- ถา้ เกิดโรคเก่ยี วกับระบบหมนุ เวียนเลอื ดนกั เรียนจะทำอย่างไร
ข้นั ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครอู ธบิ ายเพิ่มเตมิ เก่ียวกับระบบหมนุ เวยี นเลือดโดยใชส้ ่อื Power Point
ข้นั ที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation)
1. ครูประเมนิ การเรยี นรู้ของนักเรียนดงั นี้
- การบนั ทึกการเรยี นรู้ลงในสมดุ บันทกึ วิชาวทิ ยาศาสตร์
- สงั เกตพฤตกิ รรมการปฏิบตั ิกิจกรรมการทดลองของแตล่ ะกล่มุ
7. การบรู ณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ( 3 ห่วง 2 เง่อื นไข)
หลักความพอประมาณ การใชเ้ วลาในการศกึ ษาหาความรแู้ ละทำงานเหมาะกับเวลา
หลกั มีเหตผุ ล
การอธิบายเก่ียวกบั อวยั วะหนา้ ท่ีของระบบหมนุ เวยี นเลอื ดด้อย่าง
หลักสร้างภูมคิ ุ้มกันในตวั ทด่ี ี เหมาะสมและถูกตอ้ ง
การเลอื กศกึ ษาจากแหล่งเรยี นรู้โดยมีความถูกตอ้ ง
เงอ่ื นไขความรู้ การวางแผนในการทำงานเปน็ กลุ่ม
เงือ่ นไขคุณธรรม การวิเคราะห์ผล สรปุ ผลเร่ืองระบบหมุนเวยี นเลอื ด
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ซอ่ื สัตย์ มวี ินยั ใฝเ่ รียนรู้ อยอู่ ยา่ งพอเพียง
8. สอ่ื /แหลง่ การเรียนรู้
สื่ออปุ กรณ์
1. หนงั สือเรยี นรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 2 เล่ม 1 สสวท.
2. อปุ กรณ์การทดลองเรือ่ งระบบหมนุ เวียนเลอื ด
3. Power Point เรื่องระบบหมุนเวยี นเลอื ด
แหล่งการเรียนรู้
1. ห้องสมุด
2. อินเทอร์เน็ต
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
9. เกณฑ์การประเมิน
สิงทีต่ อ้ งการวัด รายการ วิธีวดั ผล เครือ่ งมอื วัด เกณฑ์การประเมนิ ผล
4 คะแนน บอกแนวทางใน
ดา้ นความรู้ (K) นักเรียนสามารถ สมดุ บนั ทกึ วชิ า สมุดบนั ทึกวชิ า การดแู ลรักษาอวัยวะใน
ระบบหมุนเวียนเลอื ดให้
บอกแนวทางใน วทิ ยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ทำงานเปน็ ปกติไดถ้ ูกต้อง
รอ้ ยละ 80 ข้นึ ไป
การดแู ลรกั ษา เรื่องการดแู ลระบบ 3 คะแนน บอกแนวทางใน
การดูแลรักษาอวยั วะใน
อวัยวะในระบบ หมุนเวียนเลอื ด ระบบหมุนเวียนเลอื ดให้
ทำงานเป็นปกตไิ ด้ถูกต้อง
หมุนเวียนเลือดให้ ใบงานเรอื่ งการดแู ล ร้อยละ 70-79
2 คะแนน บอกแนวทางใน
ทำงานเป็นปกติ ระบบหมุนเวยี น การดูแลรักษาอวยั วะใน
ระบบหมุนเวียนเลือดให้
ได้ เลอื ด ทำงานเป็นปกตไิ ดถ้ ูกต้อง
รอ้ ยละ 60-69
1 คะแนน บอกแนวทางใน
การดแู ลรักษาอวัยวะใน
ระบบหมุนเวียนเลอื ดให้
ทำงานเปน็ ปกติไดถ้ ูกตอ้ ง
ร้อยละ 50-59
0 คะแนน บอกแนวทางใน
การดแู ลรกั ษาอวัยวะใน
ระบบหมุนเวียนเลือดให้
ทำงานเปน็ ปกตไิ ด้ถูกตอ้ ง
น้อยกวา่ รอ้ ยละ 50
ด ้ า น ท ั ก ษ ะ นกั เรียนสามารถ สงั เกตการปฏิบตั ิ แบบประเมนิ ทกั ษะ 3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรม
ก ร ะ บ ว น ก า ร ปฏิบัติกิจกรรม กจิ กรรมเรือ่ งการ กระบวนการ เกี่ยวกับการดูแลรักษา
(P) การดูแลรกั ษา ดูแลรกั ษาอวยั วะใน วิทยาศาสตร์ อวัยวะในระบบหมุนเวียน
เลือดให้ทำงานเปน็ ปกติตาม
อวยั วะในระบบ ระบบหมนุ เวียน
หมุนเวียนเลือดให้
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ทำงานเปน็ ปกติ เลอื ดให้ทำงานเปน็ กระบวนการทาง
ได้ ปกติทางดา้ น วทิ ยาศาสตรไ์ ดถ้ กู ตอ้ ง
กระบวนการทาง 2 คะแนน ปฏิบตั กิ ิจกรรม
วิทยาศาสตร์ เก่ยี วกับการดูแลรักษา
อวยั วะในระบบหมนุ เวียน
ดา้ นคณุ ลักษณะ นกั เรียนตระหนกั 1. สงั เกตพฤตกิ รรม แบบประเมิน เลือดให้ทำงานเปน็ ปกติตาม
กระบวนการทาง
อนั พงึ ประสงค์ ถึงความสำคญั การแสดงความ พฤตกิ รรม วทิ ยาศาสตรไ์ ด้ถูกตอ้ ง
บางส่วน
(A) ของระบบ คดิ เหน็ การตอบ 1 คะแนน ออกแบบและ
ปฏิบตั กิ ิจกรรมเก่ยี วกับการ
หมนุ เวียนเลอื ด คำถาม ดูแลรกั ษาอวยั วะในระบบ
หมุนเวยี นเลอื ดให้ทำงาน
โดยการบอก เป็นปกติตามกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ได้
แนวทางในการ คลาดเคลอ่ื น
ผ่าน หมายถึง มคี วาม
ดูแลรกั ษาอวัยวะ ตระหนกั ถงึ ความสำคัญของ
ระบบหมนุ เวยี นเลอื ด โดย
ในระบบ การบอกแนวทางในการดแู ล
รักษาอวยั วะในระบบ
หมนุ เวยี นเลือดให้ หมนุ เวียนเลือดให้ทำงาน
เปน็ ปกติ
ทำงานเปน็ ปกติ ปรบั ปรงุ หมายถงึ ไม่มี
ความตระหนักถึง
ความสำคญั ของระบบ
หมุนเวยี นเลอื ด โดยการ
บอกแนวทางในการดูแล
รักษาอวัยวะในระบบ
หมนุ เวยี นเลือดให้ทำงาน
เป็นปกติ
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 11 ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 2
2 คาบ
รายวชิ า ว 22101 วิทยาศาสตร์
หน่วยการเรยี นรู้ ระบบร่างกายมนษุ ย์
เรอ่ื ง โครงสร้างและหน้าทีข่ องอวยั วะในระบบประสาท
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ช้ีวดั
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสงิ่ มชี วี ิต หนว่ ยพืน้ ฐานของสง่ิ มชี ีวติ การลำเลียงสารเข้าและออกจาก
เซลล์ความสมั พนั ธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่
ทำงานสัมพนั ธก์ นั ความสมั พันธข์ องโครงสร้าง และหนา้ ท่ีของอวยั วะต่างๆ ของพืช
ที่ทำงานสัมพนั ธก์ นั รวมทัง้ นำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
ตวั ชวี้ ดั
ว 1.2 ม.2/10 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบประสาทส่วนกลางในการ
ควบคมุ การทำงานต่าง ๆ ของรา่ งกาย
2. สาระสำคญั
ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วยสมองและไขสนั หลัง จะทำหนา้ ทร่ี ว่ มกบั เส้นประสาท ซง่ึ
เปน็ ระบบประสาทรอบนอก ในการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงการแสดงพฤติกรรมเพ่ือ
การตอบสนองตอ่ สิง่ เรา้
เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นหน่วยรับความรู้สึก จะเกิดกระแสประสาทส่งไปตามเซลล์ประสำหรับ
ความรูส้ ึกไปยงั ระบบประสาทสว่ นกลาง แลว้ ส่งกระแสประสาทมาตามเซลลป์ ระสาทส่งั การ ไปยังหนว่ ย
ปฏบิ ตั งิ าน เชน่ กล้ามเน้อื
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. นักเรียนสามารถระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบประสาทส่วนกลางในการ
ควบคมุ การทำงานตา่ ง ๆ ของร่างกายได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถปฏิบัตกิ ิจกรรมเรอ่ื งระบบประสาทได้ (P)
3. นกั เรยี นปฏบิ ตั กิ ิจกรรมกลมุ่ ดว้ ยความมงุ่ มัน่ ตั้งใจและมีความรับผิดชอบ (A)
4. สาระการเรยี นรู้
ดา้ นความร(ู้ K)
ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วยสมองและไขสนั หลัง จะทำหน้าทรี่ ่วมกับเส้นประสาท ซง่ึ
เปน็ ระบบประสาทรอบนอก ในการควบคมุ การทำงานของอวยั วะต่าง ๆ รวมถงึ การแสดงพฤตกิ รรมเพื่อ
การตอบสนองต่อสง่ิ เร้า
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นหน่วยรับความรู้สึก จะเกิดกระแสประสาทส่งไปตามเซลล์ประสำหรับ
ความรู้สึกไปยงั ระบบประสาทส่วนกลาง แล้วสง่ กระแสประสาทมาตามเซลล์ประสาทส่ังการ ไปยงั หน่วย
ปฏบิ ัตงิ าน เชน่ กล้ามเนื้อ
ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (P)
1. ทกั ษะการสังเกต (Observing)
2. ทกั ษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring)
3. ทกั ษะการทดลอง (Experiment)
4. ทกั ษะการอภปิ ราย
ดา้ นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A)
1. ใฝเ่ รียนรู้
- ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมีความพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
กลา้ คดิ กลา้ พูดแสดงความคิดเหน็ กลา้ แสดงออก
2. มุ่งม่นั ในการทำงาน
- มีความอดทน และทุ่มเทในการทำงาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด
แกป้ ัญหา และคดิ คน้ หาคำตอบ
3. มีความรบั ผิดชอบ
- รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามกำหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว
อย่างทดี่ ีแกผ่ ู้อืน่
5. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการคดิ
2. ความสามารถในการสื่อสาร
3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5. ความสามารถในการแก้ปัญหา
6. การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ชวั่ โมงที่ 1
ขนั้ ท่ี 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูนักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 เพ่ือ
ตรวจสอบความเข้าใจของตนเองก่อนเรยี น
1.2 ครูถามคำถามเพื่อนำเข้าสู่บทเรียนว่า ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ทำงานประสานกันได้
อยา่ งไร (แนวตอบ ระบบต่าง ๆ ของรา่ งกายจะทำงานประสานกัน โดยมีระบบประสาททำหน้าที่รับ-ส่ง
กระแสประสาทไปควบคุมการทำงานของระบบตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย ให้เป็นไปอย่างปกต)ิ
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
1.3 ครถู ามคำถามจากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 เพื่อทบทวนความรู้เดิมกับนักเรียน
วา่ สมองทำหน้าทอ่ี ะไร (แนวตอบ สมองทำหน้าทีเ่ ปน็ ศูนย์กลางควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ของ
ร่างกาย)
ข้นั ท่ี 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 ครูให้นักเรียนแบ่งกลมุ่ กลุม่ ละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเกง่ ปานกลาง ออ่ น
2.2 ครูเกริ่นให้นักเรียนฟังว่า ระบบประสาทเป็นระบบควบคุมและประสานการทำงานของ
ระบบตา่ ง ๆ ของร่างกาย ประกอบดว้ ยสมอง ไขสนั หลงั และเสน้ ประสาท
2.3 นักเรียนศึกษาโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบประสาท ประกอบด้วยสมอง ไขสัน
หลัง และเส้นประสาท โดยใช้แบบจำลองอวัยวะในระบบประสาท หรือภาพจากหนังสือเรียน
วทิ ยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1
ขั้นท่ี 3 ขัน้ สร้างคำอธบิ าย (Explanation)
3.1 ครูให้นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ ออกมานำเสนอผลการศึกษา อธิบายหนา้ ทข่ี องสมอง (เซรีบรมั เซรี
เบลลัม ไฮโพทาลามัส ทาลามสั พอนส์ เมดัลลาออบลองกาตา) ไขสนั หลงั และเส้นประสาท
3.2 นักเรียนและครูรว่ มกนั อภิปรายผลการทดลองและหาขอ้ สรุปจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยครู
ใชค้ ำถามตอ่ ไปน้ี
- ระบบประสาทส่วนกลางประกอบด้วยอวัยวะใดบ้าง (แนวตอบ ระบบประสาทส่วนกลาง
ประกอบด้วยสมอง และไขสันหลัง)
- เพราะเหตุใดมนุษยจ์ ึงมีสมองส่วนเซรีบรัมขนาดใหญ่มาก (แนวตอบ เนื่องจากมนษุ ย์เป็น
สิง่ มชี วี ิตท่ีมีการใช้ความคดิ ความจำ และสติปญั ญามาก ซง่ึ สมองสว่ น เซรีบรัมทำหน้าที่ควบคุมความคิด
ความจำ สติปัญญา และการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย จึงมำให้สมองส่วนน้ีมีขนาดใหญก่ ว่าสมองส่วน
อื่น ๆ)
- เซลล์ประสาทมีรูปร่างแตกต่างจากเซลล์อื่น ๆ อย่างไร (แนวตอบ เซลล์ประสาทแบ่ง
ออกเป็นตัวเซลล์ซึ่งประกอบด้วยนิวเคลียสและไซโทพลาซึมที่มีออร์แกเนลล์อยู่ภายใน ทำหน้าท่ี
สังเคราะห์สารที่จำเป็นสำหรับเซลล์ประสาท และใยประสาทเป็นส่วนที่แยกออกมาจากตัวเซลล์ ทำ
หนา้ ทร่ี ับ-ส่งกระแสประสาท ซึง่ มลี ักษณะแตกต่างจากเซลล์อนื่ ๆ)
- เดนไดรต์กับแอกซอนมีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร (แนวตอบ เดนไดรต์เป็นใยประสาทท่ี
นำกระแสประสาทเข้าสู่ตวั เซลล์ สว่ นแอกซอนเป็นใยประสาทที่นำกระแสประสาทออกจากตัวเซลล์ ซ่ึง
เซลล์ประสาทแต่ละเซลล์อาจมีเดนไดรต์เพียง 1 เส้น หรือหลายเส้น แต่แอกซอนจะมีเพียงเส้นเดียว
เท่านั้น)
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
3.3 ครูถามคำถามท้าทายการคดิ จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 กับนักเรยี นว่า หาก
ถูกทำร้ายโดยใช้ของแข็งตีบริเวณท้ายทอยอย่างรนุ แรง จะส่งผลต่อร่างกายอย่างไร (แนวตอบ บริเวณ
ทายทอยเปนบริเวณสมองส่วนเซรีเบลลัม ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว และการทรงตัวของ
ร่างกาย หากสมองส่วนนี้ได้รับการกระทบกระเทือนอาจมีผลต่อการทรงตัว และการเคลื่อนไหวของ
ร่างกายทผ่ี ิดปกติ)
3.4 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบประสาท
เพือ่ ใหไ้ ดข้ อ้ สรปุ ว่า ระบบประสาทประกอบด้วยสมองทำหน้าทเ่ี ป็นศูนย์กลางการทำงานของอวัยวะต่าง
ๆ ซึ่งสมองแต่ละส่วนจะทำหน้าที่แตกต่างกัน ไขสันหลังทำหน้าที่ส่งผ่านกระแสประสาทจากหน่วยรับ
