44 และสามารถน าผลการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้ (ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2542 ค: 50) อีกทั้งยังได้แสดงออกถึงความริเริ่มสร้างสรรค์ และการบูรณาการกระบวนการและองค์ความรู้แต่ละ สาขาวิชามาใช้ในการแก้ไขปัญหา ก่อให้เกิดการคิดค้น การค้นพบหรือการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ เนื่องด้วยการ ท าโครงงานเป็นการน ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์อันประกอบไปด้วย วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตลอดจนการเป็นผู้มีจิตวิทยาศาสตร์เกิดเป็นความรู้ใหม่ สิ่งประดิษฐ์ใหม่และ วิธีการใหม่ที่ทั้งผู้เรียนและผู้สอนไม่เคยรู้มาก่อนเป็นการน าความรู้เพื่อมาใช้ในชีวิตประจ าวันอย่างแท้จริง (พิมพ์พันธ์ เตชะคุปต์ และคณะ, 2553: 110) การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ท าให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงในลักษณะของการศึกษา ส ารวจ ค้นคว้า ทดลองโดยมีผู้สอนเป็นผู้กระตุ้น แนะน าและให้ค าปรึกษาอย่างใกล้ชิด ส่วนผู้เรียนต้องด าเนิน โครงงานตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งเสร็จสิ้นโครงงาน (สุชาติวงศ์สุวรรณ, 2542: 110) ซึ่งการที่ผู้เรียนได้ฝึกคิด ค้นคว้าและลงมือปฏิบัติด้วยตนเองจะช่วยให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่คิดเป็น สามารถค้นคว้าหาความรู้ต่าง ๆ สามารถ แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองท าให้ผูเ้รยีนเกดิความรู้ด้วยตนเองตลอดชวีติและท าให้ผูเ้รยีนมผีลสมัฤทธิ์ ทางการเรียนสูงขึ้นด้วย จากความสอดคล้องของการจัดการการเรียนรู้แบบโครงงานและการก าหนดยุทธศาสตร์ด้านการ จัดการเรียนการสอนในลักษณะสร้างสรรค์และส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสุข เกิดความภูมิใจ ตระหนักและเห็น คุณค่าตลอดจนด ารงไว้ซึ่งความเป็นไทย ผู้วิจัยจึงเห็นสมควรที่จะน าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานมาใช้ใน การสร้างสรรค์นิทานกาพย์ยานี ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในหน่วยการเรียนรู้ที่ 8 โครงงานสาน วรรณศลิป์เพ่อืใหผ้เู้รยีนมผีลสมัฤทธดิ์า้นการแต่งค าประพนัธป์ระเภทกาพยย์านีทส่ีูงขน้ึและสามารถพัฒนา สร้างสรรค์ผลงาน อีกทั้งยังสามารถท างานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด อันจะน ามาสู่ทัศนคติที่ดีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย เกิดความซาบซึ้ง และเห็นคุณค่าของวรรณศิลป์ ที่ปรากฏในงานวรรณคดีกวีนิพนธ์ ทั้งในฐานะผู้อ่านและผู้ประพันธ์รวมทั้ง ตระหนักว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติไทยและเกิดความ ภูมิใจในผลงานของตนเอง วตัถปุระสงคก์ารวิจยั 1. เพ่อืศกึษาผลสมัฤทธดิ์้านการแต่งค าประพนัธ์ประเภทกาพยย์านีของผูเ้รยีนชนั้ประถมศกึษาปีที่ 5 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน 2. เพื่อศึกษาความสามารถในการท าโครงงานของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการเรียนรู้ แบบโครงงาน 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน วิธีดา เนินการวิจยั การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) มีแบบแผนการวิจัยเป็นแบบการ ทดลองขั้นต้น หนึ่งกลุ่มทดสอบทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน (Pre-Experimental Designs : One Group Pretest - Posttest Design) (John, Creswell, 2013: 220) มุ่งทดสอบสมมติฐานและศกึษาผลสมัฤทธดิ์า้น การแต่งค าประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี ความสามารถในการท าโครงงานและความคิดเห็นของผู้เรียนชั้น
45 ประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยใช้สถิติ t-test ในการเปรียบเทียบ ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา) ที่ก าลังศึกษาในปีการศึกษา 2563 ภาคเรียนที่ 2 จ านวน 2 ห้องเรียน ประกอบด้วย ห้องมหานที จ านวน 34 คนและห้อง ปถวีธร จ านวน 35 คน รวมจ านวนทั้งสิ้น 69 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา) ที่ก าลังศึกษาในปีการศึกษา 2563 ห้องปถวีธรจ านวน 35 คน ได้มาโดย การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วยตัวแปรต้น (Independent Variables) ได้แก่ การจัดการ เรียนรู้แบบโครงงาน และ ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ได้แก่ ผลสมัฤทธิด์้านการแต่งค าประพันธ์ ประเภทกาพย์ยานี ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ความสามารถใน การท าโครงงานของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5และความคิดเห็นของผู้เรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้แบบโครงาน ขั้นตอนด าเนินการวิจัย ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน อันมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ขั้นเตรียมการวิจัย เป็นการศึกษาหนังสือ ต ารา เอกสาร และงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 2. ขั้นสร้างและพัฒนาเครื่องมือ ประกอบด้วย 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่องการแต่งค าประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี ของผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จ านวน 7 แผน แผนละ 2 คาบ คาบละ 50 นาที รวม 14 คาบ แบ่งเนื้อหาออกเป็น ก าหนดหัวข้อและสานต่อแผนงาน (2 คาบ) ปฏิบัติการเข้มข้น (6 คาบ) สรุปผลเขียนรายงาน (2 คาบ) และ น าเสนออย่างสร้างสรรค์และร่วมมือกันประเมิน (4 คาบ) ซึ่งได้เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาค่า IOC และมีค่า ดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.69 – 1.00 ซึ่งหมายความว่าแผนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวสามารถ น าไปใช้ได้ 2.2 แบบทดสอบวดัผลสมัฤทธิด์้านการแต่งค าประพนัธ์ประเภทกาพย์ยานีของผู้เรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน จ านวน 22 ข้อ เป็นข้อสอบแบบปรนัยจ านวน 20 ข้อ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้ค า ค าสัมผัส ฉันทลักษณ์ของกาพย์ยานีและกลวิธีการแต่งกาพย์ยานี เนื้อหา ละ 5 ข้อ แบ่งระดับค าถามตามแนวคิดของ Anderson and Krathwolh และข้อสอบแบบอัตนัยเกี่ยวกับการ แต่งกาพย์ยานี จ านวน 2 ข้อ ซึ่งแบบทดสอบดังกล่าวผู้วิจัยใช้แบบทดสอบรวมทั้งเกณฑ์การประเมินผลการ แต่งค าประพนัธป์ระเภทกาพยย์านีจากงานวจิยัเร่อืง การศกึษาผลสมัฤทธดิ์า้นการแต่งค าประพนธ์ประเภท ั กาพย์ยานี ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวสมองเป็นฐาน (รัตถภรณ์ ค า กมล, 2558: 142-145) 2.3 แบบประเมินความสามารถในการท าโครงงานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบ ประเมิน ที่มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 3ระดับ ได้แก่ 3 = ดี 2 = พอใช้ และ 1 = ปรับปรุง และก าหนดการ ให้คะแนนแบบรูบริก จ านวน 1 ฉบับ โดยผู้วิจัยได้พัฒนาแบบประเมินความสามารถในการท าโครงงานตาม ขั้นตอนซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานทั้ง 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การก าหนดหัวข้อ 2) การสานต่อแผนงาน 3) การปฏิบัติการเข้มข้น 4) การสรุปผลเขียนรายงาน 5) การน าเสนออย่าง สร้างสรรค์ และ 6) การร่วมมือกันเรียนรู้ซึ่งได้เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาค่า IOC และมีค่าดัชนีความ
46 สอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.69 – 1.00 ซึ่งหมายความว่าแบบประเมินความสามารถในการท าโครงงานดังกล่าว สามารถน าไปใช้ได้ 2.4 แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ โครงงาน เป็นแบบสอบถามความคิดเห็น จ านวน 15 ข้อ แบ่งเป็นด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้าน บรรยากาศในการเรียนรู้ ด้านผู้สอน และด้านประโยชน์และการน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ลักษณะเป็น แบบสอบถามมาตรประมาณค่า (Rating Scale) 3 ระดับ ตามวิธีของออสกูด (Osgood) เพื่อช่วยให้ผู้เรียน ระดับประถมศึกษาเข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยก าหนดเกณฑ์ระดับความคิดเห็น ได้แก่ ระดับ 3 หมายถึง เห็นด้วย มาก ระดับ 2 หมายถึง เห็นด้วยปานกลาง และระดับ 1 หมายถึง เห็นด้วยน้อย ซึ่งได้น าเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ และหาค่า IOC มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ 1.00 แสดงว่าแบบข้อค าถามของแบบสอบถามความคิดเห็น นั้นใช้ได้ 3. ขั้นด าเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ด าเนินการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) เพ่อืวดัผลสมัฤทธดิ์า้นการแต่งค าประพนัธ์ประเภทกาพย์ยานี ด้วยแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น หลังจากนั้น จัดการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จ านวน 7 แผน โดยมีการประเมิน ความสามารถในการท าโครงงานหลังจบแผนที่ 7 และทดสอบหลังเรียน (posttest) ด้วยแบบทดสอบที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นชุดเดิม พร้อมกับให้ผู้เรียนท าแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ โครงงาน เพ่ือน าคะแนนท่ไีด้จากแบบทดสอบวดัผลสมัฤทธิแ์ละผลการท าแบบสอบถามความคดิเหน็มา วิเคราะห์ข้อมูล 4. ขั้นการวิเคราะห์และสรุปผลข้อมูล ผู้วิจัยได้น าข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้ชุด โปรแกรมส าเร็จรูปเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์เพื่อทดสอบสมมติฐานและเพื่อสรุปผลการทดลอง ดังนี้ 1) ผลสมัฤทธิด์้านการแต่งค าประพนัธ์ประเภทกาพย์ยานีของผู้เรียนชนั้ประถมศกึษาปีท่ี5 ที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้แบบโครงงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ( x ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า ttest แบบ Dependent 2) ความสามารถในการท าโครงงาน และ 3) การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความ คิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ( x ) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจยั การวจิยัเร่ือง การศกึษาผลสมัฤทธิด์้านการแต่งค าประพนัธ์ประเภทกาพย์ยานีของผู้เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน สามารถสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ดังนี้ 1. ผลสมัฤทธดิ์้านการแต่งค าประพนัธ์ประเภทกาพย์ยานีของผูเ้รียนชนั้ประถมศกึษาปีที่ 5 ที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ก่อนและหลังเรียนที่ได้วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติปรากฏผลตามรายละเอียดที่ แสดงในตารางที่ 1
47 การทดสอบ จ านวน นักเรียน คะแนน เต็ม x S.D. t-test ก่อนเรียน 35 50 23.50 6.53 28.485* หลังเรียน 35 50 37.92 8.69 *นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากตารางที่ 1 พบว่า ผลการเรียนรู้หลังเรียนของกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ โครงงาน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 37.92 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 8.69 สูงกว่าก่อนเรียน ที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 23.50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 6.53 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ผลการศึกษาความสามารถในการท าโครงงาน ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ที่ได้วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติปรากฏผลตามรายละเอียดที่แสดงในตารางที่2 รายการประเมิน x (S.D.) ค่าระดบั 1. เฉลี่ยด้านการก าหนดหัวข้อ 2.86 0.11 ดี 2. เฉลี่ยด้านการสานต่อแผนงาน 2.85 0.13 ดี 3. เฉลี่ยด้านการปฏิบัติการเข้มข้น 2.89 0.11 ดี 4. เฉลี่ยด้านการสรุปผลเขียนรายงาน 2.84 0.09 ดี 5. เฉลี่ยด้านการน าเสนออย่างสร้างสรรค์ 2.89 0.11 ดี 6. เฉลี่ยด้านการร่วมมือกันประเมิน 2.84 0.14 ดี เฉลี่ยทุกด้าน 2.86 0.12 ดี จากตารางที่ 2 พบว่าความสามารถในการท าโครงงานของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ในภาพรวมโดยเฉลี่ยความสามารถทุกด้านอยู่ในระดับดี ( x = 2.86 , S.D. = 0.12) และเมื่อศึกษาความสามารถของผู้เรียนในแต่ละด้านพบว่า ระดับความสามารถด้านการปฏิบัติการ เข้มข้นและด้านการน าเสนออย่างสร้างสรรค์มีระดับความสามารถสูงสุด ( x = 2.89 , S.D. = 0.11) ส่วนด้าน การสรุปผลเขียนรายงาน และการร่วมมือกันประเมิน มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ยเท่ากันและต ่าที่สุด ( x = 2.84 , S.D. = 0.14) 1. ผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ โครงงานที่ได้วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติปรากฏผลตามรายละเอียดที่แสดงในตารางที่ 3 รายการที่ประเมิน x (S.D.) ค่าระดบั 1. เฉลี่ยด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ 2.92 0.27 เห็นด้วยมาก 2. เฉลี่ยด้านบรรยากาศในการเรียนรู้ 2.94 0.23 เห็นด้วยมาก 3. เฉลี่ยด้านผู้สอน 2.91 0.29 เห็นด้วยมาก 4. เฉลี่ยด้านประโยชน์และน าความรู้ไป ประยุกต์ใช้ 2.96 0.40 เห็นด้วยมาก
48 รายการที่ประเมิน x (S.D.) ค่าระดบั เฉลี่ยทุกด้าน 2.93 0.30 เห็นด้วย มาก จากตารางที่ 3 พบว่าความคิดเห็นของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ โครงงาน ในภาพรวมโดยเฉลี่ยทุกด้านเห็นด้วยอยู่ในระดับมาก ( = 2.93 , S.D. = 0.30) และเมื่อศึกษา ระดับความคิดเห็นของผู้เรียนในแต่ละด้านพบว่า ระดับความคิดเห็นเฉลี่ยด้านประโยชน์และน าความรู้ไป ประยุกต์ใช้มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ยสูงที่สุด ( = 2.96 , S.D. = 0.40) ส่วนด้านผู้สอน มีระดับความคิดเห็น เฉลี่ยเท่ากันและต ่าที่สุด ( = 2.91 , S.D. = 0.29) สรปุและอภิปรายผลการวิจยั การวจิยัครงั้น้ีเป็นการวจิยัเชงิทดลอง เพ่อืศกึษาผลสมัฤทธดิ์า้นการแต่งค าประพนัธป์ระเภทกาพย์ ยานี ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ซึ่งผลการวิจัยเป็นไปตาม สมมติฐานที่ตั้งไว้ สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ 1. ผลสมัฤทธดิ์า้นการแต่งค าประพนัธป์ระเภทกาพยย์านีของผเู้รยีนชนั้ประถมศกึษาปีท่ี5 ที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้อง กับสมมติฐานการวิจัยที่ก าหนดไว้ เนื่องมาจากผู้เรียนได้มีพื้นฐานการแต่งค าประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี จากภาคเรียนที่ 1 มาบ้างแล้วในเบื้องต้น และได้มาต่อยอดความรู้ในเชิงลึกเมื่อได้ท าโครงงานนิทานกาพย์ ยานี จึงท าให้มีโอกาสได้กระตุ้นและพัฒนาตนเองร่วมกับเพื่อนในกลุ่มเพื่อร่วมกันศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่ง ใดสิ่งหนึ่งหรือหลาย ๆ สิ่งที่อยากรู้ค าตอบให้ลึกซึ่งหรือเรียนรู้เรื่องนั้น ๆ ให้มากขึ้นโดยใช้กระบวนการวิธี การศึกษาอย่างเป็นระบบเป็นขั้นตอน มีการวางแผนในการศึกษาอย่างละเอียด ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้ จนได้ข้อสรุปหรือผลสรุปที่เป็นค าตอบในเรื่องนั้น ๆ (ลัดดา ภู่เกียรติ, 2554: 52) ท าให้ผู้เรียนได้มีโอกาส เรียนรู้ด้วยตนเองและสร้างองค์ความรู้และกลายเป็นความรู้ที่คงทนถาวร และยังช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียน สามารถใช้ความรู้ความช านาญ ทักษะที่มีอยู่ รวมทั้งจุดเด่นของตนเองที่อาจไม่มีโอกาสได้แสดงออกในที่ใด มาก่อน น ามาประยุกต์ใช้อย่างเต็มที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ตัดสินใจด้วยตนเองมีส่วนร่วมในการคิดกิจกรรม โดยการเป็นผู้สร้างองค์ความรู้แทนที่จะเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว ลงมือปฏิบัติจริง แสวงหาความรู้และ ค้นคว้าหาค าตอบในสิ่งที่อยากรู้หรือสงสัยด้วยวิธีที่หลากหลาย (เดชา จันทคัต, 2546: 71) ทั้งนี้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงานที่ผู้สอนได้จัดขึ้น อันประกอบด้วยขั้นตอน 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ก าหนดหัว เป็นการระดมความคิดของผู้เรียนเพื่อคัดเลือกหัวข้อนิทานกาพย์ยานีที่กลุ่มของตนสนใจ รวมทั้งร่วมกันก าหนดขอบเขตความส าคัญของโครงงานของตนเอง จึงท าให้ผู้เรียนมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน เพราะสมองจะเรียนรู้ได้ดีเมื่อการเรียนรู้นั้นมีความหมายกับตน (สถาบันวิทยาการการเรียนรู้, 2550: 2) 2) สานต่อแผนงาน เป็นส่วนของการวางแผนการปฏิบัติงานตามรายละเอียดต่าง ๆ อันประกอบด้วย ชื่อโครงงาน หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการด าเนินการ ผู้รับผิดชอบโครงงาน ที่ปรึกษาโครงงาน สถานที่ด าเนินการ ระยะเวลาด าเนินการ งบประมาณในการด าเนินการ วิธีการ ด าเนินการ เครื่องมือเครื่องใช้หรือวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการด าเนินการ ผลที่คาดว่าจะได้รับ ความคิดเห็นของ x x x
49 ผู้ปกครอง (ถ้ามี) และความคิดเห็นรวมทั้งข้อเสนอแนะของผู้สอน ซึ่งเมื่อวางแผนงานแล้วย่อมท าให้ผู้เรียนมี เป้าหมายในการเรียนรู้และศึกษาค้นคว้า สามารถด าเนินการได้อย่างเป็นระบบระเบียบและมีล าดับขันตอน อย่างชัดเจน 3) ปฏิบัติการเข้มข้น เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนได้ร่วมมือกันเรียนรู้ในลักษณะกระบวนการกลุ่มโดย ปฏิบัติตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติ โดยความสามารถในการประพันธ์ เป็นสิ่งที่คนเราอาจฝึกฝนและสร้างสมให้มีขึ้นในตัวได้ (ฐะปะนีย์ นาครทรรพ, 2519: บทน า) ที่ส าคัญยังถือ ว่าเป็นการเรียนรู้ระดับสูงเพราะผู้เรียนได้ร่วมกันก าหนดวิธีเรียนรู้ด้วยตนเองและท าให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ พร้อมปฏิบัติงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เป็นการส่งเสริมการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สนับสนุนให้เชื่อใจต่อการ ท างานร่วมกับผู้อื่น (Eric Jensen, 2000: 320 – 324) ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ค่อนข้างส าคัญที่ส่งผลต่อความรู้ที่ ผู้เรียนจะได้รับ เพราะด้วยบริบทของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา) จะมี การคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อโดยคละความสามารถ เก่ง กลาง อ่อน ประกอบกับการแบ่งกลุ่มการ เรียนรู้ในการวจิยัก็ใช้ลกัษณะคละความสามารถ เก่ง กลาง อ่อน เช่นเดียวกนัจึงส่งผลให้ผลสมัฤทธทิ์ ่ี ปรากฏออกมาเมื่อพิจารณาเป็นรายบุคคลจะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก เพราะระหว่างที่ท ากิจกรรม ผู้เรียนกลุ่มเก่งก็จะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการท ากิจกรรมโดยมีกลุ่มกลางเป็นผู้ช่วยส่วนกลุ่มอ่อนจะให้ ความร่วมมือบ้างเล็กน้อย และนั่นย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียนในภาพรวมด้วย เช่นกัน กระบวนการกลุ่มที่มีประสิทธิภาพย่อมส่งผลถึงการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพด้วยเช่นเดียวกัน และเมื่อ กระบวนการมีประสิทธิภาพ การท างานก็สามารถท าได้อย่างมีความสุข เพราะสมองเรียนรู้จากการมี ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และอารมณ์ก็เป็นส่วนประกอบส าคัญและมีบทบาทสูงต่อการขับเคลื่อนการ เรียนรู้(สถาบันวิทยาการการเรียนรู้, 2550: 2) ตลอดจนการแต่งค าประพันธ์ ดังที่ (พระยาอนุมานราชธน, 2546: 24-27) ได้อรรถาธิบายถึงอารมณ์ไว้ว่า เป็นสิ่งที่มากระทบจิตใจให้เกิดความสุขหรือความทุกข์ เป็น ตัวการที่ท าให้เกิดศิลปะซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี และที่เป็นกลาง ๆ การแต่งค าประพันธ์ก็นับเป็นวิจิตรศิลป์ แขนง หนึ่งเรียกว่าด้านวรรณศิลป์ ดังนั้นการเรียนรู้แบบโครงงานจึงส่งผลท าให้ผู้เรียนมีอารมณ์ที่ดี เพราะได้เรียนรู้ ร่วมกับเพื่อน ๆ ในกลุ่มภายใต้บรรยากาศที่ผ่อนคลาย จึงส่งผลให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพตามมา 4) สรุปผลเขียนรายงานเป็นขั้นตอนการเรียบเรียงข้อมูลและผลการปฏิบัติงาน เป็นการจัดระบบ ความคิดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอีกครั้ง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการการท าโครงงานนิทานกาพย์ ยานีที่สอดคล้องกับแนวทางการสอนแต่งค าประพันธ์ ตามที่ (รัชนี ศรีไพรวรรณ, 2559: 661 – 674 ได้กล่าว ไว้ว่า การแต่งค าประพันธ์ควรเริ่มด้วยส ารวจความสนใจหรือความถนัดของผู้เรียนที่มีต่อค าประพันธ์ ให้ ผู้เรียนรู้จักฉันทลักษณ์ของค าประพันธ์ประเภทที่ผู้เรียนชอบ ให้ผู้เรียนก าหนดเรื่องและจุดมุ่งหมายในการ แต่ง รู้จักเรียบเรียงและขยายความคิด ลงมือแต่งค าประพันธ์โดยแต่งให้ตรงจุดมุ่งหมายที่ตนคิดว่าจะแต่ง แต่งให้ถูกฉันทลักษณ์ตามที่ตั้งใจจะแต่งด าเนินเรื่องให้สอดคล้องกันเกี่ยวเนื่องกันไปเป็นเรื่องเดียวกัน ระวัง การใช้ถ้อยค า ควรเลือกใช้ค าที่มีความหมายสอดคล้องกับเนื้อหาและอารมณ์ค าประพันธ์ แต่งค าประพันธ์ให้ กระชับรัดกุม ใช้ค าเหมาะกับเนื้อเรื่อง ใช้ส านวนภาษาได้ถูกต้อง พยายามสอดแทรกความคิดที่ดีลงใน ค า ประพันธ์ และขัดเกลาส านวนให้ไพเราะราบรื่น ซึ่งเมื่อผู้เรียนได้ร่วมกันวางแผนการท าโครงงาน ก็ท าให้ ผู้เรียนมีจุดมุ่งหมายในการแต่งที่ชัดเจน และเมื่อลงมือศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการแต่งกาพย์ยานีประกอบกับได้
