The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวทางการจัดการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สพป. สุพรรณบุรี เขต 3, 2023-09-10 22:10:56

แนวทางการจัดการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน

แนวทางการจัดการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน

ก แนวทางการนำกรอบหลักสูตรสาระท้องถิ่นมาจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐานโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนใกล้โรงเรียนเปรียบเสมือนห้องเรียนรวมโดยครูที่รับผิดชอบต่าง วิชาร่วมคิดร่วมระดมสมองจัดการออกแบบการเรียนรู้ กิจกรรม การใช้สื่อ วิทยากรในท้องถิ่นร่วมด้วย ช่วยกันเพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ ลงมือกระทำและเรียนรู้ด้วยตนเอง นำเสนอผลงานด้วยตัว ผู้เรียนเอง รวมทั้งร่วมกันวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ทั้งเด็ก ครู วิทยากร หรือผู้รู้ในท้องถิ่นเพื่อให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย กระทั่งผู้เรียนเกิดสมรรถนะ และเกิดสำนึกรักษ์ บ้านเกิด ชุมชนของตนเอง เข้าใจวิถีชีวิตเรียนรู้ในอดีตประวัติศาสตร์ใกล้ตัวแก้ไขปัจจุบัน เพื่อทำปัจจุบันให้ดี และพัฒนาต่อยอดในอนาคต ปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นสมาชิกที่ดีของ ครอบครัว ชุมชน ประเทศชาติ และสู่พลโลกอย่างมีคุณภาพ ตามศตวรรษที่ ๒๑ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต ๓ โดยกลุ่มนิเทศติดตามและ ประเมินผลการจัดการศึกษา ได้แต่งตั้งคณะทำงานประกอบด้วยตัวแทนครูผู้สอน รองผู้อำนวยการ สถานศึกษา ร่วมกันวิเคราะห์ จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จากแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ทั้งสี่อำเภอในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต ๓ เพื่อจัดทำแนวทางการจัดหน่วยการ เรียนรู้ตามกรอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น สำหรับครูผู้สอนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต ๓ นำไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาตามบริบทพื้นที่ของตน ขอขอบคุณท่านดร.อำนาท เหลือน้อย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต ๓ และท่านรองผอ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 ที่ให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาในการทำงานครั้งนี้กับคณะทำงานส่งผลให้การดำเนินการจัดทำ รูปเล่มแนวทางการดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามกรอบหลักสูตรสาระท้องถิ่นเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์ และ หวังว่าเอกสารเล่มนี้จะก่อเกิดประโยชน์ทางวิชาการกับครู ผู้บริหาร นักการศึกษารวมทั้งสาธารณชนที่ สนใจ กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสพรรณบุรี เขต 3 คำนำ


ข สารบัญ หน้า คำอธิบายรายวิชา 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เล่าขานตำนานบ้านเรา 5 ➢อำเภอเดิมบางนางบวช 8 พระอาจารย์ธรรมโชติ 8 วัดเขานางบวช 9 เขานมนาง 15 ➢อำเภอสามชุก 19 หลวงพ่อมุ่ย 19 วัดลาดสิงห์ 22 ➢อำเภอหนองหญ้าไซ 26 แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร 26 ➢อำเภอด่านช้าง 30 เขื่อนกระเสียว 30 พิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านพุน้ำร้อน 44 กลุ่มชาติพันธ์ที่ด่านช้าง 58 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 สืบลำเนาวัฒนธรรมท้องถิ่น 84 ➢อำเภอเดิมบางนางบวช 86 งานตักบาตรเทโว 86 งานยกธง 91 ➢อำเภอสามชุก 93 บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ 93 ➢อำเภอหนองหญ้าไซ 97 หมู่บ้านวันธรรมลาวครั่ง บ้านลำพันบอง 97 ➢อำเภอด่านช้าง 103 ประเพณีกินข้าวใหม่ 103 ประเพณีกวนข้าวทิพย์ 105 ประเพณีค้ำต้นไทร 106 การแสดงรำวง 10๗


สารบัญ (ต่อ) หน้า หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 แหล่งเช็คอินห้ามพลาด 108 ➢อำเภอเดิมบางนางบวช 108 บึงฉวาก 108 ➢อำเภอสามชุก 116 ตลาดร้อยปี 116 ➢อำเภอหนองหญ้าไซ 134 พิพิธภัณฑ์สายัณห์ สัญญา 134 ➢อำเภอด่านช้าง 140 เขื่อนกระเสียว 140 อุทยานแห่งชาติพุเตย 143 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ตลาดสินค้าเกษตร 151 ➢อำเภอเดิมบางนางบวช 153 ผ้าทอมือ 153 ➢อำเภอสามชุก 161 การค้าขายในตลาดร้อยปี 161 ➢อำเภอหนองหญ้าไซ 166 ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีชุมชนหนองกระโดนมน 166 ➢อำเภอด่านช้าง 171 การประกอบอาชีพประมง 171 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 อาหารรสเด็ดพื้นบ้าน 175 ➢อำเภอเดิมบางนางบวช 179 แกะสลักหน่อไม้ไผ่ตง 179 ➢อำเภอสามชุก 185 ข้าวห่อใบบัว 185 ➢อำเภอหนองหญ้าไซ 188 เมล่อน 188 ➢อำเภอด่านช้าง 192 ปลาย่างรมควัน 192 การวัดและประเมินผล 199


1 คำอธิบายรายวิชา หลักสูตรท้องถิ่นระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 ใช้กระบวนการทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มี ความตระหนัก เห็นคุณค่า และร่วมกันอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ตลอดจนนำความรู้ที่ได้ศึกษาจากแหล่ง เรียนรู้ประวัติศาสตร์ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ผ่านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ด้วยวิธีการ จัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสภาพบริบทของสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมี ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ ทักษะชีวิต และ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีร่วมกับการบ่มเพาะคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ใฝ่เรียนรู้อยู่อย่างพอเพียง รักความเป็นไทย และ มีจิตสาธารณะ ผลการเรียนรู้ 1. รู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 2.ใช้กระบวนการทางประวัติศาสตร์ในการศึกษาแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 3.ตระหนัก เห็นคุณค่า และร่วมกันอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 4.นำความรู้ที่ได้ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน


โครงสร้าง……………………………………………………………………………………………………………………หน่วยการ เรียนรู้ที่ ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ 1 เล่าขานตำนานบ้าน เรา 1. รู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ ท้องถิ่นที่สนใจ 2.ใช้กระบวนการทางประวัติศาสตร์ใน การศึกษาแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 3.ตระหนัก เห็นคุณค่า และร่วมกัน อนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 4.นำความรู้ที่ได้ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ ท้องถิ่นไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กวัสแกทกเวกคกงกพกตกศ


2 งรายวิชา ………………………………………………………………………………………………………………… กลุ่มสาระการเรียนรู้ /มาตรฐานการ เรียนรู้ที่นำมาบูรณาการ(ตัวอย่าง) กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ (ตัวอย่าง) กลุ่มสาระฯสังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม ส 1.1, ส 1.2 ส 4.1, ส 4.2, ส 4.3 และ ส 5.2 กลุ่มสาระฯภาษาไทย ท 1.1, ท 2.1, ท 3.1 และ ท 5.1 กลุ่มสาระฯวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ว 4.1 และ ว 4.2 กลุ่มสาระฯคณิตศาสตร์ ค 2.1, ค 2.2, ค 3.1 และ ค 3.2 กลุ่มสาระฯการงานอาชีพ ง 1.1 และ ง 2.1 กลุ่มสาระฯสุขศึกษาและพลศึกษา พ 2.1 และ พ 5.1 กลุ่มสาระฯภาษาต่างประเทศ ต 1.1, ต 3.1, ต 4.1 และ ต 4.2 กลุ่มสาระฯศิลปะ ศ 1.1 และ ศ 1.2


หน่วยการ เรียนรู้ที่ ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ 2 สืบลำเนาวัฒนธรรม ท้องถิ่น 1. รู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ ท้องถิ่นที่สนใจ 2.ใช้กระบวนการทางประวัติศาสตร์ใน การศึกษาแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 3.ตระหนัก เห็นคุณค่า และร่วมกัน อนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 4.นำความรู้ที่ได้ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ ท้องถิ่นไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กกศสกศกอง3 แหล่งเช็คอินห้าม พลาด 1. รู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ ท้องถิ่นที่สนใจ 2.ใช้กระบวนการทางประวัติศาสตร์ใน การศึกษาแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 3.ตระหนัก เห็นคุณค่า และร่วมกัน อนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 4.นำความรู้ที่ได้ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ ท้องถิ่นไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กทกเวกสกศกภต


3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ /มาตรฐานการ เรียนรู้ที่นำมาบูรณาการ(ตัวอย่าง) กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ (ตัวอย่าง) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ท 2.1 , ท ๓.๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ส 2.1 , ส 4.1 , ส 4.3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ศ ๑.๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาการงาน อาชีพ ง 1.1 1. ศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งรู้ และวัฒนธรรมในท้องถิ่น 2. วาดภาพระบายสีวัฒนธรรมท้องที่ ประทับใจ 3. ออกแบบและสร้างสรรค์ชิ้นงานของที่ ระลึก ให้สอดคล้องกับแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม 4. เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ท 1.1 , ท 2.1 , ท 3.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ว 1.1 , ว 1.3 , ว 4.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ ส 5.1 , ส 2.1 , ส 5.2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ศ 1.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ ต 1.1 , ต 4.1 1. สรุปสาระสำคัญของแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น ของเราและนำเสนอในรูปแบบที่เหมาะสม 2. สร้างโปสเตอร์ ประชาสัมพันธ์แหล่งเรียนรู้ 3. ตระหนัก เห็นคุณค่า และร่วมกันอนุรักษ์ ท้องถิ่นของเรา 4. นำความรู้ไปสู่การปฏิบัติอาชีพมัคคุเทศก์ น้อย


