แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 2
3 คาบ
รายวชิ า ว 22101 วิทยาศาสตร์
หนว่ ยการเรยี นรู้ สารละลาย
เรือ่ ง ความเขม้ ข้นของสารละลาย
1. มาตรฐานการเรยี นรู/้ ตวั ช้วี ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ
ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนีย่ วระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ
ของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการ
เกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี
ตัวชว้ี ัด
ว 2.1 ม.2/5 ระบุปริมาณตัวละลายในสารละลาย ในหน่วยความเข้มข้นเป็นร้อยละ ปริมาตร
ตอ่ ปริมาตร มวลต่อมวล และมวลตอ่ ปรมิ าตร
2. สาระสำคัญ
ความเข้มข้นของสารละลาย เป็นการระบุปรมิ าณ ตัวละลายในสารละลาย หนว่ ยความเข้มข้นมี
หลายหนว่ ย ท่นี ยิ มระบุเป็นหนว่ ยเปน็ รอ้ ยละ ปริมาตรต่อปริมาตร มวลตอ่ มวล และมวลต่อปรมิ าตร
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นกั เรียนสามารถระบุปรมิ าณตัวละลายในสารละลาย ในหน่วยความเขม้ ขน้ เปน็ รอ้ ยละ ปริมาตร
ตอ่ ปริมาตร มวลต่อมวล และมวลต่อปริมาตรได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถปฏิบัติกจิ กรรมการทดลองเร่ืองความเขม้ ขน้ ของสารละลายได้ (P)
3. นักเรยี นปฏบิ ัติกิจกรรมกลมุ่ ดว้ ยความมุ่งมนั่ ต้งั ใจและมคี วามรบั ผิดชอบ (A)
4. สาระการเรยี นรู้
ดา้ นความร(ู้ K)
ความเข้มขน้ ของสารละลาย เป็นการระบุปริมาณ ตวั ละลายในสารละลาย หน่วยความเข้มข้น
มหี ลายหนว่ ย ท่ีนิยมระบุเป็นหนว่ ยเป็นรอ้ ยละ ปริมาตรต่อปริมาตร มวลต่อมวล และมวลตอ่ ปรมิ าตร
ร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตร เป็นการระบุปริมาตรตัวละลายในสารละลาย 100 หน่วย
ปริมาตรเดียวกนั นยิ มใช้กับสารละลายท่เี ปน็ ของเหลว หรือแก๊ส
ร้อยละโดยมวลต่อมวล เป็นการระบมุ วลตัวละลายในสารละลาย 100 หน่วยมวลเดียวกนั นยิ ม
ใชก้ ับสารละลายที่มสี ถานะเปน็ ของแข็ง
ร้อยละโดยมวลตอ่ ปริมาตร เป็นการระบุมวล ตัวละลายในสารละลาย 100 หนว่ ยปริมาตร นิยม
ใช้กับสารละลายท่ีมีตวั ละลายเปน็ ของแขง็ ในตัวทำละลายทเ่ี ปน็ ของเหลว
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ด้านทักษะกระบวนการ (P)
1. ทกั ษะการสังเกต (Observing)
2. ทักษะการลงความเหน็ จากขอ้ มูล (Inferring)
3. ทกั ษะการทดลอง (Experiment)
4. ทกั ษะการอภปิ ราย
ด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (A)
1. ใฝเ่ รียนรู้
- ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมีความพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
กลา้ คิด กลา้ พดู แสดงความคดิ เห็น กล้าแสดงออก
2. มุ่งมัน่ ในการทำงาน
- มีความอดทน และทุ่มเทในการทำงาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด
แกป้ ญั หา และคิดค้นหาคำตอบ
3. มคี วามรบั ผิดชอบ
- รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามกำหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว
อย่างทด่ี แี กผ่ ้อู ่ืน
5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
1. ความสามารถในการคดิ
2. ความสามารถในการส่อื สาร
3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ติ
4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
6. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ขั้นท่ี 1 ข้นั กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูทบทวนความรู้เดิมเรือ่ งปัจจยั ที่มีผลตอ่ การละลายของสาร จากนั้นครนู ำเข้าสู่บทเรียน
เกี่ยวกับความเขม้ ขน้ ของสารละลาย
1.2 ครใู ชค้ ำถามดงั ตอ่ ไปนี้
- ถ้าครูมีน้ำเปล่าปริมาณเท่ากันอยู่ 2 แก้ว แก้วที่ 1 ใส่น้ำหวานเฮลบลูบอย 1 ช้อน
แก้วที่ 2 ใส่น้ำหวานเฮลบลูบอย 5 ช้อน น้ำในแก้วที่ 1 และแก้วที่ 2 จะมีความหวาน
เท่ากนั หรือไม่
ขนั้ ที่ 2 สำรวจและคน้ หา (Exploration)
2.1 ครใู ห้นกั เรียนแบ่งกล่มุ กลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง ออ่ น
2.2 ครูอธิบายวธิ ีคำนวณหาความเขม้ ขน้ เป็นค่ารอ้ ยละ โดยให้นักเรยี นศึกษาจากตวั อยา่ ง ดังนี้
2.2.1 การคำนวณรอ้ ยละโดยมวลต่อมวล
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
2.2.2 การคำนวณร้อยละโดยปริมาตรต่อปรมิ าตร
ขนั้ ท่ี 3 ขั้นสรา้ งคำอธบิ าย (Explanation)
3.4 นกั เรียนและครูรว่ มกันอภปิ รายผลการทดลองและหาข้อสรุปจากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยครู
ใช้คำถามตอ่ ไปน้ี
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
- หากนักเรียนต้องการหาความเข้มข้นของสารละลาย สามารถบอกความเข้มข้น
ของสารละลายได้กี่แบบ (3 แบบ ได้แก่ ร้อยละโดยมวล ร้อยละโดยปริมาตร และร้อยละ
โดยมวลตอ่ ปรมิ าตร)
- ถ้านักเรียนมีสารละลายน้ำตาลจำนวน 100 กรัม มีน้ำตาลอยู่ 10 กรัม จะหา
ความเข้มขน้ ของสารละลายดังกลา่ วโดยวิธใี ด (คำนวณหาโดยใช้สูตรความเขม้ ขน้ รอ้ ยละโดย
มวล)
- ถ้านักเรียนมีแอลกอฮอล์ อยู่ 25 ลูกบาศก์เซนติเมตร นำไปละลายในน้ำ 175
ลูกบาศกเ์ ซนตเิ มตร จะหาความเขม้ ขน้ ของสารละลายดังกล่าวโดยวธิ ใี ด (คำนวณโดยใช้สูตร
ความเขม้ ข้นรอ้ ยละโดยปรมิ าตร)
- ถ้ามีน้ำตาล 10 กรัม นำไปละลายกับน้ำ ได้น้ำเชื่อมปริมาตร 100 ลูกบาศก์
เซนติเมตร จะหาความเข้มข้นของสารละลายดังกล่าวโดยวิธีใด (คำนวณโดยใช้สูตรความ
เขม้ ข้นรอ้ ยละโดยมวลตอ่ ปริมาตร)
3.2 ครูและนักเรยี นรว่ มกันอภปิ รายและสรุปความรรู้ ว่ มกัน ดงั นี้
- ความเข้มข้นของสารละลายสามารถคำนวณ ได้ 3 วิธี ไดแ้ ก่ ร้อยละโดยมวล ร้อยละ
โดยปรมิ าตร และรอ้ ยละโดยมวลต่อปริมาตร
- ความเข้มข้นร้อยละโดยมวล เป็นการบอกมวลของตัวละลายเป็นกรัมในสารละลาย
100 กรมั
- ความเข้มข้นร้อยละโดยปริมาตร เป็นการบอกปริมาตรของตัวละลายเป็นลูกบาศก์
เซนตเิ มตรในสารละลาย 100 ลูกบาศกเ์ ซนติเมตร
- ความเขม้ ขน้ รอ้ ยละโดยมวลต่อปริมาตร เปน็ การบอกปรมิ าตรของตวั ละลายเปน็ กรัม
ในสารละลาย 100 ลูกบาศก์เซนตเิ มตร
ขน้ั ท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครูใหน้ กั เรียนทำใบงานเร่อื ง ความเขม้ ข้นของสารละลาย
ขนั้ ที่ 5 ขัน้ ประเมนิ (Evaluation)
1. ครูประเมินการเรียนรขู้ องนกั เรยี นดังนี้
- การบนั ทกึ การเรยี นร้ลู งในสมุดบนั ทึกวชิ าวิทยาศาสตร์
- สงั เกตพฤติกรรมการปฏิบตั ิกิจกรรมการทดลองของแต่ละกลุ่ม
- ใบงานเรอื่ ง ความเขม้ ข้นของสารละลาย
7. การบูรณาการหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ( 3 หว่ ง 2 เงอ่ื นไข)
หลักความพอประมาณ การใชเ้ วลาในการศกึ ษาหาความรแู้ ละทำงานเหมาะกับเวลา
หลกั มีเหตผุ ล
การอธบิ ายเกยี่ วกบั ความเขม้ ข้นของสารละลายได้อยา่ งเหมาะสม
หลักสรา้ งภมู ิคุ้มกันในตัวที่ดี และถกู ตอ้ ง
การเลือกศกึ ษาจากแหล่งเรียนรโู้ ดยมคี วามถูกตอ้ ง
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เง่ือนไขความรู้ การวางแผนในการทำงานเปน็ กลุม่
เงอื่ นไขคณุ ธรรม การวิเคราะหผ์ ล สรปุ ผลเรื่องความเขม้ ข้นของสารละลาย
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ มวี ินยั ใฝ่เรียนรู้ อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
8. ส่ือ/แหล่งการเรียนรู้
สื่ออุปกรณ์
1. หนังสือเรียนรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 เลม่ 1
2. อุปกรณ์การทดลองเร่ืองความเข้มข้นของสารละลาย
4. Power Point เรอื่ งความเขม้ ขน้ ของสารละลาย
แหล่งการเรยี นรู้
1. ห้องสมุด
2. อนิ เทอร์เนต็
9. เกณฑก์ ารประเมิน
สิงทต่ี ้องการวัด รายการ วธิ ีวัดผล เคร่ืองมือวัด เกณฑก์ ารประเมนิ ผล
ดา้ นความรู้ (K)
นกั เรยี นสามารถ สมดุ บันทึกวชิ า สมดุ บนั ทึกวิชา 4 คะแนน ระบปุ ริมาณตัวละลายใน
วิทยาศาสตร์ สารละลาย ในหน่วยความเข้มขน้
ระบปุ ริมาณตัว วทิ ยาศาสตร์ ใบงานเรอื่ ง เป็นร้อยละ ปริมาตรตอ่ ปรมิ าตร
ความเขม้ ข้น มวลตอ่ มวล และมวลต่อปรมิ าตรได้
ละลายใน เรื่องความเข้มข้น ของสารละลาย ถกู ตอ้ งร้อยละ 80 ข้ึนไป
3 คะแนน ระบปุ ริมาณตัวละลายใน
สารละลาย ใน ของสารละลาย
สารละลาย ในหนว่ ยความเข้มข้น
หน่วยความเขม้ ขน้ ใบงานเรือ่ งความ เปน็ รอ้ ยละ ปริมาตรตอ่ ปรมิ าตร
มวลตอ่ มวล และมวลตอ่ ปริมาตรได้
เป็นรอ้ ยละ เข้มขน้ ของ ถูกต้องร้อยละ 70-79
2 คะแนน ระบุปริมาณตัวละลายใน
ปรมิ าตรตอ่ ปริมาตร สารละลาย สารละลาย ในหนว่ ยความเขม้ ข้น
เปน็ ร้อยละ ปรมิ าตรตอ่ ปริมาตร
มวลตอ่ มวล และ มวลต่อมวล และมวลต่อปรมิ าตรได้
ถกู ต้องร้อยละ 60-69
มวลตอ่ ปรมิ าตรได้ 1 คะแนน ระบปุ รมิ าณตวั ละลายใน
สารละลาย ในหน่วยความเข้มข้น
เป็นร้อยละ ปริมาตรตอ่ ปริมาตร
มวลตอ่ มวล และมวลตอ่ ปริมาตรได้
ถกู ต้องรอ้ ยละ 50-59
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ดา้ นทกั ษะ นกั เรยี นสามารถ สงั เกตการปฏบิ ัติ แบบประเมิน 0 คะแนน ระบุปริมาณตวั ละลายใน
กระบวนการ (P) ปฏบิ ัติกจิ กรรมเรอื่ ง กิจกรรมเรอื่ งความ ทกั ษะ สารละลาย ในหน่วยความเข้มข้น
ความเขม้ ข้นของ เขม้ ขน้ ของ เปน็ ร้อยละ ปรมิ าตรต่อปริมาตร
กระบวนการ มวลตอ่ มวล และมวลตอ่ ปรมิ าตรได้
สารละลายได้ สารละลายทางดา้ น วิทยาศาสตร์ ถูกต้องนอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 50
กระบวนการทาง 3 คะแนน ปฏิบตั ิกจิ กรรมเรื่องความ
เข้มข้นของสารละลายตาม
วิทยาศาสตร์ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้
ถูกต้อง
2 คะแนน ปฏิบัติกจิ กรรมเร่อื งความ
เขม้ ข้นของสารละลายตาม
กระบวนการทางวิทยาศาสตรไ์ ด้
ถูกตอ้ งบางส่วน
1 คะแนน ออกแบบและปฏบิ ัติ
กิจกรรมเรอื่ งความเข้มขน้ ของ
สารละลายตามกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ไดค้ ลาดเคล่อื น
ด้านคุณลกั ษณะอนั นักเรียนปฏบิ ัติ 1.สังเกตการใฝร่ ู้ มี แบบประเมนิ ผ่าน หมายถึง ใหค้ วามร่วมมอื สนใจ
พงึ ประสงค์ (A) กิจกรรมกลุม่ ดว้ ย ความรับผดิ ชอบ พฤตกิ รรมราย ใฝ่ร้รู ับผิดชอบ มงุ่ มน่ั ในการทำงาน
ความมงุ่ มั่นตัง้ ใจ มงุ่ มั่นในการทำงาน กลมุ่ กลมุ่
และมีความใฝ่ร้ใู น กล่มุ ปรับปรุงหมายถึง ไมใ่ ห้ความร่วมมือ
การเรียน 2.สังเกตพฤติกรรม ไม่สนใจใฝร่ ู้ไมร่ บั ผิดชอบ และไม่
การแสดงความ มุ่งมนั่ ในการทำงานกลุ่ม
คดิ เหน็ การตอบ
คำถาม
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2
รายวิชา ว 22101 วทิ ยาศาสตร์ 1 คาบ
หน่วยการเรยี นรู้ สารละลาย
เรือ่ ง การใช้สารละลายในชีวิตประจำวนั
1. มาตรฐานการเรยี นรู/้ ตัวชว้ี ดั
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ
ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ
ของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการ
เกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี
ตวั ช้วี ดั
ว 2.1 ม.2/6 ตระหนักถึงความสำคัญของการนำความรู้เรื่องความเข้มข้นของสารไปใช้ โดย
ยกตวั อย่างการใชส้ ารละลายในชวี ติ ประจำวันที่อย่างถูกต้องและปลอดภัย
2. สาระสำคัญ
การใช้สารละลายในชีวิตประจำวันควรพิจารณาจากความเข้มข้นของสารละลายขึ้นอยู่กับ
จดุ ประสงค์ของการใช้งาน และผลกระทบต่อสิง่ มีชีวิตและสงิ่ แวดลอ้ ม
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. นกั เรียนสามารถอธิบายการใชส้ ารละลายในชีวติ ประจำวนั ได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถปฏบิ ตั ิกิจกรรมเร่ืองการใชส้ ารละลายในชีวิตประจำวันได้ (P)
3. นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการนำความรู้เรื่องความเข้มข้นของสารไปใช้ โดย
ยกตัวอย่างการใชส้ ารละลายในชีวิตประจำวันทอ่ี ย่างถกู ตอ้ งและปลอดภัย (A)
4. สาระการเรยี นรู้
ด้านความรู้(K)
การใช้สารละลายในชีวิตประจำวัน ควรพิจารณาจากความเข้มข้นของสารละลาย ขึ้นอยู่กับ
จดุ ประสงคข์ องการใชง้ าน และผลกระทบต่อส่ิงชีวิตและสง่ิ แวดลอ้ ม
ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (P)
1. ทกั ษะการสังเกต (Observing)
2. ทกั ษะการลงความเห็นจากขอ้ มลู (Inferring)
3. ทักษะการทดลอง (Experiment)
4. ทักษะการอภปิ ราย
ด้านคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
1. ใฝ่เรียนรู้
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมคี วามพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรยี นรู้ต่างๆ
กลา้ คิด กลา้ พูดแสดงความคดิ เหน็ กล้าแสดงออก
2. มุง่ มนั่ ในการทำงาน
- มีความอดทน และทุ่มเทในการทำงาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด
แกป้ ญั หา และคิดคน้ หาคำตอบ
3. มคี วามรับผดิ ชอบ
- รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามกำหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว
อยา่ งทดี่ ีแก่ผูอ้ ่ืน
5. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการคิด
2. ความสามารถในการส่อื สาร
3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
4. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5. ความสามารถในการแก้ปัญหา
6. การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ขน้ั ที่ 1 ข้ันกระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูเกริ่นให้นักเรียนฟังวา่ ปัจจุบันมีการนำสารละลายต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ในหลายด้าน
ทง้ั ด้านอปุ โภคบรโิ ภค ดา้ นการแพทย์ ด้านการเกษตร และดา้ นอุตสาหกรรม สารละลายแต่ละชนดิ ถูกใช้
ท่คี วามเขม้ ข้นแตกตา่ งกัน
1.2 นักเรียนศึกษาตัวอย่างสารละลายที่ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำส้มสายชู
แอลกอฮอล์ล้างแผล น้ำเกลือ ทินเนอร์ น้ำยาล้างเล็บ สารทำความสะอาด และสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
จากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1
ขน้ั ท่ี 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 ครูใหน้ กั เรียนแบ่งกลมุ่ กลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเกง่ ปานกลาง อ่อน
แตล่ ะกลุม่ สบื คน้ ขอ้ มลู เร่อื ง การใช้สารละลายด้านต่าง ๆ ดังน้ี
- กลุ่มท่ี 1 เรือ่ ง การใช้สารละลายในดา้ นการอปุ โภคและบรโิ ภค
- กลุ่มที่ 2 เร่ือง การใช้สารละลายในดา้ นการแพทย์
- กล่มุ ที่ 3 เร่ือง การใชส้ ารละลายในดา้ นการเกษตร
- กล่มุ ท่ี 4 เรือ่ ง การใชส้ ารละลายในดา้ นอุตสาหกรรม
จดั ทำรายงานและป้ายนิเทศเพอ่ื นำเสนอในช่ัวโมงต่อไป
ขั้นที่ 3 ข้ันสรา้ งคำอธบิ าย (Explanation)
3.1 ครใู หน้ ักเรยี นแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลการศึกษาคน้ ควา้ ข้อมูล
3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลการทำกิจกรรมและหาข้อสรุปจากการปฏิบัติกิจกรรม
โดยครูใชค้ ำถามตอ่ ไปน้ี
- เพราะเหตใุ ดจึงไมใ่ ชแ้ อลกอฮอลล์ ้างแผลทคี่ วามเข้มข้นสูงกว่ารอ้ ยละ 70 โดยปรมิ าตร
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(แนวตอบ เนื่องจากแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้นสูงกว่าร้อยละ 70 โดยปริมาตร จะระเหย
อยา่ งรวดเรว็ ทำใหร้ ะยะเวลาในการฆ่าเชือ้ โรคน้อยเกนิ ไป)
- เพราะเหตุใดน้ำเกลือที่ให้กับผู้ป่วยจึงต้องใช้ที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.9 โดยมวลต่อ
ปริมาตร
(แนวตอบ เนื่องจากน้ำเกลือที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.9 โดยมวลต่อปริมาตร เป็นความ
เขม้ ขน้ ที่เทา่ กบั เกลือแรท่ ่ีอยูใ่ นรา่ งกาย จงึ ถูกใช้เพ่ือปรบั สมดุลของเกลอื แร่ในรา่ งกาย)
- น้ำในแอลกอฮอลล์ ้างแผลกับในน้ำเกลอื ทำหนา้ ทเ่ี หมือนหรือแตกต่างกนั อย่างไร
(แนวตอบ น้ำในแอลกอฮอล์ลา้ งแผลทำหน้าทเี่ ป็นตัวละลาย แต่น้ำในน้ำเกลือทำหน้าที่เป็น
ตวั ทำละลาย)
- เพราะเหตุใดการใชส้ ารเคมีกำจดั ศัตรูพชื จงึ ตอ้ งนำมาผสมน้ำก่อนใช้
(แนวตอบ เนื่องจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นสารอันตราย หากได้รับเข้าสู่ร่างกายจะ
กอ่ ให้เกิดอนั ตรายต่อรา่ งกาย หรอื กอ่ ให้เกดิ สารพษิ ตกค้างในสง่ิ แวดลอ้ มได้ จึงต้องนำมาผสมน้ำเพื่อทำ
ให้มคี วามเขม้ ข้นลดลงกอ่ นนำไปใช้ เพ่ือไมใ่ ห้เกดิ อนั ตรายต่อผ้ใู ช้ หรือตกคา้ งในส่งิ แวดลอ้ ม)
2. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการใช้สารละลายในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ได้
ขอ้ สรปุ ดงั นี้ สารละลายแตล่ ะชนดิ จะใช้ทค่ี วามเข้มขน้ แตกตา่ งกัน ตวั อย่างเชน่
- น้ำส้มสายชู มีน้ำเป็นตัวทำละลาย และกรดแอซีติกเป็นตัวละลาย ถูกนำมาใช้ที่ความ
เขม้ ขน้ รอ้ ยละ 4-18 โดยปรมิ าตร
- แอลกอฮอล์ลา้ งแผล มเี อทิลแอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลาย และนำ้ เปน็ ตวั ละลาย ถูกใช้ที่
ความ เข้มขน้ ร้อยละ 70 โดยปริมาตร
- น้ำเกลือ มีน้ำเป็นตัวทำละลาย และโซเดียมคลอไรด์เป็นตัวละลาย ถูกใช้ที่ความเขม้ ข้น
ร้อยละ 0.9 หรือ 15 โดยมวลต่อปรมิ าตร ตามวตั ถุประสงค์ของการใชง้ าน
- สารทำความสะอาด มีกรดไฮโดรคลอริกหรือกรดซัลฟิวริกเป็นตัวละลาย ถูกใช้ที่ความ
เขม้ ขน้ ต่ำ
ขน้ั ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครูอธิบายเพ่ิมเตมิ เก่ียวกบั การใชส้ ารละลายในชวี ติ ประจำวนั โดยใช้สื่อ Power Point
ขน้ั ท่ี 5 ข้ันประเมนิ (Evaluation)
1. ครูประเมนิ การเรียนรูข้ องนักเรียนดงั นี้
- การบันทกึ การเรยี นร้ลู งในสมุดบนั ทึกวชิ าวิทยาศาสตร์
- สังเกตพฤตกิ รรมการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมของแต่ละกลุม่
7. การบูรณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ( 3 หว่ ง 2 เง่อื นไข)
หลักความพอประมาณ การใชเ้ วลาในการศึกษาหาความรู้และทำงานเหมาะกับเวลา
หลกั มเี หตผุ ล
การอธิบายเกีย่ วกับการใชส้ ารละลายในชวี ิตประจำวนั ไดอ้ ยา่ ง
หลักสร้างภูมคิ ุ้มกนั ในตวั ทีด่ ี เหมาะสมและถูกต้อง
การเลือกศึกษาจากแหล่งเรียนร้โู ดยมคี วามถกู ตอ้ ง
การวางแผนในการทำงานเป็นกล่มุ
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เงือ่ นไขความรู้ การวิเคราะห์ผล สรุปผลเรอื่ งระบบขบั ถา่ ย
เงอ่ื นไขคุณธรรม รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ซอื่ สัตย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อยา่ งพอเพยี ง
8. ส่อื /แหล่งการเรียนรู้
ส่อื อุปกรณ์
1. หนงั สือเรียนรายวิชาวทิ ยาศาสตร์ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 เลม่ 1
2 Power Point เรือ่ งการใชส้ ารละลายในชีวิตประจำวนั
แหล่งการเรยี นรู้
1. หอ้ งสมดุ
2. อินเทอรเ์ นต็
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
9. การวดั และประเมนิ ผล
สงิ ที่ รายการ วิธีวัดผล เครอ่ื งมือวดั เกณฑก์ ารประเมินผล
ตอ้ งการวัด
สมดุ บนั ทึกวชิ า สมุดบันทึกวิชา 4 คะแนน อธบิ ายเก่ยี วกับการใชส้ ารละลาย
ด้านความรู้ นักเรียนสามารถ วิทยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ ในชีวิตประจำวนั ได้ถกู ตอ้ งรอ้ ยละ 80 ขน้ึ
(K) อธิบายการใช้ เรอ่ื งสารละลายใน ไป
3 คะแนน อธบิ ายเกี่ยวกบั การใชส้ ารละลาย
สารละลายใน ชีวติ ประจำวัน ในชีวติ ประจำวนั ได้ถกู ตอ้ งรอ้ ยละ 70-79
ชวี ติ ประจำวนั ได้ 2 คะแนน อธบิ ายเกย่ี วกบั การใชส้ ารละลาย
ในชวี ติ ประจำวันได้ถกู ตอ้ งร้อยละ 60-69
ด้านทักษะ นกั เรียนสามารถ สงั เกตการปฏิบัติ แบบประเมินทักษะ 1 คะแนน อธบิ ายเกี่ยวกับการใช้สารละลาย
กระบวนการ ปฏบิ ตั กิ จิ กรรม กิจกรรมการ กระบวนการ ในชีวติ ประจำวนั ได้ถูกตอ้ งรอ้ ยละ 50-59
(P) การใชส้ ารละลาย ทดลองเกีย่ วกับ วทิ ยาศาสตร์ 0 คะแนน อธิบายเกย่ี วกบั การใช้
สารละลายในชวี ติ ประจำวนั ไดถ้ ูกตอ้ งนอ้ ย
ในชีวติ ประจำวนั การใช้สารละลาย กวา่ ร้อยละ 50
ได้ ในชวี ิตประจำวัน
3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง
ทางดา้ น เกี่ยวกับการใช้สารละลายในชีวิตประจำวัน
กระบวนการทาง ตามกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรไ์ ด้ถูกตอ้ ง
วิทยาศาสตร์ 2 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง
เกีย่ วกับการใชส้ ารละลายในชีวิตประจำวนั
ด้าน นกั เรียนปฏิบตั ิ 1.สงั เกตการใฝ่รู้ มี แบบประเมนิ ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไดถ้ กู ต้อง
คณุ ลกั ษณะ กิจกรรมกลมุ่ ด้วย ความรบั ผดิ ชอบ พฤตกิ รรมรายกลุม่ บางสว่ น
1 คะแนน ออกแบบและปฏบิ ัติกิจกรรมการ
อันพึง ความมงุ่ ม่นั ตั้งใจ มงุ่ มั่นในการ ทดลองเกยี่ วกบั การใช้สารละลายใน
ประสงค์ (A) และมคี วามใฝ่ร้ใู น ทำงานกลมุ่ ชีวติ ประจำวนั ตามกระบวนการทาง
การเรยี น 2.สงั เกต วทิ ยาศาสตรไ์ ดค้ ลาดเคลอ่ื น
พฤติกรรมการ ผา่ น หมายถงึ ให้ความรว่ มมอื สนใจใฝ่รู้
แสดงความคิดเห็น รับผดิ ชอบ มุ่งม่นั ในการทำงานกลุม่
ปรับปรุงหมายถงึ ไม่ใหค้ วามรว่ มมอื ไม่
การตอบคำถาม สนใจใฝ่ร้ไู มร่ บั ผิดชอบ และไมม่ งุ่ มน่ั ในการ
ทำงานกล่มุ
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หนว่ ยท่ี 3
การเคลอ่ื นที่และแรง
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 19
รายวชิ า ว 22101 วทิ ยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 2
4 คาบ
หน่วยการเรียนรู้ แรง
เรื่อง การเคล่ือนทแี่ ละแรง
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชว้ี ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ
ลักษณะการเคลือ่ นทแ่ี บบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมท้ังนำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
สมการ ว v2.2=มst.2/1แ4ละอธบิvา=ยแลstะคจำนากวหณลอกั ัตฐราานเรเช็วิงแปลระะคจวักาษมเ์ ร็วของการเคลอ่ื นที่ของวตั ถุ โดยใช้
ว 2.2 ม.2/15 เขยี นแผนภาพแสดงการกระจดั และความเร็ว
2. สาระสำคญั
การเคล่อื นทขี่ องวัตถุเปน็ การเปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุเทยี บกับตำแหน่งอ้างอิง โดยมีปริมาณที่
เกย่ี วขอ้ งกบั การเคลอื่ นที่ มที ง้ั ปริมาณสเกลาร์ ซ่งึ เป็นปริมาณท่ีมีขนาด เช่น ระยะทาง อตั ราเรว็
การกระจัด ความเร็ว และปริมาณเวกเตอร์ ซึ่งเป็นปริมาณที่มีทั้งขนาดและทิศทาง เช่น การกระจัด
ความเรว็
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายความหมายของอัตราเร็วและความเร็วของการเคลอ่ื นท่ขี องวัตถไุ ด้ (K)
2. เขียนแผนภาพแสดงการกระจัดและความเรว็ ได้ (P)
3. คำนวณหาปริมาณตา่ ง ๆ ที่เกี่ยวขอ้ งกับอัตราเรว็ และความเรว็ ของการเคลือ่ นที่ของวัตถุได้
(P)
4. มคี วามสนใจใฝร่ หู้ รอื อยากรู้อยากเห็น และทำงานรว่ มกับผอู้ ื่นอย่างสร้างสรรค์ (A)
4. สาระการเรยี นรู้
ด้านความร้(ู K)
การเคลื่อนที่ของวัตถุเป็นการเปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุเทียบกับตำแหน่งอา้ งอิงโดยมีปรมิ าณที่
เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ซึ่งมีทั้งปริมาณสเกลาร์ และปริมาณเวกเตอร์ เช่น ระยะทาง อัตราเร็ว
การกระจัด ความเร็ว ปริมาณ สเกลาร์เปน็ ปริมาณที่มขี นาด เช่น ระยะทาง อัตราเร็ว ปริมาณเวกเตอร์
เป็นปรมิ าณที่มีทง้ั ขนาด และทศิ ทาง เช่น การกระจดั ความเรว็
เขียนแผนภาพแทนปริมาณเวกเตอร์ได้ด้วยลูกศร โดยความยาวของลูกศรแสดงขนาดและหัว
ลกู ศรแสดงทศิ ทางของเวกเตอรน์ น้ั ๆ
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ระยะทางเปน็ ปรมิ าณสเกลลาร์ โดยระยะทางเป็นความยาวของเสน้ ทางท่เี คลือ่ นท่ไี ด้
การกระจัดเปน็ ปริมาณเวกเตอร์ โดยการกระจดั มที ศิ ชจ้ี ากตำแหน่งเรม่ิ ต้นไปยงั ตำแหน่งสุดท้าย
และมีขนาดเท่ากับระยะทสี่ ้นั ทีส่ ดุ ระหว่างสองตำแหนง่ นั้น
อตั ราเรว็ เป็นปรมิ าณสเกลาร์ โดยอตั ราเรว็ เป็นอตั ราส่วนของระยะทางต่อเวลา
ความเร็วปรมิ าณเวกเตอรม์ ีทิศเดยี วกับทศิ ของการกระจดั โดยความเรว็ เป็นอัตราส่วนของ
การกระจดั ต่อเวลา
ด้านทกั ษะกระบวนการ (P)
1. ทกั ษะการสังเกต (Observing)
2. ทกั ษะการลงความเห็นจากขอ้ มูล (Inferring)
3. ทักษะการทดลอง (Experiment)
4. ทกั ษะการอภปิ ราย
ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
1. ใฝเ่ รียนรู้
- ตั้งใจเรยี น เอาใจใส่และมีความพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
กลา้ คิด กลา้ พูดแสดงความคดิ เห็น กลา้ แสดงออก
2. มุ่งมัน่ ในการทำงาน
- มีความอดทน และทุ่มเทในการทำงาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด
แก้ปญั หา และคดิ ค้นหาคำตอบ
3. มคี วามรบั ผิดชอบ
- รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามกำหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว
อยา่ งทด่ี ีแกผ่ ู้อ่ืน
5. สมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี น
1. ความสามารถในการคิด
2. ความสามารถในการสอื่ สาร
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
4. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5. ความสามารถในการแก้ปัญหา
6. การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
ชวั่ โมงที่ 1
ขนั้ ท่ี 1 ข้ันกระต้นุ ความสนใจ (Engagement)
1.1 ครนู ำอปุ กรณส์ าธิตการทดลอง เชน่ รถทดลอง และลกู เทนนิส จากน้นั ครูสุ่มนักเรียน 1 คน
ออกมาหน้าชัน้ เรยี น โดยครใู ห้นักเรยี นสาธิตผลักรถทดลองให้เคลื่อนท่ีในแนวตรงบนโต๊ะ และปล่อยลูก
เทนนิสใหต้ กลงสูพ่ ื้น จากนั้นนักเรียนแตล่ ะคนสังเกตลักษณะการเคลอื่ นท่ขี องรถทดลอง และลูกเทนนิส
1.2 ครตู งั้ ประเด็นคำถามกระตุ้นความคดิ นกั เรยี น ดงั น้ี
- รถทดลองและลกู เทนนสิ มแี นวการเคลื่อนท่ีอย่างไร (แนวตอบ : เคล่อื นที่เป็นเส้นตรง)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- รถทดลองเละลูกเทนนิส มีลกั ษณะการเคลอ่ื นท่ีเหมือนกัน หรือแตกตา่ งกนั อย่างไร
(แนวตอบ : รถทดลองและลูกเทนนิส เคลื่อนทีเ่ ป็นเส้นตรงเหมือนกัน แต่จะต่างกันตรงท่ีรถทดลอง
จะเคลอ่ื นท่ีเป็นเสน้ ตรงในแนวระดบั และลูกเทนนสิ จะเคล่อื นท่ีเปน็ เสน้ ตรงในแนวดง่ิ )
1.3 นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจของตนเองก่อนเข้าสู่กิจกรรมการเรียนการสอน ในหนังสือ
เรยี นวิทยาศาสตร์ ม.2 โดยบนั ทกึ ลงในสมุดบันทกึ วชิ าวทิ ยาศาสตร์
1.4 ครูถามคำถามเพ่อื เป็นการนำเขา้ สู่บทเรยี นว่า “ความเรว็ เก่ียวข้องกับชวี ิตประจำวันของเรา
