จำกเอกสำรทง้ั ๓ ช้นิ ท่ียกมำนัน้ ท�ำใหส้ ันนษิ ฐำนไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี
๑. เจำ้ นำยทที่ รงไวท้ กุ ขท์ รงรว่ มพระชนกนำถ ถำ้ มพี ระชนมำยอุ อ่ นกวำ่ เจำ้ นำยทสี่ นิ้ พระชนม์
จะทรงนงุ่ ขำวฉลองพระองคข์ ำว แตถ่ ำ้ มพี ระชนมำยแุ กก่ วำ่ จะทรงนงุ่ ดำ� ฉลองพระองคด์ ำ�
๒. เจำ้ นำยทรงไวท้ กุ ขม์ ลี ำ� ดบั พระญำตชิ นั้ เดยี วกนั แตไ่ มไ่ ดร้ ว่ มพระชนกนำถ ถำ้ มพี ระชนมำยุ
ออ่ นกวำ่ เจำ้ นำยทสี่ นิ้ พระชนมจ์ ะทรงนงุ่ ขำวลำยฉลองพระองคข์ ำว หำกแตถ่ ำ้ เจำ้ นำยทส่ี นิ้ พระชนม์
เปน็ พระญำตวิ งศข์ ำ้ งพระชนนี อยำ่ งเชน่ กรมหมน่ื ภมู นิ ทรภกั ดี จงึ ทำ� ใหพ้ ระเจำ้ อยหู่ วั รชั กำลท่ี ๕
สมเดจ็ พระเจำ้ นอ้ งยำเธอทงั้ ๒ พระองค์ และพระองคเ์ จำ้ จติ รเจรญิ ทรงชดุ ขำว อยำ่ งไรกต็ ำมกท็ รง
นงุ่ ขำวลว้ นเพยี ง ๒ วนั คอื เพยี งวนั ชกั พระศพและวนั พระรำชทำน ซงึ่ นอ้ ยกวำ่ พระเจำ้ รำชวรวงศเ์ ธอ ๑ วนั
๓. เจำ้ นำยทม่ี พี ระชนมำยมุ ำกกวำ่ แตโ่ ดยลำ� ดบั พระญำตวิ งศอ์ อ่ นชนั้ กวำ่ เจำ้ นำยทสี่ นิ้ พระชนม์
จะทรงนงุ่ น้�ำเงนิ ฉลองพระองคข์ ำว
๔. ชว่ งวนั งำนพระศพทเี่ นน้ ควำมสำ� คญั กำรนงุ่ ผำ้ ไวท้ กุ ข์ คอื วนั ชกั พระศพ และวนั พระรำช
ทำนเพลงิ สว่ นวันกลำงคอื วนั สมโภชพระศพจะลดหยอ่ นในระดับหนง่ึ
นอกจำกน้ยี งั พบวำ่ ถำ้ เจำ้ นำยทรงนงุ่ ห่มไปในงำนพระศพผิดตำมธรรมเนียมจะถูกต�ำหนิ
วำ่ ทำ� เกนิ ฐำนะ ดงั ขอ้ ควำมทวี่ ำ่ “ในวนั นน้ั พระบรมวงษานวุ งษทรงผา้ ลายพน้ื ขาวทง้ั สน้ิ แตพ่ ระเจา้
ราชวรวงษเธอ กรมขนุ ภวู ไนยนฤเบนทราธบิ าล กบั พระเจา้ ราชวรวงษเธอ กรมหมนื่ เจรญิ ผลภลู สวสั ดิ
ทรงผา้ ขาวลว้ น เหมอื นพระเจา้ บรมวงษเธอ กรมหลวงวรศกั ดาพศิ าล แลสมเดจพระเจา้ บรมวงษเธอ
เจ้าฟ้ามหามาลากรมพระบ�าราบปรปักษ การก็เกินไปสักน้อยด้วยมิใช่เปนบรมวงษเหมือนท่าน”๔
(ราชกิจจานเุ บกษา ๒๔๑๙ก: ๓๘๘-๓๙๐)
อย่ำงไรก็ตำม ธรรมเนียมนี้น่ำจะเป็นธรรมเนียมรำชส�ำนักซึ่งถ้ำเป็นชำวบ้ำนท่ัวไปคงจะ
ไมจ่ ำ� เปน็ ต้องปฏิบัติอย่ำงเคร่งครัดหรือไมไ่ ดท้ �ำ อีกทั้งธรรมเนียมดงั กล่ำวนน้ี ่ำจะมีกำรปรบั ปรงุ ใน
ช่วงรัชกำลท่ี ๔ เพรำะมกี ำรกลำ่ วถงึ กำรใสเ่ ส้ือ
โกนผมทั้งแผ่นดิน
กำรโกนผมจะปฏิบตั ิเมือ่ บพุ กำรีและญำติผใู้ หญไ่ ด้ตำยลง แตเ่ นอ่ื งจำกระบบไพร่ มลู นำย
ถือว่ำเป็นผู้ที่มีควำมส�ำคัญ ดังน้ัน เมื่อมูลนำยตำย ไพร่ในสังกัดก็จ�ำเป็นต้องโกนผมเพ่ือเป็น
กำรแสดงควำมเคำรพ ดงั ในประกำศรชั กำลที่ ๔ วำ่ “ขา้ เจา้ บา่ วนายทเี่ จา้ ขนุ มลู นายตาย หญงิ ผวั ตาย
หรอื บดิ ามารดาพ่อผัวแมผ่ วั ตายโกนเพราะเหตนุ ้ันกไ็ มว่ ่า หรือญาติอันใกล้ของมลู นายตาย มลู นาย
ให้โกนช่วยอย่างศพเจ้าพระยมราช” (มูลนิธิโครงกำรต�ำรำสังคมศำสตร์และมนุษยศำสตร์ ๒๕๔๘:
๔๕๙)
ดงั นนั้ เมอ่ื ในอดตี สงั คมลมุ่ แมน่ ำ�้ เจำ้ พระยำยงั อยใู่ นระบบมลู นำยและมลู นำยทใ่ี หญท่ ส่ี ดุ ใน
สงั คมคอื พระมหำกษตั รยิ ์ ดว้ ยเหตนุ เี้ อง เมอื่ พระเจำ้ อยหู่ วั เสดจ็ สวรรคต มลู นำย-ไพรจ่ งึ จำ� เปน็ ทจ่ี ะ
ต้องมกี ำรโกนผมท้งั แผน่ ดิน
๔ ธรรมเนียมกำรนุง่ ผำ้ ไปในงำนพระเมรเุ จำ้ นำย ดเู หมือนจะเป็นเร่ืองที่เข้มงวดมำก แม้วำ่ ในช่วง รัชกำลที่ ๖ แลว้
ก็ตำม ดงั กรณที ่ีเจำ้ พระยำธรรมำธกิ รณต์ ำ� หนิเจำ้ นำยวังหนำ้ เรอ่ื งทรงแต่งดำ� เสด็จไปในงำนพระเมรุ สมเด็จฯ เจำ้ ฟำ้
กรมหลวงพษิ ณโุ ลกประชำนำถ (พระเจ้ำวรวงศ์เธอ พระองคเ์ จ้ำจลุ จักรพงศ์ ๒๕๓๑: ๑๕๙)
๑5๐ เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
๖
หลักฐำนที่กล่ำวถึงรำยละเอียดเกี่ยวกับกำรโกนผมท้ังแผ่นดินคร้ังกรุงเก่ำไม่เหลือถึง
ปัจจุบัน อย่ำงไรก็ตำม รำชส�ำนักในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็คงจะไม่ห่ำงไกลกว่ำครั้งกรุงเก่ำ
มำกนกั ดงั นนั้ จงึ นำ่ จะเชอื่ ไดว้ ำ่ เมอื่ พระมหำกษตั รยิ ค์ รงั้ กรงุ เกำ่ เสดจ็ สวรรคตกน็ ำ่ จะมกี ำรประกำศ
ให้โกนผมทง้ั แผ่นดนิ
หลักฐำนกำรโกนผมท้ังแผ่นดินในสมัยรัตนโกสินทร์มีปรำกฏในศุภอักษรของอัครมหำ
เสนำบดสี ง่ ไปยงั เจำ้ ประเทศรำชในเขตลำ้ นนำและพระเจำ้ กรงุ กมั พชู ำ เรอื่ งพระเจำ้ อยหู่ วั รชั กำลที่ ๑
เสด็จสวรรคตได้ระบุมีกำรประกำศโกนผมเดือนละครั้งจนกว่ำถวำยพระเพลิงแล้ว ยกเว้นแต่
เมอื งเถนิ เมอื งกำ� แพงเพชร เมอื งตำก เมอื งเชยี งเงนิ เมอื งเชยี งทอง เมอื งกำญจนบรุ ี เมอื งศรสี วสั ดิ์
เมอื งไทรโยค เมอื งทองผำภมู ิ ไมใ่ หเ้ จำ้ เมอื งกรมกำรเมอื งรวมถงึ ชำวบำ้ นโกนผม เพรำะเปน็ เมอื งดำ่ น
ทต่ี ิดต่อไปยงั พม่ำ นอกจำกนี้ ยงั รวมถงึ ด่ำนเมอื งอุทัย (จดหมายเหตรุ ชั กาลที่ ๒ ๒๕๑๓: ๑๔-๑๕,
๕๖) หำกแตจ่ ำกหมำยฉบบั ดงั กลำ่ วทำ� ใหส้ ำมำรถคดิ เพมิ่ เติมไดด้ ังต่อไปนี้
๑. ในศภุ อักษรไม่ได้กล่ำวถึงกำรใหข้ ้ำแผน่ ดนิ นุ่งสขี ำว ดงั นน้ั ก็เป็นกำรสะทอ้ นใหเ้ หน็ วำ่
รำชส�ำนักยุคนั้นเน้นกำรโกนผมมำกกว่ำนุ่งขำว ซึ่งอำจจะเป็นไปได้ว่ำกำรนุ่งขำวนั้นจะไว้เฉพำะ
มูลนำยและผ้ใู กล้ชดิ
๒. กำรโกนผมทั้งแผน่ ดิน ในเขตพระนครและในจวนเจ้ำเมอื งตำมหัวเมอื งคงจะปฏิบัติกนั
อยำ่ งเครง่ ครดั แมว้ ำ่ ในหมำยจะระบวุ ำ่ “ถา้ ผใู้ ดมไิ ดโ้ กนผมจบั ไดจ้ ะเอาตวั เปน็ โทษจงหนกั ” แตใ่ นทำง
ปฏบิ ัตจิ ะเคร่งครดั เรื่องโกนผมมำกนอ้ ยเพียงใดไม่อำจที่จะทรำบได้
๓. เรอื่ งกำรยกเวน้ หวั เมอื งทแ่ี ดนตดิ กบั กรงุ องั วะไมต่ อ้ งโกนผมนน้ั คงจะสบื เนอื่ งจำกปญั หำ
สงครำม เพรำะในทำ้ ยเอกสำรท้งั ๒ ช้ิน ไดม้ ขี ้อควำมย้�ำให้เจำ้ กรมเมืองทีไ่ ม่ต้องโกนผมนัน้ ใหด้ แู ล
ไม่ให้พม่ำเข้ำมำจับผู้คนออกไป อีกทั้งต้ังแต่สิ้นรัชกำลสมเด็จพระนเรศวรมหำรำช กรุงศรีอยุธยำ
ไม่มีภำพของกรุงอังวะในแง่ลบ ซ่ึงจะเห็นจำกสมเด็จพระเจ้ำบรมโกศทรงรับเจ้ำเมืองเมำะตะมะ
ท่ีหนีกบฏมอญมำขอพ่ึงพระบรมโพธิสมภำร จนในท่ีสุดพระเจ้ำกรุงอังวะได้แต่งทูตเชิญเครื่องรำช
บรรณำกำรมำถวำย แตค่ วำมรสู้ กึ ในเชงิ ลบที่มีตอ่ พมำ่ เพ่งิ จะมำเกดิ ขึ้นหลงั สงครำม ปี พ.ศ. ๒๓๑๐
(สเุ นตร ชุตนิ ธรำนนท์ ๒๕๓๗: ๙-๓๐)
ตำมควำมเห็นของผู้เขียนคิดว่ำ เหตุที่ยกเว้นกำรโกนผมของไพร่ฟ้ำในหัวเมืองที่แดน
ติดกับกรุงอังวะ เพิ่งจะเป็นขนบที่เริ่มต้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และน่ำท่ีจะเป็นไปได้ว่ำเม่ือคร้ัง
กรงุ ศรอี ยธุ ยำเกดิ กำรผลดั แผน่ ดนิ ถำ้ กรงุ ศรอี ยธุ ยำมพี ระรำชไมตรกี บั กรงุ องั วะกน็ ำ่ ทจี่ ะมกี ำรสง่ ขำ่ ว
เรอื่ งกำรผลดั แผน่ ดนิ เหมอื นอยำ่ งทคี่ รง้ั กรงุ รตั นโกสนิ ทรย์ งั มที ำงพระรำชไมตรกี บั กรงุ เว้ เมอื่ ครงั้ ที่
พระเจ้ำอยู่หัวรชั กำลท่ี ๑ เสดจ็ สวรรคตก็มีพระรำชสำส์นถึงกรุงเว้ทรำบ หรอื เมือ่ คร้ังพระเจำ้ ยำลอง
สิ้นพระชนม์ก็มีสำรเข้ำมำยงั กรงุ เทพ (เจ้ำพระยำทิพำกรวงศ์ ๒๕๔๘: ๘๕) แต่เมือ่ กรุงรัตนโกสินทร์
เกดิ กรณพี พิ ำทกบั กรงุ เว้ พระเจำ้ มนิ มำงสนิ้ พระชนมไ์ มป่ รำกฏวำ่ มสี ำรจำกกรงุ เวเ้ ขำ้ มำ (เจำ้ พระยำ
ทิพำกรวงศ์ ๒๕๓๘: ๙๔) และเมื่อพระเจำ้ อยู่หวั รัชกำลท่ี ๓ เสด็จสวรรคต กไ็ มม่ ีพระรำชสำสน์ แจ้ง
ขำ่ วไปท่กี รงุ เว้
๑5๑เสด็จสู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
ภำพจติ รกรรมท่ีพระทนี่ ง่ั ทรงผนวช วดั เบญจมบพิตร เล่ำเรือ่ งฉำกเหตุกำรณ์ชว่ งที่
พระบำทสมเดจ็ พระจอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ ัวเสด็จสวรรคต จะเห็นว่ำผูค้ นในภำพนงุ่ ขำว
และโกนผม และที่สำ� คญั กำ� แพงแกว้ ไมม่ ีกำรเขยี นกำรผูกผ้ำดำ� ผำ้ ขำว
อน่งึ กำรโกนผมไว้ทกุ ขท์ ัง้ แผน่ ดนิ นำ่ ที่จะสงวนไว้ส�ำหรับพระมหำกษตั ริย์ แม้ว่ำแชรแวส
ได้กล่ำวว่ำ ในงำนพระศพของสมเด็จพระมเหสีของสมเด็จพระนำรำยณ์สตรีทั่วท้ังรำชอำณำจักร
โกนศรี ษะและแตง่ เครอ่ื งไวท้ กุ ข์ (นโิ กลำส์ แชรวำส ๒๕๕๐: ๑๘๑) จำกขอ้ ควำมของบนั ทกึ ของแชรแวส
ชวนให้คิดด้วยว่ำ ขอบเขตของพระรำชอำณำจักรที่ว่ำน้ีครอบคลุมบรรดำประเทศรำชด้วยหรือไม่
และจะเปน็ ไปไดห้ รอื ไมว่ ำ่ สตรที โี่ กนผมนน้ั เปน็ เพยี งขำ้ ในพระอคั รมเหสเี ทำ่ นนั้ อยำ่ งไรกต็ ำม สะทอ้ น
ใหเ้ หน็ ว่ำในรำชส�ำนกั อยุธยำ ผหู้ ญงิ เป็นผมู้ ีอ�ำนำจอย่ำงสงู
อยำ่ งไรกต็ ำม ในจดหมายการพระศพสมเดจ็ พระรปู วดั พทุ ไธสวรรย์ กรงุ เกา่ ในสมยั พระเจำ้ อยหู่ วั
บรมโกศไม่มีกำรกล่ำวถึงกำรโกนผมไว้ทุกข์ (ส�ำนักนำยกรัฐมนตรี ๒๕๑๐: ๑๐๗-๑๑๗) แต่ใน
พระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ รชั กาลท่ี ๓ ตอนทกี่ ลำ่ วถงึ สมเดจ็ พระอมรนิ ทรำมำตย์ สมเดจ็
พระศรีสุริเยนทรำ และสมเด็จพระศรีสุลำลัย เสด็จสวรรคตไม่มีกำรกล่ำวถึงกำรโกนผมท้ังแผ่นดิน
(เจ้ำพระยำทิพำกรวงศ์ ๒๕๓๘: ๑๕, ๖๙, ๗๒) เรื่องน้ีไม่ทรำบแน่ชัดว่ำท�ำไมสมัยหลังจึงไม่มี
ธรรมเนียมกำรโกนศรี ษะและแตง่ เครือ่ งไว้ทุกขใ์ ห้เจำ้ นำยผู้หญิงอีก คงต้องมกี ำรศึกษำตอ่ ไป
โกนผมในคราวพระมหาอปุ ราชทวิ งคต
จำกเอกสำรที่หลงเหลือมำถึงสมัยปัจจุบัน ไม่ปรำกฏหลักฐำนเกี่ยวกับงำนพระศพ
พระมหำอุปรำชคร้ังกรุงเก่ำแต่ประกำรใด หลักฐำนที่เก่ียวกับงำนพระศพพระมหำอุปรำชปรำกฏ
คร้ังแรกในครัง้ รัชกำลท่ี ๑ แหง่ กรงุ รัตนโกสนิ ทร์ คือ เมอื่ สมเดจ็ กรมพระรำชวังบวรมหำสรุ สหี นำท
เสด็จทิวงคต ในพระรำชพงศำวดำรได้กล่ำวว่ำ “โปรดให้หมายประกาษให้โกนผมทั้งแผ่นดิน
เว้นแตค่ นผมมวย ผมเปยี ผมจกุ สมเดจ์พระเจา้ แผ่นดนิ ใหญไ่ ม่ไดท้ รงพระองคเ์ ดยี ว” (เจำ้ พระยำ
ทิพำกรวงศ์ ๒๕๓๙: ๑๘๒) กำรโกนผมในครำวนน้ี ่ำที่จะถอื วำ่ เป็นกรณีพิเศษ เพรำะในรชั กำลถัดมำ
๑5๒ เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
๖
เมื่อพระมหำอุปรำชทิวงคตไม่ปรำกฏกำรโกนผมทั้งแผ่นดิน นอกจำกนี้ ยังชวนให้นึกได้ว่ำ
พระเกียรติยศของพระองค์เสมอเท่ำพระมหำกษัตริย์ ทั้งน้ีเพรำะในพระรำชพงศำวดำรบ่อยคร้ัง
ที่จะออกพระนำมพระเจ้ำอยู่หัวรัชกำลท่ี ๑ และสมเด็จกรมพระรำชวังบวรว่ำ พระเจ้ำอยู่หัวท้ัง
สองพระองค์
แม้ว่ำสมเด็จกรมพระรำชวังบวรมหำเสนำนุรักษ์ทิวงคต ในพระรำชพงศำวดำรระบุว่ำ
โกนผมทั้งแผน่ ดนิ (เจำ้ พระยำทิพำกรวงศ์ ๒๕๔๘: ๖๘) แต่สมเด็จฯ กรมพระยำด�ำรงรำชำนภุ ำพ
ทรงอำ้ งถงึ สำรตรำทสี่ มุหกลำโหมส่งถึงกรมกำรเมืองนครศรธี รรมรำชว่ำ ครง้ั สมเดจ็ กรมพระรำชวัง
บวรรชั กำลกอ่ นทิวงคตทรงมพี ระบรมรำชโองกำรใหพ้ ระรำชวงศ์ ข้ำทูลละอองทง้ั ฝ่ำยกลำโหมและ
พลเรือนในพระรำชวังหลวงและวังบวร เจ้ำเมืองกรมกำรอำณำประชำรำษฎร์โกนผม แต่ในสมเด็จ
กรมพระรำชวงั บวรพระองคท์ รงโปรดเกลำ้ ฯ ใหพ้ ระเจำ้ ลกู เธอ หลำนเธอ และขำ้ ทลู ละอองธลุ พี ระบำท
บุตรภรรยำข้ำใช้ในเรือนทำงฝ่ำยกรมพระรำชวังบวรโกนเท่ำนั้น (เจ้ำพระยำทิพำกรวงศ์ ๒๕๓๓:
๑๒๔-๑๒๕)
ครั้งรัชกำลที่ ๓ เมอื่ สมเดจ็ กรมพระรำชวงั บวรศักดิพลเสพทิวงคต โปรดใหโ้ กนผมเฉพำะ
ข้ำในกรมเท่ำน้ัน (เจ้ำพระยำทิพำกรวงศ์ ๒๕๓๘: ๔๘) แม้พระบำทสมเด็จพระปิ่นเกล้ำเจ้ำอยู่หัว
ซึ่งในครำวพระรำชพิธีบวรรำชำภิเษกมีข้ันตอนคล้ำยคลึงกับพระรำชพิธีบรมรำชำภิเษกก็ตำม
แตเ่ มอ่ื เสดจ็ สวรรคตไดม้ กี ำรออกหมำยใหข้ ำ้ รำชกำรวงั หนำ้ และขำ้ ในกรมใหโ้ กนศรี ษะแตฝ่ ำ่ ยเดยี ว
(เจ้ำพระยำทิพำกรวงศ์ ๒๕๐๗: ๑๗๗) และในครำวสมเด็จกรมพระรำชวังบวรวิชัยชำญทิวงคต
ปรำกฏว่ำ พระโอรสธิดำในกรมพระรำชวังบวรโกนผมเช่นกัน (สมเด็จพระบรมโอรสำธิรำชเจ้ำฟ้ำ
มหำวชิรณุ หศิ ๒๕๕๓: ๙๗)
โกนผมทงั้ แผ่นดินกับแนวคดิ รฐั นาฏกรรม
แม้ว่ำกำรโกนผมทั้งแผ่นดินเป็นเร่ืองท่ีรำชส�ำนักจ�ำเป็นท่ีจะต้องปฏิบัติ ท้ังน้ีเพรำะเป็น
กำรตรวจสอบควำมจงรกั ภกั ดี แตใ่ นขณะเดยี วกนั กไ็ มค่ วรลมื เรอื่ งแนวคดิ “รฐั นำฏกรรม” (Theatrical
State) ของคลฟิ ฟอรด์ เกยี รตซิ ์ (Clifford Geertz) นกั วชิ ำกำรดำ้ นมำนษุ ยวทิ ยำ เปน็ ผเู้ สนอแนวคดิ นี้
ขนึ้ มำ กลำ่ วโดยสรปุ แนวคดิ นอ้ี ธบิ ำยวำ่ กษตั รยิ ค์ วบคมุ รฐั และรำษฎรผำ่ นกำรละครทเี่ รยี กวำ่ พธิ กี รรม
ซึ่งเป็นระบบสญั ลกั ษณ์เชงิ อำ� นำจ ละครฉำกใหญน่ ้มี ีพระรำชำเปน็ ตวั เอกขุนนำงและไพรเ่ ป็นผู้เลน่
ผู้เล่นเองก็อยู่ในสภำวะผู้ชม ซ่ึงต้องอยู่ในกฎในระเบียบและจำรีตประเพณีต่ำงๆ ซ่ึงท้ังหมดก็เพ่ือ
ย�้ำให้เห็นสภำวะที่แตกต่ำงของผู้เข้ำร่วมพิธีคือ พระวงศ์ ขุนนำง และไพร่ฟ้ำ อีกทั้งยังมีจักรวำล
ที่จำ� ลองตำมควำมเชอ่ื ทำงศำสนำเพอ่ื ย้�ำถงึ อำ� นำจแบบเทวะของพระรำชำ (Geertz 1980)
ดงั นน้ั ภำยใตโ้ รงละครขนำดใหญน่ เ้ี อง งำนพระรำชพธิ พี ระบรมศพ คอื พนื้ ทขี่ องกำรแสดง
อ�ำนำจแบบหน่ึง ท่ีท�ำให้ขุนนำงท่ีเป็นไพร่ในสังกัดจะต้องโกนผมหรือแต่งกำยไว้ทุกข์ เพ่ือเป็น
ส่วนหน่ึงของละครแห่งอ�ำนำจ อย่ำงไรก็ตำม ไพร่ฟ้ำท่ีมีควำมรู้สึกร่วมกับนำฏกรรมฉำกใหญ่
ทีร่ ำชสำ� นกั จดั ขึน้ กน็ ่ำทจ่ี ะข้ึนกับวงพน้ื ทขี่ องไพร่ผนู้ ้นั ว่ำอยู่ใกลร้ ำชธำนีมำกนอ้ ยเพียงใดด้วย
๑53เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
ขนบทเี่ ปล่ยี นแปลงในช่วงรัชกาลท่ี 4 – ๗
ในชว่ งสมยั พระบำทสมเดจ็ พระจอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั รชั กำลที่ ๔ สยำมประเทศไดเ้ ปดิ รบั เอำ
ขนบธรรมเนยี มจำกชำตติ ะวนั ตกเพอ่ื ปรบั ตวั ตำมกระแสโลก มชี ำวยโุ รปและอเมรกิ นั ไดเ้ ขำ้ มอี ทิ ธพิ ล
ทำงควำมคิดอย่ำงสูงและได้เข้ำร่วมงำนพระบรมศพ/พระศพด้วย (สมเด็จพระบรมโอรสำธิรำช
เจ้ำฟ้ำมหำวชิรณุ หศิ ๒๕๕๓: ๙๗) ดงั น้ัน จึงไมใ่ ช่เรอ่ื งแปลกอะไรท่ีบรรดำมูลนำยและเจำ้ นำยจะรบั
เอำขนบของตะวนั ตกมำปรบั ใชเ้ พอื่ ใหค้ ลำ้ ยคลงึ กบั ชำตทิ เี่ จรญิ แลว้ สำ� หรบั ลกั ษณะขนบธรรมเนยี ม
ทมี่ กี ำรเปล่ยี นแปลงในชว่ งสมยั นี้ท่ีสำ� คัญมีดงั ตอ่ ไปน้ี
ประกาศนุ่งขาวไวท้ กุ ข์
หลักฐำนกำรปรับเปลี่ยนแบบแผนกำรแต่งสีไว้ทุกข์พบในพระบรมรำชโองกำรประกำศ
นงุ่ ผ้ำขำว เมอื่ ปีจุลศักรำช ๑๒๔๙ (พ.ศ. ๒๔๓๐) ประกำศขน้ึ ในครำวงำนพระศพ สมเด็จพระเจ้ำ
บรมวงศเ์ ธอ เจำ้ ฟำ้ กรมพระยำบำ� รำบปรปกั ษ์ ดงั ไดก้ ลำ่ วไปแลว้ (ราชกจิ จานเุ บกษา ๒๔๓๐ก: ๓๕)
ซง่ึ ในพระบรมรำชโองกำรฉบบั นไี้ ดม้ กี ำรปรบั แบบแผนกำรแตง่ สไี วท้ กุ ขค์ อื ถำ้ ผไู้ วท้ กุ ขเ์ ปน็ ญำตสิ นทิ
และมีอำยุอ่อนกว่ำหรือไม่เป็นญำติกันแต่มีบรรดำศักด์ิต�่ำกว่ำหรือจะแสดงควำมนับถืออย่ำงย่ิง
ให้แต่งกำยขำวล้วนไว้ทุกข์ แต่ถ้ำผู้ไว้ทุกข์เป็นญำติสนิทท่ีมีอำยุแก่กว่ำหรือญำติห่ำงๆ และมีอำยุ
ออ่ นกว่ำ หรอื ไม่ไดเ้ ปน็ ญำติแต่มีบรรดำศักดิส์ งู กวำ่ ให้แตง่ ด�ำลว้ นไวท้ ุกข์
จำกขอ้ ควำมข้ำงต้น โดยสรุปคือ ผนู้ ้อยแต่งชดุ ขำวใหผ้ ้ใู หญ่ (ในทำงอำยแุ ละบรรดำศกั ด)ิ์
ผู้ใหญ่แต่งชุดด�ำให้กับผู้น้อย ดังน้ัน จึงดูเหมือนว่ำมีมำตรฐำนเร่ืองอำยุและฐำนันดรศักด์ิท่ีตี
ควบคกู่ นั หลกั ฐำนดงั กลำ่ วเหน็ ไดจ้ ำกภำพผรู้ ว่ มงำนถวำยพระเพลงิ สมเดจ็ กรมพระสวสั ดวิ ดั นวศิ ษิ ฎ์
ที่วัดปิ่นบังอร เมืองปีนัง ซ่ึงในภำพจะเห็นว่ำในภำพมีแต่สมเด็จฯ กรมพระยำด�ำรงรำชำนุภำพท่ี
ทรงชดุ ดำ� ทงั้ นเี้ พรำะมพี ระชนมำยสุ งู กวำ่ สว่ นเจำ้ นำยทรงชดุ ขำว เปน็ ไปไดว้ ำ่ กำรเรมิ่ แตง่ ดำ� ลว้ นนี้
ได้รบั อิทธพิ ลมำจำกตะวันตก
ผรู้ ว่ มงำนถวำยพระเพลงิ สมเด็จ
