The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้เยาวชนดี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2021-05-19 03:14:18

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้เยาวชนดี

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้เยาวชนดี

Keywords: ปลูกฝังคุณธรรมเด็ก

คู่มือปลูกฝื'งคุณธรรมเด็กว้'ยแรกเกิด - ว้ยแรกรุ่น

www.kalyanamitra.org

คุณความดีของหนังสีอเล่มนี้

พวกเราขอมอบให้แด่หลวงปูบุญรัก

ปูย่าตายาย คุณพ่อคุณเฟ

ครูบาอาจารย์ทุกฟาน ที่ทุ่มเทความรัก

ความเมตตา ความเอาใจไล่

เคี่ยวเข็ญ สังสอน อบรมให้พวกเรา

รู้จักถูก-ผิด ดี-ชั่ว บุญ-บาป ควร-ไม่ควรทำ

โดยไม่มีข้อแม้ เงื่อนไขในความขลาดเขลา

เบาปัญญาของพวกเราทั้งนี้น

www.kalyanamitra.org

คำ นำ

หากเราย้อนกลับไปดูอดีตของประเทศไทย เราจะพบว่า ประเทศ
ไทยเศยเป็นผู้นำทางด้านการเมืองการปกศรอง วิทยาศาสตร์เทศโนโลยี
การต่างประเทศ การเศรษฐกิจ การสืกษาและวัฒนธรรม และอีกหลาย

สิงที่เหนือกว่าหลายๆ ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้มาก่อน
แต่ทำไมวันนี้ ณ ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ หลายๆ เรื่องที่เราเคยเป็นผู้นำ เรา

กลับล้าหลังไปแล้ว

เลี้ยงดูกอย่างไร ไห้เมืองไทยได้เยาวชนดี .

www.kalyanamitra.org

เหตุที่ทำให้เราล้าหลังก็เพราะว่า ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
ก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา แต่ประเทศของเรายํ่าอยู่กับที่มานาน

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยของเรา จึงได้มีการปฏิรูปต่างๆ มากมาย
ทั้งปฏิรูประบบราชการ ระบบการสืกษา และระบบงานอื่นๆ เพื่อ
ต้องการจะนำประเทศไทยกลับมาอยู่ในระดับหัวแถวของภูมิภาคอีกศรั้ง
และพร้อมที่จะจับมีอกับประเทศเพื่อนบ้าน สร้างสรรค์ภูมิภาศเอเชีย

ตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นฐานเศรษฐกิจของทวีปเอเชียในอนาศต

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามองไปทั่วโลกเวลานี้ เราจะพบว่า ในโลก

นี้มีวิธีการปฏิรูปที่มากมายเหลือเกิน ซึ่งถ้าสืกษาต่อใป ก็จะพบว่า ใน
ทฤษฎีการปฏิรูปเดียวกันนั้น บางแห่งปฏิรูปได้ผล แต่บางแห่งไม่ได้ผล

ปฏิรูปไปแล้วกลับล้มเหลวหนักกว่าเก่าเลืยอีกก็มี

การดีกษาทฤษฎีการปฏิรูปในระบบต่างๆ จึงเป็นที่ถกเถียงกัน

อย่างหนักว่า

อะไรเป็นตัวแปรให้วิธีการปฏิรูปอย่างเดียวกัน แต่ใด้ผลใม่

เหมีอนกัน ?

คำ ตอบ คือ ขาดการปฎิรูปการสร้างศน

ปัญหาทุกอย่างเกิดจากศน ยกตัวอย่างเซ่น ปัญหาคอรัปข้น เมื่อ
พันกว่าปีที่แล้ว ก็มีการศอรัปข้น ผ่านมาถึงวันนี้ เป็นยุคที่โลกเจริญด้วย
เทคโนโลยี และการลือสารต่างๆ แต่ปัญหาคอรัปชั่น ก็ยังคงอยู่ นั่น

หมายความว่า โลกเปลี่ยนแปลงแต่เทคโนโลยี แต่กิเลสคนไม่เคยเปลี่ยน

เลื้ยงลูกอย่างไรให้เมีองไทยได้เยาวชนดี คำ นำ

www.kalyanamitra.org

ด้วยเหตุนี้ ประวัติศาสตร์ของรัฐบาลในอดีตของหลายๆ
ประเทศจึงสอนเราว่า แม้รัฐบาลจะมีรูปแบบการปฏิรูปด้วยระบบที่สุด
จะวิเศษเพียงไรก็ตาม แต่ถ้าขาดการปฏิรูปการเลี้ยงดูบุตรหลานให้เป็น

คนดีแล้ว เค้าร่างแห่งศวามล่มสลายก็ยังมาปรากฏให้เห็นลางๆ อยู่ดี

เพราะยังศงมีระบบสร้างคนเลวป้อนเข้าสู่สังศมที่ผ่านการปฏิรูปแล้วอยู่ดี
เป็นผลให้การปฏิรูปต่างๆ ที่รัฐบาลทำเอาไว้ ได้ผลเพียงระยะสันๆ ไม่

สามารถดำเนินไปได้ในระยะยาว

หนังสือเล่มนี้ พวกเรารวบรวมและเรียบเรียงจากประสบการณ์

ของปูย่าตายาย เพื่อนำเสนอแนวคิด "การปฏิรูปการแยงดูบุตรให้เป็น
คนดีแบบชาวพุทธ"เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่รุ่นใหม่ และท่านผู้อ่านที่สนใจ
ได้นำไปพิจารณา แสะหันมาพูดคุยถึงวิธีการสร้างเยาวชนที่ดี เพื่อ
ป้องกันการเพิ่มปัญหาเยาวชนให้แก่ประเทศไทย เพื่อให้บ้านเมีองของ
เราในวันข้างหน้าจะได้มีผู้นำที่ดีขึ้นมาบริหารประเทศอย่างไม่ขาดสาย

นั่นเอง

ชมรมนักคิด-นักเขียน เพื่อสันติภาพโลก

เลยงลูกอย่างไร ไพ้เร่เองไทยไต้เยาวซนอี _ คำ นำ
www.kalyanamitra.org

สารบัญ

คานา

ก่อนปฏิรูปการเลี้ยงดูบุตร
คุณสมบัติของลูกที่ดี
นิสัยที่ดีฃองลูกมาจากไหน

เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ 'ไม่แสบ"
เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ "ไม่โง่"

เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ "ไม่แล้ง'นํ้าใจ"

ทำ อย่างไรลูกจึงจะเป็นคนดีได้ตลอดรอดฝัง
บันทึกเรืองลูก

คณะผู้จัดทำ

เลื้พลกอย่างไร ให้ฟ้องไทยได้เยาวชน!! สาร{๒

www.kalyanamitra.org

ก่อนปฏิ2ปพรเลี้ยงดูบุตร

กราบเรียนคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพรักทุกท่าน

ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่า ปัญหาเยาวชนกับปัญหาครอบครัว

ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นขณะนี้ จะนำมาซึ่ง ปัญหาการขาดแคลนผู้นำที่มี
คุณภาพ และปราศจากวิสัยทัศน์การบริหารบ้านเมืองในอนาคต พวกเรา
จึงอยากให้มืการหันมาสนใจเรื่อง "การปฏิรูปการเลี้ยงดูบุตรหลานของ

พ่อแม่ไทย"กันบ้าง จึงได้ช่วยกันเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา และหวัง

ว่าคงพอจะช่วยแกัปัญหาการขาดแคลนตำราเลี้ยงลูกให้เป็นศนตีชอง

คนไทยได้บ้าง
เลิ้ยงลูกอย่างไรให้เมองไทยได้เยาวชนดื „..เ^^^ ก่อนปฎรูปการเลี้ยงดูบุตร
www.kalyanamitra.org

การปฏิรูปการเลี้ยงดูบุตรคืออะไร ?

ในความหมายของพวกเรา การปฏิรูปการเลี้ยงดูบุตร คือ การที่
คุณพ่อคุณแม่รู้จักตังเป้าหมายในการเลี้ยงลูกว่า คุณสมบัติของลูกที่ดี

ควรเป็นอย่างไร

เมือพ่อแม่ตังเป้าหมายได้แล้ว จะไดไม่เลี้ยงลูกแบบสะเปะสะปะ

แต่ลงมือคืกษาอย่างจริงจังว่า

(ร). เลี้ยงลูกอย่างไรให1ด้คุณสมบัติของคนดี

๒. ทำ อย่างไร ลูกจึงจะเป็นคนดีไปได้ตลอดรอดฝืง

เมื่อรู้ทงเป้าหมายรู้หลักการแสะรูวิธีการเลี้ยงลูกแล้วจึงค่อยลงมือ
สร้างครอบครัว เตรียมตัวเป็นพ่อคนแม่คนที่สมบูรณ์ พร้อมจะเป็นต้น-

แบบไห้แก่ลูกได้

พวกเราคิดว่า ถ้าเราปฏิรูปการเลี้ยงดูบุตรได้อย่างนี้ ก็เป็นอัน
หวังได้ว่า พ่อเฒ่ก็เป็นพ่อแม่คุณภาพ ลูกที่ออกมาก็จะเป็นลูกที่สมบูรณ์
คือทั้งมืสุขภาพร่างกายแข็งแรง แสะได้รับการเพาะนิล้ยไห้เป็นคนดี

สามารถเติบโตขึ้นมาอย่างมืวิสัยทัศน์ไนการตัดสินไจ แสะกลายมาเป็น
กำ สังสำคัญของประเทศชาติ ไนทีสุด เมืองไทยของเราจะไม่ขาดแคลน

ผู้นำ รุ่นใหม่ ที่มืคุณภาพ มืคืสธรรม มืความสามารถ และมืวิสัยทัศน[น

การบริหารประเทศไนอนาศต

แต่ทุกวันนี มืความเป็นจริงที่นำห่วงไยก็คือ มืคุณพ่อคุณแม่
น้อยศนนักที่จะรู้จักวิธีเลี้ยงลูกไห้เป็นคนดี สังเกตได้จากปัญหาเยาวชน
ที่ทุ่งสูงขึ้น และปัญหาการหย่าร้างที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งตรงนี้ฟ้องว่า ขาดการ

เลี้ยงดูกอย่างไรให้เมืองไทยไล้เยาวชนดี yL ก่อนปฏิรูปการเลี้ยงดูบุตร

www.kalyanamitra.org

เตรียมตัวเป็นพ่อเฌ่ที่ดี และแยกแยะไม่ออกว่า ความสามารถในการมีลูก
กับความสามารถในการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีนี้ เป็นคนสะเรื่องกัน

ผลจากการแยกแยะตรงนื๊!ม่ออก ทำ ให้การเตรียมตัวเป็นพ่อแม่

คนทำไดีไม่สมบูรถ!ซึ่งย่าตายายท่านใช้คำว่า"เป็นแต่มีลูก แต่เลี้ยงลูก

ไม่เป็น"

เมื่อขาดการเตรียมตัวเป็นพ่อแม่คนที่สมบูรณ์พอมีลูกขึ้นมา เลย
มีปัญหาว่า พ่อแม่ไม่รู้ว่า คุณสมบัติของลูกที่ดีเป็นอย่างไร ไม่รู้จะเอา
ช้อคิดดีๆ อะไรไปสอนลูก ผสสุดท้าย ก็เลยเลี้ยงลูกไม่เป็น เลี้ยงแบบ

สะเปะสะปะขาดเป้าหมายไป เข้ารกเช้าพงไปก็มี

พอเด็กโตขึ้นมา ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ลูกก็เลยเอาตัวไม่รอด เด็ก
ก็กลายมาเป็นแพะรับบาปจากการเลี้ยงลูกแบบลองผิดลองถูก เพราะ
ขาดการเตรียมตัวเป็นพ่อแม่คนของคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง

แต่รายที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นก็คือ"เด็กมีเด็ก"หมายความว่า บุคคล
ที่ยังไม่พร้อมจะเป็นพ่อแม่คน ยังอยู่ในวัยเรียนหนังสือ ยังต้องขอ

สตางค์พ่อเฌ่ไปโรงเรียน แต่ไปได้เสืยกันจนกระทั่งตั้งครรภ์เช้า ปัญหา

ทำ แท้งเถื่อนจึงเกิดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์จึงได้
พากันพาดหัวตสอดทั้งปีว่า เยาวชนไทยยุคนี้จับคู่เดินพาเหรดเช้าคลินิก
ทำ แห้งเถื่อนด้วยจำนวนที่.สูงขึ้นอย่างน่าใจหาย

ขณะเดียวกัน ปัญหาเยาวชนอื่นๆ ที่สะท้อนให้เห็นความ

ล้มเหสวของการเลี้ยงสูกก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เข่น ทุกวันนี้ตามป้ายรถ

เมล์ ตามท้องถนน ตามห้างสรรพสินค้า หรีอสถานที่อื่นๆ เราจะได้เห็น

เลี้ยงลูกอย่างไร ใพ้เมีองไทยได้เยาวชนดี ก่อนปฎิ3ปการเลี้ยงลูบุ?ท

www.kalyanamitra.org

ปัญหาเยาวชนก่อการอุกอาจ ไม่ต่างจากอาชญากร เที่ยวใช้มีดไล่ฟัน ใช้
ปีนไล่ยิงคู่อริอย่างเย้ยกฎหมาย จนบางครั้งประชาชนที่ไม่รู้เรึ่องก็พลัด

โดนลูกหลงถึงแก่เสียชีวิตไปอย่างไม่ยุติธรรมก็มี ทำ ให้ประชาชนบาง

ท่านถึงกับเอ่ยปากว่า ชุดที่เด็กๆ สวมใส่อยู่นั้น นั่นเป็นชุดนักเรียน

หรือว่าเป็นซดผ้ก่อการร้ายกันแน่ !

