The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวทางการจัดการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สพป. สุพรรณบุรี เขต 3, 2023-09-10 22:10:56

แนวทางการจัดการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน

แนวทางการจัดการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน

94 ร้านค้าและสถานที่ที่น่าสนในภายในตลาด อาทิ ร้านกาแฟท่าเรือส่งบุยช่วยหัตถกิจ ร้านนาฬิกาโบราณ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสามชุก ร้านถ่ายรูปศิลป์ธรรมชาติ และโรงแรมอุดมโชคตัวแทนของอดีต ที่ทำให้ เห็นวิถีชาวตลาด นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวความสัมพันธ์ของชาวจีนโพ้นทะเลที่รอนแรมเข้าตั้งถิ่นฐาน ในจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีสายน้ำเป็นตัวเชื่อมโยง ส่วนชั้นที่สองยังคงไว้ซึ่งเครื่องเรือนของท่านเจ้า ของเดิมเหมือนเมื่อครั้งท่านขุนจำนงจีนารักษ์ยังมีชีวิต ตามฝาผนังประดับประดาด้วยรูปภาพเก่าของ ครอบครัวจีนารักษ์และชั้น ที่สามเป็นพื้นที่ของนิทรรศการหมุนเวียน ในขณะที่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ขาย หนังสือโปสต์การ์ด และรูปวาดตลาดสามชุกโดยรายได้ส่วนหนึ่งนำไปสนับสนุนกิจกรรมชุมชน 2. ข้อมูลทั่วไป / สภาพความเป็นอยู่ / พื้นที่เวลาเปิดทำการ / ช่องทางการติดต่อ ขุนจำนงจีนารักษ์ นามเดิมว่า หุย แซ่เฮง เป็นคนจีนเกิดใน ประเทศไทย ใกล้วัดโพธิ์คอย อ. เมือง จ.สุพรรณบุรี ประกอบอาชีพค้าขาย มีโรงเหล้า และโรงยาฝิ่น เมื่อเยาว์วัยศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศ จีน กลับมาเมืองไทยเมื่ออายุ 20 กว่าปี ต่อมาได้สมรสกับคุณกุ้ยเอง แซ่เจ็ง เป็นคน อ.เดิมบางนางบวช จ. สุพรรณบุรี มีบุตรธิดา 3 คนดังนี้ 1. นายโต้วซ้ง(บุญส่ง) จีนารักษ์ ปัจจุบันถึงแก่กรรม 2. นายติ้งซ้ง จีนา รักษ์ ปัจจุบันถึงแก่กรรม 3. นางซิ้วลั้ง จีนารักษ์ต่อมาได้เช่าที่ราชพัสดุปลูกบ้าน 3 ชั้น (คอนกรีตเสริม เหล็ก)ใน พ.ศ.2459 กิจการค้าขายของท่านเจริญรุ่งเรืองไปถึง 6 อำเภอ ท่านจึงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ประกอบกับท่านเป็น คนดีมีเมตตา ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก จึงได้เป็นผู้นำชุมชน คุณงามความดีของ ท่าน ทำให้ท่านได้รับบรรดาศักดิ์ เป็น ขุนจำนงจีนารักษ์ ตำแหน่งกรรมการพิเศษจังหวัดสุพรรณบุรี นาย อากรสุรา-ฝิ่น ศักดินา 400 ไร่ จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 เมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิกการสูบฝิ่น ท่านจึงหันมาทำสวนทำไร่ และเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2517 รวมอายุได้ 83 ปี บ้านของท่านในส่วนของ คุณเคียวยี้ ซึ่งเป็นบุตรสาวของนาย โต้วซ้ง จีนารักษ์ อนุญาติ ให้คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุก ปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นเวลา 10 ปี ปัจจุบันได้ 8 ปีแล้ว โดยใช้ ชื่อ พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนง จีนารักษ์ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บของโบราณ สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมเพื่อศึกษาหา ความรู้มาจนถึงปัจจุบันนี้ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2547 ก่อนเข้าไปในบ้าน ก็จะต้องถอดรองเท้า เสียก่อนเพื่อให้เกียรติเจ้าของบ้าน ตามมารยาทนะคะ เข้ามาแล้วจะเห็นได้ว่าบริเวณชั้น 1 นั้น ได้จัด นิทรรศการเกี่ยวกับความสำคัญของลุ่มแม่น้ำท่าจีน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลัก สายชีวิตของชุมชนสามชุก สังคม และสภาพวิถีชีวิตของผู้คนสามชุก และมีการจัดแสดงผลงานศิลปะภาพวาด เกี่ยวกับสามชุกของ นักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อเดินขึ้นไปบนชั้นที่ 2 ก็จะมีน้อง ๆ มัคคุเทศก์ คอยบริการทางด้านข้อมูล บนชั้นนี้จัด แสดงเกี่ยวกับประวัติขุนจำนงจีนารักษ์ เจ้าของบ้านสามชั้น ภาพถ่ายเก่าๆ นอกจากนี้ยังมีการจัดวางข้าว ของเครื่องใช้เก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ เตียง ตู้ที่เป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ ทีวีเก่า โคมไฟ สวิตช์ไฟโบราณ บริเวณ ริมระเบียงมีโต๊ะที่ให้ ผู้ที่มาเยี่ยมชม ลงชื่อยี่ยมชม มองออกไปนอกระเบียง จะเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งชื่อว่า กระดังงาจีน ซึ่งมีอายุเท่ากับตัวบ้าน คือ 98 ปี เมื่อได้ชม และศึกษาแล้วก็ทำให้การมาเที่ยว ณ ตลาด


95 สามชุกแห่งนี้มีคุณค่า และยังได้ซึมซับ ถึงเรื่องราวที่มีมากว่าร้อยปี ทางด้านหน้าของบ้านมีร้านขาย โปสการ์ดและของที่ระลึกของบ้านขุนจำนงจีนารักษ์ให้ได้เลือกซื้อด้วย 3. ปราชน์ชาวบ้าน / วิทยากรท้องถิ่น นายพงษ์วิน ชัยวิรัตน์ ตำแหน่งประธานคณะกรรมการการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ หน่วยงานที่รับผิดชอบการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ 4. สถานที่ตั้ง / อนาเขตติดต่อ / สภาพภูมิประเทศ ตั้งอยู่ในตลาดสามชุก ซอย 2 โดยมีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อตำบลกระเสียว และตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช ทิศใต้ ติดต่อตำบลย่านยาว ทิศตะวันออก ติดต่อตำบลวังลึก และตำบลย่านยาว ทิศตะวันตก ติดต่อตำบลบ้านสระ ตำบลหนองผักนาก และตำบลกระเสียว ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของตำบลสามชุก มีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำท่าจีนหรือ แม่น้ำสุพรรณบุรีไหลผ่าน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีระบบชลประทานครอบคลุมทั้งพื้นที่ และมีแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ได้แก่ บึงละหาร และบึงหนองทะเล ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของพื้นที่ ตำบลสามชุก


96 5. ภาพประกอบ


97 อำเภอหนองหญ้าไซ หมู่บ้านวัฒนธรรมลาวครั่ง “บ้านลำพันบอง” 1.ประวัติความเป็นมา จากการบอกเล่าของผู้รู้ว่าบ้านหนองโพธิ์ ได้เกิดชุมชนขึ้นพร้อมๆ กับหมู่บ้านอื่นใกล้เคียงกัน ตั้งแต่หมู่ 2 ถึงหมู่ 4 ด้วยเหตุที่บริเวณหมู่บ้านมีหนองน้ำและมีต้นโพธิ์ขึ้นอยู่จำนวนมาก จึงเรียกชื่อ หมู่บ้านนี้ว่าบ้านหนองโพธิ์ ปัจจุบันตำบลหนองโพธิ์มี 14 หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือนทั้งหมด 2,075 ครัวเรือน ประชากรรวมทั้งสิ้น 6,778 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีกลุ่มองค์กรที่เข้มแข็ง ทั้งหมด 56 กลุ่มการขับเคลื่อนงานขององค์กรชุมชน มีจุดเริ่มต้นจากการรวมกลุ่มต่างๆ ของคนในพื้นที่ ตำบล จนเริ่มมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโพธิ์ ในปี พ.ศ. 2553 ภายใต้การแนะนำของ ขบวนจังหวัดสุพรรณบุรี (คปอ.จังหวัดสุพรรณบุรี) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พอช. โดยมีนายกิตติศักดิ์ สิงห์บุตร เป็นประธาน มีคณะทำงานสภาองค์กรชุมชนที่มาจากกลุ่มองค์กร ต่างๆ ทั้ง 14 หมู่บ้าน และใช้เป็นเวทีกลางในการพูดคุยของคนในตำบล ภายใต้การใช้สภาองค์กรชุมชน เป็นเครื่องมือและเป็นเวทีกลางในการพูดคุย ในระยะเริ่มแรกสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโพธิ์ จนกระทั่ง ในปี 2558 ได้เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาตำบลสู่การจัดการตนเอง โดยเริ่มขับเคลื่อนทำ แผนพัฒนาตำบลที่มีกระบวนการทำงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลตั้งแต่ระดับหมู่บ้านทุกหมู่บ้าน มีการกำหนด วิสัยทัศน์ชุมชน คือ “มุ่งมั่นพัฒนา ค้นหาสิ่งดี สืบสานวัฒนธรรมประเพณี ส่งเสริมการ ท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน คนหนองโพธิ์ มีรายได้ มีความสุข อย่างยั่งยืน” หลังจากประชาคมแล้ว แผนพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชนถูกบรรจุเข้าแผนองค์การบริหารส่วนตำบลหนองโพธิ์ มีบางเรื่องสภา องค์กรชุมชนนำมาผลักดันต่อ เช่น แก้ปัญหาการทิ้งขยะในที่สาธารณะ โดยใช้เวทีประชาคมกำหนด ข้อบัญญัติการ จัดการขยะ มีการเชื่อมโยงกับสำนักงานสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ความรู้การคัดแยกขยะ ประเภทของขยะ การนำขยะมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ชุมชนร่วมมือกันในการลงพื้นที่จัดการแหล่งทิ้งขยะใน ชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ด้านการคัดแยกขยะ ช่วยให้ความรู้กับเด็กนักเรียนและคนในชุมชน ๒. สถานที่ตั้ง หมู่ที่ 4 ตำบลหนองโพธิ์ อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ๓. ปราชญ์ชาวบ้าน เรื่องเล่าวัฒนธรรมลาวครั่ง นาง สมคิด ภูฆัง บ้านเลขที่ 60 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองโพธิ์ อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัด สุพรรณบุรี


98 ๔. กระบวนการของวัฒนธรรมลาวครั่ง “บ้านลำพันบอง” การขับเคลื่อนงานของชุมชนที่มีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาคีต่าง ๆ มีการหนุนเสริมจากหน่วยงาน ทั้งด้านองค์ความรู้ หรือด้านงบประมาณ เช่น การรักษาสิ่งแวดล้อม โดยการปลูกต้นไม้ริมถนนสาธารณะ ในหมู่บ้านเพื่อปรับภูมิทัศน์ในชุมชน เป็นการทำงานร่วมกันของชุมชนร่วมกับหน่วยงานภาคี เช่น อบต. / อบจ. การปรับปรุง ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ให้กับผู้ยากไร้ในชุมชนผ่านโครงการบ้านพอเพียง ซึ่งดำเนินการ โดยชุมชน หนุนเสริม พอช.และภาคเอกชนอื่นๆ การแก้ปัญหาขยะของชุมชน มีข้อตกลงให้ 14 หมู่บ้าน ร่วมกันเก็บขยะปรับภูมิทัศน์ในชุมชน ทุกวันพุทธของสัปดาห์ ตลอดจนการแก้ปัญหาการทิ้งขยะในที่ สาธารณะ ใช้เวทีประชาคมกำหนดข้อบัญญัติการจัดการขยะ การจัดกิจกรรมโครงการปั่นวันเดียวเที่ยวหนองโพธิ์ นมัสการหลวงพ่อสมบุญ วัดลำพันบอง ร่วม สืบสาน งานประเพณี เลี้ยงปีศาลตาเจ้าบ้าน ชม ชิม ช้อป ผลิตภัณฑ์ชุมชนรองเท้ากระเป๋าถัก ไม้กวาด เปล แห กระยาสารท ข้าวปลอดสาร ขนมจีนน้ำยา ฯลฯ ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว โดยชุมชน การ จัดสวัสดิการชุมชน เกิด แก่ เจ็บ ตาย และอื่นๆ โดยกองทุนสวัสดิการชุมชน ตำบล ร่วมสนับสนุน กิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีโดยการจัดกิจกรรมปั่นวันเดียวเที่ยวหนองโพธิ์ การสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยว สนับสนุนป้ายกิจกรรมจากการค้นพบสิ่งดีที่มีอยู่ในตำบลที่ หมู่ที่ 4 และหมู่ ที่ 8 บ้านลำพันบอง มีเชื้อสายดั้งเดิมมาจากลาวครั่ง มีเอกลักษณะเฉพาะตัวทั้งภาษาถิ่น ประเพณี ได้แก่ ภาษาพูด ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มีเสียงวรรณยุกต์เป็นเสียงสูง ชาวลาวครั่ง มักเรียกตัวเองตามสำเนียง ภาษาท้องถิ่นว่า “ลาวขี้คัง”หรือ“ลาวคัง” ประเพณียกธง ที่ยังยึดถือและสืบต่อปฏิบัติกันมาโดยจัดขึ้นในเดือนเมษายนของทุกปี และ ประเพณีขึ้นศาลจ้าวนาย ชาวลาวครั่งจะมีความผูกพันทางเครือญาติสูงมาก ซึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่มีการ ดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์และการธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับประเพณียกธงนั้น เป็นการแสดงออก ถึงความสามัคคีและร่วมมือร่วมใจของประชาชนในท้องถิ่น การแต่งกายของชาวลาวครั่งในชีวิตประจำวันจะแต่งกายตามปกติ ยกเว้นในการจัดงานประเพณี หรืองานที่มีการรวมกลุ่มที่เป็นงานซึ่งแสดงออกถึงการรวมกลุ่มกัน ซึ่งแสดงออกถึงความสามัคคีของหมู่ คณะหรือการรับแขกคนสำคัญของท้องถิ่น ผู้ชายจะมีผ้าขาวม้าคาดเอวเป็นลายตารางหมากรุก 5 สี ส่วน ผู้หญิงจะมีการแต่งกายด้วยผ้าทอมัดหมี่ ต่อผ้าซิ่นตีนจก ซึ่งประกอบไปด้วยส่วนตัวผ้าซิ่น นิยมทอด้วยผ้า มัดหมี่ทอแซมสลับกับการ “ทอแบบขิด”เป็นลายทางเล็กๆสีเหลืองหรือสีขาวคั่นระหว่างผ้ามัดหมี่เพื่อ แบ่งช่องลวดลายผ้าสลับเน้นลวดลาย วัตถุดิบที่ใช้ ได้แก่ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม หรือใยสังเคราะห์ ส่วนสีแดงนั้น ใช้เป็นลายซิ่นหรือเรียกกันว่าตีนซิ่น การกิจกรรม การอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณีพื้นบ้าน ของกลุ่มแม่บ้านเชื้อสาย ลาวครั่ง จำนวน 80 คน ประกอบด้วย การทอผ้าตีนจก แปรรูปผลิตภัณฑ์, การทำกระยาสารท (ประเพณีสารทลาว), การ ทำขนมข้าวเหนียวแดง(ช่วงสงกรานต์), การทำขนมจีนน้ำยาป่า, การทำขนมดาดกระทะ เป็นการเผยแพร่ วัฒนธรรมพื้นบ้านให้คงอยู่คู่ลูกหลานสืบไป โดยในแต่ละกิจกรรมจะดำเนินการในลักษณะของอาชีพเสริม ทำช่วงว่างจากภารกิจงานประจำ จากการประกอบอาชีพ เช่น ช่วงเวลาเย็น ยกเว้น การทำขนมตามฤดู