กรมพระสวสั ดวิ ดั นวิศษิ ฎ์
ท่วี ดั ป่ินบังอร เมืองปนี ัง
(ทีม่ ำ: ธนกฤต ลออสวุ รรณ ถำ่ ยจำก
นทิ รรศกำรทว่ี ดั ป่นิ บงั อร เมอื งปีนงั )
๑54 เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
๖
ข้อบงั คับว่าดว้ ยวธิ ไี วท้ ุกข์ในกรมทหารบก
ในรัฐสมัยใหม่ เคร่ืองแบบรำชกำรถือได้ว่ำเป็นชุดสุภำพแบบหน่ึง แต่เม่ือต้องใส่ในงำน
พระบรมศพ/พระศพก็จ�ำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงกำรปรับแต่งที่สอดคล้องกับงำนพระรำชพิธี
ตัวอย่ำงเช่นในปี ร.ศ.๑๑๙ ได้มีกำรประกำศข้อบังคับว่ำด้วยวิธีกำรไว้ทุกข์ในกรมทหำรบก ซึ่ง
ในรำยละเอียดของข้อก�ำหนดสำมำรถอ่ำนได้ใน ราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๑๓ มกรำคม ร.ศ.๑๑๙
ใจควำมส�ำคญั ของข้อก�ำหนดนคี้ อื กำรห้มุ ผ้ำด�ำที่แขนซ้ำยเหนือศอก ผำ้ โปร่งดำ� หมุ้ พู่ สำยพ่กู ระบี่
ทเ่ี ปน็ ทอง หมุ้ บำ่ ยศ สำยโยงยศ หมุ้ ยอดหมวกและหมุ้ เครอื่ งอศิ รยิ ำภรณ์ เปน็ ตน้ ขอ้ ควำมในตอนตน้
ของขอ้ กำ� หนดนไี้ ดย้ งั ยำ�้ ดว้ ยวำ่ “ตราขอ้ บงั คบั สา� หรบั กรมทหารบก วา่ ดว้ ยวธิ ไี วท้ กุ ขข์ นึ้ ไว้ เพอ่ื บรรดา
ทหารบกทวั่ ไป จะไดก้ ระทา� ตอ้ งตามจงทกุ ประการ” กลำ่ วคอื ขอ้ กำ� หนดนใ้ี ชเ้ ฉพำะทหำรบกเทำ่ นนั้
อย่ำงไรกต็ ำม ในส่วนของขำ้ รำชกำรพลเรอื นยงั สบื ไม่พบว่ำเรมิ่ ตน้ เก่ำสุดเมื่อใด หำกแต่
ข้อปฏิบัติบำงประกำรมีกำรปฏิบัติมำก่อนหน้ำที่จะออกข้อก�ำหนดน้ี ดังเห็นได้จำกในครำวงำน
พระรำชกุศลศตมวำรสมเดจ็ พระบรมโอรสำธิรำช เจ้ำฟำ้ มหำวชิรุณหศิ ใหม้ ีกำรพันแขนดำ� กำรหมุ้
ตรำเครื่องรำชอศิ ริยำภรณ์ (เจ้ำพระยำเทเวศรวงศววิ ฒั น ๒๕๐๐: ๒๕๗)
ประกาศไวท้ กุ ขเ์ สดจ็ สวรรคต
ในครำวพระเจ้ำอยู่หัวรัชกำลที่ ๕ เสด็จสวรรคต ผู้เขียนยังตรวจไม่พบประกำศไว้ทุกข์
ในงำนพระบรมศพ หำกแตใ่ นครำวพระบรมศพพระเจำ้ อยหู่ วั รชั กำลท่ี ๖ มปี ระกำศวำ่ “จงึ โปรดเกลา้
ให้ไว้ทุกข์ถวาย ต้ังแต่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาททุกกระทรวงทบวงการทุก
หมู่เหล่า ตลอดถึงประชาชน มีก�าหนดไว้ทุกข์ตั้งแต่วันสวรรคตต่อไปปีหน่ึง” (ราชกิจจานุเบกษา
๒๔๖๘: ๒๗๑๐)
ส่วนในประกำศไว้ทุกข์ครำวสมเด็จพระศรีพัชรินทรำบรมรำชินีนำถ พระพันปีหลวง
พระเจ้ำอยู่หัวรัชกำลท่ี ๖ ทรงมีพระบรมรำชโองกำรให้ไว้ทุกข์จนกว่ำจะออกพระเมรุ (ราชกิจจา
นุเบกษา ๒๔๖๒: ๒๐๖๙) ดงั นน้ั จงึ มีข้อสงสัยสองประกำร คือ
ประกำรแรก ถ้ำครำวสมเด็จพระพันปีหลวงเสด็จสวรรคตไว้ทุกข์จนกว่ำจะออกพระเมรุ
ในครำวรชั กำลที่ ๕ ก็นำ่ จะไวท้ ุกขจ์ นกว่ำจะออกพระเมรุมำศดว้ ยเชน่ เดียวกนั ตำมแบบแผนเดมิ
ประกำรท่ีสอง อำจจะเป็นไปได้ว่ำกำรไว้ทุกข์ ๑ ปีสงวนไว้ส�ำหรับพระเจ้ำอยู่หัวเสด็จ
สวรรคต สว่ นไวท้ ุกข์จนกว่ำออกพระเมรุเป็นเกยี รติท่ีรองลงมำ
การยกเลกิ การโกนผมไวท้ กุ ข์
โดยทั่วไปธรรมเนียมเร่ืองโกนผมไว้ทุกข์น้ันเพิ่งจะมำยกเลิกในครำวงำนพระบรมศพ
พระเจำ้ อยหู่ ัวรชั กำลท่ี ๕ (สำยไหม จบกลศึก ๒๕๒๘: ๒๐๕) แท้ทจี่ รงิ ธรรมเนยี มเรอ่ื งกำรยกเลิก
โกนผมไวท้ กุ ข์ ได้เร่มิ มำกอ่ นงำนพระบรมศพพระเจ้ำอยู่หวั รชั กำลท่ี ๕ ทัง้ นเี้ พรำะ
ข้อแรก จำกประกำศในพระบรมรำชโองกำรประกำศนุ่งผ้ำขำว เมื่อปีจุลศักรำช ๑๒๔๙
กเ็ ปน็ กำรย�้ำให้เห็นว่ำ กำรไวท้ ุกข์ท่เี ปน็ แบบแผนของรำชสำ� นกั ไมม่ กี ำรโกนผม ดงั นัน้ จงึ ค่อนข้ำง
นำ่ เช่อื วำ่ รำชส�ำนกั เริม่ ท่ีจะตดั รำยละเอยี ดส่วนน้อี อกไป
๑55เสดจ็ ส่แู ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
ขอ้ ทส่ี อง ในประกำศเรอื่ งโกนผม ในครำวสมเดจ็ พระบรมโอรสำธริ ำชเจำ้ ฟำ้ มหำวชริ ณุ หศิ
สวรรคต ขอ้ ควำมในประกำศปรำกฏวำ่ “การทโ่ี กนศศี ะนนั้ กไ็ มเ่ ปนทต่ี อ้ งพระราชอธั ยาไศรยอนั ใด”
อกี ทงั้ ในประกำศฉบบั เดยี วกนั ยงั ยำ�้ วำ่ กำรโกนผมเปน็ เกยี รตยิ ศแบบเกำ่ ซง่ึ หมำยควำมวำ่ พระเจำ้ อยหู่ วั
ไม่โปรดเรื่องกำรโกนผมแลว้ ท้ังน้อี ำจจะเปน็ ธรรมเนยี มทพ่ี ้นสมยั
ขอ้ สดุ ท้ำย จำกหลักฐำนภำพถ่ำยเก่ำพระยำเพช็ รรตั น์ (โมรำ ไกรฤกษ์) ในปี ร.ศ. ๑๒๒
(พ.ศ. ๒๔๔๗) บุคคลในภำพถ่ำยซง่ึ เปน็ ญำติมีแต่นงุ่ ขำวไมป่ รำกฏวำ่ มีใครโกนผม ดังนัน้ จึงแสดง
ให้เหน็ จำรีตกำรโกนเรม่ิ ทจี่ ะลดลงแล้วนับแตร่ ัชกำลที่ ๕
งำนพระรำชทำนเพลงิ ศพ พระยำเพ็ชรรตั น์ (โมรำ ไกรฤกษ์)
(ที่มำ: หลวงสำรนยั ประสำสน์ ๒๔๙๙)
การประกาศจา� นวนวันไว้ทกุ ข์
กำรเปลยี่ นแปลงสำ� คญั ในชว่ งรชั กำลท่ี ๕ คอื กำรใหม้ กี ำรประกำศจำ� นวนวนั ไวท้ กุ ขภ์ ำยใน
พระรำชวงศ์ หลกั ฐำนเกำ่ สดุ เกย่ี วกบั หมำยไวท้ กุ ขเ์ ทำ่ ทสี่ ำมำรถสบื คน้ พบคอื ประกำศ “พระอำกำร
พระบวรวงษเ์ ธอพระองคเ์ จำ้ วไิ ลยทรงกัลยำ” ราชกิจจานเุ บกษา วันอำทิตย์ เดือนย่ี แรมสิบห้ำคำ่�
จ.ศ.๑๒๔๖ (พ.ศ. ๒๔๒๗), หน้ำ ๒๒ – ๒๓ เน้ือหำส�ำคญั ในประกำศฉบับนค้ี ือ มปี ระกำศให้เจ้ำนำย
ทงั้ พระรำชวงศ์ไวท้ กุ ข์ เพรำะก่อนหน้ำน้เี ช่นใน ราชกจิ จานุเบกษา ในปี จ.ศ.๑๒๔๑ (พ.ศ. ๒๔๒๒)
ได้ออกประกำศข่ำวพระองค์เจ้ำกำพย์กนกรัตนสิ้นพระชนม์ไม่มีกำรประกำศจ�ำนวนวันไว้ทุกข์
ของพระรำชวงศ์ (ราชกจิ จานุเบกษา ๒๔๒๒ก: ๖๑-๖๒)
อย่ำงไรก็ตำม ใช่ว่ำจะมีกำรประกำศไว้ทุกข์ให้กับทุกพระองค์ หรือถือปฏิบัติกันในหมู่
รำชวงศ์เพียงอย่ำงเดียว ดังเห็นได้จำกเจ้ำนำยบำงพระองค์เม่ือส้ินพระชนม์แล้วไม่มีกำรประกำศ
หมำยไว้ทกุ ข์ ยกตวั อยำ่ งกรณตี ่อไปน้ี สมเดจ็ พระบรมโอรสำธริ ำชเจำ้ ฟ้ำมหำวชิรณุ หิศ และสมเดจ็
พระเจำ้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยำสดุ ำรตั นประยรู สำ� หรบั กรณเี จำ้ นำยสองพระองคน์ ดี้ อู อกจำกแปลก
เพรำะมปี ระกำศเสด็จสวรรคตและสิน้ พระชนม์ รวมถงึ ประกำศไว้ทุกขท์ ำงรำชกำร แตไ่ มป่ รำกฏ
ประกำศวันไวท้ กุ ขข์ องพระรำชวงศ์ หรอื อำจจะมปี ระกำศไว้ทกุ ขท์ ำงรำชกำร ๑ เดือนไปแล้ว (ดรู ำย
ละเอยี ดในสว่ นไวท้ กุ ข์รำชกำร)
๑5๖ เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
๖
อีกกรณคี อื เม่ือพระเจ้ำรำชวงศ์เธอ กรมหมื่นสถติ ธ�ำรงศักดิ์ พระบวรวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้ำ
อรณุ พระเจำ้ พนี่ ำงเธอพระองคเ์ จำ้ ทกั ษณิ ชำ สนิ้ พระชนมไ์ ดม้ ปี ระกำศในราชกจิ จานเุ บกษา (๒๔๕๐:
๖๔๖) หำกแตไ่ มม่ ปี ระกำศไว้ทุกข์ ในขณะเดยี วกนั เม่อื พระบวรวงศเ์ ธอพระองคเ์ จ้ำวิไลยทรงกัลยำ
สน้ิ พระชนม์ ซงึ่ เปน็ เจำ้ นำยวังหน้ำกลับมีหมำยให้ไวท้ กุ ข์ (ราชกจิ จานุเบกษา ๒๔๒๒ข: ๒๑-๒๓)
ดังน้ัน จึงสันนิษฐำนในกรณีนี้ได้ว่ำคงจะเป็นตำมพระรำชอัธยำศัย กรณีสุดท้ำยคือพระเจ้ำลูกเธอ
เขจรจิรประดิษฐ์ อำจจะเป็นเพรำะสิ้นพระชนม์เม่ือพระชนมำยุ ๒ เดือน อำจเป็นเพรำะเป็นเพียง
ทำรกเทำ่ นนั้
ดังนั้น ก่อนหน้ำที่จะมีกำรประกำศจ�ำนวนวันไว้ทุกข์ของพระรำชวงศ์อำจจะไม่มีระเบียบ
ตำยตัวนัก นอกจำกน้ี ยังพบว่ำเร่ืองจ�ำนวนวันไว้ทุกข์ที่ประกำศในราชกิจจานุเบกษาสมัยรัชกำล
ท่ี ๕ มีกำรนับจ�ำนวนวันไว้ทุกข์ของเจ้ำนำยแต่ละองค์ไม่เท่ำกัน ข้ึนอยู่กับควำมสนิททำงสำย
พระโลหิต แต่พอสังเกตได้ดังต่อไปน้ีพระโอรสธิดำของเจ้ำนำยที่สิ้นพระชนม์ไว้ทุกข์ ๓๖๕ วัน
ซึง่ ถือวำ่ เป็นจ�ำนวนมำกที่สุดของจ�ำนวนในกำรไว้ทกุ ข์ของพระรำชวงศ์ กรณเี จ้ำนำยที่ส้นิ พระชนม์
เปน็ พระมำรดำพระเจำ้ ลูกเธอ เช่น พระอัครชำยำเธอหม่อมเจำ้ เสำวภำคนำรีรัตน์ พระเจำ้ ลูกเธอ
ในพระนำงไวท้ กุ ข์ ๓๖๖ วนั คอื มำกกว่ำพระเจ้ำลกู เธอทวั่ ไป ๓๓๐ วัน (ราชกิจจานเุ บกษา ๒๔๓๐ค:
๑๓๒-๑๓๓) กรณเี จ้ำนำยท่สี นิ้ พระชนมฐ์ ำนันดรเท่ำกนั เชน่ พระเจำ้ ลกู เธอพระองคเ์ จ้ำ ในรัชกำล
ที่ ๕ สิน้ พระชนม์ พระเจำ้ ลูกเธอในรชั กำลที่ ๕ พระองคจ์ ะไวท้ กุ ข์ ๙๐ วัน สว่ นเจ้ำนำยพระองคอ์ น่ื
จะลดจำ� นวนวนั ตำมลำ� ดับดงั น้ี ๔๕ วนั ๓๐ วนั ๑๕ วนั ๗ วนั และ ๑ วนั
หำกแตใ่ นกรณที เี่ จำ้ นำยทส่ี นิ้ พระชนม์ สมเดจ็ พระเจำ้ ลกู เธอ ทร่ี ว่ มพระอทุ ร หรอื พระองคเ์ จำ้
ทร่ี ว่ มเจำ้ จอมมำรดำเดยี วกนั จะไวม้ ำกกวำ่ สมเดจ็ พระเจำ้ ลกู เธอและพระองคเ์ จำ้ องคอ์ นื่ เชน่ ในกรณี
ของสมเดจ็ พระเจำ้ ลูกยำเธอเจำ้ ฟ้ำศริ ิรำชกกุธภณั ฑ์สิน้ พระชนม์ สมเดจ็ พระเจำ้ ลูกเธอ ในพระเจ้ำ
พระรำชเทวี (อิสริยยศสมเด็จพระพัชรินทรำบรมรำชินีนำถ พระพันปีหลวง ขณะนั้น) จะไว้ทุกข์
๒๙๓ วัน สว่ นพระเจ้ำลกู เธอทัว่ ไปไว้ ๑๐๗ วัน (ราชกจิ จานเุ บกษา ๒๔๓๐ข: ๘๑ – ๘๒) และในกรณี
ของพระองคเ์ จำ้ ประไพพรรณพลิ ำศ สน้ิ พระชนม์ พระองคเ์ จำ้ ประภำพรรณพิไลย ไวท้ กุ ข์ ๑๘๐ วัน
มำกกว่ำพระเจ้ำลูกเธอทวั่ ไป ๙๐ วัน (ราชกจิ จานุเบกษา ๒๔๒๙: ๒๘๖)
ในกรณีกรมขนุ สุพรรณภำควดีสน้ิ พระชนม์ พระเจ้ำลูกยำเธอที่สนทิ กนั ทำงเจ้ำจอมมำรดำ
คือ พระองค์เจ้ำอำภำกรเกียรติวงศ์ พระองค์เจ้ำสุริยงประยุรพันธุ์ จะต้องไว้ทุกข์มำกกว่ำพระเจ้ำ
ลกู เธอพระองคอ์ ื่น เพรำะเจำ้ คณุ พระประยูรวงศ์เจำ้ จอมมำรดำในกรมขุนสุพรรณภำควดเี ป็นพ่ีสำว
ของเจ้ำจอมมำรดำโหมดในพระเจำ้ ลกู เธอทัง้ ๒ พระองค์
นอกจำกนี้หม่อมเจ้ำในพระองค์เจ้ำอำภำกรเกียรติวงศ์จะต้องไว้ทุกข์มำกกว่ำหม่อมเจ้ำ
พระองค์อ่ืนและพระเจ้ำวรวงศ์เธอ ในสมเด็จฯ เจ้ำฟ้ำกรมพระภำณุพันธุวงศ์วรเดชต้องไว้ทุกข์
มำกกว่ำพระเจ้ำวรวงศ์เธอสำยอ่ืน เพรำะมีหม่อมมำรดำคือหม่อมแม้นซึ่งเป็นน้องสำวเจ้ำคุณ
พระประยรู วงศ์ (ราชกิจจานุเบกษา ๒๔๔๘: ๑๒๒-๑๒๓)
หมอ่ มเจำ้ ในพระเชษฐำหรือพระอนชุ ำรว่ มเจ้ำจอมมำรดำกบั เจ้ำนำยที่ส้นิ พระชนม์ จะตอ้ ง
ไวท้ ุกข์มำกกว่ำหม่อมเจำ้ ชนั้ เดยี วกนั ทั่วไป ๑ เท่ำ เชน่ ในกรณีทีพ่ ระเจ้ำนอ้ งนำงเธอพระองค์เจำ้
๑5๗เสด็จสู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
เจ้ำนำยพระรำชโอรสธดิ ำพระเจ้ำอยหู่ ัวรชั กำลที่ ๕ ทรงไวท้ ุกข์ (ท่มี ำ: ดษิ พงศ์ เนตรลอ้ มวงศ)์
บรรจบเบญจมำ หม่อมเจ้ำในพระเจ้ำน้องยำเธอกรมหม่ืนพรหมวรำนุรักษ์พระเชษฐำร่วมเจ้ำจอม
มำรดำต้องไว้ทุกข์ ๙๐ วัน (ราชกจิ จานุเบกษา ๒๔๓๖: ๒๐๓-๒๐๔)
จำกจ�ำนวนวันในหมำยไว้ทุกข์พบว่ำ เมื่อเจ้ำนำยวังหลวงส้ินพระชนม์ เจ้ำนำยวังหน้ำ
รัชกำลที่ ๑ ไว้ทุกข์เท่ำกับเจ้ำนำยวังหน้ำรัชกำลที่ ๓ ซ่ึงมีจ�ำนวนน้อยกว่ำเจ้ำนำยวังหน้ำรัชกำล
ท่ี ๒ แสดงว่ำ รำชส�ำนกั มองวำ่ เจ้ำนำยวังหนำ้ รัชกำลท่ี ๓ เป็นพระญำติห่ำงๆ แต่ในขณะเดยี วกนั
หมอ่ มเจำ้ วังหลงั มีจ�ำนวนวนั ไว้ทกุ ขน์ ้อยกว่ำหมอ่ มเจ้ำวงั หน้ำรัชกำลที่ ๑
ตอ่ มำในสมัยรัชกำลที่ ๖ ทรงตรำพระรำชกฤษฎกี ำเมื่อวนั ที่ ๒๒ สิงหำคม พ.ศ. ๒๔๕๖
ไดม้ กี ำรแกไ้ ขแบบแผนกำรไวท้ กุ ขภ์ ำยในรำชสำ� นกั ใหม่ ใหม้ จี ำ� นวนวนั ไวท้ กุ ขท์ ต่ี ำยตวั โดยขนึ้ อยกู่ บั
ลำ� ดบั สกลุ ยศของเจำ้ นำยทสี่ น้ิ พระชนมว์ ำ่ มคี วำมใกลช้ ดิ กบั พระเจำ้ อยหู่ วั มำกเพยี งใด ซงึ่ ผดิ กบั ขนบ
ในสมัยรัชกำลที่ ๕ ที่ถือตำมเจ้ำนำยไว้ทุกข์มีควำมสัมพันธ์ใกล้กับเจ้ำนำยท่ีส้ินพระชนม์ ดังน้ัน
ในช่วงรชั กำลที่ ๖–๗ จงึ ไมม่ ีประกำศจำ� นวนไว้ทุกขเ์ หมือนดง่ั คร้งั รชั กำลท่ี ๕
อยำ่ งไรกต็ ำม ในตอนทำ้ ยไดร้ ะบวุ ำ่ ถำ้ เจำ้ นำยทสี่ นิ้ พระชนมเ์ ปน็ พระญำตใิ กลช้ ดิ จะไวท้ กุ ข์
กี่วันก็ได้ นอกจำกนี้ จ�ำนวนวันไว้ทุกข์ถวำยเจ้ำนำยท่ีส้ินพระชนม์อำจจะมีจ�ำนวนวันเพ่ิมจำก
ในพระรำชกฤษฎกี ำก็เปน็ แต่ทรงพระกรุณำโปรดเกลำ้ ฯ เช่น ครัง้ ท่ีสมเด็จพระเจำ้ พ่ยี ำเธอ เจ้ำฟ้ำ
มหิดลอดุลยเดช กรมขนุ สงขลำนครินทร์ ส้ินพระชนม์ โปรดเกลำ้ ฯ ใหไ้ ว้ทกุ ขใ์ นรำชสำ� นกั เปน็ ระยะ
เวลำ ๑๐๐ วนั (ราชกจิ จานเุ บกษา ๒๔๗๒: ๒๑๔๓-๒๑๔๕) นอกจำกน้ี ในพระรำชกฤษฎกี ำฉบบั นี้
ยังครอบคลุมถึงข้ำรำชส�ำนักและเหล่ำนำยทหำรรำชองครักษ์ ซึ่งแตกต่ำงกว่ำกำรประกำศหมำย
ไวท้ กุ ข์ครง้ั รำชกำรทคี่ รอบคลุมเฉพำะพระรำชวงศ์
จำกทีก่ ลำ่ วมำจำ� นวนวันในกำรไว้ทกุ ขส์ ัมพันธ์กบั ฐำนนั ดร พระรำชอิสรยิ ยศ ซ่ึงอำจรวม
เรยี กวำ่ “อำ� นำจ” รวมถงึ ควำมสมั พนั ธ์ทำงเครอื ญำตแิ ละสว่ นบคุ คล
๑5๘ เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
๖
ประกาศไวท้ กุ ข์ผรู้ ับราชการ
กำรไว้ทุกข์ผู้รับรำชกำรเป็นสิ่งท่ีเกิดขึ้นในครำวท่ีสมเด็จพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ เจ้ำฟ้ำ
มหำมำลำกรมพระยำบ�ำรำบปรปักษ์สิ้นพระชนม์ โดยให้ผู้รับรำชกำรไว้ทุกข์ ๗ วัน (ราชกิจจา
นุเบกษา ๒๔๒๙: ๑๘๒–๑๘๓) อย่ำงไรก็ตำม ในงำนพระศพคร้ังน้ีแม้ว่ำจะให้ผู้รับรำชกำรไว้ทุกข์
แต่ก็ยงั มกี ำรประกำศให้ไวท้ ุกข์ในพระรำชวงศพ์ ร้อมกันดว้ ย
สำ� หรบั จำ� นวนวนั ไวท้ กุ ขใ์ นรำชกำรสงู สดุ คอื ๑ เดอื น ดงั เหน็ ไดจ้ ำกในครำวสมเดจ็ พระบรม
โอรสำธริ ำชเจำ้ ฟำ้ มหำวชริ ณุ หศิ เสดจ็ สวรรคต (ราชกจิ จานเุ บกษา ๒๔๓๘: ๓๒๘) เพรำะอำจจะถอื วำ่
เปน็ องค์รชั ทำยำท และในครำวสมเด็จกรมพระยำสดุ ำรัตนประยูรเสด็จสวรรคต (ราชกิจจานุเบกษา
๒๔๔๐: ๒๒๐) ดว้ ยคงจะถือว่ำทรงดำ� รงพระเกียรตยิ ศพระรำชชนนพี นั ปีหลวง
นอกจำกนี้ ยังพบว่ำแบบแผนกำรไว้ทุกข์ผู้รับรำชกำรในงำนพระบรมศพสมเด็จพระบรม
โอรสำธิรำช เจ้ำฟ้ำมหำวชิรุณหิศคือ ข้ำรำชกำรท่ีตำมเสด็จแต่งตัวสวมเสื้อด�ำก�ำหนดไว้ทุกข์
ในรำชกำร ๑ เดือน (เจำ้ พระยำเทเวศรวงศววิ ฒั น ๒๕๐๐: ๒๕๔) ซึ่งกำรสวมเสื้อดำ� ตำมเสด็จถอื วำ่
นำ่ จะเปน็ ธรรมเนยี มใหมท่ ไี่ ดร้ บั อทิ ธพิ ลมำจำกตะวนั ตก เพรำะโดยปกตขิ ำ้ รำชกำรตอ้ งนงุ่ ขำวเสอื้ ขำว
ขนบทเี่ ปลย่ี นแปลงในชว่ งคณะราษฎร
หลังจำกปี พ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีกำรเปลี่ยนแปลงกำรปกครอง ซ่ึงมีผลกระทบต่อรำชส�ำนัก
หลำยประกำร เชน่ ระเบียบแบบแผนทำงรำชกำรมีกำรเปล่ยี นแปลง ดังนั้น กำรออกประกำศจึงมี
ข้อควำมที่เปล่ียนแปลง และพระรำชพิธีหลำยพระรำชพิธีได้ถูกยกเลิก ส่วนธรรมเนียมกำรไว้ทุกข์
แมจ้ ะไมถ่ ูกยกเลกิ แต่รำยละเอยี ดเกย่ี วกบั กำรไว้ทุกข์ของรำชสำ� นกั กม็ กี ำรเปล่ียนแปลงดังต่อไปนี้
ในครำวไว้ทุกข์ของพระเจ้ำอยู่หัวรัชกำลท่ี ๘ เสด็จสวรรคต กล่ำวคือ เม่ือพระเจ้ำอยู่หัว
รชั กำลท่ี ๘ เสดจ็ สวรรคตอยำ่ งปจั จบุ นั ทนั ดว่ น ถำ้ วำ่ ตำมระเบยี บแบบแผนครง้ั รชั กำลท่ี ๖ เสดจ็ สวรรคต
กำรประกำศหมำยไว้ทุกข์ท้ังแผ่นดินจะออกเป็นพระบรมรำชโองกำร แต่กำรประกำศในครำวน้ี
เป็นกำรประกำศของสำ� นกั นำยกรฐั มนตรี (ราชกิจจานเุ บกษา ๒๔๘๙: ๓) ทัง้ นี้เพรำะเปล่ียนมำเปน็
ระบอบกำรปกครองแบบใหม่
อย่ำงไรก็ตำม ในครำวงำนพระเมรุมำศพระเจ้ำอยู่หวั รชั กำลท่ี ๘ นน้ั จัดหลังจำกที่สวรรคต
ไปนำนมำก ดังน้ัน ทำงรัฐบำลจึงได้เรียนพระรำชปฏิบัติต่อคณะผู้ส�ำเร็จรำชกำรแทนพระองค์และ
ได้ผลมำว่ำ ให้ปฏิบัติตำมแถลงกำรณ์รัฐบำลท่ีได้ประกำศไป เม่ือครบปีให้ปลดทุกข์ได้ เว้นแต่
ผเู้ ขำ้ ถวำยบงั คมพระบรมศพหรอื เขำ้ ไปภำยในบรเิ วณพระทน่ี งั่ ดสุ ติ มหำปรำสำท (ราชกจิ จานเุ บกษา
๒๔๙๐: ๑๔๗๔-๑๔๗๕)
แม้ว่ำจะมีกำรเปลี่ยนแปลงกำรปกครองแล้วก็ตำม พระเกียรติยศของเจ้ำนำยที่เคยมำ
แต่เดิมได้ถูกลดทอนลงไป ดังเช่น เมื่อสมเด็จพระเจ้ำพี่ยำเธอ เจ้ำฟ้ำกรมหลวงลพบุรีรำเมศวร์
สิ้นพระชนม์กลับให้งดเมรุกลำงเมืองเสีย ส่วนกำรประกำศข่ำวส้ินพระชนม์ในราชกิจจานุเบกษา
