ สามารถ มองเห็นด้วยตาเปล่าการที่จะทำให้เราทรายถึงความพอใจนั้นสามารถสังเกตจากการแสดงออกของ บุคคลนั้น เมื่อมีสิ่งเร้าที่ทำให้บุคคลนั้นเกิดความพึงพอใจ Carnpbell ( 1976 : 117 – 124 อ้างถึงใน วาณี ทองเสวต, 2548 ) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็น ความรู้สึกภายในที่แต่ละคนเปรียบเทียบระหว่างความคิดเห็นต่อสภาพการณ์ที่อยากให้เป็นหรือคาดหวัง หรือ รู้สึกว่าสมควรจะได้รับ ผลที่ได้จะเป็นความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจเป็นการตัดสินของแต่ละบุคคล Domabedian ( 1980 , อ้างถึงใน วาณี ทองเสวต,2548 ) กล่าวว่า ความพึงพอใจของผู้รับบริการ หมายถึง ผู้บริการประสบความสำเร็จในการทำให้สมดุลระหว่างสิ่งที่ผู้รับบริการให้ค่ากับความคาดหวังของ ผู้รับบริการ และประสบการณ์นั้นเป็นไปตามความคาดหวัง 4.1องค์ประกอบที่มีผลต่อความพึงพอใจ ความพึงพอใจจะต้องมีองค์ประกอบต่าง ๆ ประกอบเข้าด้วยกันดังทฤษฎีของเชิดศักดิ์ โฆวาสินธ์ (2550) อธิบายไว้ว่าความพึงพอใจมีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ 1. องค์ประกอบทางความรู้หรือเข้าใจ ได้แก่ความรู้ความเข้าใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ มนุษย์ใช้ในการคิด ตอบสนอง รับรู้และวินิจฉัยข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับ ซึ่งมีขอบเขตครอบคลุมไปถึงความคิดเห็น ความเชื่อมั่นที่มีต่อสิ่งแวดล้อมหรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ 2. องค์ประกอบทางด้านความรู้สึกเป็นลักษณะอารมณ์ที่คล้อยตามความคิดถ้าบุคคลมีความคิดที่ดีต่อ สิ่งใดก็จะมีความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งนั้น จะแสดงออกมาในรูปของความรัก ความโกรธ ความชอบ ความไม่ชอบ ความเกลียดและความชิงชังต่อสิ่งต่าง ๆ 3. องค์ประกอบทางด้านพฤติกรรม คือ ความพร้อมที่จะกระทำอันเป็นผลเนื่องมาจากความคิด ความรู้สึก ซึ่งออกมาในรูปแบบของการยอมรับหรือปฏิเสธเป็นการแสดงออกในทางปฏิบัติ ในทางพฤติกรรมที่ แสดงออกนั้นสามารถที่จะสังเกตได้


