เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 146
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
8. ขอ้ ความต่อไปนี้ เปน็ ข้อโต้แย้งของข้อใด
“กำรตดั ต่อพันธุกรรมพืช มีปัญหำอยูไ่ ม่นอ้ ย ท้ังปัญหำดำ้ นสง่ิ แวดล้อม ปญั หำด้ำนสุขภำพและปัญหำ
ด้ำนเศรษฐกิจ ถึงแมว้ ่ำมีข้อบ่งชไี้ ม่ชัดทง้ั หมด แตก่ ส็ รำ้ งควำมหวำดระแวงไดม้ ำก”
1. ปญั หำจำกกำรตดั ต่อพันธุกรรมพืชเป็นเรื่องที่แก้ไขไดเ้ สมอ
2. กำรปรบั ปรงุ พนั ธุพ์ ชื เปน็ วิทยำกำรทนี่ ำ่ พอใจและมีประโยชนม์ ำก
3. กำรปรับปรงุ พันธุพ์ ืชแสดงควำมกำ้ วหนำ้ ของวิทยำกำรสมยั ใหมใ่ นตะวันตก
4. เทคโนโลยกี ำรตดั ต่อพันธกุ รรมพืชเปน็ ส่งิ ตอ้ งตำมให้ทนั และรู้เทำ่ ทนั
คำว่ำ “ทูล” ในทูลเกล้ำทูลกระหม่อม น้ัน พจนำนุกรมฉบับรำชบัณฑิตยสถำนกำหนดให้ใช้ “ทูล”
พระวรวงศ์เธอกรมหม่ืนพิทยำลำภพฤติยำกรรับส่ังว่ำ โบรำณใช้ “ทูนเกล้ำทูลกระหม่อม” เพรำะหมำยถึง
ยกข้ึนทนู หัว สว่ น “ทูล” เป็นคำภำษำเขมร แปลว่ำ “บอก” ควำมหมำยไม่เข้ำกัน จึงไม่จำเป็นต้องยืมมำใช้ใน
กรณนี ้ี อย่ำงไรก็ตำมคณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้ตำมพจนำนุกรม ฉบับรำชบัณฑิตยสถำน จึงต้องใช้ว่ำ “ทูลเกล้ำ
ทูลกระหมอ่ ม”
9. ในข้อความข้างต้นน้ี ประเดน็ สาคญั ที่สุดในการโต้แย้งคอื อะไร
1. คำรำชำศัพท์บำงคำท่ีใช้อย่ใู นพจนำนุกรมถูกต้องหรอื ไม่
2. เรำควรยืมคำภำษำเขมรมำใช้เป็นคำรำชำศัพท์หรือไม่
3. เรำควรยึดหลักโบรำณในกำรใช้คำรำชำศัพทห์ รือไม่
4. พจนำนุกรมฉบับรำชบณั ฑิตยสถำนถูกต้องเสมอไปหรือไม่
10.ขอ้ ใด เปน็ ประเด็นโตแ้ ย้งของข้อความต่อไปนี้
ที่ผำ่ นมำกองทุนให้กู้ยืมเพ่ือกำรศึกษำ (กยศ.) มีปัญหำเร่ืองผู้กู้ยืมไม่ใช้เงินคืน จึงมีกำรคัดกรองผู้กู้ยืม
ให้เข้มงวดมำกข้ึน แนวทำงหนึ่งคือ กำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้กู้ยืมต้องมีผลกำรเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่ำ 2.00
เกณฑ์ดังกล่ำวทำให้เกิดผลกระทบหลำยด้ำน มีเด็กที่ต้องเสียโอกำสในกำรเรียนต่อซ่ึงจะกลำยเป็นปัญหำของ
ประเทศ ซ่ึงเป้ำหมำยสำคัญของ กยศ.คือ ช่วยเหลือเด็กยำกจนให้ได้เรียนต่อ กำรกำหนดเกรดของผู้กู้ยืมไม่ใช่
ประเด็นท่ีจะแก้ปัญหำกำรไมใ่ ชห้ นเ้ี งนิ กูค้ นื
1.ปัญหำของประเทศเกิดจำกกำรทเี่ ด็กยำกจนไม่ได้ศึกษำต่อจริงหรอื
2.กองทุน กยศ.ชว่ ยเพม่ิ โอกำสทำงกำรศึกษำให้แก่เด็กยำกจนจริงหรอื
3.ควรยกเลิกเกณฑก์ ำหนดผลกำรเรยี นเฉลี่ยสะสมในกำรกู้ยมื เงิน กยศ.หรือไม่
4.กองทนุ กยศ.สำมำรถแกป้ ัญหำเร่ืองกำรไม่ใช้หนีเ้ งินกู้คืนของผกู้ ู้ยืมได้หรือไม่
5.ควรบังคบั ใชก้ ฎหมำยกับผู้กู้ยมื เงนิ กยศ.ท่ไี ม่ใช้หนคี้ ืนเม่ือเรยี นจบหรือไม่
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 147
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 4 เวลาเปล่ียนไปภาษาเปล่ียนแปลง
คายมื ในภาษาไทย
1. ความหมายคายมื
ธวชั ปุณโณทก (2543, น.14) กลำ่ วว่ำ “คำยมื คือกำรนำคำภำษำต่ำงประเทศมำใชใ้ นภำษำไทย
โดยปรับเสยี งใหเ้ หมำะสมกบั ภำษำไทยบำ้ ง เปล่ียนควำมหมำยบ้ำง”
2. สาเหตุการยืมคา
สทุ ธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ (2538, น.15-16) กลำ่ ววำ่ สำเหตกุ ำรยมื ภำษำนน้ั สรุปได้ดังน้ี
สาเหตุการยืมคาของภาษาไทย ประกอบด้วย
1. เพรำะเจ้ำของภำษำท้งั สอง มคี วำมเกยี่ วพนั กนั ทำงเชื้อชำติ สัญชำติ และท่อี ยู่อำศัยตำมสภำพ
ภูมิศำสตร์ เช่น ดินแดนใกล้ชิดกนั เช่น ไทยภำคเหนือ กับพมำ่ ลำว หรอื ภำคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื กบั เขมร
หรือไทยภำคใต้กับมลำยู เปน็ ต้น
2. มีควำมสัมพันธ์ทำงประวัติศำสตร์ กำรอพยพโยกยำ้ ย และกำรตดิ ต่อทำงกำรทตู กำรอพยพ
โยกย้ำยนน้ั ทำให้ภำษำของเจ้ำของถิ่นเดิมตกค้ำงอยู่ หรือผู้โยกย้ำยมำใหม่ นำภำษำใหม่มำใช้
3. กำรเก่ียวข้องกนั ทำงดำ้ นกำรค้ำ เพรำะชนชำติต่ำง ๆ ได้เขำ้ มำค้ำขำยในประเทศไทย จงึ ต้องพูดจำ
ตกลงกัน และกำรโฆษณำสนิ ค้ำก็ต้องใชภ้ ำษำเปน็ สำคัญ จึงเกิดกำรหยิบยืมกันขนึ้ ทั้งที่จงใจและไมร่ ตู้ ัว
4. ทำงด้ำนศำสนำ ผูท้ ่ีทำหน้ำท่เี ผยแพร่ศำสนำ ต้องมกี ำรสอนศำสนำโดยใช้ภำษำและหนงั สอื จงึ ต้อง
ดิ้นรนศกึ ษำภำษำของกลุ่มชนทจ่ี ะสอน และผู้สอนต้องใกลช้ ดิ กับผู้เรียน จงึ มีกำรถ่ำยทอดภำษำกัน
5. กำรรบั เอำเคร่ืองมือเครื่องใช้ ตลอดจนควำมรู้ทำงวชิ ำกำรเฉพำะอยำ่ งของชนชำตทิ เี่ จรญิ แล้ว
เข้ำมำ ชอ่ื และศัพทเ์ ฉพำะวชิ ำบำงคำ จึงตดิ เข้ำมำด้วย
6. ธรุ กจิ สว่ นตวั ของบคุ คลระหว่ำงสองชำติ เชน่ กำรวิวำหร์ ะหว่ำงคนสองชำติกับคนไทย มติ รสหำย
ผู้ท่ีไดเ้ กื้อกูลอปุ กำระกัน
7. กำรศึกษำของคนเจรญิ ข้ึน ต้องใช้ภำษำของต่ำงชำติเพ่ือกิจกำรเฉพำะอยำ่ ง เชน่ กำรศกึ ษำ
ช้ันมหำวทิ ยำลัย ตอ้ งใชต้ ำรำภำษำตำ่ งประเทศประกอบ ในขณะเดยี วกนั ชำวฝรง่ั เศสอำจจะศึกษำโบรำณคดี
และสงั คมไทยเพื่อประโยชนใ์ นกำรเรยี นกำรสอนวิชำนั้น ๆ ในมหำวทิ ยำลัยของตน
8. มีกำรศกึ ษำภำษำนั้น ๆ โดยตรง เพอื่ ประโยชน์ในกำรไปศึกษำตอ่ ในตำ่ งประเทศ
9. มกี ำรศกึ ษำภำษำของกนั และกนั เพ่ือประโยชน์ในกำรศึกษำภำษำโดยตรงของนักภำษำศำสตร์หรือ
นกั นริ ุกตศิ ำสตร์ และผสู้ นใจ
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 148
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
3. ลกั ษณะการยืม
ปยิ ะนติ ย์ เปี่ยมงำม (2544, น. 43 - 44) กลำ่ ววำ่ “ลกั ษณะกำรนำคำจำกภำษำหน่ึง ไปใชใ้ นอกี
ภำษำหนง่ึ แบ่งเปน็ 3 ลักษณะ ดงั นี้
1. การทบั ศพั ท์ หมำยถึง กำรนำคำจำกอีกภำษำหนง่ึ เข้ำไปใช้ในอีกภำษำหน่ึงโดยตรง โดยอำจจะมี
กำรปรับลักษณะทำงเสยี งของคำยมื ให้เหมอื นหรือคลำ้ ยคลึงกับกำรออกเสียงทั่วไปในภำษำเดิม เช่น ภำษำไทย
นำคำ ล [- l ] เป็นเสียงพยัญชนะตัวสะกด เรำจึงไม่ออกเสียง ล [- l ] ในคำว่ำ “เมล์”และออกเสียง น
[ - n ] สะกดในคำ “โฮเตล็ ” เป็นตน้
2. การแปลศัพท์ เป็นกำรยืมควำมหมำยของคำในภำษำผใู้ ห้มำแปลแล้วสร้ำงคำขึ้นใหม่ในฝ่ำยภำษำ
ผู้รบั เช่น ภำษำไทยยืมคำว่ำ “right hand” แล้วใช้คำในภำษำไทยว่ำ “มอื ขวำ” ซ่งึ เปน็ กำรแปลโดยใชค้ ำไทย
ลว้ น หรืออำจใช้คำไทยปนกบั ภำษำอ่ืน บำลี-สนั สกฤต หรอื เขมร เชน่
Back ground แปลเป็น ภูมหิ ลัง
Foot-path แปลเป็น บำทวิถี
3. กำรบญั ญัตศิ ัพท์ คือกำรยืมควำมหมำยจำกภำษำผ้ใู หญ่ แล้วนำมำสร้ำงคำข้ึนใหมใ่ นภำษำผู้รับ
คำลกั ษณะนี้มักเปน็ ศัพท์ทำงวิชำกำร โดยนยิ มบัญญัติคำจำกภำษำบำลี-สันสกฤต เช่น
Free ใช้คำว่ำ เสรี
Mood ใช้คำวำ่ อำรมณ์
4. ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
รำชบัณฑิตยสถำน (2556, น. (9) ) ไดร้ ะบทุ ม่ี ำของคำภำษำตำ่ งประเทศในพจนำนุกรม ฉบบั
รำชบัณฑติ ยสถำน พ.ศ. 2554 ไวด้ งั นี้
อกั ษรย่อในวงเล็บท้ำยบทนิยำม บอกที่มำของคำ คือ
ข. = เขมร บ. = เบงกำลี
จ. = จีน ป. = ปำลิ (บำลี)
ช. = ชวำ เปอร์. = เปอร์เซีย
ญ. = ญวน โปร. = โปรตุเกส
ญ.ิ = ญี่ปุน่ ฝ. = ฝรงั่ เศส
ต. = ตะเลง ม. = มลำยู
ล. = ละติน ส. = สันสกฤต
อ. = องั กฤษ อำ. = อำหรับ
ฮ. = ฮนิ ดี
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 149
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ช้ินงาน : ศัพทบ์ ัญญัติ คาทับศัพท์ คาบาลี สนั สกฤต
คาชี้แจง ๑. ศึกษำ “ศัพท์บัญญัติ” จำกเวบ็ ไซต์ – สำนกั งำนรำชบณั ฑติ ยภำ=www.royin.go.th
และ “คำทบั ศพั ท์ภำษำอังกฤษ” “คำบำลี-สันสกฤต” จำกพจนำนุกรม
ฉบับรำชบณั ฑติ ยสถำน พ.ศ.๒๕๕๑
๒. เขยี นตำรำงท่ีกำหนดในสมุด เขยี นคำศัพท์ให้ครบ ท้งั ข้อ ๑ – ๔
๑.ศพั ท์บัญญตั ิ จานวน ๑๐ คา
ท่ี ศพั ทบ์ ญั ญัติ ภาษาอังกฤษ ความหมาย
๑
๒
๓
๔
๕
๖
๗
๘
๙
๑๐
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 150
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๒.คาทับศัพท์ภาษาองั กฤษ จานวน ๑๐ คา
ท่ี คาทับศพั ท์ ภาษาอังกฤษ ความหมาย
๑
๒
๓
๔
๕
๖
๗
๘
๙
๑๐
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 151
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๓.ศัพทภ์ าษาบาลี จานวน ๑๐ คา
ท่ี ศพั ท์ภาษาบาลี เลขหน้าท่ี ความหมาย
๑
๒
๓
๔
๕
๖
๗
๘
๙
๑๐
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 152
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๔.ศัพทภ์ าษาสันสกฤต จานวน ๑๐ คา
ที่ ศพั ท์ภาษาสนั สกฤต เลขหนา้ ที่ ความหมาย
๑
๒
๓
๔
๕
๖
๗
๘
๙
๑๐
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 153
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน คะแนนก่อนเรยี น.........
เรื่อง คาทับศัพทภ์ าษาอังกฤษ คาบาลี-สันสกฤต คะแนนหลงั เรียน.........
คาชีแ้ จง ◌ วงกลมคำตอบท่ีถูกต้องทีส่ ุดเพียงข้อเดยี ว
กอ่ นเรยี นใช้ปำกกำสแี ดง หลังเรยี นใชป้ ำกกำสนี ้ำเงิน
1. ข้อใด มีคาทับศพั ท์ภาษาองั กฤษมากทส่ี ดุ
1. กำรบริหำรรำ่ งกำยอย่ำงสมำ่ เสมอช่วยยืดกลำ้ มเน้อื และสลำยไขมัน ทำใหก้ ล้ำมเน้ือฟิต
และเฟริ ม์ ยง่ิ ขึ้น
2. ภำชนะเมลำมนี สำมำรถทนควำมรอ้ นที่อณุ หภมู ิตำ่ กวำ่ 100 องศำเซลเซียสไดโ้ ดยไม่เกดิ อนั ตรำย
3. กำรรับประทำนผลไม้ทำใหร้ ่ำงกำยได้รับไฟเบอร์และวิตำมนิ ซีในปริมำณพอเหมำะกับควำม
ตอ้ งกำร
4. เมอ่ื เกดิ นำ้ ท่วมควรนำรถยนตไ์ ปจอดไวใ้ นทส่ี ูงและถอดข้ัวแบตเตอร่อี อกเพ่ือป้องกนั กระแส
ไฟลัดวงจร
5. หน่วยงำนใช้บคุ ลำกรที่มีอยูเ่ ขียนเว็บไซตใ์ หมเ่ พื่อรองรบั เทคโนโลยแี ละโปรแกรมใหม่ ๆ
2. ข้อใด ไม่มี คายืมภาษาบาลี-สนั สกฤต ไวร้ ำเตน้ ละครงอนจรติ
1. ทรงประดิษฐ์คดิ ใส่ให้เป็นกลอน บำรุงจิตต์ชำวประชำข้ำรำชกำร
2. แตก่ ่อนเกำ่ ไดด้ ูอยเู่ ป็นนจิ ซอ้ มหดั แก้ไขในรำชฐำน
3. ต้งั โรงต้นสนคนแออัด ทั้งเครื่องอำนโอ่อำ่ น่ำรัก
4. เมื่อชำ้ งเผือกมำใหม่ได้ออกงำน สมเกยี รตสิ มยศสมณศักด์ิ
5. ตัวละครเล็กเลก็ เดก็ หมด
3. ข้อความต่อไปนี้ มีคาทับศพั ทภ์ าษาอังกฤษกีค่ า (ไม่นบั คาซ้า)
รำ่ งกำยมนุษย์ประกอบดว้ ยเซลลน์ ับรอ้ ยล้ำนล้ำนเซลล์ สำรพันธกุ รรมที่เรยี กวำ่ ดีเอ็นเอมีอยูใ่ น
นวิ เคลียสภำยในเซลลท์ ุกเซลล์ ยกเวน้ เมด็ เลือดแดง ดีเอน็ เอมีควำมสำคญั ต่อกำรดำรงชีวิตและกำรถ่ำยทอด
ลกั ษณะของส่ิงมีชวี ิตจำกชวั่ คนหนงึ่ ไปยงั อกี ช่วั คนหนึ่ง “หน่วย” ของดเี อน็ เอเรยี กวำ่ ยีนส์ทเี่ รียงตวั กนั อยู่บน
โครโมโซมซ่ึงมนษุ ย์มีอยู่ 23 คู่ ทำหน้ำทส่ี ร้ำงโปรตีน
1. 5 คำ 2. 6 คำ
3. 7 คำ 4. 8 คำ 5. 9 คำ
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 154
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
4. ขอ้ ความตอ่ ไปน้ีมีคายืมจากภาษาบาลีหรือสันสกฤตกี่คา
ในอดีตมนุษยน์ ำหินท่ีเช่ือกนั ว่ำเปน็ อัญมณีมีค่ำมำประดับร่ำงกำยตำมรูปทรงธรรมชำตโิ ดยไมท่ ำใหห้ นิ
เสียนำ้ หนัก ท้ังเกรงว่ำหนิ จะสญู อำนำจวิเศษไป
1. 6 คำ 2. 7 คำ
3. 8 คำ 4. 9 คำ 5. 10 คำ
5. คาภาษาอังกฤษในข้อใด ใชค้ าไทยแทนได้
1. ฟิล์ม 2. กำรนั ตี
3. ดเี ซล 4. ซีเมนต์ 5. เคเบิล
6. ข้อความต่อไปน้มี คี ายืมจากภาษาบาลีหรอื สันสกฤตกี่คา
จกั รวำลอนั เปน็ ท่รี วมของสิ่งปรุงแตง่ ทงั้ หลำย ไมว่ ่ำจะเป็นส่ิงกำยภำพหรือปรำกฏกำรณ์ต่ำง ๆ
เกย่ี วกับจติ กต็ ำม ลว้ นมลี กั ษณะ 3 ประกำรควบคุมอยู่
1. 3 คำ 2. 4 คำ
3. 5 คำ 4. 6 คำ 5. 7 คำ
7. คาภาษาอังกฤษในข้อใดมีคาไทยใช้แทนได้ทั้ง 2 คา
1. อนิ เตอร์-แคลอรี 2. คอมเมนต์-ครเี อทีฟ
3. เดลเิ วอรี-เซลเซียส 4. กลโู คส-ซกิ แนล 5. แคปซูล-เบสิก
8. ขอ้ ใดใช้คาทับศพั ท์ภาษาองั กฤษมากที่สดุ
1. แร่คอื ธำตหุ รือสำรประกอบท่เี ป็นชองแขง็ เกิดขึน้ ตำมธรรมชำติ มอี งค์ประกอบทำงเคมี
และโครงสรำ้ งของอะตอมเป็นเอกลักษณ์
2. ทับทิมเป็นแร่ในตระกลู คอรันดัมมอี งคป์ ระกอบเป็นอะลูมิเนยี มออกไซด์สมบัตทิ ำงฟสิ ิกส์
คือมคี ำ่ ควำมแข็งรองจำกเพชร
3. ทับทมิ สยำมของไทยมแี หลง่ กำเนดิ จำกหนิ ภูเขำไฟชนิดแอลคำไลน์บะซอลลเ์ พียงชนดิ เดยี ว
พบที่จังหวัดจนั ทบุรีและตรำด
4. ตำมตำนำนทั้งของตะวันออกกลำงและยโุ รปมีควำมสอดคล้องกันวำ่ แซปไฟรเ์ ปน็ อัญมณี