50 ฝึกฝนการแต่งกาพย์ยานีก็ท าให้ได้รู้จักเรียบเรียงและขยายความคิด ตลอดจนได้ฝึกทักษะการแต่งค า ประพนัธ์ร่วมกบัเพ่อืนในกลุ่มจงึท าใหช้ ่วยพฒันาผลสมัฤทธดิ์า้นการแต่งค าประพนัธ์ประเภทกาพยย์านีได้ อีกทางหนึ่งเพื่อน าสู่ 5) น าเสนออย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการร่วมมือกันน าเสนอรายละเอียดการปฏิบัติงานของตนเองให้ ผู้อื่นได้รับรู้ เป็นการให้โอกาสผู้เรียนได้แสดงผลงานของตนเองในโอกาสและรูปแบบต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งผู้เรียนมีโอกาสได้ออกแบบการน าเสนออย่างสร้างสรรค์ ช่วยสะท้อนอัตลักษณ์ของโรงเรียนที่ว่า “โรงเรียนแห่ง ความสุขและสร้างสรรค์” ได้เป็นอย่างดี สุดท้าย 6) ร่วมมือกันประเมิน เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้น าเสนอผลงานที่กลุ่มของตนเองได้ ร่วมมือกันปฏิบัติ และรับฟังข้อเสนอแนะหรือข้อผิดพลาดของตนที่เกิดขึ้นจากผู้สอนและเพื่อนกลุ่มอื่น เพราะ การเรียนรู้จากการผิดพลาดเป็นส่วนที่จ าเป็นและเป็นธรรมชาติของการเรียนรู้ และการใช้ความคิดรวบยอด ทักษะและความรู้ไปประยุกต์ใช้ในเรื่องต่าง ๆ ในชีวิต การผสมผสานสิ่งที่รู้เข้ากับเรื่องที่ได้เรียนรู้อื่น ๆ น าไปสู่การมีความคิดระดับที่สูงขึ้นและมีความคิดสร้างสรรค์ (พรพิไล เลิศวิชาและอัครภูมิ จารุภากร, 2550: 119, 124 - 125) โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการแต่งค าประพันธ์ที่ผู้แต่งควรใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็น ค า วิจารณ์และข้อเสนอแนะต่าง ๆ แล้วน ามาไตร่ตรองเพื่อปรับปรุงผลงานของตน และที่ส าคัญต้องมีความ มานะอดทนกับการแต่งค าประพันธ์ในแต่ละครั้ง (อัมพร สุขเกษม, 2524: 6 – 8) เป็นการประเมินตามสภาพ จริงที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน อีกทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมินทั้ง ตนเองและเพื่อน แล้วสะท้อนผลการประเมินเหล่านั้นให้ผู้เรียนได้ทราบและน าไปใช้ในการพัฒนาตนเอง ต่อไป จากการอภิปรายผลดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ชว่ยพฒันาผลสมัฤทธดิ์า้นการแต่งค าประพนัธป์ระเภทกาพยย์านีของผเู้รยีนระดบัชนั้ประถมศกึษาปีท่ี5 ได้ จรงิทงั้ดา้นความรูแ้ละทกัษะ อนัมผีลปรากฏใหเ้หน็ชดัเจนจากคะแนนผลสมัฤทธทิ์างการเรยีนทเ่ีกดิจากการ ท าแบบทดสอบทั้งแบบปรนัยที่สะท้อนด้านความรู้ และแบบอัตนัยที่สะท้อนด้านทักษะ ซึ่งทั้งสองส่วน มี คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่ ก าหนดไว้ 2 ผลการศึกษาความสามารถในการท าโครงงานของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้แบบโครงงาน มีความสามารถในการท าโครงงานอยู่ในระดับดีซึ่งสามารถอภิปรายผลได้ว่าการจัดการ เรียนรู้แบบโครงงานที่ผู้วิจัยได้จัดขึ้นทั้ง 6 ขั้นตอน อันประกอบด้วยขั้นก าหนดหัวข้อ ขั้นสานต่อแผนงาน ขั้นปฏิบัติการเข้มข้น ขั้นสรุปผลเขียนรายงาน ขั้นน าเสนออย่างสร้างสรรค์ และขั้นร่วมมือกันประเมิน เป็น การเรียนรู้ที่ผู้สอนต้องสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียน ให้ผู้เรียนได้เลือกวิธีการเรียนรู้ด้วย ตนเอง เลือกหัวข้อที่เป็นปัญหาน่าสนใจฝึกกระบวนการคิด หาวิธีการท าโครงงานตามที่ผู้เรียนถนัดและ สนใจ (เดชา จันทคัต, 2546: 73) อันก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติจริง ฝึก ให้แก้ปัญหาที่สงสัย โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้วยกระบวนการและวิธีการที่เป็นขั้นตอน ผู้เรียนสามารถน าทักษะที่ได้รับไปใช้กับสถานการณ์อื่นได้ทักษะที่ได้รับจะติดตัวผู้เรียนไปตลอดและ ยั่งยืนกว่าการอ่านต ารา (วิมลรัตน์สุนทรโรจน์, 2545: 126-163) เป็นการศึกษาในเชิงลึก ดังที่ (ลัดดา ภู่เกียรติ, 2544: 2) ได้กล่าวไว้ว่า โครงงานเป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลาย ๆ สิ่งที่อยากรู้ค าตอบ
51 ให้ลึกซึ่งหรือเรียนรู้เรื่องนั้น ๆ ให้มากขึ้นโดยใช้กระบวนการวิธีการศึกษาอย่างเป็นระบบเป็นขั้นตอน มีการ วางแผนในการศึกษาอย่างละเอียด ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้จนได้ข้อสรุปหรือผลสรุปที่เป็นค าตอบใน เรื่องนั้น ๆ อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับเพื่อนในการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ จึงท าให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นและ มีความตั้งใจในการเรียนรู้มากขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการท าโครงงานของผู้เรียน พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะด้านการการปฏิบัติการเข้มข้น ที่มีระดับความสามารถเฉลี่ยสูงสุด และสืบเนื่องต่อไปถึง ในส่วนของล าดับที่สอง นั่นคือด้านการร่วมมือกันเรียนรู้ด้วย เนื่องจากโครงงานชิ้นนี้ผู้เรียนได้ร่วมมือกันใน กลุ่ม จนส าเร็จลุล่วง จึงส่งผลให้ผู้เรียนมีทักษะการท างานร่วมกับผู้อื่นมากขึ้นด้วย ส่วนด้านการก าหนดหัวข้อและการสานต่อแผนงาน เป็นความสามารถด้านที่มีระดับความสามารถ เฉลี่ยต ่าสุด ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะผู้เรียนยังขาดการศึกษาค้นคว้าข้อมูลอย่างหลากหลาย ประกอบกับเวลา ที่มีอยู่ค่อนข้างจ ากัด ท าให้ผู้สอนเองก็ไม่ได้จัดสรรเวลาในการค้นคว้าข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อเอื้อต่อ ผู้เรียน ดังนั้นในส่วนของการศึกษาข้อมูลจึงเป็นประเด็นที่ผู้เรียนยังมีระดับความสามารถต ่ากว่าด้านอื่น ๆ อยู่พอสมควรที่ จากการอภิปรายผลดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ช่วยพัฒนาความสามารถในการท าโครงงานของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้จริง อันมีผลปรากฏ ให้เห็นชัดเจนจากคะแนนการประเมินผลด้านความสามารถในการท าโครงงาน ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ที่มีผลการประเมินอยู่ในระดับดี โดยมีระดับความสามารถเฉลี่ยเท่ากับ 2.86 และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานอยู่ที่ 0.36 โดยความสามารถด้านการปฏิบัติการเข้มข้นและด้านการน าเสนออย่างสร้างสรรค์มี ระดับความสามารถเฉลี่ยสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่ก าหนดไว้ 3. ผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน พบว่าผู้เรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้โครงงานโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ย เท่ากับ 2.93 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 0.30 โดยด้านความคิดเห็นเฉลี่ยด้านประโยชน์และน าความรู้ไป ประยุกต์ใช้ มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ยสูงที่สุด สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ การศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน นับว่าเป็นการศึกษาในด้านของเจตคติที่ผู้เรียนมีต่อการจัดการเรียนรู้ในลักษณะดังกล่าว ซึ่งระดับความ คิดเห็นของผู้เรียนเฉลี่ยทุกด้านเห็นด้วยอยู่ในระดับมาก โดยเรียงล าดับค่าความคิดเห็นเฉลี่ย ล าดับที่ 1 ได้แก่ ประโยชน์และการน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ เป็นด้านที่มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ยสูงสุด โดยผู้เรียนเห็น ว่าตนได้เรียนรู้กระบวนการในการท าโครงงานที่ถูกต้องสมบูรณ์และผู้เรียนได้ฝึกทักษะการท างานร่วมกับ ผู้อื่น มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ยสูงสุดในด้านดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานในครั้งนี้ ได้ก าหนดให้ผู้เรียนร่วมกันท าโครงงานนิทานกาพย์ยานีเป็นกลุ่ม เพื่อให้ร่วมมือกันเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผู้เรียนเป็นผู้ศึกษาค้นคว้า และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ภายใต้ ค าแนะน า ปรึกษาและดูแลของผู้สอนหรืออาจารย์ที่ปรึกษาโดยอาจใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยใน การศึกษาเพื่อให้การศึกษาค้นคว้า นั้นบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้า คิดวิเคราะห์ เก็บ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล เรียนรู้แบบบูรณาการ ผ่านกระบวนการวางแผน ปฏิบัติตามแผน ประเมินผล น าเสนอผลงาน (พิมพ์พันธ์เตชะคุปต์, 2544: 49) จึงท าให้ผู้เรียนได้เห็นคุณค่าและความส าคัญของสิ่งที่ตน ได้กระท าและมองว่ามีประโยชน์
52 ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับวิมลรัตน์สุนทรโรจน์(2545 : 126-163) ที่ได้กล่าวว่า การเรียนรู้ของ ผู้เรียนเกิดจากประสบการณ์ตรงที่ได้รับจากการปฏิบัติจริง ฝึกให้แก้ปัญหาที่สงสัย โดยใช้กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ด้วยกระบวนการและวิธีการที่เป็นขั้นตอน ผู้เรียนสามารถน าทักษะที่ได้รับไปใช้กับสถานการณ์ อื่นได้ทักษะที่ได้รับจะติดตัวผู้เรียนไปตลอดและยั่งยืนกว่าการอ่านต ารา โดยสรุปในภาพรวม สิ่งที่ผู้เรียนจะ ได้รับจากการศึกษา ดังนั้นการที่ผู้เรียนเห็นว่าตนสามารถน าความรู้จากการท าโครงงานไปประยุกต์ใช้ต่อได้ จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม เพราะเมื่อผู้เรียนมั่นใจในความสามารถของตนอันเกิดมาจากการร่วมมือกันเรียนรู้ ภายในกลุ่มโครงงานซึ่งแม้จะเป็นการแต่งค าประพันธ์หากแต่มีการฝึกฝนอย่างจริงจังร่วมกัน ตามที่ (อัมพร สุขเกษม, 2524: 6 – 8) ได้เสนอแนะข้อพึงปฏิบัติต่อผู้ที่จะแต่งค าประพันธ์ร้อยกรอง ไว้ว่าจะต้องมีความสนใจอย่างจริงจัง หมั่นอ่าน หมั่นฟัง ศึกษาฉันทลักษณ์และศิลปะการแต่งค าประพันธ์ หมั่นรวบรวมค าไว้ใช้เป็นคลังค า รู้จักสังเกตและหมั่นฝึกฝนตนเองอยู่เสมอเพื่อให้เกิดความช านาญทั้งใน ด้านฉันทลักษณ์ กลวิธีการแต่ง และการรวบรวมความคิด พร้อมทั้งใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็น ค า วิจารณ์และข้อเสนอแนะต่าง ๆ แล้วน ามาไตร่ตรองเพื่อปรับปรุงผลงานของตนเองเสมอ ก็ย่อมส่งผลให้เกิด ความมั่นใจที่จะน าความรู้เหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้นั่นเอง จากการอภิปรายผลดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก มีระดับความคิดเห็น เฉลี่ยเท่ากับ 2.93 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 0.30 โดยด้านความคิดเห็นเฉลี่ยด้านประโยชน์และน า ความรู้ไปประยุกต์ใช้มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ยสูงที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่ก าหนดไว้ นอกจากนี้การศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ยังสอดคล้องกับ งานวิจัยของ อ าภาพร ระนาฏศิลป์ (2554: 80) ที่ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การพฒันาผลสมัฤทธทิ์างการเขยีน รายงานการศึกษาค้นคว้า ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน” ผลวิจัยพบว่าความคิดเห็นของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานโดย ภาพรวมทั้ง 3 ด้านเห็นด้วยในระดับมาก ข้อเสนอแนะจากการวิจยั จากการวิจัย เร่ือง การศึกษาผลสัมฤทธิด์ ้านการแต่งค าประพันธ์ประเภทกาพย์ยานีและ ความสามารถในการท าโครงงาน ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ตามที่ได้เสนอไปแล้วข้างต้น ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจยัไปใช้ 1. การวิจัยครั้งนี้ผู้สอนได้ปูพื้นฐานการแต่งค าประพันธ์ประเภทกาพย์ยานีให้กับผู้เรียนมาบ้างแล้ว ในภาคเรียนที่ 1 ซึ่งผู้เรียนสามารถต่อยอดและพัฒนาความรู้ได้เพิ่มเติมเมื่อท าโครงงาน ดังนั้นผู้ที่จะน า ผลการวิจัยนี้ไปใช้ควรปูพื้นฐานในด้านการแต่งค าประพันธ์ประเภทกาพย์ยานีให้ผู้เรียนก่อน เพื่อ ประสิทธิภาพในการท าโครงงานที่ดีมากยิ่งขึ้น 2. การก าหนดกรอบหัวข้อหรือประเด็นที่จะใช้ในการแต่งค าประพันธ์ควรให้ผู้เรียนก าหนด ประเด็นหลักร่วมกันก่อน แล้วค่อยแยกประเด็นย่อยที่จะศึกษาเพิ่มเติมเพื่อถ่ายทอดลงในเนื้อหานิทาน นอกเหนือจากการศึกษาทบทวนความรู้เรื่องการแต่งกาพย์ยานี
53 3. ผู้สอนต้องให้ความสนใจ ใส่ใจและมีเวลาเพียงพอส าหรับการให้ค าแนะน า ค าปรึกษา โดยเฉพาะ นอกเวลาเรียน เพราะผู้เรียนอาจจะต้องขอค าปรึกษาตลอดเวลา อันจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการท า โครงงานของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ผู้วิจัยขอเสนอแนะลักษณะของผู้สอนที่จะการสอนแต่งค าประพันธ์ ได้ประสบความส าเร็จ ควรมีลักษณะต่าง ๆ ประกอบด้วยมีความรู้พื้นฐานในด้านการแต่งค าประพันธ์ใน ประเภทที่ตนต้องการสอนอย่างลุ่มลึก หมั่นแสวงหาและพัฒนาความรู้ของตนเองในด้านการแต่งค า ประพันธ์อยู่เสมอ รักการอ่านงานประพันธ์เชิงศึกษาวิเคราะห์และรู้จักสะสมคลังค าไว้ใช้ในการแต่งค า ประพันธ์ รู้จักสังเกตและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี มีปฏิภาณไหวพริบดี มีมุมมองหลากหลายและลุ่มลึก สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตนผ่านตัวหนังสือได้เป็นอย่างดี และสามารถอ่านท านองเสนาะตาม ประเภทของบทประพันธ์ที่ตนสอนได้ในเบื้องต้น ตลอดจนเป็นผู้ที่รักและทุ่มเทให้กับการสอนเพื่อเตรียม ความพร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาให้ผู้เรียนได้ตลอดเวลา (รัตถภรณ์ ค ากมล, 2558: 103) ข้อเสนอแนะการวิจยัครงั้ต่อไป 1. ควรมีการท าวิจัยที่น าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานไปใช้ในการเรียนรู้ในเนื้อหาอื่น ๆ อาทิเช่น ด้านการแต่งค าประพันธ์ หรือด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ หรือด้านการสอนวรรณคดีเป็นต้น 2. ควรมีการวจิยัเพ่ือพฒันาผลสมัฤทธิด์้านการแต่งค าประพนัธ์ประเภทกาพย์ยานีด้วยเทคนิค วิธีการอื่น ๆ เช่น สื่อประสม บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีสอนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ เป็นต้น เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด. ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. (2519). วิชาการประพนัธ.์กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์. เดชา จันทคัต. (2546). เอกสารประกอบการสอนวิชา 506716 สัมมนาหลักสูตรและการสอนการงาน อาชีพและเทคโนโลยี. มหาสารคาม : ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. พรพิไล เลิศวิชา และอัครภูมิ จารุภากร. (2550). ออกแบบกระบวนการเรียนรู้โดยเข้าใจสมอง. กรุงเทพมหานคร : สถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้. พระยาอนุมานราชธน. (2546). การศึกษาวรรณคดีแง่วรรณศิลป์. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ศยาม. พิมพ์พันธ์เดชะคุปต์. (2544) .การเรียนการสอนที่เน้นผเู้รียนเป็ นสา คญัแนวคิดวิธีและเทคนิคการ สอน 1. กรุงเทพมหานคร : เดอะมาสเตอร์กรุ๊ปแมเนจเม้นท์. พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ และคณะ. (2553). การสอนคิดด้วยโครงงาน : การเรียนการสอนแบบบูรณาการ. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. รัชนี ศรีไพรวรรณ. (2529). การสอนบทร้อยกรองและท านองเสนาะระดับประถมศึกษาในการสอน กลุ่มทกัษะ1(ภาษาไทย). พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. . (2537). “แบบฝึกหดัวิชาภาษาไทย สา หรบัเด ็ กแรกเรียน” คู่มือครูแนะความคิดและ ทร ร ศ นะบางปร ะการเกี่ยวก ับกศุโลบายการสอนเด ็ กเริ่มเรียนที่พูดสองภาษา. นครราชสีมา : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
54 รัตถภรณ์ ค ากมล. (2558). การศึกษาผลสมัฤทธ์ิด้านการแต่งคา ประพนัธป์ระเภทกาพยย์านีของ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวสมองเป็นฐาน. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศิลปากร. โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา). (2553). หลักสูตรสถานศึกษา. 2 มิถุนายน 2553. ลัดดา ภู่เกียรติ. (2544). โครงงานเพื่อการเรียนรู้หลกัการและแนวทางการจดักิจกรรม. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วัชรา เล่าเรียนดี. (2556). รปูแบบและกลยทุธก์ารจดัการเรียนร้เูพื่อพฒันาทกัษะการคิด. พิมพ์ครั้งที่ 10. นครปฐม : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. วิมลรัตน์สุนทรโรจน์. (2545). เอกสารประกอบการสอนวิชา 0506703. มหาสารคาม : ภาควิชาหลักสูตร และการสอน คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. . (2545). “การจัดการเรียนรู้โดยโครงงาน” ใน เอกสารประกอบการสอนการพัฒนาการ เรียนการสอน Teaching and Learning Development. หน้า 213-290. มหาสารคาม : ภาควิชา หลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2545). ค่มูือการจดักิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี. กรุงเทพมหานคร. สถาบันวิทยาการเรียนรู้. (2550). การสอนแบบ Brain-Based Learning. กรุงเทพมหานคร : สถาบัน พัฒนา ผู้บริหารการศึกษา. ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2542). การพัฒนาแผนการเรียนรู้แบบโครงงาน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. สิทธา พินิจภูวดล และประทีบ วาทิกทินกร. (2525). ร้อยกรอง. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัย รามค าแหง. สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์. (2523) วิธีสอนภาษาไทยระดบัมธัยมศึกษา. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุชาติวงศ์สุวรรณ. (2542). โครงงานการเรียนรู้ส าหรับศตวรรษที่21ก:กกรมวิชาการ. สุปราณี นาคราช. (2547). การสร้างแบบฝึกเสริมทกัษะการเขียนร้อยกรอง กาพยส์รุางคนางค์28 ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนวัดบ้านทวน จังหวัดกาญจนบุรี. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศิลปากร. อัมพร สุขเกษม. (2524). ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการร้อยกรองไทย. กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์. อุปกิตศิลปสาร,พระยา. (2548). หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพมหานคร : บริษัทส านักพิมพ์ไทย วัฒนาพานิช จ ากัด.