99 เทศกาล เช่น การทำกระยาสารท กลุ่มผู้สาวลาวครั่งจะรวมตัวกันในการจัดประเพณีสารทลาว หรือ การ ทำขนมข้าวเหนียวแดงจะทำในช่วงวันสงกรานต์ สภาองค์กรชุมชนได้ร่วมมือกับท้องถิ่น ท้องที่ อปท. ร่วมจัดกิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมประเพณี โดยบูรณาการโครงการพัฒนาสตรีและครอบครัว มีองค์การบริหารส่วนตำบลหนองโพธิ์ให้การสนับสนุน งบประมาณ จำนวนจำนวน 10,000 บาท โดยในงานจัดให้มีการแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองลาวครั่ง การทำ ขนมตามช่วงเทศกาล และการแสดงที่สะท้อนวิถีวัฒนธรรมของคนหนองโพธิ์ การขับเคลื่อนงานนำมาซึ่งความภาคภูมิใจ และเป็นจุดเปลี่ยนของคนในตำบล ทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงในพื้นที่ตำบล คนในชุมชนสามารถจัดระบบข้อมูลชุมชน วิเคราะห์และวางแผนงานก่อนการ ทำงาน คณะทำงานมีความเข้มแข็งสามารถเชื่อมโยงหน่วยงานภาคีเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาได้ ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้คนในชุมชนเกิดความรักสามัคคีกันมากขึ้น แกนนำมีศักยภาพ ร่วมคิดร่วมวางแผน กล้าคิดกล้าแสดงออก นำไปสู่ความมั่นใจและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชุมชน นอกจากนี้ ในส่วนของกลุ่มอาชีพต่างๆ ยังสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว สร้างกิจกรรม สร้าง ความสัมพันธ์จากการมานั่งพูดคุยและทำงานร่วมกัน ซึ่งโดยเฉลี่ยจากอาชีพเสริมต่างๆ นี้ สร้างรายได้ เพิ่มขึ้นถึงเดือนละ 1,000 – 3,000 บาท/ครัวเรือน ปัจจุบัน สภาองค์การชุมชนตำบลหนองโพธิ์ ยังมีการเรียนรู้แลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงเครือข่าย สภาองค์กรชุมชนกับระดับจังหวัด รวมถึงได้รับการหนุนเสริมเชื่อมประสานกับหน่วยงานภาคี และมีแผน ในการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย การพัฒนาให้ทีมเกิดความรู้ด้านการขับเคลื่อนงาน พัฒนา ติดตามผลการขับเคลื่อนตามแผนงานสภาองค์กรชุมชน พัฒนากลุ่มองค์กรภายใต้การจดแจ้งสภา องค์กรชุมชน


100 5.ภาพประกอบในสถานที่ตั้ง ตลาดลาวครั่ง “บ้านลำพันบอง”


101 ผลิตภัณฑ์จากหมู่บ้านลาวครั่ง “บ้านลำพันบอง”


102 ขนม/อาหาร จากหมู่บ้านลาวครั่ง “บ้านลำพันบอง”


103 อำเภอด่านช้าง ประเพณีกินข้าวใหม่ 1. ความเป็นมา “กินข้าวใหม่” เป็นประเพณีที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฤดูเก็บเกี่ยวเดินทางผ่านไป เพื่อเป็นการ ถวายผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะ “ข้าว” ให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ เป็นประเพณีสำคัญที่ สร้างขวัญและกำลังใจให้คนทำไร่ทำนาว่าการปลูกข้าวในปีต่อๆ ไปจะงอกงาม และผลผลิตพอกพูน การปลูกข้าวของพวกเราเป็นข้าวไร่ปลูกในบริเวณพื้นที่ลาดชันขุดหลุมหยอดเมล็ดข้าว กลบแล้ว ปล่อยให้ธรรมชาติดูแลคอยดายหญ้า กำจัดวัชพืชเป็นครั้งคราว หากฟ้าฝนดีเอื้ออำนวยเป็นใจผลผลิตที่ได้ ก็ดี แต่หากฝนตกน้อยไปหรือทิ้งช่วงผิดระยะผลผลิตก็ได้น้อยลงไป ปีนี้ฟ้าฝนดี อุดมสมบูรณ์แต่กลับได้ ข้าวน้อย เพราะยังมีหนูระบาดอยู่ คนเฒ่าคนแก่บอกลูกหลานว่าสาเหตุที่หนูมากเป็นเพราะไม้ผากซึ่งเป็น ไม้ไผ่ชนิดหนึ่งออกดอกออกผลซึ่งเรียกกันว่า "ขุยไผ่" แล้วแห้งตาย หนูชอบกินขุยไผ่มาก เมื่อมีขุยไผ่ซึ่ง เป็นอาหารมาก หนูก็เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ต่อมาต้นไผ่ผากตาย ขุยไผ่น้อยลง หนูก็อพยพเข้ามาหากิน ตามไร่และบ้านเรือน แม้จะได้ข้าวเพียงเล็กน้อย หมู่บ้านของเราก็ทำพิธีทำบุญข้าวใหม่เช่นทุกปี การทำบุญข้าวใหม่นี้ เรียกในภาษากะเหรี่ยงว่า "ชุพลี่บิ๊โย่มี่" (ชุ = ถวาย, พลี่ = ใหญ่ , บิ๊โย่ = แม่โพสพ และมี่ = ข้าว) โดยจะ ทำพิธีในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 บางทีอาจเลื่อนเป็นเดือน 2 หรือ เดือน 4 แล้วแต่ว่าจะเก็บเกี่ยวข้าว เสร็จเมื่อใด ตามปกติแม้เก็บเกี่ยวเสร็จก่อนก็มักรอทำพิธีในเดือน 3 การทำบุญข้าวใหม่เป็นการขอบคุณ ธรรมชาติที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูให้อาหารโดยเฉพาะข้าว ซึ่งชาวกะเหรี่ยงเชื่อกันว่า แม่โพสพเป็นผู้ ประทานข้าวให้ด้วยความเมตตา เพื่อไม่ให้ชาวบ้านอดอยาก นอกจากนี้การทำบุญข้าวใหม่ยังเป็นการ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลทั้งหลายทั้งปวงให้แก่สัตว์และพืชที่ต้องตายหรือถูกทำร้ายเพราะการปลูกข้าวไร่ โดยเฉพาะการเผาไร่ เพื่อเตรียมที่เพาะปลูก เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวได้มาแล้ว ก็ทำบุญอุทิศให้ ขอขมาลาโทษ เพื่อไม่ให้เป็นบาปเป็นเวรเป็นกรรมกันสืบไป 2. ที่ตั้ง หมู่ที่ 1 บ้านทุ่งมะกอกอ ตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี 3. ปราชญ์ชาวบ้าน นายเลงลา งามยิ่ง


104 4. ภาพประกอบ


105 ประเพณีกวนข้าวทิพย์ 1.ความเป็นมา ประเพณีกวนข้าวทิพย์เป็นประเพณีของชาวกะเหรี่ยงที่ชาวบ้านบ้านกล้วย ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี การประกอบพิธี จะเริ่มในช่วงเช้า โดยจะจัดเตรียมทุกอย่างให้ เรียบร้อย เมื่อเริ่มพิธี หญิง-พรหมจรรย์ หรือหญิงบริสุทธิ์ที่ได้รับคัดเลือก จะนำน้ำมันพืชเทลงไป ในกระทะที่ตั้งไว้บนเตาหลุมที่จุดไฟไว้แล้ว นำข้าวเหนียวที่ซาวน้ำเทลงไปในน้ำมัน กวนให้แห้ง จนเป็นสีเหลือง ใส่น้ำลงไปกวนต่อจนแห้ง ใส่เครื่องปรุงทั้งหมด กวนต่อไปอีกระยะพอเครื่องปรุง ทั้งหมดแห้งจึงตักขึ้น กระทะแรกจะนำไปถวายพระขณะเริ่มกวนข้าวทิพย์ ในกระทะแรก พระสงฆ์ที่ร่วมประกอบพิธีจะเจริญพระพุทธมนต์ สวดชยันโต ในกระทะแรกหญิงบริสุทธิ์ และ พระซึ่งเป็นประธานในพิธี จะทำพิธีกวนข้าวทิพย์จนเสร็จ จนถึงขั้นตอนถวายพระ หลังจากนั้น กวน กระทะต่อไปชาวบ้านที่นำข้าวและส่วนประกอบเครื่องปรุงมาก็จะช่วยกันกวนข้าวทิพย์ ต่อไป จนหมดการกวนข้าวทิพย์จะมากหรือน้อยนั้น อยู่ที่จำนวนของเครื่องปรุงข้าวทิพย์ที่ ชาวบ้านนำมาการกวนข้าวทิพย์เมื่อกวนเสร็จแล้วชาวบ้านก็จะนำไปแบ่งปันกัน ความเชื่อที่เกี่ยวข้อง การกวนข้าวทิพย์ถวายพระพุทธเจ้า โดยถวายพระภิกษุสงค์ซึ่งถือเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า จะทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลต่อชีวิตและครอบครัวและเป็นยารักษาโรค ๒.ที่ตั้ง หมู่บ้านกล้วย หมู่ที่ 1 ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ๓.ปราชญ์ชาวบ้าน นายชาลี งามยิ่ง 4, ภาพประกอบ


106 ประเพณีค้ำต้นไทร 1.ความเป็นมา เป็นบุญต้อนรับปีใหม่ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง บ้านองค์พระ-ป่าผาก ต.วังยาว จ. สุพรรณบุรี ว่ากันว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ต่อดวงชะตาให้ดียิ่งๆขึ้นไป โดยจะทำพิธีในวันเพ็ญเดือนห้า ซึ่งชาวบ้านบอกว่าเป็นรอยต่อระหว่างปีใหม่ชาวกะเหรี่ยง จะมีการนำไม้ไผ่มาคนละ 1 ลำซึ่งจะมีกระบอก ใส่น้ำติดไว้ด้วย พร้อมดอกไม้ธูปเทียนมาค้ำตามกิ่งต้นไทร 2.ที่ตั้ง บ้านห้วยหินดำ ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ปราชญ์ชาวบ้าน นายไกว งามยิ่ง


107 การแสดงรำตง การรำตง ผู้แสดงจะเป็นหญิงหรือชายก็ได้ โดยทั่วไปนิยมใช้ผู้แสดงหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน จำนวน 12-16 คน หรืออาจมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่แสดง ซึ่งอาจเป็นเวทีในร่มหรือสนามหญ้า ตั้ง แถวเป็นแถวลึกประมาณ 5-6 แถว ยืนห่างกันประมาณ 1 ช่วงแขน ส่วนการแต่งกายนั้นแยกตามลักษณะ ของหญิงและชาย โดยผู้หญิงจะสวมชุดกระโปรงสีขาวยาวกรอมเท้า หรือที่ภาษากะเหรี่ยงเรียกว่า “ไช่กู่ กี๋” เป็นเครื่องแต่งกายประจำชนเผ่าของหญิงสาวชาวกะเหรี่ยง มีลักษณะเป็นเสื้อกระโปรงยาวกรอมเท้าสี ขาว บางครั้งจะทอเป็นลวดลายสีแดงในแนวตั้ง บางครั้งทอยกดอกเป็นตาราง มีพู่ห้อยเป็นระยะ คอแหลม คาดเข็มขัดเงินที่เอว สำหรับผู้ชายก็ใส่ชุดประจำเผ่าเป็นเสื้อสีแดง นุ่งโสร่ง เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการ แสดง ได้แก่ กลองสองหน้า ระนาด ฆ้องวง พิณหรือปี่ ฉิ่ง ตง (ไม้ไผ่ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร เซาะ เป็นร่องใช้ไม้ตีให้จังหวะ) ในด้านของท่ารำเป็นท่าที่เรียบง่ายเพื่อต้องการความพร้อมเพรียง คล้ายกับฟ้อน พม่า เอกลักษณ์อยู่ที่การย่ำเท้าด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอตลอดทั้งเพลง อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการแสดง คือ ผ้าเช็ดหน้าที่ผูกกับนิ้วกลางข้างขวา ทั้งนี้เพื่อเสริมให้เห็น ความพร้อมเพรียงในการรำมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในท่าที่ต้องเคลื่อนไหวด้วยการใช้อุปกรณ์ในมือ หรือเมื่อมี การสะบัดข้อมือ ในส่วนของบทเพลงร้องประกอบการแสดง เนื้อหาในการแสดงโดยส่วนใหญ่เกี่ยวกับชีวิต ความเป็นอยู่ ความเชื่อและความศรัทธาเฉพาะกลุ่มชน


