The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาชีววิทยาเป็นกระบวนการที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kamlai Somkul, 2020-06-17 23:20:36

ชีววิทยา ม.4

การศึกษาชีววิทยาเป็นกระบวนการที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิต

Keywords: ชีววิทยา ม,.4

เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 4 ครกู าไล

บทท่ี 1 การศกึ ษาชวี วทิ ยา

ชวี วทิ ยาวิทยาศาสตรแ์ ขนงหน่ึงทีศ่ ึกษาเกี่ยวกับส่ิงมชี วี ติ และเปน็ ศาสตร์ท่ีมคี วามสาคัญต่อความก้าวหนา้
ทางด้านต่างๆ เช่น ดา้ นการแพทย์ การเกษตร มานุษยวิทยา เป็นต้น

การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับลกั ษณะของสง่ิ มชี ีวิตและธรรมชาตขิ องชวี วิทยาจะช่วยใหส้ ามารถศึกษา
รายละเอยี ดในเชงิ ลึกในดา้ นต่างๆ ของส่ิงมชี วี ิตได้ ในการศกึ ษาทางชวี วทิ ยาจาเปน็ ต้องใชว้ ิธีการทางวิทยาศาสตร์
และเครื่องมอื ทางวทิ ยาศาสตร์ เชน่ กล้องจุลทรรศน์ เป็นตน้ เพอ่ื ช่วยในการศกึ ษารายละเอียดของสง่ิ มชี ีวิตทม่ี ี
ขนาดเลก็ ได้ นอกจากนีก้ ารเรม่ิ ตน้ จากการสังเกตเพือ่ นาความรู้ไปใชใ้ นการแกป้ ัญหาผา่ นการปฏิบัติการทดลอง หรือ
กจิ กรรมสะเต็มศึกษาจะช่วยพัฒนาทักษะในการคิด และนาไปสู่การพัฒนาชน้ิ งาน นวตั กรรมต่างๆ ในอนาคตท่ีมี
ประโยชน์ต่อการดารงชวี ิตต่อไปได้

คาชแ้ี จง : ให๎นักเรยี นใสเํ คร่อื งหมาย ✓หรือ ✗หน๎าขอ๎ ความตามความเข๎าใจของนักเรยี น
.................1) การสืบพันธุ์เปน็ ลักษณะท่สี าคัญของส่งิ มีชีวิตทาใหม๎ กี ารเพิ่มจานวนสง่ิ มชี วี ติ ทเ่ี ป็นสปีชีส์เดยี วกนั

และตํางสปีชีส์ได๎
.................2) พืชจะมีความแตกตาํ งจากสตั วต์ รงที่มีอายุขัยและขนาดทไี่ มํจากัด
.................3) จรรยาบรรณในการใช๎สัตวเ์ พ่ือการศึกษาทางวทิ ยาศาสตร์ ควรใชส๎ ตั ว์ทม่ี โี ครงสร๎างรํางกายทไี่ มํ

ซบั ซ๎อนแทนสัตวท์ มี่ ีโครงสร๎างรํางกายซบั ซอ๎ น
.................4) นักชวี วทิ ยาโมเลกลุ สนใจศกึ ษาเก่ยี วกบั โครงสร๎างของสารชวี โมเลกลุ และการเปล่ยี นแปลงของ

สารทเ่ี กิดขึน้ ภายในราํ งกายของสง่ิ มชี วี ิต
.................5) การสงั เกตเปน็ จุดเริม่ ต๎นของการคน๎ พบปญั หา ผท๎ู มี่ ีความละเอยี ดรอบคอบในการสังเกตจะ

สามารถชํวยให๎แกป๎ ญั หาได๎อยาํ งรวดเร็ว
.................6) ทฤษฎีคือสมมติฐานทีไ่ ด๎ผาํ นการตรวจสอบแล๎วหลายคร้งั วําเปน็ จริงและสามารถนาไป

ประยกุ ตใ์ ช๎ได๎อยํางกวา๎ งขวาง
.................7) การทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่มีการออกแบบและทาการทดลองทีด่ ี จะไดผ๎ ลการทดลองทอ่ี าจจะ

สอดคล๎องหรือไมสํ อดคล๎องกบั สมมติฐานท่ตี ้ังไวไ๎ ด๎
.................8) ชีววทิ ยาประกอบดว๎ ยสวํ นทเ่ี ป็นความร๎ู (knowledge) และทักษะ (skills)
.................9) การตั้งปัญหาหรือการระบปุ ัญหาเปน็ ข้นั ตอนทสี่ าคญั ของวธิ กี ารทางวิทยาศาสตรแ์ ละ

กระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม
.................10) วิธีการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละกระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรมมขี ัน้ ตอนทสี่ าคัญเหมือนกนั แตํ

ตาํ งกนั ตรงการนาไปใช๎ในการศกึ ษา

1|Page

เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4 ครูกาไล

1.1 ธรรมชาตขิ องสิง่ มีชวี ิต

1.1.1 ส่ิงมีชีวติ คืออะไร
สง่ิ มีชวี ิตมลี ักษณะเฉพาะที่สาคญั ทแ่ี ตกตํางจากสิ่งไมํมชี วี ติ ดังนี้
1. มกี ระบวนการเมแทบอลิซึม (metabolism process)
สิ่งมชี วี ิตทุกชนิดจะมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมีทเ่ี ก่ียวข๎องกบั เมแทบอลซิ ึม ได๎แกํ
การไดร๎ บั สารอาหารหรือความต๎องการอาหาร กระบวนการเปล่ียนสารอาหารเพื่อให๎ได๎พลงั งาน
(Cellular respiration) และการกาจดั ของเสยี (excretion)
พลังงานมาจากกระบวนการทางเคมที ี่เรยี กวํา เมแทบอลิซึม (metabolism) ซึ่งมี 2 ลักษณะ
คอื
1. แคแทบอลิซมึ (Catabolism) คือ การสลายสารโมเลกลุ ใหญใํ ห๎เป็นโมเลกุลเลก็ เชํน การหายใจ
ระดับเซลล์ (Cellular respiration) พอลิแซ็กคาไรด์ลิพิด กรดนวิ คลีอิกและโปรตนี ถูกสลายเปน็ หนวํ ย
ขนาดเล็กกวํา เชํน มอโนแซก็ คาไรด์กรดไขมัน นิวคลีโอไทด์และกรดอะมิโน ตามลาดบั เป็นปฏิกริ ยิ า
แบบคายพลงั งาน (exothermic reaction)
2. แอนาบอลิซึม (Anabolism) คอื การสังเคราะห์สารจากโมเลกลุ เล็กให๎เปน็ สารโมเลกลุ ใหญํ เชนํ
กระบวนการสังเคราะห์ด๎วยแสง (photosynthesis) เป็นปฏกิ ริ ยิ าแบบดูดพลงั งาน (endothermic
reaction)

คาถาม : อาหารและพลงั งานมีความสาคญั ตํอสง่ิ มชี วี ติ อยาํ งไร

ตอบ............................................................................................................................. ........................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................................
............................................................................................................................. ...............................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................................
............................................................................................................................. ...............................................
........................................................................................................................................................................... .

2|Page

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล

2. มีกระบวนการสืบพนั ธุแ์ ละกระบวนการเจริญเตบิ โต (generative process) **เป็นขอ้ ทสี่ าคญั ทีส่ ุด**
สง่ิ มีชวี ติ มกี ารสืบพันธุ์ โดยมีเป้าหมายทีจ่ ะเพิ่มจานวนของสปีชสี ์ (species)เดียวกัน เพ่ือการ

ดารงเผําพันธุข์ องตัวเอง และมกี ารถาํ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากรุนํ หน่ึงไปสูํอกี รํุนหนง่ึ ผาํ นสาร
พนั ธุกรรม (Genetic material) ซ่ึงมกั พบวาํ รํนุ ลูกจะมลี ักษณะทางพนั ธกุ รรมคลา๎ ยพํอและแมํ
ลกั ษณะทางพันธกุ รรมเหลาํ น้ีถูกควบคุมโดยยนี (gene)
การสืบพันธุ์มีท้ังแบบอาศยั เพศ และไมอํ าศัยเพศ
1.1 การสบื พนั ธแ์ุ บบอาศัยเพศ (sexual reproduction) ทาให๎เกดิ ความแปรผนั ของสิง่ มีชวี ติ

(variation ) เชนํ การปฏสิ นธิ (Fertilization) เปน็ การรวมตัวของเซลลส์ ืบพันธทุ์ ่ีมีขนาดและ
รูปรํางตํางกัน เรียกวาํ เฮเทอโรแกมีต (heterogamete) โดยเซลล์สืบพันธ์ุ เพศผู๎เรยี กวํา
สเปริ ม์ (sperm) เซลลส์ ืบพันเพศเมีย เรียกวํา ไขํ (egg) เชํน สัตวแ์ ละพชื ทวั่ ๆไป พารท์ ี
โนจิเนซสิ (parthenogenesis) เป็นการสบื พันธโ์ุ ดยไมํมกี ารปฏิสนธริ ะหวําง sperm กบั egg
แตํ egg สามารถกลายเปน็ ตวั ออํ นได๎เลย พบใน ผึง้ ตํอ แตน และการคอนจูเกชัน
(conjugation) คือการรวมตวั ของเซลล์สืบพนั ธ์ุ ทีม่ ขี นาดและรปู รํางเหมือนกัน เรยี กวาํ ไอโซ
แกมตี (isogamete) เชนํ พารามีเซยี ม ราดา

........................................................... ........................................................... ...........................................................
...... 1.2 การสบื พนั ธุ์แบบไมํอาศยั เพ.ศ....(.asexual reproduction) ไมเํ กิดความแป.ร..ผ..นั. ของสง่ิ มชี วี ติ ลูกทเี่ กิด

มาจะเหมือนพํอแมทํ ุกประการ เชํน
- การแตกหนอ่ (Budding) : สง่ิ มีชวี ิตตัวใหมํงอกออกมาจากตวั เดิม เชนํ ไฮดรา ยีสต์ และยงั

พบในพืชอีกดว๎ ยเชนํ หนอํ ไม๎ ไผํ
- การแบ่งตัวออกเปน็ สอง (Binary fission) : สิง่ มีชวี ติ ตัวหน่ึงแบํงเป็นส่ิงมีชีวติ ตัวใหมแํ บบ

เทําๆกนั เชนํ อะมบี า พารามเี ซยี ม ยูกลีนา และแบคทีเรีย
- การขาดออกเป็นทอ่ น (Fragmentation) : โดยการหักหรือขาดเป็นทอํ นๆ จากสวํ นเดิม

แล๎วแตลํ ะสวํ นจะเจริญเป็นตัวใหมํ เชํน สาหรํายสไปโรไจรา พยาธิตัวตดื
- การสร้างสปอร์ (sporulation) : สามารถแพรกํ ระจายไดไ๎ กลรวดเรว็ และมีความทนตอํ

สภาพแวดล๎อมสงู เชํน เหด็ รา มอส เฟริ ์น
- การงอกใหม่ ( regeneration ) : การงอกใหมํเพ่ือสร๎างสมาชกิ เพ่มิ เชํน ดาวทะเล พลานา

เรยี ดอกไม๎ทะเล ไส๎เดือนดิน ปลงิ นา้ จดื เป็นตน๎

3|Page

เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4 ครูกาไล

จากภาพทก่ี าหนดให้เป็นการสืบพนั ธุแ์ บบไมอ่ าศัยเพศแบบใดบ้าง ตอบ......................................
ตอบ......................................

ตอบ...................................... ตอบ......................................

- การทจี่ ้ิงจกสลัดหางแลว๎ สามารถงอกใหมํไดเ๎ ป็นการสืบพนั ธุ์หรือไมํ เพราะเหตุใด

ตอบ....................................................................................
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………

การเจรญิ เตบิ โตของสงิ่ มชี ีวิต เซลล์มกี ารเพิ่มจานวน มกี ารเพ่ิมขนาด มีการเปล่ียนแปลงเพื่อทาหน๎าท่ี
เฉพาะอยําง อายุของสิง่ มีชีวิตต้ังแตํเกิดจนตายเรยี กวํา อายุขยั (life span) สง่ิ มชี ีวิตแตลํ ะชนดิ มีอายุขยั จากัด

4|Page

เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 4 ครกู าไล

อายุขยั ของพืชมีความแตกตาํ งกนั ซึ่งอาจแบงํ เปน็ กลมํุ ได๎ดังน้ี
1. พชื ทม่ี ีชํวงชวี ิตสัน้ (ephemeral plant) เชนํ บานช่ืน ดาวเรือง บานเยน็ แพงพวยฝร่ัง ถ่วั ลสิ ง ถั่ว

เขียว และพชื ตระกลู แตง เป็นต๎น
2. พชื ปีเดียว (annual plant) เชนํ ขา๎ ว ออ๎ ย สับปะรด เป็นต๎น
3. พชื สองปี (biennial plant) พืชเหลาํ นม้ี ลี าต๎นใต๎ดนิ เม่ือใบหรือลาตน๎ เห่ยี วไปลาตน๎ ใต๎ดินจะ

สามารถงอกใหมไํ ด๎ในปีถัดไป เชํน วํานสที่ ศิ หอม กระเทียม เปน็ ตน๎
4. พืชหลายปี (perennial plant) อาจจะเปน็ ไม๎พุํมหรือไมย๎ นื ตน๎ เชนํ มะมํวง จาปี เตง็ แก๎ว เปน็

ตน๎
3. มีกระบวนการตอบสนองตํอสิ่งเรา๎ (responsive process)

ส่งิ มชี วี ติ มีการตอบสนองตํอสิ่งแวดลอ๎ มเพือ่ หาอาหาร หลบหลกี ภัยจากศตั รู และมีการปรับตัวให๎
เหมาะสมตํอสภาพแวดล๎อม สภาพแวดล๎อมท่ีทาให๎สง่ิ มีชีวิตแสดงพฤตกิ รรม เรยี กวํา สิง่ เร๎า (stimulus) สงิ่ เรา๎
ของสง่ิ มีชีวิตมีทัง้ ภายใน เชํน ฮอรโ์ มนในรํางกาย เป็นต๎น และสงิ่ เร๎าภายนอก เชํน อุณหภูมิ ความชน้ื เปน็ ต๎น
และการแสดงออกของส่งิ มีชีวติ ตอํ สิง่ เร๎า เรยี กวํา พฤติกรรม (response) ตวั อยํางการตอบสนองตํอสงิ่ เรา๎ ของ
สงิ่ มชี ีวติ เชํน

- บวบน้า เต๎า ฟกั ถ่ัวฝักยาว ตาลงึ เป็นต๎น พชื เหลาํ นี้อาศัยลาต๎นพนั ไปรอบๆ หลัก และมี
มือเกาะ (tendril) เพื่อพยุงลาต๎นขนึ้ ทีส่ ูงใหใ๎ บรบั แสง

- ทานตะวนั จะหันดอกเข๎าหาแสงอาทติ ย์
- ดอกบวั บางชนดิ จะบานในตอนเช๎าและหบุ ในตอนเยน็
- ใบพืชวงศถ์ ่วั ในตอนเยน็ และกลางคืนจะหบุ ใบและก๎านใบห๎อยลงมา
- แมวเม่ือเหน็ หนจู ะวง่ิ ไลตํ ระครุบ
- เหยยี่ วโฉบลงมาจบั ลกู ไกํ
- กงิ้ กือเมื่อโดนสมั ผสั จะขดตัว

จงทาเครอื่ งหมาย √ หนา้ ข้อความทีถ่ กู และเครอื่ งหมาย X หน้าขอ้ ความทผี่ ิด
……………………….1) สภาพของสิง่ แวดลอ๎ มทีท่ าให๎สง่ิ มีชีวติ แสดงพฤตกิ รรม เรยี กวํา สงิ่ เรา๎ (stimulus)
……………………….2) สัตว์ทกุ ชนิดจะมีระบบประสาทและระบบตอํ มไรท๎ อํ ในการตอบสนองตํอสิ่งเร๎า
……………………….3) พืชไมมํ ีระบบประสาทจงึ ไมสํ ามารถตอบสนองตอํ สิ่งเร๎าได๎
……………………….4) การขับถาํ ยถือวาํ เป็นการตอบสนองตอํ สิ่งเรา๎ อยํางหนึ่ง
……………………….5) การเปลีย่ นสขี องดอกพุดตานจากสขี าวเปล่ยี นเปน็ สชี มพถู ือเป็นการตอบสนองตอํ ความช้นื

5|Page

เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครกู าไล

4. มีกระบวนการควบคมุ สมดุลราํ งกาย (regulating process)
สิง่ มีชวี ติ ต๎องมีการควบคุมสมดุลหรอื รักษาดลุ ยภาพ

(homeostasis) ของราํ งกายเพือ่ ให๎ระบบตาํ งๆ ทางานไดเ๎ ปน็ ปกติ
เชํน น้า เกลอื แรํ ของเสยี แก๏ส pH อุณหภูมิในสัตวช์ ั้นสงู จะมีระบบ
ตํางๆในการควบคุมสมดุลรํางกายดงั นี้

- ระบบหายใจ
- ระบบขับถําย
- ระบบหมนุ เวียนเลือด
- ระบบภมู คิ มุ๎ กนั และระบบนา้ เหลอื ง
สง่ิ มีชีวิตเซลลเ์ ดยี ว เชํน อะมีบา พารามเี ซียม (protozoa)
ที่อาศยั อยใํู นแหลงํ นา้ ที่มีความเข๎มขน๎ ของสารละลายน๎อยกวาํ ความเข๎มข๎นของสารละลายภายในเซลล์
(hypotonic solution) เป็นผลใหน๎ ้าจากภายนอกเซลล์มีการออสโมซสิ (osmosis) เขา๎ สํภู ายในเซลลท์ าให๎
เซลลเ์ ตํง (plasmoptysis) และแตกได๎ (hydrolysis) พารามเี ซยี มจงึ มีกลไกเพือ่ รักษาดุลยภาพของน้าและ
สารละลายโดยมีออรแ์ กเนลล์ทช่ี อ่ื วาํ คอนแทรกไทลแ์ วคิวโอล (contractile vacuole) เพอื่ กาจดั น้าสํวนเกิน
ออกจากเซลล์โดยจะมกี ารขยายเมอ่ื รบั ของเหลวและบบี ตวั ใหข๎ องเหลวนีอ้ อกจากเซลล์
จงเตมิ คาในชอ่ งวา่ งใหถ้ ูกต้อง
1. คาํ pH ในเลือดมีคาํ ประมาณ………………………………….........…มสี มบัตเิ ป็น……………………………....
2. ในราํ งกายมีอณุ หภมู ิประมาณ………………………………………………..............................องศาเซลเซยี ส
3. คอนแทรกไทลแ์ วคิวโอล (contractile vacuole) ทาหน๎าที่คลา๎ ย..............................ในสตั วช์ ้ันสงู
4. สมองท่ีควบคุมการหายใจ คือ……………………………………………………………………………………………..
5. พชื มกี ารรกั ษาดลุ ยภาพของนา้ ได๎อยํางไร...........................................................................................
5. มกี ารจัดระบบ (organization)
สิ่งมชี วี ิตทัง้ เซลล์เดียวและหลายเซลล์ก็มีการจดั ระบบหนา๎ ท่ีในการทางานของโครงสร๎างตํางๆ
เพื่อให๎ส่งิ มชี ีวิตสามารถดารงชวี ิตอยํไู ด๎

จงตอบคาถามต่อไปนี้
1. ไวรสั เป็นสิง่ มีชีวิตหรอื ไมํ เพราะเหตใุ ด...................................................................................................
2. ไวรัสเป็นเซลล์หรอื ไมํ เพราะเหตุใด........................................................................................................
3. เพราะเหตุใดสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวจงึ ดารงชวี ติ อยํไู ด๎..................................................................................

6|Page

เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 ครูกาไล

1.1.2 ชวี วิทยาคืออะไร

ชีววทิ ยา (biology) เปน็ วชิ าทศ่ี ึกษาเก่ียวกบั …………………………………………………………….....................
ประกอบด๎วยสํวนทเ่ี ป็น………………………......................….และสํวนท่เี ป็น……………………………………….
biology มาจากภาษา……………………………..2 คา คือ
1. ชีวะ มาจากคาวาํ …………………………………………………แปลวํา…………………………………………………
2. วทิ ยา มาจากคาวํา………………………………………………แปลวาํ …………………………………………………
ดังนั้น คาวาํ ชวี วทิ ยา (biology) แปลวํา……………………………………………………………………………………

ชีววิทยาแยกออกเป็นสาขาวชิ ายํอยไดห๎ ลายแขนง โดยยดึ ประเภทหรือกลุมํ ของสิง่ มีชวี ิต จึงอาจ
แบํงเปน็ สัตววิทยา (Zoology), พฤกษศาสตร์ (Botany), จุลชวี วทิ ยา (Microbiology), ชีววิทยาประยุกต์
(Applied biology) ดังน้ี

Morphology ชอ่ื วิชา ศึกษาเกีย่ วกบั
Anatomy
Physiology สณั ฐานวทิ ยา โครงสร๎าง รูปรํางของรํางกายและอวัยวะตํางๆ ภายนอก
Biochemistry กายวภิ าคศาสตร์ โครงสรา๎ งและอวยั วะภายในรํางกาย
Cytology สรีรวิทยา การทางานของอวัยวะตํางๆ ภายในราํ งกาย
Taxonomy ชวี เคมี โครงสร๎างและการเปลี่ยนแปลงสารชีวโมเลกุล
Botany เซลล์วิทยา เซลล์ของสงิ่ มชี วี ิต
Zoology อนุกรมวธิ าน การจดั จาแนกส่งิ มีชีวิตออกเป็นหมวดหมํู
Helminthology พฤษศาสตร์ พชื
Malacology สตั ววทิ ยา สตั ว์
Entomology วิทยาหนอนพยาธิ หนอน,พยาธิ (Helminth=หนอน)
Ichthyology สังขวิทยา หอย
Ornithology กฏี วิทยา แมลง
Parasitology มนี วทิ ยา ปลา (Icthyo=ปลา)
Microbiology ปักษีวิทยา นก
ปรสติ วิทยา ปรสิตตํางๆ
จลุ ชีววิทยา จุลินทรยี ์

7|Page

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4 ครูกาไล

Virology ชือ่ วิชา ศึกษาเกย่ี วกบั
Bacteriology
Phycology ไวรัสวิทยา ไวรัส
Mycology แบคทีเรยี วิทยา แบคทเี รยี
Protozoology สาหราํ ยวทิ ยา สาหราํ ย
Embryology เหด็ รา วิทยา เหด็ รา
Ecology โปรโตซัววิทยา โปรโตซวั
Evolution คพั ภะวทิ ยา ตัวออํ นของส่งิ มชี ีวติ
Genetics นิเวศวทิ ยา ความสัมพันธ์ระหวํางสงิ่ มชี วี ิตกับสิง่ แวดล๎อม
Ethology ววิ ฒั นาการ การเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตต้งั แตํอดีตถึงปจั จบุ ัน
พันธุศาสตร์ การถํายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
พฤติกรรมวทิ ยา พฤติกรรมสัตว์

จงตอบคาถามต่อไปน้ี
1. ให๎นักเรียนยกตวั อยํางแขนงวิชาอืน่ ๆ ทเี่ ก่ยี วข๎องกับชวี วทิ ยาเพิม่ เติม อีก 2 แขนง และอธิบายวําแตํ
ละแขนงศกึ ษาเก่ียวกบั สง่ิ มีชวี ติ อยาํ งไร
ตอบ
.......................................................................................................................................... .....................
............................................................................................................. ...................................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
2. การนาความรู๎ทางดา๎ นชีววทิ ยาไปเช่ือมโยงกบั ศาสตร์ในวิชาอืน่ ๆ จะไดค๎ วามรู๎ใหมํๆ ทางด๎านใดบา๎ ง
อธิบายและยกตัวอยาํ งประกอบ
ตอบ
............................................................................................................................. ..................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................ ...............................

8|Page

เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ครกู าไล

1.1.3 ชวี วิทยากับการดารงชีวิต
1. การเลอื กบริโภคอาหารท่มี ีประโยชนต์ ํอรํางกาย เชนํ เลือกกนิ อาหารท่ีสะอาด และสุก

ใหมๆํ ซงึ่ อาจตดิ โรคพยาธิ ได๎ ไมํกินอาหารท่ีแมลงวนั ตอมเพราะอาจจะแพรโํ รคได๎ เลอื กอาหารท่ปี ลอดจาก
สารพษิ ตาํ งๆเป็นต๎น

2. การออกกาลังกายชํวยใหส๎ ุขภาพแข็งแรง ร๎ูจักเลือกการออกกาลงั กายให๎เหมาะสมกับเพศ
และวยั และสภาพ ของรํางกาย

3. การรจู๎ ักระบบตํางๆของรํางกายชํวยให๎การดแู ลและรักษาระบบตาํ งๆของราํ งกาย เชนํ
ระบบโครงกระดูกระบบ ผวิ หนงั ระบบหายใจ ระบบยํอยอาหารฯลฯเป็นไปอยํางถูกต๎อง อันจะเป็นผลให๎
สุขภาพของระบบตํางๆรวมถงึ ราํ งกายเป็นปกตสิ ขุ ดว๎ ย

การดูแลรักษาสงิ่ แวดล้อมได้แก่
1. การไมํตดั ไม๎ทาไมล๎ ายปา่ เพราะต๎นไม๎มีความสาคญั ตอํ สภาพแวดล๎อม และเป็นตัวการสาคัญในการ
ผลติ ออกซิเจนให๎แกํโลก และลดระดบั คารบ์ อนไดออกไซด์ให๎แกํโลกด๎วย
2. การปลูกพืชคลุมดนิ การปลูกพืชหมุนเวียน การสงวนรักษาน้าดินแรธํ าตุ และอากาศมีผลตอํ การ
พฒั นาส่งิ แวดลอ๎ มของโลกให๎ยง่ั ยืนทง้ั สนิ้
3. การเข๎าใจสมดุลของพชื สตั ว์ จุลนิ ทรีย์ในฐานะผู๎ผลติ อาหาร ผ๎ูยอํ ยสลายสารอนั จะกอํ ใหเ๎ กดิ วัฎจักร
ตาํ งๆของสารในระบบนิเวศ ซ่ึงนาไปสํคู วามสมดุลของสารในธรรมชาตไิ ด๎ดยี ่งิ ข้นึ ฯลฯ
การพฒั นาเทคโนโลยี เพื่อการอยูด่ กี นิ ดีของมนษุ ยชาตไิ ด้แก่
1. การผลิตสารตาํ งๆ ที่เปน็ อาหารและชวํ ยในการรักษาโรค เชนํ การผลิตฮอร์โมนอนิ ซูลนิ จากยสี ตเ์ พอ่ื รกั ษา
โรคเบาหวานในคน การผลิตกรดอะมิโนจาเป็นโดยแบคทเี รยี การผลิตสาหรํายสไปรูไลนาซง่ึ มโี ปรตีนสงู การถนอม
อาหารโดยวธิ ีการตํางๆเปน็ ต๎น
2. การพัฒนาทางดา๎ นพนั ธุวิศวกรรม (genetic engineering) มาใช๎ในการตดั ตํอสารพันธุกรรมเพ่ือใช๎ในการ
พฒั นาพนั ธุกรรมพชื พนั ธส์ุ ัตวท์ ใี่ ห๎ผลตอบแทนหรือมคี ณุ ภาพดมี ากย่ิงขึ้น เพ่อื ความเป็นอยูํของมนุษยท์ ่ีดขี ึน้ แตกํ ็ยงั
ต๎องมีการศกึ ษาถงึ ผลดีและผลเสยี กันตอํ ไป
3. การพัฒนาเทคนคิ ทางดา๎ น DNA เพ่อื นามาใชใ๎ นการตรวจหาสายสัมพนั ธข์ องพํอแมํลูกนอกจากนีย้ งั ใชใ๎ น
การสบื สวนสอบสวนทางคดขี องแพทย์และตารวจไดเ๎ ปน็ อยํางดี
4. การศึกษาทางด๎านพชื สมุนไพรสามารถนามาผลิตเปน็ ยาแผนโบราณใช๎ในการรกั ษาโรคตาํ งๆไดเ๎ ปน็ อยํางดี
นับเปน็ ภูมิปัญญาไทยท่ีนาํ ภาคภูมใิ จ
5. การศกึ ษาทางด๎านเทคโนโลยกี ารเจรญิ พันธ์ุ เชนํ การผสมเทยี มในหลอดแก๎ว แลว๎ ถํายฝากตวั อํอน
(In Vitro Fertilization-Embryo Transfer) การนาเซลลส์ บื พนั ธุ์ไปใสทํ ี่ทอํ นา้ ไขํหรือทีเ่ รียกวาํ กฟิ๊
(GFT หรือ Gamete Intrafallopian Transfer) การทาอก๊ิ ซี่ ( ICSI หรือ Intracytoplasmic Sperm Injection) รวม
ไปถงึ การทาโคลนนง่ิ (Cloning) ด๎วยสง่ิ ตาํ งๆเหลํานีช้ วํ ยให๎คนมบี ุตรยากมบี ุตรไดท๎ ง้ั สิน้

9|Page

เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ครูกาไล

จงตอบคาถามต่อไปน้ี
1. ถ๎าเกษตรกรมีความต๎องการเพิม่ ผลผลิตทางดา๎ นการเกษตรใหไ๎ ดผ๎ ลผลิตที่มีท้งั ปริมาณและคณุ ภาพ
เพ่ือสนองความตอ๎ งการในการบริโภค นกั เรียนคดิ วาํ จะต๎องใช๎ความรู๎ทางชวี วิทยาแขนงใดบ๎าง และนา
ความร๎ูน้นั มาใชใ๎ นด๎านใด
ตอบ
....................................................................................................................................... ........................
.......................................................................................................... ......................................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
2. ใหน๎ ักเรียนยกตวั อยาํ งโครงการพระราชดารโิ ครงการสํวนพระองค์ หรอื โครงการหลวงของ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช ท่ใี ช๎ความรู๎ทางดา๎ นชีววทิ ยามาแก๎ปัญหา
ส่ิงแวดลอ๎ ม หรอื อนรุ กั ษท์ รัพยากรธรรมชาติ มา 2 ตัวอยาํ ง
ตอบ
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
.......................................................................................................................................... ......................
3. “ท่ามกลางการระบาดอยา่ งรนุ แรงของไวรสั โคโรนาสายพนั ธ์ใุ หม่ หรือ โควิด-19 ในทวปี ยโุ รป
และเริม่ มากข้นึ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รฐั บาลแตล่ ะประเทศใชม้ าตรการมากมายเพ่อื รับมือ
แตก่ ท็ าไดแ้ คช่ ะลอการแพรก่ ระจายของเชื้อ ตอนนท้ี กุ สายตากาลังจบั จ้องไปท่กี ารผลิตวคั ซนี ซ่ึง
เป็นหนทางเดยี วที่จะป้องกันไม่ให้เราล้มปว่ ย แตค่ าถามคอื วคั ซนี จะมาเม่ือไหร่?” จากบทความ
ข๎างตน๎ หากแพทยต์ อ๎ งการทจ่ี ะผลติ วคั ซีนตา๎ นไวรสั นกั เรยี นคิดวําแพทย์จะต๎องใชค๎ วามรด๎ู า๎ นชีววทิ ยา
แขนงใดบ๎าง จงอธบิ าย
ตอบ
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
....................................................................................... .........................................................................
............................................................................................................................. ...................................

10 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครกู าไล

1.1.4 ชวี จรยิ ธรรม
คาวํา ชีวจรยิ ธรรม (bioethics) ประกอบดว๎ ยคาที่มาจากภาษา..................... 2 คา คอื
1. ...........................หมายถงึ ชีวติ (life)
2. ……………………….หมายถึง ดี (good) หรือ เลว (bad) ถูก (right) ผดิ (wrong)
ดังนนั้ ชวี จริยธรรมเกีย่ วข๎องกับคณุ คําของชีวติ หรือการมชี ีวติ และเปน็ สวํ นประกอบหน่ึง

ของจริยธรรมทีเ่ กี่ยวข๎องกบั การศกึ ษาทางดา๎ นชวี วิทยา ในปจั จุบนั มนษุ ยเ์ ป็นผ๎คู ิดค๎นสิง่ ตาํ งๆ ขึ้นมาก็เพื่อ
สนองตอบตํอปัจจยั ตาํ งๆ ในการดารงชวี ิตของมนษุ ยใ์ นทกุ ๆ ด๎าน เชนํ ดา๎ นการแพทย์ อตุ สาหกรรม
เกษตรกรรม พาณิชยกรรม สถาปัตยกรรม วศิ วกรรม ฯลฯ เป็นตน๎ ความก๎าวหนา๎ ในด๎านตํางๆ เหลาํ นจ้ี ะทาให๎
เกดิ เป็นนวัตกรรมของโลกสมัยใหมทํ ี่ชํวยประชากรโลกนับล๎านลา๎ นคนได๎รับประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็จะน
ความเสย่ี งที่อาจเปน็ อันตรายตํอมนษุ ย์ควบคูํมาด๎วย ดังนน้ั การมีชีวจริยธรรมจะชํวยใหค๎ นในสงั คมทุกภาคสวํ น
ท่ีเกี่ยวข๎องได๎มกี ารวเิ คราะห์และตดั สนิ ใจอยํางรอบคอบในประเด็นคาถาม
ตํางๆ ท่ีรฐั องค์กร หรือชุมชนตอ๎ งเผชิญรํวมกนั

ปจั จบุ ันพบวาํ ย่ิงมีความก๎าวหนา๎ ทางด๎านชวี วทิ ยามากขน้ึ
เพียงใดก็จะมีประเดน็ ทวี่ ิพากษ์วจิ ารณ์ในด๎านชีวจรยิ ธรรมมากขน้ึ ตามไป
ดว๎ ย เชนํ

1. ความปลอดภัยทางด๎านอาหาร : พบวําอาหารประเภท
เน้อื สัตว์ทน่ี ามาบรโิ ภคมักมีการใชฮ๎ อรโ์ มนฉีดให๎แกสํ ตั ว์เล้ียง เชํน
สกุ ร ไกํ เพ่ือเรงํ การเจริญเตบิ โต ทาให๎มีสารตกค๎างในเน้ือสัตว์ เม่อื
คนบรโิ ภคเขา๎ ไปอาจจะกํอใหเ๎ กิดโรคมะเร็งได๎
2. การใช๎สารเคมพี วกสารพษิ : เชํน ฟอร์มาลนี เพื่อรักษาพืชผัก
และเนอื้ สตั วใ์ ห๎มคี วามสดและไมเํ นาํ เสีย รวมท้ังสารบอแรกซท์ าให๎
อาหารกรอบ หรือการใช๎สยี อ๎ มผ๎าแทนสีผสมอาหาร ซึ่งกระทรวง

สาธารณสขุ ไดป๎ ระกาศเตือนภัยให๎ประชาชนทราบแลว๎ แตํผู๎ประกอบการบางรายยังคงกระทาอยํู จงึ เป็นส่ิงที่
ควรทาความข๎าใจใหผ๎ ๎ปู ระกอบการค๎าตระหนกั ถึงความรับผดิ ชอบตํอผู๎บรโิ ภค และได๎รับการลงโทษตาม
กฎหมาย และประชาชนกค็ วรหลกี เลย่ี งการบรโิ ภคอาหารเหลํานี้

3. ทางการแพทย์ : เชํน การโคลนมนษุ ย์อาจจะโคลนในระดบั เอ็มบริโอเพื่อจะนาอวัยวะของ
เอม็ บริโอมาปลูกถํายให๎แกผํ ูป๎ ว่ ยหรอื เพื่อการวิจยั หรอื การโคลนมนุษย์ทง้ั ตวั เป็นง่ิ ท่ีต๎องพิจารณากันเป็นอยาํ ง
มาก และถ๎ามีมนษุ ย์ท่ีได๎จากการโคลนจะมีปัญหาตํอสถาบันครอบครวั อยํางไร หรืออีกกรณีคือการใชส๎ ิง่ มีชวี ิต
ทท่ี าใหเ๎ กิดโรคตอํ มนษุ ย์ สัตว์ และพชื หรอื สารพิษที่ได๎จากสิง่ มีชีวติ มาทาลายล๎างส่งิ มีชีวิตซึ่งเรียกวํา อาวุธ
ชีวภาพ ถอื วาํ เปน็ เรอื่ งทีผ่ ดิ ชวี จรยิ ธรรม

11 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล

ความร้เู พิ่มเติม

จรรยาบรรณการใชส๎ ตั วเ์ พ่ืองานทางวทิ ยาศาสตร์ หมายถึง หลักเกณฑท์ ผ่ี ใู๎ ชส๎ ัตวเ์ พื่องานวิจยั งาน
ทดสอบ งานผลติ ชวี วัตถุ และงานสอน ในเชงิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยที กุ สาขายึดถือปฏบิ ัติ เพื่อให๎การ
ดาเนนิ งานต้ังอยบํู นพืน้ ฐานของจรยิ ธรรม คณุ ธรรม มนุษยธรรม และหลกั วิชาการท่ีเหมาะสม ตลอดจนเปน็
มาตรฐานการดาเนนิ งานที่เป็นท่ียอมรบั โดยท่ัวกัน โดยมรี ายละเอยี ด ดังน้ี

1. ผูใ๎ ช๎สตั ว์ต๎องตระหนักถึงคุณคําของชวี ติ สัตว์ ตอ๎ งใชส๎ ัตว์เฉพาะกรณีท่ไี ด๎พิจารณาอยํางถ่ีถ๎วนแลว๎
วําเป็นประโยชน์และจาเปน็ สูงสุดตอํ การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตของมนุษยแ์ ละสัตวห์ รอื
ความก๎าวหน๎าทางวิชาการ และได๎พจิ ารณาอยํางถถ่ี ๎วนแลว๎ วาํ ไมํมวี ิธอี ่นื ท่ีเหมาะสมเทําหรอื
เหมาะสมกวาํ

2. ผู๎ใชส๎ ตั วต์ อ๎ งตระหนกั ถึงความแมํนยาของผลงานโดยใชส๎ ตั ว์จานวนน๎อยท่สี ุด ตอ๎ งคานงึ ถงึ
คณุ สมบตั ิทางพนั ธุกรรมและคณุ สมบัตทิ างสุขภาพของสตั ว์ทจี่ ะนามาใช๎ให๎สอดคล๎องกบั
วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการใช๎สัตว์ เพอ่ื ให๎มีการใช๎สตั วจ์ านวนนอ๎ ยที่สุด และได๎รับผลงาน
ทถ่ี กู ต๎องแมํนยามากที่สดุ

3. การใชส๎ ัตวป์ า่ ต๎องไมํขัดตํอกฎหมายและนโยบายการอนรุ กั ษส์ ตั ว์ปา่ การนาสตั ว์ปา่ มาใช๎ควร
กระทาเฉพาะกรณที ่ีมคี วามจาเป็นตอํ การศกึ ษาวิจยั โดยไมํสามารถใชส๎ ัตวป์ ระเภทอนื่ ทดแทนได๎
และการใช๎สัตว์ป่านัน้ จะต๎องไมขํ ัดตอํ กฎหมายและนโยบายการอนรุ ักษ์สัตวป์ ่า

4. ผใ๎ู ช๎สตั วต์ อ๎ งตระหนกั วําสัตว์เป็นส่งิ มีชีวติ เชนํ เดียวกบั มนุษย์ ผ๎ูใชส๎ ตั ว์ตอ๎ งตระหนกั วําสัตว์มี
ความรู๎สึกเจบ็ ปวดและมคี วามรู๎สกึ ตอบสนองตอํ สภาพแวดลอ๎ มเชํนเดียวกับมนุษย์จงึ ต๎องปฏิบตั ิ
ตอํ สตั ว์ดว๎ ยความระมัดระวังทุกขัน้ ตอน นับต้ังแตํการขนสํง การใช๎วัสดอุ ปุ กรณ์ในการเล้ียงสัตว์
การจัดสภาพแวดล๎อมของสถานที่เลี้ยง เทคนิคในการเลยี้ ง และการปฏบิ ัตติ ํอสตั ว์โดยไมํให๎สตั ว์
ได๎รบั ความเจ็บปวด ความเครียด หรือความทุกข์ทรมาน

5. ผใ๎ู ช๎สตั วต์ ๎องบันทกึ ข๎อมลู การปฏิบตั ิตํอสัตว์ไว๎เปน็ หลกั ฐานอยํางครบถ๎วน ตอ๎ งปฏิบัตติ ํอสตั ว์ตรง
ตามวิธีการท่เี สนอไว๎ในโครงการ และตอ๎ งจดบันทึกไวเ๎ ปน็ หลกั ฐานอยํางละเอยี ดครบถ๎วน พร๎อมท่ี
จะเปิดเผยหรอื ชี้แจงไดท๎ ุกโอกาส

12 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ครกู าไล

ให้นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มเลือกศึกษากรณีศึกษาท่ีกาหนดให้ต่อไปน้ีเพยี งกรณีเดยี วแล้วตอบคาถาม
1. การซือ้ ขายอวยั วะของมนุษย์ การขโมยอวัยวะของมนุษย์ เพือ่ ประโยชน์ทางด๎านการแพทย์ในการ
รกั ษาคนไข๎ ผิดหลักชวี จริยธรรมหรอื ไมอํ ยาํ งไร และวิเคราะหถ์ งึ สาเหตแุ ละผลกระทบท่ีเกิดขน้ึ โดยให๎
เหตผุ ลประกอบ
ตอบ............................................................................................................................. ...........................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................ ...................................................................
2. การอุ๎มบญุ ในกรณขี องผ๎ทู ตี่ ๎องการมบี ตุ รแตํไมสํ ามารถมบี ุตรไดด๎ ๎วยตนเองได๎ ผิดหลกั ชวี จริยธรรม
หรอื ไมํอยาํ งไร และวเิ คราะห์ถึงสาเหตแุ ละผลกระทบทเ่ี กดิ ขึน้ โดยใหเ๎ หตผุ ลประกอบ
ตอบ............................................................................................................................................... .........
......................................................................................................................... .......................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................
3. กรณีของผ๎เู ป็นโรคเอดส์ หรือตดิ เชอื้ HIV ที่มพี ฤติกรรมในการกํอเหตดุ ๎วยความตั้งใจในการเผยแพรํ
เช้ือ HIV ไปใสํผอู๎ น่ื โดยการใชเ๎ ข็มฉดี ยาท่ีติดเชือ้ ไปจม้ิ แทงผูอ๎ น่ื ผิดหลักชีวจรยิ ธรรมหรอื ไมํอยํางไร
และวเิ คราะห์ถงึ สาเหตแุ ละผลกระทบทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยใหเ๎ หตุผลประกอบ
ตอบ.......................................................................................................................... ..............................
.............................................................................................. ..................................................................
............................................................................................................................. ...................................
........................................................................................................................................................... .....
............................................................................................................................. ..................................
4. กรณีผู๎ป่วยโรคโควิด – 19 ต้ังใจบ๎วนน้าลาย ไอ หรอื จาม ใสผํ อ๎ู นื่ โดยเจตนา หวังใหผ๎ ู๎อน่ื ตดิ เชื้อจากตน
ผิดหลกั ชวี จรยิ ธรรมหรือไมอํ ยํางไร และวเิ คราะห์ถึงสาเหตุและผลกระทบทเ่ี กิดขน้ึ โดยให๎เหตุผล
ประกอบ

ตอบ..................................................................................................................................................... ...
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................

13 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 4 ครกู าไล

1.2 การศึกษาชีววทิ ยาและวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์

1.2.1 การศึกษาชีววทิ ยา
ให๎นักเรยี นยกตัวอยํางสิ่งทนี่ ักเรยี นเคยสนใจทีอ่ ยากจะเรยี นร๎เู ก่ียวกบั สงิ่ มชี วี ิต 1 ตัวอยําง สิ่งน้นั ศึกษาเก่ยี วกับ
อะไร และเกยี่ วขอ๎ งกบั แขนงใดของชวี วิทยา
ตอบ
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
1.2.2 วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์

การศกึ ษาชวี วิทยามแี นวทางเชํนเดยี วกับการศึกษาวิจยั ทางวิทยาศาสตร์ ซง่ึ มีกระบวนการ
(process) ในการศึกษาเพ่ือค๎นหาคาตอบโดยใชว๎ ธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ (scientific method) ทเ่ี รมิ่
จาก1. การสังเกต (observation)
2. การตั้งสมมติฐาน (hypothesis)
3. การตรวจสอบสมมตฐิ าน (hypothesis testing)
4. การเกบ็ รวบรวมขอ๎ มลู และการวิเคราะห์ขอ๎ มลู (data collection and analysis)
5. การสรุปผล (conclusion) สรปุ ได๎ดังรปู

การสังเกต (observation)

การตง้ั ปัญหา/ตง้ั คาถาม

การตั้งสมมตฐิ าน (hypothesis) การทดลอง
การตรวจสอบสมมตฐิ าน (hypothesis testing)
กลมุ่ ทดลอง กลุม่ ควบคุม

การเก็บรวบรวมข้อมลู และการวเิ คราะหข์ อ้ มลู (data collection and analysis)

การสรปุ ผล (conclusion)

14 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล

1. การสงั เกต (observation)
คอื ความสามารถในการใชป๎ ระสาทสมั ผัสอยํางใดอยํางหนง่ึ หรือหลายอยํางรวมกัน ได๎แกํ หู ตา จมกู

ลน้ิ และกายสัมผสั โดยตรงกับวตั ถุ เพอื่ รวบรวมข๎อมลู หรือรายละเอยี ดเกีย่ วกบั ส่ิงนนั้ ๆ โดยไมใํ สํความคดิ เหน็
สํวนตวั ของผสู๎ ังเกตลงไป ขอ๎ มลู จากการสังเกตมี 4 ประเภท คือ

1. การสังเกตเชงิ คุณภาพ เปน็ การสังเกตท่ีได๎จากการใชป๎ ระสาทสัมผสั ทงั้ 5 คือ ตา หู จมกู
ลนิ้ กายสัมผสั ในการสังเกตวัตถนุ ั้น ๆ เชนํ
- ปากกาสแี ดง (ตา)
- ดอกไม๎ชนิดนม้ี กี ลิน่ หอม (จมูก)
- สบํเู ม่ือจบั แล๎วลน่ื (กายสมั ผัส)
- เสียงขบวนรถไฟ (หู)
- นา้ ตาลมีรสหวาน (ลนิ้ )

2. การสงั เกตเชงิ ปรมิ าณ เป็นการสงั เกตทไ่ี ด๎รายละเอียดมากยง่ิ ขน้ึ ซง่ึ จะบอกออกมาเป็นปรมิ าณ
ตาํ งๆ เชนํ ความยาว น้าหนกั ความดัน แรง ซึ่งคาํ ตําง ๆ สามารถบอกรายละเอียด ออกมาเปน็ ตวั เลขได๎โดย
อ๎างองิ หนวํ ยการวัด เชนํ

- วตั ถุชิ้นนห้ี นกั ประมาณ 10 กรมั
- ดนิ สอสแี ดงยาวกวําดินสอสีนา้ เงนิ ประมาณ 2 เซนตเิ มตร
- อณุ หภมู ใิ นหอ๎ งเรยี นขณะนี้ประมาณ 27 °C
- นางสาวมาลมี ีนา้ หนกั ประมาณ 50 กโิ ลกรมั
- นายดาออกแรงดึงกลอํ งใบหน่งึ ให๎เคล่อื นทเี่ ปน็ ระยะทางประมาณ 10 เมตร
3. การสงั เกตเกย่ี วกับการเปล่ียนแปลง เปน็ การสงั เกตการเปลีย่ นแปลงของวตั ถุเม่ือกระทาด๎วยวธิ กี าร
ตํางๆ ไดแ๎ กกํ ารให๎ความร๎อน การบบี การนาไปแชํนา้ เป็นตน๎ ตวั อยาํ ง เชํน
- เมอื่ นาเทียนไขไปให๎ความร๎อน เทยี นไขจะหลอมเหลว
- อาหารถ๎วยนเี้ ป็นไขเม่ืออากาศเย็นลง
4. การสงั เกตเชงิ เปรียบเทียบ เป็นการสังเกตสงิ่ หน่งึ เปรียบเทียบกับอกี สิ่งหน่งึ ซึ่งอาจเปรียบเทยี บใน
ลักษณะที่ไมํระบเุ ป็นตัวเลข หรอื เป็นตัวเลขก็ได๎ เชนํ
- มะมํวงผลน้มี ีขนาดเล็กกวาํ ผลน้ัน
- มังคดุ 10 ผลมนี ้าหนักเทาํ กับส๎มโอ 1 ผล
การสังเกตเป็นทักษะที่สาคญั ซง่ึ นาไปสูํการคน๎ พบปญั หา และ
รวบรวมขอ๎ มูล นกั วิทยาศาสตร์ นักวจิ ัย และผ๎ทู ่ีสามารถสังเกตไดอ๎ ยาํ ง
ละเอยี ด รอบคอบจะชํวยให๎สามารถแกป๎ ัญหาไดอ๎ ยํางรวดเรว็ แอลเบริ ์ต
ไอสไตน์ (Albert Eistein) นกั วทิ ยาศาสตรร์ ะดบั โลกได๎กลําวไว๎วํา “การตงั้
ปญั หายอ่ มสาคญั กวา่ การแกป้ ญั หา” การตั้งปญั หาใหมๆํ ยอํ มอาศยั
ความคิดสรา๎ งสรรคซ์ ่งึ ถือวาํ เปน็ ความก๎าวหน๎าทางวิทยาศาสตรอ์ ยาํ งแท๎จรงิ

15 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 ครกู าไล

2. การตงั้ สมมติฐาน (hypothesis)
- เป็นการคาดคะเนหรือตอบคาถามของปญั หาทจ่ี ะศึกษาลํวงหนา๎ กอํ นการทดลองวําควรเปน็ อยํางไร

โดยอาศยั ความร๎ู ขอ๎ มูล และประสบการณเ์ ดมิ เกย่ี วกบั เรอ่ื งท่จี ะศึกษา ชํวยในการตัดสินใจ นิยมใช๎ คาวํา
ถา๎ ………..ดังน้ัน……………………

- ถา้ ปุย๋ คอกมีผลต่อการออกดอกของกุหลาบ ดังนน้ั กหุ ลาบทไ่ี ด้รบั ป๋ยุ คอกย่อมออกดอก
มากกว่ากุหลาบทไี่ ม่ได้รบั ปยุ๋ คอก
- ถ้าความเข้มแสงมีผลต่อการเจรญิ เติบโตของพชื ดังนั้นพืชทเ่ี จริญเตบิ โตกลางแจ้ง ต้น
จะสูงกวา่ พืชที่อย่ใู นทีร่ ่ม
- ถ้าชนิดของดนิ มผี ลต่อการเจริญเติบโตของต้นกระบองเพชร ดังนนั้ การปลูกต้น
กระบองเพชรในดินตา่ งชนิดกันก็จะทาใหต้ ้นกระบองเพชรเจริญเตบิ โตแตกตา่ งกนั

3. การตรวจสอบสมมติฐาน (hypothesis testing)
เป็นการดาเนินการพิสูจน์ข๎อเท็จจริงจากสมมตฐิ านท่ตี ง้ั ไว๎ การตรวจสอบสมมติฐานอาจทาไดห๎ ลายวิธี

เชนํ การเฝา้ สงั เกต การสารวจ และการทดลอง เปน็ ตน๎ สํวนใหญํการตรวจสอบสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์มัก
ใช๎การทดลอง (experiment) เพราะสามารถควบคุมตวั แปร (variable) ได๎ ดังนัน้ จะต๎องมีการออกแบบการ
ทดลอง กาหนดตวั แปรตาํ งๆ ทีเ่ กี่ยวข๎องกับการทดลอง ซึง่ มอี ยูํ 3 ชนิด คือ

1. ตัวแปรตน๎ หรอื ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) หมายถงึ ตัวแปรท่ตี ๎องการศกึ ษาต๎องจดั
ใหแ๎ ตกตาํ งกัน

2. ตวั แปรตาม (Dependent Variable) หมายถงึ ส่งิ ทเี่ ปน็ ผลเนอ่ื งมาจากตัวแปรต๎น เม่ือตัวแปรต๎น
เปลีย่ นไป จะมผี ลใหต๎ ัวแปรตามเปลยี่ นไปด๎วย

3. ตัวแปรควบคมุ (Controlled Variable) หมายถงึ ตวั แปรอ่ืนๆ ทอ่ี าจมีผลตํอการทดลองต๎องจดั
ให๎เหมือนกัน มฉิ ะน้ันจะทาให๎ผลของการทดลองคลาดเคล่ือนไป

ในการทดลองจะทาให๎ข๎อสรปุ นาํ เชอื่ ถือมากย่ิงข้นึ หากมีการทดลองที่มกี ารควบคุม หรือทีเ่ รยี กวํา ชุด
ควบคุม หรอื กลมํุ ควบคุม (controlled experiment)

จากสมมติฐาน “ถ๎าถาํ นไม๎ไผดํ ูดซับกลนิ่ ได๎ ดังนั้นกลน่ิ ของหอ๎ งน้าจะลดลง”
ตวั แปรตน๎ ได๎แกํ ถํานไมไ๎ ผํ
ตวั แปรตาม ได๎แกํ กลิน่ ของห๎องน้า
ตัวแปรควบคุม ได๎แกํ สถานที่ตั้งห๎องน้า จานวนคนใชห๎ ๎องน้า แสงแดด อากาศที่

ถํายเท ระยะเวลาท่ีใชห๎ ๎องน้า

16 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครกู าไล

4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู และการวิเคราะห์ข้อมลู (data collection and analysis)

การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
เป็นการบนั ทึกรวบรวมผลจากการทดลองหรือปฏิบตั กิ ารนั้นอย่างเป็นระบบ นาเสนอผลการทดลอง
ควรอยู่ในรูปของตาราง หรือกราฟแลว้ แต่ความเหมาะสม เพื่อให้เขา้ ใจง่าย และควรมีการอธบิ ายแสดง
ความสัมพนั ธ์ของตัวแปรต้น ตวั แปรตาม เขยี นหนว่ ยของปริมาณตา่ งๆ ใหช้ ดั เจน
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
เป็นการวิเคราะหห์ าความสัมพนั ธข์ องขอ้ เท็จจริงต่างๆ เพื่อนามาอธบิ ายและตรวจสอบสมมติฐานท่ีตัง้
ไวใ้ นขั้นตอนการตั้งสมมตฐิ าน (ข้ันที่ 2) ข้อมูลที่ไดม้ าจากการทดลองจะตอ้ งแปลตวั เลขหรอื กราฟหรอื สมการ
เป็นคาพูดทเี่ ข้าใจง่ายว่าผลการทดลองน้นั สอดคลอ้ งกบั ทฤษฎหี รอื ไม่อย่างไร โดยตอ้ งอธิบายวา่ ตามทฤษฎี ผล
การทดลองควรเปน็ อย่างไรเพราะเหตุใด ถ้าผลการวิเคราะหไ์ ม่สอดคล้องกบั สมมตฐิ าน สรปุ ไดว้ ่าสมมติฐานน้นั
ไมถ่ ูกต้อง ถ้าผลการวเิ คราะห์สอดคลอ้ งกับสมมติฐาน ตรวจสอบหลายครงั้ แล้วได้ผลเหมือนเดิมก็สรุปได้ว่า
สมมตฐิ านและการทดลองนนั้ เปน็ จริง
5. การสรปุ ผล (conclusion)

กลําวส้นั ๆ ไดใ๎ จความวําการทดลองเปน็ ไปตามวตั ถปุ ระสงคก์ ารทดลองหรอื ไมํ (ไมํควรนาทฤษฎีมา

สรุป) ไมํต๎องอา๎ งถึงรูป หรือตารางอีก ผลที่ได๎นาไปสกํู ารสรุปสมมตฐิ านหรือสรา๎ งทฤษฎีใหมํหรือไมํ อยํางไร

 ทาอะไร

 อยํางไร

 ได๎ผลอยาํ งไร

 ได๎ผลตามวตั ถุประสงค์หรือไมํ

ความรเู้ พมิ่ เติม

ความรู้ (Knowledge)
1. ข๎อเทจ็ จริง (Fact)
หมายถงึ ความจรงิ ท่ปี รากฏในธรรมชาติ สามารถสังเกตไดโ๎ ดยตรง เชนํ “นา้ ตก คือ น้าท่ีไหลจากทสี่ งู ลงสํทู ต่ี า่ ”
2. มโนทศั น์ (Concept) มโนมติ
หมายถึง ความคิดหลกั หรือ ความร๎ูความเขา๎ ใจเกีย่ วกบั วัตถุหรือปรากฏการณต์ าํ งๆ ซ่ึงแตลํ ะคนจะมมี โนมติเกย่ี วกบั

ปรากฏการณ์อยํางใดอยาํ งหน่งึ แตกตํางกนั ข้ึนกบั ความร๎ูเดมิ และประสบการณท์ ีม่ อี ยํู เชํน ลมเกดิ จากการเคลื่อนท่ีของอากาศ
3. ทฤษฎี (Theory)
หมายถึง สมมติฐานที่ผํานการตรวจสอบหลายๆ ครง้ั จนสามารถนามาอธิบายหรอื ทานายข๎อเทจ็ จรงิ อื่นๆ ทีค่ ลา๎ ยกัน

ได๎ เชนํ ทฤษฎีเซลล์ (Cell theory) ทฤษฏีวิวฒั นาการ (the evolution theory) เป็นตน๎
4. กฎ (Law)
หมายถึง ทฤษฎที ่ีสามารถอธิบายปรากฏการณใ์ นธรรมชาตไิ ด๎อยํางกว๎างขวาง เปน็ เวลานานจนเป็นทย่ี อมรบั สามารถ

ทดสอบผลได๎เหมอื นเดิมทุกๆ ครงั้ โดยไมมํ ีขอ๎ โตแ๎ ยง๎ ใดๆ เชํน กฎของนิวตัน กฎสดั สํวนบอยล์ กฎของเมนเดล เปน็ ต้น

17 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ครูกาไล

กิจกรรม การสังเกตเชงิ ปรมิ าณ เชิงคณุ ภาพ และสังเกตการเปลย่ี นแปลง
คาชแ้ี จง : ใหน๎ กั เรยี นสงั เกตหมากฝรั่งท่ีกาหนดให๎ โดยทาการสงั เกต 3 ชํวง คือ กอํ นเคี้ยว ระหวํางเคีย้ วและ
หลงั การเคย้ี วในการสังเกตเชิงคณุ ภาพให๎บอกประสาทสัมผสั ท่ีใชใ๎ นการสังเกตและในการสงั เกตเชงิ ปริมาณให๎
บอกช่อื เครอ่ื งมือท่ใี ช๎ในการวัด บันทึกข๎อมลู ลงในแบบบันทึกผล

ข้อมูลการ ข้อมูลเชงิ คุณภาพ ข้อมูลเชิงปริมาณ ประสาทสัมผสั /
เปลีย่ นแปลง เครอื่ งมอื ทใ่ี ช้
1. ....................................................... 1. ..........................
1. ............................................................. 2. ....................................................... 2. ..........................
3. ....................................................... 3. ..........................
กอํ นเคย้ี วหมาก 2. ............................................................. 4. ....................................................... 4. ..........................
ฝรั่ง 3. ............................................................. 5. ....................................................... 5. ..........................
4. ............................................................. 1. ....................................................... 1. ..........................
2. ....................................................... 2. ..........................
5. ............................................................. 3. ....................................................... 3. ..........................
4. ....................................................... 4. ..........................
1. ............................................................. 5. ....................................................... 5. ..........................
1. ....................................................... 1. ..........................
ระหวาํ งเค้ียวหมาก 2. ............................................................. 2. ....................................................... 2. ..........................
ฝร่ัง 3. ............................................................. 3. ....................................................... 3. ..........................
4. ............................................................. 4. ....................................................... 4. ..........................
5. ....................................................... 5. ..........................
5. .............................................................

1. .............................................................

หลังเคี้ยวหมาก 2. .............................................................
ฝรงั่ 3. .............................................................
4. .............................................................

5. .............................................................

ใหน้ กั เรียนตง้ั สมมติฐาน และกาหนดตวั แปรในสถานการณ์ตอ่ ไปนี้
1. ปญั หา : อณุ หภูมขิ องนา้ ท่ีต๎มมีผลตํอการสุกของไขหํ รอื ไมํ
สมมติฐาน : ……………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวแปรตน๎ : …………………………………………………………………………………………………………………………..
ตวั แปรตาม : …………………………………………………………………………………………………………………………
ตวั แปรควบคุม : ……………………………………………………………………………………………………………………..
2. ปญั หา : หญ๎าจะสงู ขึน้ หรอื ไมํ เม่อื ได๎รับน้ามากข้ึน
สมมตฐิ าน : ……………………………………………………………………………………………………………………………
ตวั แปรต๎น : …………………………………………………………………………………………………………………………..
ตวั แปรตาม : …………………………………………………………………………………………………………………………

18 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4 ครูกาไล

ตัวแปรควบคุม : ……………………………………………………………………………………………………………………..
3. ปญั หา : เม่อื เพ่ิมปริมาณเกลือในนา้ อุณหภูมขิ องนา้ จะสูงขึน้ หรือต่าลง

สมมติฐาน : ……………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวแปรต๎น : …………………………………………………………………………………………………………………………..
ตัวแปรตาม : …………………………………………………………………………………………………………………………
ตวั แปรควบคุม : ……………………………………………………………………………………………………………………..
4. ปญั หา : นา้ หนักของวตั ถุมผี ลตอํ แรงเสียดทาน หรือไมํ
สมมตฐิ าน : ……………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวแปรต๎น : …………………………………………………………………………………………………………………………..
ตวั แปรตาม : …………………………………………………………………………………………………………………………
ตวั แปรควบคมุ : ……………………………………………………………………………………………………………………..
5. ปัญหา : ความช้นื สัมพทั ธข์ องน้าในอากาศมีผลตํอการระเหยของน้าหรือไมํ
สมมตฐิ าน : ……………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวแปรต๎น : …………………………………………………………………………………………………………………………..
ตัวแปรตาม : …………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวแปรควบคุม : ……………………………………………………………………………………………………………………..
6. ปญั หา : สัตว์แตลํ ะชนดิ มอี ัตราการหายใจเทาํ กนั หรอื ไมํ
สมมติฐาน : ……………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวแปรต๎น : …………………………………………………………………………………………………………………………..
ตวั แปรตาม : …………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวแปรควบคุม : ……………………………………………………………………………………………………………………..
7. ปญั หา : กาลังของเครอื่ งยนต์มีผลตอํ อัตราเรว็ ของรถยนตห์ รอื ไมํ
สมมตฐิ าน : ……………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวแปรต๎น : …………………………………………………………………………………………………………………………..
ตัวแปรตาม : …………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวแปรควบคุม : ……………………………………………………………………………………………………………………..
8. ปัญหา : ปรมิ าตรของน้าในแกว๎ มผี ลตอํ ลักษณะของเสยี งที่เกดิ ขน้ึ หรือไมํ
สมมติฐาน : ……………………………………………………………………………………………………………………………
ตวั แปรต๎น : …………………………………………………………………………………………………………………………..
ตวั แปรตาม : …………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวแปรควบคุม : ……………………………………………………………………………………………………………………..
9. ปัญหา : ขนาดของลวดตัวนาไฟฟ้ามผี ลตํอความตา๎ นทานไฟฟา้ หรอื ไมํ
สมมติฐาน : ……………………………………………………………………………………………………………………………

19 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4 ครูกาไล

ตวั แปรตน๎ : …………………………………………………………………………………………………………………………..
ตัวแปรตาม : …………………………………………………………………………………………………………………………
ตวั แปรควบคุม : ……………………………………………………………………………………………………………………..
10. ปญั หา : ผลไม๎ตาํ งชนดิ กันมปี รมิ าณวติ ามินซีเทํากันหรือไมํ
สมมติฐาน : ……………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวแปรตน๎ : …………………………………………………………………………………………………………………………..
ตวั แปรตาม : …………………………………………………………………………………………………………………………
ตวั แปรควบคมุ : ……………………………………………………………………………………………………………………..
กิจกรรม การสงั เกต ต้ังปัญหา สมมติฐาน และกาหนดตวั แปรที่เกย่ี วข้องกับการทดลอง
กจิ กรรมท่ี 1
1. ใหน๎ ักเรยี นศึกษาข๎อเท็จจริงทไ่ี ด๎จากการสังเกต

- ต๎นหญ๎าใต๎ต๎นไม๎ใหญมํ ักจะไมํงอกงาม
- ตน๎ หญา๎ ทอ่ี ยใูํ ตห๎ ลงั คามักจะไมงํ อกงาม
- ต๎นหญา๎ บริเวณใกลเ๎ คียงดังกลําว แตไํ ดร๎ ับแสงสวํางเต็มที่ เจรญิ งอกงามดี
2. ปญั หาของสถานการณน์ ้คี ืออะไร
.......................................................................................... ......................................................................
3. ให๎นักเรียนต้งั สมมติฐานโดยใชป๎ ระโยค “ถา๎ .....ดังน้นั .....” จากข๎อเทจ็ จริงและปญั หา
.................................................................................................... ............................................................
กจิ กรรมท่ี 2
จากการสงั เกตการณต์ อํ ไปน้ี
ในการปลกู ตน๎ มะมํวงของชาวสวนพบวาํ มกี ารใหป๎ ๋ยุ แกํมะมํวงแตกตาํ งกัน คอื บางต๎นให๎ปุ๋ยทางราก
บางตน๎ ใหป๎ ุย๋ ทางลาต๎น จากการสังเกตดังกลาํ วนักเรียนคดิ วํา
1. ปัญหาของสถานการณ์นี้คืออะไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………............
2. คาตอบของปัญหา (สมมติฐาน) นาํ จะเปน็ อยํางไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………............
กจิ กรรมที่ 3
การเล้ียงไกขํ องชาวบา๎ นตามชนบทพบวาํ มีการให๎อาหารที่แตกตํางกัน คือ บางคนให๎ไกํกินหนอนิยาํ ง
เดยี ว กับบางคนให๎ไกํกนิ ขา๎ วอยํางเดียว นักเรียนคดิ วาํ
1. ปัญหาของสถานการณ์นค้ี ืออะไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………...........

20 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 4 ครกู าไล

2. คาตอบของปัญหา (สมมติฐาน) นําจะเป็นอยํางไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………............
กจิ กรรมท่ี 4
1. เม่ือนกั เรยี นาแมลงสาบใสขํ วดแลว๎ เอาจุกปดิ ใหแ๎ นนํ ตํอมาแมลงสาบตาย นกั เรยี นจะ

ตัง้ สมมตฐิ านได๎
วําอยํางไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………............

2. นารากหัวหอมท่ีเพาะไว๎ 6 วัน มาตัดรากบางสวํ นออก แลว๎ นาไปเพาะตํออีก 5 วัน ได๎ข๎อมลู ดงั
ตาราง

จากข๎อมลู ในตารางน้ี จะกาหนดสมมติฐานไดว๎ าํ อยํางไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………............
กิจกรรมท่ี 5
อากาศมสี ถานะเป็นแก๏ส ทมี่ สี มบัติอยํางหนึ่งคือมมี วล เดก็ ชายมานะจึงได๎ทดลองเพื่อพิสจู น์
วาํ อากาศมมี วลหรอื ไมโํ ดยการนาลูกโปง่ มา 2 ใบ เป่าอากาศใหเ๎ ทาํ กันแลว๎ นามาชั่งหามวลจากนัน้ ปลอํ ยอากาศ
ลูกโป่งใบท่ี 1 แลว๎ นาลูกโปง่ ท้งั สองมาเปรียบมวลกันอีกคร้ัง
1. ปญั หาการทดลองน้ีคือ………………………………………………………………………………………………………………
2. สมมติฐานของการทดลองนี้คือ…………………………………………………………………………………………………..
3. ตวั แปรตน๎ คือ…………………………………………………………………………………………………………………………..
4. ตวั แปรตามคือ………………………………………………………………………………………………………………………....
5. ตวั แปรควบคุมคือ…………………………………………………………………………………………………………………….
กิจกรรมท่ี 6
อากาศ มีสถานะเปน็ แกส๏ ซึง่ มปี รมิ าตรไมํคงที่ ซ่งึ สามารถใชก๎ ระบอกฉีดยาเปน็ แบบจาลองของเครื่อง
ปมั๊ ลม เด็กหญิงมานี ตอ๎ งการตรวจสอบวํา ปริมาณแรงที่กดลงในกระบอกฉดี ยาสมั พนั ธ์กับปรมิ าตรของอากาศ
ข๎างในอยํางไร อยาํ งไร จึงนาหลอดฉีดยาขนาดใหญมํ าต้งั ไวบ๎ นดนิ น้ามัน แลว๎ นาหนงั สอื ปกแข็งขนาดเทํากัน 2
เลมํ มาวางบนหลอดฉดี ยาที่ละเลํม สงั เกตการปรมิ าตรของหลอดฉดี ยา จากน้ันนาหนังสอื อกทล่ี ะเลํมสงั เกต
ปรมิ าตรของหลอดฉีดยาแลว๎ บนั ทึกผลการทดลอง
1. ปญั หาการทดลองนค้ี ือ………………………………………………………………………………………………………………
2. สมมตฐิ านการทดลองคือ…………………………………………………………………………………………………………..
3. ตวั แปรตน๎ คือ…………………………………………………………………………………………………………………………..

21 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครกู าไล

4. ตวั แปรตามคือ………………………………………………………………………………………………………………………….
5. ตวั แปรควบคมุ คือ……………………………………………………………………………………………………………………

ใหน้ กั เรยี นศึกษาขอ้ มลู ตอ่ ไปนี้

ปจั จุบันมีความพยายามท่จี ะหลกี เล่ยี งการใชส๎ ารดูดกลิน่ ทสี่ กัดจากสารเคมแี ละมีจาหนํายอยูตํ าม
ทอ๎ งตลาดมาใช๎สารสกัดจากพืชธรรมชาตแิ ทน เน่อื งจากสารสกดั จากสารเคมีเหลําน้นั มีสาร 1, 4
Dichlorobenzene ผสมอยํู ซง่ึ มอี นั ตรายแกํชีวติ เมื่อสะสมมาก ๆ จะเกิดอาการคลนื่ ไส๎ วิงเวียน และ
ความจาเสื่อมได๎ พืชธรรมชาติที่นําสนใจนามาใช๎ในการดูดกล่ิน คือใบพืชท่มี ีกล่ิน ได้แก่ ใบมะกรูด ใบฝร่งั ใบ
ตะไคร้ และใบมะมว่ ง

จากขอ้ มูลข้างตน้ จงตอบคาถามต่อไปน้ี
1. จากข๎อมูลดังกลาํ วนักเรยี นมีประเดน็ สงสัยอะไร และจะตั้งปัญหาจะตั้งปญั หาจากประเดน็ สงสยั
วาํ อยาํ งไรบา๎ ง
1. ............................................................................................................................. .....................
2. ..................................................................................................................................................
2. จากปัญหาทีน่ ักเรียนตง้ั ขนึ้ ในข๎อ 1 ใหน๎ กั เรยี นเลือกมา 1 ปญั หาที่นกั เรยี นเห็นวํามีความสาคญั
และอยากนาไปทดลอง
1. ............................................................................................................................. .....................
3. ให๎นักเรยี นตัง้ สมมติฐานของปัญหาท่เี ลอื กในขอ๎ 2 มา 2 สมมติฐาน
1. ............................................................................................................................. .....................
2. ..................................................................................................................................................

22 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4 ครกู าไล

4. จากสมมตฐิ านทีน่ ักเรียนตง้ั ขนึ้ ใหน๎ ักเรยี นเลือกสมมตฐิ านทคี่ ิดวาํ สมั พันธ์กับปญั หา และนาํ สนใจ
ทจ่ี ะตรวจสอบมากทสี่ ุดมา 1 สมมตฐิ าน

1. ..................................................................................................................................................
5. ให๎นักเรียนกาหนดตัวแปรทีเ่ กีย่ วขอ๎ งในการทดลอง

1. ตวั แปรต๎น คอื ..............................................................................................................................
2. ตวั แปรตาม คอื ............................................................................................................................
3. ตวั แปรควบคุม คือ.......................................................................................................................
6. ใหน๎ กั เรียนออกแบบการทดลองวําจะทาการทดลองอยํางไร เขียนอธิบายมาเปน็ ขอ๎ ๆ พอเข๎าใจ
.........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................
................................................................................................................................................ .........
....................................................................................................................... ..................................
............................................................................................................................. ............................
.........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................
.................................................................................................................................... .....................
........................................................................................................... ..............................................
............................................................................................................................. ............................
7. ให๎นักเรยี นออกแบบตารางบันทึกผลการทดลอง

23 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ครูกาไล

1.3 กจิ กรรมสะเต็มศึกษาและกระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม

1.3.1 สะเตม็ ศึกษาคอื อะไร
สะเต็มศึกษา (Science Technology Engineering and Mathematics Education : STEM

Education) คอื แนวทางการจัดการเรียนรู๎ท่บี รู ณาการความรู๎ดา๎ นวิทยาศาสตร์ (Science : S) เทคโนโลยี
(Technology : T) วศิ วกรรมศาสตร์ (Engineering : E) และคณิตศาสตร์ (Mathematics : M) ไปใชใ๎ นการ
เชื่อมโยงและแกป๎ ัญหาในชีวติ จริงและการประกอบอาชีพในอนาคต รวมท้ังการพัฒนากระบวนการหรอื ผลผลิต
ใหมํควบคูํไปกบั การพัฒนาทักษะแหงํ ศตวรรษท่ี 21

STEM Education : กระติบข้าว

 วิทยาศาสตร์ – เรยี นเรอ่ื งการถํายโอนความร๎อน
 คณติ ศาสตร์ – เรยี นเรอ่ื งการหาพ้ืนทแี่ ละปริมาตรของรูปทรงตํางๆ
 วิทยาศาสตร์ – นักเรยี นทาการทดลองเพื่อศกึ ษาปัจจยั ทม่ี ีผลตอํ การเกบ็ ความร๎อนของ

กระติบขา๎ ว (ทดลองและเกบ็ ข๎อมลู )
 คณิตศาสตร์ – นาข๎อมลู จากการทดลองไปสร๎างกราฟและตีความผลการทดลอง
 เทคโนโลยี – ทดลองออกแบบและสร๎างลายสานของกระติบทสี่ ามารถเกบ็ ความร๎อนได๎นาน
 วศิ วกรรม – ออกแบบรปู ทรงของกระตบิ ท่ีเกบ็ ความร๎อนได๎นาน

24 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ครูกาไล

1.3.2 กระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม
การศึกษาตามแนวทาง STEM Education ใชก๎ ระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรมเป็นเคร่อื งมือในการ

ออกแบบกจิ กรรมโดยมีขน้ั ตอนตํางๆ 6 ข้ันตอน ดงั รปู

ตวั อยา่ งกระบวนการพฒั นาเตาอบพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม

25 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครกู าไล

แบบฝกึ หัดท้ายบทที่ 1

1. จงนาตัวอักษรหน๎าลักษณะสาคญั ของสิง่ มชี วี ติ เตมิ ลงในชํองวํางหน๎าข๎อความให๎มีความสมั พนั ธ์กัน
(ตอบได๎มากกวาํ 1 คาตอบ)

ก. มีกระบวนการเมแทบอลิซึม
ข. มีการสืบพันธ์ุและการเจรญิ เติบโต
ค. มีการตอบสนองตํอสิ่งเร๎า
ง. มีการควบคุมสมดุลรํางกาย
จ. มกี ารจดั ระบบภายในสง่ิ มีชวี ิต

...............1) การสีปกี ของจ้ิงหรดี เพศผู๎
...............2) ลูกออ๏ ดของกบมีลกั ษณะทีแ่ ตกตาํ งไปจากพํอ แมํ
...............3) ตบั อํอนเปน็ อวยั วะท่ที างานเก่ยี วข๎องกับระบบยอํ ยอาหาร และระบบตํอมไร๎ทํอ
...............4) แมวเลียอง๎ุ เท๎าในชํวงของวนั ทม่ี ีอากาศร๎อน
...............5) ต๎นขํามตี น๎ อํอนงอกออกมาเจรญิ อยดูํ ๎านขา๎ ง
...............6) การยกเท๎าหนที ันทีเมื่อเหยียบของมีคม
...............7) ไซเล็มและโฟลเอ็มเปน็ เนอ้ื เยื่อท่ีทาหนา๎ ทล่ี าเลียงสารในพืชดอก
...............8) เสอื วงิ่ ไลมํ า๎ ลายในทุํงหญ๎า
...............9) การหดตวั และคลายตวั ของกล๎ามเน้ืออยาํ งรวดเรว็ ทาใหเ๎ กดิ อาการสน่ั เม่ืออยูํในท่ีมี

อากาศหนาวเยน็
...............10) ตวั อํอนของแมลงปอกนิ ลกู อ๏อด ลูกปลา สํวนแมลงปอตัวเต็มวัยกนิ แมลงเป็นอาหาร
...............11) แมวมีชวี ิตอยํูได๎นานประมาณ 25 ปี
...............12) นกั ว่ิงมาราธอนควรดมื่ เครือ่ งดื่มเกลือแรเํ พ่ือชดเชยนา้ และแรธํ าตุทีส่ ูญเสียไป

26 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ครกู าไล

2. ในการศึกษาหยดนา้ จากบํอน้าแหงํ หนึง่ ด๎วยกลอ๎ งจลุ ทรรศนพ์ บก๎อนวัตถุทรงกลมรหี ลายขนาดมเี ย่ือ
บาง ปกคลุม เมื่อหยดนา้ เกลือ และกรดแอซติ ิกลงข๎างหยดน้า พบวาํ วตั ถุเคล่ือนทีห่ นนี า้ เกลอื แตํ
เคลือ่ นทเ่ี ข๎าหากรดแอซติ ิก ข๎อใดเป็นหลกั ฐานวาํ วัตถุน้ันเป็นส่ิงมีชวี ิต
ก. การสบื พันธ์ุและการเจรญิ เติบโต
ข. การเปลี่ยนแปลงทางเคมีในรํางกาย
ค. การตอบสนองตํอสง่ิ เรา๎ ของส่ิงมชี วี ิต
ง. การควบคุมสมดุลของสารในรํางกาย

3. นกั เรียนคนหนงึ่ มีความคิดวําการฉายรงั สีทาให๎ต๎นสม๎ มีผลขนาดใหญํ จงึ แบงํ ตน๎ ส๎มออกเป็น 2 กลํุม
กลุํมละ 10 ต๎น กลุํมท่ี 1 ฉายรังสี กลมํุ ที่ 2 ไมํฉายรังสี แล๎วนาตน๎ ส๎มไปปลกู ในสภาพแวดล๎อมท่ี
เหมอื นกนั เมื่อออกผลก็นาผลส๎มมาวัดขนาด และบนั ทึกผล จากการทดลองของนักเรยี น ขอ๎ ใดเปน็ ตวั
แปรตน๎ ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคมุ ตามลาดบั
ก. ขนาดของผลส๎ม การฉายรงั สี ตน๎ สม๎ ทีไ่ ด๎รบั รงั สี
ข. ขนาดของผลส๎ม การฉายรังสี ตน๎ สม๎ ที่ไมํได๎รับรังสี
ค. การฉายรังสี ขนาดของผลส๎ม ต๎นสม๎ ทไ่ี ด๎รับรงั สี
ง. การฉายรังสี ขนาดของผลส๎ม ต๎นสม๎ ท่ีไมํไดร๎ บั รังสี

4. จากข๎อมูลข๎อท่ี 3 ข๎อใดทาให๎ผลการทดลองนําเชื่อถือนอ๎ ยลง
ก. ควบคมุ ใหม๎ ีการละอองเรณใู นต๎นเดียวกัน
ข. เพม่ิ จานวนต๎นสม๎ เปน็ กลุมํ ละ 20 ต๎น
ค. ให๎ตน๎ ส๎มกลํุมท่ี 1 และกลํุมท่ี 2 มสี ายพันธตุ์ าํ งกัน
ง. เกบ็ ผลการทดลองไวโ๎ ดยไมํเผยแพรํสํสู าธารณชน

5. การกระทาในขอ๎ ใดทขี่ ัดตํอหลกั ชีวจรยิ ธรรม
ก. การตัดตํอยนี เพ่ือสร๎างดัดแปรพันธกุ รรม
ข. การใชส๎ ารสังเคราะหท์ ี่มีสมบัตเิ หมอื นฮอร์โมนพืช เพื่อพัฒนารงั ไขํเปน็ ผลโดยไมมํ ีการปฏสิ นธิ
ค. การใชฟ๎ อรม์ าลีนยดื อายขุ องพืชผัก
ง. การนาเทคโนโลยที าง DNA มาใช๎ในการวนิ จิ ฉัยโรค

6. จงใสํเคร่อื งหมาย ✓ หน๎าขอ๎ ความทถี่ ูก ใสเํ คร่ืองหมาย ✘ หน๎าข๎อความท่ไี มํถูกต๎อง และขดี เสน๎ ใต๎
เฉพาะคา หรือสํวนข๎อความที่ไมํถูกตอ๎ ง และแก๎ไขโดยการตัดออก หรอื เติมคาหรือข๎อความท่ีถูกต๎อง
ลงในชํองวําง
...............1) ในการศกึ ษาวิจยั ทางวทิ ยาศาสตรเ์ พื่อแก๎ข๎อสงสัยวําคนทีบ่ ริโภคอาหารทะเลจะมโี อกาส
เป็นโรคคอพอกนอ๎ ยกวาํ คนท่ไี มบํ ริโภคอาหารทะเล ควรเรม่ิ ต๎นจากการเก็บรวบรวม
ข๎อมูล และการวิเคราะห์ข๎อมลู
...............2) ขอ๎ มลู ท่ไี ดจ๎ ากการสังเกต และสืบค๎นขอ๎ มลู มคี วามสาคญั ตํอการต้ังสมมติฐาน
...............3) การตรวจสอบความถูกต๎องของทฤษฎีเป็นขั้นตอนหนึ่งของวิธีการทางวิทยาศาสตร์

27 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ครูกาไล

...............4) สรีรวทิ ยา (physiology) เปน็ สาขาของชีววทิ ยาทีศ่ กึ ษาเกี่ยวกบั โครงสร๎างของราํ งกาย
...............5) นักเรียนต้ังสมมติฐานวํา ถา๎ พชื A เปน็ พชื ดินเค็ม ดังนน้ั พชื A สามารถเจรญิ เตบิ โตได๎ดใี น

บรเิ วณปา่ ชายเลนซง่ึ ดินมีเกลอื โซเดยี มคลอไรด์มาก ตวั แปรต๎น คือ การเจริญเตบิ โตของ
พืช A และตวั แปรตามคือ ปรมิ าณเกลือโซเดยี มคลอไรด์ทพ่ี ืชไดร๎ ับ
...............6) การทดลองเลี้ยงปลานิลสายพนั ธ์เุ ดยี วกนั มอี ายุ น้าหนัก และจานวนเทาํ กัน 2 กลมํุ โดย
เล้ยี งในบํอท่มี สี ภาพเหมือนกนั ใหอ๎ าหารสตู รเดียวกัน แตํวธิ ใี ห๎อาหารตํางกัน ดังน้ี

กลํมุ ที่ 1 ให๎อาหารวนั ละ 1 คร้ัง
กลํุมท่ี 2 ให๎อาหารวนั ละ 3 คร้ัง แตํละครั้งมปี รมิ าณอาหารเปน็ 1/3 เทําท่ีกลมํุ ที่ 1

ได๎รบั
สุมํ ชัง่ นา้ หนกั ปลานิลคร้งั ละ 10 ตัว ทกุ สัปดาห์ จานวน 5 สัปดาห์ ตวั แปรต๎นของ
การทดลองนคี้ ือ จานวนครงั้ ในการใหอ๎ าหารตํอวัน
...............7) การเกยี่ วพนั ของมอื เกาะของตาลึงจัดเป็นการตอบสนองตอํ สง่ิ เร๎าของพืช
...............8) การออกแบบวธิ ีการตรวจสอบสมมตฐิ าน เป็นข้ันตอนที่สาคัญของกระบวนการออกแบบ
เชงิ วศิ วกรรม
7. ให๎นักเรยี นศึกษาขอ๎ มูลตํอไปนีแ้ ล๎วตอบคาถามข๎อ 7.1 – 7.3
ไส๎เดือนดนิ ไดช๎ ่ือวาํ เปน็ เคร่ืองจักรทางชีวภาพยอํ ยสลายขยะ สามารถยํอยสลายขยะอินทรีย์
ไดอ๎ ยาํ งรวดเรว็ ชอนไชลงใต๎ดินลึกมาก ซึง่ เป็นการไถพรวนทางธรรมชาตทิ เี่ ครื่องจกั รกลทางการ
เกษตรไมสํ ามารถทาได๎ ทาให๎โครงสรา๎ งของดนิ ดขี น้ึ ดนิ รวํ นซยุ มีการระบายนา้ และอากาศลงสดูํ ินได๎
ดี นอกจากน้ีไส๎เดือนดนิ ยงั ใชเ๎ ปน็ อาหารลอํ เหย่ือตกปลา และผลิตภณั ฑจ์ ากไสเ๎ ดือนดนิ สามารถนามา
ทาเป็นปยุ๋ นา้ หมักฉดี ผกั ผลไม๎ ทั้งนไ้ี ส๎เดือนดนิ มรี าคาจาหนาํ ยกิโลกรมั ละ 300 บาท ข้นึ ไปตามชนิด
ของสายพนั ธุ์
7.1 นักเรียนคนหนึ่งต๎องการเพาะเล้ียงไสเ๎ ดอื นดินเพ่ือประโยชน์ทางการคา๎ นกั เรยี นคนนีจ้ ะต๎อง
ออกแบบวธิ ีการเลย้ี งไส๎เดอื นดินอยํางไร จึงจะได๎ไสเ๎ ดือนดินจานวนมาก
ตอบ............................................................................................................................. ...................
........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................
........................................................................................................................................................
7.2 จากข๎อมลู ดงั กลาํ วน้ีพยี งพอตํอการออกแบบการทดลองเพื่อขยายพนั ธ์ุไสเ๎ ดือนดินหรอื ไมํ ถา๎ ไมํ
เพียงพอ นกั เรยี นคิดวาํ ยงั ขาดข๎อมลู ใดบ๎างท่ีใช๎ประกอบการออกแบบการทดลอง
ตอบ................................................................................................ ................................................
............................................................................................................................. ...........................
........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................

28 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล

7.3 มตี ัวแปรตน๎ ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุมใดบ๎างที่เกยี่ วข๎องกับการทดลอง
ตอบ............................................................................................................................. ...................
........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................
............................................................................................................................. ...........................

8. ถงึ แม๎วําในปจั จบุ ันทางเลือกอื่นๆ ในการสอนและการวจิ ยั เกย่ี วกับสตั วท์ ่ีไมจํ าเปน็ ตอ๎ งใช๎สัตว์ทดลอง
แลว๎ เพราะเหตุใดจึงพบวาํ ยังคงมกี ารทดลองลักษณะดังกลําวในสตั วอ์ ยอํู กี
ตอบ.......................................................................................... ...................................................... .......
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................................................... .
............................................................................................................................. ...................................

9. ใหน๎ ักเรียนยกตัวอยํางการเรยี นการสอน และการวิจยั เกย่ี วกับสตั ว์ทไ่ี มํจาเปน็ ต๎องใช๎สตั ว์ทดลอง
ตอบ............................................................................................................................. ..........................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................

10. ให๎นักเรยี นศึกษาสถานการณ์ทกี่ าหนดให๎ดังตอํ ไปน้ี แลว๎ ตอบคาถามข๎อ 10.1 – 10.2
ยุวเกษตรกรคนหนึ่งมีพนื้ ทีว่ ํางเปลําใกลบ๎ ๎านประมาณ 600 ตารางเมตร และต๎องการหารายได๎

จากการปลกู ผักโดยเลือกปลูกมะเขือเทศเชอรี ซ่ึงเปน็ พืชอายุสน้ั เกบ็ ผลผลติ ไดเ๎ ร็วเปน็ ท่นี ิยมบรโิ ภค
ของคนรุํนใหมํ เพ่ือเปน็ การหลกี เลย่ี งการใชส๎ ารฆําแมลงเขาจงึ ปลูกพืชในโรงเรือนที่เรียกวาํ ปลกู ผัก
กางมง๎ุ แตมํ ขี ๎อเสยี คือไมํมแี มลงมาชํวยในการผสมเกสรเพ่อื ให๎มะเขือเทศเชอรีติดลกู
10.1 จากข๎อมูลดงั กลาํ วน้ใี หน๎ ักเรยี นระบุวําปัญหาคืออะไร

ตอบ................................................................................................................ ..........................
............................................................................................................................. .....................
............................................................................................................................. .....................
10.2 นักเรียนจะใชก๎ ระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมอยาํ งไร ในการแก๎ไขปญั หาการปลูกมะเขือ
เทศเชอรใี นโรงเรอื นดงั กลําว
ตอบ................................................................................................................ ..........................
.............................................................................................................................. ....................
............................................................................................................ ......................................
............................................................................................................................. .....................
..................................................................................................................................................

29 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 ครูกาไล
30 | P a g e
ลาดบั ท่ี คาศพั ท์ Technical terms

1 ความหมาย
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29

30

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครกู าไล

บทท่ี 2 เคมพี ื้นฐานของส่ิงมีชวี ติ

มนษุ ยน์ าพืชมาเป็นอาหารและใชป้ ระโยชน์หลากหลายดา้ น หน่งึ
ในนั้นคือการทาถา่ น ซ่ึงเป็นการนาพืชมาผ่านกระบวนการให้ความร้อน
ในภาวะทไ่ี ม่มอี อกซิเจนทาให้ได้น้าและสารประกอบบางชนิดท่อี ยใู่ นพืช
เกิดการระเหยและสลายตัว จนเหลอื เฉพาะธาตุที่เป็นองค์ประกอบหลัก
และพืชเปลย่ี นเป็นสีดา ถ่านสีดาที่ได้ประกอบดว้ ย
ธาตุ………………………….เปน็ หลกั

คาชีแ้ จง : ให๎นักเรยี นใสํเคร่ืองหมาย ✓หรอื ✗หน๎าขอ๎ ความตามความเข๎าใจของนักเรยี น
...............1) ตวั เลขแสดงจานวนโปรตอนในอะตอม เรียกวํา เลขมวล สวํ นผลรวมของจานวน

โปรตอนกบั นวิ ตรอน เรียกวาํ เลขอะตอม
...............2) อเิ ล็กตรอนท่ีอยใูํ นระดับพลงั งานชนั้ นอกสดุ ทเ่ี คลอื่ นทรี่ อบนวิ เคลยี ส เรยี กวาํ เวเลนส์

อิเล็กตรอน
...............3) โปรตอนและนวิ ตรอนมปี ระจุไฟฟา้ เป็นบวก สํวนอิเล็กตรอนมีประจุไฟฟา้ เป็นลบ
...............4) พันธะเคมที ่ีมกี ารให๎และรับอิเลก็ ตรอนระหวาํ งอะตอมหรือไอออนยดึ เหนย่ี วกันดว๎ ยแรง

ดงึ ดดู ระหวํางประจุไฟฟ้าที่ตํางกนั การยึดเหนี่ยวน้เี ป็นพนั ธะโคเวเลนต์
...............5) ธาตุแตํละชนดิ มีสมบัตเิ ฉพาะตัวและมสี มบตั ิทางกายภาพบางประการเหมือนกนั และบางประการ

ตาํ งกัน ซึ่งสามารถนามาจดั กลุํมธาตุเปน็ โลหะ อโลหะ และก่งึ โลหะ
...............6) ปฏกิ ริ ยิ าเคมีเปน็ กระบวนการทท่ี าให๎สารเกดิ การเปล่ยี นแปลงทางเคมแี ล๎วมีสารใหมเํ กดิ ข้นึ
...............8) การหลอมเหลวของนา้ แข็งหรือการระเหยกลายเปน็ ไอจดั เปน็ ปฏิกิริยาเคมี
...............9) เม่อื เกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี อะตอมของสารตงั้ ต๎นจะมีการจัดเรียงตวั ใหมํไดเ๎ ป็นสารผลิตภณั ฑ์ โดย

อะตอมแตํละชนิดกํอนและหลงั เกิดปฏิกิริยาเคมจี านวนเทาํ กนั แตํมวลรวมของสารต้งั ตน๎ อาจจะไมํ
เทํากบั มวลรวมของสารผลิตภัณฑ์ก็ได๎
...............10) การเผาถาํ น เป็นตัวอยาํ งของปฏกิ ิรยิ าเคมีได๎ เพราะมสี ารใหมเํ กิดขน้ึ คือ ขี้เถา๎

31 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ครูกาไล

2.1 อะตอม ธาตุ และสารประกอบ

2.1.1 อะตอม

 อนุภาคมูลฐานของอะตอม ประกอบดว๎ ย
1. ........................... มปี ระจไุ ฟฟ้าเปน็ + สัญลักษณ์ คือ..................................................................
2. ........................... มปี ระจไุ ฟฟ้าเปน็ - สญั ลักษณ์ คือ.................................................................
3. ........................... ไมมํ ีประจุไฟฟ้า สัญลักษณ์ คือ.......................................................................

 มวลอะตอม = มวลของนิวเคลยี ส = เลขมวล (mass number) เป็นผลรวมของจานวน
อนุภาค.......................................กับ......................................ซ่ึงอยูํภายในนิวเคลียส นิวเคลียส
ของธาตุมีประจุไฟฟา้ เปน็ ...............................เนอ่ื งจากมีอนุภาค.............................................

 เลขอะตอม (atomic number) จะแสดงจานวนของอนุภาค..........................................ซงึ่ อยูํ
ในอะตอมของธาตุ

 อะตอมที่เป็นกลางทางไฟฟ้าจะมีอนุภาค..........................และอนภุ าค.........................เทํากัน
 อนภุ าคท่ีเคล่ือนทร่ี อบๆ นวิ เคลียสคอื อนภุ าค...............................ซ่งึ จะอยูใํ นระดับพลังงาน

ตํางๆ และเรียกอนุภาคนี้วงนอกสุดวํา......................................................................................

โครงสรา้ งอะตอมของธาตุคารบ์ อน สัญลกั ษณน์ วิ เคลียร์ คือ สัญลักษณ์ของธาตทุ แ่ี สดง

รายละเอียดของอนุภาคมูลฐานของอะตอมไว้ โดยแสดงเลขมวลไวม้ มุ บน
ซา้ ย และแสดงเลขอะตอมไว้มุมลา่ งซ้าย ดงั นี้

สญั ลกั ษณ์ธาตุ

จากรปู โครงสร้างอะตอมของคารบ์ อน ใหน้ ักเรยี นเขยี นสัญลักษณน์ วิ เคลียร์ของธาตคุ ารบ์ อนใหถ้ ูกตอ้ ง
ตอบ............................................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................. ....................................................................
.............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................................................................................ .....

32 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4 ครูกาไล

ลองทาดู

1. จงหาเลขอะตอมของธาตตุ ํอไปน้ี เลขอะตอม คือ....................................................
1.1 X- มจี านวนอเิ ลก็ ตรอนเทํากับ 18 เลขอะตอม คอื ....................................................
1.2 X2+ มีจานวนอเิ ล็กตรอนเทาํ กับ 18

2. จงหาเลขมวลของธาตตุ ํอไปนี้

2.1 24Cr3+ มนี วิ ตรอนน๎อยกวํานวิ ตรอนของ 2555Mn4+ อยูํ 2 นิวตรอน เลขมวลคอื .......................
2.2 X3+ มีอิเล็กตรอน 10 อิเล็กตรอน มีนิวตรอน 14 นิวตรอน
เลขมวลคือ......................

2.3 19X- มจี านวนนวิ ตรอนเทํากับนิวตรอนของ 2040Ca เลขมวลคือ.....................
2.4 X มีเลขมวลเป็น 3 เทํา ของ 612C เลขมวลคือ......................

2.5 11X+ มีจานวนนิวตรอนมากกวําอิเล็กตรอน 2 อเิ ลก็ ตรอน เลขมวลคือ......................

2.1.2 ธาตแุ ละสารประกอบ

ธาตุ (element) หมายถึง อะตอมชนดิ เดียวกันรวมตัวกันจานวนมากๆ ไม่สามารถแยกสลายเปน็
สารอ่นื ได้โดยวิธีทางเคมี “โดยธาตเุ ดยี วกันจะแสดงสมบตั ิเฉพาะตัวเหมือนกัน และแตกต่างจากธาตอุ ื่น”

สมบตั ขิ องธาตุ แบํงเป็น 2 ประเภท คอื
1. สมบตั ทิ างกายภาพ (physical properties) คือ สมบัติทส่ี ังเกตเห็นได๎หรือทดลองด๎วยวิธีงํายๆ ได๎

เชนํ สี กลน่ิ รส จุดเดอื ด จุดหลอมเหลว สถานะ การนาไฟฟ้า ความแข็ง การละลาย เป็นตน๎
2. สมบัตทิ างเคมี (chemical properties) คอื สมบตั ทิ ี่ทราบไดเ๎ มื่อมีการเปลย่ี นแปลงทางเคมี หรอื

สมบตั ิเฉพาะตัวของธาตทุ ่ีเกย่ี วข๎องกับการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมีน่นั เอง เชนํ ความเปน็ กรด-เบส การ
ลกุ ตดิ ไฟ การระเบิด เป็นต๎น
การจาแนกธาตตุ ามสมบตั ิความเปน็ โลหะสามารถแบงํ ไดเ๎ ป็น 3 กลมํุ คอื โลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ
1. โลหะ (metal) เปน็ ธาตุทเ่ี กิดจากอะตอมชนิดเดียวกนั เป็นโครงผลกึ สวํ นใหญํมสี ถานะเป็น
ของแขง็ ผวิ มันวาว เหนียว สวํ นใหญํมจี ุดเดือดและจดุ หลอมเหลวสูง เชนํ Fe , Cu , Zn , Pb
ฯลฯ
2. อโลหะ (non-metal) ประกอบด๎วยอะตอมของธาตุชนดิ เดียวกัน มสี ถานะท้ังของแข็ง ของเหลว
และแกส๏ ผวิ ไมเํ ปน็ มนั วาว สวํ นใหญจํ ุดเดือดและจุดหลอมเหลวตา่ ยกเว๎น C เชนํ O, S, N, Cl,
Br เป็นตน๎
3. กึง่ โลหะ (metalloid) เปน็ ธาตุทีม่ ีสมบัตทิ ั้งโลหะและอโลหะ เชํน B , Si , Ge , Sb , Te , As
เปน็ ตน๎

33 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล

สารประกอบ (Radioactive Element) หมายถงึ อะตอมของธาตมุ ากกวา่ 1 ชนิดรวมกันด้วยวิธีทาง
เคมี (สรา้ งพนั ธะ) จะเกิดสารใหมท่ ม่ี ีสมบัติแตกตา่ งไปจากเดิม

เชํน สารประกอบ NaCl (โซเดยี มคลอไรด)์ เกิดจาก Na ซ่งึ เป็นธาตมุ ีสมบตั เิ ปน็ โลหะของแข็งสเี ทา
จุดหลอมเหลวตา่ ไวตอํ ปฏิกริ ิยาเคมี รวมกบั Cl มีสมบัติเปน็ อโลหะสถานะแกส๏ สีเขยี วเหลืองและเป็นพษิ แตํ
สารประกอบ NaCl เป็นของแข็งไมํมพี ิษ ไมํมีสี และมีจุดหลอมเหลวสูง เปน็ ตน๎

พันธะเคมี (Chemical bond) เกิดจากการรวมตัวกนั ของอะตอมหรือไอออน ด้วยแรงยึดเหน่ียว ซึ่ง
พันธะเคมเี กยี่ วกบั เวเลนตอ์ ิเลก็ ตรอนของคู่อะตอมท่ีร่วมสรา้ งพันธะกัน หลักการเขา้ ทาพนั ธะ คอื ธาตุจะเข้าทา
พนั ธะกันเพอื่ ให้ตวั เองเกิดความเสถียรมากข้นึ เป็นไปตาม “กฎออกเตต” คอื .............................................
................................................................................................................................................................

1. ธาตุโลหะ + ธาตุอโลหะ เกิดสารประกอบไอออนิก เรยี กพันธะท่ีเกิดวา่ พนั ธะ

...................................................................................................................................... ...................

ลักษณะการเข้าทาพนั ธะ : ..............................................................................................................

ลกั ษณะทางกายภาพของสารประกอบ : แขง็ แตเ่ ปราะ , ไม่นาไฟฟ้าในสถานะของแขง็ ,นาไฟฟ้า

ไดด้ ีในสภาพของเหลว , จุดเดือนค่อนข้างสงู

2. ธาตุอโลหะ + ธาตอุ โลหะ เกิดสารประกอบโคเวเลนต์ เรยี กพันธะทเ่ี กิดว่าพนั ธะ
.................................................................................................................................................... .....
ลกั ษณะการเข้าทาพนั ธะ : ..............................................................................................................
ลักษณะทางกายภาพของสารประกอบ : มสี ถานะของแขง็ ของเหลว และกา๊ ซ , ไมน่ าไฟฟ้า
จุดเดือดต่า , ถ้าเปน็ สารมีขว้ั จะละลายน้า

34 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครกู าไล

3. พนั ธะไฮโดรเจน คือ แรงยึดเหนย่ี วระหว่างโมเลกลุ ในสารประกอบโคเวเลนต์ เปน็ แรงยึดเหน่ยี วท่มี ี
แรงดึงดูดสูง ซึง่ พันธะไฮโดรเจนจะเกดิ ได้กต็ ่อเมื่อธาตุ H สร้างพนั ธะกบั ธาตุท่ีมีค่า EN สูง
เช่น……………….................................................................................................................................

จากแผนภาพการหมนุ เวียนของคาร์บอน ใหน้ ักเรียนอธิบายการเชอื่ มโยงธาตแุ ละสารประกอบมาพอเข้าใจ

ตอบ
...........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

สิ่งรอบๆ ตัวเราลว้ นประกอบด้วยอะตอม ปริมาณของสารตา่ งๆ ในรา่ งกายมนุษย์
(atom) ของธาตุ (element) ต่างๆ อะตอมมีการ
ยึดเหนี่ยวกันด้วยพนั ธะเคมี (Chemical bond) 5%2% น้า
เกิดเปน็ โมเลกลุ หรอื สารประกอบหลายประเภท 10% โปรตนี
รวมถึงสารท่ีเปน็ องค์ประกอบในสง่ิ มีชวี ติ เชน่
คาร์โบไฮเดรต โปรตนี ลิพดิ กรดนวิ คลอี กิ และนา้ 18% ลิพดิ
เปน็ ต้น ซึ่งสารเหลา่ นี้มคี วามสาคัญต่อร่างกาย
เนื่องจากเป็นส่วนประกอบของเซลล์และเน้อื เยอ่ื 65% คารโ์ บไฮเดรต
รวมถึงช่วยในกระบวนการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมีต่างๆ
ทาให้ส่ิงมชี ีวติ สามารถดารงชวี ิตอยู่ได้ สารอน่ื ๆ

35 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครกู าไล

2.2 น้า

น้าเป็นสารประกอบท่ีพบมากทส่ี ุดในสงิ่ มชี วี ติ ราํ งกายมนุษย์มีน้าประมาณ...........................................
เปอร์เซนต์ หรอื ประมาณ............ใน 3 ของนา้ หนักตวั น้ามีบทบาทสาคญั ในการรักษาดลุ ยภาพของรํางกาย
เชนํ

- ...........................................................................................................................................
- การลาเลยี งสารตํางๆในรํางกาย
- การยํอยอาหาร
- การหมนุ เวียนเลือด
- ...........................................................................................................................................
- การรกั ษาดลุ ยภาพของอุณหภูมิ
- ............................................................................................................................. ..............

 โครงสรา๎ งโมเลกลุ ของนา้
- นา้ ประกอบดว๎ ยอะตอมของ...........................................และ.............................................
- มีสตู รเคมีเปน็ .....................................................................................................................
- ยึดเหนี่ยวกันดว๎ ยพนั ธะ......................................................................................................
- น้าเปน็ โมเลกุลท่มี ขี ้ัว (polar molecule) เนอ่ื งจาก..........................................................
...........................................................................................................................................
- โมเลกุลของนา้ ยึดเหนยี่ วกันด๎วยพนั ธะ..............................................................................
ระหวาํ งอะตอมของธาต.ุ ....................ของนา้ โมเลกุลหน่งึ กับธาตุ.........................ของนา้
อกี โมเลกุลหนง่ึ

พนั ธะโควาเลนต์
(Covalent bond)

พันธะไฮโดรเจน
(Hydrogen bond)

36 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ครูกาไล

 นา้ กับการเป็นตัวทาละลาย

- สมบัตกิ ารมีขัว้ และการเกิดพันธะไฮโดรเจนของน้ากับโมเลกลุ ของสารตํางๆ ทาให๎สารท่ีมี
ขวั้ สามารถละลายน้าได๎ดี น้าจงึ เป็นตัวทาละลายทด่ี ี มีประโยชน์ตอํ การนาสารเขา๎ และ
ออกจากเซลล์ รวมถึงการกาจัดของเสยี ของส่ิงมชี ีวติ

- สารทม่ี ขี วั้ ทีล่ ะลายในนา้ ไดจ๎ ะแตกตัวเปน็ .............................. เชนํ NaCl โซเดียมไอออน
(Na+) จะเกาะกบั อะตอมของ.................................ซ่งึ เป็นขวั้ ลบ สํวนคลอไรด์ไอออน
(Cl-) จะเกาะกับอะตอมของ.......................ซ่ึงเป็นขว้ั บวก ดงั รปู

 นา้ กับสารทม่ี ีสมบัติไฮโดรฟิลิก (hydrophilic) และไฮโดรโฟบิก (hydrophobic)
- สารมขี ้วั ที่ละลายนา้ ไดด๎ จี ดั เป็นสารทม่ี สี มบัติ.....................................................................
ซ่งึ หมายถึง.....................................เชนํ โซเดยี มคลอไรด์ (NaCl), ซูโครส (C12H22O11)
- สารไมมํ ขี ว้ั สวํ นใหญจํ ะละลายน้าไดน๎ ๎อยจดั เป็นสารท่มี ีสมบัติ……………………………………
ซึง่ หมายถงึ ………………………………..เชํน น้ามันพืช นา้ มนั สตั ว์ ขผี้ ้ึง เป็นตน๎ ทัง้ น้เี พราะ
สารเหลาํ นี้ไมสํ ามารถ........................................ไดเ๎ หมือนสารทมี่ ีสมบัติ............................
จงึ ไมสํ ามารถยึดเกาะกับโมเลกุลของน้าได๎

สารในชวี ติ ประจาวันท่ีมสี มบัติไฮโดรฟลิ ิก และสารที่มสี มบตั ิไฮโดรโฟบกิ มีอะไรอกี บ้าง จงยกตัวอยา่ ง มา
อย่างละ 2 ตัวอยา่ ง
ตอบ............................................................................................................................. ........................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................................

37 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ครูกาไล

นา้ กบั ความเป็นกรด – เบส
- ในภาวะปกติโมเลกุลของน้าสามารถแตกตัวได๎เล็กน๎อยให.๎ ................................................
และ............................................. ซ่ึงอยูใํ นสมดุล ดังสมการ

- ถ๎าสารละลายทมี่ นี ้าเป็นตวั ทาละลาย มีความเข๎มข๎นของ...................................................
สูง จะมคี ํา pH………………………..แสดงความเปน็ ...............................................................

- สํวนสารละลายท่มี ีความเข๎มข๎นของ.........................................................ต่า จะมคี ํา pH
……………………….แสดงความเปน็ .......................................................................................

- สิ่งมีชีวิตจะมีการควบคุมระดับคํา pH ให๎มคี วามเหมาะสม โดยปกตเิ ซลล์ราํ งกายของ
สง่ิ มชี ีวิตจะทางานได๎ดีเมื่อมีคํา pH ใกล๎เคียงเทาํ กบั ....................หรอื มคี ําเปน็ ..................

 นา้ กับการดูดซบั พลงั งานความร๎อน
- โมเลกลุ ของน้ามพี ันธะ...................................ยึดเหนย่ี วระหวํางกัน ในการทาลายพันธะ
ระหวํางโมเลกลุ ของน้าจะตอ๎ งใช๎พลังงานความร๎อนสงู เม่ือเทียบกบั ตัวทาละลายอน่ื ๆ
เชนํ การทาให๎นา้ 1 กรัมมีอุณหภูมิเพ่มิ ข้นึ 1 องศาเซลเซยี ส ต๎องใช๎พลังงาน
............................แคลอรี หรอื ..............................จลู ในขณะที่การทาให๎
เอทิลแอลกอฮอล์ 1 กรมั มีอุณหภูมิเพม่ิ ข้นึ 1 องศาเซลเซียส ต๎องใชพ๎ ลังงาน 0.58
แคลอรี หรือ.........................................จลู
- ดงั นัน้ น้ามคี วามจุความรอ๎ นจาเพาะ (specific heat capacity) สงู ทาใหน๎ ้าดูดซบั
พลังงานความร๎อนได๎ดี
- การท่ีสิ่งมีชีวิตมีนา้ เปน็ องคป์ ระกอบสวํ นใหญํ อณุ หภูมิในรํางกายจึงเปลย่ี นแปลงได๎น๎อย

 นา้ กับแรงโคฮชี นั และแรงแอดฮชี ัน
- การลาเลียงนา้ ในพชื เกิดขึน้ ได๎เมื่อมี..................................................................................
และจะเกดิ ข้ึนไดด๎ เี ม่อื โมเลกลุ ของน้าตํอกนั ไมํขาดตอน ซงึ่ เกดิ จากแรงยดึ เหนี่ยวดว๎ ย
พันธะ......................................ระหวํางโมเลกุลของน้า เรียกวํา..........................................
และแรงยดึ เหนี่ยวระหวาํ งโมเลกลุ ของน้ากบั พน้ื ผิว เชํน ผนงั เซลล์ เรยี กวํา......................

38 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล

2.3 สารประกอบคารบ์ อนในสงิ่ มชี วี ติ

- สารประกอบคารบ์ อนที่พบในสง่ิ มีชวี ติ สวํ นใหญํจัดเปน็ ............................................ซง่ึ มี
หลายประเภท เชนํ ............................................................................................................
ซ่ึงสารประกอบคาร์บอนเหลําน้จี ะมอี ะตอมของ........................................................เป็น
องคป์ ระกอบ และอาจมธี าตุอ่ืนๆ เชํน ออกซเิ จน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และกามะถนั
เป็นองคป์ ระกอบอยํูดว๎ ย

- อะตอมของคารบ์ อนมีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเทํากบั ...........................จึงสามารถใช๎
อิเล็กตรอนรํวมกบั อะตอมอ่ืนเกิดเปน็ พันธะ........................................จานวน
........................พันธะ ซึ่งอาจจะเป็นพันธะเดย่ี ว พนั ธะคูํ และพันธะสาม ดังรูป

- นอกจากน้อี ะตอมของคารบ์ อนยังสามารถสรา๎ งพนั ธะ.......................................................
กับอะตอมของธาตุอนื่ ๆ ได๎ เชนํ ไฮโดรเจน ออกซเิ จน และไนโตรเจน โดยสารอนิ ทรีย์ทีม่ ี
อะตอมของคาร์บอนและไฮโดรเจนเปน็ องคป์ ระกอบเทํานั้น เรียกวาํ ................................
เชํน มเี ทน อีเทน เอทีลนี และอะเซทิลนี เปน็ ต๎น

......................................................... .........................................................
... ...

......................................................... .........................................................
... ...

39 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 ครูกาไล

- กลุํมอะตอมทแ่ี สดงสมบัติเฉพาะตัวในโมเลกลุ ของสารอินทรียน์ ั้น และเป็นสํวนทใี่ ชท๎ า
ปฏกิ ิรยิ าเคมตี าํ งๆ เรียกวาํ .............................................................................................
ดงั ตัวอยาํ ง

หมู่ฟังก์ชัน : Carboxyl หมฟู่ ังก์ชัน : Carbonyl
สตู รโครงสร้าง : สูตรโครงสร้าง :

ตวั อย่าง : กรดอนิ ทรยี ์ กรดอะมิโน ตวั อยา่ ง : Ketone เชนํ นา้ ตาล
กรดไขมัน เป็นต๎น ฟรักโทส น้าตาลไรบโู ลส

หมู่ฟังก์ชัน : Carboxaldehyde หมู่ฟังกช์ ัน : Hydroxyl
สูตรโครงสร้าง : สูตรโครงสร้าง :

ตวั อยา่ ง : Aldehyde เชนํ น้าตาล ตัวอย่าง : แอลกอฮอล์ เชํน
กลูโคส ไรโบส กาแลกโทส เอทานอล, กลีเซอรอล
คาร์โบไฮเดรต เชนํ นา้ ตาล
หมฟู่ ังก์ชัน : Amino หม่ฟู ังกช์ ัน : Phosphate
สูตรโครงสรา้ ง : สูตรโครงสร้าง :

ตวั อย่าง : Amine เชํน กรดอะมโิ น ตัวอยา่ ง : กรดนวิ คลอี กิ เชนํ ATP,
DNA, RNA
หมฟู่ ังก์ชัน : Sulhydryl ลิพดิ เชนํ phospholipid
สูตรโครงสรา้ ง :

ตัวอย่าง : กรดอะมโิ นบางชนิด เชํน
ซิสเทอนี

40 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 ครกู าไล

- สารประกอบคารบ์ อนขนาดใหญ่สว่ นมากเปน็ .................................................. ท่ีเกดิ
จากหนว่ ยยอ่ ย เรยี กวา่ .............................................. หลายโมเลกุลมาเชอ่ื มต่อกันด้วย
พนั ธะเคมเี ปน็ พนั ธะ...................................................กบั สายไฮโดรคาร์บอน

ตารางแสดงธาตุทีเ่ ป็นองคป์ ระกอบหลกั ของสารอินทรีย์แต่ละชนิด ธาตทุ ีเ่ ปน็ องค์ประกอบหลกั

Polymer C, H, O
คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate C, H, O, N
C, H, O, N, P
โปรตนี (Protein) C, H, O
กรดนิวคลอี กิ (Nucleic acid)

ไขมนั (Lipid)

ตารางแสดงหนว่ ยย่อยและชื่อพนั ธะเคมีของสารอินทรยี ์แต่ละชนิด

Polymer หน่วยย่อย (Monomer) พนั ธะโควาเลนท์ (Covalent bond)
Glycosidic bond
คารโ์ บไฮเดรต (Carbohydrate) นา้ ตาลโมเลกุลเดีย่ ว
Peptide bond
(Monosaccharide) Phosphodiester bond

โปรตีน (Protein) กรดอะมโิ น (Amino acid)

กรดนวิ คลอี กิ (Nucleic acid) นวิ คลีโอไทด์ (Nucleotide)

เอะ๊ !!! สารเคมีในสิ่งมีชีวติ มี 2 ประเภท คือ
1. สารอนิ ทรีย์ (Organic Compounds) คือ สารที่พบในสิ่งมีชีวิตเทา่ นั้น (สารชีวโมเลกุล)
มี 5 ชนิด ไดแ้ ก่ โปรตนี คาร์โบไฮเดรต ลปิ ดิ กรดนิวคลอี ิก และวติ ามิน
2. สารอนินทรีย์ (Inorganic Compounds) คือ สารที่ไดจ้ ากสงิ่ ไม่มชี วี ิต เช่น หิน แร่ เป็น
ต้น มี 2 ชนดิ ได้แก่ เกลือแร่ และน้า

41 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล

2.3.1 คารโ์ บไฮเดรต (Carbohydrate)

 คารโ์ บไฮเดรตเปน็ สารอาหารทใ่ี ห๎พลังงาน คอื 1 g ใหพ๎ ลังงาน………………………........................….kcal
 ทาหน๎าทคี่ วบคุมการเผาไหม๎ไขมนั และโปรตีนในรํางกาย โดยคาร์โบไฮเดรตท่ีรํางกายใชเ๎ ป็นแหลํง

พลงั งานมากที่สดุ คือ.......................................... ซง่ึ สะสมอยํูในตับและกล๎ามเน้ือในรปู ของ
..................................... แตถํ ๎ารํางกายรบั คารโ์ บไฮเดรตมากเกนิ ไปจะเปลย่ี นเปน็
..................................................สะสมไว๎ใต๎ผิวหนัง
 คาร์โบไฮเดรตในพืชได๎มาจาก............................................................................แลว๎ สะสมไว๎ตามสวํ น
ตาํ งๆ โดยเฉพาะในเมลด็ หวั และรากในรปู ของ.............................และ.................................................
สตั ว์และมนุษย์มีการสะสมคาร์โบไฮเดรตไว๎ในรปู ของ.............................................................................
 คารโ์ บไฮเดรตประกอบด๎วยธาตหุ ลกั คอื …………………………ด๎วยอตั ราสํวน H : O เป็น………………………
 หนวํ ยท่ีเล็กท่ีสุด (Monomer) คือ……………………………………………………………………………………………...
 หมํูฟงั ก์ชนั ทีส่ าคญั คอื …………………………………………………...และ………………………………………………….
 พนั ธะโคเวเลนท์ทสี่ รา๎ งระหวาํ งโมเลกุลคือพันธะ…………………………………………………………………………
 คาร์โบไฮเดรตแบํงออกเป็น 3 ประเภท คอื
1. นา้ ตาลโมเลกลุ เดีย่ ว (Monosaccharide)
2. นา้ ตาลโมเลกลุ คํู (Disaccharide)
3. นา้ ตาลโมเลกุลใหญํ (Polysaccharide)

นา้ ตาลโมเลกุลเดีย่ ว (Monosaccharide)
- มีจานวนคารบ์ อนต้งั แตํ 3 – 7 อะตอม
- มสี ตู รอยํางงําย เป็น…………………………………………….. เมื่อ n คือ จานวนคารบ์ อน (C) อะตอม
- เป็นคาร์โบไฮเดรตทม่ี ีโมเลกุลขนาดเล็กทีส่ ดุ รํางกายสามารถนาไปใชป๎ ระโยชนไ์ ด๎เลย
- มกั เป็นผลกึ สขี าว มีรสหวาน ละลายนา้ ไดด๎ ี มีช่ือเรียกตามจานวนอะตอมของคารบ์ อน

นา้ ตาลโมเลกุลเดยี่ ว สูตรโมเลกลุ ตวั อย่าง
ไตรโอส (Triose) C3H6O3 Glyceraldehyde
เทโทรส (Tetrose) C4H8O4 Erythrose
เพนโทส (Pentose) C5H10O5 Ribose, Ribulose
เฮกโซส (Hexose) C6H12O6 Glucose, Fructose, Galactose

42 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 ครกู าไล

- นา้ ตาลโมเลกลุ เด่ียว (Monosaccharide) ท่พี บมากท่ีสุดในธรรมชาติคอื ...........................................
และ........................................................................................................................ ..............................

นา้ ตาลไรโบส นา้ ตาลกลูโคส นา้ ตาลกาแลกโทส

ภาพมอนอแซ็กคาไรด์ทม่ี ีหมู่คารบ์ อกซัลดีไฮด์กลุ่มแอลดไี ฮด์

น้าตาลไรบโู ลส น้าตาลฟรกั โทส

ภาพมอนอแซ็กคาไรดท์ ่มี ีหมู่คารบ์ อนลิ กลุ่มคีโตน

- มอนอแซกคาไรด์แบํงออกเปน็ 2 กลํมุ ตามการมหี มูํฟังก์ชัน คือ
1. มอนอแซ็กคาไรดก์ ลมํุ แอลดีไฮด์ ได๎แกํน้าตาล................................................................................
2. มอนอแซ็กคาไรด์กลุํมคโี ตน ไดแ๎ กนํ า้ ตาล.......................................................................................

- สวํ นใหญนํ า้ ตาลโมเลกลุ เดี่ยวจะมีโครงสร๎างอยํูในรูปแบบ...................................................................
- การนบั ตาแหนํงของคาร์บอนในสตู รโครงสร๎างโมเลกลุ ของนา้ ตาลเฮกโซส ใหเ๎ รม่ิ นับจากปลายด๎านที่
ใกล๎กับหมูํคาร์บอนลิ และหมํูคารบ์ อกซลั ดีไฮด์เปน็ หลกั

43 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 ครูกาไล

น้าตาลโมเลกลุ เดี่ยว ความสาคญั แหล่งท่ีพบ
- กลโู คส (Glucose)
เรยี กอีกอยํางวาํ “น้าตาล - เป็นแหลงํ พลังงานทส่ี าคญั ท่ีสุดของทุก - น้าผึ้ง องนํุ ผกั และผลไม๎ ใน
องํุน”
เซลล์ ยกเวน๎ ……………………….. เลอื ด
- ฟรกั โทส (Fructose)
- เป็น monomer ของแปง้ เซลลูโลส
- กาแล็กโทส (Galactose)
และไกลโคเจน

- พบมากท่ีสุดในธรรมชาติ

- ละลายน้าไดด๎ ีและตกผลกึ ได๎

- เป็นแหลงํ พลังงานของอสจุ ิ - นา้ ผึง้ ผลไม๎สุก นา้ เลย้ี งอสจุ ิ

- มรี สหวานท่สี ุด

- ละลายนา้ ไดด๎ แี ละตกผลกึ ได๎

- ไดจ๎ ากการยํอยนม - ไมํพบอสิ ระในธรรมชาติ

- ละลายน้าได๎ดีและตกผลึกได๎ - นา้ นม (ในรปู ของแลกโทส)

- สารในหมูํเลือด ABO (ในรปู ของ

กาแลกโตซามนี )

น้าตาลโมเลกลุ คูํ (Disaccharide)
- เกิดจากน้าตาลโมเลกลุ เดี่ยวรวมกัน 2 โมเลกลุ ตอํ กนั ดว๎ ยพนั ธะ..........................................................
ด๎วยปฏกิ ริ ยิ า..........................................นา้ ตาลโมเลกุลคทํู ี่ควรรจ๎ู กั มสี ูตรโมเลกลุ เหมือนกนั คือ
....................................ไดแซกคาไรดท์ ่ีพบมาก ได๎แกํ..........................................................................

ความรู้เพ่มิ เตมิ
หม่ไู ฮดรอกซลิ และอะตอมของไฮโดรเจนทเี่ ชือ่ มต่อกบั คาร์บอนตาแหน่งท่ี 1 ของน้าตาลกลโู คส มกี ารจัดเรยี ง

ในระนาบ 3 มิติ ทแี่ ตกตา่ งกัน จากภาพถ้าหมไู่ ฮดรอกซลิ อย่ดู า้ นลา่ งของระนาบ เรยี กว่า α กลูโคส แต่ถา้ อยู่
เหนือระนาบ เรยี กว่า β กลโู คส ดงั ภาพ

44 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ครูกาไล

นา้ ตาลโมเลกลุ คู ลักษณะ แหลงทพี่ บ สูตรโครงสรา้ ง
ซูโครส (Sucrose) - เกิดจากกลโู คสกบั ฟรักโทส - อ๎อย (sugar
เชอ่ื มตอํ กนั ดว๎ ยพันธะไกลโคซิ cane), มะพรา๎ ว,
แลก็ โทส ดิก แบบ α – 1,2 (คารบ์ อน ตาล, หัวบีท
(Lactose) ตาแหนํงท่ี 1 ของกลูโคส (sugar beet)
เชื่อมตอํ กบั คาร์บอนตาแหนํงท่ี
มอลโทส 2 ของฟรกั โทส) - นา้ นมคนและ
(Maltose) - เปนผลึกใส รสหวาน ละลาย สตั วเลยี้ งลกู ดว๎ ย
น้าดี นม, โยเกริ ต์
- ลาดับความหวาน lactose ‹ lactose ถูก
maltose ‹ sucrose แบคทเี รยี เปลีย่ น
- ถกู ยํอยดว๎ ย sucrase ในลาไส๎ ใหเ๎ ปน็ ................
เล็ก , ในนา้ ปัสสาวะ
- เกิดจากกลโู คสกับกาแลก็ โทส หญิงมคี รรภ์
เชอ่ื มตํอกันดว๎ ยพันธะไกลโคซิ
ดกิ แบบ – β 1,4 (คารบ์ อน - เมล็ดธญั พืช,
ตาแหนํงท่ี 1 ของกาแลกโท ขา๎ วมอลตท์ ่ีกาลัง
สเชอื่ มตอํ กบั คารบ์ อนตาแหนงํ ท่ี เจรญิ , ตน๎ ถว่ั ,
4 ของกลโู คส) แปง้ ทถ่ี ูกยอํ ย
- เปนผงละเอยี ดคลายทราย ด๎วย amylase
ละลายนา้ ไดด๎ ี รสหวานเลก็ นอย
- ถกู ยอํ ยดว๎ ย lactase ในลาไส๎
เล็ก
- เกิดจากกลโู คสกับกลูโคส
เชื่อมตอํ กันด๎วยพนั ธะไกลโคซิ
ดิก แบบ - α 1, 4 (คารบ์ อน
ตาแหนํงท่ี 1 ของกลูโคส
เช่อื มตอํ กบั คาร์บอนตาแหนงํ ที่
4 ของกลโู คสอกี โมเลกุล)
- ละลายนา้ ไดคอนขางดี รส
หวานเล็กนอย
- ถูกยํอยดว๎ ย moltase ใน
ลาไส๎เล็ก

45 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4 ครูกาไล

นา้ ตาลโมเลกุลใหญํ (Polysaccharide)
- เกิดจากมอนอแซ็กคาไรด์หลายโมเลกลุ เชือ่ มตํอกันเปน็ สายยาว พอลแิ ซ็กคาไรด์แตกตํางกนั ท่ี ชนิด
จานวน และ.........................................................................................................................................
บางชนดิ เป็นสายโซํยาวตรง เชนํ .................................................................................บางชนิดมีกิง่
ก๎านแยกออกไป เชํน ................................................................................. ดงั รปู

- แปง้ ท่สี ะสมในพชื (starch) เปน็ พอลแิ ซ็กคาไรด์ประกอบดว๎ ยโมเลกลุ 2 แบบ คือ..............................
และ..................................................... ซ่ึงเกิดจาก................................................เชอื่ มตํอกันเปน็ สาย
ยาวอะไมโลส (amylose) ไมมํ ีการแตกแขนง เชือ่ มตอํ กันดว๎ ยพันธะไกลโคซิดกิ แบบ........................
(คารบ์ อนตาแหนงํ ท่ี 1 ของน้าตาล...................................เชื่อมตํอกบั คาร์บอนตาแหนํงท.ี่ ..................
ของ...................................................) อะไมโลสละลายน้าได๎ไมดํ ี ทาปฏกิ ริ ิยากบั สารละลายไอโอดนี
ให๎ส.ี ..................................... อะไมโลเพกติน (amylopectin) มีการแตกแขนง สํวนทเ่ี ป็นสายยาว
เกิดจากน้าตาลกลูโคสเชื่อมตอํ กนั ด๎วยพนั ธะไกลโคซิดิก แบบ..............................เหมอื นอะไมโลส
สํวนที่แตกแขนงเกดิ จาก..............................เช่อื มตํอกนั ด๎วยพันธะไกลโคซิดิก แบบ............................
(คารบ์ อนตาแหนงํ ท่ี 1 ของกลโู คสโมเลกลุ แรกของสวํ นที่แตกแขนงเช่ือมตอํ กับคาร์บอนตาแหนงํ ที่ 6
ของกลูโคสท่ีอยูํบนสายยาว) อะไมโลเพกตนิ ละลายน้า.......................................กวาํ อะไมโลส ทา
ปฏิกิริยากับสารละลายไอโอดีนให๎ส.ี ................................................อะไมโลเพกตนิ เมื่อทาให๎สกุ มี
ลักษณะใส และเหนียว ดดู ซบั นา้ ไดน๎ ๎อย และเกิดการพองตวั ไดน๎ อ๎ ยกวาํ อะไมโลส

46 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล

- เซลลโู ลส (cellulose) เป็นพอลแิ ซ็กคาไรด์ประกอบดว๎ ยน้าตาล.......................จานวนมากมาตอํ
กันเปน็ สายโซํยาวตรง คลา๎ ยอะไมโลส (amylose) แตเํ ชอ่ื มตํอกันดว๎ ยพันธะไกลโคซิดิกแบบ
..................(คารบ์ อนตาแหนงํ ท่ี 1 ของน้าตาลกลูโคสแบบ.......................เชอ่ื มตํอกับคาร์บอน
ตาแหนงํ ท่ี 4 ของนา้ ตาลกลูโคสแบบ.........................โมเลกุลถดั ไป) แตลํ ะสายยดึ กันดว๎ ยพนั ธะ
....................................เซลลูโลสไมลํ ะลายน้า แตสํ ามารถดดู ซบั นา้ ได๎ เซลลโู ลสเปน็ สารประกอบ
คารบ์ อนจากส่ิงมชี วี ติ ทพี่ บมากทสี่ ุดในโลก ทาหน๎าท่ีเปน็ โครงสร๎างหลกั ของ................................
ของพชื มนุษยไ์ ด๎รับเซลลโู ลสเขา๎ สรูํ าํ งกายจากการรบั ประทานผกั ผลไม๎ แตํเซลลโู ลสจะไมํถูก
ยํอย เนื่องจาก............................................................................................................................. ..
เหลอื เป็นกากใยอาหารทาใหข๎ บั ถาํ ยสะดวก ลดความเสย่ี งการเป็นมะเร็งลาไสใ๎ หญํ

- ไกลโคเจน (glycogen) เป็นพอลแิ ซ็กคาไรดท์ ี่สะสมในเซลล.์ ...........................และ.............................
ของสัตว์ประกอบด๎วยน้าตาล..............................ตอํ กันเปน็ สายยาว มีแขนงแตกกิง่ กา๎ นเป็นสายสนั้ ๆ
จานวนมาก โครงสรา๎ งคล๎าย..............................แตแํ ขนงของไกลโคเจนจะมีจานวนแขนง...................

47 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ครกู าไล

- นอกจากน้ียังมีพอลิแซ็กคาไรด์ชนิดอ่ืนๆ เชํน .......................................พบในเปลอื กพวกกุ๎ง ปู แมลง
มโี ครงสรา๎ งคล๎าย cellulose ตํางกันที่ มี monomer เป็น.................................................................
หรือ...............................พบในผนังเซลลพ์ ชื และยังมีคาร์โบไฮเดรตท่ีมีสายพันธะเพปไทดเ์ ป็น
สวํ นประกอบ เชํน ....................................................ซง่ึ พบในผนังเซลลข์ อง........................................

ขา้ วเจ้าและข้าวเหนยี วที่ทาใหส้ ุก มีลกั ษณะท่ีแตกตา่ งกนั อย่างไร และสมบตั ใิ ดทแ่ี สดงให้เห็นว่ามี

ปรมิ าณอะไมโลสและอะไมโลเพกตนิ แตกตา่ งกนั

ตอบ......................................................................................................................................................................

............................................................................................................................. ................................................

การทดสอบคาร์โบไฮเดรต

ประเภทของคาร์โบไฮเดรต ทดสอบด้วยสารละลายไอโอดีน ทดสอบด้วยสารละลายเบเนดกิ ต์+

(Iodine solution test) ตม้

(Benedict’s solution test)

1. น้าตาลโมเลกุลเดีย่ ว - สีเหลอื งน้าตาลของสารละลาย - สเี ขยี ว (มปี รมิ าณน้าตาลนอ๎ ย)

(monosaccharide) ไอโอดีนผลเป็น negative - ตะกอนสแี ดงอฐิ (มีปรมิ าณนา้ ตาล

2. นา้ ตาลโมเลกุลคํู (disaccharide) มาก) ผลเปน็ positive

ยกเว๎น.............................................

3. นา้ ตาลซโู ครส + กรด

4. น้าตาลซโู ครส + hydrolytic

enzyme
5. polysaccharide + กรด

6. polysaccharide + hydrolytic

enzyme

Starch (ตม๎ /ไมํต๎ม) แปง้ ในพชื - สีนา้ เงนิ เขม๎ (อะไมโลส)/สีมํวงแดง - สีฟ้าใส ผลเปน็ negative

(อะไมโลเพกตนิ ) ผลเป็น positive

Glycogen (ต๎ม/ไมํต๎ม) แปง้ ในสตั ว์ - สีแดง ผลเปน็ positive - สฟี า้ ใส ผลเป็น negative

48 | P a g e

เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 ครูกาไล

2.3.2 โปรตนี (Protein)

 โปรตีนเป็นสารอาหารทใ่ี ห๎พลังงาน คือ 1 g ใหพ๎ ลังงาน…………………………………………………….. kcal
 โปรตีนทาหน๎าทหี่ ลากหลาย เชนํ เป็นเอนไซม์เรํงปฏิกิรยิ าเคมีในเซลล์ เป็นองค์ประกอบของเย่ือหุ๎ม

เซลล์ และเป็นองคป์ ระกอบของเนอ้ื เย่ือตํางๆ เป็นตน๎
 โปรตีนประกอบดว๎ ยธาตหุ ลกั คอื …………………………….….หรืออาจมีธาตุ....................................ดวยกไ็ ด
 หนํวยเล็กทสี่ ุด (Monomer) คอื .............................................................................................................
 หมูํฟังก์ชันทีส่ าคญั คือ................................................และ..................................................อยบํู น C

อะตอมเดียวกนั เรยี กวาํ ....................................ความแตกตํางของกรดอะมโิ นแตํละชนดิ คือ.................
ซง่ึ เรียกอีกอยาํ งหนึง่ วํา...........................................................................................................................
ดงั นัน้ กรดอะมิโนทุกชนดิ จะประกอบดว๎ ย...............................................................................................
 พนั ธะโคเวเลนต์ทสี่ ร๎างระหวํางโมเลกุลคอื พนั ธะ....................................................................................
ซึ่งเกิดจาก.................................................................................................................. ............................
การเรียกชื่อพันธะให๎เรยี กตามจานวนกรดอะมิโนทีเ่ ปน็ องค์ประกอบ เชํน มีกรดอะมโิ น 2 หนวํ ยมา
เชื่อมกัน เรยี กวาํ .................................................และการท่ีกรดอะมโิ นจานวนมากมาตํอกันเป็นสาย
ยาวเรยี กวาํ ............................................................................................................................................
 กรดอะมโิ นในธรรมชาติมีประมาณ.........................................................ชนิด แบํงออกเป็น 2 ประเภท
คอื
1. กรดอะมิโนไมจํ าเป็น (non – essential amino acid) เปนกรดอะมโิ นทร่ี างกายสังเคราะหขนึ้

เองได
2. กรดอะมิโนทจ่ี าเปน (Essential Amino Acid) เปนกรดอะมโิ นท่รี างกายไมสามารถสงั เคราะหข้นึ

เองได ตองไดรับจากอาหารประเภท เน้อื นม ไข หรือถ่วั เหลอื ง ในเด็กและผ๎ูใหญํมีจานวนชนิด
ขึน้ กบั ชวงอายุ กรดอะมโิ นจาเป็นในผู๎ใหญํม.ี .......................ชนดิ ได๎แกํ…………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………..
กรดอะมโิ นจาเป็นในวยั เด็กม.ี .............................ชนดิ โดยเพ่ิมกรดอะมโิ นชนดิ ...............................
และ.............................................................................จากวยั ผใ๎ู หญํ

49 | P a g e

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 ครูกาไล

............................................... ...............................................
..........
..........
............................................... ........................................................
..........
.

........................................................

โครงสรา้ งทวั่ ไปของกรดอะมิโน

ตารางกรดอะมโิ น 20 ชนดิ ตวั ยอ่ ชือ่ กรดอะมิโน ตวั ยอ่
ช่อื กรดอะมิโน Ile ลวิ ซีน (Leucine) Leu
Lys เมไทโอนนี (Methionine) Met
ไอโซลิวซีน (Isoleucine) Phe ทรีโอนีน (Threonine) Thr
ไลซนี (Lysine) Trp วาลีน (Valine) Val
ฟีนลิ อะลานนี (Phenylalanine) Arg ฮิสทดิ ีน (Histidine) His
ทรปิ โตเฟน (Tryptophan) Ala แอสพาราจีน (Asparagine) Asn
อารจ์ นิ นี (Arginine) Asp ซสิ เทอนี (Cysteine) Cys
อะลานนี (Alanine) Glu กลตู ามนี (Glutamine) Gln
กรดแอสพาร์ติก (Aspartic acid) Gly โพรลีน (Proline) Pro
กรดกลูตามิก (Glutamic acid) Ser ไทโรซีน (Tyrosine) Tyr
ไกลซีน (Glycine)
เซอรีน (Serine)

โครงสรา๎ งของโปรตนี

1. โครงสรา้ งปฐมภมู ิ (primary structure)

- มกี รดอะมโิ นเรียงตํอกนั เปน็ สายพอลเิ พปไทด์ 1 สาย ซึ่งโปรตีน

แตลํ ะชนิดจะมจี านวน ชนดิ และลาดบั ของกรดอะมโิ นที่จาเพาะ

ทาใหโ๎ ปรตนี แตํละชนิดมีคุณสมบตั ติ ํางกนั

- กรดอะมิโนตัวแรกจะมีปลาย N อสิ ระ จากหมํู...........................

(ต๎นสาย)

- กรดอะมโิ นตัวสุดท๎ายจะมปี ลาย C อสิ ระ จากหมูํ........................................ (ปลายสาย)

- ยํอยดว๎ ย Protease กระเพาะอาหาร = ..........................................................

เกิด Hydrolysis ตับออ่ น = trypsin, chymotrypsin, carboxypeptidase
ลาไส้เล็ก = aminopeptidase

50 | P a g e


Click to View FlipBook Version