The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รายงานการวิจัย งานสาธิตวิชาการครั้งที่ 8

บทความวิจัย

Keywords: รายงานการวิจัย สาธิตวิชาการครั้งที่ 8

190 - ผู้ดูแลระบบ คือ ผูท้่มีสีทิธสิ์ูงสุดในระบบสามารถจดัการขอ้มูลทงั้หมดของระบบ สามารถเพมิ่ลบ ค้นหา แก้ไขข้อมูล รายวิชาและเจ้าหน้าที่หรือนักเรียนภายในระบบ อีกทั้งสามารถเข้าถึงทุกส่วนต่าง ๆ ภายในระบบได้ - เจ้าหน้าที่ คือ ผูท้่มีสีทิธใิ์นระบบรองมาจากผู้ดูแลระบบสามารถจัดการข้อมูลระบบ สามารถเพิ่ม ลบ ค้นหา แก้ไขข้อมูล รายงานผลการลงทะเบียน รายงานจ านวนนักเรียนที่ลงทะเบียนรายวิชาภายในระบบ ได้ - นักเรียน คือ ผูท้่สีามารถเขา้สู่ระบบในสทิธขิ์องนกัเรยีน สามารถเขา้ไปดูรายวชิาทเ่ีปิดสอนในแต่ ละเทอมได้ สามารถลงทะเบียนรายวิชาและรายงานผลการลงทะเบียนในระบบได้ 4. การพฒันาและติดตงั้ หลังจากที่ได้ท าการวิเคราะห์และออกแบบระบบด้วย Context Diagram นั้นท าให้ได้ทราบถึง กระบวนการต่าง ๆ และการไหลของข้อมูล จากนั้นจึงสามารถเริ่มพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาโดยมีขั้นตอน ดังนี้ ภาพที่ 3 แสดง Context Diagram ของระบบ


191 - ผู้วิจัยได้เขียนระบบด้วยภาษา PHP ,HTML5, JavaScript เพื่อพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่นให้ สามารถรองรับการท างานที่มีผู้ใช้พร้อมกันหลายคน และสามารถท างานได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ปลอดภัย - ผู้วิจัยได้ออกแบบหน้าแสดงผลของเว็บแอพพลิเคชั่นด้วย CSS Bootstrap เพื่อพัฒนาเว็บ แอพพลิเคชั่นให้สามารถมีรูปแบบที่สวยงามและทันสมัย เพื่อสามารถรองรับการท างานในหลากหลาย อุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ - ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลลงฐานข้อมูล MySQL เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลการลงทะเบียนต่าง ๆ รองรับ ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ และสามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างปลอดภัยและถูกต้อง หลังจากพัฒนาระบบเสร็จผู้วิจัยได้ท าการทดลองใช้งานระบบเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล โดยจ าลองชื่อผู้ใช้งานเข้ามาทดลองใช้งานระบบ เพื่อเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของระบบและป้องกัน ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดต่าง ๆ เมื่อเปิดใช้งานจริง 5. การสนับสนุนการท างาน หลังจากน าระบบมาทดลองใช้งานแล้วผู้ใช้งานหรือนักเรียนอาจจะยังไม่คุ้นกับการใช้งาน ทางผู้วิจัย จึงได้จัดท าคู่มือการใช้งานระบบ เพื่อให้ผู้ใช้งานมีความเข้าใจต่อระบบที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ และทางผู้วิจัยคอย ดูแลบ ารุงรักษาฐานข้อมูลเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดต่าง ๆ ของข้อมูล ผลการวิจยั จากการออกแบบและพัฒนาระบบลงทะเบียนเรียนวิชาเพิ่มเติมเลือกแบบออนไลน์ผ่านเว็บ แอพพลิเคชั่น : กรณีศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) เพื่อ พัฒนาระบบขึ้นมาใหม่ส าหรับใช้แทนระบบเดิม โดยพัฒนาระบบในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชั่น ซึ่งพัฒนา ระบบด้วยภาษา PHP ร่วมกับฐานข้อมูล MySQL ได้ผลการวิจัย ดังนี้


