144 วนอุทยานพุเตย วนอุทยานพุกระทิง ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าองค์พระ ป่าเขาพุระกำ จังหวัด สุพรรณบุรี และจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 โดยทำ หน้าที่เป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ จากผลการสำรวจพบว่า ประกอบไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่ สำคัญและมีค่า เช่น พันธุ์ไม้ ของป่า สัตว์ป่านานาชนิด ตลอดจนทิวทัศน์ ป่า ภูเขา เกาะ และน้ำตก ที่ สวยงามยิ่ง สมควรกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ เพื่อสงวนไว้ให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิมมิให้ถูก ทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไป คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติในหลักการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 โดยได้มีพระราช กฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าองค์พระ ป่าเขาพุระกำ และป่าเขาห้วยพลู ในท้องที่ตำบลองค์พระ ตำบลห้วยขมิ้น ตำบลนิคมกระเสียว ตำบลวังยาว และตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัด สุพรรณบุรี เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติพุเตย โดยประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 115 ตอน ที่ 67 ก ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2541 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 85 ของประเทศไทย 4. เวลาปิด เปิดและค่าบริการ - เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. - ค่าบริการ ชาวไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท / เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 100 บาท / เด็ก 50 บาท รถยนต์ 30 บาท รถจักรยานยนต์20 บาท กรณีนำเต็นท์มาเองชำระค่าบริการ 30 บาท/คน/คืน มีบริการค่าเช่าเต็นท์และอุปกรณ์เต็นท์ 1-3 คน ราคา 225 บาท แผ่นรองนอน 20 บาท ถุงนอน 30 บาท หมอน 10 บาท - สอบถามเพิ่มเติม โทร : 035-960240 5. พาหนะที่ใช้ในการเดินทาง/ระยะเวลาในการเดินทาง รถยนต์ จากกรุงเทพฯ ให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 340 (บางบัวทอง – สุพรรณบุรี) ถึงจังหวัด สุพรรณบุรีเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข322 ถึงอำเภอดอนเจดีย์ ระยะทาง 31 กิโลเมตร จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 3264 ถึงบ้านสระกระโจม ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางหลวงหมายเลข 333 มุ่งหน้าสู่อำเภอด่านช้าง ระยะทาง ประมาณ 30 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทาง 3086 (เส้นด่านช้าง – บ่อพลอย) ถึงบ้านปลัก
145 ประดู่ระยะทาง 32 กม. แล้วเลี้ยวขวาใช้เส้นทาง 3480 ถึงบ้านทุ่งมะกอกแล้วเลี้ยวขวาถึงบ้านห้วย หินดำ ระยะทาง 38 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาอีก 6 กิโลเมตรถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย รถโดยสารประจำทาง รถตู้ประจำทางออกจากสถานีขนส่งสายใต้เก่าสาย 69 ทุก 20 นาที ตั้งแต่เวลา 05.00- 19.00 น.ถึงขนส่งอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที (โทรจองที่นั่งได้ที่ 088 543 7201) หลังจากนั้นเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางจากสถานีขนส่ง ด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี หมายเลข 709 ด่านช้าง-บ้านกล้วย รถวิ่งแค่เวลาเดียว คือ เวลา 11.00 น. เพื่อเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติพุเตย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที รวมระยะทาง ประมาณ 78 กิโลเมตร รถตู้ประจำทางออกจากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ 994 ทุก 20 นาที ตั้งแต่เวลา 05.00- 18.00 น. ถึงขนส่งอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที (โทรจองที่นั่งได้ที่ ท่าสายใต้ 080 022 2791, ท่านครปฐม 080 022 2195, ท่าด่านช้าง 080 022 2780, ท่าบ้านไร่ 083 316 5151) หลังจากนั้นเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางจากสถานี ขนส่งด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี หมายเลข 709 ด่านช้าง-บ้านกล้วย รถวิ่งแค่เวลาเดียว คือ เวลา 11.00 น. เพื่อเดินทางเข้าสู่อุทยานแห่งชาติพุเตย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที รวม ระยะทางประมาณ 78 กิโลเมตร รถตู้ประจำทางออกจากสถานีขนส่งหมอชิต 994 เลาขวัญ-องค์พระ-ม่วงเฒ่า-หนองปรือกรุงเทพฯ (อาคาร D ช่อง D8) ทุก 20 นาที จากขนส่งหมอชิตตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. ถึง ตลาดม่วงเฒ่า จังหวัดกาญจนบุรี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที (โทรจองที่นั่ง 082 885 2424) หลังจากนั้นต้องหาเช่าเหมารถเพื่อเดินทางเข้าสู่อุทยานแห่งชาติพุเตย ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง รวมระยะทางประมาณ 46 กิโลเมตร 6. ภาพสถานที่ท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติพุเตย
146 6.1 ป่าสนสองใบ – อุทยานแห่งชาติพุเตย ข้อมูลทั่วไป ป่าสนสองใบ เป็นป่าผืนเดียวในภาคกลางที่มีสนสองใบ ความสูงประมาณ 763 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล อยู่บริเวณยอดเขาพุเตย มีการกระจายพรรณไม้สนสองใบ ประมาณ 1376 ต้น และไม้พรรณไม้แปลกมากมาย จึงเป็นที่อุดมสมบูรณ์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและเป็น เส้นทางในการศึกษาธรรมชาติมีระยะทาง ประมาณ 7 ก.ม. ๖.2 น้ำตกตะเพินคี่น้อย - อุทยานแห่งชาติพุเตย ข้อมูลทั่วไป น้ำตกตะเพินคี่น้อย ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่ เป็นน้ำตกขนาดเล็ก ที่งดงาม สายน้ำไหลกระเซ็นเป็นละอองลงสู่โขดหินข้างล้าง น้ำตกแห่งนี้เป็นแหล่งรวมของเด็กๆ ชาว กะเหรี่ยงที่พากันมาเล่นน้ำและ นักท่องเที่ยว ๖.3 ถ้ำตะเพินเงิน - อุทยานแห่งชาติพุเตย ข้อมูลทั่วไป ถ้ำตะเพินเงิน เป็นถ้ำหินปูนขนาดกลาง ประกอบด้วยโถงถ้ำ 4 ห้องด้วยกัน ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อย สีขาวบริสุทธิ์ เป็นประกายระยิบระยับดุจดังเพชรสีขาว อันเกิดจากการกัด เซาะของน้ำฝน ทำปฏิกิริยากับหินปูน ไหลนำพาตะกอนแคลเซียมไบคาร์บอเนต และสายแร่ซิลิก้าร์ ลงมาจับตัวกันเป็นหินงอกหินย้อย หินงอกจะเกิดจากด้านล่าง หินย้อยจะเกิดจากเพดานถ้ำด้านบน และเมื่อกาลเวลาผ่านไปนานเข้าหินงอกและหินย้อยยาวมาบรรจบกันเราเรียกว่าเสาค้ำเพด้านถ้ำ
147 โถงถ้ำห้องที่หนึ่ง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ฝึก จิตของพระธุดงค์ที่ผ่านมาพักอาศัยบริเวณนี้และเพดานถ้ำประกอบด้วย หินงอก หินย้อย ที่สวยงาม จึงมีชื่อเรียกว่า ห้องประกายเพชร โถงถ้ำห้องที่สอง ทางด้านซ้ายของห้องแรก เป็นโถงถ้ำที่มีความสวยงามมาก อันเกิดจากหิน งอกหินย้อย เสาค้ำเพดานถ้ำ หินย้อยที่ก่อตัวเป็นรูปสายน้ำไหลบริเวณผนังถ้ำ ส่องแสงระยิบระยับ เป็นประกาย เมื่อกระทบแสงไฟ สวยงามมาก ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวต่างพากันตั้งชื่อ หินงอกหินย้อย ตามจินตนาการของแต่ละคน เช่น เสาค้ำเพดานถ้ำ ผาละอองเพชร น้ำตกธารสวรรค์ หินรูปพระฤๅษี เป็นต้น โถงถ้ำห้องที่สาม ซึ่งการเข้าชมห้องที่สามนี้เองจะต้องผ่านผาจระเข้เผือก ซึ่งซ่อนตัวอยู่บน ผนังถ้ำและผ่านผาช้างน้อย, หินพันท้ายนรสิงห์, หินรูปไอศกรีม,หินรูปไดโนเสาร์ โถงถ้ำห้องที่สี่ บ้านค้างคาว เป็นถ้ำขนาดเล็ก พอเดินได้ ประกอบด้วย หินงอก หินย้อย ซอก และโพงหิน ซึ่งเป็นที่อยู่ของค้างคาวหน้ายักษ์ ปีกดำใหญ่ ห้องนี้จึงได้ชื่อว่าบ้านค้างคาว ๖.4 ยอดเขาเทวดา - อุทยานแห่งชาติพุเตย ข้อมูลทั่วไป ยอดเขาเทวดา เส้นทางท่องเที่ยวผจญภัย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ การผจญภัย ท้าง ทายความสูง ซึ่งมีความสูงถึง 1,123 เมตร สูงที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ทิวทัศน์โดยรอบ ยอดเขา เทวดา นักท่องเที่ยวผู้พิชิตยอดเขาเทวดาจะได้ชื่นชมกับผืนป่า อันอุดมสมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติพุ เตย,อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ และมรดกโลกห้วยขาแข้ง ซึ่งมีไอหมอกปกคลุม อยู่ตลอดฤดู หนาว ประกอบกับ ภูเขานับร้อย สลับซับซ้อนเหมือนท้องทะเลแห่งภูเขาเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็น เส้นทางท่องเที่ยวที่ท้าทายนักผจญภัยที่สุดในอุทยานแห่งชาติพุเตย
