เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล
3.2.1 สวํ นทห่ี อํ หุ๎มเซลล์
เปน็ โครงสร๎างทหี่ อํ ห๎ุมไซโทพลาสซึมให๎คงรปู รําง แสดงขอบเขตของเซลล์ คือ เย่ือหม๎ุ เซลล์ ใน
สิ่งมชี วี ิตบางชนดิ เชํนพืช จะมผี นังเซลลห์ ุ๎มดา๎ นนอก
เยือ่ หุ้มเซลล์ (cell membrane, plasma membrane)
- พบในเซลลท์ ุกชนดิ
- มสี มบัตเิ ปน็ ....................................................หรือ Selectively membrane ควบคุมสารผํานเซลล์
- ประกอบดว๎ ยโครงสรา๎ งหลักคอื ...................................................และ..................................................
- เนอ่ื งจากลพิ ิดมลี กั ษณะเป็นของไหลและเคลือ่ นที่ในแนวราบ จงึ ทาให๎โปรตีนเคลอื่ นที่ได๎ใน
แนวราบ เชํนกัน เรียกโครงสร๎างของเย่ือหุ๎มเซลลแ์ บบนว้ี ํา............................................................
- ลิพิดทีเ่ ป็นโครงสร๎างหลกั คือ...........................................................................................................
ซึ่งเรยี งตวั 2 ชั้น เรียกวํา..................................................................ประกอบด๎วยสวํ นทีส่ าคญั 2
สวํ น ได๎แกํ
1. สวํ นท่ีมีข้วั ซึ่งชอบน้า เรียกวํา........................................คอื สวํ นท่เี ป็นโมเลกลุ ของ.....................
2. สํวนที่ไมมํ ีขั้ว ไมชํ อบน้า เรยี กวาํ ....................................คือสวํ นทเ่ี ป็นโมเลกลุ ของ.....................
เย่อื หุ๎มเซลลจ์ ะหนั ดา๎ นที่ไมํชอบนา้ เข๎าหากัน และด๎านทช่ี อบนา้ จะหันออกนอกเซลล์
(extracellular fluid) และอยูํดา๎ นในเซลล์ (intracellular fluid)
101 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4 ครูกาไล
- โปรตนี อาจจะแทรกตวั ในฟอสโฟลพิ ิด (phospholipid) เรยี กวาํ ...................................ซึง่ ไมํมีขว้ั
ละลายไดใ๎ น.....................หรือโปรตีนอยํทู ผี่ ิวทงั้ 2 ด๎านของฟอสโฟลิพิด เรยี กวาํ ................................
มีขั้วละลายใน............................ได๎ โปรตีนตาํ งชนดิ กันจะทาหน๎าทีแ่ ตกตาํ งกนั ดว๎ ย เชนํ
1. โปรตีนลาลียง (transport protein) ทาหน๎าที่ลาเลียงสาร เชํน...........................................
2. โปรตีนตัวรบั (receptor protein) ทาหนา๎ ที่ตอบสนองสารเคมที ี่มากระต๎ุน เชํน ตัวรบั
ฮอร์โมนอนิ ซลู ิน
3. โปรตนี เอนไซม์ (enzymatic protein) ทาหน๎าท่ีเรงํ ปฏิกิริยาเคมภี ายในเซลล์ เชนํ ซูเครส
102 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล
- นอกจากนเี้ ยื่อห๎ุมเซลลย์ งั มีโมเลกุลของ..........................................แทรกตัวอยูรํ ะหวาํ งฟอสโฟลพิ ิด
ซึ่งทาหน๎าทีใ่ นการรักษาสภาพการไหลล่นื (fluidity) ของเยอื่ ห๎มุ เซลล์ และยังมคี าร์โบไฮเดรตซึ่งอาจ
เช่อื มตํอกับลพิ ิด เรียกวาํ ...................................หรือเช่ือมตอํ กบั โปรตีน เรียกวาํ .................................
ทาหนา๎ ทเ่ี กีย่ วกับ.................................................................................................................................
ลองทาดู จงเติมสวํ นประกอบของเย่ือหุม๎ เซลล์เป็นศัพทเ์ ทคนิค (technical term) และบอกลกั ษณะสาคัญใหถ๎ ูกต๎อง
A BC D
G
F
EH
I
A คอื ..............................................................ลักษณะสาคัญ.................................................................
B คอื ..............................................................ลกั ษณะสาคัญ.................................................................
C คือ..............................................................ลักษณะสาคัญ.................................................................
D คอื ..............................................................ลกั ษณะสาคัญ.................................................................
E คือ...............................................................ลกั ษณะสาคัญ.................................................................
F คอื ...............................................................ลักษณะสาคัญ.................................................................
G คือ...............................................................ลักษณะสาคัญ.................................................................
H คือ...............................................................ลักษณะสาคัญ.................................................................
I คอื ................................................................ลกั ษณะสาคัญ................................................................
103 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 ครกู าไล
ผนงั เซลล์ (cell wall)
- เปน็ โครงสรา๎ งทหี่ ๎ุมดา๎ นนอกของเย่ือห๎มุ เซลล์ พบได๎ในเซลล.์ ...............................................................
แตํไมํพบในเซลล์สตั ว์
- ทาหนา๎ ท่ที าให๎เซลล์คงรปู รําง เพม่ิ ความแข็งแรงให๎แกํเซลล์ เป็นสารเคลือบเซลล์
- ไมํมคี ุณสมบตั ิในการคัดเลือกสารผาํ นเข๎า – ออกเซลล์ เรียกวํา...........................................................
- ผนงั เซลล์ในพืชประกอบด๎วย..................................................และ.......................................................
เป็นหลกั เมอ่ื เซลลอ์ ายุมากข้นึ จะมสี ารอืน่ มาสะสมเพิ่ม เชนํ ...............................................................
ระหวํางเซลล์พืชจะมีชน้ั เชอ่ื มติดตํอระหวาํ งเซลลเ์ รียกวาํ ....................................................................
และจะมสี ายไซโทพลาสซึมเชอื่ มตอํ กันระหวําง 2 เซลล์ เรยี กวาํ .........................................................
ลองทาดู ให๎นกั เรียนเติมสารทีเ่ ปน็ องค์ประกอบของผนงั เซลลใ์ นสิง่ มีชีวิตตอํ ไปน้ีให๎ถกู ต๎อง
1. แบคทีเรยี มสี าร.........................................................................................เป็นองค์ประกอบในผนังเซลล์
2. เห็ด รา ยสี ต์มีสาร....................................................................................เปน็ องค์ประกอบในผนงั เซลล์
3. สาหรําย เชนํ ไดอะตอม มสี าร.................................................................เปน็ องคป์ ระกอบในผนังเซลล์
104 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครกู าไล
3.2.2 ไซโทพลาสซมึ (cytoplasm)
- ไซโทพลาสซมึ (cytoplasm) เปน็ สํวนท่อี ยลํู ๎อมรอบนวิ เคลยี สอยูถํ ัดจากเยื่อหุม๎ เซลล์ ไซโทพลาส
ซึมประกอบดว๎ ย 2 สํวน คอื ...............................................และ.......................................................
- ออร์แกเนลล์ (organnelle) จะมีโครงสรา๎ งและหนา๎ ทีแ่ ตกตํางกนั ไปคล๎ายอวัยวะเลก็ ๆ ท่ีอยูํ
ภายในเซลล์ จาแนกตามการมีเย่ือหม๎ุ ออร์แกเนลล์ ได๎ 3 ประเภท คือ
1. ออรแ์ กเนลล์ทไ่ี มมํ ีเยื่อห๎มุ ได๎แกํ................................................................................................
ไรโบโซม (ribosome)
- เป็นออรแ์ กเนลลท์ ี่มีขนาดเล็กท่ีสดุ
- ประกอบดว๎ ย 2 หนํวยยํอย (subunit) คอื .......................................และ.............................................
โดยปกติ 2 หนวํ ยยอํ ยนจ้ี ะแยกจากกัน และจะมารวมกันเมอื่ มีการ.....................................................
- ไรโบโซมถกู สรา๎ งจาก...............................................................ซึง่ อยูใํ นนวิ เคลียสของเซลล์ ไรโบโซม
ประกอบด๎วย.........................................................และ........................................................................
- เราสามารถพบไรโบโซมภายในเซลล์ได๎ 4 บริเวณ คือ
1. ........................................................................ 2. .........................................................................
3. ......................................................................... 4. .........................................................................
- ไรโบโซมทาหนา๎ ทคี่ ือ...........................................................................................................................
เซนทรโิ อล (centriole)
- ประกอบดว๎ ยโปรตนี .....................................................
แบบ........................................ทาหน๎าท่คี ือสร๎างเสน๎ ใยท่ีมีชอื่ วาํ
.........................................................................ในการแบงํ เซลล์
- บริเวณทพี่ บเซนทรโิ อล 2 อันตงั้ ฉากกัน จะมโี ปรตนี ทล่ี ๎อมรอบ
เรยี กวาํ .........................................................................................
- เซนทรโิ อลพบในเซลลส์ ตั วแ์ ละสิ่งมีชีวติ เซลล์เดียวแตไํ มํพบใน
.....................................................................................................
105 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครูกาไล
ไซโทสเกลเลตอน (cytoskeleton)
- คือเส๎นใยโปรตีนซ่ึงทาหน๎าท่ี.................................................................................................................
มี 3ประเภท คือ
1. ไมโครทูบลู (microtubule) : เป็นทํอของโปรตีน tubulin ซงึ่ เปน็ โครงสรา๎ งสาคัญของ
............................................................................................................................ ..........................
2. อนิ เทอร์มเิ ดียท ฟลิ าเมนต์ (intermediate filament) : ประกอบดว๎ ยเส๎นใยโปรตีน 4 สาย 8
ชุด พนั บดิ เป็นเกลียว พบได๎ที่โปรตีน....................................ท่ี ผิวหนัง เลบ็ ผม ขน งา เขา นอ
เปน็ ตน๎
3. ไมโครฟิลาเมนต์ (microfilament) : เป็นเส๎นใยของโปรตีน....................................ทาหน๎าที่
เกีย่ วกบั การเปล่ยี นแปลงรปู รํางของเซลล์ การเคลื่อนไหวของเซลล์ เชํน การไหลเวยี นของ
106 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 ครกู าไล
ไซโทพลาสซึม (cyclosis) การเคลอ่ื นที่ของเทา๎ เทียม (pseudopodium) ชวํ ยในการแบงํ เซลล์
ของเซลลส์ ัตว์ในระยะ cytokinesis และทางานรวํ มกับโปรตนี .....................................................
ในการหดตวั ของกลา๎ มเนือ้
2. ออร์แกเนลล์ทีม่ ีเย่ือหุ๎ม 1 ช้ัน ไดแ๎ กํ..........................................................................................
............................................................................................................................................. .....
เอนโดพลาสมิก เรตคิ ลู ัม (endoplasmic reticulum) หรือ ร่างแหเอนโดพลาสซึม
- เป็นออร์แกเนลลท์ ม่ี เี ยื่อหม๎ุ ติดตํอกับเย่ือหุม๎ นิวเคลยี ส ทาหน๎าท่ีในการสังเคราะหส์ ารตํางๆ มี 2 ชนิด
คอื
1. ราํ งแหเอนโดพลาสซึมแบบขรุขระ (rough endoplasmic reticulum) RER: อยูํติดกับเยอื่ หม๎ุ
นิวเคลียส มี.........................................มาเกาะ จึงทาหนา๎ ที่............................................................
จึงพบมากในเซลลท์ ม่ี ีการหลง่ั เอนไซม์ เชํน.....................................................................................
หลง่ั peptide hormone เชนํ ....................................................สร๎างฮอร์โมนอินซลู ินชวํ ยรักษา
ระดับน้าตาลในเลือด หรือหล่ังแอนตบิ อดี เชนํ ...............................................................................
2. ราํ งแหเอนโดพลาสซมึ แบบเรียบ (smooth endoplasmic reticulum) SER : อยํูหํางจาก
นวิ เคลียส ไมมํ .ี ...........................................มาเกาะ มีหน๎าท.่ี ..........................................................
พบมากท่.ี ........................................................................................................................................
และเป็นแหลงํ สะสมแคลเซยี มไอออนในเซลล์ เชนํ เซลล์กลา๎ มเน้อื โครงรําง กล๎ามเนื้อหัวใจ
ลองทาดู เพราะเหตุใดเซลลต์ ับและเซลล์กลา๎ มเนื้อโครงรํางจงึ พบเอนโดพลาสมกิ เรติคูลัมแบบผิวเรยี บมากกวาํ
เซลลผ์ ิวหนงั
ตอบ......................................................................................................................................... .............................
107 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 4 ครกู าไล
กอลจิคอมเพลก็ ซ์ กอลจบิ อดี กอลจแิ อพพาราตัส (Golgi complex, Golgi body, Golgi apparatus)
- มลี กั ษณะเป็นถุงแบนซ๎อนกันเปน็ ชั้นๆ มีเยอ่ื ห๎ุม 1 ชัน้ มีหน๎าทร่ี ับสารมาจาก ER เติมแตงํ สาร
คาร์โบไฮเดรตให๎กับโปรตีนและไขมันท่ีมาจาก ER ได๎เป็น...................................................................
และ...............................................ตามลาดับ ด๎านทอ่ี ยํชู ิดกบั ER เรยี กวําด๎าน...................................
จะรบั สาร อกี ดา๎ นหนึ่งทาหน๎าที่สงํ สารออกในรูปของถุงเล็กๆ (vesicle) ด๎านนเี้ รียกวาํ .......................