ความรู้สึกไปยังสมอง และจากสมองไปยังหน่วยปฏิบัติงาน และเส้นประสาททำหน้าที่ส่งผ่านกระแส
ประสาทไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งในสมองและไขสันหลังจะมีเซลล์ประสาทจำนวนมาก
ประกอบด้วยตัวเซลลแ์ ละใยประประสาท (แอกซอนและเดรนไดรต์)
ข้ันท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครูให้นกั เรียนทำใบงานเรอ่ื งระบบประสาท
ชั่วโมงท่ี 2
ขน้ั ที่ 1 ขน้ั กระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1.1 ทบทวนความรูจ้ ากชัว่ โมงทแี่ ลว้ ให้นกั เรยี นทราบพอสงั เขปวา่ ระบบประสาททำหน้าที่
ควบคุมและประสานการทำงานของระบบต่าง ๆ ของรา่ งกาย ประกอบด้วยสมอง ไขสันหลัง และ
เส้นประสาท
1.2 ครูใชถ้ ามคำถามนักเรยี นวา่ เพราะเหตใุ ด เมื่อนกั เรยี นเดนิ เหยยี บตะปู จะยกเทา้ หนี
ทันที(แนวตอบ เนือ่ งจากมีการส่งกระแสประสาทจากเทา้ ไปยังสมอง ทำให้สมองรับรถู้ งึ ความเจบ็ ปวด
จากการเหยียบตะปู จงึ สง่ั การมายังกล้ามเนอ้ื บริเวณขาใหย้ กเทา้ หนอี อกทนั ท)ี
ขนั้ ท่ี 2 สำรวจและคน้ หา (Exploration)
2.1 ครูใหน้ ักเรยี นแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน
2.2 นักเรียนร่วมกันศึกษาการทำงานของระบบประสาทเมื่อถูกหนามทิ่ม จากหนังสือเรียน
วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 หรือใชว้ ิดที ศั น์จากสือ่ ออนไลน์ เช่น
- https://www.youtube.com/watch?v=Nn2RHLWST-k
ขั้นท่ี 3 ขนั้ สรา้ งคำอธบิ าย (Explanation)
3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลการศึกษา กลุ่ม เขียนแผนผังแสดงการทำงาน
ของระบบประสาทเมื่อถกู หนามทิ่ม
3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลการทำกิจกรรมและหาข้อสรุปจากการปฏิบัติกิจกรรม
โดยครใู ช้คำถามตอ่ ไปนี้
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- เพราะเหตใุ ดเมื่อถกู หนามท่ิมหรือเดินเหยียบตะปู จึงร้สู กึ เจบ็ (แนวตอบ เน่ืองจากมี
การส่งกระแสประสาทไปยังไขสันหลังและสมอง ทำใหส้ มองรบั รถู้ งึ ความเจ็บปวด)
- กระแสประสาทจะส่งต่อไปยังไขสันหลังและสมองได้อย่างไร (แนวตอบ กระแส
ประสาทถูกส่งไปยังสมองและไขสันหลังผ่านเส้นประสาท ซึ่งเส้นประสาทจะมีเซลล์ประสาทต่อกันเป็น
ร่างแหเพอ่ื รบั -ส่งกระแสประสาท โดยแอกซอนของเซลล์ประสาทหนงึ่ จะแตกออกเป็น ก่งิ กา้ น แล้วไป
แนบชิดกบั เดนไดรตข์ องอกี เซลลป์ ระสาทหนงึ่ จงึ มกี ารรบั -ส่งกระแสประสาทจากเซลล์ประสาทตอ่ ๆ กัน
จนไปถงึ เซลล์ประสาททไี่ ขสนั หลังและสมอง ตามลำดับ)
- ระบบประสาทมีการทำงานอยา่ งไร (แนวตอบ เมอื่ หน่วยรับความรูส้ ึกได้รบั การกระตุ้น
กลุ่มเซลล์รับความรู้สึกจะส่งกระแสประสาทไปยังไขสันหลัง แล้วส่งกระแสประสาทต่อไปยังสมอง ซ่งึ
สมองจะส่งกระแสประสาทผ่านไขสันหลังไปยังหน่วยปฏิบัติงาน เพื่อกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของ
อวัยวะที่ไดร้ ับการกระตนุ้ ให้แสดงพฤตกิ รรมทตี่ อบสนองตอ่ สง่ิ เร้าท่ีไดร้ ับ)
3. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกีย่ วกับการทำงานของระบบประสาทเมื่อถกู หนามท่ิม
เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า เมื่อถูกหนามทิ่ม หน่วยรับความรู้สึกบริเวณปลายนิว้ จะส่งกระแสประสาทไปยงั ไข
สันหลัง และส่งต่อไปยังสมองทำให้รู้สกึ เจ็บ และไขสันหลังจะส่งกระแสประสาทไปสั่งการให้กล้ามเน้ือ
โคนแขนพบั งอ และยกปลายนวิ้ ออกจากหนาม
ขั้นท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 นักเรยี นและครรู ่วมแสดงความคิดเหน็ เพอ่ื ให้เขา้ ใจมากย่ิงขนึ้
ขัน้ ท่ี 5 ขัน้ ประเมิน (Evaluation)
1. ครูประเมนิ การเรยี นร้ขู องนักเรียนดงั น้ี
- การบนั ทกึ การเรียนรูล้ งในสมดุ บันทึกวชิ าวิทยาศาสตร์
- สงั เกตพฤติกรรมการปฏิบตั กิ ิจกรรมของแต่ละกลุ่ม
- การตอบคำถามในช้นั เรียน
7. การบรู ณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ( 3 หว่ ง 2 เงือ่ นไข)
หลักความพอประมาณ การใชเ้ วลาในการศกึ ษาหาความร้แู ละทำงานเหมาะกับเวลา
หลักมีเหตุผล
การอธบิ ายเก่ียวกบั อวัยวะหน้าทขี่ องระบบประสาทไดอ้ ย่าง
หลักสร้างภูมิคุ้มกนั ในตวั ที่ดี เหมาะสมและถูกต้อง
การเลือกศกึ ษาจากแหลง่ เรยี นรโู้ ดยมีความถูกต้อง
เงอ่ื นไขความรู้ การวางแผนในการทำงานเปน็ กล่มุ
เง่ือนไขคณุ ธรรม การวเิ คราะหผ์ ล สรปุ ผลเรื่องอวยั วะและหนา้ ที่ของระบบประสาท
รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ซ่อื สัตย์ มวี ินยั ใฝ่เรยี นรู้ อย่อู ย่างพอเพียง
8. สือ่ /แหล่งการเรยี นรู้
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ส่ืออปุ กรณ์
1. หนงั สือเรียนรายวชิ าวิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 2 เลม่ 1
2. Power Point เรื่องระบบประสาท
3. วิดีโอ จาก https://www.youtube.com/watch?v=Nn2RHLWST-k
แหล่งการเรยี นรู้
1. หอ้ งสมดุ
2. อินเทอร์เน็ต
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
9. เกณฑก์ ารประเมิน
สิงท่ีตอ้ งการวดั รายการ วิธวี ัดผล เครอื่ งมอื วัด เกณฑ์การประเมินผล
สมุดบนั ทกึ วชิ า 4 คะแนน ระบอุ วัยวะและ
ดา้ นความรู้ (K) นักเรยี นสามารถระบุอวัยวะ สมุดบันทกึ วิชา วทิ ยาศาสตร์ บรรยายหนา้ ท่ีของอวัยวะใน
ระบบประสาทส่วนกลางใน
และบรรยายหนา้ ทีข่ อง วิทยาศาสตร์ การควบคมุ การทำงานต่าง
ๆ ของรา่ งกายได้ถกู ตอ้ งรอ้ ย
อวัยวะในระบบประสาท เร่ืองระบบประสาท ละ 80 ข้ึนไป
3 คะแนน ระบุอวัยวะและ
ส่วนกลางในการควบคุม ใบงานเรอ่ื งระบบ บรรยายหนา้ ท่ขี องอวัยวะใน
ระบบประสาทสว่ นกลางใน
การทำงานตา่ ง ๆ ของ ประสาท การควบคมุ การทำงานตา่ ง ๆ
ของรา่ งกายไดถ้ ูกต้องรอ้ ยละ
ร่างกายได้ 70-79
2 คะแนน ระบุอวัยวะและ
บรรยายหนา้ ทขี่ องอวยั วะใน
ระบบประสาทส่วนกลางใน
การควบคุม การทำงานต่าง ๆ
ของร่างกายได้ถกู ตอ้ งร้อยละ
60-69
1 คะแนน ระบอุ วยั วะและ
บรรยายหน้าทีข่ องอวยั วะใน
ระบบประสาทสว่ นกลางใน
การควบคุม การทำงานตา่ ง ๆ
ของร่างกายได้ถกู ต้องรอ้ ยละ
50-59
0 คะแนน ระบุอวยั วะและ
บรรยายหน้าท่ีของอวัยวะใน
ระบบประสาทสว่ นกลางใน
การควบคมุ การทำงานตา่ ง
ๆ ของร่างกายไดถ้ กู ต้องน้อย
กว่ารอ้ ยละ 50
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ด ้ า น ท ั ก ษ ะ นักเรยี นสามารถปฏิบตั ิ สงั เกตการปฏบิ ัติ แบบประเมนิ 3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรม
กระบวนการ (P) กจิ กรรมเรอื่ งอวยั วะและ กจิ กรรมเรื่องอวัยวะ ทกั ษะ การเกี่ยวกับเรื่องอวัยวะและ
และหน้าท่ขี องระบบ กระบวนการ หนา้ ท่ีของระบบประสาทตาม
หน้าท่ขี องระบบประสาทได้ ประสาททางด้าน วิทยาศาสตร์ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
กระบวนการทาง ไดถ้ กู ต้อง
วิทยาศาสตร์ 2 คะแนน ปฏบิ ตั ิกจิ กรรม
เก่ยี วกับเรื่องอวยั วะและ
ด้านคุณลักษณะ นกั เรียนปฏบิ ตั กิ จิ กรรมกล่มุ 1.สงั เกตการใฝ่รู้ มี แบบประเมนิ หน้าท่ขี องระบบประสาทตาม
พฤติกรรมราย กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
อนั พึงประสงค์ ดว้ ยความมงุ่ มน่ั ตงั้ ใจและมี ความรับผิดชอบ กลมุ่ ได้ถูกต้องบางสว่ น
1 คะแนน ออกแบบและ
(A) ความใฝ่รู้ในการเรยี น มุ่งมนั่ ในการทำงาน ปฏิบตั กิ ิจกรรมเกย่ี วกับเรื่อง
อวยั วะและหนา้ ทีข่ องระบบ
กลุม่ ประสาทตามกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตรไ์ ด้
2.สังเกตพฤติกรรม คลาดเคลื่อน
การแสดงความ ผ่าน หมายถึง ให้ความ
รว่ มมือ สนใจใฝร่ รู้ ับผิดชอบ
คดิ เหน็ การตอบ มงุ่ ม่นั ในการทำงานกลมุ่
ปรบั ปรงุ หมายถงึ ไมใ่ ห้ความ
ร่วมมือ ไม่สนใจใฝร่ ูไ้ ม่
รับผดิ ชอบ และไมม่ ุ่งมัน่ ใน
การทำงานกลมุ่
คำถาม
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ใบงานที่ 1.4
เรอื่ ง ระบบประสาท
คำชี้แจง : จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง
จงอธิบายหน้าที่ของสมองส่วนต่าง ๆ ต่อไปน้ีให้ถูกต้อง
1. สมองสว่ น.................................................................... 2. สมองสว่ น....................................................................
หน้าท่.ี .......................................................................... หนา้ ท.่ี ..........................................................................
.................................................................................... ....................................................................................
3. สมองสว่ น.................................................................... 4. สมองสว่ น....................................................................
หน้าท่.ี .......................................................................... หนา้ ท่ี...........................................................................
.................................................................................... ....................................................................................
5. สมองส่วน.................................................................... 6. สมองสว่ น....................................................................
หนา้ ท่ี........................................................................... หนา้ ท.ี่ ..........................................................................
.................................................................................... ....................................................................................
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ใบงานท่ี 1.4 เฉลย
เรื่อง ระบบประสาท
คำชี้แจง : จงตอบคำถามต่อไปน้ีให้ถูกต้อง
จงอธิบายหน้าท่ีของสมองส่วนต่าง ๆ ต่อไปน้ีให้ถูกต้อง
1. สมองส่วน..................เ..ซ..ร..ีบ...ร..ัม....................................... 2. สมองสว่ น..................ไ..ฮ..โ.พ...ท...า..ล..า..ม..สั...............................
หนา้ ท่.ี ...................ค...ว...บ...ค...ุ.ม...ค...ว...า...ม...ค...ิ.ด......ค...ว...า...ม...จ...ำ.. หนา้ ท.่ี ..................ค...ว..บ..ค...ุม..อ...ุณ...ห...ภ...ูม..ิ..ก...า..ร..เ.ต..้.น..ข...อ..ง..ห...ัว..ใ..จ.
......ส...ต..ิป...ัญ...ญ...า....แ..ล..ะ...เ.ป...็น..ศ...ูน...ย..์ค...ว..บ..ค...มุ ..ก...า..ร..ท..ำ..ง..า..น...ต..่า..ง...ๆ.. ......ค..ว..า..ม...ด..ัน....แ..ล..ะ...ค..ว..า..ม..ต...้อ..ง..ก..า..ร..พ...ื้น...ฐ..า..น..ข..อ...ง..ร..า่ .ง..ก...า..ย......
ของร่างกาย 4. สมองส่วน...............เ.ม..ด...ัล..ล..า....อ..อ..บ...ล..อ...ง.ก...า..ต..า...................
หน้าท่ี................ค..ว..บ...ค..ุม...ก..า..ร..เ.ต...้น..ข...อ..ง..ห...วั ..ใ.จ....ก...า.ร..ห...า..ย...ใ.จ...
3. ห.ส..นม...อ้าห..ทง.ล.ส.ี่.ง่ั..ว่..น...น...ำ้ ....ล.......า......ย...........แ.......ล.....ค..ะ.....ว..ก.....บ..า.พ.....รค...อ...เ..ุ.มค.น......กล..ส.....ือ่.า.์.....รน......ห..ไ....ห...า......วย......ขใ......จอ........ง...ก...ใ....บา......ร..ห....เ...น..ค.......้าี้..ย.......ว.........ก.........า......ร..... ..ค...ว..า..ม..ด...นั ..เ.ล...ือ..ด....ก..า..ร..จ..า..ม....ก...า.ร..อ...า..เ.จ..ีย...น...ก...า..ร..ก..ล..ืน.............
5. สมองสว่ น..............เ.ซ...ร..ีเ.บ...ล..ล..มั........................................ 6. สมองสว่ น..............ท...า..ล..า..ม...ัส..........................................
หนา้ ที่...............ค...ว..บ..ค...ุม..ก...า..ร..เ.ค...ล..ื่อ...น..ไ..ห...ว...ก..า..ร..ท...ร..ง..ต..วั....... หน้าท่.ี ..............ศ...ูน...ย..์ร..ว...บ..ร..ว...ม..ก...ร..ะ..แ...ส..ป...ร..ะ...ส..า..ท...เ..ข..้า.......
..ข..อ..ง..ร..า่..ง..ก..า..ย.................................................................. ..แ..ล...ะ..อ..อ..ก...จ..า..ก..ส...ม..อ..ง.......................................................
