The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รายงานการวิจัย งานสาธิตวิชาการครั้งที่ 8

บทความวิจัย

Keywords: รายงานการวิจัย สาธิตวิชาการครั้งที่ 8

140 ภาพที่ 2 กราฟแสดงคะแนนพฒันาการสมัพทัธข์องผลสมัฤทธทิ์างทางการเรยีนการสอนแบบ ปฏิบัติการ (Laboratory Method) ผ่านสื่อเว็บแอปส าหรับการออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การเขียนโค้ด และออกแบบ 3 มิติ(Tinkercad) เป็นรายบุคคล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า การเรียนรู้เรียนด้วยรูปแบบการสอนแบบปฏิบัติการ (Laboratory Method) ผ่านสื่อเว็บแอปส าหรับการออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การเขียนโค้ด และออกแบบ 3 มิติ (Tinkercad) มีผลสมัฤทธิท์างการเรียนของนักเรยีนหลงัเรียนสูงกว่าก่อนเรยนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ี ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ อภิปรายผลการวิจยั การวจิยัเร่อืง เปรยีบเทยีบผลสมัฤทธทิ์างการเรยีนรายวชิาเทคโนโลยี(วิทยาการค านวณ) เรื่อง การ เขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมวงจรไฟฟ้า โดยใช้รูปแบบการสอนแบบปฏิบัติการ (Laboratory Method) ผ่าน สื่อเว็บแอปส าหรับการออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การเขียนโค้ด และออกแบบ 3 มิติ (Tinkercad) นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ฝ่ายมัธยมศึกษา) ผู้วิจัยขอน าเสนอการ อภิปรายผล ดังนี้ จากผลการวิจัย พบว่า หลังการใช้สื่อเว็บแอปส าหรับการออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การเขียนโค้ด และออกแบบ 3 มิติ (Tinkercad) ผลสมัฤทธทิ์างการเรยีนรายวชิาเทคโนโลยี(วิทยาการค านวณ) เรื่อง การ เขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมวงจรไฟฟ้า สูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เนื่องจากการเรียนโดย ใช้รูปแบบการสอนแบบปฏิบัติการ (Laboratory Method) เป็นวิธีที่ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนลงมือปฏิบัติผ่าน สื่อเว็บแอปส าหรับการออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การเขียนโค้ด และออกแบบ 3 มิติ (Tinkercad) ท าให้ นักเรียนได้รับประสบการณ์จริง จากการลงมือการปฏิบัติตามกรวยประสบการณ์ (Cone of Experience) ของเอดการ์เดล(Jackson, 2016) ประสบการณ์ตรง (Direct or Purposeful Experiences) เป็นประสบการณ์ ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด สื่อการสอนที่สร้างประสบการณ์ให้ผู้เรียนสามารถรับรู้และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง นักเรยีนจงึได้รบัการเรยีนรู้ท่มี ปีระสทิธภิาพ ท่ที าให้มผีลสมัฤทธทิ์างการเรยีนท่ดีขีน้ึ (สุดารตัน์ดวงเงนิ , -60 -40 -20 0 20 40 60 80 100 120 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (%)


141 นิวฒัน์ศรสีวสัด, 255 ิ์4; Shalannanda, 2020; Avila and Bailey, 2016) นอกจากนี้ จากผลการวิจัยยังชี้ชัด ด้วยว่า ภายใต้ปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉินกรณีการแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่า 2019 การจัดการเรียนการ สอนในระบบออนไลน์ เป็นการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมตามสถานการณ์ (พระมหาสายัณห์ เปมสีโล, 2564) นอกจากนี้ การที่นักเรียนลงมือปฏิบัติจริงนั้น เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือสืบค้น เสาะหา ส ารวจตรวจสอบ และค้นคว้าผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นอิสระทางด้านการใช้วิถีคิดของตนเอง ซึ่งอาจจะ ส่งผลให้ผู้เรียนได้สร้างความเข้าใจในความเป็นเหตุเป็นผล จากผลการวิจัยดังกล่าว สอดคล้องกับงานวิจัย ของ (แวฮาซัน แวหะมะ, 2564) ได้ท าการศึกษาเรื่อง เปรยีบเทยีบผลสมัฤทธทิ์างการเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นฐานโดยใช้แบบจ าลองอาดูอิโน่ของนักเรียนโครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ใน โรงเรียน โดยการก ากับดูแลของมหาวิทยาลัยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรณีศึกษา : โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ฝ่ายมัธยมศึกษา) ผลการวิจัย พบว่าการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน โดยใช้แบบจ าลองอาดูโน่ของนักเรียนโครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในห้องเรียน โดย การก ากบัดูแลของมหาวทิยาลยัมผีลสมัฤทธทิ์างการเรยีนของนกัเรยีน เร่อืงของหลงัเรยีนสูงกวา่ก่อนเรยีน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิตืที่ระดับ .05 มากไปกว่านั้น ผลการวิจัยในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของเรื่อง ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การทดลองปฏิบัติการ ในรายวิชาปฏิบัติการฟิสิกส์ทั่วไปของ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งผลการทดลองเกี่ยวกับผลการเรียนรายวิชาฟิสิกส์ ทั่วไป พบวา่คะแนนทดสอบหลงัการท าการทดลองปฏบิตักิารของนกัศกึษามคีะแนนผลสมัฤทธทิ์างการเรยีน มากกว่า ร้อยละ 80 คิดเป็นร้อยละ 91.30 จากจ านวนนักศึกษาทั้งหมด 163 คน และมีคะแนนผลการเรียนรู้ ตลอดภาคเรียนที่ 2/2555 มากกว่าร้อยละ 80 ของคะแนนเต็มคิดเป็นร้อยละ 98.77 ซึ่งบรรลุเป้าหมายของ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ได้ก าหนดไว้ที่ ร้อยละ 80 (ชาติ ทีฆะ และคณะ, 2558) ข้อเสนอแนะในการวิจยั 1. ข้อเสนอแนะเพื่อนําผลการวิจยัไปใช้ 1.1 คุณครูสามารถน าแผนการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบการใช้สื่อเว็บแอปส าหรับการ ออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การเขียนโค้ด และออกแบบ 3 มิติ (Tinkercad) ไปใช้เป็นแนวทางในการจัด กิจกรรมการเรียนในชั้นเรียนในรายวิชาที่มีบริบทคล้ายกันได้ 1.2 โปรแกรมแบบจ าลองที่ใช้บางครั้งกรณี อาจมีข้อจ ากัดในเรื่องอุปกรณ์ที่ไม่ครอบคลุมกับ ความต้องการในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผู้สอนจึงจ าเป็นต้องหาโปรแกรมที่เหมาะสมกับบริบทของ ผู้เรียนอยู่เสมอ 2. ข้อเสนอแนะเพื่อทาํการวิจยัในครงั้ต่อไป ควรมกีารวจิยัเพ่อืเปรยีบเทยีบผลสมัฤทธทิ์างการเรยีนระหวา่งสื่อเว็บแอปส าหรับการ ออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การเขียนโค้ด และออกแบบ 3 มิติ (Tinkercad) กับวิธีการสอนแบบอื่น ๆ เช่น การจัดเรียนรู้ด้วยเกมส์ การจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงาน เป็นต้น


142 เอกสารอ้างอิง ชาติ ทีฆะ และคณะ. (2558). ผลของการจดักิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การทดลองปฏิบตัิการที่มี ปัญหาเป็ นฐานในรายวิชาปฏิบตัิการฟิสิกสท์วั่ ไปของนักศึกษาชนั้ปีที่1 คณะวิทยาศาสตรแ์ละ เทคโนโลยี. เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 53: สาขา ศึกษาศาสตร์สาขาเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. การประชุม ทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 53. (258-265). ส านักงานกองทุนสนับสนุนการ วิจัย. พระมหาสายัณห์ เปมสีโล. (2564). “การเรียนการสอนแบบออนไลน์ในระดับอุดมศึกษาภายใต้สถานการณ์ แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19”. Journal of Modern Learning Development 6(6): 357-370. แวฮาซัน แวหะมะ. (2564). เปรียบเทียบผลสมัฤทธ์ิทางการเรียนรู้แบบโครงงานเป็ นฐานโดยใช้ แบบจําลองอาดูอิโน่ของนักเรียนโครงการสนับสนุนการจดัตัง้ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ใน โรงเรียน โดยการกํากับดูแลของมหาวิทยาลัยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรณีศึกษา : โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ฝ่ายมธัยมศึกษา). การประชุม วิชา ก า ร The 10th PSU Education Conference (Online) Upskilling and Upscaling for Future Innovating Higher Education Quality. วันที่ 16 มิถุนายน 2565 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(67- 78). สุดารัตน์ ดวงเงิน และนิวฒัน์ศรสีวสัด. ิ์(2554). “ผลของปฏิบัติการทดลองวิทยาศาสตร์สืบเสาะแบบเปิดที่มี ต่อความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิท์างการเรียน เร่ือง สมบตัิและ ปฏิกิริยา ของสารละลายกรดเบส ส าหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นปีที่ 1”. วารสาร ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลยัขอนแก่น 34(1-2): 87-97. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2561). หนังสือเรียนรายวิชาพืน้ฐาน วิทยาศาสตร:์ เทคโนโลยี(วิทยาการคาํนวณ) ชนั้มธัยมศึกษาปีที่1. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย Avila, L., and Bailey, M. (2016). “A Computer Graphics Back – to - School Special”. IEEE Computer Graphics and Applications 36(5): 95-96. Jackson, J. (2016). “Myths of Active Learning: Edgar Dale and the Cone of Experience”. Journal of the Human Anatomy and Physiology Society 20(2): 51-53. Pemasilo, P. (2021). “Online Learning in Higher Education Under COVID-19 Pandemic”. Journal of Modern Learning Development 6(6): 357-370. Shalannanda, W. (2020). Digital Logic Design Laboratory Using Autodesk Tinkercad and Google Classroom. In 2020 14th International Conference on Telecommunication Systems, Services, and Applications (TSSA (pp. 1-5). IEEE.


143 WHO, UNICEF., and CIFRC. (2020). Key Messages and Actions for COVID-19 Prevention and Control in Schools. [Online]. Retrieved January 2 0 , 2021 , from https://www.who. int/docs/default source/coronaviruse/key-messages-and-actions-for covid-1 9-prevention-andcontrol-in-schools-march-2020.pdf?sfvrsn=baf81d52_4&download=true.


144 การจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับแอปพลิเคชันส าหรับเรียนรู้ ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle) Learning Management on Similar Triangles Theorems for Mathayomsuksa 3 Students Using the Flipped Classroom together with Interactive Videos Learning Application (Edpuzzle) ปราโมท เรณุมาร* Pramote Ranumarn บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับแอป พลิเคชันสาหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle) เรื่อง ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย ระหว่างก่อน และหลังเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับแอปพลิเคชันส าหรับ เรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle) และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อวิธีการจัดการ เรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับแอปพลิเคชันสาหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3.2 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน มัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร อ าเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวน 37 คน โดยใช้วิธีการ สุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าทีแบบตัวอย่างไม่อิสระต่อกัน (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับแอปพลิเคชันสาหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์ แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle) ที ่พัฒนาขึ้นมีผลการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี ่ยวชาญภาพรวม พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x= 4.84, S.D. = 0.35) 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว ่างก ่อนเรียนและหลังเรียน เรื ่อง ทฤษฎี บทสามเหลี่ยมคล้ายพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 * อาจารย์ โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร Lecturer, Demonstration Secondary School, Naresuan University Faculty of Education Naresuan University, Thailand Corresponding Author E-mail Address: [email protected]


145 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อวิธีการจัดการเรียนรู้ ที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมาก (x = 4.45, S.D. = 0.56) ค าส าคัญ : ห้องเรียนกลับด้าน/ วีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ Edpuzzle Abstract The objectives of this research were to; 1) develop learning plans based on flipped classroom together with the interactive videos learning application (Edpuzzle) on a topic of on similar triangles theorems for Mathayomsuksa 3 students; 2) compare students’ learning achievement on similar triangles theorems before and after the intervention; and 3) examine student satisfaction toward the developed learning management. The research sample consisted of 37 students studying in Mathayomsuksa 3 at Naresuan University Demonstration Secondary School, Muang District, Phitsunulok Province in the academic year 2022, selected through simple random sampling. The research instruments were 1) lesson plans based on flipped classroom together with the Edpuzzle, 2) a learning achievement test, and 3) a set of satisfaction questionnaires of students toward the developed learning management. The statistics for data analysis were percentage, mean, standard deviation and Dependent Samples t-test. The results of this research were as follows: 1. The developed lesson plans based on flipped classroom together with interactive videos learning application (Edpuzzle), assessed by experts, was overall at the highest level ( x = 4.84, S.D. = 0.35) . 2. The student learning achievement after the intervention was higher than that of before the intervention at the .05 level of significance. 3. The student satisfaction toward the developed learning management was at a high level ( x= 4.45, S.D. = 0.56) Keywords : Flipped Classroom Interactive/ Videos Learning Application Edpuzzle บทน า สาระเรขาคณิตเป็นสาระหนึ ่งในวิชาคณิตศาสตร์ซึ ่งมีความส าคัญ มีประวัติความเป็นมาและ มีวิวัฒนาการมาอย ่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน โดยได้มีการน าความรู้ทางเรขาคณิตมาใช้ประโยชน์ ในการด ารงชีวิตมากมายอย่างต่อเนื่อง เช่น การสร้างพีระมิด การพิสูจน์เกี่ยวกับทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ความเกี ่ยวโยงระหว ่างเรขาคณิตและชีวิตประจ าวันของมนุษย์ ครูควรจัดการเรียนการสอนที ่มุ ่งเน้นให้นักเรียนสามารถน าความรู้ทางเรขาคณิตไปพัฒนาทักษะที ่ส าคัญ