อย่างไร”(แนวตอบ : อัตราเรว็ หรือความเรว็ ในการวง่ิ การกำหนดความเร็วรถยนต์ การกำหนดอัตราเร็ว
ในการทำงานของเคร่อื งจกั รในอตุ สาหกรรม)
ขน้ั ท่ี 2 สำรวจและคน้ หา (Exploration)
2.1 นักเรียนจับคู่กับเพือ่ นในชัน้ เรียน ตามความสมัครใจ จากนั้นให้นกั เรียนแต่คูร่ ว่ มกันศึกษา
ค้นคว้าข้อมลู เก่ียวกับ เรื่อง การเคลื่อนที่ ระยะทางและการกระจดั จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2
หรือแหลง่ การเรียนรูต้ า่ ง ๆ เช่น อนิ เทอรเ์ น็ต
2.2 นักเรียนแต่ละคู่ร่วมกนั อภปิ รายเรอ่ื งที่ได้ศกึ ษา จากนน้ั ใหน้ ักเรียนแตล่ ะคนเขียนสรุปความรู้
ที่ไดจ้ ากการศึกษาค้นควา้ ลงในสมดุ บันทกึ วชิ าวทยาศาสตร์
2.3 ครตู ้ังประเดน็ คำถามกระตุ้นความคิดนักเรยี น โดยให้นกั เรียนแต่ละคนรว่ มกันอภิปรายแสดง
ความคดิ เห็นเพ่ือหาคำตอบ ดังนี้
- ปริมาณทางฟิสิกส์ แบ่งออกเป็นกี่ประเภท (แนวตอบ : แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
ปรมิ าณสเกลาร์ และปริมาณเวกเตอร์)
- ปรมิ าณสเกลารแ์ ตกต่างกับปรมิ าณเวกเตอร์อยา่ งไร (แนวตอบ : ปริมาณเวกเตอร์ มีขนาดและ
ทิศทาง แต่ปริมาณสเกลาร์ มีเพียงขนาด แตไ่ มม่ ที ิศทาง)
2.4 นกั เรียนแต่ละคนวาดรูปเส้นทางจากบา้ นมาโรงเรียน โดยระบตุ ำแหน่งเริ่มต้น และตำแหน่ง
สดุ ท้าย รวมทงั้ ระยะทางของการเดนิ ทางจากบ้านมาโรงเรยี นท้งั หมด ลงในสมุดบันทึกวชิ าวิทยาศาสตร์
ขั้นที่ 3 ขัน้ สร้างคำอธิบาย (Explanation)
3.1 . ครูสุ่มนักเรียน จำนวน 3-4 คน ออกมานำเสนอรูปเสน้ ทางจากบา้ นมาโรงเรียนของตนเอง
แล้วอธบิ ายตำแหนง่ เริ่มตน้ ตำแหนง่ สดุ ท้าย และระยะทางของการเดนิ ทางมาจากบา้ นไปโรงเรยี น
ทงั้ หมดหนา้ ช้นั เรยี น ในระหว่างที่นักเรียนนำเสนอ ครคู อยให้ขอ้ เสนอแนะเพิม่ เติม เพือ่ ใหน้ ักเรยี นมี
ความเขา้ ใจที่ถูกต้อง
3.2 ครูอธิบายเพิ่มเติมใหน้ กั เรียนเข้าใจเกีย่ วกบั จุดอ้างอิง หรือตำแหน่งอา้ งองิ วา่ “การเคลอื่ นท่ี
ของวัตถจุ ำเปน็ ตอ้ งบอกตำแหนง่ ของวัตถเุ พอ่ื ระบุทศิ ทางการเคลือ่ นทข่ี องวตั ถุ ซง่ึ การระบุการเคล่ือนที่
ของวตั ถนุ ัน้ จำเป็นต้องเทียบกับจดุ อ้างองิ ในแนวระดับ (แกน x) และแนวด่งิ (แกน Y) โดยการบอก
ตำแหน่งอาจบอกเป็นเลขจำนวนบวก และจำนวนลบเมือ่ วัตถเุ คลือ่ นที่ไปในทิศทางตรงขา้ ม”
3.3 ครูตง้ั ประเด็นคำถามกระตุ้นความคิดนกั เรยี น โดยใหน้ ักเรียนแต่ละคนร่วมกนั อภปิ ราย
แสดงความคิดเหน็ เพ่ือหาคำตอบ ดงั นี้
- ในเชงิ ฟสิ ิกสร์ ะยะทาง จดั เป็นปรมิ าณใด และเขียนแทนดว้ ยสัญลักษณ์อะไร
(แนวตอบ : ปริมาณสเกลาร์ และเขียนแทนด้วยสัญลกั ษณ์ s)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
- ในเชิงฟสิ ิกสก์ ารกระจดั จัดเปน็ ปริมาณใด และเขยี นแทนด้วยสัญลักษณ์อะไร
(แนวตอบ : ปรมิ าณเวกเตอร์ และเขยี นแทนด้วยสัญลกั ษณ์ )
3.4 นักเรียนแต่ละคนศึกษาตัวอย่างการคำนวณโจทยป์ ัญหาจากตัวอยา่ งท่ี 4.14 เรือ่ ง
ระยะทางและการกระจดั จากหนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ ม.2
3.5 ครูเขียนโจทย์ปัญหา เรือ่ ง ระยะทางและการกระจดั บนกระดาน จากนัน้ ใหน้ กั เรียนแตล่ ะ
คนคำนวณหาระยะทางและการกระจดั โดยเขียนลงในสมุดประจำตวั นกั เรียน ตวั อย่างโจทย์ปัญหาดงั นี้
- ณดา เดนิ ทางออกจากบ้านไปทางทิศตะวันออก 3 เมตร และเดินไปทางทิศใต้ 4 เมตร จึงจะ
ถึงโรงพยาบาล จงหาระยะทางและการกระจัดท่ี ณดา เดินทางออกจากบา้ นไปยงั โรงเรียน (แนวตอบ :
ระยะทาง คอื 7 เมตร และการกระจดั 5 เมตร)
ขน้ั ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
ครูและนักเรียนร่วมกนั อภปิ รายเพ่ิมเตมิ และเปิดโอกาสใหน้ กั เรยี นถามในเร่ืองทีย่ ังไม่เข้าใจ
เพื่อใหเ้ ขา้ ใจมากยิง่ ข้นึ
ขนั้ ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
1. ครปู ระเมินการเรยี นรู้ของนกั เรียนดังน้ี
- การบันทกึ การเรียนรลู้ งในสมุดบนั ทกึ วชิ าวทิ ยาศาสตร์
- สงั เกตพฤตกิ รรมการปฏิบตั กิ จิ กรรมของแตล่ ะกลมุ่
ช่ัวโมงที่ 2-3
ขน้ั ที่ 1 ขน้ั กระตุน้ ความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน จากชั่วโมงที่ผ่านมาเกี่ยวกับปริมาณสเกลาร์ และ
ปรมิ าณเวกเตอร์ โดยใช้คำถาม ดงั นี้
- การเคล่ือนท่ขี องวตั ถุมีปริมาณใดบา้ งทเี่ ป็นปรมิ าณสเกลาร์ และปริมาณเวกเตอร์
(แนวตอบ : ระยะทาง และอัตราเร็ว เป็นปริมาณสเกลาร์ การกระจัด และความเร็ว เป็นปริมาณ
เวกเตอร์)
ขน้ั ท่ี 2 สำรวจและคน้ หา (Exploration)
2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน จากนั้นให้
นักเรียนแต่กลุ่มร่วมกันศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ เรื่อง อัตราเร็ว ความเร็ว และวิธีการคำนวณหา
อัตราเร็วและความเร็ว จากตัวอย่าง จากหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2 หรอื จากใบความรูเ้ รื่อง อัตราเรว็
และความเรว็
2.2 นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ รว่ มกนั อภปิ รายเรือ่ งทไี่ ด้ศึกษา จากนนั้ ให้นกั เรียนแต่ละกลุ่มเขียนสรุป
ความร้ทู ่ีไดจ้ ากการศกึ ษาค้นคว้าลงในสมดุ บนั ทึกวิชาวทิ ยาศาสตร์
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ขน้ั ที่ 3 ขั้นสร้างคำอธิบาย (Explanation)
3.1 ครสู มุ่ นักเรียนให้ออกมานำเสนอผลการศึกษาหน้าชั้นเรยี น โดยสมุ่ ออกมาเพยี ง 7 กลุ่ม ซ่ึง
ครูเปน็ คนเลอื กว่าจะให้กลมุ่ ไหนนำเสนอเร่ืองอะไร ตามหวั ข้อเรอื่ งดงั ต่อไปนี้
อัตราเร็ว (speed)
อตั ราเร็วเฉล่ยี (average speed)
อัตราเร็วขณะหน่ึง (instantaneous speed)
วธิ กี ารคำนวณหาอตั ราเรว็ จากตวั อย่าง
ความเร็ว (velocity)
ความเรว็ เฉลีย่ (average velocity)
วิธกี ารคำนวณหาความเร็วจากตัวอย่าง
3.2 ขณะท่ีนักเรยี นแต่ละกลุ่มนำเสนอ ครูอาจเสนอแนะหรอื แทรกขอ้ มลู เพ่มิ เติมในเรื่องน้ัน ๆ
ใหน้ ักเรียนทุกคนไดม้ คี วามเข้าใจทถ่ี ูกต้องมากยงิ่ ข้นึ
3.3 ครูตั้งประเด็นคำถามกระตุ้นความคิดนักเรียน โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปราย
แสดงความคดิ เหน็ เพื่อหาคำตอบ ดังนี้
- เปน็ ไปไดห้ รือไมว่ า่ รถยนต์คนั หนงึ่ ท่เี คล่อื นที่ด้วยอตั ราเรว็ เฉล่ียเท่ากับ 10 เมตรตอ่ วินาที
จะมีอัตราเร็วขณะหนึ่งเทา่ กบั 10 เมตรตอ่ วนิ าที และค่าทง้ั สองแตกต่างกันอย่างไร (แนวตอบ : เป็นไป
ได้ เนื่องจากอัตราเร็วเฉลี่ย คือ ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ได้ทั้งหมดต่อช่วงเวลาทั้งหมด ส่วนอัตราเร็ว
ขณะใดขณะหน่งึ คือ ระยะทางทวี่ ัตถุเคลอ่ื นทไี่ ด้ ณ ชว่ งเวลานนั้ ดังนั้น อัตราเรว็ ณ ช่วงเวลาหนึ่งอาจ
เท่ากับอตั ราเร็วเฉลี่ยทวี่ ัตถุเคลอื่ นท)่ี
- ความเรว็ กับอตั ราเรว็ จะมีขนาดเท่ากันได้หรือไม่ เพราะเหตุใด (แนวตอบ : เท่ากันได้ หากใน
หนึ่งหน่วยเวลา ระยะทางกับการกระจัดมีขนาดเท่ากัน)
ข้ันท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครูเปิดโอกาสใหน้ กั เรยี นซักถามเน้ือหาเก่ียวกับ เร่ือง การเคลอ่ื นทีข่ องวัตถุ และให้ความรู้
เพิ่มเติม จากคำถามของนักเรียน โดยครูใช้ PowerPoint เรื่อง การเคลื่อนที่ของวัตถุ ในการอธิบาย
เพิม่ เติม
4.2 นักเรียนแต่ละคนทำใบงาน เรื่อง อัตราเร็วและความเร็ว จากนั้นครูสุ่มนักเรียนจำนวน 4
คน ออกมาเฉลยใบงาน เรื่อง อัตราเร็วและความเร็ว หน้าชั้นเรียน โดยให้เพื่อนในชั้นเรียนร่วมกัน
พิจารณาวา่ คำตอบถกู ตอ้ งหรือไม่ จากนนั้ ครเู ฉลยคำตอบท่ถี กู ตอ้ งให้นักเรียน
4.3 นกั เรยี นแต่ละคนทำแบบฝึกหดั เร่ือง การเคล่อื นท่ขี องวัตถุ จากแบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์
ม.2 เป็นการบ้านส่งในช่วั โมงถดั ไป
ข้ันท่ี 5 ขนั้ ประเมิน (Evaluation)
1. ครูประเมินการเรียนร้ขู องนกั เรียนดงั น้ี
- การบนั ทึกการเรยี นรลู้ งในสมุดบนั ทกึ วชิ าวิทยาศาสตร์
- สงั เกตพฤติกรรมการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมของแต่ละกล่มุ
- ตรวจใบงานเรือ่ ง อตั ราเร็วและความเร็ว
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชัว่ โมงที่ 4
ข้ันที่ 1 ขน้ั กระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1.1 ครทู บทวนความรู้เดมิ ของนักเรยี น จากช่ัวโมงทผ่ี า่ นมาเกยี่ วกับอัตราเร็วและความเรว็ และ
นำเขา้ สกู่ ิจกรรมรม่ ชชู พี พยงุ ตุ๊กตา
ขั้นท่ี 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่ม โดยครูเตรียมสลากหมายเลขกลุ่ม 1-5 จากนั้นให้นักเรียนแต่ละคน
ออกมาหยบิ สลาก ซึ่งนกั เรียนที่ได้หมายเลขเดยี วกนั จะอยู่กลมุ่ เดียวกัน ซง่ึ แต่ละกลมุ่ จะมีสมาชิกภายใน
กลมุ่ 5 คน
2.2 ครูแจ้งจุดประสงค์ของกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง ร่มชูชีพพยุงตุ๊กตา ให้
นักเรียนทราบเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติกิจกรรมที่ถูกต้อง จากนั้นให้สมาชิกภายกลุ่มจัดเตรียมวัสดุ
อุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง ร่มชูชีพพยุงตุ๊กตา จากหนังสือเรียน
วิทยาศาสตร์ ม.2
2.3 สมาชิกภายในกลุ่มร่วมกันปฏิบตั ิกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง รม่ ชูชีพพยงุ ตกุ๊ ตา
ตามขั้นตอน
ข้ันที่ 3 ข้นั สร้างคำอธบิ าย (Explanation)
3.1 นักเรียนแต่ละกลุม่ ออกมานำเสนอผลการปฏิบตั ิกิจกรรม Fun Science Activity เร่ือง ร่ม
ชูชีพพยงุ ต๊กุ ตา หน้าชน้ั เรียน ในระหว่างท่นี กั เรียนนำเสนอ ครคู อยใหข้ ้อเสนอแนะเพมิ่ เติม เพ่ือให้
นกั เรยี นมีความเข้าใจท่ถี ูกต้อง
3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลการปฏิบัติกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง ร่มชู
ชพี พยุงต๊กุ ตาว่า “แรงโนม้ ถ่วงดึงดดู ใหต้ ุ๊กตาตกจากที่สูงดว้ ยความเร็วเพ่มิ ขึ้น แต่เมื่อร่มชูชีพกางจะต้าน
อากาศในทศิ ตรงข้ามกบั การเคลอ่ื นทีของต๊กุ ตา ทำใหก้ ารเคลอื่ นของตุก๊ ตาชา้ ลง”
3.3 นกั เรียนแต่ละกลุ่มรว่ มกนั ศกึ ษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับแรงแม่เหลก็ จาก Science in real
lifeเรื่อง รถไฟฟ้าแมกเลฟ จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 จากนั้นครูอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียน
เขา้ ใจว่า “ในปจั จุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากข้ึน จึงมกี ารประยุกตน์ ำเอาแรงแม่เหล็กไฟฟ้ามาใช้
กบั รถไฟฟ้า ทำใหร้ ถไฟฟ้าในบางประเทศเคล่ือนท่ีโดยไม่ใชร้ าง”
3.4 นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ ซึ่งได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “การ
เคลื่อนที่ เป็นการเปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุในช่วงเวลาหนึ่งเทียบกับตำแหน่งอ้างอิง โดยมีทั้งปริมาณ
สเกลารแ์ ละปริมาณเวกเตอร์มาเกี่ยวขอ้ ง โดยปริมาณสเกลาร์ เป็นปริมาณทีบ่ อกขนาดเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างเช่น เวลา ระยะทาง เป็นตน้ สว่ นปริมาณเวกเตอร์ เปน็ ปรมิ าณทบี่ อกทงั้ ขนาดและทศิ ทาง
ตัวอยา่ งเช่น การกระจดั ความเร็ว แรง เป็นตน้ ระยะทาง (s) เป็นปรมิ าณสเกลาร์ มีหน่วยเป็นเมตร โดย
อัตราส่วนระหว่างระยะทางกับเวลา คือ อตั ราเร็ว (v) มหี นว่ ยเป็น เมตรตอ่ วนิ าที (m/s) และการกระจัด
มีหน่วยเป็น เมตร โดยอัตราส่วนระหว่างการกระจัดกับเวลา คือ ความเร็ว หน่วยเป็น เมตรต่อวินาที
(m/s)”
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้ันท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนของหน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อเป็น
การวดั ความรูห้ ลังเรียนของนกั เรียน
4.2 นักเรียนแต่ละคนนำความรู้ที่ได้จากการเรียนของหน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงและการ
เคลื่อนที่ มาเขยี นสรปุ เป็นแผนผังมโนทศั น์ ลงในกระดาษ A4 พร้อมตกแตง่ ใหส้ วยงาม
ขนั้ ที่ 5 ข้ันประเมนิ (Evaluation)
1. ครูประเมนิ การเรยี นรู้ของนกั เรียนดงั น้ี
- การบนั ทกึ การเรียนรลู้ งในสมุดบนั ทึกวิชาวิทยาศาสตร์
- สังเกตพฤตกิ รรมการปฏิบตั ิกจิ กรรมของแต่ละกลมุ่
- ตรวจแบบทดสอบหลังเรยี นเร่ืองแรงและการเคลื่อนท่ี
7. การบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ( 3 ห่วง 2 เงอ่ื นไข)
หลักความพอประมาณ การใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้และทำงานเหมาะกบั เวลา
หลกั มเี หตุผล
การอธบิ ายเกี่ยวกับแรงและการเคล่อื นทไ่ี ด้อย่างเหมาะสมและ
หลกั สรา้ งภูมคิ ุ้มกันในตัวทด่ี ี ถูกตอ้ ง
การเลือกศึกษาจากแหล่งเรยี นรโู้ ดยมคี วามถูกตอ้ ง
เง่อื นไขความรู้ การวางแผนในการทำงานเปน็ กลมุ่
เง่อื นไขคุณธรรม การวเิ คราะหผ์ ล สรุปผลเร่อื งแรงและการเคลื่อนที่
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซอ่ื สัตย์ มีวนิ ัย ใฝเ่ รียนรู้ อยู่อย่างพอเพยี ง
ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง 4 มิติ
เศรษฐกิจ สงั คม สิง่ แวดล้อม วัฒนธรรม
8. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
สื่ออุปกรณ์
1. หนังสือเรยี นรายวชิ าวิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2