ท่ที รงอำนำจพลงั อำนำจท่ีสุด
5. บรเิ วณท่ีเป็นภูเขำทะเลทรำยไปจนถงึ ฝัง่ ตะวันออกของแมน่ ้ำไนลใ์ กล้กบั ทะเลแดงพบผลกึ
มรกตฝงั ตวั อยู่ในควอตซ์
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 155
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
9. ขอ้ ความต่อไปน้มี ีคายืมจากภาษาบาลหี รอื สันสกฤตก่ีคา
กำรผสมพันธ์ชุ ำ้ งใช้วิธีกำรผสมตำมธรรมชำติ ซึ่งช้ำงเพศผู้ทีม่ คี วำมสำมำรถในกำรข้ึนผสมนน้ั มีจำนวน
นอ้ ยและส่วนใหญ่จะถูกใชง้ ำนตลอดปี ไม่โอกำสผสมพันธบ์ุ ่อยครงั้ เท่ำท่ีควร ทำใหค้ วำมสมบูรณพ์ นั ธุล์ ดลง
1. 7 คำ 2. 8 คำ
3. 9 คำ 4. 10 คำ 5. 11 คำ
10.ขอ้ ความต่อไปนี้มีคายืมจากภาษาบาลหี รอื สันสกฤตก่ีคา (ไม่นบั คาซ้า)
จำกควำมสำเร็จของกำรผสมเทยี มดังกลำ่ ว ทำให้ได้แนวทำงในกำรเพิม่ จำนวนประชำกรช้ำงทม่ี ี
พันธุกรรมดีและสำมำรถวำงแผนผสมพนั ธุ์เพอ่ื คงควำมหลำกหลำยทำงพนั ธุกรรมของชำ้ งต่อไปในอนำคตและ
คำดว่ำจะนำองค์ควำมรทู้ ี่ไดรับมำประยุกต์ใชใ้ นกำรอนุรักษ์ชำ้ งอยำ่ งยั่งยืนต่อไป
1. 6 คำ 2. 7 คำ
3. 8 คำ 4. 9 คำ 5. 10 คำ
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 156
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 5 อ่านวรรณกรรมมากล้าคุณค่า
การวิเคราะหค์ ุณค่าดา้ นวรรณศิลป์
ประพนธ์ เรอื งณรงค์ สมเกยี รติ สขุ รตั น์ และสำวสิ ตรี สุขวฒั นำกรณ์ (2546, น. 19) กลำ่ วว่ำ
กำรประเมนิ คุณค่ำวรรณคดีและวรรณกรรม แบ่งออกเปน็ 4 ด้ำน ดงั นี้
๑. คุณค่ำด้ำนวรรณศลิ ป์ คือ ควำมไพเรำะของบทประพันธ์ซึง่ อำจเกดิ จำกรสของคำที่ผู้แต่งเลอื กใช้
และรสควำมท่ีใหค้ วำมหมำยกระทบใจผูอ้ ำ่ น
๒. คุณค่ำดำ้ นเน้ือหำ คือ กำรใหป้ ญั ญำ ควำมคดิ ควำมรู้ด้ำนตำ่ ง ๆ แกผ่ อู้ ่ำน
๓ คุณคำ่ ดำ้ นสงั คม คอื วรรณคดีท่เี ปน็ เสมอื นกระจกสะท้อนภำพสังคมในอดตี ให้แก่ผู้อ่ำนรุ่นหลงั ได้
รบั รู้ หรือสำมำรถจรรโลงสังคมได้
๔. คณุ ค่ำดำ้ นกำรประยุกต์ใช้ในชวี ติ ประจำวนั คือ คุณค่ำของวรรณคดีที่ทำให้ผู้อ่ำนได้ประจกั ษ์ใน
คุณคำ่ ของชีวติ ใหแ้ นวคดิ และประสบกำรณจ์ ำกเรอื่ งทีอ่ ่ำนไปใชใ้ นชวี ติ จริงได้
1. คุณคา่ ด้านวรรณศลิ ป์
ภำสกร เกดิ ออ่ น และคณะ (ม.ป.ป., น.8 – 15) กลำ่ วว่ำ กำรพจิ ำรณำคุณค่ำดำ้ นวรรณศิลป์ มี
แนวทำงในกำรพิจำรณำ ดังนี้
1. การสรรคา คอื กำรทีก่ วีเลือกใชค้ ำใหส้ ื่อควำมคดิ ควำมเข้ำใจ ควำมรสู้ ึก อำรมณ์ได้อย่ำงไพเรำะ
ตรงตำมท่ีกวตี ้องกำร โดยพิจำรณำกำรใชค้ ำตำ่ ง ๆ ดงั น้ี
1.1 กำรเลอื กใช้คำได้ถูกตอ้ งตรงตำมควำมหมำยท่ีต้องกำร เช่น กำรเลือกใช้คำไวพจน์
คอื คำท่ีเขยี นตำ่ งกนั แต่มคี วำมหมำยเหมือนกนั หรือใกล้เคียงกนั เชน่
ชมดวงพวงนำงแย้ม บำนแสล้มแยม้ เกสร
คิดควำมยำมบงั อร แยม้ โอษฐย์ ม้ิ พรม้ิ พรำยงำม
มะลิวลั ยพ์ ันจกิ จวง ดอกเปน็ พวงร่วงเรณู
หอมมำน่ำเอน็ ดู ชชู นื่ จติ คดิ วนดิ ำ
(กำพยเ์ หเ่ รือ)
คำไวพจน์ท่ีใช้ บงั อร,วนิดา หมำยถึง นำงผูเ้ ปน็ ท่ีรัก
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 157
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1.2 กำรเลอื กใช้คำท่ีเหมำะสมแกเ่ น้ือเร่อื งและฐำนะของบุคคล เช่น
เอออเุ หม่นะมึงชิชำ่ งกระไร
ทุทำสสถุลฉะนีไ้ ฉน กม็ ำเปน็
ศึก บ ถงึ และมงึ กย็ ังมิเห็น
จะน้อยจะมำกจะยำกจะเย็น ประกำรใด
อวดฉลำดและคำดแถลงเพรำะใจ
ขยำดขยน้ั มิทนั อะไร กห็ มิ่นกู
(สำมคั คเี ภทคำฉันท์)
กำรเลือกใช้คำ “มึง,ก”ู เหมำะสมกบั ฐำนะของบุคคล คอื พระเจ้ำอชำตศัตรู บรภิ ำษ
วัสสกำรพรำหมณ์ ผู้มีฐำนะต่ำกวำ่
1.3 กำรเลือกใชค้ ำได้เหมำะแก่ลักษณะคำประพันธ์ เชน่
ตื่นตำหน้ำเผอื ด หมดเลอื ดสั่นกำย
หลบลห้ี นตี ำย วนุ่ หว่ันพรั่นใจ
ซุกครอกซอกครวั ซ่อนตัวแตกภัย
เข้ำดงพงไพร ทิง้ ย่ำนบ้ำนตน
เป็นคำประพันธ์ฉันท์ ““วชิ ชมุ มำลำฉนั ท์ 8” เป็นฉันท์ท่ีใช้คำ “คร”ุ ล้วน มกี ำรนำคำพื้นฐำนต่ำง ๆ
ไดแ้ ก่ “หน้ำเผอื ด,เลอื ด,หลบล้ี,ซกุ ” เป็นตน้ ซ่งึ ใชก้ บั ร้อยแกว้ ได้ แตน่ ำมำใช้กับ ““วชิ ชมุ มำลำฉันท์” ได้อย่ำง
เหมำะสม
1.4 กำรเลอื กคำโดยคำนึงถงึ เสยี ง ดังนี้
1.4.1 คำท่เี ล่นเสยี งวรรณยุกต์ ตวั อยำ่ ง
จะจบั จองจ่องจ้องสงิ่ ใดนน้ั ดสู ำคัญคน่ั ค้นั อยำ่ งันฉงน
อยำ่ ลำมลวงล่วงลว้ งดูเลศกล คอ่ ยแคะคนค่นคน้ ใหค้ วรกำร
(กลบทสภุ ำษติ )
1.4.2 คำทเี่ ลียนเสียงธรรมชำติ ตัวอยำ่ ง
เปรยี้ งเปรยี้ งดังเสยี งฟ้ำรอ้ ง กกึ ก้องท่วั ทศทิศำ
ต้องอกทศกัณฐ์อสรุ ำ ตกจำกรถำอลงกรณ์
(รำมเกียรต์ิ)
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 158
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1.4.3 คำทเ่ี ล่นเสียงสัมผัส คือ กำรใชถ้ อ้ ยคำให้มีเสยี งสัมผสั คล้องจองของคำ
ประพนั ธ์ สมั ผัสมี 2 ชนดิ คอื สมั ผัสใน และ สัมผัสนอก สมั ผัสนอกเปน็ สัมผัสบังคบั ของทุกคำประพันธ์
สัมผสั ใน เป็นสมั ผัสทไ่ี มบ่ งั คับ เปน็ สัมผสั ภำยในวรรค มี 2 ลักษณะ คอื สมั ผัสพยญั ชนะและสมั ผัสสระ
ตัวอย่าง
ไผซ่ ออ้อเอียดเบยี ดออด ลมลอดไลเ่ ลีย้ วเรยี วไผ่
ออดแอดแอดออดยอดไกว แพใบไล้น้ำลำคลอง
(คำหยำด)
สัมผัสนอก ออด-ลอด ไผ่-ไกว-ใบ
สมั ผัสใน สมั ผสั สระ ซอ-อ้อ/เอยี ด-เบียด
สมั ผสั พยญั ชนะ อ้อ-เอยี ด-ออด/ลม-ลอด-ไล่-เล้ยี ว เป็นต้น
1.4.4 กำรเล่นคำพ้องเสยี งและซำ้ คำ คือ กำรใช้คำเดยี วกันหรอื คำที่มีเสยี ง
เหมือนกันใชซ้ ำ้ หลำยแหง่ ในบทประพนั ธ์หน่ึงบท ในควำมเดียวกนั หรอื ต่ำงควำมหมำยกนั เพือ่ ยำ้ น้ำหนกั ควำม
ให้หนกั แนน่ เช่น
แกม้ ชำ้ ชำ้ ใครต้อง อันแก้มน้องชำ้ เพรำะชม
ปลำทุกทุกข์อกกรม เหมอื นทุกข์พี่ทจี่ ำกนำง
(กำพยเ์ หเ่ รอื )
เลน่ คำว่ำ “ปลำแก้มชำ้ -ช้ำ, ปลำทุก-ทกุ ข”์
ซำ้ คำว่ำ “ซำ้ -ทุกข์”
2. กำรใชโ้ วหำร ประกอบดว้ ย
2.1 บรรยายโวหาร คือ กำรใช้คำอธบิ ำยเลำ่ เรื่องรำวรำยละเอียดใหเ้ ข้ำใจตำมลำดบั
เหตุกำรณ์วำ่ ใคร ทำอะไร ท่ีไหน และอย่ำงไร เช่น
“...คร้ันอย่มู ำวนั หนึ่งโจโฉจงึ พำกวนอูเข้ำไปเฝ้ำพระเจำ้ เห้ียนเต้แลว้ ทูลว่ำ กวนอคู นน้ีมีฝมี ือ
พอจะเปน็ ทหำรได้ พระเจำ้ เหี้ยนเต้ก็มคี วำมยินดจี งึ ตั้งกวนอูเปน็ นำยทหำร โจโฉกบั กวนอกู ล็ ำกลบั มำบำ้ น
โจโฉจึงใหเ้ ชญิ กวนอูกนิ โตะ๊ ...”
(สำมก๊ก)
2.2 พรรณนาโวหาร คอื กำรอธบิ ำยควำมโดยกำรสอดแทรกอำรมณ์ ควำมร้สู ึก หรือให้
รำยละเอียดอยำ่ งลึกซ้ึงของกวีลงไปในเรอ่ื งน้นั ๆ ทำให้ผู้อ่ำนเกิดอำรมณส์ ะเทือนใจคล้อยตำมไปกับ
บทประพันธ์ เช่น
สำวหยุดพุทธชำด บำนเกลอ่ื นกลำดดำษดำไป
นึกน้องกรองมำลัย วำงใหพ้ ่ีข้ำงทน่ี อน
(กำพย์เห่เรือ)
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 159
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
2.3 เทศนำโวหำร คอื กลวธิ ที ี่ใชโ้ วหำรในกำรกล่ำวส่งั สอนอย่ำงมเี หตุผลประกอบ เช่น
ประกำรหน่ึงซ่ึงจะเดนิ ดำเนินนำด ค่อยเยื้องยำตรยกย่ำงไปกลำงสนำม
อย่ำไกวแขนสดุ แขนเขำห้ำมปรำม เสงีย่ มงำมสงวนไว้แต่ในที
อยำ่ เดินกรำยย้ำยอกยกผ้ำหม่ อย่ำเสยผมกลำงทำงหว่ำงวิถี
อย่ำพูดเพ้อเจอ้ ไปไมส่ ูด้ ี เหยำ้ เรือนมีกลับมำจ่ึงหำรือ
(สุภำษิตสอนหญิง)
2.4 สาธกโวหาร คอื กำรยกตวั อย่ำงเร่ืองรำวมำประกอบ เพอื่ เพมิ่ รำยละเอยี ดสิ่งทนี่ ่ำรู้
น่ำสนใจลงไปในข้อควำม เช่น
“...เตยี วเลย้ี วจงึ วำ่ มหำอปุ รำชไม่แจง้ หรือ ในนทิ ำนอเิ ยียงมมี ำแต่กอ่ นวำ่ เดมิ อิเยยี งอยู่กบั
ตง๋ หำงซ่ึงเปน็ เจ้ำเมอื ง ต๋งหำงเล้ียงอิเยยี งเปน็ ทหำรใช้สอย ครั้นอยู่มำยังมี คเิ ป๊ก เจำ้ เมืองหนง่ึ นัน้ ยกทัพมำฆ่ำ
ต๋งหำงตำย คิเป๊กได้อิเยยี งไปไว้ จงึ ต้ังอิเยยี งเป็นขุนนำงทีป่ รึกษำ อิเยียงมีควำมสขุ มำเป็นชำ้ นำน...”
(สำมก๊ก ตอน กวนอไู ปรบั รำชกำรกับโจโฉ)
2.5 อุปมำโวหำร คอื โวหำรท่ีกล่ำวเปรียบเทยี บ มักใช้คูก่ ับอุปไมย อุปไมย คือ ขอ้ ควำมที่
เปรยี บเทยี บกับสิง่ อ่นื ให้เข้ำใจแจม่ แจง้ เช่น
“...ปำงเมื่อทำ้ วเธอยกสองดรุณเยำวเรศผยู้ อดรัก รำวกะแขวะควกั ซึ่งดวงเนตรทั้งสองข้ำง
วำงไวซ้ ง่ึ มือพรำหมณ์... คดิ ไปคิดไปแลว้ ใจหำยเหน็ นำ่ นำ้ ตำตกว่ำโอโ้ อ๋อกมัทรเี อ๋ย จะเสวยพระทุกข์แทบถึง
ชีวติ จะปลิดปลง ด้วยพระลกู รักทัง้ สองพระองคน์ ้ี...”
(มหำเวสสนั ดรชำดก กัณฑ์มัทรี)
3. กำรใช้ภำพพจน์ คอื กำรพลกิ แพลงภำษำที่ใชพ้ ูดหรือเขยี นทท่ี ำให้ผู้อำ่ นเกิดจนิ ตภำพ ได้อำรมณ์
และควำมรู้สึก มหี ลำยลกั ษณะ ดังน้ี
3.1 อุปมำ ( Simile) คอื กำรเปรยี บเทียบสงิ่ หนง่ึ ว่ำเหมอื นอกี สงิ่ หน่งึ โดยใช้คำเช่ือม
ต่อไปน้ี เชน่ กล เฉก คลำ้ ย ดุจ ดรู ำว ดัง ดัง่ เพียง เพย้ี ง พ่ำง เปรยี บ ประดุจ ประหน่งึ ปูน เหมือน รำว
รำวกบั รำวกะ เลห่ ์ อยำ่ ง ฯลฯ เช่น
แลว้ สอนวำ่ อยำ่ ไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถงึ เถำวัลยพ์ นั เกี่ยวยังเลยี้ วลด ก็ไม่คดเหมือนหนง่ึ ในนำ้ ใจคน
(พระอภัยมณี)
3.2. อปุ ลักษณ์ ( Metaphor ) คอื กำรเปรียบเทยี บเหมือนกัน แตเ่ ปน็ กำรเปรียบเทยี บ
สงิ่ หนง่ึ เปน็ อีกสิ่งหนึ่ง โดใช้คำท่ีแสดงควำมเปรยี บวำ่ เปน็ ,คือ หรืออำจละคำว่ำ เปน็ ,คอื กไ็ ด้ แต่เป็นทีเ่ ข้ำใจ
กนั วำ่ เปน็ กำรเปรียบเทียบ เช่น
พ่อตำยคอื ฉัตรกั้ง หำยหกั
แมด่ บั ดจุ รถจักร จำกดว้ ย
ลูกตำยบ่วำยรกั แรงร่ำ
เมียมง่ิ ตำยวำยม้วย มืดคลุ้มแดนไตร
(โคลงโลกนติ ิ)
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 160
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตะปูดอกใหญ่ตรงึ้ บำทำ อยู่เฮย
จึง บ อำจลลี ำ คลอ่ งได้
เชิญผู้ทเ่ี มตตำ แกส่ ัตว์ ปวงแฮ
ชักตะปนู ้ีให้ ส่งขำ้ อญั ขยม
(ขัตติยพันธกรณี)
3.3 บคุ คลวัต ( Personification ) คือ กำรกล่ำวถงึ สิง่ ต่ำงๆ ท่ไี มม่ ชี วี ิต ไม่มีควำมคดิ
ไมม่ ีวญิ ญำณ เช่น โตะ๊ เก้ำอ้ี อฐิ ปูน หรือสงิ่ มชี วี ิตที่ไม่ใช่มนษุ ย์ เชน่ ตน้ ไม้ สัตว์ โดยใหส้ ิง่ ต่ำงๆเหลำ่ นี้
แสดงกิรยิ ำอำกำรและควำมรู้สกึ ไดเ้ หมือนมนุษย์ เช่น
ตน้ ไม้แต่งตวั อยใู่ นม่ำนมัวของหมอกครำม
บ้ำงลอกเปลือกอยปู่ ลำมปลำม บ้ำงแปรกงิ่ ประกบกนั
บำ้ งปลวิ ใบสยำยลม บำ้ งช่นื ชมชอ่ ชชู นั
บ้ำงแตกกง่ิ อวดตำวัน บ้ำงวอ่ นไหวจะรำ่ ยรำ
บำ้ งเตรยี มหำผ้ำแพรคลมุ บำ้ งประชมุ อยูพ่ ึมพำ
ท่ำนผเู้ ฒำ่ กเ็ ตรยี มทำ พิธีส่ขู วญั ผ้เู ยำว์
ม่ำนหมอกค่อยคลำยคลี่ เผยเวทอี นั พรง้ิ เพรำ
หม่ไู มร้ ่ำเริงเร้ำ จะต้อนรับฤดกู ำล
(เพลงขล่ยุ ผิว ของ เนำวรตั น์ พงษ์ไพบูลย์)
3.4. อตพิ จน์ ( Hyperbole ) คอื โวหำรทกี่ ล่ำวเกนิ ควำมจริง เพอื่ เน้นควำมรู้สึก ทำให้ผฟู้ งั
เกิดควำมรู้สึกท่ีลึกซ้ึง ตวั อย่ำง
ตรำบขนุ คริ ขิ นั ขำดสลำย ลงแม่
รกั บห่ ำยตรำบหำย หกฟ้ำ
สรุ ิยจนั ทรขจำย จำกโลก ไปฤำ
ไฟแลน่ ลำ้ งสี่หล้ำ หอ่ นลำ้ งอำลัย
(นิรำศนรินทร์)
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 161
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
รถเอยรถทนี่ ง่ั บุษบกบลั ลงั กต์ ้ังตระหง่ำน
กว้ำงยำวใหญ่เท่ำเขำจกั รวำล ยอดเยยี่ มเทยี มวิมำนเมืองแมน
ดุมวงกงหันเปน็ ควนั คว้ำง เทียมสิงหว์ ่งิ วำงข้ำงละแสน
สำรถขี ่ขี ับเข้ำดงแดน พนื้ แผ่นดนิ กระเดน็ ไปเปน็ จณุ
นทีตฟี องนองระลอก คลนื่ กระฉอกกระฉ่อนชลขน้ ขุน่
เขำพระเมรุเอนเอยี งอ่อนละมุน อำนนทห์ นุนดินดำนสะท้ำนสะเทือน
ทวยหำญโห่ร้องก้องกัมปนำท สธุ ำวำศไหวหวนั่ ลัน่ เล่ือน
บดบงั สุรยิ ันตะวันเดือน คลำดเคล่ือนจตรุ งคต์ รงมำ
( รำมเกยี รต์ิ – รัชกำลท่ี ๒)
3.5 สญั ลกั ษณ์ ( symbol ) คือ การเรียกช่ือส่ิงๆหน่ึงโดยใชค้ าอื่นมาแทน ไม่เรียกตรงๆ ส่วนใหญ่
คาท่ีนามาแทนจะเป็นคาท่ีเกิดจากการเปรียบเทียบและตีความซ่ึงใชก้ นั มานานจนเป็ นที่เขา้ ใจและรู้จกั กนั โดยทว่ั ไป เช่น
สัญลกั ษณ์ ความหมาย
ควำมบริสุทธิ์
สีขาว,นา้ คา้ ง ควำมตำย,ควำมโศกเศร้ำ,ควำมช่ัวร้ำย
สีดา ควำมรกั
กุหลาบสีแดง ควำมบรสิ ทุ ธ์ิ
ดอกมะลิ พทุ ธศำสนำ
ดอกบัว คนเจ้ำเลห่ ์
สุนัขจ้ิงจอก ควำมชัว่ รำ้ ย
แม่มด ควำมโง่
ลา ควำมดีงำม
นางฟา้ ,เทวดา ผูห้ ญงิ
ดอกไม้
มำถนอม
เช่น อกไข้
ยำมยำกชมนำ
อย่ำเอื้อมเดด็ ดอกฟำ้ อำจเอ้ือมเอำถึง
สูงสุดมือมักตรอม