108 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ชื่อหน่วย แหล่งเช็คอินห้ามพลาด ผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้/มาตรฐาน ที่ นำมาบูรณาการ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. รู้และเข้าใจเกี่ยวกับแหล่ง เรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 2. ใช้กระบวนการทาง ประวัติศาสตร์ในการศึกษาแหล่ง เรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 3. ตระหนัก เห็นคุณค่า และ ร่วมกันอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ ท้องถิ่นที่สนใจ 4. นำความรู้ที่ได้ศึกษาจากแหล่ง เรียนรู้ท้องถิ่นไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตระจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย (ท 1.1 ท 2.1 ท 3.1) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (ว 1.1 ว 1.3 ว 4.1) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ (ส 5.1 ส 2.1 ส 5.2) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ศ 1.1) กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ (ต 1.1 ต 4.1) 1. สรุปสาระสำคัญของแหล่ง เรียนรู้ท้องถิ่นของเราและนำเสนอ ในรูปแบบที่เหมาะสม 2. สร้างโปสเตอร์ ประชาสัมพันธ์ แหล่งเรียนรู้ 3. เกิดความตระหนัก เห็นคุณค่า และร่วมกันอนุรักษ์ท้องถิ่นของ เรา 4. นำความรู้ไปสู่การปฏิบัติอาชีพ มัคคุเทศน์น้อย คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะสำคัญ 1. ใฝ่เรียนรู้ 2. จิตสาธารณะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี สาระการเรียนรู้ 1. แหล่งเรียนรู้อำเภอเดิมบางนางบวช ได้แก่ บึงฉวาก 2. แหล่งเรียนรู้อำเภอสามชุก ได้แก่ ตลาด 100 ปี 3. แหล่งเรียนรู้อำเภอหนองหญ้าไซ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์สายัณห์ สัญญา ๔. แหล่งเรียนรู้อำเภอด่านช้าง ได้แก่ เขื่อนกระเสียว อุทยานแห่งชาติพุเตย


109 ความคิดรวบยอด ๑. ที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยว บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติตั้งอยู่เลขที่ 99 ตำบล เดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี 72120 ๒. ปราชญ์ชาวบ้าน นายทอด ศรีโมรา อายุ 84 ปี นายโพธิ์ ศรีพุกทอง อายุ 88 ปี ๓. ประวัติความเป็นมาของสถานที่ท่องเที่ยว บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ เป็นบึงน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่ ทั้งหมดประมาณ 2,700 ไร่อยู่ห่างจากตัวเมืองสุพรรณบุรีประมาณ 64 กิโลเมตร บึงฉวากมีพื้นที่ ติดต่อกับอำเภอ หันคา จังหวัดชัยนาทและอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนที่อยู่ในเขต อำเภอเดิมบางนางบวช มีพื้นที่ประมาณ 1,700 ไร่ บึงฉวากได้รับประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์มา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2526 และในปี พ.ศ. 2541 ได้รับการจัดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ ตามอนุสัญญาแรมซาร์ที่ประเทศไทยเป็นภาคี เนื่องจากความหลากหลายของพันธุ์พืชและสัตว์ที่มีใน บึง ลักษณะที่เรียกว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำตามอนุสัญญาแรมซาร์ คือพื้นที่ลุ่ม พื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชี้นแฉะ พื้นที่ฉ่ำน้ำ มีน้ำท่วม น้ำขัง พื้นที่พรุ พื้นที่แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้าง ทั้งที่มี น้ำขังหรือน้ำท่วมถาวรหรือชั่วคราว ทั้งแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล แหล่งน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม รวม ไปถึงชายฝั่งทะเลและทะเลในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำลดต่ำสุด น้ำลึกไม่เกิน 6 เมตร ซึ่งบึงฉวากเข้าข่าย ลักษณะดังกล่าว คือเป็นบึงน้ำจืดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีความลึกเฉลี่ยประมาณ 1 – 3 เมตร อำเภอเดิมบางนางบวช


110 4. เวลาปิด เปิดและค่าบริการ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ วันจันทร์ - วันศุกร์ เปิด – ปิด 08.30 - 16.30 น. วันเสาร์ - วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิด – ปิด 08.30 - 17.00 น. ค่าเข้าชมอาคารหลังที่ 1 อาคารหลังที่ 2 ชมบ่อจระเข้ ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 10 บาท ค่าเข้าชมอาคารหลังที่ 3 (สวรรค์แห่งโลกใต้ทะเล) ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 50 บาท ** อายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าชมฟรี 5. พาหนะที่ใช้ในการเดินทาง/ระยะเวลาในการเดินทาง การเดินทาง *โดยรถยนต์ส่วนตัว ระยะทางจากกรุงเทพ-บึงฉวาก ประมาณ 164 ก.ม. ถนน กรุงเทพ-สุพรรณ (340) เส้นทางเข้าบึงฉวากสะดวกที่สุด พอถึงสามแยกไฟแดงเข้าตลาดท่าช้าง ให้ตรงไปทาง จ.ชัยนาทอีกประมาณ 8 ก.ม. จะมีป้าย และแยกซ้ายมือไปบึงฉวากอีกประมาณ 4 ก.ม. **โดยรถโดยสารประจำทาง กรุงเทพ - สุพรรณ - ท่าช้าง (ท่าสายใต้ และ ท่าหมอชิต) ลงรถสุดสายที่ท่ารถตลาดท่าช้าง เหมารถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง 80/คน หรือรถยนต์ โทร.081-8809981 ***โดยรถตู้โดยสารกรุงเทพ - สามชุก – หันคา 080-4314473 ๖. จุดเช็คอิน


111 ๗. ร้านอาหาร - ร้านอาหารลายไม้บึงฉวาก - สวนอาหารปลาบึง 8. ที่พัก บึงฉวากรีสอร์ท เดิมบางวิลล่า 9. ภาพสถานที่ท่องเที่ยว ข้อมูลและภาพประกอบ ของเนื้อหาตามกรอบหลักสูตรท้องถิ่นแต่ละเรื่องย่อย สถานที่ท่องเที่ยวภายในบึงฉวาก โซนสวนสัตว์


112 ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก สร้างขึ้นเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ในวโรกาสทรงครองราชย์เป็นปีที่ 50 ประกอบด้วย อาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จัด นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการ เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าชนิดต่างๆ การดูนก สภาพทางภูมิศาสตร์ ประวัติ ความเป็นมาของบึงฉวาก มีตู้จำลองระบบนิเวศ ห้องฉายสไลด์วีดิทัศน์ ด้านนอกอาคารมี กรงเลี้ยงนก ขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ สูง 25 เมตร ภายในกรงได้รับการตกแต่งให้ดูคล้าย สภาพธรรมชาติ ประกอบด้วยนกกว่า 45 ชนิด ที่น่าสนใจ ได้แก่ นกกาบบัว นกเป็ดแดง ไก่ฟ้าพญาลอ และ ไก่ฟ้าสี ทอง ซึ่งกล่าวกันว่า เป็นไก่ฟ้าที่มีความสวยงามที่สุดในโลก มีการจำลองน้ำตกขนาดเล็กเอาไว้ภายใน กรง ผู้เข้าชมจะเดินตามทางเดินที่จัดไว้ และได้สัมผัสใกล้ชิดกับนกต่าง ๆ ที่ปล่อยให้มีชีวิตอยู่ในสภาพ แบบธรรมชาติ เดินผ่านหน้าเราไป หากเดินถัดไปจากกรงนก จะเป็นกรงเสือขนาดใหญ่ กรงเสือขนาด เล็ก มีเสือชนิดต่าง ๆ ให้ชมและ ที่พิเศษคือ มีลูกเสือดูดนมหมู และสัตว์สวยงามอีกหลายชนิด อุทยานผักพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติ อยู่ในความดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างจิตสำนึก ให้ประชาชนทั่วไป เห็นคุณค่าและอนุรักษ์ผักพื้นบ้าน โดยรวบรวมผักพื้นบ้านจากทั่วภูมิภาค ของประเทศไทยกว่า 500 ชนิด มาปลูกไว้ในบริเวณเกาะกลางบึงฉวาก มีทั้งสมุนไพร ไม้ยืนต้น ไม้เลื้อย และไม้ชื้นแฉะที่น่าสนใจ ได้แก่ น้ำเต้าสี่เหลี่ยม บวบหอมขนาดใหญ่ อุโมงค์น้ำพุ และการจัดสวนไม้ประดับด้วยผักพื้นบ้าน นอกจากนั้นยังมีโรงปลูกพืชระบบระเหยน้ำ และสาธิตการปลูกพืชไร้ดินจัดแสดงให้ชมด้วย และมี ห้องสมุดบริการคอมพิวเตอร์ สำหรับค้นคว้าข้อมูลพันธุ์ผักต่าง ๆห้องนิทรรศการแสดงผลผลิตทางการ เกษตร ศูนย์บริการท่องเที่ยวเกษตรอุทยานผัก


113 โซนสัตว์น้ำ อุโมงค์ปลาน้ำจืด ภายในอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำรวบรวมพันธุ์ ปลาน้ำจืด ปลาสวยงามและ พันธุ์ปลาหายาก เอาไว้ให้ประชาชนได้ศึกษา แบ่งเป็น 2 อาคาร อาคารแสดงสัตว์น้ำหลังที่ 1 จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดและสัตว์น้ำเค็ม ทั้งพันธุ์ปลาไทย และพันธุ์ปลาต่างประเทศ กว่า 50 ชนิด เช่น ปลาบึก ปลากระโห้ ปลาม้า ปลากราย ปลาช่อนงูเห่า ปลาเสือตอ เป็นต้น อาคารแสดงสัตว์น้ำหลังที่ 2 ประกอบด้วยตู้ปลาขนาดใหญ่สวยงาม บรรจุน้ำได้กว่า 400 ลูกบาศก์เมตร และมี อุโมงค์ความยาวประมาณ 8.5 เมตร ผู้ชมสามารถเดินลอดผ่านใต้ตู้ปลา ได้บรรยากาศเหมือนอยู่ใกล้ สัตว์น้ำ ซึ่งถือว่าเป็นอุโมงค์ปลาน้ำจืดแห่งแรก ของประเทศไทย มีนักประดาน้ำหญิงสาธิตการให้ อาหารปลา นอกจากนั้นโดยรอบยังมีตู้ปลาน้ำจืดอีก 30 ตู้ และตู้ปลาทะเลสวยงามอีก 7 ตู้ บ่อจระเข้น้ำจืด


114 เป็นบ่อจระเข้ที่ได้จำลองให้มีสภาพใกล้เคียงกับ ธรรมชาติมากที่สุด พื้นที่ประมาณ 3 ไร่ มี จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยขนาด 1.5 – 4.0 เมตร ประมาณ 60 ตัว ซึ่งผู้ชมจะได้เห็นความเป็นอยู่ แบบ ธรรมชาติของจระเข้ และสามารถเข้าชมอย่างใกล้ชิด อาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ หลังที่ 3 (สวรรค์แห่งโลกใต้ทะเล) จัดแสดงพันธุ์ปลาทะเลมากมายหลายชนิด ให้ได้ชมกัน มีตู้ปลาขนาดใหญ่ และตู้ปลารูปทรง แปลกตา เพื่อคอยบริการนักท่องเที่ยวให้ได้ชื่นชมกับ ความสวยงาม และบรรยากาศของโลกใต้ทะเล รวมทั้งตื่นตาตื่นใจกับอุโมงค์ปลา และบันไดเลื่อน ขนาดความยาว 75 เมตร เพื่อให้ได้ศึกษาสภาพ ความเป็นอยู่ของ สัตว์ทะเลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งบ้านของเจ้าแห่งท้องทะเล หรือปลาฉลามอีกจำนวน มาก ภายอาคารในพบกับ ตู้ปลาทรงกระบอก (Cylinder)ใหญ่และสูงที่สุดในเมืองไทยเปิดโลกใต้ทะเล (The Open Sea)ชมความงามของปลากระเบนนกปลาฉลามครีบดำ ปลาค้างคาว ตู้ยักษ์ใต้สมุทร (Giant Groupter)พบปลาหมอทะเล ปลากระเบนท้องน้ำเต่าทะเล และ อุโมงค์ยาว 12.50 เมตรตู้แนวประการัง (Coral reef)พบกับฝูงปลาขนาดใหญ่ ปลาปักเป้า ปลาผีเสื้อ ว่ายวนบนแนวประการังเทียมที่สีสันสวยสดงดงาม ตู้ประการังสีฟ้าจากโอกินาวา(Okinava blue)เนรมิตประการังภายในตู้เปรียบเสมือน ประการังแห่งท้องทะเลโอกินาวา


115 อุโมงค์ปลาฉลาม (Shark Tunnel)ตื่นตากับฝูงปลาฉลามขนาดใหญ่ฉลามเสือทราย ฉลาด เสือดาว ฉลามครีบดำ และอุโมงค์ยาว 16 เมตร กว้าง 6 เมตร ซึ่งเป็นอุโมงค์ปลาที่กว้างที่สุดในโลก ตู้สีสันสิมิลัน (Similan Cliff)ตกแต่งด้วยประการังสีชมพู กัลปังหาที่สวยงาม และปลาสีสัน สวยงามหลากหลายชนิด


116 สามชุกตลาด 100 ปี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดสุพรรณบุรี แหล่งท่องเที่ยวเชิง อนุรักษ์นักท่องเที่ยวสามารถชมชิมของกินอร่อย หรือของฝาก จากตลาดสามชุก มีให้เลือกซื้อกัน อย่างจุใจ ก่อตั้งขึ้นมาโดย ขุนจำนง จีนารักษ์ หรือ เถ้าแก่หุย แซ่เฮง ยังเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ หลากหลาย เช่น ขนมไทยโบราณ อาหารท้องถิ่น ของฝากน่าซื้อ ศาลเจ้าเราเคารพ ศิลปะรอบตัว เสน่ห์ของเมืองไทยที่สร้างความประทับใจให้กับผู้คนทั่วโลก ก็คือวิถีชีวิตแบบไทยๆ อันเรียบ ง่าย และมีความเป็นเอกลักษณ์ ที่เที่ยวสุพรรณบุรี อีกที่ที่ได้ชื่อว่าเป็น พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต กับ ตลาด สามชุก ตลาดร้อยปี มาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความเป็นไทยแบบดั้งเดิม สามชุก เป็นเมืองเล็กๆ ใน จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งในอดีตสามชุกคือแหล่งที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติทั้งไทย จีน ม อญ ฯลฯ แลกเปลี่ยน และซื้อขายสินค้ากันค่ะ ด้วยความที่ตลาดตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ทำให้ตลาดสามชุกเป็น ตลาดสำคัญในการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่สำคัญในอดีต ตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีก่อน ปัจจุบัน ตลาดสามชุก เป็นที่อยู่ของชุมชนชาวไทย-จีน ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่ยังคงความเป็นอดีตด้วยลวดลาย ฉลุไม้ที่เรียกว่าลายขนมปังขิง กว่า 19 ลาย เป็นศิลปะตกแต่งอาคารไม้โบราณ ที่หาดูได้ยากแล้วใน ปัจจุบันสองข้างทางของตลาดสามชุกจะเป็นอาคารไม้โบราณ วิถีชีวิตบรรยากาศภายในตลาดการค้า อำเภอสามชุก