ส่วนตอนกลางคืน ปัญหาเยาวชนก็ยังผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดอยู่
ตามผับ ตามบาร์ตามเธค เลยกระทั่งไปถึงโรงแรมม่านรูดต่างๆ เป็นประจำ
ซึ่งเราก็มักจะเห็นได้ว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นเด็กวัยรุ่นที่อยู่ในวัยเรียน

ทั้งนั้น ยังต้องขอสตางค์พ่อแม่มาเที่ยว มาเต้น มากิน มาเสพยาเสพติด

กันอย่างโจํงครึ่ม ซึ่งเด็กๆ เหส่านี้ บางคนก็มีอายุแค่ ๑๕ ปี เท่านั้นเอง

สำ หรับตัวพวกเราแล้ว เราไม่ไดโทษเด็กเหส่านี้แต่อย่างใด ใน
ทางตรงข้าม กลับมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า

"ถ้าใครสักคนจะต้องทำหน้าที่พ่อเฒ่ ต้องทัเผิดชอบชีวิตของคน

ที่เรียกว่า "ลูก" เราควรจะเลี้ยงดูเขาอย่างไร เพื่อไหไต้ลูกที่ดี และให้

เมืองใทยไต้เยาวชนดีด้วย"

ความห่วงใยตรงนี้เอง ที่ท่าให้พวกเราพยายามค้นหาคำตอบจาก

หนังสีอประวัติศาสตร์บ้าง จากประวัติบุคคลสำคัญบ้าง จากคำบอกเล่า

ของผู้ที่ผ่านการเป็นพ่อแม่คนบ้าง และหลายๆ อย่างที่จะท่าให้ไต้ช้อยูล
มาคืกษา และพวกเราก็ไต้ข้อสรุปอย่างลันที่สุดว่า ในโลกนี้ มีผู้รูโห้คำ
ตอบแตกต่างกันไปมากมาย แต่มีคุณสมบ้ติอยู่ ๓ ประการ ที่ผู้รู้ส่วน
ใหญ่มองตรงกันว่า พ่อแม่คนไหนมีลูกที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ ถือว่าลูก
เป็นคนดี นั่นคือ ลูกที่ดีต้องไม่แสบ ไม่โง่ แสะไม่แล้งนํ้าใจ

๑๐

1ลี้ยงลูกอย่างไร ใพ้เมองไทยไต้เยาวชนดี L ก่อนปฐรูปการเลั้ยงดูบุ?!ร
www.kalyanamitra.org

โจทย์ข้อต่อมาจึงมีว่า มีบันทึกเล่มไหนบ้างไหม ที่บอกให้รู้ว่า
เลี้ยงลูกอย่างไร จึงจะไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งนํ้าใจ ?

การค้นคว้าจึงเกิดตามมา แล้วพวกเราก็พบว่า หนังสือในท้องตลาด

ส่วนมากจะบอกได้เพียงว่า เลี้ยงลูกอย่างไรให้มีสุขภาพดี แต่เลี้ยงลูก

อย่างไรให้เป็นคนดีนั้น หาอ่านได้ยากเหสือเกิน

ดังนั้น พวกเราจึงคิดอยากจะเรียบเรียงหนังสือที่ให้การปฏิรูป
การเลี้ยงบุตรหลานให้เป็นคนดีแบบนี้ขึ้นมาสักเล่มหนึ่ง

ก่อนที่พวกเราจะมาเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ พวกเราไปวัดทุกวัน
เพื่อคิกษาพระพุทธศาลนาอย่างต่อเนึ่องมากว่า ๖ปีแล้ว คิกษาจนกระทั่ง
วันหนึ่ง พวกเราได้พบสักษณะพีเศษของพระพุทธศาลนาว่า"ทุกครั้งที่เรา
ลงมือคิกษาหัวข้อธรรมะใดก็ตาม เราเหมือนกับถูกตั้งคำถามว่า ทำ

อย่างไรธรรมะข้อนั้น จึงจะเกิดมืขึ้นในตัวเรา"

ในระหว่างที่พวกเราได้คิกษาธรรมะจากศาลนาของตนเองอย่าง

จริงจังนี้เอง ทำ ให้มีโอกาลได้พบปะผู้ศนหลายวัย หลายอาชีพ หลาย

ประลบการณ์ และหลายอารมณ์ บางทำนก็ประลบศวามสำเร็จในชีวิต

อย่างล้นเหสือ บางทำนก็กำลังลร้างเนี้อลร้างตัว บางท่านก็กำลังอยู่ใน

วัยคิกษา และบางท่านก็กำลังแลวงหาเป้าหมายชีวิต และท่านเหล่านี้เอง

คือแหล่งข้อมูลในการทำงานของพวกเรา

เมื่อพวกเรารวบรวมข้อมูลจากท่านเหล่านี้!ด้ระดับหนึ่งพวกเราก็
พบว่าไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม วัดเป็นศูนย์รวมการแก้ปัญหาลังศมทุกเรื่อง
และคนที่รู้ปัญหาเรื่องศนดีที่สุด ไม่มีใครเกินท่านเจ้าอาวาล เพราะ

1ลี้ยงลูกอย่างไรให้เมองไทยได้เยาวซนดี ^ ก่อนปฏิรูปการเลี้ยงดูบุตร

www.kalyanamitra.org

ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน ท่านต้องทำหน้าที่แก้ปัญหาให้แก่

ญาติโยมที่มาขอพึ่งบุญบารมีตลอดทั้งวันไม่ขาดสาย

มีตั้งแต่ปัญหาพ่อป่วย แม่ยายตาย หลานชายสอบเอนทรานช้!ม่

ติด คนมีปัญหาชีวิตจะผูกคอตาย สามีหายไปมีภรรยาน้อย ลูกน้อย

เกี่ยวก้อยหนีตามผู้ชาย ธุรกิจไกล้ล้มละสาย ขายของไม่ได้ ทำ กินไม่ขึ้น
ขอยืมเงิน แสะปัญหาอื่นๆ อีกสารพัดอันน่ากลัดกลุ้ม ซึ่งกระหนํ่ารุมเร้า

เช้าไปที่ท่านเจ้าอาวาสอย่างหนักหนาสาหัส แสะเกินกว่าคนธรรมดาจะ
แบกรับได้ เพราะแต่สะเรื่องล้วนคอขาดบาดตายทั้งนั้น

พวกเราเห็นแล้ว ยังอดปวดหัวแทนท่านไม่ได้ แต่ก็แปลกที่ท่าน

เจ้าอาวาสกลับมีจิตไจเมตตา สงบนิ่ง เยือกเย็น ช่วยขบคิดวิธีแก้ปัญหา
และเติมกำลังไจไห้แก่ผู้ตกอยู่ไนห้วงทุกข์ เดินทางไกลมาพึ่งบุญบารมี

ได้คลายความทุกข์ร้อนไนไจลงบ้าง เมื่อสติสัมปชัญญะแจ่มไสกลับคืน

มาดั่งเดิมแล้ว ดวงปัญญาของเขาก็จะเรื่มเกิด แสะเห็นทางออกของ
ปัญหาด้วยด้วเองโดยมีท่านเจ้าอาวาสคอยไห้หลักธรรมกำกับไปอีกชั้นหนิ่ง

พวกเราจึงได้ช้อสรุปว่าพระภิก5รุที่ทํๆงานอบรมประชาชนให้มีสืล
มีรรรมนี่แฬละ คือผู้ที่เว่า ทำ อย่างไรจึงจะแยงลูกให้เป็นดนคื

ผลการรวบรวมช้อยูสดิบได้ทั้งหมดกว่าหสายหมื่นหน้า คัดออก

มาเหลือห้าร้อยหน้า ไช้เวสาเรียบเรียง ๒ เดือน ซึ่งมากกว่ากำหนดการ

เดิมที่ตั้งเป้าว่า ๑ เดือน ทั้งจัดแยกหมวดหผู่ ตั้งประเด็น และ

เรียบเรียงไห้อ่านง่าย เช้าไจง่าย ประสานงานฝ่ายคิลปะ จัดรูปเล่ม ล่ง

โรงพิมพ์ ช่วยกันหสายๆ ฝ่าย คนสะไม้คนสะมีอ จนได้หนังลือเล่มนี้
ออกมา ซึ่งพอเห็นแล้ว ก็หายเหนิ่อยกันทุกคน

๓ยงดูกอย่างไร ให้เมีองไทยได้เยาวชนด _ _ ก่อนปฎรูปการเลื้ยงดูบุตร

www.kalyanamitra.org

หนังสือเล่มนี้จึงทำด้วยความตั้งใจ หวังจะสรุปเอาแก่นแท้ของการ
เลี้ยงบุตรหลานให้เป็นคนดีตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา จากผู้
หลัก!^หญ่ที่มีประสบการณ์เลี้ยงดูลูก จากพระภิกษุที่มีประสบการณ์
การสืกอบรมคน แสะจากธรรมะของพระพุทธองค์ที่ผ่านการพิสูจน์ว่า
ได้ผลมาแล้วไม่ตํ่ากว่าสองพันห้าร้อยปี ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา

พวกเราหวังว่า หนังสือเล่มนี้ คงจะเหมาะกับคุณฟอคุณแม่ที่
กำ ลังมีลูก และคู่รักที่กำลังจะเตรียมตัวเป็นฟอแม่คน จะได้ใช้เป็น
ตำ รับตำราในการบ่มเพาะนิลัยลูก รวมทั้งผู้ที่ดูแสการสร้างเยาวชนของ
ประเทศได้หันมาสนใจสืกษาเรื่อง "การปฎิรูปการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี"
เพื่อว่าปัญหาเยาวชนที่คั่งค้างในวันนี้ จะได้รับการแกํไขอย่างถูกวิธี
ประเทศชาติของเราในวันช้างหน้า จะไดีไม่ขาดแคลนผู้นำที่ดี มีความ

สามารถ และมีวิลัยทัศน1นการนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญใน

อนาคต

f.. คณะผ้จัดทา

เลี้ยงลูกอย่างไรให้(มองไทยไค้เยไวๆณค — ก่อนปฎิรุปการเลี้ยงดูบุตร

www.kalyanamitra.org

'.''WiPi

www.kalyanamitra.org

คุณสมบัติของลูกที่ดี

ความมุ่งหวังของคุณพ่อคุณแม่ทุกคน

ก็คือ อยากให้ลูกเป็น "คนดี" ซึ่งคำว่า คนดี
ที่คุณพ่อ คุณแม่ต้องการนี้ ก็อาจจะครอบคลุมไปถึง

ตั้งแต่อยากจะให้ลูกเป็นคนมีความรู้ดี

มีความสามารถดี มีความประพฤติดี

และมีคุณธรรมดี สามารถเติบโตขึ้นมายืนหยัดอยู่
บนโสกกว้างนี้!ด้ด้วยตัวเองอย่างสมภาคภูมิ

ไม่ต้องไปขอใครกิน แสะไห้ประโยชน์แก่สังคม

และประเทศชาติได้

เลิ้ยงลูกอย่างไรให้เมองไทยได้เยาวชนด คุณสมบัตํฃองลูกทึ่ด

www.kalyanamitra.org

แต่การจะเลี้ยงลูกได้เช่นนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องรู้ก่อนว่า "เลี้ยง
ลูกอย่างไร จึงจะได้ลูกที่เ"

คุณพ่อคุณแม่ที่จะเลี้ยงลูกได้ดี คือ ผู้ที่รู้ว่า

๑) ลูกที่ดีเป็นอย่างไร
๒) เลี้ยงลูกอย่างไรจึงจะเป็นคนดี

เพราะเมื่อคุณพ่อคุณเฟรู้คำตอบ ๒ ข้อนี้แล้ว ก็จะมีเป้าหมายใน
การเลี้ยงลูก มีสิทธิหวังได้ว่า ลูกที่เลี้ยงดูมาด้วยความตั้งใจ ทุ่มเทอย่าง
ต่อเนื่องเป็นสิบปีนั้น จะเติบโตขึ้นมาเป็นคนดีได้จริง แต่ถ้าคุณพ่อคุณ
แม่ไม่รู้คำตอบสองข้อนี้ โอกาสที่จะเลี้ยงลูกแบบสะเปะสะปะ แล้ว
พสาดไปทำให้ลูกที่ไร้เดียงสาเติบโตมาเป็นคนไม่ดี ก็มีสิทธิเกิดขึ้นได้

เช่นกัน

ความรู[นการเลี้ยงลูกสองข้อนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณเฒ่
ต้องคืกษาอย่างมากที่สุด

"ลูกไม่รักดี หรือ พ่อแม่สอนไม่เ!!น"

ก่อนที่จะพูดถึงสองประเด็นดังกล่าวต่อไปก็มีเรื่องของคุณแม่ท่าน
หนื่งที่อยากจะเล่าให้คุณพ่อคุณเฟฟัง เพื่อจะได้สองสังเกตดูว่า ตนเอง

ได้เคยมีประสบการณ์ทำนองนี้หรือไม่

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อหสายสิบปีมาแล้ว มีเด็กวัดคนหนื่ง เดินทางกสับ
ไปเยี่ยมบ้านที่จังหวัดอ่างทอง ขณะที่กำสังเดินเลาะอยู่ริมฝังแม่นั้า
เจ้าพระยา จนใกล้จะถึงบ้านนั้น ก็พบคุณแม่คนหนื่งอายุราว ๓๐ ปี

กำ สังใช!ม้เรียวตีลูกน้อยของตัวเองอย่างรุนแรง

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เมีองไทยได้เยาวชนด คุณสมบัติของดูาทํ่ดี

www.kalyanamitra.org

เด็กที่ถูกตีร้องดิ้นอยู่นั้น ตัวนิดเดียว อายุราว ๔-๕ ขวบ ยังไม่ได้
เข้าเรียนเนอนุบาล แต่แม่ก็ตีเอาๆ ไม่ยั้งมือ

เด็กวัดเห็นแล้ว คิดว่า "นี่แม่ตีลูกด้วยอารมณ์ขืนปล่อยอย่างนีต่อ

ไป คงไม่ไหว เดี๋ยวเด็กจะเคราะห์ร้าย เจ็บเปล่า แล้วจะได้นิสัย

เจ้าอารมณ์ไปด้วย"

เด็กวัดจึงตัดสินใจเข้าไปยกมือไหว้คุณแม่ของเด็ก เ].ลุ้วถามว่า"คุณ

พี่ เด็กมันทำอะไรผิดเหรอ ถึงได้ตีกันรุนแรงอย่างนี้"

คุณแม่ของเด็กก็หันมาตอบแบบอารมณ์นุนๆ ว่า "มันไฝรักดีก็ต้อง

เด็กวัดหวังจะช่วยทั้งเฌ่ทั้งลูกคือช่วยให้คุณแม่เจักยั้งคิดรุ้จักสอน
ลูกโดยไข้เหตุผล ส่วนลูกก็จะได้!ม่เจ็บฟรี จึงตั้งปัญหาถามคุณแม่ว่า

"พี่เคยสอนไอ้หนูมันไหม ว่ารักดี14ะ ทำ อย่างไร ?"

00 0

เลิ้ยงลูกอย่างไร ให้ฟ้องไทยได้เยาวชนด . _ คุณศมบัติชองลูกทึ่ด้
www.kalyanamitra.org

คุณแม่โดนคำถามนี้เข้าไป ก็ยืนอึ้ง แล้วตอบว่า "ฉันก็ไม่เคยสอน

เหมือนกัน !"

คำ ถามของเด็กวัดได้ผล ไม้เรียวที่เงื้อจะตีลูกก็คํอยๆ ลดลง

เด็กวัดก็ถามรุกต่อไปอีกว่า "พี'ไม่เคยลอนแก แล้วแกจะรู!ด้ยังไง
ว่า รักดีทำยังไง เอาอย่างนี้ดีกว่าพี่ ผมเองก็ลนใจตีกษาธรรมะอยู่บ้าง

แล้วก็เข้าวัดมาพอลมควร แต่จนบัดนี้ผมก็ยังตอบไม่ได้เลยว่า ทำ ดีน่ะ
คือทำอย่างไร พี่ช่วยอธิบายให้ผมฟ้งทีสิ"

คุณแม่ยืนอึ้ง ตอบกลับไปว่า "ฉันก็อธิบายไม่ได้เหมือนกัน"
"พี่ เราก็โตๆ ด้วยกันแล้ว เรายังอธิบายไม่ค่อยได้เลย ว่ารักดีทำ

อย่างไร แล้วพี่จะไปเอาอะไรกับเด็กมัน"

พูดจบแล้ว เด็กวัดก็ยกมือไหว้คุณแม่คนนั้น แล้วก็เดินต่อไป คุณ
แม่ก็เลิกตีลูก อุ้มลูกไปอาบนํ้าที่ริมแม่นี้าเจ้าพระยานั่นเอง

จากเหตุการถ!นี้ คุณพ่อคุณแม่คงเห็นแล้วว่า การจะเลี้ยงลูกให้
เป็นคนดีขึ้นมาสักคนจึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าจริงๆ
แล้ว ตัวของเด็กไม่รักดี หรีอว่าพ่อแม่เลี้ยงลูกไม่เป็น?

ธรรมชาติของคนเป็นพ่อแม่

ในการเลี้ยงลูกให้เป็น ปูย่าตายายของเรา ทำ นจับหสักในพระ-
พุทธศาลนาได้ ทำ นจึงแนะนำว่า สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเริ่มต้นก็

คือ ต้องตั้งเป้าหมายก่อนว่า "เราจะอบรมบ่มนิสัยเด็กให้เป็นอย่างไร"

เพราะถ้าไม่รู้ว่าจะเลี้ยงให้เด็กออกมาเป็นคนอย่างไรแล้ว โอกาลที่จะ

(อ!^,..-

เลื้ยงลูกอย่างไรให้เมองไทยได้เยาวชนดี คุณสมบัติของลูกที่ดี

www.kalyanamitra.org

สอนสะเปะสะปะก็มีมาก แล้วผสเสียก็จะไปตกกับตัวเด็กโดยที่เด็กไม่รู้
เรื่องรู้ราว

โดยทั่วไปแล้ว เวสาคุณพ่อคุณแม่มีลูกขึ้น,มา ก็มีการตั้งเป้าหมาย
หรือตั้งความหวังไนการเลี้ยงดูลูกว่า ลูกของเรา "อย่าเลว" เสย ซึ่งคำว่า

"อย่าเลว" หรือ "อย่าไม่ดี" นี้ ก็จะมีพัฒนาการของความหวังไปตามช่วง

วัยที่ลูกเติบโต จนกระทั่งแม้ลูกเป็นหญ่แล้ว ก็ยังอดตั้งความหวังไม่ได้

เพราะนี่คือ ธรรมชาติของคนเป็นพ่อแม่

เริ่มตั้งแต่ ทันทีที่คลอดออกมาจากครรภ์ของคุณแม่ คุณพ่อกับคุณ
แม่ก็ตั้งเป้าหมายว่า ขอให้ลูกของเราปลอดภัยจากการคลอด

พอโตขึ้นมาอีกหน่อย ตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึง ๖ ขวบ ก็ตัง

ความหวังอีกว่า ขออย่าให้ลูกเราพิการเสยในช่วงนี้ แค่คุณแม่เห็นลูกควํ่า
ลูกคลาน ลูกเดินช้าไปหน่อย ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับแล้ว หรือยิ่งถ้าลูก

พูดช้าไปหน่อย คุณแม่แทบจะพูดแทนลูกทีเดียว

พอโตขึ้นมาอีก คือช่วงอายุ ๖-๑๒ ขวบ คุณพ่อคุณแม่ก็ตัง
ความหวังอีกว่า ตอนนี้ลูกเราอย่าดื้อ อย่าเกเรเลย การเรืยนก็ขอให้มีแววว่า
จะเรืยนได้ดี แล้วก็ขอให้แกใฝ่ดีด้วย แล้วถ้าลูกมีแววออกมาตามที่หวัง
นี้ คุณพ่อคุณแม่ก็รู้สืกสุขใจ

พอโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น คือช่วงอายุ ๑๓-๑๘ ปี ลูกก็เริ่มที่จะเป็น
หนุ่มเป็นลาวแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็ตั้งความหวังว่า นอกจากให้ลูกของ

เราไม่ดื้อ ไม่เกเร ตั้งใจเรืยน ใฝ่ดีแล้ว ก็ขอให้ลอบได้คะแนนดีๆ ด้วย
อย่าให้ลูกเราไปติดอบายมุข ติดการพนัน ติดยาเสพติด จนถึงกับต้อง

เสียผ้เสียคน เสียอนาคตเลย

(9<ร^

เลื้ยงลูกอย่างไร ให้ฟ้องไทยได้เยาวชนดี คุณสมบตของดูกทึ่ดี
www.kalyanamitra.org

พอโตขึ้นมาอีกหน่อย คือช่วงอายุ ๑๙-๒๒ปี ลูกก็เริ่มจบการคืกษา
จะต้องไปหางานหาการทำ คุณพ่อคุณแม่ก็ตั้งความหวังว่าขอให้ลูกเราเก่งๆ

มีความสามารถรอบต้ว ให้ได้งานได้การดีๆ เลี้ยงตัวเองได้ อย่าไปมี

เรื่องมีราวกับใครเลย ถ้าลูกเป็นไปตามความหวังเช่นนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็
ยิ่งรู้สืกสุขใจว่า เราเลี้ยงลูกได้ดี

พอโตขึ้นงงาอีกหน่อย ลูกก็คิดจะมีครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ก็ตั้ง

ความหวังว่า ครอบครัวของลูกเราอย่ามีปัญหา ถ้ามีปัญหาแม่คงอกแตก

ตายแน่เลย

ธรรมชาติการตั้งความหวังของคุณพ่อคุณแม่พัฒนามาตามลำดับ

อย่างนี้

ครั้น,พอลูกอายุ ๓๐-๔๐ ปี ตั้งฐานะได้แล้ว ขึ้งความจริงก็ควรจะ

หมดภาระของคุณพ่อคุณแม่แล้ว แต่ก็อดไม่ได้อีกที่จะตั้งความหวังว่า
ถ้าต่อไปลูกเราเป็นนายกฯ ก็คงเข้าท่าดี หรือเป็นผู้บัญชาการทหารก็คง
เข้าทำดี หรืออื่นๆ อีกลารพัดที่จะตั้งความหวัง

ความหวังของคุณพ่อคุณเฒ่ก็ถูกตั้งออกมาอย่างนี้จนไม่รู้จบทำ ให้
เห็นได้ว่า ธรรมชาติของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็เป็นอย่างนี้มาทุกยุคทุกลมัย

แต่ประเด็นสำคัญก็คือว่า การเลี้ยงลูกออกมาให็ได้ตามที่คุณ
พ่อคุณแม่คาดหวังในแต่ละช่วงวัยของลูกนี้ จะด้องเลี้ยงให้เขามี
คุณลมบัติพื้นฐานอย่างไร เพื่อไซในการต่อยอดความรู้ความลามารถ
อื่นๆในอนาคต จนลามารถบรรลุเป้าหมายการเลี้ยงลูกของคุณพ่อคุณแม่

และลามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้อย่างลมภาคถูมิ

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้พผไทยได้เยาวชนดี คุณสมบัติของลูกที่ดี
www.kalyanamitra.org

คุณสมบัติของลูกที่ดี

ปูย่าตายายของเราท่านจับหลักคุณสมบัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ได้ว่า พระองค์ทรงประกอบด้วยความประเสริฐ ๓ ประการคือ

๑) พระบริสุทธิคุณ
๒) พระปัญญาธิคุณ
๓) พระมหากรุณาธิคุณ

และท่านได้นำตรงนี้มาเป็นหลักการเลี้ยงลูกหลานให้เป็นคนดีโดย

กำ หนดออกมาว่า คนที่จะเป็นคนดีได้นั้น จะต้องประกอบด้วย

คุณธรรมขั้นพื้นฐาน ๓ ประการ คือ

เลี้ยงดูกอย่างไร ไห้ฌองไทยได้เยาวซนดี . .คุณสมบัดีของดูกทึ๋ดี

www.kalyanamitra.org

๑) ไม่แสบ (มาจากพระบริสุทธิคุณ)
๒) ไม่โง่ (มาจากพระปัญญาธิคุณ)

๓) ไม่แล้งนํ้าใจ(มาจากพระมหากรุณาธิคุณ)
หากเด็กคนไหน คุณพ่อคุณแม่เพาะพื้นฐาน ๓ ประการ น!ว้ในตัว
ลูกได้ เมื่อเติบโตไปในโลกกว้าง เขาจะสามารถต่อยอดความก้าวหน้าใน

ชีวิตและการงานให้แก่ตัวเขาได้เอง

คุณสมบัติแต่ละข้อนั้นปูย่าตายายท่านให้ความหมายไว้ดังนี้

คุณสมบัติข้อที่ ๑ ไม่แสบ

ไม่แสบ คือ คนที่ ไม่เป็นพิษเป็นด้เยต่อส่วนรวมและคนในสังคม

คำ ว่า ไม่แสบ มี ๒ ประ๓ท คือ

เลิ้ยงลูกอย่างไร ให้ฟ้องไทยได้เยาวชนด คุณสมบัติชองลูกทึ่ด้

www.kalyanamitra.org

๑) ไม่แสบในทางโลก
๒) ไม่แสบในทางธรรม

ไม่แสบในทางโลก คือ เป็นคนที่อยู่ในระเบียบวินัยของครอบครัว

ระเบียบวินัยของสังคม และกฎหมายของบ้านเมือง

เช่นลูกของเราตั้งแต่เล็กๆมานี่ชอบไปโรงเรียนไม่เคยหนั[รงเรียน
ส่งการบ้านตามครูสังทุกครั้ง ไม่ชอบรังแกเพื่อน พูดจาก็สุภาพน่าฟังน่า
เอ็นดู ไม่ดื้อรั้นไม่ทำอะไรฝ่าสืนกฎหมายของบ้านเมือง เป็นต้น

ไม่แสบในทางธรรม คือ เป็นคนที่มืคืล ๔ เป็นอย่างน้อย ไม่เป็น

พิษเป็น.ภัยกับใคร

เช่น ลูกของเรานี่ ตั้งแต่เล็กๆ มา ก็ไม่คิดผูกโกรธอาฆาต

พยาบาทปองร้ายใคร ไม่ชอบไปลักขโมยของใคร ไม่ไปทำเจ้าชู้กับ

ลูกเขาเมืยใคร ไม่พูดโกหก ไม่แอบสูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า ไม่ดมกาว ไม่

เสพยาเสพติดไห[ทษ หรีอไปข้องแวะกับอบายบุขต่างๆ เป็นต้น คนทีมื

คิล ๕ไม่ครบนั้น เปอร์เซ็นต์ความแสบจะสูง

คุณสมบัติข้อที่ ๒ ไม่โง่

ไม่โง่ คือ คนที่มืความรู ความสามารถในระดับที่พึ่งตัวเองได้และ
ช่วยเหลือผู้อื่นได้

คำ ว่า ไม่โง่ มือยู่ ๒ ประ๓ท คือ

๑) ไม่โง่ในทางโลก
๒) ไม่โง่ในทางธรรม

1รฺ?๓

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมองไทยได้เยาวชนคื คุณสมบัติของลูกที่ด้

www.kalyanamitra.org

ไม่โง่ในทางโลก คือ เป็นดนมีความรู้ฟิวามสามารถอยู่ในระดับที่

๑) ต้องรเวยเหลือดัวเองไดั เช่น ตังแต่อย่างน้อย ถ้าลูกของเรา

เล่าเรียนเขียนอ่าน ก็ทำ ได้ดี สามารถสอบผ่านด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องไป
ลอกใคร เป็นตัน

๒) ต้องรับผิดชอบหน้าที่การงานของดัวเองไต้ ตั้งแต่ถ้าคุณ

พ่อคุณเฒ่มอบหมายให้ลูกช่วยทำอะไรไม่ว่าจะกวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน
ก็ทำ ได้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่เป็นภาระให้คุณพ่อคุณแม่ต้องย้อน

กลับมาทำใหม่ในภายหลัง เป็นตัน

ใครมีดรบทั้งสองข้อนี้ ก็เรียกว่า ไม่โง่ในทางโลก

ไม่โง่ในหางธรรม คือ เป็นคนมีปัญญา รู้จักแยกแยะดัดสินไต้ว่า
อะไรถูก-ผิด ดี-ข้ว บุญ-บาป ควร-ไม่ควรทำ เป็นประโยชน์-เป็นโทบ'

แก่ดนเองและส่วนรวม

มีข้อลังเกตอยู่อย่างหนึ่งข้งเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำ ไมเราจึงต้อง

ให้ลูกของเรามีปัญญาในทางธรรมด้วย ซึ่งก็สามารถทำแบบทดสอบ

'ฟ่^-

เลื้ยงลูกอย่างไร ให้เมองไทยไต้แทวชนคื. . คุณสม{พา!องลูกที่ด

www.kalyanamitra.org

ด้วยคำถามง่ายๆ ว่า

๑) ผิด - พลาด - ชั่ว ต่างกันอย่างไร ?

๒) ถูก-ดี-ควรต่างกันอย่างไร?

จะเห็นว่า คำ ถามสองข้อนี้ ถ้าไม่ได้สืกษาปัญญาในทางธรรมแล้ว
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่จะตอบ แต่กลับเป็นสิงที่เราต้องใช้กันปอยกว่า
ความรู้ทางโลกเสียอีก

๑) ผิด - พลาด - ชั่ว ต่างกันอย่างไร ?

ปัญญาในระดับทางโลกเป็นปัญญากลางๆ ว่าด้วยเรื่องการทำมา

หาเลี้ยงชีพเป็นหลัก จะไม่สามารถแยกแยะระดับความอ่อนแก่ของ
ความไม่ดีให้ละเอียดสงไปได้ แต่ปัญญาทางธรรมสามารถแยกแยะได้
อย่างละเอียดลึกซึ้งด้งนี้

"ผิด"คือ ความเสียหาย เป็นโทษ เป็นความเดีอดร้อนที่เกิดเนจาก

ความโง่ รู้เท่าไม่ถึงการถโ เพราะปัญญามันหย่อน ไม่ได้แกล้งโง่ แล้วทำ

ลงไป

"พลาด"คือ ความเสียหาย เป็นโทษ เป็นความเดีอดร้อนที่เกิดขึ้น

จากความเผลอสติ คือสติมันหย่อนไปก็เสยทำความเสียหายอย่างใดอย่าง

หนึ่งสงไปโดยไม่ได้มีเจตนา แต่ในใจจริงแล้วอยากจะให้สิงที่เราทำนั้น
มันดีด้วยชํ้าไป

"ชั่ว" คือ การทำผิดทั้งๆ ที่!ว่า ผิด รู้ว่าทำอย่างนั้นไม่ดี รู้ว่าจะต้อง

เสียหาย แต่ก็ยังสืนไปทำเข้า เป็นพวกแกล้งโง่ ผสที่ได้ร้บก็คือ ยิ่งทำ ก็

ยิ่งทุกข์ ยิ่งเดีอดร้อน ยิ่งมีดบอด ยิ่งได้บาป ท่านผู้รู้ทั้งหลายก็ติเตียน

เลี้ยงดูกอย่างไรใท้เมองไทยได้เยาวชนด คุณสมบัตชองดูกที่ค

www.kalyanamitra.org

การสืกให้ลูกมีปัญญาทางธรรมควบคู่ไปกับปัญญาทางโลกจึง

สำ คัญยิ่งนัก เพราะจะเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของลูก

ได้อย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

๒)ถูก-ดี-ควรต่างกันอย่างไร ?

เมื่อเรารู้ระดับของความไม่ดีกันแล้ว ก็ต้องมาดูว่า แล้วระดับของ

ความดีนั้น ถ้าจะแยกแยะกันด้วยปัญญาทางธรรมจะได้ความแตกต่าง

กันอย่างไร

"ถูก"คือการทำอะไรก็ตาม ทั้งที่ตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่ว่าเมื่อ

ทำ ลงไปแล้ว ไม่เกิดความเสียหาย ไม่เกิดโทษไม่ก่อความเดีอดเนื้อร้อน

ใจใดๆ ตามมาภายหลัง ทั้งแก่ตนเอง และคนอื่นๆ มีแต่ประโยชน์เกิด

ตามมาเป็นระลอก

"ดี"คือ การกระทำที่รู้อยู่เต็มอกก่อนจะทำแล้วว่า สิงนื้เป็นสิงที่ถูก

ต้อง แล้วตั้งใจทำด้วยความระมัดระวัง เอาใจจดจ่อ ทำ ด้วยความมั่นใจ

ยิ่งทำยิ่งสุขทั้งกายทั้งใจ ทำ ได้มากเทำไร ก็เกิดความสุขขึ้นมามากมาย

เท่านั้น

"ควร" คือ ควรทำ หมายความว่า สิงที่ทำลงไป ถ้าไม่ทำก็ไม่ผิด

ษเสียหาย แต่ถ้าเรารู้ว่า ถ้าทำแล้วมันจะดีขึ้น แล้วเราก็ทำลงไป

คุณพ่อคุณแม่ท่านใดก็ตามที่ฝ็กปัญญาของลูกให้แยกแยะความดี-
ชั่วได้ขนาดนื้และสามารถสืกให้ลูกมีคุณธรรมในฝ่ายดีตามที่รู้นั้นด้วยแล้ว
ลูกจะได้ชีอว่า เป็นบัณฑิตอย่างแท้จริง เพราะเป็นผู้ที่ประกอบด้วย

ความร้ค่คณธรรมนั่นเอง

๒๖

เลิ้ยงลูกอย่างไร ใฟ้เมองไทยได้เยาวชนสิ คุณสมบัตชองลูกทึ่สิ

www.kalyanamitra.org

ปี
ปี

คุณสมบัติข้อที่ ฅ ไม่แล้งนํ้าใจ

ไม่แล้งนาใจ คือ การรู้จักปี!วยเฬฝือ เอื้อเหื้!อ เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้

รับประโยชน์ พ้นจากความทุกข์ ได้รับแต่ความสุข

คำ ว่า ไม่แล้งนํ้าใจ มีอยู่ ๒ ประ๓ท

๑) ไม่แล้งนํ้าใจในทางโลก

๒) ไม่แล้งนํ้าใจในทางธรรม

ไม่แล้งนํ้าใจทางโลก คือ เป็นคนเห็นแก่ส่วนรวมไม่เท็นแก่ส่วนตัว

เช่นไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม นึกถึงเพื่อนร่วมงานเป็นทีมทีเดียว แล้ว

ผลประโยชน์ที่ตามมา ก็จะให้เกิดแก่คนทั้งหมู่บ้าน ทั้งตำบล ทั้งประเทศ
ทั้งโลก ใจกว้างเป็นมหาสมุทร ไม่นึกเห็นเฉพาะตัว

เลื้ยงลูกอย่างไร ให้เมองไทยได้เยาวชนดี . .คุณสมบัดีจองดูกที่ดี

www.kalyanamitra.org

ไม่แล้งนาใจในทางธรรม คือไม่จ่าจะมีฐานะดีห่รือยากจนข้นแค้น
อดอยากอย่างไรก็ดาม ทุกลมหายใจของเขา จะมีแต่การบุญการกุศล

และการตอบแทนญ้มีพระศุณอย่างสัดความสามารถ

ทำ ไมจึงค้องมีนํ้าใจ เอาแด่ไม่แสับ ไม่โง่ ไม่ไค้หรือ ?

สำ หรับข้อนี้ จำ เป็นต้องอธิบายเพิ่มสักหน่อย เพราะโดยทั่วไปแล้ว
คนเรามักเข้าใจว่า การที่เราไม่เป็นคนแสบ ไม่เป็นคนโง่ ก็น่าจะพอแล้ว

เพราะไม่ได้สร้างปัญหาไหไครเดือดร้อน แต่จริงๆ แล้ว เพียงสองข้อนั้น
ยังไม่พอ เพราะเราต้องอยู่ร่วมกับคนอีกหลายคนไนสังคม

ยกตัวอย่างเช่น ลูกบางคน คุณฟอคุณแม่ไปทำงานมาเหนื่อยๆ
กสับมาถึงบ้าน ลูกยังไม่รู้จักตักนี้ามาไห้แม่กินอย่างนี้

ถามว่า แสบไหม ?ไม่แสบ เพราะไม่ได้ทำผิดดืสอะไร

ถามว่า โง่ไหม ?ไม่โง่ เพราะไม่ได้มีออกข้อสอบที่โรงเรียน

แต่ถามว่า ดืไหม?ไม่ดื เพราะว่าแล้งนํ้าไจเกินไป ถ้าปล่อยไปอย่างนี้

เมื่อลูกโตขึ้นจะรู้จักไห้คนอื่นได้อย่างไรแสะนอกจากไห้คนอื่นไม่เป็นแล้ว

บางทีจะกลับมาเอาเปรียบพิ่น้องอีกด้วย

มีเรื่องเล่าว่า เจ้าของสวในเะม่วง ปลูกด้านเะม่วงไว้หลายแปลง ก็
หวังจะกินผลไห้มันชื่นไจหวังจะเก็บผลไปขายไห้!ด้กำไรงามอุตสำห้!ห้นั้า

ไห้ปุย ไห้แร่ธาตุไปก็มากมายหลายปี หมดเงินหมดทองไปก็มาก ด้น

มะม่วงอื่นๆ เขาก็ไห้ผลตามปกติ แต่มีด้นมะม่วงอยู่ด้นหนื่ง ไห้นั้าไห้ปุย

มาเป็นสิบปีแล้ว แต่มันก็ยังเฉย มีแต่ไบหนาดกไม่เคยออกผลไห้กินเสย

ดืแต่กินนํ้ากินปุยอย่างเดืยว ไนที่สุด เจ้าของสวนก็ด้องโค่นมะม่วงด้น

แยงลูกอ!ภ่งไร ไห้เมองไทยได้เยาวซนดี คุณฝ็มบัดีจองลูกทึ่ดี

www.kalyanamitra.org

นั้นทิ้งไป
ต้นมะม่วงที่ไม่เคยให้ผลนั้น ก็เปรียบเหมือนกับคนที่แม!ม่มีพิษ

มืภัยกับใคร แต่ว่าไม่เคยให้อะไรแก่ใครนั่นเอง

การไม่แล้งนํ้าใจจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่
ไม่สอนให้ลูกรู้จักมืนั้าใจเอื้อเฟือให้คนอื่นก่อน ก็จะไม่มืใครมืนํ้าใจให้
แก่ลูกของเราก่อนเข้นกัน วันหนึ่งเมื่อโตขึ้น เขาเกิดไปผิดพลาดอะไรสัก

อย่าง ทำ ให้เดือดร้อนทั้งตัวเอง และครอบครัวขึ้นมา ก็เห็นทีจะหันหน้า
ไปขอความข้วยเหลือจากใครได้ยากเต็มที เพราะไม่เคยมืนํ้าใจแก่ใคร
ไว้ก่อนนั่นเอง

เพราะฉะนั้น วันหนึ่ง ถ้าลูกโตขึ้นมาแล้งนํ้าใจ เขาก็จะโดนโค่นทิ้ง
เหมือนกับที่เจ้าของสวนโค่นด้นมะม่วงที่ไม่เคยออกลูกนั่นแหละ

ดังนั้นนอกจากคุณพ่อคุณเฝจะต้องฝึกลูกให้ไม่แสบไม่โง่แล้ว ยัง

ต้องฝึกให้!ม่แล้งนํ้าใจอีกด้วย

โดยสรุป เป็นอันว่า ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากจะเลี้ยงลูกให้ดืจรีงๆ
ก็ต้องดั้งเป็าหมายก่อนว่า จะต้องแกให้ลูกมีดุณสมบัติไม่แสบ ไม่โง่ ไม่
แล้งนํ้าใจ เป็นพื้นฐานไว้ก่อน เมื่อเขาโตขึ้น ก็จะสามารถไปต่อยอดวิชา
ความรู และคุณธรรมอื่นๆ ไต้โดยง่าย และยืนหยัดอยู่ในสังคมโลกนั้!ด้
อย่างสมภาคภูมิดั่งที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งความหวังไว้ทุกประการ

.๒jKf •

เลี้ยงดูกอย่างไรให้ฟ้องไทยไต้เยาwวรนดีww.kalคุyณสมaบัดีnรองลaูกทีm่ดี itra.org

ฒฒ

www.kalyanamitra.org

นิสัยที่ดีของลูกมาจากไหน ?

ถ้าหากถามว่า การเลี้ยงลูก คือ อะไร ?
คำ ตอบที่สั้นที่สุด คือ

การเพาะนิสัยดีๆ ให้แก่ลูก

นิสัยดีๆ ที่ควรเพาะให้แก่ลูกนี้ มีอะไรบ้าง
คำ ตอบ คือ นิสัยขั้นพื้นฐาน ๓ อย่าง

ได้แก่ ไม่โง่ ไม่แสบ ไม่แล้งนํ้าใจ

ฅิ้ยงลูกอย่างไร ให้ฟ้องไทยได้พา'mili นิสัยทด้ของลูกมาจากไmi ?
www.kalyanamitra.org

ทำ ไมนิสัยสามอย่างนื้ จึงเ!เนพื้นฐานของคนดี?

เพราะคุณธรรมทั้งสามอย่างนี้ เป็นเหมือนฐานรากรองรับ
คุณธรรมความดีอื่นๆ ที่จะพัฒนาให้งอกเงยขึ้นมาในภายหลัง ให้
สามารถเติบโตต่อไปได้อย่างตลอดรอดฝัง อุปมาเหมือนกับที่นาดี ย่อม
อุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารที่ดี เมื่อนำเมล็ดพันธุข้าวกล้ามาหว่านลงไป
ต้นข้าวย่อมงอกงาม เติบโตมาไห้ผลผลิตที่เป็นเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์ และ

มากมาย ฉันได ความไม่แลบ ไม่โง่ ไม่แล้งนํ้าไจ ก็เป็นนาดีที่เหมาะแก่

การงอกงามของคุณธรรมต่างๆ ไนตัว ฉันนั้น

ด้งนั้น โจทย์ไนภาคปฏิบัติของการเลี้ยงลูกไห้เป็นคนดี ก็คือ ทา
อย่างไรลูกของเรา หลานของเราจึงจะมีนิสัยไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งนาใจ?

การจะหาบทฝึกไห้ลูกของเรามืคุณสมบัติด้งกล่าวนั้น ต้องบอกว่า
ไม่ไข่เรื่องง่าย แต่เพราะ!]ย่าตายายของเราค้นคว้าเรื่องนี้กันมาอย่างหนัก
ทุ่มเทคืกษาจนกระทั่งมาพบบทฝึกความไม่แลบ ไม่โง่ ไม่แล้งนํ้าไจไน
พระพุทธศาลนานี้เอง

พระพุทธศาลนา เป็นศาลนาที่ลอนไห้บุคคลมุ่งมั่นฝึกฝนตนเองไห้
ประเสริฐ จนกระทั่งบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล ผู้หลุดพันจากความ

ชั่วบาปทั้งปวงอย่างลี้นเข่ง

ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่ลงมือคืกษาพระพุทธศาลนา ไม่ว่าจะหลักธรรม
ข้อได หรือหมวดธรรมชุดไหนก็ตาม เราเหมือนกับถูกตั้งคำถามโดย
อัตโนมัติว่า "คุณธรรมข้อนั้น จะเกิดขึ้นในตัวเราได้อย่างไร"

จากจุดนี้เอง จึงกลายมาเป็นบทฝึกนิลัยคน ที่เรื่มตันด้วยคำถาม

ง่ายๆ แต่ตอบยากว่า

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เมืองไทยได้เยาวชนดี นิสัยที่ดีของลูกมาจากไหน?
www.kalyanamitra.org

"นิสัยของคนเรา เกิดขึ้เฒๆได้อย่างไร !?"

ในพระพุทธศาสนามีคำตอบว่า นิสัยของคนเกิดจาก "การยํ้าคิด
ยํ้าพุด ยํ้าทำ"
. ถ้ายํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทํไในทางที่ถูก ที่ดี ได้ "นิสัยดี" เป็น"คนดี"

ถ้ายํ้าคด ยํ้าพูด ยํ้าทำในทางที่เลว จะได้"นิสัยเลว"เป็น"คนเลว"
เมื่อปูย่าตายายของเราจับหสักการสืกคนตรงนื้ใด้ก่อนแล้ว ท่านก็

ชี้ประเด็นต่อมาว่า

ดลอดเวิดของมนุษย์นี้ ยํ้าคิด ยํ้าพุด ยํ้าทำอยู่กี่เรื่อง อะไรบ้าง ?
คำ ตอบคือ มีอยู่ ๒ เรื่อง

๑) ปัจจัย ๔ได้แก่

ปัจจัยที่ ๑ อาหารการกิน

เช่น ตั้งแต่เกิดจนตาย คนทุกคนต้องยํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทำในเรื่อง

กินก่อนทั้งนั้น เช่น พอตื่นเช้า ก่อนออกไปทำงาน หรือไปเรียนหนังสือ

ก็คิดแล้วว่า วันนี้จะกินอะไรดี หรือแม้แต่พระท่าน พอรุ่งเช้าขึ้นมา ท่าน

ก็ต้องคิดว่า จะไปบิณฑบาตที่ไหนดี

ปัจจัยที่ ๒ แอผ้าเครื่องนุ่งห่ม
เช่นพอตื่นเช้าขึ้นมา ทุกๆวันก็จะต้องคิดว่า วันนี้จะแต่งตัวอย่างไร

ดี หรือเวลาไปห้างสรรพสินค้าผ่านร้านเสือผ้า ก็อดคิดไม่ได้ว่า เราจะชื้อ

เสือตัวไหนดี

.๓เ!ะท..

เลื้พดูกอย่างไรให้ฟ้องไทยได้เยาวขนด _เ^ร นิสัยทึ่ดีของถูกมาจากไนน?

www.kalyanamitra.org

ป็จจัยที่ ฅ เรื่องที่อยู่อาสัย

เร}นถ้าฝนตก แดดจ้า เราก็ต้องคิดว่าจะไปหลบฝนหลบแดดที่ไหน

ดี หรือถ้าตกกลางคืนง่วงนอนขึ้นมา เราก็คิดว่า คืนนี้เราจะไปนอนที่ไหนดี

ป็จจ้ยที่ ๕ เรื่องการรักษาสุขภาพ

เช่น ถ้าเจ็บปวยไขึ้ไม่สบายขึ้นมา ก็ต้องคิดว่า กินยาอะไรจึงจะหาย
หรือไปหาหมอรักษาที่ไหนดี

ปัจจัย ๔ จึงเป็นเรื่องแรกที่คนเรายํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทำอยู่ทุกวัน

๒) หน้าที่การงานที่ดนเองรับผิฟิชอบ

เช่น ถ้ามีหน้าที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ สิงที่ยํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทำ จน
ตลอดพตก็คืองานเลี้ยงลูก เป็นห่วงว่าลูกจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เป็นต้น

ตลอดซีวัตของคนเราจึงยํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทำอยู่สองเรื่องนี้คือปัจจัย

๔ และหน้าที่การงานที่ตนรับผิดชอบ ส่วนเรื่องอื่นๆ นอกจากนี้ ยํ้าไม่

มากเท่าไร

การใฬ้นมของแม่ก็เพาะนิสัยให้ลูกได้

พอจับหลักตรงนี้!ด้แล้ว แทบไม่น่าเชื่อว่าแค่การให้นมเฌ่ที่แตกต่าง

กัน ก็เพาะนิลัยลูกให้แตกต่างกันได้ เพราะว่า ในขณะที่เด็กกินนม ถ้า

คุณพ่อคุณแม่ให้ลูกน้อยยํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทำในทางที่ดี ลูกจะได้นิลัยดี
แต่ถ้าลูกยํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทำในทางที่เลว ลูกจะได้นิลัยเลว

ยกตัวอย่างเด็ก ๓ คน ที่ได้ร้บการให้นมจากคุณแม่ในลักษณะที่

ต่างกัน ก็มีผลทำให้นิสัยออกมาไม่เหมีอนกัน

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เมีองไทยได้เยาว*นดี นิสัยที่ด้*องลูกมาจากไหน?

www.kalyanamitra.org

คนที่ ๑ ใฬ้นมไม่ตรงเวลา

ในการป้อนนมให้ลูก คุณแม่ก็จะมีวิธีการให้นมอยู่ ๒ แบบ คือ

๑)เอานมใส่ขวดให้ลูกดูด ๒)เลี้ยงลูกด้วยนํ้านมของตัวเอง
แต่ไม่ว่าคุณเฌ่จะให้นมด้วยวิธีไหนก็ตาม เมื่อถึงเวลาให้นม คุณ

แม่ไม่ให้ อาจจะติดอะไรก็ตาม เช่น คุณแม่อาจจะยังไม่ค่อยมีฐานะดี
เลยต้องไปทำงานเป็นลูกจ้าง งานกำลังยุ่ง ปลีกตัวเอานมมาให้ลูกกินไม่

ได้ เมื่อถึงเวลากินนม แต่เกิดไม่ได้กินด้วยความหิวจัดไม่รู้จะทำอย่างไร
ลูกก็อ้าปากร้องตังลั่นอยู่ไนเปล ต้องรอไห้ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ค่อนชั่วโมง

คุณแม่จึงค่อยมีเวลามาป้อนนมไห้ลูกได้

ถามว่า ถ้าคุณแม่ทำอย่างนั้นเป็นประจำอยู่ทุกวันๆ จะเกิดอะไร

ขึ้นกับเด็กคนนี้ ?
นิสัยแรก คือ นิสัยเจ้าโทสะ มักโกรธ เกิดเนแล้ว!!

โดยมีคุณแม่เป็นผู้เพาะนิสัยเจ้าโทสะนี้ไห้แก่ลูก

ถ้าไม่รีบแกไข ต่อไปข้างหน้า พอเด็กแค่หัดคลานได้เท่านั้น หยิบ

เลื้ยงดูกอย่างไรให้เมองไทยได้แกวซนด ^นิสัยที่ด้ของลูกมาจากไหน?

www.kalyanamitra.org

อะไรได้ จะกระชากขาดหมด เช่น ถ้าไปหยิบอะไรของพี่สาวได้ จะ

กระชากขาดติดมือมาเลยหรือบางทีไปเห็นตุ๊กตาของคนอื่นกำลังเล่นอยู่

เกิดอยากเล่นบ้าง ก็จะตรงไปกระชากขาดติดมือมาเลย

ทำ ไมเด็กคนนี้ ถึงได้เจ้าโทละโมโหร้าย กลายเป็นเด็กที่ไม่น่ารักไป

ก็เพราะว่าคุณแม่เป็นคนเพาะนิลัยให้ ถึงเวลากินไม่ให้กินอยู่เป็น

ประจำ เด็กต้องออกแรงร้อง ต้องเกรี้ยวกราดถึงจะได้กิน เมื่อคุ้นกับ
การแลดงอารมณ์เกรี้ยวกราดตั้งแต่อยู่ในเปลจึงได้กิน นิลัยมักโกรธจึง

เกิดขึ้นมา

หรือว่าบางทีคุณแม่ไม่ได้ยากจนหรอก แลนจะรํ่ารวย แต่ว่ากำลัง
ติดเล่นไพ่อยู่พอได้ยินลูกร้องกินนม แทนที่คุณเฟจทีบไป แต่เปล่าหรอก
คุณแม่กลับเกรี้ยวกราด ตะโกนตวาดลูกในเปลว่า

"วู้ย มืปากร้องก็ร้องไปเถอะ ฉันกำลังจั่วไพ่มันๆ อยู่ร้องได้ก็

ร้องไป"

เพียงแค่นี้ คุณแม่ก็ได้เพาะนิสัยเจ้าโทละเกิดขึ้นในตัวลูกแล้ว

ถ้าไม่แกไขต่อไปข้างหน้า เมื่อโตขึ้น เด็กคนนี้จะเป็นอย่างไร ?

คำ ตอบก็คือ เด็กคนนี้จะมืนิลัยเลวๆ อยู่ว่า เวลาอยากได้อะไร ถ้า

ไม่ได้ จะต้องใข้กำฝืง อาละวาด เข้าแย่ง ข้ง ต่อย ดี ปล้นของดนอึ่นมา

ให้!ต้ เท่ากับว่าคุณแม่ได้ลูกเสือดุๆ มาตัวหนึ่ง

ทำ ไมนิลัยถึงได้แย่อย่างนี้ คุณแม่เพาะนิลัยเจ้าโทละให้ตั้งแต่

กินนมไม่ตรงเวลา

เลื้ยงดูกอย่างไรให้เมืองไทยไล้เยาวชนดี นิสัยที่ดีของดูกมาจากไหน ?

www.kalyanamitra.org

เด็กคนที่ ๒ ให้นมตลอดเวลา

สำ หรับการให้นมของเด็กคนที่ ๒ นี้ แตกต่างจากเด็กคนแรก คือ

ไม่ว่าจะถึงเวลากิน หรือไม่ถึงเวลากินก็ตาม คุณแม่ หรือพี่เลี้ยงก็แสนดี

เหลือเกิน ชงนมใส่ขวดไว้เรืยบร้อย แล้วก็เอาใส่ปากเด็กไว้ ๒๔ ชั่วโมง

ล้าลูกหิวเมื่อไร ก็จะมีนมให้ลูกดูดเองทันที และถึงแม้ว่าลูกจะไม่หิว
แต่นํ้านม ก็จะไหลลงทัองของลูกเอง

เป็นอันว่า ถึงลูกไม่หิว ลูกก็ต้องกิน ถ้าลูกหิวเมื่อไหร่ ก็ออกแรง
ดูดนมฟับๆ เอง พอกินจนพุงกาง แล้วก็นอนหลับปุย เด็กคนนี้จะโตว้น

โตคืน ตัวอ้วนกลม อารมณ์ดี ไม่ร้องโยเยเลย

ถามว่า พอโตขึ้นมาอีกหน่อย เด็กคนนี้จะมีนิสัยเป็นอย่างไร ?

คำ ตอบคือ เด็กจะขี๊เกียจ !!

เท่ากับว่า คุณแม่ได้ลูกหยูมาเลี้ยงไว้ตัวหนึ่ง ถึงบทที่คุณแม่จะ
เข็นให้เอาดีอย่างไร จะเข็นไม่ขึ้น เพราะขนาดเวลาปกติคุณเฌ่เรืยกเท่าไหร่
ลูกก็ยังไม่หือไม่อีอ ถึงเวลาได้คิดขึ้นมา คุณแม่อยากจะให้ลูกกระตือ-
รือล้น แต่พอจะไปเร่งอะไรลูก ก็เร่งไม่ขึ้น แกจะเฉื่อยแฉะ ไม่เอาไหน

61(?๗

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมีองไทยไล้เยาวชนดี นสัยทดีชองลูกมาจากไหน?

www.kalyanamitra.org

แมโตขึ้นมา เด็กนั่งกินข้าวอยู่ เพื่อนมาแกล้งเขกกบาล เด็กก็ยัง
หัวเราะแหะๆ แล้วก็กินข้าวต่อได้ กินแล้วก็นอน ก็เลยได้ลูกหยูขึ้เกียจ

มาหนึ่งตัว

ถามว่าใครเพาะนิสัยไห้เด็ก ? แม่
เพาะนิสัยด้วยอะไร ? นม

การให้นมลูก ก็เพาะเป็นนิสัยคนได้อย่างหนึ่งเหมือนกัน

เมื่อเอาภาพของเด็กที่เลี้ยงมาด้วย ๒ วิธีนี้มาเทียบกัน เราจะพบว่า

ในขณะที่เด็กคนแรกกินนมไม่ตรงตามเวลา คุณแม่จะได้ลูกเสือดุๆ มา
ตัวหนึ่ง หรือได้สุนัขบ้ามาตัวหนึ่ง ส่วนเด็กคนที่สอง คุณแม่เอานมใส่
ปากไว้ ๒๔ ข้วโมง คุณแม่ก็จะได้ลูกหมูมาตัวหนึ่ง อารมณ์ดี กินแล้วก็
ร้องลู๊ดๆๆ พอร้องเสร็จแล้ว ก็นอนต่อ พอตื่นขึ้นมา ก็สุกมากินใหม่

วนเวียนไปอย่างนี้

คนที่ ฅ ให้นมเป็นเวลา

เรามาดูเด็กคนที่สาม เมื่อถึงเวสากินนม คุณแม่ก็ให้กิน ถ้าไม่ถึง
เวสากินนม คุณแม่ก็ไม่ให้กิน เท่ากับว่า คุณแม่ใข้นมที่ป้อนให้ลูก เพาะ
นิสัยอีกอย่างขึ้นมาให้ลูกแล้ว

ถามว่า เมื่อเด็กคนนี้โตขึ้นมาแล้ว จะมืนิสัยเป็นอย่างไร ?

คำ ตอบก็คือ นิสัยตรงต่อเวลา ตัวของเด็กแทบจะเป็นนาฟิกา ถ้า

ไม่ถึงเวสากิน จะไม่สนใจเรื่องกิน ถ้าถึงเวลาจะกินแล้ว ต้องได้กิน ถ้า

ไม่ได้กิน เด็กจะถามคุณแม่เลยทีเดียว แต่ถ้าคุณแม่ให้กินเรืยบร้อยแล้ว
เด็กจะดี เรืยบร้อย ก็เท่ากับคุณพ่อคุณแม่เพาะนิสัยตรงเวลาเอาไวีให้ลูก

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมืองไทยได้เยาวชนด นิสัยทึ่ด้ชองลูกมาจากไหน?

www.kalyanamitra.org

แล้วยิ่งถ้าฝึกทำอะไรเป็นเวลาอย่างนี้ ตั้งแต่เวลากินก็ตรงเวลา
เวลาถ่ายก็ตรงเวลา ท้องไล้ของเด็กก็จะปรกติหมด สุขภาพก็จะดี นิสัย

ของเด็กก็จะมีระเบียบวินัย แล้วเด็กก็จะไปของเขาได้ดี

เพราะฉะนั้น ถ้าให้เด็กยํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทำ อย่างไร ก็จะได้นิสัย

อย่างนั้น

จากเหตุผลตรงนี้เอง ที่ทำ ให้ปูย่าตายายของเราสาวไปจนกระทั่ง
พบว่า นิสัยซองคนเรา เพาะเนมาได้จากการยํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทำตั้งแต่

นอนแบเบาะเลยทีเดียว

"คำข้าว" ของพ่อแม่ก็เพาะนิสัยลูกได้

มาดูตอนเด็กโตขึ้นมาอีกหน่อย ตอนที่เมื่อเด็กเริ่มหัดกินข้าว

คุณแม่บางคนเอาข้าวใส่จานมาแล้ว ก็ขยำข้าวและกับข้าวให้เข้า

กันเป็นเนี้อเดียว มีทั้งผัก เนี้อ ไข่ ตามหสักโกชนาการได้ครบบริบูรณ์

อาจจะอร่อยหรือไม่อร่อยก็ไม่รู้ แต่เน้นว่า ต้องมีสารอาหารครบสูตร
และพอเหมาะกับอายุของลูก พอคุณแม่ขยำให้กิน นอกจากเด็กเลือก

กินไม่ได้แล้ว ยังจะต้องกินจนหมดด้วย

ฅฺฐ^,'

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เมีองไทยได้เยาวชนดี _.เ^^^^นิสัยทึ๋ดีของลูกมาจากไหน?
www.kalyanamitra.org

ส่วนลูกของคุณแม่อีกคนหนึ่งไม่อย่างนั้น อยากจะกินอะไรก็
เลือกเอา คุณแม่มีให้กินทุกอย่าง อยากกินหมูก็ได้กินหมู อยากกินไก่
ก็ได้กินไก่ อยากกินผักก็ได้กินผัก แม้ที่สุดไม่อยากกินผัก ชอบกินขนม

คุณแม่ก็มีขนมมาให้กินเยอะเลย

ถามว่าเด็กสองคนนี้ พอโตขึ้น นิสัยและสุขภาพร่างกายจะเหมีอน

กันหรือไม่ ?

ไม่เหมีอน

เด็กที่ชอบกินเนี้อ ไม่ชอบกินผัก ก็จะขาดสารอาหารจากผัก

ทำ ให้โตไม่เต็มส่วน

ส่วนเด็กที่ชอบกินผัก ไม่ชอบกินเนี้อ ก็จะขาดสารอาหารจากเนี้อ

ทำ ให้โตไม่เต็มส่วนอีกเซ่นกัน

ส่วนเด็กที่ไม่ชอบกินผัก ไม่ชอบกินเนี้อ ไม่ชอบกินหมู ไม่ชอบกิน
ไข่ จะกินแต่ขนม คือคุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนํ้าตาล ลูกจะไม่โต ถึงแม้คุณ

พ่อคุณแม่จะรวย แต่ลูกจะดูก๊องแก๊ง ไม่แข็งแรง เพราะว่าเด็กกิน

อาหารไม่ครบหสักโกชนาการ เพราะฉะนั้น ถึงแม้เกิดเป็นลูกคนรวย มี

ของกินตั้งเยอะ แต่คุณพ่อคุณแม่ให้กินไม่ครบ ก็มีสิทธี้เป็นโรคขาดสาร

I'li

อาหารเด

<tQ

เลี้ยงลูกอย่างไ'ร ใฟ้[เมีองไทยไสัเ๓วซนด นิสัยที่ดซองลูกมาจากไทน?

www.kalyanamitra.org

ขณะที่ลูกของคุณเฒ่อีกคนหนึ่ง ไม่ได้เป็นคนรํ่ารวย คุณเฒ่ก็เลย
ต้องขยำๆข้าวให้กินโดยเน้นหลักโภชนาการไว้ก่อนเมื่อเด็กเลือกกินไม่ได้

เด็กจะตัวโตเบ้อเร่อ โตได้เต็มส่วนกับอายุของเด็ก

ถ้าเราดูในแง่นิลัยจากการกินของเด็กสองคนนี้ ก็จะพบว่า

เด็กที่คุณแม่ต้องขยำให้กินเน้นถูกหลักโภชนาการไม่ตามใจลูก คุณ
แม่เพาะนิสัยกินง่าย อยู่ง่าย ไม่เจ้าอารมณ์ให้แก่ลูก

ส่วนเด็กที่อยากจะกินอะไร คุณพ่อคุณแม่ก็มีให้กินทุกอย่างไม่เน้น
หลักโภชนาการ คุณแม่เพาะนิสัยเอาแต่ใจตัว เป็นคนเจ้าอารมณ์ให้แก่ลูก

เท่านี้ยังไม่พอ การเพาะนิสัยเกรงใจหรือไม่เกรงใจคนอื่นของลูกนั้น

จะเพาะขึ้นมาอย่างไร ?

คำ ตอบคือเพาะขึ้นมาจากการสืกมารยาทในการเคี้ยวอาหารของเด็ก

เด็กคนไหนตั้งแต่เล็ก คุณแม่ก็ปล่อยให้เคืยวด้งจับๆ เหมือนกับหมู
เด็กคนนี้จะไม่รู้จักเกรงใจใคร

แต่ส่วนเด็กอีกคน คุณแม่สอนว่า "ลูกอย่าเคี้ยวด้งเป็นหมู
หุบปากเคี้ยวนะลูก" เด็กคนนี้จะรู้จักเกรงใจคนอื่น

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมองไทยได้เยาวชนดี นํสัยทึ่ดีของลูกมาจากไหน?

www.kalyanamitra.org

เพราะฉะนัน นิสัยที่ดีมีเหตุมีผลของเด็ก ก็มาจากข้าวแต่ละคำ นํ้า
แต่ละอึกที่เลียงอย่างถูกวิธี ขณะเดียวกันนิสัยเลวๆ เจ้าอารมณ์ของเด็ก

ก็มาจากข้าวแต่ละคำ นํ้าแต่ละอึกที่เลี้ยงผิดวิธีนั่นเอง

จานที่ลูกกินข้าวก็เพาะนิสัยดี-ชั่วให้ลูกได้

ถ้าเด็กโตขึ้นมาอึกนิดหนึ่ง คนหนึ่งกินข้าวแล้วล้างจาน แต่อีกคน
หนึ่งกินข้าวแล้ว ไม่ล้างจาน นิสัยจะเป็นอย่างไร ?

เด็กคนที่กินแล้วล้างจานจะมีนิสัยรับผิดชอบ

ส่วนเด็กที่กินแล้วไม่ล้างจาน กินทิ้งกินขว้าง เด็กคนนี้จะไม่

รับผิดชอบ พอโตขึนมา ใครไปทำงานด้วยจะต้องตามเก็บตามเช็ดจน

สายต้วแทบขาด เพราะทำอะไรไว้แล้วจะทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่รับผิดชอบ
นิสัยรับผิดชอบและไม่รับผิดชอบ ถูกตั้งโปรแกรมในตัวเด็กมาจาก

แถวๆ นี้ คือ ปัจจัย ๔ นั้นเอง
โดยสรุปว่า นิสัยดี-ข้วต่างๆ ของเด็ก ได้รับการเพาะมาจากคุณ

พ่อคุณแม่ และอุปกรถเโนการเพาะนิสัย ก็คือข้าวแต่ละคำ นํ้าแต่ละอึก

ที่ส่งผลเป็นนิสัยเด็ก และสันดานของคน นึ่คือสิงที่ไม่น่าเชื่อ แต่นิสัย

ของคนได้เกิดขึ้นมาอย่างนี้

พ่อแม่ด้องยํ้าดีด ยํ้าพูด ยํ้าทำในหางดีให้ลูกดู

ด้วยหสักการเกิดนิสัยคนด้งกล'าวนี้ ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะไปสืก
นิสัยดีๆ ไห้แก่ลูกผ่านปัจจัย ๔ และผ่านงานต่างๆ ในบ้านนั้น คุณ
พ่อคุณแม่จะต้องเริ่มสำรวจตัวเองแล้วว่า

. ๔๒

เลี้ยงลูกอย่างไรให้๓องไทยได้เยาวชนดี 1_ นิสัยทึ่ดีของลูกมาจากไvm?

www.kalyanamitra.org

๑) เรามีนิสัยดีและไม่ดีอะไรบ้าง

๒) นิสัยดีและไม่ดีเหล่านั้น ได้จากการยํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทำใน

เรื่องปัจจัย ๔ และเรื่องงานของเราอย่างไร

๓) เราจะยํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทำอย่างไร ให้เป็นคน ไม่แสบ ไม่โง่
ไม่แล้งนํ้าใจ จะได้เป็นต้นแบบที่ดีให้ลูกดู

๔) เราจะเอาปัจจัย ๔ และงานบ้าน ฝึกลูกอย่างไรให้!ม่แสบ ไม่

โง่ ไม่แล้งนํ้าใจ

มิฉะนั้นถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่สำรวจตัวเองไม่ระวังการยํ้าคิด ยํ้าพูด
ยํ้าทำให้อยู่ในทางดี นิสัยไม่ดีจะเกิดขึ้นมาในตัว แล้วก็จะเอานิสัยไม่ดี

ไปติดลูก ทำ ให้ลูกพสอยนิสัยไม่ดีตามไปด้วย แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็จะ
ต้องมาเสืยอกเสียใจในภายหสัง แสะก็พาสไปโทษลูกว่า "ลูกไม่รักดี"

ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากจะให้ลูกเป็นคนดี ก็ต้องคิด พูด ทำ
ในสิงที'ไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งนํ้าใจให้ลูกดู ลูกจึงจะมีคุณสมบัติของคนดี

ตามมานั่นเอง

โดยสรุป เมื่อเราจับหลักการปอเกิดนิสัยคนได้ว่า

๑) ลัายํ้าดีด ยํ้าพูด ยํ้าทำในทางดี ได้นิสัยดี เป็นคนดี
๒) ถ้ายํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทำในทางเลว ได้นิสัยเลว เป็นคนเลว

ก็มาถึงประเด็นที่ว่า คุณพ่อคุณแม่จะฝึกให้ลูกยํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้า
ทำ อย่างไร ลูกจึงจะได้นิสัยไม่แลบ ไม่โง่ ไม่แสังนํ้าใจขึ้นมา

๔๓

เลื้พดูกอย่างไร ไห้ฟ้องไทยได้เยาวชนดี นิสัยที่ดีของลูกมาจากไหน?

www.kalyanamitra.org



www.kalyanamitra.org

เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้

"ไม่แสบ"

เมื่อปูย่าตายายของเราจับหลักบ่อเกิดนิสัยได้
ท่านก็ค้นคว้าหาข้อสรุป เพื่อตอบให้ได้ว่า

อะไรเป็นบท!!กความไม่แสบของคนเรา ?

คำ ตอบ คือ "วินัย"

เป็นคุณธรรมที่ใช้สืกความไม่แสบให้คนเรา

เลื้ยงดูาธย่างไรใฟ้เมองไทยไคเยาวรนค เพาะนํสัยดูกอย่างไรไท้ "ไม่แสบ'

www.kalyanamitra.org

ด้วยเหตุนี้ คุณพ่อคุณเฌ่จึงมีงานที่จะต้องหาวิธีฝึกนิสัยมีวินัยให้
แก่ลูก ถ้าฝึกวินัยได้ดี เด็กคนนั้นจะยับยั้งสังใจตัวเองเป็น เด็กจะไม่แสบ
ซึ่งจะเป็นอุปการคุณในการฝึกคุณธรรมข้ออื่นๆ ให้แก่เด็กต่อไป

การที่ลูกจะไม่แสบไม่เป็นพิษเป็นภัย ต้องฝึกวินัยลูกผ่านปัจจัย ๔
แสะการงานให้เต็มที่ โดยต้องหาวิธีการที่ลูกรับได้ คือ เคร่งครัดแต่ไม่

เคร่งเครียด

วินัยอะไรบ้างที่ต้องฝึกผ่านปัจจัย ๔ แสะการงานให้แก่ลูก?

๑) วินัยต่อคำพูด

๒) วินัยต่อเวลา
๓) วินัยต่อความสะอาด
๔) วินัยต่อความเป็นระเบียบ
๕) วินัยต่อคืลธรรม

ถ้าคุณพ่อคุณแม่ฝึกวินัยทั้ง ๕ข้อนี้ให้เป็นนิสัยลูกได้เมื่อไรเมื่อนั้น

ลูกของเราจะไม่แสบ ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร

วินัย ๙ ข้อแรกเป็นวินัยทางโสก ส่วนวินัยข้อสุดท้ายเป็นวินัยทาง

ธรรม

ในการฝึกวินัยแต่ละข้อนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องหลับตานึกก่อนว่า
เมื่อตอนเราอายุเท่าลูก เราเคยไม่เข้าท่าเข้าทางในเรื่องวินัยอย่างไร แล้ว
เราแก่ไขตัวเองมาได้อย่างไร ถ้าเราตอบได้ เราก็จะมีวิธีการฝึกวินัยที่ลูก

รบเด

เลื้ยงลูกอย่างไรให้เมองไทยได้เยT«fแดี 1_ เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้"ไม่นสบ"

www.kalyanamitra.org

๑)การผกวินัยต่อคาพูด

วินัยต่อคำพูด เป็นเรื่องใหญ่สำหร้บพตของลูกในข้างวันหน้า เพราะ
"ก่อนจะพูด เราเป็นนายดำพูด แต่เมื่อพูดไปแล้ว ดำ พูดเป็นนายเรา"

คำ พูด คือ สิงที่ทำให้เจ้าของคำพูดเจริญขึ้นก็ได้ หรือทำให้

เจ้าของคำพูดตายเพราะคำพูดของตัวเองก็ได้

การฝึกวินัยต่อคำพูดขั้นแรก คือ ต้องแกให้ลูกไม่โกหกคุณพ่อ

คุณแม่ เพราะถ้าคุณพ่อคุณแม่ของตัวเองแท้ๆ ลูกยังกล้าโกหกได้ไม่ว่า

ใครในโลกนี้ ลูกก็พร้อมจะโกหกหลอกลวงทั้งนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้เข้า
ไม่ว่าไปทางไหนลูกของเราก็จะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นไปตลอดทาง

พระมหากษัตริย์ทั้งหลายในอดืตจับหลักตรงนี้ได้ จึงใช้เป็น

หลักเกณฑ์ฝึกลูกกษัตริย์ว่า "กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนดำ"เพราะถ้าคำพูด

ของกษัตริย์ เป็นคำโกหกแล้ว ความเคารพนับถือของปวงประชาราษฎร์

จะหมดสินไปทันที

บรรพชนไทยแต่โบราณจึงยํ้านักยํ้าหนาว่า "เกิดเป็นคนแล้ว พูด
อย่างไรต้องทำอย่างนั้นทำอย่างไรต้องพูดอย่างนั้นคำพูดจึงจะตักดี้สิทธึ้
น่าเชื่อถือ เมื่อมีความน่าเชื่อถืออยู่ไนเนี้อแท้แล้ว จะไปทำอะไรก็สำเร็จ"

เรื่องการโกหกนี้ พระลัมมาลัมพุทธเจ้าถึงกับมีรับลังกับพระราหุล
ชื่งเป็นสามเณรองค์แรกไนพระพุทธศาสนาไว้ว่า "ราหุล คนที่โกหก
หลอกลวง(^นไต้นั้น ไม่มีดวามขั้วใดๆ ในโลกนั้ที่เขาจะทำไม่ไต้ หรือ
ไม่กล้าทำ เพราะฉะนั้น การโกหก เพียงเพื่อพูดเล่นแม้เล็กน้อย ก็ไม่

ควรทำ"

เลื้ยงลูกอย่างไร ไหเมีองไทยไดเยาวชนคื เหาะป็สัยลูกอย่างไรไห้"ไม่แสบ"

www.kalyanamitra.org

ฝึกลูกอย่างไร ไม่ให้โกหก ?

มีหลักสำคัญอยู่ ๓ ประการ คือ

๑) ลูกจะต้องมีต้นแบบที่พูดแต่คำจริง
๒) คุณพ่อคุณแม่สามารถชี้แจงโทษของการโกหกให้ลูกฟังได้

๓) คุณพ่อคุณเฒ่ต้องฝึกลูกให้มีวาจาสุภาษิต

หลักทั้ง ๓ ข้อนี้ หมายความว่าอย่างไร ?

ประการที่ ๑ ลูกจรต้องมีด้นแบบที่พูดนต่ดวามจริง นั่นคือ คุณ

พ่อคุณแม่จะต้องไม่โกหกลูก ไม่โกหกกันเอง ไม่นินทาใครให้ลูกฟัง

หรือแม้แต่จะโกหกเพื่อพูดล้อเล่นกับลูกก็ไม่ควรทำ เพราะลูกจะเอาอย่าง
และถ้าลูกโกหกเพื่อล้อเล่นกับคุณพ่อคุณแม่บ้าง คุณพ่อคุณแม่ก็คงไม่

สนุกเทำไรนัก และก็คงจะรู้สืกกลุ้มใจแทน

ประการที่ ๒ คุณพ่อคุณแม่สามารถ!แจงโทนซองการโกหกให้ลูก

ฟังไต้

คนที่คืดจะโกหกคนอื่น ๑ ครั้ง จะต้องโกหกตัวเอง ๓ ครั้งเป็น

อย่างนัอย

ครั้งที่ ๑ เตรืยมเรื่องจะโกหกผู้อื่น

ครั้งที่ ๒ พอพบหน้า ก็โกหกตามแผน

ครั้งที่ ๓ ตามจำเรื่องที่เคยโกหก ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวถูกจับได้

เป็นอันว่า เมื่อลงมือโกหกคนอื่นครั้งแรก จะต้องโกหกตัวเอง

อย่างน้อย ๓ ครั้ง แล้วถ้าเรื่องนั้น เป็นเรื่องสำคัญ ก็ต้องตามจำไป
โกหกอีกไม่รู้กี่ครั้ง เพราะถ้ากลับมาเจอกันลักร้อยครั้ง ก็ต้องตามโกหก

เลื้ยงลูกอย่างไรให้นง่องไทยได้เยาวชนสิ เพาะนิสัยลูกอย่างไรไห้"ไฝแสบ"

www.kalyanamitra.org

ทั้งร้อยครั้งที่เจอ ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวถูกจับโกหกได้

ในที่สุด เมื่อโกหกบ่อยครั้งนานเข้า วันหนึ่ง เมื่อกลับมาพูดเรื่องจริง
ตนเองก็ชักจะไม่แนใจว่า เรื่องที่ตัวพูด นึ่มันเรื่องจริงหรือเรื่องโกหกกัน

แน่ ความมั่นใจเรื่มเสียไบ่แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว ยังโกหกต่อ วันหลัง

จะตัดสินใจอะไรไม่ลง เพราะมาตรฐานของใจมันเสียไบ่

ทำ ไมการโกหกทำให้มาตรฐานใจเสีย ? ก็เพราะว่า เวลาคนเราจะ

โกหกนั้นใจมันจะคิดเป็นภาพเท็จขึ้นมาแทนภาพจริง เมื่อโกหกครั้งแรก
ภาพเท็จก็แทนที่ภาพจริงไบ่หน่อย โกหกสองครั้ง ภาพเท็จก็แทนที่

ภาพจริงไบ่อีกสองครั้ง แต่เมื่อโกหกบ่อยๆ ครั้งเข้า ภาพจริงล้มเสย มี
แต่ภาพเท็จเข้ามาแทนที่ แล้วใจที่เคยมีภาพจริงเป็นมาตรฐานดีๆ ก็เสย
หมดไบ่ ทำ ให้คนที่โกหกบ่อยๆ วันหนึ่งพอพูดจริงเข้า ก็เลยไม่รู้ว่า เรื่อง
ที่ตัวพูดเป็นเรื่องจริงหรือโกหกกันแน่ในที่สุดความมั่นใจก็เลยหมดไบ่

คนที่โกหกบ่อยๆ นี้ เมื่อตอนบั้นบ่ลายชีวิตจะหลงๆ สีมๆ เช่น
ถามว่าป้ากินข้าวหรือยัง? ป้าแกตอบว่า ยังไม่ได้กิน ทั้งๆ ที่จานก็ตั้งอยู่
ข้างๆ ยังไม่ได้ล้างเลย อาการหลงเป็นอย่างนี้

คนที่โกหกบ่อยๆ นอกจากจะทำให้หลงตอนแก่แล้ว อำ นาจ

ความตักดี๋สิทธิ้ของคำพูดมันจะหมดไบ่ ความน่าเชื่อถือก็พลอยหมดไบ่
ด้วย ในที่สุด จะไบ่พูดอะไรกับใคร ก็ไม่มีใครเชื่อ ชีวิตนี้ ก็เลยล้มเหลว

ไปอีกชาติ

โบราณท่านบอกว่า คำ พูดของคนเราจะตักดี๋สิทธได้ก็ต่อเมื่อ "พูด
อย่างไร ต้องทำอย่างนั้น ทำ อย่างไร ต้องพูดอย่างนั้น" ไม่ใช่ทำแค่คีบ

แล้วมาโม้ว่าทำศอก บอกว่าจะทำศอก แต่ว่าทำจริงๆ แค่คีบเดียว

เลิ้ยงดูกอย่างไร ใข้เมองไทยได้พาวซนคี เพาะนิสัยดูกอย่างไรให้ "ไม่นศบ"

www.kalyanamitra.org

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากจะให้ลูกเชื่อฟัง อยากให้คำ
พูดตัวเองคํกดิ้สิทธิ้ ก็ต้องพูดแต่คำจริงเป็นต้นแบบให้ลูกดู นั่นคือ ห้าม

โกหกลูกแม้เพียงล้อเล่นก็ตาม

ประการที่ ฅ คุณพ่อคุณแม่ต้องแกให้ลูกมีวาจาสุภาษิต

นอกจากจะสืกให้ลูกพูดแต่คำจริงแล้ว เท่านั้นยังไม่พอ คุณพ่อคุณ
แม่ยังต้องฝึกให้ลูกมีวินัยในการแยกแยะเรื่องที่ควรพูดให้เป็นด้วย
เพราะถึงแม้บางเรื่องจะเป็นเรื่องจริง แต่ถ้าพูดไปแล้วเป็นโทษมาก
กว่าเป็นคุณ ก็ไม่ควรพูด เมื่อลูกเติบโตขึ้นมา จะไต้รู้ว่าอะไรควรพูด ไม่

ควรพูด

คนที่พูดไต้ดีนั้น นอกจากพูดเป็นแล้ว ยังต้องนิ่งเป็นด้วย

คำ ว่า "นิ่งเป็น" คือ การรู้จักผลไต้ผลเสืยในเรื่องที่ไม่ควรพูดให้
มากกว่าเรื่องที่ควรพูดนั่นเอง

พระสัมมาล้มพุทธเจ้าไต้ทรงไห้หลักการพูดที่ดีไว1นมงคลชีวิต๓๘
ประการ นั่นคือมงคลที่ ๑๐ มีวาจาสุภาษิต

คำ พูดของคนเราจะเป็นสุภาษิตไต้ก็ต่อเมื่อ มีคุณสมบัติครบ ๕

ประการ คือ

๑) พูดต้วยจิตเมตตา

ทุกครั้งที่จะพูดกับใครก็ตาม คุณพ่อคุณแม่จะต้องถามตัวเองเสีย
ก่อนว่า ก่อนที่เราจะพูดต่อไปนี้ ไม่ว่าจะพูดกับใครก็ตาม เราอาจ
ไซ้อารมถ!พูด หรือว่าไซ้เหตุผลพูด คนที่ไซ้เหตุผลพูดจะคิดว่าเรามี

ความความปรารถนาดีต่อเขาหรือเปล่า ถ้ามีความปรารถนาร้ายก็อย่าพด

เสัยงลูกอย่างไร ให้เมีองไทยไต้เยาวชนต เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ "ไม่แสบ"

www.kalyanamitra.org


Click to View FlipBook Version
Previous Book
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม:การเรียนรู้ผ่านตัวแบบ (Modeling)
Next Book
PANDUAN PDPR BUAT SEMUA