งำนพระเมรใุ นสมัยอยุธยำจึงเปน็ เครื่องมอื ทีส่ �ำคญั ในฐำนะของพระรำชพิธีทีแ่ สดงออกถงึ
ทิพภำวะและควำมเป็นสมมติเทพของพระมหำกษัตริย์ได้เป็นอย่ำงดี ผ่ำนกระบวนกำร พิธีกรรม
และข้ันตอนอันสลับซับซ้อน ดังที่นิโกลำส์ แชรแวส ได้กล่ำวว่ำ “ในศาสนาของชนชาวสยามน้ัน
ไมม่ พี ธิ กี ารใดทจ่ี ะกระทา� กนั อยา่ งมโหฬารและพธิ รี ตี องมากเทา่ กบั การทา� ศพ…งานศพของพวกผดู้ ี
มีเงินน้ันกระท�ากันอย่างหรูหราและส้ินเปลืองค่าใช้จ่ายมาก… โดยเฉพาะพระศพสมเด็จพระบรม
ราชินีนาถ การใช้จ่ายอย่างล้นเหลือฟุ่มเฟือย และความมโหฬารพันลึก ได้มีอยู่อย่างเหลือที่จะ
พรรณนาไดห้ มดส้ิน… ไมเ่ คยมีผูก้ ล่าวขวญั ถึงความย่งิ ใหญ่ของงานมหกรรมเท่ากับเม่ือครงั้ นัน้ มา
แต่กอ่ นเลย…” (นโิ กลำส์ แชรแวส ๒๕๐๖: ๒๐๒-๒๐๘)
กำรออกแบบสถำปัตยกรรมและศิลปะเก่ียวเนื่องดังกล่ำวสะท้อนให้เห็นถึงกำรตีควำมคติ
สัญลกั ษณ์ และจกั รวำลทัศนต์ ำมแนวควำมคดิ ของลัทธเิ ทวรำชำ ซง่ึ นอกจำกจะมปี ระโยชนใ์ ชส้ อย
ตำมหนำ้ ทแ่ี ลว้ สถำปตั ยกรรมเฉพำะกจิ นยี้ งั ทำ� หนำ้ ทเ่ี ปน็ “ควำมหมำย” ทซ่ี บั ซอ้ นของคตสิ ญั ลกั ษณ์
จักรวำลทศั น์ และควำมหมำยในแง่ของกำรสร้ำง “สทิ ธิธรรม” รวมถึงกำรประกำศพระรำชอ�ำนำจ
อันหำขอบเขตมไิ ด้ในฐำนะ “สมมตเิ ทพ” เปน็ ครั้งสุดท้ำยกอ่ นจะเสดจ็ กลบั สู่สรวงสวรรค์
ส�ำหรับบทควำมชิ้นน้ีจึงมุ่งศึกษำต่อยอดกำรศึกษำท่ีผ่ำนมำในส่วนท่ีเก่ียวข้องกับ
พัฒนำกำรของแบบแผนของพระเมรุในแผ่นดินรัตนโกสินทร์ว่ำผลลัพธ์ทำงวัฒนธรรมท่ีเกิดขึ้น
เป็นท่ีประจักษ์ในรูปของ “พระเมรุ” น้ันสะท้อนให้เห็นถึงควำมเปลี่ยนแปลงทำงสังคมอย่ำงไร
โดยมองผ่ำนพระเมรุ และพระเมรุมำศในสมเด็จพระมหำกษัตริย์ และพระบรมวงศำนุวงศ์ชั้นสูง
เท่ำทพ่ี อจะมีหลกั ฐำนประจกั ษ์
สังเขปรปู แบบทางสถาปัตยกรรมพระเมรุแบบแผนอยุธยาจากหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์
ส�ำหรับเป็นพ้ืนฐำนในกำรท�ำควำมเข้ำใจในประเด็นเรื่องควำมเปลี่ยนแปลงของแบบแผน
พระเมรุเนื่องในพระมหำกษัตริย์ และพระศพพระบรมวงศำนุวงศ์ช้ันสูงตำมท่ีบทควำมน้ีมุ่งอธิบำย
เพือ่ แสดงให้เหน็ ถึงพลวัตทำงสังคมนน้ั
ในท่ีน้ีขออธิบำยรูปแบบทำงสถำปัตยกรรมของพระเมรุแบบแผนอยุธยำโดยสังเขป
กลำ่ วคอื จำกกำรศกึ ษำเอกสำรทำงประวตั ศิ ำสตรแ์ ละหลกั ฐำนเชงิ ประจกั ษอ์ น่ื ๆ พบวำ่ ในสมยั อยธุ ยำ
ตอนปลำยน้ัน แบบแผนงำนพระเมรุได้มีระบบระเบียบท่ีซับซ้อนทว่ำชัดเจนท่ีสำมำรถฉำยให้เห็น
ผ่ำนรูปแบบทำงสถำปัตยกรรมอันแสดงให้เห็นถึงระบบทำงสังคมท่ีซับซ้อนของสมัยปลำย
กรงุ ศรอี ยุธยำไดเ้ ป็นอยำ่ งดี กล่ำวคอื มกี ำรจ�ำแนกฐำนำนุศกั ดข์ิ องพระเมรอุ อกเปน็ ๓ ประเภท คอื
พระเมรุทีม่ ฐี ำนำนศุ กั ด์ิสงู ทีส่ ดุ คือ “พระเมรเุ อก” มีลกั ษณะเปน็ สถำปตั ยกรรมเฉพำะกจิ
ซ่ึงสร้ำงข้ึนชั่วครำวในรูปแบบของอำคำรทรงปรำสำทยอดปรำงค์ มีปรำงค์หลักและปรำงค์บริวำร
ทเ่ี รยี กวำ่ ปรำงคท์ ศิ และปรำงคแ์ ซกรวมเปน็ ปรำงคเ์ กำ้ ยอด และมหี นำ้ พรหมพกั ตร์ ภำยในพระเมรุ
มีพระเมรุมำศที่ท�ำหน้ำที่ประดิษฐำนจิตกำธำนในกำรถวำยพระเพลิงพระบรมศพอยู่ภำยใน
พระเมรุมำศ
พระเมรทุ ่มี ฐี ำนำนศุ กั ด์ิรองลงมำ คอื “พระเมรุโท” มลี ักษณะเปน็ สถำปตั ยกรรมเฉพำะกิจ
ซ่ึงสร้ำงขึ้นช่ัวครำวในรูปแบบของอำคำรทรงปรำสำทยอดปรำงค์ มีปรำงค์หลักและปรำงค์บริวำร
3๐๐ เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
รวมกันเป็นห้ำยอด ภำยในพระเมรุมีพระเมรุมำศที่ท�ำหน้ำท่ีประดิษฐำนจิตกำธำนในกำรถวำย
พระเพลิงพระบรมศพอยภู่ ำยในพระเมรุมำศ
ล�ำดับสุดท้ำย คือ “พระเมรุตรี” มีลักษณะเป็นสถำปัตยกรรมเฉพำะกิจซึ่งสร้ำงข้ึน
ช่ัวครำวในรูปแบบของอำคำรทรงปรำสำทยอดปรำงค์ มีปรำงค์หลักและปรำงค์บริวำรรวมกัน
เป็นหำ้ ยอด ภำยในไมม่ พี ระเมรุมำศ
5๑
ภำพที่ ๑
ภำพบน: ผงั บรเิ วณ และแบบสถำปตั ยกรรมสนั นษิ ฐำน “พระเมรเุ อก” แบบแผนอยธุ ยำ เปน็ พระเมรทุ รงปรำสำท
ยอดปรำงคเ์ ก้ำยอด และมหี น้ำพรหมพกั ตร์ ภำยในมพี ระเมรุมำศ,
ภำพกลำง: ผังบริเวณ และแบบสถำปัตยกรรมสันนิษฐำน “พระเมรุโท” แบบแผนอยุธยำ เป็นพระเมรุทรง
ปรำสำทยอดปรำงคห์ ้ำยอด ภำยในมีพระเมรุมำศ,
ภำพล่ำง: ผังบริเวณ และแบบสถำปัตยกรรมสันนิษฐำน “พระเมรุเอก” แบบแผนอยุธยำ เป็นพระเมรุทรง
ปรำสำทยอดปรำงคห์ ำ้ ยอด ภำยในไม่มีพระเมรมุ ำศ
3๐๑เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
งานพระเมรแุ บบแผนอยุธยาบนแผ่นดินรตั นโกสินทร์
จำกเหตุที่บ้ำนเมืองที่เจริญรุ่งเรืองงดงำมดุจด่ังสวรรค์ชะลอลงมำของรำชธำนีอยุธยำนั้น
ต้องยุติบทบำทลงไปด้วยไฟแห่งสงครำม หลังจำกท่ีด�ำเนินลมหำยใจมำเป็นเวลำ ๔๑๗ ปี แม้ว่ำ
รอยต่อหลังจำกรำชธำนีอยุธยำยุติบทบำทลงไปนั้นจะมีกรุงธนบุรีที่ท�ำหน้ำที่เป็นเสมือนสะพำน
เชอื่ มตอ่ ควำมสมั พนั ธ์ ทวำ่ กรงุ ธนบรุ นี น้ั กำ� เนดิ ขน้ึ บนชว่ งเวลำทบี่ ำ้ นเมอื งยงั ระสำ�่ ระสำยนกั รำชกำร
บำ้ นเมอื งจงึ มีแตก่ ำรรณรงค์สงครำม หำกแตก่ ำรเกดิ ข้ึนใหม่ของรำชธำนใี หมแ่ ห่งกรงุ รตั นโกสินทร์
น้นั อยู่ในภำวกำรณท์ เี่ ร่ิมฟื้นตวั จำกสงครำม อนั มสี ำเหตุประกำรหน่งึ มำจำกที่รัฐคสู่ งครำมมีปัญหำ
กำรเมืองภำยใน
นับตั้งแต่ที่พระบำทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ำจุฬำโลกมหำรำชเสด็จเถลิงถวัลยรำชสมบัติ
ข้ึนเป็นปฐมกษัตริย์แห่งรำชวงศ์จักรี และสถำปนำกรุงรัตนโกสินทร์ข้ึนเป็นศูนย์กลำงรำชธำนี
จงึ ทำ� ใหแ้ ผน่ ดินลุ่มน�ำ้ เจ้ำพระยำเริ่มเข้ำสคู่ วำมสงบ และเร่มิ ตน้ สัง่ สมควำมรุง่ เรอื งขึน้ อกี คร้งั
ภำพเมื่อคร้ัง “บ้ำนเมืองยังดี” ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวบรมโกศก่อนท่ีจะมี
สงครำมรบพงุ่ กนั จนแผน่ ดนิ อยธุ ยำตอ้ งลม่ ลงนนั้ ไดถ้ กู กลำ่ วขำนและกลำ่ วถงึ อยเู่ สมอในบรรดำผคู้ น
ผเู้ ปน็ เรยี่ วแรงหลกั ในกำรสถำปนำกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ดว้ ยผคู้ นรนุ่ นไี้ ดม้ ชี วี ติ อยทู่ นั เมอื่ ครงั้ บำ้ นเมอื ง
ยงั ดที ั้งสิน้
ในกำรสรำ้ งกรุงเทพฯ ดว้ ยกำรขดุ คเู มืองลอ้ มรอบและใช้แมน่ �ำ้ เจำ้ พระยำเป็นปรำกำรทำง
ธรรมชำติ ทำ� ใหก้ รงุ เทพฯมสี ภำพเปน็ เกำะเชน่ เดยี วกบั อยธุ ยำ กำรสรำ้ งปรำสำทรำชวงั วดั วำอำรำม
ล้วนแต่เป็นกำรน�ำเอำคติเก่ำมำใช้ท้ังส้ิน นอกจำกกำรปฏิสังขรณ์ (reconstruction) โครงสร้ำง
ทำงกำยภำพของเมืองแล้ว ยังมีกำรร้ือฟื้นขบธรรมเนียมประเพณีต่ำงๆ โดยเฉพำะพระรำชพิธี
ในรำชส�ำนักขึ้นเป็นกำรใหญ่ ด้วยเหตุว่ำนับวันผู้คนที่รู้ธรรมเนียมเก่ำจะร่วงโรยลง พระรำชพิธี
ทส่ี ำ� คญั พธิ หี นงึ่ ทไี่ ดร้ บั กำรฟน้ื ฟู คอื “พระรำชพธิ ถี วำยพระเพลงิ พระบรมศพ” หรอื ทเ่ี รยี กกนั สำมญั
วำ่ “งำนพระเมรุ”
งำนพระเมรุท่ีจัดขึ้นอย่ำงเต็มต�ำรำองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ คือ พระเมรุส�ำหรับ
ถวำยพระเพลิงพระบรมอัฐิพระปฐมบรมรำชชนก กล่ำวคือ เม่ือพระบำทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ำ
จุฬำโลกมหำรำช เสด็จข้ึนผ่ำนพิภพปรำบดำภิเษกเป็นปฐมบรมขัตติยรำชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สมเด็จพระเจ้ำน้องยำเธอ เจ้ำฟ้ำกรมหลวงจักรเจษฎำ ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐม
บรมรำชชนกมำถวำย พระองคจ์ งึ มพี ระรำชดำ� รวิ ำ่ เหตกุ ำรณบ์ ำ้ นเมอื งทวี่ นุ่ วำยทำ� ใหม้ ไิ ดท้ รงกระทำ�
กำรถวำยพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระบรมชนกนำถ เพื่อแสดงออกแห่งพระรำชกตัญญุตำ
ตอ่ สมเดจ็ พระบรมชนกำธบิ ดจี งึ ทรงพระกรณุ ำโปรดเกลำ้ ฯ ใหจ้ ดั สรำ้ งพระเมรใุ หญ่ ณ ทอ้ งสนำมหลวง
อย่ำงเต็มต�ำรำตำมอย่ำงกำรถวำยพระเพลิงสมเด็จพระมหำกษัตริยำธิรำชเจ้ำแห่งกรุงศรีอยุธยำ
ซ่ึงเป็นกำรสร้ำงพระเมรุ ณ ท้องสนำมหลวงคร้ังแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจำกกำรสถำปนำ
พระนครแลว้ ๑๓ ปี
จำกกำรศึกษำของเกรยี งไกร เกิดศิริ ซงึ่ ใช้เอกสำรทำงประวัติศำสตร์ ๒ ชน้ิ คือ ชิ้นแรก
เอกสำรว่ำด้วยโบรำณรำชประเพณี ในส่วนท่วี ่ำด้วย กระบวนแหพ่ ระบรมศพ และ แบบอยา่ งการ
3๐๒ เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
พระเมรเุ อก โท ตรี และชน้ิ ทส่ี อง โคลงถวายพระเพลงิ พระบรมอฐั พิ ระเจา้ หลวง เพอื่ ปฏสิ งั ขรณภ์ ำพ
ของพระเมรุในกำรพระรำชพิธีครั้งนั้นเสนอว่ำรูปแบบพระเมรุในพระรำชพิธีมีรูปแบบทำง
สถำปัตยกรรมแบบพระเมรุเอก ซึ่งมีลักษณะเป็นพระเมรุทรงปรำสำทยอดปรำงค์เก้ำยอด ภำยใน
ประดิษฐำนพระเมรุมำศอีกชั้นหน่ึงตำมแบบแผนด้ังเดิมในสมัยอยุธยำ (พระเจ้ำบรมวงษ์เธอกรม
หม่นื ศรีสเุ รนทร์ ๒๕๕๒)
5๑
ภำพท่ี ๒ แบบสถำปตั ยกรรมสนั นิษฐำนของ
“พระเมรุเอก” แบบแผนอยุธยำจำกเอกสำร
ทำงประวัติศำสตร์ที่เป็นมรดกควำมทรงจ�ำ
ตกทอดมำจำกอยุธยำ และเอกสำร “โคลง
ถวายพระเพลงิ พระบรมอฐั พิ ระพทุ ธเจา้ หลวง”
ในพระบรมวงษ์เธอ กรมหมนื่ ศรสี ุเรนทร์
ทัง้ น้ี พระบำทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้ำจุฬำโลกมหำรำช มพี ระรำชดำ� ริในฤดหู นำว ปเี ถำะ
ซ่ึงตรงกับปี พ.ศ.๒๓๓๗ (พระเจ้ำบรมวงษ์เธอกรมหมื่นศรีสุเรนทร์ ๒๕๕๒: ๑๓๖) ให้จัด
กำรพระรำชพธิ นี ขี้ นึ้ ในกำรนน้ั ยงั โปรดเกลำ้ ใหส้ รำ้ งพระมหำพชิ ยั รำชรถ และรำชรถนอ้ ยอกี ๓ องค์
เพ่ือใช้ในพระรำชพิธีด้วยรวมพระรำชยำนท่ีได้จัดสร้ำงท้ังหมดจ�ำนวน ๗ องค์ และโปรดเกล้ำ
“ให้ตดั ไมท้ ำ� เสำพระเมรุ ตั้งทรง ประดับเครอ่ื งให้เสร็จแลว้ แตใ่ นปีเถำะ” แต่มกี ำรพระรำชพธิ ถี วำย
เพลิงพระบรมอฐั ิในปมี ะโรง (พระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกลำ้ เจ้ำอยู่หัว ๒๕๔๖: ๒๖๕-๒๖๖)
กำรพระรำชพิธีถวำยเพลิงพระบรมอัฐิจัดข้ึนอย่ำงยิ่งใหญ่ และแฝงนัยบำงประกำรในกำร
สถำปนำสมมติเทวรำชใหม่ เพื่อท�ำหน้ำที่เป็นดั่ง “พระเทพบิดร” ประจ�ำกรุงรัตนโกสินทร์
ซง่ึ ขำ้ รำชกำรจะตอ้ งถวำยบงั คมพระบรมอฐั ฯิ กอ่ นเขำ้ พธิ ถี อื นำ�้ เนอื่ งจำก “พระเชษฐบดิ ร” แหง่ กรงุ
ศรีอยุธยำได้ถูกไฟแห่งสงครำมท�ำลำยลง อีกท้ังยังเป็นกำรฟื้นฟู และช�ำระธรรมเนียม
กำรพระรำชพิธีต่ำงๆ ตำมแบบแผนเมื่อคร้ังกรุงเก่ำขึ้นอีกคร้ัง แสดงให้เห็นถึงพระรำชประสงค์
ใหก้ ำรพระรำชพธิ ดี งั กลำ่ วเปน็ “แมแ่ บบ” ในกำรเตรยี มพระรำชพธิ เี สดจ็ สสู่ วรรคำลยั ของพระองคด์ ว้ ย
ซง่ึ แนวคดิ กำรเตรยี มกำรดงั กลำ่ วยงั ปรำกฏอยใู่ นพระรำชดำ� รใิ นกำรจดั สรำ้ งพระมหำพชิ ยั รำชรถ ๑
องค์ รำชรถนอ้ ย ๓ องค์ และพระรำชยำนอน่ื ๆ รวมเปน็ ๗ องค์ ดงั ทพ่ี ระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลำ้
3๐3เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
เจำ้ อยูห่ วั มพี ระรำชวิจำรณค์ วำมว่ำ “รถ ๗ รถ กค็ อื รถที่ใชอ้ ย่เู ดยี๋ วนี้ ต้ังพระรำชหฤไทยจะจัดทำ� ขน้ึ
ไวส้ ำ� หรับแผ่นดิน แตเ่ ปนกำรจำ� เปนอยเู่ องที่จะต้องให้ใช้ก่อน ส�ำหรับทอดพระเนตร”
อีกทั้งกำรสถำปนำพระที่น่ังดุสิตมหำปรำสำท ซึ่งมีลักษณะทำงสถำปัตยกรรมสัมพันธ์
กับพระที่นั่งสุริยำสน์อมรินทร์สมัยอยุธยำโดยสถำปนำขึ้นตรงต�ำแหน่งที่เคยเป็นต้ังของพระท่ีน่ัง
อมรินทรำภิเษกมหำปรำสำทที่ต้องอสุนีบำตและเกิดเพลิงไหม้ไป ก็อำจมีสำเหตุจำกพระรำชพิธี
บรมรำชำภเิ ษกตอ้ งตำมโบรำณรำชประเพณใี นพระทนี่ งั่ อมรนิ ทรำภเิ ษกมหำปรำสำทไดด้ ำ� เนนิ กำร
ลุล่วงแล้วและเมื่อต้องสูญเสียพระที่น่ังองค์ดังกล่ำวไป ในขณะที่บ้ำนเมืองยังไม่พร้อมท่ีจะมี
กำรก่อสร้ำงพระที่นั่งขนำดใหญ่ในครำวเดียวกันหลำยองค์ ด้วยขำดแคลนทรัพยำกรด้ำนต่ำงๆ
จึงอำจเป็นเหตุให้พระองค์เลือกสร้ำงพระที่น่ังดุสิตมหำปรำสำทขึ้นแทน เพื่อท�ำหน้ำท่ีประดิษฐำน
พระบรมศพเช่นเดียวกับพระที่นั่งสุริยำสน์อมรินทร์เม่ือคร้ังกรุงเก่ำ รวมไปถึงยังมีกำรจัดสร้ำง
พระโกศทองใหญ่ และโปรดใหน้ �ำมำตงั้ ถวำยทอดพระเนตรในพระทีน่ ั่งไพศำลทกั ษณิ ท�ำให้ฝำ่ ยใน
เกรงว่ำเป็นลำง แตพ่ ระองค์ไมไ่ ด้ถอื สำอะไร ดังมีรับส่ังต่อเจำ้ คุณเสือควำมว่ำ “...กไู ม่ถอื ไม่เอามา
ตัง้ ดู ทา� ไมกจู ะไดเ้ หน็ ” เหตกุ ำรณต์ ำ่ งๆ เหลำ่ นี้ ลว้ นสะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ ทมี่ ำทไี่ ปในพระรำชดำ� รติ อ่ กำร
จดั งำนพระเมรุครั้งนเี้ ป็นอย่ำงดี
นอกจำกน้ียังโปรดเกล้ำฯ ให้อัญเชิญพระบรมสำรีริกธำตุข้ึนประดิษฐำนในเรือนธำตุ
กลำงอำคำรเพื่อกำรสมโภช แล้วจึงอัญเชิญพระบรมอัฐิข้ึนประดิษฐำนเพื่อประกอบพระรำชพิธี
ถวำยเพลิงพระบรมอัฐิ จะเห็นว่ำกำรสถำปัตยกรรมเฉพำะกิจองค์นี้ มิได้ถูกเฉพำะเจำะจงให้มี
หน้ำที่รองรับพระรำชพิธีถวำยพระเพลิงพระบรมอัฐิแต่เพียงอย่ำงเดียว แต่ยังถือว่ำเป็นอำคำร
ฐำนำนุศักดิ์สูงสุดส�ำหรับประดิษฐำนพระบรมสำรีริกธำตุ รวมถึงกำรปฏิบัติพระรำชพิธีอื่นๆ ที่
เกยี่ วเนอื่ ง สะทอ้ นใหเ้ หน็ ทศั นะทม่ี ตี อ่ อำคำรเฉพำะกจิ หลงั นวี้ ำ่ เปน็ อำคำรฐำนำนศุ กั ดส์ิ งู ทใี่ ชป้ ระกอบ
พิธีกรรมท่ีเป็นสิริมงคล ซ่ึงตรงกันข้ำมกับค�ำอธิบำยในปัจจุบันที่กล่ำวว่ำ พระเมรุเป็นอำคำร
ทไี่ มเ่ ปน็ มงคล รวมไปถงึ งำนพระเมรเุ ปน็ เรอื่ งทโ่ี ศกเศรำ้ แตกตำ่ งไปจำกแนวควำมคดิ ตำมจำรตี เกำ่
ซง่ึ เปน็ แนวควำมคดิ ใหมใ่ นช้ันหลังเม่อื รับจำกแนวคิดแบบตะวนั ตก
ในช่วงแรกของกรุงรัตนโกสินทร์นั้นจะเห็นได้ว่ำ โลกทัศน์ควำมคิดท่ีส่งผลต่อกำรก่อรูป
พระเมรแุ ละพธิ กี รรมเกย่ี วเนอื่ งนน้ั เปน็ มรดกตกทอดมำจำกสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยำผำ่ นควำมทรงจำ� และ
อำจมกี ำรชำ� ระรวมทง้ั ประมวลควำมทรงจำ� ตำ่ งๆ บนั ทกึ เปน็ ลำยลกั ษณเ์ พอื่ ใชเ้ ปน็ ตำ� รำในกำรอำ้ งองิ
หลักกำรและธรรมเนยี มดงั ปรำกฏในชดุ เอกสำรจำกหอหลวงอยู่บำ้ ง
งานพระเมรุ และสถาปตั ยกรรมพระเมรบุ นเส้นทางของความเปลยี่ นแปลง
เม่ือกรุงรัตนโกสินทร์ด�ำเนินลมหำยใจอย่ำงมีพลวัตมำได้ระยะหน่ึง จนมีพัฒนำกำรสังคม
วฒั นธรรมทีส่ มั พนั ธก์ ับบรบิ ทแวดล้อมต่ำงๆ ที่เข้ำมำรำยรอบ หำได้ผูกตนตดิ อยูแ่ ต่เพียงโลกทศั น์
ท่ีรับสืบทอดมำจำกอยุธยำเพียงอย่ำงเดียว ส�ำหรับกรณีของงำนพระเมรุก็เช่นเดียวกัน ในที่น้ี
สันนิษฐำนว่ำโลกทัศน์ควำมคิดที่สืบทอดลงมำจำกสมัยอยุธยำท่ีมีบทบำทอย่ำงเคร่งครัดในช่วงต้น
กรุงรัตนโกสินทร์ได้ค่อยๆ ผ่อนคลำยลง เพรำะผู้คนท่ีหอบสัมภำระทำงควำมคิดจำกสมัยอยุธยำ
ก็เฒ่ำชรำและวำยชนม์ไปจนเกือบหมดสิ้น ท่ีกล่ำวเช่นน้ีมีหลักฐำนให้อนุมำนจำกงำนพระเมรุใน
3๐4 เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
รชั สมยั พระบำทสมเดจ็ พระจอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั รชั กำลที่ ๔ กลำ่ วคอื ในครำวงำนออกพระเมรสุ มเดจ็ 5๑
พระเทพศริ ินทรำบรมรำชินี ในปี พ.ศ.๒๔๐๕ มกี ำรก่อสร้ำงพระเมรเุ ปน็ ปรำสำทยอดมณฑป ทวำ่
ก่อนจะสร้ำงแล้วเสร็จนั้นพระบำทสมเด็จพระจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัวได้มีโอกำสมำทอดพระเนตรเห็น
จงึ มพี ระรำชดำ� รใิ หเ้ ปลย่ี นสว่ นยอดเปน็ ปรำงค์ เหตกุ ำรณน์ แ้ี สดงใหเ้ หน็ วำ่ ควำมรเู้ กย่ี วกบั ธรรมเนยี ม
และฐำนำนุศักดข์ิ องพระเมรุสำ� หรับพระมหำกษัตริยแ์ ละพระมเหสใี นหมูช่ ำ่ งนนั้ ได้ผ่อนลง
ดังควำมท่ีสมเด็จพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ เจ้ำฟ้ำกรมพระยำนริศรำนุวัดติวงศ์ได้ทรงกล่ำวไว้
ในสำส์นสมเดจ็ วนั ที่ ๑๘ มกรำคม ๒๔๗๒ วำ่ “รปู พระเมรุทท่ี รงคาดคเนว่าจะเป็นพระเมรุพระบาท
สมเดจ็ พระปน่ิ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั นนั้ เหน็ จะไมใ่ ช่ คาดดว้ ยเกลา้ วา่ จะเปน็ พระเมรสุ มเดจ็ พระเทพศริ นิ ทรา
บรมราชินี ทีค่ าดดังน้นั ดว้ ยหลกั ๒ ประการ คอื ไดย้ ินผูใ้ หญเ่ ล่าวา่ พระเมรสุ มเด็จพระเทพศิรินทร์
นน้ั เดมิ ทที า� เปน็ ยอดมณฑป พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสดจ็ ออกทอดพระเนตรไมโ่ ปรด
ตรสั สง่ั ใหแ้ กเ้ ปน็ ยอดปรางค์ แตก่ ารแกต้ ลอดชนั้ ทา� ไมท่ นั กา� หนดงาน แกไ้ ดแ้ ตเ่ พยี งยอด กลายเปน็
มณฑปยอดปรางคซ์ ง่ึ ได้ลักษณะกับรปู ฉายน้”ี
ภำพที่ ๓ ภำพซ้ำย: พระเมรสุ มเดจ็ พระเทพศิรนิ ทรำบรมรำชนิ ี ซงึ่ พระบำทสมเดจ็ พระจอมเกล้ำเจ้ำอยูห่ วั
ทอดพระเนตรเห็นกำรก่อสร้ำงเป็นทรงปรำสำทยอดมณฑป จึงโปรดเกล้ำฯให้แก้ส่วนยอดเป็นทรงปรำงค์,
ภำพขวำ: แบบสถำปัตยกรรมสนั นิษฐำนถึงรปู ทรงของพระเมรแุ บบท่มี เี รอื นยอดทรงมณฑป
นอกจำกนี้ ในสมัยรชั กำลท่ี ๔ กำรกอ่ สร้ำงส่ิงส�ำคญั ท่ีเนือ่ งในพุทธจักรและอำณำจกั รได้
ถกู กำ� หนดใหม้ แี บบแผนทแี่ ตกตำ่ งกนั ตวั อยำ่ งเชน่ กำรกอ่ สรำ้ งพระเจดยี ท์ พี่ ระองคท์ รงโปรดเกลำ้ ฯ
ให้บูรณะหรือสถำปนำขึ้นใหม่นั้นจะเป็นเจดีย์รูปทรงระฆังท่ีเช่ือมโยงรูปแบบเข้ำกับเจดีย์แบบลังกำ
ทีเ่ ป็นศูนย์กลำงพระพุทธศำสนำเถรวำท อำทเิ ช่น กำรบูรณปฏสิ ังขรณ์องค์พระปฐมเจดยี ์ กำรบรู ณ
ปฏิสังขรณพ์ ระเจดยี ว์ ดั ขนุ แสน เป็นตน้ ในขณะทก่ี ำรกอ่ สร้ำงอำคำรทีเ่ ก่ียวเน่ืองกับอำณำจกั รและ
สถำบันกษัตริย์นั้น พระองค์ได้โปรดเกล้ำฯ ให้สถำปนำในรูปแบบของอำคำรทรงปรำสำทท่ีมีเรือน
ยอดทรงปรำงค์ เช่น พระท่ีนงั่ เวชยันต์วิเชียรปรำสำทที่พระรำชฐำนบนพระนครครี ี เป็นต้น
3๐5เสด็จสู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