หน่วยการ เรียนรู้ที่ ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ 4 ตลาดสินค้าเกษตร 1. รู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ ท้องถิ่นที่สนใจ 2.ใช้กระบวนการทางประวัติศาสตร์ใน การศึกษาแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 3.ตระหนัก เห็นคุณค่า และร่วมกัน อนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 4.นำความรู้ที่ได้ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ ท้องถิ่นไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กทกงกศ5 อาหารรสเด็ด พื้นบ้าน 1. รู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ ท้องถิ่นที่สนใจ 2.ใช้กระบวนการทางประวัติศาสตร์ใน การศึกษาแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 3.ตระหนัก เห็นคุณค่า และร่วมกัน อนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 4.นำความรู้ที่ได้ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ ท้องถิ่นไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กทกงกค


4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ /มาตรฐานการ เรียนรู้ที่นำมาบูรณาการ(ตัวอย่าง) กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ (ตัวอย่าง) กลุ่มสาระภาษาไทย ท 2.1, ท 3.1 กลุ่มสาระการงานอาชีพ ง 1.1 กลุ่มสาระศิลปะ ศ 1.1 1.สรุปความเป็นมาของอาชีพแต่ละท้องถิ่น 2.ฝึกทักษะทางอาชีพแต่ละท้องถิ่น 3. ออกแบบผลิตภัณฑ์ของตนเอง กลุ่มสาระภาษาไทย ท 2.1 ท 3.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ง 1.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ค 2.1 1.สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับอาหารพื้นบ้าน 2. ประกอบอาหารพื้นบ้าน 3.ตระหนัก เห็นความสำคัญและร่วมสืบสาน เกี่ยวกับอาหารพื้นบ้าน 4.นำความรู้และทักษะที่ได้รับในการเรียนรู้ เกี่ยวกับอาหารพื้นบ้านไปใช้ในชีวิตประจำวัน 5.ประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับการวัดและการ คาดคะเนไปใช้ในการประกอบอาหารพื้นบ้าน


5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ชื่อหน่วย เล่าขานตำนานบ้านเรา ผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้/ มาตรฐาน ที่นำมาบูรณาการ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (K) กลุ่มสาระฯสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ส 1.1, ส 1.2 ส 4.1, ส 4.2, ส 4.3 และ ส 5.2 กลุ่มสาระฯภาษาไทย ท 1.1, ท 2.1, ท 3.1 และ ท 5.1 กลุ่มสาระฯวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ว 4.1 และ ว 4.2 กลุ่มสาระฯคณิตศาสตร์ ค 2.1, ค 2.2, ค 3.1 และ ค 3.2 กลุ่มสาระฯการงานอาชีพ ง 1.1 และ ง 2.1 กลุ่มสาระฯสุขศึกษาและพล ศึกษา พ 2.1 และ พ 5.1 กลุ่มสาระฯภาษาต่างประเทศ ต 1.1, ต 3.1, ต 4.1 และ ต 4.2 กลุ่มสาระฯศิลปะ ศ 1.1 และ ศ 1.2 1.เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 2.นักเรียนสามารถใช้ กระบวนการทาง ประวัติศาสตร์ศึกษาแหล่ง เรียนรู้ (P) 2.เพื่อให้นักเรียนสามารถใช้ กระบวนการทาง ประวัติศาสตร์ศึกษาแหล่ง เรียนรู้เพื่อบูรณาการตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ.2560) 3.นักเรียนมีความตระหนัก เห็นคุณค่า และร่วมกันอนุรักษ์ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (A) 3.เพื่อให้นักเรียนมีความ ตระหนัก เห็นคุณค่า และ ร่วมกันอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น 4.นักเรียนนำความรู้ที่ได้ศึกษา จากแหล่งเรียนรู้ประวัติประ ยุกติ์ใช้ในชีวิตประจำวัน (C) 4.เพื่อให้นักเรียนนำความรู้ที่ ได้ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ประยุกติ์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะสำคัญ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี


6 สาระการเรียนรู้ ศึกษา วิเคราะห์ สืบค้น อธิบาย ประวัติความเป็นมาของท้องถิ่น วิถีชีวิตของคนในชุมชน และ การ เปลี่ยนแปลงที่มีต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน บุคคลที่ทําประโยชน์ต่อท้องถิ่น วัฒนธรรมประเพณี และภูมิปัญญาไทยโดยใช้หลักฐานที่เกี่ยวข้อง สอบถาม สัมภาษณ์ นักเรียนใกล้เคียง และบุคคลสําคัญ ในชุมชน แหล่งเรียนรู้ในชุมชน เห็นคุณค่าและความสําคัญของท้องถิ่น มีตระหนัก ความภูมิใจใน ท้องถิ่นของตนเอง ความคิดรวบยอด 1. ความสำคัญของสถานที่ ประโยชน์ของการศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสถานที่ บุคคล กลุ่มชาติพันธ์ วิถีชีวิต รวมถึง วัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่นจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสำนึกในการค้นคว้าและสืบค้นข้อมูลที่เชื่อมโยงอดีต และปัจจุบัน อันสร้างความภูมิใจและกระตุ้นความรู้สึกนิยมในชาติหรือเผ่าพันธุ์ ตลอดจนตระหนักถึง คุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสั่งสมไว้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นช่วยให้เกิดการเรียนรู้จาก อดีตเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับปัจจุบัน องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจะทำให้ เข้าใจถึงปัญหา สาเหตุของปัญหา และผลกระทบจากปัญหา การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อทั้งปัจจุบัน และอนาคต ทำให้ผู้เรียนสั่งสมประสบการณ์และทักษะในการวิเคราะห์ ไต่สวน และแก้ปัญหา ซึ่ง สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการศึกษาสิ่งอื่น ๆ คุณสมบัตินี้นับเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนา คุณภาพประชากรในสังคมที่เจริญก้าวหน้า 2. การบูรณาการจัดการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นควรมีการบูรณาการเชื่อมโยงเนื้อหาทาง ประวัติศาสตร์กับเนื้อหาอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เนื้อหาทางประวัติศาสตร์นั้นมีคุณค่า ยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับการดำรงชีวิตของผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ ตามแนวทาง Active Learning จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการและสามารถค้นหาความรู้ ตลอดจนสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองและสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย กลุ่มสาระการเรียนรู้ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ที่สามารถนำไปบูรณาการจัดการ เรียนรู้ได้ อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา ดังนี้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ส 1.1, ส 1.2 ส 4.1, ส 4.2, ส 4.3 และ ส 5.2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ท 1.1, ท 2.1, ท 3.1 และ ท 5.1


7 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว 4.1 และ ว 4.2 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ค 2.1, ค 2.2, ค 3.1 และ ค 3.2 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ง 1.1 และ ง 2.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา พ 2.1 และ พ 5.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ต 1.1, ต 3.1, ต 4.1 และ ต 4.2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ศ 1.1 และ ศ 1.2 สาระการเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ประกอบด้วย ➢อำเภอเดิมบางนางบวช พระอาจารย์ธรรมโชติ วัดเขานางบวช เขานมนาง ➢อำเภอสามชุก หลวงพ่อมุ่ย วัดลาดสิงห์ ➢อำเภอหนองหญ้าไซ แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร ➢อำเภอด่านช้าง เขื่อนกระเสียว พิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านพุน้ำร้อน กลุ่มชาติพันธ์ที่ด่านช้าง


8 ความคิดรวบยอด เล่าขานตำนานบ้านเรา อำเภอเดิมบางนางบวช 1. ประวัติของท้องถิ่น/สถานที่/บุคคล ประวัติพระอาจารย์ธรรมโชติ พระอาจารย์ธรรมโชติ เดิมชื่อ โชติ ขณะบวชได้ฉายาทางพระว่า ธรรมโชติรังษี พื้นเพเป็น ชาวเมืองสุพรรณ ในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย บวชเรียนแล้วจำพรรษา เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ณ วัดเขาขึ้นหรือเขานางบวช ท่านมีความรู้ด้านวิชากสิณ ด้านวิชาอาคมที่แก่กล้า ด้วยทั้งพรรษาและวิชา ต่างๆ ที่ได้ศึกษาฝึกพร่ำ ร่ำเรียนมา ใครเห็นล้วนแต่เกิดศรัทธาต่อมาชาวบ้านบางระจันได้อาราธนาไป พำนักอยู่ ณ วัดโพธิ์เก้าต้น จังหวัดสิงห์บุรี ด้วยเหตุที่พระอาจารย์ธรรมโชติมีวิทยาอาคมสูง และได้ลง วิทยาอาคมกับผ้าประเจียด ตะกรุดพิสมร แจกจ่ายให้กับนักรบ ค่ายบางระจัน สมเด็จฯ กรมพระยา ดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ในหนังสือไทยรบพม่าว่าพระอาจารย์ธรรมโชตินั้นได้หายสาบสูญไป หรือจะมรณภาพในเวลาเสียค่ายแก่พม่า หรือหนีรอดไปได้หาปรากฏไม่ แต่ตามความเชื่อและตำนาน ท้องถิ่นของชาวจังหวัดสุพรรณบุรีเล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อค่ายบางระจันมีทีท่าว่าจะแตก ลูกศิษย์ ใกล้ชิดพระอาจารย์ธรรมโชติก็ได้นิมนต์ท่านหลบหนีออกจากค่าย สุดท้ายลูกศิษย์จำนวนหนึ่ง (ซึ่งไม่ มากนัก เพื่อไม่ให้เป็นการแลดูน่าสงสัยแก่ผู้พบเห็นทั่วไป) ได้พาท่านออกมาจากค่ายบางระจัน ชั่วครู่ ก่อนค่ายจะแตก แล้วลี้ภัยข้าศึกอยู่ในป่าเขาลำนำไพรจวบจนสงครามสงบจึงกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัด เขานางบวช บ้างก็ว่าหลังจากออกจากค่ายบางระจันมา ท่านก็ไม่ไปหลบอยู่ที่ไหน แต่ขอกลับมาอยู่ วัดเขานางบวช วัดเดิมที่ท่านเคยจำพรรษาอยู่ โดยลูกศิษย์ทำช่องลับไว้ให้ท่านหลบอยู่บริเวณวิหาร ของท่าน (ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่) ไว้ให้ท่านนั่งเจริญสมาธิกรรมฐาน บำเพ็ญกุศล บำเพ็ญเพียรโปรดแก่ เหล่าสรรพสัตว์ วิญญาณวีรชน และชาวบ้านบางระจัน


9 วัดเขานางบวช (วัดเขาขึ้น) ประวัติ และที่มาของวัดเขานางบวช ราวปี 1826 มีหญิงชื่อชบา เป็นสนมแห่งพระร่วงเจ้า กรุงสุโขทัย เกิดเบื่อหน่ายในเพศ ฆราวาส จึงออกบวชสละทางโลกเข้าจำพรรษารักษาศีลอยู่ในถ้ำบนยอดเขาแห่งนี้ คนทั้งหลายจึงเรียก เขาแห่งนี้ว่า "เขานางบวช" (ถ้ำอยู่ด้านหลังศาลา) ปัจจุบันปากถ้ำทรุดไม่สามารถเข้าไปได้ เล่ากันว่า ภายในถ้ำมีข้าวของ เครื่องประดับจำนวนมาก สันนิฐานว่าเป็นของพวกที่ติดตามนางสนมชบา แต่ของ เหล่านั้นได้สูญหายไปเมื่อปี พ.ศ.2402 และบางช่วงเวลา วัดแห่งนี้ได้เป็นวัดร้างในบางปีด้วย เครื่องประดับชิ้นสุดท้ายที่พบบริเวณปากถ้ำ เมื่อปีพ.ศ. 2539 เป็นกำไรหยกหัวพญานาค แต่ผู้พบ มิได้ถวายเป็นสมบัติวัด อุโบสถพระอาจารย์ธรรมโชติ อุโบสถพระอาจารย์ธรรมโชติ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก รัชกาลที่ 5 มีรับสั่งให้บูรณปฏิสังขรณ์ เปลี่ยนหลังคาจากมุงแฝก เป็นมุงกระเบื้อง ภายในมีเสาขนาดใหญ่ ข้างละ 4 เสา ประดิษฐาน พระพุทธรูปหินทราย รวม 13 องค์ ล้วนแต่ถูกคนร้ายตัดเศียรไปหมดแล้ว ได้บูรณะสร้างเศียรขึ้นมา ใหม่โบสถ์หลังนี้ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์แปลกกว่าโบสถ์ทั่วไป คือมีประตู่เข้าออกเพียงประตูเดียว และ ไม่มีหน้าต่างเลยแม้แต่บานเดียว สมัยโบราณเรียกกันว่า “โบสถ์มหาอุตม์” ด้านหน้าพระอุโบสถเป็น เสมาธรรมจักร หินสีเขียวขนาดใหญ่ 5 แผ่น สูง 37 นิ้ว กว้าง 22 นิ้ว ไม่มีลวดลายใด ๆ ทั้งสิ้น ถัด จากเสมาธรรมจักรมีหินวางเป็นแนวสันนิษฐานว่าเป็นแนวกำแพง แต่เดิมนี้นภายในอุโบสถเป็นที่ ประดิษฐานของหลวงพ่อแก่นจันทร์ พระพุทธรูปไม้ที่สร้างขึ้นในสมัยพระอาจารย์ธรรมโชติ แต่ปัจจุบัน นี้ได้มีการสร้างมณฑปขึ้นใหม่เพื่อเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพระอาจารย์ธรรมโชติ จึงได้ย้ายหลวงพ่อ แก่นจันทร์เข้าไปประดิษฐาน ณ มณฑปใหม่ด้วย สถานที่สำคัญภายใน บริเวณวัดเขานางบวช


10 วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ ภายในเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท มีหลุมขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลาง 6 นิ้ว เพื่อให้ประชาชนได้โยนเหรียญลงไปทำบุญ ในวิหารด้านหลังมีร่องรอยการเจาะผนัง วิหารทะลุไปยังองค์เจดีย์ที่ก่อด้วยแผ่นหินบาง ๆ วางซ้อนเป็นรูปเจดีย์ขนาดไม่สูงมาก เจดีย์สร้างติด กับผนังวิหาร ก่อนที่ค่ายบางระจันแตก ชาวบ้านนิมนต์พระอาจารย์ธรรมโชติให้หนีไป แต่ท่านไม่หนี จนในที่สุด หัวหน้าชาวบ้านบางระจันบอกว่า มีอาจารย์คนเดียวเป็นพระ จะได้กลับมาทำศพพวกเรา ท่านถึงยอดออกจากหลังค่ายหนีไป หลังจากนั้น 3 วัน ค่ายบางระจันก็แตก พระอาจารย์ธรรมโชติ ก็ นำคนมาช่วยเก็บศพทำบุญให้ หลายคนเข้าใจว่า ท่านใช้วิชากสิณชั้นสูง กลับไปวัดเขานางบวชแล้ว หลบซ่อนอยู่ในอุโมงค์ใต้วิหาร เป็นอุโมงค์ที่กว้างพอจะเข้าไปอยู่ได้สัก 5 -6 คน เรื่องเหล่านี้อาจารย์ ธรรมโชติท่านบันทึกไว้ทั้งหมด เพราะท่านเป็นพระที่รู้หนังสือ วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ 2. ข้อมูลทั่วไป/สภาพความเป็นอยู่/พื้นที่/เวลาเปิดทำการ/ช่องทางการติดต่อ วัดเขานางบวช หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดเขาขึ้น นี้อยู่ที่ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนาง บวช จังหวัดสุพรรณบุรี โดยอยู่ห่างจากตัวเมืองสุพรรณบุรี ไปทางทิศเหนือ เป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร การเดินสามารถออกเดินทางจากบ้านที่ อ.สามชุก มุ่งหน้าไปวัดเขานางบวช โดยใช้ ถนนสุพรรณบุรี-ชัยนาท (340) เมื่อมาถึงปากทางเข้าวัดที่แยกจากถนนใหญ่ เป็นถนนคอนกรีต วิ่ง ผ่านทุ่งนา ทางเดินรถได้สองทางแต่ไม่ใหญ่มากพอผ่านกันได้ แต่ถ้ามีรถสิบล้อวิ่งสวนมาก็คงต้องหยุด แล้วเบียดเข้าข้างทางก่อนถึงจะวิ่งต่อไปได้ แต่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นข้าวที่เขียวขจี เวลาเปิดทำการ/ช่องทางการติดต่อ


11 วัดเขานางบวช (วัดเขาขึ้น) เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเที่ยวเยี่ยมชมวัดเขานางบวชได้ทุกวัน โดยทางวัดมีช่องทางการติดต่อ คือ โทร.035-837590 และ เว็บไซต์ : www.watkaonangbuach.org 3.ปราชญ์ชาวบ้าน/วิทยากรท้องถิ่น นายเจน พวงมาลี ตำแหน่งครู ข้าราชการบำนาญ 0 8 6- 6 60 9 40 6 4. สถานที่ตั้ง/อาณาเขตติดต่อ/สภาพภูมิประเทศ ถ้ามาจากทางอำเภอเมือง ใช้ถนนสุพรรณ-ชัยนาท (340) นับระยะทางจากบริเวณศูนย์ ราชการสุพรรณบุรี ถึงวัดเขานางบวช ประมาณ 40 กม. วัดอยู่ฝั่งขวา จึงต้องกลับรถที่บริเวณหน้าวัด "ท่านางเริง" ย้อนกลับมาประมาณ 1 กม. เลี้ยวซ้ายเข้าทางซอย เป็นถนนคอนกรีตเล็ก ๆ วิ่งตัดผ่าน ทุ่งนาเข้าไป เบื้องหน้ามองเห็นตัวเขานางบวชชัดเจน เมื่อถึงบริเวณวัด จะมีป้ายบอกทางขึ้น


12 5. สภาพสังคม/เชื้อชาติ/ศาสนา/อาชีพ เนื่องด้วยชาวบ้านที่อยู่บริเวณวัดเขานางบวช (วัดเขาขึ้น) และชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณ ใกล้เคียง ส่วนใหญ่ทุกคนเคารพเลื่อมใส และศรัทธาในพระรัตนตรัย เพราะนับถือศาสนาพุทธกันอยู่ แล้ว และเมื่อได้ยินเรื่องเล่าขานเมื่อตอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับพระอาจารย์ธรรมโชติ ที่ท่านเกิดแล้วเติมโต มาในหมู่บ้าน ว่าท่านเป็น พระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และเรื่องของวิชาอาคมอันเก่งกล้าของพระ อาจารย์ธรรมโชติที่เป็นล่ำลือกันไปทั่วประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าท่านจะมรณภาพไป แล้วแต่ความรัก ความศรัทธาของชาวบ้านที่มี ต่อท่านไม่เสื่อมคลาย จึงทำให้มีชาวบ้านและ นักท่องเที่ยวได้ไปกราบไหว้ขอพรพระอาจารย์ธรรมโชติเพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ทางวัดยังจัด


13 งานประจำปีตักบาตรเทโวเชิญชวนชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงที่ว่างเว้นจากการทำไร่ทำนาและผู้คนที่อยู่ ต่างถิ่นให้มาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเงินที่ได้จากการที่มีผู้มาร่วมทำบุญ และบริจาคทางวัด ได้มีการปรับปรุงและบูรณะซ่อมแซม โบราณสถานต่าง ๆ ของวัดให้อยู่ในสภาพที่ดีขึ้น อาทิ ศาลาของพระอาจารย์ธรรมโชติที่เชิงเขาจะมีบ่อน้ำเขตอภัยทานให้คนมาให้อาหาร ปลา โบสถ์ ที่ประทับของ ร.5 วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติที่มีอุโมงค์เก่าที่ชาวบ้านเล่ากันว่า ในสมัยโบราณสามารถ ไปโผล่ถึงกลางหมู่บ้านอีกฝั่งถนนได้ ตักบาตรเทโววัดเขานางบวช (วัดเขาขึ้น) จ.สุพรรณบุรี 6. ภาพประกอบพระอาจารย์ธรรมโชติณ วัดเขานางบวช (วัดเขาขึ้น)


14 7. แหล่งสืบค้นเพิ่มเติม 1) วัดนางบวช (วัดเขาขึ้น) 2) ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี 3) www.http://www.welovesuphan.com/th/ 4) www.http://www.suphan.biz/Watkaokeun.htm 5) www.watkaonangbuach.org


15 1.ประวัติของท้องถิ่น/สถานที่/บุคคล ประวัติเขานมนาง ตำนานเกิดในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดอ่างทอง เล่าขานกันว่า มีหญิงงามชื่อพิม สุราลัยมีรูปร่างหน้าตาสวยงามเป็นที่หมายปอง ของบรรดาชายหนุ่มหลายคนชายหนุ่มเหล่านั้น พยายามแย่งชิงนางจนเกิดเป็น เรื่องราวทะเลาะวิวาทกัน ทำให้นางพิมสุราลัยไม่พอใจ ในที่สุดนางก็ ตัดสินใจหนีเข้าไปอยู่ในป่าตามลำพัง ทำมาหากินด้วยการปลูกข้าวและทอผ้า แต่เคราะห์กรรมยัง ตามไปถึงในป่า มีพรานป่าชื่อ ตาสีนน เป็นคนที่มีร่างกายสกปรก เต็มไปด้วยแผล ฝีหนอง เป็นที่รัง เกลียดของสาวทั่วไป วันหนึ่งพรานตาสีนน นำไก่ต่อเข้าไปล่อไก่ป่าที่เชิงเขา ได้เห็นสาวงามนางหนึ่ง กำลังนั่งปั่นฝ่ายอยู่บนเขา ตาสีนนเกิดความรักในตัวนาง จึงผูกไก่ต่อไว้กับแท่งหิน แล้วแปลงร่างเป็นงู ใหญ่หมายเข้าไปใกล้ชิดนาง ด้านสาวนางนั้นเมื่อเห็นงูใหญ่ก็ตกใจ คว้าคองูมากำไว้แน่น แล้วใช้มีด เชือดคองูตัวนั้นถึงแก่ความตาย จึงเรียกที่นั้นว่า กำมาเชือด แล้วเพี้ยนมาเป็น กำมะเชียร หลังจาก หายตกใจนางก็เกิดรู้สึกเสียใจที่ได้ทำร้ายงูตัวนั้น นางจึงใช้มีดตัดนมทั้งสองของตนโยนทิ้งไปกลายเป็น เขานมนาง อยู่คู่กัน นางวิ่งลงจากเขาทางทิศใต้จนถึงเขาอีกลูกหนึ่งนางร้องด้วยความเจ็บปวด จึง เรียกเขานั้นว่า เขานางโอย ส่วนเขาที่นางนั่งปั่นฝ้ายเรียก เขากี่ ส่วนด้านหลังเขากี่ ก็เกิดบึงขนาดใหญ่ จากเลือดของนางและตาสีนน ต่อมากล่าวว่ามีกุ้งปูปลามากมาย แต่มีผู้จับนำไปกินเป็นอาหารก็จะถึง แก่ความตาย หรือไม่ก็เกิดแผลงพุพอง ทรมานยิ่งนัก เลยเป็นที่กล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ไม่มีใครกล้า ไปจับสัตว์ในบึงแห่งนี้ ส่วนนางเมื่อฟื้นขึ้นก็เห็นแม่น้ำใหญ่ขวางตรงหน้า ทันใดนั้นก็มีช้างสารตัวใหญ่ รับนางไปส่งยังอีกฝากหนึ่ง ชาวบ้านเรียก ท่าช้าง นางก็เดินทางต่อมาจนถึงเขาลูกหนึ่งนางได้สร้างศาล และตัดผม และโกนคิ้วที่เขานั้นเรียก เขานางคิ้ว นางนั่งเรือล่องตามลำน้ำที่เย็นฉ่ำ หายจากเศร้า หมองเกิดความรู้สึกสดชื่น เรียกที่นั้นว่า ท่านางเริง และขึ้นไปบนเขา เรียกเขาขึ้น พร้อมตั้งจิตขอบวช เป็นแม่ชีตลอดชีวิต ที่วัดใกล้ๆเขานั้น จึงเรียกนามวัดนั้นว่า วัดนางบวช เป็นนิทานเล่าต่อๆ กันมาโดย มีสถานที่ต่างๆ อยู่ในเขต อำเภอเดิมบางนางบวช 2. ข้อมูลทั่วไป/สภาพความเป็นอยู่/พื้นที่/เวลาเปิดทำการ/ช่องทางการติดต่อ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ บางส่วนเป็นภูเขา มีแม่น้ำท่าจีนไหล่ผ่าน มีระบบส่ง น้ำชลประทานเพื่อการเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ จากโครงการชลประทานท่าโบสถ์ เมื่อเดินทางไปยังเขา เขานมนาง


16 นมนางบริเวณที่วิ่งผ่านจะทุ่งนา ทางเดินรถได้สองทางแต่ไม่ใหญ่มากพอผ่านกันได้ แต่สองข้างทางเต็ม ไปด้วยต้นข้าวที่เขียวขจี เขานมนาง เวลาเปิดทำการ/ช่องทางการติดต่อ เขานมนาง เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเที่ยวเยี่ยมชมแวะกันมาถ่ายรูปทิวทัศน์ที่สวยงามของ เขา นมนางได้ทุกวัน โดยมีช่องทางการติดต่อ คือ โทร.035- 5 7 8 4 9 9, 03 5- 5 7 83 60 และ เว็บไซต์ http://www.khaophra.go.th


17 3.ปราชญ์ชาวบ้าน/วิทยากรท้องถิ่น นายเจน พวงมาลี ตำแหน่งครู ข้าราชการบำนาญ 0 8 6- 6 60 9 40 6 4. สถานที่ตั้ง/อาณาเขตติดต่อ/สภาพภูมิประเทศ การเดินทางมาจากสี่แยกเจ้าพระยา ใช้เส้นทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3350 ประมาณ 1 กม. ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางซอยสำนักงานสาธารณสุข อ.เดิมบางนางบวชเป็นถนนคอนกรีตเล็ก ๆ วิ่งตัด ผ่านทุ่งนาเข้าไป เบื้องหน้ามองเห็นตัวเขานมนาง ชัดเจน เมื่อถึงบริเวณเขา จะมีป้ายบอกทางขึ้น 5. สภาพสังคม/เชื้อชาติ/ศาสนา/อาชีพ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับเขานมนางนั้น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขายกับการทำ การเกษตร เช่น ทำไร่ ทำนา ทำสวน เป็นต้น ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศบริเวณเขานมนางมี ทิวทัศน์ที่สวยงาม บรรยากาศดี อากาศปลอดโปล่ง เย็นสบาย จึงทำให้ชาวบ้านสร้างบ้านเรือนอาศัย อยู่บริเวณเขาจนเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ด้วยความที่มีลักษณะพื้นที่ของเขานมนางที่สวยโดดเด่นแล้วยัง มีตำนวนเล่าขานถึงประวัติความเป็นมาของเขานมนาง จึงทำให้ผู้นำชุมชนกับชาวบ้านร่วมกันเปลี่ยน เขานมนางให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เชิญชวนนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติแวะเวียนมาถ่ายภาพ บรรยากาศภูเขาและท้องทุ่งเขียวขจีที่เกิดจากการทำนาของชาวบ้านบริเวณนั้นยิ่งทำให้บริเวณเขา นมนางสวยงามยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เขานมนาง


18 ชาวบ้านจึงเปลี่ยนจากบ้านที่อาศัยอยู่ธรรมดาเป็นร้านค้าขายของชำขนาดเล็ก สร้างรายได้ให้กับคนใน ชุมชนมากขึ้น ภาพบรรยากาศบริเวณเขานมนาง 6. ภาพประกอบเขานมนาง 7. แหล่งสืบค้นเพิ่มเติม 1) เขานมนาง 2) http://www.khaophra.go.th/ 3) http://www.suphan.biz/kamachean.htm


19 อำเภอสามชุก 1. ประวัติของท้องถิ่น/สถานที่/บุคคล ประวัติหลวงพ่อมุ่ย พุทฺธรักฺขิโต พระครูสุวรรณวุฒาจารย์ (วัดดอนไร่) เกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2431 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 13 ค่ำ เดือนอ้าย ปีฉลู ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 ณ.บ้านดอนไร่ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นบุตรของพ่อ เหมือน แม่ชัง มีศรีไชย เมื่อมีอายุครบบวชได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดท่าช้าง อำเภอเดิมบางนาง บวช แต่อุปสมบทได้เพียง 10 พรรษา ก็ลาสิกขาออกไปช่วยบิดามารดาทำงาน ได้อุปสมบทครั้งที่ 2 ณ วัดดอนบุปผาราม (วัดตะค่า) ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันทร์ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2465 ได้รับฉายาว่า พฺทฺธรักขิโต จำพรรษาอยู่ที่วัดหนองสะเดาได้ 3 เดือน จึงได้ย้ายมาจำพรรษาที่ วัดหัวเขา และย้ายไปยังวัดปู่บัวก่อนกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดดอนไร่ และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้า คณะตำบลหนองสะเดา เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับพระสมณศักดิ์เป็น พระครูสุวรรณวุฒา จารย์ด้วยความที่เป็นพระเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ขยันในการศึกษาหาความรู้ทุกด้านโดยเฉพาะใน เรื่องตัวเลขอักขระยันต์ คาถาอาคมของท่านเข้มขลังยิ่งนัก ทำให้วัตถุมงคลของหลวงพ่อมุ่ยทุก รุ่น ได้รับความนิยมจากนักสะสมอย่างมาก อาทิเช่น รูปเหมือนปั๊มลอยองค์รุ่นแรกปี พ.ศ. 2497 ตะกรุดธงมหาราช ผ้ายันต์ แหนบ สิงห์ แหวน เหรียญเสมาปี พ.ศ. 2493 รูปถ่ายภาพขาวดำเหรียญ รูปเหมือน พระสมเด็จตะกรุดสามกษัตริย์ ฯลฯ ท่านถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2517 ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 รวมสิริอายุได้ 86 ปี บวชพระมาได้ 41 พรรษา ท่านเป็นพระนักปฏิบัติธรรมปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่ชาวบ้านต่างให้ความเลื่อมใสศรัทธาเป็น อย่างมาก ท่านเป็นลูกศิษย์ของ หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา และท่านได้ศึกษาวิชาความรู้กับพระ เกจิอาจารย์อีกหลายท่าน อย่าง หลวงปู่อ้น วัดดอนบุบผาราม หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อาจารย์กูน วัดบ้านทึง หลวงพ่อปลั่ง วัดวิมลโภคาราม


20 ๒.ข้อมูลทั่วไป/สภาพความเป็นอยู่/พื้นที่/เวลาเปิดทำการ/ช่องทางการติดต่อ วัดดอนไร่ ภายในวัดมีมณฑปหลวงพ่อมุ่ย สถานที่บรรจุสรีระสังขาร ซึ่งมรณภาพไปแล้วแต่ ร่างกายยังไม่เน่าเปื่อย ปัจจุบันจึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมากราบไหว้ขอพรจำนวนมาก โดยทางวัดจะ เปิดให้เข้าสักการะตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. ทุกวัน ๓.ปราชญ์ชาวบ้าน/วิทยากรท้องถิ่น วัดดอนไร่ นายสุเทพ นุชนารถ ๔.สถานที่ตั้ง/ อาณาเขตติดต่อ/สภาพภูมิประเทศ วัดดอนไร่ ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของตำบลหนองสะเดา อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 79 ตารางวา เป็นวัดที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง ในปี พ.ศ. 2456 ภายใต้การนำของท่านผู้ใหญ่ยาและนางบู่ ต้นตระกูล ยาสุขแสง ได้นำชาวบ้านหักร้างถางพงบนที่ดอน แห่งหนึ่งในหมู่บ้านหนองตม อันเป็นไร่เก่าของนายสี นางพูน และนายแก้ว นางหมอน แล้วสร้างเป็น วัดขึ้นตรงไร่ดังกล่าวเรียกว่า วัดดอนไร่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวบ้าน ๕.สภาพสังคม/เชื้อชาติ/ศาสนา/อาชีพ วัดดอนไร่ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ เชื้อชาติไทย และนับถือ ศาสนาพุทธ ๖.ภาพประกอบ


21 แผนที่วัดดอนไร่


22 ๗.แหล่งสืบค้นเพิ่มเติม วัดดอนไร่ http://www.suphan.biz/watdonraii.htm 1. ประวัติของท้องถิ่น / สถานที่ / บุคคล ประวัติวัดลาดสิงห์ ( หลวงพ่อดำ) วัดลาดสิงห์สร้างในสมัยอยุธยาอายุกว่า 500 ปีเล่ากันว่าเคยเป็นที่พำนักพักทับของสมเด็จ พระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระนเรศวรบูรณะวัดนี้เพื่ออุทิศถวายแด่พระสุพรรณกัลยา วัดลาด สิงห์มีหลวงพ่อดำเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป พระพุทธรูปหินทรายแบบอู่ทอง พระพักตร์ รูปเหลี่ยม ขนงหรือคิ้วต่อกันคล้ายปีกกา โอฐหนา พระนลาฏกว้าง ขัดสมาธิราบ พระหัตถ์แสดงปาง มารวิชัย สะท้อนถึงอิทธิพลขอมในการสร้างองค์พระ ทางวัดอนุรักษ์โดยแสดงความดั้งเดิมของผนัง กำแพงอุโบสถเก่าไว้ได้อย่างเด่นชัดและงดงาม มีงานทำบุญปิดทองหลวงพ่อดำปีละสองครั้งในวันแรม 2 และ 3 ค่ำ เดือน 4 และเดือน 12 2. ข้อมูลทั่วไป / สภาพความเป็นอยู่ / พื้นที่เวลาเปิดทำการ / ช่องทางการติดต่อ วัดลาดสิงห์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ 77 บ้านลาดสิงห์ หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านสระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ริมถนนเลียบคลองชลประทาน ที่แยกจากทางหลวงหมายเลข 3038 ประมาณ 7 กิโลเมตร ระหว่างอำเภอดอนเจดีย์ และอำเภอศรีประจันต์ ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 35 ไร่ ภายในวัด มีอาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถ กว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร บูรณะเมื่อ พ.ศ. 2486 ศาลาการเปรียญ กว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร หอสวดมนต์ กว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2484 กุฏิสงฆ์จำนวน 5 หลัง ปูชนีวัตถุมีพระประธานประจำอุโบสถเป็นศิลา แลงปางมารวิชัย วัดลาดสิงห์ ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2009 ได้รับพระราชทานวิสุมคามสีมา เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2497 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร วัดลาดสิงห์ เป็นวัดเก่าแก่เดิมชื่อ “วัดราชสิงห์” มีคำเล่าสืบทอดกันมาว่า สมเด็จพระนเรศวร มหาราชทรงสร้างวัดนี้ขึ้นมาภายหลังจากที่ประสบชัยชนะใน สงครามยุทธหัตถีและทรงทราบข่าวว่า พระสุพรรณกัลยาที่เป็นตัวประกันอยู่ที่เมืองพม่าถูกประหารชีวิตเป็นการล้างแค้นที่ พระมหาอุปราช สิ้นพระชนม์ด้วยพระแสงของ้าว พระองค์จึงทรงสร้างวัดเพื่ออุทิศพระกุศลให้แด่พระสุพรรณ กัลยา ปัจจุบันวัดยังมีร่องรอยประวัติศาสตร์ ที่กล่าวถึงคือ “หลวงพ่อดำ” พระพุทธรูปศิลาแลง ปาง สะดุ้งมาร (มารวิชัย) เกตุบัวตูม อายุประมาณ 500 ปีภายในบริเวณเป็นที่ประดิษฐานของอนุสาวรีย์ 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระสุพรรณกัลยา ให้


23 ประชาชนทั่วไปได้กราบไหว้บูชาในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์การบริหารและการปกครองมี เจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ ลำดับที่ 1 พระถึก ตั้งแต่ พ.ศ.2482 ถึง พ.ศ. 2484 ลำดับที่ 2 พระเลียบ ตั้งแต่ พ.ศ.2484 ถึง พ.ศ. 2491 ลำดับที่ 3 พระถวิล ตั้งแต่ พ.ศ.2491 ถึง พ.ศ. 2496 ลำดับที่ 4 พระสวน ตั้งแต่ พ.ศ.2496 ถึง พ.ศ. 2499 ลำดับที่ 5 พระบด ตั้งแต่ พ.ศ.2500 ถึง พ.ศ. 2505 ลำดับที่ 6 พระบุญช่วย ตั้งแต่ พ.ศ.2505 ถึง พ.ศ. 2510 ลำดับที่ 7 พระประวิทย์ ตั้งแต่ พ.ศ.2510 ถึง พ.ศ. 2516 ลำดับที่ 8 พระสุนทร ตั้งแต่ พ.ศ.2517 ถึง พ.ศ. 2525 ลำดับที่ 9 พระครูเจริญ ตั้งแต่ พ.ศ.2525 ถึง พ.ศ. 2528 ลำดับที่ 10 พระใบฎีกาคุณ ตั้งแต่ พ.ศ.2528 ถึง พ.ศ. 2530 ปัจจุบัน พระครูศาสนกิจจาภรณ์ (โกศล) ตั้งแต่ พ.ศ. 2530 ถึงปัจจุบัน 3. ปราชญ์ชาวบ้าน / วิทยากรท้องถิ่น - 4. สถานที่ตั้ง / อาณาเขตติดต่อ / สภาพภูมิประเทศ วัดลาดสิงห์ ตั้งอยู่เลขที่ 77 บ้านลาดสิงห์ หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านสระ อำเภอสามชุก จังหวัด สุพรรณบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย อาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ จดตำบลหนองผักนาก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ทิศใต้ จดตำบลหนองสาหร่าย อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ทิศตะวันออก จดตำบลย่านยาวและตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ทิศตะวันตก จดตำบลหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี สภาพภูมิประเทศ มีพื้นที่ทางกายภาพส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การเพาะปลูก สภาพดินอุ้มน้ำได้ดี บางส่วนเป็นที่ดอน แห้งแล้ง มีระบบการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำ จากคลองชลประทานสามชุก และ คลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง มีระบบคลองระบายน้ำ คลองท่าระกำไหลผ่านบรรจบคลองชะโด พื้นที่ติดต่อ ของสี่ตำบล คือ ตำบลสามชุก ตำบลหนองสาหร่าย ตำบลย่านยาว และตำบลวังหว้า มีเส้นทาง คมนาคมที่สะดวกตัดผ่านเชื่อมระหว่างตำบลในแต่ละอำเภอ 5. สภาพสังคม / เชื้อชาติ / ศาสนา / อาชีพ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ เชื้อชาติไทย และนับถือศาสนาพุทธ


24 6. ภาพประกอบ วัดลาดสิงห์ที่ได้สร้างขึ้นมา กล่าวกันว่าใช้ช่างชาวลาวที่อพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนบริเวณ พื้นดินแถบนี้ เมื่อช่างเป็นชาวลาวศิลปะแบบโบราณรูปลักษณะคล้าย ๆ ศิลปะลาว นักท่องเที่ยวถ้า หากได้ไปวัดนี้ควรจะศึกษาศิลปะ เช่น 1. ตัวอุโบสถมีมนต์ขลังสร้างด้วยอิฐมอญไม่โบกปูนซีเมนต์ 2. องค์พระพุทธหลวงพ่อดำสร้างด้วยศิลาแลงสีดูคล่ำ ๆ ประทับนั่ง แต่พุทธลักษณะองค์ท่านจะ ยาวคล้ายรูปแบบของ สปป.ลาว ปางสะดุ้งมารหรือปางมารชัย พระเกตุงดงามเป็นดอกบัวตูม


25 3. การกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือองค์หลวงพ่อดำนั้น ชาวบ้านเชื่อกันเองว่าต้องนั่งคุกเข่า แล้วก้มศีรษะลงให้หน้าผากจรดพื้นเพื่อให้ท่านเป่ากระหม่อมเป็นสิริมงคลที่ชาวบ้านถือ ปฏิบัติกันทุกวันนี้ 4. ก่อนจะถึงอุโบสถจะผ่านเนินดินไม่สูงมากครับประดิษฐานพระบรมรูป 3 พระองค์ คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา และสมเด็จพระเอกาทศรถครับ


26 7. แหล่งสืบค้น "วัดลาดสิงห์". การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.). "วัดลาดสิงห์". ศูนย์ข้อมูลกลางทาง วัฒนธรรม. อำเภอหนองหญ้าไซ 1. ประวัติของท้องถิ่น/สถานที่/บุคคล แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร อยู่ในพื้นที่หมู่ 5 ตำบลหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ถูกค้นพบโดย นายวิมล อุบล เจ้าของที่ดิน จากการขุดปรับหน้าดินเพื่อทำการ เกษตรกรรม เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2546 และได้แจ้งให้องค์การบริหารส่วนตำบลหนองราชวัตร ทราบ จากนั้นองค์การบริหารส่วนตำบลหนองราชวัตรได้แจ้งให้สำนักงานศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี ทราบ เพื่อตรวจสอบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง จากการดำเนินการตรวจสอบแหล่งโบราณคดี ดังกล่าวในเบื้องต้น โดยนายเขมชาติ เทพไชย ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี (ขณะนั้น) และนางสาวสุภมาศ ดวงสกุล นักโบราณคดี ได้พบหลักฐานทางโบราณคดี จำนวนมาก ได้แก่ ชิ้นส่วนโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ขวานหินขัด ชิ้นส่วนภาชนะ ดินเผารูปทรงต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้พบชิ้นส่วนขาภาชนะดินเผาที่มีรูปแบบเฉพาะที่ เรียกว่า “หม้อสามขา” อย่างที่เคยพบในแหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี และแหล่ง โบราณคดีแจงงาม อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ผลจากการขุดค้นแสดงให้เห็นว่ามีกลุ่มคนเข้ามาอยู่อาศัยใช้ประโยชน์ที่เนินดินนี้ 2 สมัย ใหญ่ๆ ที่มีความแตกต่างกันในเรื่องทิศทางฝังศพ เมื่อพิจารณาโบราณวัตถุต่างๆ ที่พบในชั้นดินของแต่ ละสมัย ทำให้สามารถกำหนดอายุสมัยแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ในเบื้องต้นได้ดังนี้ สมัยแรก พบ โบราณวัตถุที่ฝังร่วมกับศพและในพื้นที่อยู่อาศัยหลายชนิด เช่น ขวานหินกะเทาะ ขวานหินขัด กำไล หิน และภาชนะดินเผา โดยเฉพาะการพบขาหม้อสามขาทำให้สามารถกำหนดอายุโดยเทียบเคียงได้ กับที่แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จ.กาญจนบุรี ที่เคยมีการกำหนดอายุไว้แล้วว่าอยู่ใน สมัยหินใหม่ อายุ ราว 4,000 - 3,500 ปีมาแล้ว โดยชุมชนที่เข้ามาอยู่อาศัยที่นี่นั้นเริ่มทำการเพาะปลูกมาตั้งแต่แรก


27 เนื่องจากได้พบแกลบข้าวปะปนในเศษภาชนะดินเผาของสมัยนี้ด้วย สมัยที่สอง โบราณวัตถุจำพวก ข้าวของเครื่องใช้ส่วนใหญ่ยังคงคล้ายคลึงกับสมัยแรก แต่มีข้อสังเกตคือ สมัยที่สองจะนิยมใช้ขวานหิน ขัดมากกว่าหินกะเทาะ และเริ่มพบขวานหินขัดแบบมีบ่าด้วย รูปแบบหม้อสามขาก็หลากหลายมาก ขึ้น อีกทั้งยังไม่พบโลหะในที่นี้เลย จึงกำหนดอายุสมัยที่สองนี้อยู่ในสมัยหินใหม่ตอนปลาย ราว 3,500-2,500 ปีมาแล้ว รูปแบบหม้อสามขาในสมัยแรกของที่นี่นั้นมีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากที่ บ้านเก่า และแหล่งอื่นๆ ในไทย โดยมีขาอ้วนป้อมคล้ายคลึงกับที่พบในวัฒนธรรมลุงชานของจีนที่เป็น ต้นแบบภาชนะประเภทนี้มากกว่า อีกทั้งในสมัยที่สองยังได้พบว่ามีการพัฒนารูปแบบภาชนะหม้อสาม ขาให้หลากหลายมากขึ้น โดยที่หม้อรูปแบบเดียวกับที่บ้านเก่าซึ่งเป็นพิมพ์นิยมในไทยนั้นก็ได้พบใน สมัยที่สองนี้ด้วย จึงนำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตรอาจจะเป็นชุมชน เกษตรกรรมยุคหินใหม่ระยะแรกๆ ในลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง ที่มีกลุ่มชนภายนอกจากทางตอน ใต้ของจีนเคลื่อนย้ายลงมาผสมผสานแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมโดยมี “หม้อสามขา” เป็นภาชนะแบบ พิเศษของคนกลุ่มนี้ จนผสมกลมกลืนกับคนในท้องถิ่นเดิมพัฒนารูปแบบภาชนะให้ส่วนขาเรียวแหลม เหมาะแก่การใช้งานมากขึ้น เราจึงได้พบรูปแบบหม้อสามขาแบบหลังนี้แพร่หลายทั่วไปในแหล่ง โบราณคดีในที่ราบลุ่มแม่น้ำแควน้อย-แควใหญ่ และอีกหลายแหล่งในคาบสมุทรภาคใต้แหล่ง โบราณคดีแห่งนี้จัดเป็นแหล่งโบราณคดียุคหินใหม่ ที่ เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี


28 2. ข้อมูลทั่วไป/สภาพความเป็นอยู่/พื้นที่/เวลาเปิดทำการ/ช่องทางการติดต่อ แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตรถูกจัดตั้งเป็น "แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร" โดยมีการจัด แสดงวัตถุที่ขุดค้นพบจากแหล่งโบราณคดีแห่งนี้อาทิ - โครงกระดูกมนุษย์โบราณ - ชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ - ขวานหินกะเทาะ - ขวานหินขัด - กำไลหิน - ชิ้นส่วนภาชนะดินเผารูปทรงต่างๆ เวลาเปิดทำการ/ช่องทางการติดต่อ แหล่งโบราณคดีอยู่หมู่ 5 ตำบลหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี 72240 โทรศัพท์ : 035-545 466 เปิดเฉพาะผู้มาติดต่อเท่านั้น โดยไม่เสียค่าเข้าชม 3. ปราชญ์ชาวบ้าน/วิทยากรท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4. สถานที่ตั้ง/อาณาเขตติดต่อ/สภาพภูมิประเทศ เส้นทางเข้าสู่แหล่งแหล่งโบราณคดีแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวจังหวัดสุพรรณบุรีราว 57 กิโลเมตร การเดินจากตัวจังหวัดใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 321 (ถนนมาลัยแมน) ไปจนถึงสามแยกอู่ยา มุ่งตรงไป ตามถนนสาย 322 (อู่ยา-ดอนเจดีย์) ระยะทางราว 30 กิโลเมตรจนถึงตัวอำเภอดอน เจดีย์ เลี้ยวซ้ายที่สี่แยก ไฟแดง ตรงไปตามเส้นทางสายดอนเจดีย์ – สระกระโจม ราว 2 กิโลเมตร เมื่อข้ามคลองชลประทานแล้วตรงไปอีกประมาณ 200 เมตร เลี้ยวขวาไปตามถนนลาดยางเส้นเล็กๆ ที่เข้าสู่บ้านทะเลบก เมื่อถึงสี่แยกบ้านทะเลบกแล้วเลี้ยวขวาไปตามเส้นทางสู่อำเภอหนองหญ้าไซ ก่อน ถึงตัวอำเภอหนองหญ้าไซราว 5 กิโลเมตร บริเวณ บ้านหนองตาเถาทางขวามือมีถนนลาดยางเลียบ รั้วโรงเรียนบ้านหนองตาเถาเข้าสู่ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลหนองราชวัตร ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตรตั้งอยู่ด้านหลังที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล โดยห่าง ไปอีกราว 500 เมตร


29 5.สภาพสังคม/เชื้อชาติ/ศาสนา/อาชีพ นักโบราณคดีกรมศิลปากรกล่าวว่า “แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตรมีอายุ 4,000 ปี ถือเป็น แหล่งโบราณคดียุคหินใหม่ที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากมี ลักษณะเฉพาะทางอารยธรรมยุคหินใหม่ล้วน ๆ โดยไม่มีอารยธรรมสมัยอื่นที่ใหม่กว่า เช่น ยุคสำริด ยุคโลหะ ฯลฯ ร่วมเจือปนอยู่ในพื้นที่ด้วยเหมือนอย่างกรณีบ้านเชียง จ.อุดรธานี หรือบ้านเก่า จ. กาญจนบุรี ทำให้แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตรเป็นแหล่งอารยธรรมยุคหินใหม่ในประเทศไทยที่โดด เด่นที่สุดในภาคตะวันตกเชื่อมโยงถึงจีนตอนใต้” นับเป็นเวลา 17 ปี ตั้งแต่เริ่มขุดค้นใน พ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบัน ท่ามกลางความยากลำบากเนื่องจากข้อติดขัดต่าง ๆ นานาดังกล่าว กรมศิลปากรจึง เพิ่งขุดค้นไปได้แค่เพียง 500 ตารางเมตรจากจำนวนพื้นที่ทั้งหมดของแหล่งโบราณคดีหนองราช วัตรซึ่งคาดว่าครอบคลุมพื้นที่ถึง 20 ไร่แค่พื้นที่เพียงเท่านั้นกรมศิลปากรก็ค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ โบราณถึง 129 โครงและโบราณวัตถุยุคหินใหม่อีกนับพันชิ้น หากสามารถขุดค้นเต็มพื้นที่ทั้งหมดได้ เมื่อใด นักโบราณคดีคาดว่าจะค้นพบโครงกระดูกอีกหลายพันโครงและเศษโบราณวัตถุอีกนับแสน ชิ้น ฟังเรื่องราวแล้วรู้สึกเศร้าใจ คงต้องขออาศัยบารมีของ นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการ จังหวัดสุพรรณบุรี นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร และสำคัญที่สุด คือ นายอิทธิพล คุณ ปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โปรดกรุณาร่วมกันประสานเปิดทาง ขจัดปัดเป่าอุปสรรค ต่าง ๆ เพื่อรักษาและพัฒนาแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร ซึ่งเป็นสมบัติสำคัญของชาติไว้ให้ ลูกหลานสืบไป 6. แหล่งสืบค้นเพิ่มเติม 1) แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร 2) https://www.isranews.org/ 3) http://www.suphan.biz/nongrajchawat.htm 4) https://db.sac.or.th/


30 อำเภอด่านช้าง 1. ประวัติของท้องถิ่น/สถานที่/บุคคล โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียวตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัด สุพรรณบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เป็นระยะทาง 193 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 340 ลำห้วยกระเสียวมีต้นน้ำเกิดจากภูเขาในเขตอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ไหลไปทางทิศตะวันออก เฉียงใต้ ลงสู่จังหวัดสุพรรณบุรี ในเขตอำเภอด่านช้าง แล้วไหลไปทางทิศใต้จนเกือบถึงบ้านนาตาปิ่น อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี จึงเริ่มออกสู่ที่ราบแล้วไหลไปทางทิศตะวันออกลงสู่แม่น้ำ สุพรรณบุรี ที่บ้านทึง อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี รวมความยาว 140 กิโลเมตร ลำห้วยกระเสียว มีความลาดเทชันมากและ มีพื้นที่รับน้ำฝนถึงประมาณ 1,220 ตารางกิโลเมตร ฉะนั้น ในระหว่างเดือนกันยายน ถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีฝนตกหนักน้ำในลำห้วยกระเสียว จึงมีปริมาณมากและไหลหลากอย่างรวดเร็วบ่าเข้าท่วม พื้นที่ราบตอนล่าง เขตท้องที่ อำเภอเดิมบางนางบวช อำเภอสามชุก ก่อให้เกิดอุทกภัยทำความ เสียหายแก่พื้นที่เพาะปลูกบริเวณดังกล่าวอยู่เป็นประจำเกือบทุกปีและในระยะที่ฝนทิ้งช่วงเป็น เวลานานก็มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับใช้ในการเพาะปลูก ทำให้เกิดความเดือดร้อน เนื่องจากการขาด แคลนน้ำอยู่เสมอยิ่งเมื่อป่าไม้บริเวณต้นน้ำของลำห้วยกระเสียวถูกทำลาย ความรุนแรงของอุทกภัย และภาวการณ์ขาดแคลนน้ำของพื้นที่ดังกล่าว ก็เพิ่มทวีมากยิ่งขึ้นเพื่อบรรเทาอุทกภัยในเขตดังกล่าว และช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตโครงการฯท่าโบสถ์ตอนล่างและโครงการฯสามชุกซึ่งอาศัยน้ำฝน แต่เพียงอย่างเดียวให้มีน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกอย่างเพียงพอตลอดทั้งปีจึงจำเป็นต้องสร้างแหล่ง เก็บน้ำต่อไป กรมชลประทานจึงได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนกระเสียว เริ่มตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2509 แล้ว เสร็จปี พ.ศ. 2524 รวมระยะเวลา 16 ปี


31 วันที่ 15 กรกฎาคม 2518 เวลา 11.15 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จ พระนางเจ้า สิริกิตร์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัย ลักษณ์ไปทรงประกอบพิธีเปิดอาคารเรียนโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา พระราชทานธงประจำรุ่นแก่ ลูกเสือชาวบ้าน กิ่งอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี และทรงเยี่ยมราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เสด็จฯ ถึงสนามหน้าที่ทำการ กิ่งอำเภอด่านช้าง เมื่อเวลา 12.10 น. จากนั้นเสด็จฯ โดยรถยนต์ พระที่นั่ง ไปยังโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 3 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุม ป้ายชื่อโรงเรียน และทอดพระเนตรอาคารเรียน จากนั้นเสด็จฯ ไปยังพลับพลาพิธีลูกเสือชาวบ้าน เพื่อ พระราชทานธงประจำรุ่นแก่ลูกเสือชาวบ้าน ในการนี้ ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้มีจิต ศรัทธา เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลช่วยเหลือกิจการลูกเสือชาวบ้าน แล้ว พระราชทานพระราชดำรัส ความว่า การที่ลูกเสือชาวบ้านทุกรุ่น มีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ให้อยู่เย็นเป็นสุขนั้น จะเป็นการเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นของส่วนรวม ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจ ของราษฎรและข้าราชการทุกฝ่ายที่จะช่วยกันรักษาความมั่นคงและความเจริญ ของประเทศชาติสืบ ต่อไป เสร็จแล้ว ทรงพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรซึ่งเฝ้าฯ รับเสด็จอยู่ ณ บริเวณนั้นอย่างล้น หลาม ก่อนเสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่ง เมื่อเวลา 15.30 น. ไปยังโครงการชลประทานกระเสียว เพื่อประทับเสวยพระกระยาหารกลางวัน และพักผ่อนพระราชอิริยาบถตามพระราชอัธยาศัย สมควร แก่เวลาแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระ ราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ เมื่อเวลา 17.50 น. กลับถึงพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อเวลา 18.50 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตร์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินและทรงงาน ณ เขื่อนกระเสียว วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2518


32 ประมวลภาพพระราชกรณียกิจ


33 ประมวลภาพพระราชกรณียกิจ


34 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตร์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัคราชกุมารี ครั้งเสด็จพระราชดำเนินมายังเขื่อนกระ เสียว และเสด็จมาประทับ ณ พลับพลา ที่สร้างขึ้นชั่วคราว ณ บริเวณเหนือเขื่อนกระเสียว เพื่อ ประทับเสวยพระกระยาหารกลางวัน และพักผ่อนพระราชอิริยาบถ ในคราวเสด็จมาเปิดป้ายอาคาร เรียน โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 3 พระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน และทอดพระเนตร ติดตามโครงการชลประทานอ่างเก็บน้ำเขื่อน กระเสียว ณ กิ่งอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรีในเวลา นั้น เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2518 เพื่อทรงงาน การบริหารจัดการน้ำแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง ซ้ำซาก ให้กับพื้นที่อำเภอสามชุก ดอนเจดีย์ อู่ทอง สองพี่น้อง และบางปลาม้า ตลอดจนเขตติดต่อของ อำเภอกำแพงแสน บางเลน นครชัยศรี และสามพราน องจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้พสกนิกร ของพระองค์ยากจน ทุกข์ยากทำการเกษตรไม่ได้ผล พระองค์ได้ทรงงานการแก้ปัญหาความยากจนของ พสกนิกรจากภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม ตั้งแต่เวลาบ่ายสามโมงจนถึงหกโมงเย็นของวันดังกล่าว ช่วงระยะเวลา สามชั่วโมงเต็มแห่งประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าดังกล่าวนั้น นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกร ชาวไทยยิ่งนัก ชาวอำเภอด่านช้าง และจังหวัดสุพรรณบุรี โดยสโมสรไลออนส์ด่านช้างจึงริเริ่มโครงการ ปรับปรุงพลับพลา ที่ประทับ และได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ใน อำเภอด่านช้าง ทั้งนี้เพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ มีต่อพสกนิกร ที่เสด็จพระราชดำเนินมาเพื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ ประชาชน และเพื่อความเป็นสิริมงคลของชาวอำเภอด่านช้าง โดยมิได้ใช้งบประมาณของทางราชการ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2555 โดยใช้เงินบริจาค จากทุกภาคส่วน จำนวน 2.8 ล้านบาท ในปัจจุบันได้เปิดให้เข้าชมโดยภายในเป็นที่ประดิษฐาน พระ บรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ ในวาระต่างๆ ได้แก่ ภาพพระราชกรณียกิจ, สำเนารูป ใบสูติบัตร โบราณวัตถุต่างๆ เป็นต้นและจัดเป็นจุดถ่ายภาพ รับ - ส่ง ตะวันที่งดงามที่สุดของเขื่อนคันดินแห่งนี้


35 อีกทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าควรแก่การจดจำเพื่อสำนึกในพระมหา กรุณาธิคุณที่พระองค์มีต่อพสกนิกรชาวไทย พลับพลาที่ประทับบนเขื่อนกระเสียว


36 1. ข้อมูลทั่วไป/สภาพความเป็นอยู่/พื้นที่/เวลาเปิดทำการ/ช่องทางการติดต่อ งานก่อสร้างโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียวประกอบด้วย เขื่อนกักเก็บน้ำ เขื่อนทดน้ำ ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำ มีรายละเอียดโครงการโดยย่อ ดังต่อไปนี้ 1. อาคารหัวงาน ประกอบด้วย 1) เขื่อนเก็บกักน้ำ สร้างกั้นน้ำลำห้วยกระเสียวระหว่างลาดเขา วงเดือนห้าทางฝั่งขวากับเขาโล้นทางฝั่งซ้าย เหนือบ้านนาตาปิ่นขึ้นไปเล็กน้อย อยู่หมู่ที่ 3 ตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ตัวเขื่อนเป็นลูกรังปนดินชนิด Zone embankment สูง 32.500 เมตร สันเขื่อนอยู่ที่ระดับ +92.500 เมตร (ร.ท.ก.=ระดับน้ำทะเลปานกลาง) กว้าง 8.00 เมตร ยาว 4,250 เมตรกักเก็บน้ำจำนวน 240 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ระดับ +87.000 เมตร (ร.ท.ก.) พื้นที่ผิวน้ำในอ่างกว้าง 7 กิโลเมตร ยาว 12 กิโลเมตร 2) ท่อระบายน้ำในตัวเขื่อน (OUTLET) เป็นท่อคอนกรีตเสริมเหล็กมีขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 2.50 เมตร ทางด้านเหนือน้ำและ 1.80 เมตร ทางด้านท้ายน้ำบังคับน้ำด้วยบาน ระบายเหล็กแรงดันสูง จำนวน 2 ชุด สามารถระบายน้ำได้ 18 – 25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 3) ทางระบายน้ำล้น (SPILLWAY) อยู่ทางขอบอ่างฝั่งซ้ายระหว่างเขาโล้นกับ เขาพุข่อย มีลักษณะเป็นฝายน้ำล้นคอนกรีตเสริม เหล็กแบบ ogee weir สันฝายยาว 74 เมตร มีทางรับน้ำจากฝายลงสู่ลำน้ำเดิมยาว 2,400 เมตร


37 4) อ่างเก็บน้ำกระเสียว อ่างเก็บน้ำมีความจุสูงสุด 390 ล้าน ลบ.ม. ที่ระดับ + 90.640 ม. (ร.ท.ก.) มีพื้นที่ผิวน้ำ 46 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำเก็บกัก 240 ล้าน ลบ.ม. ที่ระดับ + 87.00 ม. (ร.ท.ก.) มี พื้นที่ผิวน้ำ 35 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำต่ำสุด 40 ล้าน ลบ.ม. ที่ระดับ + 78.00 ม. (ร.ท.ก.) มีพื้นที่ผิวน้ำ 10.42 ตารางกิโลเมตร เป็นปริมาณน้ำนอนก้นอ่าง 40 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำที่ใช้การ 200 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับ น้ำฝนเหนือเขื่อน 1,220 ตารางกิโลเมตร 2. ระบบส่งน้ำและระบายน้ำ 1) ประตูระบายทดน้ำ สร้างกั้นลำห้วยกระเสียว ลงไปตามลำน้ำเป็น ระยะทางประมาณ 26.300 กิโลเมตร เป็นประตู ระบายคอนกรีตเสริมเหล็กมีช่องระบายน้ำกว้าง 6.00 เมตร จำนวน 3 ช่องบังคับน้ำด้วยบาน ระบายเหล็กโค้งสามารถระบายน้ำได้ 260 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีประตูปากคลองส่งน้ำ สายใหญ่ทั้งสองฝั่งสร้างติดกับประตูระบายทดน้ำ 2) คลองส่งน้ำ ประกอบด้วย คลองส่งน้ำทั้งหมด 7 สาย ดังนี - คลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวายาว 20.880 กิโลเมตร - คลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้ายยาว 7.000 กิโลเมตร - คลองซอยและแยกซอย 5 สาย - ฝั่งซ้าย 2 สาย รวมยาว 26.460 กิโลเมตร - ฝั่งขวา 3 สาย รวมยาว 37.450 กิโลเมตร


38 3) คลองระบายน้ำ ประกอบด้วยคลองระบายน้ำ จำนวน 8 สาย ดังนี้ - ฝั่งซ้าย 4 สาย รวมยาว 44.304 กิโลเมตร - ฝั่งขวา 4 สาย รวมยาว 54.956 กิโลเมตร ประโยชน์ของโครงการ ➢ บรรเทาอุทกภัยในเขตโครงการฯ ท่าโบสถ์ตอนล่าง และโครงการฯ สามชุก พื้นที่นอกเขตโครงการฯ ที่ ติดต่อกัน รวม 350,000 ไร่ ➢ ส่งน้ำและระบายน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูก ในเขตโครงการฯกระเสียว จำนวน 110,563 ไร่ ➢ บริเวณเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน และพื้นที่ท้ายเขื่อน ใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และสถานที่ พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนได้เป็นอย่างดี


39 ➢อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนใช้ เป็นแหล่งเพาะแหล่ง ขยายพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำ ➢เพื่อการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และขนาดย่อยในเขต อ. ด่านช้าง จ. สุพรรณบุรี ➢ เพื่อใช้อุปโภค บริโภค และการประปาส่วนภูมิภาค เวลาทำการ เปิดบริการทุกวัน 1 กุมภาพันธ์ – 30 กันยายน เวลา 05:00-19:00 น. 1 ตุลาคม – 31 มกราคม เวลา 05:00-18:00 น. ***ปิดทำการในวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชม ฟรี


40 การเดินทาง รถยนต์ส่วนบุคคล: ขับจาก ถนน บางบัวทอง – สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340) เบี่ยง ซ้ายเล็กน้อยเข้าสู่ ถนนหมายเลข 357 จากนั้นใช้ช่องทางซ้าย เพื่อไปถนนหมายเลข 3460 ชิดซ้าย ตรงทางแยก ตามป้ายบอกทาง อ. ดอนเจดีย์ และเลี้ยวซ้าย เข้าสู่ ถนนหมายเลข 3460 จากนั้นเลี้ยว ขวาเข้าสู่ ถนนหมายเลข 333 และขับต่อไปยังจุดหมายที่ตำบลด่านช้าง ข้อมูลเพิ่มเติม ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว โทร. 0-2356-0656 , 0-2356-0718 สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว โทร. 1155 กรมการท่องเที่ยว โทร. 02-401-1111 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร. 1672 ติดต่อสอบถาม +66-3559-5120 สถานที่ติดต่อเข้าชม: โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว โทร 089-8907662 2. ปราชญ์ชาวบ้าน/วิทยากรท้องถิ่น นายบุญเลิศ หอมจันทร์ เจ้าพนักงานการเกษตร โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว 3. สถานที่ตั้ง/อาณาเขตติดต่อ/สภาพภูมิประเทศ ที่อยู่ ตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี 72180 (Danchang Sub-district, Dan Chang District, Suphanburi 72180) แผนที่


41 อาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ ติดกับ อบต.นิคมกระเสียว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ทิศใต้ ติดกับ อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี ทิศตะวันออก ติดกับ อบต.หนองมะค่าโมง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ทิศตะวันตก ติดกับ ต.องค์พระ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี 4. สภาพสังคม/เชื้อชาติ/ศาสนา/อาชีพ อำเภอด่านช้าง นับได้ว่าเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรีที่มีความสำคัญทางด้าน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญ อาชีพ อาชีพหลัก ทำไร่ข้าวโพด ทำไร่อ้อย อาชีพเสริม ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม,หัตถกรรมรากไม้,ประมง เลี้ยงสัตว์,ปลูกผัก บริการการ ท่องเที่ยว ค้าขาย


42 5. ภาพประกอบ


43 6. แหล่งสืบค้นเพิ่มเติม เว็บไซต์ http://www. thai.tourismthailand.org http://www.suphan.biz/plabpla.htm https://th.wikipedia.org/wiki


Click to View FlipBook Version