- ถงุ บางสวํ นจะกลาย ไปเป็นออร์แกเนลล์ท่ีช่ือวํา........................................ได๎ ดังน้นั กอลจคิ อม
เพลก็ ซ์จงึ เปน็ ออร์แกเนลลท์ ่ีมคี วามสมั พนั ธก์ ับ ER มากท่ีสุด
- หน๎าท่อี น่ื ๆของกอลจิคอมเพลก็ ซ์ เชํน การสร๎าง...................................ในเซลลพ์ ชื ตอนแบํงเซลล์,
สรา๎ ง acrosome ของเซลล์อสจุ ิ, enamel เคลือบฟนั เปน็ ต๎น
- พบโดย Camillo Golgi ในปี พ.ศ. 2428 เปน็ นักวิทยาศาสตร์ดา๎ นการแพทยช์ าวอติ าลี และได๎รบั
รางวัล Nobel Prize สาขาสรรี วทิ ยาหรอื การแพทย์ปี พ.ศ. 2449 จึงเขยี นช่ือออรแ์ กเนลล์ด๎วย
ตัวพมิ พ์ใหญเํ พ่ือเปน็ เกียรติแกํผูค๎ น๎ พบ
ไลโซโซม (lysosome)
- เปน็ vesicle ซึง่ สร๎างมาจาก..........................................................
- มลี กั ษณะเป็นถงุ กลม ขนาด 0.5 – 1 ไมโครเมตร พบในเซลล์สัตว์
หรือโพรติสทบ์ างชนิดแตํไมํพบในเซลล์..........................................
- ภายในไลโซโซมมีเอนไซม์กลุํม........................................................
ชนดิ ตํางๆ มหี นา๎ ทส่ี าคญั เชํน ยอํ ยอาหาร โดยรวมเข๎ากับ food
vacuole พบใน............................................... ยํอยเชอื้ โรค ดังนั้น
ในเซลล์.......................................จึงมไี ลโซโซมมาก ยํอยเซลล์ตัวเอง
หรือออรแ์ กเนลลท์ ี่เสื่อมสภาพ เรียกวํา.............................................
เชนํ หางลกู ออ๏ ด เซลลเ์ มด็ เลือดแดงของสตั ว์เลย้ี งลูกดว๎ ยนม
108 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ครกู าไล
แวคิวโอล (vacuole)
- มลี กั ษณะเปน็ ถุง มีเยื่อหุ๎ม 1 ชั้น มีหลายชนิด มรี ปู รําง ขนาด และหน๎าทีแ่ ตกตาํ งกนั ได๎แกํ
1. คอนแทรกไทลแ์ วควิ โอล (contractile vacuole) : ทาหน๎าทีร่ ักษาดุลยภาพของนา้ กาจดั ของเสยี
Nitrogenous waste ในรูปของ.....................พบในโปรโตซัวนา้ จืด เชํน..........................................
2. ฟดู แวควิ โอล (food vacuole) : บรรจุอาหารทผ่ี าํ นมาทาง oral
groove โดยอาหารจะถูกยํอยเม่ือรวมกบั .....................................
พบในสงิ่ มีชวี ิตที่เปน็ intracellular digestion คอื .....................
....................................................เชนํ ...........................................
3. แซบแวคิวโอล (sap vacuole) : มักพบในเซลลพ์ ชื สวํ นใหญํเป็น
น้า เกบ็ สะสมสาร malic acid ซึง่ เปน็ สารตัง้ ต๎นปฏกิ ริ ิยาการ
สงั เคราะหด์ ว๎ ยแสงของพืช CAM เกบ็ ของเสีย เชํน..........................
เก็บ pigment เชนํ ..........................................................................
ทาใหก๎ ลีบดอกมีสมี ํวงนา้ เงิน เมอื่ เซลลแ์ กจํ ะมีขนาด sap vacuole
ใหญขํ นึ้ เรยี กวํา...............................................................................
เรยี กของเหลวภายใน sap vacuole วาํ .................................และเรยี กเยือ่ หุ๎มวํา.............................
109 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ครกู าไล
เพอร็อกซโิ ซม (peroxisome)
- มลี กั ษณะเป็นถงุ มเี ยื่อหม๎ุ 1 ชน้ั รูปรํางกลม ภายในบรรจุ
ของเหลวทป่ี ระกอบดว๎ ยเอนไซม์ชอ่ื ..........................................
ในการสลาย..................................ซ่ึงเปน็ สารพษิ ใหก๎ ลายเป็น
...............................และ.........................พบในเซลลพ์ ชื จะนยิ ม
เรยี กวาํ ..........................................................เพอรอ็ กซิโซมเป็น
ออแกเนลล์ทพี่ บในตบั และไต นอกจากนี้ยงั เก่ียวข๎องกับ
ปฏิกรยิ าออกซเิ ดชนั อีกมากมาย เชํน การกาจดั แอลกอฮอล์
เปน็ ตน๎ ป้องกันไมใํ ห๎เซลล์ เกดิ อนั ตราย
3. ออรแ์ กเนลลท์ ี่มเี ยื่อหุ๎ม 2 ชน้ั ไดแ๎ ก.ํ .........................................................................................
ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria)
- เป็นออรแ์ กเนลล์ท่มี ีขนาดเส๎นผาํ นศนู ย์กลางประมาณ 0.2 – 2 ไมโครเมตร มรี ปู ราํ งหลายแบบ
ขึน้ อยูกํ บั ชนดิ ของเซลล์ เชนํ เซลลต์ ํอมหมวกไตมรี ูปรํางทรงกลม เซลล์ตบั มรี ปู รํางเป็นแทํงสน้ั เซลล์
เยื่อบลุ าไส๎ เลก็ มีรูปราํ งยาว เป็นต๎น
- ทาหน๎าท.่ี .......................................................................จากการหายใจแบบใช๎ออกซเิ จน (aerobic
respiration) จงึ พบมากในเซลล์ที่มี metabolism สงู เชนํ .................................................................
- ไมโทคอนเดรียมีเย่ือห๎ุม 2 ชัน้ เย่ือชั้นในมีการพับไปพบั มาเพ่ือเพ่ิมพ้ืนทผ่ี วิ เรยี กวาํ ...........................
บรเิ วณน้มี ีโปรตีนท่ีเก่ยี วขอ๎ งกับการถํายทอดอิเล็กตรอนในกระบวนการสลายสารอาหารระดบั เซลล์
(cellular respiration) มขี องเหลวภายในเรียกวํา..................................... มเี อนไซม์ทเ่ี กี่ยวขอ๎ งกบั
การหายใจระดบั เซลล์ มี ribosome 70s, DNA, RNA จงึ สามารถสังเคราะหโ์ ปรตนี เองได๎ และ
สามารถจาลองตัวเองได๎
110 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครกู าไล
พลาสทดิ (plastid)
- เปน็ ออร์แกเนลลท์ ่ีมีเยื่อหุ๎ม 2 ชั้น มี DNA, RNA, ribosome 70s จึงสามารถสงั เคราะหโ์ ปรตนี ได๎
เอง สามารถจาลองตวั เองได๎
- พบในเซลล์พืช และโพรทสิ ต์บางชนดิ
- พลาสทดิ เปน็ แหลงํ สรา๎ งอาหารและออกซเิ จนใหก๎ บั ส่ิงมีชวี ติ มีสีทแ่ี ตกตํางกัน จงึ แบงํ พลาสทิดเป็น
ชนิดตํางๆ ตามสที ่ีปรากฏ ได๎แกํ
1. คลอโรพลาสต์ (chloroplast) : เป็นพลาสทิดที่มสี ีเขียวเนื่องจากมีสารสที ีช่ อื่ วํา............................
เป็นองค์ประกอบสวํ นใหญํ มีรูปราํ งรี หรอื รปู ไขํ ภายในมถี ุงแบนเรยี กวาํ ........................................
เรียงซอ๎ นกันเปน็ ตั้ง เรยี กวํา............................มเี ย่ือเชอ่ื มกันระหวํางแตลํ ะตั้งเรยี กวํา.....................
............................................สวํ นที่เป็นของเหลวภายในเรียกวาํ .......................................................
ซง่ึ มเี อนไซม์ท่ที าหนา๎ ท่ีเก่ยี วกับกระบวนการสงั เคราะหด์ ๎วยแสง (photosynthesis) ทางาน
รํวมกบั mitochondria และ peroxisome ในการเกิดการหายใจแสง (photorespiration)
2. โครโมพลาสต์ (chromoplast) : เปน็ พลาสทิดทีม่ ีสอี ื่น เชํน สีเหลือง สีสม๎ สีแดง เนอ่ื งมาจากมสี ี
จากสารชนิดอน่ื เปน็ องคป์ ระกอบ เชํน แคโรทนี อยด์ (carotenoid) ทาใหส๎ วํ นของพชื ท่ีมีโครโมพ
ลาสต์มีสี เชํน ใบหกู วาง มะเขือเทศสุก พริกช้ีฟ้าสุก ดอกไม๎ทม่ี ีสี เปน็ ตน๎ เปน็ (ยกเว๎น pigment
ใน sap vacuole)
111 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ครูกาไล
3. ลิวโคพลาสต์ (leucoplast) : เป็นพลาสทดิ ท่ีไมํมีสี ทาหน๎าที่..........................................................
มี 3 ชนิด ไดแ๎ กํ
3.1 amyloplast ทาหน๎าท่ี.............................................................................................................
3.2 proteinoplast ทาหนา๎ ท.่ี ........................................................................................................
3.3 elaioplast ทาหนา๎ ท่ี................................................................................................................
พบทร่ี าก ลาต๎นของพืช
รไู้ ว้ใช่ว่า!!!
chromoplast และ leucoplast เป็นพลาสทิดที่ไมํมี DNA, RNA, ribosome 70s จึงไมํสามารถ
สังเคราะห์โปรตนี และจาลองตัวเองได๎
ไซโทซอล (cytosol)
- เป็นสวํ นท่ีเป็นไซโทพลาสซึมมีลักษณะกึง่ แขง็ ก่ึงเหลว (sol – gel tranformation) มีอยูํประมาณ
ร๎อยละ 50-60 ของปรมิ าตรเซลล์ทัง้ หมด หรือประมาณ 3 เทําของนวิ เคลียส ไซโทพลาสซึมทอี่ ยูํตดิ
กบั เย่ือห๎มุ เซลลเ์ รียกวาํ ................................ไซโทซอลทอ่ี ยูํบรเิ วณด๎านในเรียกวํา................................
ไซโทซอลเปน็ ท่ีอยํูของออร์แกเนลลต์ ํางๆ และโครงสรา๎ งอ่ืนๆเชํน เมด็ ไขมัน เมด็ สี (inclusion) ใน
เซลล์สัตว์ และ ergastic substance ในเซลลพ์ ืช
112 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครกู าไล
3.2.3 นิวเคลียส (nucleus)
- เป็นโครงสรา๎ งทเ่ี หน็ ไดช๎ ัดเจนมขี นาดประมาณ 3-10 ไมโครเมตร
- พบในสิ่งมชี วี ิตยูคาริโอต (eukaryote) เซลล์โดยทวั่ ไปมกั มี 1 นวิ เคลยี ส รูปราํ งกลม รี พบอยูํบรเิ วณ
ก่งึ กลางเซลล์ หรอื คํอนไปทางดา๎ นใดด๎านหน่งึ มีเยื่อหุ๎ม 2 ชนั้
- ทาหนา๎ ท.ี่ ..............................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................
- โครงสรา๎ งของนิวเคลียสประกอบด๎วยสํวนตํางๆ ดงั นี้
1. เยอื่ ห๎ุมนิวเคลียส (nuclear membrane, nuclear envelope) : เป็นเยอ่ื หุ๎ม 2 ชัน้ และมชี ํอง
เล็กๆ เรียกวาํ ....................................ทะลุเยือ่ ท้ัง 2 ชน้ั ซึ่งเปน็ ทางผาํ นของสารระหวาํ งนวิ เคลยี ส
และไซโทพลาซึม
2. นวิ คลีโอลสั (nucleolus) : เปน็ โครงสรา๎ งท่เี หน็ ได๎ชดั เมื่อย๎อมนิวเคลียสดว๎ ยส.ี .................................
ไมํมีเยื่อห๎ุม ประกอบดว๎ ย..................................................และ...........................................................
และมี DNA ซ่ึงเกย่ี วข๎องกบั การสังเคราะห์ RNA
3. โครมาทิน (chromatin) : ประกอบดว๎ ย............................................และ..........................................
ทีข่ ดพันกันไปมาในนวิ เคลียส ขณะแบํงเซลล์จะหดตัวหนาและสั้นขน้ึ เปน็ .........................................
โดย DNA จะทาหนา๎ ที่........................................................................................................................
113 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ครกู าไล
เซลล์ของส่งิ มีชีวติ มี 2 ประเภท
จาแนกตามการมเี ย่ือห๎ุมนิวเคลียส (nuclear membrane) คอื
1. เซลล์โพรคาริโอต (prokaryotic cell หรอื prokaryote) : เปน็ สิ่งมชี ีวิตที่ไมํมีเยอื่ หมุ๎ นวิ เคลียส
จงึ ไมํมนี ิวเคลยี สท่ีแท๎จรงิ มีสารพันธุกรรมอยูํบรเิ วณไซโทพลาสซมึ เรียกวํา.....................................
ไมํมีออร์แกเนลลท์ ี่มีเยือ่ หม๎ุ ไมมํ ี cytoskeleton มีเพยี ง ribosome ขนาด....................................
โดย large subunit มขี นาด..............................และ small subunit มีขนาด................................
พบในสง่ิ มีชวี ติ อาณาจกั รมอเนอรา (kingdom monera) ได๎แกํ.....................................................
2. เซลลย์ ูคาริโอต (eukaryotic cell หรอื eukaryote) : เปน็ ส่ิงมชี วี ติ ทมี่ ีเยื่อห๎มุ นวิ เคลยี ส มี
นวิ เคลียสที่แทจ๎ รงิ มีออรแ์ กเนลล์ท่มี ีเย่ือหุ๎ม มี ribosome ขนาด............................................โดย
large subunit มีขนาด...............................และ small subunit มีขนาด.....................................
พบในส่ิงมีชวี ิตตั้งแตอํ าณาจกั รโพรตสิ ตา (kingdom protista) ไดแ๎ ก.ํ ..........................................
อาณาจักรพืช (kingdom plantae) ไดแ๎ กํ.....................................................................................
