เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 46
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๘. ข้อใด ไม่ สอดคลอ้ งกบั ข้อความต่อไปน้ี
เรือหลวงนำคำ เป็นเรือที่กองทัพเรืออเมริกันส่งมอบให้กองทัพไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ เดิมชื่อ
LSSL-๑๐๒ เปน็ เรือประจำกำรในกองทัพเรืออเมริกันสมัยสงครำมโลกครั้งที่ ๒ เม่ือกองทัพเรือไทยนำเรือออก
ปฏิบัตภิ ำรกิจจะรู้สึกอุ่นใจ เพรำะเรือลำน้ีมีเข้ียวเล็บที่น่ำเกรงขำม ติดอำวุธปืนมำกถึง ๑๕ กระบอก หลังจำก
ปลดประจำกำรใน พ.ศ. ๒๕๔๙ ได้มีกำรโอนสิทธิ์เรือลำนี้ไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ทำงประวัติศำสตร์อเมริกำ
ถือได้วำ่ เรอื ลำน้ีเป็นเรือที่ทรงคุณค่ำทำงประวัติศำสตร์ และเป็นเรือรบลำเดียวสมัยสงครำมโลกท่ียังหลงเหลือ
ไว้ใหอ้ นชุ นร่นุ หลังได้ศกึ ษำ
๑. กองทพั เรือไทยสง่ เรือหลวงนำคำเข้ำรว่ มรบในสงครำมโลกครัง้ ที่ ๒
๒. เรอื หลวงนำคำเปน็ สมบัตอิ ันลำ้ ค่ำของรำชนำวีไทยมำยำวนำนถึง ๔๐ ปี
๓. ผู้ทเี่ คยประจำกำรในเรือหลวงนำคำมขี วญั และกำลังใจเม่อื ออกปฏิบตั ภิ ำรกิจ
๔. สือ่ สัมพันธ์อันดรี ะหวำ่ งประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกำ คือ เรอื หลวงนำคำ
๕. เรอื หลวงนำคำของกองทัพเรือไทย และเรือ LSSL-๑๐๒ ของสหรฐั อเมริกำเป็นเรือลำเดียวกนั
๙. ข้อใดกลา่ ว ไม่สอดคล้อง กับข้อความต่อไปน้ี
ยูเอวหี รือโดรน เปน็ อำกำศยำนท่มี แี รงขับเคลอื่ น บนิ โดยอัตโนมัติหรอื ควบคุมจำกระยะไกลโดยไม่มผี ู้
บังคับโดยสำรไปดว้ ยโดรนมีทั้งแบบใชแ้ ล้วทง้ิ หรอื นำกลบั มำใช้ใหมแ่ ละมีระวำงบรรทุกอำวธุ หรืออุปกรณช์ นิด
อนื่ ๆได้ดงั นั้นขีปนำวธุ หรอื จรวดรอ่ นจงึ ไมน่ ับว่ำเปน็ ยูเอวีเพรำะอำกำศยำนดงั กล่ำว เปน็ อำวธุ ในตวั ของ
มนั เองทีถ่ กู สง่ ขน้ึ ไปเพ่ือใช้ในกจิ กำรสงครำม
๑. เรำสำมำรถขนย้ำยสง่ิ ต่ำงๆไปกับโดรนได้
๒. โดรนใช้กำรบังคับจำกระยะไกลโดยไม่ต้องมผี ู้ขับ
๓. ขีปนำวุธเป็นอำกำศยำนท่ีส่งขึน้ ไปเพือ่ กำรทำลำยล้ำง
๔. ขปี นำวุธและโดรนต่ำงก็เป็นอำกำศยำนไรผ้ ู้ขับแต่มีวิธีใช้ตำ่ งกัน
๕. ทั้งโดรนและขีปนำวุธเมื่อปล่อยออกไปแลว้ นำกลบั มำใช้ใหม่ได้
๑๐. ข้อใด ไม่ สอดคล้องกับขอ้ ความตอ่ ไปน้ี
ชำวญ่ีปุ่นคนหน่ึงกล่ำวว่ำ คนอินเดียนั้นตำมีประกำย ยิ้มได้ท้ังท่ีชีวิตแร้นแค้น หน้ำฝนพำยุก็แรง
น้ำกท็ ่วม หน้ำรอ้ นก็รอ้ นจัดจนแมลงวนั บนิ ตกมำตำย ผิดกับคนญ่ีปุ่นซ่ึงร่ำรวยโดยเฉพำะคนในเมืองใหญ่ท่ีแวว
ตำหม่นหมอง
๑. คนอินเดียเผชิญกับภยั ธรรมชำตอิ ยูเ่ สมอ
๒. แม้ชวี ติ จะยำกลำบำก แต่คนอินเดยี ก็ยังมีควำมสขุ ได้
๓. คนอนิ เดียไม่มีควำมทกุ ข์ แมจ้ ะต้องต่อสู้กับภัยธรรมชำติ
๔. ฐำนะทำงเศรษฐกิจที่ดไี มไ่ ดส้ รำ้ งควำมสขุ แกช่ ีวติ เสมอไป
๕. เศรษฐกิจอินเดียตกตำ่ เพรำะประชำชนต้องต่อสู้กบั ธรรมชำติ
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 47
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การอา่ นจับใจความสาคัญ
1. ความหมาย
กำรอ่ำนจบั ใจควำมสำคัญ คือ กำรอำ่ นเพื่อจับใจควำมหรือข้อคิด ควำมคิดสำคัญหลกั ของข้อควำม
หรือเรื่องท่ีอ่ำน ซึ่งเปน็ ข้อควำมท่ีคลุมข้อควำมอืน่ ๆ ในย่อหน้ำหนึ่ง ๆ ไว้ท้ังหมด
สรุป กำรอ่ำนจบั ใจควำมสำคัญก็คือ กำรอ่ำนสรปุ ควำมสำคัญของเร่อื ง
2. แนวทางในการอา่ นจบั ใจความสาคญั
ผกำศรี เย็นบุตร และคณะ (2555, น. 45 - 46) กลำ่ ววำ่ กำรอำ่ นจบั ใจควำมสำคัญมีแนวทำง
เบ้ืองตน้ ดังต่อไปนี้
1. กำรพิจำรณำชื่อเรื่อง คือ กำรวิเครำะห์ช่ือเร่ือง เพรำะชื่อเรื่องเป็นใจควำมสำคัญท่ีสุดของเรื่อง
น้นั ๆ ดังนน้ั กำรอ่ำนจบั ใจควำมสำคัญจงึ ต้องพิจำรณำช่ือเรื่องเพ่ือใช้เป็นกุญแจในกำรวิเครำะห์ประเด็นต่ำง ๆ
ท่ปี รำกฏอยใู่ นเรอ่ื ง
2. กำรจับใจควำมสำคัญในแต่ละย่อหน้ำ คือ กำรวิเครำะห์หำใจควำมสำคัญของแต่ละย่อหน้ำให้ได้
ซ่ึงอำจปรำกฏเป็นประโยคท่ีชัดเจนที่เรียกว่ำ “ประโยคใจควำมสำคัญ” หรืออำจไม่ปรำกฏเป็นประโยคที่
ชดั เจน แตแ่ ฝงอยู่ในเนื้อหำนน้ั ๆ ก็ได้ และข้อควำมในหนง่ึ ยอ่ หน้ำจะมใี จควำมสำคัญเพียงเรื่องเดยี ว
3. นำใจควำมสำคัญของเร่ืองมำเรียบเรียง คือ คือกำรนำใจควำมสำคัญของแต่ละย่อหน้ำน้ันมำ
เรียบเรียงใหม่ ซ่ึงบำงย่อหน้ำเป็นประเด็นใหญ่ (ใจควำมสำคัญ) บำงย่อหน้ำเป็นประเด็นย่อย (ใจควำมรอง)
เมื่อนำประเด็นในแต่ละย่อหน้ำมำเรียบเรียงอย่ำงเป็นระบบแล้ว ก็จะสำมำรถเห็นเค้ำโครงเร่ือง ซ่ึงเป็นสำระ
ของงำนเขยี นทผ่ี ู้เขยี นได้วำงเอำไว้
สถำบันพัฒนำคณุ ภำพวชิ ำกำร (2558, น. 58 - 59) กลำ่ วไวว้ ำ่ กำรอ่ำนจบั ใจควำมมีหลกั กำรดงั น้ี
1. อำ่ นสำรวจเรอ่ื ง คือ สำรวจและพจิ ำรณำสง่ิ ท่ีจะอ่ำนอยำ่ งครำ่ ว ๆ ว่ำข้อเขียนนน้ั กลำ่ วถึงสิง่ ใด
เป็นสำคัญ มีคำศัพท์ สำนวนหรือโวหำรที่ไม่ทรำบควำมหมำยหรือไม่ ถ้ำมีให้หำควำมหมำยจำกแหล่งเรียนรู้
รวมท้ังสำรวจ “โครงสร้ำง” ของข้อเขียนด้วยว่ำ ประกอบด้วยชื่อเร่ือง หัวข้อหลัก หัวข้อรองอะไรบ้ำง
และหวั ขอ้ เหลำ่ นน้ั จดั เรียงอยำ่ งไร เพ่ือใหเ้ ขำ้ ใจภำพรวมของเร่ืองกอ่ นทจี่ ะอ่ำนอย่ำงละเอียดต่อไป
2. ตง้ั คำถำมเก่ียวกบั เรอื่ งท่ีอ่ำน เพอื่ เป็นแนวทำงในกำรควบคุมกำรอ่ำนของตนเอง โดยคำถำมท่ี
สำคัญ ได้แก่ เรอื่ งทีอ่ ำ่ นกลำ่ วถึงสิ่งใด มีบคุ คลหรอื ตวั ละครใดบำ้ ง เหตุกำรณ์สำคัญคืออะไร เกิดที่ไหน เวลำใด
และเหตุกำรณ์ใดเป็นเหตุเป็นผลกัน เมื่อพบข้อมูลเหล่ำน้ี ควรทำเครื่องหมำย จดบันทึกสั้น ๆ เขียนเป็น
แผนภำพหรอื ท่องจำ
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 48
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
3. ควรสรุปใจควำมสำคัญจำกเรื่องท่ีอำ่ นในแต่ละย่อหน้ำ โดยกำรทบทวนแลว้ บันทึกสรุปส้ัน ๆ
ทำ้ ยย่อหน้ำ หรอื บริเวณที่สงั เกต
4. นำใจควำมสำคัญของแต่ละย่อหนำ้ มำสรุปเรียบเรียงให้ชัดเจนเปน็ เรื่องเดยี วกนั
3. การจบั ใจความสาคัญแต่ละย่อหน้า
สนิท ตัง้ ทวี (2536, น. 105 - 114) กลำ่ ววำ่ กำรจบั ใจควำมมลี กั ษณะดังนี้
กำรจบั ใจควำมของแต่ละย่อหนำ้ มีดังนี้
1.ใจควำมสำคญั อยู่ในตำแหน่งต้นของย่อหนำ้ และมปี ระโยคสนับสนนุ วำงอยูใ่ นตำแหนง่ ถดั ไป
ตัวอยา่ ง
งำนอดเิ รกคอื งำนท่ไี ม่ใช่งำนอำชพี โดยตรง แต่เป็นงำนท่ีคนชอบทำเป็นพิเศษ เช่น นักกำรเมืองท่ี
ชอบเล่นดนตรี ย่อมพอใจคนสนทนำทำงดนตรีมำกกว่ำทำงกำรเมอื ง ครูท่ีชอบกำรเมือง ย่อมเอำใจใส่กำรเมือง
มำกกว่ำกำรศึกษำ รัฐบุรุษท่ีชอบเล่นของเก่ำ ย่อมพอใจพบผู้สนใจทำงของเก่ำมำกกว่ำกำรปกครอง
หมอกฎหมำยที่สนใจทำงประวัติศำสตร์ ย่อมพอใจสนทนำประวัติศำสตร์มำกกว่ำทำงกฎหมำย รวมควำมว่ำ
ตำมปรกติเรำพอใจสนทนำตอบขอ้ ถำมในเร่ืองอดเิ รกมำกกวำ่ ในงำนที่ทำอยู่จริง
2.ใจควำมสำคญั อยู่ในตำแหน่งท้ำยย่อหน้ำ และมีประโยคสนบั สนุนหรอื รำยละเอยี ดต่ำง ๆ กล่ำว
อย่ำงคลุม ๆ ไวก้ ่อนในตอนต้น
ตวั อยา่ ง
บำงคนชอบปลูกไม้ดอกไม้ผล เมื่อเกิดดอกออกผลก็ช่ืนใจ เกิดควำมคิดท่ีจะทำดอกผลนั้นให้งดงำม
น่ำดูยิ่งขึ้น จึงมีผู้นำผลไม้มำประดิษฐ์ลวดลำย แล้วจัดวำงลงในภำชนะให้มองดูแปลกตำน่ำรับประทำน
ลวดลำยน้ันเกิดจำก กำรตัด ผ่ำ ปอก คว้ำน และแกะสลัก ส่วนไม้ดอกไม้ดอกก็นำมำผูกมัดเป็นช่อบ้ำง
เปน็ พวงเป็นพ่บู ้ำง เสียบเป็นพุ่ม หรือปกั ลงในแจกันกไ็ ด้ แสดงวำ่ ศิลปะกบั ชีวิตเป็นสว่ นท่ีแยกกันไม่ออก
3.ใจควำมสำคัญอยู่ในตำแหน่งต้นย่อหน้ำและท้ำยย่อหนำ้ มปี ระโยคสนับสนนุ อยู่ตรงกลำง
ตวั อย่ำง
ศลิ ปะกับวฒั นธรรมในบำ้ นเมืองเรำมักจะสอดคล้องกับกำรดำเนินชวี ติ ประจำวนั ตวั อย่ำงบำงคน
ชอบปลูกไมด้ อกไม้ผล เมื่อเกิดดอกออกผลกช็ ืน่ ใจ เกดิ ควำมคิดทีจ่ ะทำดอกผลน้ันให้งดงำมน่ำดูยง่ิ ขึ้น จึงมีผ้นู ำ
ผลไม้มำประดษิ ฐ์ลวดลำย แลว้ จัดวำงลงในภำชนะใหม้ องดูแปลกตำน่ำรบั ประทำน ลวดลำยน้ันเกิดจำก
กำรตัด ผ่ำ ปอก คว้ำน และแกะสลัก สว่ นไม้ดอกไม้ดอกก็นำมำผกู มดั เป็นช่อบ้ำง เป็นพวงเป็นพู่บำ้ ง เสยี บเป็น
พมุ่ หรือปักลงในแจกนั ก็ได้ แสดงวำ่ ศิลปะกบั ชีวิตเปน็ ส่วนที่แยกกนั ไม่ออก
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 49
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
4.ใจความสาคญั อยู่กลางย่อหนา้ และมีประโยคสนับสนุนอยูต่ อนต้นกับตอนท้ำยของย่อหนำ้
ตัวอยา่ ง
ศิลปะแหง่ กำรฟังนัน้ ไม่ได้หมำยถงึ กำรน่ังน่ิง ปล่อยให้คนอ่ืนพูดอยำ่ งเดียว แลว้ กฟ็ ังเหมือนฟังเทศน์
กำรทำเชน่ น้นั งำ่ ยเกินไปกวำ่ ท่จี ะนับวำ่ เปน็ ศิลปะ ศลิ ปะกำรฟงั จึงหมำยถึง ควำมสำมำรถท่จี ะชักจูงผู้พดู ให้
หันเหเขำ้ หำเร่ืองที่เขำถนัดท่ีสดุ คือแสดงให้เหน็ ว่ำ ตนกำลงั ฟงั คำพูดของเขำดว้ ยควำมต้งั ใจ อยำกรอู้ ยำกฟัง
จรงิ ๆ รู้จกั สอดคำถำมในโอกำสที่เหมำะ รจู้ กั ปล่อยใหผ้ ู้พดู พดู จนสิ้นกระแสควำม และรู้จกั ชว่ ยผู้พูดทกี่ ำลงั
จะหมดเร่ืองพูดให้กลับมเี รื่องขึ้นมำใหม่ เพ่ือให้เขำพดู ได้ต่อไป
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 50
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ชนิ้ งาน : การอา่ นจบั ใจความสาคัญ
กาพย์เห่เรอื
คาช้ีแจง
1.อำ่ นกำพยเ์ ห่เรือ ตอน เหช่ มเรือ หนำ้ ๘๗-๘๘ ด้วย SQ3R
๑.S = Survey อ่ำนสำรวจเนื้อหำ “กำพยเ์ ห่เรอื ”ตอน เห่ชมเรือ หนำ้ ๘๗-๘๘
๒.Q = Question กำรตั้งคำถำมเกย่ี วกบั เร่ืองท่ีอ่ำน ควำมหมำยคำ วลี ประโยค
หรือขอ้ ควำม ดว้ ยวิธี 5w1h (who-ใคร,What-อะไร,
When-เมอื่ ไร,Where-ทีไ่ หน,Why-ทำไม,How-อย่ำงไร)
๓.R = Read กำรอ่ำนเพ่ือหำคำตอบใหแ้ กค่ ำถำมท่ตี ้ังไว้
๔.R = Recite จดบันทึกข้อควำมสำคัญ ด้วยภำษำของตนเอง
๕.R = Review ทบทวน สรุปประเดน็ สำคัญ “กำพยเ์ หเ่ รือ” ทีอ่ ำ่ นเรื่อง
ทง้ั หมดจบแลว้
กาพยเ์ ห่เรอื ตอน เห่ชมเรอื กระบวน
เจ้าฟา้ ธรรมธเิ บศรไชยเชษฐส์ ุริยวงศ์ (เจา้ ฟ้ากงุ้ )
โคลงสส่ี ุภาพ
ปำงเสดจ็ ประเวศดำ้ ว ชลำลัย
ทรงรตั นพิมำนชยั กงิ่ แกว้
พรงั่ พร้อมพวกพลไกร แหนแห่
เรอื กระบวนต้นแพร้ว เพรศิ พรง้ิ พรำยทอง
กาพยย์ านี ๑๑ ทรงเรือต้นงำมเฉิดฉำย
พระเสด็จโดยแดนชล พำยอ่อนหยับจบั งำมงอน
ล้วนรปู สัตวแ์ สนยำกร
ก่งิ เเกว้ แพรว้ พรรณรำย สำครลัน่ ครนั่ ครื้นฟอง
นำวำแน่นเป็นขนัด ลวิ่ ลอยมำพำผันผยอง
ร้องโหเ่ ห่โอ้เหม่ ำ
เรือริ้วทิวธงสลอน เพยี งพิมำนผ่ำนเมฆำ
เรอื ครุฑยุดนำคหวิ้ หลังคำแดงแย่งมงั กร
พลพำยกรำยพำยทอง
สรมุขมขุ สี่ด้ำน
มำ่ นกรองทองรจนำ
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 51
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สมรรถชัยไกรกำบแก้ว แสงแวววับจบั สำคร
เรยี บเรยี งเคียงค่จู ร ดั่งร่อนฟ้ำมำแดนดิน
งำมชดช้อยลอยหลงั สินธ์ุ
สุพรรณหงสท์ รงพู่ห้อย ลินลำศเลอ่ื นเตือนตำชม
เพียงหงสท์ รงพรหมนิ ทร์ รวดเรว็ จริงย่ิงอย่ำงลม
ห่มท้ำยเยิน่ เดินคู่กัน
เรอื ชยั ไวว่องว่งิ ดดู งั เป็นเหน็ ขบขัน
เสยี งเส้ำเร้ำระดม คน่ั สองคู่ดยู งิ่ ยง
แลน่ เฉ่อื ยฉำ่ ลำระหง
คชสีห์ท่ผี ำดเผ่น องค์พระพำยผำยผนั ผยอง
รำชสีห์ที่ยืนยัน โจนตำมคลนื่ ฝืนฝำ่ ฟอง
เป็นแถวท่องล่องตำมกัน
เรือมำ้ หนำ้ มุ่งน้ำ ดเู ขม้นเหน็ ขบขัน
เพยี งมำ้ อำชำทรง ทนั แขง่ หน้ำวำสกุ รี
เพียงโจนไปในวำรี
เรอื สิงหว์ ่งิ เผน่ โผน มปี กี เหมือนเลื่อนลอยโพยม
ดยู ง่ิ สงิ หล์ ำพอง กอ้ งกำหลพลแหโ่ หม
โสมนัสชื่นรนื่ เริงพล
นำคำหนำ้ ดงั เปน็ จำกนคเรศโดยสำชล
มงั กรถอนพำยพนั ยลมจั ฉำสำรพนั มี
***
เลยี งผำง่ำเทำ้ โผน
นำวำหนำ้ อนิ ทรี
ดนตรมี ีอ่ งึ อล
โห่ฮึกครึกครื้นโครม
กรีธำหมนู่ ำเวศ
เหมิ ห่ืนช่นื กระมล
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 52
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คาชี้แจง อา่ นคาประพนั ธ์ข้างตน้ และตอบคาถามต่อไปน้ี
๑. คาประพนั ธ์ข้างตน้ นี้ กลา่ วถึงเรือ่ งใด
ตอบ
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
๒. ใจความสาคัญ คอื ข้อความใด
ตอบ
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
๓. “กรธี ำหมู่นำเวศ จำกนคเรศโดยสำชล
เหิมหืน่ ชนื่ กระมล ยลมจั ฉำสำรพันมี
คาประพนั ธน์ ้ี สรปุ ความว่าอย่างไร
ตอบ
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 53
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แบบทดสอบก่อนเรยี น-หลงั เรียน คะแนนกอ่ นเรียน......
เรือ่ ง การอา่ นจับใจความ คะแนนหลังเรยี น.......
คาช้ีแจง ◌ วงกลม คำตอบที่ถูกต้องทีส่ ุดเพียงข้อเดยี ว ก่อนเรยี น ใช้ปำกกำสแี ดง
หลงั เรยี นใชป้ ำกกำสีน้ำเงนิ
ข้ำพเจำ้ เหน็ ว่ำคนไทยไม่เรมิ่ ต่ืนตวั เสยี แตบ่ ดั นี้ในระยะ ๕-๑๐ ปี ขำ้ งหนำ้ แล้ว กำรค้ำทุกระดับ
ของคนไทยก็ต้องตกอย่ใู นมอื ของญปี่ นุ่ แทบทั้งส้นิ ในขณะนีน้ ้อยคนที่จะทรำบวำ่ เงนิ บำททป่ี ระชำชนไทยทุก
คนนำมำใชจ้ ำ่ ยใหญ้ ี่ปนุ่ เปน็ จำนวน ๕% ของรำยได้
๑.ข้อความขา้ งต้นกลา่ วถึงเร่ืองใด
๑. กำรค้ำระหว่ำงไทยกบั ญี่ปุ่น ๒.กำรจำ่ ยเงินของคนไทย
๓. เศรษฐกจิ ของไทยในภำยหน้ำ ๔. รำยจ่ำยกบั รำยได้ของคนไทย ๕. รำยจ่ำย ๕% ของคนไทย
เมื่อเรำสอบตกเรำย่อมเสียใจ บำงคนเกิดควำมรู้สึกว่ำ ชีวิตน้ีไร้ค่ำกำรสอบตกเป็นควำมอับอำยที่
จะติดตัวไปจนตลอดชีวิต มองหน้ำใครไม่ได้อีกแล้ว ฉันเป็นคนโง่คนไร้ควำมสำมำรถ ควำมรู้สึกเช่นน้ีไม่มี
ประโยชน์อะไร นอกจำกจะทำให้เรำจมอยู่ในควำมทุกข์และไม่มีวันแก้ตัวได้ตลอดชีวิต บำงคนอำจคิดว่ำเลิก
รู้สกึ เช่นนี้ไม่ได้แตน่ ่ันเป็นเพรำะไม่พยำยำมเลิกควำมเปน็ คนจิตใจไม่เข้มแข็งของตนเองต่ำงหำกที่ทำลำยตนเอง
หำใชก่ ำรสอบตกไม่ กำรสอบตกเป็นเพยี งเหตุเลก็ นอ้ ยแต่เรำกลับทำลำยตนเองเสียรำวกับเปน็ มหนั ตทุกข์
๒. สาระสาคญั ของบทความน้ีคือขอ้ ใด
๑. เรำจะไมส่ ำมำรถทำอะไรใหด้ ขี ึน้ ได้ ถ้ำเรำจมอย่ใู นควำมทกุ ข์
๒. กำรสอบตกไม่ใช่สำเหตุที่ทำลำยชวี ิตของเรำ
๓. ควำมร้สู ึกผดิ หวงั และเสียใจทำให้เกิดทุกข์
๔. จติ ใจทีไ่ มเ่ ข้มแขง็ ทำให้ชวี ิตลม้ เหลว
๕. คนไร้ควำมสำมำรถจะจมอยู่ในควำมทุกขต์ ลอดชวี ติ
แม้จะมีคำกล่ำวว่ำส่ิงท่ีแน่นอนคือควำมไม่แน่นอนก็ยังมีส่วนหนึ่งท่ีแน่นอนน่ันคือ ควำมตำย
ควำมตำยเป็นส่ิงท่ีทุกคนไม่ปรำรถนำแต่ไม่สำมำรถจะหลีกเลี่ยงได้ ถึงกระนั้นเวลำของควำมตำยก็สำมำรถยืด
ออกไปได้ เลือดของท่ำนทุกคนไม่ว่ำบุรุษ สตรียำก ดี มี จน มีค่ำเท่ำเทียมกัน เหล่ำทหำรหำญ ยังสละเลือด
ทกุ หยำดเปน็ ชำตพิ ลีแลว้ ท่ำนล่ะควำมเจบ็ ปวดแค่ปลำยเข็มแทง ท่ำนจะแลกกับชีวิตเพ่อื นมนุษย์ไม่ไดเ้ ชียวหรือ
๓. ใจความสาคัญของข้อความนค้ี อื ขอ้ ใด
๑. เหลำ่ ทหำรหำญ สละเลอื ดทกุ หยำดเปน็ ชำติพลี
๒. สิ่งทีแ่ นน่ อนคือควำมไม่แน่นอนก็ยงั มีสว่ นหน่งึ ท่ีแน่นอนนน่ั คือ ควำมตำย
๓. ควำมตำยเปน็ ส่งิ ทที่ กุ คนไม่ปรำรถนำแต่ไมส่ ำมำรถจะหลกี เลี่ยงได้
๔. เลอื ดของท่ำนทกุ คนไมว่ ่ำบุรษุ สตรี ยำก ดี มี จน มีค่ำเทำ่ เทยี มกัน
๕. ควำมตำยเป็นสิ่งทแ่ี น่นอนและควำมตำยเป็นสง่ิ ท่ที ุกคนไม่ปรำรถนำ
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 54
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๔.ข้อใด เปน็ สาระสาคญั ของข้อความต่อไปนี้
คนสว่ นใหญ่ไม่ค่อยรูต้ วั ยงั คงอยำกได้อะไรท่ีมำกขึ้น ๆ ไม่วำ่ จะเปน็ เงินทอง เกียรติยศชือ่ เสียง หรอื
ควำมรักและก็มักไมไ่ ด้ด่ังใจนึก ควำมทุกข์ก็ยิ่งมมี ำกขึ้นตำมวยั ทมี่ ำกขนึ้ ดว้ ย
๑. คนเรำเมื่ออำยมุ ำกขึน้ ก็ย่อมมคี วำมอยำกไดม้ ำกขน้ึ ตำมวยั
๒. ถ้ำคนเรำไม่มีควำมอยำกได้ไมม่ ีท่ีสิ้นสดุ กจ็ ะย่งิ มคี วำมทุกข์
๓. คนสว่ นใหญ่อยำกได้ของบำงอย่ำงแล้วไม่ได้ จงึ เกดิ ควำมทกุ ขใ์ จ
๔. สว่ นใหญค่ วำมทุกข์ของคน เกดิ จำกควำมอยำกได้เงนิ ทองเกียรติยศ
๕. คนสว่ นใหญไ่ ม่ค่อยรู้ตัวเก่ียวกับควำมทุกข์ท่ีเกิดขน้ึ ตำมวยั
๕.สว่ นใด เป็นสาระสาคัญของข้อความต่อไปนี้
๑) ปัจจุบันหัตถกรรมที่ผลิตจำกกระดำษเส้นใยพืช กำลังได้รับควำมนิยมอย่ำงกว้ำงขวำง นอกจำก
กระดำษสำแล้ว ยังมีเส้นใยจำกพืชอื่น ๆ อีก เส้น ใยสับปะรด กำบกล้วย เปลือกข้ำวโพด มูลช้ำง ฟำงข้ำว
ผักตบชวำ ฯลฯ / ๒) เพรำะเป็นผลิตภัณฑ์ท่ีแลเห็นควำมสวยงำมของเส้นใยจำกธรรมชำติ/ ๓) วัสดุจำก
ธรรมชำติเหล่ำน้ีมีอยู่มำกมำยในเมืองไทย เป็นกำรเพิ่มพูนมูลค่ำด้วยวิธีง่ำย ๆ จำกภูมิปัญญำท้องถ่ิน /
๔) ลงทนุ นอ้ ยเกิดประโยชนต์ อ่ สิ่งแวดลอ้ ม มีกำรสร้ำงงำนสรำ้ งรำยได้ใหแ้ ก่ท้องถิ่น
๑. สว่ นท่ี ๑ สว่ นที่ ๒ ๒. ส่วนท่ี ๒ ส่วนที่ ๔
๓. ส่วนท่ี ๓ ส่วนที่ ๔ ๔. สว่ นที่ ๑ สว่ นท่ี ๔ ๕. ส่วนที่ ๒ และสว่ นที่ ๓
๖. ใจความสาคัญของข้อความนี้ อยู่ที่สว่ นใด
๑) พลำสติกเป็นวัสดุที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน/ ๒) ภำชนะพลำสติกนิยมใช้บรรจุ
ส่ิงของต่ำง ๆ ไม่ว่ำร้อนหรือเย็น/ ๓) ข้อเสียของพลำสติกคือย่อยสลำยช้ำและยังมีผลทำให้โลกร้อนยิ่งข้ึน/
๔) ขยะพลำสติกที่ลอยในมหำสมุทรมีจำนวนถึง ๔๖,๐๐๐ ชิ้นต่อ ๒.๖ ตำรำงกิโลเมตร/ ๕) ขยะพลำสติก
เหลำ่ นี้เกดิ จำกน้ำมอื มนุษย์ที่ไม่ใสใ่ จกำรอนรุ ักษ์สง่ิ แวดล้อม
๑. สว่ นท่ี ๑ สว่ นที่ ๒ ๒. สว่ นท่ี ๑ ส่วนที่ ๓
๓. สว่ นที่ ๒ ส่วนท่ี ๔ ๔. ส่วนท่ี ๓ สว่ นที่ ๔ ๕. สว่ นท่ี ๔ และส่วนท่ี ๕
๗.ข้อใด เป็นประโยคใจความสาคัญของข้อความตอ่ ไปนี้
๑) ภำวะโภชนำกำรเปน็ เรอ่ื งจำเป็นอย่ำงมำกในวยั ๕๐ ปี/ ๒) เพรำะกำรได้รับสำรอำหำรที่
เป็นประโยชน์ต่ำง ๆ อย่ำงครบถ้วนสมดลุ / ๓) โดยเฉพำะวิตำมนิ และเกลือแร่จะมสี ่วนชว่ ยใหร้ ่ำงกำยแข็งแรง/
๔) มภี ูมติ ้ำนทำน ไวรสั และแบคทเี รยี ไม่ตดิ เชอ้ื และเจบ็ ปว่ ยได้งำ่ ย/ ๕) ร่ำงกำยจะสำมำรถต้ำนโรคร้ำย
ต่ำง ๆ รวมถงึ ป้องกันและชะลอควำมเสื่อมของรำ่ งกำยและจิตใจได้
๑. ข้อท่ี ๑) ๒. ขอ้ ที่ ๒)
๓. ขอ้ ที่ ๓) ๔. ข้อที่ ๕) ๕. สว่ นที่ ๕
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 55
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๘.ข้อความต่อไปนี้ มีสาระสาคญั เกยี่ วกบั เรอื่ งใด
ข้ำพเจ้ำใคร่จะกล่ำวแก่ทุกท่ำนว่ำ กำรทำนุบำรุงประเทศชำติน้ัน มิใช่เป็นหน้ำท่ีของผู้หนึ่งผู้ใด
โดยเฉพำะ หำกเป็นภำระควำมรับผิดชอบของคนไทยทุกคนท่ีจะต้องขวนขวำยกระทำหน้ำท่ีของตนให้ดีที่สุด
เพอ่ื ธำรงรกั ษำบ้ำนเมอื งใหเ้ จรญิ มนั่ คงและผำสุกร่มเยน็
๑. ควำมรับผิดชอบของผู้นำ ๒. ควำมสำมคั คขี องคนในสงั คม
๓. ควำมเจริญม่นั คงของประเทศ ๔. ควำมสำนกึ รูห้ น้ำท่ีของคนไทย
๕. กำรธำรงรักษำบ้ำนเมืองให้รม่ เยน็
๙. ข้อความต่อไปนี้ ส่วนใด เป็นใจความสาคัญ
๑) กำรบริหำรเวลำในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด/ ๒) ทำให้กำรจัดกำรวำงแผนในกำรทำ
กิจกรรมต่ำง ๆรำบรื่น/ ๓) เรำสำมำรถบริหำรเวลำกับทุกกิจกรรมในชีวิต/ ๔) เช่น กำรแบ่งส่วนกำรเรียนกับ
กำรเล่น กำรแบง่ สัดส่วนเวลำทำงำนกับเวลำพักผ่อน/ ๕) นอกจำกน้ันเรำยังบริหำรเวลำกับกำรสร้ำงสรรค์
ควำมดไี ด้เช่นกนั
๑. สว่ นท่ี ๑ ๒. ส่วนที่ ๒
๓. ส่วนท่ี ๓ ๔. สว่ นท่ี ๔ ๕. ส่วนที่ ๕
๑๐. ข้อความส่วนใด เป็นใจความสาคัญของข้อความต่อไปนี้
๑) ต่อมไทรอยด์มีลักษณะเหมือนรูปผีเสื้ออยู่ตรงส่วนหน้ำของลำคอ / ๒) ทำหน้ำที่หลั่งฮอร์โมนท่ีไป
กระตุ้นอัตรำกำรสร้ำงพลังงำนของเซลล์ให้สูงข้ึน / ๓) ถ้ำต่อมไทรอยด์ขยันทำงำนมำกเกินไปร่ำงกำยจะร้อน
คนผนู้ ้นั จะรบั ประทำนอำหำรมำกแตก่ ย็ ังคงผอม / ๔) สว่ นตอ่ มไทรอยด์ท่ขี เ้ี กียจจะทำให้ร่ำงกำยเย็นชืดและไม่
อยำกรับประทำนอำหำรอะไร แต่ร่ำงกำยกลับอ้วน / ๕) ต่อมไทรอยด์ท่ีทำงำนผิดปกติเกิดขึ้นกับผู้ชำย ๑ ใน
๑,๐๐๐ คน แตจ่ ะเกิดในผู้หญงิ มำกกว่ำ
๑.สว่ นที่ ๑ และสว่ นท่ี ๒ ๒. สว่ นท่ี ๒ และสว่ นที่ ๓
๓.สว่ นที่ ๓ และสว่ นท่ี ๔ ๔. สว่ นท่ี ๔ และส่วนที่ ๕
๕.ส่วนท่ี ๑ และส่วนท่ี ๕
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 56
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การอา่ นเพอ่ื คาดคะเนเหตกุ ารณ์
1. ความหมาย
ภำสกร เกิดอ่อน และคณะ ม.ป.ป., น. 13 - 15 กลำ่ วสรปุ ควำมหมำยและหลักกำรอ่ำน
ไว้ดงั นี้
กำรอ่ำนเพ่ือคำดคะเนเหตุกำรณ์ คือ กำรอ่ำนท่ีผู้อ่ำนสำมำรถระบุลักษณะข้อมูล สำมำรถใน
กำรจำแนกประเภทของข้อมูล ระบุแนวคิดท่ีอยู่เบื้องหลังข้อมูลท่ีปรำกฏ ซึ่งประกอบด้วยควำมสำมำรถใน
กำรพิจำรณำแยกแยะ เปรียบเทียบควำมต่ำงของข้อมูล กำรตีควำม ประเมินว่ำข้อมูลใดเป็นจริง ข้อมูลใด
เป็นเท็จ รวมถึงกำรระบุถึงข้อสันนิษฐำนหรือข้อตกลงเบื้องต้น ท่ีอยู่เบ้ืองหลังข้อมูลท่ีปรำกฏ กำรนำควำมรู้
ไปใชใ้ นสถำนกำรณใ์ หม่ ทีอ่ ำศัยขอ้ มลู จำกประสบกำรณ์เดิมมำร่วมพจิ ำรณำดว้ ย
2. หลักการอา่ น
หลักกำรอ่ำนเพื่อคำดคะเนเหตกุ ำรณ์ มดี ังน้ี
1.ทบทวนพิจำรณำเหตุกำรณ์หรือปรำกฏกำรณท์ เ่ี กิดขน้ึ นนั้ วำ่ เป็นส่วนหน่งึ ของกระบวนกำรใด หรอื
คล้ำยคลงึ กบั เหตุกำรณ์ใดจำกควำมรู้เดมิ และประสบกำรณ์เดิมท่ีมีอยู่
2.ระบเุ หตุกำรณห์ รือปรำกฏกำรณท์ ่เี กดิ ข้ึนนน้ั ว่ำอยใู่ นขั้นตอนใดของกระบวนกำร หรอื เหตกุ ำรณท์ ี่
คล้ำยคลึงกนั
การอนุมานขอ้ ความ
๑.ความหมาย
กำรอนุมำน ( Inference) น. กำรอนุมำน,กำรสรุป,ส่ิงที่ส่อให้เห็น,ข้อสรุป,ข้อวินิจฉัย หมำยถึง คือ
กำรสรปุ หรือขอ้ สรุปทีเ่ รำไดม้ ำตำมควำมรู้ควำมเขำ้ ใจของเรำถึงสิ่งทีผ่ พู้ ดู หรือผู้เขยี นบอกเรำโดยอ้อม
กำรอนมุ ำน เป็นส่ิงท่ีผู้พูดหรือผู้เขียนไม่ได้บอกเรำอย่ำงชัดเจน หรือโดยตรง แต่จำกสิ่งท่ีผู้พูดหรือผู้เขียนบอก
เรำ เปน็ สงิ่ ทม่ี ีเหตุใหเ้ รำอนุมำนหรอื นำ่ จะเขำ้ ใจได้วำ่ เปน็ เชน่ นนั้
๒.การอนมุ านในชีวิตประจาวัน
ตวั อยา่ ง ๑ “นักรอ้ งสำวหวิดดบั บนถนน”
สิ่งท่ีอนมุ าน ได้จากข้อความ
๑. ผหู้ ญงิ คนหนงึ่ ซึง่ มีอำชีพเป็นนักรอ้ งคงจะประสบอุบตั ิเหตุ แต่ยงั ไม่ถึงกับเสียชวี ิต เพรำะ คำวำ่
“หวิด” หมำยถงึ “เกือบจะ” และคำวำ่ “ดบั ” หมำยควำมวำ่ “เสยี ชีวติ ”
๒.ข้อควำม เป็นพำดหวั ขำ่ วหนังสือพิมพ์ เพรำะภำษำทใ่ี ช้มีลกั ษณะภำษำหนงั สือพิมพ์
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 57
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตัวอยา่ ง ๒ “เขำสำยอีกแลว้ ”
ส่ิงที่อนมุ ำนได้จำกข้อควำม คือ
๑.คนทม่ี ำสำยน่ำจะเป็นผชู้ ำย เพรำะใช้คำว่ำ “เขำ”
๒.ครัง้ น้ไี มใ่ ช่ครั้งแรกที่เขำผู้น้ันมำสำย จำกคำวำ่ “อกี แล้ว”
กล่ำวโดยสรปุ ข้อควำมน้นั ผู้พูดหรอื ผเู้ ขียนกล่ำวถงึ อะไรบำงอย่ำงโดยบอกใหเ้ รำรู้เปน็ นัย (imply)
ในขณะทผ่ี ฟู้ ังหรือผู้อ่ำนอนุมำน (infer) ควำมคดิ ต่ำงๆ ตลอดจน ทัศนคติ หรือควำมคิดเห็นผู้พดู หรอื ผเู้ ขียน
ดว้ ย
๓.ขอ้ ปฏิบัติในการอนุมาน
๓.๑ ควรแนใ่ จวำ่ ขอ้ สรุปของเรำได้มำจำกคำพูดของผู้เขยี นหรือผู้พูดเปน็ หลกั ไม่ใช่ควำมรสู้ กึ หรือ
ประสบกำรณ์ของเรำ
๓.๒ เป้ำหมำยของเรำคือกำรอำ่ นใจให้ได้วำ่ ผพู้ ดู หรือผูเ้ ขียนคดิ อยำ่ งไร
๓.๓ ตรวจสอบดูว่ำข้อสรุปของเรำนั้นขัดแยง้ กับคำพูดใดๆในส่งิ ท่ีเรำได้อ่ำนหรอื ได้ฟังหรือไม่
๓.๔ หำกมขี ้อขัดแยง้ แสดงว่ำขอ้ สรุปของเรำยังไม่ถูกต้อง
๓.๕ เรำควรจะบอกไดว้ ำ่ คำ ประโยค หรอื ข้อมลู ส่วนไหนทำให้เรำได้ขอ้ สรุปเชน่ น้ัน
ท่ีมา จฬุ ำวิทยำนกุ รม,http://www.chulapedia.chula.ac.th/index.php?title
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 58
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ช้นิ งาน : การอนมุ านจากขอ้ ความท่ีอ่าน
คำชแ้ี จง ๑.นกั เรยี นอำ่ นวรรณคดเี รื่อง กำพย์เหเ่ รือ หนำ้ ๘๙-๙๗
๒.ตอบคำถำมตำมทกี่ ำหนด
๑. จากข้อความ “เห่ชมปลา” พิจารณาข้อความอนมุ านตอ่ ไปนี้ แล้วทาเครือ่ งหมาย √
ในช่อง ◊ อนมุ านได้ ◊ อนมุ านไม่ได้
ข้อความอนมุ าน อนุมานได้ อนมุ านไม่ได้
๑.กวคี ดิ ถงึ คนรัก
๒.กวีเปน็ ผเู้ ช่ียวชำญปลำทุกชนิด
๓.หญิงคนรักเป็นสตรีช้นั สูงมีผวิ พรรณงดงำม
๔.ปลำทก่ี วกี ล่ำวถงึ พบได้ในแม่น้ำลำคลองทัว่ ไป
๕.ในแมน่ ำ้ น้มี ปี ลำชกุ ชุม
๒. จากข้อความ “เหช่ มไม้” พิจารณาขอ้ ความต่อไปนี้ แล้วทาเคร่ืองหมาย √ ในช่อง
◊ อนมุ านได้ ◊ อนุมานไมไ่ ด้
ข้อความอนุมาน อนุมานได้ อนุมานไมไ่ ด้
๑.รมิ ฝัง่ แม่น้ำอุดมสมบูรณ์ด้วยดอกไม้นำนำชนิด
๒.หญงิ คนรักของกวเี ป็นคนชอบงำนประดิษฐ์ดอกไม้
๓.พรรณไม้ทกุ ชนดิ ในคำประพันธ์เป็นไม้ดอกหอม
๔.ผูเ้ ขยี นนอกจำกเป็นกวีแลว้ ยังเป็นนักอนรุ ักษ์พรรณไมด้ ้วย
๕.คนไทยสมัยก่อนชอบเกบ็ ดอกไม้หอมไวใ้ นห้องนอน
๓. ถอดคาประพนั ธ์ “เห่ชมนก” และอนมุ านข้อความท่ีกาหนด
๓.๑ ถอดคาประพันธ์ “เห่ชมนก”
............................................................................................................................. .................................................
...................................................... .................................................................................................. ......................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
....................................................................................................................................................................... .......
............................................................................................................................ ..................................................
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 59
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๓.๒ อนมุ านขอ้ ความ
ขอ้ ความอนมุ าน อนมุ านได้ อนมุ านไมไ่ ด้
๑.กวเี ปน็ ผู้รอบรเู้ ร่อื งจกั รวำลวทิ ยำตำมคติพทุ ธ
๒.นกในคำประพนั ธ์พบไดจ้ รงิ ในพื้นท่ีปำ่ ธรรมชำติ
๓.กวชี มนกเวลำยำมเยน็
๔.กวีรู้สึกสนุกสนำนเมอ่ื พบเห็นนกแตล่ ะประเภท
๕.นกตวั สดุ ท้ำยท่กี วีพบเหน็ พูดถงึ จับอยู่ตวั เดียว
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 60
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรยี น คะแนนก่อนเรียน.........
เร่ือง การอนมุ านจากเนอ้ื หาท่ีอ่าน คะแนนหลงั เรียน........
คาชแ้ี จง ◌ วงกลมคำตอบท่ีถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดยี ว
ก่อนเรียนใช้ปำกกำสีแดง หลังเรียนใช้ปำกกำสีน้ำเงิน
1. ข้อใด ไม่ สามารถอนมุ านไดจ้ ากข้อความต่อไปนี้
จิง้ หรีดเป็นสินคำ้ ท่มี ีแนวโน้มทำงกำรตลำดดขี น้ึ ทั้งในประเทศไทยและต่ำงประเทศ สหภำพยโุ รปหรือ
อยี เู ปน็ อีกตลำดหนึ่งทน่ี ่ำสนใจเพรำะนอกจำกจะมีผบู้ รโิ ภคถึง ๕๐๘ ล้ำนคนแลว้ อียูยงั ปรบั ปรุงกฎระเบยี บว่ำ
ดว้ ย “อำหำรใหม่”(Novel Food) โดยยอมรับอำหำรพนื้ บ้ำน เช่น แมลง และอำนวยควำมสะดวกในกำรขึน้
ทะเบียนดว้ ย
๑. อำหำรประเภทแมลงเป็นทน่ี ยิ มมำกในตลำดอียู
๒. ไทยกำลังจะมรี ำยได้สูงจำกกำรส่งออกจงิ้ หรดี และแมลงอน่ื
๓. อียยู อมรบั อำหำรพ้นื บำ้ นจำกหลำยประเทศเป็น “อำหำรใหม่”
๔. อำหำรประเภทแมลงทำรำยได้จำกต่ำงประเทศมำกกว่ำในประเทศ
๕. นอกจำกประเทศในอยี ูแล้วไทยยงั ส่งออกแมลงไปขำยยังประเทศอื่น ๆ อกี ด้วย
๒. ข้อใด ไม่ อาจอนมุ านไดจ้ ากขอ้ ความต่อไปน้ี
เม่ือจะตอ้ งปลกู บัวในภำชนะจำกดั จำเป็นต้องปรบั ปรุงดนิ ปลกู ใหส้ ำมำรถจุธำตุอำหำรหลักเพยี งพอ
เมื่อแรกปลูกและพัฒนำวิธกี ำรบำรงุ รกั ษำดว้ ยกำรเสริมธำตุอำหำรให้แก่บัว เพรำะกำรปลูกในภำชนะจำกดั ทำ
ให้บัวไมส่ ำมำรถเจริญเตบิ โตเหมือนอย่ำงในหนองน้ำธรรมชำติ จึงต้องมีกำรพัฒนำผลติ ดินสำหรับปลูกบวั ใน
ภำชนะจำกดั โดยตรงดว้ ย
1.บวั ทีข่ ้นึ ตำมแหล่งนำ้ ธรรมชำตสิ ำมำรถไดธ้ ำตุอำหำรจำกดินในน้ำนัน้
๒. กำรปลูกบัวอำจปลูกตำมแหล่งนำ้ ตำ่ ง ๆ หรอื ในภำชนะทจี่ ำกดั ขนำดก็ได้
๓. ผปู้ ลกู บัวต้องหำแรธ่ ำตุทีจ่ ำเปน็ ผสมในดนิ และใสล่ งในภำชนะทใี่ ช้ปลกู
๔. ดนิ ท่ใี ช้ปลูกบวั ในภำชนะจำกดั ต้องมีแร่ธำตุสงู ซ่ึงอำจหำได้จำกธรรมชำติ
๕. ถำ้ หำกเปน็ กำรปลูกบวั ในแหล่งน้ำธรรมชำติ กำรพฒั นำดนิ ปลูกบวั ก็ไม่จำเป็น
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 61
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
3. ข้อใด ไม่ อาจอนมุ านได้จากขอ้ ความต่อไปนี้
เมียนมำเป็นตลำดทห่ี อมหวำนสำหรับนกั ลงทนุ ไทย นอกจำกจะอดุ มไปดว้ ยทรัพยำกรธรรมชำตแิ ล้ว
ยงั เต็มไปด้วยควำมต้องกำรสินคำ้ และบริกำรอย่ำงมำก เน่ืองจำกเพิง่ เปดิ ประเทศไดไ้ ม่นำนและยงั เป็นเพอ่ื น
บำ้ นในอำเซยี นอีกดว้ ย
๑. ประเทศไทยสนใจอยำ่ งมำกทจ่ี ะลงทุนทำงธรุ กิจในเมียนมำ
๒. เมยี นมำผลิตสินค้ำไมเ่ พียงพอต่อควำมต้องกำรในประเทศ
๓. ทรพั ยำกรในเมียนมำหลำยชนิดมีควำมนำ่ สนใจนำไปแปรรปู
๔. เมยี นมำเพิง่ เปิดประเทศจึงไม่มีศักยภำพพอท่ีจะพฒั นำธรุ กิจและบรกิ ำร
๕. เมยี นมำอยู่ในกลมุ่ อำเซยี นจงึ ชักชวนใหป้ ระเทศเพื่อนบ้ำนเข้ำไปลงทนุ ทำงธุรกิจ
4. ข้อใด ไม่ อาจอนมุ านไดจ้ ากข้อความต่อไปน้ี
ไตรภูมิพระร่วงเป็นพระรำชนิพนธ์ของพระมหำธรรมรำชำที่ 1 หรือพญำลิไทย เม่ือคร้ังทรงเป็น
อุปรำชครองเมืองศรีสัชนำลัย พระองค์เป็นพระนัดดำของพ่อขุนรำมคำแหงมหำรำช คำว่ำ “พระร่วง” ในท่ีนี้
เป็นคำเรียกพระมหำกษัตริย์ในรำชวงศ์สุโขทัย พญำลิไทยทรงเป็นพระมหำกษัตริย์องค์ท่ี 6 แห่งกรุงสุโขทัย
จึงมีพระนำมวำ่ พระร่วงดว้ ย
1. “พระรว่ ง” เป็นคำเรียกพระมหำกษตั รยิ ร์ ำชวงศ์สุโขทยั ทุกพระองค์
2. พญำลไิ ทยทรงสนพระทัยในกำรศกึ ษำคน้ ควำ้ คมั ภีร์ของศำสนำพุทธ
3. พญำลิไทยทรงใช้เวลำหลำยปใี นกำรพระรำชนิพนธ์ไตรภูมิพระรว่ ง
4. พระมหำกษัตรยิ ์ในรำชวงศส์ โุ ขทยั ทรงดำรงตนอยู่ในทศพธิ รำชธรรม
5. พระมหำกษตั รยิ ์ในรำชวงศส์ ุโขทยั จะพระรำชนิพนธ์ไตรภมู พิ ระร่วงทุกพระองค์
5. ขอ้ ใด ไม่ อาจอนมุ านไดจ้ ากขอ้ ความต่อไปน้ี
พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือตน้ งำมเฉิดฉำย
กงิ่ แกว้ แพร้วพรรณรำย พำยอ่อนหยบั จบั งำมงอน
นำวำแนน่ เปน็ ขนัด ล้วนรูปสัตว์แสนยำกร
เรือรว้ิ ทิวธงสลอน สำครลน่ั ครนั่ คร้นื ฟอง
๑. กำรเสด็จประพำสทำงชลมำรคของพระมหำกษตั รยิ ์
๒. ขบวนเรอื ทต่ี ำมเสดจ็ ประพำสมจี ำนวนมำก
๓. ขบวนเรอื ที่ตำมเสด็จประดบั ประดำดว้ ยรูปสตั ว์
๔. เรือในขบวนมโี ขนเรือเปน็ รูปสัตวท์ ี่มอี ทิ ธิฤทธิ์
๕. กำรเสดจ็ ประพำสทำงเรือมีพลพำยจำนวนมำก
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 62
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
6. ขอ้ ใด ไม่ อาจอนุมานไดจ้ ากข้อความต่อไปนี้
“วันนีไ้ ดร้ บั คำสง่ั ใหย้ ำ้ ยท่นี ่ังทำงำนไปอยใู่ กล้ ๆ เจ้ำนำย คงตอ้ งเหน่ือยแน่เลย ถ้ำต้องเกร็งอยู่
ตลอดเวลำทำงำน”
๑. ผู้พดู กลวั เจำ้ นำย ๒. ผ้พู ดู ไม่อยำกทำงำนหนัก
๓. ผู้พดู เป็นที่ไว้วำงใจของเจำ้ นำย ๔. ผ้พู ูดรวู้ ำ่ เจ้ำนำยดุ
๕. ผพู้ ูดไมอ่ ยำกเครยี ดเวลำทำงำน
7. ข้อใด ไม่ อาจอนมุ านได้จากขอ้ ความต่อไปนี้
ในงำนวัน “สขุ ภำพดี” เชิญตรวจสุขภำพฟรี สำหรบั 4 โรคท่ใี กล้ตวั คนเมืองกรงุ คือ โรคหัวใจ
โรคอว้ น โรคเครยี ด และโรคภูมิแพ้
๑. คนกรงุ เทพฯ สว่ นหนึ่งเป็นโรคอว้ น
๒. คนกรุงเทพฯ เป็นโรคเครยี ดได้ง่ำย
๓. คนกรุงเทพฯ เป็นคนทม่ี โี รคมำกกวำ่ คนเมืองอ่ืน
๔. คนเปน็ โรคภูมแิ พ้เพรำะควำมแออัดในเมืองกรงุ
๕. กรุงเทพฯมบี ริกำรดำ้ นสุขภำพใหป้ ระชำชน
8. ขอ้ ใด ไม่ อาจอนมุ านไดจ้ ากข้อความต่อไปนี้
คุณแม่มักพูดเสมอวำ่ มเี พ่ือนดี ทกุ คนมีน้ำใจ เกื้อกลู ชว่ ยเหลอื กนั คณุ แม่พบปะสงั สรรค์ นัดกินข้ำว
กบั เพ่ือน ๆ เปน็ ประจำ ย่งิ ตำ่ งคนตำ่ งเกษียณแล้วก็มีเวลำว่ำงมำกขนึ้
๑. แม่เป็นคนมมี นุษยส์ ัมพันธ์ดี
๒. เพอ่ื นของแม่ไมต่ ้องทำงำนประจำ
๓. เพื่อนของแมต่ ่ำงดูแลทุกข์สุขกันและกัน
๔. แม่ไปทศั นำจรกับเพ่ือน ๆ บ่อย ๆ
๕. เพอ่ื นของแม่มจี ติ ใจเออ้ื เฟ้ือเผอื่ แผ่
9. ขอ้ ใด ไม่ อาจอนมุ านไดว้ ่าเปน็ บคุ ลิกภาพของกวี แม่รปู ท้วมทว่ มนำวำ
เน้ืออ่อนอ่อนน่วมน่วม เนือ้ อ่อนแนแ่ มง่ ำมพี
นมิ่ น่มุ ชุ่มนัยนำ
๑. เจ้ำสำรำญ ๒. เจำ้ โวหำร
๓. เจำ้ คำรม ๔. มีอำรมณ์ขัน
๕. มคี วำมคิดสร้ำงสรรค์
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 63
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
10. ข้อความต่อไปนี้ ข้อใด ไม่ อาจอนุมานได้
สงั คมปัจจบุ ันเป็นสงั คมท่ีต้องดิ้นรนเพ่ือควำมอยรู่ อดของตนเองและครอบครวั ควำมสัมพันธ์ของ
สมำชิกในครอบครวั จงึ ไมแ่ น่นแฟน้ เท่ำท่ีควร
๑. พ่อแม่ไม่มเี วลำรับฟังปัญหำของลูก
๒. สมำชิกในครอบครัวมีเวลำอยดู่ ว้ ยกนั น้อย
๓. ครอบครัวไมม่ ีกิจกรรมปฏสิ ัมพันธ์
๔. ครอบครวั ส่วนมำกพ่อแม่ทำงำนนอกบำ้ น
๕. เวลำสว่ นใหญ่ของลูกอยู่กับเพื่อนท่ีโรงเรยี น
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 64
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การอ่านวเิ คราะห์
1. ความหมาย
กำรอ่ำนวิเครำะห์ คือ กำรอ่ำนหนังสือแต่ละเล่มอย่ำงละเอียดให้ได้ควำมครบถ้วนแล้วจึงแยกแยะให้
ได้วำ่ ส่วนตำ่ ง ๆ น้ันมีควำมหมำยและควำมสำคัญอยำ่ งไรบำ้ ง และแตล่ ะด้ำนสัมพันธ์กับส่วนอื่น ๆ อย่ำงไรโดย
วิเครำะห์จำกองค์ประกอบของคำ วลี กำรใช้คำในประโยค สำนวนภำษำ จุดประสงค์ของผู้แต่ง ตลอดจน
วเิ ครำะหน์ ัยหรอื เบื้องหลังกำรจัดทำหนงั สือหรอื เอกสำรนน้ั
2. ประเด็นของการอา่ นวิเคราะห์
กำรอำ่ นวิเครำะห์หนังสือ ประกอบด้วย
1. วเิ ครำะห์รูปแบบ
2. วเิ ครำะหก์ ลวธิ ใี นกำรประพันธ์
3. วิเครำะห์เนือ้ หำหรอื เน้ือเร่ือง
4. วเิ ครำะหส์ ำนวนภำษำ
3. กระบวนการอา่ นวิเคราะห์
1. ดูรปู แบบของงำนประพนั ธว์ ่ำใช้รูปแบบใด
2. แยกเน้อื เรอื่ งออกเป็นส่วน ๆ ใหเ้ หน็ ว่ำ ใคร ทำอะไร ท่ีไหน เมอ่ื ไร อย่ำงไร
3. แยกพจิ ำรณำแต่ละส่วนให้ละเอยี ดลงไปวำ่ ประกอบกนั อย่ำงไร หรือประกอบด้วยอะไรบ้ำง
4. พจิ ำรณำให้เห็นว่ำ ผเู้ ขียนใชก้ ลวิธีกำรนำเสนอเร่อื งอย่ำงไร
4. ลาดบั ขั้นของการอ่านวิเคราะห์
สนทิ ตงั้ ทวี (2536, น. 86 - 149) ได้อธบิ ำยว่ำ กำรอำ่ นวิเครำะห์มขี น้ั ตอนดังนี้
1. อ่านวเิ คราะห์คา
กำรอ่ำนวิเครำะห์คำ คอื กำรอ่ำนและสังเกตคำใดในประโยคหรือข้อควำมใดในประโยคใชผ้ ิด
แบบแผนของหลกั ภำษำ เช่น ใชค้ ำผิดควำมหมำย ใช้คำไมเ่ หมำะสม ใชค้ ำไมช่ ดั เจน หรือใช้คำไม่มนี ำ้ หนกั
อยำ่ งใดอย่ำงหนง่ึ หรือหลำยอยำ่ ง ผูอ้ ่ำนต้องรจู้ ักแก้ไขถอ้ ยคำทีผ่ ดิ พลำดน้นั เสียใหมใ่ ห้ถกู ต้อง เชน่
วชิ ัยมำโรงเรยี นสำยเพรำะกำรจรำจรขลุกขลัก
“ขลกุ ขลัก” ใช้ผิดและไม่ตรงควำมหมำย ควรแกเ้ ปน็ “ติดขดั ” เปน็ ตน้
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 65
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
2. การอ่านวเิ คราะห์รปู แบบของขอ้ เขียน
การอา่ นวเิ คราะห์รูปแบบของข้อเขียน คอื กำรอำ่ นอย่ำงมคี วำมเข้ำใจและร้วู ำ่ ส่งิ ท่ีกำลังอ่ำนน้นั เป็น
งำนเขียนประเภทใด เชน่ ข่ำว บทควำม หรอื อนุทิน เชน่
วันท่ี 23 ตุลำคม 2526 เวลำ 09.00 น. เป็นวันท่ีข้ำพเจ้ำไม่อำจจะลืมได้ เป็นวันท่ีมีโอกำสได้พบ
กับคุณสุมำลี ที่ลำนพระบรมรูปทรงม้ำ โดยที่ไม่ได้ต้ังใจ เธอเป็นหญิงคนแรกที่ข้ำพเจ้ำรู้สึกว่ำอยำกจะพูดคุย
ด้วย อยำกเห็นหน้ำ และอยำกอยู่ใกล้ชิด ควำมประทับใจท่ีสุดก็คือ รอยยิ้มหวำนชื่นบนใบหน้ำอันท่ีอยู่ของ
ดวงตำที่สกุ ใสแวววำวเหนอื ริมฝีปำกอนั บำงเล็ก และจมูกอันคมสันน้ัน ยังเปน็ ภำพนงิ่ ตดิ ตำอยเู่ สมอ
วันนี้เป็นวันที่ได้รู้จักรักอีกแบบหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักมำก่อน ข้ำพเจ้ำรู้แล้ว รู้ด้วยว่ำ มันคืออะไร แต่อด
หว่ันใจไมไ่ ด้วำ่ จะสมหวงั ในรักนีห้ รือไมห่ นอ
การวเิ คราะห์รปู แบบข้อเขยี น ขอ้ ควำมนี้เป็น “อนทุ นิ ” เพรำะอนุทินเปน็ กำรบันทกึ เหตุกำรณ์
ตำมควำมต้องกำร ในกำรบนั ทึกเหตกุ ำรณ์น้ัน ผ้บู นั ทึกจะสอดแทรกควำมรู้สึกนกึ คิดของตนเองต่อเหตกุ ำรณ์
หรอื เร่อื งรำวเหล่ำนนั้ ลงไปด้วย
3. การอา่ นวิเคราะหท์ ศั นะของผู้แต่ง
กำรอำ่ นวเิ ครำะห์ทัศนะของผแู้ ตง่ คอื กำรอำ่ นท่ีใช้กระบวนกำรคดิ พิจำรณำไตรต่ รองใหร้ อบคอบ
เพอ่ื ชว่ ยใหม้ องเหน็ ทัศนะของผู้แต่งได้ เชน่
“ชือ่ เสียงเกยี รตยิ ศ เมื่อเกิดขึ้นแลว้ กย็ ่อมลบเลือนไปรำวกับฝัน รูปโฉมโนมพรรณท่สี วยงำมร่วงโรยไป
ดังดอกไม้ ชีวิตทยี่ ัง่ ยืนย่อมสิ้นไปเหมือนฟำ้ แลบ เพรำะฉะน้ัน ถ้ำจะเปรียบควำมเป็นอยู่ของมนุษยก์ ็ไดก้ บั พรำย
ทผ่ี ดุ ขึ้นมำจำกน้ำแล้วลอยอยู่ชั่วประเดย๋ี วเดยี ว”
ส่งิ ท่ีผูเ้ ขียนจงใจส่ือสารคอื
1. ผแู้ ต่งเป็นผู้มีประสบกำรณ์สูงทัง้ ทำงคดโี ลกและคดธี รรม เข้ำใจถงึ ส่งิ ทเ่ี รยี กว่ำ เป็นธรรมดำของโลก
มใิ หห้ ลงใหล ตดิ ใจในสง่ิ ใดส่ิงหนง่ึ จนเกินไป สอนใหร้ ้วู ่ำ เมื่อมสี งิ่ ใดเกิดก็ย่อมมดี ับ ของสองสิง่ น้ีเปน็ ของคู่กัน
เพรำะเป็นสจั ธรรม
2. คำพูดท่เี ป็นสัจธรรมเช่นนี้ หำฟังได้ยำกสำหรบั คนร่นุ ปัจจุบัน จึงเป็นส่งิ ทีน่ ่ำสนบั สนุน
3. ตำมนัยของข้อควำมนี้ ย่อมเปน็ มุมกลบั สะท้อนให้ไปมองเหน็ ว่ำ ผแู้ ต่งร้จู ักโลก รูจ้ กั ตัวเอง
เข้ำใจควำมเป็นจริงของโลก นำ้ เสยี งหนักไปทำงมิให้หลงใหล เรียกวำ่ เป็นคนมองโลกอยำ่ งปลงตกแล้วนัน่ เอง
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 66
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
4. การอา่ นวเิ คราะหร์ สและความหมาย
4.1 การอา่ นวเิ คราะหร์ ส คอื กำรอ่ำนวิเครำะหใ์ ห้รู้ถึงรสของเสยี งและรสของภำพท่ีปรำกฏใน
วรรณคดีและวรรณกรรม
4.1.1 รสของเสียง คือ กำรอำ่ นให้ได้ว่ำมีเสยี งของคำหรือขอ้ ควำมเป็นอย่ำงไร เช่น เศร้ำใจ
ดใี จ วำ้ เหวใ่ จ ตืน่ เตน้ โกรธ โมโห เคียดแคน้ ชงิ ชัง อ่อนโยนละมนุ ละไม สะเทอื นใจ ฯลฯ เช่น ควำมรูส้ กึ โมโห
เคยี ดแคน้
เอออุเหมนะมงึ ชิชำ่ งกระไร
ทุทำสสถลุ ฉะนไี้ ฉน ก็มำเปน็
ศกึ บ่มิถงึ และมึงก็ยงั มิเหน็
จะนอ้ ยจะมำกจะยำกจะเย็น ประกำรใด
อวดฉลำดและคำดแถลงเพรำะใจ
ขยำดขยน้ั มิทันอะไร ก็หมนิ่ กู
(สำมัคคีเภทคำฉันท)์
4.1.2 รสของภาพ คอื กำรอ่ำนใหภ้ ำพที่เกดิ ข้ึนในใจ ซึง่ เรียกว่ำภำพในจติ (Image) ซึง่ จะ
ชว่ ยใหเ้ ข้ำถึงควำมหมำยของงำนเขยี นไดล้ ึกซ้ึงยิง่ ขนึ้ เชน่ ภำพธรรมชำตมิ ชี วี ิตชีวำ มีควำมเคลื่อนไหว มี
เสียงดนตรีธรรมชำติขบั กล่อม คลอเปน็ ระยะ ๆ เชน่
ภกู ระดงึ ตะลึงฝนั วำ่ ชนั้ ฟำ้ เมฆลอยมำทับกำยคล้ำยสวรรค์
สนป่ำพฤกษำลดำวลั ย์ เย้ำยวนปว่ นป่นั วญิ ญำณ
หญำ้ อ่อนสะท้อนใจไหวสะทำ้ น
เนิน่ สลำ้ งสลบั ซบั ซ้อน ปำนวิมำนนฤมติ รวิจติ รจริง
เงื้อมชะโงกโตรกเหวธำร อำกำศสะอำดบริสุทธิ์ย่งิ
มิ่งขวัญผิงเสน่หำอำลัย
นำ้ คำ้ งดำลดำษดนิ ติณชำติ กระแสสินธ์ดุ ัง่ แก้วผลกึ ใส
ยะเยอื กหนำวรำวจะท้งิ ไหวไหวใบระยำ้ ลดำมำลย์
พรำงปุยเมฆนวยชวนฝันหวำน
รินรนิ ธำรำบำ่ เซำะหนิ เกอื บถูกประหำรดว้ ยอำรมณ์
หววิ หวิวลมผิวเพลงขลยุ่ ไพร
ดงสนสวยดว้ ยสรวงสร้ำง
จอ้ งมองหลงใหลไปชำ้ นำน
(สูจบิ ัตร ของ อังคำร กลั ยำณพงศ)์
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 67
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
4.2 การอ่านวเิ คราะห์ความหมาย
การอา่ นวเิ คราะหค์ วามหมาย คือ กำรอ่ำนใหเ้ ขำ้ ใจถึงควำมหมำยของคำท้งั ควำมหมำยตรง
ควำมหมำยโดยนัย ควำมหมำยตำมจติ ประหวดั และควำมหมำยโดยอำศยั สญั ลักษณ์ เช่น วเิ ครำะห์
ควำมหมำยสญั ลักษณจ์ ำกกวีนิพนธ์ ของ อังคำร กลั ยำณพงศ์
ถึงปูนดำวคู่ฟ้ำ เดือนปี ก็ดี
วำรหนงึ่ จะเป็นผี พุง่ ไต้
อย่ำดูหมิ่นปฐวี เหยยี บยำ่ ใดเลย
ลำงแห่งซ่อนเพชรไว้ ค่ำลำ้ ภำยหลัง
โลกน้ีมิอยดู่ ว้ ย มณี เดียวนำ
ทรำยและส่ิงอื่นมี ส่วนสรำ้ ง
ปวงธำตุต่ำกลำงดี ดลุ ยภำพ
ภำคจักรพำลมิรำ้ ง เพรำะน้ำแรงไหน
บทที่ 1
สัญลกั ษณ์ ความหมาย
ดาว ของสูง
ผพี ุ่งไต้ จดุ ดับของชวี ิต
ปฐวี ของต่ำ
เพชร ควำมดี
บทที่ 2
สัญลักษณ์ ความหมาย
มณี คนสูงศักด์ิ
ทราย คนสำมญั
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 68
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นอกจำกกำรอำ่ นวเิ ครำะห์ตำมแนวทำงของ สนิท ตง้ั ทวี ดงั กลำ่ วขำ้ งต้นแล้ว ยังสำมำรถอ่ำน
เชิงวเิ ครำะห์ในขน้ั ต่ำงๆ ดังนี้
1. การอ่านวิเคราะห์คา เปน็ กำรอ่ำนเพื่อใหผ้ ้อู ่ำนแยกแยะถ้อยคำในวลี ประโยค หรือข้อควำมต่ำงๆ
โดยสำมำรถบอกได้วำ่ คำใดใช้อยำ่ งไร ใช้ผดิ ควำมหมำย ผดิ หน้ำท่ไี ม่เหมำะสม ไม่ชัดเจนอย่ำงไร ควรจะต้อง
หำทำงแก้ไข ปรบั ปรุงอยำ่ งไร เปน็ ตน้ เชน่
เขำท่องเท่ียวไปท่วั พิภพ “พภิ พ” หมำยถึง พืน้ โลก
เจ้ำอำวำสวดั น้ีมรณภำพแลว้ “มรณภำพ” หมำยถงึ เสยี ชวี ิต
2. การอ่านวิเคราะห์ประโยค เป็นกำรอ่ำนเพื่อแยกแยะประโยคต่ำงๆ ว่ำเป็นประโยคที่ถูกต้อง
ชัดเจนหรือไม่ ใช้ประโยคผิดไปจำกแบบแผนของภำษำอย่ำงไร เป็นประโยคที่ถูกต้องสมบูรณ์เพียงใดหรือไม่
มีหน่วยควำมคิดในประโยคขำดเกินหรือไม่ เรียงลำดับควำมในประโยคที่ใช้ได้ถูกต้องชัดเจนหรือไม่ ใช้
ฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็นหรือใช้รูปประโยคท่ีสื่อควำมหมำยไม่ชัดเจนหรือไม่ เมื่อพบข้อบกพร่องต่ำงๆแล้วก็
สำมำรถแกไ้ ขใหถ้ ูกต้องได้ เช่น
กำรแกป้ ัญหำจรำจรในกรุงเทพฯเกิดกำรจลำจล แกเ้ ป็น “สบั สน,ติดขดั ”
ทกุ คนย่อมประสบควำมสำเร็จทำ่ มกลำงควำมขยันหม่ันเพียร แกเ้ ปน็ “ดว้ ย”
3. การอ่านวิเคราะห์ทศั นะของผู้แต่ง คือกำรอ่ำนพจิ ำรณำไตรต่ รองให้รอบคอบวำ่ ผ้เู ขยี นเสนอ
ทัศนะมีนำ้ หนักเหตุผลประกอบขอ้ เท็จจริงน่ำเช่ือถือเพียงใด เป็นคนมองโลกในแงใ่ ด เปน็ ต้น
4. การอา่ นวเิ คราะหร์ ส กำรอ่ำนวิเครำะห์รส หมำยถงึ กำรอำ่ นอย่ำงพิจำรณำถงึ ควำมซำบซง้ึ
ประทับใจท่ีไดจ้ ำกกำรอ่ำน วธิ ีกำรทีจ่ ะทำใหเ้ ข้ำถงึ รสอย่ำงลกึ ซ้งึ คอื กำรวเิ ครำะห์รสของเสยี งและรสของภำพ
4.1 ดำ้ นรสของเสียง อ่ำนให้ร้สู กึ ถงึ ควำมไพเรำะของจังหวะ และควำมเคล่ือนไหว
ซง่ึ แฝงอยู่ในเสียง ทำให้เกิดควำมรูส้ ึกไปตำมทว่ งทำนองของเสียงสูงตำ่ จำกเน้ือเรอ่ื งท่ีอำ่ น
4.2 ดำ้ นรสของภำพ อ่ำนแล้วเกดิ ควำมเขำ้ ใจเรื่อง ในขณะเดียวกันทำให้เหน็ ภำพด้วย เปน็
กำรสรำ้ งเสริมให้ผู้อ่ำนได้เขำ้ ใจควำมหมำย กำรเขยี นบรรยำยควำมด้วยถอ้ ยคำไพเรำะทั้งรอ้ ยแก้วและร้อย
กรอง ก่อให้เกิดภำพขึ้นในใจผู้อำ่ น ทำให้เกิดควำมเพลิดเพลินและเขำ้ ใจควำมหมำยของเร่ืองได้ดียิ่งข้ึน
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 69
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
5. กำรอ่ำนเพื่อวิเครำะหข์ อบเขตของปญั หำและกำรตีควำมเนอ้ื หำของข้อควำม
กำรอำ่ นเชงิ วิเครำะห์ขอบเขตของปญั หำและกำรตีควำมเนื้อหำของหนงั สือ ซง่ึ มีรำยละเอยี ดดงั นี้
5.1 กำรวิเครำะห์ขอบเขตของปัญหำ มีหลักปฏบิ ัติดังน้ี
5.1.1 จัดประเภทหนังสือตำมชนิดและเน้ือหำ หนังสือแต่ละประเภทมีวิธีอ่ำน
ต่ำงกัน ก่อนอ่ำนต้องวิเครำะห์รู้ว่ำ หนังสือเล่มนั้นอยู่ในประเภทใด กำรแบ่งประเภทจะดูแต่ช่ือเรื่องหรือ
ลักษณะภำยนอกเพียงอย่ำงเดียวไม่ได้ต้องสำรวจเน้ือหำด้วย อย่ำงไรก็ตำม ชื่อเรื่องเป็นส่ิงแรกที่ใช้เป็น
แนวทำงได้ เพรำะผู้เขียนย่อมต้องพยำยำมตั้งช่ือเรื่องให้ตรงแนวเขียนหรือจุดมุ่งหมำยในกำรเขียนของตนให้
มำกทสี่ ดุ
5.1.2 สรุปให้ส้ันที่สุด โดยวิเครำะห์ว่ำ หนังสือนั้นกล่ำวถึงอะไร หนังสือท่ีดี
ทุกเล่มต้องมีเอกภำพ มีกำรจัดองค์ประกอบของส่วนย่อยอย่ำงมีระเบียบ พยำยำมสรุปภำพดังกล่ำวออกมำ
เพียง 1-2 ประโยคว่ำ หนังสือเล่มน้ันมีอะไรเป็นจุดสำคัญหรือเป็นแก่นเรื่อง แล้วจึงหำควำมสัมพันธ์ กับ
ส่วนสำคญั ต่อไป
5.1.3 กำหนดโครงสังเขปของหนังสือ คือ กำรต้ังประเด็นว่ำ จำกเอกภำพ
ของหนังสือเล่มนั้นมีส่วนประกอบสำคัญอะไรบ้ำง ส่วนที่สำคัญๆสัมพันธ์กันโดยตลอดหรือไม่ และแต่ละส่วน
สนับสนนุ ซึ่งกนั และกันหรอื ไม่
5.1.4 กำหนดปัญหำที่ผเู้ ขยี นต้องกำรแก้ คืออำ่ นให้พบว่ำผเู้ ขยี นเสนอปัญหำ อะไร
อยำ่ งไร มีปญั หำย่อยอะไร และใหค้ ำตอบไวต้ รงๆหรอื ไม่
5.2 กำรตคี วำมเน้ือหำของหนงั สือ คอื กำรควำมเข้ำใจควำมคิดของผู้เขียน พจิ ำรณำวัตถุประสงค์ของ
ผู้เขยี น ซึ่งบำงครง้ั ผู้เขยี นไม่ได้บอกควำมหมำยหรือนัยของข้อควำมท่ีเขียนออกมำตรงๆ แต่ผู้อ่ำนต้องอำศัย
ควำมรู้ควำมเข้ำใจบริบทของเร่ืองเป็นอย่ำงดี จึงจะตีควำมได้ถูกต้อง กำรตีควำมเน้ือหำของหนังสือมี
รำยละเอยี ด ดงั นี้
5.2.1 ตีควำมหมำยของคำสำคัญ และค้นหำประโยคสำคัญท่ีสุด คือกำรอ่ำนให้เข้ำใจ
คำสำคัญ และเขำ้ ใจประเด็นท่สี ำคัญทผ่ี ้เู ขียนเสนอ เพือ่ เข้ำใจควำมคิดของผู้เขยี น
5.2.2 สรปุ ควำมคดิ สำคญั ของผูเ้ ขยี น คือ พิจำรณำว่ำประโยคใดเป็นเหตุ ประโยค
ใดเป็น ผล ประโยคใดเป็นข้อสรุป ซึ่งบำงคร้ังผู้เขียนไม่ได้สรุปควำมคิดออกมำให้เห็นชัดเจน แต่ผู้อ่ำนต้อง
พยำยำมสรปุ ออกมำให้ได้
5.2.3 ตดั สินว่ำอะไรคือกำรแกป้ ญั หำของผเู้ ขียน คอื กำรอ่ำนตีควำมสำคัญใหต้ รง
กับผู้เขียน เขำ้ ใจควำมคิดสำคัญของผู้เขยี น และสรปุ ควำมคิดของผู้เขียนได้แล้ว ผู้อำ่ นกจ็ ะวิเครำะห์หรือ
ตดั สนิ ได้ว่ำ จำกเรื่องรำวหรอื เหตุผลต่ำงๆทีผ่ ้เู ขยี นนำมำเสนอนั้นมคี วำมสมเหตุสมผลหนักแนน่ น่ำเช่อื ถือได้
หรือไม่เพียงใด เพ่ือนำไปสู่กำรวจิ ำรณห์ นังสือเรอ่ื งน้ัน ๆ ต่อไป
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 70
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การอา่ นพนิ ิจวรรณคดแี ละวรรณกรรม
1. ความหมาย
ทีมงำนทรปู ลูกปญั ญำ (19 ตุลำคม 2561) ให้ควำมหมำยวำ่
การพินิจวรรณคดีและวรรณกรรม หมำยถึง กำรศึกษำวรรณคดีและวรรณกรรมผ่ำนกำรตี
ควำมกำรวิเครำะห์ วิจำรณ์ พิจำรณำเนื้อหำ แนวคิด และประเมินองค์ประกอบและวิธีกำรประพันธ์ เพื่อให้
เข้ำใจคุณค่ำของวรรณคดีและวรรณกรรม ซึ่งถือเป็นแนวทำงเบอ้ื งต้นของกำรวจิ ำรณ์วรรณคดีและวรรณกรรม
ประพนธ์ เรอื งณรงค์ สมเกยี รติ สุขรตั น์ และสำวิสตรี สุขวฒั นำกรณ์ (2545, น.128) กล่ำวไวว้ ำ่
การพินิจวรรณคดีและวรรณกรรม หมำยถึง กำรพิจำรณำวิเครำะห์และประเมินค่ำวรรณคดี
และวรรณกรรมเพื่อได้ทรำบรำยละเอียดท่ีเป็นประโยชน์ในด้ำนต่ำง ๆ อย่ำงสังเขป เช่น ใครเป็นผู้แต่ง
เป็นเร่ืองเกี่ยวกับอะไร มีประโยชน์ต่อใครบ้ำง ทำงด้ำนใด คุณค่ำในแต่ละด้ำนสำมำรถนำไปประยุกต์ให้เกิด
ประโยชน์อยำ่ งไรในชีวิตประจำวัน
สรุป กำรพินิจวรรณคดีและวรรณกรรม หมำยถึง กำรวิเครำะห์ วิจำรณ์ พิจำรณำเนื้อหำ แนวคิด
และประเมินองค์ประกอบและวิธีกำรประพันธ์ของวรรณคดีและวรรณกรรม เพื่อให้เข้ำใจคุณค่ำของวรรณคดี
และวรรณกรรม และสำมำรถนำไปประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ ประจำวนั ได้
2. หลักการพินจิ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
ทมี งำนทรูปลูกปญั ญำ (19 ตุลำคม 2561) กล่ำววำ่ หลกั กำรพินจิ วรรณคดแี ละวรรณกรรม ได้แก่
๑. ทำควำมเขำ้ ใจเร่ือง คอื พิจำรณำเร่อื งวำ่ กลำ่ วถึงใคร ทำอะไร ทไ่ี หน เมื่อไร และอย่ำงไร สว่ น
วรรณคดหี รือวรรณกรรมท่ไี ม่มีเนอ้ื เรื่อง เช่น วรรณคดสี ุภำษติ ให้หำแนวคิดของเรื่องว่ำพูดถึงอะไร
๒. ตคี วำม คอื ทำควำมเข้ำใจควำมหมำยแฝงจำกถ้อยคำที่พบในเรื่อง
๓. วเิ ครำะห์ คือ แยกพจิ ำรณำวรรณคดหี รอื วรรณกรรมตำมองคป์ ระกอบต่ำง ๆ ได้แก่ รูปแบบ
เนอ้ื หำ ภำษำ และกลวิธกี ำรประพันธ์
๔. วิจำรณ์ คอื แสดงควำมคดิ เหน็ วำ่ วรรณคดวี รรณกรรม มีข้อเด่น ข้อด้อย หรอื ควำมเหมำะสมใน
กำรแต่งอยำ่ งไร
๕. ประเมนิ ค่ำ คอื ประเมนิ คุณคำ่ ว่ำ ดหี รือไม่ เพรำะเหตุใด โดยพิจำรณำข้อมูลและเหตุกำรณ์
แวดลอ้ มประกอบ
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 71
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
3. การพิจารณาองคป์ ระกอบของวรรณคดแี ละวรรณกรรม
ประพนธ์ เรอื งณรงค์ สมเกยี รติ สุขรัตน์ และสำวิสตรี สุขวฒั นำกรณ์ (2545, น.128) กลำ่ ววำ่
กำรพินจิ วรรณคดีและวรรณกรรม ควรพจิ ำรณำองค์ประกอบ ดังนี้
1. ควำมเป็นมำ หรือประวตั ิของหนังสือและผู้แต่ง
2. ลกั ษณะคำประพนั ธ์
3. เรื่องย่อ
4. เน้ือเรอื่ ง ประกอบดว้ ย โครงเร่ือง ตัวละคร ฉำก วิธกี ำรแต่ง ลักษณะกำรเดนิ เร่อื ง กำรใชถ้ อ้ ยคำ
สำนวนในเร่ือง ท่วงทำนองกำรแต่ง วิธคี ดิ ที่สร้ำงสรรค์ มุมมองของผ้เู ขียน เปน็ ตน้
5. แนวคดิ จดุ มุง่ หมำย เจตนำของผูเ้ ขียน
6. คุณคำ่ ของวรรณคดีและวรรณกรรม
ทมี งำนทรปู ลูกปัญญำ (19 ตุลำคม 2561) กลำ่ ววำ่ กำรพนิ ิจวรรณคดีและวรรณกรรมจะตอ้ งใช้
หลกั กำรทงั้ ๕ ข้ันตอนมำพจิ ำรณำองคป์ ระกอบของวรรณคดีหรอื วรรณกรรม ดังนี้
๑. เนือ้ หา คือ ใจควำมสำคญั ของวรรณคดีและวรรณกรรม มีสว่ นประกอบสำคญั ได้แก่
๑.๑ เนอื้ เรอ่ื ง จะบอกว่ำ มอี ะไรเกิดขน้ึ กบั ใคร ท่ีไหน เม่ือไร และอยำ่ งไร ซงึ่ วรรณคดีและ
วรรณกรรมบำงเรื่องอำจไม่มีเรอื่ งรำว แต่เปน็ ภำษติ คำสอนทผี่ แู้ ต่งต้องกำรให้ผอู้ ำ่ นรับรู้ เชน่
พระสมุทรสุดลึกล้น คณนำ
สำยด่งิ ท้ิงทอดมำ หยัง่ ได้
เขำสูงอำจวดั วำ กำหนด
จิตมนษุ ยน์ ไี้ ซร้ ยำกแท้หยั่งถึง
(โคลงโลกนติ ิ ของ สมเด็จพระเจำ้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยำเดชำดศิ ร)
๑.๒ แก่นเรื่อง คือ แนวคิดท่ผี ู้แต่งกำหนดเพ่ือเป็นกรอบของเร่อื ง
๑.๓ โครงเรอื่ ง คือ เหตุกำรณ์สำคญั ของเรอื่ งทผ่ี ูแ้ ตง่ คดิ ไวค้ รำ่ ว ๆ ยังไมล่ งรำยละเอียดย่อย
เช่น ชอื่ ตวั ละคร ช่ือสถำนที่ ซ่ึงกำรพนิ ิจโครงเร่ือง ผู้อ่ำนควรดูกำรลำดับเหตุกำรณใ์ นเร่ืองว่ำมกี ำรเรียงร้อย
เหตุกำรณต์ ำ่ ง ๆ ไวอ้ ย่ำงไร เชน่ เล่ำเรอ่ื งตำมลำดับเวลำ, เล่ำเรอ่ื งยอ้ นหลงั หรือเล่ำเร่ืองสลบั ไปมำ
๑.๔ ตัวละคร คือ ผู้แสดงบทบำทในงำนประพันธ์ อำจเปน็ บุคคลท่ีมตี วั ตนจรงิ หรือตวั ละครท่ี
สมมตขิ น้ึ จะเป็นมนุษย์หรือไม่กไ็ ด้ ซ่ึงตัวละครแบง่ ออกเปน็ ๒ ลักษณะไดแ้ ก่
1.4.1 ตัวละครหลำยลักษณะ คือ ตวั ละครที่มอี ำรมณ์ควำมร้สู กึ เหมือนคนจรงิ ๆ สำมำรถ
เปล่ยี นแปลงอำรมณ์ไปไดต้ ำมเหตุกำรณท์ เี่ กดิ ข้ึนในเร่ือง
1.4.2 ตวั ละครลกั ษณะเดยี ว คือ ตวั ละครที่มนี สิ ัยเพียงอย่ำงเดียว ไม่สำมำรถเปลย่ี นแปลง
ไปตำมเหตุกำรณ์ท่เี กดิ ข้ึนในเรือ่ งได้
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 72
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑.๕ ฉำก คือ สภำวะแวดล้อมหรือบรรยำกำศที่เกิดข้ึนรอบตัวละคร อำจเป็นฉำกที่มีอยู่จริง
หรือเป็นฉำกในจินตนำกำร ซึ่งครอบคลุมถึงช่วงเวลำท่ีเกิดเหตุกำรณ์ เช่น ช่วงกลำงวัน ช่วงกลำงคืน สมัย
กรุงศรีอยุธยำตอนกลำง เป็นต้น กำรพินิจฉำก ผู้อ่ำนต้องสังเกตควำมถูกต้อง ควำมสมจริง และควำม
สอดคลอ้ งต่อเหตุกำรณ์
๒. รูปแบบ คือ ลักษณะของงำนประพนั ธ์ทผี่ ู้แต่งเลือกใช้ซ่ึงกำรพนิ จิ รปู แบบ ผู้อ่ำนควรพิจำรณำ
รปู แบบและเน้ือหำว่ำมีควำมสอดคลอ้ งกันหรือไม่
๓. ภำษำ คอื ถ้อยคำทเี่ รียบเรียงข้ึนเพื่อสื่อเร่ืองรำวมำสผู่ ้รู ับสำร ผ่ำนภำษำพูดและภำษำเขียน โดย
ภำษำพูดจะใชก้ บั วรรณคดีและวรรณกรรมมุขปำฐะ สว่ นภำษำเขียนจะใช้กับวรรณคดแี ละวรรณกรรม
ลำยลักษณ์ ซึ่งควำมไพเรำะของวรรณคดีและวรรณกรรมจะขึ้นอย่กู บั ศิลปะทำงภำษำ ดังนี้
๓.๑ รสคำ คอื ควำมไพเรำะท่ีเกิดจำกกำรเลอื กใช้ถ้อยคำท่ีกระทบใจ ถ่ำยทอดอำรมณ์
ควำมร้สู ึกของผูแ้ ต่งได้ ดังน้ี
3.1.1 กำรใชเ้ สียงสัมผัส คอื กำรใชเ้ สยี งที่คล้องจองกัน มี ๒ ชนิด คอื
“สมั ผัสนอก” และ “สมั ผัสใน” เชน่
“ดนู ำ้ วงิ่ กลิง้ เชย่ี วเป็นเกลียวกลอก กลับกระฉอกฉำดฉัดฉวดั เฉวยี น
บำ้ งพลงุ่ พลุ่งวงุ้ วงเป็นกงเกวยี น ดเู วยี นเวยี นคว้ำงควำ้ งเปน็ หวำ่ งวง”
(นริ ำศภเู ขำทอง ของ สนุ ทรภู)่
3.1.2 กำรเลียนเสียงธรรมชำติ คอื กำรนำคำเลยี นแบบเสยี งจำกธรรมชำติ เช่น
ท่นี ้อยตวั ผัวเมยี ลงลำกฉุด นำงเมียหยุดผัวโกรธเมียโทษผัว
ด้วยยำกเยน็ เข็นฝืดทงั้ มดื มัว พอตึงตวั เตม็ เบยี ดเข้ำเสยี ดแซะ
เสยี งผัวะผะพบึ พับปุบปับแปะ
ทงั้ ยุงชุมรมุ กัดปดั เปรยี ะประ
มนั เกำะแกะกนั จริงจริงหญิงกับชำย
ทเี่ ข็นเรียงเคียงลำขยำขแยะ (นริ ำศเมืองเพชร ของ สุนทรภู่)
3.1.3 กำรเล่นคำและเลน่ เสียง คอื กำรเลน่ เสียงสระ-พยัญชนะ คำพ้องเสยี ง คำเสยี งคล้ำย
เช่น
ฝงู ลงิ ไต่ก่ิงลำงลิงไขว่ ลำงลงิ แลน่ ไลก่ นั วนุ่ วำย
ลำงลงิ ชิงค่ำงข้ึนลำงลิง กำหลงลงกิ่งกำหลงลง
(ขนุ ชำ้ งขุนแผนของ รัชกำลที่ ๒)
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 73
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๓.๒ รสควำม คอื ควำมไพเรำะท่ไี ด้จำกควำมหมำยของถ้อยคำผำ่ นกำรบรรยำยหรือ
พรรณนำในลักษณะต่ำง ๆ ดังน้ี
3.2.1 กำรพรรณนำควำมอย่ำงตรงไปตรงมำ คือ กำรใชถ้ ้อยคำทม่ี ีควำมหมำย
ตรงตวั ผู้อ่ำนสำมำรถเหน็ ภำพโดยไมต่ ้องตีควำม เช่น
ครู่หนึ่งถึงชวำกชำกลูกหญำ้ ลว้ นพฤกษำยำงยงู สูงไสว
แตล่ ้วนทำกตะเละรำลำภูไพร ไตใ่ บไม้ยูงยำงมำกลำงแปลง
กระโดดเผาะเกาะผับกระหยับคบื ถบี กระทบื มใิ ครห่ ลดุ สุดแสยง
ปลดทตี่ ีนตดิ ขาระอาแรง ท้งั ขาแข้งเลอื ดโทรมชโลมไป
(นริ ำศเมืองแกลง ของ สุนทรภ)ู่
3.2.2 กำรพรรณนำควำมโดยใชโ้ วหำรภำพพจน์ คือ กำรใชถ้ ้อยคำท่ีเป็นศิลปะทำงภำษำ ทำ
ให้ผู้อำ่ นเกิดจินตภำพมำกกว่ำกำรพูดอยำ่ งตรงไปตรงมำ ตวั อยำ่ งโวหำรภำพพจน์ ได้แก่
(๑) อุปมำ (Simile) คือ กำรเปรยี บสิ่งหนึ่งเหมอื นอีกสิ่งหน่ึงซึง่ เปน็ ของต่ำงจำพวก
กนั มักมีคำว่ำ เปรียบว่ำ ดจุ ดงั ด่ัง แม้น เหมือน ปำน รำวกับ ฯลฯ เช่น
อสรุ ผี เี ส้ือจะเหลอื อด แคน้ โอรสราวกบั ไฟไหมม้ ังสำ
ช่ำงหลอกหล่อนผ่อนผันจำนรรจำ แม้นจะวำ่ โดยดีเหน็ มิฟัง
(พระอภยั มณี ของ สนุ ทรภ)ู่
(๒) อุปลกั ษณ์ (Metaphor) คอื กำรเปรยี บสิ่งหนึ่งวำ่ เปน็ อีกสงิ่ หนึ่งซึ่งเปน็ ของตำ่ ง
จำพวกกัน มักมีคำว่ำ เป็น คือ หรืออำจจะละคำเหลำ่ น้ีไวโ้ ดยเป็นทเ่ี ขำ้ ใจตรงกนั เชน่
“มังกันจีมปี รีชำเฉียบแหลมปัญญำเป็นเข็ม”
(รำชำธิรำช ของ เจำ้ พระยำพระคลัง (หน))
(๓) สญั ลักษณ์ (Symbol) คอื กำรใช้คำคำหนงึ่ แทนอีกคำหนงึ่ ซ่ึงเปน็ ที่รทู้ ว่ั ไป เช่น
“หงส์” เปน็ สัญลักษณ์ของคนช้นั สูง “กำ” เป็นสัญลกั ษณ์ของคนชัน้ ต่ำ ตัวอย่ำงคำประพันธ์ เช่น
เมื่อแรกเชอื่ วำ่ เน้ือทับทมิ แท้ มำแปรเป็นพลอยหงุ ไปเสียได้
กำลวงว่ำหงสใ์ หป้ ลงใจ ดว้ ยมิได้ดหู งอนแต่ก่อนมำ
(ขนุ ชำ้ งขนุ แผนของ รชั กำลที่ ๒)
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 74
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
(๔) อติพจน์ (Hyperbole) คอื กำรกล่ำวถึงสง่ิ เกนิ จรงิ เพ่ือเนน้ อำรมณ์ควำมรู้สึก
เช่น
ถึงม้วยดินส้ินฟำ้ มหำสมุทร ไม่สิน้ สดุ ควำมรักสมัครสมำน
แม้เกิดในใตฟ้ ำ้ สุธำธำร ขอพบพำนพิศวำสไมค่ ลำดคลำ
(พระอภยั มณี ของ สนุ ทรภู่)
(๕) บุคคลวัต (Personification) คอื กำรสมมตุ ิให้ส่ิงทไี่ มใ่ ชม่ นุษยก์ ระทำกริยำ
อำกำรหรือมีควำมร้สู ึกอย่ำงมนุษย์ เช่น
จำกมำมำลิ่วลำ้ ลำบำง
บำงยเ่ี รือรำพลำง พพี่ ร้อง
เรือแผงช่วยพำนำง เมียงมำ่ น มำนำ
บำงบ่รับคำคล้อง คล่ำวนำ้ ตำคลอ
(โคลงนริ ำศนรนิ ทร์ ของ นำยนรทิ ร์ธเิ บศร์ (อนิ ))
(๖) ปฏปิ ุจฉำ (Rhetorical question) คอื กำรใช้คำถำมที่ไม่ต้องกำรคำตอบ เพ่ือ
กระตุ้นให้สนใจหรือเกิดควำมคดิ เชน่
แลว้ วำ่ อนจิ จำควำมรกั พึง่ ประจักษด์ ั่งสำยนำ้ ไหล
ต้งั แตจ่ ะเชีย่ วเปน็ เกลยี วไป ทีไ่ หนเลยจะไหลคืนมำ
สตรีใดในพิภพจบแดน ไม่มีใครได้แค้นเหมอื นอกขำ้
ด้วยใฝ่รักให้เกนิ พักตรำ จะมีแต่เวทนำเปน็ เนอื งนติ ย์
โอ้ว่ำนำ่ เสยี ดำยตัวนกั เพรำะเชื่อลิ้นหลงรกั จงึ ช้ำจิต
จะออกชอื่ ลือช่ัวไปท่วั ทิศ เม่อื พลงั้ คดิ ผิดแล้วจะโทษใคร
(อิเหนำ ของ รชั กำลท่ี ๒)
4. กำรพนิ ิจวรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรอง
ประพนธ์ เรืองณรงค์ สมเกียรติ สขุ รตั น์ และสำวิสตรี สุขวฒั นำกรณ์ (2545, น.129) กล่ำววำ่
4.1 กำรพินจิ วรรณกรรมร้อยแก้ว มดี ังนี้
4.1.1 กำรพินิจนวนยิ ำยและเรื่องสนั้ ควรพจิ ำรณำดงั น้ี
(1) โครงเรือ่ ง และเน้ือเร่ือง
(2) กลวิธใี นกำรดำเนินเรื่อง
(3) ตัวละคร
(4) ฉำก
(5) สำรัตถะของเรือ่ งหรือแนวคดิ ทศั นะของผู้แต่ง
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 75
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
4.1.2 กำรพจิ ำรณำสำรคดี ควรพจิ ำรณำดังน้ี
(1) เน้ือหำสำระ
(2) กลวิธกี ำรเขยี น
(3) สำนวนภำษำ
(4) สว่ นประกอบอน่ื ๆ เชน่ ภำพ ภำคผนวก บรรณำนุกรม เป็นต้น
4.2 กำรพินจิ วรรณกรรมร้อยกรอง ควรพจิ ำรณำองค์ประกอบ 4 ประกำร คือ
4.2.1 รูปแบบกำรประพันธ์
4.2.2 ธรรมเนียมนิยมในกำรแตง่
4.2.3 ควำมไพเรำะ
4.2.4 สำระของเน้ือหำ
5. การพนิ จิ คณุ คา่ ของวรรณคดีและวรรณกรรม
กำรพิจำรณำคุณคำ่ วรรณคดีและวรรณกรรม มี 4 ประเดน็ คอื
5.1 คุณค่ำด้ำนวรรณศิลป์ คือ ควำมไพเรำะของบทประพันธ์ ซ่ึงเกิดจำกรสของคำท่ผี แู้ ตง่ เลือกใช้
และควำมทีใ่ หค้ วำมหมำยกระทบใจผู้อำ่ น
5.2 คณุ ค่ำด้ำนเนอ้ื หำ คอื กำรให้ควำมรูด้ ำ้ นต่ำง ๆ ให้คณุ ค่ำทำงปญั ญำและควำมคิดแก่ผู้อำ่ น
5.3 คณุ คำ่ ดำ้ นสังคม คือ กำรสะท้อนใหเ้ ห็นภำพของสังคมในอดีตและจรรโลงสงั คมได้
5.4 คุณคำ่ กำรนำไปประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจำวนั คอื คุณค่ำท่ที ำใหผ้ ู้อ่ำนไดป้ ระจกั ษ์ในคุณคำ่ ของ
ชวี ติ ไดค้ วำมคิดและประสบกำรณจ์ ำกเร่ืองที่อำ่ น และนำไปใชใ้ นกำรดำเนินชีวติ นำไปเป็นแนวปฏบิ ตั ิหรือ
แกป้ ญั หำรอบ ๆ ตัว
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 76
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ช้นิ งาน การอา่ นวเิ คราะหว์ จิ ารณ์ “กาพย์เหเ่ รอื ”
คำชี้แจง 1.ศึกษำคน้ ควำ้ เรือ่ ง กำพยเ์ หเ่ รือ จำกส่อื และแหลง่ เรยี นรูต้ ำ่ ง ๆ
2.อ่ำน “สรุปกำพย์เห่เรือ” ด้ำนล่ำง แลว้ ตอบคำถำม ตำมท่กี ำหนด
สรุปกาพย์เหเ่ รือ
1. ผูแ้ ตง่ เจำ้ ฟ้ำธรรมธเิ บศรไชยเชษฐ์สุรยิ วงศ์ (เจ้ำฟ้ำกงุ้ )
2. ลักษณะคาประพันธ์ เป็นกำพยห์ ่อโคลง ซ่งึ จะมีโคลงส่สี ภุ ำพนำ 1 บท และตำมด้วยกำพยย์ ำนี 11 ขยำย
ควำมโคลงสภุ ำพท่ีเกริ่น (ไม่จำกัดบทแต่ไม่เกนิ 16 บท) พรรณนำควำมเพิม่ เติมจนจบเรื่อง เมื่อขึ้นเน้ือเรื่อง
ตอนใหม่ ก็ใช้โคลงส่สี ภุ ำพ 1 บทนำอีก
3. จดุ ประสงค์ในการแตง่ เพอ่ื ใช้เห่เรอื เวลำท่ีตำมเสด็จ เป็นพระรำชพธิ เี พ่อื ให้พวกฝีพำยขับเห่ในเวลำเสดจ็
พยหุ ยำตรำทำงชลมำรค
4. เน้ือเร่อื งยอ่ เนอ้ื หำของกำพย์เห่เรือ มี 2 ตอน
ตอนท่ี 1 เปน็ บทเหช่ ม ประกอบด้วยบทเห่ 4 ตอน ได้แก่
4.1 ตอนเช้า เป็นบทเหช่ มกระบวนเรอื ประกอบดว้ ยโคลงสส่ี ุภำพ 1 บท ตำมด้วยกำพย์
ยำนี 11 14 บท
4.2 ตอนสาย เปน็ บทเห่ชมปลำประกอบด้วยโคลงสีส่ ภุ ำพ 1 บท กำพยย์ ำนี 11 14 บท
4.3 ตอนบา่ ย เปน็ บทเหช่ มไม้ ประกอบด้วยโคลงสี่สุภำพ 1 บท กำพยย์ ำนี 12 บท
4.4 ตอนเยน็ เป็นบทเหช่ มนก ประกอบดว้ ยโคลงสสี่ ภุ ำพ 1 บท กำพย์ยำนี 12 บท
ตอนท่ี 2 เป็นบทเห่กำกี บทเหส่ ังวำส และ บทเห่ครวญ เหน็ บทคร่ำครวญพรรณนำถงึ นำงอนั เปน็ ที่
รกั ประกอบด้วยโคลงส่ีสภุ ำพ 1 บท กำพยย์ ำนี 118 บท และจบด้วยโคลงสส่ี ุภำพอีก 1 บท
5. ทานองเหเ่ รอื ทำนองเห่เรือมี 3 ทำนอง
5.1 ช้าลวะเห่ มำจำก ช้ำแลว่ำเห่ เปน็ กำรเห่ทำนองช้ำ ใช้เห่เม่ือเรอื เร่ิมออกจำก
ท่ำและเมอ่ื พำยเรือตำมกระแสน้ำ
5.2 มูลเห่ เป็นกำรเห่ทำนองเรว็ ใชเ้ ห่หลังจำกเหช่ ้ำละวำ้ เหแ่ ลว้ ประมำณ 2 - 3 บท และใชเ้ ห่
เรอื พำยเรือทวนกระแสนำ้
5.3 สวะเห่ ใช้เหเ่ ม่ือเรือจะเทยี บทำ่
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 77
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
6. คุณคา่ ของเรือ่ ง คณุ คำ่ ของเรือ่ งประกอบด้วย
6.1 คุณคา่ ด้านวรรณศิลป์ ได้แก่
6.1.1 รปู แบบสอดคลอ้ งกับเน้อื เรื่อง
6.1.2 ดเี ด่นดำ้ นกำรพรรณนำใหเ้ หน็ ภำพ ใหอ้ ำรมณ์ควำมรู้สกึ ดี
6.1.3 ศลิ ปะกำรแต่งดี มกี ลวิธีกำรพรรณนำ โดยกำรใชอ้ ุปมำ อุปลกั ษณ์ กำรเลน่ คำ
(กำรซำ้ คำ) กำรเล่นสมั ผสั อกั ษร และกำรใช้คำท่ที ำให้เหน็ ภำพเคล่อื นไหว คำที่
ทำใหน้ กึ ถงึ เสียง และคำท่แี สดงอำรมณ์ต่ำง ๆ ไดด้ ี
6.2 คุณคา่ ด้านสงั คมและวัฒนธรรม ไดแ้ ก่
6.2.1 สะท้อนใหเ้ หน็ ถงึ ลักษณะของผู้หญิงในสมยั นั้นในเรื่องกำรแต่งกำย ทรงผม รูปรำ่ ง
กริ ยิ ำมำรยำทในกำรเดนิ รอยย้มิ และกำรพูดจำท่อี ่อนหวำนไพเรำะ
6.2.2 ให้ควำมรู้เกย่ี วกบั ขบวนเรือพยหุ ยำตรำทำงชลมำรคและประเพณีกำรเห่เรือ
6.2.3 สะทอ้ นให้เหน็ ถึงชีวิตของคนไทยในสมัยน้ันว่ำนิยมใชเ้ ส้นทำงกำรสัญจรทำงน้ำเป็น
สำคญั เนื่องจำกประเทศไทยมแี ม่น้ำลำคลองมำก
6.2.4 สะท้อนใหเ้ ห็นขนบธรรมเนยี มประเพณี คำ่ นยิ ม และควำมเช่ือของคนไทย อำทิ
ควำมเชือ่ เรอ่ื งกรรมสนองกรรม ตำมหลกั ของพระพุทธศำสนำ
6.3 คณุ ค่าด้านความรู้ ไดแ้ ก่
6.3.1 ควำมรู้เร่ืองเรือตำ่ ง ๆ
6.3.2 ควำมร้เู รือ่ งธรรมชำตวิ ทิ ยำ ในบทชมปลำ ชมนก ชมไม้
6.3.3 ควำมรูด้ ำ้ นวฒั นธรรมประเพณี ขบวนเสด็จทำงชลมำรค ศิลปะในกำรเห่เรือ พำยเรอื
กำรแตง่ กำยของสตรี
6.4 คุณคา่ ดา้ นอทิ ธิพลตอ่ กวรี ุ่นหลัง เป็นแบบอยำ่ งให้กวีรุ่นหลังยดึ เปน็ แนวทำงในกำรแตง่ กำพย์
เหเ่ รอื จนถงึ ปจั จบุ ัน เพรำะกำพย์เหเ่ รอื น้ีของเจ้ำฟ้ำธรรมธเิ บศรนถี้ อื ไดว้ ่ำเปน็ “ฉบับครู”
กำพย์เห่เรือของเจ้ำฟำ้ ธรรมธเิ บศรเป็นวรรณคดที ี่ไม่มีเน้อื เรอื่ ง จดุ เด่นของวรรณคดีเรอื่ งนี้มคี ณุ ค่ำดำ้ น
วรรณศิลป์ แสดงใหเ้ ห็นควำมงดงำม ควำมสง่ำงำม ควำมตระกำรตำของกระบวนพยุหยำตรำทำงชลมำรค ด้วย
ถอ้ ยคำ สำนวน โวหำร และกำรถ่ำยทอดอำรมณล์ ึกซึ้งของกวีในฐำนะปุถุชนคนหนึ่งซึ่งมีควำมรัก ควำมทุกข์
ควำมอำลัย ฯลฯ เช่นเดยี วกบั ทีม่ นุษยค์ นอืน่
นอกจำกน้นั กำพยเ์ ห่เรือยงั สะท้อนวถิ ชี ีวติ ของคนไทยในอดีตท่ผี ูกพนั กบั แมน่ ้ำลำคลอง ต้ังแต่
กำรอุปโภคบริโภค กำรสญั จรทำงนำ้ ด้วยจดุ มุ่งหมำยตำ่ ง ๆ ตลอดจนมีประเพณีและศิลปะแขนงตำ่ ง ๆ ทเี่ กดิ
จำกวิถชี วี ติ ริมน้ำ ซง่ึ แสดงให้เหน็ คุณคำ่ ของกำพย์เหเ่ รือในด้ำนสังคมและวัฒนธรรม สมควรที่จะศึกษำเพ่ือให้
เข้ำใจและประจักษค์ ุณคำ่ วรรณคดเี ร่ืองนี้อยำ่ งแท้จริง
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 78
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คาชี้แจง จงตอบคำถำมต่อไปนีใ้ ห้ถูกต้อง
๑.ผู้แต่งกาพยเ์ ห่เรอื คือใคร ( ๑ คะแนน)
............................................................................................................................. ................................................
๒.วตั ถปุ ระสงคใ์ นการแต่งกาพยเ์ ห่เรือ คืออะไร (๑ คะแนน)
......................................................................................................................................................... .....................
............................................................................................................................. .................................................
๓.ลกั ษณะคาประพนั ธข์ องกาพยเ์ ห่เรอื คอื อะไร (๑ คะแนน)
…………….………………………………………………………………………………………………………………………………….……......
............................................................................................................................. .................................................
๔.เน้ือหาของกาพยเ์ ห่เรอื มกี ่ีตอน อะไรบ้าง ( ๒ คะแนน)
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
๕.ทานอง (ลานา) ท่ใี ชใ้ นการเห่เรอื มีอะไรบ้าง ( ๒ คะแนน)
................................................................................................. .............................................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................ ..............................................
๖. “กาพย์เห่เรอื มคี ณุ ค่าด้านวรรณศิลป์ คือมกี ารเลน่ คาและเล่นสัมผสั ในวรรคเกอื บทุกบาททุกบท”
คาว่า “เลน่ คาและเลน่ สัมผัส” หมายความว่าอย่างไร ยกตวั อย่าง (๓ คะแนน)
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 79
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คะแนนก่อนเรียน.........
แบบทดสอบ คะแนนหลงั เรียน.........
เรอ่ื ง การวิเคราะห์วิจารณ์เรื่องที่อา่ น
คาช้ีแจง ◌ วงกลมคำตอบที่ถกู ต้องทสี่ ุดเพยี งข้อเดียว
ก่อนเรียนใช้ปำกกำสแี ดง หลังเรยี นใชป้ ำกกำสีน้ำเงิน
๑. เนอื้ หา กาพยเ์ ห่เรอื ไมม่ ี ลักษณะข้อใด
๑. บทพรรณนำชมเรือ ๒. บทพรรณนำชมไม้
๓. บทพรรณนำชมนก ๔. บทรำพึงถึงนำงผูเ้ ป็นที่รัก
๕. บทพรรณนำถงึ ลักษณะไพรพ่ ล
๒. ลักษณะคาประพนั ธข์ องกาพยเ์ หเ่ รือ คอื ขอ้ ใด
๑. เป็นคำประพนั ธ์ประเภทกำพย์ยำนี ๑๑
๒. เป็นคำประพันธ์ประเภทโคลงสีส่ ุภำพ
๓. เป็นคำประพนั ธป์ ระเภทกำพย์ห่อโคลง
๔. เปน็ คำประพนั ธป์ ระเภทโคลงนริ ำศ
๕. เปน็ คำประพันธป์ ระเภทกลอนนริ ำศ
๓. เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ทรงนพิ นธ์กาพย์เห่เรือ เนื่องในโอกาสใด
๑. พระเจ้ำอยู่หัวบรมโกศเสด็จฯไปนมสั กำรพระพุทธบำท
๒. พระเจ้ำอยหู่ ัวบรมโกศเสด็จฯไปเทศกำลกฐนิ ประจำปี
๓. พระเจ้ำอยหู่ ัวบรมโกศเสด็จฯไปงำนสมโภชพระนครศรีอยธุ ยำ
4. พระเจ้ำอยู่หวั บรมโกศเสด็จฯไปพระรำชพธิ ีจองเปรียง
5. พระเจ้ำอยหู่ ัวบรมโกศเสด็จฯไปพระรำชพธิ ีเดือนสิบสอง
๔. ศลิ ปะท่เี กิดขน้ึ และสัมพันธเ์ นื่องในโอกาสเสด็จพระราชดาเนินทางชลมารค คอื ข้อใด
๑. วจิ ิตรศลิ ป์และวรรณศิลป์ ๒. นำฏศิลปแ์ ละวรรณศิลป์
๓. วิจติ รศิลป์และนำฏศลิ ป์ ๔. สังคีตศิลปแ์ ละนำฏศิลป์
๕. วรรณศลิ ป์และสงั คีตศิลป์
๕. ขอ้ ใด คอื จดุ มงุ่ หมายของการเห่เรือ
๑. เพื่อเฉลิมพระเกยี รตพิ ระมหำกษตั ริย์ ๒. เพ่ือเฉลมิ ฉลองพระนคร
๓. เพอ่ื บชู ำรอยพระพุทธบำท ๔. เพือ่ ให้จงั หวะฝีพำยและควำมเพลดิ เพลิน
๕. เพื่อใชใ้ นพระรำชพิธีบรมรำชำภิเษก
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 80
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๖. การเห่เรอื ในเท่ียวกลับ ตอ้ งเห่ทานองใด
๑. สวะเห่ เพรำะให้เขำ้ กับจังหวะพำยที่จำ้ ลงถี่ ๆ
๒. มลู เห่ เพรำะเห่เป็นพ้ืน ๆ ทำนองธรรมดำไมต่ ้องกำรควำมเรว็
๓. มลู เห่ เพรำะพำยเรือทวนนำ้ ใช้ทำนองเขำ้ กับจงั หวะพำยเรือ
๔. ช้ำลวะเห่ เพรำะพำยเรือทวนน้ำเรอื จงึ เคลื่อนไปไดช้ ้ำ
๕. มูลเห่ และสวะเห่ เพรำะให้เข้ำกบั จงั หวะจ้ำพำยและจังหวะยกพำย
๗. กาพยเ์ หเ่ รือเจา้ ฟ้าธรรมธเิ บศร มีลกั กษณะการดาเนนิ เร่อื ง ตามขอ้ ใด
๑. สัมพนั ธ์กับเวลำครึง่ วันเช้ำ ๒. สัมพนั ธ์กบั เวลำครง่ึ วนั บ่ำย
๓. สัมพนั ธ์กับเวลำ ๑ วนั ๔. สัมพันธ์กบั เวลำ ๑ คืน
๕. สมั พนั ธ์กับเวลำ ๑ วัน ๑ คนื
๘. กำพยเ์ หเ่ รือเจ้ำฟำ้ ธรรมธิเบศร สะท้อนสภำพสังคมไทยในอดตี ตำมขอ้ ใด มำกท่ีสดุ
๑. กำรคมนำคมใช้ทำงน้ำเป็นหลัก
๒. ควำมจงรกั ภักดตี ่อพระมหำกษตั ริย์
๓. กำรประกอบอำชีพของประชำชน
๔. ควำมอุดมสมบูรณ์ของทรัพยำกรธรรมชำติ
๕. ขนบธรรมเนยี มประเพณที ำงน้ำ
๙. คาประพนั ธข์ ้อใด ให้คุณคา่ ทางสังคม
๑. ปลำทุกทกุ ข์อกตรม เหมอื นทุกข์พท่ี ่ีจำกนำง
๒. นวลจนั ทรเ์ ป็นนวลจรงิ เจ้ำงำมพร้ิงยงิ่ นวลปลำ
๓. คำงเบอื นเบือนหนำ้ มำ ไม่งำมเทำ่ เจำ้ เบือนชำย
๔. เพยี นทองงำมด่ังทอง ไม่เหมือนน้องหม่ ตำดพรำย
๕. กระแหแหห่ำงชำย ดั่งสำยสวำทคลำดจำกสม
๑๐. ข้อใด แฝงความสัมพันธ์อันลึกซ้งึ ของบคุ คลชายหญิง ได้อยา่ งแยบยลทีส่ ุด
๑. คิดอนงค์องค์เอวอร ผมประบ่ำอ่ำเอย่ี มไร
๒. แกม้ ชำ้ ชำ้ ใครตอ้ ง อันแก้มน้องฃ้ำเพรำะชม
๓. เนือ้ อ่อนออ่ นแตช่ ่ือ เนอ้ื นอ้ งหรือออ่ นทง้ั กำย
๔. รวยรนิ กลิ่นรำเพย คดิ พีเ่ คยเชยกล่นิ ปรำง
๕. เหมือนพนี่ ้ีประคอง รับขวัญนอ้ งต้องมือเบำ
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 81
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การอา่ นสงั เคราะหค์ วามรู้
1. ความหมาย
ภำสกร เกิดอ่อน และคณะ (ม.ป.ป., น. 22) กล่ำวว่ำ กำรอ่ำนเพื่อสังเครำะห์ควำมรู้ หมำยถึง
กำรอ่ำนทผี่ ู้อำ่ นตอ้ งรวบรวมสำรจำกกำรอ่ำนมำเรียบเรียงเป็นควำมคิดและเกิดควำมเข้ำใจเรื่องรำวที่อ่ำนตรง
กับเรื่องรำวที่ผู้เขียนต้องกำรส่ือ และสำมำรถนำควำมรู้ควำมคิด หรือสำระจำกเร่ืองรำวที่อ่ำนไปใช้ให้เกิด
ประโยชน์ได้
2. แนวทางการอ่านเพ่อื สงั เคราะหค์ วามรู้
ภำสกร เกดิ อ่อน และคณะ (ม.ป.ป. น. 23 - 24) กลำ่ ววำ่ แนวทำงกำรอำ่ นเพื่อสงั เครำะหค์ วำมรู้
คือ
1.พจิ ารณาแหล่งข้อมลู พจิ ำรณำถึงคณุ ภำพของข้อมูล ควำมถูกต้องของข้อมูล ควำมน่ำเช่ือถือและ
ควำมทันสมยั ของขอ้ มลู
2.จบั ใจความสาคญั ของเรือ่ ง โดยพิจำรณำจำก ช่ือเรอ่ื ง ชื่อบท ชอื่ ตอน ชื่อหัวขอ้ ต่ำง ๆ ข้อควำม
ท่ีพมิ พต์ ัวหนำ และกำรจบั ใจควำมสำคัญในแต่ละย่อหน้ำ เพอื่ ให้ทรำบถึงประเดน็ สำคัญทงั้ ประเด็นหลักและ
ประเดน็ รองท่ปี รำกฏในเนื้อหำ
3.พิจำรณำรำยละเอยี ดท่ีอำจเป็นประโยชน์ คือ พิจำรณำรำยละเอยี ดบำงส่วนเชน่ ขอ้ มูลสถติ ิ
ตัวเลข ตวั อย่ำง กรณีศกึ ษำ ที่ปรำกฏในเน้ือหำ ซึ่งอำจเปน็ ขอ้ มลู ทีส่ ำมำรถนำมำใช้ประโยชน์ได้
4.วเิ ครำะหข์ อ้ เท็จจริง คอื วเิ ครำะหข์ ้อมลู เหตุกำรณ์หรือเรือ่ งรำวท่สี ำมำรถพสิ ูจน์และระบไุ ด้
อยำ่ งชัดเจนว่ำเปน็ เรอื่ งจริงหรือเท็จ โดยไม่มีทัศนคติสว่ นบุคคลเขำ้ มำเก่ียวข้อง
5.วิเครำะหค์ วำมคิดเห็นของผู้เขียน คือ วเิ ครำะห์ขอ้ มลู ที่เกิดจำกควำมรสู้ ึกนกึ คดิ และทศั นคติของ
บคุ คลซง่ึ อำจแตกตำ่ งกันออกไป ซ่งึ จะทำให้เกดิ แง่มมุ ท่หี ลำกหลำย
6.พจิ ำรณำควำมนำ่ เชื่อถือของสำร คอื พจิ ำรณำควำมนำ่ เชื่อถือของผ้สู ง่ สำรว่ำมีควำมรู้ควำม
ชำนำญในเรื่องดังกลำ่ วหรอื ไม่ และเนื้อหำมีควำมน่ำเชอ่ื ถือหรือไมโ่ ดยดจู ำกข้อมูลทใ่ี ชอ้ ้ำงองิ เชงิ อรรถ
บรรณำนุกรม เปน็ ต้น
7.วิเครำะห์กลวิธกี ำรนำเสนอ คือ วเิ ครำะหว์ ่ำกลวธิ ีกำรนำเสนอนั้นเหมำะสมกบั เน้ือเร่ืองหรือไม่
และผู้สง่ สำรสำมำรถเลือกใช้กลวิธีกำรนำเสนอได้อยำ่ งมปี ระสิทธภิ ำพเพยี งใด
8.วเิ ครำะห์กำรใช้ภำษำ คือ พจิ ำรณำถึงกำรใชภ้ ำษำ สังเกตควำมกลมกลืนระหว่ำงภำษำกบั
เน้อื เร่อื ง และกำรใชโ้ วหำรภำพพจนว์ ำ่ มีควำมสอดคลอ้ งประสำนกบั เนื้อเรอื่ งมำกเพยี งใด พิจำรณำ
ควำมถกู ตอ้ งของหลักภำษำ รวมทงั้ พิจำรณำวำ่ ใช้ภำษำเหมำะสมกบั บริบทและสถำนกำรณห์ รอื ไม่ อย่ำงไร
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 82
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
3. แนวทางการอ่านสื่อส่ิงพิมพ์
3.1 กำรอำ่ นตำรำวชิ ำกำร ควรดูรำยละเอียดดังต่อไปน้ี
3.1.1 พิจำรณำดำ้ นเนื้อหำ เนอ้ื หำจะต้องถูกต้องและสอดคลอ้ งกับชื่อหนังสอื และหนงั สอื
วชิ ำกำรแขนงใด เน้ือหำก็ควรจะเนน้ แขนงน้ันโดยเฉพำะ
3.1.2 พิจำรณำข้อมูลและภำพประกอบ ข้อมูลต้องถูกต้องชัดเจน ภำพประกอบต้องตรงกับ
คำบรรยำย และเป็นภำพทน่ี ่ำสนใจ เหมำะสมกับวิชำน้ัน ๆ
3.1.3 กำรใช้ภำษำ ภำษำที่ใชเ้ ปน็ ภำษำที่เหมำะสมกับแขนงวิชำนั้น ๆ และสะกดคำถูกตอ้ ง
มีรปู เล่ม คำนำ สำรบญั ถูกต้องเหมำะสม
3.2 กำรอำ่ นสำรคดี ควรดรู ำยละเอยี ดดังน้ี
3.2.1 พิจำรณำดำ้ นเนอ้ื หำสำระ เน้ือหำถูกต้องสมบรู ณ์ รวมทั้งเสนอควำมคดิ เห็นท่ีเปน็
ประโยชน์ต่อผ้อู ำ่ นและสังคมสว่ นรวม
3.2.2 พจิ ำรณำวธิ กี ำรเขยี น พิจำรณำจำกหลักเกณฑต์ ่อไปนี้
(1) กำรวำงโครงเร่อื งและกำรดำเนนิ เร่ือง
(2) เร้ำควำมสนใจ
(3) สำนวนภำษำ
(4) ส่วนประกอบอน่ื เชน่ คำนำ สำรบญั เนอ้ื เร่ือง บรรณำนุกรม
3.3 กำรอ่ำนบนั เทงิ คดี ควรดรู ำยละเอียดดงั นี้
3.3.1 โครงเรอ่ื งและเนื้อเรอ่ื ง
3.3.2 กำรดำเนนิ เร่อื ง
3.3.3 ตวั ละคร
3.3.4 แนวคดิ ของเร่ือง
3.3.5 สำนวนภำษำ
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 83
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ชนิ้ งาน
การเขียนผงั ความคดิ จากการอ่าน
คาชแ้ี จง ๑.นกั เรยี นอำ่ น “ไตรภูมิพระร่วง” ตำมข้อควำมด้ำนล่ำง
๒.และเขยี นผงั มโนทัศน์ให้ถกู ต้อง โดยใช้ ภำพประกอบ อยำ่ งสรำ้ งสรรค์
ไตรภูมิพระรว่ ง
ไตรภูมิ ประกอบดว้ ย กำมภูมิ 11 ภมู ิย่อย รปู ภูมิ 16 ภมู ิย่อย และ อรูปภูมิ 4 ภูมยิ อ่ ย รวม 31 ภูมิ
สตั วโ์ ลกใดจะไปเกดิ ภูมใิ ด ย่อมแล้วบำปบุญที่ได้ทำในขณะท่ีมีชีวติ อยู่ ตรำบใดท่ียงั ไม่บรรลุนพิ พำน เมื่อนำมำ
กล่ำวเรยี งจำกภมู ิตำ่ สุด ไปหำภูมิสูงสุด มีดังน้ี
1. กามภูมิ คือ โลกของผู้ท่ยี ังติดอยู่ในกำมกเิ ลส แบง่ ได้ 11 ภูมิ โดยเรยี งจำกภูมฝิ ่ำยไม่ดี (อบำยภมู ิ
4) มำหำภมู ฝิ ำ่ ยดี (สคุ ติภูมิ 7) ไดแ้ ก่
1.1.อบำยภูมิ (ดนิ แดนฝำ่ ยไมด่ ี) 4 แห่ง ประกอบด้วย
1.1.1 นรกภูมิ [นะ-รก-กะ-พมู ] ภมู ิแห่งสัตวน์ รก คอื แดนหรอื ภูมิท่ีเช่ือกนั ว่ำผทู้ ำ
บำปจะต้องไปเกิดและถูกลงโทษ ประกอบด้วย มหำนรก 8 ขมุ , นรกบำ่ ว 128 ขุม และยมโลกนรก 320 ขุม
1.1.2 ติรัจฉานภูมิ ต-ิ รัด-ฉำ-นะ-พูม] แดนของเดยี รฉำน เดยี รฉำน แปลวำ่
“แนวขวำง” ดังนน้ั สัตวเ์ ดรัจฉำน หมำยถึง สัตว์ทีเ่ คลือ่ นทีไ่ ปในแนวขวำง คือ ขณะที่เคล่ือนท่ีไปนัน้
ลำตัวไม่ไดต้ ้ังตรงอย่ำงมนุษย์ สตั ว์เดรจั ฉำนมี 4 จำพวก ได้แก่
(1) อปทติรัจฉาน คือสตั วเ์ ดรัจฉำนทไ่ี มม่ ีเทำ้ ไดแ้ ก่ งู ปลำ ไส้เดือน เปน็ ต้น
(2) ทวิปทติรจั ฉาน คือสตั วเ์ ดรัจฉำนที่มี 2 เทำ้ ได้แก่ ไก่ เปด็ แรง้ กำ เป็นต้น
(3) จตุปทตริ จั ฉาน คือสัตวเ์ ดรจั ฉำนท่มี ี 4 เท้ำ ได้แก่ สุนขั ชำ้ ง มำ้ ควำย เปน็ ต้น
(4) พหปุ ทตริ จั ฉาน คือสตั ว์เดรัจฉำนที่มีมำกกวำ่ 4 เท้ำข้นึ ไป ได้แก่ มด ปลวก ตะขำบ เป็นตน้
1.1.3 เปรตภูมิ [เปรฺต-ตะ-พมู ] ทอ่ี ยู่ของเปรตเป็นผีเลวชนดิ หนึ่ง คำ
วำ่ เปรต แปลวำ่ ผลู้ ว่ งลับ ในทำงศำสนำพุทธหมำยถึง อมนุษย์พวกหนึง่ ท่ีเกิดในเปตวสิ ัยซง่ึ เปน็ ๑ ใน
๔ อบำยภูมิ เปรตมีหลำยประเภท เช่น
ถำ้ แบง่ ตำม เปตวตั ถุอรรถกถำแบง่ ได้ 4 ประเภท
(1) ปรทัตตปุ ชีวกิ เปรต คือ เปรตท่ีมีชีวติ อย่ไู ด้ จำกอำหำรทม่ี ีมนษุ ย์ให้ เชน่ กำรเซ่นไหว้ เปน็ ตน้
(2) ขปุ ปปี ำสกิ เปรต คือ เปรตที่อดอยำก ทุกขจ์ ำกควำมหวิ โหยอยเู่ ปน็ นิจ
(3) นชิ ฌำมตณั หิกเปรต คอื เปรตท่ีถูกไฟเผำให้เรำ่ รอ้ นอย่เู สมอ
(4) กำลกญั จิกเปรต คือ เปรตในจำพวกอสรุ กำย
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 84
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1.1.4 อสุรกายภูมิ [อะ-สุ-ระ-กำย-พมู ] อสรู แปลวำ่ ผูไ้ มใ่ ชส่ รุ ะ หรอื ไมใ่ ช่พวก
เทวดำที่มี พระอินทรเ์ ป็นหวั หนำ้ เดิมพวกอสรู มีเมืองอยบู่ นเขำพระสเุ มรหุ รอื สวรรค์ชน้ั ดำวดงึ ส์ ภำยหลัง
พวกเทวดำคิดอุบำยมอมเหล้ำพวกอสูรเมำจนไม่ไดส้ ติ แลว้ พวกเทวดำกช็ ว่ ยกันถบี อสรู ให้ตกเขำพระสุเมรุดงิ่
จมลงใต้ดิน เม่ืออสูรสร่ำงเมำไดส้ ติแลว้ ก็สำนกึ ตวั ได้วำ่ เป็นเพรำะกินเหล้ำมำกจนเมำมำยจึงต้องเสียบ้ำนเมือง
ใหก้ ับพวกเทวดำจึงเลกิ กินเหล้ำแลว้ ไปสรำ้ งเมอื งใหมใ่ ต้บำดำลเรยี กว่ำ อสูรภพ
1.2 สคุ ติภูมิ (ดนิ แดนฝ่ำยดี) 7 แห่ง ประกอบดว้ ย
1.2.1 มนุสสภมู ิ
1.2.2 จำตมุ หำรำชิกำ
1.2.3 ดำวดงึ ส์
1.2.4 ยำมำ
1.2.5 ดสุ ติ
1.2.6 นมิ มำนรดี
1.2.7 ปรนิมมิตวสวตั ดี
2. รปู ภูมิ คือ ดนิ แดนของของพรหมที่มีรูป มี 16 ชั้น (โสฬสพรหม) ประกอบด้วย
2.1 พรหมปำริสัชชำ 2.2 พรหมปโรหติ ำ
2.3 พรหมมหำพรหมำ 2.4 พรหมปริตตำภำ
2.5 พรหมอปั ปมำณำภำ 2.6 พรหมอำภสั สรำ
2.7 พรหมปรติ ตสุภำ 2.8 พรหมอปั ปมำณสภุ ำ
2.9 พรหมสุภกณิ ห 2.10 พรหมเวหัปผลำ
2.11 พรหมอสญั ญีสัตตำ 2.12 พรหมอวหิ ำ
2.13 พรหมอตปั ปำ 2.14 พรหมสทุ สั สำ
2.15 พรหมสุทสั สี 2.16 พรหมอกนฏิ ฐำ
3. อรูปภูมิ คือ ดินแดนของพรหมไม่มีรปู มี 4 ช้นั ประกอบด้วย
3.1 อำกำสำนัญจำยตนภมู ิ
3.2 วญิ ญำณัญจำยตนภูมิ
3.3 อำกิญจัญญำยตนภมู ิ
3.4 เนวสัญญำนำสญั ญำยตนภมู ิ
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 85
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผงั มโนทัศน์ “๓ ภมู ิ 31 ภพภูมิ”
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 86
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน คะแนนก่อนเรยี น........
เร่ือง การสงั เคราะห์ความรจู้ ากเร่ืองทอี่ า่ น คะแนนหลังเรียน........
คาชแ้ี จง ◌ วงกลมคำตอบท่ีถูกต้องท่สี ุดเพียงข้อเดียว
ก่อนเรียนใช้ปำกกำสีแดง หลงั เรียนใชป้ ำกกำสนี ำ้ เงิน
๑. เนื้อหาในไตรภูมพิ ระร่วงเกีย่ วกับเร่ืองใด
๑. นรก-สวรรค์-บำดำล ๒. มนุษย์ - สวรรค์ - นรก
๓. กำมภมู ิ - รูปภมู ิ - อรปู ภูมิ ๔. ปฐมภูมิ - ทุตยิ ภูมิ – ตตยิ ภมู ิ
๕. มนสุ สโลก – เทวโลก- พรหมโลก
๒. ข้อใดกลา่ วถึงไตรภูมิพระร่วง ไมถ่ กู ต้อง
๑. ดินแดนใน ๓ โลกน้ไี ม่น่ำอยูเ่ ลย
๒. กำรเกดิ ในภพภูมิตำ่ ง ๆ เปน็ ควำมทุกข์
๓. นิพพำนเป็นควำมสุขที่ย่ิงใหญ่เปน็ อมตะ
๔. อนิจจลักษณะคือควำมเป็นอนิจจงั ของสรรพส่ิงในโลก
๕. มนสุ สภมู เิ ป็นภมู ิท่ีดที ี่สดุ เมื่อเสียชวี ติ แลว้ ไปเกดิ บนสวรรค์ทุกคน
๓. “ผแิ ลวำ่ เมื่อแมเ่ ดนิ ไปกด็ ี นอนกด็ ี ฟนื้ ตนก็ดี กมุ ำรอย่ใู นท้อง แมน่ ้ันให้เจ็บเพยี งจะตำยแลดจุ ด่งั
ลกู ทรำยอันพ่ึงออกแล อยู่ธรหอ้ ยผิบม่ ดิ จุ ดัง่ คนอันเมำเหล้ำ...”
คาวา่ “อยู่ธรหอ้ ย” ในบทประพนั ธ์ข้างต้นมีความหมายตรงกับข้อใด
๑. ไมม่ ีแรง ๒. ห้อยหัวลงมำ
๓. เห่ยี วแห้งไมส่ ดชน่ื ๔. โคลงเคลง ทรงตวั ไมไ่ ด้
๕. น่ังคู้ตัวอย่ใู นครรภ์มำรดำ
๔. ขอ้ ใดมีลักษณะเป็นพรรณนาโวหาร
๑. ผิแลคนอันมำแต่นรกก็ดี แลมำแตเ่ ปรตก็ดี มนั คำนงึ ถึง ควำมอันลำบำกนน้ั
คร้นั วำ่ ออกมำก็ร้องไห้แล
๒. เบือ้ งหลังกมุ ำรนั้นต่อหลังทอ้ งแม่ แลน่งั ยองอยู่ในท้องแม่ แลกำมือท้ังสองคู้คอต่อหวั เขำ่ ทงั้ สอง
เอำหัวไวเ้ หนือหวั เขำ่ เม่ือนง่ั อยนู่ ั้น
๓. เมือ่ แรกมำเกดิ ในทอ้ งแม่ก็ดี เมอื่ อยู่ในท้องแม่ก็ดี เมื่อออกจำกท้องแม่กด็ ี ในกำลท้ัง ๓ นัน้
ยอ่ มหลง บ่มไิ ด้คำนึงรู้อันใดสักส่งิ
๔. ดว้ ยอำนำจแห่งไฟธำตุอนั ร้อนน้ัน สว่ นตวั กมุ ำรน้ันบ่มิไหม้ เพรำะวำ่ เป็นธรรมดำด้วยบญุ กุมำรน้นั
จะเปน็ คนแลจงึ ให้บมิไหมบ้ มิตำยเพ่ือด่ังนนั้ แล
๕. ข้ำวนำ้ อำหำรอนั ใดแม่กินไสร้ แลโอชำนนั้ ก็เป็นนำ้ ชมุ่ เข้ำไปในไสด้ ือนั้น แลเขำ้ ไปใน
ทอ้ งกมุ ำรนัน้ แล
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 87
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๕. ข้อใด มใิ ช่ ลักษณะของทารกในครรภ์มารดาตามทก่ี ล่าวไว้ในตอนมนุสสภูมิ
๑. แต่นน้ั ไปเมอื หนำ้ กุมำรน้ันจึงรูห้ ำยใจเข้ำออกแล
๒. จะงอยไสด้ ือน้นั กลวงข้ึนไปเบ้ืองบนติดหลงั ทอ้ งแม่
๓. แคน้ เน้ือแคน้ ใจ แลเดอื ดเน้ือเดือดใจนักหนำเหยียดตีมือบม่ ิได้
๔. ตนเย็นนั้นแลเจบ็ เนือ้ เจ็บตนนกั หนำ ดั่งช้ำงสำรอนั ท่ำนชกั ทำ่ นเข็นออกจำกประตูลกั ษอันน้อยนั้น
๕. เลอื ดแลน้ำเหลืองยอ้ ยลงเต็มตนยะหยดทุกเมอื่ แล ดุจด่ังลิงเม่ือฝนตก แลน่ังกำมือเซำเจำ่ อยูใ่ น
โพรงไม้น้ันแล
๖. ข้อใดเป็นทรรศนะของกวเี กย่ี วกบั การเกิดของมนุษย์ในครรภ์มารดา
๑. เป็นควำมสขุ ๒. เป็นควำมไมจ่ รี ัง
๓. เปน็ ควำมทกุ ข์ ๔. เป็นกำรเปลยี่ นภพภูมิ
๕. เป็นกำรชดใชบ้ ำปกรรม
๗. ข้อใดเป็นลกั ษณะพเิ ศษของทารกผู้ลงมาเกิดเป็นพระปัจเจกพทุ ธเจา้ พระอรหนั ต์ และพระอคั รสาวก
๑. เม่ือยังอย่ใู นทอ้ งแม่นั้น อยู่เยน็ เป็นสุข สำรำญบำนใจ
๒. คร้นั ออกจำกท้องแม่ แตน่ ั้นไปเมือหน้ำ กมุ ำรน้ันจึงร้หู ำยใจเข้ำออกแล
๓. แลคำนึงถึงควำมสขุ แตก่ ่อนนั้น คร้นั ว่ำออกมำไสร้ ก็ยอ่ มหวั รอ่ ก่อนแล
๔. เมอื่ แรกปฏิสนธกิ ็ดี เม่ือ ธ อยใู่ นท้องแมน่ ั้นก็ดี บ่ห่อนจะรหู้ ลง แลยงั คำนงึ รู้อยู่ทกุ อนั
๕. เมือ่ กุมำรนัน้ คลอดออกจำกท้องแม่ ออกแลไปบ่มพิ น้ ตน ตนเยน็ นัน้ แลเจ็บเนอ้ื เจ็บตนนกั หนำ
๘. ขอ้ ใดคอื “ เบญจสำขำหูด”
๑. มือ ๒ เทำ้ ๒ ศีรษะ ๑ ๒. ตำ ๒ หู ๒ จมูก ๑
๓. มอื ๒ เทำ้ ๒ หนำ้ ผำก ๑ ๔. มือ ๒ ตำ ๒ ศรี ษะ ๑
๕. มอื ๒ เข่ำ ๒ หน้ำผำก ๑
9. ขอ้ ใดคือ จดุ มุ่งหมายของไตรภมู ิพระร่วง
๑. ชีใ้ หเ้ ห็นควำมสขุ สบำยในแตล่ ะภพภมู ิ
๒. ชี้ให้เหน็ ผลของกำรทำบุญและกำรทำบำป
๓. ช้ีนำใหม้ นุษยห์ ำทำงหลดุ พน้ และบรรลุนิพพำน
๔. ช้นี ำให้มนุษย์เข้ำใจควำมเป็นอนจิ จงั ของชีวติ
๕. โนม้ น้ำวให้มนษุ ยม์ งุ่ ทำดีเพ่อื จะได้ไปเกดิ ในสวรรค์
๑๐. ข้อใดเป็นการสรปุ เน้ือหาเร่ือง “ไตรภมู พิ ระรว่ ง ตอน มนสุ สภมู ิ” ได้ถูกต้อง
๑. กำรเกิดของมนุษยน์ นั้ เป็นทุกข์อย่ำงยิง่
๒. กำรเกดิ ของมนษุ ย์ชำยหรือหญิงมีกำรเปล่ียนแปลง
๓. กำรเกิดของมนุษย์ในโลกน้ี เปน็ ผลมำจำกผลกรรมจำกอดีตชำติ
๔. กำรเกิดของมนุษย์ถำ้ มำจำกสวรรค์จะหัวเรำะ ถำ้ มำจำกนรกจะรอ้ งไห้
๕. กำรเกิดของมนษุ ย์เป็นกำรเวียนว่ำยตำยเกดิ ก่อนที่จะบรรลุพระนิพพำน
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 88
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ๒ เขียนดีมีประสิทธภิ าพ
การเขยี นบรรยาย พรรณนา
1.บรรยายโวหาร
๑.ความหมาย
กำรบรรยำย (วัลลภำ วทิ ยำรักษ,์ ๒๕๓๗,น.๖๗) กำรเลำ่ เรื่อง กำรเล่ำเหตกุ ำรณท์ ีต่ ่อเนอ่ื งกัน ทำให้
ผรู้ บั สำรทรำบวำ่ ใคร ทำอะไร ทไี่ หน เมอื่ ไร อย่ำงไร เพื่ออะไร
๒.วธิ ีการบรรยาย
กำรบรรยำยทำได้หลำยวิธี ดังน้ี
(๑) บรรยำยว่ำ ใคร ทำอะไร ทไ่ี หน เม่ือไร อย่ำงไร เพอ่ื อะไร ใหผ้ รู้ บั สำรรเู้ รือ่ ง
(๒) บรรยำยโดยเน้นเหตุกำรณ์ตำมลำดบั เวลำที่เปน็ จรงิ
(๓) บรรยำยโดยสลับเหตกุ ำรณ์
(๔) เลือกบรรยำยเฉพำะเหตุกำรณ์สำคัญทส่ี ่งผลเกยี่ วเนื่องถึงเหตกุ ำรณ์อื่น
เลือกใช้วิธีอื่น ๆ แทรกในกำรบรรยำย เชน่ ผกู เปน็ บทสนทนำ มีกำรตั้งคำถำม
๓.ตวั อยา่ งการบรรยาย
๓.๑ การบรรยายประเภทร้อยแก้ว
ขณะเม่อื เลำ่ ปี่ควบม้ำหนีไปนั้น ทั้งกลำงวนั กลำงคืนได้ทำงประมำณพนั เส้น คร้ันถึงเมืองเซยี ง
จิว๋ จงึ บอกแก่นำยประตูวำ่ เรำจะเขำ้ ไปหำอว้ นถำเจำ้ เมืองซึ่งเปน็ บุตรอ้วนเสีย้ ว นำยประตกู ็เอำเน้ือควำมเข้ำ
ไปบอกแก่อว้ นถำ
(สำมก๊ก,หนำ้ ๖๑)
๓.๒ การบรรยายประเภทร้อยกรอง
หม่ืนวเิ ศษรับคำแล้วอำลำ รบี มำบ้ำนขนุ ช้ำงหำช้ำไม่
ครน้ั ถงึ แอบดูอยู่แต่ไกล เหน็ ผู้คนขวกั ไขว่ทั้งชำนเรือน
(ขุนชำ้ งขนุ แผน,หน้ำ ๒๙)
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 89
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การพรรณนา
๑.ความหมาย
พรรณนำโวหำร คือ โวหำรทใ่ี ช้กล่ำวถงึ เรอื่ งรำว สถำนท่ี บุคคล สง่ิ ของ หรืออำรมณ์อย่ำงละเอียด
สอดแทรกอำรมณ์ ควำมรสู้ ึกลงไปเพ่ือโน้มนำ้ วใจ ให้เกิดอำรมณค์ ล้อยตำมไปดว้ ย
๒.จุดมุง่ หมาย
พรรณนำโวหำรมุ่งใหค้ วำมแจ่มแจง้ ละเอยี ดลออ เพ่ือใหผ้ อู้ ่ำนเกดิ อำรมณซ์ ำบซึ้งเพลิดเพลินไปกับ
ขอ้ ควำมนน้ั กำรเขยี นพรรณนำ มงุ่ ให้ภำพ และอำรมณ์ ดงั น้ัน
๑. มกั ใช้กำรเลน่ คำ เล่นเสียง ใชภ้ ำพพจน์
๒. ใชถ้ อ้ ยคำอธิบำยหรือบรรยำยส่ิงท่พี บเห็นอย่ำงละเอยี ด โดยใชส้ ำนวนโวหำรท่ไี พเรำะสอดแทรก
อำรมณ์ควำมรู้สึกของผ้เู ขียน
๓. รจู้ ักใช้ถ้อยคำท่ีประณีตให้ควำมรสู้ กึ โดยหยิบยกลกั ษณะสำคญั มำกลำ่ ว
๔. กำรใชถ้ ้อยคำในกำรบรรยำยลกั ษณะจะใช้ถ้อยคำทีแ่ สดงรปู ธรรม เช่น บอกลักษณะ สีสนั รปู ร่ำง
เวลำเพอ่ื ใหผ้ ู้อ่ำนเหน็ ภำพชดั เจน หรอื ใชถ้ อ้ ยคำทำให้เกิดควำมไพเรำะ
๓. หลักการเขยี นพรรณนาโวหาร
๑ ตอ้ งใช้คำดี หมำยถงึ กำรเลือกสรรถ้อยคำ เพอื่ ใหส้ ่ือควำมหมำย ส่อื ภำพ สื่ออำรมณ์เหมำะสมกบั
เนื้อเรื่องท่ตี ้องกำรบรรยำยควรเลือกคำ ท่ใี ห้ควำมหมำยชดั เจน ทัง้ อำจต้องเลือกใหเ้ สียงคำสัมผัสกันเพื่อเกดิ
เสยี งเสนำะอยำ่ งสมั ผสั สระ สัมผัสอกั ษร ในงำนรอ้ ยกรอง
๒. ตอ้ งมใี จควำมดี แมจ้ ะพรรณนำยดื ยำว แตใ่ จควำมตอ้ งมุ่งให้เกดิ ภำพ และอำรมณ์ควำมรู้สกึ
สอดคลอ้ งกับเน้ือหำที่กำลงั พรรณนำ
๓. ตอ้ งใชอ้ ุปมำโวหำร คือ กำรเปรยี บเทยี บเพื่อให้ไดภ้ ำพชัดเจน และมักใช้ศลิ ปะกำรใช้คำทีเ่ รยี กวำ่
ภำพพจนป์ ระเภทต่ำง ๆ ทงั้ น้ีเป็นวธิ ีกำรทีจ่ ะทำใหพ้ รรณนำโวหำรเดน่ ท้งั กำรใช้คำ และกำรใช้ภำพทแี่ จ่มแจง้
อำ่ นแล้วเกิดจนิ ตนำกำรและควำมร้สู ึกคลอ้ ยตำม
๔. ในบำงกรณีอำจต้องใช้สำธกโวหำรประกอบด้วย คอื กำรยกตัวอยำ่ งเพอื่ ให้เกิดควำมแจ่มแจ้ง โดย
ยกตัวอย่ำงส่งิ ทีล่ ะม้ำยคล้ำยคลึงกนั เพื่อใหเ้ กิดภำพและอำรมณ์เด่นชดั พรรณนำโวหำรมักใชก้ บั กำรชม
ควำมงำม อน่ื ๆ เช่น ชมสถำนท่ี สรรเสรญิ บคุ คล หรือใชพ้ รรณนำอำรมณ์ ควำมรู้สกึ เช่น รัก เกลยี ด โกรธ
แค้น เศรำ้ สลด เป็นตน้
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 90
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตัวอยา่ ง
“...สตรีท้งั หลำยท่อี ยใู่ นแผน่ ดินนัน้ งำมทกุ คน รูปร่ำงไม่สงู ไมต่ ำ่ เกินไป ไม่ผอมไม่อว้ นเกนิ ไป ไม่ขำวดำ
เกินไป มรี ูปทรงสมส่วน ผิวพรรณงำมด่ังทองสุกเหลือง เป็นทีพ่ ึงใจของชำยทุกคน น้ิวมือน้วิ เทำ้ กลมกลงึ มเี ลบ็
สีแดงเหมอื นนำ้ ครง่ั ท่ีทำแต้มไว้ แก้มใสนวลงำมด่ังผดั แป้ง ใบหนำ้ นน้ั เกลี้ยงเกลำปรำศจำกมลทินคือ ไฝ ฝำ้ มี
ดวงหน้ำดุจพระจันทรว์ นั เพ็ญ มีนัยน์ตำดำเหมือนนัยนต์ ำของเนอ้ื ทรำยอำยุ ๓ วนั ทข่ี ำวก็ขำวเหมือนสังข์ที่พ่ึง
ขดั ใหม่ มีริมฝปี ำกแดงดงั ลกู ฟักข้ำวท่ีสกุ งอม มลี ำแข้งขำเรยี วงำขำวเหมือนลำกลว้ ยทองฝำแฝด มีทอ้ งท่ี
รำบเรยี บเสมอ ลำตัวอ้อนแอ้นเกล้ยี งกลมงำม มขี นและเส้นผมละเอียดอ่อนยง่ิ นัก ...“
การอธบิ าย
1. ความหมาย
วัชรพงศ์ โกมุทธรรมวิบูลย์ และคณะ (2546, น. 274) กลำ่ วว่ำ กำรอธบิ ำย คอื กำรเขียนไขควำม
หรือขยำยควำมหรือเขียนช้แี จง
เสนยี ์ วิลำวรรณ (2547, น. 16) กลำ่ ววำ่ โวหำรอธบิ ำย ไดแ้ ก่ กำรใช้ภำษำพูดหรือภำษำเขยี น
เพอ่ื ให้ควำมรู้ควำมเขำ้ ใจเรื่องตำ่ ง ๆ อยำ่ งชดั แจง้ มงุ่ เสนอแนะผลย่ิงกวำ่ จะใหผ้ ู้อ่ำนเกดิ อำรมณ์สะเทือนใจ
หรือจนิ ตนำกำร
วัลลภำ วิทยำรักษ์ (2537, น. 66) กลำ่ ววำ่ กำรอธิบำย หมำยถึง กำรทำใหบ้ ุคคลอืน่ เข้ำใจเรื่องรำว
ตำ่ ง ๆ ท้ังควำมจรงิ ควำมสัมพันธ์ สงิ่ ท่ีเกดิ ขึน้ ตำมธรรมชำติ ส่งิ ตำ่ ง ๆ ที่มนุษย์สรำ้ งข้นึ
ประพนธ์ เรอื งณรงค์ และคณะ (2545, น. 116) กำรเขยี นอธบิ ำย คอื กำรเขยี นให้ผู้อ่ำนไดร้ ับ
ควำมร้แู ละเขำ้ ใจเรื่องรำวท่ีเขียนอย่ำงชดั เจนและถกู ต้อง
พรทพิ ย์ แฟงสุด (2555, น. 83) กล่ำวว่ำ กำรอธบิ ำย หมำยถงึ กำรทำให้บุคคลอน่ื เข้ำใจใน
ควำมจรงิ ควำมสมั พันธ์ หรือปรำกฏกำรณต์ ำ่ ง ๆ ท้งั ท่ีเปน็ ปรำกฏกำรณ์ทำงสงั คมและปรำกฏกำรณท์ ำง
ธรรมชำติ
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 91
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สมศกั ด์ิ อัมพรวิสิทธโ์ิ สภำ และ ธญั ลกั ษณ์ จ้ยุ เรือง (2537, น. 131) กลำ่ วว่ำ กำรอธบิ ำย
หมำยถึง กำรทำให้บุคคลอืน่ เข้ำใจควำมจริง ควำมสมั พนั ธ์ หรือปรำกฏกำรณต์ ่ำง ๆ ท้ังที่เป็นปรำกฏกำรณ์ทำง
ธรรมชำติ หรอื เปน็ ปรำกฏกำรณท์ ำงสงั คม
สรปุ กำรอธิบำย หมำยถึง กำรชีแ้ จงให้ผอู้ ืน่ เขำ้ ใจเรอื่ งรำวต่ำง ๆ อย่ำงถูกต้องชดั เจนด้วยกำรพูดหรือ
กำรเขยี น
2. หลกั การเขยี นอธิบาย
เสนยี ์ วิลำวรรณ (2547, น. 16) กลำ่ ววำ่ กำรเขยี นอธิบำยโดยท่วั ไป มหี ลักเกณฑด์ ังนี้
1. จะต้องมคี วำมรู้หรือประสบกำรณเ์ กยี่ วกับเรือ่ งน้ันอยำ่ งสมบูรณ์
2. เตรยี มหำปญั หำท่ีจะถำม หำกสมมตวิ ่ำตนเองจะต้องศึกษำเกย่ี วกับเร่ืองนน้ั แลว้ พยำยำม
ตอบปญั หำดงั กลำ่ วในคำอธิบำย
3. แสดงควำมรู้หรือข้อเทจ็ จริงเฉพำะทสี่ ำคัญ ตดั ข้อเท็จจริงทไ่ี มส่ ัมพนั ธก์ บั เร่ืองนั้นออกไป
4. จัดลำดับขอ้ ควำมที่จะอธบิ ำยใหเ้ หมำะสม
5. พจิ ำรณำควำมร้แู ละประสบกำรณ์ท่ีผู้อ่ำนมีเก่ียวกบั เร่ืองนนั้ เปรยี บเทียบส่งิ ท่ีจะอธิบำย
กบั สิ่งทีผ่ ้อู ่ำนร้อู ยู่ก่อนหน้ำน้ันแลว้ ใชต้ ัวอย่ำงหรอื คำอุปมำตำมควำมจำเป็น
6. ใชภ้ ำษำท่เี ข้ำใจงำ่ ยและให้ควำมหมำยของศพั ท์เฉพำะที่นำมำใช้
7. ใชแ้ ผนภูมิ ภำพ กรำฟ หรอื ตำรำงประกอบตำมควำมเหมำะสม
ประพนธ์ เรอื งณรงค์ และคณะ (2545, น. 116) กล่ำววำ่ กำรเขียนอธบิ ำยควรมหี ลักกำรเขียน ดังนี้
1. กำรเลือกเรือ่ งและกำหนดวตั ถุประสงคใ์ นกำรเขยี น ผู้เขยี นจะต้องเลอื กเรอื่ งและกำหนด
วตั ถุประสงค์ในกำรเขียนใหช้ ัดเจนวำ่ ต้องกำรเขยี นอธิบำยเร่ืองอะไรและมีวตั ถปุ ระสงคใ์ นกำรเขยี นอย่ำงไร
เพื่อจะได้เลอื กวธิ เี ขยี นอธิบำยได้อย่ำงเหมำะสม
2. กำรรวบรวมข้อมูล คือ กำรเตรียมเนื้อเร่ืองหรอื ข้อมลู โดยศึกษำค้นคว้ำจำกหนังสือหรือ
สื่ออ่ืน ๆ เช่น นติ ยสำร วำรสำร วิทยุ โทรทัศน์ และอนิ เทอร์เนต็ เปน็ ตน้
3. กำรวำงโครงเรอ่ื ง ผเู้ ขียนต้องวำงโครงเร่ืองท่จี ะเขียน กำรกำหนดโครงเร่ืองจะช่วยให้
ผู้เขียนสำมำรถเรยี บเรยี งควำมคิดและข้อมลู ให้มีควำมต่อเนอื่ งตง้ั แต่ต้นจนจบ และทำใหเ้ รอ่ื งมีควำมน่ำสนใจ
4. กำรเลือกวิธีอธิบำย ผูเ้ ขียนควรเลอื กวธิ ีกำรอธิบำยให้เหมำะสมสอดคล้องกับเร่ือง และใน
บำงครง้ั อำจจะต้องใชว้ ิธีอธบิ ำยมำกกวำ่ 1 วิธใี นกำรเขียนอธิบำยก็ได้ ขึ้นอยู่กบั ควำมยำกงำ่ ยของเน้ือหำและ
ประเภทของเน้ือหำ
5. กำรเรยี บเรียง ผ้เู ขียนควรใช้ภำษำท่เี ข้ำใจง่ำย กระชบั รัดกุม และตรงไปตรงมำ เพื่อให้
ผอู้ ่ำนเข้ำใจเร่ืองได้อย่ำงชดั เจนทสี่ ดุ
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 92
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
3.ประเภทการเขียนอธิบาย
๑. การอธบิ ายตามลาดับข้นั คือ กำรบอกขัน้ ตอนเรียงไปตำมลำดับ (สังเกตจำกคำบอกลำดบั
ข้นั ตอน เช่น ขัน้ ท่ี ๑,ข้นั ที่ ๒ ,๑.,๒.,หรอื เร่มิ ต้นดว้ ย,จำกนนั้ ,ถดั ไป,ตอ่ ดว้ ย,...ท้ำยท่สี ุด) ตัวอย่ำง
กำรกรำบใช้ในโอกำสที่แสดงควำมเคำรพอยำ่ งสูงต่อผู้มีอำวโุ ส สว่ นมำกขณะน่ังกบั พืน้ กำรปฏิบตั ิมี
ดงั นี้
๑.คุกเข่ำลงท้งั สองขำ้ ง
๒.นง่ั พับเพยี บเก็บปลำยเทำ้
๓.ก้มตัวลงหมอบให้แขนทั้งสองข้ำงอยู่ข้ำงเข่ำท่ยี ่ืนออกมำ
๔.ประนมมอื ใหอ้ ยู่ในระดับพื้น
๕.กม้ ศรี ษะลงจรดนิว้ หัวแม่มือ
๒. การอธิบายโดยใช้ตวั อยา่ ง คอื กำรอธบิ ำยวธิ ีกำรหรอื หลกั กำรที่เข้ำใจยำก มีควำมซับซอ้ นต้อง
ยกตวั อยำ่ งประกอบเพื่อให้เข้ำใจไดช้ ัดเจนยง่ิ ข้นึ (สังเกตคำว่ำ เช่น,อำทิ,ได้แก,่ ตัวอย่ำงเช่น และปดิ ท้ำยด้วยคำ
วำ่ “เปน็ ต้น”) เช่น
“กำรค้นพบบำงอยำ่ งในทำงวิทยำศำสตรก์ ำรแพทย์ และจิตวิทยำของตะวนั ตก ได้ให้หลกั ฐำน
สอดคลอ้ งกับควำมเชื่อทำงพุทธศำสนำว่ำดว้ ยชวี ติ ในชำตปิ ำงกอ่ น ตัวอยำ่ ง ผู้หญงิ ถูกสะกดจติ รำยหนงึ่ ได้เลำ่
ย้อนควำมทรงจำของเธอไปหลำยรอ้ ยปวี ำ่ เธอเคยเปน็ แม่บำ้ นอยู่ในฝรง่ั เศสมำก่อน นกั ประวัตศิ ำสตร์
ต่ำงยอมรับควำมถูกต้องของสถำนท่ี ภำษำ และวถิ ีชีวิตของคนสมยั นั้นทเ่ี ธอไดเ้ ล่ำใหต้ อนนัน้ ...”
๓. การอธิบายโดยการเปรียบเทยี บความเหมือนและความแตกตา่ ง คอื กำรอธิบำยสง่ิ ที่แปลกใหม่
โดยยกสงิ่ หนงึ่ ทผี่ ู้รบั สำรคนุ้ เคยหรอื รูจ้ ักดีข้นึ มำเทียบเคียงเพือ่ ให้เข้ำใจได้งำ่ ยและชดั เจนข้ึน รวมถึงกำร
เปรียบเทียบใหเ้ ห็นดำ้ นดีและดำ้ นเสยี ดว้ ย (สงั เกตจำกคำแสดงกำรเปรยี บเทียบ เช่น “แตกตำ่ งกนั ,เหมือนกัน,
มำกกวำ่ ,นอ้ ยกวำ่ ,ดกี ว่ำ,นมุ่ กว่ำ,แขง็ กวำ่ , ฯลฯ” หรือแสดงดำ้ นดดี ำ้ นเสยี ง เชน่ “ ขอ้ ด.ี ..ข้อเสีย...,ขอ้ ด.ี ..
ขอ้ จำกดั ,สว่ นดี...ส่วนดอ้ ย ฯลฯ) เชน่
“กำรแสดงพนื้ เมือง จะมีลักษณะตำ่ งกับเพลงพ้นื เมอื งตรงที่เนน้ ลักษณะและลีลำกำรรำมำกขึ้นกวำ่
กำรเลน่ เพลง ควำมหมำยของกำรใชท้ ่ำทำงจะมีมำกกว่ำ กำรแต่งกำยของผู้แสดงจะดูพิถีพิถัน ตอ้ งกำรควำม
สวยงำม เพอ่ื ให้กำรฟ้อนรำน้ันดูงำม และเปน็ เอกลกั ษณใ์ นกำรแสดงแต่ละชุดกำรแสดงพื้นบ้ำนภำคกลำงที่เล่น
มำแต่โบรำณ”
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 93
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๔. การอธิบายโดยการใชส้ าเหตแุ ละผลลัพธ์ท่ีสมั พันธ์กัน คอื กำรอธบิ ำยให้เห็นวำ่ สิ่งใดเปน็ สำเหตุ
และสง่ ผลให้เกิดส่งิ ใดเปน็ ไปตำมลำดับ (สงั เกตจำกคำเช่ือมแสดงเหตผุ ล เช่น “จึง,เพรำะ,เพรำะฉะนั้น,ดังนนั้
จงึ ,ดว้ ยเหตุนี้ ฯลฯ” เช่น
“ในระบบของธรรมชำตนิ ้ัน น้ำจะเกดิ ขน้ึ ไดเ้ พรำะมีควำมช่มุ ชื้นของป่ำไม้แห่งเทือกขนุ เขำ ใหก้ ำเนดิ
ตน้ น้ำ ลำธำร และป่ำไม้สำมำรถสร้ำงระบบควำมสมั พนั ธ์อันซบั ซอ้ นตัง้ แตต่ ้นเลก็ จนถึงไม้ใหญ่ได้กด็ ้วยมผี ืนดิน
สรำ้ งธำตุอำหำรไวใ้ ห้ ท้ังป่ำไม้ ดนิ และน้ำ จงึ มีควำมผกู พันท่ีต่ำงให้ซงึ่ กันและกนั ...”
๕. การอธิบายโดยการนยิ าม คือ กำรให้ควำมหมำยสง่ิ ใดสิ่งหนึ่ง (สังเกตจำกคำแสดงควำมหมำย เช่น
“เปน็ ,คือ,หมำยถึง,แปลวำ่ ฯลฯ” เช่น
“สุขภำพจิต หมำยควำมถึง สภำพควำมสมบรู ณ์ทำงจติ ใจของมนุษย์ซ่งึ จะดำรงชีวิตอยใู่ นสังคมได้
อย่ำงเปน็ สขุ ไม่มีอำกำรโรคจิต โรคประสำท หรือพฤติกรรมผดิ ปกติ ตลอดจนกำรปรับตัวในสังคมได้อยำ่ งเป็น
สุข”
๖. การอธบิ ายโดยการกลา่ วซ้าดว้ ยถ้อยคาที่แปลกออกไป เช่น
“คนเราต่างต้องการการยอมรับจากสงั คมดว้ ยกันท้ังสิ้น/ ไม่มใี ครที่พอใจกับกำรท่ีถกู สังคมรังเกียจ”
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 94
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ชิ้นงาน
การเขียนบรรยาย และพรรณนา
คาชี้แจง 1.เลือกพันธ์ไุ ม้ในสวนพฤกษศำสตรโ์ รงเรยี น โรงเรยี นบญุ วำทย์วิทยำลัย
คนละ 1 ตน้
2. ศกึ ษำ สงั เกต สภำพจริงของพนั ธุ์ไม้ท่ีเลือก แล้วเขียนสรปุ ลกั ษณะและขอ้ มูลพรรณไม้
ตำมเอกสำร ก ๗-๐๐๓ หนำ้ ๘ ดงั น้ี
สรุปลักษณะและข้อมูลพรรณไม้
(สรุปลกั ษณะและข้อมูลพรรณไม้ตั้งแต่หน้ำ ๒-๗ และข้อมูลพืน้ บำ้ นหนำ้ ๑ โดยเขียนเป็นเรยี งควำมบรรยำย)
ชือ่ พนั ธ์ุไม้......................................................รหสั พรรณไม้..................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................... ...........................
........................................................................................................ ......................................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................... .....................................
.............................................................................................. ................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................... ...............................................
.................................................................................... ..........................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
...................................................................................................................................................................
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 95
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ชน้ิ งาน
การเขยี นอธิบาย
คาช้แี จง ๑. ใหน้ ักเรียนอำ่ นข้อควำมเรื่อง “กำเนดิ 4 ประเภท” และ
“9 เดอื น มหศั จรรยพ์ ฒั นำกำรทำรกในครรภ์” ด้งต่อไปนี้
๒. เขียนอธิบำยประเภท “เปรียบเทียบควำมเหมือนและควำมแตกต่ำง” ของกำรเกดิ
ของมนุษย์ ตำมแนวไตรภูมิ และตำมแนววิทยำศำสตร์
กาเนดิ ๔ ประเภท
บรรดำสตั วท์ ี่เกดิ ในโลกมนุษย์นม้ี กี ำรเกิดด้วยกำเนดิ ทงั้ ๔ ประเภท กำเนิดในครรภม์ ีมำกกวำ่ กำเนดิ
ประเภทอืน่ กำรกำเนิด ๓ ประเภทมปี รำกฏเป็นบำงครงั้ เท่ำนั้น กำรกำเนิดในครรภ์ของคนทั้งหลำยมดี ังนี้
หญิงสำวทั้งหลำยที่ควรจะมบี ุตร บรเิ วณใตท้ อ้ งน้อยภำยในท่จี ะมีผมู้ ำเกดิ นัน้ จะมีก้อนเลือดทำรกก้อนหน่ึง
แดงอย่ำงลูกผกั ปลงั เม่ือหญิงน้ันถึงระดรู อบเดือน และมีระดไู หลออกจำกท้องแล้ว ต่อจำกนั้นไปอกี ๗ วนั
จึงนบั ได้ว่ำมีครรภ์ ต่อจำกนัน้ ระดูจะไม่ไหลอกี เลย หญิงยังไมแ่ ก่ชรำ อำจมบี ตุ รได้ทกุ คน หญิงทไ่ี มม่ บี ตุ รเปน็
เพรำะบำปกรรมของผู้มำเกดิ ทำให้เกดิ เป็นลมในครรภ์ ลมนัน้ พดั ถูกสตั ว์ทม่ี ำเกิดในครรภท์ ำใหแ้ ท้งตำยไป
บำงคร้งั มีตัวตดื พยำธิ ไสเ้ ดือน ในครรภ์ ซ่งึ กนิ สัตว์ผมู้ ำเกดิ ทำให้หญิงน้ันไมม่ บี ตุ ร
สัตวเ์ กิดในครรภ์นัน้ แรกทีเดียวมขี นำดเล็กมำกเรียกวำ่ “กลละ” ซงึ่ มีขนำดเหมือนนำผมของมนุษย์
มำผำ่ ออกเป็น ๘ ซกี แต่ละซีกมขี นำดเท่ำกับผมของมนุษย์ในอุตตรกรุ ทุ วีป เมื่อนำเสน้ ผมของมนษุ ย์ชำวอุตตร
กรุ ทุ วปี เสน้ หน่งึ มำชบุ นำ้ มันงำอนั ใสงำมมำสลดั ๗ ครงั้ แลว้ ถอื ไว้ นำ้ มนั ที่ไหลย้อยลงปลำยเส้นผมยงั ใหญ่กว่ำ
กลละนนั้ หรอื เทยี บเหมือนขนของเนื้อทรำยช่ือ อุณำโลม ท่ีอยู่เชิงเขำหิมพำนต์ เส้นขนของเนื้อทรำยนน้ั เล็ก
กวำ่ เสน้ ผมชำวอตุ ตรกุรุทวีป เมือ่ นำขนทรำยอณุ ำโลมเส้นหนึง่ ชุบนำ้ มันงำทใ่ี สสะอำดงำม สลัดท้ิง ๗ คร้งั แลว้
ถอื ไว้ นำ้ มันทห่ี ยดลงทปี่ ลำยขนทรำยน้ันจงึ จะมขี นำดเท่ำกลละน้ัน
กลละนัน้ ใสงำมรำวกบั น้ำมันงำทตี่ ักใหม่ งำมดังน้ำมนั เปรยี งใหม่ ตอ่ จำกนัน้ จึงมธี ำตุลม ๕ อย่ำง กอ่
ตวั ขึ้นพรอ้ มกนั อยู่ในกลละนั้น
เม่ือแรกเกดิ เปน็ กลละนน้ั มีรูป ๘ รูป ได้แก่ รูปดนิ รูปน้ำ รูปไฟ รูปลม รูปกำยประสำท รูปหญิงหรอื
ชำย รูปหัวใจ และชวี ิตรปู (คอื ส่งิ ทท่ี ำใหม้ ธี ำตยุ นื อยูไ่ ด้) ในบรรดำรปู ทงั้ หมดนี้ เกิดมชี ีวติ ๓ รปู กอ่ น ๓ รปู นี้
คอื รปู ใดบ้ำง คือรูปกำย รปู หญิงหรอื ชำย และรูปหวั ใจ รูปท้ังสำมมีบริวำรรูปละ ๙ องค์ ไดแ้ ก่รปู ใดบำ้ ง ได้แก่
ดิน น้ำ ลม ไฟ ลม สี กล่ิน รส โอชำ ถำ้ เป็นบรวิ ำรของรปู กำย เมือ่ รวมกบั รปู กำยจะรวมเป็น ๙ ถำ้ เป็นบรวิ ำร
ของรูปหญิงหรอื ชำย เมื่อรวมกบั รปู หญิงหรือชำยจะรวมเป็น ๙ และถ้ำเปน็ บริวำรของรูปหัวใจเม่ือรวมกับรูป
หวั ใจจะรวมเป็น ๙ กลมุ่ องค์ ๙ ท้ัง ๓ กลุ่มน้ี รวมกบั ชวี ิตรปู จะได้กลุ่มรปู ๑๐ จำนวน ๓ กลมุ่ เกิดมีขน้ึ พร้อม
กนั ต้งั แตแ่ รกมีกำรเกิดในครรภ์