148 ๖.5 ศาลเลาด้าห์ - อุทยานแห่งชาติพุเตย ข้อมูลทั่วไป ศาลเลาด้าห์ จุดที่เครื่องบิน เลาดาห์แอร์ (Lauda Air) ตกเมื่อปี 2534 มี ผู้เสียชีวิตถึง 223 คนเลยค่ะ โดยมีซากเศษเครื่องบินกระจัดกระจายไว้ให้ได้ชม โดยเหตุการณ์นี้เป็น เรื่องสะเทือนขวัญ และน่าเศร้าใจมาก บริเวณนี้ยังได้มีการสร้างศาลพระภูมิไว้ให้ได้ทำความเคารพ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกหยกได้อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเตอร์เนทแล้วเศร้ามาก น้ำตา คลอ ขนลุกเลย โดยศาลเลาดาห์ อยู่ห่างจาก อุทยานแห่งชาติพุเตย (หน่วยหลัก) ประมาณ 6.5 กิโลเมตร
149 6.๖ ถ้ำตะเพินทอง - อุทยานแห่งชาติพุเตย ข้อมูลทั่วไป ถ้ำตะเพินทอง ตั้งอยู่ในบริเวณหมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพิ่นคี่ เป็นโถงถ้ำขนาดใหญ่ ชาวกะเหรี่ยงได้ช่วยกันสร้างพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ภายในถ้ำเพื่อเป็นที่สักการบูชา และเป็นที่ เจริญวิปัสสนากรรมฐานของพระภิกษุสงฆ์ นักท่องเที่ยวสามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล ถ้ำตะเพิน เพชร ซ่อนอยู่กลางภูเขาหินปูนปูนขนาดใหญ่ ทางเข้าค่อนข้างแคบ แต่ด้านในเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ มีหินงอกหินย้อยที่ปะปนด้วยสายแร่ซิลิก้าเข้มข้น จึงทำให้ส่องประกายระยิบระยับเหมือนดั่งประกาย เพชร เมื่อต้องแสงไฟ นักท่องเที่ยวสามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล ๖.๗ น้ำตกตะเพินคี่ใหญ่ - อุทยานแห่งชาติพุเตย ข้อมูลทั่วไป น้ำตกตะเพินคี่ใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นหมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่ห่างจากที่ทำ การอุทยานแห่งชาติพุเตย ประมาณ 18 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และ ความหลากหลายทางชีวภาพสูง นักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสความเป็นธรรมชาติ ควรเดินทาง ท่องเที่ยวในช่วงลายฝนถึงต้นหนาว ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม
150 7. จุดเช็คอิน - ที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย - ยอดเขาเทวดา 8. ร้านอาหาร ไม่มีร้านค้าร้านอาหาร นักท่องเที่ยวควรจัดเตรียมไป 9. ที่พัก - สถานที่กางเต็นท์มี 3 จุดใหญ่ๆ ได้แก่ 1. หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ พุเตยที่ 1 (ด้านวังคัน-ป่าขี) 2. ที่ทำการอุทยานฯ พุเตย (ด้านปลักประดู่-ห้วยหินดำ) 3. หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ พุเตยที่ 3 ตะเพินคี่ (ด้านปลักประดู่-ตะเพินคี่) - ห้วยหินดำโฮมสเตย์ - ตะนู๊แนะโฮมสเตย์
151 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ชื่อหน่วย ตลาดสินค้าเกษตร ผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้/ มาตรฐาน ที่นำมาบูรณาการ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. รู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 2.ใช้กระบวนการทาง ประวัติศาสตร์ในการศึกษา แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 3.ตระหนัก เห็นคุณค่า และ ร่วมกันอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ ท้องถิ่นที่สนใจ 4.นำความรู้ที่ได้ศึกษาจาก แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระภาษาไทย ท 2.1, ท 3.1 กลุ่มสาระการงานอาชีพ ง 1.1 กลุ่มสาระศิลปะ ศ 1.1 1. นักเรียนรู้และความเข้าใจ เกี่ยวกับอาชีพในท้องถิ่นนั้นๆ 2 . น ั ก เ ร ี ย น ส า ม า ร ถ ใ ช้ กระบวนการทางประวัติศาสตร์ ในฝึกทักษะเกี่ยวกับอาชีพใน ท้องถิ่นนั้นๆได้ 3. นักเรียนตระหนัก เห็น คุณค่า และร่วมกันอนุรักษ์ อาชีพในท้องถิ่น 4. นักเรียนนำความรู้ที่ได้ ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น ไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบ บรรจุภัณฑ์ของสินค้านั้นๆได้
152 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะสำคัญ 2. ซื่อสัตย์ สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี สาระการเรียนรู้ ตลาดสินค้าเกษตรของอำเภอเดิมบางนางบวช คือ ผ้าทอมือ อำเภอสามชุก คือ การค้าขายใน ตลาดร้อยปีสามชุก อำเภอหนองหญ้าไซ คือ ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีชุมชนหนองกระโดนมน และ อำเภอด่านช้าง คือ การประกอบอาชีพประมง
153 ความคิดรวบยอด ตลาดสินค้าเกษตร อำเภอเดิมบางนางบวช ผ้าทอมือ 1. ประวัติความเป็นมาของแต่ละอาชีพในท้องถิ่น ( ผ้าทอมือ ) ประเทศไทยเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เนื่องจากมีกลุ่มชาติพันธ์ต่าง ๆ อพยพจากถิ่นฐานเดิม เข้ามาตั้งรกรากตามชุมชนต่าง ๆ เช่น มอญ จีน ญวณ มุสลิม ลาวเวียง ลาว พวน ลาวโซ่ง และลาวครั่ง กลุ่มชาติพันธ์ ลาวครั่งมีประวัติยาวนาน เพราะมีบรรพบุรุษเป็นชาวลาวที่ อพยพมาอยู่ประเทศไทย ช่วงสงคราม ไทย - ลาว ตั่งแต่สมัยกรุงธนบุรีถึงสมัยรัชกาลที่ 5 และมี ภูมิปัญญาท้องถิ่นมากมาย ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นองค์ความรู้ที่ เกิดจากประสบการณ์ ความคิด ความเชื่อ ที่เกี่ยวโยงกับวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของคนในท้องถิ่น และโยกย้ายกันไปตามจังหวัดต่าง ๆ จะอยู่บริเวณภาคกลางของประเทศไทย เช่น กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท อุทัยธานี เป็นต้น ลาวครั่งแต่ละกลุ่มต่างมีประเพณีและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ เฉพาะกลุ่ม เช่น วัฒนธรรมการทอผ้า เป็นต้น ภูมิปัญญาด้านวัฒนธรรมการทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยเชื้อสายลาวครั่ง ตำบลบ่อกรุ ได้แก่ ผ้าขาวม้า 5 สี ที่คนไทยเชื้อสายลาวครั่ง ตำบลบ่อกรุยังคงอนุรักษ์ลวดลายดั้งเดิมไว้ และผ้าซิ่น ตีนจกเป็น ภูมิปัญญาที่ชาวบ่อกรุภาคภูมิใจเพราะมีความสวยงามประณีตและรักษาลวดลายของ บรรพบุรุษที่เป็นกลุ่มชาติพันธ์ลาวครั่ง โดยการเก็บผืนผ้านั้น ๆ ไว้เป็นต้นแบบ และช่างทอผ้าซิ่นตีนจก ทุกคน จะมีจินตนาการที่เกิดความคิดสร้างสรรค์ของตนเองรวมกับลวดลายดั้งเดิมทำให้เกิดลวดลาย ใหม่ขึ้น แต่ช่างผ้าทอตีนจก ชาวบ่อกรุปัจจุบันจะนิยมทอผ้าลวดลายดั้งเดิมมากกว่า เพื่ออนุรักษ์ ลวดลายดั้งเดิมไว้ให้ลูกหลาน 2. กระบวนการหรือขั้นตอนของแต่ละอาชีพในท้องถิ่น ( ผ้าทอมือ ) กี่ที่ชาวบ้านไทยเชื้อสายลาวครั่งใช้ในการทอผ้า คือกี่ที่ใช้การยกตะกอด้วยระบบลุกรอก เป็นกี่ พื้นบ้านขนาดเล็กที่ส่งกระสวยพุ่งด้วยมือซึ่งใช้วลาในการทอค่อนข้างนาน ตัวกี่ทอผ้าจะประกอบไป ด้วย - โครงกี่ ทำหน้าที่ยึดและติดตั้งส่วนประกอบต่าง ๆ ให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และทำงานได้ - ไม้คำพั้นทำหน้าที่ม้วนเส้นด้ายยืนเพื่อไว้ใช้ทอตามจำนวนที่ต้องการและม้วนผ้า ใช้สำหรับม้วน ผ้าที่ทอเสร็จแล้ว