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 12 ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2
1 คาบ
รายวิชา ว 22101 วิทยาศาสตร์
หน่วยการเรียนรู้ ระบบรา่ งกายมนษุ ย์
เร่อื ง การดูแลรกั ษาอวยั วะในระบบประสาท
1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวชี้วดั
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบตั ิของส่งิ มีชวี ติ หน่วยพนื้ ฐานของสง่ิ มีชีวิต การลำเลยี งสารเข้าและออกจาก
เซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหนา้ ท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ี
ทำงานสมั พันธก์ นั ความสมั พันธข์ องโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืช
ทท่ี ำงานสัมพนั ธ์กัน รวมทง้ั นำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
ตวั ช้วี ัด
ว 1.2 ม.2/11 ตระหนักถึงความสำคัญของระบบประสาท โดยการบอกแนวทางในการดูแล
รกั ษารวมถงึ การปอ้ งกันการกระทบ กระเทอื นและอันตรายตอ่ สมองและไขสันหลัง
2. สาระสำคัญ
ระบบประสาทเปน็ ระบบทม่ี ีความซับซ้อนและมีความสมั พนั ธ์กับทุกระบบในร่างกาย ดังน้ัน จึง
ควรป้องกันการเกิดอุบัติเหตทุ ี่กระทบ กระเทือนต่อสมอง หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด หลีกเลี่ยงภาวะ
เครียด และรับประทานอาหารท่ีมปี ระโยชนเ์ พอ่ื ดูแลรกั ษาระบบประสาทให้ทำงานเป็นปกติ
3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
4. นกั เรยี นสามารถบอกวธิ ีการดแู ลรักษาระบบประสาทได้ (K)
5. นกั เรียนสามารถปฏบิ ตั กิ ิจกรรมเรอื่ งระบบประสาทได้ (P)
6. นักเรยี นตระหนักถึงความสำคญั ของระบบประสาท โดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษา
รวมถงึ การปอ้ งกนั การกระทบ กระเทอื นและอันตรายตอ่ สมองและไขสนั หลัง (A)
4. สาระการเรยี นรู้
ด้านความรู้(K)
ระบบประสาทเป็นระบบท่มี ีความซับซ้อนและมีความสมั พันธ์กับทุกระบบในร่างกาย ดังนั้น จึง
ควรป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่กระทบ กระเทือนต่อสมอง หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด หลีกเลี่ยงภาวะ
เครียด และรับประทานอาหารท่ีมปี ระโยชน์เพือ่ ดแู ลรกั ษาระบบประสาทใหท้ ำงานเป็นปกติ
ดา้ นทักษะกระบวนการ (P)
1. ทักษะการสงั เกต (Observing)
2. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมลู (Inferring)
3. ทักษะการทดลอง (Experiment)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
4. ทกั ษะการอภปิ ราย
ด้านคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
1. ใฝ่เรียนรู้
- ตั้งใจเรยี น เอาใจใส่และมคี วามพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
กล้าคิด กลา้ พดู แสดงความคดิ เห็น กล้าแสดงออก
2. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน
- มีความอดทน และทุ่มเทในการทำงาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด
แกป้ ัญหา และคิดคน้ หาคำตอบ
3. มีความรับผดิ ชอบ
- รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามกำหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว
อย่างที่ดแี กผ่ อู้ ่นื
5. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการคดิ
2. ความสามารถในการสอ่ื สาร
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5. ความสามารถในการแก้ปัญหา
6. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ข้ันท่ี 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1.1 ครใู ห้นักเรียนดูภาพเก่ียวกับคนเสียสติเดนิ อยูต่ ามถนน
1.2 ครใู หน้ กั เรยี นบอกสิง่ ทีเ่ หน็ จากภาพ และอภิปรายเกยี่ วกับอาการดังกล่าว
1.3 ครใู ชค้ ำถามดงั ต่อไปน้ี
- นักเรียนคิดว่า ทำไมคนในภาพจึงมีลักษณะเช่น (เกิดจากระบบประสาททำงาน
ผดิ ปกต)ิ
ข้ันท่ี 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 ครใู ห้นกั เรียนแบ่งกลุ่มกล่มุ ละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน
2.2 ครูทบทวนความรู้จากชั่วโมงที่แล้วให้นักเรียนทราบพอสังเขปว่า ระบบประสาททำหน้าที่
รับ-ส่งกระแสประสาทไปกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งหากระบบประสาททำงาน
ผิดปกติอาจสง่ ผลใหเ้ กดิ โรคต่าง ๆ ตามมา
2.3 นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับโรคอัมพฤกษ์และอัมพาต โรคอัลไซเมอร์ และการดูแลรักษาระบบ
ประสาท จากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1
ข้ันท่ี 3 ขัน้ สร้างคำอธบิ าย (Explanation)
3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลการศกึ ษา
3.2 นกั เรียนและครรู ว่ มกนั อภิปรายผลการศกึ ษาและหาข้อสรุปจากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยครู
ใชค้ ำถามต่อไปนี้
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- โรคอัมพฤกษ์และอัมพาตเกิดจากสาเหตุใด (แนวตอบ โรคอัมพฤกษ์และอัมพาตเกิดจาก
ความผิดปกติของสมองในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนือ้ และการรับความรู้สกึ ซึ่งความผดิ ปกติ
ของสมองเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การอุดตันของหลอดเลือดแดง ในสมองทำให้สมองขาดเลือดและ
สมองตาย การแตกของหลอดเลือดแดงในสมองจากความดันเลือดสูง การได้รับการกระทบกระเทือน
บริเวณศีรษะ หรอื เกิดจากโรคบางชนดิ เชน่ โรคเบาหวาน ความดันเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด)
- เพราะเหตุใดจงึ มกั พบการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ(แนวตอบ โรคอลั ไซเมอร์สามารถ
พบได้ทุกช่วงวัย แต่จะพบมากในผู้สูงอายุ เนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เซลล์สมองหรือเซลล์
ประสาทเสื่อมลงจากการใช้งานมาก และยังเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น พันธุกรรม การได้รับ
บาดเจ็บของสมอง การเปน็ โรคบางโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลอื ดสูง)
- การสวมใสห่ มวกกันน็อคขณะขบั ข่รี ถจักรยานยนต์มปี ระโยชนอ์ ย่างไร(แนวตอบ การสวม
หมวกกันน็อคจะช่วยป้องกันไม่ให้สมองได้รับการกระทบกระเทือน เมื่อเกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่
รถจักรยานยนต)์
- การรับประทานข้าวกลอ้ ง เมล็ดธัญพืช และเครื่องในสตั ว์ มีส่วนช่วยบำรุงระบบประสาท
อยา่ งไร (แนวตอบ เนือ่ งจากอาหารดังกลา่ วมวี ติ ามนิ บี 1 สงู ซึ่งเปน็ วิตามินท่ีช่วยบำรุงสมอง และช่วยให้
ระบบประสาทบริเวณตา่ ง ๆ ของรา่ งกายทำงานอยา่ งปกต)ิ
3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทเพื่อใหไ้ ด้ข้อสรุป
ดังนี้ โรคอัมพฤกษ์และอัมพาตเกิดจากความผิดปกติของสมองในการควบคุมกล้ามเนื้อแขนและขา ซ่ึง
อาจเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดในสมอง หรือการแตกของหลอดเลือดในสมองทำให้สมองขาด
เลอื ด การไดร้ ับการกระทบกระเทือนบรเิ วณศรี ษะ หรือเกิดจากโรคบางโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคความ
ดันโลหิตสูง โรคอัลไซเมอร์เกิดจากเซลล์สมองและเซลล์ประสาทในสมองเสื่อมหรอื ถูกทำลาย ส่งผลต่อ
ความจำ ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ จึงควรดูแลรักษาระบบประสาท โดยระมัดระวังการกระทบกระเทือน
บรเิ วณศีรษะและไขสนั หลงั
ขนั้ ท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 นกั เรยี นและครรู ่วมกนั สรปุ เรื่อง ระบบประสาท ในประเดน็ ต่าง ๆ ดงั น้ี
- ความสำคญั ของระบบประสาท
- โครงสร้างและหน้าท่ีของอวยั วะในระบบประสาท
- การทำงานของระบบระบบประสาท
- การดูแลรักษาระบบระบบประสาท
นักเรียนสรุปในรูปผังมโนทศั น์ลงกระดาษ A4
ข้นั ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
1. ครูประเมินการเรยี นรขู้ องนักเรยี นดังนี้
- การบันทึกการเรียนรลู้ งในสมดุ บนั ทกึ วชิ าวทิ ยาศาสตร์
- สงั เกตพฤติกรรมการปฏิบตั ิกจิ กรรมของแตล่ ะกลุม่
- การทดสอบหลงั เรยี น
- การตอบคำถามในชน้ั เรยี น
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
7. การบรู ณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ( 3 ห่วง 2 เง่อื นไข)
หลกั ความพอประมาณ การใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้และทำงานเหมาะกับเวลา
หลักมีเหตุผล
การอธิบายเกีย่ วกบั การดแู ลรกั ษาระบบประสาทได้อยา่ งเหมาะสม
หลักสร้างภมู ิคุ้มกันในตวั ทีด่ ี และถูกตอ้ ง
การเลือกศกึ ษาจากแหลง่ เรยี นร้โู ดยมีความถูกต้อง
เงื่อนไขความรู้ การวางแผนในการทำงานเปน็ กลมุ่
เง่ือนไขคณุ ธรรม การวิเคราะห์ผล สรปุ ผลเร่ืองการดแู ลระบบประสาท
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ซอื่ สัตย์ มีวนิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
8. ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้
ส่อื อุปกรณ์
1. หนงั สอื เรยี นรายวชิ าวิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 เล่ม 1
2. Power Point เร่ืองระบบประสาท
3. ภาพเก่ยี วกบั ระบบประสาท
แหล่งการเรียนรู้
1. ห้องสมุด
2. อินเทอรเ์ น็ต
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
สงิ ที่ตอ้ งการวัด รายการ วธิ ีวัดผล เครือ่ งมือวัด เกณฑก์ ารประเมนิ ผล
ดา้ นความรู้ (K) สมุดบันทกึ วิชา
นักเรยี นสามารถบอก สมุดบนั ทึกวิชา วทิ ยาศาสตร์ 4 คะแนน บอกวิธีการดแู ลรักษาระบบ
ดา้ นทกั ษะ ประสาทได้ถูกต้องร้อยละ 80 ขน้ึ ไป
กระบวนการ (P) วิธีการดแู ลรักษา วิทยาศาสตร์ แบบประเมนิ ทกั ษะ 3 คะแนน บอกวธิ ีการดแู ลรกั ษาระบบ
กระบวนการ ประสาทได้ถกู ตอ้ งรอ้ ยละ 70-79
ดา้ นคุณลกั ษณะ ระบบประสาทได้ เรอื่ งการดูแลระบบ วิทยาศาสตร์ 2 คะแนน บอกวธิ กี ารดแู ลรักษา
อันพึงประสงค์ ระบบประสาทได้ถูกตอ้ งรอ้ ยละ 60-
(A) ประสาท แบบประเมิน 69
พฤตกิ รรม 1 คะแนน บอกวธิ ีการดแู ลรักษา
แผนผังสรปุ ระบบ ระบบประสาทได้ถูกตอ้ งร้อยละ 50-
59
ประสาท 0 คะแนน บอกวิธกี ารดูแลรักษา
ระบบประสาทได้ถกู ตอ้ งน้อยกว่ารอ้ ย
นกั เรยี นสามารถ สังเกตการปฏบิ ตั ิ ละ 50
ปฏบิ ัติกิจกรรมเรือ่ ง กจิ กรรมเรอ่ื งการ
การดแู ลระบบ 3 คะแนน ปฏบิ ัติกจิ กรรมเกีย่ วกับการ
ประสาทได้ ดแู ลระบบประสาท ดูแลระบบประสาทตามกระบวนการ
ทางด้าน ทางวทิ ยาศาสตร์ไดถ้ ูกตอ้ ง
2 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมการเกี่ยวกับ
กระบวนการทาง การดแู ลระบบประสาทตาม
วทิ ยาศาสตร์ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้
ถูกตอ้ งบางส่วน
นักเรยี นตระหนกั ถงึ 1.สงั เกตพฤตกิ รรม 1 คะแนน ออกแบบและปฏบิ ตั ิ
ความสำคัญของ การแสดงความ กจิ กรรมเกี่ยวกบั การดูแลระบบ
ประสาทตามกระบวนการทาง
ระบบประสาท โดย คดิ เหน็ การตอบ วิทยาศาสตร์ได้คลาดเคล่ือน
การบอกแนวทางใน คำถาม
ผา่ น หมายถึง มีความตระหนกั ถึง
การดแู ลรักษารวมถงึ ความสำคัญของระบบประสาท
การปอ้ งกันการ ปรับปรุง หมายถึง ไม่มีตระหนกั ถึง
กระทบ กระเทือน ความสำคัญของระบบประสาท
และอันตรายตอ่
สมองและไขสนั หลัง
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 13 ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2
2 คาบ
รายวชิ า ว 22101 วิทยาศาสตร์
หนว่ ยการเรยี นรู้ ระบบร่างกายมนุษย์
เรอื่ ง โครงสรา้ งและหนา้ ทีข่ องอวัยวะระบบสบื พันธุ์
1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวชว้ี ัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบตั ิของสิง่ มีชีวิต หนว่ ยพน้ื ฐานของส่ิงมีชวี ิต การลำเลยี งสารเขา้ และออกจาก
เซลลค์ วามสมั พันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ขี องระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ี
ทำงานสมั พนั ธ์กัน ความสมั พนั ธ์ของโครงสร้าง และหน้าทขี่ องอวยั วะต่างๆ ของพืช
ทีท่ ำงานสมั พนั ธก์ ัน รวมท้งั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชีว้ ัด
ว 1.2 ม.2/12 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ของเพศชายและ
เพศหญงิ โดยใชแ้ บบจำลอง
2. สาระสำคัญ
มนุษยม์ รี ะบบสืบพนั ธุท์ ี่ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ทท่ี ำหน้าทีเ่ ฉพาะ โดยรังไข่ในเพศหญิงจะทำ
หน้าท่ีผลิตเซลล์ไข่ ส่วนอัณฑะในเพศชายจะทำหน้าที่สร้างเซลลอ์ สจุ ิ
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นักเรียนสามารถระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ของเพศชายและ
เพศหญงิ โดยใชแ้ บบจำลองได้ (K)
2. นักเรยี นสามารถปฏบิ ตั กิ จิ กรรมเรอ่ื งระบบสบื พันธุ์ได้ (P)
3. นักเรยี นปฏิบัติกิจกรรมกล่มุ ด้วยความมงุ่ มัน่ ต้ังใจและมคี วามรับผดิ ชอบ (A)
4. สาระการเรยี นรู้
ด้านความรู(้ K)
- ระบบสบื พันธ์เุ พศชาย ประกอบดว้ ยอวยั วะหลายอวยั วะท่ีทำหนา้ ท่ีสมั พนั ธก์ นั ได้แก่ อัณฑะ
ทำหนา้ ที่สร้างฮอรโ์ มนเพศชายและเซลลอ์ สุจิ ถุงหุ้มอณั ฑะทำหน้าท่ีห่อห้มุ อัณฑะและปรับอุณหภูมิของ
อัณฑะให้ต่ำกว่าปกติ หลอดเก็บอสุจิทำหน้าที่เก็บเซลล์อสุจิที่สร้างจากอัณฑะ หลอดนำอสุจิทำหน้าที่
เปน็ ทางผ่านของเซลล์อสจุ ิ ตอ่ มลกู หมากทำหนา้ ที่หลง่ั สารที่มีสมบัตเิ ป็นเบสเพ่อื ลดความเปน็ กรดในช่อง
คลอดของเพศหญิง ต่อมคาวเปอร์ทำหน้าที่สร้างสารหล่อลื่น ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิทำหน้าที่สร้างน้ำ
เลย้ี งเซลล์อสุจิ และองคชาตเป็นอวยั วะสืบพันธ์ุภายนอกซ่งึ เป็นทางผ่านของเซลลอ์ สุจิออกจากร่างกาย
การสรา้ งเซลลอ์ สจุ ิและการเกดิ ลกั ษณะข้นั ท่ี 2 ของเพศชายถกู ควบคุมโดยฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- ระบบสืบพันธเุ์ พศหญิง ประกอบดว้ ยอวัยวะหลายอวยั วะทีท่ ำหนา้ ท่ีสัมพนั ธก์ ัน ได้แก่ รังไข่ทำ
หนา้ ท่ีสรา้ งเซลล์ไข่และฮอรโ์ มนเพศหญิง ทอ่ นำไข่เปน็ บรเิ วณที่เกดิ การปฏิสนธขิ องเซลล์อสุจกิ ับเซลล์ไข่
มดลูกเป็นบริเวณที่ฝังตัวของเอ็มบริโอ และช่องคลอดเป็นทางผ่านของเซลล์อสุจิเข้าสู่มดลูกและเป็น
ทางออกของทารกเม่ือครบกำหนดคลอด การสร้างเซลลไ์ ข่และการเกิดลักษณะขน้ั ท่ี 2 ของเพศหญิงถูก
ควบคุมโดยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนและฮีสโตรเจน ซึ่งเพศหญิงในวัยเจรญิ พันธุ์มีการตกไข่ เดือนละ 1
เซลล์ และหากเซลล์ไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิ ผนังมดลูกที่หนาตัวขึ้นจะหลุดออกเป็น
ประจำเดอื น
ด้านทักษะกระบวนการ (P)
1. ทกั ษะการสงั เกต (Observing)
2. ทกั ษะการลงความเห็นจากข้อมลู (Inferring)
3. ทกั ษะการทดลอง (Experiment)
4. ทกั ษะการอภปิ ราย
ด้านคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)
1. ใฝ่เรียนรู้
- ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมคี วามพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
กล้าคดิ กล้าพูดแสดงความคดิ เห็น กลา้ แสดงออก
2. ม่งุ มัน่ ในการทำงาน
- มีความอดทน และทุ่มเทในการทำงาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด
แกป้ ัญหา และคิดคน้ หาคำตอบ
3. มีความรับผดิ ชอบ
- รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามกำหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว
อยา่ งที่ดีแกผ่ อู้ ื่น
5. สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน
1. ความสามารถในการคิด
2. ความสามารถในการสอ่ื สาร
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต
4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5. ความสามารถในการแก้ปัญหา
6. การจดั กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นท่ี 1 ขน้ั กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูใหน้ กั เรยี นทำแบบฝึกหัดทำความเข้าใจกอ่ นเรียนในหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เล่ม
1 เพ่ือตรวจสอบความเข้าใจของตนเองก่อนเรียน
1.2 ครูถามคำถามเพือ่ นำเข้าสบู่ ทเรยี น โดยใชค้ ำถามตอ่ ไปน้ี
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
- ลักษณะใดบ้างที่บ่งบอกถึงความแตกต่างของเพศชายและเพศหญิง (แนวตอบ คำตอบ
ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของครูผู้สอน เช่น เพศชายไม่มีหน้าอก แต่เพศหญิงมีหน้าอก หรือเพศชายมี
ลกู กระเดือก แตเ่ พศหญิงไม่มลี กู กระเดือก)
- มนุษย์มีการสืบพันธุ์แบบใด (แนวตอบ มนุษย์มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยการ
ปฏสิ นธขิ องเซลล์สบื พนั ธเ์ุ พศชาย คือ เซลล์อสุจิ กบั เซลล์สบื พนั ธุ์เพศหญิง คอื เซลลไ์ ข่)
1.3 ครูถามคำถามจากหนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 เพ่อื ทบทวนความรู้เดิมกับนักเรียนว่า
การสืบพนั ธแ์ุ บง่ ออกเปน็ กีป่ ระเภท อะไรบา้ ง (แนวตอบ 2 ประเภท ได้แก่ การสืบพนั ธุ์แบบไมอ่ าศัยเพศ
ซึ่งจะไมม่ ีการปฎสิ นธิของเซลล์สืบพนั ธุเ์ พศชายและเซลล์สืบพันธ์ุเพศหญิง เล่น การแตกหน่อ การงอก
ใหม่ และการสบื พันธุ์แบบอาศัยเพศ เป็นการสืบพันธทุ์ ่ีมีการปฎสิ นธิของเซลล์สบื พนั ธ์ุเพศชายและเซลล์
สืบพันธุเ์ พศหญิง)
ขัน้ ที่ 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 ครูให้นกั เรยี นแบง่ กลุ่มกลมุ่ ละ 4-5 คน โดยคละกลมุ่ เกง่ ปานกลาง อ่อน
2.2 ครใู ห้นักเรยี นแบ่งกลุม่ ศกึ ษาอวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศชายและการสรา้ งเซลล์อสจุ ิ โดยใช้
แบบจำลองระบบอวัยวะสบื พนั ธ์ุเพศชาย หรือจากหนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1
ข้นั ที่ 3 ขัน้ สรา้ งคำอธิบาย (Explanation)
3.1 ครูใหน้ ักเรียนแตล่ ะกลุ่มออกมานำเสนอผลการศึกษา
3.2 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทำกิจกรรม ตอบคำถามท้ายกิจกรรม และร่วมกัน
สรปุ ผลของกิจกรรมโดยใช้ คำถามทา้ ยกิจกรรมเป็นแนวทาง เพ่อื ใหไ้ ด้ข้อสรุปจากกิจกรรมว่า เม่ือเข้าสู่
วัยหนมุ่ สาวทั้งเพศหญิงและเพศชาย จะเกดิ การเปลี่ยนแปลงของร่างกายทสี่ ามารถสงั เกตได้อยา่ งชัดเจน
เช่น เพศชายเสียงจะแตก ไหล่ผาย มีหนวด เครา ขนรักแร้ และขนบริเวณอวยั วะเพศ มีการสร้างอสุจิ
และหลง่ั น้ำอสจุ ิ ส่วนเพศหญงิ มสี ะโพกผาย เสียงแหลมเล็ก เต้านมขยายใหญ่ขึน้ มีประจำเดือน และขน
บรเิ วณอวัยวะเพศ
ขนั้ ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.2 ครูอธิบายเพิ่มเตมิ เกี่ยวกบั ระบบสบื พันธโ์ุ ดยใช้สื่อ Power Point
ขัน้ ท่ี 5 ข้นั ประเมนิ (Evaluation)
4. ครูประเมนิ การเรียนร้ขู องนกั เรยี นดงั น้ี
- การบันทึกการเรยี นรูล้ งในสมุดบันทกึ วิชาวิทยาศาสตร์
- สงั เกตพฤตกิ รรมการปฏิบตั กิ จิ กรรมการทดลองของแตล่ ะกลุ่ม
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
7. การบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ( 3 หว่ ง 2 เง่อื นไข)
หลักความพอประมาณ การใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้และทำงานเหมาะกับเวลา
หลกั มเี หตผุ ล
การอธิบายเกย่ี วกบั อวยั วะหนา้ ทีข่ องระบบสบื พนั ธไ์ุ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม
หลกั สร้างภมู คิ ุ้มกนั ในตวั ทีด่ ี และถกู ตอ้ ง
การเลือกศกึ ษาจากแหลง่ เรยี นรู้โดยมคี วามถูกตอ้ ง
เง่ือนไขความรู้ การวางแผนในการทำงานเป็นกลุม่
เงื่อนไขคุณธรรม การวิเคราะห์ผล สรปุ ผลเรอื่ งระบบสืบพันธุ์
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซ่อื สัตย์ มวี ินยั ใฝ่เรยี นรู้ อยอู่ ย่างพอเพียง
8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้
ส่ืออปุ กรณ์
1. หนังสอื เรยี นรายวิชาวทิ ยาศาสตร์พน้ื ฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เลม่ 1 สสวท.
