44 1. ประวัติของท้องถิ่น/สถานที่/บุคคล จากหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่พบในเขตอำเภอด่านช้างแสดงให้เห็นว่ามี การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในบริเวณนี้มาอย่างน้อยตั้งแต่ยุคหินใหม่เมื่อประมาณ 3,500 ปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังมีร่องรอยการถลุงโลหะในสมัยอยุธยา ก่อนที่พื้นที่แห่งนี้จะถูกทิ้งร้างไป หลงเหลือเพียง หลักฐานการบันทึกและคำบอกเล่าถึงกลุ่มคนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในเขตนี้ก่อนการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของ ชาวพื้นราบ (ชาวสุพรรณ) โดยชุมชนบ้านพุน้ำร้อนซึ่งก่อกำเนิดจากการถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่สมัยกรุง ธนบุรียกทัพมาตีเวียงจันทน์ และหลวงพระบางล้านช้าง และกวาดต้อนเชลยศึกชาวลาวเวียงไปไว้ที่ เมืองราชบุรี ส่วนลาวครั่งหรือหลวงพระบางล้านช้าง กวาดต้อนมาเมืองศรีสวัสดิ์ กาญจนบุรี เฝ้าด่าน ชายแดนตะวันตกเพื่อเป็นหน้าด่านต้านทัพพม่าตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อคราวรัชกาลที่ 3 จนถูกเรียกว่า “ลาวด่าน” จากเมืองศรีสวัสดิ์ กาญจนบุรีได้กระจายออกหาแหล่งทำมาหากิน เช่น อำเภอหนองปรือ อำเภอด่านช้างและกระจายออกเป็นหลายกลุ่มในเขตห้วยขมิ้น วังกุ่ม นาตาปิ่น หนองเปาะ บ้านพุน้ำร้อน และหนองดุมและได้ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงในพื้นที่ที่มีป่าไม้อุดม สมบูรณ์ มีแหล่งพุน้ำร้อนที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดินตามธรรมชาติ อีกทั้งเป็นชุมชนที่ยังคงรักษาวัฒนธรรม ประเพณีไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เช่นดังคำขวัญชุมชนพุน้ำร้อนที่ว่า “มรดกป่าไม้ มากมายประเพณี หน่อไม้ดี เห็ดโคนหวาน แหล่งขวานหิน ถิ่นผ้าทอ บ่อน้ำร้อน” จากการขยายพื้นที่เพื่อทำการเกษตรทำให้มีการพบหลักฐานทางโบราณคดีสมัยก่อน ประวัติศาสตร์ในยุคหินใหม่จำนวนมากตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 เรื่อยมาในหมู่บ้านพุน้ำร้อน บ้านหนอง ปลากระดี่ บ้านโป่งคอม บ้านทุ่งมะกอก บ้านตะเพินคี่ และบ้านท่าเย็น โดยมากแล้วจะอยู่ในบริเวณที่ ราบเชิงเขา ที่มีลำห้วยกระเสียวไหลผ่าน จึงสันนิษฐานว่าบริเวณเหล่านี้น่าจะเป็นแหล่งที่มีมนุษย์เข้า มาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยที่มีความอุดมสมบูรณ์มานานกว่า 3,500 ปีโดยประมาณจากการสำรวจของนัก โบราณคดีและปราชญ์ท้องถิ่น และในระยะหลังสมัยอยุธยาพื้นที่นี้ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นแหล่ง แร่เหล็กและตะกั่วที่สำคัญหลักฐานร่องรอยอุตสาหกรรมการถลุงเหล็กในพื้นที่ของบ้านโป่งคอม จุดเริ่มต้นของการรวบรวมวัตถุโบราณที่ชาวบ้านค้นพบนั้น พระอาจารย์เสน่ห์ (พระครูวิสิฐ สุวรรณคุณ) เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันของวัดพุน้ำร้อน ได้รวบรวมและจัดเก็บไว้ที่วัดก่อนหน้าที่จะมีการ จัดตั้งพิพิธภัณฑ์เพราะท่านมีแนวคิดที่จะอนุรักษ์ของโบราณเพื่อให้ลูกหลานในชุมชน
45 ทำการศึกษา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555 นายไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ นายอำเภอ ด่านช้างในเวลานั้นเล็งเห็นความสำคัญของพื้นที่และโบราณวัตถุต่างๆ ที่วัดพุน้ำร้อนเก็บรักษาไว้จึงได้ บูรณาการร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลด่านช้างวัดพุน้ำร้อน กองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า อำเภอด่านช้าง ผู้นำชุมชน โดยองค์การบริหารส่วนตำบลได้สร้างอาคารสถานที่จัดเก็บขึ้นแล้ว แต่ยัง ไม่สามารถเปิดให้บริการได้จึงได้มีการประสานงานกับกรมศิลปากรให้มาจัดทำทะเบียนวัตถุให้เป็น ระบบและถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ให้ชาวบ้าน จัดการอบรมให้ความรู้ในเรื่องของการนำชมหรือการเป็น มัคคุเทศก์ให้กับคนในชุมชนและเด็กเยาวชนโดยความร่วมมือกับโรงเรียนบ้านพุน้ำร้อนอีกส่วนหนึ่ง และส่งต่อให้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้ดูแลจัดการไปพร้อมกับวัดและชุมชน การก่อตั้ง พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นโดยใช้ชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดพุน้ำร้อน เมืองสุพรรณบุรี” เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ทางด้านวัฒนธรรมที่จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบในพื้นที่และบอกเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของ ชาวด่านช้างตั้งแต่ในอดีตยุคหินใหม่จนถึงยุคปัจจุบัน รวมไปถึงการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้และสิ่ง ทอที่ถือเป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นด่านช้าง โดยเฉพาะผ้าซิ่นตีนจกสี แดงที่มาจากตัวครั่ง ซึ่งได้มีการรวบรวมลายผ้าของบรรพบุรุษที่มีอย่างยาวนานและเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะของชาติพันธุ์ลาวครั่ง โดยมีพระครูวิสิฐสุวรรณคุณ (พระอาจารย์เสน่ห์ ) เจ้าอาวาสวัดเป็นผู้ ก่อตั้งและดูแลกลุ่มทอผ้าเพื่ออนุรักษ์และชุบชีวิตผ้าทอลาวครั่งรวมทั้งดูแลพิพิธภัณฑ์และเจ้าหน้าที่ ขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์
46 2. ข้อมูลทั่วไป/สภาพความเป็นอยู่/พื้นที่/เวลาเปิดทำการ/ ช่องทางการติดต่อ ข้อมูลพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านพุน้ำร้อนเปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2555 ก่อตั้งขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านวัฒนธรรมรวบรวมโบราณวัตถุ ที่พบในพื้นที่และบอกเล่าเรื่องราวประวัติ ความเป็นมาของอันยาวนานของอำเภอด่านช้างตั้งแต่ในอดีตยุคหินใหม่จนถึงยุคปัจจุบัน โดยมีการจัด แสดง โบราณวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณที่ขุดพบ เครื่องมือยุคสำริด หินมีดโบราณ เป็นต้น สิ่งของต่างๆ ได้มาจากบริเวณที่ได้พบมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งจากการสำรวจของนักโบราณคดีและ ปราชญ์ท้องถิ่นทำให้ได้ทราบว่า พื้นที่อำเภอด่านช้างมีมนุษย์เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยตั้งแต่สมัย ประมาณกว่า 3,500 ปีมาแล้ว การจัดแสดงและการบริหารจัดการ โบราณวัตถุที่จัดแสดงส่วนใหญ่เป็นของที่ชาวบ้านนำมาถวาย และเป็นของที่พระอาจารย์ เสน่ห์เก็บสะสม รวมถึงได้มาจากการสำรวจร่วมกันระหว่างชุมชนและกรมศิลปากร ส่วนใหญ่เป็น โบราณวัตถุ มีเพียง 2 ตู้เท่านั้นที่เป็นวัตถุเกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ในเขตอำเภอด่านช้าง ซึ่งจัดแสดง เกี่ยวกับเครื่องใช้และเสื้อผ้า ผังจัดแสดง
47 โบราณวัตถุบราณวัตถุที่พบส่วนมากเป็นกลุ่มของเครื่องประดับ เช่น กำไลเปลือกหอย ลูกปัด หินต่างๆ สมัยยุคหินใหม่ ต่างหู ซึ่งมีนายสมศักดิ์ อินทร เป็นผู้บริจาคส่วนใหญ่ให้กับทางวัดก่อนที่จะมี การจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์โดยสมบูรณ์ โดยวัตถุโบราณสิ่งของต่างๆนั้นจะจัดวางในตู้กระจกกันฝุ่น กระจายไปตามหมวดหมู่ของวัตถุโบราณ พร้อมทั้งติดตั้งป้ายชื่อเพื่อเพิ่มความรู้ให้แก่นักท่องเที่ยวที่มา เข้าชม วัตถุที่จัดแสดงสามารถแบ่งได้เป็น 1. โบราณวัตถุประเภทเครื่องมือหินขัด ใบมีดหิน ซึ่งเป็นวัตถุเด่นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ตามที่นัก โบราณคดีให้ข้อมูลคือ เป็นรูปแบบที่พบในเขตอำเภอด่านช้างจำนวนมาก และยังไม่เคยพบในเขต จังหวัดอื่น เชื่อว่าในเขตด่านช้างน่าจะเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือหิน (มีดหิน) ประเภทนี้และน่าจะมีส่งไป ภายนอกด้วย
48 2. ภาชะดินเผา มีทั้งประเภทหม้อดินเผาแบบก่อนประวัติศาสตร์ เป็นหม้อที่มีเดือยคล้ายกับเขาขนาด เล็กยื่นออกมาเป็นวัตถุเด่นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพราะเป็นรูปทรงที่พบน้อยไม่ค่อยพบที่อื่น และหม้อ แบบต่างๆภาชนะดินเผาแบบมีปุ่มสี่ด้าน พบที่แถบอำเภอด่านช้างจังหวัดสุพรรณบุรี ในพิพิธภัณฑ์ บ้านพุน้ำร้อน 3. ภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งเขียนลายแบบต่างๆ มีทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากจีน รวมถึง ประเทศเพื่อนบ้านสมัยประวัติศาสตร์ (อายุสมัยอยุธยา) พบตามแหล่งฝังศพบนภูเขา และในแหล่ง ชุมชนที่อยู่ใกล้กับแหล่งถลุงโลหะ
49 กาน้ำสังคโลก รูปหงส์ ผลิตจากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย สมัยอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ 20-22 ได้จากแหล่งห้วยเหล็กไหล 4. เครื่องใช้สำริดที่สันนิษฐานว่าเป็นของนำเข้ามาจากเวียดนาม ในวัฒนธรรมดองเซิน หรือยุคสำริด (อายุประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว) วัตถุเด่น คือระฆังสำริดมีรูปหน้าคน จัดแสดงไว้ในตู้แรกด้านหน้า ทางเข้า ขวานสำริด ทรงรองเท้าบู๊ต เป็นของนำเข้าจาวัฒนธรรม ด่องเซิน ประเทศเวียดนาม ยุค โลหะ ประมาณ 2,500-3,500 ปี
50 กำไล ต่างหู เครื่องถ้วยชาม ช้อนสำริด สมัยอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ 20-22 ได้จากแหล่งห้วยเหล็กไหล เชี่ยนหมากและเต้าปูน สำริดและทองเหลือง ข้าวของเครื่องใช้ของคนเฒ่าคนแก่บ้าน พุน้ำร้อน 5. เครื่องมือเหล็กสมัยอยุธยา เจอในแหล่งถลุงโลหะใกล้บ้านโป่งคอม
51 6. เสื้อผ้าและเครื่องประดับ (ลูกปัด และเครื่องเงิน) ของกลุ่มชาติพันธุ์ในอำเภอด่านช้าง
52 ในบริเวณวัดบ้านพุน้ำร้อนนั้น มีกลุ่มทอผ้าแบบลาวครั่งที่ชาวบ้านรวมตัวมาทอผ้าที่อาคาร ศูนย์การสาธิตการทอผ้าของวัด กลุ่มทอผ้าดังกล่าวจัดตั้งขึ้นมาไม่นานนัก ท่านพระครูได้รวมชาวบ้าน จัดตั้งกลุ่มทอผ้าเพื่ออนุรักษ์และชุบชีวิตผ้าทอลาวครั่ง ด้วยวิธีการ “นำลายเก่า มาทำขึ้นใหม่” ลายผ้า ของบรรพบุรุษที่มีมาอย่างยาวนานและเป็นเอกลักษณ์โดยเฉพาะผ้าซิ่นตีนจกสีแดง เป็นเสมือนการเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่งเลยก็ว่าได้ เพราะเดิมทีสีแดงได้มาจากตัวครั่งที่ชาวบ้าน เลี้ยงไว้และบางคนก็เชื่อว่าเป็นที่มาของชื่อ “ลาวครั่ง” รวมทั้งความเชื่อตามคติทางพระพุทธศาสนา ด้วย เช่น ลายสัตตบริภัณฑ์หรือรูปสัตว์มงคลต่างๆ จากคำบอกเล่าของชาวบ้านกล่าวว่าลายทุกลาย นั้นมีความหมาย ช่างทอผ้าก็ต้องมีความชำนาญเช่นเดียวกันซึ่งในแต่ละผืนจะใช้ระยะเวลาที่แตกต่าง ตามความยากง่ายของลาย ชนิดของผ้าซึ่งจะมีทั้งผ้าฝ้าย ผ้าไหม นอกจากเรื่องของการอนุรักษ์ วัฒนธรรมการทอผ้าแล้วยังถือเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านที่ว่างเว้นจากการเกษตรกรรม ปัจจุบันมีกลุ่มเด็กและเยาวชนในหมู่บ้านให้ความสนใจในการศึกษาประวัติศาสตร์ของ ท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการเรียนรู้ที่จะทอผ้าซิ่นตีนจกถูกถ่ายทอดกันทางภูมิปัญญาในลักษณะ “ยายสอนหลาน” ด้วยความที่มีองค์ความรู้ มีบุคลากรในท้องถิ่นแล้วยังมีผู้ให้การสนับสนุน และมี บุคคลภายนอกให้ความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เด็กในชุมชนมีจุดสนใจที่จะเริ่มเรียนรู้และเกิดการ หวงแหน จนกระทั่งนำไปสู่การอนุรักษ์ ฝ่ายปกครองให้การสนับสนุนและผลักดันมาโดยตลอดที่ทำให้ เกิดพื้นที่ท่องเที่ยวภายในชุมชน
53 ปัจจุบันยังมีโบราณวัตถุและวัตถุอีกจำนวนมาก (โดยเฉพาะเครื่องมือหินยุคหินใหม่ และผ้า พื้นเมือง) ที่ยังไม่ได้นำออกมาจัดแสดงและยังเก็บรักษาไว้ที่กุฏิเจ้าอาวาส ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มมีการทำ ทะเบียนเบื้องต้นไปแล้ว ในส่วนของการจัดการดูแลพิพิธภัณฑ์ปัจจุบันผู้ถือกุญแจหลักๆ คือพระ อาจารย์เสน่ห์ (เจ้าอาวาส) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แต่ส่วนใหญ่แล้วพระอาจารย์เสน่ห์ จะมอบหมายการเปิด-ปิด ให้ข้อมูล และการบริการต่างๆ ให้กับทางอบต. เป็นหลัก ด้วยเห็นว่าการ จัดการควรมีผู้รับผิดชอบคนใดคนหนึ่งเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ สำหรับทิศทางในการดูแลเรื่องการ อนุรักษ์และการอบรม การอัพเดตข้อมูลทางวิชาการต่างๆ นั้น ทางกรมศิลปากรได้มีการประสานงาน กับทางชุมชนมาโดยตลอด และมีแนวโน้มว่าจะจัดการอบรมมัคคุเทศก์ให้กับเจ้าหน้าที่และนักเรียนใน ท้องถิ่นในอนาคตอันใกล้ ทำให้ทิศทางการพัฒนาของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คงจะสามารถจัดการอย่างมี ส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานในท้องถิ่นอย่างค่อนข้างยั่งยืน และมั่นคง วันและเวลาทำการ: ทุกวัน 9.00 – 16.00 น. การเดินทาง การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจากกรุงเทพใช้ถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนตะวันตก) เมื่อ พ้นจากเขตอำเภอบางบัวทองจะพบถนนแยกไปทางซ้าย เป็นถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 บางบัวทอง-สุพรรณบุรี ประมาณ 63 กม. จะพบป้ายบอกทางไปกาญจนบุรี/นครปฐม แยกไปทาง ซ้ายมือก่อนเข้าตัวเมืองสุพรรณบุรี เข้าสู่ถนนหมายเลข 357 ตามป้ายบอกทางไป อ.ดอนเจดีย์ และ อ.ศรีประจันต์ เป็นระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร จะพบทางเบี่ยงซ้ายเข้าสู่ถนนหมายเลข 322 ไป ประมาณ 4 กม. จนข้ามสะพานข้ามแม่น้ำ ให้เตรียมเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหมายเลข 3460 ไปประมาณ 13 กม. เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนหมายเลข 333วิ่งต่อไปประมาณ 42 กิโลเมตร จะพบสี่แยกขนาดเล็กมี จุดสังเกตอยู่ที่ป้ายบอกทางเข้าอุทยานแห่งชาติพุเตย เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหมายเลข 3086 (ไปทาง อุทยานแห่งชาติพุเตย) วิ่งตรงไปประมาณ 14 กิโลเมตร จะเห็นวัดน้ำพูร้อนอยู่ทางขวามือ เลี้ยวเข้า บริเวณวัดไปจนสุดถนนจะเห็นอาคารกุฏิเจ้าอาวาสทางซ้ายมือและทางโค้งไปทางขวา เส้นทางขวามือ จะพาไปสุดที่อาคารพิพิธภัณฑ์ซึ่งอยู่ในบริเวณวัด สถานที่ติดต่อเข้าชม: องค์การบริหารส่วนตำบลด่านช้าง โทร. 035-596137, 086-1687574 วัดพุน้ำร้อนโทร. 087-9027308
54 ๓. ปราชญ์ชาวบ้าน/วิทยากรท้องถิ่น พระครูวิสิฐสุวรรณคุณ (พระอาจารย์เสน่ห์ อภินนฺโท ) เจ้าอาวาสวัดพุน้ำร้อน ๔.สถานที่ตั้ง/อาณาเขตติดต่อ/สภาพภูมิประเทศ สถานที่ตั้ง: วัดพุน้ำร้อน ม.4 ต.ด่านช้าง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี 72180 อยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอด่านช้าง ห่างจากที่ว่าการอำเภอด่านช้างประมาณ 25 กิโลเมตร สภาพภูมิประเทศ ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มประมาณ 20% และมีพื้นที่เป็นที่ราบสูงเชิงเขาประมาณ 80% ของพื้นที่ทั้งหมด แผนที่ อาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ ติดตอกับพ้ืนท่ีขององคการบริหารสวนตําบลนิคมกระเสียวและตําบลหนองมะค าโมง ทิศใต ติดตอกับอําเภอหนองหญาไซ จังหวัดสพุ รรณบรุ ีและอําเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญ จนบรุ ี ทิศตะวันออก ติดกับพ้ืนท่ีองคการบริหารสวนตําบลหนองมะคาโมง อําเภอดานชาง เขต อําเภอหนองหญาไซ จังหวัดสพุ รรณบรุ ีและเขตอําเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบรุ ี
55 ทิศตะวันตก ติดกับพ้ืนท่ีขององคการบริหารสวนตําบลองคพระ อําเภอดานชาง จังหวัด สุพรรณบุรี ๕.สภาพสังคม/เชื้อชาติ/ศาสนา/อาชีพ ชุมชนบ้านพุน้ำร้อนเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง และมีเอกลักษณ์ในการรักษามรดกทาง วัฒนธรรมและทรัพยากรป่าไม้ด้วยแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยมีวัดเป็นศูนย์กลางของ ชุมชนและได้รับการจัดอันดับให้เป็นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีอันดับหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี มีประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรมและธรรมชาติที่สวยงาม ประชาชนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธ์ ต่างๆ เช่น กะเหรี่ยง ละว้า ลาวครั่ง ประชาชนส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 ประกอบอาชีพ ทําการเกษตรกรรม ไดแกการทําไร อ้อยมันสําปะหลัง และขาวโพด การเลี้ยงสัตว์ การทอผ้าและการท่องเที่ยววิถีชุมชน ประชาชนสวนใหญนับถือศาสนาพุทธ ประมาณร้อยละ 90 และนับถือศาสนาคริสตประมาณร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด ๖.ภาพประกอบ
56
57 ๗. แหล่งสืบค้นเพิ่มเติม -ศูนย์ข้อมูลด้านวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม https://digital.m-culture.go.th/museum.html -https://th.readme.me/p/18978 -http://pantip.com/topic/34668872 ปางอุ๋ง สุพรรณ -http://pantip.com/topic/34677288 -https://www.facebook.com/suphan.biz
58 กลุ่มชาติพันธ์ : กะเหรี่ยง บ้านห้วยหินดำ ชื่อเรียกตนเอง : กะเหรี่ยงโปว์, โผล่ว, โผล่วซู, ฉู๊, โพล่งฉู๊ ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : กะเหรี่ยง, กะเหรี่ยงโปว์, โผล่ว, ปกาเกอะญอโพล่ง ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ชาวกะเหรี่ยง (Karen) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีภาษาพูดจัดอยู่ใน ตระกูลภาษาจีน-ธิเบต (Sino-tibetan) ภาษาธิเบต - พม่า (Tibeto-Burman) ในกลุ่มภาษา Karenic (กะเหรี่ยง) 1. ประวัติของท้องถิ่น/สถานที่/บุคคล ชุมชนห้วยหินดำ เป็นชุมชนกะเหรี่ยงที่อยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี เดิมทีกะเหรี่ยงในบริเวณ จังหวัดนี้เป็น ชนเผ่าที่มีอยู่ตั้งแต่ยังไม่มีการรวมกันเป็นประเทศ ซึ่งในช่วงนั้นถูกรังแกจากมอญและพม่าทำให้ "ผุ๊เส ล่า" ซึ่งเป็นคนทวาย ทนไม่ได้ที่ถูกพม่าและมอญรังแกอยู่เสมอจึงรวบรวมคือทั้งเด็กและคนชรา ออก เดินทางขึ้นไปเขาตะนาวศรีระหว่างการเดินทางพม่าเองก็นำกองทัพออกติดตามจนทำให้ผุ๊เสล่า เดินทางไปถึงสันเขาตะนาวศรีซึ่งเป็นพรมแดนกั้นระหว่างไทยและพม่า ผุ๊เสล่าและคนอื่น ๆ ตัดสินใจ เดินเลาะตามห้วยจนถึงแควน้อย สังขละบุรี พอถึงแควใหญ่จึงพักแรมอยู่บนเขา เมื่อตัดสินใจจะอาศัย อยู่ที่นี่จึงเดินทางเข้าไปขอพบพระเจ้าแผ่นดินของไทย ซึ่งคนตามประวัติศาสตร์กะเหรี่ยงไม่ทราบชื่อ ของพระเจ้าแผ่นดินในช่วงนั้น ทราบแต่ว่าท่านเป็นคนที่ไว้ผมมวยข้างหน้าและมีผ้าคาดผม โดยผุ๊เสล่า เล่าให้พระเจ้าแผ่นดินฟังถึงความเดือดร้อนที่พบเจอและขอที่พึ่งพิง แม้พระเจ้าแผ่นดินจะไม่รู้จักพม่า และมอญ แต่อนุญาตให้กะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในแผ่นดินได้โดยมีข้อจำกัดว่าต้องอยู่ในป่าเท่านั้น เมื่อได้ ความดังนั้นผู้เสล่าจึงกลับไปบอกพี่น้องของตนเองและพากันอพยพไปที่ลำตะเพินและมาตั้งถิ่นฐานอยู่ ที่ตะเพินคี่และแยกย้ายกันอยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยในช่วงแรกอดอยากมากต้องหาเผือก มันและ กลอยกินเพื่อประทังชีวิตต่อมาจึงเริ่มทำไร่ (ณัฐวุฒิ สิงห์กุล และวราภรณ์ มนต์ไตรเวศย์, 2562, น. 62) มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับหลักปฏิบัติตนของชาวกะเหรี่ยงด้ายเหลือง ถูก บันทึกด้วยลายมือเป็นอักษรภาษาพม่าหรืออักษรมอญ ลุงไกว งามยิ่ง เป็นผู้เก็บรวบรวมและบันทึกข้อ ปฎิบัติดังกล่าวจากผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้าน ซึ่งคือ "สมุดธรรมะด้ายเหลือง (แปลไทย)" ประกอบด้วยข้อ ห้ามปฏิบัติทั้งหมด 5 ข้อ คือ ข้อ 1 ต้องกินถั่วและงา ห้ามกินเนื้อสัตว์ แต่ในกรณีที่ภรรยาเป็นคนท้อง
59 สามารถหาปลามากินได้โดยใช้บ่วงหรือกระบอกในการจับปลา ข้อ 2 ถ้าลักลอบได้เสียกันต้องนำ ดอกไม้ 30 ดอก เทียน 30 เล่ม มาขอขมาเจดีย์ ข้อ 3 ผัวสัจจะเมียสัจจะคือต้องมีผัวเดียวเมียเดียว ข้อ 4 ห้ามใช้ไสยศาสตร์ และข้อ 5 ถ้าเป็นเจ้าวัดห้ามต้มเหล้า เลี้ยงหมูและเลี้ยงไก่ พร้อมทั้งให้ ร่วมกันสร้างศาลาและเจดีย์(ไกว งามยิ่ง, สัมภาษณ์, 20 เมษายน 2562 อ้างถึงใน ณัฐวุฒิ สิงห์กุล และ วราภรณ์ มนต์ไตรเวศย์, 2562, น. 113-114) สมุดบันทึกแสดงหลักปฏิบัติตนของชาวกะเหรี่ยงด้ายเหลืองของลุงไกว งามยิ่ง 2. ข้อมูลทั่วไป/สภาพความเป็นอยู่/พื้นที่/เวลาเปิดทำการ/ช่องทางการติดต่อ ตั้งแต่ชุมชนตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บริเวณนี้ได้ดำรงวิถีชีวิตแบบพึ่งพิงธรรมชาติมีวัฒนธรรมและ จารีตประเพณีเป็นเสมือนบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิต มีระบบการเกษตรแบบตัดฟันแล้วเผาหรือไร่ หมุนเวียน เพื่อปลูกข้าวและพืชผักไว้บริโภคในครัวเรือน จนกระทั่งช่วงปีพ.ศ.2517 รัฐได้เปิดให้มี การสัมปทานไม้ในพื้นที่บริเวณนี้การสัมปทานทำให้ไม้ใหญ่ที่เคยมีหายไปแทบจะทั้งหมดและยังส่งผล ให้ลำห้วยเหือดแห้งลงนอกจากนี้เมื่อพื้นที่ถูกเปิดจึงทำให้ชาวบ้านจากพื้นราบรวมไปถึงลูกจ้าง สัมปทาน ซึ่งมาจากที่ต่างๆเข้าจับจองและบุกเบิกพื้นที่เพื่อทำการเกษตรอย่างกว้างขวาง ก่อนการ สัมปทาน (พ.ศ.2530) ชุมชนสูญเสียที่ดินเป็นบริเวณกว่า 10,000 ไร่ ให้กับผู้รับเหมาสัมปทานเพื่อ การปลูกสร้างสวนป่าเป็นเหตุให้ชาวบ้านห้วยหินดำ และอีกหลายชุมชนข้างเคียงต้องโยกย้ายพื้นที่ทำ กิน ต่อมาชุมชนรวมตัวกันเพื่อดูแลให้ป่าฟื้นคืนสภาพ(ตั้งแต่พ.ศ.2537) ในขณะเดียวกันก็ต้อง เผชิญกับนโยบายการประกาศพื้นที่อนุรักษ์ซึ่งผนวกเอาที่ทำกินซึ่งเป็นไร่หมุมเวียนเข้าไปในเขต อุทยานด้วย และแม้ว่าหลายฝ่ายจะพยายามสร้างเวทีให้พูดคุยแนวทางการแก้ปัญหาแต่ยังคงเป็น ประเด็นที่ไม่มีคำตอบชัดเจนจนถึงปัจจุบันอย่างไรทช่ีุมชนจดัการมาเป็นเวลากว่า 10 ปีได้ฟื้นสภาพ ขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดความภาคภูมิใจแก่คนในชุมชน แนวทางต่อไปของชุมชนคือการสร้างการเรียนรู้ แก่เยาวชน และสร้างคนทำงานรุ่นใหม่ๆให้เข้ามาแทนที่คนรุ่นเก่าภายใต้รูปแบบการจัดการที่ยังคง
60 เชื่อมโยงกับฐานทางวัฒนธรรมที่มีมาแต่อดีต ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงชีพ อาทิ ไร่ข้าว ไร่หมุนเวียน ไร่ข้าวโพด เกษตรอินทรีย์ กลุ่มแม่บ้านทอผ้าเพื่อขายให้กับนักท่องเที่ยวหรือออกงานของจังหวัดหรือที่อื่น ๆ เป็น งานและรายได้เสริม ชาวบ้านบางส่วนประกอบอาชีพอื่น ๆ เช่น เปิดร้านขายของ รับจ้างทั่วไปและ โฮมสเตย์ รูปแบบของการทำไร่นั้นเป็นไร่เกษตรอินทรีย์และไร่หมุนเวียน ซึ่งสามารถปลูกได้ หลากหลายอย่างในหนึ่งพื้นที่ ในการทำไร่ของชาวบ้านนั้นเป็นไปเพื่อทั้งการค้าขายเลี้ยงชีพและปลูก ไว้เพื่อกินเอง ตัวอย่างของพืช ได้แก่ มะละกอ กล้วย ข้าวโพด มัน และอ้อย ซึ่งเป็นพืชที่มีลักษณะเด่น คือทนต่ออากาศแห้งแล้งได้ดีและไม่ต้องการใช้น้ำมาก ชาวบ้านปลูกข้าวไร่ไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือน นอกจากเกษตรกรรม ผู้หญิงโผล่วยังหารายได้เสริมผ่านการทอผ้า การตั้งกลุ่มสตรีทอผ้าเพื่อ พัฒนาการย้อมผ้า การทอผ้าและการจำหน่ายผ้าทอในนามของกลุ่มฯ จำหน่ายให้นักท่องเที่ยวและผู้ มาเยี่ยมเยือนชุมชน และตามงานต่าง ๆ ที่ได้รับเชิญจากหน่วยราชการของจังหวัดสุพรรณบุรีให้ไป จำหน่าย (ณัฐวุฒิ สิงห์กุล และวราภรณ์ มนต์ไตรเวศย์, 2562, น. 80) ลายฉะควั่งไถ่ ลายเซ่อก่องลุ่ย และลายเหน่งโอ่ง (ลายที่นิยมปักสำหรับเสื้อในพิธีแต่งงาน) (ลายโบราณ) การแต่งกายของผู้หญิง จะสวมเสื้อสีแดงและผ้าถุงสีแดง มวยผม คนแก่มักพาดผ้าขาวไว้ที่ บ่าคล้ายกับการห่มสไบ ถ้าจะกราบพื้น คนแก่จะเอาผ้ารองที่พื้นดินแล้วกราบ สำหรับผู้หญิงที่จะขึ้น ไปบริเวณเจดีย์ต้องแต่งกายด้วยชุดกะเหรี่ยงเท่านั้นและห้ามสวมกางเกงซ้อน (ณัฐวุฒิ สิงห์กุล และว ราภรณ์ มนต์ไตรเวศย์, 2562, น. 66) การแต่งกายของผู้ชาย ส่วนใหญ่สวมโสร่งกับเสื้อสมัยใหม่ ทั้งนี้ผู้สูงอายุที่เคร่งครัดต่อข้อ ปฏิบัติมักจะสวมโสร่งสีขาวที่มีลายสีดำหรือแต่งกายด้วยชุดสีขาว ไม่ใช่สีฉูดฉาด ทรงผมผู้ชาย คน โผล่วเชื่อว่าการตัดผมจะเป็นอัปมงคลต่อชีวิต จึงหลีกเลี่ยงการตัดผมจะตัดต่อเมื่อนำผมไปใส่ในเจดีย์ ดังนั้นจึงพบเห็นชายวัยกลางคนและคนแก่มวยผมซึ่งมีทั้งมวยไว้ด้านหน้าหรือด้านหลังแล้วแต่ ความชอบส่วนบุคคล ปัจจุบันกะเหรี่ยงโปว์แต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามสมัยนิยม โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น ที่เดินทางออกไปเรียนและทำงานนอกชุมชน (ณัฐวุฒิ สิงห์กุล และ วราภรณ์ มนต์ไตรเวศย์, 2562, น. 66)
61 เครื่องประดับ นอกจากเสื้อผ้าแล้ว เครื่องประดับเป็นเครื่องเงินที่ทำด้วยมือ ทำความสะอาด โดยใช้น้ำมะนาวและน้ำมะขามขัดให้เงางาม ตัวอย่างเครื่องประดับและชื่อเรียกที่ชาวบ้านให้ข้อมูล ได้แก่ "คุชุปะไนล่า" คือ เครื่องประดับหัว ไว้ใส่ผมในวันแต่งงาน "ท่าย" คือ กำไรข้อมือและกำไรใส่ แขน "เพล้" คือ สร้อยคอ และ "ค่องคาย"คือกำไรข้อเท้าสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ และในอดีตผู้หญิงใส่ ต่างหูวงใหญ่ๆ ทรงผม ในอดีตผู้หญิงและผู้ชายจะไว้ผมยาว ผู้หญิงรวบผมและมัดเป็นหางม้า ผู้ชายมัด เป็นจุก ผมของผู้หญิงที่ถูกตัดจะถูกเก็บไว้เพื่อนำมาทำเป็นวิกผม เรียกว่า "คุเก้งิว" เครื่องประดับ ปิ่นปักผมเงิน เครื่องประดับเงิน "คุชุปะไนล่า"
62 ลักษณะบ้านเรือน บ้านกะเหรี่ยงโปว์ในอดีต สร้างจากวัสดุที่หาได้จากธรรมชาติ เสาบ้านทำจากไม้เนื้อแข็ง ได้แก่ ไม้ยางดง ไม้ประดู่ชิงชัน ไม้สวอง ไม้เสลา โครงสร้างอื่น ๆ ของบ้าน เช่น เสา ขื่อ คาน ผนัง และพื้นทำจากไผ่หนาม ไผ่นวล ไผ่ผาก และไผ่ลวก มีการนำไม้ไผ่มาสับและแผ่เป็นฟากเพื่อนำมาปู พื้นและผนังบ้าน หลังคามุงแฝก มีการจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ใช้สอย พื้นที่นั่ง/นอน ห้องนอน ห้องเก็บของ และห้องครัว ความเชื่อเกี่ยวกับการปลูกบ้านของกะเหรี่ยงโปว์ คือ ไม่ปลูก บ้านอยู่ตรงกลางระหว่างจอมปลวก 2 ลูก หากจะปลูกต้องเลี่ยงห่างออกมาไม่ให้อยู่ในแนวเรียงกัน เป็นเส้นตรง และบ้านของผู้ชายจะไม่ปลูกอยู่ตรงกลางระหว่างบ้านของผู้หญิง 2 หลัง (ณัฐวุฒิ สิงห์กุล และวราภรณ์ มนต์ไตรเวศย์, 2562, น. 64) ลักษณะบ้านของกะเหรี่ยงบ้านห้วยหินดำ สถานที่ติดต่อเข้าชม : องค์การบริหารส่วนตำบลวังยาว โทร. 0-3 5 4 4- 62 63, 0 8-11 9 4- 4 8 4 7 3. ปราชญ์ชาวบ้าน/วิทยากรท้องถิ่น นายพยงฐ์ ศรีทอง ลัดดาวัลย์ ปัญญา ปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มสตรีกะเหรี่ยงทอผ้า ด้านการเกษตร ย้อมสีธรรมชาติ
63 4. สถานที่ตั้ง/อาณาเขตติดต่อ/สภาพภูมิประเทศ บ้านห้วยหินดำ หมู่ที่ 6 ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี มีสภาพภูมิ ประเทศ เป็นภูเขา อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 700 เมตร มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี และอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่รวมทั้งหมด 10 9,1 82 ไร่ สภาพพื้นที่ เหมาะสมกับ การทำการเกษตร ส่วนใหญ่จะเป็นพืชผัก พืชไร่และไม้ผล ซึ่งจากสภาพพื้นที่ ที่สวยงามและอากาศ เย็นสบายตลอดทั้งปีชุมชนมี3 กลุ่มบ้านย่อย คือ กลุ่มบ้านห้วยหินดำ ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิม กลุ่มบ้านห้วยขนุนและกลุ่มบ้านห้วยม่องแป ซึ่งเป็นชาวบ้านที่อพยพมาจับจองพื้นที่ในภายหลังและใน ปีพ.ศ. 2546 กลุ่มบ้านห้วยม่องแปถูกแบ่งเป็นหมู่บ้านใหม่หมู่ที่9ลักษณะทางกายภาพของชุมชนเป็น พื้นที่เขามีที่ราบน้อยตัวหมู่บ้านตั้งอยู่ในแอ่งที่ราบระหว่างหุบเขา มีลำห้วย”ที่คองทา” หรือ ห้วยต้น กุ่มซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าลำห้วยหินดำไหลผ่าน ห้วยหลักอื่นๆ ได้แก่ หว้ยขนุนหว้ยโป่งและห้วยแห้ง ห้วยทั้งสี่สายไหลลงห้วยตะเพิน ลำน้ำสาขาที่สำคัญของลุ่มน้ำแม่กลองพื้นที่ส่วนหนึ่งของชุมชนอยู่ใน ป่าสงวนแห่งชาตเิขาองค์พระ-เขาพุระกำ-เขาห้วยพลูอีกส่วนหนึ่งโดยเฉพาะพื้นที่ทำไร่หมุนเวียน ประมาณ 1,200 ไร่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติพุเตยที่ประกาศอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ.2541 สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณสลับกับป่าดิบแล้ง พื้นที่ป่าส่วนนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่า ตะวันตกผืนป่าซึ่งมีพื้นที่ต่อเนื่องกันมากที่สุดในประเทศไทย อาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ บ้านกล้วย หมู่ 1 ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง ทิศใต้ บ้านวังยาวหมู่ที่ 3 ตำบลวังยาว ทิศตะวันออก บ้านห้วยม่องแป หมู่ที่ 9 ตำบลวังยาว ทิศตะวันตก เขตอุทธยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี 5. สภาพสังคม/เชื้อชาติ/ศาสนา/อาชีพ ในอดีตชาวกะเหรี่ยงบ้านห้วยหินดำ จะเดินทางไปยังหมู่บ้านตะเพิ่นคี่เป็นหมู่บ้านที่มี ความสำคัญและเป็นพื้นที่ที่มีการรวมกลุ่มของชาวกะเหรี่ยงจากหมู่บ้านต่าง ๆ ในพิธีกรรมสำคัญ ซึ่ง แสดงให้เห็นว่าตะเพินคี่เป็นศูนย์กลางของพิธีกรรมและความเชื่อของชาวกะเหรี่ยงในจังหวัด สุพรรณบุรีในอดีต กะเหรี่ยงด้ายเหลือง หรือลู้งบ่องสะเดิ่ง แม้ว่าจะศรัทธาในพุทธศาสนานิกายเถร วาทแต่ก็ยังคงนับถือผีตามคติความเชื่อเดิมของบรรพบุรุษ โดยมีโบ้งคู้หรือเจ้าวัด เป็นผู้นำสูงสุดทาง จิตวิญญาณ ความเชื่อทางจารีตประเพณีของชาวกะเหรี่ยงอย่างเหนียวแน่นและเป็นผู้นำในการ ประกอบพิธีกรรมสำคัญที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของลัทธิเจ้าวัด โดยความเชื่อนี้ดำรงมากว่า 200 ปี พร้อมกับการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชุมชนกะเหรี่ยงโปว์ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย อย่างไรก็ ตาม ปัจจุบันกะเหรี่ยงบางส่วนศรัทธาในคริสต์ศาสนาซึ่งเข้ามาผ่านการเผยแพร่ศาสนาในจังหวัด สุพรรณบุรี แต่ยังคงให้ความสำคัญกับพิธีกรรมดั้งเดิมอยู่ (ณัฐวุฒิ สิงห์กุล และวราภรณ์ มนต์ไตร เวศย์, 2562, น. 25-26)
64 6. ภาพประกอบ การละเล่นสะบ้า หรือ “เบ่เก่ ซ่า” นิยมเล่นในงานพิธี แบ่งผู้เล่น เป็นสองฝ่าย โดยผู้เล่นจะต้อง โยนลูกสะบ้าให้ตรงเป้า มีการ เดิมพันที่แตกต่างกัน ฝ่ายแพ้ อาจถูกลงโทษให้ฟ้อนรำ หรือ ตามตกลง 7. แหล่งสืบค้นเพิ่มเติม http://www.suphan.biz/hueyhindum.htm https://www.scbfoundation.com/stocks/media/files/4y50qbk3y.pdf https://www.sac.or.th/databases/ethnic-groups/ https://www.sarakadee.com/
65 กลุ่มชาติพันธุ์ : โอก๋อง ชื่อเรียกตนเอง : อุก๋อง, โอก๋อง, ละว้า ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : โอก๋อง, ละว้า ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : มีภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน ภาษาพูดจัดอยู่ในตระกูลภาษาจีน-ทิเบต (Sino-Tibeton) สาขาภาษาโลโล-พม่า (Lolo-Burmese) สาขาย่อยก๊อง 1. ประวัติของท้องถิ่น/สถานที่/บุคคล กลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ที่บ้านกกเชียง ต. ห้วยขมิ้น อ. ด่านช้าง จ. สุพรรณบุรี เป็นที่รู้จักกันในพื้นที่ในชื่อของละว้า ชาวบ้านอธิบายว่าคำว่า “โอ” แปลว่า “คน” ส่วน “ก๋อง” ไม่ทราบความหมาย อาจมาจากคำว่า “ละว้า” ซึ่งเกิดจากการพูดเร็ว จึงทำให้ ชาวบ้านสามารถรับคำว่า “ละว้า” มาใช้โดยสะดวกใจ ดังนั้น เวลาที่มีนักวิชาการ ทางการ และชาว ลาวครั่งที่ยังไม่ได้รู้จักชาวโอก๋อง ดีพอก็มักจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ละว้า” (สัมภาษณ์ นางแพ แสนเงิน, 2558; สัมภาษณ์ นางธิดา เพ็ญศิริ, 2558; สัมภาษณ์ นางฉวีวรรณ ศิริปิตา, 2558) อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่เวลาพบกับคนภายนอก ชาวโอก๋องมักเรียกตนเองด้วยว่า “ละว้า” ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ไปว่ามีชาวละว้าหรือลัวะอาศัยอยู่ในเขตนี้ไปด้วย ประวัติศาสตร์บอกเล่าของชาวโอก๋องบอกว่าอยู่ในพื้นที่นี้มาเกิน 200 ปี เดิมอยู่กาญจนบุรี แล้วย้ายมาสุพรรณบุรี และมีบางกลุ่มที่ย้ายไปยังจังหวัดอุทัยธานีประวัติศาสตร์ของชาวโอก๋องบ้าน กกเชียงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ช่วงเวลาหลักคือ สมัยก่อนการตั้งหมู่บ้านกกเชียง และสมัยหลัง การตั้งหมู่บ้านกกเชียง มีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้ 1) ประวัติศาสตร์สมัยก่อนการตั้งหมู่บ้านกกเชียง ประวัติความเป็นมาของชาวโอก๋องยังไม่ทราบที่มาแน่ชัด เดิมชาวโอก๋องคงอยู่ใกล้กับเขตแดน ไทย-พม่า และอาจเข้ามาพร้อมกับสงครามไทยกับพม่าช่วงสมัยใดสมัยหนึ่งสันนิษฐานว่า ชาวโอก๋อง คงเข้ามาพร้อมกับการกวาดต้อนของกองทัพไทยราว 200 ปีมาแล้ว โดยอยู่ที่กาญจนบุรี แล้วจึงค่อย ๆ อพยพมาที่ จ.สุพรรณบุรี และอุทัยธานี (มยุรี ถาวรพัฒน์, 2539) และจากงานศึกษาของเดวิด แบ รดเลย์ (David Bradley) ทำให้พอสันนิษฐานได้ว่าชาวโอก๋องเดิมอยู่บริเวณแม่น้ำแควใหญ่และแคว น้อย ใน อ.สังขละบุรี และ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี แล้วจึงเคลื่อนย้ายมาทาง จ.สุพรรณบุรี และ จ. อุทัยธานี มยุรีถาวรพัฒน์ ได้ทำการศึกษาผ่านภาษาและจากการบอกเล่าของผู้อาวุโสชาวโอก๋องพบว่า ชาวโอก๋องที่บ้านหนองปรือ ต.นาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เป็นบรรพบุรุษของชาวโอก๋องที่บ้าน วังควาย และบ้านกกเชียง สาเหตุที่มีการอพยพจากบ้านวังควายมาที่บ้านกกเชียง เพราะมีไข้ป่าและ โจรผู้ร้ายชุกชุม (มยุรี ถาวรพัฒน์, 2558) 2) ประวัติศาสตร์หลังการตั้งหมู่บ้านกกเชียง หมู่บ้านกกเชียงเป็นที่รับรู้ของทางการสยามมาแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2453 เป็นอย่างน้อย เพราะ ได้มีการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านคนแรกขึ้นมีชื่อว่า นายมา แสนเงิน แสดงว่าหมู่บ้านคงตั้งมาก่อนหน้าปี พ.ศ. 2453 พัฒนาการของหมู่บ้านสามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้ (ฉวีวรรณ ศิริปิมา, 2552) - ยุคบุกเบิก: เล่ากันว่าเดิมชาวโอก๋องบ้านกกเชียงอาศัยอยู่ที่บ้านละว้าวังควาย แล้ว ย้ายมาอยู่ที่บ้านกกเชียง เพราะเกิดโรคระบาด และมีโจรผู้ร้ายชุกชุม
66 - ยุคเริ่มพัฒนา : ราว พ.ศ.2480-2500 เป็นช่วงที่เริ่มมีคนลาว (ลาวครั่ง) และคน ไทยเข้ามา เพื่อค้าขาย และยังมีการแต่งงานกัน ทำให้ชาวโอก๋องสามารถพูดภาษาลาวได้ ผู้ใหญ่ทองลักได้จัดให้ บ้านของชาวลาวอยู่บริเวณรอบนอกหมู่บ้าน เรียกว่าบ้านกกเชียงน้อย ซึ่งอยู่บริเวณหน้าฝายกั้น น้ำหน้าโรงเรียนกกเชียงในปัจจุบัน ดังนั้น จึงทำให้บ้านของชาวโอก๋องตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ส่วนรอบ นอกเป็นบ้านของชาวลาวในระยะเดียวกันนั้น ราว พ.ศ.2500-2510 บ้านกกเชียงได้กลายเป็นพื้นที่ แอบซ่อนของโจร ซึ่งเป็นคนไทย โจรกลุ่มนี้ได้เคยยกพวกไปปล้นบ้านชาวกะเหรี่ยงหลายครั้ง ทำให้ ชาวกะเหรี่ยงไม่พอใจ และยกพวกมาแก้แค้นที่บ้านชาวโอก๋อง ทำให้มีชาวโอก๋องตาย ทางกอง ปราบปรามจึงเข้ามาดูแลความปลอดภัย ทำให้ในปี พ.ศ.2511 ทหารจากกองทัพภาคที่ 3 ได้นั่ง เฮลิคอปเตอร์มาลงที่บ้านกกเชียงนำผ้าห่ม เสื้อผ้า ข้าวสาร และยารักษาโรคมาแจก พร้อมดูแลเรื่อง โจรผู้ร้าย และมีการพัฒนาทางเท้าเพื่อออกไปนอกหมู่บ้านจนกลายเป็นทางเกวียนในเวลาต่อมา (ฉวีวรรณ ศิริปิมา, 2552) ต่อมาเกิดโรคระบาดขึ้น คาดว่าคงเป็นไข้ป่า มีคนตายกัน “เช้าศพเย็นศพ” ทำให้ ผู้ใหญ่บ้านตัดสินใจย้ายหมู่บ้านมาอยู่บนพื้นที่สูงมากขึ้นคือทางเหนือของบ้านเดิม จึงทำให้ชาวละว้ามี จำนวนเหลือไม่มากนัก (มนัส ขุนณรงค์ และคณะ, 2549) - ยุคพัฒนา: เป็นช่วงเวลาที่ทางการได้ตัดถนนลูกรังเข้ามาในหมู่บ้าน เมื่อ พ.ศ. 2524 อีก หนึ่งปีให้หลังก็ได้มีไฟฟ้าเข้ามา โดยขึ้นกับการดูแลของศูนย์สงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดอุทัยธานี และอีก หนึ่งปีถัดมาได้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำ เมื่อสาธารณูปโภคมีความพร้อม ได้ดำเนินเรื่องจัดตั้งโรงเรียน ซึ่ง เป็นผลสำเร็จในปี พ.ศ.2529 จึงได้มีการก่อสร้างโรงเรียนบ้านกกเชียงขึ้น ทำให้ลูกหลานชาวโอก๋อง อ่านออกเขียนได้ ถนนสายเก่าสำหรับเข้าหมู่บ้านกกเชียงเป็นถนนดิน ถนนสายนี้เลิกใช้ไปหลายปีแล้ว เพราะมีถนนคอนกรีตที่สะดวกสบายมากกว่า ตัดเข้ามาในหมู่บ้าน โรงเรียนบ้านกกเชียง ด้านหลังเป็นเขาพุระกำ
67 2. ข้อมูลทั่วไป/สภาพความเป็นอยู่/พื้นที่/เวลาเปิดทำการ/ช่องทางการติดต่อ ปัจจุบันยังมีชาวละว้าอาศัยอยู่เป็นกลุ่มป็นก้อนที่ ‘บ้านละว้าวังควาย’ ตั้งอยู่ที่ตำบลวังยาว อ.ด่านช้าง, ‘บ้านละว้ากกเชียง’ ตำบลห้วยขมิ้น จ.สุพรรณบุรี นอกจากนี้ยังมีชาวละว้าอาศัยอยู่ ในอำเภอบ้านไร่และอำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี แต่ทุกพื้นที่ก็เหลือชาวละว้าน้อยเต็มที เพราะ มีการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์ เหลือเชื้อสายละว้าจริงๆ ไม่กี่ครอบครัว ละว้าบ้านกกเชียง ต.ห้วยขมิ้น อ.ด่านช้าง ตำบลห้วยขมิ้น อำเภอด่านช้าง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดสุพรรณบุรีไปทางทิศตะวันตกเฉียง เหนือประมาณ 100 กิโลเมตร สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบเชิงเขา มี 16 หมู่บ้าน ประชากร ดั้งเดิมเป็นชาวลาวครั่งหรือลาวคังที่ถูกกองทัพสยามกวาดต้อนครัวเรือนเข้ามาในสมัยต้น รัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ยังมีชาวละว้า ปัจจุบันมีทั้งชาวอีสาน ชาวสุพรรณบุรี และจังหวัด ใกล้เคียงที่เข้ามาอยู่อาศัย หรือแต่งงานกับคนในท้องถิ่น อาชีพส่วนใหญ่คือ ปลูกอ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ฯลฯ ช่องทางการติดต่อ กลุ่มชุมชนบ้านละว้ากกเชียง โทร 0847348073 3. ปราชญ์ชาวบ้าน/วิทยากรท้องถิ่น ฉวีวรรณ ศิริปิมา บ้านเลขที่ 1 ม.10 บ้านกกเชียง ต.ห้วยขมิ้น อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี 4. สถานที่ตั้ง/อาณาเขตติดต่อ/สภาพภูมิประเทศ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอด่านช้าง อยู่ห่างจากอำเภอด่านช้างประมาณ 25 กิโลเมตร
68 อาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ทิศใต้ ตำบลนิคมกระเสียว ทิศตะวันออก ตำบลวังคันและตำบลหนองมะค่าโมง ทิศตะวันตก ตำบลวังยาว สภาพภูมิประเทศ พื้นที่ 60% เป็นป่าและภูเขา 40% เป็นที่ราบเชิงเขา พื้นที่ทั้งหมดเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ 5. สภาพสังคม/เชื้อชาติ/ศาสนา/อาชีพ บ้านละว้ากกเชียง มีทั้งหมด 153 ครอบครัว ประมาณ 630 คน เมื่อก่อนหมู่บ้านนี้มี ชาวละว้า อาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่า 20 ครอบครัว แต่ภายหลังมีการแต่งงานผสมปนเปกับคนเชื้อสายอื่นๆ ทั้งลาว ครั่ง คนสุพรรณฯ อีสานจนกลายเป็นลูกครึ่งไปหมด เหลือชาวละว้าแท้แค่ 4 ครอบครัว ประมาณ ไม่เกิน 20 คน กระนั้นก็ตาม ชาวละว้ายังมีประเพณีที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน คือ การไหว้ ‘ผี หมู่บ้าน’ ถือเป็นประเพณีที่สำคัญที่สุด จัดขึ้นในวันอังคาร เดือนหก เป็นการไหว้ผีต่างๆ ที่ ชาวบ้านนับถือ ใช้บริเวณศาลบ้านเป็นสถานที่ทำพิธี สภาพร่มรื่นปกคลุมไปด้วยกอไผ่ ในวันงาน จะมี ‘เจ้าจ้ำ’ หรือผู้นำทางจิตวิญญานเป็นผู้ทำพิธี ชาวละว้าไม่ว่าจะอยู่ใกล้ไกลหรือไปทำงานต่าง ถิ่นต่างบ้านที่ไหน เมื่อถึงวันนี้ทุกคนจะกลับมาร่วมพิธี พร้อมทั้งนำของมาเซ่นไหว้ ที่ขาดไม่ได้คือ แต่ละครอบครัวจะต้องเอาไก่เป็นๆ พร้อมทั้งเหล้า 1 ขวด หลังจากนั้นจะฆ่าไก่และนำไปต้มเพื่อ เซ่นผี เสร็จพิธีแล้วทุกคนจะกินอาหารพร้อมกัน ถือเป็นงานรวมญาติของชาวละว้าบ้านกกเชียง หมู่บ้านละว้ากกเชียง มองจากวัด (ละว้า) กกเชียง มีบ้านเรือนสมัยใหม่มากขึ้น
69 สถานที่จัดงานเลี้ยงผีบ้าน ในอดีตบ้านเรือนของชาวละว้าจะสร้างด้วยไม้ไผ่ มุงด้วยหญ้าคาหรือกก ยกพื้นสูง มีบันไดไม้หรือไม้ไผ่ แต่ปัจจุบันสร้างด้วยไม้เนื้อแข็ง บางหลังสร้างด้วยคอนกรีตเหมือนบ้าน สมัยใหม่ทั่วไป เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่หน่วยราชการบางแห่งก็พยายามอนุรักษ์ วิถีชีวิตของชาวละว้าเอาไว้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง : ในสมัยก่อนผู้หญิงชาวโอก๋องจะทอผ้าใช้เองเป็นหน้าที่ของผู้หญิง เพราะมีเวลาอยู่ บ้านเพื่อเลี้ยงลูก (สัมภาษณ์ นายเตย แสนเงิน, 2558) โดยผู้ชายจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ นุ่งกางเกงขาก๊วยยาวคลุมเข่าเล็กน้อย สวมเสื้อแขนยาว มีปกตั้งคล้ายเสื้อคอจีน ผ่าหน้ามี กระดุมเรียงต่อกันลงมา สาบเสื้อทับกัน บริเวณปกเสื้อและสาบเสื้อจะมีการปักลวดลายด้วย ไหมพรมสีสันสวยงาม ส่วนศีรษะโพกผ้าผืนยาว เพื่อให้ความอบอุ่น นิยมสะพายย่ามสีแดง สลับขาวเวลาออกจากบ้าน
70 ชาวโอก๋องแต่งกายในชุดตามประเพณี ส่วนผู้หญิง นุ่งผ้าซิ่น เหน็บชายผ้าไว้ที่เอว คาดเข็มขัดทับหรือใช้เชือกมัด ลักษณะ ของผ้านุ่งไม่มีหัวซิ่นหรือตีนซิ่น สีที่นิยมในสมัยก่อนคือสีเขียวแก่ สีแดงคล้ำ และสีน้ำเงิน สวมเสื้อสีดำ แขนสั้น ปกตั้งคล้ายของผู้ชาย ด้านหน้าผ่าตลอด สาบเสื้อชนกันอาจจะใช้ กระดุมติดหรือใช้เชือกผูก ที่ด้านนอกของบริเวณรอยต่อของแขนเสื้อกับตัวเสื้อนิยมเย็บด้วย ด้ายสีแดงเป็นลายกากบาท ส่วนศีรษะโพกผ้าเช่นกันแต่มีรูปแบบต่างจากผู้ชาย ผู้หญิงนิยมใช้ ถุงย่ามสีขาว (มยุรี ถาวรพัฒน์, 2540) ชาวละว้าบ้านกกเชียง ตำบลห้วยขมิ้น ถุงย่ามของชาวโอก๋อง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ปัจจุบันเหลืออยู่ไม่กี่ครอบครัว สมัยก่อนนิยมใช้สีดำ (ภาพจากศูนย์เรียนรู้ภาษาละว้า) แต่ปัจจุบันนิยมสีม่วงเป็นสี พื้นในการตัดเสื้อผ้า เพิ่มเติมเข้ามา
71 ประเพณีของกลุ่มชาติพันธ์โอก๋อง พิธีไหว้ผีเจ้าบ้านเป็นพิธีสำคัญที่สุดของชาวโอก๋อง จัดขึ้นทุกปีในวันอังคาร ข้างขึ้น เดือน 6 ซึ่งเป็นข่วงเวลาก่อนการหยอดข้าว เครื่องแต่งกายของเด็กชาวโอก๋องแบบดั้งเดิม ผู้นำพิธี/ผู้ประกอบพิธีของกลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง ในพิธีกรรมสำคัญของหมู่บ้าน ผู้นำพิธีกรรมหรือเรียกว่า “จาจ้ำ” จะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ความเป็นจาจ้ำจะสืบทอดผ่านสายตระกูล จะต้องเป็นคนที่มีเชื้อสายของโอก๋องหรือละว้าเท่านั้น การ เรียนรู้ความเป็นจาจ้ำเริ่มต้นตั้งแต่เด็ก แต่ไม่ได้มีการฝึก อาศัยการเรียนรู้เอาเอง เมื่อถึงคราวที่จะต้อง ทำหน้าที่เป็นจาจ้ำจะมีการเสี่ยงทายด้วยการหยิบข้าวสาร ถ้าได้เม็ดเดียวหรือเป็นเลขคี่จะได้เป็น แต่ นอกจากการเสี่ยงทายแล้ว ในกรณีของนายเตย นั้นได้เป็นจาจ้ำ เพราะคนอื่นในหมู่บ้านเข้าฝันแล้วมา บอกว่านายเตยจะต้องเป็นจาจ้ำ • พิธีกรรมสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง : 1) พิธีไหว้ผีเจ้าบ้าน (พี กัง เฮ เคีย) พิธีไหว้ผีเจ้าบ้านเป็นพิธีสำคัญที่สุดของชาว โอก๋อง จัดขึ้นทุกปีในวันอังคาร ข้างขึ้น เดือน 6 ซึ่งเป็นข่วงเวลาก่อนการหยอดข้าวโดยพิธีนี้ จะเป็นการเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ผีป่า ผีเขา และผีต่าง ๆ แต่ผีที่สำคัญที่สุดคือผีเขา มี วัตถุประสงค์เพื่อให้ปกปักคุ้มครองหมู่บ้าน ศาลผีเจ้าบ้าน ศาลผี ศาลตะนอตะบึ้ก (ศาลเต่า) ศาลเจ้าที่ เป็นศาลขนาดเล็กมีสี่เสา ศาลเจ้าที่หลังเก่าในวันประกอบพิธีกรรมไหว้ผีเจ้าบ้าน รอบศาลมีไก่แขวนโดยรอบ
72 2) พิธีเรียกขวัญ ชาวโอก๋องมีความเชื่อเรื่องขวัญไม่ต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในภาษา โอก๋อง คำว่า “ขวัญ” คือ “เก๊ก” พิธีเรียกขวัญจะเรียกว่า “เก๊ก เคีย” ชาวโอก๋องเชื่อว่า ขวัญมี 9 ขวัญ โดยขวัญจะอยู่ที่ ศีรษะ หู (นับแค่ 1) ผม ตาสองข้าง มือสองข้าง และเท้าทั้งสองข้าง การ เรียกขวัญจะทำเมื่อมีคนเจ็บป่วยไม่สบาย เด็กร้องไห้ไม่ทราบสาเหตุ ปัจจุบันคนที่ทำพิธีเรียกขวัญ เรียกว่า “หมอทำขวัญ” คือ นางแพ แสนเงิน และยังมีคนอื่น ๆ อีกแต่มีไม่มากนัก เพราะแก่ชรากัน แล้วและคนรุ่นหลังไม่ได้สืบต่อ 3) การเล่นผีกระด้ง เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนหรือวิตกกังวล ชาวโอก๋องจะทำการเล่นผีกระด้ง เพื่อเป็นการเสี่ยงทายว่าอุปสรรคนั้นจะสามารถผ่านไปได้ด้วยดีหรือไม่ วิธีการเล่นผีกระด้งจะเริ่มจาก จะมีผู้เชิญผี และผู้ที่ประสงค์จะเสี่ยงทาย โดยจะนำกระด้งมาคว่ำลงกับพื้น นำเครื่องประกอบพิธีมา วางบนหลังกระด้ง เพื่อเป็นการไหว้ครูและบวงสรวงผีให้เข้ามา จากนั้นนำเครื่องประกอบพิธีออกจาก กระด้ง ผู้เชิญผีและผู้เสี่ยงทายจะจับขอบกระด้งกันคนละข้าง สักพักหนึ่งกระด้งจะแกว่งไปมา เมื่อ ขอบกระด้งแตะลงกับพื้น แสดงว่าผีได้เข้ามาเรียบร้อยแล้ว ผู้เสี่ยงทายจะทำการซักถามเรื่องราวต่าง ๆ ถ้าขอบกระด้งเคาะกับพื้นเสียงดังแสดงว่าผีตอบว่า ใช่ ถ้ากระด้งเคาะเสียงเบาหลาย ๆ ครั้ง แสดง ว่าผีตอบปฏิเสธ แต่ถ้ากระด้งแกว่งไปมาเฉย ๆ แสดงว่าผีออกแล้ว เป็นอันเสร็จพิธี (มยุรี ถาวพัฒน์, 2540) ปัจจุบันการเล่นผีกระด้งน้อยลงไปมากแล้ว 6. ภาพประกอบ
73 การปลูกข้าวไร่ที่บ้านกกเชียง 7. แหล่งสืบค้นเพิ่มเติม https://www.sac.or.th/databases/ethnic-groups/ethnicGroups/33 https://www.thaipost.net/public-relations-news/16308/
74 ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : ลาวครั่ง ชื่อเรียกตนเอง : ลาวครั่ง ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลาวครั่ง, ไทครั่ง, ลาวขี้ครั่ง, ลาวเต่าเหลือง, ลาวด่าน, คนไทยเชื้อสายลาวครั่ง ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ภาษาลาวครั่ง อยู่ในตระกูลภาษาไท ไม่มีอักษรและไม่มีระบบการเขียนเป็น การเฉพาะ ใช้อักษรลาวร่วมกันกับกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอื่น ๆ 1. ประวัติของท้องถิ่น/สถานที่/บุคคล จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่า บรรพบุรุษชาวลาวครั่งได้อพยพมาจากอาณาจักร เวียงจันทน์ และหลวงพระบางพร้อมกับลาวกลุ่มอื่นๆ เข้ามายังประเทศไทยด้วยเหตุผลทางการเมือง และเป็น เชลยศึกยามสงคราม อาศัยอยู่บริเวณภาคกลางของประเทศไทย ชาวลาวครั่ง หรือ ลาวกา เป็นกลุ่มที่ มีเชื่อสายบรรพบุรุษจากหลวงพระบาง สันนิษฐานว่าอพยพเข้ามาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ตอนพระเจ้า ตากสินยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์ เมืองหลวงพระบาง จึงเข้าสวามิภักดิ์แล้วถูกกวาดต้อนผู้คนลงมา และเมื่อสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทำการปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ ซึ่งพระองค์ท่านได้รวมอาณาจักร เวียงจันทร์และอาณาจักรหลวงพระบางเข้าด้วยกันกับประเทศสยาม การณ์ครั้งนั้นได้กวาดต้นชาวลาว กลุ่มต่างๆเข้ามาอยู่ตามหัวเมืองใกล้ๆเพื่อเสริมกำลังแก่พระนคร และโปรดเกล้าให้คนกลุ่มนี้อาศัย กระจายอยู่ในพื้นที่หลายๆแห่ง เช่น จังหวัดลพบุรี อำเภอพนัสนิคม อำเภอนครไชยศรี จังหวัดชัยนาท และจังหวัดสุพรรณบุรี โดยในอำเภอด่านช้างมีชุมชนชาวลาวครั่งกระจายออกเป็นหลายกลุ่มในเขตห้วยขมิ้น วังกุ่ม นาตาปิ่น หนองเปาะ บ้านพุน้ำร้อน และหนองดุม ซึ่งจากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษชาวลาวครั่งกลุ่มนี้ คือกลุ่มหลวงพระบางล้านช้าง ที่ถูกกวาดต้อนมาเมืองศรีสวัสดิ์ กาญจนบุรี เฝ้าด่านชายแดนตะวันตก เพื่อเป็นหน้าด่านต้านทัพพม่าตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อคราวรัชกาลที่ 3 จนถูกเรียกว่า “ลาว ด่าน” ส่วนชื่อเรียกลาวคั่ง หรือลาวครั่ง สันนิษฐานได้ว่าอาจมาจาก 2 แหล่งคือ 1. มาจากชื่อของภูเขา ในอาณาจักรหลวงพระบาง ที่มีรูปร่างเหมือนระฆัง ทำให้เรียกชื่อ ตามนั้น ลาวภูฆัง และเรียกเพี้ยนกลายเป็น “ลาวครั่ง” 2. สันนิษฐานว่า สาเหตุที่เรียกชื่อกลุ่มของตนเองมาตั้งแต่โบราณว่า “ลาวครั่ง” เป็นการเรียก ตามชื่อของครั่ง ที่นิยมนำมาใช้ย้อมสีผ้าให้เป็นสีแดง เพื่อใช้ในการทอเป็นเครื่องนุ่งห่มการ แต่งกายด้วยผ้าทอพื้นบ้าน
75 2. ข้อมูลทั่วไป/สภาพความเป็นอยู่/พื้นที่/เวลาเปิดทำการ/ช่องทางการติดต่อ ชุมชนลาวครั่งที่ถือว่าลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงและรวมตัวกันเป็นชุมชนเข้มแข็งที่สุดใน อำเภอด่านช้างคือชุมชนบ้านพุน้ำร้อนซึ่งมีศูนย์กลางของชุมชนอยู่ที่วัดพุน้ำร้อน โดยสถานที่สำคัญ ของชุมชนบ้านพุน้ำร้อน ได้แก่ 1.พิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านพุน้ำร้อน แหล่งท่องเที่ยวทางโบราณคดีปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้าน พุน้ำร้อน เป็นบริเวณพื นที่ที่พบมรดกทางวัฒนธรรมเป็นจ้านวนมากและมีความหลากหลาย ทั้งมรดก ทางวัฒนธรรมที่เป็นประเพณี วิถีการด้ารงชีวิตของกลุ่มคนชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น กะเหรี่ยง ละว้า ลาว ครั่ง เป็นต้น และมรดกทางวัฒนธรรมประเภทหลักฐานทางโบราณคดี 2.อ่างเก็บน้ำหุบเขาวง เป็นแหล่งที่ท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศ อยู่ในเขตป่าชุมชนบ้านพุน้ำร้อน ป่าชุมชนนี มีพื้นที่ถึง 7,054 ไร่ ลักษณะของพื้นที่อ่างเก็บน้ำหุบเขาวงมีเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่เศษ โอบล้อมด้วยธรรมชาติ ป่าเขา ผืนน้ำท้องฟ้า เหมาะกับการพักแคมป์ปิ้ง กางเต็นท์ หรือจะเช่าแพพักค้างแรม ทางอ่างเก็บน้ำ หุบเขาวงก็มีให้บริการสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เกิดจากความร่วมมือของทางชุมชนในพื้นที่ ชวยกัน พัฒนา ดูแลพื้นที่ป่าชุมชนของหมู่บ้าน จนสามารถพัฒนากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ต้อนรับ นักท่องเที่ยวแบบเรียบง่าย และยังสามารถเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ได้อีกด้วย
76 3. ศูนย์เรียนรู้ทอผ้าซิ่นตีนจกลายโบราณลาวครั่งบ้านพุน้ำร้อน ที่ทำการทอผ้า ตั้งอยู่ที่ วัดพุ น้ำร้อน ตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ในบริเวณวัดพุน้ำร้อนนั้น มีกลุ่มผ้าทอลาย โบราณของลาวครั่งที่ทางชุมชนได้รวมกลุ่มผ้าทอไว้ กลุ่มผ้าทอได้เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557ที่ผ่านมาโดยท่านพระครูวิสิฐสุวรรณคุณ ( พระอาจารย์เสน่ห์ อภินนฺโท ) เจ้าอาวาสวัดพุน้ำ ร้อนเป็นผู้รวมชาวบ้านจัดตั้งกลุ่มทอผ้าเพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และชุบชีวิตผ้าทอลาวครั่ง งานประเพณีท้องถิ่นที่สำคัญของชุมชนชาวลาวครั่ง 1. ประเพณียกธงสงกรานต์แห่บุษบก จัดขึ้นในวันที่ 19 เมษายนของทุกปี เป็น ประเพณีที่จัดขึ้น เพื่อความเป็นศิริมงคลในการเริ่มต้นศักราชใหม่ ในสมัยโบราณจะมีขบวนแห่หลวง พ่อโตไปในบ้านทุกหลังภายในหมู่บ้านเพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำศักการะ ตามคติความเชื่อว่าพระ พุทธเสด็จมาโปรดที่บ้านเพื่อความเป็นศิริมงคล พร้อมกับคนในชุมชนจะช่วยกันประดิษฐ์ธงดอกไม้ซึ่ง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะชุมชนบ้านพุน้ำร้อนเท่านั น เพื่อร่วมในพิธีแห่บวงสรวงขอฝนต่อเทวดา ภายใน งานจะมีการละเล่น การฟ้อนร้าของชาวลาวครั่ง ทั้งในชุมชนบ้านพุน้ำร้อนและลาวครั่งเชื้อสายบ้านพุ น้ำร้อนจากชุมชนข้างเคียง ในความเจริญและบริบทชุมชนที่เปลี่ยนไป ทำให้ไม่สามารถจัดขบวนแห่ เข้าไปในหมู่บ้านได้ทุกบ้าน จึงจัดพิธีที่ถนนกลางหมู่บ้านแทน
77 2. พิธีสวดมนต์ข้ามคืน ในวันวิสาขบูชาจะมีพิธีสวดมนต์ข้ามคืน ณ วัดเจดีย์วัดสาขาของวัด พุน้ำร้อนบนยอดเขาที่มีทัศนียภาพอันงดงามเงียบสงบ 3. บุญขนมจีน งานนี้จะจัดขึ้นช่วงกลางเดือนมีนาคมของทุกปี การกำหนดวันจะขึ้นอยู่กับ การประชุมถามความเห็นของส่วนรวม งานบุญขนมจีนถือได้ว่าเป็นงานวัดประจำปีของ ชุมชน เป็นงานปิดทองหลวงพ่อโตองค์จ้าลอง โดยหลวงพ่อโตองค์จริงประดิษฐานอยู่ ภายใน “สิม”(ภาษาลาวครั่งใช้เรียกโบสถ์ วิหาร) เก่าแก่คู่วัดพุน้ำร้อน หลวงพ่อโตเป็น พระเนื้อดินปั้น ปางมารวิชัยเป็นพระคู่ชุมชนพุน้ำร้อน สร้างโดยกำนันสุธี กำนันคนแรก ของ ต.ด่านช้าง และความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านในชุมชน ภายในงานจะมีการตำ แป้งขนมจีนโดยทุกคนในชุมชนจะมาร่วมกันทำขนมจีน น้ำยาเพื่อเลี้ยงพระ และเลี้ยง ฉลองถือเป็นงานบุญฉลองในวันเสร็จสิ้นฤดูการเก็บเกี่ยว โดยประเพณีนี้ปฏิบัติสืบทอด กันมาตั้งแต่เริ่มตั้งชุมชน มีกุศโลบายเพื่อให้เกิดความร่วมมือ ความสามัคคีภายในชุมชน
78 4. พิธีทำบุญกลางหมู่บ้าน ณ ศาลเจ้าพ่อพุน้ำร้อน พิธีเก่าแก่ดั้งเดิมเพื่อความเป็นสิริมงคล แก่ลูกหลานในชุมชนตามความเชื่อที่สืบทอดมาอย่างยาวนานว่าได้อันเชิญดวงวิญญาณ ของเทพ กษัตริย์และบรรพบุรุษ มาจากหลวงพระบางไว้กลางหมู่บ้านตั้งแต่ครั้งอพยพมา ตั้งบ้านเรือน 5. ทำบุญบวชป่า เพื่อเป็นการสักการะเทพาอารักษ์ตามคติความเชื่อเดิม และเป็นสัญญาณ ในการเปิดฤดูการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเข้าพักในอ่างเก็บน้ำหุบเขาวงหลังจากพักฟื้น ธรรมชาติและถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในเดือนพระราชสมภพของสมเด็จพระราชินีใน รัชกาลที่ 9 กิจกรรมนี้จะจัดในวันที่ 12 สิงหาคมหรือวันแม่แห่งชาติของทุกปี
79 6. บุญข้าวหลาม สวดมนต์ข้ามปี ในวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี ประชาชนในหมู่บ้าน จะ ร่วมกันเผาข้าวหลามที่วัดพุน้ำร้อนเพื่อเลี้ยงญาติโยมที่มาสวดมนต์ข้ามปี และทำบุญ ข้าว หลามเลี้ยงพระ ในเช้าวันที่ 1 มกราคม ที่วัดพุน้ำร้อน ซึ่งมีชาวลาวครั่งในชุมชนและ ชุมชนข้างเคียง รวมถึงประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านในชุมชนจะ เข้าไปตัดไม้ไผ่ในป่าชุมชน บริจาคข้าวเหนียว น้ำตาล มะพร้าว และมาร่วมแรงกันในการ เผาข้าวหลาม ประเพณีนี้มีสืบเนื่องกันมาตั้งแต่เริ่มตั้งชุมชน ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 065 012 2240 3. ปราชญ์ชาวบ้าน/วิทยากรท้องถิ่น พระครูวิสิฐสุวรรณคุณ (พระอาจารย์เสน่ห์อภินนฺโท ) เจ้าอาวาสวัดพุน้ำร้อน 4. สถานที่ตั้ง/อาณาเขตติดต่อ/สภาพภูมิประเทศ ในปัจจุบันบ้านพุน้ำร้อนได้แยกหมู่บ้าน ออก 3 หมู่ได้แก่ บ้านหินลาด หมู่ที่ 15 บ้านหนองแก หมู่ที่ 16 และบ้านโป่งข่อยสมอทอง หมู่ที่ 20 ปัจจุบันที่ประกอบด้วย 385 ครัวเรือน บ้านพุน้ำร้อน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอด่านช้าง ห่างจากอำเภอด่านช้างระยะทาง 20 กิโลเมตร พื้นที่ส่วน ใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ดินร่วนปนทราย
80 แผนผังหมู่บ้าน ที่มา : เว็บไซต์http://www.suphan.biz/phunamron.ht อาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ ติดต่อกับ หมู่ที่ 16 บ้านหนองแก ตำบลด่านช้าง ทิศใต้ ติดต่อกับ หมู่ที่ 4 ตำบลหนองปลิง อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี ทิศตะวันออก ติดต่อกับ หมู่ที่ 20 บ้านโป่งข่อยสมอทอง ตำบลด่านช้าง ทิศตะวันตก ติดต่อกับ หมู่ที่ 15 บ้านหินลาด และหมู่ที่ 6 บ้านหนองผือ ตำบลด่านช้าง ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีการแยกหมู่บ้านตามความสะดวกของเขตการปกครองแต่ลูกหลานของ ชาวบ้าน พุน้ำร้อนยังตระหนักว่าตนเป็นเครือญาติและมาจากรากเดียวกัน สังเกตได้จากเมื่อมีเทศกาลงานบุญ ประเพณีใหญ่ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณลูกหลานชาวบ้านพุน้ำร้อนทุกหมู่บ้านจะมารวมกันเพื่อ ร่วมงานบุญประเพณี จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน 5. สภาพสังคม/เชื้อชาติ/ศาสนา/อาชีพ ชาวลาวครั่ง เมื่อถึงงานประเพณีต่าง ๆ จะมีการรวมกลุ่มในชุมชนเพื่อทำบุญ และจัด ประเพณีต่าง ๆ ที่วัดพุน้ำร้อน หรือที่เรียกว่าฮีตสิบสอง คลองสิบสี่(ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี ของชาติพันธ์ลาว ซึ่งร่วมถึงชาวลาวอีสานที่ปฏิบัติ สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแสดง
81 ถึงความเป็นชาติเก่าแก่และเจริญรุ่งเรืองมานาน เป็น เอกลักษณ์ของชาติและท้องถิ่น และมีส่วนช่วย ให้ชาติดำรงความเป็นชาติของตนอยู่ตลอดไป การแต่งกายของชาวลาวครั่ง ในชีวิตประจำวันจะแต่ง กายตามปกติ ยกเว้นในการจัดงานประเพณีหรืองานที่มีการรวมกลุ่ม ผู้ชายจะมีผ้าขาวม้าคาดเอวเป็น ลายตารางหมากรุก 5 สี ส่วนผู้หญิงจะมีการแต่งกายด้วยผ้าทอมัดหมี่ ต่อผ้าซิ่นตีนจก ซึ่งประกอบไป ด้วยส่วนตัวผ้าซิ่น นิยมทอด้วยผ้ามัดหมี่ทอแซมสลับกับการ “ทอแบบขิด” เป็นลายทางเล็ก ๆ สี เหลืองหรือสีขาวคั่นระหว่างผ้ามัดหมี่เพื่อแบ่งช่องลวดลายผ้าสำหรับเน้นลวดลาย ประชาชนสวนใหญนับถือศาสนาพุทธ ประมาณร้อยละ 90และนับถือศาสนาคริสตประมาณ ร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด อาชีพหลักของชาวลาวครั่งในถิ่นฐานเดิมนั้นเน้นการหาของป่า ล่าสัตว์ ทำไร่ ต่อเมื่อมีการลง หลักปัก ฐานมากขึ้นจึงมีการทำเกษตรกรรม ในอดีตหลังจากหมดฤดูการทำการเกษตรชาวลาวครั่งจะใช้เวลา ว่างส่วนใหญ่ในการทอผ้าไว้สำหรับใช้เองในบ้านและแลกเปลี่ยนกันในชุมชน แต่เนื่องจากการ เปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบันการทอผ้าจึงลดน้อยลง แต่ยังคงมีกลุ่มทอผ้าที่ยังคงวัฒนธรรมการ ทอผ้าแบบดั้งเดิมเอาไว้เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและใช้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะเทศกาลต่าง ๆ และสามารถรักษาวัฒนธรรมของตนเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น การทอผ้าลวดลายที่มีเอกลักษณ์ คือ ผ้าขิด ผ้าจกและผ้ามัดหมี่ ทอทั้งผ้าฝ้ายและผ้าไหมผ้าทอที่ใช้ในพิธีทางศาสนา ผ้าคลุมหัวนาค ผ้าห่อ คัมภีร์ ผ้าทอใช้ในชีวิตประจำวัน ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า หมอนน้อย หมอนเท้า ถุงขนมเส้น และมีการจัด งานประเพณีท้องถิ่นที่ได้ ยึดถือกันมายาวนาน ฤดูกาลทำนารวมของชุมชนพุน้ำร้อน ความริเริ่มมาจากเจ้าอาวาสวัดพุน้ำร้อน ท่านเห็นพื้นที่ รกร้างข้างอุโบสถ จึงให้ชุมชนร่วมกัน ท้านารวมแบบปลอดสารและแจกจ่าย จ้าหน่ายในราคากันเอง ปัจจุบันชาวบ้านได้แบ่งพื้นที่ดินของตนเองเพื่อเข้าร่วมโครงการท้านารวมเพื่อไว้บริโภคเองทั้งนี้มีการ บริหารข้าวส่วนกลางสำหรับมอบให้กับผู้สูงอายุ ผู้ที่ต้องสงเคราะห์ เป็นการแบ่งปันความสุขร่วมกัน และนักท่องเที่ยว สามารถที่จะทดลองกิจกรรมดำนาในแปลงนารวมนี้ได้อีกด้วย
82 6. ภาพประกอบ “สิม”(ภาษาลาวครั่งใช้เรียกโบสถ์ วิหาร)
83 7. แหล่งสืบค้นเพิ่มเติม http://mll.aru.ac.th/history.html https://www.thaipbs.or.th/news/content/293034 http://ithesisir.su.ac.th/dspace/bitstream/123456789/1988/1/56604926.pdf
84 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ชื่อหน่วย สืบลำเนาวัฒนธรรมท้องถิ่น ผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้/มาตรฐาน ที่นำมาบูรณา การ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. รู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 2.ใช้กระบวนการทาง ประวัติศาสตร์ในการศึกษา แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 3.ตระหนัก เห็นคุณค่า และ ร่วมกันอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ ท้องถิ่นที่สนใจ 4.นำความรู้ที่ได้ศึกษาจาก แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 2 การเขียน มฐ. ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวใน รูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศ แ ละ ร า ย ง า น ก า รศึ ก ษา ค้ น คว้ า อ ย่างมี ประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มฐ. ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมี วิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ ความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการ ดำเนินชีวิตในสังคม มฐ. ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของ การเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่ดีงาม และธำรง รักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลกอย่างสันติสุข 1. นักเรียนสามารถอภิปราย เกี่ยวกับแหล่งรู้และวัฒนธรรม ในท้องถิ่นได้ 2. นักเรียนสามารถวาดภาพ ระบายสีวัฒนธรรมท้องที่ ประทับใจได้ 3. นักเรียนออกแบบและ สร้างสรรค์ชิ้นงานของที่ระลึก ให้สอดคล้องกับแหล่งเรียนรู้ วัฒนธรรมได้ 4. นักเรียนเห็นคุณค่าของ วัฒนธรรมในท้องถิ่น
85 ผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้/มาตรฐาน ที่นำมาบูรณา การ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ มฐ. ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์ วิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ มฐ. ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรักความภูมิใจและธำรงความเป็นไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระที่ 1 ทัศนศิลป์ มฐ. ศ ๑.๒ เขาใจความสัมพันธระหวางทัศนศิลป ประวัติศาสตรและวัฒนธรรม เห็นคุณคางานทัศน ศิลปที่เปนมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปญญาทองถิ่น ภูมิปญญาไทย และสากล กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาการงานอาชีพ สาระที่ 1 การดำรงชีวิตและครอบครัว มฐ. ง 1.1 เข้าใจการทำงาน มีความคิด สร้างสรรค์ มีทักษะกระบวนการทำงาน ทักษะ การจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ทักษะ การทำงานร่วมกัน และทักษะการแสวงหาความรู้ มีคุณธรรม และลักษณะนิสัยในการทำงาน มี จิตสำนึกในการใช้พลังงาน ทรัพยากร และ สิ่งแวดล้อมเพื่อการดำรงชีวิตและครอบครัว
86 อำเภอเดิมบางนางบวช ประเพณีตักบาตรเทโว คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะสำคัญ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี สาระการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของอำเภอเดิมบางนางบวช ประกอบด้วย งานยกธง งานตักบาตรเท โว อำเภอสามชุก ประกอบด้วย บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ อำเภอหนองหญ้าไซ ประกอบด้วย กลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ ไททรงดำ อำเภอด่านช้าง ประกอบด้วย ประเพณีกินข้าวใหม่ ประเพณีกวนข้าวทิพย์ ประเพณีค้ำ ต้นไทร การแสดงรำวง ความคิดรวบยอด สืบลำเนาวัฒนธรรมท้องถิ่น 1.ประวัติความเป็นมา ประเพณีตักบาตรเทโว เป็นประเพณีที่ชาวสุพรรณบุรี ยึดถือปฏิบัติกันมา ตั้งแต่ครั้ง บรรพบุรุษ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ เพราะเป็นการจัดงานตักบาตรเทโว ที่มีความสอดคล้องกับพุทธตำนานมาก ใน สมัยพุทธกาล เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมศาสดาได้เสด็จขึ้นไปแสดงธรรมโปรดพุทธมารดายัง สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลา 3 เดือนเต็ม จนกระทั่งพระพุทธมารดาได้บรรลุ ซึ่งพระอริยมรรค อริยผล เป็นพระอรหันต์ภูมิแล้วจึงเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมาสู่โลกมนุษย์ วันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์นั้น เรียกว่า "วันเทโวโรหณะ" ซึ่งจะมีพระอรหันต์พร้อมด้วยสาธุชนมารอรับเสด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อการใส่บาตรอย่างมากมายขึ้น เพื่อให้ประชาชนมาร่วมกันตักบาตรทำบุญซึ่งเป็น หน้าที่ชาวพุทธและสืบสานประเพณีที่สำคัญอย่างนี้ต่อไป วัดหัวเขา ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ได้มีการสืบสานประเพณีตักบาตรเทโว โรหณะ โดยเมื่อครั้งในอดีต หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา อดีตเจ้าอาวาส พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของสุพรรณบุรี ได้นำพระภิกษุที่จำพรรษา เดินรับบิณฑบาตลงจากยอดเขา มาโปรดญาติโยม ซึ่งชาวบ้านหัวเขา ยึดถือ
87 ปฏิบัติสืบต่อยาวนานนับ 100 ปีทุก ๆ ปีทางวัดจะมีการจัดงานประเพณีตักบาตรเทโวขึ้น หลังจากวัน ออกพรรษา 1 วัน คือ แรม 2 ค่ำ เดือน 11 2. ที่ตั้ง วัดหัวเขาตั้งอยู่เลขที่ ๑๓๒ ม.2 วัดหัวเขา ตำบลหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัด สุพรรณบุรี 72120 3. ปราชญ์ชาวบ้าน ด้านศิลปะการแสดง ดนตรี เพลงพื้นบ้าน แหล่ แต่งกลอน ที่ ชื่อ - สกุล ประเภทภูมิปัญญา ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ ๑ นางทองขำ มามาตร แม่เพลงอีแซว ๑๕๙ หมู่ที่ ๕ ๒ นายเทียน เฉยพินิจ ดนตรีไทย ๘๔/๒ หมู่ที่ ๖ ๓ นายโพธิ์ แสงศรี พ่อเพลงอีแซว ๔๖/๒ หมู่ที่ ๑๒ ๔ นายประจบ น้ำแก้ว แต่งเพลง กลอน ๗ หมู่ที่ ๒ ด้านศิลปะหัตกรรม เช่น การจักรสาน การแกะสลัก การปั้น ที่ ชื่อ - สกุล ประเภทภูมิปัญญา ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ ๑ นายโพธิ์ ศรีพุกทอง จักรสาน ๑๙ หมู่ที่ ๗ ๒ นายสน เกตุแก้ว จักรสาน ๑๐ หมู่ที่ ๒ ๓ นายสมชาย ด้วงเสียว จักรสาน หมู่ที่ ๙ ๔ นายชด แก้วจันทร์ จักรสาน ๔๗ หมู่ที่ ๑๒ ๕ นายวัง สูงปานเขา ทำแหวนโบราณ ๑๒๕ หมูที่ ๒ ๖ นางฉลอง นุ่มผล ช่างปูน ๖๗ หมูที่ ๑ ๗ นายจำเนียร คงใจดี ช่างไม้ ๘๑/๑ หมูที่ ๑ ด้านคหกรรม เช่น การทำขนมไทย ขนมโบราณ การทำอาหารพื้นบ้าน ที่ ชื่อ - สกุล ประเภทภูมิปัญญา ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ ๑ นางสาวละออง ทองรอด ทำขนมไทย ๔๓ หมู่ที่ ๑ ๒ นางนิสา ขาวเงิน ทำขนมจีน ๓๙ หมู่ที่ ๖ ๓ นางสายพิณ ผลสุข ทำขนมไทย หมู่ที่ ๘
88 ๔ นางฉลอ สูงปานเขา อาหารไทย ขนมไทย หมู่ที่ ๑ ด้านพิธีกรรม และความเชื่อ เช่น การทำพิธีขึ้นศาล พิธีไหว้ครู มรรคนายก ที่ ชื่อ - สกุล ประเภทภูมิปัญญา ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ ๑ นายละมัย มีสุข มรรคนายก ๔๖หมู่ที่ ๑ ๒ นายวัง สูงปานเขา การทำพิธีขึ้นศาล พิธีไหว้ครู ๑๒๕ หมู่ที่ ๒ ๓ นายประจบ น้ำแก้ว มรรคนายก ๗ หมู่ที่ ๒ ๔ นายทองหย่อน น้ำแก้ว หมอน้ำมัน ๓๓ หมู่ที่ ๑๐ ๔. ขั้นตอนและวิธีดำเนินงาน สำหรับพิธีปฏิบัติในการตักบาตรเทโว คือ จะอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนล้อเลื่อนที่ บุษบก หรือขบวนรถทรง มีบาตรวางตั้งอยู่ด้านหน้า และจะมีคนลากล้อเลื่อนไปอย่างช้าๆ ขบวน พระสงฆ์ก็จะเดินตามเรียงเป็นแถวงดงาม พุทธศาสนิกชนก็จะนั่งเรียงเป็นแถว และนำ ข้าวต้มลูกโยน มา ใส่บาตร ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ในการตักบาตรเทโว ในบางวัดอาจจะมีการจัดสถานที่เป็นแบบจำลอง เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจริงๆ อีกด้วย วิธีการตักบาตรเทโว 1. เตรียมอาหารในตอนเช้า อาหารที่เตรียมเพื่อตักบาตรเป็นพิเศษในวันนี้ คือ ข้าวต้ม มัด และ ข้าวต้มลูกโยน วัดบางวัดอาจจะจำลองสถานการณ์วันที่ พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเท วโลกชั้นดาวดึงส์ คือ ประชาชนจะนั่งหรือยืนสองฝั่งทางลงจากอุโบสถ หรือศาลา ให้พระสงฆ์เดิน เข้าแถวเรียงลำดับรับบาตรตรงกลาง โดยมีมัคนายก เดินอัญเชิญพระพุทธรูปนำหน้าแถวพระสงฆ์ 2. หลังจากตักบาตรแล้ว มีการอาราธนาศีล สมาทานศีล และรักษาศีล 3. ฟังธรรมและทำสมาธิตามโอกาส เพื่อทำให้จิตใจบริสุทธิ์ผ่องใส 4. แผ่เมตตา และกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติ ผู้ล่วงลับ และสรรพสัตว์ ๕. การแต่งกาย ชุดสุภาพ 6. ความเชื่อ หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา หากพูดถึงพระเกจิอาจารย์ที่หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ยกย่อง หลวง พ่ออิ่ม วัดหัวเขา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรีก็นับเป็นอีกรูปหนึ่ง ที่หลวงพ่อปานกล่าวยกย่องด้วย ความเคารพ โดยหลวงพ่อปาน เรียกหลวงพ่ออิ่มว่า “พระเจดีย์” ซึ่งหมายถึงว่า เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่น่า
89 เคารพยกย่องเหมือนกับเป็นพระสถูป หรือพระเจดีย์ ที่ควรค่าแก่การสักการะบูชา หลวงพ่ออิ่ม ท่านเป็น พระที่เคร่งในพระธรรมวินัย และญาณสมาบัติสูง ประวัติของหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา ท่านเกิดเมื่อวันอาทิตย์ ปีจอ เดือน ๗ ในปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ ตรงกับวันที่ ๑ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๖ อุปสมบทเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๒๖ ท่านเป็นพระธุดงค์มาจากเมืองอื่น (บางข้อมูลว่าท่าน เป็นคนอำเภอศรีประจันต์ จากบันทึกว่าท่านเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดไก่เตี้ย อำเภอศรีประจันต์) แล้วเดินทาง มาปักกลดปฏิบัติธุดงควัตรอยู่บริเวณบ้านหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช ซึ่งแต่เดิมเป็นป่ารกทึบ ท่านเห็น ว่าอาณาบริเวณนี้มีความสงบร่มรื่นเหมาะแก่การสร้างเป็นวัด จึงได้สร้างเป็นวัดขึ้นมาชื่อว่า “วัดหัวเขา” และท่านก็ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ๗.ภาพประกอบ
90
91 ประเพณียกธง 1.ประวัติความเป็นมา ประเพณียกธงสงกรานต์ เป็นประเพณีของชาวไทยเชื้อสายลาวครั่ง จะจัดขึ้นช่วงเวลาประเพณี สงกรานต์ ซึ้งแต่ละหมู่บ้านอาจจัดขึ้นในวันที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม สำหรับบ้านบ่อกรุจะจัดใน วันที่ 19 เมษายน ของทุกปี งานประเพณียกธงสงกรานต์ (ซึ่งเดิมชาวบ้านมักเรียกว่า งานยกทุง จะคล้าย กับที่ชาวเหนือเรียกว่า ตุง) ที่บ้านบ่อกรุนี้เป็นประเพณีเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ จึงควรมีการ อนุรักษ์และส่งเสริมประเพณีนี้ไว้เพื่อการดำรงไว้ซึ่งประเพณีอันดีงามนี้สู่ชนรุ่นหลัง ทั้งกิจกรรมในการยก ธงสงกรานต์ยังก่อเกิดซึ่งความสามัคคี ความปองดอง สมานฉันท์ในชุมชน ตามนโยบายของรัฐบาล พระครูโกมุทสุวรรณาภรณ์พร้อมหัวหน้าหน่วยงานทางราชการมีความเห็นว่า การยกธงสงกรานต์ เป็นการสร้างความปองดองและความสมานฉันท์ของคนในชุมชน ก่อให้เกิดความสุข สันติสุข ความ สามัคคีในชุมชน ซึ่งสามารถนำมาเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวันของ ประชาชนในหมู่บ้าน ความร่วมมือของหน่วยงานทางราชการและประชาชนในหมู่บ้าน วัดบ่อกรุได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงได้จัดทำโครงการ “ยกธง สงกรานต์“ ขึ้น ความหมายของงานยกธงสงกรานต์ หมายถึงการสิ้นสุดของประเพณีสงกรานต์ของหมู่บ้านแล้ว วัน เวลาแห่งความสนุกสนานได้สิ้นสุดลง หลังจากนี้ก็จะเข้าสู่ฤดูการทำนา ในวันยกธงสงกรานต์นอกจากจะ จัดให้มีความสนุกสนานรื่นเริงกันแล้ว ก็ยังมีพิธีกรรมทางพุทธศาสนาอยู่ด้วยเพื่อบวงสรวงบูชาเทวดาฟ้า ดินช่วยให้ดลบันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ส่งผลให้ข้าวกล้าได้ผลผลิตที่ดีด้วย ๒.สถานที่ตั้ง วัดบ่อกรุ ตำบลบ่อกรุ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ๓. ปราชญ์ชาวบ้าน เรื่องเล่างานยกธงและผู้ที่มีส่วนร่วมดำเนินงานในงานยกธง 1. นายภูวรินทร์ ศุภวราพงษ์ บ้านเลขที่ 248 หมู่ 1 ตำบลบ่อกรุ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี 72120 โทรศัพท์ 089-8934243 ๔.กระบวนการหรือขั้นตอนของแต่ละอาชีพในท้องถิ่น 1. ไม้ไผ่ ต้องใช้ลำไผ่ตรง ลำใหญ่ให้มากที่สุดและยาวสวยงามมีความเหมาะสมที่จะทำคันธง ใน สถานการณ์ปกติ จะมีการแข่งขันทั้ง7 หมู่บ้านในตำบลบ่อกรุ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี
92 2. ตัวธง ( ผ้าธง ) มีการใช้ผ้าทอมาประดิษฐ์ลวดลายให้สวยงามเพื่อนำมาประดับปลายคันธง นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่จะนำมาประดับปลายคันธงได้เพื่อให้ตัวธงนั้นมีความสวยงาม ส่วน ของผ้าธงจะมีการประกวดอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทสวยงาม และประเภทความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 3. ในช่วงเช้า ขบวนการแห่ธง ทั้ง 7 หมู่บ้านในตำบลบ่อกรุ จะมีการตั้งขบวนในสถานที่เดียวกันเพื่อ ออกมาแต่ละขบวนไปยังที่วัดบ่อกรุ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน เมื่อขบวนแห่ทั้ง 7 หมู่บ้าน มาถึงเรียบร้อย แต่ ละหมู่บ้านจะนำคันธงไปวางแนวนอนบนเก้าอี้ เรียงกันทางสถานที่จัดไว้ หลังจากนั้นแต่ละหมู่บ้านจะมี การละเล่นและมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัย ณ.ปัจจุบันจะมีการร้องรำ เพื่อสร้างสัมพันธ์ไมตรีต่อ เพื่อนในแต่ละหมู่บ้านและมีความสนุกสนาน 4. ช่วงบ่าย ๆ มีขบวนแห่ยกคันธงทั้ง 7 หมู่บ้านวนรอบพระธาตุเจดีย์เศรษฐีทันใจ 3 รอบ แล้วนำผ้า ธงที่เตรียมไว้นำไปมัดกับปลายคันธงและยกขึ้นตั้งในหลุมของแต่ละหมู่บ้านที่ทางสถานที่จัดเตรียมไว้ หลังจากนั้นแต่ละหมู่บ้านจะมีการร้องรำ วนรอบต้นธงของหมู่บ้านตนเองที่ปักไว้ 5. ช่วงเย็น เป็นขบวนแห่พระสงฆ์ดออกไม้โดยมีพระพุทธนำหน้าพร้อมดอกไม้มงคล เพื่อพระสงฆ์ ออกไปปะพรมน้ำมนต์กับชาวบ้าน หมู่ 1 ตำบลบ่อกรุ โดยชาวบ้านจะออกจากบ้านแล้วรวมกลุ่มอยู่เป็น จุด เพื่อให้พระสงฆ์สะดวกต่อการเดินทางไปโปรดปะพรมน้ำมนต์ 6. ช่วงกลางคืนจะมีงานรื่นเริง โดยมีรำวงย้อนยุค หลังจากนั้นจะเป็นการเสร็จพิธีงานยกธงของตำบล บ่อกรุ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ๕.ภาพประกอบ
93 อำเภอสามชุก พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์อดีตนายอากรและบุคคลสำคัญของสามชุก ภายในได้จัด นิทรรศการเกี่ยวกับความสำคัญของลุ่มแม่น้ำท่าจีน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลัก สายชีวิตของชุมชนสามชุก สังคม และสภาพวิถีชีวิตของผู้คนสามชุก และมีการจัดแสดงผลงานศิลปะภาพวาด เกี่ยวกับสามชุกของ นักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 1.ประวัติความเป็นมา พิพิธภัณฑ์ตลาดมีชีวิตหรือบ้านพูดได้ หมายถึงตลาดสมชุก ตลาดไม้เก่าแก่อายุกว่า 100 ปี พัฒนา มาจากตลาดเล็กๆ ชุมชนชาวจีนเก่าที่มีการดำรงชีวิตและสภาพบ้านเรือนแบบดั้งเดิมมาเป็นชุมชน เมืองท่าที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจ จุดซื้อแลกเปลี่ยนสินค้าขนาดใหญ่ และเป็นจุดที่พักพ่อค้าล่องเรือขึ้น ลงระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองต่างๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรีตลาดสามชุก ประกอบด้วยห้องแถวทั้งหมด 4 ซอย โดยพื้นที่ซอย 1 และห้องแถวริมน้ำเป็นของ ‘นายหุย แซ่เฮง’ ในขณะที่ซอย 3-4 เป็นของ ‘เถ้าแก่ เนี้ยม แซ่โค้ว’ ปัจจุบัน กรรมการพัฒนาตลาดสามชุก จัดทำโครงการพิพิธภัณฑ์ตลาดมีชีวิตหรือบ้านพูดได้ โดยให้บ้านแต่ละหลังในตลาดสามชุกบอกเล่าประวัติเรื่องราวชีวิตของผู้ที่เคยอยู่อาศัยในบ้านผ่านรูปภาพ ข้าวของเครื่องใช้ และของดีที่เจ้าของภูมิใจ คณะกรรมการจะนำป้ายบรรยายของแต่ละบ้านที่เข้าร่วมใน โครงการนี้จำนวนมาก ไปติดแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน รวมทั้งบ้านขุนจำนงจีนารักษ์ด้วย บ้านขุนจำนงจีนารักษ์เดิมเป็นบ้านหลังหนึ่งในตลาดสามชุก เป็นของ นายหุย แซ่เฮง คนจีน เกิดในประเทศไทย ใกล้วัดโพธิ์คอย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบอาชีพค้าขาย มีโรงเหล้าและ โรงยาฝิ่น เมื่อเยาว์วันศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศจีน กลับเมืองไทยเมื่ออายุ 20 กว่าปี ต่อมาไดสมรสกับ คุณกุ้นเอง แซ่เจ็ง เป็นคนอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี มีบุตรธิดา 3 คน ต่อมาได้เช่าที่ราช พัสดุปลูกบ้าน 3 ชั้นใน พ.ศ.2459 กิจการค้าขายของท่านเจริญรุ่งเรืองไปถึง 6 อำเภอ ท่านจึงเป็นที่รู้จัก ของบุคคลทั่วไป ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนจำนงจีนารักษ์ตำแหน่งกรมการพิเศษ จังหวัดสุพรรณบุรี นายอากรสุรา – ฝิ่น ศักดินา 400 ไร่ จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 ถือว่าเป็นนายอากรคนแรกของอำเภอสามชุก นายหุยเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ.2517 รวมอายุได้ 83 บ้านของท่านในส่วนของคุณเคียวยี้ ซึ่งเป็นบุตรสาวของนายโต้วซ้ง จีนารักษ์ อนุญาตให้กรรมการ พัฒนาตลาดสามชุก ปรังปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์โดยใช้ชื่อ ‘พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์’ ซึ่งใช้เป็นสถานที่ เก็บของโบราณสำหรับผู้สนใจเข้าชมเพื่อศึกษาหาความรู้มาจนถึงปัจจุบัน‘บ้านขุนจำนงจีนารักษ์’ สร้างขึ้น ในสมัยราการที่ 6 ราวปี พ.ศ.2459 เป็นอาคารไม้ 3 ชั้น อายุกว่า 90 ปี ปัจจุบันกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงนิทรรศการกึ่งถาวร โดยชั้นล่างเปิดโล่งต้อนรับผู้มาเยือน จัดแสดงนิทรรศการถ่ายทอดความ เป็นมาของความเจริญจากเมืองหลวงมาสู่ชนบทนี้ได้อย่างไรโมเดลย่อส่วนของตลาด รวมถึงส่วนที่แนะนำ