154 - ฟันหวีใช้กำหนดเส้นด้ายยืนต่อหน่วย ความกว้างเป็นเบอร์ เช่น ฟันหวีเบอร์ 40 ในความกว้าง 1 นิ้ว จะมีช่องฟันหวี 20 ช่องและเมื่อร้อยเส้นด้ายเข้าไปในช่องหวี ช่องหวีละ 2 เส้น จะมี เส้นด้ายรวม 40 เส้นต่อ 1 นิ้ว - ตะกอคือ ส่วนที่ทำหน้าที่บังคับเส้นด้ายที่ร้อยอยู่ในตาหรือหูของตะกอให้ขึ้นลงสลับกันไปตาม ลักษณะของลายโครงสร้างผ้าที่กำหนด ส่วนขั้นตอนและกรรมวิธีการทำตัวซิ่น ( ด้วยเทคนิคมัดหมี่ ) มีดังนี้ 1) ขั้นตอนการทำตัวซิ่น 2) กรรมวิธีการทำตีนซิ่น ( ด้วยเทคนิคการจก ) การจก เป็นเทคนิคการทอผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายต่าง ๆ โดยเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษสอดขึ้นลง วิธีการคือ ใช้ขนเม่น ไม้ หรือนิ้วสอดเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปซึ่งจะทำให้เกิดเป็น ลวดลายเป็นช่วง ๆ สามารถทำสลับสีลวดลายได้หลายสีซึ่งจะแตกต่างจากการขิด ที่เป็นการใช้เส้นด้าย พุ่งพิเศษเพียงสีเดียว การทอผ้าวิธีจกใช้เวลานานมาก มักทำเป็นผืนผ้าหน้าแคบใช้ต่อกับตัวซิ่น เรียกว่า “ซิ่นตีนจก” 3) ในส่วนของการเตรียมเส้นด้ายยืนจากราวสำหรับบรรจุด้ายต้องใช้คนมากกว่า 2 คนช่วยกัน ดึงด้ายเป็นขั้นตอนที่ทำยากที่สุดจึงต้องมีคนทำหลายคนเพื่อเตรียมด้ายยืนมาขึงบนกี่ทอผ้า และมุ่งสู่ขั้นตอนการทอต่อไป การกวักไหมเตรียม เส้นด้ายก่อนทอ ค้นหมี่เป็นการ เตรียมเส้นด้ายอีก ขั้นตอนหนึ่ง มัดหมีมัดเส้นด้าย เป็นลวดลายที่ต้องการ ย้อมสี เป็นการ เตรียมสีเพื่อทำผ้า มัดหมี่ แต้มหมี่ เป็นการย้อมสีเส้นด้าย มัดหมี่ตามลวดลาย กรอหลอดเป็นการเตรียม เส้นด้ายพุ่งหลังจากแต้มสี นำไปทอเป็นผืนผ้า
155 การเตรียมด้ายยืน หลังจากการปั่นใส่หลอดเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำด้ายเหล่านั้นไปใส่เครื่องเดินด้าย ซึ่งมี ราวสำหรับบรรจุหลอดด้ายลงแคร่สำหรับเดินด้ายต่อไป ราวนี้มีขนาดใหญ่สามารถบรรจุ หลอดด้ายประมาณ 200 หลา และแคร่สามารถบรรจุเส้นยืนได้ยาว 200 หลา เมื่อเดิน ด้ายเสร็จแล้วก็จะปลดเอาด้ายออกมาจากแคร่และขมวดให้เป็นลูกโซ่ เพื่อป้องกันมิให้ เส้นด้ายยุ่ง นำเก็บสำหรับหวีต่อไปซึ่งเรียกว่าการเดินด้าย การนำด้ายขึงบนกี่ เมื่อเรานำด้ายที่หวีด้ายเรียบร้อยแล้วตามความยาวที่เราต้องการ ก็เอามาขึงบนกี่ที่ใช้ใน การทอผ้าปลายด้ายด้านหนึ่งเข้ากับเครื่องม้วนด้ายยืนด้านหน้าและปลายด้ายด้านติดกับฟืม ม้วนเข้ากับไม้ม้วนผ้าด้านหลัง การเตรียมด้ายพุ่งหรือเส้นพุ่ง นำด้ายที่จะใช้ในการทอผ้าตามลวดลายที่ต้องการแล้วมาเข้าเครื่องกรอด้ายเข้ากับ หลอดให้มี จำนวนมากตามจำนวนที่เราต้องการใช้ในการทอผ้า ขั้นตอนในการทอผ้า เมื่อขึงได้เข้ากับกี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ใช้กระสวยซึ่งบรรจุเอาหลอดด้ายใส่ไว้ในร่องของ กระสวย สำหรับสอดเส้นด้ายในแนวขวาง ( พุ่ง ) การสอดก็จะต้องสอดกลับไปกลับมาอยู่เสมอเวลา สอด 1 ครั้ง ก็ต้องเหยียบ 1 ครั้ง และใช้ฟืมกระทบจัดให้เข้ากันเพื่อคัดเส้นด้ายให้แน่นเข้ามือยื่นไป ไม่ถึงก็ปลดเส้นด้าย ที่ขึงก่อนแล้วม้วนเข้าไปในไม้ม้วนผ้าจะตึงทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ต่อไปจนกระทั่ง เสร็จแล้วจึงเอาม้วนผ้าที่ทอได้ออก ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการทอผ้า 3. ภาพประกอบในสถานที่ตั้งและชื่อปราชญ์ชาวบ้านในท้องถิ่น ( ผ้าทอมือ ) สถานที่ตั้ง ( บ้านของประธานกลุ่มทอผ้า ) 191 หมู่ 1 ตำบลบ่อกรุ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัด สุพรรณบุรี
156 รายชื่อ ปราชญ์ชาวบ้าน ที่ ชื่อ - สกุล ประเภทภูมิปัญญา ที่อยู่สามารถติดต่อได้ 1 นางแว่น กาฬภักดี ทอผ้า 191 ม. 1 ต.บ่อกรุ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี 2 นางจาด กาฬภักดี ทอผ้า 190/1 ม. 1 ต.บ่อกรุ อ.เดิมบางนางบวช จ. สุพรรณบุรี 3 นางคำจอน ขันวิชัย ทอผ้า 188 ม. 1 ต.บ่อกรุ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี 4 นางสตรี กาฬภักดี ทอผ้า 119 ม. 1 ต.บ่อกรุ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี 5 นางสีดา แน่นหนา ทอผ้า 146 ม. 1 ต.บ่อกรุ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี 6 นางกัลยาณี แก้ว ระย้า ทอผ้า 191/2 ม. 1 ต.บ่อกรุ อ.เดิมบางนางบวช จ. สุพรรณบุรี 7 นางศิริพร ภูฆัง ทอผ้า 61 ม. 1 ต.บ่อกรุ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี 8 นางแก้ว กาฬภักดี ทอผ้า 105 ม. 1 ต.บ่อกรุ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี 9 นางสำเภา อุ่ณหกะ ทอผ้า 191/1 ม. 1 ต.บ่อกรุ อ.เดิมบางนางบวช จ. สุพรรณบุรี 10 นางสาวสุพิศ ศรีพันธุ์ ผู้เล่าประวัติ วัฒนธรรมทอผ้า 111 ม. 7 ต.บ่อกรุ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี 11 นางสาวพะเยาว์ จันทร เป็นผู้สืบทอดภูมิ ปัญญาด้านการทอ ผ้าตีนจก ทอผ้า มัดหมี่ การมัดหมี่ การย้อมผ้า และ เป็นผู้ถ่ายทอดภูมิ ปัญญา สามารถ แกะลวดลายตีนจก เพื่อเก็บไว้อย่างเป็น ระบบ 63 หมู่ 7 ตำบลบ่อกรุ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี 12 นางบุญมี ระโหฐาน ผู้มีความรู้ ความสามารถเป็นผู้ สืบทอดภูมิปัญญา ด้านการทอผ้าจก ทั้งตัว 72 หมู่ 7 ตำบลบ่อกรุ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี 13 นางสาวบุญตา กาฬภักดี การทอหมัดหมี่ 2 หมู่ 7 ตำบลบ่อกรุ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี
157 ภาพประกอบ ผ้าทอตีนจก
158 ผ้าขาวม้า 5 สี ผ้าสไบ 5 สี ผ้าทอตีนจกกับลายขิด ผ้าทอหมัดหมี่
159
160
161 อำเภอสามชุก ค้าขายในตลาดสามชุกร้อยปี ประวัติความเป็นมา ตลาดสามชุก สุพรรณบุรี อีกหนึ่งทำเลค้าขายที่มีอายุยาวนานกว่า 100 ปี และเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดสุพรรณบุรี โดยที่นี่เป็นมากกว่าที่ขายของ แต่ยังรวบรวมวัฒนธรรมความ เป็นอยู่ของคนในพื้นที่เอาไว้ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวและวิถีชีวิต หรือเรียกว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิง วัฒนธรรม ให้ผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมเยียนได้สัมผัสกับบรรยากาศย้อนยุคสุดประทับใจ ทั้งยังได้รับประทาน อาหารโบราณหายากอีกด้วย ถือเป็นเสน่ห์ที่สำคัญของตลาดแห่งนี้ ตลาดสามชุกเป็นห้องแถวริมแม่น้ำท่าจีน ในอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี สมัยอดีตตลาด สามชุกเป็นแหล่งการค้าที่สำคัญ ทั้งยังเป็นแหล่งชุมชนของชาวไทยเชื้อสายจีน ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมี วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ หลังจากนั้นต่อมาในปี พ.ศ.2510 การ สัญจรทางบกเริ่มเข้ามามีบทบาท ทำให้การสัญจรทางน้ำถูกลดบทบาทลงไปตามกาลเวลา บวกกับคนใน พื้นที่มีการกระจัดกระจายเข้าไปทำงานในเมืองมากขึ้น พื้นที่ดังกล่าวจึงเงียบเหงา กระทั่งในปี พ.ศ. 2543 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ขึ้นมา เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่ง ค้าขายที่สำคัญ ทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปในตัว ทำให้ตลาดสามชุกกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยพื้นที่หลัง พัฒนาได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี เต็มไปด้วยวัฒนธรรมที่สืบทอดวิถีชีวิต ที่น่าสนใจ ทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในอดีต ปัจจุบันมีนามว่า “สามชุก ตลาด ร้อยปีตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์มีชีวา” สำหรับของขายภายในตลาดเต็มไปด้วยอาหารเมนูโบราณเก่าแก่ และของที่ระลึกจากสามชุก มากมาย บรรยากาศภายในตลาด ประกอบไปด้วยอาคารไม้แบบดั้งเดิม เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและวิถี ชีวิตของคนในท้องถิ่น เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเหมาะสำหรับการเรียนรู้ กลุ่ม ลูกค้าส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่น เนื่องจากตลาดสามชุกมีอาหารแปลกๆ หลายอย่างวางขาย ส่วนหนึ่งเป็นอาหารโบราณหายาก ทำให้เมื่อกล่าวถึงตลาดสามชุก ของกินจะถูกถามถึงเป็นอันดับต้นๆ โดยของกินขึ้นชื่อในตลาดนั้นมี หลายอย่าง ดังนี้
162 1. ร้านกาแฟท่าเรือส่ง 2. เป็ดย่างจ่าเฉิด 3. ข้าวห่อใบบัว
163 4. เชียงปลากราย 5. ลูกชิ้นยัก ลูกชิ้นบิ๊ก 6. ขนมโบราณ บ้านแม่หน่อย แนะนำขนมดอกจอก
164 6. ผลไม้ลอยแก้ว แนะนำ กะท้อนลอยแก้ว 7. ขนมไข่ปลา
165 8. ขนมสาลี่ แม่กิมเลี้ยง 9. ปลาสลิด
166 อำเภอหนองหญ้าไซ ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีชุมชนหนองกระโดนมน (หมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยเท้าพ่อหลวง) “วัฒนธรรมชุมชนลือชื่อ เลื่องลือปลาส้มจืดและลงแขก สอดแทรกการมีส่วนร่วมพัฒนา ใช้ภูมิ ปัญญาแก้ปัญหาชุมชน” เป็นคำขวัญที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านหนองกระโดนมน หมู่บ้านที่มี พื้นที่กว่า 4,500 ไร่ มีชาวบ้านอาศัยอยู่จำนวน 120 หลังคาเรือน มีประชากรจำนวน 579 คน แบ่งเป็นชาย 282 คน หญิง 297 คน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่อ้อยเฉลี่ย 85 % ทำนา 10 % และรับจ้างแรงงานเกษตร 5% ปัจจุบันรายได้ของชาวหนองกระโดนมนเฉลี่ยถึง 3-4 หมื่นบาท/คน/ปี 1.ประวัติความเป็นมา ชุมชนบ้านหนองกระโดนมน จากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของชุมชนที่ประกอบด้วยหนองน้ำ ลักษณะโค้งมน มีต้นกระโดนขึ้นอยู่รายรอบ จึงได้รับการเรียกขานว่า “ชุมชนบ้านหนองกระโดนมน” โดย มีที่ตั้งในหมู่ที่11 ต.หนองโพธิ์ อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรีประชากรในชุมชนส่วนใหญ่มีพื้นเพเป็นคน ลาวครั่ง ปัจจุบันมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 500 ครัวเรือน ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ และการปศุสัตว์จากกระแสบริโภคนิยมทำให้เกิดการแข่งขันขยายการผลิต จึงมีการใช้สารเคมีเพื่อกำจัด แมลงและวัชพืช ส่งผลให้ชาวหนองกระโดนมนประสบปัญหาด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม
167 เช่น การมีหนี้สินระดับครัวเรือน มีสารเคมีตกค้างในร่างกาย ฯลฯ และจากปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้นำชุมชน ได้นำแนวคิดการผลิตแบบปลอดสารพิษมาใช้ในชุมชน ทั้งการ ลด ละ เลิกสารเคมีหันมาใช้เกษตรอินทรีย์ และดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งการดำเนินงานใน ลักษณะดังกล่าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งการดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและ เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม จึงมีการขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนใน ชุมชน (สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน. 2553 : 16) กว่า15 ปีที่ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีชุมชนหนองกระโดนมน อำเภอหนอง หญ้าไซจังหวัด สุพรรณบุรีได้ดำเนินงานตาม เป้าหมายที่ตั้งไว้ด้วยความมุ่งมั่น จนสามารถ เปลี่ยนแปลงหมู่บ้านหนอง กระโดนมน ชุมชน ที่เคยเต็มไปด้วยปัญหา ให้พลิกฟื้นกลับมา อยู่เย็นเป็นสุขได้ด้วยการ “เดินตามรอยเท้า พ่อหลวง” คุณเกษมชัย แสงสว่าง ฝ่ายประสาน งานและประชาสัมพันธ์ศูนย์เรียนรู้เกษตร อินทรีย์วิถีชุมชน หนองกระโดนมน เล่าให้ฟัง ถึงจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่กระบวนการพัฒนา ว่าจากการจัดทำแผนแม่บท ชุมชนในปี2544 ทำให้ชาวบ้านหนองกระโดนมนค้นพบปัญหา ร่วมกัน คือหนี้สินจากการทำเกษตร เชิงเดี่ยว ที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยและยาเคมีทำให้มีต้นทุนการ ผลิตสูง หนำซ้ำยังเกิดปัญหาสุขภาพตามมา “เรา เคยตรวจสารเคมีในเลือดของ ชาวบ้าน 97 คน มีถึง 90 คน ที่ตรวจพบสารเคมีทำให้ชาวบ้านเกิดความ ตระหนักร่วมกัน ว่าจะต้องลด ละ เลิก ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง แล้วหันมาทำเกษตรกรรมยั่งยืนแทน” เปลี่ยน “ปัญหา” ให้เป็น “ปัญญา” กำนันแมน ภูผา ผู้นำชุมชนในสมัย นั้น เป็นผู้ริเริ่มน้อมนำ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย เดช ม าป รับใช้กับวิถีชีวิตของคนในชุมชน งบประมาณที่ได้รับจากหน่วยงานต่างๆอย่าง กองทุนเพื่อ
168 สังคม และสำนักงานกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึง นำไปสู่การแสวงหา“องค์ความรู้” ด้านอาชีพ เกษตรกรรม เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะ ทำให้ชุมชนสามารถต่อสู้กับปัญหาได้ นายเกษมชัย แสงสว่าง เล่าถึงวิธีการนำความรู้มาต่อยอด ซึ่งเริ่มจากทบทวนองค์ความรู้ที่ได้ แล้วนำมาลงมือทำ โดยการใช้พื้นที่ว่างรอบๆ บ้าน ปลูกต้นไม้ยางนา ประดู่ป่า มะค่าโมง ปีบและอื่นๆ ลักษณะรูปแบบของป่าครัวเรือนหรือป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง นอกจากนี้ยังใช้พื้นที่ลุ่มต่ำในไร่อ้อย ขุดสระน้ำแก้มลิงเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในไร่ บริเวณคันสระปลูกไม้ผสมผสาน ไม้ประดู่ มะค่าโมง พยุง ยางนา และไผ่กิมซุง รวมทั้งกล้วยน้ำว้าและอื่นๆ ทำให้ได้ผลผลิตกล้วย มาผลิตเป็นกล้วยตากและกล้วยอบ สมุนไพรของกลุ่มแปรรูปกล้วยในชุมชน ร่วมกับสมาชิกรอบๆ บ้าน นอกจากป่าแล้วยังปลูกแบบ ผสมผสาน เช่น มะนาวผักไชยา มัลเบอร์รี่ ไผ่ลืมแล้ง พืชผักสมุนไพรต่าง ๆ จนมีกินและแบ่งเพื่อนบ้าน ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังขุดบ่อบาดาลไว้ 1 บ่อโดยใช้วงท่อขนาด 100 เซนติเมตร ความลึกประมาณ 10 เมตร ไว้เป็นแหล่งน้ำสำรองในบ้านอีกด้วย กระบวนการปลูกพืชผักและต้นไม้ใช้รูปแบบกสิกรรมและเกษตรธรรมชาติ มีการปรับใช้วัสดุจาก ธรรมชาติที่มีอยู่รอบๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการทำเกษตรเน้นรูปแบบหลักตามศาสตร์พระราชา การ ปรับปรุงบำรุงดิน เลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืช การเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์พื้นบ้าน การทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และ นำมาใช้กับผักกับสัตว์และกับอ้อย เมื่อทำได้ดีมีประโยชน์ จึงขยายผลพื้นที่อีก 2 ไร่ ขุดสระน้ำ และคู ไส้ไก่ปลูกหญ้าแฝกบนคันสระน้ำและคันคู รูปแบบผสมผสาน ต้นไม้ชั้นสูง สัก ประดู่ มะค่าโมง กระถิน
169 เทพณรงค์ ไผ่ พยุง กล้วย มะนาว มัลเบอร์รี่ มะม่วง มะละกอ ผักไชยา และอื่นๆ ใช้ใบไม้และฟางข้าว ห่มดินภายในสวนไม่ใช้สารเคมี ทำให้เกิดผลผลิต พอได้แบ่งปันเพื่อนบ้านและขายสร้างรายได้ และยัง เพาะกล้าไม้เพื่อขยายการปลูกของตนเอง และแบ่งปันผู้มาเรียนรู้แบบให้เปล่า และขายบางส่วน เพื่อ ส่งเสริมและขยายผล จนมีผู้สนใจมาเรียนรู้และแลกเปลี่ยน มาอบรมแบบพักค้างหลักสูตร 5 วัน 4 คืน, 3 วัน 2 คืน, 2 วัน 1 คืน และ 1 วัน ตามความสะดวกของผู้มาเรียนรู้ ในหลักสูตรเกษตรอินทรีย์สู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง หลังจากอบรมก็มีการให้จัดทำแผน เพื่อกลับไปทำทันที ซึ่งเราจะมี การสื่อสาร ติดตามแต่ละกลุ่ม โดยการใช้ LINE และ Facebook ในการส่งงานและติดตามผล รวมทั้งติดตามไปดูผล การดำเนินงานในพื้นที่ด้วยตนเอง พร้อมทีมงานและเครือข่าย ให้คำปรึกษาในการจัดทำแผนไปยัง หน่วยงานราชการเพื่อขอหนุนเสริมองค์ความรู้และงบประมาณตามลำดับต่อไป นอกจากนี้ยังมีการรวม ตัวนำสินค้ามาจำหน่ายร่วมกัน เมื่อมีกิจกรรมการอบรม การศึกษาดูงาน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ต่อไป สามารถสร้างอาชีพสร้างรายได้ และมีความสัมพันธ์ แน่นแฟ้น กลมเกลียว เรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่องแบบมีชีวิตตลอดไป
170 นายเกษมชัย แสงสว่าง ปราชญชาวบ้าน เบอร์โทรศัพท์ 098-256-9188 นายเกษมชัย แสงสว่าง ปราชญ์ชาวบ้านหนองกระโดนมน กล่าวว่า “บ้านหนองกระโดนมน ถือ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ใช้แนวทางปรัชญาความพอเพียง ใช้ภูมิปัญญา ทุนทางสังคม และทรัพยากรใน ท้องถิ่น แก้ปัญหาทุกขภาวะที่เกิดขึ้น โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกคนในหมู่บ้าน ทำให้บ้านหนอง กระโดนมนในวันนี้เป็นศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสังคม เฉลิมพระเกียรติ80 พรรษา ชาวบ้านที่นี่มีความสุขที่เห็นได้ง่าย ซึ่งเกิดจากการมีส่วนร่วมแบบบูรณาการ เรียกว่า“บวรส” กล่าวคือ บ้าน วัด โรงเรียน และส่วนราชการ โดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา มุ่งเน้นการพัฒนาให้กระจาย ไปทุกด้านอย่างครอบคลุม นับตั้งแต่การจัดทำแผนแม่บทชุมชน ร่วมกับสถาบันพัฒนาประชาสังคม ภูมิภาคจังหวัดสุพรรณบุรี และใช้แผนเป็นแนวทางการดำเนินกิจกรรมในการแก้ไขปัญหาของหมู่บ้าน ทำ ให้เกิด การพัฒนาคน ส่งเสริมงาน และการจัดการ จะเห็นได้จากทุกครั้งที่หมู่บ้านจัดกิจกรรม หรือมี โครงการจัดทำแผนพัฒนาต่างๆ ชาวบ้านจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นอกจากนี้จะมีการทำหนังสือแจ้ง ไปยังหน่วยงานภาครัฐ ส่วนราชการให้เข้ามาร่วมกิจกรรมทุกขั้นตอน เพื่อให้มองเห็นการทำงา นที่ ขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังมีครู พระ มาเป็นแกนนำ ซึ่งจะคอยเกื้อหนุนกัน โรงเรียน และวัด นับเป็นแหล่งสำคัญที่คอยแทรกซึมความรู้ อบรมบ่มนิสัยและจิตใจให้กับชาวบ้านด้วย
171 อำเภอด่านช้าง อาชีพประมงด่านช้าง 1. ประวัติความเป็นมาของอาชีพชาวประมงด่านช้าง อาชีพประมงเป็นกิจกรรมสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่งของเกษตรกรในอำเภอด่านช้าง เนื่องจากมีการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ กระจายอยู่หลายที่ทั่วอำเภอด่านช้าง ได้แก่เขื่อนกระเสียว อ่าง เก็บน้ำพุตะเคียน อ่างเก็บน้ำลำตะเพิน อ่างเก็บน้ำห้วยยาง ฯลฯ ด้วยลักษณะดังกล่าวจึงเป็น องค์ประกอบสำคัญที่ก่อให้เกิดแหล่งประมงน้ำจืดที่สำคัญ นับเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ หันมาประกอบอาชีพประมง การทำประมงน้ำจืดในบริเวณเขื่อนกระเสียวเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่มีความสำคัญมากมีสัตว์น้ำ ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นจำนวนมาก เช่น ปลาม้า ปลากราย ปลากด ล้วนแต่เป็นวัตถุดิบขึ้นชื่อ ในการประกอบอาหารของจังหวัดสุพรรณบุรี 2. กระบวนการหรือขั้นตอนของอาชีพชาวประมงด่านช้าง อาชีพชาวประมงส่วนใหญ่ผู้ที่ทำอาชีพชาวประมงในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในเขตอำเภอด่านช้างจะ มีอาชีพอื่นประกอบควบคู่ไปด้วย เช่น รับจ้าง หรือเกษตรกรรม และอาศัยอยู่ในพื้นที่ การประกอบ อาชีพประมงในอำเภอด่านช้างเป็นการทำประมงแบบง่ายๆใช้อุปกรณ์ไม่ยุ่งยาก ส่วนใหญ่ใช้ตาข่าย เบ็ด ราว แห ยกยอ เป็นต้น การยกยอของชาวประมงเขื่อนกระเสียว
172 ช่วงฤดูน้ำแดง คือ ฤดูสัตว์น้ำมีไข่หรือวางไข่และเลี้ยงตัวอ่อนจะตรงกับช่วงฤดูฝนประมงจะงดการจัดสัตว์ น้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในช่วงดือนกันยายน-พฤศจิกายน ระยะเวลาประมาณ 3 เดือนอาจมีการ เปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับสภาพอาการ ปริมาณน้ำฝน หรืออาจมีการยกเวินให้สำหรับอุปกรณ์จับปลาบาง ชนิด เช่นตาข่ายที่มีขาดกว้างกิน 5 เซนติเมตรขึ้นไป หรือเบ็ดตกปลา เป็นต้น เพื่อให้สัตว์น้ำได้ขยายพันธ์ ช่วยในการเพิ่มปริมาณประชากร สัตว์น้ำ 3. ปราชญ์ชาวบ้าน การวางตาข่ายของชาวประมงเขื่อนกระเสียว การตกเบ็ดของชาวประมงเขื่อนกระเสียว
173 คุณเพชรอารีย์ เสนลา หรือเจ๊เพชร เจ้าของท่าปลาเจ๊เพชร และแพล้อมเพชร เป็นผู้ประกอบ อาชีพรับซื้อปลาจากชาวประมงเพื่อจำหน่ายให้ร้านอาหารหรือแม่ค้าในตลาดสดด่านช้างและที่อื่นๆ อีกทั้ง ยังมีแพเพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการทำกิจกรรมตกปลาบนแพกลางน้ำในเขื่อนกระเสียวก็มีไว้ใช้ บริการ เจ๊เพชรได้บอกเล่าข้อมูลในการทำประมงในเขื่อนกระเสียวว่า การทำประมงในเขื่อนกระเสียว ค่อนข้างเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่สำคัญของชาวอำเภอด่านช้าง เนื่องจากอาชีพชาวประมงไม่ต้องลงทุนสูง เหมือนการทำเกษตรกรรมด้านอื่นๆเพราะเป็นการหารายได้จากแหล่งธรรมชาติ โดยทางเจ๊เพชรจะ ช่วยเหลือชาวประมงที่ไม่มีเรือ และไม่มีอุปกรณ์ในการหาปลา โดยการออกทุนให้ก่อนแล้วค่อยหักรายได้ ส่วนหนึ่งจากการนำปลามาขายให้กับ เจ๊เพชรถือเป็นการช่วยเหลือประชาชนในชุมชนให้เกิดการสร้าง รายได้ คุณเพชรอารีย์ เสนลา ( เจ๊เพชร ) ชาวประมงนำปลาที่จับได้มาขายที่ท่าปลาเจ๊เพชร
174 ส่วนปลาที่มีราคาสูงที่สุดคือ ปลาม้า เพราะเป็นที่ต้องการมากของร้านอาหารต่างๆที่มารีบซื้อ ที่ สำคัญ เจ๊เพชรกับประมงด่านช้างจะประสานงานกันตลอด เช่น การให้ชาวประมงใช้อุปกรณ์หาปลาที่ ไม่ผิดกฎกรมประมง การส่งรายชื่อและจำนวนปลาที่รับซื้อจากชาวประมงให้ประมงด่านช้างทุกสัปดาห์ และยังปฏิบัติตามประกาศของสำนักงานประมงอำเภอด่านช้างในช่วง ฤดูน้ำแดง จะงดการซื้อและการจัด สัตว์น้ำในเขื่อนกระเสียว เพื่อให้สัตว์น้ำได้ขยายพันธ์ช่วยในการเพิ่มปริมาณประชากร สัตว์ เดือนน้ำ ให้แก่ เขื่อนกระเสียวเป็นการสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่แหล่งน้ำสร้างความยั่งยืนในการชีพการทำประมงของ ชาวบ้าน เพื่อเพาะขยายพันธุ์เพิ่มจำวนประชากรสัตว์น้ำ ปลาที่ชาวประมงหาได้ในเขื่อนกระเสียว
175 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ชื่อหน่วย อาหารรสเด็ดพื้นบ้าน ผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้/ มาตรฐาน ที่นำมาบูรณาการ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. รู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 2.ใช้กระบวนการทาง ประวัติศาสตร์ในการศึกษา แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่สนใจ 3.ตระหนัก เห็นคุณค่า และ ร่วมกันอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ ท้องถิ่นที่สนใจ 4.นำความรู้ที่ได้ศึกษาจาก แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระฯสังคมศึ กษ า ศาสนาและวัฒนธรรม ส 2.1, ส 3.1, ส 3.2, และ ส 4.3 กลุ่มสาระฯภาษาไทย ท 1.1, ท 2.1, และ ท 3.1 กลุ่มสาระฯวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ว 2.1, ว 2.2 กลุ่มสาระฯคณิตศาสตร์ ค 1.3, ค 5.1, ค 5.3, และ ค 6.1 กลุ่มสาระฯการงานอาชีพ ง 1.1, ง 2.1, ง 3.1, และ ง 4.1 กลุ่มสาระฯสุขศึกษาและพล ศึกษา พ 4 . 1 แ ล ะ พ 5 . 1 กลุ่มสาระฯภาษาต่างประเทศ ต 1.2, ต 1.3, ต 3.1, ต 4.1 และ ต 4.2 กลุ่มสาระฯศิลปะ ศ 1.1 1.สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับ อาหารพื้นบ้าน 2. ประกอบอาหารพื้นบ้าน 3.ตระหนัก เห็นความสำคัญ และร่วมสืบสานเกี่ยวกับ อาหารพื้นบ้าน 4.นำความรู้และทักษะที่ได้รับ ในการเรียนรู้เกี่ยวกับอาหาร พื้นบ้านไปใช้ในชีวิตประจำวัน 5.ประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับ การวัดและการคาดคะเนไปใช้ ในการประกอบอาหารพื้นบ้าน
176 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะสำคัญ 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2) ใฝ่เรียนรู้ 3) อยู่อย่างพอเพียง 4) รักความเป็นไทย 5) มีจิตสาธารณะ 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี สาระการเรียนรู้ ศึกษา วิเคราะห์ สืบค้น อธิบาย ประวัติความเป็นมาของอาหารในท้องถิ่น วิถีชีวิตของคนใน ชุมชน และการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน บุคคลที่ทำประโยชน์ต่อท้องถิ่น วัฒนธรรม ประเพณีและภูมิปัญญาไทยโดยใช้หลักฐานที่เกี่ยวข้อง สอบถาม สัมภาษณ์ นักเรียนใกล้เคียง และ บุคคลสำคัญในชุมชน แหล่งเรียนรู้ในชุมชน เห็นคุณค่าและความสำคัญของท้องถิ่น มีความตระหนัก ความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง ความคิดรวบยอด 1. ความสำคัญของอาหาร ประโยชน์ของการศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสถานที่ บุคคล กลุ่มชาติพันธ์ วิถีชีวิตรวมถึง วัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่น จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสำนึกในการค้นคว้าและสืบค้นข้อมูลที่เชื่อมโยง อดีตและปัจจุบัน อันสร้างความภาคภูมิใจและกระตุ้นความรู้สึกนิยมในชาติหรือเผ่าพันธุ์ ตลอดจน ตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสั่งสมไว้และหากกล่าวถึงวิถีชีวิตและมรดก ทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสั่งสมไว้ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องอาหาร เพราะอาหารคือสิ่งที่สำคัญที่สุดใน การดำรงชีวิต อาหารเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงและอยู่คู่สิ่งมีชีวิตทุกประเภทตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงทำให้ ในแต่ละพื้นที่ แต่ละอำเภอ แต่ละจังหวัด มีอาหารประจำท้องถิ่นและขึ้นชื่อประจำท้องถิ่นนั้น ๆ การศึกษาประวัติอาหารประจำท้องถิ่นก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งสามารถนำ ความรู้ที่ได้รับมานั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งปัจจุบันและอนาคต ทำให้ผู้เรียนสามารถสั่งสม ประสบการณ์และทักษะในการคิด วิเคราะห์ ไต่ตรอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกใช้วัตถุดิบ ขั้นตอน การประกอบอาหาร วิธีการดูแลรักษา รวมไปถึงการศึกษาวิธีเก็บถนอมอาหาร การพัฒนาและอนุรักษ์ อาหารประจำท้องถิ่นไปสู่รุ่นลูกหลานสืบไป
177 การบูรณาการจัดการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องอาหารประจำท้องถิ่นควรมีการบูรณาการเชื่อมโยงเนื้อหา ทาง ประวัติศาสตร์กับเนื้อหาอื่น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เนื้อหาทางประวัติศาสตร์นั้นมีคุณค่า ยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับการดำรงชีวิตของผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ ตามแนวทาง Active Learning จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการและสามารถค้นหาความรู้ ตลอดจนสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองและสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย กลุ่มสาระการเรียนรู้ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ที่สามารถนำไปบูรณาการจัดการ เรียนรู้ได้ อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา ดังนี้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ส 2.1, ส 3.1, ส 3.2, และ ส 4.3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ท 1.1, ท 2.1, และ ท 3.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว 2.1, ว 2.2 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ค 1.3, ค 5.1, ค 5.3, และ ค 6.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ง 1.1, ง 2.1, ง 3.1, และ ง 4.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา พ 4.1 และ พ 5.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ต 1.2, ต 1.3, ต 3.1, ต 4.1 และ ต 4.2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ศ 1.1
178 สาระการเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ประกอบด้วย ➢อำเภอเดิมบางนางบวช แกะสลักหน่อไม้ไผ่ตง ➢อำเภอสามชุก ข้าวห่อใบบัว ➢อำเภอหนองหญ้าไซ เมล่อน ➢อำเภอด่านช้าง ปลาย่างรมควัน
179 การแกะสลักไผ่ตง ๑. ประวัติความเป็นมา ปี พ.ศ.2541 กลุ่มสตรีอาสาพัฒนาบ้านท่าม่วง โดยการนำของ นางประคอง หยกอำนวยชัย ประธานคณะกรรมการสตรีอาสาพัฒนาบ้านท่าม่วง หมู่ที่ 7 ตำบลเขาพระ ได้รับการสนับสนุน งบประมาณ การส่งเสริมอาชีพสตรีในระดับหมู่บ้าน จากกรมประชาสงเคราะห์ งบประมาณ กลุ่มละ 38,000 บาท (สามหมื่นแปดพันบาทถ้วน) ในฐานะประธานก็ได้เรียกประชุมสมาชิกสตรีอาสาพัฒนา ในหมู่บ้าน เพื่อปรึกษาหารือกันว่าจะทำกิจกรรมอะไรกันดีที่สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับสตรี ในหมู่บ้านกันอย่างทั่วถึง สมาชิกทุกคนเกิดความคิดที่ตรงกันในเรื่องของการมารวมกันผลิตของ สตรีที่ มีความสามารถในการสลักหน่อไม้ไผ่ตง ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ และอยากที่จะสร้าง กิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน จึงเกิดการรวมกลุ่มกันในการผลิตหน่อไม้ไผ่ตงสลักดอกบ้านท่า ม่วง มีสมาชิกก่อตั้ง จำนวน 10 คน ๒.ข้อมูลทั่วไป การแกะสลักหน่อไม้ไผ่ตงลักษณะการทำโดยทำเป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามจินตนาการของผู้ผลิต เกิดจากภูมิปัญญาเฉพาะตัวที่เหมือนเป็นครูพักลักจำมาจากบรรพบุรุษ มีการถ่ายทอดสืบสานต่อ ๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่น ในพื้นที่ตำบลเขาพระ การผลิตหน่อไม้ไผ่ตงสลักดอก บรรจุขวด ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยระบบความร้อน เป็นผลิตภัณฑ์ ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่นที่สั่งสม สืบทอดกันมา ของชาวตำบลเขาพระ และเป็นแหล่ง เดียวที่มีการผลิตหน่อไม้ไผ่ตงสลักดอกบรรจุขวด ที่มีในประเทศไทย คือที่ตำบลเขาพระ อำเภอเดิม บางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การผลิตต้องพึ่งพา ธรรมชาติ จะมี การผลิตเฉพาะช่วงฤดูกาลเท่านั้น คือฤดูฝนที่หน่อไม้ไผ่ตงเริ่มให้ผลผลิตแทงหน่อ เฉลี่ยแล้ว 1 ปี กลุ่ม จะผลิตผลิตภัณฑ์หน่อไม้ไผ่ตงสลักดอกบรรจุขวดไว้จำหน่ายปีละประมาณ 4,000 -5,000 ขวด ๓.ปราชญ์ชาวบ้าน/วิทยากรท้องถิ่น ๑.นางประคอง หยกอำนวยชัย โทร ๐๙๘-๙๘๗ ๘๖๑๔ ๒.นายอมร พงษ์ธัญญการ โทร ๐๘๑-๙๔๓๒๓๐๑ ๓.นางนิชานันท์ เสือถ่าย โทร ๐๘๑-๙๔๓๒๓๐๑ ๔. ดร.กรองทอง เข็มทอง ข้าราชการบำนาญ โทร ๐๘๗-๐๖๘-๑๒๔๔ ๕. ครูจำนงค์ รักการดี โทร ๐๘๗-๑๕๓ ๒๑๓๕ อำเภอเดิมบางนางบวช
180 ๔. สถานที่ตั้ง กลุ่มอาชีพสตรีผลิตหน่อไม้ไผ่ตงสลักดอกบ้านท่าม่วง ม.๗ ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนาง บวช จังหวัดสุพรรณบุรี ๗๑๒๑๐ 5. ช่องทางการจำหน่าย ๑.Dermbang๙๑@hotmail.com ๒ ตลาด อตก.กรุงเทพฯ ๓ ตลาดแสดงสินค้าชุมชน ในวันสำคัญต่าง ๆที่หน่วยงานราชการจัด 6.วัตถุดิบ/วัสดุอุปกรณ์ในการผลิต ๑. หน่อไม้ไผ่ตงสด ๒. น้ำสะอาด ๓. มีดสำหรับแกะสลัก ๔. เหล็กแหลมสำหรับเจาะที่นำก้านล้อรถจักกรยานมาดัดแปลง ๕. ขวดแก้วพร้อมฝา ๖. หม้อต้มเฟรชเซอร์ 7.ขั้นตอนการทำ/วิธีการทำ 1. นำหน่อไม้ไผ่ตงสดมาปอกเปลือก ผ่าซีก ตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ ขนาด พอเหมาะ นำแช่ในน้ำ สะอาด 2. นำชิ้นหน่อไม้ที่ตัดแบ่งเป็นชิ้นแล้ว มาแกะสลักเป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามจินตนาการของผู้ แกะสลักและรูปทรงของชิ้นหน่อไม้ชิ้นนั้น 3. นำชิ้นหน่อไม้ที่สลักดอกแล้วมาเรียงในขวดแก้วที่เตรียมไว้ เติมน้ำสะอาด ปิดฝา 4. นำขวดหน่อไม้ เรียงในหม้อต้มเฟรชเชอร์ (หม้อต้มด้วยความร้อนสูง) ใช้เวลาต้มประมาณ 1 ชั่วโมง พักไว้ให้ขวดเย็น ผนึกรอบปากขวดด้วยพลาสติก 1 ชั้น กันแมลง ปิดฉลาก นำ บรรจุกล่องกระดาษ ขนาดบรรจุ 24 ขวด รอจำหน่าย 8. แหล่งสืบค้นเพิ่มเติม ๑.http://www.khaopra.go.th/view_detail.php?boxID=3750&id=78047 ๒.http://khaophra.go.th/index.php?op=dynamiccontent_detail&dynamiccontent _id=209905 ๓.http://khaophra.go.th/index.php?op=dynamiccontent_detail&dynamiccontent _id=209905
181 ภาพแกะสลักไผ่ตง การแกะสลักหน่อไม้ไผ่ตงตามรูปแบบต่าง ๆ
182 ผู้ที่เข้ารับการอบรม คณะครูและนักเรียน โรงเรียนอนุบาลเดิมบางนางบวช (วัดท่าช้าง) ฝึกแบบที่กำหนดให้ตามเอกสาร
183 การบรรจุหีบห่อ พร้อมจำหน่าย
184 พร้อมจำหน่าย
185 ข้าวห่อใบบัว 1. ประวัติความเป็นมา ในอดีตของคนไทย ที่ยังไม่มีตู้เย็น หรือหีบห่อ บรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นพลาสติก หรือกล่อง โฟมนั้น การนำอาหารพกพาไปกินในระหว่างการเดินทาง หรือการเดินทางไปทำไร่นาในช่วงระหว่าง วัน มื้อเที่ยงที่ต้องกินข้าวจึงมีการนำวัสดุทางธรรมชาติมาห่ออาหาร ไม่ว่าจะเป็นใบตอง หรือแม้แต่ใบ บัวที่มีลักษณะทางกายภาพที่ใหญ่ เหมาะที่ห่ออาหารได้มาก และสามารถถนอมเก็บไว้กินได้ในมื้อ เที่ยงสำหรับการเดินทาง หรือทำไร่นาอาหารอย่างหนึ่งที่มีการนำใบบัวมาใช้แทนภาชนะในสมัยนี้ อย่าง ข้าวห่อใบบัว และในบางคนมีข้อสงสัยว่า ข้าวห่อใบบัวของไทยเรามีส่วนคล้ายกับบะจ่างของ ชาวจีน และนี่คือสิ่งที่เรารู้ๆ กันว่าอาหารก็เหมือนกับภาษาที่นอกจากจะเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงอัต ลักษณ์ของอาหารแล้ว ยังสามารถที่จะเผยแพร่ ส่งต่อไปให้กับประเทศที่ต่างเชื้อชาติ ภาษา หรือ ศาสนา จึงไม่น่าสงสัยว่าอาหารบางอย่างที่ต่างประเทศ ต่างถิ่นที่มาแต่มีความคล้าย หรือเหมือนกัน อาจมีต่างกันเพียงแค่บางอย่างเท่านั้น 2. ข้อมูลทั่วไป ข้าวห่อใบบัว ถือว่าเป็นการใช้วัสดุ และวัตถุดิบทางอาหารได้อย่างคุ้มค่าที่ในปัจจุบันมีการ เน้นย้ำในทุกหน่วยประกอบอาหารไม่ว่าจะเป็นส่วนโรงแรม ร้านอาหาร โดยเฉพาะเชฟผู้ประกอบ อาหารที่จะมีนโยบายกำหนดในการประกอบอาหารในตอนนนี้คือ zero waste หรือใช้วัตถุดิบให้ คุ้มค่า มีการของเสียทิ้งให้น้อยที่สุด ดังนั้นการนำทุกส่วนของ บัว มาใช้ในการทำอาหารให้ได้มากที่สุด เป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ประกอบอาหาร และผู้กินอาหารก็จะได้ลิ้มรสในทุกอย่างที่เป็น บัว บัว ถือว่าสามารถนำมาใช้ทำอาหารได้เกือบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นเม็ดบัว รากบัว ใบบัว (ใช้ห่อ อาหาร) ฝักบัว ทุกอย่างสามารถนำมาทำได้ทั้งอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม การทำข้าวห่อใบบัวจึงมี ความคล้ายกับบะจ่างคือ การนำข้าวที่ยังไม่สุกมาผัดกับเครื่องปรุงต่าง ๆ และเครื่องเทศผงพะโล้ แต่ ต่างกันตรงข้าวห่อใบบัวเป็นข้าวหอมมะลิ แต่บะจ่างเป็นข้าวเหนียว วัตถุดิบประกอบคล้ายๆ กันจะมี การใส่เนื้อหมู เม็ดบัว กุนเชียง เห็ดหอม เสน่ห์ของข้าวห่อใบบัวจึงอยู่ที่ขั้นตอนหลังจากนำข้าวหอม มะลิไปผัดกับเครื่องปรุงแล้ว นำมาอบต่อด้วยระยะเวลา และความร้อนที่ต้องพอดีจึงจะทำให้ข้าวห่อ ใบบัวเป็นเม็ดไม่แข็ง หรือไม่เละเกินไป อำเภอสามชุก
186 ในปัจจุบันข้าวห่อใบบัวไม่ได้มีเพียงใส่แค่เม็ดบัว หรือธัญพืชเหมือนสมัยก่อนแรกเริ่มที่ได้มี การคิดค้นทำขึ้น แต่มีการปรับปรุง และเพิ่มเติมมากขึ้นโดยมีการใส่เครื่องอาหารทะเลมากขึ้น เนื้อหมู เนื้อไก่ และกุนเชียง ไข่แดงเค็ม ความอร่อยจึงอยู่ที่ความหลากหลายในข้าวห่อใบบัวห่อนี้ที่มีทั้ง เม็ด ขาวที่หอมเครื่องปรุง เนื้อสัตว์ และธัญพืชต่าง ๆ รวมถึงความหอมของใบบัว ๓.ปราชญ์ชาวบ้าน/วิทยากรท้องถิ่น นางสาววันเพ็ญ วรรณชะนะ นางส้มแก้ว พลเสน ๔. สถานที่ตั้ง ตลาดร้อยปี อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี 5. ช่องทางการจำหน่าย ตลาดร้อยปี อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี 6.วัตถุดิบ/วัสดุอุปกรณ์ในการผลิต น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ กระเทียมไทยสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ หอมใหญ่หั่นลูกเต๋าเล็ก 2 ช้อนโต๊ะ เนื้อหมูหั่นชิ้นพอคำ ¼ ถ้วย กุนเชียงทอดหั่นชิ้นบาง 1 แท่ง เห็ดหอมแห้งแช่น้ำจนนุ่มหั่นชิ้นบาง 2 ดอก ข้าวสวย 2 ถ้วย ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ½ ช้อนชา เม็ดบัวต้มสุก ¼ ถ้วย เม็ดถั่วลันเตาแช่แข็ง ¼ ถ้วย พริกไทยขาวป่น ½ ช้อนชา ใบบัวแห้งแช่น้ำจนนุ่ม 2 ใบ
187 ไข่แดงของไข่เค็มผ่าครึ่ง 1 ฟอง ใบผักชีและพริกชี้ฟ้าสีแดงหั่นเส้นสำหรับตกแต่ง 7.ขั้นตอนการทำ/วิธีการทำ 1. ตั้งกระทะน้ำมันบนไฟกลางจนร้อน ใส่กระเทียมลงเจียวให้มีกลิ่นหอม ใส่หอมใหญ่ลงผัด จนสุกใส ใส่เนื้อหมู กุ้ง กุนเชียง เห็ดหอม ผัดพอเข้ากัน ใส่ข้าวสวย ผัดให้ทั่ว ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำมันหอยและน้ำตาล ผัดให้เข้ากันทั่ว ใส่เม็ดบัว เม็ดถั่วลันเตา ผัดพอทั่ว โรยพริกไทยป่น ปิดไฟ 2. แบ่งข้าวออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆกัน วางใบบัว ใส่ไข่เค็ม ตักข้าวที่ผัดใส่ 1 ส่วน ห่อให้เป็น รูปสี่เหลี่ยมมัดด้วยเชือกให้แน่น ข้าวที่เหลือทำเช่นเดียวกันแล้วนำไปนึ่งในหม้อน้ำเดือดด้วยไฟแรง นานประมาณ 10-15 นาที ปิดไฟ 3. จัดใส่จานโดยวางด้านที่เป็นรอยพับลง เวลาจะรับประทาน ใช้มีดกรีดด้านบนให้เป็นรูป สี่เหลี่ยมตกแต่งด้วยใบผักชีและพริกชี้ฟ้าสีแดงหั่นเส้นเสิร์ฟ ภาพข้าวห่อใบบัว
188 ฟาร์มเมล่อน ๑. ประวัติความเป็นมา ตำบลแจงงาม อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี มีเนื้อที่ทั้งหมด 34,022 ไร่ ชาวบ้าน มีอาชีพทำไร่ ทำนา มีพื้นที่ปลูกอ้อย 2.8 หมื่นไร่ ปลูกข้าวเกือบหมื่นไร่ ที่นี่ขาดแคลนแหล่งน้ำ ชลประทาน ปลูกข้าวได้แค่ปีละครั้ง ชาวบ้านส่วนใหญ่มีรายได้น้อยและฐานะยากจน หมดฤดูทำนา หนุ่มสาวมักอพยพไปรับจ้างในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และชัยนาท เพื่อนำรายได้มาเลี้ยง ครอบครัว ทิ้งเด็กเล็กคนแก่ไว้เฝ้าบ้าน ปี 2549 กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น จึงร่วมมือกับ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ดำเนิน “โครงการนำร่องภาคธุรกิจ ช่วยเหลือคนจน จังหวัดสุพรรณบุรี” โดย ส่งเสริมชาวบ้านปลูกเมล่อนเป็นรายได้เสริมเลี้ยงดูครอบครัว ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.) อำเภอหนองหญ้าไซ สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อลงทุนให้กับเกษตรกรที่เข้า ร่วมโครงการ รายละ 450,000 บาท เจียไต๋สนับสนุนองค์ความรู้เรื่องการปลูกเมล่อน และรับซื้อผลผลิตคืนจากเกษตรกรในราคา ประกัน และส่งนักวิชาการเจียไต๋มาให้คำแนะนำการผลิตตั้งแต่เริ่มเพาะต้นกล้า การใส่ปุ๋ย การกำจัด แมลงศัตรูพืช และช่วยเหลือด้านการตลาดแก่เกษตรกรอยู่ตลอดเวลา หลังจากเปิดตัวโครงการ มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการในระยะแรกเพียง 20 กว่าราย ปรากฏว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างน่าพึงพอใจ เพราะเมล่อนเป็นผลไม้ที่ปลูกง่าย ขายดี มี ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการสามารถผ่อนชำระเงินที่กู้มาลงทุนได้เร็วกว่า ระยะเวลาที่กำหนด พวกเขามีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง หมดหนี้หมดสิน ที่สำคัญ ลูกหลานไม่ จำเป็นต้องออกไปทำงานต่างถิ่นอีกต่อไป ลูกหลานกลับมาทำงานที่บ้านเกิดอย่างมีความสุข มีรายได้ และฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนถึงทุกวันนี้ ๒.ข้อมูลทั่วไป ผลผลิตเมล่อนของชุมชนแห่งนี้เป็นสินค้าคุณภาพดี เกรดเอ ปลอดสารพิษตกค้าง รสชาติ หวาน อร่อย เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อทั่วประเทศ จุดเด่นของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้าน หนองคาง คือมีการบริหารจัดการผลิตที่เป็นระบบ กำหนดรอบเวรให้สมาชิกแต่ละรายปลูกเมล่อนห่าง กัน 4 วัน เพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดตลอดทั้งปี ที่นี่ยังเป็นต้นแบบของการทำงานแบบกลุ่ม วิสาหกิจชุมชน ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน สนใจเข้าเยี่ยมชมดูงานตลอดทั้งปี เพราะพวกเขาได้นำ อำเภอหนองหญ้าไซ
189 วัฒนธรรมการลงแขก ในวิถีชีวิตชาวนาแบบดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้ในอาชีพการทำฟาร์มเมล่อนได้อย่าง น่าชื่นชม สมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปช่วยกัน ผสมเกสรต้นเมล่อนและเก็บเกี่ยวผลผลิตในแปลงปลูกเมล่อนของเพื่อนสมาชิกแต่ละราย ช่วยให้การ ทำงานเสร็จไวขึ้น แถมประหยัดค่าจ้างแรงงาน ลดต้นทุนการผลิตแล้ว ยังก่อให้เกิดความรักความ สามัคคีในกลุ่มสมาชิก และช่วยพัฒนาการผลิตเมล่อนของชุมชนแห่งนี้ให้มีคุณภาพดีขึ้นไปพร้อม ๆ กัน ๓.ปราชญ์ชาวบ้าน/วิทยากรท้องถิ่น ๑) ป้าเกษร มหาพล เบอร์โทร. 083-317-7829 ๒) คุณนิตยา ถิ่นธรณี เบอร์โทร. 086-110-4177 ๔. สถานที่ตั้ง หมู่ที่ 1 ตำบลแจงงาม อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี 5. ช่องทางการจำหน่าย ๑.หน้าฟาร์มตำบลแจงงาม อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ๒.ช่องทางออนไลน์ ๓. ตลาดแสดงสินค้าชุมชน ในวันสำคัญต่าง ๆที่หน่วยงานราชการจัด 6. การปลูกและการดูแล พื้นที่ 1 ไร่ ลงทุนสร้างโรงเรือนผ้าใบสีขาว ขนาด 6.5×40 เมตร ขนาด 208 ตารางเมตร จำนวน 8 หลัง ปลูกเมล่อนได้ 740 ต้น ต่อโรงเรือน ภายในโรงเรือนมีระบบน้ำหยดให้น้ำต้นเมล่อน ข้อดีของการปลูกเมล่อนในโรงเรือนคือ ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคเชื้อรา เพลี้ย และแมลงได้อย่างดี โดยธรรมชาติแล้ว เมล่อนเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดี ใช้เวลาปลูกดูแลเพียง แค่ 75 วัน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้ ประมาณ 1 ตัน ต่อโรงเรือน 7. แหล่งสืบค้นเพิ่มเติม ๑. https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_106905 ๒. https://www.thairath.co.th/news/local/1619591 ๓. https://www.facebook.com/วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง/ 100057388123038/
190 ภาพฟาร์มเมล่อน
191
192 ปลาย่างรมควัน ๑. ประวัติความเป็นมา ปลาเป็นอาหารที่หาได้ง่าย กินกันมานานทำให้เกิดการเรียนรู้เรื่องการถนอมปลาสั่งสมภูมิ ปัญญาหลากหลายกระบวนการ เพื่อยืดอายุเก็บรักษาให้กินได้นาน ตั้งแต่อาศัยความร้อนจาก แสงอาทิตย์ทำปลาตากแห้ง หมักดองให้เกิดกระบวนการทำงานของจุลินทรีย์ที่ช่วยเพิ่มรสชาติความ อร่อยอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง ปลาร้า ปลาจ่อมและปลาส้ม ไปจนถึงการหมักแปรรูปเป็นเครื่องปรุง รสอูมามิอย่างน้ำปลา กระทั่งการถนอมด้วยความร้อนจากควันไฟเช่นปลาย่างรมควัน เป็นวิธีการ ถนอมอาหารของคนโบราณ หากทำอย่างถูกวิธีสามารถเก็บได้นานแรมปี โดยไม่มีหนอนหรือแมลงใน ตัวปลามากวนใจ ซึ่ง ‘อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี’ ติดกับเขื่อนกระเสียว อุดมด้วยปลาน้ำจืด จำนวนมาก ยังคงสืบต่อภูมิปัญญาการทำปลาย่างรมควันแบบดั้งเดิมเอาไว้จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะ ตำบลด่านช้างและหนองมะค่าโมง ชาวบ้านหลายหลังคาเรือนยังคงประกอบอาชีพทำปลาย่างรมควัน ๒.ข้อมูลทั่วไป “ปลารมควันใช้เวลาประมาณวันครึ่ง พวกปลาสวาย ปลาช่อน ปลาดุก ปลาตะเพียน ซึ่งเป็น ปลาท้องถิ่นจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ถ้าเป็นปลาเนื้ออ่อนกับปลาตัวเล็ก ๆ พวกปลาสร้อยก็จะใช้ไฟน้อย ส่วนฤดูกาลไหนที่หาปลาได้น้อยก็จะใช้ปลาเลี้ยงบ้าง เริ่มจากการจุดความร้อนสุมไฟด้วย กะลามะพร้าว แล้วใส่ขี้เลื่อยแดงปูพื้นใต้ฐานตะแกรงย่างปลาที่ทำเป็นชั้น ๆ ไว้ ให้ควันลอยขึ้นข้างบน ใช้กระดาษลังหรือแผ่นไม้วางคลุมปลาทิ้งไว้หนึ่งคืน เรียกว่า “ย่างปลาสด” ส่วนคืนที่สองเนี่ยเรา เรียกว่าสุมควัน หรือเรียกว่า รุม รุมคือใช้ไฟอ่อนไปเรื่อย ๆ ให้ควันระอุจนปลาสุกแห้งกรอบ แล้วค่อย นำออกจากตะแกรงรมควัน วางไว้ข้างนอกให้แห้งกับแดด อีกครั้ง ปลาตัวใหญ่สุดจะอยู่ชั้นแรกคือชั้น ล่างสุด เจอความร้อนสูง ตัวเล็กสุดอยู่ชั้นบนเจอความร้อนไม่ค่อยสูง ลดหลั่นกันตามขนาด ควันที่ได้ จากการสุมขี้เลื่อยแดงเขาจะมีคุณสมบัติคือกลิ่นหอม กลิ่นติดปลาได้ดีนอกจากอุณหภูมิที่ต้องลดหลั่น กันตามขนาด ปลาเล็กเพียงล้างทำความสะอาดและเสียบย่างรมควันทั้งตัว แต่ถ้าเป็นปลาใหญ่จะมี ความซับซ้อนขึ้น คือต้องผ่าแบะกลางตัวปลาย่างด้านหนังให้โดนไฟก่อนสัก 5-10 นาที เมื่อหนังเริ่ม หด เอาถ่านออกเพื่อลดความร้อน แล้วกลับปลา โดยแบะตัวปลาพลิกส่วนหางออกมาให้ชี้ขึ้น เน้นให้ ด้านท้องกับหัวโดนไฟ แต่เดิมจะใช้ใบตองคลุมไว้ก็ปรับเปลี่ยนมาใช้กระดาษลังหรือแผ่นไม้แทน ให้ ความร้อนระอุทั่วตัวปลา หมั่นดูไฟและพลิกตัวปลา เมื่อสุกแล้วจะเอาเศษฟางหรือกากมะพร้าวใส่ลง ไปในไฟ เพื่อรมควันเคลือบเนื้อปลาให้สีเหลืองสวย เคล็ดลับนี้เป็นวิธีการป้องกันเชื้อราและมอดแมลง มากินตัวปลา จึงเก็บไว้ได้นานแรมปี อำเภอด่านช้าง
193 3. สถานที่ตั้ง ที่ตั้ง : 916/35 ม.18 ต.หนองมะค่าโมง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี โทร : 081-9437447 , 086-6219156 4. ช่องทางการจำหน่าย Facebook : ปลาย่างรมควัน by เพลินตา 5.วัตถุดิบ/วัสดุอุปกรณ์ในการผลิต 1. ปลาสวาย ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาสร้อย หรือปลาชนิดอื่นที่มีขนาดพอเหมาะ ประมาณตัวละ 150-300 กรัม ปลาที่จะนำมาผลิตไม่ควรใช้ปลาที่มีเนื้อเละจนเกินไป เพราะจะทำ ให้ปลาไม่น่ารับประทาน 2. น้ำเกลือเข้มข้น 3. น้ำตาลทราย 6.ขั้นตอนการทำ/วิธีการทำ 1. นำปลามาผ่าท้อง ควักไส้ออกและล้างให้สะอาด 2. ดองปลาในน้ำเกลือเข้มข้น ประมาณ 1 ชั่วโมงโดยให้น้ำเกลือท่วมตัวปลา 3. ทิ้งปลาให้สะเด็ดน้ำบนตะแกรง 4. โรยน้ำตาลทรายในบริเวณท้องปลา ตัวละประมาณครึ่งช้อนชา 5. นำปลาแต่ละตัวมาห่อด้วยกระดาษอะลูมินั่ม (กระดาษฟรอย์) 6. นึ่งปลาด้วยหม้ออัดความดัน โดยใช้ความดันและเวลาตามขนาดชนิดของปลาดังต่อไปนี้ 7. นำปลาออกจากหม้ออัดความดัน เปิดกระดาษอะลูมินั่ม (กระดาษฟรอย์) ออกเพื่อเทน้ำที่ ออกจากตัวปลาทิ้ง ปล่อยไว้ให้เย็นประมาณ 15-30 นาที นำปลาไปเรียงบนตะแกรงแล้วรมควัน โดย ใช้กาบมะพร้าว อุณหภูมิประมาณ 50-55 องศาเซลเซียส ใช้เวลารมควันประมาณ 1 ชั่วโมง 8. นำปลาออกจากตู้รมควัน ผึ่งให้เย็น แล้วห่อด้วยกระดาษอะลูมินั่ม (กระดาษฟรอย์) เพื่อ เก็บรักษา