2. อปุ กรณก์ ารทดลองเรื่องระบบสบื พนั ธ์ุ
4. Power Point เร่ืองระบบสืบพันธุ์
แหลง่ การเรียนรู้
1. หอ้ งสมุด
2. อนิ เทอร์เน็ต
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
สงิ ท่ตี อ้ งการวัด รายการ วิธีวดั ผล เครือ่ งมือวดั เกณฑก์ ารประเมินผล
ดา้ นความรู้ (K) นกั เรยี นสามารถ สมดุ บนั ทกึ วชิ า สมดุ บนั ทึกวิชา 4 คะแนน บรรยายโครงสร้างและ
บรรยายโครงสรา้ ง วทิ ยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ หน้าที่ระบบสืบพันธ์ุได้ถกู ตอ้ งร้อย
และหนา้ ทีข่ อง ละ 80 ขนึ้ ไป
ระบบสืบพันธ์ุได้ เรอื่ งระบบสืบพันธุ์ ใบงาน
3 คะแนน บรรยายโครงสร้างและ
หนา้ ท่ีระบบสืบพันธ์ุไดถ้ ูกต้องรอ้ ย
ละ 70-79
2 คะแนน บรรยายโครงสรา้ งและ
หน้าท่ีระบบสบื พันธุ์ไดถ้ ูกตอ้ งรอ้ ย
ละ 60-69
1 คะแนน บรรยายโครงสรา้ งและ
หน้าท่ีระบบสืบพันธุ์ได้ถูกต้องร้อย
ละ 50-59
0 คะแนน บรรยายโครงสรา้ งและ
หนา้ ท่ีระบบสบื พนั ธ์ุไดถ้ ูกตอ้ งนอ้ ย
กวา่ ร้อยละ 50
ด ้ า น ท ั ก ษ ะ นักเรียนสามารถ สงั เกตการปฏิบตั ิ แบบประเมนิ ทกั ษะ 3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมเรื่อง
ก ร ะ บ ว น ก า ร ปฏบิ ัติกจิ กรรม กจิ กรรมโครงสรา้ งและ กระบวนการ โครงสร้างและหน้าที่ระบบสืบพันธุ์
(P) เร่อื งโครงสรา้ ง หนา้ ที่ระบบสบื พันธ์ุ วทิ ยาศาสตร์ ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ทางด้านกระบวนการ
และหนา้ ที่ระบบ ทางวิทยาศาสตร์ ไดถ้ กู ต้อง
สืบพันธุ์ได้
2 คะแนน ปฏบิ ตั ิกิจกรรมเร่อื ง
โครงสร้างและหนา้ ที่ระบบสบื พนั ธ์ุ
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ได้ถกู ต้องบางสว่ น
1 คะแนน ออกแบบและปฏิบัติ
กิจกรรมเรอื่ งโครงสรา้ งและหนา้ ท่ี
ระบบสืบพนั ธุ์ตามกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรไ์ ด้คลาดเคลือ่ น
ด้านคณุ ลกั ษณะ นกั เรียนปฏบิ ตั ิ 1.สังเกตการใฝร่ ู้ มีความ แบบประเมนิ ผ่าน หมายถึง ให้ความร่วมมือ
อันพึงประสงค์ กิจกรรมกลุม่ ด้วย รับผิดชอบมุง่ มนั่ ในการ พฤตกิ รรมรายกลุ่ม สนใจใฝร่ รู้ บั ผดิ ชอบ มงุ่ มน่ั ในการ
(A) ความม่งุ มน่ั ตั้งใจ ทำงานกลุม่ ทำงานกล่มุ
และมคี วามใฝ่รู้ใน 2.สงั เกตพฤติกรรมการ ปรบั ปรุงหมายถงึ ไมใ่ ห้ความ
การเรียน แสดงความคิดเหน็ การ รว่ มมือ ไมส่ นใจใฝ่ร้ไู มร่ บั ผดิ ชอบ
ตอบคำถาม และไมม่ งุ่ มน่ั ในการทำงานกลุม่
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 14 ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 2
2 คาบ
รายวชิ า ว 22101 วิทยาศาสตร์
หนว่ ยการเรียนรู้ ระบบร่างกายมนุษย์
เรอ่ื ง ฮอร์โมนเพศ
1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวชีว้ ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัตขิ องส่งิ มชี ีวติ หนว่ ยพ้นื ฐานของสง่ิ มชี วี ติ การลำเลียงสารเขา้ และออกจาก
เซลลค์ วามสมั พันธ์ของโครงสร้าง และหนา้ ท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ี
ทำงานสัมพนั ธก์ ัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าทีข่ องอวัยวะต่างๆ ของพืช
ทที่ ำงานสัมพนั ธ์กนั รวมทง้ั นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ตัวชวี้ ดั
ว 1.2 ม.2/13 อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของ
ร่างกาย เมอ่ื เขา้ ส่วู ัยหนุม่ สาว
ว 1.2 ม.2/14 ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวโดยการดูแล
รกั ษาร่างกายและจิตใจของตนเองในช่วงท่ีมกี ารเปลีย่ นแปลง
2. สาระสำคญั
ฮอร์โมนเพศทำหน้าทีค่ วบคุมการแสดงออกของลกั ษณะทางเพศทแ่ี ตกต่างกนั เมอ่ื เขา้ สู่วัยหนุ่ม
สาวจะมีการสร้างเซลล์ไขแ่ ละเซลล์อสจุ ิ การตกไข่ การมีรอบเดอื น และถำ้ มกี ารปฏิสนธขิ องเซลล์ไข่และ
เซลล์อสจุ จิ ะทำใหเ้ กดิ การต้ังครรภ์
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นักเรียนสามารถอธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและเพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของ
ร่างกาย เมอื่ เขา้ สู่วยั หนุม่ สาวได้ (K)
2. นกั เรียนสามารถปฏบิ ตั กิ ิจกรรมเร่ืองฮอร์โมนเพศได้ (P)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3. นักเรียนตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวโดยการดูแลรักษา
ร่างกายและจิตใจของตนเองในชว่ งที่มกี ารเปลี่ยนแปลง (A)
4. สาระการเรยี นรู้
ดา้ นความร(ู้ K)
ฮอรโ์ มนเพศทำหน้าทคี่ วบคุมการแสดงออกของลักษณะทางเพศทีแ่ ตกต่างกนั เมือ่ เขา้ สู่วัยหนุ่ม
สาวจะมกี ารสร้างเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิ การตกไข่ การมรี อบเดอื น และถ้ำมีการปฏิสนธขิ องเซลล์ไข่และ
เซลลอ์ สุจิจะทำให้เกดิ การต้งั ครรภ์
ด้านทกั ษะกระบวนการ (P)
1. ทักษะการสังเกต (Observing)
2. ทักษะการลงความเหน็ จากขอ้ มูล (Inferring)
3. ทักษะการทดลอง (Experiment)
4. ทักษะการอภปิ ราย
ดา้ นคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)
1. ใฝเ่ รียนรู้
- ตั้งใจเรยี น เอาใจใส่และมีความพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
กลา้ คิด กล้าพูดแสดงความคดิ เห็น กลา้ แสดงออก
2. มุ่งมัน่ ในการทำงาน
- มีความอดทน และทุ่มเทในการทำงาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด
แกป้ ญั หา และคิดคน้ หาคำตอบ
3. มคี วามรบั ผดิ ชอบ
- รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามกำหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว
อย่างที่ดแี ก่ผอู้ นื่
5. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการคดิ
2. ความสามารถในการสอื่ สาร
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
4. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5. ความสามารถในการแก้ปัญหา
6. การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
ขัน้ ที่ 1 ขน้ั กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูทบทวนความรจู้ ากชว่ั โมงท่แี ล้วใหน้ ักเรียนทราบพอสงั เขปว่า เซลล์สบื พันธ์เุ พศชาย คือ
เซลล์อสุจิ ถูกสร้างจากอัณฑะและมาเจริญเติบโตที่หลอดเก็บอสุจิ เซลล์อสุจิประกอบด้วยส่วนหัวที่มี
นิวเคลียสบรรจสุ ารพนั ธุกรรม ส่วนลำตัวประกอบด้วยไมโทคอนเดรียเป็นแหล่งสรา้ งพลังงาน และส่วน
หางประกอบด้วยแฟลกเจลลัมที่ช่วยในการเคลื่อนที่ โดยเพศชายเริ่มสร้างเซลล์อสุจิเมื่ออายปุ ระมาณ
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
12-13 ปี สว่ นเซลล์สบื พนั ธเ์ุ พศหญงิ คอื เซลลไ์ ข่ ถูกสรา้ งจากรังไข่ เม่ือไข่สกุ จะตกเข้าสทู่ ่อนำไข่ ซง่ึ จะ
มีการตกไข่เดอื นละ 1 เซลล์ หากเซลลไ์ ขท่ ต่ี กเข้าส่ทู อ่ นำไข่ไดร้ บั การผสมจากเซลล์อสุจจิ ะเคลอื่ นที่ไปฝ่ัง
ตัวที่ผนังมดลูก แต่หากเซลล์ไข่ไม่ได้รับการผสมจากเซลล์อสุจิ ผนังมดลูกที่หนาตัวขึ้นจะกลายเป็น
ประจำเดอื น
ขนั้ ที่ 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 ครใู หน้ ักเรยี นแบง่ กลมุ่ กลุม่ ละ 4-5 คน โดยคละกลมุ่ เกง่ ปานกลาง อ่อน
2.2 ครูให้นักเรยี นแต่ละกลุ่มศึกษาอิทธิพลของฮอร์โมนเพศต่อการสร้างเซลลส์ ืบพันธุ์และ
การเจริญเตบิ โตเข้าสู่วยั หนุ่มสาว รวมทัง้ การดูแลด้านร่างกายและจิตใจเม่อื เจรญิ เข้าสู่วัยหนุ่มสาว จาก
หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1
ขัน้ ท่ี 3 ขัน้ สร้างคำอธบิ าย (Explanation)
3.1 ครใู ห้นักเรียนแตล่ ะกล่มุ ออกมานำเสนอผลการศึกษา อธบิ ายอทิ ธิพลของฮอร์โมนเพศ
ชาย ไดแ้ ก่ เทสโทสเทอโรน และฮอรโ์ มนเพศหญิง ได้แก่ โพรเจสเทอโรนและอีสโทรเจน และอธบิ ายการ
เปล่ยี นแปลงของฮอร์โมนเพศหญงิ ในช่วง 1 รอบเดอื น
3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลการทดลองและหาข้อสรุปจากการปฏิบัติกิจกรรม
โดยครูใช้คำถามตอ่ ไปนี้
- ฮอร์โมนฟอลลิเคิลสติมิวเรติงและลูทิไนซิงฮอร์โมนจัดเป็นฮอรโ์ มนเพศหญงิ หรือฮอร์โมน
เพศชาย (แนวตอบ ฮฮร์โมนทง้ั 2 ชนดิ ไมใ่ ชฮ่ อรโ์ มนเพศ เนอ่ื งจากฮอรโ์ มนทง้ั 2 ชนิด มีบทบาทท้ังใน
เพศหญงิ และเพศชาย แต่มบี ทบาททีแ่ ตกตา่ งกนั ในแต่ละเพศ)
- ฮอร์โมนเพศชายและฮอร์โมนเพศหญิงคือฮอร์โมนใด มีผลต่อการสร้างเซลล์สืบพันธุ์และ
การเจริญเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่มสาวอย่างไร (แนวตอบ ฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเทอโรน มีบทบาท
ควบคุมการสร้างเซลล์อสุจิ และการเจริญเติบโตขั้นที่ 2 ของเพศชาย ได้แก่ มีหนวดเครา มีขนบริเวณ
รักแร้ หน้าแข้ง และอวัยวะเพศ มีหัวนมแข็ง เสียงแหบห้าว มีมัดกล้ามเนือ้ มีสะโพกแคบ ไหลกว้าง มี
อวยั วะเพศโตข้ึน และมีการหลั่งนำ้ อสุจิขณะนอนหลบั สว่ นฮอร์โมนเพศหญิง ได้แก่ โพรเจสเทอโรนและ
อีสโทรเจน ทำหนา้ ทีก่ ระตุ้นการเจรญิ ของผนงั มดลกู เพ่ือรองรบั กการฝังตวั ของเอ็มบริโอ และอสี โทรเจน
ยังควบคุมการเกิดลักษณะขัน้ ที่ 2 ของเพศหญิง ได้แก่ เสียงเล้ดแหลม สะโพกผาย หน้าอกและอวัยวะ
เพศใหญข่ ้ึน มีขนขนึ้ บริเวณรักแร้และอวัยวะเพศ)
- ฮอร์โมนอีสโทรเจนและโพรเจสเตอโรนมกี ารเปลีย่ นแปลงอย่างไรในชว่ งระยะ 1 เดอื น
(แนวตอบ ฮอร์โมนอีสโทรเจนจะสงู ขน้ึ ในช่วงระยะก่อนไข่ตก และจะลดตำ่ ลงช่วงระยะหลัง
ไข่ตก และจะสูงขึ้นอีกในช่วงระยะก่อนไข่ตก ส่วนฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนจะสูงขึ้นหลังระยะไข่ตก
และจะลดตำ่ ลงเมอื่ เซลลไ์ ข่ไมไ่ ด้รับการปฏสิ นธกิ ับเซลลอ์ สุจิ)
- นกั เรยี นจะปรับตัวต่อการเปลีย่ นแปลงทางร่างกายและจิตใจต่อการเจรญิ เขา้ สู่วัยหนุ่มสาว
ได้อย่างไร (แนวตอบ เมื่อเจริญเข้าสู่วัยหนุ่มสาว จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จึงควรรักษา
ความสะอาดของร่างกาย รบั ประทานอาหารทม่ี ปี ระโยชน์และครบ 5 หมู่ พักผอ่ นใหเ้ พยี งพอ ออกกำลัง
กายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลย่ี งการดื่มเคร่ืองดม่ื แอลกอฮอล์และการใช้สารเสพติด และเปล่ียนแปลง
ทางด้านจิตใจ จึงควรสร้างความเชื่อม่นั ให้กับตนเอง รจู้ ักการปรับตัวเข้ากับผู้อืน่ มีวุฒิภาวะทางอารมณ์
ที่ดี และหลีกเล่ยี งส่ิงท่มี ผี ลต่ออารมณ์และจิตใจ)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
3.3 ถามคำถามท้าทายการคิด จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 ว่า หากฮอร์โมน
อีสโทรเจน ไม่เพ่มิ สูงขนึ้ หลังการเกิดประจำเดือนจะมีผลต่อร่างกายอย่างไร (แนวตอบ หากฮอร์โมนอีส
โทรเจนไม่เพิ่มสูงขึ้นหลังการเกิดประจำเดือน จะทำให้ไม่มีการหลั่งลูทิไนซิงฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง
สว่ นหนา้ จึงไมม่ กี ารตกไขเ่ ข้าสูท่ ่อนำไข่ ทำใหไ้ มเ่ กิดประจำเดอื นในรอบเดอื นต่อไป)
3.4 นักเรยี นและครรู ่วมกนั อภิปรายเกี่ยวกับฮอรโ์ มนเพศเพื่อให้ไดข้ ้อสรุป ดังนี้ ฮอร์โมนเพศ
ชาย คือ เทสโทส- เทอโรน สรา้ งจากอณั ฑะ ทำหนา้ ทคี่ วบคุมการสรา้ งเซลล์อสุจิและการเกิดลกั ษณะขั้น
ที่สองของเพศชาย ส่วนฮอร์โมนเพศหญิง คือ โพรเจสเทอโรนและอีสโทรเจน สร้างจากรังไข่ ทำหน้าที่
ควบคมุ การเปลย่ี นแปลงของเซลลไ์ ข่ ผนงั มดลูก ประจำเดอื น และอีสโทรเจนยงั ควบคุมการเกิดลักษณะ
ขั้นท่สี องของเพศหญิง
ขน้ั ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 นักเรยี นและครูร่วมกนั อภปิ รายเกี่ยวกับการปรบั ตวั ด้านร่างกายและจิตใจตอ่ การเจริญ
เข้าสู่วยั หนุ่มสาวเพ่ือให้เจริญเตบิ โตอยา่ งมีคุณภาพชวี ิตท่ดี ี
ขัน้ ที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation)
1. ครูประเมนิ การเรยี นรขู้ องนักเรียนดังนี้
- การบันทกึ การเรยี นรูล้ งในสมดุ บนั ทกึ วิชาวิทยาศาสตร์
- สังเกตพฤติกรรมการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมของแตล่ ะกลมุ่
- การตอบคำถามในชน้ั เรียน
7. การบรู ณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ( 3 หว่ ง 2 เงือ่ นไข)
หลักความพอประมาณ การใชเ้ วลาในการศึกษาหาความรู้และทำงานเหมาะกับเวลา