เด็ดแต่ดอกพยอม ( โคลงโลกนิติ – สมเดจ็ กรมพระยำเดชำดิศร)
สงู ก็สอยดว้ ยไม้
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 162
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
3.6. สทั พจน์ ( Onomatopoeia ) คอื ภำพพจนท์ เ่ี ลียนเสยี งธรรมชำติ เช่น เสยี งดนตรี
เสียงสตั ว์ เสียงคล่ืน เสียงลม เสยี งฝนตก เสยี งน้ำไหล ฯลฯ กำรใช้ภำพพจนป์ ระเภทน้ีจะทำใหเ้ หมอื นได้ยนิ
เสยี งนั้นจรงิ ๆ เช่น
ตอ้ ยตะริดตดิ ตเี่ จ้ำพีเ่ อย๋ จะละเลยเรร่ อ่ นไปนอนไหน
แออ้ ีอ่อย สรอ้ ยฟ้ำสมุ ำลยั แม้นเดด็ ได้แลว้ ไม่ร้ำงให้หำ่ งเชย
( พระอภัยมณี – สนุ ทรภ)ู่
3.7. นำมนยั ( Metonymy ) คือ กำรใช้คำหรือวลีซ่ึงบง่ ลักษณะหรอื คณุ สมบัตขิ องส่งิ ใด
ส่ิงหน่ึงแทนอีกสงิ่ หนง่ึ คลำ้ ยๆสญั ลกั ษณ์ แตต่ ่ำงกนั ตรงที่ นำมนัยนนั้ จะดึงเอำลักษณะบำงส่วนของสิง่ หน่ึง
มำกล่ำว ใหห้ มำยถึงสว่ นทัง้ หมด เช่น
ซึง่ พระองคจ์ ะพำสองหลำน ออกไปสงั หำรยกั ษำ
ก็ตอ้ งควำมตำมไวกูณฐม์ ำ สุดแตพ่ ระมหำมุนี
( รำมเกียรต์ิ – รชั กำลที่ ๑)
ไวกณู ฐ์ เปน็ ท่ีประทบั ขององค์พระนำรำยณใ์ นท่นี ้ีใช้เปน็ นำมนัยทีห่ มำยถึงองค์พระนำรำยณ์
อวตำร
3.8 ปฏิพจน์,วภิ ำษ ( Oxymoron ) คอื กำรใชค้ ำท่ีไม่สอดคล้องกันหรือขดั แยง้ มำรวมไว้
ดว้ ยกนั เพอ่ื ให้มีควำมหมำยทีใ่ ห้ควำมรู้สกึ ขดั แย้ง หรอื เพมิ่ น้ำหนักใหแ้ ก่ควำมหมำยของคำแรก ภำพพจน์ชนิด
นมี้ ักใช้เป็นช่ือเรื่องเพอ่ื เรยี กร้องควำมสนใจของผู้อำ่ น หรือ กำรเปรียบเทียบควำมขัดแย้ง หรือส่ิงท่ีตรงข้ำมกัน
นำมำจบั เขำ้ คู่กัน เช่น กำกบั หงส์ ดนิ กับฟำ้ มดื กบั สวำ่ ง เชน่
ควำมมดื แผ่รอบกวำ้ งสวำ่ งหลบ รอบใจพลบแพ้พำ่ ยสลำยขวัญ
ชวนกำสรดซบหนำ้ ซ่อนจำบลั ย์ วะหววิ หวนั่ หวำดหวงั ว่ำยงั คอย
(มดื กบั สว่ำง : อรฉตั ร ซองทอง)
3.9 ปฏิปจุ ฉำ,คำถำมเชงิ วำทศิลป์ ( rhetorical question ) คือ กำรต้ังคำถำมแต่มิไดห้ วัง
คำตอบ หรือ ถำ้ มีคำตอบก็เป็นคำตอบทที่ ง้ั ผถู้ ำมเเละผู้ตอบรดู้ อี ยูเ่ เลว้ นักเขียนจะใชค้ ำถำมเชงิ วำทศิลปเ์ พ่ือ
เรำ้ อำรมณ์ผู้อ่ำน หรือสื่อควำมหมำยเเละข้อคดิ ที่ต้องกำร เชน่
เมื่อน้ัน พระองค์ทรงพภิ พดำหำ
ฟงั สุหรำนำกงนัดดำ จงึ มบี ญั ชำว่ำไป
อันกะหรดั ตะปำตีจะมำชว่ ย พอจะเหน็ จรงิ ด้วยไม่สงสยั
แตอ่ เิ หนำเขำจะมำทำไม ผดิ ไปเจำ้ อย่ำเจรจำ
พระเชษฐำให้สำรไปกี่ครง้ั เขำยงั ไม่จำกหมนั หยำ
จนสลดั ตดั กำรววิ ำห์ ศึกติดพำรำกเ็ พรำะใคร
เห็นจะรกั เมยี จรงิ ย่ิงกวำ่ ญำติ ไหนจะคลำดจำกเมืองหมันหยำได้
ถงึ มำตรจะมำก็จำใจ ดว้ ยกลวั ภยั พระรำชบดิ ำ
เรำอย่ำคอยเขำเลยนะหลำนรัก กม้ พักตร์ไปรบศกึ ดีกวำ่
แตว่ ่ำวนั น้เี จ้ำเหนื่อยมำ จงไปพักโยธำให้สำรำญ ฯ
(อิเหนำ)
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 163
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
4. ลลี ำกำรประพันธ์ เปน็ ทว่ งทำนองสำคัญในกำรแตง่ คำประพนั ธ์ให้ดีเดน่ ทำใหผ้ อู้ ่ำนเกดิ อำรมณ์
และควำมรู้สกึ ต่ำง ๆ คล้อยตำมไปดว้ ย ดงั นี้
4.1 เสาวรจนี เป็นลลี ำท่ใี ช้แตง่ ควำมงำมจะเป็นควำมงำมของมนุษย์ สถำนที่ หรอื
ธรรมชำติก็ได้ เช่น ชมธรรมชำติ
กระถำงแถวแกว้ เกดิ พกิ ลุ แกม ยสี่ ุน่ แซมมะสงั ดดั ดูไสว
สมอรัดดัดทรงสมละไม ตะขบขอ่ ยคัดไวจ้ งั หวะกนั
ตะโกนำทิ้งก่ิงกระกับยอด แทงทวยทอดอินพรหมนมสวรรค์
บำ้ งผลดิ อกออกชอ่ ขึ้นชชู ัน แสงพระจนั ทรจ์ บั แจ่มกระจำ่ งตำ
(เสภำขนุ ช้ำงขุนแผน)
4.2 นำรีปรำโมทย์ เปน็ ลลี ำประพนั ธท์ ี่มุง่ เนน้ ทำนองเกีย้ ว ประเล้ำประโลมดว้ ยคำหวำน
เชน่ บทเกี้ยวพำรำสี
แมเ้ นอ้ื เยน็ เป็นหว้ งมหรรณพ พีข่ อพบศรีสวัสดเ์ิ ป็นมัจฉำ
แม้เป็นบวั ตวั พี่เปน็ ภมุ รำ เชยผกำโกสุมประทุมทอง
เจ้ำเปน็ ถ้ำอำไพขอให้พ่ี เป็นรำชสหี ์สมสเู่ ป็นค่สู อง
จะติดตำมทรำมสงวนนวลละออง เปน็ คคู่ รองพิศวำสทกุ ชำติไป
(พระอภยั มณี)
4.3 พิโรธวำทงั เป็นลลี ำทแ่ี สดงควำมโกรธแค้น ประชดประชนั เกรยี้ วกรำด เชน่
ครำนน้ั พระองคผ์ ู้ทรงภพ ฟงั จบแค้นดัง่ เพลิงไหม้
เหมือนดนิ ประสิวปลิวตดิ กับเปลวไฟ ดดู เู๋ ปน็ ได้อวี นั ทอง
จะวำ่ รักข้ำงไหนไม่วำ่ ได้ น้ำใจจะประดังเขำ้ ท้งั สอง
ออกนัน่ เข้ำน่ีมีสำรอง ยิ่งกวำ่ ท้องทะเลอันล้ำลกึ
(เสภำขุนช้ำงขุนแผน)
4.4 สลั ลำปงั คพสิ ยั เป็นลลี ำแห่งกำรคร่ำครวญ หวนไห้ ตดั พ้อ เศรำ้ โศก เชน่
“...โอ้พระชนนีของลูกแก้ว นับวันลูกจะไกลแล้วจำกนิเวศน์วัง พระมำรดำอยู่ข้ำงหลังจะประชวร
โรคำไข้ ถึงสู่สวรรครรไลก็ท่ีไหนจะได้ถวำยพระเพลิงพระชนนี ลูกจะบุกป่ำพนำลีไปไกลเนตร ลูกจะทรง
บรรพชำเพศบำเพ็ญผล จะแผ่เพิ่มกุศลส่งมำทุกค่ำเช้ำ โอ้พระปิ่นปกเกล้ำของลูกเอ๋ย อย่ำเศร้ำเสียพระทัย
เลยถึงลูกแก้ว ได้เล้ียงลูกมำแล้วเอำแต่บุญเถิดนะทูลกระหม่อม ทูลพลำงทำงก็น้อมพระเศียรซบพระบำท
พระชนนี...”
(มหำเวสสนั ดรชำดก ทำนกัณฑ์)
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 164
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
2. คณุ ค่าดา้ นเนอ้ื หา
ภำสกร เกดิ อ่อน และคณะ (ม.ป.ป., น.6 – 8) กล่ำววำ่ กำรพจิ ำรณำคุณคำ่ ด้ำนเนื้อหำ มแี นวทำง
กำรพจิ ำรณำ ดงั น้ี
1. รูปแบบ รปู แบบของวรรณคดี แบง่ เป็น ร้อยแกว้ และร้อยกรอง
2. องค์ประกอบของเรือ่ ง พิจำรณำได้ดังน้ี
2.1 สำระ พิจำรณำวำ่ สำระทผ่ี ู้แตง่ ต้องกำรสื่อมำยังผู้อ่ำนเปน็ เรอื่ งอะไร เชน่ ให้ควำมรู้
ข้อเท็จจรงิ ข้อคดิ เหน็ หรอื แสดงควำมรสู้ ึกนึกคดิ ออกมำ
2.2 โครงเรื่อง พจิ ำรณำว่ำวธิ กี ำรเรียงลำดบั ควำมคดิ หรือเหตุกำรณใ์ นเร่ืองว่ำ เปิดเร่ือง
อยำ่ งไร กวีมีวธิ ีวำงโครงเรอื่ งได้ดหี รือไม่ กำรลำดบั ควำมเป็นไปตำมลำดบั ขน้ั ตอนหรอื ไม่ มีวิธีกำรวำงลำดบั
เหตกุ ำรณ์นำ่ สนใจอยำ่ งไร และมกี ำรสร้ำงปมขัดแย้งอะไรที่นำไปสูจ่ ดุ สงู สดุ ของเรือ่ ง เปน็ ตน้
2.3 ฉำกและบรรยำกำศ พจิ ำรณำกำรพรรณนำหรือบรรยำยฉำกของเร่ือง โดยบรรยำกำศ
นนั้ สรำ้ งโดยกำรบรรยำยฉำก ซึ่งเกิดจำกกำรสรำ้ งเหตุกำรณ์ต่ำง ๆ ทีเ่ กิดขึน้ ในเรื่อง
2.4 ตวั ละคร พจิ ำรณำลักษณะนิสัยของตัวละครเปน็ สว่ นสำคญั ของเรือ่ ง โดยพจิ ำรณำวำ่ มี
บุคลิกภำพอยำ่ งไรและมีบทบำทอย่ำงไร พฤตกิ รรมที่แสดงออกมำดีหรือไม่
2.5 กลวธิ ีกำรแตง่ พจิ ำรณำวธิ ีกำรเลอื กใช้ถ้อยคำ และกำรนำเสนอว่ำ กวีนำเสนออย่ำงไร
เชน่ เสนออย่ำงตรงไปตรงมำ เสนอโดยให้ตีควำมจำกสญั ลักษณห์ รือควำมเปรียบโดยใช้ภำพพจน์ให้เกดิ
จินตภำพ ควรพิจำรณำวำ่ วิธีกำรตำ่ ง ๆ เหลำ่ นี้ ชวนให้นำ่ สนใจ น่ำติดตำมและนำ่ ประทับใจได้อยำ่ งไร
นอกจำกน้ี กำรพจิ ำรณำกลวิธีกำรแต่ง สำมำรถพจิ ำรณำในประเด็นดงั ต่อไปนี้
จินตภาพ
จนิ ตภำพ หมำยถงึ ภำพทเี่ กิดขึน้ ในใจ หรือ ที่คดิ ว่ำควรจะเปน็ เช่นนั้น หลังจำกท่ีอ่ำนบทประพนั ธ์
รอ้ ยกรอง หรืองำนเขียนชน้ิ ใด ชิ้นหน่ึง ประกอบดว้ ย
(1) จนิ ตภาพด้านเสียง
นำคสะด้งุ รุงรังกระดงึ หอ้ ย ใบโพธร์ิ ้อยระเรงอยู่เหงง่ หง่ัง
เสียงประสำนกังสดำลกระดึงดัง วเิ วกวงั เวงในหวั ใจครนั
(นริ ำศพระบำท)
(2) จินตภาพด้านภาพ (แสง,ส)ี
ไฟตะเกยี งเรียงรอบพระมณฑป กระจำ่ งจบจนั ทร์แจม่ แอร่มผำ
ดอกไม้พมุ่ จดุ งำมอรำ่ มตำ จับศลิ ำแลเล่ือมเปน็ ลำยลำย
พระจันทร์ส่องต้องยอดมณฑปสุก ใบหน้ำมขุ เงำงำมอรำ่ มฉำย
นกบินกรวดพรวดพรำดประกำยพรำย พลุกระจำยช่อชว่ งดงั ดวงเดือน
(นริ ำศพระบำท)
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 165
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
(3) จินตภำพด้ำนเคล่ือนไหว (นำฏกำร)
ตีเขำ่ ปบั รบั โปกสองมือปดิ ประจบติดเตะผำงหมัดขว้ำงหวือ
กระหวดั หวดิ หวิวผวำเสยี งฮำฮอื คนดูอ้ือเออเอำสน่นั อึง
(นริ ำศพระบำท)
ครุ-ลหุ
ครุ หมำยถึงคำที่มลี ักษณะดังต่อไปน้ี
1.พยำงค์ที่ประกอบดว้ ยสระ อำ ไอ ใอ เอำ เช่น ทำไมใจเรำ
2.พยำงคท์ ่ปี ระกอบสระเสยี งยำวไมม่ ตี ัวสะกด เช่น ตำหำยำมำทำขำขวำ
3.พยำงค์ที่มีตัวสะกด ไม่ว่ำจะเป็นสระเสยี งสัน้ หรือเสียงยำว เช่น ทุกคนควรป้องกนั โรคไวรัสพรอ้ ม
เพรยี งกัน
ลหุ หมำยถงึ คำทม่ี ลี ักษณะดงั ต่อไปน้ี
1.พยำงค์ทป่ี ระกอบดว้ ยสระเสยี งส้ันไมม่ ีตัวสะกด เช่น สุรยิ ะ ขณะ สรณะ ฯลฯ
2.พยำงค์ “ก็, บ, บ,่ ธ,ณ, ฤ”
อพั ภาส
อพั ภาส หมำยถึง เปน็ คำซ้ำชนิดหนึ่งทกี่ ร่อนเสียงคำขำ้ งหน้ำให้ส้ันลงเหลือเพยี งเสยี ง /อะ/ เชน่
ริกรกิ เป็น ระรกิ
เชน่ ลิลติ ตะเลงพำ่ ย ตอนที่ 7 พระมหำอุปรำชทรงปรกึ ษำกำรศกึ แลว้ ยกทัพเข้ำปะทะทัพหนำ้ ของไทย
(ร่ำย) สองฝ่ำยยันยืนยทุ ธ์ อุดองึ โหเ่ อำฤกษ์ เอิกอึงโห่เอำชัย สำดปนื ไฟยะแยง้ แผลงเป็นพิษยะยงุ่ พงุ่
หอกใหญ่คะคว้ำง ขว้ำงหอกซัดคะไขว่ ไล่คะคลุกบกุ บัน เงื้อดำบฟันฉะฉำด ง่ำงำ้ วฟำดฉะฉับ...”
เลน่ คา ซา้ คา
การเลน่ คา คือ กลวิธที ่ีใช้คำคำเดยี วกนั ซ้ำในคำประพนั ธ์ แต่ควำมหมำยของคำแตกตำ่ งกนั เชน่
นวลจันทรเ์ ปน็ นวลจริง เจำ้ งำมพร้ิงยงิ่ นวลปลำ
คำงเบือนเบอื นหน้ำมำ ไมง่ ำมเจำ้ เท่ำเบือนชำย
กำพยเ์ ห่เรือ : เจ้ำฟำ้ ธรรมธิเบศร
กำรซำ้ คำ คือ กลวธิ กี ำรใชค้ ำคำเดียวกันซ้ำในคำประพนั ธ์ อำจจะวำงไว้ติดกนั แบบคำซ้ำ หรอื วำงไว้
แยกกนั แตเ่ ป็นระเบยี บเรยี บร้อย โดยควำมหมำยของคำทซี่ ้ำนน้ั ไมเ่ ปล่ียนแปลง เช่น
รอนรอนสุรยิ ะโอ้ อัสดง
เรอื่ ยเรื่อยลับเมรลุ ง คำ่ แลว้
รอนรอนจิตจำนง นชุ พ่ี เพยี งแม่
เรอื่ ยเรือ่ ยเรียมคอยแกว้ คลับคลำ้ ยเรยี มเหลียว
กำพย์เหเ่ รือ : เจ้ำฟำ้ ธรรมธเิ บศร
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 166
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
3. คณุ คา่ ดา้ นสงั คม
กำรพจิ ำรณำคุณคำ่ วรรณคดีด้ำนสังคมแบ่งออกได้ ๒ ลักษณะใหญ่ๆดังน้ี
๑. ด้ำนนำมธรรม ไดแ้ ก่ ควำมดี ควำมช่ัว ค่ำนิยม จรยิ ธรรมของคนในสงั คม
2. ดำ้ นรปู ธรรม ไดแ้ ก่ สภำพควำมเป็นอยู่ วถิ ีชีวิต กำรแตง่ กำย และกำรกอ่ สร้ำงทำงวตั ถุ
ภำสกร เกิดออ่ น และคณะ (ม.ป.ป., น.6 – 8) กลำ่ ววำ่ กำรพจิ ำรณำคุณคำ่ ดำ้ นสงั คม เปน็ กำร
พิจำรณำว่ำ ผแู้ ต่งมีจุดประสงคใ์ นกำรจรรโลงสงั คมอยำ่ งไร โดยพิจำรณำจำกแนวคดิ กำรให้คติเตือนใจ
กำรสะท้อนใหเ้ หน็ ชวี ติ ควำมเปน็ อยู่ ค่ำนิยม วฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณี และจริยธรรมของคนใน
สงั คมที่วรรณคดไี ดจ้ ำลองภำพ โดยกวไี ด้สอดแทรกไว้ในบทประพันธ์อย่ำงแนบเนยี น เช่น ลักษณะนิสัย
นำงวนั ทอง
จงึ ปลอบวำ่ พลำยงำมพ่อทรำมรัก อย่ำฮีกฮักว่ำวุน่ ทำหุนหนั
จงครวญใครใ่ ห้เหน็ ขอ้ สำคัญ แมน่ พี้ รั่นกลัวแต่จะเกิดควำม
ด้วยเปน็ ขำ้ ลกั ไปไทลักมำ เห็นเบือ้ งหน้ำจะอึงแมจ่ ึงหำ้ ม
ถ้ำเจำ้ เหน็ เปน็ สุขไม่ลุกลำม ก็ตำมเถิดมำรดำจะคลำไคล
(เสภำขนุ ชำ้ งขุนแผน)
คณุ คา่ ทางสงั คม คอื บทประพนั ธ์ แสดงถึงลกั ษณะนิสัยของนำงวันทอง ท่ีเป็นผทู้ รี่ กั ลกู มำก
สง่ิ ใดในโลกลว้ น อนิจจัง
คงแต่บำปบุญยงั เท่ียงแท้
คือเงำตดิ ตวั ตรัง ตรงึ แน่น อยนู่ ำ
ตำมแต่บำปบุญแล้ กอ่ เก้ือรักษำ
( ลิลิตพระลอ)
คณุ ค่าทางสงั คม คือ ผู้แต่งแสดงแนวคดิ เรื่องบำปบญุ วำ่ ติดตำมตวั เรำเหมือนเงำตำมตัว ใครทำ
กรรมใดไว้ ยอ่ มไดร้ ับผลกรรมน้นั ซ่งึ เป็นควำมเช่ือในทำงพระพทุ ธศำสนำ ทมี่ ีอิทธิพลต่อกำรดำเนนิ ชีวติ ของ
คนในสงั คมไทย
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 167
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
4. คณุ คา่ ด้านการประยกุ ตใ์ ช้ในชีวติ ประจาวัน
กำรพจิ ำรณำคุณคำ่ ด้ำนกำรประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตประจำวัน เป็นกำรพิจำรณำถ้อยคำ เนื้อหำสำระและ
กลวธิ กี ำรเขยี น และจดจำไปใช้ รวมถงึ ขอ้ คดิ ข้อเตือนใจที่มปี ระโยชน์ต่อตนเอง ครอบครวั สงั คม และ
ประเทศชำติ
กำรอ่ำนวรรณคดีเพ่ือประเมินคุณค่ำได้ ต้องวิเครำะห์องค์ประกอบสำคัญ 4 ประกำร คือ
1.รูปแบบกำรประพันธ์
2.ธรรมเนียมนยิ มในกำรแต่ง
3.ควำมไพเรำะ
4.สำระของเนื้อหำ สำระของเนอ้ื หำ ประกอบด้วย
1.แนวคิดและคา่ นยิ ม เช่น
สนิมเหลก็ เกิดแต่เนือ้ ในตน
กินกดั เนื้อเหลก็ จน กร่อนขร้ำ
บำปเกดิ แตต่ นคน เป็นบำป
บำปยอ่ มทำโทษซำ้ ใสผ่ ูบ้ ำปเอง
(โคลงโลกนิติ)
แนวคดิ ผลของกำรทำชั่ว ทำลำยผปู้ ระพฤตชิ ั่ว เหมอื นสนทิ ท่ีกัดกนิ เนอื้ เหลก็ จนกร่อนผุ
2.สาระด้านหลักฐานความเป็นจริง เช่น
นยั น์ตำกลมคมขำดดู ำขลบั ใครแลรบั รกั ใคร่ปรำศรัยถำม
ทองประศรีดีใจไล่ฤกษ์ยำม ได้สบิ สำมปแี ลว้ หลำนแกว้ กู
จะโกนจกุ สุกดิบขึ้นสบิ ค่ำ แกทำน้ำยำจนี ต้มตีนหมู
พวกเพื่อนบำ้ นวำนมำผ่ำหมำกพลู บำ้ งปัดปเู สือ่ สำดลำดพรมเจียม
ทง้ั หม้อเงนิ หม้อทองสำรองตง้ั มีทั้งสังข์ใสน่ ำ้ มนต์ไว้จนเปี่ยม
อัฒจนั ทรช์ ั้นพระกต็ ระเตรยี ม ตำมธรรมเนียมฆ้องกลองฉลองทำน
(เสภำขนชำ้ งขนุ แผน)
หลกั ฐำนควำมจรงิ คอื พิธีโกนจุก
อนึง่ กำรนำคุณค่ำของงำนประพนั ธไ์ ปใช้ จะได้มำกน้อยเพียงใดข้ึนอยู่กับควำมสำมำรถและ
ประสบกำรณ์ของผูอ้ ่ำนท่จี ะวิเครำะห์ จดจำ คดิ และนำไปใช้ตำมกำลงั ควำมคดิ ของแต่ละบคุ คล
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 168
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ชิ้นงาน : การวิเคราะห์คุณค่าดา้ นวรรณคดี
คาช้แี จง นกั เรยี นศึกษำ “โวหำรภำพพจน์” จำกเอกสำรประกอบกำรเรียน
แล้วสบื คน้ “โวหำรภำพพจน์ “จำกวรรณคดีในหนังสือวรรณคดีวิจักษ์ ๖ แลว้ เขียน
ในตำรำงต่อไปน้ี
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 169
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คาชแ้ี จง นกั เรยี นศกึ ษำ“กำรสรรคำ” จำกเอกสำรประกอบกำรเรยี น
สืบค้นลักษณะกำรสรรคำ จำกวรรณคดใี นหนังสือวรรณคดีวจิ กั ษ์ ๖ แลว้ เขยี น
ในตำรำงต่อไปน้ี
ลกั ษณะการสรรคา วรรณคดเี รือ่ ง/หน้า/ข้อความ
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 170
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การวเิ คราะห์ลกั ษณะเด่นวรรณคดี
ไตรภูมิพระร่วง
1. ความหมาย
ไตรภมู พิ ระร่วง เปน็ คำประสม ระหว่ำงคำ ไตรภมู ิ+พระรว่ ง
ไตรภมู ิ เป็นคำสมำส ประเภททคิ สุ มำส ระหว่ำง ไตร+ภูมิ
ไตร ว. สำม (ส.ไตรฺ)
ภูมิ น. แผ่นดิน,ทดี่ นิ ,พนื้ , ชนั้ ,พ้นื เพ (ป.ส.ภมู )ิ
ไตรภมู ิ น. โลกท้งั สำม ทำงพระพุทธศำสนำหมำยควำมถึง กำมภพ คอื ภพของผู้
ตดิ อยใู่ นกำมตั้งฉกำมำพจรมำถึงนรกภูมิ,รปู ภพ คือ ภพของพรหมทมี่ รี ปู
และอรปู ภพ คือภพของพรหมทีไ่ มม่ รี ูป หรอื กำมภูมิ รูปภมู ิ อรปู ภูมิ,
ทำงวรรณคดี หมำยควำมถึง สวรรค์ มนุษยโลก และบำดำล
พระรว่ ง เปน็ คำประสมระหว่ำง พระ+ร่วง
พระ น. คำใช้แสดงควำมเคำรพนำหน้ำคำอนื่ , ว. ยอดเยี่ยม,ประเสริฐ,เลิศ
(ป,ส. วร แผลง ว เป็น พ)
รว่ ง ว.รุ่ง,เรอื ง
พระรว่ ง น. เป็นคำเรยี กพระมหำกษัตริย์ในรำชวงศส์ ุโขทยั
ไตรภูมพิ ระร่วง หมำยถึง หนงั สือมีเนอ้ื หำว่ำด้วย กำมภมู ิ รปู ภมู ิ อรปู ภมู ิ ที่
พระมหำธรรมรำชำลไิ ททรงพระรำชนิพนธ์ ในขณะที่พระองคย์ งั ทรงเป็นพระมหำ
อุปรำชครองเมืองศรสี ชั นำลัย
2. ประวัตคิ วามเป็นมา
ไตรภูมิพระร่วงช่ือเดิม คือ “เตภูมิกถำ (เต+ภูมิ+กถำ)” หรือ “ไตรภูมิกถำ (ไตร+ภูมิ+กถำ)” สมเด็จ
กรมพระยำดำรงรำชำนุภำพ ทรงเปลีย่ นชือ่ เป็น “ไตรภูมิพระร่วง” ให้คู่กับ “สุภำษิตพระร่วง” เพื่อเป็นเกียรติ
แกพ่ ระยำลิไท กษตั รยิ ร์ ำชวงศพ์ ระร่วงผทู้ รงพระรำชนิพนธ์เรื่องน้ี
ไตรภูมิพระร่วงนี้ พระมหำธรรมรำชำลิไท ทรงพระรำชนิพนธ์ขึ้นในปีพุทธศักรำช 1888 ในขณะที่
พระองคย์ งั ทรงเป็นพระมหำอุปรำชครองเมืองศรีสัชนำลัย ลักษณะกำรแต่งเป็นร้อยแก้ว แบบบรรยำยโวหำร
พรรณนำโวหำร และเทศนำโวหำร โดยมีจุดมุง่ หมำย เพ่อื เทศนำโปรดพระมำรดำ และเพ่ือจำเริญพระอภิธรรม
ต้นฉบับได้สูญหำยไปชั่วระยะหน่ึง ต่อมำหอพระสมุดวชิรญำณได้ต้นฉบับที่ไม่ใช่ต้นฉบับเดิมที่แต่งในสมัย
สุโขทัย แต่เป็นฉบับคดั ลอกเปน็ หนงั สอื ใบลำนยำว 10 ผูกมำจำกเมอื งเพชรบรุ ี ซงึ่ ในหนงั สอื ใบลำนบอกไวว้ ำ่
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 171
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พระมหำช่วย วัดปำกน้ำ (วัดกลำง จังหวัดสมุทรปรำกำร) จำรไว้ในสมัยพระเจ้ำกรุงธนบุรี เม่ือ
เดอื น 4 ปีจอ สัมฤทธศิ ก จุลศักรำช 1140 (พ.ศ.2321) และเชื่อกันว่ำ พระมหำช่วย จำรจำกไตรภูมิกถำซ่ึง
เป็นพระรำชนิพนธ์ของพระมหำธรรมรำชำลิไท เพรำะปรำกฏในบำนแพนกเดิมว่ำ “เน้ือควำมในไตรภูมิกถำน้ี
มีในกำลเมื่อใดไส้ และมีแต่ปีระกำโพ้น เม่ือศักรำชได้ 23 ปี ปีระกำ เดือน 4 เพ็ง วันพฤหัสบดีวำร ผู้หำก
สอดรู้ บมิได้ไส้ส้ิน เจ้ำพระยำเลไทยผู้เป็นลูกแห่งเจ้ำพระญำเลลิไทย ผู้เสวยสมบัติในเมือง ศรีสัชชนำไลย
และโขทัย แลเจ้ำพระญำเลลิไทยนี้ ธเป็นหลำนเจ้ำพระรำมผู้เป็นสุริยวงษ์ และเจ้ำพระยำเลลิไทยได้เสวย
รำชสมบตั ิในเมืองศรีสชั ชนำไลยอยู่ได้ 6 เข้ำ จงึ ไดไ้ ตรภูม”ิ
ไตรภมู ิพระร่วงไดร้ บั กำรตีพมิ พ์เผยแพร่คร้งั แรกในปี พ.ศ. 2455 ในงำนพระเมรุศพพระเจำ้ บรมวงศ์
เธอ พระองค์เจ้ำประสำนศรีใส และพระเจ้ำบรมวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้ำประไพศรสี ะอำด
3. คมั ภีรท์ มี่ าของไตรภมู พิ ระรว่ ง
ไตรภูมพิ ระร่วงน้ี พระมหำธรรมรำชำลิไท ทรงรวบรวมข้อควำมตำ่ ง ๆ จำกคัมภรี ์พทุ ธศำสนำมำเรยี บ
เรยี งเปน็ วรรณคดี ซง่ึ นิยะดำ เหล่ำสนุ ทร กล่ำวไว้ว่ำ ไตรภูมฯิ ได้ระบุคัมภรี ์ท่ีมำไว้ 2 แห่ง คอื ตอนตน้ เรอื่ งมี
32 คมั ภรี ์ และตอนท้ำยมี 33 คมั ภรี ์ ดังนี้
ตอนต้นเร่อื ง ตอนท้ายเรื่อง
1. พระอรรถกถาจตุราคม
2. ออรถกถาฎีกา พระอภิธรรมวดาร อัฏฐกถำฎกี ำพระจตรุ ำคม
พระอภิธรรมมำวดำร
3. พระอภิธรรมสังคห อฏั ฐกถำฎีกำพระอภิธรรมำวดำร
พระอภธิ ัมมัตถสังคหะ
4. พระสุมังคลวลิ าสนิ ี อัฏฐกถำพระอภิธรรมมตั ถสังเครำะห์
5. พระปปัญจสทู นี พระสมุ งั คลวลิ ำสนิ ี
6. พระสารตั ถปกาสินี พระปปัญจสูทนี
7. พระมโนรถปรู ณี พระสำรตั ถปกำสนิ ี
8. พระลีนัตถปกาสนิ ี พระมโนรถปูรณี
พระลีนตั ถปกำสินี
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 172
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตอนตน้ เรอ่ื ง ตอนท้ายเรื่อง
9. พระอรรถกถาฎีกาพระวนิ ัย อฏั ฐกถำฎีกำพระวินยั ปิฎก
10. พระธรรมบท พระธรรมบท
11. พระมหาวคั ค์ -
12. พระธรรมมหากถา นำ่ จะตรงกับ พระธรรมมหำรถกถำ
13. พระมธรุ ัตถวิลาสนี ี พระมธรุ ัตถวิลำสนิ ี
14. พระธรรมชาดก พระชำตกฏั ฐกถำ
15. พระชนิ าลังการ พระชนิ ำลงั กำร
16. พระสารตั ถทีปนี -
17. พระพทุ ธวงศ์ พระพทุ ธวงษ์
18. พระสารสังคหะ พระสำรสังคหะ
19. พระมลิ นิ ทปัญหา พระมิลนิ ท์
20. พระปาเลยยะ -
21. พระมหานิทาน พระมหำนทิ ำน
22. พระอนาคตวงศ์ พระอนำคตวงษ์
23. พระจรยิ าปฎิ ก พระจริยำปฎิ ก
24. พระโลกบญั ญตั ิ พระโลกบัญญัติ
25. พระมหากัลป์ พระมหำกัลป์
26. พระอรณุ วดี พระพรณุ วดสี ูตร
27. พระสมนั ตปาสาทิกา พระสมันตปำสำทิกำ
28. พระวสิ ุทธิมคั ค์ พระวสิ ุทธมิ รรค
29. พระลกั ษณาภิธรรม พระลกั ขณำภธิ รรม
30. พระอนฎุ กี าหงิ ธรรม -
31. พระสารรี กิ พินจิ ฉยั พระสำรรี กิ พนิ จิ ฉัย
32. พระโลกปุ ปตั ติ พระโลกปุ ปตั ติ
พระโพธิวงษ์
พระธรรมหทยะ
พระอนุปตกิ ำ
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 173
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
4. ผแู้ ต่ง
พระมหำธรรมรำชำลไิ ท (พระยำลไิ ท) หรือ พระมหำธรรมรำชำที่ 1 เป็นพระรำชโอรสของ
พญำเลอไทย และเปน็ พระรำชนดั ดำของพอ่ ขนุ รำมคำแหง ทรงครองเมืองศรสี ชั นำลัย ในตำแหนง่ อปุ รำชเม่ือ
พ.ศ.1882 ต่อมำได้สวยรำชย์กรงุ สุโขทัยเมื่อ พ.ศ. 1890
5. จดุ ประสงคใ์ นการแตง่
เพ่ือเทศนำโปรดพระมำรดำ และเพ่ือจำเรญิ พระอภิธรรม
6. ลักษณะคาประพนั ธ์
รอ้ ยแกว้ ประเภทควำมเรียง
7. เนอื้ เรอ่ื งในไตรภูมพิ ระร่วง
ไตรภูมิพระร่วง มเี น้ือหำเก่ียวกับเร่ืองของไตรภูมิ ไดแ้ ก่ กำมภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ซงึ่ ท้ังสำมภมู นิ ้ี
ล้วนแต่เป็นแดนท่ีมนุษย์ สตั ว์ และเทวดำมำเวยี นว่ำยตำยเกิดกันตำมบญุ และบำปของตนทไ่ี ด้กระทำไวใ้ น
แต่ละชำติภพ จนกวำ่ จะไดบ้ รรลนุ ิพพำน คือ โลกตุ ตรภูมิ
เนื้อเรอ่ื งแบ่งเป็น 11 กณั ฑ์ ประกอบด้วย
กัณฑ์ท่ี 1 นรกภูมิ
กัณฑ์ที่ 2 ตริ ัจฉำนภูมิ
กณั ฑ์ที่ 3 เปรตภมู ิ
กณั ฑ์ที่ 4 อสุรกำยภูมิ
กัณฑ์ท่ี 5 มนสุ สภมู ิ กล่ำวถงึ โยนิ 4,ประเภทมนษุ ย์-สแี่ ผน่ ดนิ -มหำจกั รวรรคิรำช,จักรรตั นะ,
หตั ถีรัตนะ,อศั วรัตนะ,มณรี ัตนะ,อิตถรี ตั นะ,คหปติรัตนะปริณำยกรัตนะ,พระเจำ้ อโศก มหำรำช,โชติกเศรษฐี,
บญุ กริ ยิ ำวัตถุ เปน็ ตน้
กณั ฑ์ที่ 6 ฉกำมำพจรภมู ิ อันประกอบดว้ ยสวรรค์ 6 ช้นั ทเี่ รียกว่ำ “ฉกำมำพจร” คือ
จำตมุ หำรำชิกำ ดำวดึงส์ ยำมำ ดสุ ติ นิมมำนรดี ปรนิมมติ วสวัตดี
กัณฑ์ท่ี 7 รปู วจรภูมิ ซึ่งเปน็ แดนของพรหมมรี ูป แบง่ เป็น 16 ชัน้ เรียกวำ่ “โสฬสพรหม” เรมิ่ ตง้ั แต่
ปำรสิ ชั ชำภมู ิ จนถงึ พรหมชนั้ สูงสดุ อกนฏิ ฐภมู ิ
กณั ฑ์ท่ี 8 อรปู วจรภูมิ ซึ่งเปน็ แดนของพรหมไม่มรี ูป แตม่ จี ิตหรอื วญิ ญำณ แบ่งออกเป็น 4 ชนั้ ได้แก่
อำกำสำนัญจำยตนภมู ิ วญิ ญำณัญจำยตนภูมิ อำกญิ จัญญำยตนภมู ิ เนวสัญญำนำสญั ญำยตนภูมิ
กัณฑ์ท่ี 9 อวินิโภครปู กล่ำวถึง อนจิ จลกั ษณะ เขำพระสเุ มรุ พระอำทิตย์ พระจันทร์ นวเครำะห์
ดำรำกร ชมพทู วีป ปำ่ หมิ พำนต์
กณั ฑ์ที่ 10 โอกำสมหำกลั ปส์ ญุ ญตำ กลั ปวนิ ำสและอุบัติ กลำ่ วถงึ ไฟประลัยกัลป์ น้ำประลัยกัลป์
และลมประลยั กัลป์
กัณฑ์ท่ี 11 นพิ พำนกถำ ว่ำด้วย นพิ พำนและวธิ ปี ฏบิ ตั เิ พ่ือบรรลุนพิ พำน ที่เรียกวำ่ “โลกตุ ตรภมู ิ”
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 174
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ไตรภมู ิ เมอื่ นำมำกล่ำวเรยี งจำกภมู ติ ่ำสดุ ไปหำภมู สิ ูงสุด มีดงั น้ี
1.กามภูมิ คอื โลกของผูท้ ีย่ ังติดอยใู่ นกำมกเิ ลส แบง่ ได้ 11 ภมู ิ โดยเรียงจำกภูมิฝ่ำยไม่ดี
(อบำยภมู ิ 4) มำหำภูมิฝำ่ ยดี (สคุ ตภิ ูมิ 7) ไดแ้ ก่
ก.อบายภมู ิ (ดนิ แดนฝำ่ ยไมด่ ี) 4 แห่ง ประกอบด้วย
1. นรก
2. ดิรจั ฉำน
3. เปรต
4. อสรุ กำย
ข.สคุ ตภิ ูมิ (ดนิ แดนฝำ่ ยดี) 7 แห่ง ประกอบด้วย
1. มนสุ สภูมิ
2. จำตุมหำรำชกิ ำ
3. ดำวดึงส์
4. ยำมำ
5. ดุสิต
6. นิมมำนรดี
7. ปรนิมมิตวสวตั ดี
2.รูปภูมิ คอื ดินแดนของของพรหมที่มรี ปู มี 16 ชั้น (โสฬสพรหม) ประกอบดว้ ย
1. พรหมปำรสิ ัชชำ 2. พรหมปโรหติ ำ
3. พรหมมหำพรหมำ 4. พรหมปรติ ตำภำ
5. พรหมอปั ปมำณำภำ 6. พรหมอำภัสสรำ
7. พรหมปรติ ตสภุ ำ 8. พรหมอัปปมำณสภุ ำ
9. พรหมสุภกิณห 10. พรหมเวหัปผลำ
11. พรหมอสญั ญีสัตตำ 12. พรหมอวิหำ
13. พรหมอตปั ปำ 14. พรหมสุทัสสำ
15. พรหมสุทสั สี 16. พรหมอกนฏิ ฐำ
3.อรูปภมู ิ คอื ดนิ แดนของพรหมไมม่ รี ปู มี 4 ช้นั ประกอบด้วย
1. อำกำสำนญั จำยตนภูมิ
2. วิญญำณญั จำยตนภมู ิ
3. อำกิญจญั ญำยตนภูมิ
4. เนวสัญญำนำสัญญำยตนภูมิ
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 175
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ไตรภูมิ ประกอบด้วย กำมภมู ิ 11 ภมู ิย่อย รูปภูมิ 16 ภูมยิ ่อย และ อรูปภูมิ 4 ภูมิย่อย รวม 31 ภูมิ
สตั ว์โลกใดจะไปเกดิ ภมู ใิ ด ย่อมแล้วบำปบญุ ท่ีได้ทำในขณะทม่ี ชี วี ติ อยู่ ตรำบใดทีย่ ังไม่บรรลนุ พิ พำน
กามภมู ิ 11
1. นรกภูมิ [นะ-รก-กะ-พูม] ภูมิแหง่ สัตว์นรก คือแดนหรือภมู ิท่เี ช่ือกนั วำ่ ผู้ทำบำปจะต้อง
ไปเกิดและถูกลงโทษ ประกอบดว้ ย มหำนรก 8 ขุม, นรกบ่ำว 128 ขมุ และยมโลกนรก 320 ขุม
1.1 มหานรก มี 8 ขมุ แต่ละขมุ มีนรกบำ่ วล้อมรอบ 16 ขมุ มหำนรกท้งั 8 มดี งั นี้
1.1.1 สัญชวี นรก (นรกท่ีไม่มีวนั ตำย)
1.1.2 กำฬสุตตนรก (นรกท่ีลงโทษด้วยดำ้ ยดำ)
1.1.3 สังฆำฏนรก (นรกบดขยีส้ ตั ว์)
1.1.4 โรรุวนรก (นรกทีเ่ ต็มไปด้วยเสียงร้อง)
1.1.5 มหำโรรวุ นรก (นรกทเ่ี ตม็ ไปดว้ ยเสยี งร้องท่เี จบ็ ปวดมำก)
1.1.6 ตำปนรก (นรกแหง่ ควำมเร่ำรอ้ น)
1.1.7 มหำตำปนรก (นรกที่มีแตค่ วำมเรำ่ ร้อนเหลือประมำณ)
1.1.8 มหำอเวจนี รก (นรกที่ทุกข์ทรมำนมิเคยหยดุ พัก)
1.2 นรกบา่ ว (ขุมนรกท่ีเป็นบริวำร) ลอ้ มรอบมหำนรก 4 ดำ้ น ด้ำนละ 4 ขุม รวมแล้ว
มหำนรก 1 ขุม จะมีนรกบ่ำวล้อมรอบอยู่ 16 ขุม รวมจำนวนนรกบ่ำวท้ังหมดจึงได้ 128 ขุม เป็นภูมิของผู้ที่
ทำบำป (หรอื เหลือเศษบำป)อย่นู อ้ ย น้อยเกินกวำ่ ที่จะไปเกิดในมหำนรก แต่มำกเกินกว่ำที่จะเกิดในภูมิที่สูง
กวำ่ เปน็ ขุมทม่ี ีควำมทุกขท์ รมำนน้อยกว่ำมหำนรก แตก่ ็ยังหำ่ งไกลควำมสขุ อยู่อยำ่ งยงิ่ ยวด
1.2.1 เวตรณนี รก (นรกที่ข้ำมยำก) ลงโทษผคู้ นฉ้อโกงทรัพย์ ดว้ ยหวำยเหลก็ เพลงิ
1.2.2 สุนัขนรก (นรกสนุ ขั ) ลงโทษผู้กล่ำวรำ้ ย สมณะ ชพี รำหมณ์ ผมู้ พี ระคุณ ใหส้ ุนัขกัด
1.2.3 สโชตนิ รก (นรกไฟโพลง) ลงโทษผู้ใหร้ ำ้ ยปำ้ ยสผี ้ทู ่ไี มไ่ ดท้ ำผิด ด้วยเปลวเพลิง
1.2.4 องั คำรนรก (นรกหลมุ ถำ่ นเพลิง) ลงโทษผู้หลอกลวงคนอ่ืน ด้วยหลุมถ่ำนเพลงิ
1.2.5 โลหกุมภีนรก (นรกหม้อทองแดง) ลงโทษผทู้ ที่ ำร้ำยสตั ว์ สมณะ ในหม้อทองแดง
1.2.6 อโยทกนรก (นรกนำ้ เหลก็ อย-เหล็ก+อทุ ก-น้ำ) ลงโทษผูฆ้ ำ่ สตั ว์ ในหม้อเหล็กแดง
1.2.7 ถสุ ปลำสนรก (นรกขำ้ วลีบและแกลบ) ลงโทษผู้หลอกขำยข้ำวลีบ แกลบ
1.2.8 สัตตหิ ตนรก (นรกทีแ่ ทงดว้ ยหอกจนล้มลง) ลงโทษผูท้ ล่ี ักขโมย ดว้ ยหอก
1.2.9 พิลสนรก (นรกแล่เน้ือ) ลงโทษผู้มอี ำชีพหำปลำมำขำย ฆำ่ ปลำ
1.2.10 โบรำณมิฬหนรก (นรกปสั สำวะอจุ จำระ) ลงโทษข้ำรำชกำรที่โกงประชำชน
1.2.11 โลหติ ปพุ พนรก นรกท่ีลงโทษผปู้ ระทุษร้ำยบุพพกำรี ในแมน่ ำ้ เลอื ดหนอง
1.2.12 โลหพฬสนรก (นรกเบ็ดเหลก็ ) ลงโทษคนคำ้ ขำยทโี่ กงตำช่ัง ด้วยเบ็ดเหล็กแดง
1.2.13 สังฆำฏนรก นรกท่ีลงโทษผู้ชำยหญงิ ที่เปน็ ชู้กัน ด้วยภเู ขำเหลก็ แดง
1.2.14 อวังสริ นรก (นรกทจี่ ับศีรษะห้อยลง) ลงโทษชำยชู้ ภรรยำนอกใจสำมี
1.2.15 โลหสมิ พลนี รก (นรกตน้ งิว้ เหล็ก) ลงโทษคนชำยหญิงทเ่ี ปน็ ชู้ ด้วยตน้ งิ้วเหล็ก
1.2.16 มจิ ฉำทิฏฐนิ รก (นรกทล่ี งโทษคนท่ีเห็นผิดเปน็ ชอบ) ปจนนรก (นรกหมกไหม้)กเ็ รียก
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 176
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1.3 ยมโลกนรก อยู่ล้อมรอบมหำนรก 1 ขมุ 4 ดำ้ น ด้ำนละ 10 ขุม รวม 40 ขุม รวมจำนวน
ยมโลกนรกทง้ั หมดได้ 320 ขุม เป็นโลกของผู้ทมี่ เี ศษบำปเหลอื น้อยเกินกวำ่ ท่จี ะไปเกดิ ในนรกบำ่ ว แตก่ ม็ ำก
เกนิ กวำ่ ท่จี ะไปเกิดในภมู ิท่สี ูงกว่ำนี้ กำรลงโทษเบำกวำ่ นรกบำ่ ว แต่กย็ งั หำ่ งไกลควำมสุขอยำ่ งย่ิงยวด
ในนรก มียมบำล หรือ นำยนิรยบำล หรอื ผู้ดแู ลนรกเฝ้ำประตนู รกไว้ มพี ระยำยมรำชเป็นผู้ทรงธรรมเทีย่ งตรง
เป็นใหญ่เหนอื ยมบำลทั้งหลำย หน้ำทข่ี องพระยำยมรำชคือสอบสวนบญุ บำปของมนุษย์ที่ตำยไป หำกทำบุญ
กจ็ ะได้ข้นึ สวรรคท์ ำบำปกจ็ ะตกนรก
2. เปรตภูมิ [เปรฺต-ตะ-พูม] ที่อยู่ของเปรตเป็นผีเลวชนิดหน่ึง คำว่ำ เปรต แปลวำ่ ผลู้ ว่ งลบั ในทำง
ศำสนำพุทธหมำยถึง อมนุษย์พวกหน่ึงทเี่ กิดในเปตวิสัยซึง่ เปน็ ๑ ใน ๔ อบำยภมู ิ เปรตมีหลำยประเภท เช่น
ถำ้ แบง่ ตำม เปตวตั ถุอรรถกถำแบ่งได้ 4 ประเภท
1. ปรทัตตุปชีวิกเปรต คือ เปรตที่มชี ีวติ อยไู่ ด้ จำกอำหำรท่ีมีมนษุ ยใ์ ห้ เชน่ การเซ่นไหว้ เป็นตน้
2. ขปุ ปปี ำสิกเปรต คือ เปรตท่อี ดอยำก ทุกข์จำกควำมหวิ โหยอยเู่ ปน็ นจิ
3. นิชฌำมตัณหิกเปรต คือ เปรตที่ถกู ไฟเผำให้เร่ำร้อนอยู่เสมอ
4. กำลกญั จิกเปรต คือ เปรตในจำพวกอสรุ กำย
กำรทำพลกี รรมแก่ผลู้ ว่ งลับไปแลว้ หรือกำรทำบญุ อุทิศไปใหผ้ ู้ตำยว่ำ เปตพลี หรอื บพุ เปตพลี
3.อสรุ กายภูมิ [อะ-สุ-ระ-กำย-พมู ] อสรู แปลวำ่ ผูไ้ มใ่ ชส่ รุ ะ หรอื ไมใ่ ช่พวกเทวดำที่มพี ระอินทรเ์ ปน็
หวั หน้ำ เดิมพวกอสูรมีเมอื งอยู่บนเขำพระสุเมรหุ รือสวรรค์ชน้ั ดำวดึงส์ ภำยหลังพวกเทวดำคิดอบุ ำยมอมเหลำ้
พวกอสูรเมำจนไม่ไดส้ ติ แลว้ พวกเทวดำก็ชว่ ยกันถบี อสรู ให้ตกเขำพระสเุ มรุดง่ิ จมลงใต้ดิน เมอื่ อสรู สรำ่ งเมำได้
สติแล้วก็สำนึกตัวได้วำ่ เปน็ เพรำะกินเหล้ำมำกจนเมำมำยจงึ ต้องเสียบำ้ นเมืองให้กับพวกเทวดำจึงเลกิ กนิ เหลำ้
แลว้ ไปสรำ้ งเมอื งใหม่ใต้บำดำลเรียกวำ่ อสรู ภพ
4. ตริ จั ฉานภมู ิ [ต-ิ รัด-ฉำ-นะ-พูม] แดนของเดียรฉำน เดียรฉำน แปลวำ่ “แนวขวำง” ดงั นั้น
สตั ว์เดรัจฉำน หมำยถงึ สัตวท์ ี่เคลื่อนที่ไปในแนวขวำง คอื ขณะที่เคล่อื นที่ไปนั้น ลำตวั ไมไ่ ด้ตั้งตรงอยำ่ งมนษุ ย์
สตั วเ์ ดรัจฉำนมี 4 จำพวก ได้แก่
1. อปทติรจั ฉำน คือสัตวเ์ ดรัจฉำนทไี่ มม่ ีเทำ้ ไดแ้ ก่ งู ปลำ ไส้เดือน เป็นต้น
2. ทวปิ ทตริ ัจฉำน คือสัตวเ์ ดรัจฉำนท่ีมี 2 เท้ำ ได้แก่ ไก่ เป็ด แรง้ กำ เป็นตน้
3. จตุปทตริ ัจฉำน คือสตั ว์เดรัจฉำนทีม่ ี 4 เทำ้ ได้แก่สุนัข แมว ช้ำง มำ้ วัว ควำย เปน็ ต้น
4. พหุปทติรจั ฉำน คือสัตวเ์ ดรจั ฉำนทมี่ ีมำกกว่ำ 4 เทำ้ ข้ึนไป ไดแ้ ก่ มด ปลวก ตะขำบ เปน็ ตน้
สัตวเ์ ดรจั ฉำนทมี่ ีชวี ิตอย่ใู นภูมิเดยี วกับมนุษย์ เรำสำมำรถเห็นไดด้ ว้ ยตำเน้อื ไมเ่ หมือนกับสตั วใ์ น
อบำยภมู อิ ื่นๆ เชน่ เปรต อสุรกำย
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 177
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
5. มนุสสภูมิ [มะ-นุด-สะ-พูม] ที่อยู่ของมนุษย์ ฝูงสัตว์อันเกิดในมนุสสภูมิ มีกำเนิดเร่ิมต้นปฏิสนธิใน
ครรภม์ ำรดำเปน็ “กลละ”เมื่อเวลำผ่ำนไปก็เจริญเติบโตตัวเด็กข้ึนนั่งกลำงท้องแม่และเอำหลังมำชนท้องแม่ มี
สำยสะดือเป็นตัวส่งอำหำรที่แม่กินเข้ำไปให้แก่เด็ก เด็กท่ีน่ังอยู่กลำงท้องแม่นั้นจะน่ังอยู่เวลำประมำณ 8-10
เดือน แล้วจงึ คลอดจำกท้องแม่
บุตรที่เกดิ มำในไตรภมู ิแบง่ ได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. อภิชำตบตุ ร เป็นคนเฉลยี วฉลำดมรี ูปงำมหรือมัง่ มียศยง่ิ กว่ำพ่อแม่
2. อนชุ ำตบุตร มเี พียงพอ่ แม่
3. อวชำตบตุ ร ด้อยกว่ำพ่อแม่
คนในมนสุ สภูมิ แบ่งเป็น 4 ชนดิ คือ
1. คนนรก หมำยถึง คนที่ไร้ควำมเมตตำ ชอบฆ่ำสตั ว์ตดั ชีวติ
2. คนเปรต หมำยถงึ คนไม่รู้จักทำบุญ คนท่เี กิดยำกจนเข็ญใจ ร่ำงกำยอัปลักษณ์
3. คนเดรจั ฉำน หมำยถงึ คนท่ไี ม่รจู้ ักบำปและบญุ ไม่มคี วำมเมตตำกรุณำ จติ ใจกระด้ำง
4. คนมนษุ ย์ หมำยถึง-คนท่รี ู้จักบำปและบุญ รูก้ ลวั รู้ละอำยแกบ่ ำป เข้ำถงึ รตั นตรัย
ที่อยขู่ องมนุษย์ มนุสสภมู ปิ ระกอบดว้ ย 4 ทวีป ดังนี้
1. ชมพูทวีป ต้ังอยู่ทำงทิศใต้ของเขำพระสเุ มรุ
2. บรุ พวเิ ทหทวปี ตั้งอยทู่ ำงทศิ ตะวันออกของเขำพระสุเมรุ
3. อมรโคยำนทวปี ตั้งอยู่ทำงทิศตะวันตกของเขำพระสเุ มรุ
4. อุตตรกรุ ทุ วปี ตงั้ อยู่ในมหำสมทุ รทำงทศิ เหนือของเขำพระสุเมรุ
6. จาตุมหาราชิกาภมู ิ (ท่อี ยู่ของ 4 มหำรำช) สวรรค์ช้ันนตี้ ง้ั อยเู่ หนือเทือกเขำยคุ นธรอนั เปน็
เทือกเขำแรกทลี่ อ้ มรอบเขำพระสุเมรุ บนเทือกเขำยคุ นธรท้ัง 4 ทศิ มีเมืองใหญ่ 4 เมอื ง คอื
1.เมอื งที่อยู่ทำงทศิ ตะวนั ออกของเขำพระสุเมรมุ ีท้ำวธตรฐเปน็ เจำ้ เมอื ง เป็นใหญเ่ หนอื
คนธรรพ์ (เป็นอมนุษย์จำพวกหน่ึง ครงึ่ เทวดำคร่ึงมนษุ ย์ เป็นนกั ดนตรแี ละชอบผ้หู ญงิ )
2.เมอื งที่อยทู่ ำงทิศตะวันตกของเขำพระสุเมรมุ ีท้ำววิรปู กั ษ์เป็นเจ้ำเมือง เปน็ ใหญ่เหนอื นำค
3.เมอื งที่อยทู่ ำงทิศใต้ของเขำพระสุเมรุมที ้ำววิรุฬหกเป็นเจำ้ เมอื ง เป็นใหญ่เหนือพวก
กมุ ภัณฑ์ (เปน็ ยักษ์จำพวกหนึ่ง มีทอ้ งใหญ่และมีอัณฑะเหมือนหมอ้ )
4.เมืองที่อยทู่ ำงทิศเหนือของเขำพระสเุ มรุมีท้ำวไพศรพณ์เป็นเจำ้ เมอื ง
(ทำ้ วเวสวณั ทำ้ วเวสสวุ ณั ท้ำวกุเวร กเ็ รยี ก) เป็นใหญเ่ หนือพวกยกั ษ์
ท้ำวมหำรำชท้งั 4 นเ้ี รียกว่ำ “จตโุ ลกบำล” คือผ้ดู ูแลรักษำโลกท้งั 4 ทศิ
7. ดาวดึงสภูมิ (ท่อี ยูข่ องเทพยดำ ๓๓ องค์) มีทำ้ วสหัสนัยน์ (พระอนิ ทร์) ปกครอง
8. ยามาภูมิ (ท่อี ยู่ของเทวดำผู้ปรำศจำกควำมลำบำก) มีท้ำวสุยำมเทวรำชปกครอง
9. ดสุ ติ าภมู ิ (ที่อยู่ของเทวดำผมู้ แี ต่ควำมยินดี) มีท้ำวสันดุสิตเทวรำชปกครอง
10. นิมมานรดีภมู ิ (ท่ีอยู่ของเทวดำทมี่ ีควำมสุขควำมเพลดิ เพลินในกำมคุณทง้ั 5 ท่ีตนเนรมติ ขน้ึ ตำม
ควำมพอใจของตนเองทุกประกำร) มีทำ้ วสนุ ิมมิตเป็นผูป้ กครอง
11. ปรนมิ ติ วสวตั ตภิ มู ิ (ทอ่ี ยู่ของเทวดำท่มี ีควำมสุขควำมเพลิดเพลนิ ในกำมคณุ ทั้ง 5 เปน็ อยำ่ งยง่ิ )มี
ทำ้ วปรนิมมติ วสวัตดี ปกครอง
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 178
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
รปู ภมู ิ 16
12. พรหมปาริสชั ชาภมู ิ (ท่ีสถติ แหง่ พระพรหมผเู้ ปน็ บรวิ ำรแหง่ ทำ้ วมหำพรหม) พรหมช้นั นไี้ ดบ้ รรลุ
ปฐมฌำนขัน้ ตน้
12. พรหมปุโรหติ าภูมิ (ท่สี ถิตแห่งพระพรหมผูเ้ ป็นปโุ รหิตของท้ำวมหำพรหม) พรหมชัน้ นีไ้ ด้บรรลุ
ปฐมฌำนขัน้ ปำนกลำง
14. มหาพรหมาภมู ิ (ทสี่ ถิตแห่งพระพรหมผยู้ งิ่ ใหญ่) พรหมชน้ั น้บี รรลปุ ฐมฌำนขน้ั สูงสดุ
15. ปรติ ตาภาภมู ิ (ทส่ี ถิตแห่งพระพรหมผ้มู ีรัศมนี ้อยกว่ำช้ันพรหมท่ีสูงกวำ่ ตน) พรหมชั้นนีบ้ รรลุ
ทุติยฌำณข้ันต้น
16. อัปปมาณาภาภูมิ (ทีส่ ถิตแหง่ พระพรหมผู้มรี ศั มีรุ่งเรืองหำประมำณมิได้) พรหมช้นั น้ีบรรลุ
ทุติยฌำณขน้ั กลำง
17. อาภัสสราภมู ิ (ทสี่ ถติ แห่งพระพรหมผมู้ ีรัศมีเป็นประกำยรุ่งเรอื ง) พรหมช้นั น้บี รรลทุ ุตยิ ฌำน
ข้ันสูง
18. ปริตตสภุ าภมู ิ (ทส่ี ถิตแหง่ พระพรหมผมู้ รี ัศมสี ง่ำงำมน้อยกวำ่ ช้นั พรหมท่สี งู กว่ำตน) พรหมชนั้ นี้
บรรลุตติยฌำนขัน้ ต้น
19. อปั ปมาณสภุ าภูมิ (ทส่ี ถติ แหง่ พระพรหมผรู้ ัศมสี ง่ำงำมหำประมำณมิได้) พรหมชนั้ น้ีบรรลุ
ตติยฌำนขั้นกลำง
20. สภุ กณิ หาภมู ิ (ที่สถติ แหง่ พระพรหมผู้มีรัศมีสงำ่ งำมสุกปลงั่ ทวั่ สรรพำงค์กำย) พรหมชนั้ นบี้ รรลุ
ตติยฌำนขนั้ สงู
21. เวหปั ปผลาภูมิ (ท่สี ถติ แหง่ พระพรหมผู้ได้รับผลแห่งฌำนอันไพบลู ย์) พรหมชนั้ น้ีบรรลุ
จตุตถฌำน มีผลไพบลู ย์
22. อสญั ญีสัตตาภมู ิ (ทีส่ ถติ แห่งพระพรหมผูห้ ำสัญญำมิได้ คือ มแี ตร่ ปู ) พรหมช้ันนีบ้ รรลจุ ตุตถฌำน
มรี ่ำงกำยสงำ่ งำม
23. อวิหาภมู ิ (ที่สถติ แหง่ พระพรหมผู้ไม่เส่อื มคลำยในสมบัติแห่งตน) เปน็ ดนิ แดนของพระอรหันต์
ข้ันอนำคำมี เคยเปน็ สำวกของพระพทุ ธเจ้ำ
24. อตัปปาภมู ิ (ทส่ี ถิตแหง่ พระพรหมผู้ไมเ่ ดือดร้อนกบั ใคร) คอื พรหมผู้ไม่เดือดรอ้ นท้ังกำย วำจำ
ใจ เพรำะสำมำรถระงบั นวิ รณ์ได้
25. สุทัสสาภมู ิ (ทีส่ ถิตแห่งพระพรหมผูม้ ีควำมเหน็ สภำวธรรมอยำ่ งแจ่มแจ้ง) คือพรหมผู้เห็น
สภำวธรรมแจง้ ชัด
26. สทุ สั สภี ูมิ (ทสี่ ถิตแหง่ พระพรหมผูม้ ีควำมเหน็ สภำวธรรมอยำ่ งแจ่มแจง้ ย่งิ ) คือพรหมผเู้ ห็นธรรม
แจ่มแจ้งยง่ิ ยวด
27. อกนิฎฐาภมู ิ (ท่ีสถิตแห่งพระพรหมผู้ทรงคุณพิเศษไม่มีใครเปน็ รอง) คือพรหมทมี่ ีคุณสมบตั ิมำก
พอจะนพิ พำนได้
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 179
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อรูปภมู ิ 4
28. อากาสานัญจายตนภูมิ (ทสี่ ถิตของพรหมผทู้ รงอำกำศไม่มีท่ีส้นิ สดุ ) คือ ท่ีสถติ แหง่ พระพรหม
ผูไ้ ด้ยึดเอำ อำกำศ เป็นอำรมณ์ เปน็ ทตี่ ้งั อยู่แหง่ พระพรหม ผเู้ กิดจำกฌำนที่อำศยั อำกำสบัญญตั ิ ไม่มที ่สี ดุ เปน็
อำรมณ์แดนของพรหมที่มีแต่จิต เขำ้ ถงึ ภำวะมีอำกำศไม่มีทสี่ ุด
29. วิญญาณญั จายตนภมู ิ (ชั้นสถติ ของพรหมผู้ทรงภำวะวญิ ญำณไม่มีที่สิ้นสุด) คอื ทส่ี ถติ แหง่
พระพรหมผไู้ ดย้ ึด วิญญำณ เปน็ อำรมณ์ พ้นจำกอำกำสำนัญจำยตนภมู ขิ ้นึ ไปอีก 5 ลำ้ น 5 แสน 8 พนั โยชน์
วิญญำณญั จำยตนภมู ิ เป็นท่ีอยู่ แห่งพระพรหมผ้วู ิเศษ ผูเ้ กิดจำกฌำนที่อำศยั วิญญำณบัญญัติ พระพรหม
ผวู้ ิเศษไม่มรี ูป และปฏิสนธดิ ว้ ยวญิ ญำณญั จำยตนวบิ ำกจิตแดนของผทู้ ่ีเข้ำถึง ภำวะวญิ ญำณไม่มที ีส่ ุด
30. อากญิ จญั ญายตนภูมิ (ช้ันสถติ ของพรหมผทู้ รงภำวะไม่มีอะไรเลย) คอื ทีส่ ถิตแหง่ พระพรหมผู้
ได้ยดึ เอำควำมไม่มีอะไรเลย เป็นอำรมณ์ เป็นท่ีอยู่แหง่ พระพรหมผ้วู ิเศษ ผู้เกิดจำกฌำนทอ่ี ำศัย นตั ถิภำว
บญั ญัตเิ ป็นอำรมณ์ พระพรหมผ้วู ิเศษไม่มรี ปู และปฏิสนธดิ ้วยอำกญิ จัญญำยตนวิบำกจติ พ้นจำกวิญญำนัญจำย
ตนภมู ิ
31. เนวสัญญานาสญั ญายตนภมู ิ (ชัน้ สถิตของพรหมผทู้ รงภำวะท่ีมีสญั ญำไม่ปรำกฏชดั ) คือ ทสี่ ถิต
แหง่ พระพรหมผู้ไดเ้ ข้ำถงึ ภำวะมี สญั ญำ ก็ไมใ่ ช่ ไม่มีสญั ญำกไ็ ม่ใช่ (ในทัศนะนแ้ี ปลวำ่ ยังไม่หมด ยังมอี ยู่ แต่ไม่
มำก ไม่ยึดมน่ั เหมือนปุถุชนทั่วไป) เป็นทอ่ี ยู่แหง่ พระพรหมผเู้ กิดจำกฌำนท่อี ำศัย ควำมประณตี เปน็ อยำ่ งยิง่
พระพรหมวิเศษแต่ละองคใ์ นช้ันสงู สุดน้ี ลว้ นแตเ่ ปน็ ผ้ทู ่ีไดส้ ำเร็จยอดแห่งอรปู ฌำน คืออรูปฌำนที่ 4 มำแล้ว
มอี ำยุยนื นำนเป็นทส่ี ดุ ด้วยอำนำจแห่ง อรปู ฌำนกศุ ลอันสูงสดุ ท่ตี นไดบ้ ำเพ็ญมำ เพรำะเหตทุ ีต่ นปฏิสนธิด้วย
เนวสัญญำนำสัญญำยตนวิบำกจิตท้งั อยู่พน้ จำกอำกญิ จัญญำยตนภมู ิ
8. เนื้อเร่ืองตอน มนุสสภมู ิ (ตอนทเี่ รยี น)
การปฏสิ นธิ
กล่ำวถึงกำรปฏิสนธขิ องชำยและหญิงในครรภ์มำรดำน้ันมลี ักษณะเป็น “กลละ” (เซลล์ชนำดเล็กที่สดุ )
เจรญิ เตบิ โตตำมลำดบั ดังน้ี
7 วนั อมั พทุ ะ (น้ำล้ำงเน้อื )
14 วัน เปสิ (ช้นิ เนอ้ื )
21 วัน ฆนะ (ก้อนเนื้อ)
28 วนั เบญจสำขำหดู (หวั 1 แขน 2 ขำ 2)
35 วัน มีฝำ่ มือ น้วิ มือ ลำยนิว้ มือ
42 วัน มขี น เล็บมือ เลบ็ เทำ้ (เปน็ มนุษย์ครบสมบรู ณ์)
50 วัน ท่อนลำ่ งสมบรู ณ์
84 วนั ทอ่ นบนสมบรู ณ์
184 วัน เปน็ เดก็ สมบูรณ์ น่ังกลำงท้องแม่ เมอ่ื มำรดำบรโิ ภคอำหำรใด ทำรกอยู่ไดด้ ้วย
อำหำรนน้ั ผำ่ นทำงสำยสะดอื
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 180
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การคลอด
ท้อง 6 เดือนคลอด เสียชวี ิต
ท้อง 7 เดอื น ไม่แข็งแรง
การเกิด
ตวั รอ้ น คลอดออกมำร้องไห้ ระหวำ่ งตัง้ ครรภแ์ มเ่ ดือดร้อน ร้อนใจ เชือ่ วำ่ มำจำกนรก
ตัวเยน็ คลอดออกมำหัวเรำะ ระหว่ำงตงั้ ครรภ์แม่มีสุข เชอ่ื วำ่ มำจำกสวรรค์
เมือ่ จะคลอด มีลมกรรมชวำต (ลมเกดิ แต่กรรม,ลมเบง่ ) ดันใหท้ ำรกหันหัวออกมำ ถ้ำเปน็ ชำวสวรรค์
มำเกิด มำรดำจะไมเ่ จบ็ ปวด เมื่อคลอดถ้ำเป็นคนธรรมดำจะไมร่ ู้ตัว จะจำกำลทั้ง 3 ไม่ได้ คอื แรกเกดิ ในทอ้ ง
แม่ อย่ใู นท้องแม่ และออกจำกท้องแม่ แตถ่ ำ้ เป็นพระปจั เจกพทุ ธเจ้ำ พระอรหนั ตขีณำสพ พระอคั รสำวก
จำได้ 2 กำลแรก แต่ลมื กำลที่ 3 ดัง้ น้นั (มนุษย์) ควรอม่ิ (เบ่อื หนำ่ ย,พอ) สงสำร (สังสำรวฏั , กำรเวยี นว่ำย
ตำยเกิด)แล
9. คณุ คา่ ไตรภูมพิ ระรว่ ง
คณุ ค่ำของไตรภูมิพระร่วง มีผู้รู้กล่ำวไวด้ งั นี้
สมศกั ดิ์ อัมพรวสิ ทิ ธ์โิ สภำ และ ธัญลักษณ์ จุ้ยเรือง (2537, น. 253-254) กลำ่ วว่ำ คณุ คำ่ ของเร่ือง
ไตรภมู พิ ระร่วงประกอบด้วย
1. คุณคา่ ดา้ นศาสนา ไตรภูมิพระร่วงเป็นคัมภีร์พุทธศำสนำเร่ืองแรกของไทย เป็นเร่ืองเกี่ยวกับกำร
สั่งสอนคนให้ทำดีละเว้นควำมชั่ว คำส่ังสอนว่ำ ทำบุญจะได้ขึ้นสวรรค์ และทำบำปจะตกนรกนั้น มีอิทธิพล
เหนือจิตใจคนไทยมำช้ำนำน ควำมเช่ือเรื่องนรกสวรรค์มีท่ีมำจำกเรื่องไตรภูมิพระร่วงน้ีเอง ถึงแม้จะเป็น
กำร “เอำสวรรค์นรกมำเป็นเคร่ืองจูงใจก็ตำม” แต่ก็เป็นอำนำจจูงใจคนได้อย่ำงประหลำด หนังสือไตรภูมิ
พระรว่ งจึงเปน็ คมู่ อื ในกำรสอนศลี ธรรม และสกดั ก้ันควำมประพฤติผิดของบคุ คลในสงั คมไทยตลอดมำ
2. คณุ คา่ ดา้ นอิทธพิ ลต่อกวีรุ่นหลงั กวใี นยุคหลังไดใ้ ช้ชือ่ เร่อื งในไตรภูมิเป็นพรรณนำป่ำหิมพำนต์
เขำพระสเุ มรุ วิมำน พระอินทร์ และเปน็ ตน้ เคำ้ ใหน้ ำมำอ้ำงองิ ทำให้ผู้อำ่ นเขำ้ ใจเรื่องรำว ตำ่ ง ๆ ไดด้ ขี ้นึ
เชน่ เรอ่ื ง ลิลิตโองกำรแชง่ นำ้ กำกคี ำกลอน ขนุ ชำ้ งขุนแผน และนิรำศนรนิ ทร์ เป็นตน้
3. คุณค่าทางภาษา ไตรภูมิพระรว่ งเปน็ เรื่องทำงธรรมจงึ มีศัพท์ทำงศำสนำปนอย่มู ำก เชน่
มัตยรุ ำช ปรนิ ิพพำน พระอรหตั ผล มกี ำรำผูกประโยคค่อนข้ำงยำว ทำให้อำ่ นเกบ็ ใจควำมได้ยำก ถ้อยคำ
สำนวนภำษำที่ใช้เก่ำเทียบเท่ำศลิ ำจำรึก จึงอำจเทยี บเคยี งควำมเกำ่ ของภำษำได้
4. คุณคา่ ทางสังคม เนอ้ื หำของไตรภูมิพระรว่ ง แมจ้ ะผิดหลกั วิชำภมู ศิ ำสตร์ ชวี วทิ ยำ หรือศำสตร์ใด
ๆ ก็ตำม แต่สำระสำคัญของเรื่องอยู่ท่แี นวคิดและควำมเชอื่ ของคนโบรำณ ซงึ่ ได้ใชจ้ ินตนำกำรสรำ้ งสรรค์
สวรรค์นรกขน้ึ เพ่ือจงู ใจให้คนประพฤตดิ ี ละเว้นควำมช่วั หนังสอื เลม่ นแ้ี สดงใหเ้ ห็นถึง พระปรีชำสำมำรถของ
พระยำลิไท ในดำ้ นศำสนำ และใช้จริยธรรมในกำรบรหิ ำรบ้ำนเมืองและยังแสดงเปน็ แบบอย่ำงกำรเรยี บเรยี ง
โดยกำรบอกช่ือผู้แตง่ ควำมมุ่งหมำยในกำรแต่ง และชือ่ หนังสอื ทีใ่ ช้คน้ ควำ้ อำ้ งองิ ถึง 30 คมั ภีร์ อนั เป็นกำร
แสดงพระสตปิ ัญญำ ตลอดจนแนวคดิ เชงิ ปรัชญำสงั คม และคำ่ นิยมของสังคมเป็นอย่ำงดี
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 181
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พรทพิ ย์ แฟงสดุ (2555, น. 247-248) กล่ำววำ่ คณุ คำ่ ของไตรภูมพิ ระรว่ ง ประกอบด้วย
1. คุณค่าด้านวรรณคดี เป็นหลักฐำนทแี่ สดงใหเ้ ห็นว่ำคนไทยรู้จักแตง่ วรรณคดีมำต้ังแต่สมัยสโุ ขทัย
แล้วยังมีคณุ ค่ำดำ้ นภำษำทเ่ี ด่น ๆ ดังน้ี
1.1 มีกำรใชค้ ำเปน็ จังหวะน่ำฟงั
1.2 มีกำรใช้คำสัมผสั คล้องจอง
1.3 มีกำรใช้ภำพพจน์แบบอุปมำ เพื่อให้ผู้อ่ำนเข้ำใจง่ำยขึ้น
2. คณุ ค่าดา้ นศาสนา เป็นกำรนำเสนอคำสอนทเี่ ปน็ ปรัชญำทำงพระพุทธศำสนำชี้ให้เหน็ แก่นแท้
ของชวี ติ มนุษย์อันจะนำมนษุ ยชำตใิ ห้หลุดพน้ จำกวงจรของสงั สำรวฏั
3. คณุ ค่าด้านจริยธรรม เป็นเรอ่ื งท่ีกำหนดกรอบให้คนในสังคมอยู่รว่ มกนั อย่ำงสงบสุข ปรำศจำก
ควำมวุ่นวำยต่ำง ๆ โดยชีใ้ ห้เห็นวำ่ ผู้ปกครองประเทศตอ้ งมคี ุณธรรม ผูถ้ ูกปกครองก็ตอ้ งไม่สร้ำงภำระแก่
ผปู้ กครองเพรำะกลัวกำรทำบำป กลัวกฎแห่งกรรม
4. คุณค่าด้านประเพณีและวัฒนธรรม แมจ้ ะเป็นวรรณคดเี กำ่ แก่ท่ีแต่งขน้ึ ตัง้ แตส่ มัยสโุ ขทัย
แตบ่ ำงเรอ่ื งกต็ กทอดมำจนถึงสงั คมสมัยปจั จบุ นั เน้นอำทิ กำรเตรยี มดอกไมธ้ ปู เทียนใสม่ ือผตู้ ำยก่อนปดิ ฝำโลง
(มีวัตถปุ ระสงคเ์ พื่อใหผ้ ตู้ ำยได้นำดอกไม้ธปู เทียนน้ันไปสกั กำรบชู ำพระจุฬำมณีเจดีย์ทีส่ ถิตอยู่ในสวรรค์
ชั้นดำวดึงส์) กำรนำศพข้ึนเผำบนเมรุ (เปรียบเสมอื นกำรเดินทำงข้นึ เขำพระสเุ มรุ อันเป็นท่ตี ง้ั ของสวรรค์
ชน้ั ดำวดึงส์) แผนภมู ิจักรวำล (กอ่ ให้เกดิ ภำพจิตรกรรมและสถำปัตยกรรมไทยมำกมำย อำทิ ภำพนรก สวรรค์
พรหม เปน็ ตน้ )
กระทรวงศึกษำธกิ ำร (2557, น. 133 – 138) ไดส้ รุปคณุ คำ่ ของไตรภมู ิพระรว่ งไวด้ งั น้ี
1. คณุ ค่าด้านวรรณคดี เป็นหลักฐำนท่ีแสดงให้เห็นว่ำคนไทยรูจ้ ักแตง่ วรรณคดมี ำต้ังแตส่ มยั สุโขทยั
แลว้ แมจ้ ะใช้ภำษำควำมเรียง แต่ก็มคี ำสมั ผสั คล้องจอง มีข้อควำมทจี่ ัดแบง่ กลมุ่ คำที่ให้จังหวะอันก่อใหเ้ กิด
ควำมไพเรำะหลำยแหง่ ทั้งยังมคี วำมเปรียบ (อุปมำ)ท่ใี หอ้ ำรมณ์และเหน็ ภำพชัดเจน เชน่ กำรพรรณนำภำพ
นรก ใช้ทั้งภำพพจนช์ นดิ อุปมำและภำษำจนิ ตภำพ ท่เี ปน็ ภำพพจน์ชนิดอุปมำ ไดแ้ ก่ “หมอ้ เหลก็ แดงอนั ใหญ่
เท่ำภูเขำอนั ใหญ่” ส่วนภำษำจินตภำพ เชน่ “ฝูงยมบำลเอำเชือกเหล็กแดงอนั สุกเปน็ เปลวไฟไล่กระหวดั รัด
ตวั เขำ แลว้ ตระบดิ ให้คอเขำน้ันขำดออก...”
2. คณุ ค่าด้านศาสนา เปน็ กำรนำเสนอคำสอนท่ีเป็นปรัชญำทำงพระพุทธศำสนำ ช้ใี ห้เหน็ แก่นแท้
ของชวี ติ อนั จะนำมนุษยชำตใิ หห้ ลุดพ้นจำกวงจรของสงั สำรวฏั (การเวยี นว่ายตายเกิด ป.สสารวฏฺฏ)
3. คณุ ค่าด้านจรยิ ธรรม ไตรภมู ิพระรว่ งได้กำหนดกรอบแห่งกำรประพฤตปิ ฏิบตั ิใหแ้ ก่คนในสังคม
ท้ังฝ่ำยปกครองและฝำ่ ยผู้ถูกปกครอง อันเปน็ ควำมพยำยำมทจี่ ะสร้ำงสงั คมให้มคี วำมเป็นอยูท่ ่ีสงบสุข
ปรำศจำกควำมวุน่ วำยตำ่ ง ๆ กลำ่ วคอื ผู้ปกครองประเทศต้องมีคุณธรรม สว่ นฝ่ำยผู้ถกู ปกครองก็ไมส่ รำ้ งภำระ
แก่ผูป้ กครอง (มีศลี ธรรมไม่ทำควำมชั่ว หม่ันทำควำมดี)เชน่ กัน
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 182
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
4. คุณค่าด้านประเพณีและวัฒนธรรม แม้เรอ่ื งไตรภูมิพระรว่ งจะเปน็ วรรณคดีเก่ำแก่ที่แต่งข้ึน
ตั้งแตส่ มัยสุโขทยั แต่ควำมคิดควำมเชือ่ ทป่ี รำกฏในวรรณคดเี ร่อื งนยี้ งั ตกทอดอยู่ในประเพณีและวฒั นธรรม
ของคนในสังคมปจั จบุ ัน เช่น
กำรจดั เตรยี มดอกไม้ธปู เทียนใส่มือผู้วำยชนมก์ ่อนปดิ ฝำโลง มีวัตถุประสงค์เพ่ือให้ผู้วำยชนม์น้ันได้นำ
ดอกไมธ้ ปู เทียนดังกลำ่ วไปสักกำรบชู ำพระจฬุ ำมณเี จดยี ท์ ี่สถิตอยใู่ นสวรรค์ชั้นดำวดงึ ส์ และกำรนำศพขึ้นเผำ
บนเมรุ ก็เปรียบเสมือนกำรเดินทำงข้นึ เขำพระสุเมรุอันเป็นทตี่ งั้ ของสวรรค์ช้นั ดำวดงึ ส์ นอกจำกนี้ ควำมคิด
เรอ่ื งแผนภมู จิ กั รวำลในไตรภูมพิ ระรว่ งยงั ก่อให้เกิดผลงำนด้ำนจิตรกรรมและสถำปัตยกรรม เชน่ ภำพนรก
สวรรค์ พรหม จำนวนมำกมำย พระตำหนักจติ รลดำรโหฐำน พระรำชวังดสุ ิต เปรยี บเสมือนสวนจิตรลดำวนั
ในสวรรคช์ ั้นดำวดงึ ส์อนั ที่เปน็ สถิตของพระอินทร์ เป็นต้น
ไตรภมู ิพระร่วง ตอน มนสุ สภูมินี้ มีลักษณะเดน่ ด้ำนกำรใช้ภำษำดงั นี้
1. มีการใช้คาท่ีเปน็ จงั หวะน่าฟัง เชน่
-พึงเกลยี ดพึงหนำ่ ย -อันใดอันอืน่ -เจบ็ เน้อื เจบ็ ตน -แคน้ เนื้อแคน้ ใจ
-เดือดเนือ้ เดอื ดใจ -เป็นชำยก็ดเี ป็นหญงิ กด็ ี -บม่ ิกล้ำแข็ง
-บม่ ิทนแดดทนฝน -บ่มิไหมบ้ ม่ ิตำย -ออกลูกออกเตำ้
2. มีการใช้คาสมั ผัสคล้องจอง ทำให้เสียงของคำแตล่ ะคำเชอื่ มต่อกนั อย่ำงไพเรำะ เช่น “อยู่เยน็ เป็น
สุขสำรำญบำนใจ”
3. มีการใชภ้ าพพจน์ โดยเฉพำะภำพพจนช์ นดิ อุปมำ เพ่อื ส่ือภำพหรือเพื่อใหผ้ อู้ ่ำนเขำ้ ใจงำ่ ยขึ้น
เชน่ “สีด่งั นำ้ ล้ำงเนือ้ ” “เปยี กดงั ลิงเมื่อฝนตก” “กุมำรอยู่ในทอ้ งแม่นั้นใหเ้ จบ็ เพยี งจะตำยแล ดุจดั่งลูกทรำย
อนั พง่ึ ออกแล อย่ธู รห้อย”
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 183
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. ผูแ้ ต่ง เจำ้ ฟำ้ ธรรมธเิ บศรไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ (เจ้ำฟ้ำกงุ้ )
2. ลักษณะคาประพันธ์ เป็นกำพยห์ ่อโคลง ซ่งึ จะมีโคลงสีส่ ุภำพนำ 1 บท และตำมด้วยกำพยย์ ำนี 11 ขยำย
ควำมโคลงสุภำพทเ่ี กร่ิน (ไม่จำกัดบทแต่ไมเ่ กิน 16 บท) พรรณนำควำมเพม่ิ เติมจนจบเร่อื ง เม่ือขึน้ เนื้อเรือ่ ง
ตอนใหม่ กใ็ ชโ้ คลงสสี่ ภุ ำพ 1 บทนำอีก
3. จดุ ประสงคใ์ นการแต่ง เพอื่ ใชเ้ หเ่ รอื เวลำท่ีตำมเสด็จ เป็นพระรำชพิธีเพอ่ื ใหพ้ วกฝีพำยขบั เหใ่ นเวลำเสด็จ
พยหุ ยำตรำทำงชลมำรค
4. เนือ้ หา กำพย์เห่เรือ แบง่ เป็น 2 ตอน
ตอนท่ี 1 เป็นบทเหช่ มขบวนเรอื ชมปลำ ชมไม้ ชมนก โดยเรียงตำมลำดบั เวลำ ดงั น้ี
ตอนเชำ้ เปน็ บทเห่ชมกระบวนเรอื ประกอบดว้ ยโคลงสสี่ ภุ ำพ 1 บท ตำมด้วย
กำพย์ยำนี 11 14 บท
ตอนสำย เป็นบทเห่ชมปลำประกอบดว้ ยโคลงสีส่ ุภำพ 1 บท กำพย์ยำนี 11 14 บท
ตอนบ่ำย เป็นบทเห่ชมไม้ ประกอบด้วยโคลงสี่สภุ ำพ 1 บท กำพย์ยำนี 12 บท
ตอนเย็น เปน็ บทเหช่ มนก ประกอบดว้ ยโคลงสีส่ ภุ ำพ 1 บท กำพยย์ ำนี 12 บท
ตอนท่ี 2 เปน็ บทเห่เร่ืองกำกี บทเห่สงั วำส และบทสดุ ท้ำย บทเห่ครวญ เป็นบทครำ่ ครวญพรรณนำถึง
นำงอนั เปน็ ทรี่ ัก ประกอบด้วยโคลงสี่สุภำพ 1 บท กำพย์ยำนี 11 8 บท และจบด้วยโคลงสส่ี ภุ ำพอีก
1 บท
5. ทานองเหเ่ รอื ทำนองเหเ่ รือมี 3 ทำนอง
5.1 ชำ้ ลวะเห่ มำจำก ช้ำแลว่ำเห่ เป็นกำรเห่ทำนองช้ำ ใชเ้ หเ่ ม่ือเรอื เริ่มออกจำก
ท่ำและเม่อื พำยเรือตำมกระแสนำ้
5.2 มลู เห่ เป็นกำรเห่ทำนองเร็ว ใชเ้ หห่ ลงั จำกเห่ชำ้ ละวำ้ เห่แลว้ ประมำณ 2 - 3 บท และใช้เห่
เรอื พำยเรือทวนกระแสน้ำ
5.3 สวะเห่ ใชเ้ ห่เม่ือเรือจะเทียบทำ่
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 184
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
6. คุณคำ่ ของเร่ือง
สถำบันพฒั นำคุณภำพวชิ ำกำร (2555, น. 91 – 97) สรุปไวว้ ่ำ
1. คุณค่ำดำ้ นเน้อื หำ
เนอ้ื หำในบทชมกระบวนเรอื ทีม่ โี ขนเรอื เปน็ รปู สตั วต์ ่ำง ๆ ท่ีมีอำนำจตำมควำมเชอื่ แสดงให้
เห็นถึงสถำปัตยกรรมไทยในกำรตกแต่งโขนเรือ และยังกล่ำวถึงกำรใช้ไม้เส้ำสำหรับกกระทุ้งให้จังหวะใน
กำรพำยด้วย
เน้ือหำในบทชมปลำ ให้ร้จู กั ลักษณะของปลำตำ่ ง ๆ
เนอื้ หำในบทชมไม้ ให้รจู้ กั ดอกไมห้ ลำยชนดิ
เนื้อหำในบทชมนก ใหร้ ูจ้ กั นกสวยงำมตำ่ ง ๆ
เนื้อหำในบทเห่ครวญ ถำ่ ยทอดอำรมณ์ควำมรสู้ กึ ของกวีไดอ้ ย่ำงลึกซ้ึง
2. คณุ ค่ำดำ้ นวรรณศิลป์
2.1 ลักษณะกำรประพันธ์ เป็นกำพย์ห่อโคลง โดยเร่ิมโคลง 1 บท ตำมด้วยกำพย์ ท้ังน้ี
เนื้อหำในโคลงและกำพยน์ ัน้ มีควำมเหมอื นกนั กำพยเ์ ห่เรือนี้ เป็นต้นแบบของกำพย์เห่เรอื ในสมยั ต่อมำ
2.2 ศิลปะกำรประพันธ์ ประกอบด้วย
2.2.1 กำรเลือกสรรถ้อยคำมำใช้ในกระบวนกำรชมเรือ โดยพรรณนำรูปลักษณ์
สวยงำมของเรือและลักษณะพิเศษของเรือแต่ละลำ ทำให้เห็นภำพโดยรวมของกระบวนเรือและควำมสวยงำม
โดดเด่นของเรือทุก ๆ ลำ รวมทั้งควำมงดงำมท่ีกระบวนพำยเรือพร้อมเพรียงกัน ประกอบกับกำรเห่ท่ีไพเรำะ
ทำใหเ้ กดิ สุนทรียภำพในกำรใชถ้ ้อยคำทัง้ ด้ำน แสง สี เสียง (นำฏกำร) งดงำมบริบูรณ์ เชน่
สมรรถชยั ไกรกำบแกว้ แสงแวววับจบั สำคร
เรียบเรยี งเคยี งคู่จร ดง่ั รอ่ นฟ้ำมำแดนดนิ
เรอื ครุฑยุดนำคหิว้ ล่วิ ลอยมำพำผันผยอง
พลพำยกรำยพำยทอง ร้องโหเ่ หโ่ อเ้ ห่มำ
2.2.2 ภำพพจน์ เชน่ อปุ มำ อปุ ลกั ษณ์ อติพจน์
ตัวอยำ่ ง อติพจน์ เรียมทนทุกขแ์ ต่เชำ้ ถงึ เย็น
มำส่สู ขุ คนื เข็ญ หม่นไหม้
ชำยใดจำกสมรเปน็ ทุกขเ์ ท่ำ เรยี มเลย
จำกควู่ นั เดยี วได้ ทุกข์ปิ้มปำนปี
2.2.3 กำรเล่นคำและซ้ำคำ เช่น
แก้มชำ้ ชำ้ ใครต้อง อนั แก้มนอ้ งซ้ำเพรำะชม
ปลำทุกทุกข์อกกรม เหมอื นทุกข์พีท่ ่ีจำกนำง
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 185
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
2.2.4 ใชค้ ำมีสมั ผสั สระ สัมผสั พยัญชนะ และมีสมั ผสั ขำ้ มวรรค เช่น
พศิ พรรณปลำว่ำยเคล้ำ คลงึ กัน
ถวลิ สดุ ำดวงจันทร์ แจม่ หนำ้
มัตสยำยอ่ มพวั พัน พิศวำส
ควรฤพรำกนอ้ งช้ำ ชวดเคลำ้ คลึงชม
2.2.5 เลือกสรรถ้อยคำ เข้ำใจง่ำย ควำมหมำยแจ่มชดั ทกุ คำ เช่น
พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรอื ตน้ งำมเฉดิ ฉำย
กิง่ แก้วแพรว้ พรรณรำย พำยอ่อนหยับจับงำมงอน
2.2.6 ใชถ้ ้อยคำใหเ้ กิดอำรมณ์สะเทือนใจได้เปน็ อย่ำงดี เช่น
เรื่อยเร่ือยมำเรยี งเรียง นกบินเฉียงไปทั้งหมู่
ตัวเดียวมำพลัดคู่ เหมือนพี่อย่ผู เู้ ดยี วดำย
2.2.7 ใช้ถอ้ ยคำไดอ้ ย่ำงหลำกหลำย เชน่ ใชค้ ำไวพจน์ คำอุปมำ คำท่ีมีพลัง
เคล่ือนไหวทำใหเ้ กิดจนิ ตภำพ เชน่
เรือสิงห์ว่ิงเผน่ โผน โจนตำมคล่นื ฝนื ฝำ่ ฟอง
ดูย่งิ สงิ ห์ลำพอง เปน็ แถวทอ่ งลอ่ งตำมกัน
3. คุณค่ำดำ้ นสงั คมและวัฒนธรรม
3.1 สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงวถิ ชี วี ิตควำมเป็นอยู่ของคนไทย วำ่ มีกำรคมนำคมทำงน้ำ มีพระรำชพธิ ี
สำคญั ทำงเรือ
พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือตน้ งำมเฉิดฉำย
กิง่ แกว้ แพรว้ พรรณรำย พำยอ่อนหยบั จบั งำมงอน
3.2 สะท้อนให้เห็นศิลปะกำรชำ่ งของสตรีไทยสมัยโบรำณ มกี ำรร้อยอุบะ ร้อยพวงมำลัย
สำวหยุดพุทธชำด บำนเกล่อื นกลำดดำษดำไป
นกึ นอ้ งกรองมำลัย วำงให้พีข่ ำ้ งทนี่ อน
3.3 สะท้อนให้เห็นประเพณีกำรเห่เรอื
เรือครุฑยุดนำคหว้ิ ลิว่ ลอยมำพำผันผยอง
พลพำยกรำยพำยทอง รอ้ งโหเ่ หโ่ อเ้ หม่ ำ
3.4 สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ สังคมสมยั ก่อนใชฆ้ อ้ ง ตีบอกเวลำ
ยำมสองฆ้องยำมย่ำ ทุกวนั ค่ำยำ่ อกเอง
เสียงปมี่ ่ีครวญเครง เหมือนเรยี มครำ่ ร่ำครวญนำน
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 186
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ภำสกร เกิดอ่อน และคณะ (ม.ป.ป., น. 100 – 107) สรปุ ไวด้ งั นี้
1. คุณคา่ ดา้ นเนื้อหา
1.1 รูปแบบ เป็นร้อยกรองประเภทกำพย์เห่ ใช้คำประพันธ์สองประเภทแต่งร่วมกัน คือ
โคลงสสี่ ภุ ำพ และกำพยย์ ำนี 11
1.2 องคป์ ระกอบของเรอ่ื ง
1.2.1 สำระ บทเร่มิ ต้นเน้นพรรณนำควำมสวยงำมแปลกตำและสมรรถนะของเรือ
พระที่นั่งและเรือต่ำง ๆ ในกระบวนเรือและธรรมชำติ ซึ่งประกอบด้วยเห่ชมปลำ เห่ชมไม้ และเห่ชมนก
ขณะที่ชมธรรมชำติก็จะเปรียบส่ิงท่ีพบเห็นกับนำงผู้เป็นที่รักด้วยควำมคิดถึง และจบด้วยบทเห่ครวญ
พรรณนำอำรมณร์ ักเศรำ้ ทห่ี อ้ งหำ่ งนำงผเู้ ป็นทร่ี ัก
1.2.2 โครงเรื่อง มีกำรจดั ลำดับควำมโดยยึดเวลำเปน็ สำคัญ คือ เวลำเช้ำกล่ำวชม
กระบวนเรือ กลำงวันชมปลำและชมไม้ เวลำเยน็ ชมนก เวลำคำ่ เหค่ รวญ
1.2.3 กลวิธีกำรแต่ง มีลักษณะเป็นนิรำศ เป็นกลวิธีที่ใช้เป็นแบบอย่ำงในกำรแต่ง
กำพยเ์ หเ่ รือในสมยั ตอ่ มำ
2. คุณค่ำดำ้ นวรรณศลิ ป์
2.1 กำรสรรคำ
2.1.1 กำรเลือกใช้คำได้ถกู ต้องตรงตำมควำมหมำยท่ตี ้องกำร เช่น ต้องกำร
กลำ่ วถงึ นำงผเู้ ป็นทีร่ ัก
มะลวิ ัลย์พนั จิกจวง ดอกเป็นพวงร่วงเรณู
หอมมำนำ่ เอ็นดู ชชู ื่นจิตคิดวนดิ ำ
๒.๑.๒ กำรเลอื กใช้คำท่เี หมำะแก่เน้ือเรื่องและฐำนะของบุคคลในเรื่อง เช่น
พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือตน้ งำมเฉิดฉำย
กิ่งแก้วแพรว้ พรรณรำย พำยอ่อนหยับจับงำมงอน
2.1.3 กำรใช้คำโดยคำนงึ ถงึ เสียง มดี ังน้ี
(1) กำรเล่นเสยี งสัมผัส (สัมผัสสระ และสมั ผสั พยัญชนะ) เช่น
สมรรถชัยไกรกำบแกว้ แสงแวววับจับสำคร
เรียบเรยี งเคียงค่จู ร ดง่ั ร่อนฟ้ำมำแดนดนิ
(2) กำรเลน่ คำพอ้ งเสียง เชน่
แกม้ ช้ำชำ้ ใครต้อง อนั แก้มน้องซ้ำเพรำะชม
ปลำทกุ ทุกข์อกกรม เหมอื นทุกข์พ่ีที่จำกนำง
/
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 187
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
(3) กำรใช้คำเลยี นเสยี งธรรมชำติ เช่น
เรือครุฑยุดนำคหว้ิ ลิว่ ลอยมำพำผันผยอง
พลพำยกรำยพำยทอง ร้องโหเ่ ห่โอ้เห่มำ
(4) กำรซำ้ คำ กำรใช้คำ ๆ เดียวกันแทรกเป็นระยะ ๆ ในช่วงที่กวีต้องกำร
สร้ำงควำมรู้สึกหรือต้องกำรเน้นคำ ๆ นนั้ เช่น
รอนรอนสรุ ยิ โอ้ อสั ดง
เรอื่ ยเรือ่ ยลับเมรุลง คำ่ แล้ว
รอนรอนจติ จำนง นุชพ่ี เพยี งแม่
เรื่อยเร่อื ยเรยี มคอยแกว้ คลับคลำ้ ยเรียมเหลยี ว
2. กำรใช้ภำพพจน์ ประกอบด้วย
2.1 อปุ มำ เช่น
สุวรรณหงส์ทรงพหู่ อ้ ย งำมชดชอ้ ยลอยหลังสนิ ธุ์
เพยี งหงสท์ รงพรหมินทร์ ลนิ ลำศเลื่อนเตือนตำชม
2.2 อปุ ลักษณ์ เช่น
น้ำเงินคอื เงินยวง ขำวพรำยชว่ งสสี ำอำง
ไมเ่ ทยี บเปรยี บโฉมนำง งำมเรืองเรือเน้ือสองสี
3. ลลี ำกำรประพนั ธ์ ประกอบด้วย
3.1 เสำวรจนี บทชมควำมงำมทำงธรรมชำติ ส่ิงแวดลอ้ ม เชน่ ชมเรือ
สวุ รรณหงสท์ รงพหู่ ้อย งำมชดช้อยลอยหลังสนิ ธุ์
เพยี งหงสท์ รงพรหมินทร์ ลนิ ลำศเลือ่ นเตอื นตำชม
3.2 สลั ลำปงั คพสิ ยั บทแสดงควำมเศรำ้ โศก อำลัยอำวรณ์ เชน่
เรยี มทนทกุ ขแ์ ต่เชำ้ ถงึ เย็น
มำสูส่ ขุ คนื เข็ญ หมน่ ไหม้
ชำยใดจำกสมรเปน็ ทุกขเ์ ท่ำ เรยี มเลย
จำกคู่วันเดียวได้ ทกุ ข์ป้ิมปำนปี
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 188
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
3. คณุ ค่ำด้ำนสังคม
3.1 สะท้อนชีวิตควำมเปน็ อยู่ของคนในสงั คม ดงั น้ี
3.1.1 ควำมสำคัญของกำรคมนำคมทำงน้ำ เชน่
พระเสดจ็ โดยแดนชล ทรงเรอื ตน้ งำมเฉิดฉำย
กิ่งแกว้ แพรว้ พรรณรำย พำยอ่อนหยบั จบั งำมงอน
3.1.2 กำรเทียบเวลำในสมัยก่อน เช่น ใชฆ้ ้องตีบอกเวลำ “โมง” กลอง ตี
บอกเวลำ “ทุ่ม”
ยำมสองฆ้องยำมยำ่ ทกุ วันคำ่ ยำ่ อกเอง
เสยี งปม่ี ค่ี รวญเครง เหมอื นเรียมคร่ำรำ่ ครวญนำน
1.2 สะท้อนขนบธรรมเนยี มประเพณขี องคนไทย
3.2.1 ประเพณีกำรเห่เรอื
เรือครุฑยุดนำคห้ิว ล่วิ ลอยมำพำผันผยอง
พลพำยกรำยพำยทอง ร้องโหเ่ หโ่ อ้เห่มำ
3.2.2 กำรแตง่ กำยของสตรีไทยในอดตี สตรีไทยในอดึต นยิ มใช้ผ้ำสไบ
ห่มคลมุ ไหล่ทำด้วยผำ้ ทอดว้ ยไหมควบกบั เงนิ แลง่ หรือทองแล่งจำนวนเทำ่ กนั (ตำด) และผู้สวมใสต่ อ้ งเปน็ ผมู้ ี
ยศ มีศกั ดิ์ มีเช้อื สำยชำติตระกูลสูงเท่ำน้นั เชน่
เพียรทองงำมดงั่ ทอง ไม่เหมือนน้องห่มตำดพรำย
กระแหแหห่ำงชำย ดัง่ สำยสวำทคลำดจำกสม
3.2.3 กำรไว้ทรงผมของสตรี สตรีไทยในอดีตนิยมไว้ผมยำวประบ่ำและ
เกบ็ (ถอน)ไรผมหรือผมอ่อนทลี่ อ้ มกรอบหน้ำ ออก เช่น
หำงไกว่ ำ่ ยแวกวำ่ ย หำงไก่คล้ำยไม่มีหงอน
คิดอนงคอ์ งค์เอวอร ผมประบ่ำอ่ำเอ่ียมไร
3.2.4 กำรทำเคร่ืองหอมจำกดอกไม้ชนิดตำ่ ง ๆ เช่น
ลำดวนหวนหอมตรลบ กลิ่นอำยอบสบนำสำ
นึกถวิลกล่นิ บุหงำ รำไปเจ้ำเศร้ำถงึ นำง
3.2.5 กำรรอ้ ยกรองดอกไม้ เชน่
ประยงค์ทรงพวงห้อย ระยำ้ ยอ้ ยห้อยพวงกรอง
เหมือนอุบะนวลละออง เจ้ำแขวนไวใ้ หเ้ รยี มชม
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 189
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. ผูแ้ ต่ง ตอนขนุ ชำ้ งถวำยฎกี ำ ไม่มหี ลักฐำนปรำกฏวำ่ ใครเปน็ ผ้แู ตง่
2. ลกั ษณะคาประพนั ธ์ กลอนสภุ ำพ ประเภทกลอนเสภำ
3. จุดประสงค์ในการแต่งเพื่อใชใ้ นกำรขับเสภำและเพื่อให้ผู้อำ่ นได้ศกึ ษำวรรณคดีทเี่ ปน็ มรดกของไทยซึง่
ถำ่ ยทอดชวี ติ และควำมเป็นอยูร่ วมทัง้ ขนบธรรมเนยี มประเพณีของคนไทยสมยั ก่อน
4. ท่มี าของเรือ่ ง จำกวรรณคดมี รดกของไทยเร่ือง ขุนชำ้ งขนแผน ซึ่งเป็นฉบับหอสมดุ แห่งชำติ ซ่งึ กวี
หลำยท่ำนตง้ั แต่สมยั อยุธยำตอนตน้ จนถงึ สมยั รัชกำลที่ 4 แหง่ กรงุ รัตนโกสนิ ทร์รว่ มกนั แตง่ ขึ้น
5. เน้อื เรอ่ื ง เสภำขุนช้ำงขนุ แผน มเี น้อื เรื่อง 43 ตอน ตอนทน่ี ำมำเรียน คอื ตอนท่ี 35
ตอนท่ี 1 กำเนดิ ขนุ แผน ตอนที่ 2 พ่อขุนช้ำงขุนแผน
ตอนท่ี 3 พลำยแกว้ บวชเณร ตอนท่ี 4 พลำยแก้วเปน็ ช้กู ับนำงพมิ
ตอนที่ 5 ขุนชำ้ งขอนำงพมิ ตอนที่ 6 พลำยแก้วเขำ้ ห้องนำงสำยทอง
ตอนท่ี 7 พลำยแกว้ แตง่ งำนกับนำงพมิ ตอนที่ 8 พลำยแกว้ ถกู เกณฑ์ทัพ
ตอนที่ 9 พลำยแกว้ ยกทัพ ตอนท่ี 10 พลำยแกว้ ได้นำงลำวทอง
ตอนท่ี 11 นำงพิมฯเปล่ยี นชื่อเปน็ วนั ทอง ตอนท่ี 12 นำงศรปี ระจันยกนำงวนั ทองให้ขนุ ช้ำง
ตอนท่ี 13 พลำยแก้วได้เปน็ ขุนแผน ขุนชำ้ งได้นำงวันทอง ตอนที่ 14 ขุนแผนบอกกล่ำว
ตอนท่ี 15 ขุนแผนต้องพรำกนำงลำวทอง ตอนท่ี 16 กำเนิดกมุ ำรทองบุตรนำงบัวคลี่
ตอนท่ี 17 ขุนแผนข้ึนเรือนขุนช้ำงได้นำงแก้วกริ ยิ ำ ตอนที่ 18 ขนุ แผนพำนำงวันทองหนี
ตอนที่ 19 ขนุ ชำ้ งตำมหำนำงวนั ทอง ตอนที่ 20 ขุนชำ้ งฟ้องว่ำขุนแผนเปน็ กบฏ
ตอนท่ี 21 ขุนแผนลุแก่โทษ ตอนท่ี 22 ขุนแผนชนะควำมขนุ ชำ้ ง
ตอนท่ี 23 ขุนแผนตดิ คกุ ตอนที่ 24 กำเนดิ พลำยงำม
ตอนที่ 25 พระเจ้ำล้ำนช้ำงถวำยนำงสรอ้ ยทองแด่สมเด็จพระพันวษำ
ตอนที่ 26 พระเจำ้ เชียงใหม่ชิงนำงสร้อยทอง ตอนท่ี 27 พลำยงำมอำสำ
ตอนที่ 28 พลำยงำมไดน้ ำงศรีมำลำ ตอนท่ี 29 ขนุ แผนแก้พระท้ำยน้ำ
ตอนท่ี 30 ขุนแผนและพลำยงำมจับพระเจำ้ เชยี งใหม่ ตอนท่ี 31 ขนุ แผนและพลำยงำมยกทัพกลบั
ตอนที่ 32 ถวำยนำงสรอ้ ยฟ้ำ ตอนที่ 33 แตง่ งำนพระไวย
ตอนที่ 34 ขุนชำ้ งเป็นโทษ ตอนที่ 35 ขนุ ชำ้ งถวำยฎีกำ
ตอนท่ี 36 ฆำ่ นำงวนั ทอง ตอนที่ 37 นำงสร้อยฟ้ำทำเสน่ห์
ตอนท่ี 38 พระไวยถูกเสนห่ ์ ตอนที่ 39 ขนุ แผนสอ่ งกระจก
ตอนท่ี 40 พระไวยแตกทัพ ตอนที่ 41 พลำยชมุ พลจับเสนห่ ์
ตอนท่ี 42 นำงสร้อยฟำ้ ศรีมำลำลุยไฟ ตอนที่ 43 จระเขเ้ ถรขวำด
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 190
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
6. เนื้อเรื่องย่อตอนท่ี 35 ขุนชา้ งถวายฎกี า
พลำยงำม (พระไวย) เม่ือชนะคดีควำมขุนช้ำงแล้ว ขุนช้ำงได้พำนำงวันทองกลับไปอยู่สุพรรณบุรี
ส่วนตัวพระไวยเองก็กลับไปอยู่บ้ำนพร้อมหน้ำญำติและพ่อแต่ขำดแม่ ทำให้พระไวยเกิดควำมคิดที่จะพำนำง
วันทองกลบั มำอยู่ด้วยกัน พอตกดึกจึงลอบขน้ึ เรอื นขุนช้ำงแลว้ พำนำงวนั ทองหนีมำอยู่ทบ่ี ำ้ นกับตน
ขุนชำ้ งได้ฟังเรื่องจึงโกรธแคน้ แต่กข็ ม่ ควำมโกรธไว้ แล้วถวำยฎีกำตอ่ พระพนั วษำ
สมเด็จพระพนั วษำเสดจ็ ออกว่ำรำชกำร เห็นขุนช้ำงเขำ้ เฝ้ำอยู่ จึงตรัสวำ่ เรือ่ งนำงวันทองทำไม ไม่รู้จบ
ครง้ั ก่อนเรอ่ื งตกหนักทนี่ ำงศรีประจัน ก็ตดั สนิ ให้ไปอยกู่ บั ขุนแผน แต่ทำไมกลบั มำอยู่กับขุนช้ำง แล้วให้หม่ืนศรี
ไปเอำตัวนำงวันทอง ขุนแผน พระไวยมำเฝ้ำ ทั้งสำมคนได้ฟังควำมก็ตกใจ ขุนแผนจึงจัดกำรช่วยเหลือนำง
วนั ทองดว้ ยเวทมนตร์ แล้วจงึ พำกันไปเข้ำเฝ้ำ สมเด็จพระพันวษำจึงตรัสถำมนำงวันทองถึงเรื่องรำวแต่หนหลัง
นำงวนั ทองก็กรำบทูลให้ทรงทรำบ เมอ่ื ทรงทรำบแลว้ กก็ ริ้วขนุ ช้ำงเปน็ อย่ำงมำกแล้วตรสั ถำมนำงวันทองต่อไป
ว่ำ เวลำล่วงไปแล้วตั้งสิบแปดปี แต่ทำไมวันนี้จึงเกิดเหตุกำรณ์เช่นน้ีได้ นำงวันทองก็กรำบทูลว่ำ พระไวยไป
รับมำเมื่อตอนกลำงคืน สมเด็จพระพันวษำได้ฟังก็ขุ่นเคืองพระไวยท่ีทำตำมอำเภอใจแย่งชิงนำงวันทองมำ
จึงให้นำงวันทองตัดสินใจว่ำ จะอยู่กับใคร หรือถ้ำไม่อยำกอยู่กับทั้งสองคนจะเลือกอยู่กับลูกก็ได้ นำงวันทอง
เมอื่ ถึงครำวจะส้นิ อำยุ ไม่สำมำรถตัดสินใจได้ จงึ กรำบทูลเปน็ กลำงไปหวังจะใหส้ มเดจ็ พระพนั วษำตดั สินใจให้
นำงวันทองรบั พระรำชโองกำร ให้บันดำลบังจิตหำคดิ ไม่
อกุศลดลมัวให้ช่วั ใจ ด้วยสิ้นในอำยทุ ่ีเกิดมำ
คิดคะนงึ ตะลงึ ตะลำนอก ดังตวั ตกพระสเุ มรุภูผำ
ใหอ้ ุธัจอดั อน้ั ตันอุรำ เกรงผดิ ภำยหน้ำกส็ ดุ คดิ
จะว่ำรกั ขุนช้ำงกระไรได้ ทจี่ ริงใจมิไดร้ กั แต่สักหนิด
รักพ่อลกู หว่ งดงั ดวงชวี ิต แม้ทลู ผิดจะพิโรธไมโ่ ปรดปรำน
อยำ่ เลยจะทูลเปน็ กลำงไว้ ตำมพระทัยท้ำวจะแยกใหแ้ ตกฉำน
คดิ แล้วเท่ำน้นั มิทันนำน นำงกม้ กรำนแลว้ กท็ ลู ไปฉบั พลัน
ควำมรักขุนแผนก็แสนรกั ดว้ ยร่วมยำกมำนักไม่เดียดฉนั ท์
สลู้ ำบำกบุกป่ำมำด้วยกัน สำรพันอดออมถนอมใจ
ขุนชำ้ งแต่อยู่ดว้ ยกันมำ คำหนักหำได้ว่ำใหเ้ คืองไม่
เงนิ ทองกองไว้มิให้ใคร ขำ้ ไทใชส้ อยเหมือนของตวั
จมืน่ ไวยเลำ่ กเ็ ลอื ดทีใ่ นอก กห็ ยบิ ยกรักเท่ำกันกับผวั
ทลู พลำงตวั นำงเริ่มระรัว ควำมกลวั อำญำเปน็ พ้นไป
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 191
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สมเดจ็ พระพันวษำได้ทรงฟงั ควำมทน่ี ำงวันทองพูดแล้วก็พโิ รธมำก ตรัสประณำมนำงวันทองวำ่ เป็น
หญิงหลำยใจ แลว้ รับสงั่ ให้นำนำงวันทองไปประหำรชีวติ
ครำนั้นพระองค์ผ้ทู รงภพ ฟงั จบแคน้ คง่ั ด่ังเพลงิ ไหม้
เหมอื นดินประสิวปลวิ ติดกบั เปลวไฟ ดดู เู๋ ปน็ ได้อวี นั ทอง
จะวำ่ รักขำ้ งไหนไม่วำ่ ได้ นำ้ ใจจะประดังเขำ้ ทงั้ สอง
ออกน่ันเข้ำนี่มีสำรอง ยงิ่ กว่ำท้องทะเลอนั ลำ้ ลึก
ฯลฯ
เร่งเรว็ เหวยพระยำยมรำช ไปฟนั ฟำดเสียให้มันเป็นผี
อกเอำขวำนผำ่ อย่ำปรำนี อยำ่ ใหม้ ีโลหิตตดิ ดินกู
เอำใบตองรองไวใ้ ห้หมำกนิ ตกดนิ จะอปั รียก์ ำลีอยู่
ฟนั ใหห้ ญงิ ชำยทั้งหลำยดู สัง่ เสร็จเสด็จสู่ปรำสำทชัยฯ
7. ข้อคิดทีไ่ ดจ้ ากเรือ่ ง
พรทพิ ย์ แฟงสดุ (2555, น. 134) กลำ่ ววำ่
ขอ้ คิดทไ่ี ดจ้ ำกเรื่อง (เฉพำะตอน ขุนชำ้ งถวำยฎกี ำ)
1. ควำมรักของแม่ท่ีมตี อ่ ลูกนั้น เปน็ รกั ทย่ี ิง่ ใหญ่เสมอ
2. ครอบครัวที่ประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูกน้นั หำกวนั ใดที่พ่อแม่ต้องพลดั พรำกจำกกัน ผเู้ ปน็ ลกู ก็
มักประสบกบั ควำมทกุ ข์ ควำมลำบำกในกำรดำเนินชีวติ เป็นธรรมดำ
3. ควำมรกั ทเ่ี หน็ แก่ตวั อำจทำให้ผู้อื่นไดร้ บั เครำะหก์ รรมได้
สมศักดิ์ อัมพรวิสิทธ์โิ สภำ และธัญลักษณ์ จุ้ยเรือง (2537, น. 208) กลำ่ วว่ำ
1. ควำมอำฆำตพยำบำท ควำมหนุ หนั พลันแลน่ ทำให้เกิดเร่ืองรำวใหญ่โต จำทำใหน้ ำงวันทอง
ตอ้ งโทษประหำรชวี ติ
2. ครอบครัวท่ีพร้อมต้องประกอบไปดว้ ยพ่อแม่พีน่ ้อง ควำมรักของแม่ทม่ี ีต่อลูก
3. ควำมลังเล ไมต่ ัดสินใจให้เด็ดขำดไป ทำใหเ้ กิดปญั หำ
8. คุณค่าของเร่ือง
คุณค่ำของเรื่อง มีผรู้ ู้ได้สรปุ ไว้แตกต่ำงกันดังน้ี
พรทพิ ย์ แฟงสุด (2555,น. 135) กล่ำววำ่
เสภำขุนช้ำงขุนแผน มคี ุณค่ำหลำยประกำร อำทิ
1. ให้ควำมรู้เก่ียวกบั กลอนเสภำ
2. ใหค้ วำมสนกุ สนำนเพลิดเพลินแกผ่ ู้อ่ำน
3. สะท้อนให้เห็นแนวคิดและค่ำนิยมตำ่ ง ๆ เช่น
-ควำมรกั แท้ย่อมไม่หวำดหวนั่ ตอ่ อปุ สรรคและควำมทุกขย์ ำกตำ่ ง ๆ
-ควำมกตัญญูกตเวทีเป็นสิง่ ที่ดีงำม ทำใหผ้ ู้นน้ั มีแต่ควำมเจริญ
-ทหำรต้องซื่อสตั ยจ์ งรกั ภักดีต่อพระมหำกษัตรยิ ์
-ชวี ิตมนษุ ยย์ อ่ มมีทง้ั ทุกข์ สขุ สมหวังและผดิ หวังปะปนกนั ไป
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 192
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คณุ คา่ ด้านวรรณศิลป์
1. กระบวนกลอนท่ีใช้ในเรือ่ ง สำมำรถสอ่ื สำรอำรมณ์สะเทือนใจอันเกิดจำกโชคชะตำของตวั ละครได้
เปน็ อยำ่ งดี
2. มกี ำรใชภ้ ำพพจน์ ทำให้สรำ้ งจนิ ตภำพในกำรอ่ำนได้ดี อำทิ อปุ มำ สัทพจน์
3. มีรสวรรณคดี(สนั สกฤต)ปรำกฏอย่ำงหลำกหลำย เชน่
3.1 หสั ยรส (รสควำมตลกขบขนั ) ตอนทีข่ ุนชำ้ งตื่นขึน้ มำแลว้ ไม่พบนำงวนั ทอง
3.2 ศฤงคำรรส (รสแหง่ ควำมรัก) ตอนควำมรักของแม่ทมี่ ีตอ่ ลกู และลูกมตี ่อแมร่ ะหว่ำง
พระไวยกับนำงวันทอง
4. กำรเลำ่ เร่ือง มีกำรเลำ่ เร่ืองแบบย้อนหลัง ให้ผู้อ่ำนปะติดปะต่อเรื่องได้ ตัวละครแตล่ ะตัวจะเล่ำ
ยอ้ นเหตกุ ำรณ์ในอดีตที่ตนมีส่วนร่วมโดยแสดงอำรมณ์และทรรศนะท่มี ีต่อเหตุกำรณใ์ นอดีตนนั้ ด้วย
คุณค่าด้านสังคม
1. สะท้อนให้เห็นโลกทัศน์ของครอบครวั ขุนนำงในสมัยกรุงศรีอยธุ ยำทมี่ ีควำมจงรักภกั ดีต่อ
พระมหำกษัตริย์มำก
2. ในสมัยก่อนไมม่ กี ฎหมำยแน่นอน เมื่อมีคดีควำมต้องอำศัยพระรำชวนิ จิ ฉัยของพระมหำกษตั ริย์
และขน้ึ อยู่กบั พระอำรมณด์ ้วย
3. สถำนภำพของผู้หญงิ ไทยในสมัยโบรำณ ไม่มีอิสระในกำรตัดสนิ ใจในกำรดำเนินชวี ติ ของตน
4. ควำมเชือ่ เรื่องไสยศำสตร์ อำทิ ฝนั ร้ำยแสดงถึงลำงรำ้ ย กำรเสกเปำ่ มนตร์เพ่ือควำมเป็นสริ มิ งคล
สมศักดิ์ อัมพรวิสิทธ์โิ สภำ และธัญลกั ษณ์ จุ้ยเรือง (2537, น. 208 - 209) กลำ่ ววำ่
ขุนช้ำงขนุ แผน ตอน ขนุ ช้ำงถวำยฎกี ำ มคี ุณค่ำดำ้ นสงั คมและวรรณศิลป์ดงั นี้
คณุ ค่าดา้ นสงั คม
1. แสดงแง่คดิ เก่ยี วกับควำมรักของแม่ทีม่ ตี ่อลกู
2. สะท้อนควำมเชื่อบำงประกำร เช่น ควำมเชือ่ โชคลำง ควำมฝนั ควำมเชือ่ เร่อื งโหรำศำสตร์
ไสยศำสตร์
3. สะท้อนคำ่ นิยมของครอบครวั ชุนนำงวำ่ มีควำมจงรกั ภักดตี ่อพระมหำกษัตรยิ ์
คุณคา่ ดา้ นวรรณศิลป์
1. กระบวนกำรเลำ่ เรอื่ ง คือ แสดงเหตุกำรณ์ย้อนอดตี ใหผ้ ู้อ่ำนเข้ำใจควำมเป็นมำของตวั ละคร
สัมพนั ธ์กบั เหตุกำรณท์ เี่ กดิ ขนึ้ ในตอนนี้ได้
2. แสดงบคุ ลิกภำพและนสิ ัยใจคอของตัวละครได้อยำ่ งเดน่ ชดั สมจรงิ และเหมำะสมกับบทบำทได้
อยำ่ งสมจริง สมฐำนะ แสดงใหเ้ ห็นบุคลิกภำพ ตลอดจนนิสยั ของตวั ละครได้อย่ำงดีย่ิง
3. สอื่ อำรมณส์ ะเทือนใจได้อยำ่ งชัดเจน
4. ดีในกำรใชโ้ วหำรภำพพจน์และกำรใชล้ ีลำของบทร้อยกรอง
5. ดใี นด้ำนกระบวนกำรพรรณนำใหเ้ กิดจนิ ตภำพ
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 193
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ภำสกร เกดิ ออ่ น และคณะ (ม.ป.ป., น. 40 - 55) กลำ่ ววำ่
1. คุณค่าด้านเนื้อหา
1.1 รูปแบบ กลอนเสภำตอน ขุนชำ้ งถวำยฎีกำ ใชค้ ำประพนั ธ์ประเภทกลอนเสภำ ซ่ึงมี
ลักษณะเหมือนกลอนสภุ ำพ
1.2 องค์ประกอบของเร่ือง
1.2.1 สำระ ตอนขุนช้ำงถวำยฎีกำ เสนอข้อคิดว่ำ กำรตกเป็นทำสของอำรมณ์
ต่ำง ๆ ยอ่ มทำให้มนษุ ย์ขำดสติ กระทำสิง่ ต่ำง ๆ โดยไมค่ ำนึงถึงผลทจ่ี ะตำมมำ เตือนเรำให้ครองชีวิตด้วยกำรมี
สติ
1.2.2 โครงเร่อื ง เนื้อเรื่อง เป็นเรื่องรำวควำมรักของชำยสองคนกับหญิงหนึ่งคน
ปมปญั หำของเรอื่ งคอื นำงผู้น้ันจะตกเป็นของชำยใด สุดทำ้ ยเร่ืองไดห้ ักมุมจบตรงท่ีนำงวันทองถูกประหำรชีวิต
นับเป็นกำรสรำ้ งควำมสะเทอื นอำรมณแ์ ก่ผู้อำ่ นเปน็ อยำ่ งย่ิง
1.2.3 ฉำกและบรรยำกำศ คือ สภำพสังคมไทยในสมัยอยุธยำและรัตนโกสินทร์
ตอนต้นของชำวบ้ำน ชำววดั และชำววงั ซ่ึงสมจริงสอดคล้องกบั เน้อื เร่ือง
1.2.4 ตัวละคร ตัวละครมีบุคลิกลักษณะที่ชัดเจน เช่น
(1) นำงวนั ทอง เด็กสำวไร้เดียงสำ ไมม่ โี อกำสตัดสนิ ใจดำเนนิ ชีวติ ด้วยตนเอง
สขุ ุมรอบคอบ คิดก่อนทำ
(2) พลำยงำม ใช้อำรมณ์เหนือเหตุผล กระทำทุกอยำ่ งเพ่ือตอบสนองควำม
ตอ้ งกำรของตน
(3) ขนุ ชำ้ ง จิตใจโหดร้ำย คบั แคน้ รกั เดียวใจเดียวแต่เป็นควำมรกั ที่เห็นแก่ตัว
คดิ เอำแตไ่ ด้
(4) ขนุ แผน เก่งกลำ้ วชิ ำอำคม กล้ำหำญ จงรักภักดี เจำ้ ชู้
1.2.5 กลวธิ กี ำรแต่ง นำเสนอเร่ืองรำวผำ่ นตัวละคร โดยกำรเลำ่ ดว้ ยถ้อยคำที่
ไพเรำะงดงำม ใช้คำที่ทำให้เห็นภำพ กำรใช้ควำมเปรยี บ (อปุ มำ) สะท้อนใหเ้ ห็นวิถีชีวิตของคนไทยสมัยก่อน
สภำพควำมเป็นอยู่
เอกสารประกอบการเรยี น วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หนา้ 194
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
2. คุณคา่ ดา้ นวรรณศิลป์
2.1 การสรรคา
2.1.1 กำรเลือกใช้คำได้ถกู ต้องตรงตำมควำมหมำยที่ต้องกำร (เลอื กใช้คำได้
หลำกหลำยเหมำะกับบรบิ ท) เช่น
อัดอดึ ฮดึ ฮดั ดว้ ยขัดใจ เม่อื ไรตะวันจะลับฟำ้
เข้ำหอ้ งหวนละห้อยคอยเวลำ จนสรุ ยิ ำเลย้ี วลบั เมรุไกร
2.1.2 กำรเลอื กใช้คำท่ีเหมำะแก่เน้ือเร่ืองและฐำนะของบุคคลในเรอ่ื ง เชน่
จะกลำ่ วถงึ พระองค์ผูท้ รงเดช เสดจ็ คืนนเิ วศน์พอจวนคำ่
ฝีพำพรำยเล่นมำเต็มลำ เรือประจำแหนแห่เซ็งแซ่มำ
พอเรือพระที่นงั่ ประทับที่ ขนุ ช้ำงกร็ ล่ี งตีนท่ำ
ลอยคอชหู นังสือดอ้ื เขำ้ มำ ผุดโผล่โงหน้ำยึดแคมเรือ
2.1.3 กำรเลือกใช้คำได้เหมำะแก่ลักษณะคำประพนั ธ์ ใชค้ ำง่ำย ๆ ไม่ต้องตีควำม
ผอู้ ำ่ นผู้ฟงั เขำ้ ใจคำได้ทันที เชน่
แม่เลี้ยงลกู มำถึงเจด็ ขวบ เครำะหป์ ระจวบจำกแม่หำเห็นไม่
จะคิดถึงลกู บ้ำงฤำอยำ่ งไร ฤำหำไม่ใจแม่ไม่คิดเลย
2.1.4 กำรเลอื กใช้คำโดยคำนึงถึงเสยี ง ประกอบด้วย
(1) กำรเล่นคำ กำรนำคำคำเดยี วมำใช้ในทใ่ี กล้ ๆ กนั เพื่อยำ้
ควำมหมำย เช่น
วนั นนั้ แพก้ ูเม่ือดำนำ้ กก็ ร้วิ ซ้ำจะฆ่ำใหเ้ ปน็ ผี
แสนแค้นด้วยมำรดำยงั ปรำนี ให้ไปขอชวี ีขุนชำ้ งไว้
แค้นแม่จำจะแก้ให้หำยแคน้ ไมทดแทนอำ้ ยขุนชำ้ งบำ้ งไม่ได้
หมำยจติ คดิ จะให้มันบรรลัย ไม่สนใจจำเพำะเครำะห์มนั ดี
(2) กำรเลน่ สมั ผัส (สมั ผสั สระและสมั ผัสพยัญชนะ) เชน่
ได้ยนิ เสียงฆ้องย่ำประจำวัง ลอยลมล่องดังถงึ เคหำ
คะเนนบั ย่ำยำมไดส้ ำมครำ ดูเวลำปลอดหว่ งทกั ทนิ
2.2 กำรใชโ้ วหำร ประกอบด้วย
2.2.1 อปุ มำโวหำร โวหำรทกี่ ล่ำวเปรยี บเทียบโดยใช้คำแสดงกำรเปรียบเทียบเช่น
“ เหมอื น เสมือน คลำ้ ย ดงั ด่ัง ดจุ ดง่ั รำว ดรู ำว ปำน เพียง ประหนงึ่ เฉก เชน่
มำอยูใ่ ยกับอ้ำยหินชำติ แสนอุบำทว์ใจจติ ริษยำ
ดังทองคำทำเลีย่ มปำกกะลำ หนำ้ ตำดำเหมือนมินหม้อมอม
เอกสารประกอบการเรียน วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ หน้า 195
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
2.2.2 บรรยำยโวหำร กระบวนกำรแตง่ ท่ีมีเนอื้ เร่ือง บทบำท ดำเนนิ เรอ่ื งว่ำ ใคร
ทำอะไร ทำอยำ่ งไร ที่ไหน และเมื่อไร เช่น
ขอเดชะละอองธลุ พี ระบำท องค์หรริ กั ษ์รำชรังสรรค์
เมือ่ กระหม่อมฉันมำแต่อำรญั คร้ังนัน้ โปรดประทำนขุนแผนไป
คร้ันอยู่มำขุนแผนต้องจำจอง กระหม่อมฉันมีท้องนัน้ เติบใหญ่
อย่ทู ีเ่ คหำหน้ำวัดตะไกร ขุนช้ำงไปบอกวำ่ พระโองกำร
2.3 กำรใชภ้ ำพพจน์ ประกอบดว้ ย
2.3.1 อุปมำ กำรกล่ำวเปรยี บเทียบโดยใช้คำแสดงกำรเปรียบเทียบเชน่ “ เหมือน
เสมอื น คลำ้ ย ดัง ด่งั ดจุ ด่งั รำว ดรู ำว ปำน เพยี ง ประหน่ึง เฉก เปรยี บปำน ฯลฯ เช่น
ครำนน้ั ขนุ ชำ้ งได้ฟังวำ่ แคน้ ดังเลอื ดตำจะหลง่ั ไหล
ดบั โมโหโกรธำทำวำ่ ไป เรำกไ็ ม่ว่ำไรสุดแต่ดี
2.3.2 อุปลักษณ์ กำรกล่ำวเปรียบเทยี บส่งิ หนึ่งเป็นอีกสง่ิ หน่ึง โดยใช้คำ “เป็น,คอื ,
เทำ่ ” เช่น
เจ้ำพลำยงำมตำมรับเอำกลบั มำ ทน่ี ้ีหนำ้ จะดำเป็นน้ำหมึก
กำเริบใจดว้ ยเจ้ำไวยกำลังฮึก จะพำแม่ตกลึกให้จำตำย
2.4 ลีลำกำรประพนั ธ์ กระบวนกำรแตง่ คำประพนั ธข์ องกวีอย่ำงมีแบบแผน แทรกรส
วรรณคดตี ำ่ ง ๆ เชน่
2.4.1 เสำวรจนี บทชมควำมงำม
จดุ เทียนสะกดขำ้ วสำรปรำย ภตู พรำยโดดเรอื นสะเทอื นผำง
สะเดำะดำนบำนเปิดหนำ้ ตำ่ งกำง ย่ำงเทำ้ ก้ำวขึ้นรำ้ นดอกไม้
หอมหวนอวลอบบุปผชำติ เบิกบำนกำ้ นกลำดกิ่งไสว
เรณฟู ู่ร่อนขจรใจ ย่ำงเท้ำก้ำวไปไม่โครมครำม
2.4.2 นำรปี รำโมทย์ บทเก้ียวโอ้โลม แสดงควำมรกั ใคร่
โอ้เจ้ำแก้วแววตำของพ่ีเอ๋ย เจำ้ หลับใหลกระไรเลยเปน็ หนักหนำ
ดังนม่ิ น้องหมองใจไมน่ ำพำ ฤำขดั เคืองคิดวำ่ พี่ทอดทง้ิ
ควำมรักหนกั หน่วงทรวงสวำท พี่ไม่คลำดคลำยรักแต่สกั ส่ิง
เผอิญเป็นวิปริตพ่ีผดิ จรงิ จะนอนน่งิ ถอื โทษโกรธอยู่ใย
2.4.3 พิโรธวำทัง บทตัดพ้อต่อวำ่ หึงหวง โกรธ วำ่ กล่ำวประชดประชนั
มำ่ นมลู่ ี่มฉี ำกประจำกัน้ อฒั จนั ทรเ์ คร่ืองแก้วกห็ นักหนำ
ชมพลำงย่ำงเยื้องลำเลืองมำ เปดิ มงุ้ เหน็ หนำ้ แมว่ นั ทอง
นงิ่ นอนอย่บู นเตยี งเคยี งขนุ ช้ำง มนั แนบข้ำงกอดกลมประสมสอง
เจบ็ ใจดงั หัวใจจะพงั พอง ขยบั จ้องดำบง่ำอยำกฆ่ำฟนั
จะใคร่ถบี ขุนช้ำงท่ีกลำงตวั นึกกลวั จะถูกแม่วนั ทองนน่ั
พลำงนัง่ ลงนอบนบอภวิ ันทน์ สะอื้นอ้ันอกแค้นน้ำตำคลอ