2. Power Point เรือ่ งการเคลอ่ื นทขี่ องวตั ถุ
3. ใบความรู้ เรือ่ ง อตั ราเร็วและความเรว็
4. ใบงาน เรือ่ ง อตั ราเร็วและความเรว็
5. วัสดอุ ุปกรณท์ ใ่ี ชใ้ นการปฏิบตั ิกิจกรรม Fun Science Activity เรื่อง รม่ ชูชีพพยงุ ตกุ๊ ตา
6. อุปกรณ์สาธติ การทดลอง เช่น รถทดลอง และลูกเทนนสิ
แหลง่ การเรยี นรู้
1. ห้องสมุด
2. อนิ เทอร์เน็ต
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
9. เกณฑ์การประเมนิ
สงิ ท่ตี อ้ งการวัด รายการ วิธวี ดั ผล เคร่ืองมือวดั เกณฑก์ ารประเมินผล
ด้านความรู้ (K) นกั เรยี นสามารถ สมุดบนั ทึกวิชา สมุดบนั ทึกวชิ า 4 คะแนน อธิบายความหมายของ
อธบิ าย วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อตั ราเรว็ และความเรว็ ของการ
ความหมายของ เร่ืองการเคล่ือนทขี่ อง เคลือ่ นที่ของวตั ถไุ ด้ถกู ต้องรอ้ ยละ
อตั ราเรว็ และ วัตถุ 80 ขน้ึ ไป
ความเร็วของการ ใบงานเร่อื งการ 3 คะแนน อธบิ ายความหมายของ
เคลอ่ื นที่ของวัตถุ เคลื่อนท่ขี องวตั ถุ อตั ราเรว็ และความเร็วของการ
ได้ เคลื่อนที่ของวัตถุไดถ้ กู ตอ้ งรอ้ ยละ
70-79
ด ้ า น ท ั ก ษ ะ นักเรยี นสามารถ สงั เกตการปฏิบตั ิ แบบประเมนิ ทักษะ 2 คะแนน อธิบายความหมายของ
ก ร ะ บ ว น ก า ร คำนวณหา กิจกรรมการเก่ยี วกับ กระบวนการ อตั ราเร็วและความเรว็ ของการ
(P) ปรมิ าณตา่ ง ๆ ท่ี คำนวณหาปริมาณตา่ ง วิทยาศาสตร์ เคลอ่ื นที่ของวตั ถุไดถ้ ูกต้องร้อยละ
60-69
เกย่ี วขอ้ งกบั ๆ ทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับ 1 คะแนน อธบิ ายความหมายของ
อตั ราเร็วและ อัตราเร็วและความเร็ว อตั ราเรว็ และความเร็วของการ
ความเร็วของการ ของการเคลอื่ นทข่ี อง เคลื่อนทข่ี องวัตถไุ ดถ้ กู ตอ้ งรอ้ ยละ
เคลือ่ นทข่ี องวัตถุ วตั ถทุ างด้าน 50-59
ได้ กระบวนการทาง 0 คะแนน อธิบายความหมายของ
อัตราเร็วและความเรว็ ของการ
วิทยาศาสตร์ เคลอ่ื นที่ของวัตถไุ ดถ้ ูกต้องนอ้ ยกวา่
รอ้ ยละ 50
3 คะแนน ปฏบิ ตั ิกิจกรรมคำนวณหา
ปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ
อัตราเร็วและความเร็วของการ
เคลื่อนที่ของวัตถุตามกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์ไดถ้ ูกต้อง
2 คะแนน ปฏิบัตกิ จิ กรรมคำนวณหา
ปริมาณตา่ ง ๆ ท่ีเกีย่ วขอ้ งกับ
อัตราเร็วและความเร็วของการ
เคล่ือนท่ีของวตั ถตุ ามกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์ไดถ้ ูกต้องบางสว่ น
1 คะแนน ปฏบิ ตั ิกิจกรรมเกย่ี วกับ
คำนวณหาปริมาณตา่ ง ๆ ทเี่ กี่ยวข้อง
กบั อตั ราเร็วและความเรว็ ของการ
เคลือ่ นทขี่ องวัตถตุ ามกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตรไ์ ด้คลาดเคล่ือน
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ด้านคณุ ลักษณะ นกั เรยี นปฏบิ ัติ 1.สงั เกตการใฝร่ ู้ มี แบบประเมิน ผา่ น หมายถึง ให้ความร่วมมอื สนใจ
ใฝร่ ูร้ ับผิดชอบ มงุ่ มน่ั ในการทำงาน
อันพึงประสงค์ กจิ กรรมกลุ่มดว้ ย ความรับผิดชอบมงุ่ มน่ั พฤตกิ รรมรายกลุม่
กลมุ่
(A) ความมงุ่ มนั่ ตงั้ ใจ ในการทำงานกลมุ่ ปรบั ปรุงหมายถึง ไม่ใหค้ วามร่วมมอื
ไมส่ นใจใฝร่ ู้ไมร่ ับผิดชอบ และไม่
และมคี วามใฝ่รใู้ น 2.สงั เกตพฤติกรรมการ
มุ่งมัน่ ในการทำงานกลมุ่
การเรียน แสดงความคิดเหน็ การ
ตอบคำถาม
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ใบงาน
เร่อื ง อัตราเรว็ และความเรว็
ตอนท่ี 1
คำช้แี จง : จงอธิบายความหมายและเขียนสมการต่อไปน้ี
1. อตั ราเร็ว คือ ……………………………………………………………………….…………………………………………….
เขยี นเปน็ สมการได้วา่ ……………………………………………………………………….………………………………………
2. อตั ราเร็วเฉลยี่ คือ ……………………………………………………………………….………………………………………
เขียนเป็นสมการไดว้ ่า ……………………………………………………………………….…………………………………..
3. อตั ราเรว็ ขณะใดขณะหนงึ่ คอื ……………………………………………………………………….……………………
เขียนเปน็ สมการไดว้ า่ ……………………………………………………………………….……………………………………..
4. ความเร็ว คอื ……………………………………………………………………….…………………………………………….
เขียนเปน็ สมการได้วา่ ……………………………………………………………………….……………………………………..
5. ความเรว็ เฉลย่ี คือ ……………………………………………………………………….…………………………………….
เขยี นเป็นสมการได้วา่ ……………………………………………………………………….……………………………………..
6. ความเรว็ ขณะใดขณะหนึง่ คือ ……………………………………………………………………….………………………
เขียนเปน็ สมการไดว้ า่ ……………………………………………………………………….………………………………………
ตอนท่ี 2
คำชแ้ี จง : จงคำนวณอัตราเร็วและความเร็วที่โจทย์กำหนดใหต้ อ่ ไปน้ี
1. เครือ่ งบนิ ลำหนึง่ ต้องใชเ้ วลาในการเร่งเคร่ือง 20 วนิ าที จากหยดุ นิ่งวง่ิ เรง่ เครือ่ งบนทางวง่ิ ใช้
ระยะทาง 400 เมตร ก่อนที่จะบินขึ้นส่ทู อ้ งฟา้ จงหาอตั ราเร็วของเครื่องขณะทีข่ ึ้นจากทางวงิ่
2. จากภาพการเคลอ่ื นท่ีของวตั ถุ จาก A B C D จงหาอัตราเรว็ และความเร็วของการเคลื่อน
ทน่ี ้ี
A 4 B 1. อตั ราเรว็ จากระยะ AB เท่ากับ ……… m/s ในเวลา 2 วนิ าที
2. ความเรว็ จากระยะ AB เท่ากบั ……… m/s ในเวลา 2 วินาที
3. อตั ราเรว็ จากระยะ AC เทา่ กับ ……… m/s ในเวลา 5 วินาที
3 4. ความเร็ว จากระยะ AC เทา่ กบั ……… m/s ในเวลา 5 วินาที
5. อัตราเร็ว จากระยะ AD เท่ากับ ……… m/s ในเวลา 10 วินาที
D 4 C 6. ความเร็ว จากระยะ AD เทา่ กับ ……… m/s ในเวลา 10 วนิ าที
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ใบงาน เฉลย
เร่ือง อัตราเร็วและความเร็ว
ตอนที่ 1
คำชีแ้ จง : จงอธบิ ายความหมายและเขยี นสมการตอ่ ไปน้ี
1. อตั ราเรว็ คอื ระยะทางทวี่ ตั ถเุ คลอ่ื นที่ได้ในหน่ึงหนว่ ยเวลา
s
เขยี นเปน็ สมการได้ว่า v = t
2. อตั ราเรว็ เฉลีย่ คือ ระยะทางทีว่ ตั ถุเคลอ่ื นทไี่ ด้ทงั้ หมดต่อชว่ งเวลาทัง้ หมด
s
เขียนเปน็ สมการได้วา่ vav = t
3. อตั ราเรว็ ขณะใดขณะหน่งึ คือ ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนท่ีได้ ต่อหนง่ึ หน่วยเวลาสัน้ ๆ
s
เขียนเป็นสมการได้ว่า vt = t
4. ความเเรขว็ ยี นคเือปน็ กสามรกการระไจดัด้วท่า่ีวัตvถุเค=ล่อื นst ท่ีได้ ต่อหนง่ึ หน่วยเวลา
5. ความเเรข็วยี เนฉลเปย่ี น็ คสอืมกการาไรดก้วร่าะจัดvลaัพv ธต์=่อชstว่ งเวลาท้ังหมด มีทิศทางเดียวกบั ทิศการกระจัดลพั ธ์
6. ความเร็วขณะใดขณะหนงึ่ คอื การกระจัดตอ่ หนึง่ หน่วยเวลาสน้ั ๆ มีทศิ ทางเดยี วกบั การกระจดั ที่
เปลี่ยนไป v t = s
เขียนเป็นสมการได้วา่ t
ตอนที่ 2
คำช้แี จง : จงคำนวณอตั ราเร็วและความเรว็ ทโี่ จทยก์ ำหนดให้ต่อไปน้ี
1. เคร่ืองบนิ ลำหน่ึงต้องใชเ้ วลาในการเรง่ เครื่อง 20 วินาที จากหยุดนง่ิ วิง่ เรง่ เครื่องบนทางว่งิ ใช้
ระยะทาง 400
เมตร ก่อนท่จี ะบนิ ขน้ึ สูท่ ้องฟ้า จงหาอัตราเร็วของเครอื่ งขณะท่ขี ึ้นจากทางว่งิ
s 400
วธิ ีทำ จากสมการ v = t = 20 = 5 m/s
ดงั น้นั อัตราเรว็ ของเคร่ืองขณะทข่ี ึน้ จากทางวงิ่ มีคา่ เท่ากับ 5 เมตรตอ่ วนิ าที
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
2. จากภาพการเคลื่อนทขี่ องวตั ถุ จาก A B C D จงหาอตั ราเร็วและความเรว็ ของการเคลือ่ น
ที่นี้
1. อัตราเรว็ จากระยะ AB เท่ากบั 1.5 m/s ในเวลา 2 วินาที
2. ความเรว็ จากระยะ AB เทา่ กับ 1.5 m/s ในเวลา 2 วินาที
3. อตั ราเร็ว จากระยะ AC เทา่ กบั 1.4 m/s ในเวลา 5 วนิ าที
4. ความเรว็ จากระยะ AC เท่ากบั 1 m/s ในเวลา 5 วนิ าที
5. อัตราเร็ว จากระยะ AD เท่ากบั 1.1 m/s ในเวลา 10 วนิ าที
6. ความเร็ว จากระยะ AD เท่ากบั 0.3 m/s ในเวลา 10 วนิ าที
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ใบความรู้
เรือ่ ง อัตราเรว็ และความเรว็
∎ อัตราเร็ว (v) หมายถึง ระยะทางทีว่ ตั ถุเคลอ่ื นท่ไี ดใ้ นหนึ่งหน่วยเวลา หรอื อตั ราการเปลยี่ นแปลง
ระยะทางโดยไม่กำหนดทิศทาง เป็นปรมิ าณสเกลาร์ มหี นว่ ยเป็นเมตรต่อวนิ าที (m/s)
v = s
t
อตั ราเรว็ แบง่ เปน็ 2 ลักษณะ ดังน้ี
1. อตั ราเรว็ ขณะใดขณะหน่งึ (vt ) หมายถงึ ระยะทางทวี่ ตั ถุเคลอ่ื นทีไ่ ด้ ตอ่ หนึง่ หนว่ ยเวลาสั้น ๆ
vt = s
t
2. อตั ราเร็วเฉลี่ย (vav) หมายถงึ ระยะทางทวี่ ตั ถุเคล่ือนทไ่ี ดท้ ง้ั หมดต่อชว่ งเวลาท้งั หมด
v av = s
t
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
∎ ความเรว็ (v) หมายถึง การกระจดั ทีว่ ัตถุเคลอื่ นทไ่ี ด้ ต่อหน่ึงหน่วยเวลา เป็นปรมิ าณเวกเตอร์ มี
หน่วยเป็นเมตรต่อวนิ าที (m/s)
v = s
t
ความเร็ว แบง่ เป็น 2 ลักษณะ
1. ความเรว็ ขณะใดขณะหนงึ่ (vt ) หมายถึง การกระจดั ต่อหนงึ่ หน่วยเวลาสั้น ๆ มที ศิ ทาง
เดียวกันกบั ทิศการกระจดั ท่ีเปลีย่ นไป
v t = s
t
2. ความเร็วเฉลี่ย (vav ) หมายถึง การกระจัดลัพธต์ ่อช่วงเวลาทง้ั หมด มีทิศทางเดียวกันกบั ทิศ
การกระจดั ลัพธ์
vav = s
t
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 20 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2
รายวิชา ว 22101 วทิ ยาศาสตร์ 4 คาบ
หน่วยการเรยี นรู้ การเคลอ่ื นท่ีและแรง
เรอ่ื ง การหาแรงลัพธข์ องวตั ถุ
1. มาตรฐานการเรียนร้/ู ตวั ชวี้ ดั
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ
ลกั ษณะการเคลื่อนทีแ่ บบตา่ ง ๆ ของวัตถุ รวมท้ังนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวช้วี ัด
ว 2.2 ม.2/1 พยากรณ์การเคลื่อนที่ของวัตถุที่เป็นผลของแรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงหลายแรงที่
กระทำตอ่ วัตถใุ นแนวเดียวกนั จากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์
ว 2.2 ม.2/2 เขียนแผนภาพแสดงแรงและแรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงหลายแรงที่กระทำตอ่ วตั ถุใน
แนวเดียวกัน
2. สาระสำคญั
แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์ที่มีขนาดและทิศทาง มีหน่วยเป็นนิวตัน เมื่อมีแรงหลายแรงกระทำ
ต่อวัตถุ แล้วแรงลพั ธ์ที่กระทำตอ่ วัตถุมีคา่ เป็นศูนย์ วัตถุจะไมเ่ คลือ่ นที่ แต่หากแรงหลายแรงกระทำ
ตอ่ วตั ถุ แลว้ แรงลัพธ์ท่กี ระทำต่อวัตถมุ คี ่าไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะไมเ่ คล่ือนที่
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธบิ ายความหมายของแรงได้ (K)
2. เขยี นแผนภาพแสดงแรงและคำนวณหาแรงลัพธ์ทเ่ี กดิ จากแรงหลายแรงทีก่ ระทำต่อวตั ถุใน
แนวเดียวกันได้ (P)
3. ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมการหาขนาดและทศิ ทางของแรงลพั ธ์ได้อยา่ งถูกตอ้ งและเปน็ ลำดบั ขนั้ ตอน (P)
4. มีความใฝเ่ รียนรู้และมคี วามมุ่งม่ันในการทำงาน (A)
4. สาระการเรยี นรู้
ดา้ นความร(ู้ K)
แรงเป็นปรมิ าณเวกเตอร์ เมอื่ มแี รงหลาย ๆ แรงกระทำตอ่ วัตถุ แล้วแรงลัพธ์ท่ีกระทำต่อวัตถุมี
คา่ เป็นศนู ย์ วตั ถุจะไมเ่ ปล่ยี นแปลงการเคลือ่ นที่ แต่ถา้ แรงลัพธ์ท่ีกระทำตอ่ วตั ถมุ ีค่าไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะ
เปล่ยี นแปลงการเคลอ่ื นที่
ด้านทกั ษะกระบวนการ (P)
1. ทกั ษะการสังเกต (Observing)
2. ทักษะการลงความเหน็ จากข้อมูล (Inferring)
3. ทกั ษะการทดลอง (Experiment)
4. ทกั ษะการอภิปราย
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ด้านคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
1. ใฝ่เรียนรู้
- ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมีความพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรยี นรู้ต่างๆ
กลา้ คดิ กลา้ พูดแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออก
2. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน
- มีความอดทน และทุ่มเทในการทำงาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด
แก้ปญั หา และคดิ ค้นหาคำตอบ
3. มคี วามรบั ผดิ ชอบ
- รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามกำหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว
อย่างทดี่ ีแกผ่ ู้อ่นื
5. สมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี น
1. ความสามารถในการคิด
2. ความสามารถในการสือ่ สาร
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
4. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5. ความสามารถในการแก้ปัญหา
6. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
ชั่วโมงที่ 1-2
ข้ันท่ี 1 ขัน้ กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูทักทายกับนักเรียน แล้วแจง้ จดุ ประสงคก์ ารเรียนรใู้ หน้ กั เรียนทราบ จากนนั้ นกั เรียนทำ
แบบทดสอบก่อนเรยี น หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 4 แรงและการเคลื่อนท่ี เพ่อื วัดความร้เู ดิมของนกั เรยี น
กอ่ นเขา้ สูก่ จิ กรรม
1.2 ครูนำอุปกรณส์ าธิตการทดลอง เช่น ลูกบอลยาง จากนัน้ ครขู ออาสาสมัครนกั เรยี น 1 คน
ออกมาหนา้ ชัน้ เรียน โดยใหตัวแทนนักเรียนโยนลูกบอลยางข้ึนไปเหนือศรี ษะ แล้วให้นักเรยี นแต่ละคน
สงั เกตการเคล่ือนท่ขี องลูกบอลยาง
1.3 ครูถามคำถามกระตุ้นความสนใจของนักเรียนโดยใช้คำถาม จากหนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์
ม.2 และร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระโดยไม่มกี ารเฉลยวา่ ถูกหรือผิดว่า “แรงมีผลตอ่