55 Creswell , John , W. (2013) Research Design : Qualitative, Quantitative, and Mixed Methods Approaches . 4th ed. London : SAGE Publications, Inc. Jensen, Eric. (2000). Brain – Based Learning. Revised ed. San Diego, CA : The Brian Store Publishing.
56 การพฒันาแบบฝึกทกัษะการเรียนร้ทูศันธาตแุละองคป์ ระกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริม การสร้างงานศิลปะ ส าหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปี ที่5 The Development of Visual and Elemental Skill Training to Promote the Creation of Art for Students in Prathom 5 เสกสรรค์ ชาทองยศ* Seksan Chathongyod บทคดัย่อ วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้ คือ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ทัศนธาตุ และ องค์ประกอบศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ ในรายวิชาศิลปะ พื้นฐาน 2) เพื่อศึกษาผลงานทัศนศิลป์ ของนักเรียน หลังการใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ทัศนธาตุและ องค์ประกอบศิลป์3) เพื่อศึกษาการใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียน ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ทาง ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ ด้วยรูปแบบการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ของการวิจัยในครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 นักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 2 (ประถมศึกษาตอนปลาย) มีเครื่องมือส าหรับการวิจัยเป็น 1) แบบฝึกทักษะทางทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้าง งานศิลปะ ส าหรับนักเรียนระดับประถมปลาย 2) ผลสมัฤทธขิ์องนกัเรยีนในระยะก่อนและหลงัการใชแ้บบฝึก ทักษะทางทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ 3) นักเรียนมีผลงานทัศนศิลป์ จาก การใช้แบบฝึกทักษะทางทัศนธาตุ และองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ 4) นักเรียนมีความ พึงพอใจจากการเรียนแบบฝึกทักษะทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์สู่องค์ประกอบศิลป์ การวิจัยมีผลดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะด้วยทางทัศนธาตุ และองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ ส าหรับ นักเรียนระดับช่วงชั้นที่2 (ประถมศึกษาตอนปลาย) ที่สร้างขึ้น มีระดับประสิทธิภาพสูงเกินเกณฑ์ที่ก าหนด (80/80) โดยอยู่ที่94.22/97 2. นกัเรยีนมผีลสมัฤทธทิ์างการเรยีนในระยะก่อน – หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะทางทัศนธาตุ และ องค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ ซึ่งในช่วงก่อนเรียนมีผลสัมฤทธิท์ ่ีค่าเฉล่ีย ( ) อยู่ที่5.13 และในช่วงหลงัเรยีนมผีลสมัฤทธคิ์่าเฉล่ยี ( ) อยู่ที่9.21 และค่า T-test อยู่ที่37.58 ซึ่งพบว่า ผลสมัฤทธหิ์ลงัเรยีนของนกัเรยีนสูงกวา่ชว่งก่อนเรยีนอย่างมนียัส าคญัทางสถติทิร่ีะดบั 0.05 * อาจารย์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ สถาบันวิจัย พัฒนา และสาธิตการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ Lecturer, Affiliated with Ongkharak Demonstration School Srinakharinwirot Universty, Educational Research Development and Demonstration Institute, Srinakharinwirot Universty Thailand Corresponding Author E-mail Address: [email protected]
57 3. ผลระดับคะแนนหลังเรียนของผลงานทัศนศิลป์ โดยการใช้แบบฝึกทักษะด้วยทัศนธาตุ และ องค์ประกอบศิลป์ ในการเสริมสร้างทักษะการสร้างงานศิลปะ ส าหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอน ปลายจ านวน 62 คน มีระดับที่ดีมากในภาพรวม ( = 9.21, S.D. = 0.44) จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน 4. นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะทางทัศนธาตุ และองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ มีระดับที่ดีมากในภาพรวม ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.59 ค าส าคัญ : ทัศนธาตุ/ องค์ประกอบศิลป์/ แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ทางศิลปะ Abstract The objectives of this research were 1) to develop the visual elements learning skill exercises and artistic elements to promote the creation of art in basic art course for students in Prathom 5 2) To study the students' visual arts. After using the visual elements and art elements learning skills exercise 3) to study the students' use of the skill exercises who study with the practice of learning skills for learning visual elements and elements of art to promote the creation of art It is research and development. The sample group used in the research are Prathom 5 students, Grade 2 students (upper primary school). In the research include the tools used in the research were 1) Visual Elements and Art Elements Skills Practice Form to promote the creation of art for upper elementary level students 2)The students' learning achievement before and after studying with visual elements and art composition skill exercises to promote the creation of art. 3) Visual art works of students after using the visual elements and art composition skill exercises to promote the creation of art. 4) Satisfaction with the visual skill practice and artistic elements to artistic elements The results showed that 1. Visual Skills Practice Form and artistic elements to promote the creation of art for students in the second grade (higher elementary school) who created the performance according to the specified criteria (80/80)higher than the criterion is 94.22/97. 2. Student achievement before and after studying with visual skill exercises and artistic elements to promote the creation of art The average pre-study achievement ( ) = 5.13 and The mean achievement after school ( ) = 9.21 and the T-test = 37.58, which showed that the students had the achievement after school was significantly higher than before at the 0.05 level. 3.The scores of the students' visual art works after using the visual skill exercise and artistic elements to promote the creation of art for students in upper elementary school. The total number of 62 people was at a very good level ( = 5.13, S.D. = 0.63) from a full score of 10. 4. Satisfaction of students with visual skills exercises and artistic elements to promote the creation of art Overall, it was at the highest level with the mean 2.59. Keywords: Visual Elements/ Art Composition/ Art Learning Skills Exercise
58 บทน า การศึกษาในประเทศไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบันมีการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรให้มีรูปแบบการ จัดการเรียนรู้ การประเมินและวัดผลให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ในยุคแห่งความเจริญทาง เทคโนโลยีและก้าวหน้า สุนทรียภาพ ความงามและการประเมินค่าทางศิลปะถูกพัฒนาให้มีรูปแบบที่เน้น ซึ่งความคิดสร้างสรรค์และทักษะระดับสูงที่มีความลุ่มลึกมากกว่าการแสดงความรู้สึกและอารมณ์ในลักษณะ เสมือนจริง ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ดังนั้น หัวใจหลักของการได้มาซึ่งแนวทางในการสร้างเยาวชน ของชาติให้มีคุณภาพให้เทียบเท่าระดับสากล คือการพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้า มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 จึงจัดเป็นทรัพยากรที่มีความส าคัญยิ่งของโลกธุรกรรมใหม่ที่เป็นยุคสมัยของการแข่งขัน ดังนั้น การพัฒนา จึงเป็นสิ่งที่จ าเป็นยิ่งในการยกระดับศักยภาพคนรุ่นใหม่ให้เทียบกับอารยประเทศได้ การเรียนรู้ศิลปะ เป็นวิชาที่ประกอบด้วยการเรียนรู้ที่ผสมผสานกันระกว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ เสริมสร้างจินตนาการ สุนทรียภาพ และน าไปสู่การที่ผู้เรียนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ แบบฝึก ทักษะการเรียนรู้ศิลปะ ส่งผลต่อการพัฒนาร่างกายและจิตใจ อารมณ์ สติปัญญา และสังคมสภาพแวดล้อม ตลอดจนเกิดความมั่นใจในผู้เรียนเกิดทักษะที่ส าคัญส าหรับการประกอบอาชีพในอนาคต ความหลากหลายของกระบวนการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้โดยสมบูรณ์ จะต้องมี องค์ประกอบในการจัดการเนื้อหาสาระและออกแบบแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความถนัด ทางด้านศิลปะ เข้าใจความต่างและช่วยกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดกระบวนการคิดให้เกิดการประยุกต์ใช้การ จัดการตนเองเมื่อเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ได้และเกิดประสบการณ์จริงจากการแก้ไขและหาทางป้องกัน มี กระบวนการจากการลงมือปฏิบัติ น าไปสู่การคิดและท าเป็น ผสานกับความใฝ่รู้ที่บูรณาการร่วมกับสาระ ความรู้ต่าง ๆ บนความสมดุล เกิดค่านิยมการปลูกฝังคุณธรรม และมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามรายวิชา ต่าง ๆ (ธนิตย์ เพียรมณีวงศ์, 2556) ควรตระหนักถึงทักษะที่จ าเป็นส าหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จึง ควรมีการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองให้สอดคล้องกับโลกสังคมใหม่ เช่น ทักษะที่เสริมความ พร้อมและนวัตกรรมให้ผู้เรียนมีการแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ เกิดการร่วมมือ น าไปสู่การสื่อสารที่มี ประสิทธิภาพ และเข้าสู่สังคมแห่งการใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างผาสุกท่ามกลางโลกปัจจุบันที่มีความซับซ้อน ทักษะดังกล่าว คือการคิดและสร้างสรรค์อย่างมีนวัตกรรม มีการแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะทาง สารสนเทศ เทคโนโลยีการสื่อสาร อันจะสังเกตได้ว่าทุกอย่างขับเคลื่อนไปด้วยเทคโนโลยี สภาพแวดล้อม และข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาขับเคลื่อนและเชื่อมโยงกับศาสตร์ด้าน ความหลากหลายของทักษะ ซึ่งชีวิตและสภาพการท างานของพลเมองและแรงงานในโลกอนาคตล้วนต้อง อาศัยทักษะการคิดและมีความทันสมัย พัฒนาองค์ความรู้สม ่าเสมอเพราะการแข่งขันในข่าวสารและข้อมูล ส่งผลต่อชีวิตทีประสบความส าเร็จ การปรับตัวและริเริ่มพัฒนาทักษะทางสังคมข้ามวัฒนธรรม รู้จักตรวจสอบ รับผิดชอบ จึงเป็นสิ่งที่จ าเป็นต่อการจัดการเรียนการสอนของครู เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์สื่อการ สอนศิลปะเพื่อประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของแต่ละช่วงชั้นเพื่อสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะต่อไป จากความส าคัญดังกล่าว การศึกษานั้นสามารถประยุกต์ใช้กับชีวิตประจ าวันและบูรณาการข้าม ศาสตร์เพื่อส่งเสริมทักษะ ความคิดสร้างสรรค์และการประเมินค่าได้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการคิดขั้นสูงที่จ าเป็น ต่อชีวิตในทักษะยุคศตวรรษที่ 21 ที่ไร้พรมแดนและขีดจ ากัด การเปลี่ยนแปลงรุดหน้าและสร้างสรรค์ ผู้วิจัย
59 จึงศึกษาเรื่อง “การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการ สร้างสรรค์งานศิลปะส าหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5” วตัถปุระสงคก์ารวิจยั 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ทัศนธาตุ และองค์ประกอบศิลป์ ในรายวิชาศิลปะพื้นฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อศึกษาผลงานทัศนศิลป์ ของนักเรียน หลังการใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ทัศนธาตุ และ องค์ประกอบศิลป์ 3. เพื่อศึกษาการใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียน ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ทางทัศนธาตุ และองค์ประกอบศิลป์ สู่การสร้างงานทัศนศิลป์ วิธีดา เนินการวิจยั ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยพิจารณาการเก็บข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับปัญหาการเรียนการสอนจากครูผู้สอน และนโยบายการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา เพื่อน าไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญในระหว่างเรียนนั้น ได้ให้นักเรียนท าแบบทดสอบหลังเรียนของแต่ละหน่วย การวิจัยครั้งนี้เป็นการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) ซึ่งทดลองการวิจัยบนแบบแผน วัดและประเมินผลช่วงก่อนและหลังการทดลอง โดยด าเนินการ วิจัยตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ โดยผู้วิจัยศึกษาองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน ปี พ.ศ. 2551 2. ประเมินและตรวจสอบข้อมูลของแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบฝึกทักษะร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และแก้ไขปรับปรุง 3. ท าการสร้างแบบทดสอบเคร่ืองมือการวิจัย โดยวดัผลสัมฤทธิใ์นระยะก่อนและหลังเรียน ในหน่วยการเรียนรู้เรื่อง ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 4. ตรวจสอบเครื่องมือการวิจัย โดยวดัผลสมัฤทธิใ์นระยะก่อนและหลงัเรียน หน่วยการเรยีนรู้ เรื่อง ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่5 ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและแก้ไขปรับปรุง 5. ออกแบบเครื่องมือวิจัยที่สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้(แบบวัดแบบคะแนนรูบริค Scoring Rubric) 6. ท าการตรวจสอบแบบประเมินตามสภาพจริง (แบบวัดแบบคะแนนรูบริค Scoring Rubric) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและแก้ไขปรับปรุง 7. ด าเนินการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ของหน่วยการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนธาตุและ องค์ประกอบศิลป์ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่5 ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและแก้ไขปรับปรุง 8. ท าการสร้างแบบฝึกทักษะ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ เรื่อง แบบฝึกทักษะด้วยทัศนธาตุ และองค์ประกอบศิลป์ และท าการทดลองการท างานของแบบฝึกทักษะ ท าการแก้ปัญหาในเบื้องต้น
60 โดยปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ แล้วน าผลมาปรับปรุงแก้ไข ให้เหมาะสมกับนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่5 9. น าแบบฝึกทักษะ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ เรื่อง ทัศนธาตุ และองค์ประกอบศิลป์ ให้ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จ านวน 30 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง 10. ท าการตรวจสอบผลแบบฝึกทักษะ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ เรื่อง ทัศนธาตุและ องค์ประกอบศิลป์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและแก้ไขปรับปรุง 11. ท าการทดสอบผลสมัฤทธดิ์ว้ยแบบทดสอบก่อนเรยีน แล้วจึงน าแบบฝึกทักษะ ทัศนธาตุและ องค์ประกอบศิลป์ เรื่อง ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์และทดลองใช้แบบทดสอบดังกล่าวกับกลุ่มตัวอย่าง ของการวิจัย จ านวน 62 คน 12. ท าการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสอบถามร่วมกับประเมินสถานการณ์จริง (แบบวัดแบบคะแนน รูบริค Scoring Rubric) ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในการเรียนการสอน 13. ท าการทดสอบผลสัมฤทธิด์้วยแบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ทัศนธาตุ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่5 กลุ่มเป้าหมายของการวิจยั 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ที่ก าลัง ศึกษาอยู่ภายในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จ านวน 62 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ที่ก าลังศึกษาอยู่ภายในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จ านวน 62 คน ที่ได้มาด้วย วิธีการสุ่ม (Simple Random Sampling) โดยการใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม (Sampling Unit) ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น (Independent Variables) คือ การเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ทัศนธาตุและ องค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ ส าหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ได้แก่ 1) นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียน โดยแบบฝึกทกัษะการเรยีนรู้ทศันธาตุและองค์ประกอบศลิป์เพ่อืส่งเสรมิการสร้างงานศลิปะ มผีลสมัฤทธิ์ ทางการเรียนเป็นไปตามที่ระบุไว้2) นักเรียนมีความพึงพอใจจากการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ ส าหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ผลการวิจยั 1. ผลการวิจัยพบว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะในนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ เรื่อง ทัศนธาตุและ องค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ ได้ท าการหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการเรียนรู้โดย วัดจากคะแนนระหว่างเรียนและคะแนนหลังเรียน ซึ่งจะต้องได้คะแนนตามเกณฑ์มาตรฐานของประสิทธิภาพ
61 80/80 โดยเมื่อพิจารณาตามเกณฑ์ดังกล่าว พบว่า มีความเหมาะสมเนื่องจากผู้วิจัยด าเนินการตามแผนที่ วางไว้ นอกจากนี้ เมื่อท าการทบทวนวรรณกรรมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการวิเคราะห์หลักสูตร มาตรฐานรวมถึงค าอธิบายรายวิชา โดยได้รับความอนุเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพของแบบ ฝึกทักษะ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ และเป็นไปตามสมมติฐาน สามารถอภิปรายได้ดังนี้ 1.1 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ของการพัฒนาแบบฝึกทักษะการ เรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ เรื่อง ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ มีประสิทธิภาพ 94.22/97 ซึ่ง สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ก าหนดไว้ที่ 80/80 ตรงกับผลการวิจัยของ (ระพีพร ซูเสนม, 2553 : 79) ที่ ท าการศึกษาการพัฒนาชุดทักษะการคิดวิเคราะห์ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนบ้านท่าบ่อ อ าเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยศึกษาในปีการศึกษา 2552 ท าการแบ่งนักเรียนเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เท่ากัน ใช้เครื่องมือเป็น ชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ในการวิจัย ท าการทดสอบความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ ส าหรับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากการวิจัย พบว่า ชุดฝึกทักษะ หัวข้อ ร่างกายของเรา มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 88.17/85.67 ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยของ (พรรณี คล้ายชม, 2554) ที่ท าการศึกษาเรื่อง การสร้างชุด กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เรื่อง My Family ผ่านทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง มีการสร้าง ชิ้นงานส าหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลอุตรดิตถ์ จ านวน 22 ราย ใช้วิธีการสุ่ม เฉพาะเจาะจง โดยจากการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมดังกล่าวที่มีการใช้กับนักเรียนเป็นจ านวน 4 หน่วย ใช้เวลา หน่วยละ 4 – 6 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 20 ชั่วโมง นั้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดโดยอยู่ที่ 91.15/87.50 1.2 ผลการวิเคราะห์ความสามารถในการสร้างสรรค์ชิ้นงานระยะหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จ านวน 62 คน ที่เรียนผ่านแบบฝึก ทักษะเพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ เรื่อง ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ มีค่าเฉลี่ยระดับคุณภาพโดยรวม ระดับดีเยี่ยม ค่าเฉลี่ย ( = 5.13) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D. = 0.63) ดังนั้น ประสิทธิผลของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่5 เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ เรื่อง ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ โดยใช้แบบ ประเมินความสภาพจริง (แบบวัดแบบคะแนนรูบริค Scoring Rubric) อยู่ในระดับดีเยี่ยม มีความสอดคล้อง กับผลการวิจัยของ (วรนุช แหยมแสง, 2553) ที่พบว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยการประยุกต์ใช้ทักษะเชิง วิเคราะห์ ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ที่นักเรียนสามารถบูรณาการความรู้มาเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ และ ท างานอย่างร่วมมือร่วมใจเพื่อความส าเร็จ เช่นเดียวกับการศึกษาของ (ศศิธร จันทมฤก, 2554) ที่พบว่า แนวคิดการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามประสบการณ์และวัฏจักรการสืบสอบหาความรู้ ส าหรับเด็กอนุบาล เพื่อสร้างจิตวิทยาศาสตร์ ด้วยการกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสงสัยและอยากรู้อยากเห็น ก่อให้นักเรียนมี ความรู้เป็นของตนเองจากการสร้างความเข้าใจ อาศัยประสบการณ์ตรงที่นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติและลงมือท า ตรวจสอบและแสวงหาแหล่งของการเรียนรู้ เชื่อมโยงประสบการณ์เดิมเข้ากับการคิดทบทวน สะท้อน ความคิดและตระหนักร่วมกับประสบการณ์ใหม่จากการเรียนการสอน น าไปสู่การเรียนรู้เชิงนามธรรมที่ ส่งผลต่อความคิด และการปฏิบัติเครื่องมือที่ใช้ประเมินการเรียนรู้คือ แบบประเมินคุณภาพในมิติจิต
