The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เสด็จสู่แดนสรวง ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2021-06-14 21:05:26

เสด็จสู่แดนสรวง

เสด็จสู่แดนสรวง ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

Keywords: งานพระบรมศพ,พระเมรุมาศ

เสด็จสู่แดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

จัดท�าโดย
ส�านกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ และ มิวเซยี มสยาม

เสด็จส่แู ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

ISBN: 978-616-395-872-3

จดั ทา� โดย สำ� นักงำนคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำขั้นพนื้ ฐำน กระทรวงศกึ ษำธิกำร
คณะศิลปศำสตร์ มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร์ และ มิวเซียมสยำม

บรรณาธิการ พิพฒั น์ กระแจะจันทร์

คณะผเู้ ขยี น

สจุ ิตต์ วงษเ์ ทศ พสั วสี ริ ิ เปรมกลุ นนั ท์ ธนโชติ เกยี รติณภทั ร ธนกฤต ลออสุวรรณ
สำยปำ่ น ปรุ วิ รรณชนะ รุง่ โรจน์ ภริ มยอ์ นุกลู วสิน ทบั วงษ์ อภลิ กั ษณ์ เกษมผลกูล
สุรสทิ ธิ์ อมรวณิชศักดิ์ เชษฐ์ ติงสญั ชลี ชำนปว์ ิชช์ ทดั แก้ว รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง
ประภัสสร์ ชูวเิ ชยี ร เกรยี งไกร เกิดศริ ิ วรินทร์ รวมสำ� รำญ ภทั ร รำหุล
วษิ ณุ หอมนำน กลุ พชั ร์ เสนวี งศ์ ณ อยธุ ยำ แสงจนั ทร์ ผอู้ ยสู่ ุข พิชญำ สุ่มจินดำ
ยุทธนำวรำกร แสงอร่ำม ซีร็อง เลง ณฐั พล จันทรง์ ำม ธรี ะวฒั น์ แสนคำ�
สิทธิพร เนตรนิยม

คณะกรรมการและทป่ี รกึ ษาการจดั ท�าหนงั สือ

กำรณุ สกลุ ประดิษฐ์ เลขำธิกำรคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำข้ันพนื้ ฐำน
บญุ รักษ์ ยอดเพชร รองเลขำธกิ ำรคณะกรรมกำรกำรศึกษำข้นั พื้นฐำน
สุกัญญำ งำมบรรจง ผ้อู ำ� นวยกำรสำ� นักวิชำกำรและมำตรฐำนกำรศึกษำ
เฉลิมชยั พนั ธเ์ ลศิ ผอู้ �ำนวยกำรสถำบนั สังคมศึกษำ
ฆัสรำ ขมะวรรณ มุกดำวจิ ิตร ผู้อ�ำนวยกำรฝ่ำยวชิ ำกำร มิวเซียมสยำม
กฤษฏิ์ เลกะกลุ ผู้เชย่ี วชำญด้ำนดนตรี
ณฐั พล จนั ทร์งำม คณะโบรำณคดี มหำวทิ ยำลัยศลิ ปำกร
ภำสพงศ์ ศรพี จิ ำรณ์ รองคณบดฝี ำ่ ยวชิ ำกำร คณะศิลปศำสตร์ มหำวทิ ยำลยั ธรรมศำสตร์
คงสัจจำ สุวรรณเพ็ชร นักวชิ ำกำรอสิ ระ

ประสานงาน ชัชพร อุตสำหพงษ์

ออกแบบ และรปู เลม่ ธรรมรตั น์ บุญแพทย์

ลขิ สทิ ธ์เป็นของส�านกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

พิมพค์ รงั้ แรก กันยำยน ๒๕๖๐ จา� นวนพิมพ์ ๒๐,๐๐๐ เล่ม

พมิ พ์ที่ : ศูนยส์ ื่อและส่งิ พิมพ์แกว้ เจ้ำจอม มหำวทิ ยำลยั รำชภัฏสวนสนุ นั ทำ
เลขที่ ๑ ถนนอ่ทู องนอก เขตดุสติ กรุงเทพมหำนคร ๑๐๓๐๐

ค�ำอธิบำยปก: สีปกเลือกสีนำ้� เงินเขม้ กรมทำ่ สอื่ ถงึ ฟ้ำยำมคำ�่ คนื สฟี ำ้ -นำ้� เงนิ หมำยถึงท้องฟ้ำและทะเล
ภำพปกหนำ้ : ภำพพระเมรุมำศได้รบั ควำมอนุเครำะห์จำกส�ำนักสถำปัตยกรรม กรมศิลปำกร, วงแหวนดำ้ น
ภำพปกหลงั : ล่ำงของพระเมรุมำศคือเขำสัตตบริภัณฑ์ที่ล้อมรอบเขำพระสุเมรุ ที่ก่ึงกลำงเป็นปลำอำนนท์,
ภำพดำ้ นล่ำงเปน็ ฉำกป่ำหมิ พำนต์ ภำยในพระอุโบสถวัดสทุ ัศนเทพวรำรำม รำชวรมหำวหิ ำร
ไดร้ ับควำมอนเุ ครำะห์ภำพจำกคุณสิปปวชิ ญ์ บณุ ยพรภวษิ ย์
เป็นลำยหน้ำกลองมโหระทึก กลองศักด์ิสิทธิ์ใช้ในพิธีกรรมควำมตำยและควำมอุดมสมบูรณ์
ของผู้คนในอษุ ำคเนย์

คา� นา�

การุณ สกุลประดิษฐ์

เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน

ห้วงเวลำแห่งกำรสวรรคตของพระบำทสมเด็จพระปรมินทรมหำภูมิพลอดุลยเดช สร้ำง
ควำมโศกเศรำ้ อำดรู แกพ่ สกนกิ รชำวไทยอยำ่ งยงิ่ แมต้ ำ่ งกร็ บั รวู้ ำ่ กำรพรำกจำกเปน็ ธรรมดำของโลก
ตำมนยั แห่งศำสนำที่เชื่อมรอ้ ยอยู่กับวถิ ชี วี ิตของประชำชนชำวไทย

ดว้ ยสำ� นกึ ในพระมหำกรณุ ำธคิ ณุ ทท่ี รงมใี นทกุ ดำ้ น เฉพำะดำ้ นกำรศกึ ษำ ไดท้ รงประกอบ
พระรำชกรณยี กิจนำนัปกำร ก่อประโยชน์สขุ ตอ่ พสกนกิ รผำ่ นโครงกำรน้อยใหญห่ ลำยพนั โครงกำร
เพ่ือให้ประชำชนได้เรยี นรู้ น�ำไปสกู่ ำรพฒั นำคุณภำพชวี ติ และควำมผำสกุ ซ่ึงในวันที่ ๕ ธนั วำคม
๒๕๕๔ กระทรวงศึกษำธิกำรได้ทูลเกล้ำฯ ถวำยพระรำชสมญั ญำ “ผู้ทรงเปน็ ครแู ห่งแผ่นดนิ ” เพ่อื
เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกำสมหำมงคลเฉลิมพระชนมพรรษำ ๘๔ พรรษำ ด้วยทรงตระหนักถึง
ควำมสำ� คญั ของกำรศกึ ษำอยำ่ งหำทสี่ ดุ มไิ ด้ ทงั้ ทรงมพี ระปรชี ำสำมำรถในสรรพวทิ ยำกำรดำ้ นตำ่ งๆ
จนเป็นท่ีประจกั ษ์แจ้งทง้ั ต่อ พสกนกิ รชำวไทยและในนำนำอำรยประเทศ

ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำข้ันพื้นฐำน มีหน้ำที่รับผิดชอบกำรจัดกำรศึกษำของ
นกั เรยี นในระดบั กำรศกึ ษำขน้ั พน้ื ฐำนกวำ่ ๖ ลำ้ นคน มคี รผู สู้ อนทกี่ ระจำยอยทู่ วั่ ประเทศเพอื่ ดำ� เนนิ กำร
พฒั นำคณุ ภำพผเู้ รยี นกวำ่ ๔ แสนคน ไดต้ ระหนกั ในบทบำทในฐำนะทใี่ ชท้ กุ ทที่ กุ เวลำเพอื่ กำรเรยี นรู้
ซึ่งในห้วงเวลำอันโทมนัสนี้ ก็ได้พิจำรณำเห็นว่ำข่ำวและเหตุกำรณ์อันเน่ืองด้วยพระบรมศพและ
พระเมรุมำศ ที่นักเรียนและครูได้ติดตำมจำกแหล่งข่ำวต่ำงๆ อย่ำงต่อเน่ืองแล้วนั้น ยังมีควำมคิด
ควำมเชอ่ื ขนบธรรมเนียม ประเพณีทีเ่ กี่ยวข้องอยมู่ ำก ท่พี ึงเรยี นรเู้ พอื่ ควำมเข้ำใจทล่ี ่มุ ลกึ มำกขน้ึ
จงึ ไดป้ ระสำนกบั คณำจำรย์ ผเู้ ชยี่ วชำญ ดำ้ นประวตั ศิ ำสตร์ วฒั นธรรม มำนษุ ยวทิ ยำ เพอ่ื เขยี นเรยี บเรยี ง
ข้อมูลและรวบรวมเอกสำรหลักฐำนท่ีเก่ียวเนื่องกับงำนพระบรมศพและพระเมรุมำศ ด้วยมุ่งหมำย
ใหเ้ ปน็ เอกสำรอำ้ งอิงส�ำหรับครผู สู้ อน

ในกำรด�ำเนินกำรทำงคณะศิลปศำสตร์ มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร์ ได้ประสำนผู้เขียน
บทควำม ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่ส�ำคัญมำก ด้วยเหตุท่ีผู้เขียนแต่ละท่ำนได้เขียนจำกข้อควำมรู้และ
ประสบกำรณ์ที่ต่ำงได้ศึกษำและสั่งสมมำอย่ำงต่อเนื่อง ภำพประกอบหลำยภำพก็ถือเป็นหลักฐำน

3เสดจ็ สแู่ ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

สำ� คญั ทไ่ี มอ่ ำจพบเหน็ ไดง้ ำ่ ยตำมสอื่ ทว่ั ไป จงึ นบั ไดว้ ำ่ จะเปน็ ประโยชนก์ บั กำรขยำยพรมแดนควำมรู้
ออกไปอยำ่ งกวำ้ งขวำง ในอนำคตยงั จะสำมำรถพฒั นำไปเปน็ สอ่ื และเอกสำรสำ� หรบั ใชใ้ นกำรจดั กำรเรยี น
กำรสอนไดอ้ ีกมำก

เอกสำรเลม่ นแี้ มว้ ำ่ จะมคี วำมหนำกวำ่ ๔๐๐ หนำ้ ประกอบดว้ ยบทควำมและบทบรรณำธกิ ำร
รวมแล้วถึง ๒๐ บทควำม แต่ดว้ ยท่มี ีกำรแบ่งเปน็ บทเป็นตอนให้มคี วำมอิสระตอ่ กัน บทละประมำณ
๑๕ – ๒๐ หนำ้ ผูอ้ ำ่ นสำมำรถเลือกศึกษำบทควำมตำ่ งๆ ไดต้ ำมควำมสนใจ โดยไมจ่ ำ� เป็นตอ้ งอำ่ น
เรียงล�ำดับบทควำม ประกอบกับแต่ละบทมีภำพประกอบท่ีจะช่วยท�ำให้เข้ำใจเร่ืองรำวได้มำกข้ึน
รวมทั้งครูผู้สอนก็สำมำรถเลือกข้อควำมหรือภำพไปใช้ประกอบกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ได้อย่ำง
หลำกหลำย จงึ อำจกลำ่ วไดว้ ำ่ หนงั สอื เลม่ นจ้ี ะมปี ระโยชนอ์ ยำ่ งยงิ่ ตอ่ กำรเรยี นรปู้ ระวตั ศิ ำสตรส์ งั คม
ของไทย

นอกจำกน้ีแล้ว หำกพิจำรณำเอกสำรอย่ำงลึกซึ้งจะเห็นสำระส�ำคัญท่ีร่วมกันอยู่ คือ คติ
ประเพณี และควำมเชอื่ วำ่ ดว้ ยควำมตำย ทนี่ ำ� เสนอในพนื้ ทท่ี ก่ี วำ้ งขวำงมำกขน้ึ ไมจ่ ำ� เพำะแตบ่ รบิ ทไทย
หำกแตไ่ ดแ้ สดงเนื้อหำทง้ั ในแผ่นดินล้ำนช้ำง กัมพชู ำ เมยี นมำ และอนิ เดีย ไปจนถงึ วัฒนธรรมของ
ชำวตะวนั ตกทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ่ ควำมคดิ ควำมเชอื่ ของไทย ซงึ่ เปน็ ขอ้ มลู ทช่ี ว่ ยใหเ้ ขำ้ ใจบรบิ ท ควำมคดิ
ควำมเชอ่ื ของพน้ื ทอี่ น่ื ๆ ทเี่ ชอ่ื มโยงสมั พนั ธก์ นั อยู่ ชว่ ยใหเ้ หน็ กำรเลอ่ื นไหลของควำมรแู้ ละประสบกำรณ์
รว่ มกนั ของผคู้ นในภมู ภิ ำคเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ เอเชยี และพนื้ ทอี่ นื่ ๆ ในโลก อนั เปน็ หวั ใจสำ� คญั
ของควำมเปน็ พลเมอื งโลก

ขอขอบคณุ คณะผเู้ ขยี น ทกุ ทำ่ นทแ่ี บง่ ปนั ควำมรทู้ เี่ กดิ จำกกำรศกึ ษำ กำรคดิ และเชอื่ มโยง
ควำมรู้ตำ่ งๆ ซง่ึ จะเป็นต้นทนุ ทำงปัญญำทีจ่ ะนำ� ไปสู่กำรจดั กำรเรยี นกำรสอนได้

ขอขอบคณุ ทุกคน ทกุ องคก์ ร ทม่ี ีสว่ นรว่ มในกำรดำ� เนนิ กำรจดั ทำ� เอกสำรนส้ี ำ� เร็จออกมำ
เป็นรูปเล่ม ซึ่งจะเป็นข้อมูลท่ีมีคุณค่ำในกำรพัฒนำกำรจัดกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์ สังคมและ
วัฒนธรรมตอ่ ไป

ขอขอบคุณคณะศิลปศำสตร์ มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร์ โดยเฉพำะ ผู้ช่วยศำสตรำจำรย์
พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ท่ีทุ่มเทเวลำในกำรรวบรวมบทควำมต่ำงๆ เขียนบทน�ำบรรณำธิกำร และ
ประสำนงำนต่ำงๆ ให้เอกสำรนม้ี ีควำมสมบูรณ์มำกยงิ่ ขน้ึ

ขอขอบคุณกรมศิลปำกรท่ีอนุญำตน�ำภำพลำยเส้นและภำพสำมมิติพระเมรุมำศ มำใช้
ประกอบในกำรจัดทำ� หนงั สอื

ปวงขำ้ พระพุทธเจ้ำ สำ� นกั งำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำข้ันพืน้ ฐำน น้อมสำ� นกึ ในพระมหำ
กรุณำธิคุณ “พระผู้เสด็จสู่สวรรคำลัย” และขอน้อมเกล้ำน้อมกระหม่อมรับสนองพระรำชปณิธำน
พระบำทสมเด็จพระปรมินทรมหำภมู พิ ลอดลุ ยเดช ตลอดไป

(นำยกำรณุ สกลุ ประดษิ ฐ์)
เลขำธกิ ำรคณะกรรมกำรกำรศึกษำขนั้ พน้ื ฐำน
4 เสด็จสู่แดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

สารบัญ

คา� น�า 3
การุณ สกลุ ประดษิ ฐ์ ๗
๒๙
บทบรรณาธิการ
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ พพิ ัฒน์ กระแจะจนั ทร์ 5๙
๗๙
๑. คนตายเพราะขวญั หาย ตอ้ งท�าพิธีเรยี กขวญั นานหลายวัน ๑๐5
: งานศพปจั จุบันสืบทอดพธิ กี รรมหลายพนั ปีมาแล้ว ๑33
สจุ ติ ต์ วงษเ์ ทศ ๑43
๑๖5
๒. พระราชพิธีพระบรมศพพระมหากษัตริยใ์ นสมยั รตั นโกสินทรโ์ ดยสงั เขป ๑๘3
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัสวสี ริ ิ เปรมกลุ นันท์
๑๙๙
3. การสรงนา้� และประดิษฐานพระบรมศพ
อาจารย์ ธนโชติ เกียรตณิ ภทั ร

4. ศิลปะและคตคิ วามเช่ือในเครอื่ งประกอบพระราชพธิ พี ระบรมศพ
อาจารย์ ธนกฤต ลออสวุ รรณ

5. ดนตรใี นพระราชพิธีพระบรมศพ
อาจารย์ ดร.สายปา่ น ปุริวรรณชนะ

๖. พฒั นาการธรรมเนียมไว้ทุกข์ จากระเบียบรัฐสู่มารยาททางสงั คม
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งโรจน์ ภริ มย์อนุกูล

๗. ธรรมเนียมตะวันตกในพระราชพธิ ีพระบรมศพกษตั รยิ ์สยาม
อาจารย์ วสิน ทับวงษ์

๘. พนื้ ทขี่ องพระ ผี ฤๅษี และบาทหลวง
ในพธิ กี รรมความตายในสงั คมไทยจากฉากงานพระศพ
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.อภลิ ักษณ์ เกษมผลกูล

๙. พิธกี งเต๊กในราชสา� นกั ไทย
รองศาสตราจารย์ ดร.สรุ สทิ ธิ์ อมรวณชิ ศักด์ิ

5เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

สารบญั

๑๐. เมรุในศิลปะอนิ เดีย ๒๑5
รองศาสตราจารย์ ดร.เชษฐ์ ตงิ สญั ชลี ๒๒3
๒33
๑๑. สุเมรบุ รรพตในจักรวาลวิทยาอนิ เดยี และสยาม ๒5๑
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ชานปว์ ชิ ช์ ทัดแก้ว ๒๘3

๑๒. สืบยอ้ นความสมั พนั ธข์ องปราสาทเขมร พระปรางคไ์ ทย และพระเมรยุ อดปรางค์ ๒๙๙
รองศาสตราจารย์ ดร.ร่งุ โรจน์ ธรรมรุ่งเรอื ง 3๑๙
34๑
๑3. ข้อวนิ ิจฉัยเกย่ี วกบั ภาพงานพระเมรุสมเดจ็ พระเพทราชาทค่ี ้นพบใหม่ 35๙
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ พชิ ญา ส่มุ จินดา 3๘๑

๑4. ธรรมเนยี มสร้างวดั บนทีถ่ วายพระเพลงิ พระบรมศพในสมยั อยุธยา
เรอื่ งจรงิ หรือเรือ่ งแต่ง?
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภสั สร์ ชวู ิเชยี ร

๑5. กระบวนทัศน์ท่ีแปรเปลยี่ นในการออกแบบพระเมรใุ นสมยั รตั นโกสินทร์
อาจารย์ ดร.เกรยี งไกร เกิดศิริ

๑๖. ราชรถในงานพระบรมศพสมยั กรงุ รตั นโกสินทร์
ยุทธนาวรากร แสงอร่าม

๑๗. งานพระศพกษตั ริยล์ ้านช้างในสมยั รฐั จารีต
อาจารย์ ธีระวัฒน์ แสนคา�

๑๘. พระราชพธิ ีพระบรมศพพระมหากษตั ริยก์ ัมพูชา
ซรี ็อง เลง และ อาจารย์ ณฐั พล จันทรง์ าม

๑๙. ตีงโจ่หด์ ่อ: งานพระบรมศพของกษตั รยิ ์เมียนม่ามีงตยาจี
สิทธพิ ร เนตรนิยม

๖ เสดจ็ ส่แู ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

บทบรรณาธกิ าร

ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ พพิ ฒั น์ กระแจะจนั ทร์

สาขาวชิ าประวัตศิ าสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์

หำกมองอยำ่ งมนุษยป์ ุถุชน ควำมตำยคอื ควำมสญู เสยี อย่ำงใหญห่ ลวงท่ีไม่มีผูใ้ ดอยำกให้
เกิดขน้ึ หำกเมอื่ พิจำรณำในแง่มุมของควำมรแู้ ลว้ ในพนื้ ท่ีของควำมตำยนั้นกลับสะท้อนใหเ้ ห็นถึง
แงม่ มุ ตำ่ งๆ ในสงั คมของมนษุ ยม์ ำกมำยนบั ตง้ั แตร่ ะบบควำมเชอ่ื ประเพณวี ฒั นธรรม ประวตั ศิ ำสตร์
ศลิ ปะสถำปตั ยกรรมทเ่ี กย่ี วเนอื่ งกบั ควำมตำย ชนชนั้ ทำงสงั คม เพศสภำวะ และอำ� นำจทำงกำรเมอื ง
ดว้ ยเหตนุ ้ี กำรศกึ ษำเรอ่ื งควำมตำยจงึ ได้พฒั นำขึน้ เป็นศำสตร์เฉพำะ เช่น ประวัตศิ ำสตรค์ วำมตำย
โบรำณคดคี วำมตำย มำนุษยวทิ ยำควำมตำย ซ่งึ ยงั ไม่ค่อยแพรห่ ลำยในประเทศไทยมำกนัก

ดว้ ยเหตนุ ี้ ภำยหลงั กำรเสดจ็ สวรรคตของพระบำทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหำภมู พิ ลอดลุ ยเดช
เม่ือวันพฤหัสบดีท่ี ๑๓ ตุลำคม พุทธศักรำช ๒๕๕๙ ทำงคณะผู้จัดท�ำหนังสือเล่มน้ีมีควำมเห็นว่ำ
ดว้ ยสำ� นกึ ในพระมหำกรณุ ำธคิ ณุ ของพระองคท์ ำ่ นทที่ รงใหค้ วำมสำ� คญั กบั กำรศกึ ษำของปวงชนชำว
ไทยตลอดพระชนม์ชีพ ดงั นนั้ กำรจัดท�ำหนงั สอื วชิ ำกำรวำ่ ดว้ ยพระรำชพธิ พี ระบรมศพและพระเมรุ
ในแง่มุมของประวัติศำสตร์ ศิลปะโบรำณคดี และคติควำมเชื่อ จึงน่ำจะเป็นกำรตอบแทน
พระมหำกรณุ ำธคิ ณุ ของพระองคท์ ม่ี ตี อ่ พสกนกิ รไดด้ ที ส่ี ดุ ทำงหนง่ึ ในฐำนะของนกั วชิ ำกำร โดยหวงั
ใหห้ นงั สอื เลม่ นีเ้ ป็นคลังควำมรเู้ ชิงวิเครำะห์ใหก้ บั ครู นักเรยี น และประชำชนท่ัวไปในอนำคต

นกั วชิ ำกำรจำ� นวน ๑๙ ทำ่ นทเ่ี ขยี นบทควำมในหนงั สอื เลม่ นตี้ ำ่ งมคี วำมตงั้ ใจกนั เปน็ อยำ่ งยงิ่
จึงท�ำให้หนังสือเล่มน้ีมีควำมหนำค่อนข้ำงมำก แต่ด้วยกลุ่มผู้อ่ำนท่ีมีอยู่อย่ำงหลำกหลำย และ
ต้องกำรให้ควำมรู้กระจำยไปในวงกว้ำง ทำงคณะผู้จัดท�ำจึงได้จัดแบ่งหนังสือออกเป็น ๒ รูปแบบ
คือ รปู แบบแรก ออกแบบรปู เล่มโดยสำ� นักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขัน้ พน้ื ฐำน (สพฐ.) โดย
พยำยำมควบคุมจ�ำนวนหน้ำให้อยู่ที่ประมำณสี่ร้อยหน้ำ เพ่ือจะท่ีจะสำมำรถพิมพ์แจกและถึงมือครู
นักเรียนได้ในจ�ำนวนมำกท่ีสุดตำมงบประมำณที่มีอยู่อย่ำงจ�ำกัด รูปแบบท่ีสอง ออกแบบรูปเล่ม
โดยสถำบันพิพธิ ภัณฑ์กำรเรียนรแู้ หง่ ชำติหรอื ทร่ี จู้ กั กนั ในนำม “มิวเซียมสยำม”

๗เสด็จสู่แดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

ส�ำหรับค�ำน�ำบรรณำธิกำรท่ีคล้ำยกับบทน�ำของหนังสือนี้ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนหลักคือ
ส่วนแรกมีช่ือว่ำจากจุดจบสู่จุดเร่ิมต้น เป็นกำรบรรยำยภำพรวมพร้อมกำรวิเครำะห์พระรำชพิธี
พระบรมศพและพระเมรนุ บั ตง้ั แตเ่ รมิ่ ตน้ พธิ จี นจบ สว่ นทส่ี องมชี อ่ื วำ่ ๑๙ ทศั นะตอ่ งานพระบรมศพ
และพระเมรุ เปน็ กำรท�ำกำรสรปุ และชี้ให้เหน็ ประเด็นสำ� คญั ทแี่ ฝงอย่ใู นบทควำมท้งั ๑๙ เรอื่ ง ดงั นี้
จากจดุ จบสจู่ ดุ เร่ิมตน้

พธิ ศี พสำมญั ชนกบั เจำ้ ตำ่ งกนั ทคี่ ตคิ วำมเชอื่ ทำงศำสนำและฐำนนั ดรของผวู้ ำยชนมท์ กี่ ำ� กบั
ท�ำให้พิธีกำรและพิธีกรรมมีควำมแตกต่ำงกัน ถ้ำถอดส่ิงท่ีเรำอำจเรียกว่ำเป็นอำภรณ์อันห่อหุ้ม
พิธีศพออกทั้งหมดแล้ว พิธีศพทั้งสำมัญชนและเจ้ำต่ำงมีจุดร่วมกันคือ ควำมปรำรถนำท่ีจะส่ง
ดวงวิญญำณของผู้ตำยไปสู่ภพภูมิที่ดีคือสรวงสวรรค์ ทว่ำด้วยคติควำมเช่ือในศำสนำพรำหมณ์
และศำสนำพุทธที่เปรียบพระมหำกษัตริย์เป็นดังอวตำรภำคหน่ึงของเทพเจ้ำหรือเป็นพระโพธิสัตว์
ในร่ำงของมนุษย์ ผสมผสำนกับควำมเชื่อในเรื่องควำมตำยด้ังเดิมของคนในภูมิภำคน้ีท�ำให้งำน
พระบรมศพและพระศพของเจ้ำมีกำรสร้ำงพระเมรุ เพ่ือให้พระองค์กลับคืนสู่สวรรค์พิภพ ต่ำงจำก
สำมัญชนท่ียังคงต้องเวียนว่ำยตำยเกิดในวัฏสงสำรต่อไป ด้วยเหตุนี้เอง ท�ำให้พระรำชพิธีและ
ธรรมเนยี มปฏิบตั ิของพระมหำกษัตรยิ ์เต็มไปดว้ ยรำยละเอยี ดและขั้นตอนมำกมำย

เพื่อให้เข้ำใจเก่ียวกับพระรำชพิธีพระบรมศพและงำนพระเมรุได้โดยสะดวก ข้ำพเจ้ำจัก
ขอบรรยำยสรุปในภำพรวมของพระรำชพิธีต้ังแต่เร่ิมต้นจนปลำยทำงสุดพร้อมกำรวิเครำะห์ไปด้วย
โดยไมเ่ ฉพำะเจำะจงไปทพ่ี ระบรมศพของพระองคใ์ ดพระองคห์ นงึ่ โดยไดข้ อ้ มลู หลกั จำกหนงั สอื เรอื่ ง
ธรรมเนยี มพระบรมศพและพระศพเจา้ นาย โดยนนทพร อยูม่ ่งั มี (๒๕๕๙), สถาปัตยกรรมพระเมรุ
ในสยาม โดย ม.ร.ว.แนง่ น้อย ศกั ดศ์ิ รี และคณะ (๒๕๕๕) และบทควำมเรอ่ื งคนตำย เพราะขวญั หาย
ตอ้ งท�าพิธเี รียกขวัญนานหลายวนั : งานศพปจั จุบัน สบื ทอดพธิ ีกรรมหลายพนั ปมี าแล้ว โดยสุจติ ต์
วงษเ์ ทศ (๒๕๖๐) รวมถงึ งำนวชิ ำกำรอน่ื ๆ โดยแนวคดิ หลกั ในกำรวเิ ครำะหจ์ ะใชว้ ธิ กี ำรทำงประวตั ศิ ำสตร์
โบรำณคดี และมำนษุ ยวทิ ยำวัฒนธรรมผสมผสำนกัน ทงั้ น้ีเพอ่ื ช้ใี หเ้ ห็นว่ำพระรำชพิธพี ระบรมศพ
สะทอ้ นรำกเหงำ้ ของวฒั นธรรมควำมตำยดงั้ เดมิ ทไ่ี มค่ วรอธบิ ำยภำยใตก้ รอบคดิ ทำงพระพทุ ธศำสนำ
และพรำหมณ์เพียงอยำ่ งเดยี ว

ถ้ำหำกพิจำรณำในภำพรวมแล้วสำมำรถแบ่งพระรำชพิธีพระบรมศพออกได้เป็น ๔ ส่วน
หลักคือ ส่วนแรก เป็นกำรจัดกำรเกี่ยวกับพระบรมศพนับจำกกำรสรงน้�ำจนถึงบรรจุลงในพระโกศ
ส่วนทสี่ อง เปน็ พธิ กี รรมตำ่ งๆ ในระหว่ำงกำรตงั้ พระบรมศพ และกำรปฏิบัตติ นของผูท้ มี่ ชี วี ิต สว่ น
ทสี่ ำม เปน็ เรอ่ื งของกระบวนแหพ่ ระบรมศพและงำนพระเมรุ สดุ ทำ้ ย สว่ นทสี่ ี่ เปน็ กำรถวำยพระเพลงิ
และพิธีกรรมท่เี กดิ ขึน้ ภำยหลังจำกกำรถวำยพระเพลงิ แลว้ ดงั น้ี

สว่ นแรก การจัดการเก่ียวกับพระบรมศพนับจากการสรงน�า้ จนถึงบรรจลุ งในพระโกศ
กำรช�ำระร่ำงกำยให้บริสุทธ์ิเพื่อเดินทำงไปสู่ภพหน้ำถือเป็นขั้นตอนแรกในกำรปฏิบัติ
ต่อศพในหลำยวฒั นธรรม ในกรณีของไทย กำรสรงน�ำ้ พระบรมศพ (อำบนำ้� ศพ) จะปฏิบตั ภิ ำยหลัง
เมอื่ กษตั รยิ พ์ ระองคน์ น้ั เสดจ็ สสู่ วรรคำลยั บำ้ งเชอื่ วำ่ กำรอำบนำ�้ ศพเปน็ กำรชำ� ระพระวรกำยใหส้ ะอำด

๘ เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

ก่อนเดินไปยังภพหน้ำหรือเตรียมตัวส�ำหรับไปไหว้พระจุฬำมณีเจดีย์ กำรอำบน้�ำศพจะใช้น้�ำร้อน
ก่อนแล้วตำมด้วยน�้ำเย็น และใช้ขม้ินชันสดกับผิวมะกรูดขัดสีให้ท่ัวร่ำงกำยอีกที จำกน้ันจึงถวำย
พระสุคนธ์ (เครื่องหอม) แล้วพระมหำกษัตริย์น�ำพระบรมวงศำนุวงศ์และข้ำรำชบริพำรสรงน้�ำลง
บนพระบำท หลังจำกน้ันจึงท�ำกำรถวำยสำงพระเกศำ (ผม) โดยใช้พระสำงไม้ เมื่อหวีเสร็จแล้ว
จงึ หกั พระสำงนน้ั นยั วำ่ เปน็ ปรศิ นำธรรมวำ่ ไมต่ อ้ งกำรควำมสวยงำมอกี แลว้ (เปน็ ไปไดว้ ำ่ ธรรมเนยี ม
กำรหักหวนี ้ีคงมำจำกจีน เพ่อื เป็นกำรตัดสำยสมั พันธร์ ะหว่ำงคนเป็นกับคนตำย) สำ� หรับในปัจจบุ นั
สถำนที่สรงน้�ำพระบรมศพใช้พระที่นั่งพิมำนรัตยำ ซ่ึงเช่ือมต่อกับมุขกระสันพระที่น่ังดุสิต
มหำปรำสำท