117 ขายที่ยังคงรักษาวิถีแบบดั้งเดิมเช่นในอดีต ข้าวของเครื่องใช้ขนมอาหารที่นำมาตั้งขายในตลาด สิ่ง เหล่านี้ทำให้ตลาดสามชุก ได้รับขนานนามว่าตลาด 100 ปี พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต 1. ที่ตั้งสามชุกตลาด 100 ปี ที่อยู่ : ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี พิกัด : https://goo.gl/maps/qsCUF8rHmqMximpq9,2566 2. การเดินทาง/ระยะเวลาในการเดินทาง การเดินทางเข้าสู่ตลาดสามชุกสามารถเดินทางได้ 2 ช่องทางด้วยกัน คือ ทางบกและทางน้ำ โดยทางบกสามารถใช้เส้นทางหลวงแผนดินหมายเลข 340 (สายสุพรรณบุรี – ชัยนาท) เป็นเส้นทาง สายหลักที่เชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งจากทางเหนือ การเดินทางจากกรุ งเทพมาตลาดสามชุก นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินทางไปกลับได้ภายในวันเดียว จึงทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยว ได้สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งในการเดินทางมาท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวก็สามารถที่จะเดินทางมาท่องเที่ยว ตลาดสามชุกได้ในช่องทางที่หลากหลายประกอบด้วย การเดินทางโดยรถยนต์ นักท่องเที่ยวสามารถ ใช้เส้นทางในการเดินทางได้หลายเส้นทาง ดังนี้ - จากกรุงเทพฯ ผ่าน อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ไปจนถึงตัว อำเภอเมือง จังหวัด สุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 107 กิโลเมตร จากนั้นไปตามหลวงหมายเลข 340 ผ่าน อำเภอศรี ประจันต์ (ห่างจาก อำเภอเมือง ประมาณ 20 กิโลเมตร) ไปต่อจะถึงแยกเข้าตลาดสามชุก ซึ่งบริเวณ แยกเข้าตลาดจะมีห้างโลตัสอยู่ ตัวตลาดอยู่ริมแม่น้ำสุพรรณติดกับที่ว่าการอำเภอสามชุก - เดินทางจากกรุงเทพฯ ผานจังหวัดปทุมธานี ่ อำเภอลาดหลุมแก้ว ไปจนถึงตัวเมืองจังหวัด สุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 115 กิโลเมตร - เดินทางจากกรุงเทพฯ ผานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปจนถึงตัวเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 132 กิโลเมตร - เดินจากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดอ่างทอง ไปจนถึงตัวเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทาง ประมาณ 150 กิโลเมตร - เดินทางจากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดนครปฐม อำเภอกาแพงแสน ไปจนถึงตัวเมืองจังหวัด สุพรรณบุรีระยะทางประมาณ 164 กิโลเมตรหรือใช้ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน - ปากเกร็ด) เมื่อเดินทางผานตัวเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี จากนั้นไปตามหลวงหมายเลข 340 ผานอำเภอ ศรีประจันต์ (ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร) ไปต่อจะถึงทางแยกเข้าตลาดสามชุก ซึ่ง บริเวณแยกเข้าตลาดจะมีห้างสรรพสินค้าเทศโกโลตัสตั้งอยู่ริมแม่น้ำสุพรรณบุรี(ท่าจีน)


118 การเดินทางโดยรถตู้โดยสาร การเดินทางโดยรถตู้โดยสารจะมีท่ารถตู้โดยสารจากกรุงเทพฯ เดินทางไปตลาดสามชุกอยู่ บริเวณสี่ แยกคอกวัวตรงข้ามสำนักงานกินแบ่งรัฐบาลซึ่งในบริเวณนั้นจะมีท่ารถตู้ไปจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และไปจังหวัดนครปฐมด้วย โดยท่ารถตู้ที่จะไปตลาดสามชุกจะมีป้ายเขียนไว้วาไป สามชุกตลาด 100 ปี จะมีรถตู้ให้บริการตลอดตั้งแต่เวลา 5.00 น. – 20.00 น. รถจะออกทุกๆ 30 นาที ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที – 2 ชั่วโมง เมื่อมาถึงสามชุกแล้ว จาก ท่ารถตู้เดิน ไปไม่ไกลก็สามารถเข้าเที่ยวชมตลาด100ปี ได้ทันที ซึ่งถนนสายนี้ นับว่าเป็นถนนสายหลักและสายสำคัญของอำเภอสามชุกถึงจังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนทางน้ำสามารถล่องเรือตามลำน้ำเจ้าพระยาจากกรุงเทพมหานครเข้าประตูน้ำบ้านแพน ประตูน้ำบางยี่หน ผ่านจังหวัดสุพรรณบุรี แล้วเข้าประตูน้ำโพธิ์พระยามาสู่ตลาดสามชุก ซึ่งในปัจจุบัน ไม่ค่อยมีใครเดินทางน้ำเนื่องจากการเดินทางทางบก สะดวกและรวดเร็วกว่ามาก 3. ประวัติความเป็นมาของชุมชนตลาดสามชุก ตลาดสามชุกเป็นตลาดการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่สำคัญในอดีต มีจุดเริ่มต้นจาก หมู่บ้านเล็กๆ ที่เรียกว่า “ท่ายาง” ซึ่งมีลักษณะเป็นชุมชนการค้าขนาดเล็ก เมื่อปี พ.ศ. 2384 สุนทร ภู่ได้เดินทางผ่านมาทางสุพรรณบุรีได้เขียนโคลงตอนหนึ่ง ในนิราศสุพรรณ บรรยายถึงสภาพของบ้าน สามชุกและสามเพ็งไว้ดังนี้ นึกนามสามชุกถ้า เกรี่ยงไร่ได้ฟ่ายลง เรือค้าท่านั้นคง รายจอดทอดท่าน้ำ นางเกรี่ยงเสียงเพราะพร้อง สาวผูกลูกปัดแดง คิ้วตาหน้านวลแดง แค่งทู่หูยานย้อย สามเพงเลงสะล่างไม้ ป่าใหหญ่ใหช่เขดคน ร่มรื่นชื่นชมชล ปลาวายสายสินสอ้าน ป่าดง แลกล้ำ คอยเกรี่ยง เรียงเอย นับฝ้ายขายของฯ กหนองกแหนง ประดับพร้อย ตลหม่อม จอมเอย อยางลว้าพาคลายฯ ไพรสน ขาดบ้าน ซุ่มแต่ แร่เอย สะอาดตื้นพื้นทรายฯ จากบทประพันธ์ข้างต้นได้บรรยายถึงลักษณะสามชุกมีสภาพเป็นป่ารก มีท่าเทียบเรือที่เป็น จุดแลกเปลี่ยนค้าขายของป่าของชาวละว้า กระเหรี่ยง และพ่อค้าที่ล่องเรือมาตามลำน้ำ สินค้าที่น่ามา ค้าขายแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่จะเป็นฝ้ายและของป่า ตามประวัติของเมืองสามชุก กล่าวไว้ว่า ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2437 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เดิมชื่อ อำเภอ “นางบวช” ตั้งอยู่บริเวณ ตำบลนางบวช โดยมีขุนพรมสภา (บุญรอด) เป็นนายอำเภอคน แรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2454 ทางราชการจึงได้ย้ายที่วาการอำเภอ อำเภอนางบวชมาอยู่ที่บ้าน สามเพ็งตั้งอยู่ริมลำน้ำ แม่น้ำสุพรรณบุรีหรือแม่น้ำท่าจีนคือเส้นทางเดินทางสายหลักในแถบตะวันตก


119 ของภาคกลาง เปรียบเสมือนประตูเชื่อมตลาดสามชุกกับพื้นที่ต่างๆ ทั้งใกล้และไกล เป็นศูนย์กลาง การค้าขายและการขนส่งสินค้าที่ชาวกะเหรี่ยง ลาว ละว้า และคนทางเหนือ นำสินค้าของป่า เช่น ฝ้าย หนังสัตว์ น้ำมันยาง น้ำผึ้ง สมุนไพร และแร่ ขนเป็นกองคาราวานมาขายยังสามชุกให้พ่อค้าในตลาด ขายและขนส่งล่องลงไปยังกรุงเทพฯต่อไป พร้อมกันนั้นยังได้ทำการซื้อและแลกเปลี่ยนสินค้าจำพวก ข้าวสาร เกลือ ปูน และของใช้ที่จำเป็นกลับไปยังชุมชนด้วย ท่าเรือและตลาดสามชุกจึงเจริญรุ่งเรือง คึกคักไปด้วยสินค้าและผู้คน พ่อค้าแม่ขายมีทั้งไทย จีน มอญ และอีกหลากหลายชาติพันธุ์ แต่ที่เห็น จะมีเป็นจำนวนมากสืบมาจนปัจจุบันคือชาวจีน จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2457 ได้เปลี่ยนชื่อจากอำเภอนางบวชมาเป็นอำเภอสามชุกแต่เดิม บริเวณที่ตั้งอำเภอสามชุกเรียกว่า “ท่ายาง” มีชาวบ้านนำของป่าจากทิศตะวันตกมาค้าขายให้กับ พ่อค้าที่เป็นชาวเรือ บ้างก็มาจากทางเหนือ บ้างก็มาจากทางใต้ เป็น 3 สาย จึงเรียกบริเวณที่ค้าขายนี้ ว่า “สามแพร่ง” ต่อมาได้เพี้ยนเป็นสามเพ็ง และมีผู้คนเข้ามาทำการค้าขายกัน “ชุกชุม” จึงกลายเป็น คำว่า “สามชุก ่ ” ที่ใช้เรียกขานกันนับแต่นั้นเป็นต้นมา ดังปรากฏหลักฐานกล่าวไว้ในนิทานพื้นบ้าน ยานสุพรรณมีเรื่องกล่าว ต่อมาในระหว่างที่คนมารอขายสินค้าก็ได้ตัดไม้ไผ่มาสานเป็นภาชนะสำหรับ ใส่ของขาย เรียกว่า “กระชุก” หรือ “สีชุก” ซึ่งเป็นภาชนะที่สานด้วยไม้ไผ่ รูปร่างคล้ายฟักผ่าตามยาว เป็นสองซีก มีขอบ ใช้สอดในเกวียนเพื่อบรรทุกเมล็ดพืชและข้าวเปลือก กระชุกมีขนาดแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดของเกวียน ต่อมา ชาวบ้านจึงเรียกว่า “สามชุก” มาถึงปัจจุบัน ภาพ กระชุก บางทีเรียก สามชุก หรือ สีชุก ที่มา: https://www.sac.or.th/databases/traditional-objects/th/equipmentdetail.php?ob_id=31,2566 ตลาดสามชุกในยุคบุกเบิก (พ.ศ. 2457 – สงครามโลกครั้งที่สอง) เดิมสามชุกตั้งอยู่บริเวณ ตำบลนางบวช อำเภอนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาได้ย้ายที่ว่า การอำเภอนางบวชมาตั้งที่บ้านสามเพ็งในปี พ.ศ. 2454 ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอสามชุกในปีพ.ศ. 2457 จากแต่เดิมที่บ้านสามเพ็งมีสภาพเป็นป่า เมื่อมีสถานที่ราชการเข้ามาอยู่ในชุมชนจึงนับเป็น จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนจากที่ต่างๆ เดินทางเข้าออกชุมชนอย่างไม่ขาดสาย ทั้งเข้ามาติดต่อราชการ เข้า มาตั้งถิ่นฐาน และเข้ามาทำการค้า เนื่องจากบริเวณนี้ ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำท่าจีน(สุพรรณบุรี) มีเส้นทาง ที่จะสัญจรไปมาได้หลายทางทั้งทางน้ำและทางเกวียนเหมาะสำหรับการติดต่อค้าขาย โดยกลุ่มคนแรก


120 ที่เขามาคือกลุ่มคนไทยที่มีอาชีพค้าขาย ตามมาด้วยกลุ่มของคนจีนต่อมาจึงทำให้มีคนเข้ามาติดต่อ ค้าขายกนอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นไทย จีน กระเหรี่ยง ละว้า ทำให้เกิดการขยายตัวของชุมชนอยาง รวดเร็ว เมื่อมีคนมาทำการค้าขายอยางคึกคักก็ทำให้เกิดความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ ภายในตลาดมี ร้านค้ามากขึ้น ก็เริ่มมีการก่อสร้างห้องแถวเพิ่มเติม เริ่มสร้างที่ซอย 2 เป็นอาคารแรก และตามมาด้วย ซอย 1 จากนั้นซอย 3 ซอย 4 เกิดขึ้นมาทีหลังในเวลาใหกล้เคียงกน ก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณปี พ.ศ. 2466 โดยอาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่จะสร้างออกมาในลักษณะเป็นอาคารหลังเดี่ยว หรือสร้าง ออกมาในลักษณะของห้องแถวไม้ 2 ชั้น ห้องที่อยู่ติดริมน่าถือเป็นทำเลทอง เรียกว่า “หัวตลาด” มัก เป็นห้องของเจ้าของตลาดและเป็นท่าเรือ ห้องที่อยู่ไกลจากริมน้ำออกไปเรียกว่าท้ายตลาด อาคาร บ้านเรือนทั้งหมดจะมีงานศิลปกรรมที่เกิดจากการผสมผสานทางวันนธรรมได้รับอิทธิพลในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวปรากฏอยู่อย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะลวดลาย ฉลุที่เรียกว่า “ลายขนมปังขิง” มีอยู่ถึง 19 ลาย ที่ปรากฏอยู่ตามส่วนต่างๆ ของอาคารบ้านเรือน สำหรับกรรมสิทธิ์ ของอาคารบ้านเรือนในซอย 1 และซอย 2 ส่วนใหญ่จะเป็นของเถ้าแก่รายใหญ่ที่ เข้ามาบุกเบิกตลาด ส่วนที่ดินจะเป็นกรรมสิทธิ์ ของที่ราชพัสดุหรือทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่ง จะต้องเสียค่าเช่าให้กบราชพัสดุตามสัญญาเช้าปี ต่อปี ส่วนซอย 3 และซอย 4 เป็นที่ส่วนบุคคลเมื่อมี การก่อตั้งตลาดสามชุกขึ้นมาแล้ว ก็ได้มีการสร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขึ้นบริเวณระหว่างซอย 2 และ ซอย 3 เพื่อเป็นที่สักการะบูชา เป็นขวัญกำลังใจ และเชื่อมความสัมพันธ์อันดีของคนในชุมชนตลาด สามชุกระหวางคนไทยกับคนไทยเชื้อสายจีน โดยอันเชิญเถ้ารูปจากศาลเจ้าพ่อหลักเมืองหลังเก่ามาใส่ กระถางใหม่และประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามธรรมเนียม มีชื่อจีนว่า“เจี๊ยะ ปึง เถ่า กง” แล้วเสร็จเมื่อ ปี พ.ศ. 2467 หลังจากการก่อสร้างตัวตลาดขึ้นมาอย่างถาวร การค้าขายก็เริ่มมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้จากมีการนำสินค้าหลากหลายจากต่างถิ่นเข้ามาขายในตลาด ส่วนสินค้าที่ ค้าขาย กันเป็นปรกติที่สำคัญในตลาดสามชุก ได้แก่ข้าวและถ่าน เนื่องจากพื้นที่ต่างๆ บริเวณตลาด สามชุกซึ่งอยู่ติดกบลุ่มแม่น้ำท่าจีนเหมาะแก่การทำนา ตลาดสามชุกจึงเป็นแหล่งซื้อขายข้าวที่สำคัญ แห่งหนึ่ง ส่วนถ่านถือเป็นสินค้าที่สำคัญอีกประเภทหนึ่ง เนื่องจากในขณะนั้นพื้นที่บริเวณตลาด สามชุกและบริเวณใกล้เคียงยังเป็นพื้นที่ป่ามีต้นไม้อยู่เป็นจำนวนมาก การตัดไม้นำมาเผาถ่านยัง สามารถทำได้อย่างเสรี ไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ยังจำกัดอยู่ในพวกกระเหรี่ยงหรือละว้าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ป่า จนกระทังปี 2475 เป็นต้นมาเกิดการสัมปทานป่าไม้ขึ้น ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นและต่าง ถิ่นเข้ามาขออนุญาตทำไม้แปรรูปและเผาถ่านเพิ่มมาขึ้น ข้าวและถ่านจึงเป็นสินค้าหลักที่ค้าขายกัน อย่างแพร่หลายควบคู่กนมาโดยตลอด ภาพ ศาลเจ้าพอหลักเมืองสามชุก หรือ เจี๊ยปึงเถ่ากง


121 ตลาดสามชุกในยุครุ่งเรือง (หลังสงครามโลกครั้งที่สอง – พ.ศ. 2520) ตลาดสามชุกในยุคนี้เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงที่ตลาดสามชุกเป็นที่รู้จัก กันอย่างกวางขว้าง เป็นตลาดประจำอำเภอที่มีผู้คนเข้ามาซื้อขายสินค้า และเป็นช่วงมีกลุ่มคนจีน อพยพเข้ามาทำการค้าเป็นจำนวนมาก แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มพ่อค้าชาวจีนที่แล่น เรือค้าขายอยู่ในแม่น้ำท่าจีน เมื่อสะสมเงินทุนได้มากพอก็จะอพยพขึ้นฝั่งที่ตลาดสามชุกเพื่อมา เปิด ร้านขายของ เมื่อค้าขายดีก็ชักชวนชาวเรือที่เคยทำการค้าด้วยกนให้อพยพตามๆ กันมาที่ละกลุ่มสอง เป็นกลุ่มชาวจีนที่อพยพมาจากต่างถิ่นเพื่อแสวงหาพื้นที่ทำกินใหม่ กลุ่มคนจีนที่เข้ามาแต่งงานกับชาว ตลาดสามชุก กลุ่มคนที่หนีโจรผู้ร้ายที่ชุกชุมมากให้สมัยนั้น และกลุ่มคนที่อพยพหนีสงครามมาจาก กรุงเทพฯ เข้ามาอาศัยและประกอบอาชีพใหม่ที่ตลาดสามชุก ทำให้การค้าขายในตลาดค่อนข้างคึกคัก และเติบโตอยางรวดเร็ว ประกอบกบกรมท่าน้ำหรือกรมชลประทานได้จัดทำโครงการพันนาแหล่งน้ำ ในบริเวณลุ่มแม่น้ำท่าจีน ได้มีการวางแผนโครงการชลประทานแม่น้ำสุพรรณบุรีตลอดทั้งลำน้ำหลาย โครงการ ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2464 แล้วในปี พ.ศ. 2509 ต่อมามีการสร้างประตูระบายน้ำชลมาร์คพิจารณ์ และประตูเรือสัญจรชลมาร์คพิจารณ์ในปี พ.ศ. 2478โครงการประตูระบายน้ำพระยาบันลือ และ โครงการประตูระบายน้ำเจ้าเจ็ด – บางยี่หน สร้างในปีพ.ศ. 2482 โครงการทั้งหมดส่งผลให้การ คมนาคมทางน้ำภายในลุ่มแม่น้ำท่าจีนเกิดการขยายตัวมากยิ่งขึ้น การสัญจรทางน้ำจึงคับคังไปด้วยเรือ น้อยใหญ่มากมาย ซึ่งคำนวณโดยประมาณได้ว่ามีเรือสัญจรผานประตูเรือสัญจรชลมารคพิจารณ์ไม่ น่าจะต่ำกว่า 300 ลำต่อวัน ซึ่งเรือที่ผานทางประตูน้ำชลมารคพิจารณ์จะต้องผานตลาดสามชุกด้วย ทำให้ตลาดสามชุกมีผู้คนเข้ามาเป็นจำนวนมาก เกิดการขยายตัวทางการค้า และมีอาคารบ้านเรือน เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อมาเริ่มมีการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นในสามชุก ได้แก่ โรงงาน น้ำตาลและโรงสีข้าวอีกหลายแห่ง การก่อสร้างโรงงานดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจของสามชุกขยายตัว จนกระทั่งมีการเปิดธนาคารพาณิชย์ในตลาดสามชุกถึง 7 แห่ง และมีการสร้างส่วนราชการเพิ่มขึ้นอีก หลายแห่งจากการขยายตัวทางการค้าทำให้เกิดสถานบันเทิงและบริการ ซึ่งถือได้ ว่าเป็นการเกิดขึ้นของอาชีพใหม่ในสามชุกอีกด้วย ตลาดสามชุกในยุคซบเซา (พ.ศ. 2521 – 2541) ตลาดสามชุกเป็นตลาดที่มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก จนกระทั้งหลังปี พ.ศ. 2520 รัฐบาลมีนโยบายที่จะพันนาระบบสาธารณูปโภคและการคมนาคมทางบก เพื่อกระจายความเจริญให้ ทั่วถึง ถนนสายแรกที่ได้ถูกปรับปรุงขึ้นคือ ถนนสามชุก – หนองหญ้าไซ ถนนสายนี้แต่เดิมเป็นทางเดิน เท้าและทางเกวียนที่ชาวบ้านใช้เดินทางไปมาหาสู่กนในสมัยก่อน ได้รับการปรับปรุงและพันนาขึ้นครั้ง แรกในปี พ.ศ. 2523 ในครั้งแรกนั้นได้ปรับปรุงเป็นถนนลูกรังก่อนและมีการปรับปรุงอยู่หลายครั้งจน กระทังเปลี่ยนเป็นถนนลาดยางโดยสำนักงานเร่งรัดพันนาชนบท (รพช.) ต่อมาได้โอนให้กับกรมทาง หลวงเป็นผู้ดูแลถนนสายนี้ จนกระทังเป็นทางหลวงของแผ่นดิน ซึ่งในการปรับปรุงถนนสายสามชุก – หนองหญ้าไซ ที่มีมาอย่างต่อกันมาเนื่องทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นและละแวกใหกล้เคียงที่ เคยเข้ามาซื้อขายสินค้าในตลาดสามชุกเดินทางมาไม่สะดวก ส่งผลให้ชาวบ้านเริ่มหันไปซื้อขายสินค้าที่ ตลาดอื่นแทนเมื่อการคมนาคมทางบกเริ่มสะดวกสบายมากยิงขึ้นการคมนาคมทางน้ำก็ลดบทบาทลง


122 ด้วยทำให้ตลาดเก่าริมน้ำเริ่มซบเซาลงเรื่อย ๆ ในช่วงปี พ.ศ. 2530 – 2540 ได้มีการก่อสร้างทาง หลวงแผ่นดินหมายเลข 340 (กรุงเทพฯ – ชัยนาท) เป็นเส้นทางหลักที่ติดต่อระหวางจังหวัดและใน ส่วนภูมิภาคต่างๆ ได้ส่งผลให้สถานที่ราชการหลายแห่งในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและที่เคยอยู่ละแวก ใกล้เคียงกบตลาดสามชุกย้ายไปตั้งอยู่ริมถนนสายดังกล่าวเพื่อความสะดวกสบายในการเดินทางไป ติดต่อราชการ อีกทั้งพื้นที่โดยรอบที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอสามชุกมีการพันนาและขยายตัวมาก ขึ้น มีการยกฐานะขึ้นเป็นกิ่งอำเภอและอำเภอใหม่ๆ ได้แก่ ยกฐานะกิ่งอำเภอด่านช้างขึ้นเป็นอำเภอ และในปี พ.ศ. 2526 ก็ได้ตั้งอำเภอหนองหญ้าไซขึ้น การเกิดขึ้นของทั้งสองอำเภอ ทำให้มีผู้คนเข้า ติดต่อในอำเภอสามชุกน้อยลงอยางเห็นได้ชัด และ การซื้อขายสินค้าที่เกิดขึ้นในตลาดใหม่ก็สะดวก และง่ายขึ้นด้วย เป็นส่วนทำให้ตลาดสามชุกซบเซาลงอย่าง รวดเร็ว ต่อมาเกิดภาวะเศรษฐกิจ ตกต่ำใน ปี พ.ศ. 2540 ทำให้ผู้คนต่างพากนประกอบอาชีพค้าขายเล็กๆ น้อยๆ และเกิดการค้าแบบตลาดนัด หมุนเวียนไปตามชุมชนต่างๆ บริเวณโดยรอบชุมชน ทั้งนี้ยังต้องเผชิญกบั การเกิดขึ้นของ ห้างสรรพสินค้าที่เข้ามาเปิดกิจการในบริเวณใหกล้เคียงอีก ผู้คนจึงมีทางเลือกในการซื้อขายสินค้ามาก ขึ้น พ่อค้าแม่ค้าในตลาดสามชุกเริ่มขาดรายได้จึงหันไปประกอบอาชีพอื่นแทนหรือทำอาชีพอื่นเสริม ทำให้ร้านค้าในตลาดสามชุกบางร้านต้องปิดกิจการลงเพราะสู้กบตลาดนัดและความ ทันสมัยของ ห้างสรรพสินค้าที่มีราคาสินค้าที่ไม่ต่างจากท้องตลาดไม่ไหว ความเจริญรุ่งเรืองของสามชุกเหมือนใน สมัยก่อนจึงค่อยๆ เลือนหายไป การพัฒนาของตลาดสามชุกจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (พ.ศ. 2542 – 2555) ภายหลังจากการที่ตลาดสามชุกเกิดการซบเซาลง พ่อค้าแม่ค้าในตลาดสามชุกมีรายได้ลดลง จนบางร้านไม่สามารถค้าขายต่อไปได้ต้องปิดกิจการลง หรือไม่ก็ต้องทำอาชีพอื่นเป็นอาชีพเสริมบาง ครอบครัวหรือบางคนต้องย้ายออกไปนอกชุมชนเพื่อประกอบอาชีพอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ให้กบ ครอบครัว ต่อมาในปี พ.ศ.2542 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ตลาดสามชุกเริ่มปรับตัวและกลับมา คิดหาแนวทางที่จะทำให้ตลาดสามชุกกลับมาคึกคักเหมือนดังเก่า เริ่มจากการที่สุขาภิบาลสามชุก ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเทศบาลตำบลสามชุกและจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล ในปี พ.ศ. 2543 โดย นายพงษ์วิน ชัยวิรัตน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหลัก เมืองสามชุกได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี คณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสามชุกก็เป็น เสมือนผู้นำตามธรรมชาติของชุมชน เกี่ยวข้องกบศาลเจ้าพ่อหลักเมืองซึ่งเป็นที่เคารพบูชา คณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสามชุกจึงประกอบไปด้วยบุคคลที่นับหน้าถือตากนในชุมชน เมื่อ กรรมการคนหนึ่งของคณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสามชุกได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรี จึง เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนตลาดสามชุกและเทศบาลตำบลสามชุกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองพอดีกับในช่วงปี พ.ศ. 2542 กรมธนารักษ์ซึ่งเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ที่ดินบริเวณซอย 1 และซอย 2 มีโครงการจะรื้อห้องแถวไม้ในบริเวณซอย 1 และซอย 2 เพื่อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์แทนอาคารหลังเดิม จากการที่ต้องเผชิญกบสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ ชาวบ้านในชุมชนเกิดการสับสนและแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกบกรมธนารักษ์ เนื่องจากมีความคิดว่าถ้ามีการสร้างอาคารพาณิชย์จะให้การค้ากลับมาคึกคักอีกครั้ง การเดินทางไปมา จะสะดวกขึ้น และอีกฝ่ายไม่เห็นด้วย โดยมีความคิดที่จะอนุรักษ์อาคารหลังเก่าไว้ เนื่องจากการสร้าง อาคารพาณิชย์ขึ้นมาแทนอาคารไม้หลังเก่าเป็นการเพิ่มค่าเช่าอาคาร ทำให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดบาง


123 คนไม่อยากที่จะเช่าอาคารต่อ เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าการสร้างอาคารพาณิชย์ขึ้นมาใหม่นี้จะทำให้การ ค้าขายกลับมาคึกคักและสร้างรายได้ให้เพิ่มมากขึ้นได้อีกหรือไม่ ถ้าการค้าขายยังคงซบเซาก็ไม่คุ้มกับ ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในตลาด สามชุก คนในชุมชนเริ่มเห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา จึงหันมาคุยกน ปรึกษาหารือกันขึ้นระหวาง คนในชุมชน ซึ่งการพูดคุยกันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเกิดขึ้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2544 ได้เริ่มมีการประชุมขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยมี ดร. สมเกียรติ อ่อนวิมล ซึ่งเป็นคนสามชุก และดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาในขณะนั้นเข้าร่วมประชุมด้วย ป้าหมู ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการพันนาตลาดสามชุก ได้เล่าให้ฟังว่า “ตอนนั้นคุณสมเกียรติก็มาเป็นแกน นำในเรื่องการอนุรักษ์ คุณสมเกียรติบอกวาเรื่องรื้อง่ายนิดเดียว เอารถแม็คโครมาดันวันเดียวก็หมด แต่ถ้าเราเก็บไว้แล้วเราลองคิดดูวาเราจะทำยังไงกับมันดี เราจะแก้ไขยังไง” และที่ประชุมยังมี ความเห็นเพิ่มเติมอีกวาถ้าสร้างอาคารขึ้นมาใหม่แล้วค้าขายไม่ดี ใครจะเข้ามารับผิดชอบ ในที่สุดจึงมี มติให้อนุรักษ์ตลาดสามชุกไว้เป็นมรดกและแหล่งเรียนรู้ทางวันนธรรมของชุมชนเมื่อตัดสินใจที่จะ อนุรักษ์ตลาดสามชุกไว้เป็นมรดกและแหล่งเรียนรู้ทางวันนธรรมแล้ว คน ในชุมชนก็ต้องมาร่วมมือกน ที่จะพันนาตลาดให้กลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนให้ดีขึ้น ให้คนใน ชุมชนมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นและสามารถที่จะดำรงอยู่ได้ต่อไป ดังนั้นจึงมีการประชุมปรึกษาหารือกน ของคนในชุมชน และตกลงกันที่จะจัดกิจกรรมเพื่อให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและขอความร่วมมือ จากทุกฝ่ายทั้งบ้าน วัด โรงเรียน ภายในชุมชนรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการ ประกอบกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้นภายในชุมชน จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ พันนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ขึ้นเพื่อเป็นแกนนำในการหาแนวทาง พัฒนาตลาดสามชุก กิจกรรมแรก ที่เริ่มดำเนินการคือการจัดงาน “อร่อยดีที่สามชุก” ขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ.2544 ขึ้นเป็นครั้งแรก บริเวณหน้าอำเภอสามชุก ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สินค้าที่นำมาขายก็ขายได้หมดให้กับคน ที่มาเที่ยวงานและต่อเนื่องมาจนกระทังในปีที่ 7 ได้ย้ายจากหน้าอำเภอมาเป็นในบริเวณตลาดสามชุก โดยมีงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้ามาสนับสนุนโดยมี เงื่อนไขว่าต้องปราศจากบุหรี่และแอลกอฮอร์ จึงเปลี่ยนชื่องานเป็น “อร่อยดีกินฟรีทั้งตลาด” ได้มีการ ขอความร่วมมือของคนในชุมชนให้ช่วยกันทำอาหารเลี้ยงคนที่เข้ามาเที่ยวชมงาน ถ้าชาวบ้านหรือ ร้านค้าใดไม่สะดวกที่จะทำอาหารเองก็อาจจะสั่งซื้อจากที่อื่นเข้ามาก็ได้ กิจกรรมที่จัดทำขึ้นนี้ได้มีการ รณรงค์ให้ช่วยกนลดโลกร้อนด้วย โดยการจำหน่ายภาชนะใส่อาหารพร้อมกับถุงผ้า เมื่อซื้อแล้ว สามารถนำภาชนะดังกล่าวนี้ไปใส่อาหารกินฟรีได้ทั้งตลาด มีการรื้อฟื้นประเพณีเก่าๆ เข้ามาจัด กิจกรรมในบริเวณตลาด เช่น ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง เป็นต้น เป็นการทำให้คนเข้า มาเที่ยวในตลาดสามชุกเพิ่มมากขึ้น แต่กิจกรรมที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ จะ เป็นการฟื้นฟูประเพณี วันนธรรมพื้นบ้าน ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกนระหว่างเทศบาลและ คณะกรรมการชุมชนทั้ง 14 ชุมชนในเขตเทศบาลตำบลสามชุกหลังจากที่คณะกรรมการและคนใน ชุมชนสามชุกดำเนินการมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และกำลังหาแนวทางที่จะดำเนินการพัฒนาตลาดสามชุก ต่อไปนั้น มูลนิธิชุมชนไทได้เข้ามาพูดคุยชักชวนให้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจข้อมูลภายในพื้นที่


124 ในช่วงปลายปีพ.ศ. 2545 ซึ่งมูลนิธิชุมชนไทได้เข้ามาช่วยสอนกระบวนการทำงานให้กับ ชุมชน ทำให้การดำเนินงานของสามชุกเป็นไปอย่างมีระบบมากขึ้น มีการจัดประชุม จัดเวทีประชาคม และเกิดกิจกรรมต่างขึ้นมากมาย โดยกิจกรรมแรกที่ดำเนินงานตามแผนการดำเนินงานคือทำความ สะอาดตลาดเรียกกิจกรรมนี้ว “หยากไยร้อยปี ” เนื่องจากตลาดสามชุกเป็นตลาดที่อยู่มานานเป็น ร้อยปี แต่อกันมาไม่ได้ปรับปรุงเรื่องความสะอาดของอาคารบ้านเรือนเลย ทางคณะกรรมการฯ จึงมี การรณรงค์ให้ร้านค้าต่างๆ ทำความสะอาดร้านค้าของตนเอง และขอความร่วมมือคนในชุมชนที่มีจิต อาสาเข้าร่วมด้วยช่วยกนทำความสะอาดด้วยทั้งนี้ยังรณรงค์ให้ร้านค้าต่างๆ ช่วยกนจัดระเบียบภายใน ร้านค้าให้ สะอาด ถูกหลักอนามัย น่าซื้อเป็นการดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อขาย ทำให้การดำเนินงาน เป็นไปอย่าง ต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูและปรับปรุงตลาดสามชุกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายในชุมชน เป็นผลให้ตลาดสามชุกได้รับเลือกเป็น 1 ใน 12 เมืองนำร่องโครงการปฏิบัติการชุมชน และเมืองน่าอยู่ ด้านเมืองเก่า ในปี พ.ศ. 2546 จากการได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 12 เมืองนำร่องโครงการปฏิบัติการ ชุมชนและเมืองน่าอยู่ ทำให้คณะกรรมการฯ ได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานตามสถานที่ต่างๆ เพื่อ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง ชุมชนนำมาปรับปรุงตลาดสามชุก จากการไปศึกษาดูงานนี้ ยังทำให้เกิด แนวคิดที่ว่าจะจัดตลาดสามชุกเป็น “ตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์มีชีวา” เมื่อเกิดแนวคิดนี้ขึ้นมาก็เริ่มที่จะ เรียงร้อยประวัติศาสตร์ โดยการขอรูปถ่ายเก่าๆ จากร้านค้าต่างๆ ภายในตลาดสามชุก จากนั้นก็เชิญ ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไปมาบอกเล่าเรื่องราวจากภาพถ่ายเหล่านั้น ถือเป็นอีกกิจกรรม หนึ่งโดยเรียกกิจกรรมนี้ว่า “ภาพเก่าเล่าขานตำนานสามชุก” ป้าแหวคณะกรรมการพันนาตลาดสามชุก กล่าวให้ฟังว่า “เราจะพันนาเชิงอนุรักษ์เพราะว่า เรามีบ้านเรือนมีต้นทุนอยู่แล้วทั้งหมด เพียงแต่เราต้องมาร่วมมือกันอนุรักษ์เท่านั้นเอง เราก็เริ่มเรียง ร้อยประวัติศาสตร์ เพราะว่าการทำอะไรที่จะดึงคนมา ต้องทำให้เขารู้เรื่องราวของเราด้วย ชาวตลาด เขาก็รู้แต่เรื่องวิถีชีวิตค้าขายของเขาแต่เรื่องราวที่สามชุกเป็นมาอย่างไรเขาจะไม่ค่อยรู้” จึงเกิดเป็น กิจกรรมที่เรียกวา “บ้านพูดได้ ่ ” ซึ่งเจ้าของบ้านสามารถเล่าเรื่องราวของครอบครัวผ่านภาพถ่ายและ ข้าวของเครื่องใช้ในอดีต และมีกิจกรรมอื่นๆ เกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย มีกิจกรรมสำหรับเด็กๆ และ เยาวชน เช่น กิจกรรมแรลลี่ประวัติศาสตร์ให้เด็กๆ ที่เข้าร่วมได้ปั่นจักรยานเรียนรู้วิถีชีวิตและความ เป็นมาของตลาดสามชุกเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมในตลาด โดยมีฐานการเรียนรู้ในตลาด วัดสามชุก และรอบๆ ชุมชน กิจกรรมอบรมมัคคุเทศก์น้อย ซึ่งมัคคุเทศก์นี้ ก็จะทำหน้าที่คอยบอกเล่าเรื่องราว ประวัติศาสตร์ให้กบนักท่องเที่ยวได้รับทราบ นอกจากนี้โรงเรียนมัธยมศึกษาในชุมชนยังมีการผลักดัน ให้เกิดหลักสูตรท้องถิ่นที่บอกเล่าตำนานเมืองสามชุกเพื่อสร้างจิตสำนึกรักบ้าน และยังได้มีการ ปรับปรุงบ้านขุนจำนงเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนเพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจเข้าชมและสามารถรับรู้ถึง เรื่องราวต่างๆ ของสามชุก การได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 12 เมืองนำร่องโครงการปฏิบัติการ ชุมชนและเมืองน่าอยู่ มีส่วนช่วยให้คณะกรรมการฯ สามารถขับเคลื่อนกระบวนการทำงานต่อไปได้ ด้วยพลังของประชาชนในชุมชนจนประสบความสำเร็จต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันแม้ว่าโครงการฯ จะ สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2549 ก็ตามเมื่อตลาดสามชุกที่เคยซบเซาไปเป็นเวลานานกบมาฟั้นตัวอีกครั้ง มี การปรับปรุงและทำความสะอาดอาคารบ้านเรือน ร้านค้าที่เคยปิดกิจการไปก็กลับมาเริ่มทำการ ค้าขายใหม่ ผู้คนที่เคยอพยพโยกย้ายออกไปอาศัยอยู่ภายนอกชุมชนก็กลับเข้ามาอีกครั้ง ทั้งยังเปิด


125 ช่องทางให้กับคนภายนอกเข้ามาทำการค้าในชุมชน ก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาเที่ยวชมตลาด สามชุกเพิ่มมากขึ้นเศรษฐกิจในชุมชนตลาดสามชุกก็เริ่มดีขึ้น กิจกรรมต่างๆ ที่ชุมชนร่วมกันทำเห็นผล เป็นรูปธรรมต่อมาในปี พ.ศ. 2547 เครือข่ายการท่องเที่ยวของจังหวัดสุพรรณบุรี ได้เข้ามาพบปะ พูดคุยกับคณะกรรมการพันนาตลาดสามชุก เพื่อหาความร่วมมือในการพันนาตลาดสามชุกให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี และได้มีการเปิดป้าย “สามชุกตลาดร้อยปี ” อย่างเป็น ทางการ โดยมีพี่น้องเครือข่ายมาร่วมงานจากทั่วประเทศ มีสื่อมวลชนเข้ามาร่วมเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ ทำให้ตลาดสามชุกเป็นที่รู้จักมากขึ้น ผู้คนเริ่มเข้ามาศึกษาดูงาน และเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก กิจกรรมและการพันนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์มีมาอย่างต่อกันมาต่อเนื่อง ทำให้ตลาดสามชุกเป็นที่ ยอมรับและชื่นชอบจากคนในทุกวงการ เป็นแบบอย่างที่ดีในการฟื้นฟูและพันนาที่เกิดมาจากชุมชน โดยแท้จริง จนกระทังในปี พ.ศ. 2548 ได้รับการคัดเลือกจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรม ราชูปถัมภ์ ให้ได้รับพระราชทานรางวันอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทองค์กรจากสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีแม้ว่าการดำเนินงานพันนาตลาดสามชุกมีมาอย่างต่อกันมา ต่อเนื่องแต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนระหว่างกรมธนารักษ์กับชุมชน จนกระทั้งในปี พ.ศ. ่ 2550 กรมธนารักษ์ได้ทำหนังสือไปถึงกรมศิลปากรเพื่อขอความ คิดเห็นเกี่ยวกบคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี กรมศิลปากรให้ความเห็นกลับมาว่า อาคาร ภายในตลาดสามชุกจัดเป็นโบราณสถานการณ์ประเภท ่ “ย่านประวัติศาสตร์” ที่มีความสัมพันธ์ใน ด้านประวัติศาสตร์ชุมชน และรูปแบบอาคารพื้นถิ่น สมควรอนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เมื่อ กรมธนารักษ์ล้มเลิกโครงการไม่มารื้ออาคารไม้หลังเก่าแล้วสร้างอาคารพาณิชย์ทำให้มีชาวชุมชนตลาด สามชุกปรับปรุงตัวอาคารอยางจริงจัง เพื่อให้มันคงถาวร ในปีพ.ศ. 2550 ก็เป็นปี ที่ตลาดสามชุกเป็นที่รู้จัก เป็นปี ที่นักท่องเที่ยวหลังไหลเข้ามาเป็น จำนวนมาก รวมถึงนักเรียนนักศึกษาที่เข้ามาศึกษาดูงานถึงแนวทางในการที่จะประสบความสำเร็จ เหมือนตลาดสามชุก ทำให้ตลาดสามชุกได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ตลาดสามชุกจึงกลายเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวเรียนรู้วิถีชีวิตในเชิงอนุรักษ์ อันเป็นผลมาจากความเข้มแข็งของคนในชุมชนจนกระทัง ปัจจุบันจากความพยายามขอคณะกรรมการพันนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์และชุมชนตลาดสามชุกใน การมีส่วนร่วมที่จะช่วยกนพันนาตลาดสามชุกให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทำให้ตลาดสามชุกได้รับ รางวัลต่างๆ มากมาย อาทิ รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ในปี พ.ศ. 2550 สำนักงานเลขาธิการการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ ยกยองให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ในปี พ.ศ. 2551 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2552 การเปิดเวทีประชาคม ในหัวข้อ “บทบาทของชุมชนในการ พัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน” เนื่องในโอกาสรับมอบรางวัลยูเนสโก [UNESCO] เวทีดังกล่าวเท้าความถึง กระบวนการเกิดและการจัดการตั้งแต่แรกเริ่มของตลาดสามชุก มีการแลกเปลี่ยนทัศนคติร่วมกันของ ชุมชนต่างๆ สามชุก ตลาดเก่าร้อยปี ได้รับรางวัล โครงการอนุรักษ์ชุมชนสามชุกและตลาดเก่าร้อยปี ชนะรางวัลดี (Award of Merit) จากการประกวดรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมใน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากองค์การยูเนสโก โดยมีผู้ส่งผลงาน 48 โครงการ จาก 14 ประเทศ รางวัล ดังกล่าวถือเป็นกำลังใจแก่คนทำงานพัฒนาพื้นที่สามชุก ชุมชนเข็มแข็งจนสามารถพลิกฟื้นคืนชีวิต ให้แก่วิถีชีวิต และเศรษฐกิจจนกลับคืนมาได้สำเร็จ ซึ่งรางวัลเหล่านี้เป็นเครื่องการันตีได้วาความสำเร็จ