62 วิทยาศาสตร์ของเด็กอนุบาล (Rubric Scoring) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนจากการทดสอบสูง กว่าระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 1.3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์างการเรียนจากการใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้และ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ เรื่อง ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ในระยะก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบ ฝึกทักษะการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ เรื่อง ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ นักเรียนมี ผลสัมฤทธิท์างการเรียนในระยะหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคญัทางสติดีท่ีระดับ .05 ซึ่ง ผลการวิจัยที่ไดว้จิยัเกย่ีวกบัการเทยีบผลสมัฤทธใิ์นการเรยีนและทกัษะกระบวนการบูรณาการวทิยาศาสตร์ และเจตคติในการเรียนวิชาเคมีของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนสะเต็มศึกษากับเรียนแบบ ปกติ โดยกลุ่มตัวอย่างของการศึกษา คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนพยัคฆภูมิวิทยาคาร อ าเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม จ านวน 102 คน จาก 2 ห้องเรียน ด้วยการใช้การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) โดยผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่ได้รับ การจดัการเรยีนรูส้ะเตม็ศกึษามผีลสมัฤทธทิ์างการเรยีนเรื่องทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การบูรณา การและมีเจตคติต่อการเรียนวิชาเคมีในระยะหลังเรียน สูงกว่าระยะก่อนเรียนอย่างมีนับส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ดังนั้น จึงควรสนับสนุนให้มีการน าแบบฝึกทักษะมาประยุกต์ใช้ส าหรับการจัดการเรียนการสอนใน สาระวิชาต่าง ๆ ต่อไป 1.4 ผลสมัฤทธทิ์างการเรยีนด้านการปฏบิตังิานด้วยการพฒันาแบบฝึกทกัษะการเรยีนรู้และ เสริมสร้างทักษะในการสร้างงานทางศิลปะ เรื่อง ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ คือกระบวนการจัดการ เรียนรู้และวัดประเมินผลอย่างสอดคล้องกัน โดยสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้สอดคล้องและเหมาะสมกับ ผู้เรียน รวมถึงสื่อและวัสดุอุปกรณ์ที่มีความพร้อม มีการท างานเป็นกลุ่ม ร่วมกันแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างสรรค์ ชิ้นงานผ่านวิธีการที่เหมาะสม วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ เรื่อง ทัศนธาตุและองค์ประกอบ ศิลป์ ส าหรับผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย กระบวนการวิจัยในครั้งนี้ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ 1. ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ เรื่อง ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ จากการสังเคราะห์ เอกสาร และงานวิจัย 2. จัดประชุมสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อสังเคราะห์วิธีการจัดการ เรียนรู้และการวัดประเมินผล ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 5 คน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนศิลปะ จ านวน 2 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตร จ านวน 1 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้และการวัดและ ประเมินผล จ านวน 2 คน ผลการวิจัย พบว่าในการจัดการเรียนรู้และการประเมินผล สิ่งที่ผู้สอนควร ด าเนินการ คือ 1) ศึกษาสาระส าคัญเพื่อบูรณาการองค์ความรู้ของสาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การงาน อาชีพ และเทคโนโลยีรวมถึงกระบวนการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ เรื่อง ทัศน ธาตุและองค์ประกอบศิลป์ด้วยตนเองก่อนด าเนินการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน 2) จัดการเรียนรู้ที่เน้นปัญหา เป็นฐาน (Problem-based Learning) 3) จัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) 4) กิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการท างานเป็นกลุ่ม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจของผู้เรียน 5) ประเมินผลการเรียนรู้และวัดผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ดังกล่าวเป็นการจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริง (Authentic Learning) มีความคิดสร้างสรรค์ที่ ถูกพัฒนาให้สูงขึ้นทุกครั้งที่มีการใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบใหม่ เรื่อง ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์
63 เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ และนักเรียนสามารถเลือกสร้างสร้างงานศิลปะอย่างมีเหตุมีผล วางแผนการ ท างาน เลือกใช้สร้างและปรับปรุงงานศิลปะให้สมบูรณ์ขึ้นได้ดังนั้น แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ เรื่อง ทัศน ธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ และสร้างความคิดสร้างสรรค์ในนักเรียนได้ ตารางที่1 ผลการวเิคราะหเ์ปรยีบเทยีบคะแนนผลสมัฤทธทิ์างการเรยีนโดยใชแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ทัศน ้ ธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ คะแนน N X S. D. t p ก่อนเรียน หลังเรียน 10 10 62 62 5.13 9.21 0.63 0.44 37.58 00.00 *มีนัยส าคัญทางสถิตอยู่ในระดับที่ 0.05 จากตาราง 1 คะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบระยะก่อนเรียน ซึ่งมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน นักเรียนมี คะแนนเฉลี่ย ( = 5.13) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D. = 0.63) และจากการทดสอบระยะหลังเรียน ซึ่งมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย ( = 9.21) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D. = 0.44) เมื่อทดสอบค่าสถิติด้วยค่า t พบว่า ค่า t ได้37.58 มีค่าความน่าจะเป็น ซึ่งสูงกว่ากว่า .05 ดังนั้น นักเรยีนมผีลสมัฤทธทิ์างการเรยีนในช่วงก่อนท่ไีดร้บัการจดัเรยีนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะ การเรียนทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ ระดับ .05 ภาพที่ 1 แบบฝึกแต้มแต่งสีโทนเย็นและสีโทนร้อน สรปุผลการวิจยั จากการศึกษา “การพัฒนาแบบฝึกทักษะทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงาน ศิลปะ ส าหรับนักเรียนระดับช่วงชั้นที่2 (ประถมศึกษาตอนปลาย)” นักเรียนที่ได้ลงมือปฏิบัติงานและตรวจ ให้คะแนนโดยผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ราย นักเรียนที่ท าแบบทดสอบได้คะแนนสูงอาจได้คะแนนจากการท างาน ปฏิบัติต ่ากว่านักเรียนที่มีผลทดสอบได้คะแนนต ่า โดยมีตวัแปรหลายประการท่ีมีอิทธพิลต่อผลสมัฤทธิ์
64 ทางการเรียนของนักเรียน ได้แก่ พื้นฐานทางความคิดหรือพุทธพิสัย เช่น สติปัญญาที่เกิดจากกรรมพันธุ์ ความฉลาด ความถนัดและลักษณะพื้นฐานด้านจิตพิสัย เช่น การเสริมแรงจากครูการได้รับค าแนะน าและ การมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน (Bloom and Benjamin S, 1982) นอกจากนี้ ยังประกอบด้วยปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายท่ีส่งผลต่อผลสัมฤทธิท์างการเรียน เช่น ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคม แรงจูงใจ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับระดับสติปัญญา เช่น เชาว์ปัญญา ความถนัด ความรู้เดิมของนักเรียน องค์ประกอบด้านอารมณ์ เช่น แรงจูงใจในการเรียน ทัศนคติ ลักษณะนิสัย ความ สนใจ เป็นต้น และองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น เศรษฐกิจ ฐานะครอบครัว คุณภาพของหลักสูตรและ การจัดการเรียนการสอน เป็นต้น อภิปรายผลการวิจยั 1. จากผลการวิจัย แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้าง งานศิลปะ ส าหรับนักเรียนระดับช่วงชั้นที่2 (ประถมศึกษาตอนปลาย) ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ที่ ก าหนดไว้ ภายหลังการประเมินผลของประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้เท่ากับ 94.22/97 ซึ่งสูง กว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้80/80โดยนักเรียนได้และปฏิบัติตามจุดประสงค์ ข้อค าถามและค าชี้แจงจากแบบฝึก ทักษะตามขั้นตอน เป็นไปตามแบบแผน กระบวนการที่วางไว้ ส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการทาง ทักษะ ความรู้ความเข้าใจ การน าไปประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในวิชา ศิลปะพื้นฐานสอดคล้องกับผลการวิจัยของ (ถาวร เปี่ยมพร้อม, 2544) ได้ท าการวิจัย เรื่อง การสร้างแบบ ฝึกการสะกดค าด้วยการเขียน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4 ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่าแบบฝึกที่ สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 92.72/92.50 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และผลการวิเคราะห์ ความแตกต่าง ระหว่างคะแนนแบบทดสอบวดัผลสมัฤทธใิ์นระยะหลงัเรยีนสูงกว่าก่อนเรยีนด้วยแบบฝึกหัด อย่างมีนัยส าคัญ ที่ระดับ.01 2. จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าหลังเรียนด้วย แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ทัศนธาตุและ องค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ ส าหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย พบว่า ผลสมัฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียน ระยะก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะทางทัศนธาตุ และองค์ประกอบ ศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ โดยผลสัมฤทธกิ์่อนเรยีนมคี่าเฉลย่ี ( ) อยู่ที่5.13 และผลสมัฤทธหิ์ลงั เรียนเฉลี่ย ( ) อยู่ที่ 9.21 และค่า T-test เท่ากับ 37.58 ท่ีแสดงให้เห็นว่าผลสมัฤทธิท์างการเรียนของ นักเรียนในระยะหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สาเหตุเพราะเนื้อหา ภายในแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ด้วยทางทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ ตรง กับความสนใจของนักเรียนที่ต้องการเรียนรู้เนื้อหาทางด้านทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการ สร้างงานศิลปะ ผ่านขั้นตอนการเรียนรู้ที่นักเรียน ให้ความรู้ผ่านโครงสร้างทั้งทางด้านทฤษฎีและการฝึก ปฏิบัติตามหน่วยกิจกรรมการเรียนรู้อย่าง มีประสิทธิภาพชัดเจน และเหมาะสม โดยมีรายละเอียดที่เข้าใจได้ ง่าย สามารถฝึกฝนด้วยตนเองได้และช่วยส่งเสริมความเข้าใจของนักเรียนต่อการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ ได้เป็นอย่างดีโดยคะแนนทดสอบหลังการใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ด้วยทางทัศนธาตุและองค์ประกอบ ศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ สูงกว่าก่อนการใช้อย่างเห็นได้ชัด เป็นสื่อช่วยพัฒนานักเรียนก่อให้เกิด ความคิดสร้างสรรค์ จึงเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ดีทั้งในและนอกห้องเรียน ดังนั้น แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ด้วย
65 ทางทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ จึงมีความส าคัญต่อนักเรียนและมี ประโยชน์ในวิชาศิลปะ เช่นเดียวกับการวิจัยของ (ศิริพงศ์พยอมแย้ม, 2545) ท าการศกึษาผลสมัฤทธิ์ ทางการเรียนด้านทักษะในการประดิษฐ์ตัวอักษรด้วยชุดฝึกทักษะด้วยตนเองโดย นักศึกษาคณะ ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร พบว่า นักศึกษาที่มีทักษะในการประดิษฐ์ตัวอักษรหลังจากการใช้ แบบฝึกสูงกว่าก่อนการใช้อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จะเห็นได้ว่าชุดฝึกทักษะในการประดิษฐ์ อักษรด้วยตนเองเป็นพื้นฐานที่ใช้ถ่ายโยงการเรียนรู้ระหว่างครูผู้สอนกับตัวผู้เรียน และยังส่งผลต่อการ เรียนรู้ของนักเรียนในการปลูกฝังชีวิตที่ดีเพื่อการด ารงชีวิตอย่างมีคุณภาพ ช่วยในการเรียนของนักเรียนที่มี ผลการเรียนไม่สูง เสริมความรู้ของนักเรียนที่เก่ง ดังนั้น การน ารูปแบบ และสร้างแนวทางการสอนที่ดีมาใช้ ย่อมส่งผลสมัฤทธทิ์างการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้นตามไปด้วย 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ ส าหรับนักเรียนระดับ ช่วงชั้นที่ 2 (ประถมศึกษาตอนปลาย) ตามเกณฑ์2.50 พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้ รับการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ ความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.59 โดยเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งเอาไว้ 4. ทักษะในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5 หลังจากที่ได้รับ การเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ มีความสามารถในการสร้างสรรค์ชื้นงานมีคุณคุณภาพโดยรวมระดับดีโดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.09 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้เพราะได้รับการพัฒนาอย่างมีระบบและขั้นตอน ทั้งในส่วนของผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนของกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง การพัฒนา ความบกพร่อง จึงมีหลายขั้นตอนหลายระยะ จนใกล้เคียงกับความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่าง เพราะการพัฒนาการเรียนการสอน มีอิทธิพลและสามารถ จูงใจนักเรียนให้สนใจการเรียนในแบบฝึกทักษะทางทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ สู่การสร้างงานทัศนศิลป์ เมื่อนักเรียนได้ศึกษาแล้วจะเห็นได้ว่าเนื้อหาในแบบฝึกทักษะเป็นเนื้อหาที่ท าความเข้าใจได้ง่าย มีค าชี้แจง ตามขั้นตอนกระบวน การเรียนรู้และภาพประกอบ การปฏิบัติของกิจกรรมในแต่ละบทเรียน ของทุกกิจกรรมการเรียนรู้ จะมีข้อเสนอแนะและแสดงความคิดเห็น ท าให้ทราบความรู้สึก ความคิด และสะท้อนต่อสิ่งท่ีได้เรียนรู้สอดคล้องกับผลการวิจัยของ (วิสิทธิ์จงแจ่ม, 2552) ที่ได้ท าการวิจัย เรื่องการพัฒนาชุดฝึกทักษะ เรื่องการเขียนลวดลาดไทยเบื้องต้นส าหรับนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 4 (มัธยมศึกษาตอนปลาย) ผลจากการวิจัย คือ ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการเขียน ลวดลายไทยเบื้องต้นในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.53 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.12 และนักเรียนมีพฤติกรรมความสนใจต่อการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (วัลลภ กาฬสงค์, 2549) นอกจากหนังสืออ่านประกอบท าให้ผลการเรียนดี แล้วยังเป็นสิ่งเร้าความสนใจให้ นักเรียนกระตือรือร้น อยากที่จะเรียนและเป็นการฝึกทักษะในการอ่าน และการค้นคว้าด้วยตนเองดังกล่าว ด้วยตนเอง (อัจรีย์ คงเจริญเขตต์, 2540) หนังสือที่มีภาพประกอบการอ่าน จะช่วยกระตุ้นความสนใจของ นักเรียน เพราะนอกจากภาพจะเป็นสิ่งอธิบายความรู้แล้ว ยังให้ความเพลิดเพลินอีกด้วย ซึ่งผลจากการวิจัย พบว่า นักเรียนมีความสนุกสนานและพอใจที่ได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เนื่องจากภาษา การใช้ภาษาใน หนังสืออ่านประกอบ การเรียนวิชาศิลปศึกษา เรื่องการวาดภาพระบายสีมีความกระชับ เหมาะสมกับวัยและ
66 ช่วยให้นักเรียนเข้าใจง่ายเป็นตัวพิมพ์ที่ใกล้เคียงกับลายมือทั่วไปมากที่สุด เน้นการอธิบายด้วยภาพ เพราะ นักเรียนชอบอ่านหนังสือสอดคล้องกับเนื้อหาและอธิบายเรื่องได้มากกว่าการที่นักเรียนอ่านจากตัวหนังสือ ข้อเสนอแนะ 1. ผลจากการวิจัยครั้งนี้ นักเรียนตั้งใจที่จะศึกษาหาความรู้จากแบบฝึกทักษะทางทัศนธาตุ และ องค์ประกอบศิลป์เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะเป็นอย่างมาก โดยนักเรียนให้ความสนใจในเนื้อหามากขึ้น ดังนั้นจึงควรมีขั้นตอนรูปภาพผลงานตัวอย่าง ประกอบค าบรรยายให้มีความชัดเจนเป็นไปตามเนื้อหาที่ น าเสนอ และมีความหลากหลาย 2. เสริมสร้างเจตคติทางการเรียนให้นักเรียนเกิดความมั่นใจผ่านการจัดการเรียนการสอนโดย ครูผู้สอน หรือสร้างรูปแบบที่กระตุ้นความสนใจให้นักเรียนรับรู้ว่าการเรียนวิชาศิลปะไม่ยากเกิน ความสามารถ และไม่จ าเป็นต้องมีผลงานที่สวยงามสมบูรณ์แบบเสมอไป ซึ่งแตกต่างจากค่านิยมในอดีตโดย สิ้นเชิง สร้างความเข้าใจและตระหนักรู้ในคุณค่าทางศิลปะให้กับนักเรียน สร้างนิสัยที่ประยุกต์ได้จริงใน ชีวิตประจ าวันอย่างเหมาะสมและมีความสุข 3. แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ ส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ สามารถสนองตอบการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมตามความเป็นจริงบนความแตกต่างระหว่างบุคคล สามารถ พัฒนาแบบฝึกทักษะทางทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะในกลุ่มสาระวิชา อื่น ๆ ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจยัครงั้ต่อไป 1. การพัฒนาแบบฝึกทักษะทางศิลปะที่ส่งเสริมทักษะด้านอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง 2. ถอดบทเรียนด้านมัลติมีเดีย ในเรื่องแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ เพื่อส่งเสริมการสร้างงานศิลปะ 3. ศึกษาการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่เหมาะสม และสามารถปรับเวลาการจัดกิจกรรม อย่างเหมาะสม เอกสารอ้างอิง กรมวิชาการ. (2551). สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ. กรุงเทพมหานคร: องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. กระทรวงศึกษาธิการ. กรมวิชาการ. (2551). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: คุรุสภา ลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). พระราชบญัญตัิการศึกษาแห่งชาติพทุธศกัราช 2542 (ฉบับที่ 2) และที่ แก้ไขเพิ่มเติม พทุธศกัราช 2545. กรุงเทพมหานคร: สยามสปอร์ต ซินดิเค. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: คุรุสภาลาดพร้าว.
67 ขนิษฐา เวชรังษี. (2550). การศึกษาผลสมัฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตรแ์ละความสามารถ ในการ สร้างชิ้นงานของนักเรียนชัน้มธัยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์แบบโยนิโสมนสิการ. สารนิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการ มัธยมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. จิตราภา ทองเหลือง. (2551). การสร้างชดุกิจกรรมความคิดสร้างสรรคท์างศิลปะสา หรบันักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปี ที่ 4 โรงเรียนลบัแลวิทยาคม อา เภอลบัแล จงัหวดัอตุรดิตถ.์วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์. จ ารัส อินทลาภาพร. (2558). “การศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาส าหรับ ผู้เรียนระดับประถมศึกษา” Veridian E-Journal Silpakorn University 8(1): 62-74. ถาวร เปี่ยมพร้อม. (2544). การสร้างแบบฝึ กการเขียนสะกดค า ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4. วิทยานิพนธ์ปริญญานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการประถมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา. ธนิตย์ เพียรมณีวงศ์. (2556). การพฒันาแบบฝึกทกัษะด้วยตนเองทางทศันธาตุและองคป์ระกอบสู่ การสร้างงาน ทศันศิลป์ส าหรบันักเรียนระดบัชนั้มธัยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเซนต คาเบรียลกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาทัศน ศิลปศึกษา คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศิลปากร. พรรณี คล้ายชม. (2554). การสร้างชดุกิจกรรมการจดัการเรียนร้ภูาษาองักฤษ เรื่อง My Family โดย ใช้ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการ สร้างสรรค์ผลงาน ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปี ที่ 2โรงเรียนอนุบาลอตุรดิตถ์สา นักงานพืน้ที่การศึกษาเขต 1. วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน ภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุตรดิตถ์. ภวัตส์ สังข์เผือก. การศึกษาแนวคิดการสอนทศันศิลป์ขนั้พืน้ฐาน ในแนวปฏิรปูการศึกษา. ปริญญา นิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ. ภัสสร ติดมา. (2558). การพฒันาพฒันาความคิดสร้างสรรค์เรื่องระบบร่างกายมนุษยด์ ้วย กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมตามแนวทางสะเตม ็ ศึกษาระดบัชนั้มธัยมศึกษาปีที่2. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร. ระพีพร ชูเสน. (2553). พฒันาชดุฝึกทกัษะการคิดวิเคราะหส์าระวิทยาศาสตร์เรื่องร่างกายของเรา ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา พัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. วสิทิธิ์จงแจ่ม. (2552). การพัฒนาชุดฝึ กทักษะการเขียนลวดลายไทยเบื้องต้น ส าหรับนักเรียนระดับ ช่วงชนั้ที่4 (มัธยมศึกษาตอนปลาย). วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา เทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.
68 วรนุช แหยมแสง. (2553). “การประเมินตามสภาพจริง:ประยุกต์ใช้ร่วมกับการประเมินผลระหว่างเรียนและ การออกแบบย้อนกลับ”.วารสารรามค าแหง 27(1): 125-139. วัลลภ กาฬสงค์. (2549). การพฒันาชุดกิจกรรมด้วยวิธีการสอนแบบ SSCS เรื่อง อสมการเชิงเส้น ตัวแปรเดียว ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่3. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร. วิชัย วงษ์ใหญ่. (2542). พลงัการเรียนร้:ูในกระบวนทศัน์ใหม่. พิมพค์รงั้ที่2. นนทบุรี: เอสอาร์พริ้นติ้ง. วิรุณ ตั้งเจริญ. (2526). ศิลปศึกษา. กรุงเทพมหานคร: พายัพออฟเซ็ดพรินท์. ศศิธร จันทมฤก. (2554). การพฒันารปูแบบการเรียนสอนตามแนวคิดการเรียนร้จูากประสบการณ์ และวัฏจักรการสืบสอบหาความรู้เพื่อเสริมสร้างจิตวิทยาศาสตร์ของเด ็ กอนุบาล. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศิริพงศ์ พะยอมแย้ม และ ฐาปนีย์ ธรรมเมธา. (2545). การศึกษาผลสมัฤทธ์ิและความพึงพอใจในการ เรียนของนักศึกษาโดยชดุฝึกทกัษะด้วยตนเอง เรื่อง การประดิษฐ์ตวัอกัษร. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. สุคนธ์ สินธพานนท์. (2558). การจดัการเรียนร้ขูองครยูคุใหม่เพื่อพฒันาทกัษะผเู้รียนในศตวรรษที่ 21 พิมพค์รงั้ที่1. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ส านักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2551). ตัวชี้วัดและสาระแกนกลางการเรียนรู้แกนกลางกลุ่ม สาระการเรียนร้ศูิลปะ. กรุงเทพมหานคร: ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. อัจรีย์คงเจริญเขตต์. (2540). การสร้างหนังสืออ่านประกอบวิชาสร้างเสริมประสบการชีวิต สา หรบั นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา ศึกษาศาสตร์การสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. Bloom, Benjamin S. (1982). Taxonomy of Educational Objectives. New York: David Mckay. Capraro. R. M. Capraro, M. M., Capraro., and J. Morgan. (Eds.). STEM Project-Based Learning: An Integrated Science Technology Engineering and Mathematics (STEM) Approach (pp.1- 6). Rotterdam, Netherlands: Sense. doi: 10.1007/978-94-6209-143-6_1. Tylor. (2021).Learning Ecology. [Online]. Retrieved on October 17, 2021, from http://teacher80std.blogspot.com/2012/06/101-learning-ecology.html.