จำกนน้ั จึงเปน็ กำรถวำยสุกำ� พระบรมศพคอื กำรใส่เคร่อื งแตง่ กำย และมัดตรำสงั ส�ำหรบั
เครอ่ื งพระมหำสกุ ำ� ของพระมหำกษตั รยิ ต์ ำมโบรำณรำชประเพณจี ะประกอบดว้ ยพระภษู ำหลำยชน้ั
เครอ่ื งประดบั จำ� นวนมำก แผน่ ทองจำ� หลกั ลำยปดิ ทพ่ี ระพกั ตร์ และพระมำลำสกุ ำ� ซง่ึ เปน็ พระมหำมงกฎุ
เมื่อถวำยสุก�ำเสร็จแล้วจึงอัญเชิญพระบรมศพลงสู่พระโกศเพื่อประดิษฐำนบนพระแท่นสุวรรณ
เบญจดลในพระที่น่ังดุสิตมหำปรำสำท เหนือพระโกศมีพระนพปฎลมหำเศวตฉัตรกำงกั้น ท่ำทำง
ของพระบรมศพในพระโกศจะถกู จดั วำงในทำ่ นง่ั ประนมกร โดยมี “ไมก้ ำจบั หลกั ” หมุ้ ทองคำ้� พระหนุ
(คำง) เพอ่ื คำ�้ พระเศยี ร แลว้ เอำซองพระศรี (หมำก) และเคร่อื งบชู ำใส่ในพระหตั ถ์ (มือ) เพ่อื เปน็
เครื่องสักกำระพระจุฬำมณี จำกน้ันจึงพันธิกำรด้วยผ้ำขำวเนื้อดีห่อเป็นอันมำก เสร็จแล้วจึงเชิญ
พระบรมศพลงในพระโกศหนุนดว้ ยหมอนโดยรอบเพื่อกันเอียงเปน็ อันเรยี บร้อย

อน่ึง แผ่นทองจ�ำหลักลำยปิดที่พระพักตร์มีชื่ออีกอย่ำงว่ำ พระสุพรรณจ�ำหลักปริมณฑล
ฉลองพระพกั ตร์ มหี นำ้ ทปี่ ดิ ใบหนำ้ ของศพเพอื่ ปอ้ งกนั มใิ หเ้ หน็ สง่ิ มบิ งั ควร (เชน่ เพอื่ ไมใ่ หเ้ หน็ ใบหนำ้
ของศพที่อำจเริ่มเส่ือมสภำพ) เป็นไปได้ว่ำ ธรรมเนียมกำรปิดหน้ำศพด้วยหน้ำกำกทองค�ำน้ี
พบทง้ั ในอำรยธรรมจนี เช่น ในสมยั รำชวงศเ์ หลยี ว และยงั ปรำกฏวัฒนธรรมนใี้ นอำณำจักรจำมปำ
และชวำเชน่ กนั

ธรรมเนียมกำรบรรจุพระบรมศพลงในพระโกศของเจ้ำนำยชั้นสูงนี้ได้เปลี่ยนมำเป็น
กำรบรรจลุ งหบี ศพในงำนพระบรมศพสมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทรำบรมรำชชนนี เมอื่ พ.ศ. ๒๕๓๘ สง่ ผล
ท�ำให้ขั้นตอนกำรสุก�ำแบบดั้งเดิมลดทอนควำมซับซ้อนลงไป แต่ยังคงไว้ซึ่งธรรมเนียมอ่ืนได้แก่
กำรถวำยซองพระศรี กำรถวำยแผ่นทองจ�ำหลักปิดท่ีพระพักตร์ ในขณะท่ีพระชฎำได้เปล่ียนมำ
วำงไว้ที่ข้ำงพระเศียรแทนกำรสวม ส�ำหรับพระบรมศพพระบำทสมเด็จพระปรมินทรมหำภูมิพล
อดุลยเดช ได้เป็นท่ีประดิษฐำนอยู่เบื้องหลังพระแท่นสุวรรณเบญจดลในหีบพระบรมศพโดยตั้งอยู่
บนพระแท่นแวน่ ฟำ้ ขนำดยอ่ ม

ส�ำหรับพระโกศแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ ๑) พระโกศส�ำหรับทรงพระบรมศพ และ
๒) พระโกศพระบรมอัฐิ ส�ำหรับพระโกศพระบรมศพมี ๒ ชั้น ชั้นนอกเรยี กวำ่ “พระลอง” (มำจำก
ค�ำวำ่ โลง) ท�ำจำกไม้หุ้มทองปดิ ทอง และชั้นในเรียกวำ่ “พระโกศ” (ค�ำว่ำโกศแปลว่ำเคร่อื งหอ่ ห้มุ
หรือครอบ) ทำ� ด้วยโลหะปิดทอง ตอ่ มำนยิ มเรยี กพระลองเป็นพระโกศทำ� ให้เรยี กพระลองทองใหญ่
วำ่ พระโกศทองใหญ่ พระโกศนม้ี กั จดั ทำ� ในชว่ งปลำยรชั กำล ไมใ่ ชต่ น้ รชั กำล เพรำะถอื วำ่ ไมเ่ ปน็ มงคล
และจะสร้ำงก็ตอ่ เมือ่ มคี วำมจำ� เปน็ เท่ำนัน้

๙เสด็จสู่แดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

ประเพณีกำรบรรจุศพลงในโกศน้ี เดิมทีเช่ือว่ำรับอิทธิพลมำจำกอินเดีย แต่นักวิชำกำร
หลำยคนในปัจจุบันให้ควำมเห็นสอดคล้องไปในทำงเดียวกันว่ำมีรำกมำจำกประเพณีกำรฝังศพ
ในภำชนะทรงไหหรอื หมอ้ ซงึ่ เปน็ กำรฝงั ศพครงั้ ทส่ี อง (secondary burial) ทพี่ บเปน็ วฒั นธรรมรว่ ม
ในอุษำคเนย์เช่นท่พี บในเขตทุ่งไหหนิ ในลำว หรือในทงุ่ กลุ ำร้องไห้ เป็นต้น ร่องรอยของกำรฝงั ศพ
ครง้ั ทส่ี องน้ี เหน็ ไดจ้ ำกในกรณพี ระศพของพระเจำ้ นอ้ งนำงเธอ พระองคเ์ จำ้ หญงิ เจรญิ กมลสขุ สวสั ดิ์
พระรำชธิดำในรัชกำลท่ี ๔ ท่ีสิ้นพระชนม์ขณะทรงมีพระชนมมำยุเพียง ๗ พรรษำ เมื่อถึงครำว
พระรำชทำนเพลงิ พระศพ รัชกำลที่ ๕ โปรดให้เจ้ำพนักงำนขุดพระศพในหีบท่ีฝังไว้ท่ีวัดสระเกศ
ขึ้นมำใส่พระโกศมณฑปก่อนอัญเชิญไปพระเมรุ ทว่ำต้นแบบของกำรบรรจุพระบรมศพ/พระศพ
ลงในพระโกศของสยำมน้ี ควรไดร้ ับมำจำกวัฒนธรรมเขมรทเี่ มอื งพระนคร ดงั ปรำกฏภำพสลกั ของ
พระโกศทรี่ ะเบยี งคดปรำสำทบำยน เหตทุ โี่ กศตอ้ งตงั้ อยบู่ นฐำนสงู อนั ไดแ้ กฐ่ ำนพระแทน่ แวน่ ฟำ้ ทอง
และสวุ รรณเบญจดลนน้ั นอกจำกจะทำ� ใหพ้ ระโกศตง้ั อยใู่ นทสี่ งู โดดเดน่ แลว้ ฐำนทย่ี กสงู พรอ้ มประดบั
ประดำรปู สตั วห์ ิมพำนตแ์ ละอืน่ ๆ ยอ่ มบง่ บอกวำ่ เปน็ สญั ลักษณแ์ ทนเขำพระสเุ มรุ

ส่วนท่ีสอง พธิ กี รรมตา่ งๆ ในระหว่างการตัง้ พระบรมศพ และการปฏิบัติตนของผทู้ ่มี ีชวี ิต
ในระหวำ่ งงำนพระบรมศพ พระบรมวงศำนวุ งศ์ ขำ้ รำชบรพิ ำร และรำษฎรจะตอ้ งทำ� กำรไวท้ กุ ข์
ในอดีต ชุดไว้ทุกข์จะเป็นชุดสีขำว ต่อมำเม่ือรับอิทธิพลจำกตะวันตกโดยเฉพำะอังกฤษในสมัย
รชั กำลท่ี ๕ จึงเริม่ จัดระเบยี บใหม่ดว้ ยโดยสดี ำ� ใชส้ �ำหรบั ผู้ใหญ่ สีขำวใช้สำ� หรับผเู้ ยำว์ และสีม่วงแก่
หรือสีน้�ำเงินส�ำหรับผู้ที่มิได้เป็นญำติกับผู้ตำย อย่ำงไรก็ดี แบบแผนที่ยุ่งยำกในกำรแต่งกำย
ไว้ทกุ ข์ไดเ้ ปลย่ี นมำใช้สีด�ำเปน็ หลักในสมยั จอมพล ป.พบิ ลู สงครำม สว่ นกำรโกนผมไวท้ ุกข์ถอื เป็น
ธรรมเนียมเก่ำของคนในอุษำคเนย์อำจเริ่มต้ังแต่ในสมัยฟูนัน (ในเขตกัมพูชำ-เวียดนำม) เม่ือรำว
พุทธศตวรรษท่ี ๑๑ และมำยกเลิกในสมัยรัชกำลท่ี ๕ นี้เอง ท้ังน้ีเพรำะมองว่ำเป็นธรรมเนียมท่ี
พน้ สมยั ไปแลว้ ดงั นน้ั ถำ้ อธบิ ำยในอกี ลกั ษณะหนง่ึ กำรไวท้ กุ ขไ์ มว่ ำ่ จะเปน็ เรอ่ื งสขี องชดุ ไวท้ กุ ขแ์ ละ
กำรโกนผมไม่ใช่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมและแบบแผนทำงสังคมเท่ำน้ัน หำกยังสัมพันธ์กับอ�ำนำจ
ของรัฐในกำรสัง่ ให้แต่งหรือสัง่ ใหเ้ ลิกไปพรอ้ มกนั ดว้ ย
ภำยใต้อิทธิพลของพระพุทธศำสนำ ระหว่ำงกำรต้ังพระบรมศพจะมีพิธีสงฆ์ด้วยกำรสวด
สดับปกรณ์ หรือสวดอภิธรรมท�ำนองหลวง ๗ คัมภีร์ เพื่อเป็นกำรบ�ำเพ็ญพระรำชกุศลอุทิศถวำย
แดด่ วงพระวิญญำณ กำรสดับปกรณ์นี้เปน็ คนละอย่ำงกับสวดบังสุกลุ ดังสมเดจ็ ฯ กรมพระยำด�ำรง
รำชำนภุ ำพทรงอธบิ ำยไวว้ ำ่ สดบั ปกรณม์ มี ลู เหตมุ ำจำกพระพทุ ธเจำ้ เสดจ็ ขนึ้ ไปโปรดพระพทุ ธมำรดำ
บนสวรรคแ์ ลว้ ประทำนเทศนำจำกพระธรรม ๗ คมั ภรี ์ เพอื่ แสดงถงึ ควำมกตญั ญตู อ่ ผลู้ ว่ งลบั ในขณะที่
บังสุกุลเป็นผ้ำท่ีถวำยให้กับพระภิกษุสงฆ์ในงำนศพ ถึงกระนั้นก็นิยมเรียกพิธีทั้งกำรทอดผ้ำและ
กำรสวดพระอภธิ รรมโดยรวมวำ่ สดบั ปกรณ์ สำ� หรบั พระสงฆผ์ ทู้ ำ� หนำ้ ทส่ี วดพระอภธิ รรมทำ� นองหลวงนี้
มีสมณศักดิ์เฉพำะเรียกว่ำพระพิธีธรรม ท่วงท�ำนองกำรสวดน้ีว่ำกันว่ำสืบมำแต่คร้ังกรุงศรีอยุธยำ
ซ่งึ ปัจจบุ นั มีเพยี งบำงพระบำงวัดโดยมอี ยู่ ๙ วัดที่สวดทำ� นองน้ไี ด้

๑๐ เสด็จสูแ่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

นอกจำกพระสงฆแ์ ล้ว ยังมธี รรมเนยี มกำรร้องไหใ้ นงำนศพเรียกว่ำ นำงร้องไห้ หรือ มอญ
รอ้ งไห้ ปรำกฏหลกั ฐำนนตี้ ง้ั แตส่ มยั อยธุ ยำดงั เชน่ ในคา� ใหก้ ารขนุ หลวงหาวดั ทพี่ บวำ่ ในงำนพระรำช
พธิ พี ระบรมศพของพระเจำ้ อยหู่ วั บรมโกศมกี ำรเกณฑน์ ำงสนมกำ� นลั มำเปน็ นำงรอ้ งไห้ ซงึ่ กำรรอ้ งไห้
นไ้ี มใ่ ชก่ ำรรอ้ งไหอ้ ยำ่ งปกตหิ ำกแตม่ ที ว่ งทำ� นองดว้ ยกำรขบั รำ� ทำ� เพลงพรอ้ มไปกบั กำรประโคมฆอ้ ง
กลองแตรสงั ขแ์ ละมโหรีปี่พำทย์ ในขณะที่รชั กำลท่ี ๕ ทรงอธบิ ำยวำ่ ผวู้ ำยชนมท์ ีจ่ ะมีนำงรอ้ งไหไ้ ด้
จะตอ้ งเปน็ เจ้ำนำยในลำ� ดบั ชน้ั เจำ้ ฟำ้ ปกติแล้ววิธีกำรรอ้ งต้องใชต้ ้นเสียง ๔ คน โดยมีคำ� รอ้ งเฉพำะ
และมคี รู่ อ้ งรบั ประมำณ ๘๐-๑๐๐ คน ซงึ่ ลว้ นเปน็ นำงพระสนมและนำงกำ� นลั ครงั้ สดุ ทำ้ ยทม่ี นี ำงรอ้ งไห้
ตำมรำชประเพณีคืองำนพระบรมศพพระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว เน่ืองด้วยไม่ต้อง
พระรำชหฤทัยรชั กำลที่ ๖ ดว้ ยทรงเหน็ วำ่ “ใหร้ สู้ กึ รกหเู สยี จริงๆ” เปน็ ไปได้วำ่ สำเหตุที่รัชกำลที่ ๖
มิทรงโปรดอำจเป็นเพรำะนิยมถือปฏิบัติตำมธรรมเนียมงำนศพแบบตะวันตกท่ีเน้นควำมเงียบ ซ่ึง
เปน็ สญั ลักษณ์ของควำมโศกเศรำ้

ด้วยรำชวงศ์จักรีมีเช้ือสำยจีน ท�ำให้มีพิธีกงเต๊กหลวงเพื่อเป็นกำรบ�ำเพ็ญพระรำชกุศล
ด้วย พิธีกงเต๊กหลวงปรำกฏคร้ังแรกในสมัยพระบำทสมเด็จพระจอมเกลำ้ เจ้ำอยู่หัวเม่ือทรงจัดงำน
พระบรมศพพระบำทสมเด็จพระน่งั เกลำ้ เจ้ำอยหู่ วั เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๕ ในพธิ ีกงเตก๊ หลวงนี้ พระภิกษุ
ชำวเวยี ดนำม (ญวน) ในนิกำยมหำยำนทต่ี ่อมำเรยี กอนัมนกิ ำย เป็นผู้ท่ีประกอบพธิ ีกรรมเปน็ หลกั
โดยแรกเร่ิมมีองฮึงเจ้ำอำวำสแห่งวัดญวณตลำดน้อย (วัดอุภัยรำชบ�ำรุง) ซึ่งเป็นผู้ถวำยควำมรู้
เรอ่ื งลทั ธมิ หำยำนแตค่ รง้ั เมอ่ื รชั กำลที่ ๔ ทรงผนวชอยู่ เปน็ ผปู้ ระกอบพธิ กี งเตก๊ หลวงนี้ ในระยะหลงั
ได้มีกำรเปล่ียนแปลงด้วยผู้ประกอบพิธีจะใช้พระสงฆ์คณะจีนนิกำยมำกข้ึน ท้ังน้ีเพรำะในสมัย
รชั กำลท่ี ๕ พระภกิ ษสุ กเหง็ มวี ตั รปฏบิ ตั เิ ปน็ ทเี่ คำรพของชำวจนี ในกรงุ เทพ แถบสำ� เพง็ และเยำวรำช
อย่ำงมำก พิธีกงเตก๊ น้ไี ดร้ ับควำมนยิ มในหม่เู จำ้ นำยอยำ่ งสูงถึงขนำดที่รัชกำลที่ ๖ ได้ทรงระบุลงไป
ในพินัยกรรมว่ำต้องจัดใหพ้ ระองค์หลงั สวรรคต

ตลอดพระรำชพธิ พี ระบรมศพ จะมกี ำรใชด้ นตรใี นงำนพระบรมศพทสี่ ำ� คญั คอื กำรประโคม
ยำ�่ ยำม และวงปพ่ี ำทยน์ ำงหงส์ สำ� หรบั กำรประโคมยำ่� ยำมเลน่ โดยวงสงั ขแ์ ตรและวงปไ่ี ฉนกลองชนะ
ซึง่ จะประโคมสลบั ต่อเนอื่ งกนั กำรประโคมน้ีจะกระท�ำทุก ๓ ชัว่ โมงเริม่ จำก ๖ นำฬิกำไปจบท่ี ๒๔
นำฬกิ ำ เครอื่ งดนตรสี ำ� คัญทีใ่ นแง่ของพธิ กี รรมคอื กลองมโหระทึก ๒ ใบ ใช้เฉพำะงำนพระบรมศพ
เท่ำน้ัน แสดงว่ำเป็นของส�ำคญั ย่ิงสำ� หรบั ผู้น�ำ

ในทำงโบรำณคดี กลองมโหระทกึ ถอื เปน็ เครอื่ งดนตรสี ำ� คญั ดงั ทก่ี ลำ่ วไปบำ้ งแลว้ เรม่ิ ผลติ
เม่ือรำว ๒,๕๐๐ ปีมำแลว้ ค้นพบครงั้ แรกท่ีหมบู่ ำ้ นดองเซิน (ดองซอน) ประเทศเวียดนำม และพบ
แพรก่ ระจำยท่วั ไปในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้ ปกตใิ ช้เลน่ หลำยวัตถุประสงค์เชน่ กำรขอฝน ท�ำให้
บนหน้ำกลองมีประติมำกรรมขนำดเล็กเป็นรูปกบหรือคำงคกประดับอยู่จึงมักเรียกชื่อว่ำกลองกบ
ตเี ฉลมิ ฉลองเมอื่ ไดผ้ ลผลติ พชื พนั ธธ์ุ ญั ญำหำรอดุ มสมบรู ณ์ หรอื ใชต้ ใี นพธิ กี รรมเชน่ งำนแตง่ งำนและ
งำนศพ ทำ� ใหล้ วดลำยทตี่ กแตง่ จงึ เตม็ ไปดว้ ยรปู ศกั ดสิ์ ทิ ธเิ์ ชน่ เรอื สง่ วญิ ญำณ (ขวญั ผ)ี นก คนเลน่ ดนตรี
และลำยคล้ำยพระอำทติ ย์ทีบ่ ำ้ งตีควำมวำ่ ขวัญ นอกจำกน้ี กลองมโหระทกึ ยังใช้เปน็ เครอ่ื งประกอบ
พิธีศพท่ฝี งั ลงไปกบั ผ้นู �ำเผำ่ เพรำะถือเป็นสัญลกั ษณ์ของอ�ำนำจ (พพิ ฒั น์ กระแจะจันทร์ ๒๕๕๘)

๑๑เสด็จสู่แดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

วงปพ่ี ำทยน์ ำงหงสเ์ ปน็ วงประโคมลำ� ดบั ท่ี ๒ เหตทุ ชี่ อื่ วำ่ วงปพ่ี ำทยน์ ำงหงสเ์ พรำะเลน่ เพลง
เร่อื งนำงหงส์ ซงึ่ เริม่ ตน้ ด้วยเพลงพรำหมณ์เกบ็ หัวแหวน และตำมด้วยเพลงอนื่ ๆ อกี (กรมศลิ ปำกร
๒๕๖๐) เครอ่ื งดนตรีในวงประกอบดว้ ยปีช่ วำ ระนำดเอก ระนำดท้มุ ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเลก็ ตะโพน
กลองทัด และฉิ่ง มักอธิบำยว่ำวงปี่พำทย์นำงหงส์เป็นวงท่ีบรรเลงในงำนศพของสำมัญชนมำก่อน
ตอ่ มำสมเดจ็ พระเทพรตั นรำชสดุ ำฯ สยำมบรมรำชกมุ ำรี ได้โปรดเกลำ้ ให้มีกำรร้ือฟื้นนำ� วงป่ีพำทย์
นำงหงสม์ ำบรรเลงรว่ มกำรประโคมยำ�่ ยำมอกี ครง้ั นบั ตงั้ แตง่ ำนพระบรมศพสมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทรำ
บรมรำชชนนี อย่ำงไรก็ดี สมเด็จฯ กรมพระยำด�ำรงรำชำนภุ ำพทรงอธิบำยวำ่ เครื่องประโคมที่ใช้
เฉพำะงำนพระรำชพิธีเห็นมีอย่ำงเดียวแต่ปี่พำทย์นำงหงส์ อันมีผู้คิดกลองคู่บัวลอยเข้ำประสมวง
กับปี่พำทย์ กำรใช้ปี่พำทย์มอญบรรเลงในงำนพระบรมศพในงำนหลวงเร่ิมมีคร้ังแรกเมื่องำน
พระบรมศพสมเด็จพระเทพศิรินทรำบรมรำชินีเท่ำนั้น ท�ำให้คนภำยนอกคิดไปว่ำถ้ำจะจัดงำนศพ
อยำ่ งผูด้ ตี อ้ งมีป่พี ำทย์มอญ (สุจิตต์ วงษ์เทศ ๒๕๕๖: ๒๓-๒๔)

ถำ้ เปน็ เชน่ นนั้ แสดงวำ่ เพลงเรอ่ื งนำงหงสท์ บ่ี รรเลงดว้ ยวงปพ่ี ำทยน์ ำงหงสเ์ ปน็ ดนตรงี ำนศพ
แต่ด้งั เดิม ในบทควำมของหนังสือเล่มนี้ สุจิตต์ วงษ์เทศ ให้ควำมเหน็ ว่ำ นำงหงสเ์ ปน็ ทั้งสัญลกั ษณ์
ของผู้หญิงและสัญลักษณ์ของนกบนฟ้ำจึงสัมพันธ์กับพิธีศพ ถ้ำคิดต่อไปด้วยจะเห็นได้ว่ำเพลงท่ี
เรม่ิ เลน่ คอื เพลงพรำหมณเ์ กบ็ หวั แหวน ซง่ึ พรำหมณน์ อ้ี ำจเปน็ รอ่ งรอยของโกณฑณิ ยะ ปฐมกษตั รยิ ์
ของรัฐฟนู นั

สว่ นท่สี าม กระบวนแหพ่ ระบรมศพและงานพระเมรุ
เมอื่ ตงั้ พระโกศครบตำมกำ� หนดและพระเมรสุ รำ้ งเสรจ็ จะมกี ำรอญั เชญิ พระบรมศพสพู่ ระเมรุ
กอ่ นหนำ้ กำรพระรำชทำนเพลงิ พระบรมศพนม้ี พี ระรำชพธิ ที ปี่ ฏบิ ตั เิ ปน็ กำรภำยใน คอื กำรเผำพระบพุ โพ
หรอื กำรเผำนำ้� เหลอื ง กลำ่ วคอื ในสมยั เมอ่ื ยงั ใชพ้ ระโกศ จะมกี ำรเจำะชอ่ งใตฐ้ ำนพระโกศใหพ้ ระบพุ โพ
(นำ้� เหลอื ง) ไหลลงมำตำมทอ่ ลงสถู่ ำ�้ พระบพุ โพ (ตมุ่ ดนิ เผำ) ทวี่ ำงไวท้ พี่ นื้ พระมหำปรำสำท (หลบอยู่
ในพระแท่นต้ังพระโกศ) เมื่อถึงเวลำเคล่ือนย้ำยพระบรมศพสู่พระเมรุ จะมีกำรพระรำชทำนเพลิง
พระบพุ โพก่อน โดยจะมกี ระบวนอญั เชญิ เช่นเดยี วกบั พระบรมศพ กำรเผำพระบุพโพนจ้ี ะกระท�ำใน
พระเมรุเฉพำะเรียกว่ำ เมรุพระบุพโพ โดยส�ำหรับพระมหำกษัตริย์หรือพระบรมวงศำนุวงศ์ช้ันสูง
จะกระทำ� ทว่ี ดั มหำธำตุ โดยทพี่ ระบพุ โพจะนำ� ใสก่ ระทะปนกบั นำ้� มนั เผำไปพรอ้ มกนั จำกนนั้ เมอ่ื เผำเสรจ็
จะน�ำพระบุพโพไปลอยพระอังคำร ยกเว้นกรณีพระบุพโพของพระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำ
เจ้ำอยู่หัวท่ีฝังพระอังคำรใต้ฐำนพระพุทธชินรำช ซ่ึงภำยหลังท้ังธรรมเนียมกำรลอยพระอังคำรและ
ฝังพระบุพโพนี้ได้ยกเลิกไป
เรม่ิ แรกกอ่ นหนำ้ วนั งำนจะมกี ำรอญั เชญิ พระบรมสำรรี กิ ธำตหุ รอื พระบรมธำตแุ หม่ ำสมโภช
ทพี่ ระเมรุ ในวนั รงุ่ ขนึ้ จะเปน็ กำรเชญิ พระบรมอฐั ขิ องพระรำชวงศอ์ อกมำสมโภชทพี่ ระเมรุ หลงั จำกนี้
จงึ เปน็ กำรอญั เชญิ พระบรมศพจำกพระบรมมหำรำชวงั ตำมเส้นทำงท่กี �ำหนด
สำ� หรบั ขน้ั ตอนกำรเคลอ่ื นพระบรมศพจะมกี ำรจดั รวิ้ กระบวนแหอ่ ยำ่ งสมพระเกยี รติ สำ� หรบั
กำรต้ังร้ิวกระบวนปรำกฏหลักฐำนตั้งแต่สมัยอยุธยำและสืบเนื่องมำจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์นี้
ซง่ึ ก็มีกำรปรบั เปลีย่ นแตกตำ่ งไปจำกสมยั อยธุ ยำพอควร เมื่อพิจำรณำจำกหลักฐำนทเ่ี ปน็ ภำพวำด

๑๒ เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ร้ิวกระบวนแห่และพระเมรุเก่ำสุดเป็นงำนพระบรมศพของสมเด็จพระเพทรำชำ (ค้นพบภำพโดย
Barend J. Terwiel ปี ค.ศ.๒๐๑๖) ประกอบกบั ค�ำให้กำรขนุ หลวงหำวดั และหลักฐำนอืน่ ๆ พอจะ
ล�ำดบั ไดด้ งั น้ี กระบวนแห่พระบรมศพมมี ้ำนำ� รว้ิ พรอ้ มธงและเคร่ืองผำ้ ย่ำมท�ำบุญ ถดั มำเป็นรปู สัตว์
เทียมล้อ ไดแ้ ก่ นกอินทรี/นกหัสดลี งิ ค์ แรด/ระมำด ช้ำง เสือ สงิ ห์ กเิ ลน สงิ โต รำชสีห์ คชสีห์ และ
กนิ นร ตำมดว้ ยรำชรถน้อยใหญ่จำ� นวน ๗ คัน ได้แก่ พระพิชัยรำชรถอ่ำนหนังสือ (รถพระสงั ฆรำช)
พระพชิ ยั รำชรถโปรยขำ้ วตอก (รถปรำยขำ้ วตอกดอกไม)้ พระพชิ ยั รำชรถโยง (รถโยงพระภษู ำ) และ
พระมหำพชิ ยั รำชรถกฤษฎำธำร (รถพระบรมศพ) ซงึ่ ประดษิ ฐำนพระโกศภำยในบษุ บก ในคา� ใหก้ าร
ขุนหลวงหาวัดอธิบำยด้วยว่ำ หน้ำรถพระบรมศพมีมหำดเล็กเชิญพระแสงน�ำหน้ำรถ และขุนนำง
คู่เคียงเคร่ืองสูง เจ้ำพนักงำนเล่นแตรสังข์ ปี่กลองชนะ และกลองมโหระทึก หลังรถพระบรมศพ
มีเจ้ำพนักงำนเชิญเครื่องรำชูปโภคส�ำหรับพระบรมรำชอิสริยยศพระเจ้ำแผ่นดิน ถัดมำเป็นรำชรถ
พระโกศจันทน์เป็นพระท่ีน่ังรอง ตำมด้วยรำชรถพำนทองรับท่อนจันทน์ ซ่ึงรำชรถท้ังสองคันน้ี
มคี ู่เคียงและเครื่องสูงเหมอื นรถพระบรมศพ ถดั มำเปน็ รถพระประเทยี บ ๑๒ รถ ซึ่งภำยในมีเจำ้ จอม
และพระสนมนงุ่ ขำวนงั่ มำด้วย จำกน้นั ตำมดว้ ยแถวของพระกำ� นลั นำงใน และพระบรมวงศำนวุ งศ์
เมื่อถึงพระเมรุ เจ้ำพนักงำนจะเชญิ พระโกศประดษิ ฐำนบนเสล่ียงเวียนรอบพระเมรุ ๓ รอบ แลว้ จึง
เชญิ พระโกศประดษิ ฐำนเหนอื พระเบญจำ

ในสว่ นของกระบวนรปู สตั วน์ น้ั มเี รอ่ื งหนงึ่ ทน่ี ำ่ สนใจคอื ในภำพวำดกระบวนแหพ่ ระบรมศพ
ของสมเดจ็ พระเพทรำชำนนั้ ปรำกฏวำ่ ใชน้ กอนิ ทรนี ำ� แทนทจี่ ะเปน็ กำรใชแ้ รดหรอื ระมำดนำ� ดงั เชน่ ที่
ปรำกฏในคา� ใหก้ ารขนุ หลวงหาวดั ทบ่ี รรยำยกระบวนพระบรมศพพระเจำ้ อยหู่ วั บรมโกศ หรอื กระทง่ั
ในสมยั รตั นโกสนิ ทรก์ ใ็ ชแ้ รดนำ� เชน่ กนั ถำ้ ยดึ ตำมอำยขุ องหลกั ฐำน เปน็ ไปไดว้ ำ่ ในสมยั ของพระเพทรำชำ
หรือก่อนหน้ำน้ัน นกอินทรีคงเป็นสัตว์น�ำกระบวน แต่ในสมุดภำพกระบวนแห่พระบรมศพสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้ำจฬุ ำโลกมหำรำช นกอนิ ทรีนร้ี ะบวุ ำ่ เป็นนกหัสดลี งิ ค์ เช่ือกนั วำ่ นกหัสดีลงิ คเ์ ป็นนก
มีพละก�ำลังมำกสำมำรถน�ำดวงวิญญำณของผู้ตำยไปสู่สรวงสวรรค์ ในทำงอุบลรำชธำนีมีต�ำนำน
เลำ่ วำ่ ระหวำ่ งกำรแหพ่ ระบรมศพกษตั รยิ น์ ครเชยี งรงุ้ ไดม้ นี กหสั ดลิ งิ คจ์ ำกปำ่ หมิ พำนตบ์ นิ มำคำบเอำ
พระบรมศพไป ทำ� ใหต้ อ้ งหำผกู้ ลำ้ ไปตำมเอำศพกลบั มำ จนกระทงั่ เจำ้ นำงสดี ำไดใ้ ชศ้ รยงิ นกหสั ดลี งิ ค์
ตกลงมำตำย พระมเหสีจงึ ให้ประกอบพธิ ถี วำยพระเพลงิ พระบรมศพของกษตั ริย์พร้อมนกหัสดีลิงค์
(บำ� เพ็ญ ณ อบุ ล และคณะ ๒๕๓๕) ดว้ ยต�ำนำนและควำมเช่ือดงั กลำ่ วเป็นมลู เหตุให้ทำงลำ้ นช้ำง
และลำ้ นนำยงั คงมปี ระเพณีกำรปลงศพพระเถระผู้ใหญด่ ว้ ยปรำสำทนกหัสดีลิงค์ ซงึ่ ดูจะเปน็ ทน่ี ิยม
ของกลุ่มคนไท ในขณะที่ทำงพม่ำมีกำรใช้ปรำสำทนกกำรเวก (มักเข้ำใจว่ำเป็นหงส์) ส�ำหรับศพ
พระเถระเช่นกัน อย่ำงไรก็ตำม ไม่ว่ำจะเป็นนกอินทรีหรือนกหัสดิลิงค์หรือกำรเวกน้ีต่ำงสะท้อน
ประเพณกี ำรปลงศพดว้ ยนก ซงึ่ อำจสบื มำจำกประเพณขี องอนิ เดยี หรอื เปน็ ประเพณดี ง้ั เดมิ ของคน
ในภมู ภิ ำคนเ้ี องทมี่ กี ำรนบั ถอื นกศกั ดสิ์ ทิ ธอิ์ ยแู่ ลว้ ดงั ปรำกฏอยบู่ นหนำ้ กลองมโหระทกึ ในวฒั นธรรม
ดองซอน เหตทุ ีน่ ับถือนก เพรำะนกเป็นสัญลักษณข์ องทอ้ งฟ้ำ ซ่ึงหมำยถงึ สวรรค์น่นั เอง