192 1. ผลการพัฒนาระบบ ผลการพัฒนาระบบลงทะเบียนเรียนวิชาเพิ่มเติมเลือกแบบออนไลน์ผ่านเว็บแอพพลิเคชั่น : กรณีศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) มีลักษณะการใช้งาน ดังนี้ ภาพที่4 หน้าลงชื่อเข้าใช้ระบบลงทะเบียนวิชาเพิ่มเติมเลือก ภาพที่ 5 แสดงข้อมูลส่วนตัวของนักเรียน


193 ภาพที่ 6 แสดงรายวิชาที่สามารถเลือกได้และจ านวนผู้ลงทะเบียน ภาพที่7 แสดงรายวิชาที่ลงทะเบียนส าเร็จ ภาพที่8 แสดงหน้าลงชื่อเข้าใช้ของเจ้าหน้าที่


194 ภาพที่9 แสดงหน้าการเพิ่ม ลบ แก้ไขรายวิชาที่เปิดให้ลงทะเบียน ภาพที่10 แสดงจ านวนผู้ลงทะเบียน 2. ผลการประเมินความพึงพอใจและประสิทธิภาพการใช้งานระบบ ผลการประเมินความพึงพอใจและประสิทธิภาพการใช้งานระบบลงทะเบียนเรียนวิชาเพิ่มเติม เลือกแบบออนไลน์ผ่านเว็บแอพพลิเคชั่น : กรณีศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) โดยการตอบแบบสอบถามของผู้ใช้งานระบบ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่2 จ านวน 364 คน และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 จ านวน 346 คน รวม 710 คน


195 ตารางที่1 ผลการประเมินความพึงพอใจและประสิทธิภาพการใช้งานระบบลงทะเบียนเรียนวิชา เพิ่มเติมเลือกแบบออนไลน์ผ่านเว็บแอพพลิเคชั่น : กรณีศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) รายการประเมิน ผลการประเมิน ค่าเฉลี่ย S.D. ความหมาย 1.มีการจัดหมวดหมู่ของข้อมูลไว้อย่างชัดเจน 4.51 0.67 มากที่สุด 2.มีเมนูการใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน 4.47 0.67 มาก 3.การเข้าถึงระบบท าได้ง่าย รวดเร็ว 4.47 0.96 มาก 4.ระบบมีขั้นตอนการท างานเป็นล าดับเข้าใจง่าย 4.52 0.67 มากที่สุด 5.ระบบมีการแสดงผลข้อมูลที่รวดเร็ว 4.59 0.67 มากที่สุด 6.ระบบมีการเก็บรักษาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และ ปลอดภัย 4.68 0.65 มากที่สุด 7.ความมั่นใจในความปลอดภัยของระบบ 4.65 0.56 มากที่สุด 8.ข้อมูลในระบบมีความถูกต้อง ชัดเจน 4.64 0.56 มากที่สุด 9.ระบบแสดงข้อมูลได้อย่างเหมาะสมครบถ้วน 4.61 0.61 มากที่สุด 10.ระบบแสดงข้อมูลได้หลากหลายอุปกรณ์ 4.57 0.62 มากที่สุด โดยแปลความหมายระดับความพึงพอใจ จากค่าเฉลี่ย ตามเกณฑ์ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 - 5.00 มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 - 4.50 มาก ค่าเฉลี่ย 2.51 - 3.50 ปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 - 2.50 น้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.50 น้อยที่สุด จากตารางที่ 1 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบลงทะเบียนเรียนวิชาเพิ่มเติม เลือกแบบออนไลน์ผ่านเว็บแอพพลิเคชั่นอยู่ในระดับ มากที่สุด คือ มีการจัดหมวดหมู่ของเอกสารได้อย่าง ชัดเจน, ระบบมีขั้นตอนการท างานเป็นล าดับเข้าใจง่าย,ระบบมีการแสดงผลข้อมูลที่รวดเร็ว, ระบบมีการเก็บ รักษาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย, ความมั่นใจในความปลอดภัยของระบบ, ข้อมูลในระบบมี ความถูกต้อง ชัดเจน, ระบบแสดงข้อมูลได้อย่างเหมาะสมครบถ้วน, ระบบแสดงข้อมูลได้หลากหลายอุปกรณ์ (ค่าเฉลี่ย = 4.51, 4.52, 4.59, 4.68, 4.65, 4.64, 4.61, 4.57 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.67, 0.67, 0.67, 0.65, 0.56, 0.56, 0.61, 0.62 ตามล าดับ) และข้อที่มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก คือ มีเมนูการใช้งาน


196 ง่าย ไม่ซับซ้อน การเข้าถึงระบบท าได้ง่าย รวดเร็ว (ค่าเฉลี่ย = 4.47, 4.47 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.67, 0.96 ตามล าดับ) การอภิปรายผลวิจยั ผลการวิเคราะห์ขั้นตอนการด าเนินงานและความต้องการระบบลงทะเบียนเรียนวิชาเพิ่มเติมเลือก แบบออนไลน์ผ่านเว็บแอพพลิเคชั่น กรณีศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) พบว่า มีผู้ใช้ที่เกี่ยวข้องกับระบบโดยตรง ได้แก่ นักเรียน อาจารย์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ โดยก่อนจะมีการพัฒนาระบบขึ้นมานี้นักเรียนจะต้องเขียนใบสมัครเพื่อจะท าการเลือกลงเรียนวิชานั้น ๆ ใน เอกสารการสมัครซึ่งเป็นกระดาษ และน าไปยื่นที่หน่วยงานวิชาการ ผู้วิจัยจึงได้ท าการวิเคราะห์การพัฒนา ระบบใหม่ขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเดิมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ได้ท าการวิเคราะห์ ออกแบบ และ พัฒนาระบบใหม่ เพื่ออ านวยความสะดวกให้กับนักเรียน อาจารย์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ ช่วยลดขั้นตอน การท างานของเจ้าหน้าที่และช่วยประหยัดเวลาให้กับนักเรียนและอาจารย์ หลังจากที่ได้ท าการรวบรวม ปัญหาต่าง ๆ จึงได้รวบรวมข้อมูลและน ามาท าการวิเคราะห์ เพื่อใช้ในการออกแบบและพัฒนาระบบ โดยได้ ออกแบบให้อยู่ในรูปแบบของ Context Diagram หลังจากที่ได้ท าการวิเคราะห์และออกแบบระบบด้วย Context Diagram นั้น ท าให้ได้ทราบถึงกระบวนการต่าง ๆ และการไหลของข้อมูล จากนั้นจึงสามารถเริ่ม พัฒนาระบบใหม่ขึ้นมา โดยผู้วิจัยได้เขียนระบบด้วยภาษา PHP ,HTML5, JavaScript เพื่อพัฒนาเว็บ แอพพลิเคชั่นให้สามารถรองรับการท างานที่มีผู้ใช้พร้อมกันหลายคน และสามารถท างานได้อย่างถูกต้องและ รวดเร็วปลอดภัย หน้าแสดงผลของเว็บแอพพลิเคชั่นใช้ CSS Bootstrap เพื่อพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่นให้ สามารถมีรูปแบบที่สวยงามและทันสมัย และผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลลงฐานข้อมูล MySQL เพื่อให้สามารถเก็บ ข้อมูลการลงทะเบียนต่าง ๆ รองรับข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ได้ จากผลการประเมินของผู้ใช้งานจะเห็นได้ว่าผู้ที่ใช้งานจริงมีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุด โดยผลการประเมินความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( ×̅ = 4.57, S.D. = 0.66) ทั้งนี้ เนื่องจากระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นช่วยให้การลงทะเบียนเรียนของนักเรียนสามารถเข้าใช้งานจากที่ไหนก็ได้ที่มี อินเทอร์เน็ต เข้าได้ทุกอุปกรณ์ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ช่วยลดขยะและลดการท าเอกสารหาย นักเรียนมีความ สะดวกรวดเร็วในการใช้งาน ระบบนี้ยังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการท างานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิขาการอีก ด้วย ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะทั ่วไป ในส่วนของการเข้าใช้งานเมื่อผู้ใช้งานเข้ามาลงทะเบียนพร้อมกันเป็นจ านวนมาก อาจพบความล่าช้า ของการท างานระบบในบ้างช่วงเวลา จึงท าให้เวลาที่ใช้ในการลงทะเบียนนั้น ใช้ระยะเวลานานกว่าก าหนด จึงควรท าการเพิ่มแบนด์วิดท์(Bandwidth) เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานเมื่อมีผู้เข้าใช้งานพร้อมกันเป็น จ านวนมาก และท าให้ระบบสามารถด าเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


197 ข้อเสนอแนะในการวิจยัครงั้ต่อไป ควรมีการเพิ่มช่องทางการแจ้งเตือนนักเรียนเมื่อมีการเปิดการลงทะเบียนวิชาเรียน และเพิ่มการแจ้ง เตือนเมื่อรายวิชาต่าง ๆ ปิดรับสมัคร โดยแจ้งเตือนผ่าน line ที่เป็น Application ที่ทุกคนสามารถใช้งานได้ และคุ้นเคยกับการใช้งานเป็นอย่างดี เอกสารอ้างอิง จิตรพงษ์ เจริญจิตร และสุพรรณีหมาดยุโส๊ะ. (2564). การพัฒนาระบบสารสนเทศแบบครบวงจรเพื่อ ยกระดับการท่องเที่ยวชมุชน. ในการประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 12 (1611-1630). สงขลา : มหาวิทยาลัยหาดใหญ่. บัญชา ปะสีละเตสัง. (2553). พฒันาเวบ ็ แอปพลิเคชนัด้วย PHP ร่วมกบั MySQL และ Dreamweaver. กรุงเทพมหานคร: ซีเอ็ดยูเคชั่น ศุภชัย ชัยประเสริฐ. (2561). “การพัฒนาระบบสารสนเทศกิจกรรมนักเรียนผ่านเว็บแอพพลิเคชั่น กรณีศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีพนมวันท์”. วารสาร มหาวิทยาลยัราชภฏัมหาสารคาม 47(80): 1159-1165.


199 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS ที่มีผลต่อความสามารถ ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร ์ ของนักเรียนชนั้มธัยมศึกษาปีที่3 The Effect of SSCS Problem Solving Model on Mathematical Problem Solving Ability of Mathayomsuksa 3 Students นวพันธ์ เถาะรอด * Navapan Thorod บทคดัย่อ การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS กับเกณฑ์ ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ จังหวัดนครนายก จ านวน 25 คน ใช้เวลาทดลอง 8 คาบ คาบละ 50 นาทีซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ คณิตศาสตร์แบบ SSCS จ านวน 2 แผน และแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ โดย ใช้การวิจัยแบบ One-Shot Case Study Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ t-test for one sample ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียน หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค าส าคัญ : รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS/ ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ Abstract The purposes of this research were to compare the mathematical problem solving ability of the Mathayomsuksa 3 students after using SSCS problem solving model with 70 percent criterion. The subjects of this study were 25 students in Mathayomsuksa 3 in second semester of the 2019 academic year at Ongkharak Demonstration School. They were randomly selected by using cluster random sampling. The instruments were; 2 lesson plans and mathematical problem solving ability test. The One Shot Case study design was used for this study. The data were analyzed by using t-test for one sample. The findings were as follows: The mathematical problem solving ability of the sample group after obtaining SSCS problem solving model was higher than 70 percent criterion at .05 level of statistical significance. Keywords: SSCS Problem Solving Model/ Mathematical Problem Solving Ability * อาจารย์สาธิต, กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ Demonstration teacher, Mathematics learning group Srinakharinwirot University Demonstration School Ongkharak, Thailand Corresponding Author E-mail Address: [email protected]


200 บทน า จากการปฏิบัติการสอน พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถด าเนินการแก้ปัญหาตามที่โจทย์ก าหนดให้ ได้หรือด าเนินการแก้ปัญหาได้แต่เขียนแสดงการแก้ปัญหาอย่างไม่เป็นระบบ เนื่องจาก นักเรียนขาดความเข้าใจ กระบวนการหรือวิธีการแก้โจทย์ปัญหา รวมทั้งเขียนอธิบายไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย เขียนค าอธิบายไม่ สอดคล้องกับตัวเลข บางคนคัดลอกข้อความตามโจทย์โดยไม่สื่อความหมายหรือแสดงความรู้ความเข้าใจใดให้ เห็น (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2555ก) นอกจากนี้อาจมีสาเหตุมาจากการจัดการ เรียนการสอนที่ผ่านมา ไม่ตอบสนองต่อความแตกต่างของผู้เรียนในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านความสามารถ ความเข้าใจในการแก้ปัญหา การที่จะท าให้นักเรียนทุกคนเข้าใจในสิ่งที่มีลักษณะเป็นนามธรรมให้ประสบ ความส าเร็จพร้อมกันในเวลาจ ากัดย่อมมีความเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหา เป็นกระบวนการที่ นักเรียนควรจะเรียนรู้ฝึกฝน และพัฒนาให้เกิดทักษะขึ้นในตนเอง เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ เพื่อให้นักเรียนมี แนวทางในการคิดที่หลากหลาย รู้จักประยุกต์และปรับเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหาให้เหมาะสม รู้จักตรวจสอบและ สะท้อนกระบวนการแก้ปัญหา (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2560) รวมทั้งการได้ฝึก แก้ปัญหาจะช่วยให้ผู้เรียนรู้จักคิด มีระเบียบขั้นตอนในการคิด รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล และรู้จักตัดสินใจอย่างชาญ ฉลาด (สิริพร ทิพย์คง, 2536) เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาคณิตศาสตร์เราจ าเป็นต้องอาศัยเทคนิคการสอนหรือ รูปแบบการสอนเข้ามาช่วยเป็นเครื่องมือให้ครูด าเนินการสอนไปตามขั้น ซึ่งเมื่อครูคนหนึ่งสามารถสอนนักเรียน ได้มากขึ้นและช่วยแก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนจะเรียนไปตามความสามารถของตน (ประภา พรรณ เกตุศร, 2539) ซึ่งสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ที่มุ่งให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองมาก ที่สุด รวมทั้งนักเรียนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างนักเรียนกับครู หรือนักเรียนกับ นักเรียน ส่งผลให้ครูและนักเรียนคนอื่น ๆ ได้เรียนรู้วิธีการที่หลากหลายอันเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน (Pizzini, Shepardson and Abell, 1989) ด้วยเหตุที่กล่าวมาท าให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS ที่มีผลต่อความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วัตถุประสงค์การวิจยั เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ประชากรและกลุ่มตวัอย่าง ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ที่ศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ที่ศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จ านวน 25 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เนื้อหาที่ใช้ในการวิจยัครงั้นี้เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว


201 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจยั การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ด าเนินการสอนด้วยตนเองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โดยใช้เวลาในการด าเนินการวิจัยจ านวน 8 คาบ คาบละ 50 นาที โดยจัดการเรียนรู้ จ านวน 6 คาบ และทดสอบหลังเรียนวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการเชิงเส้น ตัวแปรเดียวจ านวน 2 คาบ ตัวแปรที่ศึกษา 1. ตัวแปรอิสระ คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS 2. ตัวแปรตาม คือ ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ นิยามศพัทเ์ฉพาะ 1. รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS หมายถึง กระบวนการแก้ปัญหาที่ครูเปิดโอกาสให้นักเรียน รู้จักตั้งค าถาม ด าเนินการแก้ปัญหาด้วยตนเอง และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดอย่างเต็ม ความสามารถ รวมทั้งครูควรชี้ให้นักเรียนเห็นข้อผิดพลาดของการแก้ปัญหา เพื่อช่วยให้นักเรียนได้มีการ พัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาต่อไป และท าหน้าที่เป็นผู้คอยช่วยเหลือในแต่ละขั้นของการสอนแก้ปัญหา 2. ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หมายถึง กระบวนการในการใช้ความรู้ ความคิด และกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ในการด าเนินการแก้ปัญหาเพื่อค้นหาค าตอบของปัญหาได้ ถูกต้อง วิธีดา เนินการวิจยั ผู้วิจัยได้ก าหนดขั้นตอนการด าเนินการทดลอง ดังนี้ 1. ชี้แจงให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างรับรู้ถึงการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว 2. ด าเนินการทดลองโดยการใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS ที่ พัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3/3 จ านวน 6 คาบ 3. เมื่อด าเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยท าการทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทาง คณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยใช้เวลา 2 คาบ 4. ตรวจให้คะแนนที่ได้จากการท าแบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ น าคะแนนที่ได้ไปวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน ผลการวิจยั ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการ เชิงเส้นตัวแปรเดียว กับเกณฑ์ร้อยละ 70 โดยใช้สถิติแบบ t-test for one sample แสดงดังตารางที่ 1


202 ตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS กับเกณฑ์ร้อยละ 70 การทดสอบ n k u0 X S df t Sig. ความสามารถในการแก้ปัญหา ทางคณิตศาสตร์ 25 28 19.6 23.56 3.34 24 5.923* .000 * มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(.05,24)= 1.7109) จากตารางที่ 1 พบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการ จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 23.56 คะแนน จากคะแนนเต็ม 28 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 84.15 และเมื่อทดสอบสมมติฐานพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS มีคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย SSCS มีคะแนน เฉลี่ยของความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย สรปุผลการวิจยั จากผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติแบบ t-test for one sample หลังจากที่นักเรียนได้รับการ จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 23.56 คะแนน จากคะแนน เต็ม 28 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 84.15 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่ง เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย SSCS มีคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สูง กว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภิปรายผลการวิจยั ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับ การจัดการ เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS กับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 23.56 คิด เป็นร้อยละ 84.15 และเมื่อทดสอบสมมติฐานพบว่าคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาทาง คณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากรูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS เป็น การสอนที่เน้นการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา ของนักเรียนเป็นรายบุคคลด้วยการให้นักเรียนวาง แผนการแก้ปัญหาเพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางในการหาค าตอบ และเป็นระบบด้วยตนเองโดยจัดการเรียนรู้ให้ นักเรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ เผชิญกับสถานการณ์ปัญหาและแก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้คอยให้ความ ช่วยเหลือหรือสนับสนุนเมื่อนักเรียนต้องการความช่วยเหลือในทุก ๆ ขั้นตอนของการแก้ปัญหา (Pizzini and


203 et al, 1989: Chin, 1997) จึงท าให้ผลการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย นอกจากนี้รูปแบบการแก้ปัญหา แบบ SSCS นั้น สามารถช่วยพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนได้อย่าง ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของศิรประภา กิจอักษร (2551) ที่พบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหา คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่สอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอน แบบปกติ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้งานวิจัยของพิซซินี เชพพาร์ดสัน และเอเบลล์ (Pizzini and et al, 1989) ที่ได้ทดลองสอนวิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้รูปแบบ SSCS ที่ช่วยส่งเสริมทักษะการ คิด โดยให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากการแก้ปัญหา ซึ่งนักเรียนจะได้เรียนรู้ทั้งความคิดรวบยอด ทางวิทยาศาสตร์และทักษะการแก้ปัญหา พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาการเรียนรู้ด้าน ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์ได้ดีขึ้นมีทักษะในการคิดและการตั้งค าถาม และเกิดเจตคติที่ต่อการเรียน วิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้นซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ (สันนิสา สมัยอยู่, 2554) ที่ได้ท าการวิจัย เรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหา และการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 เรื่อง การประยุกต์ของสมการเชิงเส้นตัว แปรเดียว พบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลัง ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะเพื่อน าผลการวิจยัไปใช้ 1. รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้นักเรียนลงมือแก้ปัญหาเป็น รายบุคคล ซึ่งนักเรียนใช้เวลาส่วนใหญ่ในการลงมือแก้ปัญหาเป็นรายบุคคล ดังนั้นผู้สอนควรก าหนดกรอบ เวลาส าหรับการลงมือแก้ปัญหา เพื่อจะมีเวลาที่เพียงพอส าหรับขั้นตอนต่อไปของการจัดการเรียนรู้ 2. ครูควรส่งเสริมให้นักเรียนได้เขียนสะท้อนความคิดของตนเอง โดยช่วงแรกครูอาจให้นักเรียนได้ พูดแสดงแนวคิดกระบวนการแก้ปัญหาให้ครูและเพื่อนร่วมชั้นเรียนฟัง จากนั้นให้เขียนค าพูดของตนเองลง ในกระดาษ แล้วให้นักเรียนเรียบเรียงให้เป็นภาษาเขียน เมื่อนักเรียนฝึกเขียนสะท้อนความคิดของตนเอง 2-3 ครั้ง จากนั้นในการแก้ปัญหาครั้งต่อ ๆ ไป นักเรียนจะสามารถเขียนสะท้อนกระบวนการแก้ปัญหาด้วย ตนเองได้ ท าให้นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ดีขึ้น ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจยัครงั้ต่อไป 1. ควรท าการศึกษาการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS กับเนื้อหาวิชา คณิตศาสตร์และระดับชั้นอื่น ๆ 2. ควรท าการศึกษาการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบ SSCS เพื่อพัฒนาทักษะและ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ด้านอื่น ๆ เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการให้เหตุผล ทักษะการเชื่อมโยง และ มโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ เป็นต้น


204 เอกสารอ้างอิง ประภาพรรณ เกตุศร. (2539). การศึกษาประสิทธิภาพของชุดการเรียนการสอนส าหรบัเรียนด้วย ตนเอง. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการมัธยมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ปรีชา เนาว์เย็นผล. (2537). การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร.์ในประมวลสาระชุดวิชาสารัตถะและวิทยวิธี ทางวิชาคณิตศาสตร์ หน่วยที่ 12-15. นนทบุรี: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช. ศิรประภา กิจอักษร. (2551). การเปรียบเทียบผลสมัฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตรค์วามสามารถใน การแก้ปัญหาคณิตศาสตรแ์ละเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตรข์องนักเรียนชนั้มธัยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างรูปแบบการสอนโดยใช้ปัญหาเป็ นฐานกบัการสอนแบบปกติ. วิทยานิพนธ์ปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพา. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2555ก). ทกัษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร. ์ กรุงเทพมหานคร: 3-คิว มีเดีย. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2560). ค่มูือการใช้หลกัสตูร กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์(ฉบบัปรบัปรงุพ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น. กรุงเทพมหานคร: ซีเอ็ดยูเคชั่น. สันนิสา สมัยอยู่. (2554). ผลการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและ การสื่อสารทางคณิตศาสตรข์องนักเรียนชนั้มธัยมศึกษาปีที่ 2เรื่อง การประยุกต์ของสมการ เชิงเส้นตวัแปรเดียว. ปริญญานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการ สอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สิริพร ทิพย์คง. (2536). เอกสารคา สอนวิชาทฤษฎีและวิธีการสอนวิชาคณิตศาสตร.์กรุงเทพมหานคร: พัฒนาคุณภาพ วิชาการ. Chin, C. (1997) . “Promoting Higher Cognitive Learning in Science through a Problem - Solving Approach”. National Institute of Education (Singapore) 1(5): 9-10. Pizzini, Edward L., Shepardson, Abell., and Sandra K. (1989). A Rationale for and the Development of a Problem Solving Model of Instruction in Science Education. Science Education.


Click to View FlipBook Version