อาณาจักรฟงั ไจ (kingdom fungi) ได๎แก.ํ ......................................................................................
และอาณาจกั รสตั ว์ (kingdom animalia) ได๎แก.ํ ............................................................................
prokaryotic cell eukaryotic cell
114 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ครูกาไล
ตารางเปรียบเทียบความแตกตํางระหวาํ งเซลล์โพรคารโิ อตและเซลล์ยูคารโิ อต
โครงสร้างของเซลล์ โปรคาริโอต (Prokaryotic cell) ยคู ารโิ อต (Eukaryotic cell)
เย่ือห๎มุ นิวเคลียส (nuclear ไมมํ ี มี
membrane )
เยื่อหมุ๎ เซลล์ (plasma membrane) มี มี
นวิ เคลียส ไมมํ ี มี
สารพันธกุ รรม มโี ครโมโซม 1 แทํง เกิดจาก DNA + โปรตนี ท่ี มีโครโมโซมหลายแทํง เกิดจาก
ไมํใชํฮีสโตน ซ่งึ อาจเป็น plasmid (DNA วงแหวน DNA + โปรตนี ฮสี โตน (histone
ใน cytoplasm) protein)
Cellular respiration (การหายใจระดบั เกิดท่ี mesosome เย่อื หม๎ุ เซลลท์ ย่ี ื่นขา๎ ไปในเซลล์ เกิดท่ี mitochondria
เซลลเ์ พ่อื ใหไ๎ ดพ๎ ลังงาน)
Photosynthesis (กระบวนการ เกดิ ท่ีเยื่อหมุ๎ เซลล์ทม่ี ีคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) เกดิ ใน Chloroplast ที่มี
สังเคราะห์ดว๎ ยแสง) chlorophyll
Organelle (ออรแ์ กเนลล์) ไมํมี nucleolus, centriole, cytoskeleton, ไมํ มี Organelle ตาํ งๆ ตามความ
มีออร์แกเนลล์ทมี่ ีเยอื่ ห๎มุ ทง้ั หมด มแี คํ Ribosome เหมาะสมของหนา๎ ทข่ี องเซลลม์ ี
ขนาดเลก็ (70S ribosome) ถ๎ามี flagellum จะ Ribosome ขนาดใหญํ (80S
ไมใํ ชํ tubulin และ ไมํใชํ 9+2 ribosome) อาจมี cilia หรือ
flagellum ทีเ่ กดิ จาก tubulin
ตัวอยํางเชนํ Bacteria, cyanobacteria ฟังไจ โพรตสิ ต์ พชื สัตว์
ตารางเปรียบเทียบความแตกตํางระหวาํ งเซลลพ์ ืชและเซลลส์ ตั ว์
เซลล์พืช เซลล์สตั ว์
โครงสร้างภายนอก
1. ผนงั เซลล์ มี ไมํมี
2. เย่ือหุ๎มเซลล์ มี มี
3. แฟลเจลลมั หรอื ซิเลยี ไมมํ ี (ยกเวน๎ สเปิร์มของพืชบางชนิด) มี (ในบางเซลล์)
โครงสรา้ งภายใน มี มี
1. นิวเคลยี ส
มี มี
2. ไรโบโซม ไมมํ ี มี
3. ไลโซโซม มี มี
4. เอนโดพลาสมกิ เรติคลู มั มี มี
5. กอลจคิ อมเพล็กซ์ มี (มีขนาดใหญกํ วํานิวเคลียส) ไมมํ ีหรอื มี (แตขํ นาดเล็ก)
6. แวควิ โอล ไมมํ ี มี
7. เซนทริโอล มี มี
8. ไซโทสเกเลตอน มี มี
9. ไมโทคอนเดรยี มี ไมมํ ี
10. คลอโรพลาสต์
115 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ครูกาไล
3.3 การลาเลียงสารเขา้ และออกจากเซลล์
เซลลจ์ ะดารงชีวิตอยู่ไดจ้ ะต้องมีการนาสารตา่ งๆ เขา้ และออกจากเซลล์ เชน่ สารอาหารและแก๊ส
ออกซิเจนท่ีลาเลียงเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้ในการสลายสารอาหารระดบั เซลล์ เพื่อใหไ้ ดพ้ ลังงานงานไปใช้ในการทา
กจิ กรรมตา่ งๆ รวมทง้ั แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ทไี่ ดจ้ ากการหายใจและของเสียจะต้องลาเลยี งออกจากเซลล์เพ่ือ
ไม่ให้เกดิ ผลกระทบต่อการทางานของเซลล์
ในการลาเลยี งสารผาํ นเขา๎ -ออกเซลล์นัน้ ดํานแรกท่ีต๎องผาํ นคือ.......................................
และ cell wall ซง่ึ เปน็ สํวนท่ีหํอหมุ๎ เซลล์ และสงิ่ ท่ีสาคัญท่ีนักเรียนตอ๎ งรู๎คอื ความแตกตําง
ระหวาํ ง cell membrane และ cell wall คือ
1. cell wall ยอมให๎สารผาํ นทกุ ชนิด เน่ืองจาก plasmodesmata มขี นาดใหญํสาร
สามารถผาํ นเข๎าออกไดส๎ บายๆ เรียกสมบัตนิ ีว้ ํา.............................................................................
2. cell membrane ยอมให๎สารบางชนดิ ผาํ นดว๎ ยวิธีการทแ่ี ตกตํางกัน เรยี กคุณสมบตั ิ
น้ีวําเปน็ เย่ือเลอื กผาํ น (semipermeable membrane)
แผนผังสรุปการลาเลยี งสารผา่ นเซลล์
การเคลอ่ื นที่ของสารผาํ นเข๎าออกเซลล์
ผํานเยอื่ ห๎ุมเซลล์ transport across membrane ไมํผาํ นเยอื่ หุ๎มเซลล์ (bulk transport)
active transport passive transport exocytosis endocytosis
phagocytosis
diffusion osmosis pinocytosis
Simple diffusion receptor-mediated endocytosis
facilitated diffusion
116 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 4 ครกู าไล
กลไกการลาเลยี งสารผา่ นเย่ือหุ้มเซลล์
1. โมเลกลุ สารแทรกผาํ นเยื่อหมุ๎ เซลล์ โดยการละลายเขา๎ กบั ไขมันในเย่ือห๎ุมเซลล์ (nonionic
diffusion)
2. โมเลกลุ สารแทรกซึมผํานร๎ู (pore) หรอื ชอํ ง (channel) ของเย่อื หุ๎มเซลล์ทาง integral protein
3. โมเลกุลสารผํานเยอื่ หมุ๎ เซลลโ์ ดยการรวมกบั โปรตนี ตวั พา (protein carrier) ในเยือ่ ห๎ุมเซลล์
การลาเลียงสารผํานเยอื่ หมุ๎ เซลลแ์ บบไมํใช๎พลังงาน
1. การแพรํ (diffusion)
คอื การเคล่อื นทีข่ องโมเลกลุ หรอื ไออนของสารตัวละลาย (solute) จากบรเิ วณที่มีความเขม๎ ขน๎
ของสารมากกวาํ ไปยงั บริเวณที่มีความเข๎มข๎นของสารน๎อยกวาํ การเคลอ่ื นที่จะเกดิ ข้นึ จนกระท่ังความเขม๎ ขน๎
ของทั้งสองด๎านมคี วามเข๎มขน๎ เทาํ กันเรียกวํา Equilibrium มี 2 ประเภท คือ
1.1 การแพรํแบบธรรมดา (simple diffusion)
- เป็นการเคลอ่ื นที่ของโมเลกุลของสารท่ีมีความเข๎มข๎นมากกวาํ ไปยงั บริเวณทม่ี คี วาม
เขม๎ ข๎นน๎อยกวาํ จนกระทงั่ ทั้ง 2 บริเวณสมดุล
- เป็นการลาเลยี งผาํ นช้ันลพิ ดิ ของเย่ือหุม๎ เซลล์
- ไมตํ ๎องใช๎พลังงงานจากเซลล์แตอํ าศยั พลังงงานจลนจ์ ากมวลสารท่เี คล่อื นที่ไปทุกทศิ ทุกทาง
เรยี กการเคล่อื นท่แี บบนี้วาํ Brownian motion ต้งั ช่อื ตามนักพฤกษศาสตร์ Robert Brown ผู๎
ค๎นพบ
- ไมํต๎องอาศยั โปรตีนตวั พา (protein carrier) หรอื ชํองโปรตนี (protein channel)
- สารท่มี ีโมเลกุลขนาดเลก็ และละลายในไขมันไดด๎ ี เชนํ กรดไขมัน วิตามนิ A D E K และสารไมํมี
ขั้วจะเข๎าสํูเซลลโ์ ดยกระบวนการแพรํผาํ นเย่ือหม๎ุ เซลล์ได๎ดี และมีอัตราการแพรํผํานเยื่อห๎มุ
เซลลไ์ ด๎สูง
- เกิดท้งั ในส่ิงไมมํ ีชวี ติ (ของแขง็ ของเหลว แก๏ส) และสิ่งมชี วี ิต (พชื สตั ว์ โพรทสิ ต)์ เชนํ
การแลกเปลยี่ นแก๏สออกซิเจนและแก๏สคารบ์ อนไดออกไซด์ระหวํางถงุ ลมกับหลอด
เลอื ดฝอย หรือระหวาํ งหลอดเลือดฝอยกับเน้ือเยื่อ
การลาเลียงกรดไขมนั เข๎าสูํ epithelium cell ทผี่ นงั ลาไส๎เล็ก
การลาเลียง steroid hormone เขา๎ – ออกเซลล์
117 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 4 ครูกาไล
1.2 การแพรํแบบฟาซลิ เิ ทต (Facilitated Diffusion)
- เปน็ การเคล่อื นทีข่ องโมเลกุลหรือไออนของสารที่มีความเขม๎ ข๎นมากกวําไปยังบรเิ วณที่มีความ
เข๎มข๎นน๎อยกวาํ จนกระท่งั ทั้ง 2 บรเิ วณสมดุล
- ไมตํ อ๎ งใชพ๎ ลงั งงานจากเซลล์แตํอาศยั พลงั งงานจลนจ์ ากมวลสารทเ่ี คลือ่ นที่
- ต๎องอาศัยโปรตนี ตัวพา (protein carrier) หรือชํองโปรตีน (protein channel) ในการลาเลยี ง
สาร
- การแพรํแบบนี้จะเกิดข้ึนไดเ๎ ร็วกวําการ แพรํแบบธรรมดา และมคี วามจาเพาะตํอสารท่ลี าเลยี ง
- เกดิ ขน้ึ ในส่งิ มีชวี ิตเทํานนั้ เชํน
การลาเลยี งกลโู คส กรดอะมโิ น เขา๎ สํเู ซลล์ การนาคาร์บอนไดออกไซด์ในรูป HCO3-
ออกนอกเซลล์เมด็ เลือดแดง
การลาเลียง Na+ และ K+ ผาํ นเยอ่ื หุม๎ เซลลป์ ระสาทขณะถูกกระต๎ุน
การดดู กลบั ยเู รยี ที่ collecting duct
การลาเลียงนา้ เขา๎ – ออกเซลล์ (aquaporin)
- ปจั จัยทมี่ ผี ลตอํ การแพรํของสาร
1. ผลตํางของความเขม๎ ข๎นของสาร (concentration gradient) : ผลตาํ งมากแพรํได๎เร็ว
2. ขนาดของโมเลกลุ ของสาร : ขนาดเลก็ แพรํไดเ๎ ร็ว
3. อณุ หภมู ิ : อุณหภมู ิสงู การแพรเํ รว็ เป็นการเพมิ่ พลงั งานจลน์ให๎แกํสาร
4. พ้นื ทีผ่ วิ ท่ีสารผํานได๎ : พื้นท่ผี วิ มากแพรํได๎เร็ว
5. ความหนืดของตัวทาละลาย : ความหนดื ของตวั ทาละลายน๎อยจะแพรํไดเ๎ รว็
118 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครกู าไล
2. การออสโมซสิ (osmosis)
- คอื การเคล่ือนท่ีของโมเลกุลน้าผาํ นเยื่อเลอื กผําน (semipermeable membrane) จาก
บรเิ วณที่มีน้ามาก (ความเข๎มข๎นนอ๎ ย) ไปยงั บรเิ วณท่ีมีน้านอ๎ ย (ความเข๎มข๎นมาก) จนกระทัง่ ทั้ง
2 บรเิ วณมีความเข๎มขน๎ เทํากัน
- นอกจากเยื่อหุ๎มเซลล์ท่ีมสี มบัติเป็นเยอ่ื เลือกผาํ นแล๎ว membrane ท่นี ิยมใช๎กนั มาก เชํน เยอ่ื
กระดาษเซลโลเฟน เยื่อไขํขาว เป็นต๎น
- ตวั ถูกละลายไมํสามารถผาํ นได๎ จะผาํ นได๎เฉพาะนา้ (ตวั ทาละลาย) เทาํ นัน้
- เครือ่ งมือท่ีใช๎ในการวดั กระบวนการออสโมซิสคือ Osmometer วดั ความเตงํ /เห่ียวของถงุ หรือ
ใช๎หลอดวดั ระดบั ของเหลว
- ความดนั ทีเ่ กีย่ วข๎องกับแรงดันออสโมซิสคือ แรงดนั ออสโมซสิ (osmosis pressure) และ
แรงดนั เตงํ (turgor pressure)
- พบไดท๎ ้ังในสงิ่ มชี ีวติ หรือไมํมชี ีวิตกไ็ ด๎ เชํน
การดูดน้าของขนรากพชื หรอื ในลาไสใ๎ หญํ
Protozoa น้าจดื น้าจะออสโมซิสเขา๎ สํูเซลล์ และมี contractile vacuole ในการกาจัด
นา้ สวํ นเกินออกจากเซลล์
แรงดนั ออสโมซสิ (osmosis pressure) : แรงดนั ออสโมซิสเป็นแรงดนั ท่ีเกิดจากความเข๎มข๎นของ
ตวั ถกู ละลาย แรงดนั ออสโมซิสแปรผันตามความเขม๎ ข๎นของตัวถกู ละลายมหี นํวยเป็นมลิ อิ อสโมล
ตํอลติ ร (mOsm/L) บริเวณทมี่ ีแรงดนั ออสโมซสิ สูงจะมกี ารดูดนา้ เข๎าหาบรเิ วณนนั้ ๆ เรียกวํา
Hyperosmolar บรเิ วณที่มแี รงดันออสโมซสิ ต่าจะมีการเสียนา้ ไปจากบริเวณน้ันๆ เรยี กวํา
Hypoosmolar สารละลายแบํงออกเป็น 3 ประเภท ตามแรงดนั ออสโมซิส ไดแ๎ กํ
1. สารละลายไอโซโทนิก (isotonic solution : 300 mOsm/L) หมายถึง สารละลายภายนอก
เซลลท์ ี่มแี รงดันออสโมซิสเทํากบั สารละลายภายในเซลล์ เซลล์นน้ั จะมปี ริมาตรคงที่ ไมํมกี าร
เปล่ยี นแปลงเกิดขน้ึ เชํน การให๎นา้ เกลือแกํผปู๎ ว่ ย ความเข๎มข๎นของนา้ เกลือ 0.9% เป็น
isotonic solution กบั เซลล์ในราํ งกาย
2. สารละลายไฮเพอร์โทนกิ (hypertonic solution : มากกวํา 300 mOsm/L) หมายถึง
สารละลายภายนอกเซลลท์ ี่มีแรงดนั ออสโมซสิ สูงกวําสารละลายภายในเซลล์ ทาใหน๎ ้าออสโม
ซิสออกจากเซลลส์ ภูํ ายนอกเซลล์ จึงทาใหเ๎ ซลลล์ ดขนาดเกดิ การเหี่ยว เรียกปรากฏการณ์น้ีวํา
พลาสโมไลซสิ (plasmolysis) คือการทโ่ี พรโทพลาสซึมแยกออกจากผนงั เซลล์พืช ถา๎ เซลล์
สัตวเ์ หี่ยว เรยี กวํา crenation เชํน การท่ใี สปํ ุ๋ยเคมีให๎แกํพชื มากเกินไปพชื จะเหีย่ วและตาย
ในท่สี ดุ
3. สารละลายไฮโพโทนกิ (hypotonic solution : น๎อยกวาํ 300 mOsm/L) หมายถงึ
สารละลายภายนอกเซลล์ท่ีมีแรงดันออสโมซสิ ต่ากวาํ สารละลายภายในเซลล์ ทาให๎น้าออสโม
119 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4 ครูกาไล
ซิสจากสารละลายภายนอกเซลล์สํูภายในเซลล์ จงึ ทาใหเ๎ ซลล์เกิดการเตงํ หรือแตกได๎ เรยี ก
ปรากฏการณ์นว้ี าํ พลาสโมไทซิส (plasmoptysis) ในเซลล์สัตว์อาจจะแตกได๎ เรยี กวาํ cell
lysis เชนํ เซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดง เซลลจ์ ะแตกออกเรียก haemolysis
การลาเลียงสารผาํ นเยอ่ื หม๎ุ เซลลแ์ บบใชพ๎ ลังงาน *เป็นกระบวนการที่สาคัญทส่ี ุดในการรักษาสมดุลของเซลล์*
- แอกทีฟทรานสปอรต์ (active
transport) เป็นการเคลื่อนที่ของโมเลกลุ
ของสารใดๆ จากบรเิ วณท่มี คี วามเขม๎ ขน๎
ต่าไปยงั บรเิ วณทมี่ ีความเขม๎ ข๎นสงู
- โดยอาศัยโปรตีนเปน็ ตวั พา
(protein carrier) และต๎องใช๎พลงั งาน
(ATP) จากเซลล์
- เกิดสง่ิ ทม่ี ีชวี ติ เทาํ นน้ั เชนํ
Na+ - K+ pump บน
membrane ของเซลล์ประสาท
การดดู ซึมแรธํ าตขุ องพืช
การหลัง่ HCl ในกระเพาะอาหาร
การดูดสารที่มีประโยชน์กลบั คืนทท่ี ํอหนํวยไตสวํ นต๎น หรือ การดูดซึมอาหารท่ลี าไส๎เล็ก
เชนํ Na+ - glucose หรือ amino acid co transport
การสะสม K+ ในสาหราํ ย Nitella ได๎สูงกวาํ ในนา้ จดื 1,065 เทํา
120 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ครกู าไล
กลไกการลาเลยี งสารไมผ่ ่านเย่อื หุ้มเซลล์ (bulk transport) หรือการสรา้ งเวสเิ คลิ
เย่ือหมุ๎ เซลล์มีคณุ สมบตั ิในการเปล่ยี นแปลงรูปราํ ง โดยการแยกตัวออกจากกันหรือรวมตัวกนั ได๎ จงึ ทา
ใหเ๎ ซลลส์ ามารถลาเลียงสารโมเลกลุ ใหญํผาํ นเข๎าออกเซลล์ได๎ โดยการสรา๎ งถุงหรือเวสเิ คิล (vesicle) การ
ลาเลยี งในลกั ษณะดงั กลําวตอ๎ งอาศยั พลงั งาน และการทางานของ microfilament ซง่ึ แบํงได๎ 2 ประเภท คือ
เอกโซไซโทซิส (exocytosis) และเอนโดไซโทซิส (endocytosis)
1. เอกโซไซโทซิส (exocytosis)
- เป็นการเคลอื่ นที่ของสารท่ีมีขนาดโมเลกลุ ใหญํออกจากเซลล์ โดยสารเหลาํ น้นั จะบรรจอุ ยํูในเวสเิ คลิ
(vesicle) จากน้ันเวสเิ คลิ จะคํอยๆ เคลอื่ นเข๎ามาเชื่อมรวมกับเยือ่ ห๎มุ เซลล์ ทาใหส๎ ารทีบ่ รรจุอยํใู นเวสิเคิลถกู
ปลอํ ยออกสูนํ อกเซลล์
- ต๎องใชพ๎ ลงั งานจากเซลลใ์ นรปู ATP และอาศัยการทางานของ microfilament
- ไมตํ อ๎ งอาศยั โปรตีน
- มีการเพม่ิ พ้ืนท่ีของ cell membrane
- ตวั อยําง เชํน
การหลัง่ ฮอร์โมนตํางๆ เชนํ peptide hormone
การหลั่งเอนไซม์ตํางๆ เชํน การหลัง่ enzyme ของตํอมน้าลาย/ผนงั กระเพาะอาหาร/ลาไส๎
เลก็ /ตบั อํอน
การหลง่ั แอนติบอดีของเซลลเ์ ม็ดเลอื ดขาวชนิด lymphocyte
การหล่ังสารสอื่ ประสาทออกนอกเซลลป์ ระสาท
- ข้นั ตอนในการเกดิ กระบวนการ เอกโซไซโทซิส (exocytosis มีดังน้ี cell membrane
………… Golgi body …………………
121 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 ครกู าไล
2. เอนโดไซโทซิส (endocytosis)
- เป็นการเคลื่อนทีข่ องสารทม่ี ีขนาดโมเลกลุ ใหญํจากสง่ิ แวดล๎อมเขา๎ สูํเซลล์ โดยสารเหลําน้นั จะถกู
นาเข๎าในเวสเิ คลิ (vesicle) โดยการเว๎า หรือ การยน่ื ของไซโทพลาสซมึ จนเกดิ เวสิเคิล (vesicle) เขา๎ สํูเซลล์ได๎
- ตอ๎ งใชพ๎ ลงั งานจากเซลล์ในรูป ATP และอาศัยการทางานของ microfilament
- บางกรณีต๎องอาศัยโปรตนี
- มีการลดพน้ื ท่ีของ cell membrane
- แบํงออกเป็น 3 วธิ ี คือ
2.1. ฟาโกไซโทซสิ (phagocytosis) : เปน็ การลาเลียงทมี่ ีขนาดโมเลกุลใหญํท่ีไมํละลายน้าเขา๎ สํูเซลล์
โดยการย่นื สํวนของไซโทพลาซมึ ไปโอบล๎อมสารนั้นๆ แล๎วสรา๎ งเป็นเวสิเคิลนาเข๎าไปภายในเซลล์
เชนํ การกินอาหารของอะมบี า การกนิ เชื้อโรคของเมด็ เลือดขาว (ยกเวน๎ เม็ดเลือดขาว
lymphocyte) ราเมือกระยะเคล่ือนที่ (slime mold) choanocyte และ amoebocyte ของ
ฟองนา้
2.2 พโิ นไซโทซสิ (pinocytosis) : เปน็ การลาเลียงท่ีมขี นาดโมเลกุลใหญํท่ีอยูํในรูปของเหลวเขา๎ สูํ
เซลล์ โดยการเว๎าสวํ นของเยื่อหุ๎มเซลล์ แล๎วล๎อมรอบสรา๎ งเป็นเวสิเคลิ นาเข๎าไปภายในเซลล์ เชนํ
การดดู โปรตีนขนาดเล็กกลบั คืนทที่ อํ ของหนํวยไตสวํ นตน๎ การดดู ซึมไขมัน (oil drop) ทไี่ มโค
รวิลลไล (microvilli) ในลาไส๎เลก็
2.3 การนาสารเขา๎ สํูเซลลโ์ ดยอาศัยตวั รบั (receptor-mediated endocytosis) : เป็นการลาเลยี ง
สารเข๎าสํูเซลลท์ ีเ่ กิดขึ้นโดยมโี ปรตนี ที่อยบูํ นเยื่อหมุ๎ เซลลเ์ ป็นตัวรับ (สาร) ซึ่งสารทถ่ี กู ลาเลยี งเข๎าสํู
เซลลด์ ว๎ ยวิธีนจี้ ะต๎องมีความจาเพาะในการจับกับโปรตนี ตวั รับ (protein receptor) ทีอ่ ยูบํ นเย่ือ
หุ๎มเซลล์จึงจะสามารถนาเข๎าสูเํ ซลลไ์ ด๎ เชนํ การลาเลียง cholesterol ในรูป lipoprotein เข๎าสํู
เซลล์ (LDL,HDL) การสรา๎ งโปรตนี ไขแํ ดงท่ีสร๎างจากตับเข๎าสเํู ซลล์ ovum ของไกํและ
สัตวเ์ ลอื้ ยคลาน
122 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ครกู าไล
3.4 การหายใจระดับเซลล์ (cellular respiration)
การหายใจระดับเซลล์ (cellular respiration) เปน็ กระบวนการ catabolism ที่
เปลย่ี นแปลงพลังงานเคมซี ึง่ อยใู่ นรูปพนั ธะเคมีใหม้ าอยู่ในรปู สารพลงั งานสูงที่เรียกว่า..................
(Adenosine triphosphate) เพ่อื นาใช้ในกจิ กรรมต่างๆ ของเซลล์ในการดารงชวี ิต พลังงานทเี่ ซลล์
นาไปใช้ไดน้ ้ันไดม้ าจากการสลายสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน จากอาหารที่
รา่ งกายได้รบั จากกระบวนการยอ่ ยอาหาร
ความรู้เพมิ่ เติม
กระบวนการสรางพนั ธะเคมีท่ีมีพลงั งานสูงของ ATP ทเ่ี รียกวา ฟอสโฟรีเลชนั น้นั เกิดได วิธี คือ
1. ซบั สเตรต ฟอสโฟรีเลชัน (substrate phosphorylation) เปน็ การสรา๎ ง ATP จากสารพลงั งาน
สูงอ่นื ๆ
2. ออกซเิ ดตีฟ ฟอสโฟรเี ลชนั (oxidative phosphorylation) เปน็ การสรา๎ ง ATP จากสารนา
อเิ ล็กตรอน (NADH และ FADH2) โดย NADH และ FADH2 สามารถถาํ ยอเิ ล็กตรอนให๎แกํ
ออกซเิ จน โดยผาํ นลูกโซขํ นสํงอเิ ล็กตรอน (electron transport chain) ในไมโทคอนเดรยี
(mitochondria) ทาให๎เกดิ พลงั งานทจ่ี ะทาให๎เกิดปฏิกริ ิยาระหวาํ ง ADP กบั ฟอสเฟตเป็น ATP
123 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4 ครกู าไล
3. โฟโตฟอสโฟรเี ลชนั (photophosphorylation) เปน็ การสรา๎ ง ATP จากพลังงานแสงสาหรบั
สง่ิ มีชวี ิตทสี่ งั เคราะห์แสงได๎ โดยพลังงานแสงจะทาใหน๎ า้ แตกตวั ใหอ๎ อกซเิ จน โปรตอน และ
อิเลก็ ตรอน และอเิ ลก็ ตรอนจะถกู ขนสํงไปตามลกู โซํขนสํงอิเลก็ ตรอนของคลอโรพลาสตท์ าให๎เกดิ
พลงั งานที่จะทาให๎เกิดปฏกิ ริ ยิ าระหวําง ADP กบั ฟอสเฟตเป็น ATP
การสลายสารอาหารระดับเซลล์ (cellular resoiration) มี 2 แบบ คอื
1. แบบใชอ๎ อกซเิ จน (aerobic respiration) คอื สภาวะทมี่ ีแกส๏ ออกซิเจนเพียงพอ แก๏ส O2 จะเป็น
ตัวรบั อเิ ล็กตรอนตัวสุดทา๎ ย
2. แบบไมํใช๎ออกซเิ จน (anaerobic respiration) คือ สภาวะท่ีมแี กส๏ ออกซิเจนไมเํ พียงพอจะมสี าร
อน่ื ทม่ี ารบั อเิ ลก็ ตรอนตวั สดุ ท๎าย ไมใํ ชํ แกส๏ O2
124 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ครกู าไล
3.4.1 การหายใจแบบใช๎ออกซเิ จน (aerobic respiration)
คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารหลกั ที่เซลลน์ าไปสรา๎ งพลงั งาน โดยเม่ือผํานกระบวนการยํอยอาหารจะ
ได๎ monosaccharide คอื น้าตาลกลโู คส ซึง่ จะต๎องผํานกระบวนการสลายสารอาหารระดับเซลล์เพ่ือให๎ได๎
พลังงานในรปู ของ ATP ซึง่ ประกอบดว๎ ยกระบวนการตาํ งๆ ดงั นี้
1. กระบวนการไกลโคไลซสิ (glycolysis) หรอื EMP pathway
2. กระบวนการสรา๎ งอะซิทิลโคเอนไซม์ เอ (acetyl coenzyme A production)
3. วฏั จกั รเครบส์ หรอื วฏั จกั รกรดซติ รกิ (Krebs cycle, citric cycle, tricarboxilic acid cycle :
TCA)
4. กระบวนการถาํ ยทอดอเิ ลก็ ตรอน (electron transport chain : ETC)
1. กระบวนการไกลโคไลซิส (glycolysis) หรือ EMP pathway
- เป็นกระบวนการสลายน้าตาลกลโู คส (C6H12O6) ซง่ึ มี C 6 อะตอมซ่ึงเป็นสารตัง้ ต๎นให๎กลายเปน็ กรด
ไพรวู ิก (pyruvic acid) (C3H4O3) ซึ่งเป็นสารทม่ี ี C 3 อะตอมเปน็ สารผลติ ภัณฑ์จานวน
........................................................โมเลกุล
- กระบวนการนเี้ กิดขน้ึ ในสงิ่ มีชีวติ ทุกชนดิ ไมํวาํ จะมอี อกซเิ จนหรือไมํก็ตาม
- เกดิ ขึ้นใน………………………………………………..........................ทั้งเซลล์โพรคาริโอต หรือเซลล์ยคู าริโอต
- ประกอบด๎วยปฏิกริ ิยายํอย 10 ขน้ั ตอนยํอยๆ ซ่ึงสามารถสรุปได๎ดงั น้ี
ในชํวงแรกของปฏิกริ ยิ ามีการใชพ๎ ลงั งานจาก ATP จานวน 2 โมเลกลุ (ชํวงลงทนุ )เพ่ือเติมหมูํ
ฟอสเฟตใหก๎ ับโมเลกลุ ของนา้ ตาล จากนั้นถกู สลายให๎อยูใํ นรปู ของสารประกอบท่ีมีคารบ์ อน 3
อะตอม จานวน 2 โมเลกลุ คือ G3P (glyceraldehyde 3-phosphate) และ DHAP
(dihydroxyacetone phosphate) โดย DHAP สามารถเปลี่ยนมาเปน็ G3P ได๎
ชํวงหลังจะมีการสรา๎ ง ATP ข้นึ จานวน 4 โมเลกุล (ชํวงคืนกาไร) โดย G3P จานวน 2
โมเลกลุ ถูกสลายตํอจนกลายเปน็ กรดไพรูวกิ จานวน 2 โมเลกลุ จงึ ได๎ ATP สทุ ธิ จานวน...........โมเลกุล
และ NAD+ (nicotinamide adenine dinucleotide) ถูกออกซิไดซ์ (รับอิเลก็ ตรอน)ใหเ๎ ปน็ สาร
พลังงานสงู คือ NADH+H+ จานวน............โมเลกลุ ข้ันตอนการสร๎างพลังงานจากกระบวนการไกล
โคไลซสิ น้ีเรยี กวาํ .....................................................................................................................................
- สรปุ ปฏิกิรยิ าสุทธิ คอื C6H12O6+….ADP+…Pi+….NAD+ …….C3H4O3+……ATP+…….NADH
125 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล
126 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ครกู าไล
2. กระบวนการสรา๎ งอะซิทิลโคเอนไซม์ เอ (acetyl coenzyme A production)
- เป็นจุดเช่ือมตํอระหวาํ งไกลโคไลซิสและวัฏจักรเครบส์
- ในสภาวะทีม่ ีออกซิเจนกรดไพรวู กิ จะเขา๎ สูํ..........................ซึ่งปฏิกริ ยิ านีเ้ กิดข้ึนบรเิ วณ......................
- สารตง้ั ต๎นคอื pyruvate จานวน 2 โมเลกลุ ถกู ออกซิไดซโ์ ดย NAD+ ได๎เปน็ NADH จานวน...............
โมเลกุล และปลํอย CO2 ออกมาจานวน...................โมเลกลุ เกดิ เปน็ กรดอะซิติก หลังจากนั้นถูกตรึง
เข๎ากับ coenzyme A ได๎เป็น acetyl coenzyme A จานวน................................................โมเลกลุ
- สรปุ ปฏกิ ริ ิยาสุทธิ คอื ….pyruvate +……NAD++…coenzyme A …..acetyl coA +…..NADH
+…….CO2
3. วัฏจักรเครบส์ หรือ วัฏจักรกรดซิตริก (Krebs cycle, citric cycle, tricarboxilic acid cycle : TCA)
- เป็นปฏิกริ ิยาการสลาย acetyl coA ใหเ๎ ป็น CO2 อยํางสมบูรณ์
- ช่ือเรียกของข้นั ตอนต้งั เปน็ เกียรติแกผํ ู๎คน๎ พบ เซอร์ ฮนั ส์ อดอล์ฟ เครบส์ (Sir Hans Adolf krebs)
นกั เคมชี าวอังกฤษ
- ปฏิกริ ิยาน้ีเกดิ ขึ้นบรเิ วณ..................................ของ..............................................................................
- สารต้ังต๎น คอื acetyl coA ซึ่งเป็นสารทมี่ คี าร์บอน 2 อะตอม (C2) จานวน………โมเลกลุ รวมตวั กบั
กรดออกซาโลอะซิติก (oxaloacetic acid หรอื OAA) เป็นสารท่มี ีคาร์บอน 4 อะตอม (C4) ไดส๎ าร
ตัวใหมํคอื กรดซิตริก (citic acid) ซ่ึงเปน็ สารท่ีมคี ารบ์ อน 6 อะตอม (C6) มกี ารเปลย่ี นแปลงหลาย
ข้ันตอนโดยมเี อนไซมเ์ ปน็ ตวั เรงํ ปฏิกริ ยิ า ในขณะเกดิ ปฏกิ ิริยาจะมีการดงึ .................................ซ่งึ ม\ี
คาร์บอน 1 อะตอม (C) ออกจากโมเลกลุ ของกรดซติ ิกทาให๎ C อะตอมของกรดซิติกลดลงเหลอื 5C
กลายเป็นกรดแอลฟา่ คีโตกลูตารกิ (α – ketoglutaric acid) และลดลงเหลือ 4C เปน็ .....................
แลว๎ ไปรวมตัวกบั acetyl coA อกี ครั้งเป็นวฏั จักร นอกจากนยี้ ังมีการออกซิไดซ์สารในวฏั จักรเพ่อื
สรา๎ ง NADH จาก NAD+ และสรา๎ ง FADH2 จาก FAD (flavin adenine dinucleotide) และสรา๎ ง
GTP (guanine triphosphate) ซึ่งเกิดจากกระบวนการ....................................................................
เหมือนในไกลโคไลซสิ
127 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ครูกาไล
- สรปุ ปฏิกิรยิ าใน 1 รอบจาก acetyl coA 1 โมเลกลุ จะได๎ 2CO2 + 3 NADH + 1 FADH2 + 1 ATP
4. กระบวนการถํายทอดอิเล็กตรอน (electron transport chain : ETC)
- เป็นกระบวนการทนี่ า NADH และ FADH2 มาสํงตอํ ให๎ตัวถํายทอดอิเล็กตรอน เป็นทอดๆ ซ่งึ เป็น
โปรตนี ทฝ่ี งั ตวั อยํูบรเิ วณ.................................................................................ของ mitochondria
- ตัวรับอิเลก็ ตรอนตัวสดุ ทา๎ ย คอื ...................................จนกลายเปน็ .....................................................
- ทุกครง้ั ท่ีมกี ารสงํ ตํออเิ ลก็ ตรอน จะมีการปลดปลอํ ยพลังงานออกมาทีละน๎อย พลังงานเหลาํ นี้
นาไปใชใ๎ นการปั๊ม H+ จากบรเิ วณ...........................เขา๎ ส.ํู .............................................................ด๎วย
กระบวนการ active transport สองบริเวณนจ้ี ะเกดิ ความตํางของคํา pH (pH gradient) และ
ความตํางศกั ย์ไฟฟา้ (electrical potential) จึงทาให๎เกดิ แรงขับเคลื่อน H+ จากบริเวณ………………..
ผํานเอนไซม์ ATP synthase ในระหวํางน้ันจะมีการสร๎าง ATP ขนึ้ 1โมเลกลุ จาก............................
128 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4 ครกู าไล
กระบวนการสรา๎ ง ATP แบบนเี้ รยี กวาํ ...................................................................................และการ
ทนี่ าความเข๎มขน๎ ของโปรตอน (H+) มาสร๎าง ATP เรยี กวาํ ..................................................................
- ลาดบั การถาํ ยทอดอเิ ล็กตรอน เปน็ ดงั น้ี
- ดังนั้น เม่อื NADH สํงถํายอเิ ล็กตรอนไปจนถงึ O2 จะได๎พลงั งาน 3 ATP สํวน FADH2 จะได๎พลงั งาน
2 ATP
ตารางสรปุ กระบวนการตํางๆ ของการหายใจระดับเซลล์
กระบวนการ CO2 NAHD FADH2 ATP ATP จาก oxidative ATP รวม
phosphorylation
glycolysis - 2 โมเลกลุ - 2 โมเลกลุ ………………………………. …………….
การสรา๎ ง acetyl 2 โมเลกลุ 2 โมเลกุล - - ……………………………….. ……………
coA
Krebs cycle 4 โมเลกลุ 6 โมเลกลุ 2 โมเลกลุ 2 โมเลกุล …………………………….. ……………..
รวม 6 โมเลกลุ 10 โมเลกลุ 2 4 …………………………….. ……………….
โมเลกุล โมเลกลุ
- ในสิง่ มีชวี ิตพวกโพรคารโิ อต เชํน แบคทีเรีย กระบวนการสลายสารอาหารระดบั เซลล์ ต้ังแตไํ กล
โคไลซิสถงึ วฏั จักรเครบสจ์ ะเกิดข้ึนใน..........................................................................เนื่องจากไมํมีออรฺแกเนลล์
mitochondria สวํ นกระบวนการถํายทอดอิเล็กตรอนจะเกิดท่ี............................................ซึ่งเปลยี่ นแปลงมา
จากเยอ่ื หมุ๎ เซลล์
- ในการลาเลยี ง NADH จากกระบวนการไกลโคไลซิสเข๎าสูไํ มโทคอนเดรียโดยตรงนั้นไมํสามารถเข๎าไป
ได๎ ดงั นนั้ สง่ิ มีชีวิตจงึ ใช๎ shuttle system ในการนา NADH เขา๎ สูํ matrix ของ mitochondria ทางอ๎อม
129 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครกู าไล
โดยในเซลล์พวกหวั ใจ ตบั ไต จะมี NAD+ มารับ กลายเปน็ NADH เชํนเดมิ จงึ ได๎พลงั งานทง้ั หมด 38 ATP
สวํ นเซลล์อนื่ ๆ นน้ั จะมี FAD มารบั กลายเปน็ FADH2 พลงั งานจงึ ไดแ๎ คํ 36 ATP
3.4.2 การหายใจแบบไมใํ ช๎ออกซเิ จน (anaerobic respiration)
ในกรณที เี่ ซลล์มคี วามต๎องการ ATP ในปริมาณมากในระยะเวลาอนั สัน้ หรอื ในสภาวะท่ไี มํมีแกส๏ O2
กระบวนการถํายทอดอิเลก็ ตรอนจะหยดุ ชะงักลงเนื่องจาก.................................................................................
ทาให๎ NAHD และ FADH2 ไมํสามารถถาํ ยทอดอิเลก็ ตรอนไปยงั ตัวถาํ ยทอดอิเล็กตรอนตัวอื่นๆได๎ ดังนั้นการ
สรา๎ ง ATP จึงหยุดชะงักตามไปด๎วย ขณะท่ีกระบวนการไกลโคไลซิสยังคงดาเนนิ ตํอไปและจาเป็นต๎องใช๎ NAD+
กลับไปใชใ๎ นไกลโคไลซสิ อีกครั้งหนึ่งใช๎กระบวนการหมกั (fermentation)
กระบวนการหมัก (fermentation)
เปน็ กระบวนการสลายกลโู คสแบบไมํสมบรู ณ์ จะไมํเขา๎ สํวู ัฏจกั รเครบส์และกระบวนการถํายทอด
อิเลก็ ตรอน ซึ่งจะมีการเปลยี่ น NADH ทีส่ ะสมกลบั ให๎เปน็ NAD+ เพื่อนากลบั ไปใชใ๎ นขั้นตอน............................
เพ่ือใหเ๎ ซลลย์ ังสามารถสร๎าง ATP ตอํ ไปได๎ ซึง่ กระบวนการหมกั มี 2 รูปแบบ คอื
1. กระบวนการหมกั กรดแลกติก (lactic acid fermentation)
- กลูโคสจะถกู เปลีย่ นเปน็ ไพรูเวต จากนน้ั ไพรเู วตจะถูกเปล่ียนเป็นกรดแลกติก (lactic acid :
C3H6O3) โดยเอนไซม์ lactase dehydrogenase
- pyruvate เปน็ ตวั รับอเิ ลก็ ตรอนตัวสุดท๎ายจาก NADH
- ไดผ๎ ลติ ภณั ฑ์ คือ กรดแลกติก (lactic acid : C3H6O3)............ โมเลกุล และได๎ ATP จานวน 2
โมเลกุล
130 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ครูกาไล
- พบมากในแบคทเี รยี นามาใชใ๎ นอตุ สาหกรรมอาหาร เชนํ โยเกริ ์ต นมเปร้ยี ว ผลไม๎ดอง เป็นตน๎ รา
บางชนิด กลา๎ มเน้อื ลายของสตั ว์ เมด็ เลือดแดงของสัตวเ์ ล้ียงลูกดว๎ ยนม พืชบางชนดิ พยาธิตัวตดื
- สรปุ ปฏกิ ริ ยิ าสทุ ธิ …………………………………………………………………………………………………………………
รไู้ ว้ใชว่ า่ !!!
กรดแลกติกทีเ่ กดิ ข้ึนในกลา้ มเน้อื ลายสุดทา้ ยกรดแลกติกน้ี
จะถกู ลาเลียงไปทตี่ ับเพ่ือสังเคราะห์เป็นกลูโคสและนากลับมาใชไ้ ดอ้ กี
คร้งั
2. กระบวนการหมกั แอลกอฮออล์ (alcohol fermentation)
- กลโู คสจะถกู เปลีย่ นเปน็ ไพรูเวต จากน้นั ไพรเู วตจะถูกเปล่ียนเปน็ สารที่มี
คารบ์ อน 2 อะตอม เรียกวาํ .................................................(C2H4O) จานวน
2 โมเลกุล โดยมเี อนไซม์ไพรูเวตดีคาร์บอกซีเลส (pyruvate
decarboxylase) เป็นตัวเรํงปฏิกริ ยิ าและมีการปลดปลํอย CO2 ออกมาจานวน.................โมเลกุล
จากน้ัน acetaldehyde จะทาหน๎าที่รับอิเล็กตรอนจาก.............. เกิดเป็น ethanol (C2H5OH)
จานวน 2 โมเลกุล โดยเอนไซม์แอลกอฮอลด์ ีไฮโดรจีเนส (alcohol dehydrogenase) และ ได๎
ATP จานวน 2 โมเลกลุ (แบคทเี รียบางชนดิ สามารถเปล่ียน alcohol เป็น acetic acid หรือกรด
นา้ สม๎ สายชไู ด๎)
- ตวั ท่รี บั อิเล็กตรอนตัวสดุ ทา๎ ยคือ...........................................................................................................
131 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 ครกู าไล
- พบในพืช ยสี ต์ และแบคทเี รีย เชนํ กระบวนการหมักไวน์ การผลติ ขนมปงั ข๎าวหมาก ซ่ึงไดจ๎ าก
กระบวนการหมักยสี ต์ เป็นต๎น
- สรปุ ปฏกิ ริ ิยาสทุ ธิ …………………………………………………………………………………………………………………
จากการสลายน้าตาลกลูโคส 1 โมเลกลุ ในการหายใจแบบไมํใช๎ออกซิเจนได๎พลังงานเพยี ง 2 ATP
เทําน้นั ซึง่ ได๎พลงั งานน๎อยกวําการหายใจแบบใช๎ออกซเิ จนถงึ 18-19 เทาํ ดัง้นั การหายใจแบบใช๎ออกซเิ จนจึง
สาคญั ตํอส่งิ มีชวี ติ มากเพราะเปฌนกระบวนการที่ให๎พลังงานเป็นสํวนใหญใํ นการทากิจกรรมตํางๆภายในเซลล์
ตารางเปรียบเทยี บกระบวนการสลายสารอาหารระดับเซลล์แบบใช๎ออกซเิ จน และไมํใชอ๎ อกซเิ จน
ข้อเปรียบเทยี บ anerobic respiration lactic acid fermentation alcohol fermentation
1. กระบวนการเกดิ 4 ขน้ั ตอน 1 ขัน้ ตอน 1 ขัน้ ตอน
- glycolysis - glycolysis - glycolysis
- acetyl coA production
- krebs cycle
- electron transport chain
2. ตัวรบั อเิ ลก็ ตรอนตัวสุดทา๎ ย แก๏ส O2 pyruvate acetyldehyde
2 ATP 2 ATP
3. ATP ท่ไี ด๎ 36-38 ATP
4. การปลอํ ย CO2 6 โมเลกลุ - 2 โมเลกลุ
5. การสลายคารบ์ อนอะตอม สลาย C อะตอมหมดอยาํ ง สลาย C อะตอมไมสํ มบรู ณเ์ หลอื ใน สลาย C อะตอมไมสํ มบรู ณ์
ในกลูโคส สมบูรณ์ รปู lactic acid (C3) เหลือในรูป ethanol (C2)
132 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ครกู าไล
การสลายลิพิด
- ลพิ ิดเป็นแหลํงพลงั งานสารองของรํางกาย เม่อื ผํานกระบวนการยํอยอาหารจะได๎ monomer คอื
............................................................................และ.............................................. ............................
- กลเี ซอรอล (glycerol) ถกู เปลี่ยนเปน็ phosphoglyceraldehyde (PGAL) ในกระบวนการ
glycolysis
- สํวนกรดไขมัน (fatty acid) จะถกู ตดั ทอนเปน็ สารท่ีมี C 2 อะตอมแลว๎ เปล่ียนเป็น acetyl coA
เพ่ือเข๎าสูํกระบวนการ.............................................โดยกระบวนการตดั กรดไขมนั น้เี รียกวํา β –
oxidation ซงึ่ เกดิ ข้นึ ใน...............................................ซง่ึ กระบวนการ β – oxidation นี้จะต๎องใช๎
พลังงานไป 2 ATP และได๎น้าเปน็ ผลพลอยได๎
- สาเหตทุ ่ไี ขมนั ให๎พลงั งานสงู ทสี่ ุดในสารอาหารทง้ั หมดก็เพราะวํา กรดไขมัน 1 โมเลกลุ สามารถให๎
acetyl coA ได๎มากมาย แตํขอ๎ เสยี ของการสลายไขมนั คือได๎ ketone bodies
การสลายโปรตนี
- โปรตีนเป็นแหลงํ พลังงานสุดทา๎ ยทร่ี าํ งกายจะเลือกใช๎ เม่อื ผํานกระบวนการยอํ ยอาหารจะได๎
monomer คือ.....................................................................................................................................
- กรดอะมิโนแตํละชนิดสามารถเปลี่ยนแปลงเปน็ สารตาํ งๆไดห๎ ลายแนวทางตามชนิดของกรดอะมิโน
บางชนดิ เปลยี่ นเป็น pyruvate บางชนิดเปล่ียนเป็น acetyl coA เขา๎ สูํ krebs cycle ซ่งึ กรดอะมิ
โนทุกตัวจะตอ๎ งมกี ารกาจดั หมํู –NH2 ออกเสียกํอน โดยมี 2 กระบวนการ คือ....................................
เป็นการตัดหมูํ –NH2 ทง้ิ ไปเลย และ............................................................เปน็ การยา๎ ยหมูํ –NH2
ไปไว๎ท่ีสารอน่ื
- ดังนนั้ ในการสลายโปรตีนจะได๎....................................................ซงึ่ เป็นพษิ ตํอเซลล์ จึงต๎องนาไป
เปล่ียนให๎เปน็ ยูเรยี ท่ตี ับแล๎วสํงไปท่ีไตขับออกในรปู ของปัสสาวะ (urine)
133 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล
134 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครกู าไล
3.5 การแบง่ เซลล์ (cell division)
การเจริญเตบิ โต (growth) และการสืบพันธ์ุ (reproductive) เปน็ สมบัตพิ ื้นฐานทค่ี ญั อย่าง
หนง่ึ ของสิ่งมชี วี ติ การเจรญิ เติบโตหมายถงึ การเพิม่ จานวนของเซลล์ด้วยการแบง่ เซลล์ พวกเซลล์โพรคาริ
โอตไม่ซับซอ้ น เช่น แบคทีเรียการแบ่งเซลล์เพือ่ เพ่ิมจานวนจะเป็นการสืบพันธุ์ด้วยเช่นกัน สว่ นเซลลย์ ู
คาริโอตที่มคี วามซับซ้อนนอกจากมีการแบง่ เซลล์เพ่ือเพ่ิมจานวนแล้วยังมีการแบง่ เพอื่ สร้างเซลลส์ ืบพันธ์ุ
ด้วย
การแบํงเซลลข์ องส่ิงมีชีวติ ยคู าริโอตประกอบด๎วย 2 ขัน้ ตอน คอื
1. การแบํงนิวเคลยี ส (karyokinesis) ซึ่งมี 2 แบบ คอื การแบํงแบบไมโท
ซสิ (mitosis) และการแบํงแบบไมโอซสิ (meiosis)
2. การแบํงไซโทพลาสซมึ (cytokinesis) ซงึ่ ในเซลล์สัตวจ์ ะมีการคอดกิ่ว
(cleavage furrow) สํวนในเซลลพ์ ชื จะมกี ารสรา๎ งแผนํ ก้ันเซลล์ (cell plate)
จุดประสงค์ของการแบง่ เซลล์
1. ………………………………………………………………………………………………………………………………………....
2. ………………………………………………………………………………………………………………………………………....
3. …………………………………………………………………………………………………………………………………………
3.5.1 โครโมโซม (chromosome)
- มอี งค์ประกอบ 2 สวํ น คือ DNA และ โปรตีน (histone และ non histone)
- ในเซลล์ยคู าริโอตโครโมโซมอยํใู นนิวเคลยี สและในสภาวะปกติโครโมโซมจะมลี กั ษณะเป็นเส๎น
เรยี กวํา...................................................ในระหวํางแบงํ เซลลจ์ ะมีการขดตัวแนํน (chromosome
condensation) กลายเปน็ แทํง โครโมโซม (chromosome) ซง่ึ อาจจะมี 1 หรอื 2 แทํง ขึน้ อยูํกบั
ชวํ งระยะของเซลลป์ กติจะมี 1 แทงํ แตํถ๎ามีการแบํงเซลล์จะมี 2 แทํง แตลํ ะแทํงเรียกวํา โครมาทดิ
(chromatid) ยึดกนั ตรงตาแหนงํ ..........................................................................โดยแตํละโครมาทดิ
เรยี กวาํ ..............................................................................และบรเิ วณเซนโทรเมยี รจ์ ะพบโปรตีนทีท่ า
หน๎าท่เี ก่ียวกับการเคล่อื นที่ของโครโมโซมเรียกวํา................................................................................
- สิ่งมีชวี ิตแตํละชนดิ จะมีจานวนโครโมโซมคงที่ เซลลร์ าํ งกายมนษุ ย์ 1 เซลล์ (somatic cell) มี
โครโมโซมทัง้ หมด 46 แทํง หรือ....................คูํ ซึ่งโครโมโซมท่อี ยํูกันเปน็ คเํู รยี กวาํ .............................
แทงํ หนงึ่ มาจาก................................และอีกแทํงมาจาก.......................................ทาใหเ๎ ซลล์ราํ งกายมี
โครโมโซม 2 ชุด (2n) เรยี กวาํ .........................โดยคทูํ ่ี 1 -22 ในเพศหญิงและชายเหมอื นกนั เรยี กวํา
.........................................สวํ นคํทู ่ี 23 แตกตาํ งกันเรยี กวาํ ..........................................ในเพศหญงิ จะ
135 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 4 ครกู าไล
เป็น............................สํวนในเพศชายจะเป็น.........................สวํ นเซลลส์ ืบพนั ธุ์ (gamete) จะมชี ุด
ของโครโมโซมเปน็ ........................ของเซลลร์ าํ งกาย คอื n เรียกวํา......................................................
มี 23 แทํง แทํงที่ 1-22 เปน็ ..........................................สํวนแทํงท2่ี 3..................................................
136 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ครกู าไล
3.5.2 วัฏจักรเซลล์และการแบํงเซลล์แบบไมโทซสิ (cell cycle and mitosis)
วัฏจกั รของเซลล์ หมายถึง ชวํ งระยะเวลาการเปลีย่ นแปลงของเซลล์ ในขณะทเ่ี ซลล์ มกี ารแบงํ ตัว ซ่ึง
ประกอบด๎วย 2 ระยะ ไดแ๎ กํ การเตรียมตัวให๎พร๎อมท่ีจะแบํงเซลล์ (interphase) และกระบวนการแบงํ เซลล์
แบบไมโทซิส (mitotic phase หรอื M-phase)
เซลลบ์ างชนิดอาจเขา๎ สรํู ะยะ
G0 (G0 : resting stage) เปน็ ระยะ
กํอน G1 ระยะนเี้ ซลลจ์ ะมีการพกั ตัว
หรอื ต๎องมีการกระตนุ๎ กํอนจึงจะเข๎าสูํ
G1 ได๎ แตํบางเซลล์ก็อยูํระยะ G0
ตลอดไป คือไมํมีการแบํงเซลล์อีก เชํน
เซลลป์ ระสาท
1. ระยะอินเตอรเ์ ฟส (interphase)
ระยะนี้เปน็ ระยะเตรียมตวั ที่จะแบํงนวิ เคลยี สและไซโทพลาสซมึ เซลลใ์ นระยะน้จี ะมี
นิวเคลียสขนาดใหญเํ หน็ ไดช๎ ดั เจน และใช๎เวลานานท่สี ุดในวฏั จกั รเซลล์ แบงํ ออกเปน็ 3 ระยะยํอย คือ
1.1. ระยะกํอนสร๎าง DNA หรอื G1 phase (First gap phase) : เซลลม์ ีขนาดใหญํ มีการ
สังเคราะห์สารตาํ งๆ โดยเฉพาะ.............................................และเปน็ ระยะท่ีใชเ๎ วลานานสุด
1.2. ระยะสรา๎ ง DNA หรือ S phase (Synthesis phase) : เป็นระยะท่ีมีการจาลองตัวเองของ
DNA (DNA replication) ปรมิ าณ DNA เพิม่ ข้ึนเป็น........เทํา 1 โครโมโซมมี 2 โคมาทิด แตํ
จานวนแทงํ โครโมโซมเทาํ เดิม
1.3. ระยะหลังสรา๎ ง DNA หรือ G2 phase (Second gap phase) : มกี ารสรา๎ งโปรตนี และออร์
แกเนลลต์ าํ งๆเพิ่มขน้ึ ระยะน้ีมกี ารจาลอง centrosome เปน็ 2 เพื่อไปยังแตํละขั้วเซลล์
137 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครูกาไล
2. ระยะ M phase
เปน็ ระยะทม่ี กี ารแบงํ นิวเคลียส ใชเ๎ วลาสั้นๆ และแบํงไซโทพลาสซมึ การแบํงนิวเคลยี สแบํง
ออกเป็น 4 ระยะ ดงั นี้
2.1 ระยะโพรเฟส (prophase)
- เห็นนวิ เคลียสชัดเจน
- เยือ่ ห๎มุ นิวเคลยี สและนิวคลีโอลสั เริม่ สลายไป
- โครมาทนิ ขดตวั สัน้ มขี นาดใหญํขน้ึ จากกระบวนการ...................................
โดย 1 โครโมโซมประกอบด๎วย 2 ..............................................................
- เซนโทรโซม 2 ชุดมกี ารสรา๎ ง............................................เคลื่อนแยกออก
จากกนั ไปยังข้ัวเซลล์ เซลล์พชื ไมมํ ีเซนทริโอล แตํใช๎……………………………
ในการสร๎าง spindle fiber
- เสน๎ ใยท่สี ร๎างจาก centrosome ไปยังเยอื่ ห๎ุมเซลล์ เรยี กวาํ ......................
- ชํวงปลายของระยะน้มี ีโปรตีน...................................................ไปจับ
บริเวณ
Centromere เพ่อื ให๎ spindle fiber ยดึ จับโครโมโซมได๎
2.2 ระยะเมทาเฟส (metaphase)
- โครโมโซมเรยี งกนั อยบํู รเิ วณกลางเซลลใ์ นระนาบเดยี วกัน เรยี กแนว
ก่งึ กลางเซลล์ ซง่ึ เรยี กบรเิ วณน้วี าํ ...............................................................
และเรียกแนวกง่ึ กลางเซลล์วาํ ....................................................................
- sister chromatid แตํละข๎างจะหนั ไปทางข้ัวเซลล์แตลํ ะเซลล์
- เยื่อหม๎ุ นิวเคลยี สสลายตัวจนหมด
- ระยะนโ้ี ครโมโซมขดตวั เห็นชัดเจนทสี่ ดุ เหมาะแกํการศึกษารปู รําง
จานวนของโครโมโซม ซ่งึ การศกึ ษาโครโมโซม เรียกวํา...............................
138 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ครูกาไล
2.3 ระยะแอนาเฟส (anaphase)
- เป็นระยะท่ีมกี ารแยกกนั ของ sister chromatid โดยการดึงใหห๎ ํางออก
จากกัน โดยใช๎พลงั งานและปลดปลอํ ยโปรตนี …………………………
ของเสน๎ ใย spindle fiber ใหส๎ ั้นลง
- ใช๎เวลาในการเกิดสัน้ ท่สี ดุ ในระยะ M phase
- จานวนแทํงโครโมโซมเพม่ิ ขึ้นเป็น 2 เทาํ ของตอนเริ่มตน๎ เชํน เซลลแ์ มํมี
โครโมโซมเปน็ 2n = 6 ในระยะนีจ้ ะเป็น...............................................
- โครมาทดิ แตํละแทงํ จะไปเป็น daughter chromosome
2.4 ระยะเทโลเฟสและแบํงไซโทพลาสซึม (telophase and cytokinesis)
- ระยะนี้ spindle fiber สลายตวั หมด
- มีการสรา๎ ง nuclear membrane, nucleolus เห็นได๎ชัดเจน
- มกี ารสรา๎ งนวิ เคลยี สใหมํ 2 นิวเคลียส มีข๎อมูลทางพนั ธกุ รรมเหมอื นกบั
เซลลแ์ มํ (mother cell) ทุกประการและปริมาณ DNA……………………….
ปริมาณ DNA ของเซลล์แมํ
- โครโมโซมคลายตัวเปน็ ..................................................จากกระบวนการที่
เรียกวํา........................................................................................................
- เกดิ กระบวนการ cytokinesis ในเซลล์สตั ว์จะเกิดกระบวนการท่ีเรยี กวาํ
..........................................โดยเกดิ จากการทางานของ microfilament
สํวนในเซลล์พชื จะมกี ารสร๎างแผํนกั้นเซลล์ (cell plate) จากออรแ์ กเนลล์
ท่ีชือ่ วาํ .........................................................................................................
139 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล
140 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4 ครกู าไล
3.5.3 การแบํงเซลลแ์ บบไมโอซิส (meiosis)
- การแบํงเซลล์แบบ meiosis เป็นการแบงํ เซลล์เพื่อสรา๎ งเซลล์สืบพันธใ์ุ นสตั ว์และสร๎าง.......................
ในพืช
- ผลจากการแบงํ เซลล์ถ๎าเร่ิมตน๎ จากเซลลแ์ มํ 1 เซลล์จะได๎เซลล์ลกู จานวน 4 เซลล์ ทมี่ ีจานวน
โครโมโซมลดลงจากเซลลแ์ มํครึง่ หนึ่งจาก 2n n สาเหตุเกดิ จาก...............................................................
- โฮโมโลกัส โครโมโซม (homologous chromosome) คอื โครโมโซมคเูํ หมือนซ่งึ มียนี ทีค่ วบคุม
ลกั ษณะเดยี วกันอยูใํ นตาแหนํงเดียวกนั เรยี กวาํ ....................................................................เซลลม์ โี ครโมโซมคูํ
เหมอื นนน้ั จะมีโครโมโซมเป็น 2 ชุด เรียกวาํ ....................................................ซ่ึงชดุ หนงึ่ มากจากพํอ (sperm
คือเซลลส์ บื พนั ธข์ุ องเพศชายมชี ุดของโครโมโซมเป็น n เรียกวาํ haploid) และอีกชุดหนง่ึ มาจากแมํ (egg คือ
เซลลส์ ืบพนั ธขุ์ องเพศหญิงมชี ุดของโครโมโซมเปน็ n เรียกวาํ haploid) ซงึ่ เซลลส์ ืบพันธุ์ของพํอและแมํได๎มา
จากการแบํงเซลล์แบบ meiosis เมอ่ื มีการปฏิสนธิ เกดิ การรวมกนั ระหวาํ ง sperm (n) + egg (n) ได๎
..............................................................................................................................................................................
- การแบงํ เซลลแ์ บบ meiosis แบงํ เป็น 2 ระยะ คอื ระยะอินเตอร์เฟส (interphase) และระยะ M
phase ซงึ่ ระยะนจ้ี ะแบงํ ออกเปน็ 2 ระยะยํอย คือ meiosis I และ meiosis II (มีการแบงํ นวิ เคลยี ส 2 คร้ัง )
1. ระยะอินเตอรเ์ ฟส (interphase)
ระยะน้ีเซลล์มีการเตรียมความพรอ๎ มเชํนเดยี วกบั ในการแบํงเซลล์แบบ mitosis คือมีระยะ G1, S,
G2 โดยมีการจาลอง DNA เพิ่มขน้ึ เปน็ 2 เทาํ และจาลอง centrosome เป็น 2 ชดุ
2. ระยะไมโอซิส I (meiosis I) เปน็ การแยกกนั ของ homologous chromosome แบงํ เป็น 4 ระยะ
ยํอย คือ
2.1 ระยะโพรเฟส I (prophase I)
- มีการเปล่ยี นแปลงเหมือนไมโทซิสทกุ อยาํ งยกเว๎น คือ
1. มกี ารเขา๎ คูกํ ันของ homologous chromosome เรยี กวาํ ........................................................
2. เมอ่ื homologous chromosome เขา๎ คกูํ ันกจ็ ะมี chromatid 4 แทํง เรียกวํา.......................
3. ซึง่ อาจจะเกิดการแลกเปลี่ยนช้ินสํวนของ non sister chromatid เรยี กวาํ ...............................
ซ่ึงจะทาใหเ๎ กดิ ความหลากหลายทางพนั ธุกรรม เอ้ือตํอการเกดิ วิวัฒนาการ
4. บริเวณท่มี ีการไขว๎กันเพื่อแลกเปล่ียนชนิ้ สวํ นของสารพันธุกรรมเรียกวํา.....................................
141 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครกู าไล
รูประยะ โพรเฟส I
รปู ระยะ เมทาเฟส I 2.2 ระยะเมทาเฟส I (metaphase I)
- เปน็ ระยะที่ spindle fiber ทีย่ ึดเกาะกับ kinetochore บน
homologous chromosome สน้ั ลงทาใหโ๎ ครโมโซมมาเรียงตวั
กันเป็นคๆูํ ตามแนวระนาบของ........................................................
2.3 ระยะแอนาเฟส I (anaphase I)
- เป็นระยะทมี่ ีการแยกออกจากกนั ของ homologous
chromosome ในระยะนจี้ านวนแทํงของโครโมโซมยังเทําเดมิ เพราะ
..................................................ซ่ึงแตกตํางจาก anaphase ของ mitosis
รูประยะ แอนาเฟส I
142 | P a g e
เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4 ครูกาไล
2.4 ระเทโลเฟส I และไซโทไคเนซสิ (telophase I and cytokinesis)
- เปน็ ระยะที่มกี ารสรา๎ งเยื่อหุม๎ นิวเคลียสได๎
นวิ เคลียสใหมํ 2 นิวเคลยี ส สรา๎ ง นิวคลโี อลสั
- มกี ารคลายตวั ของโครโมโซม แตลํ ะโครโมโซมี
............................................................โครมาทิด
- จานวนชดุ ของโครโมโซมในแตํละเซลล์ลดลง
ครง่ึ หนง่ึ จากเซลล์แมํ จงึ เหลือ n (haplioid)
- มีการแบํงไซโทพลาสซึมโดยในเซลล์สัตว์จะเกดิ
.............................สวํ นเซลล์พชื จะเกิด.................
- ส้ินสดุ meiosis I แลว๎ จะได๎เซลล์ลกู 2 เซลล์ รปู ระยะเทโลเฟส I และไซโทไคเนซิส
143 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 ครกู าไล
3. ระยะไมโอซิส II (meiosis II) ประกอบดว๎ ย 4 ระยะยอํ ย คือ
ระยะโพรเฟส II (prophase II) เมทาเฟส II (metaphase II) แอนาเฟส II (anaphase II) และ
เทโลเฟส II (telophase II) ตามดว๎ ยการแบํงไซโทพลาสซึมคลา๎ ยกับการแบํงเซลลแ์ บบไมโทซิส โดยระยะ
แอนาเฟส II จะมีการแยกกันของ…………………………………………..เมื่อส้นิ สุดการแบํงเซลลแ์ บบไมโอซิส II
จะได๎เซลล์ลกู ท้งั หมด....................................เซลล์ ท่มี ีลกั ษณะทางพนั ธุกรรมทแี่ ตกตํางกัน แตลํ ะเซลลม์ ี
จานวนโครโมโซมเป็น......................................ของเซลล์แมํ (mother cell)
ความรู้เพ่มิ เติม
การเกดิ crossing over ในระยะ prophase I นนั้ อาจจะเกดิ หรอื ไม่เกดิ ขึ้นก็ได้ ถา้ ไม่เกดิ crossing over เซลล์
ลูกท้งั 4 เซลล์ จะมีลกั ษณะทางพันธุกรรมเหมอื นพอ่ 2 เซลล์ และเหมอื นเซลล์แม่ 2 เซลล์ เรยี กเซลลแ์ บบนว้ี ่า parental
type และหากเกดิ crossing over เซลล์ลกู ทั้ง 4 เซลล์ จะมีลกั ษณะทางพันธุกรรมท่แี ตกต่างกันทัง้ 4 เซลลโ์ ดยจะมี
parental type จานวน 2 เซลล์ และเซลลท์ ่แี ตกตา่ งจากพ่อแมอ่ กี 2 เซลล์ เรียกวา่ recombination type
144 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล
ตารางเปรียบเทยี บความแตกตาํ งของการแบงํ เซลลแ์ บบไมโทซิสและไมโอซสิ
ไมโทซสิ ไมโอซสิ
1. จานวนโครโมโซมหลังการแบงํ เทําเดิม 1. จานวนโครโมโซมหลงั การแบงํ ลดลงคร่งึ หน่งึ
2n 2n เน่ืองจากการแยกกนั ของโฮโมโลกสั โครโมโซม
2n n
2. ขบวนการแบํงเซลล์มีขน้ั ตอนเดยี วหลงั จากแบํง 2. ขบวนการแบงํ เซลลม์ ี 2 ข้นั ตอนหลังจากแบํงแลว๎
แลว๎ ได๎เซลลล์ กู 2 เซลล์ (daughter cell)และ ได๎เซลล์ลูก 4 เซลลไ์ มสํ ามารถแบงํ ตวั แบบไมโอซิส
สามารถแบงํ ตวั แบบไมโทซิสได๎อีก (เกดิ cell ได๎อีกแตํอาจแบํงตวั แบบไมโทซิสได๎
cycle)
3. ไมมํ ีการแลกเปลย่ี นชิน้ สวํ นของโฮโมโลกสั 3. เกิด crossing over มีการแลกเปลยี่ นชน้ิ สํวน
โครโมโซม ไมเํ กิดวิวฒั นาการ ของโฮโมโลกัสโครโมโซมที่มาเขา๎ คํู หรอื ไมเํ กิดกไ็ ด๎
กอํ ให๎เกิดวิวัฒนาการ
4. องคป์ ระกอบทางพนั ธกุ รรมและโครโมโซมของ 4. องค์ประกอบทางพันธุกรรมและโครโมโซมของ
เซลลใ์ หมเํ หมอื นกนั ซงึ่ เหมือนกับเซลลแ์ มํ เซลลใ์ หมอํ าจแตกตํางกนั ถ๎าเกิดครอสซงิ โอเวอร์
(mother cell)
5. โดยท่ัวไปเปน็ การแบงํ เซลล์ของรํางกายเพอื่ เพิม่ 5. โดยทว่ั ไปเกิดกับเซลล์ทจี่ ะทาหนา๎ ท่เี ซลล์สบื พันธ์ุ
จานวนเซลล์เพอ่ื การเจรญิ เตบิ โตหรอื การสืบพนั ธุ์ จงึ เป็นการแบํงเซลล์เพ่ือสร๎างเซลล์สืบพันธ์ุ
ในสง่ิ มีชวี ติ เซลล์เดียวและพืช
6. จะเรมิ่ เกิดการแบงํ เซลลข์ นึ้ ตั้งแตรํ ะยะไซโกตและ 6. จะเกิดขึ้นเมื่ออวยั วะสบื พันธุ์เจริญเตม็ ที่แลว๎
สืบเน่อื งกนั ไปตลอดชีวติ
7. เกิดการแบํงนวิ เคลียส 1 ครัง้ 7. เกดิ การแบํงนวิ เคลยี ส 2 ครั้ง
8. พบการแบงํ เซลล์รํางกายตํางๆ เพื่อการ 8. พบในการแบํงเซลล์สบื พนั ธใ์ุ นสตั วแ์ ละการสร๎าง
เจรญิ เติบโต สร๎างเซลล์ใหมทํ ดแทน สปอร์ในเซลล์พืช
145 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4 ครูกาไล
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 3
1. จากภาพกล๎องจุลทรรศน์ใช๎แสงเชิงประกอบ จงนาตัวอักษรทีแ่ สดงสํวนประกอบตาํ งๆของกล๎องเตมิ ใน
ชอํ งวํางหน๎าข๎อความที่ระบุถึงหน๎าที่ใหถ๎ ูกต๎อง
.....................1.1) หมนุ เปลยี่ นกาลงั ขยายของเลนสใ์ กล๎วตั ถุ
.....................1.2) ปรับปรมิ าณแสงทจี่ ะผํานไปยงั วตั ถุ
.....................1.3) ขยายภาพของวตั ถุทาใหเ๎ กิดภาพจรงิ หวั กลับ
.....................1.4) ทาให๎เกดิ ภาพขยายเปน็ ภาพเสมือนหัวกลับ
.....................1.5) ปรับภาพให๎เหน็ ชดั เจนขนึ้ เมื่อใช๎กบั เลนส์ใกล๎วัตถกุ าลังขยาย 40X ข้ึนไป
2. นาสาหรําย 2 ชนิด มาศึกษาภายใตก๎ ล๎องจลุ ทรรศน์ใชแ๎ สงกลอ๎ งเดยี วกัน ไดผ๎ ลดังภาพ
สาหราํ ย กาลังขยายของเลนสใ์ กลต๎ า กาลงั ขยายของเลนส์ใกล๎วัตถุ
A 10X 4X
B 10X 10X
เซลลส์ าหรํายชนดิ ใดมีความยาวของแตลํ ะเซลล์มากกวาํ กัน เพราะเหตุใด
ตอบ.......................................................................................................................... ..............................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
146 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วิชา ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล
3. จากการสงั เกตไมบ๎ รรทดั ภายใต๎กล๎องจลุ ทรรศนใ์ ชแ๎ สงเชงิ ประกอบที่มีกาลงั ขยาย 100 เทาํ พบวําเส๎น
ผํานศนู ยก์ ลางของจอภาพยาว 1.6 มิลลิเมตร เมื่อนาพารามีเซียมมาศึกษาภายใต๎กลอ๎ งจุลทรรศน์ท่มี ี
กาลังขยาย 400 เทาํ พบวําพารามเี ซียมยาว 1/4 ของเส๎นผํานศูนยก์ ลางของจอภาพ ดังน้ันพารามี
เซียมมีความยาวเทําใด ให๎แสดงวิธที า
ตอบ............................................................................................................................... .........................
....................................................................................................... .........................................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
4. ในการศึกษาตัวอยาํ งท่ีกาหนดให๎ภายใต๎กล๎องจุลทรรศนใ์ ห๎ใสเํ ครอ่ื งหมาย ✓ ในชอํ งชนดิ ของกลอ๎ ง
จลุ ทรรศน์ทใี่ ช๎ศึกษาให๎ถูกต๎อง
ตวั อยํางท่ศี ึกษา กล๎องจุลทรรศน์ใชแ๎ สงเชงิ กลอ๎ งจลุ ทรรศน์ใชแ๎ สง
ประกอบ แบบสเตอริโอ
1. นิวเคลียสของสไปโรไจรา
2. การไหลเวยี นของไซโทพลาสซมึ ของเซลล์
สาหรํายหางกระรอก
3. ลักษณะภายนอกของดว๎ ง
4. การงอกของหลอดละอองเรณูอยําง
ตํอเนอื่ งทร่ี ะยะเวลาตํางๆ ของดอก
แพงพวยฝร่งั (เรณูของดอกแพงพวยฝร่งั มี
เสน๎ ผํานศูนย์กลาง 60 ไมโครเมตร)
5. การผําตดั ไสเ๎ ดือนดินตลอดความยาวของ
ลาตัว
6. ฟาโกไซโทซิสของแมคโครฟาจ
147 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ วชิ า ว31205 ชวี วทิ ยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ครูกาไล
5. จากภาพแสดงโครงสรา๎ งของเซลล์ จงนาตวั อักษรทชี่ ้ีแสดงสํวนประกอบตํางๆ ของเซลลใ์ สํลงใน
ชอํ งวํางหน๎าข๎อความท่ีมีความสัมพันธ์กนั มากท่ีสุด
....................5.1) บรเิ วณที่มกี ารสร๎างไรโบโซม
....................5.2) ทาหน๎าท่ีเติมกลํุมคารโ์ บไฮเดรตให๎กบั โปรตีนหรือลพิ ิดท่ีสํงมาจาก ER
....................5.3) แหลํงผลติ สารพลังงานสงู ให๎แกํเซลล์
....................5.4) แหลงํ สร๎างโปรตนี ท่ีเปน็ องคป์ ระกอบของเยอ่ื ห๎มุ เซลล์
....................5.5) พบในเซลลส์ ตั ว์และส่ิงมชี ีวติ เซลลเ์ ดียว ไมํพบในเซลล์พชื และเห็ดรา
6. จากตารางร๎อยละของพนื้ ท่ีผวิ ของเยื่อห๎มุ สํวนตาํ งๆ ของเซลลต์ ับหนู (rat liver cell)
เยอ่ื หุ้มในสว่ นต่างๆ ของเซลล์ รอ้ ยละของพื้นทีผ่ ิว
Plasma membrane 1.81
rought endoplasmic reticulum 30.98
outer membrane of mitochondria 7.61
Inner membrane of mitochondria 40.35
nucleus 0.11
สํวนประกอบท่ีเหลือภายในเซลล์ 18.85
รวม 100.00
จงตอบคาถามตํอไปน้ี
6.1 เพราะเหตุใดไมโทคอนเดรียจึงมีรอ๎ ยละของพ้นื ทีผ่ วิ เย่อื หม๎ุ ชนั้ นอกและเยื่อหุ๎มชั้นในแตกตํางกนั
และมีความเหมาะสมกบั หนา๎ ท่ีและการทางานอยาํ งไร จงอธบิ าย
ตอบ....................................................................................................................... ..........................
....................................................................................................................................................... ..
.......................................................................................................................... ...............................
............................................................................................................................. ............................
............................................................................................................................. ............................
148 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วิชา ว31205 ชวี วิทยา 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ครูกาไล
6.2 เพราะเหตุใดเซลลต์ บั จงึ มรี ๎อยละของพื้นทผ่ี ิวของเอนโดพลาสมิกเรติคูลัมแบบผิวขรุขระมากเปน็
อนั ดบั ท่ี 2 รองจากเยื่อหมุ๎ ชน้ั ในของไมโทคอนเดรยี
ตอบ....................................................................................................................... ..........................
................................................................................................................... ......................................
............................................................................................................................. ............................
6.3 เม่อื ศึกษาร๎อยละของพนื้ ทีผ่ ิวในเซลลช์ นดิ อ่ืน จะพบร๎อยละของพ้นื ทผ่ี ิวในสวํ นตํางๆของเซลล์
สอดคลอ๎ งกบั เซลล์หรอื ไมํ เพราะเหตุใด
ตอบ....................................................................................................................... ..........................
..................................................................................................................................................... ....
....................................................................................................................... ..................................
7. นาช่อื โครงสรา๎ งของเซลล์ที่กาหนดใหต๎ อํ ไปน้ี เตมิ ลงหน๎าข๎อความทมี่ ีความสมั พันธก์ ัน
Cell membrane Cell wall Centriole Chloroplast
Contractile vacuole Free ribosome Golgi complex Lysosome
Microfilament Microtubule Mitochondria Peroxisome
Plastid RER SER
…………………………………….7.1) แหลงํ สรา๎ งโปรตีนสาหรับใช๎ภายในเซลล์
…………………………………….7.2) โครงสรา๎ งทป่ี ระกอบดว๎ ยเอนไซม์ไฮโดรเลสชนิดตาํ งๆ เพื่อยํอย
โปรตนี
…………………………………….7.3) โครงสร๎างท่ีประกอบดว๎ ยเอนไซม์ทใ่ี ช๎ในการสลาย H2O2ให๎กลายเป็น
H2O และ O2
…………………………………….7.4) โครงสรา๎ งทีท่ าหน๎าที่สรา๎ งสารพลงั งานสงู ในรปู ATP ใหแ๎ กํเซลล์
…………………………………….7.5) การจดั เรยี งตัวแบบ fluid mosaic model
…………………………………….7.6) โครงสรา๎ งท่ีประกอบดว๎ ยสารสชี นิดตํางๆ
…………………………………….7.7) โครงสรา๎ งที่รักษาสมดลุ ของนา้ ในพารามีเซียม
…………………………………….7.8) โครงสรา๎ งที่ยดึ และลาเลียงออร์แกเนลลภ์ ายในเซลล์
…………………………………….7.9) โครงสร๎างท่ปี ระกอบดว๎ ยเซลลโู ลส บางบรเิ วณพบ plasmodesmata
…………………………………….7.10) แหลํงสรา๎ งสารอาหารของเซลลพ์ ืชและโพรทสิ ต์บางชนิด
…………………………………….7.11) ออร์แกเนลลท์ ่ีพบในเซลล์สตั ว์เทาํ นน้ั
…………………………………….7.12) โครงสรา๎ งทเ่ี กีย่ วข๎องกับการสงั เคราะห์ฮอร์โมนเพศชาย
(testosterone) ซ่ึงเป็น steroid hormone
…………………………………….7.13) แหลํงสร๎างโปรตนี เพอ่ื สํงออกไปใช๎นอกเซลลห์ รอื สํวนประกอบของ
เยื่อหุม๎ เซลล์
149 | P a g e
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ วชิ า ว31205 ชวี วิทยา 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ครกู าไล
…………………………………….7.14) โครงสร๎างที่เกิดจากโปรตีน actin ทาหน๎าทสี่ าคญั ในการเปลีย่ น
รูปราํ งของเซลล์
…………………………………….7.15) โครงสรา๎ งท่ีทาหน๎าทร่ี วบรวมโปรตีนให๎เขม๎ ขน๎ และเตมิ
คารโ์ บไฮเดรตใหก๎ ับโปรตีนและแกรนูลเพ่ือสํงออกนอกเซลล์
8. สนี วิ ทรัลเรดเปน็ indicator ที่มสี ีแดง pH ต่ากวาํ 7.4 และมสี ีเหลอื งทีค่ ํา pH สงู กวํา 7.4 เม่ือนานา้
กลนั่ และสารละลายของเบส 3 ชนดิ มาเติมสนี ิวทรลั เรดจากนน้ั ใสเํ ซลล์ยสี ต์ท่ยี งั มชี ีวติ ลงไป ได๎ผลดงั
ตาราง
ท่ี สาร สีของสารละลายหลงั เติม สีในเซลล์ยีสตห์ ลังเติม
สีนวิ ทรัลเรด ยีสต์ลงในสารละลาย
1 นา้ กลน่ั สแี ดง สแี ดง
2 0.01 M Na2CO3 สีเหลอื ง สแี ดง
3 0.01 M NaOH สเี หลอื ง สแี ดง
4 0.01 M NH4OH สเี หลือง สเี หลือง
เยื่อห๎มุ เซลล์ของยสี ต์เป็นเย่ือทีเ่ ลือกใหไ๎ อออนในการทดลองชนิดใดผาํ น เพราะเหตุใด
ตอบ.............................................................................................................................. ..........................
.................................................................................................... ............................................................
............................................................................................................................. ...................................
.................................................................................................................................................. ..............
9. นาตวั อักษร A – E ไปเตมิ ในชํองวํางหนา๎ กรณีการลาเลยี งสารท่ีสัมพันธ์กัน (เลือกเติม 1 คาตอบ ตํอ
1 กรณี)
.........................9.1) นา้ เข๎าสเํู ซลล์รากขนอํอน
.........................9.2) กรดไขมันเข๎าสูํเซลล์เย่อื บผุ วิ ลาไส๎เลก็
.........................9.3) กรดอะมิโนเขา๎ สูํเซลล์บุผวิ ลาไส๎เล็ก
.........................9.4) การนาแบคทเี รียเข๎าสูํเซลล์เมด็ เลือดขาว
.........................9.5) การลาเลยี งคลอไรดไ์ อออน (Cl-) เขา๎ และไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน (HCO3-)
ออกจากเซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดงที่บริเวณปอด
A. ฟาโกไซโทซสิ
B. ใชพ๎ ลงั งานจาก ATP
C. เกดิ โดยการแพรแํ บบธรรมดา
D. เกดิ ผาํ นโปรตีนทมี่ คี วามจาเพาะตํอสาร
E. เกดิ จากบริเวณที่มคี วามเข๎มข๎นตา่ ไปยงั บรเิ วณทม่ี คี วามเข๎มข๎นสูง
150 | P a g e