30 จากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับองค์ประกอบที่มีผลต่อความพึงพอใจสรุปได้ว่าความพึงพอใจที่บุคคล แสดงออกมานั้น เกิดจากองค์ประกอบหลาย ๆอย่างมารวมกันทั้งด้านความรู้ ด้านอารมณ์ ด้านการเรียน และ ด้านพฤติกรรมที่ทำให้บุคลนั้นเกิดความพึงพอใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 4.2 ความพึงพอใจในการเรียน เจษฎา ประทุมมา (2559) กล่าวว่า การศึกษาจะมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจที่ดีต่อ การเรียนต้อง มีการสร้างความพึงพอใจในการเรียนตั้งแต่เริ่มต้นให้แก่ผู้เรียนซึ่งดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ ความพึงพอใจเป็น สิ่งสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนทำงานที่ได้รับมอบหมายหรือการปฏิบัติให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ดังนั้นการ กระทำให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียนรู้หรือการปฏิบัติงาน จึงต้องคำนึงถึงทฤษฎีพื้นฐานที่ต่างกันอยู่ 2 ลักษณะ ดังนี้ 1. ความพึงพอใจนำไปสู่การปฏิบัติงาน การตอบสนองความต้องการของผู้ปฏิบัติงานจนเกิดความพึง พอใจ จะทำให้เกิดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้รับการ ตอบสนองทัศนะตาม ทฤษฎีดังกล่าว 2. ผลการปฏิบัติงานไปสู่ความพึงพอใจ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจ และการ ปฏิบัติงานจะถูกเชื่อมโยงด้วยปัจจัยอื่น ๆ ผลของการปฏิบัติงานที่ดีจะนำไปสู่ผลของการตอบแทนที่เหมาะสม ที่สุดโดตอบสนองความพึงพอใจในรูปแบบของรางวัลหรือผลตอบแทนภายใน (Intrinsic Rewards) และ ผลตอบแทนภายนอก (Extrinsic Rewards) โดยผ่านการรับรู้เกี่ยวกับความยุติธรรมของผลตอบแทน ซึ่งเป็น ตัวบ่งชี้ของการตอบแทนที่ได้รับรู้แล้วความพึงพอใจก็ย่อมเกิดขึ้น ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2549) ได้อธิบายเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อความพึงพอใจในการเรียนไว้ว่า เป็นการให้สิ่งเร้าเพื่อให้นักเรียนแสดงพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งต่อไปซึ่งเป็นความ สัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นสิ่งแล้วเป็นสัญญาณให้นักเรียนรู้ว่าควรจะแสดงพฤติกรรม อย่างไรบ้างโดยการแลกเปลี่ยน เนื้อหา สาระประสบการณ์ ความคิดเห็น ความรู้สึกอารมณ์ ความสนใจ ความพึงพอใจ เจตคติ ค่านิยม ตลอดจนทักษะและความชำนาญระหว่างผู้ส่งและผู้รับโดยมีสถานการณ์ หรือสัญลักษณ์เป็นสื่อการในการ แลกเปลี่ยนดังนั้นกระบวนการเรียนรู้จะต้องมีสื่อที่ดีถ้าเลือกการใช้สื่อ การเรียนรู้ เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสม แล้วความรู้ความเข้าใจการแสวงหาความรู้และความพึงพอใจ จะสะสมเป็นระบบแล้วผลของการของผู้เรียนต่อ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้สื่อการเรียนรู้ก็จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจและความพึงพอใจ


31 จากการศึกษาความพึงพอใจในการเรียน สรุปได้ว่าความพึงพอใจต่อการเรียนที่ดีจะต้องมี ความสัมพันธ์กันในการศึกษาตั้งแต่เริ่มต้น ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการกระตุ้นตัวเองและมุ้งมั่นในสิ่งที่ทำและ ได้รับมอบหมายจากผู้สอน และยังต้องอาศัยสิ่งเร้าที่จะทำให้ผู้เรียนมีความสนใจต่อการเรียนและเกิดความพึง พอใจทั้งด้านอารมณ์ ความรู้ ความคิดทักษะเจตคติที่ดีต่อการเรียนจึงจะเกิดความพึงพอใจที่ดีต่อกิจกรรมการ เรียนอีกด้วย 4.3 เครื่องมือในการวัดความพึงพอใจ ความพึงพอใจเป็นพฤติกรรมที่มีในตัวบุคลในแต่ละบุคคลที่แสดงออกมาเมื่อเกิดความพึงพอใจ ต่อสิ่ง ใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นอารมณ์ความรู้สึก ความคิดของบุคคลนั้นที่สามารถวัดได้หลากหลายวิธีการซึ่ง มีนักวิชาการ ได้เสนอวิธีการวัดความพึงพอใจของมนุษย์ไว้ดังต่อไปนี้ ภณิดา ชัยปัญญา (2541) กล่าวไว้ว่าการวัดความพึงพอใจนั้นสามารถทำได้หลายวิธีดังต่อไปนี้ 1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ออกแบบสอบถาม ต้องการทราบความคิดเห็นซึ่งสามารถ กระท าได้ใน ลักษณะกำหนดคำตอบให้เลือก หรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าวอาจถามความพอใจในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ตอบทุกคนมาเป็นแบบแผนเดียวกัน มักใช้ในกรณีที่ต้องกา รข้อมูลกลุ่ม ตัวอย่างมาก ๆ วิธีนี้นับเป็นวิธี ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในการวัดทัศนคติ รูปแบบของแบบสอบถามจะใช้มาตรวัดทัศนคติ ซึ่งที่นิยมใช้ในปัจจุบัน วิธีหนึ่ง คือ มาตราส่วนแบบลิเคิร์ท ประกอบด้วยข้อความที่ แสดงถึงทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งเร้าอย่างใด อย่างหนึ่งที่มีคำตอบที่แสดงถึงระดับความรู้สึก 5 คำตอบ เช่น มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด 2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการที่ผู้วิจัยจะต้องออกไปสอบถามโดยการพูดคุย โดยมีการเตรียมแผนงาน ล่วงหน้า เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงมากที่สุด 3. การสังเกต เป็นวิธีวัดความพึงพอใจ โดยการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเปูาหมายไม่ ว่าจะแสงด ออกจากการพูดจา กริยา ท่าทาง วิธีนี้ต้องอาศัยการกระท าอย่างจริงจัง และสังเกตอย่างมีระเบียบแบบแผน วิธีนี้เป็นวิธีการศึกษาที่เก่าแก่ และยังเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ เครื่องมือในการวัดความพึงพอใจ สรุปได้ว่า การวัดความพึง พอใจสามารถวัดได้หลายวิธีทั้งการสังเกต การใช้แบบสอบถาม และการ สัมภาษณ์ ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีการวัดที่แตกต่างกัน แต่ก็สามารถวัดความพึงพอใจของบุคคลได้ด้วยเช่นเดียวกัน ในการเลือกใช้เครื่องมือวัดความพึงพอใจแบบต่าง ๆ ก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มเปูาหมายที่ต้องการวัดและสิ่งที่ผู้วิจัย ต้องการ จะวัดความพึงพอใจนั้นอีกด้วย


32 5.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศ อินทิรา รอบรู้. (2562). การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการใช้ชุดการสอนการอ่านเขียนโน้ต ดนตรีสากลขั้นพื้นฐาน และ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยชุดการสอน สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนอนุบาลทัพทัน มีรูปแบบการวิจัยแบบ One group pretestposttest ประชากรคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาช่วงชั้นที่ 2 โรงอนุบาลทัพทัน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 289 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้ความน่าจะเป็น วิธีเลือกแบบเจาะจงจากนักเรียนที่ สมัครเข้าชุมนุมดนตรีสากลตามแผนการออกแบบการเรียนรู้ 5 แผน เป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ ๆ ละ 3 ชั่วโมง ด้วยการสุ่มตัวอย่างอย่าง่าย จำนวน 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านเขียนโน้ต ดนตรีสากลขั้นพื้นฐาน และชุดการสอน ณัฐพงศ์ สอนสุภาพ. (2557). การสร้างชุดการสอนเรื่องการอ่านโน้ตในบรรทัดห้าเส้นโดยวิธีการจิ นตภาพการวิจัยครั้งนี้การวิจัยเชิงพฤติกรรมมีเหตุผลเพื่อสร้างและศึกษามาตรฐานของการสร้างชุดการสอน เรื่องการอ่านในบรรทัดห้าเส้นโดยวิธีการจินตภาพที่ใช้ในการศึกษามีจำนวน 6 คนระยะเวลาในการทดลอง 8 เส้น ๆ ละ 1 ชั่วโมงรวม 8 ชั่วโมงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยรวม 1) ชุดการสอนซึ่งประกอบไปด้วยการเรียนรู้ เรียนรู้คู่มือผู้สอนและผู้เรียน 2) ชุดการทดสอบระหว่างเรียน 3) ชุด การทดสอบหลังเรียนและ 4) แบบทดสอบ ปัญหาของผู้เรียนผลการวิจัยพบว่าชุดการสอนเรื่องการอ่านเขียนในแนวห้าเส้นโดยวิธีการคิดทบทวนมีคุณภาพ อำไพพิทักษ์วงศ์ (2552, น. 64) พบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้สื่อการสอนชนิดเกมกระดาน แนวคิดเกมเศรษฐีเพื่อใช้สอนอ่านโน้ต สำหรับ นักเรียนเปียโนชั้นต้น มีผลการทดสอบก่อนเรียนกับการทดสอบ หลังเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05และมีเจตคติต่อสื่อการสอนดนตรีชนิดเกม ใน ระดับดี อิสรีย์ เพียรจริง (2559, น. 57) พบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้สื่อเกมบิงโก (M.T BINGO) เพื่อ ใช้สอนทฤษฎีดนตรีสากลเบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3มีผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน และมีผลการทดสอบก่อนเรียนกับการทดสอบหลังเรียนที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


33 5.2งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศ Beatty (1989, p. 303) ได้ศึกษาผลการใช้กิจกรรมการสอนดนตรีตามทฤษฎีของโคดาย เพื่อพัฒนา ทักษะทางดนตรีกับนักเรียนชั้นมัธยมปลายที่มีอายุตั้งแต่ 14 - 18 ปีโดยแบ่งเป็นกลุ่มควบคุม กับกลุ่มทดลอง พบว่านักเรียนมัธยมปลายกลุมทดลองมีทักษะทางดนตรีสูง กว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยทางสถิติ Madsen. (2010). ได้ทำการศึกษาค้นคว้าเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการให้เหตุผลเชิง มิติสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นอนุบาล โดยการสอนดนตรีตามการเรียนรู้อย่างเป็นลำดับขั้นของโคดาย เป็นงานวิจัยเชิง ทดลอง ใช้ระยะเวลาในการทดลองทั้งสิ้น 7 เดือน ประชากรคือ นักเรียนในระดับชั้น อนุบาล จากโรงเรียน ประถมกลาเชียร์ เกทเวย์ (Glacier Gateway) ในเมืองโคลัมเบียฟอลส์ (Columbia Falls) รัฐมอนทานา (Montana) จำนวน 3 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวน 54 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งทุกกลุ่มจะต้องทำ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มที่ 1 ทดลองโดยการสอนดนตรีตาม ทฤษฎีของโคดาย (n=18) กลุ่มที่ 2 ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (n=18) และกลุ่มที่ 3 กลุ่มควบคุม (n=18) ไม่ได้รับการสอนดนตรีทั้งในชั้นเรียน และจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอน พบว่า การใช้พื้นที่และ จังหวะ การใช้พื้นที่ และการไม่ใช้พื้นที่ (ทางวาจา) เป็น ตัวแปรตาม การวิเคราะห์ค่าความแปรปรวน ของทั้ง 3 กลุ่ม ไม่มีความแตกต่างที่เป็นนัยสำคัญ ในการทดสอบ ก่อนเรียน การทดสอบหลังเรียน หรือ การเพิ่มขึ้นของคะแนน (การทดสอบหลังเรียน-การทดสอบก่อนเรียน) ของการวัดทั้ง 3 แบบ Tsisserev (1993) ได้ทำการวิเคราะห์และเปรียบเทียบ ระหว่างวิธีการสอนของ ดมิทรี คาบาเลฟสกี้ (Dmitry Kabalevsky) กับ คาร์ล ออร์ฟ (Carl Orff) และโซตาน โคดาย (Zoltan Kodaly) พบว่า วิธีการสอน ของคาบาเลฟสกี มีจุดแข็งด้านวงประสานเสียง และความซาบซึ้งในดนตรี (Music Appreciation) แต่ขาด ความสมบูรณ์ในเรื่องดนตรี การประสานเสียง 2 จังหวะ และการ ปฏิบัติเครื่องดนตรี เหมือนวิธีการของ คาร์ ออร์ฟ และโซตาน โคดาย ที่อยู่ในอเมริกาเหนือ Bonner. (2008). ได้ทำการวิจัยผลของการใช้ตัวโน้ตที่มีต่อการคิดสร้างสรรค์ใน นักเรียนระดับ 7 (Seven "Grade) จำนวน 47 คน ที่กำลังศึกษาในโรงเรียนเอกชนในเมือง Sydney โดยแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มท คลอง ได้รับการเรียนการสอนโดยใช้ภาพของตัวโน้ตประกอบการเรียน การสอนในการแต่งเพลง ในขณะที่กลุ่ม ควบคุมไม่ได้ใช้ภาพตัวโน้ตประกอบการเรียนการสอน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มทคลองที่ได้รับการสอน โดยใช้ภาพของตัวโน้ตประกอบมีความคิด สร้างสรรค์ในการแต่งเพลงสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีระดับ นัยสำคัญทางสถิติ