ภำพที่ ๔ พระเมรุสมเด็จพระเจ้ำลกู เธอ เจ้ำฟ้ำ
จนั ทรมณฑลโสภณภัคควดี เมอ่ื ปี พ.ศ.๒๔๐๖
อยำ่ งไรกต็ ำม แมร้ ปู ทรงของปรำสำทยอดปรำงคจ์ ะมคี วำมสมั พนั ธก์ บั สถำปตั ยกรรมเนอ่ื งใน
สถำบนั กษตั รยิ ์ ดงั ปรำกฏกำรแกท้ รงของเรอื นยอดพระเมรใุ นสมเดจ็ พระเทพศริ นิ ทรำบรมรำชนิ ี และ
กำรสร้ำงพระเมรุต่ำงๆ ทว่ำก็มีควำมเปลี่ยนแปลงให้เห็นในกำรสร้ำงพระเมรุเช่นกัน ดังหลักฐำน
เชิงประจกั ษ์ในภำพถ่ำยงำนพระเมรุสมเด็จพระเจำ้ ลูกเธอ เจำ้ ฟ้ำจนั ทรมณฑลโสภณภัคควดี เม่ือปี
พ.ศ. ๒๔๐๖ ทีเ่ ร่ิมมีกำรตีควำมจักรวำลทัศน์ในกำรแสดงออกผ่ำนงำนสถำปัตยกรรมอยำ่ งนำ่ สนใจ
คือ กำรสร้ำงพระเมรุทรงปรำสำทยอดปรำงค์บนภูเขำจ�ำลองเพื่อท�ำหน้ำท่ีเป็นประธำนมณฑลพิธี
ซงึ่ ใชใ้ นกำรฉลองบรมอฐั ขิ องบรู พกษตั รยิ เ์ มอื่ กำรแลว้ เสรจ็ กใ็ ชใ้ นกำรพระเมรใุ นสมเดจ็ พระเจำ้ ลกู เธอ
เจำ้ ฟำ้ จนั ทรมณฑลโสภณภคั ควดี ซง่ึ กำรออกแบบพระเมรใุ หป้ ระดษิ ฐำนเหนอื ภเู ขำไดเ้ คยทำ� มำแลว้
ในงำนพระเมรใุ นพระเทพศริ ริ นทรำบรมรำชนิ ี แตไ่ มไ่ ดอ้ อกเปน็ ภเู ขำทสี่ งู มำกนกั เปน็ เพยี งกำรออกแบบ
ให้ภเู ขำที่เลียนแบบธรรมชำตทิ �ำหน้ำทีแ่ ทนชดุ ฐำนชน้ั ล่ำงของอำคำรเทำ่ น้ัน
นอกจำกน้ี ยงั มพี ระเมรใุ นพระบำทสมเดจ็ พระปน่ิ เกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๐๘ เปน็ อำคำร
ทรงปรำสำทยอดทรงปรำงค์ต้ังอยู่เหนือชั้นหลังคำแบบมณฑปซ้อน ๕ ช้ัน ท่ียกช้ันเชิงกลอนสูง
จนท�ำให้ช้ันหลังคำของมณฑปดูเต้ีย และท�ำให้ชั้นเชิงกลอนกลับดูโดดเด่นเป็นพระเมรุ
ยอดปรำงค์ยอดเดียวไม่มียอดบริวำร ซึ่งตำมธรรมเนียมที่ตกทอดมำจำกอยุธยำน้ันต้องสร้ำง
เป็นพระเมรุทรงปรำสำทยอดปรำงค์เก้ำยอด เน่ืองจำกพระองค์ด�ำรงพระรำชอิสริยำยศเสมอเท่ำ
องค์พระมหำกษัตริย์ หรือหำกจะพิจำรณำว่ำมีพระรำชอิสริยำยศไม่เสมอเท่ำองค์สมเด็จพระมหำ
กษัตรยิ ์ก็ควรเปน็ แบบแผนของพระเมรทุ ีม่ ียอดปรำงค์ ๕ ยอดเสยี มำกกวำ่
งานพระเมรุ และสถาปตั ยกรรมพระเมรกุ ับความเปล่ียนแปลง
ในเนอื้ หำสว่ นนม้ี งุ่ อธบิ ำยพระเมรทุ สี่ รำ้ งขนึ้ ในรชั สมยั พระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลำ้ เจำ้
อยหู่ วั รชั กำลที่ ๕ ซง่ึ เปน็ ชว่ งเวลำทกี่ รงุ รตั นโกสนิ ทรด์ ำ� เนนิ ลมหำยใจมำไดร้ ำวรอ้ ยปี อกี ทงั้ อยภู่ ำย
ใตบ้ รบิ ทแวดล้อมที่สงั คมโลกไดโ้ อบล้อมเข้ำมำอยำ่ งใกลช้ ดิ อันน�ำพำไปส่กู ำรตง้ั ค�ำถำมในพระรำช
หฤทัยของพระองค์ต่อกำรด�ำเนินไปของงำนพระเมรุ และรูปแบบพระเมรุที่เหมำะสมกับบริบทร่วม
สมยั ในรัชกำลของพระองค์
อยำ่ งไรกด็ ี จำกกำรศกึ ษำพบวำ่ พระองคย์ งั มไิ ดด้ ำ� เนนิ กำรเปลย่ี นแปลงแบบแผนของงำน
พระเมรุที่ถวำยเป็นพระเกียรติยศสูงสุดแด่สมเด็จพระรำชบิดำของพระองค์ กล่ำวคือ พระเมรุใน
3๐๖ เสด็จสูแ่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
พระบำทสมเดจ็ พระจอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั รชั กำลท่ี ๔ ยงั คงรกั ษำลกั ษณะทำงสถำปตั ยกรรมทกี่ อ่ สรำ้ ง 5๑
เป็นพระเมรุทรงปรำสำทยอดปรำงค์ และพระเมรุใหญ่อีกองค์ท่ีถูกก่อสร้ำงขึ้นในรัชกำลพระบำท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว คือ พระเมรุสมเด็จพระนำงเจ้ำสุนันทำกุมำรีรัตน์ ซ่ึงมีลักษณะ
ทำงสถำปัตยกรรมคล้ำยคลึงกนั กบั พระเมรใุ นพระบำทสมเดจ็ พระจอมเกลำ้ เจ้ำอยหู่ ัว ทว่ำแตกต่ำง
กันตรงที่พระเมรุในพระบำทสมเด็จพระจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัวจะมีเรือนยอดบริวำรทรงปรำงค์อยู่บน
สันหลงั คำมุข ในขณะท่พี ระเมรุในสมเดจ็ พระนำงเจ้ำสนุ ันทำกมุ ำรรี ัตนไ์ มม่ ยี อดปรำงค์บรวิ ำร
หำกพิจำรณำธรรมเนียมท่ีรับถ่ำยทอดมำจำกอยุธยำดังปรำกฏสืบเน่ืองมำเม่ือแรกสร้ำง
กรุงรัตนโกสินทร์ พระเมรุส�ำหรับถวำยพระเพลิงพระบรมศพของพระมหำกษัตริย์จะเป็นพระเมรุ
ทรงปรำสำทยอดปรำงคเ์ กำ้ ยอด จำกประเดน็ ดงั กลำ่ วทำ� ใหผ้ เู้ ขยี นมขี อ้ สนั นษิ ฐำนวำ่ ควำมรคู้ วำมเขำ้ ใจ
ในกำรออกแบบก่อสร้ำงสถำปัตยกรรมเฉพำะกิจช้ันสูงน้ันได้ด�ำเนินกำรในลักษณะกำรสืบทอด
ภมู ปิ ญั ญำ จงึ ทำ� ใหพ้ ระเมรเุ อกสำ� หรบั พระมหำกษตั รยิ แ์ ละพระมเหสซี งึ่ ไมไ่ ดป้ ลกู สรำ้ งกนั บอ่ ยครง้ั
มคี วำมรทู้ ข่ี ำดชว่ งลงไป ทวำ่ เมอ่ื พระเมรสุ ำ� หรบั พระมหำกษตั รยิ ม์ ลี กั ษณะเปน็ พระเมรทุ รงปรำสำท
ยอดปรำงคห์ ำ้ ยอด เพรำะฉะนน้ั จงึ มกี ำรกำ� หนดฐำนำนศุ กั ดข์ิ องพระเมรขุ องพระมเหสใี หล้ ดฐำนำนรุ ปู
ลงเป็นเพียงพระเมรุทรงปรำสำทยอดปรำงค์ไม่มีเรือนยอดบรวิ ำรน่ันเอง
ภำพท่ี ๕ ภำพเกำ่ พระเมรุในพระบำทสมเด็จพระจอมเกล้ำเจำ้ อยหู่ วั ท�ำเป็นทรงปรำสำทยอดปรำงค์ห้ำยอด
จำกกำรศกึ ษำพบวำ่ ยงั มคี วำมเปลย่ี นแปลงทเี่ กดิ ขนึ้ อยำ่ งสำ� คญั ในรชั กำลที่ ๕ อกี ประกำร
คือ ควำมแพร่หลำยของรูปแบบสถำปัตยกรรมของพระเมรุทรงปรำสำทยอดมณฑป ท้ังน้ีจำก
กำรศึกษำภำพถ่ำยเก่ำเท่ำที่ปรำกฏจะเห็นได้ว่ำมีกำรก่อสร้ำงพระเมรุทรงปรำสำทยอดมณฑป
อย่ำงนอ้ ย ๕ องค์ (ดภู ำพท่ี ๗-๑๑) กลำ่ วคอื จำกภำพท่ี ๗ คอื พระเมรทุ รงปรำสำทยอดมณฑป
องคข์ นำดใหญ่ ทงั้ นจ้ี ำกกำรศกึ ษำหลกั ฐำนทำงประวตั ศิ ำสตรใ์ นราชกจิ จานเุ บกษาฉบบั ที่ ๔ หนำ้ ๔๐
ได้ใหข้ ้อมูลอันน�ำไปสกู่ ำรสนั นษิ ฐำนว่ำเป็นพระเมรใุ นสมเด็จพระเจำ้ บรมวงศเ์ ธอ เจำ้ ฟ้ำมหำมำลำ
กรมพระยำบ�ำรำบปรปักษ์ ควำมวำ่ “พระเมรุสูงขาดยอด ๓๐ วา ยอดปลีมีสรา้ ง (สา� ซา่ ง) ไม่มียอด
3๐๗เสด็จส่แู ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
๔ ประตู” ซึ่งเปน็ พระเมรทุ ส่ี มเด็จพระเจำ้ น้องยำเธอ เจำ้ ฟำ้ ภำณรุ งั สสี วำ่ งวงศ์ กรมพระภำณุพันธุ
วงศว์ รเดช เปน็ แมก่ อง ซง่ึ พระองคย์ งั ทรงเปน็ แมก่ องในกำรทำ� พระเมรใุ นสมยั รชั กำลที่ ๕ อกี หลำยองค์
ซ่ึงลว้ นแต่เปน็ พระเมรทุ รงปรำสำทยอดมณฑป หรอื ท่เี รยี กว่ำ “ยอดปลี” และเป็นท่ีน่ำสนใจคือถอื
เป็นคร้งั แรกเท่ำทีม่ เี อกสำรทำงประวตั ิศำสตร์กลำ่ วถงึ
ภำพที่ ๖ พระเมรุสมเดจ็ พระนำงเจ้ำสนุ ันทำกุมำรีรัตน์ ยังก่อสร้ำงเป็นพระเมรใุ หญท่ รงปรำสำทยอดปรำงค์
ภำพท่ี ๗ พระเมรุทรงปรำสำทยอดมณฑป
สนั นษิ ฐำนวำ่ เปน็ ของสมเดจ็ พระเจำ้ บรมวงศเ์ ธอ
เจ้ำฟ้ำมหำมำลำ กรมพระยำบ�ำรำบปรปักษ์
ภำพที่ ๘ ภำพถำ่ ยเกำ่ พระเมรทุ รงปรำสำทยอด
มณฑปในสมเด็จพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ เจ้ำฟ้ำ
พำหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนำรีรัตน์ และ
สมเด็จพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ เจ้ำฟ้ำศิริรำช
กกุธภัณฑ์ ปี พ.ศ.๒๔๓๐
3๐๘ เสดจ็ ส่แู ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
สำ� หรบั ภำพที่ ๘ คอื พระเมรใุ นสมเดจ็ พระเจำ้ ลกู เธอ เจำ้ ฟำ้ หญงิ พำหรุ ดั มณมี ยั ประไพพรรณ 5๑
พจิ ติ รนรศิ รรำชกมุ ำรี และสมเดจ็ พระเจำ้ ลกู ยำเธอ เจำ้ ฟำ้ ศริ ริ ำชกกธุ ภณั ฑ์ กลำ่ วคอื เปน็ อำคำรทรง
ปรำสำทจตั รุ มขุ ยอดมณฑปหำ้ ยอดโดยมยี อดบรวิ ำรทงั้ สตี่ งั้ เทนิ อยบู่ นมขุ ทงั้ สที่ ศิ และมมี ณฑปบรวิ ำร
อกี ๔ องค์ รวมท�ำใหพ้ ระเมรอุ งคน์ มี้ ยี อดมณฑปเป็น ๙ ยอด ตัวอำคำรตง้ั บนฐำนที่ยกสงู แม้ไมไ่ ด้
ตกแต่งเป็นภูเขำเช่นเดิม แต่ยังสะท้อนนัยถึงคติเขำพระสุเมรุ ท่ีมุมของอำคำรประธำนมีมณฑป
ซ่ึงเมื่อพิจำรณำโดยรวมแล้วจะเห็นว่ำเป็นพระเมรุเก้ำยอด จำกภำพจะเห็นว่ำ ตัวพระเมรุต้ังอยู่
ในผงั วงกลมซอ้ นอยใู่ นผงั บรเิ วณรปู สเ่ี หลยี่ ม ถดั ออกมำเปน็ พนื้ ทปี่ ดิ ลอ้ มดว้ ยรวั้ รำชวตั ิ สำ� หรบั อำคำร
ประกอบผงั ไดล้ ดรูปลงมำก กลำ่ วคอื “สำมซ่ำง” (สำมสรำ้ ง) และระเบียงล้อมพน้ื ทีถ่ กู ตัดออกเหลือ
เพยี งแตซ่ มุ้ ประตูและรำชวัติ ควำมนำ่ สนใจอกี ประกำร คือ มกี ำรกอ่ สร้ำงอำคำรตำ่ งๆ ท่ีเป็นเครอื่ ง
ไม้เพื่อใชร้ องรับกจิ กรรมตำ่ งๆ ในรูปแบบสถำปัตยกรรมทกี่ ำ� ลังไดร้ บั ควำมนยิ มและเปน็ ทต่ี ื่นตำต่นื
ใจของผคู้ นโดยเฉพำะเมอ่ื มกี ำรกอ่ สรำ้ งพระรำชวงั ดสุ ติ ซงึ่ อำคำรเหลำ่ นเี้ มอ่ื รอ้ื แลว้ ไดน้ ำ� ไปกอ่ สรำ้ ง
โรงพยำบำลศิรริ ำช
ภำพท่ี ๙ ภำพถำ่ ยเกำ่ พระเมรทุ รงปรำสำทยอดมณฑป ภำพท่ี ๑๐ ภำพถำ่ ยเกำ่ พระเมรุทรงปรำสำทยอดมณฑป
สันนิษฐำนว่ำเป็นพระเมรุพระเจ้ำลูกยำเธอ พระองค์ ซึ่งมีข้อสันนิษฐำนว่ำเป็นพระเมรุส�ำหรับเจ้ำฟ้ำนภำจร
เจำ้ นภำงค์นิพทั ธพงศ์ ซึ่งกอ่ สรำ้ งในวดั มหำธำตุ จ�ำรัสศรี และพระองคเ์ จำ้ สมยั วุฒโิ รดม
สำ� หรบั ภำพท่ี ๙ คอื พระเมรทุ รงปรำสำทยอดมณฑป สนั นษิ ฐำนวำ่ เปน็ พระเมรใุ นพระเจำ้
ลูกยำเธอ พระองค์เจ้ำนภำงค์นิพัทธพงศ์ พ.ศ.๒๔๑๙ ตำมที่กล่ำวในราชกิจจานุเบกษา พระเมรุ
ตง้ั อยู่ในวัดมหำธำตุ เปน็ ทรงปรำสำทยอดมณฑปชน้ั เชงิ กลอน ๕ ช้นั มุขด้ำนเหนอื และใตช้ กั ยำว
ออกมำกกว่ำดำ้ นอืน่ ซ่ึงในชว่ งเวลำท่นี นั้ ยงั ไม่ได้กอ่ สรำ้ งตึกสงั ฆิกเสนำศน์รำชวิทยำลยั
สำ� หรบั ภำพที่ ๑๐ คอื พระเมรทุ รงปรำสำทยอดมณฑป ซงึ่ สนั นษิ ฐำนวำ่ เปน็ พระเมรสุ ำ� หรบั
เจำ้ ฟ้ำนภำจรจ�ำรัสศรี และพระองคเ์ จำ้ สมยั วฒุ ิโรดม ในปี พ.ศ.๒๔๓๒ ซ่ึงมีลกั ษณะเปน็ พระเมรุทรง
ปรำสำทยอดมณฑป โดยมพี ระทนี่ ง่ั ทรงธรรมอยทู่ ำงดำ้ นทศิ ใตข้ องพระเมรสุ มั พนั ธก์ บั ทำ� เลทตี่ ง้ั ของ
พระบรมมหำรำชวงั
ส�ำหรับภำพที่ ๑๑ คือ พระเมรุทรงปรำสำทยอดมณฑป ยังไม่อำจระบุได้ว่ำเป็นพระเมรุ
ของเจ้ำนำยพระองค์ใดแต่ต้องเกิดข้ึนหลังจำกวังหน้ำได้ลดบทบำทลงจนหมดส้ินแล้ว และรูปทรง
ของอำคำรที่เป็นอำคำรทรงปรำสำทยอดมณฑปอันเป็นพระเมรุ ในพระรำชนิยมของรัชกำลท่ี ๕
3๐๙เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
ชว่ ยใหส้ ำมำรถกำ� หนดอำยขุ องงำนครงั้ นไี้ ดอ้ ยำ่ งกวำ้ งๆ จำกภำพจะเหน็ วำ่ ตง้ั อยทู่ รงทศิ ตะวนั ออก
ของพระอุโบสถวัดบวรสถำนสทุ ธำวำส และมคี ลองโรงไหมอยู่ด้ำนขำ้ ง แสดงว่ำ นอกจำกงำนพระ
เมรุมำศส�ำหรบั สมเด็จพระบรมโอรสำธิรำช เจำ้ ฟ้ำมหำวชริ ณุ หศิ สยำมมกฎุ รำชกุมำรแลว้ ยงั มงี ำน
พระเมรุอย่ำงน้อยอีกหน่ึงครั้งท่ีจัดตรงบริเวณน้ี อย่ำงไรก็ตำม จำกกำรศึกษำของศำสตรำจำรย์
กติ ตคิ ุณ ม.ร.ว. แน่งน้อย ศกั ดิ์ศรี และคณะ (๒๕๕๕) ไดส้ นั นษิ ฐำนว่ำ อำคำรเฉพำะกิจในภำพท่ี ๑๑
คือ เมรุเจ้ำคณุ จอมมำรดำส�ำลี พ.ศ.๒๔๔๔ ซ่งึ เปน็ เมรผุ ้ำขำว
ภำพท่ี ๑๑ ภำพถำ่ ยเกำ่ พระเมรทุ รงปรำสำทยอดมณฑป
หลักฐำนไม่เพียงพอต่อกำรสันนิษฐำนว่ำเป็นพระเมรุ
ส�ำหรับเจ้ำนำยพระองค์ใด ทว่ำเกิดขึ้นภำยหลังท่ี
พระรำชวงั บวรสถำนมงคล หรือวงั หนำ้ ได้ลดบทบำทลง
แล้ว เนื่องจำกพระเมรุองค์นี้สร้ำงอยู่ริมคลองโรงไหม
ด้ำนหลังแลเห็นพระอุโบสถวดั บวรสถำนสทุ ธำวำส
จากพระเมรุใหญ่ สู่พระเมรุมาศ กระบวนทัศนใ์ หม่ภายใตส้ ภาวะแวดลอ้ มรว่ มสมยั
ในสถำนภำพควำมรู้ในปัจจุบันเป็นท่ีรับทรำบกันอย่ำงกว้ำงขวำงแล้วว่ำ พระเมรุใน
พระรำชพธิ ถี วำยพระเพลงิ พระบรมศพรชั กำลท่ี ๕ ไดค้ งเหลอื กำรกอ่ สรำ้ งเฉพำะองค์ “พระเมรมุ ำศ”
ซ่งึ แตเ่ ดมิ เปน็ อำคำรทีต่ ง้ั อยู่ภำยใน “พระเมรใุ หญ”่ ทวำ่ ในควำมจริงพระเมรอุ งค์แรกๆ ท่ีไดย้ กเลกิ
กำรก่อสร้ำงพระเมรุใหญ่คงเหลือเฉพำะพระเมรุมำศทรงมณฑปเท่ำน้ัน คือ พระเมรุส�ำหรับ
พระรำชทำนเพลิงพระศพสมเด็จพระบรมโอรสำธิรำช เจ้ำฟ้ำมหำวชิรุณหิศ สยำมมกุฎรำชกุมำร
ซึ่งเป็นที่น่ำสนใจว่ำ กำรก่อสร้ำงพระเมรุมำศในครำวน้ีได้แสดงให้เห็นควำมเปล่ียนแปลงของชุด
ควำมคดิ หลำยประกำรซงึ่ น�ำไปสพู่ ระบรมรำชวนิ ิจฉยั ในกำรสร้ำงพระเมรุมำศในรัชกำลท่ี ๕ ใหค้ งมี
เฉพำะกำรก่อสร้ำงพระเมรุมำศเป็นอำคำรทรงมณฑป โดยตดั กำรก่อสร้ำงพระเมรใุ หญ่ออกไปดว้ ย
เหตุผลถึงบริบทรว่ มสมัยในช่วงเวลำดงั กล่ำว รวมท้งั รัชกำลท่ี ๕ ยงั โปรดเกลำ้ ฯ ใหก้ ่อสรำ้ งอำคำร
ทมี่ คี วำมถำวร
นอกจำกน้ี หำกพจิ ำรณำในบริบทกอ่ นหน้ำนจี้ ะเหน็ ว่ำ ในกำรทวิ งคตของกรมพระรำชวงั
บวรวิไชยชำญ ในปี พ.ศ.๒๔๒๘ รัชกำลที่ ๕ ได้โปรดพระรำชทำนให้ก่อสร้ำงพระเมรุใหญ่ตำม
ธรรมเนยี ม ดงั ปรำกฏกลำ่ วถงึ ในราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ที่ ๑ หนำ้ ๕๓๓-๕๓๖ ซงึ่ ในทนี่ ี้ สนั นษิ ฐำนวำ่
รัชกำลที่ ๕ โปรดเกล้ำฯ พระรำชทำนให้ตำมแบบแผนท่ีปฏิบัติกันมำยังไม่ได้ให้เปล่ียนแปลง
เนอ่ื งจำกในสภำวกำรณค์ วำมสัมพนั ธ์ระหวำ่ งวงั หลวงและวังหนำ้ นั้นไม่สู้ดีนัก หำกโปรดเกลำ้ ฯ ให้
เปลี่ยนแปลงแบบแผนในกำรณค์ รัง้ น้ีกจ็ ะมผี ูต้ ีควำมไปในทำงลบได้
จนกระท่ังครำวงำนพระเมรุสมเด็จพระบรมโอรสำธิรำช เจ้ำฟ้ำมหำวชิรุณหิศ สยำมมกุฎ
รำชกมุ ำร ซึ่งสวรรคตในปี พ.ศ.๒๔๓๗ และจัดงำนพระเมรุในปี พ.ศ.๒๔๔๓ รัชกำลที่ ๕ จงึ โปรด
เกล้ำฯ ให้ก่อสร้ำงเฉพำะ “พระเมรุมำศ” ไม่ก่อสร้ำงพระเมรุใหญ่ โดยมีลักษณะเป็นอำคำรทรง
3๑๐ เสด็จสู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
มณฑปผงั สเ่ี หลยี่ มจตั รุ สั ซง่ึ มกี ำรซอ้ นชนั้ เชงิ กลอนเจด็ ชน้ั และทำ� เลในกำรกอ่ สรำ้ งอยดู่ ำ้ นตะวนั ออก
ของพระอโุ บสถวดั บวรสถำนสทุ ธำวำส จงึ อำจแสดงนยั ยะทแี่ สดงวำ่ พระองคเ์ ปน็ สยำมมกฎุ รำชกมุ ำร
ซ่ึงมีตำ� แหน่งเดียวกับกรมพระรำชวงั บวรท่คี รองพระรำชวังบวรสถำนมงคลด้วยนั่นเอง
5๑
ภำพที่ ๑๒ ภำพถำ่ ยเกำ่ พระเมรทุ รงมณฑปในสมเดจ็ พระบรมโอรสำธริ ำช เจำ้ ฟำ้ มหำวชริ ณุ หศิ สยำมมงกฎุ รำชกมุ ำร
ทจ่ี ดั ขึน้ ตรงบริเวณด้ำนตะวนั ออกของพระอุโบสถวัดบวรสถำนสทุ ธำวำส ซึ่งในกำรพระรำชพิธีครำวน้ีได้กำ� หนดให้
พระอโุ บสถวัดบวรสถำนสทุ ธำวำสเปน็ พระเมรพุ ิมำนประดษิ ฐำนพระศพก่อนกำรพระรำชทำนเพลงิ พระศพ
ควำมเปลี่ยนแปลงทำงสถำปัตยกรรมของพระเมรุส�ำหรับองค์พระมหำกษัตริย์ได้
เปลย่ี นแปลงใหมอ่ ยำ่ งสนิ้ เชงิ ในพระเมรมุ ำศสำ� หรบั พระรำชพธิ ถี วำยพระเพลงิ พระบรมศพพระบำท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว รัชกำลที่ ๕ ด้วยกำรทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ ให้ยกเลิกกำร
กอ่ สรำ้ งพระเมรใุ หญท่ รงปรำสำทยอดปรำงคส์ ำ� หรบั งำนพระเมรใุ นพระมหำกษตั รยิ อ์ อกเสยี คงเหลอื
เพยี งกำรกอ่ สรำ้ งพระเมรมุ ำศทรงบษุ บกไวเ้ ทำ่ นน้ั ดงั พระรำชกระแสรบั สงั่ ไวก้ อ่ นแลว้ วำ่ “...แตเ่ มอื่
ตวั ฉนั แลว้ ....ขอให้ยกเลิกงานพระเมรใุ หญ่นัน้ เสีย ปลกู แตท่ ่ีเผาอนั พอสมควร ณ ท้องสนามหลวง
แลว้ แตจ่ ะเหน็ สมควรกนั ตอ่ ไป...” (สมภพ ภริ มย์ ๒๕๒๘: ๑๘๐) ซงึ่ กำรออกแบบกอ่ สรำ้ งพระเมรมุ ำศ
ในคร้ังน้ี รองศำสตรำจำรย์สมคิด จิระทัศนกุล มีข้อสังเกตถึงผู้ออกแบบว่ำ ตำมปกติแล้วสมเด็จฯ
เจ้ำฟ้ำกรมพระยำนริศรำนุวัดติวงศ์จะเปรียบได้เป็นนำยช่ำงเอกคู่พระรำชหฤทัยของรัชกำลท่ี ๕
หำกแตท่ วำ่ พระเมรมุ ำศองคน์ ก้ี ลบั ไดร้ บั กำรออกแบบโดยพระเจำ้ บรมวงษเ์ ธอฯ กรมพระนเรศรว์ รฤทธ์ิ
ซ่ึงอำจเป็นเพรำะพระอำกำรประชวรด้วยโรคพระหฤทัยโตของสมเด็จฯ เจ้ำฟ้ำกรมพระยำนริศรำนุ
วัดติวงศ์ (สมคิด จิระทัศนกุล ๒๕๕๖: ๗๗๒, ๗๗๖) หำกเปรียบเทียบกับพระเมรุมำศในสมเด็จ
พระบรมโอรสำธิรำช เจำ้ ฟ้ำมหำวชิรุณหศิ สยำมมงกฎุ รำชกุมำร (ภำพท่ี ๑๒) ซง่ึ มีกำรซอ้ นชนั้ ของ
เรือนยอด ๗ ช้ัน ในขณะท่ีพระเมรุมำศพระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัวจะมีกำรซ้อนชั้น
เรอื นยอดนอ้ ยกวำ่ คอื ๕ ช้นั นอกจำกน้ี ยงั ได้ใช้วธิ ีกำรก่อสร้ำงแบบใหมด่ ว้ ยกำรวำงโครงสรำ้ งของ
ตวั เรอื นโดยกำรใชไ้ มท้ มี่ ขี นำดเลก็ แตกตำ่ งไปจำกกำรกอ่ สรำ้ งแบบเดมิ ดงั ใจควำมวำ่ “...จงึ คดิ ดว้ ย
เกลา้ ฯ วา่ จะท�าดว้ ยไมเ้ ล็กๆ ใชต้ ิดต่อกนั ตามวชิ ชาช่างใหม่ๆ...” (หจช. ๒๔๕๔)
3๑๑เสด็จส่แู ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
นอกจำกกำรเปล่ียนแปลงของลักษณะทำงสถำปัตยกรรมของอำคำรพระเมรุมำศแล้ว
จะเห็นว่ำกำรผังพ้ืนท่ีและอำคำรยังเปล่ียนแปลงไป กล่ำวคือ ซุ้มประตูถูกตัดออกไป แทนที่ด้วย
อำคำรผังจัตุรมุขท่ีตั้งขนำบทำงเข้ำสู่มณฑลพิธี ซึ่งกำรออกแบบคร้ังน้ีได้ท�ำให้เกิดปรำกฏกำรณ์ที่
นำ่ สนใจ คอื เกดิ เสน้ นำ� สำยตำเขำ้ ไปสอู่ ำคำรประธำน ทำ� ใหพ้ ระเมรมุ ำศดยู ง่ิ ใหญ่ และสงำ่ งำม แมว้ ำ่
ถูกลดขนำดลงหลำยเท่ำตัว อีกท้ังยังเกิดควำมเช่ือมต่อของมณฑลพิธีตอนในที่เป็นขอบเขตท่ี
ศกั ดส์ิ ทิ ธท์ิ ผี่ ทู้ ไี่ มเ่ กย่ี วขอ้ งจะลว่ งเขำ้ ไปได้ แตอ่ ยำ่ งไรกต็ ำม ทำ� ใหไ้ พรฟ่ ำ้ ทมี่ อี งคพ์ ระปยิ มหำรำชสถติ
อยู่ในดวงใจสำมำรถเป็นสว่ นหนึ่งของกำรส่งเสดจ็ กลบั ไปส่สู รวงสวรรคไ์ ดผ้ ่ำนมุมมองทเ่ี ปิดกวำ้ งนี้
ภำพที่ ๑๓ แบบสถำปัตยกรรมเขียนว่ำ “แบบพระเมรุท้องสนำมหลวง” ซึ่งเม่ือเปรียบเทียบกับรูปถ่ำยเก่ำ
(ภำพล่ำง) พระเมรุมำศในพระรำชพิธีถวำยพระเพลิงพระบรมศพพระบำทสมเด็จพระจุลจอมจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว
จะเหน็ ว่ำเป็นพระเมรมุ ำศองค์เดียวกัน
3๑๒ เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
รูปแบบของพระเมรุมำศทรงมณฑปได้เป็นแบบแผนของพระเมรุมำศส�ำหรับพระรำชพิธี 5๑
ถวำยพระเพลงิ พระบรมศพสมเดจ็ พระมหำกษัตริย์สืบต่อมำ กล่ำวคอื พระเมรมุ ำศพระบำทสมเดจ็
พระมงกฎุ เกล้ำเจ้ำอย่หู วั รชั กำลที่ ๖ (พ.ศ.๒๔๖๘) ซึง่ สมเด็จฯ เจ้ำฟำ้ กรมพระยำนรศิ รำนุวัดตงิ ศ์
เป็นผู้ “คิดอย่ำงและตรวจตรำ” โดยมีหลวงสมิทธิเลขำ (อู๋ ลำภำนนท์) เป็น “ผู้เขียน” (สมคิด
จริ ะทัศนกุล ๒๕๕๖: ๘๒๐) พระเมรมุ ำศพระบำทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหำอำนันทมหดิ ล พระอัฐม
รำมำธบิ ดนิ ทร ออกแบบโดยศำสตรำจำรยพ์ ระพรหมพจิ ติ ร (อู๋ ลำภำนนท)์ และพระเมรมุ ำศพระบำท
สมเด็จพระปรมินทรมหำภูมิพลอดุลยเดช ออกแบบโดยคณะท�ำงำนจำกส�ำนักสถำปัตยกรรม
กรมศลิ ปำกร กระทรวงวฒั นธรรม ตำ่ งกใ็ ชแ้ บบแผนกำรกอ่ สรำ้ งพระเมรมุ ำศเปน็ ทรงบษุ บกเฉกเชน่
พระเมรมุ ำศพระบำทสมเด็จพระจลุ จอมเกลำ้ เจำ้ อย่หู ัวสืบตอ่ กนั มำ
พระเมรุมาศ-พระเมรุฝีพระหตั ถ์สมเดจ็ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานรศิ รานวุ ัดตวิ งศ์
สำ� หรบั พระเมรมุ ำศ และพระเมรทุ เี่ ปน็ ฝพี ระหตั ถข์ องสมเดจ็ ฯ กรมพระยำนรศิ รำนวุ ดั ตวิ งศ์
น้ันใช้ข้อมูลตำมกำรศึกษำของรองศำสตรำจำรย์สมคิด จิระทัศนกุล ที่ได้วิเครำะห์ในประเด็นเรื่อง
กำรลงนำมและกำรใชส้ ญั ลกั ษณป์ ระจำ� พระองคก์ ำ� กบั บนผลงำนทที่ รงออกแบบ (สมคดิ จริ ะทศั นกลุ
๒๕๕๖: ๗๘๑-๗๘๓) ดังมรี ำยละเอยี ดต่อไปน้ี
ในสมยั รชั กำลท่ี ๕ นน้ั สมเดจ็ ฯ เจำ้ ฟำ้ กรมพระยำนรศิ รำนวุ ดั ตวิ งศไ์ ดท้ รงมโี อกำสออกแบบ
พระเมรุ ๑ องค์ คอื “พระเมรพุ ระเจำ้ ลกู เธอ พระองคเ์ จำ้ ศรวี ลิ ยั ลกั ษณ์ กรมขนุ สพุ รรณภำควด”ี ในปี
พ.ศ.๒๔๔๗ ซง่ึ แมว้ ำ่ จะไมม่ หี ลกั ฐำนบง่ ชี้ ทวำ่ จำกทว่ งทใี นกำรกำรออกแบบแลว้ นนั้ รองศำสตรำจำรย์
สมคิด จิระทัศนกลุ สนั นิษฐำนวำ่ พระเมรดุ ังกลำ่ วตอ้ งเป็นผลงำนของสมเด็จฯ เจำ้ ฟำ้ กรมพระยำ
นรศิ รำนวุ ัดตวิ งศอ์ ย่ำงแนน่ อน (สมคดิ จริ ะทศั นกลุ ๒๕๕๖: ๗๘๘-๗๘๙)
ตอ่ มำในรชั สมยั พระบำทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั รชั กำลท่ี ๖ นน้ั รองศำสตรำจำรย์
สมคดิ จริ ะทศั นกลุ เสนอวำ่ สมเดจ็ ฯ เจำ้ ฟำ้ กรมพระยำนรศิ รำนวุ ดั ตวิ งศ์ ไดท้ รงออกแบบพระเมรมุ ำศ
และพระเมรุด้วยกัน ๓ องค์ คือ พระเมรุมำศสมเด็จพระศรีพัชรินทรำบรมรำชินีนำถ พ.ศ.๒๔๖๓
พระเมรสุ มเดจ็ พระอนชุ ำธริ ำช เจำ้ ฟำ้ กรมหลวงพษิ ณโุ ลกประชำนำถ พ.ศ.๒๔๖๓ และ พระเมรสุ มเดจ็
พระมหำสมณเจำ้ กรมพระยำวชริ ญำณวโรรส พ.ศ.๒๔๖๔
ต่อมำในรัชสมัยพระบำทสมเด็จพระปกเกล้ำเจ้ำอยู่หัว รัชกำลท่ี ๗ น้ัน สมเด็จเจ้ำฟ้ำ
กรมพระยำนรศิ รำนวุ ดั ตวิ งศไ์ ดท้ รงออกแบบพระเมรมุ ำศ และพระเมรดุ ว้ ยกนั ๔ องค์ คอื พระเมรมุ ำศ
พระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอยหู่ ัว พ.ศ.๒๔๖๘ พระเมรุสมเดจ็ พระปิตจุ ฉำเจ้ำสุขุมำลมำรศรี
พระอคั รรำชเทวี พ.ศ.๒๔๗๑ พระเมรสุ มเดจ็ พระรำชปติ ลุ ำบรมพงศำภมิ ขุ เจำ้ ฟำ้ ภำณรุ งั สสี วำ่ งวงศ์
กรมพระยำภำณพุ นั ธว์ งศว์ รเดช พ.ศ. ๒๔๗๒ และพระเมรสุ มเดจ็ พระมหติ ลำธเิ บศร อดลุ ยเดชวกิ รม
พระบรมรำชชนก (สมเดจ็ พระเจ้ำพ่ยี ำเธอ เจ้ำฟ้ำกรมหลวงสงขลำนครินทร)์ พ.ศ.๒๔๗๒
ต่อมำในรัชสมัยพระบำทสมเด็จพระปรเมนทรมหำอำนันทมหิดล พระอัฐมรำมำธิบดินทร
รัชกำลท่ี ๘ นนั้ สมเด็จฯ เจ้ำฟำ้ กรมพระยำนริศรำนวุ ัดตวิ งศ์ไดท้ รงออกแบบพระเมรุ ๑ องค์ คือ
พระเมรุสมเดจ็ พระเจำ้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระสวสั ดวิ ัดนวศิ ษิ ฏ์ พ.ศ.๒๔๗๘
3๑3เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
ในชว่ งระหวำ่ งต้นรชั กำลที่ ๖ เป็นตน้ มำ จะเหน็ ได้วำ่ กำรเปลยี่ นแปลงบรบิ ทแวดลอ้ มทำง
สงั คม วฒั นธรรม เศรษฐกจิ และกำรเมอื งไดม้ พี ลวตั อิ ยำ่ งสงู ยงิ่ ทงั้ ทเี่ ปน็ ปจั จยั จำกภำยนอกประเทศ
และเป็นปัจจัยภำยในประเทศ นับตั้งแต่สงครำมโลกคร้ังท่ี ๑ ภำวะข้ำวยำกหมำกแพง ตลอดจน
กำรเปลี่ยนแปลงระบอบกำรปกครองจำกระบบสมบูรณำญำสิทธิรำชย์มำเป็นระบอบประชำธิปไตย
ซ่ึงผลต่อกำรออกแบบและกำรจัดงำนพระเมรุตลอดจนกำรปรับตัวเข้ำสู่สมดุลใหม่ขององคำพยพ
ตำ่ งๆ ของสงั คม
สำ� หรบั พระเมรมุ ำศ และพระเมรทุ อี่ อกแบบโดยสมเดจ็ ฯ เจำ้ ฟำ้ กรมพระยำนรศิ รำนวุ ดั ตวิ งศ์
นัน้ รองศำสตรำจำรย์ สมคดิ จริ ะทัศนกุล ไดศ้ ึกษำและจำ� แนกรปู แบบทำงสถำปัตยกรรมออกเปน็
๒ ประเภท ตำมรปู แบบของเรือนยอด คอื “เรอื นยอดทรงบุษบก” และ “เรอื นยอดทรงปรำสำทแบบ
ต่ำงๆ” (สมคิด จิระทัศนกุล ๒๕๕๖: ๗๘๔) โดยเรือนยอดทรงบุษบกน้ันก�ำหนดให้เป็นเรือนยอด
ท่ีสัมพันธ์กับฐำนำนุศักด์ิที่สูงสุดอันใช้ในพระเมรุมำศในรัชกำลท่ี ๖ ซ่ึงเป็นเรือนยอดที่มีแบบแผน
เครง่ ครดั ตำมฉนั ทำลักษณแ์ บบจำรีตทีร่ บั ถำ่ ยทอดมำจำกพระเมรใุ นรชั กำลที่ ๕ ทว่ำเรือนยอดทรง
ปรำสำทนน้ั ไดเ้ ปดิ โอกำสใหพ้ ระองคไ์ ดใ้ ชเ้ ชงิ ชน้ั ในกำรออกแบบไดอ้ ยำ่ งกวำ้ งขวำงซงึ่ สอดคลอ้ งกบั
คตนิ ิยมของพระองค์ด้วย ดงั จะเห็นไดว้ ่ำมลู เหตใุ นกำรก่อรูปของพระเมรุมำศ และพระเมรใุ นช่วงน้ี
ได้กลับตำลปัตรกับธรรมเนียมในกำรออกแบบพระเมรุแบบด้ังเดิมท่ีรับแบบแผนมำจำกอยุธยำไป
โดยส้นิ เชงิ
ทงั้ นยี้ งั จะเหน็ ไดว้ ำ่ นอกจำกพระเมรมุ ำศ และพระเมรจุ ะลดขนำดของอำคำรลงมำจำกเดมิ
มำกแลว้ ยังจะเหน็ ไดว้ ่ำในกำรสรำ้ งพระเมรมุ ำศ และพระเมรใุ นแตล่ ะครำวจะใช้ในกำรพระรำชพิธี
พระรำชทำนเพลิงพระศพของพระบรมวงศำนุวงศ์หลำยพระองค์ท่ีมีกำรส้ินพระชนม์ในช่วงเวลำ
เดียวกันน้ัน ดังตัวอย่ำงของพระเมรุสมเด็จพระเจ้ำพ่ีนำงเธอ เจ้ำฟ้ำสุทธำทิพยรัตน กรมหลวง
ศรรี ตั นโกสนิ ทร์ มีพระบรมวงศำนวุ งศ์สิ้นพระชนม์หลำยพระองค์ รัชกำลท่ี ๖ จึงโปรดเกล้ำฯ ใหใ้ ช้
พระเมรสุ มเดจ็ พระเจำ้ พนี่ ำงเธอ เจำ้ ฟำ้ สทุ ธำทพิ ยรตั น์ กรมหลวงศรรี ตั นโกสนิ ทร ในกำรพระรำชทำน
เพลงิ พระบรมวงศำนวุ งศช์ นั้ สงู อำทิ สมเดจ็ พระเจำ้ นอ้ งยำเธอ เจำ้ ฟำ้ จฑุ ำธชุ ธรำดลิ ก กรมขนุ เพช็ รบรู ณ์
อนิ ทรำชยั , สมเดจ็ พระเจำ้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยำเทวะวงศว์ โรปกำร, พระเจำ้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหลวง
สรรพสิทธิประสงค์, พระเจำ้ บรมวงศ์เธอ กรมขนุ มรุพงษศ์ ิริพฒั น,์ พระเจ้ำพ่ียำเธอ กรมหลวงชมุ พร
เขตอุดมศักด์ิ, และเจ้ำพระยำเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ซึ่งก็ได้มีกำรปรับเปล่ียนองค์ประกอบตกแต่งทำง
สถำปัตยกรรมเพ่ือใหส้ อดคล้องกับฐำนำนศุ ักด์ิของพระบรมวงศำนุวงศช์ น้ั ต่ำงๆ
พลวตั ทำงสงั คม วฒั นธรรม และเศรษฐกจิ ยงั แสดงออกผำ่ นงำนพระเมรมุ อี กี หลำยประกำร
อำทเิ ชน่ กำรทร่ี ชั กำลที่ ๖ ได้ทรงพระกรณุ ำโปรดเกล้ำฯ ใหป้ รบั แกร้ ูปแบบทำงสถำปัตยกรรม เพ่ือ
ใหก้ ำรกอ่ สรำ้ งพระเมรกุ ระชบั เวลำและกอ่ สรำ้ งแลว้ เสรจ็ ทนั หมำยกำ� หนดกำรและดเู ปน็ พระเมรอุ งคใ์ หม่
ทีม่ ฐี ำนำนศุ กั ดิ์สอดคล้องกบั พระบรมวงศำนุวงศผ์ ูว้ ำยชนม์ เชน่ พระเมรุสมเดจ็ พระมหติ ลำธเิ บศร
อดลุ ยเดชวิกรม พระบรมรำชชนก (สมเด็จพระเจำ้ พ่ยี ำเธอ เจ้ำฟ้ำกรมหลวงสงขลำนครนิ ทร์) ซึง่
ปรบั แกร้ ปู แบบจำกพระเมรสุ มเดจ็ พระรำชปติ ลุ ำบรมพงศำภมิ ขุ เจำ้ ฟำ้ ภำณรุ งั สสี วำ่ งวงศ์ กรมพระยำ
ภำณุพันธว์ งศว์ รเดช
3๑4 เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
5๑
ภำพที่ ๑๔: ภำพซำ้ ย พระเมรสุ มเดจ็ พระรำชปติ ลุ ำบรมพงศำภมิ ขุ เจำ้ ฟำ้ ภำณรุ งั สสี วำ่ งวงศ์ กรมพระยำภำณพุ นั ธ์
วงศ์วรเดช และภำพขวำ พระเมรุสมเด็จพระมหิตลำธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมรำชชนก จะเห็นได้ว่ำมี
องคป์ ระกอบทำงสถำปัตยกรรมสว่ นฐำน และส่วนหลงั คำและเรอื นยอดแตกตำ่ งกนั
รวมท้ัง ยังมีกำรก่อสร้ำงพระเมรุหลังคำดำดสีขึ้นที่วัดเทพศิรินทรำวำส ในปี พ.ศ.๒๔๖๙
เพอ่ื ใชใ้ นกำรพระรำชทำนเพลงิ พระศพและศพพระบรมวงศำนวุ งศท์ สี่ นิ้ พระชนม์ และถงึ แกอ่ สญั กรรม
ในชว่ งเวลำดงั กลำ่ วหลำยองค์ กำรกอ่ สรำ้ งเมรทุ วี่ ดั เทพศริ นิ ทรำวำสดงั กลำ่ วนนั้ ไดส้ รำ้ งแบบแผนใหม่
ของกำรพิธีพระรำชทำนเพลิงพระศพและศพท่ีแต่เดิมจัดอยู่ที่ท้องสนำมหลวง และเป็นที่มำของ
เมรหุ ลวงหนำ้ พลบั พลำอศิ ริยำภรณด์ ้วย
พระเมรุมาศ-พระเมรภุ ายใตก้ ารออกแบบของกรมศิลปากร
แม้ว่ำกรมศิลปำกรได้มีจุดเร่ิมต้นต้ังแต่รัชกำลท่ี ๖ ในปี พ.ศ.๒๔๕๔ และถูกยกเลิกไปปี
พ.ศ.๒๔๖๙ ในรชั กำลที่ ๗ ทวำ่ ภำยหลงั เปลย่ี นแปลงกำรปกครองจำกระบอบสมบรู ณำญำสทิ ธริ ำชย์
มำเปน็ ระบอบประชำธปิ ไตยในปี พ.ศ.๒๔๗๕ นัน้ ตอ่ มำในปี พ.ศ.๒๔๗๖ มีพระรำชบัญญตั จิ ดั ตั้ง
กรมศลิ ปำกรข้นึ อีกครั้ง
จะเห็นได้ว่ำ กระบวนกำรถ่ำยทอดควำมรู้ด้ำนกำรออกแบบและทักษะเชิงช่ำงหลวงใน
กำรกอ่ สรำ้ งพระเมรมุ ำศและพระเมรุแบบอยำ่ งสมเดจ็ ฯ เจำ้ ฟ้ำกรมพระยำนริศรำนุวัดติวงศ์ ไดถ้ ูก
ถ่ำยทอดต่อมำยังพระพรหมพิจิตร (อู๋ ลำภำนนท์) ตั้งแต่เมื่อครำวด�ำรงต�ำแหน่งหลวงสมิทธิเลขำ
ต้ังแต่เมื่อคร้ังงำนพระเมรุมำศพระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอยู่หัว รวมท้ังยังปรำกฏช่ือ
ผอู้ อกแบบ และผมู้ สี ว่ นรว่ มในกำรกำรทำ� งำนอกี หลำยทำ่ น อำทพิ ระเทวำภนิ มิ มติ ร (ฉำย เทยี มศลิ ปช์ ยั )
รวมทง้ั ผทู้ จ่ี บกำรศกึ ษำทำงสถำปตั ยกรรมจำกตะวนั ตก อำทหิ มอ่ มเจำ้ อทิ ธเิ ทพสรรค์ กฤดำกร และ
พระสำโรชรตั นนมิ มำนก์ (สำโรช สุขยำงค)์
3๑5เสดจ็ ส่แู ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
จำกกำรศึกษำพบว่ำ พระเมรุองค์แรกที่ด�ำเนินกำรโดยกรมศิลปำกร คือ พระเมรุสมเด็จ
พระรำชปติ จุ ฉำ เจำ้ ฟำ้ วไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพช็ รบ์ รุ รี ำชสริ นิ ธร พ.ศ.๒๔๘๔ ซงึ่ แบบรำ่ งแรกนนั้
มรี ปู แบบทพี่ ฒั นำตอ่ จำกรปู แบบพระเมรสุ มเดจ็ เจำ้ ฟำ้ ฯ กรมหลวงสงขลำนครนิ ทร์ ทวำ่ กรมศลิ ปำกร
ได้เปลีย่ นแบบเนอ่ื งจำกงบประมำณในกำรก่อสร้ำง
พระเมรุมำศองคต์ ่อมำ คือ พระเมรุพระบำทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหำอำนันทมหิดล พ.ศ.
๒๔๙๓ ซึง่ พระองค์ไดเ้ สดจ็ สวรรคตในปี พ.ศ.๒๔๘๙ เดิมทมี กี ำ� หนดกำรจดั กำรพระรำชพิธใี นเดือน
มีนำคม พ.ศ.๒๔๙๐ แต่ด้วยบ้ำนเมืองประสบภำวะขำดแคลนจึงได้เลื่อนออกไปปี พ.ศ.๒๔๙๑
เพื่อให้มีเวลำเตรียมกำรได้เหมำะสม ทว่ำพระรำชพิธีถวำยพระเพลิงพระบรมศพก็ยังมิได้เกิดข้ึน
จนกระทั่งรัฐบำลได้มีก�ำหนดใหม่ว่ำจะจัดในเดือนกุมภำพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๒ แต่แล้วพระบำทสมเด็จ
พระปรมนิ ทรมหำภูมิพลอดุลยเดชได้ประสบอุบัติเหตุทำงรถยนต์ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงได้
เลื่อนก�ำหนดจัดกำรพระรำชพิธีถวำยพระเพลิงพระบรมศพรัชกำลที่ ๘ ไปเป็นวันท่ี ๒๘ มีนำคม
พ.ศ.๒๔๙๓ ซึง่ พระเมรมุ ำศมลี กั ษณะทำงสถำปัตยกรรมเปน็ อำคำรทรงมณฑปไมช่ ักมขุ เรือนยอด
บุษบกมีชั้นเชิงกลอน ๕ ชั้น และมียอดพรหมพักตร์ ต่อมำได้มีกำรจัดสร้ำงพระเมรุมำศสมเด็จ
พระศรสี วรนิ ทริ ำบรมรำชเทวี พระพนั วสั สำอยั ยกิ ำเจำ้ พ.ศ.๒๔๙๙ ซง่ึ กำ� หนดใหม้ รี ปู แบบเชน่ เดยี วกนั
กับพระเมรุรชั กำลที่ ๘ เนอื่ งจำกมเี วลำในกำรเตรยี มกำรในกำรออกแบบกอ่ สรำ้ งในเวลำทจ่ี ำ� กดั จะเหน็
ไดว้ ำ่ กำรออกแบบก่อสร้ำงพระเมรุมำศในช่วงรอยต่อของกำรเปล่ียนแปลงระบอบกำรปกครองน้ัน
มีข้อจ�ำกัดหลำยประกำรทั้งในประเด็นเร่ืองสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และกำรเมือง ซึ่งท�ำให้
ขำดแคลนสถำปนิกและช่ำงฝีมือจนไม่อำจจะท�ำกำรก่อสร้ำงสถำปัตยกรรมเฉพำะกิจขนำดใหญ่ท่ีมี
ระยะเวลำในกำรกอ่ สรำ้ งจ�ำกดั ได้
ในปี พ.ศ.๒๕๒๘ พระเมรมุ ำศสมเด็จพระนำงเจ้ำรำ� ไพพรรณี พระบรมรำชินใี นรัชกำลท่ี ๗
เป็นพระเมรุมำศที่ออกแบบโดยอำจำรย์ประเวศ ลิมปรังษี ซึ่งนับว่ำเป็นพระเมรุมำศองค์แรก
ที่ออกแบบโดยสถำปนิกท่ีศึกษำเล่ำเรียนด้ำนกำรออกแบบสถำปัตยกรรมศำสตร์จำกสถำบัน
อุดมศึกษำภำยในประเทศ รวมทั้งยังประกอบไปด้วยคณะท�ำงำนท่ีเป็นสถำปนิกท่ีจบกำรศึกษำ
ด้ำนสถำปัตยกรรมจำกคณะสถำปัตยกรรมศำสตร์ มหำวิทยำลัยศิลปำกร และจุฬำลงกรณ์
มหำวิทยำลัย อำทิ ม.ร.ว.มิตรำรุณ เกษมศรี พลเรือตรีสมภพ ภิรมย์ รองศำสตรำจำรย์ภิญโญ
สุวรรณครี ี ศำสตรำจำรย์กฤษฎำ อรุณวงศ์ ณ อยธุ ยำ ส�ำหรบั ลักษณะทำงสถำปัตยกรรมมีลกั ษณะ
เป็นพระเมรุมำศทรงปรำสำทจัตุรมุขมุขด้ำนเหนือ และใต้ชักยำวออกมำกว่ำด้วนอ่ืน เรือนยอด
ทรงมณฑปมชี นั้ เชงิ กลอน ๕ ชั้น บนยอดมีพรหมพกั ตร์
ตอ่ มำปี พ.ศ.๒๕๓๙ คอื พระเมรมุ ำศสมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทรำบรมรำชชนนี ในปี พ.ศ.๒๕๕๑
คือ พระเมรุสมเด็จพระเจ้ำพ่ีนำงเธอ เจ้ำฟ้ำกัลยำณิวัฒนำ กรมหลวงนรำธิวำสรำชนครินทร์ และ
ในปี พ.ศ.๒๕๕๕ พระเมรุมำศสมเด็จพระเจ้ำภคินีเธอ เจ้ำฟ้ำเพชรรัตนรำชสุดำ สิริโสภำพัณณวดี
ซึ่งพระเมรุมำศทั้ง ๓ องค์น้ีออกแบบโดยนำวำอำกำศเอก อำวุธ เงินชูกล่ิน และคณะท�ำงำนจำก
กรมศลิ ปำกร ดงั จะเหน็ ไดว้ ำ่ นบั จำกกำรสมโภชกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ๒๐๐ ปี ในปี พ.ศ.๒๕๒๕ บำ้ นเมอื ง
มีเสถียรภำพที่ม่ันคง เศรษฐกิจเติบโตมำกข้ึน ปัจจัยกำรเมืองจำกภำยนอกค่อยๆ ผ่อนลด
ควำมตงึ เครยี ดลง กำรบรหิ ำรกจิ กำรบำ้ นเมอื งเปน็ ไปดว้ ยดี อนั ทำ� ใหว้ ำระกำรฉลองกรงุ รตั นโกสนิ ทร์
๒๐๐ ปี นัน้ เป็นโอกำสอยำ่ งสำ� คญั ในกำรสรำ้ งผู้เชย่ี วชำญ ตลอดจนช่ำงฝมี ือทเ่ี ก่ยี วเนือ่ งกับศลิ ปะ
สถำปัตยกรรมไทยขึน้ เป็นจ�ำนวนมำก
3๑๖ เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
นอกจำกนี้ ในครำวงำนพระเมรุมำศสมเด็จพระศรีนครินทรำบรมรำชชนนี ยังเป็นโอกำส 5๑
ส�ำคัญที่ภำครัฐได้เล็งเห็นควำมส�ำคัญในกำรผลักดันให้มีกำรสร้ำงสถำปนิกสถำปัตยกรรมไทยเพื่อ
รองรับกำรออกแบบไทยประเพณี อันเกิดจำกควำมวิตกกังวลเรื่องควำมขำดแคลนผู้ปฏิบัติวิชำชีพ
สถำปัตยกรรมไทยท่ีมีควำมรู้ควำมสำมำรถอย่ำงแท้จริง จึงมีโครงกำรให้ทุนกำรศึกษำแก่ผู้ศึกษำ
ระดับปรญิ ญำบัณฑิต และปริญญำมหำบัณฑติ สำขำวชิ ำสถำปัตยกรรมไทย ผ่ำนสถำบันฝ่ำยผลิต
คือ คณะสถำปัตยกรรมศำสตร์ มหำวทิ ยำลัยศิลปำกร และคณะสถำปตั ยกรรมศำสตร์ จุฬำลงกรณ์
มหำวทิ ยำลยั โดยผจู้ บกำรศกึ ษำนนั้ ไดเ้ ขำ้ รบั รำชกำรในหนว่ ยงำนรำชกำร รวมทงั้ ปฏบิ ตั หิ นำ้ ทเี่ ปน็
ผู้สอนในสถำบันกำรศึกษำต่ำงๆ ซึ่งดอกผลอันงดงำมของโครงกำรดังกล่ำวได้สร้ำงควำมม่ันคงแก่
กำรปฏบิ ตั วิ ชิ ำชพี ดำ้ นสถำปตั ยกรรมไทยเปน็ อยำ่ งมำก รวมทงั้ ไดร้ ว่ มถวำยควำมอำลยั ในกำรทำ� งำน
รว่ มกนั ในกำรออกแบบกอ่ สรำ้ งพระเมรมุ ำศพระบำทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหำภมู พิ ลอดลุ ยเดช โดย
กำรผสำนควำมรว่ มมอื กนั ระหวำ่ งกรมศลิ ปำกร และคณะสถำปตั ยกรรมศำสตร์ มหำวทิ ยำลยั ศลิ ปำกร
และคณะสถำปตั ยกรรมศำสตร์ จฬุ ำลงกรณม์ หำวทิ ยำลยั ในปี พ.ศ.๒๕๖๐ น้ีด้วย
สรุป
สถำปตั ยกรรมเฉพำะกจิ ทท่ี ำ� หนำ้ ทใ่ี นพระรำชพธิ สี ง่ เสดจ็ สมเดจ็ พระมหำกษตั รยิ ์ พระมเหสี
และพระบรมวงศำนุวงศ์ชั้นสูงให้เสด็จสู่สวรรคำลัยตำมคติควำมเชื่อดั้งเดิม แบบแผนพิธีกรรมและ
กำรก่อสร้ำงดูจะมีควำมซับซ้อนมำกย่ิงขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยำเป็นรำชธำนีแห่งดินแดนลุ่มแม่น้�ำ
เจำ้ พระยำ โดยแบง่ พระเมรอุ อกเป็นพระเมรุเอก พระเมรโุ ท และพระเมรุตรี ซง่ึ เปน็ อำคำรเฉพำะกิจ
ทรงปรำสำทยอดปรำงค์ โดยพระเมรเุ อกมเี รอื นยอดปรำงค์ ๙ ยอด ในขณะทพี่ ระเมรโุ ท และพระเมรตุ รมี ี
เรอื นยอดทรงปรำง ๕ ยอด ทง้ั น้ี พระเมรุเอก และพระมเี มรโุ ทมีอำคำรทเ่ี รียกวำ่ “พระเมรุมำศ”
ซอ้ นอยดู่ ำ้ นในอกี ชนั้ จงึ เรยี กอำคำรทรงปรำสำทยอดปรำงคท์ หี่ อ่ หมุ้ อยดู่ ำ้ นนอกวำ่ “พระเมรใุ หญ”่
ทว่ำกำรสืบทอดชุดควำมรู้จำกเม่ือคร้ังท่ีเรียกว่ำ “คร้ังบ้ำนเมืองยังดี” ในกรุงศรีอยุธยำ
มำสูก่ รงุ ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ เป็นไปอย่ำงกระทอ่ นกระแทน่ ด้วยผู้รู้ และเอกสำรตำ� รำต่ำงๆ ได้
กระจดั พลดั พรำกไป ดงั จะเหน็ ไดว้ ำ่ พระบำทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟำ้ จฬุ ำโลกมหำรำช ไดโ้ ปรดเกลำ้ ฯ
ให้ช�ำระเอกสำรต�ำรำ คัมภีร์ต่ำงๆ เพื่อเป็นหลักยึดมั่นในกำรปฏิบัติตำมจำรีตของแบบแผนต่ำงๆ
ที่รับสืบทอดมำจำกสมยั อยธุ ยำ
ในท่นี ีจ้ ะเหน็ ได้ว่ำ ในชน้ั ต้นกรุงนั้นยงั คงสืบทอดแบบแผนทำงสถำปตั ยกรรมแบบอยุธยำ
สืบตอ่ ลงมำได้ แต่กค็ อ่ ยเปลย่ี นแปลงไปให้สอดคล้องกบั บริบทแวดล้อมตำ่ งๆ จนในที่สุดในรชั สมัย
พระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลำ้ อยหู่ วั รชั กำลที่ ๕ ไดม้ พี ระรำชดำ� รใิ หว้ ำงแผนออกแบบพระเมรมุ ำศ
และพระเมรุให้ประหยัดทรัพยำกรสอดคล้องกับกำรเมือง เศรษฐกจิ และสงั คมในช่วงเวลำดังกล่ำว
ทำ� ใหร้ ปู แบบสถำปตั ยกรรมของพระเมรมุ ำศเปลย่ี นแปลงไปอยำ่ งพลกิ ฝำ่ มอื โดยเฉพำะพระเมรมุ ำศ
และพระเมรุที่ออกแบบโดยสมเด็จฯ กรมพระยำนริศรำนุวัดติวงศ์ท่ีได้พัฒนำรูปแบบทำง
สถำปตั ยกรรมของพระเมรมุ ำศ และพระเมรไุ ปอยำ่ วกำ้ วกระโดด จนระยะเวลำตอ่ มำเมอื่ เปลยี่ นแปลง
กำรปกครองจำกระบบสมบูรณำญำสิทธิรำชย์มำสู่ระบอบประชำธิปไตยหน้ำท่ีกำรออกแบบ
พระเมรมุ ำศจึงได้ตกไปอยู่ท่ีกรมศลิ ปำกรจนกระท่งั ทุกวนั น้ี
3๑๗เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
รายการอ้างองิ
นิโกลำส์ แชรแวส. ๒๕๐๖. ประวตั ศิ าสตร์ธรรมชาตแิ ละการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม, แปลโดย สันต์
ท. โกมลบตุ ร. พระนคร: ส�ำนักพิมพก์ ำ้ วหนำ้ .
แนง่ น้อย ศกั ดิ์ศร,ี ม.ร.ว. และคณะ. ๒๕๕๕. สถาปตั ยกรรมพระเมรุในสยาม เล่มท่ี ๑. กรุงเทพฯ: สมำคม
สถำปนิกสยำม ในพระบรมรำชปู ถัมภ.์
พระเจ้ำบรมวงษ์เธอกรมหม่ืนศรีสุเรนทร์. ๒๕๕๒. “โคลงถวำยพระเพลิงพระบรมอัฐิพระเจ้ำหลวง,” ใน
งานพระเมรุ: ศลิ ปสถาปัตยกรรมประวตั ิศาสตร์ และวฒั นธรรมเก่ยี วเน่อื ง. กรงุ เทพฯ: อุษำคเนย.์
พระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั . ๒๕๔๖. พระราชวจิ ารณจ์ ดหมายความทรงจา� ของพระเจา้ ไปยกิ าเธอ
กรมหลวงนรนิ ทรเทวี (เจา้ ครอกวดั โพธิ์). กรงุ เทพฯ: ตน้ ฉบบั .
สมคดิ จิระทศั นกลุ . ๒๕๕๖. งานออกแบบสถาปตั ยกรรมไทยฝพี ระหตั ถส์ มเด็จฯ เจา้ ฟ้ากรมพระยานรศิ รา
นุวดั ติวงศ์ ภาคปลาย. กรุงเทพฯ: คณะสถำปตั ยกรรมศำสตร์ มหำวิทยำลัยศลิ ปำกร.
สมภพ ภิรมย.์ น.อ., ร.น. ๒๕๒๘. พระเมรมุ าศ พระเมรุ และเมรสุ มยั กรุงรตั นโกสนิ ทร์. กรุงเทพฯ: อมรนิ ทร์.
หอจดหมำยเหตุแห่งชำติ (หจช.) มร. ๖ บ/๑ เร่ือง “พระเมรุและพระบรมศพ” ร่ำงหนังสือของพระเจ้ำ
บรมวงศเ์ ธอฯ กรมพระนเรศร์วรฤทธกิ์ รำบบงั คมทลู เกล้ำฯ ถวำยพระบำทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้ำ
เจ้ำอย่หู ัว ลงวนั ที่ ๒๘ พฤศจิกำยน ร.ศ.๑๒๙.
3๑๘ เสดจ็ ส่แู ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
๑๖
ราชรถในงานพระบรมศพ
สมัยกรุงรตั นโกสินทร์
ยุทธนาวรากร แสงอร่าม
ภัณฑารักษช์ ำนาญการ สำนักพิพิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ กรมศิลปากร
“รำชรถ” เป็นหนึ่งในเครื่องประกอบพระบรมรำชอิสริยยศของพระมหำกษัตริย์และ
พระบรมวงศำนวุ งศ์ ซงึ่ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ฐำนำนศุ กั ดข์ิ องผใู้ ช้ ตำมควำมหมำยของคำ� วำ่ “รถ” หมำยถงึ
“ยำนทม่ี ลี อ้ สำ� หรบั เคลอ่ื นไป” (รำชบณั ฑติ ยสถำน ๒๕๕๖: ๙๖๘) นกั วชิ ำกำรสว่ นใหญม่ กั จะกลำ่ ววำ่
รำชรถนน้ั พฒั นำรูปแบบมำจำก “เกวียน” ซ่ึงปัจจบุ ัน “เกวียน” มีควำมหมำยถงึ “ยำนชนดิ หน่งึ
มลี อ้ ๒ ล้อ ใชค้ วำยหรือววั เทียม” (รำชบัณฑิตยสถำน ๒๕๕๖: ๑๔๖)
หำกพจิ ำรณำตวั อย่ำงรำชรถในภำพสลักเลำ่ เร่อื งหรือจติ รกรรมจะพบวำ่ รำชรถทีม่ ี ๒ ล้อ
ซงึ่ มพี ัฒนำมำจำกเกวียนนนั้ คงไมส่ ำมำรถรองรบั น�้ำหนักบษุ บกเคร่อื งไมข้ นำดใหญไ่ ด้ หำกรำชรถ
๒ ล้อ มีบุษบกก็จะเป็นบุษบกขนำดเล็ก ท้ังนี้เห็นได้จำกจิตรกรรมกระบวนเชิญพระบรมศพ
สมเด็จพระเพทรำชำ เม่ือ พ.ศ. ๒๒๔๗ ซ่ึงปัจจุบันภำพดังกล่ำวได้เก็บรักษำที่ Kupferstich
-kabinett เมืองเดรสเดน สหพนั ธส์ ำธำรณรฐั เยอรมนี สงั เกตได้วำ่ พระมหำพชิ ยั รำชรถ ทอ่ี ญั เชญิ
พระโกศพระบรมศพเปน็ รำชรถบษุ บกทมี่ ลี อ้ ๔ ลอ้ ในขณะทรี่ ำชรถนอ้ ย ๓ รถ เปน็ รำชรถบุษบกท่มี ี
๒ ล้อ (Terwiel 2016: 79-81)
ในรำชส�ำนักมีหลักฐำนกำรใช้งำนรำชรถมำแต่ครั้งโบรำณ โดยปรำกฏหลักฐำนชัดเจน
ในสมยั กรงุ ศรอี ยุธยำ และเปน็ รำชประเพณสี บื ต่อมำจนถึงสมัยรตั นโกสนิ ทร์ ในสมัยกรงุ ศรีอยุธยำ
รำชรถมิได้ใช้เพียงงำนพระบรมศพหรืองำนพระศพ หำกพระมหำกษัตริย์ทรงรำชรถเสด็จ
พระรำชด�ำเนินด้วย เช่น ทรงพระมหำพิชัยรำชรถเสด็จพระรำชทำนพระกฐินในเดือน ๑๑ ด้วย
กระบวนพยุหยำตรำสถลมำรค (กรมศิลปำกร ๒๕๓๙: ๕๕)๑ และใช้ในกำรพระรำชพิธีต่ำงๆ เช่น
ในสมยั สมเดจ็ พระนำรำยณ์ ครำวอญั เชญิ พระรำชสำสน์ ของพระเจำ้ หลยุ สท์ ี่ ๑๔ แหง่ ประเทศฝรง่ั เศส
๑ ตำมแบบแผนธรรมเนยี มในรำชสำ� นกั คร้งั กรุงศรอี ยธุ ยำ ปรำกฏควำมตอนหนงึ่ ว่ำ “ทรงพระมหำพิไชยรำชรถและ
เรือพระท่ีนง่ั กิง่ ไปพระรำชทำนพระกฐนิ ทรงเครือ่ ง ๑๓ อย่ำง...” (กรมศิลปำกร ๒๕๓๙: ๕๕)
3๑๙เสด็จส่แู ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
เข้ำมำยังรำชส�ำนักไทย บำทหลวงเดอชัวซีย์บันทึกไว้ว่ำ “ท่านราชทูตได้เชิญพระราชสาส์นและ
น�าไปประดิษฐานบนราชรถชยั (char de triomphe) ซงึ่ มคี วามวจิ ติ รตระการตาเหนือเรอื บัลลงั ก์ไป
เสยี อกี ” (เดอ ชวั ซยี ์ ๒๕๕๐: ๒๒๕)
สำ� หรบั กำรถวำยพระเกยี รตแิ กพ่ ระบรมศพตำมโบรำณรำชประเพณซี ง่ึ สบื ทอดมำ แตค่ รงั้
กรุงศรีอยุธยำ กำรอัญเชิญพระบรมศพจำกที่ประดิษฐำนออกสู่พระเมรุมำศถือว่ำมีควำมส�ำคัญ
เปน็ พเิ ศษจงึ อญั เชญิ ดว้ ยกระบวนพระรำชอสิ รยิ ยศกระบวนพยหุ ยำตรำสส่ี ำย(กรมศลิ ปำกร ๒๕๓๙:
๗๖)๒ และต้องใช้พระมหำพิชัยรำชรถสำ� หรบั อัญเชิญพระบรมศพ
ประวตั ิการสร้างพระมหาพิชยั ราชรถและเวชยันตราชรถ
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีกำรกล่ำวถึงพระมหำพิชัยรำชรถคร้ังแรก ในพระรำชพิธีบรม
รำชำภิเษก พระบำทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ำจุฬำโลกมหำรำช เม่ือ พ.ศ.๒๓๒๘ โดยเจ้ำพระยำ
อรรคมหำเสนำ ที่สมุหพระกลำโหมได้กรำบทูลในพระรำชพิธีว่ำ “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท
ปกเกลา้ ปกกระหมอ่ ม ขา้ พระพทุ ธเจา้ ขอพระราชทานทลู เกลา้ ทลู กระหมอ่ มถวายพระมหาพชิ ยั ราชรถ
เรอื พระทน่ี งั่ ศรสี มรรถไชย เรอื พระทน่ี ง่ั ไกรสรมขุ เรอื กระบวนใหญน่ อ้ ย และเครอ่ื งสรรพยทุ ธทงั้ ปวง
เมอื งเอก โท ตรี จัตวา ทัง้ ไพรพ่ ลฝา่ ยทหาร แดพ่ ระบาทสมเด็จบรมนารถบรมบพิตรพระเจ้าอยหู่ ัว
ขอเดชะ” (เจำ้ พระยำทิพำกรวงศ์ ๒๕๐๓: ๑๐๑)
ตอ่ มำใน พ.ศ. ๒๓๓๘ พระบำทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟำ้ จฬุ ำโลกมหำรำช โปรดเกลำ้ ฯ ใหส้ รำ้ ง
รำชรถขึ้นใหม่ ๗ รถ เพ่ือใช้ในพระรำชพิธีถวำยพระเพลิงพระอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหำชนก
โดยปรำกฏในเร่ือง จดหมายเหตคุ วามทรงจา� ของกรมหลวงนรนิ ทรเทวี ควำมว่ำ “...ปีเถาะสัปตศก
พระโองการรบั สงั่ ใหช้ า่ งทา� พชิ ยั ราชรถ จะทรงพระโกศพระอฐั ิ ๗ รถ ใหต้ ดั เสาพระเมรตุ งั้ ทรง ประดบั
เคร่ืองให้เสร็จแล้วแต่ในปีเถาะ...ลุศักราช ๑๑๕๘ ปีมะโรงอัฐศก เชิญพระอัฐิทรงพิชัยราชรถ
รถพระ รถชกั (โยง) รถโปรยข้าวตอก รถทนี่ ่ังรอง รถจันทร์ ๒...” (กรมศิลปำกร ๒๕๐๑: ๒๔๔)
รำชรถท้ัง ๗ รถนี้ ปัจจุบันนักวิชำกำรเข้ำใจว่ำหมำยถึง พระมหำพิชัยรำชรถ เวชยันต
รำชรถ (รถพระท่ีนง่ั รอง) รำชรถน้อย ๓ รถ (ไดแ้ ก่ รถพระ, รถชกั (โยง) และรถโปรยขำ้ วตอก) และ
รำชรถเชญิ เคร่ืองหอม (รถท่อนจันทน์) ๒ รถ
อย่ำงไรก็ดี สมเด็จพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมพระยำด�ำรงรำชำนุภำพ ทรงเชิงอรรถไว้ใน
พระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ รชั กาลท่ี ๒ ตำ่ งออกไปไวว้ ำ่ “ราชรถใหญส่ า� หรบั ทรงพระศพมี
๒ หลัง เรยี กว่า มหาพไิ ชยราชรถ หลัง ๑ เวชยนั ตราชรถ หลงั ๑ ขา้ พเจา้ เขา้ ใจหลัง ๑ สร้างขนึ้
เมื่องานถวายพระเพลิงพระอัฐิสมเด็จปฐมบรมวงษ์ เม่ือในรัชกาลท่ี ๑ อีกหลัง ๑ เห็นจะสร้างขึ้น
๒ กระบวนแห่เสด็จทำงสถลมำรค กระบวนแห่เสดจ็ ทำงบก โดยกระบวนรำบ หรือกระบวนเดินเท้ำ สมเดจ็ พระเจำ้
บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยำดำ� รงรำชำนภุ ำพ ทรงระบวุ ำ่ มกี ระบวนตำ่ งกนั ๔ อยำ่ ง คอื “พยหุ ยำตรำใหญ”่ กระบวนเดนิ
๘ สำย ใช้เฉพำะเสดจ็ เลียบพระนครในพระรำชพิธีบรมรำชำภิเษก “พยหุ ยำตรำ” (สำมัญ) กระบวนเดิน ๔ สำย
มีเครื่องสูงกลองชนะแตรสังข์แห่เสด็จในงำนใหญ่ “พยุหยำตรำน้อย” กระบวนเดิน ๒ สำยเหมือนกระบวนรำบ
สำมญั แตม่ ีเคร่อื งสูงกลองชนะแตรสงั ข์ แห่เสด็จในงำนวสิ ำมญั แตไ่ ม่เปน็ งำนใหญ่อย่ำงแห่ และ “กระบวนรำบ”
กระบวนเดิน ๒ สำย แห่เสดจ็ โดยปกตสิ �ำหรบั เสดจ็ สำมญั หรอื เตม็ ยศอยำ่ งน้อย (กรมศลิ ปำกร ๒๕๓๙: ๗๖)
3๒๐ เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
๑๖
เมอ่ื งานพระศพสมเดจ็ พระพนี่ าง ซงึ่ ทา� เมอ่ื ในรชั กาลที่ ๑ พรอ้ มกนั ทงั้ ๒ องค์ ทวี่ า่ นเี้ ปน็ การคาด
คะเน ไมม่ ีจดหมายเหตบุ อกไว้ในที่อน่ื ” (สมเด็จฯ กรมพระยำดำ� รงรำชำนภุ ำพ ๒๕๐๕: ๑๓๕)
ทงั้ นหี้ ำกเปน็ ตำมพระวนิ จิ ฉยั ของสมเดจ็ ฯ กรมพระยำดำ� รงรำชำนภุ ำพ เวชยนั ตรำชรถจะ
สร้ำงแล้วเสร็จใน พ.ศ.๒๓๔๓ ส�ำหรับอัญเชิญพระโกศสมเด็จพระเจ้ำพ่ีนำงเธอ เจ้ำฟ้ำกรมพระศรี
สุดำรักษ์
ความหมายและคติความเชอื่ ของราชรถ
โดยส่วนใหญ่แล้วนักวิชำกำรมักจะอธิบำยถึงคติควำมหมำยของพระมหำพิชัยรำชรถ
เวชยนั ตรำชรถ และรำชรถนอ้ ย ๓ รถ ซงึ่ สรำ้ งขน้ึ ในรัชกำลที่ ๑ ว่ำเปน็ กำรจ�ำลองคติเขำพระสุเมรุ
(กรมศลิ ปำกร ๒๕๕๕: ๑๙๐) แต่ผเู้ ขยี นเหน็ ต่ำงออกไป เพรำะกำรประดับตกแต่งทอ้ งไม้ขำ้ งเกริน
รำชรถลว้ นแตป่ ระดบั ไมจ้ ำ� หลกั รปู เทพนมปดิ ทองประดบั กระจก โดยไมม่ รี ปู อนื่ ประกอบ ซงึ่ แตกตำ่ ง
กบั พระรำเชนทรยำนหรอื พระยำนมำศสำมลำ� คำนทจี่ ะมรี ปู ครฑุ ยดุ นำคประกอบทที่ อ้ งไมฐ้ ำนบลั ลงั ก์
ช้ันล่ำง และทอ้ งไมช้ น้ั บนประดบั รปู เทพนม
นอกจำกน้ี เมอื่ พจิ ำรณำถงึ กำรประดบั พระทนี่ งั่ บษุ บกเกรนิ ทที่ อ้ งไมฐ้ ำนบลั ลงั กซ์ อ้ น ๓ ชนั้
ท้องไม้ชั้นล่ำงประดับรูปยักษ์ ท้องไม้ช้ันกลำงประดับรูปครุฑ และท้องไม้ชั้นบนประดับรูปเทพนม
ซึ่งพระรำเชนทรยำน พระยำนมำศสำมล�ำคำน หรือพระท่ีนั่งบุษบกเกริน ล้วนแต่แสดงนัยถึงคติ
เรื่องไตรภูมทิ ชี่ ัดเจนกวำ่
ดงั นน้ั กำรประดบั ไมจ้ ำ� หลกั รปู เทพนมทท่ี อ้ งไมข้ ำ้ งเกรนิ พระมหำพชิ ยั รำชรถ เวชยนั ตรำชรถ
และรำชรถนอ้ ย ๓ รถ จึงนำ่ จะมคี วำมหมำยเพียงว่ำเปน็ รำชรถท่ีมีเหลำ่ เทพยดำห้อมล้อมน�ำเสด็จ
กลับสวรรคำลัย
หลักฐำนอีกประกำรที่น่ำจะช่วยยืนยันควำมคิดน้ีคือ นำมของเวชยันตรำชรถ ดังที่
ได้กล่ำวแล้วว่ำเป็นชื่อรำชรถของพระอินทร์ ดังปรำกฏในโคลงถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิพระเจ้า
หลวง พระนพิ นธ์พระเจ้ำบรมวงศเ์ ธอ กรมหมืน่ ศรสี เุ รทร์ ซึ่งมกี ำรเปรยี บเทียบพระมหำพชิ ยั รำชรถ
กับรำชรถของพระอนิ ทร์ ดงั น้ี
๏ ราชธาตุใส่โกษฐแ์ กว้ สรัทกาญจน์
เถลงิ รถราชยาน ยงิ่ ไส้
ราวรถมฆั วานลาญ แลเลศิ
ครบเคร่อื งสงู ไสวให้ แห่หนา้ หลงั สลอน
(กรมศิลปำกร ๒๕๑๒: ๑๙๐)
ผเู้ ขยี นเคยไดร้ บั คำ� ถำมวำ่ เหตใุ ดทแ่ี ผงไมใ้ ตฐ้ ำนเกรนิ พระมหำพชิ ยั รำชรถและเวชยนั ตรำชรถ
ซงึ่ มหี ว่ งสำ� หรบั คลอ้ งเชอื กทใ่ี ชฉ้ ดุ ชกั รำชรถตดิ อยนู่ นั้ จงึ ตอ้ งปดิ ทองลำยฉลเุ ปน็ ลำยดอกไมร้ ว่ ง ทง้ั นี้
หำกเช่ือว่ำพระมหำพิชัยรำชรถและเวชยันตรำชรถ คือรำชรถของท้ำวสักกเทวรำช ซ่ึงเหำะลงมำ
จำกสวรรค์เพ่ือรับดวงพระวิญญำณ ดอกไม้ร่วงย่อมแสดงถึงท้องฟ้ำหรืออำกำศท่ีมีดอกไม้สวรรค์
โปรยปรำยลงมำ
3๒๑เสด็จสู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
ประเด็นข้ำงต้นน้ีก็จะสอดคล้องกับเร่ืองท่ีว่ำเหตุใดพลฉุดชักลำกจึงต้องแต่งกำยด้วยชุด
สีแดง ซึ่งมผี ู้รเู้ คยอธบิ ำยไวว้ ่ำ “สแี ดง” เปน็ สีของอำกำศ เหตุเพรำะท้ังสีพน้ื ของรำชรถและชุดของ
พลฉุดชักต่ำงมีสีแดงต่อเน่ืองกันไปหมด จนดูรำวกับว่ำรำชรถเคลื่อนที่อยู่ในอำกำศ และกำรใช้
“สแี ดง” กบั “ทอ้ งฟำ้ ” นน้ั กส็ ำมำรถพบไดเ้ สมอในจติ รกรรมไทยประเพณที นี่ ยิ มระบำยทอ้ งฟำ้ ดว้ ย
สแี ดง หรอื เพดำนอำคำรทป่ี ระดบั ดำวจงกล (ดวงดำว) กท็ ำสเี พดำน (ทอ้ งฟำ้ ) ดว้ ยสแี ดงเชน่ กนั
สำ� หรบั ในสว่ นของกำรประดบั พนมของเกรนิ แตล่ ะชนั้ เปน็ รปู นำค สจุ ติ ต์ วงษเ์ ทศ ไดเ้ สนอ
ไว้แลว้ ว่ำ
“ในงานศพสมัยโบราณต้องมีเรือนาค เป็นเรือส�าคัญเพื่อส่งวิญญาณกลับ
สูโ่ ลกเดมิ คอื บาดาลหรือนาคพิภพ เพราะผู้ทจ่ี ะพาวิญญาณกลบั ไปได้อยา่ งปลอดภัย
ต้องเป็นนาคเท่านั้น ยังมีประเพณีนี้อยู่ในกลุ่มชนท่ีอาศัยอยู่ตามหมู่เกาะต่างๆ
ในภูมภิ าคอษุ าคเนย์
ต่อมาเม่ือเกิดประเพณีออกพระเมรุมาศ ก็ไม่จ�าเป็นต้องไปทางเรืออีก
เพราะจดั ท่ลี านสนามหนา้ จักรวรรดหิ น้ามหาราชวงั หรือที่กรุงเทพฯ เรยี กสนามหลวง
แตพ่ าหนะทเี่ ชญิ พระบรมศพหรอื พระโกศกย็ งั เปน็ เรอื นาค แมจ้ ะประดษิ ฐเ์ ปน็ ราชรถ
แตท่ างหวั และหางก็ยังเปน็ ลวดลายสัญลกั ษณ์ของนาคเหมือนเดิม”
(สุจิตต์ วงษเ์ ทศ ๒๕๕๑: ๒๘)
พระมหาพิชยั ราชรถและเวชยันตราชรถกบั ลา� ดับพระราชอสิ ริยยศ
หำกจะอธิบำยให้เข้ำใจง่ำยขึ้น ผู้เขียนอยำกจะให้สังเกตถึงฉัตรท่ีประดิษฐำนบนยอดสุด
ของพระเมรุมำศ หรือพระเมรุ และฉัตรคันดำร ฉัตรท่ีมีคันฉัตรหักเป็นมุมฉำก ๒ ทบ ปักเหนือ
ยำนมำศและเกรินขณะเชิญพระโกศพระบรมศพข้ึนสู่รำชรถหรือไปยังพระเมรุมำศว่ำเป็นฉัตรขำว
และมกี ่ชี น้ั
พระมหำพิชัยรำชรถจะใช้อัญเชิญพระบรมศพพระมหำกษัตริย์ดังสังเกตได้จำกมี
พระนพปฎลมหาเศวตฉตั ร เปน็ ฉัตรขำว ๙ ช้ัน แต่ละช้นั มรี ะบำยขลิบทองแผล่ วด ๓ ชน้ั ชน้ั ล่ำง
สดุ ห้อยอุบะจำ� ปำทอง สำ� หรบั พระบรมศพสมเดจ็ พระบรมรำชินีนำถ สมเดจ็ พระบรมรำชนิ ี สมเด็จ
พระบรมรำชชนนี สมเดจ็ พระบรมรำชเทวี สมเดจ็ พระบวรรำชเจำ้ สมเดจ็ พระยพุ รำช สมเดจ็ พระบรม
โอรสำธิรำช ตลอดจนพระบรมวงศำนุวงศ์ชั้นสูง ซ่ึงทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ พระรำชทำนเป็น
พเิ ศษ จะใชพ้ ระสปั ตปฎลเศวตฉตั ร เป็นฉัตรขำว ๗ ชัน้ แต่ละชน้ั มรี ะบำยขลบิ ทองแผล่ วด ๓ ช้นั
ชัน้ ลำ่ งสดุ ห้อยอบุ ะจ�ำปำทอง (ส�ำนักงำนเสรมิ สรำ้ งเอกลกั ษณข์ องชำติ ๒๕๕๕: ๘๘, ๒๑๙-๒๒๐)
ส�ำหรับพระศพท่ีเวชยันตรำชรถอัญเชิญน้ันจะมีพระเบญจปฎลเศวตฉัตร เป็น
ฉตั รขำว ๕ ชน้ั แต่ละชน้ั มีระบำยขลิบทองแผล่ วด ๒ ชนั้ ชนั้ ลำ่ งสุดหอ้ ยอุบะจำ� ปำทอง กำงก้ันเหนือ
พระโกศ ไดแ้ ก่ พระศพของพระรำชวงศช์ น้ั สมเดจ็ เจำ้ ฟำ้ พระรำชเทวี พระอคั รชำยำเธอ และสมเดจ็
พระมหำสมณเจ้ำ (สำ� นักงำนเสริมสร้ำงเอกลักษณ์ของชำติ ๒๕๕๕: ๘๘, ๒๒๐)
3๒๒ เสด็จส่แู ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
๑๖
ครนั้ ถงึ ในรชั กำลท่ี ๗ พระมหำพชิ ยั รำชรถสำ� หรบั ทรงพระบรมศพชำ� รดุ จงึ ใชเ้ วชยนั ตรำชรถ
เป็นรำชรถอัญเชิญพระโกศพระบรมศพแทนโดยออกนำมว่ำ “พระมหำพิชัยรำชรถ” ตำมพระรำช
อิสริยยศ รำชรถน้ีเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๑ ใช้ในกำรอัญเชิญพระโกศสมเด็จพระปิตุฉำเจ้ำ สุขุมำลมำรศรี
พระอคั รรำชเทวี ตอ่ มำเมอื่ พ.ศ.๒๔๙๓ ใชอ้ ญั เชญิ พระบรมโกศพระบำทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหำ
อำนนั ทมหดิ ล พระอฐั มรำมำธบิ ดนิ ทร เมอ่ื พ.ศ.๒๔๙๙ ใชอ้ ญั เชญิ พระโกศสมเดจ็ พระศรสี วรนิ ทริ ำ
บรมรำชเทวี พระพนั วสั สำอยั ยกิ ำเจำ้ และครงั้ สดุ ทำ้ ยทใ่ี ชเ้ วชยนั ตรำชรถและออกนำมวำ่ “พระมหำ
พชิ ยั รำชรถ” คอื กำรอญั เชญิ พระโกศสมเด็จพระนำงเจ้ำร�ำไพพรรณี พระบรมรำชนิ ี ในรัชกำลท่ี ๗
เมอื่ วนั ท่ี ๙ เมษำยน พ.ศ.๒๕๒๘
พระมหาพชิ ัยราชรถ
พระมหำพชิ ยั รำชรถผำ่ นกำรบรู ณะซอ่ มแซมหลำยครำวปรำกฏหลกั ฐำน เชน่ ในรชั กำลที่ ๔
พระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงมหิศวรินทรำมเรศร์ได้กรำบบังคมทูลพระกรุณำให้หม่อมเจ้ำ
ศริ ิ ดำรำกร ซ่อมแซมพระมหำพชิ ยั รำชรถ และรถอืน่ ๆ (ราชกิจจานเุ บกษา ๒๔๒๐: ๔๑๘)
ในรัชสมัยพระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอยู่หัว ครำวถวำยพระเพลิงพระบรมศพ
พระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั ทรงพระกรณุ ำโปรดเกลำ้ โปรดกระหมอ่ มใหเ้ พม่ิ ลอ้ ทใี่ ตต้ วั
รำชรถขึ้นอีก ปรำกฏตำมพระรำชนิพนธ์ในพระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอยู่หัว ซึ่ง
จมื่นอมรดรุณำรักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช) ได้น�ำมำเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพระราชกรณียกิจ
ในพระบาทสมเดจ็ พระมงกฏุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั เลม่ ๙ เรอื่ ง พระราชประเพณี (ตอน ๑) เมอ่ื พทุ ธศกั รำช
๒๕๑๔ ดงั น้ี
“เร่ืองราชรถทรงพระบรมศพนี้มีข้อความที่ควรก�าหนดจดจ�าไว้, จึ่งน�ามา
ลงไว้ในที่น้ี, เพราะข้อความไม่ได้มีปรากฏอยู่ในรายงานทางราชการ. เม่ือก่อนๆ น้ี
การลากราชรถไปเปนการล�าบากยากเย็นมาก, เพราะล้อมีเพียง ๔ ล้อ, ไม่พอแก่
น�้าหนักรถ, (จึ่งลากรถไปได้โดยยาก. ท่านผู้ใหญ่เล่ากันว่า ราชรถนั้นลากๆ ไปได้
หนอ่ ยลอ้ กจ็ มดนิ เสยี , ตอ้ งคอยงดั กนั เอะอะอยแู่ ทบจะมไิ ดข้ าด, มหิ นา� ซา้� ถนนในสมยั
โนน้ ก็เต็มท,ี เปนดินๆ เฉยๆ ฉน้ันพอมีงานแห่พระบรมศพกันทไี รก็ตอ้ งเกณฑ์นาย
ดา้ นปันกันโรยทรายตามถนน. ผูใ้ หญเ่ ล่ากนั วา่ การโรยทรายเปนทางหาผลประโยชน์
กันไดเ้ หมอื นกนั , คือพดู จากันเปนทต่ี กลงเสียว่า พอกระบวนเดริ ผา่ นตอนใดไปแลว้ ,
กข็ นทรายในตอนนนั้ ไปโรยในตอนหนา้ ตอ่ ไป, แตต่ า่ งคนตา่ งเบกิ เอาเงนิ เตม็ ทท่ี กุ คน.
ในคราวงานพระบรมศพพระเจา้ หลวงไดแ้ กไ้ ขมหาพชิ ยั ราชรถใหล้ ากไปงา่ ย
ขนึ้ , โดยมีลอ้ เพมิ่ เตมิ เข้าใต้รถเพ่ือใหท้ านน้า� หนกั และใหร้ ถเคล่อื นไปไดจ้ รงิ ๆ อยา่ ง
สดวก, สว่ นม้าที่เคยมเี ทียมรถคู่ ๑ นน้ั อันทีจ่ ริงมิได้เคยลากรถไปไหว, ตอ้ งใช้แรงคน
ลาก,ฉนน้ั ในคราวนจ้ี ่ึงงดเทียมม้าเสยี ทเี ดยี ว, ใชค้ น ๒๐๐ คนลาก. สว่ นสารถที ี่เคยถือ
แส้ คราวนี้จดั ให้ถือแพน, ดเู ปนท่เี รียบรอ้ ยดี.” (จมื่นอมรดรุณำรักษ์ ๒๕๑๔: ๑๒๒-
๑๒๓; รำม วชิรำวุธ ๒๕๕๕: ๒๖๙-๒๗๐)
3๒3เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
พระมหำพิชัยรำชรถ ปัจจุบันเก็บรักษำไวท้ พี่ พิ ธิ ภณั ฑสถำนแห่งชำติ พระนคร
นอกจำกนี้จำกรับส่ังของสมเด็จฯ กรมพระยำด�ำรงรำชำนุภำพประทำนหม่อมรำชวงศ์
สุมนชำติ สวัสดิกุล เร่ืองเหตุที่วัดพระเชตุพนเป็นที่ตั้งกระบวนแห่ต่ำงๆ กล่ำวถึงล้อของรำชรถ
ตอนหนง่ึ วำ่ “ราชรถทีท่ �าทรงพระบรมศพแตแ่ รกล้อหน้าเล้ียวไม่ได้ เดินได้แต่ถนนตรง มาเลีย้ วได้
ในรัชกาลทห่ี กนเี้ อง มันเฟรด้เี ป็นผทู้ �า แต่ก็เล้ยี วไดค้ ันเดียว อกี คันหนึง่ นน้ั เลี้ยวไมไ่ ด้ ถ้าจะเลี้ยว
กต็ อ้ งถงึ เอาไมพ้ ลองคดั กนั จงึ เลย้ี วได”้ (สมเดจ็ ฯ กรมพระยำดำ� รงรำชำนภุ ำพ และ สมุ นชำติ สวสั ดกิ ลุ
๒๕๕๐: ๘๐)
ดังได้กล่ำวแล้วว่ำในสมัยรัชกำลที่ ๗ พระมหำพิชัยรำชรถช�ำรุดมำก และมิได้ออกใช้ใน
รำชกำร ต่อมำกรมศิลปำกรได้ด�ำเนินกำรบูรณะพระมหำพิชัยรำชรถแล้วจนเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๓๐
(กรมศิลปำกร กองวรรณกรรมและประวตั ิศำสตร์ ๒๕๓๙: ๑๘๘) และดำ� เนนิ กำรบูรณะเสริมควำม
มนั่ คงพระมหำพชิ ยั รำชรถอกี ครงั้ หนงึ่ เมอื่ พ.ศ.๒๕๓๙ เพอื่ เปน็ รำชรถอญั เชญิ พระโกศพระบรมศพ
สมเดจ็ พระศรีนครนิ ทรำบรมรำชชนนี
ส�ำหรับโครงสร้ำงและองค์ประกอบของพระมหำพิชัยรำชรถในปัจจุบันนี้ เป็นรำชรถทรง
บุษบกขนำดใหญ่ ทำ� ด้วยไม้จำ� หลกั ลำยทำสแี ดงปดิ ทองประดับกระจก มีขนำดกว้ำง ๔.๘๘ เมตร
ยำว ๑๘ เมตร สงู ๑๑.๒๐ เมตร หนกั ๑๓.๗๐ ตัน หำกต้องใช้พลฉดุ ชักลำกจะใช้จำ� นวน ๒๑๖ คน
โครงเครื่องล่ำงซ่ึงเป็นส่วนรับน�้ำหนักประกอบด้วยล้อเหล็กด้ำนหน้ำ (ล้อเล้ียว) ๒ ล้อ
ลอ้ เหลก็ ดำ้ นหลงั (ลอ้ หลกั ) ๔ ลอ้ ลอ้ นำ� บงั คบั เลย้ี ว ๑ ลอ้ มลี อ้ ประดบั ซำ้ ยขวำ ๔ ลอ้ เฉพำะลอ้ ประดบั
ทำ� ดว้ ยไมจ้ ำ� หลกั ลำยปดิ ทองประดบั กระจกมเี หลก็ รดั วงลอ้ ระหวำ่ งลอ้ ประดบั ลอ้ หนำ้ กบั ลอ้ หลงั ทงั้
สองดำ้ นมแี ปรก (ไมย้ ำวสำ� หรบั ประกบั หวั เพลำทง้ั ๒ ขำ้ งของรำชรถ กนั ไมใ่ หล้ กู ลอ้ เลอื่ นหลดุ ) ประกบั
ส่วนหน้ำสุดของรำชรถประกอบด้วยงอนรถ ๓ งอน ท�ำด้วยไม้กลึงรูปรีทำสีแดงเรียบ
ปลำยเรยี วโคง้ งอนขน้ึ งอนรถดำ้ นซำ้ ยและขวำปลำยจำ� หลกั เปน็ รปู เศยี รนำค สว่ นงอนรถงอนกลำง
จ�ำหลกั เปน็ รูปนำคสำมเศยี ร ประดบั ธงสำมชำย พนื้ แดงลำยทองแผ่ลวดประดับพสู่ ีขำวท้ัง ๓ งอน
3๒4 เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
๑๖
กวำ้ นใตอ้ งค์บุษบกพระมหำพชิ ัยรำชรถ ส�ำหรับไขพ้นื สง่ พระโกศใหส้ งู พน้ พนกั
องคร์ ำชรถ พ้นื ทำสีแดง ประกอบดว้ ยชัน้ เกรินลดหลน่ั กนั ๕ ชั้น พนมของเกรนิ แตล่ ะช้ัน
ดำ้ นหนำ้ ประดบั ไมจ้ ำ� หลกั เปน็ รปู ศรี ษะนำคประกอบลำยกระหนกเปลว ทำ้ ยเกรนิ ประดบั ไมจ้ ำ� หลกั
รูปหำงนำคประกอบกระหนกปดิ ทองประดับกระจก
เกรนิ ชน้ั ท่ี ๑ หนำ้ เกรนิ ตดิ ตง้ั แทน่ ทน่ี ง่ั ประดบั ลำยกระหนกศรี ษะนำคสำ� หรบั เปน็ ทน่ี งั่ สำรถี
ถอื แพนหำงนกยงู ทำ้ ยเกรนิ ตดิ ตง้ั แทน่ ทน่ี ง่ั ประดบั ลำยกระหนกหำงนำคสำ� หรบั เปน็ ทนี่ ง่ั ของผเู้ ชญิ
พดั โบก ทีม่ ุมพนกั ตรงกับตำ� แหน่งล้อรำชรถท้ังดำ้ นหน้ำและด้ำนหลงั ปักฉัตร ๕ ชั้น ด้ำนละ ๑ คู่
รวม ๔ คนั ใต้ฐำนเกรินช้นั ท่ี ๑ มหี ่วงด้ำนละ ๔ ห่วง ส�ำหรบั คล้องเชือกทใี่ ชฉ้ ุดชกั รำชรถท�ำดว้ ย
เชือกมนิลำห้มุ ผ้ำแดง ด้ำนหน้ำ ๔ สำย พลชกั ลำกสำยละ ๕๔ นำย ด้ำนหลัง ๒ สำย พลฉุดสำยละ
๒๒ นำย
เหนือท้องไมข้ ้ำงเกรนิ ชน้ั ที่ ๒ ชน้ั ท่ี ๓ และช้นั ท่ี ๔ ประดับไม้จ�ำหลักรปู เทพนมปดิ ทอง
ประดบั กระจก ชน้ั ละ ๕๘ องค์ ชน้ั ที่ ๕ มี ๒๒ องค์ เหนอื ฐำนเกรนิ ชนั้ ที่ ๕ ประดษิ ฐำนบษุ บก สว่ นกลำง
ดำ้ นขำ้ งทงั้ สองดำ้ นของชนั้ ฐำนเกรนิ ๔ ชน้ั ลำ่ ง ตอนกลำงตดิ พนกั ลกู กรงปดิ ทองทบึ เวน้ ชอ่ งสำ� หรบั
ขนึ้ ลงบุษบก เสำพนักลกู กรงเปน็ ไมก้ ลงึ รูปหัวเมด็ ปิดทองทบึ
บษุ บกสำ� หรบั ประดษิ ฐำนพระโกศพระบรมศพนนั้ ฐำนบษุ บกประกอบหนำ้ กระดำนทอ้ งไม้
ปดิ ทองประดับกระจก ปำกฐำนรอบพนกั ประดบั ไม้แกะสลกั ลำยกระจังปฏญิ ำณ ฐำนพนกั ดำ้ นซ้ำย
ถอดประกอบได้ ใต้องค์บุษบกมีกว้ำนไขพื้นบุษบกส่งพระโกศขณะเข้ำประดิษฐำนอยู่ในบุษบกให้
สงู ขน้ึ พน้ พนกั เหน็ เดน่ ชดั สงำ่ งำม เมอื่ เลอ่ื นพระโกศลงเกรนิ จะหมนุ กวำ้ นลงเพอื่ ใหฐ้ ำนพระโกศเสมอ
พ้นื บษุ บกเช่นเดิม
เสำบุษบกย่อมุมไม้สิบสอง โคนเสำบุษบกประดับกำบพรหมศร หัวเสำมีคันทวยสลักรูป
นำครับเชิงกลอนหลังคำช้ันล่ำง เสำบุษบกแต่ละต้นผูกม่ำนพ้ืนแดงลำยทองแผ่ลวด (เดิมเป็นตำด
ทองซับในสีแดง) รวบกลำงมำ่ นทีป่ ระจ�ำยำมรัดอกของเสำ
3๒5เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
หลังคำบุษบกประดับชัน้ เชงิ กลอน ๕ ชนั้ ประดับบนั แถลง ชอ่ ฟำ้ บรำลี นำคปัก เชิงกลอน
ชั้นล่ำงสุดห้อยเฟื่องระย้ำเงินโดยรอบ ถัดช้ันเชิงกลอนข้ึนไปเป็นส่วนขององค์ระฆัง เหม ๓ ชั้น
จ�ำหลักย่อมมุ ไมส้ ิบสอง บวั กลุ่ม ๕ ช้นั ปลีและปลยี อดปดิ ทองทึบ ลูกแกว้ จ�ำหลกั ลำย ยอดประกอบ
ดว้ ยเมด็ น้ำ� ค้ำงและพมุ่ ขำ้ วบณิ ฑ์ เพดำนหลงั คำบุษบกประดับลำยดำวจงกลและดอกจอก
เวชยนั ตราชรถ
ประเด็นเรื่อง “รถที่น่ังรอง” ตำมที่ปรำกฏในเร่ืองจดหมำยควำมทรงจ�ำของกรมหลวง
นรนิ ทรเทวี ซงึ่ ปจั จบุ นั นกั วชิ ำกำรสว่ นใหญเ่ ขำ้ ใจวำ่ หมำยถงึ “เวชยนั ตรำชรถ” นนั้ นยิ ม กลนิ่ บบุ ผำ
นกั วชิ ำกำรช่ำงศิลปท์ รงคณุ วฒุ ิ ผู้เช่ยี วชำญเฉพำะดำ้ นช่ำงศิลปกรรม (ช่ำงศลิ ป์ไทย) กรมศลิ ปำกร
ได้อธิบำยเรอ่ื ง “รำชรถรอง” ไว้ว่ำ
“คล้ายกับเรือพระท่ีน่ังกิ่งในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาที่มีท้ังเรือพระที่นั่ง
กงิ่ เอกและเรอื พระทนี่ งั่ กง่ิ รองแตม่ ขี นาดไมแ่ ตกตา่ งกนั มากนกั ...คราวใดจา� เปน็ ตอ้ งใช้
เวชยนั ตราชรถอญั เชญิ พระบรมศพ กจ็ ะเรยี กขานราชรถองคน์ ว้ี า่ พระมหาพชิ ยั ราชรถ
เช่นเดียวกัน ท�านองเดียวกับเรือพระที่น่ังก่ิงรอง หากพระมหากษัตริย์เสด็จ
พระราชด�าเนินไปประทับเป็นเรือประธานในร้ิวขบวน ก็จะเรียกเรือพระท่ีน่ังล�าน้ันว่า
พระมหาพชิ ยั นาวา” (นิยม กลนิ่ บบุ ผำ ๒๕๕๗: ๒๖)
และจำกค�าให้การขุนหลวงหาวัด มีกำรกล่ำวถึงร้ิวกระบวนพระรำชอิสริยยศกำรอัญเชิญ
พระบรมศพในปลำยกรุงศรีอยุธยำว่ำรำชรถรองมีหน้ำท่ีเชิญพระโกศจันทน์ ดังนี้ “...หลังพระมหา
พิไชยราชรถน้ันมีเจ้าพนักงานเชิญเคร่ืองราโชปโภคส�าหรับพระบรมราชอิสริยยศพระเจ้าแผ่นดิน
ถดั มาถงึ รถพระโกศจนั ทนเ์ ปนพระทน่ี ง่ั รอง ถดั มาถงึ รถพานทองรบั ทอ่ นจนั ทน.์ ..” (มหำวทิ ยำลยั
สุโขทยั ธรรมำธริ ำช ๒๕๔๙: ๒๒๖)
ในสมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทรก์ ป็ รำกฏหลกั ฐำนเชน่ กนั วำ่ รำชรถรองใชส้ ำ� หรบั เชญิ พระโกศจนั ทน์
โดยในบนั ทกึ ของหมอ่ มเจำ้ จงจติ รถนอม ดศิ กลุ ทรงบนั ทกึ ควำมทรงจำ� ถงึ กระบวนแหพ่ ระบรมศพ
สมเด็จพระบรมโอรสำธิรำช เจำ้ ฟำ้ มหำวชิรณุ หิศ สยำมมกฎุ รำชกมุ ำร เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๓ ควำมตอน
หนงึ่ วำ่ “คนั ท่ี ๔ พระมหาพชิ ยั ราชรถ ทรงพระบรมศพ คนั ที่ ๕ เวชยนั ตร์ าชรถ รบั พระโกศจนั ทน์
ตามมาขา้ งหลัง มีรถเลก็ อีก ๒ คัน เปน็ รถรับไมห้ อม...” (จงจติ รถนอม ดศิ กุล ๒๕๕๐: ๘๒)
ดังน้ัน “รถพระโกศจันทน์เปนพระที่นั่งรอง” นี้ก็คือเวชยันตรำชรถน่ันเอง ถือเป็นคติท่ี
สืบทอดมำแตค่ รั้งสมยั อยุธยำ
สำ� หรบั รำยละเอยี ดของเวชยนั ตรำชรถมดี งั นี้ นำมของรำชรถนห้ี มำยถงึ รถของพระอนิ ทร์
โดยมลี กั ษณะเปน็ รำชรถทรงบษุ บกขนำดใหญ่ ทำ� ดว้ ยไมจ้ ำ� หลกั ลำยทำสแี ดงปดิ ทองประดบั กระจก
มีขนำดกวำ้ ง ๔.๙๐ เมตร ยำว ๑๗.๕๐ เมตร สูง ๑๑.๗๐ เมตร หนัก ๑๒.๒๕ ตัน ใชจ้ �ำนวนพลฉดุ
ชกั ลำกจ�ำนวน ๒๐๖ คน
3๒๖ เสด็จสูแ่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
๑๖
เวชยนั ตรำชรถ ปัจจบุ ันอย่ใู นโรงรำชรถฝั่งทศิ เหนอื
โครงเคร่ืองล่ำงซึ่งเป็นส่วนรับน�้ำหนักประกอบด้วยล้อเหล็กด้ำนหน้ำ (ล้อเล้ียว) ๒ ล้อ
ล้อเหล็กดำ้ นหลัง (ล้อหลัก) ๔ ล้อ ลอ้ น�ำบังคบั เลย้ี ว ๑ ลอ้ มีลอ้ ประดับซำ้ ยขวำ ๔ ลอ้ เฉพำะล้อ
ประดับท�ำด้วยไม้จ�ำหลักลำยปิดทองประดับกระจกมีเหล็กรัดวงล้อ ระหว่ำงล้อประดับล้อหน้ำกับ
ลอ้ หลงั ทง้ั สองดำ้ นมแี ปรกประกบั สว่ นหนำ้ สดุ ของรำชรถประกอบดว้ ยงอนรถ ๓ งอน ทำ� ดว้ ยไมก้ ลงึ
รูปรีทำแดงเรียบ ปลำยงอนรถจำ� หลกั เป็นรูปเศียรนำค ประดับธงสำมชำยพื้นแดงลำยทองแผ่ลวด
ประดบั พสู่ ีขำว
องค์รำชรถ พืน้ ทำสีแดง ประกอบดว้ ยช้นั เกรนิ ลดหลั่นกนั ๕ ชน้ั พนมของเกรนิ แต่ละชน้ั
ด้ำนหน้ำประดับไม้จ�ำหลักเป็นรูปศีรษะนำคประกอบลำยกระหนกหำงไหล ท้ำยเกรินประดับ
ไมจ้ ำ� หลักรปู หำงนำคประกอบกระหนกปดิ ทองประดบั กระจก
เกรนิ ชน้ั ที่ ๑ หนำ้ เกรนิ ตดิ ตง้ั แทน่ ทน่ี ง่ั ประดบั ลำยกระหนกศรี ษะนำคสำ� หรบั เปน็ ทนี่ ง่ั สำรถี
ถอื แพนหำงนกยงู ทำ้ ยเกรนิ ตดิ ตง้ั แทน่ ทน่ี งั่ ประดบั ลำยกระหนกหำงไหลสำ� หรบั เปน็ ทน่ี งั่ ของผเู้ ชญิ
พัดโบก ที่มมุ พนกั ตรงกับตำ� แหนง่ ลอ้ รำชรถทัง้ ด้ำนหน้ำและด้ำนหลังปักฉตั ร ๕ ชัน้ ด้ำนละ ๑ คู่
รวม ๔ คนั ใตฐ้ ำนเกรนิ ชนั้ ท่ี ๑ มหี ว่ งดำ้ นละ ๔ หว่ ง สำ� หรบั คลอ้ งเชอื กทใี่ ชฉ้ ดุ ชกั รำชรถทำ� ดว้ ยเชอื ก
มนลิ ำหมุ้ ผำ้ แดง ดำ้ นหนำ้ ๔ สำย พลชกั ลำกสำยละ ๔๐ นำย ดำ้ นหลงั ๒ สำย พลฉดุ สำยละ ๒๓ นำย
เหนอื ทอ้ งไม้ข้ำงเกรินชั้นที่ ๒ ชน้ั ท่ี ๓ และช้นั ท่ี ๔ ประดับไมจ้ �ำหลกั รปู เทพนมปดิ ทอง
ประดบั กระจก ช้ันละ ๕๘ องค์ ชนั้ ท่ี ๕ มี ๒๐ องค์ เหนอื ฐำนเกรินชัน้ ท่ี ๕ ประดษิ ฐำนบษุ บก ส่วน
กลำงด้ำนขำ้ งท้งั สองดำ้ นของชน้ั ฐำนเกริน ๔ ชนั้ ลำ่ ง ตอนกลำงตดิ พนกั ลกู กรงปดิ ทองทึบ เวน้ ช่อง
สำ� หรบั ขน้ึ ลงบุษบก เสำพนกั ลกู กรงเป็นไมก้ ลึงรูปหวั เมด็ ปิดทองทึบ
3๒๗เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
บุษบกส�ำหรับประดิษฐำนพระโกศพระบรมศพหรือพระศพนั้น ฐำนบุษบกประกอบหน้ำ
กระดำนท้องไม้ปิดทองประดับกระจก ปำกฐำนรอบพนักประดับไม้แกะสลักลำยกระจังปฏิญำณ
ฐำนพนกั ดำ้ นซำ้ ยถอดประกอบได้ ใตอ้ งคบ์ ษุ บกมกี วำ้ นไขพนื้ บษุ บกสง่ พระโกศขณะเขำ้ ประดษิ ฐำน
อยใู่ นบษุ บกใหส้ งู ขน้ึ พน้ พนกั เมอื่ เลอื่ นพระโกศลงเกรนิ จะหมนุ กวำ้ นลงเพอ่ื ใหฐ้ ำนพระโกศเสมอพน้ื
บุษบกเช่นเดมิ
เสำบุษบกย่อมุมไม้สิบสอง โคนเสำบุษบกประดับกำบพรหมศร หัวเสำมีคันทวยสลักรูป
นำคครับเชิงกลอนหลังคำช้ันล่ำง เสำบุษบกแต่ละต้นผูกม่ำนพ้ืนเหลืองลำยทองแผ่ลวด (เดิมเป็น
ตำดทองซบั ในสแี ดง) รวบกลำงม่ำนทปี่ ระจำ� ยำมรัดอกของเสำ
หลงั คำบุษบกประดับชน้ั เชงิ กลอน ๕ ช้ัน ประดบั บันแถลง ชอ่ ฟำ้ บรำลี นำคปกั เชิงกลอน
ชั้นล่ำงสุดห้อยเฟื่องระย้ำเงินโดยรอบ ถัดชั้นเชิงกลอนขึ้นไปเป็นส่วนขององค์ระฆัง เหม ๓ ช้ัน
จำ� หลกั ยอ่ มมุ ไม้สบิ สอง บัวกลุ่ม ๕ ชั้น ปลแี ละปลียอดปิดทองทึบ ลูกแกว้ จ�ำหลักลำย ยอดประกอบ
ด้วยเม็ดน�้ำคำ้ งและพุม่ ข้ำวบณิ ฑ์ เพดำนหลงั คำบษุ บกประดบั ลำยดำวจงกลและดอกจอก
นามพระมหาพชิ ยั ราชรถและเวชยนั ตราชรถ
จำกหลกั ฐำนพระรำชพงศำวดำร ระบวุ ำ่ งำนถวำยพระเพลงิ พระบรมศพ สมเดจ็ พระนเรศวร
มหำรำช ออกนำมรำชรถท่ีใช้อัญเชิญพระบรมศพว่ำ “มหำกฤษฎำธำร” (กรมศิลปำกร ๒๕๐๕:
๓๑๒-๓๑๓) หมำยถงึ “รำชรถทที่ ำ� ขน้ึ สำ� หรบั พระเกยี รตยิ ศอนั ยงิ่ ใหญ”่ (ยม้ิ ปณั ฑยำงกรู และคณะ
๒๕๒๘: ๔๑๗) และในรัชกำลสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวบรมโกศ เรียกช่ือว่ำ “พระมหำพิชัยรำชรถ
กฤษฎำธำร” (กรมศลิ ปำกร ๒๕๐๙: ๑๑) แตท่ ั้งนี้แล้วส่วนใหญ่ ออกนำมว่ำ “พระมหำพชิ ยั รำชรถ”
(ย้มิ ปณั ฑยำงกูร และคณะ ๒๕๒๘: ๖๒-๘๒)
หม่อมรำชวงศ์แสงสูรย์ ลดำวัลย์ ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องค�ำว่ำ “พระมหำพิไชย” ซ่ึงใช้ใน
สมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยำวำ่ มคี วำมหมำยถงึ “รำชรถอนั ประเสรฐิ ยงิ่ ” และในสมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทรใ์ ชค้ ำ� วำ่
“พระมหำพิชัย” ซ่ึงหมำยถึงว่ำ “มหำรำชรถแห่งผู้ชนะ” โดยสันนิษฐำนว่ำ “คงเป็นด้วยคติเดิม
ถือกันว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ป้องกันภัย ทรงเป็นชาตินักรบ...ในโอกาสสุดท้ายของการส่ง
เสด็จสู่สวรรคาลัย จึงถวายราชรถที่ใหญ่และงดงามวิจิตรให้ทรงและให้นามว่า “มหาพิชัยราชรถ”
คอื ราชรถทรงแห่งพระผูช้ นะ” (ยิ้ม ปณั ฑยำงกูร และคณะ ๒๕๒๘: ๔๑๗)
อนึ่ง ในพระไตรปิฎกมีกำรเปรียบเทียบอริยมรรคกับยำนพำหนะ โดยพรำหมณสูตร
พระสตุ ตนั ตปฎิ ก สงั ยตุ ตนกิ ำย มหำวำรวรรค พระอำนนทท์ ลู ถำมพระพทุ ธเจำ้ เรอื่ งยำนอนั ประเสรฐิ
ในธรรมวินัย พระผมู้ ีพระภำคเจ้ำตรสั วำ่ อำจบัญญตั ิได้ คอื “ยานอนั ประเสรฐิ เป็นช่อื ของอริยมรรค
ประกอบด้วยองค์ ๘ นเี้ อง เรยี กกนั วา่ พรหมยานบา้ ง ธรรมยานบา้ ง รถพิชยั สงครามอนั ยอดเยย่ี ม
บา้ ง” (มหำมกฏุ รำชวทิ ยำลยั ๒๕๒๕ข: ๑๓) และเหตทุ ว่ี ำ่ อรยิ มรรคเปน็ รถพชิ ยั สงครำมอนั ยอดเยยี่ ม
พระอรรถกถำจำรยไ์ ดข้ ยำยควำมวำ่ “เพราะไมม่ สี ง่ิ อนั ยงิ่ กวา่ และเพราะชนะสงครามคอื กเิ ลสแลว้ ”
(มหำมกุฏรำชวิทยำลัย ๒๕๒๕ข: ๑๗) แต่ทั้งนี้ในภำษำบำลเี รียก “รถพิชยั สงครำมอันยอดเยี่ยม”
ว่ำ “อนตุ ตฺ โร สงฺคำมวชิ โย” (มหำมกุฏรำชวิทยำลยั ๒๔๗๐: ๖)
3๒๘ เสดจ็ ส่แู ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
๑๖
สำ� หรบั นำมของเวชยนั ตรำชรถนัน้ ดูจะไม่คอ่ ยเปน็ ปญั หำเน่อื งจำกทรำบกันโดยทั่วไปวำ่
“เวชยนั ตรำชรถ” น้นั เปน็ นำมรำชรถของทำ้ วสักกเทวรำช ในพระไตรปฎิ กมีอยู่หลำยตอนท่ีระบุถึง
นำมรำชรถของพระอินทรว์ ำ่ “เวชยนั ตรำชรถ” เช่น เนมิยชำดก สมเดจ็ อมรินทรำธริ ำชตรัสใช้ให้
พระมำตลเี ทพสำรถี เทียมเวชยนั ตรำชรถลงมำรับพระเจำ้ เนมิรำชในวันเพญ็ อโุ บสถศีล (มหำมกุฏ
รำชวิทยำลัย ๒๕๒๕ก: ๒๕๓) และในพระไตรปิฎกก็ปรำกฏด้วยเช่นกนั วำ่ เวชยนั ตรำชรถ เปน็ รำช
รถทรงของพระมหำกษัตริย์ (มหำมกุฏรำชวิทยำลัย ๒๕๒๕ค: ๔๙๗; ๒๕๒๖: ๓๓๐)๓
ความแตกตา่ งระหว่างพระมหาพิชัยราชรถและเวชยนั ตราชรถ
พระมหำพชิ ัยรำชรถ และเวชยันตรำชรถ มรี ูปทรง ขนำดควำมสูง ทีใ่ กล้เคียงกนั มำก และ
หลำยครำวที่มีกำรใชเ้ วชยนั ตรำชรถเปน็ รำชรถทรงพระบรมศพแทนพระมหำพิชยั รำชรถ ซ่ึงช�ำรุด
ไม่สำมำรถใช้ในรำชกำรได้ กำรที่จะจ�ำแนกว่ำเป็นรำชรถใดนั้น ต้องสังเกตควำมแตกต่ำงของ
รำยละเอียดในกำรตกแตง่ ชนั้ เกริน ๓ จุด คอื กระหนกนำคหนำ้ เกริน หนำ้ กระดำนช้ันเกริน และ
กระจังรวนประดบั ท้องเกริน ดังนี้
พระมหำพิชยั รำชรถ เวชยนั ตรำชรถ
ภำพเปรียบเทยี บนำคหน้ำเกรนิ ของรำชรถท้งั สอง
๑. กระหนกนำคหนำ้ เกรนิ กระหนกนำคหนำ้ เกรนิ พระมหำพชิ ยั รำชรถ เศยี รนำค
จ�ำหลักยอดเป็นลำยช่อเปลว (กระหนกเปลว) ส�ำหรบั เวชยนั ตรำชรถ เศียรนำคยอดเปน็ ลำยเปลว
หำงไหล (กระหนกหำงไหล) ประดับกระจกขำว
๒. หนำ้ กระดำนชั้นเกรนิ หน้ำกระดำนชั้นเกรนิ พระมหำพชิ ยั รำชรถ จำ� หลักลำย
ประจ�ำยำมก้ำมปูลูกฟัก ช่องลูกฟักประดับกระจกสีเขียว ส�ำหรับเวชยันตรำชรถ หน้ำกระดำนช้ัน
๓ เช่น โคมยปณิ ฑสตู ร พระพทุ ธเจำ้ เสวยพระชำตเิ ปน็ ขตั ตยิ รำชครองนครกสุ ำวดี ระบวุ ำ่ “...บรรดำรำชรถ ๘๔,๐๐๐ คนั
เหลำ่ น้นั แล รถทเ่ี รำทงั้ สมัยนน้ั มคี ันเดยี วเท่ำนน้ั คอื เวชยนั ตรำชรถ.” (มหำมกุฏรำชวทิ ยำลยั ๒๕๒๖: ๓๓๐) หรอื
ใน มหำสทุ สั สนสตู ร กลำ่ วถงึ รำชรถของพระเจำ้ มหำสทุ สั สนะ วำ่ “...ขอเดชะ รถ ๘๔,๐๐๐ เหลำ่ นข้ี องทลู กระหมอ่ ม
หุ้มดว้ ยหนังรำชสหี ์ หนงั เสือโครง่ หนังเสือเหลือง ห้มุ ดว้ ยผำ้ ขนสตั วส์ เี หลอื ง มีเครื่องแต่งท�ำด้วยทอง ปกั ธงทอง
คลมุ ด้วยตำขำ่ ยทอง มีรถไพชยนั ตเ์ ป็นประมุข...” (มหำมกุฏรำชวทิ ยำลัย ๒๕๒๕ค: ๔๙๗)
3๒๙เสด็จสู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
เกรินจำ� หลักประจ�ำยำมกำ้ มปูลกู ฟกั เช่นกนั แตใ่ นช่องลูกฟกั จ�ำหลักลำยดอกไม้กลมไสเ้ กสรประดบั
กระจกสเี ขยี ว
๓. กระจงั รวนประดบั ทอ้ งเกรนิ กระจงั รวน (ลำยกระจงั ปลำยบดั ) ประดบั ทอ้ งเกรนิ พระมหำ
พชิ ยั รำชรถ กระจงั จะเรม่ิ ตรงกงึ่ กลำงดำ้ นขำ้ งรำชรถแลว้ บดั ปลำยกระจงั ใหป้ ลำยแยกเปน็ สองทศิ ทำง
เฉยี งออกด้ำนหนำ้ และทำ้ ยรำชรถ สำ� หรบั เวชยนั ตรำชรถ กระจังรวนประดบั ท้องเกรินจะบดั ปลำย
ไปทำงด้ำนหลังรำชรถต้ังแต่ด้ำนหน้ำสุดไปจนท้ำยสุดเป็นทิศทำงเดียวกัน คล้ำยกับว่ำกระจังรวน
ลู่ลม
ควำมแตกต่ำงของพระมหำพิชัยรำชรถและเวชยันตรำชรถน้ี โดยเฉพำะลวดลำยลูกฟัก
ท่ีหน้ำกระดำน นับว่ำเป็นส่ิงส�ำคัญที่ใช้แก้ไขควำมผิดพลำดของข้อมูลท่ีเช่ือถือกันแต่เดิมว่ำ
“องค์ที่ ๑ พระมหาพิชัยราชรถนัน้ ช�ารดุ ทรดุ โทรมมากจนเคล่อื นไหวออกจากทไ่ี มไ่ ดแ้ ลว้ คงตั้งอยู่
ในโรงราชรถในพิพิธภณั ฑสถานอย่เู ฉยๆ น�าออกใช้ไม่ได้ องคท์ ่ี ๒ พระมหาเวชยนั ตราชรถพอจะ
ใช้ได้ เม่ือคร้ังรัชกาลที่ ๖ ก็ใช้พระมหาเวชยันตราชรถน้ีเป็นรถอัญเชิญพระบรมศพ โดยเรียกช่ือ
อย่างองค์ท่ี ๑ วา่ พระมหาพิชยั ราชรถ” (กฤษณ์ อนิ ทโกศยั ๒๔๙๕ก: ๙๗)
แต่จำกภำพถ่ำยปรำกฏชัดเจนว่ำรำชรถที่อัญเชิญพระโกศพระบรมศพพระบำทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอย่หู วั นั้นคอื พระมหำพิชยั รำชรถ มใิ ช่ เวชยนั ตรำชรถตำมทอี่ ำ้ งอิงกนั มำแต่เดิม
(แน่งน้อย ศกั ด์ิศรี และคณะ ๒๕๕๕: ๑๘๑; พชั รินทร์ ศุขประมลู ๒๕๕๙: ๑๔)
อน่ึง ท่ีตั้งของพระมหำพิชัยรำชรถและเวชยันตรำชรถในอธิบำยว่ำด้วยหอพระสมุด
วชิรญำณ แลพิพิธภัณฑสถำนส�ำหรับพระนคร ซ่ึงรำชบัณฑิตยสภำพิมพ์ถวำยพระภิกษุสำมเณร
ในเทศกำลเขำ้ พรรษำ เมอื่ พทุ ธศกั รำช ๒๔๗๐ ระบตุ ำ� แหนง่ ทตี่ งั้ รำชรถ ดงั นี้ “๑.พระมหาพชิ ยั ราชรถ
องค์ใหญ่ทางด้านใต้ ส�าหรับทรงพระบรมศพพระราชาธิบดี ๒.เวชยันต์ราชรถพระที่น่ังองค์รอง
องค์ใหญท่ างด้านเหนือ สา� หรบั ทรงพระศพสมเดจ็ พระบรมวงศซ์ ง่ึ ทรงพระยศสูงศักด”์ิ (รำชบัณฑติ
ยสภำ ๒๔๗๐: ๔๑)
แตท่ ง้ั นเ้ี มอื่ มกี ำรสรำ้ งโรงรำชรถใหมใ่ น พ.ศ.๒๔๗๒ และขณะนนั้ พระมหำพชิ ยั รำชรถชำ� รดุ
ไม่สำมำรถใช้ในรำชกำรได้แล้ว จึงเชิญให้พระมหำพิชัยรำชรถอยู่ในโรงฝั่งทิศเหนือ ส�ำหรับ
เวชยนั ตรำชรถซง่ึ มสี ภำพดกี วำ่ นน้ั อยใู่ นโรงฝง่ั ทศิ ใต้ (รำชบณั ฑติ ยสภำ ๒๔๗๒: ๔๑) สำเหตกุ ำรสลบั
ทนี่ น้ั คงเนอ่ื งดว้ ยโรงฝง่ั ทศิ ใตส้ ะดวกในกำรฉดุ ชกั รำชรถออกจำกโรงมำกกวำ่ ฝง่ั ทศิ เหนอื เพรำะฝง่ั
ทศิ เหนอื มพี นื้ ที่ถนนจำ� กดั รำชรถตอ้ งเลยี้ วโค้งก่อนเขำ้ โรง
ในพิธีอัญเชิญพระมหำพิชัยรำชรถ รำชยำน ออกประกอบงำนพระรำชทำนเพลิงศพ
สมเดจ็ พระเจำ้ ภคนิ เี ธอ เจำ้ ฟำ้ เพชรรตั นรำชสดุ ำ สริ โิ สภำพณั ณวดี เมอ่ื วนั ที่ ๑๒ มนี ำคม พ.ศ.๒๕๕๕
กรมศลิ ปำกรจงึ ไดส้ ลบั ทโี่ ดยใหพ้ ระมหำพชิ ยั รำชรถอยใู่ นโรงฝง่ั ทศิ ใตแ้ ละเวชยนั ตรำชรถกลบั ไปอยู่
ในโรงฝง่ั เหนอื ตำมท่ีเคยเกบ็ รักษำกันมำก่อน พ.ศ.๒๔๗๒
ดงั นน้ั กำรทรำบถงึ ควำมแตกต่ำงของรำยละเอยี ดในกำรตกแตง่ ชั้นเกรินระหวำ่ งพระมหำ
พิชัยรำชรถและเวชยันตรำชรถ ยังจะช่วยให้สำมำรถจ�ำแนกภำพถ่ำยของพระมหำพิชัยรำชรถและ
เวชยันตรำชรถท่เี ก็บรักษำในโรงรำชรถไดว้ ำ่ คอื องค์ใดแน่
33๐ เสดจ็ ส่แู ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
๑๖
พระมหำพิชัยรำชรถ ขณะอยูใ่ นโรงฝัง่ ทศิ เหนอื ก่อนกำรอัญเชิญออกประกอบงำนพระรำชทำนเพลงิ ศพ
สมเดจ็ พระเจำ้ ภคินีเธอ เจำ้ ฟ้ำเพชรรัตนรำชสดุ ำ สริ ิโสภำพณั ณวดี เมื่อวันท่ี ๑๒ มนี ำคม พ.ศ.๒๕๕๕
โรงราชรถ
จำกหลกั ฐำนวำ่ ดว้ ยแผนทก่ี รงุ ศรอี ยธุ ยำ กลำ่ ววำ่ เมอื่ ครงั้ กรงุ ศรอี ยธุ ยำนอกประตพู ระรำชวงั
ชน้ั กลำง “มีโรงใสพ่ ระพไิ ชยรำชรถ อยู่รมิ กำ� แพงค่ันทอ้ งสนำมหนำ้ จักรวรรดิโรง ๑” กรมศิลปำกร,
๒๕๐๘: ๑๕๓; มหำวิทยำลยั สุโขทัยธรรมำธริ ำช ๒๕๔๙: ๒๐๐)๔ ส่วนหนงั สือค�าให้การชาวกรุงเกา่
กล่ำววำ่ มี “โรงรถพระทนี่ ง่ั ๒ หลัง” ทน่ี อกประตพู ระรำชวงั ชั้นกลำงเช่นกัน (รำชบัณฑิตยสถำน
๒๔๖๘: ๒๐๗)
สว่ นในสมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ เดมิ เกบ็ รำชรถไวใ้ นโรงเกบ็ ขำ้ งตกึ ดนิ บรเิ วณทอ้ งสนำมไชย
ทำงทิศตะวันออกของพระบรมมหำรำชวัง ต่อมำใน พ.ศ.๒๓๘๖ สมัยรชั กำลท่ี ๓ โปรดใหเ้ กณฑเ์ ลก
มำชกั ลำกพระมหำพชิ ยั รำชรถไปไวโ้ รงรถทส่ี รำ้ งขนึ้ ใหม่ แตไ่ มป่ รำกฏวำ่ อยทู่ ใี่ ดชดั เจน (คณะกรรมกำร
ช�ำระประวัติศำสตร์และจัดพิมพ์เอกสำรทำงประวัติศำสตร์และโบรำณคดี ๒๕๓๗: ๑๒๐) แต่จำก
พระรำชหัตถเลขำในพระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว พระรำชทำนแก่สมเด็จพระเจ้ำ
บรมวงศเ์ ธอ เจำ้ ฟำ้ มหำมำลำ กรมพระยำบำ� รำบปรปกั ษ์ เรอื่ งกำรพระรำชทำนเพลงิ กรมพระรำชวงั
บวรวิชัยชำญ ทรงระบุถึงโรงรำชรถว่ำ “รถก็อยู่ท่ีน่าวัดพระเชตุพน จะต้องลากถอยหลังข้ึนไปอยู่
ท้ายตะพานเส้ยี วทางทจี่ ะแหล่ งมากอ็ ยู่สกั ๘ เสน้ ๙ เส้น [๓๒๐ – ๓๖๐ เมตร-ผู้เขียน] เทา่ นนั้ ”
๔ ในค�าให้การขุนหลวงหาวัด กล่ำวเพิ่มเติมว่ำ “มีโรงไว้พระพิชัยรำชรถ อยู่ริมก�ำแพงค่ันท้องสนำมหน้ำจักรวรรดิ
โรง ๑ มชี ่อฟำ้ หำงหงส์ดว้ ย” (มหำวทิ ยำลยั สุโขทัยธรรมำธิรำช ๒๕๔๙: ๒๐๐)
33๑เสดจ็ ส่แู ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
(ณัฐวุฒิ สุทธิสงครำม, ๒๕๑๖: ๑๓๒) ซึ่งเข้ำใจว่ำโรงรำชรถน้ีคงอยู่บริเวณสวนเจ้ำเชตุ ริมถนน
สนำมไชย หนำ้ วัดพระเชตพุ น
ภำยหลงั จำกทกี่ รมพระรำชวงั บวรวชิ ยั ชำญทวิ งคต ใน พ.ศ. ๒๔๒๘ พระรำชวงั บวรสถำน
มงคล (วงั หน้ำ) วำ่ งลง พระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอย่หู ัว รชั กำลท่ี ๕ จึงโปรดเกล้ำฯ ให้ใช้
พ้นื ท่วี งั หน้ำเพ่ือประโยชนข์ องสว่ นรำชกำรต่ำงๆ รวมทงั้ โปรดใหย้ ำ้ ยโรงพระมหำพชิ ัยรำชรถมำไว้
บรเิ วณสนำมตอนเหนอื พระทนี่ งั่ พทุ ไธสวรรย์ ตง้ั เปน็ โรงเกบ็ รำชรถสำ� คญั ๒ โรง โดยใหอ้ ยใู่ นควำม
ดูแลของกรมพระต�ำรวจ๕ (กรมศิลปำกร ๒๕๓๙: ๔๖)
ถึงสมัยรัชกำลท่ี ๗ ทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ พระรำชทำนพระรำชมณเฑียรสถำน
ในวังหน้ำทั้งหมด ให้เป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑสถำนส�ำหรับพระนคร (ปัจจุบัน คือ พิพิธภัณฑสถำน
แหง่ ชำติ พระนคร) อยใู่ นกำรกำ� กบั ดแู ลของรำชบณั ฑติ ยสภำ สมเดจ็ พระเจำ้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยำ
ดำ� รงรำชำนภุ ำพ นำยกรำชบณั ฑติ ยสภำ จงึ ใหส้ รำ้ งโรงรำชรถขน้ึ ใหม่ ลกั ษณะเปน็ โรงหลงั คำทรงจวั่
๒ หลงั เช่ือมต่อกนั ดว้ ย มุขขวำง ภำยในเปิดโลง่ ถงึ กนั โดยตลอด แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๗๓
ต่อมำในช่วง พ.ศ. ๒๕๓๖ – ๒๕๓๗ กรมศิลปำกรได้ท�ำกำรบูรณปฏิสังขรณ์โรงรำชรถ
ขนึ้ ใหมโ่ ดยต่อเติมมขุ หน้ำ ปจั จุบนั โรงรำชรถเป็นสว่ นหน่ึงของพิพิธภัณฑสถำนแห่งชำติ พระนคร
ส�ำนักพิพิธภัณฑสถำนแห่งชำติ กรมศิลปำกร กระทรวงวัฒนธรรม ใช้เป็นอำคำรเก็บรักษำและ
จดั แสดงรำชรถ รำชยำน และเครอ่ื งประกอบในกำรพระรำชพิธีพระบรมศพและพระศพ
ราชรถนอ้ ย
นอกจำกพระมหำพิชยั รำชรถและเวชยนั ตรำชรถแล้ว ยังมรี ำชรถที่สำ� คัญอีก ๓ รถ รวม
เรยี กว่ำ “รำชรถน้อย” ซ่งึ เป็นรำชรถทรงบษุ บกขนำดเลก็ สร้ำงขึ้นเมอ่ื พ.ศ. ๒๓๓๘ พร้อมกับพระ
มหำพิชัยรำชรถ รำชรถน้อยรถหนึ่งใช้เป็นรำชรถพระส�ำหรับสมเด็จพระสังฆรำชประทับ
สวดพระอภิธรรมน�ำพระมหำพิชัยรำชรถ ตำมด้วยรำชรถน้อยรถท่ีสอง เป็นรำชรถโปรยส�ำหรับ
พระบรมวงศป์ ระทบั เพอ่ื ทรงปรำยขำ้ วตอกดอกไมถ้ วำยพระบรมศพตำมเสน้ ทำงสพู่ ระเมรุ ตำมดว้ ย
รำชรถโยงส�ำหรับรับภูษำโยงจำกพระโกศท่ีพระมหำพิชัยรำชรถ ต่อมำรัชกำลท่ี ๖ โปรดเกล้ำฯ
ใหเ้ ลิกประเพณโี ยงและโปรยในกระบวนแหพ่ ระบรมศพและพระศพ จงึ คงเหลือแตร่ ถพระสงฆ์อำ่ น
พระอภธิ รรมนำ� หนำ้ รำชรถทรงพระโกศเท่ำนน้ั จนถงึ ปัจจุบนั
รำชรถน้อยท่ีพระบำทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ำจุฬำโลกมหำรำชโปรดให้สร้ำงข้ึนมี ๓ รถ
ท้งั ๓ รถ มลี ักษณะเปน็ รำชรถทรงบษุ บก ทำ� ดว้ ยไมจ้ ำ� หลกั ลำยทำสแี ดงปดิ ทอง ประดบั กระจก
รถที่ ๑ (เลขทะเบยี นรำชรถ ๙๗๘๔) ขนำดกว้ำง ๓.๘๖ เมตร ยำว ๑๒.๙๕ เมตร สงู ๖.๘๔
เมตร น้�ำหนกั ๓.๖๕ ตัน เหนือทอ้ งไม้ข้ำงเกรินชนั้ ที่ ๒ ประดับเทพนม ๓๔ องค์ เหนือทอ้ งไมฐ้ ำน
เกรนิ ช้ันที่ ๓ ประดบั เทพนม ๓๐ องค์ และท้องไม้ฐำนสงิ หร์ องบลั ลงั ก์บุษบกประดบั เทพนม ช้นั ลำ่ ง
๒๐ องค์ ช้ันบน ๒๐ องค์
๕ จำกต�ำรำหน้ำทีต่ �ำรวจ ตำมแบบแผนธรรมเนยี มในรำชสำ� นักครั้งกรงุ ศรีอยธุ ยำ ไดร้ ะบุเชน่ กันว่ำ “มหำพไิ ชรำชรถ
และรถยำงโลสง” ในสมัยกรุงศรีอยุธยำนั้นอยู่ในควำมดูแลของ “ต�ำรวจในรวมกับต�ำรวจผู้ใหญ่” (กรมศิลปำกร
๒๕๓๙: ๔๖)
33๒ เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
๑๖
รำชรถนอ้ ยรถที่ ๓ (เลขทะเบียนรำชรถ ๙๗๘๓)
รถท่ี ๒ (เลขทะเบียนรำชรถ ๙๗๘๒) ขนำดกวำ้ ง ๓.๖๔ เมตร ยำว ๑๒.๙๕ เมตร สูง ๖.๓๐
เมตร น�ำ้ หนัก ๓.๘๕ ตนั เหนอื ทอ้ งไม้ข้ำงเกรินชนั้ ท่ี ๒ ประดับเทพนม ๓๔ องค์ และท้องไม้ฐำน
สงิ หร์ องบัลลังก์บุษบกประดับเทพนม ชนั้ ลำ่ ง ๑๖ องค์ ชั้นบน ๒๐ องค์
รถท่ี ๓ (เลขทะเบียนรำชรถ ๙๗๘๓) ขนำดกว้ำง ๓.๖๖ เมตร ยำว ๑๒.๙๕ เมตร สงู ๖.๓๐
เมตร นำ้� หนกั ๓.๖๕ ตนั เหนอื ทอ้ งไมข้ ำ้ งเกรนิ ชน้ั ที่ ๒ ประดบั เทพนม ๒๘ องค์ และทอ้ งไมฐ้ ำนสงิ ห์
รองบัลลังก์บษุ บกประดบั เทพนม ช้ันล่ำง ๑๘ องค์ ช้นั บน ๒๔ องค์
รำชรถน้อยทง้ั ๓ รถ ใชจ้ ำ� นวนพลฉดุ ชกั ลำกในแตล่ ะรถจ�ำนวน ๗๔ นำย
โครงเครอ่ื งลำ่ งซงึ่ เปน็ สว่ นรบั นำ้� หนกั ประกอบดว้ ย ลอ้ ไมด้ ำ้ นหนำ้ (ลอ้ เลยี้ ว) ๒ ลอ้ ลอ้ เหลก็
ด้ำนหลงั (ล้อหลัก) ๒ ล้อ ล้อประดบั ซ้ำยขวำ มี ๔ ล้อ ล้อนำ� บงั คับเลีย้ ว ๑ ล้อ เฉพำะลอ้ ดำ้ นหน้ำ
และล้อประดับ ประกอบไม้จ�ำหลักลำยปิดทองประดับกระจก มีเหล็กรัดวงล้อ ระหว่ำงล้อประดับ
ลอ้ หนำ้ กบั ลอ้ หลงั ทง้ั สองดำ้ นมแี ปรกประกบั สว่ นหนำ้ สดุ ของรำชรถมงี อนรถ ๓ งอน ทำ� ดว้ ยไมก้ ลงึ
รปู รที ำสแี ดงเรยี บ ปลำยงอนรถจำ� หลกั เปน็ รปู เศยี รนำค ประดบั ธงสำมชำยพนื้ แดงลำยทองแผล่ วด
ประดับพูส่ ขี ำว ท้ัง ๓ งอน
องคร์ ำชรถ พื้นทำสีแดง ประกอบด้วยชน้ั เกรนิ ลดหลน่ั กัน ๔ ชนั้ พนมของเกรินแต่ละชั้น
ด้ำนหน้ำประดับไม้จ�ำหลักเป็นรูปศีรษะนำคประกอบลำยกระหนก (เลขทะเบียนรำชรถ ๙๗๘๔)
จำ� หลักเป็นรูปศรี ษะนกประกอบลำยกระหนก (เลขทะเบียนรำชรถ ๙๗๘๒ และ ๙๗๘๓) พนมเกริน
ดำ้ นหลังประดบั ไมจ้ ำ� หลกั รปู หำงนำคประกอบกระหนก
เกรนิ ชน้ั ที่ ๑ หนำ้ เกรนิ ตดิ ตง้ั แทน่ ขำสงิ หจ์ ำ� หลกั ลำยปดิ ทองเปน็ ทนี่ ง่ั สำ� หรบั สำรถถี อื แพน
หำงนกยูง ท้ำยเกรินติดตั้งแท่นท่ีนั่งประดับลำยกระหนกส�ำหรับเป็นท่ีน่ังของผู้เชิญพัดโบก ที่มุม
พนกั ตรงกบั ตำ� แหนง่ ลอ้ รำชรถทงั้ ดำ้ นหนำ้ และดำ้ นหลงั ปกั ฉตั ร ๕ ชนั้ ดำ้ นละ ๑ คู่ รวม ๔ คนั ใตฐ้ ำน
เกรนิ ชน้ั ที่ ๑ มหี ว่ งสำ� หรบั คลอ้ งเชอื กทใ่ี ชฉ้ ดุ ชกั รำชรถทำ� ดว้ ยเชอื กมนลิ ำหมุ้ ผำ้ แดง ดำ้ นหนำ้ ๔ สำย
พลชกั ลำกสำยละ ๑๔ นำย ดำ้ นหลงั ๒ สำย พลฉดุ สำยละ ๙ นำย เหนือท้องไม้ฐำนเกรนิ ช้ันท่ี ๔
333เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
ประดษิ ฐำนบษุ บกหลงั คำเครอื่ งยอด สว่ นกลำงดำ้ นขำ้ งทงั้ สองดำ้ นของชน้ั ฐำนเกรนิ ๓ ชนั้ ลำ่ ง ตอน
กลำงติดพนักลกู กรงปิดทองทึบ เว้นชอ่ งสำ� หรบั ขึ้นลงบุษบก เสำพนกั ลกู กรงเปน็ ไม้กลึงรปู หัวเมด็
ปิดทองทึบ
บุษบกส�ำหรับสมเด็จพระสังฆรำชประทับหรือพระรำชำคณะน่ังอ่ำนพระอภิธรรม หรือ
พระบรมวงศำนุวงศ์ประทับทรงปรำยหรือทรงภูษำโยง ฐำนบุษบกประกอบหน้ำกระดำนท้องไม้
ปิดทองประดับกระจก ปำกฐำนรอบพนักประดับไมแ้ กะสลักลำยกระจังปฏิญำณ เว้นพนกั ด้ำนหนำ้
สำ� หรบั เปน็ ชอ่ งประทบั เสำบษุ บกยอ่ มมุ ไมส้ บิ สอง โคนเสำบษุ บกประดบั กำบพรหมศร หวั เสำ มคี นั ทวย
สลกั ลำยนำครบั เชงิ กลอนหลงั คำชน้ั ลำ่ ง เสำบษุ บกแตล่ ะตน้ ผกู มำ่ น (ตำดทองซบั ในสแี ดง หรอื ลำยทอง
แผล่ วด) รวบกลำงม่ำนท่ปี ระจำ� ยำมรดั อกของเสำ ดำ้ นหลงั บุษบกมพี นกั พงิ ส่วนเคร่ืองยอดหลังคำ
บษุ บกประดับชนั้ เชงิ กลอน ๕ ช้ัน แต่ละช้นั ประดบั บันแถลง ชอ่ ฟ้ำ บรำลี นำคปกั ถัดขึน้ ไปเปน็
สว่ นขององคร์ ะฆงั เหม ๓ ชัน้ จำ� หลักยอ่ มุมไม้สบิ สอง บัวกลุ่ม ๕ ชั้น ปลีและปลยี อดปิดทองทึบ
ลกู แกว้ จำ� หลกั ลำย ยอดประกอบดว้ ยเมด็ นำ้� คำ้ งและพมุ่ ขำ้ วบณิ ฑ์ เพดำนบษุ บกประดบั ลำยดอกจอก
ราชรถปืนใหญ่รางเกวียน
รถปืนใหญ่รำงเกวียนเป็นรำชรถที่เชิญพระโกศพระบรมศพ พระศพของพระมหำกษัตริย์
และพระบรมวงศ์ ท่ีด�ำรงพระยศในรำชกำรทหำรครัง้ ทรงพระชนม์ชีพ ส�ำหรับพระบรมศพใช้รำชรถ
ปนื ใหญร่ ำงเกวยี นอตุ รำวฏั รอบพระเมรมุ ำศ ๓ รอบ แทนพระยำนมำศสำมลำ� คำนตำมธรรมเนยี มเดมิ
ในสว่ นของพระบรมวงศน์ น้ั ใชเ้ ชญิ พระศพจำกวงั (หรอื จำกหนำ้ วดั พระเชตพุ น) ไปสพู่ ระเมรุ
ซงึ่ เปน็ ธรรมเนยี มใหมเ่ กดิ ขน้ึ ในรชั สมยั พระบำทสมเดจ็ พระมงกฏุ เกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั ในกำรพระรำชทำน
เพลงิ พระศพจอมพล พระเจำ้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงนครไชยศรสี รุ เดช เมอื่ พ.ศ. ๒๔๕๙ เปน็ ครงั้ แรก
(ราชกจิ จานเุ บกษา ๒๔๕๙: ๗๐๓)
ส�ำหรับพระบรมศพพระมหำกษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงรำชรถปืนใหญ่รำงเกวียนเวียน
อตุ รำวฏั รอบพระเมรมุ ำศ คอื พระบำทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั โดยทรงมพี ระบรมรำชโองกำร
แสดงพระรำชประสงค์ “ในการแหพ่ ระบรมศพ ตงั้ แตพ่ ระทนี่ งั่ ดสุ ติ มหาปราสาทไปถงึ วดั พระเชตพุ น
ใหใ้ ชย้ านมาศตามประเพณี จากวดั พระเชตพุ นไปพระเมรุ ขอใหจ้ ดั แตง่ รถปนื ใหญเ่ ปน็ รถพระบรมศพ
เพราะขา้ พเจา้ เปน็ ทหาร อยากใครเ่ ดนิ ทางสดุ ทา้ ยนอ้ี ยา่ งทหาร” (ยมิ้ ปณั ฑยำงกรู และคณะ ๒๕๒๘: ๒๕๘)
แตท่ งั้ นใี้ นพระรำชพธิ ถี วำยพระเพลงิ จรงิ พระบำทสมเดจ็ พระปกเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั โปรดเกลำ้ ฯ
ให้เชิญพระโกศพระบรมศพขึ้นพระมหำพิชัยรำชรถไปสู่ท้องสนำมหลวง เมื่อถึงพระเมรุมำศจึงให้
เชิญพระโกศพระบรมศพเลอื่ นลงทำงเกรนิ สรู่ ำชรถปนื ใหญ่รำงเกวียน
ส�ำหรับในงำนพระบรมศพพระบำทสมเด็จพระปรเมนทรมหำอำนันทมหิดล ปรำกฏ
หลกั ฐำนวำ่ กรมศลิ ปำกรไดด้ ำ� เนนิ กำร “ปรบั ปรงุ รถปนื ใหญข่ องทำงรำชกำรทหำรเปน็ รถประดษิ ฐำน
พระบรมโกศส�ำหรบั เวียนรอบพระเมรมุ ำศ” และ “ไดจ้ ดั สรำ้ งบษุ บกพรอ้ มรำงเลอ่ื นไว้บนรำงเกวียน
ปืน” (กฤษณ์ อนิ ทโกศัย ๒๔๙๕ก: ๙๗; ๒๔๙๕ข: ๘๘-๘๙)
334 เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
๑๖
รถปืนใหญ่รำงเกวียน ซงึ่ กรมสรรพำวธุ ทหำรบก มอบใหพ้ พิ ิธภัณฑสถำนแห่งชำติ พระนคร
เมือ่ ๑๔ มิถุนำยน พ.ศ. ๒๕๒๒
ในหมำยกำ� หนดกำรพระรำชพธิ ถี วำยพระเพลงิ พระบรมศพ เรยี กรำชรถนวี้ ำ่ “รำชรถปนื ใหญ่
รำงเกวียน” ส่วนในพระรำชพิธีพระรำชทำนเพลิงพระศพเรียกว่ำ “รถปืนใหญ่” “เกวียนรำงปืน”
“รถปืนใหญร่ ำงเกวียน” “รำงเกวยี นปืนใหญ่” (กลมุ่ จำรตี ประเพณี ๒๕๕๙: ๓๖)
พระราเชนทรรถ
ตำมโบรำณรำชประเพณเี มอ่ื ถวำยพระเพลงิ พระบรมศพแลว้ วนั รงุ่ ขนึ้ จะเปน็ กำรพระรำชกศุ ล
เกบ็ พระบรมอฐั แิ ละเชญิ พระโกศพระบรมอฐั จิ ำกพระเมรมุ ำศเขำ้ สพู่ ระบรมมหำรำชวงั โดยกระบวน
พยุหยำตรำส่ีสำย และใช้พระที่น่ังรำเชนทรยำน พระรำชยำนรูปบุษบกมีคำนส�ำหรับหำม ๔ คำน
ใช้พลแบกหำม ๕๖ นำย ในกำรประดิษฐำนพระบรมอัฐิ
แตท่ ง้ั นพี้ ระทน่ี ง่ั รำเชนทรยำนเปน็ ของใหญแ่ ละมนี ำ�้ หนกั มำก จงึ ไมไ่ ดใ้ ชเ้ สดจ็ พระรำชดำ� เนนิ
ทำงไกลในงำนนอกพระรำชวัง กำรเสด็จโดยพระท่ีนั่งรำเชนทรยำนทำงไกลเท่ำที่ปรำกฏหลักฐำน
คอื ครำวงำนฉลองพระนครครบ ๑๐๐ ปี เมือ่ พ.ศ.๒๔๒๕ พระบำทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลำ้ เจ้ำอยู่
หวั ทรงพระทน่ี งั่ องคน์ เี้ สดจ็ ออกจำกพระบรมมหำรำชวงั มำยงั ดำ้ นทศิ ตะวนั ออกของทอ้ งสนำมหลวง
(กองวฒั นธรรม ๒๕๐๔: ๑๔-๑๕)
กำรรับพระบรมอัฐิพระบำทสมเดจ็ พระปกเกล้ำเจ้ำอยู่หวั กลบั สูป่ ระเทศไทย เม่อื วันที่ ๒๔
พฤษภำคม พ.ศ.๒๔๙๒ ซึ่งประกอบกำรพระรำชพิธี “เต็มตำมพระบรมรำชอิสริยยศแห่งมุทธำ
ภสิ ติ มหำกษตั รยิ ำธริ ำชทกุ ประกำร” ทงั้ นเ้ี ขำ้ ใจวำ่ คงดว้ ยระยะกระบวนพยหุ ยำตรำสสี่ ำยคอ่ นขำ้ งไกล
คอื เดนิ อตุ รำวฏั พระบรมมหำรำชวงั จงึ ปรบั จำกกำรประดษิ ฐำนบนพระรำเชนทรยำนมำเปน็ รำชรถ
โดยเวลำ ๑๕.๓๐ นำฬิกำ เมื่อเรือหลวงแม่กลองเทียบท่ำรำชวรดิฐ เชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้น
335เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
พระรำเชนทรรถ อญั เชิญพระโกศพระบรมอฐั ิพระบำทสมเด็จพระปกเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั
เข้ำสพู่ ระทน่ี ั่งจักรีมหำปรำสำท ในพระบรมมหำรำชวงั เมื่อวันท่ี ๒๔ พฤษภำคม พ.ศ.๒๔๙๒
(ทีม่ ำ: ส�ำนกั หอจดหมำยเหตแุ ห่งชำติ กรมศิลปำกร)
ประดิษฐำนเหนือบุษบกพระรำเชนทรรถ ตั้งกระบวนพยุหยำตรำส่ีสำย เดินตำมถนนมหำรำช
ถนนท้ำยวัง ถนนสนำมชยั และถนนหนำ้ พระลำน เข้ำสู่พระบรมมหำรำชวังทำงประตวู ิเศษไชยศรี
กระบวนพระบรมรำชอสิ รยิ ยศเขำ้ สปู่ ระตพู มิ ำนไชยศรี หยดุ พระรำเชนทรรถเทยี บเกยหนำ้ พระทน่ี ง่ั
จักรีมหำปรำสำท (ราชกิจจานุเบกษา ๒๔๙๒: ๒๒๖๒-๒๒๖๔)
จำกหลกั ฐำนภำพถำ่ ย พระรำเชนทรรถ คอื รำชรถนอ้ ยซงึ่ ประดษิ ฐำนบษุ บก โดยรำชรถนอ้ ย
รถนี้ปัจจุบันเก็บรักษำในพิพิธภัณฑสถำนแห่งชำติ พระนคร ท่ีระเบียงหมู่พระวิมำนด้ำนทิศเหนือ
ตำมประวัติระบุว่ำรำชรถน้อยรถน้ีสร้ำงขึ้นส�ำหรับทรงพระโกศสมเด็จพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ เจ้ำฟ้ำ
มำลนิ นี พดำรำ สิรินิภำพรรณวดี กรมขุนศรีสัชนำลยั สุรกญั ญำ ออกพระเมรุเมือ่ พ.ศ.๒๔๖๘
รำชรถน้อย เป็นรำชรถทรงโถง คือไม่มีหลังคำและเสำ ท�ำด้วยไม้จ�ำหลักลำยทำสีแดง
ปดิ ทองประดบั กระจก มขี นำดกว้ำง ๒๓๐ เซนติเมตร ยำว ๗๘๐ เซนติเมตร สูง ๒๓๐ เซนตเิ มตร
เทียมม้ำ ๔ ม้ำ หรือใชจ้ �ำนวนพลฉุดชักลำก จ�ำนวน ๔๐ คน
โครงเครอ่ื งลำ่ งซง่ึ เปน็ สว่ นรบั นำ�้ หนกั ประกอบดว้ ยลอ้ ซำ้ ยขวำ ๔ ลอ้ ทำ� ดว้ ยไมจ้ ำ� หลกั ลำย
ปดิ ทองประดบั กระจก มเี หลก็ รดั วงลอ้ สว่ นหนำ้ สดุ ของรำชรถประกอบดว้ ยงอนรถ ๑ งอน ทำ� ดว้ ย
ไมก้ ลงึ รปู รที ำสแี ดงเรยี บ ปลำยงอนรถจำ� หลกั เปน็ รปู เหรำคำยนำค ๑ เศยี ร ประดบั ธงสำมชำย พนื้ แดง
ลำยทองแผ่ลวดประดบั พ่สู ขี ำว
องค์รำชรถ พื้นทำสีแดง แคร่รำบประดับรูปนำคจ�ำหลักท่ีขอบทั้งสองข้ำง กึ่งกลำงแคร่
มีแท่นทรงสี่เหลี่ยมส�ำหรับประดิษฐำนพระโกศ เป็นแท่นเท้ำสิงห์ย่อมุมไม้สิบสอง ท้องสิงห์ยกสูง
33๖ เสด็จสู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
๑๖
ประดบั ลำยแผงรำชวตั รดอกสก่ี ลีบฉลุโปรง่ กง่ึ กลำงแทน่ ประดับลำยหน้ำกำล ๓ ดำ้ น เว้นดำ้ นหน้ำ
เหนือแท่นเท้ำสิงห์ประดับกระจังรำย รองรับด้วยฐำนบัวกลุ่มทรงสี่เหล่ียมส�ำหรับรองรับพระโกศ
ดำ้ นหนำ้ และดำ้ นหลงั แท่นเทำ้ สิงหป์ ระกอบดว้ ยเกรนิ ๑ ชน้ั ตกแต่งด้วยกระหนกสำ� หรับภูษำมำลำ
ขน้ึ ประคองพระโกศ ดำ้ นหนำ้ รำชรถมแี ทน่ ขำสงิ หท์ รงสเี่ หลยี่ มขนำดเลก็ สองขำ้ งประดบั ลำยหนำ้ กำล
ส�ำหรบั พลขบั น่ังหรอื ต้งั เครื่องบชู ำ สม่ี มุ รำชรถมีทสี่ ำ� หรบั ปักฉตั ร
ส่งทา้ ย
พระมหำพชิ ยั รำชรถ รำชรถพำหนะอญั เชญิ พระบรมศพจำกทปี่ ระดษิ ฐำนออกสพู่ ระเมรมุ ำศ
เพอื่ ถวำยพระเพลงิ ซง่ึ เปน็ กำรถวำยพระเกยี รตแิ กพ่ ระมหำกษตั รยิ แ์ ละพระบรมวงศำนวุ งศ์ ซงึ่ เสดจ็
สวรรคตแลว้ ตำมโบรำณรำชประเพณีแต่คร้ังกรุงศรีอยธุ ยำ
พระมหำพิชัยรำชรถ เวชยันตรำชรถ และรำชรถน้อย ปัจจุบันเก็บรักษำ ณ โรงรำชรถ
พิพิธภัณฑสถำนแห่งชำติ พระนคร สร้ำงข้ึนด้วยควำมวิจิตรประณีตแห่งภูมิปัญญำงำนศิลปกรรม
ไม้จ�ำหลักชั้นสูง ก่อนกำรเชิญรำชรถออกใช้แต่ละครำวจะมีพิธีกรรมกำรบวงสรวง และกำรบูรณะ
เสริมควำมมั่นคง ลงรักปิดทองประดับกระจกเพื่อให้รำชรถอยู่ในสภำพท่ีสมบูรณ์ นับเป็นมรดก
ทำงวฒั นธรรมรำชประเพณสี �ำคญั ของบรรพชนไทยทีย่ ังคงสืบทอดมำจวบจนปจั จุบนั
33๗เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
รายการอา้ งองิ
กรมศิลปำกร กองวรรณกรรมและประวตั ศิ ำสตร์. ๒๕๓๙. เคร่อื งประกอบพระราชอสิ ริยยศ ราชยาน ราชรถ
และพระเมรมุ าศ. กรุงเทพฯ: กรมศิลปำกร กองวรรณกรรมและประวัติศำสตร์.
กรมศิลปำกร คณะกรรมกำรฝ่ำยจัดท�ำหนังสือที่ระลึกและจดหมำยเหตุงำนพระรำชพิธีพระรำชทำนเพลิง
พระศพสมเดจ็ พระเจำ้ ภคนิ เี ธอ เจำ้ ฟำ้ เพชรรตั นรำชสดุ ำ สริ โิ สภำพณั ณวด.ี ๒๕๕๕. เครอื่ งประกอบ
พระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี. กรุงเทพฯ:
ส�ำนักพพิ ิธภัณฑสถำนแห่งชำติ กรมศิลปำกร.
กรมศิลปำกร. ๒๕๐๑. จดหมายเหตุความทรงจ�า ของกรมหลวงนรินทรเทวี พิมพ์พร้อมกับฉบับเพ่ิมเติม
(พ.ศ.๒๓๑๐ – ๒๓๘๑) และพระราชวจิ ารณใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั . พระนคร:
กรมศิลปำกร.
กรมศลิ ปำกร. ๒๕๐๕. พระราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา ฉบบั สมเดจ็ พระพนรตั น์ วดั พระเชตพุ น. กรงุ เทพฯ:
คลงั วทิ ยำ.
กรมศลิ ปำกร. ๒๕๐๘. ประชมุ พงศาวดาร ภาคที่ ๖๓ เรอื่ งกรงุ เกา่ . พระนคร: แผนกกำรพมิ พ์ ห.จ.ก. เกษมสวุ รรณ.
กรมศิลปำกร. ๒๕๐๙. เรอื่ งสมเดจ็ พระบรมศพ. พิมพค์ รง้ั ท่ี ๓. พระนคร: โรงพิมพพ์ ระจันทร.์
กรมศลิ ปำกร. ๒๕๑๒. โคลงถวายพระเพลงิ พระบรมอฐั พิ ระเจา้ หลวง พระนพิ นธพ์ ระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหมน่ื
ศรีสุเรนทร์ และต�าหนักแพ พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระนคร:
กรมศิลปำกร.
กรมศิลปำกร. ๒๕๓๙. ตา� ราแบบธรรมเนียมในราชสา� นักครง้ั กรงุ ศรอี ยธุ ยา กบั พระราชวิจารณข์ องสมเดจ็ ฯ
กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพ. พิมพ์ครัง้ ท่ี ๓. กรุงเทพฯ: กรมศลิ ปำกร
กฤษณ์ อินทโกศัย. ๒๔๙๕ก. “กำรปลูกสร้ำงพระเมรุมำศถวำยพระเพลิงพระบรมศพ พระบำทสมเด็จ
พระปรเมนทรมหำอำนนั ทมหดิ ล ในหนำ้ ทกี่ รมศลิ ปำกร,”,ศลิ ปากร. ปที ี่ ๖, เลม่ ๔, (ก.ย.), น. ๙๗ – ๑๐๑.
กฤษณ์ อินทโกศัย. ๒๔๙๕ข. “กำรปลูกสร้ำงพระเมรุมำศถวำยพระเพลิงพระบรมศพ พระบำทสมเด็จ
พระปรเมนทรมหำอำนนั ทมหดิ ล ในหนำ้ ทก่ี รมศลิ ปำกร,” ศลิ ปากร. ปที ่ี ๖, เลม่ ๕, (ต.ค.), น. ๘๗ – ๙๑.
กลมุ่ จำรตี ประเพณี สำ� นกั วรรณกรรมและประวตั ศิ ำสตร,์ ๒๕๕๙. คา� ศพั ทท์ เี่ กย่ี วกบั งานพระราชพธิ พี ระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช. พิมพ์คร้ังท่ี ๒. กรุงเทพฯ: กรมศิลปำกร
กระทรวงวัฒนธรรม.
กองวฒั นธรรม. ๒๕๐๔. เรอ่ื งราชูปโภคและพระราชฐาน. พระนคร: กองวฒั นธรรม.
คณะกรรมกำรชำ� ระประวตั ศิ ำสตรแ์ ละจดั พมิ พเ์ อกสำรทำงประวตั ศิ ำสตรแ์ ละโบรำณคดี สำ� นกั งำนเลขำธกิ ำร
นำยกรฐั มนตร.ี ๒๕๓๗. ประชมุ หมายรบั สง่ั ภาค ๔ ตอนที่ ๒ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ รชั กาลพระบาท
สมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั จ.ศ. ๑๒๐๓ – ๑๒๐๕. กรงุ เทพฯ: สำ� นกั งำนเลขำธกิ ำรนำยกรฐั มนตร.ี
จงจติ รถนอม ดิศกุล, ม.จ. ๒๕๕๐. บนั ทกึ ความทรงจ�า. กรุงเทพฯ: ศยำม.
จมน่ื อมรดรณุ ำรกั ษ์ (แจม่ สนุ ทรเวช). ๒๕๑๔. พระราชกรณยี กจิ ในพระบาทสมเดจ็ พระมงกฏุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั
เลม่ ๙ เรอื่ ง พระราชประเพณี (ตอน ๑). พระนคร: องคก์ ำรคำ้ ของครุ สุ ภำ.
เจำ้ พระยำทพิ ำกรวงศ.์ ๒๕๐๓. พระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ รชั กาลที่ ๑. พระนคร: องคก์ ำรคำ้ ของครุ สุ ภำ.
ณฐั วฒุ ิ สทุ ธสิ งครำม. ๒๕๑๖. สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟา้ มหามาลา กรมพระยาบา� ราบปรปกั ษ์ ภาคปลาย
พระราชหัตถเลขาและคา� อธบิ าย เลม่ ๑๑. กรุงเทพฯ: องคก์ ำรคำ้ ครุ ุสภำ.
33๘ เสดจ็ ส่แู ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
๑๖
เดอ ชัวซยี ์. ๒๕๕๐. จดหมายเหตุรายวนั การเดินทางไปสูป่ ระเทศสยามในปี ค.ศ. ๑๖๘๕ และ ๑๖๘๖ ฉบบั
สมบูรณ์. กรุงเทพฯ: ศรปี ัญญำ.
นยิ ม กลน่ิ บบุ ผำ. ๒๕๕๗. “ฐำนำนศุ กั ดร์ิ ำชรถ,” ใน ๑๐๓ ปี แหง่ การสถาปนากรมศลิ ปากร. กรงุ เทพฯ:
กรมศลิ ปำกร.
แนง่ นอ้ ย ศกั ดศ์ิ ร,ี ม.ร.ว. และคณะ. ๒๕๕๕. สถาปตั ยกรรมพระเมรใุ นสยาม เลม่ ๒. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พก์ รงุ เทพฯ.
พชั รินทร์ ศขุ ประมูล, บรรณำธกิ ำร. ๒๕๕๙. ราชรถ ราชยาน ในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ. กรุงเทพฯ:
กรมศิลปำกร ส�ำนักพพิ ธิ ภณั ฑสถำนแห่งชำต.ิ
มหำมกฏุ รำชวทิ ยำลยั . ๒๔๗๐. สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ เก สย� ตุ ตฺ นกิ ายสสฺ มหาวารวคโฺ ค. พระนคร: โรงพมิ พพ์ ำณชิ ศภุ พล.
มหำมกฏุ รำชวทิ ยำลยั . ๒๕๒๕ก. พระสตู รและอรรถกถาแปล ขทุ ทกนกิ าย ชาดก เลม่ ๔ ภาคท่ี ๒. กรงุ เทพฯ:
โรงพมิ พม์ หำมกุฏรำชวิทยำลยั
มหำมกฏุ รำชวิทยำลัย. ๒๕๒๕ข. พระสตู รและอรรถกถาแปล สงั ยตุ ตนกิ าย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาคท่ี ๑.
กรุงเทพฯ: โรงพิมพม์ หำมกฏุ รำชวิทยำลัย.
มหำมกฏุ รำชวทิ ยำลยั . ๒๕๒๕ค. พระสตู รและอรรถกถาแปล สตุ ตนั ตปฎิ ก ทฆี นกิ าย มหาวรรค เลม่ ๒ ภาคที่ ๑.
กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พม์ หำมกฏุ รำชวทิ ยำลยั .
มหำมกฏุ รำชวทิ ยำลยั . ๒๕๒๖. พระสูตรและอรรถกถาแปล สงั ยตุ ตนกิ าย ขนั ธวารวรรค เลม่ ๓ ภาคท่ี ๑.
กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์มหำมกฏุ รำชวิทยำลยั .
มหำวทิ ยำลยั สโุ ขทยั ธรรมำธริ ำช โครงกำรเลอื กสรรหนงั สอื . ๒๕๔๙. คา� ใหก้ ารขนุ หลวงหาวดั . พมิ พค์ รงั้ ที่ ๒.
นนทบรุ :ี มหำวทิ ยำลัยสุโขทัยธรรมำธริ ำช.
ยิม้ ปณั ฑยำงกูร และคณะ. ๒๕๒๘. งานพระเมรมุ าศสมยั กรุงรัตนโกสนิ ทร์. กรงุ เทพฯ: กองวรรณคดแี ละ
ประวัติศำสตร์ กรมศลิ ปำกร
ราชกจิ จานเุ บกษา. “กำ� หนดกำรรบั พระบรมอฏั ฐพิ ระบำทสมเดจ็ พระปกเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั และกำรพระรำชกศุ ล
ทกั ษณิ ำนปุ ทำน ๒๔๙๒.” เลม่ ๖๖, ตอน ๒๙ (๒๔ พฤษภำคม ๒๔๙๒): ๒๒๖๒ ๒๒๗๑.
ราชกจิ จานเุ บกษา. ๒๔๒๐. “ขำ่ วตำย.” เลม่ ๔, แผน่ ๕๒ (วนั อำทติ ย์ ขน้ึ ๗ คำ�่ เดอื น ๔ จ.ศ. ๑๒๓๙): ๔๑๘.
ราชกจิ จานุเบกษา. ๒๔๕๙. “กำรพระเมรวุ ัดเบญจมบพิตรดสุ ติ วนำรำม”. เลม่ ๓๓, ตอน ง (๒๕ มิถุนำยน
๒๔๕๙): ๖๙๙ – ๗๑๙.
รำชบณั ฑิตยสถำน. ๒๔๖๘. ค�าให้การชาวกรงุ เก่า แปลจากฉบับหลวงท่ไี ด้มาจากเมอื งพม่า. พมิ พ์คร้ังท่ี ๒.
พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพพิ รรฒธนำกร.
รำชบัณฑิตยสถำน. ๒๕๕๖. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ:
รำชบณั ฑติ ยสถำน.
รำชบณั ฑติ ยสภำ. ๒๔๗๐. อธบิ ายวา่ ดว้ ยหอพระสมดุ วชริ ญาณ แลพพิ ธิ ภณั ฑสถานสา� หรบั พระนคร. พระนคร:
โรงพมิ พโ์ สภณพพิ รรฒธนำกร.
รำชบณั ฑติ ยสภำ. ๒๔๗๒. สมดุ มคั คเุ ทศนา� เทย่ี วหอพระสมดุ วชริ ญาณและพพิ ธิ ภณั ฑสถานสา� หรบั พระนคร.
พระนคร: โรงพมิ พโ์ สภณพิพรรฒธนำกร.
รำม วชิรำวธุ . ๒๕๕๕. ประวัตติ ้นรัชกาลที่ ๖. พิมพค์ รง้ั ที่ ๕. กรุงเทพฯ: มตชิ น.
สมเดจ็ ฯ กรมพระยำดำ� รงรำชำนภุ ำพ และ ม.ร.ว.สมุ นชำติ สวสั ดกิ ลุ . ๒๕๕๐. บนั ทกึ รบั สงั่ สมเดจ็ ฯ กรมพระยา
ดา� รงราชานภุ าพ ประทาน หมอ่ มราชวงศส์ มุ นชาติ สวสั ดกิ ลุ . พมิ พค์ รงั้ ที่ ๓. กรงุ เทพฯ: สมำคม
ประวตั ศิ ำสตรใ์ นพระรำชปู ถมั ภส์ มเดจ็ พระเทพรตั นรำชสดุ ำฯ สยำมบรมรำชกมุ ำร.ี
33๙เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
สมเด็จฯ กรมพระยำด�ำรงรำชำนุภำพ. ๒๕๐๕. พระราชพงศาวดารกรุงรตั นโกสินทร์ รัชกาลท่ี ๒, เล่ม ๑.
พระนคร: องคก์ ำรคำ้ ของคุรุสภำ.
สำ� นกั งำนเสรมิ สรำ้ งเอกลกั ษณข์ องชำต.ิ ๒๕๕๕. ราชาศพั ท.์ พมิ พค์ รงั้ ที่ ๔. กรงุ เทพฯ: สำ� นกั งำนเสรมิ สรำ้ ง
เอกลักษณข์ องชำต.ิ
สุจติ ต์ วงษเ์ ทศ, บรรณำธกิ ำร. ๒๕๕๑. พระเมรุทา� ไม ? มาจากไหน. พิมพค์ รั้งที่ ๒. กรงุ เทพฯ: กองทนุ
เผยแพร่ควำมรสู้ ู่สำธำรณะ.
Terwiel, Barend J. 2016. “Two Scrolls Depicting Phra Petrachas’s Funeral Procession in 1704
and the Riddle of their Creation,” Journal of the Siam Society (Vol.104), pp. 79-94.
34๐ เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
งานพระศพกษัตริยล์ ้านช้าง ๗๑
ในสมัยรัฐจารตี ๑
อาจารย์ ธรี ะวฒั น์ แสนคำ
คณะมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
ทวี่ ดั เชยี งทอง เมอื งหลวงพระบำงยงั คงจดั แสดงพระโกศของเจำ้ ชวี ติ สสี ะหวำ่ งวง (พระเจำ้
ศรสี วำ่ งวงศ)์ พระเชษฐำ และพระรำชมำรดำ โดยประดษิ ฐำนใน “โรงเมยี้ นโกศ” หรอื โรงเกบ็ รำชรถ
ซง่ึ สะทอ้ นว่ำ อำณำจกั รลำ้ นช้ำงหรือ “ลำว” มีสำยสัมพันธท์ ำงดำ้ นควำมเช่อื กับกรุงรตั นโกสนิ ทร์
และบ้ำนเมอื งตำ่ งๆ ในอุษำคเนย์ ดงั นัน้ จึงเปน็ ส่งิ ทีน่ ำ่ สนใจต่อกำรทศั นคติควำมเชื่อดังกลำ่ วผำ่ น
เอกสำรทำงประวตั ิศำสตร์
อันดับแรก ต้องกล่ำวด้วยว่ำบทควำมน้ีจะเน้นกำรน�ำเสนอข้อมูลและเร่ืองรำวท่ีเกี่ยวข้อง
กับงำนพระศพของกษัตริย์ล้ำนช้ำงนับตั้งแต่ยุคสมัยต�ำนำนจนถึงสมัยก่อนถูกผนวกเป็นส่วนหน่ึง
ของรำชอำณำจักรสยำมในปี พ.ศ.๒๓๗๑ ทั้งน้ีเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะ พัฒนำกำรหรือ
ควำมเปลี่ยนแปลงของงำนพระศพของกษัตริย์ล้ำนช้ำงทั้งจำกหลักฐำนประวัติศำสตร์ โบรำณคดี
และศลิ ปกรรม อย่ำงไรก็ดี กำรศกึ ษำครง้ั นีเ้ ปน็ กำรนำ� เสนอแบบสังเขปภำพรวมเท่ำนนั้ เพือ่ ใหเ้ กิด
ควำมกระชบั และเป็นข้อมูลพื้นฐำนเปิดทำงไปสู่กำรคน้ ควำ้ ตอ่ ยอดตอ่ ไปของผู้อ่ำนที่สนใจ
สังเขปประวตั ิศาสตรล์ า้ นช้าง
กอ่ นหนำ้ กำรสถำปนำอำณำจกั รลำ้ นชำ้ งขนึ้ ในปี พ.ศ.๑๘๙๖ ขอ้ ควำมในนทิ ำนเรอื่ งขนุ บรม
ราชา พงศาวดารลานช้าง ได้สะทอ้ นใหเ้ ห็นว่ำในบรเิ วณทร่ี ำบลมุ่ นำ้� โขงและหุบเขำลุ่มน�ำ้ สำขำไดม้ ี
บ้ำนเล็กเมืองน้อยเกิดข้ึนอยู่จ�ำนวนมำก และแต่ละเมืองต่ำงก็มีกษัตริย์ท่ีมีควำมสัมพันธ์กันทำง
เครอื ญำตกิ ัน (พงศาวดารเมืองลานช้าง ๒๕๔๕: ๑๓๙-๑๕๓) เช่นเดียวกับวรรณกรรมเรื่องท้าวฮุ่ง
ทา้ วเจอื ง ซงึ่ กลำ่ วถงึ ทำ้ วฮงุ่ ทำ้ วเจอื ง วำ่ เปน็ กษตั รยิ ผ์ เู้ ปน็ ใหญใ่ นลมุ่ นำ�้ โขง (ดวงเดอื น บนุ ยำวง
๒๕๔๙) กอ่ นทจี่ ะคอ่ ยๆ เกดิ กำรทำ� สงครำมแยง่ ชงิ ควำมเปน็ ใหญข่ องกษตั รยิ เ์ มอื งตำ่ งๆ เพอื่ รวบรวม
บำ้ นเลก็ เมืองนอ้ ยไวใ้ ต้กำรปกครองจนเกิดเป็นรำชอำณำจกั รขึ้นในชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๙
๑ บทควำมนเ้ี ลอื กใช้ “พระศพ” แทนท่จี ะเปน็ “พระบรมศพ” เนือ่ งจำกใช้ตำมเอกสำรชน้ั ต้น เชน่ พงศาวดารเมือง
หลวงพระบาง และอน่ื ๆ
34๑เสด็จสู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
รำชรถรูปพญำนำคและพระโกศเจ้ำมหำชีวิต
ของลำว เก็บรกั ษำไว้ ณ วดั เชยี งทอง
(ภำพโดย พรสรร วเิ ชยี รประดิษฐ)์
ส�ำหรับรำชอำณำจักรล้ำนช้ำงได้ปรำกฏตัวข้ึนอย่ำงชัดเจนในรำวช่วงปลำยพุทธศตวรรษ
ท่ี ๑๙ โดยพระเจ้ำฟำ้ งุ้มผู้ถอื เปน็ ปฐมกษตั ริย์ได้ทำ� กำรรวบรวมบำ้ นเลก็ เมอื งน้อยในลุ่มนำ�้ โขงและ
ลุ่มน้�ำสำขำมีช่ือว่ำ “กรุงศรีสัตนำคนหุต” หรือ “รำชอำณำจักรล้ำนช้ำง” โดยมีรำชธำนีอยู่ท่ี
เมอื งหลวงพระบำง ตอ่ มำจงึ มกี ำรยำ้ ยรำชสำ� นกั ลงมำทเี่ มอื งเวยี งจนั ทนใ์ นรชั สมยั พระเจำ้ ไชยเชษฐำ
ธริ ำชเม่ือตน้ พุทธศตวรรษท่ี ๒๒
ทว่ำสุดท้ำยได้เกิดควำมขัดแย้งทำงกำรเมืองภำยในรำชส�ำนักท่ีเมืองเวียงจันทน์จนท�ำให้
เกดิ กำรแยกกำรปกครองออกเปน็ ๓ รำชสำ� นกั คอื รำชสำ� นกั ทเี่ มอื งเวยี งจนั ทน์ เมอื งหลวงพระบำง
และเมอื งจำ� ปำศกั ดใิ์ นชว่ งกลำงพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๓ ในแตล่ ะรำชสำ� นกั กจ็ ะมเี ชอื้ พระวงศแ์ ละขนุ นำง
ช่วยกษัตริย์ในกำรปกครอง โดยด�ำรงต�ำแหน่งส�ำคัญ เช่น อุปรำช รำชบุตร รำชวงศ์ เมืองแสน
เมอื งจัน เมืองกลำง เมืองขวำ เมืองซำ้ ย เปน็ ต้น (เตมิ วภิ ำคยพ์ จนกิจ ๒๕๔๒ : ๒๘๙-๒๙๙) อย่ำงไร
กต็ ำม เพอื่ ใหอ้ ำ่ นเขำ้ ใจไดไ้ มย่ ำกนกั บทควำมนจี้ ะขออธบิ ำยในภำพรวมโดยเรยี กวำ่ “รำชอำณำจกั ร
ล้ำนชำ้ ง” ซึง่ เนน้ กำรสื่อควำมหมำยในเชิงพนื้ ที่ทง้ั ในสมยั กอ่ นรัฐจำรีตและรฐั สมัยใหม่
งานพระศพของกษัตรยิ ล์ ้านชา้ ง
คติกำรจัดงำนพระศพด้วยกำรตั้งพระเมรุมำศของทำงล้ำนช้ำงน้ันมีมำนำนแล้ว อำจเก่ำ
ก่อนรัชสมัยของพระเจ้ำฟ้ำงุ้มปฐมกษัตริย์ของอำณำจักรล้ำนช้ำง และสืบทอดต่อเน่ืองกันมำจนถึง
ในสมัยสมเด็จพระเจ้ำศรีสว่ำงวงศ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๓ ก่อนท่ีประเทศจะเปลี่ยนแปลงเข้ำสู่ระบอบ
กำรปกครองแบบคอมมิวนสิ ต์
อยำ่ งไรกต็ ำม หลกั ฐำนเกย่ี วกบั งำนพระบรมศพของกษตั รยิ ล์ ำ้ นชำ้ งสมยั โบรำณนนั้ พบวำ่ มี
ขอ้ มูลค่อนขำ้ งน้อยมำก สว่ นมำกจะบันทกึ เพยี งสนั้ ๆ ถึงข่ำวกำรส้ินพระชนมแ์ ละเหตุกำรณ์ทีน่ �ำไป
สู่กำรสวรรคตของกษตั ริยแ์ ต่ละพระองค์เปน็ ส�ำคญั เท่ำนัน้ ในพงศาวดารเมืองหลวงพระบาง ระบุว่ำ
34๒ เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
ในปี พ.ศ.๑๘๙๖ ขุนยักษ์ฟ้ำหรือขุนผีฟ้ำ พระรำชบิดำของพระเจ้ำฟ้ำงุ้มผู้ซ่ึงถือเป็นต้นวงศ์ ๗๑
ของอำณำจกั รลำ้ นชำ้ งไดส้ ิ้นพระชนมล์ ง ซ่งึ ในพงศำวดำรไดบ้ ันทกึ ไวว้ ่ำ “...ขุนยักษ์ฟา้ เจบ็ วณั โรค
ปว่ ยลงกถ็ งึ แกก่ รรมไป พระเจา้ กรงุ ศรสี ตั นาคนหตุ ฟา้ งมุ้ ทรงทราบวา่ ขนุ ยกั ษฟ์ า้ ผเู้ ปน็ พระราชบดิ า
สนิ้ พระชนม์ จงึ ทรงสั่งเสนาบดจี ัดการเมรุมาศให้สมควรแก่อสิ ริยยศ แล้วก็ปลงศพพระราชบิดา...”
(พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง ๒๕๐๗: ๑๖๒-๑๖๓) จะเห็นได้ว่ำนับแต่สมัยพระเจ้ำฟ้ำงุ้มเป็น
อย่ำงช้ำได้เกิดคติในกำรจัดกำรเมรุมำศให้กับกษัตริย์ล้ำนช้ำงแล้ว ซ่ึงเป็นไปได้ว่ำได้รับคติมำจำก
อำณำจักรกัมพูชำ เพรำะพระองค์ทรงมีพระมเหสีเป็นพระรำชธิดำของกษัตริย์กรุงอินทปัตถ์คือ
เมอื งพระนครแห่งกัมพูชำ
คติควำมเช่ือเร่ืองกำรท�ำพระเมรุมำศนี้ปรำกฏในนครรัฐของล้ำนช้ำงแห่งอ่ืนด้วย ดังเห็น
ได้จำกในปี พ.ศ.๒๒๘๐ เม่ือเจ้ำสร้อยศรีสมุทรพุทธำงกูร (เจ้ำหน่อกษัตริย์) ปฐมกษัตริย์แห่ง
รำชสำ� นกั ลำ้ นชำ้ งเมอื งจำ� ปำศกั ดสิ์ นิ้ พระชนม์ พระเจำ้ องคห์ ลวง (เจำ้ ไชยกมุ ำร) พระรำชโอรสจงึ ได้
ขน้ึ ครองรำชยส์ บื ตอ่ จำกพระรำชบดิ ำ และทำ� กำรถวำยพระเพลงิ พระศพเจำ้ สรอ้ ยศรสี มทุ รพทุ ธำงกรู
ดงั ปรำกฏในตา� นานเมอื งนครจา� ปาศกั ดคิ์ วำมวำ่ “...พระเจา้ องคห์ ลวงจงึ สง่ั ใหท้ า้ วพระยาเกณฑไ์ พร่
ท�าเมรุขึ้นที่ข้างวัง ครั้นการท�าเมรุเสร็จแล้วจึงได้ชักศพเจ้าสร้อยศรีสมุทพุทธางกูรเข้าสู่เมรุท�าบุญ
ให้ทาน พระเจ้าองค์หลวงและเจ้านายท้าวพระยาก็เผาศพเจ้าสร้อยศรีสมุทพุทธางกูร...” (ต�านาน
เมืองนครจ�าปาศักด์ิ ๒๕๑๒: ๑๘๗-๑๘๘) จะเหน็ ได้ว่ำคติกำรทำ� พระเมรขุ องลำวนครจำ� ปำศักดิ์ คือ
กำรสร้ำงเมรขุ ้นึ ใกลก้ บั วัง คลำ้ ยคลงึ กันกบั ในกรุงรตั นโกสินทร์ โดยไพร่ถือเปน็ กลมุ่ คนทมี่ ีบทบำท
สำ� คญั ต่อกำรสรำ้ งพระเมรุ
มขี อ้ มลู ทนี่ ำ่ สนใจคอื ในปี พ.ศ.๒๐๒๓ พระสวุ รรณบลั ลงั กห์ รอื ทำ้ วแทน่ คำ� (หรอื ทำ้ วแทง่ คำ� )
ได้ท�ำกำรปลงพระศพพระเจ้ำไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว พระรำชบิดำของพระองค์ท่ีเมืองเชียงคำน
ดังปรำกฏข้อมูลในพงศาวดารเมืองหลวงพระบางว่ำ “...ท้าวแท่งค�าที่เป็นพระราชโอรส และเสนา
พฤฒามาตยร์ าษฎรกรงุ ศรสี ตั นาคนหตุ และเมอื งเชยี งคานกพ็ รอ้ มกนั ปลงพระศพตามสมควรอนั เปน็
พระเจ้าแผ่นดินเอกเทศ...” (พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง ๒๕๐๗: ๑๗๓-๑๗๔) กำรระบุถึง
กำรปลงพระศพในฐำนะของกำรเปน็ “พระเจำ้ แผน่ ดนิ เอกเทศ” นยี้ อ่ มแสดงใหเ้ หน็ วำ่ กำรสรำ้ งพระ
เมรุมำศเป็นส่วนหน่ึงของระบบกำรเมืองด้ังเดิมในอุษำคเนย์ เพรำะกำรจะสร้ำงพระเมรุมำศขึ้นได้
นัน้ ยอ่ มตอ้ งเป็นกษตั รยิ ท์ ี่ไม่เป็นเมืองขนึ้ ของผู้ใด
จำกขอ้ มลู เบ้อื งต้นแสดงใหเ้ หน็ ว่ำ นับแตส่ มยั ตง้ั รำชอำณำจักรล้ำนชำ้ ง คตคิ วำมเชื่อเรื่อง
กำรทำ� พระเมรมุ ำศเพอ่ื จำ� ลองเขำพระเมรตุ ำมคตคิ วำมเชอื่ ไตรภมู ไิ ดส้ ถำปนำมนั่ คงแลว้ โดยอำจจะ
รับอิทธิพลควำมคิดผ่ำนมำจำกทำงอำณำจักรกัมพูชำที่เมืองพระนคร และผสมผสำนเข้ำกับควำม
เช่อื ทอ้ งถ่ินดงั จะเหน็ ได้จำกในหวั ขอ้ ถดั ไป
การจัดการร่างกายของพระศพ
กำรจัดกำรต่อร่ำงกำย (body) ของพระศพถอื เป็นเรอ่ื งสำ� คญั เพรำะเป็นกำรส่งผู้ตำยให้
บรสิ ทุ ธแ์ิ ละสะอำดเพอ่ื เดนิ ทำงไปสโู่ ลกหนำ้ แตใ่ นขณะเดยี วกนั กส็ ะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ รำกทำงวฒั นธรรม
ดง้ั เดมิ ของผคู้ นในภมู ภิ ำคนไ้ี ปพรอ้ มกนั ดว้ ย ในทนี่ ขี้ อนำ� เสนอกำรจดั กำรพระศพของกษตั รยิ ล์ ำ้ นช้ำง
343เสด็จสู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
ในต�ำนำนคือท้ำวฮุ่ง และสมเด็จพระเจ้ำศรีสว่ำงวงศ์ ซ่ึงเป็นกษัตริย์ลำวพระองค์สุดท้ำยท่ีจัดงำน
พระเมรุ
หลังจำกที่ท้ำวฮุ่งสิ้นพระชนม์ในสนำมรบระหว่ำงรบกับกองทัพพระยำฟ้ำฮ่วน พระมเหสี
ของท้ำวฮุ่งได้จัดกำรพระศพโดยรับส่ังให้น�ำผ้ำโกไสยพัสตร์คือผ้ำที่ท�ำด้วยไหมมำห่มพระศพ
พรอ้ มดว้ ยให้นำ� เครื่องหอมพระสคุ นธม์ ำชโลมพระศพ (สลิ ำ วีระวงส,์ ๒๕๔๙: ๔๔๒) เปน็ ไปได้วำ่
เมื่อท้ำวฮุ่งส้ินพระชนม์คงจะมีพิธีเลี้ยงผีประกอบด้วย ดังเห็นได้จำกกำรจัดพระงำนพระศพของ
พระบิดำทำ้ วฮุง่ ในวรรณกรรมเรอื่ งทา้ วฮุง่ ท้าวเจือง ทีร่ ะบุว่ำหลังจำกท่ีขุนจอมธรรม พระบดิ ำของ
ท้ำงฮุ่งส้ินพระชนม์แล้ว ได้มีกำรตีฆ้อง ตีกลอง ตีฉำบให้ดังสน่ันไปทั่วเมือง แล้วอัญเชิญพระศพ
บรรจุในหีบพระศพซ่งึ ประดับตกแต่งดว้ ยทองคำ� มกี ำรฆ่ำควำยโดยนำ� ตับ ปอดและไส้ไปต้มเล้ียงผี
ส่วนที่เหลือก็น�ำมำประกอบอำหำรกินเล้ียงกัน พร้อมท้ังแต่งตั้งกษัตริย์พระองค์ใหม่ คือ ท้ำวฮุ่ง
จำกนั้นก็มอบหมำยหน้ำที่แต่ละฝ่ำยรับผิดชอบ ฝ่ำยเลี้ยงผีก็ตีฆ้อง ตีกลอง ตีฉำบ โห่ร้องไป
อีกสว่ นหนึง่ ก็ไปหำฝนื เตรียมถวำยพระเพลงิ (สลิ ำ วรี ะวงส์ ๒๕๔๙: ๙-๑๐)
จำกพิธีพระศพของท้ำวฮุ่งและพระบิดำข้ำงต้นสะท้อนให้เห็นควำมเช่ือดั้งเดิมของลำว
ที่สมั พนั ธก์ ับพธิ บี ูชำผีบรรพบรุ ษุ ท่ียงั คงปฏบิ ัตกิ ันในกลุม่ ชำตพิ ันธบ์ุ ำงกลมุ่ ในลำวและอุษำคเนย์
ในขณะที่งำนพระศพสมเด็จพระเจ้ำมหำชีวิตศรีสว่ำงวงศ์ ถือเป็นหลักฐำนส�ำคัญต่อ
กำรท�ำควำมเข้ำใจกำรจัดกำรพระศพของอำณำจักรล้ำนช้ำงได้เป็นอย่ำงดี พระองค์เสด็จสวรรคต
เมอ่ื วันท่ี ๒๙ ตลุ ำคม ๒๕๐๒ และงำนพระศพไดจ้ ดั ข้นึ ในปถี ัดมำอยำ่ งสมพระเกียรติ อนึ่ง ต้องกลำ่ ว
ด้วยว่ำ สมเด็จพระเจ้ำมหำชีวิตศรีสว่ำงวงศ์น้ันถือได้ว่ำเป็นเจ้ำมหำชีวิตก่อนองค์สุดท้ำยของลำว
ซึ่งภำยหลังเมื่อมีกำรเปล่ียนแปลงระบอบกำรปกครองจำกประชำธิปไตยไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์
เม่ือวนั ที่ ๒ ธันวำคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ท�ำให้งำนพระศพของกษตั รยิ ์ลำวไมม่ กี ำรปฏบิ ตั สิ บื ทอดต่อมำอกี
ส�ำหรับงำนพระศพของกษัตริย์ลำว กล่ำวโดยสรุป ข้ันตอนกำรปฏิบัติต่อพระศพของ
เจ้ำมหำชีวิตประกอบด้วยถวำยน้�ำสรงพระศพ กำรถวำยเครื่องทรงพระศพ กำรมัดตรำสังพระศพ
กำรบรรจุพระศพลงในพระโกศหรือหีบพระศพและกำรอัญเชิญพระโกศประดิษฐำนส�ำหรับบ�ำเพ็ญ
พระกุศล ขั้นตอนข้ำงต้นนี้กระท�ำกันในพระบรมมหำรำชวังที่เมืองหลวงพระบำง เม่ือครบก�ำหนด
จงึ มีกำรอัญเชญิ พระโกศออกประดษิ ฐำนบนรำชรถลำกเลยี บพระนครเพอื่ นำ� ไปยังพระเมรุมำศ
หบี และโกศบรรจพุ ระศพ
เปน็ ไปไดว้ ำ่ ดง้ั เดมิ กษตั รยิ ล์ ำ้ นชำ้ งคงจะบรรจพุ ระศพลงในหบี ศพกอ่ นทจี่ ะใชพ้ ระโกศ ทงั้ นี้
เนอื่ งจำกคำ� วำ่ “โลง” และ “โกศ” สำมำรถใชแ้ ทนทก่ี นั ได้ ดงั เหน็ รอ่ งรอยไดจ้ ำกคำ� วำ่ “โกศลองใน”
ซ่งึ คำ� วำ่ “โลง” นี้ถ้ำออกเสียงส�ำเนียงแบบทำงลำ้ นช้ำง (ลำว) แล้วจะออกเสยี งว่ำ “ลอง” ในงำน
พระศพพระเจ้ำไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว (ครองรำชย์ พ.ศ.๑๙๙๙-๒๐๒๓) ซ่ึงพระสุวรรณบัลลังก์
(ท้ำวแท่นค�ำ) ได้เป็นผู้ด�ำเนินกำรจัดบ�ำเพ็ญกุศลถวำยพระรำชบิดำของพระองค์ ดังปรำกฏข้อมูล
ในนิทำนเรื่องขุนบรมรำชำ พงศาวดารเมืองลานช้าง ควำมว่ำ “...พระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว
จิงตายทเี่ ชียงคานหั้น จิงแปงหบี เงนิ ใสไ่ ว้...” (พงศาวดารเมอื งลานชา้ ง ๒๕๔๕: ๑๗๐)
344 เสด็จสูแ่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
๗๑
พระศพเจ้ำมหำชวี ติ ศรีสวำ่ งวงศ์ (Source: Life Magazine)
จำกข้อมูลดังกล่ำวแสดงให้เห็นว่ำมีกำรสร้ำงหีบพระศพด้วยเงินเพ่ือใช้บรรจุพระศพ
ของพระเจ้ำไชยจกั รพรรดิแผน่ แผ้ว แตใ่ นขณะเดียวกันกพ็ บมีกำรใช้ “โลงไมจ้ นั ทน์” ควบคกู่ นั ดว้ ย
ดงั ควำมวำ่ “...ปางนนั้ พระยาไปเปน็ เจา้ เมืองศรีโยทธยิ าจิงแตง่ โลงค�าลูกหนงึ่ โลงไมจ้ ันทนล์ กู หนึง่
พนิ พนั แพหา้ ฮอ้ ยใหข้ นุ ศรรี าชโกษามาสง่ ซกาน พระยาไชยจกั รพรรดแิ ผน่ แผว้ ...” (พงศาวดารเมอื ง
ลานชา้ ง ๒๕๔๕: ๑๗๐)
สำเหตทุ ี่ทำงอยธุ ยำต้องส่งโลงศพมำให้พระยำไชยจักรพรรดแิ ผน่ แผ้วน้ัน เพรำะเชอื้ สำย
ทำงพระรำชมำรดำของพระองคเ์ ปน็ เจำ้ ทำงอยธุ ยำ พระโกศนจ้ี งึ เปน็ เครอื่ งยศอยำ่ งหนงึ่ ในกำรบรรจุ
พระบรมศพของกษตั รยิ ์และพระศพของพระรำชวงศ์ (กรมศลิ ปำกร ๒๕๕๙: ๑๔) สำ� หรับ “โลงค�ำ”
ท่ีระบุในพงศำวดำรนี้เป็นไปได้ว่ำคงเป็นพระโกศลองใน ส่วนโลงไม้จันทน์คือพระโกศที่ครอบอยู่
ภำยนอก อยำ่ งไรก็ตำม ถงึ จะสรุปไดเ้ ชน่ น้ี คำ� วำ่ “โลงคำ� ” และ “โลงไมจ้ ันทน์” อำจหมำยถึงพระ
โกศ แต่ในทีน่ กี้ ็ยำกท่ีจะระบไุ ด้ชดั ว่ำเปน็ “หีบ” พระศพ ทั้งนี้เพรำะเม่อื พระองค์สวรรคต “หีบเงนิ ”
ไดใ้ ชส้ ำ� หรบั บรรจเุ ปน็ อนั ดบั ตน้ กอ่ นทที่ ำงอยธุ ยำจะสง่ โลงคำ� และโลงไมจ้ นั ทนม์ ำถวำย จงึ เปน็ ไปไดว้ ำ่
ธรรมเนียมดั้งเดิมอย่ำงหนึ่งของทำงล้ำนช้ำงคือกำรบรรจุพระศพลงในหีบศพเป็นอันดับต้น ซ่ึง
ลักษณะหีบพระศพที่ใช้บรรจุพระศพกษัตริย์ล้ำนช้ำงนั้น น่ำจะมีลักษณะใกล้เคียงกับข้อมูลหีบพระ
ศพทใ่ี ชบ้ รรจพุ ระศพขนุ จอมธรรม พระบดิ ำของทำ้ วฮงุ่ ทปี่ รำกฏในวรรณกรรมเรอื่ งทา้ วฮงุ่ ทา้ วเจอื ง
ซึ่งระบุลักษณะหีบพระศพไว้ว่ำ เป็นหีบพระศพท่ีประดับด้วยทอง ปิดฝำให้สนิทโดยใช้ยำงโบง
อดุ ชันตรงท่ีเป็นรูโหว่ใหแ้ นบสนทิ ดงั เห็นได้จำกโคลงต่อไปนี้
“...แตน่ ้ันเขาก็สวา่ ๆ ยา้ ยยอหบี โลงค�า
แผแผเสียงควา่ งพาย โจมเจ้า
ท้งั หลายพ้อมมามวล โฮมฮอด
ยอแจ่มเจ้าแพงล้าน ใสโ่ ลง
ฝาอดั ไว้ทกุ ที่ ฮิงดี
345เสด็จส่แู ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
ยางโบง ตดิ บ่องแปว ผันไล้
เมอื่ น้นั โงงๆ ฆอ้ งกองนัน เนืองปี่
ปุนแต่งชาวไพร่น้อย เขาพอ้ ม พ่�าเขย...”
(ดวงเดอื น บนุ ยำวง และ โอทอง คำ� อนิ ซู ๒๕๔๐: ๒๐๘)
ดังนั้น หีบพระศพท่ีใช้ในกำรบรรจุพระศพกษัตริย์ล้ำนช้ำงย้อนกลับไปในอดีตนั้น
มีควำมเป็นไปได้ว่ำจะมีท้ังลักษณะที่เป็นหีบพระศพและโกศพระศพ ซ่ึงน่ำจะมีพัฒนำกำรมำจำก
สังคมวัฒนธรรมด้ังเดิมท่ีปรำกฏอยู่ในท้องถ่ินลุ่มแม่น้�ำโขงและแม่น้�ำสำขำก็เป็นได้ กรณีกำรใช้หีบ
ในกำรบรรจุพระศพนั้นอำจจะมีคติหรือวัฒนธรรมท่ีสืบเน่ืองจำกกำรบรรจุศพในโลงไม้สมัยก่อน
ประวตั ิศำสตร์ ดงั ตัวอย่ำงกำรพบโลงไม้ตำมถำ้� ในเขตจงั หวัดอบุ ลรำชธำนี (สกุ ญั ญำ เบำเนิด และ
ชินณวฒุ ิ วิลยำลยั ๒๕๕๓: ๓๓-๔๐) และอีกหลำยกลุม่ ชำติพนั ธุ์ทท่ี ำงลำวเรียกวำ่ “ลำวเทงิ ” คอื
กลุ่มคนบนพื้นที่สูง ก่อนท่ีจะมีพัฒนำกำรมำเป็นกำรท�ำรูปร่ำงโลงศพให้เป็นหีบส่ีเหล่ียมผืนผ้ำ
เพอื่ บรรจุศพในหีบในลักษณะท่ำนอน
ควบคู่กันไปกับกำรใช้โลงศพ ก็พบว่ำมีกำรใช้โกศในกำรบรรจุศพเช่นกัน เร่ืองนี้อำจมี
คติหรือวัฒนธรรมท่ีสืบเน่ืองมำจำกสมัยก่อนประวัติศำสตร์ก็เป็นไปได้เช่นกัน โดยเฉพำะอย่ำงย่ิง
กำรฝังศพหรือฝังกระดูกไว้ในก้อนหินที่สกัดให้มีลักษณะคล้ำยไหหรือที่เรียกว่ำ “ไหหิน” ซึ่งมี
กำรพบจำ� นวนมำกในเขตท่ีสูงของแขวงเชียงขวำง ประเทศลำว (บุนมี เทบสเี มอื ง ๒๕๕๓: ๕๗-๖๐)
จำกนั้นอำจค่อยๆ มีพัฒนำกำรมำสู่กำรใช้ไม้สร้ำงเลียนแบบไหหินและกลำยมำเป็นโกศบรรจุศพ
ในที่สุด และคงมีกำรแกะสลักลวดลำย ปิดทองและตกแต่งด้ำนนอกของพระโกศอย่ำงงดงำม
สมพระเกยี รติ
ไหหินท่ีทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวำง ประเทศลำว รำกของประเพณี
กำรเกบ็ กระดกู ในโกศ (Source: http://www.remotelands.com/
images/citys/1302110002.jpg)
พระโกศของเจ้ำมหำชีวิตบนรำชรถ
34๖ เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
การจดั พิธีบ�าเพญ็ กศุ ลถวายพระศพ ๗๑
กำรจดั พธิ บี ำ� เพญ็ กศุ ลถวำยพระศพกษตั รยิ ล์ ำ้ นชำ้ งนน้ั มกั จดั ในระยะเวลำทไี่ มย่ ำวนำนนกั
ดังเห็นได้จำกในวรรณกรรมเรื่องท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง ท่ีเม่ือขุนจอมธรรมส้ินพระชนม์ได้มีกำรจัดพิธี
บ�ำเพ็ญกุศลพระศพก่อนถวำยพระเพลิงไม่นำนนัก โดยในงำนพระศพขุนจอมธรรมได้มีกำรเร่ง
งำนปลงพระศพให้เสรจ็ เรว็ ๆ อยำ่ ชกั ชำ้ จะไดไ้ มเ่ สียเวลำท�ำมำหำกนิ (สิลำ วีระวงส์ ๒๕๔๙: ๙-๑๐)
เช่นเดียวกับงำนพระศพท้ำวฮุ่งที่ค่อนข้ำงมีระยะเวลำในกำรจัดพิธีบ�ำเพ็ญกุศลพระศพก่อนถวำย
พระเพลิงไม่นำน แต่กรณงี ำนพระศพท้ำวฮุ่งนนั้ เข้ำใจวำ่ บำ้ นเมืองอยู่ในภำวะสงครำม งำนพระศพ
จึงอำจจะใช้เวลำไม่นำน (ดวงเดือน บุนยำวง ๒๕๔๙: ๙-๑๐) จำกข้อมูลดังกล่ำวนี้อำจสะท้อน
ใหเ้ หน็ วำ่ งำนบำ� เพญ็ กศุ ลถวำยพระศพนนั้ อำจจะใชร้ ะยะเวลำไมน่ ำน เพยี งเพอื่ รอใหจ้ ดั สรำ้ งพระเมรุ
เสรจ็ กค็ งทำ� กำรถวำยพระเพลิงพระศพทนั ที
ในงำนพระศพนอกจำกจะมีเครื่องไทยทำนท่ีทำงรำชส�ำนักล้ำนช้ำงจัดบ�ำเพ็ญกุศลถวำย
พระศพอดีตกษัตริยแ์ ลว้ ยังพบว่ำมรี ำชส�ำนกั ข้ำงเคียงไดส้ ่งคณะทตู น�ำเครอ่ื งไทยทำนมำร่วมงำน
พระศพด้วย ดังจะเห็นได้จำกกรณีงำนพระศพพระเจ้ำไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้วท่ีสมเด็จพระบรม
ไตรโลกนำถ กษตั รยิ แ์ หง่ รำชอำณำจกั รกรงุ ศรอี ยธุ ยำไดส้ ง่ คณะทตู นำ� หบี พระศพและเครอื่ งไทยทำน
มำรว่ มบำ� เพญ็ กศุ ล ดงั ปรำกฏในนทิ ำนเรอ่ื งขนุ บรมราชา พงศาวดารเมอื งลานชา้ งควำมวำ่ “...ปางนนั้
พระยาไปเป็นเจ้าเมอื งศรีโยทธยิ าจงิ แตง่ ... พินพนั แพหา้ ฮอ้ ยใหข้ นุ ศรรี าชโกษามาสง่ ซกาน พระยา
ไชยจักรพรรดิแผน่ แผ้ว...” (พงศาวดารเมืองลานชา้ ง ๒๕๔๕: ๑๗๐) ส�ำหรับ “พินพนั แพห้ำฮอ้ ย”
นนั้ ไมส่ ำมำรถถอดควำมไดแ้ นช่ ดั แตเ่ ปน็ ไปไดท้ ่ี “แพหำ้ ฮอ้ ย” ในทนี่ คี้ อื ผำ้ จำ� นวน ๕๐๐ ผนื ซงึ่ ถอื
เป็นสิ่งของจ�ำเป็นท่ีใชส้ �ำหรับในงำนพระรำชพิธีพระศพ
หรอื กรณงี ำนพระศพของพระเจ้ำมังธำตุรำช กษัตริยห์ ลวงพระบำง โดยเมอ่ื พ.ศ.๒๓๗๙
พระบำทสมเด็จพระน่ังเกล้ำเจ้ำอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีพระรำชด�ำรัสแต่งให้ปลัดวังคุม
เครอื่ งไทยทำนขนึ้ ไปรว่ มงำนพระศพพระเจำ้ มงั ธำตรุ ำช ซงึ่ ประกอบไปดว้ ยผำ้ ไตร ๓๐ ไตร รม่ กระดำษ
๒๐๐ คัน พดั หำงปลำ ๒๐๐ เลม่ กระดำษฟำง ๒๐๐ มว้ น เครอื่ งเขยี นสีต่ำงๆ ๑๐๐ ห่อ น�้ำตำลทรำย
หนกั ๒ หำบ เงนิ ๔๐๐ เฟ้ือง และทององั กฤษ ๒๐๐ มว้ น (พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง ๒๕๐๗:
๒๒๒) ซงึ่ นำ่ จะเปน็ ภำพสะทอ้ นใหเ้ หน็ วำ่ งำนพระศพกษตั รยิ ล์ ำ้ นชำ้ งกอ่ นหนำ้ นกี้ น็ ำ่ จะตอ้ งมกี ษตั รยิ ์
จำกรำชอำณำจกั รขำ้ งเคยี งสง่ คณะทตู และสิง่ ของมำร่วมงำนพระศพด้วย
การสร้างพระเมรถุ วายพระเพลิงพระศพ
กำรท�ำเมรุถวำยพระเพลิงพระศพอดีตกษัตริย์นั้น กษัตริย์องค์ต่อมำที่ขึ้นครองรำชย์
จะเป็นองค์ด�ำเนินกำรสั่งให้พระรำชวงศ์ ขุนนำง และรำษฎรร่วมกันสร้ำงพระเมรุข้ึนมำเพื่อท�ำ
กำรถวำยพระเพลิงพระศพอย่ำงสมพระเกียรติ เช่น พระเจ้ำฟ้ำงุ้มส่ังให้สร้ำงพระเมรุถวำยเพลิง
พระศพขุนยักษ์ฟ้ำพระรำชบิดำของพระองค์ดังปรำกฏควำมในพงศาวดารเมืองหลวงพระบางว่ำ
“...จงึ ทรงสง่ั เสนาบดจี ดั การเมรมุ าศใหส้ มควรแกอ่ สิ รยิ ยศ...” (พงศาวดารเมอื งหลวงพระบาง ๒๕๐๗:
๑๖๒-๑๖๓)
34๗เสด็จส่แู ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
สถำนท่ีทีใ่ ชใ้ นกำรสร้ำงพระเมรเุ พือ่ ถวำยพระเพลิงพระศพพบวำ่ สรำ้ งพระเมรขุ ึน้ ในลำน
หรือพ้ืนที่ว่ำงใกล้กับเขตพระรำชวัง ดังตัวอย่ำงกรณีพระเจ้ำองค์หลวง (เจ้ำไชยกุมำร) ผู้ปกครอง
นครจ�ำปำศักดิ์ ได้ส่ังให้สร้ำงพระเมรุถวำยพระเพลิงพระศพเจ้ำสร้อยศรีสมุทรพุทธำงกูรควำมว่ำ
“...พระเจา้ องคห์ ลวงจงึ สงั่ ใหท้ า้ วพระยาเกณฑไ์ พรท่ า� เมรขุ น้ึ ทข่ี า้ งวงั ครน้ั การทา� เมรเุ สรจ็ แลว้ จงึ ได้
ชักศพเจ้าสร้อยศรีสมุทพุทธางกูรเข้าสู่เมรุท�าบุญให้ทาน...” (ต�านานเมืองนครจ�าปาศักดิ์ ๒๕๑๒:
๑๘๗) นอกจำกนี้ มีควำมเป็นไปได้ว่ำอำจมีกำรใช้พื้นท่ีลำนวัดในกำรสร้ำงพระเมรุถวำยพระเพลิง
พระศพกษตั รยิ ์ลำ้ นชำ้ งบำงพระองคด์ ้วยกเ็ ปน็ ได้
ลักษณะพระเมรทุ ีใ่ ชถ้ วำยพระเพลิงพระศพกษัตริย์ลำ้ นชำ้ งนนั้ น่ำจะมคี วำมใกลเ้ คียงกับ
ข้อมูลพระเมรุท่ีใช้ถวำยพระเพลิงพระศพขุนจอมธรรม พระบิดำของท้ำงฮุ่งท่ีปรำกฏในวรรณกรรม
เรอ่ื งทำ้ วฮงุ่ ท้ำวเจือง ซ่ึงระบุลักษณะพระเมรุไวว้ ำ่ เปน็ พระเมรุใหญ่ สงู ลิบลิว่ และงดงำม ประดบั
ด้วยทองคำ� และแกว้ หลำยชนดิ สอ่ งประกำยวำววบั ดังปรำกฏในโคลง ควำมว่ำ
“...อันว่า เฒา่ จ่าซอ้ น ฮีบแตง่ ทวนไฟ
กบั ท้ังเชงิ ชะกอนบ่กวา่ สู อาวแหลว้
แตน่ ั้นเขากะเดาดาห้าง พละเมรุหลวง ดูสะอาด
สงู เผน่ ขึน้ สดุ ล�้า ลกู ตา
ประกอบแก้ว คา� พอก พนั ใส
เมืองเมืองแสงหม่จู ัง โกแกว้
แลว้ ให้ พากันแผว้ หนทาง เส้นใหญ่
ใหฮ้ าบเกยี้ ง เพยี งแท้ สะอาดงาม...”
(ดวงเดือน บุนยำวง และ โอทอง ค�ำอนิ ซู, ๒๕๔๐ : ๒๐๘-๒๐๙)
จำกเน้ือควำมท่ีแสดงข้ำงต้นยังพบว่ำ นอกจำกจะมีกำรประดับตกแต่งพระเมรุให้มี
ควำมงดงำมแลว้ ทำ้ วฮงุ่ ยงั สง่ั ใหช้ ว่ ยกนั จดั แตง่ แผว้ ถำงถนนหนทำงใหก้ วำ้ งขวำง มคี วำมรำบเรยี บ
และสะอำดงำมตำอีกด้วย ท้ังน้ีเป็นเพรำะในงำนพระเมรุของกษัตริย์ล้ำนช้ำงน้ันจะมีรำษฎร
มำร่วมงำนเป็นจ�ำนวนมำก จึงต้องมีกำรสร้ำงเตรียมถนนให้กว้ำงขวำงและรำบเรียบ เพ่ือรองรับ
กระบวนอัญเชิญพระศพด้วย
นอกจำกนี้ ภเู ดช แสนสำ อำจำรยป์ ระจำ� หลกั สูตรวฒั นธรรมศึกษำ มหำวทิ ยำลัยรำชภัฏ
เชียงใหม่ ยังได้สันนิษฐำนว่ำรำชส�ำนักล้ำนช้ำงยังอำจมีกำรสร้ำงพระเมรุแบบปรำสำทศพต่ำงบน
สตั วห์ มิ พำนต์ โดยไดร้ บั อทิ ธพิ ลผำ่ นทำงรำชอำณำจกั รลำ้ นนำและพมำ่ เนอ่ื งจำกรำชสำ� นกั ลำ้ นชำ้ ง
และลำ้ นนำในบำงรชั กำลมคี วำมสมั พนั ธเ์ ชงิ เครอื ญำตริ ะหวำ่ งกนั และยงั เคยอยภู่ ำยใตก้ ำรปกครอง
ของพม่ำในช่วงต้นพุทธศตวรรษท่ี ๒๒ อีกด้วย ดังปรำกฏกำรสร้ำงพระเมรุแบบปรำสำทศพต่ำง
นกหัสดีลิงค์ในวัฒนธรรมล้ำนช้ำง โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งท่ีเห็นได้ชัดในรำชส�ำนักเมืองจ�ำปำศักดิ์และ
เมืองอุบลรำชธำนี กำรสร้ำงพระเมรุแบบปรำสำทศพต่ำงบนสัตว์หิมพำนต์ เช่น ปรำสำทศพต่ำง
ช้ำงเผอื กและนกกำรเวกเปน็ ทน่ี ยิ มในพมำ่ ทวำ่ กำรสรำ้ งพระเมรแุ บบปรำสำทศพตำ่ งบนนกหสั ดลี ิงค์
34๘ เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
ไม่เป็นท่ีนิยมนัก ภูเดชสันนิษฐำนว่ำล้ำนนำน่ำจะได้รับอิทธิพลมำจำกพม่ำก่อนท่ีจะพัฒนำจนเป็น ๗๑
เอกลักษณ์แบบล้ำนนำ เม่ือล้ำนช้ำงได้รับอิทธิพลจำกล้ำนนำจึงปรับปรุงจนเป็นเอกลักษณ์ของตน
เช่นกัน ดังตัวอย่ำงท่ีปรำกฏในพิธีพระศพและงำนศพในช้ันหลัง เช่น ในงำนพระเมรุเจ้ำเพชรรำช
พ.ศ.๒๕๐๒ มีกำรอัญเชิญพระโกศต่ำงนกหัสดีลิงค์สำมหัวมำยังพระเมรุ หรืองำนปลงศพพระเถระ
ผใู้ หญห่ ลำยรปู ที่มีกำรปฏบิ ตั ิสบื ต่อมำจนถึงปจั จบุ ัน (ภูเดช แสนสำ, ๒๕๕๖ : ๒๔-๓๔)
อนึ่ง ร้อยเอกลูเนต์ เดอ ลำจงกิแยร์ (Par ie copitaine Lunet de Lajonquiere)
นำยทหำรชำวฝรงั่ เศสซงึ่ เขำ้ มำในตวั เมอื งเวยี งจนั ทนเ์ มอ่ื พ.ศ. ๒๔๔๔ ไดบ้ นั ทกึ ขอ้ มลู ไวว้ ำ่ ทบี่ รเิ วณ
ใกล้กับวัดพระแก้วท่ีเมืองเวียงจันทน์มีอำคำรท่ีมีลักษณะศิลปสถำปัตยกรรมคล้ำยกับวัดพระแก้ว
เรียกว่ำ “พระเมรุ” เน่ืองจำกใช้เป็นที่เก็บพระศพของสมำชิกในรำชวงศ์เพ่ือรอวันถวำยพระเพลิง
เป็นอำคำรรปู สเี่ หลย่ี มจตั ุรสั ยำวด้ำนละ ๑๐ เมตร สว่ นหลังคำหำยไป มีประตูใหญ่ ๔ ด้ำน (ลูเนต์
เดอ ลำจงกิแยร์ ๒๕๖๐) แม้ว่ำลำจงกิแยร์จะเรียกบริเวณน้ีว่ำพระเมรุซึ่งในควำมหมำยของเขำคือ
สถำนที่เก็บพระศพก็ตำม แต่ก็น่ำจะเป็นข้อมูลท่ีเขำได้รับรู้มำจำกชำวลำวอีกทีหน่ึง ซ่ึงก็อำจจะ
มีทั้งควำมเป็นไปได้และควำมเป็นไม่ได้ว่ำสถำนที่แห่งนี้เคยเป็นท่ีใช้เก็บพระศพของพระรำชวงศ์
ในรำชสำ� นกั ลำ้ นชำ้ งเมอื งเวยี งจนั ทนเ์ พอ่ื บำ� เพญ็ กศุ ลรอกำรถวำยพระเพลงิ แตอ่ ยำ่ งไรกต็ ำม ขอ้ มลู
ดงั กลำ่ วกส็ ะทอ้ นใหเ้ หน็ วำ่ รำชสำ� นกั ลำ้ นชำ้ งอำจมกี ำรสรำ้ งอำคำรขนึ้ มำเฉพำะสำ� หรบั บำ� เพญ็ กศุ ล
พระศพกษตั รยิ ์และพระรำชวงศเ์ พอ่ื รอกำรถวำยพระเพลิงพระศพ
พระเมรมุ ำศและรำชรถอัญเชิญพระโกศของสมเดจ็ พระเจำ้ ศรสี ว่ำงวงศ์
เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๓ (Source: Life Magazine)
34๙เสดจ็ ส่แู ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