69 การศึกษาสถานการณ ์ปัจจบุนั ปัญหา และแนวทางแก้ไขด้านการศึกษาพิเศษ สา หรบันักเรียนออทิสติกในช่วงการระบาดไวรสัโคโรนา(COVID-19) ของประเทศไทย The Study of Current Situations, Problems, and Solutions of Special Education for Student with Autism During the COVID-19 Pandemic in Thailand ชนาดา อรศรี* Chanada Aonsri ชินอนงค์ประชมุชิต ** Chinanong Prachumchit Abstract Due to the 3 rd COVID-19 pandemic in Thailand since April 2021, the closure of schools and universities as a preventive measure against the spread of infections has affected the overall education system, especially the one for special need students. To shift from classroom-based learning to remote or online learning, the increasing of physical and mental difficulties in learning of students were significant concerned. With the inflexibility and limitations of autism, the students needed to receive an appropriate education which reduced the constraints impacted by the pandemic so that they could learn and develop continuously.The aim of this study was to assess the information of current situations, problems, and solutions of special education in children with autism by their parents during the COVID-19 Pandemic. We design a cross-sectional survey, during June to August 2021, using a purposive and convenience sampling on 22 parents of school age children with autism accepted to participants.The research tool was online questionnaire used to create an online parents survey. Data analyses was performed using descriptive statistics. Results indicated that the COVID19 has caused negative impact on learning process and behavior modification of students with autism.The overloaded remote and online learning works with less practical suggestions from school caused emotional drainage to parent and students significantly. Kindergarten Students and/limited ability are likely need more support person in learning than the higher-level students. There were 3 * Physical Therapy, Department of Special Education, Khon Kaen University Demonstration School, Faculty of Education, Khon Kaen University, Thailand ** Lecturer, Department of Special Education, Khon Kaen University Demonstration School, Faculty of Education, Khon Kaen University, Thailand Corresponding Author E-mail Address: [email protected]
70 types of learning management provided in the different circumstances as follows; 1) an online learning 2) a remote workbox system 3) a homeschool teaching. The findings in this study can be useful for special education teachers and caregiver to improve the quality of education for students with autism in the limited circumstances and after returning to school. By knowing factors influencing the education and mental health of students could help the special educational institutions to manage a supportive possible intervention. Keywords: Special Education/ Learning Management/ Autism/ COVID-19 Introduction The World Health Organization (WHO) declared the novel coronavirus (COVID-19) outbreak a global pandemic on March 11, 2020 (WHO, 2020). In Thailand, 3rd COVID-19 pandemic since April 2021, the direct impacts of COVID-19 pandemic on the education sector have been through mitigation measures implemented by the Government to reduce the spread of the virus, including school closures and population lockdowns, especially the one for children with autism (United Nations Thailand, 2021). Children with autism spectrum disorder (ASD) have been defined by the Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM-V). It is a group of neurodevelopmental disorders characterized by impairment in social interactions, verbal and nonverbal communication, stereotyped patterns of behavior (American Psychiatric Association). With their inflexibility and limitations of autism, the students needed to receive an appropriate education which reduced the constraints impacted by the pandemic so that they could learn and develop continuously, for that reason, the need for education adaptation during COVID-19 pandemic may have major problems to parents with children with this pathology (Siracusano and et al, 2021). The COVID-19 outbreak has undoubtedly led to a quick-paced and rapidly shifting education situation which may increase ASD individuals’ difficulties. The consequences of this outbreak on current situations, problems, and solutions of special education for student with sutism are still unknown. Our study aims to assess the information of students with autism current situations, problems, and solutions of special education in children with autism by their parents during the COVID-19 Pandemic. To the best of our knowledge, this is the first study focusing children with ASD and their parents, during the COVID-19 outbreak in Khon Kaen Thailand.
71 Materials and Methods Research Design The given the current limitation in peoples contact, researchers were collected all data using an online questionnaire in Google Forms was used to create an online parents survey to be shared through the dissemination of a link. The survey was available online from June to August 2021. All parents who participants in the study were provided electronic informed consent that purports information about the aim of the study, procedures, benefits, voluntary participation, and contact information of the researchers. Participants Parents of children with ASD diagnosis, aged 4-18 years were recruited from Special Education Division of the Demonstration School, Khon Kaen University. We design a cross-sectional survey, during June to August 2021, using a purposive and convenience sampling by online form, total 22 parents. The study applied an anonymous questionnaire in order to explore children’s demographic and clinical characteristics along with the current situations, problems, and solutions of special education impact of the social isolation at home during COVID-19 pandemic in different aspects of the child and their parent’ s daily life. Instruments The parent survey was developed by teachers and multidisciplinary team, also taking the advice from parents of autism children. The survey consisted of open-ended questions including individuals’ demographic data and characteristics, current situations, problems, and solutions of special education. Analysis The final raw data were downloaded from Google Forms into a descriptive statistics were used to provide baseline information concerning survey parents’ASD children. The open-ended questions did not have a scoring system was identified by the survey responses to two authors independently evaluated such answers and pooled them into categories, categorical variables are presented as frequencies and percentages, and continuous variables as means and standard deviations. Results Out of open-ended questions obtained by parents of their children with autism to assess the information of current situations, problems, and solutions of special education in children with autism by their parents during the COVID-19 Pandemic, 22 parents were a response to related to children diagnosed with ASD mean age of the thair children with participating in the study was 7.63 ± 4.52 years, and 80.0% were male. Parent mean age was 47.4 ± 3.62, most of the parents were mothers (60%), university educated (70.0% mothers and 30.0% for fathers).
72 Results indicated that the information of current situations, problems, and solutions of special education in children with autism by their parents during the COVID-19 Pandemic, all parents participants described the effect of COVID-19 related measures had negatively impacted them. The worst measure was considered to be the lock-down and having to stay home. parents explained that their general daily life, social, finances, health, and children’s education were all affected. However, a few parents were reported relationships improving and understanding in their families, more social behaviors between their children. Parents reported experiencing a lot of emotional distress due to financial difficulties as well as homeschooling. Some of them reported sleepless nights, and anger due to stress-related to lack of finances. Children also mentioned not being happy because they miss their friends and they are unable to play as they used to at school and in the neighborhood. A few parents were concerned about their children’s behavior and the risks they may be exposed to now they were home without structured education for too long. In addition, parents of children with ASD predominantly reported that the COVID-19 has caused a negative impact on the learning process and behavior modification of students with autism. The overloaded remote and online learning works with less practical suggestions from school caused emotional drainage to parents and students significantly. Kindergarten Students and/limited ability are likely to need more support person in learning than the higher-level students. Discussions The information of current situations, problems, and solutions of special education in children with autism by their parents during the COVID-19 Pandemic. We design a cross-sectional survey, during June to August 2021, using a purposive and convenience sampling on parents of children with autism response had a marked impact on the health, education, economic and psychosocial situation of children with autism and their families. although, some concerns are shared with others socical media in the globally. The result were in line with the many previous studies. Naiara et al. in 2021 found that the parents were reported specifically having difficulties in basic daily life, and engaging in meaningful home education and learning. Our study also found that the impact of special education and home learning for students with autism indicated that parents were encouraging their children to revise from the school books they had at home and tried to support them where they could. These results supported the study of Femke et al. in 2021 that investigated the impact of COVID-19 measures on children with ASD were families struggled with homeschooling and worried about their children’s education. The majority mentioned that their children were unable to concentrate well on online or work sheet or practice lessons because they are not used to that method of learning.
73 Many parents were concerned about schools not reopening or it not being safe for the children to return to school too. The school had sent materials to every family to continue distancelearning. There school were 3 types of learning management provided in the different circumstances as follows; 1) online learning 2) a remote workbox system 3) a homeschool teaching to continue education and challenging learning management aspects by our parents. The findings in this study can be useful for special education teachers and caregivers to improve the quality of education for students with autism in limited circumstances and after returning to school. By knowing factors influencing the education and mental health of students could help the special education institutions to manage a supportive possible intervention (Amorim and et al, 2013; Bellomo and et al, 2020; Colizzi and et al, 2020). Conclusions Inconclusion, the study survey indicates that the ongoing COVID-19 pandemic has resulted in negative impact for most children with autism and their families. The educational and home learning approaches need to take into consideration the learning support staff who has expertise in guiding the way in the appropriated management of learning in special education on children with ASD. The study was limited to a small group or parents and their autism children and the method using Open-ended questions online form data collection. Open-ended questions lead to the answers obtained may be too detailed or inconsistent and online form have various challenges, including response bias of the respondent. However, the online form was a great way to collect data in this time of COVID-19 pandemic as it reduces the chances of transmission and allows researchers to still collect data from study participants. Points of interest • This study was reported with parents of children with ASD in Khon Kaen, Thailand during the COVID-19 pandemic in 2021. • Parents of Autism children in Thailand are well informed about COVID-19, learning to follow prevention measures. • Children with ASD and their families should be involved in the appropriate development of special education at home during the COVID-19 pandemic. • Parents of children with ASD was recived home education, access learning materials and learning supported by teacher.
74 Acknowledgments The authors would like to thank all the children and parents who participated in this study and Special Education Division, Demonstration School of Khon Kaen University, Faculty of Education, Khon Kaen University, Thailand for support. References American Psychiatric Association. (2013). Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders. 5ed. Washington (DC): American Psychiatric Association. Amorim, R., Catarino, S., Miragaia, P., Ferreras, C., Viana, V., and Guardiano, M. (2020). “The Impact of COVID-19 on Children with Autism Spectrum Disorder. Impacto de la COVID-19 en niños con Trastorno Del Espectro Autista”. Revista de Neurologia 71(8): 285–291. Bellomo, T. R., Prasad, S., Munzer, T., and Laventhal, N. (2020). “The Impact of the COVID-19 Pandemic on Children with Autism Spectrum Disorders”. Journal of Pediatric Rehabilitation Medicine 13(3): 349–354. Colizzi, M., Sironi, E., Antonini, F., Ciceri, M. L., Bovo, C., and Zoccante, L. (2020). Psychosocial and Behavioral Impact of COVID-19 in Autism Spectrum Disorder. [Online]. Retrieved June 19, 2021, from Survey. Brain Sciences 10(6): 341. https://doi.org/10.3390/brainsci10060341. Femke, M. B., Ruth N. E., Claire, N., Rachel, K., Geert, H., and Janet, S. (2021). The Impact of COVID-19 Measures on Children with Disabilities and Their Families in Uganda, Disability and Society. [Online]. Retrieved June 20, 2021, from https://doi.org/10.1080/09687599.2020.1867075. Kopetz, P.B.,and Endowed, E.D. (2012). “Autism Worldwide: Prevalence, Perceptions, Acceptance, Action”. Journal of Social Sciences 8(2): 196–201. Naiara, B. S., Nahia, T. M., Maria, D. S., and Maitane, P. G., (2021). “The Well-Being of Children with Special Needs During the COVID-19 Lockdown: Academic, Emotional, Social and Physical Aspects”. European Journal of Special Needs Education 1(1): 1-14. Siracusano, M., Segatori, E., Riccioni, A., Emberti Gialloreti, L., Curatolo, P., and Mazzone, L. (2021). “The Impact of COVID-19 on the Adaptive Functioning, Behavioral Problems, and Repetitive Behaviors of Italian Children with Autism Spectrum Disorder: An Observational Study”. Children(Basel,Switzerland) 8(2): 96.
75 Thongprecha, J. (2019). Teaching and Learning Management During COVID-Pandemic in Wachirathamsatit School, Phra Khanong District, Bangkok. Master of Public Administration Thesis Program Ramkhamhaeng University. (in Thai). United Nations Thailand. (2021). Social Impact Assessment of COVID-19 in Thailand. Oxford Policy Management. World Health Organization. (2020). WHO Director-General’s Opening Remarks at the Media Briefing on COVID-19 – March 2020. [Online]. Retrieved June 19, 2021, from https://www.who.int/dg/speeches/detail/who-director-general-s-opening-remarks-at-t hemedia-briefing-on-covid-19-11-June-2021. [20.06.2021].
76 สมรรถนะการคิดสร้างสรรคต ์ ามกรอบแนวคิดของ PISA: พฒันาด้วยกิจกรรมการเรียนร้ภูาษาไทยเชิงรกุ Improvement in PISA Creative Thinking Competency using Thai Language Active Learning Activities เฉลิมลาภ ทองอาจ * Chalermlahp Tongaht บทคดัย่อ ประเทศไทยได้เข้าร่วมโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA ซึ่งในรอบของการประเมินรอบปี ค.ศ. 2022 (พ.ศ. 2565) โปรแกรมฯ ได้ริเริ่มประเมินสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ขึ้น โดยได้น าเสนอกรอบแนวคิดของสมรรถนะไว้ว่า ประกอบด้วย การแสดงความคิดเชิงสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ครูภาษาไทยสามารถใช้ กรอบแนวคิดดังกล่าว มาออกแบบและวางแผนจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกด้วยการให้นักเรียนแสดง ความคิดผ่านการเขียนข้อความหรือภาพ เสนอแนะความคิดหรือวิธีการเพื่อแก้ปัญหาเชิงสังคม และ แก้ปัญหาเชิงวิทยาศาสตร์ โดยจัดกิจกรรมบนหลักการของการวัดประเมินความคิดสร้างสรรค์3 ด้าน ได้แก่ การให้นักเรียนสร้างความคิดให้หลากหลาย สร้างความคิดให้มีความใหม่ และประเมินและปรับปรุงความคิด ซึ่งในทุกกิจกรรมสามารถจัดผสมผสานลงไปกับการเรียนรู้ทักษะการสื่อสารวรรณคดีและวรรณกรรม รวมทั้ง หลักการใช้ภาษาไทย ค าส าคัญ : สมรรถนะการคิดสร้างสรรค์/ กิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยเชิงรุก/ โปรแกรมประเมินสมรรถนะ นักเรียนมาตรฐานสากล Abstract Thailand has participated in the Programme for International Student Assessment (PISA), which in the latest examination in 2022, has included the creative thinking competency section. The framework of the new section includes creative expression and creative problem-solving. Thai language teachers can use the declared framework to design and prepare active learning activities for students through written or visual expression and to express ideas or methods to solve social and scientific problems. The activities run within the measurement of 3 creative thinking abilities, * อาจารย์ ดร. ประจ ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย Lecturer Dr.,in Thai Language Department, Chulalongkorn University Demonstration Secondary School, Faculty of Education, Chulalongkorn University, Thailand Corresponding Author E-mail Address: [email protected]
77 which include students can generate diverse ideas, creative ideas and can evaluate and improve ideas. Teachers can integrate activities with communication skills, literature, and principles of usage of the Thai language. Keywords: Creative Thinking Competency/ Thai language Active learning Activities/ Programme for International Student Assessment บทน า ในช่วง 2 ปีของการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) เกิดการ เปลี่ยนแปลงและผันผวน กระทบทั้งต่อภาคการเมือง สังคมและธุรกิจ ทั้งในระดับโลกและในระดับประเทศ เป็นอย่างมาก ตัวอย่างผลกระทบต่อการศึกษา คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการเรียนการสอนของทั้ง ครูและนักเรียนใหม่ทั้งหมด มีการน าเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาแก้ไขสถานการณ์ ทั้งแพล็ตฟอร์มและแอป พลิเคชันจ านวนมาก ส าหรับช่วยอ านวยความสะดวก ให้นักเรียนและครูสามารถติดต่อสื่อสาร เรียนรู้ และวัด ประเมินผลได้ใกล้เคียงกับการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาให้มากที่สุด ด้วยเทคโนโลยีสามารถช่วยขยาย ขอบเขตของการเรียนรู้ ที่ครูและนักเรียนสามารถศึกษาผ่านสื่อการเรียนรู้ ที่มีรูปแบบที่หลากหลาย และ สามารถเรียนรู้แบบไม่จ ากัดเวลาและสถานที่ (Schleicher, 2020: 16) ความพยายามในการแก้ปัญหา คิดค้น หาทางออกที่จะท าให้การด ารงชีวิต และการประกอบธุรกิจการงานในช่วงวิกฤตด าเนินไปได้รวมถึงการ สร้างแนวคิดหรือระบบใหม่เหล่านี้จ าเป็นจะต้องอาศัยสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์(Creative Thinking Competency) เป็นพื้นฐานที่ส าคัญยิ่ง ผู้ที่มีสมรรถนะนี้ย่อมสามารถที่จะน าพาชีวิตของตนเอง รวมถึงบุคคล อื่น ๆ ในสังคม ให้ก้าวข้ามอุปสรรคและปัญหาไปได้ด้วยการคิดถึงทางออกหรือวิธีการแก้ไขวิธีใหม่ สอดคล้องกับที่องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (The Organization for Economic Co-operation and Development, 2019: 6) ได้กล่าวถึงคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์สรุปได้ว่า ความคิด สร้างสรรค์ช่วยให้บุคคลปรับตัว สามารถยืดหยุ่นด้วยการคิดค้น หรือหาเทคโนโลยีใหม่ เพื่อน ามาใช้ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ที่ส าคัญ ยังเป็นปัจจัยส าคัญที่ท าให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ (Learning Process) ภายใน บุคคล ด้วยเหตุนี้ ในแทบทุกองค์กร จึงก าหนดให้ความคิดสร้างสรรค์ เป็นสมรรถนะหลักสมรรถนะหนึ่ง ที่ เป็นเป้าหมายขององค์กร รวมถึงเป็นสมรรถนะ ที่ควรจะได้รับการพัฒนาให้เกิดขึ้นในการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ทุกระดับการศึกษา แนวคิดและหลกัการสอนเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ แนวคิดเรื่องการพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ สามารถนับย้อนกลับไปตั้งแต่ การสร้างเครื่องมือวัดประเมินความคิดสร้างสรรค์ที่ชื่อว่า “Torrance Tests of Creative Thinking” (TTCT) ในราวปี ค.ศ. 1950-1966 โดย Ellis Paul Torrance นักวิชาการด้านจิตวิทยา ผู้บุกเบิกเรื่องความคิด สร้างสรรค์ เขาได้น าทฤษฎีของนักวิชาการอีกท่านคือ Joy Paul Guilford มาต่อยอด แล้วพัฒนาแบบทดสอบ มาตรฐานส าหรับวัดความคิดสร้างสรรค์ ที่ยังใช้อยู่กระทั่งปัจจุบัน (Runco, Millar, Acar and Cramond, 2010: 362) สิ่งที่ควรพิจารณาและควรตั้งเป็นค าถามต่อไปก็คือ เราจะน าความสามารถทางจิตใจภายใน (Mental Abilities) ต่าง ๆ ที่แบบสอบนี้มุ่งวัด มาออกแบบการเรียนการสอนในลักษณะใดที่จะส่งเสริมให้
78 นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ คือ มีความคล่องแคล่วในการคิด (Fluency) สามารถปรับเปลี่ยนความคิดให้ ยืดหยุ่น (Flexibility) สามารถคิดริเริ่ม คิดให้เกิดความเป็นต้นฉบับ ที่แตกต่างไปจากสิ่งที่มีอยู่เดิม (Originality) หรือขยายความคิดให้หลากหลายละเอียดขึ้น (Elaboration) ซึ่งค าถามต่าง ๆ เหล่านี้ท าให้ นักวิชาการในระยะต่อมา ได้เสนอแนวคิดและหลักการสอนส าหรับใช้ออกแบบการเรียน การสอน เพื่อ ส่งเสริมและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ไว้อย่างหลากหลาย แนวคิดและหลักการสอนที่ส าคัญ ในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ คือ การมองให้เห็นปัญหาที่ บุคคลและสังคมเผชิญอยู่ในแง่มุมต่าง ๆ การเรียนการสอนจึงต้องเน้นให้เกิดการคิดค้นแสวงหาค าตอบมี การตั้งค าถามที่ท้าทาย เปิดกว้าง ไม่จ ากัดค าตอบในเรื่องของความถูกผิด แต่มุ่งให้นักเรียนคิดหาค าตอบที่ หลากหลาย ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนวิธีการได้ การสอนต้องให้ความส าคัญต่อกระบวนการหาค าตอบ มากกว่าความถูกต้องของค าตอบ รวมถึงการให้นักเรียนน าข้อมูลความรู้ประสบการณ์เดิม รวมถึงที่ค้นคว้า มาได้มาผสานผสานเป็นวิธีการใหม่ แม้จะมีลักษณะเป็นการลองผิดลองถูกก็ตาม (Nurlela, 2015: 115) นอกจากนี้ ยังควรให้ความส าคัญต่อการให้นักเรียนได้มีโอกาสเชื่อมโยงความคิด เพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ได้ใช้จินตนาการของตนเองในการคาดการณ์ความเป็นไปได้ ของเรื่องราวหรือสถานการณ์ ที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แสดงมุมมองหรือความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระ และได้สะท้อนคิดต่อความคิดเห็นหรือการ กระท าของผู้อื่นโดยใช้เหตุและผล (Craft, 2005: 35) ส่วนการจัดบรรยากาศในชั้นเรียน ต้องอยู่บนพื้นฐาน ของความเป็นประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็น ไม่มีการใช้ถ้อยค าต าหนิตัดสินหรือดูหมิ่น วิธีการที่คิดขึ้น ทุกคนมีใจเปิดกว้าง ยอมรับและให้เกียรติ ควบคู่ไปกับการให้อิสระแก่นักเรียน ในการคิดค้น วิธีการแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ของตนเอง ซึ่งไม่จ าเป็นจะต้องอิงกับวิธีการหรือแนวปฏิบัติที่มีมาแต่เดิม หลักการดังที่ได้แสดงไว้ข้างต้น ล้วนเป็นพื้นฐานของรูปแบบการเรียนการสอนและแนวคิดการสอน ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบและแนวคิดด้วยกัน รูปแบบการเรียนการสอนความคิด สร้างสรรค์ ที่มีชื่อเสียง เช่น รูปแบบการเรียนการสอนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ (The Creative Problem Solving Model) หรือ “CPS model” ของ Osborn และ Parnes ซึ่งมีจุดเริ่มต้นพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953 จนกระทั่งในราวปี ค.ศ. 1967 ได้มีการพัฒนาขั้นตอนของรูปแบบออกเป็น 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) การ ค้นหาข้อเท็จจริงและข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา (Fact-finding) 2) การค้นหาและวินิจฉัยปัญหาให้กระจ่างชัด (Problem-finding) 3) การพัฒนาหรือสร้างความคิด (Idea-finding) 4) การหาและเลือกวิธีการแก้ปัญหา (Solution-finding) และ 5) การยอมรับที่จะน าวิธีการที่ค้นพบ ไปวางแผนปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา (Acceptancefinding) โดยขั้นตอนเหล่านี้ เป็นการผสมผสานระหว่างการคิดสองลักษณะ คือ การคิดให้หลากหลายแบบ เปิดกว้างออก (Divergent) และการคิดเจาะจงลงไปแบบแคบเข้าหากัน (Convergent) (Treffinger, 1995: 302; Starko, 2014: 31-32) ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนากระบวนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ใหม่ โดยน าเสนอ เป็นรูปแบบ 3 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นเข้าใจความท้าทาย (Understanding the Challenge) เป็นขั้นตอนที่ผู้ แก้ปัญหาจะต้องสร้างโอกาส ส ารวจข้อมูล และก าหนดประเด็นปัญหาให้ชัดเจน 2) ขั้นสร้างความคิด (Generating ides) ในขั้นนี้ จะต้องคิดหาวิธีการหรือทางแก้ปัญหาที่หลากหลาย และ 3) ขั้นเตรียมสู่การ ปฏิบัติ (Preparing for Action) เป็นขั้นตอนที่พัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาขึ้นมา และสร้างการยอมรับวิธีการ น าวิธีการนั้นไปใช้ ประเมินและปรับปรุงแก้ไข เพื่อพัฒนาวิธีการให้ดีขึ้น (Treffinger, Isaksen and SteadDorval, 2006: 18-20) จะเห็นได้ว่า ขั้นตอนของรูปแบบมีความสัมพันธ์กับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ใน
79 การตั้งปัญหาและก าหนดค าถามของปัญหา ศึกษาค้นคว้าข้อมูล รวบรวมและตั้งสมมติฐานค าตอบ และการ ทดลองเพื่อหาข้อสรุป นอกจากรูปแบบการสอนข้างต้นแล้ว ยังมีแนวคิดการสอนอีกหลากหลายแนวคิด ที่นิยมน ามาใช้เพื่อ ส่งเสริมให้เกิดและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งโดยรวม ล้วนแต่มีลักษณะที่เน้นการสร้างกระบวนการ เรียนรู้ คือ ให้ความส าคัญต่อแก้ปัญหาอย่างเป็นกระบวนการของนักเรียน ซึ่งในระหว่างขั้นตอน นักเรียนจะ ได้มีโอกาสหาวิธีการแก้ปัญหา อภิปราย ทดลอง น าเสนอ ประเมินความคิดและการกระท าของตนเอง ตัวอย่างของแนวคิดการสอนแบบนี้ เช่น การเรียนรู้แบบอุปนัย (Inductive Learning) การเรียนรู้แบบสืบสอบ (Inquiry Learning) การเรียนรู้ด้วยการค้นพบ (Discovery Learning) การแก้ปัญหา (Problem solving) การ เรียนรู้เชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific approach to learning) เป็นต้น (Nurlaela, 2015: 115-116) แนวคิดการ สอนเหล่านี้มีพื้นฐานร่วมกันคือ การสร้างกระบวนการสืบสอบ โดยมิได้ผูกติดกับสาระวิชาใดวิชาหนึ่ง จะ เห็นได้ว่า หัวใจส าคัญของการสอนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ คือ “การให้นักเรียนได้คิดแก้ปัญหา ที่มิได้มี ค าตอบที่ตายตัว” ซึ่งในประเด็นนี้ โครงการประเมินสมรรถนะนักเรียน ที่จัดโดยโปรแกรมประเมินสมรรถนะ นักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA ได้กล่าวไว้อย่าง ชัดเจนว่า ไม่จ าเป็นที่จะต้องใช้เวลาพัฒนาความคิดสร้างสรรค์นอกเหนือไปจากการเรียนวิชาการสาขาต่าง ๆ แต่สามารถพัฒนาและส่งเสริมด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผสมผสานลงไปในทุกสาขาวิชา โดย ส่งเสริมให้นักเรียนได้มีโอกาสส ารวจปัญหา ส ารวจข้อมูล (Exploration) และค้นพบ (Discovery) วิธีการ แก้ไขอย่างเป็นขั้นเป็นตอน (The Organization for Economic Co-operation and Development, 2019: 6) ซึ่งระหว่างการท ากิจกรรมลักษณะนี้นักเรียนจะแก้ไขปัญหาโดยอาศัยความคิดสร้างสรรค์อย่างเป็นอัตโนมัติ ความหมายของสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ เมื่อพิจารณาความหมายของค าว่า การคิดสร้างสรรค์จะพบความหมายในเชิงขั้นตอนของการคิดค้น วิธีการแก้ปัญหา ดังที่นักวิชาการด้านความคิดสร้างสรรค์ อธิบายความหมายของความคิดสร้างสรรค์โดย สรุปว่า ความคิดสร้างสรรค์ เป็นกระบวนการเริ่มจากที่บุคคลรับรู้หรือไวต่อปัญหาแล้วพิจารณาความรู้หรือ สิ่งที่ขาดหายไป จนสามารถระบุปัญหา จากนั้นจึงคิดหาวิธีการแก้ไข คาดเดาหรือตั้งสมมติฐาน ทดสอบ สมมติฐาน และปรับปรุงแก้ไขเพื่อทดสอบอีกครั้ง แล้วจึงสื่อสารผลการแก้ปัญหาที่คิดค้นได้ (Torrance, 1966: 6) ในขณะที่ในประเทศไทย ให้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ โดยให้ความส าคัญต่อการคิดริเริ่ม ดังเห็นได้จากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 พบว่า “สร้างสรรค์” ซึ่งเป็นค ากริยา มีความหมายว่า “สร้างให้มีให้เป็นขึ้น” และอีกความหมายหนึ่ง ใช้เป็นค าวิเศษณ์ เพื่อขยายว่า “มีลักษณะ ริเริ่มในทางดี” เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะสร้างสรรค์(ราชบัณฑิตยสถาน, 2556: 1178) ในขณะที่ พจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า การคิดประเภทหนึ่งที่มี จุดหมายให้ได้ความคิดใหม่ ความคิดต้นฉบับ หรือความคิดริเริ่ม เป็นการคิดนอกกรอบความคิดเดิม ซึ่ง สามารถน าไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่า โดยมีองค์ประกอบคือ คิดคล่อง คิดยืดหยุ่น คิดละเอียดลออ และคิด ต้นแบบ (ราชบัณฑิตยสถาน, 2555: 125) ความหมายจากพจนานุกรมทั้งสองฉบับ สามารถสรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความคิดริเริ่ม ซึ่งเป็นความคิดใหม่ในทางดีมีประโยชน์มากกว่าความคิดเดิม
80 นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาแนวคิดของนักวิชาการ พบว่า ความคิดสร้างสรรค์ เกี่ยวข้องกับการหาความ แตกต่างในสิ่งที่เคยเป็นหรือเคยท ามาแต่เดิม กล่าวคือ หมายถึง “การคิดในทางที่ท าให้ดีขึ้น หรือการคิด สร้างสิ่งใหม่ ที่มีลักษณะใหม่ (New) แตกต่างไปจากเดิม และเป็นความคิดต้นแบบ (Original) ที่ใช้การได้ จริง ได้ผลดีกว่าของเดิม และมีความสมเหตุสมผลที่คนทั่วไปยอมรับได้” (ทิศนา แขมมณี, 2554: 193-194) ส าหรับในการประเมินสมรรถนะความคิดสร้างสรรค์ของ OECD ในโปรแกรมประเมินสมรรถนะ นักเรียนมาตรฐานสากล รอบปี 2564-2565 หรือ “PISA 2021” ซึ่งได้มีการเลื่อนและมาด าเนินการจัดวัด ประเมินในปี ค.ศ. 2022 ได้ก าหนดนิยามหรือความหมายของการคิดสร้างสรรค์ไว้สรุปได้ดังนี้ว่า (The Organization for Economic Co-operation and Development, 2019: 8) “ความคิดสร้างสรรค์ คือ สมรรถนะในการสร้างผลผลิตความคิด ประเมินความคิด และปรับปรุงความคิดที่สร้างขึ้น ซึ่งสามารถส่งผลให้เกิด วิธีการอันมีลักษณะที่เป็นการริเริ่มใหม่และมีประสิทธิภาพ เกิดความก้าวหน้า ในความรู้และแสดงออกให้เห็นซึ่งจินตนาการ อันส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง” จากนิยามข้างต้น สามารถวิเคราะห์ได้ว่า องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ ย่อมมีด้วยกันสาม ส่วน ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน คือ ส่วนแรกคือ การสร้างความคิด หรือหาวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งมีลักษณะเป็น ความคิดริเริ่ม หรือ เป็นวิธีการที่แตกต่างไปจากวิธีการเดิมที่มีอยู่ ส่วนที่2 คือ การประเมินความคิดหรือ วิธีการที่คิดขึ้นว่า สามารถแก้ไขปัญหาได้มากน้อยเพียงใด และส่วนที่ 3 คือ การปรับปรุงความคิด คือ หลังจากที่ทดลองใช้วิธีการแก้ปัญหาแล้ว น าผลที่ได้มาปรับปรุงความคิดหรือวิธีการที่ใช้เพื่อลดปัญหา แล้ว พัฒนาเป็นวิธีการที่ดีขึ้นจากวิธีการที่คิดครั้งแรก ดังนั้น เราจึงสามารถกล่าวได้ว่า การคิดสร้างสรรค์มี ลักษณะเป็นทักษะกระบวนการทางปัญญาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอนอย่างน้อย 3 ขั้นตอน เป็นวงจรต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ได้มีนักวิชาการไทยน าเสนอขั้นตอนของกระบวนการคิดสร้างสรรค์ไว้ 5 ขั้นตอน ซึ่งก็สัมพันธ์ กับนิยามของ OECD ได้แก่ 1) ก าหนดเป้าหมายในการคิด 2) ประมวล/ ทบทวน ความรู้หรือข้อมูลที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คิด เพื่อต่อยอดสู่สิ่งใหม่ หรือจินตนาการความคิดแปลกใหม่ขึ้นมา 3) ใช้เทคนิคต่าง ๆ ช่วยในการขยายขอบเขตความคิดเดิม ๆ ให้ได้ความคิดที่หลากหลาย เพื่อน าไปสู่ความคิดในการสร้างสิ่ง ใหม่ตามเป้าหมายของการคิด 4) ประเมินและคัดเลือกความคิดที่หลากหลายเพื่อน าไปพัฒนาต่อ 5) พัฒนา หรือผสมผสานความคิดที่คัดเลือกไว้โดยอาศัยทักษะการคิดต่าง ๆ เช่น วิเคราะห์สังเคราะห์ การคิดไกล และ การคิดแบบบูรณาการ จนกระทั่งได้สิ่งใหม่ตามวัตถุประสงค์และ 6) น าเสนอและอธิบายสิ่งใหม่ที่สร้างขึ้นว่า สามารถใช้การได้อย่างไร และจะได้ผลดีกว่าของเดิมอย่างไร (ทิศนา แขมมณี, 2554: 193-194) จากนิยามของสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ สามารถสรุปความหมายของการคิดสร้างสรรค์ได้ว่าการ คิดสร้างสรรค์เป็นทักษะกระบวนการคิดที่เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน มีเป้าหมายเพื่อคิดหาวิธีการแก้ปัญหาซึ่ง เป็นวิธีที่มีลักษณะเป็นการคิดริเริ่ม หรือเป็นวิธีการใหม่ ที่จะน าไปใช้ทั้งปัญหาเดิมที่เผชิญอยู่ หรือปัญหา ใหม่ที่เกิดขึ้น กระบวนการจะเริ่มจากการรับรู้และวินิจฉัยปัญหา การสร้างความคิดหรือการคิดหาวิธีการใหม่ ในการแก้ปัญหาให้หลากหลาย แล้วจึงเลือก ทดสอบ ประเมินวิธีการที่คิดขึ้น จากนั้นจึงปรับปรุงแก้ไขวิธีการ ที่คิดด้วยความยืดหยุ่น เพื่อให้ได้วิธีการแก้ไขปัญหาใหม่ที่สมบูรณ์มากขึ้น
81 กรอบแนวคิดการประเมินสมรรถนะการคิดสร้างสรรคข์อง PISA โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA เป็นโครงการทดสอบและประเมินความสามารถของนักเรียนผู้มีอายุ 15 ปีที่จัดขึ้น โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (The Organization for Economic Co-operation and Development) หรือ OECD มุ่งวัดประเมินนักเรียนที่ส าเร็จการศึกษาภาคบังคับในประเทศต่าง ๆ ใน ด้านการน าพื้นฐานความรู้ทั้งในเรื่องการอ่าน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ มาใช้ในชีวิตประจ าวัน หรือที่ เรียกว่า ความฉลาดรู้ (Literacy) ท าให้ข้อสอบมีลักษณะสถานการณ์อันเป็นโจทย์ที่นักเรียนมักจะประสบ พบเห็นได้ทั่วไปในการด าเนินชีวิต ส าหรับประเทศไทยได้เข้าร่วมโปรแกรมการประเมินนี้มาอย่างต่อเนื่อง และมีผลการประเมินที่ท าให้สามารถน ามาเป็นตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาไทยได้ในระดับหนึ่ง ในรอบการ ประเมินที่จัดขึ้นเมื่อปีค.ศ. 2018 นั้น พบว่า นักเรียนอายุ 15 ปีของไทย ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่าง มีคะแนนเฉลี่ย ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน 393 คะแนน (ค่าเฉลี่ยของ OECD อยู่ที่ 487 คะแนน) ความฉลาดรู้ด้าน คณิตศาสตร์ 419 คะแนน (ค่าเฉลี่ยของ OECD อยู่ที่ 489 คะแนน) และความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ 426 คะแนน (ค่าเฉลี่ยของ OECD อยู่ที่ 489 คะแนน) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ PISA 2015 พบว่า ด้านการอ่านมี คะแนนลดลง 16 คะแนน ส่วนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีคะแนนเพิ่มขึ้น 3 คะแนน และ 4 คะแนน ตามล าดับ (ศูนย์ด าเนินงาน PISA แห่งชาติ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2562: 4) และเมื่อเทียบผลการประเมินดังกล่าวกับประเทศอื่น ๆ พบว่าประเทศไทยยังอยู่ในอันดับที่ต้องปรับปรุง คุณภาพของนักเรียนอย่างเร่งด่วน นอกจากการประเมินเรื่องความฉลาดรู้ทั้ง 3 ด้านข้างต้นแล้ว PISA ยังได้ริเริ่มให้มีการประเมิน สมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนขึ้น โดยด าเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในรอบของการประเมิน ค.ศ. 2021-2022 แนวคิดในประเมินมุ่งศึกษาว่า เมื่อนักเรียนเผชิญกับโจทย์ หรือสถานการณ์อันเป็นปัญหาแล้ว นักเรียนสามารถที่จะคิดค้น สร้างความคิดอันเป็นทางออกได้รวดเร็ว และในปริมาณมากน้อยเพียงใด สามารถที่จะประเมินความคิดหรือแนวทางแก้ไขปัญหาที่คิดขึ้นว่า มีประสิทธิภาพหรือไม่ ระดับใด และ สามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขแนวทางที่คิด ให้รอบคอบ รัดกุม หรือมีให้ผลการแก้ไขที่ดีขึ้น ส าหรับสถานการณ์ ที่นักเรียนจะได้รับการทดสอบนั้น จะอยู่ในรูปแบบของการทดสอบผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งจะมีรูปแบบ การทดสอบที่หลากหลาย เช่น ให้นักเรียนเลือกค าตอบที่ก าหนดให้ ให้นักเรียนอ่านข้อความ ให้นักเรียนอ่าน แผนภาพ แผนผัง แผนภูมิ ให้นักเรียนดูภาพ ให้นักเรียนพิมพ์หรือเติมค าตอบขนาดสั้น ขนาดยาว ให้ นักเรียนใช้โปรแกรมส าเร็จรูปในการวาดรูป หรือประกอบรูปร่างเป็นภาพตามจินตนาการ เพื่อให้การประเมินสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์มีความชัดเจน PISA ได้ก าหนดกรอบแนวคิดการ ประเมินสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ส าหรับรอบปี ค.ศ. 2022 ออกเป็นการประเมินสมรรถนะย่อย 2 สมรรถนะ ซึ่งสรุปได้ดังนี้ (The Organisation for Economic Co-operation and Development, 2019: 19- 20) 1) สมรรถนะการแสดงความคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Expression) คือ ความสามารถ ของนักเรียนในการที่จะสื่อสารสิ่งที่ตนเองคิดในวิธีการใหม่ ให้ผู้อื่นเห็นหรือรับรู้ผ่านการเขียนและการใช้ ภาพมุ่งประเมินในสองความสามารถย่อย คือ 1.1) การแสดงความคิดผ่านการเขียน (Written Expression)
82 1.2) การแสดงความคิดผ่านภาพ (Visual Expression) 2) สมรรถนะการสร้างความรู้และการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ (Knowledge Creation and Creative Problem-Solving) คือ ความสามารถในการคิดหาวิธีการแก้ปัญหาปลายเปิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน สมรรถนะนี้มุ่งประเมินความสามารถในสองด้าน ได้แก่ 2.1) การแก้ปัญหาเชิงสังคม (Social Problem Solving) 2.2) การแก้ปัญหาเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Problem Solving) องค์ประกอบของการประเมินสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ตามที่ PISA ได้ก าหนดไว้ข้างต้น สามารถสรุป ออกมาเป็นกรอบแนวคิดของการประเมินสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ได้ตามแผนภาพที่ 1 ดังนี้ การแสดงความคิดผ่านการเขียน การแสดงความคิดผ่านภาพ การแก้ปัญหาเชิงสังคม การแก้ปัญหาเชิงวิทยาศาสตร์ แผนภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการประเมินสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ของ PISA 2022 ความสามารถของสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ของ PISA ซึ่งรวมแล้วมี 4 ความสามารถย่อย มี สาระส าคัญ ที่ครูภาษาไทยสามารถน ามาก าหนดเป็นผลลัพธ์ที่พึงประสงค์จากการเรียนรู้ (Desired Results) เพื่อน ามาก าหนดหลักฐานของการเรียนรู้ที่ยอมรับได้ (Acceptable Evidence) ก่อนจะวางแผนจัด ประสบการณ์การเรียนรู้และการเรียนการสอน (Learning Experiences and Instruction) ให้แก่นักเรียนตาม แนวคิดการออกแบบย้อนกลับ (Wiggins and McTighe, 2005: 18; The Organization for Economic Cooperation and Development, 2019: 20-22) ดังจะได้อธิบายและยกตัวอย่างต่อไปนี้ 1) การแสดงความคิดผ่านการเขียน (Written Expression) คือ การที่นักเรียนสามารถเขียน เรียบเรียงงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ในลักษณะต่าง ๆ ทั้งในระดับกลุ่มค า ข้อความ หรือเรื่องราว ซึ่งสะท้อนให้ เห็นถึงความคิดอันเป็นจินตนาการ โดยเรียบเรียงขึ้นใหม่ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถออกแบบได้ หลายลักษณะ โดยน าไปใช้กับการเขียนทั้งประเภทบันเทิงคดีหรือสารคดี ไม่ว่าจะเป็นการให้นักเรียนคิดชื่อ เรื่อง เขียนกลุ่มค า เขียนค าขวัญ เขียนข้อความหรือเรื่องราวที่แสดงความคิดแสดงจินตนาการที่แปลกใหม่ โดยนักเรียนสามารถคิดแตกต่างไปต่างขนบหรือแบบแผนของการเขียน เช่น เขียนค าประพันธ์โดยคิดค้น รูปแบบงานหรือฉันทลักษณ์ใหม่ เรียบเรียงเนื้อหาแบบใหม่ แต่งนิทาน เรื่องสั้น โดยให้มีเนื้อหาที่แปลกใหม่ หรือใช้กลวิธีการเขียนแบบใหม่ที่น่าสนใจ ทันสมัย หรือยังมิมีผู้ใดเขียนหรือกล่าวถึงมาก่อน เป็นต้น การแสดงความคิดเชิงสร้างสรรค์ การสร้างความร้แูละการแก้ปัญหาเชิง สร้างสรรค์
83 ส าหรับข้อทดสอบที่ PISA ออกแบบมาเพื่อประเมินความสามารถนี้ ในเครื่องคอมพิวเตอร์จะให้ สถานการณ์หรือข้อมูลที่เป็นสิ่งเร้า ด้วยการก าหนดรูปภาพต่าง ๆ มาให้จากนั้นจะมีข้อค าถามโดยสมมติให้ นักเรียนจะต้องพิจารณาภาพที่เห็น แล้วแต่งเป็นเรื่องราว ที่สัมพันธ์และเชื่อมโยงกับภาพโดยพิมพ์เป็น ข้อความลงไป โดยจะมีก าหนดเวลาว่า จะให้เวลาพิมพ์ข้อความในระยะเวลากี่นาทีโดยเรื่องราวที่นักเรียน แต่งขึ้น ต้องใช้ภาพที่เห็นเป็นพื้นฐานในการคิดเรื่องราวขึ้นให้มีลักษณะที่น่าสนใจ แปลกใหม่ มีความเป็น ต้นแบบคือ มิได้ลอกเลียนความคิดใคร (The Organisation for Economic Co-operation and Development, 2019: 31-32) จากการประเมินดังกล่าว สามารถวางแผนจัดประสบการณ์ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการให้สิ่งเร้า สถานการณ์ หรือโจทย์ที่กระตุ้นความสนใจ เช่น ภาพการ์ตูน ภาพเหตุการณ์ภาพเนื้อเรื่องหรือเหตุการณ์ที่ มีเรื่องราว แต่ไม่มีค าบรรยายหรือค าอธิบาย และให้นักเรียนได้คิดพิจารณาโจทย์หรือสิ่งเร้าเหล่านี้ด้วย มุมมองที่หลากหลาย แล้วก าหนดให้มีลักษณะเป็นโจทย์ปลายเปิด คือ นักเรียนสามารถที่จะคิดได้อย่างเป็น อิสระ จากนั้นจึงเขียนเรียบเรียงแสดงความคิด ซึ่งเป็นจินตนาการของตนเองจากภาพ โดยนักเรียนจะต้อง น างานเขียนของตนเองมาปรับเพิ่มเติม ให้เกิดความแตกต่างจากงานเขียนในลักษณะเดียวกัน รวมทั้งน า งานเขียนของตนเองมาปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่หรือน่าสนใจมากยิ่งขึ้น 2) การแสดงความคิดผา่นภาพ (Visual Expression) คือ ความสามารถของนักเรียนในการที่จะ ส ารวจ ทดลองและสื่อสารความคิดและจินตนาการของตนเอง ผ่านการใช้สื่อที่สามารถเขียน วาด หรือน า รูปร่างรูปทรงในโปรแกรมอัตโนมัติมาประกอบกัน แล้วน าเสนอให้เห็นเป็นภาพลักษณะต่าง ๆ ได้ ภาพ เหล่านี้ จะมีลักษณะเป็นภาพแทนความคิดหรือภาพแทนจินตนาการ ซึ่งได้ได้รับการออกแบบขึ้นให้มีความ แปลกใหม่ โดดเด่น หรือแตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่เดิม การเขียนหรือวาดภาพที่แสดงความสร้างสรรค์นี้ จะเป็น สิ่งที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความคิดใหม่ต่าง ๆ ที่นักเรียนสร้างขึ้นและ หลอมรวมกระทั่งออกมา เป็นรูปภาพ หลักฐานของการเรียนรู้ความสามารถนี้ PISA ประเมินด้วยลักษณะข้อทดสอบปลายเปิดโดย คอมพิวเตอร์จะแสดงเครื่องมือส าหรับวาดและตกแต่งภาพกราฟิกประเภทรูปร่างรูปทรง และสีสันต่าง ๆ จากนั้นจะมีสถานการณ์ให้นักเรียนออกแบบภาพ และใช้อุปกรณ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการสร้าง รูปภาพขึ้นมา นักเรียนสามารถออกแบบและตกแต่งได้ตามจินตนาการ แต่ต้องสอดคล้องกับโจทย์หรือ สถานการณ์ที่เป็นค าสั่ง โดยโจทย์ที่น ามาใช้อาจเป็นสถานการณ์หรือเรื่องราว ที่ท าให้นักเรียนต้องวาดภาพ ออกมาเพื่อแทนความคิดของตนเอง ตัวอย่างของข้อทดสอบ เช่น มีสถานการณ์ว่านักเรียนต้องท าหน้าที่ เป็นผู้ออกแบบโลโก้ หรือป้ายสัญลักษณ์ของงานหนึ่ง โดยนักเรียนจะต้องใช้เครื่องมือวาดและตกแต่งรูปภาพ ในโปรแกรม สร้างภาพโลโก้ตามจินตนาการ รวมถึงจะต้องคิดค าบรรยายภาพ แล้วพิมพ์ลงในช่องค าตอบใน หน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วย หรือมีภาพที่มีการออกแบบไว้แล้วส่วนหนึ่ง มาให้นักเรียนประเมินและพิจารณาว่า จะปรับเปลี่ยนแก้ไขภาพหรือค าบรรยายใหม่หรือไม่ ซึ่งการทดสอบนี้มุ่งประเมินว่า นักเรียนจะสามารถ ปรับปรุงหรือแก้ไขความคิด เพื่อเสนอทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจกว่าได้หรือไม่ (The Organisation for Economic Co-operation and Development, 2019: 33-34)
84 จากการประเมินลักษณะนี้ ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการจัดกิจกรรมให้นักเรียน ได้ออกแบบและน าเสนอความคิดเป็นภาพ ทั้งที่มีเฉพาะรูปร่างรูปทรง หรือน าเสนอโดยมีรูปภาพที่วาดขึ้น ประกอบข้อความ ที่มีการออกแบบหรือน าเสนอให้มีความน่าตื่นตาตื่นใจ สวยงามและแปลกใหม่ ลักษณะ ของกิจกรรมจะเน้นไปที่กิจกรรม “สร้าง” และ “ออกแบบ” ด้วยการใช้เทคโนโลยีกราฟิกต่าง ๆ เช่น ออกแบบ ภาพปกวรรณคดีและวรรณกรรมที่ศึกษา วาดภาพเหตุการณ์เรื่องราวจากที่ฟัง ดู หรืออ่าน แล้วเปลี่ยนแปลง ตอนจบ หรือน าเสนอเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อไป วาดภาพจากจินตนาการ ขณะที่ก าลังรับฟังเพลง กวีนิพนธ์บทประพันธ์ ออกแบบสื่อน าเสนอเรื่องสั้นที่เขียนขึ้น ออกแบบสัญลักษณ์ โลโก้ ตราสัญลักษณ์ ป้ายหน้าเว็บไซต์แบนเนอร์ ภาพประจ าตัว ฯลฯ โดยผสมผสานการใช้ถ้อยค าให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย โดยนอกจากการคิดวาดขึ้นใหม่แล้ว ยังสามารถจัดกิจกรรมในลักษณะประเมินเพื่อปรับปรุงแก้ไขภาพจากที่ มีผู้ได้ท าไว้ก่อน เพื่อน ามาแต่งเติมหรือปรับแต่งให้สมบูรณ์หรือมีความแปลกใหม่น่าสนใจมากขึ้นได้อีกด้วย 3) การแก้ปัญหาเชิงสงัคม (Social Problem Solving) คือ การที่นักเรียนสามารถใช้มุมมองใหม่ ในการพิจารณาประเด็นทางด้านสังคม ด้วยการพยายามท าความเข้าใจประเด็นหรือเหตุการณ์ที่เป็นปัญหา ซึ่งในทุกภาคส่วนล้วนแต่ต้องเผชิญร่วมกันว่า เป็นสิ่งที่จะต้องให้ความส าคัญในการคิดแนวทางแก้ไข ซึ่งการ แก้ไขนั้น จ าเป็นจะต้องหาวิธีการใหม่ อันเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์ ในการแก้ปัญหาเชิงสังคม นักเรียนจะต้อง เกิดความตระหนัก เห็นอกเห็นใจและประเมินได้ว่า ผู้คนในสังคมในระดับต่าง ๆ ก าลังประสบปัญหาใดอยู่ และปัญหานั้นควรที่นักเรียนจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการคิดค้น หาวิธีการแก้ไขในฐานะสมาชิกของประชา สังคมที่ตนเองด ารงอยู่ ลักษณะข้อทดสอบของ PISA ที่จะประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสังคม โจทย์จะมีข้อ ทดสอบต่อเนื่องกันหลายข้อ โดยแสดงสถานการณ์หรือเรื่องราว เพื่อปูพื้นหรือฉายภาพปัญหา ที่นักเรียน สามารถประสบพบได้ในชีวิตประจ าวัน หรือเป็นปัญหาที่สังคมหรือประชาคมโลกประสบอยู่ เช่น ปัญหาเรื่อง ทรัพยากรน ้า ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนน ้า หรือแหล่งน ้าสกปรก เมื่อนักเรียนอ่าน สถานการณ์แล้ว โจทย์จะแสดงข้อค าถามแรกเพื่อให้คิดหาวิธีการแก้ไขปัญหา ด้วยการให้นักเรียนพิมพ์ แนวคิดหรือวิธีการที่ทุกคน สามารถกระท าเพื่อประหยัดน ้า และรักษาแหล่งทรัพยากรน ้า อย่างน้อย 3 วิธีการ จากนั้นโจทย์จะแสดงข้อค าถามต่อเนื่องไปโดยสมมติว่า ให้นักเรียนเป็นผู้พัฒนาแอปพลิเคชันที่จะ ช่วยประหยัดน ้า โดยให้นักเรียนคิดแนวคิดหลักหรือมโนทัศน์ของแอปพลิเคชั่นนี้ว่า ควรมีสาระส าคัญ อย่างไร โดยมีข้อก าหนดเพิ่มเติมว่า แนวคิดที่คิดขึ้นนี้ต้องมีความใหม่และแตกต่าง มีความเป็นต้นแบบไม่ ซ ้ากับที่มีผู้เคยท าไว้ หลังจากนี้ จะยังมีข้อทดสอบอีก 1 ข้อ เพื่อให้นักเรียนได้ปรับปรุงแก้ไขความคิด ที่คิด ขึ้น ลักษณะข้อค าถามจะถามนักเรียนโดยสืบเนื่องจากสองข้อแรกว่า หลังจากที่ได้น าแอปพลิเคชันประหยัด น ้า ให้ประชาชนดาวน์โหลดแล้ว ปรากฏว่า ยังมีผู้ดาวน์โหลดไปใช้ยังไม่มากนัก จึงขอให้นักเรียนปรับปรุง แนวคิดของแอปพลิเคชัน โดยให้นักเรียนพิมพ์แนวคิดในการปรับปรุงลงในช่องเติมค าตอบ (The Organisation for Economic Co-operation and Development, 2019: 35-37) จ ะ เ ห็ น ไ ด้ ว่ า เมื่อนักเรียนตอบข้อทดสอบครบ 3 ข้อ นักเรียนจะได้พัฒนาทั้งการคิดให้หลากหลาย การคิดให้แปลกใหม่ และปรับปรุงแก้ไขความคิดอย่างครบถ้วน
85 ครูภาษาไทยก็สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ จากแนวทางการประเมินข้างต้นได้หลากหลาย กิจกรรม เพื่อที่จะส่งเสริมให้นักเรียนคิดหาวิธีการแก้ปัญหาสังคม เช่น การน าข่าวสาร ประเด็น เหตุการณ์ หรือเรื่องราว ที่เป็นสภาพปัญหาที่ประชาชนหรือผู้คนในสังคมประสบอยู่ มาน าเสนอ ด้วยการให้นักเรียนใช้ ทักษะการอ่าน การฟัง และการดู จากนั้นสามารถให้นักเรียนเข้ากลุ่มอภิปรายและระดมสมอง ช่วยกัน น าเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในรูปแบบต่าง ๆ โดยพยายามคิดในเชิงที่แตกต่างไปจากสิ่งที่ปฏิบัติอยู่เดิม หรือจัดกิจกรรมในลักษณะให้นักเรียนได้อ่านประเด็นปัญหาสังคม ซึ่งสะท้อนจากการอ่านวรรณคดีและ วรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นค่านิยม แนวคิด หรือสภาพปัญหาที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์จริงในสังคม แล้วให้ นักเรียนลองเสนอทางออกของปัญหา ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเชื่อมโยงวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่านกับชีวิต จริงได้มากขึ้น นอกจากนี้ ครูยังสามารถน าแนวทางแก้ไขปัญหาทางสังคม ซึ่งมีผู้ท าหรือด าเนินการไว้แล้ว มาให้นักเรียนศึกษาแล้วประเมินว่า แนวทางเดิมที่ท าอยู่นี้ มีข้อควรแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้แก้ปัญหาได้จริง หรือมีประสิทธิภาพขึ้นหรือไม่ 4) การแก้ปัญหาเชิงวิทยาศาสตร์(Scientific Problem) ความสามารถนี้คือ การที่นักเรียนสังเกต รวบรวมข้อมูล และคิดวิธีการแก้ปัญหา ที่เกี่ยวกับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ผ่านกระบวนการสืบสอบ ซึ่ง ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ในที่นี้ มิใช่ความรู้ในเนื้อหาของวิทยาศาสตร์โดยตรง แต่เป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่ พบได้ในชีวิตประจ าวัน ทั้งส่วนที่เป็นแนวคิดหรือวิธีการ เช่น การทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐาน กับส่วนที่ เป็นสิ่งประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้กันอยู่ในชีวิตประจ าวัน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สังเกต ระบุส่วนที่เป็นปัญหา ตั้งสมมติฐาน หรือคิดหาค าตอบที่คาดว่าจะเป็นไปได้ให้หลากหลาย คิดค้นวิธีการเก็บ รวบรวมข้อมูล และพัฒนาวิธีการทดลองหรือทดสอบสมมติฐาน ที่แปลกใหม่ขึ้น รวมถึงอาจจะมีให้นักเรียน ออกแบบหรือสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่เป็นไปได้ต่าง ๆ ตัวอย่างของข้อทดสอบ ส าหรับประเมินความสามารถในแก้ปัญหาเชิงวิทยาศาสตร์ จะเป็นชุดโจทย์ ค าถามต่อเนื่อง เริ่มจากเครื่องคอมพิวเตอร์จะแสดงรูปภาพจักรยานธรรมดาให้นักเรียนรับชม จากนั้นจะมี การก าหนดให้นักเรียนจินตนาการถึงภาพของจักรยานแห่งอนาคต ที่จะพัฒนาจักรยานทั่วไปในปัจจุบันให้ เหมาะกับการด าเนินชีวิตในโลกอนาคตมากยิ่งขึ้น โดยนักเรียนจะต้องน าเสนอแนวคิดในการปรับปรุง จักรยาน 3 ประการ โดยแต่ละแนวคิดจะต้องเสนอให้แตกต่างกันให้มากที่สุด ข้อสอบนี้มุ่งประเมินว่า นักเรียนสามารถคิดใหม่ได้อย่างหลากหลายหรือไม่ จากนั้นจะมีข้อทดสอบข้อที่สอง ซึ่งน าเสนอภาพอุปกรณ์ ที่ติดตั้งเข้าไปในจักรยาน โดยสมมติว่าเป็นแนวคิดจักรยานในอนาคตของเพื่อน นักเรียนจะต้องพิจารณา ประเมินว่า การติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวของเพื่อนนั้น ควรจะต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร โดยให้นักเรียน คิดข้อเสนอแนะในการปรับปรุง แล้วพิมพ์ลงไปในช่องค าตอบ ข้อทดสอบนี้ มุ่งประเมินว่า นักเรียนสามารถ ประเมินและปรับปรุงความคิดได้หรือไม่ ส่วนข้อทดสอบข้อสุดท้ายในเรื่องจักรยานแห่งอนาคต คือ การให้ นักเรียนคิดว่า หากมีอุปกรณ์บางส่วนของจักรยาน ที่ในอนาคตอาจจะไม่ได้ใช้งาน จะมีการพัฒนาหรือ ออกแบบใหม่อย่างไร เพื่อให้เปลี่ยนหน้าที่หรือเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเป็นสิ่งอื่น (The Organization for Economic Co-operation and Development, 2019: 37-39) ซึ่งข้อทดสอบนี้ คือการประเมินว่า นักเรียน สามารถที่จะสร้างความคิดใหม่ ที่เป็นต้นฉบับหรือแตกต่างไปจากเดิมหรือไม่นั่นเอง ในวิชาภาษาไทย ครูสามารถออกแบบหรือใช้กิจกรรมการเรียนรู้ ที่ให้นักเรียนลงมือ สืบสอบ และ น าเสนอความคิดใหม่ของตนเองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เช่น การใช้วิธีการสอนแบบโครงงานเป็นฐานซึ่ง
86 นักเรียนสามารถที่จะก าหนดปัญหา ที่เกี่ยวกับทักษะการสื่อสาร หรือธรรมชาติของการใช้ภาษาไทยที่ ปรากฏในชีวิตประจ าวัน แล้วตั้งปัญหาและตั้งสมมติฐาน ที่จะน าไปสู่การศึกษาค้นคว้าด้วยกระบวนการท า โครงงาน ซึ่งสัมพันธ์กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ หรือจัดกิจกรรมด้วยการน าประเด็นทางวิทยาศาสตร์ ที่ น าเสนอผ่านสื่อที่ต้องอาศัยการอ่าน การฟัง และการดู หรือสามารถใช้วรรณกรรมแนววิทยาศาสตร์ที่ น่าสนใจ ทั้งประเภท บทความ สารคดี เรื่องสั้น หรือนวนิยายแนววิทยาศาสตร์ มาให้นักเรียนได้ขบคิด ลอง ตั้งค าถามที่แปลกใหม่ ท้าทาย ลองออกแบบวิธีการทดลอง หรือทดสอบ หรือเก็บรวบรวมข้อมูล หรือน า ข้อมูลจากการอ่านสื่อแนววิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์ วิพากษ์แนวทางและวิธีการศึกษาประเด็นเหล่านั้น ซึ่งก็ จะช่วยให้นักเรียนรู้จักมองปัญหาด้วยมุ่งมองใหม่ คิดค้นค าตอบใหม่ของปัญหา คิดค้นวิธีการแก้ปัญหาใหม่ คิดค้นวิธีการทดลองหรือทดสอบสมมติฐานใหม่ ซึ่งการคิดใหม่เหล่านี้ ก็คือ การคิดสร้างสรรค์นั่นเอง จากที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่า การพิจารณาสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ สามารถมองได้ใน 3 ด้าน คือ มองในด้านจ านวนของแนวคิดหรือวิธีการที่คิดขึ้นก็ได้ คือ ถ้านักเรียนคิดได้หลากหลาย ได้วิธีการหรือ ความคิดออกมาเป็นจ านวนมาก ก็เรียกว่า สร้างสรรค์ หรือมองในด้านความแปลกใหม่ ความไม่ซ ้ากับของ ผู้อื่น ถ้าแปลกใหม่มาก ไม่เคยปรากฏมาก่อน มีความเป็นต้นแบบสูงก็เรียกว่าสร้างสรรค์มาก นอกจากนี้ยัง สามารถมองในด้านการปรับปรุงแก้ไขแนวคิดหรือวิธีการ กล่าวคือ ถ้านักเรียนสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการ แก้ไขปัญหาที่ใช้อยู่เดิมได้ก็เรียกว่าสร้างสรรค์ ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถสรุปหลักการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ว่า มีหลักการที่จะต้องยึดถืออยู่ 3 ประการ (The Organisation for Economic Co-operation and Development, 2019: 23-26) ได้แก่ 1) เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนสามารถสร้างความคิดได้อย่างหลากหลาย หรือท าให้นักเรียน คิดได้คล่องแคล่ว คิดได้หลากหลายแนวคิด (Generate Diverse Ideas) คิดวิธีการได้ในปริมาณมากกล่าวคือ นักเรียนสามารถเขียนความคิด ออกมาเป็นแนวคิด วิธีการ หัวข้อ เรื่องราวได้หลากหลายเรื่อง สามารถวาด ภาพหรือประกอบรูปร่างรูปทรง ประกอบข้อความ เพื่อแทนความคิดของตนเองได้หลากหลายรูปแบบ สามารถน าเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาของสังคมได้หลากหลายวิธีการ และสามารถสร้างค าถาม ก าหนด สมมติฐาน วิธีการทดสอบ วิธีการทดลอง ได้หลากหลายวิธีเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจ าวันด้วยวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ 2) เป็นกิจกรรมที่พัฒนานักเรียนให้สามารถสร้างความคิดที่มีลักษณะแปลกใหม่ (Generate Creative Ideas) มีความเป็นต้นแบบ ต้นฉบับ หรือคิดขึ้นเป็นครั้งแรก ไม่ซ ้ากับความคิดหรือวิธีการก่อน หน้าของบุคคลอื่น สามารถจ าแนกได้คือ นักเรียนสามารถเขียนความคิดหรือแนวคิดใหม่ของตนเองที่ไม่ซ ้า กับใคร โดยเรียบเรียงออกมาได้ สามารถวาดหรือจัดท าภาพกราฟิกที่ไม่เหมือนหรือแตกต่างจากของผู้อื่น สามารถคิดวิธีการ กลยุทธ์ใหม่ ที่ยังไม่มีผู้ใดน าเสนอมาก่อน ส าหรับใช้แก้ปัญหาสังคมและสามารถคิด ค าถามใหม่ก าหนดสมมติฐานหรือค าตอบใหม่ออกแบบวิธีการทดสอบสมมติฐานหรือการทดลองใหม่ ซึ่งไม่ เหมือนกับสิ่งที่ได้ท าไว้แต่เดิม 3) เป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้นักเรียนได้เกิดการประเมินและปรับปรุงแก้ไขความคิดหรือวิธีการที่ ตนเองคิดขึ้นมา (Evaluate and Improve Ideas) หรือแนวคิดของผู้อื่นที่น าเสนอมาก่อนโดยนักเรียนจะต้อง สามารถเขียนแก้ไข เสนอแนะ หรือเขียนปรับปรุงแนวความคิดเดิมของตนเองได้อย่างหลากหลายวิธีการ สามารถที่จะแก้ไขและปรับปรุงภาพหรือองค์ประกอบด้านรูปร่างรูปทรงให้มีความชัดเจนหรือสื่อสาร
87 ความหมายให้ดีมากขึ้น สามารถที่จะพิจารณาแนวทางหรือแนวคิดการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมที่มีผู้ น าเสนอหรือด าเนินการอยู่ ณ ขณะนั้นว่า เหมาะสมหรือประสิทธิภาพเพียงใดและน าเสนอแนวคิดหรือ วิธีการแก้ไขตนเองเองขึ้นมาใหม่ และสามารถที่จะพิจารณาค าถาม สมมติฐาน วิธีการ วิธีทดลองแล้วให้ ข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงแก้ไขสิ่งเหล่านั้น ให้มีประสิทธิภาพและสามารถท าให้เกิดค าตอบหรือผลลัพธ์ใหม่ ตัวอย่างกิจกรรมการเรียนร้ภูาษาไทยเชิงรกุที่ส่งเสริมสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ จากกรอบแนวคิดการประเมินสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ของ PISA ซึ่งมีการพัฒนาความสามารถ 4 ด้าน บนฐานของหลักการทั้ง 3 ประการดังที่ได้กล่าวมา ครูภาษาไทยสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ภาษาไทยที่มีลักษณะเป็นกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก คือ เน้นบทบาทของนักเรียนในฐานะผู้สร้างความหมาย ต่อการเรียนรู้ของตนเอง ผ่านกิจกรรมที่มีลักษณะบูรณาการ ทั้งด้านทักษะและเนื้อหา ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 1. กิจกรรม “นิทานไม่เกี่ยวกนั” เป็นกิจกรรมบูรณาการระหว่างทักษะการอ่าน ทักษะการเขียน ทักษะการดู และสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ ในส่วนของการแสดงความคิดผ่านการเขียนเข้าไว้ด้วยกัน และ ผสมผสานกับเนื้อหาสาระความรู้เรื่องการเขียนบรรยายและพรรณนา เริ่มจากครูให้นักเรียนดูรูปภาพ เหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน หรือหาความสัมพันธ์ระหว่างกันยาก จ านวน 4 ภาพ เช่น ภาพอาหาร ภาพ สถานที่ท่องเที่ยว ภาพสัญลักษณ์ป้ายจราจร และภาพศิลปินดาราที่นักเรียนคุ้นเคย จากนั้นให้นักเรียนเขียน นิทานหรือเรื่องราวสั้น ๆ 1 เรื่อง โดยใช้ส านวนการเขียนแบบบรรยายและพรรณนาประกอบกันเป็นผลงาน โดยใช้ภาพทั้งหมดเป็นฐานในการคิด ครูก าหนดให้นักเรียนจะต้องใช้จินตนาการที่นอกกรอบและท าให้ เรื่องราวที่แต่งขึ้นแปลกใหม่ สนุกสนาน น่าสนใจ และให้เวลาเขียนประมาณ 15 นาทีเมื่อนักเรียนเขียนเสร็จ แล้ว ให้น ามาแลกเปลี่ยนกันอ่าน จากนั้น ครูใช้เทคนิค SCAMPER เพื่อให้นักเรียนสร้างความคิดที่ หลากหลายจากเรื่องที่แต่ง เช่น การผสม (Combine) ด้วยการเพิ่มภาพ หรือเหตุการณ์บางอย่างเข้าไป แล้วให้นักเรียนพยายามเชื่อมโยงกับเรื่องที่แต่งไว้แล้ว การปรับเปลี่ยน (Modify) รูปภาพเพื่อให้นักเรียนคิด เรื่องใหม่ การตัดออก (Eliminate) โดยเนื้อหาบางส่วนออก แล้วให้นักเรียนเปลี่ยนเหตุการณ์แบบตรงข้าม การเรียงใหม่ (Rearrange) ด้วยการให้เรียงเหตุการณ์แล้วสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่ (Meador1997: 5-6) หลังจาก นั้น ครูให้นักเรียนน าเสนอให้ทั้งชั้นเรียนฟังจินตนาการ ที่สร้างสรรค์และแตกต่างกันของแต่ละคน ก่อนจะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน 2. กิจกรรม “1 ภาพล้านความหมาย” กิจกรรมนี้เน้นการบูรณาการระหว่างทักษะ การฟัง การดู และการพูด สมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ในด้านการแสดงความคิดผ่านภาพบูรณาการเนื้อหาสาระความรู้ ทางภาษาไทยระดับภาษา โดยมีแนวคิดส าคัญว่า การใช้ภาษาไทยมีความลดหลั่นหรือแตกต่างกันไปตาม สถานภาพระหว่างคู่สื่อสาร และบริบทแวดล้อมต่าง ๆ ท าให้การใช้ภาษามีทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็น ทางการ นักเรียนสามารถน าความรู้เรื่องระดับภาษาที่ใช้กับบุคคลหรือในสถานการณ์ต่าง ๆ มาออกแบบเป็น ภาพ โดยครูให้นักเรียนได้รับชมวีดิทัศน์ตัวอย่างการใช้ภาษาระดับต่าง ๆ แล้วให้นักเรียนเรียนอภิปราย แสดงความคิดเห็นว่า บริบทหรือสถานการณ์ที่ได้รับชมนั้น มีลักษณะการใช้ถ้อยค าอย่างไร เพื่อให้นักเรียน จ าแนกความแตกต่างของภาษาในแต่ละระดับ จากนั้นให้นักเรียนลองออกแบบแผนภาพหรือโปสเตอร์ ที่สื่อ ถึงการใช้ภาษาในระดับต่าง ๆ และการเลือกใช้ระดับภาษาในการสื่อสารให้ถูกต้อง แผนภาพที่นักเรียน ออกแบบนี้ ครูสามารถใช้นักเรียนออกแบบในโปรแกรมหรือเว็บไซต์น าเสนอหรือออกแบบตกแต่งภาพ เช่น CANVA หรือแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น Snapseed, PicsArt, Photoshop Express,
88 PhotoRoom, Polish, Pixlr, Background Eraser, Pixomatic นอกจากนี้ ครูยังสามารถก าหนดให้นักเรียน คิดค าขวัญหรือข้อความ ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการตระหนักในเรื่องระดับภาษาเพิ่มเข้าไปก็ได้ในลักษณะการ จัดท าเป็นแผนภาพให้ข้อมูลเชิงกราฟิก (Infographic) ที่สวยงาม แปลกใหม่และน่าสนใจถือเป็นการพัฒนา ความสามารถในการแสดงความคิดผ่านการเขียนเข้าไปด้วยอีกส่วนหนึ่ง 3. กิจกรรม “ปัญหารัก ปัญหาสังคม” ออกแบบขึ้นโดยให้เกิดการผสมผสานระหว่าง การเรียนรู้ ทักษะการอ่าน การเขียน การพูดน าเสนอ และสาระความรู้ในส่วนของวรรณคดีและวรรณกรรม โดยครูน า ประเด็นจากวรรณคดีหรือวรรณกรรม ที่สะท้อนให้เห็นปัญหาต่าง ๆ ในสังคม น ามาให้นักเรียนได้คิดหาทาง แก้ไขปัญหาด้วยวิธีการหรือมุมมองใหม่ ในที่นี้ใช้จัดการเรียนรู้วรรณคดีไทย เรื่องบทพระราชนิพนธ์มัทนะ พาธา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยครูจะให้นักเรียนอ่านและรับชมข่าว ปัญหาสังคม ในเรื่องที่เกี่ยวกับความรัก ในประเด็นความรักที่มิได้เกิดจากความสมัครใจของแต่ละฝ่าย ความ รักอันเกิดจากการบีบบังคับหรือปัญหาอันเกิดจากการนอกใจ หรือการเชื่อไปว่าอีกฝ่ายนอกใจ ซึ่งก่อให้เกิด ปัญหาสังคมต่าง ๆ เช่น ปัญหาอาชญากรรมตามมา โดยครูน าประเด็นที่เกิดจากปมขัดแย้งในวรรณคดีมา ตั้งเป็นประเด็นให้นักเรียนคิดเชื่อมโยงกับปัญหาสังคม ในเรื่องของความทุกข์อันมีเหตุมาจากความรัก และ น าเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาสังคมเรื่องนี้ โดยให้นักเรียนเข้ากลุ่มช่วยกันคิดวิธีการแก้ปัญหา โดยใช้กฎการ ระดมสมอง 3 ประการคือ การพยายามคิดหาวิธีการให้จ านวนมากที่สุด คิดให้แตกต่างนอกกรอบ และไม่ ตัดสินหรือวิจารณ์สิ่งที่คิดขึ้น (Lumsdaine and Lumsdaine, 1995: 199) จนกระทั่งได้ข้อสรุปในการช่วยลด หรือแก้ไขปัญหา แล้วจึงให้นักเรียนแต่ละกลุ่มน าเสนอวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ช่วยกันคิดขึ้น ก่อนจะสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนและครูต่อไป 4. กิจกรรม “ทางรอดของเมืองในอนาคต” กิจกรรมนี้บูรณาการข้ามสาระความรู้ทั้งภาษาไทย วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ในส่วนของภาษาไทย พัฒนาความสามารถในการฟัง ดู พูด ร่วมกับการเขียนและออกแบบภาพ ร่วมกับการพัฒนาสมรรถนะการคิดสร้างสรรค์ด้านการแก้ปัญหา เชิงวิทยาศาสตร์ เริ่มจากครูให้นักเรียนรับชมข่าวสารหรือวีดิทัศน์เกี่ยวกับการใช้ความรู้ทรงวิทยาศาสตร์ใน การพัฒนาเมืองใหญ่ในประเทศต่าง ๆ จากนั้นจึงน าเสนอข้อมูลของประเทศไทย เพื่อให้นักเรียนพิจารณา แนวคิดหรือนโยบายการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาเมือง โดยใช้หลักการหรือแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ เช่น การ ป้องกันและแก้ไขปัญหาน ้าท่วม ด้วยการขุดลอกท่อระบายน ้า การก าจัดขยะมูลฝอย การท าอุโมงค์ผันน ้า การปรับแก้ไขผังเมืองและการจัดสรรพื้นที่ หรือการลดฝุ่น PM 2.5 ด้วยวิธีการให้ท างานที่บ้านผ่านระบบ ออนไลน์ การใช้ระบบพ่นละอองน ้าจากอาคารสูง การหันมาใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า การวางระบบ ป้องกันการเผาท าลายวัชพืช จากนั้นครูใช้ค าถามปลายเปิด เพื่อให้นักเรียนเกิดกระบวนการสืบสอบทาง วิทยาศาสตร์ (Scientific Investigation) ด้วยการตั้งค าถามว่า “ท าไม เพราะอะไร อย่างไร จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า ..” (Craft, 2000: 82-83) โดยให้นักเรียนช่วยกันคิดว่า วิธีการที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบันนั้น ท าไมจึงมีการเลือกใช้ วิธีเหล่านี้ วิธีที่ใช้ส่งผลหรือมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด และวิธีการที่ใช้อยู่ หากจะปรับปรุงให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น ควรจะต้องแก้ไขหรือปรับปรุงอย่างไร โดยน าองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องใดมา ช่วย เมื่อได้คิดแนวทางแล้ว ก็ให้นักเรียนออกแบบเมืองในอนาคต ที่นักเรียนได้วางระบบแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับการใช้ความรู้ด้านภูมิศาสตร์และวิทยาศาสตร์โดย ใช้โปรแกรมออกแบบต่าง ๆ สร้างรูปแบบเมืองจ าลองแห่งอนาคต โดยการวาดหรือการท าในโปรแกรม
89 คอมพิวเตอร์ เพื่อให้เกิดภาพของเมืองจ าลอง ที่มีการใช้วิธีการใหม่หรือนวัตกรรม จากนั้นให้นักเรียนเขียน บรรยายแนวคิดในการออกแบบเมือง และเขียนน าเสนอนวัตกรรมที่จะท าให้เมืองอยู่รอดในอนาคตประกอบ ไว้โดยเขียนเป็นความเรียง หรือแต่งเป็นค าประพันธ์ก็ได้ โดยการใช้ความรู้เรื่องหลักการใช้ภาษาไทยมา เรียบเรียงน าเสนอความคิด กิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้น าเสนอตัวอย่างไว้ข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างของการออกแบบกิจกรรมให้ นักเรียนได้มีโอกาสพิจารณาประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่อยู่แวดล้อมตนเอง เป็นปัญหาที่ท้าทายและวิธีแก้ปัญหา ในปัจจุบันยังไม่ค่อยมีประสิทธิผล แล้วสามารถน าเสนอแนวคิดหรือวิธีการใหม่ในการแก้ปัญหา จนถึงขั้น ระดับสร้างสรรค์ขึ้นเป็นวิธีการที่ไม่มีผู้ใดเคยคิดท ามาก่อน นอกจากนี้ ลักษณะกิจกรรมการเรียนรู้และภาระ งานที่มอบหมายนักเรียน ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์ผ่านการพูด เขียน วาด ออกแบบ ร่าง เรียบเรียง น าเสนอทั้งผ่านการใช้ภาษา และผ่านการใช้ร่างกายหรือ การเคลื่อนไหวใน ลักษณะต่าง ๆ ตลอดจนเป็นกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ส ารวจและปรับปรุงแนวคิดต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมให้พวกเขาสามารถสร้างความรู้ใหม่ ให้เกิดขึ้น สอดคล้องกับที่ OECD ได้น าเสนอลักษณะ กิจกรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียนไว้ 3 ประการคือ 1) การแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ (Creative Expression) 2) การสร้างความรู้ (Knowledge Creation) และ 3) การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์(Creative Problem Solving) (The Organisation for Economic Co -Operation and Development, 2022: 17) บทสรุป ครูภาษาไทยพึงค านึงเสมอว่า การคิดสร้างสรรค์ เป็นกระบวนการในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นขั้น เป็นตอน ที่ด าเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น ความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องใด ๆ ก็ตาม จ าเป็นจะต้อง อาศัยความสามารถในการคิดหลากหลายลักษณะ ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย จึงต้อง ค านึงถึงหลักการด้วยการตั้งค าถามส าคัญว่า จะออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้อย่างไร ที่จะให้นักเรียนคิด คล่องแคล่ว สามารถสร้างความคิด แนวคิด หรือวิธีการแก้ปัญหาออกมาให้ได้จ านวนมาก โดยไม่ซ ้ากันจะท า อย่างไรให้นักเรียนรู้จักคิดใหม่ คือ สร้างความคิด แนวคิดหรือวิธีการที่เป็นต้นฉบับ มีความใหม่ และไม่ซ ้า กับของผู้อื่น และจะท าอย่างไรให้นักเรียนสามารถประเมินได้ว่า ความคิด แนวคิดหรือวิธีการที่คิดขึ้น หรือมี อยู่เดิมนั้น ยังมีจุดที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข หรือพัฒนาขึ้นเพื่อให้แก้ปัญหาได้ดีกว่าเดิม ทั้งนี้ครูสามารถ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนได้แสดงออกความคิดเชิงสร้างสรรค์ ผ่านการเขียนหรือพิมพ์หรือ ผ่านการวาดหรือท าเป็นภาพกราฟิกลักษณะต่าง ๆ และออกแบบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนสร้าง ความรู้และการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ทั้งปัญหาทั่วไป ที่ประสบพบร่วมกันของทุกคนในสังคมและปัญหา ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งครูสามารถน าประเด็นหรือเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและ เทคโนโลยีมาเป็นสื่อพัฒนาทักษะการอ่าน การฟัง การดู การพูดในรายวิชาภาษาไทย ซึ่งเป็นวิชาที่เอื้อต่อ การบูรณาการ ทั้งแบบภายในสาระและข้ามกลุ่มสาระความรู้
90 เอกสารอ้างอิง ทิศนา แขมมณี. (2554). “ทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ: การบูรณาการในการจัดการเรียนรู้.” วารสารราชบณัฑิตยสถาน 36(2): 188-204. ราชบัณฑิตยสถาน. (2555). พจนานุกรมศพัทศ์ ึกษาศาสตร์ฉบบัราชบณัฑิตยสถาน. กรุงเทพมหานคร: ราชบัณฑิตยสถาน. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรม ฉบบัราชบณัฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หูวัเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554. กรุงเทพมหานคร: ราชบัณฑิตยสถาน. ศูนย์ด าเนินงาน PISA แห่งชาติ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2562). ผลการ ประเมิน PISA 2018: บทสรุปส าหรบัผู้บริหาร. กรุงเทพมหานคร: สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. Craft, A. (2000). Creativity Across the Primary Curriculum: Framing and Developing Practice. Routledge. Craft, A. (2005). Creativity in Schools: Tensions and Dilemmas. Routledge. Lumsdaine, E., and Lumsdaine, M. (1995) . Creative Problem Solving: Thinking Skills for a Changing Worlds. (3rd ed.). McGraw-Hill. Meador, K. S. (1997). Creative Thinking and Problem Solving for Young Learners. Libraries Unlimited. Nurlaela, L. (2015). Developing Creative Thinking Skills in Learning at Higher – Educational Institution of Teacher. In3 rd UPI International Conference on Technical and Vocational Education and Training. Atlantis Press. Runco, M. A., Millar, G., Acar, S., and Cramond, B. (2010). “Torrance Tests of Creative Thinking as Predictors of Personal and Public Achievement: A Fifty - Year Follow - Up”. Creativity Research Journal 22(4): 361-368. Schleicher, A. (2020). The Impact of Covid-19 on Education - Insights from Education at a Glance 2020. The Organization for Economic Co-operation and Development. Starko, A. J. ( 2014) . Creativity in the Classroom: Schools of Curious Delight ( 5 th ed. ) Routledge. The Organisation for Economic Co-operation and Development. (2019) . PISA 2021 Creative Thinking Framework (Third Draft) . The Organisation for Economic Co-operation and Development. The Organisation for Economic Co-operation and Development. (2022) . Thinking Outside the Box:The PISA 2022 Creative Thinking Assessment. The Organisation for Economic Co - operation and Development.
91 Torrance, E. P. (1966). Torrance Tests of Creative Thinking: Norms-Technical Manual. Personnel Press. Treffinger, D. J. (1995). “ Creative Problem Solving: Overview and Educational Implications”. Educational Psychology Review 7(3): 301-312. Treffinger, D. J., Isaksen, S. G., and Stead-Dorval, K. B., (2006). Creative Problem Solving: An Introduction. Prufrock Press Inc. Wiggins, G., and McTighe, J. (2005). Understanding by Design. (2 nd ed.) . The Association for Supervision and Curriculum Development.
92 การศึกษาเจตคติต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมในรายวิชาภาษาองักฤษ พื้นฐานของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 A Study of Attitudes towards Learning Activities by Applying Games in Fundamental English of 12th Grade Students บณัฑิตา สขุดี * Banthita Sukdee บทคดัย่อ งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเจตคติต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมในรายวิชา ภาษาอังกฤษพื้นฐานของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามค าแหง (ฝ่าย มัธยม) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 116 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม จ านวน 6 แผน และแบบสอบถามวัดเจตคติ จ านวน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปเพื่อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความถี่ และค่า ร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า เจตคติของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย รามค าแหง (ฝ่ายมัธยม) ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมในรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.09, S.D. = 0.87) นอกจากนี้ยังพบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกม เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง เกมท าให้ชั้นเรียนเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ช่วย กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษา ฝึกทักษะการท างานร่วมกัน ฝึกทักษะการคิด ท าให้ผู้เรียนจดจ าค าศัพท์ได้ ดีขึ้น มีความกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น เกมท าให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจและกล้าแสดงออก ยิ่งไปกว่า นั้นเกมท าให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ ค าส าคัญ : เจตคติ/ เกม/ เกมทางภาษา/ การเรียนรู้ผ่านเกม Abstract The objective of this study was to investigate the attitudes of 12th grade students at the Demonstration School of Ramkhamhaeng University towards learning activities by applying games in fundamental English. The sample group of the study consisted of 116 students who were in year 12. The instruments used in this study were six language game learning management plans and a questionnairecomprised of 15 questions. The data was analyzed and calculated by package software to find out mean, standard deviation, frequency, and percentage. The results show that the attitudes of 12th grade students at the Demonstration School of Ramkhamhaeng University towards learning * อาจารย์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามค าแหง (ฝ่ายมัธยม) คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามค าแหง Lecturer, Ramkhamhaeng University Demonstration School (Secondary Division), Faculty of Education Ramkhamhaeng University, Thailand Corresponding Author E-mail Address: [email protected]
93 activities by applying games in fundamental English were high (M = 4.09, S.D. = 0.87). Furthermore, applying games in learning activities is an effective teaching methodology. Classroom games make learning fun and help students improve their skills in communication, teamwork and thinking. Games also help learners memorize vocabulary faster, and make them more enthusiastic about learning, confident as well as assertive. In addition, games have a positive influence on students’ attitudes towards learning English. Keywords: Attitudes/ Game/Language Game Game/ Based-Learning บทน า ในยุคปัจจุบัน ความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษเป็นสิ่งส าคัญและจ าเป็นในชีวิตประจ าวัน ในช่วงหลายปี ที่ผ่านมาประเทศไทยได้มคีวามพยายามท่จีะเพมิ่ขดีความสามารถในการใชภ้าษาองักฤษ แต่ผลสมัฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ยังไม่บรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้สังเกตได้จากผลการ ทดสอบ O-NET หรือ GAT ภาษาอังกฤษที่มีผลคะแนนอยู่ในระดับต ่ากว่าเกณฑ์มาตรฐาน (ชัชรีย์ บุนนาค, 2561: 235-241) ปัญหาเกิดจากการที่นักเรียนมีความรู้พื้นฐานทางด้านภาษาอังกฤษไม่ดี จึงท าให้ไม่รู้ ค าศัพท์และไม่สามารถจดจ าค าศัพท์ได้ ไม่สนใจการเรียน ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก แนวทางการแก้ปัญหาคือ ผู้สอนจะต้องเพิ่มค าศัพท์ใหม่ ๆ ให้กับผู้เรียนด้วยการจัดกิจกรรมที่ให้น่าสนใจ เช่น การสอนโดยใช้เกมเพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกพูด ฝึกแต่งประโยค และน าไปใช้ในชีวิตประจ าวัน (ฤทธิไกร ไชย งาม, กันยารัตน์ ไวค า และหทัย ไชยงาม, 2561: 16) เกม (Game) คือกิจกรรมที่มีกฎ มีเป้าหมาย และที่ส าคัญมีความสนุก การใช้เกมในการจัดการเรียน การสอนมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนประสบความส าเร็จในด้านการสื่อสารมากกว่าเน้นความถูกต้องของการ ใช้ภาษา การสอนโดยใช้เกมต้องใช้เทคนิคที่หลากหลาย และความหลากหลายเป็นสิ่งส าคัญในการสอน ภาษา เกมจะมีความน่าตื่นเต้นในตอนแรก แต่ถ้าใช้เกมเดิม กฎ กติกาเหมือนเดิมต่อเนื่องกัน ไม่นานเกมจะ หมดความน่าสนใจ (Hadfield, 1984: 4) การน าเกมรวมเข้ากับการเรียนภาษา หรือที่เรียกว่า “เกมทางภาษา (Language Game)” ช่วยท าให้บรรยากาศการเรียนสนุกและไม่ท าให้ผู้เรียนกดดัน (Kaur and Aziz, 2020: 690) เกมท าให้นักเรียนคุ้นเคยกับค าศัพท์และวลีใหม่ ๆ รวมถึงช่วยให้นักเรียนจดจ าค าศัพท์ได้ดีและเร็วขึ้น เกมท าให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ และอยากมีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น (Perveen, Asif and Mehmood, 2016: 637) การเลือกเกมในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอนจะต้องค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และออกแบบเกมให้เหมาะสมกับผู้เรียนให้มากที่สุด เกมแต่ละเกมมีวัตถุประสงค์การใช้ที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเขียนแผนการสอน จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าเกมใช้ในการสอนขั้นใด (Chirandon, Laohawiriyanon and Rakthong, 2010: 7) มีงานวิจัยยืนยันว่า เกมเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนภาษาที่มีประสิทธิภาพสูง เกม ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาและเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียน (Raheem, 2020: 5826) เจตคติ คือ สภาวะทางจิตใจที่มีอิทธิพลต่อการแสดงออกทางพฤติกรรมของแต่ละบุคคล เจตคติ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ คือ (1) ด้านปัญญา (Cognitive) (2) ด้านจิตใจ (Affective) และ (3) ด้านพฤติกรรม (Behavior) (ภราดร สุขพันธ์, 2561: 93) เจตคติมีบทบาทส าคัญในการช่วยส่งเสริมให้ นักเรียนมีความรู้ และมีผลการเรียนที่ดีขึ้น เจตคติของนักเรียนมีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมการเรียน