The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้เยาวชนดี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2021-05-19 03:14:18

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้เยาวชนดี

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้เยาวชนดี

Keywords: ปลูกฝังคุณธรรมเด็ก

หรือถ้าคิดว่าพูดแล้วจะระคายใฏ ระคายใจ ทั้งคนฟังคนพูด ก็อย่าพูด

๒) พูดแด่เงทึ่เป็นประโยชน์

ถามตัวเองก่อนอีกว่า ถึงแม้เรามีความปรารถนาดี แต่พูดไปแล้วจะ
เป็นประโยชน์กับเขาบ้างหรือไม่ ถ้าไม่เป็นประโยชน์ ^พูดดีกว่า เสีย
เวลาเปล่า ดีไม่ดีจะกลายเป็นพูดเพ้อเจ้อไป

ฅ)พูดถ้อยคำที่ไพเราะ

แม้ว่าจะมีจิตเมตตา และเรื่องที่พูดก็เป็นประโยชน์ แต่อย่างน้อย
ที่สุดภาษาพูดต้องไม่ระคายพูไคร แม้จะพูดหวานๆ ไม่เป็นก็ตาม

คำ พูดที่เป็นประโยชน์แต่ระคายพูนั้นไม่มีไครอยากฟังไม่อยากทำ
ตาม ดีไม่ดีอาจเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน เพราะไม่มีไครไนโลกนี้ชอบไหไคร

มาพูดข่มขู่ กระโชกโฮกฮาก คนพูดหยาบคาย ถึงแม้จะมีประโยชน์แต่ก็

เหมีอนกับเอาลวดหนามมาทะลวงพู มันยากที่ไครจะทนทานได้ แม้แต่

ลูกของเราก็ตาม

๔)พูดถ้อยคำที่เป็นจริง

แม้คำพูดของเราจะไพเราะ มีประโยชน์ เต็มไปด้วยความปรารถนา
ดี แต่ถ้าไม่เป็นจริงแล้ว ^พูดเสียดีกว่า เพราะเราเองจะกลายเป็นคน

โกหก เป็นคนขาดคิล ซึ่งไม่คุ้มกันเลย พูดไห้คนอื่นได้ประโยชน์!ป แต่
เราเสียประโยชน์ จะกลายเป็นแบกนรกโดยไข่เหตุ หรืออย่างน้อยที่สุดก็
เพาะนิสัยพูดไม่จริง หรือที่โบราณเรืยกว่า ปากหวานก้นเปรี้ยว ขึ้นมา
และเมื่อพูดไม่จริงจนเคยรินมากเข้า ก็จะกลายเป็นคนที่ขาดความ
เชื่อมั่นไนตนเอง เป็นคนหลงๆ ลืมๆ กะป้ากะเป๋อไนที่สุด

เลยงลูกอย่างไรให้เมองไทยไล้เยาวชนดี เพาะนสัยลูกอย่างไรให้ ■ไม่แสบ'

www.kalyanamitra.org

๕)พูดถูกกาลเทศะ ดือ ก่อนพูดด้องดูกาลเทศะให้ดื

คนที่พูดไม่ถูกเวลา ไม่ถูกสถานที่ อาจทำให้ตัวเองถึงตายได้ หรือ
อย่างน้อยก็เป็นที่เกลียดชัง เช่น ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่จะฝึกให้ลูกพูดแต่
คำ จริง แต่ไม่ฝึกให้ลูกรู้จักกาลเทศะ วันหนึ่งเห็น^หญ่ทำผิดเข้า ก็เลย
ไปเตือนผู!หญ่ต่อหน้าธารกำนัล แม้จะพูดไพเราะแค่ไหน ก็ถึอว่าพูดผิด

ที่ แทนที่จะเป็นผลดีกลับกลายเป็นการฉีกหน้า หรือเตือนคนที่กำลังมี

โทสะพลุ่งพล่าน มีอาวุธอยู่ในมีอ เตือนคนผิดจังหวะอย่างนี้ จะกลาย

เป็นยื่นคอให้เขาเชือดไป

การพูดเป็นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ถ้าไม่รู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่
ควรพูด สันึ่งไว้ดีกว่า เหมีอนโบราณว่า พูดไปสองไพเบี้ย นึ่งเลียตำลึง

ทอง

เพราะฉะนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่ปูพื้นฐานของการเป็นคนพูดแต่คำ
จริง และเป็นประโยชน้Lห้ลูกแล้ว ก็จะต้องไม่ลีมที่จะสอนให้ลูกรู้จักพูด
เป็นด้วย คือ พูดด้วยวาจาสุภาษิต แล้วจะทำให้ลูกเป็นคนที่รู้จักคิดให้
รอบคอบ มีสติก่อนที่จะพูด หรือกลั่นกรองคำพูดให้ละเอียดเลียก่อน

แล้วค่อยพูด แล้วลูกก็จะมีความสามารถในการพูดเจาะใจคนฟังได้ดี
และประทับใจได้นาน แล้วการฝึกวินัยต่อคำพูดของคุณพ่อคุณแม่ก็จะ

ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะเป็นอุปการะอันใหญ่ในชืวิตภายหน้าของลูก

๒)การ!เกวินัยต่อ!,วลา

บทฝึก ฑวามไม่แสบ"ข้อต่อมาให้แก่ลูก ก็คือ ฝึกวินัยต่อเวลา

"เวลา" เป็นทรัพยากรชนิดหนึ่งของมนุษย์ที่ผ่านไปแล้ว จะเอา

1ลิ้ยงลูกอย่างไร ให้เมีองไทยได้เยาวชนดี เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้"ไม่นสบ'
www.kalyanamitra.org

คืนไม่ได้ และหากเราไม่ใช้มันให้เป็นประโยชน์ มันจะนำความแก่มาให้นำ

ความตายมาให้ และนำโอกาสที่ดีจากไป

ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตดูพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เรียนมาด้วยกัน

ก็จะพบว่า เพื่อนบางคน เมื่อตอนสมัยเขาเป็นนักเรียน เขาอาจจะเรียน

สู้เราไม่ได้ งานที่ทำส่งเป็นชิ้นๆ ก็ทำ ดีสู้เราไม่ได้ แต่เมื่อเขาโตชิ้น ไป

ทำ งานทำการ เขากลับประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าเรา

เมื่อไปสังเกตดูเพื่อนพวกนี้เราจะพบว่า เขาแปงเวลาเก่งจริงๆ วันๆ

หนึ่งเขาทำงานได้เยอะกว่าเราอีก ก็เข้าทำนองเดียวกับกระต่ายกับเต่า
คือถ้ากระต่ายวิ่งเต็มที่ ยังไงเต่าก็ไม่มีทางวิ่งทัน แต่กระต่ายกลับเอา

เวลาไปนอนหลับเสีย เต่าถึงจะงุ่มง่าม แต่ก็ทำต่อเนึ่อง ก็เลยชนะ

กระต่ายได้ เพราะกระต่ายแปงเวลาไม่เป็น

หรีอยกตัวอย่าง นายกรัฐมนตรีกับขอทาน ก็มีเวลาวันละเท่าๆ กัน
คือ ๒๔ ชั่วโมง แต่วันหนึ่งนายกฯ ทำ งานได้ตั้งหลายชิ้น ส่วนขอทาน
ทำ งานได้ชิ้นเดียว คือถือกะลาขอทาน

ด้งนั้น คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต คือ คนที่รู้จักแบ่งเวลา

ได้ดี ถ้าแบ่งเวลาไม่เป็นแล้ว เขาจะเป็นคนแสบตลอดกาล ตั้งแต่ทำ

อะไรไม่เคยตรงเวลา นัดไวัไม่ทำตามนัด ผัดวันประกันพรุ่ง แล้วใน

ที่สุดวันหนึ่งความนำเชีอถือก็จะหมดไป

ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากจะให้ลูกเป็นคนดี ไม่แสบล่ะก็ จะต้องฝึก

วินัยเรื่องเวลาให้เข้มงวดใน ๓ เรื่องนี้ เป็นการปูพื้นฐานกันก่อน นั่นคือ

๑)เวลาตื่น ๒)เวลานอน ๓)เวลากิน

เลิ้ยงดูกอย่างไร ให้เมีองไทยได้เยาวชนด เพาะนิสัยดูกอย่างไรไห้•ไม่แสบ"

www.kalyanamitra.org

๑)อย่าปล่อยให้ลูกนอนดื่นสาย

คำ ว่า "ดื่นเห้า" หรือ "ดื่นสาย" เอาเวลาไหนเป็นเกณฑ์แบ่งว่า เช้า

หรือสาย

ปูย่าตายายของเราตอบชัดเจนว่า เอาเวลา "อรุณ" เป็นเกณฑ์แบ่ง

ถ้าตื่นก่อนอรุณ เรืยกว่า ตื่นเช้า ถ้าตื่นหลังอรุณ เรืยกว่า ตื่นสาย

เวสาไหนจึงเรืยกว่า "อรุณ"?

ก่อนอื่นต้องย้อนกลับไปดูนิดหนึ่งว่า การเปลี่ยนวันโดยทั่วไปนั้น
เรายึดเอาเวสา ๒๔ นาฟิ[กา เป็นเกณฑ์ แต่ปูย่าตายายของเรานั้น ท่าน
ยึดเอาการเปลี่ยนวันของพระสัมมาลัมพุทธเจ้าเป็นเกณฑ์ ซึ่งพระองค์
ทรงกำหนดไว้ว่า เปลี่ยนเวสาเมื่ออรุณขึ้น

เราอยากรู้ว่า อรุณเมื่อไร ตอนเช้ามืด ก็ใหไปยืนอยู่กลางแจ้ง
เหยียดแขนออกไปสุดแขนถ้าเห็นลายมือห้ดเจนครั้งแรกเมื่อไหร่นั่นคือ
อรุณ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงกำหนดว่า เวลานี้เองที่เปลี่ยนวันใหม่

<£๔

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมืองไทยได้พาวซนคื. . เพาะนํสัยลูกอย่างไรให้ "ไม่แสบ"

www.kalyanamitra.org

ถ้าอรุณในช่วงฤดูแล้ง ก็จะประมาณเวลาตีห้าสีสิบนาที ถ้าอรุณใน

ช่วงฤดูหนาว ก็จะประมาณเวลาตีห้า ห้าสิบนาที การตื่นเช้า หรือตื่นสาย
ของเด็ก ใ^ย่าตายายเอาที่ช่วงนี้เป็นเกณฑ์

คนจะไม่แสบได้นั้นจะต้องรู้จักแปงเวสา เพราะฉะนั้นหากใครแปง
เวสาไม่เป็น ชาตินี้จึงเอาดีได้ยาก แสะการสืกไห้ลูกรู้จักแปงเวสานั้น

ใJย่าตายายของเราใส่บทฝ็กช้อแรกไว้ที่เวสาตื่น คือ ต้องตื่นก่อนอรุณ
ถ้าล้มเหสวดรงนี้ จะล้มเหลวตสอดชีวิตของลูก เพราะว่าเมื่อโตขึ้นลูก

จะไปทำงานสาย แสะจะชอบผัดวันประกันพรุ่งบ่อยๆ จนกสายเป็นคน

ขาดความรับผิดชอบ และคนขึ้เกียจทำมาหากินไนที่สุด

สำ หรับเรื่องการตื่นเช้าหรือตื่นสายของเด็กนี้มีเรื่องฝากคุณพ่อคุณ
แม่ที่มีลูกผู้หญิงเป็นพิเศษด้วยว่า ถ้าอยากจะไห้ลูกมีอนาคตสดไส ไม่มี
กรณีหย่าร้างเมื่อตอนโต ต้องสืกไห้ลูกตื่นก่อนอรุณ ไม่ว่าจะกรณีใดๆ

ก็ตาม ยกเว้นว่าปวย

ทำ ไมถึงพูดเช่นนี้ เพราะว่า มีการรายงานผลการวิจัยที่รวบรวม
จากสถิติจากทั่วโลกออกมาเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องสาเหตุของการหย่าร้าง
แล้วก็พบว่า สาเหตุช้อหนึ่งมาจาก พ่อบ้านเกิดอาการเซ็งที่เห็นแม่บ้าน
นอนตื่นสาย เพราะว่าเมื่อพ่อบ้านตื่นขึ้นมาแล้ว เหลียวหน้ามาดูแม่บ้าน

ที่ยังไม่ตื่น เห็นผมแม่บ้านปกหน้า ปากซีดปากเชียวอยู่ เสยมีความรู้สืก

ว่า เหมีอนกับตนเองนอนอยู่กับแม่นาคพระโขนงมาทั้งคืน แล้วจุดนี้เอง
กลายเป็นจุดเรื่มต้นที่ทำไห้เกิดความเบื่อหน่ายไนชีวิตครอบครัว แล้วก็

ขยายไปส่เรื่องอื่นๆ จนเกิดการหย่าร้างไนที่สุด

การตื่นก่อนอรุณนี้เอง เป็นจุดที่ปูย่าตายายท่านไห้บทผึเกแก่ลูก
หลานเอาไว้โดยท่านมีอุบายง่ายๆ ที่จะบังคับไห้ลูกสาวตื่นเช้า คือ ปลุก

เลิ้ยงดูกอย่างไร ไห้น)องไทยได้เยาวขนดี เพาะนิสัยดูกอย่างไรไห้"ไม่แสบ'

www.kalyanamitra.org

ลูกสาวขึ้นมาทุงข้าว ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว คุณแม่ก็เป็นคนทุงเองทำเองทุก
อย่าง แต่ก็ปลุกขึ้นมา ไม่ยอมให้ลูกตื่นสาย เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ต้อง
ฝากไว้กับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกสาวด้วย

๒)อย่าปล่อยให้ลูกนอนเก

การปล่อยให้ลูกนอนดึกนั้น มีอันตรายมากมายมหาศาลต่อต้วลูก

ยิงนิก

คุณพ่อคุณแม่หสายๆ คน ต้องมานั่งกลุ้มอกกลุ้มใจว่า "เมื่อตอน
เล็กๆ ลูกก็น่ารักดึ ไม่ดื้อ แต่ทำไมเดี๋ยวนี้ ลูกถึงได้เถียงเก่ง โกหกเก่งก็

ไม่รู้" แล้วก็สาวหาสาเหตุไม่เจอว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่

สาเหตุที่ทำให้ลูกเถียงคุณพ่อคุณแม่เก่ง ก็คีอ การปล่อยให้ลูก

นอนดึก

ทำ ไมถึงพูดเซ่นนั้น ก็เพราะว่า ถ้าคุณพ่อคุณเฟปล่อยให้ลูกนอน

ดึก ตอนเช้าพอไปปลุกเข้า ลูกก็งัวเงีย แกก็จะไม่อยากตื่น แล้วแกก็อ้าง

กับแม่ไปอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เท่ากับว่า ซ้อมเถียงแม่ทุกเช้าเลย แล้วเมื่อ

ซ้อมเถียงแม่เมื่อตอนงัวเงียปอยๆ เข้า พอโตขึ้นนอกจากเถียงเก่งแล้ว
ยังโกหกคุณพ่อคุณแม่เก่งอีกด้วย ก็เพราะว่า ได้คุณแม่เป็นคู่ซ้อมทุก

เข้านั่นเอง

แล้วจะแก็ไขอย่างไร ?

สำ หรับเรื่องนี้ แกไขง่ายๆ คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องซ่วยเคี่ยวเข็ญ
ให้ลูกนอนแต่หัวคํ่า สักซ่วงหนึ่งทุ่ม หรือสองทุ่มก็แล้วแต่ แต่อย่าให้

เกินสามทุ่ม

เลื้ยงลูกอย่างไร ให้เมองไทยได้พาวชนคื เพาะนิสืยลูกอย่างไรไห้ •■ไม่แสบ-

www.kalyanamitra.org

แต่ถ้าปล่อยให้เด็กนอนสักสืทุ่ม หรือห้าทุ่ม เด็กจะติดนิสัยนอนดึก

แล้วสาเหตุที่เด็กนอนดึกส่วนมากไม่ใช่อะไร ก็เพราะติดทีวี ทำ ไมเด็ก
ถึงดูทีวีดึก ? ก็เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่ติดทีวีนั่นเอง ลูกจึงไม่ยอมนอน

ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากได้ลูกแก้ว ก็ต้องฝ็กไห้ลูกนอนแต่

หัวคํ่า ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว เด็กจะไม่อยากตื่น แล้วแกก็จะซ้อมเถียง

ซ้อมโกหกคุณพ่อคุณเฌ่ทุกวัน แล้วก็จะได้นิสัยทำอะไรสะเพร่า ขอไปที
เพียงนิสัยเทำนี้ ยังไม่ทันต้องรอไหโต ลูกก็สามารถสร้างความแสบไป

ได้ตสอดทางแล้ว

แต่ถ้าฝึกไห้ลูกนอนหัวคํ่า และตื่นเช้าอยู่เป็นประจำ อย่างน้อย

คุณพ่อคุณเฟจะได้ลูกเรืยบร้อย ไม่เถียงพ่อเถียงแม่ ทำ อะไรก็ประณีต

นอกจากนี้ ยังจะมีคุณธรรมอีกหลายๆ อย่างที่ค่อยๆ ฝังเข้าไปอยู่ไนตัว
ลูก โดยที่คุณแม่ไม่ต้องบอกเลยว่า "ลูกเฟต้องไม่แสบนะ"

เพราะฉะนั้นขอเพียงคุณพ่อคุณแม่ควบคุมเวลานอนและเวลาตื่น

ของลูกไห้ดี ก็จะเพาะนิสัยดีๆ ไห้ลูกอีกมากมายเสยทีเดียว

เลยงดูกอย่างไร ให้เมองไทยได้เย'ทซนด็ . .เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ ■•ไม่แสบ"

www.kalyanamitra.org

ฅ)อย่าปล่อยให้ลูกกินไม่เป็นเวลา

ก่อนหน้า^ด'เล่าไปแล้วว่า แค่การที่คุณแม่ให้นมลูกเป็นเวลา กับ

ให้นมไม่เป็นเวลา ก็สามารถสร้างนิสัยลูกให้แตกต่างกันใด้สำ หรับหัวข้อนี้

ก็มีอีกเรื่องที่ต้องเสริมเข้ามาอีกหน่อย คือ ถ้าอยากให้ลูกรักกัน ต้องกิน

ข้าวพร้อมกันทั้งบ้าน

ถ้าบ้านใหนมีลูก ๓-๔คน แล้วพบปัญหาว่า ลูกมักทะเลาะกัน เมื่อ

สาวหาเหตุลึกๆ ลงไปแล้ว จะพบว่า มาจากกินข้าวไม่พร้อมกัน

ทำ ไมจึงเป็นอย่างนี้ ก็เพราะว่า หากวันไหน คุณแม่ทำกับข้าวอร่อย

ลูกคนไหนมาถึงก่อนก็กินก่อนธรรมดาทุกวันกับข้าวจะพอ แต่วันนี้อร่อย

เลยกินเยอะเป็นพิเศษทำไห้วันนี้กับข้าวไม่พอเจ้าลูกคนที่ขยันทำงานมาก
ที่สุดในบ้าน ก็เลยไม่ไต้กิน!!เมือคุณแม่ เพราะว่ามาทีหสัง กับข้าวที่คุณ
เฌ่ตังไจทำไว[ห้เมื่อไม่ได้กินก็เลยกินอย่างอื่นแล้วแกก็เรื่มน้อยไจคุณแม่

น้อยไจพี่ๆ น้องๆ เก็บเป็นความฝังไจลึกๆ

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมืองไทยได้เยาวชนดี. . เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ ■ไม่แสบ*

www.kalyanamitra.org

แล้วในที่สุด วันหนึ่งความฝังใจลึกๆ เหล่านี้ ก็กลับมามีผล เพียง

แค่พี่หรือน้องทำถ้วยแก้วของแกแตกไปลักใบหนึ่ง หรือส3^ดฉีกขาดไป
ลักแผ่นหนึ่ง เจ้าลูกคนนี้จะถือเป็นเหตุตัดญาติถ้บพี่ๆ น้องๆ แล้วเคือง

กันไปเลย แม้ว่าคุณแม่จะไปเอถ้วยแก้วมาเปลี่ยนเป็นใบที่สวยกว่าใบที่
แตกไปอีก แกก็ไม่ยอม แกยังผูกโกรธพี่ๆ น้องๆ อยู่นั่นแหละ

เหตุที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะแกเก็บความน้อยใจไว้ตั้งแต่พี่น้องกิน

ข้าวไม่พร้อมก้น แกไม่ค่อยได้กินของอร่อย จึงผูกใจไว้ลึกๆ เรื่อยมา

ถ้าคุณแม่คนไหนปล่อยลูกให้กินข้าวไม่พร้อมก้นอย่างนี้โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในมื้อเย็น พ่อแม่ลูกควรจะกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน แล้ว

ไม่พร้อม เทำกับว่า คุณพ่อคุณเฟได้เพาะความแตกสามัคคีให้ลูกแล้ว
อีกหน่อยเวลาลูกโตขึ้น จะไม่ห่วงก้น ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างกิน

แล้วมีอะไรขัดใจกันนิดๆ หน่อยๆ จะทะเลาะก้นบ้านแตก ก็ขนาดคุณ

พ่อคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ลูกยังทะเลาะก้นอย่างนี้ แล้วถ้าตายไป ลูกก็
คงจะฆ่ากันเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากได้ลูกดี หลักวิธีปลูกฝัง
คุณธรรมขั้นต้น ก็มาจากจ้ดการในเรื่องเวลากิน เวลานอน เวลาตื่นของ

ลูกให้ดี

สิงเหล่านี้ เมื่อจัดให้ลงตัวให้ดี นอกจากนิลัยของลูกจะดี สุขภาพ
ร่างกายของลูกก็จะแข็งแรง เพราะถ้าลูกกินไม่เป็นเวลา นอนไม่เป็นเวลา

จะทำให้ระบบขับถ่ายไม่เป็นเวลา

ถ้าถ่ายไม่เป็นเวลาแล้วอะไรจะเกิดขึ้น เช่น ถ้าตอนนี้กำลังอยู่ใน
ชั่วโมงเรืยน จะไปถ่ายก็ใช่ที่ เด็กก็เลยอั้นเอาไว้ ผลสุดท้าย ท้องผูก

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมองไทยได้ฒาวซนด เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้"ไม่แสบ"

www.kalyanamitra.org

เรือรังก็เกิดขึ้น หรือบางคนเป็นท้องเสียเรื้อรังเกิดขึ้น เพราะลำไส้มัน

เสียระบบ ทำ ให้เด็กคนนี้มีโรคประจำตัว และเป็นเรื้อรังได้ทั้งสองโรค

แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ดูแลเรื่องเวลาเหล่านี้ดี ลูกจะไม่ใช่แค'สุขภาพ
ดี แต่นิสัยก็จะดีด้วยแม้คุณพ่อคุณเฒ่เองอาจจะยังไม่รู้ธรรมะลึกขึ้งอะไร
แต่ความแสบในขันหนึ่งจะหลุดออกจากตัวลูก แส้วคุณธรรม ซึ่งเราอาจ
จะไม่รู้จักซึ่อ แปลไม่ค่อยออก เช่น หิริโอตตัปปะ หรืออะไรทำนองนี้
ลูกก็จะค่อยๆ มีขึ้นมา และนึ่เป็นวิธีปลูกฝืงคุณธรรมให้แก่ลูกแบบง่ายๆ
ซึ่งจะทำใหิได้ลูกดี

ฅ) การfเกวินัยต่อความสะอาด

นอกจากเรื่องเวลาแส้ว ถ้าอยากจะให้ลูกของเราเป็นคนไม่แสบ ยัง

ต้องฝ็กเรืองของการรักษาความสะอาดด้วยลูกคนไหนไม่รักความสะอาด

ลูกคนนั้นจะเอาตัวรอดยาก ไปอยู่หยู่ไหน เข้ากลุ่มไหน ก็จะเป็นที่รังเกียจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอาบนํ้าอาบท่าต้องสอนให้ลูกอาบให้เป็น คือ อาบ

อย่างไรให้สะอาด แด่ให้นาน้อยให้สบู่น้อยให้เวลาน้อย หรือเรื่องเสือผ้า

ก็ต้องสอนลูกให้ขักให้สะอาด

แต่ที่สำคัญ คือ ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากได้ลูกรักความสะอาด
ต้องเรื่มตั้งแต่นอนแบเบาะแส้ว คือพอถึงเวสาที่ลูกฉี่หรืออึ คุณแม่ต้อง

รืบเปลี่ยนผ้าอ้อม รืบส้างก้นเด็กให้สะอาด แสะรืบเอาผ้าอ้อมไปซักท้นที

แต่ถ้าพอลูกฉี่ลูกอึได้ แม่กสับปล่อยให้เด็กนอนร้องแช่ฉี่แช่อึไป
เนือเด็กยังอ่อนอยู่ พอโดนปัสสาวะ เด็กจะแสบก้น แส้วถ้าแช่ฉี่อยู่ใน
เปลนานๆ เนิอจะเปีอยเลย แส้วพออึออกมาสบทบอีก แทนที่คุณแม่จะ

\9~

เลิ้ยงดูกอย่างไร ให้เมองไทยได้เยาวชนตี เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ -ไม่แสบ-

www.kalyanamitra.org

รีบมาเปลี่ยน ก็ปล่อยให้เด็กแ#งปฏิกูลจากที่เปียกๆ จนกระทั่งแห้งติด
ก้นเด็ก กว่าแม่จะมาล้างก้น มาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ ลูกก็ถูกปล่อยให้คุ้น

กับความสกปรกจนเคยนิล้ยแล้ว

จะเห็นได้ว่า ถ้าหากคุณแม่รักความสะอาด ก็จะได้ลูกรักสะอาด
แต่ถ้าคุณแม่สกปรก ก็จะได้ลูกนักหมักระดับโสก นอกจากนักหมัก

ระดับโสกแล้ว ยังเพาะกลี่นตัวเสร็จสรรพ

เพราะฉะนั้นความรักสะอาดของเด็ก มันเริ่มต้นตั้งแต่อยู่ในเปส ซึ่ง
ขึ้นอยู่กับว่า คุณพ่อคุณแม่จะเพาะนิสัยให้เด็กคุ้นกับความสกปรก หรีอ
คุ้นกับความสะอาดเท่านั้นเอง

๔) การแกวินัยต่อความเป็นระฌียบ
ถ้าคุณพ่อคุณแม่คนไหนไม่เพาะความมีระเบียบวินัยให้ลูกอีกหน่อย

เวสาลูกโตขึ้น ไปทำงานกับใคร จะไม่รู้จักคำว่า ขั้นตอน จะไม่รู้จักเก็บ
ข้าวของไห้เป็นระเบียบ แสะทุกครั้งที่ทำงานเสร็จ จะทิ้งงานไห้คนอื่น
ต้องตามเช็ดตามเก็บอยู่เริ่อยไป

ยกตัวอย่างเช็น เรื่องการชักเสือผ้า เมื่อลูกโตขึ้นมา ควรจะห้ดชัก

ผ้าได้แล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่กลับไม่ได้หัดไห้ลูกชัก อาจจะมีคนไข้ชักไห้
เสร็จ หรีอคุณพ่อคุณแม่ชักไห้เองก็ตามที ลูกก็จะได้นิสัยความไม่

รับผิดชอบ ความไม่เป็นระเบียบติดตัวไป

ขณะที่คุณแม่อีกคน เมื่อเห็นว่า ลูกพอจะชักผ้าได้แม่ก็สอนไห้เสย

เช่น พอลูกอยู่อนุบาสแล้ว ก็ห้ดไห้ชักผ้าผืนเล็กๆ เพราะชักกระโปรง

กางเกง ยังไม่ไหว

เลิ้ยงลูกอย่างไรให้ฟ้องไทยได้เยาวชนด เ^^^เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้"ไม่นศบ"

www.kalyanamitra.org

พอโตขึ้น,มาอีกนิด คุณแม่ก็หัดให้ชักผืนใหญ่ขึ้น คือหัดชักถุงเท้า

พอโตขึ้นมาอีก ก็หัดให้ชักแอ ชักกระโปรง ชักกางเกง

ฝ็กห้ดจากง่ายไปหายาก ค่อยๆ เพาะนิสัยความร้ปผิดชอบและความ
เป็นระเบียบขึ้นมา

ในที่สุดลูกคนนี้จะมีนิสัยให้รู้จักทำอะไรเป็นระเบียบเป็นขั้นตอนมา
โดยปริยาย เมื่อไปทำงานอะไรที่ชิ้นใหญ่ขึ้น เขาจะรู้จักวางระบบ และ

มองภาพรวมของงานเป็นขึ้งสิงนี้เป็นสิงที่สอนกันได้ยาก

ขณะที่เด็กอีกคน ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ฝึกหัดให้ พอโตขึ้นจะทำ

อะไรไม่เป็นเลย รู้จักแต่ว่าเสือผ้าก็มีคุณพ่อคุณแม่ หรือไม่ก็คนรับใช้

คอยจัดเตรืยมให้เรืยบร้อยแล้ว ถึงเวลาก็เอาไปใส่อย่างเดียว พอใส่

เสร็จแล้ว ก็ถอดโครมให้คุณพ่อคุณแม่ หรือคนรับใช้เอาไปชัก

ถ้าคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกอย่างนี้ค่าว่า"รับผิดชอบ"และคำว่า "ทำ
อย่างเป็นขั้นเป็นตอน" ลูกจะไม่รู้จัก แม้แต่การทะนุถนอมข้าวของ ลูก

ก็ทำ ไม่เป็น เพราะลูกไม่เคยชักผ้าเอง จึงรับผิดชอบไม่เป็น และทำอะไร

ไร้ระเบียบ

ขณะที่ลูกอีกคน แม่ฝึกให้ชักเอง จะต้องรับผิดชอบ จะไปซนมาก

นัก เส่นมากนัก เดี๋ยวต้องกสับมาขยี้ผ้าตายเลย เด็กก็จะรู้จักระวัง รู้จัก
ทะนุถนอมเลี้อผ้าขึ้นมา นี่คือที่มาของนิสัยใจคอความรับผิดชอบ และ

ความเป็นระเบียบของคนเรา

เพราะฉะนั้นพวกที่ชักผ้าเป็น กับพวกที่ไม่ได้ถูกฝึกให้ชักผ้า นิสัย

ความรับผิดชอบ นิสัยความเป็นระเบียบจะออกมาไม่เหมือนกัน คือ

เลี้ยงลูกอย่างไร ใหัเมองไทยได้เยาวชนด เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ ■ไม่แสบ"

www.kalyanamitra.org

พวกหนึ่งพร้อมจะรับผิดชอบและทำตามระเบียบ อีกพวกหนึ่งจะ

ไม่ค่อยอยากจะรับผิดชอบ และไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัย

นอกจากนี้ การฝึกเด็กรู้จักตากผ้าให้เป็นนั้น ยังสามารถฝึกนิสัย
ความรู้จักที่ตํ่าที่สูง รู้จักเกรงใจคนอื่นให้แก่เด็กได้ด้วย

ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่บางคนสอนแล้วสอนอีกว่า

"ลูก เวสาตากผ้าแดหน้า ตากเสือตัองแขวนราวบน ส่วนราวกลาง

ต้องตากพวกกางเกง กระโปรง ราวส่างใช้ตากลุงเท้า ตากชั้นใน"

เมื่อเด็กคนนี้[ตขึ้นจะรู้จักแยกแยะที่ตํ่าที่สูงรู้อะไรควรทำไม่ควรทำ

แต่บางบ้านไม่ได้สอนให้แยกประเภทตาก มีกี่ตัวๆ ก็ตากราว

เดียวกันนั่นแหละ เด็กคนนี้โตขึ้น จะไม่รู้ว่าที่ตํ่าที่สูงเป็นอย่างไร แล้ว

เด็กก็จะเจอปัญหาการกระทบกระทั่งไปตลอดช้วิต

เช่น พวกไม่แยกประ๓ทตาก แช่ผ้ากะละมังเดียวกัน ถึงเวลามี

คู่ครองใครได้ไปเป็นภรรยาเช้าก็จะเจอประ๓ทเอาผ้าแดหน้ากับชุดชั้นใน

มาแช่ด้วยกัน ตากด้วยกัน ผลปรากฏว่า อยู่ด้วยกันไม่นาน ก็ต้องฟ้อง

หย่ากันแทบไม่ทัน หลายๆ คู่ที่เลิกกัน สาเหตุก็มาจากนิสัยที่คุณพ่อคุณ

แม่เพาะให้ตั้งแต่เล็กอย่างนี้

ถ้าเด็กได้คุณพ่อคุณแม่ที่มีความประณีตมากขึ้น นอกจากจะสอน
ให้แยกประ๓ทตากแล้ว ก็จะพรํ่าสอนว่า "ลูกเอ๊ย ผ้าสืๆ อย่างนี้ อย่า

ไปตากกสางแดด เอามาตากตรงชายคา แดดจะได้ไม่เลียสื ผ้าจะได้ไม่

เก่าเร็ว เวลาจะตาก ก็กลับช้างนอกเป็นช้างในให้เรียบร้อย ขึงให้ตึง เนี้อ

ผ้าจะได้ไม่ย่น" สารพัดจะถ่ายทอด

>^๓,-

เลื้ยงดูกอย่างไรให้เมีองไทยได้เยาวชนดี เพาะนิสัยดูกอย่างไรให้"ไม่แสบ"

www.kalyanamitra.org

แต่ถ้าได้คุณพ่อคุณแม่ที่มีนิสัยทำอะไรหยาบๆ ลวกๆ เวลาลูกจะ

ตากผ้า นอกจากจะไม่สอนให้แยกประ๓ทการตากผ้าแล้ว ยังปล่อยให้

ลูกนึกอยากจะตากด้านไหน ก็ตากๆ ไปเถอะ พอผ้าแห้งแล้ว อยากเก็บ

เมื่อไร ก็ค่อยไปเก็บเถอะ แล้วถ้าไม่อยากเก็บก็เรื่องของลูก ปล่อยให้
ตากอยู่สามวันห้าคืน แล้วค่อยมาเก็บก็ได้ แน่นอนแอผ้าที่ใช้ จะเสือม
คุณภาพไว ไล่ไม่กี่ทีสืจะซีดหมดเสย ทำ ให้เด็กถนอมช้าวของไม่เป็น

แถมยังมีนิสัยมักง่าย ขาดความรับผิดชอบตามมาอีกด้วย

เพราะฉะนั้น ความละเอียดและความหยาบของคุณพ่อคุณแม่ คือ
นิสัยที่แท้จริงของลูก นี่ก็เป็นตัวอย่างของการสืกนิสัยความรับผิดชอบ

และความเป็นระเบียบให้แก่ลูก

๔) การแกวินัยต่อสีฟืธรรม

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ฝืกวินัยทางโลกให้แก่ลูกแล้ว ก็ต้องฝึกวินัยต่อ

คืลธรรมให้แก่ลูกด้วย เป็นการปลูกฝืงหสักเกณฑ์การวัดตัดสินดีช้วให้

แก่ลูกตั้งแต่ยังเล็กๆ เมื่อเขาโตขึ้น เขาจะได้รู้จักควบคุมความคิด คำ พูด

การกระทำ ให้อยู่ในกรอบของคืลธรรม ไม่สร้างความเป็นพิษเป็นภัยแก่

สังคม ซึ่งจะทำให้เขาสามารถพัฒนาคุณธรรมอื่นๆ ของตัวเองให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

เมื่อนั้น เขาก็จะเติบโตขึ้นมาเป็นหลักชัยให้แก่บ้าน สามารถสืบทอด
ดำ รงวงด้ตระลูลให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

การปลูกฝืงวินัยต่อคืลธรรมขั้นตัน คือ ฝึกให้เด็กรู้จักรักษาคืล ๕

เพราะคืล ๕ เป็นเกราะป้องกันให้ลูกของเราไม่คิดไปฆ่าใคร ไม่คิดไป
ขโมยของใคร ไม่คิดผิดลูกผิดเมียใคร ไม่คิดโกหกหลอกลวงใคร และ

ไม่ช้องแวะกับสุรายาเสพติดอันเป็นเครื่องทำลายสติปัญญาของคนเรา

เลิ้ยงลูกอย่างไร ให้เมองไทยได้เยาวชนด เพาะนิสัยลูกอย่างไรไห้ "ไม่แสบ*

www.kalyanamitra.org

โดยการปลูกฝังสืล ๕ ให้แก่ลูกนั้น คุณพ่อคุณเฌ่ต้องทราบก่อน
ว่า สีล ๕ มีมาก่อนพระทุทธศาสนาจะเกิดขึ้น แต่เมื่อพระพุทธศาสนา
เกิดขึ้นแล้ว พระสัมมาล้มพุทธเจ้าทรงบอกว่า สืล ๕ นี้ดี จึงทรงร้บเข้า

มาไว่ในพระพุทธศาสนาด้วย แล้วพระองค์ก็ทรงให้กฎเกณฑ์ของสืส ๕

ข้ดเจนขึ้น

สืล ๔ ได้แก่อะไรบ้าง ?

๑.

๒. ไม่สักทร้พ่ย์

๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม

ะ!รน^

ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกต จรพบเรื่องแปอกอย่างหนึ่งในสังคมไทย

คือคนไทยท่องได้ว่าสืล ๔ มี ๔ ข้อ แต่ถ้าถามถึงเหตุและผลว่าทำไมถึง

ต้อง ๕ ข้อนี้ด้วย ก็ชักจะไม่แนใจว่าสืล ๕ ที่ตัวเองรู้นั้น จริงๆ แล้ว
เข้าใจแค่ไหนกันแน่ ก็เสยมีผสมาถึงการปลูกฝังทัศนศติที่ถูกต้องให้แก่

ลูกด้วย

เพราะฉะนั้น การจะปลูกฝังสืล ๕ ให้ลูกได้ คุณพ่อคุณแม่ก็ต้อง

รักษาสืสให้ลูกดูด้วย แล้วก็ต้องอธิบายให้ลูกฟ้งได้ว่า

๑)ทำ ไมจึงห้ามฆ่าสัตว์?

คำ ตอบก็คือ สิงที่เรารักที่สุดในข้วิตของเรา คือ ด้วเราเอง นึ่งรวม

ตั้งแต่มีอ นิ้ว แขน ขา อวัยวะในร่างกายทั้งฬมตที่เป็นด้วของเรา ไม่มี

ใครรักอย่างอื่นยิ่งกว่าข้วิตของตัวเอง

เลื้ยงลูกอย่างไร ให้เมองไทยไต้พาวซนคื เพาะนสัยถูกอย่างไรไห้"ไม่นสบ"

www.kalyanamitra.org

เพราะฉะนั้น นอกจากเราแล้ว คนอื่นเขารักชีวิตของตัวเองไหม?

ช้าง ม้า วัว ควาย ม้นรักชีวิตของตัวเองไหม? รัก!

ม้นบอกหรือเปล่า? เปล่า แต่เวลามีใครจะมาทำร้ายม้น มันเผ่น

อ้าวเลย เพราะฉะนั้น แม้มันไม่ได้บอกออกมาเป็นคำพูด แต่ทำทางมัน

บอกว่า ช้าง ม้า วัว ควาย มันก็รักชีวิตของมันเอง

เพราะฉะนั้น จึงเป็นปกติของธรรมชาติว่า ใครๆ ก็ต้องไม่ฆ่าใคร
เพราะใครๆ ก็รักชีวิตของตนเองทั้งนั้น สืลฃ้อที่ ๑ จึงเกิดขึ้นมาว่า

ฟ้ามฆ่า

๒)ทำ ไมจึงฟ้ามลักทรัพย์?

ก็ต้องถามว่า ชีวิดอยู่ไต้ต้วยอะไร? ชีวิตอยู่ไต้ต้วย!]จจัย ๕ หรือ
ถ้าใต้ต้พท์ง่ายๆ ก็คือ ชีวิดอยู่ไต้ต้วยสมบัติ

ไม่มีช้าวปลาอาหาร เรามีชีวิตอยู่ได้ไหม? ไม่ได้

ไม่มีเสือผ้าเครื่องนุ่งห่ม เรามีชีวิตอยู่ไดไหม?ไม่ได้

ไม่มีบ้าน ไม่มียารักษาโรค เรามีชีวิตอยู่ไดไหม? ไม่ได้

เพราะฉะนั้น โดยย่อแล้ว ปัจจัย ๔ นี้คือ สมบัติในการเลี้ยงชีวิต

ทีนี้ ถ้าสมบ้ติของเรา ถูกลัก ถูกขโมย ถูกโกงไป ยังไม่ถึงกับต้อง

ฆ่าแกงกันให้ตายหรอก แต่เราก็ขาดแคลนแทบตายทีเดียว

เพราะแค่ทำงานแล้ว เงินเดือนไม่ขึ้น ก็ยํ่าแย่แล้ว ยิ่งถ้าถูกลด

เงินเดือน ยังไม่ต้องโกง ก็แทบตายทีเดียว

เพราะฉะนั้น คืสต้อที่ ๒ จึงตามมา เพราะปกติของทุกชีวิตอยู่ไต้

ต้วยสมบัติ ใครๆ ก็ต้องไม่โกงของใตร

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมองไทยไฒ้ยาวชนดี เพาะนสืยลูกอย่างไรให้ -ไม่นสบ-

www.kalyanamitra.org

ต) ทำ ไมจึงห้ามประพฤติผิดในกาม ?

แม้ว่าจะไม่มีใครมาฆ่า ไม่มีใครลักขโมยสมบัติ แต่ถ้ามีคนมาพราก

เอาของรักไป ซึ่งของรักของมนุษย์ก็ไม่เกินลูก ภรรยาหรือสามี มันทุกข์
ทรมานเจ็บเข้าไปในอก อยากจะตายเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป มันตายทั้งเป็น

เพราะว่าใครๆก็รักลูกภรรยาหรือสามี และของรักของตัวเองทั้งนั้น
สามัญสำนึกจึงเตือนตัวเองว่า ใครๆ ก็ต้องไม'ประพฤติผิดในกาม นี้

คือความสำคัญของตืลข้อ ต

๔) ทำ ไมจึงห้ามโกหก ?

เพราะการไม่โกหกคือเครื่องหมายของความจริงใจต่อกัน

ถึงแม้ความรักที่มีให้ลูกรัก ภรรยารัก สามีรัก มากมายมหาศาสแค่

ไหนแต่อย่าให้พบว่าได้ขาดความจริงใจต่อกันเมื่อไร เฒ้รักแสนรักแค่ไหน

ก็จะหมดรัก รักกันไม่ไหว คนรักที่เม้มีตั้งเยอะเท่าไร ก็จะหมดสงไปทุกวัน
ในที่สุดความแตกแยกหวาดระแวงจะตามมา

เพราะฉะนั้น สืลข้อที่ ๔ จึงตามมา ใครๆ ก็ต้องไม่โกหกกัน
เพราะทุกคนก็อยากได้ความจริงใจทั้งนั้น

๔) ทำ ไมจึงห้ามดื่มสุราของมีนเมา ?

พระล้มมาล้มพุทธเจ้าทรงเให้เห็นต่อไปว่า การที่ใครจะไม่ฆ่า ไม่
ล้ก ไม่เจ้าชู้ ไม่โกหก จะไม่ทำความผิดพสาดเสียหายทั้ง ๔ ประการนี้
ก็ต่อเมื่อยังมีสติอยู่ ถ้าขาดสติยับยั้งข้งใจเมื่อไร โอกาสที่จะกสายเป็น

ล้ตว์ในร่างคน ท่าความเดือดร้อนเสียหายให้แก่ล้งคมก็มีขึ้นเมื่อนั้น

.,.*>,,๗:..

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมองไทยได้เยาวซนแ เพาะนิสืยลูกอย่างไรให้ "ไม่แสบ'

www.kalyanamitra.org

สติเป็นของแปลก แม้ว่าจะป๋วยแทบตาย หิวแทบตาย อดแทบตาย

ถ้ายังมีสติอยู่ ก็ยังห้ามใจตัวเองไม่ใหิไปฆ่า ไม่ลัก ไม่เจ้าชู้ ไม่โกหกได้
แต่ว่าถ้าเมาเท่านั้น ฆ่าได้ ลักได้ เจ้าชู้1ด้โกหกเก่งทีเดียว

เพราะฉะนั้น เพื่อที่จะรักษาความดีทั้ง ๔ ประการนี้เอาไว้ ใครๆ

ก็ต้องไม่กินเหล้า ไม่เสพยาเสพติด เพื่อรักษาสติของตัวเองเอาไว้ให้เป็น
ปกติ ดีลข้อ ๕ จึงได้มีขึ้นมา

เหตุผลทั้ง ๔ ข้อนี้ ตุณฟอตุณแม่ต้องลือปฏิบัติให้ลูกตุ แล้วก็
อธิบายให้ลูกฟัง ลูกจึงจะเป็นคนมีดีลธรรม ^งจะเป็นเกราะป็องกันให้
ลูกไม่โดขึ้นไปเป็นอาชญากรของแม่นตินใา๓ายภาคหน้า

มีความจริงประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้และถ้าหาก

คุณพ่อคุณแม่ไม่ปูพื้นฐานการรักษาดีสเอาไว้ให้แก่ลูกตั้งแต่ยังเล็ก

แม่นดินไทยก็คงยากจะเยียวยารักษาได้

ยกตัวอย่างเช่น

บัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในบัานเมืองเรานั้น มาจากไหน?

คำ ตอบ คือมาจากการได้ฆ่าลัตว์เล็ก ลัตว์น้อยจนคุ้น ด้วยอุปนิสัย

ที่ฆ่าจนคุ้น ฆ่าจนเป็นปกติ วันหนึ่งเกิดขัดแย้งกับใครขึ้นมา ก็ตัดสินใจ
ฆ่าคนไปตามความคุ้นเคยกับการฆ่าชีวิต เพราะฉะนั้น หน้าหนึ่งของ

หนังสือพิมพ์รายวัน มีช่าวฆ่ากันตาย สงอยู่ทุกฉบับ

แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีโอกาสไปอ่านหนังสือพิมพ์ของประเทศอื่น

เขาไม่มีอย่างกับเมีองไทย ตรงนี้อะไรเกิดขึ้น ตรงนี้เท่ากับบอกว่าที่เมีอง

ไทยมีการฆ่ากันตายทุกวัน แล้วเราก็สูญเสืยรายได้จากต่างประเทศ

เลื้ยงลูกอย่างไร ให้เมืองไทยได้เยาวชนดี เพาะนํสืยลูกอย่างไรไห้ ■ไม่แสบ•

www.kalyanamitra.org

เพราะฝรั่งอยากจะมาเที่ยวเมืองไทย แต่พอมาเห็นข่าวหน้าหนึ่งเข้า เขา

บอกขอนอนอยู่บ้านดีกว่า เพราะอาชญากรรมในเมืองไทยมันมากไป

ทำ ไมปัญหาอาชญากรรมในเมืองไทยมันมาก ก็เริ่มจากการฆ่าสัตว์

เล็ก สัตว์น้อยไปจนคุ้นใจเป็นปกติ บวกกับการรายงานข่าว
อาชญากรรมเป็นปกติ จนประชาชนรู้สืกคุ้นกับการฆ่าไปโดยปริยาย

ปัญหาการคอรัปข้นในเมืองไทยมาจากไหน?

ก็เริ่มมาจากการโกงเล็กๆ น้อยๆ เริ่มตั้งแต่มาทำงานสาย เลิกงาน
ก่อนเวลา เพาะนิสัยการโกงเล็กๆน้อยๆนี้จนกระทั่งคุ้นเคย เพราะฉะนั้น
เมื่อมีโอกาสโกงได้มากๆ เมื่อไรโกงเมื่อนั้น แล้วตอนปสายปี พ.ศ.๒๕๓๙
นึ่งเป็นช่วงเศรษฐกิจไทยตกตํ่านี้เอง ข่าวการคอรัปนึ่นในธนาคารบาง
แห่งของไทย ก็ถูกรายงานไปทั่วโลก ค่าเงินบาทของไทยก็วอดวาย

ความไว์ใจกันในระหว่างประเทศก็หมด นึ่ก็เป็นผลมาจากการโกงเล็กๆ

น้อยๆ จนเศย

โรคเอดส์ระบาดมาจากไหน ?

สถิติโรคเอดส์ระบาดเป็นล้านคน ก็เริ่มมาจากความเจ้าฐ้ ไปเที่ยว

บาร์ คสับ ช่อง แล้วก็ติดแอเอดส์กสับมาระบาด เพราะฉะนั้น เริ่องนี้
จะว่าไม่เกี่ยวกับคนไทยทั้งประเทศก็ไม่ได้ เพราะแม้จะบอกว่าไม่เกี่ยว

แล้วอยู่เฉยๆ ก็แสดงว่าเห็นดีเห็นงามด้วย ดังนั้น จึงไม่มืใครหนีพ้น

ข้อหาว่ามืส่วนทำไหโรคเอดส์ระบาดได้

การหราดระแวงกันเองทั้งประเทศ มาจากไหน?

ก็เริ่มจากโกหกเล็กๆ น้อยๆ กับลูก กับเมียในบ้านโกหกเล็กน้อย

แยงถูกอย่างไรให้เมืองไทยไล้เยาวชนดี เพาะนํสืเ'คู"อย่างไรให้■ไม่แสบ■

www.kalyanamitra.org

กับเจ้านายหรือลูกน้องในที่ทำงาน เพราะฉะนั้น เมื่อได้มีโอกาสก้าวขึ้น
ไปเป็นนายกรัฐมนตรื ก็โกหกประชาชนทั้งประเทศ นี่เป็นความพลาดที

ละเล็กละน้อย แล้วมันก็กลายเป็นปัญหาไหญ่ของบ้านเมือง

สุรายาเสพติดระบาดอย่างหนัก มาจากไหน?

จากการสำรวจยี่ห้อสุราที่มีจำหน่ายไนเมืองไทย ผลปรากฏว่าเมือง
ไทยมีสุราดังๆ ทุกยี่ห้อ ไวน์ดังๆ ทุกยี่ห้อ วางขายกันครบ พูดง่ายๆ
สุราทุกยี่ห้อไนโลกหาชื้อได้ที่เมีองไทย เป็นอันว่า ภาพพจน์ของเมีอง

ไทยไนสายตาขาวต่างชาติอีกอย่างหนี่งคือ แมา

เพราะฉะน้นไนช่วงปี พ.ค.๒๕๓๙นั้น เจ้าหนี้ขาวต่างชาติทั้งหลาย
เห็นแล้วว่า ถ้าเมีองไทยยังคงเป็นอย่างนี้ หาเงินมาไข้หนี้ IMF ไม่ทัน
แน่นอน เขาถึงไม่ยอมไห้ผ่อนผันการไข้หนี เพราะสำพังค่าดอกเบี้ยที่

ต้องจ่ายไห้เจ้าหนี้แต่ละปี ยังน้อยกว่าค่าสุราที่คนไทยทั้งประเทคดื่มกิน

ทั้งปีเสืยอีก

เพราะฉะนั้น เป็นอันว่า เมื่อสาวหาต้นสายปลายเหตุกันแล้ว ก็พบ

ว่า ต้นเหตุของปัญหาวิกฤตสังคมและเศรษฐกิจไนบ้านเมีองของเรา คือ

สืล ๔ ขาดตกบกพร่องนั่นเอง

เรื่องนีเป็นอดีดอันเจ็บปวดของการไม่ปลูกฝืงสืล๕ให้แก่ลูกหลาน
ไทย คุณพ่อคุณแม่จะต้องมองเห็นข้อนี้ก่อนจะได้ช่วยกันฝึกไห้ลูกหลาน
มีคืลตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อเขาเติบโตขึ้น เขาจะได้สามารถเป็นกำสังสำคัญไน
การน่าพาประเทศไห้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาได้ ไม่กลายเป็นส่วนหนี่งของผู้
ทำ ลายประเทศชาติ และนั่นเป็นความภาคภูมิไจอันไหญ่หลวงของผู้เป็น

ฅเP

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมองไทยได้เยาวชนดี เพาะนิสัยลูกอย่างไรไห้ "ไม่นสบ"

www.kalyanamitra.org

พ่อเป็นแม่อย่างเรา เพราะเมื่อประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัย คุณพ่อคุณ
แม่ ตลอดจนญาติพี่น้องของเขาก็จะอยู่รอดปลอดภัย

โดยสรุปแล้ว ถ้าคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกของเรา เติบโตมา

เป็นผู้ที'ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่คนในสังคมและประเทศขาติแล้ว วิน้ยทั้ง ๕

ประการ คือ วิน้ยต่อคำพูด วินัยต่อเวลา วินัยต่อความสะอาด วินัยต่อ

ความเป็นระเบียบ และวินัยต่อคืสธรรม จึงเป็นสิงที่คุณพ่อคุณแม่ต้อง
ฝ็กให้แก่ลูกผ่านปัจจัย ๔ และงานในบ้านนั่นเอง

๗๑.

เลื้ยงลูกอย่างไร ใท้๓องไทยได้เยาวชนดี เพาะนิสัยลูกอย่างไรไท้"ไม่แสบ"

www.kalyanamitra.org

!

www.kalyanamitra.org

ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่คนไหนในโลกนี้ก็ตาม
เมื่อลูกเกิดมาแล้ว ล้วนต้องการให้ลูกของตนเองฉลาด

ทั้งนั้น ยิ่งฉลาดเท่าใหร่ คุณพ่อคุณแม่ยิ่งภูมิใจมาก
เท่านั้น แต่ว่าการจะเลี้ยงลูกให้ฉลาด ก็ไม่ใช่ของง่าย

เพราะความฉลาดแบบเป็นพิษเป็นภัยก็มีหลายประ๓ท

ตั้งแต่ฉลาดแกมโกง ฉลาดแต่ว่าแฉลบ ฉลาดในเรื่อง

ผิดๆ เป็นต้น ซึ่งความฉลาดแบบนี้ จะก่อความ

เดือดร้อนวุ่นวายไม่รู้จบ

เสิยงถูกอบ่างไ'!ใฟ้เมองไทยไพ้เยาวซพิ เพาะนิสัยลูกอบ่างไรใฟ้ ■■ไม่โง่'

www.kalyanamitra.org

สิงที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการก็คือ ความฉลาดชนิดที่ทำให้ลูกมี
ความก้าวหน้าในชีวิต ตั้งหลักตั้งฐานของตนเองได้ ช่วยทำประโยชน!ห้
ผู้อื่นได้ ซึ่งโดยมากคุณพ่อคุณแม่มักจะมองไปที่ความฉลาดทาง

เทคโนโลยีเท่านั้น

แต่เมื่อเราลังเกตต่อไป เราก็พบว่า ลำ พังความฉลาดทาง

เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ เพราะบางครั้งผู้ที่แม้จะจบการคืกษาสูงๆ

เป็นดอกเตอร์ เป็นโปรเพ่สเซอร์ กลับสร้างความเดีอดร้อนวุ่นวายได้
อย่างสาหัสกว่าอาชญากรชั้น ป.๙ เสียอีก

ยกตัวอย่างเช่น๓สัชกรคนหนึ่งมีความรู้ทางด้านเคมีอย่างยอดเยี่ยม
เรียนจบมาก็ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แต่ว่าแทนที่จะเอาความรู!ปไช้

ผสิตยารักษาคน กลับไปผลิตเฮโรอีน ยาบ้า ยาอี ออกมาขายทำสาย

ชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยก้น ก่อเกีดความเดีอดร้อนวุ่นวายไห้แก่โสกไม่รู้จบ

เมื่อพบข้อลังเกตอันนีคุณพ่อคุณแม่ที่รักลูกก็ตั้งคำถามต่อไปอีกว่า
การเพาะความเจ้าปัญญาให้แก่ลูกของเราด้วยการส่งเสียให้ลูกเล่าเรียน
สูงๆ นั้น ยังขาดอะไรอีกหรีอไม่?

คุณพ่อคุณแม่ที่คืกษาพระพุทธศาสนาจะรู้คำตอบเรื่องนี้ดีว่า ความ

ฉลาด หรีอ ความไม่โง่ของคนเรานั้น แบ่งเป็น ๒ ประ๓ท คือ

๑) ไม่โง่ในทางโลก
๒) ไม่โง่ในทางธรรม

ไม่โง่ไนทางโลก คือสามารถคืกษาความรู้วิชาการต่างๆได้อย่างเข้า-

อกเข้าไจ พอเรียนจบออกมาแล้ว สามารถนำไปไข้ประกอบอาชีพเลี้ยง

ตัวเองได้

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมองไทยได้พาวซนสื เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ ■•ไม่โง่"

www.kalyanamitra.org

ไม่โง่ในทางธรรม คือ มีหลักธรรมประกอบการตัดสินใจได้ว่า

อะไรถูก-ผิด ดี-ชั่ว บุญ-บาป ควร-ไม่ควรทำ และเลือกคิด เลือกพูด
เลือกทำในสิงที่ถูกต้องดีงามเท่านั้น

ความฉลาดทั้งสองอย่างนี้ ต้องไปคู่กัน คนที่ฉลาดในทางโลก แต่

ไม่ฉลาดในทางธรรม มักไปไม่รอด ก่อความเดีอดร้อนเป็นประจำ

เพราะฉะนั้น คนที่จะก้าวหน้าไปได้อย่างตลอดรอดผิง มีความจำเป็นว่า

ความรู้ทางโลกของเขาต้องควบคู่ความรู้ทางธรรมตลอดเวลา

เมื่อคุณพ่อคุณแม่เห็นภาพการฝึกปัญญาของลูกเซ่นนี้แล้วก็อาจมี

คำ ถามต่อมาว่า

เลี้ยงลูกอย่างไรจึงจะฉลาดทั้งทางโลกและทางธรรม ?
ปูย่าตายายของเราท่านให้เหตุผลว่า ความฉลาดเป็นนิลัยที่เพาะขึ้น

มาใด้อย่างหนึ่ง ถ้าคุณพ่อคุณแม่รู้ว่าอะใรคือหัวใจของ "ความฉลาด"?

คำ ตอบที่ใม่น่าเชื่อ ก็คือ ความเคารพ เป็นหัวใจของความฉลาด

เพราะความเคารพเป็นต้นทางไหลมาเทมาของปัญญาในตัวลูกของเรา
เด็กคนไหนมีความเคารพอ่อนน้อม ^หญ่จะเอ็นดูรักใคร่ มีอะไรก็

อยากสอน อยากถ่ายทอด แต่ถ้าเด็กคนไหน แข็งกระด้างหยาบคาย

เด็กคนนั้น จะหาคนสอนคนเตือนได้ยาก เพราะเด็กจะไม่ค่อยฟังใคร

แสะไม่รู้จักสังเกตเห็นความดีของคนอื่น

ความเคารพหมายถึงอะไร ?

ความเคารพ หมายถึง การจับจ้องมองดูว่า ใครมีคุณธรรมความดี

อะไรบ้าง แล้วนำมาถ่ายทอดส่ต้วเองไห1ต้ ส่วนความบกพร่องของคน
อื่นมีเท่าไหร่ไม่จับผิดเอามาใส่ต้วเองเป็นเด็ดขาด

เลี้ยงดูกอย่างไร ให้เมองไทยได้เยาวซนดี เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ "ไม่โง่"

www.kalyanamitra.org

พูดง่ายๆ ครามเดารพ คือ การจับดีอื่น มาถือปฏิบัติดามนั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่นนักเคมี เวลาเขาไปค้นหาคุณสมบัติของแร่ธาตุต่างๆ

ว่ามันมีดี มีเสียอะไรบ้าง เขาก็จะจับจ้องมองหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เช่น
ทองแดง เขาพบว่า เป็นตัวนำความร้อนที่ดี เขาก็เลยเอาไปทำหัวแร้งไฟฟ้า
ต่อมาก็พบเพิ่มอีกว่า ทองแดงยังเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีอีกด้วย เขาก็เลย
เอาไปทำสายไฟ แต่ทองแดงมีความนิ่ม ไม่แข็งเหมีอนเหล็ก เขาก็เลยไม่
เอาไปทำมีด เพราะว่า พอเอาไปตัด ไปฟันอะไรเข้า คมของมันจะพับหมด

ส่วนเหล็กมีความแข็งแกร่งดี เหมาะที่จะเอาไปทำมีด เอาไปทำ
เครื่องมือหนัก เขาก็ใช้เหล็กไปทำกัน แต่เพราะเหล็กไม่นิ่ม เขาก็จึงไม่

เอาไปทำสายไฟฟ้า

นักเคมีจับจ้องสังเกตคุณสมบัติต่างๆ ของธาตุ เพิ่อนำมาไชให้
เกิดประโยชน์แก่โลก ฉันใด คุณฟอคุณแม่ที่ตัองการให้ลูกมีปัญญามาก
ก็ตัองฝ็กให้ลูกจับจ้องมองดูคุณธรรม ความรู้ ความดี ของคนอื่น ที่เขา
ประพฤติดี มาถือปฏิบัติให้เกิดเป็นปัญญาตามมา ฉันนั้น

ความเคารพจึงเป็นหัวใจของความฉลาดเพราะเหตุนี้

ความเคารพกับการแสดงครามเคารพเหมือนกันหรือไม่ ?

คำ ตอบ คือ ไม่เหมือนกัน

การแสดงความเคารพเป็นเรื่องของการกราบ การไหว้ การหมอบ
การคลาน สิงเหส่านี้เป็นเรื่องของการแสดงออกภายนอก อื่งในขณะที่

ยกมือไหว้ ใจของเขาอาจจะคิดฆ่า ก็ทำ ได้

ส่วนความเคารพเป็นเรื่องของคุณธรรมที่อยูในใจ เป็นการจับจ้อง
มองหา ความดีของผู้อื่นมาประพฤติปฏิบัติตาม ไม่จับผิดใคร

เรยงดูกอย่างไร ให้เมืองไทยได้เยาวชนดี เพาะนสืยลูกอย่างไรให้ ■ไม่โง่-

www.kalyanamitra.org

เคารพอะไรบ้าง จึงจะเกิดปัญญา ?

ปูย่าตายายระบุไว้ชัดเจนว่า สิงที่เคารพแล้วทำให้เกิดปัญญา มี ๗

อย่าง คือ

๑) เคารพในพระพุทธ

๒) เคารพในพระธรรม
๓) เคารพในพระสงฆ์
๔) เคารพในการคืกษา
๕) เคารพในการทำสมาธิ
๖) เคารพในความไม่ประมาท
๗) เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร

เพราะทั้ง ๗ อย่างนี้ เป็นแหล่งวินิจฉัยที่ดี ลูกของเราจับดีจากสิง
เหล่านี้มากเท่าไร จะมีเรื่อง ดีๆ ใหสปาเข้าใปปูใจมากเท่านั้น

เมื่อยํ้าคืด ยํ้าพูด ยํ้าทำ ๗ เรื่องนี้มากเท่าไร ปัญญาแห่งการรู้ผิด

ชอบชัวดี จะเกิดขึ้นมากเท่านั้น

ในที่สุดก็สอนตัวเองได้ สอนคนอื่นไต้ ความรู้วิชาการในตัวมีเท่าไร

เขาจะไข้เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและโสกมากเท่านั้น

แสะนั่นคือ ความภูมิใจของคนเป็นพ่อเป็นเฟว่า ลูกของเรา เกิด

มาแล้วท่าประโยชน์ให้แก่ตนเอง วงคืตระกูส แสะโลกได้

แต่อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้เป็นการรวบรัดเกินไปปูย่าตายายได้ขยาย

ความเหตุผลต่างๆ ในเรื่องเหล่านี้!ว้พอสมควรดังนี้

เลื้ยงดูกอย่างไรให้เมองไทยได้เยาวชนดี เพาะนิสัยถูกอย่างไรไห้ ■ไมโง่"

www.kalyanamitra.org

ทำ ไมเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงไม่โง่

คนเรานั้นเมื่อเกิดเป็นคนแล้ว ไม่ว่าจะเด็กหรือ หญ่ ถ้าสังเกต
ไม่ออกว่า คนไหนเป็นคนดี หรือคนเลวแล้ว คนๆ นั้น ยากจะเอาดีได้

เพราะว่า ยังฉลาดไม่จริง

เขาอาจจะจบปริญญาตริปริญญาโท ปริญญาเอกมาตั้งหลายๆ ใบ

แต่ถ้ายังแยกแยะไม่ออกว่า คนไหนเป็นคนดี หรือคนไหนเป็นคนเลวแล้ว

เขาก็มีสิทธิถูกหลอก ถูกโกงได้ หรือถ้ายิ่งไปกว่านั้น คือการพาคนเลว
เข้ามาอยู่ในบ้าน บ้านก็จะเดือดร้อนวุ่นวาย เสือมเสียชื่อเสียงของวงส์
ตระกูล เกิดความเดือดร้อนไม่หยุดหย่อน บางทีหมดไปชาติหนึ่งแล้ว

ความเดือดร้อนก็ยังไม่จบสินลูกหลานรุ่นหลังยังต้องตามมาริบกรรมต่อไป

ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ ยังมีเกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อยๆ ในปัจจุบัน

สาเหตุก็เพราะเขายังฉลาดไม่จริง จึงพลาดไปคบคนเลวเป็นมิตรนั่นเอง

แต่การที่ใครคนหนึ่ง จะสามารถแยกแยะได้ว่า คนไหนดี คนไหน

เลว เขาก็จำเป็นต้องได้ริบการสืกฝนมาครบองค์ประกอบ ๒ ประการ คือ

๗๘

เลิ้ยงลูกอย่างไร ให้เมีองไทยได้เยาวชนดี. . เพาะนสัยลูกอย่างไรให้"ไม่โง่"

www.kalyanamitra.org

๑) รู้จักต้นแบบที่ดี เพื่อใต้เป็นเกณฑ์ในการเลือกคบคน
๒) ต้องถูกเคี่ยวเข็ญอบรมให้มีนิสัยจับดีผู้อื่น มาตั้งแต่เล็กๆ

เมื่อครบองค์ประกอบทั้ง๒ประการนี้แล้ว พอเด็กโตขึ้น เขาจะรู้จัก

เลือกคบคนดีเป็นมิตร และรู้จักสังเกตคนออกว่า คนไหนดี คนไหนเลว

เช่นสังเกตได้ว่า คนนี้ประสบความสำเร็จเพราะอะไรคนโน้นประสบ

ความล้มเหลวเพราะอะไร สามารถสังเกตแยกแยะเหตุผลได้ เพราะ

เข้าใจอัธยาสัยคน รู้เท่าทันคน มีปัญญา รู้เหตุรู้ผลที่ลุ่มลึกไปตามสำดับ

ซึ่งต้นกำเนิดทั้งหมดมาจาก "มีเกณฑ์วัดความดี และจับแง'ดีดดีๆ เป็น"

ผลสุดท้าย ท่าให้เด็กคนนี้มีนิสัยว่า ก่อนจะลงมีอท่าอะไรสักชิ้น
ก็ตาม เขาก็จะรู้จักหาเกณฑ์ว่า สิงที่จะลงมีอท่าต่อไปนี้

๑) ของดี ของจริงที่ดีที่สุดในเรื่องนั้น คืออะไร

๒) ทำ ไมอื่งนั้น จึงเป็นของจริง ของดีขึ้น)มาไต้

ท) ทำ อย่างไรจึงจะดีที่สุด

เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ไม่ว่าเด็กคนนี้จะไปท่าอะไรก็ตาม ชาดี
นั้ทั้งชาติ เขาจะไต้แต่ของดีไวัใต้งาน

นี่คือ ฤทธของการมีเกณฑ์วัดความดี และมีนิสัยจับแง่ดีดดีๆ เป็น

ตรงกันข้าม ถ้าเด็กคนไหน ไม่เคยได้รับการสอนให้มีเกณฑ์วัดว่า

อะไรดี-ชั่ว บุญ-บาป ควร-ไม่ควรท่า ไม่เคยถูกฝึกให้มีนิสัยการจับดีมา

เลย เด็กจะไม่รู้จักของดี แยกแยะอะไรไม่เป็น ปัญญาในการแยกแยะ
ความดีเลว จึงไม่เกิด ชีวิตของเด็กจึงอยู่ในสภาพต้องลองผิดลองถูกอยู่

รํ่าไปอย่างน่าสงสาร

เลื้ยงลูกอย่างไร ใพ้เมองไทยได้เยาวชนดี เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ "ไมโง่"

www.kalyanamitra.org

ยิ่งกว่าพั้แถ้าสถานการณ์บีบคั้นให้เด็กเกิดจับพลัดจับผลูไปได้นิสัย

"จับผิดน" เข้าอีก ก็จะยิ่งเลวร้ายเข้าไปไหญ่ เพราะเป็นอันว่า ชาตินี้

จบกัน คุณพ่อคุณแม่ได้ลูกโจรมาเลี้ยงไว้คนหนึ่งแล้ว

คนที่ไปเป็นโจรนั้น ไม่ใปเขาไม่อยากดี แต่ไปเป็นโจรเพราะจับ
ประเด็นผิดว่า เป็นโจรนั้นดี คนเราทำผิดเพราะคิดเห็นผิดเป็นชอบนั่นเอง

เพราะฉะนั้นเมื่อเด็กเป็นนักจับผิด ความดีของคนอื่นมีเท่าไหร่ ยาก
จะมองเห็น ไจของเขาจึงเต็มไปด้วยของเสียทั้งชาติ และพาลเหมาเอาว่า

คนทั้งโลกนี้เลวหมด ยกเว้นคนเดียวที่ดีที่สุดไนโลก นั่นคือ ตัวเอง ถ้า
เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ คนที่น่าเห็นไจที่สุดก็คือเด็ก เพราะจะกลายเป็น
คนที่เกิดมา ลร้างความหนักอกหนักไจอย่างแลนลาหัลไห้แก่คุณพ่อคุณ
แม่ และวงคืตระคูล อย่างที่เด็กเองก็ไม่รู้ตัวว่า สิงที่เขาทำนั้นเป็นความ

ผิดตรงไหน

คุณพ่อคุณเฌ่เอง ก็คงเสียไจ แต่ก็หาลาเหตุไม่เจอว่า เราพลาดตรง
ไหนในการเพาะป้ญญาให้ลูกได้แต่ปล่อยไห้ลูกเป็นไปตามยถากรรมไม่รู้

จะแกไขเรื่องนี้อย่างไร

ทำ อย่างไรลูกจึงจะจับดีเป็น?

เพื่อเป็นการป้องกันไม่ไห้สิงเหล่านี้ เกิดขึ้นไนบ้านของเรา ก็จะ

ต้องฝึกไห้ลูกจับดีไห้เป็น

1]ย่าตายายจึงลังนักลังหนาว่า ฝ่ายชายก่อนจะแต่งงาน ต้องไป

บวชก่อนลัก ๑ พรรษา เพื่อจะได้มีธรรมะมาลอนลูก ส่วนฝ่ายหญิง ก็

ต้องคืกษาธรรมะไห้มากๆ ด้วยเช่นกัน เพื่อที่เมื่อแต่งงานไปแล้ว พอ
ต้องไปเป็นพ่อคนเฝคนจะได้มีธรรมะ มาห้ามลูกไม่ทำความชั่ว ลอนไห้

เลี้ยงคูกอย่างไร ไห้ฟ้องไทยได้เยาวชนดี เพาะนสัยลูกอย่างไรไห้ •ไม่โง่"

www.kalyanamitra.org

ลูกทำแต่ความดี ได้อย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

เมื่อเตรียมตัวเป็นพ่อเป็นแม่ได้พร้อมอย่างนี้แล้ว ป่ย่าตายายจึง

อนุญาตให้แต่งงานมีครอบครัวได้

แต่พอเมื่อไรที่มีลูก ทำ นก็ยังตามมาสังนักสังหนาอีกว่า ต้องฝึก

ให้ลูกให้จับดีให้เป็นด้วย โดยทำนวางหลักเกณฑ์ไว้ด้งนี้

๑) หาต้นแบบคนดีให้แก่ลูก
๒) คุณพ่อคุณแม่ต้องทำตัวอย่างดีๆ ให้ลูกดู เพราะต้นแบบแรก

ที่ลูกจะใช้เป็นเกณฑ์วัดดี - ชั่ว ก็คือคุณพ่อคุณแม่
๓) หาเพื่อนดีๆให้ลูกคบ เพราะในวันช้างหน้า ลูกจะได้รู้จักเลือก

คบคนดีได้เป็น

๔) ฝึกให้ลูกสังเกตความดีจากบุคคลรอบช้าง เพราะจะได้!ม่จ้อง

จับผิดคนอื่น มีความคิดสร้างสรรค์ และวิสัยทัศน์กว้างไกล

หสักเกณฑ์ทั้ง ๔ ข้อนี้ เป็นหัวใจสำคัญ โดย ๓ ข้อแรกเป็นการ
"หาต้นแบบคนดีให้ลูกดู"และข้อสุดท้ายเป็นการฝึกให้ลูก^มช้บครามดี

ของบุคคลอื่นเข้ามาเป็นนิสัยดีๆ
ปูย่าตายายจับหสักตรงนี้!ด้ จึงเลือกเอา "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า"

มาเป็นต้นแบบอันประเสรีฐให้ลูกหลานฝึกจับดี

ทำ ไมปูย่าตายายจึงเลือกพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นแบบ ?

คำ ตอบนี้ เป็นคำตอบที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนอาจจะนึกสงสัย

อยู่เหมีอนกัน แต่เพราะปูย่าตายายใจสะเอียดพอ ท่านจึงมองออกว่า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นบุคคสที่ประเสริฐที่สุดในโลกนี้ ไม่มี
บุคคลใดในโลกจะประเสริฐยิ่งกว่า

เลิ้ยงลูกอย่างไ■รใฟ้เมองไทยได้เยาวชนดี _เ^^^เพะนสัยลูกอย่างไรไห้■ไม่โง่■
www.kalyanamitra.org

ประการที่ ๑ พระองค์ทรงกำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง

ในใจให้หมดสินได้ด้วยลำพังพระองค์เอง โลกนี้จึงไม่มีใครมีปัญญา

ยิ่งกว่าพระองค์

ประการที่ ๒ พระองค์ทรงเป็นผู้มีสืลบริสุทธิ้ ไม่เคยเบียดเบียน

ทำ ร้ายใคร ไม่ใช่เฉพาะทางกาย กับวาจา แม้แต่การคิดชั่วสักนิด

พระองค์ก็ไม่เคยทรงคิดโลกนีจึงไม่มีใครสะอาดบริสุทธิปราศจากมลทิน

ยิ่งกว่าพระองค์

ประการที่ ๓ เมื่อพระองค์กำจัดทุกข์ได้หมดแล้ว พระองค์ก็ทรงไม่
นิงดูดายสัตวโลก ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณมหาศาล เคี่ยวเข็ญ อบรม
แนะนำ สังสอนให้ผู้อื่นได้พ้นทุกข์จากความโลภ ความโกรธ ความหลง

ตามพระองค์ไป ซึ่งไม่ว่างานจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน พระองค์ทรงไม่
เคยท้อ ไม่เคยบ่น ตลอดสองข้างทางที่พระองค์เสด็จไปโปรด มีแต่

ความร่มเย็นตลอดทาง ไม่มีเลือดหยดลง^แผ่นดินสักหยดเดียว โลกนี้
จึงไม่มีใครมีพระมหากรุณาธิคุณยิ่งกว่าพระองค์

ปูย่าตายายมองตรงนี้ออก จึงได้วางหสักปฏิบัติต่อๆ กันมา และ

กลายเป็นธรรมเนียมไทยมาแต่โบราณว่า

เมื่อ "ลูก" เรียก "พ่อ" เรียก "แม่"ได้ชัดแล้ว สิงแรกที่ทำนให้ทำ

คือให้สอนลูกสวดมนต๎ไหว้พระ และสอนลูกให้ท่อง "นะโม ตัสสะ

ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ" เพื่อเป็นการผูกลูกใว้กับ

บุคคลต้นแบบคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พอสวดมนต์ เสร็จเรียบร้อย ก็สอนลูกให้กราบพระพุทธรูปพร้อม

กับคุณพ่อคุณแม่

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมองไทยได้เยาวชนดี _ _ เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้"ไมโง่-

www.kalyanamitra.org

ถามว่า เด็กเข้าใจเหตุผลที่คุณพ่อคุณแม่สอนให้สวดมนต์ไหว้

พระหรือใม่ ?

เด็กย่อมไม่เข้าใจ แต่เด็กก็ทำไปตามที่คุณพ่อคุณแม่บอกนั่นเอง
เพื่อเริ่มปลูกฝังความคุ้นเคยกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสะพระพุทธ-

ศาสนานั่นเอง

เทำนั้นยังไม่พอ ไนครอบครัวคนไทยสมัยก่อนที่เคร่งครัด พอ

พระเดินผ่านหน้าบ้าน หรือบังเอิญเดินไปเจอพระ คุณแม่ก็จะสอนว่า
"ถ้าเจอพระก็ไห้ "ธุ" พระนะ ลูก"

เด็กไม่รู้อะไร แม่บอกไห้ "ธุ ๆ" ก็ไหว้พระกราบพระไปตามคำแม่

ซึ่งคำว่า "รุ" นั้น ก็มาจากคำว่า "สารุ" นั่นเอง

สาธุ แปลว่าอะไร ? แปลว่า ดีแล้ว ถูกต้องแล้ว

ปูย่าตาทวดมีวิธีปลูกฝังการจับดีมาอย่างนี้ไนขั้นต้น และเป็นการ
ฝึกไห้ทำตามคำสัง^หญ่ไนขั้นต้นอีกด้วย

หสังจากเด็กกราบไหว้บูชาพระทุกคืนๆ ก่อนนอนแล้ว เมื่อ

พัฒนาการทางด้านการจับดีของแกก้าวหน้าไปถึงระดับหนึ่ง เด็กจะย้อน

ถามคุณแม่เองว่า "แม่ครับ ทำ ไมต้องกราบพระด้วย ?"

ถ้าเมื่อไรลูกถามอย่างนี้ ไห้ถึอว่าวันนี้เป็นว้นสำคัญที่สุดไนการ

ปลูกฝังความฉลาดไห้แก่ลูก คุณพ่อคุณแม่จะฝึกลูกเข้าเป้าของการจับดี

ได้หรือไม่ ก็วันนี้

ถ้าคุณพ่อคุณแม่ตอบดี วันนี้เป็นวัน!เดทองพระ ถ้าตอบไม่ดี

วันนี้จะเป็นวันเอหิ้งพระ!

เลิ้ยงลูกอย่างไร ให้มีองไทยได้เยาวชนดี เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ ■ไม่โง่'
www.kalyanamitra.org

ถ้าคุณพ่อคุณเฌ่ตอบไปว่า "ลูกเอ๊ย องค์นี้สักดื้สิทธิ้ให้หวยแม่น"
วันนี้ คือเผาหิ้งพระเสียแล้ว เพราะคุณพ่อคุณแม่กำลังฝ็กให้ลูกขอหวย
กำ ลังสอนลูกให้ขี้เกียจทำกิน และเป็นคนหวังลมๆ แล้งๆ

ถ้าตอบว่า "ลูกเอ๊ย ตั้งแต่เฟได้องค์นี้มา ขโมยไม่เคยขี้นบ้านเลย"
ตอบแบบนี้ก็เผาหิ้งพระเหมือนกัน เพทะกำลังจะเอาพระพุทธรูปไปเป็น
ยามเฝ็าบ้านไม่ใช่เครื่องเตือนลติเตือนจิตใจให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

แต่ถ้าตอบว่า "ลูกเอ๊ย องค์น1ม่เคยคิดร้าย ไม่เคยพูดร้าย ทำ ร้าย

ใครเลย ลูกเอ๊ย ท่านดีจริงๆ สักดี้สิทธิเหลือเกิน" ตอบอย่างนี้ถูก เพราะ

แสดงพระบริสุทธิคุณซองพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลูกก็จะซึมซับแบบอย่าง
ที่ดีในวันนี้เอง

"ลูกเอ๊ย เมื่อเกิดมาเป็นคนแล้ว ถ้าจะให้มืความสักดื้สิทธี้ ให้คนเขา
เคารพทั้งบ้านทั้งเมือง ต้องไม่คิดร้าย ไม่พูดร้าย ไม่ทำร้ายใครเลยนะลูก"
ตอบแบบนี้ นอกจากจะลอนให้ลูกได้รู้จักจับคุณธรรมความดีแล้ว อย่าง

น้อยก็เป็นหลักประกันว่า จะไม่วัดรอยเท้าคุณพ่อ และจะไม่ได้ลูกทรพี

แล้ววันหลัง ถ้าลูกถามอีกว่า "เฌ่ ทำ ไมต้องไหว้พระกทบพระด้วย

"ก็มืแง่มุมอื่นอีกที่จะอธิบาย เช่น

"ลูกเอ๊ย..องค์นี้ฉลาดที่สุดในโลกเลย เพทะว่าท่านตั้งใจเล่าเรียน
เขียนอ่านคืกษาธรรมะมาเยอะ เพราะฉะนั้นลูกแม่ต่อไปข้างหน้าขยัน

เรียนนะ แล้วโตขนบวชให้แม่ด้วยนะ" หรีออะไรทำนองนี้ก็ว่ากันไป นี่ก็

เข้าเป้าของการจับดีอีก เพทะแสดงลืงพระปัญญาธิคุณของพระองค์

"ลูกเอ๊ย..องค์นี้สักดสิทธื้ ชอบช่วยเหลือคนทั้งโลกเลย ตลอดชีวิต
มืแต่ชอบช่วยเหลือคน"ตอบอย่างนี้ก็เข้าเป้าการปลูกฝังนิสัยจับดีให้ลูกอีก

เพทะเป็นการแสดงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์

เลื้ยงลูกอย่างไร ใท้ฌองไทยไล้เยาวชนดี _ เพาะนิสัยลูกอย่างไรไห้ •ไม่โง่"
www.kalyanamitra.org

นี่เป็นการปูพื้นฐานในด้านความเคารพต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพื่อสืกพื้นฐานนิสัยการจับดีที่ปูย่าตาทวดแนะนำ โดยยึดเอาพระพุทธ-

คณเป็นหลัก

เมื่อเด็กได้พื้นฐานแล้ว วันที่ลูกถามนั่นแหละ แสดงว่าลูกเริ่มมี
ปัญญาแล้ว และเมื่อวันที่ลูกถามนี้เอง คุณแม่จะต้องเพื่มงานให้ลูกทำ
อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ สอนให้จับดีพระคุณซองคุณพ่อ นละสอนให้กราบ
คุณพ่อก่อนนอนในวันนี้เอง

ถ้าลูกถามอีก"ทำไมต้องกราบฟอด้วย?"คุณแม่ก็ต้องตอบให้ดี เช่น

ตอบว่า "ลูกเอ๊ย พ่อของลูกนํะ ไม่เคยคิดร้ายกับลูกเลย แม้เมื่อเช้านี้
เฆี่ยนชะหลังลาย ก็ไม่ได้คิดร้ายนะ ลูกดื้อ ลูกเกเร พ่อก็เลยเฆี่ยนเอา"
แต่ถ้าวันนี้ตอบไม่ดี อาจได้ลูกที่คิดวัดรอยเท้าคุณพ่อ

แล้วถ้าวันดีคืนดี ลูกถามขึ้นใหม่อีก "ทำไมต้องกราบพ่อด้วย ?"

คุณแม่ก็ต้องขยายความเพื่มขึ้นไปอีก เช่น "ลูกเอ๊ย..พ่อของลูกนํะ

ฉลาดเหลือเกิน จึงทำไห้มีหน้าที่การงาน ยืนหยัดหาเลี้ยงครอบครัวได้

แล้วที่พ่อทำได้ ก็เพราะว่าพ่อเอง ก็ดำ เนินรอยตามพระสัมมาสัมพุทธ-

เจ้าที่ลูกกราบมาทุกคืน ต่อไปข้างหน้าลูกตั้งไจเรียนนะ อย่าดื้อนะ"

ผ่านไปสักไม่กี่เดีอน ลูกก็ถามอีกว่า "ทำไมต้องกราบพ่อด้วย ?"
ก็เป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องขยันตอบไห้ช้ดเจน เพราะลูกจะได้

นิสัยจับดี หรีอจับผิดก็ตอนนี้เอง

"ลูกเอ๊ย เวลานี้อะไรที่แปงเบาภาระพ่อได้ ลูกต้องทำแล้ว
เพราะว่าที่พ่อเหนี่อยทุกวันนี้เหนี่อยเพราะลูกนะ เพราะฉะนั้นอย่าทำอะไร

ไห้พ่อต้องหนักไจ เหนี่อยไจกว่านี้ ตั้งไจเรียนไม่ดื้อ ไม่ชนนะ"

เลี้ยงลูกอย่างไร ใพ้เมองไทยได้Iยาวชนด เพาะนสัยลูกอย่างไรไห้ •ไม่โง่"

www.kalyanamitra.org

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ตอบแล้วลูกก็มีหน้าที่กราบคุณพ่อของเขาคราวนี้

ไม่ว่าคุณแม่จะบอกให้ลูกไปกราบคุณพ่อ หรือคุณพ่อจะบอกให้ลูกไป

กราบคุณแม่ ลูกจะทำด้วยความเข้าใจ ในที่สุดทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็จะ

เป็นพระประจำบ้าน ประจำตัวของลูกไป ต้นแบบในการวัดความดีมา

จากตรงนี้ นี่เป็นการปูพื้นฐานในลักษณะหนึ่งคือ การจับลูก ไม่จับผิด

และแน่นอนการที่คุณพ่อคุณแม่จะหาแง่มุมดีๆ มาตอบลูกได้คุณ
พ่อคุณแม่ต้องไม่แสบ ไม่โง่ ไม่แล้งนํ้าใจต่อกันก่อน จึงจะจับดวามดี
ของทั้งสองฝายมาสอนลูกไต้

ถ้าคุณพ่อยังเมาเช้าเมาเย็น พอลูกมาถามคุณแม่ว่า ทำ ไมต้อง

กราบพ่อด้วย?คุณเฌ่ก็จะยิ่งหาคำอธิบายมาสอนลูกได้ยากขึ้นเข้าไปใหญ่

แต่ยังไงก็ตาม ไม่ว่าคุณพ่อจะไม่ดีอย่างไร คุณแม่จะต้องไม่จับผิดให้

ลูกดูเป็นตัวอย่าง เพราะถ้าเด็กจับผิดคุณพ่อตามอย่างคุณแม่ ต้องบอก

ว่าแย่แล้ว ก็ขนาดคุณพ่อตัวเองแท้ๆ ลูกยังดูถูกได้ เด็กก็อาจจะกลาย

เป็นคนที'ไม่รู้คุณความดีของบุคคลอื่น มองโลกในแง่ลบ ถ้าเป็นอย่างนี้

ต่อไปจะแก็ใขยาก เพทะลูกจับผิดทุกคนเสียแล้ว

ในเรื่องของการจับผิดนั้นปูย่าตายายเล่าเอาไว้ว่า มีคนประ๓ทหนึ่ง
เป็นพวกถ่วงความเจริญไปอยู่ตรงไหน ก่อความแตกแยกตรงนั้นพวกนี้

งานการไม่ค่อยทำ แต่นั่งเขียนบ้ตรสนเท่ห์ด่าคนนั้นคนนี้!ด้ทั้งวัน

พวกถ่วงความเจริญนี้ มีต้นกำเนิดมาจากไหน?

ปูย่าตายายตอบด้วยความเห็นใจว่า พวกนี้เกิดขึ้นมาเพทะพ่อแม่
ไม่ได้ลังสอนให้รู้จักจับดี พอโตขึ้นมาถึงได้มานั่งจับผิดชาวบ้าน งานการ

ไม่ทำเอาแต่เขียนบัตรสนเท่ห์

แยงดูกอย่างไร ให้เมีองไทยไต้เยาวชนสิ เพาะนิสืยลูกอย่างไรให้ ■ไม่โง่■

www.kalyanamitra.org

เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุด ก็คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องทำแต่สิงดีให้ลูก
ดู ลูกจะไต้มีตัวอย่างที่ดีมาทำตาม แล้วปัญญาของลูกเรา ก็จะงอกเงย
ขึ้นมามาก ความรู้วิชาการที่คุณพ่อคุณแม่ส่งเสียเล่าเรียนไปเท่าไหร่ จะ

ถูกนำกลับมาไซ้เพื่อเชิดชวงคืตระกลอย่างนับไม'ถ้วนทีเดียว การจับผิด

มันจะเดหมดเปจากแผ่นดินเทย

ต่อมาเมื่อลูกเริ่มมีนิสัยจับดีเป็นแล้ว5]ย่าตายายได้แนะนำต่อไปอีก

ว่า คุณพ่อคุณแม่ต้องพัฒนาการจับดีของลูกไห้ลึกขึ้งยิ่งๆ ขึ้นไป ด้วย

การไห้ลูกได้คืกษาธรรมะ ควบคู่ไปกับการสืกค้นหาดวามดีของลุงป้า

น้าอา1]ย่าตาทวดไห้เจอ รวมทั้งความดีของครูบาอาจารย์ ก็ต้องหาไห้เจอ

และกลับมาเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟ้งทุกวันถ้าทำอย่างนี้เป็นประจำ ลูกของ

เราจะจับดีเป็น และมองโลกไนแง่ดี มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เมื่อเจอ

ปัญหาชีวิต เขาก็สามารถพลิกวิกฤตไห้เป็นโอกาสขึ้นมาได้ ไม่เป็นคน

คิดสัน

อย่างไรก็ตาม นอกจากการสืกจับดีแบบนี้แล้ว ปูย่าตายยายยัง

แนะนำคุณพ่อคุณแม่อีกว่า ควรสืกลูกไห้รู้จักการสรรเสรีญ ยกย่อง บูชา

คนดีเพิ่มเนด้วย เพื่อไห้เขาสัมผัสได้กับคำว่า "ทำดีได้ดี แสะทำซ้วได้

ชั่วจรีง"

เช่น เมื่อเด็กไปทำความดีอะไรมา คุณพ่อคุณแม่ควรมีคำพูดไห้

กำ ลังไจลูก เป็นรางวัส แสะชี้ไห้ลูกเห็นว่า การที่ลูกได้ร้ปคำชมจากพ่อ
กับเฟนี้ เพราะว่า ลูกทำไนสิงที่ถูกต้อง

ขณะเดียวกันถ้าลูกไปทำผิดอะไรมา คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องอธิบาย
เหตุผสไห้ลูกเซ้าไจ แล้วจึงลงโทษ

1ลยงลูกอย่างไร ไฟ้เมองไทยได้เ๓วชVเดี เพาะนิสัยดูกอย่างไรไห้ "ไม่โง่"

www.kalyanamitra.org

ทำ อย่างนี้ให้เสมอกัน ลูกจึงจะเกิดความเชื่อมั่นว่า ทำ

ทำ ชั่วได้ชั่วจริง ซึ่งจะส่งผลไปถึงความหนักแน่นมั่นคงของนิสัยจับดีที่

ยิ่งๆ ขึ้นไปนั่นเอง
นอกจากเรื่องนี้แล้ว ไ^ย่าตายายยังแนะน่าบทฝึกอื่นต่อไปอีกว่า

ในตอนกลางคืนก่อนเข้านอน คุณพ่อคุณแม่ต้องมาลวดมนต์ไหว้พระ

แก่ลูกด้วย เพื่อเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักลรรเลริญคุณความดีของพระ-

สัมมาสัม'คุทธเจ้า

5^ย่าตายายไดีให้ข้อคิดไว้ว่า ตลอดชีวิตของเรานี้ ถึงจะทำความดี
มากมายขนาดไหน อย่างไรก็คงไม่เกินพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความดี

ของพระองค์นั้น เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ทอแลง ส่วนความดีของเรานั้น

เปรียบเหมือนแลงหิ่งห้อย

แต่ถ้าความดีอันยิ่งใหญ่ขนาดพระพุทธองค์ เรายังมองไม่เห็น ยัง
ไม่ยกย่องลรรเส่ริญ ฉะนั้น

๑) อย่าแปลกใจ ที่เมื่อไร เราไปทำอะไรสำเร็จมาก็ตาม แต่ตลอด

ปีตลอดชาติ กสับไม่มืใครยกย่องให้เกียรติตัวเรา

๒) อย่าเศร้าเสืยใจ ที่ลูกหลานไม่ยกมือไหว้

เพราะเซาก็เป็นโรคเดียวกับเรา คือโรคเห็นคนอื่นทำความดี แล้ว

นอกจากนี้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากจะให้ลูกกราบ ลูกเคารพ ลูก

กต้ญญกตเวทีด้วยแล้ว ก็มืความจำเป็นว่า คุณพ่อคุณแม่ต้องพาลูกไป
กราบคุณปูคุณย่าด้วยกันก่อนนอนทุกคืนด้วย ลูกจึงจะกราบคุณ
พ่อคุณแม่ด้วยความเต็มใจไม่คลางแคลงลงสัยในตัวของคุณพ่อคุณแม่

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้ฟ้องไทยได้เยาวชนดี เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ ■ไม่โง่"

www.kalyanamitra.org

สำ หร้บเรื่องนี้ มีข้อคิดที่!Jย่าตายายพูดเอาไว้ว่า

"ถ้าจะคบคนใด หรือจะเลี้ยงคนใดไว้ใช้ก็ตาม ถ้าแม้แต่พระคุณ

ของพ่อแม่ เขายังนึกไม่ออก อย่าไปยุ่งกับเขาเด็ดขาด เพราะถึงเราจะ

ทำ คุณกับเขาอย่างไร ก็คงทำไม่ขึ้น เพราะความดีของเราถึงจะมากขนาด

ไหน ก็คงทำได็ไม่เกินพระคุณของพ่อแม่ของเขาหรอก"

ปูย่าตายายให้ทัศนะในเรื่องการยกย่องสรรเส่ริญบูชาคนดีไว้อย่างนึ
ซึ่งท่านก็นำมาจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนานั่นเอง

ดังนั้น โดยสรุปแล้ว ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากได้ลูกฉสาดทั้งทาง
โลกและทางธรรม ก็ต้องฝึกให้ลูกเศารพในพระลัมมาลัมพุทธเจ้าอย่างนี้

เป็นประจำ มองให้ออกว่าพระองค์มีพระคุณอย่างไร คุณพ่อคุณแม่มี
พระคุณอย่างไร ปูย่าตายาย ลุงป้าน้าอามีพระคุณอย่างไร ขณะเดียวกัน

คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องประพฤติตนเป็นต้นแบบที่ดีให้ลูกด้วย ลูกจึงจะมี

เกณฑ์ว้ดความดี และมีนิลัยจับดีเป็น แล้วปัญญาต่างๆ ทั้งทางโลกและ

ทางธรรมจะไหลปาเข้ามาส่ตัวลูกอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ทำ ให้เป็นคน

มีวิลัยทัศน์กว้างไกล ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เรื่มต้นที่ศวามเศารพในพระลัมมา

ล้มพุทธเจ้านั่นเอง

ทำ ไมเคารพในพระธรรมจึงไม่โง่

สำ หรับข้อนี้เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว พระธรรมเป็นคำ

สังสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นจากการดับกิเสสให้หมดสินด้วย

พระองค์เอง เป้าหมายของธรรมะทุกข้อ คือ การสอนให้ศนหมดกิเลส

เป็นพระอรหันต์เข้าถึงพระนิพพาน อันเป็นการหลุดพ้นจากทุกข์แห่ง

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมองไทยไต้พาวชนดี เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ "ไมโง่"

www.kalyanamitra.org

ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ประจำชีวิตของคนเรา

ธรรมะของพระพุทธองค์นั้น เราจึงใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดได้ว่า
อะไรถูก-ผิด, อะไรดี "ชั่ว, อะไรบุญ" บาป, อะไรควร -ไม่ควรทำ, อะไร
เป็นประโยชน์-เป็นโทษได้ เพื่อที่เราจะได้เลือกมาคิด พูด และทำในสิงที่
ดีได้อย่างมั่นใจ และจะส่งผลให้เกิดนิสัยดีๆ ตามมา

ในบทก่อนๆ เราเรียนรู้มาแล้วว่า จุดเริ่มต้นของนิสัยเด็ก อยู่ที่การ
ฝึกให้ลูกยํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทำของคุณพ่อคุณแม่ นั่นคือ

๑) ถ้ายํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทำในทางดี ได้นิสัยดี เป็นคนดี
๒) ถ้ายํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทำในทางเลว ได้นิสัยเลว เป็นคนเลว

อุปมาเหมือนกับการติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ถ้าติดตั้ง

โปรแกรมที่เป็นประโยชน์ลงในคอมพิวเตอร์ เราก็สามารถใช้ทำ

ประโยชน์ต่างๆ ได้สารพัด แต่ถ้าติดตั้งโปรแกรมที่มืไวรัสเช้าไป ไวรัสก็
จะทำสายช้อมูสทั้งหมด และทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เลืยหาย

(ร

เลื้ยงลูกอย่างไร ให้เมืองไทยได้เยาวชนดี _ เพาะนสัยลูกอย่างไรให้"ใม่โง่-

www.kalyanamitra.org

ดังนั้นถ้าคุณพ่อคุณเฌ่ติดตั้งโปรแกรมความดีให้แก่ลูกลูกก็จะเป็น
คนดี แต่ถ้าติดตั้งโปรแกรมความเลวให้แก่ลูก ลูกก็จะเป็นคนเลว

ประเด็นสำคัญ ก็คือ ก่อนที่คุณพ่อคุณเฒ่จะเอาโปรแกรมการคิด

การพูด การทำไปติดตั้งให้ลูกนั้น จะรู้หรือแน่ใจได้อย่างไรว่า สิงที่เรา
เอามาให้ลูกนั้น เป็นสิงที่ลูกจริง ดีจริง และเป็นประโยชน์จริง

เกณฑ์ที่ให้วัดสิงที่จะมาป้อนเป็นนิสัยให้แก่ลูกนี้สำคัญมากกว่าทุก
เรื่อง!และไม่ใช่เรื่องที่จะหาเจอได้ง่ายๆ เพราะในบางยุคสมัยที่ปราศจาก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบังเกิดขึ้นนั้น คนทั้งโลกเข้าใจว่า การปล้นฆ่า
ช่งทรัพย์เป็นสิงที่ลูกต้อง ยุคนั้นเลยมีแต่การเข่นฆ่าจนเลือดนอง

แผ่นดินไปทั้งโลก

ครั้นต่อมาเมื่อมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบังเกิดขึ้น พระองค์
ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง แล้วทรงน่าสิงที่ตรัสรู้นัน เทศนาสังสอน

ประชาชนให้หมดกิเลสตามพระองค์ไปโลกจึงได้มีเกณฑ์การคัดสินดีห้ว

ที่แท้จริง บังเกิดขึ้นมาเป็นครั้งแรกในโลก

ด้วยเหตุนี้ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะแต่งงานมีครอบครัว ยุ่เย่าตายาย
จึงยํ้านักยํ้าหนาว่า จะต้องคืกษาธรรมะกันก่อน และถ้ามีลูกแล้ว ก็ต้อง

ส่งเสริมให้ลูกได้คืกษาธรรมะด้วย เพราะลูกจะใต้พัฒนาความรู้ผิดรู้ลูก

ที่ลึกขึ้งยิ่งๆ ขึ้นไป และจะได้น่าความรู1นทางธรรมนั้น มาพัฒนาความ

ก้าวหน้าให้แก่ชีวิตของตนเอง

ยกตัวอย่างเช่น คำ ว่า ลูก ดี ควรต่างกันอย่างไร

ถ้าไม่คืกษาธรรมะในระด้บที่ลึกซึ้งทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแล้ว

เด็กจะแยกแยะไม่ได้ว่า

เลิ้ยงลูกอย่างไร ให้เมองไทยได้เยาวmiดี เพาะนิสืยลูกอย่างไรให้ "ไม่โง่"

www.kalyanamitra.org

ถูก คือไม่รู้ว่า สิงที่ทำนั้น จะเป็นประโยชน์ หรือเป็นโทษ แต่เมื่อ

ทำ ลงไปแล้วให้ผลเป็นประโยชน์ขึ้นมา

ดี คือรู้ว่าสิงที่ทำนั้นถูกต้อง แล้วก็ตั้งใจทำด้วยความระมัดระวัง

รอบคอบจนสำเร็จลุล่วง

ควร คือ รู้ว่า สิงที่จะทำนั้นไม่ถึงกับดี และไม่ถึงกับเลว แต่ว่า ถ้า

ทำ แล้วจะดีกว่าไม่ทำ

แต่ถ้าเด็กได้คืกษาธรรมะและนำไปปฏิบัติอย่างสมํ่าเสมอแล้ว เด็ก
จะแยกแยะออกมาไต้ว่า ถูก ดี ควร แตกต่างกันอย่างที่ว่านี้ ซึ่งความ
แตกต่างกันตรงนี้ บางคนเกิดมาจนกระทั่งตายจากโลกนี้!ปแล้ว ยัง

แยกแยะไม่ได้ก็มี

คุณพ่อคุณแม่จึงควรล่งเสรืมให้ลูกคืกษาธรรมะ และปฏิบัติตาม
ธรรมะให้มากๆ ผลของการเคารพในธรรมะ จะช่วยให้เกิดความวัดเจน

ในเรื่องถูกผิดดีชั่วเหล่านี้ซึ่งจะเป็นผลดีต่อต้วเด็กเอง

สำ หรับในการฝึกให้ลูกมีความเคารพในพระธรรมนั้น ปูย่าตาทวด
ท่านจะสอนลูกหลานให้รู้จักสวดมนต์ไหว้พระมาตั้งแต่หัวเท่ากำปัน
เพื่อให้คุ้นเคยกับบทสวดมนต์ก่อน เมื่อโตพอรู้ความดีแล้ว ก็พาไปวัด

ไปทำบุญ ไปกราบหลวงพ่อ หลวงปู หลวงตา พอเวลาพระทำนเทศน์ ก็

สอนให้เด็กจดจำ และนำกลับไปเล่าให้คนที่บ้าน ซึ่งไม่มีโอกาสได้มาวัด

ได้ฟังด้วย โดยมีปูย่าตายายคอยเสริมในสิงที่เด็กเล่าขาดตกบกพร่อง

อยู่ข้างๆ เด็กก็จะจึมชับธรรมะเข้าไป เรื่มมีภาพของความถูกผิดดีชั่วเข้า

มาในใจแล้วบ้าง

เลี้ยงดูกอย่างไร ไห้เมืองไทยไล้เยาวซไเดี _ _ เพาะนิสัยดูกรย่างไรไห้"ไม่โง่"

www.kalyanamitra.org

ดังนั้น ก่อนที่จะส่งเส่ริมให้ลูกได้พัฒนาปัญญาทางธรรมให้ยิ่งๆ
ขึ้นไป มีความจำเป็นว่า คุณพ่อคุณเฝที่มีดวามตั้งใจจะเลี้ยงลูกให้เป็น
คนดีจริงๆ จะต้องสืกษาธรรมะให้มากก่อน จนกระทั่งรู้ว่า อะไรถูก-ผิด
ดี-ทั่ว บุญ-บาป ควร-ไม่ควรทำ ควบคู่ไปกับการเคารพธรรมะนั้นๆ

ด้วยการปฏิบัติให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง คุณพ่อคุณแม่จึงจะสามารถสอนลูก

ให้รู้จักทำความดี ละเว้นความทั่วไต้อย่างเต็มปากเต็มคำ
จากนั้น เมื่อลงมีอฝืกความเคารพในธรรมให้แก่ลูก นอกจากจะ

สืกให้ลูกสวดมนต์ก่อนนอนแล้ว ก็ต้องสอนให้ลูกกราบคุณพ่อคุณแม่

ก่อนนอนด้วย และเมื่อลูกกราบแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องเติมความ
เคารพในธรรมแก่ลูกให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยการให้พรลูกก่อนนอน โดยมี
หลักการว่า คุณพ่อคุณเฌ่จะต้องเอ่ยอ้างเอาความดีที่เด่นที่สุดในวันนั้น
มาตั้งเป็นพรให้ลูก

เซ่น "ลูกเอ๊ย ตลอดทั้งวันนี้ ถึงแม่จะโดนเอาเปรียบแค่ไหน แม่
ไม่เคยพูดโกหกใครเลยด้วยความดีของแม่ข้อนี้ขอให้ลูกของแม่เป็นเด็กดี

ตั้งใจดีกษาเส่าเรียนไม่เอาเปรียบใคร และก็ไม่โกหกพ่อกับเฟนะ"

เพียงเท่านี้ ที่คุณพ่อคุณแม่ทำเป็นประจำ ก็จะปลูกผิงความเคารพ

ในธรรมให้แก่ลูกได้มาก แล้วลูกก็จะเป็นเด็กดี อยู่ในโอวาท สามารถ
พัฒนาความดีของตนเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป โดยไม่ต้องมารอให้ใครบอก

มีวินิจฉัยที่ดี แยกแยะตัดสินใจได้เองว่า อะไรถูก-ผิด ดี-ทั่วบุญ-บาปควร-

ไม่ควรทำ

แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะไปเอ่ยอ้างคำพรในแต่ละ
วันมาให้แก่, ลูก-นน คุณพ่,อคุณแม่ควรค1กษาธรรมะขัะนพี1นฐานชุดหนิง ซึง

เป็นความจริงของโลกและชีวิตที่ควรปลูกผิงให้แก่ลูกก่อน นั่นคือ

สัมมาทิฎเ ๑๐ ประการ

เลี้ยงลูกอย่างไร ใฟ้เมองไทยได้พาวซนดี เพาะนิสัยลูกอย่างไรไท้ "ไมโง่"
www.kalyanamitra.org

ธรรมะข้อนี้เป็นธรรมะที่จะสอนให้ลูกรู้ว่า ในขณะที่คนเรายังตก

อยู่ในความเกิด แก่ เจ็บ ตายนี้ เราควรจะมองโลกอย่างใรจึงจะตรงตาม

ความเป็นจริง ชีวิตข้างหน้าจึงจะไม่ผิดพลาด ซึ่งได้แก่

๑) การให้ทานดีจริง ควรทำ

๒) การลงเคราะห์ผู้อื่นดีจริง ควรทำ

๓) การยกย่องลรรเลริญคนดี ดีจริงควรทำ

๔) ทำ ดีได้ดีจริง ทำ ชั่วได้ชั่วจริง
๕) โลกนี้มีที่มา
๖) โลกหน้ามีที่ไป
๗) แม่มีคุณจริง
๘) พ่อมีคุณจริง

๙) นรก-ลวรรค์มีจริง

๑๐)พระอรหันต์ ผู้หมดกิเลลแล้ว มีจริง

สัมมาทิฏฐิ ทั้ง ๑๐ ข้อนี้ จะมีผลต่อการดำเนินชีวิตที่ยังต้องตกอยู่
ไนความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตราบเท่าที่ยังไม่หมดกิเลลของลูก

ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ยังไม่เข้าไจไนสัมมาทิฐิข้อไหน ก็จำ เป็น
ต้องศึกษาเพิ่มเติม อย่าได้ปล่อยไห้ตนเองไม่รู้ต่อไป มิฉะนั้นแล้ว ก็จัด

ว่า เป็นผู้ไม่เคารพความดี หรือไม่เคารพพระธรรมเช่นกัน โอกาลที่จะ

วินิจฉัยเรื่องความถูก-ผิด ดี-ชั่ว บุญ-บาป ควร-ไม่ควรทำ ไห้ผิดพลาด
ไป กลายเป็นก่อบาป ก่อเวรไม่รู้จบกับบุคคลรอบข้าง ก็จะมีสูง ซึ่งจะล่ง
ผลกระทบถึงการรักษาความดีของผู้อื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความดี
ไนตัวลูก การจับแง่คิดผิดๆ ก็จะตามมา ความดื้อรั้น และนิสัยไม่ดี ไม่

น่ารักของลูกก็จะตามมา

เลื้ยงลูกอย่างไร ให้เมีองไทยได้เยาวชนดี เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ ■ไม่โง่"
www.kalyanamitra.org

สัมมาทิฏเ ๑๐ ประการ เป็นรากฐานการพัฒนาชีวิตทั้งในชาตินี้
และชาติหน้าของลูก ซึ่งคุณฟอคุณแม่ไม่สามารถมองข้ามไปได้ เพราะ

วันหนึ่งข้างหน้า ความเข้าใจ ๑๐ ประการนี้ จะย้อนกลับมามีผลโดยตรง

ต่อตัวคุณพ่อคุณแม่อย่างมหาฟัาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่คุณ
พ่อคุณแม่หมดอายุข้ย จำ ต้องจากโลกนี้Iปอย่างหลีกเลี่ยงไม'ไตั การที่
ลูกจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้หรือไม่ ก็อยู่ที่ตรงนี้ และไนบรรดาผู้ที่
ทำ บุญไปไห้ จะอุทิศส่วนกุศลเพียงครั้งเดียวไนวันฌาปนกิจ หรืออุทิศ
ส่วนกุศลอย่างต่อเนึ่องเป็นประจำ ก็อยู่ที่ความหน้กแน่นไนธรรมข้อนี้

ของลูกเป็นสำคัญ

โดยสรุปแล้ว ศวามเคารพไนพระธรรมทำไห้คุณฟอคุณแม่มี

ปัญญาแยกแยะได้ว่า อะไร ถูก-ผิด ดี-ชั่ว บุญ-บาป ศวร-ไม่ควรทำ
ก่อนที่จะลงมือปมเพาะนิสัยดีๆ ไห้แก่ลูก ซึ่งช่วยป้องกันไม่ไห้เกิดความ
ผิดพลาดไปสืกนิสัยเลวๆ ไห้แก่ลูกนั่นเอง

ทำ ไมfเกให้ลูกเคารพในพระสงฆ์จึงไม่โง่

ก่อนที่จะเจาะลึกไนเรื่องนี้มืศวามจำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ต้องแนะน่า

ลูกไห้รู้จักพระสงฆ์ก่อนว่า พระสงฆ์คือไคร

คำ ว่า พระสงฆ์ มาจากคำสองคำ คือ คำ ว่า"พระ"แปสว่า ประเสีรืฐ
แสะ คำ ว่า "สงฆ์" แปสว่า หมู่คณะ

พระสงฆ์ จึงแปลว่า หมู่คณะของผู้มีจิตใจอันประเสรืฐ

อะไรทำให้จิตใจของหมู่คณะเกิดความประเสริฐ ?

เลื้ยงลูกอย่างไร ใฟ้เมืองไทยได้เยาวชนดี เพาะนิสัยลูกอย่างไรไท้ "ไม่โง่"

www.kalyanamitra.org

คำ ตอบ คือ ความสินไปของกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ

ความหลง ที่อยู่ในใจ

แต่การจะขจัดความโลภ ความโกรธ ความหลงในใจไม่ใช่ของง่าย

จึงทำให้พระสงฆ์ ถูกแปงเป็น ๒ ประ๓ท ได้แก่

๑) สมมติสงฆ์ หมายถึง ผู้ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา และ
ตั้งใจเคี่ยวเข็ญฝึกฝนอบรมตนเองตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดจริงจัง
เพื่อ3^งขจัดกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลงในใจของตนเอง
ให้หมดสินไป จนกว่าจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

๒) พระอริยสงฆ์ หมายถึง ผู้ที่หมดความสงสัยในการตรัสรู้ของ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เพราะได้ฝานการฝึกฝนอบรมบ่มนิสัยตนเอง
ตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ เพื่อให้กิเสสหมดสิน จนกระทั่ง

บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลในที่สุด ได้แก่ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี

ฬิ้ยงคูกอย่างไร ให้เมีองไทยได้เยาวซนด - . เพาะนสัยคูกอย่างไรไห้"ไม่โง่"

www.kalyanamitra.org

พระอนาคามี และพระอรหันต์ (ท่านผู้เป็นอริยสงฆ์นั้น อาจจะบวชหรือ

ไม่ได้บวชเป็นพระภิกษุก็ได้ เพราะการเป็นอริยสงฆ์มุ่งเอาระดับความ

สินไปแห่งกิเสสในไจเป็นเกณฑ์)

คนเราโดยมากแยกไม่ออกว่า อะไรเป็นสิงจำเป็นสำหรับชีวิต

อะไรเป็นส่วนเกินจึงเป็นสาเหตุท่าใหัโสกเดือดร้อนไม่สินสุดตราบทุกวันนี้

ชีวิตของพระสงฆ์จึงเป็นชีวิตต้นแบบให้คนเราได้ใช้เป็นเกณฑ์วัด

พื้นฐานความจำเป็นของชีวิต

เพราะชีวิตของท่านเหลือไว้เพียง ปัจจัย ๔ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

เท่านั้นได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม ๓ ผืนอาหาร๒ มื้อ ที่พักอาดัย เช่นโคนไม้

แสะยารักษาโรคในยามเจ็บปวย ทั้งนี้เพี่อให้ตัวท่านเองไม่ต้องหมด
เปลืองเวลาไปกับการบริหารข้าวของที่เป็นส่วนเกินต่อชีวิต ท่านจะได้มี
เวลาในการประพฤติปฏิบัติธรรมมากๆ เกิดความก้าวหน้าในการขจัด

กิเลสตามรอยบาทพระทุทธองค์ จะได้บรรลุมรรคผสโดยเร็วไว แสะ

ท่านจะได้เป็นเนี้อนาบุญอันประเสริฐให้แก่ญาติโยม

ดังนั้น เราจึงควรทะนุบำรุงท่านเหล่านี้ให้ประพฤติปฏิบัติธรรมได้

เต็มที่ เพี่อที่ว่า เมื่อท่านเคี่ยวเข็ญอบรมตนเองตามพระธรรมคำสอน
ของพระสัมมาสัมทุทธเจ้าได้มากเท่าไหร่ ท่านจะได้อาดัยผลการ

ปฏิบัติธรรมของท่านมาซี้แจงแสดงธรรมให้เรารู้ถูก-ผิด ดื-ชั่ว บุญ-บาป

ควร-ไม่ควรทำ ตามท่านไปด้วย

แสะด้วยผลของการเข้าไปดืกษาธรรมะจากพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดื

ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงต่อหนทางพระนิพพานนี้เอง ทำ ให้รู้จักความจริง

ของโลกและชีวิตอีกว่า

เลึ้ยงลูกอย่างไรให้ฟ้องไทยได้เยาวชนดื _ เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้"ไม่โง่"

www.kalyanamitra.org

๑) ตายแล้วไม่สูญยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไปอีกไม่รู้จบสิน

จนกว่าจะปราบกิเลสให้หมดสินไต้อย่างเด็ดขาด

๒) ตราบใดที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ทุกรวิตย่อมต้องอยู่ใต้
อำ นาจของกรรมที่ตนเองทำไว้ คือ ใครทำดีย่อมได้รับผลเป็นสุข และ
ตรงกันข้าม ใครทำความชั่วต้องได้รับผลเป็นทุกข์ตามล้างผลาญตนเอง

ตามสมควรแก่กรรมที่ได้ทำไว้

๓) สิงที่ต้องไซ[นการเดินทางไกสระหว่างที่เวียนว่ายตายเกิดนี้คือ

เสบียงบุญ ซึ่งตนเองจะต้องทำด้วยตัวเอง คนอื่นทำแทนไม่ได้

จากการทราบความจริงของโสกและชีวิตจากพระสงฆ์ผู้ทรงภูมิรู้

ภูมิธรรม ทำ ให้รู้อีกว่า แต่สะคนมี "งานเพื่อชีวิต"อยู่ ๙งานใหญ่ๆ ด้วย

กัน คือ

๑) งานทำมาหาเลื้ยงชีพต้วยความชีอล้ตย์สุจริต ที่เรียกว่า

ประกอบสัมมาอาชีวะให้เหมาะสมกับเพศและวัยของตน จะได้ยืนหยัด

อยู่ในโลกกว้างได้อย่างสมภาคภูมิ ไม่ต้องตกเป็นภาระแก่ผู้Iด และไม่

เป็นพิษภัยแก่ใครอีกด้วย

๒) งานปลูกฝืง-สร้าง-เสริมคุณธรรมให้แก่ตนเอง เพื่อป้องภันไม่
ให้พลังเผลอ ไปใข้กาย วาจา ใจ ก่อกรรมชั่วใดๆ อย่างสินเชิง แต่กลับ
ประคับประคองส่งเสริมให้สามารถใข้กาย วาจา ใจ ก่อกรรมดีสร้างบุญ
กุศสให้สุดฝืมีออย่างเต็มความสามารถ จะตั้งใจละชั่ว-ทำดีให้สุดฤทธิ้

หรือจะเรียกว่า ปาเพ็ญบารมีให้เต็มเปียมก็ย่อมได้

๓) งานปลูกฝืง-สร้าง-เสริมคุณธรรมให้แก่ผู้อื่น เพื่อสร้าง

สิงแวดล้อมที่เป็นคนดี ตั้งแต่ในบ้าน ในที่ทำงาน เพื่อจะได้มีก่าลัง

ร^

เลื้ยงลูกอย่างไรให้เมองไทยได้Iยาวซนด -<^^^9L เพาะนิสืยลูกอย่างไรให้"ไม่โง่-
www.kalyanamitra.org

สนับสนุนให้สร้างความดีได้เต็มที่ไม่โดนขัดขวางหน่วงเหนี่ยวให้เสียเวลา

เสียอารมณ์ และมีโอกาสก่อเวรเพิ่ม

๔) งานปราบกิเลสให้สูญสินไปจากใจโดยเด็ดขาด จะได้พ้นจาก

ทุกข์และการเวียนว่ายตายเกิด ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระ

อรห้นต์ทั้งหลายไป ซึ่งงานนี้จะเน้นหนักในเรื่องการเจริญภาวนา

เพราะฉะนั้น ดรามเคารพในพระสงฆ์ คือ การเข้าไปตระหนักใน

ดุณของพระสงฆ์ว่า ท่านเป็นผู้มีดุณธรรมจากการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

ตามพระธรรมวินัยอย่างเดร่งครัด ดวรหมั่นเข้าไปฟังธรรมจากท่าน

ดรรหมั่นปฏิบัติดามธรรมที่ท่านสอน และดรรหมั่นขรนขรายในกิจที่
เอื้ออำนรยต่อการปฏิบัติธรรมของท่านให้เต็มที่ ท่านจะได้เป็นเนื้อนา
บุญอันเลิศ และเป็นดรูสอนคืลธรรมให้แก่ชารโลก

5]ย่าตายายทราบถึงความสำคัญของพระภิกษุที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
เช่นนี้ จึงมีกุศโลบายที่จะสืกให้ลูกหลานคุ้นกับพระ คุ้นกับการทำนุบำรุง
พระพุทธศาลนา ด้วยการปลุกให้ตื่นขึ้นมาแต่เช้า มาใส่บาตรพระ เพิ่อ
ให้พระทำนได้มีอาหารขบฉัน มีเรื่ยวแรงในการประพฤติปฏิบัติ
พระธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

การฝึกเด็กให้รู้จักใส่บาตรเช่นนี้เป็นประจำ เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กจะ

ไม่มีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียว รู้จักการแปงปัน รู้จักการทำบุญให้ทาน รู้จัก
อุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชนผู้ล่วงสับ และรู้ว่าอะไรเป็นส่วนเกิน หรือ

ส่วนที่จำเป็นสำหรับชีวิต

ครั้นเมื่อเขาเติบโตมาอยู่ในช่วงวัยที่ต้องทำงาน เขาก็จะรู้จัก

บริหารทรัพย์ คือ หาทรัพย์เป็น เก็บทรัพย์เป็น ใข้ทรัพย์เป็น และร้จัก

เลยงลูกอย่างไร ให้เมีองไทยได้เยาวชนดี เพาะนสัยดูกอย่างไรให้ •ไม่โง่"

www.kalyanamitra.org

แกให้ลูกหลานรู้จักทำบุญอุทิศส่วนกุสลเป็น เพราะมีหลักเกณฑ์ง่ายๆ

จากชีวิตของพระภิกษุที่เห็นมาตั้งแต่เด็กนี้เอง และเมื่อนั้น เขาก็จะเป็น
กำ ลังสำคัญในการทำหน้าที่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบทอดจากปูย่า
ตายาย พร้อมทั้งทำบุญอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้บรรพชนที่ล่วงลับไป

แล้วอีกด้วย

จากการที่สืกลูกให้เศารพในพระสงฆ์เช่นนี้เอง ก็เป็นที่หวังได้ว่า
หากถึงเวสาที่คุณพ่อคุณเฝเอง จะต้องจากโลกนี้!ปเมื่อใด ก็จะได้ลูก

ของเรา ทำ บุญอุทิศส่วนกุศลไปให้อย่างแน่นอน

ตรงกันข้าม ถ้าไม่สืกลูกหลานให้รู้จักเศารพพระสงฆ์เอาไว้ตั้งแต่
ตอนเล็กๆ เมื่อถึงศราวที่คุณพ่อคุณแม่ต้องหลับตาลาโลกไป ก็เป็นที่

แน่นอนว่า ศงจะหาคนทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปไห้ยากเต็มที เพราะไม่

เศยฝึกลูกไห้รู้จักเศารพไนพระสงฆ์ผู้ทรงธรรมมากํอนนั่นเอง

ทำ ไมเคารพในการสืกษาจึงไม่โง่

ไนเรื่องของการสืกษา ไม่ว่าจะทางโลก หรือทางธรรม คุณพ่อคุณ
แม่ต้องรู้ก่อนว่า การเกิดปัญญาของลูกเรานั้น มาจากการที่ลูกเราได้

องค์ประกอบศรบ ๔ ข้อต่อไปนี้ คือ

๑) ได้ศนดีเป็นศรู

๒) ฟังคำศรู
๓) ตรองตามคำครู
๔) ทำ ตามคำครู

จะเห็นว่า ไนองค์ประกอบ ๔ ข้อนี้ ข้อแรกเป็นคุณสมบัติของครู

แยงลูกอย่างไร ให้น!องไทยได้พาพนด เพาะนิสัยลูกอย่างไรไห้ ■ไฝโง่*

www.kalyanamitra.org


Click to View FlipBook Version
Previous Book
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม:การเรียนรู้ผ่านตัวแบบ (Modeling)
Next Book
PANDUAN PDPR BUAT SEMUA