126 ที่ตลาดสามชุกได้รับนั้นเกิดขึ้นมาจากการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง จนทำให้ตลาดสามชุกเป็น สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี ภาพ การรับรางวัล โครงการอนุรักษ์ชุมชนสามชุกและตลาดเก่าร้อยปี ชนะรางวัลดี (Award of Merit) จากยูเนสโก [UNESCO] ที่มา: https://lek-prapai.org/home/view.php?id=541 , 2566 4. เวลาปิด เปิดและค่าบริการ ตลาดสามชุกเปิดทุกวัน ตั้งแต่เช้าถึงเย็น เวลาประมาณ 8.30 น. – 17.00 น. ถ้าจะเดินทาง มาถ่ายรูปแนะนำให้มาในวันธรรมดาเนื่องจากนักท่องเที่ยวจะน้อย แต่ถ้าจะมาเดินท่องเที่ยวหาของ รับประทาน และเลือกซื้อของต่างๆ แนะนำให้มาวันเสาร์ – อาทิตย์ เพราะจะมีแม่ค้ามาขายของเยอะ เปิดให้เข้าชม : 08.00-17.00 น. โทร : 0-3557-1751 เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/samchukmarket 5. ภาพสถานที่ท่องเที่ยวตลาด 100 ปีสามชุก


127


128


129 6. จุดเช็คอิน


130


131 ภาพ แผนที่ท่องเที่ยวตลาดสามชุก ที่มา: http://www.suphan.biz/index.htm, 2566 7. ร้านอาหาร/ร้านค้า


132 8. ที่พัก 1.บ้านจันทร์ฉายรีสอร์ท ที่อยู่ ตำบล สามชุก อำเภอ สามชุก สุพรรณบุรี 72130 เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ : 094-6537740\ เว็ปไซต์ : https://www.facebook.com/baanjanchai/ 2.บ้านสวนเนเจอรัลรีสอร์ทสุพรรณบุรี ที่อยู่ ตำบล สามชุก อำเภอ สามชุก สุพรรณบุรี 72130 เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ : 081-0121253 ,084-0123471 เว็ปไซต์ : https://www.facebook.com/บ้านสวนเนเจอรัลรีสอร์ท412271645554977/ 3.บ้านเกษมสุข ที่อยู่ 495/4 Moo 6, Sam Chuk District, อ.สามชุก,จ.สุพรรณบุรี เบอร์โทร 080- 2205664 4.เรือนพิณวิไล (Ruenpinwilai Resort) ที่อยู่ 49/11 M.6 , Yarnyao,อ.สามชุก,จ.สุพรรณบุรี เบอร์โทร 098-3966563 5.กลิ่นดินไอตะวัน รีสอร์ท สามชุก (Klindin Ai-Tawan Resort Samchuk) ที่อยู่ 2/2 Moo 7, Ban Nong Phak Nak, อ.สามชุก,จ.สุพรรณบุรี เบอร์โทร 080- 0856555 6.โรงแรมสุพรรณภูมิ รีสอร์ท (Suphannabhumi Resort) ที่อยู่ 799/19 M.2, อ.สามชุก,จ.สุพรรณบุรี เบอร์โทร 035-504789 7.พันพิศา รีสอร์ท (Punpisa Resort Baan Suan Zone) ที่อยู่ 4/10 Moo 3 Samchuk Suphan Buri, อ.สามชุก,จ.สุพรรณบุรี เบอร์โทร 088-9919666 8.สามชุกรีสอร์ท (Samchook Resort) ที่อยู่ 131 M.1 T.Samchook A.Samchook, จ.สุพรรณบุรี เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ : 091-8703535 9.โรงแรม บ้านล้านนาร่มไม้ริมน้ำรีสอร์ท ที่อยู่ ตำบล สามชุก อำเภอ สามชุก สุพรรณบุรี 72130 เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ : 084-3785581 เว็ปไซต์ : https://www.facebook.com/บ้านล้านนาร่มไม้-ริมน้ำ-รีสอร์ท 267732847011835/


133 10.โรงแรมแฮปปี้ ที่อยู่ 747 หมู่ 2 ตำบลสามชุก (116.51 km)อำเภอสามชุก 72130 เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ : 035-504211 เว็ปไซต์ : https://www.facebook.com/NAI.BB21/ 11.แสนฤดี รีสอร์ท ที่อยู่ ตำบล สามชุก อำเภอ สามชุก สุพรรณบุรี 72130 เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ : 098 192 2330 12. บ้านการ์ตูนรีสอร์ท ที่อยู่ ตำบลย่านยาว อำเภอ สามชุก สุพรรณบุรี 72130 เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ : 095 9198963


134 พิพิธภัณฑ์ สายัณห์ สัญญา ๑.ที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยว บ้านเลขที่ ๖๓ หมู่ที่ ๖ ตำบลหนองโพธิ์อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ๒. ปราชญ์ชาวบ้าน นายชูชาติ กาฬกาญจน์ หรือกำนันตุ๋ย กำนันตำบลหนองโพธิ์ โทร 081-9412856 ๓.ประวัติความเป็นมาของสถานที่ท่องเที่ยว สายัณห์สัญญา อดีตศิลปินขวัญใจคอเพลงลูกทุ่ง ผู้มีน้ำเสียง ลีลา อันเป็นเอกลักษณ์มี ผลงานเพลงอันเป็นอมตะ ติดหูคนไทย มานานกว่า 3 ทศวรรษ ล่าสุดที่ อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัด สุพรรณบุรีได้เปิดพิพิธภัณฑ์“สายัณห์สัญญา” หวังให้เป็นแหล่งเรียนรู้ประจำท้องถิ่นและแลนด์ มาร์คแห่งใหม่ของจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรีร่วมกับอำเภอหนองหญ้าไซ ครอบครัวและชาวคณะสายัณห์สัญญา เปิด ศูนย์การเรียนรู้อัตชีวประวัติบุคคลสำคัญของวงการลูกทุ่งไทย หรือ “พิพิธภัณฑ์สายัณห์สัญญา” แหล่งเรียนรู้ประจำท้องถิ่นและแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่รวมเอาประวัติที่แท้จริงของลูกทุ่งขวัญใจคนเดิม และของหายากที่จะนำมาจัดแสดงที่นี่ที่เดียวเท่านั้น ภายในพิพิธภัณฑ์“สายัณห์สัญญา” มีทั้งแผ่น เสียงเพลงลูกทุ่งยุคดั้งเดิม เทปเพลงเก่า ข้าวของเครื่องใช้ภาพวงดนตรีสายัณห์สัญญา ครบทุกยุค สมัย นายชูชาติกาฬกาญจน์ หรือ กำนันตุ๋ย กำนันตำบลหนองโพธิ์ซึ่งเป็นหลานของ สายัณห์สัญญา และเคยอยู่ในวงสายัณห์อธิบายถึงการสร้างพิพิธภัณฑ์“สายัณห์สัญญา” ในครั้งนี้ ว่า ก่อนหน้านี้ชาวคณะสายัณห์ครอบครัว และญาติของสายัณห์ได้จัดผ้าป่าการศึกษา สายัณห์สัญญา ขึ้นมา เพื่อนำเงินรายได้มาเป็นค่าอาหารกลางวัน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ของโรงเรียนบ้าน ใหม่ไร่อ้อย ซึ่งโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่สายัณห์เคยร่ำเรียนอยู่ ทุกคนมีแนวคิดว่าควรจะทำแหล่ง เรียนรู้ประจำท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องราวของสายัณห์สัญญา ขึ้นมา ซึ่งทุกคนก็เห็นดีด้วย ทาง กำนันตุ๋ยซึ่งดูแลพื้นที่อยู่ จึงได้ปรึกษากับทางว่าที่ร้อยตรีธีระพล โชคนำชัย นายอำเภอหนองหญ้า ไซ และนำเรื่องนี้นำเรียนนายนิมิต วันไชยธนวงศ์ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีจึงเกิดการ ดำเนินการกันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้พิพิธภัณฑ์“สายัณห์สัญญา” เสร็จสมบูรณ์และเปิดเป็น อำเภอหนองหญ้าไซ


135 แหล่งเรียนรู้ของคนบ้านใหม่ไร่อ้อย อำเภอหนองหญ้าไซ และจะเป็นแลนด์มาร์คระดับอำเภออีกจุด หนึ่งที่จะพัฒนาสู่แหล่งท่องเที่ยวจังหวัด ประวัติ สายัณห์ สัญญา สายัณห์ สัญญา มีชื่อจริงเดิมคือ "สายัณห์ ดีเสมอ" เกิดวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2495 ที่ ตำบลป่าสะแก อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรของนายอ่อง และนางบุญช่วย ดี เสมอ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา เมื่อตอนเด็ก ๆ ได้ร่ำเรียนหนังสือที่โรงเรียนใกล้ ๆ บ้านคือ โรงเรียนบ้านใหม่ไร่อ้อย จนจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาที่บ้าน เส้นทางสู่วงการเพลง สายัณห์นิยมชมชอบและรักการร้องเพลงลูกทุ่งมาตั้งแต่เด็ก ได้รับรางวัลชนะเลิศมาก็หลาย ครั้ง ต่อมาได้ไปสมัครเป็นนักร้องอยู่วงดนตรี กับเทียนชัย สมยาประเสริฐ (สามีผ่องศรี วรนุช) จากนั้น ได้ย้ายไปอยู่กับวงดนตรีผ่องศรี วรนุช เริ่มออกเวทีในฐานะหางเครื่อง ต่อมาก็ได้มีโอกาสร้องเพลงด้วย จากนั้นสายัณห์ก็ไปอยู่กับวงดนตรีอีกมากมายหลายวง อย่าง "รวมดาวกระจาย" ของครู สำเนียง ม่วง ทอง, บรรจบ เจริญพร, ก้าน แก้วสุพรรณ และชินกร ไกรลาศ โดยในยุคนั้น สายัณห์ ใช้ชื่อว่า "กัมชัย ลูกราษฎร์บำรุง" ได้มีโอกาสอัดแผ่นเสียง ซึ่งเพลงที่สามารถหา ฟังได้ในปัจจุบัน คือเพลง "หักใจไม่ลง" ต่อมาสายัณห์มาอยู่กับวง "รวมพร" ของคุณเล็ก และคุณน้อยศรี อิงคะนันท์ เจ้าของปั๊มน้ำมันพร รุ่งโรจน์ ย่านบุคคล และได้รับการสนับสนุนจากคนทั้งสองให้บันทึกเสียงเป็นครั้งแรก คือ "รักเธอเท่า ฟ้า" ของครูฉลอง การะเกต ซึ่งทำให้เขาพอจะเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงอยู่บ้าง พ.ศ. 2515 สายัณห์ สัญญา มีความตั้งใจใฝ่ฝันที่จะเป็นนักร้องจึงแสวงหาโอกาสให้ตัวเอง ทั้งการเดินสายประกวดร้องเพลง และทำหน้าที่คนแบกกลอง หางเครื่องในวงดนตรี และย้ายวงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งโชคชะตาได้นำพา ให้มาเจอผู้อุปการะ คือ คุณพ่อเล็กและแม่น้อยศรี อิงคะนันท์ ซึ่งเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันพรรุ่งโรจน์ บุคคโล และเป็นเจ้าของวงดนตรีรวมพร ผู้มีอุปการะทั้งสองออกทุนให้สายัณห์อัดแผ่นเสียงเริ่มต้นจาก เพลงรักเธอเท่าฟ้า และเพลงพลัดคู่ แต่แผ่นเสียงไม่ได้รับการเผยแพร่ สร้างความเสียใจและท้อใจ ที่สุดก็เป็นเด็กล้างรถอยู่ที่ปั๊มน้ำมันพรรุ่งโรจน์ บุคคโล ทำหน้าที่เด็กปั๊มสักระยะ โชคชะตาก็เข้าข้างอีก ครั้งเมื่อ ครูชลธี ธารทอง ไปพบสายัณห์ สัญญา ที่ปั๊มน้ำมันแห่งนั้น เมื่อได้ยินเงาเสียงของศรคีรี ก็เกิด ชอบใจ จึงแต่งเพลง "ลูกสาวผู้การ" และ "แหม่มปลาร้า" ให้สายัณห์ขับร้อง ก่อตั้งวงดนตรีและมีชื่อเสียง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 มีการตั้งวงดนตรีสายัณห์ สัญญา โดย แสดงครั้งแรกที่บึงพลาญชัยจังหวัดร้อยเอ็ด โดยได้รับค่าแสดงรวมกันทั้งวง 8,000 บาท และ นับตั้งแต่นั้น สายัณห์ ก็ผลิตผลงานออกมาประดับวงการลูกทุ่งเมืองไทยมากมาย ในปี พ.ศ. 2525 สายัณห์ได้ผ่าตัดลำคอทำให้เสียงกลายเป็นเสียงแหบ และได้ฉายาว่า "แหบมหาเสน่ห์" จากนั้นในปี พ.ศ. 2527 สายัณห์ก็ได้เข้าสู่วงการภาพยนตร์อย่างเต็มตัว ทำให้ผลงานเพลงเงียบหายไปพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาทำผลงานเพลงอีกครั้ง สายัณห์ สัญญา ได้ชื่อว่าเป็นนักร้องลูกทุ่งชายที่ได้รับความนิยม มากที่สุดหลังจากการถึงแก่กรรมของ สุรพล สมบัติเจริญ แม้จะไม่เคยได้รับรางวัลทางการร้องเพลงใด


136 ๆ เลยก็ตาม แต่สายัณห์ ก็เป็นนักร้องที่มีเสน่ห์ มีคำออดอ้อนแม่ยก แฟนเพลง ผู้สนับสนุน ด้วย ประโยคที่คุ้นเคยคือ รักสายัณห์น้อย ๆ แต่รักนาน ๆ ซึ่งเป็นรูปแบบของพระเอกลิเก มีการไว้เครา แพะเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ชีวิตครอบครัว สายัณห์ สัญญาเคยใช้ชีวิตคู่กับวรรณพร สัมฤทธิ์ อดีตนางงามจังหวัดนครศรีธรรมราช มีบุตร และบุตรีด้วยกัน 4 คนคือ สวามินี (ชื่อเล่น: เบสท์), ศิรประภา (ชื่อเล่น: เกรซ), เวสารัช (ชื่อเล่น: บิ๊ก) และภัทรกัญญา (ชื่อเล่น: เฟิร์ส) ก่อนหน้านี้สายันต์มีบุตรชายอีกคนที่เกิดกับอารมณ์ แต่งทรง อดีต หางเครื่อง ชื่อ อนุสรณ์ มุสิกะสินธุ์ (ชื่อเล่น: ปุ้ม) สายัณห์ สัญญา ได้รับการเข้าพักรักษาตัวด้วย โรคมะเร็งตับที่โรงพยาบาลศรีวิชัย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ต่อมาสายัณห์ได้ย้ายไป รักษาตัวที่โรงพยาบาลพระราม 9 และโรงพยาบาลธนบุรีตามลำดับ โดยระหว่างการรักษาตัวในเดือน กรกฎาคม สายัณห์ได้ขออนุญาตแพทย์เพื่อขึ้นแสดงใน คอนเสิร์ตอำลาขวัญใจคนเดิม ต่อมาเมื่อเวลา 12:35 นาฬิกาของ วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556 สายัณห์ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบที่โรงพยาบาล ธนบุรี ญาติ ประกอบพิธีรดน้ำศพที่วัดไร่ขิงในวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556 และพระราชทานเพลิง ศพ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี งานคอนเสิร์ตขวัญใจคนเดิม สายัณห์ สัญญา กลับบ้านสุพรรณบริเวณลานพระบรมราชา นุสรณ์ดอนเจดีย์ อ.ดอนเจดีย์วันศุกร์ที่ 16 ส.ค. 2556 อาการป่วยล่าสุดของนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ‘เป้า’ สายัณห์ สัญญา ที่ผ่านมา แพทย์ได้ให้การรักษาอย่างเต็มที่ ทั้งทีมแพทย์รักษาโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง แต่รู้สึกว่าอาการยังไม่ดีขึ้น ซึ่งพี่เป้ารู้ว่าตัวว่าเป็นอย่างไร วันนี้ พี่เป้ายังบอกอีกว่า ถ้าจะเกิดอะไรขึ้นกับแก งานต่างๆ ที่ได้เตรียมกันไว้ อย่างเช่น งานคอนเสิร์ตขวัญ ใจคนเดิม สายัณห์ สัญญา กลับบ้านสุพรรณ ที่จะมีขึ้นวันที่ 16 ส.ค. เวลา 17.00 น. ที่ ลานพระ บรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ขอให้ทำต่อไป "สายัณห์ สัญญา" เตรียมขึ้นคอนเสิร์ตอีกครั้งที่บ้านเกิด ดอนเจดีย์ ในวันที่ 16 ส.ค. ขณะที่ ศิลปินนับร้อยชีวิต พร้อมเดินทางมาช่วย ผจก.ส่วนตัวเผย เตรียมรถพยาบาล 2 คัน นำพี่เป้ามาพบ หน้าแฟนเพลง ส่วนรายได้จะมอบช่วยเหลือเป็นค่ารักษาตัว เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 ส.ค. 56 ที่


137 ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี นายมานิตย์ อังกินันท์ ผจก.ส่วนตัวของ สายัณห์ สัญญา หรือ "เป้า" พร้อมคณะ ได้เดินทางเข้าพบกับ นายพิภพ บุญธรรม ปลัดจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อขอความร่วมมือใน การจะมาจัดคอนเสิร์ตเพื่อช่วยเหลือ สายัณห์ สัญญา ที่บริเวณลานพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อ. ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ในวันที่ 16 ส.ค. ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป ทั้งนี้ นายมานิตย์ กล่าวว่า การจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ เป็นไปตามความประสงค์ของ สายัณห์ สัญญา ที่ต้องการจะกลับมาเปิดคอนเสิร์ตที่บ้านเกิดของตัวเอง ซึ่งตนก็ได้มาดำเนินการให้ตามความ ประสงค์ โดยจะมีนักร้องลูกทุ่งทั้งรุ่นเดียวกับสายัณห์ และรุ่นปัจจุบันมาขึ้นเวทีกันเกือบ 100 คน รวมทั้งตัวสายัณห์เอง ก็จะพยายามมาร้องเพลงให้แฟนเพลงบ้านเกิดตัวเองฟังด้วย ซึ่งตนได้เตรียม รถพยาบาลไว้ 2 คัน ที่จะนำตัวสายัณห์มาพบกับแฟนเพลง ส่วนรายได้ทั้งหมดจะมอบให้สายัณห์ เพื่อ ช่วยเหลือในการรักษาตัว โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ทางด้าน นายพิภพ บุญธรรม กล่าวว่า ตนได้รับคำสั่งจาก นายสุภัทร์ ศรีสุนทรพินิต ผวจ. สุพรรณบุรี ให้ความร่วมมือประสานงานและอำนวยความสะดวกกับทีมงานของ สายัณห์ สัญญา ที่จะ มาเปิดการแสดงครั้งนี้ ทั้งในการขอใช้สถานที่ การดูแลรักษาความสงบและการรักษาความสะอาด เพราะคาดว่าจะมีแฟนเพลงของ สายัณห์มาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก ส่วนการดำเนินการในด้าน การจัดการแสดงทั้งหมด รวมทั้งการรับบริจาคต่างๆ ทางคณะทำงานของ สายัณห์ สัญญา จะเป็น ผู้ดำเนินการเอง 4. เวลาปิด เปิดและค่าบริการ พิพิธภัณฑ์ สายัณห์ สัญญา เปิดทุกวัน เวลา09.00 - 16.00 น. ไม่เสียค่าเข้าชม 5. พาหนะที่ใช้ในการเดินทาง/ระยะเวลาในการเดินทาง การเดินทาง โดยรถยนต์ส่วนตัว ระยะทางจากกรุงเทพ – พิพิธภัณฑ์สายัณห์ สัญญา ประมาณ 163 กม. ระยะเวลาโดยประมาณ 2 ชม. 40 นาที ถนน กรุงเทพ-สุพรรณ (340) ถนน สามชุก - ด่านช้าง (3502) เข้าทางวัดลำพันบอง ไปโรงเรียนบ้านใหม่ไร่อ้อย พิพิธภัณฑ์ สายัณห์ สัญญา อยู่ในเขตพื้นที่โรงเรียน


138 ๖. จุดเช็คอิน ๗. ร้านอาหาร 1) ร้านมีกำไร อำเภอหนองหญ้าไซ 2) ร้านอาหารครัวอดุลย์ อำเภอหนองหญ้าไซ 9. ที่พัก ๑) กลิ่นดินไอตะวัน รีสอร์ท สามชุก (Klindin Ai-Tawan Resort Samchuk) ที่อยู่ 2/2 Moo 7, Ban Nong Phak Nak, อ.สามชุก,จ.สุพรรณบุรี เบอร์โทร 080- 0856555 ๒) สามชุกรีสอร์ท (Samchook Resort) ที่อยู่ 131 M.1 T.Samchook A.Samchook, จ.สุพรรณบุรี เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ : 091-8703535 ๑๐. ภาพสถานที่ท่องเที่ยว


139


140 1. ที่ตั้งของเขื่อนกระเสียว เขื่อนกระเสียว ตั้งอยู่ที่ บ้านนาตาปิ่น หมู่ที่ 3 ตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัด สุพรรณบุรี 72180 2. ปราชญ์ชาวบ้าน/วิทยากร นายบุญเลิศ หอมจันทร์ 3. ประวัติความเป็นมาของเขื่อนกระเสียว เขื่อนกระเสียว สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2523 เป็นเขื่อนดินกักเก็บน้ำสร้างกั้นลำห้วยกระเสียว ยาว 4,250 เมตร สูง 32.5 เมตร พื้นที่กักเก็บน้ำ 28,750 ไร่ ปริมาณน้ำที่สามารถกักเก็บน้ำได้ สูงสุด 240 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นเขื่อนดินที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย และเป็นแหล่ง เพราะพันธุ์ปลาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทิวทัศน์สวยงาม 4. เวลาปิด เปิดและค่าบริการ เปิดบริการทุกวัน / ค่าเข้าชม ฟรี 1 กุมภาพันธ์ – 30 กันยายน เวลา 05:00 - 19:00 น. 1 ตุลาคม – 31 มกราคม เวลา 05:00 - 18:00 น. ***ปิดทำการในวันหยุดนักขัตฤกษ์ 5. พาหนะที่ใช้ในการเดินทาง/ระยะเวลาในการเดินทาง รถยนต์ส่วนบุคคล : ขับจาก ถนน บางบัวทอง – สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340) เบี่ยงซ้ายเล็กน้อยเข้าสู่ ถนนหมายเลข 357 จากนั้นใช้ช่องทางซ้าย เพื่อไปถนนหมายเลข 3460 ชิด อำเภอด่านช้าง


141 ซ้ายตรงทางแยก ตามป้ายบอกทาง อ. ดอนเจดีย์ และเลี้ยวซ้าย เข้าสู่ ถนนหมายเลข 3460 จากนั้น เลี้ยวขวาเข้าสู่ ถนนหมายเลข 333 และขับต่อไปยังจุดหมายของคุณที่ ตำบลด่านช้าง รถยนต์ส่วนบุคคล : ขับจาก ตัวเมืองสุพรรณบุรี - อำเภอด่านช้าง ระยะทาง 80 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงโดยประมาณ 6. ภาพสถานที่ท่องเที่ยวเขื่อนกระเสียว


142 7. จุดเช็คอิน - ไร่ชมอิน - Coffee 47 - หาดทรายท้ายเขื่อนกระเสียว 8. ร้านอาหาร - ครัว อบต.แดง - ไร่ชมอิน - ครัวริมน้ำ - ร้านเค้กหยก 9. ที่พัก - จันทร์เพ็ญ ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท - กระเสียวรีสอร์ท - จันทร์ธาราวิลล่า โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท - ด่านช้าง กรีนวิว รีสอร์ท


143 อุทยานแห่งชาติพุเตย 1. ที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติพุเตย ตู้ ปณ.19 ป.ท.ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี 72180 2. ปราชญ์ชาวบ้าน / วิทยากร 1. นายจักรกฤษ สำเภาทอง 2. นายวิมล กองแก 1. ฐานทำแนวไฟป่า 3. นายกิตติมศักดิ์ ศรมณี 2. ฐานทำโป่งเทียม 4. นายจักราช ลูกเกรียงไกร 3. ฐานการใช้ชีวิตในป่าของเจ้าหน้าที่ 5. นายกันต์ธร ทรงฤกษ์ 4. ฐานสำรวจนกในพื้นที่อุทยาน 6. นายพีระวัตน์ รุจิสิทธิยานนท์ 5. ฐานสำรวจสัตว์ป่าในพื้นที่อุทยาน 7. นายพงศ์ภัค ศรีไสยเพรช 8. นายนพรุจน์ บุญสุ่ม 3. ประวัติความเป็นมาของอุทยานแห่งชาติพุเตย อุทยานแห่งชาติพุเตย เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งเดียวในจังหวัดสุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่ใน อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบด้วยป่าที่สมบูรณ์ เทือกเขาสลับซับซ้อนมีความลาดชัน มาก ส่วนที่สูงที่สุดเรียกว่า “ยอดเขาเทวดา” มีระดับความสูง 1,123 เมตรจากระดับน้ำทะเลปาน กลาง เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสาย มีป่าสนสองใบธรรมชาติที่สวยงามเหมาะที่จะเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ มีเนื้อที่ประมาณ 198,422 ไร่ หรือ 317.48 ตารางกิโลเมตร ความเป็นมา : เนื่องด้วยกรมป่าไม้ได้พิจารณาเห็นว่าพื้นที่ป่าไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่า องค์พระ ป่าเขาพุระกำ ป่าเขาห้วยพลู ท้องที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเดิมเป็นวนอุทยาน พุเตย วนอุทยาน พุกระทิง วนอุทยานเตรียมการตะเพินคี่ และป่าไม้ข้างเคียงมีสภาพป่าที่อุดม สมบูรณ์ สมควรที่จะอนุรักษ์ไว้ ดังนั้นกรมป่าไม้จึงมีคำสั่ง ที่ 1224/2537 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2537 ให้นายพันเทพ อันตระกูล นักวิชาการป่าไม้ 6 ไปดำเนินการสำรวจข้อมูลเพิ่มเติม และจัดตั้ง


Click to View FlipBook Version