The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อบรมธรรมทายาท รุ่นที่ 1
ปี พ.ศ. 2515

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by puthita sumanon, 2021-12-21 23:14:28

อบรมธรรมทายาท รุ่นที่ 1

อบรมธรรมทายาท รุ่นที่ 1
ปี พ.ศ. 2515

97

สมัยพุทธกาลมีอย่างนี้แล้ว เราอย่าให้เป็นอย่างนั้น เราต้องเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ให้ดี ท่านตายแล้วยังไป
เลี้ยงท่านได้ คนอื่นที่ไม่ได้ธรรมกาย ทำอย่างนี้ไม่ได้ ที่เรามานี่ได้กำไรเกินคุ้ม ลงทุนหนึ่งบาทได้กำไรเป็น
อสงไขยเปน็ ล้าน

จี้นิ่งกลางของกลาง ๆ มีลูกมีเต้าสอนให้รู้จักธรรมกาย สมัยอาตมาไปอยู่ออสเตรเลีย ไปเจอแล้วเศร้า
นัก พ่อแม่ออสเตรเลียเลี้ยงลูกจนอายุ 14-15 ก็ปล่อย แล้วมันปล่อย ถ้าอยากเรียนหนังสือก็ไปหาเงินหาทอง
เรียนเอง ไม่เหมือนพ่อแม่ไทยตั้งใจเลี้ยงลูกจนบางทีลูกหัวหงอกแล้วก็ยังเลี้ยง เพราะเป็นลูก พ่อแม่ฝรั่งให้ลูก
รับผิดชอบตัวเองต้ังแต่อายุ 14-15 แล้วปล่อยลูก ตัวเองไปทัศนาจร ไปเที่ยว เมื่อลูกอายุ 15 บรรลุนิติภาวะ
แล้วนะ พ่อแม่ไปวา่ อะไรไม่ได้ ยอ้ นกลบั ว่าตนเองโตแล้ว เพราะไม่มีพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นท่ีพ่ึง ไม่
มีกตัญญูกตเวที ตัวเองมีครอบครัวไป พ่อแม่แก่แล้วอายุ 60-70 ปีอยู่กันตามลำพัง พอถึงหน้าหนาวตายปะละ
ไมร่ เู้ ท่าไร ตายไปยังกบั หมูกบั หมาท้ังคู่ พอทอ้ งกก็ นิ ยาใหล้ ูกออกพอมันไม่ออกมันรอดมาได้ก็แค้นหนัก เป็นกง
กรรมกงเวียน พ่อแม่ไม่ตั้งใจให้ลูกเกิดลูกรู้ เลยปล่อยให้ตายอย่างหมูอย่างหมา ยิ่งกว่านั้นพ่อแม่บางคนสำนึก
ได้ไปเยี่ยมลูกอยู่ห่างเป็นร้อยไมล์พันไมล์ พอเสาร์อาทิตย์ขับรถไปเยี่ยมลูก เช้าวันจันทร์ก็กลับ พอจะกลับลูก
แบมือขอสตางค์ คา่ ข้าว คา่ อาหาร ค่าทีพ่ ักอยู่ด้วย เพราะถ้าไปโรงแรมต้องเสียเงินเหมือนกัน พ่อแม่มันสอนไม่
ดี ลูก็เป็นไป

เราไม่ใช่อย่างนั้น เราต้องสนองท่าน โดยทำธรรมกายให้เกิด มีลูกสอนลูก มีเมียสอนเมีย ให้เข้ากลาง
ให้เป็น ถ้าทำได้อย่างนี้เลี้ยงดูพ่อแม่ลูกเมียได้อยางนี้เจริญนักทีเดียว เป็นมงคลอันสูงสุด รู้จักเลี้ยงพ่อแม่สอน
พ่อแม่ให้ถึงธรรมกาย ลูกมันเห็นเราเลี้ยงพ่อแม่ของเราดี มันก็เลี้ยงเราดี มีลูกสอนลูกมีหลานสอนหลายให้เขา้
ทางสายกลางให้เป็น เมียเหมือนกัน สอนไม่ให้เกะกะ ให้อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรอื น รู้จักประคองใจ ทรัพย์สมบัติ
แบ่งทำบญุ ทำทาน อย่าขเี้ หนียว ศลี ถอื ให้ม่ัน ไมม่ ่ันไมไ่ ดต้ อ้ งบงั คับ สมาธิสอนให้ม่นั

ก่อนเราจะสอนผู้อื่นได้ ตัวของเราต้องเป็นก่อน จะแก้ไขให้ใครเราต้องแก้ไขให้ไดเ้ สยี ก่อน เหลือเวลา
อีกไม่นานแล้ว จะหมดเวลาแล้ว ตั้งใจทำธรรมกายให้เกิดขึ้น อย่าพูดอย่าคุยกัน ถ้าตั้งใจอย่างนี้ไม่ช้ามรรคผล
นิพพานเป็นท่ไี ป

ต้ังใจใหม้ ั่น ภาวนาสมั มาอะระหัง ๆ แล้วแยกยา้ ยกันไป ใครถนดั ไปนั่งท่ไี หนกไ็ ป ทน่ี ี่ทโ่ี คนตน้ ไม้หรือที่
กรด ก็ตามใจ ขอให้ได้มรรคผลนิพพาน ให้ได้ดวงตาก็ไป ที่นี่โคนต้นไม้ หรือที่กรดก็ตามใจ ขอให้ได้มรรคผล
นพิ พาน ใหไ้ ดด้ วงตาเหน็ ธรรมทุกคน โมทนาสาธุ

มีเร่อื งคดั ลอกมมาจากพระไตรปฎิ กในสมัยพุทธกาล มีพระอรหนั ต์อยู่รปู หนึ่ง ชือ่ พระอนุสิทธ์ิ ท่านฝึก
ทางโลกกสิณ ตาทิพย์เป็นเยีย่ ม พระอรหันต์มีการเห็นไม่เท่ากัน ในการเทศนาครั้งหนึง่ พระพุทธองค์ถามพระ
อรหันต์รูปหนึ่ง ซึ่งตาทิพย์ท่านไม่ชำนาญว่า วันนี้มีเทวดามาฟังธรรมกันกี่องค์ ท่านก็ตามว่ามีองค์เดียว พระ

98

พุทธองคก์ ต็ ามพระอรหันต์อีกองคห์ นึ่ง ทา่ นตอบวา่ มี 3-4 ตนรอบ ๆ ถามองคท์ ีส่ ามบอกวา่ มี 3-4 รอ้ ย องค์ที่สี่
บอกมี 3-4 พัน พระอนุสทิ ธิ์ ตอบว่ามีเท่าปลายเสน้ ชนมเี ทวดา พรหม อรปู พรหม มาฟงั ธรรมนบั ไม่ถว้ น รอบท่ี
ไม่รู้เท่าไหร่ พระอรหันต์องค์นี้มีปัญญาถามพระพุทธองค์ทีเดียว ปัญญาหามีว่า.. ท่านก็ตอบพระอนุสิทธิ์ว่ามี
นิมิตมั่น เธอฟังแทงตลอดเถิด แม้เราเมื่อครั้งก่อนยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ก็จำนิมิตและแสงสว่างได้
ต่อมาไม่นานแสงสว่างและการเห็นรูปของเรานั้นได้หายไป เกิดความสงสัยแก่เราว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็น
ปัจจัย ให้แสงสว่างนั้นหายไป เมื่อคิดอยู่ก็รู้ว่าเมื่อแสงสว่างเกิดขึ้น ความลังเลสงสัยได้เกิดขึ้นแก่เรา สมาธิ
เคล่อื นแสงสวา่ งและการเห็นรูปย่อมหายไป

พอเห็นแสงสว่างแล้วลังเลว่าใช่ ไม่ใช่ ก็หายไป ลังเลว่าอยู่ข้างนอกหรือข้างในก็หายไป ไม่เห็นเฉพาะ
เรา พระอนุสิทธ์ิผูซ้ ึ่งเยีย่ มมากก็ยงั เป็น พระพุทธองค์เหน็ ถึงไหนพระอนุสิทธิ์ก็เห็นถึงนัน้ แม้แต่พระพุทธองค์ก็
เป็นเหมือนกนั พอลงั เลการเห็นรปู กห็ ายไปเปน็ ประการท่ีหน่งึ

ประการท่สี อง ความไม่ใสใ่ จ ตามเรื่องตามราว เห็นแลว้ ก็เห็น ไม่ประคองใจ ก็หาย

ประการท่ีสาม ทีแรกชักจะเหน็ ๆ พอง่วงก็หลบั

ประการท่ีสี่ ความสะดุ้งหวาดเสียว นึกวา่ หลอกตวั เองเกิดจากท้องพ่อทอ้ งแม่ไม่เคยเป็น พระพุทธองค์
บอกว่าเมือ่ เกดิ ความสะดุ้งหวาดเสยี วเทา่ นั้น สมาธเิ คลอ่ื นแสงสว่างและการเห็นรปู ยอ่ มหายไป เหมอื นบตุ รเดิน
ทางไกล ความสะดงุ้ หวาดเสียวเพราะถูกผู้มุ่งหมายเอาชีวติ ทงั้ 2 ขา้ งทาง เพราะข้อน้นั เป็นเหตฉุ ะน้ัน

ประการทีห่ ้า ตน่ื เตน้ ปตี ิ พระพทุ ธองค์บอกวา่ เม่ือเมื่อความตื่นเต้นเกิด สมาธิก็เคล่ือน การเห็นรูปแสง
สวา่ งกห็ ายไป เหมือนบุรษุ แสวงหาขมุ ทรัพย์ขมุ เดียว แลว้ ไปเจอพรอ้ มกนั ตง้ั ห้าขุม ความต่นื เต้นเกิดข้ึนเพราะมี
เหตุฉะนัน้

เหมือนคนถอื ลายแทงมหาสมบตั ิ พอพบเทา่ น้นั ก็บ้าเลย ไอ้นั่นของกู ไอน้ ี่ของกู

ประการที่หก บางพวกดีใจ เห็นแล้วก็ฮัมเพลง เดี๋ยวก็หายไป สมัยก่อนมีบางพวกได้เห็นแล้วไปเยาะ
เย้ยอาตมา ว่าทำมาพรอ้ มกนั แต่เหน็ แล้วสักพกั เดยี วกห็ ายหมด

ประการที่เจ็ด พวกความเพียรจัดไป แต่ไม่เป็นไรพอเหนื่อยเข้า มันก็ถอยไปเอง อาตมาไม่เห็นธรรม
คร้ังนน้ั เพราะขณะน้นั ยงั เป็นรุ่นหนุ่มเหมือนพวกเรา นงั่ ก็กำหนดภายใน 10 วันจะเอาให้เห็นดวงปฐมมรรคให้
ได้ พอวันที่ 4 ที่ 5 ไม่หลับไม่นอนคนอย่างเราจะเอาอะไรต้องเอาให้ได้ ยิ่งไม่หลับไม่นอนก็เลยไม่ได้ บางคืน
สมาธดิ ีมากต้ังใจจะเอาให้ได้ ไมน่ อน ไมน่ อนกไ็ มไ่ ด้ จัดไป แตไ่ มเ่ ปน็ ไร ให้ตงั้ ใจไวก้ อ่ น คร้งั สุดทา้ ยต้ังใจไวเ้ ดือน
หนึ่ง เคยตั้งใจ 10 วัน 20 วัน ก็ไม่ได้สักที พอเริ่มต้นเอาหนัก เข้านัก 6 โมง 8 โมง น้องเอาข้าวมาให้กิน แล้ว

99

นั่งต่อ 6 โมงเย็นอาบน้ำอาบท่านั่งต่อถึงเที่ยงคืน ทำอย่างนี้ 9 วัน ไม่พูดกับคน อยู่ที่บ้านพักแผนกสัตวบาลก็
เพลีย ทำมา 9 วัน 9 คนื วันที่ 10 ทำมาตั้งแต่ 6 โมงเช้า นง่ั ไป พอถึง 9 โมงกวา่ ๆ เพลยี จัด ล้มหลับไป

ขณะหลับไปก็ฝันว่าสัมมาอะระหัง ฝันไปเจอเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง เรียนจบแปดมาด้วยกันแล้วก็เร่ิม
เรียนเกษตรมาดว้ ยกัน สนทิ กนั มาก สนกุ สนานมาดว้ ยกนั พอเจอละกเ็ ป็นบอกวา่ เผด็จเลกิ เถอะ อย่าไปฝึกนะ
เดย๋ี วเป็นบา้ แตก่ ่อนเริ่มทำธรรมะผา่ นธัมมฺ ชโย ทา่ นรลู้ ว่ งหน้า ท่านเตอื นว่า เผด็จถ้าเหน็ อะไรให้นกึ ใหเ้ ป็นพระ
ให้หมด ท่านไม่บอกคนอนื่ อย่างนี้ เพราะรนู้ ิสัยอาตมา เคยเพง่ กริบมากอ่ น ก็จำมา

พอหลับฝันก็จำเห็นหน้าเพื่อนทั้งที่หลับ ๆ ก็ได้ยินเสียงท่านธัมฺมชโยบอกว่า ก็ตบหน้าเสียสองทีแล้ว
ปั้นให้เห็นหน้าพระให้ได้ ในฝันก็เอื้อมมือไปตบเสียสองทีที่มาห้ามไม่ให้ฝึก หน้าเพื่อนกลายเป็นองค์พระเลย
ความทใ่ี จจดจ่อ เห็นเป็นองคพ์ ระดำ ๆ มดื ๆ ฝนั ต่อไปอีก พระพทุ ธรูปที่เห็นหายไป มหี ลวงพ่อองค์ใสเป็นแก้ว
มานง่ั อยู่ข้างหนา้ รปู หลวงพอ่ หายไปมาเหน็ เปน็ ตวั เอง ยนื อย่รู ิมฝัง่ ทะเล ทำงานต่ืนขน้ึ มาใจชื้นขนึ้ ตอนเช้าหด
ห่เู พราะเพียรจัดเกนิ 9 วัน 9 คนื ฝนั เสร็จก็น่งั ต่อใจช้ืน น่ังไม่เปน็ ฝนั เห็นกย็ ังดี ตามที่เพลยี กไ็ ม่มีแรงเพง่ ลกุ ข้ึน
นั่งสัมมาอะระหัง 2-3 นาทีก็ลอยขึ้นมา เห็นแปลกกว่าชาวบ้านเขา คนอื่นเห็นองค์สององค์ อาตมาเห็นพรึบ
เต็มท้องฟ้าหมดเลยไม่รู้กี่องค์ การเห็นธรรมะไม่เหมอื นกันอย่าไปถามใคร อย่าเที่ยวฟงั ใคร เพียรเอาไว้กอ่ นไม่
เสียหลาย พอมันหมดแรงเท่านั้นมันจะตกลงมาพอดี ๆ ถ้าไอ้เพียรหย่อนไป ไขลานไม่ขึ้น อย่าไปนึกถึงมัน
เพยี รหนักไวก้ ่อน ถึงเวลามันเลอ่ื นเอง ถา้ ไอ้เบาไวก้ อ่ นเหมอื นเข็นครกขน้ึ เขาไม่มีทางเลย

พระพุทธองค์ทรงบอกวา่ ขณะทา่ นทำความเพียร เพยี รจัดเกนิ ไป แสงสวา่ งและการเหน็ รูปย่อมหายไป
อปุ มาเหมอื นบุรุษจบั นกกระจาบดว้ ยมือทั้งสอง จบั ปลา 2 มือมันหนกั

ประการท่ี 8 ความเพยี รหยอ่ นไป คอื ขี้เกียจ ถา้ ข้เี กยี จก็ไม่มีทาง

ประการที่ 9 ความอยาก บอกว่าใส่รองเท้าเหล็กเดินธุดงค์ไปหลายสิบปีจนรองเท้าสึกไปหลายคู่แต่ก็
ยังไมเ่ ห็น

ประการที่ 10 ความใส่ใจไปในส่ิงต่าง ๆ ขนาดกำลงั สมั มาอะระหังก็ยงั คิดถึงสง่ิ ต่าง ๆ เพราะจิตไม่เป็น
สมาธิ การเหน็ กห็ ายไป

สง่ิ เหลา่ น้ีไมใ่ ชเ่ ราเป็นคนเดียว พระพุทธองค์กเ็ ป็น พระอนุสิทธิ์กเ็ ป็น อย่าไปแปลกใจว่าทำไมเมื่อวาน
ผมเห็นแล้ววันนีห้ ายไป ไมใ่ ชโ่ ชคไม่ดี เป็นเหมอื นกนั หมดขนาดพระพทุ ธองค์เป็นอย่างเรา ๆ ก็เป็นท้งั น้ัน

พวกเราก็ทำตามที่อาตมาบอก ทำซ้ำ ๆ ทีแรกเราก็ภาวนา สัมมาอะระหัง ๆ เราไม่เร่งเวลา ทำใจของ
เราให้สบาย ทำกายของเราให้สบาย เอาใจไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ ถ้ารู้สึกว่าจิตไปตัง้
ข้างนอกก็ให้ภาวนาเรว็ ขน้ึ สักนิดหนง่ึ กระทัง่ ร้สู กึ วา่ จติ ใจเต้นโครมคราม ก็ภาวนาทอดยาวไปอีกหน่อย ให้รู้สึก

100

ประคองแม้กระทั่ง รู้สึกว่าจิตใจ แล้วก็เหลือกตากลับตาขึ้นไปข้างบน ต้องทำให้เป็นนิสัยหัดไปเรื่อย ๆๆ อีก
หน่อยกช็ ำนาญ เหลอื บตาข้ึนไปข้างบนครั้งหนง่ึ อธษิ ฐานกลับความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ รวมเปน็ จุด
เดียวกันเรยี กว่า ใจ ใหเ้ ขา้ ขา้ งใน ทงั้ อดีต ปัจจบุ ัน และอนาคต ทร่ี วมอดีตเพราะเหตุของฐานเรา ตั้งไวท้ ี่บา้ น ที่
ทำงาน ที่โรงเรียน ที่เพื่อน เป็นฐานทัพ ค่อยตั้งใจข้างนอก เราก็น้อมเอากลับเพราะเราตั้งฐานทัพย่อยไว้นาน
แล้วในของเรา มานั่งสมาธิในปัจจุบันก็คอยจดจ่อฐานทัพย่อยนั้น ก็น้อมอธิษฐานเรียกอดีต ปัจจุบัน และสิ่งท่ี
จะเกิดขึ้นในอนาคตอธิษฐานน้อมกลับข้างใน มารวมเป็นจุดเล็กนิ่งไม่ส่าย ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ พอเรา
อธิษฐานกลับเห็น จำ คิด รู้ แล้วก็อธิษฐานต่อกลับกายของเราให้เป็นกรดกินละลายให้ส่วนกายเราให้ใสเป็น
แก้ว ความสกปรกความไม่ดีให้มันละลายด้วย วาจา ใจ ก็ดี นึกน้อมอธิษฐานให้หมด ให้ตัวของเราสะอาด
บรสิ ุทธ์ิ สมกบั เป็นเครื่องรองรับพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สงั ฆรัตนะ ใหเ้ ห็นกายเน้ือ เสือ้ ผ้า ท่ีเราใส่นั้นใส แม้แต่
พน้ื ท่เี รารองน่งั

101

การเจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ยมักนยิ มให้มกี ารสวดโพชฌงค์ 7

ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้ากำลังอาพาธ ทรงให้พระชินนะแสดงโพชฌงค์7 พอแสดงจบพระองค์ก็
หายจากอาพาธนั้น พระโมคัลลามาก็เช่นกัน เมื่ออาพาธพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ให้พระโมคัลลา
หายจากอาพาธได้ อีกครั้งก็คือพระมหากัสสปะเม่ือได้ฟังพระพุทธองค์สวดโพชฌงค์ 7 กายหายอาพาธเช่นกัน
ทำให้โพชฌงค์ 7 จงึ มีความสำคัญ โพชฌงค์ 7 ประกอบดว้ ย 7 ประการในทางปฏิบตั ิคือ

1. มีสติ ในทางปฏิบัติ คนเวลาป่วยสติเริ่มเผลอ ถ้ามีคนมาเตือนสติ ให้เอาสติของเรากำหนดตามลม
หายใจเข้าออก กำหนดดวงวิมุตติให้ดี อย่าให้เผลอ คนกำลังป่วยมีอาการกลัวตาย หาที่เกาะ นึกถึงใครก็ช่วย
เราไม่ได้ ทั้งพอ่ แมห่ มออยา่ งดีกใ็ ห้ยา จติ ส่ายหาทพี่ ึ่งที่เกาะ ผปู้ ฏบิ ัตธิ รรมมาดแี ล้วเมื่อมีคนมาเตอื นสติตามท่ีได้
เคยปฏิบัติเช่นกำหนดลมหายใจเข้าออก ลมหยุดนิ่งก็เป็นสมาธิ จิตอยู่ที่ศูนย์กลาง จิตเริ่มหยุดเห็นควันบาง ๆ
ลอยขนึ้ มา พอจิตถกู สว่ นกเ็ ห็นปฐมมรรค วธิ ีนี้ไมไ่ ด้เอาจิตตามลมหายใจเข้าออก แตเ่ อาจิตอยู่ที่ศูนย์กลางภาย
หรือถ้าเคยฝึกสมาธิแบบสัมมาอะระหงั มาแลว้ เม่ือเพ่ือนมาเตือนสติไม่ให้ปล่อยใจใหล้ ่องลอยตามความป่วยไข้
ให้มสี ติ เอาจิตไปจดทก่ี ลางกาย กำหนดเปน็ ดวงนิมิตใสเปน็ แกว้ แลว้ ภาวนาสัมมาอะระหัง ภาวนาหนกั เขา้ ลม
อ่อน จิตเร่ิมหยุดเห็นเป็นควันลอยขึ้นมาบาง ๆ พอจิตหยุดหนักเข้า ถูกส่วนเห็นดวงปฐมมรรคลอยขึ้นมาเป็น
ดวงใส

2. ธรรมมิตร - ธรรมวิจัย ความสอดส่องในธรรม มองนงิ่ ๆ เขา้ ไปท่ีดวงธรรม มองให้เหน็ ใหซ้ ัด มคี วาม
ใสหนักเข้า ความเจ็บความป่วยกายเนือ้ ก็เริ่มจาง คนป่วยมีกำลังกายอ่อน จิตไม่ค่อยส่าย มีสมาธิเร็ว โอกาสชี้
ธรรมะให้คนป่วยจะเห็นได้ง่ายกวา่ คนธรรมดา แต่ต้องเป็นคนปว่ ยทีเ่ อาเรือ่ งบุญ เรื่องกรรม เมื่อมองดวงธรรม
ชัดจิตใจจะชุ่มชื้น นิ่งสบาย ความป่วยความไข้จะหมดไป วันหลังถ้าพวกเราเจอคนกำลังป่วยอยากหาทาง
ช่วยเหลือ เมื่อห็นว่าชีวิตจะไปไม่รอดแล้ว เช่น พ่อแม่ ญาติที่ที่น้องที่เป็นคนดี ก็ให้แนะนำเช่นนี้เนื่องจากคน
ป่วยมีโอกาสเห็นธรรมะได้ง่าย แต่มีกำลังน้อยต้องคอยจี้ให้ระวังให้เห็นให้ชัด มองนิ่ง ๆ มองเข้าไปตรงกลาง
มฉิ ะนั้นจะเลือนไป

3. วิริยะ - มีความเพียร ต้องคอยจดจ่อในธรรม คอยเตือน ไม่ให้เผลอ เนื่องจากคนป่วยนอนมาก ๆ
มกั ปวดหลัง ใหท้ ำความเพยี ร ไม่เห็นแกค่ ุย

4. ปีติ ความอิ่มใจ เมื่อทำความเพียรหนัก เข้าจะเห็นชัดมาก ทีแรกที่กำหนดยังเห็นไม่ชัด เป็นเงา ๆ
ลาง ๆ ถ้าคอยสอดส่องจะเหน็ ชัดเหมือนลืมตาดูกายมนุษยห์ ยาบ หมั่นช้ใี หเ้ ข้าศนู ย์กลางเม่อื เห็นชัดก็ เกิดความ
อิ่มใจ ความปวดความเมอื่ ยจะหลุดไป แต่จะถอนไดม้ ีทางเดียว ตอ้ งเดินทางสวนทวนไปดว้ ยการเขา้ กลาง

102

5. เข้ากลางภาษาบาลีใช้ทำว่า “ปัสสัทฺธิ” แปลว่าหยุดซ้ำหยุด แต่หลวงพ่อใช้คำว่าหยุดในหยุด บาง
แหง่ แปลในรูปของนักปริยตั วิ ่าความสงบใจและอารมณ์ แตถ่ า้ แปลโดยอักษรวา่ หยดุ ในหยุด เมอ่ื เกดิ ปีติ ให้หยุด
ในหยุด กลางของกลาง กลางของหยุดในหยุดเขา้ ไป เกดิ ดวงศีล สมาธิ

6. สมาธิ มใี จมนั่ จิตเปน็ สมาธดิ ขี ้ึน

7. อุเบกขา มคี วามรู้สึกเฉย ความป่วยไขจ้ ะหายไป

โพชฌงค์เป็นการชี้ทางไม่ให้มาติดอยู่ที่กายเนื้อ เป็นการหนีความเวทนา ปวด เมื่อยทั้งหลาย เพราะ
เวทนาทั้งหลายจะเกิดเมื่อจิตเราติดอยู่ที่กายเนื้อ แต่ถ้าจิตจดอยู่ที่ดวงธรรม เวทนาทั้งหลายก็ตามเข้าไปไม่ได้
เม่อื เข้ากลางดวงธรรมทที่ ำให้เปน็ สมาธิ ก็หลบเขา้ ไปในดวงธรรมที่ทำใหเ้ ปน็ ปัญญา ยงั ไมพ่ อตอ้ งหลบเข้าไปใน
กายมนุษยล์ ะเอยี ด หยุดในหยดุ หนักเข้าไป เนื่องจากกายมนุษย์ละเอียดยังใกล้กายเน้ือนัก ตอ้ งหลบความป่วย
เข้าไปข้างใน หยุดในหยุดเข้าไปในดวงศีลสมาธิปัญญา กายมนุษย์ละเอียด ให้ปัสสัทฺธิ หนักเข้าจนเกาะกาย
ทพิ ยค์ วามปวดความเม่ือยย่ิงถอยลง จากทีห่ ายไป 50 % ถงึ 60 % เมื่อจถ้ี งึ กายพรหมความปวดเม่ือยป่วยไข้ก็
หายไป 70 - 80 % เมือ่ ถึงอรูปพรหมจะหลดุ ไปไต้ 90 % เมอื่ ถึงกายธรรมความปวดเมอ่ื ยป่วยไข้ก็ตามไม่ถึง

ชาวบ้านไม่รู้ พอป่วยไข้ก็มาให้พระสวด ฟังก็ไม่รู้เรื่อง ชักรำคาญ เราต้องรู้ทีเดียว ญาติพ่ีน้องป่วยก็ชี้
ทางเปน็ ตอน ๆ พอป่วยไข้ก็ชีธ้ รรมะให้ หาทพี่ ่งึ ให้ หาที่นง่ั ให้ คนพอร้วู า่ ตายแน่ ๆ กห็ าทางพึ่ง ทำให้ความป่วย
ไขห้ ายไป เม่อื ตายกไ็ ปดี เมื่อทำถงึ ธรรมกายแล้ว เวรกรรมตา่ ง ๆ ทม่ี ใี นอดีตกห็ ลดุ หมด บุคคลถา้ ไมม่ ีธรรม เวร
ที่ทำให้ป่วยไข้ในชาตินี้ แม้ตายไปก็จะติดไปชาติหน้า ๆ ด้วย แต่ถ้าได้ถึงธรรมกาย ก็เท่ากับตกอยู่ในกองบุญ
ชาตินี้เป็นชาตสิ ดุ ทา้ ยทีเ่ วรนัน้ จะตามมาทัน บคุ คล 2 - 3 จำพวกทีส่ อนชีท้ างใหไ้ ดแ้ ค่ดวงปฐมมรรคเทา่ นั้น คอื

1. พวกที่ติดยาเสพติด เพราะถ้าชี้มากแล้ว เลอะ ธรรมดาเวลาหิวยาเสพติด พวกนี้เวลาหลับตาก็เห็น
สารพดั เห็นเหมอื นกัน เราสอนใหน้ ึกใหเ้ ป็นแต่ดวงสว่าง ๆ พอ

2. พวกเข้าทรงแม้จะกลับตัวเป็นคนดีแล้วก็ตาม แต่ถ้าติดในสันดานแล้วก็แก้ไขลำบาก เดี๋ยวฝึกไปถึง
กายมนุษย์กายทิพย์ กายพรหมเข้าก็นึกว่ากายพวกนี้ที่ไปเข้าทรงเขา เดี๋ยวจะคิดว่ากายพวกนี้กลับไปเข้าทรง
เขาอกี จึงอย่าไปสอนมาก เคยเจอมาแลว้

โพชฌงค์ 7 นี้ดูแล้วเหมือนว่าแก้ที่ปลายเหตุ แต่ที่จริงแล้วกายข้างนอกก็เป็นแต่เพียงเปลือกเท่านั้น
เหตุอยู่ข้างในจากกายข้างในออกมา ผลจึงออกมาที่กายข้างนอกคนจะป่วยจากในเหตุก่อนในอดีตเคยไปทำ
อะไร ก็จะสง่ ผลออกมากไ็ ปแกท้ เี่ หตุ

ตอนก่อนอาตมาจะบวช ไปพูดที่เกษตร พอออกมาแล้วมีคนมาถามอาตมาว่าเรือ่ งอะไรท่ีจะต้องไปตกั
บาตรทุก ๆ วัน เราทำงานทุก ๆ วันเหนื่อยแทบจะตาย ต้องมาตักบาตรให้พระ มาบวชเป็นพระเสียแรงงาน
ของชาติไปเยอะ สู้เอาเงินไปเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียไม่ดีกว่าหรือ เราจะตอบว่าอย่างไร อาจมาก็ไม่รู้ว่าตอบไปไต้
อยา่ งไรไมท่ ันได้คิด รสู้ กึ วา่ จิตท่ีกลางกายจีใ้ หต้ อบวา่ เมียคุณวันน้คี ณุ แน่ใจหรือว่าจะไม่ไปเป็นเมียคนอ่ืนในวัน

103

พรุ่งนี้ มีอะไรเป็นเครื่องประกันได้บ้าง เมียฆ่ายังเคยมี อ่านได้ในหนังสือพิมพ์รายวัน แล้วเมียคุณ คุณมีอะไร
เป็นเคร่ืองประกันว่าจะไม่ฆา่ คณุ

สองเคยอา่ นหนังสือเรื่อง Sin in the son ลูกฆ่าพ่อ ฆ่าแม่มเี หมอื นกัน มีอะไรเป็นเครื่องประกันว่าลูก
ที่คุณเลี้ยงไว้ทั้ง 4 - 5 คนจะไม่ฆ่าคุณ แต่ยังไม่เคยเจอเลยว่าพระฆ่าคน ในประวัติศาสตร์ไม่มี คนที่ฆ่าคุณได้
ทั้งๆ ที่คุณเลี้ยงไว้อย่างดี แล้วคนที่ไม่ฆ่าคุณแลว้ ยังชีท้ างใหค้ ุณ คุณกลับไม่เลี้ยง กลับว่าเขากินแรงงาน ต่อมา
อาตมารทู้ หี ลงั วา่ เมยี แกมนี ิสยั ชอบไปยุง่ กับผู้ชายคนอ่นื ไปแทงใจเขาไดโ้ ดยไมร่ ู้

เพื่อนผู้หญิงเวลามาถามก็ชอบถามเรื่องนี้ แล้วเพื่อนผู้ชายก็เป็นเพื่อนอาตมา ก็รู้ว่าเพื่อนผู้ชายเวลา
ออกจากบ้านแล้วเป็นอย่างไร เที่ยวกันสารพัด ก็ตอบว่าคุณแน่ใจได้อย่างไรว่าสามีคุณไปมีใครไว้ที่ไหนเวลา
ออกจากบ้านไป จะเอาอะไรเปน็ เคร่อื งประกนั ลูกคุณกเ็ ช่นกัน คนถามกเ็ ลยเงียบ

คำถามอยา่ งนม้ี กั มีคนมาชอบถาม เครือ่ งประกันทดี่ ีคือศีล ซึ่งตอ้ งไปขอจากพระ ถ้าไมเ่ ลย้ี งพระไว้แล้ว
จะไปขอใคร พระสอนกไ็ มต่ อ้ งไดร้ ับเงินเดือน

ถาม - อยา่ งนี้ไม่จำเป็นต้องจบมหาวิทยาลัยแล้วมาบวชใครมาบวชมาสอนกไ็ ด้ ?
ตอบ - อย่างเรานี่มาจากมหาวิทยาลัยมานั่งธรรมะ ยังไม่ได้เรื่องเลย พื้นฐานทางโลกก็ดี ถ้าไปเอาคน
ไมม่ ีพืน้ ฐานทางโลกมาก็สอนกนั ไม่ได้
ธรรมะไม่ใช่ของพอดีพอร้าย เรียนทางโลกกันมาแทบตาย มาเรียนธรรมะยังไม่ได้ สมัยนี้ที่ว่าพระใคร
จะเป็นกไ็ ด้ คนข้ีกะโลโ้ ทเ้ อามาบวชก็ได้ ไม่ใชเ่ รอื่ งการเรียนธรรมะถ้าคนหัวไมถ่ ึงก็เรียนไม่ได้ พวกที่ว่าพระเป็น
พวกที่ไม่รู้จักพระ เป็นพุทธศาสนาแต่เพื่อไว้ลงทะเบียนเท่านั้น ขนาดเราเป็นผู้มีการศึกษาขนาดนี้ ศีล 8 ยัง
รักษาต้องต่อเช้าต่อเย็น ชาวบ้านที่เขามาหัดเรียน ก.ข.ที่วัด แล้วบวชได้ 1 พรรษา ก็นับว่าเขาเก่งมาก เมื่อวัด
กำลังเราแลว้ พวกนเี้ ห็นการบวชเป็นของงา่ ย พระท่านนอกจากโกนหัวห่มผ้าเหลอื งแล้วยังต้องปฏิบัติอกี รักษา
ศีลเป็นเรื่องยาก พวกที่ว่าตนช่วยชาติ ที่จริงแล้วเพื่อเอาเงินเดือน แล้วทำงานไปคุ้มเงินเดือนหรือเปล่า พระ
พุทธองค์ทรงกำหนดว่าบวชเป็นพระแล้วให้อาศัยข้าวปากหม้อชาวบ้านเขากิน บ้านละทัพพี 2 บ้านก็อิ่ม วัน
หนึ่งฉนั 2 มื้อ ไมม่ โี ทษตอ่ ใครทำคุณได้ 100% อยา่ งพวกท่ีไปทำงานน้ันไม่เทา่ ไรก็ไปขวางเขาแลว้ มาบวชน่ีคน
อืน่ ไม่ตอ้ งประเสียประโยชน์เสียเงินเสยี ทองใหด้ ้วยเลย พวกน้นั อตุ ส่าห์เรียนแทบตาย เรียนยังไม่ทันจบมองหา
เมียเสยี แล้ว ให้มาชุบมือเปิบ
สมัยก่อนคนติดเกษตร ก็มีผู้ถามว่ามาเรียนเกษตรทำไม โง่ต้องมาปลูกข้าวไถนา สมัยนี้ยังไม่ค่อยจะ
ติดกันเลย ขนาดเรียนแล้ว รู้ทางโลกมาขนาดนี้แล้วยังเรียนธรรมะก็ไม่ค่อยได้เลย แล้วจะมาว่าบวชพระเป็น
ของง่าย ๆ
ดินเวลาเขาจะเอามาปั้นถ้วยชาม ต้องเอาดินเหนียวและเปียก ดินแข็งใช้ไม่ได้ เวลาจะปั้นอะไรก็ตาม
ต้องอาศัยดินเปียก เวลาทำบุญเหมือนกัน เรารวู้ ่าขณะที่บญุ กำลงั เกดิ เหมอื นดินเปียก ให้ต้ังจิตอธิษฐาน ทำบุญ
ไม่อธิษฐานเหมอื นเรือไม่มีหางเสือ เมอื่ ทำบุญแล้วก็อธิษฐานว่า สาธุ ตง้ั แตน่ ี้ไป กภ่ี พกี่ชาตถิ ้าจำเปน็ จะต้องเกิด
มา ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ไมม่ คี วามโลภ เราทำทานเพือ่ จำกัดความโลภความตระหนี่ในตัวแล้วยงั กำกบั ซ้ำลงไป
อกี วา่ เกิดอีกกี่ชาตติ อ่ ไป กข็ ออยา่ ใหม้ คี วามโลภอีกตอ่ ไป ตอ้ งเตือนตัวขนาดนัน้ จึงจะติดตวั ไป

104

ถาม – ผมทำบุญน้อย ๆ เวลาอธิษฐานกข็ อให้เงนิ ที่ทำไปไดใ้ นถงึ จดุ ทีจ่ ะใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ตอบ - จุดนั้นคืออะไร
ถาม – เช่น ทำบญุ ใหพ้ วกคนพกิ าร อย่าใหโ้ ดนคอรัปชน่ั กลางทาง
ตอบ - อย่างนั้นไม่ได้อะไร การอธิษฐานเป็นการแก้ไขข้อบกพร่องของเรา ถ้าทำอย่างนั้นเป็นการแก้
ขอ้ บกพร่องของคนอืน่ ตอ้ งอธิษฐานว่า สาธุ เงินทข่ี ้าพเจ้าให้ไป ตงั้ ใจใหไ้ ปชว่ ยบคุ คลเหล่าน้ัน ส่วนที่เขาจะโกง
เราอยา่ งไรก็ชา่ งมนั
ถาม - ถา้ เช่นนัน้ ก็ เป็นการทำบญุ หวงั ผล
ตอบ - ถา้ ไมห่ วังผลแล้วทำเพ่อื อะไร
ถาม - ทำเพ่อื ชว่ ยคนอน่ื
ตอบ – หลวงพี่พูดแต่วันแรกว่าที่หลวงพี่มาเปิดอบรมธรรมทายาทนี้ไม่ใช่เชื่อความเจริญรุ่งเรืองของ
ชาติ ความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่เพื่อความเจริญของศาสนา ความมุ่งหมายของหลวงพ่ีจริง ๆ คือหลวงพี่จะ
เอาบุญ แต่ผลพลอยได้อาจเป็นไปได้ก็จะส่งผลให้อย่างอื่น เช่น ทำให้ศาสนารุ่งเรือง ชาติประเทศรุ่งเรือง เป็น
อกี เรอื่ งหนง่ึ หลวงพ่หี วังถงึ นิพาน หวงั อย่างอ่ืนไมร่ ูจ้ ะหวังไปทำไป ลม ๆ แล้ง ๆ หวงั วา่ สาธุ ต่อไปจะเกิดอีกก่ี
ชาติ ๆ ขอให้ปัญญาแจ่มใส สว่าง ด้วยกุศลที่ข้าพเจ้าได้ทำให้ผู้อื่นได้ตาเห็นธรรม อย่าให้ข้าพเจ้าต้องไปเลี้ยง
ใครที่ไหน ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันเข้านิพพาน อธิษฐานประจำอยู่อย่างน้ี
ทำบุญแลว้ ไม่หวงั เอาบุญแลว้ จะไปหวังอะไร
การทำบญุ มี 3 อย่าง เหมือนการอาบนำ้
1. คนบางจำพวกตกั เอานำ้ โคลนข้นึ มาอาบ ดว้ ยความไม่มหี รอื มีแต่สะเพรา่
2. พวกทสี่ อง เอาน้ำใสน่ ำ้ หอมมาอาบ
3. พวกทีส่ าม อาบน้ำใส ๆ

คนทำบุญเช่นกนั
1. ทำแบบอาบน้ำขุ่น คอื ฆ่าวัวฆา่ ควายมาเลีย้ งพระ ประโยชน์มคี อื ไดค้ วามเป็นใจ แต่ไม่ไตค้ วามเกลี้ยง
สะอาด
2. พวกที่ทำบุญแล้วขอสารพัดขอขอให้สวย ขอให้รูปหล่อ ใช้ไม่ได้ ติดอยู่ในกาม จิตไม่ใสไม่สะอาด
เหมือนอาบนำ้ ใสน่ ้ำหอม ประแปง้ พอเหงือ่ ออกอีกก็เลอะอีก อาบนำ้ ประแป้งก็สะอาดดีเหมือนกัน แตย่ งั ไม่แท้
ยังไม่พอ เหงือ่ ออกพวกน้ำหอมก็มีกลิ่นเอียน ๆ
3. ทำบญุ ก่ีคร้งั ก็อธิษฐานวา่ ต่อไปน้ีเป็นต้นไปจะเกิดกค่ี รั้งก็ขอให้ข้าพเจ้าอย่าโลภของใครทำบุญกำจัด
โลภ มีใจมั่นในทาน พอมาถือศีลก็มีอานิสงส์ อาศัยอานิสงส์ว่าสาธุเกิดกี่ชาติ ๆ ขอให้ข้าพเจ้าบริสุทธิ์ด้วยกาย
วาจา จนกระทั่งถึงพระนิพพาน แต่วันนี้ทีเดียว อย่าให้มีความโกรธใคร จองเวรใคร พอทำสมาธิเข้าก็อธิษฐาน
ว่า สาธุ ต่อไปจะเกิดที่ชาติ ๆ ขอให้ข้าพเจ้าเห็นธรรมกายชัดให้ใสแจ๋ว ทั้งหลับตาและลืมตา นั่งธรรมะทุกคร้ัง
หลวงพ่นี ำอธษิ ฐานทุกครั้ง เอาไปคดิ กันบ้างหรอื เปล่า

105

การกรวดน้ำเป็นการแบ่งบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ต้องทำขณะจิตเป็นสมาธิ การกรวดน้ำไม่ได้แก่ตนเอง
เป็นการแบ่งบุญให้ญาติที่นี้น้องที่ตายไปแล้วเกิดเป็นเปรต ตกนรกไม่ได้ พวกเทวดาก็มีอาหารทิพย์อยู่แล้วไม่
จำเปน็ นอกจากพวกเปรตต้องรออาหารจากญาติ ถ้าญาติเกดิ เปน็ หมาแลว้ กรวดไปเถอะไม่ได้รบั ดอก

ถาม – เวลาเราแบง่ บญุ อุทิศไปแลว้ บญุ เราลดลงไหม
ตอบ - ใหน้ ง่ั ธรรมะได้แลว้ ไปดูเอาเอง ถา้ เราทำบุญแล้วอธิษฐานว่า สาธดุ งั แตบ่ ัดน้เี ป็นต้นไปด้วยทาน
ที่ข้าพเจ้าให้ข้าว น้ำ ปัจจัย 4 เกิดต่อไปเบื้องหน้าตราบจนเข้านิพาน ขอให้ข้าพเจ้ามีปัจจัย 4 พร้อมมูล จะได้
สะดวกในการปฏบิ ตั ิธรรม เกิดในมัชฌิมาประเทศ ตอ้ งอธษิ ฐานให้ดีไม่ให้มรี ปู ชั่ว
ถาม - ถา้ เราทำทานตอ่ ไปกจ็ ะเปน็ ทนุ ของเราในชาติต่อไปหรืออย่างไร ?
ตอบ – ทำให้เป็นทุนของเรา ใหเ้ รามีใชต้ ่อไป ไมต่ อ้ งไปรบกวนผอู้ ่ืน บางคนทำบุญแบบไม่เตม็ ใจ
ถาม - ถา้ ทำบุญแลว้ ไม่ไดก้ รวดน้ำ จะถึงญาตทิ ี่น้องท่ตี ายไปไหม
ตอบ - อุปมาไมม่ สี มาธกิ ็เหมือนเอาชะลอมตกั นำ้ ตอนอยู่ในน้ำกน็ ำ้ เตม็ ชะลอม พอยกขึน้ มานำติดตอก
อยู่ 2 - 3 เส้น เพราะไม่มีสมาธิ เขาได้ แต่ได้แค่น้ำติดชะลอม ถ้าเรามีชะลอมจะกรวดน้ำหรืออธิษฐานอย่างไร
เขาก็ไดอ้ ยา่ งน้ัน เหมอื นอย่างส่งถงึ เลยถึงเลย
ถาม - การกรวดน้ำจำเป็นต้อง เอานำ้ มาหยอดอย่างที่เขาทำกนั ไหม ?
ตอบ - ใช้นำ้ สื่อใหค้ นมสี มาธิ ไมจ่ ำเป็นต้องกรวดนำ้ ทุกคร้งั ท่ีทำทานก็อธิษฐานให้บญุ ทีเ่ กดิ จากการทำ
ทานมาช่วยข้าพเจ้าเป็นปัจจัยส่งเสริมในการทำความดีในทุกชาติ ๆ จนถึง เข้านิพพานอย่าให้ได้ขาดตก
บกพร่อง บางคนอธิษฐานว่าชาติหน้าให้รวย ก็รวยแต่ชาติหน้าอธิษฐานเอาชาติเดียว คนมีเงินร้อยเดียวทำให้
รวยได้ เป็นเงินตอ่ เงิน บางคนมีร้อยก็มีเหมือนไม่มี
พระพุทธเจ้าบอกว่าตถาคตมีเท้าเรียบเสมอเพราะเป็นคนที่ไม่มีทางโลกแล้วทั้งโลภะ โทสะ โมหะ
ท้ังหลาย
ครอบครัวของเราในวันนี้ พรุ่งน้ี ลูกใครยังไม่รู้ เมียเราวันนี้ พรุ่งนี้เมียใคร เราไม่รู้ คนที่เราไม่รู้เรายัง
เลี้ยงได้ พระเลี้ยงเข้าไปเถอะไม่ว่าพระองค์ไหน ๆ ถ้าเห็นวา่ สมควรก็เลีย้ งท่าน ไม่ใช่เพื่อเห็นแก่ศาสนาแต่เห็น
แกเ่ รา เล้ียงพระท่านไว้กอ่ น ตอนนเ้ี รายังทำมาหากินอยูไ่ ม่มีเวลามาปฏิบัตธิ รรม บำรุงทา่ นเอาไว้ ถา้ เราไม่เล้ียง
ดทู ่าน ตอ่ ไปเบ้ืองหน้าถ้าศาสนาเกิดขาดตอน เราจะไปศึกษาธรรมกบั ใคร อปุ การะท่านไว้ก่อน เม่ือไรท่ีตั้งเนื้อ
ตั้งตัวได้แล้ว ก็ค่อยตามท่านไปเรียนกับท่าน อาตมาทำอะไร คิดถึงต้นทุนเรื่อย จะไปเลี้ยงท่านไว้ทำไม ถ้าไม่
เล้ียงให้ทา่ นสอนเรา
ถา้ ทำบญุ พดู ตามประเพณีไมใ่ ช่วา่ ไม่ได้บุญ ไดบ้ ุญแตไ่ ม่เตม็ ท่ี เหมอื นมีเงนิ ร้อยบาท เอาไปฝากธนาคาร
กด็ ี ดอกเบย้ี ร้อยละ 7 บาท เหมือนทำบุญตามประเพณีใหล้ ูกมันดู อีกพวกรู้จักทำ ลงทนุ ร้อยหน่ึงให้กลายเป็น
พันได้ ทำบุญถ้ารู้ว่าผลจะเป็นอย่างไรแล้วอธิษฐานกำกับ ร้อยหนึ่งผลจะออกมาเป็นพันเป็นหมื่น ต้องรู้จัก
ลงทุนอย่างนี้ บางพวกมีเงินร้อยหน่งึ ไปทำไม่ดีเข้าลงทุนผดิ พลาดขาดทุนท้ังร้อยบางทตี ิดลบ เหมอื นอธิษฐานไม่
เป็น ทำแล้วอธิษฐานตามพระสอน พ่อแม่สอนว่าเวลาทำบุญอธิษฐานอย่างใดก็ได้อย่างนั้น ก็อธิษฐานว่า สาธุ

106

ด้วยอำนาจบุญที่ข้าพเจ้าทำ จะเกิดอีกกี่ชาติ ๆ ขอให้ได้ตามฆ่าพวกนี้ เพราะมันได้ด่าพ่อด่าแม่เราไว้ ถ้าเป็น
อยา่ งนี้เหมอื นกับมีรอ้ ยขาดทุนเปน็ หม่นื จติ ท่ีตั้งไวผ้ ิดทำความพนิ าศให้ยับ

ถาม - เวลาผมทำบุญแลว้ อธิษฐานว่าขอให้พบแต่สง่ิ ทด่ี ที ่งี าม จะไดก้ ำไรไหม
ตอบ - ถูก แต่พบยังไม่พอ ให้ทำด้วย แล้วให้เราบรสิ ทุ ธิ์เป็นเบ้ืองแรก พบของดี ๆ ก็ทุบเสีย บางคนมี
เงนิ หกสลึงสองบาทยงั ตงั้ ตนเปน็ มหาเศรษฐีได้ เราทำบญุ กไ็ มแ่ น่ถา้ มีปญั ญา อธิษฐานใหด้ ี
มีพราหมณ์ 2 คน ผัวเมีย มีสไบเนี่ยวผ้าห่มผืนเดียว ถ้าผัวออกนอกบ้านเมียต้องนุ่งห้อง ถ้าเมียออก
นอกบ้านผัวต้องอยู่บ้าน เปลี่ยนกันเพราะผ้าไม่มี พอวันหนึ่งผัวมาฟังพระพุทกองค์เทศน์เกิดศรัทธา นึกได้ว่า
เราเกิดมาไม่ได้ทำทานเลยแต่อดีต ทีแรกคิดจะเอาผ้าถวายเป็นทาน กลัวเมียไม่มีห่ม พอยามสองก็ยังตัดไม่ได้
พอยามสามก็คิดตัดได้ จะถวายบูชา พอนึกตัดใจได้ก็ถวาย ร้องออกมาทีเดียวว่าเราชนะแล้ว กษัตริย์ปเสนทิ
โกศลนั่งฟังธรรมอยู่ด้วย ได้ยินเข้า คำนี้ถ้าใครมาพูดต่อหน้ากษัตริย์ในสมัยนั้นก็ต้องหัวขาดพระเจ้า ปเสนทิ
โกศลได้ยนิ เข้ากถ็ ามว่าเจา้ ชนะอะไร เรายังเป็นกษัตริยอ์ ยนู่ ี้ แกกต็ อบตามประสาคนซื่อวา่ ชนะความตระหน่ีพะ
ย่ะค่ะ แกก็เล่าว่าในชีวิตแกเป็นอย่างไร พระเจ้าปเสนทิโกศลก็โมทนาสาธุ นึกย้อนกลับมาได้ว่าตัวเราสมบัติมี
ทั่วทั้งแผ่นดินแต่เอามาทำบุญอย่างมากก็ 0.001 % ของสมบัติ แต่เจ้าพราหมณ์มี 100 ทำ 100 น้ำใจเราสู้
พราหมณ์ไม่ได้ ทำบุญแล้วได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับใจไม่ใช่ขึ้นอยู่กับทรัพย์ พระเจ้าปเสนทิโกศลกลัวใจ
พราหมณ์ ขนของในคลังมาให้รางวัลพราหมณ์ เป็นบุญทันตาเห็น พราหมณ์ก็เอาไว้ 2 - 3 ผืน นอกนั้นถวาย
พระอกี เป็นคนใจถึงเป็นกศุ ลอกี
ถ้าเราฝึกสมาธิตอ่ ไปร้มู ากข้นึ เราจะร้วู า่
1 . โลกไม่ได้หมุนรอบดวงอาทิตย์ แต่ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก แต่ตอนนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องไป
ต้านใคร เรารู้ว่าเราไปดขู องเรามาแลว้ เอามาเถียงกับใครก็เป็นเพียงลมปาก มรรคผลนพิ พานไม่ไดเ้ กิด ไม่เกิด
ประโยชน์ การถือวันถือคืนก็ถือดูจากพระจันทร์ ถ้าพระจันทร์เต็มดวงเป็นวันเพ็ญ ตีหนึ่ง - สอง - สาม - สี่ -
ห้า ยังถือเป็นวันเก่าอยู่ ถ้าวันไหนพระอาทิตย์ขึ้นตีห้าจึงถือว่าเป็นวันใหม่ ฤดูหนาวถ้าพระอาทิตย์ขึ้นตอน 2
โมงเช้า ก็ถือว่าเป็นวนั ใหมต่ อน 2 โมงเช้านัน้
วชิ ชาสามนน้ั ตอนพระพุทธองค์ถึงธรรมกายใหม่ ๆ วิชาท่ีหน่ึงทรงใช้ธรรมกายระลึกไปดูเหตุการณ์ใน
อดีต ว่าตัวท่านเคยเกิดเคยตายอย่างไร ระลึกย้อนไป การระลึกชาตินี้ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไร การรู้ใน
อดีตเหมือนไม่มีประโยชน์อะไร การรู้ในอดีตเหมือนไม่มีประโยชน์อะไร แต่เป็นประโยชนม์ ากเพราะจะได้รู้จัก
ผลแหง่ กรรม ร้กู ฎแหง่ กรรม ถา้ ยงั ไม่ข้ามชาติ เชน่ เมอื่ วานไปตีหวั เขามาก็รู้ไดว้ ่าไม่เกินเดือนตำรวจก็มาจับแน่
ๆ ผลจะชี้ออกมาเมื่อรู้เหตุ เช่นกันถ้ารู้เหตุในอดีตก็จะรู้ผลในอนาคต ปัจจุบันเป็นทางอดีต เช่นเข้า
มหาวทิ ยาลยั ได้เน่ืองจากได้ต้ังใจเรียนมาในชน้ั มัธยม การตั้งใจในปัจจบุ ันก็เป็นเหตุของอนาคตการระลึกชาติมี
ประโยชน์มาก เมื่อรู้วา่ เคยไปทำเวรทำกรรมกับใครไว้ ผลจะออกมาเปน็ อยา่ งไรในอีก 10 - 20 - 30 ปขี ้างหน้า
เราจะได้รบี ไปจัดการแกไ้ ขก่อน
จตุ ปู ปาตญาณ - รู้การกำเนดิ ของสัตว์ รจู้ กั การเกิดการตายของผอู้ ่ืน สำคัญในการเผยแพร่พุทธศาสนา
ระลึกไปเจอว่าผู้ใดเคยฟังธรรมจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ไหนมา ฟงั ธรรมชนิดไหน เคยปฏิบัติธรรม

107

แบบไหน พอถงึ ชาติน้กี ็สอนต่อไป จะทำให้เรยี นธรรมะไดค้ ล่อง พอเหน็ การเหน็ ทางเกดิ ท้งั ของตนเองและผู้อื่น
ด้วย อำนาจของทั้งสองวิชาทำให้เกิดการเบือ่ ขึ้น รู้จักแก้ไข เห็นหมดทั้งเหตุผลทุกแง่ทุกบุญ ต่อไปเลือกทำแต่
ของดี ๆ

ตามธรรมดาเราดตู ัวเองไม่ไดว้ า่ ตัวเราเป็นอย่างไร เพราะตาท้งั 2 ขา้ งมองพุ่งตรงไปขา้ งหนา้ บางคร้ังก็
เอาตาไปทิ่มแทงผู้อื่น ไปดูความบกพร่องของผู้อื่น แทนที่จะมองย้อนกลับมาดูตัว เอาความไม่ดีในตัวออกไป
พอตาไปทิ่มแทงผู้อื่น ใจก็ทิ่มแทงด้วย วาจาก็พลอยไปทิ่มแทงด้วยตามไป กายก็ทิ่มแทงกลับเข้าไป เรามาฝึก
สมาธิ เปน็ การยอ้ นมองดตู วั เรา ทแี รกสำรวจคร่าว ๆ ก่อน เราเปน็ บคุ คลชนิดไหน เป็นราคจรติ รกั สวย รักงาม
ใช่ไหม ถ้าใช่ก็สังเกตเห็นว่านั่งง่วงโงกเงกต้องแก้ตัวว่าเราเป็นคนนั่งง่วงไหม ถ้านั่งกี่ครั้งก็ง่วง ถ้าง่วงก็ไปนอน
พอนอนตื่นขึ้นมาก็ยังง่วงอีกให้รีบแก้ตัว ให้นึกถึงความตาย ความไม่งามของสรรพสิ่งต่าง ๆ ให้มาก นึกถึง
ซากศพ ความไม่งามของโครงร่างกายเรา สิ่งเหล่านี้จะทำให้นั่งง่วงเหงาอย่างนี้อีกหลายปี กว่าจะเห็นธรรมะ
ต้องแกใ้ หห้ ายแต่ตน้ ใช้ปัญญาดตู วั เรา พอเราสมาทานศีล เร่ิมทำสมาธิ แมส้ มาธจิ ะไม่มากนักแต่ก็มากพอที่จะ
ใช้ปัญญาที่เกิดขึ้นมาสำรวจตัวเองได้ เราเป็นบุคคลชนิดไหน ราคจริตคอยจะดึงให้ง่วง ใจคอยแลบไปถึงเรื่อง
กามต่าง ๆ ใหแ้ กโ้ ดยนกึ ถึงความอาจหาญรา่ เริง นกึ ถึงความเพียรของพระพุทธองค์

แต่ถ้าใครนั่งเท่าไรก็คอยแต่จะแน่นหน้าอก ปวดศีรษะ พวกนี้เป็นพวกโทสจริต หายใจยาว ๆ เหลือบ
ตาขึ้นไปข้างบนครั้งหนึ่ง น้อมเอาความสว่างข้างนอกให้มาไล่ความง่วงในตัวออก นึกถึงความเพียรที่พระพุทธ
องค์ทำ กวา่ จะสำเร็จ นึกถงึ สายน้ำที่ไหลเย็นชมุ่ ช่นื

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่หลวงพี่จะแก้ไขให้ได้ ต่อไปต้องช่วยตนเอง ตั้งใจภาวนานิ่ง ๆ สัมมาอะระหัง ๆ
พวกราคะจริตให้นึกถึงความเพียรของพระพุทธองค์ เรื่องในอดีตที่จะพาไปคิดถึงสิ่งสวยงามอย่าได้ฟุ้งออกไป
ถ้าวันไหนเราทำสมาธิดี ให้รู้วา่ วันนัน้ ราคะไม่ได้มาเกาะเรา ถ้าวันไหนซึม ๆ เซา ให้รู้ไว้ว่าตั้งแตเ่ ช้าจิตมันแลบ
ไปเรื่องอะไรบ้าง ถ้าเป็นเรื่องสวย ๆ งาม ๆ ราคะก็หุ้มจิตเราทำให้ง่วง ให้รู้อย่างนี้อีกหน่อยไม่ต้องไปถามใคร
ถามตวั เอง

ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ นิ่ง ถ้านั่งแล้วแน่นอก ปวดไปหมด มึนศีรษะ เพราะเพ่งแรงไป เป็นพวก
โทสจริต เอาสมาธยิ ้อนกลับมาใหร้ ตู้ วั ตอ่ ไปเบ้อื งหน้าจะทำอะไรให้ระมัดระวงั เดนิ จงกรมใหม้ าก เท้าเดนิ ให้เบา
โทสจริตจะได้คลายไป เดนิ ให้ช้า ยิ่งโกรธใครมาก็ให้เดินให้ชา้ ยังกับเต่าคลาน ความโทสะจะได้หลุดออกไปบ้าง
ยิ่งโมโหเท่าไร ก็ให้เดินให้ช้าลง ให้หายใจยาว ๆ ตอนเช้ารับอรุณ ฝึกหายใจยาว ๆ โทสะที่อั้นอยู่ในอกจะได้
หลุดออกไป หายใจยาว ๆ ทำความรูส้ กึ เหมอื นใจและกายวา่ งโปร่ง ตวั ของเราเรารู้ว่าเป็นอยา่ งไร ใหแ้ ก้ไข

ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ พวกที่นั่งแล้วใจลอยไปเรื่อย ๆ ง่วงก็ไม่ง่วง แน่นดีไม่แน่น เป็นสมาธิอ่อน ๆ
เรอ่ื ย ๆ ไมก่ า้ วหนา้ ให้รไู้ ว้ว่าพวกปล่อยเลยตามเลย โมหะเข้ามาคลุม ธรรมะกไ็ ม่เกดิ หนัก ๆ เข้ากเ็ ม่ือย แก้ไข
โดยพุ่งจติ แรงขน้ึ มาอกี สกั นิด ภาวนาให้เร็วขนึ้ อีกนดิ หนึ่ง พวกโทสจรติ ใหห้ ยอ่ นคำภาวนาลงบ้าง

สิ่งเล็กน้อย ๆ เหล่านี้อยา่ ได้ทิ้งทีเดียว ถ้าตัวเราเรารูจ้ ักแก้ไขจริตของเรา ปรับปรุงอย่างนี้ ต่อไปเบื้อง
หนา้ ไปทำงานอะไรก็รูจ้ ักแก้ไขหมด เพราะกลไกระบบต่าง ๆ ในโลกนอี้ ะไรยุ่งยากเหมือนใจเราไม่มี ถ้าแก้ไขใจ
เราไดเ้ รอ่ื งอ่ืน ๆ กเ็ ป็นเรอื่ งเล็ก

108

ภาวนาสัมมาอะระหงั ๆ นิง่ ๆ ให้กายใสเป็นแก้ว
พวกเราอีกไม่ช้าก็ต้องแยกย้ายกันไป อนาคตของพวกเราทุกคนไม่เลว ดีทีเดียว เป็นผู้ฝักใฝ่ในศีล
สมาธิ ปัญญา ใจฝักใฝ่ทำความดี อนาคตของทุกคนจะไปได้ดีถ้าไม่ทิ้งธรรมะเสียก่อน อย่างไรก็ต้องเป็น
ผู้ปกครองคนด้วยกันทั้งน้ี มีผู้ใต้บังคับบัญชา อย่างน้อยที่สุดกม็ ีบุตร ภรรยา คนรับใช้ที่บ้านที่เราต้องปกครอง
ขยายใหญ่ไปอีกก็ที่ทำงานมีเสมียน พนักงาน ตามลำดับไปที่เราต้องปกครอง การปกครองคนหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ก่อนจะปกครองคนอื่นได้ เราต้องปกครองเราเองก่อน โดยปกครองกาย วาจา ได้แก่การมีศีล ปกครองใจโดย
การทำสมาธิ จะเกดิ ปัญญาทำกจิ กรรมต่าง ๆ ทีไ่ ดร้ ับมอบหมายมาได้ เรอ่ื งสำคญั มอี ย่วู ่า พวกเราเม่ือเป็นอย่าง
นั้น มีลูกน้องมา มีผู้ใต้บังกับบัญชามา เรามีความจำเป็นต้องดูคนให้ออก เลือกคนให้เป็น เลือกคนโดยดูที่ศีล
เหมือนกัน คนที่มาสมัครงานอยู่กับเราจะเลือกงานให้ทำก็ให้ทำเช่นนี้ เอาใจของเราไปนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย
เวลาทำสมาธิ ทำสมาธิไปเรื่อย สัมมาอะระหัง ๆ นิ่ง ทำทุกเช้าทุกค่ำ สำรวจศีลของเราไม่ให้บกพร่อง ปัญญา
ของเราก็เกิดยกระดับใจของเราให้อยู่สูงกว่าคนอยู่รอบตัว เมื่อกาย วาจา ใจสูงกว่าผู้อื่น เราเริ่มเห็นว่า
ผู้ใต้บังคับบัญชาของเราเป็นอยา่ งไร ถ้าเราปล่อยให้อะไรมาครอบงำเรา ศีลก็เหมือนกับเขา สมาธิไม่มี ปัญญา
ไม่มีเหมอื นเขา ถ้าเป็นเชน่ นน้ั มนั ก็คละกนั ไปหมด ดใู ครไม่ออกสักคน ดูก็เหมอื นกันไปหมดถ้าต้องการจะดูใคร
ให้ออก ต้องยกจิตของเราให้สูงกว่าเขา เหมือนขึ้นไปยื่นอยู่บนเนินเห็นหมด เหมือนเห็นนิ้วมือของตนเองว่า
นิ้วโปง้ ใหญ่ช่วยกับนิว้ ชี้ในการหยบิ นิ้วกลางเป็นอย่างน้ันอย่างน้ีเหน็ ไปหมด นิ้วก้อยสั้นนิดเดียวแตก่ ็เหมาะใน
การช่วยจับถือเห็นหมดทุกอย่าง การยกกาย วาจา ใจของเรา เราเห็นทุกคน เหมือนเจ้าของควายเห็นวัว เห็น
ควายในท่งุ
เรายกโดยเอาจิตนั่ง สัมมาอะระหัง ๆ พอเราจะดูนาย ก. เป็นอย่างไร พอทำสมาธิใจนิ่งก็อธิษฐานว่า
คนคนนีม้ าอย่กู ับเราควรจะรับไหม ใชก้ ารใช้งานอะไรได้บ้างไหม คนคนนม้ี เี วรอะไรตดิ ตัวบ้าง ทำใจใหส้ บาย ๆ
ถึงแม้เราจะเห็นดวงปฐมมรรคหรือไม่ก็ตาม จะเห็นธรรมกายหรือไม่ก็ช่าง ทำใจนิ่งๆ สบาย ๆ แล้วจะดูออก
ทันทีว่าคนคนนี้มเี วรอย่างน้ันอย่างนี้ ถ้าได้ถึงดวงปฐมมรรคถงึ ธรรมกายแล้วก็จะเห็นไดต้ ลอดหมด เหมือนเอา
มาไลส่ อ่ งจับดู
ระยะเป็นนิสิตกำลังดี มีเวลาที่จะศึกษาเรื่องนี้มาก เอาจิตจดหยุดนิ่งที่กลางกายแล้วภาวนาสัมมาอะ
ระหัง ๆ พอนิ่งถูกส่วนเราก็นึกถึงบุคคลที่เราต้องการดูว่ามีเวรอย่างไร เพราะความที่เราเอาจิตจดนิ่งท่ี
ศูนย์กลางกาย ปัญญาจะบอกทันที สมมุติไปเจอคนง่อยเปลี้ยเสียขา ป่วยทั้งมีผิวเนื้อหน้าตาท่าทางหยาบ
กระด้าง กจ็ ะบอกทนั ทไี มต่ อ้ งมีคนอ่นื มาบอก ใจของเราบอกวา่ บุคลคนนีม้ เี วรปาณาติบาต
ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ นิ่ง พอรู้ว่าเขามีเวรอย่างไร นิสัยเขาเป็นอย่างไร เรามีโอกาสจะแก้ไขเขาได้
เยอะ แก้ไขท้งั ตัวเองและผู้อนื่ เมือ่ เห็นวา่ ผู้อ่ืนเป็นอยา่ งไร เพราะเหตอุ ย่างไร ก็เอามาแกก้ ับตัวของเรา ว่าศีล 5
เราต้องรักษา เวรปาณาติบาตเปน็ อยา่ งนี้ เอาข้างนอกมาแก้ขา้ งใน แก้ไขตวั เราเองให้ดขี ึ้น
ถ้าเดินทางไปไหนก็ตาม เรามองเข้ากลางนิ่ง ๆ สัมมาอะระหังไปเรื่อย ๆ ไปเห็นขอทานคนยากจน
เสื้อผ้าขาดกระรุ่งกระริ่ง ก็เห็นทีเดียวว่าพวกนี้มีเวรอทินนา เห็นชัดรู้ชัดเราต้องฝึกไปอย่างน้ี พอไปเจอคน
ลม้ ละลายกร็ วู้ ่าเวรอทินนาตามมาทัน

109

ฝึกเข้ากลางของกลาง ๆ นิ่ง พอไปเจอใครหน้าตาท่าทางหลุกหลิกนัก พูดก็เพราะแต่ตาวาวเป็นมัน
มองเขา้ กลางสัมมาอะระหงั น่งิ ก็เห็นว่าคนผู้น้มี ีอุปนสิ ัยฝักใฝ่ในกาม พอเรารู้อยา่ งน้ีพอเขามาสมัครงานควรจะ
รบั หรือไม่อย่างไร หรือพอรบั เขามาทำงานกบั เราแลว้ บคุ คลชนดิ น้ีควรแก้ไขอยา่ งไร จะต้องแกไ้ ขใหถ้ กู ส่วนมอง
น่ิง ๆ เขา้ กลางของกลาง ๆ นงิ่ แล้วก็ภาวนาสัมมาอะระหัง

เวลาไปเจอใครพูดไมม่ ใี ครเชอื่ ทงั้ ๆ ท่พี ูดจริง ๆ อยู่กบั ใครไม่ได้ พวกเกลียดนัก บางคนมปี ญั ญาความรู้
ดแี ต่ไมม่ คี นส่งเสรมิ มองนิ่ง ๆ ท่ศี ูนย์กลางกายก็จะรู้ว่าคนนี้มนี ิสัยชอบอิจฉาผู้อ่นื ไมส่ นบั สนุนผู้อ่ืน คอยให้ร้าย
ติเตียนเขาจึงมเี วรกรรมสง่ มา

บางคนโง่เง่า ปัญญาอ่อน เรียนหนังสือท่อง 5 - 10 ครั้งจำไม่ได้สักที ก็จะรู้ว่าเขามีเวรสุรา ก็แก้ไขให้
ถูกส่วน

ทำใจสัมมาอะระหัง ๆ นิ่ง เดียวเราก็รู้เอง จะเป็นผู้ปกครองก็ต้องรู้อัธยาศัยในผู้ใต้ปกครอง มีเวร
ปาณาติบาต อทินาทา กาเม หรือไม่ ต้องจัดงานให้ถูกส่วน ถ้ามีเวรกาเม เป็นผู้ชายอย่าให้ไปปกครองผู้หญิง
เปน็ ผ้หู ญิง อย่าให้ไปปกครองผู้ชาย ดใู ห้ดีทีเดียวเดย๋ี วจะยงุ่

มองนิ่ง ๆ ที่ศูนย์กลางกาย แล้วจะเข้าใจ มองดูว่ามีเวรมุสาไหม ถ้ามีเวรมุสาจะพูดจาก็ไม่มีใครเชื่อ
พวกนี้อย่าให้ไปอยู่แผนกติดต่อ ต้องขังไว้ห้องครัวหรือเก็บพัสดุ ไม่ให้ติดต่อกับมนุษย์ ถ้าเห็นว่าโง่นัก ปัญญา
อ่อนนัก ใหเ้ ลิกด่ืมเหล้าและกัญชา ใหใ้ ชง้ านหนกั ๆ พวกน้แี รงดี เวรสุราทำงานได้เหมือนววั ควาย แตก่ ารจะทำ
อย่างนไี้ ดเ้ ราตอ้ งยกตวั ให้สูงขึ้นดว้ ยศลี สมาธิ ปัญญา ภาวนาสัมมาอะระหงั ๆ นิง่

เวลาเราทำงาน จะทำงานอะไรก็ดี ผลจะออกมาดรี า้ ยอย่างไรกต็ าม ถ้าออกมารา้ ยอยา่ เพ่งิ เสียใจแก้ไข
ใหม่ให้ดี ถ้าผลออกมาดีก็อย่าเพิ่งได้ดีใจนัก เพราะธรรมดาสรรพสิ่งในโลกมันมีหลายฉาก หน้าฉาก หลังฉาก
อย่างลิเกหรือละคร ตัวแสดงอยู่ข้างหน้า ต้องบอกบท บางครั้งเสียงลอดออกมา มีทั้งหน้าฉากมีตัวแสดง หลัง
ฉากเปน็ ตวั บอกบทและยังมหี นา้ ใบหน้าหลงั ในหลังอกี

ภาวนานิง่ สัมมาอะระหัง ๆทำใจสบาย ๆ เดีย๋ วจะรวู้ ่าคนบอกบทกย็ ังเป็นแตห่ น้า ฉากหลังฉากของคน
บอกบทยังมีอีก คือคนเขียนบทประพันธ์ มองนิ่ง ๆ สัมมาอะระหัง ๆ มองนิ่ง ๆไปที่คนเขียน คนเขียนก็มีหลัง
ฉาก เมื่อประสบพบเห็นอะไร เกดิ ความประทบั ใจสะเทอื นใจเป็นหลงั ฉาก คนเขยี นบทก็เป็นหนา้ ฉากไปอีก

มองนิ่ง ๆ สัมมาอะระหัง ๆ มองหนักเข้า ๆ คนเขียนที่แท้จริงถูกเขาบังคับบัญชา ปั่นให้เขียนว่าให้
เขียนเรื่องรัก เรื่องชาติ เรื่องคอมมิวนิสต์ ต้องมีคนอยู่หลังฉากอีก ทีนี้เวลาทำอะไรถ้าไม่สำเร็จก็ให้ค้นไปดู
สาเหตทุ ี่หลังฉากอย่างน้ี ถ้าทำสำเร็จดกี อ็ ย่าเพิ่งไปดใี จเพราะยังมีหลังฉากให้หดั ค้น

ค้นโดยเอาใจจดนิ่ง ๆ ที่ศูนย์กลางกาย ภาวนาสัมมาอะระหัง ตัวเราทำอะไรได้ก็อย่าเพิ่งนึกว่าเราเก่ง
ตัวเรากย็ งั มหี ลงั ฉาก มีผ้เู ชิดเราอยู่คือกายมนุษย์ละเอียดเชดิ กายเนือ้ และยงั รตู้ อ่ ไปอีกวา่ กายมนุษย์ละเอียดยัง
ถูกเชิดโดยการทิพย์ ถ้าใครคิดอยู่แค่นีก้ ็ว่าพระเจ้าสร้างโลก แต่ถ้าเข้ากลางไปอีกจะพบว่ายิง่ กว่ากายทิพย์ยงั มี
พรหม ใครติดแค่กายพรหมก็ว่าพรหมสร้างโลก พอทำสัมมาอะระหังหนักเข้าถึงกายอรูปพรหมจึงได้รู้ว่าอรูป
พรหม เป็นผู้เชิดพรหม ก็ถ้าคิดแค่นี้ก็ว่าอรูปพรหมสร้างโลก สัมมาอะระหังหนักเข้าถึงธรรมกาย รู้ว่าบุญและ
บาปของมนุษยท์ ่ีทำไวเ้ ป็นตวั เชดิ อรูปพรหม พรหม กายทพิ ย์ กายมนุษยล์ ะเลียด กายเนือ้ ส่งตอ่ เป็นชนั้ ๆ

110

ไม่เฉพาะเราที่ถูกเชิด พระสิทธิตะก็ถูกกายธรรมเชิด ธรรมกายพระอนาคามีก็เชิดธรรมกายพระ
สกิทาคา ธรรมกายพระสกิทาคาก็ เชิดธรรมกายพระโสดา เปน็ กายพระอรหัตกเ็ ชดิ ธรรมกายพระอนาคามี เชิด
กันเปน็ ชัน้ ๆ ไป เพราะฉะนัน้ ทำอะไรถ้าผิดต้องหาทางปรับปรงุ แก้ไขหาตน้ ตอ ทำอยา่ งนี้ความเจริญไมไ่ ปไหน

ทุกวันที่กลับไปให้หมั่นยกระดับจิตตนเอง ยกในทางธรรม ในศีล สมาธิ ปัญญา กายเบาใจเบา มอง
มนษุ ย์ท้ังโลกได้เหมอื นมองไก่อยู่ในสมุ่

ภาวนาสมั มาอะระหัง ๆ นิ่ง ยกระกับจติ ตนเองไดห้ มดกร็ ู้ได้ว่าคนอ่นื เป็นอย่างไร บางคนเช่นแม่ทัพไป
ออกทัพมาชนะ ก็ทำกำเริบคิดว่ากูเก่ง กำเริบเสิบสาน แบ่งแยกแผ่นดินจะเป็นใหญ่เสียเอง ถึงบ้านเมืองใด
ทะเลใด มหาสมทุ รใดกว็ า่ ของกู แท้จริงตนเองยังถกู เชดิ ยังมีหลังฉากอกี

ขอใหส้ ำเร็จมรรคผล ไดด้ วงตาเห็นธรรม ให้กายวาจาใจบริสุทธ์ิต่อแต่นี้ไปจนถึงวันเข้านิพพาน เอาละ
พักได้ พระพทุ ธเจ้าสอนให้ดับทุกข์ โดยการ

1. ตน้ ทางสายกลาง ตอ้ งมศี ลี สมาธิ ปัญญา
2. ตอ้ งรูจ้ กั ช่วยตนเอง ตอ้ งมีศีล สมาธิ ปญั ญา มอี ะไรเกดิ ข้นึ ให้ดับทีเ่ หตุ
ทานเป็นเครื่องค้ำจุนสนับสนุนให้มีศีล ถ้าไม่มีทานแล้วศีลมีไม่ได้ เพราะคนธรรมดามีความโลภทำให้
ขาดศลี ทง้ั 5 ข้อ ศลี น้ันกำจัดความโลภ ความโกรธ ถา้ มที านกก็ ำจัดความโลภได้
ขยายความได้วา่ การทำทานมีความจำเป็นมาก นักเศรษฐศาสตร์บอกว่า demand มไี ม่จำกดั supply
มีจำกัด พูดง่าย ๆ คือ โลภไม่มีที่สิ้นสุด ได้ไอ้นี่จะเอาไอ้นั้น เริ่มต้นเป็นนิสติ มหาวิทยาลยั เดือนละ 3 - 4 ร้อย
บาทก็พอใช้ พอปีสอง 500 บาทไมพ่ อใช้ ปี 3 ใช้ 700 - 800 บาท ปี 4 ใช้เดือนละ 1,000 บาทไม่พอใช้อกี จบ
แล้วมาทำงานเดือนละพันกวา่ มสี องพันสามพนั ก็ไม่พอ ต้องการมากขึน้ ไปเร่ือย ๆ จบมหาวิทยาลัยอยูค่ นเดียว
ไม่ได้ต้องหาคนมาอยูด่ ้วยกนั มีการแต่งงานเกิดข้ึน โลภไม่มีที่ส้ินสุดทำใหต้ ้องตะเกียกตะกายด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง
มาสนองความต้องการ เป็นอยา่ งนี้ หนักเข้าศลี ขาด ที่ฆา่ สัตว์ทกุ วนั น้ีฆา่ ดว้ ยความโลภ ลกั ทรพั ย์คอรัปชันก็ด้วย
ความโลภ ผิดศีลกาเม เมียตัวคนเดียวไม่พอต้องสองคนสามคน ลูกเมียของคนอื่นอีก ก็ด้วยความโลภ เรื่อง
โกหกกโ็ กหกเพื่อให้ได้มาซงึ่ ทรัพย์สิ่งของ ก็โลภอกี เหลา่ น้ีเปน็ ต้น เม่อื ความโลภมีไม่ทส่ี ้นิ สุดมีทางเดยี วกำจัดได้
ดว้ ยการให้ทาน ถ้าไมม่ ีทานศีลอยู่ไม่ได้
ในชีวิตประจำวัน ทานมีความสำคัญนัก เช่นสองคนผัวเมียอยู่ด้วยกัน ผัวหาเงนิ มาได้ไม่ยอมให้เมีย ใช้
คนเดียว หมดไม่กี่วันเมียก็ไม่อยู่ด้วย หรือเมียไปหาเงินมาได้ไม่ให้ผัวใช้ก็อยู่กันไม่ไต้ ต้องหาแล้วมาแบ่งกันใช้
ต้องให้กันอย่างนี้เป็นทานเบื้องต้น ขนาดอยู่ด้วยกัน 2 คนเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องอาหารการกินอย่างเดียว ก็ต้องมี
การเท่ยี วเตร่ ของสวยงาม คนจะผูกใจกนั ไดเ้ บื้องต้นดว้ ยการใหท้ าน ลูกพอมีก็ตอ้ งเลย้ี งจึงจะเรยี กเราว่าพ่อแม่
เลี้ยงด้วยการให้ทุกอย่างทั้งอาหาร ความรู้ เสื้อผ้าความอบอุ่น ลูกพ่อแม่จะมีความผูกพับกันได้ก็ด้วยทาน โต
ข้ึนมาก็ยงั เลย้ี ง เกี่ยวหัวกันอยู่ ส่งเลีย้ งลูกไม่เหมอื นเราเลย้ี งไปอย่างนน้ั ไมค่ อยอยากให้เกิดในกำเนิดกันแจ ลูก
เกิดมาก็บอกว่าพ่อไม่ตั้งใจให้เกิด ที่เกิดมาได้ก็เก่งนัก ความเคารพในพ่อแม่ก็หายไป ยิ่งพ่อแม่ฝรั่งไม่ค่อยดูแล
ลกู เท่าทค่ี วร บางแห่งเทศบาลเล้ยี งให้ หรอื เลยี้ งตามหนา้ ที่ พอลูกอายุได้ 14 - 15 ปี บรรลนุ ติ ภิ าวะก็ตัดปล่อย

111

เล้ยี งมาได้ 15 ปแี ล้วยงั จะเอาอะไรอีก วัวควายเลี้ยงลกู 2 - 3 ปกี ป็ ลอ่ ย เปด็ ไก่เลี้ยงลูกไม่กี่เดือน ช้างตวั โตกว่า
คนอีก เลี้ยงลูกอย่างมากก็ 1 - 2 ปี พอไม่เลี้ยงไม่ให้ทาน ต่อไปลูกก็หาของตนเองด้วยลำแข้งของตนเอง
ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกขาดเม่ืออายุ 15 ปี พอเรียน ม.7 - ม.8 มหาวิทยาลัยตอ่ ไป ก็หาด้วยตนเอง ลูก
พวกนีก้ ็ถือว่าตนเป็นผลพลอยไดท้ ี่เกิดจากการรว่ มกามเท่านน้ั ก็ไม่เคารพพ่อแม่ ขาดทานนิดเดียวความเคารพ
หายไป เมื่อโตขึ้นเห็นพ่อแม่เหมือนคนแปลกหน้า อย่างดีก็แค่คนรู้จัก แต่งงานแต่งการไป พอพ่อแม่แก่คนแก่
ตอ้ งการคนดแู ล ผัวเมีย 2 คน ตายายดูแลกนั เอง อายมุ ากดว้ ยกนั ทงั้ คู่จะหาใครมาดูแลก็ไมม่ ี ลกู ก็ไม่ได้คิดว่ามี
พอ่ แมอ่ ีกต่อไป ไมเ่ หลียวแลพ่อแม่

สมัยอาตมาอยู่ออสเตรเลียอากาศเปลีย่ นเร็ว พอถึงฤดูหนาวกว่าจะมีคนมาช่วยได้กน็ อนหนาวตายอยู่
หน้าบ้านเพราะหลบข้ึนบา้ นไม่ทนั ตายเหมือนสุนขั ตัวหน่ึงหนา้ บ้านริมถนน พอคนหน่ึงตายเหลืออีกคนเดียว ก็
มีบ้านคนแก่ เป็นกองบรรเทาทุกข์ บางคนก็ตายเสียก่อนจะโทรศัพท์เรียกคนอื่นได้ไม่ทัน กว่าที่ใครจะรู้ก็เป็น
หลาย ๆ วัน เพราะเห็นบ้านเงียบไปผิดสังเกต เพราะคนพวกนี้ไม่รู้จักทำทาน เอาแต่ความสุขตัวเอง ลูกท่ี
แต่งงานแล้วก็ไปอยู่กันเอง พ่อแม่ถ้ายังแข็งแรงดอี ยู่ก็อุตส่าห์ขับรถไปเยี่ยมลูก เสาร์อาทิตย์ 2 คืน ค้างอยู่ด้วย
ตอนสุดสัปดาห์ พอจะกลับลูกก็ขอเงินค่าที่พักและค่าอาหาร ถา้ คนไทยทำเช่นนน้ั เรยี กว่าลูกเนรคุณ แต่ฝรั่งทำ
กันเป็นธรรมเนียม มีเหตุผลมาอ้างว่าถ้าพ่อแม่ไปพักโรงแรมก็ต้องเสียค่าท่ีพักเหมือนกัน จะไปโทษลูกก็ไม่ได้
เพราะพอ่ แมป่ ล่อยลูกตงั้ แต่อายยุ ังน้อย ไมใ่ ห้ทานลูก ลกู โตขึน้ มากไ็ มร่ จู้ กั คณุ ลกู โตขึ้นมาเหน็ พ่อแม่ทำกับปู่ย่า
อยา่ งไรก็จำเอาไว้ ถงึ คราวกจ็ ะเอาบา้ ง ดำเนนิ ตามรอยพ่อแม่ บรรพบุรุษเรอ่ื งอย่างนไ้ี ม่ใช่เร่ืองเกา่

สมัยพุทธกาลมีชายคนหนึ่งตอกข้าวให้พ่อแม่กินข้าว เหมือนรางเลี้ยงหมู ตัวของมันเองก่อมามีลูก ลูก
อายุ 7 ขวบ น่ารัก ชอบเล่นชอบซน ไปวัดขนาดรางท่ีปยู่ ่ากนิ ข้าวที่พ่อทำให้ มาตอกรางบ้าง พ่อดีใจว่าลูกขยัน
แต่เด็ก ถามวา่ ลูกจะตอกรางเอาไว้เลย้ี งววั ควาย หรอื หมู ลูกชายตอบวา่ ตง้ั ใจไว้ให้พอ่ แม่ ตอนพ่อแม่แก่อย่างที่
พอ่ ทำไว้ใหป้ ู่ อกี หน่อยปู่ยา่ ตายแลว้ รางน้จี ะหายไปเสียขนาดจะผิดกนั ไป เดย๋ี วพอ่ จะไมไ่ ดข้ นาดอยา่ งนใ้ี ช้

เดี๋ยวนี้น้อยคนนักที่จะสามารถเลี้ยงพ่อแม่ได้ จบปริญญาตรีเอาตัวรอดได้ ไม่ต้องไปเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่
ท่านก็ดีใจแล้วไม่ต้องไปขอทานใช้ได้แล้ว พ่อแม่เลี้ยงเรามาอย่างดี อายุ 20 กว่าแล้ว พ่อแม่ยังเลี้ยงอยู่เลย
แต่งงานแตง่ การพอ่ แม่ก็จดั การให้ ไม่เหมอื นลูกฝร่งั แตง่ งานแลว้ ก็ต้องเกบ็ เงินเอง

พ่อแม่ไม่มีทานคือการให้กันใช้ไม่ได้ ความกตัญญูไม่มี ทานมีความจำเป็นอย่างนี้ ขนาดในครอบครัว
การให้เป็นตน้ เหตขุ องความกตัญญู

พ่อแมฝ่ รง่ั มาเห็นทางเอเชีย เมอื งไทย เมืองจีน ลูกเลี้ยงพ่อแม่ดนี ัก พวกนน้ี ำ้ ตาไหลพรากแทบไม่อยาก
กลบั บ้าน เพราะต่างกนั ตรงทานที่ให้ไม่เหมือนกัน พวกนี้เขาทำทานลกู แค่อายุ 15 เทา่ น้นั ตามกฎหมายบังคับ

ก่อนที่เราจะมองข้างนอกมองในด้านประเทศชาติครอบครัว ก็มองในครอบครัวก่อน ถ้าพ่อแม่ให้มาดี
อยา่ งน้ี ลกู ก็มกี ตญั ญู ดังนั้นทานจงึ เป็นเบอ้ื งตน้ ของการถอื ศีล ถ้าไมม่ ที านแล้วศีลจะมีไมไ่ ด้ มองใหไ้ กลในสงั คม
ในกลุ่มนิสติ นกั ศึกษา ไม่มเี งนิ ทองจะให้กัน ร้วู ิชาใดเข้าใจวชิ าใดมาก็ต้องบอกกนั ถา้ มคี นถามรู้แล้วไม่บอกก็ไม่
มีคนคบ lecture ได้เพื่อนขอลอกก็ไม่ยอมให้ ถึงไม่มีใครคบเพราะไม่มีทาน ถ้าคนไหนใจกว้างใครอยากรู้อะไร
ก็บอก คนอย่างนี้เพื่อนเยอะไปไหนไม่จบไม่ล่ม จะขอความช่วยเหลือใครก็สบาย จะทำอะไรพลั้งพลาดไปบ้าง

112

เพือ่ นก็ใหอ้ ภยั ได้ เพราะเคยให้ทาน ถ้าไมม่ ีทานศีลไมเ่ กดิ ในหมนู่ กั ศกึ ษาต่างคนก็มีความรู้พอ ๆ กัน เรียนก็ได้
พอ ๆ กัน บางคนใจหนักแน่นเพื่อนจะเอะอะตึงตังบ้าง จะว่าจะกล่าวบ้างก็ยินดีให้อภัย กำลังดูหนังสือมาเลน่
เสยี งดงั ทุบขา้ งฝาบา้ ง ก็ใจกว้างให้อภัย การให้อภัยทานเชน่ น้ี เพ่ือนรัก

ทานมี 3 อยา่ ง
1. อามสิ ทาน ใหส้ งิ่ ของ
2.ให้ความรู้ เรียก ใหธ้ รรมเป็นทาน ใหว้ ทิ ยาทาน
3. ให้อภัยทาน คือศีลอีกเช่นกัน ยุงกัดก้นแดงเปล่งก็นึกว่ามันเป็นสัตว์เดรัจฉานไม่รู้อะไร เป่าพรวด
เดี๋ยวมนั ก็ไป มิเชน่ ตบมนั เขา้ ก็จองเวรกันไมร่ ูจ้ บเป็นบาป

113

114

นึกนอ้ มอธิษฐานกลั่นกาย ของทีไ่ ม่ดี สกปรก ท่ีกาย วาจา ใจของเราก็ดี นกึ นอ้ มอธิษฐานกล่ันออกไป
ให้หมด ให้สมกบั ท่จี ะเป็นเครื่องรองรับพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ อธิษฐานกลนั่ กายให้ใส แม้แต่เส้ือผ้า
ท่ีเราใส่ พื้นทร่ี องรบั นัง่ อธิษฐานให้ใสเปน็ แกว้ เราเขา้ ใจกันว่าการทำสมาธทิ ำใหเ้ กดิ ความรู้ แต่ทางพทุ ธศาสนา
แบ่งไว้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา เรามาปฏิบัตกิ ันครั้งนี้ เราถือศีล 8 สมาธิเราอธิษฐานใหใ้ สเป็นแก้ว เราเข้าใจกัน
ว่าการทำสมาธิทำให้เกิดก็ปฏิบัติ เพื่อเกิดปัญญา ทั้งสามอย่างนี้เป็นเครื่องช่วยในการกลั่นกาย กลั่ นกายเน้ือ
ของเราให้บริสุทธิย์ ิง่ ขึ้น กลั่นกายเนื้อให้เป็นธรรมขันธ์ ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ นิ่ง นึกน้อมนิมิตของเราให้ซัด
ให้ใส นึกน้อมไปช้า ๆอยา่ รบี สมาธขิ องเราดที ุกคนแลว้ วันนี้ อยา่ บบี อยา่ งบังคับใจจนเกนิ ไป ทำให้สบาย ๆ นิ่ง
ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆนึกน้อมเห็นนิมิตให้ใส นึกน้อมเห็นดวงแก้วให้ใสสว่างเหมือนเรากลืนดวงอาทิตย์ ดวง
จันทร์ ไว้ในท้อง

พอนึกน้อมอธิษฐานกลั่นกายเสร็จแล้ว ก็นึกน้อมอธิษฐานเรียกบุญบารมีทัง้ 30 ทัศ บุญเก่าบุญใหม่ที่
สร้างสมไว้ดแี ลว้ ต้งั แตร่ ้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ ตั้งแต่เล็กแต่น้อยจนถงึ ปจั จุบัน นึกอธิษฐานให้มา
ชว่ ยเรา ขอใหข้ า้ พเจ้าไดด้ วงตาเหน็ ธรรม ได้สำเรจ็ มรรคผลนพิ พานในการปจั จบุ ันนี้

ทุกครั้งที่นั่งธรรมะจะลืมเสียไม่ได้คือการอธิษฐาน นึกน้อมถึงบุญหนึ่งครั้ง บุญก็เกิดขึ้น ภาวนา
สัมมาอะระหัง ๆ นึกน้อมให้เห็นนิมิตให้ชัด กลางของกลาง ๆ นิ่ง ความปวดความเมื่อยก็มีบ้าง รวมใจปลุก
กำลงั ใจของเราขึน้ มา ทำความรู้สึกใหเ้ วงิ้ ว้าง ใหว้ ่างโปร่ง ให้โล่งใหใ้ ส ทำใหใ้ จของเราอย่างนน้ั ความปวดความ
เมอื่ ยจะสลายไปหมด ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ ความปวดความเมอื่ ย 90% กห็ ายไป เหลืออกี 10% เรากเ็ อาให้
หมด

นึกถึงพระพุทธเจ้าของเรา การบำเพ็ญเพียรของท่าน เมื่อชาติแรกของท่านก่อนที่ท่านจะปรารถนา
เป็นพระพุทธเจ้า ท่านเกิดเป็นคนจน กำพร้าพ่อ อยู่กับแม่มาแต่เล็กจนโต ได้ข่าวจากพ่อค้าว่าทางสุวรรณภูมิ
คือ เมอื งไทยท่ที องเยอะ ท่านก็คดิ จะมาเมืองไทย มาเอาทองไปเลี้ยงเม่ สองคนแมล่ กู อาศัยสำเภาข้ามทะเลมา
มาเจอพายใุ หญ่กลางทาง เรอื ล่มคนบนเรอื ตายหมด เหลอื พทุ ธองค์ซง่ึ ตอนน้ันยังเป็นพระโพธิสตั ว์ ลำพังกับแม่
เพยี ง 2 คน ท่านใจสเู้ ดด็ ขาดนกั คนอ่นื วา่ ยนำ้ ลำพังตนเอง จมน้ำตายหมด เหลือท่านคนเดยี วกบั แม่ เอาแม่ขึ้น
คอ จะตายแลว้ ยงั หว่ งแม่ เอาแม่ข้นึ คอแล้วว่ายน้ำไป ถา้ ลำพงั ตัวเองก็พอทำเนา แต่ท่านเอาแมข่ ้นึ บ่าว่ายน้ำไป
ในทะเล ว่ายไป 7 วัน 7 คืน จะจมน้ำตายเสียหลายครัง้ เพราะแรงหมด รอส่อ ๆ จะตาย นึกถึงแม่ที่อยู่บนคอ
ว่า เราชกั ชวนแมใ่ หม้ าตายแท้ ๆ พอคิดอย่างนี้กำลังใจก็เกดิ ข้ึน เป็นตายอยา่ งไรขอใหเ้ อาแม่ไปถงึ ฝง่ั เถิด ไอ้ตัว
เราตายช่างมัน ท่านคิดไปก็ว่ายน้ำไป ใจท่านเอาใจไปจดจ่อกับแม่ ยังหาศูนย์กลางกายไม่เจอ ถ้ายังไม่ถึงฝ่ัง
เดี๋ยวแม่ตาย เราก็จะบาปหนักเพราะไปชักชวนแม่มาตาย เอาใจไปจดจ่อกับแม่ ความปวด ความเมื่อย ความ

115

เหนอื่ ย ความยากน้ัน ทา่ นไมไ่ ด้กังวลเลย เพราะใจจดนิ่งอยู่อย่างนี้ ความปวด ความเมือ่ ย ความเหน่ือย ความ
ยาก ความหวิ ทง้ั หลายไมไ่ ดท้ ำใหท้ ่านสะท้อนสะท้านเลย ว่ายนำ้ พาแมถ่ ึงฝั่งได้

ถ้าท่านเอาจิตไปจดที่ความปวด ความเมื่อย ความเหนื่อย ความยาก ทั้งแม่ทั้งลูกตายไม่มีเหลือ แต่
ท่านเอาใจของท่านไปจดกับแมถ่ ึงความกตัญญู ท่านกไ็ ม่ใช่นักว่ายน้ำ แต่ดว้ ยใจจดจอ่ อยู่กับแม่ ก็พาแม่ว่ายน้ำ
ข้ามทะเล 7 วัน 7 คืน ถึงฝั่งได้ ตอนนั้นท่านก็เป็นคนจนธรรมดา หาศูนย์กลางกายยังหาไม่เจอ ตอนหลังท่าน
ตรสั ร้แู ล้วทา่ นสัง่ นักทเี ดยี ว ใจไมต่ อ้ งไปจดกับพ่อกบั แมแ่ ลว้ ถ้าจะกตญั ญตู ่อท่าน ก็เอาใจจดเข้าศูนยก์ ลางกาย

เราก็เอาใจมาจดที่ศูนย์กลางนิ่ง จี้เข้ากลางของกลาง ๆ พอเข้ากลางความปวด ความเมื่อยก็หลุดไป
หลุดเหมือนงูลอกคราบ ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ ในเวลาเดียวกันก็นึกนิมิตดวงแก้วให้ชัดใสเหมือนแก้ว ทำ
ความรสู้ กึ วา่ ตัวเราใหญเ่ หมือนท้องฟ้า ดวงแก้วทเี่ กิดขน้ึ ท่กี ลางกายเหมือนควงอาทิตย์ที่ขึ้นจากขอบฟ้าในตอน
เข้า ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ น่งิ นกึ ถงึ ความเพยี รของพระโพธิสตั ว์ให้มาก ถา้ ทา่ นไมเ่ พยี รเช่นนั้น ท่านก็ไม่เจอ
ธรรมะ ถ้าท่านไม่เจอธรรมะ ป่านนี้พวงเราคงแย่ เพราะท่านไปเจอธรรมะท่านจงึ สอนเราให้เอาใจไว้กลางกาย
เราก็ทำอย่างท่านสอน ประคองใจของของเราให้มั่น ไม่ให้เอียงซ้าย ไม่ให้เอนขวา ไม่ให้โงกหน้า ไม่ให้หงาย
หลงั ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ

ทกุ คร้งั จะอยู่ท่ีนห่ี รืออยู่ท่บี า้ นแลว้ จะทำธรรมะ เม่ือเกิดความเมื่อยใหน้ กึ ถึงความเพยี รของสมเด็จพระ
สมั มาสัมพทุ ธเจา้ ท่านทำความเพยี รมานัก มเิ ช่นนน้ั เรากไ็ มร่ ้ธู รรมะ ไมร่ พู้ ระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ เราต้อง
ทำใจใหไ้ ดอ้ ย่างท่าน เอาใจนงิ่ ท่ศี ูนยก์ ลางกาย สัมมาอะระหงั ๆ น่งิ ๆ นกึ ถงึ ความเพยี รหนกั เข้า นึกถงึ ทา่ นวา่ ย
น้ำอยู่ในทะเล 7 วนั 7 คนื มไิ ดว้ ่ายตวั เปลา่ มีแมอ่ ยู่บนคอด้วยใช้ความเพียรนัก เราต้องเอาใหไ้ ด้ เราเป็นทายาท
ของทา่ น เป็นลูกของทา่ น อย่างไรลกู กต็ อ้ งเอาอย่างพอ่ ให้ได้ ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ

พอเรานึกให้กำลังใจตนเองโดยนึกถึงความเพียรของพระพุทธองค์ พุทธบิดาของเรา ใจก็หยุดน่ิง
สัมมาอะระหัง ๆ ตั้งนิมิตให้เห็นเป็นดวงแก้ว ใสในใส ๆ ชัดในชัด ๆ ให้ใส ให้ว่างโปร่งโล่งเข้าไป พอซัดใสว่าง
โปร่งดีแล้ว ก็นึกน้อมเหลือบตากลับขึ้นไปอีกครั้ง อธิษฐานเรียกเห็นจำคิดรู้กลับเอามารวมกันไว้ที่ศูนย์กลาง
กาย ที่ไหนใจกไ็ ม่ไป ภาวนาสมั มาอะระหัง ๆ

นึกน้อมแผ่เมตตา เอาใจปักนิ่งที่ศูนย์กลางกาย นึกแผ่เมตตาให้สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อเกิด แก่เจ็บ
ตายของข้าพเจ้า ขอให้มีความสุข อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ให้เป็นสุข เป็นสุขเถิด ให้รักษาตัว ไม่มี
เวรมีภัยตอ่ กนั ให้ช่วยเหลอื เก้ือกูลซ่ึงกันและกัน เราก็ภาวนาสัมมาอะระหงั ๆ เอาจิตปักจดหยดุ นิ่งไม่เอียงข้าย
เอนขวา โยกหน้า หงายหลัง

แล้วเอาจิตของเรานึกถึงบุญที่เราทำมาดีแล้ว เราเคยทำทานเอาไว้เท่าไร นึกทีเดียว เคยตักบาตร
ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เคยให้ธรรมเป็นทาน สาธุ ด้วยอำนาจทานที่ข้าพเจ้าได้ทำดีแล้ว จงบันดลบนั ดาลมาช่วย

116

ประคับประคองใจข้าพเจ้า ให้มีกำลังกาย กำลังใจมั่นไม่สั่นคลอน ให้ความปวดเมื่อยทุรนทุรายหายไป ให้
ข้าพเจ้านี้มีกำลังกายกำลังใจ เข้มแข็งเหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาท่านเป็นเกณฑ์ มนุษย์อื่นเอามาเป็น
ไมไ่ ดเ้ พราะยังมีกิเลส ภาวนาสัมมาอะระหงั ๆ นิ่ง ๆ

แล้วเราก็นึกน้อมถึงศีล ตัวข้าพเจ้ามาปฏิบัติธุดงค์ครั้งนี้ มาถือศีล 8 มั่น สาธุ ด้วยความที่ข้าพเจ้าต้ัง
มั่นอยู่ในศีล ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่นด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ขอให้ความที่ข้าพเจ้าบริสุทธิ์กาย วาจา ใจท่ี
ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมาดีแล้วในอดีตกาลและในปัจจุบัน ขอให้มาช่วยข้าพเจ้าอย่าได้มีความเมื่อย ความปวด
ความท้อแท้ ความเหนื่อยหนา่ ยรำคาญใจเกิดข้นึ ขอให้ข้าพเจ้ามกี ำลงั ใจในการขัดเกลากเิ ลสใหห้ มดไป เหมือน
สมเด็จพระสมั มาสัมพุทธเจ้า ภาวนาสมั มาอะระหัง เอาจิตปักหลักหยุดน่ิง นกึ น้อมใหเ้ หน็ ดวงแกว้ ใหใ้ สในใส ๆ
สวา่ งในสว่าง ๆ ชัดในชัด ๆ จี้เข้ากลางของกลางนงิ่ เข้าไป

ถาม วรกจิ เห็นดวงธรรมใสไหม นึกให้ใสในใส ทวิ ากร เห็นดวงธรรมใสไหม สว่างไหม

ตอบ เหน็ ชดั ครับ สวา่ งครับ

ถาม สวา่ งเหมือนอะไร

ตอบ สว่างเหมอื นพระอาทิตย์ขนึ้ ในตอนเช้า

ทกุ คนก็นกึ น้อม ภาวนาสมั มาอะระหัง ๆ ความงว่ งเหงาซึมเซา ความปวดความเม่ือยทัง้ หลาย สลัดท้ิง
ไปให้หมด นึกน้อมให้กำลังใจของเราให้สว่างให้ใส เหมือนแสงอาทิตย์สอดแทรกเข้าไปทุกอณูทุกขุมขน ให้
ผลักดันเอาความปวดเมื่อย ความเหนื่อยความหน่าย ให้หลุดไป ให้เหลือกายของเราเบา ภาวนาสัมมาอะ
ระหังๆ ไม่ใหเ้ อนซ้าย เอียงขวา โงกหน้า หงายหลัง เอาใจจอ่ น่ิง ปวดเมอื่ ยเท่าไรขอสู้ตาย

นึกน้อมย้อนบำรุงกำลังใจของเราให้เกิดขึ้น ทุกครั้งที่ปฏิบัติธรรมเกิดความเมื่อย ความเหนื่อยความ
ยาก ใหร้ ู้จกั บำรุงกำลังใจของเรา

ในสมัยพุทธกาล ช้างศึกของพระเจ้าปเสนทิโกศล เป็นช้างขั้นเยี่ยม วันหนึ่งไปตกหล่มลึกเท่าค่อนตัว
ดน้ิ อยา่ งไรก็ไม่หลดุ ฉุดเท่าไรก็ไม่ขน้ึ เอาชา้ งกีต่ ัว ๆ มาฉดุ ก็ไม่ขึ้น นายควาญชา้ งไปคว้ากลองศึกมาตี ย่ำกลอง
ศกึ อยู่ ชา้ งติดหลุมแทบตายพอได้ยนิ เสยี งกลองศึกก็ดน้ิ สดุ ฤทธ์ิหลดุ ออกมาได้ ข้ึนฝั่งได้ สัตว์เดรจั ฉานเป็นอย่าง
นี้ ได้ยินเสียงกลองศึกดังก็สูต้ าย เราเหมือนกันจะปวดเมือ่ ยเหนือ่ ยยากเท่าไรก็ให้ตั้งใจลัน่ กลองศกึ ใหต้ ัวเองวา่
สัมมาอะระหัง ๆ นึกให้เห็นดวงแก้วใสเกิดขึน้ ที่กลางกาย ให้ใสในใส ๆ ชัดในชัด ง่วงเหงา มึนงงก็สลัดทิ้งหมด
ตัง้ ใจนง่ิ ไว้ ภาวนาสมั มาอะระหัง ๆ

117

ศีล สมาธิ ปัญญา มีความสำคัญ มีความจำเป็นดังนี้ กลั่นกายของเราหนักเข้า ๆ ขั้นแรกกลั่นกายเนอื้
หยาบ ๆ ให้ละเอียดเหมือนกายทิพย์ กลั่นกายทิพย์ให้ละเอียดเป็นกายพรหม อรูปพรหม โสดา สกิทาคาไป
เร่ือย ๆ ถ้าจะพดู สัน้ ๆ กไ็ ดว้ ่า ศลี สมาธิ ปัญญาเป็นเครอื่ งกลน่ั กายเน้ือของเราใหเ้ ป็นกายท่ีมีลักษณะสมบูรณ์
ที่สุด คือ ลักษณะของมหาบุรุษ 32 ประการครบถ้วน พวกเราที่หน้าตาไม่เหมือนกัน เพราะทำจิตสูงไม่
เหมือนกัน ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่บริสุทธิ์จึงมีลักษณะแตกต่างไปจากมหาบุรุษ 32 ประการ ลักษณะมหาบุรุษ
เป็นมาตรฐานของมนุษย์ 32 ประการ เป็นลักษณะของพระพุทธเจ้า เป็นลักษณะ Standard เป็นมาตรฐาน
ของมนษุ ย์ ถ้ามนุษยผ์ ู้ใดกต็ ามมศี ลี สมาธิ ปญั ญาครบถว้ น ผูน้ น้ั จะได้ลกั ษณะน้ี

พอเรารอู้ ยา่ งนี้ก็อธิษฐานกลน่ั กายของเราด้วยอำนาจ ศีล สมาธิ ปญั ญาของเราทบ่ี ำเพญ็ มาดีแล้ว สาธุ
ขอให้กลั่นกาย วาจา ใจให้สะอาด ให้ได้ลักษณะ 32 ประการของมหาบุรุษ นึกอธิษฐานให้หนักเข้าไปให้กาย
ของข้าพเจา้ ใสเปน็ แกว้ กเิ ลสตณั หาต่าง ๆ ทัง้ ภายนอกภายในอยา่ ไดม้ าเกาะกุมข้าพเจ้าเลย ให้กายวาจาใจของ
ข้าพเจ้าบริสุทธ์ิผุดผ่อง ถ้าเราอธิษฐานอย่างนี้ทุกวัน ตื่นเช้ามาเห็นหน้าตาก็จะมีราศี จิตใจก็ผุดผ่อง ทำงานทำ
การจะไปไหนคนอนื่ ก็รักใคร่นบั ถือกลวั เกรงไปในตวั เสรจ็

อธิษฐานกลั่นกาย วาจา ใจของเราให้บริสุทธิ์ สิ่งไหนที่ไม่ดีขอให้เป็นกรดกัดกินละลายไปให้หมด
ภาวนาสัมมาอะระหงั ๆ นอ้ มเรยี กบุญบารมี 30 ทัศ ทุกครงั้ ทเี่ รานงั่ ตอ้ งนึกน้อมเรียกบญุ บารมี 30 ทศั ของเรา
ให้มาช่วยเรา แล้วก็มองเข้ากลางของกลาง ๆ นิ่ง นึกน้อมให้เห็นดวงธรรมเกิดขึ้น ดวงปฐมมรรคใสเป็นแก้ว
มองนงิ่ ๆ เขา้ กลางของกลาง

• เห็นดวงปฐมมรรคหรือยังทิวากร ชัดไหม
• เห็นชดั ใส ครับ
• วรกิจ เห็นชดั ไหม สวา่ งไหม
• เหน็ ชดั สว่าง ใสเปน็ แกว้

มองเขา้ กลางของกลาง ๆ ดวงปฐมมรรคใหใ้ ส มองน่งิ ๆ

• ดเิ รก เหน็ หรอื ยัง
• ชัดครบั

เข้าไปกลางดวงปฐมมรรคถูกส่วน ผ่านเข้ากลางดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัศนะ ถูกส่วนเข้า
เท่านั้นเห็นกายมนุษย์ละเอียด หน้าตาเหมือนเราทุกอย่าง แต่ใสเป็นแก้วโปร่ง นึกเข้าไปกลางกายม นุษย์
ละเอียด เข้ากลางของกลาง ๆ ถูกส่วนเข้าเท่านัน้ เหน็ กายทพิ ย์

• เห็นกายทิพยห์ รือยังทวิ ากร ใสไหม ชดั ไหม

118

• เหน็ ครับ ใสครับ
• เห็นกายทพิ ยห์ รือยัง วรกจิ
• เหน็ ครบั สว่างเหมอื นดวงอาทติ ย์ตอนเท่ยี งวัน รวมกนั อยู่ 2 - 3 ดวง

เราก็นึกเข้ากลาง นึกให้เห็นกายทิพย์สว่างอยู่ท่ีศูนยก์ ลางกายสว่างเหมอื นตะวันเวลาเทีย่ ง นึกตามไป
เข้าไปกลางของกลาง ๆ กายทพิ ย์ พอถูกส่วน ถึงกายพรหม

• ถึงกายพรหมหรอื ยัง ทวิ ากร
• ถึงครับ
• ใสสวา่ งไหม ชัดไหม
• ชดั ครบั

มองเขา้ ไปกลางกายพรหม ถึงอรูปพรหม

• ถึงหรอื ยงั วรกิจ
• ถงึ ครับ
• ใสไหม
• ใสครบั

เข้ากลางไปน่ิง ๆ กลางของกลาง ๆ ถูกสว่ นถงึ กายธรรม

• ถงึ กายธรรมหรือยัง ทวิ ากร
• ถึงแล้วครับ
• เหน็ ชัดไหม
• ชัดครบั
• เหน็ สวา่ ง เปน็ องค์พระหนั หน้าไปทางเดยี วกับเราใช่ไหม
• ครับ

นิ่ง ๆ มองเขา้ กลางของกลาง ๆ ทุกคนกน็ กึ น้อมใหเ้ ห็นองคพ์ ระใสเป็นแกว้ อยทู่ ีศ่ นู ย์กลางกาย

• ดเิ รก เหน็ องค์พระชดั หรือยัง
• ชัดครับ

119

มองเขา้ กลางของกลาง ๆ น่งิ ไปดซู ดิ วงปฐมมรรคท่เี ราดูทแี รกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มองนิ่ง ๆ เขา้ กลาง
ของกลาง

• เวลาเร่มิ เห็น เห็นอย่างไร ทิวากร
• เวลาจิตเร่ิมตกศูนย์ จิตปักนิ่งอยู่ศูนย์กลางกาย ค่อย ๆ ลอยขึ้นมา เห็นเป็นทางแสงสวา่ งโลง่

มดี วงปฐมมรรคลอยตามข้ึนมา
• เห็นลอยขึ้นมาเหมอื นพระอาทติ ยข์ ึ้นจากขอบฟา้ ใข่ไหม
• ครับ
• วรกิจ เหน็ หรอื ยังวา่ ปฐมมรรคเกิดขึน้ ที่กลางกาย เกิดขน้ึ ได้อย่างไร
• ลอยข้นึ มาชา้ ๆ แลว้ หยดุ นงิ่
• แลว้ กใ็ สขนึ้ มาเลยใชไ่ หม
• ใชค่ รับ
• ทีแรกเห็นใหญไ่ หม วรกิจ
• ไมใ่ หญค่ รบั ครง้ั แรกท่ีเหน็ ชนาดเท่าลกู ปิงปองลอยขนึ้ มาใส
• ทวิ ากรเห็นอยา่ งไร
• ตอนที่เห็นขึ้นมาครั้งแรกเป็นแสงวูบวาบขึ้นมาเป็นแสงแผ่ แล้วก็หายไป ครั้งหลังลอยขึ้นมา

ชา้ ๆ เป็นลูกเลก็ ๆ ใสมาก ภาวนาใหใ้ สในใส ก็ใสชดั

กลางของกลาง ๆ นิง่ เขา้ ในกลางดวงปฐมมรรคเห็นมีทางใส ๆ เข้าไปไหม

• เห็นครับ
• ชัดนะ
• ครับ

เราก็เข้าไปกลางดวงปฐมมรรค ไปตามทางใส ๆ พอถูกส่วนเห็นดวงสมาธิ จากดวงสมาธิ เห็นดวงศีล
มองเขา้ กลางดวงศลี รวมใจน่งิ พอถูกส่วนถึงดวงสมาธิ

• ไปดซู วิ ่า ดวงศีลกบั ดวงสมาธิต่างกนั อย่างไร วรกิจ มองน่งิ เขา้ กลางของกลาง ต่างกันท่ีความ
บาง ความสว่าง

• อนั ไหนบาง สว่างกวา่ กนั
• ดวงสมาธบิ างและสวา่ งกว่า

120

• โปร่งบางกว่าใสกว่าดวงศีลนะ เข้ากลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าเหน็ ดวงปัญญา เห็นดวงปัญญา
หรือยงั

• เห็นครับ
• เขา้ กลางดวงปัญญานง่ิ เข้าไป ไปดูซิว่าดวงปัญญากับดวงสมาธติ า่ งกันอยา่ งไร ทวิ ากร
• ดวงปัญญาสวา่ งกว่าดวงสมาธิมาก ใสบางโปรง่ ปราณีตมาก

มองเขา้ กลาง ๆ ทุกคนจนี้ ่งิ เขา้ ไปกลางกาย กลางของกลาง ๆ ดวงปญั ญาถกู สว่ น เหน็ ดวงวมิ ุตติ กลาง
ของกลาง ๆ ดวงวิมุตติพอถูกส่วนถึงดวงวิมุตติญาณทัศนะ กลางของกลาง ๆ ดวงวิมุตติญาณทศั นะพอถูกส่วน
เหน็ กายมนุษย์ละเอียดเกดิ ข้นึ เรียกกายฝนั มองกลางของกลาง ๆ นงิ่ พอถูกส่วนกายมนุษยล์ ะเอียด

• เวลาเริม่ เห็นกายมนษุ ยล์ ะเอียดทแี รก เห็นอยา่ งไร ทวิ ากร
• เหน็ เลก็ ประมาณคืบกว่า ๆ
• ทำอะไรอยู่
• ลอยอยูใ่ นดวงใส พอเรานึกใหข้ ยายออก กข็ ยายออก
• ทีแรกเห็นเป็นกายเล็ก แตใ่ ส พอเรามองถกู ส่วนก็ขยายออกเทา่ ตัวเราใช่ไหม
• ครับ
• มองเขา้ กลางของกลาง ๆ กายมนษุ ยล์ ะเอียดหรือกายฝันตา่ งกับตัวเราอย่างไร ทิวากร วรกิจ
• กายมนษุ ยล์ ะเอียด ใส เหมือนเพชร เหมอื นแกว้
• การสวมใส่ การแต่งตวั เหมอื นเราไหม
• เหมือนครบั
• เราสวมเสอื้ ผ้าอย่างไร เขาก็ใส่อย่างน้นั ใช่ไหม
• ใชค่ รบั แต่ไมม่ สี ี

เข้ากลางกายมนุษย์ละเอียด พอถูกส่วนถึงดวงธรรม กลางดวงธรรมถึงดวงศีล กลางดวงศีลถึงดวง
ปัญญา กลางดวงปัญญาถึงดวงวิมุตติ กลางดวงวิมุตติถึงดวงวิมุตติญาณทัศนะ จี้กลางดวงวิมุตติญาณทัศนะ
ใหเ้ หน็ ใสสว่าง กลางของกลางถกู สว่ นเห็นกายทพิ ย์ เห็นกายทพิ ย์หรือยัง

• เหน็ หรอื ยงั
• เห็นครบั
• ใสเป็นแก้วไหม

121

• ใสครบั
• เท่าตัวเราหรอื ยงั
• เท่าครับ
• มองนิ่ง ๆ กลางของกลาง ๆ ไปดูซกิ ายทพิ ยก์ ับกายมนษุ ย์ละเอียดต่างกันอย่างไร วรกจิ
• ต่างกันทกี่ ารแตง่ กาย แต่งตวั คล้ายตัวพระในละคร
• ใสมีแสงสวา่ ง
• ทิวากร เข้าไปดูซิว่าทำไมกายทิพย์จึงใสสว่าง ร่างกายมนุษย์ละเอียด มองเข้าไปกลางของ
กลาง ๆ เอาตาธรรมกายดูนะ
• กายทพิ ยถ์ อื ศลี มัน่ กวา่ กายมนุษย์ละเอียด
• นอกจากศีลแลว้ มีอะไร มองเข้ากลางของกลาง ๆ นิง่
• ปญั ญา สมาธิ เขาดกี วา่ กายมนษุ ยล์ ะเอยี ด
• ทุกคนจ้าเข้ากลางนงิ่ ธีรยุทธไ์ ปพกั ผอ่ นทีห่ ้องสมุดก่อนอย่าฝนื นอกจากศีลสมาธิปญั ญา แล้ว
มอี ะไรยิง่ กวา่ มนษุ ยอ์ กี มองเขา้ กลางของกลาง ๆ ดบั หยาบไปหาละเอยี ด ๆ วรกจิ ตามไปดูดว้ ย
• กายมนุษยล์ ะเอยี ดรักษาศลี ยังมพี ลาดบ้าง แต่เขารกั ษาศลี มนั่
• ทำไมเขาจึงรักษาศีลมั่นขนาดนั่น มองนิ่ง ๆ มองเข้ากลางของกลาง ๆ เข้าไปกลางศีล เขามี
หิริโอตตัปปะ ศีลจึงไม่ด่าง เข้าไปกลางกายทพิ ย์ถูกส่วนเหน็ ดวงธรรมลอยขึ้นมาใส ทุกคนก็นึกน้อมให้เห็นดวง
ธรรมที่ศูนย์กลางกาย ให้ใส ให้เห็นชัดในชัด ๆ ใสในใส ๆ ให้เห็นกลางของกลาง ๆ กลางดวงธรรมเห็นดวงศีล
กลางดวงศีลถึงดวงสมาธิ กลางดวงสมาธิถึงดวงปัญญา กลางดวงปัญญาถึงดวงวิมุตติ กลางดวงวิมุตติถึงดวง
วิมุตติญาณทัศนะ มองนิ่ง ๆ ให้เห็นเป็นชั้น ๆ กลางของกลาง ๆ นิ่ง ที่ศูนย์กลางกาย สอดตาธรรมกายไปดู
เวลาหลวงพี่ให้ไปเดินจงกรม ให้เอาจิตไปกำหนดที่ศูนย์กลางกาย มันต่างกับการเอาจิตไปจดที่เท้าอย่างไร ไป
ดูซทิ วิ ากร
• เวลาเอาจิตไปจดทก่ี ลางกาย ทุกกายรบั รหู้ มดว่าเราทำอะไร
• ทั้ง 18 กายรับรู้หมดเลยใช่ไหมว่าเราทำอะไรบ้าง มองนิ่ง ๆ เข้ากลางของกลาง ๆ ทีนี้ถ้าเรา
เอาจติ ไปจดอยูท่ ี่เท้าแล้วจะเป็นอยา่ งไร ทิวากร
• กายหยาบรับรู้ แตก่ ายละเอียดเขาไม่รู้ เพราะจติ ของเรารับไม่ถูกส่วนกับของกายเนื้อของเขา
เวลาเดิน เขาไม่ได้เดนิ อยา่ งเรา เขาลอยอยู่ เขาเลยไม่รู้
• เพราะอาการเดินของแตล่ ะกายไมเ่ หมือนกันใช่ไหม จ้เี ข้ากลางทุกคนต้ังใจเวลาเดนิ จงกรม ท่ี
สอนไว้แล้ว ทั้งที่จะไปทำเองก็เหมือนกัน เวลาเดินเอาจิตจดที่ศูนย์กลางกาย ทั้ง 18 กายเขารับรู้หมดตล อด

122

เปน็ การพจิ ารณากายในกาย ใหต้ ้งั ใจจำไว้ มองเขา้ กลางของกลาง ๆ น่ิง ๆ บางคนเวลาเดินจงกรมสายตาทอด
ยาวไป 2 - 3 วา ตามที่พระพุทธองค์บอกให้ทอดสายตาไป 1 วา ไปดูซิวรกิจถ้าทอดสายตายาวออกไปเป็น
อย่างไร

• ทำให้เกดิ ความคดิ ฟงุ้ ออกไปเกนิ ขอบเขต ความคิดแตกแยกจากศูนย์
• เวลาเดินจงกรมมคี วามจำเปน็ ไหมท่ีต้องภาวนาสัมมาอะระหงั วรกจิ
• จำเป็น เพราะต้องการให้จิตของเราจดกับคำภาวนา เพื่อไม่ให้จิตเผลอเรอไปเรื่องต่าง ๆ ที่
อาจผุดขึน้ มา
• เพราะฉะนั้น คำภาวนาขาดไม่ได้เวลาเดินจงกรม ใจจะเผลอลอยขึ้นมา มองนิ่ง ๆ เข้ากลาง
ของกลาง ๆ ทุกครั้งที่เดินจงกรมอย่าลืมภาวนาว่าสัมมาอะระหัง ๆ นิ่ง ๆ เวลาเช้า เวลาเรารับอรุณ เรารอดูด
วงอาทิตย์ขนึ้ ตอนเชา้ เกดิ ประโยชนอ์ ะไรแกเ่ ราบ้าง ทวิ ากร
• เกิดประโยชน์แกต่ วั เรา เพราะลักษณะการข้นึ การตกของดวงอาทิตย์คลา้ ย ๆ กบั การเกดิ ปฐม
มรรคในตัวของเรา แล้วเวลาเรารับอรุณ จิตใจเรามั่นปักอยู่แล้ว การรับแสงน้ันม่ันในศูนย์กลางกาย ทำให้เวลา
เรานกึ นมิ ติ เมื่อดทู กุ วนั จะติด เวลานกึ ทำใหน้ กึ งา่ ย นกึ ให้ตัวเบาเป็นท้องฟ้า มีดวงลอยขนึ้ มา
• ถ้าเรามองดวงอาทติ ยเ์ วลาขน้ึ ทำความรูส้ ึกเหมือนตัวเราเป็นขอบฟ้า แลว้ ดวงอาทิตย์เปรียบ
เหมือนดวงปฐมมรรคลอยข้นึ มาใช่ไหม
• ครับ
• มองนิ่ง ๆ เข้ากลางของกลาง แล้วบุคคลที่ยังไม่เห็นธรรม ไม่เห็นอะไรเลย เกิดประโยชน์
อะไรบา้ ง
• คนที่ยังไม่เคยเห็นก็เหมือนจะรู้เหมือนเคยเห็น เห็นจำคิดรู้ก็ติดตาติดศูนย์ พอเราภาวนา จิต
เรากน็ กึ ขน้ึ มา เหมือนดวงนนั้ เมือ่ ดกู จ็ ะร้กู อ่ น
• คือแทนนมิ ติ ได้เลยใชไ่ หม
• ครบั
• มองเข้ากลางของกลาง ๆ นิ่ง การมองพระอาทิตย์ขึ้นดีอย่างนี้ แล้วการมองพระอาทิตย์ตก
เหมือนกนั ไหม ไปดซู วิ รกิจ
• ลกั ษณะเดียวกัน เพยี งแตว่ า่ ตอนตกมนั ตกไปในขอบฟา้ ตอนตกเราก็นึกดวงอาทิตย์แทนนิมิต
เป็นประโยชนด์ ีกว่านักการขน้ึ เพราะเวลาตกเหน็ มันตกลงไป
• ทำให้เขา้ กลางดขี ้ึนใช่ไหม
• ดขี น้ึ ครับ

123

• มองเข้ากลางของกลาง ๆ ดบั หยาบไปหาละเอียด ๆ ใสละเอยี ด ๆ ทกุ คนกจ็ ำไว้ใหด้ กี ารดูดวง
อาทิตย์ขึ้นและตก เราจะเห็นไมเ่ ห็นธรรมะก็ตาม แต่พอเวลาจิตเราถูกสว่ นเราจะเห็นดวงปฐมมรรคลอยขึน้ มา
ลักษณะเดียวกับดวงอาทิตย์ มองเข้ากลางนึกให้เห็นดวงปฐมมรรคเกิดให้ใส ถ้าใครนึกถึงองค์พระก็นึกถึงองค์
พระเกิดให้ชัด มองนิ่ง ๆ ขณะตั้งนิมิตเป็นดวงแก้วหรือองค์พระ บริกรรมสัมมาอะระหัง บางคนเผลอสติไม่ได้
ภาวนาสัมมาอะระหงั อนั นม้ี ีผลเสียอยา่ งไรทวิ ากร

• เวลาภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ แล้วนิมิตก็เห็นแลว้ ถ้าเผลอสติขาดภาวนา ดวงนิมิตที่เห็นแลว้
จะหายไป

• พอหยุดคำภาวนา จิตก็ถอนกลับก็มองไม่เห็น เพราะฉะนั้นคำภาวนาก็สำคัญมาก ทุกคนก็
ภาวนาไม่ยอมเลิก นึกให้เห็นความสว่าง ให้ความง่วงเหงาซึมเซาหลุดไป สัมมาอะระหัง ๆ นึกให้เห็นนิมิตชัด
นึกให้สว่างในสว่าง ๆ ชัดในชัด ๆ ใสในใส ๆ มองเข้ากลางนิ่งไป นึกให้ใสชัดให้ว่างให้โปร่ง มองนิ่ง ภาวนา
สมั มาอะระหงั ๆ ทำใจของเราใหเ้ ยือกเย็น ทกุ คนต้งั ใจทำ

124

มงคลชีวติ ประการที่ 18 : ทำงานไม่มีโทษ

ในการครองชีพประจำวนั พระพุทธองค์บอกว่าให้มีศีล 5 เป็นประจำ ปกติแลว้ เมื่อมีศีล 5 เป็นประจำ
แล้ว จะประกอบอาชีพการงานใด ท่านก็ไม่ว่าอะไร แต่ว่ามีอาชีพอยู่ 5 อย่าง ที่พระพุทธองค์ทรงห้ามไม่ให้ทำ
เรยี กวา่ มจิ ฉาวานชิ แม้จะไมผ่ ิดศลี แต่ก็ผดิ ธรรม การคา้ 5 ประการ

1. ค้าคน
2. คา้ สตั ว์ (เปน็ )
3. คา้ อาวธุ
4. ค้ายาเสพติด
5. ค้ายาพษิ

1. ห้ามคา้ คน ถ้ามกี ารค้าคนอย่างท่ี (ผมทองอู่เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนววั ตวั แลกได้คนคนหนึ่ง ถ้าแลกได้
เชน่ นั้นคา่ ของคนก็ลดลง ถา้ ค้าคนกเ็ ปน็ การตดั สทิ ธิเสรภี าพของคน

ถ้าคา้ คนจะเกดิ อะไรข้นึ ในอเมริกาค้าคนดำ ปัญหาระหวา่ งยิวจนปา่ นนี้แลว้ ยังไมจ่ บ ยุ่งกันไปหมดฆ่า
กันยุ่ง นบั เวลาเป็นรอ้ ยปีปญั หานยี้ ังไม่หมด ถา้ ไม่คา้ ปญั หานี้จะไม่เกิด พอคา้ แล้วกม็ คี วามพนิ าศอย่างนั้น

พวกค้าประเวณีก็จัดอยู่ในจำพวกนี้เหมือนกัน หลอกคนเข้าซ่อง ที่แรก ๆ ทำจะดี ไม่ต้องลงทุนอะไร
มาก ไปฉุดเขามาไปหลอกเขามาได้ก็รวย จึงได้ห้ามเพราะระดับจิตทรามไปมองไม่เห็นค่าของคน มองเห็นค่า
ของคนเท่าหมเู ท่าหมา ตรงกบั พงั เพยทว่ี า่ คนเห็นคนไมเ่ ปน็ คนใชค่ นไม่

2. การค้าสัตว์มีชีวิตไปฆ่า พวกเลี้ยงสัตว์ คนเราเลี้ยงสัตว์ชนิดไหนหน้าตานิสัยจะเป็นอย่างนั้น คน
เลย้ี งววั หนา้ เปน็ ววั นสิ ิตเปน็ วัว คนเราเลี้ยงพวกเลย้ี งไก่ เลีย้ งมา้ ก็เป็นอยา่ งน้นั พวกโบราณว่าเด็กว่าด้ือเหมือน
เดก็ เลยี้ งววั เลยี้ งควาย คงไดย้ นิ กันมาแล้ว เด็กเลยี้ งวัว เลี้ยงควายดอื้ ใจขาดทเี ดยี ว ตามโรงฆ่าสตั ว์ จะทำงานอยู่
ในน้ันไมไ่ ดฆ้ า่ หรือทำงานในวงการฆา่ สัตว์จิตใจไมป่ กติ ไม่ดีไมเ่ อาเรื่อง

3. ห้ามค้าอาวุธ ตั้งแต่โบราณมาแล้วถือว่าเป็นตัวเสนียด ตัวจัญไร ผลเสีย ดูย้อนในประวัติศาสตร์
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เยอรมันคิดจะค้าอาวุธ เยอรมันก็พังไป พินาศไป สงครามโลกครั้งที่สองญี่ปุ่นคิดค้า
อาวธุ ญ่ปี นุ่ วา่ เก่งกพ็ ังไป สมัยนอี้ เมรกิ นั ก็คิดคา้ อาวุธ ผลเป็นอย่างไรกเ็ ห็นกันอยู่ ตอ้ งบากหน้าไปง้อเหมาเซตุง
อาชพี น้จี งึ ไดห้ า้ ม คนซือ้ อาวธุ ไปแลว้ กเ็ อาไปตีกับฆ่ากัน ไม่เปน็ ผลดเี ลย

125

4. ห้ามค้ายาเสพติด คนขายฝิ่นก็ติดฝิ่น คนขายเหล้าก็กินเหล้า ทำให้ความเป็นคนก็หมดไป คนเรา
ตามธรรมดาก็เมากันอยู่แล้ว การค้าเหล้ายาเสพติดก็เท่ากับผู้ให้เขาหมดความเป็นคน พวกขายเหล้าเกิดมากี่
ชาติ ๆ กม็ ีโรคตดิ ตวั ไปจนตาย เพราะยุให้เขาเมา ย่ิงเมายงิ่ ขายไดด้ จี ะมีเวรตดิ ตัว

5. ห้ามคา้ ยาพิษ รวมท้ังยาฆ่าแมลงดว้ ย ดูได้หลายบรษิ ทั พากันเจ๊งกันตาม ๆ น้ี SSOเป็นบริษัทใหญ่ก็
พังแล้ว เพราะถ้ายาฆ่าแลง Shele ก็เหมือนกัน ยาฆ่าแผลงเป็นยาพิษ ผู้ใดทำการฆา่ ผู้นั้นย่อมได้รับผลทำนอง
เดียวกัน ไม่ต้องไปดูอะไรอื่นที่เราเห็น ๆ เวลาเราฉีด D.D.T. พวงยุง มด ปลวกมันก็ตายไป ที่ไม่เห็น D.D.T
สะสมในร่างกายเรา เป็นการเตรียมตัวตาย เรานึกว่าก็ยุงกัดเราแล้วจะทำอย่างไร ก็เหมือนกับเป็ดไก่มันครวญ
ว่ามนุษย์มันกินเรา จะทำอย่างไร มีอย่างเดียวต้องทน เมื่อเรามีศีลหนักเข้า สัตว์พวกนี้จะไม่รบกวน ตาม
ธรรมดาพวกคนอน่ื เขามาอยู่กนั ทน่ี ี้โดนยงุ กัดกันแย่แลว้ แตพ่ วกเรามาโดนเหมือนกนั ไมไ่ ชว่ ่าไมโ่ ดน แต่ไม่มาก

อาชีพ 5 อย่างนี้อย่าได้ไปทำเข้า ความรู้ที่เรียนมาขนาดพวกเรามีพวกทำมาหากินอย่างอื่นอีกเยอะ 5
อย่างนอ้ี ย่าไปเข้า ทำแลว้ หาความเจริญไม่ได้ เราร้แู ลว้ ศีล สมาธิ ปญั ญา เป็นอยา่ งไร ก็อยา่ ไปทำ พวกเราเห็น
แลว้ ว่าถ้าไปทำเข้าความวบิ ัติเกิดขน้ึ อย่างไร ตอ้ งมเี หตทุ ำให้ถูกใส่ความว่า ทำให้แตกกนั บ้าง บุคคลในวงการนี้
จิตใจไม่มีสูงขึ้น เช่น ยกตัวอย่างในวงการฆ่าสัตว์ จิตใจพวกนี้ไปเรื่อยทีเดียว เราเลี้ยงไก่ ไก่มีพ่อฝูง พ่อมันตัว
เปน็ แสน ถ้าเลี้ยงววั พ่อพนั ธุ์ตวั ละล้านกว่า พอ่ ม้ากต็ ัวเป็นแสน ไม่ตอ้ งไปดูไกล สองคนผัวเมียเล้ียงสัตว์ เมียไม่
สบายพร้อมพ่อแม่ รับรองไม่ดูเมียดูม้าดีกว่า ม้ามีค่ามากกว่าเมีย กอดคอกันตาย ม้าดีกว่าเมีย ลูกเหมือนกัน
ลกู จะเปน็ จะตายไมห่ ว่ ง หว่ งพ่อพันธุ์มา้ พอ่ พันธุ์ไก่ สัตว์ดกี วา่ คน ระดับจติ ไปเลย

พอเลี้ยงสัตว์เข้าอย่างอื่นก็ตามมาอีก เช่น การฟักไข่ฟักออกมาสัก 5,000 ตัว จะมีได้พิการออกมา
สองสามรอ้ ยถึงห้าร้อยตวั ไก่พกิ ารพวกน้ีก็ยังมีชีวิตอยู่ เลี้ยงไป 2 - 3 อาทิตย์ก็ตาย พอโตขึน้ มาก็ไม่ให้ผลอะไร
เราก็เคาะหัวทิ้งตาย ความเมตตาไม่ได้เหลือ หลวงพ่ีไปอยู่ในออสเตรเลีย พอวัวคลอดออกมาจากวัวตัวผู้ก็ดี
เมียก็ดี ถ้าเป็นตัวเมียเลี้ยงเอาไว้ ถ้าเป็นตัวผู้ก็ทุบหัวทันที ทุบตายแล้วเอาหนังไปฟอก กระเพาะไปสกัด เ อา
น้ำย่อย renin ออก ทำให้นมแข็งตัวเป็น cheese พอเลี้ยงสัตว์มีของอื่น ๆ ตามมาอีก การเลี้ยงสัตว์จึงอย่าไป
ทำ ใครว่าเลีย้ งสัตว์ เล้ียงววั เลีย้ งม้ารวยกอ็ ยา่ ไปทำทีเดียว เจ๊งทงั้ เพไมม่ ีเหลือ นสิ ัยทตี่ ดิ ตามมาคือหยาบกร้าน
พวกนกั เลงตะวันตกทัง้ หลายนิสยั กรา้ น

สิ่งที่ตามมาอีกอย่างคือ การเลี้ยงสัตว์ต้องมีการคัดพันธุ์สัตว์ มีการตอน เมื่อเกิดมาในเบื้องหน้า หรือ
ปัจจุบัน พวกคนมีอาชีพตอนสัตว์ มีโรคประจำตัวอยู่อย่างคือไส้เลื่อน เมืองไหน ๆ ก็เหมือนกัน ทีแรกคิดว่า
อุปทานอยู่ในเมืองไหย เมื่อก่อนบ้านหลวงพี่เลี้ยงหมู สงสัยไอ้พวกตอนสัตว์นี่เดินขาถ่างมาทีเดียว ไปอยู่
ออสเตรเลยี กเ็ หมือนกนั ดูเหมือนโรคนจี้ ะเป็นโรคประจำตัวเอง พวกนอี้ ย่าได้ไปทำทเี ดยี ว เวรพวกน้ี

126

พวกเลี้ยงไก่เอาไข่ขาย เวรน้อยหน่อย ผลจะออกมา เพราะต้องกักขังสัตว์ พอเวรหนักเข้า เวรรวมตัว
กันมีอันเป็นไป ถูกใส่ความ ถูกขังคุก ถูกติดตะราง มีสภาพเหมือนไก่ถูกขังกรง อาจเกิดผลในชาตินี้หรือชาติ
ต่อไป อาชีพพวกนอ้ี ย่าไดไ้ ปทำทเี ดียว

พวกต้งั ซ่อง ต้ังบาร์ ต้งั คลบั เหมือนกัน นกึ ว่าตวั เปน็ ตืน่ เช้าข้นึ มาก็คิดเรื่องจะไปหลอกคนมา ในหัวไม่
มเี ร่ืองคิดทเี่ ปน็ ความดี ไม่ชา้ เจง๊ อาชพี อยา่ งน้รี ายได้ดหี นอ่ ย แตผ่ ดิ กฎหมายก็ย่อมถกู รีดถกู ไถต่อไปเหมือนกนั

เลี้ยงสัตว์ตามแหล่งเลี้ยงสัตว์ใหญ่ ๆ จะเห็นว่ามีสภาพหนี้สินท่วมตัว ถ้าไปรีดเป็ด รีดไก่ รีดหมูมาได้
เท่าไร ก็มีเจ้ากรรมนายเวรรีดต่อไปอีกที อย่างที่สุราษฎร์ธานี พวกออกทุนให้เลี้ยงเป็ดที่เรียกว่าล้ง พวกนี้จะ
ออกทุนให้จะเลี้ยงเป็นกี่แสนตัวให้ไปบอกมัน แต่พอถึงเวลาให้เอาไข่ไปขายมัน ใครมีหน้าที่เลี้ยงก็เลี้ยงไป
ปรากฏว่าไอ้พวกที่เลี้ยงเป็ดรีดมาจากเป็ดได้เท่าไร ก็ถูกพวกล้งรีดต่อ ในท้องตลาดไข่เป็ดใบละ 50 - 60 สต.
พวกลง้ ซอื้ 20 - 30 สตางค์เทา่ นน้ั มันรีดมาเป็นต่อ ๆ กนั ตอนทีอ่ าตมาไปสุราษฎร์ พวกเล้ียงเป็ดแถวนั้น เป็น
คนจนี อยเู่ มืองไทยมาหลายชว่ั คน พดู ไทยไม่ได้ ตลอดชีวติ ก็อยใู่ นเล้าเปด็ ถกู ขังอย่กู ับเป็ดไมไ่ ด้รเู้ รื่องรู้ราวอะไร
เลย พูดกันไม่รู้เรื่องระดับจิตตกไป เรื่องอะไรบนพื้นโลกนี้นอกจากเรื่องเป็ดแล้ว พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง พอระดับ
จิตตก อย่างโน้นหมูทำได้หมาทำได้ หมูหมามันนอนได้อย่างนี้เราก็นอนได้ พวกเลี้ยงกับการเลี้ยงสัตว์มาก ๆ
การทำบญุ ทำทานมกั ไม่เอาจิตตก ชวนมาถอื ศีลกไ็ ม่เอา เพราะว่าไปไมไ่ ดด้ ้วย เลย้ี งหมพู อถึงเวลาไม่ให้ก็ร้องอ๊ีด
ๆ เลี้ยงไก่เหมือนกัน เวลาเราเลี้ยงก็คิดได้ว่าเลี้ยงไก่ร้อยตัว วันหนึ่งได้ไข่ร้อยฟอง ถ้าเลี้ยงพันตัวก็เป็นเศรษฐี
คิดไปอยา่ งนั้น พอเล้ียงเขา้ จรงิ ๆ กร็ ู้ เอามือท่วมหัวทีเดยี ว

การลงทุนเรื่องโรงเรือนมาก ปีแรกยังไม่ได้กำไร ปีต่อมาชักจะฟื้นทุน อย่างดีก็เสมอตัว พอมาปีที่สาม
ควรเป็นปีทจี่ ะได้กำไร เปล่าเนอื่ งจากหมักหมมมาถงึ สองปี โรคเรม่ิ เกดิ ไก่ 100 ตวั เคยไขไ่ ดว้ ันละ80 ใบ ลดลง
เหลือ 40 - 50 ใบ บางตัวไม่ยอมไข่ ผลสุดท้ายอยา่ งดีเสมอตัว แต่ส่วนมากเจ๊ง หลวงสุวรรณเป็นบิดาการเลีย้ ง
ไก่ของประเทศไทย ท่านรวยเพราะไก่ แต่ผลสุดท้ายท่านก็เจ๊งเหมือนกัน ตอนเจ๊งไม่มีใครรู้ เงียบ ตั้งคลับ
เหมือนกัน คนเหน็ แต่ตอนดงั

พระพุทธองค์บอกว่าการทำบุญมหี ลายอย่าง ทท่ี ำแล้วไม่ได้บุญ เช่น การเมตตาเอาสัตว์ตัวผู้ไปให้สัตว์
ตัวเมยี เอาพ่อพันธุไ์ ปใหแ้ ม่พันธุ์ เอาเหลา้ ไปให้เขากนิ ในวงเหล้ากต็ กี ันดว้ ยเหตนุ ี้ โรงภาพยนตร์ การเลน่ ยังพอ
รอดตวั ไป สมมตุ ิวา่ คนสองคน นาย ก. และ นาย ข. กำลงั ทะเลาะกันจะตีกัน ทงั้ สองคนน้ีเห็น ๆ ว่าลงนรกแน่
ๆ เรามาทีเดียวคว้ากลองมาได้เชียร์กันใหญ่ พรรคพวกเรามาเห็นเราให้เขาตีกันแทนที่จะห้ามเขาก็ถูกเกลียด
ข้หี น้า คนทีต่ ีกันพอตายไปกต็ กนรกเป็นร้อยเป็นพนั เป็นหมืน่ ปี คนเชียร์ 7 วนั เป็นสัตว์นรกให้เขาทรมาน อีก 7
วันเป็นยมบาล ไปทรมานเขา สลบั กัน

127

การไปดเู ขาฆ่าสตั ว์ ผลเห็นเวลาทำธรรมะ หลับตาเห็นแต่เลือด ได้ยนิ แตเ่ สียงกรีดรอ้ ง ใจเหี่ยว การจะ
เหน็ ธรรมะได้ตอ้ งใจสบาย ใจเบา ตัวเบา ถ้าไปเห็นเขาฆ่าแกงกนั กใ็ จเหี่ยว

จบจากสตั วบาลไปทำงานอะไรก็ได้ต้ังหลายอยา่ งนอกจากอาชีพทั้ง 5 อย่าง คนไหนสอนเรอ่ื งไก่ก็หน้า
เหมือนไก่ จริงไหม กลับไปคิดดู คนไหนสอนเรื่องวัวก็ไม่ผิดวัวเท่าไรนัก สอนวิชาหมูก็เหมือนกัน ไปไหน
อุปนิสัยใจคอ หน้าตาท่าทางเหมือนทีเดียว ไปนั่งที่ไหนต้องแซะกันทีเดียวมิเช่นนั้นไม่ลุก อยากเป็นพ่อหมูตัว
หนึ่งก็เอา ตอนที่หลวงพี่อยู่เกษตรปีหนึ่งหรือปีสองไปฝึกงานที่คอกหมูกับอาจารย์ทองก่อ ที่สระบุรีมีคนหน่ึง
เลี้ยงหมู เอาหมูมาตอน ตอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีอยู่วันหนึ่ง นุ่งผ้าขาวม้าลงไปเลี้ยงหมู หมูกัดทีเดียวส่ง
โรงพยาบาลแล้วไปตายกลางทาง ทันตาเห็นทเี ดยี ว อาชีพพวกนี้ระดบั จิตตก

ถ้านึกเถียงหลวงพี่ว่าไม่ทำอย่างนี้แล้วไปเอาอะไรกิน ไม่เป็นไร เราหาซื้อกินได้ในเบื้องต้น เรามาคิด
ในทางกลับกันวา่ ถา้ เราไมไ่ ด้เปน็ คนกวาดขยะเทศบาล ทุกวันนีถ้ นนก็ยงั เกลยี้ งอยเู่ พราะมีคนอน่ื ทำ เมื่อไรไม่มี
จริง ๆ ค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้ยังมีคนทำอีกเยอะแยะให้เขาทำไป ตอนนี้เราหาทางเอาตัวรอดเถิด ต่างคนต่าง
เอาตัวของตวั ให้รอด

ที่เห็น ๆ อยู่อาชีพ 5 อย่างนี่ เท่าที่สังเกตมา พวกนี้ถ้ามีลูกจะไม่ค่อยดีนัก ถ้าไม่ Idiot ก็เกือบ ๆ จะ
idiot หรอื ไมอ่ ยา่ งนั้นตวั เองก็มีโรคท่รี กั ษาไมห่ ายเชน่ เบาหวาน มะเร็ง ทำสว่ นท่ีไดเ้ ราเหน็ ส่วนเสียมองไม่เห็น
มาฝึกธรรมะแล้วอย่าเห็นทางไดอ้ ย่างเดียว ต้องมองทางเสียด้วย เห็นว่าทำไอ้นั่นไอ้นีก่ ็รวย รวยกันใหญ่ ไม่ช้า
เจง๊

ยังมีอีกสองอย่าง ถ้าเลี้ยงสัตว์ไม่เป็นไร เช่นเลี้ยงหมาเฝ้าบ้านตัวสองตัวไม่เป็นไร กันขโมย เลี้ยงแมว
เราก็เลี้ยงไปตามยถากรรม มันมาอยู่กับเราเราก็เลี้ยงมัน ไม่อยู่ก็ไม่เลี้ยง เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่สองสามตัว ให้มัน
อาศัยอยู่ ให้อาหารมัน มันให้ไข่เรา เมื่อถึงเวลามันก็ตายเอง เลี้ยงสัตว์อย่างนี้ไม่เป็นอะไร ถ้าให้สัตว์เลี้ยง คน
เม่อื นน้ั เจ๊ง

สตั ว์เลย้ี งคนเป็นอย่างไร เลีย้ งวัวรอ้ ยตัว วัวมนั เล้ยี งคน มไี ก่ห้าพนั หมืน่ หน่งึ ไกเ่ ลีย้ งคน เลยี้ งหมาแบบ
เพาะฟาร์มหมา นัน่ ก็หมาเลีย้ งคน อีกหน่อยหนา้ เปน็ หมาไปเสียได้ หมาเหา่ เสียงไหน หมดทีเดยี ว คนเลี้ยงสัตว์
ไมเ่ ปน็ ไร ถา้ สตั ว์เล้ียงคนละย่งุ ทีเดียว ระดับจติ ตกหมด

อาชีพทหี่ นงึ่ ถ้าคนอเมริกาก็ย่งุ อย่ยู งั ไมห่ มดปญั หา

อาชพี ทสี่ อง ค้าสัตว์ ระดบั จิตตก

อาชีพท่ีสาม ค้าอาวุธ อย่างวังบูรพาน่าจะเจริญ แต่แถบนั้นบรรยากาศทุกตอนมีแต่ว่า จะทำอย่างไร
จะยิงทเี ดยี วจึงจะใหม้ ันตายไปเลย จิตใจไม่ได้คดิ บญุ คิดกุศล จงึ ควรเลย่ี ง

128

อาชพี ท่ีสี่ ค้ายาเสพติด มกั เปน็ เบาหวาน มะเรง็ ถงึ แม้จะรำ่ รวยอย่างไร ใจไม่สบาย มโี รคประจำตัว ที่
รวยเพราะบุญในอดีต ความสบายใจไม่มีทางหาได้ เกดิ ไปก่ชี าติ ๆ กม็ ีแต่ความร้อนใจ

อาชีพที่ห้า ธรรมดาเรามาถือศีล มดตัวอย่าไปฆ่า ถ้าเราเดินไปเหยียบมดตาย ตัวสองตั้งใจ เราเหี่ยว
ทีเดียวใจแป้วเลย แต่พวกนี้ไม่อย่างนั้น ยิ่งพวกขายยาฆ่าแมลง ยาฆ่าแมลงที่ขายไปชุดแรก ฉีดไปพวกแมลง
ต่าง ๆ กต็ ายหมด ฤทธิ์มนั มากลูกค้าพอใจ สองเดือนตอ่ มาแมลงต้านทานขนึ้ เชน่ ดี.ดี.ท.ี สมัยมาใหม่ ๆ ฉีด ดี.
ด.ี ท.ี แมลงสาบตายหมด สมัยนี้แมลงสาบมากนิ ด.ี ดี.ท.ี ท่ีวางทง้ิ ไวไ้ ด้สบาย พอมาถงึ จดุ นีเ้ ขา้ ลกู ค้าโทรมาถาม
ทีเดียว ว่ายาปลอมหรือเปล่า เห็นว่าขายดีหน่อยเดียวเอาของปลอมมาขาย ที่จริงไม่ได้ปลอมเพราะเกิดความ
ต้านทาน พอรู้ว่าสตั ว์ตายเพราะยาเราไม่ได้น่าจะดีใจ แต่คิดว่ามนั ต้องตายซิ ใจไม่มีเมตตา นิสัยจึงเสีย จ้องแต่
จะให้มันตาย ผลสดุ ท้ายพษิ สะสมในตัวเราตาย

อาชีพ 5 อย่างนี้อย่าไปทำ ถ้าทำอาชีพส่งเสริมคนเลี้ยงสัตว์ก็เหมือนเชียร์คนที่เขากำลังตีกัน เมื่อยัง
ไม่ได้เป็นอริยเทพ ไม่ได้บรรลุโสดา สกิทาคา อนาคา อรหัต ยังไม่หมดกิเลส ทำอะไรมักจะมีบุญปนบาป แต่
ทำบุญให้มากกว่าบาป

พวกที่โดนหมาบ้ากัด อดีตมักเป็นหมอเสน่ห์เล่ห์กล ตายไปตกนรกเสียลืม กลับมาเกิดก็เป็นหมาบ้า
พวกหลงใหลในกามตายไปเกิดเปน็ หมาธรรมดา ถา้ หลงใหลหนักเข้าไปเปน็ หมาบ้า คนไหนโดนหมาบา้ กัดก็รู้ตัว
ได้ว่าเวรกรรมมนั ยงั ตามอยู่ ถา้ เรารู้กฏแหง่ กรรมก็รู้วา่ เป็นเวรกรรม เป็นเหตุละเอียด

บางคนมีเวรกก็ รรมอยู่ ถา้ ระมัดระวังตวั หนอ่ ยเวรก็ไม่ทัน ถา้ ไม่ระมัดระวัง เวรก็ทนั พวกเบาบางลงมา
หน่อยทำให้ระมัดระวังมันก็ไม่ทันไม่โดนหมาบ้ากัด พวกท่ีเวรมาก ๆ ก็โดนจนได้ ไม่โดนกัดมันก็บ้าอยู่แล้วบ้า
พอตัว พุทธศาสนาจึงสอนนักสอนหนาทีเดียวว่า ก่อนอื่นต้องเห็นแก่ตัว พระพุทธองค์สอนให้เห็นแก่ตัว ท่าน
บอกวา่ การงานของผ้อู ่ืนที่ยงั คั่งค้างอยู่อยา่ ไปเพง่ โทษเขา อย่าไปเพ่งความไม่ดขี องเขา แตใ่ หเ้ พ่งของตวั เองก่อน
พระพุทธองค์สอนให้เห็นแกต่ ัวก่อน แตเ่ หน็ ในทางท่ีถูก เชน่ เปน็ ตน้ วา่ ไมฆ่ า่ สัตว์ เปน็ การเห็นแก่ตัวทีเดียว ถ้า
ฆ่าสัตว์แล้วทำให้จิตใจเราไม่ดี ทำให้เราอายุสัน้ จิตใจเสื่อมโทรม เราจึงเห็นแก่ตัวอย่างหนัก รับศีลมาว่าเราจะ
ไม่ฆ่าสตั ว์ ถ้าฆา่ สัตว์แล้วได้ชอื่ ว่าไม่รักตวั ของตวั เอง ทำให้อายุส้ัน

อย่าไปลักทรัพย์ผู้อื่น จงเห็นแก่ตัวของตัวเอง มิฉะนั้นไปลักทรัพย์ใครเข้า สักวันหนึ่งก็โดนเขาตีตาย
ต้อง

เหน็ แก่ชวี ติ ของตวั

อย่าไปผิดลกู เมียเขา พ่อแมเ่ ขายังมี เดีย๋ วตาย รกั ตวั ของตวั เองใหด้ ี

อยา่ ไปโกหกเขา วนั หลงั เขาจบั ได้ เขาจะผา่ ปากเอา

129

รกั ตวั ใหม้ ากอยา่ ไปกินเหลา้ ธรรมดาเราก็ไมเ่ ซอ่ กนั อยแู่ ล้ว อยา่ ไปโง่เซอ่ เพ่ิมอีก

แมแ้ ต่การพัฒนาชาติ กอ่ นจะพัฒนาชาตติ ้องพัฒนาตวั ชาติมีเนอื้ ตวั หัวตนี เปน็ อยา่ งไรไมเ่ คยเห็น ชาติ
ไทยไมม่ รี ูปร่าง หรือจะพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยฯ หนา้ ตาเป็นอย่างไรเราก็ไม่เคยเห็น รู้
แตว่ ่ามีสว่ นประกอบเป็นอาจารย์ สถานศึกษา ตึกอาคาร นักศกึ ษา ตวั ตึกไม่ต้องห่วงมันมีอยู่แล้ว สร้างอยู่แล้ว
ถ้าสร้างใหม่ก็สร้างให้มันดีขึ้น แต่ยังไม่ใช่ทางที่ดีนัก ทางที่ดีที่สุดคือ นิสิตแต่ละคนปรับปรุงตัว จะทำอะไร
อย่าได้ไปเห็นแก่มหาวิทยาลัยฯ เช่น วงดนตรีของมหาวิทยาลัยฯ ต้องทำให้ดี รักษาชื่อเสียงนัก retire ไปเลย
มหาวิทยาลัยฯ ชาวบ้านเกษตรเป็นคนตั้งต้องเอาให้ดี เราเป็นผู้บุกเบิก ก็ retireไป จะเป็นอธิการบดี
มหาวิทยาลัยฯ ชาวบ้านระวังให้ดี อย่างนี้เรียกว่าไม่คุ้มตัว พวกฟันดาบมหาวิทยาลัยฯ ต้องซ้อมทุกเย็นเพื่อ
ความเจริญของมหาวิทยาลัยฯ หนงั สือหนังหาไม่ต้องดกู ็ retire ต้องเห็นแกต่ วั ในทางทถ่ี ูก

สมมุติบ้านเมืองกำลังคับขนั ต้องการกำลังทรัพย์มาช่วยเหลือกัน คนไหนไม่ใหก้ เ็ หน็ แก่ตัวในทางผิด ถ้า
ระยะบ้านเมืองกำลงั คับขันแล้วไม่ให้ บ้านเมืองก็ตกเปน็ เชลยเขาเปน็ เมืองขึ้นเขา เรียกว่าไม่รูจ้ ักเห็นแก่ตัว ถ้า
เห็นแก่ตัวในทางที่ผิด ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้แล้วสบาย เวลาจะทำอะไร เอาตัวเป็นมาตรฐานเราจะทำอะไรให้
มหาวทิ ยาลยั ฯ จงึ จะเจรญิ ก็คิดว่าอาจารย์คอรัปชันไม่ยอมสอน สอนผอู้ ืน่ เอาเวลาไปสอนพเิ ศษ แต่ตัวเองโดด
เรียนไม่พูด เอาเวลาไปทำอย่างอื่นไม่พูด ตัวอาจารย์เองก็เหมือนกันคดิ วา่ พวกนสิ ิตพวกน้ีเรียนไม่ค่อยเรียนกัน
ถึงเวลาสอบก็จะเอาได้ ตกลงทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ต่างเพ่งโทษซึ่งกันและกัน เวลาจะสอบอาจารย์ก็ beat
ขอ้ สอบตอ้ งเอาหนัก ๆ หน่อย เพราะลกู ศิษย์ไปคุยความไม่ดีเราต้องเอาให้ตก ต่อไปความเป็นศิษย์อาจารย์กัน
ไมม่ ีแล้ว เพราะมัวเพง่ โทษกนั ถา้ ศิษย์รจู้ กั ระวังตวั แกไ้ ขตัวเอง อาจารยก์ เ็ หมือนกนั หรอื ตัวเรากเ็ หมือนกันอย่า
ไปแก้อาจารย์ เหมือนคนทำงาน ถ้าผู้บังคับบัญชา ธรรมดาคนทำงานหยาบ ที่ผิดก็มีถูกก็มี เราทำแต่ที่ดีอย่า
ก้าวก่ายเขา เอางานของเราให้ดีก่อน แล้วชาวบา้ นเขาทำกันดีทีหลังเอง ด่าผูบ้ งั คบั บญั ชาเช้าเย็นละก็ช้ันตรีอยู่
นั่นแหละ 3 ปี 5 ปีก็อยู่อย่างนั้น บางคนติดชั้นตรีอยู่ถึง 10 ปี บางคนด่าอาจารย์ไว้มากติดชั้นโทอยู่ 12 ปี
อาจารย์ไมด่ ีก็ปลอ่ ยเขา ไม่กา้ วกา่ ยกัน เรื่องเลก็ ทำเป็นเรือ่ งใหญ่

1. มิจฉาวานชิ อยา่ ทำ

2. อย่าเพ่งโทษผู้อื่น หรือการรู้จักเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวในทางที่ถูก เช่น อาตมามาสอนบอกแล้วว่า
ไม่ใช่เพื่อชาติ เพื่อศาสนา แต่เพื่อตัวอาตมาเอง อาตมาจะมาเอาบุญ คิดได้อย่างนี้ก็สบายใจ อาตมาก็ตั้งใจจะ
เอาบุญของอาตมาตะพึดตะพือไป ใครจะเรียนก็เรียนไม่ต้องเกรงใจใคร อันไหนผิดก็ว่าไปตามผิด ถ้ามัวหวัง
ช่วยโน่นชว่ ยน่ี คนโนน้ ก็ไมก่ ลา้ วา่ เกรงใจไป เลยไม่ต้องไดอ้ ะไรกนั ใครอยู่ไดอ้ ยู่

3. อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ในสมัยพุทธกาลมีพระองค์หนึ่งเป็นพระนักปฏิบัติ พระมี 2 พวก
คือ พวกปฏิบัติ และพวกพระวินัยธร ระเบียบวินัยในพุทธศาสนามีเท่าไร เรียนหมด เหมือนพวกตุลาการ แต่

130

เปน็ ตุลาการในพทุ ธศาสนา เรอ่ื งกม็ อี ย่วู ่าพระนกั ปฏิบตั ิ วนั ๆ กเ็ อาแต่นงั่ สมาธิไปเรอ่ื ย ศลี เลก็ ศลี น้อยไม่ค่อยรู้
เรื่อง พระเข้าห้องน้ำเสร็จแล้วขันต้องคว่ำ ให้พวกเราจำไว้และฝึกด้วย พระองค์นั้นท่านไม่ได้คว่ำขัน มีน้ำค้าง
อยู่ในขัน พอทา่ นออกจากห้องนำ้ ไปแลว้ พระอกี องคเ์ ข้าไปเป็นพระวินัย พอเขา้ ไปเห็นก็ออกมาโวยวายว่าเป็น
อาจารย์เขาอย่างไร วินัยแค่นี้ก็ไม่รู้จักจะไปสอนคนอย่างไร พระปฏิบัติท่านก็ไม่รู้ พระ 2 องค์ นี่ก็ทะเลาะกัน
เรื่องนิดเดยี วคือเรื่องน้ำล้างกน้ ตอ่ มาพวกพระวินยั และพวกพระปฏิบัติไม่ถูกกัน ทะเลาะกันหนักเข้า ชาวบ้าน
ทะเลาะดว้ ย เพราะมคี นถอื พวกพระ

พระพทุ ธองค์ไปห้ามว่าอยา่ ไปทะเลาะกันกินข้าวชาวบา้ น เตอื นคร้งั ท่ีหนงึ่ กเ็ ฉย ยังไม่ยอมลงโบสถ์ ทำ
วัตรด้วยกัน ครั้งที่สองก็แล้ว ครั้งสามก็เตือนอีก ครั้งนี้พระพุทธองค์เจอพระพูดว่า พระพุทธองค์ก็เข้าญาณ
สมาบัติเข้านิโรธไป เกิดเป็นความสนุกสบายของพระองค์ แต่พวกข้าพเจ้ายังเอร็ดอร่อยกับการเถียงกันอยู่
พระองค์ไมเ่ ก่ยี ว พระพทุ ธองคอ์ อ่ นใจ หนไี ปอย่ปู า่ ชาวบ้านหม่มู ากสงสัยว่าวนั ๆ หน่ึงไมเ่ ห็นพระพทุ ธองค์ออก
บินฑบาตก็สงสัย ได้ความว่า พระทะเลาะกันเรื่องน้ำล้างก้น เลยไม่ตักบาตรถวายอาหาร เอาข้าวมาให้กนิ ให้มี
แรงถอื ศลี ทำสมาธิ พระอดก็เร่มิ นง่ั คดิ ได้รวมพวกได้ ขนาดพระยังเปน็ อยา่ งน้ี ถา้ ในชีวิตประจำวันเร่ืองใหนเป็น
เรื่องเล็กก็ให้มันเวียนไป อย่าไปคุ้ยมันขึ้นมา อย่าไปเพ่งโทษผู้อื่น คุ้ยมาแล้วมันไม่จบ ของเรามีโทษเท่าไรก็แก้
ในมหาวิทยาลัยฯ สถาบันทที่ ำงานทกุ แห่งมีเรอ่ื งเล็กทำเปน็ เร่อื งใหญ่

131

132

มรรค 8 โดยขยายมี 8 โดยย่อมี 3
1. สัมมาทิฏฐิ ปญั ญาเหน็ ชอบ
2. ดำรชิ อบ
3. วาจาชอบ
4. การงานชอบ
5. เลี้ยงชวี ิตชอบ
6. ทำความเพยี รชอบ
7.ระลกึ ชอบ
8.ตง้ั ใจไวช้ อบ
8 หมวดนี่ ยอ่ จรงิ ๆ แลว้ เหลอื 3
ถา้ เหน็ ชอบเรยี กสมั มาทฏิ ฐิ ถ้าดำริชอบใช้สัมมาสงั กบั ปะ 2 อนั ทา่ นรวมกันเป็นปัญญา
เจรจาชอบเรียก สัมมาวาจา ทำงานชอบเรียกสัมมากัมมนั ตะ เลี้ยงชีวติ ชอบเรียก สัมมาอาชีวะ ทั้ง 3
อย่าง คือ ศลี
ทำความเพียรชอบเรียก สัมมาวายามะ ระลึกชอบสัมมาสติ ตั้งใจชอบสัมมาสมาธิ 3 อันนี้คือสมาธิ
นัน่ เอง
สรปุ มรรค 8 คอื ศีล สมาธิ ปญั ญา
เวลาเรานัง่ สมาธิ เห็นดวงศีล สมาธิ ปัญญา คือมรรค 8 วมิ ุตติ วิมตุ ตญิ าณทศั นะคอื ดวงปัญญาที่แยก
ละเอียดไป การทำสมาธิอย่างที่ทำกันอยู่เป็นการเดินตามมรรค 8 เป็นขั้น ๆ ไป กายมนุษย์มีดวงศีลสมาธิ
ปัญญา เมอื่ มองถูกสว่ น รวมทั้ง 3 อย่าง ศลี สมาธิ ปญั ญา ได้เปน็ สัมมาอะระหงั
บางคนถามอีกวา่ ศลี สมาธิ ปัญญา คืออะไร
ในแง่การปฏิบัติ มรรค 8 คือ เครื่องกลั่นกรอง ขันธ์ 5 ให้เป็นวิสทุ ธขิ ันธ์ วิสุทธิขันธเ์ ป็นธรรมกาย คือ
กลั่นกายเน้ือใหเ้ ปน็ ธรรมกาย พอกลั่นถูกส่วนเข้า หลายชาติหนกั เข้า ลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการจึงเกิดขน้ึ
เขา้ ใจเปน็ ชน้ั ๆ ดังนี้

133

ข้อสดุ ท้ายคือ สมั มาสมาธเิ ปน็ เรอื่ งสำคญั สมาธิแบ่งเปน็ 2 สาย มรรค 8 กแ็ บง่ เปน็ 2 สาย เชน่ ทฏิ ฐกิ ็
มที ั้งสมั มาทิฏฐิ และมิจฉาทฏิ ฐิ สมาธิกเ็ ช่นกันมีสัมมาสมาธิและมจิ ฉาสมาธิต้องแยกให้ออก ถา้ แยกไม่ออกจะมี
ความเห็นผิด เช่น โบราณรู้ว่าเราจะมาฝึกสมาธิก็ห้าม กลัวจะบ้า พระพุทธองค์ก็ฝึกสมาธิ ถ้าฝึกแล้วบ้าพระ
พุทธองคก์ ็บา้ ไปกอ่ นเราแล้วซิ อาตมาเถียงมานกั แลว้ แตก่ เ็ กือบจะบา้ ไปจรงิ ๆ ไปฝกึ ผดิ เข้าฝึกเอามจิ ฉาสมาธิ

มิจฉาสมาธิคืออะไร ยิงปืนเป็นสมาธิอย่างหนึ่ง พวกมือปืนมือแน่นักไม่พลาดเลย พวกแทงบิลเลียด
พวกมือแจว๋ สมาธดิ ี มือไม่สัน่ เลย แต่เป็นมจิ ฉาสมาธิขึ้นกับความโลภ ความโกรธ ถ้าสะกดจิตเข้าทรงกเ็ ป็นสมาธิ
ขึ้นกบั ความหลงคือขาดสติ จึงเป็นมจิ ฉาสมาธิ ถา้ เราแยกออกอย่างนจ้ี ะไมไ่ ขวเ้ ขว

สมั มาสมาธิ พอม่งุ มาทางน้แี ล้ว ยงั มีสมาธินอกศาสนากับในศาสนาอกี พวกสมาธนิ อกศาสนาเอาสมาธิ
ไปตั้งไว้ข้างนอก เช่น วงกลมน้ำ วงกลมดิน วงกลมไฟ เอาใจไปตั้งไว้ข้างนอกที่กสิณ ในพุทธศาสนาก็เป็น
วงกลมนำ้ ดิน ไฟ เหมือนกนั แต่ตงั้ ไว้ในตัว นอกศาสนาเอาจติ ตั้งนอกตัว แล้วฝกึ อิทธฤิ ทธ์ิ อิทธิเดช พอตั้งนิมิต
ได้ นึกจะให้ตรงไหนไหม้ ไหม้ที่เดียว นึกจะให้ตรงไหนร้อน ร้อนทีเดียว นึกให้น้ำท่วม ก็ท่วม ในพุทธศาสนา
เอาดวงนิมิตมาตั้งไว้กลางกาย รักษาจติ ใหใ้ สไม่ฝึกฤทธิ์ ฝึกเดช อาจเอานมิ ติ เหมือนกัน เช่น ลูกแกว้ หมอดูบาง
พวก พวกยปิ ซีเอาลูกแกว้ มาต้ังแล้วทำสมาธิใหเ้ กดิ ในลูกแกว้ แลว้ ทำใหเ้ หน็ โนน่ เหน็ น่ี บ้ากันมามากแล้ว คิดว่า
ลูกแก้วเป็นของวิเศษกราบกราบชู าเช้าเย็น บ้าไปเลย บางพวกไปได้หนงั เสือมาแผ่นหนึ่ง ถ้าเสือมันดีไม่ได้หนงั
มันหรอก เสอื มันไม่ดจี ึงได้หนังมา จำเอาไว้อย่าไปทำโง่ ๆ เสือยงั เอาตัวไม่รอด ไม่ติดของขลงั เอาจติ ไว้ข้างนอก

บางคนเขาไม่รู้ เหน็ หลวงพี่สอนใหเ้ อาดวงแก้ว หรือดวงอาทิตย์ ดวงจนั ทรเ์ ปน็ ดวงนิมิต อาจเข้าใจผิด
ว่า เปน็ โยคี แตไ่ ม่ใช่เราเป็นศิษย์ตถาคต เราเอาจิตของเราต้ังอยู่ทศี่ ูนย์กลางกาย

เอาสมาธิไว้นอกกายไม่ใช่มิจฉาสมาธิ แต่เป็นสมาธินอกพุทธศาสนา พวกแทงบิลเลียด ยิงปืน ขาดสติ
เป็นมจิ ฉาสมาธิ

พวกปลุกพระของขลังอีกอย่าง พระปลุกคนหรือคนปลุกพระกันแน่ สมัยนี้ไปหางไหนเห็นแต่คนปลุก
พระ ศีลไม่มีสักข้อไปปลุกพระได้ วิเศษอย่างไร ไม่ต้องไปปลุกพระดอก เอาผ้าอุดจมูกอุดปากเดี๋ยวก็สั่น วัว
ควายก็ทำได้ ไม่ต้องถึงกบั ไปปลุกพระ อัดลมหายใจไว้เดี๋ยวก็ด้ิน เป็นหน้าท่ขี องพระที่จะปลุกคน ไม่ใช่คนปลุก
พระ เป็นมจิ ฉาทฏิ ฐขิ าดสติ

พิธีการในศาสนาก็ดี แต่พิธีนอกศาสนาก็มี เช่น พิธีเบิกพระเนตร ชาวบ้านเขาแปลว่าแหกตา
พระพุทธรูปเป็นรูปหล่อจำลองจากธรรมกาย เอาไว้บูชา จะต้องไปแหกตาพระทำไม ไม่เข้าท่าเลย พระองค์น้ี
ทำไมไม่ศักด์ิสิทธก์ิ ็เขา้ ใจผดิ ว่าไม่ไดเ้ บกิ พระเนตร

ตาพระทอดต่ำ เป็นท่าสำรวม เราลองเหลือบตาต่ำมองลงไปจะเห็นกายทั้ง 18 กาย ตรงกัน ถ้าตาลืม
โพลง มองตรง ๆ ไมใ่ ช่ตาพระ ตาชาวบา้ นต้องเบกิ พระเนตร ตาพระไมต่ ้อง

134

ขณะนี้ที่ไหน ๆ ก็ชอบปลุกพระ สวดนั่นสวดนี้กัน พอวันเสาร์ห้า ขึ้นห้าค่ำ เดือนห้า ถือว่าเป็นวันขลงั
ไปปลุกเสกของขลังกัน อาตมาเห็นเราเข้าใจกันผิด ๆ พวกเพ่งกสิณน้ำ เอาน้ำมาใส่ขันใช้เป็นนิมิตในการฝึก
สมาธิ แตค่ วามไมร่ ู้ของบุคคลบางจำพวก มีพธิ ีคายนำ้ ทง้ั อาจารย์และศิษย์ดำน้ำไปเสกกระหม่อมกันใต้น้ำ หัว
พรุนหมด แล้วตอ้ งทำวนั เสารห์ ้า

พวกสกั ตามเนื้อตามตวั พวกน้ีเวรท้ังน้นั เช่น เคยไปขดี เขยี นตามผนังโบสถ์ กำแพงวดั วา มือบอนเขียน
แต่คำสปั ดน เกิดมาชาตินกี้ ม็ ีเวร ชอบพอรักใคร่จะให้คนอ่ืนเขาสกั ตามเนื้อตามตัว สักเป็นรปู อะไรกไ็ ม่รไู้ ม่ใช่รูป
ดีด้วย เป็นรูปลิง เสือ หมา บ้าง ทางอีสานสักตั้งแต่ข้อเท้าถึงเอว หลัง ตอนโพล้เพล้ไปดูเขาจับปลาริมน้ำโขง
อาตมาก็คดิ วา่ เจา้ หมอนี่ ผา้ มันเนยี นดจี รงิ ลมพัดผ้าไมไ่ หวเลย เข้าไปใกลก้ ็ปรากฏว่าไมไ่ ด้ใสเ่ สอ้ื ผ้า เพราะมเี วร

พอเราเรียนธรรมะมากเข้า เราเห็นหน้าคน การปฏิบัติตนของคน ก็รู้ว่าคนนั้นมีเวรอะไร พอเห็นพวก
สักก็รู้ว่ามือบอน มีอะไรสวย ๆ งาม ๆ อย่าเอาไปไวใ้ กล้ ๆ เดี๋ยวเสยี ของหมด

ย้อนกลบั มาเร่ืองพิธีปลุกเสกต่าง ๆ เชน่ ผา้ มนต์ หัวใจจงอาง หัวใจสมงิ หัวใจเสือคำ ปลุกใจคนให้ทำ
ความดียงั ไม่ค่อยได้ ไปปลกุ หัวใจสัตว์ไมเ่ ขา้ ทา่ ถา้ ปลกุ แลว้ กราบไดข้ ้นึ นพิ พานกจ็ ะกราบ แตย่ ิ่งกราบยิ่งโง่จะไป
กราบทำไม บางคนชอบเข้าลิงลม พวกสัตว์เดรจั ฉานชอบใหม้ ันเข้านกั หมอดูก็เป็นเดรัจฉานวิชา เรื่องการเชือ่
ดวง โหราศาสตร์ นั้นเราไม่ตำหนิเขาว่าจริงหรือไม่ แต่เราก็ไม่สนับสนุน จริงไม่จริงช่าง ถ้าเชื่อโหราศาสตร์
เรียกว่าปลอ่ ยตามดวง ถ้าปลอ่ ยตามดวงละก็ เจา้ ชายสทิ ธตั ถะก็ต้องเป็นกษัตรยิ ์แน่ ๆ อหงิ สกะต้องเป็นโจรแน่
ๆ ใคร ๆ ก็รู้ เพราะเกิดฤกษโ์ จร

พระพุทธองค์ก็ฝืนดวงมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อหิงสกะกุมารคือโจรองคุลีมาลฝืนดวงกลายมา
เป็นพระอรหันต์ พอปล่อยตามดวงก็เป็นกษัตริย์ เป็นโจรกับต่อไป เรื่องของพุทธศาสนาเป็นเรื่องของการฝืน
ดวง ขืนปล่อยตามดวงก็สอบตก และ retire เมื่อเป็นนักศึกษา การดูตามดวงไปดูจากสาเหตุที่ record ไว้ใน
อดีต ถ้าปล่อยตามดวงหมายถึงปล่อยตามผลกรรมในอดีต ปล่อยตามดวงเป็นการกินทุนเก่า พอฝืนดวงพระ
สิทธตั ถะกลายเป็นพระสัมมาสัมพทุ ธเจ้า อหงิ สกะกลายเป็นพระอรหนั ต์ ฝนื ดวงดว้ ยศีล สมาธิ ปัญญา พอมีศีล
กห็ ยดุ ทำความช่ัว ยังไม่ได้ทำความดี ยงั กนิ ทนุ เกา่ อยู่ พอทำความดี เช่น ทำสมาธิ ทำทานเป็นของใหม่ เร่มิ เดิน
ทวนกระแส พอมีปัญญาขนึ้ มาไม่ใช่เดินทวนเฉย ๆ แล้ว แตเ่ ป็นการติดจรวดทวน

ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นมรรค 8 เป็นเครื่องกลั่นกรองจนเป็นพระอรหันต์ พวกที่ประกาศตั้งเป็นพุทธ
มามกะ เป็นพุทธศาสนิกชน คือผู้ที่ประกาศตัวว่าจะเป็นผู้ฝืนดวง แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครฝืนกันสักคน ลอยตามน้ำ
จมน้ำกันป๋อม ๆ ดำลงไปเวียนไม่มีเหลือ พวกเราธรรมทายาทกำลังฝืนดวง รับศีล 8 ตั้งความเพียรทำสมาธิ
เพือ่ ให้เกิดปญั ญาไปแกไ้ ขสงิ่ ท่ีไม่ดี พยายามฝืนดวงให้เตม็ ท่ี

135

พวกโหราศาสตร์จะดคู นไม่ได้ 2 จำพวก คอื 1. ผ้ทู ำอนนั ตรยิ กรรม เช่น ฆ่าพ่อแม่ ฆา่ พระสงฆ์ ฆา่ พระ
อรหันต์ หรือทำให้สงฆ์แตกแยกกัน พวกนี้หมอดู ดูไม่ออกเพราะเวรมากไป คือไม่ได้ปล่อยตามดวงเฉย ๆ แต่
ติดจรวดตามดวงไปด้วย ย่นหนทางเก่ง ตามธรรมดาพวกฤาษีชีไพรสามารถย่นหนทางได้ 100 ไมล์สามารถย่น
ได้เหลือ 10 ไมล์ 5 ไมล์ ตามกสิณของเขา แต่พวกอนันตริยกรรมนั้น ก็ย่นหนทางจากโลกมนุษย์สู่โลกันต์
ทีเดยี ว เปน็ อสงไขย ๆ ไมล์ หมอดูทายไมถ่ ูก

อีกพวกคอื ผูท้ ่ีฝกึ สมาธิโดยถูกวธิ ี เชน่ พวกเราฝึกวิชชาธรรมกาย สมั มาอะระหังนี่ อย่ามาดูทีเดียว ร้อย
ทั้งร้อยเผาตำราทิ้งหมดดีเดียว ดูว่าอีกกี่วันตาย อีกกี่วันมีโรค อีกกี่วันมีเคราะห์ดูไม่ได้ เขาเรียกว่าพวกหัว
โตงเตง ผิดหมดดูเท่าไร แต่ไปดูคนอื่นดูถูกได้ เพราะกรรมเก่า เวรเก่า มีผลอยู่ 50 – 60% แต่ต้องกรรมใหม่
ด้วย ต้องเข้าสมการกันใหม่ พวกลอยตามลมเป็นพวกตามกรรมเก่า พวกเชื่อดวงมักเสียคนมามาก ธรรมชาติ
ต้องฝนื ดวง

เวลานอนเราจะนอนหนั หวั หันหน้าไปทางทิศไหนก็ได้ นอนให้ถูกวิธีคอื อย่าหันหัวไปทางทิศเหนือ ทิศ
ใต้ ให้หนั หวั ไปทางวธิ ีกลาง กลางของกลาง ๆ ไป พระพทุ ธเจา้ พระอรหันต์นอนอย่างนนั้ ทัง้ น้ัน

พวกหมอดูทีแรกมกั เจรญิ รายไดด้ ี พอตอนหลงั จะปรากฏวา่ ซบเซาลง หนา้ ตาไหม้เกรียม ไมม่ รี ศั มีสีสัน
ไม่มคี วามเจริญ เพราะมสุ าทกุ วนั และทั้งวัน

ในเมอื งจีนมีอาชีพ 3 อย่าง ถอื ว่าถ้าเปน็ ลกู ไมใ่ ห้ใช้แซ่ ไลไ่ ปไมใ่ หเ้ ข้าบา้ น

1. อาชีพเลยี้ งพ่อหมู พอชาวบ้านหมูเร่ิมเป็นสัตว์ กจ็ ูงหมูตวั ผู้เป็นสัตว์ พอลูกหมูคลอดออกมาก็แบ่ง
ลกู หมูเอาไปขายจริง เล้ียงชีพด้วยการพึง่ พอ่ หมู

2. อาชีพหมอดู พอลกู ไปเรยี นอย่างน้เี ทา่ กบั ทำลายสกลุ เพราะโกหกเขาท้ังวัน
3. อาชีพโกนหัว คนจีนเมื่อก่อนไม่โกนหัวโกนหนวด เขานิยมไว้หนวดเพราะถือว่าสง่าปัญญาดี พวก

โกนหัวคอื พวกนักโทษติดคกุ

อาชีพท้งั 3 นี้ คนจนี รังเกียจนัก แต่ถ้าเป็นขอทานไม่เป็นไร ในเมอื งจีนมีกษัตริย์องค์หน่ึง จากขอทาน
เปน็ กษัตรยิ ์ เพราะขอทานในเมอื งจนี มเี ป็นลา้ น ๆ คน หวั หนา้ ขอทานย่ิงกวา่ ขุนพล พวกเลา่ ปังโจ๊

ปัญหาที่ชอบถามหลวงพี่กันนักคือปัญหาเรื่องศาลพระภูมิ เราร้ือได้แล้ว ถ้าร้ือไม่ได้เพราะเกรงใจคน
อนื่ ก็อยา่ ไปกราบไหว้ เพราะเรามีพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์เปน็ ทพ่ี ึง่ แล้ว ทำไมตอ้ งไปพ่งึ บ้านเสาเดยี ว ถ้ามี
เทวดามาอยู่จริง เทวดานั้นก็โง่เต็มที่ อย่าว่าแต่เทวดาเลย สร้างบ้านเสาเดียวให้เราอยู่เราก็ไม่อยู่ พวกผูกคอ
ตายบ้าง ยิงกันตายบ้าง ถูกแทงตายบ้าง พวกนี้ไปอยู่กัน ถ้าไม่ไช่ผีก็นก เช่น นกกระจอก ไปไหว้ทำไม ช่วย

136

อะไรเราไม่ได้ แมแ้ ตพ่ ระพทุ ธรูป ถา้ น้อมกราบไหว้ ซ่งึ เป็นเปลอื กพระพทุ ธอยู่ แลว้ ระลกึ ไปถึงแกน่ พระพุทธนั้น
ดี เสาพระภูมิมีแกน่ อะไร ปลวกข้ึนเสาตัวเองยงั ไม่มีปญั ญากำจัดปลวกเองเลย

ผีเจ้าที่เจ้าทางมีก็มีไป แต่ถ้าดีจริงจะเป็นผีอย่างไรกัน พวกนี้แสดงฤทธิ์ได้ก็เป็นฤทธิ์แบบผี ๆ ของมัน
แตม่ ันจะแสดงเฉพาะผู้ไม่มีศีล ถา้ เรามีศีลตัวพวกนี้ไม่กล้าเข้าบ้านเรา หนีไปหมด เช่น King ภูมพิ ลท่านเป็นคน
ดี ท่านคุ้มได้หมดถึงชายแดน เรื่องผีปอบ ผีกระสือ พวกนี้ไม่มีในที่เจริญ มักมีในที่เขาปาณาติบาต ถ้าเรามีศีล
พวกน้ีไม่กลา้ มากวน ถ้าเราอยูใ่ นกรุงเทพ บางคนโดนผหี ลอกเป็นประจำ เพราะตวั มันเองก็เท่ียวหลอกชาวบ้าน
เขาอยูเ่ หมือนกัน ผู้มศี ีลนัน้ อย่าวา่ แต่ผีเลย เทวดาก็กลวั พระพุทธองค์น้ันเทวดาลงมากราบไหวป้ ระหลก ๆ ท้ัง
พรหม อรปู พรหม ยักษ์

พวกฤาษีไหวพ้ อได้ แต่ไหว้เพอื่ อะไร พระพุทธเจา้ เป็นพระพุทธเจ้าตัง้ แต่วนั เพ็ญ เดือน 6 ท่ีตรัสรู้มาเรา
ไหวท้ ่านเราไมไ่ ดไ้ หว้กายเนื้อทา่ น เราไหวธ้ รรมกายทา่ น พระพทุ ธรปู ก็เป็นรูปธรรมกายไม่ใชร่ ูปกายเน้อื

พวกเข้าทรง 99.99% เป็นพวกหลอกลวง เข้าทรงนั้นผีมาเข้า ผีมีหน้าที่หลอกโกหก อย่าไปเชื่อมัน
พวกเจ้าปา่ เจา้ เขาเปน็ พวกความชวั่ ไม่มีความดไี มป่ รากฏ ทำทานนดิ ๆ หน่อยเพยี งแค่หางอึง่ ศลี ถือเกือบไม่ได้
ทานเกือบไม่มี เป็นพวกชาวบ้านชาวป่าชาวเขา มีอาชีพผ่าฟืนบ้าง เวลาจะตายจิตแกก็เกาะกับต้นไม้ ต้นไร่
ตามป่าตามเขา ตายไปก็เป็นรุกขเทวดา เรามีศีล 8 เทวดาต้องมากราบไหวเ้ รา เทวดายังมีลูกมีเมีย พระอินทร์
ยังมเี มียตัง้ กระบงุ เราประพฤติพรหมจรรย์ เราต้องมีดีกวา่ เรอ่ื งนอกศาสนาอยา่ มาเกย่ี ว

พวกน้ำมนต์นั้นไม่ต้องมีคาถาอะไร น้ำธรรมดา เอามาเข้ากลางของกลาง ๆ ถึงธรรมกายก็เป็นน้ำ
ศักดิ์สิทธิ์ พวกน้ำมนต์ที่เป่าพรวด ๆ มีขี้ฟันเต็มไปหมด เทียนลอยเป็นแพ ๆ รดไล่ผีโรคภัยที่เมืองไพสาลี เอา
นำ้ มนตไ์ ลผ่ ี ถา้ เป็นคนก็ไมต่ ้องไปรด ดีไมด่ ีเปน็ ไข้เป็นนวิ บอเนียวตายไปเลย น้ำมนต์ทพี่ ระสวดชยันโตเป็นการ
แผ่เมตตา เป็นเปลือกศาสนา แต่สมัยนี้มีทั้งเปลือก ทั้งสะเก็ด ทั้งผง หนักเข้า ๆ ตะไคร่ขึ้นยังไปเกาะตะไคร่
เหมือนต้นโพธิ์มีเถาตำลึงไปเกาะ เมื่อต้นโพธิ์ตายไป เถาตำลึงขึ้นเต็ม ของไหล ๆ เหมือนต้นโพธิ์ ไปกราบไหว้
ระวงั สิง่ ทีม่ าเกาะศาสนาเป็นเถาตำลงึ

พระบวชยังต้องปลงอาบัติทุกวัน ศีล 227 ข้อ ก็มีผิดบ้าง ศีลหลักพวกศีล 5 ศีล 8 ไม่มีผิด แต่ศีล
ประกอบมีทางพร่องเหมือนกัน อยู่บ้านจุดธูปจุดเทียนนึกน้อมเข้ากลางของกลาง ๆ จิตจดนิ่งแทนธรรมกาย
ตั้งใจขอศีล ตั้งใจทำความดี ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นอกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาล ทำเมื่อไรได้เมื่อนั้น ไม่
ทำเม่อื ไรไม่ไดเ้ มอื่ นนั้

เรื่องอายุของศาสนาอย่าไปห่วง เราทำตัวของเราให้ถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะของเราก็พอ
อายุศาสนาจะถงึ 5,000 ปหี รือไมน่ นั้ ถ้าคนทำดีมาก ๆ ถอื ศีลกันมาก ๆ ก็ถึง บางทีอายกุ เ็ กนิ 5,000 ปีดว้ ย ถ้า

137

คนไม่มศี ีลทำชวั่ กนั มาก ๆ กอ็ ายไุ มถ่ ึง 5,000 ปี อายเุ มอื งไทยจะถงึ เท่าไรก็ชา่ งมัน แตต่ อนน้ีเราเกิดเป็นคนไทย
เรากท็ ำหนา้ ที่ของเราใหด้ ี ไมโ่ กง ไมค่ อรปั ชัน เมืองไทยก็ไม่จม

ความโลภ ใชก้ บั คำในทางไม่ดี อยากไดใ้ นส่งิ ที่ไม่ควรจะได้ เชน่ เอาของคนอ่นื เขามาในทางใดทางหน่ึง
แต่ถา้ เราเหน็ คนอื่นเขาได้ธรรมกายแล้วอยากได้บ้าง อยา่ งนน้ั ดี เหน็ เขาเป็นพระอรหันต์อยากเป็นบ้างก็ดี พระ
สารีบุตรในอดีตชาติเป็นฤาษีศิษย์ 500 คน มีพระพุทธเจ้าในอดีตมาโปรด ศิษย์ทั้ง 500 เป็นพระอรหันต์หมด
เหลือแต่ท่านมีความรู้สึกว่าเป็นพระอรหันต์ธรรมดาไม่เอา อยากเป็นพระอรหันต์ข้างขวาของสมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ตอ่ ไปขา้ งหน้า นกึ อย่างนน้ั ไมผ่ ดิ ดี ทำความเพยี รต่อไป ไม่โลภ

สันโดษ แปลว่า พอใจในสิ่งที่ตัวควรจะพึงมีพึงได้ เราทำงานชั้นตรี เงินเดือน 1,200 บาท ก็พอใจ ไม่
โกงใคร แตถ่ า้ ทำดปี ีหน้าได้อกี สกั 2 - 3 ข้นั อย่างน้ันก็ไม่โลภ พึงมีพึงได้ตามท่ีตนควรจะได้ มกั น้อยเหมอื นกนั

พระพุทธศาสนาทำให้ประเทศไทยยากจนข้นแค้น ด้อยพัฒนาจริงหรือ ไม่จริงเพราะคนจะเจริญได้
เบื้องต้นต้องมีทาน ศีล หิริโอตตัปปะ ชุมชนนั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม ไม่ว่าศาสนาใค มีศีล มีทาน มี
หิริโอตตัปปะ มีที่ยืดเหนี่ยวน้ำใจทางธรรมก็เจริญได้ หลักธรรมในพุทธศาสนาของเราก็มีพร้อมอย่างนี้ ที่เรา
เจริญน้อยเพราะที่พวกเราบอกว่าถือศีล จะถือกันจริง ๆ กี่คน ได้แต่บอกว่าถือจากปาก หัวถนนท้ายถนนไม่มี
ใครถือศลี เหล้าทำกันไมพ่ อขาย เรือ่ งทานกไ็ มม่ คี อรปั ชันเตม็ ไปหมด หริ โิ อตตปั ปะขณะนี้มไี ว้คยุ กนั ว่าพระพุทธ
องค์ดีไม่ได้เอามาปฏิบัติ บางคนเข้าวัดแต่วนั พระ พอวันอื่นก็ไปฆ่าสัตว์ ปลา ปู จะมาโทษว่าพุทธศาสนาทำให้
ประเทศไมเ่ จริญไม่ได้ คนไมเ่ อากันเองต่างหาก คนไทยมนี ิสัยอย่างนี้ อยา่ ว่าแต่พุทธศาสนาเลย แม้ศาสนาอื่นก็
เหมอื นกนั เรามองกว้าง ๆ ว่าช้านานมที านชว่ ยเหลือซง่ึ กันและกนั ดี

ศาสนาพทุ ธสอนใหค้ นข้ีเกียจจรงิ หรือ อันนีน้ ่าฟังเหมอื นกัน ในบญุ กริ ิยาวัตถุ 3 ประการ พระพุทธองค์
บอกวา่ คนเราเกิดมามีหนา้ ท่ี

1. ทำทาน

2. ถือศลี

3. ภาวนา

เปน็ หลักใหญ่ในพุทธศาสนา

ทานทำความดี ศีลละความช่ัว ภาวนาทำใจให้บรสิ ทุ ธิ์

138

ถ้าศาสนาพุทธสอนให้คนขี้เกียจแล้วจะเอาอะไรมาทำทาน สมัยพุทธกาลเขาทำทานกับตักบาตร วัน
500 องค์ ปีหน้าต้องขยันขึน้ ในการทำมาหากินจะได้เลีย้ งพระสักพันองค์ การทำทานทำให้คนขยัน คนท่ีว่าเกิด
มาไมเ่ คยทำทาน ไม่เคยตกั บาตรเลย เป็นคนข้ีเกยี จ ไมเ่ คยบวชเรยี น

เมื่อก่อนเรามองพระว่า ไม่สำรวมเลย ไม่เคร่งเลย กินแล้วนอนเท่านั้น ทำไมศึกษาธรรมะไม่ได้หรือ
พระองค์นี้แย่มาก ตำหนิพระตลอดเวลา พอตอนนี้เรามาถือศีล 8 มาอยู่ธุดงค์กันบ้าง จึงเห็นว่ายากทเี ดียว ยิ่ง
ทำภาวนาเช้าจรดเย็น ตื่นแต่เช้ามืด เย็นแค่ 2 ทุ่ม ก็ง่วงนอน เหนื่อยหน่ายยิ่งกว่าเดินป่า ขนาดพวกเราน้ำ
ปานะถึงเวลากเ็ อามาให้ อาหาร 2 ม้อื ครบบริบูรณเ์ ปน็ อาหารอยา่ งดี ลา้ งจานก็ไม่ตอ้ งทำ ทำแตส่ มาธปิ ระคอง
ใจอย่างเดยี ว 14 วนั นี่ อยู่กนั ไมค่ รบอีก ทีหลังเห็นพระอย่าไปว่าทา่ น เรานั่งนิง่ ๆ อย่างเดยี วกย็ ังแยแ่ ล้ว

เราเอาหลักการในพุทธศาสนามาทำความเข้าใจ

ปกติมนุษย์มีศีล 5 ประจำ ถ้าถือศีล 8 ก็เคร่งไปหน่อยสำหรับฆราวาส พอเสาร์อาทิตย์วันพระ ก็มา
ปฏิบัติกันทีเพื่อยกระดับจิตใจของตน เวลาจะทำก็ต้องสมาทาน เมื่อถึงเวลาก็ต้องคืนมิเช่นนั้นจะเสียสัจจะรับ
แล้วไม่ทำ

ศลี คือมนษุ ยธรรม เป็นธรรมของมนุษย์ ไม่ใช่ขอ้ หา้ ม ศีลแปลว่าปกติของมนษุ ย์ มนุษย์แปลว่าผู้มีใจสูง
สูงในศลี ในธรรม ถ้าขาดศลี กไ็ ม่มีความเป็นมนุษย์ เทา่ กบั สัตว์ สัตวก์ ับคนเกิดขึ้นมา คนก็ร้องแว้ ๆ หมากร็ อ้ งอ๋ิง
ๆ มีกินมีโรคหัวติดขึ้นมาเป็นท้ังสัตว์ทัง้ คน โรงนอนก็ตามมา โรคบดิ ขีเ้ กยี จ โตข้ึนมาสกั หน่อยอายุ 13 - 14 ตา
วับเป็นมันมองหาสาวแล้ว ผู้หญิงก็เหมือนกันทำตาเล็กตาน้อย โรคกามกำเริบ หมู หมาเหมือนกันอดนมไม่
เท่าไร โรคกามกำเรบิ พอมาอีกหน่อยก็มีมรณสัญญา มีความกลัวตายด้วยกัน ฟ้าล่ันเปรีย้ ง นง่ั อยใู่ นเต็นท์ไม่อยู่
แล้ววิ่งพรวดออกมา หมาก็เหมือนกันได้ยินเสียงฟ้าลั่นเปรี้ยงก็วิ่งหนีทางจุกตูด พอกัน ทั้งสัตว์ทั้งคนเ ท่ากัน
ต่างกันตรงคนมีศีล เมื่อขาดศีลสมการก็ออกมาได้ว่าคนเท่ากับสัตว์ พวกมาอยู่ธุดงค์จึงกลัวนักเรื่องศีลขาด งู
ช้าง เสอื มันไม่กลวั เพราะเท่ากบั มันแล้ว คนท่มี องยังไม่เหน็ ดวงศีล แตก่ ็มีดวงศีลอยู่ในกายเป็นรัศมีสว่างเปล่ง
รัศมีออกมา พวกสัตว์มนั กลัวรัศมีของศลี พอศีลขาดดวงศีลก็ดับ ค่าของคนกับสัตวก์ ็ขาด พวกตีไก่ แข่งม้า ตก
นรกไม่เข้าทา่ พวกแข่งม้าเป็นโรคหดื ใช้สัตวเ์ กนิ กำลัง รักษาไม่หาย เปน็ โรคเวรโรคกรรมไดแ้ ตป่ ระคองเอาไว้

เรารู้ว่าเราทำตัวตามปกติ รู้ด้วยกาย ด้วยใจว่าไอ้นี่ควร ไอ้นั่นไม่ควร ไม่ต้องไปนั่งอ่านหนังสือ เพราะ
พระพทุ ธโอวาทก็เอามาจากชีวิตปกติ พระพทุ ธองค์จึงทรงบอกว่าคนเราถา้ รกั ดี รกั ษาใจของเราเพียงดวงเดียว
ศลี กีข่ อ้ ไมต่ อ้ งหว่ ง ศลี มีไว้ประคองใจ ถา้ ใจคดิ ดี ศลี ก็ดีเอง

สติปัฏฐาน 4 เป็นธรรมท่พี ระพทุ ธองค์กำหนดให้พจิ ารณา มี

1. กายานุปัสสนาสตปิ ัฏฐาน – การพิจารณาภายในกาย
2. พิจารณาเวทนาในเวทนา – เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

139

3. พจิ ารณาจติ ในจติ – จติ ตานุปัสสนาสตปิ ัฏฐาน
4. พิจารณาธรรมในธรรม – ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

การพิจารณากายในกายส่วนมาก พิจารณาให้เห็นว่ากายเน้ือประกอบดว้ ยธาตดุ นิ น้ำ ลม ไฟ ถึงเวลา
มันก็เน่าเปื่อยไป ส่วนเปน็ กระดูกถึงเวลาก็ทบั ถมแผ่นดินไป ส่วนเป็นน้ำเหลอื งเป็นเลือดถึงเวลาก็กลายเป็นน้ำ
ไป ส่วนทเ่ี ป็นอากาศหายใจเข้าออกก็สลายตามลมไป ส่วนท่ีเปน็ พลังงานเผาผลาญในร่างกายก็หายไป เปน็ การ
พิจารณาเบื้องต้นว่า กายนี้สักแต่ว่ากาย ตายแล้วก็เป็นดินน้ำลมไฟสลายไป เป็นการพิจารณาให้จิตหยุดไม่ไป
เกาะ ธรรมดาถ้าจิตเราไม่เกาะที่ตามสามี ภรรยา ลูก สถานที่ทำงาน สถานที่ต่าง ๆ ก็จะมาเกาะที่ตัว พอเกาะ
หน้า หน้าก็ make up ตามตัวทรวดทรงก็ติดเสื้อผ้าใส่ใหญ่ ถ้าพิจารณาตั้งจิตก็ไมเ่ กาะตัว ไปเกาะที่ศูนย์กลาง
กาย พอตกศูนย์กลางกายก็เห็นธรรม เห็นกายในกาย คือกายมนุษย์ละเอียด พิจารณากายมนุษย์ละเอียดจิตก็
ไม่เกาะกายมนษุ ย์ละเอยี ด ตกศนู ย์ไปเห็นกายทิพย์ เหน็ กายทิพย์ใหม่ ๆ กเ็ หน็ สวยงาม พจิ ารณากายทิพยอ์ ีก ก็
ไม่เกาะกายทิพย์ จติ ก็ไปเกาะที่ศูนย์กลางกาย พิจารณาเป็นชนั้ ๆ จนถงึ กายพรหม อรปู พรหม ตามสว่ น จนถึง
กายธรรมหรือธรรมกาย การพิจารณากายในกายที่อื่นกล่าวไว้สั้นมาก เขาให้พิจารณาแค่กายเนื้อ แต่ที่นี่
พิจารณาพร้อมกันไปท้ัง 18 กาย คือ มนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม ธรรมกาย โสดา สกิทาคา อนาคา อรหัต
ทงั้ 18 กาย พรอ้ มกัน เวลาเราเดนิ จงกรมก้าวไปเห็นกายท้ัง 18 กาย กา้ วพร้อมไปกับเรา ท่อี นื่ เขาไม่ได้ทำอโล
กสิณ เขาจึงไม่เห็น กายในติดแค่กายเนื้อ ก็ว่ากายเนื้อถึงที่สุดแล้ว พอเราบอกเขาว่ามีกายในกายอีก เขาก็ว่า
เราบา้ ไปเลยทีเดยี ว

เวทนาในเวทนา กำหนดความสุข ความทุกข์ ความปวด ความเมื่อย ส่วนมากเขาพิจารณาแค่กายเนอ้ื
กัน พวกอารมณ์ต่าง ๆ เดี๋ยวก็หายไปเอง แต่ถ้าเราเข้าถึงธรรมกาย ใช้ธรรมกายพิจารณาย้อนกลับเข้าไปเราก็
เหน็ วา่ ไอ้พวกนีม้ ีตัว เป็นดวงดำ ๆ

การกำหนดพิจารณาจิตในจิต กายแต่ละกายมีจิตของตนเองทั้งกายมนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม
ต้องกำหนดไปใหต้ ลอด

พิจารณาธรรมในธรรม โดยทั่ว ๆ ไป พิจารณาธรรมต่างท่ีเปน็ กศุ ล อกุศล แต่ของเราไม่ใช่เช่นน้นั แลว้
ใช้ฌานธรรมกายพิจารณาเห็นว่า มนษุ ยม์ ดี วงธรรมทีท่ ำให้เปน็ มนุษย์ ทิพย์มีดวงธรรมทำใหเ้ ป็นทิพย์ ทุกกายมี
ดวงธรรมทำให้เป็นกายนนั้ ๆ

สติปัฏฐาน 4 ตามจิตธรรมกาย ให้หิจารณาเช่นน้ี ต่างกับที่อื่นตรงที่ท่ีอื่นเขาพิจารณาในเร่ืองเบื้องต้น
ชั้นประถม เราถึงขั้นมหาวิทยาลยั แล้ว อย่าไปถือโทษวา่ เขาผดิ ส่วนมากเขามกั จะว่าเราผิดมากกว่า เพราะเขา
ไม่รู้ อภัยใหเ้ ขา

140

อนันตริยกรรม พวกเราต้องรู้ อนันตริยกรรม 5 ประการ เป็นกรรมที่หนักที่สุด บาปที่สุด เป็นห้าม
สวรรค์ ห้ามนิพทาน มีทางไปทางเดยี วคือ นรก เหมือนกบั ไปฉดุ กบั ช้างไม่มีทางฝนื ช้างได้ เฉพาะในชาตินั้น ตก
นรกเสยี ลืมเลย พระพทุ ธเจา้ มาตรัสรู้ทีหนึ่งก็ลำบากแล้ว อันนพ้ี ระพุทธเจ้ามาตรสั รู้ต้งั หลายทีแล้วยังไม่พ้นจาก
นรกเลย มี

1. ฆา่ มารดา ใช้คำว่า มาตฆุ าต

2. ฆ่าบดิ า ใชค้ ำวา่ ปติ ฆุ าต

3. ฆ่าพระอรหนั ต์ ใช้คำว่า อรหนั ตฆาต

4. โลหิตตุปบาท คือ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนหอ้ เลือดขึน้ ไป

5. ทำสงฆใ์ ห้แตกแยก

ในสมัยพุทธกาล มี พระเจ้าอชาตศตั รู โอรสพระเจ้าพิมพิสาร เป็น ปิตุฆาต ตอนหลังกลับใจได้ มาเฝ้า
พระพุทธองค์ พระพุทธองค์ก็ทรงเทศนาให้ พระเจ้าอชาตศัตรูกลับใจไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ฟังพระเทศนา
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าถ้าพระเจ้าอชาตศัตรูไม่ได้กระทำปิตุฆาตไว้ ก็จะได้ถึงมรรคผลนิพพาน อย่างน้อยก็
บรรลุพระโสดา แต่ท่านไดท้ ำปิตฆุ าตไว้ เวรนี้หนักนักเลยฟังธรรมะไม่เกิด หลบั ตาก็เหน็ แต่กูฆ่าพ่อ ๆ เลยเห่ียว
ใจ ไม่ได้ธรรมะ

โบราณรู้ว่าการฆ่าบิดามารดาเป็นกรรมหนัก ตกนรกไม่ได้ไปผุดไปเกิด ศีลข้อกาเมถือนัก ไม่ไปเที่ยว
อย่างเดยี๋ วน้ี พอลกู โตขึน้ มาไม่รูว้ า่ ใครเปน็ พ่อ รูแ้ ต่แม่ เวรมีมาก ขณะตง้ั ครรภ์ ผทู้ เ่ี ปน็ เมียอาฆาตจองเวรยังนึก
กระทบกระเทือนถึงลูกในครรภ์ได้ ถ้าลูกโตข้นึ มารู้ความจริง กอ็ าฆาตมาก อาจฆา่ พ่อ เมอ่ื พอ่ ตายกต็ กนรก ลูก
ลงโลกนั ตย์ ง่ิ กวา่ พระเทวทตั พระเทวทัตยงั ไดเ้ อาคางถวายพระองค์ ไดร้ อดขึน้ มานดิ หนึ่ง

ยาพษิ นั้นกนิ โดยรู้หรือไม่กต็ ายเหมือนกันหมด ถ้ากนิ ยาพิษอย่างแรงตายทงั้ คทู่ งั้ ทรี่ แู้ ละไมร่ ู้ แต่ถ้ามา
กินของเบา ๆ เช่นกินเหล้าโดยไม่รู้ เมื่อกินเข้าไปก็รู้ คายออกก็หมดเรื่อง ถ้ายังไม่รู้อีกกลืนลงไปก็ยังไม่ค่อย
เท่าไร แต่ตั้งใจโดยเจตนาจะทำให้ตัวเองโง่ หรือการฆ่าสัตว์ ถือปืนไล่ยิงมันนั้นใจไม่ดีเลย แต่ถ้าลองปืนดูแล้ว
บงั เอิญไปโดนช้างตาย ก็พออภัยกนั ไดบ้ ้าง ไม่ได้เจตนา

ในกรณีฆา่ พ่อแม่เหมือนยาพิษ รไู้ ม่รู้ก็ตายหมดบาปหนัก พอ่ แมใ่ ห้ความเปน็ คนแก่ลูกเพราะเกิดเป็น
คนยาก ถา้ กายมนษุ ยล์ ะเอียดเข้ามาในกายมนุษย์ ธาตธุ รรมจะหลอ่ ใหก้ ลายเป็นคน พอ่ แม่เปน็ เบ้าหลอม

- พระถ้าบวชเป็นพระแล้วไปถือศีลนอกศาสนาดว้ ย จะเป็นอนันตรยิ กรรมไหม
- ถ้าเปน็ พระเป็นอันตรยิ กรรม
- ถ้าไม่รู้ ทำโดยไมร่ ู้ ?
- พระมีศีล 227 ขอ้ กางตำราดูแลว้ บอกวา่ ไม่ร้ไู ม่ได้

141

ฆ่าพระอรหันต์หรือพระปัจเจกพุทธเจ้าก็พอกัน ในสมัยก่อนโน้นมีคนหนึ่งไปเรียนวิชาดดี หินมา เก่ง
มาก ในไสดีดให้เป็นรูปเสือช้างอะไรก็ได้ พอเรยี นสำเรจ็ ก็คิดจะลองวชิ า จะไปดดี ใสห่ มาหมามนั ก็มเี จ้าของ จะ
ไปดีดใส่คนเขาก็มีพ่อมีแม่ วันหนึ่ง เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเดินผ่านมาคิดว่าสมณะรูปนี้ไม่มีพ่อมีแม่ ก็ดีดหิน
เขา้ หูซ้ายทะลหุ ูขวา พระปัจเจกพระพุทธเจ้ารู้ตวั เขา้ ทา่ นกเ็ หาะหนีไปแล้วไปตายในป่า คนคนน้ันก็ไปเท่ียวคุย
ชาวบ้านร้กู ็ตตี าย ตายไปแลว้ ก็ไปลงโลกนั ต์

เพราะฉะนั้นจะลองวิชา หรือปืนยาหน้าไม้ให้ระวัง โดยไม่รู้ไปถูกหนาตายไม่เป็นไร ถูกวัวถูกควาย
ตายก็เอาเงินไปใชเ้ ขาได้ แตถ่ า้ ถูกพระอรหนั ต์ตายละกบ็ วชตลอดชีวติ ก็กู้ไม่ข้นึ

มีแต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่ไม่มีใครทำร้ายถึงชีวิตได้ ทำได้นิด ๆ หน่อย ๆ เช่นทำให้
ภายในกรุ่มสะเทือนใจ พระเทวทัตมีเวรหนักคือหนึ่งทำสงฆ์ให้แตกแยก สองทำโลหิตของพระองค์ให้ถึงกับหอ้
2 ขอ้ นีก้ ็ตกนรกลมื ทีเดยี ว

สภาพในเมืองไทยเดย๋ี วนีง้ ่อนแง่นเตม็ ที พระสงฆ์แบ่งออกเปน็ 2 นิกาย ระวังให้ดีถ้าเราบวชอย่าไปยุ
แหย่ใหเ้ ขาแตกกนั จะตกนรกไม่รู้ตัว

− ถ้าเราบวชสอนเขากินเจ ถา้ คนเขาเชอื่ แลว้ กินตาม จะก่อใหเ้ กิดการแตกแยกไหม
− มีภิกษณุ ีชือ่ เมี้ยน พระสงั ฆราชทรงบอกให้สึก เรอื่ งนีเ้ ป็นสังฆเภทหรือเปล่า
− ภิกษุณีหมดช่วงมานานแล้ว ภิกษุณีจะบวชได้ต้องมีพระอรหันต์บวชให้ ในปัจจุบันนี้ยังมีคน
บวชเป็นสังฆณีไม่ใช่ภิกษุณีบวชที่ต้นโพธิ์ที่พุทธคยา อธิษฐานบวชเอา มีลูกศิษย์ลูกหาเยอะแต่ผิด พระภิกษุณี
อบุ ลวรรณา ออกไปบิณฑบาตอยู่ป่า แลว้ มผี ู้ชายมาทำร้าย ตั้งแตน่ นั้ ภกิ ษณุ เี ลยถูกกักบริเวณ ทางโจรผูร้ ้ายช่วย
ตวั เองไม่ได้ ภิกษณุ ีทเ่ี กง่ ๆ ในสมยั พุทธกาลมอี ยู่ 18 องค์
ทว่ี ่าสงฆ์แตกคณะหมายถึงวา่ ทำให้สงฆ์ไม่ยอมทำกิจกรรมร่วมกัน ถา้ สงฆ์เขามีเร่ืองราวกัน เราอย่าไป
ยงุ่ กบั เขาเดด็ ขาด จะเปน็ สงั ฆเภทกนั

สังฆเภทเอาผล ถา้ ทำให้แตกเขาก็เปน็ ไมว่ า่ จะมเี หตใุ ด ๆ

ขันธ์ 5

สิ่งมีชีวิตมี 2 ส่วน คือกายและใจ หรือรูปกายและนาม (ใจ) ส่วนที่เป็นกาย มี 1 รูป ซึ่งรวมถึงธาตุ
ต่าง ๆ ทางพทุ ธศาสนาใชด้ ินนำ้ ลมไฟ ส่วนท่เี ปน็ ใจ มี

1 เวทนา ซึง่ แปลวา่ ความรสู้ ึก

2 สญั ญา ซ่ึงแปลวา่ ความยึดมน่ั ความจำได้

3 สงั ขาร ซ่ึงแปลว่า การปรุงแต่ง นกึ เอา

142

4 วญิ ญาณ ซ่งึ แปลวา่ ความรบั รู้

คนมี 5 ส่วนนี้ถึงเวลาเขาตายไป กระดูกไปทาง เนื้อไปทางหนังไปทาง อากาศไปทาง ดินไปทาง น้ำ
ไปทาง ขันธ์ 5 ทั้งหมดเอาเรื่องราวแน่นอนด้วยไม่ได้ แต่เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่เราต้องแบกไว้เป็นภาระ เช้าต่ืน
ขนึ้ มาไมไ่ ด้ปอ้ นขา้ วกห็ วิ เยน็ ไมไ่ ด้ป้อนข้าวกห็ ิว กลางคนื ไมไ่ ดน้ อนก็งว่ ง

ทางธรรมบอกไว้ทีเดียว ขนั ธ์ 5 นี้ เมอื่ คนแต่งงานก็กลายเป็นขันธ์ 10 มีลกู อีกคนขนั ธ์ 15 แค่ขันธ์ 5
ก็ต้องระวังให้ดี ยังมีขันธ์ 10 ขันธ์ 20 ขึ้นมาก็ยุ่ง พระพุทธองค์ให้ควบคุมโดยการใช้ศีล สมาธิ ปัญญา การ
ปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา เมื่อสรุปก็คือ รักษาใจดวงเดียวของเราให้หยุดได้แล้ว ปัญหาต่าง ๆ จะหมดไป ถ้า
ปฏบิ ัตจิ รงิ ๆ แล้ว การรักษาใจดวงเดยี วใหห้ ยุดให้นิ่งใหห้ มดกิเลส ถา้ พดู งา่ ย ทำจรงิ ๆ แล้วยากเหลือเกิน เรา
เคยกันมาแล้ว สำหรับคนที่ไม่เคยการรักษาใจไม่ให้แลบไปไหนตั้งแต่เช้าจนเย็นนั้นเหนื่อยมากนัก เหนื่อยยิ่ง
กว่าการเดินทางไกล 100 ไมล์ 1000 ไมล์ เดินทางไกลด้วยเท้าเปล่าขึ้นเขาลงห้วย ไกล ๆ ก็ยังไม่เหนื่อยเท่า
การประคองใจของเราดวงเดยี ว

แต่อย่างไรก็ตามจะยากจะง่ายก็ตาม การประคองใจเบื้องต้นต้องรู้จักที่ตั้งของใจก่อน ว่าอยู่ที่
ศูนย์กลางกาย ก็นึกน้อมเอาใจของเราไปรวมท่ีศนู ย์กลาง ๆ ภาวนาประคองสมั มาอะระหงั ๆ ประคองใจให้น่ิง
ให้มน่ั หน่ึงตอ้ งรทู้ ่ตี ้งั สองตอ้ งมสี ตใิ ห้ดี กำหนดสติจึงต้ังดวงนมิ ิตใหช้ ัด สามตอ้ งร้จู ักนึกนมิ ิต ถา้ ไม่นึกไม่ได้ จะ
สว่างโล่งไม่มีขอบเขต เวลาเราทำสมาธิแล้ว เกิดภาพในอดีตต่าง ๆ ภาพน่าเกลียดน่ากลัวหรือภาพอะไรก็ตาม
ให้เหลือบตาขึ้นข้างบนครั้งหนึ่ง จิตของเราให้นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลาง ภาพต่าง ๆ เหล่านั้นจะหายไป ถ้าเกิดอาการ
ง่วงเหงาซึมเขา ก็ให้เหลือบตาขึ้นข้างบนครั้งหนึ่ง อาศัยแสงสว่างภายนอกเป็นสื่อตัวนำแสงสว่างข้างใน อันนี้
สำคัญ ถา้ นิง่ แลว้ มืดต้ือมองไมเ่ ห็นอะไร จะได้อาศยั แสงสว่างภายนอกมากระตนุ้ ความร้สู ึกให้เกิดแสงสว่างข้าง
ในตามไปด้วย ภาวนาสมั มาอะระหงั ๆ ทำใหช้ ำนาญ

ท่ี 2 ใหร้ ูจ้ ักการเหลอื บตา

ท่ี 3 ใหร้ จู้ กั การกลนั่ กาย พอร้สู ึกตวั ก็ให้นึกอธษิ ฐานกล่นั กายให้เป็นกรด กัดกินละลายให้ใสเป็นแก้ว
ของสกปรกลามกต่าง ๆ มากระทบให้กัดกินละลายให้หมดจนถึงที่มา เป็นการฝึกจิตตานุภาพอย่างดี ต่อภาย
ภาคหน้าถา้ ไปพบกับเหตุการณ์ใด ๆ เชน่ ขน้ึ รถลงเรือหรือไปเข้าหมู่เขา้ กลุ่มกับผู้ใด เราไม่แนใ่ จว่าเขาเป็นคนดี
หรือคนร้ายเราก็นึกอธิษฐานกลั่นกายของเราก่อน เอาจิตจดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย ไปติดต่อการงานกับใครก็
เช่นกัน ให้เอาจิตจดหยดุ นิ่งที่กลางกาย ถ้าบุคคลนั้นเป็นคนดี ก็จะรู้สึกได้ว่าเป็นคนที่น่าคบค้าสมาคมด้วย ถ้า
บุคคลนั้นมีเหลี่ยมมีคู เราก็รู้ได้ทันที ของบริสุทธิ์กับของไม่บริสุทธิ์อยู่ด้วยกันไม่ได้ เหมือนน้ำกับน้ำมันเข้ากัน
ไม่ได้ ถ้าเราไม่อธิษฐานกลั่นกายเราก็สกปรกเท่าเขา ก็เข้ากันได้ อธิษฐานให้เป็นนิสัยทีเดยี ว ตามสำนักต่าง ๆ
ไม่คอ่ ยได้ตักเตือนกันเพราะอาจจะละเลยไปหรือไม่ก็ได้ หม่นั กลั่นกายให้ใสนึกให้ใสเป็นแก้ว หน้าที่ประจำของ

143

เราคือกลั่นกายให้ใสเป็นแก้ว พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เป็นกิจของมนุษย์ทั้งหลาย พระอรหันต์
พระพทุ ธเจา้ ท่านหมดกิจในการกลั่นขนั ธ์ของท่านใหเ้ ป็นวสิ ทุ ธขิ นั ธ์หรือธรรมกายแล้ว ตอนนเ้ี รารู้หนา้ ที่ของเรา
แล้วกภ็ าวนาสมั มาอะระหัง ๆ กลั่นกายใหใ้ ส

ระยะที่ 4 ทุกเช้าก่อนออกไปทำงานหรือทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง ล้างหน้าล้างตา อธิษฐานกลั่นกาย
แลว้ กใ็ ห้นกึ นอ้ มอธษิ ฐานเรยี กบุญบารมีของเราท้ัง 30 ทศั บุญเก่าบุญใหม่ พนั ชาติ หม่ืนชาติ แสนชาติ ท่ีทำมา
ดีแล้ว แต่เล็กน้อย จนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีโอกาสมาปฏิบัติธรรม บุญที่ได้จากการปฏิบัติธรรมมี
มาก เมอื่ ใดได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วจะนึกถึง นึกถึงอาตมาและเพื่อนทุกคน อธิษฐานเรยี กบุญเป็นประจำ ขอให้
มาช่วยหนกั ขึน้ ไปดว้ ยอำนาจบุญบารมีที่ข้าพเจ้าได้ตั้งใจทำมาขอให้ขา้ พเจ้าไดบ้ รสิ ุทธิ์กายวาจาใจ ให้คิดทำพูด
แต่สิ่งที่ดีสิ่งบริสุทธิ์ ภาวนาสัมมาอะระหัง น้อมอธิษฐานให้ดี พอจิตจดหยุดนิ่งในระยะที่เรามาปฏิบัติธรรมกนั
แต่ละคนก็เจอปัญหาต่างกันไป ให้จำเอาไว้เผื่อวันหน้าเราไปเจอปัญหาอย่างนั้นบ้างจะได้รู้ว่าแก้อย่างไร บาง
คนฟังธรรมะ สัมมาอะระหัง ๆ ปรากฏว่านั่งไป ๆ จิตละเอียดในโล่งไปหมด แต่ไม่เห็นอะไร สว่างโล่งไปหมด
ถ้าปล่อยให้หาต้นหาปลายไม่ได้ เพราะไม่ได้กำหนดนิมิต หรือถ้ากำหนดก็ไม่ได้กำหนดที่ศูนย์กลางกาย ถ้าจิต
หยุดก็ไม่ได้หยุดจริง ไม่อยู่ได้ถูกท่ี เหมือนเข้ามหาวิทยาลัย เป็นคนดีจริงขยันขันแข็งช่วยกิจการของ
มหาวิทยาลัย แต่ถึงคราวสอบไม่ได้ตั้งใจดูหนังสือก็สอบตก ทำไม่ถูกส่วนธรรมะไม่เกิด ถ้านั่งธรรมะแล้วเป็น
เช่นน้ีก็เหมือนกบั เปน็ รถจอดไมถ่ กู ที่ เชน่ ไปจอดท่ีทางมา้ ลาย ตอ้ งแกไ้ ขโดยการหาศนู ยก์ ลางกายให้เจอ ภาวนา
สัมมาอะระหงั ๆ กำหนดนมิ ิตอย่างใดอย่างหนึง่ แก้วหรือองคพ์ ระให้ใส อย่าไปเอา 2 อย่าง

บางคนก็เกิดปัญหาพอทำสมาธินิ่ง จิตคิดตั้งนิมิตกลางกาย หนักเข้า ๆ จิตก็นิ่งมากกลับรู้สึกแน่น
หน้าอกเพราะจิตพุ่งแรงไปบีบจิตมากไปมีความรู้สึกคล้าย ๆ เอาหอกพุ่งลงไปในพื้นดิน รู้สึกแน่นตื้อไปหมด
เสียเวลาไปหลายวัน อาตมาเคยเป็นอย่างนี้ ภาวนาว่าตาย ๆ ๆ ตอนฝึกเพ่งกสิณหนักเข้า ๆ ติดนิสัยที่เคยทำ
ของขลงั เลน่ อย่ยู งคงกระพนั เอาจิตไปไวน้ อกกายบบี จติ ให้เลก็ เทา่ ปลายเข็ม พอมาทำธรรมะติดนิสัย สมั มาอะ
ระหงั ได้พักเดยี วก็บีบให้ทำความจิตให้เล็กเทา่ ปลายเข็ม ก็แนน่ รา่ งกาย หนักเหมือนภูเขา ถ้าเจอปัญหาอย่างน้ี
ให้ผ่อนลมหายใจเบา ๆ ให้ทำความรู้สึกให้ว่างโล่งเหมือนขอบฟ้า อย่างที่อาตมาเตือนเวลารับอรุณให้ทำกาย
ว่างเหมือนขอบฟ้า ทำใจคล้าย ๆ ดวงอาทิตย์ขึ้นขอบฟ้า ต้องหัด บางคนแน่นหน้าอก บางคนแน่นหน้าท้อง
วิธีแก้ไขทีแรกต้องเหลือบตาขึ้นข้างบนคร้ังหนึ่ง อธิษฐานกลับเห็นจำคิดรู้ให้เข้าข้างในให้หมด อาศัยแสงสว่าง
เวลาเราเหลือบตามาถึงดูดความมืดที่เกิดเมื่อเราเพ่งแรงไป มาทำลายความมืดแล้วทำให้เกิดความรู้สึกว่าว่าง
โล่งโปร่งใสนิ่งเข้าไป ความแน่นจะหลุดไป เป็นสมาธิที่ดีขึ้นมา กายจะเบาเหมือนอากาศ ใจก็เบาใสดวงปฐม
มรรคก็ลอยขึ้นมาจากศูนย์กลางกายเหมือนดวงอาทิตย์ลอยขึ้นมาจากชอบฟ้า แต่โปร่งกว่า เบากว่า ใสกว่า
เหมือนนักเขยี นอากาศใหเ้ ป็นทรงกลม ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ

144

บางคนมนึ ศีรษะ เพราะบีบหัวตามากเกนิ ไป ให้แกโ้ ดยการเหลอื บตาข้ึนขา้ งบนและเหมอื นกันและให้
เดินจงกรมให้มาก การเดนิ จงกรมแก้ไดม้ ากเพราะไม่ต้องหลบั ตา ภาวนาสัมมาอะระหงั ๆ

ใหจ้ ำวิธีแกใ้ ห้ดี เพราะเวลาของเรามนี อ้ ย

บางคนเวลานั่งปฏิบัติธรรมนั่งแล้วปวดเมื่อยมาก กระดูกจะหลุดเป็นท่อน ๆ เมื่อยเหมือนมีหนอน
หรอื อะไรมาไชเรา ขอใหร้ ้วู ่าเวรปาณาติบาตมาทางเราแลว้ พอร้อู ย่างน้ีตอ่ ไปเบื้องหน้าก็จะได้ระวังขอ้ ให้ดี อย่า
ไปโมโหมัน คิดว่ามันเป็นยาแกง้ ่วงของเรา พอคิดอย่างนี้ได้แล้วจะสบายใจ ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ นึกให้เปน็
นมิ ิตใส

บางพวกน่ังสมาธกิ ง็ ่วงนอน นง่ั ร้อยครัง้ ก็ง่วงร้อยคร้ัง ให้รูต้ ัววา่ จิตของเราเป็นพวกราคจริต มันไปติด
อยูก่ ับ รปู เสียง กลิ่น รส สัมผัส ตดิ อยูก่ บั เพ่ือนหญงิ เพอ่ื นชาย พวกน้ีแก้ไขด้วยการนึกถึงความเพียรที่สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญเพียรมาแล้วในอดีต เอามารดาขี่คอว่ายน้ำข้ามทะเลไป 7 วัน 7 คืนถ้าเป็นคน
ธรรมดาก็ตายแล้วทั้งลูกทั้งแม่ แต่เพราะนึกถึงพระคุณแม่ สามารถเอาแม่ถึงฝั่งได้ ขนาดท่านยังหาศูนย์กลาง
กายไม่เจอ เอาใจไปจดจ่อกับแม่ก็เป็นกำลังได้อย่างหนึ่ง แต่ท่านสอนเราให้เอาใจมาไว้กับตวั ดีกว่า ประคองใจ
ดว้ ยสมั มาอะระหงั ๆ น่ิง ๆ ถา้ นึกอยา่ งน้แี ล้วกย็ ังไม่หายงว่ งกต็ ั้งจิตให้แรงขึ้นอีก ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ หนัก
เข้า เร็วขนึ้ ความง่วงจะหายไป อารมณ์กามฉนั ทะในอดีตอย่าได้ไปนึกถงึ ถ้านึกขน้ึ มาเม่ือไรความงว่ งจะเกิดขึ้น
ทันที ให้รตู้ ัวเองไวศ้ ลี ขอ้ 3 เป็นตวั จะทำให้เรางว่ ง

ประคองใจภาวนาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเห็นดวงนิมิตชดั พอเห็นดวงนิมิตชดั ก็หยุดภาวนามองเข้าไป
น่ิง ๆ จนกระทั่งเห็นรูป ต่อจากน้นั จะเหน็ อะไรก็ให้เข้าไปกลางใหห้ มด เจอดวงธรรมก็เขา้ ไปกลางดวงธรรมเข้า
ไปกลางของกลาง ๆ หนักเข้าไป ดวงธรรมกใ็ ห้เขา้ กลางกายฝัน วิธปี ฏบิ ตั ิธรรมต้องเดินทางสายกลางอย่างน้ีเอา
ใจนิ่งที่กลางกาย ภาวนาสัมมาอะระหัง ๆ นิ่ง หมั่นทีเดียว วันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้เอาให้ได้ ให้มันสะสมทุนเรื่อย
ทีเดียวอย่างที่อาตมาเล่าให้ฟัง เบื้องแรกอาตมาเข้าป่า 10 วัน 5 วัน หนักเข้าพอ 15 วันกลับบ้าน ท้อแท้ใจว่า
ไป 15 วันไม่ได้อะไร สะสมหนกั เข้าบุญกส็ ะสมจากคร้ังละ 15 นาทีเปน็ ชัว่ โมง ทบั ถมอยู่ 4-5 เดือน ปคี ร่ึงปีเข้า
ป่ามาได้อกี เดือนคร่ึงเดือน หมดทุนอกี แล้วตอ้ งกลบั บ้านมาทำสมาธิอีก 10-20– 30 นาที หนกั เข้าครบปีเข้ามา
ปฏิบัติธรรมอกี หม่นั ทำอย่างนีไ้ ปเรือ่ ย ๆ อยา่ ไปทิ้ง สมั มาอะระหัง ๆ นึกนอ้ มให้เกิดดวงนมิ ิตเกิดขน้ึ ให้ชดั ใส

โมทนาสาธุดว้ ยความตงั้ ใจจรงิ ของทกุ คน ขอใหไ้ ด้ไปถึงพระนพิ พานโดยเรว็ ไม่มไี ปลดเลีย้ วทิศทางไป
ทีไ่ หนมีพระนพิ พานเป็นอารมณ์เป็นทมี่ น่ั ดว้ ยกันทกุ คนพกั ได้

− ถ้าเขาถามวา่ พระพุทธเจ้าสอนเร่ืองอะไรแก่เราจะสรุปได้อยา่ งไร

145

− ทา่ นสอนเรือ่ งการดบั ทุกข์
− ดับอย่างไร
− 1. วิธีดับทุกข์ท่านให้เดินทางสายกลาง ซึ่งอยู่ในตัวไปตามทางมรรค 8 ซึ่งเมื่อย่อก็เหลือองค์ 3
คือ ศีล สมาธิ ปญั ญา ทางสายกลางอยู่กลางตวั เวลาเราปฏบิ ตั ติ ้องอย่าให้หลุดจากศีล สมาธิ ปญั ญา ถ้าหลุดก็
หาทางดับทุกข์ไม่ได้ กายเนื้อต้องถือศีล ใจไม่ฟุ้ง ทำสมาธิและใช้ปัญญาของตัวพยายามรวมจิตซึ่งมีดวงเดียว
ประคองไว้ที่กลางกาย เมื่อจิตละเอียดจะหยุดนิ่ง รวมไว้ที่ศูนย์กลางกาย ไม่ไปเกาะที่ไหน จะเกิดดวงใสขึ้นมา
เรียกปฐมมรรค ลอยขึ้นมา ลมหายใจค่อย ๆ หยุดนิ่งเป็นลมละเอียด ดวงปฐมมรรคเมื่อหลับตาเห็นได้ด้วยตา
ทิพย์พอนิ่งถูกส่วนจะเห็นตรงกลางดวงปฐมมรรคเป็นทางใสคล้าย ๆ ลูกแก้วใส ๆ ถูกเจาะมีด้ายร้อยเป็น
ลูกประคำกลม ๆ ก็เข้าไปกลางของกลางนิ่งพอเข้าไปก็เกิดใหม่อีกดวงเรียกดวงศีล ถ้าข้างนอกระมัดระวังกาย
ไม่ให้ผิดศีล ดวงศีลก็ใส ข้างนอกข้างในจะตรงกันฝันกันได้ เข้าไปกลางดวงศีลพอถูกส่วนถึงดวงสมาธิ เราทำ
สมาธิข้างนอกข้างในก็เป็นดวงสมาธิใส เข้ากลางดวงสมาธิถูกส่วน ถึงดวงปัญญา ข้างนอกเราใช้ปัญญา
พิจารณาประคองจิตให้หยุดแล้วที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบันเพราะมีดวงปัญญาช่วย ศีลสมาธิปัญญา จะกล่ัน
กลองเข้าไปเป็นชั้น ๆ ซ้อนกันอยู่ไม่ใช่ซ้อนแบบทหารเข้าแถว แต่ซ้อนแบบครอบแก้วเป็นชั้น ๆ หรือแบบลูก
มะพรา้ วข้างนอกเป็นเปลือกแข็ง ขยบั เข้าไปอกี เป็นเปลือกอ่อน กะลา เน้อื และนำ้ และต่างกบั ลกู มะพร้าวตรง
ทุกดวงเทา่ กนั เพราะเป็นของละเอยี ดไม่ต้องการท่ีอยู่ ไมก่ นิ กนั ซ้อนกันเป็นชัน้ ๆ
พอเดินทางต่อไปอีกก็เจอกายในกายอีก มนุษย์ไม่ได้มีกายเนื้อเพียงกายเดียว แต่ยังมีกายซ่อนกาย
เป็นชั้น ๆ ลงไปอีก เหมือนดังที่เราเคยเรียนหนังสือ แสงแดดพอไปผ่านปริซึมจะแยกได้อีก 7 สี กับอีก 2 รังสี
เป็นอย่างน้อย กายคนก็เหมือนกันชั้นแรกเป็นกายมนุษย์ต่อมาเป็นกายมนุษย์ละเอียด บางแห่งเรียกกาย
ปฏิสนธิวิญญาณ บางแห่งก็เรียกกายฝัน บางแห่งเรียนกายสัมพเวสี เวลาฝันก็ออกไปเห็นอะไรมาก็มาบอกเรา
ให้รู้ ในกายมนุษย์ละเอียดที่มีศีลสมาธิปัญญาเหมือนกัน แต่เขามีตาทิพย์เห็นอะไรได้ละเอียดกว่ามนุษย์ ศีล
สมาธิปัญญาของเขาก็มั่นกว่าของกายเนื้อมนุษย์ สมมุติเวลาเราจะไปกินเหล้า เล่นไพ่ หรือไปเที่ยวเกะกะ เจ้า
กายมนุษย์ละเอียดจะเตือนเราว่าอย่าไปเลย พอจะมีเหตุร้ายก็รายงานหยาบโดยการฝันบอกเหตุบ้าง ถ้ากาย
เนื้อเป็นผู้มีศีลก็ฝันตรง ถ้าไม่มีศีลก็ถูกหลอกฝันไม่ค่อยตรงความจริง เมื่อฝึกกายซ่อนกายก็เจอกายต่าง ๆ อีก
หลายกาย เชน่ จากการมนุษย์เป็นทิพย์ เปน็ พรหม อรปู พรหม ธรรมกายซอ้ นเป็นชน้ั ๆ เข้าไป
หนา้ ทีข่ องเราคือพยายามกระเทาะกาย งเู วลาจะเจรญิ เตบิ โตได้อีกกล็ อกคราบ คนก็เหมือนกันถ้าจะ
ให้จิตใจก้าวหน้า เมื่อเห็นกายในกายจะปรากฏว่ากายที่อยู่ข้างในเข้าไปจะมีความละเอียดปราณีตขึ้น ในทาง
พุทธศาสนาให้ใช้ธรรมกายพิจารณาดูกายเนื้อ ไม่ให้คิด ให้ถือศีล ทำสมาธิ เจริญปัญญาให้มาก แล้วระดับจิต
ของกายเนื้อไปเท่ากับของกายมนุษย์ละเอียด ยกระดับจิตขึ้นไป กายเนื้อไม่ห่วงเลย เมื่อเห็นความดีของกาย
ทิพย์แล้วเอาธรรมกายพิจารณากายทพิ ย์ พจิ ารณาอรยิ สจั 4 เม่อื แรกพิจารณากายเนอ้ื เห็นความไม่ดีไม่งามของ
กายเนื้อเปอื่ ยได้ ทำให้ไม่ตดิ ในกายเนื้อ ไม่คิดคดโกง ความลังเลสงสยั ในพระพุทธพระธรรมพระสงฆไ์ ม่มี เพราะ
ไปเห็นเองชัดเจน ในพระพุทธก็มีดวงธรรม ในดวงธรรมก็ยังมีดวงธรรมซ้อนอยู่ข้างในเป็นสังฆรัตนะ มีพุทธ

146

รัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ อยู่ในกายเรา เอาธรรมกายพิจารณากายมนุษย์ว่าไม่พิเศษอย่างใดไม่กี่วันเขาก็
เผาเราแล้ว เมอื่ พจิ ารณาเช่นน้นั ไดท้ ำความดีหนักเขา้ ยกระดบั จิตขึ้น

1. ความลังเลสงสยั ในพุทธศาสนาไม่มี เพราะถงึ ธรรมกายแลว้
2. ไม่ไปถือศีลนอกศาสนา เห็นดวงศีล สมาธิปัญญา เป็นเช่นไร ไม่เชื่อให้ไปไหว้ศาลพระภูมิเป็น
ตายอย่างไรกไ็ ม่ไหว้ เอามดี มาเชือดคอก็ไม่ไหว้ เพราะเห็นและรแู้ ลว้ ให้ไปเป็นชีเปลือยก็ไม่เอา ไหว้ไม้กางเขนก็
ไมไ่ หว้ เพราะทีแรกพวกเรายงั ไม่รู้อะไร เขาไหวก้ ไ็ หว้ไป เผ่อื บางทีพระเยซมู ีจริงจะได้มาช่วยเรา แตม่ าถงึ ระดับ
นี้แลว้ ไมไ่ หวเพราะข้อ 1 และขอ้ 2
3. ละสกั กายทฏิ ฐิ ไมถ่ ือตน ไม่หวงกายเนอื้
พอทำได้อย่างนี้ธรรมกายเกือบ ๆ 5 วาเมื่อละ 3 ข้อนี้ได้ กิเลสหลุดไปบ้างธรรมกายขยายใหญ่ขึ้น
หน้าตัก 5 วา สูง 5 วา องค์ใสเป็นแก้ว พอใครถึงธรรมกายนี้ไม่ต้องให้ใครทำนายก็รู้ได้ว่าเรานี้เป็นพระโสดา
แลว้ แตต่ อ้ งรักษาให้ได้ 24 ชม. บางคนเข้าถึงธรรมกายน้ีเหมอื นกนั ในระยะท่ีจติ เป็นกุศล เชน่ กำลังทำสมาธิอยู่
แต่ว่าเดี๋ยวก็ถอน ที่เห็น ๆ กันอยู่ พอถอนจากสมาธิจะหายไปเพราะจิตยังจดกระแสนิพพานไม่ติด เพราะกาม
ฉันทะยังละได้ไมจ่ รงิ ไมต่ ิดกายเนอื้ แตย่ งั ตดิ กายทพิ ย์ พวกเทวดายงั เปน็ สขุ อยู่มอี ายยุ นื พระอนิ ทรม์ ีเมียต้ังพัน
หนักเข้าก็ใช้ธรรมกายหน้าตัก 5 วา พิจารณาธรรมะต่อไปอีกไม่นานจะเห็นว่ากายทิพย์นั้นแม้จะอายุยืนเป็น
ร้อยพันหมื่นแสนล้านปีก็ยังมีวันตายมาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วบางทีพลาดตกนรกได้ก็มี เหมือนเป็นนายคนเป็น
อธิบดกี ท็ ำความผิดเหมือนกนั การขึน้ สวรรค์เปน็ การพักผ่อนเท่าน้นั เอง เม่อื พิจารณากายทิพย์โดยใช้ธรรมกาย
กจ็ ะเหน็ วา่ เทวดาดีกวา่ มนุษยต์ รงทว่ี ่า
1 อายุยนื
2 สมบัตติ ่าง ๆ เปน็ ทิพยห์ มด แม้แตอ่ าหารท่เี ปน็ ทิพย์
แต่เทวดายงั มขี ้อบกพร่องไมร่ ูจ้ ะไปทำบุญได้ท่ีไหน เหมอื นอย่ใู นวงมหาเศรษฐมี ีเงนิ คนละร้อยล้านไม่
มีใครให้ทานใคร เขาทำบุญทำความดีต่อไปไม่ได้ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ทำความดี เมื่อพิจารณาได้เช่นนี้ก็เบื่อ
กายทพิ ย์ การจะพจิ ารณาอย่างนี้ได้ต้องอาศัยศลี สมาธิ ปญั ญา พจิ ารณาอยา่ งหนกั จนกเิ ลสท่ียังเหลืออยู่ผิดไป
เป็นพระโสดายังมี 1. กามราคะ เช่นนางวิสาขาบรรลุพระโสดาตั้งแต่อายุ 7 ขวบยังมีลูกมีผัว มีลูกสาว 10 คน
ลูกชาย 10 คน ยังละกามไมไ่ ด้ ละได้แต่กาย ความลงั เลสงสัยไมม่ ี 2. รูปราคะยงั ถอื ตวั ชอบสวยชอบงาม ความ
ฟงุ้ ซ่านยังมคี วามติดรปู ยงั มี
พอใช้กายพระโสดาพิจารณาตามไม่งามของกายทิพย์ หนักเข้าก็ไม่ติดกายทิพย์ กิเลสก็ลอกออกไป
ธรรมกายขยายกว้าง 10 วา สูง 10 วา บรรลุธรรมเป็นพระสกิทาคามีไม่ยินดีในกาม แต่ยังติดในรูปฌานว่า
เข้าฌานสบาย กายพรหมดี มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เอาธรรมกายพระสกิทาคาพิจารณาธรรมหนกั เขา้
ก็ไม่ติดในกายพรหม พอกิเลสที่ติดในกายรูปพรหมหลุดก็บรรลุถึงกายธรรมพระอนาคามี พอถึงกายนี้ในสมัย
พุทธกาลมีเศรษฐีคนหนึ่ง ปฏิบัติธรรมหนักเข้า ๆ ทีแรกไปวัดฟังธรรมหนักเข้า ๆ ได้เป็นพระโสดาก็ไม่ได้บอก
เมียให้รู้ ปฏิบัติธรรมเรื่อย ๆ พอเป็นพระอนาคามีก็ไม่ยุ่งกับเมีย เมียแปลกใจสงสัยว่าตนผิดอะไรจึงทำเฉย ๆ


Click to View FlipBook Version