ยงั คงมกี ำรประกำศอยจู่ นถงึ ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ คอื กำรประกำศขำ่ วกำรสนิ้ พระชนมข์ องพระเจำ้ วรวงศเ์ ธอ
กรมหมน่ื ภำณพุ งษพ์ ริ ยิ เดช เมอ่ื วนั ที่ ๒๒ สงิ หำคม พ.ศ. ๒๔๗๗ (ราชกจิ จานเุ บกษา ๒๔๗๗: ๑๖๐๖)
๑5๙เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
มจ.จงจติ รถนอม ดิศกุล ทรงเกบ็ พระอฐั ิ สมเด็จฯ กรมพระยำดำ� รงรำชำนุภำพ เมื่อวันที่ ๑๒ มนี ำคม พ.ศ. ๒๔๘๗
ซึง่ เป็นชว่ งทม่ี ีกำรประกำศระเบียบใหมเ่ กยี่ วกบั กำรไวท้ ุกข์ (ทม่ี ำ: กรมศลิ ปำกร ๒๕๒๙: ๘๖)
หลงั จำกนจี้ ะหยดุ ประกำศไป และไปเรมิ่ ตน้ ใหมอ่ กี ครงั้ เมอื่ พ.ศ. ๒๔๙๘ ครงั้ สมเดจ็ พระศรสี วรนิ ทริ ำ
บรมรำชเทวี พระพันวัสสำอัยยิกำเจ้ำเสด็จสวรรคต (ราชกิจจานุเบกษา ๒๔๙๙: ๑๒๔๒-๑๒๘๑)
สนั นษิ ฐำนวำ่ เหตทุ ห่ี ยดุ ประกำศไปนำ่ จะสมั พนั ธก์ บั กำรสละรำชสมบตั ขิ องพระเจำ้ อยหู่ วั รชั กำลท่ี ๗
ส่วนในเรื่องจ�ำนวนวันของกำรไว้ทุกข์นั้น ในรัฐบำลจอมพล ป. พิบูลสงครำม ได้ยกเลิก
พระรำชกฤษฎีกำในสมยั รัชกำลท่ี ๖ แลว้ ออกประกำศใหมเ่ รือ่ งระเบยี บกำรไว้ทุกข์ในพระรำชสำ� นกั
เม่อื วนั ท่ี ๑๘ กุมภำพนั ธ์ ๒๔๘๕ ซง่ึ มีเนอ้ื หำหลกั คอื กำรลดจ�ำนวนไว้ทกุ ข์ลงครงึ่ หน่งึ จำกพระรำช
กฤษฎีกำฉบับก่อน ซึง่ ไม่ทรำบเหตผุ ลทีแ่ น่ชดั แตค่ งเกีย่ วข้องกับกำรเมืองหรอื อยำ่ งใดอย่ำงหน่งึ
นอกจำกนี้ ในช่วงที่ จอมพล ป. พิบูลสงครำม เป็นนำยกรัฐมนตรีได้วำงแบบแผนของ
กำรแตง่ กำยไวท้ กุ ขข์ องบคุ คลทวั่ ไปดว้ ยเชน่ เดยี วกนั คอื เรอื่ งระเบยี บกำรแตง่ กำยไวท้ กุ ขใ์ นงำนศพ
ประกำศในราชกจิ จานุเบกษา เมือ่ วันที่ ๒๗ สงิ หำคม พ.ศ. ๒๔๘๔ หนำ้ ๕๘ ใหช้ ำยแตง่ ใสส่ ทู ขำว
ผูกไทดำ� มปี ลอกแขนทุกข์ ซึ่งถอื วำ่ เปน็ กำรวำงระเบียบเเบบเเผนท่ีไม่เคยมีมำกอ่ น และยงั อำจจะ
สะท้อนให้เห็นว่ำ ธรรมเนียมของกำรแต่งกำยไว้ทุกข์ของชำวบ้ำนท่ัวไปรวมถึงผู้มีอันจะกินก็คงจะ
หลำกหลำยไม่น่ำเคร่งครดั เทำ่ ไหร่
อำจกล่ำวได้ว่ำ แบบแผนกำรแต่งกำยไว้ทุกข์ของสังคมทุกวันนี้ก็เพ่ิงจะลงตัวกันสมัย
จอมพล ป. พบิ ลู สงครำม นเ้ี อง เพยี งเเตเ่ ปลย่ี นจำกสทู ขำวกำงเกงขำวมำเปน็ สทู ดำ� กำงเกงดำ� เเทน
การเปล่ียนแปลงในช่วงรฐั บาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรชั ต์
หลังจำกกำรขึ้นมำมีอ�ำนำจของจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์ พระรำชประเพณีรำชส�ำนัก
กไ็ ดร้ บั กำรรอ้ื ฟน้ื ใหม้ กี ำรประกอบพระรำชพธิ ใี หมอ่ กี ครงั้ เชน่ พระรำชพธิ จี รดพระนงั คลั แรกนำขวญั
และขบวนเรือพระพยุหยำตรำทำงชลมำรค ดังนั้น ขนบกับกำรไว้ทุกข์ก็ได้รับกำรปรับปรุงใหม่
อกี ครงั้ เชน่ กัน
๑๖๐ เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
๖
อยำ่ งไรกต็ ำม ในทนี่ จ้ี ะขอนำ� เสนอธรรมเนยี มขำ้ รำชกำรไวท้ กุ ขพ์ ระสงั ฆรำช เพรำะถอื เปน็
ธรรมเนยี มใหมท่ เี่ พง่ิ เกดิ ขนึ้ กลำ่ วคอื ในกรณสี มเดจ็ พระสงั ฆรำชสนิ้ พระชนม์ ในอดตี จะมกี ำรประกำศ
ให้ไว้ทุกข์ด้วยหรือไม่ ในกรณีนี้ผู้เขียนเห็นว่ำประชำชนท่ัวไปไม่มีกำรไว้ทุกข์กัน แต่คงท�ำเฉพำะ
บรรดำเหล่ำศิษย์วัดและกลุ่มบุคคลท่ีท่ำนเคยเป็นพระอุปัชฌำจำรย์ เพรำะประกำรแรก หลักฐำน
ในประกำศ ราชกจิ จานเุ บกษา ว่ำ ครงั้ สมเด็จพระสงั ฆรำช (สำ) สิ้นพระชนม์ พระบรมวงศท์ ่ีทรง
เป็นลูกศิษย์ของท่ำนหรือท่ำนเคยเป็นพระอุปัชฌำจำรย์ก็จะทรงผ้ำขำวไปงำนพระรำชทำนน้�ำอำบ
พระศพ แต่ไม่ปรำกฏว่ำมีกำรออกหมำยไวท้ ุกข์ เพ่ือให้ประชำชนไว้ทกุ ข์ตำมไปดว้ ย ประกำรท่สี อง
แมว้ ำ่ ในครำวงำนพระศพสมเดจ็ พระมหำสมณเจำ้ กรมพระยำปวเรศวรยิ ำลงกรณ์ ราชกจิ จานเุ บกษา
ออกหมำยประกำศไวท้ กุ ขแ์ ตเ่ ปน็ กำรไวท้ กุ ข์ หำกแตห่ มำยฉบบั ดงั กลำ่ วประกำศใหเ้ จำ้ นำยในรำชวงศ์
เปน็ ผไู้ ว้ทกุ ข์เทำ่ น้ัน
อยำ่ งไรกต็ ำม ตอ่ มำในครำวทสี่ มเดจ็ พระสงั ฆรำชเจำ้ กรมหลวงวชริ ญำณวงศส์ นิ้ พระชนม์
นำ่ จะเปน็ ครง้ั แรกทใ่ี หข้ ำ้ รำชกำรไวท้ กุ ข์ ๑๕ วนั ถวำยควำมอำลยั ดงั ปรำกฏในประกำศของคณะปฏวิ ตั ิ
ฉบับท่ี ๒๖ ลงในรำชกิจจำนุเบกษำ พ.ศ.๒๕๐๑ ดังน้ัน อำจกล่ำวได้ว่ำนับจำกหลังจำกท่ีสมเด็จ
พระสงั ฆรำชเจำ้ กรมหลวงวชริ ญำณวงศส์ นิ้ พระชนม์ จงึ ทำ� ใหส้ ำ� นกั นำยกรฐั มนตรมี อี อกประกำศให้
ขำ้ รำชกำร ลกู จำ้ ง พนกั งำนของสว่ นรำชกำร หนว่ ยงำนของรฐั และรฐั วสิ ำหกจิ ไวท้ กุ ข์ ทกุ ครงั้ ทสี่ มเดจ็
พระสงั ฆรำชสนิ้ พระชนม์
สรปุ
ในสมัยรัฐจำรีต นบั จำกกรงุ ศรอี ยธุ ยำถึงรัตนโกสนิ ทรต์ อนตน้ เจำ้ นำย ขำ้ รำชบรพิ ำร และ
ไพร่ จะมีธรรมเนียมกำรไว้ทุกข์ด้วยกำรแต่งกำยด้วยชุดสีขำว ยกเว้นผ้ำนุ่งท่ีจะมีกำรก�ำหนดสีสัน
แตกตำ่ งกนั ไปตำมฐำนนั ดรและตำ� แหนง่ แหง่ ทที่ ำงสงั คม นอกจำกนี้ ในอดตี ยงั มกี ำรโกนผมดว้ ยเพอ่ื
แสดงควำมอำลัย ต่อมำเมื่อสมัยรัชกำลที่ ๔-๕ เป็นต้นมำ เมื่อรำชส�ำนักสยำมได้รับอิทธิพลจำก
ตะวันตก ท�ำใหม้ กี ำรกำ� หนดสีเสื้อผ้ำในกำรแต่งกำยไว้ทกุ ข์ใหม่ สขี ำวไดถ้ กู ก�ำหนดใหใ้ ชก้ ับผตู้ ำย
ทมี่ ตี ำ� แหนง่ แหง่ ทที่ ำงสงั คมสงู กวำ่ ในขณะทส่ี ดี ำ� ถกู กำ� หนดใหใ้ ชใ้ นทำงตรงกนั ขำ้ ม ดว้ ยกำรทสี่ งั คม
กำ้ วสูร่ ฐั สมัยใหมท่ อี่ งิ กบั กำรทำ� งำนตำมเวลำมำกข้ึน ท�ำใหร้ ำชสำ� นักจ�ำเป็นตอ้ งกำ� หนดจ�ำนวนวัน
ในกำรไว้ทกุ ข์ท่ีแนน่ อน และยังสรำ้ งระเบยี บตำ่ งๆ ขน้ึ ผ่ำนเครื่องแบบและประกำศตำ่ งๆ
อย่ำงไรก็ตำม ภำยหลังกำรเปล่ยี นแปลงกำรปกครอง ๒๔๗๕ อ�ำนำจของสถำบันกษตั รยิ ์
ไดล้ ดลง ทำ� ใหง้ ำนพระเมรถุ กู ลดขนำดลง ไมก่ ย็ กเลกิ ไปสำ� หรบั เจำ้ นำยบำงพระองค์ ชดุ ไวท้ กุ ขส์ ดี ำ�
ท่ีเป็นชุดของผู้น้อยได้ถูกเลือกข้ึนมำเป็นสีมำตรฐำนของงำนศพแทน แต่จุดหักเหท่ีส�ำคัญท่ีท�ำให้
ขนบธรรมเนยี มประเพณใี นกำรไวท้ กุ ขท์ ง้ั ทอี่ ทุ ศิ ใหก้ บั เจำ้ และขยำยไปถงึ พระสงฆก์ ลบั มำคอื กำรกำ้ ว
ขึน้ มำมอี �ำนำจของจอมพลสฤษด์ิ ธนะรชั ต์
อำจกลำ่ วไดว้ ำ่ ธรรมเนยี มกำรไวท้ กุ ขไ์ ดม้ กี ำรปรบั เปลยี่ นอยเู่ สมอทงั้ นเ้ี พอ่ื ปรบั ใหท้ นั สมยั
เป็นสำกล และสะท้อนกำรรบั เอำวัฒนธรรมที่หลำกหลำยในสังคม หำกแตธ่ รรมเนยี มกำรไวท้ ุกข์ท่ี
ใชป้ ฏบิ ตั กิ ันในทุกวันนี้ แทท้ ่จี รงิ คือกฏระเบยี บแบบแผนทำงรำชกำรท่รี ำษฎรน�ำมำใชจ้ นกลำยเปน็
มำรยำททำงสังคมในทำ้ ยทสี่ ุด
๑๖๑เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
รายการอ้างองิ
กรมศิลปำกร. ๒๕๓๙. “จดหมำยเหตุโยสต์ สเคำเตน็ ,” ใน ประชมุ พงศาวดารฉบบั กาญจนาภิเษก เลม่ ๑.
กรุงเทพฯ: กรมศิลปำกร.
ขนุ ช้างขุนแผน, ๒๕๑๓. เล่ม ๒. กรงุ เทพฯ: แพร่พิทยำ.
จดหมายเหตุรชั กาลท่ี ๒ จ.ศ. ๑๑๗๑ – ๑๑๗๓. ๒๕๑๓. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์คุรุสภำ.
เจำ้ พระยำทพิ ำกรวงศ์ (ขำ� บนุ นำค). ๒๕๐๗. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔. กรงุ เทพฯ:
กรมศลิ ปำกร.
เจ้ำพระยำทิพำกรวงศ์ (ขำ� บนุ นำค). ๒๕๓๓. พระราชพงศาวดารกรงุ รัตนโกสินทร์ รชั กาลท่ี ๒. กรุงเทพฯ:
มลู นธิ ิพระบรมรำชำนุสรณ์ พระบำทสมเด็จพระพุทธเลศิ หลำ้ นภำลยั .
เจำ้ พระยำทพิ ำกรวงศ์ (ขำ� บุนนำค). ๒๕๓๘. พระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ รัชกาลที่ ๓. กรงุ เทพฯ:
กรมศิลปำกร.
เจ้ำพระยำทิพำกรวงศ์ (ข�ำ บุนนำค). ๒๕๓๙. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี ๑, ช�ำระ
โดย นฤมล ธีรวฒั น.์ กรุงเทพฯ: อมรินทร.์
เจ้ำพระยำทิพำกรวงศ์ (ข�ำ บุนนำค). ๒๕๔๘. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒, ช�ำระ
โดย นฤมล ธรี วัฒน.์ กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทร.์
เจ้ำพระยำเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว. หลำน กุญชร). ๒๕๐๐. ข้อราชการในกรมมหาดเล็ก. พระนคร:
โรงพมิ พ์กรมแผนทท่ี หำรบก.
เจำ้ พระยำสรุ ศกั ดมิ์ นตรี (เจมิ แสงชโู ต). ๒๕๑๕. “วำ่ ดว้ ยชำวปำ่ ตำ่ งๆ”, ใน ลทั ธธิ รรมเนยี มตา่ งๆ เลม่ ๑.
กรุงเทพฯ: คลงั วทิ ยำ.
เฉลิม ยงบญุ เกดิ . ๒๕๔๓. บันทึกวา่ ดว้ ยขนบธรรมเนียมประเพณขี องเจินละ. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม.
เดอ ลำ ลแู บร.์ ๒๕๔๘. จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์, แปลโดย สนั ต์ ท.โกมลบุตร. กรุงเทพฯ: ส�ำนกั พิมพ์
ศรปี ัญญำ.
นิโกลำส์ แชรวำส. ๒๕๕๐. ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม: ในแผ่นดิน
สมเด็จพระนารายณม์ หาราช, แปลโดย สันต์ ท.โกมลบตุ ร. กรงุ เทพฯ: ส�ำนักพิมพศ์ รีปัญญำ.
บรดั เลย,์ แดน บีช. ๒๕๓๖. หนังสือจดหมายเหตุ The Bangkok Recorder. กรุงเทพฯ: สำ� นักพระรำชวัง.
บญุ ชว่ ย ศรีสวสั สดิ.์ ๒๕๔๗. ๓๐ ชาติในเชียงราย. กรุงเทพฯ: ศยำม.
พงศำวดำรฮ่ันยุคหลัง. 後漢書.卷三十七.桓榮傳:「典獨棄官收斂歸葬,服喪三年,負土成墳,
為立祠堂,盡禮而去。
พระเจำ้ วรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จ้ำจุลจักรพงศ์. ๒๕๓๑. เกดิ วงั ปารสุ ก์ สมัยสมบูรณาญาสทิ ธิราชย.์ กรงุ เทพฯ:
อมรนิ ทร์ พรน้ิ ตง้ิ .
มูลนิธิโครงกำรต�ำรำสังคมศำสตร์และมนุษยศำสตร์. ๒๕๔๘. ประชุมประกาศรัชกาลท่ี ๔. กรุงเทพฯ :
มลู นธิ โิ ครงกำรต�ำรำสงั คมศำสตร์และมนษุ ยศำสตร.์
ยุกติ มุกดำวิจิตร. ๒๕๕๗. ประวัติศาสตร์ไทด�า: รากเหง้าวัฒนธรรม – สังคมไทย และเอเชียตะวันออก
เฉยี งใต้. กรุงเทพฯ: กระทรวงวฒั นธรรม.
ราชกจิ จานเุ บกษา. ๒๔๑๘. “กำรพระศพ,” เลม่ ๒ วนั อำทติ ย์ เดอื น ๖ ขน้ึ ๕ คำ่� จ.ศ.๑๒๓๗, น. ๒๘ – ๒๙.
๑๖๒ เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
๖
ราชกิจจานเุ บกษา. ๒๔๑๙ก. “วำ่ ดว้ ยกำรพระศพ,” เลม่ ๓ วนั อำทิตย์ เดอื น ๔ ขึ้น ๖ ค�ำ่ จ.ศ.๑๒๓๘,
น. ๓๘๑ – ๓๘๒.
ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๑๙ข. “กำรพระศพ,” เล่ม ๓ วันอำทิตย์ เดือน ๔ ข้ึน ๑๓ ค�่ำ จ.ศ.๑๒๓๘, น.
๓๘๘ – ๓๙๐.
ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๒๒ก. “ข่ำวรำชกำร,” เล่มท่ี ๖ วันอำทิตย์ เดือนเจ็ด ข้ึนห้ำค�่ำ จ.ศ.๑๒๔๑,
น. ๖๑ – ๖๒.
ราชกจิ จานเุ บกษา. ๒๔๒๒ข. “พระอำกำรพระบวรวงษเ์ ธอ พระองคเ์ จำ้ วไิ ลยทรงกลั ยำ,” เลม่ ท่ี ๑ วนั อำทติ ย์
เดือนยี่ แรมสิบเอด็ ค�ำ่ จ.ศ.๑๒๔๑, น. ๒๑ – ๒๓.
ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๒๙. “ประกำศกำรส้ินพระชนม์,” เล่มที่ ๓ เดือนสิบ ขึ้นแปดค่�ำ จ.ศ.๑๒๔๘,
น. ๑๘๒ – ๑๘๓.
ราชกิจจานเุ บกษา. ๒๔๒๙. “หมำยไว้ทุกข,์ ” เลม่ ๓ วนั อำทิตย์ เดือนสิบสอง แรมสบิ เอ็ดค�ำ่ จ.ศ.๑๒๔๘,
น. ๒๘๖.
ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๓๐ก. “ประกำศนุ่งขำว,” เล่มท่ี ๔ วันศุกร์ เดือนหก ข้ึนแปดค่�ำ จ.ศ.๑๒๔๙,
น. ๓๕.
ราชกจิ จานเุ บกษา. ๒๔๓๐ข. “กำ� หนดกำรไวท้ กุ ข,์ ” เลม่ ๔ วนั จนั ทร์ เดอื นเจด็ แรมแปดคำ�่ จ.ศ.๑๒๔๙ ,
น. ๘๑ – ๘๒.
ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๓๐ค. “หมำยไวท้ กุ ข,์ ” เลม่ ท่ี ๔ วนั พฤหสั บดี เดือนเกำ้ ข้นึ แปดค�่ำ จ.ศ.๑๒๔๙,
น. ๑๓๒ – ๑๓๓.
ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๓๖. “จ�ำนวนวันคิดส�ำเร็จส�ำหรับไว้ทุกข์ในกำรที่พระเจ้ำน้องนำงเธอ พระองค์
เจ้ำบรรจบเบญจำสิน้ พระชนม์,” เล่มที่ ๙ วนั ท่ี ๒๕ กันยำยน ร.ศ.๑๑๑, น. ๒๐๓ – ๒๐๔.
ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๓๘. “ประกำศสมเดจ็ พระบรมโอรสำธิรำชสวรรคต,” เล่มท่ี ๑๑ วนั ท่ี ๖ มกรำคม
ร.ศ.๑๑๓, น. ๓๒๘.
ราชกจิ จานเุ บกษา. ๒๔๔๐. “ขำ่ วสนิ้ พระชนม์,” เลม่ ท่ี ๑๓ วันท่ี ๒๒ สิงหำคม ร.ศ.๑๑๕, น. ๒๒๐.
ราชกจิ จานเุ บกษา. ๒๔๔๔. “ประกำศเรอ่ื งโกนผม,” เลม่ ท่ี ๑๑ วนั ท่ี ๒๔ กมุ ภำพนั ธ์ ร.ศ.๑๑๙, น. ๔๔๐.
ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๔๘. “กำ� หนดกำรไว้ทุกข์,” เลม่ ๒๑ วนั ที่ ๓๐ ตุลำคม ร.ศ.๑๒๓.
ราชกิจจานเุ บกษา. ๒๔๕๐. “ขำ่ วสิ้นพระชนม์,” เล่มที่ ๒๓ วันที่ ๒๓ กันยำยน ร.ศ.๑๒๕, น. ๖๔๖.
ราชกจิ จานเุ บกษา. ๒๔๖๒. “ประกำศ”, เล่มที่ ๓๖ วันท่ี ๒๐ ตลุ ำคม พ.ศ.๒๔๖๒, หนำ้ ๒๐๖๙.
ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๖๘. “ประกำศก�ำหนดกำรไว้ทุกข์ถวำยพระบำทสมเด็จพระรำมำธิบดีศรีสินทร
มหำวชริ ำวธุ พระมงกุฎเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั ,” เล่มท่ี ๔๒ วันที่ ๖ ธันวำคม พ.ศ.๒๔๖๘, น. ๒๗๑๐.
ราชกิจจานเุ บกษา. ๒๔๗๒. “ข่ำวส้ินพระชนม์” วันที่ ๒๙ กันยำยน พ.ศ.๒๔๗๒, น. ๒๑๔๓ – ๒๑๔๕.
ราชกจิ จานเุ บกษา. ๒๔๗๗. ขำ่ วสน้ิ พระชนม,์ เลม่ ๕๑, ตอน ๐ ง, ๒๖ สงิ หำคม พ.ศ.๒๔๗๗, น. ๑๖๐๖.
ราชกจิ จานุเบกษา. ๒๔๘๙. “แถลงกำรณร์ ัฐบำล,” ฉบบั พเิ ศษ เล่มที่ ๖๓, น. ๓.
ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๙๐. “เรื่องกำรไว้ทุกข์ถวำยพระบำทสมเด็จพระปรเมนทรมหำอำนันทมหิดล,”
เลม่ ท่ี ๖๔ วนั ท่ี ๑๐ มิถนุ ำยน พ.ศ.๒๔๙๐, น. ๑๔๗๔ – ๑๔๗๕.
ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๙๙. “หมำยก�ำหนดกำรถวำยพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีสวรินทิรำ
บรมรำชเทวี พระพนั วัสสำอยั ยกิ ำเจ้ำ,” เล่ม ๗๓ ตอนที่ ๓๓ ๑๗ เมษำยน พ.ศ.๒๔๙๙.
๑๖3เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
สมเดจ็ พระบรมโอรสำธริ ำชเจ้ำฟำ้ มหำวชริ ณุ หิศ. ๒๕๕๓. จดหมายเหตุรายวนั , ชำ� ระโดย รงุ่ โรจน์ ภริ มย์
อนกุ ูล. กรุงเทพฯ: ศักด์โิ สภำกำรพมิ พ.์
สมเด็จพระมหำวีวงศ์ (อ้วน ติสฺโส). ๒๕๑๕. “ประวัติชนชำติภูไท,” ใน ลัทธิธรรมเนียมต่างๆ เล่ม ๒.
กรงุ เทพฯ: คลังวทิ ยำ.
สมเดจ็ ฯ เจำ้ ฟำ้ กรมพระยำนรศิ รำนวุ ดั ตวิ งศ์ และ พระยำอนมุ ำนรำชธน. ๒๕๒๑ก. บนั ทกึ ความรเู้ รอื่ งตา่ งๆ
เลม่ ๓. กรงุ เทพฯ: ไทยวัฒนำพำณชิ .
สมเดจ็ ฯ เจำ้ ฟำ้ กรมพระยำนริศรำนวุ ดั ติวงศ์ และพระยำอนมุ ำนรำชธน. ๒๕๒๑ข. บนั ทึกความรูเ้ ร่อื งตา่ งๆ
เลม่ ๔. กรุงเทพฯ: ไทยวฒั นำพำณชิ .
สัมภำษณ์ ผศ.ดร. จริ พัฒน์ ประพนั ธวิทยำ เม่ือวันที่ ๖ กมุ ภำพนั ธุ์ พ.ศ.๒๕๖๐.
สำยไหม จบกลศกึ , บรรณำธกิ ำร. ๒๕๒๘. งานพระเมรมุ าศสมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร.์ กรงุ เทพฯ: กรมศลิ ปำกร.
ส�ำนักนำยกรัฐมนตรี. ๒๕๑๐. “จดหมำยเหตุกำรณ์พระศพสมเด็จพระรูปวัดพุทไธสวรรย์ กรุงเก่ำ,” ใน
ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑. กรุงเทพฯ: ส�ำนักนำยกรัฐมนตรี.
ส�ำนกั พระรำชวงั . ๒๕๓๙. หนังสือขา่ ว Court ข่าวราชการเจา้ นาย ๑๑ พระองค์ทรงชว่ ยกนั แตง่ เลม่ ๒.
กรุงเทพฯ: ส�ำนกั พระรำชวัง.
สเุ นตร ชุตินธรำนนท.์ ๒๕๓๗. พมา่ รบไทย. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม.
เสฐียรโกเศศ. ๒๕๓๙. ประเพณเี นือ่ งในการตาย. กรงุ เทพฯ: ศยำม.
Coedès, G. 1968. The Indianized States of Southeast Asia. Translated by S.B.Cowing.
Honolulu: The University Press of Hawaii.
Geertz, C. 1980. Negara: The Theatre State in Nineteenth-Century Bali. Princeton
University Press.
Pelliot, P. 1903. “Le Fou – nan”, in BEFEO, III, pp. 261-262.
Pelliot, P. 1951. Mémoires sur les Coutumes du Cambodge de Tcheou Ta–Kouan. Paris:
Librairie d’Amérique et d’Orient.
๑๖4 เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
ธรรมเนียมตะวนั ตก ๗
ในพระราชพิธพี ระบรมศพกษัตริย์สยาม
อาจารย์ วสนิ ทับวงษ์
สาขาวชิ าประวตั ิศาสตร์ คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั สงขลา
กำรก้ำวเข้ำสรู่ ฐั สมยั ใหม่นบั แตร่ ชั สมัยพระบำทสมเดจ็ พระจอมเกล้ำเจ้ำอยูห่ วั รัชกำลที่ ๔
เปน็ ตน้ มำ สง่ ผลทำ� ใหโ้ ลกทศั นข์ องชนชนั้ นำ� สยำมเกดิ กำรเปลยี่ นแปลงหลำยดำ้ นดว้ ยกนั หนงึ่ ในนนั้
คือ ธรรมเนียมในพระรำชพิธีพระบรมศพที่ได้รับอิทธิพลจำกตะวันตกเข้ำมำประยุกต์และปรับใช้
ท้ังนี้มีเป้ำหมำยเพื่อให้พระรำชพิธีเกิดควำมทันสมัย และมีควำมศิวิไลซ์ภำยใต้จำรีตประเพณีของ
สยำมแตด่ งั้ เดมิ ดว้ ย
เดมิ ทอี นิ เดยี และจนี คอื ศนู ยก์ ลำงของอำรยธรรมทชี่ นชนั้ นำ� สยำมตงั้ แตส่ มยั กรงุ ศรอี ยธุ ยำ
หรอื กอ่ นหนำ้ นน้ั ใชเ้ ป็นตน้ แบบท้งั ในแงข่ องรปู แบบและควำมเชอ่ื ในรัฐพิธตี ่ำงๆ จนกระทง่ั เมือ่ ชำติ
“ตะวนั ตก” (ในควำมหมำยกวำ้ ง) ได้เขำ้ มำมอี ทิ ธพิ ลในภมู ภิ ำคเมือ่ คริสต์ศตวรรษท่ี ๑๙ ดว้ ยกำรใช้
ลทั ธิลำ่ อำณำนคิ ม อังกฤษได้พิชติ อินเดยี พมำ่ และจีน ฝรัง่ เศสได้เขำ้ ยึดครองพ้ืนทอี่ นิ โดจีน ทำ� ให้
รำชส�ำนักสยำมมองว่ำ ตะวันตกได้กลำยเป็นแหล่งศูนย์กลำงทำงด้ำนควำมเจริญแห่งใหม่ (ธงชัย
วนิ ิจจะกูล ๒๕๔๖) ท้งั ในด้ำนวฒั นธรรม รสนิยม วิธีคิด กำรเมือง และเศรษฐกิจ
ด้วยเหตุน้ีเอง จะสังเกตได้ชัดว่ำนับตั้งแต่งำนพระบรมศพและพระเมรุของรัชกำลท่ี ๕
เป็นตน้ มำ ได้เกิดควำมเปลี่ยนแปลงข้นึ หลำยประกำรไม่วำ่ จะเป็นรูปแบบของพระเมรทุ แี่ ตกต่ำงไป
จำกโบรำณรำชประเพณีในสมยั รชั กำลท่ี ๔ โดยมีขนำดทเ่ี ลก็ ลง, กำรงดงำนมหรสพรน่ื เรงิ ในสมยั
รชั กำลท่ี ๖ เปน็ ตน้ (รำม วชริ ำวธุ ๒๕๕๗) อยำ่ งไรกด็ ี เนอ่ื งดว้ ยรำยละเอยี ดของธรรมเนยี มประเพณที มี่ ี
กำรปรบั เปลยี่ นเสรมิ แตง่ หลำยอยำ่ ง บทควำมนจ้ี งึ ขอคดั สรรเฉพำะบำงเรอื่ งทเี่ หน็ วำ่ มคี วำมนำ่ สนใจ
อันได้แก่ กำรเปิดโอกำสให้ประชำชนได้เข้ำเฝ้ำกรำบพระบรมศพ กำรแต่งกำยไว้ทุกข์ด้วยชุดด�ำ
กำรยงิ สลตุ ถวำยพระเกยี รตยิ ศ กระบวนแหอ่ ญั เชญิ พระบรมศพ และสดุ ทำ้ ยกำรสรำ้ งรำชรถปนื ใหญ่
รำงเกวยี น
๑๖5เสด็จสู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
“กราบถวายบงั คมพระบรมศพ”
ถึงแม้ว่ำ นับแต่ต้นรัตนโกสินทร์ในงำนพระเมรุของกษัตริย์ รำษฎรจะมีโอกำสได้ชมและ
ร่วมงำนมหรสพ แต่ก็ไมเ่ คยมโี อกำสไดก้ รำบถวำยบงั คมพระบรมศพ ณ พระท่นี งั่ ดสุ ติ มหำปรำสำท
ดังเช่นที่เห็นในปัจจุบัน ทั้งน้ีเป็นผลมำจำกกำรเปล่ียนแปลงทำงควำมคิดเก่ียวกับรัฐท่ีประชำชน
ได้กลำยเป็นส่วนหนึ่งของชำติ ประกอบกับองค์พระมหำกษัตริย์เองก็วำงตนให้ใกล้ชิดกับรำษฎร
มำกขน้ึ ทง้ั ในพน้ื ทสี่ ำธำรณะ และพระรำชพธิ ตี ำ่ งๆ ดว้ ยเหตนุ เ้ี อง จงึ ทำ� ใหร้ ำษฎรรสู้ กึ มคี วำมผกู พนั
กับกษัตริย์แตกต่ำงไปจำกในสมัยรฐั จำรตี ดงั เห็นไดจ้ ำกเม่ือรัชกำลท่ี ๕ เสดจ็ สวรรคต “...ราษฎร
ทั้งหลายไม่เลือกว่าช้ันใด ชาติใด เมื่อได้ทราบข่าวว่า สมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จ
พระปรมนิ ทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัวเสดจ็ สวรรคตเสียแลว้ ต่างพากันโศกเศร้า
โศกาอาดูรด้วยความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จนถึงเวลาเม่ือเชิญพระบรมศพมาสู่
พระบรมมหาราชวังก็ยังอุตส่าห์พากันมาร�่าร้องไห้เสียงเซ็งแซ่ตลอดสองข้างทาง บางหมู่ก็พากัน
เดินตามพระบรมศพมาจนถึงพระบรมมหาราชวัง เจ้าพนักงานจะห้ามปรามสักเท่าใดๆ ก็ไม่ฟัง”
(ย้มิ ปณั ฑยำงกรู ๒๕๓๕: ๖๓-๖๔)
นอกจำกน้ี ถ้ำหำกย้อนกลับไปอ่ำนวรรณกรรมเก่ำๆ เช่น อิเหนา กลุ่มคนท่ีโศกเศร้ำ
เสียใจน้ันจะเป็นเฉพำะข้ำรำชบริพำรและพระญำติของกษัตริย์เท่ำนั้น และรำษฎรสำมำรถอยู่ได้
ในพืน้ ที่ท่จี ัดงำนมหรสพเท่ำน้นั ในสว่ นของมณฑลพิธนี ้นั ไม่สำมำรถเข้ำร่วมได้ ทั้งหมดน้ี แตกตำ่ ง
จำกภำพท่ีเห็นจำกงำนพระบรมศพสมัยรัชกำลท่ี ๕ ตำมข้อควำมข้ำงต้นน้ี ไม่ว่ำอย่ำงไรก็ตำม
ดว้ ยบรรยำกำศทรี่ ำษฎรพำกนั รำ�่ ไห้ และดว้ ยสำ� นกึ ของชนชน้ั นำ� สยำมทม่ี ตี อ่ รำษฎรทเ่ี ปลยี่ นแปลงไป
ท�ำให้พระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอยู่หัว รัชกำลที่ ๖ มีพระมหำกรุณำเปิดโอกำสให้รำษฎร
ได้เข้ำถวำยบังคมพระบรมศพ โดยพระรำชทำนพระบรมรำชวโรกำสเพยี งเดือนละไมก่ ่ีวัน แตก่ น็ ับ
เป็นคร้ังแรกที่สำมัญชนได้มีส่วนร่วมกรำบพระบรมศพถึงในพระบรมมหำรำชวัง ซ่ึงไม่เคยปรำกฏ
มำก่อนในรชั กำลก่อนหนำ้ น้ี ดงั ควำมวำ่
“[รัชกาลท่ี ๖]...ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศมาว่า ถ้าราษฎร
ท้ังหลายไม่เลือกว่าชั้นใด ชาติใด ภาษาใด ชายหรือหญิง แม้มีความประสงค์จะมา
แสดงความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทกราบถวายบังคมพระบรมศพ
ณ พระที่นงั่ ดสุ ิตมหาปราสาท ก็ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ใหเ้ ขา้ มาได้เดือนละคร้งั
ตามกา� หนดวนั เวลาดังนี้ คอื วนั ที่ ๑ วนั ท่ี ๒ วันที่ ๓ วันที่ ๔ วนั ท่ี ๕ เดอื นพฤศจกิ ายน
ตรงกบั วนั อังคาร แรม ๑๔ คา่� เดอื น ๑๑ วนั พุธ ขน้ึ ๑ คา่� เดอื น ๑๒ วันพฤหัสบดี
ข้นึ ๒ คา�่ เดือน ๑๒ วนั ศุกร์ ขน้ึ ๓ ค�า่ เดือน ๑๒ วันเสาร์ ข้นึ ๔ ค�า่ เดอื น ๑๒
ต้ังแตเ่ วลาบา่ ยโมงไปจนถงึ เวลาบ่าย ๕ โมงคร่ึง ส่วนเดอื นธันวาคมแลเดือนตอ่ ๆ ไป
กค็ งมกี �าหนดวนั ที่ ๑ ท่ี ๒ ท่ี ๓ ท่ี ๔ ที่ ๕ เวลาเดยี วกนั จนกว่าจะได้ถวายพระเพลงิ ...”
(ยม้ิ ปัณฑยำงกูร ๒๕๓๕: ๖๔)
๑๖๖ เสด็จสูแ่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
๗
รำษฎรแต่งขำวไว้ทกุ ข์ เขำ้ ถวำยบงั คมพระบรมศพพระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอย่หู วั
ดำ้ นหนำ้ พระท่นี ่ังดุสติ มหำปรำสำท (ท่มี ำ: นนทพร อยูม่ ั่งมี และธชั ชัย ยอดพชิ ยั ๒๕๕๑: ๗๘)
แตง่ ดา� ไวท้ ุกข์ อทิ ธิพลพระนางเจ้าวกิ ตอเรีย
ในอดีตเมื่อพระมหำกษัตริย์สวรรคต รำชส�ำนักจะออกประกำศให้รำษฎรท้ังชำยและ
หญิงโกนผมทุกคน ยกเว้นไว้แต่ชำวต่ำงชำติ พรำหมณ์ นักบวชต่ำงศำสนำ และชำวป่ำชำวเขำ
อยำ่ งไรก็ดี ธรรมเนยี มนไ้ี ด้ยกเลกิ เสียอนั เน่อื งมำจำก “[รัชกำลท่ี ๕] ได้ทรงมีพระรำชด�ำรัสสง่ั ไวว้ ำ่
กำรไว้ทุกข์ดังเช่นที่กล่ำวมำแล้วนั้นย่อมเป็นเคร่ืองเดือดร้อนอยู่เป็นอันมำก ให้ยกเลิกเสียทีเดียว”
(ยม้ิ ปณั ฑยำงกูร ๒๕๓๕: ๖๓)
ในงำนพระบรมศพรชั กำลท่ี ๕ จะสงั เกตไดช้ ดั วำ่ ชดุ ไวท้ กุ ขด์ งั้ เดมิ ของสยำมคอื เครอื่ งนงุ่ หม่
สีขำว ในขณะที่ของชำวต่ำงชำติคือชุดสีด�ำ ดังปรำกฏในจดหมำยเหตุ ควำมว่ำ “…แต่ผู้ที่จะมา
กราบถวายบังคมพระบรมศพนั้น ควรแต่งตัวให้เรียบร้อยอย่างธรรมเนียมไว้ทุกข์ คือผู้ชายนุ่งขาว
สวมเส้ือขาว ผู้หญิงนุ่งขาว สวมเสื้อขาว ห่มขาว ถ้าเป็นชาติท่ีมีธรรมเนียมไว้ทุกข์ด�า ก็แต่งกาย
ตามลทั ธแิ หง่ ตนๆ และถ้าจะมดี อกไมธ้ ูปเทยี น หรือพวงมาลยั มากระทา� สักการบูชาด้วยกย็ ิง่ ดี จะมี
เจ้าพนกั งานคอยเป็นธุระจัดการให้ผทู้ ี่มานัน้ ได้กราบถวายบังคมพระบรมศพตามความปรารถนา”
(ยิ้ม ปัณฑยำงกูร ๒๕๓๕: ๖๔) อำจกล่ำวได้ว่ำ กำรก�ำหนดให้แต่งชุดสีใดสีหน่ึงน้ันสัมพันธ์กับ
เรอื่ งกำรจดั ระเบยี บของรำชสำ� นกั โดยมเี ปำ้ หมำยหลกั เพอ่ื ใหเ้ กดิ ควำมเรยี บรอ้ ย อยำ่ งไรกต็ ำม ขอ้ มลู
ขำ้ งต้นกแ็ สดงให้เรำเหน็ ชัดว่ำ กำรแตง่ กำยไปงำนศพด้วยชดุ สีด�ำเป็นธรรมเนียมของคนชำติอื่น
๑๖๗เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
สมเดจ็ พระรำชินนี ำถวกิ ตอเรียในฉลองพระองค์ไวท้ กุ ขส์ ดี �ำ (Source: The Royal
Collection: Queen Victoria (1819-1901) as Empress of India, 1876)
ควำมจรงิ ธรรมเนยี มกำรแตง่ ชดุ ดำ� คงเรม่ิ ต้นต้ังแต่รชั กำลที่ ๔ โดยในงำนพระเมรสุ มเดจ็
พระเจ้ำลูกเธอเจ้ำฟ้ำจันทรมณฑลโสภณภควดี เม่ือ พ.ศ.๒๔๐๖ รัชกำลท่ี ๔ ได้ทรงโปรดให้
พระบรมวงศำนุวงศ์และข้ำทูลละอองธุลีพระบำท นุ่งผ้ำด�ำไว้ทุกข์ กำรไว้ทุกข์ด้วยชุดสีด�ำน้ีสมเด็จ
พระเจำ้ บรมวงศ์เธอ เจ้ำฟำ้ กรมพระยำนริศรำนุวัดติวงศ์ ทรงมพี ระวินิจฉยั ไวอ้ ย่ำงชดั เจนใน สาส์น
สมเด็จ ตอนหนึ่งวำ่ “ธรรมเนยี มการไวท้ กุ ข์เราเอาตามอยา่ งตา่ งประเทศมาทัง้ น้นั ของเราเองไมม่ ”ี
(สมเดจ็ ฯ เจำ้ ฟำ้ กรมพระยำนรศิ รำนวุ ดั ตวิ งศ์ ๒๕๕๑: ๙๐) หมำยควำมวำ่ พระองคเ์ ชอื่ วำ่ กำรแตง่ กำย
ไว้ทกุ ขท์ ้ังชดุ สีด�ำและอำจรวมถงึ สขี ำวเป็นธรรมเนยี มท่ีสยำมรับมำจำกชำตอิ ื่น
โดยทั่วไปเช่ือกันว่ำ กำรแต่งกำยไปงำนศพและไว้ทุกข์ด้วยชุดสีด�ำน้ัน ไทยได้รับมำจำก
อังกฤษ กล่ำวคือ พระรำชนิ ีนำถวิกตอเรยี ไดท้ รงสูญเสียพระสวำมีคอื เจำ้ ชำยอัลเบิร์ตใน ค.ศ.๑๘๖๑
ซ่ึงยังควำมเศร้ำโศกเสียใจกับพระนำงเป็นอย่ำงมำก ท�ำให้พระนำงทรงฉลองพระองค์ไว้ทุกข์
(mourning attire) ด้วยชดุ สดี ำ� ตลอดพระชนม์ชีพตอ่ มำอีก ๔๐ ปี ในชว่ งปลำยของยคุ วกิ ตอเรยี น
(Victorian Era) ธรรมเนียมกำรใช้สีด�ำในงำนศพและกำรไว้ทุกข์นั้นได้รับกำรจัดกำรปฏิบัติ
อย่ำงเคร่งครัด ตัวอย่ำงเช่น คัมภีร์ไบเบิลก็ต้องหุ้มด้วยปกหนังสีด�ำ ผ้ำเช็ดหน้ำจะต้องมีขอบสีด�ำ
เสอ้ื ผำ้ ของเดก็ ทมี่ กั มสี สี นั หรอื เปน็ ชดุ ขำวกจ็ ะตอ้ งผกู ดว้ ยรบิ บนิ้ สดี ำ� บรเิ วณตน้ แขน ถำ้ เปน็ หญงิ มำ่ ย
(หมำ้ ย) จะสวมหมวกปีกกว้ำงสีด�ำเปน็ เวลำ ๙ เดือน และคำดหวังให้พวกเธอตอ้ งใส่ชดุ ด�ำต่อไปอีก
๔ ปีหลงั จำกสำมเี สียชวี ิต เป็นตน้
๑๖๘ เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
ภำยหลังจำกยุคสมัยของพระรำชินีนำถวิกตอเรียแล้ว ในรัชสมัยของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ด ๗
(King Edward VII, ๑๙๐๑-๑๙๑๐) ตรงกับรชั กำลที่ ๕ ผู้คนในองั กฤษกย็ ังคงถอื ธรรมเนยี มปฏิบตั ิ
ในกำรแต่งกำยชุดด�ำและไว้ทุกข์ในงำนศพเช่นเดิมแต่ก็มีแนวโน้มในกำรลดควำมเคร่งครัดลง และ
โดยเฉพำะเมอ่ื สมยั สงครำมโลกครงั้ ท่ี ๑ ทำ� ใหม้ หี ญงิ มำ่ ยจำ� นวนมำกเพรำะสญู เสยี สำมไี ปในสงครำม
พวกเธอพยำยำมทีจ่ ะแตง่ ชดุ ด�ำแต่ไมส่ ำมำรถปฏบิ ตั ิไดโ้ ดยตลอด เพรำะแฟชั่นกำรแต่งกำยในช่วง
เวลำน้ันเน้นชุดล�ำลองมำกข้ึน และไม่สะดวกต่อกำรท�ำงำนส่งผลท�ำให้แฟชั่นกำรแต่งกำยชุดด�ำ
เปลย่ี นแปลงเชน่ ใสเ่ สอ้ื ผำ้ พอเปน็ สญั ลกั ษณ์ งดกำรใสห่ มวกไวท้ กุ ข์ เปน็ ตน้ (Bedikian 2008: 35)
ประเดน็ หนงึ่ ทน่ี ำ่ สนใจทำงวชิ ำกำรดว้ ยกค็ อื ผลจำกกำรแตง่ ชดุ ดำ� ไวท้ กุ ขข์ องพระรำชนิ นี ำถ
วิกตอเรียท�ำให้เกิดค่ำนิยมขึ้นในหมู่ชนช้ันล่ำงลงมำด้วยไม่ว่ำจะเป็นชนชั้นกลำง (middle-class)
ท่ีเกิดกำรขยำยตัวอย่ำงมำก เพรำะในเวลำนั้นเสื้อผ้ำได้ถูกผลิตขึ้นด้วยระบบโรงงำนอุตสำหกรรม
ทำ� ใหส้ ำมำรถซอ้ื หำชดุ ไดง้ ำ่ ยขนึ้ เพรำะรำคำไมแ่ พง และเลยี นอยำ่ งชนชนั้ สงู ไดโ้ ดยสะดวก ในขณะที่
ชนช้ันล่ำงยังไม่มีก�ำลังซ้ือชุดด�ำได้มำกพอท�ำให้บำงท่ีเกิดกำรก่อตั้งสมำคมเก่ียวกับงำนศพข้ึนเช่น
สมำคมที่มีช่ือว่ำ Burial and Friendly Societies เพ่ือให้สมำชิกสำมำรถท่ีจะหยิบยืมชุดและ
เครือ่ งประดับท่ตี อ้ งใช้ในงำนศพได้ (Bedikian 2008: 40-41) ท้งั หมดนีส้ ่งผลทำ� ใหก้ ำรแต่งกำยชดุ
สดี �ำไดถ้ ูกยดึ ถอื เปน็ แบบอย่ำงในกำรไปงำนศพและไวท้ กุ ข์ใหก้ บั คนรกั ถอื เป็นชุดทำงกำร และไม่
นำนนักธรรมเนียมกำรแต่งกำยงำนศพด้วยชุดสีด�ำน้ีได้แพร่หลำยไปยังภำคพ้ืนทวีปของยุโรป
อเมรกิ ำ และออสเตรเลยี ดว้ ย จนอำจกลำ่ วไดว้ ำ่ องั กฤษไดเ้ ปน็ ตน้ กำ� เนดิ ของธรรมเนยี มกำรแตง่ กำย
ไวท้ ุกข์ (cult of mourning) ซ่ึงมเี ป้ำหมำยเพอ่ื รำ� ลึกถึงคนรัก
ย้อนกลับมำท่ีสยำม ภำยหลงั จำกรัชกำลที่ ๕ เสดจ็ สวรรคต สมเดจ็ พระศรพี ชั รนิ ทรำบรม
รำชนิ นี ำถ พระบรมรำชชนนพี นั ปหี ลวง กไ็ ดท้ รงแตง่ กำยไวท้ กุ ขด์ ว้ ยชดุ ดำ� อยเู่ สมอ ดงั เชน่ ทปี่ รำกฏ
ใน เกิดวังปารุสก์ พระนิพนธ์ในพระเจ้ำวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ำจุลจักรพงษ์ “....ในสมัยท่ีข้าพเจ้า
เป็นเด็กและได้เข้าเฝ้าท่านเกือบทุกๆ วัน เป็นสมัยที่ท่านไว้ทุกข์ทูลกระหม่อมปู่ และเมื่อเสด็จไป
งานมงคล เช่น เฉลิมพระชนมพรรษาทูลกระหม่อมลุง ท่านก็ยังทรงด�าอยู่ดี แต่คนอ่ืนๆแต่งด�า
เมอ่ื ไมม่ ที กุ ข์ให้ใครแลว้ ข้าพเจ้าจา� ไดว้ า่ ยา่ ทรงกริว้ จนท่านถูกคนอืน่ เขาหาว่า ทา่ นอยากจะเป็น
แมห่ มา้ ยของพระจลุ จอมเกลา้ เสยี แตพ่ ระองคเ์ ดยี ว อยา่ งไรกด็ ี ทา่ นทรงดา� อยเู่ ปน็ นติ ย์ และเกอื บจะ
ไม่ทรงประดบั เคร่อื งเพชรเลย...” (พระองคเ์ จำ้ จลุ จักรพงษ์ ๒๕๕๒: ๕๒)
ในหนงั สอื เกดิ วงั ปารสุ ก์ ยงั เลำ่ ตอ่ ไปอกี วำ่ ในพระรำชพธิ พี ระบรมศพสมเดจ็ พระศรพี ชั รนิ ทรำ
บรมรำชินีนำถ พระบรมรำชชนนพี ันปหี ลวง เม่ือ พ.ศ.๒๔๖๒ นน้ั “พระบรมศพทรงด�าอยา่ งที่ทา่ น
ไดท้ รงไวท้ ุกข์ทลู หมอ่ มปู่เรื่อยๆ มา เขาคลุมพระพกั ตร์ดว้ ยแพรดา� บาง เมอ่ื วางพระบรมศพลงบน
พระแท่น จึงเลิกผ้าคลุมพระพักตร์ออก ดูย่าเหมือนบรรทมหลับอยู่ แต่ดูทรงงามกว่าธรรมดาอีก”
(พระองคเ์ จ้ำจลุ จักรพงษ์ ๒๕๕๒: ๑๓๙)
อยำ่ งไรกต็ ำม ในสงั คมสยำม สีชุดในงำนศพยงั สัมพันธก์ บั เร่อื งล�ำดับศกั ดแ์ิ ละอำยุอกี ด้วย
โดยมีหลกั กำรง่ำยๆ คอื หำกผู้วำยชนม์เปน็ ผเู้ ยำวแ์ ละมีศกั ดิ์นอ้ ยกว่ำ ผใู้ หญห่ รอื ผเู้ ปน็ ญำติเม่ือไป
ร่วมพธิ ศี พจำ� ต้องแต่งชดุ ดำ� หำกผู้วำยชนมเ์ ปน็ ผู้สูงวัยและมศี กั ด์ิสงู กว่ำ ผนู้ ้อยจะตอ้ งแต่งชุดขำว
๑๖๙เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
ดังเห็นได้จำกในขณะท่ีพระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอยู่หัว ถึงแม้จะเป็นพระมหำกษัตริย์
แต่ก็ทรงตระหนกั ในพระสถำนะว่ำทรงเป็นพระรำชโอรส ดังน้นั จึงทรงฉลองพระองคส์ ขี ำวทุกครง้ั
ทเี่ สดจ็ บำ� เพญ็ พระรำชกศุ ลถวำยพระบรมศพสมเดจ็ พระศรพี ชั รนิ ทรำบรมรำชนิ นี ำถพระพนั ปหี ลวง
ดงั หลกั ฐำนวำ่ “นบั ตงั้ แตว่ นั นน้ั กม็ กี ารทา� บญุ ทกุ ๆ ๗ วนั มที า� บญุ ๕๐ วนั และ ๑๐๐ วนั ตามธรรมดา
ทูลหมอ่ มลงุ เสด็จทุกครง้ั และแม้ตามหมายกรมวังจะบ่งวา่ ตอ้ งแต่งครงึ่ ยศหรือเตม็ ยศ ทลู หม่อมลงุ
ทรงผ้าขาวในฐานะเปน็ ลูกทกุ ๆ คราว” (พระองคเ์ จ้ำจุลจกั รพงษ์ ๒๕๕๒: ๑๔๐) อยำ่ งไรกด็ ี ในครำว
เกบ็ พระอฐั สิ มเดจ็ พระอนชุ ำธริ ำช เจำ้ ฟำ้ จกั รพงษภ์ วู นำถฯ รชั กำลที่ ๖ ทรงฉลองพระองคด์ ำ� ลว้ น ทงั้ นี้
เพรำะทรงเปน็ พระเชษฐำรว่ มพระบรมชนกชนนเี ดยี วกนั ดงั เหน็ ไดจ้ ำกในหนงั สอื เกดิ วงั ปารสุ ก์ ได้
บนั ทึกไวว้ ่ำ “ในวนั รุง่ ข้นึ เมอ่ื เกบ็ พระอฐั ิ แทนทีจ่ ะทรงเครอ่ื งทหาร ทูลหมอ่ มลุงทรงแสดงพระองค์
วา่ เปน็ ญาตสิ นทิ โดยทรงดา� ลว้ น เชน่ เดยี วกบั ทพี่ ระองคท์ า่ นไดท้ รงขาวลว้ นเมอ่ื วนั เกบ็ พระบรมอฐั ยิ า่ ”
(พระองค์เจ้ำจุลจักรพงษ์ ๒๕๕๒: ๑๕๑) ดังน้ัน กำรแต่งพระองค์ของพระมหำกษัตริย์จึงขึ้นอยู่กับ
พระรำชประสงคส์ ว่ นพระองค์ โดยทรงคำ� นงึ ถงึ สำยสมั พนั ธร์ ะหวำ่ งพระองคก์ บั พระบรมรำชบพุ กำรี
และล�ำดับศักดขิ์ องเครอื ญำติ
หน้ำท่ีในกำรควบคุมเร่ืองกำรแต่งชุดในงำนพระบรมศพหรือพระศพในหมู่เจ้ำนำย
เชอื้ พระวงศท์ จ่ี ะเสดจ็ ไปในงำนพระเมรนุ บั ตง้ั แตร่ ชั กำลที่ ๖ นนั้ จะถกู ควบคมุ โดยเสนำบดกี ระทรวงวงั
อยำ่ งเครง่ ครดั เพรำะถอื เปน็ กำรเคำรพและใหเ้ กยี รตผิ วู้ ำยชนม์ ดงั ทพ่ี ระเจำ้ วรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จำ้
จุลจักรพงษ์ทรงบันทึกไว้โดยละเอียดในงำนพระศพพระบิดำควำมว่ำ “ข้าพเจ้าอดเล่าไม่ได้ถึง
เจา้ พระยาธรรมาฯ ผซู้ ง่ึ เปน็ ผคู้ วบคมุ พระราชวงศอ์ ยา่ งสมหนา้ ทขี่ องทา่ น ผเู้ ปน็ เสนาบดกี ระทรวงวงั
ใครทที่ า่ นควรจะเคารพอยา่ งสงู ทา่ นกท็ า� ใครทต่ี อ้ งเอด็ เอาบา้ ง ทา่ นกเ็ อด็ เมอื่ วนั พระเมรพุ อ่ มหี มอ่ มเจา้
หรอื พระองคเ์ จา้ วงั หนา้ แกๆ่ สองสามองค์ เสดจ็ มาโดยแตง่ ดา� เจา้ คณุ ธรรมาฯ เขา้ ไปหาและวา่ “นอ่ี ะไร
ทา� ไมถึงทรงแตง่ ด�ามาวนั น”้ี พระองค์หนึ่งตอบวา่ “กระผมเป็นพ”ี่ เจ้าคณุ ธรรมาฯ “เปน็ พ่เี ปน็ น้อง
ทา่ นไดอ้ ยา่ งไร ทา่ นเปน็ เจา้ ฟา้ เจา้ ฝน” สองสามองคน์ น้ั ตอ้ งเสดจ็ กลบั ไปเปลย่ี นเครอ่ื งแตง่ พระองค”์
(พระองค์เจ้ำจุลจกั รพงษ์ ๒๕๕๒: ๑๕๑)
นอกจำกน้ีแลว้ นบั ต้งั แตส่ มยั รชั กำลท่ี ๕ เม่อื ไดม้ กี ำ� หนดเครอื่ งแบบข้ำรำชกำรข้นึ ท�ำให้
เครอื่ งแบบถอื เปน็ ชดุ สภุ ำพแบบหนงึ่ ดงั นนั้ จงึ ไดห้ ยบิ ยมื ธรรมเนยี มจำกยโุ รปมำใชด้ ว้ ยกำรนำ� ผำ้ ดำ�
พันแขนเป็นปลอก ซ่ึงในเอกสำรเก่ำจะเรียกว่ำ “พันผ้ำด�ำทุกข์” หรือ “พันแขนด�ำ” อย่ำงไรก็ดี
ถึงจะรับธรรมเนียมมำจำกตะวันตก แต่ก็มีกำรเลือกใช้เพียงบำงส่วน เพรำะปกติกำรไว้ทุกข์ของ
ชำวยุโรปแบบครบเครื่องจะต้องมีกำรใช้ผ้ำพันคอสีด�ำติดปลอกแขนด�ำด้วย ถ้ำเป็นไว้ “ทุกข์รอง”
จะผูกผ้ำพันคอหรือผูกโบด�ำ ไม่ติดปลอกแขนเท่ำนั้น ดังน้ัน ในงำนพระบรมศพของรัชกำลท่ี ๕
จะพบว่ำ “สมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว [รชั กาลท่ี ๖] ทรงเครอ่ื งเตม็ ยศทหารมหาดเล็ก ทรงพันผา้ ด�าทกุ ข์
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทรงพระราชด�าเนินตามกระบวนพระบรมศพต่อท้ายเคร่ืองสูง มีนายทหาร
เชญิ ธงบรมราชธวชั ตามเสดจ็ ตอ่ มาพระบรมวงศานวุ งศท์ รงเครอื่ งเตม็ ยศบา้ ง ทรงเครอื่ งผา้ ขาวบา้ ง
ประดับเครือ่ งราชอสิ ริยาภรณ์ตามพระบรมศพ ทหารมหาดเล็กเดนิ แซงขา้ งละ ๒ แถว ต่อพระบรม
วงศานวุ งศ์ ในระหว่างกลาง พนกั งานกรมม้า จงู มา้ พระทนี่ ั่ง ๔ ม้า แล้วถงึ ข้าทูลละอองธลุ ีพระบาท
ฝ่ายทหารฝา่ ยพลเรอื น แตง่ เต็มยศพันแขนดา� ...” (ยมิ้ ปณั ฑยำงกูร ๒๕๓๕: ๖๒)
๑๗๐ เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
๗
สมเด็จพระนำงเจ้ำเสำวภำผ่องศรี พระบรมรำชินีนำถ (ประทับนั่งบนพระเก้ำอ้ี)
แวดลอ้ มดว้ ยพระรำชโอรสและพระรำชนดั ดำในฉลองพระองคไ์ วท้ กุ ขง์ ำนพระบรมศพ
พระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั (ทมี่ ำ : พระองคเ์ จำ้ จลุ จกั รพงษ์ ๒๕๕๔: ๖๔)
นอกจำกกำรพนั แขนด�ำแล้ว ธรรมเนยี มเดิมยังมกี ำรน�ำผ้ำมำพันหมุ้ เหรยี ญตรำประดบั ยศ
บนเครื่องแบบข้ำรำชกำรอีกด้วย ดังเห็นได้จำกในครำวไว้ทุกข์ให้กับสมเด็จฯ กรมพระยำด�ำรง
รำชำนุภำพน้ัน ในบันทึกของหม่อมเจ้ำหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดำซ่ึงทรงไว้ในสารคดีน่ารู้
ควำมตอนหนึ่งว่ำ หม่อมเจิม ดิศกุล ทูลเชิญท่ำนให้ไปช่วยหุ้มตรำฯ ซึ่งจะต้องใช้ประดับในฉลอง
พระองค์เครื่องแบบรำชกำรควำมว่ำ “หม่อมเจิมแม่เลี้ยงข้าพเจ้าวิ่งขึ้นบันไดมาตะโกนเรียกว่า
“ทา่ นหญงิ คะ ลงมาชว่ ย กนั หมุ้ ตราของเดจ็ พอ่ เรว็ หมอ่ มฉนั ทา� ไมท่ นั ดอกคนเดยี ว” ขา้ พเจา้ ลมื เจบ็
วิ่งลงบันไดตามไปช่วยเย็บผ้าย่นพันทุกข์หุ้มทั้งเหรียญท้ังตราทุกๆ ดวง ในเวลาก�าลังท�าเครื่อง
เต็มยศใหญอ่ ย่นู นั้ มพี วกขา้ ราชการไปมาเฝา้ เสดจ็ พ่ออย่ตู ลอดเวลา” (หม่อมเจ้ำพนู พิศมัย ดศิ กลุ
๒๕๑๘ : ๑๒๕)
เผำ่ ทอง ทองเจอื ใหค้ วำมเหน็ วำ่ กำรไวท้ กุ ขถ์ วำยพระบำทสมเดจ็ พระเจำ้ อยหู่ วั ในพระบรมโกศ
ที่ผ่ำนมำในอดีตจะเรียกว่ำ “กำรเข้ำทุกข์ใหญ่” โดยปกติแล้ว กำรแต่งกำยทรงเครื่องเต็มยศของ
เจ้ำนำยท่ีเข้ำร่วมในพระรำชพิธีพระบรมศพจะต้องใช้ผ้ำโปร่ง หรือบำงครั้งเรียกว่ำผ้ำตำพริกไทย
หรือโบรำณเรียกว่ำ ผ้ำบุหงำโปร่ง มำเย็บหุ้มดวงดำรำและเหรียญตรำเครื่องรำชอิสริยำภรณ์ท่ีจะ
ประดับกำยด้วย ในปจั จบุ นั นย้ี กเลิกธรรมเนยี มนแ้ี ลว้ เหลอื แตใ่ ช้แถบผำ้ ดำ� พันตน้ แขนเสื้อขำ้ งซำ้ ย
เป็นกำรแสดงกำรเข้ำทุกข์ใหญเ่ ทำ่ น้นั (สมั ภำษณเ์ มื่อ ๘ มีนำคม ๒๕๖๐) นอกจำกเคร่ืองแบบแล้ว
เครื่องรำชอิสริยำภรณ์ตระกูลต่ำงๆ และกำรประดับเครื่องรำชอิสริยำภรณ์ยังได้รับกำรก�ำหนด
แบบแผนเพอ่ื ใชใ้ หเ้ หมำะกบั งำนพระรำชพธิ พี ระบรมศพและพระศพอกี ดว้ ย ตวั อยำ่ งเชน่ เครอื่ งรำช
อิสริยำภรณ์อันเป็นโบรำณมงคลนพรัตนรำชวรำภรณ์ จะถูกก�ำหนดว่ำไม่สำมำรถประดับอิสริยยศ
ในงำนอวมงคลได้ เป็นต้น ในครำวงำนพระศพสมเด็จพระเจ้ำพ่ียำเธอ เจ้ำฟ้ำมหิดลอดุลยเดช
กรมหลวงสงขลำนครนิ ทร์ เมอ่ื พ.ศ.๒๔๗๒ นน้ั พระบำทสมเดจ็ พระปกเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั ทรงเครอื่ งแบบ
๑๗๑เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
ทหำรเรือถวำยแด่พระศพสมเด็จพระเจ้ำพ่ียำเธอ เม่ือเก็บพระอัฐิทรงพระภูษำขำวอันแสดงถึง
ควำมสัมพันธ์ของพระองค์ที่ทรงตระหนักถึงพระเชษฐำ โดยทรงประดับเคร่ืองรำชอิสริยำภรณ์
สำยสะพำยมหำวชริ มงกุฎ (ราชกิจจานเุ บกษา ๒๔๗๒: ๔๖๐๘) ดังนั้น อำจกลำ่ วไดว้ ำ่ เครอื่ งรำช
อิสริยำภรณ์จึงไม่ได้เป็นแค่เคร่ืองบอกชั้นยศเท่ำนั้นหำกยังสัมพันธ์กับควำมเช่ือด้ำนควำมเป็น
มงคลและกำรใหเ้ กียรติกบั ผวู้ ำยชนม์อกี ด้วย
จะเห็นได้ว่ำ กำรแต่งกำยในงำนศพและไว้ทุกข์ในรำชส�ำนักสยำมถูกก�ำหนดจนเป็น
แบบแผนอยำ่ งจรงิ จงั นบั ตงั้ แตร่ ชั กำลท่ี ๖ เปน็ ตน้ มำ โดยมรี ำกฐำนและวธิ คี ดิ ทไี่ ดร้ บั มำจำกตะวนั ตก
อย่ำงไรก็ดี ธรรมเนียมกำรแต่งกำยไว้ทุกข์นี้มีกำรเปล่ียนแปลงคร้ังส�ำคัญอีกคร้ังและลงสู่ระดับ
ประชำชนทุกหมู่เหล่ำเม่ือคณะรัฐมนตรีในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครำม ได้ประกำศระเบียบ
กำรแตง่ กำยไวท้ กุ ขใ์ นงำนศพ พ.ศ.๒๔๘๔ (สำ� นักงำนเสริมสรำ้ งเอกลกั ษณข์ องชำติ ๒๕๔๓ : ๓๕๒)
โดยมีหลกั กำรอย่ำงย่นยอ่ คอื ขำ้ รำชกำรใหแ้ ตง่ เครือ่ งแบบตำมหมำยรบั สัง่ ของพระรำชวัง โดยให้ใช้
ผำ้ สดี ำ� พนั แขนเสอื้ เบอ้ื งบน สว่ นพสกนกิ รใหแ้ ตง่ ชดุ ดำ� ลว้ น ซงึ่ แบบแผนดงั กลำ่ วนย้ี งั คงใชส้ บื ตอ่ มำ
จนถงึ ปัจจุบัน
การยิงสลุตถวายความเคารพแด่พระบรมศพ
ในงำนพระรำชพธิ พี ระบรมศพ ทหำรบกและทหำรเรอื จะทำ� กำรยงิ สลตุ (ปนื ใหญ)่ เพอื่ เปน็
กำรถวำยควำมเคำรพแด่พระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัว และสมเด็จพระบรมรำชินีด้วย ถือเป็น
แบบแผนธรรมเนียมจำกตะวันตกอีกอย่ำงหน่ึงท่ีปรำกฏในงำนพระรำชพิธีพระบรมศพ/พระศพ
ของสยำม ซึง่ เร่ิมต้นปฏิบัติกันในสมยั รชั กำลท่ี ๕ ดังเหน็ ไดจ้ ำกในครำวงำนพระบรมศพรัชกำลท่ี ๕
นับแต่กำรถวำยน้�ำสรงพระบรมศพ จนกระทั่งกระบวนอัญเชิญพระบรมศพสู่พระบรมมหำรำชวัง
ประดษิ ฐำนในพระโกศทองใหญ่ ทหำรไดย้ งิ สลตุ ถวำย ใน จดหมายเหตงุ านพระบรมศพ รชั กาลที่ ๕
บันทึกไว้ว่ำ “เมื่อเวลาถวายน�า้ สรงพระบรมศพแตเ่ วลาบ่าย ๔ โมงเศษนนั้ กรมทหารบก ทหารเรอื
ยิงปืนใหญ่ถวายค�านับทุกนาทีตลอดมาจนเชิญพระบรมศพเข้าสู่พระบรมมหาราชวังประดิษฐาน
บนพระที่น่ังดุสิตมหาปราสาทเสร็จแล้ว เวลา ๔ ทุ่มเศษจึงหยุดยิงปืนใหญ่” (ย้ิม ปัณฑยำงกูร
๒๕๓๕: ๖๓) เชน่ เดยี วกับบนั ทึกสว่ นพระองค์ของรัชกำลที่ ๖ ไดก้ ล่ำวถงึ กำรยงิ สลตุ ของฝำ่ ยทหำร
“ทหารบกได้ยิงปืนใหญ่นาทีละนัดต้ังแต่ลงมือสรงพระบรมศพ, จนกระบวนเข้าไปถึงในพระบรม
มหาราชวงั , คอื เวลา ๙ นาฬกิ าเศษหลงั เทยี่ ง” (รำม วชริ ำวธุ ๒๕๕๗: ๕๓) เหตทุ ที่ หำรทำ� กำรยงิ สลตุ
ถวำยพระเกียรติยศแด่พระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัวนั้นเพรำะถือว่ำพระองค์ทรงด�ำรง
พระสถำนะเป็นจอมทัพไทย
นอกจำกน้แี ลว้ ในกำรถวำยพระเพลิงพระบรมศพ ทหำรเรอื และทหำรบกจะจัดแถวทหำร
ยงิ สลตุ ถวำยพระบรมศพอกี ดว้ ย ซ่งึ เรม่ิ ตน้ ขน้ึ ในสมยั รชั กำลที่ ๕ เชน่ กัน ดงั เห็นไดจ้ ำกในกำรถวำย
พระเพลงิ พระบรมศพสมเดจ็ พระศรพี ชั รนิ ทรำบรมรำชนิ นี ำถ พระบรมรำชชนนพี นั ปหี ลวง “จงึ โปรด
เกล้าฯ ใหเ้ ชิญพระบรมศพลงจากท่ีประดิษฐาน เจ้าพนักงานประโคมสงั ข์แตรกลองชนะ ทหารเรือ
ยิงปืนใหญ่ทุกนาทีเสมอไป...” (ราชกิจจานุเบกษา ๒๔๖๓: ๖๕๐) นอกจำกน้ีแล้วยังพบว่ำหำก
เจ้ำนำยพระองค์ใดท่ีเคยรับรำชกำรทหำรก็จะมีกำรยิงสลุตให้เช่นกัน ตัวอย่ำงเช่นในงำนพระศพ
๑๗๒ เสด็จสู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
สมเด็จพระเจ้ำพ่ียำเธอ เจ้ำฟ้ำมหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลำนครินทร์ ซ่ึงทรงเคยรับรำชกำร
กรมทหำรเรอื จงึ ได้มีกำรยงิ สลตุ ถวำย ด�ำเนนิ กำรโดยทหำรปนื ใหญ่ ๒ กองร้อย ยิงปนื พรอ้ มกนั
เป็นกองรอ้ ย กองรอ้ ยละ ๓ คร้งั สลบั กนั (ราชกิจจานเุ บกษา ๒๔๗๒: ๔๖๐๘)
หรอื ในครำวทส่ี มเดจ็ พระอนชุ ำธริ ำช เจำ้ ฟำ้ จกั รพงษภ์ วู นำถ กรมหลวงพษิ ณโุ ลกประชำนำถ
เสดจ็ ทวิ งคต ณ ประเทศสงิ คโปร์ ผสู้ ำ� เรจ็ รำชกำรองั กฤษประจำ� แหลมมลำยเู ชญิ พระศพไปตงั้ ทจี่ วน
ผสู้ �ำเรจ็ รำชกำร และต่อมำอัญเชิญพระศพออกจำกสงิ คโปรใ์ นวนั ท่ี ๑๗ มถิ ุนำยน พ.ศ. ๒๕๖๓ ทำง
“ป้อมท่ีเมืองสิงคโปร์ยิงสลุตถวำย ๒๗ นัด” (พระองค์เจ้ำจุลจักรพงษ์ ๒๕๕๒: ๑๔๘) ซ่ึงสะท้อน
ให้เห็นว่ำธรรมเนียมนี้ได้ยึดถือปฏิบัติในหมู่ของประเทศต่ำงๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว
อนั เป็นผลมำจำกกำรเข้ำมำของอำณำนิคมตะวนั ตก
สลุตมรี ำกศพั ทม์ ำจำกคำ� ว่ำ “Salutio” (ซัล-ลูท-ทิ-โอ) แปลวำ่ กำรท�ำควำมเคำรพ ทมี่ ำ
ทไ่ี ปของธรรมเนยี มกำรยิงสลุต (Gun salute) เพ่ือแสดงควำมเคำรพนีม้ กี ำ� เนดิ จำกธรรมเนียมของ
ทหำรเรือในกำรเดินเรือระหว่ำงชำติ ท�ำให้เรือต้องเตรียมพร้อมต่อสู่กับโจรสลัดอยู่เสมอ ปืนใหญ่
จงึ ตอ้ งบรรจกุ ระสนุ คำปำกกระบอกปนื เอำไว้ ดงั นน้ั เมอื่ เรอื ไดเ้ ดนิ ทำงไปถงึ ปลำยทำงยงั มติ รประเทศ
แล้วจ�ำเป็นจะต้องแสดงควำมบริสุทธิ์ใจว่ำมิได้มีประสงค์ร้ำย จึงยิงลูกปืนออกไปเพ่ือให้ลูกกระสุน
ไม่ค้ำงกระบอกปืน ซึ่งป้อมหรือเรือของเจ้ำของน่ำนน้�ำจะยิงสลุตตอบเช่นกัน และสื่อถึงกำรให้
ควำมเคำรพอย่ำงสูงและควำมเช่ือใจเช่นกัน ต่อมำกำรยิงสลุตจึงได้ถูกประยุกต์ใช้กับกำรแสดง
ควำมเคำรพประมขุ ของประเทศ ชำติ ธง หรือบคุ คลสำ� คญั โดยปนื ใหญ่ทใ่ี ชย้ ิงจะบรรจุเพยี งดินดำ�
หรือดินไม่มีควัน มีจ�ำนวนนัดที่ยิงเป็นเกณฑ์ตำมควรแก่เกียรติยศของบุคคลหรือสิ่งที่ควรได้รับ
ควำมเคำรพ กำรพฒั นำระบบจำ� นวนของกำรยิงเริ่มตน้ ข้ึนในอังกฤษ (ทววี ฒุ ิ พงศพ์ พิ ฒั น์ ๒๕๕๕:
๑๘-๒๓) โดยนำยซำมูเอล พพิ ส์ (Samuel Pepys) ทหำรเรืออังกฤษ ซึง่ ไดก้ ำ� หนดจ�ำนวนลูกปืน
ทใ่ี ชย้ ิงเพื่องำนพิธตี ่ำงๆ แตส่ ำ� หรับงำนศพจะยิงในจ�ำนวนที่มำกเปน็ พิเศษ
สยำมเองรจู้ กั กำรยงิ สลตุ เพอื่ แสดงควำมเคำรพตอ่ เรอื ของคณะทตู ำนทุ ตู ตำ่ งชำตนิ บั ตงั้ แต่
สมยั อยธุ ยำ เทำ่ ทม่ี หี ลกั ฐำนปรำกฏเรมิ่ ตน้ ในรชั สมยั สมเดจ็ พระเจำ้ ปรำสำททองเปน็ ครงั้ แรกเมอื่ รบั
พระรำชสำสน์ของเจ้ำชำยแห่งออเรนจ์ รำชอำณำจักรเนเธอร์แลนด์ และได้รับกำรร้ือฟื้นอีกครั้ง
ในสมยั รตั นโกสนิ ทรเ์ มอ่ื รชั สมยั พระบำทสมเดจ็ พระนงั่ เกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั เพอื่ รบั มสิ เตอรโ์ จเซฟ บสั เลสเตยี
ทูตอเมริกันซ่ึงเข้ำมำเจริญทำงพระรำชไมตรีเม่ือ พ.ศ.๒๓๙๓ ด้วยกำรยิงสลุตเป็นสัญลักษณ์ของ
กำรแสดงควำมเคำรพและสญั ลกั ษณข์ องทหำรทำ� ใหท้ ำงกองทพั และรำชสำ� นกั สยำมไดน้ ำ� มำประยกุ ต์
ใช้ในงำนพระบรมศพ และจงึ ต้องมีกำรออกกฎเกณฑเ์ ร่ืองกำรยิงสลตุ ดว้ ยเชน่ กนั ประเภทของสลตุ
ที่ยิงในงำนพระบรมศพนี้จะเรียกว่ำ สลุตหลวง ปกติกำรยิงสลุตหลวงจะเป็นกำรถวำยควำมค�ำนับ
ตอ่ พระเจำ้ อยหู่ วั เมอื่ เสดจ็ พระรำชดำ� เนนิ ในกำรใดๆ ซงึ่ มกี ำรแตง่ กำยเตม็ ยศ กำ� หนดใหย้ งิ เพอื่ ถวำย
ค�ำนับธงมหำรำชใหญ่ และอ่ืนๆ และยิงเพื่อเฉลิมพระเกียรติในวันพระรำชสมภพ วันฉัตรมงคล
โดยยงิ จ�ำนวน ๒๑ นัด ยกเว้นสลุตหลวงพิเศษจะมีกำรยิง ๑๐๑ นดั ส่วนสลุตแบบอืน่ ไดแ้ ก่ สลุต
ขำ้ รำชกำร และสลตุ นำนำชำติ จะไมข่ อกลำ่ วถงึ ในทนี่ ี้ (ทววี ฒุ ิ พงศพ์ พิ ฒั น์ ๒๕๕๕: ๑๘-๒๓; จนิ ตนำ
กระบวนแสง ๒๕๒๐)
๑๗3เสด็จส่แู ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
กองพนั ทหำรปืนใหญท่ ่ี ๑ รกั ษำพระองค์ (ป.พัน ๑ รอ.) กำ� ลงั ยิงสลุตถวำยพระบรมศพ
ในหลวงรชั กำลท่ี ๙ (ทม่ี ำ: ไทยรฐั ออนไลน:์ http://www.thairath.co.th/gallery/16782)
ด้วยเหตุน้ี กำรยิงสลุตถวำยพระบรมศพจึงกลำยเป็นธรรมเนียมท่ีใช้ต่อเน่ืองนับต้ังแต่
พระรำชพิธีพระบรมศพพระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัวเป็นต้นมำ กระทั่งในระหว่ำง
ถวำยน้�ำสรงพระบรมศพพระบำทสมเด็จพระเจำ้ อยู่หัวภูมิพลอดลุ ยเดช ในวันท่ี ๑๔ ตลุ ำคม พ.ศ.
๒๕๕๙ กองทัพไทยไดจ้ ัดปืนใหญ่ยิงสลุตเพ่อื ถวำยพระเกียรติแดพ่ ระองคใ์ นฐำนะจอมทพั ไทย
“ยอ่ ใหพ้ ธิ ีการเลก็ ลง...แตท่ นั สมยั ”
ภำยใต้โลกทัศน์แบบสมยั ใหม่ จำรีตประเพณที ีส่ ืบมำแต่โบรำณบำงอย่ำงถูกนยิ ำมวำ่ เปน็
ควำมไม่ทันสมัย ท�ำให้ประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติต้องมีกำรปรับเปล่ียนให้ดูร่วมสมัยมำกข้ึน
แต่ขณะเดียวกันก็ต้องสะท้อนควำมมีอำรยธรรมไปพร้อมกัน ดังจะเห็นได้จำกในงำนพระรำชพิธี
ถวำยพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีพัชรินทรำบรมรำชินีนำถ พระบรมรำชชนนีพันปีหลวง
ในหนงั สอื พิมพ์ กรุงเทพฯ เดลิเมล์ ฉบบั วันพุธที่ ๒๖ พฤษภำคม ๒๔๖๓ ลงขำ่ วว่ำ “[มี]การย่อ
ให้พิธีการเล็กลงกว่าริ้วกระบวนของสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า แต่ทันสมัยกว่า เพราะเป็นสมัย
รัชกาลที่ ๖ ใช้ทหารในเครื่องแบบเต็มยศ คณะสภากาชาดและโรงเรียนราชินีแทนเทวดาเดินดิน
แบบถ่ายทอดจากสมยั อยธุ ยา ประกอบท้งั ในสมยั น้ันยังนยิ มรถเทียมม้าแบบยุโรป พระบาทสมเด็จ
พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั จงึ ประทบั รถมา้ พระทน่ี ง่ั ตามพระบรมศพพรอ้ มดว้ ยรถมา้ ของพระบรมวงศา
นวุ งศอ์ กี หลายคัน นับว่าเป็นภาพท่งี ดงามมาก” (สมภพ ภิรมย์ ๒๕๒๘ : ๒๔๓)
ส่ิงท่ีอยำกให้เห็นสังเกตก็คือ “กระบวน” (ขบวน) ในพระรำชพิธีพระบรมศพนี้ถือได้ว่ำ
เป็นกระบวนทำงโลก (secular) ผสมกันกบั ร้วิ กระบวนทำงศำสนำ (religion) กล่ำวคือ เดมิ ทใี น
กระบวนจะประกอบดว้ ยรว้ิ ของทหำร ขำ้ รำชบรพิ ำร เทวดำคแู่ ห่ รปู สตั วห์ มิ พำนตต์ งั้ บษุ บกไตรสงั เคด็
แห่เป็นคู่ๆ กระบวนหนำ้ ๓๐ คู่ กระบวนหลัง ๑๐ คู่ เป็นตน้ แตน่ บั จำกสมัยรชั กำลท่ี ๕ เป็นตน้ มำ
จะสงั เกตได้ถงึ กระบวนส่งเสดจ็ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทรำบรมรำชินีนำถ พระบรมรำชชนนพี นั ปี
หลวงมคี ณะสภำกำชำดและโรงเรียนรำชินีเข้ำรว่ มดว้ ย
๑๗4 เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
๗
กระบวนเชญิ พระบรมศพสมเด็จพระศรีพัชรินทรำ บรมรำชินีนำถ
ประกอบดว้ ยขำ้ รำชบรพิ ำร และทหำรพลลำกจงู รำชรถ
(ท่มี ำ: แนง่ น้อย ศกั ดศ์ิ รี และคณะ ๒๕๕๕: ๗๘-๗๙)
ท้ังนี้เป็นเพรำะสมเด็จพระศรีพัชรินทรำบรมรำชินีนำถ พระบรมรำชชนนีพันปีหลวง
ทรงอุปถัมภ์สภำกำชำดสยำมในต�ำแหน่งสภำนำยิกำ และโรงเรียนรำชินี จึงได้มีกระบวนท้ังสอง
ซ่ึงแห่ร่วมกับฝ่ำยใน นอกจำกน้ีแล้ว ในริ้วกระบวนรถม้ำพระท่ีน่ังมีพระรำชโอรสสองพระองค์คือ
สมเดจ็ พระเจ้ำนอ้ งยำเธอ เจำ้ ฟำ้ กรมขุนเพชรบูรณ์อนิ ทรำชยั และสมเด็จพระเจ้ำน้องยำเธอ เจำ้ ฟ้ำ
กรมขุนสุโขทัยธรรมรำชำ ทรงประคองพระโกศเบ้ืองหน้ำและเบ้ืองหลัง พระวรวงศ์เธอ กรมหม่ืน
ชินวรสิริวัฒน์ ทรงพระเสลี่ยงกงอ่ำนพระอภิธรรมน�ำพระบรมศพ ตั้งริ้วกระบวนพยุหยำตรำไปยัง
วดั พระเชตุพน ซึง่ ณ ทนี่ ั่นเจำ้ นำยฝ่ำยหนำ้ ลำ� ดบั พระเจ้ำบรมวงศเ์ ธอ พระเจ้ำพ่ียำเธอ และพระเจ้ำ
นอ้ งยำเธอ กบั สตรบี รรดำศกั ดขิ์ ำ้ รำชกำรในพระรำชสำ� นกั และขำ้ หลวงเดนิ ตำมกระบวนพระบรมศพ
(ราชกจิ จานุเบกษา ๒๔๖๓: ๖๕๐)
ควำมจริงแล้ว กำรปรับเปล่ียนเน้ือหำในรูปแบบกระบวนนี้เริ่มต้นมำต้ังแต่ในพระรำชพิธี
ถวำยพระเพลงิ พระบรมศพพระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั เปน็ ชว่ งเวลำทไ่ี ดเ้ รมิ่ เปลย่ี นแปลง
กระบวนแห่ให้เป็นสำกล โดยเปล่ียนจำกสัตว์หิมพำนต์เป็นกระบวนแถวข้ำรำชกำรทหำรเพ่ือ
เฉลิมพระเกยี รติยศ ดงั ควำมวำ่ “ส่วนกระบวนแห่น้ันก็ควรแกไ้ ข เช่น รูปสตั วไ์ ม่ควรมเี ทวดาคแู่ ห่
ควรเปล่ียนเป็นทหาร เทวดาคู่เคียงควรให้เจ้านายเป็นคู่เคียง และควรให้เจ้านายและข้าราชการ
ทม่ี สี ญั ญาบตั รเขา้ กระบวนแห่ เปน็ ตน้ ” (รำยงำนเสนำบดสี ภำ ๒๘ พฤศจกิ ำยน ร.ศ. ๑๒๙ ใน สมภพ
ภริ มย์ ๒๕๒๘ : ๑๘๐) และยังมีกำรเพิม่ เติมเครือ่ งสังเค็ดเพอ่ื ถวำยพระอำรำมและพระรำชทำนแก่
สำธำรณะกศุ ลอกี ดว้ ย (สมภพ ภิรมย์ ๒๕๒๙)
๑๗5เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
ในอีกแง่มุมหน่ึงท่ีน่ำสนใจด้วยก็คือ นับต้ังแต่สมัยรัชกำลที่ ๕ น้ีเองท่ีทหำรจะเข้ำมำมี
บทบำทสูงขึ้นในกระบวนแห่พระบรมศพ ซ่ึงจะเห็นได้จำกที่ในสมัยรัชกำลท่ี ๖ ทรงได้ก�ำหนด
แบบแผนกำรอญั เชญิ พระบรมศพของพระองคเ์ องใหเ้ ปน็ แบบทหำร เพรำะในทศั นะของพระองคแ์ ลว้
นอกจำกจะมีควำมเป็นสำกลมำกข้ึนแล้ว ยังมีพระรำชประสงค์ให้ประหยัดค่ำใช้จ่ำยของรำชกำร
ไมต่ อ้ งกะเกณฑแ์ รงงำนมำกนกั เพรำะอำศยั กำ� ลงั พลทหำรทมี่ อี ยใู่ นกองทพั ซงึ่ ถกู ฝกึ หดั ระเบยี วนิ ยั
ต่ำงๆ เป็นพ้ืนฐำน กำรปรับเปลี่ยนกระบวนแห่พระบรมศพและพระศพจำกในสมัยรัชกำลท่ี ๖
กลำยเป็นธรรมเนียมทใ่ี ช้ต่อเน่อื งมำถงึ ปจั จุบนั
นอกจำกรปู แบบของกระบวนแหแ่ ลว้ เพอ่ื ใหบ้ รรยำกำศของงำนพระบรมศพมคี วำมรว่ มสมยั
แบบตะวันตก ในกำรถวำยพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีพัชรินทรำบรมรำชินีนำถ พระบรม
รำชชนนพี นั ปหี ลวง เมอ่ื พ.ศ.๒๔๖๓ นน้ั สมเดจ็ ฯ เจำ้ ฟำ้ บรพิ ตั รสขุ มุ พนั ธ์ กรมพระนครสวรรคว์ รพนิ ติ
จึงได้ทรงน�ำ “เพลงพญาโศก” ซ่ึงเป็นเพลงท�ำนองเก่ำอัตรำสองชั้นมำดัดแปลงให้เป็นเพลงโศก
ท�ำนองตะวันตก เดินจังหวะช้ำแบบสโลว์มำร์ช (slow march) เพื่อใช้ส�ำหรับบรรเลงน�ำกระบวน
พระบรมศพ ตำมอยำ่ งที่ชำวยุโรปนิยมใช้ในงำนศพ ซ่งึ เรยี กว่ำ “Funeral March” ดงั ปรำกฏใช้
ในงำนพระบรมศพของพระรำชนิ นี ำถวกิ ตอเรยี ควำมไพเรำะเหมำะสมของเพลงนี้ พระบำทสมเด็จ
พระมงกุฏเกล้ำเจ้ำอยู่หัว ถึงกับทรงตรัสชมเชยว่ำ มีท่วงท�ำนองท่ีระคนด้วยควำมโศกเศร้ำแต่ก็
ผสมผสำนด้วยควำมสง่ำงำม ให้อำรมณ์เป็นเพลงตำมแบบฉบับที่ชำวยุโรปนิยมใช้กัน สมกับท่ี
จะเปน็ เพลงสำ� หรบั กระบวนแหศ่ พประจำ� ชำติ (สมภพ ภริ มย์ ๒๕๒๙) ดงั นนั้ กำรจดั กระบวนโดยมที งั้
ข้ำรำชบริพำร ทหำร และวงดนตรีสมัยใหม่น้ีคงได้รับต้นแบบจำกงำนพระบรมศพของสมเด็จ
พระรำชนิ ีนำถวิกตอเรียเมือ่ ค.ศ.๑๙๐๑ เช่นกนั
ราชรถปืนใหญ่ พระเกียรตยิ ศอยา่ งทหาร
จะเห็นได้ว่ำ นับแต่รัชกำลท่ี ๖ ควำมเป็นทหำรได้กลำยเป็นองค์ประกอบส�ำคัญของงำน
พระรำชพธิ พี ระบรมศพและพระศพ ดว้ ยเหตนุ ท้ี ำ� ใหไ้ ดเ้ กดิ แนวคดิ ในกำรใชร้ ำชรถทมี่ รี ปู แบบคลำ้ ยกบั
รถปืนใหญด่ ว้ ย ซึ่งเรยี กวำ่ “รำชรถปนื ใหญ่รำงเกวยี น” โดยมหี นำ้ ท่ีเวยี นอัตรำวฏั รอบพระเมรุมำศ
๓ รอบ แทนพระยำนมำศสำมล�ำคำนตำมแบบธรรมเนยี มด้ังเดิม แนวคิดในกำรใชร้ ำชรถปนื ใหญ่น้ี
เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๙ (ราชกิจจานุเบกษา ๒๔๕๙: ๗๐๓) แต่ใช้ส�ำหรับพระบรมศพ
พระมหำกษตั รยิ ์พระองค์แรกคอื พระบำทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้ำเจำ้ อยหู่ วั ซงึ่ พระองคท์ รงรบั สง่ั ไว้
กอ่ นสวรรคตวำ่ ขอใหจ้ ดั แตง่ รถปนื ใหญเ่ ปน็ รถพระบรมศพ เพรำะขำ้ พเจำ้ เปน็ ทหำร อยำกใครเ่ ดนิ ทำง
สุดท้ำยนี้อยำ่ งทหำร” (ย้มิ ปัณฑยำงกูร และคณะ ๒๕๒๘ : ๒๕๘)
อย่ำงไรก็ตำม น่ำสังเกตด้วยว่ำ ในงำนพระบรมศพสมเด็จพระรำชินีนำถวิกตอเรียเมื่อ
ค.ศ.๑๙๐๑ (พ.ศ.๒๔๔๔) หบี พระบรมศพของพระองคก์ ว็ ำงบนรถปนื ใหญ่ (gun carriage) เชน่ กนั ๑ ดงั นน้ั
๑ ขอใหด้ ภู ำพเคลอ่ื นไหวงำนพระบรมศพของสมเดจ็ พระรำชนิ นี ำถวกิ ตอเรยี ไดท้ ว่ี ดี โี อชอื่ Queen Victoria's Funeral
(1901) Available at: https://www.youtube.com/watch?v=t9yiG3EUz_A
๑๗๖ เสด็จสู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
อำจกลำ่ วไดว้ ำ่ แนวคดิ ในกำรใชร้ ำชรถปืนใหญ่ของรำชสำ� นกั สยำมน้ันไดร้ ับตน้ แบบมำจำกแนวคิด ๗
ของอังกฤษเช่นกนั
ธรรมเนยี มกำรแหพ่ ระโกศบรมศพและพระศพ โดยรถปนื ใหญย่ งั เหน็ ไดจ้ ำกในงำนพระศพ
สมเดจ็ พระอนชุ ำธริ ำช เจำ้ ฟำ้ จกั รพงษภ์ วู นำถ กรมหลวงพษิ ณโุ ลกประชำนำถ ตำมทก่ี ลำ่ วไปบำ้ งแลว้
วำ่ พระองคเ์ สดจ็ ทวิ งคตทปี่ ระเทศสงิ คโปร์ ในครงั้ นนั้ ผสู้ ำ� เรจ็ รำชกำรองั กฤษประจำ� แหลมมลำยยู งั ได้
ถวำยเกยี รตยิ ศ โดยมที หำรรำบองั กฤษตงั้ แถวรำยทำงจำกจวนผสู้ ำ� เรจ็ รำชกำรไปจนถงึ สถำนรี ถไฟ
มรี ถปนื ใหญบ่ รรจุหีบพระศพ ซงึ่ มธี งชำตสิ ยำมคลมุ โดยมเี มอื่ ทำงฝ่ำยสยำมไปถงึ ผูส้ �ำเร็จรำชกำร
เดินตำมพระศพพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้ำน้องยำเธอ เจ้ำฟ้ำประชำธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัย
ธรรมรำชำ (ต่อมำคอื รชั กำลที่ ๗) และพระเจำ้ วรวงศ์เธอ พระองคเ์ จ้ำจุลจักรพงษ์ พระโอรส ไดน้ �ำ
พระศพกลบั มำยงั ประเทศสยำมโดยทำงรถไฟ เมอื่ “กระบวนรถไฟพระศพไดไ้ ปพบกบั กระบวนของ
เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี ที่หาดใหญ่ จึงได้เชิญพระศพออกจากหีบ เข้าพระโกศพระราชทาน
พระโกศทองนอ้ ย... พระเมรนุ น้ั มที ที่ อ้ งสนามหลวง เสดจ็ ปนู่ รศิ ทรงออกแบบอกี ครง้ั หนงึ่ กระบวนแหน่ นั้
ยดื ยาวมาก มีกองพลทหารรักษาพระองค์ ทหารม้าพิษณุโลก ซ่งึ พอ่ เป็นผ้บู งั คบั การพเิ ศษ เสือป่า
ม้าหลวงและเสือป่าพิษณุโลก ซ่ึงพ่อเป็นนายทหารพิเศษ พระโกศทองใหญ่ที่พระราชทานในวัน
พระเมรุนั้น ต้งั บนรถปืนใหญ่ มีทูลหม่อมป่นู อ้ ย ทลู หมอ่ มอาทัง้ สามพระองค์ กบั ทูลหม่อมอาแดง
ทรงพระดา� เนนิ ตามพระศพกบั ข้าพเจา้ ...” (พระองคเ์ จ้ำจลุ จักรพงษ์ ๒๕๕๔: ๑๕๐-๑๕๑)
ภำพวำดรำชรถปนื ใหญอ่ ญั เชญิ พระโกศพระศพสมเดจ็ พระอนชุ ำธริ ำช เจำ้ ฟำ้ จกั รพงษภ์ วู นำถ
กรมหลวงพษิ ณโุ ลกประชำนำถ ฝพี ระหตั ถส์ มเดจ็ ฯ เจำ้ ฟำ้ กรมพระยำนรศิ รำนวุ ดั ตวิ งศ์
ปจั จบุ นั จดั แสดง ณ พระรำชวงั สนำมจนั ทร์ จงั หวดั นครปฐม
๑๗๗เสด็จสู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
รถปนื ใหญร่ ำงเกวียนประดิษฐำนพระโกศพระบรมศพรชั กำลท่ี ๖
กำ� ลงั เวียนอัตรำวฏั รอบพระเมรุมำศ (ท่มี ำ: แน่งนอ้ ย ศักดศ์ิ รี และคณะ ๒๕๕๕: ๑๘๒)
นบั จำกรชั กำลที่ ๖ เปน็ ตน้ มำกำรออกพระเมรพุ ระศพของบรรดำพระบรมวงศำนวุ งศท์ เ่ี ปน็
ทหำรไดจ้ ะโปรดเกลำ้ ฯ ใหอ้ ญั เชญิ พระโกศโดยรำชรถปนื ใหญ่ เชน่ งำนพระเมรุ สมเดจ็ พระอนชุ ำธริ ำช
เจ้ำฟ้ำอัษฎำงค์เดชำวุฒิ กรมหลวงนครรำชสีมำ และต่อมำทรงระบุไว้ในในพระรำชพินัยกรรม
ส่วนพระองค์ ข้อที่ ๑๑ ระบุว่ำ “ในการแห่พระบรมศพตั้งแต่พระท่ีน่ังดุสิตมหาปราสาทไปถึง
วดั พระเชตพุ นใหใ้ ชพ้ ระยานมาศตามประเพณี จากวดั พระเชตพุ นไปพระเมรขุ อใหจ้ ดั แตง่ รถปนื ใหญ่
เปน็ รถพระบรมศพ เพราะขา้ พเจา้ เปน็ ทหาร อยากจะใครเ่ ดนิ ระยะทสี่ ดุ นอี้ ยา่ งทหาร” (สมภพ ภริ มย์
๒๕๒๘: ๒๕๖)
แต่เม่ือถึงงำนพระเมรุมำศพระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอยู่หัว พระบำทสมเด็จ
พระปกเกล้ำเจ้ำอยู่หัว โปรดเกล้ำฯ จัดกำรพระบรมศพตำมพระบรมรำชโองกำรเป็นส่วนมำก
แต่จะมีทรงเปล่ียนแปลงบ้ำงก็เฉพำะที่ขัดกับโบรำณรำชประเพณีเท่ำน้ัน จึงอัญเชิญพระบรมศพ
ช่วงระหว่ำงจำกวัดพระเชตุพนสู่ท้องสนำมหลวงโดยพระมหำพิชัยรำชรถ ครั้นถึงพระเมรุมำศ
จงึ ให้เชิญพระโกศพระบรมศพเล่ือนลงทำงเกรนิ สูร่ ำชรถปนื ใหญ่รำงเกวยี น ทหำรรักษำวังฉดุ เชอื ก
ชกั รำชรถเวยี นพระเมรุ แตใ่ นกำรเวียนพระเมรุมำศตำมพระรำชประสงค์ของสมเด็จพระบรมเชษฐำ
ธิรำช (สมภพ ภิรมย์ ๒๕๒๘: ๒๕๗)
๑๗๘ เสด็จส่แู ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
อญั เชิญพระโกศพระบรมศพพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยหู่ ัวอำนันทมหดิ ล รัชกำลที่ ๘
จำกรำชรถปืนใหญ่ขึน้ เกรนิ ประดษิ ฐำน ณ พระเมรุมำศ เมอ่ื วันที่ ๒๙ มนี ำคม พ.ศ.๒๔๙๓
(ทม่ี ำ: หอจดหมำยเหตแุ หง่ ชำติ: NAT-P000809. ภ.๐๐๓ หวญ. ๓๐/๗/๗๔)
แบบรำชรถปนื ใหญ่อัญเชญิ พระโกศพระบรมศพพระบำทสมเด็จพระปรมินทรมหำภูมิพลอดลุ ยเดช
ออกแบบโดย นำยชนะโยธิน อปุ ลักษณ์ นำยชำ่ งศิลปกรรม กล่มุ งำนชำ่ งเขยี นและชำ่ งลำยรดน�้ำ
ส�ำนกั ชำ่ งสบิ หมู่ กรมศิลปำกร (ที่มำ: ส�ำนกั หอจดหมำยเหตแุ หง่ ชำติ
https://www.facebook.com/NationalArchivesofThailand)
๑๗๙เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
ในงำนพระบรมศพพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวอำนันทมหิดล พ.ศ.๒๔๙๓ พระโกศถูก
อัญเชิญจำกพระมหำพิชัยรำชรถขึ้นประดิษฐำนบนรถบุษบกในรถปืนใหญ่ซึ่งถอดปืนออกแล้ว
เพื่อใช้แห่เวียนรอบพระเมรุมำศโดยอุตรำวัฏ ในปีเดียวกันทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ แปลงพระ
เมรุมำศรัชกำลที่ ๘ เพ่ือใชเ้ ป็นพระเมรพุ ระรำชทำนเพลงิ พระศพสมเด็จพระเจ้ำบรมวงศเ์ ธอ เจำ้ ฟ้ำ
กรมพระยำนริศรำนุวัดติวงศ์ ซ่ึงทรงด�ำรงพระยศเป็นพลเอก คร้ังนั้นอัญเชิญพระโกศพระศพจำก
วังท่ำพระขึ้นรถพระวิมำนไปเปลี่ยนกระบวนเป็นรถปืนใหญ่ท่ีหน้ำวัดพระเชตุพน มีพระรำชำคณะ
น่ังรำชรถเล็กน�ำกระบวนแล้วเคล่ือนพระโกศสู่พระเมรุท่ีท้องสนำมหลวง (เด่นดำว ศิลปำนนท์
๒๕๕๙: ๗๕)
สรุป
นับตั้งแต่พระรำชพิธีพระบรมศพพระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัวเป็นต้นมำ
รำชส�ำนักสยำมปรับเปลี่ยนรูปแบบพระรำชพิธีพระบรมศพและพระศพจำกแบบแผนธรรมเนียม
โบรำณผสมผสำนกบั ควำมเปน็ สำกลมำกขน้ึ โดยไดม้ ตี น้ แบบสำ� คญั จำกรำชสำ� นกั องั กฤษโดยเฉพำะ
ในสมัยพระนำงเจ้ำวิกตอเรีย อำทิเช่น ธรรมเนียมกำรกรำบถวำยพระบรมศพท่ีเป็นเปิดโอกำส
ให้ประชำชนท่ัวไป กำรแต่งกำยด้วยชุดด�ำเพื่อไปงำนศพและไว้ทุกข์ กำรย่อกระบวนแห่ให้เล็กลง
และยังมีกระบวนทหำรแทรกเขำ้ ไปมำกขน้ึ และกำรใช้รำชรถท่ีเปน็ รถปนื ใหญ่
อำจกลำ่ วไดว้ ำ่ กำรปรบั เปลยี่ นแบบแผนธรรมเนยี มในพระรำชพธิ พี ระบรมศพทสี่ อดแทรก
ธรรมเนียมตะวันตกเข้ำไปน้ันได้สะท้อนว่ำ สยำมต้องกำรเป็นชำติที่ดูทันสมัย แต่ก็ยังต้องกำรคง
อัตลักษณ์ของตนเองไว้ผ่ำนพิธีกรรม อำจกล่ำวได้ว่ำ รำชส�ำนักมีควำมสำมำรถในกำรปรับเปลี่ยน
ตัวเองสูงและเกิดข้ึนจำกกระบวนกำรภำยในไม่ใช่ถูกบีบบังคับจำกภำยนอก พร้อมทั้งมีลักษณะ
ของพธิ ไี วอ้ ำลยั ดงั เชน่ ธรรมเนยี มของประเทศในโลกตะวนั ตก เพอื่ ใหเ้ กดิ ควำมเปน็ สำกลทช่ี ำวตะวนั ตก
และสอดคลอ้ งกบั รสนยิ มใหมข่ องชนชน้ั นำ� สยำมเอง ซง่ึ ไดใ้ ชจ้ นกระทง่ั กลำยเปน็ แบบแผนธรรมเนยี ม
ท่ีสบื เน่อื งต่อมำจนถึงปจั จุบนั
๑๘๐ เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
รายการอา้ งองิ ๗
จนิ ตนำ กระบวนแสง. ๒๕๒๐. ประเพณกี ารยงิ สลตุ . กรุงเทพฯ: กรมศลิ ปำกร.
เด่นดำว ศิลปำนนท์. ๒๕๕๙. “รำชรถปืนใหญ่ทรงพระบรมศพ,” วำรสำรศิลปากร ปีที่ ๕๙ ฉบับที่ ๖
(พ.ย.-ธ.ค.).
ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์. ๒๕๕๕. “ประเพณีกำรยิงสลุตกับกำรสวนสนำมทำงเรือ,” นาวิกศาสตร์. ปีท่ี ๙๕
เลม่ ที่ ๗ (ก.ค.), น. ๑๘-๒๓.
ไทยรฐั ออนไลน.์ ๒๕๕๙. ไพรฟ่ ำ้ ทว่ั หลำ้ รว่ มเฝำ้ ฯ รบั เสดจ็ ขบวนพระบรมศพ. Available at: http://www.
thairath.co.th/gallery/16782 [สบื ค้นเมื่อ: ๑๔ ต.ค. ๒๐๑๖].
ธงชยั วนิ จิ จะกลู . ๒๕๔๖. “ภำวะอยำ่ งไรหนอทเี่ รยี กวำ่ ศวิ ไิ ลซ์ เมอ่ื ชนชน้ั นำ� สยำมสมยั รชั กำลที่ ๕ แสวงหำ
สถำนะของตนเอง ผ่ำนกำรเดินทำงและพิพิธภัณฑ์ท้ังในและนอกประเทศ,” รัฐศาสตร์สาร.
คณะรัฐศำสตร์ มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร์. ปที ี่ ๒๔, เล่มที่ ๒.
นนทพร อยู่ม่ังมี และธัชชัย ยอดพิชัย. ๒๕๕๑. ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านาย. กรุงเทพฯ:
มติชน
พระองค์เจ้ำจุลจักรพงษ์, พระเจำ้ วรวงศเ์ ธอ. ๒๕๕๒. เกดิ วังปารสุ ก์ ฉบับ ๑๐๐ ปีจลุ จกั รพงษ.์ กรงุ เทพฯ:
บริษัท ส�ำนักพมิ พร์ เิ วอร์ บ๊คุ ส์ จำ� กดั .
พระองค์เจ้ำจุลจักรพงษ์, พระเจ้ำวรวงศ์เธอ. ๒๕๕๔. เกิดวังปารุสก์ สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์สมัย
ประชาธปิ ไตย. พิมพค์ รง้ั ท่ี ๑๔. กรุงเทพฯ: รเิ วอร์บุ๊คส์.
พนู พศิ มัย ดศิ กลุ , หมอ่ มเจำ้ . ๒๕๑๘. สารคดที ี่นา่ รู้. กรุงเทพฯ: คลงั วิทยำ.
ยมิ้ ปัณฑยำงกูร และคณะ. ๒๕๒๘. งานพระเมรุมาศสมัยกรุงรัตนโกสนิ ทร์. กรงุ เทพฯ: กองวรรณคดีและ
ประวตั ิศำสตร์ กรมศิลปำกร.
ยิ้ม ปัณฑยำงกูร. ๒๕๓๕. จดหมายเหตุงานพระบรมศพ รชั กาลท่ี ๑–รชั กาลท่ี ๗ และจดหมายเหตพุ ระราช
พิธลี งสรง. พิมพค์ รั้งท่ี ๒. กรุงเทพฯ: เมฆำเพรส.
ราชกจิ จานุเบกษา. ๒๔๕๙. “กำรพระเมรวุ ดั เบญจมบพติ รดสุ ิตวนำรำม,” เล่ม ๓๓, ตอน ง (๒๕ มถิ ุนำยน
๒๔๕๙): น. ๖๙๙ – ๗๑๙.
ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๖๓. “ริ้วกระบวนแห่พระบรมศพสมเด็จพระศรีพัชรินทรไปสู่พระเมรุมำศ,” เล่มท่ี
๓๗, วันท่ี ๓๐ พฤษภำคม พ.ศ.๒๔๖๓, น. ๖๕๐
ราชกจิ จานเุ บกษา. ๒๔๗๒. “กำรพระเมรทุ อ้ งสนำมหลวง พระรำชทำนเพลงิ พระศพ สมเดจ็ พระเจำ้ พยี่ ำเธอ
เจำ้ ฟ้ำมหดิ ลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลำนครินทร,” เล่ม ๔๖, วันที่ ๓๐ มนี ำคม พ.ศ.๒๔๗๒,
น. ๔๖๐๘
รำม วชริ ำวธุ . ๒๕๕๗. ประวัติตน้ รชั กาลที่ ๖. พิมพ์คร้ังท่ี ๖. กรุงเทพฯ: มติชน.
สมเด็จฯ เจ้ำฟ้ำกรมพระยำนริศรำนุวัดติวงศ์, ๒๕๕๑. “อันเนื่องด้วยความตาย”, ใน สูจิบัตรเน่ืองในงาน
สปั ดาห์ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ, ระหวำ่ งวนั ท่ี ๒๑-๒๗ มถิ นุ ำยน ๒๕๕๑. กรงุ เทพฯ:
คณะโบรำณคดี มหำวทิ ยำลยั ศลิ ปำกร.
สมภพ ภิรมย์, นำวำเอก. ๒๕๒๘. พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์. พิมพ์ครั้ง
ที่ ๒. กรงุ เทพฯ: อมั รินทร์กำรพิมพ์.
๑๘๑เสดจ็ สูแ่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
สมภพ ภิรมย์, พลเรือตรี. ๒๕๓๙. พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์. พิมพ์ครั้ง
ท่ี ๓. กรุงเทพฯ: อมั รนิ ทร์กำรพมิ พ.์
ส�ำนักงำนเสริมสร้ำงเอกลักษณ์ของชำติ. คณะอนุกรรมกำรแต่งกำยไทย : วิวัฒนำกำรและเอกลักษณ์
ประจ�ำชำติ. ๒๕๔๓. การแต่งกายไทย : วิวัฒนาการจากอดีตสู่ปัจจุบัน เล่ม ๑. กรุงเทพฯ:
สำ� นกั งำนเสรมิ สรำ้ งเอกลกั ษณข์ องชำต.ิ
Bedikian, Sonia A. 2008. “The Death of Mourning: Form Victorian Crepe to the Little
Black Dress”, OMEGA. Vol. 57(1) 35-52.
๑๘๒ เสด็จส่แู ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
พืน้ิ ทีข่ องพระ ผี ฤๅษี และบาทหลวง ๘
ในพิธีกรรมความตายในสังคมไทยจากฉากงานพระศพ
ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.อภิลักษณ์ เกษมผลกูล
สาขาวิชาภาษาไทย คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล
ความน�า
พิธกี รรมเกย่ี วกับควำมตำย หรือ งำนศพ เปน็ ประเพณีทจ่ี ัดอยใู่ นหมวดประเพณเี ก่ยี วกบั
ชวี ติ ถอื เปน็ เรอื่ งสว่ นตวั และครอบครวั ในเวลำเดยี วกนั ถอื เปน็ ชว่ งสดุ ทำ้ ยของชวี ติ ในพธิ กี รรมเปลยี่ นผำ่ น
(Rite of Passage) ของแตล่ ะบคุ คล ภำยหลังจำกทชี่ วี ิตได้เปลี่ยนผ่ำนชว่ งวยั ในพิธีเกิด บวช และ
แต่งงำนแลว้ อยำ่ งไรกต็ ำม กรณีที่บุคคลทต่ี ำยเป็นผปู้ กครองบำ้ นเมอื ง พิธกี รรมเกีย่ วกับควำมตำย
จะมใิ ชเ่ รอื่ งสำมญั สว่ นตนหรอื ภำยในครอบครวั อกี ตอ่ ไป หำกแตจ่ ะเปน็ พธิ กี ำรของบำ้ นเมอื งไปดว้ ย
และจดุ หมำยของกำรเดนิ ทำงของ “ผีผปู้ กครอง” ย่อมแตกต่ำงไปจำก “ผีรำษฎร” กลำ่ วคอื “ผีผู้
ปกครอง” ต้องเป็นสุคติ คือไปดี สู่เมืองสมมติต่ำงๆ อันเป็นทิพย์ตำมควำมเชื่อของชำวเมืองในยุ
คนน้ั ๆ ทำ� ใหเ้ ปน็ เรอ่ื งทตี่ อ้ งเฉลมิ ฉลอง และยกยอ่ งกำรเดนิ ทำงหลงั ควำมตำยนนั้ ดว้ ยมหรสพตำ่ งๆ
ในขณะที่ “ผีรำษฎร” ตอ้ งเดนิ ทำงข้ำมแมน่ ำ้� ขำ้ มสะพำน และเดนิ ทำงไปรับ “ค�ำพิพำกษำ” ซ่ึงไม่
แน่ว่ำจะเปน็ แดน “สุคติ” หรอื “ทุคติ”
วิธีคิดเรื่องควำมตำยดังกล่ำวมำข้ำงต้นได้สะท้อนผ่ำนฉำกงำนพระศพในวรรณคดีนิทำน
ของไทยดว้ ยเชน่ กนั เพรำะวรรณคดเี ปน็ ผลผลติ ทำงควำมคดิ ของสงั คมในชว่ งเวลำนน้ั ๆ ในบทควำม
นผ้ี เู้ ขยี นจะไดศ้ กึ ษำเฉพำะฉำกงำนพระศพของตวั ละครทมี สี ถำนภำพเปน็ ชนชนั้ สงู เทำ่ นนั้ ตวั ละคร
ท่เี ปน็ สำมญั ชนดังเช่น พระไวย หรอื วนั ทอง จะมิไดน้ �ำมำกลำ่ วถึง โดยมขี อบเขตกำรศึกษำเฉพำะ
วรรณคดนี ิทำนต้ังแตก่ รุงศรีอยุธยำถึงรัตนโกสินทร์ (รัชกำลที่ ๕) โดยแบง่ ประเด็นศึกษำออกเป็น
๓ ประเดน็ โดยในชว่ งแรกเปน็ กำรใหข้ อ้ มลู พนื้ ฐำนจำกนน้ั จงึ ทำ� กำรวเิ ครำะหใ์ นหวั ขอ้ ถดั ๆ ไป ดงั นี้
“ลทั ธิพธิ ี” ในฉากงานพระศพท่ีปรากฏในวรรณคดนี ิทานไทย
แมค้ วำมตำยจะเป็นเรื่องสดุ ท้ำยในชวี ติ มนษุ ย์ แตฉ่ ำกงำนพระศพในวรรณคดีนทิ ำนกลับ
ไม่ใช่ตอนสุดท้ำยหรือตอนจบของเรื่อง ท้ังนี้เป็นเพรำะในวรรณคดีนิทำนไทยมักเน้นกำรจบแบบ
๑๘3เสด็จสู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
มคี วำมสขุ ตำมลกั ษณะของนทิ ำนมหัศจรรย์ (fairy tales) ท่ีมุ่งตอบสนองให้มนุษยม์ ีควำมหลดุ พน้
จำกควำมทุกขห์ รือควำมไม่สมปรำรถนำในสภำพปจั จบุ ัน อย่ำงไรกต็ ำม เมอื่ ได้สำ� รวจและวเิ ครำะห์
ฉำกงำนพระศพทป่ี รำกฏในวรรณคดนี ทิ ำนไทยจะพบควำมแตกตำ่ งในแงธ่ รรมเนยี มของกำรจดั กำร
พระศพตำม “ลทั ธพิ ธิ ”ี หรอื ศำสนำและควำมเชอื่ ในบรบิ ทตำ่ งๆ อยำ่ งนำ่ สนใจ ดงั พบควำมหลำก
หลำยของลัทธพิ ธิ ีตำ่ งๆ ในฉำกงำนพระศพ ดงั น้ี
๑. พิธีศพแบบ “ศาสนาผ”ี
ในวรรณคดีสมัยอยุธยำตอนต้นเร่ือง ลิลิตพระลอ เป็นวรรณคดีที่เป็นตัวแทนวรรณคดี
แนวโศกนำฏกรรมยคุ แรกของไทย โดยกลำ่ วถงึ พธิ ศี พของตวั ละครเอกไว้ หำกแตไ่ มแ่ สดงกำรจดั กำร
ตำมธรรมเนียมใดธรรมเนียมหนึ่งอย่ำงชัดเจน โดยเป็นเพียงกำรบรรยำยถึง “ศพสำมกษัตริย์”
ทมี่ กี ำรแตง่ กำยเสยี ใหมแ่ ลว้ มดั “ตรำสงั ” นำ� บรรจลุ งใน “โลง” โดยไมม่ กี ำรกลำ่ วถงึ คตพิ ทุ ธศำสนำ
จงึ สนั นิษฐำนวำ่ เป็นกำรทำ� ศพแบบผผี สมพรำหมณ์ ดังตวั อย่ำงน้ี
“มี่อึงอรรณพไห้ เมืองหลวงไข้ทุกด้าว สมเด็จท้าวพิไชยพิษณุกร ธให้น�า
บงั อรราชเทพี ดาราวดเี สดจ็ ไป สคู่ ฤคารลยั พระองค์ ธใหท้ รงศพสามกษตั รยิ ์ จดั สรรพ
ภูษา ตราสังท้ังสามพระองค์ ผจงโลงทองหนึ่งใหญ่ ใส่สามกษัตริย์แล้วไส้ ธก็ให้
แต่งโลงหน่ึงแล้ว ใส่ขุนแก้วแลนางรื่น โลงหน่ึงใส่หม่ืนขวัญแลนางโรย ท�าโดยรีด
พระศพเสรจ็ ธกเ็ สด็จยงั ปราสาท ใหห้ าราชศิลปี มโี องการบงั คบั ใหส้ า� หรับพระเมรุ
เกณฑ์ก�าหนดทุกกรม ให้แต่งพนมอัฐทิศ พิพิธราชวัติฉัตร กล้ิงกลดธวัชบรรฎาก
หลายหลากภาคบษุ บก กระหนกวิหกเหมหงส์ บรรจงภาพจ�าเนยี ม ลางพนมเทียม
อสั ดร ลางมกรเทยี มยยบั ประดบั ขบั เขน็ รถ อลงกตคชสาร องลงการคชสหี ์ สารถสี ถติ
ชกั รถ ชดกรกระลงึ กมุ แสง รา� จา� แทงองอาจ เผน่ ผงาดขบั สารสหี ์ เทยี มนนทรชี า� นนั สงึ ห์
ดึงไดฉบบั จับกัน สรรพอสรุ าสรุ ครุฑ มนษุ ยภ์ ุชงค์คนธรรพ์ บรรเขบ็จภาพเรยี งราย
ขยายโรงโขนรา� ทา� ระทาราวเทยี น โคมเวยี นโคมแวน่ ผจง โคมระหงฉลกั เฉลา เสาโคม
เรียงสล้าย เถลิงตา้ ยเต้ียกา� แพงก�าแพง แชลงราชวตั ิชวาลาบูชาศพสามกษตั รยิ ์”
(ลลิ ติ พระลอ ๒๕๐๘: ๑๔๒)
นอกจำกน้ี ในบทละครนอกเรื่องยุขัน ซึ่งมีมำแต่สมัยอยุธยำตอนปลำยและสืบต่อมำยัง
รัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้กลำ่ วถึงพิธีพระศพตอน “ปลงศพท้ำวปะรังศรี” ก็ไม่ปรำกฏกำรกลำ่ วถึง
กำรจดั กำรพธิ พี ระศพตำมธรรมเนยี มหรอื ลทั ธคิ วำมเชอื่ ใดอยำ่ งชดั เจน โดยเปน็ กำรทำ� ศพแบบดงั้ เดมิ
คือกำรเกบ็ ศพไว้ในโกศ ซ่ึงสะทอ้ นศำสนำผแี ตด่ ั้งเดมิ ดังนี้
“เม่อื น้ัน นางสรอ้ ยสุณมี เหสี
ทง้ั องค์พระราชบตุ รี พระวงศานารีก�านัลใน
จ่ึงเอาธปู เทียนมาลา จวงจนั ทนก์ ฤษณาผ่องใส
ใส่ในโกศแก้วแววไว อรไทโศกศัลย์พันทวี
กราบลงทศี่ พพระภัสดา นางสมาลาโทษถ้วนถี่
๑๘4 เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
แลว้ จึ่งถวายอัคคี ม่ีอ่ึงด้วยเสยี งโศกา ๘
ครนั้ เสร็จดับเพลิงทนั ที องค์พระมเหสีเสนหา
ทงั้ โฉมพระราชธดิ า สุรยิ ์วงศ์พงศาทงั้ นน้ั
เสด็จยรุ ยาตรคลาดคลา กลบั มายังนิเวศเขตขณั ฑ์
ต่างแสนโศกาจาบัลย์ ถงึ องคท์ รงธรรมท์ มี่ รณา”
(บทละครเร่อื ง ยุขัน ๒๕๓๘: ๒๘๓)
ถงึ แมว้ ำ่ ทงั้ ลลิ ติ พระลอ และยขุ นั จะเตม็ ไปดว้ ยชอ่ื ตวั ละครและคำ� ศพั ทแ์ บบอนิ เดยี แตก่ เ็ ปน็
เพยี งเปลือกเท่ำนนั้ เพรำะเน้อื หำสะท้อนพธิ ศี พในศำสนำผีคอื กำรเกบ็ ศพไว้ในโกศหรือโลง ซง่ึ ศพ
จะถกู มดั ตรำสงั กอ่ นนำ� ไปเผำ ถงึ กำรเผำจะเปน็ ธรรมเนยี มกำรจดั กำรศพจำกอนิ เดยี แตอ่ นิ เดยี ไมม่ ี
กำรเก็บศพไว้ในโกศ
๒. พิธศี พแบบ “ศาสนาพุทธ”
กำรจดั พธิ ีแบบธรรมเนียมชำวพุทธทกี่ ลำ่ วถงึ “พระสงฆ”์ ในฐำนะผู้ประกอบพธิ ี มกั พบ
ในวรรณคดสี มยั รตั นโกสนิ ทรอ์ ยำ่ งชดั เจนพบทงั้ ในวรรณคดที ตี่ วั ละครเอกเปน็ พระโพธสิ ตั ว์ (ชำดก)
และไม่เป็นพระโพธิสัตว์ ดังตัวอย่ำงที่พบเป็นต้นว่ำ วรรณคดีเรื่องอิเหนา และเร่ืองพระส่ีเสาร์
กลอนสวด ดงั นี้
๏ เมอื่ นน้ั ระตหู มนั หยาเปน็ ใหญ่
ชวนอิเหนานดั ดาคลาไคล เข้าไปในพระเมรรุ จนา
คร้นั ถึงจึงบงั คมเคารพ พระศพอยั กนี าถา
แล้วทรงจดุ ธูปเทียนบูชา เคร่อื งสุวรรณบปุ ผามาลี ฯ
…
๏ เม่ือน้นั ระตูผ้ผู ่านไอศวรรย์
ให้สังฆการีนมิ นตพ์ ระนักธรรม์ พร้อมกันเข้ามาสดบั ปกรณ์ ฯ
๏ แลว้ ถวายวัตถไุ ทยทาน บรขิ ารเสือ่ ร่มพรมหมอน
โสมนัสศรัทธาสถาวร ภธู รเสดจ็ กลบั มาพลบั พลา ฯ
(พระบำทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ำนภำลยั ๒๕๕๘: ๖๐)
อำจกล่ำวได้ว่ำฉำกงำนพระศพอัยกีของอิเหนำนี้คงจ�ำลองมำจำกฉำกงำนพระบรมศพ
ของพระบำทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ำจุฬำโลกมหำรำชหรือคนอ่นื ๆ ทเ่ี กดิ ขึน้ ในช่วงก่อนหนำ้ นี้
ในขณะทีว่ รรณคดเี ร่อื ง พระสเ่ี สาร์กลอนสวด วำ่ ด้วยกำรพธิ ีศพดังบทกลอนตอ่ ไปน้ี
“ถว้ นเจ็ดราตรี ถวายเพลงิ ภมู ี กฤษณาจวงจนั ทร์
พระเพลิงเผาศพ ตรลบเปน็ ควนั เสยี งนางกา� นลั ไห้องึ คะนึงไป
หอมฟงุ้ ตรลบ ดบั เพลิงทนั ใด
แลว้ เอาน้า� อบ ประดับฉตั รไชย เชญิ เข้าพารา
เกบ็ ธาตทุ า้ วโสตถ์ิ ใส่โกศทองใน
๑๘5เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
นมิ นตพ์ ระฉนั รับขึน้ ปรางค์มาศ พระสงฆ์เดียรดาษ สวดมาตกิ า
มเหสีสองรา ทกุ วนั อตั รา แลว้ ใหก้ อ่ มหา เจดียเ์ ลศิ ไกร
ประจุพระธาตุ แตง่ ฉลองพระบาท เสรจ็ แล้วแวน่ ไว
ศรัทธาเหลือใจ โกนเกลา้ เจา้ ไป บวชเป็นนางชี”
(พระสเ่ี สาร์กลอนสวด ๒๕๔๗: ๘๔-๘๕)
ในฉำกขำ้ งตน้ จะเหน็ ไดว้ ำ่ ภำยหลงั จำกกำรถวำยพระเพลงิ เผำศพแลว้ ธำตอุ ฐั ไิ ดถ้ กู เกบ็ ลง
ในโกศทอง แล้วเชิญเข้ำไปในวังโดยเก็บยังปรำสำท (ปรำงค์มำศ) จำกน้ันพระสงฆ์จึงท�ำกำร
“สวดมำติกำ” (อ่ำนว่ำ มำดติกำ) คือกำรสวดแม่บทของพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ที่พระพุทธเจ้ำ
ทรงสวดให้พระพุทธมำรดำและเทวดำบนสวรรค์ชั้นดำวดึงส์ได้รับฟัง ซ่ึงสวดมำติกำนี้ใช้สวดศพ
สำมญั ชน ถำ้ เปน็ งำนศพหลวงเรยี กวำ่ “สดบั ปกรณ”์ ปกตหิ ลงั จำกสวดมำตกิ ำแลว้ จะมกี ำรบงั สกุ ลุ ตอ่
๓. พิธีศพแบบ “ศาสนาพราหมณ์”
ในวรรณคดีเรื่องอิเหนา มีกำรกล่ำวถึง “พิธีแบหลำ” ท่ีเทียบเคียงได้กับพิธีสตีของ
ชำวอนิ เดยี ซึ่งนบั ถอื ศำสนำพรำหมณใ์ นบำงแคว้นโดยเฉพำะในเขตอินเดยี เหนอื ทแ่ี ควน้ รำชสถำน
โดยเป็นพิธีแสดงถึงควำมรัก ควำมซ่ือสัตย์ของภรรยำที่มีต่อสำมี โดยหญิงท่ีสำมีตำยก่อนจะต้อง
เข้ำกองไฟตำยตำมสำมบี นเชิงตะกอนเดยี วกัน ถอื วำ่ จะได้ติดตำมไปปรนนิบตั ิสำมใี นโลกหนำ้
ในบทละครเรอ่ื งอิเหนากลำ่ วถงึ นำงดรสำ มเหสีของระตูบุศสหิ นำ คร้ันทรำบขำ่ วเก่ยี วกบั
งำนพระศพของพระสวำมี นำงดรสำจึงเขำ้ ทีส่ รง ทรงเครอ่ื งแล้วเสด็จมำยงั พระเมรุ พระนำงเขำ้ ไป
ถวำยบงั คมพระบรมศพแลว้ กนั แสงรำ�่ รกั เมอ่ื ถงึ เวลำสมควร ระตทู งั้ สองใหเ้ ชญิ พระโกศขน้ึ ตงั้ บนเชงิ
ตะกอน สองระตูทรงถือธูปเทียนของหอม เสด็จพร้อมกับนำงดรสำเข้ำจุดอัคคี ฝ่ำยนำงดรสำด้วย
ควำมรกั และซอ่ื สตั ยต์ อ่ สำมี นำงจงึ ขอทำ� พธิ แี บหลำคอื กำรกระโดดเขำ้ กองไฟตำมสวำมที ต่ี ำย เพรำะ
ถอื วำ่ เปน็ พธิ ที ่มี ีเกยี รตแิ ละเป็นกำรแสดงควำมรักอันย่งิ ใหญ่ ดังควำมว่ำ
๏ เมือ่ นั้น นวลนางดรสามารศรี
กา� สรดโศกศลั ยพ์ ันทวี อญั ชลที งั้ สองกษัตรา
แล้วทูลวา่ พระองค์ผทู้ รงเดช จงึ ได้โปรดเกศเกศา
ขา้ นอ้ ยขอถวายบงั คมลา ตายตามภัสดาดว้ ยภักดี
ขอฝากบิตุราชมาตุรงค์ ท้งั ประยรู ญาติวงศใ์ นกรงุ ศรี
อนั ศฤงคารของขา้ บรรดามี ถวายไว้ใตธ้ ลุ บี าทา
ทลู พลางประณตบทเรศ สองกษัตรยิ ์ทรงเดชเชษฐา
บังคมบรมศพภสั ดา แล้วกลั ยาทกั ษิณเวยี นไป
นบนอบนอ้ มองคล์ งกราบไหว้
๏ ครัน้ ครบค�ารบสามรอบ มาทลู ไวเ้ หนอื เกล้าเมาลี
จงึ ชักเอากริชภูวไนย ภธู รไดเ้ คอื งบทศรี
กนั แสงพลางทางสมาลาธิกรณ์
๑๘๖ เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
ด้วยกายกรรมแลวจี ขออยา่ มีเวราผกู พนั
............................... ................................
คร้นั เสรจ็ ต้ังสตั ยอ์ ธิษฐาน เยาวมาลย์กราบงามสามทา่
เหน็ เพลิงพลุง่ ร่งุ โรจน์โชตินา ก็แบหลาโจนเขา้ ในอคั คี
(พระบำทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลำ้ นภำลยั ๒๕๕๘: ๑๖๔-๑๖๕) ๘
อยำ่ งไรกต็ ำม ควรสงั เกตด้วยวำ่ ก่อนที่นำงดรสำจะ “โจนเข้ำในอคั ค”ี นัน้ ไดช้ กั เอำกรชิ
ของสวำมขี น้ึ ทนู หวั นน้ั นบั เปน็ สง่ิ ทไ่ี มป่ ฏบิ ตั กิ นั ในอนิ เดยี แตแ่ สดงรอ่ งรอยควำมเชอื่ ของชวำ ดงั นนั้
ควำมเป็นอินเดียน้ีจึงเป็นอินเดียที่ผ่ำนชวำ หรือผสมผสำนเข้ำกับวัฒนธรรมชำวอินเดียที่อยู่ใน
กรงุ เทพฯ ช่วงเวลำนน้ั
๔. พธิ ศี พแบบ “ศาสนาฤๅษี”๑
ฤๅษใี นอนิ เดยี เปน็ นกั บวชเนอ่ื งในศำสนำพรำหมณ์ แตใ่ นไทยและอษุ ำคเนยพ์ บวำ่ มหี ลำย
กรณีที่มีลักษณะเป็นนักพรตไม่ใช่ฤๅษีแบบอินเดียเสียทีเดียว ดังเห็นได้จำกต�ำนำนฤๅษีวำสุเทพ
ทเี่ ดมิ บวชเปน็ พระทไ่ี มส่ ำมำรถถอื ศลี ไดไ้ หวจงึ สกึ ออกมำเปน็ ฤๅษแี ตก่ ไ็ มไ่ ดน้ บั ถอื พรำหมณ์ ในทนี่ ี้
จึงเรียกว่ำ “ศำสนำฤๅษี” ตัวละครฤๅษีมักเป็นตัวแทนของตัวละครนักบวชท่ีปรำกฏในวรรณคดี
นทิ ำนไทย วรรณคดไี ทยสว่ นหนงึ่ กลำ่ วถงึ กำรทำ� ศพโดยฤๅษดี ว้ ย ดงั ปรำกฏใน วรรณคดเี รอื่ งโสวตั
กลอนสวด ซึง่ เปน็ สำ� นวนสมยั อยธุ ยำ กล่ำวถงึ กำรทำ� ศพโดยฤๅษี ดังควำมตอนหนงึ่ วำ่
“โอยทูลกระหม่อม เมียรกั ทกุ ขต์ รอม เคยเฝา้ จอมผัว
พระละเมียไว้ เสด็จไปสสู่ วรรค์ ข้านอ้ ยโศกศัลย์ สรอ้ ยเศร้าโศกา
ในเมอื งพรหมกฏุ บดิ ามารดา
แมน้ ตรสั ส้นิ สุด โคมทองชวาลา ถวายศพภมู ี
จกั แตง่ โกศทอง เรอื งรองรจนา ระยา้ ราชวัติ กางกัน้ พันปี
เอาแตป่ ฐั พี ตา่ งพระมณเฑยี ร
เพดานม่านดดั รากไม้ต่างเขนย กลางดงตะเคยี น
ตรัสสน้ิ พระชนม์ เหนอื บนธรณี ต้นยางต่างเทียน ถวายศพภูวไนย
เสอื สีหพ์ านพบ มันจกั พาไป
พระเกศตรสั เกย เชญิ ศพเจา้ ไป ถวายพระฤๅษี
ภูเขาสล้าง ลอ้ มตา่ งโคมเวยี น ถวายเพลงิ เจา้ ฟา้ ตัวข้ามารศรี
ตอ่ หนา้ ฤๅษี มว้ ยดว้ ยราชา”
จะไวพ้ ระศพ (โสวตั กลอนสวด ๒๕๔๘: ๖๗)
เมยี จักอุ้มเจา้ จรเข้าศาลาลยั
แม้นเถงิ ศาลา
จง่ึ จกั ว่ิงวาง เข้ากลางอคั คี
๑ผเู้ ขยี นไดร้ บั แรงบนั ดำลใจและควำมรเู้ รอ่ื งแนวคดิ เกยี่ วกบั ฤๅษใี นวฒั นธรรมไทยจำกศำสตรำจำรยส์ กุ ญั ญำ สจุ ฉำยำ
ผูเ้ ขียนขอกรำบขอบพระคุณมำ ณ โอกำสน้ี
๑๘๗เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
ฤๅษีในหบี ลำยรดน้�ำ วดั บำงขนุ เทยี น กรุงเทพ
(ท่มี ำ: http://www.bloggang.com)
๕. พธิ ีศพแบบ “ศาสนาคริสต”์
ในวรรณคดีเร่ืองพระอภัยมณีของสุนทรภู่ มีกำรกล่ำวถึงพิธีศพของพระเจ้ำกรุงลงกำ
และพระโอรสคอื อศุ เรนซง่ึ อศุ เรนพโิ รธมำกทพ่ี ระอภยั มณชี งิ อภเิ ษกกบั นำงสวุ รรณมำลี ซง่ึ เปน็ คหู่ มนั้
ของอุศเรน เพื่อศักดิ์ศรีของลูกผู้ชำยและกษัตริย์ พระเจ้ำกรุงลงกำและอุศเรนจึงยกกองทัพเรือ
มำโจมตีเมืองผลึก ผลของกำรสงครำม พระเจ้ำกรุงลงกำถูกยิงด้วยธนูอำบยำพิษ จึงต้องหลบหนี
ขำ้ มฝง่ั ไปถงึ เกำะลงั กำ สว่ นอศุ เรนถกู จบั ตวั ไดแ้ ละถกู นำงวำลกี ลำ่ วเยำะเยย้ จนกระทงั่ อศุ เรนอกแตก
เสยี ชวี ติ แลว้ สง่ พระศพกลบั คนื ไปยงั กรงุ ลงั กำ พระเจำ้ กรงุ ลงั กำเจบ็ ดว้ ยธนอู ำบยำพษิ แลว้ มหิ นำ� ซำ�้
มำเจ็บพระทัยเพรำะเห็นพระศพของอุศเรน พระองค์จึงเสด็จสวรรคต นำงละเวงพระรำชธิดำจึงได้
เสด็จข้ึนครองรำชสมบัติกรุงลังกำต่อจำกพระรำชบิดำ นำงละเวงจึงให้จัดพิธีศพตำมแบบอย่ำงฝร่ัง
ลงั กำ ดังควำมตอนหนึ่งว่ำ
“ใครบรรลัยไปบอกพระบาทหลวง มาควกั ดวงเนตรให้ไปสวรรค์
มไี มข้ วางกางเขนเป็นส�าคัญ ขึน้ แปลธรรมเ์ ทศนาตามบาลี
วา่ เกดิ มาสามญั คนทงั้ หลาย มรี า่ งกายก็ลา� บากคอื ซากผี
ครั้นตัวตายภายหลังฝงั อินทรีย์ เอาเทา้ ชข้ี ้นึ นน้ั ดว้ ยอันใด
วิสัชนาว่าจะใหไ้ ปสวรรค์ ว่าเทา้ นัน้ น�าเดินดา� เนนิ ได้
๑๘๘ เสด็จสู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเช่อื ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
๘
โบสถว์ ัดซำงตำครู้ส หรอื กุฎจี ีน ตวั แทนของชุมชนชำวครสิ ตน์ กิ ำยโรมันคำทอลกิ ในกรงุ เทพฯ ภำพ
ซ้ำยเป็นโบสถห์ ลงั เก่ำ ภำพขวำเปน็ โบสถห์ ลงั ใหมท่ ่ีสร้ำงสมัยรชั กำลที่ ๕ (ท่มี ำ: ภูมิ ภตู ิมหำตมะ)
อันอนิ ทรีย์ชีวิตพลอยติดไป ครั้นเทา้ ย่างไปทางไหนไปทางนน้ั
จึงฝรั่งฝังผตี นี ชฟี้ า้ ใหบ้ าทาเย้ืองย่างไปทางสวรรค”์
(อ้ำงจำก สมปรำชญ์ อัมมะพนั ธ์ ๒๕๓๖: ๑๙๖)
เมื่อเทศนำหน้ำศพจบแล้วมีกำรสวด ให้เหล่ำวงศำคณำญำติท้ังหลำยนอนคว�่ำหน้ำ
เรียงรำยไปตำมถนน บำทหลวงเดินน�ำ มีลูกศิษย์ส่ีคนแบกศพเดินตำมหลังคนท้ังหลำยท่ีนอน
คว่�ำหน้ำเรียงรำยอยู่ บำทหลวงประพรมน�้ำมนต์ไปจนถึงห้องลับที่ใช้ฝังศพ น�ำศพซึ่งบรรจุถุง
ลงฝังในหลุมขนำดพอบรรจุศพ โดยเอำศีรษะลง ให้เท้ำช้ีฟ้ำ เอำก้อนหินทับไว้ บรรดำวงศ์ญำติ
ท้งั หลำยถวำยขำ้ วตอกดอกไม้ และมีกำรทำ� บุญกรวดน้ำ� ดงั คำ� กลำ่ ววำ่
ครนั้ สวดจบศพใสเ่ ข้าในถุง บาทหลวงนงุ่ ห่มดา� นา� ไปสวรรค์
อ่านหนังสือถอื เทียนเวยี นระวนั ลูกศษิ ย์น้ันแบกผีท้ังสีค่ น
ค่อยเดินตามข้างหลงั คนทั้งหลาย ทีน่ อนเรยี งรายขวางกลางถนน
บาทหลวงพระประพร�าดว้ ยน�้ามนต์ ตลอดจนห้องฝงั ก�าบังลบั
หกศรี ษะเอาศพใสห่ ลมุ ตรุ แต่พอจุศพถงุ เหมอื นปรงุ ปรับ
พระบาทบงสต์ รงฟ้าศลิ าทับ เคร่อื งคา� นับนนั้ กต็ ั้งหลงั ศิลา
ใหล้ กู หลานวา่ นเครือแลเชื้อสาย ไดถ้ วายขา้ วตอกดอกบปุ ผา
ให้กราบลงตรงบัลลังคต์ ง้ั บูชา เหมอื นกราบฝ่าพระบาทไมข่ าดวนั
แลว้ กรวดน้า� ท�าบญุ กบั บาทหลวง ตามกระทรวงส่งใหไ้ ปสวรรค์
คร้นั สา� เร็จเสรจ็ ศพทา� ครบครนั มาพร้อมกันบรรดาเสนาใน
(อำ้ งจำก สมปรำชญ์ อัมมะพันธ์ ๒๕๓๖: ๑๙๖)
๑๘๙เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
อย่ำงไรก็ตำม พิธีศพในศำสนำคริสต์ท่ีสุนทรภู่ได้เห็นมำน้ันก็เป็นกำรสังเกตจำกมุมมอง
ของคนนอกศำสนำท�ำให้มีควำมเขำ้ ใจผิดในบำงเรอ่ื ง ซึง่ จะวิเครำะหต์ อ่ ไป
๑.๖. พธิ ีศพแบบ “ศาสนาอิสลาม”
ในวรรณคดเี รอื่ งนทิ ราชาครติ วรรณคดใี นสมยั รชั กำลท่ี ๕ ตอนหลงั จำกทกี่ ำหลบิ ไดช้ บุ เลยี้ ง
อำบหู ะซนั ไวร้ บั รำชกำร และพระรำชทำนนำงนอซำตอลอวั ดดั ใหแ้ ตง่ งำนกบั อำบหู ะซนั แลว้ สองสำมี
ภรรยำคนู่ ไี้ ดใ้ ชจ้ ำ่ ยเงนิ ฟมุ่ เฟอื ยจนฐำนะยำกจนลง อำบหู ะซนั และภรรยำหลอกเอำเงนิ พระรำชทำน
จำกองคก์ ำหลิบและพระรำชินี โดยแกล้งท�ำเปน็ ตำยซึ่งมีกำรจดั กำรเก่ียวกบั ศพ กล่ำวไวเ้ พียงสั้นๆ
แต่ไม่มีพิธีกำรตอ่ เนอ่ื ง คือกำรฝังศพ เพรำะเปน็ กำรแกล้งท�ำเป็นตำยเท่ำนน้ั โดยกำรทำ� ศพนนั้ ใน
นิทราชาคริต บอกไว้สั้นๆ ว่ำเอำผ้ำห่อศพให้เรียบร้อย ผ้ำโพกศีรษะโพกบังหน้ำไว้ แล้วน�ำศพ
วำงลงในหีบศพ โดยจัดวำงให้ศพหันเทำ้ ไปทำงเมอื งเมกกะ ซง่ึ ถอื เปน็ เมืองของ “พระมะหะหมัด”
ดังคำ� ประพันธท์ ี่ว่ำ
“...น�าผา้ หอ่ ดงั ศพ ครบแล้วจัดลงหบี ดงั จะรบี ไปฝัง ผา้ โพกบังหน้าไว้
ต้ังเท้าให้ไปเฉพาะ เหมาะตรงเมืองเมกกะ คอื เมอื งพระมะหะหมัด...”
(อำ้ งจำก สมปรำชญ์ อมั มะพันธ์ ๒๕๓๖: ๓๓๒)
อย่ำงไรก็ตำม ขั้นตอนกำรจัดกำรศพตำมที่กล่ำวไว้ในวรรณกรรมนั้นต้องเข้ำใจว่ำเป็น
มุมมองที่สะท้อนผ่ำนทำงวรรณกรรม เพรำะวรรณกรรมนี้ถูกแปลจำกมำจำกวรรณกรรมอำหรับ
ท่เี ขยี นโดยชำวยุโรปอกี ทอดหนึ่ง และยงั เมอื่ ต้องแตง่ เป็นร่ำยแบบไทยและเขยี นอย่ำงยน่ ย่อ ท�ำให้
เกิดกำรสลับท่ีไปมำของขั้นตอนกำรจัดกำรศพตำมแนวทำงของอิสลำมไป กล่ำวคือ ถ้ำโดยหลัก
ของศำสนำอิสลำมแล้ว เม่ือมุสลิมเสียชีวิตจะเริ่มต้นด้วยข้ันตอนคือ ข้ันตอนท่ี ๑ ตั้งศพให้เท้ำหัน
ไปทำงเมอื งมกั กะฮฺ ขนั้ ตอนท่ี ๒ คลมุ ผำ้ ตลอดทง้ั รำ่ ง “ไมไ่ ดป้ ดิ แคห่ นำ้ ” โดยขนั้ ตอนที่ ๑ กบั ๒ นี้
เปน็ กำรรอเวลำระหวำ่ งแขกเหรอื่ มำเยยี่ มเยยี นญำตผิ ตู้ ำยและขอพรใหแ้ กผ่ ตู้ ำย ญำตใิ กลช้ ดิ บำงคน
อำจมำเปิดผ้ำคลุมเพ่ือดูหน้ำตำอ�ำลำอำลัยผู้ตำยเป็นคร้ังสุดท้ำย และรอเวลำอำบน�้ำศพ ต่อจำก
ข้ันตอน ๑-๒ กจ็ ะเปน็ ขั้นตอนท่ี ๓ อำบนำ้� ศพ ซ่ึงไม่ไดก้ ลำ่ วถึงไวใ้ นนทิ รำชำคริต ตอ่ จำกน้ันจะเป็น
ขนั้ ตอนที่ ๔ คอื กำรหอ่ ศพ และขั้นตอนท่ี ๕ คือ กำรบรรจศุ พใสห่ บี ขั้นตอนท่ี ๖ น�ำศพไปตัง้ หน้ำ
กลุ่มคนท่ีเข้ำแถวเพ่ือละหมำดขอพรให้แก่ผู้ตำย ข้ันตอนท่ี ๗ น�ำไปสุสำน ขั้นตอนสุดท้ำยคือ
กำรฝงั ศพ
จำกบทประพันธ์ในวรรณคดีดังยกมำข้ำงต้น จะเห็นได้ว่ำฉำกงำนพระศพที่ปรำกฏ
ในวรรณคดนี ทิ ำนไทยในสมยั อยธุ ยำถงึ รตั นโกสนิ ทร์ มกี ำรจดั งำนพระศพตำมธรรมเนยี ม “ลทั ธพิ ธิ ”ี
ทหี่ ลำกหลำยตำมศำสนำและควำมเชอ่ื ตำ่ งๆ ทป่ี รำกฏอยใู่ นสงั คมและวฒั นธรรมไทย อนั เปน็ บรบิ ท
ท่ีก่อให้เกิดกำรสร้ำงสรรค์วรรณคดี รวมถึงกำรใช้ฉำกพระศพตำมศำสนำนั้นๆ เพื่อเป็น “สีสัน
ทอ้ งถิ่น” (Local Colours) ใหเ้ ขำ้ กบั บรบิ ททม่ี ำของเรื่อง หรอื บริบทของตัวละคร เชน่ กำรทำ� พิธี
ศพแบบมสุ ลมิ ในเรอ่ื งนทิ รำชำครติ ซงึ่ เปน็ เรอื่ งแขก กำรทำ� ศพแบบครสิ ตแ์ กพ่ ระเจำ้ กรงุ ลงกำทเี่ ปน็
อำณำนคิ มองั กฤษและนับถือศำสนำคริสต์ เปน็ ต้น
๑๙๐ เสดจ็ ส่แู ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
๘
หลุมฝังศพของเจ้ำพระยำจักรี (แขก) ถงึ แก่อสัญกรรมเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๗ ฝังอยทู่ ่มี สั ยิดต้นสน กรุงเทพ
(ทม่ี ำ: http://break.muslimthaipost.com/upfile/2015/07/31/Jakree23.jpg)
“เจ้าพิธ”ี ในฉากงานพระศพ: ร่องรอยความเชอ่ื เก่า-ใหม่ ในวัฒนธรรมไทย
ในงำนพระศพท่ีปรำกฏในวรรณคดีนิทำนไทย ปรำกฏบทบำทของนักบวชที่ท�ำหน้ำที่
“เจำ้ พธิ ”ี จดั กำรงำนพระศพอยู่ ๓ กลมุ่ คือ ฤๅษี พระสงฆ์ และบำทหลวง ซึ่งสะทอ้ นให้เห็นร่องรอย
ควำมเชื่อเกำ่ -ใหม่ ในวัฒนธรรมไทย ดงั น้ี
๑. ฤๅษี
“ฤำษี” นับเป็นตัวละครนักบวชท่ีเก่ำแก่ท่ีสุดในวรรณคดีนิทำนไทย มีมำก่อนตัวละคร
นกั บวชอนื่ ๆ ในวรรณคดนี ทิ ำนในสมยั อยธุ ยำตวั ละครเอกสว่ นใหญล่ ว้ นตอ้ งไปเรยี นวชิ ำกบั พระฤๅษี
ทั้งส้ิน บำงคร้ังอำจมีฤๅษีที่ไม่ดีคิดร้ำยด้วย ตัวละครฤๅษีน้ียังเป็นเจ้ำพิธีที่ส�ำคัญในกำรท�ำหน้ำท่ี
ต่ำงๆ รวมถึงพิธีศพด้วย ฤๅษีในวรรณคดีนิทำนน้ีแตกต่ำงจำกพรำหมณ์ และไม่ได้แสดงถึง
กำรนบั ถอื เทพเจำ้ ในศำสนำพรำหมณแ์ ตอ่ ยำ่ งใด ตวั ละครฤๅษนี ย้ี งั คงมปี รำกฏตอ่ มำในรตั นโกสนิ ทร์
ด้วย เพอ่ื คงขนบกำรเล่ำเรื่องและใหม้ กี ลน่ิ อำย “ปรมั ปรำ” ท�ำหน้ำท่ีเปน็ อำจำรยผ์ ูส้ อนวชิ ำ หำกแต่
วรรณคดนี ทิ ำนในสมยั รตั นโกสนิ ทรส์ มยั หลงั นนั้ เมอื่ กลำ่ วถงึ ฉำกงำนพระศพจะกลำ่ วถงึ พระสงฆเ์ ปน็
ผ้ทู �ำพธิ ีแทน
อยำ่ งไรกต็ ำม ยงั พบวำ่ นอกจำกฤๅษแี ลว้ ในฉำกงำนพระศพของวรรณคดนี ทิ ำนโดยเฉพำะ
ในวรรณคดีนิทำนสมัยอยุธยำ ยังมักกล่ำวถึงกำรท�ำศพ หรือ เผำศพ ในหมู่พระญำติ โดยไม่มี
เจ้ำพิธีเช่นฤๅษี พระหรือพรำหมณด์ ้วย
๑๙๑เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
กำรท้งิ ทำนกัลปพฤกษ์ในงำนพระเมรุ
จติ รกรรมฝำผนงั วดั หนอ่ พุทธำงกรู จังหวดั สพุ รรณบุรี
๒. พระสงฆ์
ตัวละครนักบวช “พระสงฆ์” เริ่มเข้ำมำมีบทบำทในสมัยสมัยรัตนโกสินทร์อย่ำงชัดเจน
ในฉำกงำนพระศพที่ปรำกฏในวรรณคดีนิทำนไทย แสดงให้เห็นกำรประดิษฐำนพระพุทธศำสนำ
ท่มี ่ันคง เริม่ มีกำร “สลัดควำมปรัมปรำ” จำกกำรใชต้ วั ละครฤๅษี และแทนทีด่ ้วยตัวละครพระสงฆ์
และพิธีศพทำงพุทธศำสนำมำกขึ้น ขณะที่แต่เดิมใช้ตัวละครฤๅษี ประกอบพิธีตำมคติพรำหมณ์
ผสมควำมเชือ่ ดั้งเดิม (ศำสนำผ)ี
นอกจำกนใี้ นวรรณคดนี ิทำนสมยั รตั นโกสินทรบ์ ำงเรอื่ ง ยงั มกี ำรกลำ่ วถึงตัวละครนกั บวช
“ฤๅษี” “พรำหมณ์” ในควำมหมำยของ “พระสงฆ์” เพรำะเลียนพฤติกรรมพระสงฆ์ ดังปรำกฏ
ในนทิ ำนคำ� กลอนสนุ ทรภเู่ รอ่ื ง สงิ หไกรภพ ตอน สงิ หไกรภพใหจ้ ดั งำนถวำยเพลงิ พระศพทำ้ วอนิ ณมุ ำศ
และพระนำงจนั ทร ควำมวำ่
“พวกโยคชี พี ราหมณ์ขึ้นสามซา่ ง หนังสือกางตา่ งประกวดสวดคาถา
เหล่าฤๅษชี ไี พรใส่ชฎา นิมนตม์ าบงั สกุ ุลท�าบุญทาน
ถวายร่มพรมหนังเครอื่ งสงั เค็ด คร้นั สรรพเสรจ็ สวดสิกขาฉนั อาหาร
ฝา่ ยชาวคลงั บงั คมก้มกราบกราน ขน้ึ ทง้ิ ทานกา� พฤกษเ์ สียงคกึ คัก”
(สิงหไกรภพ ๒๕๕๘: ๒๕๒)
๑๙๒ เสด็จส่แู ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอื่ ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
๓. บาทหลวง ๘
ตวั ละครบำทหลวงนมี้ ปี รำกฏเพยี งเรอ่ื งเดยี วคอื ในวรรณคดเี รอื่ ง พระอภยั มณี ของสนุ ทรภู่
ซงึ่ ขณะนนั้ สยำมเรม่ิ ไดร้ บั อทิ ธพิ ลตะวนั ตก มคี วำมรบั รเู้ รอื่ งครสิ ตศ์ ำสนำมำกขนึ้ ดงั นน้ั เมอ่ื สนุ ทรภู่
จะกลำ่ วถงึ งำนศพของพระเจำ้ กรงุ ลงกำและอศุ เรนซงึ่ เขำ้ รตี จงึ เลอื กจะทำ� พธิ โี ดยบำทหลวงมำกกวำ่
ใช้ตัวละครฤๅษี หรอื พระสงฆ์
อย่ำงไรก็ดี พิธีฝังศพแบบฝรั่งตำมท่ีสุนทรภู่กล่ำวไว้ในเร่ืองพระอภัยมณีน้ันท่ีกล่ำวว่ำ
ฝงั ศพโดยเอำเท้ำช้ีฟ้ำนั้นพบวำ่ ไมม่ ที �ำกนั ในกำรฝงั ศพของชำวครสิ ต์ เช่นเดียวกนั กับกำรกรวดน�้ำ
ที่เป็นกำรท�ำบุญแบบชำวไทยพุทธ ส่วนในแง่ของนิกำยน้ันงำนศพน้ีน่ำจะเป็นคำทอลิก เพรำะ
“บำทหลวงนงุ่ หม่ ดำ� ” ซงึ่ มศี กั ดเิ์ ปน็ สงั ฆรำช สำ� หรบั พธิ ฝี งั ศพทำงศำสนำครสิ ตน์ กิ ำยโรมนั คำทอลกิ
เปลือ้ ง ณ นคร ไดอ้ ธิบำยไว้วำ่
เมื่อมีผู้ถึงแก่กรรม เจ้ำภำพจะอำบน้�ำศพ ผลัดเปล่ียนเส้ือผ้ำให้เรียบร้อย แล้วบรรจุศพ
ในโลง หรืออำจต้ังศพไว้รอญำติมิตรให้พร้อมเพรียง ในขณะท่ีญำติมิตรที่มำค�ำนับศพจะสวดอุทิศ
ให้แก่ผู้ตำย บทสวดนั้นถ้ำผู้ตำยเป็นคนไทยก็จะสวดเป็นภำษำไทยตำมบทท่ีทำงศำสนำได้รวมไว้
ในหนังสือชื่อ “ภาวนา” ในบทสวดนั้นมีใจควำมให้ระลึกถึงพระเยซู และขอให้พระเจ้ำเมตตำต่อ
วิญญำณของผู้ตำยครั้นถึงก�ำหนดฝัง เจ้ำภำพจะน�ำศพซ่ึงบรรจุเรียบร้อยแล้วมำต้ังบนคำนหำม
ทหี่ นำ้ โบสถ์ แล้วบำทหลวงจะออกรบั ศพ พรอ้ มศิษย์ถือกำงเขน (cross bearer) ๑ คน ถอื เทียน
(acolyte) ๒ คน ถือเตำ้ กำ� ยำน (censer) ๑ คน ถือเตำ้ น�้ำเสก (holy water vessel) ๑ คน และ
คสู่ วด (chorister) (บำ้ งแปลวำ่ นักขับ) ถำ้ มี
เมื่อบำทหลวงมำถึงที่ต้ังศพ ท่ำนจะพรมน้�ำมนต์ คือน�้ำเสกท่ีหีบศพ และสวดมนต์
ตำมลัทธิศำสนำ มนต์ที่สวดน้ันเป็นภำษำละติน บทท่ีสวดช่ือ Exsequiarum Ordo มีใจควำม
ขอขมำโทษตอ่ พระผเู้ ปน็ เจำ้ ไถบ่ ำปตำ่ งๆ ทผ่ี ตู้ ำยทำ� ไว้ และขอประทำนพระกรณุ ำโปรดใหว้ ญิ ญำณ
ผตู้ ำยไดเ้ สวยสขุ ในสวรรค์ ครน้ั แลว้ บำทหลวงจะนำ� ศพเขำ้ ไปสวู่ ดั ทำ่ นจะสวดมนตเ์ รอื่ ยไป เมอื่ จบบท
แลว้ ท่ำนจะเดินเวียนหบี ศพพลำงพรมนำ้� เสก และโยนเต้ำกำ� ยำน เตำ้ กำ� ยำนนัน้ ใสถ่ ่ำนไฟมสี ำยถือ
บำทหลวงจะจับสำยถือยกสูงขึ้นรำวหน้ำอก แล้วแกว่งเต้ำก�ำยำนข้ึนลงไปข้ำงหน้ำรอบๆ ศพ
(สมปรำชญ์ อมั มะพนั ธ์ ๒๕๓๖: ๑๙๖)
ครั้นแล้วท่ำนจะน�ำศพไปยังป่ำช้ำ โดยมีเด็กถือเทียนและถือกำงเขนน�ำท่ำน และคู่สวด
จะสวดน�ำไปจนถึงหลุมศพ คนที่มำในพิธีเดินตำมศพไปเม่ือกระบวนถึงท่ีฝัง (หรือที่บรรจุ) แล้ว
บำทหลวงจะพรมน�้ำเสก และโยนก�ำยำนที่หลุมศพ และที่ฝังศพอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับสวดมนต์
ไปจนจบบท เจ้ำภำพจึงยกศพลงวำงยำวในหลุม แล้วเจ้ำภำพจะหยิบดินก้อนหนึ่งส่งให้บำทหลวง
บำทหลวงรับก้อนดินโยนลงหลุมแล้วท่ำนก็กลับ เจ้ำภำพจะอยู่จัดกำรกลบดินให้เรียบร้อย ปักไม้
กำงเขนสลกั ช่ือผู้ตำยไว้บนทีฝ่ ัง เป็นอันจบพธิ ี (สมปรำชญ์ อัมมะพนั ธ์ ๒๕๓๖: ๑๙๗)
จำกข้อมูลดังน�ำเสนอมำจะเห็นได้ว่ำฉำกงำนพระศพในวรรณคดีไทยได้สะท้อนให้เห็น
ร่องรอยของควำมเชื่อดั้งเดิมและศำสนำใหม่ที่ผสมผสำนกันและมีปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมไทย
ควำมหลำกหลำยของตัวละครนักบวชที่ปรำกฏอยู่ในฉำกงำนพระศพยังแสดงให้เห็นถึงพัฒนำ
กำรของสังคม รวมถงึ พลวัตของวธิ ีคิดและควำมเช่ืออีกดว้ ย
๑๙3เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
“โศกอันเกษม” วา่ ดว้ ยบรรยากาศในฉากงานพระศพในวรรณคดีนทิ านไทย
ฉำกงำนพระศพในวรรณคดีนิทำนไทย นอกจำกจะแสดงให้เห็นถึงร่องรอยและพลวัต
ของควำมคดิ ควำมเชื่อในสังคมไทยแล้ว เมือ่ พิจำรณำถงึ นำ�้ เสียงและบรรยำกำศในฉำกงำนพระศพ
จะเห็นได้ว่ำมีทั้ง “ควำมโศก” และ “ควำมสนุก” มีทั้งอำรมณ์ของควำมสูญเสีย และอำรมณ์ของ
กำรเฉลิมฉลองไปพรอ้ มกัน ดงั จะไดอ้ ธบิ ำยดงั น้ี
๑. วธิ คี ิดแบบสามญั ชน “โศกเพราะสญู เสยี ”
แมว้ ่ำตวั ละครพระรำชำ เจำ้ หญิง เจ้ำชำย ในวรรณคดจี ะเต็มไปด้วยคตเิ รอื่ งพระโพธิสตั ว์
จุติมำ หรอื พระเปน็ เจ้ำแบ่งภำคมำก็ตำม หำกแตเ่ มื่อมกี ำรตำยเกิดขน้ึ ยอ่ มนำ� มำซ่ึงควำมโศกเศร้ำ
ของผู้ใกล้ชิด แม้จะมีควำมเชื่อว่ำจุดหมำยในกำรเดินทำงหลังควำมตำยของเขำเหล่ำนั้นจะไปยัง
ภพภูมิท่ีดีและสูงส่งก็ตำม แต่มโนส�ำนึกใน “ควำมเป็นสำมัญชน” ท่ียังเต็มเปี่ยมไปด้วยรักโลภ
โกรธหลง จึงปรำกฏอยู่ในควำมคิดของชนชั้นสูงด้วยเช่นกัน ควำมโทมนัสปริเทวนำกำรเหล่ำน้ัน
ไดส้ ะท้อนผ่ำนฉำกงำนพระศพในวรรณคดนี ทิ ำนไทยด้วย ดงั น้ี
เรวตั ภูบาล เขา้ ไปกราบกราน ศพพระบดิ า
พระคณุ อยู่เกลา้ ข้าเจ้านักหนา ชบุ เลีย้ งลูกมา ไดค้ รองภพไตร
พระมาสน้ิ บญุ ลกู จะเหน็ ใคร
มทิ ันแทนคุณ จะพ่งึ ผู้ใด ค้มุ เกลา้ เกศา
ดั่งร่มโพแกว้ ล้มแลว้ ลบั ไป ท่อี าศยั ผอง สัตว์ทัว่ โลกา
ฝูงราษฎรป์ ระชา เศรา้ โศกหมองศรี
ท้าวคอื โพทอง เหน็ น่าอนาถ ล้มกบั ธรณี
ล้มแล้วบฟ่ ้นื ไม่คนื กลับมา คร้นั รสู้ มประดี กลา่ วเกลย้ี งวาจา
(พระสีเ่ สาร์กลอนสวด ๒๕๔๗: ๘๒-๘๓)
ทา้ วคือเมรุมาศ
ทรงกันแสงไห้ ไรมากมี
หรอื ในเร่อื ง พระอภัยมณี กป็ รำกฏเช่นกนั ตวั อย่ำงเช่น
โอส้ นิ้ บุญทูลกระหม่อมจอมกษัตริย์ เหมอื นใครตดั เกศาลูกอาสญั
จะคลาศเคล่ือนเดือนปีทุกวี่วัน จนลว่ งลับกปั กลั ป์พุทธนั ดร
พระกล่อมเลย้ี งเลย้ี งลกู จะปลกู ผงั ถึงผิดพลั้งสารพัดไดต้ รัสสอน
เวรวิบตั ิพลดั พรากจากนคร ให้จา� จรจ�าพรากจา� จากไป
หมายวา่ พระจะส�าราญผา่ นสมบัติ แมข้ ้องขดั คงจะแจ้งแถลงไข
ครัง้ นพี้ ระสวรรคครรไลย ไมเ่ หน็ ใจเจา้ ประคุณกรณุ า
พระครวญครา่� ร�าพรรณพลู เทวษ ชลเนตรพร่งั พรายทงั้ ซ้ายขวา
ท้ังนงลักษณ์อคั เรศเกษรา พลอยโศกาก�าสรดระทดใจ
(พระอภยั มณี ๒๕๔๔: ๓๒๓-๓๒๔)
๑๙4 เสดจ็ สแู่ ดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
๘
โรงมหรสพในงำนพระเมรุ จติ รกรรมฝำผนงั ทร่ี ะเบียงคดวัดพระศรีรตั นศำสดำรำม
(ท่มี ำ: http://tpir53.blogspot.co.uk/2011/05/blog-post_09.html)
๒. วิธีคิดแบบกษัตรยิ พ์ ุทธราชา “เกษมสุขเพราะพระโพธิสตั วค์ ืนสวรรค”์
คนไทยเชอื่ วำ่ พระรำชำเปน็ สมมตเิ ทพ รวมถงึ เปน็ พระหนอ่ พทุ ธเจำ้ หรอื พระโพธสิ ตั ว์ ทจี่ ตุ ิ
หรอื อวตำรลงมำเกดิ เพอื่ ทำ� ภำรกจิ ในกำรชว่ ยมวลมนษุ ยชำติ ดงั นนั้ “กำรตำย” ของพระรำชำจงึ เปน็
สญั ญำณของกำรส้ินสุดภำรกจิ หมดพระรำชภำระในโลกมนุษย์ จงึ เปน็ เร่อื งน่ำยนิ ดคี วรแกก่ ำรเฉลิม
ฉลองครงั้ ใหญ่ เนอื่ งจำกจะเสดจ็ กลบั คนื สสู่ วรรคห์ รอื ภมู อิ นั เปน็ ทปี่ ระทบั มำแตเ่ ดมิ ดว้ ยเหตนุ ี้ ในฉำก
งำนพระศพในวรรณคดนี ทิ ำนของไทยจงึ ปรำกฏมหรสพและควำมครกึ ครนื้ จำกงำนเฉลมิ ฉลองเนอื่ ง
ในงำนพระเมรดุ ว้ ย ตัวอย่ำงเช่นในอเิ หนาไดพ้ รรณนำไวว้ ่ำ
๏ บัดนั้น พนกั งานการเลน่ ทุกภาษา
ทง้ั หนุ่ โขนโรงใหญ่ชอ่ งระทา มานอนโรงคอยท่าแต่ราตรี
ครนั้ พระศพชกั มาถงึ หน้าเมรุ กโ็ ห่ฉาวกราวเขนขึ้นองึ ม่ี
ต่างเล่นเต้นร�าท�าท่วงที เสียงฆอ้ งกลองตีทุกโรงงาน ฯ
(พระบำทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หล้ำนภำลยั ๒๕๕๘: ๖๑)
อีกท้ังในงำนพระศพที่มีกำรจัดงำนร่ืนเริงน้ียังถือได้ว่ำเป็นพ้ืนท่ีทำงสังคมท่ีหนุ่มสำวจะได้
มำพบปะกนั ดังบทกลอนดงั ตอ่ ไปนี้
๏ บดั นั้น ฝงู ประชามาสนิ้ ทุกถ่นิ ฐาน
พวกผู้หญิงสาวสาวชาวร้าน เดินเท่ยี วดงู านพลา่ นไป
นักเลงเหลา่ เจ้าชฉู้ ุยฉาย นงุ่ ลายฉีกผา้ ดดั ตัดผมใหม่
ดัดจรติ ปดิ ขมับทาไพล หม่ แพรหนังไก่สองเพลาะ
๑๙5เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
เห็นสาวสาวเหล่าขา้ หลวงเรือนนอก สะกิดบอกเพื่อนกนั คนน้นั เหมาะ
บา้ งเดนิ เวยี นแวดชายรา่ ยเราะ พูดปะเหลาะลดเลี้ยวเกย้ี วพาน
(พระบำทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหล้ำนภำลัย ๒๕๕๘: ๖๑)
เชน่ เดยี วกนั กบั ในบทพระสเี่ สารก์ ลอนสวดทใ่ี นงำนพระศพเตม็ ไปดว้ ยโรงโขน โรงหนงั โรงหนุ่
โรงละคร มีกำรเตน้ ร�ำระบ�ำ เลน่ ดนตรี จุดพลุจุดประทัดกันอย่ำงสนุกสนำนจน “ดเู ล่นเฮฮำ” ดังนี้
โรงโขนโรงหนงั โรงเทพทองต้งั ระทาดอกไม้
โรงหนุ่ โรงละคร ทงั้ มอญทัง้ ไทย ทวายรา� ปรบไก่ ตะไลจงั หัน
หลายต้นพฦิ ก มจี บครบครัน
มีตน้ กรรมพฤกษ์ ผ้าเหลอื งอนันต์ เต็มทั้งพลบั พลา
ศาลาฉ้ทาน ตระการเรยี งรัน สา� เร็จเสดจ็ การ ตามมบี ญั ชา
ข้ึนรถรจนา วิเชียงอ�าไพ
แตง่ แลว้ บ่นาน สนัน่ มี่ก้อง อกึ ทกึ กนั ไป
เชิญสองพระบาท ยรุ ยาตรลลี า กลองชนะกลองไชย แหแ่ หนแนน่ มา
เลอื่ นลนั่ ครั่นครึก กึกก้องโกลา
แตรสังข์ฆ้องกลอง อา� มาตยเ์ สนา ลอ้ มพระศพไป
พณิ พาทยม์ โหรี ดีดสขี บั ไม้ เวยี นตามทา� นอง สามรอบเมรุไชย
วางศพท้าวไท บนแทน่ รจนา
โหร่ อ้ งก้องกึก คนเล่นเต้นรา� ต่างตา่ งภาษา
รปู สตั วป์ รากฏ หน้ารถราชา เขมรละว้า ฝาหร่งั แขกไทร
ไว้เจด็ ราตรี สน่นั หวน่ั ไหว
ครนั้ ถึงเมรทุ อง สงั ข์แตรแซไ่ ป ไม่เว้นเวลา
เชญิ พระศพท้าว ปิ่นเกล้าภพไตร ผคู้ นแออดั ดเู ลน่ เฮฮา
ไฟพะเนยี งเสียงซ่า นกบนิ ครามครนั
โขนหนังระบ�า (พระสเี่ สารก์ ลอนสวด ๒๕๔๗: ๘๔)
หนุ่ จนี หุน่ ไทย ลาวมอญพมา่
นอนศพภมู ี
บงั สุกุลชกั ผา้ รวู้ ่าเท่าไร
จดุ พลุประทัด
จุดกรวดจงั หนั กวดขนั ทกุ ทา่
จะเหน็ ไดว้ ำ่ ฉำกงำนพระศพในวรรณคดไี ทยทำ� ใหเ้ หน็ ลกั ษณะของ “โศกอนั เกษม” เปน็ กำร
ผสำนระหวำ่ งอำรมณท์ ง้ั สองคอื ทง้ั บรรยำกำศของควำมโศกเศรำ้ และบรรยำกำศของควำมสขุ เกษม
ยินดีในครำวเดียวกันด้วย สุจิตต์ วงษ์เทศ ให้ควำมเห็นด้วยว่ำ เหตุท่ีงำนศพในอุษำคเนย์
มีมหรสพงำนรืน่ เริงไม่โศกเศร้ำเพียงอยำ่ งเดยี ว เพรำะเชื่อวำ่ จะเปน็ กำรเรียกให้ขวญั ไดย้ นิ ชักชวน
ขวญั กจ็ ะกลับถูกทำง เพื่อคืนสรู่ ำ่ งตำมเดิม (สจุ ิตต์ วงษเ์ ทศ ๒๕๖๐ ดบู ทควำมในเล่มเดียวกนั )
ความสง่ ทา้ ย
แมฉ้ ำกงำนพระศพจะเปน็ เพยี งสว่ นเลก็ ๆ ในองคป์ ระกอบของวรรณคดนี ทิ ำนไทย หำกแตเ่ มอื่
นำ� มำพจิ ำรณำจะเหน็ คณุ คำ่ และรอ่ งรอยควำมรสู้ กึ นกึ คดิ ของผคู้ นในยคุ สมยั นน้ั ผำ่ นขนบกำรเลำ่ เรื่อง
๑๙๖ เสด็จสูแ่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเช่ือในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
ในรูปของร้อยกรอง แต่ฉำกงำนพระศพในวรรณคดีนิทำนสมัยอยุธยำถึงรัตนโกสินทร์ก็ได้สะท้อน ๘
ให้เห็นร่องรอยและพลวัตของศำสนำและควำมเช่ืออันหลำกหลำยของสังคมไทย ท้ังน้ีเป็นเพรำะ
ศำสนำผีท่ีเป็นศำสนำด้ังเดิมไม่เคยตำย หำกแต่ผสมผสำนเข้ำกับควำมเช่ือจำกภำยนอกทั้งพุทธ
และพรำหมณ์ รวมถงึ คนไทยเองยงั มปี ฏสิ มั พนั ธก์ บั ชนชำตหิ ลำกชำตพิ นั ธแ์ุ ละศำสนำทำ� ใหพ้ บเหน็
พธิ ศี พต่ำงๆ
มุมมองต่อควำมตำยของไทยแตด่ ง้ั เดิมมลี ักษณะเปน็ “โศกอันเกษม” ซึง่ นบั เปน็ ลกั ษณะ
เดน่ ประกำรหนงึ่ ของงำนศพในอษุ ำคเนยท์ ไี่ มเ่ นน้ ควำมโศกเศรำ้ เพยี งอยำ่ งเดยี ว หำกมงี ำนมหรสพ
ร่วมด้วย แต่เหตทุ ่ีงดให้งำนศพเหลือเพียงควำมโศกเศรำ้ น้นั เกิดข้ึนในสมัยรชั กำลที่ ๖ เทำ่ นั้น
นอกจำกน้ีแล้ว ฉำกงำนพระศพในวรรณคดียังสะท้อนให้เรำเห็นถึงเรื่องรำวในอดีต
ได้อีกหลำยแง่มุม ตัวอย่ำงเช่นกำรสะท้อนควำมสัมพันธ์ระหว่ำงเมืองหลวงกับเมืองบริวำรในลิลิต
พระลอ ท่ีเมือ่ มีงำนพระศพจะมีกำรเชิญทตู แต่ละเมอื งมำเป็นสว่ นใหญ่ ควำมวำ่ “แล้วธกต็ รัสให้หา
ทูตานทุ ูตมาไซร้ ใหจ้ า� ทูลพระราชสาสน์ อกี บรรณาการเหลือหลาย ไปถวายแด่พระบาท ไทธ้ ิราช
บญุ เหลอื เครอื ทินกรราชชนนี ภควดฟี งั พจนสาร ถว้ นทุกประการประกาศ” ซงึ่ แสดงถงึ พระบำรมี
ของกษัตริย์ผู้ล่วงลับ และกำรหยั่งเชิงบรรดำเมืองบริวำรว่ำยังจงรักภักดีต่อกษัตริย์พระองค์ใหม่
หรอื ไม่
อำจกล่ำวได้ว่ำ วรรณคดีไม่ได้มีคุณค่ำเพียงเพ่ือสุนทรียศำสตร์เท่ำน้ันหำกแต่ยังบรรจุ
ดว้ ยมติ ิทำงประวตั ิศำสตร์ สงั คม และวฒั นธรรมทยี่ ังรอใหว้ ิเครำะห์และตีควำมอกี นำนปั กำร
๑๙๗เสด็จสแู่ ดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชือ่ ในงานพระบรมศพและพระเมรมุ าศ
รายการอา้ งอิง
นทิ ำนค�ำกลอนสนุ ทรภู่เรื่อง สิงหไกรภพ. ๒๕๕๘. กรงุ เทพฯ: กรมศิลปำกร.
บทละครนอกเรือ่ ง ยขุ ัน. ๒๕๔๘. กรุงเทพฯ: กรมศลิ ปำกร.
พระบำทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลำ้ นภำลัย. ๒๕๕๘. บทละครเร่อื ง อเิ หนา. กรงุ เทพฯ: โครงกำรวชิรญำณ.
พระสเี่ สารก์ ลอนสวด. ๒๕๔๗. กรุงเทพฯ: กรมศลิ ปำกร.
ลิลิตพระลอ. ๒๕๐๘. กรุงเทพฯ: ศลิ ปำบรรณำคำร.
สมปรำชญ์ อัมมะพนั ธ์. ๒๕๓๖. ประเพณแี ละพธิ ีกรรมในวรรณคดีไทย. กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร.์
สจุ ติ ต์ วงษ์เทศ. ๒๕๕๙. “งำนศพด้ังเดมิ แบบไทยๆในอษุ ำคเนย์ แต่งชดุ สตี ำ่ งๆ ชดุ ด�ำไวท้ กุ ข์ เป็นประเพณี
ได้จำกฝร่งั เพ่งิ มีสมัย ร.๕”, มติชนออนไลน.์ วันที่ ๑๖ ตลุ ำคม ๒๕๕๙. Avialable at: http://
www.matichon.co.th/news/323920 [สืบค้นเม่อื : ๗ เม.ย. ๒๕๖๐]
โสวัตกลอนสวด. ๒๕๔๘. กรงุ เทพฯ: กรมศิลปำกร.
๑๙๘ เสด็จสู่แดนสรวง
ศิลปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ
พิธีกงเตก๊ ๙
ในราชส�านกั ไทย
รองศาสตราจารย์ ดร.สรุ สทิ ธ์ิ อมรวนิชศักด์ิ
สาขาวิชาภาษาจนี คณะศิลปศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
บทนา�
“กงเตก๊ ” เป็นคำ� จีน ออกเสยี งสำ� เนยี งจนี กลำงวำ่ “กงเต๋อ” (功德) มหำพจนำนุกรมภำษำ
จนี ได้ใหค้ วำมหมำยไวว้ ่ำ เป็นคำ� ในพทุ ธศำสนำ ค�ำว่ำ “กง” คือกำรกระทำ� ทก่ี ่อใหเ้ กดิ สมั ฤทธิผล
สำมำรถท�ำลำยวงล้อแห่งกำรเวียนว่ำยตำยเกิดหรือวัฏสงสำรของสรรพสัตว์สู่พระนิพพำน ค�ำว่ำ
“เตอ๋ ” คอื คณุ ธรรมทผ่ี ปู้ ระกอบกรรมดี กำรกระทำ� วำ่ ดว้ ย “กงเตอ๋ ” คอื กำรสวดมนต์ กำรบำ� เพญ็ ศลี
ภำวนำและทำน เป็นต้น (汉语大词典编辑委员会 1995) ดังน้ัน พิธีกงเต๊กเป็นกำรท�ำบุญให้แก่
ผลู้ ว่ งลบั เพอ่ื สง่ วญิ ญำณไปสภู่ พภมู ทิ ดี่ ขี น้ึ พธิ กี รรมดงั กลำ่ วถอื เปน็ ชว่ งเวลำทล่ี กู หลำนไดแ้ สดงออก
ถงึ ควำมกตัญญูกตเวทิตำต่อผวู้ ำยชนม์
สงั คมไทยรจู้ กั คำ� วำ่ “กงเตก๊ ” มำนำนแลว้ จนเปน็ ทร่ี จู้ กั ดขี องผคู้ นตง้ั แตช่ นั้ รำกหญำ้ จนถงึ
รำชส�ำนักท่ีมีควำมเกี่ยวพันกับวิถีจีน พจนำนุกรมฉบับรำชบัณฑิตยสถำนปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้เก็บ
คำ� วำ่ “กงเตก๊ ” โดยใหค้ วำมหมำยวำ่ “การทา� บญุ ใหแ้ กผ่ ตู้ ายตามพธิ ขี องนกั บวชนกิ ายจนี และญวน
มกี ารสวดและเผากระดาษทที่ า� เปน็ รปู ตา่ งๆ มบี า้ นเรอื น คนใช้ เปน็ ตน้ ” (รำชบณั ฑติ ยสถำน ๒๕๕๖:
๓) สว่ นศพั ทำนกุ รมวฒั นธรรมไทยได้อธิบำยควำมหมำยของคำ� วำ่ “กงเต๊ก” คอื “การท�าบญุ ให้แก่
ผตู้ ายตามพธิ ขี องพระจนี และพระญวน ตรงกบั คา� วา่ “ทกั ษณิ านปุ ทาน” ของพทุ ธศาสนาฝา่ ยหนิ ยาน
กระทา� นับจากวนั ตาย คอื เม่ือครบ ๗ วัน ๒๑ วัน ๓๕ วัน ๕๐ วนั และ ๑๐๐ วัน มีการสวดอัญเชญิ
พระพทุ ธเจ้ามาสูพ่ ธิ ี เชญิ ดวงวิญญาณของผ้ตู ายมารับบญุ เสร็จแล้วส่งกลบั ยังปรโลก และมกี ารเผา
กระดาษเงินกระดาษทอง กระดาษท่ีท�าเป็นรูปต่างๆ มีบ้านเรือน เคร่ืองอุปโภคบริโภค คนรับใช้
ธนบตั รปลอม เปน็ ตน้ เพอ่ื สง่ ไปใหผ้ ตู้ ายไดใ้ ชใ้ นปรโลก” (ปรชั ญำ ปำนเกตุ ๒๕๕๘: ๒๒) นอกจำกนี้
ยังไดเ้ กบ็ คำ� ว่ำ “กงเต๊กหลวง” ไว้ด้วย อธิบำยควำมว่ำ “พธิ ีบ�าเพ็ญพระราชกุศลอุทศิ ถวายในงาน
พระศพเจ้านายตามพิธีของพระจีนและพระญวน” (ปรชั ญำ ปำนเกตุ ๒๕๕๘: ๒๒)
๑๙๙เสดจ็ สู่แดนสรวง
ศลิ ปะ ประเพณี และความเชอ่ื ในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