หลกั มีเหตุผล
หลกั สร้างภมู คิ ุ้มกันในตวั ที่ดี การอธบิ ายเก่ียวกบั ฮอรโ์ มนเพศไดอ้ ย่างเหมาะสมและถกู ตอ้ ง
เงอื่ นไขความรู้ การเลอื กศึกษาจากแหลง่ เรียนรู้โดยมีความถูกตอ้ ง
เงื่อนไขคณุ ธรรม การวางแผนในการทำงานเป็นกลมุ่
การวเิ คราะหผ์ ล สรปุ ผลเร่อื งรฮอรโ์ มนเพศ
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซอื่ สัตย์ มีวนิ ัย ใฝ่เรยี นรู้ อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
8. สอื่ /แหล่งการเรยี นรู้
ส่อื อุปกรณ์
1. หนังสือเรยี นรายวชิ าวิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 2 เลม่ 1
2. Power Point เรอื่ งฮอรโ์ มนเพศ
แหลง่ การเรยี นรู้
1. ห้องสมุด
2. อนิ เทอร์เน็ต
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
9. การวัดและประเมนิ ผล
สิงท่ีตอ้ งการวัด รายการ วิธวี ัดผล เคร่อื งมอื วดั เกณฑก์ ารประเมินผล
ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถ สมุดบนั ทึกวชิ า สมุดบันทึก 4 คะแนน อธบิ ายผลของฮอรโ์ มนเพศชาย
อธิบายผลของ วทิ ยาศาสตร์ วิชา และเพศหญงิ ที่ควบคุมการเปลีย่ นแปลง
ฮอร์โมนเพศชาย เรื่องฮอรโ์ มนเพศ วทิ ยาศาสตร์ ของร่างกาย เมอื่ เขา้ ส่วู ัยหนุม่ สาวได้
และเพศหญิงที่ ถกู ตอ้ งรอ้ ยละ 80 ขึน้ ไป
ควบคุมการ 3 คะแนน อธบิ ายผลของฮอร์โมนเพศชาย
เปลย่ี นแปลงของ และเพศหญงิ ทคี่ วบคมุ การเปลีย่ นแปลง
ร่างกาย เม่ือเขา้ สู่ ของร่างกาย เมอ่ื เขา้ สู่วัยหนมุ่ สาวได้
วัยหนุ่มสาวได้ ถูกตอ้ งรอ้ ยละ 70-79
2 คะแนน อธบิ ายผลของฮอรโ์ มนเพศชาย
และเพศหญิงทคี่ วบคุมการเปลย่ี นแปลง
ของร่างกาย เมื่อเขา้ สวู่ ยั หนมุ่ สาวได้
ถกู ต้องร้อยละ 60-69
1 คะแนน อธบิ ายผลของฮอร์โมนเพศชาย
และเพศหญิงทค่ี วบคุมการเปลยี่ นแปลง
ของร่างกาย เมื่อเขา้ สวู่ ยั หนมุ่ สาวได้
ถกู ต้องร้อยละ 50-59
0 คะแนน อธิบายผลของฮอร์โมนเพศ
ชายและเพศหญิงท่ีควบคุมการ
เปลย่ี นแปลงของร่างกาย เมื่อเข้าส่วู ัย
หนุ่มสาวได้ถกู ต้องนอ้ ยกว่าร้อยละ 50
ดา้ นทักษะ นักเรียนสามารถ สังเกตการปฏิบตั ิ แบบประเมนิ 3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมเรื่องฮอร์โมน
กระบวนการ ปฏิบัติกจิ กรรม ทักษะ เพศตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้
(P) กจิ กรรมเร่ือง กระบวนการ ถกู ตอ้ ง
เรือ่ งฮอรโ์ มนเพศ ฮอรโ์ มนเพศ วิทยาศาสตร์
ได้ 2 คะแนน ปฏบิ ัติกจิ กรรมเรื่องฮอรโ์ มน
ทางด้าน เพศตามกระบวนการทางวิทยาศาสตรไ์ ด้
กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ ถกู ตอ้ งบางสว่ น
1 คะแนน ออกแบบและปฏบิ ัตกิ ิจกรรม
เรื่องฮอร์โมนเพศตามกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ได้คลาดเคล่ือน
ดา้ นคณุ ลกั ษณะ นกั เรยี นปฏิบตั ิ 1.สงั เกตการใฝร่ ู้ มี แบบประเมิน ผา่ น หมายถึง ให้ความร่วมมอื สนใจใฝร่ ู้
อนั พงึ ประสงค์ กิจกรรมกลุ่มด้วย ความรบั ผิดชอบ พฤตกิ รรมราย รับผดิ ชอบ มุง่ มั่นในการทำงานกลุ่ม
(A) ความมุ่งม่นั ตงั้ ใจ มุ่งม่ันในการทำงาน กล่มุ ปรบั ปรงุ หมายถงึ ไม่ใหค้ วามร่วมมอื ไม่
และมคี วามใฝ่รใู้ น กลมุ่ สนใจใฝร่ ู้ไม่รับผดิ ชอบ และไมม่ ่งุ มั่นใน
การเรยี น การทำงานกลุม่
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
2.สังเกตพฤติกรรม
การแสดงความ
คิดเห็น การตอบ
คำถาม
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 15 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 2
3 คาบ
รายวชิ า ว 22101 วิทยาศาสตร์
หนว่ ยการเรยี นรู้ ระบบร่างกายมนุษย์
เรอ่ื ง การปฏสิ นธิและการต้งั ครรภ์
1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชว้ี ดั
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัตขิ องสง่ิ มีชวี ิต หน่วยพื้นฐานของส่งิ มีชวี ติ การลำเลยี งสารเข้าและออกจาก
เซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหนา้ ท่ขี องระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ี
ทำงานสัมพนั ธก์ นั ความสัมพนั ธ์ของโครงสร้าง และหนา้ ทขี่ องอวัยวะต่างๆ ของพืช
ทที่ ำงานสัมพันธก์ นั รวมทั้งนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ตัวชว้ี ัด
ว 1.2 ม.2/15 อธิบายการตกไข่ การมีประจำเดอื น การปฏสิ นธิ และการพฒั นาของไซโกต จน
คลอดเปน็ ทารก
2. สาระสำคัญ
การมีประจำเดือนมีความสัมพันธ์กับการตกไข่ โดยเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับ
ฮอรโ์ มนเพศหญงิ
เมือ่ เพศหญงิ มกี ารตกไขแ่ ละเซลล์ไข่ได้รับการปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิจะทำให้ได้ไซโกต ไซโกตจะ
เจรญิ เปน็ เอม็ บรโิ อและฟตี ัส จนกระทงั่ คลอดเปน็ ทารก แต่ถา้ ไม่มกี ารปฏิสนธิ เซลลไ์ ข่จะสลายตัว ผนัง
ด้านในมดลูกทัง้ หลอดเลอื ดจะสลายตัว และหลดุ ลอกออก เรยี กวา่ ประจำเดอื น
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. นักเรียนสามารถอธิบายการตกไข่ การมีประจำเดือน การปฏิสนธิ และการพัฒนาของไซโกต
จนคลอดเป็นทารกได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถปฏิบัตกิ ิจกรรมเรือ่ งการปฏสิ นธแิ ละการตั้งครรภ์ได้ (P)
3. นกั เรียนปฏบิ ัติกิจกรรมกลุม่ ด้วยความมุ่งมัน่ ต้ังใจและมีความรบั ผิดชอบ (A)
4. สาระการเรยี นรู้
ดา้ นความร(ู้ K)
การมีประจำเดือนมีความสัมพันธ์กับการตกไข่ โดยเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับ
ฮอร์โมนเพศหญงิ
เม่ือเพศหญงิ มีการตกไข่และเซลลไ์ ข่ได้รับการปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิจะทำใหไ้ ดไ้ ซโกต ไซโกตจะ
เจริญเปน็ เอ็มบรโิ อและฟตี ัส จนกระทั่งคลอดเป็นทารก แตถ่ ้าไมม่ กี ารปฏิสนธิ เซลล์ไข่จะสลายตัว ผนัง
ด้านในมดลูกทั้งหลอดเลอื ดจะสลายตัว และหลดุ ลอกออก เรียกวา่ ประจำเดอื น
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ดา้ นทักษะกระบวนการ (P)
1. ทกั ษะการสังเกต (Observing)
2. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมลู (Inferring)
3. ทักษะการทดลอง (Experiment)
4. ทกั ษะการอภิปราย
ดา้ นคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
1. ใฝเ่ รียนรู้
- ตั้งใจเรยี น เอาใจใส่และมีความพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
กล้าคิด กล้าพูดแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออก
2. มงุ่ มน่ั ในการทำงาน
- มีความอดทน และทุ่มเทในการทำงาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด
แก้ปญั หา และคิดคน้ หาคำตอบ
3. มีความรับผดิ ชอบ
- รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามกำหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว
อย่างท่ีดแี กผ่ ู้อนื่
5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
1. ความสามารถในการคิด
2. ความสามารถในการสอ่ื สาร
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5. ความสามารถในการแก้ปัญหา
6. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ขนั้ ท่ี 1 ข้นั กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูทบทวนความรู้จากชั่วโมงที่แล้วให้นักเรียนทราบพอสังเขปว่า เมื่อถึงวัยเจริญพันธ์
อณั ฑะจะสรา้ งเซลล์อสจุ ิซึ่งถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน และรังไข่จะสร้างเซลล์ไข่และตกไข่
เข้าสู่ทอ่ นำไข่ซ่ึงถูกควบคุมดว้ ยฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนและอสี โทรเจน
ข้ันท่ี 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 ครูให้นกั เรยี นแบง่ กลมุ่ กลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุม่ เก่ง ปานกลาง ออ่ น
2.2 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเซลล์หลังการปฏิสนธิ และการ
เจริญเติบโตของทารกในครรภ์ จากหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 หรอื จาก QR Code เร่อื ง การ
ปฏสิ นธิการตงั้ ครรภ์ หรือวดิ ีทัศนจ์ ากสอื่ ออนไลน์ เชน่
- https://www.youtube.com/watch?v=jzqZjrmMr3w
- https://www.youtube.com/watch?v=WtDknjng8TA
- https://www.youtube.com/watch?v=4l9GE_eaMSs
2.3 ถามนกั เรียนในชน้ั เรยี นวา่ นกั เรยี นในช้นั เรยี นมแี ฝดหรือไม่ ถ้ามี ใหน้ ักเรียนออกมาอธิบาย
ลักษณะท่เี หมือนและแตกต่างของแฝด
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
2.4 นักเรียนจับคู่ศึกษาการเกิดแฝดและเปรียบเทียบลักษณะของแฝดร่วมไข่และแฝดต่างไข่
จากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1
ขั้นที่ 3 ขนั้ สร้างคำอธบิ าย (Explanation)
3.1 ครใู ห้นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ออกมานำเสนอผลศกึ ษา อธบิ ายการเปลย่ี นแปลงของเซลลห์ ลังการ
ปฏสิ นธิและการเจรญิ เติบโตของทารกในครรภ์
3.2 นกั เรียนและครรู ว่ มกันอภิปรายผลการศกึ ษาและหาข้อสรุปจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครู
ใช้คำถามต่อไปนี้
- การปฏสิ นธิเกิดขึน้ ทบ่ี ริเวณใด (แนวตอบ เซลล์อสจุ ิกับเซลล์ไข่ปฏิสนธกิ ันบริเวณทอ่ นำไข)่
- หลังการปฏิสนธิของเซลล์ไข่กับเซลล์อสุจิ เซลล์จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (แนวตอบ
หลังการปฎิสนธิ เซลล์ไข่ที่ได้รับการผสมจากเซลล์อสุจิจะพัฒนาเป็นไซโกต และจะแบ่งเซลล์ต่อจน
กลายเปน็ เอ็มบริโอ ซ่งึ จะเคลือ่ นทีไ่ ปฝงั ตวั ที่ผนงั มดลูก โดยมกี ารแลกเปล่ยี นสารอาหาร แก๊สออกซิเจน
แอนติบอดี ของเสยี แก๊สคาร์บอนไดออกไซดร์ ะหว่างแมก่ ับลูกผา่ นทางรก)
- เมื่อมีการฝัง่ ตัวของเอ็มบริโอลที่ผนังมดลูก ผู้หญิงจะมีประจำเดือนหรือไม่ อย่างไร (แนว
ตอบ ไม่มีประจำเดือน เนื่องจากการฝงั ตัวของเอ็มบริโอทีผ่ นังมดลูกจะมีการเจริญของรก ซึ่งรกจะหลง่ั
ฮอรโ์ มนยบั ย้ังการหลดุ ลอกของผนังมดลกู เปน็ ประจำเดอื น)
- ทารกเจริญเติบโตในครรภ์เปน็ เวลากีเ่ ดือน แตล่ ะเดอื นมีการเจรญิ เติบโตอยา่ งไร
(แนวตอบ 9 เดือน ซง่ึ แตล่ ะเดือนจะมกี ารพฒั นา ดงั นี้
เดอื นท่ี 1 ระบบประสาทเริ่มพัฒนา เร่มิ มกี ารสร้างอวยั วะตา่ ง ๆ
เดอื นท่ี 2 ระบบหายใจเริม่ พฒั นา แขน ขา ปาก และจมกู เร่ิมชัดเจน
เดือนที่ 3 อวัยวะตา่ ง ๆ ครบ เร่มิ มีการเคลอ่ื นไหว
เดือนที่ 4 อวัยวะเพศภายนอกพัฒนาจนแยกเพศได้
เดือนที่ 5 ศรีษะคอ่ นขา้ งโต แขน ขา คอเคลอื่ นไหวไดด้ ี นวิ้ มือน้วิ เทา้ แยกกนั ชัดเจน
เดอื นที่ 6 ผมและเล็บเทา้ เรมิ่ งอก ระบบประสาทเร่มิ ทำงาน
เดือนที่ 7 มีการเคล่ือนไหวแบบตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ การจาม ดดู นว้ิ มอื และน้ิวเทา้
เดือนท่ี 8 กระดูกแข็งแรงขึน้ สมองและเสน้ ประสาททำงานได้เต็มที่
เดือนท่ี 9 สมองเจรญิ เตบิ โตเรว็ มาก ทารกกลบั หัวพรอ้ มคลอด)
- แฝดเกิดจากอะไร แบ่งออกเปน็ ก่ปี ระเภท แตล่ ะประเภทมีลักษณะแตกตา่ งกนั อยา่ งไร
(แนวตอบ แฝดเกิดจากความผดิ ปกติของการปฎิสนธิ ทำให้เกิดทารก 2 คน แบ่งออกเปน็ 2 แบบ ไดแ้ ก่
- แฝดร่วมไข่ เกิดจากเซลล์อสุจิ 1 เซลล์ ผสมกับเซลล์ไข่ 1 เซลล์ แต่มีการแยกตัวหลงั
การปฏสิ นธิ ทำให้มกี ารพัฒนาเปน็ ไซโกต เอ็มบรโิ อ และทารก 2 คน ซ่ึงทารกทเ่ี กิดมาจะมีเพศเดียวกัน
และมีลักษณะเหมอื นกนั เกือบทุกประการ
- แฝดต่างไข่ เกดิ จากเซลล์อสุจิ 2 เซลล์ ผสมกับเซลลไ์ ข่ 2 เซลล์ ซง่ึ จะพัฒนาเปน็ ไซโกต
เอ็มบริโอ และทารก 2 คน ซ่งึ ทารกท่ีเกดิ มาอาจมเี พศเดียวกัน หรอื ต่างเพศกัน)
3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์เพื่อให้ได้ข้อสรุป
ดังน้ี เซลล์อสุจิปฏิสนธกิ ับเซลล์ไข่ที่ทอ่ นำไข่ เจริญต่อเป็นไซโกตและแบ่งเซลล์จนเปน็ เอ็มบริโอ จากน้ัน
เอม็ บริโอจะเคลื่อนทไี่ ปฝ่งั ตัวท่ีผนังมดลูก ซง่ึ มีการแลกเปลย่ี นแก๊ส สารอาหาร และของเสียระหว่างแม่
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
กับลูกผ่านทางรก จนเมือ่ ครบ 8 สปั ดาห์ เอม็ บริโอจะกลายเปน็ ฟตี สั ท่ีมอี วัยวะต่าง ๆ ครบ และเจรญิ ต่อ
ในครรภจ์ นครบ 9 เดือน แล้วจงึ คลอดออกมาจากครรภข์ องแม่
3.4 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการเกิดแฝดเพื่อให้ได้ข้อสรุป แฝดเกิดจากความ
ผดิ ปกตริ ะหวา่ งการพัฒนาหลังการปฏิสนธิ หรือระหว่างการปฏสิ นธิ ทำให้ไดท้ ารก 2 คน แบ่งออกเป็น
2 ประเภท ได้แก่ แฝดร่วมไข่ที่เกิดจากเซลล์อสุจิและเซลล์ไข่เดียวกัน แต่แยกตัวหลังการปฏิสนธิ และ
แฝดตา่ งไข่ทเี่ กดิ จากการปฏสิ นธขิ องเซลล์อสุจคิ นละเซลล์ และเซลลไ์ ข่คนละเซลลท์ ่ีตกไขพ่ รอ้ มกัน
ขัน้ ท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 นกั เรยี นทำใบงาน เรอ่ื ง การปฎสิ นธิและการตง้ั ครรภ์
ขนั้ ที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation)
1. ครปู ระเมินการเรียนรู้ของนกั เรยี นดังน้ี
- การบันทกึ การเรยี นรลู้ งในสมุดบนั ทกึ วิชาวทิ ยาศาสตร์
- สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมของแต่ละกลุ่ม
- ใบงาน
- การตอบคำถามในช้ันเรียน
7. การบรู ณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ( 3 หว่ ง 2 เง่ือนไข)
หลกั ความพอประมาณ การใชเ้ วลาในการศึกษาหาความรแู้ ละทำงานเหมาะกับเวลา
หลักมีเหตผุ ล การอธิบายเก่ียวกับการปฏิสนธิและการตัง้ ครรภ์ได้อย่างเหมาะสม
และถกู ตอ้ ง
หลักสรา้ งภูมิคุ้มกันในตัวทีด่ ี การเลือกศึกษาจากแหล่งเรียนรูโ้ ดยมีความถูกตอ้ ง
การวางแผนในการทำงานเปน็ กลุ่ม
เง่อื นไขความรู้ การวิเคราะหผ์ ล สรปุ ผลเร่ืองการปฏสิ นธิและการตั้งครรภ์
เงอ่ื นไขคุณธรรม รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ซื่อสัตย์ มีวนิ ยั ใฝ่เรียนรู้ อยูอ่ ย่างพอเพยี ง
8. สื่อ/แหลง่ การเรยี นรู้
ส่อื อุปกรณ์
1. หนังสอื เรียนรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 เล่ม 1
2. วิดโี อ จาก https://www.youtube.com/watch?v=jzqZjrmMr3w
- https://www.youtube.com/watch?v=WtDknjng8TA
- https://www.youtube.com/watch?v=4l9GE_eaMSs
3. Power Point เรือ่ งการปฏิสนธิและการตง้ั ครรภ์
แหล่งการเรียนรู้
1. หอ้ งสมดุ
2. อินเทอร์เนต็
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
9. เกณฑ์การประเมนิ
สงิ ทตี่ ้องการวัด รายการ วิธวี ดั ผล เครอ่ื งมอื วัด เกณฑ์การประเมนิ ผล
ดา้ นความรู้ (K)
นักเรียน สมดุ บนั ทึกวชิ า สมุดบนั ทกึ วิชา 4 คะแนน อธิบายการตกไข่ การมี
สามารถอธบิ าย วทิ ยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ ประจำเดือน การปฏิสนธิ และการ
การตกไข่ การมี เร่ืองการปฏสิ นธิ พฒั นาของไซโกต จนคลอดเปน็ ทารก
ประจำเดอื น และการตงั้ ครรภ์ ได้ถูกต้องร้อยละ 80 ข้ึนไป
การปฏสิ นธิ และ ใบงานเรือ่ งการ 3 คะแนน อธิบายการตกไข่ การมี
การพัฒนาของ ปฏสิ นธิและการ ประจำเดือน การปฏิสนธิ และการ
ไซโกต จนคลอด ตงั้ ครรภ์ พฒั นาของไซโกต จนคลอดเปน็ ทารก
เป็นทารก ได้ถกู ต้องร้อยละ 70-79
ได้ 2 คะแนน อธิบายการตกไข่ การมี
ประจำเดือน การปฏิสนธิ และการ
พัฒนาของไซโกต จนคลอดเปน็ ทารก
ได้ถกู ต้องรอ้ ยละ 60-69
1 คะแนน อธิบายการตกไข่ การมี
ประจำเดือน การปฏิสนธิ และการ
พฒั นาของไซโกต จนคลอดเปน็ ทารก
ได้ถูกต้องร้อยละ 50-59
0 คะแนน อธิบายการตกไข่ การมี
ประจำเดือน การปฏิสนธิ และการ
พฒั นาของไซโกต จนคลอดเป็นทารก
ได้ถูกต้องน้อยกว่าร้อยละ 50
ด ้ า น ท ั ก ษ ะ นกั เรยี นสามารถ สังเกตการปฏบิ ัติ แบบประเมนิ ทกั ษะ 3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมเรื่องการ
กระบวนการ (P) ปฏบิ ตั กิ ิจกรรม กจิ กรรมเรอ่ื งการ กระบวนการ ป ฏ ิ ส น ธ ิ แ ล ะ ก า ร ต ั ้ ง ค ร ร ภ์ ต า ม
ปฏสิ นธแิ ละการ วทิ ยาศาสตร์ ก ร ะ บ ว น ก า ร ท า ง ว ิ ท ย า ศ า ส ต ร ์ ไ ด้
เรอ่ื งการปฏิสนธิ ตง้ั ครรภ์ทางดา้ น ถูกต้อง
และการต้ังครรภ์ กระบวนการทาง แบบประเมิน 2 คะแนน ปฏิบตั กิ จิ กรรมเร่อื งการ
ได้ วิทยาศาสตร์ พฤตกิ รรมรายกลมุ่ ปฏสิ นธแิ ละการต้ังครรภ์กระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตรไ์ ดถ้ กู ต้องบางสว่ น
ดา้ นคณุ ลักษณะ นกั เรยี นปฏบิ ัติ 1.สังเกตการใฝร่ ู้ 1 คะแนน ออกแบบและปฏิบตั ิ
อันพงึ ประสงค์ กจิ กรรมกล่มุ ดว้ ย มคี วามรบั ผดิ ชอบ กจิ กรรมเรอ่ื งการปฏสิ นธแิ ละการ
(A) ความม่งุ มนั่ ตัง้ ใจ ตั้งครรภ์ตามกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ได้คลาดเคลอ่ื น
ผ่าน หมายถึง ใหค้ วามร่วมมอื สนใจ
ใฝร่ ู้รบั ผดิ ชอบ ม่งุ ม่นั ในการทำงาน
กลมุ่
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
และมีความใฝ่รูใ้ น มุ่งม่ันในการ ปรับปรุงหมายถงึ ไม่ให้ความรว่ มมอื
ไมส่ นใจใฝร่ ้ไู ม่รบั ผิดชอบ และไม่มงุ่ ม่นั
การเรยี น ทำงานกลุ่ม
ในการทำงานกลุ่ม
2.สงั เกต
พฤตกิ รรมการ
แสดงความ
คิดเห็น การตอบ
คำถาม
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 16 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2
2 คาบ
รายวชิ า ว 22101 วิทยาศาสตร์
หน่วยการเรยี นรู้ ระบบรา่ งกายมนษุ ย์
เรือ่ ง การคุมกำเนดิ
1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชี้วดั
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัตขิ องสิ่งมชี วี ติ หนว่ ยพน้ื ฐานของสงิ่ มีชีวิต การลำเลยี งสารเข้าและออกจาก
เซลล์ความสมั พันธ์ของโครงสร้าง และหน้าทขี่ องระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ี
ทำงานสมั พันธก์ ัน ความสมั พนั ธข์ องโครงสร้าง และหน้าท่ีของอวยั วะต่างๆ ของพืช
ท่ีทำงานสัมพนั ธก์ ัน รวมทง้ั นำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
ตวั ช้วี ดั
ว 1.2 ม.2/16 เลอื กวิธีการคมุ กำเนดิ ท่ีเหมาะสมกบั สถานการณท์ ีก่ ำหนด
ว 1.2 ม.2/17 ตระหนกั ถึงผลกระทบของการตงั้ ครรภ์ ก่อนวยั อนั ควร โดยการประพฤติตนให้
เหมาะสม
2. สาระสำคญั
การคมุ กำเนิดเปน็ วธิ ีป้องกันไมใ่ ห้เกิดการตงั้ ครรภ์ โดยป้องกันไม่ใหเ้ กิดการปฏสิ นธิหรือไม่ให้มี
การฝงั ตวั ของเอม็ บรโิ อ ซงึ่ มหี ลายวธิ ี เชน่ การใช้ถุงยางอนามยั การกินยาคุมกำเนิด
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นกั เรยี นสามารถเลือกวธิ กี ารคุมกำเนดิ ท่ีเหมาะสมกับสถานการณท์ ก่ี ำหนดได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถปฏบิ ัติกิจกรรมเร่อื งการคมุ กำเนดิ ได้ (P)
3. นักเรียนตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวโดยการดูแลรักษา
รา่ งกายและจติ ใจของตนเองในช่วงทีม่ ีการเปลี่ยนแปลง (A)
4. สาระการเรยี นรู้
ดา้ นความรู้(K)
การคมุ กำเนิดเป็นวิธีปอ้ งกันไมใ่ หเ้ กดิ การตั้งครรภ์ โดยป้องกันไมใ่ หเ้ กิดการปฏิสนธหิ รอื ไม่ใหม้ ีการฝังตัว
ของเอ็มบริโอ ซึง่ มหี ลายวิธี เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การกินยาคมุ กำเนิด
ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (P)
1. ทักษะการสงั เกต (Observing)
2. ทักษะการลงความเหน็ จากขอ้ มูล (Inferring)
3. ทกั ษะการทดลอง (Experiment)
4. ทักษะการอภปิ ราย
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ด้านคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
1. ใฝเ่ รียนรู้
- ตั้งใจเรยี น เอาใจใส่และมคี วามพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
กลา้ คิด กลา้ พดู แสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออก
2. มุ่งมัน่ ในการทำงาน
- มีความอดทน และทุ่มเทในการทำงาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด
แกป้ ัญหา และคดิ ค้นหาคำตอบ
3. มีความรับผดิ ชอบ
- รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามกำหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว
อยา่ งท่ดี แี ก่ผอู้ ืน่
5. สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน
1. ความสามารถในการคดิ
2. ความสามารถในการสอ่ื สาร
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
4. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5. ความสามารถในการแก้ปัญหา
6. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ชั่วโมงที่ 1
ขนั้ ท่ี 1 ขั้นกระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1.1 ทบทวนความรู้จากชัว่ โมงท่ีแลว้ ให้นกั เรียนทราบว่า การตั้งครรภ์เกดิ จากการปฏิสนธิของเซลล์
อสุจิและเซลล์ไข่ ที่ท่อนำไข่ เจริญต่อเป็นไซโกตและแบ่งเซลล์จนเป็นเอ็มบริโอ จากนั้นเอ็มบริโอจะ
เคลื่อนท่ีไปฝ่งั ตัวที่ผนงั มดลูก และเจรญิ ตอ่ ในครรภ์จนครบ 9 เดอื น แล้วจึงคลอดออกมาจากครรภ์ของ
แม่
ขั้นที่ 2 สำรวจและคน้ หา (Exploration)
2.1 ครูให้นักเรียนแบง่ กลมุ่ นักเรยี นแบ่งกลุ่ม ออกเปน็ 4 กลุม่ จบั ฉลากเลือกวิธกี ารคุมกำเนิดแต่
ละวิธี ดงั นี้
-วิธธี รรมชาติ - การใชอ้ ุปกรณ์
-การใชส้ ารเคมี - การผา่ ตัดทำหมัน
2.2 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการคุมกำเนิด และข้อดี-ข้อเสียของวิธีการ
คุมกำเนดิ แตล่ ะวธิ ี
ขัน้ ที่ 3 ขั้นสรา้ งคำอธบิ าย (Explanation)
3.1 ครูให้นักเรยี นแต่ละกลุม่ ออกมานำเสนอผลการสืบคน้
- จงหาระยะปลอดภัยของการตั้งครรภ์ หากมีประจำเดือนในชว่ งวนั ที่ 18-22 มกราคม (แนว
ตอบ ระยะปลอดภยั ของการตัง้ ครรภ์ คือ วันท่ี 10-25 มกราคม)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- การใช้ถุงยางอนาภัยมขี อ้ ดี-ข้อเสียอย่างไร (แนวตอบ ข้อดี คือ สามารถป้องกันเซลล์อสุจิ
เข้าไปในช่องคลอดของเพศหญิง และป้องกันการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ได้ แต่มีข้อเสีย คือ ไม่
สามารถปอ้ งกนั การต้ังครรภไ์ ด้ 100 เปอรเ์ ซ็นต)์
- การใชย้ าคุมกำเนิดเหมาะสำหรับการคุมกำเนิดรูปแบบใด (แนวตอบ ยาคมุ กำเนิดมีหลาย
ประเภท แต่ละประเภทจะใช้คุมกำเนิดที่แตกต่างกัน เช่น ยาคุมกำเนิดที่ช่วยยับยั้งการตกไข่ของเพศ
หญิง ยาคุมกำเนิดที่ทำให้ผนังมดลูกของเพศหญิงไม่เหมาะสมสำหรับการฝังตัวของเอ็มบริโอ หรือยา
คมุ กำเนิดท่ีใชป้ อ้ งกนั การตง้ั ครรภ์ในกรณฉี กุ เฉนิ จากการถกู ข่มขน่ื )
- การคุมกำเนิดวิธีใดมีประสิทธิภาพสูงที่สุด เพราะเหตุใด (แนวตอบ การผ่าตัดทำหมัน
เนื่องจากเป็นการตัดท่อน้ำไข่ หรือท่อนำอสุจิ ทำให้เซลล์ไข่ หรือเซลล์อสุจิ ไม่สามารถเคลื่อนที่ไป
ปฏสิ นธิกันได)้
3.2 นักเรียนและครรู ว่ มกันอภิปรายเกี่ยวกบั การคมุ กำเนิดเพอื่ ให้ได้ขอ้ สรปุ ว่า การคุมกำเนิดมี
หลายวธิ ี ไดแ้ ก่ วิธธี รรมชาติเป็นการนับวันในการมีเพศสัมพนั ธ์ การคมุ กำเนิดโดยใช้อปุ กรณ์ ได้แก่ การ
ใช้ถุงยางอนามัยในเพศชาย และการใช้ห่วงคมุ กำเนิดในเพศหญงิ เป็นต้น การคุมกำเนดิ โดยใช้สารเคมี
ได้แก่ การใช้ยาคุมกำเนดิ ซึ่งมีหลายประเภท เช่น ยาช่วยยับยั้งการตกไข่ ยาปรับสภาพผนังมดลกุ ใหไ้ ม่
เหมาะสมตอ่ การฝั่งตัว การผ่าตดั ทำหมนั เปน็ การคุมกำเนิดถาวร ไดแ้ ก่ การตัดทอ่ นำอสุจิของเพศชาย
การตัดท่อนำไข่ของเพศหญิง ซึ่งการคุมกำเนิดแต่ละวิธีจะมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกัน และจะถูกใช้ใน
สถานการณ์ทแี่ ตกตา่ งกนั
ขัน้ ท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครูอธบิ ายเพม่ิ เตมิ เก่ยี วกับการคุมกำเนิดโดยใชส้ ่อื Power Point
ช่ัวโมงท่ี 2
ขัน้ ที่ 1 ข้นั กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1.1 นำตัวอย่างข่าวเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรมายกตัวอย่างในนักเรียนฟัง พร้อม
อธบิ ายถึงผลเสยี ท่ีเกิดขนึ้ จากการตง้ั ครรภก์ ่อนวยั อันควร
ข้ันท่ี 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 นกั เรยี นแบ่งกลุม่ กล่มุ ละ 5-7 คน ร่วมกนั วเิ คราะห์ปัญหาที่เกิดจากการตงั้ ครรภ์กอ่ นวัยอัน
ควร และแนวทางการป้องกนั การตั้งครรภก์ อ่ นวัยอนั ควร
ขัน้ ที่ 3 ขน้ั สรา้ งคำอธบิ าย (Explanation)
3.1 ครูใหน้ กั เรยี นแต่ละกลมุ่ ออกมานำเสนอผลการสืบค้น
3.2 ครูถามคำถามกับนักเรียน โดยใชค้ ำถามตอ่ ไปนี้
- การต้ังครรภก์ ่อนวยั อันควรมีผลกระทบอย่างไรบ้าง (แนวตอบ การตงั้ ครรภ์ก่อนวยั อนั ควร
กอ่ ให้เกิดปญั หาตา่ ง ๆ ตามมา ไดแ้ ก่ การทำแกง้ เพือ่ ยุตกิ ารต้ังครรภ์ ฝา่ ยหญงิ ต้องออกจากสถานศึกษา
ทำใหเ้ สยี การเรียนและเสียอนาคต การแตง่ งานจากภาวะจำยอม)
- นักเรียนมวี ิธหี ลกี เล่ยี งการต้ังครรภ์กอ่ นวัยอันควรอย่างไรบ้าง (แนวตอบ คำตอบข้ึนอยู่กับ
ดุลยพินิจของครูผู้สอน เช่น หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การเที่ยวสถานบันเทงิ
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
การอยู่ด้วยกันตามลำพังในทลี่ บั ตาคน การแตง่ กายรดั รปู หรือเปดิ เผยสัดส่วน เปน็ ต้น รจู้ ักการปฏิเสธใน
สถานการณ์ที่เสย่ี งตอ่ การมีเพศสมั พันธุ์ รจู้ กั วิธกี ารคุมกำเนดิ ทเ่ี หมาะสม การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง
ในสถานการณท์ เ่ี หมาะสม)
3.3 นักเรียนและครรู ่วมกนั อภิปรายเก่ียวกับปญั หาจากการตั้งครรภ์ก่อนวันอันควรเพ่ือให้ด้
ข้อสรุปว่า การตั้งครรภ์ก่อนวันอันควรเป็นปัญหาใหญ่ที่พบในวัยหนุ่มสาว ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ
ตามมา เช่น การทำแท้ง การแต่งงานจากภาวะจำยอม การติดโรคทางเพศสัมพันธ์ เสียการเรียน และ
สร้างปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจต่อผู้ตั้งครรภ์ นักเรียนสามารถประพฤติตนเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัย
เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ก่อนวัยอนั ควร เช่น การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง (การเที่ยวสถานบันเทิง ดารดื่ม
แอลกอฮอล์ การอยู่ตามลำพังในที่ลับตา การแต่งกายรัดรูป) รู้จักการปฏิเสธ รู้จักวิธีการคุมกำเนิดที่
เหมาะสม การสำเร็จความใครด่ ้วยตนเอง และการสรา้ งความสำพนั ธ์ระหวา่ งบุคคลในครอบครวั
ขน้ั ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครูและนักเรียนร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตนในการป้องกัน
ตนเองไม่ใหต้ ้งั ครรภ์ก่อนวยั อนั ควร
ข้ันที่ 5 ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
1. ครปู ระเมินการเรยี นร้ขู องนักเรยี นดงั น้ี
- การบันทึกการเรียนรู้ลงในสมดุ บันทึกวิชาวิทยาศาสตร์
- สงั เกตพฤติกรรมการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมของแตล่ ะกลมุ่
- การตอบคำถามในชัน้ เรียน
7. การบรู ณาการหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ( 3 หว่ ง 2 เงอ่ื นไข)
หลกั ความพอประมาณ การใช้เวลาในการศกึ ษาหาความรู้และทำงานเหมาะกบั เวลา
หลักมีเหตุผล การอธบิ ายเก่ยี วกับการคุมกำเนิดและการป้องกันตัวเองจากการ
ตงั้ ครรภ์กอ่ นวัยได้อย่างเหมาะสมและถกู ตอ้ ง
หลักสรา้ งภูมิคุ้มกนั ในตวั ท่ดี ี การเลือกศึกษาจากแหลง่ เรียนรู้โดยมคี วามถูกต้อง
การวางแผนในการทำงานเปน็ กลุ่ม
เงอ่ื นไขความรู้ การวเิ คราะหผ์ ล สรปุ ผลเร่อื งการคมุ กำเนิดและการปอ้ งกนั ตวั เอง
จากการต้ังครรภ์
เงอ่ื นไขคณุ ธรรม รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ซ่อื สัตย์ มวี นิ ยั ใฝเ่ รยี นรู้ อยูอ่ ย่างพอเพยี ง
8. สือ่ /แหล่งการเรยี นรู้
สื่ออปุ กรณ์
1. หนังสอื เรยี นรายวิชาวทิ ยาศาสตร์พ้ืนฐาน ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 เล่ม 1
2. Power Point เรื่องการคุมกำเนดิ
แหล่งการเรยี นรู้
1. หอ้ งสมุด
2. อินเทอร์เนต็
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
9. เกณฑก์ ารประเมนิ
สงิ ที่ต้องการวดั รายการ วิธีวดั ผล เคร่ืองมือวัด เกณฑก์ ารประเมินผล
ดา้ นความรู้ (K) สมุดบันทึกวชิ า
นักเรียนสามารถ สมุดบนั ทึกวิชา วิทยาศาสตร์ 4 คะแนน เลอื กวธิ กี ารคุมกำเนิดท่ี
เลอื กวธิ ีการ วทิ ยาศาสตร์ เหมาะสมกับสถานการณ์ทก่ี ำหนดได้
คุมกำเนดิ ท่ี เรื่องการคมุ กำเนิด แบบประเมิน ถกู ตอ้ งรอ้ ยละ 80 ขึน้ ไป
เหมาะสมกบั ทักษะ 3 คะแนน เลอื กวิธกี ารคุมกำเนดิ ท่ี
สถานการณ์ท่ี กระบวนการ เหมาะสมกับสถานการณท์ ก่ี ำหนดได้
กำหนดได้ วทิ ยาศาสตร์ ถูกต้องร้อยละ 70-79
2 คะแนน เลือกวิธีการคมุ กำเนดิ ที่
ดา้ นทกั ษะ นักเรียนสามารถ สงั เกตการปฏิบตั ิ แบบประเมิน เหมาะสมกับสถานการณ์ทกี่ ำหนดได้
กระบวนการ (P) ปฏิบัตกิ ิจกรรมเรือ่ ง กจิ กรรมเรือ่ งการ พฤติกรรม ถูกตอ้ งร้อยละ 60-69
การคมุ กำเนิดได้ คมุ กำเนดิ ทางด้าน 1 คะแนน เลือกวธิ กี ารคมุ กำเนิดท่ี
เหมาะสมกบั สถานการณ์ที่กำหนดได้
กระบวนการทาง ถกู ตอ้ งร้อยละ 50-59
วิทยาศาสตร์ 0 คะแนน เลือกวิธกี ารคมุ กำเนิดที่
เหมาะสมกบั สถานการณท์ ่กี ำหนดได้
ดา้ นคุณลักษณะ นกั เรียนตระหนัก 1.สงั เกตพฤตกิ รรม ถกู ตอ้ งนอ้ ยกว่ารอ้ ยละ 50
อนั พงึ ประสงค์ ถึงการเปล่ียนแปลง การแสดงความ
3 คะแนน ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมเรื่องการ
(A) ของร่างกายเม่อื เข้า คดิ เห็น การตอบ คมุ กำเนิดตามกระบวนการทาง
สู่วัยหนมุ่ สาวโดย คำถาม วทิ ยาศาสตร์ได้ถูกต้อง
การดูแลรกั ษา 2 คะแนน ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมเรอื่ งการ
คมุ กำเนดิ ตามกระบวนการทาง
ร่างกายและจิตใจ วทิ ยาศาสตรไ์ ดถ้ ูกตอ้ งบางสว่ น
ของตนเองในชว่ งท่ี 1 คะแนน ออกแบบและปฏิบัติกิจกรรม
เร่ืองการคุมกำเนิดตามกระบวนการทาง
มกี ารเปล่ียนแปลง วิทยาศาสตรไ์ ด้คลาดเคลือ่ น
ผ่าน หมายถึง ตระหนักถึงการ
เปลยี่ นแปลงของร่างกายเมอ่ื เข้าสวู่ ัยหนุม่
สาวโดยการดูแลรกั ษารา่ งกายและจติ ใจ
ของตนเองในช่วงทม่ี ีการเปลีย่ นแปลง
ปรับปรงุ หมายถึง ไม่ตระหนกั ถึงการ
เปล่ียนแปลงของร่างกายเมือ่ เข้าสวู่ ยั หนมุ่
สาวโดยการดแู ลรกั ษารา่ งกายและจติ ใจ
ของตนเองในช่วงทีม่ ีการเปลี่ยนแปลง
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุม่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2
สารละลาย
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 16
รายวชิ า ว 22101 วทิ ยาศาสตร์ ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 2
หนว่ ยการเรียนรู้ สารละลาย 4 คาบ
เรอ่ื ง สารละลาย
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวดั
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ
ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนีย่ วระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ
ของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการ
เกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี
ตัวช้ีวดั
ว 2.1 ม.2/4 ออกแบบการทดลองและทดลองในการอธิบายผลของชนิดตวั ละลาย ชนิดตัวทำ
ละลาย อุณหภูมิ ที่มีต่อสภาพละลายได้ของสาร รวมทั้งอธิบายผลของความดันที่มีตอ่ สภาพละลายได้
ของสารโดยใชส้ ารสนเทศ
2. สาระสำคญั
สารละลายอาจมสี ถานะเปน็ ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส สารละลายประกอบดว้ ยตวั ทำละลาย
และตัวละลาย กรณีสารละลายเกิดจากสารที่มีสถานะเดียวกัน สารที่มีปริมาณมากที่สุดจัดเป็นตัวทำ
ละลาย กรณีสารละลายเกดิ จากสารที่มีสถานะต่างกัน สารที่มีสถานะเดียวกันกับสารละลายจัดเป็นตัว
ทำละลาย สารละลายที่ตัวละลายไม่สามารถละลาย ในตัวทำละลายได้อีกที่อุณหภูมิหนึ่ง ๆ เรียกว่า
สารละลายอิ่มตวั
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นักเรยี นสามารถอธบิ ายผลของชนิดตัวละลาย ชนิดตัวทำละลาย อณุ หภมู ิ ผลของความดัน ที่มี
ต่อสภาพละลายไดข้ องสารได้ (K)
2. นักเรียนสามารถออกแบบการทดลองและทดลองในการอธิบายผลของชนิดตัวละลาย ชนิดตัว
ทำละลาย อณุ หภมู ิ ทม่ี ตี ่อสภาพละลายได้ของสารได้ (P)
3. นักเรยี นปฏิบัติกิจกรรมกลุม่ ดว้ ยความมงุ่ มน่ั และตง้ั ใจ (A)
4. สาระการเรยี นรู้
ด้านความรู้(K)
สารละลายอาจมีสถานะเปน็ ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส สารละลายประกอบดว้ ยตวั ทำละลาย
และตัวละลาย กรณีสารละลายเกิดจากสารที่มีสถานะเดียวกัน สารที่มีปริมาณมากที่สุดจัดเป็นตัวทำ
ละลาย กรณีสารละลายเกดิ จากสารที่มีสถานะต่างกนั สารที่มีสถานะเดียวกันกับสารละลายจดั เป็นตวั
ทำละลาย สารละลายที่ตัวละลายไม่สามารถละลาย ในตัวทำละลายได้อีกที่อุณหภูมิหนึ่ง ๆ เรียกว่า
สารละลายอม่ิ ตวั
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สภาพละลายได้ของสารในตัวทำละลาย เป็นค่าที่บอกปริมาณของสารที่ละลายได้ในตัวทำ
ละลาย 100 กรัม จนได้สารละลายอิ่มตัว ณ อุณหภูมิและความดันหนึ่ง ๆ สภาพละลายได้ของสารบ่ง
บอกความสามารถในการละลายได้ของตัวละลาย ในตัวทำละลาย ซึ่งความสามารถในการละลายของ
สารขนึ้ อย่กู บั ชนิดของตัวทำละลายและตัวละลาย อุณหภูมิ และความดัน
สารชนิดหนึ่ง ๆ มีสภาพละลายได้แตกต่างกัน ในตัวทำละลายที่แตกต่างกัน และสารต่างชนดิ
กัน มสี ภาพละลายได้ในตัวทำละลายหนึ่ง ๆ ไมเ่ ทา่ กนั
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น สารส่วนมาก สภาพละลายได้ของสารจะเพิ่มขึ้น ยกเว้นแก๊สเมื่ออุณหภูมิ
สูงขึ้นสภาพการละลายได้จะลดลง ส่วนความดันมีผลต่อแกส๊ โดยเมื่อความดันเพิม่ ข้ึน สภาพละลายได้
จะสูงข้นึ
ความรู้เกี่ยวกับสภาพละลายได้ของสารเมื่อเปลี่ยนแปลงชนิดตัวละลาย ตัวทำละลาย และ
อณุ หภูมิ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เชน่ การทำน้ำเชื่อมเข้มขน้ การสกัดสารออกจาก
สมุนไพรใหไ้ ด้ปริมาณมากท่สี ดุ
ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (P)
1. ทักษะการสังเกต (Observing)
2. ทกั ษะการลงความเหน็ จากข้อมลู (Inferring)
3. ทักษะการทดลอง (Experiment)
4. ทักษะการอภปิ ราย
ด้านคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
1. ใฝเ่ รยี นรู้
- ตั้งใจเรยี น เอาใจใส่และมีความพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
กลา้ คิด กล้าพูดแสดงความคดิ เห็น กล้าแสดงออก
2. มุง่ ม่ันในการทำงาน
- มีความอดทน และทุ่มเทในการทำงาน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค มีความพยายามคิด
แกป้ ญั หา และคดิ ค้นหาคำตอบ
3. มคี วามรับผิดชอบ
- รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงตามกำหนด ปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เป็นตัว
อยา่ งที่ดีแกผ่ ู้อื่น
5. สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน
1. ความสามารถในการคิด
2. ความสามารถในการส่อื สาร
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
4. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5. ความสามารถในการแก้ปญั หา
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
6. การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
ชัว่ โมงที่ 1-2
ขั้นที่ 1 ข้นั กระต้นุ ความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูยกตัวอย่างสาร 11 ชนิดได้แก่ น้ำแป้ง น้ำเชื่อม น้ำโคลน น้ำตาลทราย น้ำ เหล็ก
น้ำอัดลมที่ไม่เจือสี น้ำเกลือ น้ำโซดา เหรียญบาท น้ำนม โดยพิจารณาเกี่ยวกับเกณฑ์ที่ใช้ในการ
จำแนกด้วย นักเรียนนำเสนอเกี่ยวกับเกณฑ์และเหตุผลที่ใช้ในการจำแนกกลุ่มของสาร (เกณฑ์
สถานะ สี ประเภทของสาร ลกั ษณะเน้อื สาร)
1.2 ครูมขี องเหลวใสทัง้ หมด 5 ชนดิ คือ น้ำ น้ำเชื่อม น้ำเกลือ น้ำโซดา น้ำอัดลมที่ไม่เจอสี
และ น้ำส้มสายชู ครูใช้คำถามเพ่อื จะนำเข้าสูก่ ารทำกจิ กรรมการทดลอง
- สารแตล่ ะชนดิ ประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบใดบ้าง (นำ้ มเี พยี งองค์ประกอบเดียว นำ้ เชอ่ื ม มี 2
องค์ประกอบ คือ น้ำและน้ำตาลทราย น้ำเกลือ มี 2 องค์ประกอบ คือ น้ำและเกลือ น้ำโซดา มี 2
องค์ประกอบ คือ น้ำกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำอัดลมที่ไม่เจือสี มี 3 องค์ประกอบ คือ น้ำ
น้ำตาลทราย และแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ น้ำส้มสายชู มี 2 องคป์ ระกอบ คือ น้ำ และกรดแอซติ กิ )
ขัน้ ที่ 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 ครูให้นักเรียนแบง่ กลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุม่ เกง่ ปานกลาง อ่อน
2.2 ครใู หน้ ักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ ศกึ ษาวิธกี ารทดลอง จากกจิ กรรม เรือ่ งองคป์ ระกอบของสารละลาย
2.3 ครสู ุ่มตวั แทนนักเรียนให้อธบิ ายวิธีขนั้ ตอนการทดลอง
2.4 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเริ่มปฏิบัติกรรมการทดลอง พร้อมออกแบบตารางบันทึกผลการ
ทดลอง
ข้ันที่ 3 ขนั้ สร้างคำอธบิ าย (Explanation)
3.1 ครูให้นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มออกมานำเสนอผลการทดลอง
3.2 นกั เรยี นและครูร่วมกนั อภิปรายผลการทดลองและหาข้อสรุปจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยครู
ใช้คำถามต่อไปนี้
- ในการพิจารณาสารเนื้อเดียวกับสารละลาย ถ้าไม่มีสารที่เป็นของแข็งเหลืออยู่จะ
สามารถสรุปได้ว่าสารนัน้ เปน็ สารเนอ้ื เดียวหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด
- ของเหลวชนิดใดเมอื่ ใช้การระเหยแหง้ จะไม่สามารถตรวจสอบองค์ประกอบของสารใน
ของเหลวน้ันได้
- ของเหลวที่มีองค์ประกอบใดที่สามารถใช้วิธีการในการระเหยแห้งพิจารณาว่าเป็น
สารละลาย (จากคำถาม หลกั การระเหยแหง้ จะสามารถใชต้ รวจสอบสารละลายท่มี ีตัวละลายเป็น
ของแข็งที่ระเหยยาก แต่วิธีการระเหยแห้งไม่เหมาะสมในการตรวจสอบสารละลายที่ระเหยได้
ง่าย)
3.3 ครูสาธิตการทดลองโดยมีสารตัวอย่าง ดังนี้ เกลือ ด่างทับทิม น้ำตาลทราย แอลกอฮอล์
น้ำส้มสายชู แล้วน้ำกล่ัน แลว้ ใหน้ กั เรยี นพจิ ารณาวา่ ถา้ นำสารมาผสมกบั นำ้ กล่นั ลักษณะของสารท่ีได้
จะเป็นอยา่ งไร (สารรวมกันเป็นเนอ้ื เดียว)
3.4 ครใู ห้นยิ ามองคป์ ระกอบของสารละลาย มี 2 ชนดิ คือ ตวั ทำละลาย และตวั ละลาย
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3.5 ครูต้งั คำถามกบั นกั เรยี นว่า ระหวา่ งนำ้ กับเกลือ สารใดเป็นตวั ทำละลายและสารใดเป็นตัวถูก
ละลายและนกั เรียนมเี กณฑ์ใดในการพจิ ารณา นำ้ เกลือ มีสารใดเป็นตัวถูกละลายและมีสารใดเป็นตัวทำ
ละลาย (น้ำเป็นตวั ทำละลาย และเกลือเป็นตวั ถูกละลาย)
ข้ันที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครอู ธิบายเพมิ่ เตมิ จากคำตอบของนักเรียนเกย่ี วกับการพิจารณาตวั ถกู ละลายและตัวทำ
ละลาย
- ถา้ สารมสี ถานะเหมอื นกนั ทงั้ หมด ให้พิจารณาปรมิ าณของสารแต่ละชนิด สารใดมีปริมาณ
มากจะเป็นตวั ทำละลาย สารใดมปี ริมาณนอ้ ยจะเป็นตัวถกู ละลาย
- ถ้าสารมีสถานะแตกต่างกัน ให้พิจารณาว่า สารใดมีสถานะเดียวกับสารละลายจะเป็นตัว
ทำละลาย สารใดมสี ถานะแตกตา่ งจากสารละลายจะเป็นตัวถกู ละลาย
ชั่วโมงท่ี 3 ชนิดของตวั ละลาย ตัวทำละลาย
ข้นั ที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูตรวจสอบความรู้ของนกั เรยี นเก่ียวกบั ตัวทำละลายและตัวละลาย
1.2 ครนู ำด่างทบั ทมิ และนำ้ เปลา่ ใสใ่ นบีกเกอร์ และตั้งคำถามกระตุ้นความสนใจนกั เรียน ดังนี้
- นักเรียนคิดว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อนำด่างทับทิมใส่ลงน้ำ (นักเรียนร่วมกันแสดงความ
คดิ เห็น)
ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 ครูใหน้ ักเรียนแบ่งกลมุ่ กลมุ่ ละ 4-5 คน โดยคละกลมุ่ เกง่ ปานกลาง อ่อน
2.2 ครูใหน้ กั เรยี นแต่ละกล่มุ ศกึ ษาวธิ ีการทดลอง จากกจิ กรรม เรื่องการละลายของสาร
2.3 ครสู มุ่ ตัวแทนนกั เรียนให้อธิบายวธิ ีข้ันตอนการทดลอง
2.4 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเริ่มปฏิบัติกรรมการทดลอง พร้อมออกแบบตารางบันทึกผลการ
ทดลอง
ข้นั ท่ี 3 ขัน้ สรา้ งคำอธิบาย (Explanation)
3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลมุ่ ออกมานำเสนอผลการทดลอง
3.2 นักเรยี นและครูร่วมกันอภิปรายผลการทดลองและหาข้อสรุปจากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยครู
ใชค้ ำถามต่อไปน้ี
- ครูตั้งคำถามว่า “กระบวนการละลายเกิดขึ้นได้อย่างไร”(ตัวละลายและตัวทำละลาย
จะแยกออกจากกัน หลังจากนนั้ ตวั ถูกละลายจะแทรกในช่องวา่ งของตวั ทำละลาย)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3.3 นักเรียนศึกษา วีดีโอใน youtube เกี่ยวกับกระบวนการละลาย เพื่อให้เห็นภาพได้อย่าง
ชัดเจน
3.4 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลการทดลองร่วมกัน (ตัวละลายชนิดเดียวกันละลายได้ไม่
เหมือนกนั ในตวั ทำละลายตา่ งชนดิ กนั และตวั ละลายตา่ งชนิดกันและตวั ละลาย ต่างชนดิ กันละลายในตัว
ทำละลายชนดิ เดยี วกนั จะละลายในตัวทำละลายที่เหมือนกันได้แตกต่างกัน ดังนั้น การละลายของสาร
ขึ้นอยู่กับชนิดของตวั ละลายและตวั ทำละลาย)
ขน้ั ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครูตั้งสถานการณ์ “ถ้าครูใช้ปากกาชนิดอื่นเขียนกระดานไวท์บอร์ด ปรากฎว่าไม่
สามารถลบได้” นกั เรยี นใช้ ความรู้เรอ่ื ง การละลายและความสามารถในการการละลายของสารในตัวทำ
ละลายตา่ งชนดิ กัน ใช้ในการออกแบบการทดลองและนำเสนอการออกแบบการทดลองน้นั
ชวั่ โมงที่ 4 ปัจจัยท่มี ีผลต่อการละลายของสาร
ข้นั ท่ี 1 ข้ันกระต้นุ ความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูทบทวนความร้เู ดิม เรื่องการละลายของสาร จากนัน้ นำเขา้ สูบ่ ทเรียนเกยี่ วกับปัจจัยที่มีผล
ตอ่ การละลายของสาร โดยครถู ามคำถามนักเรยี น ดังน้ี
- นำ้ หวาน มีสารใดเปน็ ตวั ทำละลาย และตัวถูกละลาย (น้ำ เป็นตัวทำละลาย น้ำตาล เป็นตัว
ถูกละลาย)
ขน้ั ที่ 2 สำรวจและคน้ หา (Exploration)
2.1 ครใู หน้ ักเรียนแบง่ กลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน โดยคละกลุ่มเกง่ ปานกลาง ออ่ น
2.2 ครูใหน้ ักเรียนแต่ละกลมุ่ ศกึ ษา เร่ืองปจั จัยทม่ี ีผลต่อการละลายของสาร จากใบความรู้
2.3 ครใู ห้นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ เร่มิ ปฏิบตั ิกรรม พรอ้ มออกแบบตารางบนั ทกึ ผลการทำกิจกรรม
ขน้ั ที่ 3 ขั้นสร้างคำอธิบาย (Explanation)
3.1 นกั เรยี นและครูรว่ มกันอภปิ รายผลการทดลองและหาขอ้ สรปุ จากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยครู
ใช้คำถามต่อไปน้ี
- ปัจจัยที่มีผลต่อการละลายของสาร มีอะไรบ้าง (ปริมาณตัวทำละลาย, ชนิดของสาร,
ชนดิ ของตวั ทำละลาย, อุณหภูมิ, พลงั งานจลน์ และความดัน)
- ปรมิ าณตัวละลายมผี ลตอ่ การละลายของสารอย่างไร (ถา้ ตวั ทำละลายมปี ริมาตรเพิ่มขึ้น
ตัวละลายจะละลายในนำ้ ได้มากข้นึ )
- ชนิดของสารละลายมีผลต่อการละลายของสารอย่างไร (สารแต่ละชนิดมคี วามสามารถ
ในการละลายตา่ งกนั จึงควรเปรยี บเทยี บการละลายในน้ำปรมิ าณเท่ากันและอณุ หภูมิเดียวกนั )
- ชนิดของตัวทำละลายมีผลต่อการละลายของสารอย่างไร (สารบางชนิดไม่ละลายในนำ้
แตล่ ะลายในตัวทำละลายอ่นื )
- อุณหภมู มิ ผี ลต่อการละลายของสารอยา่ งไร (การละลายประเภทดูดความรอ้ นจะละลาย
ได้ดีในน้ำที่มอี ุณหภูมิสูง การละลายประเภทคายความร้อนจะละลายไดด้ ใี นน้ำทมี่ อี ณุ หภูมิตำ่ )
- พลังงานจลน์มผี ลตอ่ การละลายของสารอยา่ งไร (การทำให้อนภุ าคสารเกิดการเคลื่อนที่
จำทำใหแ้ ก๊สละลายได้ดแี ละเร็วข้ึน)
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุม่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- ความดันมีผลต่อการละลายของสารอย่างไร (ในกรณที ี่ตวั ละลายเป็นแก๊ส หากความดัน
สูงขนึ้ จำทำให้แกส๊ ละลายได้ดีข้นึ )
ขัน้ ท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครใู ห้นกั เรยี นสรปุ แผนผังความคิด เร่อื งปจั จัยท่ีมผี ลต่อการละลายของสาร
ขั้นที่ 5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
1. ครปู ระเมินการเรียนรู้ของนักเรียนดงั นี้
- การบนั ทกึ การเรยี นรลู้ งในสมดุ บนั ทึกวิชาวิทยาศาสตร์
- สงั เกตพฤตกิ รรมการปฏิบัตกิ จิ กรรมการทดลองของแต่ละกลุ่ม
- ใบงานเรื่องสารละลาย
7. การบูรณาการหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ( 3 ห่วง 2 เงือ่ นไข)
หลักความพอประมาณ การใชเ้ วลาในการศึกษาหาความร้แู ละทำงานเหมาะกับเวลา
หลกั มเี หตุผล
หลกั สร้างภูมคิ ุ้มกันในตวั ท่ีดี การอธิบายเกี่ยวกบั เรอ่ื งสารละลายไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและถูกต้อง
เงื่อนไขความรู้ การเลอื กศึกษาจากแหล่งเรียนร้โู ดยมีความถูกต้อง
เงอื่ นไขคุณธรรม การวางแผนในการทำงานเป็นกลุ่ม
การวิเคราะหผ์ ล สรปุ ผลเร่อื งสารละลายได้
รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ซ่ือสัตย์ มีวินัย ใฝเ่ รียนรู้ อยอู่ ย่างพอเพียง
8. สือ่ /แหลง่ การเรียนรู้
สือ่ อุปกรณ์
1. หนงั สือเรียนรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์พนื้ ฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 เลม่ 1
2. อปุ กรณก์ ารทดลองเร่อื งสารละลาย
3. Power Point เร่อื งสารละลาย
4. วีดโี อใน youtube เกยี่ วกับกระบวนการละลาย
https://www.youtube.com/watch?v=I0WvH-Cj-IA
แหล่งการเรียนรู้
1. ห้องสมดุ
2. อินเทอรเ์ นต็
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
9. เกณฑก์ ารประเมนิ
สงิ ทต่ี ้องการวัด รายการ วธิ ีวัดผล เคร่ืองมอื วดั เกณฑก์ ารประเมินผล
ดา้ นความรู้ (K) 4 คะแนน อธบิ ายผลของชนดิ ตัว
นกั เรียนสามารถ สมุดบันทึกวิชา สมุดบันทกึ วชิ า ละลาย ชนดิ ตวั ทำละลาย
วทิ ยาศาสตร์ อณุ หภมู ิ ผลของความดัน ท่ีมีต่อ
อธิบายผลของชนดิ วทิ ยาศาสตร์ สภาพละลายได้ของสารได้
ถูกตอ้ งร้อยละ 80 ขน้ึ ไป
ตวั ละลาย ชนิดตัวทำ เรือ่ งการสารละลาย 3 คะแนน อธิบายผลของชนดิ ตวั
ละลาย ชนิดตัวทำละลาย
ละลาย อุณหภูมิ ผล อณุ หภูมิ ผลของความดัน ที่มตี ่อ
สภาพละลายไดข้ องสารได้ถูกตอ้ ง
ของความดนั ท่มี ตี ่อ รอ้ ยละ 70-79
2 คะแนน อธบิ ายผลของชนิดตวั
สภาพละลายได้ของ ละลาย ชนดิ ตวั ทำละลาย
อณุ หภมู ิ ผลของความดนั ที่มตี ่อ
สารได้ สภาพละลายไดข้ องสารได้ถูกต้อง
รอ้ ยละ 60-69
ด้านทกั ษะ นกั เรยี นสามารถ สังเกตการปฏิบัติ แบบประเมิน 1 คะแนน อธบิ ายผลของชนิดตวั
กระบวนการ (P) ออกแบบการทดลอง กิจกรรมการทดลอง ทกั ษะ ละลาย ชนดิ ตวั ทำละลาย
และทดลองในการ ในการอธิบายผลของ กระบวนการ อุณหภมู ิ ผลของความดนั ทมี่ ีต่อ
อธิบายผลของชนดิ ชนดิ ตัวละลาย ชนดิ วทิ ยาศาสตร์ สภาพละลายได้ของสารได้ถูกตอ้ ง
ตวั ละลาย ชนดิ ตัวทำ ตวั ทำละลาย รอ้ ยละ 50-59
ละลาย อณุ หภูมิ ทีม่ ี อุณหภูมิ ท่ีมีต่อ 0 คะแนน อธิบายผลของชนิดตวั
ต่อสภาพละลายได้ สภาพละลายไดข้ อง ละลาย ชนิดตัวทำละลาย
ของสารได้ อณุ หภมู ิ ผลของความดัน ที่มีตอ่
สารทางดา้ น สภาพละลายได้ของสารได้
ถูกต้องนอ้ ยกว่ารอ้ ยละ 50
3 คะแนน ปฏิบัติกิจกรรมการ
ทดลองในการอธิบายผลของชนิด
ตัวละลาย ชนิดตัวทำละลาย
อุณหภูมิ ที่มีต่อสภาพละลายได้
ของสารตามกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรไ์ ดถ้ กู ต้อง
2 คะแนน ปฏิบัติกจิ กรรมการ
ทดลองในการอธบิ ายผลของชนิด
ตัวละลาย ชนิดตัวทำละลาย
ครูเบญจวรรณ ทองเสน กลุม่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กระบวนการทาง แบบประเมนิ อณุ หภมู ิ ทีม่ ีต่อสภาพละลายได้
วิทยาศาสตร์ พฤตกิ รรมราย ของสารตามกระบวนการทาง
กลมุ่ วทิ ยาศาสตร์ได้ถูกต้องบางส่วน
ดา้ นคณุ ลกั ษณะอัน นักเรยี นปฏิบตั ิ 1.สังเกตการใฝ่รู้ มี 1 คะแนน ออกแบบและปฏิบตั ิ
พงึ ประสงค์ (A) กจิ กรรมกลุ่มด้วย ความรบั ผดิ ชอบ กิจกรรมการทดลองในการอธบิ าย
ผลของชนดิ ตัวละลาย ชนดิ ตัวทำ
ความมงุ่ มัน่ ต้ังใจและ มงุ่ มน่ั ในการทำงาน ละลาย อณุ หภมู ิ ทมี่ ีตอ่ สภาพ
มีความใฝร่ ู้ในการ กลุ่ม ละลายได้ของสารตาม
เรียน 2.สังเกตพฤติกรรม กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรไ์ ด้
คลาดเคลอ่ื น
การแสดงความ
คดิ เห็น การตอบ ผา่ น หมายถึง ให้ความร่วมมือ
คำถาม สนใจใฝร่ รู้ ับผิดชอบ ม่งุ มน่ั ในการ
ทำงานกลุ่ม
ปรบั ปรงุ หมายถึง ไมใ่ หค้ วาม
ร่วมมอื ไม่สนใจใฝร่ ูไ้ ม่รับผดิ ชอบ
และไม่ม่งุ มน่ั ในการทำงานกลุ่ม
ครเู บญจวรรณ ทองเสน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี