The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อบรมธรรมทายาท รุ่นที่ 1
ปี พ.ศ. 2515

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by puthita sumanon, 2021-12-21 23:14:28

อบรมธรรมทายาท รุ่นที่ 1

อบรมธรรมทายาท รุ่นที่ 1
ปี พ.ศ. 2515

ถอดเทป

อบรมธรรมทายาท รุน่ ที่ 1

ปีพุทธศกั ราช 2515



โอวาทเปดิ อบรมธรรมทายาท

ทา่ นธมฺมชโยภกิ ฺขุ

25 มี.ค. 2515 19.00 น.

เสียดายท่ีไดข้ า่ วจากทา่ นทตั ตชีโว ว่าพวกเราที่แตเ่ ดมิ มแี ววกระตอื รือลน้ ต้ังใจจะมาอบรมธรรมทายาท
รุ่นแรกได้กลับไปเสีย 2 คน เหมือนกับว่ายังไม่ได้เข้าสนามรบ เพียงได้กลิ่นศึกเท่าน้ันกไ็ ม่สู้เสียแล้ว อย่างนี้ก็มี
เหมือนในสมัยพุทธกาลเหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามีพระภิกษุท่านออกไปบิณทบาตอยู่ในหมู่บ้าน
ระหว่างไปท่านมิได้สำรวมใจของท่าน ไม่ได้มีที่ยึดม่ัน ระหว่างไปก็เห็นหญิงนุ่งชั่วห่มชัว่ คือนุ่งน้อยห่มน้อย พอ
ไปเห็นใจก็มีราคะจริตกลับมา ยังไม่ทันถึงวัดเลย ก็กล่าวลาสิกขาบทกับเพื่อนภิกษุที่มาด้วยกันกลางทางเสีย
แล้ว อย่างนี้ก็เรียกว่าตายกลางทางเหมือนกับผู้ที่ออกศึก พวกเราทุกคนได้ชื่อว่าเป็นทหารทางธรรม แต่มา
เปลี่ยนชื่อใหม่ว่าธรรมทายาท คือเป็นทายาททางธรรม เปน็ ผู้รบั มรดกทางธรรม เมอื่ มาแลว้ กข็ อให้ทำให้ตลอด
ถ้าเรามีแววกระตือรือล้น แต่ว่าขาดการเอาจริงเอาจัง ขาดการทุ่มเทชีวิตจิตใจ ก็เสียเวลาเปล่า ๆ ไม่มี
ประโยชน์

ตอ่ ไปนเ้ี ราจะกราบพระพร้อม ๆ กนั

อรหัง สมมฺ า สมฺพุทฺโธ ภควา..

พุทธํ ภควนตฺ ํ อภิวาเทมิ

สฺวากขฺ าโต ภควตาธมฺโม

ธมมฺ ํ นม สามิ

สปุ ฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ

สงฆฺ ํ นมามิ

(นั่งตามปกต)ิ

เจริญสุขท่านธรรมทายาททุกคน อาตมภาพในนามของพระศาสนาขอต้อนรับทุกท่าน ที่ได้สละเวลา
อันมีค่ามาปฏิบัติกิจส่วนตัวอันเป็นทางไปของพุทธสาสนา พุทธศาสนาแปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่ง
สรุปรวมย่อ ๆ ได้ 3 อยา่ ง คอื

ให้ละความชัว่

ใหท้ ำความดี

ให้ทำใจใหโ้ ส

ให้ละความชว่ั หมายถึงให้ถอื ศีล ใหท้ ำความดี ทที่ ำใจใหใ้ สหมายถึงว่าให้เจรญิ สมถะวิปสั สนากรรมฐาน

พวกเราทุกคนได้เสียสละเวลากันมาก็เพื่อมาเรียนวิชาในพระพุทธศาลนา เรียกว่าสมถะวิปัสนา
กรรมฐาน

สมถะ แปลว่า หยดุ , นง่ิ , สงบ, ระงบั

วิปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้ง คือเห็นแจ้งในขันธ์ 5 ในอายตนะ 12 ในธาตุ 18 ในอินทรีย์ 22 ในอริยสัจ
4 ในปฏ…ิ … ธรรม

แต่วันนี้เราจะพูดถึงเรื่องสมถะ ซึ่งเราจะได้เรียนกันหลงั จากอาตมากล่าวเปิดอบรมธรรมทายาท ก็จะ
ได้มอบให้ท่านทั้งหลายเป็นสัทธิวิหาริกของท่านทัตตชีโว ซ่ึงจะเป็นกัลยาณมิตรคอยตักเตือนให้ท่านได้เจริญ
สมถะในเบ้ืองต้นของพุทธศาสนา

วันนจ้ี ะอธบิ ายเกีย่ วกับคำวา่ ธรรมทายาท

ธรรมทายาทแปลว่า ผรู้ ับมรดกในทางธรรม

ในทางโลกลกู ทัง้ หลายก็เป็นผู้รับมรดกของบิดามารดา ในทางธรรมก็มบี ริษัท 4 เป็นผู้รับมรดกในทาง
ธรรม ในทางธรรมผู้เป็นต้นธรรมคือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ให้ธรรมของเรา เราจะมีธรรมได้ เราก็
ต้องอาศัยผทู้ ่เี ป็นตน้ ธรรมใหธ้ รรมของเรา เหมอื นอยา่ งบดิ ามารดาท่านเป็นตน้ ธาตุ คือใหธ้ าตุของเรา ให้ธาตุ 4
ให้เราเกิดขึ้นมา คือ เป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นเบญจขันธ์เกิดขึ้นมา ส่วนผู้ให้ธรรมคือพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ท้ัง
อดีต ทงั้ ปจั จบุ ัน ท้ังอนาคต มากกว่าเมล็ดทรายในมหาสมุทรทัง้ 4 เปน็ ผู้ให้ธรรมเรา เราในฐานะเป็นทายาทคือ
ผู้รับมรดกของพระพุทธเจ้า จะต้องปฏิบัติตัวให้สมกับเป็นผู้รับมรดกธรรมนี้ วิธีปฏิบัติตัวให้ทำความบริสุทธ์ิ
กาย วาจา ใจ ของเราใหบ้ ริสทุ ธิ์เหมาะสมกบั เป็นภาชนะรองรับธรรมะ

คำว่าธรรมะแปลว่าทรงเอาไว้ คือทรงผู้ประพฤติธรรมไว้ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ไม่ให้ตกไปในอบายทั้ง 4
คือเมื่อเราประพฤติตามธรรมที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้ เป็นอันว่าอบายทั้ง 4 คือ เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน
หรือสัตวน์ รก เป็นอันว่าปิดประตไู ป เราไมต่ ้องไปเกดิ

ผู้ที่เป็นธรรมทายาทไม่ใช่เป็นได้ง่าย เราลองวัดดูในประเทศไทยมีทั้งหมด 35 ล้านคน ก็มีพวกเราน่ี
เป็นธรรมทายาทชุดแรกมีทั้งหมดประมาณ 34 คน นับว่าพวกเราเป็นรุ่นแรก เป็นรุ่นที่เปิดประวัติศาสตรห์ น้า
แรกในทางธรรม ที่มาเป็นธรรมทายาท ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วเราก็เปน็ เพียง .00 กว่า คือประมาณ .001
% เท่านั้นเอง เมื่อเทียบกับ 35 ล้าน การที่จะเป็นธรมทายาทอย่างนี้ ต้องสร้างบุญบารมีมามากมายหลาย

อสงไขยชาติทเ่ี รามาเวยี นว่ายตายเกิด ไม่ใช่ว่าจะมาเป็นธรรมทายาทอย่างงา่ ย ๆ เทา่ นนั้ เอง สังเกตดเู มอื่ เราอยู่
ในมหาวิทยาลัย การสนใจธรรมะหรอื ผูส้ นใจธรรมะอยา่ งน้ไี มม่ เี ลย มพี วกเราเทา่ นั้นเอง

ภาพประวัติศาสตร์ที่พวกเราได้ทำในวันนี้ จะไม่เป็นเพียงจะอยู่แค่นี้เท่านั้นเอง แต่จะติดตัวไปทุกภพ
ทกุ ชาตติ ราบกระทัง่ เขา้ สู่พระนิพาน และภาพทั้งหลายท่ีท่านได้มารวมกนั ทีศ่ นู ย์พุทธจกั รปฏิบัตแิ ห่งนี้ ก็ไม่ใช่มี
เพียงครั้งนคี้ ร้ังเดยี ว ในอดตี ชาติ รอ้ ยชาติ สิบชาติ พันชาติ หมนื่ ชาติ ท่ีได้ลว่ งลบั ไปแล้ว เราก็ได้เคยมาประชุม
กนั อย่างน้ี ณ สถานท่ีน้ีในบรรยากาศใกลเ้ คยี งอยา่ งน้ีมาพรอ้ มกนั มีบางท่านกต็ กหล่นไป บางทา่ นก็มาเพ่ิมเติม
บางท่านเม่ือเคยพบกนั มาแลว้ ก็มาพบกันอีก เพราะเชน่ น้นั จงภูมิใจเถิดท่ีเรามากันในวนั นี้ เรามาด้วยบุญบารมี
ของพวกเราที่เคยสร้างสมอบรมมาด้วยกัน ไม่เป็นเพียงมากันในปัจจุบันนี้ ตัวเรานี้เหมือนหุ่นให้บุญและบาป
เชิด ถ้าหากเราทำหุ่นมาด้วยดี เราก็ได้เป็นที่อาศัยของบุญเป็นผู้เชิดเรา แต่ถ้าเราทำหุ่นของเราไม่ดี บาปนั่น
แหละจะเปน็ ผชู้ ักใยหนุนหลังเราโดยเราไม่รสู้ กึ ตัว

เพราะฉะนน้ั เราจงภูมิใจเถิดว่าทีเ่ รามากันในวันน้ี เวลาน้ี บญุ บารมีท้ังหลายไดจ้ ูงเรามาให้พร้อมกัน ให้
ปฏิบัติในกิจทางพุทธศาสนา เพื่อจะได้เห็นทางไปของพระอรหัต ได้สละเวลามีค่ามาศึกษา เพราะฉะนั้นเรามี
เวลาเพียง 15 วัน เมื่อเทียบเป็นชั่วโมงแล้วก็ไม่เท่าไร โอกาสที่เราจะศึกษาอบรม เราต้องเสียเวลาหลับนอน
อย่างน้อยที่สุดก็ 5 ชั่วโมง ต้องเสียเวลาปฏิบัติกิจบำรงุ ขันธ์ของเรา ต้องป้อนข้าว ป้อนน้ำ อาบน้ำอาบท่าและ
อย่างอื่นอีกไปหลายชั่วโมงต่อวัน เพราะฉะนั้นใน 15 วันเวลาที่เราจะปฏิบัติทางจิตมีน้อยมาก ถ้าหากว่าท่าน
ทั้งหลายไม่รีบขวนขวายไปรีบประกอบความเพียร ไม่รีบฉวยโอกาส เวลา 1 วันก็สูญเปล่า ได้ชื่อว่าเป็นโมฆ
บรุ ษุ คือ บรุ ุษผวู้ า่ งเปล่า เม่ือเราว่างเปล่าจากชาตนิ ้ี เราก็จะว่างเปล่าไปทกุ ภพทกุ ชาติ

ภาพในวนั นอี้ าตมาก็บอกแลว้ ว่าจะเปน็ ภาพประวัติศาสตร์ท่จี ะจารึกไปทุกภพทุกชาติกระทั่งตราบเข้า
สูพ่ ระนิพาน ถ้าเราสร้างภาพประวัติศาสตร์ในวันนี้ไว้ไมด่ ี ขเี้ กียจบ้าง ขี้เกียจนง่ั สมาธิ ข้ีเกยี จเดินจงกรมหรือว่า
ด้อื ต้านตอ่ ครูบาอาจารยท์ ่ีจะทรมานอบรมสง่ั สอน ไม่ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามกติกาที่เราได้วางไว้ เมอ่ื ชาติต่อไปเรา
เกิดมา เรามีโอกาสได้ไปพบพระพุทธเจ้า ได้มีโอกาสเรียนวิชาทางพุทธศาสนา และเราสามารถที่จะระลึกชาติ
ได้ เราก็จะเจอภาพประวัตศิ าสตร์ทเ่ี ราไดท้ ำในวนั น้ี แล้วเราก็จะเสียอกเสยี ใจในวันขา้ งหนา้

เพราะฉะนั้น อาตมภาพได้เปิดประตูพระนิพพาน ได้บอกเหตุในอดีต บอกถึงเหตุในปัจจุบัน และเหตุ
ในอนาคต มคี วามหวงั อยากให้พวกเราทุกคนได้ตั้งอกต้ังใจ ได้ประพฤติปฏบิ ัตธิ รรม สร้างภาพประวตั ิศาสตร์ใน
วนั นีไ้ ว้ใหเ้ ปน็ ประวัตศิ าสตร์ท่ีดีงาม อย่างน้อยทใ่ี ดทเ่ี ราได้มารวมกันในวันน้ีจะได้เป็นตวั อย่างให้กับผู้ท่ีมาทีหลัง
ผู้ที่ยังไม่ศรัทธาเลื่อมใส จะได้ศรัทธาเลื่อมใส ผู้ที่ศรัทธาเลื่อมใสแล้ว ก็จะศรัทธาเลื่อมใสยิ่งขึ้น อันนี้เป็น
ประโยชน์ในปัจจุบันนี้ ประโยชนใ์ นอนาคตนนั้ อานิสงส์ทที่ ่านทงั้ หลายได้ประพฤติปฏิบัติตัวในวันน้ี ถ้าหากว่า
ท่านพยายามรักษาระดับจิตที่ท่านได้ทำตลอด 15 วันนี้ ตลอดจนท่านสิ้นอายุขัย สุคติภพเป็นที่อยู่ของท่าน
หากว่าท่านทั้งหลายยังทำอาสวะไม่สิ้นก็จะมีสุคติภพเป็นที่ไป ประโยชน์อย่างยิ่งเรียกว่าประโยชน์มรรคผล

นพิ พาน ทที่ า่ นทำเหตุวนั น้ีจะเป็นปัจจัยในวันข้างหน้า คือท่ีท่านได้ฝึกฝนอบรมสมาธิไว้ในวันน้ี จะเป็นอุปนิสัย
ติดตวั ไปทุกภพทกุ ชาติตราบจนเข้าสู่พระนพิ พาน

เพราะฉะน้ัน ในวนั นอี้ าตมาก็จะให้ขอ้ คิดเกีย่ วกับการปฏบิ ัตธิ รรม ในสมยั พทุ ธกาล ถ้าผปู้ ฏิบัติธรรมต้ัง
อกตั้งใจจริง ๆ แล้วละก็ ไม่เกิน 7 วันจะมีส่วนได้รับความสุข ที่เกิดจากความสงบในทางธรรมที่เรียกว่า (ทิต
ธรรมสาขาเวหษี) คือมธี รรมเปน็ เคร่ืองอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ถ้าหากว่าท่านตั้งอกตั้งใจจริง อาตมาเคยผ่านชีวิต
อย่างนี้แล้วในสมัยที่เป็นนิสิตอย่างนี้เหมือนกัน เมื่อถึงเวลาปฏิบัติก็สละภารกิจในทางโลกทั้งหมด พุ่ งมาสู่
ในทางธรรมจริง ๆ ทำความรู้สึกในการปฏิบัติธรรมให้เหมือนชายหนุ่มซึ่งรักหญิงสาว ถ้าหากท่านทั้งหลาย
ต้องการที่จะบรรลุธรรมของพระบรมศาสดา ในฐานะที่ท่านเป็นชายหนุ่ม ให้ทำความรู้สึกเหมือนชายหนุ่มที่
กำลังรักหญิงสาวคอื มใี จจดจ่ออยูต่ ลอดเวลา จะรับประทานอาหารกม็ ีใจนึกถึงหญิงสาวท่ีเรารกั เวลาจะนอนก็
มีใจจดจ่อ เวลาหลับไปแล้วก็ยังฝันถึง ตื่นขึ้นมาแล้วก็ยังเห็นอีก ไม่ว่าอยู่ในอิริยาบถไหน นั่ง นอน ยืน เดิน
ภาพเหลา่ นัน้ ก็ยังหลอนเราอยู่เสมอ คอื ปรากฏอยู่ขา้ งหนา้ ปรากฏอยใู่ นใจเราเสมอ

ถ้าหากท่านประพฤติธรรม ทำอย่างชายหนุ่มรักหญิงสาวดังนี้ คือว่าเวลายืนก็อยู่ในธรรม เวลาเดิน
จงกรมก็อยูใ่ นธรรม เวลาจะนอน ก่อนนอนก็อยใู่ นธรรม เวลาหลับก็หลับฝันเห็นว่าเราปฏบิ ัตธิ รรม เวลานงั่ ก็น่ัง
อยู่ในธรรม ไม่ให้ใจวอกแวก ถ้าเป็นอย่างนี้ อาตมาก็รับรองได้ว่าท่านจะต้องบรรลุธรรม เพราะที่อาตมาผ่าน
มาแล้วน้ัน กล่าวได้ว่าสละชีวิตจริง ๆ นั่งธรรมะ นั่งกันทั้งวนั ท้ังคืน ทนปวดทนเม่ือยเอา ไอ้ปวดเมื่อยต้องมีกนั
อยู่ทุกคน แต่ว่าเราจะอดทนกันไดแ้ คไ่ หน ถ้าเราอดทนได้เรากไ็ ปนพิ พานได้ เราก็สามารถบรรลุมรรค นิพพาน
ถา้ หากเราเกิดความเกียจคร้านข้นึ เม่ือใดก็ตามให้พยายามระลึกถึงองคส์ มเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหัต
อรหันต์ทงั้ หลาย ท่านไดอ้ าศยั ความเพยี ร เขา้ สู่พระนพิ พาน ให้จำกันอย่างนท้ี กุ คนนะ

ณ บัดนี้พวกเราได้มากันอย่างพร้อมเพียงแล้ว อาตมภาพขออวยพรโดยอ้างถึงคุณพระรัตนตรัย คือ
คุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมเจ้า คุณพระสงฆเจ้า ตลอดถึงบุญบารมี 30 ทัศที่ท่านได้บำเพ็ญเพียรมา ขอ
อานิสงส์เหล่านี้จงช่วยประคับประคองให้ท่านทั้งหลายให้สำเร็จมรรคผล ให้ได้ดวงตาเห็นธรรม ตามส่วนของ
การประพฤติปฏบิ ตั ธิ รรมทกุ ประการ เทอญ

ธรรมทายาท สาธุ

ต่อไปอาตมาภาพจะขอมอบธรรมทายาททุกท่านเป็นสัทธิวิหาริกของท่านทัตตชีโว ซึ่งจ ะเป็น
กลั ยาณมติ รคอยอบรมท่านทงั้ หลาย



คำกล่าวต้อนรบั ธรรมทายาท อธิบายการธดุ งค์

ท่านทัตตชีโวภกิ ขุ

ก่อนที่จะสมาทานธุดงค์นี่ อาตมาก็จะพูดเกี่ยวกับอานิสงส์และเหตุที่เราจะต้องมาถือธุดงค์กันให้
ละเอียดยง่ิ ขน้ึ เมือ่ คนื น้ีอาตมาได้อธิบายคร่าว ๆ มพี วกเราบางคนพึ่งมาในวันน้ี จงึ ถอื โอกาสอธิบายไปพร้อม ๆ
กัน

คำว่า ธุดงค์ แปลวา่ คณุ เครอื่ งสำหรับทเ่ี ราจะกำจัดกเิ ลส หรอื ความไม่ดีไมง่ ามที่อยู่ในจิตในใจ ในการ
ของเราออกไปเสยี ให้สิน้

พระพุทธองค์ก็กำหนดเอาไว้ วิธีการกำจัดกิเลสของเราให้หมดไปนี่ ในสมัยพุทธกาลพระภิกษุสงฆ์ได้
บวชแลว้ ได้ศึกษาเกยี่ วกบั พระวินัยระเบียบข้อบังคับของสงฆเ์ รยี บร้อย เมอื่ ได้ศึกษาร้จู ักระเบียบวินัยเรียบร้อย
แล้ว พระพุทธองค์ก็จะอนุญาติให้ติดตามไป ครูกับอาจารย์ใหไ้ ปฝกึ การอยู่ธดุ งค์เพื่อจะได้มีโอกาสทำสมาธิ ได้
พิจารณาธรรมะให้ถงึ ซึง่ ความส้ินกเิ ลส ไม่ว่าแต่พระภิกษุเท่าน้ัน แม้แต่อุบาสก อุบาสิกาก็เช่นกัน เมื่อมีโอกาส
ศึกษาพระธรรมวนิ ยั จนหมดส้ินแลว้ จะติดตามอาจารย์ไปฝกึ ธดุ งค์เช่นกัน

ธุดงคน์ ้มี ที ัง้ หมด 13 อย่างดว้ ยกัน

ประการที่หนึ่งคือการถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ผ้าบังสุกุลหมายถึงผ้าซึ่งเปื้อนเปรอะแล้ว อาจเป็นผ้าท่ี
ชาวบ้านเขาทิ้งไว้ตามกองขยะหรือเป็นผ้าซึ่งเขาห่อศพแล้ว เขาไม่เอาแล้ว ผู้ที่ถือธุดงค์ข้อนี้ก็จะเอาผ้านี้มาทำ
เป็นเครื่องนุ่งห่มของตัว ถ้าเป็นภิกษุก็ต้องเอามาย้อมอีกทหี นึ่ง ถ้าเป็นอุบาสก อุบาสิกา ก็เอาผ้านี้มาซกั ไม่ให้
เปรอะไม่ให้เปื้อนก็ใช้ได้เลย ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ผู้ถือผ้าบังสุกุลนี้จิตใจไม่ฟุ้งซ่านนึกถึงความตายเป็นนิมิตบ้าง
อาศัยความไม่เกย่ี วข้องคอื กามราคะเปน็ นมิ ิต

สำหรบั ของเราน้ไี มส่ ามารถเอาผ้าบังสกุ ลุ ที่ห่อศพหรืออะไรได้ แต่ว่าไมไ่ ด้เอามาจากป่าช้าก็จริงอยู่ แต่
ก็เป็นผ้าชนิดเดียวกัน ปัจจุบันนี้เขาใช้ห่อศพกัน ที่ติดเป็นเสื้อผ้าธรรมทายาทเพื่อว่าให้พวกเราได้มีจิตสงบ ได้
อาศยั เสอ้ื ผา้ ทเ่ี รานงุ่ น่ีเป็นนมิ ติ

ธดุ งคข์ ้อที่สอง ไม่ใช่ของพวกเรา เป็นของพระภิกษุสงฆ์ คอื ให้อาศัยไตรจวี รเปน็ วัตร อันนอี้ าตมาจะขอ
ผ่านไปไม่กล่าว

ธุดงค์ข้อที่สาม คือการเที่ยวบิณฑบาตไปเป็นวัตร นี่ก็เหมือนกันเป็นเรื่องของพระภิกษุสงฆ์ คือ
พระภกิ ษสุ งฆ์นธี่ รรมดาแลว้ มีอยู่วา่ เช้าข้ึนมาไปบณิ ฑบาต บางทีก็มีผูน้ ำอาหารมาถวายที่วัด แต่ผู้ท่ีถือธุดงค์ข้อ

นี้ละก็จะต้องออกบิณฑบาตทีเดียว ของที่เขาจัดไว้ที่วัดเรียบร้อยแล้ว พระภิกษุผู้นั้นจะไม่ฉัน ต้องออกไปหา
บณิ ฑบาตมา พูดกันวา่ หาเลีย้ งตัวเองดว้ ยดว้ ยลำแข้งดกี วา่ อันนีอ้ าตมาจะไมก่ ล่าวมากนัก

ธุดงค์ข้อที่สี่ ถือเครื่องบิณฑบาตไปตามขวาเป็นวัตร ก็คล้ายทำนองเดียวกันคือจากบ้านหนึ่งไปบ้าน
หน่ึง เรียงตามลำดับไป เปน็ เรอ่ื งของพระภกิ ษสุ งฆ์

ธดุ งคข์ ้อทหี่ า้ นัง่ ฉนั อาสนะเดยี วเป็นวัตร อนั นถ้ี า้ จะสรปุ ก็ไดว้ ่าฉนั อาหารวันละเวลาเดยี วเป็นวัตร อัน
พวกเราธรรมดาก็ทานอาหารวัน 3 มื้ออยู่แล้ว แล้วก็เมื่อมาสมาทานศีล 8 ต้องอาศัยอาหารวันละ 2 คร้ัง
อาตมาก็รู้สกึ ว่าเท่านี้ก็พอแลว้ แตห่ ลังจากปฏบิ ัติธรรมไปพอสมควร จะมผี หู้ น่งึ ผใู้ ดมีจิตใจศรัทธาแก่กล้าจะลด
อาหารมื้อหน่ึงมอื้ ใดลงเหลือเพยี งม้ือเดยี วแลว้ ก็ตามใจไม่ใชเ่ ร่ืองท่จี ะบงั คบั กนั

ธุดงค์ข้อที่เจ็ดคือ ห้ามภัตอันนำมาถวายเมื่อภายหลังเป็นวตั ร อันนี้เป็นเรือ่ งของพระภิกษุสงฆ์อาตมา
จะไมก่ ลา่ ว

อันที่ 8 อยู่ป่าเป็นวัตร ก็พอดีของเรายังไม่ถือว่าเป็นป่า จึงไม่สามารถอยู่ป่าได้ ในสมัยพุทธกาลที่
เรียกว่าปา่ ต้องเปน็ ปา่ จริง ๆ ไมใ่ ชเ่ ฉพาะที่เป็นร่มไม้เป็นหมู่เปน็ หย่อม อยา่ งของเรายงั ใชไ้ มไ่ ด้

ทีนี้มาถึงของเรา อันดับที่ 9 อันนี้สำคัญ นั่งอยู่โคนไม้เป็นวัตร ซึ่งเราจะต้องอยู่กัน เราไปกางกลดกัน
เรยี บรอ้ ยแล้ว การทีพ่ ระพุทธองค์กำหนดให้อยโู่ คนไมน้ ัน้ มีความมุ่งหมาย 2 ประการใหญ่ ๆ ดว้ ยกนั

ประการแรก เพื่อให้เราหมดความกังวลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ไม่ต้องเป็นห่วงบ้าน ไม่ต้องเป็นห่วง
ครอบครวั

ประการที่สอง ต้องการให้ผู้มาถือธุดงค์ข้อนี้หรือพวกเรานี่ ให้มีโอกาสใกล้ชิดธรร มชาติ แล้วจะได้
พิจารณาถึงอนิจจสัญาคือความไม่เที่ยงนั้นเอง โดยอาศัยต้นไม้บ้าง หรือสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เช่น เเมลงบ้าง มด
ปลวกต่าง ๆ นกหนูตา่ ง ๆ ท่ีมีอยตู่ ามบรเิ วณตน้ ไม้นน้ั เอามาพิจารณาธรรมะ

อันนี้อาตมาจะยกตัวอย่างให้ฟัง ในสมัยพุทธกาล มีภิกษุองค์หนึ่งท่านถือธุดงค์ที่ว่าให้อยู่โคนไม้เป็น
วัตร อาศัยตามร่มไม้ตลอดเวลา พิจารณาไปเรื่อย ฝึกสมาธิไปเรื่อย จนกระทั่งวันหนึ่งท่านเกิดจิตเป็นสมาธิ
อย่างดี ได้เห็นข้อธรรมะว่า ตั้งแต่เราได้เริ่มปฏิบัติ ตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิ เห็นต้นไม้งอกงามเจริญเติบโตดี ครั้น
อยนู่ านเข้า ๆ ต้นไมซ้ ง่ึ แตกใบอ่อนในสมยั โนน้ ผา่ นเขา้ ฤดูร้อนก็เร่มิ เป็นใบแก่ไป ออกดอกเต็มท่ี พอถงึ ฤดูหนาว
ใบไม้เริ่มร่วง เหลือแต่ต้นโกร๋นไปหมด ตามธรรมดาต้นไม้ในป่าสามารถมีอายุอยู่ได้ 50 - 60 - 100 ปี ต้นไม้
บางตน้ อยู่ได้ 1,000 ปี ทงั้ ๆ ท่ีมอี ายยุ นื ได้1,000 ปนี ี่ ไมบ้ างตน้ พอถึงฤดูนเ้ี ข้า ไม้บางตน้ ทม่ี ีอายเุ ป็นพนั ปีก็ต้อง
ล้มไปตายไป ยิ่งกว่านั้นไม่เฉพาะต้นไม้ที่อายุยืนมาก ๆ เท่านั้น แม้ต้นไม้ที่ยังหนุ่ม ๆ อยู่ ก็มีเหตุเกิดบ้าง มี
แมลงรบกวน มีปลวกรบกวน ฟ้าผ่าบ้าง ธรรมชาติรบกวนบ้าง ต้นไม้หนุ่ม ๆ ก็ยังตายไป ยิ่งกว่านั้นต้นไม้อ่อน

ๆ พึ่งงอก พอถึงฤดูใบไม้ร่วง หิมะจะตก ต้นไม้อ่อน ๆ ก็มีโอกาสจะตายได้เหมอื นกัน พอภิกษุรูปนั้นเห็นความ
ไม่เที่ยงแทแ้ นน่ อนของตน้ ไมเ้ ท่านั้น ท่านก็เอาข้อคิดจากต้นไม้นี้แหละ เอามาพิจารณาตนเองวา่ แม้ต้นไม้อายุ
ยนื มาก ก็ยังเป็นเช่นนัน้ แลว้ ชวี ิตมนุษย์เลา่ อย่างมากก็ไม่เกิน 100 ปี หรอื เกิน 100 ปี ก็ต้องตายเหมือนกัน ก็
นึกถงึ ตวั เอง เราเองในไม่ช้าก็คงจะต้องตาย คนเราเม่ือคิดถึงความตายก็เร่ิมทำความเพียรทนั ที ท่านเห็นอนิจจ
สัญญาท่ีอยตู่ รงโคนไม้น้นั เอง ทา่ นกบ็ รรลธุ รรมะเปน็ พระอรหนั ตไ์ ป

พวกเราที่อยู่โคนไม้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราก็ให้พยายามกำหนดดูอนิจจสัญญาของต้นไม้บ้าง
ของสัตว์ที่อาศัยตามบริเวณนั้นบ้าง ให้หมั่นพยายามตรึกดูให้มั่นทีเดียว อย่าเผลอจิตไปคิดเรื่องไร้สาระ เรื่อง
ธุรกิจต่าง ๆ ขอให้พยายามละไปเสียให้หมด ภาระต่าง ๆ ทางบ้าน การศึกษา ให้วางให้หมด พยายามศึกษา
ธรรมะ ทำให้จรงิ ทเี ดยี ว

ธุดงคข์ ้อที่ 10 คือ ถอื อยใู่ นทแ่ี จง้ เป็นวัตร ไดแ้ ก่ การไม่อย่ใู นท่ีมบี งั ไมอ่ ยใู่ นบ้าน ไมอ่ ยู่ในกระตอ๊ บ ไม่
อยูใ่ นเพิง ซ่ึงก็รวม แตถ่ ้าเราถอื ธุดงคข์ อ้ ที่ 10 นี่กร็ วมเอาขอ้ ที่ 9 คืออยใู่ ตโ้ คนไม้เปน็ วตั รดว้ ย เพราะเราอยู่ในท่ี
แจง้ แล้ว มรี ม่ ไม้ ร่มไม้กถ็ ือเปน็ ทแี่ จ้งอยู่เช่นกัน ฉะนนั้ ถ้าเราถือขอ้ ท่วี า่ อยู่ทแ่ี จ้งเป็นวัตร เราก็จะถอื ข้อท่ีอยู่โคน
ไมเ้ ป็นวตั รไปในตวั เสร็จเลย

ขอ้ 11 ถอื ปา่ ช้าเป็นวตั ร แถบนีไ้ มม่ ีป่าชา้ เรากไ็ ม่อยู่ เราเลยผ่านไป

ข้อ 12 การอยู่ในเสนาสนะ ถ้าจัดให้อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น อันนี้เพื่อให้ธรรมทายาทหรือภิกษุสงฆ์
สมัยโน้นไม่เลือกที่อยู่ เขาจัดให้อย่างไรก็อยู่อยา่ งน้ัน อาจจัดให้อยู่ในกระต๊อบ หรือจัดให้อยู่ในโคนไม้ หรือจัด
ใหอ้ ยู่ในท่ีเแจง้ กต็ ามแต่ท่เี ขาจะจัดใหท้ ่านอยู่

ฉะน้นั การท่ีเราจะมาถือธุดงคข์ ้อท่ี 10 นีว่ ่าอยูท่ แี่ จง้ เปน็ วัตร ตรงกบั ข้อท่ี 9 วา่ อยูโ่ คนไม้เป็นวัตร ตรง
กับข้อ 12 วา่ อยู่ในเสนาสนะทที่ ่านจัดไวใ้ หอ้ ยา่ งไรกอ็ ยู่อย่างนัน้ ถือขอ้ เดยี วได้ 3 ข้อ พร้อมกัน

ประการที่สุดท้าย การนั่งเป็นวัตร การที่วันหนึง่ 24 ชั่วโมงนี่ เราไม่นอนเลย อาจนั่ง ยืน เดิน ไม่นอน
เลย ไม่มกี ารนอน อนั นอ้ี าตมาต้งั ใจไวว้ ่าวนั สดุ ท้ายท่ีเราจะอยู่ จะให้พวกเราได้สมาทานธดุ งค์ขอ้ สุดทา้ ยดู

ในสมัยพุทธกาล มพี ระภิกษุอยู่องคห์ นึ่ง มีบันทึกไว้วา่ พระภกิ ษรุ ูปน้ีท่านบวชเมอ่ื แก่ คอื บวชประมาณ
ท่านอายไุ ด้ 50 ไดม้ าคำนึงดูว่าตัวเรานอ่ี ายุมากแลว้ ถา้ มวั ถือธดุ งคอ์ ยา่ งคนหนุ่มๆ ท่ถี ือธดุ งคข์ ้อสบิ สามน่ี ท่าน
อธิษฐานตลอด 3 เดือนที่เข้าพรรษานี่ จะไม่มีการนอนเลย มีแต่นั่งกับยืน การเดิน ปรากฎว่าเนื่องจากทา่ นอด
นอนมาก ประมาณเดือนหนึ่งตาของท่านเจ็บ แพทยม์ ารักษาให้ แพทย์บอกว่าต้องให้นอนพักต้องให้นอนหยอด
ยา แต่ท่านถือธุดงค์ข้อนี้แล้วไม่ห่วงกลัวตาจะบอด ห่วงอยู่อย่างเดียวว่า จะทำอย่างไรจะให้ตัวกิเลสในตัวมัน
บอดไปเสียให้หมด ท่านไม่ยอมนอน เมื่อไม่ยอมนอนหมอก็เลยไม่รักษา ท่านก็เลยคิดหนักว่าเรานี่นะ จะตาย
วนั ตายพรุ่งไม่รทู้ ่ี หมอก็ทิ้งเราแลว้ เพราะฉะนั้นจะเป็นอย่างไรกจ็ ะขอถือสัจจะท่ใี ห้เอาไวต้ ่อพระรัตนตรัยว่าจะ

ไม่นอน จะถืออิริยาบถ การยืน การเดิน การนั่ง สำหรับปฏิบัติธรรม ปรากฏว่าหลังจากท่านทำความเพียร
ต่อมาอีกไม่ช้านัก ก่อนที่จะออกพรรษา ท่านก็ได้บรรลธุ รรมะได้สำเรจ็ อรหันต์ แต่ในเวลาเดยี วกันทีท่ ่านบรรลุ
เป็นพระอรหนั ตก์ ิเลสบอดไป แตป่ รากฏวา่ นัยนต์ าของทา่ นกบ็ อดไปเสยี แลว้ นัยน์ตาบอดไปพร้อมกิเลส

สำหรับการถือธุดงค์ข้อนี้ ยังนิยมทำกันอยู่ทั่วไป แม้ขณะนี้อาตมายังได้ข่าวมา ภิกษุที่เดินทางจาก
ฮ่องกง ไต้หวัน ซึ่งเดินทางมาปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำนี่ มีพระภิกษุ 2 - 3 รูป ท่านอายุ 80 กว่าแล้ว ถือธุดงค์
ข้อนี้มาตั้งแต่ยังหนุ่ม ไม่นอน ถืออิริยาบถนั่ง ยืน เดิน แต่ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้จนถึง 80 กว่านี้ ที่มีศีลบรสิ ุทธ์ิ
มีสมาธิดมี าก ขณะนี้ยงั มชี วี ติ อยูใ่ นฮ่องกง และไตห้ วัน แสดงว่าเปน็ เรือ่ งไม่เหลอื วสิ ยั ของมนษุ ย์ในปัจจบุ ัน

ก่อนทีจ่ ะ เลกิ การอบรม อาตมาอยากใหล้ องฝึกดจู ะไดเ้ ป็นอปุ นิสยั ตดิ ตวั ต่อไปเบ้ืองหน้า

การธดุ งคท์ ั้ง 13 ประการทก่ี ล่าวมาน้ี พระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหัต อรหันต์กด็ ี ท้งั ทม่ี อี ยู่แลว้ ในอดีต ใน
ปัจจุบัน และจะมีต่อไปในอนาคต ต่างต้องถือธุดงค์เหล่านี้ทั้งสิ้น อาจจะถือข้อใดข้อหนึ่ง หรือถือทั้งหมดใน
คราวเดียวกัน แต่ว่าอย่างไรก็ต้องถือธุดงค์จนเป็นอุปนิสัยทีเดียว จึงจะได้บรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า อาจจะ
เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจา้ คอื พระพทุ ธเจ้าท่รี ู้แล้วสอนผู้อื่นไดด้ ว้ ย หรืออาจเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้า คือรู้
แล้วไม่อาจสอนใครได้ แต่อย่างใดก็ตามท่านเหล่านี้ พระอรหันตเจ้าที่ล่วงลับไปแล้ว ต่างก็ต้ องถือศีลธุดงค์
ท้งั ส้ิน ทง้ั น้เี ปน็ เพราะวา่ การธุดงค์มีอานิสงสถ์ ึง 28 ประการด้วยกัน

ประการท่ี 1 ผู้ถือธุดงคเ์ ม่ือสมาทานแล้ว การเลี้ยงชพี ปัญหาการเล้ียงชีพก็บริสุทธ์ิ เช่นพวกเราน่ีตาม
ธรรมดาต้องวง่ิ เต้นเลีย้ งชวี ติ ต้องหาเล้ียงชพี ทำการทำงานกัน แตค่ รั้งนี้เม่อื เราถึงธุดงค์ พทุ ธบริษทั ผู้ศรทั ธาการ
ธุดงค์ของเรา เขายินดจี ะบำรุงเราตลอดเวลาทีเ่ รามาอยธู่ ดุ งคน์ ้ี แมแ้ ต่ค่าอาหาร ค่าเส้ือผ้าทเ่ี ราใชส้ วมใส่ แม้แต่
เส้อื แม้แตก่ ลด พุทธบริษัทเหลา่ นัน้ เมอื่ รขู้ า่ วว่าเราจะมาอยู่ธุดงคก์ นั เขาศรทั ธา เงินทองทเี่ ขาหามาได้ เขาจรด
เหนือเศียรทีเดยี ว แล้วก็ทำบุญมา เพราะฉะนั้น อาหารก็ดี เสื้อผ้าก็ดี เครื่องอุปโภคบริโภคก็ดี ที่เราได้นี่ ได้มา
อย่างบริสุทธิ์จริง ๆ ผู้ที่เขาบริจาคมา เขาก็บริจาคด้วยความบริสุทธิ์หวังมุ่งจะบำรุงพุทธศาสนาให้เจริญต่อไป
เราเองก็ทำด้วยความบริสุทธิใ์ จ มุ่งหวังจะเผาผลาญกิเลสของเราให้หมดไป เพราะฉะนั้น อานิสงส์ข้อแรกของ
การธดุ งคค์ ือการหาเลยี้ งชีพท่ีบริสทุ ธทิ์ ส่ี ดุ ท่มี อี ยู่

ประการ 2 ผู้ถอื ธุดงค์ย่อมมีความสุขทัง้ กายทั้งใจ เพราะวา่ เรามาอย่อู ยา่ งน้ี เรามีศลี เป็นเครื่องป้องกัน
การไม่บริสุทธิ์กาย ไม่บริสุทธิ์วาจาแล้ว เรายังมีสมาธิที่เราปฏิบัติประคองใจให้บริสุทธิ์อีก เมื่อกาย วาจา ใจ
บริสทุ ธิแ์ ลว้ เราย่อมมีความสขุ กาย วาจา ใจ เปน็ ธรรมดา

ประการ 3 การถือธุดงค์นั้นไม่มีโทษเลย จะหาโทษจากการถือธุดงค์นั้นไม่ได้ เพราะเราไม่ได้
เบยี ดเบียนใคร ทั้งตวั ของตัวเราเองและผูอ้ นื่ เพราะฉะนั้นการถือธดุ งคม์ ีอานสิ งสไ์ ม่มีโทษแต่ประการใด

ประการ 4 บำบัดความทุกข์ของผู้อื่นเสีย ข้อนี้เมื่อเรายังไม่มาถือธุดงค์ ยังทำงานทำการอยู่ ยัง
ทำการศึกษาอยู่ก็ดี ยังทำงานอยู่ก็ดี ย่อมเป็นที่ห่วงของบิดา มารดา บุตร ภรรยาเป็นต้น แต่เมื่อท่านเหล่านั้น
บตุ ร ธิดา กด็ ี ผปู้ กครองก็ดี ทา่ นเหล่าน้นั รู้ว่าเรามาปฏบิ ัติธรรม ท่านหมดหว่ งทันที กเ็ ปน็ การบำบัดความทุกข์
ของผูอ้ ่นื

ประการที่ 5 การถือธุดงค์นี้ไม่เป็นของที่เป็นพิษเป็นภัยต่อผู้ใด ก็เพราะว่าเป็นทั้งมีทั้งศีล สมาธิเป็น
เพอ่ื น ไมใ่ ชเ่ ราทำความผดิ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ เพราะฉะนนั้ การถือธดุ งค์ไมเ่ ปน็ พษิ เป็นภัยต่อผใู้ ด

ประการที่ 6 การถือธุดงค์ย่อมไม่เป็นการเบียดเบียน เพราะเรามีศีลอยู่แล้ว การเบียดเบียนย่อมไม่มี
อยเู่ ปน็ ธรรมดา

ประการท่ี 7 มีแตเ่ จริญฝ่ายเดยี ว ไมเ่ ปน็ เหตุใหห้ ว่ ง อนั น้ีคงเข้าใจดี

ประการที่ 8 ไม่มีมารยาหลอกลวง คือพวกเรานี่มีศีลเป็นเคร่ืองป้องกันแล้วมารยาก็ไม่มี แต่ความ
บริสุทธิ์ ศีล กาย วาจา ใจ เพราะฉะนั้นอานิสงส์ข้อต่อไปคือทำให้เรามีจิตใจไม่ขุ่นมัว มีเกราะทั้งกาย วาจา ใจ
ในตัวหมด

ประการที่ 11 ให้สำเร็จสิ่งที่ปรารถนาเบื้องต้น ทำให้เรามีศีล ที่ไม่มีศีลก็มีศีล ที่มีศีลแล้วก็บริสุทธิ์
ยิ่งข้ึน ที่ไม่มีสมาธิก็ทำให้มีสมาธิ ที่ไม่มีปัญญารู้ก็จะได้รู้ขึ้น คือทำให้เราสำเร็จในสิ่งปรารถนา คือเป็นผู้มีศีล
เปน็ ผ้มู ีสมาธิ มีปัญญา

ขอ้ ต่อไปคอื กำจัดเสยี ซ่ึงศาตราท้งั ปวง ก็เหมอื นกับอานสิ งส์ท่ีวา่ เปน็ เครื่องปอ้ งกนั ภยั นี่เอง

ประการที่ 13 มีประโยน์ในทางสำรวม เมื่อคนเรามีศีล มีสมาธิอยู่แล้ว ย่อมสำรวม ย่อมสงบ สุดท้าย
ทำใหห้ ลุดพน้ ซ่ึงลาภะ เป็นต้น

ทนี่ ้อี าตมาจะเลยไปทีเดยี วว่า สำหรับผู้ที่มาถอื ธดุ งคค์ รั้งนี้ส่ิงทต่ี ้องสำรวมตอ้ งระมดั ระวัง คอื

1. เรื่องมรรยาทของเรา ตั้งใจฟังให้ดีทีเดียว พระพุทธองค์กำหนดไว้ให้มีมรรยาทบริสุทธิ์ สำหรับ
มรรยาทบรสิ ุทธน์ิ ั้นรวมกว้างมาก เป็นตน้ ว่า

1) ในพุทธศาสนา เราถือศีลเป็นใหญ่ในการแบ่งบุคคล บุคคลนั้นอาจเป็นกษัตริย์ก็ได้ เป็น
ยาจก วรรณะหนึ่งวรรณะใดก็ดีทัง้ 4 วรรณะ จะเป็นวรรณะใดก็ตาม เมื่อมาอยู่ในพุทธบริษัทแล้ว ถ้าบวชเปน็
พระภิกษุสงฆ์ แม้ตระกูลต่างกันก็ต้องถือว่าเท่ากันโดยถือศีล ถ้าถือศีล 227 ข้อ ก็เสมอกัน ถ้าสมาทานศีล 10
ก็ดศี ีล 8 กด็ ี ก็ต้องอยู่ในระดับศลี น้ัน ผู้ทมี่ ีศลี 8 ตอ้ งเคารพผู้ท่ีมศี ีล 10 ผทู้ ่ีมีศีล 10 เคารพผู้มีศีล 227 ข้อ อัน
นี้เป็นมรรยาทที่บริสุทธิ์ และก็อยากจะพูดถึงพวกเราสักนิดหนึ่งคือ ต่อไปนี้ในการปฏิบัติธรรมของเรา เรื่อง

มรรยาทคือการปฏิบตั ิตัวของเรา เณรกด็ ี เณรมีศีล 10 เพราะฉะนนั้ อย่าไปล้อ อย่าไปเล่นกับเณร จะผิดจะเสีย
ต่อไป จะเป็นข้อไม่ดี เสียนิสัยต่อไปเบื้องหน้าให้ระวัง เณรแกอ้วน ก็ชอบไปแหย่ไปล้อเณร เรามีศีลน้อยกว่า
เณร แล้วจะแพ้ภยั ตัว ขอใหร้ ะวังอยา่ ทำ

2. ให้มีปฏิปทาที่บริบูรณ์ คือว่าเราเมื่อตั้งใจมาแล้ว อย่าถอยเสีย เมื่อตั้งใจมาแล้ว ให้อยู่รุ่นที่ 1 ให้
ตลอด กอ็ ย่ใู ห้ตลอดไปจรงิ ไมใ่ ช่วา่ มาอยู่ไดว้ นั สองวันกห็ นีกลับไป อันน้กี จ็ ะติดนิสยั ไปวา่ เม่ือเบอื้ งหน้าถ้าจะทำ
อะไรแล้วก็จะกลายเป็นผูท้ ีท่ ำอะไรไม่มีความสำเรจ็ เลยตลอดชีวิตนี้

3. การรักษากายวาจา อันนกี้ ็อยู่ในมรรยาท

จะเลยมาข้อที่ 5 การปกครองความเพียร การปกครองความเพียรนี้ เพียรหมด เบื้องแรกการนั่งทำ
สมาธิของเรา พยายามนั่งทำให้ครบ 1 ชั่วโมง เรามีกำลังกายอยู่ด้วยกันทุกคน ธรรมดาแล้วเราน่ังกันประมาณ
30 นาทบี า้ ง 45 นาทีบ้างจะรู้สึกเมื่อย แต่ถ้าเราลุกเสยี ตั้งแต่ตอนนั้น คร้งั แรกนง่ั ได้ 45 นาที คร้ังต่อไปอาจจะ
เหลอื ซัก 40 ลดลงมาเรอ่ื ย ๆ อย่าใหเ้ ป็นเช่นนนั้ วนั นี้เราน่งั ได้ 30 นาที เรากย็ ืดพยายามนงั่ ให้ได้ 1 ชม. ถ้านั่ง
ได้ 45 นาทีแลว้ ก็พยายามนงั่ ตอ่ ไปจนถงึ 1 ชม. อยา่ ถอยหลังกลบั วนั น้ีนั่งได้ 45 นาทีพรุ่งนี้จะถอยได้ 10 นาที
ถอยไปเรื่อย ๆ แทนที่มาฝึกจะก้าวหน้ากลับถอยหลัง การมาฝึกอย่างนี้ต้องให้ได้ 1 ชม. เราง่วงนักเป็นเปล่ยี น
ท่า นง่ั ขดั สมาธเิ มื่อย กน็ งั่ พับเพียบ อยา่ เพิง่ ลกุ ไมค่ รบ 1 ชม. พยายามกลบั มานั่งขัดสมาธิใหม่ พยายามใหค้ รบ
1 ชม. แลว้ จึงคอ่ ยลุก ถ้าเราทำอยา่ งนล้ี ะก็ การทำสมาธิจะรดุ หนา้ ไปเร่อื ย ๆ ขอใหพ้ ยายาม

สำหรับเรื่องการประคองความเพยี ร โดยทว่ั ไปแลว้ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้นอนเพียงคืนละ 4 ชม.
พระพุทธองค์กำหนดให้นอน 4 ทุ่ม ตื่นตี 2 เวลานอกนั้น 20 ชม.ที่เหลือให้เป็นเวลาของการทำความเพียร
ทั้งสิ้น อาจยืน เดิน นั่ง แต่ไม่ควรนอน ยืนก็ได้ นั่งก็ได้ เดินก็ได้ แต่อย่านอน เพราะเวลาเรามีน้อยเหลือเกิน
และติดนิสัยด้วย เช่นบางคนลองได้นอนกลางวันสักครั้ง พรุ่งนี้ต้องนอนอีก สำหรับกรณีของเราบางคน เคย
นอนวันละ 8 ชม. ก็เหน็ ใจ เลยกำหนดวา่ แรกใหป้ ระมาณ 5 ทมุ่ เราเข้านอน ประมาณตีสามส่ีสิบหา้ อาตมาจะ
เคาะระฆังเรียกทุกคนตื่นขึ้นมา ทุกคนลุกขึ้นทำความเพียร ระยะแรกเรายังคุ้น ถ้าตื่นขึ้นมาตีสามสี่สิบห้าอยู่
ใกล้กลดก็จะง่วงนอน อาตมาเลยกำหนดว่า ถ้าตีสามสี่สิบห้าแล้วลุกขึ้นมา ล้างหน้าล้างตาเสร็จ ก็ให้มาหา
อาตมาทนี่ ่เี ลย ยกเวน้ กรณที ี่ฝนตก ถา้ ฝนตกใหอ้ ยทู่ ่กี ลด ถา้ ฝนไม่ตกตรงมารว่ มกันทำความเพียร มารว่ มกันนั่ง
สมาธิท่นี ดี่ กี ว่า พอตสี ามส่ีสิบห้าลกุ ข้นึ มา ลา้ งหนา้ ล้างตาเสรจ็ เรียบร้อย ทำธรุ กิจเสรจ็ เรยี บรอ้ ย ตรงมาท่ีน่ีเลย
แลว้ มานงั่ สมาธกิ ันอยู่ที่น่ี การท่เี ราเดนิ มาจากที่ไกล ๆ มาท่ีนที่ ำให้ตาสว่างข้ึน การท่มี านงั่ ทำความเพียรพร้อม
ๆ กัน คนโน้นเขาก็ไม่ง่วง คนนี้เขาก็ไม่ง่วง เราก็ลูกผู้ชายคนหนึ่งเหมือนกันง่วงไม่ได้ อันนี้เป็นผลดีแก่เราเอง
ขอให้พวกเราทุกคนพอตีสามสี่สิบห้าให้มาพร้อมกัน หรือถ้ามีบางคนรา่ งกายแข็งแรงสามารถตืน่ ขึน้ มาทั้งแต่ตี
สอง ข้ึนมาทำความเพยี ร อนั นย้ี ่อมสามารถทำได้ อาตมาขออนุโมทนาดว้ ย

ประการที่ 6 เพื่อระงับความกลัว บางคนเนื่องจากไม่เคยมาอยู่อย่างนี้ บางทีก็กลัวเหมือนกัน กลัว ๆ
กล้า ๆ แต่ก็อยู่ได้ วิธีระงับความกลัว ถ้ารู้สึกว่ากลัว กลัวผีกลัวสางกลัวอะไรก็ตาม ให้เอาจิตกำหนดไว้ที่
ศนู ย์กลางกายใหห้ นกั เอาจิตจรดหยดุ นงิ่ ที่ศูนย์กลางกาย ต้ังนิมติ ให้เหน็ เป็นองคพ์ ระก่อน ตง้ั นิมิตเป็นดวงแก้ว
ก็ได้ ต้ังนิมติ จิตจรดหยดุ ที่ศนู ย์กลางกาย แล้วกภ็ าวนา สัมมาอะระหังๆๆ ความกลวั ตา่ ง ๆ จะหายไป อันนี้เป็น
วิธแี ก้ความกลวั ถ้าเวลานอนกลัว กภ็ าวนาไปเร่อื ย ๆ จนกระทัง่ หลบั ไป ความกลวั ต่าง ๆ จะหายไป ไมก่ ลัว

ถา้ ตกใจกลวั ตืน่ ขึน้ มา ตีหน่งึ ตสี อง ลกุ ขึ้นนั่งทำสมาธิไปความกลัวจะหลุดไป ขอใหท้ ุกคนเข้าใจนะ ถ้า
รู้สึกว่ากลัวไม่ต้องเดินมาหาอาตมา ให้ลุกขึ้นนัง่ ทำสมาธิ ไม่ต้องเดินไปหาใครด้วย ไม่เอา พึ่งตัวของของตัวเอง
คราวนแี้ หละ รู้สึกกลัวก็ลุกขน้ึ น่งั ทำสมาธิกันที

ประการที่ 7 อยู่ในข้อที่ผ่านมาแล้วนี่เอง คือให้ระงับความกลัวเสีย เอาจิตจรดหยุดนิ่งที่กลางกาย
ปัญหาขอ้ ท่ี 7 เปน็ อนั หมดไป

ประการที่ 8 ระงับความอาหารหมดไป เชน่ กัน

ประการที่ 9 ข้อนี้ขอให้เราทำให้มากหน่อย ทุกครั้งที่เราทำสมาธิ หลังจากจะเลิกทำสมาธิให้รู้จักแผ่
เมตตาไปด้วย แผ่เมตตาไปเชียว แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งเทวดา ทั้งพรหม อรูปพรหมแผ่ไปหมด
เพื่อว่าเมื่อเราแผ่เมตตาแล้ว ด้วยอำนาจจิตที่เรามีเมตตาต่อผู้อื่นทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้น สรรพสัตว์เหล่านั้นมี
ความสุขกายสบายใจไปด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องแผ่เมตตาให้เขา และอีกอย่างหนึ่งก็เป็นการฝึกก ารระงับ
ความอาฆาตในตัวเราให้หมดไปเสีย ความจองเวรที่มีแต่นิสัยเดิมของเราจะได้หมดไป เอาความจองเวรความ
อาฆาตทิ้งไวท้ ่นี ่ี คลองสามน่ี อย่าแบกเอากลบั ไปบา้ นของเราอกี เลย ดว้ ยการเจริญเมตตา

ประการที่ 10 เกี่ยวกับเรื่องอาหารของเรา เรามาอยู่อย่างนี้ หลักว่าเราจะรับประทานอาหารวันละ 2
มื้อ ดังนั้นทุกครั้งที่รับประทานอาหารพยายามเคี้ยวให้ละเอียด แล้วพิจารณาไปด้วยจิตละเอียดมาก อาหาร
เคี้ยวละเอียดมาก การย่อยก็ดี เมื่อการย่อยดี ถึงแม้จะรับประทานอาหารเพียงส่วนน้อย ก็ไม่ค่อยหิวอาหาร
เคี้ยวละเอียดมาก กากก็ไม่ค่อยมี energy ที่จะมาบำรุงร่างกายได้พอเต็มที่ ก็ไม่หิว ตอนทานอาหารเคี้ยวให้
ละเอยี ด กำหนดจิตใจอย่าให้ฟุ้งซ่านไปท่อี ่นื อาหารเราถึงแม้รบั ประทานวนั ละ 2 ครั้งก็เหลือ และอีกอยา่ งหมั่น
รบั ประทานน้ำให้มากสักนิดหนึ่ง ลมแรง ๆ อยา่ งน้ี นำ้ ในตวั จะระเหยออกไปมาก นำ้ ในตวั ระเหยไปมาก ระวัง
ท้องไส้จะผูกหมด ทานน้ำให้มากซักหน่อย มากกว่าธรรมดา จะเป็นการปรับอุณภูมิในร่างกายให้เข้ากับ
สงิ่ แวดลอ้ ม

ประการที่ 11 ทำตัวของเราให้เป็นที่เคารพหมู่สัตว์ทั้งปวง อาตมาเคยพูดมาตั้งแต่เริ่มต้นอบรมคือ
มนุษย์เรานี้ดีกว่าสัตว์ตรงที่มีศีล เพราะฉะนั้นเมื่อเราสมาทานธุดงค์ สมาทานศีลแล้ว พยายามรักษาศีลให้ได้
บริสุทธิ์จริง ๆ เชียว อย่าไปพลาดข้อใดข้อหนึ่ง อย่าไปพลาดปาณาติบาต คือฆ่าสัตว์เสีย ถ้าเราจะต้องฆ่าอยู่

เมื่อไร ก็ไปเหมือนกับสัตว์ สัตว์มันต้องฆ่ากันกินอยู่ทุกวัน มนุษย์ดีกว่าสัตว์ตรงที่ไม่ต้องฆ่า ถ้าเราไปผิดศีล
ปาณาติบาต ระดับจิตตัวของเราลดไปเท่ากับสัตว์ทันที เมื่อตัวเราไปเท่ากับสัตว์ สัตว์มันไม่เคารพ ทั้งมด ทั้ง
ปลวก ท้งั ด้วง ยุง ร้นิ ไรตา่ ง ๆ ศีลตา่ ง ๆ ท่ีสมาทานเอาไว้ รักษาให้ดี ไม่เชน่ นนั้ สัตวไ์ มเ่ คารพ

ประการที่ 12 เป็นผู้รู้จักพอดีในโภชนะ อันนี้ขอให้ระวังสักหน่อย คือเช้าเรามารบั ประทานอาหารกัน
อย่ารับประทานให้มากนัก พอเพลถึงมื้อกลางวันอีกแล้ว มื้อกลางวันนี่เรายังไม่ทันหิว เรากินอาหารกลางวัน
ไม่ได้พอกลางคืนก็หิว ไม่ดี เอาเป็นว่าตอนเช้ารับประทานอย่าให้มากนัก เอาพอประทัง ๆ หิว แล้วไปกินหนกั
เอามื้อกลางวัน แต่ถ้ามื้อกลางวันกินมากไป พอมานั่งทำความเพียร นั่งทำสมาธิหลับอีก รู้จักจัดให้ดีเชียว แค่
เชา้ กนิ พอดี พอรองทอ้ ง ไม่ใหห้ ิวแสบหอ้ ง มอ้ื กลางวนั ใหม้ ากข้ึนสักหนอ่ ย แตอ่ ยา่ ให้มากเกินไป จะงว่ ง

ประการที่ 13 เป็นผ้ซู ่ึงประกอบด้วยความเพียร สัง่ ไว้แลว้

ประการที่ 14 ไม่ห่วงที่อยู่ ในระยะที่เรามาปฏิบัติธรรมกันอยู่นี่ ถ้า tractor ทำงาน ลมพัดไปทางทิศ
เหนือ ผู้ที่อยู่ทางทิศเหนือถ้าถูกฝุ่นรบกวนจะย้ายมาปฏิบัติรรรมที่นี่ก็ได้ในตอนกลางวัน หรืออาจไปหาร่มไม้
ทางด้านทิศใตก้ ็ได้ อันน้ไี มเ่ ปน็ ไร อนญุ าต

เนื่องจากธดุ งค์มีคณุ มากดังท่ีกลา่ วมาแลว้ พระพทุ ธองค์จึงได้กลา่ ววา่ ของอย่างใดที่มีคณุ มากก็เหมาะ
สำหรบั คนดีเท่าน้ัน ของดเี หมาะสำหรบั คนดี ไม่เหมาะสำหรบั คนไม่ดี ธุดงคน์ ีค่ ุณมากถา้ เราไมส่ ามารถทำตัวให้
เข้ากับคุณที่มีจากการธุดงค์ จะเป็นภัยแก่ตัวเอง สมมุติว่าถ้าเราเป็นผู้เหยาะเเหยะแต่เบื้องแรกจะติดนิสัยไป
เบื้องหน้า อย่าว่าแต่ชาติหน้าเลย ชาตินี้ก็เหยาะแหยะเสียแล้ว จะทำการเรียนการศึกษาก็เหยาะเหยะ จบไป
แล้วไปทำงานกเ็ หยาะแหยะ อนั นข้ี อใหร้ ะวังไว้

นอกจากนิสัยเหยาะแหยะที่ว่า ศีลต้องระวังสักหน่อย ทางศาสนาว่าอย่าลูบคลำศีล ศีลนี่มีไว้ในเรา
ปฏิบัติ ให้เรารักษา เมือ่ สมาทานศีลไปแล้ว อย่าไปทำทงิ้ ๆ ขว้าง ๆ พอใจจะให้ศีลข้อไหนมนั ผ่านไป ก็ปลอ่ ยให้
มันขาดไป อย่างนี้ละก็ถ้าติดนิสัยเคยเมื่อไร บวชเป็นพระมีศีล 227 ข้อ เรามีศีลแค่ 8 ข้อ ยังลูบ ๆ คลำ ๆ ถ้า
บวชเป็นพระ ศลี 227 ขอ้ คงถือไม่ได้เลย ขนาด 8 ข้อปล่อยให้ขาดไป 227 ข้อไมม่ ีทางถือได้

ต่อไปนีอ้ าตมาจะใหท้ ุกคนไดส้ มาทานธุดงค์ กอ่ นสมาทานธดุ งคใ์ หส้ มาทานศลี 8 ก่อน มีในหนงั สือ ถ้า
ใครยงั ไมไ่ ด้ให้มารับหนงั สือสง่ ต่อไปแลว้ กนั เปิดไปท่หี น้า 22 ศลี ขอ้ ที่ 1 ปาณาติบาต การฆ่าสัตว์ สำหรับเร่ือง
ฆ่าสัตว์อาตมาจะขอย้ำอีกสักนิดหนึ่ง เราไม่ได้ตั้งใจจะไปฆ่า แต่ว่าความที่เรายังไม่คุ้นศีลข้อนี้นัก เวลานอน
พยายามกำหนดสมาธิให้ดี มดมนั ไตย่ ุงมันตอม ดว้ ยความเคยชนิ เอามือสบู อ้าวตายไปเสียแล้ว ศีลข้อที่หน่ึงจะ
ด่างจะพร้อยไป เวลานอนให้ระวังดี ๆ พยายามอยู่ในสมาธิให้มาก เวลาจะนอนเอาจิตจรดหยุดนิ่งทีศ่ ูนย์กลาง
กายจนหลับไป แมเ้ ราจะตน่ื ขนึ้ มาก็มสี ติ มดไต่ไรตอม ไมไ่ ปตบไม่ไปตีมัน ถ้าเราไม่กำหนดสมาธดิ ี ๆ มดมาตอม
เดี๋ยวด้วยความเคยชนิ ฆ่ามันแล้วจะเป็นการฆ่าสตั ว์ตัดชวี ิตไป ศีลขอ้ 1 จะด่างพรอ้ ยไป

ขอ้ ท่ี 2 อทนิ นา ข้อน้จี ะผา่ นไป การลักทรัพย์เราไม่มี

ขอ้ ที่ 3 อยเู่ ปน็ พรหมจรรย์ เราอยู่อย่างน้กี ็ เปน็ พรหมจรรยไ์ ปในตัวแล้ว

ขอ้ ที่ 4 มสุ าวาทา เร่อื งพูดปดไมห่ ่วง แต่ต้องขอรอ้ ง เรอ่ื งการพูดเล่นกด็ ี สาบกสาบานกนั ก็ดี ดา่ ทอกัน
ก็ดี ไม่ด่าทอเพื่อนฝูง แต่ด่าทอฟ้าด่าทอฝนไม่ได้ท้ังน้ัน อันนี้ขอให้พยายามสำรวมให้มากหน่อย แม้แต่เวลาเรา
นั่งสมาธิ บางคนตั้งใจจะนั่งให้ถึง 1 ชั่วโมง ไม่ครบเราไม่ลุก อันนี้ไม่ได้บังคับนะ บางคนอ้วนไปเมื่ออ้วนก็ไม่
สามารถนั่งได้ทนนัก ความธรรมนั่งได้ 30 นาที อย่างน้อยที่สุดให้ยืนไว้ถึง 45 เมื่อตั้งใจจะนั่ง 45 นาที ต้อง
รักษาให้ได้ ไม่ใช่ว่าตั้งใจไว้ 45 นาที เมื่อยขึ้นมาก็ลกุ ขึ้น ไม่ได้นะ นั่งเพียง 20 - 30 นาที ทีนี้ขอร้องอยา่ ทำจะ
เสยี สจั จะที่ใหแ้ กต่ วั เอง และศลี ข้อ 4 จะดา่ งพรอ้ ย ถา้ ใครจัดกำลังดูแล้วสามารถนง่ั ได้ถึง 1 ชั่วโมง ขอให้น่ังถึง
1 ชั่วโมง แต่มียกเว้นเช่นกรณีเป็นต้นว่า มานั่งรวมกันอย่างนี้ เราตั้งใจจะนั่งได้ 1 ชั่วโมง แต่ถ้าพอดีเกิดมีการ
ประชุมกัน จะต้องทำโน่นทำนี่ มีความจำเป็นต้องล้ม ก็ต้องทำเพื่อส่วนรวม แต่ถ้านั่งคนเดียว ตั้งใจจะทำ 45
ตอ้ งทำให้ครบ 45 นาที ตงั้ ใจจะทำ 1 ช่ัวโมง เอาให้ครบ 1 ชวั่ โมงอย่าพ่ึงเลกิ เสยี ก่อนจะแพ้

อาตมาจะเล่าให้ฟังทว่ี ดั ปากน้ำ สมยั 40 ปที ีแ่ ลว้ มีอบุ าสกิ าคนหน่งึ เด๋ียวนี้ยังมีชีวิตอยู่ แต่เด๋ียวน้ีอายุ
ประมาณ 84 - 85 ปีแล้ว ชื่ออุบาสิกาสุข ไปบวชเป็นอุบาสิกาเป็นชีวัดปากน้ำ อธิษฐานขอถือศีล 8 ไปตลอด
ชวี ิต ไมว่ า่ กรณใี ดชาตินีไ้ ม่ขอกินข้าวมื้อเย็น ปรากฏวา่ หลังจากอบุ าสกิ าสุขฝึกสมาธวิ ัดปากน้ำ เปน็ คนที่มีสมาธิ
ดีคนหนึ่งทีเดียว แต่ว่ามา 10 ปีให้หลัง อุบาสิกาสุขป่วยมาก ป่วยจนไม่ไหว หมอให้เลือด ให้น้ำเกลือ ขณะที่
สลบไปแลว้ ฟนื้ ตน่ื มากลางดกึ หมอเห็นวา่ ไม่ไหวแลว้ อยา่ งน้ีตอ้ งให้กนิ ขา้ ว แต่อุบาสกิ าสขุ ได้ตั้งสจั จะเอาไว้ว่า
ชาตินี้จะไม่กินข้าวมื้อเย็น หมอบอกว่าถ้าไม่กินตายนะ อุบาสิกาสุขก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นต้องถามหลวงพ่อ
ก่อน สมัยนั้นหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ ให้เพื่อนอุบาสิกาด้วยกันไปถามหลวงพ่อว่าได้ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะขอกิน
ข้าว 2 มื้อไม่ว่ากรณีใด แต่กรณีอย่างน้ีหมอใหก้ ิน หลวงพ่อจะอนุญาตไหม คนป่วยสลบไปแล้วตอ้ งใหน้ ้ำเกลือ
หลวงพ่อบอกว่า ถ้ายอมแม้ชาตินี้ ต่อไปจะเกิดอีกกี่ชาติ ๆ ก็แพ้ทุกชาติ เพราะฉะนั้นตายก็ให้มันตายไปเถอะ
ปรากฎว่าอุบาสิกาสุขก็ไม่กินจริง ๆ ตื่นขึ้นมาตอนเชา้ พร้อมกับโรคภัยไขเ้ จ็บต่าง ๆ ก็หายไป ก็เป็นเรือ่ งแปลก
อนั หน่งึ หลวงพอ่ วัดปากนำ้ ชมนักชมหนาทเี ดยี ววา่ ขอให้มนั รักษาศีลเท่ากับชวี ิตอย่างน้ีซวิ ะ มันจึงจะเห็นธรรม
ด้วยกนั ทุกคน เดีย๋ วน้ีอุบาสิกาสุขยังมชี วี ิตอยู่ทว่ี ดั ปากนำ้ ขณะน้ี ถึงแม้จะมีอายมุ าก จะยนื จะน่ัง รา่ งกาย ตรง
ไมม่ ีจะหลงั โก่งงอ เพราะเปน็ ผู้มีจติ ใจเข็มแข้ง ตายเป็นตาย ทง้ั ที่มีอายุ 80 กวา่ หนา้ ตามรี าศี หลงั ตรง สง่า ถ้า
เราอยากจะเจอ ก็ไปทีว่ ัดปากน้ำ

ถ้าเราสมาทานศีลละก็ขอให้รักษาให้ดีนะ ขนาดเขาเป็นผู้หญิงและป่วยเขายังรักษาได้ พวกเรานี่ยัง
แข็งแรง ถา้ เราพลาดศีลข้อใดขอ้ หนงึ่ ไป มสุ าวาทาจะพลาดไปด้วยอกี ข้อ พลาดปาณาตบิ าตไป มุสาจะพลาดไป
ดว้ ยถา้ พลาดศลี ข้อใดขอ้ หนง่ึ ไปจะพลาดศลี ข้อที่ 4 ไปด้วย อันนข้ี อใหร้ ะวัง

ศีลข้อที่ 5 สุรา สุรานี้เราไม่กิน แต่บุหรี่ขอให้เลิกเด็ดขาด ตามธรรมดาเราก็เมากันอยู่แล้ว พระพุทธ
องค์บอกว่าพวกมนุษย์เมากันอยู่ 3 อย่าง ถึงไม่กินเหล้าเมายาก็เมากันอยู่แล้ว ที่เมาในความเป็นหนุ่มยัง
แข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วย ประการที่สองเมาในความไม่ป่วยไม่ไข้ คนไม่ป่วยไม่ไข้ยังเป็นหนุ่มแข็งแรงก็ตายถมไป
เมาในความแข็งแรง เมาในความไม่ป่วยไม่ไข้ แล้วก็เมาในชีวิต คิดว่ามนุษย์อายุ 70 - 80 ปี ถึงจะตาย เรายัง
เพิ่ง 20 - 30 ปี เที่ยวไปก่อน มนุษย์ทั่วไปมีความเมาอยู่แล้ว 3 ประการก็อย่าไปเพิ่มความเมาด้วยบุหรี่ด้วย
เหล้าหรอื ดว้ ยอะไรอีกเลย

ข้อที่ 6 วิกาลโภชนา คือไม่กินอาหารมื้อเย็น อันนี้เชื่อว่าพวกเราทำได้ ถ้าใครเป็นโรคกระเพาะไม่ไหว
จริง ๆ ให้มาหาอาตมา มีหยูกมียาพร้อม มีอาหารที่พระพุทธองค์บอกว่าถือเป็นเภสัช เช่นพวก cheese นี่เรา
พอกินประทังได้ ถอื วา่ เปน็ เภสชั สำหรับคนป่วยไข้ไป แตถ่ า้ ไมเ่ ป็นไรจริง ๆ อยา่ มาแกห้ ิวดว้ ยวธิ นี ้ีนะไม่เอานะ

ศลี ข้อที่ 7 ห้ามรอ้ งรำทำเพลง ห้ามดูการเล่น หา้ มไมใ่ ห้เอาดอกไม้มาทดั หูบา้ ง เอาน้ำอบน้ำปรุงมาทา
ตัวบา้ ง อนั น้เี พื่อไม่ให้พวกเรามีความเผลอเรอ จะเดนิ จงกรมก็ดี จะนง่ั สมาธกิ ็ดี ถ้าไดย้ นิ เสียงเพลงลอยไปตาม
ลม อย่างใครเปิดวิทยุตัวอย่างเมื่อคืนนี้ เผลอไปตามใจละก็ศีลขาดนะ บางทีไม่ได้ตั้งใจได้ยิน เสียงเพลงลอย
มาตามลม เผลอไปฟังระวังศีลขาดนะ ใหร้ ะวังไว้

ศีลข้อท่ี 8 ไม่ใหน้ อนในที่สงู อันนเี้ ราไม่เปน็ ไร มีเส่ือปูกันอยูแ่ ลว้

เดี๋ยวอาตมาจะให้พวกเรารู้สักนิดหนึ่ง คือระยะที่เราฝึกธรรมะกันอยู่นี้ ถ้าผู้ใดมีปัญหาว่าศีลที่เรา
สมาทานไปนี่หรอื ธุดงคท์ เ่ี ราสมาทานรับไปแลว้ น่บี รสิ ุทธิ์ดีอยู่ไหม ถา้ เราเผลอไปเดิน ๆ ไป ไปเหยียบมด มดมัน
ตายไป สงสัยศีลข้อหนึ่งจะขาดไปหรือเปล่า หรือเรื่องวินัย มีปัญหาสงสัยเกี่ยวกับเรื่องวินัย เรื่องศีลทั้งหมด
เรื่องธุดงค์ทั้งหมด ให้ไปถามที่ท่าน............ องค์ที่ 3 ไม่ต้องมาถามอาตมา เพราะท่านศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ
ถ้าใครมีปัญหาเรื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น น้ำไม่พอ กลดไม่พอ อาหารไม่พอ อุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งหมด ต้องการ
คนงานไปชว่ ยโน่นชว่ ยนี่ ใหห้ าทา่ นอารยิ ะวงั โส แลว้ ใครมีปญั หาธรรมะใหม้ าหาอาตมา อาตมาจะอยู่ที่นี่

ด้านวินัย เรอ่ื งศลี เรอ่ื งธดุ งค์ต่าง ๆ ให้ถามทา่ น................... ไม่วา่ เวลาใด ท่ีสงสยั

ถ้ามปี ัญหาอปุ กรณ์ที่น่ี มีความจำเปน็ ต้องย้ายกลดมาหาท่านอารยิ ะวังโส

ถ้ามปี ญั หาเรอื่ งธรรมะ วา่ ทำอยา่ งไรจิตจึงจะหยดุ น่งั ทำสมาธิมนั เมอ่ื ยมันขบ

ทีน้ีก่อนอ่นื อาตมา ใครสกั คนอาราธนาศลี ขจร อาราธนาศีล เวลาอาราธนาศีล นั่งคกุ เขา่

ทา่ นจติ ชิ โี ว อาราธนาน่ี อาราธนาคนเดียวกไ็ ด้ สำคญั ตอนรบั ศีล ถ้าใครไมท่ ันก็บอก

อาราธนาศีล 8

มยํ ภนฺเต ติสรเณน สห อฎฐฺ สลี านิ ยาจาม
ทตุ ิยมปฺ ิ มยํ ภนฺเต ตสิ รเณน สห อฎฐฺ สลี านิ ยาจาม
ตตยิ มฺปิ มยํ ภนเฺ ต ตสิ รเณน สห อฎฐฺ สลี านิ ยาจาม

ศีล 8
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺพทุ ฺธสสฺ
นโม ตสสฺ ภควโต อรหโต สมมฺ า สมพฺ ุทฺธสสฺ
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมมฺ า สมพฺ ทุ ธฺ สฺส
พุทธฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ
ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
ทุติยมปฺ ิ พทุ ฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฉฺ ามิ
ทตุ ิยมปฺ ิ สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ ามิ
ตตยิ มฺปิ พุทธฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ
ตตยิ มฺปิ ธมมฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ
ตตยิ มปฺ ิ สงฆฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ

ตสิ รณ คมนํ มุทติ ํ อาม ภนฺเต
ปาณาตปิ าตา เวรมณี สกิ ฺขาปทํ สมาทยิ ามิ
อทินนฺ าทานา เวรมณี สกิ ฺขาปทํ สมาทิยามิ
อพรฺ หฺมจรยิ า เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ

สรุ าเมรยมชชฺ ปมาทฎฺฐานา เวรมณี สิกขฺ าปทํ สมาทิยามิ
วิกาลโภชนา เวรมณี สกิ ฺขาปทํ สมาทยิ ามิ
นจจฺ คตี วาทติ วสิ กู ทสนฺ มาลาคนฺธวเิ ลปน ธารณมนฺฑนวิภูสนฎฐฺ นา เวรมณี สกิ ฺขาปทํ สมาทยิ ามิ
อุจจฺ าสยน มหาสยนา เวรมณี สิกขฺ าปทํ สมาทิยามิ

ต่อไปสมาทานธุดงค์ สมาทานธุดงค์
นโม..

---------------------------------------------------

บอกว่าอยู่กลางแจ้งเป็นวัตร คำว่าอยู่กลางแจ้งเป็นวัตรหมายถึงชั่วอรุณ ตอนเช้านี่ชั่วเวลาที่เปลี่ยน
จากกลางคืนมาเช้า ช่วงที่เราเห็นใบไม้สีอ่อน ช่วงนี้คือช่วงอรุณ เราต้องรักษาธุดงค์ข้อนี้ อย่าเข้าไปในที่มุงบัง
อย่าเข้าไปในบ้านนี่ ถา้ เขา้ มาในที่มงุ บงั ธุดงค์ขอ้ น้ีจะขาด ย่อมอยใู่ นทแ่ี จง้ จริง ๆ ไมอ่ ยูใ่ นทเี่ งาไม้ แตท่ ่านให้ทำ
กุฏิจีวรคือกลดอยู่ได้ แต่กลางในเงาไม้หรือภูเขาได้ ถ้าเงากลางในเงาไม้ก็ถือเป็นข้อที่ 9 คืออาศัยเงาไม้ ต้นไม้
ของเรายังไมค่ ่อยใหร้ ่มไม้เทา่ ไร ให้ถอื เป็นอยู่กลางแจง้ ขอ้ ท่ี 10

อย่างเพลานีย่ ่อมเข้ามาอยใู่ นที่มงุ บงั เช่นกระทอ่ มนาที่ร้าง แตว่ ่าที่เราถอื นคี่ วรจะไม่ถึงอย่างเพลาควร
ถืออย่างกลาง เข้าไปอยู่ในข้อ 1 เลยก็ได้ ถืออย่างเคร่งครัดเลย แต่ไม่ควรให้ถึงอย่างเพลา ควรให้อย่างน้อย
ทสี่ ดุ เข้ามาอยู่ในร่มไม้ไดใ้ นชว่ งอรุณ ถ้าจะให้ดลี ะกช็ ว่ งอรณุ เราอยู่ในท่ีแจง้ ดีกว่า เวลาอน่ื เช่นเวลาเที่ยงแดดจัด
เราเข้ามาอย่ใู นเงารม่ ไม้ใด้ไม่เป็นไร เฉพาะชว่ งอรณุ ช่วงท่ีเราเริม่ เหน็ ลายน้ิวมอื ชิดเหน็ สีใบไม้อ่อน คือสามารถ
แยกออกว่ามนั แกห่ รืออ่อน เหน็ ใบไมย้ อดไม้ เห็นสีมันตัดกัน ผู้กางกลดอยู่ใตต้ น้ ไม้ เราไมจ่ ำเป็นต้องรับอรุณใน
กลด

- ระยะอรุณจะมาอยใู่ นทที่ ไ่ี ดไ้ หม?

- ไม่ได้

- พวกเราพอตีสามส่สี ิบหา้ ใหม้ าอย่ทู น่ี ร่ี วมกัน แต่พอช่วงอรณุ ตหี ้าคร่งึ น่ีต้องกลบั ไปท่กี ลดของเราแล้ว
จะมาอย่ทู ีน่ ไี่ มไ่ ด้ จะต้องไปรับอรุณท่ีกลดของเรา

- แตอ่ นั นี้ก็มีขอ้ ยกเวน้ บางข้อ เชน่ สมมตุ วิ ่าทา่ นอาจารย์กำลังเทศน์อยู่ ยังเทศนไ์ มจ่ บ แต่อรณุ เสยี ก่อน
ก็ถือว่าไม่ขาด ถ้าเราร่วมจะเอาบุญไปข้างนอกที่มุงบังก็ดี ถ้ายังมีหลังคาเรียกที่มุง ถ้ามีที่ล้อมที่บังเองไม่เห็น
อยา่ งอยู่ในหอ้ งเรียกท่บี งั เขา้ ไหมในบ้านเป็นท่มี ุงและท่ีบงั

-อย่างกรณีกำลังจะอรุณพอดี ท่านบอกว่าเราไม่เข้าไปอยู่ในร่มได้ คือไม่อยู่ในที่มุงละ สมมุติอยู่ใน
หอ้ งนอน จะถอื เป็นทบี่ ัง คอื อรณุ นีจ่ ะไปอยใู่ นท่ีเช่นนนั้ ได้ไหม อยา่ งในห้องน้ำนห่ี รือไมค่ วร?

- ก็ไมค่ วรช่วงที่จะอรุณน่ี ถา้ จะทำกจิ กจ็ ะต้องทำเสยี กอ่ นหรอื หลังจากน้ัน

- ถา้ อยา่ งน้ัน ใครท่ีจะปวดทอ้ งหรือจะเข้าห้องน้ำ ก็ควรจะกอ่ นอรณุ หรอื หลังอรุณ ตอนอรุณน้ันให้อยู่
ท่กี ลด

- เข้าไปในกลดไดไ้ หม?

- คือว่าธรรมดา กลดนี่หลังจากเราตื่นแล้วควรจะรวบไว้ ก็ไม่ถือว่าเป็นท่ีมุงที่บัง รวบมุ้งแล้วอาศัยน่ัง
ได้

- เพราะฉะนั้นพวกเราตื่นขึ้นมาแล้วละก็รวบมุ้งซะ ลมจะพัดไปพัดมา รวบไว้เสียเลย พอรวบแล้วเรา
นั่งในโคนไม้นั้นก็ถือว่าไม่เป็นที่บัง ถ้าไม่รวบแล้วเรานั่งอยู่ในนั้นคือเป็นที่บัง ผิด พูดที่จริงแล้วความมุ่งหมาย
ของการรบั อรุณคือ

1. เพือ่ ใหไ้ ดร้ บั อากาศอนั ปลอดโปร่ง

2. ได้ดนู กดกู าทำมาหากิน

3. ไดพ้ ิจารณาอนจิ จสัญญา

4. คอยจ้องดูพระอาทิตย์ขณะขึ้น ลักษณะดวงอาทิตย์ขณะขึ้นนั้นใกล้เคียงเหลือเกินกับจิตของเรา
ขณะจะเร่ิมเป็นสมาธิ จะเร่มิ เหน็ อย่างนน้ั ใหจ้ ำลักษณะอยา่ งนนั้ ไว้ตดิ ตาติดใจทเี ดยี ว

- เมอ่ื ไรจะพน้ อรุณ ?

- ชว่ งทก่ี ำลงั จะเปลย่ี นจากมืดมาสว่าง เป็นช่วงอรุณชว่ งทีเ่ หน็ สใี บไม้ชัดแลว้ ถือว่าพ้นแล้วช่วงท่ียังมืด
อยยู่ งั ไม่เหน็ สใี บไม้กย็ งั ไม่ใช่ชว่ งอรุณ ชว่ งทเ่ี หน็ สีใบไมอ้ อ่ น ช่วงการเปลีย่ นแปลงนี้เปน็ ช่วงอรุณ

ถ้าเรามีธุระจำเป็นในที่มุงบัง ถ้าเห็นใบไม้ชัดแล้ว เห็นเส้นลายมือตัวเองชัดแล้วก็ไม่ต้องอาศัยในที่มุง
บัง

- มีอริ ิยาบถใดต้องห้ามบ้าง ?

- ไมม่ ี จะนง่ั จะนอน จะยนื ไดท้ งั้ นน้ั ชว่ งอรุณนี่

- ตอ้ งขอแถมท้ายสักนิดหน่ึง เม่ือคนื พดู แล้ว แตบ่ าคนพึง่ มานะ คือระยะอรณุ นี่ให้พยายามหันหน้าไป
ทางทิศตะวันออก พยายามจำลักษณะอรุณจนถึงพระอาทิตย์ขึ้นนี่ เพราะลักษณะอย่างนั้นใกล้เคียงเหลือเกิน
กับเวลาทเ่ี ราทำสมาธแิ ลว้ จิตเราหยดุ เวลาเราทำสมาธิแล้วจติ เราหยุดน่ี มันจะเรมิ่ สว่างเหมือนร่งุ อรุณ ลกั ษณะ

น้ีจำไว้ใหด้ ี หมัน่ สงั เกตให้ติดตาตดิ ใจ ขณะทำสมาธไิ ดเ้ รว็ มาก ใหห้ มั่นสังเกตด้วย ต้งั แตพ่ ระอาทติ ยน์ ้ันพ้นขอบ
ฟา้ เป็นดวงนีเ้ ปน็ อย่างไร สแี ดงเป็นสสี ้มเรมิ่ อย่างไร ใหส้ งั เกตใหด้ ี เพราะจติ หยดุ คร้งั แรกจะเปน็ อยา่ งนัน้

ถ้าหยุดเต็มที่เห็นเป็นดวงนิมิต ชัด ถ้าหยุดไม่เต็มที่จะเห็นเป็นดวงรำไร เหมือนพระอาทิตย์ขึ้นบน
ท้องฟ้าใหม่ ๆ ระยะนั้นที่จิตของเรานิมิตที่เห็นจะอยู่ข้างหน้า พยายามน้อมเข้าสู่ศูนย์กลางกายจะเห็นชัด
พยายามสังเกตตอนรุ่งอรุณให้ดีเชียวอย่าเผลอไปไหนเสีย ถ้างว่ งนอนละก็ นำ้ ในคูตกั ขึ้นมาล้างหน้าล้างตาให้ดี
ทีเดียว ไม่เฉพาะรุ่งอรุณเท่านั้น แม้แต่เวลาพระอาทิพย์จะตกตอนเย็นหันไปดูทางทิศตะวันตก พยายามน้อม
เอาจติ เข้ามาอยู่ที่ศนู ย์กลางกาย พยายามสงั เกตพระอาทิตย์เวลาจะตกว่าเป็นอย่างไร เพราะต่อไปเบ้อื งหน้าจะ
มผี ลตอ่ การทำสมาธิมากทเี ดียวให้สังเกตใหด้ ที ัง้ ขน้ึ ทั้งตก

- ใครมีปัญหาเกี่ยวกับศีลทั้ง 8 ข้อ ข้อไหนหรือเปล่า ขอแถมหน่อยนะพวกผมยาวนี่เวลาถือศีล 8 น้ี
หา้ มใสน่ ำ้ มนั ผม เพราะน้ำมนั จะมนี ้ำหอมอยู่ดว้ ยจะเขา้ กับศลี ข้อ ๆ ท่ีว่าหา้ มประดบั ดอกไม้ตามรา่ งกายและใช้
น้ำหอม

- แลว้ สบู่ที่มกี ล่นิ หอมเลา่ ครบั ?

- อันนั้นเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ ถือว่าเราไม่ผิดศีลข้อนี้ มีองค์สามหนึ่งของหอมแล้วพยายามใช้ประดับร่างกาย
เคร่อื งสวยงาม

ทา่ นทตั ตะทโี ว - หมายความวา่ ศีลขอ้ ๆ น้ีจะขาด เมือ่ ขาดครบสามประการด้วยกนั คือ

หนึง่ เปน็ ของหอม

สองรวู้ า่ เปน็ ของหอม

สามประดบั รา่ งกาย

กรณีที่เราใช้สบู่เป็นของหอมก็จรงิ อยู่ แต่ไม่มีใครเอามาใช้ตบแต่งประดับร่างกาย ไม่ครบองค์สามเรา
ไมผ่ ิด เข้าใจไหม ใครมีอะไรถามอกี ไหม

- ถา้ ศลี ขาดแล้วทำอย่างไรครบั เชน่ เผลอไปทำเขา้
- ถ้าศีลขาดจริง ๆ การสมาทานนี้ เป็นการสมาทานรวม ถ้าขาดข้อหนึ่ง ถือเป็นการขาดหมดต้องขอ

ตอ่ ศลี ใหม่ คือว่าเราสมาทานรวมกนั หมด ไมใ่ ชแ่ ต่ละข้อ
- คืออยา่ งนก้ี ารสมาทานศีลมี 2 ชนิด อย่างท่ีหนงึ่ สมาทานเปน็ ขอ้ ๆ ไปถา้ ขาดอันหนึง่ อันใดกส็ มาทาน

เป็นข้อ ๆ ไปขาดเฉพาะข้อนั้น ๆ เช่นบุคลรับศีล 5 จะได้ยินเขาอารธนาศีลว่า “มยํ ภนฺเต วิสุง วิสุง รกฺขณฺตฺ
ถาย ติสรเณน สห ปญฺจ สีลานิยาจาม” คำว่า วิสุง วิสุง นี่เป็นการบอกขอพระว่าศีลที่เขารับนี้เขาจะรับแต่ละ
ข้อ ๆ ถ้าทำผิดไปข้อใดข้อหนึ่งก็เสียเฉพาะข้อนั้น ๆ ข้ออื่นไม่เสีย ถ้าตบยุงไปตัวก็เสียเฉพาะข้อหน่ึง
ปาณาตบิ าต ขอ้ อืน่ ไม่เสยี ถา้ เราขอเฉพาะขอ้ แลว้ รกั ษาได้ ถือว่าผลบุญอานสิ งส์นอ้ ย

อกี วิธหี นงึ่ ขอศีลไม่มคี ำว่า วิสงุ เรียกวา่ ขอศีลรวม ถา้ ขาดข้อใดขอ้ หนึ่งใน 5 ข้อ ถือว่าขาดหมดเลย ถ้า
รักษาได้มีอานิสงส์มา ถ้ารักษาไม่ได้ไปเสียข้อใดข้อหนึ่งมีโทษมาก สำหรับอีกวิธีหนึ่งไปเสียข้อใดข้อหนึ่ง ก็มี
ความผดิ น้อยหนอ่ ย ถา้ รักษาไดต้ ลอดกม็ อี านสิ งส์ไม่เตม็ ทีน่ ัก

ในกรณีอย่างนเ้ี ราต้ังใจสมาทานศลี 8 แลว้ ขาดข้อใดขอ้ หน่ึงแลว้ ขาดหมดระวงั ใหด้ ี อย่าใหข้ าดนะ

- สมมุตวิ า่ ถ้าเราถูกยงุ กดั แล้วรอ้ งในใจผดิ ไหม?
ถ้าร้องในใจยังไม่ผิด แต่ใช้คำว่าด่างพร้อย มันไม่ขาดแค่มันด่าง อย่างผ้ามันไม่ขาด แต่มันเปื้อนก็ซัก

ไมไ่ ด้ทา่ เสยี แล้ว อยา่ งอื่นมอี ะไรอกี ไหม
- มกี ารรบั ศีลกนั ทุกคนื หรือเปลา่ ครับ ?

มนั ควรจะเป็นอย่างวา่ ตลอดเวลาทมี่ าอยู่ท่ีนี่แล้วไมข่ าดไปเลยสักข้อหนึ่ง ควรจะเปน็ อยา่ งน้ันมากกว่า
เรากห็ นึง่ แลว้ ตั้งใจจะมาจริง ๆ เร่ืองอะไรจะใหม้ ันขาด การทเ่ี รามาฝกึ สมาธิ ต้องการฝึกเปน็ ผู้มีสติ การท่ีเราจะ
ขาด ก็เปน็ ผู้ทีข่ าดสติ เปน็ ผ้มู ีสติทำให้สติขาดไปนม่ี นั ไม่ถูก
- วกิ าลโภชนา คือต้ังแตต่ อนไหน สิน้ สดุ ตอนไหน ?

สิ้นสุดลงตอนรุ่งอรุณ คือตั้งแต่เที่ยง เที่ยงแล้วไปจนถึงรุ่งอรุณ ก่อนรุ่งอรุณถือเป็นวิกาลโภชนา
ประมาณสัก 5 โมงเยน็ จะมพี วกน้ำผลไม้ มพี วกกลูโคส มาเสริมกำลังใหพ้ วกเรา

- เริ่มบังคับเมือ่ ไร ?

กเ็ รารบั ศีลเม่อื ไร

- มิใชค่ รับ เริ่มหา้ มทานอาหาร

ตั้งแต่เที่ยงแล้วจนถึงรุ่งอรุณ หลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้วขอให้ทุกคนชำระฟันให้สะอาด
นะ เพราะเศษอาหารที่เกิดตามซอกฟันนี้ ถ้ากลืนเข้าไปถือเป็นวิกาลโภชนา คือว่าอันนี้อยู่ในวินัยของพระ
หลงั จากรบั ประทานอาหารกลางวันแล้วตอ้ งชำระฟัน

เรื่องนี้เคยมีอยู่เรื่องหนึ่ง คือพระพอฉันเพลแล้ว หมดเวลาแล้ว เอาผลไม้มาอมไว้แก้มตุ่ยเลย แล้วให้
คอ่ ย ๆ ซมึ ละลายไป พระพุธองค์จึงแก้ไขใหม่ พวกน้เี หมือนพวกลิง เวลาลงิ มนั กนิ อะไรแล้วแกว้ มันต่ยุ เลย นใี่ น
สมัยพุทธกาลก็ยังมีคนเช่นนี้ เกิดขึ้นมาแล้ว พระพุทธองค์จึงทรงห้ามไว้ และหลังรับประทาอาหารแล้วให้ไป
แปรงพัน

อันนี้ในสิกขาบทของพระภิกษุนั้น ในข้อวิกาลโภชนา แม้เศษอาหารที่ติดอยู่ตามฟันล่างจากเที่ยงไป
แล้วถ้ากลืนเข้าไปก็อาบัตคิ ือศีลขาด เพราะฉะนั้นพวกเธอทุกคนหลังจากรับประทานอาหารไปแล้วใหไ้ ปแปรง
ฟนั ใหเ้ รียบรอ้ ย ไมถ่ งึ เทยี่ งตรงพอดีนะ เที่ยงเลยมาได้ 15 นาที ควรทำใหเ้ รยี บรอ้ ยกอ่ น

ถา้ ไม่มีปัญหาเรอ่ื งศีลเรอ่ื งธุดงค์ เดี๋ยวเราทำสมาธกิ นั นะ

นง่ั ทำสมาธิ

นั่งสมาธิเท้าขวาทับเท้าซ้าย ถ้านั่งไปเมื่อยจริง ๆ จะเปลี่ยนท่าพยายามอย่ากลับมาเป็นพับเพียบ ถ้า
นั่งคนเดยี วไมเ่ ปน็ ไร ไมเ่ ปน็ การรบกวนผู้อืน่ แตถ่ า้ นงั่ กันหมมู่ าก ถ้าเรากลบั ตัวนง่ั พบั เพยี บเสียงจะรบกวนผู้อ่ืน
เอาเป็นว่าขออภัยนะ ยกเท้าเบา ๆ เสียงไม่ให้รบกวนใคร ถ้าไม่ไหวขยับสักนิด แต่อย่างไรก็ตามท่านี้เป็นท่าที่
นงั่ ได้นาน เพราะฐานมันกว้าง ตามหลักฟิสิกส์ พยายามฝึกไว้ใหไ้ ด้

ประการที่สองที่จะต้องทำต่อไปคือ มือขวาทับมือซ้าย ให้หัวนิ้วมือขวาจดหัวนิ้วมือของมือซ้าย ทำไม
ต้องจดอย่างนี้ ถา้ เราวางไวเ้ ฉย ๆ ละก็ ถ้ามนั งว่ งกห็ ลับไปเลย แตว่ ่าถา้ เราง่วงเกนิ ไปปลายนิ้วชนกันจะมีสติได้
ทันทวี า่ ออ้ เราพุ่งจิตเบาไปเสียแลว้ ใหพ้ ่งุ จิตแรงขน้ึ อีกนิดหนึง่ จะเป็นการเตอื นตวั ไดอ้ ยา่ งดี

เท้าขวาทับเท้าข้าย มือขวาทับมือซ้าย หัวนิ้วชี้ขวาจดหวั นิ้วมือซ้าย หลังของเราให้ตั้งตรงแต่ไม่ถึงกับ
อกแอ่น เอาเป็นวา่ หน้าตดั ของกระดูกสันหลงั แตล่ ะขอ้ มันตง้ั อยู่ไดพ้ อดี ๆ ไม่ถึงกับอกเแอน่ ไม่ตอ้ งกับ เอาเป็น
วา่ นั่งสบาย ๆ แลว้ กอ็ ยา่ ไปก้มคอ

เสร็จแล้วเราก็หลับตาเบา ๆเหมือนกับว่าเราจะล้มตัวลงนอนหลับอย่างนั้น หลับตาเบา ๆ หลับตานงิ่
เหมือนกับจะนอนหลับ พอเราหลับตานิ่ง เราทำความรู้สึกของเราก่อนว่าตวั เราเบานิ่งเหมอื นอากาศที่พัดผ่าน
ทำกายให้เบาให้กายกบั ใจของเรานี่เบา ใหว้ ่างโปรง่ โลง่ ใส กายโปรง่ เหมอื นอย่างกับลมแทบจะพัดผ่านไปได้อย่า
ไปเกร็งตัว อย่าไปเกร็งแขน อย่าไปเกร็งขา อย่าไปบีบหัวคิ้ว อย่าไปบีบหัวตาไม่เอา ไม่มีความจำเป็น การทำ
สมาธเิ ปน็ การทำจติ ให้หยุด ถ้าเราไปบีบตรงไหนซะอยา่ งหนงึ่ ถา้ เราไปเกร็งตรงไหนจติ ไม่หยดุ แล้ว

หลับตานิ่ง เบื้องต้นเราเอาจิตของเราไปจดนิ่ง ๆ ที่ตรงหัวตาของเราผู้ชายหัวตาขวา ผู้หญิงหัวตาซ้าย
เราเอาจิตของเราไปจดที่หัวตาตรงน้ำตาไหล ทำความรู้สึกว่าตรงหัวตาเล็กเท่าปลายเข็มเล็กเพียงนิดเดียว จด
จิตนิ่งตรงหัวตาขวา มองนิ่งๆไว้อย่างนั้น ทำความรู้สึกวา่ ง ๆ โล่ง ๆ ใส ๆ ตัวเราเบา กายเราเบา นิ่ง แล้วเราก็
ประคองใจด้วยการภาวนาเบา ๆ เราว่าในใจของเรา เป็นพุทธานุสติ สติระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยการภาวนา
สมฺมา อรหํ

สมมฺ า แปลว่า ดีแล้ว ชอบแลว้ ถกู ต้องแล้ว

อรหํ แปลว่า ไปแลว้ พน้ แล้ว ทำดแี ลว้ ถกู ต้องแลว้ เพอ่ื พน้ กเิ ลส

แล้วกบ็ รกิ รรมไป กลางของกลาง ๆๆ ทำใจน่งิ ทศ่ี ูนย์กลางกาย

การเป็นพระพุทธเจ้า สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าหมดกิเลส เป็นพระอรหันต์ก็ดี เป็นสัมมาสัมพุทธเจา้ ก็ดี
ถ้าเป็นอรหันต์เรียกเป็นอนุพุทธเจ้า คือรู้ตามพระพุทธเจ้า แต่จะเป็นพระพุทธเจ้าหรืออนุพุทธเจ้านี้ต้องทำจิต
ให้หยดุ เสยี กอ่ น แลว้ ก็เอาจิตเขา้ มาหยดุ ในหยดุ ๆ ทศ่ี นู ยก์ ลางกายนัน้ แหละ จ้เี ขา้ กลางของกลาง ๆๆ น่งิ

พอจิตตกนงิ่ ได้ถูกส่วน หยดุ ไดถ้ กู ส่วนท่ศี ูนยก์ ลางกายเท่าน้ันแหละ ท่ีเห็นเป็นสแี ดงสีเหลอื งสเี ขยี วเป็น
หมอกเป็นละออง หายไปหมด หายไปทีเดียว เห็นเป็นดวงใสลอยขึ้นมาที่ศูนย์กลางกาย เห็นเป็นดวงใสลอย
ขึ้นมาที่ศูนย์กลางกาย อย่างเล็กก็เท่าดวงดาวในท้องฟ้า อย่างใหญ่ก็ประมาณดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ที่ลอย
ขึ้นมานี่จากศูนย์กลางกาย คือพระธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์ เนื่องจากพระธรรมนี่มีลักษณะเป็นทรงกลมเราจึง
เรียกอีกอย่างว่าดวงธรรม พอจิตหยุดถูกส่วนจะเห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ลอยขึ้นมา ใสสว่าง เราก็
เอาจิตจี้เข้ากลางของกลาง ๆๆๆ หนักเข้าไปทีเดียว จี้เข้ากลางของกลาง ๆๆ นิ่ง พอถูกส่วน ถึงกายฝันเข้าเหน็
ทีเดียวกายมนุษย์ละเอียดกายที่เราฝันไปฝันมา นั่งขัดสมาธิที่ศูนย์กลางกาย เราก็น้อมจิตให้กายฝันหรือกาย
มนุษย์ละเอียดนั่งนิ่งหันหน้าไปทางเดียวกับเราทำสมาธิพร้อมไปกับเรา เจ้ากายมนุษย์ละเอียดอันนี้มันเกิดมัน
ตายได้ ศลี ทม่ี นั ถอื ไว้ยงั ไม่แน่น หิรโิ อตตัปปะมีมากกว่ากายเนื้อมนุษย์นิดหนง่ึ แตย่ งั ไม่มากพอ ยงั มีกิเลสมากนัก

เพราะฉะนั้นเจ้ากายมนุษย์ละเอียดหรือกายฝันของเรานี่เวลาเราฝันมันไปไหนว่องไวนัก แต่ยังเหาะเหิน
เดินอากาศไมไ่ ดย้ งั มกี เิ ลสเยอะ

เราก็เอาจิตจดหยุดนิ่งจี้เข้ากลางของกลาง ๆๆๆ จิตของกายมนุษย์ละเอียดนั้นจี้เข้ากลางของกลาง ๆ
ท่ีศูนย์กลางกายมนุษย์ละเอียด พอถูกส่วนเข้าเท่านั้น เข้าสู่ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดทีเดียว จ้ี
เข้ากลางของกลาง ๆๆ ของดวงธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์ละเอียด พอถูกส่วนเข้าเท่านั้น มีกายใหม่เกิดขึ้นกาย
หนง่ึ เรียกว่ากายทิพย์ หรอื กายเทวดา กายน้ที ล่ี อ่ งหนหายตวั ได้ นกึ จะไปสรรคไ์ ปได้ อาศยั กายนไ้ี ปไดส้ วรรค์ 6
ชั้น เที่ยวไปให้ได้ตลอดเชียว เหาะเหินเดินอากาศได้ กายนี้มีศีลนัก ถือศีล 5 เคร่งทีเดียว มีศรัทธาเคร่ง
หิริโอตตัปปะมีพร้อม จิตก้าวขึ้นระดับไป เข้าสู่ความเป็นทิพย์แล้ว จี้เข้ากลางของกลาง ๆๆ ของกายทิพย์ จี้
เข้ากลางของกลาง ๆๆ ของกายทิพย์ พอถูกส่วนเข้าเท่านั้นเห็นพระธรรม เห็นพระธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์
เป็นดวงใสใสเป็นแก้วทีเดียว เอาจิตของกายทิพย์จี้เข้ากลางพอถูกส่วนเท่านั้น จะกลายเป็นกายทิพย์ละเอียด
เข้าไปเดินเข้าไปมุ่งหน้าไปไม่ยอมถอยเลย เข้ากลางของกลาง ๆๆ กายทิพย์ละเอียด ถูกส่วนเข้าเท่านั้น เห็น
ดวงธรรมทท่ี ำให้เปน็ กายทิพยล์ ะเอียด เขา้ ไปกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพยล์ ะเอียดพอถูกส่วนเข้าเท่าน้ัน
เหน็ กายใหม่เกิดขึน้ ใสขน้ึ ไป เรียกกายพรหม

กายพรหมนี่เหมือนกายทิพย์ แต่ว่าโปร่งกว่า เบากว่า ใสกว่า ถ้ากายคนเป็นชาย กายทิพย์ก็เป็นชาย
กายพรหมกเ็ ป็นชาย แต่ถา้ ผู้นนั้ เปน็ หญิง ทำสมาธิจเี้ ขา้ กลางของกลาง ๆๆๆ พอถงึ กายมนุษยล์ ะเอียดเป็นหญิง
กายทิพยเ์ ป็นหญงิ แตพ่ อถึงกายพรหมเทา่ นั้นไมไ่ ด้เป็นหญิงซะแลว้ แต่เปน็ ชายไป 90 % คอื คอ่ นข้างคลา้ ยชาย
เป็นชายไปเสียแลว้ ไม่ได้เป็นหญงิ แล้ว กายนเ้ี รยี กวา่ กายพรหม เพราะกามราคะเริ่มหลดุ ไปแลว้ เร่ืองกามนั้นไม่
ยินดี ไม่พอใจในกามคุณ เริ่มจะเป็นชายแล้ว เราต้องรู้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นทางพุทธศาสนาจึงใช้คำว่า
พรหมจรรยน์ น่ี ะ่ มีอาการในบุคคล อาการในบุคคลคอื ไมเ่ ก่ียวข้องในกามคุณเป็นพรหมจรรย์

ก็น้อมเอาจิตของกายพรหมน้อมเข้ากลางของกลาง ๆๆ ของกายพรหมพอถูกส่วนเข้าเท่านั้นเห็นดวง
ธรรมที่ทำใหเ้ ปน็ กายพรหมลอยสงู ล่วิ ขึน้ มา

พระพุทธองค์มาถึงกายนี้เมื่ออายุ 7 ขวบเท่านั้น นั่งทำสมาธิที่โคนต้นหว้านั่งทำสมาธิมาถึงขั้นนี้เมื่อ
อายุ 7 ขวบ สามารถท่องไปไดต้ ลอดพรหมโลก

เข้ากลางของกลาง ๆๆๆๆ พอถูกส่วนเห็นดวงธรรมที่ทำให้เปน็ กายพรหมจ้ีเข้ากลางของกลาง ๆๆ เดิน
ฌาณรุดหนา้ เขา้ ไปตามทางสายกลางสายน้ที ีเดียวเข้ากลางของกลาง ๆๆ ของดวงธรรม พอถูกส่วนเข้าเห็นดวง
ธรรมที่ทำให้เป็นกายพรหมละเอยี ด กายพรหมละเอียดก็เหมือนกายพรหมหยาบแตโ่ ปรง่ กว่า เบากว่าบางกว่า
ใสกว่า ใสใสใส ๆ ใสหนักเขา้ ไป กน็ ้อมเอาจิตของกายพรหมละเอียดจเี้ ขา้ ไปท่ีศูนย์กลางกาย จ้เี ข้าไปกลางของ
กลาง ๆๆ พอถูกส่วนเขา้ เหน็ ดวงธรรมท่ีทำใหเ้ ป็นกายพรหมละเอยี ด

เข้ากลางของกลาง ๆๆๆ พอถูกส่วนเข้า จี้เข้าไปกลางดวงธรรมทีท่ ำให้เป็นกายพรหมละเอียดถูกส่วน
เข้า เกิดกายใหม่ขึ้นมาอีกแล้ว เรียกกายอรูปพรหม กายอรูปพรหมเหมือนกายพรหมละเอียดทุกประการ แต่
โปร่งกว่า บางกว่า ใสกว่า ใสในใส ใสเกินใส ใสหนักเข้าไป กายอรูปพรหมนี่สามารถพาผู้ปฏิบัติไปได้ตลอด
อรูปภพมเี ท่าใด ไปได้ตลอดทเี ดียว พทุ ธองคม์ าถึงกายนตี้ อนเรียนอยู่ยังไม่บรรลุพระสมั มาสัมพุทธเจ้าต้ังแต่ยัง
เรียนอยกู่ บั อาฬารดาบสอยูน่ ้นั มาถงึ กายน้ีแล้ว อาฬารดาบสคิดวา่ สดุ แคน่ ี้แล้ว คดิ ว่านแ่ี หละนพิ พานและ กเ็ ลย
หลงใหลพอใจเอาแค่นี้พอแล้ว แต่ท่านสิทธัตถะนั่นปัญญาท่านยิ่งนักมีมากนัก รู้ทีเดียวนี่ยังไม่ใช่นิพพาน ก็
เดินทางคน้ ควา้ ต่อไป

เจออุทกดาบส อุทกดาบสสอนอีก จี้เข้าไปหนักเข้ากลางของกลาง ๆๆๆ ถึงกายอรูปพรหมละเอียด
อุทกดาบสบอกว่าหมดแล้ว ความรู้มีแค่นี้แล้ว นี่แหละคือนิพพานของอรูปพรหมละเอียด พระสิทธัตถะยังไม่
พอใจ ยงั ต้องมดี กี ว่านี้ ลาอาจารยไ์ ปทเี ดยี ว ไปถึงวันเพญ็ กลางเดอื นหก พอถึงวนั เพ็ญกลางเดอื นหกพระสิทธัต
ถะนง่ั ทำสมาธจิ ีเ้ ข้ากลางของกลาง ๆๆ จากกายทิพยส์ ู่กายพรหม เข้ากายอรูปพรหม ถกู ส่วนเข้าเหน็ สัมมาทิฏฐิ
พอถูกส่วนเข้าเห็นเห็นทางเห็นมรรค 8 ถูกส่วนเข้ากายธรรมเกิดขึ้นทีเดียว อันนี้ธรรมกายเกิดขึ้นแล้ว พระ
สิทธตั ถะมาถึงธรรมกายจึงไดเ้ ปน็ พระพุทธเจ้า ทา่ นอาศยั ธรรมกายพิจารณาธรรมะ ใหก้ ิเลสหลดุ ไปกิเลสหยาบ
ๆ จนถึงจะเอียดลอดออกไปให้ถกู สว่ นเขา้ เชยี ว ลอดหมด ถูกสว่ นเขา้ เป็นดวงธรรมทที่ ำให้เป็นธรรมกาย พอถูก
ส่วนเขา้ เห็นดวงธรรมท่ที ำใหเ้ ปน็ การพระอรหัตเข้านพิ พานไป

ธรรมกายนน้ั สำคัญอยา่ งน้ี เรากจ็ ี้เข้ากลางของกลาง ๆๆ ดบั หยาบไปหาละเอียด ใสในใส ๆๆใสเข้าไป
ทีเดียว

จี้เข้ากลางทีเดียว กลางของกลาง ๆๆ ทิศต่าง ๆ ไปมามากแล้วไม่เกิดประโยชน์ ทิศเหนืออย่างมากก็
เชียงใหม่เชียงราย ทิศใต้ก็ยะลา นราธิวาส สิงค์โปร์ ปีนัง ไปหมดไม่เกิดประโยชน์ ไปทางตะวันออกอย่างมาก
ไปอุบล อุดร ขอนแก่น ข้ามไปเวียงจันทร์ ไม่เกิดประโยชน์ เสียเงินเสียทอง ไปทิศตะวันตกไปตาก ไป
กาญจนบรุ ีโผล่พม่านน่ั ไมเ่ กิดประโยชน์ ไปทศิ ไหน ๆ กไ็ ม่เกดิ ประโยชน์ไปทิศเบื้องกลางทิศไหน ๆ ก็สู้ทิศเบ้ือง
กลางไมไ่ ด้ กลางของกลาง ๆๆๆ นีธ่ รรมะตอ้ งไปอยา่ งนี้ เขากลางของกลาง ๆๆ และเขา้ กลางของกลางหนักเข้า
ไปอีกทำจิตให้หยุด จะเข้าทางสายกลางจิตต้องหยุด ทำจิตให้หยุดหนักเข้าเขา้ มาหยุดในหยุด ๆๆๆ นิ่งหยุดใน
หยุด เข้ากลางของกลางบ้าง ถ้าไม่หยุดเข้ากลางไม่ได้ จี้นิ่งเข้ากลางของกลาง ๆๆ ดับหยาบไปหาละเอียด ใส
ละเอยี ด ๆๆๆ ใสหนักเข้าไป

พระพุทธเจ้าของเรา พระสมณโคดม ท่านตรสั ผู้เปน็ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทา่ นสอดส่ายฌาณของ
ทา่ น สอดสา่ ยตาทพิ ย์ของทา่ นทีเดียว ดูวา่ บคุ คลใดหนอ สมควรทเ่ี ราจะไปจี้ธรรมะให้ ก็จเี้ ข้ากลางของกลาง ๆ


อ้อ ก็อาฬารดาบสอาจารย์ของเราอย่างไรเล่า มาถึงกายอรูปพรหมแล้วควรจะไปชี้ทางให้ พอตรึก
เท่านี้เอง ท่านมาได้แค่นี้แล้ว มาได้ 8 กายแล้ว ผ่านกายมนุษย์ ผ่านกายทิพย์ ผ่านกายพรหม มาถึงกายอรูป
พรหมแล้ว อีกกายเดียวเท่านั้นถึงธรรมกาย แต่ว่าอาฬารดาบสน่ะบุญน้อย ตายไปเสียก่อน ตายไปเมื่อวันสอง
วนั นี่เอง

พุทธองค์ของเราถึงกับอทุ านข้ึนวา่ ฉิบหายใหญ่แล้ว อาฬารดาบสนี้มวั หลงวา่ ตัวเองเข้านิพพาน ที่แท้
มัวหลงหยุดทอ่ี รูปพรหม ฉิบหายใหญ่แล้ว เมือ่ ตายแล้วก็หลงอยู่อย่างนัน้ หลงเปน็ ลา้ น ๆ ปี หลงเป็นโกฏิ เป็น
กปั พระพทุ ธเจา้ จะมาโปรดเปน็ แสนเปน็ หม่นื พระองค์ อาฬารดาบสก็ยงั หลงอยตู่ รงนั้น เขา้ ใจว่าตนเขา้ นิพพาน
เสียเวลามากทีเดียว เสียเวลาที่ว่าอาฬารดาบสได้ฝึกสมาธิป็นฤาษีชีไพร เอาจิตของแกไปตั้งไว้ข้างนอก แกไม่
เดนิ ทางสายกลาง จติ ทีเ่ อาต้ังไว้ผดิ ทำความฉบิ หายใหญแ่ ลว้ เพราะฉะน้ันเวลาเรานั่งปฏบิ ตั ธิ รรมะของเรา อย่า
ให้จิตแลบออกไปข้างนอกเชียว เอาจิตแลบไปข้างนอกโดนหลอก อย่างที่อาฬารดาบสโดนหลอกไปแล้ว ฉิบ
หายใหญ่แล้ว

พระพุทธองค์ก็ตรงฌาณส่องณาณไปเชียว การจะไปโปรดผู้ใดดีหนอ อาฬารดาบสก็ตายแล้ว ผู้ที่ควร
ไปโปรดอีกคนคืออุทกดาบส พอนึกถึงอุทกดาบส เทวดาก็มาบอกว่าอุทกดาบสพึ่งตายไปได้วันเดียวนี้เอง ฉิบ
หายใหญ่แล้ว อุทกดาบสเข้าทำนองเดียวกับอาฬารดาบสทีเดียว หลงตัวเองว่าเข้านิพพาน แต่เปล่า ไปเกิดที่
อรปู พรหมนี่ อาฬารดาบสและอุทกดาบสนี่หลงตัวเอง หลงวา่ ตวั เข้านิพพาน ทำไมจงึ หลง เพราะเอาไปจิตไปตั้ง
ข้างนอก จิตตัง้ นอกตัวหาทางสายกลางไม่เจอ พระพทุ ธองค์จึงย้ำนักย้ำหนาให้เข้าทางสายกลางน่ะ ให้จี้กลาง
ของกลาง ๆๆๆ ดับหยาบไปหายละเอียด ๆๆ ใส่ละเอียด ๆๆๆ ใส่หนักเข้าไป ประคองธรรมกายให้ใสเป็นแก้ว
ใสเกนิ ใส ใสในใส ใสเป็นรตั นะ

ธรรมกายนี้เปรียบพุทธรัตนะ ที่กลางกายของธรรมกาย มีดวงธรรมหรือพระธรรม ธรรมกายหน้าตัก
ใหญ่เท่าไรดวงธรรมก็ใหญ่เท่านั้น ธรรมกายหน้าตัก 5 วา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายกเ็ ส้นผ่าศูนย์กลาง 5
วา เท่าพอดี จี้เข้ากลางของกลาง ๆๆๆ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย พอถูกส่วนเข้าเท่านั้น พบทีเดียว พบ
ธรรมกายหน้าตักกว้าง 5 วา สูง 5 วา องค์ใสเป็นแก้ว เกศดอกบัวตูม นั่นเป็นธรรมกายของพระโสดา พอถึง
ธรรมกายพระโสดา กเิ ลสหยาบ ๆ หลดุ หมดเหลอื เพียงกิเลสนดิ ๆ หนอ่ ย ๆ เท่าน้นั จ้ีเข้ากลางของกลาง ๆๆๆ
พระโสดาก็มีดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายพระโสดา จี้เข้ากลางของกลาง ๆๆๆ หนักเข้าไป จี้เข้าเป็นชั้น ๆๆ
หนักเข้าไป ถกู สว่ นเข้าอันนี้ ธรรมกายพระโสดา ละเอยี ดเกิดข้นึ สงู 5 วา หนา้ ตัก 5 วา เหมอื นกนั นง่ั อยู่ในดวง
ธรรมนั้น จี้นิ่งเข้ากลางของกลาง ๆๆๆ ดับหยาบไปหาละเอียด ๆๆ จี้หนักเข้าไป ไม่ยอมถอยหลัง ก็น้อมจิต
ธรรมกายพระโสดา ละเอียดจ้เี ข้าไปกลางดวงธรรมพระโสดาละละเอียด

พอถูกส่วนเข้ามีกายพระสกิทาคา หน้าตัก 10 วา สูง10 วา เกิดขึ้น จี้เข้ากลางช่องกลาง ๆๆๆ
ธรรมกายพระสกทิ าคาจ้ีนงิ่ เข้าไปทเี ดยี ว จเ้ี ข้ากลางของกลาง ๆ ธรรมกายพระสกิทาคา จะพบดวงธรรมทีท่ ำให้

เป็นธรรมกายพระสกิทาคา จี้วิ่งเขา้ กลางดวงธรรมพอถูกส่วนเข้าถึงธรรมกายพระสกิทาคาละเอียด จี้เข้ากลาง
ของกลาง ๆๆ เอาจกิ จีย้ ง่ิ เข้าไป ไปกลางธรรมกายพระสกิทาคาละเอียด พอถกู ส่วนเจอดวงธรรม จี้เข้าไปกลาง
ของกลาง ๆๆ หนกั เข้า เจอธรรมกายพระอนาคา สูง 15 วา กว้าง 15 วา ธรรมกายพระอนาคามีใสเปน็ แก้ว ท่ี
ศูนย์กลางกายธรรมกายพระอนาคามี ก็มีดวงธรรมใหญ่ศูนย์กลาง 15 วา เท่ากับหน้าตักของธรรมกาย เข้าไป
กลางของกลาง ๆๆ ของดวงธรรมพอถูกส่วนเข้าถึงธรรมกายพระอนาคามีละเอียด เข้าไปกลางของกลาง ๆๆๆ
ของธรรมกายพระอนาคามลี ะเอยี ดเข้าไปกลางของดวงธรรมอกี ทีหนึง่ เข้ากลางหนักเข้าจะถึงธรรมกายสงู 20
วา หนา้ ตักกวา้ ง 20 วา เป็นธรรมกายของพระอรหัต เข้าไปกลางของกลาง ๆๆ พระอรหัตก็เจอดวงธรรมเข้าไป
กลางของกลาง ๆๆ ดวงธรรม ถกู ส่วนเขา้ ถงึ ธรรมกายพระอรหตั ละเอยี ด

ธรรมกายแรกท่ีเจอเปน็ พุทธรัตนะ ดวงธรรมทท่ี ำให้เป็นธรรมกายเรยี กว่าธรรมรตั นะ ส่วนธรรมกายท่ี
อยู่ในธรรมกายอกี ที ธรรมกายพระโสดา อนาคามี สกนิ าคามี อรหตั นั่น เปน็ สังฆรัตนะ

เราต้องรู้ทีเดียวว่าพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ต้องเป็นอย่างน้ี พุทธรัตนะ ไม่ใช่พระพุทธรูปใน
โบสถ์ ไมใ่ ช่กายเนอ้ื พระสิทธตั ถะท่นี ง่ั อยู่ได้โคนโพธิ์ เม่ือ 2,500 กว่าปีมาน่ี

ธรรมรตั นะก็เหมือนกนั ไม่ใช่ทีเ่ ปน็ เลม่ ๆ ในต้พู ระไตรปิฎก ไม่ใชท่ ีเ่ ป็นคำพูดของพระสิทธัตถะที่ออก
จากปากท่านเมื่อ 2,500 กว่าปีมานี้ ธรรมรัตนะเป็นดวงใส ใสเกินใส ใสในใส ใสเป็นแก้ว เป็นดวงใส มีรัศมีใน
ศนู ย์กลางกายธรรมกาย จงึ จะเป็นธรรมรัตนะ

พระธรรมกายทีอ่ ยู่ในธรรมกาย เช่น พระโสดา อนาคามี สกิทาคามี นั่นเป็นสงั ฆรัตนะ เป็นสังฆรัตนะ
จริง ๆ ไมส่ ังฆรตั นะ เก๊ ๆ นะ

พอถึงธรรมกายพระอรหัตเท่านั้น นิพพานดูดเข้าไปทีเดียว อายตนะนิพพานดูดเข้าไป เอาธรรมกาย
พระอรหตั เข้านิพพานไปเลย ตอ้ งรู้อย่างนี้ ตอ้ งเขา้ ใจอย่างนี้ ไม่อย่างน้นั หาพทุ ธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ
จริง ๆ ไมเ่ จอ เจอแตข่ องเก๊ จ้ีเข้ากลางของกลาง ๆๆๆ ดับหยาบไปหาละเอยี ด ๆๆๆ ใสละเอียด ๆๆๆ

พระพทุ ธเจ้าของเราตรสั ร้เู ป็นพระพุทธเจ้า แล้วสอดสา่ ยณาณ ไปเจออาฬารดาบส อ้าวตายไปแล้ว ไป
เจออทุ กดาบสก็ตายไปแล้ว สอดรสู้ อดณาณต้องดู ออ้ ควรจะไปโปรดปญั จวคั คีย์ ปัญจวคั คยี ์ 5 รูปนี่มีอุปการะ
ต่อเรา เพราะฉะนั้นควรจะไปโปรด ปัญจวคั คีย์ท้ัง 5 นี้ มีศีลดีแลว้ ฝึกสมาธิมาดีแล้ว แต่เป็นสมาธนิ อกตัว เข้า
กลางไม่เป็น เป็นสมาธินอกตัว พระองค์เห็นแล้วว่า ชี้ทางนิดเดียว ปัญจวัคคีย์ต้องทะลุทางสายกลางเป็นพุทธ
รัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะได้ด้วย เหมือนพระองค์ พอนึกเท่านั้น ตัดสินใจทีเดียว จะเดินทางไปโปรดปัญจ
วัคคยี ท์ ั้ง 5 ที่ป่าอิสปิ ตนมฤคทายวนั

พระองค์ไปแล้ว ตั้งใจไปโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 แต่พระพุทธเจ้ามีความเมตตาไม่สิ้นสุด เป็น
พระพุทธเจ้าสามารถเหาะเหนิ ไปไดแ้ ล้ว ตัดความดึงดูดของโลกไปได้แล้ว ตัดได้เด็ดขาด จะเหาะไปก็ใด้ จะมุด

น้ำดำดินไปก็ได้ พระองค์ก็ตรวจดูทีเดียว จะเหาะไปหรือจะเดินไปหรือว่าจะดำดินไป พอตรวจด้วยณาณของ
พระองค์ ณาณแปลว่าความรู้ ตรวจดว้ ยณาณของธรรมกาย ธรรมกายบอกทเี ดียว จะเดินไปเถิด ถ้าเหาะไปก็ได้
แต่ไปโปรดปญั จวคั คยี ์ท้ัง 5 รปู แต่ถา้ เดินไปจะไปเจอบรุ ุษผู้หนึ่งชื่อ อุปกชีวก บรุ ษุ ผนู้ ี้ถึงจะยังไม่เห็นธรรม แต่
กจ็ ะมีนสิ ัยติดไปเบือ้ งหน้า เพ่ือความสขุ ประโยชนข์ องมนุษย์ทีเดยี ว พระองคก์ ็เสดจ็ ไปตามปา่ พอพบอุปกชีวก
เข้า อุปกชีวกเห็นพระองค์ก็ถามเลย ท่านนี้ สมณะผู้นี้เป็นศิษย์ของใคร ทำไมผิวพรรณฉวีวรรณจึงได้งดงาม
เช่นนี้ เป็นลูกศิษยใ์ คร เรียนธรรมะมาจากผู้ใด

พระพุทธเจ้าตอบทีเดียวว่าเราตรัสรู้เองโดยชอบไม่ได้เป็นศิษย์ของใคร เพราะเมื่อก่อนนี้ แม้จะเป็น
ศิษย์ของอาฬารดาบส อุทกดาบส ท่านได้เพียงแต่กายอรูปพรหมเท่านั้น แต่ธรรมกายเจอเอง ค้นเอาเอง
เพราะฉะน้นั จงึ บอกวา่ เราไม่ได้เปน็ ศิษย์ใคร เราตรสั รูแ้ ต่เราเอง อปุ กาชีวกไม่เช่ือ สน่ั หวั ดิก ๆ ไม่เชื่อเดนิ หนไี ป

พระพุทธองค์ก็เดินเลยไป ไปโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ภายหลังปัญจวัคคีย์สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ครั้น
เวลาล่วงมาหลังจากนั้น 45 ปี ใกล้จะนิพพานแล้ว อุปกาชีวกไม่เจอพระพุทธองค์ตั้ง 45 ปีมาแล้ว ครั้งแรกไม่
เชื่อ แต่มีอุปนิสัยติดตัวมาแล้ว คิดว่าบุรุษผู้นี้เป็นอย่างไรหนอ ถึงมีผิวพรรณสว่างไสวสดใสนัก ครั้น 45 ปีให้
หลังเท่านัน้ ยิ่งคิดถึงพระองค์มากขึ้น ก็เดินตามหาประเทศอินเดยี ทั้งประเทศ นั่นอุปกาชีวกดแี ล้ว เดินตามหา
ยำ่ เท้าตอ๊ ก ๆ ไปเชยี ว แล้วถามวา่ ใครเจอบ้าง ใครเจอบุรุษผู้ประกาศว่ารู้ด้วยตวั เองสิ้นกิเลสดว้ ยตัวเอง ไม่ได้รู้
วา่ คนคนน้ันเป็นพระพทุ ธเจา้ คดิ ว่าเป็นนกั บวชธรรมดา ไปเจอพระพทุ ธเจา้ พระพุทธเจา้ เทศน์ครัง้ เดยี วเท่าน้ัน
สำเร็จเป็นพระอรหันต์เลย

พระกรุณาของพระพุทธเจ้าของเราไม่มีที่ส้นิ สุดดังน้ี หลังจากเจออุปกาชีวกก็เจอผู้อื่นต่อไปอีกแต่พระ
พุทธองค์จะโปรดผู้ใดนั้น ท่านต้องสอนให้เดินทางสายกลาง จิตจะหยุด หยุดที่ไหน หยุดที่ศูนย์กลางกาย
เพราะฉะนั้นเราก็เข้ากลางของกลาง ๆๆ ดบั หยาบไปหาละเอยี ด ๆๆ ใสละเอียด ๆ ใสหนักเขา้ ไป ให้จติ ของเรา
ให้หยุดให้นิ่ง หยุดนิ่งให้ถูกส่วนเข้าทางสายกลางได้ หยุดนิ่งไม่ถูกส่วนเข้าทางสายกลางไม่ได้ มีมรรค 8 ถ้าย่น
ยอ่ แล้วมรรค 8 เหลอื 3 คอื ศีล สมาธิ ปญั ญา ถ้ายน่ ข้อไปอีกเหลืออันเดียว เหลือนพิ พาน

จี้เข้ากลางของกลาง ๆๆ ดับหยาบไปหาละเอียด ทำตัวของเรา ทำใจของเราให้เบาอย่าไปติดเนื้อติด
หนังติดมังสะ ทำความรู้สึกนิ่งที่ศูนย์กลางกาย จากกายเราสู่กายมนุษย์ละเอียด จากกายมนุษย์ละเอียดสู่กาย
ทิพย์ จากกายทิพย์เจอกายพรหม อรูปพรหม โสดา สกินาคา อนาคา อรหัต เข้าไปเรื่อย กลางของกลาง ๆๆๆ
ดบั หยาบไปหาละเอียด

ที่วา่ ดับหยาบไปหาละเอียดนี่ เพราะว่ากายที่เราเห็นยงั หยาบอยู่ จึงทำใหใ้ สละเอยี ด ถ้าใสแล้วก็ทำให้
ใสละเอียดหนักเข้าไป โดยเข้ากลาง จิตจึงจะพุ่ง จิตจึงจะก้าวหน้า มีพลานุภาพ จี้เข้ากลางของกลาง ๆๆ ดับ
หยาบไปหาละเอียด ๆๆ ใสละเอียด ๆๆ ใสหนักเข้าไป ตั้งใจทีเดียวนะ อย่าให้จิตเคลื่อนไปไหนทีเดียว ตั้งใจ

ประคองเอาไวใ้ ห้ดี เล้ียงทีศ่ นู ยก์ ลางกายใหด้ ี เล้ยี งอยา่ งไร เลีย้ งให้จติ ของเราต้ังท่ีศูนย์กลางกาย เหมือนกับเล่า
ปาหี่ เวลาคนเขาเล่นปาหี่ เข้าเอานิ้วชี้นิ้วเดียวเลี้ยงไม้ยาวตั้งวา เขาเลี้ยงให้ไม้ตั้งได้ ปลายนิ้วนิดเดี ยว เขายัง
ประคองไม้ยาวตงั้ วาได้ ถ้าจิตนิ่งกเ็ ขา้ กลางของกลาง ๆๆๆ หนกั ไปทีเดยี ว ถ้าเขา้ กลางจะเห็นทางโล่งไปทีเดียว
มัฌชิมาปฏิปทาเป็นอย่างนี้ ทางสายกลางเป็นอย่างนี้ ทางสายกลางไม่ใช่อยู่นอกตัว ต้องการที่จะดับทุกข์ ดับ
โศกก็ทางสายกลางน่ี ต้องการสตปิ ัญญาความเฉียบแหลมก็เขา้ ทางสายกลางน้ี ถา้ คดิ จะสร้างความดี ก็เข้ากลาง
ของกลาง ๆๆ ดับหยาบไปหาละเอียด ๆๆ ใสละเอยี ด ๆๆ ประคองเอาไว้ดี ๆ เหมอื นนกั ปาห่ีประคองไม้ยาวตั้ง
วา ภาวนา สัมมาอะระหัง ๆๆๆๆๆ พอจิตของเราปักหยุดนงิ่ ตง้ั ใจทีเดยี วนะ ทัง้ ใจให้ดี สัมมาอะระหงั ๆๆๆ

1. อธิบายการขอขมาโทษตอ่ พระรตั นตรยั

พระพุทธเจ้าในอดีตนั้นบางองค์บำเพ็ญเพียร 1 วัน ก็สำเร็จ บางองค์ 7 วัน เดือนหนึ่ง แต่พระองค์
เสียเวลา 6 ปีด้วยกัน แล้วพระองคก์ ็เลยเลา่ ให้ฟังถึงสาเหตุทีต่ ้องเสยี เวลาคน้ คว้าธรรมถงึ 6 ปี ของพระองค์วา่
ครั้งหนึ่งในอดีชาติของพระองค์ ในขณะที่ค้นคว้าหาธรรมะ ค้นคว้าหาทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทานี้ ในชาติ
นั้นพระองค์เกิดเป็นพราหมณ์ มีอยู่วันหนึ่ง พราหมณ์สมัยนั้นเขาบูชาไฟบูชาอะไรต่ออะไรร้อยแปด
พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นพราหมณใ์ นชาตินั้น ก็เลยบูชาสิง่ เหล่านั้นกับเขาดว้ ย วันหนึ่งพระองค์ก็ผา่ นไปใน
ปา่ แล้วไปเจอพระภกิ ษุสงฆ์ เปน็ พระภกิ ษุสงฆ์ทบ่ี วชในพระพุทธเจา้ องค์ก่อน ๆ นั่นเชยี ว กไ็ ปหวั เราะพระภิกษุ
นั้นเข้า พระภิกษุเหล่านั้นก็กำลังธุดงค์อย่างพวกเราทำอยู่น้ี พระพุทธเจ้าของเราชาตินั้นเกิดเป็นพราหมณ์ ไม่
รู้อิโหน่อิเหน่อะไรทั้งนั้น ไปเห็นภิกษุสงฆ์ก็หัวเราะเยาะว่า การที่จะเข้าสู่โลกธรรมนั่น ไม่ใช่มาถือศีล มานั่ง
ภาวนา แต่ต้องไปบูชายัญซิ เช่น ฆ่าแพะ ฆ่าแกะ ฆ่าวัว ฆ่าควาย บูชายัญจึงจะสำเร็จมรรคผลนิพพาน ว่า
พระภิกษุผสู้ งฆ์แล้วยังดูถูกพระพุทธเจ้าในสมัยน้นั ดว้ ย ดถู ูกพระธรรม เพราะความไม่รู้ของตนเองจึงทำให้ดูถูก
พระรัตนตรัยไป ผลกรรมอันนั้นมันติดตามมาจองล้างจองผลาญพระองค์ ทำให้มัวไปหลงงมงายอยู่ การบูชา
ยัญบา้ ง ทุกกรกิรยิ าบา้ ง เพราะผลกรรมในอดีต พระองคไ์ ม่รดู้ อก มารู้หลังตรัสรู้แลว้ เสยี เวลาเปลา่ ๆ 6 ปีเต็ม
ความไม่รู้

ทีนี้มาถึงพวกเราบ้าง เรารู้แล้ว การดูถูกพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีผลเสียถึงปานนั้น แม้แต่
พระพุทธเจ้า พระบารมีของพระองค์แก่กล้ามาก เพียงพูดดูถูกพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่กี่คำ ก็มีผลส่ง
ให้ไปทุกข์ทรมาน 6 ปี ถึงบรรลุธรรมะ แล้วพวกเราบารมีไม่แก่กล้าเช่นนั้น และพวกเราทุกคนก็ต้องเคยดูถูก
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาก่อน เพราะฉะนั้นเพื่อขอขมาโทษจะไม่ให้มีเวรมีกรรมต่าง ๆ อีก คณาจารย์
ต่าง ๆ กค็ ำนงึ ถงึ ข้อน้ี

หลวงพ่อวัดปากน้ำก็คำนึงถึงข้อนี้ว่า พวกเราบางคนได้เคยล่วงเกินพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
มาแล้วในอดีตชาติบ้าง ในชาตินี้บ้างก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงมีคำกล่าวขอมาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ทุกคร้ัง
ก่อนจะบำเพญ็ ภาวนาทกุ ครั้งขอใหเ้ ข้าใจตรงน้ดี ้วย

2. คำอธิษฐาน

เนื้อความในนี้กล่าวว่า ขอเดชะคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า คุณครูอุปัชฌาอาจารย์
คุณมารดาบิดา คุณทานบารมี ศีลบารมี ปัญญาบารมี เนกขัมมบารมี ขันติบารมี วิริยะบารมี สัจจบารมี
อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี บารมที ้ัง 10 ทัศ การอธิษฐานท่ีมีในทน่ี ี้เป็นการระลึกถึงคุณความดี
ที่เราได้สร้างสมอบรมมา สร้างสมมามากน้อยเท่าใด ตั้งแต่อดีตจึงปัจจุบัน และในอนาคตอีก เราระลึกถึง
คุณท่าน ระลกึ ถึงพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา เพ่ือกำจดั ความอกตัญญูเสยี อธิษฐานเอาบุญบารมี
เหล่านใี้ ห้มาช่วยเก้ือหนุนเราให้บรรลุถึงนพิ พานเร็วเข้า อนั น้ีมีความจำเปน็ มากทีเดยี ว

พระสัมมาสัมพุพธเจ้าของเรา แม้จะตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าแลว้ เวลามารมาผจญน่ะไม่มีใครช่วย
พระองค์ได้ พระองค์สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ลือถึงภพ 3 ทีเดียว เทวดารู้ก็เข้ามานมัสการพระองค์
พรหมรู้ก็เข้ามานมัสการพระองค์ อรูปพรหมรู้ก็เข้ามานมัสการพระองค์ ตลอดภพ 3 ใครรู้ก็เข้ามานมัสการ
พระองค์ ในเวลาเดียวกันขณะที่สัตว์โลกมานมัสการสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา กำลังร่าเริงอยู่น่ัน
ปรากฎว่ามารมันก็รู้ มารยกพลมาระรานพระองค์ ปรากฏว่าพวกที่มานมัสการพระองค์พอเห็นมารเท่าน้ัน
แหละก็หนีไปฉิบ หนีไปอยู่สุดขอบฟ้านั่น หนีไปทีเดียว กลัวมารมาก เหลือแต่พระองค์ไว้ผู้เดียว พระองค์ก็มิรู้
ว่าจะเรียกใครช่วยทีเดียว ก็อธิษฐานเรียกบุญบารมี 30 ทัศ ให้มาช่วยพระองค์ บุญบารมีที่ทำไว้ดีแล้วนั่นมา
ช่วยพระองค์

ขนาดพระองค์สำเร็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังเรียกบุญบารมีมาช่วยพระองค์ พวกเราซึ่งขนาดน้ี
ยังไม่ได้สำเร็จอะไร แต่ตั้งใจมาบำเพ็ญ ทำความดีมาหลายชาตแิ ลว้ มาชาตินี้ได้รู้จักแนวทาง รู้จักวิธีปฏิบัติอัน
ถูกจุดลึกซึ้งไปทีเดียว จึงให้ปฏิบัติเรียกบุญ อธิษฐานเรียกบารมีให้มาช่วยทุกครั้ง อุปสรรคต่าง ๆ ของเราถ้า
มากจะนอ้ ย ถ้านอ้ ยจะหมดไปเลย อนั นเี้ ปน็ ความสำคัญ

3. การฝกึ สมาธเิ บ้อื งต้น

การฝึกสมาธิเบื้องต้น ถ้าจะเอาความกันจริง ๆ แล้วพอสรุปได้ พุทธวัจนะของพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้าของเรากบั ภิกษุรูปหนง่ึ ว่า ภิกษุ ถ้าอยา่ งนั้น เธอรักษาส่งิ หน่ึงได้ไหม พระภิกษอุ งคก์ ็น้ันก็ถามไปว่า “รักษา

อะไรพระเจ้าข้า” พระพุทธองค์ก็บอกว่า “รักษาจิตของเธอนั่นแหละ เพราะธรรมดาบุคคลรักษาจิตของตนได้
ยาก เธอจงขม่ จติ เอาไว้ให้ได้ อยา่ คิดอารมณ์ใดอน่ื ดงั น้ี”

ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาแล้ว ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านสอนนะ สรุปได้ว่า จิตของเราน่ะรักษาให้ได้
รักษาอยา่ งไร รกั ษาไวท้ ีก่ ลางกายน่นั แหละ จิตของเราดวงเดียวรักษาให้ได้ ต้ังไว้ทศี่ นู ยก์ ลางกายดังที่เราฝึกมา
2 - 3 วัน นี่แหละ เรารักษาให้ดี เอาจิตต้ังมั่นไว้ที่ศูนย์กลางกายเหนือสะดือ 2 นิ้ว ถึงกลางตัว ผลเป็นอย่างไร
บ้าง ผลออกมามี

1. จิตของเราจดไว้ที่ศูนย์กลางกาย พ้นจากแรงดึงดูดของโลก ภาษาธรรมเรียกว่า โลกายตนะ โลก
ดงึ ดูดไมไ่ ดแ้ ล้ว ครอบงำไม่ไดแ้ ลว้ จิตอิสระ มีผลตามมาในขอ้ 2

2. จิตหยุด ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ ละกิเลส เข้าไปยึดกายในกาย เอาธรรมกายเป็นที่พึ่ง การที่จะทำ
อย่างน้ันไดค้ ือการเดินทางสายกลาง

4. วิธีนัง่

เรานัง่ กนั มา 2 วนั แลว้ พูดใหม้ ากแลว้ วธิ กี ารน่งั เรารู้ แตว่ า่ ขอ้ ปฏิบตั ิท่ีควรระมัดระวงั ขณะนงั่ ทำสมาธิ

ประการแรก อย่าใช้กำลังบีบกล้ามเนื้อตา ส่วนมากใช้กล้ามเนื้อตาบีบหัวตา ทั้ง ๆ ที่หลับตาก็บีบหัว
ตาจะดโู น่นดูนี่ พอหลบั ตาแล้วจะไปเหน็ อย่างไร หลับตาแลว้ ไมเ่ หน็ ดอก อย่าไปบบี หัวตานะ เพราะฉะนั้นใครท่ี
เวลาน่ังมนึ ศรี ษะให้ร้ไู ว้เถิด หาทางแก้ไขเสีย

อย่าไปเกร็งแขน อย่าไปเกร็งขา กล้ามท้อง เกร็งตัว ถ้าไปเกร็งแขนก็ไม่เป็นสมาธิ ถ้าไปเกร็งหน้าท้อง
เกร็งตัว จิตก็ไม่ยอมไปหยุดทศ่ี นู ยก์ ลางกาย

ประการที่ 2 เมื่อเราตั้งใจทำสมาธิ ไม่ให้จิตเราฟุ้งซ่าน เอาจิตไปไว้ที่ศูนย์กลางกาย บางทีเอาจิตไป
หยุดที่ศูนย์กลางกายแลว้ ก็เห็นโน่นเห็นนี่ แต่ว่าไม่ตอ้ งนกึ เห็นเสียก่อน ไม่ใช่ไปนึกเอาเองเพราะการทำนี่เปน็
การฝึกจิตให้หยุด ไม่ใช่เพื่อเห็นโน่นเห็นนี่ แล้วไม่ใช่เพื่อทั้ง 2 อย่าง คือ เพื่อจะเห็นและเพื่อจะไม่เห็น แต่
เพอ่ื ใหจ้ ติ หยุด เม่อื จิตหยดุ แล้วทำให้เราเหน็ ไอโ้ นน่ เห็นไอ้นี่เปน็ อีกเร่ืองหน่ึง แตเ่ บอ้ื งตน้ วา่ ให้จิตหยุด ไม่ใช่เพื่อ
เห็นโนน่ เห็นน่ี เวลาเราทำสมาธิ เราวางใจเฉย ๆ เห็นกช็ ่าง ไมเ่ หน็ ก็ช่าง ข้อสำคัญทำให้จติ หยดุ

ประการท่ี 3. อยา่ กงั วลการกำหนดลมหายใจ ลมหายใจเข้าออก เพราะการฝึกของเราแบบน้ีเปน็ วิชชา
ธรรมกาย เป็นการฝึกชนิดที่เรียกว่าอาโลกสิณ อาโลกะ แสงสว่าง กสิณะที่ตั้งของจิต เป็นการฝึกแบบอาโลก
สิณ เอาความสว่าง เอาดวงสวา่ งเป็นนมิ ติ เราไม่ห่วงลมหายใจเข้าออก เราห่วงแตเ่ พียงวา่

1) เราต้งั นิมิตม่นั เป็นดวงสว่างหรอื เปลา่

2) เราบริกรรมภาวนาสมั มาอะระหังหรอื เปลา่ เอา 2 ประการนพี่ อแลว้

ประการที่ 4 กำหนดรู้ที่ศูนย์กลางกาย เป็นเครื่องหมายใสประมาณเท่าปลายเข็ม อย่างใหญ่ไม่เกิน
แก้วตาดำ เวลาเราตั้งนิมิตอย่าให้ใหญ่จนเกินไป ใหญ่จนกระทั่งศูนย์กลางซักวาหนึ่ง ก็ใหญ่เกินไปแล้วไม่ใช่
ศูนย์กลางกายแล้ว ถ้าตั้งนิมิตขนาดศอกหนึ่ง ก็ยังใหญ่ไป คืบหนึ่งก็ยังใหญ่ใป เราตั้งขนาดเท่าแววตาตำเราน่ี
หรือเท่าปลายเข็มก็ได้ แต่อย่าให้ใหญ่ ใหญ่นักตั้งยาก แววตาดำของเรา หันไปดูเพื่อน ๆ นั่นชนิดเดียวกันเป็น
แววตาดำ ตั้งนิมิตขนาดนั้นแต่ให้นึกถึงแสงสว่าง เพราะเราฝึกแบบอาโลกสิณ กสิณที่มีแสงสว่าง เวลาเราต้ัง
นิมิตขนาดแก้วตาตำหรือปลายเข็ม เวลาบริกรรมภาวนาว่าสัมมาอะระหัง ๆ อย่าบริกรรมช้าหรือเร็วไป ถ้าช้า
ไปเดย๋ี วง่วงเดย๋ี วหลบั ถ้าเรว็ ไปเหนอ่ื ย จติ ไมห่ ยุด ใหแ้ ก้ไขเสียใหม่

ประการน้ี 5 ถา้ แสงสว่างปรากฎขน้ึ เอง หรอื องคพ์ ระปฏิมากรเกดิ ข้ึนเอง จะเหน็ เป็นอะไรก็ดี เหน็ เป็น
กายของเรากด็ ี ใหน้ ึกน้อมเอามาไว้ในตัว เหน็ ข้างนอกไมเ่ อา ถ้าเราไปตามข้างนอกเหมือนวิ่งไล่จับเอา ว่ิงไล่ยิ่ง
ไม่เจอ ไมท่ ัน แตถ่ ้าเราน้อมมาทศี่ ูนยก์ ลางกายจะเจอ

ทุกครั้งให้กำหนดจิตกลางกายอย่ากระเพื่อม กระเพื่อมเหมือนอะไร เหมือนกดมะพร้าวให้จมนั้น ถ้า
กดแรงก็กระแทกกลับ เหมือนลูกปิงปอง ถ้าตบไปแรงก็สะท้อนกลับแรง กำหนดจิตเบา ๆ เหมือนลูกปิงปอง
ถ้าจิตเราจดอย่างนั้นแล้วยังไม่พอต้องประคองด้วย ประคองเหมือนนักเล่นกล เขาเล่นปาหี่เอานิ้วชี้นิ้วเดียว
ประคองไม้พรองยาวต้งั วา ถา้ รูจ้ กั ประคองเช่นนนั้ ไมช่ ้าธรรมะจะเกดิ

ทุกครั้งที่ทำสมาธิอย่างต่ำครั้งละ 30 นาที แต่อาตมามีความเห็นว่าพวกเราคนหนุ่มทั้งนั้น 30 นาที
น้อยไป ควรเป็น 1 ชม. เพราะฉะนั้นทกุ ครั้งที่นัง่ จะปวดจะเม่ือยทัง้ อย่าไป ให้ทนไป จนกว่าจะครบ 1 ชม.การ
ปวดการเมื่อยที่ภาษาพระเรียกเวทนาเกิดขึ้นแล้ว ตามตัวก็ดี ตามแข้งตามขาก็ดี มันปวดมันเมื่อย อย่าเอาจิต
ไปจดที่มันปวดมันเมื่อย ให้เอาจิตจดที่ศูนย์กลางกาย พอจิตเราจดหยุดนิ่ง ไม่ช้าเราจะเจอความเมื่อยตามตั ว
เหมือนกัน แต่ตัวความปวดความเมื่อยไม่มีแขนขาเหมือนคนเหมือนสัตว์ หน้าตามันเป็นอย่างไรไปดูเอา จะมี
หวั มแี ขนมีขาหรอื อยา่ งไรไปดูเอา

เวลาเรามีเวทนาคือความปวดเมื่อย เป็นการฟอ้ งวา่ จิตเราไม่อยู่ที่ศนู ย์กลางกาย ถา้ อยู่ทีศ่ ูนย์กลางกาย
จะไม่ปวดไม่เมื่อย จะเหน็ ไดจ้ าการทเ่ี รานั่งน่ิงเป็นสมาธิดี ความปวดความเม่ือยไม่มี ถ้าเราจิตถอนคิดโน่นคิดน่ี
ความปวดความเมื่อยมันติดขึ้นมา เกาะเป็นปลิงขึ้นมา ถ้าปวดเมื่อยขึ้นมา ให้รู้ทีเดียวว่าจิตไม่อยู่ที่ศูนย์กลาง
กายแลว้ ให้จเ้ี ข้ากลางของกลาง ๆๆ จับจิตเข้าไปกลางกายใหมท่ ีเดียว เหมือบเอาเข็มแทงผ้าตัว ๆ อย่างนน้ั ถ้า
เราทำอย่างนนั้ ไมช่ ้าเวทนาจะหายไป

วธิ เี ดินจงกรม

การเดนิ จงกรมสำคญั มาก เพราะเป็นการเปลย่ี นอริ ิยาบถ เราจะนงั่ ท้ังวันไมไ่ หว จะปวดจะเมอ่ื ยเกนิ ไป
ต้องหัดเดิน การเดินจงกรมจะทำใหส้ มาธิของเราดขี น้ึ ขณะท่ีเราเดนิ จงกรมทอดสายตาห่างจากตัวเราไม่เกินวา
หนึ่ง คือ สี่ศอก แต่ว่าจิตของเราไม่ให้กำหนดนิ่งที่ปลายเท้า เวลาเดินจงกรมเอาจิตของเราหยดุ นิ่งท่ีศูนยก์ ลาง
กาย การฝึกสมาธิตามแนววิชชาธรรมกาย ต่างกับการฝึกสมาธิตามแนววิธีอื่นอยู่อย่างหนึ่ง ตามแนววิชาอื่น
บางสำนกั เดนิ จงกรมเอาเอาจติ ไปหยุดอยู่เท้า ถา้ ยกเท้าทั้งหมดกก็ ำหนดวา่ ยกหนอ ถ้ายกสน้ เท้าก็กำหนดว่ายก
ส้นเท้าหนอ ก็ย่างหนอ เหยียบหนอ กดหนอ อันนั้นเป็นของสำนักอื่น ถ้าตามอาจารย์ของวัดปากน้ำหรือตาม
แนววชิ ชาธรรมกายไมใ่ ช่อย่างนั้น เอาจิตปักนง่ิ ทีศ่ ูนย์กลางกาย เอาจิตน่งิ เข้าไปหนักเข้า ๆๆ จนกระทั่งเข้าเต็ม
ส่วน นิ่งถูกส่วนแล้ว เราจะเห็นกายในกายของเรา ที่เราเห็นกายในกายของเรานี่แหละ กายมนุษย์ กายทิพย์
กายพรหม กายอรูปพรหม ตลอดไปจนถึงธรรมกายโคตรภู โสดา สกิทาคา อนาคา อรหัตนี่ เวลาเราก้าวเดิน
จงกรมไปแตล่ ะครง้ั เราไม่เห็นแคก่ ายเน้ือก้าวเทา่ น้นั เราเห็นกายในกายน่กี า้ วไปดว้ ย ในวิชชาธรรมกายต่างกับ
แนววิชาอื่นอย่างน้ี

คราวน้เี วลาเราก้าวเดินไปน่ี กา้ วยา่ งไปแต่ละกา้ ว ๆ ใหส้ ้นเท้าหน่ึงห่างปลายเข้าหลังประมาณคืบหน่ึง
ที่เป็นเชน่ นี้เพราะว่าไม่ใช้ก้าวยาวเกินไปนั่นเอง ถ้ากา้ วยาวเกินไปจิตไมห่ ยุด ใหก้ ้าวช้า ๆ เท้าหน้าเท้าหลังอย่า
หา่ งกนั มาก ถา้ ก้าวไปเร็ว ๆ จติ ไม่หยุด เหนอ่ื ยดว้ ย เด๋ยี วจะกลายเป็นวงิ่ ไป ไม่ใช่เดนิ จงกรมแล้ว กำหนดจิตไม่
ทัน

ช่วงสำหรับเดินจงกรม ระยะสำหรับเดินจงกรม 20 เมตร อย่างน้อย ถ้าเราเดินไปจนหมดที่เราทำไว้
นั่นแล้ว ให้เรายืนอยู่ตรงนั้น จดในใจหยุดนิ่ง ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆๆ อยู่สักพักหนึ่ง ประมาณ 5 นาที 10
นาทีทำไป แล้วเราค่อยหมุนตัวกลับ ทำอย่างนั้นนะ เดินจงกรมก้าวสั้น ๆ เดินช้า ๆ ถ้าเดินเร็ว ๆ ก้าวยาว ๆ
นัน่ ตามวัวตามควายไม่ใชเ่ ดินจงกรม

ถ้าเราเดินเสมอ เมื่อนั่งสมาธิเสร็จเราก็เดิน เดินเสรจ็ เราก็ยืน เดินแล้วน่ัง ยืนแล้วเดินถ้าทำสลับกันไป
อยา่ งนี้ ผลทีจ่ ะเกดิ ข้นึ กค็ ือ

1. ถ้าเป็นพระภิกษุหมัน่ เดินจงกรม จะอดทนตอ่ การเดนิ ทางไกล

2. จะอดทนต่อการทำความเพียร เพราะถ้าเรานั่งชั่วโมง 2 ชั่วโมง ชักจะเมื่อยขี้เกียจทีเดียว ให้เรา
เปลี่ยนอิริยาบถเป็นเดินเสีย สมาธิที่ยิ่งดีอยู่ ก็ทำให้ใจเราไม่ฟุ้งซ่าน อยากมานั่งทำสมาธิต่อไป ให้ฝึกอดทน
อย่างน้ี

3. มีอาพาธน้อย ไม่ค่อยเจ็บป่วย พวกเราก็เหมือนกัน เรานั่งกันทั้งวัน ๆ ลำไส้ไม่ได้เคลื่อนไหว เม่ือ
ลำไส้ไม่ได้เคลื่อนไหว ลำไส้ไม่ทำงาน เมื่อลำไส้ไม่ทำงานท้องจะผูก แล้วเรื่องอย่างอื่นจะตามมา แต่ถ้าเราเดิน

จงกรมพวกอาการเหล่านั้นจะหายไป ท้องผูกบ้าง คตุพิการบ้าง จะหายไป ถ้าเราเดินเรื่อยได้สัดส่วนกับอย่าง
ท่ีวา่ เอาไว้ การยืน การเดิน การน่ัง การนอน ถา้ ได้สว่ นกนั ละก็ กจ็ ะอาพาธนอ้ ย

4. อาหารย่อยดขี ึ้น

5. สมาธิที่ได้บรรลุเวลาจงกรมจะตั้งอยู่ได้นาน เพราะเวลาเราเดินจงกรมเรามีตา เดินเราต้องใช้ความ
ระมัดระวังมาก ระวังกาย ระวังใจ ระวังตา เพราะตาเรามีความสามารถเห็นโน่นเห็นนี่ ถ้าเราสามารถบังคับ
จิตใจของเรา กำหนดใจของเราไม่ได้ ซัดส่ายไปได้ สมาธิของเราย่อมตั้งมั่นมากกว่าการฝึกสมาธิโดยการน่ัง
หลับตา

วธิ ีนอน

การนอนโดยที่ถูกที่ควร ให้นอนตะแคงขวา คือ สีหไสยาสน์ แต่บางคงไม่เคย ไม่เป็นไรให้นอนหงายก็
ได้ แต่วา่ อย่านอนตะแคงซ้ายนะ ตอนตะแคงซ้ายเปน็ ลกั ษณะของคนบรโิ ภคกาม

เวลาเรานอนอย่างนอน คือว่าการนอนหลบั มีสองอย่าง คือหลับมีสตกิ ับหลับไหลสงสัยไม่รูเ้ ร่ือง ได้แก่
การนอนของคนนอนละเมอ พอหลับไหลก็ไม่รู้บุญบาป ไม่เคยกำหนดจิต พอล้มตัวองได้ก็นอนลงไปอย่างนั้น
เรยี กหลบั ไหล เรามาปฏบิ ตั ธิ รรมแล้วไม่เอา เวลาเรานอนเราบรกิ รรมภาวนากำหนดจิตไว้ท่ีศนู ยก์ ลางกาย เวลา
เราหลับกจ็ ะเปน็ สุข เมอื่ ตน่ื ข้นึ มากจ็ ะเปน็ สุข เพราะว่าไม่งัวเงีย มีสติตลอดเวลา

ประการที่ 3 คือ ทำให้เราไม่ฝันเลอะเหอะ ถ้าไม่กำหนดจิตละก็ ฝันเลอะเทอะแล้ว ฝันเห็นไอ้โน่นฝนั
เห็นไอ้นี่ ฝันว่าคอขาดบาดตาย ฝันว่าฟันหักบ้าง เป็นนิมิตร้าย ๆ อย่างที่เคยได้ยิน ถ้าเรากำหนดสติดีนอนไม่
ฝัน ถ้าฝนั ก็ฝันเรอื่ งจริงเร่ืองจงั ทีเดียว ทำไมถึงฝันเรอื่ งจรงิ เร่ืองจัง เพราะว่าเมอ่ื เรากำหนดจติ เป็นการนอนของ
ผู้มีศีล ผู้มีสติ เทวดาก็จะลงมารักษามาคุ้มครองให้ทีเดียว ทำไมเขาจึงมารักษา เพราะเทวดา เขาตายจาก
มนุษย์ไป เขาไมม่ โี อกาสไดท้ ำบญุ ทำทาน แก่ถ้าเขาลงมารักษาผู้มศี ลี เขาไดบ้ ญุ แต่วา่ คนนอนเผลอไผลหลับไหล
ไมไ่ ดเ้ ร่อื ง กรนฟืด ๆ อยา่ งนนั้ เทวดาไม่มาหรอกนะ หลวงที่พดู เวลาจวนหมด

อานิสงส์ข้อต่อไปคือ จิตไม่ไปหลงในกาม โลกที่เราอยู่นี่เรียกว่า กามภพ เป็นภพที่บริโภคกาม ถ้าไม่
กำหนดจิตไว้ในดีละก็ จิตจะนึกถึงกาม ถ้าเป็นชายก็นึกถึงหญิงคนนั้นคนนี้ทีเดียว ถ้าเป็นหญิงก็นึกถึงชายคน
นั้นคนนี้ทีเดียว แม้แต่พระภิกษุสงฆ์ก็เหมือนกัน ท่านนอนแล้วไม่ได้กำหนดสติ นอนนึกถึงโน้นนึกถึงนี่ แล้วก็
อสุจินั้นย่อมจะเคลื่อนเวลาหลับ พระพุทธองค์บอกไว้ทีเดียวว่า ถ้านอนไม่ได้กำหนดสติ เป็นการนอนของ
ผบู้ รโิ ภคกาม อสุจิเคลอื่ นทีเดียวไมด่ ี

5. วิธปี ระคองจติ

การประคองจิตต้องทำทั้งยืน ทั้งเดิน ทั้งนั่ง ทั้งนอน แต่ปรากฏว่าพวกเราน่ี พอนั่งธรรมะเสร็จแทนท่ี
จะลุกข้นึ ไปเดนิ จงกรม หรอื จะยนื จะเดนิ จะยนื จะน่งั กต็ ามหลงั จากนง่ั เสรจ็ แลว้ ปรากฏวา่ ไมไ่ ดท้ ำอย่างนนั้ น่งั
ตอ่ แตไ่ ม่ไดน้ ่ังธรรมะ นงั่ คุยกัน ถ้าน่งั คุยกันอยา่ งนี้ จิตซ่ึงอตุ สา่ หป์ ระคองมาตงั้ ชั่วโมงจะหยดุ แลว้ ก็เข้ารกเข้าป่า
ไป เสยี เวลาไปตามจับกลับมาอีกชั่วโมงสองชั่วโมง พอตามกลบั มาช่ัวโมงสองชวั่ โมงคุยกันอีกแล้ว จิตไม่อยู่ดอก
นะอย่าคุยกัน หนังสือนอกจากหนังสือ sheet ที่แจกไปนี่แล้ว หนังสือเล่มอื่นอย่าอ่าน เห็นบางคนเอา
หนังสือพิมพ์มาอ่าน หนงั สือไมว่ า่ หนงั สืออะไร อย่าเอามาอ่านทเี ดยี ว มันทำให้จิตฟุ้ง เมอื่ กลางวันเห็นใครหยิบ
ไทยรัฐมาอ่านคนหนึ่ง หยิบไทยรัฐมาอ่าน ก็หยิบอาหงส์ร่อนมังกรรำมาอ่าน หยิบเอาหงส์ร่อนรำมังกรมาอ่าน
น่ีกวา่ จะเรียกจติ กลับมาไดน้ ี่ ไมใ่ ชช่ วั่ โมงสองชัว่ โมง เป็นวันนะ ถ้าเจอเอาเรื่องจี้ใจถูกใจเขา้ ติดเป็นเดือนทีเดียว
จะเสยี หนังสืออย่าไปอา่ น

แล้วนั่งเสร็จแล้วก็อย่าคุยกัน ที่สำนักงาน อันนี้ไม่ใช่หวง แต่เพื่อประโยชน์ของเราเอง เมื่อรับอาหาร
เสร็จแล้วรีบกลับทีเดียว เพราะถ้าอยู่อดคุยกันไม่ได้ เจอโน่นเจอนี่ถามสารทุกข์สุขดิบกันไม่ได้ คนเคยอยู่ด้วย
กับอดถามสารทุกข์สุขดิบกันไม่ได้ ก็คุยกับเข้าคนหนึ่งก็มีเรื่องอย่างหนึ่ง สาบสิบกว่าคน มีเรื่องสามสิบกว่า
อย่าง จิตฟุ้งไปแล้ว ไม่เอา เมื่อกินข้าวกินปลาเสร็จ ถ้าไม่มาที่เต็นท์นี้ก็กลับไปที่กลดของตนไปนั่งทำสมาธิ มี
บางคนเหมือนกัน มาอยู่ที่เต็นท์ที่สำนักงานนี่ มานั่งทำสมาธินั่งธรรมแต่เปล่ายืนเหม่อทีเดียวตาลอย อุตส่าห์
ประคองจิตทั้งวัน แต่มายื่นเหม่อตาลอยอย่างนี้ก็จบ กว่าจะประลองจิตมาได้ บางคนไม่อย่างนั้น ไปยืนดู
แทรกเตอร์ ทำเป็นเกิดมาไม่เคยดูแทรกเตอร์ ไปดูมันทำไม มีจิตของเรา ใช้จิตของเราดีกว่า ไปเสียเวลามาต้ัง
นาน เวลาอย่างนี้มีไม่มากนัก

เพราะฉะนั้นเวลาของเรามีค่านัก อย่าคุยกัน ไม่หยอกกัน และก็ไม่ตาลอย เราอุตส่าห์ดงึ จิตของเรามา
ตั้ง 20 - 30 ปที มี่ ันเตลดิ ไป มาอยทู่ ีศ่ ูนย์กลางกายได้ มาคุยกันมนั ก็ไปเสียหมด เมือ่ ไปเสียหมดก็จบั ยาก นกเม่ือ
มนั ตดิ แล้วบนิ ไปไดถ้ ึง 3 ครั้งดว้ ยกัน วันหลังทำอยา่ งไรมันก็ไม่ตดิ อีก หนเู หมือนกัน ถ้ามันติดกบั หลุดไปได้ครบ
3 คร้ังดว้ ยกนั วันหลงั ไม่มีทจี่ ะติดกบั อีก จติ ของเราเหมือนกัน ถ้าใครดงึ มาแล้วปล่อย ปล่อย ๆ ดงึ ๆ ไม่ช้า ไม่
กลับ ไม่มีเรียก อันนี้อันตรายทีเดียว กลับมาแล้วปล่อยไป กลับมาแล้วปล่อยไป เหมือนนกจับนกมา 3 คร้ัง
แล้วปล่อยไป มนั จะไมม่ คี รง้ั ที่ส่ีอีกตอ่ ไป การทำจิตเหมอื นกนั ประคองรกั ษาใจให้ดี

ไดก้ ล่าวมาแล้ววา่ พระพุทธองค์บอกภิกษุองค์ก็น้นั ให้รักษาจิตไวเ้ พียงดวงเดยี วก็พอ ขอให้รักษากันให้
จริงเถิด รับรองว่าได้ผลแน่ มรรคผลนิพพานไม่ไปไหนดอก พอพระพุทธเจ้าสอนภิกษุองค์นั้นให้รักษาจิตเพียง
ดวงเดียว พอท่านตรัสสอนเสร็จท่านก็ตรัสภาษาเป็นสุภาษิตไว้ให้จำทีเดียว พระองค์ตรัสไว้บทหนึ่งมีข้อความ
ว่า การฝึกจิตอันข่มได้ยากที่เป็นรรมชาติตรง มีปกติมักจดไปในอารมณ์อันใดอันหนึ่ง ย่อมเป็นสิ่งที่ให้สำเร็จ

ประโยชน์ เพราะจิตที่ฝึกดีแล้วย่อมเป็นเหตุนำสุขมาให้ พระองค์เองยังบอกว่าการฝึกจิตนี่ยาก ยากเหลือเกิน
ขนาดพระองค์มฝี ีมือขนาดไหนยังบอกว่ายาก แล้วเราเลา่ ขนาดยงั เปน็ ผู้สอนเดินเท่าน้นั ผู้หดั เดินเท่าน้ัน หัดต้ัง
ไข่ ของยาก ๆ ใหท้ งั้ ใจให้ดที เี ดยี ว ไม่งั้นเดียวพลาด

เพราะจิตเป็นธรรมชาติตรงและมักตกไปตามความใคร่เสียด้วย ถ้าจับกลุ่มคุยกันเมื่อไรละก็ มันก็มัก
เปน็ ไอเ้ รือ่ งที่ทำให้ฟุ้งเสียมากกว่าทำให้จติ เป็นสมาธิ การไปอา่ นหนังสอื ก็ทำนองเดยี วกัน ขอให้เลกิ เรอื่ งทำนอง
น้เี สยี

มงคลชวี ิต ประการที่ 1 - 2 : ไม่คบคนพาล คบบณั ฑิต

ตอ่ ไปเรามานั่งสมาธกิ ันดีกวา่ นะ

อยา่ บบี หวั ตาแรงนัก ใหว้ างเคลม้ิ ไปเบา ๆ เหมือนกบั หลับอย่างน้ัน เหมอื นกับวางขนนกบนพ้ืนเบา ๆ
อย่างนั้น ประคับประคองใจนิ่ง ดังที่ท่านอริยะวังโสอธิบายนั่น เอาจิตปักนิ่งที่ศูนย์กลางกายภาวนาสัมมาอ ะ
ระหัง ๆๆ ประคองใจ บริกรรมภาวนาว่าสัมมาอะระหัง ในเวลาเดียวกันก็ภาวนานิมิตพร้อมกันไป นึกน้อมเป็น
ดวงแก้วใสสว่าง อยา่ งเลก็ ขนาดปลายเข็ม อยา่ งโตขนาดแววตาดำของเรา ภาวนาสัมมาอะระหงั ๆๆๆ ต้ังใจให้
ดี เพ่อื ให้ธรรมทายาททกุ คนทีม่ าฝึก นอกจากรู้จักการทำสมาธแิ ล้ว อาตมากจ็ ะถอื โอกาสอธบิ ายมงคลชีวติ ดว้ ย

มงคลชีวติ นี้ สมัยพุทธกาล มีเทวดา มีทั้งมนุษย์สงสัยกับนักว่าส่ิงใดนะเปน็ มงคลของชีวิต บางพวกก็มี
ความเห็นว่าการได้เห็นรูป เห็นเสียงงาม ๆ นั้นเป็นมงคลชีวิต เห็นรูปช้าง รูปม้า ช้างเผือกบ้าง ม้าอาชาไนย
เห็นรูปผู้หญิงงามเป็นมงคล บางพวกมีความเห็นว่าการได้ยินเสียงจึงเป็นมงคล ได้ยินเสียงพิณ เสียงร้องเพลง
เปน็ มงคล แต่ละคนก็มคี วามเห็นตา่ ง ๆ นานา

ในที่สุดมีเทวดาองค์หนึ่ง มาอาราธนากราบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า มงคลชีวิตเป็นอย่างไร
อะไรคอื มงคล

พระพุทธองค์ก็เลยตรัสมงคลคาถาให้ฟัง มงคลของมนุษย์มี 38 ประการด้วยกัน อาตมาจะพยายาม
นำเอามงคลทีอ่ งคส์ มเด็จพระสมั มาสัมพุทธเจา้ ตรัสไวด้ แี ล้ว ใหพ้ วกเราไดฟ้ ังตามสติปญั ญา

เนือ้ งต้นจะชใี้ นแนวทางของทั่ว ๆ ไป ตามปรยิ ัติ และจะช้แี จงตามการปฏบิ ตั ไิ ปด้วย

มงคลชีวติ ประการท่ี 1 พระพทุ ธองคส์ อนว่าอยา่ คบคนพาล

มงคลชีวติ ประการท่ี 2 ใหค้ บกับบณั ฑิต

วันนอ้ี าตมาจะขอถือโอกาสอธบิ ายให้ทุกคนฟังว่า การคบคนพาลกับการคบบัณฑิตเป็นอย่างไรในแนว
ของการปฏิบตั ิ ใหต้ ้งั ใจฟัง

ที่เรียกว่าคนพาล คนเกะ ๆ กะ ๆ คนกินเหล้าเมายา ไปเที่ยวเตร่กลางค่ำกลางคืนนั้น เป็นคนพาล
ทั้งนั้น ที่เรียกว่าพาลนั่น ทำลายประโยชน์ของตัวและของผู้อื่น ทำลายประโยชน์ที่ควรจะได้ทั้งในชาตินี้และ
ชาตหิ นา้

ทีค่ บบัณฑิตนัน่ เป็นอย่างไร บณั ฑิตเป็นผทู้ ช่ี ท้ี างดใี ห้ ชท้ี างที่เป็นสขุ ให้ ท่ีเปน็ ทางโลกกเ็ ป็นบัณฑิตทาง
โลก ตอ่ ไปนีอ้ าตมาจะชีท้ างที่เป็นบณั ฑิตทางธรรมให้ ทางธรรมในการปฏิบัติคือ การฝกึ ธรรมะเวลาเราปฏิบัติก็
ดี เราเอาจิตจี้นิ่ง เข้ากลางของกลาง ๆๆ นิ่งเข้าไป พอจิตเริ่มจะเป็นสมาธิดีเชียว มีมาแล้วเหมือนมีคนมาบอก
ให้เลิกนัง่ เลิกเถิดอยา่ นงั่ ไปเทยี่ วกันดกี วา่ นั่น ๆ ไอน้ ่แี หละพาล ไอท้ บ่ี อกวา่ คยุ กับเถิดนนั่ แหละพาล พาลนอก
ตัวอยา่ ง พาลในตวั เราอยา่ งหนึ่ง พาลนอกตัวเราหนีได้ คบได้ ไอ้พาลในตัวเราหนไี มไ่ ด้คบไมไ่ ด้

ที่ว่าบัณฑิตเป็นอย่างไร นั่งสมาธิจี้เข้ากลางของกลาง ๆๆๆ นิ่ง พอปวดเมื่อยแล้วจะเลิกมีเสียงเตือน
อย่าพึ่งเลิกนะทำต่อไป เราก็จี้นิ่งเข้าไปดูซิ กลางของกลาง ๆๆๆ นิ่ง เข้าไปดูหน้าบัณฑิตว่าเป็นอย่างไร ไอ้
พาลน่ะเราไม่เอาแล้ว จ้ีน่ิงเข้ากลางของกลาง ๆๆๆ นิ่ง พอถกู ส่วนเหน็ ดวงปฐมรรคลอยขึ้นมาใสแจว๋ ทีเดียว ใส
เป็นแก้ว ใสในใส ๆ เป็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ เราก็นึกน้อมเอาจิตจี้เข้ากลางของกลาง ๆๆ ของดวง
ธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ พอถูกส่วนเข้าเท่านั้นก็เห็นกายมนุษย์ละเอียด เหมือนกายมนุษย์แต่โปร่งกว่า ใส
กว่า เบากว่า ใสเกนิ ใส ใสหนกั เข้าไป ท่ีเตอื นเราให้นั่งเถิดนั่งเถดิ ใหท้ ำความเพียรอยา่ เลิกน่ันแหละกายมนุษย์
ละเอียด บัณฑิตในตัวทีเดียว ไม่ใช่พาล นึกน้อมเอาบัณฑิตในตัวของเรา กายมนุษย์ละเอียดในตัวเรานั่งสมาธิ
หันหน้าไปทางเดียวกับเรา จี้เข้ากลางของกลาง ๆๆ หนักเข้าไป พอถูกส่วนเข้าถึงดวงธรรมที่ทำให้เป็นบัณฑิต
ของเราคือดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด ให้เอาจิตของกายมนุษย์ละเอียดจดไปกลางดวงธรรมกาย
ทิพยจ์ ะเกิดขึน้

กายทพิ ย์นี่เตือนกายมนุษยล์ ะเอยี ดว่านั่งเถิดทำสมาธเิ ถิด กายมนุษย์ละเอียดก็เตือนกายเนื้อว่าน่ังเถิด
อยา่ งพง่ึ เลิกเลย ให้ทำความเพียรต่อไป พอมาถึงกายทิพยเ์ ราก็น้อมกายทิพย์ต้ังนง่ิ ที่ศูนย์กลางกาย พอถูกส่วน
เข้ากายทิพย์ขยายใหญ่เข้า ใสเป็นแก้ว เราจะเอาจิตจี้เข้ากลางของกลาง ๆๆ อย่างนี้ จากกายมนุษย์ละเอียด
เขา้ กายทิพย์ จากกายทิพย์เข้ากายพรหม กายพรหมถึงกายอรปู พรหม ทง้ั กายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กาย
อรปู พรหมน่ี ทา่ นอยูซ่ อ้ นกนั ไปดีเดียว ซอ้ นกนั เปน็ ขัน้ ๆๆ เป็นบัณฑิตทั้งนน้ั เตือนจากข้างใน อรปู พรหมเตือน
พรหมใหร้ ักษาศลี ให้ดนี ะ มีสมาธนิ ะ ทำความเพียรนะ เตือนกนั เป็นข้นั ๆ กายพรหมเตือนต่อไปเราน่ังสมาธินะ
ทำความเพียรนะ รักษาศีลให้ดีนะเตอื นกายทิพย์ต่อไป กายทิพย์ก็บอกต่อไปให้กายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์
ละเอยี ดกบ็ อกต่อไปยังกายเนื้อทเี ดียว สง่ ต่อมาเปน็ ข้ัน ๆ อยา่ งนท้ี เี ดียวว่า บัณฑติ ในตัวให้คบ ไอ้ท่ีบอกให้เลิก
เถิด ๆ นั่นไม่คบ ไม่เอาทีเดียว ถ้าไอ้เสียงนี้บอกเมื่อไรละก็เข้ากลางหนีทีเดียว จี้เข้ากลางของกลาง ๆๆ จาก

มนุษย์ผ่านเข้าไปเร่ือย จากมนษุ ยเ์ ข้ากายทิพย์ เขา้ กายพรหม เขา้ กายอรูปพรหม พอถึงจ้เี ข้ากลางของกลาง ๆ
ๆ หนักเข้าไปถึงกายธรรมทีเดียว จ้ีเขา้ กายธรรมกลางของกลาง ๆๆๆ หนกั เขา้ ไปถกู สว่ นเขา้ ถึงกายธรรมทีเดียว
จี้เข้ากลางของกลางของกลาง ๆๆๆ ถูกส่วนเข้าถึงกายธรรม คือธรรมกายทีเดียว ธรรมกายนี้บัณฑิตจริง ๆ
บัณฑิตแท้ ๆ ถา้ ลองชักชวนให้ไปทำอย่างอ่ืนละไมเ่ อา เปน็ ธาตุสวนทำสวน เปน็ บณั ฑิตแท้ ๆ ไม่มีกิเลสเจือปน
บัณฑติ ตอ่ ย่างแท้ ๆ ควรคบ บณั ฑิตทีเ่ ปน็ กายพรหม อรูปพรหม นนั่ ก็ควรคบแตย่ งั ไว้ใจไมไ่ ด้

เพราะอะไร อรูปพรหมนั่นยังติดในอรูปอยู่ ยังติดใน อากานัญจา วิญญานัญจา ยังหลงไหลในอากาศ
ไม่มีท่สี ิ้นสดุ หลงไหลในวญิ ญาณไม่มีที่สิ้นสุด ยงั หลงไหลในอรปู พรหมนั่น เปน็ บัณฑติ เหมอื นกันแต่เป็นบัณฑิต
ในตวั รปู พรหมกเ็ มอื นกัน เขายังติดอยู่ ตดิ ในรปู ฌาน เป็นบณั ฑติ ในตวั เหมือนกนั แตเ่ ปน็ บณั ฑิตไม่พอ เราเอา
ธรรมกายเป็นบัณฑิตจริง ๆ จี้เข้าของกลาง ๆๆๆ ดับหยาบไปหาละเอียด ๆๆ ใสละเอียด ใสในใส ใสเข้าไป
ทีเดียว จ้ีเข้ากลางของกลาง ๆๆๆ พอถงึ ธรรมกาย แลว้ มอบกายถวายชวี ติ มอบถวายเปน็ พุทธบชู าทีเดียว

เพราะธรรมกายเป็นพุทธรัตนะ เรามอบกายถวายชีวิตให้ธรรมกายเป็นพุทธรัตนะ ก็เท่ากับเราถวาย
ชีวิตพระพุทธเจ้าทีเดียว ก็เข้ากลางของกลาง ๆๆๆ ถึงดวงธรรมที่ทำให้เปน็ ธรรมกาย เราก็มอบกายถวายชีวิต
เข้าไปกลวงดวงธรรมนั่น มอบกายถวายชีวิตเข้ากลางดวงธรรมนั้นเราก็บูชาดวงรัตนะ จี้เข้ากลางของกลาง ๆ
เอาจิตของธรรมกาย จี้เข้ากลางดวงธรรม จี้เข้ากลางของกลาง ๆๆ ถึงธรรมกายในธรรมภาย ธรรมกายพระ
โสดา สกิทาคา อนาคา อรหัต ธรรมกายในธรรมกายนี่ มอบกายถวายชีวิตให้ท่านถือว่าบูชาพระสงฆ์ทีเดียว
บูชาบัณฑิตทีเดียว บูชาพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เรียกว่า บูชาบัณฑิตในตัวทีเดียวไม่ต้องไปหาท่ไี หน
จบมหาวิทยาลยั กห็ าไมไ่ ด้

ทำอย่างนี้ มาอยู่ธุดงค์กันอย่างนี้ นั่งสมาธิอย่างนี้ ถือศีลกันอย่างนี้ เอาจิตปักเข้ากลางของกลาง ๆๆ
อย่างนี้ ให้หยุดอย่างนี้ จึงจะพบบัณฑิต ให้ตั้งใจให้ดีนะ จี้กลางของกลาง ๆๆๆ ของดีน่ะอยู่ในตัว ของนอก
ตัวน่ะไม่ดี ธรรมกายน่เี ข้าพระนิพทานได้ จี้เขา้ กลางของกลาง ๆๆๆ ท่ยี ังไมน่ ่งิ ใหน้ ิ่ง ทนี่ ่ิงแล้วให้หนักเข้าไป น่ิง
ในนิ่ง ๆๆ ทย่ี ังไม่หยุดก็หยดุ เข้าไป ทห่ี ยุดแล้วให้หยุดหนักเข้าไปอีก เขา้ กลางตั้งม่ัน กายให้ตรงทีเดียว กระดูก
สันหลังทุกข้อให้ตั้งระนาบของมันทีเดียว ตั้งตรง ไม่ให้โค้ง ไม่ให้โก่ง แขนขาอย่าไปเกร็ง หัวตาอย่าไปบีบ ลม
หายใจอยา่ ไปกลน้ั จ้เี ขา้ กลางของกลาง ๆๆๆ ดับหยาบไปหาละเอยี ด ๆ ใสละเอียด ๆๆ ใสในใส ๆๆ จเ้ี ข้ากลาง
ของกลาง ๆๆ ไม่ถอยหลัง รุดหน้าไปทีเดียว เหมือนกับสายสัญ เขาต่อเข้ากลางของกลาง ๆๆ ทะลุแผ่นดินไป
ทีเดยี ว บ้านเป็นแน่นเปน็ หนาก็ตอ้ งอาศัยสายสญั มนษุ ยก์ อ็ าศยั บัณฑิตในตวั จี้เขา้ กลางของกลาง ๆๆๆ น่ิงเข้า
ไปทีเดียว อย่าถอยนะ ถอยก็แพ้ จี้เข้ากลางของกลาง ๆๆา วันนี้ฝนตกมาตลอดทีเดียว ตั้งแต่กรุงเทพจดดอน
เมือง มาถึงรังสิตรถจอดข้างทางเต็มไปหมด ไปไม่ได้ ลมก็แรง ฝนก็แรงมือไปหมด คนเข้าบอกว่ากว่าจะมาถึง
วัดได้จอด 2 หน 3 หน รถจอดเต็มไปหมด แต่ที่คลองสาม ที่ปฏิบัติธรรม ไม่เป็นอย่างนั้น ฝนตกมานิดหน่อย
โปรยมาเปน็ นำ้ มนตก์ เ็ ทา่ นั้น ไม่เปียกซซู่ ่ามาทำลายพิธีหมด

เพราะอะไร เพราะพวกเราเอาบณั ฑิตเข้ากลางนีแ้ หละ ไมเ่ ชน่ นน้ั นำ้ ท่วมไปแลว้ ไม่ได้มานั่งหลับตาทำ
สมาธิอย่างนีห้ รอก อานิสงส์ของการน่ังสมาธิ เลยคลองสามนีไ่ ปฝนกต็ ก ตกท่วมมาทีเดียว ฝนตกมาก จึงจี้เข้า
กลาง นี่เที่ยวนั่งธรรมดา ตั้งใจกลางของกลาง ๆๆ เข้ากลางได้ละก็ควบคุมอะไรได้หมด ควบคุมกายมนุษย์
ละเอียด เราควบคุมเทวดาได้ เทวดา 6 ชั้นฟ้านี่ควบคุมเทวดาได้หมด เทวดากลัวเข้ากลางได้ กลัวนักเชียว มา
กราบมาไหว้ปะหลก ๆๆ ทีเดียวพระอินทร์ก็พระอินทร์นะ จี้เข้ากลางของกลาง ๆๆๆ ทั้งเทวดาทั้งพรหมกลัว
ทเี ดียวกราบประหลก ๆๆ ทีเดียว อานิสงส์เขา้ กลางเป็นอยา่ งนี้

จ้ีเขา้ กลางของกลาง ๆๆ ดงั อรูปพรหม อรปู พรหมก็กลวั เกิดมาไม่เคยเจอคนเข้ากลางได้ อานิสงส์เข้า
กลางเป็นอย่างนี้ อย่าถอนนะ จี้เข้ากลางที่เดียว ที่อยากจะให้ฝนเทลงมาน่ะ ไม่ยาก จี้เข้ากลางบอกเข้าไปดี
เดียว เดี๋ยวฝนก็เหหนักลงมาจัก ๆๆ ทีนี้ห้าม อย่าพ่ึงตกเลย เข้าไว้ขอบำเพ็ญเพียรสกั พักหนึ่งเถิด ถึงไม่อยู่จริง
ๆ จ้ีเข้ากลางของกลาง ๆ เด๋ยี วกห็ ยุดเอง เดย๋ี วหยดุ เอง ฝนก็ฝนเถิด ถา้ ขเ้ี ขา้ กลางไดเ้ ม่ือไรก็ละก็ คุมได้หมดทั้ง
ภพสาม คุมได้หมด ดิน ฟา้ อากาศ เทวดา พรหม อรปู พรหม คมุ หมด ถา้ ควบคมุ ตวั เราเองก็คุมได้หมด ภพสาม
นพิ พาน โลกนั ต์ คุมได้หมด ตง้ั ใจจ้ีเข้ากลางของกลาง ๆๆๆ พระพทุ ธองค์ พระสมณโคดมของเราท่านเข้ากลาง
ของกลาง ๆๆๆ ดังธรรมกายนั่น ทา่ นบอกวา่ ทา่ นรูห้ มดทง้ั โลกทีเดยี ว ภพสามนิพพานโลกนั ตเ์ รารหู้ มดทเี ดียว

ได้ชื่อวา่ สัพพัญญู คือ รู้ท่ัวรู้หมด รู้ได้อย่างไร ก็เข้ากลางของกลาง ๆๆ ต้ังใจนิ่ง อย่าเคลื่อนจากกลาง
นะ ซา้ ยขวาหน้าหลงั น่ะไม่เอา เขา้ กลางทีเดยี วจะไปเอาบัณฑติ ในตัว บัณฑิตนอกตวั นะไม่ดีเด๋ียวกเ็ ป่ือย เด๋ยี วก็
เน่าเด๋ียวก็ตาย จะเป็นเพื่อนท่ีดีต่อกันยังไม่ได้ จบมหาวิทยาลัยว่าได้เป็นบัณฑิตแล้วน่ะยัง ยังเป็นบัณฑิต
จอมปลอม โกงก็เยอะ ตายไปก็มาก เน่าไปก็เยอะ นั่นไม่เอา เอาบัณฑิตจริง ๆ ทีเดียว เข้ามหาวิทยาลัยเป็น
บณั ฑติ ยังเป็นบัณฑิตจอมปลอมอยู่ ไดไ้ ปนอก ไปทำปรญิ ญาพอจบ เข้า 2 ปี3 ปี ได้เป็นบัณฑติ ยงั เป็นบัณฑิต
ปลอมอยู่ ถ้าเรียนต่อไปได้เป็นดอกเตอร์ เป็นบัณฑิตหนักเข้าไปอีก ดอกเตอร์โกงก็เยอะ ติดตารางก็ใร โดนฆ่า
ตายก็มี ยงั เปน็ บัณฑิตไมจ่ รงิ บัณฑิตเก๊ ๆ บัณฑิตจรงิ ๆ กลางของกลาง ๆ หาเข้าไปเถิด

ปักเข้ากลางของกลาง ๆๆๆ หนักเข้าไป ของดีอยู่ในตัว บัณฑิตอยู่ในตัวหาเข้าไปเถิด ปักนิ่งเข้าไป
ทีเดียวนะ อย่าพึ่งถอนนะ ถ้าถอนละก็แพ้ทีเดียว ปักนิ่งเข้ากลางของกลาง ๆหๆ ดับหยาบไปหาละเอียด ๆ ใส
ละเอียด ๆๆ ใสในใส ใสเกินใส ใสไม่มีขอบเขตทีเดียว พอเข้ากลางข้างในใส ข้างนอกใสไปหมดด้วย กายเนื้อก็
ใสเป็นแก้ว เม้แตก่ ายเนื้อกท็ ะลุ ผ่านเขา้ ทะลไุ ปได้ กายข้างนอกยังไม่ได้ จเ้ี ข้ากลางหนักเข้าไปตเี ดียว กลางของ
กลาง ๆๆ ใสในใส สว่างที่เดียว ปักเข้ากลางของกลางของกลาง ๆๆๆ ใสทีเดียว ปักเป็นปักสว่านเข้าไปทีเดียว
ปักเข้ากลางของกลาง ๆๆๆ ดับหยาบไปหาละเอียด ๆๆ ใสละเอียดใสละเอียด ๆ ใส่ในใส ๆๆ อย่าไปถอน
ทีเดียว เนื้อตัวหัวตีนอย่าไปเกร็ง เกร็งแล้วเข้ากลางไม่ได้ บัณฑิตในตัวหาไม่ได้ ต้ังนิ่งเข้าไปที่เดียว อธิษฐาน
ทีเดียว เรียกบุญเก่าบารมีเก่าทั้ง 30 ทัศ สร้างสมมาดีแล้ว ร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ น้อมเรียกให้
หมดมาให้ช่วยเป็นอุปกรณ์ถึงของบัณฑิตในตัว มีเท่าไรน้อมเรียกมาให้หมด เกิดมาที่ร้อยกี่พัน กี่หมื่น กี่แสน

ชาติ ไปน้อมมาให้หมด ไปตามมาทีเดียว เป็นอุปกรณ์ให้ถึงบัณฑิตในตัว นึกถึงได้เมื่อไร เรียกไม่หยุดทีเดียว
ความดีทไ่ี ด้ทำเอาไว้ในก่ีชาติ ๆๆ ทำเอาไว้เยอะ แตไ่ อค้ วามชว่ั มันมีปนไป บางชาตทิ ำดีบางชาตทิ ำชว่ั ความดีท่ี
ทำเอาไว้เหมือนน้ำ ความชัว่ ทีท่ ำเอาไวเ้ หมือนสันดอนขวางน้ำ มนั เหมือนเขื่อนก้ันน้ำ พอเราทำความดี จะเอา
ความดมี าช่วย ไอค้ วามช่วั มากั้นขวางเข้าไว้ มนั กันเอาไว้ เราจะทำอยา่ งไรเราจะใช้ เอามาใช้ไม่ได้บัณฑิตในตัว
ไมเ่ กดิ เราก็เรียกทางโลกจะเอานำ้ ก็เอาสูบมาต้งั แล้วสูบเอา ทางธรรมก็ต้ังเข้ากลางแลว้ เรียกเขา้ เรยี กมา เรียก
เอาไว้เท่าไร ร้อยชาติกี่ชาติก็มาทีเดียว ยิ่งเรียกยิ่งมา มาไม่มีขอบเขต พระพุทธองค์พจญมารอยู่โคนโพธิ์ น้อม
เรียกเดี๋ยวเดียว พอตั้งใจเรียกบุญบารมี น้ำท่วมทีเดียว มารป่นหมด ล้มหายตายจากไปก็มี จี้เข้ากลางอย่างน้ี
นะ เอาให้ถึงบณั ฑติ ในตวั ไอพ้ าลในตวั นะ่ มนั อะไร กไ็ อ้ทมี่ นั ตะโกนบอกวา่ ตรสั รูแ้ ลว้ เลิกเถดิ ๆ อย่าน่ังเถิด นน่ั
แหละมันละ ตัง้ ใจเขา้ กลางของกลาง ๆๆ พอถงึ ธรรมกายละก็ลากตวั มันมา ลากตัวพญามารมาดไู ด้ เหน็ ทีเดียว
เนอ้ื ตัวหัวตีนของมันเปน็ อยา่ งไรเหน็ หมด

ตอนน้ีถงึ ธรรมกายบา้ งไม่เหน็ ้าง ถึงนิด ๆ หน่อย ๆ เอาให้เหน็ จริงถงึ จริง ปราบมารไดเ้ หมือนกนั ต้ังใจ
ให้ดี จเ้ี ข้ากลางของกลาง ๆๆ จ้ีนง่ิ นะ อยา่ ถอนนะ ถอนแลว้ แพ้ทีเดียว แพม้ ารไอท้ ่ีพจญพระพทุ ธองค์นั้นแหละ
ไอ้มีตัวปวด ๆ เมื่อย ๆ นั่นและมันแหละ ตั้งใจจ้ีเข้ากลางอีกหนอ่ ยไปลากตัวมันมาดู เนื้อตัวหัวตีนเป็นอย่างไร
ตั้งใจจี้เข้ากลางของกลาง ๆๆ ดับหยาบไปหาละเอียด ๆ ใสในใส ๆๆ ใสหนักเข้าไปทีเดียว ตั้งนิ่ง น้อมเข้าไป
ทีเดียว เจอกายมนุษย์ละเอียดก็จับน้อมเข้าไปที่ศูนย์กลางกาย เจอกายทิพย์ กายพรหม อรูปพรหม โสดาภูมิ
โสดา สกิทานา อนาคา อรหัต น้อมเข้าไว้ท่ีศูนย์กลางกาย ซ้อนเป็นชั้น ๆ ที่ศูนย์กลางกาย ทำไมต้องซ้อน ก็
บัณฑิตตอ้ งคบเอาไว้ บณั ฑติ น่ะอยา่ ทิ้ง คบเอาไวด้ ี คบเอาไวใ้ นตัว อย่าปล่อยออกข้างนอกนะ น้อมเข้าไว้ในตัว
ปล่อยให้ออกขา้ งนอกก็เจอคนพาลไม่เอา กลางของกลาง ๆ

ดับหยาบไปหาละเอียด ๆ จี้เข้ากลางดีแล้ว แต่ต้องดับหยาบไปหาละเอียดด้วย บัณฑิตในตัว โสดา
สกิทาคา อนาคา อรหัต นั่น ต้องดับหยาบไปหาละเอียดด้วย ยิ่งดับหยาบไปหาละเอียดได้เท่าไร กายเนื้อย่ิง
ผ่องใส ทกุ ขเวทนาเวลาทำธรรมะหมดทเี ดียว หลดุ หมด ส้ือรุดหลุดหมดทเี ดยี ว จีเ้ ขา้ ไปนะ จีเ้ ข้ากลางของกลาง
ๆๆๆ ดับหยาบหาละเอียด ๆๆ ใสละเอียด ๆๆ ใสหนกั เขา้ ไป ตง้ั ใจใหด้ ีทีเดียว น่ิง นกึ นอ้ มถึงดวงธรรมใสทีเดียว
ในครั้งแรก นึกน้อมให้ใสในใส ๆๆ ใสเหมือนแก้ว ใสเหมือนเพชร นึกให้สว่าง ๆ สว่างเหมือนตะวันเที่ยง จี้เข้า
กลางให้ถูกส่วนทง้ั ใสท้งั สว่างทีเดียว จ้ีเขา้ กลาง จ้ีเข้าไป

พอจี้กลางถูกส่วนเท่านั้นแหละกายมนุษย์ละเอียดท้ังใสทั้งสว่างทีเดียว ถ้าคุ่ม ๆ ค่ำ ๆ นั่นไม่ค่อยจะ
เข้ากลาง ถ้าเข้ากลางเห็นใสในใสทีเดียว ไม่ถูกสว่ นประคองใหม่ ต้ังนิง่ ตามแนวดิง่ ให้ดี ทะลุผ่านลงไปจากกลาง
กระหม่อมผ่านเพดาน ผ่านศูนย์กลางตามแนวดิ่ง ดิ่งลงไปทีเดียว กลางของกลาง ๆๆ นิ่งทีเดียว พระสิทธัตถะ
ท่านไปทางนี้ เจอบัณฑิตคือกายมนษุ ย์ละเอียด บัณฑิตในกายท่าน จี้เข้ากลางหนกั เข้าไปอีก เจอบัณฑิตอีกคอื
กายทิพย์ ท่านเจอแล้วเมื่ออายุ 7 ขวบ เจอแล้ว เจอบัณทิตในตัวแล้ว แต่ตอนนั้นไม่ค่อยได้คบหาสมาคมกัน

มากนัก ท่านก็ปล่อยไป เพราะพระราชบิดาเอามารมาล่อ ท่านก็หลงไปพักหนึ่ง เลิกคบบัณฑิตไปชั่วคราว พอ
นึกถึงบัณฑติ มาได้อายุ 29 แลว้ อายุ 29 แลว้ นึกถึงบณั ฑติ ได้ เพ่อื นรักเพื่อนใคร่ เจอกันเมอ่ื อายุ 7 ขวบนั่น ท้ิง
กันไปเสยี นาน 7 ขวบ ถึงอายุ 29 ทิ้งกันไปตัง้ 22 ปนี น่ั ได้ลกู มาคนหนึง่ ทเี ดียว ไมเ่ อาทีเดยี ว ท่านนกึ มาได้ท่าน
ก็ทิ้งหมดไม่เอาอะไรทั้งน้ัน เข้าป่าทีเดียว เข้าป่าไปตามบัณฑิตเพ่ือนเก่ามาทีเดียว ยี่สิบกว่าปีแล้วไมไ่ ปตามมา
ตามมาก็เข้ากลางของกลาง ๆๆ กลับไปบัณฑิตเพื่อนเก่าทีเดียว พอเข้ากลางบัณฑิตเก่าถูกส่วนก็ถึงกายอรูป
พรหมได้ เพื่อนใหม่ละทีนี้ เข้ากลางของกลาง ๆๆ กายอรูปพรหม ได้บัณฑิตใหม่อีก คราวน้ีเป็นบัณฑิตแท้
ทีเดียว ไม่ชวนไปกินเหล้าเมายา ไปเจอบัณฑิตพรหม บัณฑิตอรูปพรหม ไปเจอบัณฑิตใหม่ บัณฑิตจริง ๆ ไม่
ร้จู ักเสอ่ื ม ธรรมกายน้ีบัณฑติ ในตวั จี้เขา้ กลางของกลาง ๆๆ ดบั หยาบไปหาละเอียด ๆๆ ใสละเอยี ด ๆๆ

ทางโลกเขาจะคบเพื่อนต้องลงทุนลงแรงนะ เสียค่าเหล้าคา่ ตัว ค่าปลาเยอะทีเดียว คบมาได้แทนที่จะ
เป็นบัณฑิต เป็นพาลทั้งนัน้ ชวนเข้าบาร์ ชวนเข้าคลับ ชวนสูบบุหรี่ ชวนไปตามเรื่องทีเดียว ทางโลกเขาคบกัน
เสียเงินเสยี ทอง เจอแต่คนพาล ทางธรรมเขาเข้ากลางของกลาง ๆๆๆ เงินทองไม่ต้องเสียสักสตางคเ์ ดียว จี้เข้า
กลางของกลาง ๆๆ ไม่ต้องเสียสักสตางค์แดงเดียว ก็เจอบัณฑิตได้เยอะแยะได้ 18 คน ได้มนุษย์ ได้ทิพย์ ได้
พรหม อรูปพรหม โคตรภู โสดา สกิทาคา อนาคา อรหัต ทั้งหยาบทั้งละเอียด 18 นะ รักษาให้ดีเชียว จี้เข้าไป
ทีเดียวนะ เพือ่ นข้างนอกตัวไม่ใช่บณั ฑติ หรอก เก๊ท้ังน้นั

ปักจิตหยุดนิ่ง ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆๆๆ นิ่งเข้าไป ประคองใจที่เดียว นิ้วชี้น้ิวเดียวประคองไม้พลอง
ยาวตัง้ วายงั ได้ ประคองไว้มทีเดียวนะ ประคองเขา้ กลางทเี ดยี ว พอถงึ ดวงธรรมก็เข้ากลางทีเดยี ว เข้าเหมือนกับ
ปกั เข็ม ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆๆ ปกั ตรึกหยดุ นิ่ง ในตัวมีบณั ฑิตต้ัง 18 เป็นอยา่ งน้นั มากกว่านั้นยังมีอีก วันนี้
เอาแค่ 18 ก่อน ในตัวมีบัณฑิตตั้งเยอะ วันนี้เอาแก่ 18 ก่อน มากกว่านั้นเอาไว้วันหลัง ประคองใจให้ดีเชียว
สัมมาอะระหัง ๆๆ ในตวั เรามีบณั ฑิตอย่างน้อยต้ัง 18 พระพทุ ธองค์จึงบอกว่าคบบัณฑิตในตวั แหละ เป็นมงคล
ชีวิต ฟ้าถล่ม ดินหลาย อย่าทิ้ง คอขาดบาดตายคบเอาไว้ ถ้าคบบัณฑิตในตัวขณะมีชีวิตอยู่ก็เป็นสขุ ถ้าถึงกาย
ทิพย์คบกายทิพย์เอาไว้ คบไว้ให้ดี กายทิพย์เขามขี องดี เขามีศีล ทาน หิริโอตตัปปะ เป็นชีวิตจิตใจ เขามีของดี
เขาจงึ เป็นบัณฑิต ถ้าเราถงึ กายน้ีละก็ เอาจิตจดหยุดน่ิงท่ีศนู ย์กลางกายทิพย์ละกด็ ีทีเดียว ดีอย่างไร ดีในศีลใน
หานทีเดยี ว เหราะกายเน้ือน้ีก็ทำบุญ ถอื ในทาน ในศีลม่นั คบเขาเอาไว้ นอกจากทางศลี กายทพิ ย์เขายังมีดีอีก
คือ หิริโอตตัปปะ เขามีความเชื่อกลัวบาปทีเดียว อายบาป คบเขาเอาไว้ คบเขาเมื่อไรละก็กายเนื้อของเราก็มี
ความเช่ือกลัวบาปทีเดียว

จี้เข้ากลางของกลาง ๆๆ หนักเข้าไป คบบัณฑิตหนักเข้าไปอีก อรูปพรหมอย่างไรเล่า บัณฑิตอรูป
พรหมเขาดีทีเดียวน่ะ เขาไม่เกะกะหรอก เขามีศีล มีทาน มีหิริโอตตัปปะ เหมือนบัณฑิตกายทิพย์ แต่เขาเก่ง
กว่านั้น เขามีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เขาดีนะ คบเขาไว้นะ จ้ีเข้ากลางของกลาง ๆๆ หนักเข้าไปอีก ถึง
กายอรูปพรหม เขาก็ดีทีเดียวนะ เขาดีอย่างไร เขามีทาน ศีล สมาธิ ภาวนา เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

ชั้นสูงทีเดียว เขาดีอย่างนี้ เขาถึงได้ชื่อว่าบัณฑิต พอถึงธรรมกายโคตรภู โสดา สกิทาคา อนาคา อรหัตเขาก็ดี
นะ เขาดีอยา่ งไร เขาเขา้ นพิ พานได้ นนั่ บณั ฑิตทเี ดยี ว คบเขาเอาไวล้ ะก็ ไมโ่ ลภ ไม่โกรธ ไมห่ ลงทเี ดียว ทนี ีจ้ ะใส
สมาธิก็ใส ปญั ญากใ็ ส บณั ฑติ ในตัวเป็นอย่างน้ี พระพทุ ธองค์จึงได้สั่งนักส่ังหนาให้คบ เราจะไปคบพาลซะเร่ือย
เดี๋ยวกไ็ ปละคุยกนั บา้ งละ นอนกันบา้ งละ ใจลอยบา้ งละ นน่ั ล่ะพาลทั้งนั้นล่ะ ข้เี กยี จละตวั เป็นขนทีเดียว มันมี
ขนจริง ๆ เสียด้วยซิ เข้ากลางของกลาง ๆ เข้ากลางเมื่อไรไปเจอบณั ฑิตในตัว ไปดูทีเดียวไปให้ธรรมกายจับไอ้
ตวั ขีเ้ กียจมาให้ดูซิ ยังไอต้ วั ขีเ้ กียจขนเต็มตวั ทีเดียวจริง ๆ ปกั นงิ่ เข้าไปกลางกาย คน้ บณั ฑิตเข้าไปนะ ค้นเข้าไป
เท่าไร เจอเท่าไรเอาเป็นเพื่อนหมด แล้วก็ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆๆๆ ฟ้าถล่มแผ่นดินทะลาย คอขาดบาดตาย
ไมฟ่ ัง จะเอาบณั ฑิตในตัวใหไ้ ด้ ได้บัณฑติ ในตัวมา สคุ ติเป็นท่ไี ป ไดต้ ิดในตวั มาเปน็ เพอ่ื น จะได้หนงึ่ สอง สาม ส่ี
หา้ หรือไดต้ ลอดสบิ แปดก็แล้วแต่ ถ้าได้มาละก็สุคติเป็นท่ไี ป ไม่ตอ้ งไปเกดิ ในนรก เปรต สัตว์เดรัจฉาน อสุรกาย
ทีเดยี ว เจอบัณฑติ ในตัวไปดีทเี ดียว อบายภมู ิไม่ต้องกลัวไม่เหลียวทีเดียว แตถ่ ้าไมเ่ จอไม่แน่ ไม่หาบัณฑิตในตัว
ไม่แน่ หาบัณฑิตปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกนั่นไม่แน่ ตกนรกก็ได้ไม่แน่ ขึ้นสวรรค์ก็ได้ แต่งตกนรก
มาก ขึ้นสวรรค์ไม่เยอะ บัณฑิตนอกตัวไม่เอานะ เอาบัณฑิตในตัวนะคบเอาไว้ บัณฑิตนอกตัวเรียกว่า พาล
ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆๆ ตรึกหยุดนิ่ง ทุกอย่างที่เราทำตลอดชีวิตของเราโดยเฉพาะการปฏิบัติธรรมครั้งน้ี
ภาพจะติดจารึกไว้ที่ศูนย์กลางกายของเรา ทุกอย่างที่เรากระทำจะติดจารึกไว้ ชาตินี้ขี้เกียจ ชาติหน้าก็ขี้เกียจ
ชาติน้ขี ค้ี ุยชาตหิ น้าก็ขี้คุย ถา้ ชาตินี้ชอบนอนชาตหิ น้ากเ็ ปน็ หมูทีเดยี ว มนั ติดไปทุกภพทุกชาติ ที่ผิดมาแล้วแล้ว
ไปต่อไปเอาให้ดี ตั้งต้นใหม่ทีเดียว ไม่อย่างนั้นละก็ชาตติ ่อ ๆ ไป ไปทันสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา้ ทั่วหนา้ ใน
ชาติต่อไปละก็ท่านเทศน์เอาที่คนตั้งเยอะ คนเป็นโกฏินั่นอายเขานะ ท่านจับประจาน ในสมัยพุทธกาล เวลา
พระพุทธองคเ์ ทศน์ ไม่ใชค่ นมาฟัง 5 คน 10 คน 100 คน 1,000 คน นะ คนมาฟังเป็นหนุตทเี ดียว

หนตุ มากกว่าโกฏนิ ัก เป็นร้อยล้าน พันล้าน พนั โกฏิ พระพทุ ธองคเ์ ทศน์ดี ถา้ ไปถูกประจานอายเขานะ
แก้ไขเสียตั้งแต่บัดนี้ ไม่ต้องไปถูกประจานให้อาย จ้ีเข้ากลางนิ่ง จี้เข้ากลางของกลาง ๆๆๆ ดับหยาบไปหา
ละเอยี ด ๆๆ ใสละเอยี ด ๆๆ ถา้ เราขยันประคองใจน่ิง ใหเ้ ขา้ ไปคบบัณฑิตในตวั คุณมหาศาลทีเดียว จะลอยเด่น
เหมอื นดวงอาทติ ย์ ท้งั ทีอ่ ย่บู นพ้นื ดนิ ดวงอาทติ ย์ทร่ี าเห็นทุกเช้า ๆ ตอนรบั อรุณน่ันแหละ มันเดน่ อยา่ งไร ดวง
อาทติ ยน์ ะ่ มนุษย์บนพนื้ โลกนี่กี่ร้อยกพี่ นั ล้าน มองเหน็ ดวงอาทิตย์อยู่บนหัวตัวเอง รอ้ ยคนก็ร้อยคน เดินไปไหน
กเ็ หมือนดวงอาทิตย์เดนิ ตามไปด้วย ถ้าเรามีธรรมะ ต้ังใจปฏิบตั ิดีปฏิบตั ิชอบ จะเดินเหมอื นดวงอาทิตย์ มนุษย์
ทั้งโลกนั่งกราบนั่งไหว้ เขาเห็นเราเขาจะมีความรู้สึกเหมือนเห็นดวงอาทิตย์ ก้าวไปทางใหนพระอาทิตย์อยู่
เหนอื คนคนน้ัน กา้ วตามเขาไป เมือ่ มีบัณฑติ ในตวั เหมือนกนั ตลอด 18 กาย เจอหมดละก็ เดินไปไหนเหมือนมี
ดวงอาทติ ยล์ อยอยู่ ต้งั ใจให้ดที ีเดียว มเี วลาไมม่ ากนกั มาอย่ธู ุดงค์ครงั้ นี้ ตั้งใจเอาธุดงคก์ ลับไปบ้านให้ได้ ฝากพี่
ฝากน้อง ฝากพอ่ ฝากแม่ ฝากลูกฝากเมยี เอาบัณฑติ ไปฝากให้ได้ พาลอย่าเอาไป จี้เขา้ กลางของกลาง ๆๆๆ ดับ
หยาบไปหาละเอียด ๆๆ ใสละเอียด ๆๆ ใสในใส ๆๆ ใสหนักเข้าไป เอาละวันนี้เอาเพียงเท่านี้ ค้นบัณฑิตในตัว

ใหไ้ ด้นะ บอกทางให้แล้ว บอกคุณให้แล้วดว้ ย วิธอี าตมากบ็ อกให้หมดแลว้ เหลอื แต่ตวั เองทำให้ได้ พาลอย่าไป
เอา เอาบัณฑิตในตัวให้ไดน้ ะ เอาละพักได้

-----------------------------------------------------



มงคลชวี ิต ประการที่ 3 : บชู าบคุ คลท่คี วรบชู า

วิธีตั้งใจน่ะ ตั้งแต่เด็กแต่เล็ก พ่อแม่ว่าไปโรงเรียนให้ตั้งใจเรียนนะ ไปถึงโรงเรียนอาจารย์ก็บอกว่าให้
ตั้งใจนะ แต่ไม่บอก ทั้งพ่อทั้งเแม่ทั้งครทู ั้งอาจารยท์ ่านกไ็ ม่บอกว่าให้ต้ังใจอย่างไร ไปทำบุญพระท่านก็บอกให้
ต้ังใจรบั พรพระ แตท่ ่านไมไ่ ดส้ อนว่าใหต้ ้ังไว้ที่ไหน ตั้งไว้อยา่ งไร ไปต้ังไวบ้ นพระพุทธรปู หรือก็ไม่ใช่ ต้ังไว้ที่หน้า
หรอื ก็ไม่ใช่ ตง้ั ไว้ทส่ี ำนกั งานหรือก็ไม่ใช่ ตงั้ ไวบ้ นหัว บนแขน บนขา บนตวั หรอื กไ็ ม่ใช่ ใหต้ ้ังไวท้ ศี่ นู ย์กลางกาย
วธิ ตี ัง้ ใจเอาใจไปตั้งไว้ท่ศี นู ย์กลางกาย ศูนยก์ ลางกายอย่ทู ไี่ หน หาให้ได้

หยิบเสน้ ดา้ ยมา 2 เสน้ ขึงใหต้ งึ ทเี ดยี ว ขึงจากสะดือหน้าทะลหุ ลัง อีกเสน้ ขึงจากซา้ ยทะลุขวา ขึงให้ตึง
พอเส้นด้าย 2 เส้นตัดกันเห็นจุดตัดเป็นกากบาท ที่กลางกาย นั่นขึงให้ตึง เป็นเส้นด้าย 2 เส้นตัดกันเป็นรูป
กากบาท ที่ศูนย์กลางกาย ตรงจุดนั้นเหนือขึ้นมาอีก 2 นิ้ว ยกขึ้นมาอีก 2 นิ้ว ตรงน้ันแหละเปน็ ที่ตั้งใจของเรา
ทีเดียว จะทำงานอะไรก็ตามเอาใจของเราไปตั้งไว้ในนั้น เอาไปตั้งก็ต้องประคองทีเดียวนะ ไม่ประคองละก็ไป
ทีเดียว ตุหลัดตุเหล่ไปทีเดียว เหมือนเขาเล่นกลทีเดียว เอาไม้ยาวต้ังวาไปตั้งไว้ที่ปลายนิ้ว ต้องประคองเอาไว้
ไม้ไม่ล้ม พลองไม่ลม้ ยาวต้งั วา ยาว 2 วา 3 วา กไ็ ม่ล้ม ประคองให้ดที เี ดยี ว ใจของเราก็เหมือนกนั เรารวู้ ่าต้งั ไว้
ทศ่ี ูนย์กลาง เหมอื นประคองไว้ทป่ี ลายนิ้ว ประคองน่งิ ๆ ทเี ดยี ว อย่าหายใจแรง อย่าหายใจคอ่ ย เอาพอดี ๆ ต้ัง
นิ่งทีเดียว เรานึกหาศูนย์กลางกายของเราได้ เราก็ตั้งนิ่งลงไป ใจของเราเป็นอย่างไร เนื้อตัวหัวตนี เปน็ อย่างไร
ใสเป็นดวง ๆ ทเี ดยี ว ทดี วง ๆ น่ะรวมทเี ดยี วกลมเหมือนลูกฟุตบอลเหมือนลูกแก้วนะ ไม่ใชเ่ ป็นวง ๆ นะ ถ้าวง
ๆ เป็นแผน่ ๆ เสน้ ๆ ถา้ ดวง ๆๆ ละกก็ ลมใสทเี ดยี ว ใจของเราเป็นดวง

เอาดวงใจไปตั้งไว้ที่กลางกายแล้วประคองไว้ทีเดียว ประคองว่าสัมมาอะระหัง ๆๆ ประคองนิ่งเอาไว้
ทีเดียว ต้ังใจต้องทำอย่างนี้ ถ้าไปทำอย่างอื่นไม่เรียกว่าต้ังใจแล้ว ถ้าทำอย่างอื่นไม่ใช่อย่างนี้ ต้ังเป็นดวงใสไว้
อย่างน้ีที่กลางกาย แล้วก็ประคองเลี้ยงด้วยสัมมาอะระหัง ๆๆๆ ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้งไม่เลิก
ทเี ดยี ว ต้ังใจใหใ้ สเป็นแก้วทเี ดยี วนะ อยา่ งนเ้ี รยี กว่า ตง้ั ใจ

เมื่อคืนนี้ได้อธิบายถึงมงคลชีวิตที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ เมื่อคืนได้อธิบายถึงคาถาท่ีหนึ่งไม่คบคน
พาล ขอ้ สองให้คบบณั ฑิต วันน้ีจะอธบิ ายตอ่ ทีเดียว

คาถาที่สามให้บูชาคนทีค่ วรบูชา คนที่ควรบูชามีพ่อแม่ พ่อแม่ดีอย่างไร อ้อให้เราเกิดเป็นคน ถ้าไม่ได้
เข้าท้องพ่อเม่ป่านน้ีคลานส่ีขาไปแล้ว โชคดีเหลือหลาย เข้าท้องพ่อท้องเม่เกิดเป็นมนุษย์ เวลามาเกิดนี่เจ้ากาย
มนุษย์ละเอียดหรือกายฝันของเราที่มันหาที่เกิด ระยะที่มันหาที่เกิดเรียกปฏิสนธิวิญญาณ ที่เรียกปฏิสนธิ
วิญญาณ ปฏิสนธิวิญญาณต่างกับวิญญาณนะ วิญญาณเป็นดวงรับรู้ที่ศูนย์กลางกายคือ กลางดวงจิต แต่
ปฏิสนธิวิญาณเป็นกายทีเดียว เป็นกายโปร่ง เบาใส มีเนื้อตัวหัวตีนหมด เวลากายมนุษย์ละเอียดจะมาเกิด ถ้า
เป็นผู้ชายเข้าทางช่องจมูกขวาของพ่อ ผ่านช่องจมูกขวา ทะลุไปที่เพลาตา ผ่านไปที่กลางกระหม่อม ผ่านไปที่

เพดานปากชอ่ งคอน่ัน ไปจดทศี่ ูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด ไปตกอยู่ได้ 3 วนั บา้ ง 5 วนั บา้ ง 7 วนั บา้ ง ก็ไปรอกับพ่อ
ทีเดียว ไอ้เจ้าบังคับพ่อทีเดียวให้ไปถ่ายให้แม่ ไปถ่ายให้เม่ก็เข้าไปอีกเหมือนกัน เอาฐานหยาบ ๆ เข้าไปส่วน
หนงึ่ ไอ้ฐานละเอียดนั่นเข้าอย่างไร ปฏิสนธิวิญญาณนั่นแหละ เป็นชายจมกู ขวาของแม่ผา่ นเขา้ ไปทเี ดียว เขา้ ไป
ทเ่ี พลาตา ผา่ นกลางกระหม่อม ผา่ นที่เพดานไปเร่อื ย ผา่ นช่องคอ ผา่ นไปที่ฐานที่หก ไปที่ฐานท่ีเจ็ด เกดิ เปน็ คน
ต้องอาศัยพ่ออาศัยแม่เข้าไปอยู่ในท้องพ่อท้องแม่ได้ 3 วนั ๆ พ่อแพ้ท้องก่อนแลว้ แต่พอ่ สมัยนี้ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง
ขี้เหลา้ เมายากนั ไปตามเรื่อง เราเขา้ ไปอยใู่ นตัวก็ไมร่ ู้ พอ่ แมป่ ยู่ ่าตายายสมยั กอ่ นเขารู้ สมยั ก่อนเขามีสมาธิ มศี ลี
มธี รรม ไอ้เจ้าปฏิสนธิวิญญาณเขา้ ไปอยู่ในตัวเขารู้ทเี ดียว เขาฝันทีเดยี ว พ่อก็รู้คุณป่คู ุณตาเขารู้ พ่อสมัยนี้เหล้า
มนั มอมหมด เมาหมด ลม้ ตวั นอนกก็ รนฟดื ทเี ดยี ว เสอื ช้างมาลากไปไมร่ ู้เรอ่ื ง

เขา้ ทอ้ งพอ่ ถ่ายไปอยู่ท่ีท้องเแมไ่ ปอยทู่ ่ีศูนย์กลางกายของแมน่ ่นั แหละ จดน่ิง ระยะทีศ่ ูนย์กลางกายพ่อ
แม่ตะโกนมาทีเดยี ว ข้าจะทำดี ๆ กูจะเอาดีละชาติน้ี แต่พอครบสิบเดอื นคลอดออกมา ไม่รู้จะดีอย่างไร พอโต
ขึ้นมาดีหมด หลุดจากท้องพ่อท้องเม่ร้อง อุแว้ ๆ ลืมแล้วกูจะเอาดี กูจะทำดีไม่เอาแลว้ พอโตพอจะจำความได้
กเ็ รม่ิ เกะกะทีเดียว ออ้ นบ้าง ขแี้ ยบา้ ง เทยี่ วบา้ ง การเรยี นไม่เอา พ่อแมข่ องเราท่ีดีนะ่ นอกจากจะให้เราเป็นคน
แล้ว ยังอบรมเราให้ดี พ่อเม่มีคุณอย่างนั้นทีเดียว สอนให้เราเคารพ เคารพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อ
แม่น่ะดีอย่างน้นี ะ เพราะฉะน้ันกต็ อ้ งบูชาท่านทีเดียว ถ้าไมบ่ ชู าล่ะผดิ ทีเดยี ว

อยา่ งพวกเราถ้าเข้าท้องผิด เข้าท้องหมู เข้าท้องหมา คราวน้ลี ่ะยุง่ ทีเดียว ถ้าเขา้ ท้องหมู ท้องหมาละก็
เกิดเป็นหมูเปน็ หมาทีเดยี ว ที่เข้าห้องคนบุญนักบุญหนาทีเดียว ต้องรักษาตัวให้ดีทีเดียว รักษาอย่างไร ก็รักษา
โดยเข้ากลางของกลาง ๆๆ เข้ากลาง เข้าทางอื่นรักษาไม่ได้ ทางอื่นเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด เข้ากลาง
ของกลาง ๆๆๆ นั่นแหละ เข้ากลางของกลาง ๆๆ นี่น่ะถูกส่วน เจอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในตัว พระ
พทุ ธ พระธรรม พระสงฆอ์ ยูใ่ นตัว พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆท์ ี่สั่งสอนพ่อแม่ให้เลีย้ งดูเราใหด้ ี อบรมส่ังสอน
เราดี ถ้าเราเคารพพ่อ เคารพแมข่ องเรา กเ็ คารพผ้ทู ่ีอบรมสง่ั สอนแม่ของเรา ใครเล่าที่สั่งสอนพ่อสั่งสอนแม่เรา
มา ก็พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในตัวน่ีแหละ พระพุทธก็ธรรมกาย ธรรมกายก็พระพุทธรัตนะอบรมพ่อ
อบรมแม่ของเรามา มิเช่นนั้นอยู่ในท้องละก็กินยาขับออกมาทีเดียว ยิ่งพ่อแม่สมัยนี้ พระพุทธ พระธรรม
พระสงฆไ์ มเ่ อา พอต้ังทอ้ งเท่าน้ันละกก็ นิ ยาขับออกมาทเี ดียว มันเริม่ ฆ่ากันตั้งแต่แรก เมื่อพอ่ แมเ่ ปน็ อย่างน้ี ลูก
จะเอาดีที่ไหน จะเคารพกันที่ไหน ก็พ่อแม่ของเราตั้งใจเลี้ยงเรามา ถ้าไม่ตั้งใจเลี้ยงเรามาก็ไม่ได้โตอย่างนี้ ไม่
ไดม้ าน่งั อย่างนี้ กินยาขับเลอื ดตายไปแล้ว พระคุณของทา่ นนะ่ มากอย่างน้ี มากหลายทีเดียว

ผู้ที่เราควรบูชาบุคคลแรกคือพ่อแม่ บุคคลที่สองคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พอโตอีกหน่อยเข้า
โรงเรยี นแลว้ ครอู าจารย์ตอ้ งเคารพบูชา ย่งิ กวา่ นน้ั ผู้ท่ีเขามีศลี จะเปน็ ใครก็ตามต้องเคารพต้องบูชาเขาเอาไว้ ผู้
ท่ีเขามศี ลี ศลี 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 นะ่ บูชาเขาไว้เถดิ น่ันแหละบณั ฑิตแหละ ผทู้ ี่เขามธี รรมกายละก็บูชาให้
หนกั ทีเดยี ว เขาเปน็ บณั ทติ ท้ังภายในเละภายนอก บูชาเอาไวใ้ หด้ ี

วิธีบูชาทำอย่างไร วิธีบูชาก็เข้ากลางของกลาง ๆๆๆ นิ่งเข้าไปทีเดียว เข้าไปกลางของกลางๆ ถูกส่วน
เจอดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ เข้าไปถูกส่วนเจอกายมนุษย์ละเอียด เข้ากลางมนุษย์ละเอียดถูกส่วนถูก
ส่วน เจอดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด เข้ากลางของกลาง ๆ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์
ละเอียดกถ็ ึงกายพรหม เขา้ กลางกายพรหมถูกสว่ นเห็นดวงธรรม เข้ากลางของดวงธรรม พอถูกสว่ นเข้าเท่านั้น
ก็ถึงกายอรูปพรหม ไปตลอด 18 กาย กายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม ธรรมกายโคตรภู โสดา
สกทิ าคา อนาคา อรหตั ท้งั หยาบ ทัง้ ละเอยี ด ถา้ ทำอย่างน้ีจึงจะถูกทพ่ี ระพทุ ธเจ้าสอนเอาไว้ พระพทุ ธเจ้าสอน
ทีเดียว ถ้าจะบูชาท่านละก็การบูชาที่เลิศต้องปฏิบัติบูชา ไม่ใช่เอาแต่เที่ยวกราบ ๆ ไหว้ ๆ ยังไม่พอ เอาธูป
เทยี นของหอมมาต้งั ไว้ยงั ไม่พอ บชู าพ่อบชู าแม่เหมอื นกนั นั่งกราบ นงั่ ไหวย้ ังไม่พอ ตอ้ งทำตวั ให้เป็นลกู ทีด่ ีด้วย
ครบู าอาจารยก์ ็เหมือนกันนัง่ กราบนั่งไหว้ยงั ไมพ่ อ ตอ้ งเอาความรูข้ องท่านมาใชใ้ หเ้ ป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์
อย่างไร หยาบ ๆ ก็มาบำรุงพุทธศาสนาทีเดียว บำรุงพุทธศาสนาให้เจริญทีเดียว จะได้เป็นที่พึ่งต่อไป ครู
อาจารย์ก็ทำอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างสมัยน้ี พอจบการศึกษาก็เก็บเงินไว้เอาไปซื้อเหล้าเลี้ยงครูบาอาจารย์ อย่างนั้น
ไม่ไช่บชู าอาจารย์ อยา่ งนนั้ ดงึ อาจารย์ใหล้ งนรกแล้ว นัน่ เขาเรียกว่าศิษย์ล้างครู ชวนเขามาทำไม่ดี อย่างน้ันไม่
เอา จเ้ี ข้ากลางของกลาง ๆๆ นงิ่ เข้าไปทเี ดียว ตัง้ ใจใหด้ นี ะ ตอนน้เี ป็นปฏบิ ัติบชู าแลว้

ปฏิบัติบูชาเบื้องต้นเขาทำอย่างนี้ เริ่มจากบริจาคทำทานไม่ลดละทีเดียว มีมากทำมาก มีน้อยทำน้อย
ทำตามกำลังนน่ั แหละ เห็นสิ่งใคควรทำก็ทำส่ิงงนัน้ ตดั ความตระหน่ที ิ้งเสียทเี ดยี ว ปฏิบัตบิ ชู าเบอ้ื งตน้ สูงขนึ้ ไป
อีกทำทานอย่างเดียวยงั ไพ่อ ทำสูงหนกั ขึน้ ไปอีก คราวน้ถี ือศีล ถือศลี เป็นอย่างไร ถือศลี ข้างนอกก็รับเอาศีล 5
ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 มาถือกัน ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 เขาถือกันข้างนอก ศีล 227 นั่นเขาไปถือกันอยู่ที่วัด เป็น
พระไปทเี ดียว ศลี น่ะหนา้ ตาหัวตีนเปน็ อย่างไร อยากจะรู้วา่ ศีลหน้าตาเนือ้ ตัวหัวตีนมันเป็นอย่างไร ก็จี้เขา้ กลาง
ของกลาง ๆๆๆ นง่ิ ไปทเี ดยี ว พอถงึ ดวงธรรมท่ีทำใหเ้ ป็นกายมนุษย์ ดวงปฐมมรรคนนั้ ล่ะ กจ็ ี้เข้ากลางของกลาง
ๆๆๆ นิง่ พอถูกส่วนดวงปฐมมรรคจะเหน็ ตรงกลางจดุ ใส ใสเป็นแกว้ ใสเกินใส โปรง่ ทีเดยี ว เขา้ ไปตรงกลางน้ัน
นั่นแหละ เล็กเท่าปลายเข็มทีเดียว ประตูตรงใจเราเข้าไปน่ัน เข้ากลางของกลาง ๆๆๆ พอถูกส่วนเข้าเท่าน้ัน
ดวงปฐมมรรค ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั่นแหละ พอถูกส่วนเข้าก็ขยายขึ้นทีเดียว ขยายไปมีดวงใหม่
ลอยขึ้นมาแทนที่ใสสว่างทีเดียว อย่างเล็กเท่าดวงดาวในท้องฟ้า อย่างใหญ่เท่าดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ใสกว่า
ดวงปฐมมรรค ใสกว่าดวงธรรมท่ีทำใหเ้ ป็นกายมนุษย์ ใสทีเดียว ใสในใส ใสทีเดียว ใสไม่มีขอบเขต ใสเป็นแกว้
นั่นแหละดวงศีลละ

การถือศลี น่ะขา้ งนอกหยาบ ๆ เขาไปรบั ไปขอศีลจากพระมาทีเดยี ว ไปขอพระมาถือศลี ไดล้ ะก็ จะเป็น
ดวงใสลอยขึ้นมา เรามาปฏิบตั ิธรรมในครั้งนี้ เราถือธุดงค์เราถือศีล 8 กัน ตั้งใจสมาทานศลี 8 ข้างนอกเท่าน้ัน
ข้างในเกิดเป็นดวงใส อยู่ที่ศูนย์กลางกายศีล เป็นอย่างนี้ เนื้อตัวหัวตีนของศีลเป็นอย่างนี้ เป็นดวงใส ให้ถือศลี


Click to View FlipBook Version