นอกจำกนี้แล้ว มีอีกเร่ืองหนึ่งที่น่ำสนใจด้วยคือ จะเห็นได้ว่ำรำชรถเชิญพระบรมศพท่ีมี
กำรประดับรูปพญำนำคแกะสลักปิดทองอย่ำงสวยงำมน้ันอำจมีรำกมำจำกควำมเช่ือเร่ืองเรือ

๑3เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

ส่งวิญญำณเพ่ือน�ำไปสู่เมืองฟ้ำ เพรำะนำคเป็นสัญลักษณ์ของควำมตำยและยังเป็นสะพำนสำยรุ้ง
เพอื่ ขน้ึ ไปสสู่ วรรค์ เทำ่ ทม่ี หี ลกั ฐำนพบวำ่ พระบรมศพสมเดจ็ พระไชยรำชำธริ ำชเมอื่ ถวำยพระเพลงิ แลว้
ได้อญั เชิญไปทำงนำ�้ ด้วยเรือรปู หวั สัตว์ (นนั ทำ วรเนติวงศ์ และคณะ ๒๕๓๘) ดังน้นั จะพบได้ว่ำทงั้
ในกมั พชู ำ ลำว และพมำ่ ซ่งึ ต่ำงกน็ บั ถือพญำนำค จึงมีกำรทำ� รำชรถพญำนำคอญั เชิญพระบรมศพ
ซ่ึงคงเป็นคติควำมเช่ืออย่ำงเดียวกัน รำชรถจึงเป็นร่องรอยของกำรใช้เรือส่งวิญญำณที่ช่ำงโบรำณ
หลงเหลอื ไวเ้ ปน็ ระบบเชงิ สญั ลกั ษณ์

วธิ กี ำรและแนวคดิ เกย่ี วกบั กระบวนแหพ่ ระบรมศพของไทยทอ่ี ำจหมำยรวมถงึ ทงั้ อษุ ำคเนยน์ ้ี
แตกตำ่ งไปจำกของอินเดยี โดยจะเหน็ ไดว้ ่ำ ในคตขิ องศำสนำพรำหมณด์ ั้งเดมิ นั้นเมื่อกษัตริย์หรือ
สำมญั ชนตำย กระบวนศพกลบั เปน็ ไปอยำ่ งเรยี บงำ่ ย อกี ทงั้ คนในกระบวนมกั มเี พยี งผชู้ ำยและญำติ
เปน็ สว่ นใหญ่ นอกจำกนี้ กษตั รยิ แ์ บบอนิ เดยี ยงั ถอื วำ่ เปน็ ผทู้ มี่ อี ำตมนั บรสิ ทุ ธอ์ิ ยแู่ ลว้ จงึ ถอื วำ่ พระองค์
เปน็ เทวดำดว้ ยตวั เอง ในขณะที่ ในสงั คมอษุ ำคเนยเ์ ชอ่ื วำ่ กษตั รยิ เ์ มอื่ ผำ่ นพธิ พี รำหมณจ์ ะถอื วำ่ เปน็
เทพเจำ้ ทอี่ วตำรลงมำ และเมอื่ รบั คตศิ ำสนำพทุ ธทำ� ใหถ้ อื วำ่ พระองคเ์ ปน็ พระโพธสิ ตั วท์ ลี่ งมำจตุ จิ ำก
สวรรคช์ น้ั ดสุ ติ แนวคดิ ของศำสนำทงั้ สองนไ้ี ดผ้ สมผสำนเขำ้ กบั คตคิ วำมตำยดงั้ เดมิ ของอษุ ำคเนยท์ ี่
เมอื่ มคี นตำย จะมกี ำรเลน่ ดนตรรี อ้ งรำ� ทำ� เพลงเพอื่ เปน็ กำรเรยี กขวญั และหลอกลอ่ ขวญั ใหก้ ลบั เขำ้ รำ่ ง
ด้วยเหตุน้ีเอง ท�ำให้กระบวนแห่งำนพระบรมศพของไทยมีควำมยิ่งใหญ่อลังกำรและเต็มไปด้วย
เคร่ืองประกอบพระเกียรติยศเพื่อเป็นกำรส่งเสด็จกษัตริย์กลับคืนสู่สรวงสวรรค์ ไม่ต่ำงกันกับ
ในกระบวนแห่เทพเจ้ำในศำสนำพรำหมณใ์ นวโรกำสสำ� คัญ

อย่ำงไรก็ตำม ครั้นถึงรัชสมัยพระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอยู่หัว พระองค์ได้ทรง
ยกเลิกกระบวนรูปสตั ว์สงั เคด็ เทวดำคแู่ ห่ และคนทแ่ี ต่งตวั แบบทหำรแบบโบรำณ แตเ่ ปลย่ี นมำใช้
กระบวนทหำรทงั้ ๔ เหลำ่ และในกระบวนแหพ่ ระบรมศพพระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลำ้ เจ้ำอยหู่ วั
จำกพระที่นั่งอัมพรสถำนในพระรำชวังดุสิตทรงโปรดให้ทหำรยิงปืนใหญ่สลุต นับต้ังแต่สรงน�้ำ
พระบรมศพจนกระบวนเข้ำไปถึงพระบรมมหำรำชวัง และยังมีรำยละเอียดอ่ืนๆ อีกพอสมควร
นอกจำกน้ีแล้ว ในสมัยรัชกำลที่ ๖ ยังมีธรรมเนียมกำรใช้รำชรถปืนใหญ่ทรงพระบรมโกศเพ่ิมเติม
มำอกี ซงึ่ ทง้ั หมดนไ้ี ดก้ ลำยมำเปน็ แบบแผนของงำนพระบรมศพในสมยั หลงั อยำ่ งไรกต็ ำม ในขณะท่ี
ในสมัยรัชกำลที่ ๖ นี้มีกำรปรับเปลี่ยนกระบวนแห่ แต่จะพบได้ว่ำในกระบวนแห่พระบรมศพ
พระบำทสมเด็จพระนโรดมสุรำมฤต เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๓ ยังคงถือปฏบิ ตั ิตำมคติด้ังเดมิ อยู่

กำรปรับเปล่ียนท่ีเกิดข้ึนในสมัยรัชกำลท่ี ๖ น้ีเป็นผลโดยตรงมำจำกกำรรับอิทธิพลจำก
ตะวันตกโดยเฉพำะจำกอังกฤษดังเช่นในงำนพระบรมศพของสมเด็จพระรำชินีนำถวิกตอเรียที่มี
กำรใชร้ ำชรถปนื ใหญอ่ ญั เชญิ พระบรมศพ เชน่ เดยี วกบั กรณขี องกำรยกเลกิ กระบวนรปู สตั วห์ มิ พำนต์
และเทวดำโดยแทนที่ด้วยกระบวนทหำรน้ันก็สะท้อนถึงกำรพยำยำมท�ำให้กระบวนแห่พระบรมศพ
มีควำมเปน็ เร่ืองทำงโลก (secular world) มำกข้ึน โดยเป็นกำรสง่ เสด็จพระบรมศพในฐำนะท่เี ป็น
กษตั รยิ ์ผู้นำ� กองทัพและพสกนกิ ร

พระเมรุสร้ำงข้ึนภำยใต้คติเขำพระสุเมรุ ซึ่งเป็นศูนย์กลำงของจักรวำลและภพภูมิทั้งสำม
ลกั ษณะทำงกำยภำพเชงิ อดุ มคตขิ องเขำพระสเุ มรปุ ระกอบดว้ ยเขำพระสเุ มรเุ ปน็ จอมเขำกง่ึ กลำงสงู
๑4 เสด็จส่แู ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ทส่ี ดุ ล้อมรอบด้วยเขำสัตตบริภณั ฑ์ ๗ ทวิ สลบั ดว้ ยมหำนทีสที ันดร อกี ทงั้ มีทวปี ทงั้ สี่และมหำสมุทร
ท้ังส่ีประจ�ำตำมทิศ เชิงเขำพระสุเมรุเป็นป่ำหิมพำนต์ ซึ่งเป็นท่ีอำศัยของสัตว์นำนำพันธุ์ ยอดเขำ
พระสุเมรุเป็นท่ีตัง้ ของสวรรคช์ ัน้ ดำวดงึ ส์ ซงึ่ มพี ระอนิ ทรเ์ ป็นกษตั ริยผ์ ปู้ กครอง ประทบั ในไพชยนต์
มหำปรำสำท พระองคย์ งั ทำ� หน้ำที่เป็นเทวรำชผูอ้ ภิบำลโลก และคอยช่วยเหลือพระพุทธเจำ้ ดงั น้ัน
พระเมรคุ อื ปรำสำทไพชยนตอ์ นั ตงั้ อยบู่ นเขำพระสเุ มรนุ นั่ เอง นอกจำกนี้ ดว้ ยควำมตอ้ งกำรใหเ้ ทพเจำ้
ฮินดูกลำยมำเป็นส่วนหนึ่งของจักรวำลแบบพุทธ ท�ำให้มีกำรประดับตกแต่งพระเมรุด้วยเทวดำ
ท้ำวจตุโลกบำล และตรีมูรติทง้ั สำมองค์คือ พระนำรำยณ์ พระศวิ ะ และพระพรหมอกี ด้วย

ควำมจรงิ แล้ว คตเิ ขำพระสุเมรนุ ้ีก็คือกำรจ�ำลองภมู ปิ ระเทศบริเวณเขำหมิ ำลยั และแผ่นดิน
ท่ีแผ่รำยรอบออกไปจนจรดมหำสมุทรน่ันเอง นอกจำกน้ีแล้ว ในอินเดียเองน้ันผู้นับถือศำสนำ
พรำหมณแ์ ละพทุ ธจะไมท่ ำ� พระเมรเุ พอื่ เผำศพดงั เชน่ ของทงั้ ไทย กมั พชู ำ และลำว หำกแตเ่ ปน็ เพยี ง
กำรเผำศพบนกองฟอน ณ ท่ำน�้ำอันศักด์ิสิทธิ์ ไม่มีอำคำรใดๆ คลุมเป็นพิเศษ ดังน้ัน กำรสร้ำง
พระเมรุเพ่ือเผำพระบรมศพจึงเป็นกำรปรับปรุงคติควำมเช่ือจำกอินเดียให้เข้ำกับวัฒนธรรมด้ังเดิม
ของอษุ ำคเนย์เอง

เป็นไปได้ว่ำรูปแบบกำรเผำศพด้ังเดิมของกรุงศรีอยุธยำอย่ำงน้อยนับแต่สมัยสมเด็จ
พระไชยรำชำธิรำชข้ึนไป เป็นพิธีถวำยพระเพลิงพระบรมศพบนกองฟืนไม้หอมชนิดต่ำงๆ
จนกระทั่งในครำวพระรำชพธิ พี ระบรมศพสมเดจ็ พระนเรศวรจงึ เรม่ิ ใชพ้ ระเมรุ (เรยี ก พระสเุ มรมุ ำศ)
ซง่ึ ประกอบดว้ ยเมรุทิศ เมรุรำย (เมรุแทรก) สำมสร้ำง (หรือส�ำซ่ำง คือ ระเบียงคดท่ีต่อเช่ือมกับ
เมรุทิศและเมรุรำย) ฉตั รตำ่ งๆ และรว้ั รำชวตั ิ นอกจำกน้ี ยงั ตอ้ งมหี มอู่ ำคำรอกี หลำยหลงั เพอ่ื ใชใ้ น
พระรำชพธิ เี ชน่ หอเปลอ้ื ง พระท่นี ่ังทรงธรรม ทับเกษตร ศำลำลูกขนุ ทับเกษตร ทิม ประร�ำ เปน็ ตน้
อำจอธบิ ำยวำ่ กำรถวำยพระเพลงิ ดว้ ยพระเมรนุ เ้ี ปน็ ผลมำจำกกำรพฒั นำขนึ้ ของคตพิ รำหมณม์ ำกขนึ้
(นนทพร อยมู่ ั่งมี ๒๕๕๙) หรือเกีย่ วขอ้ งกบั กำรรับวฒั นธรรมเขมร แตก่ ป็ ระเพณีกำรทำ� บ้ำนให้กับ
ผู้วำยชนม์นี้ ก็อำจมีรำกมำจำกวัฒนธรรมดั้งเดิมในอุษำคเนย์ที่ฝังศพใต้บ้ำน ต่อมำปรับเปล่ียน
เป็นกำรท�ำบ้ำนอุทิศให้กบั ผตู้ ำยในปำ่ ชำ้ ตวั อยำ่ งเชน่ ชำวไทดำ� จะทำ� ‘เฮอื นแฮว่ ’ เปน็ เรอื นจำ� ลอง
ของคนตำย (แฮว่ ) เพอื่ ใหค้ นตำยมีท่ีอยู่ที่ป่ำแฮ่ว (ป่ำช้ำ) ก่อนที่จะเชิญขวัญผีกลับไปหิ้งผีเรือน
ในบ้ำนของคนเปน็ ซ่ึงพธิ นี ีม้ ีส่วนคลำ้ ยกับเฮอื นตำนน้อยทำงภำคเหนือ

ในแง่ของรูปแบบทำงสถำปัตยกรรมของพระเมรุส�ำหรับพระมหำกษัตริย์ นับจำกสมัย
อยุธยำถงึ สมยั รตั นโกสนิ ทร์ในรัชกำลท่ี ๕ ทำ� เป็นทรงปรำสำทยอดปรำงค์ ซึง่ เรียกว่ำพระเมรุใหญ่
โดยมีพระเมรุมำศ (พระเมรุทอง) ทรงมณฑปอีกองค์ก่อสร้ำงไว้ภำยในเพ่ือใช้ประดิษฐำนพระโกศ
จนกระทงั่ ในงำนพระบรมศพพระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั จงึ ไดม้ กี ำรใชพ้ ระเมรทุ รงบษุ บก
หรือมณฑป ซ่ึงเดิมก็คือพระเมรุมำศที่อยู่ช้ันใน สำเหตุของควำมเปลี่ยนแปลงน้ีเป็นผลมำจำกกำร
ปรับเปลี่ยนโลกทัศน์ของชนชั้นน�ำสยำมที่ต้องกำรเน้นควำมทันสมัยมำกข้ึนจึงจ�ำเป็นต้องตัดทอน
สถำปัตยกรรมที่มีขนำดใหญ่โตลงให้เกิดควำมเรียบง่ำยมำกข้ึน อีกท้ังกำรยกเลิกระบบกำรเกณฑ์
แรงงำนไพรท่ ำส ทำ� ใหเ้ ปน็ เรอ่ื งยำกทจี่ ะสรำ้ งพระเมรขุ นำดใหญไ่ ดอ้ ยำ่ งเชน่ ในระบบกำรเมอื งแบบเกำ่
และยังเป็นกำรส้ินเปลืองอย่ำงมำก ซึ่งสะท้อนกำรมองโลกตำมควำมเป็นจริงของชนช้ันน�ำสยำม

๑5เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ดว้ ยเหตนุ ี้ เมอ่ื รชั กำลที่ ๕ สวรรคต บรรดำเสนำบดจี งึ ไดป้ ระชมุ กนั และลงควำมเหน็ วำ่ จะทำ� พระเมรุ
เป็นอำคำรทรงบุษบกแทน (แน่งน้อย ศักดิ์ศรี และคณะ ๒๕๕๕) ซ่ึงเท่ำกับเป็นกำรขยำยขนำด
ของพระเมรุทององค์ในเป็นพระเมรุใหญ่ทรงปรำสำทแทน ส่งผลท�ำให้พระเมรุทรงบุษบกกลำย
มำเป็นต้นแบบในงำนพระบรมศพและพระศพของเจ้ำนำยสมัยหลังต่อมำ และยังรวมไปถึงเมรุของ
สำมญั ชนอกี ด้วย

พระปรำงค์วัดไชยวัฒนำรำมที่สร้ำงในสมัยพระเจ้ำปรำสำททองมักได้รับกำรเปรียบเทียบ
เสมอว่ำเป็นถำวรอำคำรท่ีก่อสร้ำงจ�ำลองพระเมรุเอำไว้ โดยเฉพำะปรำงค์ประจ�ำมุมและทิศซ่ึงควร
มีรูปแบบเป็นตัวแทนของเมรุทิศและเมรุรำยในสมัยอยุธยำ ในขณะท่ีรูปทรงของปรำงค์ประธำน
คงไม่ใช่ลักษณะของพระเมรุหลัก ท้ังนี้เพรำะรูปทรงของปรำงค์คือควำมพยำยำมในกำรจ�ำลอง
ปรำงค์ประธำนของปรำสำทนครวัดหรือไม่ก็คือปรำงค์ประธำนวัดมหำธำตุ ดังนั้น รูปแบบพระเมรุ
องค์กลำงควรจะใกล้เคียงกับอำคำรทรงเมรุท่ีรำยล้อมปรำงค์ประธำนคือเป็นอำคำรทรงปรำสำท
ซ้อนช้ันที่มียอดปรำงค์ขนำดเล็ก นอกจำกนี้ จำกกำรค้นพบภำพวำดพระเมรุงำนพระบรมศพ
พระเพทรำชำล่ำสุด ก็อำจท�ำให้เทียบเคียงได้ว่ำพระเมรุของพระเจ้ำปรำสำททองอำจใกล้เคียงกัน
โดยเป็นพระเมรุทรงจัตุรมุขยอดปรำงค์ ๙ ยอด ควำมจริงแล้ว คติกำรสร้ำงปรำสำทเป็นสถำนที่
สำ� หรบั ปลงพระบรมศพนเี้ ปน็ คตเิ กำ่ แกท่ ส่ี มั พนั ธก์ บั อำรยธรรมเขมร ดงั เชน่ กำรสรำ้ งปรำสำทนครวดั
ทอ่ี ทุ ศิ ใหแ้ ดพ่ ระเจำ้ สรุ ยิ วรมนั ที่ ๒ เปน็ ตน้ ซงึ่ จะพบดว้ ยวำ่ แผนผงั กำรวำงตำ� แหนง่ ของอำคำรตำ่ งๆ
นัน้ ยังมคี วำมใกลเ้ คียงกนั อีกด้วยกบั พระเมรุในสมัยอยธุ ยำ

อนึ่ง ควำมจริงแล้ว พระเมรุไม่ไดท้ �ำให้เฉพำะกษัตรยิ ์เทำ่ น้ันหำกแตย่ ังมกี ำรสร้ำงพระเมรุ
ให้กับพระบรมวงศำนุวงศ์และขุนนำงอีกด้วยโดยมีรูปแบบที่แตกต่ำงกันไปตำมบรรดำศักด์ิและ
ฐำนำนุศักดิ์ สำมำรถแบ่งออกได้เป็น ๓ ช้ันคือ พระเมรุเอก โท และตรี ซ่ึงพระเมรุเอกคงไว้ให้
กบั พระมหำกษัตรยิ เ์ ท่ำนัน้ นอกจำกนี้ ในสมยั รตั นโกสินทร์ สมเด็จพระอนุชำธิรำช กรมพระรำชวงั
บวรมหำสุรสิงหนำทได้ทรงสร้ำงเมรุปูนส�ำหรับปลงศพผู้มีบรรดำศักด์ิ ทั้งนี้เพ่ือลดภำระปัญหำ
กำรปลงศพท่ีต้องสร้ำงพระเมรุทุกครั้งและยังเต็มไปด้วยเคร่ืองประกอบอีกหลำยอย่ำง โดยสร้ำง
เมรปุ นู ทแี่ รกคอื วดั สวุ รรณำรำม ตอ่ มำพระบำทสมเดจ็ พระนง่ั เกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั ไดท้ รงโปรดเกลำ้ ใหส้ รำ้ ง
อกี ทีว่ ดั อรุณรำชวรำรำมและวัดสระเกศ ซึ่งลว้ นเปน็ วัดทต่ี ้งั อย่นู อกก�ำแพงเมอื ง

ในพน้ื ทงี่ ำนพระเมรยุ งั มกี ำรจดั มหรสพ ซง่ึ เปน็ สว่ นหนงึ่ ของงำนสมโภชพระบรมศพ จำ� นวน
๗ วันหรือตำมควำมเหมำะสม อำจกล่ำวได้ว่ำ ด้วยแนวคิดท่ีเช่ือว่ำกษัตริย์ท่ีสวรรคตเสด็จกลับ
สสู่ วรรค์ ดังน้ัน เปำ้ หมำยหลักของงำนพระบรมศพจงึ มิใชง่ ำนโศกเศรำ้ หำกเปน็ งำนทนี่ ่ำยินดีปรดี ำ
และถอื เปน็ กำรเคำรพตอ่ กษตั รยิ เ์ ปน็ ครงั้ สดุ ทำ้ ยไปพรอ้ มกนั ตำมทห่ี ลกั ฐำนในสมยั อยธุ ยำตอนปลำย
ปรำกฏว่ำมหรสพท่ีเล่นมีโขน หุ่นกระบอก งิ้ว ละครชำตรี เทพทองมอญร�ำ เพลงปรบไก่ เสภำ
เลำ่ นยิ ำย ในสมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้ มเี พม่ิ เตมิ อกี เชน่ หมอลำ� หนงั เชดิ สงิ โต มงั กร ญวนรำ� กระถำง
เป็นต้น โดยแสดงในโรงระบำ� ทง้ั ๑๕ โรง ซ่ึงตั้งอยู่ระหวำ่ งระทำ (เสำดอกไมเ้ พลิง) ซ่ึงมักเรียกว่ำ
ช่องสทั ธำ สว่ นหนำ้ ระทำมีกำรตง้ั เสำส�ำหรบั เลน่ กำยกรรมตำ่ งๆ เช่น ไตล่ วด หกคะเมน นอนดำบ
เปน็ ตน้ ซึง่ กำรละเล่นต่ำงๆ นคี้ วบคมุ และเลน่ โดยขุนนำงช�ำนำญกำรทั้งหมด
๑๖ เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

จำกประเภทของมหรสพสะท้อนท่ีมำของวัฒนธรรมกำรละเล่นจำกหลำยชำติหลำยชนช้ัน
เชน่ ของไทยไดแ้ กก่ ำรเลน่ เพลงปรบไกแ่ ละเสภำ ของมอญไดแ้ กม่ อญรำ� ของเวยี ดนำม (ญวน) ไดแ้ ก่
รำ� กระถำง ของจนี ไดแ้ กง่ วิ้ เชน่ เดยี วกบั กำยกรรมทคี่ งมำจำกจนี ซงึ่ ไดร้ บั ควำมนยิ มอยำ่ งสงู ในสมยั
รำชวงศ์ถัง ในขณะที่กำรแสดงของรำชส�ำนักเช่นโขน ซ่ึงเล่นเรื่องรำมเกียรต์ิอันเป็นวรรณกรรม
ยอพระเกียรติกษัตริย์ เน้ือหำหลักมีที่มำจำกอินเดีย ส่วนท่ำทำงกำรเล่นผสมกันระหว่ำงอินเดีย
กับท้องถิ่น ของชำวบ้ำนร่วมกับรำชส�ำนักได้แก่ละครชำตรีท่ีมักเล่นเร่ืองพระสุธนนำงมโนห์รำและ
พระรถเสน (นำงสิบสอง) เหตุท่ีสองเรื่องน้ีนิยมเล่นเพรำะเป็นไปได้ว่ำเรื่องพระสุธนนำงมโนห์รำ
เป็นภำคจบของพระรถเสนนำงเมรี (สุจิตต์ วงษ์เทศ ๒๕๕๙) อำจกล่ำวได้ว่ำ พื้นที่งำนพระเมรุ
ยงั ไดก้ ลำยเปน็ พนื้ ทขี่ องกำรปะทะสงั สรรคท์ ำงวฒั นธรรมและชนชนั้ และแสวงหำควำมบนั เทงิ เรงิ ใจ
คลำยเศรำ้ ของเหลำ่ ขนุ นำงและไพรฟ่ ้ำไปพรอ้ มกัน อยำ่ งไรก็ตำม มหรสพงำนร่นื เริงตำ่ งๆ เหล่ำน้ี
รัชกำลที่ ๖ ได้มีพระประสงค์ให้ยกเลิกไปในงำนพระบรมศพของพระองค์เองเพ่ือเป็นกำรแสดง
ควำมเคำรพตอ่ ผลู้ ว่ งลบั อยำ่ งแทจ้ รงิ ทำ� ใหโ้ รงมหรสพ ตน้ กลั ปพฤกษท์ งิ้ ทำน และระทำดอกไมเ้ พลงิ
ถกู ยกเลกิ ไปทง้ั หมด ซงึ่ ไดเ้ ปลยี่ นบรรยำกำศของงำนพระเมรเุ คลอื บคลมุ ไปดว้ ยควำมเงยี บและเศรำ้ โศก

ส่วนทส่ี ่ี การถวายพระเพลิงและพธิ ีกรรมทเี่ กิดขน้ึ ภายหลงั
ในส่วนของขั้นตอนกำรถวำยพระเพลิงพระบรมศพ พระบรมศพในพระโกศหรือในหีบ
พระบรมศพจะถกู อญั เชญิ ไปประดษิ ฐำนบนพระจิตกำธำน หรือเรยี กอย่ำงสำมัญชนว่ำ เชิงตะกอน
ส�ำหรบั ส่วนประกอบของจิตกำธำนมี ๒ สว่ นคือ ฐำนเผำ และตำรำงเผำศพ โดยแท่นจิตกำธำนน้ี
จะได้รับกำรตกแต่งอย่ำงวิจิตรพิสดำร พร้อมท้ังมีไม้จันทน์และไม้หอมอ่ืนๆ ท่ีใช้เป็นเช้ือเพลิง
นอกจำกนแ้ี ลว้ ในครำวงำนพระบรมศพพระบำทสมเดจ็ พระจอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั ยงั มธี รรมเนยี มโบรำณ
บำงอย่ำงด้วยคอื กำรทิ้งเบยี้ ๓๓ เบี้ย เพื่อเป็นค่ำจ้ำงเผำต่อตำกลียำยกลำ ซึ่งเช่ือกนั ว่ำเป็นเจำ้ ของ
ปำ่ ชำ้ และมีมะพร้ำวแก้วอีกอยำ่ งท่ีใชส้ ำ� หรบั ล้ำงพระพักตรพ์ ระบรมศพหรอื ทฐ่ี ำนพระโกศ เพื่อเอำ
นำ้� บริสทุ ธ์ิทเ่ี ปรยี บกบั กศุ ลกรรมนน้ั ลำ้ งอกศุ ลกรรม
ในเอกสำรสมัยอยุธยำระบุว่ำ ไม้จันทน์ถูกใช้ในพิธีศพโดยมีท้ังน�ำไปวำงหรือเผำข้ำงศพ
เพอื่ ใหเ้ กดิ กลน่ิ หอม ในขณะทกี่ ำรถวำยพระเพลงิ พระบรมศพจะใชท้ อ่ นจนั ทนเ์ ปน็ ฟนื นยิ มใชต้ น้ จนั ทน์
ยนื ตน้ ตำยในปำ่ สำ� หรับดอกไมจ้ ันทนน์ ้นั ไมไ่ ด้มกี ำรระบุแน่ชดั วำ่ เรม่ิ ตน้ ใช้เมอื่ ใด สมเดจ็ ฯ เจ้ำฟ้ำ
กรมพระยำนรศิ รำนุวดั ตวิ งศท์ รงให้ควำมเหน็ ว่ำดอกไมจ้ นั ทน์เป็นของประดิษฐใ์ นสมัยหลัง โดยน�ำ
ท่อนจันทน์มำดัดแปลงเป็นดอกไม้ซ่ึงปกติใช้ร่วมกับ “ธูปเทียนข้ำวตอกดอกไม้” ท่ีใช้ขอขมำศพ
แน่นอนว่ำสำเหตุที่ใช้ไม้จันทน์เพรำะมีกลิ่นหอมสำมำรถกลบกล่ินของศพได้ แต่ท่ีต้องกลบกลิ่น
กเ็ พรำะงำนศพของผคู้ นในอษุ ำคเนยโ์ ดยเฉพำะกำรตงั้ พระบรมศพของกษตั รยิ ท์ ก่ี ระทำ� อยำ่ งยำวนำนนี้
ท�ำใหจ้ ำ� เปน็ ตอ้ งใช้ไม้ท่มี ีกลิน่ หอม
นอกจำกเช้ือเพลิงท่ีท�ำจำกท่อนจันทน์แล้ว เม่ือพระโกศพระบรมศพได้รับกำรอัญเชิญมำ
ประดิษฐำนยังพระจิตกำธำนภำยในพระเมรุแลว้ จะกระทำ� กำรเปลือ้ งพระลองช้นั นอกออก จำกน้ัน
เจำ้ พนกั งำนจะนำ� พระโกศจนั ทนเ์ ขำ้ ประกอบแทน เดมิ ทพี ระโกศจนั ทนน์ จ้ี ะเผำไปพรอ้ มกบั พระบรมศพ
แตภ่ ำยหลงั ได้มกี ำรเกบ็ ไวเ้ พอ่ื ใหค้ นรุ่นหลังไดศ้ กึ ษำงำนช่ำงโบรำณตำมพระรำชประเพณีเอำไว้

๑๗เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ครน้ั ครบกำ� หนดวนั สมโภชจงึ ถงึ วนั ถวำยพระเพลงิ พระบรมศพ เดมิ ทกี ำรนบั แตส่ มยั อยธุ ยำ
ถงึ สมยั รชั กำลท่ี ๕ แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ มกั จะถวำยพระเพลงิ ในชว่ งบำ่ ยและกระทำ� ใหเ้ สรจ็ ภำยใน
วันเดียวกัน ในจดหมายเหตุงานพระบรมศพเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ เมื่อ พ.ศ.๒๒๗๘
ไดร้ ะบขุ นั้ ตอนวำ่ พระบรมโกศทห่ี มุ้ ภำยนอกจะถกู ถอดออกเหลอื แตพ่ ระลองใน จำกนนั้ จงึ ใหล้ ดมำ่ น
พระเมรปุ ดิ ทง้ั สท่ี ศิ จำกนนั้ เจำ้ พนกั งำนจะตดิ ตงั้ เพดำนหยวก (กลว้ ย) เพอื่ ใชก้ นั ไฟไหม้ โดยผกู เหนอื
พระจิตกำธำน รวมทั้งติดตั้งเสำและตำรำงเหล็กที่ใช้ถวำยพระเพลิง ส่วนพระบรมศพถูกอัญเชิญ
ออกจำกพระลองมำสรงนำ�้ จำกนน้ั จงึ อญั เชญิ พระบรมศพขน้ึ ประดษิ ฐำนเหนอื พระจติ ธำกำน แลว้ จงึ
ถวำยพระเพลงิ ในระหวำ่ งนัน้ มีเครื่องดนตรปี ระโคมไปพร้อมกัน

อย่ำงไรกต็ ำม ในงำนพระบรมศพพระบำทสมเด็จพระจลุ จอมเกลำ้ เจำ้ อย่หู ัวน้ี ถือเปน็ งำน
ครั้งแรกที่เกิดธรรมเนียมกำรเปิดเพลิง หรือเรียกอย่ำงชำวบ้ำนว่ำเผำจริงและเผำหลอก (เผำพิธี)
กลำ่ วคอื ภำยหลงั จำกอญั เชญิ พระบรมศพจำกพระทน่ี งั่ ดสุ ติ มหำปรำสำทเพอ่ื ออกมำถวำยพระเพลงิ
ยังพระเมรทุ อ้ งสนำมหลวง กำรเปิดเพลิงจะกระทำ� ในตอนกลำงคืน ซงึ่ ระหวำ่ งกำรถวำยพระเพลิงนี้
ทหำรจะบรรเลงแตรวงพรอ้ มกับยิงปืนใหญ่และปืนเล็กเพอ่ื เป็นกำรถวำยพระเกียรตยิ ศ ธรรมเนยี ม
กำรเปิดเพลิงนี้เร่ิมต้นข้ึนเมื่อปลำยรัชกำลที่ ๕ โดยเป็นควำมคิดของเจ้ำพนักงำนเผำศพหลวง
ท่ีไม่ต้องกำรให้ผู้ที่ไปช่วยงำนเดือดร้อนร�ำคำญกลิ่นจำกกำรเผำศพ ธรรมเนียมดังกลำ่ วนี้ได้กลำย
มำเป็นแบบแผนกำรจัดงำนพระบรมศพและพระศพสืบเน่ืองมำ ดังเห็นได้จำกงำนถวำยพระเพลิง
พระบรมศพสมเดจ็ พระศรีนครนิ ทรำบรมรำชชนนี

ในวันรุ่งข้ึนจะเป็นกำรเก็บพระบรมอัฐิ ในครำวงำนพระบรมศพรัชกำลที่ ๕ นี้ พระบำท
สมเด็จพระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอยู่หัวและสมเด็จพระพันปีหลวงเสด็จข้ึนพระเมรุมำศ เจ้ำพนักงำน
ภษู ำมำลำเปดิ ผำ้ คลมุ พระองั คำร จำกนน้ั ทรงสรงนำ�้ พระสคุ นธท์ พ่ี ระบรมอฐั ิ เจำ้ พนกั งำนแจงพระรปู
และแปรพระรปู ถวำย จำกนน้ั ทรงจดุ เทยี นเครอื่ งนมสั กำรทองนอ้ ย และกรำบถวำยบงั คมพระบรมอฐั ิ
แลว้ ตำมดว้ ยรำชนกิ ลุ มำเดนิ สำมหำบ จำกนน้ั จงึ พระองคท์ รงประมวล (เลอื ก) พระบรมอฐั บิ รรจพุ ระโกศ

ขน้ั ตอนกำรแจงพระรปู และกำรเดนิ สำมหำบคอื ควำมพยำยำมใหข้ วญั กลบั คนื รำ่ ง ถงึ แมว้ ำ่
จะเปลยี่ นจำกประเพณกี ำรฝงั ศพมำเปน็ กำรเผำศพกต็ ำม โดยกำรแจงพระรปู จะเปน็ กำรเอำเถำ้ ถำ่ น
และกระดกู มำเรยี งเปน็ รปู คน ครงั้ แรกใหห้ นั หวั ไปทำงทศิ ตะวนั ตก ซงึ่ เปน็ ทศิ ของควำมตำย แลว้ คอ่ ย
หนั หวั มำทำงทศิ ตะวนั ออก ซง่ึ เปน็ ทศิ ของกำรเกดิ ขน้ั ตอนนเี้ รยี กวำ่ แปรรปู อำจสรปุ ไดว้ ำ่ สดุ ทำ้ ยแลว้
กำรตำยก็คือกำรเกดิ ข้นึ อีกครงั้ หนึ่ง ส่วนกำรเดินสำมหำบน้เี ลิกกระทำ� ในพิธหี ลวงไปแลว้ สำมหำบ
คือกำรให้ญำติหำบอำหำรแห้งและสด ระหว่ำงเดินมีกำรกู่ร้องและให้คนขำนรับ กำรกู่ร้องอำจเพ่ือ
เรยี กขวญั ผใี หก้ ลับคนื ร่ำงหรือให้มำรับอำหำรในสำมหำบเพือ่ เอำไปกินในโลกหน้ำ

หลงั จำกขนั้ ตอนขำ้ งตน้ นจี้ ะเปน็ พธิ กี ำรเกบ็ รกั ษำพระบรมอฐั ิ กำรลอยพระองั คำร และกำรบรรจุ
พระสรีรำงคำร (พระองั คำร) ท่ีสุสำนหลวงตำมล�ำดับ ซง่ึ โดยรวมแล้วเปน็ กำรผสมผสำนกันระหว่ำง
พิธีพุทธกับควำมเช่ือดั้งเดิมของคนในภูมิภำคนี้ เดิมทีในสมัยอยุธยำ สถำนที่ฌำปนกิจของผู้มี
บรรดำศกั ดสิ์ งู เชน่ พระเจำ้ แผน่ ดนิ จะทำ� กำรสรำ้ งพระเจดยี ค์ รอบทงั้ อฐั แิ ละองั คำรธำตุ ดงั เชน่ กำรสรำ้ ง
๑๘ เสด็จส่แู ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

วัดพระรำมท่ีสร้ำงขึ้นบนพ้ืนที่ถวำยพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จพระรำมำธิบดีอู่ทอง เป็นต้น
คติน้ีอำจสืบมำต้ังแต่ธรรมเนียมกำรสร้ำงปรำสำทบนป่ำช้ำอันเป็นพ้ืนท่ีศักดิ์สิทธ์ิ ดังเห็นได้จำก
กำรสรำ้ งปรำสำทพนมวนั เป็นตน้

ต่อมำได้เปลี่ยนมำเป็นกำรบรรจุพระอัฐิในพระเจดีย์เช่นกรณีพระบรมอัฐิของสมเด็จ
พระบรมไตรโลกนำถท่ีวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งท�ำให้วัดพระศรีสรรเพชญ์เปรียบได้กับสุสำนหลวง
และตอ่ มำไดม้ กี ำรใชท้ ำ้ ยจระนำ� ของพระวหิ ำรหลวงเปน็ สถำนทเ่ี กบ็ พระบรมอฐั แิ ละพระอฐั ิ ครนั้ สมยั
กรุงรัตนโกสินทร์ เกิดกำรเปล่ียนแปลงธรรมเนียม โดยพระบำทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ำจุฬำโลก
ทรงโปรดเกลำ้ ให้เกบ็ พระบรมอัฐขิ องพระปฐมบรมมหำชนกไวใ้ นพระบรมมหำรำชวงั แทน ไมบ่ รรจุ
ในพระเจดีย์ เนื่องด้วยเกรงว่ำถ้ำบ้ำนเมืองแตกแก่ข้ำศึกจะได้เอำพระบรมอัฐิไปด้วยได้โดยสะดวก
สถำนที่ประดิษฐำนพระบรมอฐั หิ อพระธำตมุ ณเฑียร ท�ำให้กลำยมำเปน็ ธรรมเนียมสืบมำในชั้นหลงั
ซึ่งตอ่ มำพระทีน่ ั่งจักรีมหำปรำสำทไดใ้ ชเ้ ป็นทเี่ กบ็ พระบรมอัฐอิ ีกแหง่ หน่งึ ดว้ ย

กำรเก็บพระบรมอฐั ขิ องพระมหำกษัตรยิ ใ์ นศำสนสถำนเชน่ เจดีย์ หรืออำคำร นีไ้ มป่ รำกฏ
ในธรรมเนยี มของศำสนำพรำหมณ์ แต่ปรำกฏเฉพำะในศำสนำพทุ ธท่บี รรจุพระบรมอฐั ิในพระเจดีย์
ซึ่งมีที่มำจำกกำรฝังศพในเนินดินแล้วเปลี่ยนมำเป็นกำรเผำแล้วเก็บพระอัฐิในเจดีย์ ในกรณีท่ี
รชั กำลท่ี ๑ ทรงใหเ้ กบ็ พระบรมอฐั ใิ นพระบรมมหำรำชวงั นี้ อำจสมั พนั ธก์ บั แนวคดิ ดงั้ เดมิ ในกำรตงั้ ศพ
ในบำ้ น หรอื ยอ้ นกลบั ไปสมยั กอ่ นประวตั ศิ ำสตรท์ เี่ ปน็ กำรฝงั ศพใตถ้ นุ เรอื น รอ่ งรอยนอี้ ำจเหน็ ไดจ้ ำก
ก่อนหน้ำกำรน�ำพระบรมอัฐิไปประดิษฐำนยังหอพระธำตุมณเฑียรน้ีจะมีกำรสมโภชพระบรมอัฐิ
ทพี่ ระเมรแุ ละบำ� เพญ็ พระรำชกศุ ลทพ่ี ระทนี่ งั่ ดสุ ติ มหำปรำสำท ซง่ึ เสถยี รโกเศศอธบิ ำยวำ่ กำรทำ� บญุ อฐั ิ
ในเรือนถอื เปน็ งำนมงคล เพรำะเปน็ กำรท�ำบญุ เรือน

ในส่วนของพระอังคำรนั้น ในสมยั ก่อนหนำ้ รัชกำลท่ี ๖ จะน�ำไปลอยยงั วัดปทุมคงคำ ซง่ึ
ธรรมเนยี มนย้ี กเลกิ ไปโดยรชั กำลที่ ๖ เมอื่ ครงั้ งำนพระบรมศพรชั กำลท่ี ๕ โดยเปลยี่ นใหเ้ ปน็ อญั เชญิ
ไปบรรจุไว้ยังใต้ฐำนรัตนสิงหำสน์ของพระพุทธชินรำชที่วัดเบญจมบพิตร ส่วนเจ้ำนำยพระองค์อื่น
มกี ำรบรรจยุ ังสถำนทอ่ี นั เหน็ สมควรต่ำงกันไป

แบบอยำ่ งธรรมเนยี มกำรลอยพระองั คำร (องั คำรแปลวำ่ ขเ้ี ถำ้ ) นสี้ นั นษิ ฐำนวำ่ ไดแ้ บบอยำ่ ง
มำจำกพรำหมณ์หรือพุทธ เหตุที่ลอยที่วัดปทุมคงคำ คงเพรำะชื่อคงคำพ้องกับชื่อแม่น้�ำศักด์ิสิทธ์ิ
ของอนิ เดยี ทก่ี รงุ พำรำณสี อยำ่ งไรกต็ ำม สงั เกตไดว้ ำ่ พระองั คำรและพระบรมอฐั ขิ องสมเดจ็ พระไชย
รำชำธิรำชได้น�ำบรรจุในพระโกศเงินแล้วแห่ไปโดยกระบวนเรือไปยังท่ีวัดแห่งหน่ึง เช่นเดียวกับ
พระบรมอัฐิของสมเดจ็ พระเจ้ำอยู่หวั บรมโกศท่ีอญั เชญิ ขนึ้ เรอื พระทน่ี ่ังเมอ่ื ถึงหน้ำวัดไชยวฒั นำรำม
แลว้ จงึ จรดพระองั คำรคอื กำรถว่ งลงในนำ�้ ระหวำ่ งพำยเรอื นยี้ งั มกี ำรรอ้ งโหโ่ ยนยำวกนั ออื้ องึ พรอ้ มกบั
เสียงฆ้องกลองและปี่พำทย์รำดตะโพนอีกด้วย แบบแผนดังกล่ำวคงสืบมำจำกควำมเชื่อดั้งเดิมคือ
เรือส่งวิญญำณ แต่เปลี่ยนจำกศพมำเป็นอังคำรแทน ประเพณีกำรเก็บศพในโลงรูปเรือและส่งศพ
ไปตำมแมน่ ำ�้ แลว้ ไปเกบ็ ยงั ถำ้� นยี้ งั ปรำกฏในกลมุ่ ชนบนเกำะบอรเ์ นยี ว และในไทยเองกพ็ บประเพณี
กำรเก็บศพในโลงรปู เรือ (ผแี มน) น้ีทีถ่ �้ำในจงั หวัดกำญจนบุรแี ละแม่ฮอ่ งสอนเช่นกัน

๑๙เสด็จสู่แดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

จำกที่กล่ำวมำทั้งหมด จะเห็นได้ว่ำในงำนพระบรมศพและพระเมรุนั้นเต็มไปด้วยควำมรู้
มำกมำยทส่ี ะทอ้ นทง้ั รำกทำงวฒั นธรรมดงั้ เดมิ ของคนในภมู ภิ ำคน้ี และอทิ ธพิ ลของศำสนำพทุ ธและ
พรำหมณ์ ซงึ่ ไดผ้ สมผสำนกนั และหลำยสงิ่ หลำยอยำ่ งยงั คงสบื เนอ่ื งมำจนถงึ ทกุ วนั น้ี โดยรำยละเอยี ด
ของประเด็นตำ่ งๆ จะถูกนำ� เสนอผ่ำนกำรวเิ ครำะห์ในบทควำม ๑๙ เรอ่ื งในหนังสือเล่มนี้
๑๙ ทัศนะตอ่ งานพระบรมศพและพระเมรุ

บทควำม ๑๙ เร่ืองในหนังสือเล่มน้ีเขียนขึ้นโดยนักวิชำกำรรุ่นใหม่ผู้เช่ียวชำญสำขำ
ประวัติศำสตร์ โบรำณคดี ประวตั ิศำสตรศ์ ิลปะ ภำษำไทย และวรรณคดี ท�ำใหม้ ุมมองและวธิ ีวิทยำ
ในกำรศึกษำเร่ืองงำนพระบรมศพและพระเมรุนั้นมีควำมแตกต่ำงกัน อย่ำงไรก็ดี ในภำพรวมแล้ว
เนอื้ หำทง้ั หมดมคี วำมสอดคลอ้ งกนั และนำ� เสนอประเดน็ หลำยอยำ่ งทนี่ ำ่ สนใจ ซงึ่ ไมส่ ำมำรถหำอำ่ น
ได้ง่ำยนักจำกหนังสือทั่วไป อำจมีบำงท่ำนคิดว่ำบทควำมบำงเรื่องในหนังสือเล่มนี้มีเน้ือหำที่หนัก
เกินไป ไม่เหมำะส�ำหรับกำรศึกษำในระดับโรงเรียนเพรำะพิมพ์ภำยใต้งบประมำณของส�ำนักงำน
คณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำน กระทรวงศึกษำธิกำร ทว่ำกำรที่จะพัฒนำคุณภำพกำรศึกษำ
ของไทยให้ก้ำวหน้ำในอนำคตได้น้ัน สิ่งส�ำคัญอย่ำงยิ่งยวดท่ีต้องเร่งท�ำคือกำรพัฒนำองค์ควำมรู้
ทำงวิชำกำร ซ่ึงนี่คือเป้ำหมำยส่วนหนึ่งของกำรจัดท�ำหนังสือเล่มน้ีข้ึนมำ อน่ึง ต้องกล่ำวก่อนว่ำ
ปัญหำอย่ำงหน่ึงของกำรเขียนอธิบำยเก่ียวกับพระรำชพิธีพระบรมศพและพระเมรุในหนังสือเล่มนี้
คือกำรใช้ค�ำรำชำศัพท์ เพรำะมีควำมต่ำงกันในเรื่องล�ำดับฐำนันดรและอิสริยยศของผู้วำยชนม์
รวมถึงควำมต่ำงของวิธีกำรจัดล�ำดับศักดิ์ระหว่ำงกษัตริย์ต่ำงประเทศ ดังน้ัน รำชำศัพท์ต่ำงๆ ได้
พยำยำมใชแ้ ละจดั วำงอยำ่ งเหมำะสมและระมัดระวงั ตำมสมควร

เนอ้ื หำของบทตำ่ งๆ ลำ� ดบั จำกเวลำทำงประวตั ศิ ำสตรแ์ ละขนั้ ตอนพธิ พี ระบรมศพ กลำ่ วคอื
บทควำมเร่ิมต้นด้วยกำรเล่ำเร่ืองคติควำมเชื่อเกี่ยวกับควำมตำยจำกสมัยบรรพกำลมำจนถึง
งำนพระบรมศพและพระเมรุในสมัยอยุธยำ และรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน โดยประเด็นร่วมกัน
ของทุกบทควำมคือควำมพยำยำมในกำรอธิบำยถึงคติควำมเชื่อเก่ียวกับควำมตำยด้ังเดิมของคน
ในภมู ภิ ำคนท้ี ผ่ี สมผสำนเขำ้ กบั ควำมเชอื่ จำกอนิ เดยี และตอ่ มำไดผ้ สมผสำนเขำ้ กบั ควำมเชอ่ื ทง้ั จำก
จีนและตะวันตก ซ่ึงในท้ำยท่ีสุดได้ตกทอดมำเป็นพระรำชพิธีพระบรมศพและพระเมรุดังท่ีเห็น
ในทุกวันน้ี ต่อไปนี้จะขอสรุปเน้ือหำหลักของบทควำมโดยย่อและประเด็นส�ำคัญบำงเร่ืองท่ีข้ำพเจ้ำ
เหน็ จำกกำรอำ่ นบทควำม ดังน้ี

บทควำมแรกในหนังสือเล่มนี้คือ คนตาย เพราะขวัญหายต้องท�าพิธีเรียกขวัญนาน
หลายวนั : งานศพปัจจุบนั สืบทอดพิธีกรรมหลายพนั ปีมาแล้ว โดย นาย สุจติ ต์ วงษเ์ ทศ นบั ได้วำ่
เป็นบทควำมที่ท้ำทำยต่อกรอบคิดกระบวนกำรภำรตภิวัฒน์ (Indianization) คือกำรท�ำให้เป็น
อนิ เดยี อยำ่ งยง่ิ ทเี่ สนอโดยนกั วชิ ำกำรฝรง่ั เศสคอื ยอรจ์ เซเดส์ เพรำะควำมพยำยำมในกำรชใี้ หเ้ หน็ วำ่
รำกฐำนทำงควำมเชอ่ื และวฒั นธรรมควำมตำยของไทยหรอื อำจมองแบบรวมๆ วำ่ คอื “อษุ ำคเนย”์ นน้ั
มีมำก่อนจะรบั วฒั นธรรมจำกอินเดยี อย่ำงน้อยก็ ๒,๕๐๐ ปมี ำแล้ว และยงั มพี ลงั ด�ำรงอย่จู นกระทง่ั
ในปจั จุบัน ซ่ึงสำมำรถสังเกตได้ผ่ำนพิธกี รรมควำมตำยไม่ว่ำจะเป็นงำนศพเจ้ำหรอื สำมญั ชนก็ตำม
สำเหตทุ งี่ ำนศพหรอื พระบรมศพในไทยตอ้ งทำ� นำนกวำ่ ในโลกตะวนั ตกกเ็ พรำะมคี วำมเชอ่ื วำ่ “ขวญั ” นน้ั

๒๐ เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

เพียงแคอ่ อกจำกรำ่ งเพยี งชวั่ ครำว วันหน่งึ ก็จะกลับมำ ท�ำใหเ้ กดิ พิธเี รียกขวัญ ซึ่งต้องจดั งำนร่นื เริง
เพอ่ื เช้ือเชญิ ให้ขวญั กลับมำ และมเี กดิ มีพธิ ีกรรมกำรฝงั ศพคร้ังท่ี ๒ คือกำรเก็บศพเก็บกระดูกในไห
ทต่ี อ่ มำไดพ้ ฒั นำกลำยเปน็ โกศ (พระบรมโกศ) ในปจั จบุ นั แตถ่ ำ้ ขวญั ไมก่ ลบั คนในสมยั โบรำณกจ็ ะ
ทำ� พธิ สี ง่ ขวญั ดว้ ยกำรใชเ้ รอื สง่ ขวญั /วญิ ญำณ ซง่ึ ภำยหลงั ไดป้ รบั เปลย่ี นรปู แบบกลำยมำเปน็ รำชรถ
แน่นอนแนวคิดน้ียังต้องรอกำรพิสูจน์ให้มำกขึ้นแต่อย่ำงน้อยท่ีสุดก็ได้ช่วยกรุยทำงให้นักวิชำกำร
รุ่นหลังทจี่ ะไม่อธบิ ำยทกุ ส่ิงทกุ อย่ำงวำ่ ได้รับอิทธิพลมำจำกอนิ เดียทั้งหมด

พธิ พี ระบรมศพนบั เปน็ ขน้ั ตอนประณตี มรี ำยละเอยี ดตำ่ งๆ มำก บทควำมเรอื่ ง พระราชพธิ ี
พระบรมศพพระมหากษัตรยิ ์ในสมยั รัตนโกสินทร์โดยสังเขป โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัสวีสริ ิ
เปรมกลุ นนั ท์ แหง่ มหำวทิ ยำลยั ศลิ ปำกร เปน็ บทควำมเปดิ ทใี่ หภ้ ำพรวมของขน้ั ตอนและแบบแผน
เกยี่ วกบั พระรำชพธิ พี ระบรมศพนบั ตงั้ แตต่ น้ จนจบ คอื นบั ตง้ั แตข่ น้ั ตอนกำรสรงนำ�้ และถวำยเครอื่ งทรง
พระบรมศพไปจนถงึ กำรจัดเกบ็ พระบรมอฐั ิ ท�ำให้เกิดภำพและควำมเขำ้ ใจตอ่ พระรำชพิธชี ดั เจนข้นึ
นอกจำกนี้ ในบทควำมยังแทรกประเด็นท่ีมีควำมน่ำสนใจในแง่มุมของประวัติศำสตร์ศิลปะด้วย
กค็ อื กำรนำ� พระชฎำและเครอ่ื งประดบั ทท่ี รงพระบรมศพของกษตั รยิ ไ์ ปหลอ่ ขนึ้ เปน็ พระพทุ ธรปู ซงึ่
เครอ่ื งประดบั ของพระบรมศพนพ้ี บวำ่ มคี วำมคลำ้ ยคลงึ กนั อยำ่ งมำกกบั ภษู ำอำภรณแ์ ละเครอื่ งถนมิ
พมิ พำภรณ์ (คอื เครอื่ งประดบั ) ของพระพทุ ธรปู ทรงเครอ่ื ง ในประเดน็ ดงั กลำ่ วน้ี ทำ� ใหข้ ำ้ พเจำ้ นกึ ถงึ
ภำวะของกำรเปล่ยี นรูป (transform) จำกรำ่ งกำยที่เป็นเนอ้ื หนงั ไปส่รู ำ่ งกำยที่เป็นอมตะหรือเปน็
นิรันดร์ หรือจำกกำยเน้ือไปสู่กำยท่ลี ะเอยี ดขึน้ ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั แนวคิดในกำรศกึ ษำรำ่ งกำย (body)
ของนกั วชิ ำกำรตำ่ งประเทศทใี่ หค้ วำมสำ� คญั กบั กำรอธบิ ำยภำวะเปลย่ี นผำ่ น และที่น่ำสนใจด้วยก็คือ
ลักษณะเด่นอย่ำงหน่ึงของภูมิภำคอุษำคเนย์ที่มีกำรสร้ำงพระพุทธรูปหรือเทวรูปให้เป็นที่สถิตของ
พระวิญญำณของกษัตริย์ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ไม่พบในอินเดียทั้งๆ ที่เป็นต้นก�ำเนิดของกำรสร้ำง
พระพุทธรูป ดังนั้น คงไม่ผิดนักที่จะกล่ำวว่ำพระพุทธรูปท่ีเกิดจำกกำรหล่อด้วยพระชฎำและ
เครื่องประดับคือรูปจ�ำลองของพระมหำกษัตรยิ ใ์ นรูปที่เป็นพระพทุ ธเจ้ำ

บทควำมเรอ่ื งการสรงนา�้ และประดษิ ฐานพระบรมศพ โดย อาจารย์ ธนโชติ เกยี รตณิ ภทั ร
แหง่ มหำวิทยำลัยรำมค�ำแหง เปน็ กำรอธิบำยระเบยี บและขนั้ ตอนกำรสรงนำ�้ รวมถึงกำรประดษิ ฐำน
พระบรมศพลงในพระบรมโกศ อำจกล่ำวได้ว่ำถ้ำหำกเปรียบเทียบข้ันตอนดังกล่ำวกับกำรท�ำศพ
ของสำมญั ชนแลว้ กำรสรงนำ�้ พระบรมศพกค็ อื กำรอำบนำ�้ ศพ โดยมเี ปำ้ หมำยเพอ่ื ใหศ้ พสะอำด และ
อำจตคี วำมไดว้ ำ่ เปน็ กำรชำ� ระลำ้ งใหร้ ำ่ งกำยบรสิ ทุ ธเ์ิ พอื่ เตรยี มตวั เดนิ ทำงไปโลกหนำ้ ดว้ ยเหตนุ เ้ี อง
จึงจ�ำเป็นต้องกำรแต่งเครื่องแต่งกำยใหม่ให้กับศพด้วย ในขณะที่กำรประดิษฐำนพระบรมศพลงใน
พระบรมโกศก็คือกำรบรรจุศพลงในโลงศพ ต่ำงกันแต่ว่ำศพสำมัญชนบรรจุลงในโลงรูปสี่เหล่ียม
แตพ่ ระบรมศพบรรจขุ องในพระบรมโกศ ซง่ึ มรี ปู ทรงคลำ้ ยกบั โถมฝี ำปดิ ทตี่ งั้ ขนึ้ โดยมี ๒ ชนั้ ชนั้ นอก
มไี วเ้ พอ่ื ประดบั ตกแตง่ ใหส้ วยงำมเรยี กวำ่ “พระโกศทองใหญ”่ ถำ้ เปรยี บเทยี บกบั สำมญั ชนในปจั จบุ นั
ก็คือโลงศพช้ันนอกท่ีมักมีสีขำวตกแต่งด้วยลำยทองอย่ำงสวยงำม ส่วนชั้นในเรียกว่ำ “พระลอง”
ค�ำว่ำลองนี้มำจำกค�ำว่ำโลง มีลักษณะเป็นโกศท่ีไม่มีกำรตกแต่งลวดลำยอะไร ไม่ต่ำงจำกโลงศพ
ช้นั ในของสำมัญชนท่ีไว้ใช้ส�ำหรบั กำรเผำในเมรุ

๒๑เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

ภำยในพระที่น่ังดุสิตมหำปรำสำท ซึ่งเป็นท่ีประดิษฐำนพระบรมโกศของรัชกำลท่ี ๙ นั้น
จะเห็นได้ว่ำเต็มไปด้วยเคร่ืองประกอบพระรำชพิธีพระบรมศพจ�ำนวนมำก ซึ่งยำกนักที่สำมัญชน
โดยทวั่ ไปจะทรำบไดว้ ำ่ ชน้ิ ไหนเปน็ อะไรบำ้ ง มหี นำ้ ทกี่ ำรใชง้ ำนอยำ่ งไร และมคี ตคิ วำมเชอื่ ใดแฝงอยู่
ในบทควำมเรอื่ ง ศลิ ปะและคตคิ วามเชอ่ื ในเครอื่ งประกอบพระราชพธิ พี ระบรมศพ โดย อาจารย์ ธนกฤต
ลออสวุ รรณ แหง่ มหำวทิ ยำลยั รำมคำ� แหง เปน็ บทควำมทอี่ ธบิ ำยเครอื่ งประกอบพระรำชพธิ แี ทบจะ
ท้ังหมดอย่ำงละเอียดลออ ซึ่งด้ำนหนึ่งท�ำให้เห็นถึงระเบียบแบบแผนของรำชส�ำนักท่ีสะท้อนรำก
ทำงวฒั นธรรมทมี่ มี ำอยำ่ งยำวนำน แตอ่ กี ดำ้ นหนงึ่ ทสี่ ำ� คญั ดว้ ยกค็ อื กำรประดบั ตกแตง่ และกำรถวำย
เคร่ืองประกอบพระรำชพิธีพระบรมศพของรัชกำลท่ี ๙ น้ี มีควำมพิเศษกว่ำคร้ังใดๆ ซ่ึงสำมำรถ
สังเกตได้จำกจ�ำนวนและศักดิ์ของเครื่องประกอบพระรำชพิธี ท้ังน้ีเป็นเพรำะ “พระบำทสมเด็จ
พระเจ้ำอยู่หัวในพระบรมโกศ” พระองค์ทรงเป็นพระมหำกษัตริย์ผู้ย่ิงใหญ่และประกอบพระรำช
กรณยี กจิ เพอ่ื ปวงชนชำวไทยและประเทศอย่ำงที่ยำกจะหำพระมหำกษัตริย์พระองค์ใดมำเทียบได้
นั่นเอง นอกจำกน้ีแล้ว สิ่งหน่ึงที่เม่ืออ่ำนบทควำมนี้อยำกจะชวนให้สังเกตด้วยว่ำ ประกำรแรก
แบบแผนของกำรจัดวำงต้ังแต่งเครื่องประกอบพระรำชพิธีในคร้ังน้ีมีควำมคล้ำยคลึงกับในสมัย
พระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอยู่หัว รัชกำลท่ี ๖ ท้ังน้ีคงเป็นเพรำะในสมัยดังกล่ำวน้ีเป็นช่วง
เวลำที่ระเบียบแบบแผนท่ีผสมผสำนกันระหว่ำงสยำมเก่ำกับสยำมใหม่ท่ีปรำกฏในงำนพระบรมศพ
เริ่มเกิดควำมลงตัวแล้ว ประกำรท่ีสอง มีควำมพยำยำมหลำยอย่ำงในกำรที่จะตั้งแต่งจัดวำงเครื่อง
ประกอบพระรำชพิธีพระบรมศพรัชกำลที่ ๙ ให้มีควำมคล้ำยคลึงกับรัชกำลท่ี ๕ ท้ังน้ีเพรำะถือว่ำ
ทงั้ สองพระองคเ์ ปน็ พระมหำกษตั รยิ ผ์ ยู้ ง่ิ ใหญด่ ว้ ยกนั ทง้ั คู่ ประกำรทสี่ ำม เครอ่ื งประกอบพระรำชพธิ ี
ที่ถวำยพระบรมศพนี้ ถ้ำเปรียบเทียบกับธรรมเนียมของสำมัญชนแล้วก็คือเคร่ืองเซ่นศพเพ่ือให้
ผตู้ ำยนำ� ไปใช้ในโลกหนำ้ แต่ในขณะเดยี วกันกก็ ลบั สรำ้ งควำมร้สู ึกใหว้ ำ่ ผ้ตู ำยน้ันยังมีชวี ติ อยูเ่ พียง
แตเ่ ป็นอกี โลกหน่งึ เท่ำนนั้ อำจกล่ำวไดว้ ำ่ กำรอ่ำนส่งิ สำ� คญั ท่ดี ูเหมอื นจะเป็นสง่ิ ละอันพนั ละน้อยนี้
แท้จริงแล้วก็คือกำรอ่ำนเพื่อเข้ำใจระบบคิดในกำรจัดระเบียบสิ่งของเพื่อเช่ือมโยงกับมิติทำง
ประวตั ศิ ำสตร์

สิ่งท่ีขำดไม่ได้ในงำนศพไม่ว่ำจะเป็นสำมัญชนหรือเจ้ำก็คือ ดนตรี ถือเป็นควำมงำม
ควำมไพเรำะภำยใตค้ วำมโศกเศรำ้ บทควำมเร่ือง ดนตรใี นพระราชพิธพี ระบรมศพ โดย อาจารย์
ดร.สายปา่ น ปรุ วิ รรณชนะ แห่งสถำบันเทคโนโลยีปทุมวนั ได้ช้ีเหน็ ถึงหนำ้ ทีข่ องดนตรีท่ีไม่ได้มี
เพียงกำรสร้ำงบรรยำกำศในงำนศพหรือท�ำให้งำนศพไม่เงียบงัน แต่หำกดนตรียังมีหน้ำที่อีก
หลำยประกำร ซ่ึงอำจแบ่งออกได้เป็น ๒ แบบหลักคือ แบบแรกคือ หน้ำท่ีของดนตรีตำมคติ
แบบจำรีต ซึ่งมีหน้ำท่ีในกำรเรียกขวัญให้กลับคืนสู่ร่ำง และเสียงดนตรีเป็นเสมือนกับสะพำน
เช่ือมต่อระหว่ำงโลกน้ีกับโลกหน้ำ เป็นต้น แบบท่ีสองคือ หน้ำท่ีของดนตรีตำมคติแบบสมัยใหม่
ซง่ึ เปน็ กำรแสดงควำมอำลยั ควำมโศกเศรำ้ และกำรยอพระเกยี รติ ซงึ่ สะทอ้ นถงึ ควำมผกู พนั ระหวำ่ ง
ประชำชนกบั พระองคท์ ่ำนได้เป็นอยำ่ งดี

จะเหน็ ไดว้ ำ่ ในชว่ งทร่ี ชั กำลที่ ๙ เสดจ็ สวรรคตไมน่ ำนนกั ไดเ้ กดิ ขอ้ ถกเถยี งมำกมำยเกยี่ วกบั
เครอื่ งแต่งกำยที่ใชใ้ นกำรไวท้ กุ ข์ ซึ่งสำเหตขุ องกำรถกเถยี งดังกล่ำวเกดิ ขึ้นส่วนหน่งึ เปน็ ผลมำจำก
๒๒ เสด็จสู่แดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

กำรขำดองคค์ วำมรใู้ นเรอื่ งกำรไว้ทกุ ข์ บทควำมเร่ือง พฒั นาการธรรมเนียมไวท้ ุกข์ จากระเบยี บรัฐ
สู่มารยาททางสังคม โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล แห่งมหำวิทยำลัย
รำมค�ำแหง เป็นกำรอธิบำยพัฒนำกำรและควำมเป็นมำของธรรมเนียมกำรไว้ทุกข์นับต้ังแต่อดีต
จนถงึ ปจั จบุ ัน ซ่ึงเดิมนนั้ ผู้คนในอุษำคเนยโ์ ดยเฉพำะในดินแดนท่เี รียกวำ่ ประเทศไทยมีธรรมเนยี ม
กำรไวท้ กุ ขด์ ว้ ยกำรนงุ่ หม่ สขี ำวเปน็ หลกั ถำ้ ไมม่ กี ส็ ำมำรถทจ่ี ะแตง่ ชดุ สอี น่ื ๆ ได้ หรอื บำงกลมุ่ ชำตพิ นั ธ์ุ
กไ็ มไ่ ดม้ ีธรรมเนยี มกำรแตง่ ชุดสขี ำวก็สำมำรถใช้สอี น่ื ไดเ้ ช่นกนั นอกจำกนแี้ ล้วยงั เปน็ ไปได้ด้วยวำ่
ธรรมเนยี มกำรนงุ่ หม่ ขำวของสยำมอำจสมั พนั ธก์ บั วฒั นธรรมจนี อยำ่ งไรกต็ ำม เมอ่ื สยำมรบั คำ่ นยิ ม
จำกตะวันตกในสมัยรัชกำลที่ ๔-๕ เข้ำมำได้เกิดธรรมเนียมกำรแต่งชุดงำนศพและไว้ทุกข์
ด้วยชุดด�ำ โดยมีกฎเกณฑ์อย่ำงง่ำยๆ ก็คือ ถ้ำผู้ตำยเป็นผู้ใหญ่กว่ำมีศักดิ์มำกกว่ำให้แต่งชุดขำว
ในทำงตรงกันข้ำมถ้ำผู้ตำยอำยุน้อยกว่ำมีศักด์ิน้อยกว่ำให้แต่งชุดด�ำ นอกจำกน้ีแล้วในช่วงเวลำ
ดังกล่ำวยังได้เกิดธรรมเนียมปลีกย่อยอ่ืนๆ ท่ียังคงท�ำมำอยู่จนถึงปัจจุบันคือกำรแจกกำร์ดงำนศพ
แต่แล้วจุดตัดท่ีส�ำคัญที่ท�ำให้ชุดสีด�ำกลำยเป็นสีงำนศพก็คือภำยหลังจำกกำรเปล่ียนแปลง
กำรปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ จนอำจกล่ำวได้ว่ำ เสื้อผ้ำท่ีแต่งไปงำนศพหรือไว้ทุกข์เป็นผลผลิต
ทำงประวัติศำสตร์ และสัมพันธ์กับต�ำแหน่งแห่งท่ีทำงสังคม ซ่ึงอำจจะอนุมำนได้ด้วยว่ำเหตุท่ีสีด�ำ
ถกู เลอื กขึ้นมำนัน้ กเ็ พรำะสีดำ� คอื สีของผนู้ ้อยทีห่ มำยถงึ ประชำชนน่ันเอง

“ตะวนั ตก” ในควำมหมำยกวำ้ งไดก้ ลำยเปน็ แกนกลำงทำงวฒั นธรรมและระเบยี บแบบแผน
ใหมข่ องรำชสำ� นกั สยำม/ไทย นบั ตง้ั แตส่ มยั รชั กำลท่ี ๔ เปน็ ตน้ มำไมเ่ วน้ แมแ้ ตใ่ นงำนศพ บทควำม
เรอื่ งธรรมเนียมตะวนั ตกในพระราชพธิ พี ระบรมศพกษัตรยิ ส์ ยาม โดย อาจารย์ วสิน ทบั วงษ์ แห่ง
มหำวิทยำลัยรำชภัฏสงขลำ ได้ชี้ให้เห็นถึงกำรปรับเปลี่ยนพระรำชพิธีพระบรมศพของสยำม
โดยผสมผสำนเข้ำกับตะวันตกโดยมีอังกฤษเป็นต้นแบบส�ำคัญ ดังเห็นได้จำกธรรมเนียมปฏิบัติ
หลำยประกำร นับตั้งแต่กำรอนุญำตให้ประชำชนสำมำรถเข้ำไปกรำบถวำยบังคับพระบรมศพ
ถงึ ในพระบรมมหำรำชวงั ได้ ซงึ่ สะทอ้ นกำรเปลยี่ นแปลงโลกทศั นข์ องชนชนั้ นำ� สยำมทม่ี ตี อ่ พสกนกิ ร
อีกธรรมเนียมหน่ึงที่เกิดข้ึนก็คือกำรใส่ชุดไปงำนศพและไว้ทุกข์ด้วยชุดสีด�ำ ซึ่งบทควำมน้ีบอก
อย่ำงชัดเจนว่ำเป็นอิทธิพลที่ได้รับจำกกำรแต่งชุดไว้ทุกข์ของสมเด็จพระบรมรำชินีนำถวิกตอเรีย
ดังเหน็ ไดจ้ ำกเมอ่ื รชั กำลที่ ๕ เสดจ็ สวรรคต สมเดจ็ พระศรพี ชั รนิ ทรำบรมรำชนิ นี ำถ ในรัชกำลท่ี ๕
ได้ทรงไว้ทุกข์ด้วยกำรแต่งชุดด�ำเช่นกันตำมโอกำส นอกเหนือไปจำกน้ี ชนช้ันน�ำสยำมยังรับ
ธรรมเนียมกำรยิงสลุตถวำยควำมเคำรพแด่พระบรมศพ และกำรใช้รำชรถปืนใหญ่แห่พระบรมศพ
ซ่ึงก็ได้รับอิทธิพลมำจำกอังกฤษเช่นกัน หำกกล่ำวในอีกทำงหนึ่งก็คือ ภำยหลังจำกอำรยธรรม
ตะวันตกได้กลำยมำแกนของอำรยธรรมแทนที่อินเดียและจีนแล้ว ชนชั้นน�ำสยำมก็ได้ปรับมำ
ประยุกต์ใช้กับของด้ังเดิม ซึ่งท�ำให้ประเพณีมีควำมร่วมสมัย หรือมองในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ จำรีต
ประเพณีนน้ั มกี ำรปรับเปล่ียนอยตู่ ลอดเวลำไม่ได้หยดุ เคลอ่ื นไหวอย่ำงท่คี ดิ กนั โดยท่วั ไป

ควำมตำยเป็นเรื่องส�ำคัญของคนในทุกศำสนำควำมเชื่อ ในวรรณคดีไทยที่แต่ง
โดยชนช้ันน�ำสยำมท้ังในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ดีหรือสมัยอยุธยำนอกจำกจะมีกำรบรรยำยถึงฉำก
พระรำชพธิ พี ระบรมศพแลว้ ยงั มกี ำรพรรณนำถงึ พธิ กี รรมเกย่ี วกบั ควำมตำยของคนในแตล่ ะศำสนำ

๒3เสดจ็ สแู่ ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

ที่อยู่ภำยใต้พระบรมโพธิสมภำรหรือบ้ำงก็รับรู้ผ่ำนวรรณกรรมต่ำงชำติ บทควำมเร่ือง พ้ืนที่ของ
พระ ผี ฤๅษี และบาทหลวง ในพิธีกรรมความตายในสังคมไทยจากฉากงานพระศพ โดย ผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ ดร.อภิลักษณ์ เกษมผลกูล แห่งมหำวิทยำลัยมหิดล อำจกล่ำวได้ว่ำสังคมไทย
ท้ังสมัยรัตนโกสินทร์หรืออยุธยำต่ำงเป็นสังคมนำนำชำติหลำกวัฒนธรรม (อำจเรียกได้ว่ำเป็น
cosmopolitan) ดังนั้น เป้ำหมำยของบทควำมน้ีอย่ำงหน่ึงก็คือ ควำมพยำยำมในกำรอธิบำย
ใหเ้ หน็ วำ่ นอกจำกงำนพระศพอยำ่ งไทยแล้ว ในสังคมไทยยังมงี ำนศพแบบอืน่ ๆ ซงึ่ ชนชนั้ น�ำสยำม
ได้ท�ำกำรบันทึกไว้ในรูปของวรรณคดี ดังน้ัน แน่นอนในเมื่อภำษำในกำรบันทึกต้องท�ำให้สวยและ
กระชับสมเป็นวรรณคดีแต่ก็พบได้ว่ำพิธีกรรมศพของบำงศำสนำมีรำยละเอียดบำงประกำร
ท่ีผิดปกติไปจำกองค์ควำมรู้ในปัจจุบันท่ีมี เพรำะกำรรับรู้ของผู้แต่งวรรณคดีนั่นเอง อย่ำงไรก็ตำม
กำรคน้ พบควำมผดิ ปกตเิ ลก็ ๆ นอ้ ยๆ นเ้ี อง ท่ีทำ� ให้ต้องหดั สงั เกตให้มำกขนึ้ เวลำทอ่ี ่ำนวรรณคดี

ด้วยเช้ือสำยของรำชวงศ์จักรีท่ีมีเชื้อสำยของชำวจีนผสมผสำน ท�ำให้ในงำนพระรำชพิธี
พระบรมศพนับแต่รัชสมัยพระบำทสมเด็จพระนัง่ เกล้ำเจำ้ อยู่หัว รชั กำลที่ ๓ มธี รรมเนยี มกำรถวำย
กงเตก๊ ขนึ้ แตค่ วำมเขำ้ ใจนก้ี เ็ ปน็ เพยี งขอ้ มลู พนื้ ฐำนทค่ี นทว่ั ไปรบั รกู้ นั ทวำ่ บทควำมเรอื่ ง พธิ กี งเตก๊
ในราชสา� นกั ไทย โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สรุ สทิ ธ์ิ อมรวณชิ ศกั ด์ิ แหง่ มหำวทิ ยำลยั ธรรมศำสตร์
ไมเ่ พยี งอธบิ ำยใหถ้ งึ แนวคดิ ของชำวจนี ในกำรทำ� กงเตก๊ เทำ่ นนั้ หำกแตย่ งั ชว่ ยทำ� ใหเ้ หน็ วำ่ พระสงฆ์
ท่ีเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมในงำนพระบรมศพนั้นไม่ใช่มีเพียงพระจีนเท่ำน้ันหำกแต่ยังมีพระญวณ
(เวียดนำม) ที่มีบทบำทส�ำคัญในพิธีกรรมดังกล่ำวอีกด้วย ซ่ึงกำรเข้ำมำมีอิทธิพลของพระญวน
ในรำชส�ำนักนี้มีควำมสัมพันธ์อย่ำงลึกซ้ึงท้ังในแง่มุมทำงประวัติศำสตร์และควำมสนพระทัย
ส่วนพระองค์ระหว่ำงรัชกำลที่ ๔ กับผู้น�ำพระสงฆ์ฝ่ำยอนัมนิกำยคือองฮึงเจ้ำอำวำสวัดญวน
ตลำดน้อย อำจกล่ำวได้วำ่ บทควำมนไ้ี มใ่ ช่บทควำมท่ีทำ� ให้เข้ำใจพธิ กี รรมกงเต๊ก ทวำ่ สงิ่ สำ� คัญด้วย
คือกำรมองเห็นประวตั ศิ ำสตร์ของชำวจีนและญวน นับตงั้ แต่ตน้ กรุงรัตนโกสินทร์จนถงึ ปัจจบุ ันผ่ำน
กงเตก๊

บทควำมเร่ือง เมรุในศิลปะอินเดีย โดย รองศาสตราจารย์ ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี แห่ง
มหำวิทยำลัยศิลปำกร ได้อธิบำยอย่ำงชัดเจนว่ำ ถึงแม้ว่ำโดยรูปแบบและคติของพระเมรุมำศ
ของไทยจะรับมำจำกอินเดยี กต็ ำม แตง่ ำนศพ-งำนพระบรมศพของอนิ เดยี เองก็ไม่เคยมีธรรมเนียม
กำรสร้ำงพระเมรุมำศเพ่ือใช้ในกำรเผำศพ โดยมีเพียงกำรเผำศพอย่ำงเรียบง่ำยท่ีฆำฏหรือท่ำน�้ำ
เผำศพริมแม่น้�ำคงคำเท่ำน้ัน ดังน้ัน พระเมรุมำศจึงเป็นคติควำมเช่ือท่ีผู้คนในอุษำคเนย์รับแล้ว
มำปรับปรุงให้กลำยเป็นแบบแผนพิธีกรรมในเร่ืองควำมตำย (mortuary practice) ของตัวเอง
พดู อกี แบบคือเป็นกำรผสมควำมเชื่อระหวำ่ งอินเดยี กบั ทอ้ งถิน่ (India + Local)

ในบทควำมเรอื่ ง สเุ มรบุ รรพต ในจกั รวาลวทิ ยาอนิ เดยี และสยาม โดย ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์
ดร.ชานปว์ ชิ ช์ ทดั แกว้ แหง่ จฬุ ำลงกรณม์ หำวทิ ยำลยั ถอื ไดว้ ำ่ เปน็ สว่ นขยำยตอ่ กำรทำ� ควำมเขำ้ ใจ
คติควำมเช่ือเรื่องเขำพระเมรุในอินเดียอย่ำงละเอียดทั้งในศำสนำพุทธและฮินดู เมื่อศำสนำพุทธ
รบั คตคิ วำมเชอื่ เรอื่ งเขำพระเมรมุ ำจำกฮนิ ดแู ลว้ มกี ำรปรบั ใชอ้ ยำ่ งไร ซง่ึ ทำ� ใหเ้ กดิ ภำพทช่ี ดั เจนขนึ้ วำ่
ในกำรสรำ้ งพระเมรมุ ำศของไทย (กระทง่ั ในงำนศลิ ปกรรมอนั เนอื่ งในศำสนำของไทย) มสี ว่ นเหมอื น
๒4 เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

และสว่ นตำ่ งจำกคตคิ วำมเชอ่ื ในอนิ เดยี อยำ่ งไรบำ้ ง ดงั จะเหน็ ไดช้ ดั วำ่ พระเมรมุ ำศและงำนพระบรมศพ
คอื ภำพสะทอ้ นของกำรผสมผสำนควำมเชอ่ื ระหวำ่ งคตพิ ทุ ธกบั ฮนิ ดเู ขำ้ ดว้ ยกนั ซง่ึ ผำ่ นกำรตคี วำมของ
ผู้คนในอุษำคเนย์

อำจกลำ่ วไดว้ ำ่ รปู แบบของพระเมรมุ ำศและปรำงคไ์ ทยนนั้ ไดร้ บั ทงั้ อทิ ธพิ ลในแงข่ องคตแิ ละ
รูปแบบทำงสถำปตั ยกรรมจำกรัฐโบรำณทีเ่ คยย่งิ ใหญม่ ำก่อนคอื อำณำจักรเขมร (กมั พูชำ) ดังนนั้
ในบทควำมเร่อื ง สืบย้อนความสมั พนั ธ์ของปราสาทเขมร พระปรางค์ไทย และพระเมรุยอดปรางค์
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง แห่งมหำวิทยำลัยศิลปำกร บทควำมได้ช้ี
ใหเ้ หน็ วำ่ นับต้ังแต่พระเมรุมำศสมัยพระบำทสมเด็จพระจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว รัชกำลที่ ๔ ข้ึนไปนั้น
ถอื เปน็ มรดกตกทอดไปไกลถงึ วฒั นธรรมเขมรโบรำณ ดงั เหน็ ไดจ้ ำกกำรสรำ้ งปรำสำทนครวดั ทสี่ รำ้ ง
เพอื่ อทุ ศิ ใหก้ บั พระเจำ้ สรู ยวรมนั ที่ ๒ (สรุ ยิ วรมนั ท่ี ๒) เมอื่ เกอื บพนั ปที แี่ ลว้ เพยี งแตป่ รบั จำกคตฮิ ินดู
ให้กลำยมำเปน็ พุทธเท่ำนนั้

เมื่อไม่นำนมำน้ีได้มีกำรค้นพบภำพวำดพระเมรุและกระบวนแห่พระบรมศพของสมเด็จ
พระเทพรำชำ โดย Barend J. Terwiel ผ้เู ชี่ยวชำญประวัตศิ ำสตร์ไทย นับเปน็ ครงั้ แรก ที่ท�ำให้เห็น
รปู แบบของพระเมรแุ ละกระบวนแหพ่ ระบรมศพสมยั อยธุ ยำ มำกกวำ่ จะจนิ ตนำกำรจำกคำ� พรรณนำ
ในเอกสำรเก่ำเพียงอย่ำงเดียว อย่ำงไรก็ดี ภำพวำดน้ียังไม่ได้รับกำรวิเครำะห์มำกนัก ผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ พชิ ญา สมุ่ จนิ ดา แห่งมหำวทิ ยำลยั เชียงใหม่ จงึ ไดเ้ ขียนบทควำมเรอื่ ง ขอ้ วนิ จิ ฉยั
เกี่ยวกับภาพงานพระเมรุสมเด็จพระเพทราชาที่ค้นพบใหม่ เพื่อเป็นกำรวิเครำะห์ภำพวำดน้ี
อย่ำงละเอียด ท�ำให้เข้ำใจรูปแบบและองค์ประกอบแห่งงำนพระเมรุพระบรมศพของกษัตริย์
สมัยอยุธยำได้เป็นอย่ำงดี ซึ่งช่วยให้สำมำรถน�ำไปเปรียบเทียบเพื่อเข้ำใจควำมเปลี่ยนแปลงของ
รปู แบบพระเมรแุ ละกระบวนแห่พระบรมศพสมยั รัตนโกสินทรไ์ ด้ บทควำมได้อธิบำยชดั วำ่ พระเมรุ
สมัยต้นรัตนโกสินทร์สืบมีควำมใกล้เคียงอย่ำงมำกกับสมัยสมเด็จพระเพทรำชำ พระเมรุทอง
ส่ือควำมหมำยถึงวิมำนไพชยนตบ์ นเขำพระสุเมรุ สิ่งปลกู สรำ้ งต่ำงๆ ทัง้ โรงสังเค็ด โรงร�ำ ระทำ และ
พมุ่ ดอกไมเ้ พลงิ ทตี่ ง้ั ตำมรำยทำงกระบวนเชญิ พระบรมศพมคี วำมหมำยเชงิ สญั ลกั ษณต์ ำมคตจิ กั รวำล
และกำรบ�ำเพ็ญบำรมีในพุทธศำสนำของกษัตริย์ท้ังในฐำนะที่ทรงเป็นสมมติเทพและกำรสั่งสม
พระบำรมี เพอื่ รอกำรตรสั รู้เป็นพระพุทธเจ้ำในอนำคต

หลำยท่ำนคงเคยไดย้ นิ วำ่ วดั ไชยวัฒนำรำมสมยั กรุงศรอี ยุธยำเป็นวดั ท่ีสรำ้ งขน้ึ บนนิวำส
สถำนเดิมของพระรำชมำรดำท่ีเสียชีวิตไปก่อนท่ีสมเด็จพระเจ้ำปรำสำททองจะข้ึนครองรำชย์ แต่
ค�ำถำมท่ีไปไกลกว่ำน้ันก็คือแนวคิดในกำรสร้ำงวัดบนพ้ืนท่ีถวำยพระเพลิงพระบรมศพโดยเฉพำะ
ในสมยั อยธุ ยำนนั้ มมี ำตงั้ แตเ่ มอื่ ใด ในบทควำมเรอ่ื ง ธรรมเนยี มสรา้ งวดั บนทถ่ี วายพระเพลงิ พระบรมศพ
ในสมยั อยุธยา เรื่องจรงิ หรือเรื่องแต่ง? โดย ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ประภัสสร์ ชวู ิเชยี ร แห่ง
มหำวิทยำลัยศิลปำกร ได้แสดงให้เห็นว่ำแนวคิดเร่ืองกำรสร้ำงศำสนสถำนเหนือพื้นที่ปลงศพ
มีมำแล้วในวัฒนธรรมเขมรตัวอย่ำงเช่นที่ปรำสำทพนมวัน หรือในวัฒนธรรมสุโขทัยเช่นท่ีวัดชมช่ืน
เป็นต้น ซึ่งท้ังสองแห่งพบกำรสร้ำงศำสนสถำนเหนือพ้ืนท่ีฝังศพที่มีมำแล้วตั้งแต่สมัยก่อน
ประวตั ศิ ำสตรต์ อนปลำยหรอื ตน้ ประวตั ศิ ำสตร์ หมำยควำมวำ่ หลกั คดิ ในกำรสรำ้ งศำสนสถำนบำงแหง่

๒5เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

ของคนสมัยโบรำณนั้นสัมพันธ์กับกำรสร้ำงบนพื้นท่ีศักด์ิสิทธ์ิ (sacred place) นอกจำกนี้แล้ว
ศำสนำพุทธยังเป็นกรอบแนวคิดส�ำคัญท่ีซ้อนทับลงไปในกำรสร้ำงเจดีย์หรือปรำงค์ขึ้นด้วย
เพอ่ื เปน็ กำรทำ� ใหพ้ นื้ ทแ่ี หง่ นน้ั เปรยี บเสมอื นกบั พน้ื ทท่ี พี่ ระพทุ ธเจำ้ ทรงเคยเสดจ็ มำ หรอื อยำ่ งนอ้ ย
กเ็ ป็นพน้ื ท่ใี นกำรร�ำลกึ ถึงพระพทุ ธองค์ ดงั น้นั เมื่อมกี ำรตำยของบุคคลสำ� คญั เกดิ ข้นึ จึงเป็นเหตใุ ห้
มีกำรสร้ำงเจดีย์ข้ึนเพ่ือให้สอดคล้องกับแนวคิดทำงพระพุทธศำสนำที่ต้องก�ำหนดให้พื้นท่ีใด
พนื้ ทหี่ นง่ึ เปน็ พนื้ ทศี่ กั ดสิ์ ทิ ธ์ิ อำจกลำ่ วไดว้ ำ่ บทควำมนต้ี อ้ งกำรหำสงิ่ ทเี่ รยี กวำ่ แกนกลำงของควำมคดิ
หรือสำรัตถะ (essential) ในกำรสร้ำงศำสนสถำนของคนโบรำณ

บทควำมเรอื่ ง กระบวนทศั นท์ แี่ ปรเปลยี่ นในการออกแบบพระเมรใุ นสมยั รตั นโกสนิ ทร์ โดย
อาจารย์ ดร.เกรยี งไกร เกิดศริ ิ แห่งมหำวทิ ยำลัยศลิ ปำกร และคณะนักวิจยั ประกอบด้วยวรนิ ทร์
รวมสา� ราญ, ภทั ร ราหลุ , วษิ ณุ หอมนาน, กลุ พชั ร์ เสนวี งศ์ ณ อยธุ ยา, และ แสงจนั ทร์ ผอู้ ยสู่ ขุ
ได้พยำยำมน�ำเสนอว่ำ พระเมรุไม่ใช่เป็นเพียงสถำนที่ใช้ส�ำหรับกำรประกอบงำนพระบรมศพและ
พระศพเท่ำน้ัน หำกยังเป็นกำรแสดงออกถึงพระรำชอ�ำนำจและส่งเสริมควำมเป็นกษัตริย์ในยุคต้น
รัตนโกสินทร์ไปพร้อมกัน ด้วยเหตุน้ี ท�ำให้พระบำทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ำจุฬำโลกมหำรำช
ทรงจ�ำเป็นตอ้ งมีกำรจัดพระรำชพธิ ีพระบรมศพพระชนกนำถ ของพระองค์ อยำ่ งไรก็ตำม เม่ือเขำ้ สู่
สมยั รชั กำลที่ ๔ สถำปตั ยกรรมพระเมรมุ ำศไดม้ กี ำรเปลย่ี นแปลงอยำ่ งพลกิ ฝำ่ มอื กลำ่ วคอื ตวั อยำ่ งเชน่
พระเมรุบำงหลังเช่นของพระเจ้ำลูกเธอ เจ้ำฟ้ำจันทรมณฑลโสภณภัควดี ท่ีสร้ำงปรำสำทอยู่บน
ภเู ขำจ�ำลองแทนเขำพระสเุ มรทุ ด่ี สู มจริง นอกจำกนแ้ี ล้ว รูปแบบของสถำปตั ยกรรมพระเมรุยังเกดิ
ควำมเปลยี่ นแปลงอยำ่ งใหญห่ ลวงอกี ประกำรหนงึ่ ในสมยั รชั กำลที่ ๕ คอื ออกแบบพระเมรทุ รงบษุ บก
หรอื มณฑปขึ้น ซงึ่ ต่อมำเมือ่ พระบำทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้ำสวรรคต เหลำ่ เสนำบดีจงึ ได้ตัดสนิ ใจ
สร้ำงพระเมรุของรัชกำลท่ี ๕ เป็นทรงบุษบก ซึ่งได้กลำยเป็นต้นแบบให้กับพระเมรุมำศสมัยหลัง
ดงั เชน่ พระเมรขุ องพระบำทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหำภมู พิ ลอดลุ ยเดช ดว้ ยเหตนุ เี้ อง จงึ ทำ� ใหพ้ ระเมรุ
ทรงบษุ บกได้กลำยเปน็ พระเมรุเฉพำะของพระเจ้ำแผ่นดินแทนทพ่ี ระเมรทุ รงปรำสำทยอดปรำงค์

บทควำมเร่ือง ราชรถในงานพระบรมศพสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นบทควำมท่ีต่อเนื่อง
จำกเร่ืองรำวกระบวนพระบรมศพกษัตริย์สมัยอยุธยำที่อัญเชิญด้วยรำชรถ บทควำมน้ีเขียนโดย
นาย ยทุ ธนาวรากร แสงอรา่ ม ภณั ฑำรกั ษป์ ระจำ� กรมศลิ ปำกร โดยเปน็ บทควำมทอ่ี ธบิ ำยรปู แบบ
ทำงศิลปะของพระมหำพิชัยรำชรถ เวชยันตรำชรถ และรำชรถองค์อ่ืนๆ ซึ่งต่ำงแฝงไปด้วย
ประวัติศำสตร์กำรสร้ำงและคติควำมเชื่ออย่ำงละเอียดลออ เพรำะไม่เพียงรำชรถจะเป็นสัญลักษณ์
ของกษัตริย์ท่ีเปรียบเสมือนกับพระอินทร์หรือท้ำวสักกเทวรำชเท่ำนั้น หำกแต่ยังสัมพันธ์กับ
คติควำมเชื่อในพระพุทธศำสนำด้วยโดยเฉพำะพระมหำพิชัยรำชรถที่มีช่ือปรำกฏในคัมภีร์
ทำงพระพุทธศำสนำที่ต้องกำรสื่อควำมหมำยถึงกำรชนะสงครำมอันย่ิงใหญ่คือกิเลส ดังนั้น
คงไมผ่ ดิ นกั ทจ่ี ะกลำ่ วไดว้ ำ่ กำรอญั เชญิ พระบรมศพบนพระมหำพชิ ยั รำชรถกค็ อื อญั เชญิ พระผปู้ รำบมำร
คือพระพทุ ธเจำ้

ท้ังรำชส�ำนักและผู้คนในอุษำคเนย์ต่ำงมีกำรรับและแลกเปล่ียนวัฒนธรรมกันมำต้ังแต่
อดีตจนถงึ ปจั จบุ นั งำนพระบรมศพและพระเมรุไม่ไดจ้ ดั ขึน้ เฉพำะในประเทศไทยเท่ำนั้น หำกแตย่ ัง
๒๖ เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ถือปฏิบัติในประเทศเพื่อนบ้ำนอีกด้วย ได้แก่ กัมพูชำ ลำว เมียนมำ (พม่ำ) และอินโดนีเซีย
ทเี่ กำะบำหลี เพอ่ื เปน็ กำรเปดิ มมุ มองและเปรยี บเทยี บควำมเหมอื นควำมตำ่ งของพระรำชพธิ พี ระบรมศพ
จึงได้เลือกเฉพำะประเทศที่มีพรมแดนประชิดติดกับประเทศไทย ได้แก่ กัมพูชำ ลำว และพม่ำ
บทควำมทง้ั สำมเรอื่ งไดแ้ ก่ เรอ่ื ง งานพระศพกษตั รยิ ล์ า้ นชา้ งในสมยั รฐั จารตี โดย อาจารย์ ธรี ะวฒั น์
แสนค�า แห่งมหำวิทยำลัยรำชภัฏเลย เร่ือง พระราชพิธีพระบรมศพพระมหากษัตริย์กัมพูชา
โดย นาย ซรี อ็ ง เลง และ อาจารย์ ณัฐพล จันทรง์ าม แหง่ มหำวทิ ยำลยั ศิลปำกร และสุดทำ้ ย
เรอ่ื งตงี โจ่หด์ อ่ : งานพระบรมศพของกษตั รยิ ์เมียนม่ามีงตยาจี โดย นาย สทิ ธิพร เนตรนยิ ม แห่ง
มหำวิทยำลัยมหิดล ในภำพรวมจะพบว่ำพระรำชพิธีพระบรมศพของไทยนั้นมีควำมคล้ำยคลึงกัน
อย่ำงมำกกับกัมพูชำและลำวโดยเฉพำะกำรประดิษฐำนพระบรมศพลงในพระบรมโกศ รวมถึง
กำรใช้รำชรถอัญเชญิ พระบรมศพ แสดงว่ำท้ังสำมประเทศหรอื อำณำจกั รนีเ้ คยมีวัฒนธรรมร่วมรำก
กันอย่ำงเหนียวแน่น ในขณะที่พม่ำไม่มีธรรมเนียมกำรประดิษฐำนพระบรมศพลงในพระบรมโกศ
หำกแต่ใช้โลงศพแทน ทว่ำสิ่งหนึ่งที่มีลักษณะร่วมกันก็คือกำรใช้รำชรถและพระเมรุ จนอำจกล่ำว
ได้ว่ำพิธีพระบรมศพของกษัตริย์ในภูมิภำคอุษำคเนย์น้ีมีวัฒนธรรมร่วมกัน และถือเป็นอัตลักษณ์
และตัวตนทำงวัฒนธรรมควำมตำยของคนในภูมภิ ำคนน้ี นั่ เอง

ในทำ้ ยทส่ี ดุ ขอขอบพระคณุ หนว่ ยงำนและผทู้ ม่ี สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งดงั นี้ นำยกำรณุ สกลุ ประดษิ ฐ์
เลขำธิกำรคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน, ดร.เฉลิมชัย พันธ์เลิศ ผู้อ�ำนวยกำรสถำบัน
สังคมศึกษำ, ฆัสรำ ขมะวรรณ มุกดำวจิ ิตร ผอู้ ำ� นวยกำรฝ่ำยวชิ ำกำร มิวเซยี มสยำม, ดร.ด�ำรงค์
อดุลยฤทธิกุล คณบดีคณะศิลปศำสตร์ และ ดร.ภำสพงศ์ ศรีพิจำรณ์ รองคณบดีฝ่ำยวิชำกำร
คณะศิลปศำสตร์ มหำวิทยำลยั ธรรมศำสตร,์ นกั วิชำกำรทกุ ทำ่ นทเี่ ขยี นบทควำมต่ำงๆ ในหนงั สอื
เล่มน้ี และยังเป็นท่ีปรึกษำให้กับผู้เขียนด้ำนข้อมูลอีกด้วย นอกจำกนี้ ขอขอบคุณผู้ช่วยเหลือ
ดำ้ นขอ้ มลู ดงั น้ี อำจำรยก์ ติ ตพิ งศ์ บญุ เกดิ คณะอกั ษรศำสตร์ จฬุ ำลงกรณม์ หำวทิ ยำลยั , นำยคงสจั จำ
สุวรรณเพ็ชร และบุคคลต่ำงๆ อกี เป็นจ�ำนวนมำกที่ไมไ่ ดก้ ลำ่ วถึงในท่นี ้ี

๒๗เสด็จสูแ่ ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

รายการอ้างอิง
กรมศลิ ปำกร. ๒๕๕๙. การประโคมยา�่ ยาม. Available at: https://goo.gl/2YNjDx [สบื คน้ เมอื่ ๒๓ พ.ค.

๒๕๖๐].
นนทพร อยมู่ ง่ั ม.ี ธรรมเนยี มพระบรมศพและพระศพเจา้ นาย, พมิ พค์ รงั้ ที่ ๒. กรงุ เทพฯ: มตชิ น.
นนั นำ วรเนตวิ งศ์ และคณะ. ๒๕๓๘. “กำรทอ่ งเทยี่ ว กำรเดนิ ทำง และกำรผจญภยั ของเฟอรด์ นิ นั ด์ เมนเดซ

ปนิ โต,” ใน รวมเรอ่ื งแปลหนงั สอื และเอกสารทางประวตั ศิ าสตร์ ชดุ ที่ ๓. กรงุ เทพฯ: กรมศลิ ปำกร.
แนง่ นอ้ ย ศกั ดศ์ิ ร,ี ม.ร.ว. และคณะ. ๒๕๕๕. สถาปตั ยกรรมพระเมรใุ นสยาม, เลม่ ๑ และ เลม่ ๒. กรงุ เทพฯ:

ธนำคำรกรงุ เทพ และ สมำคมสถำปนกิ สยำม.
บำ� เพญ็ ณ อบุ ล และคณะ. ๒๕๓๕. อบุ ลราชธานี ๒๐๐ ป.ี กรงุ เทพฯ : หำ้ งหนุ้ สว่ นจำ� กดั โรงพมิ พช์ วนพมิ พ.์
พพิ ฒั น์ กระแจะจนั ทร.์ ๒๕๕๘. “พญำคนั คำกบกุ สวรรคป์ รำบภยั แลง้ สเู้ ทวดำ,” ศลิ ปวฒั นธรรม. ปที ี่ ๓๖,

ฉบบั ที่ ๑๐ (ส.ค. ๒๕๕๘), น.๑๓๘-๑๕๗.
สจุ ติ ต์ วงษเ์ ทศ. ๒๕๕๖. “ดนตรผี ี เพอ่ื ชวี ติ คน” ใน ผี ในหลกั ฐานคนตายและคนเปน็ , พพิ ฒั น์ กระแจะจนั ทร,์

บรรณำธกิ ำร. กรงุ เทพฯ: คณะศลิ ปศำสตร์ มหำวทิ ยำลยั ธรรมศำสตร.์
สจุ ติ ต์ วงษเ์ ทศ. ๒๕๕๙. “พระสธุ น มโนหร์ ำ ภำคจบของพระรถ เมรี วรรณกรรมลมุ่ นำ้� โขงเลอื่ นลงลมุ่ นำ้�

เจำ้ พระยำถงึ ภำคใต,้ ” ใน มตชิ นออนไลน.์ วนั ที่ ๒๐ พฤษภำคม ๒๕๕๙. Available at: https://
www.matichon.co.th/news/142989 [สบื คน้ เมอื่ ๑๐ พ.ค. ๒๕๖๐].
Terwiel, Barend J. 2016. “Two Scrolls Depicting Phra Petracha’s Funeral Procession in 1704 and
the Riddle of their Creation.” Journal of the Siam Society (Vol.14), pp.79 - 94.

๒๘ เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ



คนตายเพราะขวญั หาย ต้องท�าพิธเี รียกขวญั นานหลายวัน
:งานศพปจั จุบันสืบทอดพธิ ีกรรมหลายพนั ปมี าแล้ว

สจุ ิตต์ วงษเ์ ทศ

มติชน, http://www.sujitwongthes.com

พธิ ศี พรำว ๒,๕๐๐ ปมี ำแลว้ จำกภำพเขยี นบนผนงั ถำ้� ทเ่ี ขยี นขน้ึ ๒ ครำวทบั ซอ้ นกนั อำจยคุ เดยี วกนั หรอื
ไลเ่ ลยี่ กนั ครำวแรกเขยี นแบบเงำทบึ ครำวหลงั เขยี นแบบโครงรำ่ ง

[คัดลอกจำกภำพเขยี นถ้ำ� ลำยแทง บ้ำนผำสำมยอด ต.ผำนกเคำ้ อ.ภูกระดึง จ.เลย จำกหนงั สือ ศิลปะถ�้า
จงั หวัดเลย (พเยำว์ เขม็ นำค เรียบเรียง) กรมศิลปำกร พิมพค์ รั้งแรก พ.ศ.๒๕๓๔]

งำนศพเปน็ พิธีกรรมสำ� คญั และยิ่งใหญ่ท่สี ดุ ในชวี ิตของมนษุ ย์ทั้งโลก
ในไทยมีงำนศพต่อเนื่องยำวนำนหลำยวันหลำยคืน แล้วมีมหรสพร้องร�ำท�ำเพลง ดีดสี
ตีเป่ำสนุกสนำนด้วยฆ้องกลองปี่ ล้วนเก่ียวข้องกับควำมเชื่อเร่ืองขวัญในศำสนำผีของอุษำคเนย์
หลำยพันปมี ำแลว้

๒๙เสด็จส่แู ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

จะรวบรวมหลกั ฐำนประวตั ศิ ำสตร์ โบรำณคดี และมำนษุ ยวทิ ยำ เทำ่ ทหี่ ำไดม้ ำตคี วำมและ
อธิบำย แลว้ เรียบเรียงเล่ำเร่อื งอยำ่ งงำ่ ยๆ ไม่เคร่งครดั ตำมลำ� ดับต้ังแตต่ ้นจนปลำย ดังน้ี

(๑) ขวัญของคน มองไมเ่ หน็ จบั ตอ้ งไมไ่ ด้ (๒) เรียกขวญั เพรำะขวญั หำย ตอ้ งท�ำพธิ นี ำน
หลำยวันหลำยคืน (๓) แหล่งฝังศพ อยู่ใต้ถุนเรือน และลำนกลำงบ้ำน (๔) ส่งขวัญข้ึนเมืองฟ้ำ
มีหมำน�ำ ต้องไปทำงน�้ำ (๕) เคร่ืองประโคมงำนศพ ปี่, ฆ้อง, กลอง ต้นแบบปี่พำทย์ (๖) สรุป
งำนศพปัจจุบัน สืบทอดพธิ กี รรมหลำยพนั ปมี ำแลว้

พิธีกรรมยังท�ำสืบเนื่องจนปัจจุบัน แต่ส่วนปลีกย่อยบำงอย่ำงปรับเปล่ียนให้สอดคล้อง
วิถีชีวิตของสงั คมสมยั ใหมท่ ี่เปล่ยี นไปจำกเดิม
พิธกี รรมในภาพเขยี น ๒,5๐๐ ปีมาแล้ว

ภำพเขยี นถำ�้ ลำยแทง อ.ภกู ระดงึ จ.เลย นำ่ จะเปน็ งำนศพ หรอื พธิ กี รรมเกยี่ วกบั ควำมตำย
ยคุ ดกึ ดำ� บรรพ์หลำยพนั ปีมำแลว้ หรือกอ่ นมภี ำพเขยี น

รูปคนทัง้ แบบเงำทบึ และแบบโครงรำ่ ง ต้ังใจวำดไมเ่ ข้ำสัดสว่ นคนจริงยคุ นนั้ (ทั้งๆ ท�ำได้)
เพรำะเจตนำแสดงรปู บรรพชน (สรปุ จำกเรอ่ื ง “ศิลปะถ้�าและชาวสวุ รรณภมู ”ิ ของ นธิ ิ เอียวศรวี งศ์
พิมพ์รวมในหนังสือ ประวัติศาสตร์แห่งชาติฯ ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรวัฒนธรรมแห่งชำติ พิมพ์
คร้ังแรก พ.ศ.๒๕๔๙) ที่ตำยไปเป็นผีขวัญสิงสู่อยู่เมืองบนเมืองฟ้ำ (หรือที่ใดที่หน่ึง) ซึ่งไกลมำก
อีกฟำกหน่ึงของนำ่ นน�้ำกวำ้ งใหญ่

มรี ูปคนแนวนอน นำ่ จะหมำยถงึ คนตำยท่ีขวัญหำย แลว้ ขวญั ไม่คืนร่ำง
หมำเปน็ สตั วน์ ำ� ทำงผขี วญั ทเี่ พง่ิ ตำยตอ้ งเดนิ ทำงไกลมำกไปอยกู่ บั บรรพชนเมอื งฟำ้ เพรำะ
ผขี วญั ใหม่ไปโดดเด่ยี วไมถ่ ูก
มีรูปคนท�ำท่ำเป่ำเขำสัตว์ หรือเป่ำอะไรสักอย่ำงให้มีเสียงดัง กับมีรูปคนสวมหน้ำกำก
เขำสัตวแ์ ละคนอ่นื ๆ ท�ำท่ำคล้ำยร้องร�ำทำ� เพลงใน “งนั เฮือนดี” พธิ ีเรียกขวัญคนื รำ่ ง (คนตำย)
กิจกรรมในภำพเขียนถ้�ำลำยแทงไม่ยุติแค่น้ี อำจมีผู้อธิบำยเป็นอย่ำงอ่ืนท่ีต่ำงไปก็ได้
ไมจ่ �ำเป็นต้องพธิ ีศพเทำ่ นั้น
พิธศี พตา่ งระดับ
ชมุ ชนยคุ แรกเรม่ิ เมอื่ หลำยพนั ปมี ำแลว้ มคี นตำ่ งระดบั ไดแ้ ก่ คนตระกลู ผนู้ ำ� กบั คนธรรมดำ
สำมญั ชนทวั่ ไป พิธศี พจงึ มตี ำ่ งกนั
๑. พิธีศพตระกูลผู้น�ำ ได้แก่ หมอผีหัวหน้ำเผ่ำพันธุ์ มีพิธีกรรมก�ำหนดกฎเกณฑ์เป็น
แบบแผน ในหลุมศพพบโครงกระดูกและเคร่ืองมือเคร่ืองใช้ต่ำงๆ จ�ำนวนมำกท�ำจำกเทคโนโลยี
กำ้ วหน้ำ (น่ำเชอื่ ว่ำเป็นต้นทำงพธิ ีศพสืบจนปจั จุบนั )
๒. พิธีศพคนท่ัวไป ไม่พบหลักฐำนเหมือนศพตระกูลผู้น�ำ เข้ำใจว่ำท�ำพิธีเรียกขวัญ
ชว่ งเวลำหน่งึ ก่อน เม่อื เสรจ็ แลว้ ทิ้งไวก้ ลำงท่งุ หรือกลำงปำ่ ปล่อยให้แรง้ กำกินซำกศพน้ัน
มีร่องรอยประเพณีอยู่ท่ีม่อนนะแฮ้ง [(แฮ้ง คือ แร้ง) อ.แจ้ห่ม จ.ล�ำปำง] พบกองหิน
เป็นเนินรูปวงกลม ชำวบ้ำนเอำศพไปวำงบนเนินให้แร้งลงกินเน้ือหนังจนเหลือแต่ซำก ต่อจำกน้ัน

3๐ เสด็จส่แู ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ



เอำโครงกระดูกไปท�ำพิธีฝังบริเวณหินตั้ง บนม่อนนะแฮ้ง (จำกหนังสือ สร้างบ้านแปงเมือง ของ
ศรีศกั ร วลั ลโิ ภดม สำ� นักพิมพม์ ตชิ น พมิ พค์ รงั้ แรก พ.ศ.๒๕๖๐ หนำ้ ๘๒-๘๓)

๑. ขวัญของคน
มองไม่เหน็ จับตอ้ งไม่ได้

คนพื้นเมืองอุษำคเนย์นับถือศำสนำผี และทุกชำติพันธุ์มีควำมเช่ือคล้ำยคลึงกันเก่ียวกับ
ขวัญต้ังแต่หลำยพนั ปมี ำแลว้ สบื จนทุกวันนี้

เชื่อว่ำคนตำยเพรำะขวัญหำยจำกร่ำงของคน แล้วหำทำงกลับร่ำงไม่ถูก ถ้ำเรียกขวัญ
คนื ร่ำงไดค้ นกฟ็ ้นื คนื เปน็ ปกติ จงึ มีพธิ เี รียกขวญั ตอ่ เนือ่ งหลำยวันหลำยคนื ขอใหข้ วัญกลับเขำ้ รำ่ ง
(แตไ่ มส่ �ำเรจ็ )

หลงั รบั ศำสนำพทุ ธจำกอนิ เดยี และลงั กำ มคี วำมเชอ่ื เปลย่ี นไปเปน็ เรอ่ื งวญิ ญำณ แตพ่ ธิ ศี พ
แบบพทุ ธกถ็ กู ปรบั เป็นแบบศำสนำผี มพี ธิ กี รรมใช้เวลำนำนมำก อำจนำนที่สดุ ในโลกก็ได้

ควำมเช่ือตำมศำสนำพุทธมีวิญญำณ หมำยถึงสิ่งที่เช่ือกันว่ำมีอยู่ในร่ำงกำยของทุกคน
เมอ่ื คนตำยวญิ ญำณจะล่องลอยออกไปหำท่ีเกดิ ใหม่ เรียกเวยี นว่ำยตำยเกดิ

วญิ ญำณในภำษำไทย ใชล้ กั ษณะนำมวำ่ ดวง คือ ดวงวิญญำณ คลำ้ ยจะบอกวำ่ มีสัณฐำน
กลม และมแี สงสวำ่ ง แตย่ งั ไมเ่ คยพบหลกั ฐำนประวตั ศิ ำสตรโ์ บรำณคดวี ำ่ มรี ปู ดงั้ เดมิ แทจ้ รงิ อยำ่ งไร?
(ขวญั มีรูปร่ำงตำมควำมเชอ่ื ดกึ ด�ำบรรพ์ ดงั จะพบต่อไปขำ้ งหนำ้ )

มองไมเ่ ห็น จับตอ้ งไม่ได้
ขวญั คอื สว่ นทไี่ มเ่ ปน็ ตวั ตนของคน จงึ เปน็ สง่ิ มองไมเ่ หน็ จบั ตอ้ งไมไ่ ด้ ลกั ษณะเปน็ หนว่ ยๆ

เคลอื่ นไหวได้ และมหี ลำยหน่วย แตล่ ะหนว่ ยสิงสอู่ ยู่กระจำยไปตำมสว่ นตำ่ งๆ ของร่ำงกำย และมี
ควำมสำ� คญั มำกเทำ่ ๆ กับสว่ นทเ่ี ปน็ รำ่ งกำย

[คนมสี ว่ นประกอบสำ� คญั อยู่ ๒ สว่ น ไดแ้ ก่ ๑. สว่ นที่เปน็ ตวั ตนคือรำ่ งกำย กับ ๒. สว่ นท่ี
ไมเ่ ป็นตัวตนคือขวัญ]

ขวัญแต่ละคนมจี ำ� นวนเทำ่ ไร ข้ึนอย่กู ับควำมเชอ่ื ของกลมุ่ ชนนั้นๆ เช่น ไทด�ำในเวียดนำม
เชื่อวำ่ “มีรำว ๘๐ ขวญั อย่ขู ้ำงหน้ำ ๓๐ อยูข่ ำ้ งหลงั ๕๐ ขวัญ” และ “ขวัญเปน็ องคป์ ระกอบส�ำคญั
อนั จะขำดไมไ่ ดข้ องชวี ติ มขี วญั จงึ มชี วี ติ ” [ชำตพิ นั ธน์ุ พิ นธก์ ำรตำย โดย ฆสั รำ ขมะวรรณ มกุ ดำวจิ ติ ร
ในหนังสือ ทฤษฎีบา้ นเมืองฯ ส�ำนักพมิ พส์ รำ้ งสรรค์ พมิ พ์คร้ังแรก พ.ศ.๒๕๕๓ หนำ้ ๑๕๐]

ขวญั บนหวั ตรงกลำงกระหมอ่ ม เรยี กจอมขวญั (หรอื ขวญั กก) นอกนน้ั เรยี กตำมชอื่ อวยั วะ
เช่น ขวญั ห,ู ขวญั ตำ, ขวญั ใจ, ขวญั มือ, ขวญั แขน, ขวญั ขำ ฯลฯ

ขวญั เอย๋ ขวญั มา
ไม่ง่ำยท่ีจะเข้ำใจและเข้ำถึงควำมเป็นขวัญของคนทุกชำติพันธุ์ในอุษำคเนย์ ผมเองก็อยู่

ห่ำงไกลมำก จึงขอพึ่งพำค�ำอธิบำยของ อ.ยุกติ มุกดำวิจิตร (ในเอกสำรยังไม่พิมพ์เป็นเล่ม)

3๑เสดจ็ สแู่ ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

“จากเรอ่ื งรกั โรแมนตคิ สกู่ ารตอ่ สทู้ างชนชน้ั อา่ นวรรณกรรม ‘สง่ ชสู้ อนสาว’ ของชาวไตดา�
ในเวยี ดนาม” โดยสรุป ดงั นี้

สงั คมไตไม่ได้นับถือศาสนาสากล แต่คนไตเชอ่ื ในศาสนาแถน-ผ-ี ขวญั แบบของ
ไตเอง

เกิ่ม จ่อง อธิบำยว่ำ “ขวญั ก็คือผีชนดิ หน่ึง มันจึงแสดงควำมเปน็ เอกเทศของมนั ในสภำวะ
ควำมเปน็ จรงิ ของเรำเอง เช่น เปน็ ไปไดท้ ่ีขวัญของใครคนหนึ่งจะตกใจง่ำย แมว้ ำ่ ตัวเขำเองจะเป็น
คนจิตใจเขม้ แข็ง”

ควำมเป็นเอกเทศดังกล่ำวท�ำให้ขวัญต้องได้รับกำรดูแลแตกต่ำงจำกร่ำงกำยคน คนไต
เชื่อว่ำคนแตล่ ะคนมี ๘๐ ขวญั แบ่งเปน็ ๓๐ อยูข่ ้ำงหนำ้ ๕๐ อยดู่ ้ำนหลัง อวัยวะบำงอวยั วะมขี วัญ
ของตนเอง

ขวัญมีลักษณะพิเศษคือมันมีชีวิตของมันเอง แต่มันก็อยู่เป็นส่วนหน่ึงของคนแต่ละคน
ด้วยควำมเป็นตัวของตัวเองในระดับหนึ่ง ขวัญจึงอำจหนีไปจำกคนได้ทุกเม่ือ หรือบำงคร้ังขวัญ
อำจจะหลงทำง หลงเพลนิ กับอะไรกลำงทำง หลงหลบั นอนกลำงทำง ไมม่ ำอยู่กับเนือ้ กบั ตัวเรำ

น่ันเป็นสำเหตุหนึ่งของควำมเจ็บป่วย หำกเป็นเช่นนั้นก็จะต้องจัดพิธีเรียกขวัญ สู่ขวัญ
ขวญั จงึ ตอ้ งกำรกำรบำ� รุงเสมอ คนไตจึงมีพธิ ี “ป่ำวขวญั ” เป็นกำรสวดบำ� รงุ ขวัญด้วยกำรพำขวัญ
ไปเที่ยวแลว้ พำกลบั อย่ำงเป็นระบบ แทนทจ่ี ะให้มันไปเทยี่ วกันเองแลว้ หลงเพลนิ ไม่กลับมำ

นอกจำกน้นั ในกำรเดินทำงไปสง่ ผีทีเ่ มืองฟ้ำ บำงคร้ังก็ต้องระวงั ว่ำขวญั ของคนเป็นทไ่ี ป
ส่งผีขวัญคนตำยจะหลงตำมไปอยู่เมืองฟ้ำกับผีขวัญคนตำย จึงต้องรีบน�ำทำงขวัญคนเป็นกลับมำ
“เมอื งลมุ่ ” หรือเมืองมนุษยน์ น่ั เอง

ขวญั ทอ่ี ยรู่ อบตวั เรำไมไ่ ดม้ เี ฉพำะขวญั ของเรำเอง แตย่ งั อำจมขี วญั ของคนทผี่ กู พนั ใกลช้ ดิ
กบั เรำมำกอยู่ดว้ ย เชน่ ขวญั หญงิ ร้สู กึ วำ่ ตนเองมขี วัญของขวัญชำยอยเู่ คียงข้ำงเสมอ

นอกจำกขวัญ ซ่ึงเป็นแนวคิดท่ีคนไทยส่วนใหญ่ก็ค่อนข้ำงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ส�ำหรับ
ชำวไต คนเรำยังมสี ภำพเหนอื ธรรมชำตขิ ้ำงเคียงอน่ื ๆ อีก น่นั คอื “มงิ่ ” “แนน” และ “หงิ ” ม่ิงและ
แนนมีควำมหมำยทีส่ ัมพนั ธก์ นั ใกลช้ ิด

ในภำษำไทย ล�ำพังค�ำว่ำมง่ิ อำจจะฟงั ดูเปน็ เพยี งคำ� คล้องจองคกู่ บั ค�ำวำ่ ขวัญ เช่น ม่ิงขวญั
แตใ่ นควำมเข้ำใจของคนไต มิ่งและขวญั มีควำมสมั พันธท์ คี่ ่อนข้ำงชดั เจนเป็นระบบ

ส�ำหรบั คนไต คำ� ว่ำมงิ่ จะคูก่ บั แนน อยำ่ งไรก็ดี ทั้งขวัญ มิง่ แนน ต่ำงกม็ ีควำมสัมพันธ์กัน
อย่ำงเปน็ ระบบ

เก่ิม จอ่ ง อธบิ ำยมโนทศั นม์ ง่ิ และแนน วำ่ “ม่ิงและแนนเปน็ แนวคิดนำมธรรมที่มีลกั ษณะ
รูปธรรมดั่งจุดสมดุลของขวัญ หรือกล่ำวได้ว่ำมันเป็นรำกฐำนของชีวิต หำกมิ่ง-แนนยังอยู่
ก็หมำยควำมวำ่ ยงั มชี วี ิตอยู่ ตรงกันข้ำม หำกม่ิง-แนนพังทลำยไป ชีวิตก็หำไม่ หรอื หมำยควำมวำ่
ขวัญจะแยกตัวจำกร่ำงกำย กลำยเปน็ ผชี นดิ อื่นไปตลอดกำล”

เกมิ่ จอ่ ง อธบิ ำยเพิ่มวำ่ มงิ่ กบั แนนให้เหน็ ภำพได้ด้วยอักษร T กลับหัว เส้นนอน _ คือ
แนน เปน็ รำกฐำน สว่ นเสน้ ตง้ั | คอื มงิ่ ขวญั จะนงั่ หรอื ยนื บนแนนแลว้ พงิ หรอื องิ อยกู่ บั มงิ่ หรอื กลำ่ วกัน
3๒ เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ



เป็นคำ� คลอ้ งของภำษำไตวำ่ “นัง่ ใสม่ ิง่ อิงใส่แนน” เรอื นคนไตเมอ่ื กอ่ นจึงปลกู ตน้ กล้วยและต้นอ้อย
ไวแ้ ทนสญั ลกั ษณข์ องมงิ่ และแนน เพื่อใหข้ วัญของคนเปน็ ในเรือนมีทีน่ ง่ั ท่ยี นื ที่อิงและพงิ น่นั เอง

แนนกบั มง่ิ มคี วำมสำ� คญั ตอ่ กำรมชี วี ติ อยำ่ งลกึ ซงึ้ ไมใ่ ชม่ เี พยี งระดบั ปจั เจกชน แตใ่ นควำม
สัมพนั ธ์ระหวำ่ งบคุ คลและชวี ิตของสังคมขนำดใหญ่ อยำ่ งบำ้ นและเมอื ง กม็ มี ิง่ กับแนนดว้ ยเช่นกัน

สำ� หรับกำรเปน็ คู่ครองกัน หำกจะใหเ้ ปน็ คู่ครองท่ีม่ันยนื ก็จะมีกำรตรวจสอบว่ำแนนของ
ทั้งสองคนน้ันเข้ำกัน เหมำะกนั หรือ “แฝงแนน” กนั หรือไม่ หำกไมแ่ ฝงแนนกนั กจ็ ะมีกำรท�ำพิธี
ให้แนนของท้ังสองแฝงกันก็ได้

ในระดบั สงั คมขนำดใหญน่ นั้ นอกจำกมขี วญั ของเมอื งแลว้ แตล่ ะเมอื งยงั มกั มี “ปอมมงิ่ เมอื ง”
หมำยถงึ ภเู ขำลกู หนงึ่ ของเมอื งทจ่ี ะเปน็ ทฝี่ งั กระดกู ทเ่ี ผำแลว้ ของเจำ้ เมอื งไว้ เขำลกู นนั้ นอกจำกมชี อื่
ของภูเขำแล้ว ยังเรียกวำ่ เปน็ ภูเขำทีเ่ ปน็ ม่ิงของเมือง หรือเปน็ ท่อี งิ ของขวญั เมอื งนนั้ เอง

ส่วน “หิง” เปน็ มโนทศั นท์ ี่ไมค่ อ่ ยเปน็ ทร่ี ู้จกั กนั สำ� หรบั คนไทยมำกนัก
[เกมิ่ จอ่ ง (๒๔๗๗-๒๕๕๐) เป็นนักปรำชญ์ชำวไทด�ำ (เวียดนำม) ที่นักวิชำกำรไทยรูจ้ ัก
ทวั่ ไปอกี ชอ่ื หนง่ึ วำ่ “ศำสตรำจำรยค์ ำ� จอง” ไดร้ บั ยกยอ่ งเปน็ เสำหลกั ทำงวชิ ำควำมรเู้ กยี่ วกบั ไต-ไท
ในเวยี ดนำม ต่อมำนักวิชำกำรไทยกลุ่มหนง่ึ ร่วมกันพิมพห์ นงั สือทร่ี ะลกึ (หลงั เกม่ิ จอ่ ง ถึงแกก่ รรม)
เพอ่ื ถำ่ ยทอดและแสดงคณุ ปู กำร ชอ่ื ทฤษฎบี า้ นเมอื ง ศาสตราจารยค์ า� จอง กบั การศกึ ษาชนชาตไิ ท
ฉัตรทิพย์ นำถสภุ ำ, พเิ ชฐ สำยพันธ์ บรรณำธกิ ำร สำ� นักพมิ พส์ รำ้ งสรรค์ พิมพค์ รัง้ แรก พ.ศ.๒๕๕๓]

คนตาย เพราะขวัญหาย
ขวัญเป็นอ�านาจก�าหนดและก�ากับการมีชีวิตของมนุษย์ว่าเป็นคนหรือผี หำกขวัญ

สิงสอู่ ยตู่ ำมอวัยวะในร่ำงกำยครบถว้ น ผนู้ ้ันเป็นคน หำกขวัญแยกตัวหนอี อกไป ผนู้ นั้ เป็นผี เรยี ก
ผคี น ขวญั ทแี่ ยกตัวหนไี ป เป็นผขี วญั

[จำกบทควำมเร่ือง “ผลงำนชิ้นเอกของอำจำรย์ค�ำจอง” โดย พิเชฐ สำยพันธ์ ในหนงั สือ
ทฤษฎบี า้ นเมอื งฯ สำ� นกั พมิ พส์ รำ้ งสรรค์ พมิ พ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๕๓ หนำ้ ๓๑]

ดว้ ยเหตนุ เ้ี อง ผกี บั คนเกยี่ วขอ้ งกนั เสมอ โดยมกี จิ กรรมเซน่ ผเี ลยี้ งผี แลว้ ไปมำหำสรู่ ะหวำ่ ง
ผกี บั คนไมข่ ำด ดงั มขี อ้ ควำมตอนเรมิ่ ตน้ นทิ ำนลมุ่ นำ้� โขง เรอ่ื งกำ� เนดิ มนษุ ยจ์ ำกนำ�้ เตำ้ ปงุ กล่ำวถงึ กำ� เนดิ
จักรวำลมีดินหญ้ำฟ้ำแถน โดยผีกับคนไปมำหำสู่กันสม�่ำเสมอว่ำ “ก่อเป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้า
เป็นแถน ผีแลคนเทยี่ วไปมาหากนั บ่ขาด”

ผแี ถนและผอี น่ื ๆ มีลกั ษณะทุกอยำ่ งเหมือนในเมอื งมนุษย์ ผูค้ นทีต่ ำยไปแลว้ กลำยเปน็ ผี
ก็ท�ำมำหำกิน มีชีวิตเหมือนอยู่บนโลกมนุษย์ แต่อยู่ในอีกมิติหน่ึง ซึ่งใช้ชีวิตท�ำนำปลูกข้ำวหุงหำ
อำหำรเช่นกนั

[สรปุ จำกหนังสือ ประวัตศิ าสตรส์ บิ สองจไุ ท ของ ภัททิยำ ยิมเรวัต ส�ำนักพิมพ์สร้ำงสรรค์
พิมพค์ ร้งั แรก พ.ศ.๒๕๔๔ หนำ้ ๒๑๘]

มีผรู้ รู้ ะบบควำมเชื่อนอี้ ธบิ ำยวำ่ เพรำะผี (ทง้ั ผคี นกับผขี วญั ) จะขึ้นบนฟำ้ ไปรวมพลังกบั
ผีบรรพชนที่สิงสถิตอยู่ที่น่ันก่อนแล้ว (โดยไม่เกิดอีก) เพ่ือเป็นพลังปกป้องคุ้มครองชุมชนกับ
คนเครอื ญำติยังมีชวี ิตในโลกมนุษย์

33เสด็จส่แู ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

[อนิ เดยี ยคุ พระเวท เชอ่ื วำ่ คนตำยไปอยใู่ นโลกของบรรพชน (ปติ ฤโลก) แลว้ กลบั มำเกดิ อกี
(มีในบทควำมเร่ือง “ล้วงลกึ เร่ือง ‘กำม’ และควำมรักในศำสนำพรำหมณ”์ โดย คมกฤช อยุ่ เตก็ เค่ง
ใน มติชนสดุ สัปดาห์ ฉบับวันที่ ๑๗-๒๓ กุมภำพันธ์ ๒๕๖๐ หนำ้ ๘๑)]
รปู รา่ งขวญั

ขวญั สำ� คญั อยำ่ งยงิ่ ตอ่ ควำมมชี วี ติ ของคนทงั้ หลำย คนจงึ วำดหรอื สลกั จำ� ลองรปู รำ่ งขวญั
รำว ๒,๕๐๐ ปีมำแล้ว บนกลองทองมโหระทกึ , บนภำชนะดนิ เผำ ฯลฯ

หนำ้ กลองมโหระทกึ มลี วดลำยเปน็ วงกลมมแี ฉก นกั โบรำณคดนี ำนำชำตแิ ละไทย อธบิ ำย
มำนำนมำกแล้ววำ่ เปน็ รปู ดำว

แตน่ ำ่ จะอธบิ ำยไดอ้ กี ทำงหนงึ่ วำ่ เปน็ รปู ขวญั เชน่ ขวญั บนหวั ของคน ทำ� ขนึ้ เปน็ สญั ลกั ษณ์
ในพิธีเรียกขวัญคนตำยในงำนศพ แล้วใช้ในพธิ เี รยี กขวญั งำนอน่ื ๆ ดว้ ย

ดาว กลองมโหระทกึ ทรงกลม หลอ่ ดว้ ยโลหะทองสำ� รดิ ใชต้ ปี ระโคมในงำนศพ รำว ๒,๕๐๐
ปีมำแล้ว หน้ำกลองมโหระทึกเป็นแผน่ กลม ตรงกลำงสลกั เปน็ รปู ดำว มรี ศั มเี ป็นแฉก

[สมัยก่อนประวัตศิ าสตร์ในประเทศไทย ของ ชนิ อยู่ดี กรมศลิ ปำกร พิมพค์ รง้ั แรก พ.ศ.
๒๕๑๐ หน้ำ ๖๐-๗๑]

ต่ังหิน รำว ๒,๕๐๐ ปีมำแล้ว สลักลวดลำยเป็นรูปขวัญอย่ำงเดียวกับลำยหม้อบ้ำนเชียง และลำยหน้ำ
กลองทอง (มโหระทกึ )

นักโบรำณคดีลำวเชื่อว่ำตั่งหินเป็นต้นแบบกลองมโหระทึก พบในแขวงหลวงพระบำง บริเวณภูเขำลีบ
บำ้ นหัวสะดงิ เมอื งปำกแซง ฯลฯ ที่ขอบมลี ำยรปู ตัว S บนตงั่ หนิ อย่ำงเดยี วกบั ลำยหมอ้ บำ้ นเชียง

[จำกประวัติศาสตร์ลาว (ดึกด�าบรรพ์-ปัจจุบัน) ฉบับกระทรวงแถลงข่ำวและวัฒนธรรมของลำว พิมพ์
เผยแพร่ (แปลเป็นภำษำไทย โดย ผศ.ดร.ทรงคณุ จันทจร) สถำบันวิจัยศิลปะและวฒั นธรรมอีสำน มหำวทิ ยำลัย
มหำสำรคำม พิมพค์ รง้ั แรก พ.ศ.๒๕๕๑ หนำ้ ๘-๑๐]

ปุ่มนนู มีรศั มเี ปน็ แฉกอยูก่ ง่ึ กลำงหน้ำกลองทอง (มโหระทกึ ) คือ
รปู ขวัญ ใชต้ ีประโคมเรยี กขวัญในงำนศพ รำว ๒,๕๐๐ ปมี ำแลว้

[ภำพกลองทอง (มโหระทกึ ) พบทม่ี อ่ นวดั เกษมจติ ตำรำม อ.เมอื ง
จ.อุตรดติ ถ]์

34 เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ



ตะวนั รปู ดำว มรี ศั มเี ปน็ แฉก บำงคนเหน็ วำ่ เปน็ ตะวนั มเี สน้ วงแหวนลอ้ มระยะหำ่ งเทำ่ กนั
ตะวันบนกลองมโหระทกึ ของกะเหรยี่ งส่วนใหญม่ ี ๘ แฉก, ๑๐ แฉก, ๑๒ แฉก, ๑๔ แฉก,
๑๖ แฉก
[การเปรยี บเทยี บรปู แบบกลองมโหระทกึ ในประเทศไทย ประเทศจนี และประเทศเวยี ดนาม
โดย พรพล ปั่นเจริญ วิทยำนิพนธ์ศิลปศำสตรมหำบัณฑิต (สำขำวิชำโบรำณคดีสมัยก่อน
ประวตั ิศำสตร์) มหำวิทยำลัยศิลปำกร พ.ศ.๒๕๔๒ หน้ำ ๔๐]

(ซำ้ ย) ลำยขวญั บนหมอ้ บำ้ นเชยี ง รำว ๒,๕๐๐ ปมี ำแลว้ เปน็ รปู วงกลม มแี ฉก ลกั ษณะเดยี วกบั หนำ้ กลอง
มโหระทกึ และตง่ั หนิ ในลำว แสดงวำ่ หนำ้ กลองมโหระทกึ เปน็ ลำยขวญั เหมอื นลำยหมอ้ บำ้ นเชยี ง (แถวลำ่ ง) ลำยหมอ้
บำ้ นเชยี งแบบตวั s อยำ่ งเดยี วกบั ลำยตง่ั หนิ ในลำว (ลำยเสน้ จำกหนงั สอื วฒั นธรรมบา้ นเชยี ง โดย ชนิ อยดู่ ี กรมศลิ ปำกร
พิมพค์ รงั้ แรก พ.ศ. ๒๕๑๕)

ตำเหลว (เฉลว) เปน็ วธิ ขี ดั แตะแรกสดุ เพอ่ื จะใหข้ นึ้ รปู เปน็ ภำชนะตำ่ งๆ ตำมตอ้ งกำรอนั มที มี่ ำจำกขวญั
ของคน ต่อมำยกย่องเป็นลำยศักด์ิสิทธิ์ใช้คุ้มครองป้องกันเหตุร้ำยท้ังปวง จึงท�ำตำเหลวปักไว้บริเวณส�ำคัญๆ เช่น
ทำงเขำ้ ชมุ ชนหมบู่ ำ้ น (ภำพจำก ศนู ยข์ อ้ มลู กลำงทำงวฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม http://www.m-culture.in.th.)

ขวัญ หน้ำกลองมโหระทึก บำงใบมีปุ่มนูนกลมอยู่ตรงศูนย์กลำง มีรัศมีเป็นแฉก แล้วมี
วงแหวนหลำยช้ันแผ่ล้อมรอบรัศมปี มุ่ นนู อีกทีหนงึ่ ควรเปน็ ขวญั มำกกว่ำดำวและตะวัน

ขวัญมีอย่ใู นร่ำงกำยของทุกคน แตท่ ่สี ำ� คัญคือ จอมขวญั ซ่งึ อยบู่ นกลำงกระหม่อมท่มี สี ่วน
นนู กบั มรี ำกผมจดั เรียงเปน็ วงคลำ้ ยก้นหอย เชน่ เดียวกบั ลำยเขยี นสหี ม้อบำ้ นเชยี ง

ลายขวัญ บนหม้อบา้ นเชยี ง ภำชนะเขียนสี ท่บี ้ำนเชียง (อ.หนองหำน จ.อดุ รธำน)ี อำยุ
รำว ๒,๕๐๐ ปีมำแลว้ มลี วดลำยตำ่ งๆ กนั แตท่ พ่ี บมำกจนเปน็ ลกั ษณะเฉพำะ แล้วเปน็ ท่ีรูจ้ ักทว่ั ไป
เรยี กลำยก้นหอย (แบบลำยนิ้วมอื )

นน่ั คอื ลำยดวงขวญั ทคี่ นยคุ นนั้ ทำ� ขน้ึ เพอ่ื ทำ� ขวญั เรยี กขวญั สขู่ วญั คนตำย เสมอื นมขี วญั
ของคนตำยอยู่ในหมอ้ ใบนน้ั

35เสด็จส่แู ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

รูปร่ำงขวัญเป็นเส้นวงๆ วนเวียนซ้อนกันหลำยช้ันตำมต้องกำร โดยช่ำงเขียนเคยเห็น
ลกั ษณะทเ่ี ชอื่ วำ่ นน่ั คอื ขวญั จำกบรเิ วณโคนเสน้ ผมบนกลำงกระหมอ่ มของทกุ คน แลว้ ยงั เหน็ ตำมโคน
เสน้ ขนทเ่ี ป็นขวญั บนตัวสตั ว์ เชน่ ควำย, ววั
๒. เรยี กขวญั เพราะขวญั หาย

ตอ้ งทา� พิธนี านหลายวันหลายคืน
มหรสพสนกุ สนำนเฮฮำในงำนศพของไทยทกุ วนั น้ี มเี หตจุ ำกควำมเชอื่ เรอื่ งขวญั ในศำสนำ

ผีหลำยพนั ปมี ำแลว้ ของคนทกุ เผำ่ พนั ธุ์ในอษุ ำคเนย์ ว่ำ คนตำย ขวัญไมต่ ำย แต่ขวัญหำยออกจำก
ร่ำง แล้วหลงทำงกลบั ไมไ่ ด้ ถำ้ เรยี กขวัญกลับคืนรำ่ งเหมือนเดมิ คนก็ฟน้ื เปน็ ปกติ

ดงั นน้ั เมอื่ มคี นตำย เครอื ญำตพิ นี่ อ้ งตอ้ งเชญิ หมอผหี มอขวญั ขบั ลำ� คำ� คลอ้ งจองทำ� พธิ เี รยี ก
ขวัญหลำยวันหลำยคืน โดยท้ังชุมชนตีเกรำะเคำะไม้ประโคมฆ้องกลองปี่ร้องร�ำท�ำเพลงเต้นฟ้อน
สนกุ สนำนเฮฮำ ส่งเสียงดงั กึกก้องใหข้ วัญได้ยนิ ขวัญจะไดก้ ลับถูกทำงตำมเสยี งนนั้ แล้วคนื ร่ำง

กำรละเลน่ เรยี กขวญั เหลำ่ น้ี เปน็ ตน้ แบบพธิ ศี พปจั จบุ นั เชน่ (๑) พระสงฆส์ วดอภธิ รรม (๒)
ชำวบ้ำนสวดคฤหสั ถ์ (๓) มหรสพและดนตรีป่ีพำทย์ต่ำงๆ
การละเลน่ เรยี กขวัญหลายพันปมี าแลว้

ยคุ แรกเรม่ิ มกี ำรละเลน่ เรยี กขวญั พบหลกั ฐำนเปน็ ลำยสลกั บนขวำนสำ� รดิ ๒ ชนิ้ วฒั นธรรม
ดองซอน อำยุรำว ๒,๕๐๐ ปีมำแลว้ ฝังรวมกับส่ิงของอื่นๆ ในหลมุ ศพทีเ่ วยี ดนำม

ลำยสลักเป็นรูปหมอขวัญกับหมอแคนขับล�ำท�ำท่ำฟ้อน กำงแขน ย่อเข่ำ ก้ำวขำ เป็น
สัญลกั ษณ์พิธเี รยี กขวัญคนตำยคนื ร่ำงท่ีฝังอยนู่ นั้ (Victor Goloubew, L’ Age du Bronze au
Tonkin et dans le Nord-Annam ใน BEFEO : Tom XXIX 1929) คล้ำยกับภำชนะเขยี นสรี ูป
ขวัญ วัฒนธรรมบ้ำนเชยี ง พบในหลุมศพท่ีบำ้ นเชียง จ.อุดรธำนี

ค�าเรยี กขวัญ, ค�าสขู่ วัญ ใชข้ ับลำ� ในงำนศพ เริม่ ตน้ ดว้ ยคำ� บอกเลำ่ กำ� เนิดโลกและมนษุ ย์
ต่อด้วยประวัติบ้ำนเมืองต่ำงๆ เป็นควำมเรียงร้อยแก้วสลับค�ำคล้องจอง พบแทรกในตอนต้น
พงศาวดารลา้ นช้าง และมใี น เล่าความเมอื ง และ ความโทเมือง [บทควำม “ควำมโทเมอื ง จำก
เมืองหมว้ ย” ของ เจมส์ อำร.์ แชมเบอรเ์ ลน (James R. Chamberlain) พิมพ์คร้ังแรกในวำรสำร
รวมบทควำมประวตั ศิ ำสตร์ ฉบบั ๘ (ก.พ.๒๕๒๙) อ้ำงไวใ้ นหนังสอื ประวตั ิศาสตร์ไทดา� : รากเหง้า
วฒั นธรรม-สังคมไทยและเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ของ ยุกติ มุกดำวจิ ติ ร พิมพ์ครั้งแรก โดย สำ� นัก
ศลิ ปวฒั นธรรมรว่ มสมัย กระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ.๒๕๕๗]

เรียกขวัญ, สู่ขวญั ทีห่ ายไปใหค้ นื ร่างกายเดิม ยังมรี ่องรอยเคำ้ มลู อยใู่ นบทเรยี กขวัญ
ของไทด�ำ สุมติ ร ปิตพิ ัฒน์ (ศาสนาและความเชอ่ื ไทดา� พ.ศ.๒๕๔๕ หนำ้ ๘๙) พบวำ่ ปัจจุบนั เรียก
บทสวดสง่ ผี มีโครงสร้ำงส�ำคัญ ๒ ส่วน ได้แก่

ส่วนที่ ๑ เรียกผขี วัญกลับ ไม่ว่ำจะอยทู่ ไ่ี หน ในปำ่ บนบก ในนำ�้ ขอใหผ้ ขี วญั กลับเรือน
และบอกให้ผขี วญั ร้สู ึกตวั

3๖ เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ



(ซ้ำย) “งนั เฮอื นด”ี พธิ เี รยี กขวัญคืนรำ่ งคนตำยยคุ ดึกด�ำบรรพ์ รำว ๒,๕๐๐ ปี มำแลว้ มหี มอขวัญกับ
หมอแคนขบั ลำ� คำ� คลอ้ งจองทำ� นองง่ำยๆ เปำ่ แคนคลอ แลว้ ฟอ้ นประกอบ

(ขวำ) เครอื่ งมอื สำ� ริดมลี ำยสลัก ขุดพบในหลมุ ศพที่เวียดนำม

ส่วนที่ ๒ บอกทางผขี วัญไปเมืองฟา้ วำ่ ไปทำงไหน? ผำ่ นอะไร? ต้องท�ำยงั ไง? ฯลฯ
หมอผี หรอื หมอขวญั ตอ้ งสวดสว่ นท่ี ๑ นำนหลำยวนั หลำยคนื เพอื่ เรยี กผขี วญั แตจ่ ะนำน
ขนำดไหนขึ้นอย่กู ับเครือญำติพี่น้องกำ� หนด ครัน้ นำนมำกจนเห็นวำ่ ขวัญไมก่ ลับถำวรแลว้ จึงสวด
ส่วนท่ี ๒
ทำงอสี ำนเรยี กกจิ กรรมควำมเชอ่ื อยำ่ งนว้ี ำ่ งนั เฮอื นดี เปน็ ตน้ แบบหรอื ตน้ ทำงของมหรสพ
ในงำนศพของไทย (ลุม่ น้�ำเจ้ำพระยำ ภำคกลำง) พบในวรรณกรรมตำ่ งๆ ว่ำ มีปพ่ี ำทย์, โขนละคร,
หนงั ใหญ่, ลิเก, เสภำ ฯลฯ

3๗เสด็จส่แู ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

งนั เฮือนดี

งันเฮือนดี หมำยถึงมกี ำรละเล่นรื่นเรงิ บนเรอื นมีคนตำย (ขวญั ไม่ตำย)
ในประเพณลี ำวมหี มอลำ� หมอแคนเลน่ ขบั ลำ� คลอแคน, มอี ำ่ นหนงั สอื กำพยก์ ลอนวรรณกรรม
เช่น สนิ ไซ, กำระเกด ฯลฯ แล้วมเี ลน่ ตำ่ งๆ เชน่ เสอื ตกถงั ฯลฯ
[งนั หมำยถึง งำนมกี ำรละเล่นร้องร�ำท�ำเพลงขับล�ำอึกทกึ ครกึ โครม, เฮือนดี คอื เรือนดี
หรือเรอื นมีกำรละเลน่ เรียกขวญั (คนตำย) ให้คืนร่ำง]
[สรุปสำระส�ำคัญจำกสารานุกรมวฒั นธรรมไทย ภาคอสี าน เล่ม ๓ หนำ้ ๘๒๑-๘๒๕]
งำนศพตำมประเพณีลำวในอสี ำนมี “มโหสบคบงัน” (มโหสบ กลำยจำก มหรสพ, คบงนั
แปลวำ่ ฉลอง, สมโภช, รืน่ เรงิ ) เล่ำนิทำนโดยอำ่ นจำกหนงั สอื ผูกใบลำนเปน็ ทำ� นอง (เรียก อำ่ น
หนังสือ), เล่นดีดสีตีเป่ำร้องร�ำท�ำเพลง ขับล�ำค�ำกำพย์กลอน กับเล่นว่ำเพลงโต้ตอบ ฯลฯ มีใน
วรรณกรรมอีสำนเรีอ่ื งสงั ข์ทองวำ่
ฝูงเคยเหล้นตีตะโพน พณิ พาทย์
ขบั แข่งฮ้องโคลงฟ้า กาพย์สาร
[สรุปจำกสารานุกรมภาษาอสี านฯ พมิ พค์ ร้ังแรก พ.ศ.๒๕๓๒ หนำ้ ๑๕๘]
งันเฮือนดีหลายวันหลายคืน ถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวดอภิธรรมเมื่อหลังรับศาสนา
และอารยธรรมจากอนิ เดีย-ลังกา สืบจนทกุ วันนี้ โดยยกศาสนาพุทธมาเคลือบผี เทา่ กับผี
เป็นหลักการใหญ่ สว่ นพทุ ธเป็นอุปกรณ์ประกอบ
เพรำะตำมประเพณีในอินเดีย ไม่มีสวดอภิธรรมงำนศพ “เม่ือมีผู้วำยชนม์ก็จะห่อหุ้มศพ
ดว้ ยผำ้ ประดบั ดอกไมว้ ำงบนแคร่ และนำ� ไปประชมุ เพลงิ ทนั ท”ี (จำกบทควำมเรอื่ งพธิ เี กย่ี วกบั ควำมตำย
ในศำสนำพรำหมณ-์ ฮนิ ดู โดย คมกฤช อยุ่ เตก็ เคง่ ในมตชิ นสดุ สปั ดาห์ ฉบบั ประจำ� วนั ที่ ๒๑-๒๗
ตุลำคม ๒๕๕๙ หน้ำ ๘๑)
งนั เฮอื นดใี นอสี าน มคี ำ� อธบิ ำยของพระโพธวิ งศำจำรย์ (ตสิ โฺ ส อว้ น) จะคดั มำโดยปรบั
ยอ่ หนำ้ ใหมใ่ ห้อ่ำนง่ำย ดงั น้ี
“ทบ่ี ำ้ นของผตู้ ำยนน้ั ตง้ั แตว่ นั ทต่ี ำยไป ตอนกลำงคนื มผี คู้ นทรี่ จู้ กั รกั ใครแ่ ลวงศำคณำญำติ
พรอ้ มทั้งเพ่ือนบ้ำนทใ่ี กลเ้ คยี งมำงันกนั เรียกว่ำงนั เรอื นดี (คือคนมำประชมุ ชว่ ยพรอ้ มกัน) ------
หญงิ สำวชำยหนมุ่ กม็ ำพดู หยอกเยำ้ กนั ในงำนนี้ ผทู้ เี่ ปำ่ แคนเปนกเ็ อำแคนมำเปำ่ เลน่ หมอลำ�
พวกทอ่ี ำ่ นหนงั สอื เปนกห็ ำหนงั สอื เรอื่ งคำ� กลอนโบรำณมำอำ่ น เชน่ เรอื่ งสงั ขศ์ ลิ ปไ์ ชย เรอื่ งกำระเกษ
เหล่ำน้เี ปนต้น
แลมีกำรเล่นอกี หลำยอย่ำง เช่นหมำกหำบ (หมำกแยก) เสอื กนิ หมู (เสอื กินวัว) หมำกเก้ิง
ตะเวน (เสอื ตกถงั ) หมำกแกง้ ขช้ี ำ้ ง (ทอดไม)้ พวกของเลน่ เหลำ่ นมี้ ชี อบเลน่ อยใู่ นพวกหญงิ สำวชำย
หนุ่ม ถ้ำใครแพ้ชนะกันมักมีทุบตีหยอกเย้ำกันในหมู่คณะหญิงสำวชำยหนุ่ม ถ้ำคนท่ีมีอำยุแล้ว
หนั ไปฟงั หนังสือทเี่ ขำอำ่ น
กำรงนั เรอื นดชี นดิ นนี้ ับต้ังแตว่ ันที่ตำยไป บำงทมี จี นถงึ วนั น�ำศพไปเผำหรอื ฝงั ถ้ำเปนผทู้ ่ี
ตระกลู เชอื้ วงศม์ บี นั ดำศกั ด์ิ อยำ่ งมำกงนั กนั ตง้ั เดอื นอยำ่ งนอ้ ยก็ ๓ วนั ๕ วนั ๗ วนั ตำมฐำนำนรุ ปู ของ

3๘ เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ



คนพนื้ เมอื ง เมอื่ นำ� ศพไปเผำหรอื ฝงั เสรจ็ แลว้ กลบั มำตอ้ งทำ� บญุ เรอื น สวดมนตเ์ ยน็ ๓ วนั รงุ่ ขน้ึ ฉนั เชำ้
ในระหวำ่ ง ๓ วนั ที่สวดมนต์นั้น มีงนั เรอื นดเี หมือนกนั ”
[ลทั ธธิ รรมเนียมต่างๆ ภำคท่ี ๑๘ ตอนท่ี ๓ ว่ำดว้ ยประเพณีของชนชำวมณฑลอีสำน โดย

พระโพธิวงศำจำรย์ (ติสโส อว้ น) เรยี บเรียง พมิ พ์คร้ังแรก พ.ศ.๒๔๖๙]
งานศพมกี ารละเลน่ สนกุ เฮฮา เปน็ ประเพณดี งั้ เดมิ ของกลมุ่ ชนในภมู ภิ าคอษุ าคเนย์
พระโพธิวงศำจำรย์ (ติสโส อ้วน) อธิบำยวิธจี ดั กำรศพผู้ไท (หรอื ไทดำ� , ลำวโซง่ ) จะคดั มำ

โดยปรบั ย่อหน้ำใหม่ให้อ่ำนงำ่ ย ดงั น้ี
“ถ้ำผ้ตู ำยมบี ตุ ร์เขย ในเวลำกลำงคืนต้องมกี ำรกระทบสำก วิธีนจ้ี ะเวน้ เสียมิได้ คอื มสี ำก

๗ คู่ จบั กระทบกันแลว้ ลกู เขยทกุ คนเตน้ ไปตำมระหวำ่ งสำก ถำ้ เต้นไม่ดสี ำกถกู ขำ ถำ้ เต้นไม่เปน
ต้องจ้ำงคนเตน้ แทน ตอ้ งเตน้ ทุกๆ คนื จนกวำ่ จะนำ� ศพออกจำกบำ้ น นอกจำกนี้กม็ ีหมอลำ� หมอแคน
เล่นกนั สนกุ สนำนครกึ ครน้ื เฮฮำ

กำรนำ� ศพไปเผำหรอื ฝงั ถำ้ เปนผมู้ ตี ระกลู หรอื มที รพั ยส์ มบตั ิ มกั มพี ระสงฆน์ ำ� หนำ้ ศพ และ
มีสวดอภธิ รรมไปตำมทำง นอกจำกนี้ก็มีหมอลำ� หมอแคนเลน่ กนั เฮฮำไปตำมทำง”

[ลทั ธธิ รรมเนยี มตา่ งๆ ภำคท่ี ๑๘ ตอนที่ ๑ วำ่ ดว้ ยชนชำตภิ ไู ทย และชำตญิ อ่ โดยพระโพธิ
วงศำจำรย์ (ตสิ โฺ ส อ้วน) เรยี บเรียง พิมพค์ ร้งั แรก พ.ศ.๒๔๖๙]

พิธีศพของไทด�า สุมิตร ปิติพัฒน์ มีงำนวิจัยอธิบำยงำนศพของไทด�ำในเวียดนำมว่ำ
เมอื่ คนมชี ีวิตตำมปกติ ขวญั จะอย่ใู นรำ่ งกำยของคนตำมอวยั วะต่ำงๆ อยำ่ งครบถ้วน หำกขวัญออก
จำกร่ำงไปบำงส่วน (เมื่อคนตกใจหรือเจ็บไข้) ญำติพ่ีน้องต้องท�ำพิธีเรียกขวัญ, สู่ขวัญ ให้กลับ
เขำ้ สู่รำ่ งกำยตำมเดิม คนนนั้ จงึ จะหำยเจบ็ ไข้

ถำ้ ขวญั ไมก่ ลบั เขำ้ รำ่ ง ควำมเจบ็ ปว่ ยกไ็ มท่ เุ ลำ หรอื ถำ้ ขวญั ออกหมดไปจำกรำ่ ง คนกต็ ำย
“หำกขวญั ออกจำกรำ่ งกำยจนหมดคนจะตำย แล้วเคลื่อนไหวไม่ได้ตลอดไป”
ขวัญท่ีออกจำกร่ำงจะกลำยเป็นผีขวัญ คือไม่มีรูปร่ำง จึงมองไม่เห็น แต่อำจท�ำอะไร
บำงอย่ำงไดท้ ่มี ผี ลกระทบกระเทอื นถึงผ้ยู งั มชี วี ติ อยู่ โดยเฉพำะลกู หลำนในครอบครัว
[ศาสนาและความเชอื่ ไทดา� ในสบิ สองจไุ ท สาธารณรฐั สงั คมนยิ มเวยี ดนาม โดย สมุ ติ ร ปติ พิ ฒั น์
สถำบนั ไทยคดีศึกษำ มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร์ พิมพ์คร้ังแรก พ.ศ.๒๕๔๕ หนำ้ ๑๐๖]

มหรสพในงานศพของไทย
งนั เฮอื นดใี นอสี ำนและในกลมุ่ ผไู้ ท เปน็ พธิ กี รรมสบื เนอื่ งจำกชมุ ชนดกึ ดำ� บรรพห์ ลำยพนั ปี

มำแล้ว จำกนัน้ สง่ ทอดไม่ขำดสำยสชู่ มุ ชนบ้ำนเมืองปจั จุบัน
นับเป็นต้นทำงงำนศพของไทยซ่ึงพบท่ัวไป แต่ท่ีส�ำคัญมีในวรรณกรรมรำชส�ำนัก

กรงุ รตั นโกสินทร์ เชน่ อเิ หนา, ขุนชา้ งขนุ แผน
อิเหนา บทละครพระรำชนิพนธ์ ร.๒ พรรณนำกำรละเล่นสนุกสนำนเฮฮำงำนพระเมรุ

ทเี่ มืองหมันหยำ
ขุนช้างขุนแผน แต่งหลัง ร.๒ พระพันวษำส่ังประหำรชีวิตนำงวันทอง แล้วมีงำนศพ

มกี ำรละเล่นมหรสพหลำยอย่ำง คนดทู ุกชนชั้นสนกุ โลดโผนเฮฮำ

3๙เสด็จสู่แดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

ขวัญหายตอ้ งเรียกขวัญ

คนตำย ขวญั ไมต่ ำย แต่ขวญั หำยจำกร่ำง แล้วหลงทำงจนหำทำงกลับไมไ่ ด้ กลบั ไมถ่ กู
ญำติพีน่ อ้ งลกู หลำนตอ้ งท�ำพิธเี รยี กขวัญ มกี ำรละเล่นเสยี งดังเพอื่ สนุกครึกคร้ืนเฮฮำ หวัง
ให้ขวญั ได้ยนิ จะได้กลบั ถกู ทำงเข้ำร่ำงได้
เรยี กขวญั คนหายปว่ ย มตี วั อยำ่ งคำ� เรยี กขวญั ของไทดำ� ในเวยี ดนำม โดย (หมอ) ผมี ด ดงั นี้
“ขวัญเอ๋ย... ยามลงจากฟ้ามาสู่โลกข้างล่างนี้ อย่าได้ไปผิดทาง อย่าผ่านไปทางอื่น
ทีไ่ มถ่ กู ถา้ เสน้ ทางมันลา� บาก ค่อยๆ ลงมา... ขวญั เอย๋ ... อยา่ ได้หยุดทบ่ี ้านที่ไมร่ ู้จัก ขวญั เอย๋ ...
อย่าได้กระจดั กระจายอยู่กลางหาว ถ้าเจา้ ไปอยเู่ หนอื ฟา้ ก็จะกลายเป็นบา้ ถ้าเจา้ ไปหยดุ อย่บู นฟา้
เจ้ากจ็ ะโงเ่ ง่า ลงมาเถอะ ลงมาทพ่ี ้ืนดนิ ขา้ งล่างน.้ี .. กลับมาเรือนของเจา้ เถอะ”
[ประวัตศิ าสตร์สบิ สองจุไท ของ ภัททยิ ำ ยมิ เรวัต พิมพค์ รัง้ แรก พ.ศ.๒๕๔๔ หนำ้ ๒๑๙]
เรยี กขวญั โดยสนุ ทรภู่ พธิ เี รยี กขวญั ทำ� ขวญั มตี วั อยำ่ งอยใู่ นกลอนเสภำขนุ ชำ้ งขนุ แผน ตอน
ก�ำเนิดพลำยงำม แต่ง (รำว ร.๓-๔) โดยสุนทรภู่ ซึ่งเกิดและเติบโตในสงั คมยุคตน้ กรงุ รตั นโกสินทร์
มปี ระเพณีเรยี กขวญั สูข่ วญั ทำ� ขวญั เป็นทร่ี บั รูท้ ั่วไปวำ่ มีในทุกเผำ่ พนั ธุ์ ทั้งลำว, มอญ, และไทย
สนุ ทรภจู่ งึ แตง่ ทำ� ขวญั แบบไทย ภำคกลำง แลว้ มกี ำรละเลน่ เปน็ มหรสพแบบลำวกบั แบบมอญ
ซ่ึงมชี ุมชนอยู่เมืองกำญจนย์ คุ นั้น
เหตุจำกขุนชำ้ งรงั แกพลำยงำมทีเ่ ป็นลกู ติดนำงวนั ทอง (เกิดจำกขนุ แผน) นำงวันทองให้
พลำยงำมเดนิ ปำ่ ตดั ทงุ่ จำกเมอื งสพุ รรณไปหำยำ่ คอื นำงทองประศรี อยเู่ มอื งกำญจนบรุ ี (ทเี่ ขำชนไก)่
นำงทองประศรีเห็นพลำยงำมยังเล็ก เดินทำงกลำงทุ่งนำป่ำดงคนเดียว เกรงว่ำขวัญหำยไม่อยู่กับ
เนื้อตัว (ขวัญมีทุกส่วนของร่ำงกำย คนบำงกลุ่มเชื่อว่ำคนเรำมีมำกกว่ำ ๘๐ ขวัญ) จึงท�ำขวัญ
เรียกขวญั คืนมำให้ครบ อยำ่ หำยหกตกหลน่ กลำงทำง
ท�ำขวัญตำมประเพณขี องชุมชนลุม่ น้ำ� เจ้ำพระยำ มตี ง้ั บำยสีแลว้ มีเวยี นเทยี น
บายสี หมำยถงึ ขำ้ วขวัญของเจ้ำแมข่ ำ้ ว (หรือเจ้ำแม่แห่งข้ำว) มำจำกค�ำเขมร บำย แปล
วำ่ ข้ำว, สี แปลว่ำ ผู้หญิง (มำจำกสตรี) ปจั จบุ ันนิยมเขียนว่ำ แม่ศรี
เวยี นเทยี น ปรบั ปรุงจำกประเพณอี ่นื ท่ีไมพ่ รำหมณ,์ ไม่พทุ ธ แต่ยังคน้ ไม่พบวำ่ อะไร?
จำกไหน? มีผู้ช้ีแนะวำ่ น่ำจะได้จำกอนิ โด-เปอร์เซยี (อิหรำ่ น) แต่ไมแ่ นใ่ จ
มกี ลอนเสภำพรรณนำแลว้ สอดแทรกคำ� ขบั ลำ� ทำ� ขวญั เลยี นแบบกลอนเทศน์ หรอื รำ่ ย ดงั น้ี
๏ พอ่ เม้อื เมืองดง เอาพงเป็นเหยา้
อดึ ปลาอึดขา้ ว ขวญั เจ้าตกหาย
ขวญั อ่อนร่อนเร่ ว้าเหวส่ ่กู าย
อยปู่ ลายยางยูง ทอ้ งทุง่ ท้องนา
ขวัญเผอื เม้ือเมนิ ขอเชญิ ขวญั พ่อ
ฟังซอเสยี งอ้อ ขวญั พ่อเจ้าจ๋า
ขา้ วเหนียวเต็มพอ้ ม ขา้ วปอ้ มเตม็ ปา่
ขวัญเจา้ จงมา สู่กายพลายเอย

4๐ เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ



3. แหลง่ ฝังศพ
อยใู่ ต้ถนุ เรือน และลานกลางบา้ น

เมอ่ื มคี นตำยซง่ึ เชอ่ื วำ่ ขวญั หำย บรรดำญำตพิ น่ี อ้ งและคนในชมุ ชนตอ้ งรว่ มกนั ทำ� พธิ เี รยี กขวญั
ดว้ ยหวังวำ่ ขวัญจะคืนร่ำงเดิม แล้วฟืน้

นำนหลำยวนั จนเรม่ิ เนำ่ จงึ เอำศพฝงั ดนิ รอขวญั พรอ้ มสงิ่ ของเครอื่ งใชเ้ ตรยี มไวเ้ หมอื นครง้ั
มชี วี ติ จะได้ใชส้ อยเมือ่ ฟ้นื บรเิ วณใตถ้ ุนเรือนหรอื ลำนกลำงบ้ำน ซง่ึ เปน็ พื้นทีศ่ ักดิ์สิทธ์ิ

กระท่ังเนื้อหนังผุเปื่อยเหลือแต่กระดูก ก็พำกันขุดกระดูกล้ำงน�้ำให้สะอำดบรรจุภำชนะ
ดินเผำ แลว้ ทำ� พธิ ฝี ังอีกครงั้ [เรียกพธิ ฝี ังศพครง้ั ท่ีสอง (Secondary burial)]

ลำนกลำงบ้ำนเป็นที่ฝังศพตระกูลหมอผีหัวหน้ำเผ่ำ เป็นพ้ืนท่ีศักด์ิสิทธ์ิ ใช้ท�ำพิธีเล้ียงผี
บรรพชน และพธิ กี รรมอนื่ ๆ ทงั้ ปี เพอ่ื ขอควำมอดุ มสมบรู ณ์ จงึ เปน็ ศนู ยก์ ลำงของหนว่ ยทำงกำรเมอื ง
กำรปกครองยคุ ดกึ ดำ� บรรพ์ เชอื่ กนั วำ่ เปน็ ทสี่ งิ สขู่ องหมขู่ วญั บรรพชน ซงึ่ จะรวมพลงั กนั ปกปอ้ งคมุ้ ครอง
เผำ่ พันธใุ์ หม้ ่ันคงและพน้ โรคภยั

เม่ือรับศำสนำจำกอินเดียมำเป็นเคร่ืองมือทำงกำรเมืองกำรปกครอง ทั้งฝ่ำยพรำหมณ์
และพทุ ธตำ่ งตอ้ งยอมรบั นบั ถอื พน้ื ทศ่ี กั ดส์ิ ทิ ธข์ิ องคนพน้ื เมอื งทน่ี บั ถอื อยำ่ งแขง็ แรงสบื มำแตด่ งั้ เดมิ
มฉิ ะนน้ั กอ็ ยรู่ ว่ มกนั ไมไ่ ด้ จงึ สรำ้ งสถปู เจดยี ค์ รอบสถำนทศี่ กั ดสิ์ ทิ ธแิ์ หง่ นี้ เชน่ วดั ชมชนื่ (จ.สโุ ขทยั ),
ปรำสำทพนมวนั (จ.นครรำชสีมำ) ฯลฯ

(ซำ้ ย) เรอื นยคุ บำ้ นเชยี ง รำว ๒,๕๐๐ ปี มำแลว้ เปน็ เรอื นเสำสงู มใี ตถ้ นุ เปน็ ทท่ี ำ� กจิ กรรมในชวี ติ ประจำ� วนั
เชน่ ตหี มอ้ , ทอผำ้ , เลยี้ งววั ควำย, หงุ ขำ้ ว ฯลฯ และเปน็ ทฝ่ี งั ศพของคนในเรอื น นกั โบรำณคดขี ดุ พบเศษภำชนะดนิ เผำ
เป็นชิน้ ส่วน รวมทง้ั กระดกู สตั ว์และเครอื่ งมอื เครือ่ งใช้ตำ่ งๆ กระจัดกระจำยคล้ำยกองขยะ (ภำพวำดจำกจนิ ตนำกำร
ของจิตรกรโครงกำรบ้ำนเชียง มหำวทิ ยำลัยเพนซลิ เวเนีย สหรัฐ)

(ขวำ) เรอื นเสำสงู ของชมุ ชนยคุ แรกๆ รำว ๒,๕๐๐ ปี มำแลว้ นกั โบรำณคดจี นิ ตนำกำรจำกหลมุ เสำทขี่ ดุ พบ
ในแหลง่ โบรำณคดบี ้ำนหนองแช่เสำ ต.หนิ กอง อ.เมือง จ.รำชบรุ ี (ภำพจำก ลักษณะไทย เล่ม ๑ : ภูมหิ ลงั ภำค ๒
ชมุ ชนสมยั กอ่ นประวตั ศิ ำสตร์ โดย พสิ ฐิ เจรญิ วงศ์ อำ้ งถงึ Sorensen, P. Archaeology in Thailand : Prehistoric
through the Neolithic Age. Sawaddi, July-August, Bangkok, 1972: 21)

4๑เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ฝงั ศพใตถ้ ุนเรอื น
งำนศพ มที บี่ ำ้ นคนตำย (ยงั ไมม่ วี ดั เพรำะยงั ไมร่ บั ศำสนำจำกอนิ เดยี แมม้ วี ดั แลว้ ในชนบท

ยังมีพิธศี พในบำ้ นจนเมอื่ ไมก่ ี่ปมี ำน)้ี
เม่ือเสร็จพิธีเรียกขวัญทุกอย่ำงแล้ว โดยใช้เวลำนำนจนเน้ือหนังร่ำงกำยคนตำยเน่ำขวัญ

ยังไม่กลับมำ ต้องเอำศพฝังดิน ก็ฝังใต้ถุนเรือนหรือลำนกลำงบ้ำน ด้วยหวังอีกว่ำขวัญจะคืนร่ำง
จึงท�ำภำชนะเขียนสีเป็นลำยขวัญฝังไปกับศพด้วย (เช่น หม้อลำยเขียนสีในวัฒนธรรมบ้ำนเชียง
ขดุ พบทบ่ี ำ้ นเชียง อ.หนองหำน จ.อุดรธำนี)

โดยไม่มีโลงศพ คนดั้งเดิมฝังศพใส่หลุมไว้ใต้ถุนบ้ำน ชุมชนบำงแห่งฝังศพทับซ้อน
บรเิ วณเดยี วกนั หลำยยุค เพรำะอยูส่ บื ต่อกนั มำนำนหลำยยคุ หลำยสมยั นกั โบรำณคดีขุดพบท่ัวไป
โดยเฉพำะภำคพ้นื ทวปี อษุ ำคเนย์

[มคี �ำอธบิ ำยอีกมำกในหนงั สอื สมัยกอ่ นประวัตศิ าสตรใ์ นประเทศไทย ของ นำยชิน อยู่ดี
กรมศลิ ปำกร พิมพ์ครง้ั แรก พ.ศ. ๒๕๑๐ หนำ้ ๒๖, ๓๕, ๓๙, ๕๓, ๕๗ ฯลฯ]

ศพหมอผหี วั หนา้ เผา่ พนั ธ์ุ โครงกระดกู มนษุ ยร์ ำว ๓,๐๐๐-๒,๕๐๐ ปมี ำแลว้ นกั โบรำณคดี
ขดุ พบบรเิ วณใตถ้ นุ เรอื น หรือลำนกลำงบ้ำน (หมำยถงึ กลำงหมบู่ ้ำน) และลว้ นเป็นโครงกระดูกของ
ตระกูลหวั หน้ำเผ่ำพันธุ์ จงึ มีสงิ่ ของมีคำ่ ท่ที �ำดว้ ยเทคโนโลยีสูงจำ� นวนมำกฝังรวมอย่ดู ว้ ย (คนท่วั ไป
ไม่ม)ี เช่น เคร่ืองมือโลหะสำ� รดิ , เหลก็ ฯลฯ

ภำชนะดนิ เผำบรรจุกระดูกแบบต่ำงๆ เม่ือ ๒,๕๐๐ ปี มำแล้ว และเป็นตน้ แบบของโกศสมัยหลงั สบื จน
ปัจจบุ นั ขดุ พบบรเิ วณที่ทุง่ กลุ ำร้องไห้

[ภำพลำยเสน้ จำกบทควำม ๒ เรอื่ ง ของ สกุ ญั ญำ เบำเนดิ (กรมศลิ ปำกร) คอื ๑. วฒั นธรรมทงุ่ กลุ ำรอ้ งไห้
กับ ๒. คนตำย/ควำมเชื่อ/พิธีกรรม สมัยก่อนประวัติศำสตร์ตอนปลำย วัฒนธรรมทุ่งกุลำร้องไห้ จำกหลักฐำน
โบรำณคดี พิมพใ์ นหนังสอื ทุ่งกลุ า “อาณาจักรเกลอื ” ๒,๕๐๐ ปี จากยุคแรกเร่มิ ลา้ หลัง ถึงยุคมัง่ ค่งั ขา้ วหอม. ส�ำนัก
พมิ พ์มตชิ น, ๒๕๔๖ หน้ำ ๒๐๗-๒๙๙]

ฝังศพนั่ง
คนตำย เพรำะขวัญหำยออกไปจำกร่ำงของคน ตอ้ งมีพิธเี รียกขวัญใหข้ วญั คืนร่ำงแลว้ คน

จะฟื้นคืนเปน็ ปกติ แตถ่ ำ้ ขวญั หำยอยำ่ งถำวรกเ็ อำศพไปฝงั โดยใส่ภำชนะต่ำงๆ เชน่ ดนิ เผำ ฯลฯ
(ท่จี ะมีพัฒนำกำรเปน็ โกศทกุ วันนี)้

ฝงั ศพนงั่ มัดศพทำ่ งอตัว บรรจทุ ้งั ร่ำงในภำชนะดินเผำทรงกลม มีสง่ิ ของอทุ ศิ ขนำดเล็กๆ
ใส่รวมด้วย มีฝำปดิ ฝงั ดนิ แนวตั้ง
4๒ เสดจ็ สู่แดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ



ไหหนิ รำว ๒,๕๐๐ ปี มำแลว้ ใสก่ ระดกู คนตำยในพธิ เี รยี กขวญั บำงใบไหหนิ มฝี ำปดิ ครอบขำ้ งบน บำงใบ
มแี กะสลกั ดำ้ นข้ำง พบกระจดั กระจำยท่วั ไปที่ทุ่งไหหนิ เมืองโพนสะหวนั แขวงเชียงขวำง ในลำว

ภาชนะฝงั ศพ (หมำยถึงเคร่ืองปน้ั ดินเผำใสร่ ่ำง หรอื กระดูกคนตำย) มี ๒ แบบ ไดแ้ ก่
(๑) ก้นกลมมน (เหมอื นหม้อดินเผำ) พบในอีสำนไม่นอ้ ยกวำ่ ๓,๐๐๐ ปีมำแล้ว
(๒) ทรงกระบอกยำว (เหมอื นแคปซลู ) พบมำกทำงท่งุ กุลำร้องไหใ้ นอีสำน รำว ๒,๕๐๐ ปี
มำแล้ว
[มรี ำยละเอยี ดอีกมำกในหนังสอื โบราณคดีในพนื้ ท่ีทงุ่ กุลาร้องไห้ โดย สกุ ญั ญำ เบำเนดิ
กรมศิลปำกร พิมพค์ รง้ั แรก พ.ศ.๒๕๕๓ หนำ้ ๑๒๕-๑๖๒]
นอกจำกภำชนะดนิ เผำขดุ พบในไทยแลว้ ยังมไี หหนิ (ทงุ่ ไหหิน แขวงเชียงขวำง ในลำว)
เปน็ ภำชนะใส่กระดกู คนตำย
ไหหิน เป็นเครือ่ งมือหนิ ท�ำจำกแท่งหนิ ขนำดใหญ่ (เท่ำครกมองต�ำขำ้ ว หรอื ใหญ่กว่ำกม็ )ี
รูปทรงส่วนมำกกลม แต่มรี ปู เหลีย่ มบำ้ ง
ทำ� โดยใชเ้ ครอื่ งมอื เหลก็ เจำะควำ้ นแทง่ หนิ ใหข้ ำ้ งในกลวง (เหมอื นไห หรอื ตมุ่ ใสน่ ำ�้ หรอื ใส่
ปลำแดก)

43เสด็จสูแ่ ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ลำยเสน้ จำ� ลองลกั ษณะของพระบำทสมเดจ็
พระปน่ิ เกลำ้ พระศพงอเขำ่ อยใู่ นพระบรมโกศ
ทองใหญ่ หลังเสด็จสวรรคต พ.ศ.๒๔๐๙
(ค.ศ.๑๘๖๖)

[สรปุ จำกคำ� อธบิ ำยและภำพของ ไกรฤกษ์
นำนำ ภำพจำกหนังสือเดินทางรอบโลก
(VOYAGE AUTOUR DU MONDE)
ของเคำน์โบวัว (LE COMTE DE
BEAUVOIR) ชำวฝร่ังเศส พิมพ์ที่ปำรีส
พ.ศ.๒๔๑๑ (ค.ศ.๑๘๖๘)

ทำ� ขน้ึ ใชใ้ นพธิ ศี พของคนดกึ ดำ� บรรพร์ ำว ๒,๕๐๐ ปมี ำแลว้ นกั โบรำณคดชี ำวฝรงั่ เศสเขำ้ ไป
ศึกษำพบกระดกู คนเผำแล้ว กบั เคร่ืองมือเครื่องใชอ้ น่ื ๆ ทใ่ี ช้ในพิธศี พ บรรจอุ ยภู่ ำยใน เช่น ขวำน
หนิ ขัด, ลูกปัดแกว้ , เคร่อื งป้ันดนิ เผำ, เครอื่ งประดับสำ� รดิ , เครือ่ งมอื เหลก็ , ฯลฯ บำงแหง่ มหี มอ้ หรือ
ไหดนิ เผำบรรจุกระดูกคนฝังไว้ใกลๆ้ ไหหนิ ด้วย

บำงใบมีฝำหินวำงอยู่ข้ำงๆ บนฝำหินจ�ำหลักลวดลำยอย่ำงหยำบๆ เป็นรูปคนท�ำท่ำกบ,
รูปสตั ว์ เช่น แมว, ตะกวด (แลน), ฯลฯ

[จำกคำ� นำ� เสนอ เรือ่ ง “พวนมำจำกไหน?” ของ สจุ ิตต์ วงษ์เทศ ในหนงั สอื ประวตั ศิ าสตร์
เมอื งพวน จำกฉบบั ภำษำลำว โดย เจำ้ คำ� หลวง หนอ่ คำ� ประธำนรำชวงศ์พวน (แปลเปน็ ภำษำไทย
โดย พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร และ สมชำย นิลอำธิ) พิมพ์คร้ังแรก โดย ศำลำมโหสถ อ.ศรีมโหสถ
จ.ปรำจีนบุรี พ.ศ.๒๕๕๕ หนำ้ (๔๓)]
ครรภม์ ารดา

ภำชนะใส่ศพหรือใส่กระดูกคนตำย (ที่ขุดขึ้นมำหลังเน้ือหนังเน่ำเปื่อยหมดแล้ว) เสมือน
คืนสคู่ รรภ์มำรดำ หรอื มขี วญั อย่ใู นครรภ์มำรดำ

รูปร่ำงภำชนะใส่ศพ คล้ำยผลน้�ำเต้ำที่มีรูปร่ำงท้ังกลมและยำว แต่ผลที่กลมรีมีเอวคอด
ดูคล้ำยมดลูกของแม่ สอดคล้องกับค�ำบอกเล่ำด้ังเดิมว่ำคนมีก�ำเนิดจำกผลน้�ำเต้ำ นักโบรำณคดี

44 เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ



กรมศิลปำกร เคยขุดพบ (อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด) ภำชนะดินเผำใส่กระดูกคนตำย ทรงกลม
มีฝำปิดท�ำให้ดูแล้วคล้ำยลูกน้�ำเต้ำ เป็นพยำนว่ำค�ำบอกเล่ำด้ังเดิมน้ันได้รับยกย่องว่ำศักด์ิสิทธ์ิ
เป็นทีร่ บั รกู้ ว้ำงขวำงต้ังแตร่ ำว ๒,๕๐๐ ปีมำแลว้

โกศ ภำชนะใส่ศพท�ำด้วยดินเผำหรือหินเสมือนครรภ์มำรดำ ล้วนเป็นต้นแบบโกศ
สมัยหลงั ๆ จนปจั จบุ นั โดยยมื ค�ำว่ำ โกศ จำกภำษำบำลี-สันสกฤต เพอื่ เพม่ิ ควำมศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ แตใ่ น
อนิ เดยี ไมม่ ีประเพณบี รรจุศพใสโ่ กศ

(ซำ้ ย) ภำชนะดนิ เผำ มฝี ำ บรรจกุ ระดูกมนษุ ย์ รำว ๒,๕๐๐ ปี มำแลว้ พบในแหลง่ โบรำณคดีเขตทุ่งกลุ ำ
รอ้ งไห้ อ.เกษตรวิสยั จ.ร้อยเอ็ด (ภำพจำกหนังสือศิลปวัฒนธรรมไทย กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งทีส่ อง พ.ศ.
๒๕๕๗ หน้ำ ๔๔)

(ขวำ) ไหใสศ่ พในประเพณขี องหม่เู กำะบอรเ์ นียว ขนำดใหญใ่ ส่ศพผู้ใหญ่ ขนำดเลก็ ใส่ศพเดก็ ทงั้ ๒ ใบ
มีรอยต่อตรงไหล่ไห เพรำะถูกเลื่อยเป็น ๒ ส่วน เอำศพบรรจุ แล้วปิดประกบด้วยชันยำเรือ (ภำพจำกหนังสือ
A Borneo Journey into Death by Peter Metcalf, University of Pennsylvania Press, Philadelphia, 1982)

เฮือนแฮ่ว ในป่าแฮว่
เม่ือสภำพแวดล้อมทำงสังคมวัฒนธรรมเปลยี่ นไป ต้องหำมศพไปฝงั นอกชุมชน
กจิ กรรมหำมศพไปฝงั ไมว่ ำ่ ทลี่ ำนกลำงบำ้ นหรอื นอกชมุ ชน ต้องมขี บวนแหป่ ระโคมดว้ ยป่ี

ฆอ้ ง กลอง กับร้องตะโกนเรยี กขวญั มีเค้ำอย่บู นภำพเขยี นในถ้�ำตำดว้ ง (บ้ำนวังกุลำ ต.ชอ่ งสะเดำ
อ.เมอื ง จ.กำญจนบรุ )ี และนำ่ จะสบื เนื่องกลำยเปน็ พธิ ีเดนิ สำมหำบ เกบ็ กระดกู ทุกวนั น้ี

ต่อมำเรียกพืน้ ทฝี่ งั ศพตรงนั้นด้วยคำ� จำ� เพำะต่ำงกนั ดงั น้ี
ล่มุ น�้ำโขง เรียก ปำ่ แฮว่ , ป่ำเฮ่ว (ตรงกับ ปำ่ เลว หมำยถงึ ป่ำไม่ด)ี
ลมุ่ นำ�้ เจ้ำพระยำ เรยี ก ปำ่ ชำ้ [ตรงกบั ปำ่ เลว (มีวลเี ทียบวำ่ เลวทรำมตำ่� ช้ำ) หมำยถงึ
ป่ำไมด่ ]ี
ด้วยควำมเช่อื ท่ตี ิดมำกับประเพณีดงั้ เดมิ ฝังศพใตถ้ นุ เรือน จงึ ต้องปลกู เรือนครอ่ มหลมุ ฝงั
ไว้ดว้ ย ไทด�ำเรียก เฮอื นแฮว่ (หมำยถึง เรอื นในป่ำชำ้ ) หรือเฮือนแฮว้

45เสดจ็ ส่แู ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

เฮือนแฮ้วทีฝ่ ังศพของไทด�ำในเวยี ดนำม
[ภำพจำกหนงั สอื ประวัตศิ าสตรส์ ิบสองจุไท ของ ภทั ทยิ ำ ยิมเรวตั
พิมพ์คร้ังแรก พ.ศ.๒๕๔๔ หน้ำ ๒๕๓]

ภทั ทยิ ำ ยมิ เรวตั (มหำวทิ ยำลยั มหดิ ล) อำ้ งถงึ ศำสตรำจำรย์ ดร.ประเสรฐิ ณ นคร อธบิ ำยวำ่
เดิมค�ำน้ี คือ “เร้ียว” ซ่ึงหมำยถึง “คนท่ีตายไปนานแล้ว” และเรียกท่ีอยู่ของคนที่ตำยไปแล้วว่ำ
“ป่าเรีย้ ว” จำกค�ำวำ่ ป่ำเร้ยี ว จงึ กลำยเป็น ปำ่ เรว้ ป่ำเฮว้ ป่ำเฮ้ยี ว หรือปำ่ แฮว้ ในบำงถ่นิ

ภทั ทยิ ำ อธบิ ำยอกี วำ่ “ระหวำ่ งตวั เรอื นและเนนิ ดนิ ใตถ้ นุ เรอื น จะมเี สน้ ฝำ้ ยสขี ำวทโี่ ยงจำก
ที่นอนของผู้ตำยบนเรือนมำสู่เนินดินบริเวณที่ฝังกระดูก เรียกว่ำ ‘สายเจอว’ ซ่ึงจะเป็นเส้นทำงให้
ผตู้ ำยขนึ้ มำใชข้ ้ำวของตลอดจนกินอำหำรบนเรือน

ภำยนอกเฮือนแฮ้วน้ี ใกล้ๆ กันจะปักเสำท�ำกอแฮ้ว ซึ่งบนยอดของกอแฮ้วจะปักร่ม
คล้ำยฉตั ร (ของไทยเรำ) บนเสำหลกั ตรงยอดทีม่ รี ่มปักอยนู่ ี้กจ็ ะปักไมแ้ ยกออกไปท้งั ๒ ข้ำง ซงึ่ จะ
ห้อยธงผ้ำ สีขำว สแี ดง มตี ัวมำ้ ตัวนก สำ� หรับเปน็ พำหนะในกำรเดินทำงของผตู้ ำยไปสู่เมอื งฟำ้ ”
(ประวตั ิศาสตร์สบิ สองจไุ ท พ.ศ.๒๕๔๔)

4๖ เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ



4. ส่งขวัญข้ึนเมอื งฟา้
มหี มาน�า ตอ้ งไปทางนา้�

เม่ือนำนไปขวัญหำยถำวรแล้ว ต้องท�ำพิธีส่งขวัญข้ึนเมืองฟ้ำ มีหมำน�ำ ต้องไปทำงน�้ำ
เพ่อื รวมกบั ผีขวญั บรรพชน

สมัยอยุธยำ มีเผำศพตำมประเพณีรบั จำกอนิ เดีย แตย่ งั สืบเน่อื งเก็บกระดกู ตำมคติด้งั เดิม
พระบรมอฐั ิพระเจำ้ แผ่นดินเชิญโดยเรอื นำคไปทำงแม่น้ำ� เพ่อื บรรจุในพระสถูปท่ีก�ำหนด

หลังมีพระเมรุมำศ พระบรมศพถูกเชิญโดยรำชรถ แต่หัวท้ำยรำชรถเป็นรูปนำค เป็น
สัญลักษณห์ ลงเหลอื ตกค้ำงจำกเรือนำค

สง่ ขวญั ขนึ้ เมอื งฟ้า
พธิ สี ขู่ วญั เปน็ ขอ้ ควำมบอกทำงผขี วญั วำ่ คนตำยตอ้ งลอ่ งเรอื แพทำงนำ�้ ไปเมอื งฟำ้ มรี อ่ งรอย

เหลืออยู่ใน ไต-ไท บำงกลุ่มของเวยี ดนำมภำคเหนอื
เร่ิมดว้ ยบอกเล่ำประวตั ิคนตำย ตั้งแตป่ ฏิสนธิ กระทง่ั เตบิ โตเป็นผ้ใู หญ่ แล้วแตง่ งำนมลี กู

มหี ลำนจนแก่เฒ่ำเจ็บไข้ล้มตำย
จำกนนั้ เชญิ ผขี วญั กนิ ขำ้ วปลำอำหำร เสรจ็ แลว้ ออกเดนิ ทำงไปเมอื งฟำ้ ผำ่ นหมบู่ ำ้ นตำ่ งๆ

หลำยแห่ง แลว้ ลอ่ งเรอื หรือแพไปทำงนำ้� อันเปน็ เส้นทำงเช่ือมต่อระหว่ำงโลกมนษุ ย์กบั เมืองฟำ้
[คนไตและลาจีในภาคเหนือของเวียดนาม โดย รองศำสตรำจำรย์สุมิตร ปิติพัฒน์,

รองศำสตรำจำรย์ ดร.เสมอชยั พลู สวุ รรณ, อำจำรยพ์ เิ ชฐ สำยพนั ธ์ สถำบนั ไทยคดศี กึ ษำ มหำวทิ ยำลยั
ธรรมศำสตร์ พิมพค์ ร้งั แรก พ.ศ.๒๕๔๔ หน้ำ ๔๘]

สง่ ขวญั ขึน้ เมอื งฟ้ำ ไปทำงน�้ำ พบหลกั ฐำนโบรำณคดใี นหลำยพ้ืนที่ มโี ลงไม้ใส่ศพรูปรำ่ ง
คลำ้ ยเรอื รำว ๒,๕๐๐ ปี มำแลว้ ในถำ้� บนเทอื กเขำทำงพรมแดนตะวนั ตกของไทย เชน่ จ.แมฮ่ อ่ งสอน,
จ.กำญจนบุรี ฯลฯ

น้�า ในจกั รวำลของคนดึกด�ำบรรพห์ ลำยพนั ปมี ำแลว้ อยู่ระหว่ำงฟ้ำกับดนิ ซงึ่ เป็นตวั เชือ่ ม
นำ้� จำกดนิ ข้นึ ฟ้ำ

จกั รวำลของไทดำ� (ในเวยี ดนำม) ประกอบขน้ึ อย่ำงกวำ้ งๆ ๓ สว่ น ตำมลำ� ดับสงู ตำ่� ได้แก่
เหนอื ข้นึ ไป เปน็ เมอื งฟำ้ ทอ่ี ยู่ของแถนและผีขวญั ตรงกลาง เปน็ เมืองมนษุ ย์ เรยี กเมืองล่มุ ที่อยู่
ของคนท้ังหลำย ล่างลงไป เปน็ ท่ีอยู่ของคนแคระและผนี ำผนี �ำ้ กับเงือก

[ปรบั ปรุงโดยสรปุ งำ่ ยๆ จำกงำนศกึ ษำค้นคว้ำวจิ ัยของ อ็องรี แมสเปอโร กับคนอ่นื ๆ ที่
อ้ำงถงึ ในหนังสือ ประวัติศาสตรส์ ิบสองจุไท ของ ภัททิยำ ยมิ เรวัต พ.ศ.๒๕๔๔ หนำ้ ๒๓๐-๒๓๗]

หมานา� ทางไปเมอื งฟา้
มำกกว่ำ ๒,๕๐๐ ปีมำแลว้ คนเชื่อว่ำหมำเป็นสัตวศ์ กั ดิ์สทิ ธใ์ิ หก้ ำ� เนิดคน และหมำมอี ำ� นำจ

พเิ ศษนำ� ทำงผขี วญั ของคนขวญั หำยไมค่ นื รำ่ ง ไปรวมพลงั กบั ผขี วญั บรรพชนทอ่ี ยบู่ นฟำ้ นำนมำแลว้
นับไมไ่ ด้ ขณะเดียวกันหมำก็นำ� พนั ธ์ุขำ้ วจำกฟำ้ ให้คนปลูกกนิ

4๗เสด็จสู่แดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

(ซำ้ ย) เรอื สง่ ขวัญคนตำยขน้ึ ฟำ้ ไปทำงน�ำ้ กำรแต่งกำยและทำ่ ทำงของผู้โดยสำรทีอ่ ำจหมำยถึงขวัญของ
คนตำย เพรำะมลี กั ษณะเดยี วกบั ทำ่ ทำงและกำรแตง่ ศพของคนพืน้ เมอื งปัจจุบนั ทำงตอนใตข้ องฟลิ ปิ ปนิ ส์ (ลำยเส้น
บนภำชนะบรรจกุ ระดูก อำยุรำว ๒,๕๐๐ ปี มำแลว้ พบในถ�้ำมำนงุ กัล ฟิลิปปินส์ จำกหนงั สือ The Tabon Cave :
Archaeological explorations and excavations on Palawan Island by Fox Robert B. Philippines, 1970.)

(ขวำ) โลงไม้คล้ำยเรือใส่ศพในพิธีกรรมรำว ๒,๕๐๐ปี มำแล้ว นักโบรำณคดีส�ำรวจและขุดพบบริเวณ
ล่มุ นำ�้ แควนอ้ ยกบั แควใหญ่ จ.กำญจนบรุ ี และในถ้�ำผแี มน อ.ปำงมะผำ้ จ.แมฮ่ อ่ งสอน

[มีรำยละเอียดอีกมำกในบทควำมเรื่อง “บทบำทของหมำในต�ำนำน และพิธีกรรมของ
ชำตพิ นั ธต์ุ ำ่ งๆ ในอษุ ำคเนย์ โดย ปฐม หงษส์ วุ รรณ พมิ พใ์ นวำรสำรอกั ษรศาสตร์ ฉบบั นทิ ำน ตำ� นำน
จนิ ตนำกำร ควำมจรงิ (โดย ศริ ำพร ณ ถลำง บรรณำธกิ ำรประจำ� ฉบบั ) ปที ่ี ๓๕ ฉบบั ที่ ๒ (กรกฎำคม-
ธันวำคม ๒๕๔๙) หนำ้ ๒๑๓-๒๔๑]

จึงมรี ปู หมำในภำพเขยี นบนเพิงผำและผนงั ถ้ำ� แสดงผขี วญั บรรพชน เช่น ภำพเขยี นถ�ำ้ ผำ
ลำยแทง อ.ภกู ระดึง จ.เลย, ภำพเขียนเขำจนั ทนง์ ำม อ.สีคว้ิ จ.นครรำชสีมำ

หมำนำ� ขวัญของคนตำยสเู่ มืองฟำ้ ไปทำงนำ้� รูปหมำเหมอื นจริง แต่รูปคนไมเ่ หมือนจรงิ เพรำะต้องกำร
แสดงรูปร่ำงของบรรพชนที่ตำยไปนำนแลว้ (ลำยเสน้ จ�ำลองภำพเขียนสอี ำยุรำว ๒,๕๐๐ ปี มำแล้ว ทเ่ี ขำจนั ทนง์ ำม
อ.สคี ้วิ จ. นครรำชสีมำ)

4๘ เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ



เชญิ อฐั ไิ ปทางน้�า
เมอื งฟำ้ ไปทำงน้ำ� เปน็ ควำมเชอ่ื ดง้ั เดมิ ดกึ ดำ� บรรพร์ ำว ๒,๕๐๐ ปีมำแลว้ ครน้ั หลงั รบั พทุ ธ

กับพรำหมณ์ ยังสืบเน่ืองในงำนพระบรมศพพระเจ้ำแผ่นดินไปทำงน้�ำโดยเรือนำค ตั้งแต่รำวหลัง
พ.ศ.๑๐๐๐ กระทั่งหลัง พ.ศ.๒๐๐๐ ยุคตน้ อยุธยำ (ก่อนมพี ระเมรมุ ำศ)

มีร่องรอยและหลักฐำนอยู่ในเอกสำรชำวยุโรปพรรณนำงำนถวำยพระเพลิงพระบรมศพ
สมเด็จพระไชยรำชำธิรำช ยุคต้นอยุธยำ (พ.ศ.๒๐๗๗-๒๐๘๙ มีสนมเอกนำมว่ำ ศรีสุดำจันทร์)
เมอ่ื เผำพระศพแล้วเชญิ พระอัฐิไปทำงนำ้� ดงั นี้

“บรรดาพิธีซึ่งต้องท�าในการน้ัน อันเป็นขนบธรรมเนียมของประเทศนี้คือต้ังฟืนกองใหญ่
อันมีไม้จันทน์ ไม้กฤษณา ไม้กระล�าพัก และก�ายาน แล้วน�าพระศพของพระเจ้าแผ่นดินองค์ซึ่ง
สวรรคตนน้ั ข้ึนวางเหนือกองฟืนดงั กล่าว จุดไฟเผาดว้ ยวธิ กี ารอันแปลกประหลาด...

แตใ่ นทสี่ ดุ พระศพกก็ ลายเปน็ เถ้าถ่าน พวกเขาเก็บไวใ้ นพระโกศเงนิ ซึ่งพวกเขาได้
จัดลงเรือซึ่งตกแต่งสวยงามมาก ติดตามไปด้วยเรือ ๔๐ ล�า มีพระสงฆ์น่ังเต็ม ซ่ึงเป็นพระมี
สมณศกั ดสิ์ ูงทสี่ ุด...

ตอ่ จากนั้นก็เปน็ ขบวนเรอื เล็กๆ ๑๐๐ ล�า บรรทุกรปู ปัน้ สตั ว์ตา่ งๆ...
ในขบวนนี้ เรือเหล่านี้ทุกๆ ล�าไปขึ้นบกท่ีวัด ชื่อวัด...พระอัฐิและพระอังคารของพระเจ้า
แผน่ ดนิ ซ่งึ บรรจุอยู่ในโกศเงิน ได้ถูกประดิษฐานไว้ทีน่ ่ัน... แล้วจดุ ไฟเผาบรรดารูปสัตว์จ�านวนนบั
ไมถ่ ว้ น ทัง้ อยใู่ นลกั ษณะยืนในเรอื

เรือศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ ลำยสลกั บนไหส�ำรดิ ใสก่ ระดูกคนตำย อำยรุ ำว ๒,๕๐๐ ปี มำแล้ว พบทเี่ วียดนำม
บนฝำไหมีประตมิ ำกรรมลอยตวั หญงิ ชำยประกบกนั แสดงทำ่ รว่ มเพศ เปน็ สัญลักษณข์ องกำรเจรญิ เผ่ำพันธ์ุ
เพ่ือควำมสมดุลที่สูญเสียเครือญำติไป (ภำพจำกหนังสือ จ้วง: เครือญาติตระกูลไทยผู้ย่ิงใหญ่ คนไทยอยู่
ท่ีน่ี ท่ีอุษาคเนย์ ของ สุจติ ต์ วงษ์เทศ มหำวิทยำลัยศลิ ปำกร พมิ พ์คร้งั แรก พ.ศ.๒๕๓๗)

เรอื ศกั ดส์ิ ิทธิส์ ุวรรณภมู ิ รำว ๒,๕๐๐ ปี
มำแล้ว ลำยสลักด้ำนข้ำงกลองมโหระทึก
พบทว่ี ดั มัชฌิมำวำส (วัดกลำง) ต.ดอนตำล
อ.ดอนตำล จ.มุกดำหำร (ภำพจำกหนังสือ
กลองมโหระทึกในประเทศไทย. เมธินี
จริ ะวฒั นำ. สำ� นกั พพิ ธิ ภัณฑสถำนแห่งชำติ
กรมศิลปำกร, ๒๕๔๖.)

4๙เสดจ็ สู่แดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ


Click to View FlipBook Version