The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เสด็จสู่แดนสรวง ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2021-06-14 21:05:26

เสด็จสู่แดนสรวง

เสด็จสู่แดนสรวง ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

Keywords: งานพระบรมศพ,พระเมรุมาศ

พระเมรุมำศและรำชรถอัญเชิญพระโกศของสมเด็จ ขบวนอัญเชิญพระศพสมเด็จพระเจ้ำศรีสว่ำงวงศ์
พระเจำ้ ศรสี วำ่ งวงศ์ เมอื่ พ.ศ. ๒๕๐๓ (Source: Life เมอ่ื พ.ศ.๒๕๐๓ (Source: Life Magazine)
Magazine)

การอัญเชญิ พระศพไปยงั พระเมรุ
กำรอญั เชญิ พระศพของกษตั รยิ ล์ ำ้ นชำ้ งไปยงั พระเมรทุ ส่ี รำ้ งขน้ึ เพอ่ื ถวำยพระเพลงิ พระศพ

พบว่ำจะมีกำร “ชักศพ” หรือกำรจัดกระบวนอัญเชิญพระศพจำกสถำนที่ประดิษฐำนพระศพ
เพื่อบ�ำเพ็ญกุศลในพระรำชวังไปยังพระเมรุ ดังเห็นได้จำกในกรณีงำนพระศพของสมเด็จพระเจ้ำ
ศรีสว่ำงวงศ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๓ ท่ีข้ำรำชบริพำรได้อัญเชิญพระศพในพระโกศประดิษฐำนยังรำชรถ
ซึ่งรำชรถน้ีท�ำเป็นรปู พญำนำค กึ่งกลำงมบี ษุ บกส�ำหรบั ตัง้ พระโกศ จำกนน้ั เจำ้ พนกั งำน ทหำร และ
ข้ำรำชบริพำรจะท�ำกำรชักลำกรำชรถเคลื่อนไปยังพระเมรุมำศ ท้ำยจะมีกระบวนทหำรต่ำงถือ
“ตุง” (ธง) และข้ำรำชบริพำรแต่งกำยด้วยเครื่องนุ่งห่มสีขำวเดินตำม ตลอดสองข้ำงทำงท่ีรำชรถ
เคลอื่ นผำ่ นมกี ำรตง้ั แถวของนกั เรยี น ขำ้ รำชกำร และประชำชนเพอื่ นอ้ มสง่ เสดจ็ อยำ่ งสมพระเกยี รติ

ยอ้ นกลบั ไปกอ่ นหนำ้ นน้ั มขี อ้ มลู กำร “ชกั ศพ” เพอ่ื ไปยงั พระเมรมุ ำศอยบู่ ำ้ ง ดงั ตวั อยำ่ งกรณี
งำนถวำยพระเพลิงพระศพเจ้ำสร้อยศรีสมุทรพุทธำงกูรตำมท่ีปรำกฏในต�ำนำนเมืองนครจ�ำปำศักดิ์
ควำมว่ำ “...พระเจ้าองค์หลวงจึงสั่งให้ท้าวพระยาเกณฑ์ไพร่ท�าเมรุข้ึนที่ข้างวัง ครั้นการท�าเมรุ
เสร็จแล้วจึงได้ชักศพเจ้าสร้อยศรีสมุทพุทธางกูรเข้าสู่เมรุ...” (ต�านานเมืองนครจ�าปาศักด์ิ ๒๕๑๒:
๑๘๗-๑๘๘) แต่กำรอัญเชญิ พระศพจะมอี งคป์ ระกอบใดบำ้ งนนั้ ไม่ปรำกฏหลักฐำนแน่ชดั

ดังน้ัน จึงสันนิษฐำนได้ว่ำในสมัยนั้นกระบวนอัญเชิญพระศพของกษัตริย์ล้ำนช้ำงไปยัง
พระเมรุน้ันน่ำจะมีควำมคล้ำยคลึงกันกับงำนพระบรมศพของกษัตริย์หรืองำนพระศพของเจ้ำนำย
ในรำชส�ำนกั กรุงศรีอยุธยำและกรุงเทพมหำนคร ท่ีมกี ำรใชร้ ำชรถในกำรอญั เชญิ พระศพ พรอ้ มดว้ ย
กระบวนเกียรตยิ ศ รำชวัตร ฉตั ร ธง และกระบวนทหำร

35๐ เสด็จสูแ่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ในวรรณกรรมเรอื่ งทา้ วฮงุ่ ทา้ วเจอื ง มกี ำรกลำ่ วถงึ กระบวนทหำรกองเกยี รตยิ ศในกระบวน ๗๑
อัญเชิญพระศพเช่นกัน ในงำนพระศพของขุนจอมธรรม พระบิดำของท้ำวฮุ่ง โดยมีทหำรและ
ข้ำรำชบรพิ ำรเดนิ ถอื หอกเดินแห่เปน็ ทวิ แถวควำมว่ำ “ทุกทพี่ อ้ ม หอกแห่ เป็นถนั ...” (ดวงเดอื น
บุนยำวง และ โอทอง คำ� อนิ ซ,ู ๒๕๔๐ : ๒๐๙) เชน่ เดียวกบั กำรอญั เชิญพระศพของทำ้ วฮ่งุ ไปยัง
พระเมรุ ซึ่งได้เตรียมกองฟืนไว้สูงและมีควำมงดงำมอย่ำงย่ิง ดังปรำกฏรำยละเอียดไว้ควำมว่ำ
“แตน่ ัน้ สาวัตถหี า้ งเกวยี นคา� ฮับอาชญ์...” (ดวงเดอื น บนุ ยำวง และ โอทอง ค�ำอนิ ซู ๒๕๔๐: ๒๑๐)
แสดงว่ำเดิมรำชรถนั้นมีช่ือเรียกในค�ำไทยว่ำ “ห้ำงเกวียนค�ำ” ซ่ึงจำกรูปทรงแล้วก็จะเห็นได้ว่ำ
รำชรถนั้น มีรูปร่ำงคล้ำยกับเกวียน เพียงแต่มำประดับประดำด้วยลวดลำย สัตว์หิมพำนต์ และ
พญำนำคทีเ่ ปน็ ควำมเช่ือทอ้ งถิน่ เขำ้ ไป เพอ่ื ใหส้ อดรับกบั คติควำมเชอื่ จำกอนิ เดยี

น่ำสังเกตดว้ ยวำ่ องค์รำชรถของรำชสำ� นักล้ำนชำ้ งมคี วำมโดดเด่นอยู่ตรงที่มีกำรประดับ
ตกแต่งรำชรถเป็นรูปพญำนำคเล้ือยและมีหีบพระศพประดิษฐำนใต้บุษบกไว้ด้ำนบนรำชรถ
รำชรถเดียวที่ยงั คงเหลอื หลักฐำนที่สมบรู ณ์ให้เห็นกนั นน้ั คือ รำชรถท่ีใชอ้ ญั เชญิ พระบรมศพสมเดจ็
พระเจำ้ มหำชีวติ ศรสี วำ่ งวงศ์ ซง่ึ เก็บรกั ษำอยทู่ ่หี อรำชโกศภำยในวดั เชียงทอง เมืองหลวงพระบำง
ในปัจจบุ นั ทงั้ นเี้ นอื่ งจำกวำ่ “นำค” ถอื เปน็ สตั วศ์ กั ดสิ์ ทิ ธขิ์ องรำชอำณำจกั รลำ้ นชำ้ งและรวมถงึ ผคู้ น
ในลมุ่ นำ้� โขง ดังปรำกฏกำรเรียกขำนนำมเมืองว่ำ “ศรีสัตนำคนหุตอุตมรำชธำนี” ซ่ึงเป็นนำมของ
นำคตนส�ำคญั ซง่ึ เปน็ นำคผูข้ ดุ สรำ้ งแมน่ ำ�้ โขง นอกจำกนีแ้ ลว้ เมอ่ื มกี ำรรบั พระพทุ ธศำสนำเขำ้ มำ
นำคยงั ถกู อธบิ ำยดว้ ยวำ่ มคี วำมเกยี่ วพนั อยำ่ งลกึ ซงึ้ กบั พระพทุ ธเจำ้ เมอื่ ครงั้ เสดจ็ เลยี บโลกมำยงั ดนิ
แดนลมุ่ แมน่ ้ำ� โขงตำมทป่ี รำกฏในต�ำนำนพื้นเมอื งอกี ด้วย (ศุภชัย สงิ หย์ ะบุศย,์ ๒๕๕๓: ๓๗-๓๘)

นอกจำกนแ้ี ลว้ ในกำรอญั เชญิ พระศพของขนุ จอมธรรมไปยงั พระเมรยุ งั มกี ระบวนนกั แสดง
เลน่ กล (ไตเ่ ชอื กหนงั ) มผี คู้ นจำ� นวนมำกตำ่ งชำตติ ำ่ งภำษำ มเี ครอ่ื งดนตรนี ำนำชนดิ และมนี กั แสดง
ฟอ้ นรำ� วำดแขนอยำ่ งออ่ นชอ้ ยรว่ มฉลองคบงนั หรอื เสพงนั เพอื่ ใหเ้ กดิ ควำมรนื่ เรงิ ในงำนถวำยพระเพลงิ
พระศพ ในวรรณกรรมเร่อื งทำ้ วฮุ่ง ท้ำวเจอื ง ได้น�ำเสนอไว้วำ่

“...ทกุ ทพ่ี ้อม หอกแห่ เปน็ ถัน
ละเม็งไกวเกาะไต่หนงั ล�าฟ้อน
นาๆ พอ้ ม ภาษา เสยี งเสพ
กะสงิ ฮ่ายฟ้อน ไควค้อม แกว่งแพน...”
(ดวงเดือน บนุ ยำวง และ โอทอง คำ� อินซู ๒๕๔๐: ๒๐๙)

จะสังเกตได้ว่ำ แนวคิดเรื่องกำรส่งพระศพของอำณำจักรล้ำนช้ำงมีควำมสอดคล้องกับ
ควำมเช่ือเร่ืองควำมตำยของผู้คนในอุษำคเนย์คือมองว่ำกำรตำยคือกำรเดินทำงท่ีน่ำยินดี ดังน้ัน
ในขบวนพระศพจงึ มนี กั แสดงเล่นกล นกั แสดงฟ้อนร�ำ และกำรเลน่ เคร่อื งดนตรปี ระโคม

นอกจำกจะมีกระบวนเกียรติยศและกระบวนฟ้อนเสพร่วมในขบวนอัญเชิญพระศพแล้ว
เป็นไปได้ว่ำนับแต่สมัยโบรำณอำจจะมีกระบวนพระสงฆ์และสำมเณรเดินน�ำหน้ำรำชรถอัญเชิญ
พระศพดว้ ยกเ็ ปน็ ได้ เนอ่ื งจำกในงำนถวำยพระเพลงิ พระศพทำ้ วฮงุ่ ในวรรณกรรมเรอื่ งทา้ วฮงุ่ ทา้ วเจอื ง

35๑เสดจ็ สู่แดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ได้มรี ำษฎรกว่ำ ๓,๐๐๐ คน ไดโ้ กนผมท�ำพธิ บี รรพชำเป็นสำมเณรเพ่อื อุทิศถวำยเป็นพระกศุ ลดว้ ย
(ดวงเดือน บุนยำวง ๒๕๔๙ : ๔๔๔-๔๔๕) ซ่ึงกำรบรรพชำเป็นสำมเณรในลักษณะดังกล่ำวน้ี
ยงั ปรำกฏเรอ่ื ยมำจนถงึ ปจั จบุ นั ในสงั คมวฒั นธรรมลำว-ไทยสองฝง่ั แมน่ ำ�้ โขง ซงึ่ เปน็ กำรบวชหนำ้ ไฟ
ทเ่ี รยี กวำ่ “บวชจงู ” เพอ่ื อทุ ศิ สว่ นกศุ ลใหก้ บั ญำตผิ ใู้ หญห่ รอื บคุ คลทผ่ี บู้ รรพชำเคำรพนบั ถอื อยำ่ งไร
ก็ตำม กำรใช้วรรณกรรมเรื่องท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง ในฐำนะของหลักฐำนทำงประวัติศำสตร์น้ีก็จ�ำเป็น
ต้องตระหนักด้วยว่ำวรรณกรรมอำจมีกำรแต่งเติมในสมัยหลังท�ำให้เจือควำมคุ้นเคยในยุคสมัยท่ีมี
กำรประพันธ์วรรณกรรมเร่ืองนข้ี น้ึ มำ

การถวายพระเพลงิ พระศพ
ในเอกสำรทำงประวัติศำสตร์ไม่ได้ให้รำยละเอียดเก่ียวกับกำรถวำยพระเพลิงพระศพ

กษัตริย์ล้ำนช้ำงไว้มำกนัก ในวรรณกรรมเร่ืองท้ำวฮุ่ง ท้ำวเจือง ได้อธิบำยถึงพิธีถวำยพระเพลิง
พระศพขุนจอมธรรมไว้ว่ำ หลังจำกอัญเชิญพระศพมำถึงพระเมรุแล้วได้อัญเชิญหีบพระศพ
ขึ้นประดิษฐำนบนแท่นจิตกำธำนในพระเมรุ ส่วนพระจอมนำงผู้เป็นมเหสีต่ำงก็โศกเศร้ำอำดูรกัน
ตำมประสำ จำกน้ันทุกคนก็จะน�ำฟืนที่พันด้วยผ้ำสีทอง หยิบเทียนสีเหลืองมำวำงบนจิตกำธำน
ทำ� พิธีเผำหรอื ถวำยพระเพลิง ควนั จำกกำรเผำพระศพเป็นเหมอื น “หมอก” คละคลงุ้ ไม่นำนนักไฟ
กไ็ หม้พระศพเปน็ เถำ้ ถำ่ น ดงั ปรำกฏควำมในค�ำประพนั ธ์วำ่

“...เมื่อนั้น ทุกทีพ่ ้อม ยอหีบ โลงค�า
เขาก็ อยายอยังทุง ออกไป เป็นถ้อง
นางจอมเจ้าทนทวง ก้นั สวาสดิ์
กะสันตโ์ ศกฮ้อนหิวไห้ ฮ�า่ ไฮ
สวา่ ! สว่า! กอ้ งเถงิ ท่ี ปะนมหลวง
เขาก็เอาพระยาจอมใส่ปะนม หอแกว้
ปนุ ดาเม้ียนปะนมหลวง หลงิ ล�่า
เสด็จถถ่ี ้วนแถวต้ัง หีบงาม
ทกุ ท่พี อ้ ม ฟนื พอก แพค�า
ยนๆ ยอเทียนทองใสป่ ะนม เผาไหม้
แปวผันขึ้นพายบน กั้วหมอก
แม้งหนงึ่ คอ้ ม คาวนอย ม่นุ กะจวน...”
(ดวงเดอื น บนุ ยำวง และ โอทอง ค�ำอินซู ๒๕๔๐: ๒๐๙)

จำกเน้ือหำค�ำประพันธ์ในวรรณกรรมเรื่องท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง น่ำจะเป็นข้อมูลท่ีสะท้อน
ให้เหน็ ภำพพธิ ถี วำยเพลิงพระศพกษตั รยิ ์ในรำชสำ� นักล้ำนช้ำงทเ่ี กิดข้นึ เม่อื รำวพุทธศตวรรษที่ ๒๑
ไดใ้ นระดบั หนง่ึ นำ่ สงั เกตดว้ ยวำ่ งำนพระรำชพธิ ศี พนค้ี งเปน็ กำรทำ� กนั เฉพำะในกลมุ่ คนในรำชสำ� นกั
จงึ ไม่ไดม้ กี ำรกลำ่ วถึงรำษฎรทวั่ ไปไว้

35๒ เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

๗๑

ข้ำรำชกำรและประชำชนท่ัวไปกำ� ลงั เขำ้ ถวำยสักกำระพระศพสมเด็จพระเจำ้ ศรีสวำ่ งวงศ์
(Source: Life Magazine)

ในขณะท่ีในกรณีของสมเด็จพระเจ้ำศรีสว่ำงวงศ์ เมื่ออัญเชิญพระโกศบรรจุพระศพมำ
ประดษิ ฐำนยงั พระเมรมุ ำศแลว้ ภำยหลงั จำกใหพ้ ระบรมวงศำนวุ งศ์ ขำ้ รำชบริพำร และขำ้ รำชกำร
วำงเข้ำท�ำกำรถวำยบังคมยังพระโกศแล้ว ได้มีกำรเปิดโอกำสให้ประชำชนโดยท่ัวไปได้มีโอกำส
ทำ� กำรสกั กำระพระศพเชน่ กนั ซง่ึ สะทอ้ นควำมสมั พนั ธข์ องเจำ้ มหำชวี ติ ทมี่ คี วำมสมั พนั ธก์ บั รำษฎร
เป็นอย่ำงมำก นอกจำกนี้แล้ว เส้ือผ้ำที่สวมใส่ของรำษฎรไม่ได้เป็นสีด�ำสนิททั้งตัว แต่มีทั้งที่
นุ่งห่มขำวท้ังตัว เส้ือสีขำวกำงเกงหรือผ้ำซ่ินสีด�ำ หรือเส้ือสีด�ำสลับขำวเป็นลวดลำย แตกต่ำง
จำกธรรมเนียมของไทยสมยั หลงั ท่เี ปน็ สีดำ� ล้วน

การจัดการพระอัฐิหลังการถวายพระเพลงิ
หลังจำกถวำยพระเพลิงพระศพอดีตกษัตริย์แล้ว กษัตริย์พระองค์ใหม่ พระรำชวงศ์และ

ขุนนำงในรำชสำ� นักล้ำนช้ำงจะท�ำหนำ้ ทใี่ นกำรจัดกำรกับพระอัฐิหลงั กำรถวำยพระเพลิงพระศพ ซง่ึ
จำกหลักฐำนท่ีปรำกฏพบว่ำส่วนใหญ่จะมีกำรจัดเก็บพระอัฐในโกศขนำดเล็ก แล้วจึงน�ำไปบรรจุใน
พระเจดีย์ ซึ่งทำงลำวเรยี กว่ำ “ธำต”ุ ทสี่ ร้ำงข้นึ ถวำยเปน็ กำรเฉพำะแดก่ ษัตรยิ แ์ ตล่ ะพระองค์

ในวรรณกรรมเรื่องท้าวฮุ่ง ท้าวเจืองได้ให้ภำพสะท้อนกำรจัดกำรพระอัฐิหลังกำรถวำย
พระเพลงิ พระศพกษตั รยิ ล์ ำ้ นชำ้ งทชี่ ดั เจน ดงั ปรำกฏควำมในคำ� ประพนั ธเ์ กย่ี วกบั กำรจดั กำรพระอฐั ิ
ขนุ จอมธรรมหลังกำรถวำยพระเพลงิ ว่ำ

“...ทกุ แห่งพอ้ ม แล้วเลกิ ลาหนี
เถงิ เม่อื วนั ลุนเจืองปา่ วเขา ชุมขา้
เราจักเกบ็ ดูกเจา้ พระยาจอม ตนพ่อ
ฝูงเผา่ เชอ้ื มวลเคา้ ค่งั โฮม

353เสดจ็ ส่แู ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ยาบๆ พอ้ ม เกบ็ ดูก โฮมเอา
เจืองก็ ควา้ มอื จับแม่นตา สองก้า�
เตินเขาให้ ขุดขมุ ฝังดูก
แลว้ เลา่ ปุนก่อสร้าง เจดียไ์ ว้ พอกค�า
ปะทายลบู ไลเ้ ลีย้ งใส่ ค�าเหลอื ง
มณใี สสุด ยอดค�า เหลอื งเหล้ือม
ทา� เปอื งพอ้ ม เสด็จการ ทกุ เยือ่ ง
เทยี นธูปตั้งตามไต้ ซูว่ นั ...”
(ดวงเดอื น บนุ ยำวง และ โอทอง คำ� อนิ ซู ๒๕๔๐: ๒๐๙-๒๑๐)

จำกเนอื้ หำคำ� ประพนั ธใ์ นวรรณกรรมเรอื่ งทา้ วฮงุ่ ทา้ วเจอื ง อธบิ ำยวำ่ เมอ่ื ถงึ วนั รงุ่ ขนึ้ ขนุ เจอื ง
ได้เก็บกระดูกขุนจอมธรรม (เจ้ำพระยำจอม) ผู้เป็นพ่อ เม่ือเก็บเสร็จแล้วก็ได้ท�ำกำรขุดหลุมเพ่ือ
“ฝงั ดกู ” จำกนนั้ กไ็ ด้ “กอ่ สรำ้ งเจดยี ”์ พรอ้ มหมุ้ ทองคำ� ดว้ ย เพอ่ื ใชเ้ ปน็ พระเจดยี ส์ ำ� หรบั บรรจพุ ระอฐั ิ
เมอ่ื แล้วเสรจ็ จงึ ไดม้ กี ำรสักกำระกรำบไหว้ดว้ ย “เทยี นธูป”

คตกิ ำรกอ่ สรำ้ งพระเจดยี บ์ รรจพุ ระอฐั นิ สี้ บื ทอดมำในสมยั หลงั ดว้ ย ดงั เหน็ ไดจ้ ำกในแผน่ ดนิ
พระสวุ รรณบลั ลงั ก์ (ทำ้ วแทน่ คำ� ) ภำยหลงั กำรถวำยพระเพลงิ พระศพพระเจำ้ ไชยจกั รพรรดแิ ผน่ แผว้
แลว้ พระองคไ์ ดท้ รงกอ่ พระเจดยี บ์ รรจพุ ระอฐั พิ ระรำชบดิ ำ ดงั ปรำกฏในพงศำวดำรเมอื งหลวงพระบำง
ควำมวำ่ “...ทา้ วแทง่ คา� ทรงศรัทธาสร้างพระเจดยี อ์ งค์หนึง่ พระวิหารหลงั หน่ึง กับรูปพระปฏิมากร
เสรจ็ แลว้ กเ็ อาพระอฐั ขิ องพระราชบดิ าเขา้ ฐาปนาประดษิ ฐานไวใ้ นพระเจดยี ์ จงึ เรยี กวดั ศพเชยี งคาน
ตราบเท่าบัดนี้...” (พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง ๒๕๐๗: ๑๗๔) เช่นเดียวกันกับหลังจำกถวำย
พระเพลงิ พระศพเจำ้ สรอ้ ยศรสี มทุ รพทุ ธำงกรู พระเจำ้ องคห์ ลวงไดท้ รงมบี ญั ชำใหก้ อ่ พระเจดยี บ์ รรจุ
พระอฐั พิ ระรำชบดิ ำขนึ้ ในบริเวณทถ่ี วำยพระเพลงิ พระศพ ดังปรำกฏในต�านานเมอื งนครจา� ปาศกั ด์ิ
ควำมว่ำ “...พระเจ้าองค์หลวงจึงให้เกณฑ์ไพร่พลก่อพระเจดีย์ข้ึนท่ีต�าบลท�าเมรุ บรรจุอัฐิเจ้าสร้อย
ศรสี มทุ พทุ ธางกรู ไวใ้ นทพี่ ระเจดยี น์ น้ั ยงั ปรากฏมาจนทกุ วนั น.้ี ..” (ตา� นานเมอื งนครจา� ปาศกั ดิ์ ๒๕๑๒:
๑๘๘)

นอกจำกนี้ ยังปรำกฏข้อมูลท่ีน่ำสนใจด้วยว่ำมีกำรสร้ำงวัดทับหรือ “คร่อม” บริเวณ
ทท่ี ำ� กำรถวำยพระเพลงิ พระศพกษตั รยิ ์ ทงั้ นเ้ี พรำะถอื กนั วำ่ พนื้ ทบี่ รเิ วณดงั กลำ่ วเปน็ พนื้ ทศี่ กั ดสิ์ ทิ ธิ์
และไม่สมควรท่ีรำษฎรจะมำปลูกสร้ำงบ้ำนเรือนอยู่อำศัย ดังตัวอย่ำงเช่น พระเจ้ำล้ำนค�ำแดงทรง
สร้ำงวัดสวนแถนคร่อมพระอัฐิของพระเจ้ำสำมแสนไท และเม่ือพระเจ้ำล้ำนค�ำแดงสิ้นพระชนม์
หลังท�ำกำรถวำยพระเพลิงพระศพแล้วพวกอ�ำมำตย์รำชมนตรีก็สร้ำงวัดมโนรมย์คร่อมพระอัฐิของ
พระองค์ไว้เช่นกัน (สิลำ วีระวงส์ ๒๕๔๙: ๖๕) หรืออีกกรณีหนึ่งคือ พระเจ้ำวิชุลรำชได้ทรงสร้ำง
วัดปุพพำรำมขึ้นเพ่ือคร่อมพระอัฐิของพระเจ้ำหล้ำแสนไท (สิลำ วีระวงส์ ๒๕๔๙: ๗๔) เป็นต้น
ธรรมเนียมเดยี วกันนพ้ี บรอ่ งรอยในกรงุ ศรอี ยธุ ยำเชน่ กัน

354 เสด็จสูแ่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

ส่วนท่ีรำชส�ำนักล้ำนช้ำงเมืองจ�ำปำศักด์ิยังพบหลักฐำนว่ำ หลังจำกกำรถวำยพระเพลิง ๗๑
พระศพกษัตริย์และพระรำชวงศ์แล้วจะมีกำรอัญเชิญพระอัฐิไปบรรจุท่ีพระเจดีย์ซ่ึงสร้ำงข้ึน
เปน็ กำรเฉพำะพระองคภ์ ำยในบรเิ วณวดั ทงุ่ ทำ� ใหว้ ดั ทงุ่ แหง่ นมี้ สี ถำนะเปน็ สสุ ำนหลวงของรำชสำ� นกั
ล้ำนช้ำงเมืองจำ� ปำศกั ดิ์ตำมไปด้วย (วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ๒๕๖๐)

บทสง่ ท้าย
รำชอำณำจักรล้ำนช้ำงแม้ว่ำในช่วงหลังจะมีกำรแยกกำรปกครองออกเป็น ๓ รำชส�ำนัก

แตร่ ปู แบบทำงสงั คมวฒั นธรรมและขนบธรรมเนยี มในรำชสำ� นกั กย็ งั คงมคี วำมคลำ้ ยคลงึ หรอื เปน็ รปู
แบบเดยี วกัน งำนพระศพของกษตั รยิ ์ล้ำนช้ำงกน็ ำ่ จะมีวธิ ีกำรเช่นเดยี วกนั แตป่ ัญหำของกำรศึกษำ
ข้อมูลเก่ียวกับงำนพระศพของกษัตริย์ล้ำนช้ำงก่อนถูกผนวกเป็นส่วนหน่ึงของรำชอำณำจักรสยำม
อยำ่ งชดั เจนในปี พ.ศ.๒๓๗๑ กค็ อื กำรขำดแคลนหลกั ฐำนประวตั ศิ ำสตรด์ งั ทผี่ เู้ ขยี นไดก้ ลำ่ วมำแลว้
ก่อนหน้ำน้ี จึงท�ำได้เพียงกำรรวบรวมข้อมูลเท่ำท่ีมีอยู่มำศึกษำวิเครำะห์ร่วมกับหลักฐำนข้ำงเคียง
ท่ีมีควำมเก่ียวข้องและเก่ียวเน่ืองกัน เพื่อที่จะท�ำให้ผู้อ่ำนเข้ำใจและมองเห็นภำพงำนพระศพของ
กษตั รยิ ์ล้ำนชำ้ งโดยสังเขป

งำนพระศพของกษตั รยิ ล์ ำ้ นชำ้ งจำกหลกั ฐำนเทำ่ ทมี่ แี สดงใหเ้ หน็ ถงึ ควำมสำ� คญั ของกษตั รยิ ์
ในฐำนะเจ้ำมหำชีวิตผู้มีอ�ำนำจสูงสุดในรำชอำณำจักร เม่ือส้ินพระชนม์ไปแล้วจึงจ�ำเป็นต้องมี
กำรจัดงำนถวำยพระเพลิงพระศพอย่ำงย่ิงใหญ่ พระเมรุที่ใช้ในกำรถวำยพระเพลิงพระศพจึงต้องมี
ควำมงดงำมและประดบั ตกแตง่ อยำ่ งวจิ ติ รใหส้ มพระเกยี รติ แมแ้ ตพ่ ระอฐั หิ ลงั ถวำยพระเพลงิ พระศพ
เสรจ็ แลว้ กม็ กี ำรสรำ้ งพระเจดยี ข์ น้ึ มำบรรจไุ วเ้ ปน็ กำรเฉพำะพระองคเ์ พอ่ื ใหเ้ ปน็ ทสี่ กั กำระของรำษฎร
หรือไม่ก็มีกำรสรำ้ งวัดคร่อมบรเิ วณทสี่ ร้ำงพระเมรถุ วำยพระเพลิงพระศพ

นอกจำกนี้ งำนพระศพของกษตั รยิ ล์ ำ้ นชำ้ งยงั ไดส้ ะทอ้ นใหเ้ หน็ อตั ลกั ษณเ์ ฉพำะทำงสงั คม
วฒั นธรรมของรำชส�ำนักลำ้ นชำ้ ง เชน่ กำรสรำ้ งรำชรถท่ีเป็นนำคตำ่ งหบี พระศพ ซงึ่ นำคถือเป็นส่ิง
ศกั ดิ์สทิ ธ์ิที่ชำวลำ้ นช้ำงให้ควำมเคำรพนบั ถือมำโดยตลอด เป็นต้น ทน่ี ่ำสนใจดว้ ยคอื ในปจั จบุ นั ก็มี
ควำมพยำยำมทจ่ี ะฟน้ื ฟรู ปู แบบงำนพระศพของกษตั รยิ ล์ ำ้ นชำ้ งขนึ้ มำในกำรจดั งำนศพของพระสงฆ์
และบคุ คลสำ� คญั ในลำวและอสี ำน โดยเฉพำะอยำ่ งยงิ่ กำรสรำ้ งปรำสำทนกหสั ดลี งิ คต์ ำ่ งศพ ทง้ั นเี้ พอื่
ท่ีจะรักษำและสร้ำงอัตลกั ษณท์ ำงสังคมวัฒนธรรมใหค้ งอยู่สืบไป

355เสดจ็ สู่แดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

รายการอา้ งอิง
กรมศิลปำกร. ๒๕๒๙. จารกึ ในประเทศไทย เล่ม ๕ อกั ษรขอม อกั ษรธรรม และอกั ษรไทยพุทธศตวรรษท่ี

๑๙-๒๔. กรงุ เทพฯ: หอสมดุ แห่งชำติ กรมศิลปำกร.
กรมศลิ ปำกร. ๒๕๕๐. มรดกโลกบ้านเชียง. กรุงเทพฯ : สำ� นักพพิ ธิ ภัณฑสถำนแห่งชำติ กรมศลิ ปำกร.
กรมศิลปำกร. ๒๕๕๙. ค�าศัพท์ท่ีเกี่ยวเน่ืองกับงานพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทร

มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช. พิมพ์คร้งั ท่ี ๒. กรุงเทพฯ: กรมศิลปำกร กระทรวงวฒั นธรรม.
ดวงเดือน บุนยำวง. ๒๕๔๙. ปรำโมทย์ ในจิต, แปล. ท้าวฮ่งุ ทา้ วเจอื ง ฉบบั รอ้ ยแกว้ . กรุงเทพฯ: มติชน.
ดวงเดือน บุนยำวง และโอทอง ค�ำอินซู. ๒๕๔๐. ชำย โพธสิ ติ ำ และสมชำย นิลอำธิ, แปล. แนวคิดและฮตี

คองท้าวฮ่งุ ท้าวเจือง. กรงุ เทพฯ: มตชิ น.
เตมิ วภิ ำคยพ์ จนกจิ . ๒๕๔๐. ประวตั ศิ าสตรล์ าว. พมิ พค์ รง้ั ที่ ๒. กรงุ เทพฯ : มลู นธิ โิ ครงกำรตำ� รำสงั คมศำสตร์

และมนษุ ยศำสตร.์
เตมิ วภิ ำคยพ์ จนกจิ . ๒๕๔๒. ประวตั ศิ าสตรอ์ สี าน. พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๓. กรงุ เทพฯ: มลู นธิ โิ ครงกำรตำ� รำสงั คมศำสตร์

และมนษุ ยศำสตร.์
“ตำ� นำนเมอื งนครจำ� ปำศกั ด”์ิ . ๒๕๑๒. ใน กรมศลิ ปำกร. ประชมุ พงศาวดารเลม่ ๔๓ (ประชมุ พงศาวดารภาคที่

๖๙-๗๐). พระนคร: องคก์ ำรคำ้ ของครุ สุ ภำ.
“นิทำนเร่ืองขุนบรมรำชำ พงศำวดำรเมืองลำนช้ำง”. ๒๕๔๕. ใน กรมศิลปำกร. ประชุมพงศาวดารฉบับ

กาญจนาภิเษก เล่ม ๙. กรงุ เทพฯ: กองวรรณกรรมและประวตั ศิ ำสตร์ กรมศิลปำกร.
บนุ มี เทบสีเมอื ง. ๒๕๕๓. ไผท ภูธำ, แปล. ความเปน็ มาของชนชาติลาว เลม่ ๑ การต้ังถนิ่ ฐานและการ

สถาปนาอาณาจกั ร. พิมพ์คร้ังท่ี ๒. กรงุ เทพฯ: สขุ ภำพใจ.
ประภัสสร์ ชวู เิ ชียร. ๒๕๕๗. ศิลปะลาว. กรงุ เทพฯ: มติชน.
“พงศำวดำรเมอื งหลวงพระบำง”. ๒๕๐๗. ใน กรมศลิ ปำกร. ประชมุ พงศาวดาร เลม่ ๑๐ (ประชมุ พงศาวดาร

ภาคท่ี ๑๐ ตอนปลาย ภาคที่ ๑๑-๑๒). พระนคร: องคก์ ำรค้ำของครุ ุสภำ.
“พงศำวดำรลำ้ นช้ำง ตำมถ้อยคำ� ในฉบับเดมิ ”. ๒๕๔๕. ใน กรมศลิ ปำกร. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนา

ภิเษก เล่ม ๙. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศำสตร์ กรมศิลปำกร.
ภูเดช แสนสำ. ๒๕๕๖. โลกหน้าลา้ นนา: พฒั นาการการสรา้ งปราสาทศพตา่ งสตั ว์หมิ พานต์และการก่อกู่.

เชียงใหม่ : สถำบันภำษำ ศลิ ปะและวัฒนธรรม มหำวทิ ยำลัยรำชภัฏเชียงใหม.่
โยซิยูกิ มำซูฮำรำ. ๒๕๔๖. ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรลาวล้านช้าง สมัยคริสต์ศตวรรษที่

๑๔-๑๗ จาก “รฐั การคา้ ภายในภาคพืน้ ทวปี ” ไปสู่ “รัฐกึง่ เมืองทา่ ”. กรงุ เทพฯ: มติชน.
ลูเนต์ เดอ ลำจงกิแยร์. ๒๕๖๐. เสำวนติ รังสิยำนนท์, แปลสรุปควำม. “Vieng-Chan = เวียงจนั ทน์”. ใน

หนงั สอื เกา่ ชาวสยาม. Available at: http://www.sar.or.th/databases/siamrarebooks/main/
index.php/history/-befeo/94-vieng-chan. [สืบคน้ เม่อื : ๒๗ ก.พ. ๒๕๖๐.]
วรลัญจก์ บุณยสุรตั น.์ ๒๕๕๕. ชื่นชมสถาปัตยว์ ดั ในหลวงพระบาง. พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๓. กรุงเทพฯ: เมอื งโบรำณ.
วลยั ลกั ษณ์ ทรงศริ .ิ ๒๕๖๐. “วดั ทงุ่ สสุ านหลวงนครจา� ปาสกั ”. ใน มลู นธิ เิ ลก็ -ประไพ วริ ยิ ะพนั ธ.์ุ Available
at: http://m.facebook.com/Vlekprapaifoundation/photos/pcb.1151027228303099/115
105474969941/?type=3. [สืบค้นเมอื่ : ๒๗ ก.พ. ๒๕๖๐.]

35๖ เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

ศรศี กั ร วลั ลโิ ภดม. ๒๕๔๖. แอง่ อารยธรรมอสี าน. พมิ พค์ รั้งที่ ๔. กรงุ เทพฯ: มติชน. ๗๑
ศุภชยั สงิ หย์ ะบุศย์. ๒๕๕๓. หลวงพระบางเมืองมรดกโลก ราชธานแี หง่ ความทรงจ�าและพนื้ ที่พิธกี รรมใน

กระแสโลกาภวิ ัตน์. กรงุ เทพฯ: สำยธำร.
สลิ ำ วรี ะวงส์. ๒๕๔๙. สมหมำย เปรมจิตต์, แปล. ประวัติศาสตร์ลาว. พิมพค์ ร้ังที่ ๒. กรงุ เทพฯ : มตชิ น.
สกุ ญั ญำ เบำเนดิ และชนิ ณวฒุ ิ วลิ ยำลยั . ๒๕๕๓. โบราณคดหี ลากสาระในดนิ แดนอสี าน-ลา้ นนา. อบุ ลรำชธำน:ี

สำ� นกั ศลิ ปำกรท่ี ๑๑ อบุ ลรำชธำน.ี
สุจติ ต์ วงษเ์ ทศ. ๒๕๔๙. “พลังลาว” ชาวอีสานมาจากไหน?. กรุงเทพฯ : มติชน.
สุรพล นำถะพินธุ. ๒๕๕๐. รากเหง้า บรรพชนคนไทย : พัฒนาการทางวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์.

กรงุ เทพฯ: มติชน.
สรุ ศกั ดิ์ ศรสี ำ� อำง. ๒๕๔๕. ลา� ดบั กษตั รยิ ล์ าว. พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๒. กรงุ เทพฯ : สำ� นกั โบรำณคดแี ละพพิ ธิ ภณั ฑสถำน

แห่งชำติ กรมศิลปำกร.
อพิสิทธ์ิ ธีระจำรุวรรณ. ๒๕๔๙. รูปเขียนดึกด�าบรรพ์ “สุวรรณภมู ิ” ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ตน้ แบบงานช่างเขียน

ปจั จุบนั . กรุงเทพฯ: มติชน.

35๗เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

๑๒ ๔


๕๖
ภำพที่ ๑ พระเมรมุ ำศพระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั , ภำพท่ี ๒ พระเมรมุ ำศพระบำทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลำ้
เจ้ำอย่หู วั , ภำพที่ ๓ พระเมรุสมเด็จพระเจำ้ พยี่ ำเธอ เจ้ำฟ้ำมหดิ ลอดลุ ยเดช กรมหลวงสงขลำนครนิ ทร์, ภำพที่ ๔
พระเมรมุ ำศพระบำทสมเด็จพระปรเมนทรมหำอำนนั ทมหิดล พระอฐั มรำมำธิบดินทร, ภำพท่ี ๕ พระเมรมุ ำศสมเดจ็
พระศรนี ครนิ ทรำบรมรำชชนนภี ำพท่ี 6 พระเมรมุ ำศสมเดจ็ พระเจำ้ พนี่ ำงเธอ เจำ้ ฟำ้ กลั ยำณวิ ฒั นำ กรมหลวงนรำธวิ ำส
รำชนครนิ ทร์ (ทมี่ ำ: หอจดหมำยเหตุแห่งชำติ กรมศิลปำกร, Xiengyod)

35๘ เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

พระราชพธิ ีพระบรมศพ

พระมหากษัตรยิ ก์ มั พชู า ๑๘

ซรี ็อง เลง

นกั ศกึ ษากมั พูชา หลักสตู รศิลปศาสตรมหาบณั ฑิตสาขาวิชาประวตั ิศาสตร์ศิลปะ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร

อาจารย์ ณัฐพล จนั ทรง์ าม

ภาควชิ าภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร

ประเทศกมั พชู ำเปน็ เพอ่ื นบำ้ นของประเทศไทยทถี่ งึ แมว้ ำ่ จะมคี วำมแตกตำ่ งกนั ดำ้ นภำษำ
ท่ใี ชส้ ือ่ สำรระหวำ่ งกนั แตท่ ว่ำกลบั ควำมสมั พนั ธแ์ ละควำมคลำ้ ยคลึงกันทำงดำ้ นควำมเช่ือ ศำสนำ
ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณี โดยเฉพำะในระดับรำชส�ำนัก ซ่ึงหน่ึงในน้ันคือ ธรรมเนียม
เก่ียวกับพระรำชพิธพี ระบรมศพ

บทควำมนมี้ จี ดุ ประสงคเ์ พอ่ื นำ� เสนอขอ้ มลู เกยี่ วกบั พระรำชพธิ พี ระบรมศพพระมหำกษตั รยิ ์
กมั พชู ำ โดยเนน้ ตงั้ แตง่ ำนพระรำชพธิ พี ระบรมศพของพระมหำกษตั รยิ ใ์ นชว่ งสมยั ทกี่ มั พชู ำตกเปน็
อำณำนิคมของฝรั่งเศส จนถึงงำนพระรำชพิธีพระบรมศพครั้งล่ำสุดคือพระรำชพิธีถวำยพระเพลิง
พระบรมศพพระเจ้ำนโรดมสีหนุ นอกจำกนี้ ยังได้น�ำเสนอข้อมูลคร่ำวๆ ในเร่ืองขนบธรรมเนียม
ประเพณีอันเน่ืองด้วยควำมเช่ือเกี่ยวกับกำรสวรรคตของพระมหำกษัตริย์กัมพูชำในสมัยโบรำณอีก
ดว้ ย เพอื่ ใหเ้ หน็ ถงึ ธรรมเนยี มปฏบิ ตั ใิ นพระรำชพธิ พี ระบรมศพของพระมหำกษตั รยิ ก์ มั พชู ำทส่ี บื ทอด
กนั มำแตโ่ บรำณ
ภาพรวมของพระราชพธิ พี ระบรมศพของกษัตรยิ ์กมั พูชาในสมัยโบราณและสมยั กลาง

ปัจจุบันยังไม่มีกำรศึกษำเรื่องรำวเก่ียวกับพระรำชพิธีพระบรมศพของพระมหำกษัตริย์
กัมพูชำในสมัยโบรำณ (สมัยก่อนเมืองพระนครถึงสมัยเมืองพระนคร) จนถึงสมัยกลำง (สมัยหลัง
เมืองพระนครถึง ค.ศ.๑๘๖๓) อย่ำงจริงจัง เน่ืองจำกยังขำดข้อมูลท่ีชัดเจน และเหตุผลส�ำคัญอีก
ประกำรหนึ่งคือ นับต้ังแต่ช่วงท้ำยของยุคสมัยเมืองพระนคร รำชอำณำจักรกัมพูชำประสบกับภัย
สงครำมอย่ำงต่อเนื่อง เป็นเหตุให้เอกสำรส�ำคัญทำงประวัติศำสตร์และบันทึกเร่ืองรำวต่ำงๆ
ถูกทำ� ลำยไปเป็นจำ� นวนมำก ถึงอย่ำงไรกต็ ำม กอ็ ำจจะพอทรำบขอ้ มูลส�ำคัญทำงประวตั ศิ ำสตรไ์ ด้
จำกเนอื้ หำข้อควำมในศิลำจำรกึ จ�ำนวนหลำยหลัก รวมถึงจำกจดหมำยเหตขุ องรำชทตู ตำ่ งชำติ

35๙เสด็จสู่แดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

รำชอำณำจักรกัมพูชำเป็นดินแดนท่ีได้รับกำรถ่ำยทอดมรดกทำงอำรยธรรมจำกอินเดีย
โบรำณต้ังแต่แรกเริ่มเข้ำสู่สมัยประวัติศำสตร์ในรำวพุทธศตวรรษท่ี ๖ พระรำชพิธีถวำยพระเพลิง
พระบรมศพของพระมหำกษตั รยิ ์ พระอคั รมเหสี ตลอดจนพระศพของพระบรมวงศำนวุ งศอ์ นั สบื เนอ่ื ง
มำแต่คร้ังโบรำณกำลก็มีแบบแผนที่ได้รับอิทธิพลทำงศำสนำซึ่งได้รับถ่ำยทอดมำจำกอำรยธรรม
อินเดียโบรำณ ผสมผสำนกับธรรมเนียมปฏิบัติในท้องถ่ินท�ำให้เกิดลักษณะเฉพำะตัวสืบเน่ืองมำ
จนถึงปจั จบุ ัน (ព្រាប ចាន់ម៉រា ា,៉ ជី រដ្ា នងិ គង់ វិរៈ ២០១៣: ១)

ช่วงปลำยพุทธศตวรรษท่ี ๘ จดหมำยเหตุของรำชทูตจีนท่ีเดินทำงมำยังดินแดนกัมพูชำ
สมัยกอ่ นเมืองพระนครได้บนั ทกึ ไวว้ ่ำ พระบรมศพของพระมหำกษตั ริย์จะไดร้ ับกำรถวำยพระเพลงิ
หลงั จำกเสดจ็ สวรรคต จำกนนั้ จะเชญิ พระบรมอฐั บิ รรจลุ งในพระโกศทองแลว้ จงึ นำ� ไปถว่ งนำ�้ ในแมน่ ำ�้
(ព្្ឹរង ងា ២០០៣: ៥៧) ส�ำหรับกำรใช้โกศบรรจุอัฐิน้ันก็จะมีกำรแบ่งตำมล�ำดับชนช้ันด้วยเช่นกัน
โดยหำกเป็นอฐั ขิ องขนุ นำงหรอื ขำ้ รำชกำรก็จะใชโ้ กศท่ที ำ� ด้วยเงนิ และถำ้ เปน็ อฐั ิของสำมญั ชนกจ็ ะ
ถูกบรรจุลงในโกศทท่ี �ำจำกดนิ

นอกจำกนี้ยังพบข้อมูลท่ีน่ำสนใจจำกกำรศึกษำศิลำจำรึกสมัยก่อนเมืองพระนครเกี่ยวกับ
ธรรมเนียมกำรเฉลิมพระนำมถวำยแด่พระมหำกษัตริย์ภำยหลังจำกเสด็จสวรรคต (Posthumous
name) ซึ่งได้รับกำรบัญญตั ิศพั ทเ์ รียกในภำษำเขมรปัจจบุ นั วำ่ “ពះា បរមបចាមាច្ រណនាម”หรอื “พระบรม
ปัจฉำมรณนำม” เท่ำที่ทรำบข้อมูลจำกจำรึกในสมัยก่อนเมืองพระนครพบกำรใช้พระบรมปัจฉำ
มรณนำมส�ำหรับพระมหำกษัตริย์บำงพระองค์ เช่น พระเจ้ำภววรมันท่ี ๒ ทรงมีพระนำมหลัง
จำกเสดจ็ สวรรคตวำ่ “กุรงุ ฺ ภวปรุ ” แปลวำ่ เทวสถำนหรือสรวงสวรรคอ์ ันเปน็ ทปี่ ระทบั ของพระองค์
หลังจำกเสด็จสวรรคต อีกตัวอย่ำงหนึ่งที่พบอย่ำงแพร่หลำย คือ พระบรมปัจฉำมรณนำมของ
พระเจำ้ ชัยวรมนั ท่ี ๑ ซง่ึ ในศลิ ำจำรึกออกพระนำมว่ำ “วรฺ ะ กมฺรตำงฺ อญฺ ต เทำ ศวิ ปุร” ‘พระกมร
ตำงอญั ผูไ้ ป[ยัง]ศิวปรุ ะ’ และในศลิ ำจำรกึ บำงหลักใชว้ ่ำ “วรฺ ะ กมรฺ ตำงฺ อญฺ ต เทำ สฺวรฺคฺค ศิวปุร”
คำ� วำ่ ‘กมรตำงอญั ’ หรอื ‘กมรเตงอญั ’ แปลตำมรปู ศพั ทเ์ ปน็ ภำษำไทยไดว้ ำ่ ‘เจำ้ ก’ู ดงั นน้ั ‘พระกมร
ตำงอัญผู้ไป[ยงั ]สวรรค์ศิวปุระ’ จงึ สอื่ ควำมถงึ ‘เจำ้ ก’ู (พระเจ้ำแผน่ ดนิ ) ผ้เู สด็จไปยังสวรรคอ์ นั เป็น
เมืองแหง่ พระศิวะ(វង់ សុធារា៉ ២០១២: ២)

เมื่อเข้ำสู่สมัยเมืองพระนคร ธรรมเนียมกำรเฉลิมพระบรมปัจฉำมรณนำมแด่พระมหำ
กษัตริย์ภำยหลังจำกเสด็จสวรรคตได้ปรำกฏหลักฐำนชัดเจนมำกย่ิงขึ้นจำกข้อควำมในศิลำจำรึก
พระบรมปัจฉำมรณนำมของพระมหำกษัตริย์กัมพูชำในสมัยเมืองพระนครมีปรำกฏสืบเน่ืองต่อกัน
มำไมน่ อ้ ยกวำ่ ๒๐ พระองค์ โดยพบในขอ้ ควำมในศลิ ำจำรกึ ทจี่ ำรขนึ้ ภำยหลงั จำกทรี่ ชั กำลของกษตั รยิ ์
แตล่ ะพระองคส์ นิ้ สดุ ลง อยำ่ งไรกด็ ี พบวำ่ มกี ษตั รยิ บ์ ำงพระองคท์ ไี่ มป่ รำกฏพระบรมปจั ฉำมรณนำม
ในกรณนี ี้ วง สเุ ธยี รำ นกั วชิ ำกำรกมั พชู ำ ไดอ้ ธบิ ำยวำ่ เปน็ เพรำะกษตั รยิ พ์ ระองคน์ น้ั ไดห้ ำยสำบสญู
ไปหรอื อำจถูกแยง่ ชงิ รำชสมบัตกิ ็เปน็ ได้ (ព្្ងរឹ ងា ២០០៣: ៣)

พระบรมปจั ฉำมรณนำมของพระมหำกษตั รยิ ก์ มั พชู ำในสมยั พระนครปรำกฏอยมู่ ำกมำยใน
ศลิ ำจำรึก ซ่งึ มักจะปรำกฏหลังขอ้ ควำมวำ่ “ta stac dau” (ต สฺตจฺ เทำ) แปลวำ่ “ผู้เสดจ็ ไป[ยัง]”
3๖๐ เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

แต่ละพระนำมจึงมิได้แสดงถึงฐำนันดรศักดิ์ของพระมหำกษัตริย์ หำกแต่เป็นกำรส่ือถึงสถำนท่ี ๑๘
อนั เปน็ ท่ปี ระทบั ของพระองคห์ ลงั จำกเสดจ็ สวรรคตแล้ว โดยพระบรมปจั ฉำมรณนำมมีควำมหมำย
เกี่ยวข้องกับสิ่งศักด์ิสิทธ์ิซึ่งเป็นที่เคำรพบูชำสูงสุดของพระมหำกษัตริย์แต่ละพระองค์เม่ือคร้ังที่ยัง
ทรงดำ� รงพระชนมช์ ีพอยู่ ไมว่ ำ่ จะเปน็ พระศวิ ะ พระวษิ ณุ หรอื ในบำงรชั กำลอำจสือ่ ถงึ พระพทุ ธเจ้ำ
ตำมคตพิ ทุ ธศำสนำมหำยำน ในท่ีนจ้ี ะน�ำเสนอรำยพระนำมหลงั สวรรคต (พระบรมปจั ฉำมรณนำม)
ของพระมหำกษัตริย์ในสมัยเมืองพระนครบำงพระองค์ท่ีมีช่ือเสียง โดยใช้กำรสะกดค�ำศัพท์ภำษำ
เขมรเทยี บเปน็ รปู คำ� ทใี่ ชเ้ ปน็ ปรกตอิ ยใู่ นภำษำไทย ตวั อยำ่ งเชน่ พระเจำ้ ชยั วรมนั ที่ ๒ = ธลุ พี ระบำท
ธุลเี ชงิ พระกมรเตงอญั ผเู้ สดจ็ ไปปรเมศวร, พระเจ้ำชัยวรมันที่ ๗ = พระกมรเตงอญั ผู้เสดจ็ ไปมหำ
บรมเสำคตบท, พระเจำ้ ยโศวรมันที่ ๑ = พระกมรเตง[กำ� ตวน]อัญผูเ้ สด็จไปบรมศวิ โลก, พระบำท
บรมศวิ โลก, พระเจำ้ สรู ยวรมันท่ี ๒ = พระบำทกมรเตงอัญบรมวิษณุโลก, และพระเจ้ำอีศำนวรมัน
ท่ี ๒ = พระบำทศรีศำนวรรมเทวะผู้เสด็จไปบรมรุทรโลก, พระกมรเตงอัญผู้เสด็จไปบรมรุทรโลก
เปน็ ต้น

จำกหลกั ฐำนศลิ ำจำรกึ ทช่ี ำวกมั พชู ำโบรำณบนั ทกึ ไวไ้ มป่ รำกฏรำยละเอยี ดของกำรจดั กำร
พระรำชพิธีถวำยพระเพลิงพระบรมศพพระมหำกษัตริย์ในสมัยพระนครอย่ำงแน่ชัดเจน แต่
นักประวัติศำสตร์พอจะทรำบเรื่องรำวดังกล่ำวได้จำกจดหมำยเหตุของ “โจวต้ำกวำน” รำชทูตจีน
ทีเ่ ดนิ ทำงเขำ้ มำในรำชอำณำจักรกัมพูชำในสมัยเมอื งพระนคร เมอ่ื พ.ศ.๑๘๓๙ โดยมกี ำรกลำ่ วไว้
อยำ่ งยอ่ ๆ วำ่ พระบรมศพพระมหำกษตั รยิ ไ์ ดร้ บั กำรประดษิ ฐำนไวใ้ นปรำสำท(លី ធាមតងា ១៩៧៣: ៤៥)

ในช่วงหลังสมัยเมืองพระนคร หลักฐำนท่ีกล่ำวถึงเร่ืองรำวบำงตอนของกำรพระรำชพิธี
ถวำยพระเพลิงพระบรมศพพระมหำกษัตริย์และพระบรมวงศำนุวงศใ์ นรำชส�ำนกั กัมพชู ำปรำกฏอยู่
ในพงศำวดำรทมี่ ชี ื่อว่ำ “เอกสารมหาบุรษุ เขมร” (ឯកសារមហាបុរសសខ្ា រែមា ) ซ่ึงเรียบเรยี งโดย “เอง สตุ ”
(អេង ស្ុ ) นักประวัติศำสตร์ชำวกัมพูชำ โดยมีกำรกล่ำวถึงกำรต้ังประดิษฐำนพระบรมศพใน
พระโกศและมกี ำรสรำ้ งพระเมรสุ ำ� หรบั จดั กำรพระรำชพธิ ถี วำยพระเพลงิ พระบรมศพพระมหำกษตั รยิ ์
และพระบรมวงศำนวุ งศใ์ นแตล่ ะรชั สมยั แตก่ ม็ ไิ ดใ้ หร้ ำยละเอยี ดของกำรจดั กำรพระรำชพธิ แี ตอ่ ยำ่ งใด
ตัวอย่ำงท่ีชัดเจนซึ่งปรำกฏใน “เอกสารมหาบุรุษเขมร” จำกกำรบันทึกเหตุกำรณ์ในช่วงรัชกำล
“พระบำทศรสี คุ นธบท” (พทุ ธศตวรรษที่ ๒๑) ไดใ้ หข้ อ้ มลู เกย่ี วกบั พระรำชพธิ ถี วำยพระเพลงิ พระบรมศพ
ของพระมหำกษตั รยิ ์ไว้ว่ำ “...พระองคไ์ ดแ้ ต่งพระเมรุถวายพระเพลงิ พระบรมศพสมเด็จพระวรบิดา
เสรจ็ เสดจ็ ประทบั อยู่ ณ จตุมขุ เมืองพนมเปญ...” (អងា សុ្ ២០០៩: ៧៧)

สำ� หรับในยคุ กลำงคือ ช่วงระหว่ำงพุทธศตวรรษท่ี ๑๙ ถงึ ๒๔ (สมยั กรงุ จตมุ ขุ กรุงละแวก
และกรุงอุดงค์) เป็นยุคสมัยท่ีเกิดควำมเปล่ียนแปลงอย่ำงต่อเนื่องในประวัติศำสตร์กัมพูชำส่งผล
กระทบตอ่ เสถยี รภำพของสถำบนั พระมหำกษตั รยิ ใ์ นชว่ งเวลำดงั กลำ่ ว ทำ� ใหเ้ อกสำรหลกั ฐำนตำ่ งๆ
ท่ีเก่ียวข้องกับพระรำชพิธีในรำชส�ำนักหลงเหลือตกทอดลงมำถึงยุคปัจจุบันน้อยมำก เร่ืองรำว
พระรำชพิธีถวำยพระเพลงิ พระบรมศพของพระมหำกษตั รยิ ใ์ นช่วงสมยั ดงั กล่ำวกม็ ิได้ปรำกฏข้อมูล
รำยละเอยี ดที่ชัดเจน

3๖๑เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

พระราชพิธีพระบรมศพในสมัยอาณานิคมฝร่งั เศสจนถึงหลงั ได้รบั เอกราช
เมื่อเข้ำสู่ช่วงของกำรเป็นรัฐในอำรักขำของฝร่ังเศสและตกเป็นอำณำนิคมของฝร่ังเศส

ในเวลำต่อมำจนกระทัง่ ไดร้ บั เอกรำชในปี พ.ศ.๒๔๙๗ เรื่องรำวเกย่ี วกับพระรำชพิธถี วำยพระเพลงิ
พระบรมศพของพระมหำกษัตริย์กัมพูชำได้รับกำรบันทึกไว้ค่อนข้ำงดีเพียงพอส�ำหรับกำรน�ำเสนอ
ใหเ้ หน็ ถงึ รำยละเอยี ดได้อย่ำงชัดเจน

เน้ือหำส่วนท่ี ๒ ของบทควำมน้ีจะกล่ำวถึงรำยละเอียดของกำรจัดกำรพระรำชพิธีถวำย
พระเพลิงพระบรมศพของพระมหำกษัตริย์ในช่วงสมัยที่กัมพูชำอยู่ภำยใต้อำณำนิคมของฝร่ังเศส
จนกระท่ังได้รับเอกรำช โดยจะเป็นกำรน�ำเสนอภำพรวมรำยละเอียดกำรจัดกำรพระรำชพิธีถวำย
พระเพลิงพระบรมศพของพระมหำกษัตริย์กัมพูชำในช่วงปลำยสมัยกรุงอุดงค์ต่อเนื่องสู่สมัย
กรงุ พนมเปญ จ�ำนวน ๕ รัชกำล ได้แก่

- พระบำทสมเด็จพระหริรักษ์รำมำอิศรำธิบดี (พระบำทองค์ด้วง) ครองรำชย์
ระหวำ่ ง พ.ศ.๒๓๙๐–๒๔๐๓ ทรงมพี ระนำมหลังสวรรคตวำ่ “พระบรมโกฏฐ”์

- พระบำทสมเด็จพระนโรดมบรมรำมเทวำวตำร (พระองค์รำชำวดี) ครองรำชย์
ระหว่ำง พ.ศ.๒๔๐๓–๒๔๔๗ ทรงมพี ระนำมหลงั สวรรคตวำ่ “พระสวุ รรณโกฏฐ์”

- พระบำทสมเดจ็ พระสีสุวัตถิ์จอมจกั รพงศ์ (พระเจำ้ ศรีสวสั ดิ)์ ครองรำชย์ระหว่ำง
พ.ศ.๒๔๔๗–๒๔๗๐ ทรงมีพระนำมหลังสวรรคตวำ่ “พระบรมรำชำนโุ กฏฐ์”

- พระบำทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์มุนีวงศ์ (พระเจ้ำมณีวงศ์) ครองรำชย์ระหว่ำง
พ.ศ.๒๔๗๐–๒๔๘๔ ทรงมพี ระนำมหลงั สวรรคตวำ่ “พระบรมขัตตยิ โกฏฐ”์

- พระบำทสมเดจ็ พระนโรดมสรุ ำมฤต ครองรำชยร์ ะหวำ่ ง พ.ศ.๒๔๙๘–๒๕๐๓
ทรงมพี ระนำมหลงั สวรรคตว่ำ “พระมหำกญั จนโกฏฐ”์

โดยเน้อื หำในสว่ นที่ ๒ นี้ ผูเ้ ขียนไดส้ รุปขอ้ มูลจำกหนังสอื “พระราชพธิ ีถวายพระเพลิง”
(ពះា រជពធិ ថី យាវ្ ពះា ភងើ្ល ) เรยี บเรยี งโดย เปรยี บ จนั มำรำ (ព្រាប ចាន់មរ៉ា )៉ា จี รฏั ฐำ (ជី រដា្) และ กวง วรี ะ
(គង់ វរី ៈ) จดั พมิ พเ์ ผยแพรโ่ ดยกระทรวงวฒั นธรรมและวจิ ติ รศลิ ปแ์ หง่ รำชอำณำจกั รกมั พชู ำเมอ่ื พ.ศ.๒๕๕๖
เนอื่ งในกำรพระรำชพธิ ถี วำยพระเพลงิ พระบรมศพพระกรณุ ำพระบำทสมเดจ็ พระนโรดมสหี นุ พระมหำ
วรี กษตั รยิ ์ โดยขนั้ ตอนและรำยละเอยี ดตำ่ งๆ ของกำรจดั กำรพระรำชพธิ ถี วำยพระเพลงิ พระบรมศพ
ในแต่ละรชั กำลนั้นยดึ ธรรมเนียมปฏิบัติในภำพรวมทเ่ี หมือนกันตำมลำ� ดับดังต่อไปนี้

๑. พธิ กี รรมหลังจากทพ่ี ระมหากษตั รยิ ส์ วรรคตและการประดษิ ฐานพระบรมศพ
ทนั ทที พี่ ระมหำกษตั รยิ เ์ สดจ็ สวรรคต (ภำษำเขมรใชค้ ำ� วำ่ “เสวยพระทวิ งคต”) จะมกี ำรประชมุ
พระบรมวงศำนุวงศ์ สมเด็จพระสังฆรำช ขนุ นำง เสนำบดี และขำ้ รำชกำรชน้ั สูง (ปัจจบุ นั เรียกวำ่
“กลุ่มปรึกษำรำชบลั ลงั ก์” [កមាុ បាករឹ សា ារជបល្ង័ល ក]្ ) จะประชุมร่วมกันเพ่ือพิจำรณำรับรององค์รัชทำยำท
จำกสมำชิกรำชวงศ์เพ่ือสืบรำชสมบัติเป็นพระมหำกษัตริย์พระองค์ใหม่ และเพ่ือรับต�ำแหน่งเป็น
องค์ประธำนในกำรจัดพระรำชพธิ ีพระบรมศพ
ในขณะเดียวกันพรำหมณ์รำชครูแห่งรำชส�ำนัก (បារគ)ូ ถวำยซองทองบรรจุหมำก
พระสพุ รรณบัฏ และจุดเทียนถวำยแดพ่ ระบรมศพ พระสงฆส์ วดพระพุทธมนต์-สดับปกรณ์ ถวำย

3๖๒ เสด็จสูแ่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

เปน็ พระรำชกศุ ลแดพ่ ระบรมศพ ชำวพนกั งำนภษู ำมำลำถวำยพระภษู ำตำดคลมุ พระบรมศพ ในคนื แรก ๑๘
ทพ่ี ระมหำกษตั รยิ เ์ สดจ็ สวรรคต พระบรมวงศำนวุ งศจ์ ะเคลอื่ นพระบรมศพไปประทบั เหนอื พระแทน่
สรง เพอ่ื ถวำยสรงพระบรมศพดว้ ยพระสคุ นธวำรี ระหวำ่ งนน้ั บรรดำสนม กรมวงั รำชองครกั ษ์ ทหำร
รักษำพระองค์ ข้ำรำชกำรชั้นสูง อยู่เฝ้ำพระบรมศพตลอดทั้งคืน ในกำรนี้จัดให้มี “กำรขับล�ำน�ำ
ครำ่� ครวญถวำยควำมอำลยั ” ซง่ึ ภำษำเขมรเรยี กวำ่ “กำรสวดบททำ� นวญ” (ការសពូ្្បទទនំ ញួ ) โดยมำก
มักใช้สตรีในกำรขับบทล�ำน�ำดังกล่ำว และบำงคร้ังระหว่ำงบทขับล�ำน�ำอำจเกิดควำมรู้สึกโศกเศร้ำ
จนมีกำรคร�่ำครวญร้องไห้ จงึ อำจเรยี กว่ำ “สตรีรอ้ งไหเ้ ฝ้ำพระบรมศพ” (សាយ្តី យំ ាមពះា បរមសព)

ในวันรุ่งขึ้น ชำวพนักงำนภูษำมำลำถวำยแต่งเคร่ืองทรงเต็มพระยศแด่พระบรมศพ
สว่ นตำ่ งๆ ไดแ้ ก่ พระสนบั เพลำชน้ั ในเปน็ พระภษู ำพนื้ ขำว สว่ นพระสนบั เพลำชนั้ นอกเปน็ พระภษู ำ
ปกั ทอง ทรงฉลองพระองคพ์ ระภษู ำเยยี รบบั ทรงพระมหำสงั วำลมำศ พระมหำสงั วำลเพชร พระพำหรุ ตั น์
กรองพระหตั ถ์ (กำ� ไลขอ้ พระกร) กรองพระบำท (กำ� ไลขอ้ พระบำท) ทรงพระภษู ำชำยไหวชำยแครง
ตำบทบิ คำดพระปน้ั เหนง่ ทรงพระธำ� มรงค์ ทรงแผน่ ทองคำ� บรสิ ทุ ธปิ์ ดิ พระพกั ตร์ ทรงฉลองพระองค์
ครยุ ทรงสวมถงุ พระหตั ถ์ ถงุ พระบำท และฉลองพระบำท หลงั จำกชำวพนกั งำนถวำยแตง่ เครอื่ งทรง
แดพ่ ระบรมศพแล้ว บรรดำพระบรมวงศำนุวงศ์จะทรงประกอบพิธขี อขมำพระบรมศพ

ท้ังนี้สังเกตได้ว่ำกำรถวำยแต่งฉลองพระองค์ทรงเคร่ืองบรมขัตติยรำชภูษิตำภรณ์รวมถึง
กำรถวำยแผน่ ทองคำ� ปดิ พระพกั ตร์ มลี กั ษณะคลำ้ ยกบั กำรทรงเครอื่ งแตง่ กำยทรงเครอื่ งของตวั ละคร
เทวดำซ่ึงนอกจำกจะเป็นกำรถวำยพระเกียรติแด่พระมหำกษัตริย์ท่ีเสด็จสวรรคตแล้ว ยังสื่อถึง
กำรเปลี่ยนแปลงพระรำชสถำนะอีกด้วย โดยเป็นกำรเปลี่ยนจำกสถำนะท่ีทรงเป็นพระเจ้ำแผ่นดิน
ปกครองไพรฟ่ ้ำอย่บู นโลกมนุษย์ไปสูส่ ภำวะอันเปน็ “ทิพย์” สถติ ณ ดินแดนสคุ ตภิ พ

ถดั จำกนน้ั ชำวพนกั งำนจงึ เตรยี มกำรถวำย “ทรงเครอื่ งพระมหำสกุ ำ� ” (ទាងគ់ ឿា ងពះា មហាសកុ ា)ំ
ก่อนจะอัญเชิญพระบรมศพบรรจุในพระบรมโกศ โดยอันดับแรกจะถวำยซองทองบรรจุหมำกและ
เทียนปิดทอง ๑ ค่แู ด่พระบรมศพ พรำหมณร์ ำชส�ำนกั ถวำยเหรียญทองใส่ในพระโอษฐ์พระบรมศพ
จัดท่ำทำงให้พระบรมศพอยู่ใน “พระอิริยำบถประณม” คือกำรประทับน่ังชันพระชำนุ (เข่ำ) และ
ประนมพระหตั ถบ์ นแปน้ กระดำนตง้ั ไมง้ ำ่ มสำ� หรบั คำ�้ พระหนุ (คำง) จำกนนั้ ชำวพนกั งำนนำ� พระภษู ำ
เทศ ๒ ผืน แตล่ ะผนื ยำว ๑๐ ศอก วำงไขวก้ ันเพื่อห่อพระบรมศพ ซง่ึ ลักษณะกำรถวำยเครอ่ื งพระ
สุก�ำพระบรมศพของพระมหำกษัตริย์กัมพูชำน้ีมีรำยละเอียดของข้ันตอนพิธีกรรมท่ีคล้ำยคลึงกับ
ธรรมเนยี มปฏบิ ตั ใิ นรำชสำ� นกั ไทยเปน็ อยำ่ งมำก โดยกอ่ นทจ่ี ะบรรจลุ งสพู่ ระโกศ พระบรมศพจะถกู
บรรจุในพระโกศโลหะชั้นในซงึ่ เรยี กวำ่ “ลอด” (ឡ្) แล้วจึงบรรจลุ งในพระบรมโกศอีกทหี นึ่ง

จำกนน้ั พระบรมโกศจะถกู อญั เชญิ ประดษิ ฐำนเหนอื แทน่ “พระมหำปญั จำ” ภำยใตเ้ ศวตฉตั ร
ในพระท่ีน่ังมหำมนเทียร เพ่ือจัดกำรพระรำชพิธีบ�ำเพ็ญพระรำชกุศลถวำยพระบรมศพเป็นประจ�ำ
ทุกวัน โดยในแต่ละวันจะมีกำรทรงบำตร ประเคนภัตตำหำรแด่พระภิกษุสงฆ์ สวดพระพุทธมนต์
สวดพระอภธิ รรม สดับปกรณ์ ตลอดจนพิธีกรรมตำ่ งๆ ก่อนท่จี ะถึงกำ� หนดกำรบำ� เพ็ญพระรำชกศุ ล
ออกถวำยพระเพลิงพระบรมศพ ซ่งึ กำรที่มีธรรมเนยี มกำรประดษิ ฐำนพระบรมศพไว้กอ่ นกำรถวำย
พระเพลงิ นกี้ เ็ พอื่ ทจ่ี ะไดม้ เี วลำสำ� หรบั กำรสรำ้ งพระเมรใุ หแ้ ลว้ เสรจ็ ซงึ่ ตอ้ งใชร้ ะยะเวลำคอ่ นขำ้ งนำน

3๖3เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

พรำหมณร์ ำชสำ� นักจดั เตรียม “ลอด” (พระโกศโลหะชัน้ ใน) และพระบรมโกศส�ำหรบั ทรงพระบรมศพ
พระกรณุ ำพระบำทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์จอมจักรพงศ์ พระบรมรำชำนุโกฏฐ์ พ.ศ.๒๔๗๐
(ทม่ี ำ: พพิ ิธภัณฑสถำนแหง่ ชำติ พนมเปญ)

๒. ธรรมเนียมการประดษิ ฐานพระบรมศพในพระบรมราชวงั
หลังจำกประดิษฐำนพระบรมโกศเหนือแท่นพระมหำปัญจำภำยในพระที่นั่งมนเทียรแล้ว
พระรำชพิธีบ�ำเพ็ญพระรำชกุศลอุทิศถวำยแด่พระมหำกษัตริย์ในพระบรมโกศก็ถูกจัดข้ึนอย่ำงยิ่ง
ใหญ่สมพระเกียรติเป็นประจ�ำทุกวัน โดยมีองค์ประธำนในพิธีคือพระมหำกษัตริย์พระองค์ใหม่หรือ
ผู้แทนพระองค์ตำมแต่จะทรงโปรดเกล้ำฯ ซึ่งพิธีกำรในล�ำดับต่ำงๆ ของกำรจัดพระรำชพิธีบ�ำเพ็ญ
พระรำชกศุ ลอทุ ศิ ถวำยแด่พระบรมศพ มีดังตอ่ ไปนี้
• ชว่ งเชำ้ เวลำเช้ำมดื จัดให้มี “สตรีขบั ลำ� นำ� เฝ้ำพระบรมศพ” (សតយីា្ ំយាមពះា បរមសព)

ซงึ่ จำ� นวนของผหู้ ญงิ ทเี่ ขำ้ รว่ มในพธิ จี ะกำ� หนดตำมพระชนมพรรษำของพระมหำกษตั รยิ ์
ในพระบรมโกศ เวลำตอ่ มำจงึ นมิ นตพ์ ระสงฆส์ วดพระพทุ ธมนตถ์ วำยเปน็ พระรำชกศุ ล
ทรงบำตร ประเคนภัตตำหำร พระบรมวงศำนุวงศ์ตั้งเคร่ืองสังเวยซงึ่ บรรจใุ นภำชนะ
ทองถวำยแด่พระบูรพมหำกษตั ริยำธริ ำชเจำ้
• ช่วงบ่ำย นิมนต์พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนำและสวดพระอภิธรรมถวำยเป็น
พระรำชกศุ ล
• ช่วงเย็น ตลอดช่วงเวลำเย็นจนถึงเวลำเท่ียงคืน นิมนต์พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์
สดับปกรณ์ ถวำยเป็นพระรำชกศุ ล และจัดให้มี “สตรขี ับล�ำนำ� เฝ้ำพระบรมศพ”
๓. “พระบรมเมร”ุ ส�าหรบั พระราชพิธีถวายพระเพลงิ
เอกสำรจดหมายเหตงุ านพระราชพธิ พี ระบรมศพพระบาทสมเดจ็ พระนโรดมบรมรามเทวาวตาร
“พระสุวรรณโกฏฐ์” ได้ระบุไว้อย่ำงชัดเจนเรื่อง “พระบรมเมรุ” หรือ “พระเมรุมำศ” (ពះា បរមមរា ុ)
สำ� หรบั ถวำยพระเพลิงพระบรมศพพระมหำกษตั รยิ ว์ ำ่ มคี ตคิ วำมเชอื่ มำจำกเรอ่ื ง “เขำพระสุเมรเุ ปน็
ศูนย์กลำงจักรวำล” ซึ่งหลักฐำนเรื่องกำรสร้ำงพระบรมเมรุส�ำหรับถวำยพระเพลิงพระมหำกษัตริย์
ในประวตั ศิ ำสตรก์ มั พชู ำไดม้ ปี รำกฏมำตงั้ แตส่ มยั เมอื งพระนครดงั เหน็ ไดจ้ ำกภำพสลกั ทผี่ นงั ระเบยี ง
คดปรำสำทบำยน ศนู ย์กลำงแหง่ เมืองนครธม โดยมรี ูปร่ำงลกั ษณะคล้ำยคลึงกบั พระบรมเมรุ

3๖4 เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

๑๘

ภำพสลักพระบรมโกศประดิษฐำนบนแท่นพระมหำ ภำพแสดงท่ตี ้งั ของ “ทุง่ พระเมรุ” ( )វាលព្ពះអមរុ ซึ่งอยู่ทำง
ปญั จำ ทรี่ ะเบยี งคดดำ้ นทศิ ตะวนั ออกของปรำสำทบำยน ทิศเหนือของพระบรมรำชวังกรุงพนมเปญ (ดัดแปลง
(เปรยี บ จนั มำรำ ព្រាប )ចាន់មរា៉ ៉ា จำก Google Earth)

ตำ� แหนง่ ทต่ี งั้ ของกำรสรำ้ งพระบรมเมรคุ อื ทบี่ รเิ วณ “ทงุ่ พระเมร”ุ (វាលព្ពះអមរ)ុ ซงึ่ ตงั้ อยทู่ ำง
ทิศเหนือของพระบรมรำชวัง กรุงพนมเปญ ตำมควำมเช่ือซ่ึงได้รับอิทธิพลศำสนำพรำหมณ์-ฮินดู
มักจะให้ควำมส�ำคัญกับทิศตะวันออก เพรำะถือว่ำเป็นทิศแห่งควำมเป็นสิริมงคลที่สุดในบรรดำทิศ
หลกั ทง้ั ๔ ทิศ ซึ่งหำกยึดทศิ ตะวนั ออกเป็นทิศเบื้องหน้ำแลว้ ทศิ เหนือกจ็ ะตรงกบั ทิศเบือ้ งซำ้ ยซึ่ง
สอ่ื ถงึ ควำมอปั มงคล นอกจำกนยี้ งั สอดคลอ้ งกบั ควำมเชอื่ ของชำวกมั พชู ำทสี่ ะทอ้ นผำ่ นทำงคำ� ศพั ท์
ภำษำเขมรซึ่งเรยี กทศิ เหนือวำ่ “ทศิ ขำ้ งเชิง” (ទសិ ខាងជងើ ) สื่อควำมหมำยว่ำเป็นทิศด้ำนปลำยเท้ำ
โดยในขณะนอนชำวกัมพูชำมักจะหันปลำยเท้ำไปทำงทิศเหนือและหันด้ำนศีรษะไปทำงทิศใต้ ซ่ึง
เปน็ ทิศเบื้องขวำส่อื ถงึ ควำมเป็นสริ มิ งคล

โดยผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องจะปรึกษำหำรือกันในรำยละเอียดของกำรก่อสร้ำงและกำรตกแต่ง
ประดบั ประดำพระบรมเมรใุ ห้สอดคลอ้ งกบั ธรรมเนยี มปฏบิ ัติ คติควำมเชือ่ และกำรใชง้ ำน โดยกอ่ น
ท่ีจะลงมอื สรำ้ งพระบรมเมรจุ ะตอ้ งเรม่ิ ตน้ ดว้ ยกำรประกอบ “พธิ บี วงสรวงกรงุ พำล”ี (ពធិ ីសនា កុងា រាលី)
ซงึ่ พระเจำ้ กรงุ พำลนี เ้ี ทยี บไดก้ บั พระภมู เิ จำ้ ที่ โดยชำวกมั พชู ำถอื เปน็ ธรรมเนยี มปฏบิ ตั วิ ำ่ กอ่ นทจี่ ะ
สร้ำงสิ่งปลูกสร้ำงใดๆ ก็ตำม จ�ำเป็นต้องบวงสรวงกรุงพำลีเพ่ือควำมเป็นสิริมงคลให้กำรก่อสร้ำง
ส�ำเรจ็ ลุลว่ งไปไดด้ ้วยดี และเพอื่ ขอใชพ้ ื้นทใ่ี นกำรกอ่ สร้ำง

ลกั ษณะทวั่ ไปของพระบรมเมรสุ ำ� หรบั ถวำยพระเพลงิ พระบรมศพพระมหำกษตั รยิ จ์ ะยกพน้ื
สงู มที ำงเขำ้ ๔ ดำ้ น แบบแผนผงั อำคำรทรงจตั รุ มขุ แตท่ ำงเขำ้ หลกั ทำงดำ้ นทศิ ตะวนั ออกจะทำ� เปน็
หลงั คำซอ้ น ๒ ช้ัน หรอื ๓ ช้นั ตกแตง่ ด้วยชอ่ ฟำ้ ใบระกำ หำงหงส์ เครื่องบนของพระบรมเมรุจะ
ทำ� เปน็ หลงั คำทรงบษุ บกมยี อด ประดบั ดว้ ยหนำ้ พรหมพกั ตรแ์ ละฉตั รทบี่ นยอดสงู สดุ ภำยในใจกลำง
ของพระบรมเมรปุ ระดษิ ฐำนแทน่ พระมหำปญั จำสำ� หรบั ตงั้ พระบรมโกศ ทเี่ พดำนเหนอื แทน่ พระมหำ
ปัญจำกำงกัน้ ด้วยพระมหำเศวตฉัตรถวำยพระเกยี รติ ที่ส่วนมุมของพระบรมเมรทุ ง้ั ๔ ทิศ มสี ิ่งปลูก
สรำ้ งขนำดไม่ใหญน่ ัก เรียกว่ำ “สมสำน” (សមសាន) ใชเ้ ปน็ ทีส่ ำ� หรบั พระสงฆน์ ่งั สวดพระพทุ ธมนต์

3๖5เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

พระบรมเมรุในกำรพระรำชพิธีถวำยพระเพลิง พระมหำปญั จำประดษิ ฐำนพระบรมโกศพระกรณุ ำ
พระบรมศพพระกรุณำพระบำทสมเด็จพระสสี ุวัตถิ์ พระบำทสมเดจ็ พระสสี วุ ตั ถจิ์ อมจกั รพงศ์ พระบรม
จอมจักรพงศ์ พระบรมรำชำนุโกฏฐ์ พ.ศ.๒๔๗๑ รำชำนโุ กฏฐ์ พ.ศ.๒๔๗๑ (เปรียบ จันมำรำ ព្រាប
(ทมี่ ำ: Henri Marchal https://goo.gl/cbZj2W) ចាន់មារ៉ ា៉)

ซงึ่ ในภำษำไทยเรียกสิง่ ปลูกสร้ำงสว่ นนวี้ ่ำ “ซำ่ ง” หรอื “ส�ำสร้ำง” โดยรอบ “สมสำน” ทง้ั ๔ ด้ำน
ซึ่งเปรียบเสมือนอำคำรบริวำรของพระบรมเมรุมีกำรสร้ำงเป็นรั้วเต้ียๆ ล้อมเป็นผังรูป ๔ เหล่ียม
เรียกว่ำ “รำชวติ” (រជវ្)ិ เช่นเดียวกับ “รำชวัติ” ซ่ึงเป็นร้ัวก�ำหนดขอบเขตมณฑลพิธีของ
พระเมรุมำศหรือพระเมรขุ องไทย

นอกจำกนี้ ทบี่ ริเวณดำ้ นข้ำงของบันไดทำงข้ึนทกุ ดำ้ นของ “พระบรมเมรุ” มีกำรประดบั
รูปปั้นทวำรบำลซึ่งมักท�ำเป็นรูปเทวดำหรือยักษ์ พร้อมทั้งประดับด้วยฉัตร ๙ ช้ัน ที่ด้ำนข้ำงของ
รูปปั้นทวำรบำลนั้น และมีกำรประดับเสำธงรูปจระเข้พ้ืนขำวอยู่ตรงมุมท้ัง ๔ มุมของร้ัวรำชวัติ
ตรงดำ้ นทศิ ใตข้ องพระบรมเมรมุ กี ำรสรำ้ งพลบั พลำใชเ้ ปน็ ทปี่ ระทบั ของพระมหำกษตั รยิ พ์ ระองคใ์ หม่
พระบรมวงศำนวุ งศ์ พระประยรู ญำติ และเปน็ ทนี่ ง่ั ของผทู้ ไี่ ดร้ บั เชญิ เขำ้ รว่ มพระรำชพธิ ี เชน่ ทตู ำนทุ ตู
จำกตำ่ งประเทศ ข้ำรำชกำร ฯลฯ ซ่ึงในสมยั ตอ่ ๆ มำมีกำรขยำยตอ่ เตมิ เปน็ ลักษณะอำคำรมหี ลงั คำ
เปน็ แถวยำวเปน็ ผงั รปู ๔ เหลย่ี มลอ้ มรอบชน้ั นอกบรเิ วณมณฑลพธิ พี ระบรมเมรุ โดยเวน้ ชอ่ งสำ� หรบั
เป็นทำงเขำ้ ไวท้ ่ีทงั้ ๔ ทิศ

อน่ึง กำรที่ทิศใต้ถูกก�ำหนดให้เป็นที่ตั้งของพลับพลำท่ีประทับของพระมหำกษัตริย์และ
พระบรมวงศำนวุ งศม์ ขี อ้ สนั นษิ ฐำนวำ่ เกย่ี วขอ้ งกบั ควำมเชอื่ เรอื่ งทตี่ งั้ ของชมพทู วปี ซงึ่ ตงั้ อยทู่ ำงทศิ
ใตข้ องเขำพระสเุ มรุ ในกำรนจ้ี งึ เปรยี บไดก้ บั กำรทพี่ ระมหำกษตั รยิ ใ์ นพระบรมโกศเสดจ็ สสู่ วรรคำลยั
(เขำพระสเุ มร)ุ โดยมพี ระบรมวงศำนวุ งศแ์ ละพระประยรู ญำตอิ ทุ ศิ พระรำชกศุ ลถวำยอยู่ ณ โลกมนษุ ย์
(ชมพทู วีป)

3๖๖ เสดจ็ ส่แู ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

๔. กระบวนแหอ่ ัญเชิญพระบรมศพไปยงั พระบรมเมรุ ๑๘
หลังจำกกำรสร้ำงพระบรมเมรุแล้วเสร็จ จะมีกำรจัดกระบวนแห่อัญเชิญพระบรมศพ
ตั้งประดิษฐำนไว้ ณ พระบรมเมรุเพื่อเตรียมกำรถวำยพระเพลิงพระบรมศพ พิธีเคลื่อนกระบวน
อัญเชิญพระบรมศพพระมหำกษัตริย์มักจะเริ่มในช่วงเช้ำตรู่ โดยพระบรมโกศจะถูกอัญเชิญลงจำก
แท่นพระมหำปัญจำภำยในพระท่ีน่ังมนเทียรเข้ำสู่พระท่ีนั่งเทวำวินิจฉัยและอัญเชิญออกทำงประตู
ด้ำนทิศตะวันออก ที่ด้ำนหน้ำพระท่ีนั่งเทวำวินิจฉัยจะเทียบพระที่น่ังรำชรถส�ำหรับประดิษฐำน
พระบรมโกศเพอ่ื เคล่อื นออกจำกพระบรมรำชวังทำงประตู “ทวำรชัย” (ទរវ្ា ជ័យ)

พระที่นั่งรำชรถอัญเชิญพระบรมโกศพระ
กรุณำพระบำทสมเด็จพระนโรดมสุรำมฤต
พระมหำกัญจนโกฏฐ์เคลื่อนออกทำงประตู
ชัยเพ่ือเชิญข้ึนประดิษฐำนบนพระรำชรถ
บุษบก พ.ศ.๒๕๐๓ (ท่มี ำ: https://goo.gl/
omvEis)

กำรอญั เชญิ พระบรมโกศพระกรณุ ำพระบำท
สมเดจ็ พระนโรดมสรุ ำมฤต พระมหำกญั จน
โกฏฐ์ จำกพระทน่ี งั่ รำชรถขนึ้ ประดษิ ฐำนยงั
พระรำชรถบุษบก พ.ศ.๒๕๐๓ (ที่มำ:
https://goo.gl/n๓๙uxu)

จำกน้ันจึงเคลื่อนพระบรมโกศสู่พระรำชรถบุษบกซึ่งจอดเทียบอยู่หน้ำพระบรมรำชวัง
พระมหำกษัตริย์พระองค์ใหม่และพระบรมวงศำนุวงศ์จะทรงพระด�ำเนินร่วมในกระบวนอัญเชิญ
พระบรมโกศออกจำกพระบรมรำชวงั ดว้ ย โดยระหวำ่ งกำรเคลอ่ื นพระบรมโกศจำกพระรำชยำนหนงึ่
ไปยงั อกี พระรำชยำนหนง่ึ จะมกี ำรใชอ้ ปุ กรณท์ เี่ รยี กวำ่ “รำเฉนเลอเชงิ ไร” (រឆា៉ នា លជើ ើងរា) หรอื “รำเฉน”
(រាអ៉ េន) เชน่ เดยี วกบั กำรใชเ้ กรนิ บนั ไดนำคในรว้ิ กระบวนแหอ่ ญั เชญิ พระบรมโกศของพระมหำกษตั รยิ ไ์ ทย
เม่ือประดิษฐำนพระบรมโกศบนพระรำชรถบุษบกแล้วพระมหำกษัตริย์พระองค์ใหม่และพระบรม
วงศำนวุ งศจ์ งึ เสด็จกลับเขำ้ สพู่ ระบรมรำชวัง

3๖๗เสด็จสู่แดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

กระบวนอญั เชญิ พระบรมโกศดว้ ยพระรำชรถบษุ บกจะเคลอื่ นออกจำกบรเิ วณหนำ้ พระบรม
รำชวัง โดยจะอัญเชิญแห่ไปรอบบริเวณกรุงพนมเปญผ่ำนสถำนที่ส�ำคัญในระยะทำงท่ีเหมำะสม
แลว้ จงึ เคลอื่ นกระบวนกลบั มำยงั หนำ้ พระบรมรำชวงั จำกนน้ั จะแหอ่ ญั เชญิ พระบรมโกศสมู่ ณฑลพธิ ี
พระบรมเมรุ ซงึ่ กระบวนอญั เชญิ พระบรมโกศในแตล่ ะตอนจะประกอบดว้ ยรว้ิ กระบวนแถวตำ่ งๆ ตำม
ล�ำดบั ดังตอ่ ไปน้ี

แถวร้วิ กระบวนน�าหนา้ พระราชรถบุษบก
แถวรวิ้ กระบวนตอนหนำ้ สดุ ในกระบวนแหอ่ ญั เชญิ พระบรมโกศจะเปน็ รวิ้ กระบวนผเู้ ชญิ ธง
อนั ประกอบไปด้วยธงชำติ ธงศำสนำ และธงพระมหำกษัตรยิ ์ ลำ� ดับถดั มำเป็นริว้ กระบวนกองทหำร
เหล่ำทพั ต่ำงๆ ไดแ้ ก่ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทพั อำกำศ กององครกั ษร์ กั ษำพระองค์ กองทหำร
มำ้ และกองชำ้ ง
ล�ำดับถัดมำเป็นร้ิวกระบวนเครอ่ื งประโคมได้แก่ วงพณิ พำทย์ วงกลองชนะ วงเพลงเขมร
(វងង់ភ់ា្លង្ងា ខ្ា មរែា ) วงเพลงไชย�ำ ((អភ្លង្្លងា ឆេា យយា ាាំ)ា៉ំ៉ា) ตลอดจนวงดนตรขี องกลมุ่ ชำตพิ นั ธต์ุ ำ่ งๆ เชน่ จำม พโนง จนี ญวน
เปน็ ตน้ รว้ิ กระบวนในลำ� ดบั ถดั มำเปน็ กระบวนพรำหมณร์ ำชสำ� นกั ทำ� หนำ้ ทไี่ กวบณั เฑำะว์ ชำวพนกั งำน
๒ คน ประโคมมโหระทกึ ๒ ใบ

กองทหำรช้ำงน�ำริ้วกระบวนอัญเชิญพระบรม
โกศพระกรุณำพระบำทสมเด็จพระนโรดมสุรำ
มฤต พระมหำกญั จนโกฏฐ์ พ.ศ.๒๕๐๓ (ทมี่ ำ:
https://goo.gl/Ci1PTm)

วงพณิ พำทยใ์ นรวิ้ กระบวนอญั เชญิ พระบรม
โกศพระกรุณำพระบำทสมเด็จพระนโรดม
สรุ ำมฤต พระมหำกัญจนโกฏฐ์ พ.ศ.๒๕๐๓
(ทม่ี ำ: https://goo.gl/2fW14c)

3๖๘ เสดจ็ ส่แู ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ต่อจำกกระบวนเคร่ืองประโคมเป็นกระบวนแห่รูปสัตว์หิมพำนต์เพื่อใช้เป็นพำหนะเชิญ ๑๘
ผ้ำไตรจีวรและเครอ่ื งบรขิ ำร โดยจะมกี ำรท�ำเป็นรปู จ�ำลองสัตวน์ ำนำชนดิ เขำ้ ร่วมในกระบวน ได้แก่
กวำง เลยี งผำ แรด ชำ้ ง กิเลน สิงห์ สงิ โต รำชสีห์ คชสหี ์ กินนร ฯลฯ ซงึ่ รูปสตั วท์ ่ีส�ำคัญทส่ี ุดในร้ิว
กระบวนคอื แรด เพรำะใชเ้ ปน็ สตั วพ์ ำหนะสำ� หรบั เชญิ พระเพลงิ ทจี่ ะใชใ้ นพธิ ถี วำยพระเพลงิ พระบรม
ศพ เนอื่ งจำกคตใิ นศำสนำพรำหมณเ์ ชอื่ วำ่ แรดเปน็ พำหนะของพระอคั นี โดยกอ่ นกำรจดั รวิ้ กระบวน
อญั เชญิ พระบรมโกศออกสพู่ ระบรมเมรุ พรำหมณ์รำชส�ำนกั จะท�ำพิธขี อพระเพลิงเตรียมไวล้ ่วงหนำ้
โดยใชแ้ วน่ ขยำยจดุ พระเพลงิ จำกแสงอำทติ ยโ์ ดยมหี ญำ้ คำเปน็ เชอื้ เพลงิ ซง่ึ พระเพลงิ นจ้ี ะถกู เรยี กวำ่
“เพลิงไกลำส” (ភ្ើលងកលា ាស)

ภำพวำดลำยเสน้ รปู แรดในรวิ้ กระบวนอญั เชญิ พระศพ
สมเดจ็ พระมำตจุ ฉำในพระกรณุ ำพระบำทนโรดมบรม
รำมเทวำวตำร พ.ศ.๒๔๒๖ (ทม่ี ำ: หอสมดุ Alençon)

ภำพวำดลำยเส้นรูปสัตว์หิมพำนต์ในริ้วกระบวน
อัญเชิญพระศพสมเด็จพระมำตุจฉำในพระกรุณำ
พระบำทนโรดมบรมรำมเทวำวตำร พ.ศ.๒๔๒๖
(ทมี่ ำ: หอสมุด Alençon)

ขบวนแห่รูปสัตว์หิมพำนต์ในร้ิวกระบวนอัญเชิญ
พระบรมโกศพระกรุณำพระบำทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์
จอมจักรพงศ์ พระบรมรำชำนุโกฏฐ์ พ.ศ. ๒๔๗๑
(ทมี่ ำ: EFEO)

3๖๙เสดจ็ สู่แดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ถัดจำกร้ิวกระบวนรูปสตั ว์หมิ พำนต์ คอื ลำ� ดับของกระบวนเสลย่ี งซ่งึ ประกอบดว้ ยเสล่ียง
ส�ำหรับพระภิกษุนั่งสวดพระอภิธรรม เสล่ียงพระบรมวงศำนุวงศ์ประทับโปรยข้ำวตอก และเสล่ียง
เชิญพระภูษำโยง (សពំ ្់ទូលផាអយាង)

แถวริว้ กระบวนพระราชรถบษุ บก
ส�ำหรับพระรำชรถบุษบกแห่อัญเชิญพระบรมโกศโดยทั่วไปมักตกแต่งเป็นรูปพญำนำค
นำครำชหลำยเศยี ร หรอื รปู หงส์ ซง่ึ นอกจำกจะเปน็ สตั วห์ มิ พำนตแ์ ลว้ ยงั เปน็ สตั วพ์ ำหนะของเทพเจำ้
ในศำสนำพรำหมณ์ฮินดูอีกด้วย ที่เบ้ืองหน้ำพระรำชรถบุษบกมีกองทหำรหลวงชักลำกพระรำชรถ
บุษบก บนพระรำชรถบุษบกมีผู้ประคองพระบรมโกศ ๒ ท่ำน (โดยมำกมักเป็นบุคคลในพระรำช
วงศำนุวงศ)์ ประคองพระบรมโกศทีด่ ้ำนหนำ้ และหลงั ด้ำนขวำและด้ำนซำ้ ยมีชำวพนักงำนกำงกน้ั
พระกลด
นอกจำกน้ี บนพระรำชรถบุษบกยังมี “กลุ่มเทพนิกร” ซึ่งเป็นบุคคลแต่งกำยทรงเครื่อง
ละครนัง่ รำยล้อมพระบรมโกศจ�ำนวน ๘ คน เสมือนเป็นหมเู่ ทวดำเชิญเสดจ็ สสู่ วรรคำลัยและเทวดำ
รักษำพระมหำเศวตฉัตร และทำงดำ้ นขำ้ ง ๒ ดำ้ นท้งั ซำ้ ยและขวำของพระรำชรถบษุ บกค่อนไปทำง
ดำ้ นทำ้ ย มชี ำวพนกั งำนเชญิ เครอ่ื งสงู ประกอบพระรำชอสิ รยิ ยศเดนิ ขนำบพระรำชรถบษุ บกอยำ่ งละคู่

เสล่ียงเชิญพระภูษำโยงน�ำหน้ำพระรำชรถ
บุษบกอัญเชิญพระบรมโกศพระกรุณำ
พระบำทสมเดจ็ พระนโรดมสรุ ำมฤต พระมหำ
กัญจนโกฏฐ์ พ.ศ.๒๕๐๓ (ที่มำ: http://
arrow.monash.edu.au/hdl/1959.1/
484531)

ภำพวำดลำยเส้นรำชรถอัญเชิญพระศพสมเด็จพระ
มำตจุ ฉำในพระกรณุ ำพระบำทนโรดมบรมรำมเทวำวตำร
พ.ศ.๒๔๒๖ มีกำรระบุพระนำมพระบรมวงศำนุวงศ์ ๒
พระองค์ผู้ประคองพระโกศ ได้แก่ พระองค์เจ้ำยุคนธร
และพระองค์เจ้ำอสิ รำวงศ์ (ทมี่ ำ: หอสมุด Alençon)

3๗๐ เสด็จส่แู ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ได้แก่ บงั แสง ((បបាាងំងំ សសា ាងង)) จำมร (ចាមរ) ใบมน (បបមន)់ แสนตะวัน (សសន្ន្័ ) ภูตำน (្តូ ាន) วชิ นี (វជិ ន)ី ๑๘
พุ่มดอกไมเ้ งิน-ทอง (សបា ងផ់ ាមា្ សផា្ពា្បាក)់ และอภริ มยข์ ำวขลบิ ทองและเงนิ (េ្ិរមយា ពណ៌សចមំ សនងិ បាក)់

จะเห็นได้ว่ำริ้วกระบวนพระรำชรถบุษบกจะมีกำรเชิญเครื่องสูงประกอบพระรำชอิสริยยศ
ลักษณะเดียวกับกระบวนแห่อัญเชิญพระบรมศพของพระมหำกษัตริย์ไทย อันประกอบด้วยอภิรุม
ชุมสำย บงั แทรก จำมร บงั สรู ย์ พัดโบก ดอกไม้เงิน-ทอง สะท้อนใหเ้ ห็นถงึ ธรรมเนียมกำรถวำย
พระเกียรติแด่องค์พระมหำกษัตริย์ที่ทั้งไทยและกัมพูชำมีธรรมเนียมปฏิบัติท่ีคล้ำยคลึงกันมำ
อย่ำงยำวนำน

แถวร้วิ กระบวนตามหลังพระราชรถบษุ บก
ถัดจำกริ้วกระบวนของพระรำชรถบุษบกต่อด้วยแถวของพระบรมวงศำนุวงศ์ ผู้น�ำทำง
ศำสนำ ไดแ้ ก่ สมเดจ็ พระสงั ฆรำชทง้ั ฝำ่ ยมหำนกิ ำยและฝำ่ ยธรรมยตุ กิ นกิ ำย รวมทง้ั ผนู้ ำ� ศำสนกิ ชน
ในศำสนำอื่นๆ ในรำชอำณำจักร เช่น ชำวจีน ชำวจำม ชำวเวียดนำม เป็นต้น ถัดมำเป็นแถว
ของขนุ นำง ข้ำรำชกำร และประชำชนผูม้ ำรว่ มพระรำชพธิ ี นอกจำกน้ี ท้งั ด้ำนซำ้ ยและขวำของร้วิ
กระบวนอญั เชญิ พระบรมโกศจะมีชำวพนักงำนถอื เชือกสีแดง พร้อมทั้งถอื ธงจระเข้ ธงเขมร ธงมกร
และธงตะขำบ เดนิ ขนำบดำ้ นขำ้ งร้วิ กระบวนไปตลอดทำง
ระหว่ำงเคล่ือนร้ิวกระบวนแห่อัญเชิญพระบรมโกศจะต้องมีกำรหยุดแต่ละจุดไม่น้อยกว่ำ
๓ ครง้ั เพอ่ื ใหพ้ ระสงฆส์ วดพระพทุ ธมนต์ สดบั ปกรณถ์ วำยเปน็ พระรำชกศุ ล ระหวำ่ งทก่ี ระบวนเคลอื่ น
กลบั มำใกลถ้ งึ หนำ้ พระบรมรำชวงั พระมหำกษตั รยิ พ์ ระองคใ์ หมจ่ ะเสดจ็ ออกรบั กระบวนและจะทรง
พระด�ำเนินร่วมในกระบวนไปจนถึงพระบรมเมรุ หลังจำกท่ีพระรำชรถบุษบกเคล่ือนถึงหน้ำประตู
ทำงเขำ้ พระบรมเมรแุ ลว้ ชำวพนกั งำนจะเคลอ่ื นพระบรมโกศลงจำกพระรำชรถบษุ บกสพู่ ระทน่ี ง่ั รำช
รถ แล้วจึงเคล่ือนทำ� อตุ รำวรรต (เวยี นซ้ำย) รอบพระบรมเมรุ ๓ รอบ จำกนัน้ จึงอัญเชญิ พระบรม
โกศเข้ำประดษิ ฐำนยงั แทน่ พระมหำปญั จำ ๙ ช้นั ภำยในพระบรมเมรุ กำงกั้นเบือ้ งบนด้วยพระมหำ
เศวตฉตั ร
๕. พระราชพธิ ีในแตล่ ะวัน ณ พระบรมเมรุ
พระบรมโกศจะตงั้ ประดษิ ฐำนอยบู่ นแทน่ พระมหำปญั จำ ๙ ชน้ั ภำยในพระบรมเมรเุ ปน็ เวลำ
๕ ถงึ ๗ วัน หรอื อำจจะนำนกวำ่ น้ีตำมแตห่ มำยก�ำหนดกำรของสำ� นกั พระรำชวงั ระหว่ำงทพี่ ระบรม
โกศประดิษฐำนอยู่ภำยในพระบรมเมรุน้ีจะมีกำรจัดบ�ำเพ็ญพระรำชกุศลถวำยตำมโบรำณรำช
ประเพณี ดังน้ี
• ช่วงเชำ้ ในเวลำเชำ้ มืด จดั ใหม้ ี “สตรขี ับลำ� นำ� เฝำ้ พระบรมศพ” ซึ่งจำ� นวนของผูท้ ี่เขำ้

ร่วมในพิธีจะก�ำหนดตำมพระชนมพรรษำของพระมหำกษัตริย์ในพระบรมโกศ เวลำ
ต่อมำจึงถวำยภัตตำหำรเช้ำแด่พระสงฆ์ที่สวดพระพุทธมนต์ตั้งแต่เมื่อตอนช่วงเย็น
ของวนั ก่อน พระบรมวงศำนุวงศ์ต้งั เครอื่ งสงั เวยถวำยแดพ่ ระบรู พมหำกษตั รยิ ำธิรำช
เจำ้ ระหวำ่ งนม้ี ี “สตรขี บั ลำ� นำ� เฝำ้ พระบรมศพ” คณะพรำหมณร์ ำชสำ� นกั ประโคมสงั ข์
วงกลองชนะประโคมถวำย

3๗๑เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

• ช่วงบ่ำย มีกำรอนุญำตให้ประชำชนท่ัวไปเข้ำกรำบถวำยบังคมพระบรมศพอย่ำง
ต่อเนื่องจนถึงเวลำที่ก�ำหนด ต่อมำนิมนต์พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ถวำยเป็น
พระรำชกุศลเวียนต่อเน่ืองกันที่ “สมสำน” ท้ัง ๔ ทิศ นอกจำกน้ียังมีกำรแสดง
พระธรรมเทศนำและสวดพระอภธิ รรมดว้ ย

• ชว่ งเยน็ มีกำรสวดสดับปกรณถ์ วำยเปน็ พระรำชกศุ ลแด่พระมหำกษัตรยิ ใ์ นพระบรม
โกศและบรรดำบูรพมหำกษัตริยำธิรำชเจ้ำ มีกำรแสดงพระธรรมเทศนำ นอกจำกนี้
มกี ำรจดุ ดอกไมไ้ ฟในบรเิ วณมณฑลพธิ พี ระบรมเมรุ และมี “สตรขี บั ลำ� นำ� เฝำ้ พระบรม
ศพ” ตลอดทั้งคนื

๖. พระราชพิธถี วายพระเพลงิ พระบรมศพ
เมอ่ื ถงึ กำ� หนดวนั ถวำยพระเพลงิ พระบรมศพ ชว่ งเชำ้ ชำวพนกั งำนอญั เชญิ พระบรมโกศลง
จำกแทน่ พระมหำปญั จำเขำ้ สพู่ ลบั พลำซง่ึ ตงั้ อยทู่ ำงดำ้ นทศิ ตะวนั ตก ชำวพนกั งำนปรบั พน้ื ทภี่ ำยใน
พระบรมเมรุโดยย้ำยแท่นพระมหำปัญจำออก แล้วจึงแต่งพระจิตกำธำนทรงบุษบกซึ่งตกแต่งด้วย
กำบกล้วยแกะสลักลวดลำยแทงหยวกเพื่อเตรียมกำรถวำยพระเพลิง พระบรมศพที่บรรจุอยู่ใน
พระบรมโกศทองจะถกู อัญเชิญบรรจลุ งใน “พระโกศแก่นจันทน์” (ព្ពះអកាដ្្ឋ មរ្ឹល ច័ន្នទ ៍) ซ่งึ สร้ำงจำกไม้
เปดิ ทองตกแต่งลวดลำยวจิ ติ รบรรจง อนึง่ พระโกศแกน่ จนั ทนน์ จี้ ะไม่มีสว่ นของฝำครอบทีด่ ้ำนบน
แตจ่ ะใชผ้ ้ำยกทองคลมุ ปดิ ไวเ้ ทำ่ น้ัน
ช่วงบ่ำย ชำวพนักงำนอัญเชิญพระโกศแก่นจันทน์ทรงพระบรมศพออกจำกพลับพลำ
ทำงทิศตะวันตกของพระบรมเมรุข้ึนประดิษฐำนยังพระจิตกำธำนบุษบกภำยในพระบรมเมรุเพ่ือรอ
กำรถวำยพระเพลิงในช่วงเย็น เม่ือได้เวลำ พระมหำกษัตริย์พระองค์ใหม่เสด็จเข้ำสู่พระบรมเมรุ
เพ่ือถวำยบังคมและถวำยดอกไม้จันทน์ซ่ึงท�ำจำกใบตำลและไม้หอมแด่พระบรมศพ ล�ำดับต่อมำ
พระบรมวงศำนวุ งศ์ ขนุ นำง ขำ้ รำชกำร ทตู ำนทุ ตู คณะผแู้ ทนหนว่ ยงำนตำ่ งๆ เขำ้ กรำบถวำยบงั คม
พระบรมศพและถวำยดอกไม้จันทนต์ ำมล�ำดับ
หลงั จำกถวำยดอกไมจ้ นั ทนแ์ ลว้ พระมหำกษตั รยิ พ์ ระองคใ์ หม่ พระบรมวงศำนวุ งศ์ ขนุ นำง
ขำ้ รำชกำร เขำ้ ถวำยพระเพลงิ พระบรมศพตำมลำ� ดบั โดยใช้ “เพลงิ ไกลำส” ตอ่ จำกนน้ั ชำวพนกั งำน
จะปิดพ้ืนที่บริเวณพระจิตกำธำนภำยในพระบรมเมรุด้วยฉำกบังพระเพลิงซึ่งประดับด้วยลวดลำย
เทวดำ เพอ่ื มใิ หม้ องเหน็ จำกภำยนอกและเปน็ กำรควบคลมุ เพลงิ ใหอ้ ยใู่ นขอบเขตทจ่ี ำ� กดั ขณะกำ� ลงั
ถวำยพระเพลิงพระบรมศพ ในเวลำเดียวกันน้ี พระสงฆ์ซ่ึงน่ังอยู่ท่ี “สมสำน” (ซ่ำง) เร่ิมสวด
สดับปกรณ์เพื่อท�ำพิธีบวชนำคให้กับผู้ที่สมัครใจบวชหน้ำพระเพลิงถวำยพระรำชกุศล มีกำรแสดง
ธรรมเทศนำอทุ ศิ ถวำยพระรำชกุศล มกี ำรประโคมดนตรีตลอดจนมกี ำรยำ่� ฆอ้ งกลองตำมวัดอำรำม
ทัว่ ทกุ แหง่ โดยพร้อมเพรยี งกัน
หลงั จำกกำรถวำยพระเพลงิ แลว้ เสรจ็ พระมหำกษตั รยิ พ์ ระองคใ์ หมแ่ ละพระบรมวงศำนวุ งศ์
เสด็จกลับ อัครเสนำบดี ขนุ นำง ข้ำรำชกำร คณะทตู ำนทุ ตู ต่ำงออกจำกมณฑลพิธี โดยในตอนเชำ้
วนั รุ่งขึ้นจึงจะมพี ิธเี ก็บพระบรมอฐั ิ

3๗๒ เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

๑๘

พระโกศแก่นจันทน์ทรงพระบรมศพพระกรุณำ พระกรุณำพระบำทสมเด็จพระนโรดมสีหนุเชิญ
พระบำทสมเด็จพระนโรดมสุรำมฤต พระมหำ พระบรมอัฐิพระกรุณำพระบำทสมเด็จพระนโรดม
กัญจนโกฏฐ์ พ.ศ.๒๕๐๓ (ที่มำ: https://goo. สุรำมฤต พระมหำกญั จนโกฏฐ์ เพือ่ ไปประดษิ ฐำน
gl/4vivV3) ยังพลับพลำด้ำนทิศใต้ของพระบรมเมรุ พ.ศ.
๒๕๐๓ (ทม่ี ำ: https://goo.gl/2VJKhn)

๗. พระราชพธิ ีเก็บพระบรมอัฐแิ ละอัญเชญิ พระบรมอฐั บิ รรจุลงพระโกศเพชร
เชำ้ วนั รุ่งขนึ้ หลังจำกกำรถวำยพระเพลงิ พระบรมศพแลว้ เสรจ็ พระมหำกษัตริย์ พระบรม
วงศำนุวงศ์ ขุนนำง ขำ้ รำชกำร นมิ นต์พระสงฆถ์ วำยพระพรน�้ำ (ថ្យាវ ព្ពះពរទរកឹ ) พรำหมณ์รำชสำ� นัก
ประโคมสังข์ ถัดจำกนน้ั พระสงฆถ์ วำยกำรแปรรปู พระบรมอฐั ขิ ณะเดียวกันมีกำรสวดพระพทุ ธมนต์
จำกนนั้ พรำหมณร์ ำชสำ� นกั ประกอบพธิ เี วยี นแวน่ เทยี นโดยอตุ รำวรรต (เวยี นซำ้ ย) ถวำยแดพ่ ระบรม
อฐั จิ ำ� นวน ๒๑ รอบ ตอ่ มำพระมหำกษตั รยิ ์ พระบรมวงศำนวุ งศ์ ขนุ นำง ขำ้ รำชกำร เสนำบดี รว่ มกนั
เกบ็ พระบรมอฐั ใิ สไ่ วใ้ นกระจำดทอง (កកញ្ាច្ារែងមស) และถวำยนำ้� สรงพระบรมอฐั จิ ำกคนโท จำกนน้ั ชำว
พนักงำนเชิญกระจำดทองบรรจุพระบรมอัฐิประดิษฐำนบนพำนแล้วน�ำข้ึนประดิษฐำนยังพลับพลำ
ดำ้ นทศิ ใตข้ องพระบรมเมรุ สว่ นพระรำชสรรี ำงคำรนนั้ พรำหมณพ์ ระรำชสำ� นกั จะอญั เชญิ บรรจลุ งใน
ถุงผำ้ สเี งนิ ๓ ถงุ เพื่อเตรยี มเขำ้ กระบวนแห่อัญเชญิ ไปลอยพระรำชสรรี ำงคำร ณ กลำงแม่น�้ำจตุมุข
หนำ้ พระบรมรำชวงั
ในตอนบ่ำยพระมหำกษัตริย์เสด็จพระรำชด�ำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศำนุวงศ์ โดยมี
ขนุ นำง ขำ้ รำชกำรตำมเสดจ็ ฯ ในพธิ บี รรจพุ ระบรมอฐั ลิ งในพระโกศเพชร โดนหลงั จำกบรรจพุ ระบรม
อฐั แิ ลว้ พรำหมณร์ ำชสำ� นกั อญั เชญิ พระโกศเพชรตงั้ ประดษิ ฐำนบนพำนแวน่ ฟำ้ และผกู ดำ้ ยขำวเพอ่ื
ยึดพระโกศเพชรไว้ตัวพำน จำกนั้นจึงจัดกระบวนอัญเชิญพระโกศเพชรซ่ึงบรรจุพระบรมอัฐิจำก
พลับพลำทปี่ ระทบั กลับเข้ำสพู่ ระบรมเมรซุ ่ึงชำวพนกั งำนได้แตง่ แท่นพระมหำปญั จำรอไว้ หลงั จำก

3๗3เสดจ็ สแู่ ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

ประดษิ ฐำนพระโกศเพชรเหนอื แทน่ พระมหำปญั จำ พรำหมณป์ ระโคมสงั ข์ พระสงฆส์ วดพระพทุ ธมนต์
สดบั ปกรณ์ แสดงพระธรรมเทศนำ และจดั พธิ พี ทุ ธำภเิ ษกพระพทุ ธรปู ภำยในคำ�่ คนื วนั เดยี วกนั นน้ั เอง

นอกจำกพระรำชพธิ ที ำงศำสนำแลว้ ในตลอดทงั้ คนื ยงั มกี ำรแสดงละคร ระบำ� มหรสพ หนงั ใหญ่
ละครโขน และกำรจดุ พลุดอกไมไ้ ฟ เน่อื งในงำนพระรำชพธิ พี ระบรมศพต่อเนอ่ื งจนถงึ รุ่งเชำ้ อีกดว้ ย

๘. กระบวนแหพ่ ระบรมอัฐิเข้าสพู่ ระบรมราชวัง
หลงั จำกประดษิ ฐำนพระโกศเพชรบรรจพุ ระบรมอฐั บิ นแทน่ พระมหำปญั จำภำยในพระบรมเมรุ
ตำมระยะเวลำทก่ี ำ� หนดแลว้ กจ็ ะมกี ำรอญั เชญิ พระบรมอฐั เิ ขำ้ สพู่ ระบรมรำชวงั มกี ำรนมิ นตพ์ ระสงฆ์
สวดพระพทุ ธมนต์ สดบั ปกรณ์ ถวำยเปน็ พระรำชกศุ ลกอ่ นทจี่ ะอญั เชญิ พระโกศเพชรบรรจพุ ระบรมอฐั ิ
ลงจำกแท่นพระมหำปัญจำ ชำวพนักงำนอัญเชิญพระโกศเพชรประดิษฐำนบนพระเสลี่ยงแล้ว
จัดริ้วกระบวนอัญเชิญเข้ำสู่พระบรมรำชวัง โดยลักษณะกำรจัดร้ิวกระบวนมีควำมคล้ำยคลึงกับ
กระบวนอญั เชญิ พระบรมศพ แตม่ จี ำ� นวนคนผเู้ ขำ้ รว่ มในรว้ิ กระบวนนอ้ ยกวำ่ ซง่ึ รวิ้ กระบวนแหอ่ ญั เชญิ
พระบรมอัฐิน้ีจะเร่ิมด้วยกระบวนเชิญธงชำติ กองทหำรจำกเหล่ำทัพต่ำงๆ กระบวนวงกลองชนะ
วงพณิ พำทย์คณะพรำหมณร์ ำชสำ� นกั ไกวบณั เฑำะว์
ช่วงตอนกลำงของริ้วกระบวนเป็นพระเสลี่ยงประดิษฐำนพระโกศเพชรบรรจุพระบรมอัฐิ
แวดล้อมด้วยชำวพนักงำนกำงก้ันพระกลดถวำย ประกอบด้วยกระบวนเชิญเครื่องสูงประกอบ
พระรำชอสิ รยิ ยศ เช่น บงั แสง (បាំងងសសា ាង) บังตะวนั (បាំង្័្ន) จำมร (ចាមរ) ใบมน (បមមន)់ ภูตำน (្តូ ាន)
อภิรมย์ (េ្ិរមាយ) ฯลฯ ร้ิวกระบวนช่วงท้ำยเบื้องหลังพระเสลี่ยงเป็นกระบวนเสด็จพระรำชด�ำเนิน
ของพระมหำกษตั รยิ แ์ ละพระรำชวงศำนุวงศ์ตำมเสด็จฯ โดยเหลำ่ ขุนนำงและขำ้ รำชกำร
หลังจำกร้ิวกระบวนเข้ำสู่พระบรมรำชวัง พระโกศเพชรบรรจุพระบรมอัฐิจะถูกอัญเชิญ
ประดษิ ฐำนเหนอื แทน่ พระมหำปญั จำภำยในพระทนี่ งั่ ปรำสำทเทวำวนิ จิ ฉยั พระสงฆส์ วดพระพทุ ธมนต์
สดบั ปกรณ์ ถวำยเปน็ พระรำชกศุ ล พรำหมณป์ ระโคมสงั ข์ จำกนนั้ พระมหำกษตั รยิ พ์ รอ้ มดว้ ยพระบรม
วงศำนวุ งศจ์ ะอญั เชญิ พระบรมอฐั ไิ ปประดษิ ฐำนยงั หอพระอฐั ิ เพอ่ื รอกำรกอ่ สรำ้ งพระเจดยี แ์ ลว้ เสรจ็
และจะได้ประดิษฐำนพระบรมอัฐิภำยในพระเจดีย์ในล�ำดับถัดไป ซึ่งถือเป็นกำรสิ้นสุดพระรำชพิธี
บำ� เพญ็ พระรำชกุศลและถวำยพระเพลิงพระบรมศพโดยบริบูรณ์
พระราชพิธีพระบรมศพพระกรณุ าพระบาทสมเดจ็ พระนโรดมสหี นุ “พระบรมรตั นโกฏฐ์”
ภำยหลังปี พ.ศ.๒๕๑๓ สภำพกำรณท์ ำงกำรเมอื งของประเทศกัมพูชำมคี วำมผันผวนเปน็
อยำ่ งมำก เมอื่ นำยพล ลอน นอล ทำ� รฐั ประหำรยดึ อำ� นำจจำกสมเดจ็ พระนโรดมสหี นซุ งึ่ ขณะนนั้ ทรง
ด�ำรงต�ำแหน่งประมุขรัฐในฐำนะนำยกรัฐมนตรี นำยพล ลอน นอล ได้เปล่ียนแปลงกำรปกครอง
ประเทศเปน็ ระบอบสำธำรณรฐั ทำ� ใหป้ ระเทศกมั พชู ำวำ่ งเวน้ จำกกำรมพี ระมหำกษตั รยิ ใ์ นฐำนะองค์
พระประมขุ ของประเทศตลอดระยะเวลำกวำ่ ๒ ทศวรรษ ผำ่ นระบอบกำรปกครอง ๕ สมยั ได้แก่
สมยั สำธำรณรฐั เขมร, สมยั กมั พชู ำประชำธปิ ไตย, สมยั สำธำรณรฐั ประชำชนกมั พชู ำ, สมยั รฐั กมั พชู ำ
และสมยั ของกำรปฏริ ปู ประเทศโดยองค์กรบรหิ ำรชัว่ ครำวแหง่ สหประชำชำติในกมั พูชำ

3๗4 เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

๑๘

ขบวนแห่อัญเชิญพระบรมอัฐิพระกรุณำ
พระบำทสมเดจ็ พระนโรดมสรุ ำมฤต พระมหำ
กัญจนโกฏฐ์ จำกพระบรมเมรุเข้ำสูพ่ ระบรม
รำชวัง พ.ศ.๒๕๐๓ (ที่มำ: https://goo.gl/
lfngYa)

กำรอญั เชิญหีบพระบรมศพ หรือ “พระบรม
มฌสู ำ” (ព្ពះបរមមឈសូ ា) บรรจพุ ระบรมศพ
พระกรุณำพระบำทสมเด็จพระนโรดมสีหนุ
พระบรมรัตนโกฏฐ์ จำกพระท่ีน่ังรำชรถข้ึน
ประดิษฐำนบนรำชรถบุษบก (ทมี่ ำ: http://
www.nicolasaxelrod.com/kings-funer-
al-day-1/)

จนกระท่งั ปี พ.ศ.๒๕๓๖ กัมพูชำได้กลบั คนื สรู่ ะบอบกำรปกครองแบบประชำธิปไตยอนั มี
พระมหำกษัตริย์ทรงเปน็ องค์พระประมุขอกี ครัง้ โดยพระกรุณำพระบำทสมเด็จพระนโรดมสีหนุทรง
ขน้ึ ครองรำชยเ์ ปน็ รชั สมยั ที่ ๒ ในชว่ งเวลำกวำ่ ๒๐ ปที ว่ี ำ่ งเวน้ จำกกำรปกครองโดยมพี ระมหำกษตั รยิ ์
เปน็ พระประมขุ ประเพณใี นรำชสำ� นักกมั พชู ำสว่ นหน่ึงได้ถกู ยกเลกิ ไป โดยเฉพำะอย่ำงยิง่ ในสมยั
กมั พชู ำประชำธปิ ไตย (เขมรแดง) มีกำรทำ� ลำยตำ� รำ บันทกึ และเอกสำรสำ� คญั หลำยชิน้ รวมไปถงึ
นกั ปรำชญ์ บณั ฑติ นกั วชิ ำกำร ผมู้ คี วำมรู้ กถ็ กู สงั หำรไปเปน็ จำ� นวนมำก จงึ สง่ ผลกระทบตอ่ ประเพณี
รำชส�ำนักในยคุ ตอ่ ๆ มำ

กระทง่ั ในเดือนตลุ ำคม พ.ศ.๒๕๔๗ พระกรุณำพระบำทสมเดจ็ พระนโรดมสีหนุขณะทรงมี
พระชนมพรรษำ ๘๒ พรรษำ ได้ทรงตดั สินพระรำชหฤทัยสละรำชสมบตั ิในรัชสมยั ที่ ๒ ของพระองค์
อนั เนอื่ งจำกปญั หำทำงพระพลำนำมยั โดยทรงพระกรณุ ำโปรดเกลำ้ ฯ ใหอ้ งคร์ ชั ทำยำทคอื พระบำท
สมเดจ็ พระบรมนำถนโรดม สีหมนุ ี ขนึ้ ครองรำชยส์ บื รำชสนั ตตวิ งศต์ ่อจำกพระองค์ ขณะท่พี ระองค์
ทรงดำ� รงพระรำชอสิ ริยยศเป็น “พระมหำวีรกษตั รยิ ์ พระวรรำชบดิ ำเอกรำช บูรณภำพดินแดน และ
เอกภำพแหง่ ชำตเิ ขมร” และไดเ้ สดจ็ ไปประทบั รกั ษำพระวรกำย ณ กรงุ ปกั กงิ่ สำธำรณรฐั ประชำชน
จีนอย่ำงต่อเน่ืองเป็นระยะๆ จนกระทั่งในวันที่ ๑๕ ตุลำคม พ.ศ.๒๕๕๕ ได้เสด็จสวรรคตด้วย
พระอำกำรพระหทยั วำย ขณะมพี ระชนมพรรษำ ๘๙ พรรษำ ยงั ควำมเศรำ้ โศกเสยี ใจอยำ่ งยงิ่ แกช่ ำว

3๗5เสดจ็ ส่แู ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

กัมพูชำทัง้ ประเทศ โดยภำยหลงั จำกที่เสดจ็ สวรรคตแลว้ พระองค์ทรงไดร้ ับกำรขำนพระปรมำภิไธย
ตำมดว้ ยพระบรมปจั ฉำมรณนำมวำ่ “พระกรณุ ำพระบำทสมเดจ็ พระนโรดมสหี นุ พระมหำวรี กษตั รยิ ์
พระบรมรัตนโกฏฐ์” ซึ่งกำรที่พระองค์ได้รับกำรถวำยพระบรมปัจฉำมรณนำมเช่นเดียวกับสมเด็จ
พระบูรพมหำกษัตริย์ในรำชวงศ์แสดงให้เห็นถึงคติควำมเชื่อท่ีสืบต่อกันมำแต่ยุคสมัยก่อนเมือง
พระนครและสมัยพระนครท่ีจะมีกำรขำนพระปรมำภิไธยตำมด้วยพระบรมปัจฉำมรณนำม
แต่แตกต่ำงกันตรงทีค่ ตคิ วำมเช่อื ในสมัยโบรำณเป็นกำรแสดงถงึ กำรทพ่ี ระมหำกษัตริย์ทรงกลบั คนื
สสู่ ภำวะท่ีเป็นอันหน่ึงอนั เดยี วกบั พระผเู้ ปน็ เจำ้ แตส่ ำ� หรับธรรมเนียมกำรปฏิบตั ใิ นกำรพระรำชพิธี
พระบรมศพ “พระกรณุ ำพระบำทสมเดจ็ พระนโรดมสหี นุ พระมหำวีรกษัตรยิ ์ พระบรมรัตนโกฏฐ์”
และบูรพมหำกษัตริย์ในรำชวงศ์ของพระองค์ จะมีค�ำลงท้ำยพระบรมปัจฉำมรณนำมว่ำ “โกฏฐ์”
ซ่ึงหมำยถึงท่ีประทับของพระองค์ในวำระสุดท้ำย คล้ำยกับธรรมเนียมของไทยที่มักเรียกขำน
พระมหำกษตั รยิ ์ทเ่ี พงิ่ จะเสด็จสวรรคตวำ่ “พระเจ้ำอยู่หัวในพระบรมโกศ” นั่นเอง

พระบรมเมรใุ นกำรพระรำชพธิ ีถวำยพระเพลงิ พระบรมศพพระกรณุ ำ พระบำทสมเด็จ
พระนโรดมสหี นุพระบรมรัตนโกฏฐ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ (ทม่ี ำ: https://goo.gl/yXknpb)

กำรพระรำชพธิ พี ระบรมศพพระกรณุ ำพระบำทสมเดจ็ พระนโรดมสหี นฯุ พระบรมรตั นโกฏฐ์
จัดข้ึนอย่ำงย่ิงใหญ่สมพระเกียรติ ซ่ึงในภำพรวมก็มีลักษณะคล้ำยคลึงกับกำรพระรำชพิธีพระบรม
ศพในรชั กำลกอ่ นหนำ้ นนั้ แตอ่ ยำ่ งไรกต็ ำม อนั เนอื่ งจำกรำชสำ� นกั กมั พชู ำไดว้ ำ่ งเวน้ กำรจดั พระรำช
พธิ พี ระบรมศพพระมหำกษตั รยิ เ์ ปน็ ระยะเวลำนำน จงึ สงั เกตไดว้ ำ่ มกี ำรปรบั เปลยี่ นรำยละเอยี ดบำง
สว่ นใหเ้ หมำะสมกบั ควำมเจรญิ ของยคุ สมยั ดงั นนั้ เนอ้ื หำของบทควำมในสว่ นนจี้ งึ จะกลำ่ วถงึ เฉพำะ
จุดซ่ึงเป็นรำยละเอียดที่แตกต่ำงกันระหว่ำงพระรำชพิธีพระบรมศพในครั้งล่ำสุดนี้กับพระรำชพิธี
พระบรมศพในรัชกำลกอ่ น
3๗๖ เสด็จสู่แดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

๑. พธิ กี รรมหลงั จากเสด็จสวรรคต ๑๘
เนอ่ื งจำกพระกรณุ ำพระบำทสมเดจ็ พระนโรดมสหี นเุ สดจ็ สวรรคต ณ กรงุ ปกั กงิ่ สำธำรณรฐั
ประชำชนจนี จงึ ทำ� ใหร้ ำยละเอยี ดขนั้ ตอนตำ่ งๆ ของพธิ กี รรมอนั เกยี่ วเนอื่ งกบั กำรจดั กำรพระบรมศพ
ภำยหลังจำกเสด็จสวรรคตมีควำมแตกต่ำงจำกพิธีกรรมในรัชกำลก่อนๆ ซึ่งสวรรคตภำยใน
รำชอำณำจกั รกมั พชู ำ โดยตำมโบรำณรำชประเพณจี ะตอ้ งมกี ำรสถำปนำพระมหำกษตั รยิ พ์ ระองคใ์ หม่
เป็นอันดับแรกเพื่อทรงเป็นองค์ประธำนในกำรจัดพระรำชพิธีพระบรมศพ แต่ในกำรน้ีพระกรุณำ
พระบำทสมเดจ็ พระนโรดมสหี นทุ รงสละรำชสมบตั พิ ระรำชทำนแดอ่ งคร์ ชั ทำยำทคอื พระบำทสมเดจ็
พระบรมนำถนโรดม สหี มนุ ี ใหข้ น้ึ ครองรำชยส์ บื รำชสนั ตตวิ งศต์ อ่ จำกพระองคแ์ ลว้ จงึ ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ ง
มพี ธิ สี ถำปนำพระมหำกษัตรยิ ์พระองคใ์ หม่
ส�ำหรับในส่วนของกำรถวำยพระภูษำทรงพระบรมศพ ตำมโบรำณรำชประเพณีน้ัน
หลังจำกสรงพระบรมศพแล้วจะต้องถวำยฉลองพระองค์ทรงเครื่องบรมขัตติยรำชภูษิตำภรณ์ตำม
พระรำชอสิ รยิ ยศ แตใ่ นกรณพี ระบรมศพพระกรณุ ำพระบำทสมเดจ็ พระนโรดมสหี นนุ ้ี ทรงพระกรณุ ำ
โปรดเกลำ้ ฯ ให้ทรงฉลองพระองค์สทู ตำมแบบสำกลนิยม
๒. การตั้งประดิษฐานพระบรมศพ
ดังท่ีกล่ำวแล้วว่ำพระบำทสมเด็จพระนโรดมสีหนุเสด็จสวรรคตในต่ำงประเทศจึงท�ำให้
กำรประดษิ ฐำนพระบรมศพจำ� เปน็ ตอ้ งมกี ำรปรบั เปลยี่ นใหเ้ หมำะสมกบั สถำนกำรณ์ กลำ่ วคอื กำรทม่ี ไิ ด้
มกี ำรถวำยพระมหำสุก�ำและบรรจุพระบรมศพในพระบรมโกศเหมอื นเชน่ ในรัชกำลกอ่ น แตเ่ ปล่ียน
เปน็ กำรบรรจพุ ระบรมศพในหบี พระบรมศพหรอื “พระบรมมฌสู ำ” (ព្ពះបរមមឈូសា) ทอี่ ญั เชญิ ไปจำก
กมั พชู ำเพอ่ื บรรจพุ ระบรมศพแลว้ จงึ อญั เชญิ พระบรมศพกลบั ประเทศกมั พชู ำโดยเครอ่ื งบนิ พระทน่ี งั่
ทั้งนี้จำกกำรสัมภำษณ์ “ฌัวร์ สุปัญญำ” (ឈរួ សបុ ញ្)ា ผู้ปฏิบัติงำนใกล้ชิดกับส�ำนัก
พระรำชวังกรุงพนมเปญ ท�ำให้ทรำบข้อมูลส่วนหน่ึงว่ำเป็นพระรำชประสงค์ส่วนพระองค์ของ
พระกรุณำพระบำทสมเด็จพระนโรดมสีหนุเอง ที่ทรงโปรดให้จัดกำรพระบรมศพของพระองค์ใน
ลกั ษณะดังกลำ่ ว (สัมภำษณ์ ฌัวร์ สุปญั ญำ (ឈរួ សបុ ញ)្ា ๑๗ ธันวำคม ๒๕๕๙)
๓. กระบวนอัญเชิญพระบรมศพ
ในส่วนของกำรจัดริ้วกระบวนอัญเชิญพระบรมศพพระกรุณำพระบำทสมเด็จพระนโรดม
สีหนุในพระรำชพิธีออกพระบรมเมรุนั้นได้มีกำรเพิ่มกำรจัดริ้วกระบวนตอนต่ำงๆ มำกข้ึนกว่ำ
ในสมัยก่อน และมีกำรเพ่ิมจ�ำนวนคนผู้เข้ำร่วมในริ้วกระบวนมำกขึ้น ท้ังน้ีเพื่อแสดงออกซ่ึง
ควำมสำ� นกึ ในพระมหำกรณุ ำธคิ ณุ ของพระองค์ ผทู้ รงปฏบิ ตั พิ ระรำชกรณยี กจิ สำ� คญั ตอ่ ประเทศชำติ
ไวน้ ำนัปกำร โดยเฉพำะพระรำชปชู นยี กจิ อันเปน็ ทปี่ ระจกั ษ์แจง้ ในสำ� นกึ ของประชำชนชำวกมั พชู ำ
ท่ัวทั้งประเทศตลอดจนชำวต่ำงชำติ คือกำรท่ีทรงเรียกร้องเอกรำชจำกกำรเป็นอำณำนิคมฝร่ังเศส
ได้ส�ำเร็จในปี พ.ศ.๒๔๙๖
นอกจำกนพ้ี ระองคย์ งั ทรงเปน็ ผทู้ เ่ี ปย่ี มลน้ ดว้ ยพระบำรมใี นกำรประสำนประโยชนแ์ ละสรำ้ ง
ควำมสมำนฉนั ทป์ รองดองของกลมุ่ กำรเมอื งตำ่ งๆ ภำยในประเทศกมั พชู ำ ทรงนำ� พำประเทศผำ่ นพ้น

3๗๗เสด็จส่แู ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

หีบพระบรมศพบรรจุพระบรมศพพระกรุณำ
พระบำทสมเดจ็ พระนโรดมสหี นุ พระบรมรตั น
โกฏฐ์ ประดิษฐำนภำยในพระที่น่ังมนเทียร
พระบรมรำชวงั กรงุ พนมเปญ (ทมี่ ำ: https://
goo.gl/txwc๐G)

ร้ิวกระบวนอัญเชิญพระบรมศพพระกรุณำ
พระบำทสมเด็จพระนโรดมสีหนุ พระบรม
รัตนโกฏฐ์ (ท่มี ำ: https://goo.gl/bFCTkT)

วิกฤติกำรณ์ที่เลวร้ำยและเป็นกำรเปิดศักรำชใหม่ของประวัติศำสตร์กัมพูชำท่ีมีเสถียรภำพทำง
กำรเมืองกำรปกครองของกัมพูชำเริ่มมีควำมชัดเจนมำกขึ้น จึงท�ำให้ประชำชนชำวกัมพูชำทุก
ภำคสว่ นตำ่ งตอ้ งกำรทจ่ี ะมสี ว่ นรว่ มในกำรถวำยพระเกยี รตแิ ด่ “พระมหาวรี กษตั รยิ ์ พระวรราชบดิ า
เอกราช บูรณภาพดินแดน และเอกภาพแห่งชาติเขมร” ผู้ทรงเป็นท่ีเคำรพสักกำระสูงสุดของ
พวกเขำเปน็ วำระสุดทำ้ ย

ดงั นั้น จะเหน็ ได้ชัดว่ำแนวคิดที่ประชำชนมตี ่อพระมหำกษัตรยิ ์ของกัมพูชำในรฐั สมัยใหม่
นั้นมีควำมแตกต่ำงไปจำกในรัฐสมัยโบรำณ คือ มีควำมใกล้ชิดกับประชำชนมำกข้ึน ท้ังนี้เพรำะ
กษตั รยิ ไ์ ดก้ ลำยเปน็ สว่ นหนงึ่ ของชำติ และเปน็ เหตผุ ลทท่ี ำ� ใหป้ ระชำชนโดยทว่ั ไปสำมำรถทจี่ ะถวำย
สกั กำระตอ่ พระมหำกษัตรยิ ์ไดอ้ ยำ่ งใกลช้ ดิ

สำ� หรบั รำยละเอยี ดในรวิ้ กระบวนอญั เชญิ พระบรมศพพระกรณุ ำพระบำทสมเดจ็ พระนโรดม
สีหนุเป็นอีกจุดหน่ึงที่มีควำมแตกต่ำงจำกธรรมเนียมปฏิบัติตำมโบรำณ กล่ำวคือ เดิมทีกำรเชิญ
ผ้ำไตรจีวรและเคร่ืองบริขำรต่ำงๆ โดยใช้รูปสัตว์จ�ำลอง ก็ได้ถูกปรับประยุกต์เป็นกำรประดิษฐำน
ส่ิงของต่ำงๆ ทีใ่ ช้ในพระรำชพธิ ีบนรำชรถบุษบกแทน รวมทงั้ ในส่วนของกำรท่ีเคยใชช้ ำวพนกั งำน
หำมพระเสลยี่ งสำ� หรบั พระสงฆส์ วดพระอภธิ รรม พระเสลยี่ งสำ� หรบั พระบรมวงศำนวุ งศป์ ระทบั โปรย
ขำ้ วตอก พระเสลยี่ งเชญิ พระภษู ำโยง ตำ่ งกถ็ กู แทนทดี่ ว้ ยรำชรถบษุ บกตกแตง่ ดว้ ยรปู สตั วห์ มิ พำนต์
3๗๘ เสด็จสู่แดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ประดับประดำลวดลำยต่ำงๆ อยำ่ งวิจติ รบรรจง อย่ำงไรก็ตำม ยงั คงมีกำรประดษิ ฐำนพระเสลย่ี งบน ๑๘
รำชรถบษุ บกเพอื่ ใหพ้ ระสงฆน์ ง่ั สวดพระอภธิ รรม และมกี ำรทอดพระเกำ้ อบ้ี นรำชรถบษุ บกเพอื่ เปน็
ทป่ี ระทบั ของพระบรมวงศำนวุ งศท์ รงโปรยขำ้ วตอกและเชญิ พระภษู ำโยงธรรมเนยี มปฏบิ ตั แิ ตโ่ บรำณ
มำ เหตุผลส�ำคัญของกำรปรับประยุกต์จำกกำรใช้พระเสลี่ยงมำเป็นรำชรถบุษบกน้ีคือเพ่ือให้เกิด
ควำมสะดวกมำกย่ิงขึ้น และท�ำให้สำมำรถเคล่ือนร้ิวกระบวนอัญเชิญพระบรมศพในพระรำชพิธี
ออกพระบรมเมรุได้เป็นระยะทำงทย่ี ำวมำกขน้ึ กว่ำเดมิ อกี ด้วย

แม้รำยละเอียดบำงส่วนของกำรจัดพระรำชพิธีพระบรมศพพระกรุณำพระบำทสมเด็จ
พระนโรดมสีหนุ พระมหำวรี กษตั รยิ ์ พระบรมรัตนโกฏฐ์ จะมกี ำรปรับประยุกต์รำยละเอยี ดบำงส่วน
ทต่ี ำ่ งไปจำกพระรำชพธิ พี ระบรมศพของบรู พมหำกษตั รยิ แ์ หง่ รำชอำณำจกั รกมั พชู ำกต็ ำม แตก่ เ็ ปน็
ไปตำมควำมเหมำะสมกบั ยคุ สมยั และคำ� นงึ ถงึ ควำมเรยี บงำ่ ยเปน็ หลกั และในขณะเดยี วกนั กย็ งั ตอ้ ง
คงไวซ้ ง่ึ นยั ยะสำ� คญั ตำมทโี่ บรำณรำชประเพณกี ำ� หนดไวเ้ พอื่ เปน็ กำรถวำยพระเกยี รตสิ งู สดุ และอทุ ศิ
พระรำชกศุ ลแด่ดวงพระวิญญำณแหง่ พระมหำกษตั ริยผ์ เู้ สดจ็ สู่สวรรคำลัยสุคตภิ พ

บทสรปุ
กำรจดั พระรำชพธิ พี ระบรมศพของพระมหำกษตั รยิ ก์ มั พชู ำนบั ตง้ั แตค่ รง้ั โบรำณกำลเรอื่ ยมำ

จนกระทงั่ ถงึ ปจั จบุ นั ไดผ้ ำ่ นชว่ งระยะเวลำทยี่ ำวนำน ปจั จยั ตำ่ งๆ ทงั้ ทำงสงั คมวฒั นธรรม กำรเมอื ง
ควำมเชอื่ ตลอดจนประเพณี ฯลฯ ได้มีสว่ นทำ� ใหร้ ำยละเอียด ขนั้ ตอน องคป์ ระกอบตำ่ งๆ รวมถงึ
สิ่งของเครื่องใชใ้ นกำรจดั พระรำชพธิ ีพระบรมศพของพระมหำกษตั รยิ ก์ มั พูชำมีกำรเปลยี่ นแปลงไป
ตำมกำลเวลำ แตส่ ง่ิ ที่ยังคงเดมิ มิได้เปลี่ยนแปลงไปตำมยคุ สมยั นน้ั ได้แก่ ควำมหมำยและนัยยะ
ส�ำคัญของกำรถวำยพระเกียรติยศแด่พระมหำกษัตริย์ผู้สวรรคตในฐำนะท่ีพระองค์ทรงเป็นสมมติ
เทพผซู้ ึง่ ไดเ้ สดจ็ กลบั คืนสูส่ วรรคำลยั แลว้ นนั่ เอง

3๗๙เสดจ็ ส่แู ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

รายการอา้ งอิง
តរាឹង ងា. ២០០៣. បវ្រ តស្តិ ាសបរ្ត ្រទស្រ កមជ្ាពុ . ្្ំពន ាញ : គរឹះា សាា្ថនបោះពុមនព្ ិងចកា ផាសាយ។ (ตรงึ เงยี . ๒๐๐๓. ประวัติศาสตร์

ประเทศกัมพชู า. พนมเปญ: หน่วยจัดพิมพแ์ ละเผยแพร.่ )
ពបា ចាន់ម៉ារា,៉ ជី រដា្ និងគង់ វរិ ៈ. ២០១៣. ពះ្រ រាជពិធីថយ្រវ ព្ះរ ភលងើ្ . ្ំ្ពន ាញ : កាសងួ វបបា ធមន៌ ិងវិចតិ ាសិលាបៈ។ (เปรียบ จันมำรำ,

จี รัฏฐำ และกวง วีระ. ๒๐๑๓. พระราชพิธีถวายพระเพลิง. พนมเปญ: กระทรวงวัฒนธรรมและ
วจิ ิตรศลิ ป.์ )
ពបា ចានម់ រា៉ .ា៉ មខុ . (เปรยี บ จนั มำรำ. หนา้ กาก.). Available at: http://yosothor.org/publications/khmere
naissance/content-header/chapter-two/chapter-two-copy/muk.html [สืบค้นเมอ่ื ๒๖
ก.พ. ๒๕๖๐].

ពះ្រ រាជកណំ តប់ ណុ យ្រ ពះ្រ បរមសពពះ្រ ករណុ ាកងុជ្ន ពះ្រ សវុ ណោ្កណ ដឋ្ គឺ ពះ្រ ាទសមច្រដ ពះរ្ រោតម្ត បរមរាមទា្រ វតាណ៍ ពះរ្ ៅកងុ្រ កមាុជព្ ធបិ ត។ី

(จดหมายเหตงุ านพระบรมศพพระกรณุ าในพระสวุ รรณโกฏฐ์ พระบาทสมเดจ็ พระนโรดมบรมราม
เทวาวตาร พระเจ้ากรงุ กมั พชู าธิบดี.)

ព្រះរាជកំណត់បុណ្យព្រះមេរុថ្វាយព្រះភ្លើងព្រះសពសម្ដេចព្រះវររាជិរីរាថជាតិវរោត្តមព្រះបរមអច្ឆារាអក្សរបរមបពិត្រ
(ពះរ្ នាងពៅ) ឆ្ោំនរ ង ៤៩ ឆំ្នរ ាពះរ្ វររាជមាតាថ្រលនពរ្ ្រះាទសម្រចដ ពះ្រ សុសី ុវតច្តិ មចករព្ ងស្រ ព្ះរ ៅករ្ុងកម្ពាជុ ,

១៩០៦។ (จดหมายเหตพุ ระราชพธิ อี อกพระเมรแุ ละถวายพระเพลงิ พระศพสมเดจ็ พระวรราชนิ นี าถ
ชาตวิ โรดมพระบรมอจั ฉราอกั ษรบรมบพติ ร(พระนางเพา)ปมี ะโรง๔๙พระชนั ษาพระวรราชมารดา
ในพระบาทสมเดจ็ พระศรสี ุวัตถิจ์ อมจักรพงศ์ พระเจา้ กรุงกัมพูชา, ๑๙๐๖.)

លី ធាមតងា . ១៩៧៣. កណំ តហ់ តរ្ រុ បស់ ជវី តាកររ្វ ់ អពំ បី ពរ្ ណរ្ នី អ្រ ក្ន សកុរ្ ចរ្រ ឡា. បោះពមុ ល្ព កើ ទី ៣. ្ពំ្ន ញា : គនាម្ បញកា្ជ ក់ នងា្ល បោះពមុ ។្ព

(ลี เธยี มเตง. ๑๙๗๓. จดหมายเหตโุ จวตา้ กวาน ประเพณแี หง่ ชาวนครเจนละ, พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๓. พนมเปญ:
มปท.)
វង់ សធុ ារា៉. ២០១២. សលិ ាចារឹកនរ្បទ្រ ្រសកមជុាព្ សម័យអង្រគ . ្ំ្ពន ាញ : ដាបាា្៉ ឺមង៉ ់បវា ្ិត្វទិ ាយា។ (วง สุเธยี รำ. ๒๐๑๒.
ศิลาจารึกในประเทศกัมพชู าสมยั พระนคร. พนมเปญ: ภำควิชำประวัติศำสตร์.)

សៀវភៅកបរ្ រួ ដងពរ្ហ ះ្រ បរមសព សមច្រដ ពះរ្ អយយរ្ កិ សមច្រដ ពះរ្ មាតចុ ានរ្ឆ ព្រ ះរ្ ករណុ ាពះរ្ ាទរោតម្ត បរមរាមទា្រ វតាណ៍ ពះរ្ ៅកងុ្រ កមាជុព្ ធបិ ត។ី

(หนงั สอื ขบวนอญั เชญิ พระศพสมเดจ็ พระอยั ยกิ าสมเดจ็ พระมาตจุ ฉาในพระกรณุ าพระบาทนโรดม
บรมรามเทวาวตารพระเจา้ กรงุ กมั พชู าธบิ ด.ี )
អងា សុ្. ២០០៩. ឯកសារមហាបរុ សខរ្រម . ្ំ្នពាញ : គាះរឹ សានាថ្ បោះពមុ ្នព ិងចាកផាសាយ។ (เอง สตุ . ๒๐๐๙. เอกสารมหา
บรุ ษุ เขมร. พนมเปญ: หนว่ ยจดั พิมพแ์ ละเผยแพร่.)
ฌวั ร์ สุปญั ญำ (ឈួរ សបុ ញា្). อธบิ ดกี รมสวสั ดิกำรสังคม กระทรวงกจิ กำรสังคม ทหำรผำ่ นศกึ และกำรฟ้นื ฟู
เยำวชน. สัมภำษณ,์ ๑๗ ธนั วำคม ๒๕๕๙.
นนทพร อยูม่ งั่ มี. ๒๕๕๙. ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านาย. พมิ พ์ครั้งที่ ๒ (ฉบบั ปรับปรุง).
กรงุ เทพฯ: มตชิ น.

3๘๐ เสด็จสู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ตงี โจ่หด์ ่อ : ๑๙
งานพระบรมศพของกษตั รยิ ์เมยี นม่ามงี ตยาจี

สทิ ธพิ ร เนตรนยิ ม

นกั ปฏิบตั กิ ารวจิ ัย ประจำสถาบันวจิ ัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล

“ตงี โจห่ ด์ อ่ ” หรอื “ตะโจห่ ด์ อ่ ” คอื พธิ อี ญั เชญิ พระบรมศพ/พระศพของกษตั รยิ ์ พระรำชวงศ์
หรือขุนนำงไปถวำยพระเพลิง และบรรจุยังสุสำนที่ก�ำหนดไว้ (Myanma Abidan 2008) คำ� วำ่
“ตงี โจห่ ”์ หรอื “ตะโจห่ ”์ แผลงมำจำกภำษำบำล-ี สนั สกฤตวำ่ “สค� รฺ ห” โดยนยั ทแี่ ปลวำ่ ควำมเออ้ื เฟอ้ื
หรอื กำรสงเครำะห์ สว่ นคำ� วำ่ “ดอ่ ” เปน็ ปจั จยั ตอ่ ทำ้ ยแสดงควำมยกยอ่ ง ดงั นนั้ คำ� วำ่ “ตีงโจ่ห์ด่อ”
หรอื “ตะโจ่หด์ ่อ” จงึ เป็นเรื่องของพระรำชพธิ ที ่ีเก่ียวกบั ควำมตำยในรำชส�ำนักซง่ึ กษัตรยิ ท์ รงรบั ไว้
ในพระรำชำนเุ ครำะห์ ดงั น้ัน กำรจัดงำนศพในวฒั นธรรมพมำ่ จงึ มนี ัยของกำรชว่ ยเหลือเกอื้ กลู และ
สงเครำะห์กันในระหว่ำงสังคมเครือญำติ มิตร กับผู้วำยชนม์ ไม่ว่ำไพร่เจ้ำบ่ำวนำยที่ต่ำงต้องกำร
ควำมช่วยเหลือและก�ำลังใจในกำรปลอบประโลม

สว่ นคำ� ว่ำ “มงี ตยำจี” มคี วำมหมำยวำ่ “มหำธรรมรำชำ” ค�ำนีเ้ ป็นสรอ้ ยต่อท้ำยพระนำม
ของกษัตริย์พม่ำทุกพระองค์ซ่ึงทรงมีบทบำทน�ำทั้งในทำงกำรเมือง สังคม และวัฒนธรรมมำตั้งแต่
ช่วงกลำงพทุ ธศตวรรษที่ ๕ ซ่ึงระบบน้ไี ดเ้ ลกิ ล้มไป เม่ือ พ.ศ.๒๔๒๘ เพรำะอำณำนคิ มอังกฤษ และ
ด้วยเหตุท่ีสถำบันกษัตรยิ ไ์ ด้ขำดหำยไปจำกสงั คมพม่ำเป็นเวลำกว่ำร้อยปี ควำมรูเ้ รื่องงำนพระรำช
พธิ แี ละกำรพระบรมศพจงึ มเี หลอื ไวแ้ ตใ่ นบนั ทกึ หรอื หลกั ฐำนอนื่ ๆ เชน่ จติ กรรมฝำผนงั และพธิ ศี พ
พระสงฆท์ พ่ี อเทียบเคียงใหเ้ ห็นภำพได้บ้ำงเทำ่ นน้ั

บทควำมนี้ผู้เขียนไดใ้ ช้คมั ภรี โ์ ลกะพยหู ะ (อง่ิ โหย่งส่าดาน) (Thiri U Zana, Won Kyi,
In Yon Ywasa 2001) สมยั ตน้ รำชวงศค์ องบอง (อลองพญำ) ท่ีเขยี นข้นึ โดยกล่ำววำ่ ธรรมเนยี ม
กำรพระบรมศพมตี น้ แบบสบื ทอดกนั มำแตส่ มยั รำชวงศต์ องอยู คุ ปลำย นอกจำกนยี้ งั ใชเ้ อกสำรภำษำ
พม่ำอ่ืนๆ ประเภทพระรำชพงศำวดำร ต�ำรำธรรมเนียมและประเพณีในรำชส�ำนัก เช่น เมียนม่า
มงี กลามีงขา่ นดอ (U Ya Kjo 1968) ชเวโบงนิทาน (Zei ya Thin kha ja 2009) ชเวนานโตงวอ
หาระอภธิ าน (U Moung Moung Tin 1975) โกงบา่ วงแ์ ซะกม์ หายาซาวงี ดอจี (U Moung Moung
Tin 1989) หม่านนานมหายาซาวงี ดอจี (Hman Nan Maha Yazawin Daw Kyi 1993) ฯลฯ

3๘๑เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

เพื่อให้เกิดควำมเข้ำใจในสัมพันธภำพทำงวัฒนธรรมผ่ำนพระรำชพิธีพระบรมและพระเมรุระหว่ำง
รำชสำ� นกั พมำ่ และไทยทมี่ ที ้งั ควำมคลำ้ ยคลงึ และควำมแตกต่ำงกัน
พทุ ธศาสนากับวาระสุดท้ายของพระเจ้ามินดงศาสนทายกา

“ต่ำตะน่ำ-ดำยะก่ำ” (သာသနဒါယကာ) หรือ “ศำสนทำยก” เป็นสร้อยพระนำมของ
กษัตริย์พม่ำที่ต้องกำรกล่ำวถึงควำมสัมพันธ์ระหว่ำงพระองค์กับศำสนำ แต่โบรำณมำกษัตริย์พม่ำ
ได้คัดสรรค�ำสอนในพุทธศำสนำมำใช้เป็นหลักปฏิบัติในกำรอ้ำงอิงตนเองเพ่ือให้เข้ำถึงอุดมคติ
ทั้งในทำงโลกและทำงธรรม ดังเห็นได้จำกเหตุกำรณ์สวรรคตของพระเจ้ำมินดงท่ีสะท้อนให้เห็น
แนวคิดทำงศำสนำท่ีส่งอิทธิพลต่อกำรก�ำหนดกรอบคิดและวิธีกำรเตรียมพระองค์ก่อนเข้ำสู่วำระ
สุดท้ำยแห่งพระชนม์ชีพ ด้วยฐำนะกำรเป็นศำสนทำยกำผู้บ�ำเพ็ญบำรมีมำดีแล้วเช่ือว่ำจะน�ำพำให้
พระองค์กลับไปสู่สวรรค์บรมสุข ดังปรำกฏอยู่ในโกงบ่องแซะก์มหายาซาวีงดอจี เล่ม ๓ (1989:
439-440) ควำมว่ำ

“...ในปีนัน้ [พ.ศ.๒๔๐๙] เดือนกันยายน พระเจ้าชา้ งเผอื กมหาธรรมราชา
มพี ระโรคเวทนามไิ ดถ้ อยทเุ ลา พระมเหสแี มเ่ จา้ ชา้ งเผอื ก กบั วงั หนา้ พระมหาอปุ ราชา
มหาเสนาบดี ขุนวัง กับทง้ั ผู้มตี า� แหนง่ ในราชการทั้งหลายต่างจัดขา้ ว นา้� ดอกไม้
พร้อมประทีปท้ังหลายไปถวายบูชาแด่พระมหาเจดีย์ ต้นพระศรีมหาโพธ์ิ และ
พระพุทธรูปท้ังหลายทั่วในพระนครมิได้ขาด ทั้งปล่อยปลดลดโทษคนผู้ละเมิด
ราชวตั รเสยี จากคกุ และพนั ธนาการทงั้ หลายไมเ่ อาชวี ติ ... แตค่ รนั้ พระอาการไมท่ เุ ลา
พระมหากษตั รยิ เ์ จา้ ก็ทรงวางพระทยั ใหเ้ หน็ เปน็ ธรรมดาไมท่ รงนึกถงึ

ปี ๑๒๔๐ [พ.ศ.๒๔๒๑] เดอื นตุลาคม ข้างข้นึ วนั องั คารท่ี ๖ เวลาเชา้ ๒
แชะก์ตี ราว ๖ โมง ทรงหนา่ ยมนุษยโลกเสด็จประทบั ส�าราญยังสวรรค์ ในเวลากอ่ น
สวรรคต ทรงสะกดกลั้นพระเวทนาไว้ให้ถอยทุเลาด้วยไตรลักษณ์ อนุสติสิบ อสุภ
กรรมฐาน ก�าหนดไว้ในพระทัยเสมอ ครั้นพระราชทานโอวาทแก่บรรดาผู้ถวาย
การดูแล... แลว้ ก็เสด็จสวรรคตด้วยพระอาการสงบ...”

พระบรมรปู ของพระเจำ้ มนิ ดงทห่ี นำ้ วดั กโุ สดอ เมอื งมณั ฑะเลย์ (Yarzaryeni 2017)

3๘๒ เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

จะเห็นไดว้ ่ำ แทจ้ ริงกษัตริย์เป็นผทู้ ีล่ งมำจุตเิ พ่ือปกครองโลกมนษุ ย์ชว่ั ครำวเท่ำน้นั ดงั นน้ั ๑๙
เม่ือหมดภำรกิจ (หน่ำยมนุษยโลก) พระองค์ก็จะเสด็จกลับไป “ประทับส�ำรำญยังสวรรค์” ดังนั้น
ควำมตำยจงึ ไมใ่ ชส่ ง่ิ ทนี่ ่ำกลวั ในทศั นะของกษัตริย์แตอ่ ย่ำงใด

นิมิต ลาง กบั ภาวะโกลาหลของสังคมหลงั การสวรรคตของกษตั ริย์
ในเอกสำรของพมำ่ มกั กลำ่ วถงึ เหตกุ ำรณค์ วำมผดิ ปกติ แปรปรวนของธรรมชำติ ตลอดจน

วิถีชีวิต หรอื กฏระเบียบของสงั คม ทั้งช่วงกอ่ นหนำ้ ระหว่ำง หรือหลังจำกกำรสวรรคตของกษตั ริย์
โดยสำมำรถเรียกไดว้ ่ำเปน็ “นิมิต” หรอื “ลำงบอกเหต”ุ (รำชบัณฑิตสถำน ๒๕๖๐)

ปรำกฏกำรณ์ดังกล่ำวสะท้อนให้เห็นถึงควำมเชื่อท้องถิ่นที่ผสำนเข้ำกับแนวคิดทำง
ศำสนำพทุ ธ (พระสตุ นั ตปฎิ ก ๒๕๖๐) และพรำหมณจ์ นเกดิ เปน็ กระบวนกำรตคี วำมจำกปรำกฏกำรณ์
ท่ีเกิดขึ้น ซ่ึงกรณีน้ีมีแกนเร่ืองอยู่ท่ีกำรสวรรคตของกษัตริย์ซึ่งมีฐำนะเป็นผู้น�ำทำงสังคมท้ังในทำง
กำรเมอื งและวัฒนธรรม

กำรสวรรคตของกษตั รยิ น์ น้ั ยอ่ มนำ� มำซงึ่ ควำมโกลำหลในโลก คอื เหลำ่ อำณำประชำรำษฎร์
เนื่องจำกกษัตริย์มีฐำนะเป็น “สมมติเทพ” หรืออวตำรของ “พระโพธิสัตว์” ที่จุติลงมำเพ่ือรักษำ
ควำมสงบสขุ และควำมเป็นระเบียบแห่งโลก กำรเสดจ็ จำกไปของพระองคย์ อ่ มนำ� มำซึ่งควำมทุกข์
และควำมสั่นคลอนของบ้ำนเมืองที่ไม่ใช่เฉพำะแต่ระเบียบกำรปกครองของอำณำจักร แต่ยังน�ำมำ
ซึ่งควำมวิปริตแปรปรวนของธรรมชำติ และวิถีชีวิตแห่งสรรพสัตว์ท่ีอยู่ใต้พระบำรมีของพระองค์
อีกด้วย ดังนั้น กำรตีควำมเชิงสัญลักษณ์จำกปรำกฏกำรณ์ที่ผิดปกติ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันได้ถึง
กำรให้ควำมส�ำคญั ของพระมหำกษตั ริย์ในฐำนะของผู้รักษำระเบียบแห่งโลกและสวรรค์

ในหนังสือ เมียนม่ามหามงี กลามงี ขา่ นดอ (๑๙๖๘: ๒๑๑) ได้กลำ่ วถงึ “นิมติ ” หรอื “ลำง
บอกเหต”ุ กำรสวรรคตของพระเจำ้ อลองพญำ ปฐมกัตรยิ แ์ ห่งรำชวงศค์ องบองไว้ว่ำ “...เมอ่ื พระเจา้
อลองพญาสวรรคตนั้น ในพระนครมสี ายฟ้าฟาด ๑๓ ครัง้ ในคราวเดยี ว โพธ์อิ อกดอก บนท้องฟ้า
แสดงสญั ลกั ษณเ์ สาตะคนู ดาวเคราะหอ์ งั คารเปน็ หมอก ดาวกฤตกิ าอยใู่ กลด้ วงจนั ทร์ มตี ะบองคา� รอ้ ง
เลน่ จากเด็กๆ ว่า ทรงยกทัพไปยังอยุธยาใกล้เวลาเช็ดน้า� ตา ถอยกลบั หลงั ไปจงึ ควร...”

ในโกงบอ่ งแซะกม์ หายาซาวงี ดอจี เล่ม ๓ (๑๙๖๘: ๔๔๑) กไ็ ดก้ ลำ่ วถงึ นมิ ิตทเ่ี กิดขึน้ ใน
ชว่ งที่พระเจำ้ มนิ ดง กษัตริยร์ ัชกำลที่ ๑๐ แหง่ รำชวงศ์คองบองสวรรคต ควำมว่ำ

“...คร้ันเมื่อสวรรคต นกแร้งลงจับยังพระท่ีน่ังด้านซ้ายในพระบรมมหาราช
วัง อาคารกองมหาดเลก็ มนี กแรง้ ลงจบั ผง้ึ ทา� รงั ด้านขวาพระมหาปราสาท แนวเขอื่ น
ประตพู ระนคร กบั ก�าแพงทรุด พระมหาหยน่ั มหาโลกมารชินวดั กุโสดอมีเหง่ือออก
นอกพระนครดา้ นทศิ ตะวนั ออกมเี สอื เขา้ มาในวดั ธมั มกิ าราม ตลอดเวลาหนงึ่ เดอื นเกดิ
เหตุเพลงิ ไหมท้ ้งั ภายนอกและภายในพระนครหลายยา่ นหลายต�าบล ไม่เว้นแตล่ ะวัน

พระเจดีย์ท่ีเมืองสะไกง์และอมรปุระเปล่งแสง ดาวพฤหัสเป็นสีแดง มีไอ
หมอกปกคลมุ ทวั่ ไป ดาวพฤหสั และดาวศกุ รเ์ ขา้ ประชดิ ดวงจนั ทร์ แสงอาทติ ยพ์ งุ่ เปน็
ลา� ดงั่ เหลก็ แหลม เมฆตงั้ สงู ดงั่ เสาธง มอี กุ กาบาตใหญป่ ระมาณบาตรตกจากทศิ ตะวนั
ออกเฉียงใต้ไปสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระนคร ฟ้าครมึ้ คา� ราม

3๘3เสดจ็ ส่แู ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

คนวกิ ลจรติ เขา้ ไปในตา� หนกั ไมจ้ นั ทอ์ นั เปน็ ทปี่ ระทบั ใตถ้ นุ พระตา� หนกั ทอง
มีแม่สนุ ขั มาคลอดลกู เวลาคา�่ ยาม ๒ ไดย้ นิ เสยี งเทวดรุ ิยางคจ์ ากฟ้าบนพระต�าหนกั
ทองท่ปี ระทบั ไดย้ ินเสียงเทวดารอ้ งไห้บนคอสองของพระวิมานหอแก้ว บนพระราช
บัลลังกใ์ นพระวมิ านหอแกว้ มีเทวธดิ าคว�่าหนา้ รอ้ งไห.้ ..”
จำกตัวอย่ำงท้ังหมดท่ีกล่ำวมำ เรำอำจตีควำมสัญลักษณ์ที่แฝงอยู่ในนิมิตที่เกี่ยวเน่ือง
กับกำรสวรรคตของกษตั รยิ ์ได้ ๓ ประเดน็ ได้แก่ ๑) ควำมผดิ ปกติแปรปรวนทเ่ี กดิ ขนึ้ บนพ้นื โลก
อย่ำงน้อยก็หมำยถึงรำชธำนี หรือพระบรมมหำรำชวัง มีสัญลักษณ์คือ กำรทรุดพังของประตูและ
ก�ำแพง เกดิ เพลงิ ไหม้ในเมือง พระพทุ ธรูปสำ� คญั มเี หงื่อออก นกแรง้ ซง่ึ เปน็ นกอปั มงคลอย่ำงเดียว
กับนกแสกลงจับในเขตพระรำชมณเฑียร เสือบุกเข้ำวัดซ่ึงสะท้อนควำมเป็นป่ำบุกเข้ำมำในเมือง
(อรนชุ วริ ชั นยิ มธรรม ๒๕๕๑: ๑๓๖) ๒) ควำมผดิ ปกตแิ ปรปรวนทเี่ กดิ ขนึ้ บนทอ้ งฟำ้ ซงึ่ เปน็ สญั ลกั ษณ์
ของสวรรค์ มสี ญั ลกั ษณค์ อื เมฆทรงแปลก หมอกปกคลุ ม อกุ กำบำตตก สำยฟำ้ ฟำดผดิ ปกติ ดวงดำว
มีแสงและสีผิดปกติ มีเสียงดนตรีอันเป็นทิพย์ในวังดังขึ้นมำ และ ๓) กำรเตือนภัยที่จะเกิดข้ึนกับ
กษตั รยิ ์ มสี ญั ลกั ษณเ์ ปน็ ”ตะบอง” คอื คำ� รอ้ งเลน่ ของเดก็ ๆ ซงึ่ ทงั้ หมดนสี้ ะทอ้ นใหเ้ หน็ ควำมสำ� คญั
ของกษัตริย์ และควำมเช่ือท่ีว่ำพระองค์คือผู้ควบคุมระเบียบแห่งโลกและสวรรค์ กำรด�ำรงอยู่หรือ
กำรสวรรคตของพระองคม์ ผี ลโดยตรงตอ่ ผนื ฟำ้ และแผน่ ดนิ หรอื อยำ่ งนอ้ ยกใ็ นรำชธำนขี องพระองค์
เมอ่ื ยอ้ นกลบั มำดใู นกรณขี องสงั คมไทยเรอื่ งของ “นมิ ติ ” และ “ลำงบอกเหต”ุ กำรสวรรคต
ของพระเจ้ำแผ่นดินก็มีอยู่ด้วยเช่นกัน ดังข้อควำมที่หม่อมเจ้ำหญิงพูนพิศมัย ดิศกุลทรงกล่ำวไว้
ในครำวท่ีพระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัวสวรรคตว่ำ “...อากาศมืดคุ้มมีหมอกขาวลงจัด
เกือบถึงหัวคนเดินท่ัวไป ผู้ใหญ่เขาบอกว่านี่แหละหมอกธุมเกตุ ที่ในต�าราเขากล่าวถึง ว่ามักจะมี
ในเวลาท่ีมเี หตใุ หญ่ๆ เกิดข้ึน...” (พนู พศิ มยั ดศิ กลุ ๒๕๕๐: ๒๓)

หอแกว้ อันเป็นพระวมิ ำนที่บรรทมของพระเจำ้ แผน่ ดนิ มกี ระท่อมยงิ นกบนหลังคำเพื่อปอ้ งกัน
นกอัปมงคล จะบินข้ำมหรือเกำะพระรำชหลงั คำมณเฑยี ร (ท่มี ำ: https://goo.gl/cEX25a)

3๘4 เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

ปัจจุบันควำมเชื่อน้ีก็ยังคงถูกกล่ำวถึง และปรำกฏให้เห็นอยู่ในสังคมไทยเมื่อครำวที่ ๑๙
พระบำทสมเดจ็ เจำ้ อยหู่ วั ภมู พิ ลอดลุ ยเดชฯ สวรรคตในวนั ที่ ๑๓ ตลุ ำคม ๒๕๕๙ ปรำกฏกำรณห์ มอก
ธุมเกตุกม็ ีอยูด่ ว้ ยเช่นกนั

พระเจ้าจักรพรรดริ าชแนวคิดหลกั ในการจัดการพระบรมศพ
กษตั รยิ ใ์ นอษุ ำคเนย์แต่โบรำณตำ่ งถือคตวิ ำ่ พระองค์ทรงเป็นอวตำรของเทพเจำ้ ในศำสนำ

พรำหมณ์บำ้ ง เป็นพระโพธิสตั วห์ รอื พระเจำ้ จกั รพรรดิรำชตำมคตใิ นศำสนำพุทธบ้ำงตำมแตโ่ อกำส
ที่จะทรงใช้ เมอ่ื กำรณ์เป็นเชน่ นกี้ ็จำ� เป็นตอ้ งมกี ำรจดั กำรพระบรมศพอยำ่ งย่งิ ใหญใ่ หส้ มพระเกยี รติ

แนวคิดเร่ืองพระเจ้ำจักรพรรดิรำชเป็นแนวคิดท่ีกษัตริย์ไทยและพม่ำต่ำงทรงยึดถือเช่น
เดียวกัน โดยแพร่หลำยมำพรอ้ มกับอำรยธรรมอินเดีย โดยเฉพำะคมั ภรี ์พทุ ธศำสนำนิกำยเถรวำท
ในมหำปรนิ พิ ำนสตู รไดก้ ลำ่ วถงึ พระอำนนทว์ ำ่ “…ดกู รวาสฏิ ฐะทงั้ หลาย พวกทา่ นพงึ ปฏบิ ตั ใิ นพระ
สรีระพระตถาคตเหมือนที่เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิฉะน้ัน...” (พระสุตตันตปิฎก
๒๕๖๐) เมอ่ื เปน็ เชน่ นน้ั ในกำรจัดกำรพระบรมศพของกษัตริย์พมำ่ จึงถือว่ำเป็นกำรจัดงำนพระบรม
ศพของพระเจำ้ จกั รพรรดริ ำช ซ่งึ ในภำษำพม่ำเรียกวำ่ “แซะกจ์ ๊ะวะเตมงี ” หรือ “มัณด๊ตั ” (Minstry
of Education 1998: 356) ดงั ปรำกฏในหนงั สอื หม่านนานมหายาซะวงี ดอจี เล่ม ๓ (๑๙๙๓: ๖๑)
กล่ำวว่ำ “...เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบการสวรรคตของพระมหาอุปราชาพระราชโอรส และน�า
พระบรมศพกลบั พระเจ้าอยู่หวั และพระมเหสีพร้อมไพร่พลท้ังนัน้ ก็เสดจ็ ออกไปรับ จัดการพระบรม
ศพอยา่ งพระเจ้าแซะก์จะ๊ วะเตมงี ...” ดว้ ยควำมเชื่อน้เี องทท่ี ำ� ใหก้ ำรจดั งำนพระบรมศพเต็มไปดว้ ย
ควำมยิ่งใหญ่อลังกำรเพ่ือส่งเสด็จพระเจ้ำจักรพรรดิรำชผู้ทรงคุณอันประเสริฐกลับคืนสู่สรวงสวรรค์
ส�ำหรับมิติในทำงกำรเมืองเรำอำจมองได้ด้วยว่ำงำนพระบรมก็คือกำรประกำศบำรมีท้ังของกษัตริย์
ทเ่ี สดจ็ จำกไป และกษตั รยิ พ์ ระองคใ์ หมท่ ย่ี งั ทรงพระชนมอ์ ยใู่ หเ้ ปน็ ทปี่ ระจกั ษเ์ หน็ แกเ่ หลำ่ พสกนกิ ร
ท้ังมวลไปดว้ ยพร้อมกัน

โดยปกตเิ มอื่ พระมหำกษตั รยิ ส์ วรรคตลง พระรำชโอรสกด็ ี พระอนชุ ำกด็ ที ท่ี รงดำ� รงตำ� แหนง่
มหำอุปรำช จะเสด็จข้ึนครองรำชย์ทันทีหลังทรงทรำบข่ำวกำรสวรรคตอย่ำงเป็นทำงกำร จะมีบ้ำง
ในบำงกรณีที่อำจใช้เวลำมำกกว่ำน้ัน เช่นกรณีกำรสวรรคตของพระเจ้ำอลองพญำท่ีต้องใช้เวลำถึง
๒๘ วนั ดว้ ยกำรอญั เชญิ พระบรมศพมำพรอ้ มกบั กระบวนทพั จำกแขวงเมอื งเมำะตะมะ ในวนั อำทติ ย์
ท่ี ๑๒ วนั เพญ็ เดอื นกะโสง่ พ.ศ.๒๓๐๓ ลอ่ งตำมลำ� นำ�้ ขนึ้ ไปจนถงึ รำชธำนรี ตั นสงิ ฆะ พระมหำอปุ รำช
จึงได้เสวยรำชย์ (โกงบ่ำวง์ ๑๙๘๙: ๓๑๒) กรณนี ้อี ำจมองไดว้ ำ่ เหตุทีพ่ ระมหำอุปรำชต้องทรงรอให้
พระบรมศพถูกอัญเชิญมำยังรำชธำนีเสียก่อนก็เพ่ือควำมชัดเจน และชอบธรรมในให้กำรสืบรำช
สมบัติ ซ่ึงสัมพันธ์กับคติท่ีว่ำด้วยเร่ืองกษัตริย์และพระมหำปรำสำทคือพ้ืนท่ีแกนกลำงของจักรวำล
(สิทธพิ ร เนตรนิยม ๒๕๔๖: ๑๔๐-๑๖๖)

การจัดการพระบรมศพกษตั ริยเ์ มยี นม่ามงี ตยาจที ีม่ ีในคมั ภีรโ์ ลกหยหุ ะ
เมอื่ กษตั รยิ ส์ วรรคต พระเจำ้ แผน่ ดนิ พระองคใ์ หมก่ จ็ ะทรงรบั เปน็ พระรำชธรุ ะในกำรจดั กำร

พระบรมศพ และถวำยพระเพลิงจนเสร็จส้ิน ส�ำหรับหลักฐำนเรื่องกำรจัดงำนพระบรมศพของพม่ำ
ได้ถกู บนั ทกึ ไวใ้ น คัมภีรโ์ ลกหยุหะ อยำ่ งเปน็ ล�ำดบั ขนั้ ตอนรวม ๑๗ ขัน้ ตอน ดังนี้

3๘5เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

๑.กำรจัดกำรพระบรมศพ มีกำรถวำยน�้ำสรงพระบรมศพ ถวำยเคร่ืองทรง และพระสุก�ำ
๒.พระแทน่ ประดษิ ฐำนพระบรมศพในพระวมิ ำน พรอ้ มเครอ่ื งประกอบ ๓.เครอ่ื งรำชปู โภคทเ่ี ชญิ ออก
ต้ังข้ำงพระแท่นพระบรมศพและเชิญออกในกระบวนพระบรมศพ ๔.กำรจัดเตรียมหีบพระบรมศพ
๕.กำรจัดเตรียมพระรำชยำนคำนหำมและผ้ำคลุมท่ีใช้อัญเชิญพระบรมศพไปถวำยพระเพลิง
๖.พระจิตกำธำน ๗.พระเมรุ ๘.รำชวตั รกั้นรอบพระเมรุ ๙.ทหำรประจ�ำกำรรอบรำชวตั ร (ซึ่งท้ังสอง
ข้อจะขอเขียนรวมกัน) ๑๐.โกศพระบรมอัฐิ ๑๑.ผู้อัญเชิญพระบรมอัฐิ (ซ่ึงท้ังสองข้อจะขอเขียน
รวมกัน) ๑๒.เคร่อื งไทยทำนถวำยพระรำชกศุ ล ๑๓.กำรจัดร้วิ ขบวนพระบรมศพ ๑๔.กำรจดั สถำนที่
ถวำยพระเพลิง ๑๕.ล�ำดับกำรพระเจ้ำอยู่หัวเสด็จส่งพระบรมศพ ๑๖.พระบรมรำชโองกำรถวำย
พระเพลงิ พระบรมศพ ๑๗.กำรเกบ็ และสงเครำะหพ์ ระบรมอัฐิ ซ่ึงจะขยำยควำมตำมลำ� ดบั ตอ่ ไปน้ี

๑. การจัดการพระบรมศพ
เมอ่ื พระมหำกษตั รยิ ส์ วรรคต “อะลำวง-์ ดอ่ ” คอื พระบรมศพ จะถกู อญั เชญิ ไปถวำยนำ�้ สรง
แลว้ ถวำยผงไมจ้ นั ทเ์ จอื ไขชะมด ถวำยพระสนบั เพลำกบั ผำ้ ฝำ้ ยยอ้ มขผ้ี งึ้ ปดิ ทองคำ� เปลวทง้ั สองดำ้ นสำ� หรบั
ทรงพระบรมศพ ในหนงั สอื เมยี นมา่ มหามงิ กะลามงี คานดอ่ (๑๙๖๘: ๑๘๔) กลำ่ วถงึ กำรพระบรมศพ
ของพระเจ้ำตะลูนมิง (พ.ศ.๒๑๗๒-๒๑๙๑) ว่ำใช้ “ข้ีผ้ึงทองหุ้มพระบรมศพ” ซ่ึงหมำยควำมว่ำ
พระบรมศพจะถูกทำด้วยขี้ผึ้งแล้วปิดทับด้วยทองค�ำเปลวถวำย กำรปฏิบัติต่อศพในลักษณะ
เดียวกันนี้ยังคงเห็นได้ในกำรจัดกำรศพของพระสงฆ์พม่ำในปัจจุบัน ท้ังน้ีกำรปิดทองนอกจำกจะ
เป็นกำรปิดบังควำมไม่งำมที่ปรำกฏบนเน้ือหนังของศพแล้ว ในมิติหนึ่งยังหมำยถึงกำรยกสถำนะ
รำ่ งของผตู้ ำยให้กลำยไปเป็นสงิ่ ศกั ด์ิสทิ ธิ์เหนอื ปถุ ชุ นท่วั ไป คอื มีกำยผุดผอ่ งอย่ำงเทพเจำ้
นอกจำกน้ี ในโกงบ่องแซะก์มหายาซาวงี ดอจี เลม่ ๓ (๑๙๖๘: ๔๒๖)ไดก้ ลำ่ วถงึ กำรจดั กำร
พระบรมศพของพระอัครมเหสีของพระเจ้ำมินดงว่ำทรง “เครอ่ื งปิดพระพักตร”์ ท่ีเรียกว่ำ “มแยะก์
หนำ่ -ด่อ-โพง” ดว้ ย ซง่ึ มตี รงกับกำรพระบรมศพของไทย

วธิ กี ำรจดั กำรศพเมีย๊ ะต่ำวง์สยำดอ วดั ชเวจำวง์ดว้ ยกำรปิดทองคำ� เปลว
(ตะมายวีงโปงเย่ยมยา ๑๙๙๖)

3๘๖ เสด็จสู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

จำกนนั้ จงึ ทำ� กำรถวำยพระสกุ ำ� (มดั ตรำสงั ) ทพี่ ระองั คลุ บี ำท (นว้ิ หวั แมเ่ ทำ้ ) กบั พระองั คฐุ ๑๙
(นว้ิ หวั แมม่ อื ) ดว้ ยสำยสรอ้ ยมขุ แหง่ ละสำมรอบ แลว้ อญั เชญิ พระบรมศพขน้ึ ประดษิ ฐำนบนพระแทน่
ทำ� กำรกนั้ พระเศวตฉตั ร ตง้ั พระบนั ได ตงั้ พระกระยำหำร ตกี ลองหลวงประโคม วงกลองประโคมนนั้
ใหป้ ระจำ� ทพ่ี ระมหำปรำสำทฝง่ั ซำ้ ยตรงประตมู ำรภงิ ดำ้ นนอก ทง้ั ๕ ประกำรทกี่ ลำ่ วมำนใ้ี หจ้ ดั เตรยี มขน้ึ
พรอ้ มกัน

๒. พระแทน่ ประดิษฐานพระบรมศพ
ธรรมเนียมในรำชส�ำนักพม่ำเม่ือสรงน�้ำ ทรงเคร่ือง และถวำยพระสุก�ำท่ีนิ้วพระหัตถ์และ
นิ้วพระบำทแล้ว พระบรมศพจะถูกอัญเชิญขึ้นประดิษฐำนเหนือแท่นพระบรมศพที่เรียกว่ำ
“อะลำวงด์ อ่ สงิ่ ” ซง่ึ จดั ทำ� ขนึ้ จำก “บณั ไฏ” (พจนานกุ รมเมยี นมา ๒๐๐๘: ๑๓๗) คอื พระแทน่ บรรทม
มพี นกั กนั้ เบอื้ งพระเศยี ร ยกเสำหมุ้ ผำ้ กำ� มะหยป่ี ระดบั ทองขอ้ ออ้ ย ๖ ตน้ รบั พดิ ำนผ้ำฝำ้ ย รมิ ฉลรุ ะบำย
ทรงกลีบบวั สองชั้นแขวนใบมะมว่ งทอง และใบโพธิ์ทอง
ในหนงั สอื เมยี นมา่ มงี กลามงี ขา่ นดอ (๑๙๖๘: ๑๘๔) ไดใ้ หล้ ำยละเอยี ดงำนพระบรมศพของ
พระเจำ้ ตำลนู มงิ ในกรณเี ดยี วกนั นว้ี ำ่ “...บนพระแทน่ ใหป้ เู สอื่ กระจดู กอ่ น แลว้ ปพู ระยภ่ี ทู่ บั พระบรมศพ
นนั้ ถวายผา้ ทรง ๖ ชน้ั บนผา้ ทรงนน้ั คลมุ ถวายดว้ ยผา้ เงนิ และผา้ ทองไว.้ ..พระบรมศพประดษิ ฐานไวใ้ ต้
พดิ านฉลกั ลายกลบี บวั แขวนใบโพธท์ิ อง ๔๔ ใบ ใบมะมว่ งทอง ๘ ใบ...กางพระเศวตฉตั รสององค.์ ..”

จิตรกรรมพม่ำอำยุรำวคริสต์ศตวรรษท่ี ๑๙ แสดง
ลักษณะของพระแท่นประดิษฐำนพระบรมศพ
พระพุทธเจ้ำ ซึ่งคงคล้ำยคลึงกันกับพระแท่น
ประดิษฐำนพระบรมศพของกษตั รยิ ์พมำ่ (Source:
British Library 2017)

จำกน้ันใหจ้ ดั เตรียม “บโิ ตง” (พจนานกุ รมเมยี นมา ๒๐๐๘: ๒๕๖) คือ ทอ่ นไม้ส�ำหรบั ทับ
ถวำยเหนือพระบรมศพในขณะถวำยพระเพลิง ๕ ท่อน ท่อนไม้น้ันเมื่อเหลำเกล้ียงดีแล้วให้ปิด
ทองเปลวท่ีหัวและท้ำย แล้วหุ้มกลำงด้วยผ้ำก�ำมะหย่ีแดง แท่นวำงพระกระยำหำรและของบริวำร
ทงั้ หลำยให้หมุ้ ด้วยผำ้ ก�ำมะหยแ่ี ดง

ในส่วนนี้จะเห็นได้ว่ำธรรมเนียมพระบรมศพของไทยและพม่ำมีควำมแตกต่ำงกันอย่ำง
ชัดเจน ในขณะท่ีไทยจะอัญเชิญพระบรมศพลงพระบรมโกศหรือพระหีบทันทีหลังจำกถวำยน้�ำสรง

3๘๗เสด็จสู่แดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

และพระสกุ �ำแล้ว แตพ่ มำ่ จะอัญเชญิ พระบรมศพขนึ้ ประดษิ ฐำนบนแทน่ โดยไมถ่ วำยภำชนะมงุ บัง
ใดๆ นอกจำกผำ้ คลมุ พระบรมศพ สว่ นพระบรมศพจะประดษิ ฐำนไวก้ วี่ นั นนั้ กส็ ดุ แตพ่ ระรำชอธั ยำศยั
ของพระเจำ้ แผน่ ดนิ บำงกรณกี ป็ ระดษิ ฐำนไวห้ นงึ่ วนั บำ้ ง หรอื สำมวนั บำ้ งเปน็ อยำ่ งนอ้ ยกอ่ นอญั เชญิ
ไปถวำยพระเพลงิ

อย่ำงไรก็ดีมีบำงกรณีท่ีพระบรมศพต้องถูกประดิษฐำนไว้นำนกว่ำ ๓ วันขึ้นไป เพ่ือจัด
เตรียมสถำนที่บรรจุพระบรมศพใหเ้ รยี บร้อย เช่น กรณีงำนพระบรมศพของพระเจ้ำมินดง ทตี่ ้องรอ
กำรกอ่ สร้ำงคหู ำบรรจุพระบรมศพนำนกว่ำ ๑๐ วัน ดังนั้นพระบรมศพจึงถกู อญั เชิญลงประดษิ ฐำน
ในหบี ไวเ้ พื่อรอเวลำ

๓. เครอื่ งราชูปโภค
เคร่ืองรำชูปโภคท่ีอัญเชิญข้ึนตั้งรำยรอบพระแท่นประดิษฐำนพระบรมศพนั้นมี ๑.สั่นดำ
(เชือก)๑ ๒.พัดด้ำมยำว ๓.พระเต้ำทองค�ำ ๔.พระเต้ำเงิน ๕.พระคณโฑทองค�ำ ๖.พระคณโฑเงิน
๗.กล่องทองสำน ๘.กลอ่ งเงนิ สำน ส�ำหรับพดั ด้ำมยำวนั้นใบพดั หุ้มดว้ ยผำ้ ก�ำมะหยีแ่ ดง ด้ำมหุ้มผ้ำ
กำ� มะหย่แี ดงประดับทองขอ้ อ้อย ส่วนสน่ั ดำ (เชอื ก) นัน้ ผูกฟ่อนหญ้ำคำไว้ทีป่ ลำย
ในหนังสือเมยี นม่ามงี กลามีงขา่ นดอ (๑๙๖๘: ๑๘๔) ได้ให้รำยละเอียดงำนพระบรมศพของ
พระเจำ้ ตำลนู มงิ ในกรณเี ดยี วกนั นว้ี ำ่ “...จดั วางพระเขนย ถาดลา้ งพระบาท พระสพุ รรณศรี นา�้ เสวย
หมอ้ นา้� พระสธุ ารสชา พระมาลาเสา้ สงู พานพระศรี พระแสงหอก กลอ้ งพระโอสถ พระวชิ นี เครอ่ื งตน้
ให้จัดโดยรอบ...” เครื่องรำชูปโภคเหล่ำนี้มีข้ึนก็เพื่อประกอบพระรำชอิสริยำยศ และบ้ำงก็เป็น
เคร่อื งรำชปู โภคทท่ี รงใช้ประจ�ำในระหว่ำงทรงพระชนม์อยู่
หำกมองในมิติด้ำนควำมเชื่อส่ิงของเหล่ำนี้ก็คือเครื่องอุทิศให้กับผู้ตำยอันเป็นคติที่สืบมำ
ตั้งแต่สมัยบรรพกำล มกี ำรฝังเครอื่ งใช้ลงไปในหลุมศพเพอ่ื ผู้ตำยจะนำ� ไปใชใ้ นปรโลก แม้ยคุ ต่อมำ
เครื่องรำชูปโภคอันมีค่ำส่วนใหญ่จะไม่ได้ถูกฝังอย่ำงสมัยบรรพกำล แต่เครื่องรำชูปโภคบำงอย่ำง
กย็ งั ถกู อทุ ศิ ไปกบั พระบรมศพ หรอื อทุ ศิ ไวใ้ นพระศำสนำดว้ ยรปู แบบตำ่ งๆ เชน่ กำรเผำฉลองพระองค์
แลว้ นำ� ขี้เถ้ำไปทำ� เปน็ พระพุทธรปู หรือถวำยพระทน่ี ่ังเปน็ บัลลงั คป์ ระดิษฐำนพระพุทธรูป เปน็ ต้น
๔. หบี พระบรมศพ
พมำ่ มคี �ำศัพท์ส�ำหรบั เรียกหีบศพอยู่อยำ่ งนอ้ ย ๓ ค�ำทใ่ี ช้กันโดยมำกไดแ้ ก่คำ� วำ่ “ปญ่ิง”
ทแี่ ปลวำ่ “ไมก้ ระดำน” หรอื “ตะลำ-ปญง่ิ ” ซงึ่ แปลวำ่ “กลอ่ งไมก้ ระดำน” และคำ� วำ่ “กำวง-์ ตะลำ”
แปลวำ่ “กลอ่ งศพ” สำ� หรบั รำชสำ� นกั พมำ่ กำ� หนดใหท้ ำ� ฝำหบี พระบรมศพเปน็ ทรงมณฑปประดบั ลำย
ซึ่งพม่ำเรยี กว่ำ “อะโพง-เหย่กน่ั ” ส่วนตัวหบี ทำ� ดว้ ยไม้กระดำนปดิ ทองคำ� เปลวทง้ั ด้ำนนอกดำ้ นใน
แล้วตกแต่งด้วยผ้ำก�ำมะหยี่สีแดง ที่ขอบหีบพระบรมศพจะประดับด้วยทองเปลือกกุ้งเป็นเส้นลวด
และลำยหนำ้ กระดำนรปู ดอกจอก มมุ เสน้ ลวดประดบั ลำยใบโพธท์ิ ำ� ดว้ ยทองภำยในประดบั ดว้ ยทบั ทมิ
ตวั หีบประดบั ลำยคำ้ งคำวทำ� ด้วยทองเปลือกกุง้ ประดับทับทิม

๑ ในเอกสำร เชน่ คมั ภรี โ์ ลกพยหุ ะและเมยี นมา่ มหามงิ กลามงี ขา่ นดอ เรยี กวำ่ “สน่ั ดำ” ซงึ่ อวู งี หมำ่ วง์ (ตมั ปำวด)ี
นกั วชิ ำกำรดำ้ นโบรำณคดแี ละประวตั ศิ ำสตรศ์ ลิ ปไ์ ดก้ ลำ่ ววำ่ หมำยถงึ เชอื กสำ� หรบั คลอ้ งลำกรถบรรทกุ ศพ ปลำยเชอื ก
ผูกฟ่อนหญ้ำคำ (สมั ภำษณ์ U Win Maung วันที่ ๑๘ มกรำคม ๒๕๖๐ เวลำ ๑๐.๓๕ น.)

3๘๘ เสดจ็ ส่แู ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

อยำ่ งไรกต็ ำม อำจกลำ่ วไดว้ ำ่ ธรรมเนยี มกำรใชห้ บี พระศพนค้ี อื ขอ้ แตกตำ่ งอยำ่ งสำ� คญั ของ ๑๙
พธิ พี ระบรมศพระหวำ่ งพมำ่ กบั ไทย ซง่ึ ของไทยใชพ้ ระโกศเปน็ สำ� คญั อนั สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ ควำมตำ่ ง
ทำงวัฒนธรรมของทั้งสองอำณำจักร ผู้เขียนคิดว่ำธรรมเนียมกำรจัดกำรพระบรมศพของพม่ำโดย
เฉพำะเร่อื งกำรใชโ้ ลงมีควำมสอดรับกับคติทีม่ ำจำกคมั ภรี ม์ หำปรนิ ิพพำนสตู รท่ีว่ำ “...ห่อพระสรีระ
พระผ้มู ีพระภาคดว้ ยผ้า ๕๐๐ คู่ แลว้ เชญิ ลงในรางเหล็กอันเตม็ ด้วยน้�ามัน ครอบด้วยรางเหล็กอน่ื
แลว้ กระทา� จติ กาธารดว้ ยไมห้ อมลว้ น แลว้ จงึ เชญิ พระสรรี ะพระผมู้ พี ระภาคขนึ้ สจู่ ติ กาธาร...” ในขณะ
ที่ไทยใช้โกศใส่ศพซึ่งเป็นธรรมเนียมของอุษำคเนย์ท่ีดูจะสอดรับกับคติทำงศำสนำพรำหมณ์ผ่ำน
กมั พูชำเข้ำมำ

๕. พระราชยานคานหามและผ้าคลุมพระบรมศพ
“ตะหญง่ิ ” คอื พระรำชยำนคำนหำมประเภทเปล ทใี่ ชส้ ำ� หรบั อญั เชญิ พระบรมศพไปในริ้ว
ขบวนเพือ่ ถวำยพระเพลงิ (พจนานกุ รมเมียนมา ๒๐๐๘: ๓๘๗) ในคมั ภรี ์โลกพยหุ ะ (๒๐๐๑) หนำ้
๓๖๘ ไดใ้ หร้ ำยละเอยี ดไวว้ ำ่ “...ผา้ รองพระบรมศพนนั้ เมอื่ เยบ็ ตดิ กบั เชอื กบงั เหยี นมา้ แลว้ ใหต้ กแตง่
ดว้ ยผา้ แดงทง้ั ดา้ นนอกดา้ นในจากนน้ั ใหป้ ระกบดว้ ยผา้ กา� มะหยสี่ แี ดง ตดิ ประดบั ขอบดว้ ยทองเปลอื ก
กุ้งกว้างประมาณหนึ่งน้ิว กับลายดอกจอก ผ้าคลุมคานหามเหนือพระบรมศพท�าด้วยผ้าสีแดง
เยบ็ ประกบดว้ ยผา้ กา� มะหยแี่ ดงขลบิ ทองเปลอื กกงุ้ ขนาดกวา้ งหนง่ึ นว้ิ กบั ลายดอกจอก รมิ ผา้ ทงั้ สอง
ดา้ นผกู ชมุ สายเสน้ ไหมประดบั ทองเปลอื กกงุ้ รปู ดอกไม้ คานหามปดิ ทองประดบั กา� มะหยแี่ ดงรดั ทอง
ข้ออ้อย…” จำกทอี่ ธิบำยมำขำ้ งต้นอำจเป็นคำนหำมทมี่ ีลกั ษณะเหมือนเปลญวน
แตอ่ ยำ่ งไรกต็ ำมธรรมเนยี มกำรอญั เชญิ พระบรมศพลงในคำนหำมแบบเปลญวนนอ้ี ำจเปน็
ธรรมเนียมใช้กับพระบรมศพท่ีเก็บไว้ไม่ก่ีวัน แต่หำกเป็นพระบรมศพที่เก็บไว้เกินเจ็ดวันข้ึนไป
กำรอญั เชญิ พระบรมศพลงเปลญวนอำจจะไมส่ ะดวกอยำ่ งยง่ิ ดงั นน้ั จงึ พบวำ่ มธี รรมเนยี มกำรอญั เชญิ

หบี พระบรมศพในวฒั นธรรมพม่ำ คำนหำมเปลอญั เชญิ พระบรมศพไปถวำยพระเพลงิ
(Source: The Life of The Buddha 2012) (Source: The Life of The Buddha 2012)

3๘๙เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ภำพขบวนแหศ่ พชำวบำ้ นในพมำ่ ชว่ ง ค.ศ.๑๘๙๗ โดยใชค้ ำนหำมเปล (Source: Oxford Digital Library 2017)

พระบรมศพใส่โลงกอ่ นแล้วจงึ อญั เชญิ ขึ้นคำนหำมดว้ ย ดังมกี ลำ่ วไว้ใน โกงบอ่ งแซะก์มหายาซาวงี
ดอจี เลม่ ๓ (๑๙๖๘: ๔๒๘) ควำมวำ่ “...บรรดาเจา้ ชายแบกเอาพระหบี ใส่ลงในคานหาม แล้วให้
บรรดาเจ้าชาย...แบกคานหามนั้น...” จำกตัวอย่ำงท่ีกล่ำวมำอำจเป็นไปได้ว่ำลักษณะคำนหำมใน
กรณีนอ้ี ำจเป็นเปลทอ้ งไม้กระดำนรองรบั ซง่ึ ไม่ใชแ่ บบเปลญวน

๖. พระจิตกาธาน
“ลำวง-์ ไดง”์ ในภำษำพมำ่ ปจั จบุ นั หมำยถงึ เมรลุ อยขนำดใหญส่ รำ้ งไวส้ ำ� หรบั กำรฌำปนกจิ
ศพพระภิกษุ แต่ในอดีตหมำยเพียงแค่ “เชิงตะกอน” หรอื “กองฟอน” ท่ใี ชส้ �ำหรบั ตงั้ ศพเพอื่ กำร
เผำซ่งึ รำชส�ำนกั ไทยเรยี กวำ่ ”พระจิตกำธำน” เท่ำน้นั
ในคัมภีรโ์ ลกะพยุหะ (๒๐๐๑: ๓๖๙) อธบิ ำยถึงลักษณะของพระจิตกำธำนไว้วำ่ “...กา� หนด
บรเิ วณดา้ นทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของศาลาลกู ขนุ เปน็ ทถี่ วายพระเพลงิ กอ่ กา� แพงอฐิ สองฝง่ั ดา้ นบน
วางตะแกรงเหลก็ ปดิ ทอง เสาไมก้ ลงึ ๖ ตน้ ยอดสลกั รปู ดอกบวั ตมู ปกั ไวร้ มิ ผนงั พระจติ กาธานทงั้ สองดา้ น
ตรงกลางใส่ฟนื ซอ้ นกนั ๕ ชน้ั วางหมอ้ ปดิ ทอง ๖ ใบไว้ท่ดี ้านหัว ดา้ นเทา้ ดา้ นซ้าย และด้านขวา
ของพระจิตกาธาน...”
ในหนังสือเมียนม่ามงี กลามีงขา่ นดอ (๑๙๖๘: ๑๘๔) ไดใ้ หร้ ำยละเอยี ดงำนพระบรมศพของ
พระเจ้ำตำลูนมงิ ในกรณีเดียวกันนวี้ ำ่ “...ไม้ตาราง ๖ ทอ่ นยอดตดิ ทอง ตะแกรงเหลก็ ยาว ๕ ศอก
กว้าง ๒ ศอก ๖ น้ิว ฟืนไม้สีเสียดยาว ๕ ศอกเรยี งกนั ๙ ล�า สน้ั ๓ ศอกเรยี งกนั ๙ ล�า เสาปกั รอบ
พระจิตกาธาน (ซ่ะเมียนงไ์ ดง์ ) ๖ ต้น กลึงดว้ ยไมห้ อมวางบนตะแกรงเหลก็ ๖ ท่อน พระจติ กาธาน
ปดิ ทองทึบนั้นกนั้ ไว้ดว้ ยผ้ารมตี่...” (Ji Ji 1974; Myanmar-English Dictionary 1998:389)
จำกภำพประกอบและตัวอย่ำงค�ำบรรยำยที่กล่ำวมำจะเห็นว่ำพระจิตกำธำนของพม่ำ
มีองค์ประกอบหลักๆ ท่ีเหมือนกันกับพระจิตกำธำนของไทย กล่ำวคือมีฐำนพระจิตกำธำนรับ
ตะแกรงเหล็กปิดทองเพ่ือรองหีบพระบรมศพ หรือพระบรมโกศ กับกำรใช้ไม้หอมเป็นเชื้อเพลิง
ประกอบกำรถวำยพระเพลิง แต่เน่ืองจำกพระจิตกำธำนของพม่ำใช้วำงหีบพระบรมศพจึงต้องมี
เสำไม้ใหญ่ ๖ ตน้ ปกั ไวป้ อ้ งกนั หบี พระบรมศพซง่ึ ทำ� ดว้ ยไมจ้ ะลม้ ลงมำเมอื่ ถกู เพลงิ โหม ในขณะที่
พระจติ กำธำนของไทยไมต่ อ้ งมเี สำไมก้ นั พระโกศลม้ เนอื่ งจำกพระลองในเปน็ โลหะจงึ มคี วำมทนทำน
เม่ือเพลงิ โหม

3๙๐ เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

๑๙

เสำหกตน้ ปกั รมิ พระจติ กำธำนในจติ รกรรมพมำ่ ภำพขวำเปน็ ตะแกรงพำดเหนอื
พระจิตกำธำนของไทย (Source: Simon Htoo Thant 2017; Navarat. C 2017)

พระเมรุคุลมพระจิตกำธำน และผ้ำพิดำน ภำพเมรขุ องพระสงฆ์พม่ำ ค.ศ.๑๘๘๐
ขงึ เหนอื พระจิตกำธำน (วำดโดย U Win (Source: Alinari Archives 2017)
Maung 2017)

๗. พระเมรุ
พมำ่ เรยี กอำคำรคลมุ พระจติ กำธำนวำ่ “แงะก-์ เช-กำน-ตะซำวง”์ แปลวำ่ “อำคำรรบั มลู นก”
(Myanmar-English Dictionary 1998: 99) เน่อื งจำกธรรมเนียมกำรเผำศพบุคคลชัน้ สูงของพม่ำ
เช่น กษตั ริย์ พระรำชวงศ์ ขนุ นำง และพระสงฆ์ ก�ำหนดให้มผี ำ้ “พดิ ำน” (Myanmar-English
Dictionary 1998: 256) ขงึ อย่เู หนอื จิตกำธำน และแท่นตั้งศพ นอกจำกยังใช้เพ่อื ชี้บอกตำ� แหน่ง
และตกแต่งปริมณฑลที่ศพตั้งอยู่แล้ว ก็ยังใช้เพื่อป้องกันสิ่งปฏิกูลโดยเฉพำะมูลนกมิให้ตกลงมำ
ต้องศพดว้ ย ชำวพม่ำจึงเรียกผำ้ พดิ ำนทีข่ ึงเหนือจติ กำธำนและแทน่ วำงศพน้ันว่ำ “แงะก-์ เช-กำน”
แปลวำ่ “รับมลู นก” สืบต่อมำ

3๙๑เสด็จสแู่ ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

ธรรมเนียมรำชส�ำนักพม่ำก�ำหนดให้สร้ำงอำคำรดังกล่ำวด้วยกำรยกเสำไม้ไผ่ ๔ ต้น
ผกู โครงหลงั คำซอ้ นกนั สองหรอื สำมชนั้ (เมยี นมา่ มงี กลามขี า่ นดอ ๑๙๖๘: ๑๘๕-๑๘๘) มแี ผงคอสอง
ปดิ จ่วั มุงหลงั คำดว้ ยเส่ือไมไ้ ผ่สำน ประดับช่อฟำ้ หำงหงษ์ กระจงั มุม ทำสแี ดงทั้งอำคำร ด้ำนบน
ภำยในอำคำรกั้นผำ้ พดิ ำนขอบระบำยกลบี บวั สองช้ัน ผกู เชอื กแดงแขวนไว้กับเสำไม้ไผ่

ในหนงั สือเมียนมา่ มีงกลามงี ข่านดอ (๑๙๖๘: ๑๘๔) ไดใ้ หร้ ำยละเอียดงำนพระบรมศพของ
พระเจ้ำตำลูนมิง ในกรณีเดียวกันนี้ว่ำ “...อาคาร ๓ ช้ัน ผ้าพิดานขอบระบายลายกลีบบัวแขวน
ใบโพธท์ิ อง ๔๔ ใบ เสาทาสีแดง...”

๘. ราชวัตร และเครอื่ งประกอบ
ในคัมภรี ์โลกะพยหุ ะ (๒๐๐๑: ๓๖๙) ได้กล่ำวถงึ รำชวตั ร เครอื่ งประกอบและเจำ้ พนักงำน
ประจำ� รำชวตั รวำ่ “อาคารคลมุ พระจติ กาธานนน้ั ใหก้ น้ั ผา้ โดยรอบ ถดั จากนน้ั ใหก้ น้ั ราชวตั รทา� ประตู
สดี่ า้ น ดา้ นนอกมมุ ราชวตั รทงั้ สดี่ า้ น ใหม้ หี อกทองประจา� ไวด้ า้ นละ ๑ เลม่ ประตสู ด่ี า้ น ใหม้ โี ลส่ เี่ หลย่ี ม
๑ โลก่ ลม ๑ ประจ�าขา้ งละฝง่ั แผงราชวตั รระหวา่ งประตูใหม้ ี ธนู ๑ โล่สามชาย ๑ ประจา� ไว้ ทงั้ หมด
ปดิ ทองคา� เปลว แล้วให้เจา้ พนกั งาน ๒๐ นายใส่ชุดทหารถือประจ�าอย่”ู
กำรปฏบิ ตั ดิ งั กลำ่ วคงมนี ยั ของกำรแสดงควำมภกั ดี และถวำยพระเกยี รตยิ ศผำ่ นกำรถวำย
ควำมปลอดภยั แด่พระบรมศพเสมอื นหนึ่งพระองค์ยังทรงพระชนมอ์ ยู่
๙. พระบรมโกศ และผูอ้ ัญเชญิ พระบรมอฐั ิ
คมั ภรี โ์ ลกะพยหุ ะ (๒๐๐๑: ๓๗๐) ไดอ้ ธบิ ำยถงึ โกศพระบรมอฐั ิ (ภำษำพมำ่ ออกเสยี ง อะโยโอ
แปลตำมศพั ทค์ ือ “หม้อกระดูก”) ว่ำ “...ทา� ด้วยไมก้ ลึงปดิ ทองค�าเปลว ประดษิ ฐานเหนือพานทอง
ซึง่ หมุ้ ผ้ากา� มะหย่แี ดง ห้อยใบโพธิ์ทอง ๗ ใบ”
สำ� หรบั กำรเกบ็ พระบรมอฐั ขิ องพมำ่ นน้ั มธี รรมเนยี มแตกตำ่ งจำกไทย ตรงทใ่ี หค้ วำมสำ� คญั
กบั ผอู้ ญั เชญิ พระบรมอฐั มิ ำกเปน็ พเิ ศษ ผอู้ ญั เชญิ พระบรมอฐั จิ ะถกู คดั เลอื กจำกบรรดำ “ตะเปำ้ ก-์ ฮมฺ ”ู
คอื “หวั หน้ำผคู้ ุมทำส” ซงึ่ เปน็ เจำ้ พนักงำนชัน้ ผนู้ อ้ ย สงั กดั งำนพระรำชส�ำนกั ฝ่ำยตะวนั ตกขน้ึ มำ
ทำ� หน้ำท่ี
เมื่อคัดเลือกผู้เก็บพระบรมอัฐิได้แล้วก็จัดให้มีพิธีต้ังรำชทินนำม ซ่ึงคัมภีร์โลกะพยุหะ
(๒๐๐๑: ๓๗๐) กลำ่ ววำ่ “...ตง้ั โรงพธิ ี ณ ฝง่ั เหนอื ของพระมหาปราสาท แลว้ ตงั้ นามวา่ “ตะหวนุ่ และกย์ า”
“ตะหวนุ่ และกแ์ ว” หรอื “ตะเหยป่ ญุ ะ” นามใดนามหนง่ึ จากนน้ั กป็ ระกาศยกหมบู่ า้ นใหห้ นงึ่ หมบู่ า้ น
โดยไม่ตอ้ งมีหมายเป็นลายลกั ษณ์อักษร จากนนั้ ก็ให้ทองค�าหนกั ๑ จตั๊ หม้อนา้� ชา ๑ คนโฑน�า้ ๑
หมวกทรงแหลม ๑ พรอ้ มบริวารรบั ใช้ ๕ คน แล้วใหแ้ ตง่ ชดุ เก็บพระบรมอฐั ิ...”
สำเหตุที่ต้องยกให้หัวหน้ำทำสเป็นผู้เก็บพระบรมอัฐิ เน่ืองจำกระบบช่วงช้ันทำงสังคม
ในยคุ จำรีตของพม่ำได้กำ� หนดใหก้ ลมุ่ ประชำกรมีสถำนะภำพสูงต�ำ่ ไปตำมวชิ ำชพี ทต่ี นสงั กดั ในทน่ี ้ี
พวก “สุจำน” คือกลุ่มประชำกรที่ท�ำงำนในหน้ำท่ีซ่ึงคนส่วนใหญ่ท�ำกันได้เป็นปกติวิสัย เช่น
พวกไพรท่ ำ� นำ ไพรพ่ ำยเรือ ฯลฯ และกลมุ่ คนทำ� งำนที่สังคมรงั เกยี จ เชน่ งำนสัปเหรอ่ เพชรฆำต
ผู้คุมเรือนจำ� ซึง่ สว่ นใหญ่มักเป็นคนตอ้ งโทษ หรอื พวกทำส (สิทธิพร เนตรนิยม ๒๕๔๖: ๒๓-๒๘)

3๙๒ เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ดงั นน้ั งำนเกบ็ กระดกู ซง่ึ เปน็ งำนของพวกสปั เหรอ่ จงึ เปน็ หนำ้ ทขี่ องพวกทำส แตเ่ พรำะเปน็ พระบรม ๑๙
อฐั ิจึงเปน็ หน้ำท่ขี องหวั หน้ำทำสซึ่งมีบรรดำศกั ด์ิจงึ จะสมพระเกียรติ

๑๐. เครอ่ื งไทยทานถวายพระราชกศุ ล
เรำพบวำ่ ในกำรถวำยพระรำชกศุ ลนนั้ รำชสำ� นกั พมำ่ ไดก้ ำรบรจิ ำคเสอื้ ผำ้ และเครอ่ื งนงุ่ หม่
เปน็ จ�ำนวนมำกซ่ึงผ้ำบำงชนิดกแ็ สดงถึงควำมสมั พันธก์ ับอนิ เดียและตะวนั ออกกลำง เชน่ ผ้ำคัดดำ
ผ้ำสำลู เปน็ ตน้ ในคัมภีร์โลกะพยุหะ (๒๐๐๑: ๓๗๐) ได้กลำ่ วถึงเครอ่ื งไทยทำนในงำนพระบรมศพ
ไว้ว่ำ “...ผา้ กาดา๒ ๒๘๐ พับ ผา้ สาลูบาง ๓๐๐ พับ ผ้าสาลู ๔๐๐ผา้ ฝา้ ยหยาบ ๕๐๐ ผ้าโสรง่ ขาว
๕๐๐ ชาแท่ง ๑,๐๐๐ ของเหล่าน้ใี หเ้ บิกกับเจ้าพนักงานผูด้ แู ลบญั ชี แลว้ น�าไปวางไวไ้ มใ่ กล้ไมไ่ กล
จากพระจิตกาธานเมื่อพระบรมศพเสด็จถึงพระจิตกาธาน รับพระไตรสรณะคมน์แล้ว...ให้น�าเครื่อง
ไทยทานน้นั ถวายพระสงฆ์...”
จำกตวั อยำ่ งทก่ี ลำ่ วมำชใ้ี หเ้ หน็ วำ่ ในอดตี ผำ้ ถอื เปน็ ของมรี ำคำและหำยำก กำรถวำยผำ้ กบั
พระสงฆจ์ งึ เปน็ บญุ กริ ยิ ำทม่ี ผี ลมำกตอ่ ทงั้ ผใู้ หแ้ ละผวู้ ำยชนม์ นอกจำกนน้ั ยงั มถี วำยแทง่ ชำซง่ึ นำ่ จะ
หมำยถงึ ใบชำแหง้ นำ� มำอดั เปน็ แทง่ สำ� หรบั ชงกบั นำ�้ รอ้ น ซงึ่ เปน็ เครอ่ื งดมื่ ทนี่ ยิ มกนั ในสงั คมพมำ่ มำ
ถงึ ปจั จบุ ัน
๑๑. การจัดร้วิ กระบวนสง่ พระบรมศพ
“มะต่ำดอ่ -โปะ” หรือ “มะต่ำด่อ-ชะ” แปลวำ่ “ส่งพระบรมศพ” หรือ “ปลงพระบรมศพ”
ซ่งึ ในคัมภีร์โลกะพยหุ ะ (๒๐๐๑: ๓๗๐) กลำ่ วถงึ ลำ� ดบั ขัน้ ตอนไวด้ งั น้ี “...เม่ืออญั เชิญพระบรมศพลง
พระราชยานคานหาม (เปล) แล้ว ให้พวกทาสหลวงหามหม้อเพลิงปิดทองคา� เปลวอยู่หน้ากระบวน
ถดั มาให้พวกกรมม้ารวม ๕ นายใสช่ ดุ ขาว แบกทอ่ นฟนื ส�าหรบั ถวายทับถวายพระบรมศพ ๕ ท่อน
ปดิ ทองคา� เปลวหวั ทา้ ย ตรงกลางประดบั ผา้ กา� มะหยแี่ ดง ถดั มาใหพ้ วกกรมมา้ รวม ๘ นายใสช่ ดุ ขาว
ถอื เชอื กปลายผกู ดว้ ยหญา้ คา ๑ พดั ดา้ มยาวใบหมุ้ ผา้ กา� มะหยแี่ ดง ดา้ มหมุ้ กา� มะหยแ่ี ดงพนั ประดบั
ด้วยทองข้ออ้อย ๑ พระเต้าทอง ๑ พระเต้าเงิน ๑ คนโฑทอง ๑ คนโฑเงิน ๑ กล่องทองสาน ๑
กล่องเงินสาน ๑”
จำกนนั้ ใหพ้ วกพนกั งำนตำมไฟ ฝำ่ ยงำนตะวนั ตก ๑๐ นำย ถอื หมอ้ ดบั เพลงิ หมุ้ ผำ้ กำ� มะหยี่
ริมขลบิ ปกั ทอง ๑๐ ใบ จำกนนั้ พวกพนกั งำนตำมไฟ ๓ นำยถือกล่องหมำก ๓ กล่อง ถดั จำกน้นั พวก
พนกั งำนกรมม้ำ ๘ นำย ถอื ท่อนไม้หอม ๘ ท่อน ทั้งหมดใสช่ ดุ ขำว ถดั จำกน้นั พวกพนักงำนกรมมำ้
ทั้งหลำยใส่ชุดขำว ถือพำนบรรจุน้�ำกุหลำบ ๓ ขวด ถัดจำกน้ันมหำดเล็กใส่ชุดขำวถือถำด
พระกระยำหำร
ล�ำดับถัดมำ ช้ำงของผู้อัญเชิญพระบรมอัฐิ ๑ ช้ำงพังใส่เคร่ืองสัปคับปำวง์หวุ่นดอ ๑
ช้ำงพังอัญเชิญพระยี่ภู่และพระเขนย ๑ ช้ำงพลำยอัญเชิญเคร่ืองทรงมีพระมงกุฎ ๑ ให้อ�ำมำตย์ท่ี
ประจ�ำในรำชสำ� นักสวมลอมพอกขำวใสช่ ดุ ขำวอมุ้ อัญเชิญพระมงกฎุ นัง่ ช้ำงในขบวน

๒ ผ้ำฝ้ำยทอมือชนดิ หนึ่งมำจำกภำษำอำหรับวำ่ Khaddar ผ้ำฝำ้ ยทอมือจำกอนิ เดยี เรียกว่ำ Khadi

3๙3เสด็จส่แู ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ถัดจำกน้ันพวกผู้คุมต�ำรวจหน้ำ กับพวกต�ำรวจสวม
ลอมพอกขำวใสช่ ดุ ขำวตกี ลองหลวงตำมกระบวน ถดั จำกนนั้ พวก
พนกั งำนถอื ไจง์ (สัปทนขนำดเล็กทำ� ด้วยไม)้ รวม ๘ นำยใส่ชุด
ขำวถอื ไจง์ ๘ คัน ถดั จำกน้นั พวกพนกั งำนหำมวอ ใส่ชุดขำวหำม
วอ ตอ่ จำกนน้ั พำนพระศรเี สวย ๑ นำ�้ เสวย ๑ หม้อพระสุธำรสชำ
๑ พระวชิ นี ๑ กลอ้ งพระโอสถ ๑ ฉลองพระบำท ๑ ใหพ้ วกพนกั งำน
ประจ�ำอญั เชิญไป
ถัดจำกน้ัน ให้พวกอ�ำมำตย์หนุ่มยกอัญเชิญพระหีบ
เดินตำม ถดั จำกนั้นนำยกองม้ำ ๘ นำยถอื เชือกก้ันเดินตำม ถดั
จำกน้ันพระรำชยำนคำนหำมพระบรมศพอันเหล่ำอ�ำมำตย์หำม
น้ันเดินตำม หน้ำพระรำชยำนคำนหำมให้พวกกรมม้ำใส่ชุดขำว
เชญิ เศวตฉตั ร ๒ คนั หลงั พระรำชยำนคำนหำมเชญิ เศวตฉัตร ๒
สปั คบั ปำวงห์ วนุ่ ดอ (Source: Victoria คนั ให้เหลำ่ เจำ้ ชำย นำยกองมำ้ หนำ้ พระทน่ี ัง่ เจำ้ กรมม้ำ แมก่ อง
and Albert Museum 2017) ปลดั จเร รำชองครักษ์ แต่งชุดขำวแวดลอ้ มเดนิ ตำมขบวน...”

รปู แบบกระบวนขำ้ งตน้ กค็ อื กระบวนแหพ่ ระบรมศพเพอื่ ใชใ้ นกำรสง่ ดวงพระวญิ ญำณไปสู่
โลกหนำ้ ซ่งึ จะวำ่ ไปก็มคี วำมคล้ำยคลงึ กนั อย่บู ้ำงกับของรำชส�ำนักไทย

๑๒. การจัดสถานท่ีถวายพระเพลิง
พระบรมศพจะถกู อญั เชญิ ออกจำกพระบรมมหำรำชวงั ทำงประตมู ำรภงี ทศิ เหนอื ดำ้ นซำ้ ย
ของพระมหำปรำสำท แล้วอัญเชิญออกทำงประตูแดงด้ำนเหนือข้ำงศำลำลูกขุน เมื่อพระบรมศพ
ถึงยังพระเมรุแล้ว ให้น�ำหม้อเพลิง กล่องหมำก กล่องไม้จันท์ และเคร่ืองกระยำหำรเหล่ำน้ัน
ไปจัดวำงไว้ในเขตรำชวตั ร ส่วนเชือก พดั ดำ้ มยำว พระเตำ้ ทอง พระเตำ้ เงิน คนโฑทอง คนโฑเงิน
กล่องทองสำน กล่องเงนิ สำน ใหจ้ ดั พิงไว้รอบๆ รำชวตั ร เศวตฉัตร ๔ คัน ปักไวท้ ำงหวั รำชวัตร
๒ คนั ทำงทำ้ ยรำชวตั ร ๒ คนั
ช้ำงของผู้อัญเชิญพระบรมอัฐิ ๑ ช้ำงใส่เคร่ืองพระสัปคับ ๑ ช้ำงอัญเชิญพระย่ีภู่และ
พระเขนย ๑ ช้ำงอญั เชญิ พระมงกุฏ ๑ เหลำ่ น้ี ๔ ช้ำงใหย้ ืนอยนู่ อกรำชวัตร วงกลองหลวงประโคม
ประจ�ำอยู่ด้ำนตะวนั ออกนอกรำชวัตร พระรำชยำนวอ และไจง์ อยู่ดำ้ นนอกรำชวัตรฝั่งเหนอื
จำกน้ันอัญเชิญพระหีบข้ึนต้ังบนกองฟืนท่ีพระจิตกำธำนแล้ว ให้อัญเชิญพระรำชยำน
คำนหำมพระบรมศพขึ้นเทียบ แล้วอัญเชิญพระบรมศพลงพระหีบ ส่วนพระรำชยำนคำนหำมน้ัน
อัญเชิญไว้ในรำชวัตร เคร่ืองรำชูปโภคท้ังหลำยและผู้อัญเชิญให้อยู่ในรำชวัตร ให้บรรดำเจ้ำชำย
พระเจำ้ หลำนเธอ เจ้ำกรม อ�ำมำตย์ทง้ั หลำยใหอ้ ยรู่ ำยรอบรำชวตั ร

๑๓. ล�าดับการพระเจ้าอยูห่ วั เสดจ็ สง่ พระบรมศพ
เมอื่ พร้อมแลว้ พระเจำ้ อังวะเสดจ็ ขนึ้ วอจำกพแยไตก์ เสดจ็ ออกยังศำลำลูกขุน โดยมลี ำ� ดบั
กระบวนเสดจ็ ดงั น้ี ขำ้ งหนำ้ เจำ้ พนกั งำนถอื ไจง์ กบั เหลำ่ ขำ้ รำชบรพิ ำรแตง่ ชดุ ทหำร ธงนำยตำ� รวจหลวง

3๙4 เสด็จสู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

ถัดจำกนั้นเหล่ำข้ำรำชบริพำรหน้ำพระที่น่ัง เจ้ำชำยหน้ำพระที่นั่ง ถัดจำกน้ันพนักงำน ๑๙
ถือไจง์ ๘ คัน เดินแทรกด้วยพวกข้ำรำชบรพิ ำรเหลำ่ เลแซดอ งำแซดอเดนิ ตำม ถัดจำกน้ันพวกวอ
พระทน่ี ่ัง พวกยกวอแตง่ ชุดปกติ ถดั จำกนนั้ พวกถือพำนพระศรี เครือ่ งเสวยนำ้� เสวย ใหพ้ วกส�ำนัก
พระรำชวังถือตำม ถัดจำกนั้นพวกพลปืนถือปืนแต่งชุดทหำรเดินตำมหลังวอพระที่น่ัง ถัดจำกน้ัน
พวกพลอำวธุ แต่งชดุ ทหำรเดินตำมวอพระท่ีนง่ั

เมอื่ ถงึ หนำ้ ศำลำลกู ขนุ แลว้ ใหเ้ จำ้ พนกั งำนอญั เชญิ พระรำชยำนวอหยดุ หำ่ งจำกหนำ้ บนั ได
ศำลำลกู ขนุ ประมำณ ๒ ตำ่ ๓ ให้พวกถอื ไจง์ และเหลำ่ ขำ้ รำชบรพิ ำรหน้ำร้ิวกระบวนวอพระท่ีนั่งกอ็ ยู่
ข้ำงหน้ำตำมลำ� ดบั พวกข้ำรำชบรพิ ำรตำมหลังวอพระทน่ี งั่ ก็อยหู่ ลงั วอพระท่นี ่ังตำมล�ำดบั ให้พวก
พลปนื อยู่ซำ้ ย ขวำวอพระท่นี ั่ง เมอ่ื วอพระท่นี ่ังหยดุ แล้ว หัวหน้ำชำวที่กรำบถวำยบังคมลุกขึ้นแลว้
พวกถือไจง์ ข้ำงหนำ้ กับขำ้ รำชบริพำรแวดลอ้ มหน้ำวอพระที่นงั่ คุกเข่ำอยกู่ บั ท่ี

ภำพศำลำลูกขนุ หนั หน้ำไปสู่ทศิ เหนืออันเป็นสถำนทถี่ วำยพระเพลิง และแผนผังท่ตี ั้งหอแกว้ ศำลำลกู ขนุ
และสถำนท่ีปลงพระบรมศพในพระรำชวังมณั ฑเลย์ (ดัดแปลงจำก ธิดำ สำระยำ ๒๕๓๘)

๑๔. พระบรมราชโองการถวายพระเพลงิ พระบรมศพ
เมื่อพระเจ้ำอังวะมีพระรำชโองกำรให้ถวำยพระเพลิงพระบรมศพ๔ มหำดเล็กรับพระบรม
รำชโองกำรมำประกำศยังหัวหน้ำชำวที่ หัวหน้ำชำวท่ีรับพระบรมรำชโอกำรไปประกำศยังหัวหน้ำ
เจ้ำพนักงำนถวำยพระเพลิงที่พระเมรุ หัวหน้ำพนักงำนถวำยพระเพลิงรับพระบรมรำชโองกำรแล้ว
กป็ ระกำศท�ำกำรถวำยพระเพลงิ ใช้เตำ ๖ ลูกสบู เพลงิ ถวำยพระบรมศพ เม่ือพระเจำ้ องั วะทรงเห็น
ควัน และเพลงิ โหมพระบรมขึน้ แล้วก็เสด็จกลับยงั พระรำชฐำน
๑๕. การเกบ็ และสงเคราะห์พระบรมอัฐิ
ขน้ั ตอนนถ้ี อื เปน็ ขน้ั ตอนสดุ ทำ้ ยในกระบวนกำรจดั กำรพระบรมศพของรำชสำ� นกั พมำ่ โดย
ธรรมเนียมของรำชส�ำนักพม่ำจะอัญเชิญพระบรมอัฐิไปจ�ำเริญกลำงแม่น้�ำ จำกน้ันจะมีกำรสร้ำง

๓ တာ หนึ่งตำ่ เท่ำกบั ๑๐.๕ ฟุต (พจนานุกรมเมียนมา-อังกฤษ, ๑๙๙๘: i )
๔ ส�ำนวนพมำ่ ใชค้ �ำว่ำ “ม-ี ปู่ส่อ” แปลว่ำ “บชู ำดว้ ยไฟ”

3๙5เสดจ็ สแู่ ดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

พระสถูปบรรจุพระอัฐิไว้เป็นพระอนุสรณ์และปรำสำทปูนหรือไม้อยู่บ้ำงก็ในบริเวณที่ท�ำกำรถวำย
พระเพลิงเท่ำนั้น ไม่นยิ มอญั เชิญพระบรมอัฐเิ ข้ำประดษิ ฐำนไว้ในพระบรมมหำรำชวัง

ในหนังสือมหามิงกลามีงข่านด่อ (๑๙๖๘: ๑๘๕) ได้ให้รำยละเอียดของพระรำชพิธีเก็บ
พระบรมอฐั นิ วี้ ำ่ “...เมอ่ื ถวายพระเพลงิ แลว้ พระบรมอฐั ปิ ระดษิ ฐานอยใู่ นพระตลบั เหนอื พานทองซงึ่
เจาะรไู ว้หนึ่งพนั ปูด้วยใบโพธิ์ทอง ๗ ใบ จากน้นั ใหต้ ะเหยป่ ญุ ญะอญั เชิญเก็บพระบรมอฐั ิ ๗ คร้งั
สรงพระบรมอฐั ิดว้ ยน้า� สะอาด ๗ คร้ัง สรงด้วยน้า� ขมนิ้ ส้มป่อย ๗ ครงั้ สรงด้วยน้�ามะพรา้ ว ๗ ครั้ง
สรงด้วยนา�้ มนั จันท์เจือชะมดเชด็ ๗ ครั้ง จากนน้ั อัญเชิญพระบรมอฐั ลิ งพระบรมโกศ กนั้ เศวตฉตั ร
แลว้ ให้ตะเหย่ปญุ ญะอญั เชิญพระบรมอัฐสิ ะพายไป ลงเรือทองล่องไปกลางแม่น�า้ จากนน้ั ใหต้ ะเหย่
ปุญญะอัญเชิญโกศพระบรมอัฐิลงจมุ่ ไปในนา้� ๗ คร้ัง แลว้ จ�าเรญิ โกศพระบรมอัฐิลงในน้�า...”

ตำมควำมเชอื่ โดยทวั่ ไป นำ�้ ถอื วำ่ เปน็ ของบรสิ ทุ ธ์ิ เพรำะเปน็ สงิ่ สำ� คญั ในกำรชำ� ระลำ้ งมลทนิ
ทั้งหลำย อีกทั้งเส้นทำงของน้�ำยังเช่ือมไปสู่โลกหน้ำ ดังน้ันพระบรมอัฐิจึงต้องผ่ำนกำรสรงน้�ำ
ที่นอกจำกจะเพ่ือกำรบูชำในฐำนะธำตุของบุคคลศักดิ์สิทธ์ิ ก็ยังเป็นไปเพ่ือช�ำระมลทินให้เกิด
ควำมบริสุทธ์ิก่อนจะน�ำไปจ�ำเริญคือลอยทิ้งในแม่น�้ำซึ่งเป็นเสมือนเส้นทำงที่ไหลไปเช่ือมกับแม่น้�ำ
คงคำ ท่จี ะน�ำพำดวงวญิ ญำณและอัฐธิ ำตุให้ลอยไปสสู่ วรรคอ์ นั ศักด์สิ ิทธต์ิ ำมคติอนิ เดียโบรำณ

แตอ่ ยำ่ งไรกด็ นี อกจำกกำรลอยพระบรมอฐั ลิ งในแมน่ ำ�้ แลว้ กย็ งั มธี รรมเนยี มกำรฝงั พระบรม
อัฐิหรือพระอัฐิธำตุไว้ในพระสถูปก็มีด้วย เช่น คูหำบรรจุพระบรมอัฐิของพระนำงเจ้ำส่ิงพยูมะฉิ่ง
ในพระบรมมหำรำชวงั เมอื งมัณฑเลย์ เปน็ ตน้ (Ministry of Culture 2001)

สรงนำ้� พระบรมอฐั กิ อ่ นนำ� ไปจำ� เรญิ กลำงแมน่ ำ�้
(Source: The Life of The Buddha 2012)

การจัดการพระบรมศพในกรณีพเิ ศษ
จำกกำรศกึ ษำธรรมเนยี มพระบรมศพของรำชสำ� นกั พมำ่ ทำ� ใหพ้ บวำ่ ในบำงกรณมี ขี นั้ ตอน

กำรจดั กำรพระบรมศพทตี่ ำ่ งออกไปจำกขนั้ ตอนมำตรฐำน กลำ่ วคอื เปน็ พระรำชพธิ ที เ่ี กดิ ขน้ึ ภำยใต้
เงอ่ื นไขพเิ ศษ เชน่ กรณที พ่ี ระมหำกษตั รยิ ท์ รงถกู ถอดออกจำกรำชสมบตั ิ ทรงถกู ลอบปลงพระชนม์
หรอื ใหจ้ ดั ตำมพระรำชอธั ยำศยั เหลำ่ นม้ี ผี ลทำ� ใหร้ ปู แบบและขนั้ ตอนของพระรำชพธิ มี คี วำมตำ่ งออก
ไปจำกภำวะปกติ

ตัวอย่ำงเช่น กรณีของพระเจ้ำตะปิ่งชเวที ถูกรำชองค์รักษ์บั่นพระเศียรตกลงใต้พระแท่น
บรรทม ณ พลับพลำท่ปี ระทบั กลำงป่ำ จนรุ่งเช้ำพระบรมศพจงึ ถูกอญั เชญิ ไปยังวดั โดยพระอธิกำร
3๙๖ เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ

รปู หนงึ่ แลว้ ทำ� กำรถวำยพระเพลงิ “...เมอื่ ถวายพระเพลงิ แลว้ อญั เชญิ พระบรมอฐั ใิ สห่ มอ้ ทองลงฝงั ๑๙
ยังที่อันหมดจด...” (หม่านนาน ๑๙๙๓: ๒๕๘) อีกกรณีคือพระบรมศพของพระเจ้ำนันทบุเรง
พระรำชโอรสในพระเจ้ำบุเรงนองก็เป็นอีกตัวอย่ำงหน่ึงของกำรจัดกำรพระบรมศพในฐำนะกษัตริย์
ไร้บัลลังก์ แลว้ ถูกลอบปลงพระชนม์ในภำยหลงั ควำมว่ำ

“...งานพระบรมศพพระเจา้ นนั ทบเุ รง ปี ๙๖๒ ข้ามเขา้ วันเพญ็ เดอื นตะซาวง์
โมง เม่ือนัตชินหน่าวง์ได้ลอบปลงพระชนม์พระเจ้านันทบุเรงแล้ว พระเจ้าตองอูทรง
ทราบวา่ พระเชษฐาถูกปลงพระชนม์ กท็ รงไมส่ บายพระทยั คิดจะท�าการพระบรมศพ
พระเชษฐาให้สมพระเกียรติ แล้วทรงปรึกษากับราชบัณฑิต ราชบัณฑิตทูลว่า
การสวรรคตอย่างปัจจุบันทันด่วนนั้นไม่มีธรรมเนียมการจัดถวายพระเพลิงพระบรม
ศพให้เอิกเกริก ควรฝังพระบรมศพ ณ ท่ีถูกปลงพระชนม์นั้นจึงควร แล้วจึงอัญเชิญ
พระบรมศพมาไล้ทาด้วยน�้ามันจันท์ แล้วห่อพระบรมศพด้วยผ้าฝ้ายหลายช้ันแล้ว
อญั เชญิ ลงฝ่งั อย่างดกี บั หีบพระบรมศพ ใตพ้ ืน้ ดนิ ท่ีทรงสวรรคต เมือ่ ถงึ ครบสัตมวาร
ก็นิมนต์พระสงฆ์มาฉันในท่ีนั้น แล้วถวายบริขารมีผ้าจีวรอุทิศพระราชกุศลเป็น
อันมาก...” (หม่านนาน ๑๙๙๓: ๑๐๙)
จำกตวั อยำ่ งในสองกรณขี ำ้ งตน้ จะเหน็ วำ่ รำชสำ� นกั พมำ่ มธี รรมเนยี มกำรจดั กำรพระบรมศพ
ในภำวะที่ไม่ปกติ ทั้งสองกรณีเป็นกำรสวรรคตแบบผิดธรรมชำติที่เรียกในภำษำชำวบ้ำนว่ำ
“ตำยโหง” ซง่ึ ในหนังสอื เมียนมา่ มหามงี กลามงี ข่านดอ (๑๙๖๘: ๑๘๑) ไดอ้ ำ้ งถงึ คัมภีรโ์ ลกสังเกต
ซง่ึ เปน็ เอกสำรทก่ี ลำ่ วถงึ แบบแผน และธรรมเนยี มกำรจดั กำรศพทสี่ งั คมพมำ่ ยดึ ถอื วำ่ “...ผตู้ ายโหงนน้ั ,
มใิ ห้อาบน�้า, ไมใ่ ห้จัดงานศพ, ตายทไ่ี หนใหจ้ ดั การที่นนั่ , มใิ ห้น�ามาจากทีต่ ายยา้ ยเข้าบ้านเข้าเมอื ง,
มิให้ไว้บนบ้าน, ให้แจ้งแล้วเผาในท่ีตายน้ัน...” ดังน้ัน พระบรมศพของกษัตริย์ผู้เครำะห์ร้ำย
ในสองกรณจี งึ ตอ้ งถกู จดั กำรไปตำมธรรมเนยี มทส่ี งั คมยดึ ถอื ดว้ ย มฉิ ะนนั้ จะเกดิ ภยั พบิ ตั ิ หรอื โรคภยั
มำสู่ชมุ ชน
กรณขี องพระอคั รมเหสแี ละพระเจำ้ มนิ ดง เปน็ ตวั อยำ่ งในกำรจดั กำรพระบรมศพทแี่ ตกตำ่ ง
ไปจำกธรรมเนียมเดิมที่เคยมี ด้วยกำรเก็บพระบรมศพไว้เป็นอนุสรณ์และที่บูชำในพระสถูป
ทรงปรำสำท เรม่ิ จำกพระอคั รมเหสซี ะ่ จำเทวซี งึ่ เปน็ ทสี่ นทิ เสนห่ ำของพระเจำ้ มนิ ดงยง่ิ ถงึ แกส่ วรรคต
พระองคจ์ งึ ทรงสรำ้ งพระสถปู ทรงปรำสำทไวใ้ นพระรำชอทุ ยำนดำ้ นทศิ เหนอื ของพระบรมมหำรำชวงั
แล้วอัญเชิญพระบรมศพเข้ำประดิษฐำนเข้ำไว้เป็นอนุสรณ์ ในหนังสือ โกงบ่องแซะมหายาซาวีง
เล่ม ๓ (๑๙๖๘: ๔๒๖-๔๒๗) กล่ำวถึงกำรจดั กำรพระบรมศพของพระอคั รมเหสีวำ่ “ถวายสายไขม่ กุ
ทนี่ วิ้ พระหตั ถแ์ ละนว้ิ พระบาทแลว้ ถวายสวมพระพกั ต์ ถวายพระธา� มรงค์ และพระกา� ไลขอ้ พระบาท...
เชญิ เครือ่ งประดบั มหาลดั ดาใสถ่ วายมิให้ลมพดั เข้าตอ้ งพระวรกายไดแ้ ลว้ ก็อญั เชญิ พระบรมศพเข้า
ประดิษฐานบนพระแท่นอันประดับตกแต่งท้ังซ้ายขวาด้วยเครื่องราชูปโภคท้ังหลาย[วันรุ่งขึ้น:ผู้
แปล]...อญั เชญิ พระบรมศพลงหบี แลว้ ปดิ คลุ มดว้ ยผา้ ไหมปกั ดนิ้ เงนิ ดนิ้ ทองเหนอื หบี พระบรมศพ...”
จำกนนั้ กก็ ลำ่ วถงึ กำรบรรจพุ ระบรมศพในพระสถปู วำ่ “บรรดาเจา้ ชายอญั เชญิ หบี พระบรมศพ
ซึ่งอยู่ในคานหามเปลเข้ามาในพระสถูปทางประตูด้านทิศตะวันตกแล้วก็อัญเชิญไว้บนพระแท่น

3๙๗เสดจ็ สู่แดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

ทองค�าประดับนวรัตนเรียบร้อยแล้ว...กรมวังไปยังพระบรมมหาราชวังทูลเชิญพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ
ยังพระสถูปในพระราชอุทยานด้านทิศเหนือ...เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตรการกาง
พระเศวตฉตั รในหอ้ งพระสถปู แลว้ ...ทา� รว้ั ไมก้ น้ั ไวโ้ ดยรอบ...ใหเ้ หลา่ มหาดเลก็ ดแู ลรกั ษาพระสถปู นนั้
โดยรอบทุกวนั อยา่ งใกลช้ ิด...”

จำกตัวอย่ำงที่กล่ำวมำจะเห็นได้ว่ำกำรพระบรมศพของพระอัครมเหสีซ่ะจำเทวี เกิดข้ึน
เป็นกรณีแรกจำกพระรำชอัธยำศัยของพระสวำมีท่ีจะเก็บรักษำควำมทรงจ�ำระหว่ำงพระองค์กับ
พระอัครมเหสีไว้ให้ยืนนำนผ่ำนอนุสรณ์สถำนที่ใช้เพ่ือกำรเก็บพระบรมศพ ซ่ึงในเอกสำรกล่ำวว่ำ
พระเจำ้ มงิ ดงยังคงเสด็จไปเพอื่ เย่ียมพระสถปู ของพระอัครมเหสที ุกวันมำจนตลอดรชั กำล

ในกรณีของพระเจ้ำมินดง ก็มีหลักฐำนบันทึกถึงกำรจัดกำรพระบรมศพเช่นเดียวกับ
พระอัครมเหสี แตเ่ สริมดว้ ยเหตุทพี่ ระองค์ทรงมบี ุญสมภำรมำก ด้วยเปน็ กษตั ริยท์ ่ีผำ่ นกำรพระรำช
พธิ รี ำชำภเิ ษก และมทุ ธำภเิ ษกอยำ่ งครบถว้ น ทง้ั ยงั มคี วำมสำ� เรจ็ ในพระรำชกจิ แผไ่ พศำลทงั้ กำรเมอื ง
และพระศำสนำ มกี ำรสงั คำยนำพระไตรปิฏก และสงเครำะห์สมณชีพรำหมณเ์ ปน็ ตน้ พระเจำ้ ธีบอ
จงึ ทรงด�ำรวิ ำ่ “...ดว้ ยเหตุน้เี ป็นหลกั ฐาน เพอ่ื ใหเ้ หลา่ ชนทัง้ หลายได้บูชาอยเู่ ป็นนจิ ซ่ึงพระบรมศพ
แห่งพระราชบิดาผู้ทรงธรรม จึงทรงมีพระราชด�าริให้ประดิษฐานไว้ในปราสาทอิฐอันสร้างไว้
ในทิศเหนอื ของศาลาลกู ขุน แล้วให้หวุน่ เดา้ ก์ เจา้ เมืองหยั่นอ่าวง์มยิง ทีม่ ีงจีมหามงี ละมีงข่องยาซา
กบั เหลา่ เจา้ กรมอฐิ ทงั้ หลายรบั สนองพระราชโองการคมุ งานกอ่ สรา้ งตามลา� ดบั ชนั้ ...” (โกงบองแซะก์
๑๙๘๙: ๔๖๖)

ในเอกสำรฉบับเดียวกันได้กล่ำวว่ำช่วง ๗ วันก่อนอัญเชิญพระบรมศพไปประดิษฐำนใน
พระสถปู นน้ั พระบรมศพจะถกู อญั เชญิ ไปยงั ทอ้ งพระโรงหอแกว้ อนั เปน็ พระวมิ ำนทปี่ ระทบั สว่ นหนำ้
แล้วประดิษฐำนลงบนพระแท่นซ่ึงปูดว้ ยพระยภี่ กู่ ำ� มะหยี่สีแดง พระบรมศพถกู ปิดถวำยดว้ ยทองค�ำ
เปลว ทรงเครื่องไหมขำวล้วน แลว้ อัญเชิญลงพระหีบซ่ึงท�ำด้วยดบี กุ ปิดทองทั้งข้ำงนอกข้ำงใน แลว้
อัญเชิญลงใส่ในหีบไม้ปิดทองทั้งข้ำงนอกข้ำงในอีกช้ันหน่ึงริมพระแท่นซ้ำยขวำอัญเชิญเคร่ืองทรง
อยำ่ งพระพรหมเขำ้ ตกแตง่ ใหส้ วยงำม ทกุ วนั พระเจำ้ อยหู่ วั องคใ์ หมจ่ ะเสดจ็ ออกยงั พระวมิ ำนหอแกว้
เพอ่ื ทรงบชู ำพระบรมศพดว้ ยขำ้ วตอกดอกไม้ พระสงฆท์ รงสมณศกั ดจ์ิ ะถกู นมิ นตผ์ ลดั กนั เขำ้ มำสวด
พระปรติ ยงั อำสน์สงฆซ์ งึ่ ถกู จดั เตรียมไวท้ ำงเบ้ืองพระเศยี รดำ้ นซ้ำยและขวำทุกวนั เมอื่ ครบ ๗ วัน
แล้วก็อัญเชิญหีบพระบรมศพลงบนคำนหำมเปลจำกพระวิมำนหอแก้วไปสู่พระสถูปทรงปรำสำท
ทจี่ ะประดษิ ฐำนพระบรมศพ ซงึ่ ตงั้ อยทู่ ำงดำ้ นทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของศำลำลกู ขนุ พรอ้ มกระบวน
ส่งเสด็จ อันประกอบด้วยพระรำชวงศ์ชั้นสูงและข้ำรำชบริพำรอัญเชิญเครื่องรำชูปโภคตำมล�ำดับ
เมอื่ กระบวนพระบรมศพถงึ ทพี่ ระสถปู แลว้ กรมวงั กท็ ลู เชญิ เสดจ็ พระเจำ้ อยหู่ วั จำกพระบรมหำรำชวงั
โดยกระบวนเสด็จมำยังมณฑลพิธี จำกนั้นเหล่ำเจ้ำชำยและพระประยูรญำติก็อัญเชิญหีบ
พระบรมศพเขำ้ ประดษิ ฐำนไวบ้ นพระแทน่ ในพระสถปู จำกนนั้ พระเจำ้ อยหู่ วั กม็ พี ระบรมรำชโองกำร
ประกำศให้ข้ำรำชส�ำนักทั้งหลำยถวำยกำรบูชำ เมื่อเหล่ำพระรำชวงศ์และบรรดำข้ำรำชบริพำร
ทั้งหลำยถวำยกำรบชู ำแลว้ พระเจำ้ อยูห่ ัวก็เสดจ็ กลับเขำ้ สพู่ ระบรมมหำรำชวัง
3๙๘ เสด็จสู่แดนสรวง

ศลิ ปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ

สรุป ๑๙
งำนพระบรมศพของกษัตริย์พม่ำแสดงให้เห็นถึงควำมเคำรพรักของพระประยูรญำติ

ขำ้ รำชสำ� นกั และพสกนกิ รทมี่ ตี อ่ กษตั รยิ ซ์ งึ่ เปน็ ผนู้ ำ� ทำงกำรเมอื ง และวฒั นธรรมของเขำ ควำมชว่ ย
เหลือเก้ือกูลของผู้คนได้ถูกส่งผ่ำนกันข้ึนมำเป็นทอดๆภำยใต้ระบบกำรจัดแบ่งช่วงช้ันทำงสังคม
ในยุคจำรีต โดยมีกษัตริย์เป็นจุดศูนย์กลำงแห่งควำมสัมพันธ์น้ัน แต่อย่ำงไรก็ดีควำมช่วยเหลือ
เก้ือกูลที่เรียกว่ำควำมภักดีนี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ หำกพระรำชำและเหล่ำข้ำรำชบริพำรท้ังหลำยจะใช้
แตเ่ พยี งอำ� นำจเขำ้ จดั กำร ควำมภกั ดเี หลำ่ นนั้ ยอ่ มอยไู่ ดไ้ มน่ ำน กษตั รยิ จ์ ะถกู ตอ่ ตำ้ นและลม่ สลำยไป

ดังนั้นงำนพระบรมศพของพม่ำจึงมีควำมหมำยท่ีไม่ใช่เพียงแค่กำรแสดงควำมหรูหรำ
ของกษตั รยิ ์ แตเ่ ปน็ พธิ กี รรมของกำรแสดงควำมภกั ดที ม่ี รี ำกฐำนมำจำกควำมศรทั ธำในแนวคดิ และ
จริยธรรมทำงศำสนำที่สถำบันกษัตริย์ได้คัดสรรและปรับปรุงมำใช้ในกำรวำงระเบียบให้กับตนเอง
และสังคม ล�ำพังแค่ผู้เป็นนำยจะอ้ำงแต่ควำมเมตตำว่ำตนเหมือนพระโพธิสัตว์ หรือองค์อวตำร
ยอ่ มเกดิ ขนึ้ ไมไ่ ด้ ถำ้ นำยไมพ่ ยำยำมแสดงตนดว้ ยกำรลงมอื ทำ� ใหส้ งั คมไดป้ ระจกั ษเ์ หน็ กำรพยำยำม
สร้ำงควำมเป็นนำยท่ีอำศัยอ�ำนำจทำงจริยธรรมย่อมน�ำมำซึ่งควำมศรัทธำและควำมชอบธรรม
ในกำรปกครองทีย่ ่งั ยืนกวำ่ นำยท่ีใชแ้ ตอ่ ำ� นำจ

กำรสบื อ�ำนำจโดยเช้ือสำย กำรสืบอำ� นำจโดยพิธกี รรม และกำรสืบอ�ำนำจจำกกำรกระท�ำ
ทอ่ี งิ อำศยั จรยิ ธรรม เปน็ กลวธิ ที กี่ ษตั รยิ ท์ งั้ หลำยในยคุ จำรตี ทรงกระทำ� เพอ่ื ครองขวญั ของชมุ ชนและ
อ�ำนำจของตนไว้ให้ด�ำเนินต่อไปอย่ำงไม่ขำดสำย ดังนั้นกำรสวรรคต หรือจำกโลกน้ีไป
ของกษัตริย์จึงมิใช่ภำวะสุดท้ำย แต่เป็นกำรจำกไปเพื่อที่จะกลับมำสร้ำงควำมสมบูรณ์แก่โลกใหม่
ในอนำคต

กิตติกรรมประกาศ
ขอขอบคณุ U Win Maung (Tampawati) ทกี่ รุณำใหค้ �ำอธิบำยศัพทแ์ ละภำพเขียนประกอบ

พระอธิกำร อำสภะมหำเถร อดีตเจ้ำอำวำสวัดทรำยมูล (พม่ำ) ผู้ให้ควำมรู้เรื่องภำษำและวัฒนธรรมพม่ำ
และ Miss.Thu Zar Aung เพือ่ นผู้ให้ควำมชว่ ยเหลอื ดำ้ นภำษำพมำ่ อยำ่ งใกล้ชดิ ตลอดเวลำ

3๙๙เสด็จส่แู ดนสรวง

ศิลปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ


Click to View FlipBook Version