34 Unkefer, Robert F. (1992) ได้ทำการวิจัยเรื่องการศึกษาองค์ประกอบที่สัมพันธ์กับ ความสำเร็จของ การสอนเปียโน ซึ่งผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อการเรียน เปียโนคือ กระบวนการเรียน การสอนที่ดี มีการให้คำชมเชยหลังการแสดงทุกครั้ง และ ในการจัดการ เรียนการสอนต้องมีความสมดุล ซึ่ง แนวทางในการเรียนการสอนถือควรให้ความสนใจในการ เตรียมการ ในการจัดกระบวนการเรียนการสอน ให้ คำดิชมที่ตรงไปตรงมา จัดบทเรียนพิเศษ เพื่อเสริมบทเรียนทุกสัปดาห์และควรมีการฝึกอบรมครูเพิ่มเติม สรุป ได้ว่า การเรียนเปียโนควร วางแผนแนวทางการเรียนให้มีความพร้อมทั้งการจัดกระบวนการเรียนและพัฒนา ตนเอง โดของค์ประกอบสำคัญในการสอนต้องให้คำแนะนำ หรือคำชมเชยนักเรียนหลังเรียนอย่าง ตรงไปตรงมาทุกครั้ง จะส่งผลให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนเปียโน Kiser,W. K. (n.d.) ได้ศึกษาคู่มือการเป่าแตรเบื้องต้น ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนทฤษฎี การเรียนดนตรีของ เอ็ดวิน กอร์ดอน พบว่าการเรียนเป่าแตรควรเริ่มเรียนตั้งแต่การวางท่าทาง การหายใจ การเปล่งลมหายใจ การ ออกเสียงระดับสูงต่ำ และคุณภาพของเสียง การที่ผู้เรียนจะมี ความเข้าใจเกี่ยวกับคนตรีมากขึ้น Caleen (1994, p. 64) ศึกษาผลการฝึกปฏิบัติเกมกิจกรรมดนตรีตามทฤษฎี ของโคดาย ของนักเรียน ตามหลักสูตรระดับ 6 เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์โดยแบ่งเป็นกลุ่มทด ลองกับ กลุ่ม ควบคุมพบว่า นักเรียน ที่ฝึกปฏิบัติเกมตามทฤษฎีของโคดายมีความคิดสร้างสรรค์ สูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้ฝึกปฏิบัติ สรุปได้ว่า ดนตรีช่วยสร้างสมาธิ พัฒนาด้านอารมณ์ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นและมี คุณภาพในการเรียนมากขึ้น สรุปจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า ครูต้องวางแผนเตรียม แผนการสอน สื่ออุปกรณ์ ให้พร้อมก่อนจัดการเรียนทุกครั้ง จัดกิจกรรม ให้สนุกสนาน น่าสนใจ หลังผู้เรียน ปฏิบัติต้องให้คำแนะนำติชมกับผู้เรียนทุกครั้ง คอยชี้แนะแนวทางให้ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมด้วยความราบรื่น เข้าใจ เกิดความสนใจในการเรียนและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนเองให้ผู้เรียนเป็นประชากรที่ดีและมี คุณภาพต่อสังคม กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น ส่งเสริมทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้น โดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรีของโซตาน โค ดาย ตัวแปรตาม 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากล เบื้องต้น 3. ความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้


35 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากลเบื้องต้นโดยการใช้ทฤษฎีการสอนดนตรีของ โซตาน โคดาย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองบัว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัย ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวนนักเรียน 30 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง โดยเป็นนักเรียนชั้นชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน 30 คน ได้นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6/1 เป็นกลุ่มทดลอง โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ โคดาย แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็น การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ โคดาย วิชาภาษาดนตรีศึกษา โดย ใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538 : 249) และแบบกลุ่มเดี่ยวสอบหลัง (One Group Posttest-Only Design) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60 - 61) ซึ่งมีลักษณะแบบแผนการวิจัย ดังตารางที่ 1


36 ตารางที่ 1 แบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตาม ตัวแปรตาม แบบแผนการวิจัย หมายเหตุ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน One Group Pretest - Posttest Design ใช้แบบทดสอบฉบับเดิม ทักษะการอ่านโน้ตดนตรีสากล เบื้องต้น One Group Posttest – Only Design - ความพึงพอใจต่อกิจกรรมการ เรียนรู้ One Group Posttest - Only Design - เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ โคดาย วิชาดนตรีศึกษา จำนวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ 2ชั่วโมง รวม 12ชั่วโมงต่อโรงเรียน 1.2 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น จำนวน 6 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ละ 1ชั่วโมง รวม 6ชั่วโมงต่อโรงเรียน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรีศึกษา เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 30 ข้อ 2.2 แบบประเมินทักษะการอ่านโน้ตเบื้องต้น เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 3 ระดับ โดย ใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะการอ่านจับใจความที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ จำนวน 1 ฉบับ 3.3 แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การ อ่านโน้ตเบื้องต้น เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ วัด ความพึงพอใจ 3 ด้าน จำนวน 1 ฉบับ


37 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยของเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและเครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่าน โน้ตเบื้องต้น 2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรี เรื่อง การอ่านโน้ต เบื้องต้น 4) แบบประเมินทักษะการอ่านโน้ตเบื้องต้น 5) แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ วิธีการสอนแบบ โคดาย เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ โคดาย เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น จำนวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 12ชั่วโมงต่อโรงเรียน ตามขั้นตอนดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น 1.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 1.3 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น โดยให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ กำหนดไว้ โดยมี รายละเอียด ดังนี้ 1.3.1 เรื่องโน้ตดนตรีสากล จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.2 เรื่อง C major scale จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.3 เรื่อง D major scale จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.4 เรื่อง A minor scale จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.5 เรื่อง การอ่านโน้ตแบบฉับพลัน หนูมาลี จำนวน 2 ชั่วโมง 1.3.6 เรื่อง การอ่านโน้ตแบบฉับพลัน ใกล้รุ่ง จำนวน 2 ชั่วโมง 1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนภาษาอังกฤษ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความไม่เหมาะสมและ ไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00


38 1.5 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของ นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน คละความสามารถ เพื่อดูความเหมาะสมของกระบวนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้และปัญหาที่เกิดขึ้น แล้ว นำมาปรับปรุงแก้ไข 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ต่อไป 2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น จำนวน 6ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 12 ชั่วโมงต่อโรงเรียน ตามขั้นตอนดังนี้ 2.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551, กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น คู่มือการสอน วิชาดนตรีศึกษา รวมทั้งเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.3 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น จำนวน 6 ชุดกิจกรรม การเรียนรู้ ดังนี้ 2.3.1 เรื่องโน้ตดนตรีสากล จำนวน 2 ชั่วโมง 2.3.2 เรื่อง C major scale จำนวน 2 ชั่วโมง 2.3.3 เรื่อง D major scale จำนวน 2 ชั่วโมง 2.3.4 เรื่อง A minor scale จำนวน 2 ชั่วโมง 2.3.5 เรื่อง การอ่านโน้ตแบบฉับพลัน หนูมาลี จำนวน 2 ชั่วโมง 2.3.6 เรื่อง การอ่านโน้ตแบบฉับพลัน ใกล้รุ่ง จำนวน 2 ชั่วโมง โดยแต่ละชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างและพัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบดังนี้ 1) คำชี้แจง 2) จุดประสงค์การเรียนรู้ 3) ใบความรู้ และ 4) ใบกิจกรรม 2.4 นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนภาษาอังกฤษ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัด ประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความไม่เหมาะสมและ ไม่สอดคล้องกัน


39 แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของชุดการจัดการเรียนรู้ โดยมีค่าดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 2.5 ปรับปรุงแก้ไขชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ นำชุดกิจกรรม การอ่านจับใจความที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่าง จำนวน 30 คน คละความสามารถ เพื่อดูความเหมาะสมของกระบวนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้และ ปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 2.6 นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ต่อไป 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนวิชาดนตรี เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น ทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 30 ข้อ ตามขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลทางการศึกษาในเรื่องการวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาดนตรีศึกษา วิธีสร้างแบบทดสอบ และการเขียนข้อสอบตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 3.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เรื่อง การ อ่านโน้ตเบื้องต้น จากนั้นสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 3.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรีศึกษา เป็นแบบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก โดยวัดผลการเรียนรู้ 4 ด้าน ตามแนวคิดของคอล์ฟเฟอร์ (Klopfer, 1971) คือ 1) ด้านความรู้ ความจำ 2) ด้านความเข้าใจ 3) ด้านการนำความรู้ไปใช้ จำนวน 30 ข้อ 3.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาดนตรีศึกษา และการวัดผลและ ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาดนตรีศึกษา โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence: IOC) ระหว่างข้อคำถามและจุดประสงค์การเรียนรู้โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณา ตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความไม่เหมาะสมและไม่ สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ โดยดัชนีความสอดคล้องของ องค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 3.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง Spread the news ตาม ข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญแล้วนำไปทดสอบกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ที่ผ่าน การเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น แล้วนำคะแนนการทดสอบมาวิเคราะห์หา


40 ความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยมีความยากง่ายระหว่าง 0.21 – 0.75 และอำนาจ จำแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.65 3.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ที่คัดเลือกไว้ มาวิเคราะห์ หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยคำนวณจากสูตร KR -20 โดยพิจารณาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับตั้งแต่ 0.72 3.7 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรีศึกษา เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น ที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 4. แบบประเมินทักษะการอ่านโน้ต เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 3 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้วัดในครั้ง นี้ 4 ทักษะ จำนวน 1 ฉบับ ตามขั้นตอนดังนี้ 4.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการอ่านจับใจความ และการวัด ประเมินทักษะการอ่านจับใจความ และวิธีสร้างแบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ 4.2 สร้างแบบประเมินการอ่านจับใจความ เป็นแบบมาตรส่วนประเมินค่า 3 ระดับ คือ 3 2 และ 1 โดยแบ่งพฤติกรรมที่จะวัดและประเมิน ออกเป็น 4 ทักษะ คือ 1) การตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน 2) การบอกความสำคัญของเรื่องที่อ่าน 3) การบอกข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน 4) การแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่อ่าน 4.3 นำแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาดนตรีศึกษา และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง โครงสร้าง (Construct Validity) ของแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความ สอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างข้อคำถามกับเนื้อหา โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ แต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความไม่เหมาะสมและไม่ สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบประเมิน โดยดัชนีความสอดคล้องของ องค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 4.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ แล้วนำไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน แล้วนำ แบบประเมินมาหาคุณภาพ 4.6 หาคุณภาพของแบบประเมินทักษะการอ่านโน้ต เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น เป็นรายข้อ โดยหาค่าจำแนกโดยวิธี (Item Total Correlation หรือ t-test) พบว่า ได้ข้อที่เข้าเกณฑ์ที่มีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.73 - 0.78


41 4.7 นำแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ ที่คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (หรือรายด้าน) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) พบว่าได้ค่า ความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบประเมิน เท่ากับ .86 4.8 นำแบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ ที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปพิมพ์เป็น ฉบับจริงเพื่อนำไปเก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 5. แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านโน้ต เบื้องต้น เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ วัดความพึง พอใจ 3 ด้าน จำนวน 1 ฉบับ ตามขั้นตอนดังนี้ 5.1 ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบวัดความพึงพอใจตาม วิธีของ ลิเคิร์ท (Likert) และวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านโน้ตเบื้องต้น 5.2 สร้างแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นแบบวัดมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับตามวิธีของไลเคิร์ท (Likert, s Scale) โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ 5 4 3 2 และ 1 ซึ่งหมายถึง มาก ที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จำนวน 1 ฉบับพิจารณาโดยรวม 3 ด้าน คือ 1) ด้านความรู้สึกต่อชุด กิจกรรมการเรียนรู้ 2) ด้านการแสดงออกต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) ด้านการเห็นประโยชน์ของชุดกิจกรรม การเรียนรู้ 5.3 นำแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ความเหมาะสมของข้อความ และความเที่ยงตรง (Validity) จำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอน ภาษาอังกฤษ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของแบบวัดความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างข้อคำถามและเนื้อหาโดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบ ให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัด มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัด มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัด มีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบวัด โดยดัชนีความสอดคล้องของ องค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 5.4 ปรับปรุงแก้ไขแบบวัดความพึงพอใจตามที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ แล้วนำไปทดลองใช้ (Try Out) กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน แล้วนำแบบวัดความพึงพอใจมาหาคุณภาพ 5.5 หาคุณภาพของแบบวัดความพึงพอใจเป็นรายข้อ โดยหาค่าจำแนกโดยวิธี (Item Total Correlation หรือ t-test) พบว่า ได้ข้อที่เข้าเกณฑ์ที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.67 5.6 นำแบบวัดความพึงพอใจที่คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (หรือรายด้าน) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) พบว่า ได้ค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับของแบบวัดความพึงพอใจ มีค่าเท่ากับ 0.88


Click to View FlipBook Version