การเคล่ือนทข่ี องวัตถุอยา่ งไร”(แนวตอบ : แรงมผี ลทำให้วัตถุเปล่ียนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ ความเร็ว
ทศิ ทาง รวมทง้ั ทำใหว้ ตั ถุเปลีย่ นแปลงรปู รา่ งและขนาด เช่น รถยนต์ที่พุ่งชนต้นไมด้ ว้ ยความเร็วหนงึ่ แรง
ท่ีพุง่ ชนตน้ ไม้สะทอ้ นใหร้ ถเกิดการชำรุด)
1.4 ครูถามคำถามเพื่อเป็นการนำเข้าสู่บทเรียนและตรวจสอบความรู้เดิมเกี่ยวกับ เรื่อง แรง
และการเคลื่อนที่ ของนักเรียนว่า “วัตถุที่อยู่นิ่งถูกทำให้เคลื่อนที่ได้อย่างไร” (แนวตอบ : วัตถุที่อยู่น่งิ
สามารถเคลื่อนท่ีได้เนื่องจากมีแรงมากระทำ โดยแรงทม่ี ากระทำต่อวัตถุอาจสัมผัสหรือไม่สัมผัสกับวัตถุ
โดยตรง เช่น แรงดึง แรงผลกั แรงดนั แรงโนม้ ถว่ ง แรงไฟฟา้ แรงแม่เหล็ก)
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ขั้นที่ 2 สำรวจและคน้ หา (Exploration)
2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน จากนั้นให้
นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมาจับสลากหัวข้อที่ศึกษา โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษา
ค้นควา้ ข้อมูลจากหนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 หรือแหล่งการเรียนรู้ตา่ ง ๆ เชน่ อนิ เทอรเ์ นต็ ห้องสมุด
ซ่ึงหัวข้อประกอบด้วย
• กลมุ่ ท่ี 1-2 ศกึ ษาเกย่ี วกับความหมายของแรง
• กลุม่ ที่ 3-4 ศึกษาเกย่ี วกบั แรงลพั ธท์ เ่ี กดิ จากแรงยอ่ ยท่ีอยู่ในแนวเดียวกันมากระทำกับ
วัตถุในทิศทางเดียวกนั
• กลมุ่ ที่ 5-6 ศึกษาเกี่ยวกับแรงลพั ธท์ เี่ กิดจากแรงยอ่ ยที่อยใู่ นแนวเดยี วกนั มากระทำกับ
วตั ถุในทศิ ทางตรงขา้ มกนั
• กลุ่มที่ 7-8 ศึกษาเก่ียวกับกฎของความเฉื่อย
2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภปิ รายเรอ่ื งท่ีได้ศกึ ษา จากน้ันใหน้ ักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกนั
สรปุ ความรทู้ ีไ่ ด้จากการศกึ ษาค้นควา้ ลงในสมดุ ประจำตวั นกั เรียน
ขัน้ ท่ี 3 ขั้นสร้างคำอธิบาย (Explanation)
3.1 นกั เรียนแตล่ ะกล่มุ ออกมานำเสนอผลการศึกษาหนา้ ช้ันเรยี น ในระหวา่ งทนี่ ักเรยี นนำเสนอ
ครคู อยใหข้ อ้ เสนอแนะเพิม่ เติม เพอ่ื ใหน้ ักเรียนมคี วามเขา้ ใจทถี่ ูกต้อง
3.2 ครูอธิบายเพิ่มเตมิ ให้นักเรยี นเขา้ ใจวา่ “แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์ท่ีทง้ั ขนาดและทิศทาง
สามารถเขียนแทนด้วยเสน้ ตรง โดยความยาวของเสน้ แทนขนาดของแรงและต้องสอดคลอ้ งกับมาตรา
ส่วนทีก่ ำหนด โดยหวั ของลกู ศรจะชีไ้ ปในทศิ ทางที่แรงกระทำ”
3.3 นกั เรียนศกึ ษาตัวอยา่ ง จากหนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.2 จากน้ันครเู ขยี นโจทย์
บนกระดาน โดยให้นกั เรยี นแต่ละคนเขียนแผนภาพ ลงในสมดุ ประจำตวั นกั เรียน
ตัวอย่างโจทย์ เชน่ จงเขยี นแรงทมี่ ขี นาด 500 นิวตนั ท่ีมที ศิ ไปทางตะวนั ตกเฉยี งเหนือ
3.4 ครูส่มุ เลขที่นกั เรยี น จำนวน 4 คน ออกมาเขียนคำตอบของตนเองหน้าช้ันเรียน โดยให้
เพื่อนในชั้นเรียนร่วมกนั พิจารณาวา่ คำตอบถกู ต้องหรือไม่ จากนน้ั ครูเฉลยคำตอบทถ่ี กู ต้องใหน้ กั เรียน
ขนั้ ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 นักเรียนจบั ค่กู บั เพื่อนในช้ันเรยี น ตามความสมัครใจ จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นแต่ละครู่ ่วมกันทำ
ใบงานท่ี เรื่อง แรง เม่อื ทำเสร็จแล้วนำส่งครูท้ายชวั่ โมง
ขนั้ ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
1. ครูประเมนิ การเรียนรูข้ องนักเรียนดงั นี้
- การบันทกึ การเรยี นรู้ลงในสมดุ บันทึกวชิ าวิทยาศาสตร์
- สงั เกตพฤติกรรมการปฏบิ ัติกิจกรรมของแตล่ ะกลุ่ม
- ใบงานเรอ่ื ง แรง
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชว่ั โมงท่ี 3-4
ข้นั ที่ 1 ข้ันกระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1. ครูตั้งคำถามกระตุ้นความคิดนักเรียน ว่า นักเรียนจะหาขนาดและทิศทางของแรงได้
อย่างไร
ขั้นท่ี 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 ครูให้นกั เรยี นแบ่งกล่มุ กลมุ่ ละ 4-5 คน โดยคละกลุม่ เก่ง ปานกลาง อ่อน จากนนั้ ให้ตัวแทน
กลุ่มออกมาจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติกิจกรรม การหาขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์
ประกอบด้วย - เคร่ืองชงั่ สปริง 2 เครือ่ ง - ถงุ ทรายมวล 500 กรมั 1 ถงุ
2.2 นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มปฏบิ ัติกจิ กรรม การหาขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ โดยให้แต่ละกลุ่ม
ปฏบิ ตั ิกิจกรรม ดังนี้
- นำเครอ่ื งชงั่ สปริงเก่ยี วถงุ ทรายมวล 500 กรมั แลว้ ลากถุงทรายขนานไปกับพื้นโต๊ะจากนัน้
สังเกตทิศทางการเคลอ่ื นทขี่ องถงุ ทราย และบันทึกคา่ ทไี่ ดจ้ ากเครอ่ื งช่งั สปริง ลงในสมุดบันทึกวิชา
วิทยาศาสตร์
- นำเครอื่ งชั่งสปรงิ 2 เคร่อื ง เกยี่ วถุงทรายมวล 500 กรมั แลว้ ลากถุงทรายขนานไปกบั พน้ื โต๊ะ
โดยดงึ เครือ่ งชัง่ สปริงไปในทิศทางเดยี วกัน และบันทกึ ค่าที่ไดจ้ ากเครอ่ื งชั่งสปริง ลงในสมดุ บนั ทกึ วิชา
วิทยาศาสตร์
- นำเคร่ืองชง่ั สปริง 2 เครอ่ื ง เกี่ยวถงุ ทรายมวล 500 กรัม แลว้ ลากถุงทรายขนานไปกับพ้ืนโต๊ะ
โดยดึงเครื่องชัง่ สปริงไปในทิศทางตรงข้ามกนั และบนั ทกึ ค่าที่ไดจ้ ากเคร่อื งชั่งสปรงิ ลงในสมดุ บนั ทึกวิชา
วทิ ยาศาสตร์
2.3 นักเรียนแตล่ ะกลุ่มร่วมกันวเิ คราะห์ผลการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม แลว้ อภิปรายผลและสรปุ ผลการ
ปฏิบตั กิ ิจกรรมการหาขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ ลงในสมดุ บนั ทกึ วิชาวิทยาศาสตร์
ข้ันท่ี 3 ข้นั สรา้ งคำอธิบาย (Explanation)
3.1 ครูสุ่มนักเรียน จำนวน 3 กลุ่ม ออกมานำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรม การหาขนาดและ
ทศิ ทางของแรงลพั ธ์ ในระหวา่ งที่นกั เรียนนำเสนอครูคอยให้ข้อเสนอแนะเพมิ่ เติม เพือ่ ใหน้ กั เรยี นมีความ
เขา้ ใจท่ถี ูกต้อง
3.2 ครตู ง้ั ประเดน็ คำถามจากการปฏิบตั กิ จิ กรรม โดยใชแ้ นวคำถาม ดังน้ี
- แรงที่ลากถุงทรายขนานไปกับพื้นโต๊ะโดยใช้เครื่องชั่งสปริง 1 เครื่อง และ 2 เครื่อง ด้วย
อัตราเร็วทีส่ ม่ำเสมอมขี นาดแตกต่างกันหรือไม่ อยา่ งไร (แนวตอบ : แตกตา่ งกนั แรงท่ีใช้ลากถุงทรายซึ่ง
อ่านได้จากเครื่องช่ังสปริงเพยี งหนึ่งเครือ่ งจะ มีค่ามากกว่าแรงที่ใช้ลากถุงทรายด้วยเครือ่ งชั่งสปริงสอง
เครอื่ ง โดยค่าทอี่ า่ นได้จากเครื่องชั่งสปรงิ แต่ละเคร่อื งรวมกันมีค่าใกล้เคียงกับค่าแรงท่ีอ่านได้จากแรงที่
ใช้ดึงถุงทรายจากเคร่ืองชั่งสปริง 1 เครอื่ ง)
- แรงลพั ธท์ ่ีเกดิ จากแรงทใ่ี ช้ลากถงุ ทรายดว้ ยเครือ่ งชงั่ สปริง 2 เครอ่ื ง ในทิศทางตรงข้ามกนั
มีขนาดแตกต่างกันหรือไม่ และถุงทรายมีทิศทางการเคลื่อนที่อย่างไร (แนวตอบ : อาจแตกต่างหรือ
เทา่ กันได้ หากแรงทใ่ี ช้ดงึ เครอื่ งช่งั สปรงิ 2 เครอ่ื ง มขี นาดตา่ งกนั ถงุ ทรายจะเคล่ือนทไ่ี ปตามแนวแรงที่มี
ขนาดมากกว่า หากแรงทใ่ี ช้ดึงเครอื่ งสปรงิ 2 เคร่ือง มขี นาดเทา่ กัน ถุงทรายจะไมเ่ คลอ่ื นท่ี)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม การหาขนาดและทิศทางของ
แรงลัพธ์ว่า “การลากถุงทรายด้วยอัตราเร็วสม่ำเสมอ ด้วยเครื่องชั่งสปริง 1 และ 2 เครื่อง ในแนว
เดียวกัน โดยถุงทรายจะเคลื่อนท่ีไปตามผลรวมขนาดของแรง หรือเรียกวา่ แรงลพั ธ์”
3.4 นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มรว่ มกนั ศึกษาตัวอย่าง จากหนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ ม.2
3.5 ครูเขียนโจทยบ์ นกระดาน โดยให้นกั เรียนลอกโจทย์ และแสดงวธิ ีทำ ลงในสมุดบันทกึ วิชา
วิทยาศาสตร์
ตัวอยา่ งโจทย์
กำหนดให้ แรง F1 = 10 N F2 = 45 N และแรง F3 = 10 N มากระทำตอ่ กล่อง ดงั ภาพ
จงหาขนาดและทิศทางของแรงลพั ธ์
1) F
2
2) F F
1 F 2
3) F
1F
2
3
4) F F
1F
3
2
3.6 ครอู ธบิ ายเพิ่มเตมิ ให้นักเรียนเข้าใจวา่ “แรงลพั ธ์ท่ีเกดิ จากแรงยอ่ ยท่ีอยู่ในแนวเดยี วกัน ถ้า
หากแรงย่อยที่มากระทำมีทิศไปทางเดียวกัน ขนาดของแรงลัพธ์จะมีค่าเท่ากับผลบวกของแรงย่อย ถ้า
หากแรงย่อยท่มี ากระทำมีทศิ ตรงข้ามกัน ขนาดของแรงลัพธ์จะมีค่าเท่ากับผลต่างของแรงยอ่ ย โดยอาจ
กำหนดแรงท่กี ระทำตอ่ วัตถุไปทางขวามีค่าเป็นบวก และแรงที่กระทำตอ่ วัตถไุ ปทางซ้ายมีคา่ เป็นลบ แต่
ถา้ แรงทม่ี ากระทำต่อวัตถุมีขนาดเท่ากันและมีทิศตรงข้ามกัน แรงลพั ธจ์ ะมคี า่ เท่ากับศูนย์ วัตถุจะรักษา
สภาพการเคล่ือนทเี่ ดิม”
ข้ันที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่อง การหาแรงลัพธ์ของวัตถุ และให้
ความรู้เพิ่มเติมจากคำถามของนักเรียน โดยครูใช้ PowerPoint เรื่อง การหาแรงลัพธ์ของวัตถุ ในการ
อธิบายเพิ่มเตมิ
4.2. นกั เรียนแตล่ ะคนทำใบงานเร่อื ง แรงลัพธ์
ขน้ั ท่ี 5 ขนั้ ประเมิน (Evaluation)
1. ครูประเมินการเรยี นรขู้ องนักเรียนดังนี้
- การบันทึกการเรียนรูล้ งในสมุดบนั ทกึ วิชาวทิ ยาศาสตร์
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
- สังเกตพฤติกรรมการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมของแต่ละกลุ่ม
- ใบงานเรือ่ ง แรงลัพธ์
7. การบรู ณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ( 3 หว่ ง 2 เง่ือนไข)
หลักความพอประมาณ การใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้และทำงานเหมาะกับเวลา
หลักมเี หตุผล
หลกั สร้างภมู คิ ุ้มกนั ในตัวที่ดี การอธบิ ายเกยี่ วกบั แรงลพั ธ์ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง
เงอ่ื นไขความรู้ การเลือกศึกษาจากแหล่งเรยี นรูโ้ ดยมคี วามถูกต้อง
เง่อื นไขคณุ ธรรม การวางแผนในการทำงานเป็นกลมุ่
การวิเคราะหผ์ ล สรุปผลเรือ่ งแรงลพั ธ์
รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ซื่อสัตย์ มีวินัย ใฝเ่ รยี นรู้ อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง 4 มติ ิ
เศรษฐกิจ สังคม สง่ิ แวดลอ้ ม วฒั นธรรม
8. ส่ือ/แหลง่ การเรียนรู้
ส่อื อุปกรณ์
1. หนังสือเรียนรายวชิ าวิทยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 2
2. Power Point เรอื่ งการหาแรงลพั ธข์ องวัตถุ
3. ใบงาน เร่ือง แรง
4. ใบงาน เร่ือง แรงลัพธ์
5. วสั ดอุ ปุ กรณท์ ่ีใชใ้ นการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมการหาขนาดและทศิ ทางของแรงลัพธ์
6. อปุ กรณ์สาธิตการทดลอง เชน่ ลกู บอลยาง
แหล่งการเรียนรู้
1. หอ้ งสมดุ
2. อินเทอร์เน็ต
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
9. เกณฑ์การประเมนิ
สิงท่ีต้องการวัด รายการ วธิ ีวดั ผล เครอ่ื งมือวัด เกณฑก์ ารประเมินผล
ดา้ นความรู้ (K)
นกั เรยี นสามารถ สมุดบนั ทึกวิชา สมุดบนั ทกึ วิชา 4 คะแนน อธิบายความหมายของแรงได้
อธิบายความหมาย ถูกต้องร้อยละ 80 ขึ้นไป
ของแรงได้ วิทยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ 3 คะแนน อธิบายความหมายของแรงได้
ถกู ตอ้ งร้อยละ 70-79
เร่ืองแรงลพั ธข์ อง 2 คะแนน อธิบายความหมายของแรงได้
ถกู ต้องร้อยละ 60-69
วัตถุ 1 คะแนน อธบิ ายความหมายของแรงได้
ถกู ต้องรอ้ ยละ 50-59
ใบงานเรือ่ งแรง 0 คะแนน อธิบายความหมายของแรง
ได้ถกู ต้องน้อยกวา่ ร้อยละ 50
ใบงานเร่ืองแรงลัพธ์
ด้านทกั ษะ นกั เรยี นสามารถ สังเกตการปฏบิ ตั ิ แบบประเมนิ 3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมการหาขนาด
กระบวนการ (P) ปฏบิ ัตกิ จิ กรรมการ กจิ กรรมการหา ทกั ษะ และทิศทางของแรงลัพธ์ได้อย่างถูกต้อง
หาขนาดและทิศทาง ขนาดและทิศทาง กระบวนการ และเป็นลำดับขั้นตอนตามกระบวนการ
ของแรงลัพธ์ได้อย่าง ของแรงลพั ธ์ได้ วิทยาศาสตร์
ถูกต้องและเป็นลำดบั อย่างถูกตอ้ งและ ทางวิทยาศาสตรไ์ ด้ถกู ตอ้ ง
ข้นั ตอนได้ 2 คะแนน ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมการหาขนาด
เปน็ ลำดบั ขั้นตอน
และทิศทางของแรงลัพธไ์ ด้อยา่ งถกู ตอ้ ง
ทางดา้ น และเป็นลำดับขั้นตอนตามกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตรไ์ ดถ้ กู ตอ้ งบางสว่ น
กระบวนการทาง
1 คะแนน ปฏิบัตกิ จิ กรรมการหาขนาด
วทิ ยาศาสตร์ และทศิ ทางของแรงลัพธไ์ ดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง
และเป็นลำดับขนั้ ตอนตามกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ได้คลาดเคลอ่ื น
ด้านคณุ ลกั ษณะ นกั เรยี นปฏิบัติ 1.สงั เกตการใฝร่ ู้ มี แบบประเมนิ ผา่ น หมายถงึ ให้ความรว่ มมอื สนใจใฝ่รู้
อนั พงึ ประสงค์ กจิ กรรมกล่มุ ดว้ ย ความรบั ผดิ ชอบ พฤตกิ รรมราย รับผิดชอบ มุ่งม่นั ในการทำงานกลุม่
(A) ปรบั ปรงุ หมายถงึ ไมใ่ หค้ วามร่วมมอื ไม่
ความมุง่ มนั่ ต้งั ใจและ มุ่งมน่ั ในการทำงาน กลุ่ม สนใจใฝ่รูไ้ ม่รับผิดชอบ และไม่มงุ่ มนั่ ใน
มีความใฝร่ ู้ในการ กล่มุ การทำงานกล่มุ
เรยี น 2.สงั เกตพฤตกิ รรม
การแสดงความ
คิดเหน็ การตอบ
คำถาม
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชอ่ื -สกุล..... ..............................................ชั้น......................เลขที่........
กล่มุ ที.่ ......
ใบงาน
เร่ือง แรง
ตอนท่ี 1
คำช้ีแจง : จงตอบคำถามตอ่ ไปนใ้ี หถ้ กู ต้อง
1. แรง (Force) หมายถึง....................................................................แทนดว้ ยสัญลักษณ์.......................
2. หนว่ ยของแรง คือ.................................................................................................................................
3. แรง เปน็ ปรมิ าณ....................................เพราะ.....................................................................................
4. แรงมีผลทำให้วตั ถเุ กดิ การเปล่ียนแปลงอยา่ งไร
1) …………………………………………………………………………………….
2) …………………………………………………………………………………….
3) …………………………………………………………………………………….
5. จงยกตวั อยา่ งแรงทน่ี กั เรยี นร้จู กั มาอย่างน้อย 3 ชนดิ
1) …………………………………………………………………………………….
2) …………………………………………………………………………………….
3) …………………………………………………………………………………….
ตอนที่ 2
คำชีแ้ จง : จงเขยี นแผนภาพของแรงท่กี ำหนดให้
1. จงเขียนแรงทม่ี ีขนาด 1400 N ไปทางทิศตะวันออก
กำหนดใหอ้ ตั ราสว่ นของแรงมคี า่ เท่ากบั 700 N : 2 cm
2. จงเขียนแรงที่มีขนาด 3600 N ไปทางทศิ ตะวันตกเฉยี งเหนอื
กำหนดใหอ้ ัตราสว่ นของแรงมีค่าเท่ากับ 900 N : 4 cm
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ใบงาน เรอื่ ง แรง เฉลย
ตอนท่ี 1
คำชี้แจง : จงตอบคำถามตอ่ ไปนใ้ี หถ้ กู ต้อง
1. แรง (Forแcทeน) ดหว้มยาสยญัถึงลกัปษรมิณา์ ณFท่ีกระทำต่อวตั ถแุ ล้วทำใหว้ ตั ถุเกิดการเปล่ียนแปลงสภาพไปจากเดมิ
2. หน่วยของแรง คือ นิวตัน
3. แรง เป็นปริมาณ เวกเตอร์ เพราะ มที ัง้ ขนาดและทศิ ทาง
4. แรงมผี ลทำใหว้ ตั ถเุ กดิ การเปล่ยี นแปลงอยา่ งไร
1) วัตถุทอี่ ยู่นิ่งจะเกิดการเคลอ่ื นที่
2) วตั ถทุ ีก่ ำลงั เคล่อื นท่ีเปล่ยี นแปลงความเรว็
3) วตั ถุเปลีย่ นแปลงทิศทางการเคลอ่ื นท่ี
5. จงยกตัวอยา่ งแรงทน่ี กั เรยี นรจู้ ักมาอยา่ งนอ้ ย 3 ชนดิ
1) แรงโน้มถ่วง
2) แรงเสียดทาน
3) แรงพยงุ
ตอนที่ 2
คำชแี้ จง : จงเขยี นแผนภาพของแรงที่กำหนดให้
1. จงเขียนแรงทมี่ ขี นาด 1400 N ไปทางทิศตะวันออก
กำหนดใหอ้ ัตราส่วนของแรงมีคา่ เท่ากบั 700 N : 2 cm
2. จงเขียนแรงทีม่ ขี นาด 3600 N ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
กำหนดใหอ้ ตั ราส่วนของแรงมีค่าเท่ากับ 1 cm : 900 N
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ใบงาน เรือ่ ง แรงลพั ธ์
ตอนที่ 1
คำชแ้ี จง : จงตอบคำถามตอ่ ไปนใี้ ห้ถูกต้อง
1. แรงลัพธ์ (resultant force) คอื ………………………………………………………………………………………….....
2. หากแรงย่อยทม่ี ากระทำต่อวตั ถุมี 2 แรง สามารถคำนวณหาแรงลพั ธ์ได้ 2 กรณี
กรณีที่ 1 แรงยอ่ ยท่กี ระทำตอ่ วัตถุไปทิศทางเดยี วกนั ……………………………………………………………….....
กรณีท่ี 2 แรงย่อยท่กี ระทำต่อวตั ถุไปทิศทางตรงข้ามกนั …………………………………………………………......
3. แรงลัพธ์คำนวณได้จากสมการ……………………………………………………………………………………........…
4. แรงย่อยที่มากระทำต่อวตั ถุมตี ั้งแต่ 2 แรงย่อยขึ้นไปสามารถหาทิศทางของแรงลพั ธ์ไดจ้ ากวธิ ใี ดบ้าง
1) ………………………………………………………………
2) ………………………………………………………………
5. จงหาขนาดและทิศทางของแรงลพั ธท์ ่ีกำหนดให้ ต่อไปน้ี
1)
F1
= 25 N F2
= 25 N
2) F1 F2
= 25 N
= 25 N
3) F1 F2
= 75 N = 25 N
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4) F1 F3
= 75 N = 15 N
F2
= 45 N
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ใบงาน เฉลย
เร่อื ง แรงลพั ธ์
ตอนที่ 1
คำช้ีแจง : จงตอบคำถามตอ่ ไปนี้ให้ถูกต้อง
1. แรงลัพธ์ (resultant force) คือ ผลรวมของแรงยอ่ ยท่ีมากระทำต่อวตั ถุ ตั้งแต่ 2 แรงขึน้ ไป
2. หากแรงย่อยทีม่ ากระทำต่อวตั ถุมี 2 แรง สามารถคำนวณหาแรงลพั ธ์ได้ 2 กรณี
กรณที ่ี 1 แรงย่อยที่กระทำต่อวตั ถุไปทิศทางเดยี วกัน ผลรวมของแรงยอ่ ย
3. แรงลัพธ์คำกนรวณณีทไี่ด2้จาแกรสงยมอ่กยาทรี่กรFะลทพั ธำ์ต=อ่ วตัF1ถุไ+ปทFิศ2ทางตรงขา้ มกัน ผลต่างของแรงยอ่ ย
4. แรงย่อยท่มี ากระทำตอ่ วตั ถุมตี ง้ั แต่ 2 แรงยอ่ ยขึ้นไปสามารถหาทิศทางของแรงลัพธ์ไดจ้ ากวิธใี ดบา้ ง
1) หัวต่อหาง
2) สร้างส่เี หลีย่ มดา้ นขนาน
5. จงหาขนาดและทิศทางของแรงลัพธท์ ่ีกำหนดให้ ต่อไปนี้
1) F1 Fลพั ธ์ = F1 + F2
= 25 N F2
= 25+25
= 25 N Fลพั ธ์ = 50 N
2) F1 F2 Fลพั ธ์ = F1 + F2
= 25 N = 25+25
= 25 N
Fลพั ธ์ = 50 N
3)= 75 N F1 F2 Fลพั ธ์ = F1 + F2
= 25 N = 75−25
Fลพั ธ์ = 50 N
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
=4)75 N F1 F3 Fลพั ธ์ = F1 + F2 + F3
= 15 N = 75+45−15
F2
= 45 N Fลพั ธ์ = 105 N
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 21 ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 2
รายวิชา ว 22101 วทิ ยาศาสตร์ 2 คาบ
หน่วยการเรียนรู้ การเคลอ่ื นทแ่ี ละแรง
เรือ่ ง แรงเสยี ดทาน
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชีว้ ดั
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ
ลกั ษณะการเคลื่อนท่ีแบบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทงั้ นำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
ตัวชวี้ ดั
ว 2.2 ม.2/6 อธบิ ายแรงเสียดทานสถิตและแรงเสยี ดทานจลนจ์ ากหลักฐานเชิงประจกั ษ์
ว 2.2 ม.2/7 ออกแบบการทดลองและทดลองดว้ ยวิธีท่ีเหมาะสมในการอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อ
ขนาดของแรงเสียดทาน
ว 2.2 ม.2/8 เขียนแผนภาพแสดงแรงเสยี ดทานและแรงอ่ืน ๆ ทีก่ ระทำตอ่ วัตถุ
ว 2.2 ม.2/9 ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้เรื่องแรงเสียดทาน โดยวิเคราะห์สถานการณ์
ปัญหา และเสนอแนะวิธีการลดหรือเพิ่มแรงเสียดทานที่เป็นประโยชน์ต่อการทำกิจกรรม ใน
ชีวิตประจำวนั
2. สาระสำคัญ
แรงเสียดทานเปน็ แรงทเี่ กดิ ข้นึ ระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุเพอ่ื ต้านการเคลื่อนทขี่ องวัตถุนั้น โดย
ถา้ ออกแรงกระทำตอ่ วตั ถทุ ีอ่ ยูน่ งิ่ บนพ้นื ผิวให้เคล่อื นที่ แรงเสียดทานก็จะตา้ นการเคลือ่ นท่ีของวัตถุ
แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นในขณะที่วัตถุยังไม่เคลื่อนที่เรียก แรงเสียดทานสถิต แต่ถ้าวัตถุกำลังเคลื่อนท่ี
แรงเสียดทานกจ็ ะทำให้วัตถนุ ้นั เคลื่อนท่ีช้าลงหรือหยุดน่ิง เรียก แรงเสยี ดทานจลน์ ขนาดของแรงเสียด
ทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุขึ้นกับลักษณะผิวสัมผัสและขนาดของแรงปฏิกิริยาตั้งฉากระหว่าง
ผิวสัมผสั กิจกรรมในชีวติ ประจำวนั บางกจิ กรรมตอ้ งการแรงเสยี ดทาน เชน่ การเปดิ ฝาเกลยี วของนำ้ การ
ใช้แผ่นกันลื่นในห้องน้ำ บางกิจกรรมไม่ต้องการ แรงเสียดทาน เช่น การลากวัตถุบนพื้น การใช้
นำ้ มันหล่อลนื่ ในเครื่องยนต์ ความรูเ้ รือ่ งแรงเสยี ดทานสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชวี ิตประจำวันได้
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธิบายแรงเสยี ดทานสถติ และแรงเสยี ดทานจลนไ์ ด้ (K)
2. อธบิ ายปจั จัยทีม่ ีผลต่อขนาดของแรงเสียดทานได้ (K)
3. เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทานและแรงอื่น ๆ ท่กี ระทำตอ่ วัตถุ (P)
4. ปฏบิ ัติกจิ กรรมการหาขนาดของแรงเสยี ดทานได้และปัจจัยทีม่ ผี ลตอ่ ขนาดของแรงเสยี ดทาน
อย่างถูกตอ้ งและเปน็ ลำดบั ขัน้ ตอน (P)
5. ตระหนักถงึ ประโยชน์ของความรู้เรื่องแรงเสยี ดทานต่อการทำกจิ กรรมในชวี ติ ประจำวันได้
(A)
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4. สาระการเรยี นรู้
ดา้ นความร(ู้ K)
แรงเสียดทานเปน็ แรงท่ีเกิดขึน้ ระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุเพื่อต้านการเคลื่อนท่ขี องวัตถุน้ัน โดย
ถ้าออกแรงกระทำต่อวตั ถทุ อี่ ยู่น่ิงบนพ้ืนผวิ ให้เคลอื่ นที่ แรงเสียดทานก็จะต้านการเคลอ่ื นทีข่ องวัตถุ
แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นในขณะที่วัตถุยังไม่เคลื่อนที่เรียก แรงเสียดทานสถิต แต่ถ้าวัตถุกำลังเคลื่อนท่ี
แรงเสียดทานก็จะทำให้วัตถนุ ั้นเคลื่อนที่ช้าลงหรอื หยุดนงิ่ เรยี ก แรงเสยี ดทานจลน์ ขนาดของแรงเสียด
ทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุขึ้นกับลักษณะผิวสัมผัสและขนาดของแรงปฏิกิริยาตั้งฉากระหว่าง
ผิวสมั ผัสกจิ กรรมในชีวิตประจำวันบางกิจกรรมตอ้ งการแรงเสียดทาน เช่น การเปิดฝาเกลยี วของน้ำ การ
ใช้แผ่นกันลื่นในห้องน้ำ บางกิจกรรมไม่ต้องการ แรงเสียดทาน เช่น การลากวัตถุบนพื้น การใช้
น้ำมันหลอ่ ลน่ื ในเครอ่ื งยนต์ ความรูเ้ รื่องแรงเสียดทานสามารถนำไปใชป้ ระโยชนใ์ นชีวิตประจำวนั ได้
ด้านทักษะกระบวนการ (P)
1. ทักษะการสงั เกต (Observing)
2. ทักษะการลงความเห็นจากขอ้ มูล (Inferring)
3. ทักษะการทดลอง (Experiment)
4. ทักษะการอภปิ ราย
ดา้ นคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
1. ใฝเ่ รยี นรู้
- ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมคี วามพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรยี นรู้ต่างๆ
กล้าคิด กล้าพดู แสดงความคิดเหน็ กล้าแสดงออก
2. มงุ่ มน่ั ในการทำงาน
- มีความอดทน และทุ่มเทในการทำงาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด
แก้ปญั หา และคิดค้นหาคำตอบ
3. มคี วามรบั ผิดชอบ
- รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามกำหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว
อยา่ งท่ดี แี กผ่ ู้อน่ื
5. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน
1. ความสามารถในการคดิ
2. ความสามารถในการสือ่ สาร
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
6. การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ชัว่ โมงท่ี 1-2
ขั้นท่ี 1 ข้นั กระต้นุ ความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนเกี่ยวกับ เรื่อง แรงในชีวิตประจำวัน จากนั้นครูแจ้ง
จุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ
1.2 ครูสนทนากับนักเรียนเก่ียวกบั แรงเสยี ดทาน จากนั้นครถู ามคำถามกระตุ้นความคดิ นักเรียน
ว่า “ในชวี ติ ประจำวันกจิ กรรมใดบ้างที่ทำให้เกิดแรงเสียดทาน” โดยให้นักเรียนแต่ละคนรว่ มกันอภปิ ราย
แสดงความคดิ เห็นอยา่ งอิสระโดยไม่มีการเฉลยว่าถูกหรือผิด (แนวตอบ : เชน่ การเข็นรถ การเดิน การ
ปนั่ จักรยาน)
1.3 ครูนำอุปกรณ์สาธติ การทดลอง เช่น ผ้าขนหนู 2 ผืน ครูขออาสาสมัครนักเรียน จำนวน 2-3
คน ออกมาหน้าชั้นเรียน จากนั้นให้ตัวแทนนักเรียนนำผ้าขนหนู 2 ผืน พับเข้าหากัน แล้วดึงผ้าขนหนู
ออกคนละขา้ ง โดยครูหนีบผ้าขนหนูไวต้ รงกลางประมาณ 2 น้วิ แล้วให้นักเรยี นแต่ละคนสังเกต
1.4 ครูถามคำถามกระตุ้นความคิดนักเรยี น ดังน้ี
- ขณะที่เพอ่ื นทงั้ 2 คน ดึงผ้าขนหนูออก ซึ่งดึงออกยากมากเปน็ เพราะเหตใุ ด (แนวตอบ : แรง
เสียดทาน)
- นักเรยี นสงั เกตเหน็ ความยากลำบากของการออกแรงกระทำต่อวัตถอุ ่นื ๆ ในชีวิตประจำวัน
ใดอีกบา้ ง (แนวตอบ : การเปดิ ฝาขวดนำ้ การเปิดฝากระปอ๋ ง เปน็ ตน้ )
ขนั้ ท่ี 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 นักเรียนจับคู่กับเพื่อนในชั้นเรียน ตามความสมัครใจ จากนั้นให้นักเรียนแต่คู่ร่วมกันศึกษา
ค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ เรื่อง ความหมายของแรงเสียดทาน แรงเสียดทานสถิต และแรงเสียดทานจลน์
จากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 หรือแหลง่ การเรียนรูต้ ่าง ๆ เช่น อนิ เทอรเ์ นต็
2.2 นักเรียนแต่ละครู่ ว่ มกนั อภิปรายเรื่องที่ได้ศกึ ษา จากนั้นให้นักเรียนแต่ละคนเขียนสรปุ ความรู้ท่ี
ไดจ้ ากการศกึ ษาคน้ คว้าลงในสมดุ ประจำตัวนกั เรยี น เพื่อนำส่งครทู ้ายชั่วโมง
2.3 ครตู ้ังประเด็นคำถามกระตุ้นความคดิ นกั เรียนวา่ “รถยนตท์ ไี่ ถลลงจากเขาจนกระทงั่ หยดุ นิ่ง
มีแรงใดมากระทำบ้าง” โดยให้นักเรียนแต่ละคนร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพื่อหาคำตอบ
(แนวตอบ : มแี รงเสียดทานสถิต เกิดขนึ้ เม่ือขณะที่มีแรงมากระทำตอ่ วตั ถแุ ล้ววัตถยุ งั อยนู่ งิ่ กบั ที่และจะมี
ค่ามากทีส่ ุดเมอ่ื รถที่หยุดนิ่งกำลังจะเร่ิมเคล่ือนท่ี และมีแรงเสยี ดทานจลน์ เกิดข้ึนเม่ือรถไถลลงจากเขา
ด้วยความเร็วคงท)ี่
2.4 ครใู ห้นกั เรียนนับจำนวน 1-6 วนไปเรอื่ ย ๆ จนครบทุกคน เพ่ือแบง่ กลุ่มนกั เรยี นออกเปน็ กลุ่ม
กลุ่มละ 6 คน โดยคนที่นับจำนวนเดียวกันให้อยู่กลุ่มเดียวกัน จากนั้นครูแจ้งจุดประสงค์ของกิจกรรม
การหาขนาดของแรงเสยี ดทาน ให้นกั เรียนทราบเพ่อื เป็นแนวทางการปฏิบัตกิ ิจกรรมท่ีถูกตอ้ ง
e. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษากิจกรรม การหาขนาดของแรงเสียดทาน เพื่อหาขนาด ระบุ
ประเภท และเขียนภาพแสดงแรงเสียดทานทม่ี ากระทำตอ่ วัตถุ จากหนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ ม.2
f. นกั เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันปฏิบตั ิกจิ กรรมตามขั้นตอน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2
g. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มร่วมกันแลกเปลยี่ นความรู้และวเิ คราะห์ผลการปฏิบัติกิจกรรม แล้วอภิปราย
ผลรว่ มกนั
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ขั้นท่ี 3 ข้ันสร้างคำอธบิ าย (Explanation)
3.1 นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มออกมานำเสนอผลการปฏิบตั ิกจิ กรรมหน้าชั้นเรียน ในระหวา่ งที่นกั เรียน
นำเสนอ ครูคอยให้ข้อเสนอแนะเพิม่ เตมิ เพอ่ื ใหน้ ักเรียนมคี วามเข้าใจท่ถี ูกตอ้ ง
3.2 ครูถามคำถามท้ายกิจกรรม โดยใหน้ กั เรยี นแตล่ ะกล่มุ รว่ มกันอภปิ รายแสดงความคิดเห็น
เพือ่ หาคำตอบ ดังนี้
• ถุงทรายท่วี างนิง่ อย่บู นพน้ื โตะ๊ มแี รงใดมากระทำต่อถุงทรายบา้ ง
(แนวตอบ : มเี พียงแตแ่ รงโน้มถ่วงของโลกทมี่ ากระทำต่อวัตถ)ุ
• ขณะที่ออกแรงดงึ ถุงทราย แต่ถงุ ทรายไมเ่ คลื่อนที่ มแี รงใดมากระทำต่อถุงทรายบ้าง
และแรงลพั ธ์ทก่ี ระทำต่อถงุ ทรายมคี า่ เท่าใด (แนวตอบ : แรงเสียดทานสถิต ซงึ่ มที ศิ ทางตรงขา้ มกบั วตั ถุ
ท่กี ำลังจะเรมิ่ เคลอ่ื นท่ี โดยแรงลพั ธท์ ่ีกระทำตอ่ ถงุ ทรายมีคา่ เทา่ กบั ค่าแรงที่อา่ นไดจ้ ากเครอื่ งช่งั สปรงิ
ขณะทถ่ี ุงทรายเรม่ิ เคล่ือนท)่ี
• เม่ือออกแรงดงึ ถุงทรายใหเ้ คล่อื นทด่ี ้วยความเร็วคงตวั มีแรงใดมากระทำตอ่ ถุงทรายบ้าง
และแรงลพั ธ์ทกี่ ระทำตอ่ ถุงทรายมีค่าเทา่ ใด (แนวตอบ : แรงเสียดทานจลน์ ซ่งึ มีทิศทางตรงข้ามกบั การ
เคลอื่ นทขี่ องวตั ถุ โดยแรงลัพธ์ทกี่ ระทำต่อถุงทรายมคี า่ เท่ากับค่าแรงทอ่ี า่ นได้จากเคร่อื งช่ังสปริงขณะที่
ถงุ ทรายเคล่อื นที่)
3.3 นักเรยี นและครูรว่ มกันอภิปรายผลกิจกรรม การหาขนาดของแรงเสยี ดทานว่า “ขนาดของ
แรงเสยี ดขึ้นอยกู่ บั ลกั ษณะผิวสัมผัสและขนาดของแรงทกี่ ระทำตัง้ ฉากกับผวิ สมั ผัส โดยแรงเสยี ดทาน
แบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท คอื แรงเสียดทานสถติ ซึง่ จะมคี ่าสูงสุดเม่อื วตั ถุเร่มิ จะเคลอ่ื นทแ่ี ละแรงเสียด
ทานจลน์ ซึง่ จะมีคา่ สูงสุดเมื่อวตั ถกุ ำลงั เคลื่อนท”่ี
ขัน้ ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนและครรู ่วมกันอภิปรายเพิม่ เติม และเปิดโอกาสใหน้ กั เรยี นท่ไี มเ่ ข้าใจถาม เพอื่ ให้ได้
เขา้ ใจมากยงิ่ ขนึ้
ข้ันที่ 5 ขัน้ ประเมิน (Evaluation)
1. ครปู ระเมินการเรียนรขู้ องนกั เรียนดงั นี้
- การบันทกึ การเรียนรลู้ งในสมุดบันทกึ วชิ าวทิ ยาศาสตร์
- สงั เกตพฤติกรรมการปฏิบัตกิ ิจกรรมของแตล่ ะกลุ่ม
ชัว่ โมงที่ 3-4
ข้นั ท่ี 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูทบทวนความรเู้ ดมิ ของนักเรยี น จากชัว่ โมงทีผ่ ่านมา โดยใช้คำถาม ดังนี้
- แรงเสยี ดทาน คืออะไร (แนวตอบ : แรงท่เี กดิ ข้นึ ระหวา่ งผวิ สมั ผัสของวตั ถุ 2 ชิ้นที่สัมผสั กัน ซง่ึ
เป็นแรงท่ีผิววตั ถุหนง่ึ ตา้ นทานการเคลือ่ นที่ของผวิ วตั ถุอกี ชนดิ หนง่ึ ส่งผลใหว้ ัตถเุ คลื่อนทีช่ ้าลงจนกระทั่ง
หยดุ นิ่ง)
- แรงเสียดทาน มีกป่ี ระเภท อะไรบ้าง (แนวตอบ : มี 2 ประเภท คือ แรงเสียดทานสถิตและแรง
เสยี ดทานจลน์)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- ขนาดของแรงเสียดทานจะมากหรือน้อยขึ้นอยูก่ บั สิ่งใด (แนวตอบ : ผิวสัมผัสของวัตถุ น้ำหนัก
หรือแรงกดของวตั ถุทก่ี ดลงบนวัตถอุ กี ชนดิ หนึ่ง)
ข้ันที่ 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่ม (กลุ่มเดิม) จากชั่วโมงที่ผ่านมา จากนั้นครูแจ้งจุดประสงค์ของกิจกรรม
ปัจจยั ทม่ี ีผลตอ่ ขนาดของแรงเสยี ดทาน ใหน้ ักเรยี นทราบเพื่อเปน็ แนวทางการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมท่ถี กู ต้อง
2.2 นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มร่วมกันศึกษากิจกรรม ปัจจยั ทม่ี ีผลตอ่ ขนาดของแรงเสียดทาน เพื่อระบุ
ปัจจัยที่มผี ลต่อขนาดของแรงเสียดทาน และออกแบบการทดลองให้สอดคล้องกบั ปัจจัยท่ีมีผลต่อขนาด
ของแรงเสียดทาน จากหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.2
2.3 นักเรียนแต่ละกลุม่ ร่วมกนั ปฏบิ ัติกิจกรรมตามขน้ั ตอน จากหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.2
2.4 นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้และวิเคราะห์ผลการปฏิบัติกิจกรรม แล้ว
อภิปรายผลรว่ มกัน
ข้ันที่ 3 ข้นั สร้างคำอธิบาย (Explanation)
3.1 นักเรียนแต่ละกลมุ่ ออกมานำเสนอผลการปฏิบตั กิ จิ กรรมหน้าช้ันเรียน ในระหว่างท่นี ักเรียน
นำเสนอ ครคู อยให้ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม เพือ่ ใหน้ ักเรียนมคี วามเข้าใจทีถ่ กู ต้อง
3.2 ครูถามคำถามท้ายกิจกรรม โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภปิ รายแสดงความคิดเห็น
เพ่ือหาคำตอบ ดังนี้
• มวลของวัตถุมีผลต่อขนาดของแรงเสียดทานอย่างไร (แนวตอบ : มวลของวัตถุมีผลต่อแรง
กดบนพ้ืน ถ้ามวลของวตั ถมุ ีมากจะทำให้แรงกดบนพน้ื มีมากขน้ึ ส่งผลใหแ้ รงเสยี ดทานเพ่ิมขน้ึ )
• พื้นผิวสัมผัสมีผลต่อขนาดของแรงเสียดทานอย่างไร (แนวตอบ : ผิวสัมผัสที่เรียบจะมีแรง
เสยี ดทานนอ้ ยกวา่ ผวิ สัมผสั ทีห่ ยาบ)
3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลกิจกรรม ปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของแรงเสียดทานว่า
“มวลของวตั ถุหรอื น้ำหนักของวัตถมุ ีผลตอ่ แรงกดของวัตถุทกี่ ดลงบนพ้นื ถ้านำ้ หนักหรือแรงกดขอวัตถุ
มาก จะเกิดแรงเสยี ดทานมาก ถ้านำ้ หนกั หรอื แรงกดของวัตถนุ ้อยจะเกิดแรงเสียดทานน้อย นอกจากน้ี
พื้นผิวสัมผัสยังส่งผลต่อขนาดของแรงเสียดทาน โดยวัตถุผิวเรียบย่อมทำให้เกิดแรงเสียดทานน้อยกวา่
ผิวสมั ผัสท่หี ยาบ เนอ่ื งจากวัตถทุ ม่ี พี ื้นผิวเรยี บมีการเสยี ดสที ี่น้อยกวา่ ”
ข้ันท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครูเปิดโอกาสให้นกั เรยี นซกั ถามเน้ือหาเก่ียวกับ เรือ่ ง แรงเสยี ดทาน และใหค้ วามรู้เพมิ่ เตมิ
จากคำถามของนกั เรียน โดยครใู ช้ PowerPoint เร่อื ง แรงเสียดทาน ในการอธบิ ายเพ่ิมเติม
4.2 ครูส่มุ นกั เรยี น จำนวน 2 คู่ ออกมาแสดงวีการคำนวณหาผลลพั ธ์ทไี่ ด้ร่วมกันศึกษา ครูอาจ
เสนอแนะ หรอื อธิบายเพมิ่ เตมิ ในตวั อยา่ งนน้ั ๆ จากนั้นใหน้ ักเรียนร่วมกันทำใบงานเรื่อง แรงเสยี ดทาน
4.3 ครสู มุ่ เลขทีน่ กั เรียน จำนวน 2-3 คน ใหย้ กตัวอย่างประโยชนข์ องการเพ่มิ และลดแรงเสียดทาน
ในชีวิตประจำวัน มาคนละ 1 ตัวอย่าง (แนวตอบ : เช่น พื้นรองเท้ากีฬาช่วยเพิ่มแรงเสียดทาน การใช้
นำ้ มนั หล่อล่ืน เพ่อื ลดแรงเสยี ดทานของกระบอกสูบเคร่ืองยนต)์
4.4 นักเรยี นแต่ละคนทำแบบฝึกหัด เรอื่ ง แรงเสยี ดทาน
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ข้ันที่ 5 ข้นั ประเมนิ (Evaluation)
1. ครูประเมนิ การเรยี นรูข้ องนักเรยี นดงั นี้
- การบันทกึ การเรยี นรลู้ งในสมดุ บันทกึ วชิ าวิทยาศาสตร์
- สงั เกตพฤตกิ รรมการปฏิบตั กิ จิ กรรมของแตล่ ะกลุ่ม
- ตรวจใบงานเร่ืองแรงเสียดทาน
7. การบรู ณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ( 3 หว่ ง 2 เงื่อนไข)
หลกั ความพอประมาณ การใชเ้ วลาในการศึกษาหาความรแู้ ละทำงานเหมาะกับเวลา
หลกั มีเหตุผล
หลกั สร้างภมู ิคุ้มกนั ในตวั ทีด่ ี การอธิบายเกยี่ วกบั แรงเสยี ดทานไดอ้ ย่างเหมาะสมและถูกตอ้ ง
เงอื่ นไขความรู้ การเลอื กศึกษาจากแหล่งเรยี นรู้โดยมคี วามถูกต้อง
เงื่อนไขคณุ ธรรม การวางแผนในการทำงานเป็นกลมุ่
การวิเคราะหผ์ ล สรุปผลเรอื่ งแรงเสยี ดทาน
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซอื่ สัตย์ มีวนิ ยั ใฝ่เรียนรู้ อย่อู ยา่ งพอเพยี ง
ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง 4 มิติ
เศรษฐกจิ สงั คม สิ่งแวดลอ้ ม วฒั นธรรม
8. ส่ือ/แหล่งการเรยี นรู้
สอื่ อุปกรณ์
1. หนังสอื เรียนรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2
2. Power Point เร่อื งแรงเสยี ดทาน
3. ใบงาน เรื่อง แรงเสยี ดทาน
4. วัสดุอปุ กรณท์ ใ่ี ชใ้ นการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมการหาขนาดของแรงเสียดทาน
5. วสั ดอุ ุปกรณ์ท่ใี ช้ในการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมปัจจัยที่มีผลตอ่ ขนาดของแรงเสียดทาน
6. อุปกรณ์สาธติ การทดลอง เชน่ ผ้าขนหนู 2 ผืน
แหล่งการเรียนรู้
1. หอ้ งสมดุ
2. อินเทอรเ์ นต็
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
9. เกณฑก์ ารประเมิน
สงิ ท่ี รายการ วิธวี ดั ผล เครอ่ื งมอื วดั เกณฑก์ ารประเมนิ ผล
ตอ้ งการวัด
นกั เรยี น สมดุ บนั ทกึ วิชา สมดุ บันทกึ วิชา 4 คะแนน อธิบายแรงเสียดทานสถิตและแรง
ดา้ นความรู้ สามารถอธบิ าย วทิ ยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เสียดทานจลน์ ปจั จยั ที่มผี ลตอ่ ขนาดของแรง
(K) แรงเสียดทาน เร่ืองแรงเสยี ดทาน เสียดทานไดถ้ กู ต้องร้อยละ 80 ข้นึ ไป
สถิตและแรง ใบงานเร่อื งแรง 3 คะแนน อธบิ ายแรงเสียดทานสถติ และแรง
เสยี ดทานจลน์ เสยี ดทาน เสียดทานจลน์ ปจั จัยที่มีผลตอ่ ขนาดของแรง
ปัจจยั ทีม่ ีผลต่อ เสียดทานได้ถูกต้องร้อยละ 70-79
ขนาดของแรง 2 คะแนน อธบิ ายแรงเสยี ดทานสถิตและแรง
เสยี ดทานได้ เสยี ดทานจลน์ ปจั จัยทมี่ ผี ลต่อขนาดของแรง
เสยี ดทานได้ถกู ต้องร้อยละ 60-69
ด้านทกั ษะ นักเรียน สังเกตการปฏิบัติ แบบประเมนิ 1 คะแนน อธิบายแรงเสยี ดทานสถิตและแรง
กระบวนการ สามารถปฏิบัติ กิจกรรมเรื่องแรง เสยี ดทานจลน์ ปัจจัยทมี่ ีผลต่อขนาดของแรง
(P) กจิ กรรมเรอื่ ง เสียดทานทางด้าน ทกั ษะ เสียดทานได้ถกู ตอ้ งร้อยละ 50-59
แรงเสียดทานได้ กระบวนการทาง กระบวนการ 0 คะแนน อธิบายแรงเสยี ดทานสถิตและแรง
วิทยาศาสตร์ เสยี ดทานจลน์ ปจั จยั ทมี่ ผี ลต่อขนาดของแรง
เสียดทานไดถ้ กู ต้องนอ้ ยกวา่ ร้อยละ 50
วทิ ยาศาสตร์
3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมเกี่ยวกับแรงเสียด
ดา้ น นักเรียนปฏบิ ตั ิ 1.สงั เกตการใฝ่รู้ มี แบบประเมนิ ทานตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้
ถูกตอ้ ง
คณุ ลักษณะ กจิ กรรมกลุม่ ความรบั ผิดชอบ พฤตกิ รรมราย 2 คะแนน ปฏิบตั กิ จิ กรรมเก่ยี วกับแรงเสียด
อนั พงึ ด้วยความม่งุ มนั่ มงุ่ มัน่ ในการทำงาน กลุม่ ทานตามกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรไ์ ด้
ถูกตอ้ งบางสว่ น
ประสงค์ (A) ต้งั ใจและมี กลุ่ม 1 คะแนน ปฏิบตั ิกิจกรรมเกยี่ วกบั แรงเสยี ด
ความใฝ่ร้ใู นการ 2.สงั เกตพฤตกิ รรม ทานตามกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ได้
เรยี น การแสดงความ คลาดเคลอ่ื น
ผา่ น หมายถงึ ใหค้ วามรว่ มมือ สนใจใฝ่รู้
คิดเห็น การตอบ รับผดิ ชอบ มงุ่ ม่นั ในการทำงานกลุม่
คำถาม ปรบั ปรุงหมายถึง ไม่ให้ความรว่ มมอื ไม่สนใจ
ใฝร่ ไู้ มร่ บั ผิดชอบ และไม่ม่งุ มนั่ ในการทำงาน
กล่มุ
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 23 ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 2
4 คาบ
รายวชิ า ว 22101 วทิ ยาศาสตร์
หนว่ ยการเรียนรู้ การเคลอ่ื นและแรง
เรือ่ ง แรงดนั ในของเหลวและแรงพยงุ
1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชว้ี ดั
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ
ลักษณะการเคลื่อนท่แี บบตา่ ง ๆ ของวตั ถุ รวมทั้งนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ตวั ชีว้ ดั
ว 2.2 ม.2/3 ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวธิ ีทเ่ี หมาะสมในการอธบิ ายปจั จยั ที่มีผลต่อ
ความดนั ของของเหลว
ว 2.2 ม.2/4 วิเคราะห์แรงพยุงและการจม การลอยของวัตถุในของเหลวจากหลักฐานเชิง
ประจกั ษ์
ว 2.2 ม.2/5 เขยี นแผนภาพแสดงแรงท่กี ระทำตอ่ วัตถใุ นของเหลว
2. สาระสำคัญ
แรงดนั ในของเหลวเปน็ แรงที่ของเหลวกระทำตัง้ ฉากกบั ผวิ ของวัตถุต่อหน่งึ หนว่ ยพ้ืนท่ี เรียกว่า
ความดันของของเหลว ซง่ึ มีความสมั พันธก์ ับความลึกจากระดบั ผิวหน้าของของเหลว โดยบรเิ วณท่ีลึกลง
ไปจากผวิ หน้าของของเหลวมากข้นึ จะทำให้ความดนั ของเหลวเพมิ่ ข้นึ เน่ืองจากของเหลวทอี่ ยู่ลึกกว่าจะ
มีน้ำหนักของของเหลวด้านบนกระทำมากกวา่ และเมื่อวัตถุอยู่ในของเหลวจะมีแรงพยุง ซึ่งเป็นแรงที่
ของเหลวกระทำต่อวตั ถทุ ี่อยูใ่ นของเหลว มีทิศขึ้นในแนวดิ่ง โดยขนาดของแรงพยงุ มคี ่าเท่ากบั ขนาดของ
นำ้ หนกั ของของเหลวทีถ่ ูกวัตถแุ ทนที่ หากนำ้ หนกั ของวัตถุและแรงพยุงของของเหลวมีคา่ เท่ากนั วตั ถุจะ
ลอยนงิ่ อยใู่ นของเหลว แตห่ ากวัตถุมีน้ำหนักมากกวา่ แรงพยงุ ของของเหลววัตถจุ ะจม
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธิบายปจั จยั ทม่ี ีผลตอ่ ความดันของของเหลวได้ (K)
2. อธิบายลกั ษณะการจมและลอยของวัตถใุ นของเหลวได้ (K)
3. เขยี นแผนภาพแสดงแรงทกี่ ระทำตอ่ วตั ถุในของเหลวได้ (P)
4. ปฏิบตั ิกิจกรรมความดนั ของของเหลวและแรงทีก่ ระทำต่อวตั ถใุ นของเหลวไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
และเปน็ ลำดับขั้นตอน (P)
5. มีความมุ่งม่นั ในการเรยี นรแู้ ละทำงานท่ีไดร้ ับมอบหมายตลอดเวลา (A)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
4. สาระการเรยี นรู้
ด้านความรู้(K)
แรงดนั ในของเหลวเปน็ แรงท่ีของเหลวกระทำต้งั ฉากกับผิวของวัตถตุ ่อหน่ึงหน่วยพื้นท่ี เรียกว่า
ความดันของของเหลว ซง่ึ มีความสมั พนั ธก์ ับความลกึ จากระดับผวิ หนา้ ของของเหลว โดยบริเวณที่ลึกลง
ไปจากผิวหน้าของของเหลวมากข้ึนจะทำให้ความดนั ของเหลวเพ่มิ ข้นึ เนอ่ื งจากของเหลวท่อี ยู่ลึกกว่าจะ
มีน้ำหนักของของเหลวด้านบนกระทำมากกว่า และเมื่อวัตถุอยู่ในของเหลวจะมีแรงพยุง ซึ่งเป็นแรงท่ี
ของเหลวกระทำต่อวัตถทุ ีอ่ ยู่ในของเหลว มที ศิ ขนึ้ ในแนวดิง่ โดยขนาดของแรงพยงุ มคี ่าเทา่ กับขนาดของ
นำ้ หนักของของเหลวทถ่ี กู วัตถุแทนที่ หากนำ้ หนักของวัตถุและแรงพยงุ ของของเหลวมีคา่ เทา่ กนั วตั ถุจะ
ลอยนิ่งอยใู่ นของเหลว แตห่ ากวตั ถมุ ีน้ำหนักมากกวา่ แรงพยุงของของเหลววัตถจุ ะจม
ด้านทักษะกระบวนการ (P)
1. ทกั ษะการสงั เกต (Observing)
2. ทักษะการลงความเห็นจากขอ้ มูล (Inferring)
3. ทักษะการทดลอง (Experiment)
4. ทักษะการอภิปราย
ด้านคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ (A)
1. ใฝเ่ รยี นรู้
- ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมคี วามพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
กลา้ คิด กล้าพูดแสดงความคิดเห็น กลา้ แสดงออก
2. มุ่งม่นั ในการทำงาน
- มีความอดทน และทุ่มเทในการทำงาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด
แก้ปญั หา และคิดคน้ หาคำตอบ
3. มคี วามรบั ผิดชอบ
- รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามกำหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว
อยา่ งที่ดแี ก่ผอู้ ื่น
5. สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน
1. ความสามารถในการคดิ
2. ความสามารถในการสื่อสาร
3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ติ
4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
6. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ช่วั โมงท่ี 1
ขน้ั ที่ 1 ข้นั กระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูทบทวนความรู้เดมิ ของนักเรียนเกยี่ วกับ เรือ่ ง แรงเสยี ดทาน จากน้ันครูแจ้งจุดประสงค์
การเรยี นรูใ้ ห้นกั เรียนทราบ
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1.2 นักเรยี นดวู ดี ิทัศน์เก่ยี วกับความดันของของเหลว จากนั้นครตู ้งั ประเด็นคำถามกระตุ้นความ
สนใจนักเรียนว่า “เมื่อนำน้ำใส่ในลูกโป่ง ทำไมลูกโป่งจึงมีขนาดใหญ่ขึ้น” โดยให้นักเรียนแต่ละคน
รว่ มกันอภปิ รายแสดงความคิดเหน็ อย่างอิสระโดยไมม่ ีการเฉลยว่าถกู หรอื ผิด (แนวตอบ : เพราะแรงดัน
ของนำ้ ทำให้ลกู โป่งขยายตวั )
ขัน้ ที่ 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.2 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน จากนั้นให้
นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ เรื่อง แรงดันในของเหลว จากหนังสือเรียน
วทิ ยาศาสตร์ ม.2 หรอื แหลง่ การเรียนรู้ต่าง ๆ เชน่ อนิ เทอรเ์ นต็
2.3 นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกนั อภิปรายเรื่องทีไ่ ดศ้ ึกษา จากนั้นให้นักเรียนแต่ละคนเขียนสรปุ
ความรู้ที่ไดจ้ ากการศกึ ษาค้นควา้ ลงในสมดุ บันทึกวิชาวิทยาศาสตร์
ข้ันท่ี 3 ขัน้ สรา้ งคำอธบิ าย (Explanation)
3.1 . ครูสุ่มนักเรียน จำนวน 4 กลุ่ม ออกมาเสนอผลจากการศกึ ษาข้อมูลหน้าขน้ั เรยี น ใน
ระหวา่ งท่นี ักเรยี นนำเสนอ ครคู อยให้ข้อเสนอแนะเพม่ิ เติม เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นมคี วามเข้าใจท่ีถูกตอ้ ง
3.2 นักเรียนแตล่ ะคนพิจารณาภาพปลาที่อยู่ในภาชนะท่ีมรี ปู ทรงแตกตา่ งกนั จากหนังสอื เรยี น
วทิ ยาศาสตร์ ม.2 จากนนั้ ครตู ัง้ ประเด็นคำถามกระตุน้ ความคดิ นักเรียนว่า “ปลาท้ัง 2 ตัว จะไดร้ บั ความ
ดนั ของของเหลวเทา่ กันหรอื ไม่ อยา่ งไร” โดยใหน้ กั เรียนแต่ละคนร่วมกนั อภิปรายแสดงความคดิ เห็นเพ่อื
หาคำตอบ (แนวตอบ : เท่ากัน เนอ่ื งจากปลาทงั้ สองตวั อยใู่ นระดบั ความลึกที่เท่ากันซ่ึงรูปร่างของ
ภาชนะไมม่ ีผลตอ่ ความดันของของเหลว)
3.3 นกั เรยี นแตล่ ะคนศึกษาตัวอย่าง จากหนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ม.2 จากน้ันครูสุม่
นกั เรยี น จำนวน 2 คน ออกมาแสดงวิธกี ารคำนวณหาผลลัพธท์ ไ่ี ด้ศกึ ษา ครอู าจเสนอแนะหรอื อธบิ าย
เพิม่ เตมิ ในตัวอยา่ งนนั้ ๆ
3.4 ครูอธบิ ายเพมิ่ เติมให้นักเรยี นเขา้ ใจวา่ “เมือ่ วตั ถอุ ยใู่ นของเหลวจะมแี รงทขี่ องเหลวกระทำ
ตอ่ วตั ถุในทกุ ทิศทาง ซ่งึ แรงจะกระทำต่อวตั ถใุ นทิศทางตง้ั ฉากตอ่ หนึ่งพ้นื ที่ เรยี กว่า ความดันของ
ของเหลว ขนาดของแรงที่มากระทำตอ่ วตั ถุจะสมั พันธ์กบั พนื้ ที่ผวิ ของวัตถุ ความหนาแนน่ ของของเหลว
และความลกึ ของของเหลว โดยรูปร่างของภาชนะไม่มผี ลตอ่ ความดนั ของของเหลว”
ขั้นท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนและครูร่วมกันอภปิ รายเพิ่มเติม และเปิดโอกาสให้นักเรียนที่ไม่เข้าใจถาม เพื่อให้ได้
เข้าใจมากยิ่งขนึ้
ข้ันที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation)
2. ครปู ระเมนิ การเรยี นรขู้ องนักเรยี นดงั น้ี
- การบนั ทกึ การเรยี นรู้ลงในสมดุ บนั ทกึ วิชาวทิ ยาศาสตร์
- สงั เกตพฤตกิ รรมการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมของแตล่ ะกลุม่
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั่วโมงท่ี 2
ขัน้ ที่ 1 ข้นั กระต้นุ ความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนเกี่ยวกับ เรื่อง แรงดันของของเหลว จากนั้นครูแจ้ง
จุดประสงคก์ ารเรยี นรใู้ ห้นกั เรยี นทราบ
ขนั้ ท่ี 2 สำรวจและคน้ หา (Exploration)
2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 6 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน จากนั้นครูแจ้ง
จุดประสงค์ของกิจกรรม ความดันของของเหลว ใหน้ กั เรียนทราบเพือ่ เปน็ แนวทางการปฏิบัติกิจกรรมที่
ถกู ตอ้ ง
2.2 นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ร่วมกนั ศกึ ษากจิ กรรม ความดันของของเหลว เพือ่ ศกึ ษาปัจจยั ท่มี ีผลต่อ
ความดันของของเหลว จากหนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2
2.4 นักเรยี นแต่ละกลมุ่ รว่ มกนั ปฏิบตั กิ จิ กรรมตามข้นั ตอน จากหนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2
2.5 นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้และวิเคราะห์ผลการปฏิบัติกิจกรรม แล้ว
อภิปรายผลรว่ มกัน
ขัน้ ท่ี 3 ขั้นสรา้ งคำอธิบาย (Explanation)
2.1 นักเรียนแตล่ ะกลุม่ ออกมานำเสนอผลการปฏิบตั กิ ิจกรรมหน้าช้ันเรยี น ในระหวา่ งทนี่ กั เรยี น
นำเสนอ ครูคอยให้ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม เพอ่ื ให้นักเรียนมีความเข้าใจทถ่ี กู ตอ้ ง
2.2 ครถู ามคำถามทา้ ยกิจกรรม โดยให้นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ รว่ มกนั อภปิ รายแสดงความคดิ เห็นเพื่อ
หาคำตอบ ดังน้ี
- จากกิจกรรม ที่ระดับความสูงรูที่ 1 กับรูที่ 2 รูใดที่ของเหลวพุ่งออกจากขวดไปได้ระยะไกล
กวา่ กัน(แนวตอบ : พจิ ารณาจากผลการทำกจิ กรรมทเี่ กดิ ขึน้ จรงิ รูที่ 2 ของเหลวจะพุ่งไปได้ไกลกวา่
เนือ่ งจากความดันของของเหลวแปรผนั ตรงกับความลกึ ของของเหลว)
- จากกิจกรรมที่ระดับความสูงเดียวกันของเหลวชนิดใดที่พุ่งออกจากขวดไปได้ระยะทางไกล
กว่ากัน (แนวตอบ : พจิ ารณาจากผลการทำกจิ กรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ จริง ของเหลวทมี่ ีความหนาแนน่ มากกว่า
ยอ่ มมีความดันมากกว่าของเหลวทมี่ ีความหนาแน่นน้อยกวา่ )
2.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลกิจกรรม ความดันของของเหลวว่า “ที่ระดับความลึก
เดียวกนั แรงดันนำ้ จะพุง่ ออกมาเทา่ กนั แตถ่ า้ ยง่ิ ลึกข้ึน แรงดนั น้ำจะพุ่งออกมามากข้นึ เน่ืองจากทร่ี ะดบั
ความลึกมาก ความดันของของเหลวจะมีค่ามาก และที่ระดับความลึกเท่ากัน ของเหลวจะมีความดัน
เท่ากัน โดยรูปร่างของภาชนะไมม่ ีผลต่อแรงดนั นำ้ นอกจากนี้ท่ีระดับความลึกเท่ากันแรงดันน้ำจะแปร
ผันกับความหนาแน่นของของเหลว ถ้าของเหลวชนิดใดมีความหนาแน่นมากกว่าย่อมมีแรงดันน้ำ
มากกว่าของเหลวท่ีมคี วามหนาแนน่ นอ้ ยกว่า”
ข้ันที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
นักเรียนและครูร่วมกันอภปิ รายเพิ่มเติม และเปิดโอกาสให้นักเรียนที่ไม่เข้าใจถาม เพื่อให้ได้
เข้าใจมากย่ิงขน้ึ
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี