เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ครกู าไล
2. โครงสร้างทตุ ยิ ภูมิ (secondary structure)
- เกิดจากการสรา๎ งพันธะ...............................
ของกรดอะมิโนระหวําง...............................
ทาใหส๎ ายพอลเิ พปไทด์มโี ครงสรา๎ งทมี่ ี
ลกั ษณะบิดเป็นเกลยี ว (α - helix) หรือเป็น
แผํน (β – pleated sheet)
- สามารถเกิด denaturation คือการทาลายพันธะ.............................................................
- แบบเกลียว (α - helix) เชํน keratin พบใน.....................................................................
Collagen เป็นโครงสรา๎ งเน้อื เยื่อท่ีพบมากท่สี ดุ ในราํ งกาย
- แบบแผนํ (β – pleated sheet) เชนํ fibroin ในใยแมงมุม
3. โครงสรา้ งตติยภูมิ (tertiary structure)
- เกิดจากโปรตีนทุติยภมู ิมกี ารม๎วนตัว (protein
folding) เขา๎ หากันโดยอาศยั แรงยึดเหนย่ี ว เชนํ
............................................................................
... เกดิ เป็นโครงสร๎างท่เี หมาะสมตอํ การทาหนา๎ ท่ี
ตํางๆ ของโปรตนี มีลักษณะเปน็ 3 มติ ิ
- สามารถเกดิ denaturation
- เชนํ β ฮีโมโกลบนิ
4. โครงสรา้ งจตรุ ภูมิ (Quaternary structure)
- เกดิ จากการรวมตัวกันของสารพอลิเพปไทดม์ ากกวํา 1 สายซ่งึ อาจเป็น
ชนิดเดียวกนั หรือตํางชนิดกนั มแี รงยึดเหน่ียวระหวาํ งโมเลกุลคลา๎ ย
โปรตีนแบบตติยภมู ิ อาจมลี ักษณะเป็นก๎อน
- สามารถเกดิ denaturation
- เชนํ ฮีโมโกลบนิ ในเมด็ เลือดแดง ซึ่งประกอบด๎วยพอลเิ พปไทด์
...................... สาย
โครงสรา้ งของโปรตีน 4 ระดับ
51 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4 ครกู าไล
การเสียสภาพธรรมชาตขิ องโปรตนี (Denaturation)
1. สาเหตกุ ารเสยี สภาพธรรมชาติ ได๎แกํ
- อุณหภมู ิ
- สภาวะความเป็นกรด – เบส
- ความเขม๎ ข๎นทไี่ มเํ หมาะสม
- สารเคมี เชนํ โลหะหนัก
- รงั สตี ํางๆ เชนํ ................................................................................................................................
2. เสียโครงสรา๎ งในระดับ ต้ังแต.ํ ...........................................................................................................
3. ไมทํ าลายพนั ธะเพปไทด์ ใน primary structure
4. มีผลให๎โปรตีนทางานไมํได๎
5. ในสภาวะท่ีไมรํ ุนแรงสามารถคนื สภาพได๎ (renaturation)
6. หากรนุ แรงมากๆอาจเกิด hydrolysis ได๎
7. ตวั อยําง เชนํ
- ......................................................................................................................................................
- ............................................................................................................................ ..........................
- ............................................................................................................................ ..........................
ตารางแสดงประเภทของโปรตีนท่ีมีหนา๎ ทีต่ าํ งกัน
ประเภทของโปรตนี หน๎าท่ี
โปรตีนลาเลยี ง (transport protein) ลาเลยี งสาร เชนํ ชอํ งโปรตนี (protein channel) ในเย่ือหุม๎ เซลล์
เอนไซม์ (enzyme) เรงํ ปฏกิ ิรยิ าเคมภี ายในเซลล์ เชนํ DNA polymerase ชํวยในการสรา๎ ง
โมเลกลุ ของ DNA
โปรตนี โครงสรา๎ ง (structural เปน็ โครงสร๎างของเซลล์ มีความแข็งแรง เชนํ ไฟโบรอนิ (fibroin)ในใยแมง
protein) มมุ และเส๎นไหม อีลาสตนิ (elastin) ในเอ็นยดึ กระดกู คอลลาเจน
(Collagen) ในเน้ือเยอ่ื เกี่ยวพัน แอกทนิ (actin) ในกล๎ามเน้อื เคราตนิ
(keratin) ในผม เล็บ เป็นต๎น
โปรตีนสะสม (storage protein) เปน็ อาหารสะสม เชํน เคซีน (casein) ในน้านม ไวเทลลิน (vitelline) ในไขํ
แดง
โปรตนี เก่ยี วกบั ภมู คิ ม๎ุ กัน (defense เกยี่ วกบั ภมู คิ ๎ุมกัน เชนํ แอนติบอดี ไลโซไซมใ์ นนา้ ตา
protein)
โปรตนี ตัวรบั (receptor protein) ตอบสนองตํอสารเคมีทีม่ ากระตน๎ุ เชํน โปรตนี ตวั รับบรเิ วณเยอื่ หม๎ุ เซลล์ของ
เซลล์ประสาททาหนา๎ ทีร่ ับสารสอื่ ประสาทท่หี ลง่ั มาจากเซลลป์ ระสาทอีก
เซลล์หนึ่ง
52 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 ครูกาไล
การทดสอบโปรตนี ทน่ี ยิ มมี 2 วิธี คอื
1. ใช้วิธีทดสอบ Biuret test คอื Cu2+ ละลายในสภาวะเบสปกติมีสี ………………………
จะเปลย่ี นเป็นสี………………………………….. (positive)
2. ใช้วธิ ี Xanthoproteic test หยดกรด………………เขม้ ขน้ และร้อน เติม………………….
ใสโ่ ปรตีน จะเกิดสี………………………………………………………………….........
2.3.3 ไขมนั (lipid)
Lipid หมายถงึ สารชีวโมเลกลุ ที่ไมลํ ะลายน้า (Non - polar) แตํสามารถละลายได๎ดีใน........................
เชนํ ..........................................................................................................................................................
ลิพดิ เป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ๎มเซลล์ เปน็ แหลงํ พลังงานสารอง ปอ้ งกนั การสญู เสียน้า เปน็ ฉนวน
ชวํ ยควบคมุ อณุ หภูมิของรํางกาย ป้องกันการกระทบกระแทกของอวยั วะภายใน และเป็นตัวทาละลาย
ของวิตามิน..................................................................... อีกด๎วย
ไขมนั เปน็ สารชวี โมเลกุลท่ีไมใํ ชํ Polymer (Non - polymer)
ไขมันเป็นสารอาหารท่ีให๎พลงั งาน คือ 1 g ใหพ๎ ลงั งาน....................................................................kcal
ไขมนั ประกอบดว๎ ยธาตหุ ลักคือ......................................แตํ H : O ไมํใชํ 2 : 1 เหมอื นในคาร์โบไฮเดรต
หนวํ ยเล็กทส่ี ดุ (Monomer) คอื ..........................................และ............................................................
หมํฟู งั กช์ นั ทส่ี าคญั คือ ..........................................ในกรดไขมัน และ................................ในกลเี ซอรอล
ลิพดิ ทพี่ บมากที่สุดคือ.............................................................................................................................
ไขมนั มี 3 ประเภท คอื
1. ไขมนั เชิงเด่ียว (Simple lipid)
2. ไขมนั เชงิ ซ๎อน (Complex lipid)
3. อนพุ ันธข์ องไขมนั (Derived lipid)
53 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ครกู าไล
1. ไขมันเชงิ เด่ียว (Simple lipid)
- เกิดจากการรวมตัวกนั ของ.................................และ......................................... มี 2 ประเภท คือ
..........................................และ.................................
กรดไขมัน (fatty acid)
- เป็นกรดอินทรยี ์ทป่ี ระกอบด๎วยสายไฮโดรคารบ์ อนและหมูํ...................................................
อยทํู ีป่ ลายด๎านหนงึ่ จดั เปน็ พวก amphipathic หมายถงึ ...................................................................................
โดยกรดไขมนั แตลํ ะชนดิ จะมีจานวน..........................ที่แตกตาํ งกนั ทาให๎มสี มบตั ติ ํางกนั กรดไขมนั แบํงออกเป็น
2 ชนิด คอื
1. กรดไขมันอ่มิ ตัว (saturated fatty acid) : มีเฉพาะพนั ธะ.................................................
ในสายไฮโดรคาร์บอน ลกั ษณะเปน็ เสน๎ ตรง ไมํฟอกจางสีไอโอดนี ในทม่ี ืด สัดสํวน H : C สูง ความ
หนาแนํนสูง จุดหลอมเหลว.............................มีสถานะเปน็ ของแขง็ ที่อณุ หภูมหิ ๎อง เรียกวํา
.........................................เกดิ การเหม็นหืนได๎ยาก (การเหม็นหนื เกิดจาก.............................................
............................................................................................................................................... ................)
แหลงํ ทพ่ี บกรดไขมนั อิ่มตัว เชนํ ..............................................................................................................
หากบริโภคมากเกนิ ไปเสย่ี งตํอโรคหัวใจและหลอดเลือด
2. กรดไขมนั ไมํอิม่ ตัว (Unsaturated Fatty Acid) : มบี างตาแหนงํ ท่ีพันธะระหวาํ งอะตอม
ของคาร์บอนเป็นพันธะ...........................ลักษณะจะโค๎งงอตรงตาแหนงํ ที่เปน็ พันธะคํู ฟอกจางสี
ไอโอดนี ในท่ีมืด สดั สวํ น H : C ตา่ ความหนาแนํนตา่ จุดหลอมเหลว.............................มสี ถานะเปน็
ของเหลวที่อณุ หภูมิห๎อง เรยี กวาํ .............................................เกิดการเหมน็ หนื ได๎งําย การปอ้ งกนั การ
เหมน็ หนื ทาได๎โดยเติมสารกันเหม็นหืน (Antioxidiant) เชนํ ..................................................................
แหลงํ ท่ีพบกรดไขมนั ไมํอ่ิมตวั เชํน.........................................................................................................
กรดไขมันไมํอิ่มตวั ชํวยลดระดบั ไขมนั และคลอเลสเตอรอล (chloesterol)
54 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 ครูกาไล
นอกจากนี้ยงั สามารถแบงํ กรดไขมนั เปน็ 2 ประเภทตามความสามารถในการสรา๎ งของราํ งกาย ไดแ๎ กํ
กรดไขมันจาเป็น (essential fatty acid) คอื กรดไขมันที่รํางกายไมํสามารถสงั เคราะหเ์ องได๎ ตอ๎ งไดร๎ ับจาก
อาหารเทาํ น้ัน เชนํ ...................................................................................................................................เป็นต๎น
และกรดไขมนั ไมจํ าเปน็ (nonessential fatty acid) คือกรดไขมันทร่ี ํางกายสามารถสังเคราะหเ์ องได๎ เชนํ
..................................................................................................................................................................เปน็ ตน๎
1.1 Glyceride
เกดิ จากกรดไขมัน 1 – 3 โมเลกลุ มาจับกบั แอลกอฮอลท์ ่เี ป็น Glyceral มีสตู รเป็น C3H5(OH)3
ดว๎ ยปฏกิ ริ ยิ า..............................................เชอ่ื มตอํ กนั ด๎วยพันธะโคเวเลนต์ทีช่ ่อื วํา ...........................................
โดยเรยี กชอ่ื glyceride ตามจานวนกรดไขมนั ทท่ี าปฏิกิริยากับกลเี ซอรอล เชํน
Glyceral ............................ ............................ ............................
Glyceride มี 2 ชนิดคือ .....................................................และ............................................................
1.2 ไข (Wax)
เกดิ จากกรดไขมนั 1 โมเลกุล จับกบั Alcohol 1 โมเลกุล ตวั อนื่ ทีไ่ มํใชํ Glyceral และใหญํกวาํ
มากจงึ มักมีสถานะเปน็ ของแข็ง เชํน wax บนใบของตน๎ ปาล์ม ไขวาฬ ขผ้ี ง้ึ cutin บนพืช เป็นต๎น
55 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 4 ครูกาไล
2. ไขมันเชิงซ๎อน (Complex lipid)
คอื สารระหวํางไขมนั กับสารอืน่ เชนํ หมฟูํ อสเฟต คารโ์ บไฮเดรต หรือโปรตีน กลายเป็น
phospholipid, glycolipid, lipoprotein เปน็ ต๎น
ฟอสโฟลิพิด (phospholipid) : เป็นองค์ประกอบหลักของ................................................มีโครงสรา๎ ง
ประกอบดว๎ ยกรดไขมัน 2 โมเลกลุ เช่ือมตํอกบั กลีเซอรอล 1 โมเลกลุ และหมูํฟอสเฟต 1 หมูํ ซง่ึ เช่ือมตํอกับ
หมํู R ทาใหด๎ า๎ นหน่ึงของโมเลกุลมสี มบตั เิ ป็น................................................ซง่ึ เปน็ สวํ นท่ีไมชํ อบน้า และสํวน
อีกดา๎ นหน่งึ มสี มบัติเปน็ ............................................................ซึ่งเปน็ สํวนท่ีชอบน้า เย่อื ห๎ุมเซลลป์ ระกอบด๎วย
ฟอสโฟลิพิด (phospholipid) 2 ชัน้ เรียกวํา..............................................................................ซ่งึ จะหนั สํวน
ของโมเลกุลที่มีสมบตั ิเปน็ ........................................................................................................เขา๎ หากนั ดังรูป
3. อนุพันธข์ องไขมนั (Derived lipid)
คอื สารที่ไมไํ ด๎ประกอบด๎วยกรดไขมนั และแอลกอฮอล์ แตํมีคณุ สมบตั ิทางกายภาพเหมือนไขมัน เชํน
ไมลํ ะลายน้า ได๎แกํ steroid เชนํ ฮอรโมนเพศของมนุษย คือ เทสโทสเทอโรน (Testosterone) กบั โพรเจส
เทอโรน (Progesterone), คอเลสเทอรอล (Cholesterol)
สเตอรอยด์ (Steroid) : มโี ครงสรา๎ งท่วั ไปเป็นวงคาร์บอน 6 อะตอม 3 วง กับวงคาร์บอน 5 อะตอม 1
วง ดังรูป R
โครงสร้างท่ัวไปของ Steroid
56 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 4 ครูกาไล
สเตอรอยด์มหี ลายชนดิ ขึ้นอยูํกบั ........................................และ..............................................................
สเตอรอยด์ท่ีสาคญั คือ คอเลสเตอรอล (Cholesterol) เปน็ องคป์ ระกอบของเย่ือหุม๎ เซลล์ สังเคราะห์ได๎ที่
...............พบมากในสมองสัตว์ ไขแํ ดง cholesterol ใตช๎ ้ันผวิ หนังสามารถเปล่ยี นเป็นวิตามนิ .............................
ไดเ๎ มื่อถูกกระต๎นุ ดว๎ ยรงั สี UV เป็นสวํ นประกอบของเกลือน้าดี เปน็ สารต้ังตน๎ ของ steroid hormone เป็น
ฮอร์โมนเพศ และฮอร์โมนที่สรา๎ งจากตํอมหมวกไตสํวนนอก เชํน.........................................................................
คอเลสเตอรอล ลาเลยี งในเลอื ดในรูปของ.........................................ทีส่ าคัญ 2 ชนดิ คอื HDL ยอํ มา
จาก High Density Lipoprotein (cholesterol ดี) ทาหน๎าที่นาคอเลสเตอรอลสวํ นเกินไปทาลายที่ตับ และ
LDLยํอมาจาก Low Density Lipoprotein (cholesterol เลว) ซ่ึงทาใหผ๎ นงั หลอดเลอื ดแขง็ ตวั หรอื ตบี ซง่ึ
เป็นสาเหตุทาใหห๎ ลอดเลือดอุดตัน อาจกํอใหเ๎ กิดภาวะหวั ใจขาดเลือดหรือหลอดเลือดในสมองตีบได๎
57 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 4 ครกู าไล
2.3.4 กรดนวิ คลีอกิ (nucleic acid)
กรดนวิ คลอี ิก (Nucleic acid) ทาหนา๎ ทเี่ กบ็ ขอ๎ มลู ทางพันธุกรรมเพ่ือถาํ ยทอดไปยังรุํนตํอๆไป ทา
หน๎าท่ีควบคมุ การสังเคราะห์โปรตนี ทีไ่ ปทาหน๎าทตี่ าํ งๆ ในเซลล์ของสง่ิ มีชีวิต
กรดนวิ คลีอิกประกอบด๎วยธาตุหลกั คือ...................................................................................................
Polymer ของกรดนิวคลอี ิกเกดิ จากการรวมกนั ของนิวคลีโอไทด์หลายๆหนํวย เรียกวํา........................
กรดนิวคลีอิก แบํงออกเป็น 2 ชนดิ คือ
1. ...................................................................หรอื RNA
2. ...................................................................หรือ DNA
หนวํ ยเลก็ ทสี่ ุด (Monomer) คือ.............................................................................................................
นวิ คลโี อไทด์ ประกอบด๎วย..............................สวํ น คอื
1. นา้ ตาลเพนโทส (Pentose sugar)
2. ไนโตรจีนัสเบส (Nitrogenous base)
3. หมูฟอสเฟต (Phosphate Group)
1. น้าตาลเพนโทส (Pentose sugar)
- คอื น้าตาลทม่ี ีคารบ์ อน.............อะตอมได๎แกํ นา้ ตาลไรโบส (Ribose sugar) สตู รเคมคี อื C5H10O5
เป็นองคป์ ระกอบใน.............และนา้ ตาลดีออกซไี รโบส (Deoxyribose sugar) สตู รเคมีคอื C5H10O4
เป็นองค์ประกอบใน..................................................นา้ ตาลไรโบส แตกตํางจากน้าตาลดีออกซีไร
โบสตรงคารบ์ อนตาแหนํงท.่ี .................ของน้าตาลไรโบสเปน็ ....................สํวนดีออกซไี รโบสเปน็
..........................................
ภาพนา้ ตาลไรโบส และน้าตาลดีออกซีไรโบส
58 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ครูกาไล
2. ไนโตรจนี ัสเบส (Nitrogenous base)
- เปน็ เบสอินทรยี ์ทเ่ี ปน็ Heterocyclic aromatic ring สรา๎ งขน้ึ จากอะตอมของ……………………………
และ……………………………………….มี 2 ประเภท คอื
1. พิวรนี (Purine) (มวี ง C 2 วง) ไดแก อะดนี นี (Adenine : A) และกวานนี (Guanine : G)
พบได๎ทงั้ ใน DNA และ RNA
ภาพโครงสร้างเบสเพียวรีน (Purine)
2. ไพรมิ ิดนี (Pyrimidine) (มี C 1 วง) ไดแก ไทมนี (Thymine : T) พบเฉพาะใน…………………
ไซไทซีน (Cytosine : C) ยรู าซิล (Uracil : U) พบเฉพาะใน…………………………………………….
ภาพโครงสรา้ งเบสไพรมิ ิดีน (Pyrimidine)
3. หมูฟอสเฟต (Phosphate Group)
- ทาใหกรดนิวคลีอิกมสี มบัติเปนกรด และแสดงประจ.ุ ...................ทาให๎กรดนวิ คลีอกิ สามารถจับกับ
โมเลกุลของสารอ่ืนท่ีมีประจ.ุ .....................เชํน ฮีสโทน (histone) โพรทามนี (protamine)
ภาพโครงสร้างหมฟู อสเฟต (Phosphate Group)
59 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครกู าไล
นวิ คลโี อไทด์ (nucleotide) หมฟู่ อสเฟต เชอื่ มต่อกบั
นา้ ตาลเพนโทสตรงคารบ์ อน
ตาแหน่งท.่ี ...................ดว้ ย
พนั ธะท่ชี อ่ื วา่ ...........................
................................................
ไนโตรจีนสั เบสเชื่อมต่อกับ
คารบ์ อนตาแหนง่ ท่ี............
ของน้าตาลเพนโทส ด้วย
พนั ธะท่ีชอื่ ว่า.......................
............................................
............................................
ภาพโครงสร้างของนิวคลีโอไทด์ (nucleotide)
รู้ไวใ้ ชว่ า่ !!!!
น้าตาลเพนโทส (Pentose sugar) + ไนโตรจีนัสเบส (Nitrogenous base) = นวิ คลีโอไซด์ (Nucleoside)
พอลนิ วิ คลโี อไทด์ (polynucleotide)
- กรดนวิ คลอิ กิ ชนิดหนงึ่ ซึง่ เป็น พอลเิ มอร์ (polymer) สายยาวประกอบดว๎ ย มอนอเมอร์
(monomer) คือนิวคลโี อไทด์ที่เช่ือมตํอกนั ด๎วยพันธะ...........................เป็นสายยาว ซึ่งเรยี กวํา..........................
โดยเม่อื เกดิ ปฏิกิริยาของหมูํไฮดรอกซิล (OH) ของนา้ ตาลเพนโทสท่คี ารบ์ อนตาแหนํงท่.ี ..............................ของ
นิวคลโี อไทด์หน่ึงดว๎ ยพนั ธะ.....................................เชอ่ื มตํอกบั หมํูฟอสเฟตทค่ี ารบ์ อนตาแหนงํ ท.ี่ ......................
ของนา้ ตาลเพนโทสของอกี นวิ คลโี อไทดห์ น่ึงด๎วยพันธะ..................................ทาใหไ๎ ด๎สายพอลินิวคลโี อไทด์ที่มี
ปลายสายท่ีแตกตาํ งกันโดยดา๎ นปลายทม่ี ีหมูํฟอสเฟตอยูเํ รียกวาํ ……………………………สวํ นปลายท่ีมหี มํูไฮดรอก
ซิลเรยี กวาํ ปลาย....................................................................................................................................................................
ภาพการเชื่อมตอ่ พนั ธะฟอสโฟไดเอสเทอร์ (phosphodiester bond)
60 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครกู าไล
รูไ้ วใ้ ชว่ า่ !!!!
monomer ของ สาย DNA เรยี กว่า deoxyribonucleotide
monomer ของ สาย RNA เรียกวา่ ribonucleotide
โครงสรา๎ งของ DNA
นักชวี เคมชี าวอเมริกนั ชือ่ เจมส ดี. วอตสัน (James D. Watson) และนักฟสิกสชาวอังกฤษชื่อ ฟราน
ซิส เอช.ซี. คริก (Francis H.C. Crick) ไดเสนอโครงสรางจาลองของ DNA มีลักษณะสาคัญโดยสรปุ ดงั นี้
1. ประกอบดวยสายพอลินิวคลโี อไทด 2 สาย เรยี งสลับทศิ ทางกัน กลาวคือ ปลายขาง 3′ ( 3’ end) ของ
สายหนง่ึ จะประกบกบั ปลายขาง 5’ ( 5’ end) ของอกี สายหน่ึง เรียกวาํ ..............................................
2. สายพอลนิ วิ คลีโอไทดจะบิดเปนเกลยี วคู Double Helix) โดยมรี ะยะหาํ งระหวาํ งสาย เทํากบั 2 nm
เวยี น........................หรอื หมุนตามเข็มนาฬิกาดูคลายบันไดเวียน โดยน้าตาลดอี อกซีไรโบสและหมู
ฟอสเฟตเปรียบเสมือน..................... (backbone) สวนคูเบสแตละคเู ปรยี บเสมือน.............................
3. เกลียวแตละรอบจะมีจานวนคูเบสเทากัน ดงั น้นั ระยะของเกลียวแตละรอบจึงเทากัน
4. เบส G ของพอลนิ วิ คลีโอไทดส์ ายหนึง่ กบั เบส C ของพอลนิ วิ คลโี อไทดอ์ ีกสายหนงึ่ เกาะกนั ดวยพนั ธะ
.............................แบบพันธะ 3 พนั ธะ สวนเบส A กับเบส T เกาะกนั ดวยพันธะ..................................
แบบพนั ธะ 2 พนั ธะ เรียกเบสที่จบั คกํู นั วาํ ...............................................................................................
5. ระยะหํางของตาแหนํงเบสในแตํละนวิ คลโี อไทด์ เทํากับ 0.34 nm เกลยี ว 1 รอบ ประกอบดว๎ ยคูํเบส
...............................คูํ ระยะหาํ งเทาํ กับ 3.4 nm
6. การท่ีพอลนี ิวคลโี อไทด์ 2 สายมาพนั เปน็ เกลียวทาให๎เกิดรํอง 2 รํอง คอื major groove และ miner
groove
7. DNA ประกอบดวยพอลินวิ คลโี อไทดสายคู ซึ่งมีความยาวหลายหมื่นคูเบส การจัดเรยี งลาดับเบสที่
แตกตางกนั จะทาใหโมเลกุลของ DNA มีลกั ษณะแตกตางกันมากมาย
61 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครกู าไล
โครงสรา๎ งของ RNA
มีโครงสร๎างเปน็ พอลนิ ิวคลีโอไทด์สายเดี่ยว เรยี กวํา................................................................................
เป็นสารพนั ธุกรรมในสิง่ มีชีวิตบางชนดิ เชํน ไวรัสบางชนิด ไวรอยด์ทุกชนดิ เปน็ หนวํ ยปฏบิ ัตกิ ารในการ
สังเคราะห์โปรตีน พบไดท๎ ั้งในนวิ เคลียส (nucleus) ไซพลาสซมึ (cytoplasm) ไรโบโซม (ribosome) รวมถึง
ออรแ์ กเนลลบ์ างชนดิ เชํน....................................................และ.........................................................................
RNA มอี ยูํ 3 ชนิด คือ...........................................................................................................................................
ภาพเปรียบเทียบโครงสรา้ งของ DNA และ RNA
ตารางเปรียบเทยี บระหวําง DNA และ RNA
ขอ้ เปรยี บเทียบ DNA RNA
1. นา้ ตาลเพนโทส ดอี อกซีไรโบส (Deoxyribose sugar) ไรโบส (Ribose sugar)
2. ชนิดของเบส A =T, C= G A=U, C= G
3. หมูฟํ อสเฟต มเี หมือนกัน มีเหมือนกนั
4. โครงสรา๎ ง Double strand 2 สายพันเกลยี ว Single strand
5. แหลํงท่ีพบในเซลล์ ในนวิ เคลยี สเทาํ นัน้ ในนิวเคลียสและไซโทพลาสซึม ใน
ออร์แกเนลล์ เชนํ Mitochondria,
Chloroplast Ribosome
6. หนา๎ ท่ี เป็นสารพันธุกรรมของสง่ิ มีชวี ติ สวํ นใหญํ ถาํ ยทอดข๎อมลู ทางพนั ธุกรรมจาก
DNA ไปเป็นโปรตนี
7. หนํวยยอํ ย ดีออกซีไรโบนิวคลีโอไทด์ ไรโบนิวคลีโอไทด์
(monomer) (Deoxyribonucletide) (Ribonucletide)
62 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 4 ครกู าไล
2.4 ปฏิกิริยาเคมใี นสงิ่ มชี ีวติ
พลังงานตา่ งๆทสี่ ่ิงมชี วี ิตใช้ในการดาเนินชีวติ นัน้ มาจาก...............................ท่ีสะสมอยใู่ นสารอาหาร จากน้ัน
ผา่ นปฏิกิรยิ าเคมีให้อย่ใู นรูปท่ีนามาพลังงานมาใช้ได้ พลงั งานในสิ่งมีชีวติ ไมม่ ีการสร้างขึน้ ใหม่หรือสูญหายไป แต่
เปน็ การเปล่ียนรูปจากพลังงานรูปหนงึ่ ไปเป็นพลังงานอีกรูปหนึ่ง โดยผลรวมของพลังงานยังเท่าเดิมไม่มกี าร
เปล่ียนแปลงซ่ึงเป็นไปตามกฎ...................................................................................................................................ในทางฟิสกิ ส์
2.4.1 พลังงานกับการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี
การเกิดปฏิกิรยิ าเคมเี กีย่ วข๎องกับการเปลย่ี นแปลงทางเคมีของสารตั้งต๎น (substrate) ที่เขา๎ ทา
ปฏกิ ริ ิยากนั เกดิ การจัดเรยี งตัวใหมํของอะตอมของสารตัง้ ต๎น มกี ารเปล่ยี นแปลงพลงั งานจนได๎สารใหมทํ ี่มี
สมบตั แิ ตกตํางไปจากเดิม เรยี กวาํ .........................................................เชนํ ปฏิกิรยิ าเคมกี ารแยกน้าดว๎ ยไฟฟ้า
พลังงาน .......... + ..........
สารตง้ั ตน้ (substrate) สารผลติ ภัณฑ์ (product)
เมอ่ื ให้พลงั งานไฟฟา้ แก่นา้ จะสามารถแยกโมเลกุลของน้าได้เป็นโมเลกุลของแก๊สไฮโดรเจนและแกส๊ ออกซเิ จน
หรือปฏิกริ ยิ าการรวมตวั ของแก๏สไฮโดรเจนและแก๏สออกซเิ จนได๎เป็นโมเลกุลของนา้ เกดิ ข้ึน ดงั สมการ
........................ ....................... ............................ ........................
สารตงั้ ต้น (substrate) สารผลติ ภัณฑ์ (product)
ปฏิกริ ยิ าการแยกนา้ ด๎วยไฟฟ้าจะต๎องใช๎พลังงานไฟฟา้ สํวนปฏกิ ริ ิยาการรวมตัวของแก๏สไฮโดรเจน
และแก๏สออกซิเจนได๎เป็นโมเลกลุ ของนา้ เกดิ ขึ้นจะได๎พลงั งานออกมา พลงั งานทเี่ ก่ยี วข๎องในปฏกิ ิรยิ าเคมีนี้เกิด
จากการเปลยี่ นแปลงพนั ธะของสาร เนื่องจากการจดั เรยี งตัวของ.....................................ในพนั ธะเคมี
เปลี่ยนแปลงไป ทางชีววิทยาเรียกพลงั งานนวี้ ํา....................................................................................................
63 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 4 ครูกาไล
ประเภทของปฏิกิรยิ าเคมี
ในการเกิดปฏิกิรยิ าเคมีจะต๎องมกี ารสลายพันธะเคมีของสารต้งั ต๎น แล๎วสรา๎ งพนั ธะเคมใี หมเํ กดิ เปน็
สารผลติ ภณั ฑ์ ซ่งึ การเปลย่ี นแปลงในแตํละขัน้ จะมกี ารใชพ๎ ลงั งานในลักษณะทแ่ี ตกตํางกัน โดยผลลพั ธข์ องการ
ใช๎พลังงานจากทงั้ สองข้ันตอนจะเปน็ ตวั ตัดสินวาํ ปฏกิ ิรยิ าเคมีนั้นจะมกี ารเปล่ียนแปลงพลงั งานในปฏิกิรยิ าเคมี
ไปในทิศทางใด ดงั น้นั ปฏกิ ริ ิยาเคมี มี 2 ประเภท คือ
1. ปฏิกิริยาดดู ความร๎อน (Endothermic reaction)
- คือปฏิกริ ยิ าทมี่ ีการใช๎พลงั งานในการสลายแรงยึด
เหนี่ยวระหวํางอะตอม......................................................
พลงั งานที่ถกู ปลํอยออกมาเพ่ือสร๎างแรงยึดเหนีย่ ว
ระหวํางอะตอมของสารผลิตภัณฑ์
- เมอ่ื ส้ินสดุ ปฏกิ ริ ิยาเคมีแล๎ว สารจะมกี ารดูดพลังงานเขา๎
ไปมากกวําพลังงานที่คายออกมา
- สารจะมกี ารดูดพลังงานในรูปความรอ๎ นจากสง่ิ แวดล๎อม
เขา๎ ไป ทาใหพ๎ ลงั งานภายในสาร......................................
กวาํ ตอนเร่มิ ตน๎
- ผลติ ภณั ฑ์มีพลงั งาน................................กวาํ สารตั้งต๎น
- H มคี าํ เปน็ ...............................................................................................................................
- ส่ิงแวดลอ๎ มก็จะสูญเสยี พลงั งานในรูปของความร๎อนไป จึงทาให๎สง่ิ แวดลอ๎ มมีอุณหภูมิ...............
- ตวั อยาํ ง เชํน............................................................................................................................. .....
2. ปฏิกิริยาคายความร๎อน (Exothermic reaction)
- คือปฏิกริ ิยาท่ีมกี ารใช๎พลังงานในการสลายแรง
ยึดเหนี่ยวระหวาํ งอะตอม.....................................
พลังงานทปี่ ลํอยออกมาเพ่ือสร๎างแรงยดึ เหน่ียว
ระหวาํ งอะตอมสารผลิตภณั ฑ์
- เมอ่ื ส้ินสดุ การเกิดปฏกิ ิริยาเคมแี ลว๎ สารจะคาย
พลงั งานออกมามากกวาํ พลังงานทีด่ ูดเขา๎ ไป
- สารจะมกี ารคายพลงั งานในรปู ความร๎อนออกสํู
สิง่ แวดล๎อม ทาใหพ๎ ลงั งานภายในสาร...................
กวําในชํวงเร่ิมตน๎
- ผลติ ภัณฑจ์ ึงมีพลงั งาน.............................................................................................กวาํ สารต้ังตน๎
- H มีคําเป็น...............................................................................................................................
- ส่งิ แวดลอ๎ มกจ็ ะไดร๎ บั พลงั งานในรูปความรอ๎ น ทาให๎สิ่งแวดลอ๎ มมอี ณุ หภูม.ิ .........................................
- ตัวอยาํ ง เชนํ ...........................................................................................................................................
64 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครกู าไล
เกล็ดนา่ รู้
ในการเกิดปฏิกริ ิยา สารตั้งต้นจะตอ้ งได้รบั พลงั งานเพียงพอทีจ่ ะสลายพันธะเคมีเดิม และทาให้เกิดการ
เรยี งตัวใหมข่ องอะตอมที่เหมาะสม พลงั งานเรม่ิ ต้นที่ทาใหเ้ กิดปฏกิ ริ ิยาขึ้นได้น้ี เรียกว่า.......................................
หรือ...............................................................................................................................................................
ปฏิกรยิ าเคมีในส่ิงมีชวี ติ มที ง้ั ปฏิกริ ิยาเคมีแบบดดู พลังงานและปฏิกริ ิยาแบบคายพลังงาน และตอ๎ งการ
พลังงานกระตน๎ุ ในการเกิดปฏกิ ิริยา ตัวอยาํ งปฏกิ ริ ยิ าแบบดูดพลงั งาน เชนํ การสร๎าง glucose - 6 –
phosphate ตัวอยาํ งปฏิกริ ยิ าคายพลังงาน เชนํ การสลาย ATP ซึ่งทงั้ สองปฏิกริ ิยาจะเกิดควบคูํกัน คือ
กลโู คสจะได๎รับพลังงานจากการสลาย ATP เพอ่ื ใช๎สรา๎ ง glucose - 6 – phosphate ดงั ภาพ
Pi
glucose - 6 – phosphate ATP
ปฏกิ ริ ยิ าดูดพลังงาน ปฏกิ ิรยิ าคายพลังงาน
glucose ADP
glucose + ATP glucose – 6 – phasphote + ADP
ATP เป็นสารอนพุ ันธ์ของ nucleotide ใน 1 โมเลกุล
ประกอบด๎วย เบสอะดนี นี (adenine) น้าตาลไรโบส (ribose sugar)
เรียกรวมกันวาํ .........................................และมีหมํฟู อสเฟต 3 หมูํ จะ
เรียกวํา................................................มีพลงั งานสงู สะสมอยํู................
พันธะ ซ่งึ เมื่อ hydrolysis แตลํ ะพนั ธะจะไดห๎ มูํ Pi หลุดออกมา พร๎อม
ปลํอยพลังงานออกมา 7.3 kcal/mol กลายเป็น...................................
และ.......................................................ตามลาดบั สวํ นพนั ธะระหวําง
นา้ ตาลและหมูํฟอสเฟตหมูํสุดท๎ายจะไดพ๎ ลงั งานเพียง…………………….
kcal/mol เทําน้ัน
65 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครกู าไล
2.4.2 เอนไซม์ (enzyme)
- เอนไซม์ทุกชนิดเป็นโปรตนี (99.99%)
- ทาหนา๎ ท่เี ปน็ ตวั เรงํ ปฏกิ ิรยิ า (catalyst) ในกระบวนการ metabolism โดยการลด...........................
ทาใหป๎ ฏิกริ ิยาเคมีเกิดขึ้นได๎เร็ว
- เอนไซม์แตํละชนิดมีความจาเพาะตํอ...............................................เอนไซมแ์ ตํละชนดิ จะมบี ริเวณเรงํ
เรยี กวาํ .......................................ท่มี ีรูปรํางตํางกนั เป็นที่จับของ...........................................................
ทแ่ี ตกตาํ งกนั ออกไป
- การทางานของเอนซเ์ ป็นไปตามทฤษฎีแมํกุญแจและลกู กุญแจ เรียกวาํ ...............................................
คือเอนไซม์มชี อํ งบรเิ วณเรํงทีเ่ ข๎ากันได๎กบั สารต้ังตน๎ พอดี และทฤษฏ.ี ..................................................
คือเม่ือสารตง้ั ต๎นเข๎าจบั กับเอนไซมบ์ รเิ วณเรงํ แล๎วจะทาให๎รูปรํางบริเวณเรํงเปล่ยี นรูปรํางใหเ๎ ข๎ากับ
สารต้งั ต๎นไดพ๎ อดีมากข้นึ เม่ือสารตง้ั ต๎นเข๎าจบั กบั เอนไซม์แลว๎ จะเกดิ เปน็ ............................................
- เอนไซม์บางชนิดจาเป็นต๎องมีสารบางอยํางมาชวํ ยในการทางาน เรยี กวาํ ...........................................
เชํน................................................หรอื หากเปน็ สารอินทรียจ์ ะเรยี กวํา................................................
เชํน............................................................................เปน็ ตน๎ หากขาดสารเหลําน้ีเอนไซม์จะไมํ
66 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครูกาไล
สามารถทางานได๎ตามปกติ
- หลังทางานเสรจ็ สารตงั้ ตน๎ จะเปล่ยี นไปเป็น......................................................โดยทเ่ี อนไซม์จะไมํ
เปล่ียนแปลงคุณสมบตั ิ คุณภาพ หรอื ปรมิ าณเลย เปน็ สาเหตุทเ่ี อนไซม์สามารถเรํงใหเ๎ กิดปฏกิ ริ ยิ า
ปริมาณมากได๎
- การยบั ยง้ั การทางานของเอนไซมจ์ ะมีสารเคมีบางชนิด เรียกวํา...........................................................
เกิดจากตัวยับยัง้ นแ้ี ยํงจบั กับ...................................ทาให๎เอนไซมไ์ มํสามารถจบั กบั สารตง้ั ตน๎ จึงไมํ
สามารถเรงํ ปฏิกริ ิยาได๎ เรียกตัวยบั ย้งั แบบนวี้ าํ ....................................................................................
นอกจากนีต้ วั ยบั ยง้ั อาจจะจับกับเอนไซมบ์ รเิ วณอ่ืนทาใหเ๎ อนไซม์มรี ูปรํางเปลย่ี นไปจงึ ไมํสามารถจับ
กับสารต้ังตน๎ ได๎ เรยี กตวั ยบั ยง้ั แบบน้วี าํ ...............................................................................................
67 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครูกาไล
- ในปฏิกิรยิ าทม่ี ปี รมิ าณเอนไซม์คงที่แล๎วเพ่ิมความเข๎มข๎นของสารตง้ั ตน๎ จะเพ่ิมอัตราการเกิดปฏิกริ ิยา
จนถึงระดบั หนง่ึ ปฏกิ ิรยิ าเคมีจะคงท่ี เนือ่ งจาก....................................................................................
ัอตราการเ ิกดป ิฏ ิกริยาเคมี
ัอตราการเ ิกดปฏิ ิกริยาเคมี ความเข้มข้นของสารตงั้ ต้น
- ในทางกลบั กันในปฏิกริ ิยามีความเข๎มขน๎ ของสารตงั้ ต๎นคงท่ี แล๎วเพ่มิ ความเข๎มขน๎ ของเอนไซม์ อัตรา
การเกดิ ปฏกิ ิรยิ ากจ็ ะเพิ่มข้ึนดว๎ ย จะกระทั่งปฏิกริ ิยาคงท่ี
ความเข้มขน้ ของเอนไซม์
- ปัจจัยทีส่ งํ ผลตํอการทางานของเอนไซม์ ได๎แกํ
1. อุณหภูมิ : เอนไซม์ตาํ งชนิดกนั จะทางานไดด๎ ีในอุณหภูมิทแ่ี ตกตาํ งกนั หากอุณหภูมิไมํเหมาะสม
ตอํ การทางานจะทาใหเ๎ อนไซมเ์ กิด...................................................................................................
จนทางานไมไํ ด๎ชํวงอุณหภูมิท่เี หมาะสมตํอการทางานของเอนไซม์ในราํ งกายมนุษยค์ ือ...................
แตํแบคทีเรียบางชนิดในน้าพุรอ๎ น สามารถทนอุณหภูมสิ ูงถึง 65 – 80 องศาเซลเซียส
68 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ครูกาไล
2. คํา pH : เอนไซม์ตาํ งชนิดกันมชี วํ ง pH ทางานท่แี ตกตํางกนั เชนํ pepsin ในกระเพาะอาหาร
ทางานได๎ดีในสภาพกรด pH ประมาณ....................................................สวํ น trypsin ในลาไสเ๎ ล็ก
ทางานได๎ดใี นสภาวะทีเ่ ปน็ เบส pH ประมาณ..............................หรอื .....................ในยางมะละกอ
คํา pH ไมมํ ีผลตํอการทางานของเอนไซม์
2.4.3 เมแทบอลิซึม (metabolism)
- คือปฏิกริ ยิ าเคมีท้ังหมดทีเ่ กิดขึ้นส่ิงมชี ีวติ
- กระบวนการเมแทบอลิซมึ (metabolism) มี 2 แบบ คือ
1. แคแทบอลิซึม (Catabolism) คอื การสลายสารโมเลกุลใหญํใหเ๎ ป็นโมเลกลุ เล็ก เชํน.....................
............................................................................................................................. ...............................
เป็นปฏิกิริยาแบบคายพลังงาน ( exothermic reaction) จะมีการปลดปลอํ ยพลังงานออกมา
2. แอนาบอลิซึม (Anabolism) คือ การสังเคราะห์สารจากโมเลกลุ เล็กให๎เป็นสารโมเลกุลใหญํ เชํน
........................................................................................... .................................................................
เป็นปฏิกิรยิ าแบบดดู พลังงาน (endothermic reaction) ตอ๎ งใช๎พลังงานในปฏิกริ ยิ า
69 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 ครูกาไล
- ปฏกิ ิริยาเคมตี ํางๆในสงิ่ มีชีวติ จะเกดิ กนั อยํางตํอเนอ่ื งอยํางลาดบั เรียกวํา...........................................
โดยสารผลิตภณั ฑ์ของปฏกิ ริ ิยาหนึง่ จะเป็นสารต้งั ตน๎ ของอีกปฏกิ ิริยาหน่งึ ตํอเนอ่ื งกนั ไปจนได๎สาร
ผลิตภณั ฑ์สดุ ท๎าย ซึ่งแตํละปฏิกิรยิ าจะมเี อนไซมท์ ่ีจาเพาะเจาะจงในการเรงํ ปฏิกิริยา
- โดยทั่วไปเอนไซมช์ นิดหน่ึงๆ จะเรํงปฏกิ ิริยาเคมไี ด๎เฉพาะอยาํ งเทาํ นั้น ดังนัน้ ในสง่ิ มชี ีวิตจึงมเี อนไซม์
หลายชนิดเพ่อื เรํงปฏกิ ริ ยิ าเคมีตาํ งๆ ภายในเซลล์ เชํน กระบวนการไกลโคไลซสิ ในปฏิกิรยิ าสลาย
สารอาหารระดบั เซลล์ เป็นตน๎
- ในวิถเี มแทบอลิซมึ หนึ่งๆ เมื่อสารผลติ ภัณฑส์ ุดท๎ายมปี ริมาณมากเกนิ ความจาเปน็ กลไกท่ีชํวย
ควบคุมสมดุลของเมแทบอลิซึม คอื ......................................................................................................
- ในการศกึ ษาลาดับของปฏิกิริยาเคมีในวถิ เี มแทบอลิซึมทาไดโ๎ ดย..................................................
ทาให๎เราสามารถวัดปริมาณสารในวิถีเมแทบอลิซมึ ทีส่ ะสมเพ่ิมข้ึนหรือลดลงได๎ และสามารถ
บอกลาดับการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีในวถิ เี มแทบอลซิ มึ ได๎
ตวั อยา่ ง
ปฏิกิริยาเคมีในวิถเี มแทบอลิซึมหนึง่ มี 2 ขัน้ ตอน ประกอบดว้ ยสาร P สาร Q และสาร R โดยมเี อนไซม์ E1 และ E2
เกี่ยวข้องกบั การเกดิ ปฏกิ ริ ิยา เม่อื เติมตัวยับยัง้ ทขี่ ดั ขวางการทางานของเอนไซม์ E2 ทาให้ปริมาณของสาร Q สะสมมากขึ้น แตป่ รมิ าณ
สาร P คอ่ ยๆ ลดลง และไม่เกดิ สาร R ดงั นน้ั จงึ สรุปลาดบั ของปฏกิ ริ ยิ าได้ดงั น้ี
E1 E2
P QR
70 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 ครูกาไล
แบบฝึกหดั ท้ายบทท่ี 2
1. จงใสเํ ครอ่ื งหมายถูก (√) หน๎าขอ๎ ความท่ีถูกตอ๎ ง ใสเํ คร่ืองหมายผิด (×) หนา๎ ข๎อความทไ่ี มํถูกต๎อง และ
ขดี เสน๎ ใตเ๎ ฉพาะคา หรือสํวนของขอ๎ ความท่ีไมถํ ูกต๎อง และแก๎ไขโดยตดั ออก หรือเตมิ คาหรอื ขอ๎ ความ
ทถี่ กู ต๎องลงในชํองวาํ ง
....................1.1) โปรตนี คารโ์ บไฮเดรต ลิพิด และกรดนวิ คลอี ิก เปน็ โมเลกลุ ขนาดใหญํ เกิดจาก
หนวํ ยยํอย (monomer) มาเรยี งตอํ กัน
............................................................................................................................. .......
....................1.2) เซลลโู ลสจดั เปน็ ไดแซก็ คาไรด์ ทาหน๎าทเ่ี ปน็ โครงสร๎างหลกั ของผนงั เซลล์พืช
....................................................................................................................................
....................1.3) ฮโี มโกลบินและฮอรโ์ มนบางชนดิ จัดเป็นโปรตนี
....................................................................................................................................
....................1.4) ไตรเพปไทด์ประกอบดว๎ ยกรดอะมิโนมาเชอื่ มตํอกนั ดว๎ ยพนั ธะเพปไทด์ 3 พนั ธะ
........................................................................................................ ............................
....................1.5) ลพิ ดิ ให๎พลงั งานได๎มากกวําคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเมื่อเทียบนา้ หนกั ที่เทาํ กัน
............................................................................................................................. .......
...................1.6) ไตรกลีเซอไรดเ์ ปน็ ลิพดิ ที่พบมากในพืชและสัตว์ ซงึ่ เกิดจากการรวมตัวกันของกลี
เซอรอล 3 โมเลกลุ และกรดไขมนั 1 โมเลกุล
........................................................................................................... .........................
...................1.7) อะไมโลสเปน็ พอลแิ ซ็คคาไรด์ท่เี ก็บสะสมในเซลล์พืช ประกอบด๎วยกลโู คสเรยี งตํอกัน
เปน็ สายยาวด๎วยพันธะไกลโคซิดิกแบบ β และไมํมีการแตกแขนง
....................................................................................................................................
...................1.8) อะไมโลเพกทนิ เปน็ พอลิแซ็คคาไรด์ที่เกบ็ สะสมในเซลลส์ ัตว์ ประกอบด๎วยกลูโคสที่
ตํอกันเป็นสายยาวมีแขนงกิ่งก๎านออกไปเปน็ สายสนั้ ๆ จานวนมาก
....................................................................................................................................
...................1.9) กรดอะมิโนท่ีราํ งกายต๎องการและสังเคราะหเ์ องไมไํ ด๎ ต๎องได๎รบั จากอาหาร เรียกวาํ
กรดอะมิโนที่ไมํจาเป็น
....................................................................................................................................
.........................1.10) ขา๎ วเหนียวมสี ัดสวํ นอะไมโลเพกทนิ ตํออะไมโลสสงู กวาํ ข๎าวเจ๎า
....................................................................................................................................
...................1.11) ไหมละลายท่ีใช๎เย็บแผลไดจ๎ ากไคตนิ ซ่ึงเป็นสารประเภทโปรตีนในเปลอื กกุง๎
............................................................................................. .......................................
71 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4 ครูกาไล
...................1.12) คอลลาเจนเป็นสารประเภทโปรตนี ไมํสามารถซมึ ผาํ นผวิ หนังได๎ และเมอื่
รับประทานเขา๎ ไปจะถูกยํอยโดยเอนไซม์ได๎เป็นกรดอะมิโน
..................................................................................................................................
...................1.13) นวิ คลโี อไทดท์ ่ีมเี บสไทมีนเปน็ องคป์ ระกอบของ DNA และ RNA
............................................................................................................... .....................
...................1.14) นา้ ตาลไรโบสและนา้ ตาลดีออกซไี รโบสตาํ งกนั ตรงคาร์บอนตาแหนํงท่ี 3 โดย
น้าตาลไรโบสจะเปน็ หมํไู ฮดรอกซลิ สวํ นน้าตาลดีออกซไี รโบสจะเปน็ ไฮโดรเจน
....................................................................................................................................
...................1.15) โมเลกุลของ DNA ประกอบดว๎ ย polynucleotide 2 สายพนั เกลยี วเวียนขวาตาม
เขม็ นาฬิกา สวนทางกันและสร๎างพันธะไฮโดรเจนระหวํางเบสคสํู มของ
polynucleotide ทั้ง 2 สาย
.................................................................................................... ...............................
2. พิจารณาสูตรโครงสรา๎ งของกรดไขมนั 2 ชนิดตํอไปน้ี
กรดไขมัน A
กรดไขมัน B
จงใสํเครอ่ื งหมายถูก (√) หน๎าขอ๎ ความทีถ่ ูกต๎อง ใสํเครื่องหมายผดิ (×) หนา๎ ขอ๎ ความทไี่ มํถูกต๎อง และ
ขีดเสน๎ ใต๎เฉพาะคา หรอื สํวนของข๎อความที่ไมถํ ูกต๎อง และแกไ๎ ขโดยตดั ออก หรือเติมคาหรอื ขอ๎ ความ
ทถ่ี กู ต๎องลงในชํองวําง
...................2.1) กรดไขมัน A มีจานวนอะตอมของไฮโดรเจนนอ๎ ยกวํากรดไขมัน B
............................................................................................................................. .......
...................2.2) ในไขมันสตั ว์มักพบกรดไขมนั A สงู กวาํ กรดไขมัน B
....................................................................................................................................
...................2.3) โดยทวั่ ไปน้ามนั พืชมกั จะมีกรดไขมนั B อยูํปรมิ าณสูงเมื่อเทยี บกับที่พบในไขมันสตั ว์
จงึ ทาให๎นา้ มันพืชมสี ถานะเป็นของเหลวที่อุณหภูมหิ ๎อง
............................................................................................................................. .......
...................2.4) สูตรโมเลกลุ ของกรดไขมนั A คอื C18H35COOH และสูตรโมเลกลุ ของกรดไขมัน B
คอื C18H31COOH
................................................................................................................................ ....
72 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครูกาไล
3. จากภาพแสดงโครงสร๎างสํวนหนงึ่ ของพอลแิ ซก็ คาไรด์ จงตอบคาถามตํอไปนี้
3.1 พอลิแซ็กคาไรด์ชนดิ ใดบ๎างท่เี ป็นองคป์ ระกอบของแปง้
ตอบ........................................................................................................................ .........................
3.2 พอลแิ ซ็กคาไรด์ชนิดใดบ๎างที่พบในพืช
ตอบ................................................................................................................................................
3.3 พอลแิ ซ็กคาไรด์ชนดิ ใดบ๎างท่ีมีพันธะไกลโคซดิ ิกแบบ β (β – glycosidic bond)
ตอบ.......................................................................................................... ......................................
3.4 พอลแิ ซ็กคาไรดช์ นิดใดบ๎างท่ีพบในเซลล์กลา๎ มเนื้อ
ตอบ........................................................................................................................ ........................
4. จากโครงสร๎างของสารที่กาหนดให๎มกี รดอะมโิ นท้ังหมดกโี่ มเลกุลมาเชอื่ มตอํ กนั กชี่ นิด และช่อื
อะไรบ๎าง
ตอบ มกี รดอะมิโน.................................................................โมเลกลุ
มีกรดอะมิโน.....................................................................ชนิด
ไดแ๎ กํ.......................................................................................
...............................................................................................
5. จากโครงสร๎างของสาร จงตอบคาถามตํอไปนี้
73 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ครกู าไล
5.1 สารนจ้ี ัดเป็นสารประกอบคาร์บอนชนดิ ใด
ตอบ.................................................................................................................................................
5.2 องคป์ ระกอบ ก. ข. ค. และ ง. คือโมเลกุลของสารใด
ตอบ.......................................................................................................................... .......................
............................................................................................................................. ............................
...................................................................................................... ...................................................
............................................................................................................................. ............................
6. ไดแซ็กคาไรด์ 5 ชนิด คือ A B C D และ E ถูกยํอยใหเ๎ ปน็ มอนอแซ็กคาไรด์ เมื่อนาผลิตภัณฑท์ ่ีไดม๎ า
แยกด๎วยเทคนิค paper chromatography ไดผ๎ ลการทดลอง ดังภาพ
ถา๎ กานดให๎จุด A คือ ผลการยอํ ยซโู ครส จดุ ใดคือผล
จากการยํอยมอลโทส และแล็กโทส ตามลาดับ
ตอบ..............................................................................................................
.....................................................................................................................
......................................................................................................................
7. อะไมเลสเรงํ ปฏกิ ริ ิยาการยอํ ยแปง้ ไดน๎ า้ ตาล จากการศกึ ษาการทางานของอะไมเลสทีอ่ ุณหภูมิตาํ งๆ
พบวําเป็นดังน้ี
7.1 ตัวแปรตน๎ ของการทดลองนค้ี ืออะไร
ตอบ........................................................................................................................ .........................
7.2 ในการทดลองนมี้ ีการวัดผลการทดลองอยาํ งไร
ตอบ........................................................................................................................ .........................
7.3 จากผลการทดลองน้ี จะสรุปผลการทดลองไดว๎ าํ อยาํ งไร
ตอบ.................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................
.........................................................................................................................................................
74 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ครูกาไล
7.4 จากข๎อมลู นเ้ี อนไซม์อะไมเลสจะทางานไดด๎ ที ีส่ ุดท่ีอุณหภมู เิ ทาํ ใด
ตอบ........................................................................................................................ .........................
7.5 จากข๎อมูลในตารางใหว๎ าดกราฟและอธบิ ายผลของอุณหภูมิท่ีมีตํออัตราการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี
อธบิ ายเหตผุ ลประกอบ
............................................................................................................................. ..................................
...................................................................................................................................................... ..........
....................................................................................................................... .........................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
8. ถา๎ กาหนดให๎ succinic acid เป็นสารตัง้ ตน๎ ของปฏกิ ริ ยิ าหน่ึง ซ่งึ มีเอนไซม์ succinate
dehydrogenase เป็นตัวเรํงปฏิกริ ยิ า โดย succinic acid มีสูตรโครงสรา๎ งดงั นี้
สารใดตํอไปน้ีมีความเป็นไปไดม๎ ากทส่ี ดุ ที่จะเปน็ ตวั ยับยงั้ แบบแขงํ ขันทจ่ี ะไปแยงํ จับทีบ่ ริเวณ
เรํงของเอนไซม์ succinate dehydrogenase ทาใหส๎ ารตั้งต๎นไมํสามารถจบั กับเอนไซม์ได๎ จงอธบิ าย
พร๎อมใหเ๎ หตุผลประกอบด๎วย
75 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครูกาไล
ตอบ.....................................................................................................
....................................................................................... .....................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
............................................................................................................
9. ไซยาไนด์เปน็ สารพิษท่สี ามารถจับเอนไซม์ cytochrome C oxidase ท่ีทาหน๎าทใี่ นการถํายทอด
อเิ ลก็ ตรอนไปยังออกซเิ จนในกระบวนการหายใจระดับเซล์เพอื่ สรา๎ งพลังงานจากแผนภาพจงอธิบาย
วําไซยาไนดส์ ํงผลตํอการทางานของเอนไซม์และราํ งกายอยํางไร
ตอบ............................................................................................................................. ................................
.....................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................................
............................................................................................................................. ........................................
.....................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................................
............................................................................................................................. .......................................
10. จากภาพแสดงการจับกนั ของเอนไซมช์ นดิ หนึ่งกับสารต้ังตน๎ ในสภาวะปกติ (ก.) ในสภาวะที่มตี วั ยบั ย้ัง
เอนไซมช์ นิด A (ข.) และในสภาวะทมี่ ตี วั ยบั ยง้ั เอนไซม์ชนิด B (ค.)
76 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครกู าไล
พิจารณากราฟแสดงความสัมพนั ธร์ ะหวาํ งความเขม๎ ขน๎ ของสารต้ังตน๎ กบั อัตราการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี
ตอํ ไปน้ี
จากข๎อมูลข๎างต๎นใหร๎ ะบวุ าํ แผนภาพ ก. ข. และ ค. สอดคล๎องกบั เส๎นกราฟใดบ๎าง อธิบายและให๎
เหตผุ ลประกอบ
ตอบ.............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................................
................................................................................................................................. ....................................
.....................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................................
................................................................................................................................................. ....................
11. จ...า.ก...แ..ผ...น..ภ...า..พ....ไ.อ...อ..อ...น..ใ..น..ร..ูป....ก......แ..ล...ะ...ข......ค..ว...ร..ม..ปี...ร..ะ..จ..ุอ..ะ...ไ.ร..............................................................................
ตอบ.......................................................................
.................................................................................
.................................................................................
.................................................................................
12. สมบัตขิ องน้าเกย่ี วข๎องกับการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีภายในเซล..ล...์อ..ย...ํา.ง..ไ..ร..................................................................
ตอบ............................................................................................................................. ................................
.....................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................................
13. ขนมบัวลอย และขนมครกทามาจากแป้งชนดิ ใดตามลาดับ และแปง้ แตํละชนดิ เหมือนกนั หรอื ตาํ งกนั
อยาํ งไร
ตอบ.............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................................
.....................................................................................................................................................................
77 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครกู าไล
14. เพปไทดทท์ ป่ี ระกอบด๎วยกรดอะมโิ น 4 ชนดิ ชนิดละ 1 หนํวย จะสามารถมสี ายเพปไทดท์ ่ีมลี าดบั
กรดอะมโิ นทแ่ี ตกตํางกนั ได๎ก่ีแบบ
ตอบ............................................................................................................................. ................................
.....................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................................
15. เหตใุ ดนา้ มันพชื บางชนิดเม่ือนาไปแชํในต๎ูเย็นจึงไมแํ ข็งตวั
ตอบ............................................................................................................ .................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
16. โครงสรา๎ งของ RNA มลี กั ษณะเหมือนหรือแตกตํางจากโมเลกุลของ DNA อยํางไร
ตอบ............................................................................................................................. ................................
.....................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................................
17. ศึกษาปฏิกริ ยิ าเคมีข๎างลาํ งน้ี แลว๎ ตอบคาาถามตํอไปน้ี
17.1 จากปฏิกิริยาท่ี I และ II สารใดเปน็ สารตัง้ ต๎นสาร
ใดเปน็ สารผลิตภัณฑ์
ตอบ.....................................................................
............................................................................
17.2 จากปฏกิ ริ ิยาท่ี I พลังงานของ AB จะมากหรือ
นอ๎ ยกวาํ พลังงานรวมของ A และ B
ตอบ.....................................................................
17.3 จากปฏิกิรยิ าท่ี II พลงั งานของ CD จะมากหรือ
นอ๎ ยกวาํ พลงั งานรวมของ C และ D
ตอบ.....................................................................
17.4 จากปฏกิ ริ ิยาเคมขี า๎ งตน๎ ปฏิกริ ิยาใดเปน็ ปฏกิ ิริยา
คายพลงั งานและปฏิกิริยาเคมีใดเปน็ ปฏกิ ริ ิยา
17.5 จากปฏิกริ ิยาที่ III IV และ V สรปุ ไดว๎ าํ อยํางไร ดดู พลังงาน
ตอบ.....................................................................
ตอบ.................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
................................................................................................................................................................... ......
78 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ครกู าไล
18. โดยปกตสิ าร A จะสลายตวั ได๎เองอยํางช๎า ๆ แตสํ ามารถเรํงปฏกิ ริ ยิ าการสลายสาร A ไดโ๎ ดยใช๎
เอนไซมใ์ นการทดลองหน่งึ ที่ศึกษาอตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าการสลายสาร A ในขณะทีม่ ีและไมํมี
เอนไซมไ์ ด๎ผลดังกราฟ
18.1 เส๎นกราฟใดทแี่ สดงอตั ราการเกิดปฏิกิรยิ าการสลายสาร A ในขณะท่ีไมมํ เี อนไซม์
ตอบ...................................................................................................................... ........................
18.2 เพราะเหตุใดท่ีตาแหนงํ P และ Q อัตราการเกิดปฏกิ ิริยาจึงเร่มิ คงที่
ตอบ...................................................................................................................... ........................
18.3 เพราะเหตุใดเส๎นกราฟ ก จึงมอี ัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาสงู กวาํ เสน๎ กราฟ ข
ตอบ..............................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................
19. เอนไซมช์ ํวยลดพลังงานกระต๎ุนไดอ๎ ยาํ งไร
ตอบ......................................................................................................................................................... ....
............................................................................................................................. ........................................
............................................................................................................................. ........................................
20. สมมตใิ หว๎ ถิ เี มแทบอลซิ ึมหนง่ึ มี 3 ขนั้ ตอน โดยมีเอนไซม์ E1 E2 และ E3 เกยี่ วขอ๎ งใน วิถีเมแทบอลิซิม
นีม้ ีสาร A เปน็ สารตง้ั ต๎น มสี าร B และ C เกิดขนึ้ ระหวํางวถิ ีเมแทบอลซิ ึม และ มีสาร D เปน็ สาร
ผลติ ภณั ฑส์ ดุ ท๎าย
เมอ่ื ทาการทดลองเพื่อหาลาดับของปฏิกริ ยิ าตาํ งๆในวิถเี มแทบอลิซมึ นี้ไดเ๎ ติมตัวยบั ย้งั เอนไซม์ แตํ
ละชนิดไดผ๎ ลการทดลองดงั แสดงในกราฟดา๎ นลาํ งนี้
79 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ครูกาไล
20.1 จากข๎อมูลขา๎ งตน๎ ลาดับของการเกิดสารในปฏิกริ ิยาเป็นอยาํ งไร
20.2 ถา๎ ตัวยับยง้ั เอนไซม์ E2 เป็นตวั ยบั ยงั้ แบบแขํงขัน เมอื่ เพมิ่ ปรมิ าณของสาร A ซ่งึ เป็นสารต้งั ต๎น
ในวิถนี ี้ จะพบวาํ ปริมาณของสาร D มีการเปลี่ยนแปลงอยาํ งไร
ตอบ............................................................................................................................. .......................
................................................................................................................................... ...........................
........................................................................................................ ......................................................
............................................................................................................................. ................................
80 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล
81 | P a g e
Technical term
ลาดบั ที่ คาศพั ท์ ความหมาย
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ครูกาไล
บทท่ี 3 เซลลแ์ ละการทางานของเซลล์
สไปโรไจรา (spirogyra) เป็นสาหร่ายสีเขียวเปน็
เส้นยาว หากมองด้วยตาเปล่าจะไมส่ ามารถมองเห็นโครงสรา้ งที่
อยภู่ ายในเซลล์ จึงต้องอาศัยกล้องจลุ ทรรศนเ์ ปน็ เคร่ืองมือทใ่ี ช้
ศึกษาโครงสร้างและองค์ประกอบของเซลล์ทม่ี องดว้ ยตาเปล่าไม่
เห็น ตวั อย่างโครงสรา้ งทส่ี าคญั ของเซลล์ คือ เยอื่ หุ้มเซลลม์ ี
สมบัติเลอื กสารผา่ นเขา้ ออกเซลล์ ควบคุมการลาเลยี งสารเข้า -
ออกเซลล์ กิจกรรมต่างๆ ภายในเซลลจ์ ะเกิดขน้ึ ตลอดเวลา เช่น
การหายใจระดับเซลลเ์ พ่อื สรา้ งพลังงานใหแ้ ก่เซลล์ และการ
แบง่ เซลล์ที่มีความสาคญั ตอ่ การเพ่มิ จานวนของส่ิงมีชวี ติ
คาชแ้ี จง : ใหน๎ กั เรียนใสํเคร่ืองหมาย ✓หรือ ✗หนา๎ ขอ๎ ความตามความเขา๎ ใจของนกั เรยี น
……………….1) การศึกษาการไหลเวียนของไซโทพลาสซมึ ในเซลล์สาหรํายหางกระรอกสามารถศึกษาได๎ภายใต๎
กลอ๎ งจุลทรรศน์ใชแ๎ สงแบบสเตอริโอ
……………….2) การศึกษาการจดั เรยี งตัวของใบสาหราํ ยหางกระรอกสามารถศึกษาได๎ภายใต๎กล๎องจลุ ทรรศนใ์ ช๎
แสงแบบสเตอรโิ อ
……………….3) โครงสรา๎ งพน้ื ฐานของเซลล์ ได๎แกํ สํวนทห่ี อํ หม๎ุ เซลล์ ไซโทพลาสซมึ และนิวเคลียส
……………….4) ถ๎าเยอื่ หม๎ุ เซลล์เสยี สภาพแตเํ ซลลย์ งั มีนิวเคลียสอยํูเซลลจ์ ะยงั ทางานไดเ๎ ป็นปกติ
……………….5) การแพรเํ กดิ จากการเคล่ือนที่ของโมเลกลุ สารโดยใช๎พลังงานจลน์ของโมเลกลุ
……………….6) ออสโมซสิ เปน็ การแพรํของนา้ จากบริเวณที่มคี วามเข๎มข๎นของสารตา่ ไปสูํบริเวณทีม่ ีความเข๎มข๎น
ของสารสูงโดยไมํจาเปน็ ต๎องผํานเยือ่ เลอื กผาํ น
……………….7) การหายใจระดับเซลล์เกิดขึ้นได๎ท้ังภาวะทม่ี ีออกซิเจนเพียงพอและออกซเิ จนไมํเพียงพอ
……………….8) จุดประสงคห์ นึ่งของการแบํงเซลล์คอื การเติบโต
……………….9) เซลลล์ กู ท่ีได๎จากการแบงํ เซลล์แบบไมโอซสิ ทาใหเ๎ กดิ ความหลากหลายของส่ิงมีชีวิต
……………….10) เซลล์ลกู ท่ีได๎จากการแบํงเซลล์แบบไมโทซิสจะมจี านวนโครโมโซมเทํากับเซลลแ์ มํ
82 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครกู าไล
3.1 กล้องจลุ ทรรศน์
- คือ เคร่อื งมือขยายขอบเขตของประสาทสัมผสั ทางตา ใหเ้ หน็ ส่ิงทไี่ ม่
สามารถเหน็ ดว้ ยตาเปล่า เชน่ จุลินทรีย์ เซลล์เมด็ เลอื ด เป็นตน้
- สายตาคนปกตสิ ามารถมองเหน็ วตั ถทุ ่ีเล็กทสี่ ุด คอื …………………mm
- กลอ้ งจุลทรรศนใ์ ช้แสงมองเห็นวัตถุเล็กทีส่ ุด………………………….mm
- ประโยชน์ของกล้องจุลทรรศน์
1. ชว่ ยในการมองเหน็ สิ่งมีชีวติ ท่มี ขี นาดเล็กกว่าตาเรามองเหน็
2. ชว่ ยในการศกึ ษาหาข้อมูลหลักฐานทางชีววิทยา
ตวั อยาํ งการแปลงหนวํ ย
1. 2 μm เปล่ียนให๎เป็น mm
= 2 X 10-6 m
= 2 X 10-6X 103 mm
= 2 X 10-3 mm
= 0.002 mm
2. 20 cm เปล่ียนให๎เปน็ μm
.................................................................................................
.................................................................................................
.................................................................................................
.................................................................................................
83 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ครกู าไล
ประวตั กิ ล๎องจุลทรรศน์
- กาลิเลอิ กาลิเลโอ ได๎สร๎างแวํนขยายสอํ งดสู ิ่งมชี ีวติ เลก็ ๆในราวปี พ.ศ. 2153
- ในปี พ.ศ. 2208 โรเบิรต์ ดาวฮ์ กุ (Robert hooke) สอํ งดูไม๎คอร์กด๎วยกล๎องจุลทรรศน์ชนดิ เลนส์
ประกอบแล๎วพบชํองเล็กๆมากมาย เขาเรียกชํองเหลํานั้นวํา.................................... ซงึ่ หมายถงึ ห๎องวาํ งๆ หรือ
ห๎องขัง เซลล์ที่ฮกุ เหน็ เปน็ เซลลท์ ีต่ ายแล๎ว ฮกุ จึงไดช๎ ือ่ วํา......................................................................................
- ในปี พ.ศ. 2215 แอนโทนี แวน เลเวนฮุค (Antoni van Leeuwenhoek) ชาวฮอลนั ดา เขาใช๎กล๎อง
จุลทรรศน์ชนิดเลนส์เดยี วตรวจดูหยดนา้ จากบึง เหน็ สิง่ มชี ีวิตเลก็ ๆมากมาย ซึ่งมีกาลังขยายประมาณ 200 เทํา
จากนัน้ เขาไดร๎ ายงานไปยังราชสมาคมแหํงกรุงลอนดอน จึงไดร๎ บั การยกยอํ งวํา “............................................”
และ เป็นผู๎คน๎ พบจุลินทรยี ค์ นแรก
ประเภทของกล๎องจลุ ทรรศน์
- แบํงตามแหลํงกาเนดิ แสงได๎ 2 ชนดิ
1. กล๎องจุลทรรศนแ์ บบใชแ๎ สง (Light microscope: L.M.)
1.1 กล๎องจุลทรรศนอ์ ยํางงําย (Simple microscope)
1.2 กล๎องจลุ ทรรศน์เชงิ ซ๎อน (Compound light microscope)
1.3 กลอ๎ งจลุ ทรรศน์ใช๎แสงแบบสเตอริโอ (Stereoscopic microscope)
2. กล๎องจุลทรรศน์อเิ ลก็ ตรอน (Electron microscope: EM)
2.1 กล๎องจุลทรรศน์อเิ ลก็ ตรอนแบบสํองผาํ น (Tranmission electron microscope : TEM)
2.2 กลอ๎ งจลุ ทรรศน์อเิ ล็กตรอนแบบสอํ งกราด (Scanning electron microscope : SEM)
84 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครูกาไล
………………………………………. ………………………………………. ……………………………………….
หน๎าท.ีข่ องกลอ๎ งจุลทรรศน์เชิงซ๎อนแบบใช.๎แสง (Compound light microscop. e)
- เปน็ กล๎องชนดิ เลนสป์ ระกอบใช๎ศกึ ษาโครงสร๎างภายในของส่ิงมีชีวติ ระดับเนื้อเย่ือและเซลล์ รวมถงึ
การจัดเรียงตวั ของเซลล์ ภาพที่เกิดจะเป็นภาพ...................................................................................................
มีกาลงั ขยายประมาณ....................................................................เทํา
ภาพทไ่ี ดภ๎ ายใตก๎ ล๎องจลุ ทรรศนเ์ ชงิ ซอ๎ นแบบใช๎แสง (Compound light)
สวํ นประกอบและหนา๎ ที่ของกลอ๎ งจลุ ทรรศนเ์ ชิงซ๎อนแบบใช๎แสง (Compound light microscope)
- แบงํ ออกเปน็ 4 สํวนหลกั ๆ คือ
1. สํวนประกอบที่เปน็ ตัวกลอ๎ ง
1.1 ลากลอ๎ ง (Body tube) มีปริซมึ หักเหแสง
1.2 แขน (Arm) ยึดลากลอ๎ งกับฐาน เปน็ ทจ่ี บั เวลาเคล่อื นย๎ายกล๎อง
1.3 แทํนวางวตั ถุ (Specimen stage) วางสไลด์ (Slide)
1.4 ทห่ี นีบสไลด์ (Mechanical stage) แทนเพื่อสะดวกในการเลอื่ นสไลด์ไปหน๎า -หลัง หรือ
ซา๎ ย-ขวา
1.5 ฐาน (Base) รับน้าหนักกลอ๎ งเพ่ือให๎กล๎องต้ังอยํูได๎
1.6 จานหมุน (Revolving nosepiece) หมนุ เปลี่ยนกาลังขยายเลนสใ์ กลว๎ ัตถุ
2. สวํ นทที่ าหน๎าท่ใี นการรับแสง
2.1 หลอดไฟ (Lamp) เป็นแหลงํ กาเนิดแสง
2.2 เลนส์รวมแสง (Condenser) รวมแสงให๎เขม๎ ขน้ึ เพื่อสํองไปยงั วตั ถตุ วั อยํางอยูํใต๎ stage
2.3 ไอริส ไดอะแฟรม (Iris diaphragm) อยูํใต๎เลนส์รวมแสงทาหน๎าที่ปรับปริมาณแสงให๎เข๎าสํเู ลนส์
85 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4 ครกู าไล
ในบริเวณที่ต๎องการ
3. สํวนปรบั ความคมชดั ของภาพ
3.1 ปมุ่ ปรบั ภาพหยาบ (Coarse adjustment or Coarse focus knob) ทาหนา๎ ทเี่ ปลี่ยนระยะโฟกสั
ของวัตถุทาใหเ๎ ห็นภาพชัดเจน
3.2 ปุ่มปรับภาพละเอยี ด (Fine adjustment or Fine focus knob) ปรับภาพใหช๎ ัดเจน แตํชวํ งการ
เล่อื นจะส้ันกวําปุม่ ปรับภาพหยาบ ทาให๎ภาพชดั เจนมากยงิ่ ขนึ้
4. สํวนทที่ าหนา๎ ท่ีขยายภาพ
4.1 เลนส์ใกล๎วตั ถุ (Objective lens) จะติดอยูํกบั จานหมุน (Revolving nosepiece) ซึ่งจานหมุน
จะทาหน๎าทเี่ ปล่ยี นกาลังขยายของเลนส์ใกล๎วตั ถุ โดยเริม่ จาก 4x 10x 40x 100x จะได๎ภาพ
จริงหวั กลับ (Primary real image)
4.2 เลนสใ์ กลต๎ า (Eyepiece) เป็นเลนสท์ ่อี ยบํู นสุดของลากล๎อง กาลังขยาย 10x หรอื 15x ทาหน๎าที่
ขยายภาพท่ีไดจ๎ ากเลนส์ใกล๎ตา ให๎มีขนาดใหญํขนึ้ ทาให๎เกิดภาพทต่ี าผ๎ศู ึกษามองเห็นได๎โดยภาพ
ทไ่ี ด๎เปน็ ภาพเสมือนหัวกลบั (Secondary virtual image)
กาลงั ขยายของเลนส์ใกลว๎ ัตถุ
กาลงั ขยาย ขอบเขต จานวนเซลล์ รายละเอยี ด ความสว่าง
................... .................. ..................
ตา่ กว๎าง ................... .................. ..................
สงู แคบ
86 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครกู าไล
หลักการเกดิ ภาพของกล๎องจุลทรรศนเ์ ชงิ ซอ๎ นแบบใช๎แสง (Compound light microscope)
- กลอ๎ งจลุ ทรรศน์ประกอบด๎วยเลนส์...................... 2 อนั คอื เลนส์ใกลว๎ ตั ถุ (Objective Lens) และ
เลนส์ใกลต๎ า (Eyepiece Lens)
- ความยาวโฟกสั ของเลนส์ใกล๎วตั ถุ.................กวําความยาวโฟกัสของเลนสใ์ กลต๎ ามาก ภาพที่เราเห็น
ภายใต๎กล๎องจุลทรรศนค์ อื .....................................................................................................................
ภาพตวั อักษร ง ปกติ ภาพตัวอักษร ง ภายใตก้ ล้องจุลทรรศน์
การเตรยี ม slide สด (wet mount)
87 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ครกู าไล
การใชก๎ ล๎องจุลทรรศน์
1. ใช๎เลนส์ใกล๎วัตถุกาลังขยายต่าสุดเร่ิมใช๎ แลว๎ วางสไลด์ (เตรยี ม/สาเรจ็ ) บนแทนํ วางสไลด์
2. เลอ่ื นตาแหนงํ ของวตั ถุทต่ี ๎องการศกึ ษาให๎ตรงกับเลนสใ์ กล๎วัตถุ (objective lens) หรอื ตรงกับจุดรวม
แสง (condenser)
3. ปรับป่มุ ภาพหยาบ (coarse adjustment knob) จนกระทั่งเหน็ ภาพที่ชดั ทีส่ ดุ หลังจากนหี้ า๎ มใชป๎ มุ่
ปรบั ภาพหยาบอีก
4. ปรับปมุ่ ปรบั ภาพละเอยี ด (fine adjustment knob) เพ่ือให๎ภาพชดั มากยิ่งขน้ึ
5. เปล่ยี นเลนส์ใกล๎วตั ถุ เพื่อให๎เห็นรายละเอยี ดของภาพเพม่ิ ขึ้นตามความต๎องการ
6. หากใช๎เลนสใ์ กลว๎ ัตถุกาลังขยายสูงสดุ คอื 100X ควรใช๎ Immersion Oil หยดลงบนกระจกปดิ สไลด์
เพ่อื เพมิ่ ประสทิ ธภิ าพในการมองเห็นดว๎ ย
7. หากภาพไมํชัดใหย๎ อ๎ นกลับไปทาข๎อ 1 ใหมอํ ีกครั้ง ขณะดูภาพให๎ดทู ้ังสองตาและปรบั ลากลอ๎ งของ
เลนสใ์ กลต๎ าให๎เหมาะสมกบั ตาเรา
กลอ๎ งจุลทรรศน์ใชแ๎ สงแบบสเตอรโิ อ (Stereoscopic microscope)
- เปน็ กล๎องชนดิ เลนสป์ ระกอบใช๎ศึกษาโครงสร๎างภายนอกของวตั ถุท่ที บึ แสงหรือโปรํงแสง มี
กาลงั ขยายตา่ กวาํ กล๎องจลุ ทรรศน์ใช๎แสงเชงิ ประกอบ ซึ่งภาพทีเ่ กิดข้ึนเป็นภาพ 3 มติ ิ และเป็นภาพ
.............................มีกาลังขยายประมาณ........................................เทํา เลนสใ์ กล.๎ ...............................
มกี าลงั ขยายน๎อยกวํา 10X
88 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ครกู าไล
สตู รหากาลังขยายของภาพ
สูตรท่ี 1
กาลังขยายของภาพ = กาลังขยายเลนส์ใกล๎ตา X กาลังขยายเลนส์ใกล๎วัตถุ
สตู รท่ี 2
กาลงั ขยายของภาพ = ขนาดของภาพ
ขนาดของวตั ถุ
สูตรท่ี 3
เสน๎ ผาํ นศูนย์กลางของจอภาพ = กาลังขยายตา่ สดุ ของเลนส์ใกลต๎ า X เสน๎ ผาํ นศูนย์กลางของจอภาพที่กาลังขยายต่าสุด
(ขณะทศ่ี ึกษา) กาลังขยายของเลนส์ใกล๎วัตถุขณะทีศ่ ึกษา
ตัวอย่างท่ี 1
ถา๎ ขนาดจริงของพารามเี ซยี มวดั ได1๎ 00 µm เมื่อนาไปศึกษาด๎วยกล๎องจลุ ทรรศน์ กาลงั ขยายของเลนส์
ใกล๎ตา 10X และกาลังขยายของเลนสใ์ กล๎วตั ถุ 10X นกั เรยี นจะเห็นภาพพารามีเซียมมคี วามยาวเพมิ่ ขน้ึ กเี่ ทาํ
และภาพของพารามีเซียมมีความยาวก่ี cm
วธิ ที า
1. นักเรียนเห็นภาพพารามีเซียมมคี วามยาวเพิ่มขึ้นกีเ่ ทาํ
สูตร กาลงั ขยายของภาพ = กาลังขยายเลนส์ใกล๎ตา X กาลงั ขยายเลนส์ใกลว๎ ัตถุ
= 10 X 10
= 100 เทํา
2. ภาพของพารามีเซยี มมีความยาวกี่ cm
สูตร กาลังขยายของภาพ = ขนาดของภาพ
ขนาดของวัตถุ
100 = ขนาดของภาพ
100 µm
ขนาดของภาพ = 100 X 100 µm
= 10,000 µm
แปลง 10,000 µm ใหเ๎ ปน็ หนํวย cm = 10,000 X 10-6 X 102 cm
ขนาดของภาพพารามีเซียม = 1 cm
NOTE
89 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครกู าไล
ตัวอยา่ งที่ 2
จากสูตรการหาเสน๎ ผํานศนู ย์กลางของจอภาพ ถ๎ากล๎องจุลทรรศน์ทใ่ี ชม๎ ีกาลังขยายเป็น 40X 100X
และ 400X เมอื่ ใช๎ไม๎บรรทัดใสวัดเส๎นผาํ นศูนย์กลางกาลังขยายต่า (40X) ได๎ 2.5 mm อยากทราบวาํ
เส๎นผําศูนยก์ ลางของจอภาพ เมอ่ื กาลังขยายของเลนส์เป็น 100X และ 400X เทาํ กบั เทําใด
วิธีทา
1. เสน๎ ผาํ นศนู ย์กลางของจอภาพ เมื่อกาลงั ขยายของเลนส์เปน็ 100X เทํากับเทาํ ใด
สูตร เสน๎ ผาํ นศูนยก์ ลางของจอภาพ (ขณะที่ศึกษา)
= กาลงั ขยายต่าสุดของเลนส์ใกล๎วัตถุ X เสน๎ ผาํ นศนู ย์กลางของจอภาพท่ีกาลงั ขยายตา่ สุด
กาลังขยายของเลนส์ใกล๎วัตถุขณะท่ีศึกษา
เส๎นผําศนู ย์กลางของจอภาพ = 40 X 2,500 µm
100
= 1,000 µm หรือ 1 mm
2. เสน๎ ผาํ ศนู ยก์ ลางของจอภาพ เม่ือกาลงั ขยายของเลนสเ์ ป็น 400X เทํากบั เทําใด
สตู ร เสน๎ ผํานศูนยก์ ลางของจอภาพ (ขณะท่ีศึกษา)
= กาลังขยายต่าสดุ ของเลนส์ใกล๎วตั ถุ X เสน๎ ผาํ นศูนยก์ ลางของจอภาพที่กาลังขยายต่าสุด
กาลงั ขยายของเลนส์ใกล๎วตั ถุขณะท่ีศึกษา
เสน๎ ผาํ ศนู ยก์ ลางของจอภาพ = 40 X 2,500 µm
400
= 250 µm หรือ 0.25 mm
กลอ๎ งจุลทรรศน์อเิ ล็กตรอน (Electron microscope: EM)
- ใชล๎ าแสงอเิ ล็กตรอน + เลนส์แมํเหล็กไฟฟ้า ไมํมีอากาศในลากล๎อง ได๎ภาพ................................
ปรากฏบนจอภาพ สํองได๎เฉพาะส่งิ ทไี่ มมํ ีชวี ิต กาลังขยายสงู มาก แยกจุด 2 จุดท่ีหํางกันน๎อยท่สี ุด
0.1 – 2 nm มี 2 ชนิด คือ
1. กลอ๎ งจุลทรรศน์อิเลก็ ตรอนแบบสอํ งผําน (Tranmission electron microscope : TEM)
- หลักการทางาน คอื อิเล็กตรอนผาํ นเลนส์รวมแสงไปยงั ชิน้ ตัวอยาํ งบางย๎อมด๎วย
สารประกอบโลหะหนักที่ทึบแสงอเิ ล็กตรอน จากนน้ั ผํานไปยังเลนส์ใกลว๎ ตั ถุ และเลนส์
ฉาย เกิดภาพบนจอรับภาพ ปัจจบุ ันกาลงั ขยายสงู สุด.......................................เทาํ เพื่อ
ศึกษาโครงสรา๎ งภายในของสง่ิ มีชวี ติ ทีม่ ีความบางมาก ภาพท่ีไดเ๎ ปน็ ภาพ.......................
มิติ
90 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครูกาไล
2. กลอ๎ งจลุ ทรรศน์อเิ ล็กตรอนแบบสํองกราด (Scanning electron microscope : SEM)
- หลกั การทางาน คือ อเิ ล็กตรอนผาํ นเลนส์รวมแสงผํานขดลวดสอํ งกราดเพื่อควบคุม
อิเล็กตรอนให๎ผาํ นเลนส์ใกลว๎ ัตถกุ ราดไปบนผวิ ของตวั อยํางท่ีเคลอื บดว๎ ยโลหะ
........................ทาใหอ๎ ิเล็กตรอนหลุดจากโลหะ กระจายออกมา และถูกเครอื่ งตรวจจบั
อเิ ลก็ ตรอนแลว๎ แปลสัญญาณเป็นภาพ..........................มิติ เพอ่ื ศกึ ษาโครงสร๎างผวิ ดา๎ น
นอกของวัตถุ ปัจจบุ นั มกี าลังขยายสูงประมาณ..........................................................เทาํ
***สยี อ๎ ม (specimen ในหอ๎ งปฏิบตั กิ ารทคี่ วรร๎ูจกั )***
1. สี acetocarmine : ใช๎ยอ๎ มนวิ เคลยี สตดิ สแี ดง
2. สี H & E : ยอ๎ มเนื้อเยื่อสัตวต์ ดิ สนี า้ เงนิ & แดง
3. สี crystal violet : ใช๎ยอ๎ มแบคทเี รยี ถ๎าเป็นแกรมบวกติดสมี ํวง
4. สี safranine : ใชย๎ อ๎ มแบคทีเรยี ถา๎ เป็นแกรมลบตดิ สีแดง
ใชย๎ ๎อมพืชตดิ สาร lignin เป็นสีแดง
91 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 4 ครกู าไล
กิจกรรมท่ี 3.1 การศกึ ษาสงิ่ มีชวี ิตด้วยกลอ้ งจุลทรรศน์แบบใช้แสง
จุดประสงค์
1. เปรียบเทยี บตวั อักษรภายใต๎กล๎องจลุ ทรรศน์ใชแ๎ สงเชงิ ประกอบและแบบสเตอรโิ อ
2. เตรียมตัวอยาํ งสิง่ มีชวี ิตเพ่ือรักษาโครงสร๎างภายนอกโดยใช๎กลอ๎ งจุลทรรศน์ใช๎แสงแบบสเตอริโอ
3. เตรียมตวั อยาํ งสิ่งมชี ีวติ เพอ่ื ศึกษาโครงสรา๎ งภายในโดยใชก๎ ล๎องจุลทรรศนใ์ ชแ๎ สงเชิงประกอบ
4. วาดภาพและบันทึกสง่ิ ที่ได๎จากการสงั เกตและช้สี ํวนตํางๆ ของโครงสร๎างเซลล์ท่สี ามารถมองเห็น
ได๎
5. ศกึ ษาปรากฏการณก์ ารไหลเวยี นของไซโทพลาสซึมในใบสาหราํ ยหางกระรอก
6. เปรยี บเทยี บรูปรําง ลักษณะ ขนาดและโครงสรา๎ งภายในของเซลลพ์ ืช และเซลลส์ ตั ว์
7. คานวณกาลงั ขยายของกล๎องจลุ ทรรศนแ์ ละหาขนาดโดยประมาณของสง่ิ มีชวี ติ ที่ศึกษาภายใต๎
กล๎องจลุ ทรรศน์ใช๎แสงเชงิ ประกอบ
วสั ดุอุปกรณ์
1. กล๎องจลุ ทรรศน์ใช๎แสงเชงิ ประกอบ
2. กล๎องจุลทรรศน์ใช๎แสงแบบสเตอรโิ อ
3. สไลดแ์ ละกระจกปิดสไลด์
4. จานเพาะเชอื้
5. เขม็ เขีย่
6. หลอดหยด
7. ใบมีดโกน
8. ไม๎จ้มิ ฟนั หวั แบน
9. กระดาษเยือ่
10. ไมบ๎ รรทัดพลาสติก
11. น้า
12. สารละลายไอโอดีนความเขม๎ ขน๎ 2%
13. สารละลายโซเดียมคลอไรด์ 2 – 3 หยด
14. เอทิลแอลกอฮอล์ 70%
15. ตวั อกั ษร
16. หอมแดงหรือหอมใหญํ
17. สาหรํายหางกระรอก
18. เย่ือบดุ า๎ นในของขา๎ งแก๎ม
19. พลานาเรีย
92 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ครกู าไล
วธิ กี ารทากจิ กรรม
ตอนที่ 1 การศึกษาภาพตวั อักษรและเปรียบเทยี บภาพตวั อักษรภายใต๎กล๎องจุลทรรศน์ใชแ๎ สงเชิง
ประกอบและแบบสเตอรโิ อ
1. นาตัวอกั ษรทีต่ ๎องการศกึ ษาวางบนสไลด์ แล๎วนาไปศึกษาภายใต๎กลอ๎ งจลุ ทรรศน์ใชแ๎ สงเชิง
ประกอบ และแบบสเตอริโอ
2. วาดภาพท่ีเห็นภายใตก๎ ล๎องจลุ ทรรศนใ์ ช๎แสงทั้ง 2 แบบ พร๎อมระบุกาลังขยายท่ใี ช๎
3. ทาตารางเปรียบเทียบลกั ษณะของภาพตัวอกั ษร ภายใต๎กล๎องจุลทรรศน์ใช๎แสงท้งั 2 แบบ
ตารางบนั ทึกผลการทดลอง
ชนดิ ของกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ลกั ษณะภาพ
ตอนท่ี 2 การศึกษาสิง่ มชี ีวิตโดยใช๎กล๎องจลุ ทรรศนใ์ ชแ๎ สงแบบสเตอรโิ อ ศึกษาโครงสร๎างภายนอกของ
สิง่ มชี วี ิตตาํ งๆ ดงั นี้
1. นาหอมแดงมาผําเป็นคร่ึงซีกวางบนจานเพาะเชื้อแล๎วศึกษาภายใตก๎ ล๎องจุลทรรศน์ใช๎แสง วาด
ภาพทเ่ี หน็ ภายใต๎กล๎องจลุ ทรรศน์ พร๎อมระบุกาลงั ขยายทใ่ี ช๎
2. นาสาหราํ ยหางกระรอกมาใสํจานเพาะเชือ้ ท่มี ีนา้ ประมาณ 1/3 ของความลกึ จานแลว๎ ศึกษา
ภายใตก๎ ลอ๎ งจลุ ทรรศน์ วาดภาพที่เห็นภายใต๎กล๎องจุลทรรศน์ พรอ๎ มระบุกาลังขยายที่ใช๎
3. นาพลานาเรียมาใสใํ นจานเพาะเชื้อแลว๎ ศึกษาภายใต๎กล๎องจุลทรรศนใ์ ชแ๎ สง วาดภาพท่เี ห็นภายใต๎
กลอ๎ งจุลทรรศน์ พรอ๎ มระบุกาลงั ขยายท่ีใช๎
ตารางบันทึกผลการทดลอง
หอมแดง สาหราํ ยหางกระรอก พลานาเรีย
93 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครกู าไล
ตอนท่ี 3 การศึกษาสิ่งมชี ีวติ โดยใชก๎ ล๎องจลุ ทรรศน์ใช๎แสงเชิงประกอบ ศึกษาโครงสรา๎ งภายในเซลล์
ของสิ่งมีชวี ิตชนดิ ตาํ งๆ ดงั น้ี
3.1 การศกึ ษาเซลลเ์ ย่ือหอม
1. หยดนา้ 1 หยดบนสไลด์ท่ี 1 และหยดสารละลายโซเดยี มคลอไรดเ์ ข๎มข๎น 2% บนสไลดท์ ่ี 2
2. ลอกเยื่อดา๎ นในของกลีบหอมแดงแบงํ เปน็ 2 ชิน้ วางบนสไลด์ท่ีมีหยดนา้ หรอื สารละลายโซเดียม
คลอไรด์ตามลาดบั เป็นเวลา 3-5 นาที
3. นาสไลดท์ ัง้ สองแผํนไปศกึ ษาภายใตก๎ ลอ๎ งจุลทรรศน์ใช๎แสงเชงิ ประกอบ สงั เกตการเรยี งตัวของ
เซลล์ สํวนประกอบของเซลล์ วาดภาพทีเ่ หน็ ภายใต๎กล๎องจลุ ทรรศน์ พร๎อมระบุกาลังขยายที่ใช๎
และเปรยี บเทียบการเปล่ียนแปลงของไซโทพลาสซมึ ระหวํางเยอื่ หอมท้ัง 2 ช้นิ
ตารางบันทึกผลการทดลอง
1. เซลลเ์ ยอื่ หอม
3.2 การศกึ ษาเซลล์สาหรํายหางกระรอก
1. หยดน้า 1 หยดบนสไลด์
2. นาใบออํ นสาหรํายหางกระรอกมาวางบนสไลดท์ ี่มหี ยดน้าแลว๎ ปดิ ด๎วยกระจกปิดสไลด์
3. ศกึ ษาภายใต๎กล๎องจลุ ทรรศน์ใชแ๎ สงเชงิ ประกอบ สังเกตสวํ นประกอบของเซลลจ์ ากการศกึ ษาการ
ไหลเวียนของไซโทพลาสซึม (สงั เกตคลอโรพลาสต์ และขอบเขตของแวคิวโอลจากการไหล) วาด
ภาพทเ่ี ห็นภายใตก๎ ล๎องจุลทรรศน์ พร๎อมระบกุ าลงั ขยายทีใ่ ช๎และระบุทศิ ทางของการไหล
ตารางบันทกึ ผลการทดลอง
2. เซลล์สาหราํ ยหางกระรอก
94 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ครกู าไล
3.3 การศกึ ษาเซลลเ์ ยื่อบขุ า๎ งแกม๎
1. หยดน้ากลั่น 1 หยด บนสไลด์ 2 แผํน
2. ทาความสะอาดไม๎จิ้มฟันชนดิ หัวแบนด๎วยแอลกอฮอล์ 70% แล๎วนาไปขดู เบาๆ ที่เยอ่ื บดุ า๎ นใน
ของข๎างแก๎ม นามาวางทีห่ ยดนา้ บนสไลดท์ งั้ 2 แผํน หยดสารละลายไอโอดนี ความเข๎มข๎น 2% ลง
บนสไลด์ 1 แผํน ปดิ ด๎วยกระจกปดิ สไลด์
3. ศึกษาเปรียบเทียบเยื่อบดุ ๎านในข๎างแก๎มท่ีไมหํ ยดและหยดสารละลายไอโอดนี ภายใต๎กล๎อง
จุลทรรศน์ใชแ๎ สงเชงิ ประกอบ วาดภาพท่เี หน็ ภายใตก๎ ล๎องจุลทรรศน์ พร๎อมระบุกาลังขยายทใี่ ช๎
ตารางบนั ทกึ ผลการทดลอง
3. เซลล์เยื่อบดุ า๎ นในขา๎ งแก๎ม
คาถามท้ายกิจกรรม
1. ถ๎าตอ๎ งการใหภ๎ าพท่ีอยูํมุมบนดา๎ นซา๎ ยของจอภาพมาอยตํู รงกลางจอภาพ จะปรบั เล่ือนสวํ นใดของ
กลอ๎ ง และปรับเล่อื นอยํางไร
ตอบ.......................................................................................................... .......................................
............................................................................................................................. ............................
.........................................................................................................................................................
2. ไซโทพลาซึมของเซลล์เยื่อหอมแดงหลังจากหยดสารละลายโซเดยี มคลอไรด์ความเข๎มขน๎ 2% เกิด
การเปลย่ี นแปลงอยํางไร
ตอบ.................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................
............................................................................................................................................ .............
3. นักเรียนสังเกตเหน็ อะไรบ๎างภายในเซลล์สาหรํายหางกระรอก
ตอบ.................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................
............................................................................................................................................... ..........
95 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ครกู าไล
4. ถา๎ วัตถทุ ี่นามาศึกษามีความบางและใสมาก เชนํ เซลลเ์ ยอ่ื บุด๎านในของแก๎มที่ไมยํ ๎อมสาระลาย
ไอโอดีน เมอื่ ต๎องการใหเ๎ หน็ วัตถชุ ดั เจนข้นึ จะต๎องปรับสวํ นประกอบใดของกลอ๎ งและปรับอยํางไร
ตอบ........................................................................................................................ .........................
.........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................
5. จากการศึกษาเซลลเ์ ยอ่ื หอม สาหรํายหางกระรอก และเย่อื บดุ ๎านในข๎างแก๎มภายใต๎กล๎อง
จลุ ทรรศน์พบโครงสร๎างของเซลลเ์ หลํานีเ้ หมือนหรือตํางกันอยํางไร
ตอบ....................................................................................................................... ..........................
............................................................................................................................. ............................
.........................................................................................................................................................
ตอนท่ี 4 การคานวณหาขนาดของวตั ถุ หรอื ขนาดของภาพจากกลอ๎ งจลุ ทรรศน์ใช๎แสงเชิงประกอบ
1. อํานคาํ กาลงั ขยายของเลนส์ใกล๎ตา และเลนส์ใกล๎วตั ถุ
2. คานวณกาลงั ขยายของกล๎องจุลทรรศน์โดยคิดจาก ผลคณู ระหวาํ งกาลังขยายของเลนส์ใกลต๎ ากับ
เลนส์ใกลว๎ ตั ถุ และบนั ทึกผลลงในตาราง ข๎อ 5
3. วางไม๎บรรทดั พลาสตกิ ใสอยํางบางโดยทด่ี า๎ นเซนติเมตรอยูํตรงชอํ งกลมของแทนํ วางวัตถุของ
กลอ๎ งจลุ ทรรศน์ ปรับให๎มองเหน็ สเกลชัดเจนโดยใช๎เลนสใ์ กล๎วัตถุกาลงั ขยาย 4X นับจานวน
มลิ ลิเมตรจากขอบจอภาพด๎านหน่ึงจนถงึ ขอบจออกี ดา๎ นหนึ่ง ดังรูป
ในกรณที ่ีใช๎เลนสใ์ กลว๎ ตั ถุกาลังขยายสงู ขึน้ อาจมองไมเํ หน็ สเกลของไมบ๎ รรทัด การหาขนาด
เส๎นผาํ นศูนยก์ ลางของจอภาพทกี่ าลังขยายอนื่ สามารถคานวณได๎ดังนี้
เสน๎ ผํานศนู ยก์ ลางของจอภาพ (ขณะที่ศึกษา)
= กาลังขยายตา่ สุดของเลนส์ใกลว๎ ตั ถุ X เส๎นผํานศูนย์กลางของจอภาพที่กาลงั ขยายต่าสุด
กาลงั ขยายขนาดของเลนส์ใกล๎วัตถขุ ณะทก่ี าลงั ศึกษา
4. ใชส๎ ไลด์ที่มีเซลล์เย่ือหอม หรือสาหรํายหางกระรอก จากตอนท่ี 3 นามาสํองภายใต๎กลอ๎ ง
จุลทรรศน์และหาความยาวโดยประมาณของเซลล์ โดยเทียบกบั เสน๎ ผาํ นศนู ย์กลางของจอภาพ
5. บันทึกคําท่ไี ดจ๎ ากข๎อ 2. 3. และ 4. ลงในตาราง
96 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4 ครกู าไล
ตารางบนั ทึกผลการทดลอง
กาลังขยาย เสน๎ ผาํ นศนู ยก์ ลาง ของจอภาพ ขนาดโดยประมาณของเซลล์
(มลิ ลเิ มตร) สาหรํายหางกระรอกที่เห็นภายใต๎
เลนสใ์ กล๎ตา เลนส์ กล๎อง
ใกล๎วัตถุ จุลทรรศน์ กล๎องจลุ ทรรศน์ (มลิ ลเิ มตร)
4X
10X
คาถามทา้ ยกจิ กรรรม
1. เม่อื นาสาหรํายหางกระรอกไปศกึ ษาด๎วยกล๎องจลุ ทรรศน์ที่มขี นาดเส๎นผาํ นศูนย์กลางของ จอภาพ
ประมาณ 1,600 ไมโครเมตร พบเซลล์สาหราํ ยหางกระรอกเรียงตอํ กันตามยาว 8 เซลล์ ความยาว
ของเซลล์สาหรํายหางกระรอก 1 เซลล์ จะเทาํ กบั กีม่ ลิ ลเิ มตร แสดงวิธคี านวณ
ตอบ........................................................................................................................ ........................
.................................................................................................... .....................................................
............................................................................................................................. ............................
2. กลอ๎ งจุลทรรศน์ท่มี ีกาลงั ขยาย 40 เทํา เมือ่ ใช๎ไมบ๎ รรทดั ใสวัดเส๎นผํานศูนยก์ ลางของจอภาพได๎
3.75มลิ ลเิ มตร เม่ือกาลังขยายของกล๎องเปล่ยี นเป็น 100 เทาํ และ 400 เทํา เสน๎ ผํานศูนย์กลาง
ของจอภาพจะเทาํ กับกี่ไมโครเมตร แสดงวิธคี านวณ
ตอบ.................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................
.........................................................................................................................................................
3. ถ๎าพารามีเซียมมขี นาดยาว 100 ไมโครเมตร เมื่อนาไปศกึ ษาด๎วยกลอ๎ งจุลทรรศนท์ ม่ี ีเลนส์ใกล๎ตา
กาลังขยาย 10× และเลนสใ์ กล๎วตั ถกุ าลงั ขยาย 10× จะเหน็ ภาพพารามเี ซยี ม มีความยาวเป็นกี่
เทําของขนาดจรงิ และภาพของพารามเี ซียมมีความยาวกี่เซนติเมตร แสดงวิธคี านวณ
ตอบ........................................................................................................................ .........................
...................................................................................................................................... ...................
................................................................................................................ .........................................
4. ถ๎าวตั ถุมคี วามยาว 4 ไมโครเมตร เม่อื นาามาศกึ ษาภายใต๎กลอ๎ งจุลทรรศน์จะมีความยาวประมาณ
4มิลลเิ มตร กลอ๎ งน้มี กี าลังขยายเทําใด แสดงวธิ ีคานวณ กล๎องนม้ี ีกาลงั ขยาย 1,000 เทํา
ตอบ................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................
......................................................................................................................... ...............................
97 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครูกาไล
3.2 โครงสรา้ งเซลลแ์ ละหนา้ ที่ของเซลล์
เซลลเ์ ปน็ หนว่ ยพ้ืนฐานของส่งิ มีชวี ติ ท่ยี ังคงสามารถทางานและคงคุณสมบตั ิของสิ่งมีชวี ิตชนดิ น้ันๆ ได้
กล่าวคือ เซลลต์ ้องมีกระบวนการเมแทบอลิซมึ (Metabolism) การตอบสนองตอ่ ส่งิ แวดล้อม การเจรญิ เตบิ โต
และการสืบพันธ์ุ เป็นตน้ เซลลแ์ ต่ละเซลลอ์ าจมคี วามแตกต่างกันในเรื่องของขนาด รปู ร่าง และกจิ กรรมของ
เซลล์
ประวตั ิการศึกษาเกย่ี วกบั เซลล์
ในปี ค.ศ. 1665 โรเบิรต์ ฮกุ ต์ (Robert Hooke) ใช๎กล๎องจุลทรรศน์สอํ งดโู ครงสร๎าง
เซลลท์ ี่ตายแลว๎ ของเปลือกต๎นโอค๏ ซึ่งนับวาํ เปน็ การค๎นพบ....................................เปน็ ครัง้ แรก
ตอํ มาในปี ค.ศ. 1674 แอนโทนี แวน ลเี วนฮุก (Antoni van Leeuwenhoek) ได๎ประดิษฐ์
เลนส์ของกล๎องจุลทรรศน์ทม่ี ีประสิทธภิ าพดขี ึน้ เพ่ือใช๎ศึกษาเซลลส์ เปิรม์ โพรทสิ ต์ และ
แบคทีเรีย จึงนับวําเป็นการค๎นพบโลกของเกี่ยวกับ.............................................ในชวํ งทศวรรษท่ี 1820 ได๎มี
การพัฒนาเลนส์ของกลอ๎ งจุลทรรศน์ใหม๎ ีความคมชดั มากขึ้นโดยโรเบริ ต์ บราวน์ (Robert Brown) ไดส๎ ํองดู
เซลล์และพบจดุ ที่มลี กั ษณะเข๎มกวําบริเวณอนื่ ภายในเซลล์ เขาเรยี กส่ิงท่ีเขาค๎นพบนว้ี ํา.....................................
ตอํ มาชวนั น์ Schwan และชไลเดน Schleiden ไดร๎ ํวมกนั ตั้งทฤษฎีเซลล์ (Cell Theory) มีสาระสาคัญ คือ
“สง่ิ มีชวี ิตทง้ั หลายประกอบด๎วยเซลล์ และผลิตภณั ฑ์ของเซลล์”(All animal and plant are composed of
cell and products)
นกั วิทยาศาสตร์ไดเ๎ สนอข๎อสรุปทฤษฎเี ซลล์ (cell theory) ในปจั จบุ ัน ดังนี้
1. .........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................
2. .........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................
3. ................................................................................................................................ .........................
.......................................................................................................... ...............................................
โครงสรา๎ งพืน้ ฐานของเซลล์
โครงสรา๎ งพนื้ ฐานของเซลล์ แบํงออกเป็น 3 สวํ นคอื
1. ......................................................................................................................... ................................
2. ......................................................................................................................... ................................
3. .........................................................................................................................................................
***รู๎ไวใ๎ ชํวํา***
- ไซโทพลาซมึ (Cytoplasm)+นวิ เคลียส(Nucleus) เรยี กวาํ Protoplasm
- ไซโทซอล (Cytosol) + ออร์แกเนลล์ (Organelles) เรียกวํา Cytoplasm
- โครมาทิน (Chromatin fiber) + นวิ คลีโอลัส (Nucleolus) เรยี กวาํ Nucleoplasm
98 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ครกู าไล
แผนผังสรปุ โครงสร้างของเซลล์ cell membrane, plasma membrane (เย่อื ห๎มุ เซลล์)
สํวนทห่ี อํ ห๎ุมเซลล์ cell wall (ผนงั เซลล์)
cell nuclear membrane (เย่อื ห๎ุมนวิ เคลียส)
Nucleus
nucleoplasm Nucleolus (นิวคลีโอลสั )
Protoplasm chromatin fiber (โครมาตนิ ไฟเบอร)์
Cytoplasm Cytosol (ไซโทซอล)
Organelle (ออร์แกเนล)
ไมมํ ีเย่ือหมุ๎ มเี ยือ่ หุ๎ม 1 ชนั้ มีเยอ่ื หุม๎ 2 ชั้น
ribosome centriole cytoskeleton mimmMtoiicttoohccohhnoodnnrddiarriiaa chloroplast
golgi body lysosome
dri
peroxisome vacuole endoplasmic reticulum
เซลลส์ ัตว์ไม่มี : chloroplast, central vacuole, cell wall, tonoplast
เซลล์พชื ไม่มี : lysosome, centriole
เซลล์แบคทีเรียไม่มี : nucleus, cytoskeleton, centriole, organelle ท่มี เี ย่ือหุ้มท้ังหมดมีแค่ ribosome
NOTE
……………………………………………………………………
……………………………………………………………………
……………………………………………………………………
……………………………………………………………………
……………………………………………………………………
……………………………………………………………………
……………………………………………………………………
99 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล
100 | P a g e