146 ยกตัวอย่างเช่น การคิดและทักษะการให้เหตุผล เช่นเดียวกับการให้เหตุผลเชิงเรขาคณิตที่จะแสดงให้เห็นถึง กระบวนการคิดเชิงเรขาคณิตในด้านต่าง ๆ สอดคล้องตามกรอบแนวคิดของ (Angel Gutierrez and Adela Jaime, 1998) ซึ่งประกอบไปด้วย การตระหนักเกี่ยวกับรูปร่าง การใช้นิยาม การจัดหมวดหมู่ และการพิสูจน์ โดย การให้เหตุผลที่แตกต่างกันจะแสดงถึงระดับการคิดที่แตกต่างกันซึ่งนักเรียนส่วนมากยังประสบปัญหาและ ไม่ประสบความส าเร็จในการเรียนเรขาคณิต โดยแสดงออกผ่านทางการคิดเชิงเรขาคณิตของนักเรียน การจัดกระบวนการเรียนรู้สมัยใหม่ เปลี่ยนบทบาทครูจากผู้บรรยายมาเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ เป็นนักออกแบบกิจกรรมในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้นักเรียนใช้เป็นเครื ่องมือไปเรียนรู้ สร้าง องค์ความรู้ด้วยตนเอง ครูเป็นผู้อ านวยความสะดวก และเสนอแนะเครื่องมือการเข้าถึงองค์ความรู้ผ่านวิธีการต่าง ๆ โดยเฉพ าะผ ่ าน Technology ให้เข้ าถึงคว าม รู้ได้อย ่าง รวดเ ร็ วและมีป ร ะสิทธิภ าพ น าคว ามรู้ ที่ได้มาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในห้องเรียน ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่ยึดนักเรียนเป็นส าคัญ แน ว คิ ดห้ อง เ ร ี ยน ก ล ั บ ด้ าน (Flipped Classroom) เป็น วิ ธ ี ก า ร สอน หน ึ ่ง ท ี ่ ท าใ ห้ เกิ ด ท ั ก ษ ะ การเรียนรู้ในศตวรรษที ่ 21 (21st Century Skills) โดยใช้เทคโนโลยี การเรียนการสอนที ่ทันสมัย และ การให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ผ่านกิจกรรม Bergmann and Sams (2012) กล่าวว่าเป็นการจัดการเรียนสอน ที ่เน้นผู้เรียนเป็น ศูนย์กลาง โดยน าช ่องทางการเรียนรู้ของเทคโนโลยีสารสนเทศมาประย ุกต์ เป็นเครื่องมือให้นักเรียน สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองจากที่บ้าน และเน้นกิจกรรมการเรียนรู้ ระหว่างเพื่อนร่วมชั้น กับครูในห้องเรียน รับการถ่ายทอดความรู้ ที่บ้าน แล้วมาสร้างความรู้ต่อยอดจากวิชาที่รับถ่ายทอดมาที่โรงเรียน ท าให้เกิดการเรียนรู้ที่มีพลัง ช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ของเด็ก เพิ่มความร่วมมือระหว่างนักเรียน เพิ่มความมั่นใจใน ตนเอง เป็นผลให้ นักเรียนเกิดกระบวนการ “เรียนรู้โดยลงมือท า” (สุพัตรา อุตมัง, 2558) สื ่อวีดิทัศน์เป็นสื ่อที ่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียน ที ่ช่วยให้เข้าถึงสาระการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น เป็นสื่อที่ง่ายและใกล้ตัวผู้เรียน สร้างความเพลิดเพลิน ความคิดสร้างสรรค์ และส่งเสริมบรรยากาศเชิง บวก ในการเรียนการสอนได้เป็นอย ่างดี แต ่สื ่อวีดิทัศน์ที ่น ามาใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียน กลับด้าน มักจะเป็นสื่อวีดิทัศน์แบบธรรมดา โดยผู้สอนให้ผู้เรียนศึกษาวีดิทัศน์จากแผ่นดีวีดี หรือวีดิทัศน์ ที่ผู้สอนน าเข้าสู่กลุ่มเฟซบุ๊ก ยูทูป หรือช่องทางอื่น ๆ ที่ให้ผู้เรียนน าไปศึกษาที่บ้าน ซึ่งวีดิทัศน์ในรูปแบบดังกล่าวจะ เป็น ส ื ่ อท ี ่ไม ่ม ีปฏิส ัมพ ัน ธ์ใน ขณ ะที่ส ื ่ อ ว ีดิท ัศน ์ม ีปฏิ ส ัมพ ัน ธ์ ส าม า รถ แท ร กค า ถ ามต ่ าง ๆ ลงในวีดิทัศน์ เพื่อให้ผู้เรียนตอบค าถามภายในวีดิทัศน์ระหว่างที่ก าลังเรียนรู้ และท าความเข้าใจเนื้อหาด้วยตนเอง เพื่อทดสอบความเข้าใจของผู้เรียน เปรียบเสมือนปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับเนื้อหา รวมถึงสร้างแรงจูงใจในการ เรียนด้วย (นรินท์ นนทมาลย์, 2561: 211) ผู้สอนสามารถประเมินผลระหว่างเรียนทราบความก้าวหน้าในการ เรียนของผู้เรียนได้ น าผลที่ได้มาปรับปรุงวิธีการสอนให้เหมาะกับผู้เรียน และให้ผู้เรียนน าไปปรับปรุงตัวเองด้วย ใน ปัจจุบันมีสื่อวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ได้ สามารถช่วยประเมินผลระหว่างเรียน และ และเหมาะส าหรับห้องเรียน กลับด้าน ที่ใช้วิธีการให้ผู้เรียนเตรียมตัวด้วยตนเองนอกห้องเรียนผ่านวีดิทัศน์ และใช้การจัดกิจกรรมแทนการสอน ในห้องเรียน เครื่องมือในกลุ่มนี้ ได้แก่ Edpuzzle (วิชัย พัวรุ่งโรจน์, 2560: 52) จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนทั่ว ประเทศ นักเรียนจึงไม่สามารถมาเรียนแบบ On-site ได้ การจัดการเรียนการสอนได้ปรับน าระบบคอมพิวเตอร์มา


147 ช ่ ว ยใ น ก า ร พ ั ฒ น า ส ื ่ อ ก า ร ส อ น เพ ื ่ อ น า ม าใ ช้ใ น ก า ร เ ร ี ย น ก า ร ส อ นใ น ห้ อง เ ร ี ย น ร ว ม ทั้ง การใช้ห้องเรียนออนไลน์โดยใช้ช่องทางส าหรับการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ ผ่าน Google classroom และการ ประชุมออนไลน์ผ่าน Google Meet แต่ทว่าสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ รายวิชา คณิตศาสตร์ ค23101 คณิตศาสตร์ 9 เรื่อง ความคล้าย ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ที่ผู้วิจัยด าเนินการจัดการเรียนการ สอน พบว่า ผู้เรียนจะต้องมีความพร้อมทั้งด้านอุปกรณ์ สัญญาณอินเทอร์เน็ตแล้ว ในการจัดการเรียนการสอนยังมี ปัญหา อาทิเช่น นักเรียนไม่เข้าเรียน นักเรียนไม่ยอมเปิดกล้อง เมื่อถามนักเรียนก็ไม่ตอบ ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับ ครูผู้สอน นักเรียนหรือครูไม่ได้ยินเสียงกัน เวลาให้การบ้านก็ไม่ค่อยส่ง เป็นต้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อ การเรียนการสอน จากข้อมูล และสภาพปัญหาเบื้องต้น ผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้สอนรายวิชาคณิตศาสตร์9 ค23101 ของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จึงจัดท าสื่อวีดิทัศน์แบบมี ปฏิสัมพันธ์ เรื่อง ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย ขึ้นมา เพื่อกระตุ้นความสนใจ และให้ผู้เรียนสามารถศึกษาย้อนหลัง ได้โดยน ามาใช้ร่วมกับแอปพลิเคชั่น Edpuzzle เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์การเรียนรู้ของนักเรียน ท าให้ผู้เรียนรู้สึกมี ความสุข และสน ุกในการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านผ ่านระบบจัดการเรียนออนไลน์ Google Classroom ขึ้น วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์ 9 ค23101 ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร เรื่อง ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย ใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับแอปพลิเคชันส าหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle) 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร เรื ่อง ทฤษฎีบทสามเหลี ่ยมคล้าย ใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับแอปพลิเคชันส าหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle) แนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทิวาพร คนหาญ (2564) ได้ท าวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนการสอนวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื่องห่วงโซ่ อาหาร (Food Chain) โ ด ยใ ช้ สื่อ วิด ีโอ (VDO) ผ ่ านโป ร แก รม Edpuzzle ร ะ ด ับ ช ั้น ม ั ธยมศ ึ กษ าป ีท ี ่ 4/1 ในภาค เรียนที ่ 1 ปีการศึกษา 2564 ของโรงเรียนสุนทรภู ่พิทยา ผลการวิจัยพบว ่า 1) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนสุนทรภู่พิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ที่เรียนวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื่องห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) โดยใช้สื่อวิดีโอ (VDO) ผ่านโปรแกรม Edpuzzle มีคะแนนหลังเรียนเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนเรียน โดยมีค่าเฉลี่ยของคะแนน พัฒนาการเท่ากับ 8.00 คิดเป็นร้อยละ 38.00 2) ค ว า ม พ ึง พ อใ จ ข อง น ั ก เ ร ี ย น ช ั้ น ม ั ธ ย ม ศ ึ ก ษ า ป ี ท ี ่ 4/1 โ รง เ ร ี ย น ส ุ น ท ร ภ ู ่ พิ ท ย า ภาคเรียนที ่ 1 ปีการศึกษา 2564 ที ่เรียนวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื ่องห ่วงโซ ่อาหาร (Food Chain) โดยใช้


148 สื ่อวิดีโอ (VDO) ผ่าน โปรแกรม Edpuzzle มีความพึงพอใจโดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.70 ซึ ่งอยู่ในระดับ พึงพอใจมากที่สุด พิ ศิ ษ ฐ พง ษ ์ น า ค ภู่ (2563) ไ ด้ ท า วิ จ ั ย เ ร ื ่ อง ก า ร พ ั ฒ น า ผ ล ส ั ม ฤ ท ธิ์ท าง ก า ร เ ร ี ย น เรื่อง ค าภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียน กลับด้าน ร่วมกับแอปพลิเคชันส าหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle) ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร ่วมกับแอปพลิเคชันส าหรับเรียนรู้ผ ่านวีดิทัศน์ แบบมีปฏิสัมพันธ์ที่พัฒนาขึ้นมีผลการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญโดยภาพรวมพบว่ามีความเหมาะสมในระดับ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.84 สามารถน าไปใช้จัดการเรียนการสอนได้ 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ค าภาษาต่างประเทศในภาษาไทย พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( x = 4.45, S.D. = 0.56) อัครพล อนุพันธ์ และคณะ (2564) ได้ท าการวิจัย เรื่อง ผลการใช้รูปแบบการสอนตามแนวคิดห้องเรียน กลับด้านร่วมกับ Google Classroom ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอนตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับ Google Classroom วิชา คณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทาง คณิตศาสตร์ พบว่า มีค่า ประสิทธิภาพ E1 / E2 เท่ากับ 85.75/87.76 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดคือ 75/75 2) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนเฉลี่ย เท่ากับ 12.36 และมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เฉลี่ยเท่ากับ 26.30 ซึ่งนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ยุภาพร ด้วงโต้ด (2561) ได้ท าการวิจัย เรื่อง การจัดการเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้าน เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาคณิตศาสตร์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลทับกวาง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ผลการวิจัยพบว ่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การหาปริมาตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับ ด้านหลังเรียนสูงกว ่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาปริมาตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบปกติหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การหาปริมาตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ห้องเรียนกลับด้านสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ปกติ อย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05


149 กรอบแนวคิดของการวิจัย ในการวิจัย เรื่อง การจัดการเรียนรู้ ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ วิธีการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับแอปพลิเคชันส าหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle) เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ตามกรอบแนวคิดการวิจัยดังนี้ วิธีด าเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที ่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก ่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 3 ภาคเรียนที ่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก จ านวน 6 ห้องเรียน จ านวน 220 คน กลุ ่มตัวอย ่าง ได้แก ่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 3.2 ที ่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที ่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวน 37 คน ได้มาโดย ได้จากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื ่อง ทฤษฎีบทสามเหลี ่ยมคล้าย ผ่านแอพลิเคชัน Edpuzzle รายวิชา คณิตศาสตร์ 9 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่อง ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย จ านวน 15 ข้อ 3. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน เรื่อง ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย ของน ักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร ่วมกับ แอปพลิเคชันส าหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle) ขั้นตอนการด าเนินการวิจัย ผู้วิจัยด าเนินการ ตามล าดับขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาเอกสารทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย และห้องเรียนกลับด้าน


150 2. วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ หลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ค าอธิบายรายวิชา คณิตศาสตร์ 9 เนื้อหา ความคล้าย 3. ศึกษา และก าหนดเนื้อหา ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย 3 ทฤษฎีบท ได้แก่ AA Similarity Theorem SSS Similarity Theorem และ SAS Similarity Theorem โดยพิจารณาความสอดคล้องกับมาตรฐานและ ตัวชี้วัด ตามหลักสูตรสถานศึกษา และพิจารณาความยากง ่ายของเนื้อหา ให้มีความเหมาะสมกับระดับ ความสามารถของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบ แบบวัดความพึงพอใจ และเครื่องมือที่จะน ามาพัฒนาห้องเรียน ออนไลน์และให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ 5. คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม จ านวน 37 คน 6. ชี้แจงผู้เรียนเกี่ยวกับ รูปแบบของวิธีการเรียนรู้ แบบห้องเรียนกลับด้าน บทบาทของผู้เรียน จุดประสงค์ ของการเรียน และวิธีการวัดประเมินผล ข้อดีของรูปแบบการเรียนรู้ 7. ท าการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ทฤษฎีบทสามเหลี ่ยมคล้าย จ านวน 15 ข้อ ระยะเวลาในการท าแบบทดสอบ 30 นาทีและ น าแบบทดสอบที่นักเรียนกลุ่มตัวอย่างท ามาตรวจให้คะแนน บันทึกผลการทดสอบไว้เป็นคะแนนก่อนเรียน เพื่อใช้ ส าหรับการวิเคราะห์ข้อมูล 8. ด าเนินการสอนกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้น ใช้เวลาทดลองจ านวน 1 สัปดาห์ 3 ชั่วโมง 9. ท าการทดสอบหลังเรียน (Post-test)กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ทฤษฎีบทสามเหลี ่ยมคล้าย ฉบับเดียวกับที ่ทดสอบก ่อนเรียน จ า นวน 15 ข้อ และให้นักเรียน ท าแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย โดยการจัดการเรียนรู้ แบบห้องเรียนกลับด้าน เพื่อสอบถามความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน 10. ตรวจผลการท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย กลุ่มตัวอย่าง บันทึกผลการทดสอบไว้เป็นคะแนนหลังเรียน เพื่อใช้ส าหรับการวิเคราะห์ข้อมูล 11. น าผลคะแนนจากการทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน และผลการตอบแบบสอบถามของนักเรียนไป วิเคราะห์โดยใช้วิธีทางสถิติเพื่อทดสอบสมมติฐานและน ามาสรุปผลการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล 1. หาค ่าความเที ่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ค ่าความเชื ่อมั ่นของแบบทดสอบและแบบประเมิน ความพึงพอใจ 2. หาคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน โดยใช้ มาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 3. เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ ค่า t-test Dependent


151 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ค่าร้อยละ (Percentage) 2. ค่าเฉลี่ย (Mean) 3. ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 4. สถิติทดสอบค่าทีแบบตัวอย่างไม่อิสระต่อกัน (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีการ จัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร ่วมกับแอปพลิเคชันส าหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle) สรุปผลได้ดังนี้ 1. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน เรื่อง ทฤษฎีบทสามเหลี่ยม คล้าย ที่เรียนโดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับแอปพลิเคชันสาหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์ แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle) พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ดังตาราง 1 ตาราง 1 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน เรื่อง ทฤษฎีบท สามเหลี่ยมคล้าย การทดสอบ จ านวน (คน) คะแนน เต็ม x S.D. d S.D. t Sig ก่อนเรียน 37 15 7.27 3.52 4.00 3.87 6.2939* 0.0000 หลังเรียน 37 15 11.27 3.44 * ระดับนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตาราง 1 พบว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้ายของนักเรียนที่ เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านหลังเรียนสูงกว ่าก ่อนเรียนอย ่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (r =.451, t= 6.29, p = .000) โดยที่ค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนเท่ากับ 7.27 คะแนน และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.52 หลังเรียนเท่ากับ 11.27 คะแนน และมีค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน เท่ากับ 3.44 2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย ใช้วิธีการจัดการ เรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับแอปพลิเคชันส าหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle)


152 ตาราง 2 จ านวนและร้อยละของนักเรียนจ าแนกตามข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม ข้อมูลทั่วไป จ านวน (คน) ร้อยละ เพศ 1. ชาย 12 32.43 2. หญิง 16 43.25 นักเรียนตอบแบบสอบถาม 28 75.68 นักเรียนไม่ได้ตอบแบบสอบถาม 9 24.32 รวม 37 100.00 จากตาราง 2 จากจ านวนนักเรียนที่ตอบแบบสอบถาม 28 คน นักเรียนที่ตอบแบบสอบถามเป็นเพศ ชาย จ านวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 32.43 และเป็นเพศหญิง จ านวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 43.25 ตาราง 3 แสดงผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนมีต่อการจัดการเรียนรู้ ทฤษฎีบทสามเหลี่ยม คล้าย ใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร ่วมกับแอปพลิเคชันส าหร ับเรียนรู้ผ ่ าน วีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle) รายการประเมิน S.D. แปลความหมาย 1. ด้านบทบาทของครูผู้สอน 4.17 0.69 มาก 2. ด้านบทบาทของนักเรียน 3.92 0.83 มาก 3. ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ 4.01 0.79 มาก รวมทุกด้าน 4.04 0.71 มาก ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย ใช้วิธีการ จัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร ่วมกับแอปพลิเคชันส าหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle) พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจ ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( x = 4.04, S.D. = 0.71) เมื่อพิจารณา เ ป็ น ร า ย ด้ า น พ บ ว ่ า น ั ก เ ร ี ย น ม ี ค ว า มพ ึง พ อใ จ ด้ า น บ ท บ า ท ค ร ู ผ ู้ ส อ น อ ยู ่ใ น ร ะ ด ั บ ม า ก ( x = 4.17, S.D. = 0.69) รองลงมาด้านกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก ( x = 4.01, S.D. = 0.79) และด้านที่ 2 บทบาทของนักเรียนอยู่ในระดับมาก ( x = 3.92, S.D. = 0.83) ตามล าดับดังตาราง 3 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่ 1 บทบาทครูผู้สอน นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( x = 4.17, S.D. = 0.69) ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ เมื่อนักเรียนมีข้อสงสัย ครูผู้สอนสามารถช่วยอธิบายให้เข้าใจ เนื้อหาได้ดีขึ้น ( x = 4.32, S.D. = 0.72) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยน


153 เ ร ียน รู้ก ับเพ ื ่อนใน ช ั้น เ ร ียน ( x = 4.11, S.D. = 0.99) ด้ านท ี ่ม ีค ่ าเฉ ล ี ่ย รอง ลงม าค ือ ด้ านท ี ่ 3 ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( x = 4.01, S.D. = 0.79) ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ รูปแบบการเรียนรู้ส ่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ท ุกที ่ทุกเวลา ( x = 4.11, S.D. = 0.83) ส ่วนข้อ ที ่มีค่าเฉลี ่ยน้อยที ่สุด คือ ระยะเวลาของกิจกรรมการเรียนรู้ แต ่ละกิจกรรมมีความเหมาะสม ( x = 3.89, S.D. = 0.99) และด้านที ่ 2 บทบาทของน ักเรียนในการเรียนแบบห้องเรียนกลับด้าน น ักเรียนมี ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( x = 3.92, S.D. = 0.83) ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ผู้เรียนทราบพัฒนาการในการ เรียนของตนเองได้( x = 4.00, S.D. = 0.94) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี ่ยน้อยที ่สุด คือ สามารถน าความรู้ที่ได้จาก การศึกษานอกห้องเรียนมาใช้ท ากิจกรรมร่วมกันในห้องเรียนได้อย่างเหมาะสม ( x = 3.86, S.D. = 0.89) อภิปรายผลการวิจัย ผลการวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สามารถอภิปรายได้ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน เรื่อง ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย ที่เรียนโดยใช้ วิธีการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร ่วมกับแอปพลิเคชันสาหรับเรียนรู้ผ ่านวีดิทัศน์ แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยส าคัญทางสถิติที ่ระดับ .05 ทั้งนี้เนื ่องจากแผนการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร ่วมกับ แอปพลิเคชันสาหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์(Edpuzzle) เรื ่อง ทฤษฎีบทสามเหลี ่ยมคล้าย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่พัฒนาขึ้น นักเรียนได้ศึกษาความรู้จากสื่อวีดิทัศน์ที่มีปฏิสัมพันธ์ผ่าน แอปพลิเคชัน Edpuzzle ข้อดีของการมีปฏิสัมพันธ์ทางการเรียนรู้ คือ มีความส าคัญในการช่วยให้การเรียนรู้ ประสบความส าเร็จ ซึ ่งสอดคล้องกับพิศิษพงษ์ นาคภู่ (2563). กล่าวว ่า แอปพลิเคชัน Edpuzzle เป็นสื่อ ที่เข้าถึงได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา อีกทั้งยังสามารถทบทวนซ ้าได้ตลอดเวลา และสามารถน ามาใช้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้านได้ โดยให้นักเรียนศึกษานอกห้องเรียนด้วยตนเองจากแอปพลิเคชัน Edpuzzle ส่วนในชั้นเรียนก็มีเวลาอย่างเต็มที่ในการให้นักเรียนท ากิจกรรมและการอภิปรายนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติและใช้ กระบวนการคิด ซักถามสิ่งที่ไม ่เข้าใจจากครู ท าให้นักเรียนเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ Jonathan Bergmann and Aaron Sams (2012) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน เปลี่ยนวิธีการสอนของ ครู จากการเป็นผู้บรรยายหน้าชั้นเรียนไปเป็นครูฝึก ฝึกการท าแบบฝึกหัดหรือท ากิจกรรมอื่นในชั้นเรียนให้แก่ศิษย์ เป็นรายบุคคลหรืออาจเรียกว่าเป็นครูติวเตอร์ หรือเปรียบเสมือนโค้ชคอยกระตุ้นผู้เรียนและให้คาแนะนากับผู้เรียน การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านช่วยให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น สอดคล้องกับผลการวิจัย ของ ยุภาพร ด้วงโต้ด (2561) ได้ศึกษา การจัดการเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้านเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน รายวิชาคณิตศาสตร์ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้าน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 2. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับแอปพลิเคชันสาหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์(Edpuzzle) เรื่อง ทฤษฎีบท


154 ส ามเห ล ี ่ ยม คล้ า ย พบ ว ่ า น ั กเ ร ี ยน ม ี ค ว ามพ ึงพ อใ จในภ าพ ร ว ม อ ยู ่ใน ร ะ ด ับม าก ( x = 4.04, S.D. = 0.71) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจด้านบทบาทครูผู้สอน อยู่ในระดับมาก ( x = 4.17, S.D. = 0.69) รองลงมาด้านกิจกรรมการเรียนรู้อยู ่ในระดับมาก ( x = 4.01, S.D. = 0.79) และด้าน บทบาทของนักเรียนอยู่ในระดับมาก ( x = 3.92, S.D. = 0.83) ตามล าดับทั้งนี้เนื่องจากผู้วิจัยได้น าวิธีจัดการ เรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน มาใช้ร่วมกับแอปพลิเคชันส าหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์(Edpuzzle) ให้น ักเ ร ียนได้เ รียน รู้ เ ร ื ่อง ทฤษฎ ีบทส ามเหล ี ่ยมคล้ าย ใน ร าย วิช า ค23101 คณิตศ าสต ร์ 9 อย่างเหมาะสม ท าให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจโดยผู้สอนมีบทบาทส าคัญในการกระตุ้น และตั้งค าถามนักเรียน เปิด โอกาสให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เมื่อนักเรียนมีข้อสงสัยครูผู้สอนสามารถช่วยอธิบายให้เข้าใจเนื้อหาได้ดี ข ึ้น ม ี ก า ร ช ี้ แ จงภ า ร ะง านอย ่ างช ัดเ จนแ ล ะ ม ี ก า รให้ ค ะแนนอ ย ่ างห ล ากห ล า ย ส ่ วนบทบ าท ของนักเรียน นักเรียนสามารถน าความรู้ที่ได้จากการศึกษานอกห้องเรียนมาใช้ท ากิจกรรมร่วมกันในห้องเรียนได้ สามารถแลกเปลี ่ยนเรียนรู้ร ่วมกันได้มากขึ้น และยังศึกษาทบทวนความรู้ด้วยตนเองได้รูปแบบการเรียน ท้าทายช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียน อีกทั้งผู้เรียนมีโอกาสในการตั้งคาถามจากสิ่งที่ตนเองได้ศึกษามา แล้ว เกิดข้อสงสัยกับครูผู้สอน ส่วนด้านกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียน บรรยากาศ ในชั้นเรียนมีความสนุกสนานและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนรู้ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ทุกที่ทุก เวลา ช ่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และเข้าใจเนื้อหาในการเรียนได้มากขึ้น สอดคล้องกับผลการวิจัยของ ทิวาพร คนหาญ. (2564). ได้พัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาชีววิทยาพื้นฐาน เรื่องห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) โดยใช้สื ่อวิดีโอ (VDO) ผ่านโปรแกรม Edpuzzle ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 4 ในภาคเรียนที ่ 1 ปีการศึกษา 2564 ของโรงเรียนสุนทรภู ่พิทยา ผลการศึกษาพบว ่า ความพึงพอใจของนักเรียนที ่มีต่อ การจัดการเรียนรู้มีความพึงพอใจโดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.70 ซึ่งอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ข้อเสนอแนะที่ได้จากการท าวิจัย 1. ผู้สอนควรเตรียมตัวก่อนล่วงหน้าทุกครั้งเพื่อมิให้เกิดความผิพลาดและจะต้องเตรียม สื่ออุปกรณ์ให้ พร้อมก่อน 2. กระบวนการเรียนรู้นอกเวลาเรียนในขั้นศึกษาสื่อและบันทึกการเรียนรู้จากสื่อ ครูผู้สอนควรมี มาตรการเสริมแรงทางบวกหรือการเสริมแรงทางลบกับนักเรียนที่มีความรับผิดชอบและนักเรียนที่ขาดความ รับผิดชอบ เนื่องจากอาจมีนักเรียนบางส่วนที่ไม่ศึกษาล่วงหน้าจากวีดิทัศน์ หรือไม่บันทึกการเรียนรู้จากสื่อมา ดังนั้นครูผู้สอนจะต้องหาแนวทางหรือมาตรการในการแก้ไข 3. ในขณะจัดกิจกรรมในห้องเรียน ครูควรสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนให้มีบรรยากาศแห่ง การเรียนรู้ให้นักเรียนกล้าแสดงออก และกล้าแสดงความคิดเห็น เกิดความกระตือรือร้นในการเรียน เพื่อให้การ จัดการเรียนรู้ประสบความส าเร็จ


155 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการน ารูปแบบการสอนแบบ Active Learning และสื ่อวิดีโอแบบมีปฏิสัมพันธ์ ผ ่าน แอพพลิเคชัน Edpuzzle ที่มีประสิทธิภาพ ไปปรับสอนในเนื้อหาสาระอื่นๆ และระดับชั้นอื่น 2. ควรศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ทฤษฎีบทสามเหลี่ยมคล้าย ระหว่างการเรียน แบบปกติ กับวิธีการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน เอกสารอ้างอิง ก ุลิสรา จิตรชญาวณิช และคณะ. (2564). วิธีการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที ่ 21. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ทิวาพร คนหาญ. (2564). รายงานวิจัยในชั้นเรียน การจัดการเรียนการสอนรายวิชาวิชาชีววิทยาพื้นฐาน ของ นักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ที่เรียนเรื่องห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) โดยใช้สื่อ วิดีโอ(VDO) ผ่านโปรแกรม Edpuzzle. ระยอง: โรงเรียนสุนทรภู่พิทยา. นรินธท์ นนทมาลย์. (2561). “วิดีโอปฏิสัมพันธในการเรียนแบบเปดในศตวรรษที่ 21”. ครุศาสตร 46(4): 211- 227. . (2562). “การวางแผนการผลิตวิดีโอการสอนในยุคดิจิทัล”. เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ECT Journal 16(1): 35 – 53. พิศิษพงษ์ นาคภู ่. (2563). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื ่อง ค าภาษาต ่างประเทศในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 2 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับ แอฟพลิเคชันส าหรับเรียนรู้ผ่านวีดิทัศน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Edpuzzle). การศึกษาค้นคว้าอิสระ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร. เมธาวี ปัญญาจันทร์สว่าง และสุรัตนา อดิพัฒน์. (2565). “การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยการจัดการเรียนรู้ แบบห้องเรียนกลับด้าน ส าหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3”. Journal of Roi Kaensarn Academi 7(6): 105 – 116. ยุภาพร ด้วงโต้ด. (2561). “การจัดการเรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนกลับด้าน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาคณิตศาสตร์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 3”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร ม ห า บ ั ณฑิ ต ส า ข า วิ ช า ก า ร วิ จ ั ย แ ล ะพ ัฒ น า ห ล ั ก สู ต ร คณ ะ ค ร ุ ศ า ส ต ร ์ อ ุ ต ส าห ก ร ร ม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี. วิชัย พัวรุ่งโรจน์. (2560). แนวโน้มวิธีการเรียนการสอนยุคใหม่ด้วยเครื่องมือประเมินผลระหว่างเรียนออนไลน์. เลย: ส านักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย. สุพัตรา อุตมัง. (2558). “แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน : ภาพฝันที่เป็นจริงในวิชาภาษาไทย”. วิชาการศึกษาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 16(1): 51 -58. อัครพล อนุพันธ์ และคณะ. (2564). “ผลการใช้รูปแบบการสอนตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับ Google Classroom ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี


156 ที ่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี”. การประชุมวิชาการระดับชาติด้านการศึกษา ครั้งที ่ 1 (The 1st National Conference in Education, 2021). คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ2564. หน้า 96 – 105. Angel Gutierrez and Adela Jaime. (1998). On the Assessment of the Van Hiele Level of Reasoning. Focus on Learning Problems in Mathematics. Sprimg and Summer Edition, Vol. 20, P 29-32 Bergmann, J., and Sams, A. (2012). Flipped Your Classroom Reach Every Student in Every Class Every Day Technology Coordinators. N.P.: Curriculum Specialists, Policy Makers.


157 ผลการจดักิจกรรมการเรียนร้แูบบ Active Learning ด้วยกระบวนการเรียนรู้ โดยใช้โครงงานเป็ นฐาน (Project-Based Learning) เรื่อง การศึกษาลักษณะ ของไส้เดือนดินสายพนัธฟ์ุีเรททิมา พีกวันา ที่พบในจังหวัดนครนายก Effect of Active Learning by Using Project-Based Learning Process in the Title of Characterization of the Earthworms (Pheretima Peguana) in the Nakhon Nayok Province ศภุศิลป์ภาษีและคณะ* Supasin Pasee, et al. บทคดัย่อ งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ โครงงานเป็นฐาน ที่มุ่งให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง มีครูเป็นผู้อ านวยความสะดวก โดยจัดกิจกรรมการ เรียนรู้เชิงรุก ด้วยกระบวนการท าโครงงานในหัวข้อ การศึกษาลักษณะของไส้เดือนดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ที่พบในจังหวัดนครนายกซึ่งเป็นโครงงานประเภทครูลดการน าทาง-เพิ่มบทบาทผู้เรียน และเป็น ลักษณะโครงงานเชิงส ารวจโดยใช้กระบวนการและขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็น ฐาน แนวคิดที่ 2 การจัดการเรียนรู้ ตามรูปแบบจักรยานแห่งการเรียนรู้แบบการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็น ฐาน ประกอบด้วย 5 ส่วน ขั้นระบุปัญหา ขั้นการวางแผน ขั้นการลงมือท า ขั้นทบทวนการเรียนรู้และขั้นการ น าเสนอ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิ โรฒ องครักษ์ จ านวน 6 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง โดยใช้กลุ่มการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานเป็น หน่วยเลือก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ใช้แบบสอบถามความพึงพอใจจากการเรียนการสอนแบบการ เรียนรู้เชิงรุก ท าการวิเคราะห์แบบสอบถามโดยใช้มาตรวัดแบบลิเคิร์ทสเกล ผลการวิจัยพบว่า ระดับความ พึงพอใจของผู้เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานอยู่ในระดับ มาก และผลการศึกษา ลักษณะของไส้เดือนสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา จากสถานที่ส ารวจทั้ง 3 แห่งในจังหวัดนครนายก พบว่า ลักษณะภายนอก มีสีน ้าตาลเข้ม เห็นข้อปล้อง มีขนาดความยาวเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 10.5-12.5 เซนติเมตร ลักษณะภายใน พบต่อมลูกหมาก ล าไส้ และพบว่าบริเวณที่ไส้เดือนดินอาศัยอยู่เป็นบริเวณดินร่วน มีค่า pH * อาจารย์ ดร.สถาบันวิจัย พัฒนา และสาธิตการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Lecturer Dr., Educational Research Development and Demonstration Institute, Srinakharinwirot University, Thailand และคณะผู้ร่วมวิจัย ได้แก่ 1) ทัศนียาพร เขื่อนเมือง (Thassaneeyaphon khuanmang) 2) ปริญญาภรณ์ ชินพัลลภ (Parinyaporn Shinpanlob) 3) พรนภัส พรมบุตร (Ponnapat Promboot) 4) เปี่ยมพสุ สุขภิมนตรี(Piampasu sukpimontri) 5) ฑิฆัมพร ว่องพุฒิ พงศ์(Thikhamphon Wongputhipong) และ 6) รณิดา ยี่ร่อสา (Ranida Yeerosa), นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องค์รักษ์(Student, Grade 11, Ongkharak Demonstration School, Srinakharinwirot University, Thailand) Corresponding Author E-mail Address: [email protected]


158 อยู่ในช่วง 7.4-7.6 นอกจากนี้ ผู้เรียนได้สร้างแอปพลิเคชัน โลกของไส้เดือน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมี กระบวนการเสริมสร้างองค์ความรู้เกิดขึ้น ค าส าคัญ : กิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก/ การเรียนการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน/ ไส้เดือนดิน Abstract This research aims to promote the students create explicit knowledge on project-based learning by focusing on active learning process with teacher guidance and facilitate activities. Characterization of the earthworms (Pheretima peguana) in the Nakhon Nayok province, which are less guidance and survey project knowledge on project-based learning process. Second concept learning project bicycle model consists of 5 steps there are Define, Plan, Do, Review and Presentation. The population Sample group in the research was student in Mathayom 5 in Srinakharinwirot University Demonstration School Ongkharak amount of 6 people obtained from Purposive sampling by selected project based. The questionnaire is the research Instrument for collecting data in active learning study. The questionnaire was analyzed by using a Likert Rating Scales. The results showed that satisfaction level of learners with a project-based learning process at a high level and the results of the study of the characteristics of the earthworm species (Pheretima peguana) from the 3 survey sites in Nakhon Nayok Province, it was found that the external appearance was dark brown. The joints have an average length between 10.5-12.5 centimeters. Internal features are found in the prostate glands, intestines. The area inhabited by earthworms is loam soil with a pH in the range of 7.4-7.6. In addition, learners have created applications “Earthworm World”, this indicated that learners can be created explicit knowledge. Keywords : Active Learning/ Project-based Learning/ Earthworm บทน า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในศตวรรษที่ 21 ส่งผลกระทบทั้งทางด้านสังคมด้าน เศรษฐกิจด้านสิ่งแวดล้อมด้านการเมืองและด้านการจัดการศึกษาของทุกประเทศประไทยจ าเป็นต้องมีการ วางแผนการพัฒนาก าลังคน และการจัดการด้านการศึกษาให้สอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่ง ปัจจุบันห้องเรียนอาจไม่ใช้สิ่งที่สามารถตอบโจทย์ส าหรับการศึกษาในปัจจุบันได้ เพราะปัจจุบันมี แหล่งข้อมูลต่างๆที่สามารถเรียนรู้และเข้าถึงได้ผ่านช่องทางที่หลากหลาย อาทิเช่น สมาร์ทโฟน สิ่งส าคัญ ส าหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 คือ ต้องมีทักษะในการน าความรู้ต่างๆมาประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประวันให้ เกิดประโยชน์สูงสุด ผู้เรียนในยุคศตวรรษที่ 21 ต้องมีทักษะการคิดอย่างมีเหตุมีผล ตัดสินใจจากหลักฐาน และเหตุผลที่ถูกต้อง มีทักษะการท างานเป็นทีม เป็นผู้น าและผู้ตามอย่างเหมาะสม แนวคิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เชื่อว่ารูปแบบการศึกษาแบบดังเดิม อาจไม่เพียงพอต่อการ ด ารงชีวิตและการท างานภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกศตวรรษใหม่ แนวคิดใหม่นี้ให้


159 ความส าคัญกับการสร้างทักษะที่ส าคัญในการด าเนินชีวิตได้แก่ ทักษะการคิดอย่างมีเหตุผล คิดอย่าง รอบคอบ มีมุมมองที่กว้างขวาง ทักษะการเรียนรู้ที่สามารถสร้างนวัตกรรม ทักษะการสื่อสารสารสนเทศและ ใช้เทคโนโลยีช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้จากการเรียนรู้ ไปควบคู่กับเนื้อหาในรายวิชาเรียนหลักและความรู้ ต่างๆ ที่ส าคัญ ผ่านรูปแบบที่สามารถสร้างผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ คิดอย่างมีเหตุผล เรียนรู้ อย่างมีความสุข เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณธรรม สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรอบคอบ สามารถปรับตัวเข้ากับการ เปลี่ยนแปลง สามารถสื่อสารได้อย่างหลากหลาย และท างานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสามัคคีและเป็นมิตร (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, 2557) การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ โดย ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติและคิดในสิ่งที่ผู้เรียนสนใจ (Bonwell and Eison, 1991) ภายใต้การจัดกิจกรรมที่มี สมมติฐานพื้นฐาน 2 ประการคือ 1) การเรียนรู้เกิดขึ้นจากความพยายามโดยธรรมชาติของมนุษย์และ 2) แต่ละบุคคลมีรูปแบบความพยายามและความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน (Meyers and Jones, 1993) โดยผู้เรียนจะถูกปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ (Receive) ปรับไปสู่การมีส่วนร่วมในการสร้าง องค์ความรู้หรือการเรียนรู้ร่วมกัน (Co-creators) (Felder and Brent, 1996: 43-47) การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นกระบวนการที่สามารถจัดกิจกรรมได้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน และสามารถจัด กิจกรรมได้กับผู้เรียนทุกระดับชั้น ทั้งการเรียนรู้เป็นตัวบุคคลการเรียนรู้เป็นแบบกลุ่มขนาดย่อย และการ เรียนรู้เป็นแบบกลุ่มขนาดใหญ่ (McKinney, 2008) ได้เสนอตัวอย่างรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะ ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แบบ Active Learning ได้ดีไว้อย่างหลากหลาย หนึ่งในกิจกรรมการจัดการที่ รู้ที่ดี คือ การเรียนรู้แบบกระบวนการวิจัย (Mini-research Proposals or Project) หรืออาจเรียกว่าการเรียนรู้ โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) หรือการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ผู้วิจัยสนใจในการจัดท าวิจัยในครั้งนี้ การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) เป็นการศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่สนใจ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือในหลายๆเรื่องที่อยากทราบค าตอบอย่างแน่ชัด หรือเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆให้มาก ยิ่งขึ้น ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเองและลงมือปฏิบัติจริงในลักษณะของการศึกษา การส ารวจ การค้นคว้า การ ทดลอง และการประดิษฐ์คิดค้น ซึ่งผู้เรียนเป็นผู้คิดหัวข้อในการสืบค้นข้อมูล ท าการทดลอง วิเคราะห์และ สรุปผล เขียนรายงาน แสดงผลงาน โดยมีครูเป็นผู้กระตุ้น ให้ค าแนะน าและให้ค าปรึกษาอย่างใกล้ชิด ซึ่ง สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivist Learning Theory) ได้แก่ ทฤษฎีการ สร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) และทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน (Constructionism) ซึ่งมีความเชื่อว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อ ผู้เรียนมีกระบวนการและได้สร้างองค์ความรู้ที่ เป็นของตนเอง สร้างองค์ความรู้ที่เกิดจากความเข้าใจของตนเองและมีส่วนร่วมในการลงมือปฏิบัติด้วย ตนเอง (ยรรยง สินธุ์งาม, 2551) การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานเป็นกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียน สามารถเชื่อมโยงประสบการณ์จากชีวิตจริงสู่การเรียนรู้ค้นหาค าตอบด้วยตนเอง ผ่านการการลงมือปฏิบัติ การค้นคว้า การส ารวจ และการจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน มุ่งเน้นไปสู่การสร้าง ประสบการณ์ในการท างานอย่างเป็นระบบ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรง ได้เรียนรู้วิธีการ แก้ปัญหา ได้ท าการทดลอง ส ารวจ และตรวจสอบในสิ่งต่าง ๆ ที่ตนสนใจผ่านขั้นตอน การวางแผน การ


160 ท างานเป็นทีม และการคิดอย่างมีเหตุผลคิดอย่างเป็นระบบ โดยเน้นให้ผู้เรียนสามารถบูรณาการวิชาการ ด้านต่างๆ เข้ามาใช้ในการด าเนินโครงงานนั้น ๆ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ที่เป็นรูปธรรมแก่ ผู้เรียนโดยความสามารถและพลังจากการเรียนรู้ของตัวผู้เรียนเอง และเมื่อผู้เรียนสามารถสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขึ้นมาจากความสามารถและพลังของการเรียนรู้ด้วยตนเอง ก็จะเสมือนเป็นการสร้างความรู้ขึ้นในตนเอง ความรู้ที่สร้างขึ้นเองนี้จะมีความหมายต่อผู้เรียนเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นความรู้ที่คงทนอยู่นานใน ขณะเดียวกันผู้เรียนก็จะสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของตัวเองได้ดี นอกจากนั้นความรู้ที่สร้าง ขึ้นได้เองนั้น ยังจะเป็นพื้นฐานความรู้ ให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ใหม่ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด (ทิศนา แขมมณี, 2547) จากการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยมีความเห็นว่าการจัดการเรียนการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็น ฐาน มีความเหมาะสมที่จะท าให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น สามารถสร้าง องค์ความรู้จากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองได้ จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ทั้งมลภาวะสิ่งแวดล้อม ปัญหาขยะและ สารเคมีที่ใช้ในการเกษตรเป็นจ านวนมาก จังหวัดนครนายกเป็นจังหวัดที่เป็นสถานที่ตั้งของ สถาบันวิจัย พัฒนา และสาธิตการศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ และเป็นจังหวัดที่ ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร โดยพื้นที่การปลูกพืชในจังหวัดนครนายกสามารถจ าแนกเป็น 5 ประเภทหลัก คือ พื้นที่ปลูกข้าว พื้นที่ไม้ผล พื้นที่ไม้ดอกไม้ประดับ และพื้นที่พืชอื่น (ผัก พืชไร่ สมุนไพร) (สภาเกษตรกรจังหวัดนครนายก) ซึ่งเป็นจังหวัดเกษตรกรรมเป็นส าคัญ การเพิ่มผลผลิตของสิ่งค้าเกษตร ของเกษตรกรในปัจจุบันยังมีการใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับสินค้าเกษตรจึงส่งผลต่อคุณภาพของดิน และสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในดิน จึงเป็นที่มาของปัญหาของโครงงานในครั้งนี้ ในหัวข้อการศึกษาลักษณะของไส้เดือน ดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ที่พบในจังหวัดนครนายก เพื่อพัฒนาต่อยอดสร้างองค์ความรู้ น าไปสู่การ พัฒนาชมชนเพื่อปรับปรุงคุณภาพของดินในอนาคต (เกษม จันทร์แก้ว, 2540) กล่าวว่าไส้เดือนดินที่พบใน ประเทศไทยและในแถบเอเชียอ าคเนย์ได้แก่ สายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา (ขี้ตาแร่) และ สาย พันธุ์ฟีเรททิมา โพสธูมา (ขี้คู้) ไส้เดือนดินที่ผลิตปุ๋ ยหมักจะกินขยะอินทรีย์พร้อมกับจุลินทรีย์ที่เจริญเติมโต อยู่ในขยะนั้น (Edwards, et al, 1995: 185-206) จากการศึกษา (จีรวัฒน์นวนพุดซา, 2551) พบว่า ไส้เดือน ดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา เป็นไส้เดือนที่กินมูลวัวได้ดีที่สุด และ (อานัฐ ตันโช, 2553) ได้ท าการศึกษา โดยปล่อยไส้เดือนดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ร่วมกับมูลวัวพบว่า น ้าหนักผลผลิตเบบี้แครอทมีเพิ่มมาก ขึ้น เมื่อเทียบกับแปลงที่ไม่ใส่ไส้เดือนดิน (กรวิกา บุญมาวรรณ, 2549: 60) ศึกษาคุณภาพปุ๋ ยหมักมูล ไส้เดือนดิน พบว่า ไส้เดือนดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา สามารถย่อยสลายมูลสุกรและให้ปริมาณธาตุ ไนโตรเจน (N) ปริมาณฟอสฟอรัส (P) ปริมาณธาตุแคลเซียม (Ca) และปริมาณธาตุโบรอน (B) ได้มากที่สุด (นิรันดร์ หิรัญสุข, 2547) ท าการศึกษาเรื่องศักยภาพจากไส้เดือนดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ในการย่อย ขยะอินทรีย์ และการผลิตปุ๋ ยหมักในสภาพเลียนแบบธรรมชาติร่วมกับการศึกษาความเหมาะสมของ pH ของ ดิน พบว่าระดับ pH ที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 7.0-8.0 และความชื้นอยู่ในช่วง 20-30% จากความน่าสนใจของ ไส้เดือนดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ซึ่งเป็นไส้เดือนที่พบในประเทศไทยจึงเป็นที่มาให้ผู้วิจัยต้องการ ศึกษาลักษณะของไส้เดือนดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ที่พบในจังหวัดนครนายก เพื่อเสริมสร้างองค์ ความรู้ และพัฒนาต่อยอดสร้างแอปพลิเคชัน โลกของไส้เดือน


161 วัตถุประสงค์การวิจยั 1. เพื่อศึกษาและสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับไส้เดือนดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ในจังหวัด นครนายก 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนจากกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน วิธีการดา เนินการวิจยั ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรอิสระ คือ กิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน เป็นฐาน (Project - Based Learning) ตัวแปรตาม คือ 1. ความสามารถในการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับไส้เดือนดินในจังหวัดนครนายก 2. ความพึงพอใจหลังผ่านกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน สมมติฐานการวิจยั 1.ผู้เรียนที่ผ่านการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการเรียนรู้โดย ใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based learning) มีความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ จากการลงมือปฏิบัติ โครงงานด้วยตนเอง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 2. ผู้เรียนที่ผ่านการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน มีความพึงพอใจในระดับ มาก ประชากร ผู้เรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ องครักษ์ กลุ่มตวัอย่าง ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ องครักษ์ จ านวน 6 คน ได้ จากการเลือกแบบเจาะจง จากกลุ่มการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน 5 กลุ่ม จ านวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจยั 1. แบบบันทึกข้อมูลตามกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน 2. แบบสอบถามความพึงพอใจจากการเรียนการสอนแบบการเรียนรู้เชิงรุก พัฒนาจากประโยชน์ การเรียนการสอนแบบ Active Learning (มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา, 2561) ขนั้ตอนในการดา เนินการ การศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน เป็นฐาน (Project-based learning) เรื่อง การศึกษาลักษณะของไส้เดือนดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ที่ พบในจังหวัดนครนายก มีการด าเนินการวิจัยแบบโครงงานประเภทครูลดการน าทาง-เพิ่มบทบาทผู้เรียน (Less – Guided Project) ควบคู่กับ แนวคิดที่ 2 การจัดการเรียนรู้ตามโมเดลจักรยานแห่งการเรียนรู้แบบ PBL (วิจารณ์ พานิช, 2555: 28-36) โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. ครูและผู้เรียนร่วมกันระบุปัญหา ครูให้ผู้เรียนคิดหาปัญหาที่สนใจและเกี่ยวข้องกับจังหวัดนครนายก


162 2. ครูและผู้เรียนร่วมกันออกแบบวางแผนและหาแนวทางการแก้ปัญหาโดยครูมอบหมายให้ผู้เรียน สืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหา เพื่อน าไปสู่การออกแบบการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาค าตอบผู้เรียนร่วมกันออกส ารวจเก็บตัวอย่างไส้เดือนดินในจังหวัด นครนายก ในสถานที่เก็บตัวอย่าง 3 แห่ง ดังรูปที่ 1 รูปที่ 1 ภาพ A แสดงการเก็บตัวไส้เดือนและตัวอย่างดิน ภาพ B และ C แสดงการเก็บตัวอย่างดินในพื้นที่จังหวัดนครนายก 4. ผู้เรียนใช้เครื่องมือในการเก็บรวมรวมข้อมูลจากตัวอย่างไส้เดือนดินที่ได้จากการส ารวจ ผู้เรียนน า ตัวอย่างไส้เดือนมาท าการวัดและวิเคราะห์โดยผ่านทักษะการสังเกต ทักษะการวัด ทักษะการบันทึกผล ดัง รูปที่ 2 รูปที่ 2 ภาพ A แสดงทักษะการวัดความยาวของไส้เดือน ภาพ B แสดงทักษะการสังเกตผ่านการส่อง ด้วยกล้องจุลทรรศน์ภาพ C แสดงทักษะการวัดและการบันทึกผลของ ค่า pH ของดินที่ไส้เดือนอาศัยอยู่ ด้วยเครื่อง pH meter 5. ผู้เรียนตีความหมายข้อมูลและออกแบบการแสดงผลของข้อมูลในรูปแบบตาราง 6. ผู้เรียนสรุปผล ผู้เรียนสรุปผลและการอภิปรายผลของข้อมูล ควบคู่กับการด าเนินการวิจัยตามแนวคิดที่ 2 การจัดการเรียนรู้ตามโมเดลจักรยานแห่งการเรียนรู้แบบ PBL


163 โมเดล จกัรยานแห่งการเรียนร้แูบบ PBL(วิจารณ์พานิช, 2555:28-36) ผลการวิจยั จากการศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) เรื่อง การศึกษาลักษณะของไส้เดือนดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ที่พบในจังหวัดนครนายก ประกอบด้วยผลการวิจัย 2 ส่วน 1. ผลการวิจัยจากการศึกษาลักษณะของไส้เดือนดินและสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับไส้เดือนดินสาย พันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ในจังหวัดนครนายกผู้เรียนมีความสามารถในการสร้างองค์ความรู้จากกระบวนการ เรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ควบคู่กับโมเดลจักรยานแห่งการเรียนรู้แบบ PBL ดังนี้ 1. Define คือ ขั้นตอนการระบุปัญหา: สอดคล้องกับขั้นตอนการด าเนินงานในข้อที่ 1 ครูและ ผู้เรียนร่วมกัน ระบุปัญหา 2. Plan คือ การวางแผนการท าโครงงาน: สอดคล้องกับขั้นตอนการด าเนินงานในข้อที่ 2 ครูและ ผู้เรียนร่วมกันออกแบบและวางแผนการด าเนินงาน 3. Do คือ การลงมือท า: สอดคล้องกับขั้นตอนการด าเนินงานในข้อที่3 การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อ หาค าตอบ และข้อที่ 4 ผู้เรียนใช้เครื่องมือในการเก็บรวมรวมข้อมูล 4. Review คือ ผู้เรียนจะทบทวนการเรียนรู้: สอดคล้องกับขั้นตอนการด าเนินงานในข้อที่5 ผู้เรียน ตีความหมายข้อมูล และข้อที่ 6 ผู้เรียนสรุปผลและอภิปรายผลของข้อมูล 5. Presentation คือ ผู้เรียนน าเสนอโครงงานต่อชั้นเรียน แสดงดังรูปที่ 3


164 รูปที่ 3 แสดงการน าเสนอโครงงานต่อชั้นเรียน ซึ่งผลจากการศึกษาลักษณะทางกายภาพของดินและการวัดค่า pH ในดิน สามารถแสดงดังตารางที่ 1 และลักษณะภายนอกและภายในของไส้เดือนดินแสดงผลดังรูปที่ 4 และรูปที่ 5 สามารถวิเคราะห์ผลและ แสดงดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แสดงลักษณะทางกายภาพของดินและการวัดค่า pH ในดิน สถานที่เก็บ ลกัษณะของดิน อณุหภมูิของดิน ค่าpH ในดิน ต.พรหมณี อ.เมืองนครนายก จ.นครนายก ดินร่วน มีซากพืชผสมอยู่ด้วย 28 ° 7.6 ต.สาริกา อ.เมืองนครนายก จ.นครนายก ดินเหนียว จับตัวเป็นก้อน 28 ° 7.4 ต.คลองใหญ่ อ.องครักษ์ จ.นครนายก ดินร่วน มีความละเอียดของเนื้อดิน 28 ° 7.6 จากตารางที่ 1 พบว่าไส้เดือนดินที่พบทั้งสามบริเวณอาศัยอยู่ในบริเวณดินร่วนและดินเหนียวที่มี ความชุ่มชื้นและมีค่า pH อยู่ระหว่าง 7.4-7.6 สอดคล้องกับ (นิรันดร์ หิรัญสุข, 2547) ที่ท าการศึกษาเรื่อง ศักยภาพจากไส้เดือนดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ในการย่อยขยะอินทรีย์ และการผลิตปุ๋ ยหมักในสภาพ เลียนแบบธรรมชาติร่วมกับการศึกษาความเหมาะสมของ pH ของดิน พบว่าระดับ pH ที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 7.0-8.0 และความชื้นอยู่ในช่วง 20-30%


165 รูปที่ 4 แสดงลักษณะทางกายภาพภายนอกของไส้เดือนดินเปรียบเทียบงานวิจัยอ้างอิง A แสดงลักษณะสีผิวและความยาวของไส้เดือนดินที่ได้จากการส ารวจ รูปที่ 5 แสดงลักษณะทางกายภาพภายในของไส้เดือนดินเปรียบเทียบงานวิจัยอ้างอิง A แสดงลักษณะภายนอกและภายในของไส้เดือนดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา (Bantaowong, et al, 2011:62) B แสดงลักษณะภายในของไส้เดือนดินไส้เดือนดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ที่ได้จากการส ารวจ ตารางที่ 2 แสดงลักษณะทางกายภาพภายนอกและภายในของไส้เดือน สถานที่เก็บ ลักษณะทางกายภาพภายนอก ลักษณะทางกายภาพ ภายใน ขนาดความยาว เฉลี่ยของ ไส้เดือน (̅) ต.พรหมณี อ. เมืองนครนายก จ.นครนายก สีน ้าตาลเข้ม เห็นข้อปล้อง ปาก และ ทวารหนักชัดเจนแต่ไม่สามารถ สังเกตเห็น clitellum พบต่อมลูกหมาก ล าไส้ ได้ อย่างชัดเจน และพบเส้น เลือดเป็นส่วนใหญ่ 12.5 cm


166 สถานที่เก็บ ลักษณะทางกายภาพภายนอก ลักษณะทางกายภาพ ภายใน ขนาดความยาว เฉลี่ยของ ไส้เดือน (̅) ต.สาริกา อ. เมืองนครนายก จ.นครนายก สีน ้าตาลเข้ม เห็นข้อปล้อง ปาก และ ทวารหนักและสังเกตเห็น clitellum ชัดเจน พบต่อมลูกหมาก ล าไส้ ได้ อย่างชัดเจน และพบเส้น เลือดเป็นส่วนใหญ่ 10.5 cm ต.คลองใหญ่ อ.องครักษ์ จ.นครนายก สีน ้าตาลเข้ม ตัวเรียบ สังเกตเห็น ปาก และทวารหนักชัดเจนแต่ไม่ สามารถสังเกตเห็น clitellum พบต่อมลูกหมาก ล าไส้ ได้ อย่างชัดเจน และพบเส้น เลือดเป็นส่วนใหญ่ 10.5 cm จากตารางที่ 2 แสดงลักษณะทางกายภาพภายนอกและภายในของไส้เดือนดิน พบว่าลักษณะของ ไส้เดือนดินที่พบมีสีแดงอ่อนแกมน ้าตาลและมีขนาดความยาวเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 10.5-12.5 cm เมื่อศึกษา ลักษณะภายในของไส้เดือนดินที่ได้จากการส ารวจ พบว่าลักษณะภายในของไส้เดือนดินมีต่อมลูกหมากที่มี ลักษณะเดียวกับ ไส้เดือนดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ที่ศึกษาจากงานวิจัยของ (Bantaowong, et al, 2011:62) แอปพลิเคชนั โลกของไส้เดือน (Earthworm World) แอปพลิเคชันแหล่งรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทดลองการศึกษาลักษณะภายในและภายนอก ของ ใส้เดือน รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บตัวอย่าง การทดลอง ผลการทดลอง และสรุปผล เพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่ผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับใส้เดือน ดังรูปที่ 5 และรูปที่ 6 รูปที่ 5 QR CODE เข้าสู่แอปพลิเคชัน รูปที่ 6 แอปพลิเคชัน โลกของไส้เดือน (EarthWormWorld) 2. การศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนจากกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน จากผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจจากการเรียนการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ภายหลังจากผู้เรียนด าเนินโครงงานเสร็จสิ้นแล้ว ได้ผลการวิจัยดังแสดงในตารางที่ 3


167 ตารางที่ 3 แสดงผลความพึงพอใจจากกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ด้านที่ ประโชยน์ของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ระดับความพึงพอใจ (คะแนน) ค่าเฉลี่ ย (̅) คิดเป็นร้อย ละ มากที่สุด 5 มา ก 4 ปาน กลาง 3 น้อ ย 2 น้อยที่สุด 1 1 ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข 1 3 2 0 0 3.50 70.00 2 ผู้เรียนได้คิดแก้ปัญหา วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมิณผลการ ศึกษาวิจัยด้วยตนเอง 1 4 1 0 0 3.83 76.60 3 ผู้เรียนได้ฝึกการท างานเป็นทีม 5 1 0 0 0 4.80 96.00 4 ผู้เรียนเห็นความเชื่อมโยงความรู้ เป็นองค์รวม 2 2 2 0 0 3.67 73.40 5 ผู้เรียนเกิดแรงบันดาลใจอยาก เรียนรู้ต่อเนื่อง 2 4 0 0 0 4.33 86.60 ค่าเฉลี่ยรวม 4.20 84.00 จากตารางที่ 3 พบว่าประโยชน์ของการจัดการเรียนการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน มีผลกับ ผู้เรียนด้านที่ 1 ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.50 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 70.00 ด้านที่ 2 ผู้เรียนได้คิดแก้ปัญหา วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมิณผลการศึกษาวิจัยด้วยตนเอง ค่าคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 3.83 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 76.63 ด้านที่ 3 ผู้เรียนได้ฝึกการท างานเป็นทีม ค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.80 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 96.00 ด้านที่ 4 ผู้เรียนเห็นความเชื่อมโยงความรู้เป็นองค์รวม ค่าคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 3.68 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 73.40 ด้านที่ 5 ผู้เรียนเกิดแรงบันดาลใจอยากเรียนรู้ต่อเนื่อง ค่าคะแนน เฉลี่ยเท่ากับ 4.33 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 86.60 และค่าเฉลี่ยรวมทั้ง 5 ด้านมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.20 คิดเป็นร้อยละ 84.00 สรปุผลการวิจยั ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) เรื่อง การศึกษาลักษณะของไส้เดือนดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ที่พบใน จังหวัดนครนายกจากผลการศึกษาลักษณะของไส้เดือนดินด้วยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ควบคู่กับโมเดลจักรยานแห่งการเรียนรู้แบบ PBL ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับไส้เดือนดินสาย พันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ในจังหวัดนครนายก ออกมาในรูปแบบของผลการวิเคราะห์ลักษณะภายนอกและ ภายในของไส้เดือนดิน และสามารถพิจารณาชนิดของไส้เดือนเทียบกับงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ร่วมทั้งการ พัฒนาแอปพลิเคชัน โลกของไส้เดือนได้


168 จากผลการศึกษาความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ซึ่งความสามารถใน การสร้างองค์ความรู้ของตนเอง ตรงกับด้านที่ 2 ผู้เรียนได้คิดแก้ปัญหา วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมิณผลการ ศึกษาวิจัยด้วยตนเอง และด้านที่ 4 ผู้เรียนเห็นความเชื่อมโยงความรู้เป็นองค์รวม ซึ่งมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงถึง 3.83 คิดเป็นร้อยละ 76.60 และผู้เรียนที่ผ่านการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน มี ความพึงพอใจมีค่าคะแนนเฉลี่ยรวมสูงถึง 4.20 คิดเป็นร้อยละ 84.00 อยู่ในระดับ มาก และสิ่งที่เกิดขึ้นจาก การเรียนการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานที่แสดงให้เห็นได้อย่างเด่นชัดคือ ด้านที่ 3 ผู้เรียนได้ฝึกการ ท างานเป็นทีม ความพึงพอใจมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงถึง 4.80 คิดเป็นร้อยละ 96.00 อยู่ในระดับ มากที่สุด ซึ่ง ตรงกับสิ่งส าคัญส าหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 คือ ต้องมีทักษะในการน าความรู้ต่างๆมาประยุกต์ใช้ได้จริง ในชีวิตประวันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผู้เรียนในยุคศตวรรษที่ 21 ต้องมีทักษะการคิดอย่างมีเหตุมีผล ตัดสินใจจากหลักฐานและเหตุผลที่ถูกต้อง มีทักษะการท างานเป็นทีม การน าและตามอย่างเหมาะสม อภิปรายผลการวิจยั 1. จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็น ฐาน (Project-Based Learning) เรื่อง การศึกษาลักษณะของไส้เดือนดินสายพันธุ์ฟีเรททิมา พีกัวนา ที่พบ ในจังหวัดนครนายก นั้นความสามารถของการสร้างองค์ความรู้ของตนเอง ผู้เรียนสามารถสืบเสาะหาความรู้ ลงมือปฏิบัติสร้างและสรุปองค์ความรู้ได้อย่างเป็นระบบ ครบถ้วนถูกต้อง จากสิ่งที่ตนเองสนใจได้เป็นอย่าง ดี เพราะว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานนั้นผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ตั้งแต่ ขั้นตอนการระบุปัญหา การวางแผนและออกแบบการส ารวจ การสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้อง การด าเนินการเก็บ รวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ผลของข้อมูล ตลอดจนการสรุปผลและอภิปรายผลของข้อมูล ซึ่งสอดคล้องกับ (Bonwell and Eison, 1991) และ (Meyers and Jones, 1993) ซึ่งกล่าวไว้ว่า การเรียนรู้เชิงรุก เป็ น กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติและฝึกทักษะสร้างกระบวนการคิด ในเรื่องที่ ผู้เรียนสนใจ ภายใต้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีสมมติฐานพื้นฐาน 2 ประการคือ 1. การเรียนรู้เกิดขึ้นจากความพยายามโดยธรรมชาติของมนุษย์ และ 2 แต่ละบุคคลจะมีความ พยายามและความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ท าให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ ความรู้ของตนเองได้ และจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ผู้เรียนสามารถสร้างแอปพลิเคชัน โลกของไส้เดือน (Earthworm World) ได้บ่งบอกได้ว่าผู้เรียนมีกระบวนการสร้างองค์ความรู้ที่เป็นของตนเอง จากกระบวนการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองซึ่งสอดคล้องกับ (ยรรยง สิทธ์งาม, 2551) ที่กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้ โดยใช้โครงงานเป็นฐาน เป็นการศึกษาค้นคว้า และลงมือปฏิบัติในเรื่องใดสิ่งหนึ่ง หรือหลายๆเรื่องที่ผู้เรียน ต้องการค าตอบให้แน่ชัด หรือเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ ให้มากยิ่งขึ้น โดยการเรียนรู้ด้วยตนเองจากการลงมือ ปฏิบัติจริงในลักษณะของการศึกษา การส ารวจ การค้นคว้า การทดลอง และการประดิษฐ์คิดค้น ซึ่งผู้เรียน เป็นผู้คิดหัวข้อและสืบค้นข้อมูลด้วยตนเอง แล้วเกิดกระบวนการสร้างชิ้นงานเกิดขึ้นมา ซึ่งมีความเชื่อว่าการ เรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้จากความพยายามที่เป็นของตนเอง สร้างองค์ความรู้ที่เกิดจาก ความเข้าใจของตนเองและมีส่วนร่วมในการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง 2. ผู้เรียนที่ผ่านกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานมีความพึง พอใจในระดับมากเพราะว่าผู้เรียนได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจากสิ่งที่ตนเองสนใจ ผู้เรียนได้คิดแก้ปัญหา วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมิณผลการศึกษาวิจัยด้วยตนเองได้ฝึกการท างานร่วมกันเป็นทีมเห็นการเชื่อมโยง


169 ของความรู้เป็นองค์รวมและเกิดแรงบันดาลใจที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกันกับ (ทิศนา แขมมณี, 2547) ที่กล่าวไว้ว่าการจัดการเรียนการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน เป็นกระบวนการจัดการเรียนการสอน ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติและเชื่อมโยงประสบการณ์จากชีวิตจริงสู่การเรียนรู้ สืบค้นและหาค าตอบ ด้วยการลงมือปฏิบัติ ค้นคว้า ส ารวจ และตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ ผ่านขั้นตอนการวางแผน การท างานเป็นทีม และการคิดเชิงวิพากษ์อย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ โดยเน้นให้สามารถน าความรู้ในด้านวิชาการด้านต่าง ๆ มาใช้ในการท าโครงการนั้นๆ ส่งเสริมความรู้ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้เรียนโดยอาศัยความพยายามและพลัง ความรู้ของตัวผู้เรียนเอง และเมื่อผู้เรียนได้สร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาก็จะเสมือนเป็นการสร้างองค์ความรู้ขึ้นใน ตนเอง ความรู้ที่สร้างขึ้นเองนี้มีความหมายต่อผู้เรียนเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นความรู้ที่อยู่กับตนเองได้ นาน ในขณะเดียวกันก็สามารถถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจในสิ่งที่ตนเองศึกษาได้ นอกจากนั้นความรู้ที่ เกิดจากความสามารถและความพยายามที่ได้สร้างขึ้นเองนี้ ยังจะเป็นพื้นฐานให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ ความรู้ใหม่ ๆ ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะเพื่อน าผลการวิจัยไปใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน เป็นการ จัดกิจกรรมที่สามารถสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นกับตัวผู้เรียนได้ด้วยตนเองสามารถน าความรู้ในด้านต่าง ๆ มาใช้ก่อให้เกิดทักษะ ด้านความคิด ทักษะการสังเกต ทักษะการท างานเป็นทีม ควรน ารูปแบบการเรียนรู้ โดยใช้โครงงานเป็นฐานไปใช้กับการสอนในรายวิชาต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเติมโตในยุคศตวรรษที่ 21 ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ 2. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไปในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานในครั้ง ต่อไปในโครงการที่เกี่ยวข้องกับชุมชน ควรมีการให้ชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ควบคู่กับ การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก และช่วยให้ชุมชนตระหนักและรักในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เอกสารอ้างอิง กรวิกา บุญมาวรรณ. (2549). การศึกษาคุณภาพปุ๋ยหมกัมูลไส้เดือนดินทีได้จากการย่อยสลายวสัดุ เหลือใช้ทางการเกษตรและมูลสตัวช์นิดต่าง ๆ ของไส้เดือนดินสายพนัธุ์Pheretima Peguana. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต ภาควิชาทรัพยากรดินและสิ่งแวดล้อม คณะผลิตกรรมการ เกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้. เกษม จันทร์แก้ว. (2540). วิทยาศาสตรส์ิ่งแวดล้อม. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. จีรวัฒน์ นวนพุดซา. (2551). การศึกษาเปรียบเทียบความเรว ็ และคุณภาพในการผลิตปุ๋ยหมกัมูล ไส้เดือนดิน จากการย่อยสลายขยะอินทรีย์ชนิดต่างๆโดยไส้เดือนดินที่เป็ นสายพนัธุ์ทาง การค้าและสายพนัธุ์ท้องถิ่น. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ ทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อม คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้. ทิศนา แขมมณี. (2547). ศาสตร์การสอน. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. นิรันดร์ หิรัญสุข. (2547). ศกัยภาพของไส้เดือนดินสายพนัธุ์Pheretima Peguana ในการย่อยสลาย เศษวตัถดุิบและการผลิตปุ๋ยหมกัในสภาพเลียนแบบธรรมชาติ. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยา


170 ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อม คณะผลิตกรรมการ เกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ. มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. (2561). ประโยชน์การเรียนการสอนแบบ Active Learning. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ตุลาคม 10, 2565, จากhttp://edu.yru.ac.th/knowledge/page/51_Active_Learning.html. ยรรยง สินธุ์งาม. (2551). “การเรียนรู้โดยใช้ปั ญหาเป็ นฐาน Problem-based Learning (PBL)”. วารสารวิชาการ สา นักวิจยัมหาวิทยาลยัอีสเทิรน์เอเชีย 5(3): 143 – 157. วิจารณ์ พานิช. (2555). วิถีสร้างการเรียนร้เูพื่อศิษยใ์นศตวรรษที่21. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิสดศรี- สฤษดวิ์งศ.์สภาเกษตรกรจังหวัดนครนายก. อานัฐ ตันโช. (2553). การทดสอบหาไส้เดือนดินสายพนัธทุ์ ี่เหมาะสมเพื่อเลี้ยงร่วมกบัการปลูกพืชใน แปลงปลูกเกษตรกรเพื่อปรบั ปรุงโครงสร้างและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่ การเกษตรบนที่สงูอย่างยงั่ยืน เชียงใหม่: มูลนิธิโครงการหลวง. Bantaowong, U., Chanabun, R., Tongkerd, P., Sutcharit, C., James, S. W., and Panha, S. (2011). “A New Species of the Terrestrial Earthworm of the Genus Metaphire Sims and Easton, 1972 from Thailand with Redescription of Some Species”. Tropical Natural History 11(1): 55–69. [Online]. Retrieved October 14, 2022, from https://li01.tcithaijo.org/index.php/tnh/article/view 103012. Bonwell, C. C., and Eison, J. A. (1991). Active Learning: Creating Excitement in the Classroom. ASHE-ERIC Higher Education Report, Washington DC: School of Education and Human Development, George Washington University. Edwards, C.A., Bohlen, P.J., Linden, D.R., and Subler. S. (1995). Earthworms in Agroecosystems. 185-206. In P.F. Hendrix (ed.) Earthworm Ecology and Biogeography. Lewis, Boca Raton, FL. Felder, R., and Brent, R. (1996). “Navigating the Bumpy Road to Student-Centered Instruction” . Journal of College Teaching 44(2): 43 -47. McKinney, K., and Heyl, B. eds. (2008). Sociology Through Active Learning. Thousand Oaks. CA: SAGE/Pine Forge Press. Meyers, C., and Jones, T. B. (1993). Promoting Active Learning: Strategies for the College Classroom. San Francisco, CA: Jossey-Bass Inc.


171 ศกัยภาพและแนวทางในการบรรลศุกัยภาพของครผู้สูอนต่อการเป็ น ผ้อูา นวยความสะดวกในการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนร้ใูนโลกยคุศตวรรษที่21 กรณีศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยัขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย IdentifyingTeacher’s Potentialities and Approaches to Achieving Them for Being Facilitators of Learning in The 21st Century : A Case Study of The Demonstration School of Khon Kaen University, Nong Khai Campus จกัรพงศ์ศิริโส * Jakkapong Siriso สุกรี นาคแย้ม** Sukree Nakyam บทคดัย่อ การวิจัยนี้มุ่งค้นหาว่า อะไรคือศักยภาพที่ส าคัญส าหรับครูผู้สอนในการเป็นผู้อ านวยความสะดวกใน การเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้ในโลกยุคศตวรรษที่ 21 และจะมีแนวทางใดบ้างในการบรรลุศักยภาพ ดังกล่าว ผู้วิจัยด าเนินการวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษาผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างผ่าน กรอบแนวคิด 3 ประเด็น ได้แก่ การสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม และการ พัฒนาตนเองอย่างสม ่าเสมอ โดยสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และ นักเรียน รวมทั้งสิ้น 13 คน หลังจากนั้นผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการค้นหาแก่นสาระ ผลการวิจัยพบว่า ครูผู้สอนมีศักยภาพในการเป็นผู้อ านวยความสะดวกทางการเรียนรู้ที่ส าคัญ ได้แก่ การมีความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ครูผู้สอน และนักเรียน ในการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ร่วมกัน การ น าเทคโนโลยีเข้ามาจัดการเรียนรู้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่ง ครูผู้สอนจ าเป็นจะต้องมีวิธีการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่หลากหลาย โดยแนวทางในการบรรลุศักยภาพ คือ ครูผู้สอนจะต้องมีทักษะที่ส าคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การปรับตัวเพื่อรองรับความเป็นพลวัตของโลก การรู้ดิจิทัล และการผลิตงานวิชาการอย่างสม ่าเสมอ ค าส าคัญ : ศักยภาพของครูผู้สอน/ ผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้/ การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 Abstract * อาจารย์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย Lecturer, Demonstration School, Khon Kaen University Nong Khai Campus, Thailand ** อาจารย์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม Lecturer, College of Politics and Governance Mahasarakham University, Thailand Corresponding Author E-Mail Address: [email protected]


172 This research aims to find the key potentialities of teachers for being facilitators using the concept of learning in the 21st century and the guidelines for achieving them. In finding these key potentialities, this research was conducted in the form of a case study, by employing qualitative research through semi-structured in-depth interviews within a framework that consists of three elements: creating learning opportunities, suitable learning models, and consistent self-development. Primary data was provided from the interviews of key informants, which include administrators of educational institutions, teachers, and students, altogether consisting of 13 participants. After conducting these interviews, further analysis was undertaken with the use of the thematic analysis approach. The results from this research found that teachers have the following key potentialities in becoming facilitators, which are creating learning opportunities, suitable learning models, and consistent self-development. Teachers can achieve this potentiality by utilizing technology in developing learning models, which will help increase the quality of student acquisition of knowledge. In doing so, teachers must have various methods to transfer knowledge by following the guidelines towards achieving said potentiality, consisting of three essential skills: adaptiveness, digital literacy skills, and persistent output of academic research or literature. Keywords: Teacher Potentiality/ Facilitator/ Learning in the 21st Century บทน า การเรียนรู้ในโลกยุคศตวรรษที่ 21 เป็นกระบวนทัศน์แห่งศตวรรษที่มีการคิด ออกแบบ และวาง แนวทางในการเรียนรู้เชิงรุก โดย (Bonwell and Eison, 1991) พบว่าเป็นการที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วม มากกว่าการนั่งฟัง ซึ่งจะมุ่งไปที่การมีส่วนร่วม การคิดวิเคราะห์ การอภิปรายผลร่วมกันระหว่างผู้สอน และ นักเรียน ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วยการเรียนรู้ผ่านโลกเสมือนจริง การเรียนรู้แบบร่วมมือกัน การแก้ไขปัญหา การแสดงทัศนะและค่านิยมความคิดของตนเองผ่านการโต้ตอบในชั้นเรียน (Watsjold and Zhong, 2020) ซึ่งการเรียนรู้ในโลกยุคปัจจุบันมีแนวทางความต้องการทรัพยากรมนุษย์ในโลกสมัยใหม่ที่ปรับตัวต่อความ เป็นพลวัตของโลกได้ กระบวนทัศน์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น (Partnership for 21st Century Skills, 2015) จึง มุ่งเน้นให้ผู้เรียนรู้ในศตวรรษปัจจุบันมีทักษะที่หลากหลายและจ าเป็นต่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในประเด็นหลัก 3 ประเด็นคือ ทักษะชีวิตและทักษะการท างาน (Life and Career Skills) ทักษะการเรียนรู้ และนวัตกรรม (Learning and Innovation Skills) และ ทักษะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information, Media and Technology Skills) ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญในการท างานในอนาคตและรองรับการ เปลี่ยนแปลงของโลกที่มีความยืดหยุ่นสูงได้อย่างมีภูมิคุ้มกันที่ดี ทั้งนี้ผู้มีบทบาทส าคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการเรียนรู้และพัฒนานักเรียนให้เกิดทักษะการเรียนรู้ที่ กล่าวมาข้างต้นผ่านการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ คือครูผู้สอน เนื่องจากครูผู้สอนต้องเข้าใจถึง ธรรมชาติของการเรียนรู้การสร้างบรรยากาศทางการเรียนรู้ รวมถึงการกระตุ้นให้นักเรียนได้ตั้งค าถาม แสวงหาค าตอบมีส่วนร่วมในการด าเนินกิจกรรมในชั้นเรียน และลงมือปฏิบัติจริงอย่างเหมาะสม ด้วย


173 บทบาทและความส าคัญของครูผู้สอนที่มีต่อการพัฒนานักเรียน ดังที่กล่าวมานี้ ในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ส่วน ใหญ่จึงมุ่งไปที่การสรรหาและพัฒนาครูผู้สอนให้เป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator) ดังนั้น แวดวงทางการศึกษาทั่วโลกจึงมีงานวิจัยเกี่ยวกับการท าให้ครูผู้สอนเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ อย่างหลากหลาย งานวิจัยของ (Ellerani and Gentile, 2013) พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาครูผู้สอนให้ เป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้คือ การปรับปรุงรูปแบบการเรียนรู้อยู่เสมอ การตัดสินใจอย่างมีส่วน ร่วมระหว่างเพื่อนร่วมงานรวมถึงนักเรียน และการพัฒนาตนเองในด้านภาวะผู้น า ขณะเดียวกัน (Purnama, 2015) พบว่า คุณลักษณะของการเป็นผู้อ านวยความสะดวกทางการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของครูผู้สอน ในการจัดการบรรยากาศการเรียนรู้ 3 ระดับคือ ขั้นก่อนเรียน ขั้นระหว่างเรียน และขั้นหลังเรียน ในท้ายที่สุด คือการน าขั้นตอนดังกล่าวมาสะท้อนกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับนักเรียน ในขั้นตอนนี้ (Hmelo and Barrows, 2006) และ (อัญชลี ทองเอม, 2561) ต่างเห็นตรงกันว่าในการเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้จะต้อง ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง กระตุ้นให้นักเรียนคิดและลงมือปฏิบัติร่วมกัน ครูผู้สอนเพียงท าหน้าที่ในการ สนับสนุน จัดหา และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ สื่อการสอน เทคโนโลยีและสิ่งอ านวย ความสะดวกที่จ าเป็นจะต้องมีเพียงพอส าหรับการเข้าถึงของนักเรียน โดยผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ จะต้องมีบทบาทหลักคือเป็นตัวกลางผู้ประสานงาน ผู้กระตุ้นเร่งเร้า และผู้อ านวยการให้เกิดการเรียนรู้ (พงศ์ ศิริ สุขประวิทย์, 2558) ในแง่ที่กล่าวมานี้ โรงเรียนจึงเป็นประตูด่านแรกในการท าหน้าที่ส ารวจความพร้อมและการสร้าง แนวทางการจัดการเรียนรู้ของตนเองโดยยึดหลักสูตรแกนกลางเป็นฐาน เพื่อสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ ให้กับนักเรียนอย่างเต็มศักยภาพ ดังที่ (ตระกูลพันธ์ ยุชมภู และคณะ, 2563) กล่าวว่า ในการบรรลุ ประสิทธิผลของโรงเรียน โรงเรียนจึงจ าเป็นจะต้องมี 3 องค์ประกอบหลัก คือ เครือข่ายร่วมพัฒนา บุคลากร ที่มีศักยภาพ และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออ านวยต่อการจัดการเรียนรู้ เมื่อวิเคราะห์ตามองค์ประกอบดังกล่าว แล้ว โรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นตามภารกิจของมหาวิทยาลัยจึงถือได้ว่ามีองค์ประกอบที่เหมาะสมต่อการศึกษาวิจัย เนื่องจากมีความพร้อมด้านทรัพยากรและองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น มีเครือข่ายร่วมพัฒนาทั้งจากภาควิชา คณะต่าง ๆ และมหาวิทยาลัยที่มีองค์ความรู้ทางด้านการวิจัย การมีบุคลากรที่สอนและวิจัยในระดับต ่ากว่า ปริญญาที่มีประสบการณ์ในการสอน รวมถึงการมีสภาพแวดล้อม ที่เอื้ออ านวยต่อการจัดการเรียนรู้ เนื่องจากในงานวิจัยโดยทั่วไป มักศึกษาถึงกลไกการพัฒนาตนเองของครูผู้สอนเพื่อสร้างการเรียนรู้ เชิงรุกหรือการเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ในด้านเดียว แต่ยังไม่ปรากฏผลงานวิจัยที่วิเคราะห์ ศักยภาพและแนวทางการบรรลุศักยภาพของครูผู้สอนในโรงเรียนผ่านการค้นหาจากมุมมองหรือ ประสบการณ์ของครูผู้สอนโดยตรง ดังนั้น เพื่อเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ทางวิชาการผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาใน ประเด็นดังกล่าวจนน ามาสู่การตั้งค าถามการวิจัยที่ว่า ครูผู้สอนควรมีศักยภาพด้านใดบ้างต่อการเป็นผู้ อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้เชิงรุกในศตวรรษที่ 21 และจะมีแนวทางใดในการ บรรลุศักยภาพดังกล่าว กรอบแนวคิดการวิจยั จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า ในการศึกษาองค์ประกอบของครูผู้สอนในการเป็นผู้อ านวยความ สะดวกในการเรียนรู้ มักจะกล่าวถึงประเด็นหลักที่ส าคัญคือ การสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ การออกแบบ


174 การเรียนรู้ที่เหมาะสม และการพัฒนาตนเองอย่างสม ่าเสมอ จากองค์ประกอบดังกล่าว ผู้วิจัยจึงออกแบบ กรอบแนวคิดการวิจัย ดังนี้ ภาพที่ 1 : กรอบแนวคิดการวิจยั วัตถุประสงค์การวิจยั 1. เพื่อค้นหาศักยภาพของครูผู้สอนต่อการเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ 2. เพื่อค้นหาแนวทางในการบรรลุศักยภาพของครูผู้สอนต่อการเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการ เรียนรู้ วิธีดา เนินการวิจยั การวิจัยนี้เป็นการวิจัยทางการศึกษาที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผู้วิจัย มีความตระหนักและเคร่งครัดในกระบวนการวิจัยที่มุ่งเน้นความเที่ยงตรง และความน่าเชื่อถือของข้อมูล (Validity and Reliability) ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ อาทิ การสร้างเครื่องมือในการเก็บข้อมูลโดยใช้การ สัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured In-Depth Interview) และน าเครื่องมือมาท าการ ทดสอบน าร่องก่อนเก็บข้อมูลจริงในระดับกลุ่มย่อย (Pilot Study) จากกลุ่มอาจารย์อาสาสมัคร และน าผลการ สัมภาษณ์มาถอดเทป ค้นหาและวิเคราะห์แก่นสาระของข้อมูล (Thematic Analysis Approach) การสรุปและ สังเคราะห์ผลการวิจัย (Research Results) ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความน่าเชื่อถือของข้อมูล จากผู้เชี่ยวชาญทั้งภายนอกและภายในองค์กรโดยใช้กระบวนการแบบสามเส้า (Triangulation) และ กระบวนการต่าง ๆ นอกจากที่ผู้วิจัยกล่าวมามีรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้ 1. พืน้ที่ดา เนินการวิจยั การวิจัยนี้ มุ่งเน้นการศึกษาศักยภาพของครูผู้สอนต่อการเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ โดยผู้วิจัยเลือกใช้แบบกรณีศึกษา (Case Study) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย เป็นกรณีศึกษา เนื่องจากมีการจัดการศึกษา บุคลากร นักเรียนและสภาพแวดล้อมเอื้ออ านวยต่อการศึกษา และเหมาะสมที่จะศึกษาวิจัยและครอบคลุมค าถามการวิจัยที่ผู้วิจัยตั้งไว้


175 2. ผู้ให้ข้อมูลหลัก ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลักที่มีความเหมาะสมและสามารถตอบค าถามการวิจัยครั้งนี้ได้ สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่1 ผู้บริหารสถานศึกษาจ านวน 3 คน กลุ่มที่ 2 ครูผู้สอนทุกกลุ่ม สาระ ๆ ละ 1 คน จ านวน 8 กลุ่มสาระ รวม 8 คน และกลุ่มที่ 3 นักเรียนจ านวน 2 คน รวมผู้ให้ข้อมูลหลัก ทั้งสิ้น 13 คน ผู้วิจัยคัดเลือกจากการท าการสุ่มแบบบอกต่อ (Snowball Sampling Technique) ทั้งนี้ผู้ให้ ข้อมูลหลักมีประสบการณ์ ความพร้อมทางด้านร่างกาย จิตใจที่เหมาะสมแก่การให้ข้อมูล และผ่านการ ยินยอมการให้ข้อมูลแล้ว ตารางที่ 1 แสดงข้อมูลผู้ให้ข้อมูลหลัก ผู้ให้ข้อมูลหลัก เพศ อายุ (ปี ) ระดับ การศึกษา สัญลักษณ์ ผู้บริหารสถานศึกษาคนที่ 1 ชาย 31 ปริญญาโท W1 ผู้บริหารสถานศึกษาคนที่ 2 ชาย 33 ปริญญาโท W2 ผู้บริหารสถานศึกษาคนที่ 3 ชาย 32 ปริญญาโท W3 ครูผู้สอนคนที่1 หญิง 29 ปริญญาเอก T1 ครูผู้สอนคนที่2 หญิง 32 ปริญญาตรี T2 ครูผู้สอนคนที่3 หญิง 35 ปริญญาโท T3 ครูผู้สอนคนที่4 หญิง 35 ปริญญาโท T4 ครูผู้สอนคนที่5 หญิง 35 ปริญญาโท T5 ครูผู้สอนคนที่6 หญิง 34 ปริญญาตรี T6 ครูผู้สอนคนที่7 หญิง 36 ปริญญาเอก T7 ครูผู้สอนคนที่8 ชาย 28 ปริญญาตรี T8 นักเรียนคนที่1 ไม่ระบุ 16 มัธยมศึกษา S1 นักเรียนคนที่2 ชาย 15 มัธยมศึกษา S2 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจยั การวิจัยนี้ ด าเนินการวิจัยโดยกระบวนการเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ครอบคลุมกรอบแนวคิดการวิจัยผ่านค าถาม 3 ประเด็น ได้แก่ ด้านการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ ด้านการ ออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม และด้านการพัฒนาตนเองอย่างสม ่าเสมอ 4. การวิเคราะหข์ ้อมูล ผู้วิจัยใช้กระบวนการวิเคราะห์ด้วยวิธีการค้นหาแก่นสาระ Thematic Analysis Approach ซึ่งเป็น เครื่องมือที่เหมาะสมกับข้อมูลวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยกระบวนการ 6 ขั้นตอน ได้แก่ ผู้วิจัยท า ความคุ้นเคยกับชุดข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ ถอดเทป อ่านทบทวนอย่างละเอียด (Familiarizing Yourself with The Data) ผู้วิจัยสร้างรหัสและจัดเรียงข้อมูลขั้นต้น (Generating Initial Codes) น าข้อมูลที่สร้างรหัส


176 แล้วมาจัดกลุ่มที่มีค าซ ้า การกล่าวถึงซ ้า ๆ ให้เป็นแก่นสาระ (Searching for Themes) การวิเคราะห์ ทบทวนแก่นสาระ (Reviewing Themes) ตรวจสอบ ก าหนดแก่นสาระที่ปรับปรุงให้สมบูรณ์ร่วมกับ ผู้เชี่ยวชาญ (Defining and Naming Themes) และการเขียนผลการวิจัย (Producing the Report) ผลการวิจยั เพื่อเป็นการตอบค าถามการวิจัย และวัตถุประสงค์การวิจัย รวมถึงการแสดงผลการวิจัย ตามกระบวนการวิจัยที่ได้มีการออกแบบเครื่องมือเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบ กึ่งโครงสร้าง ผู้วิจัยจึงขออธิบายผลการวิจัยเพื่อให้เห็นถึงศักยภาพและแนวทางในการบรรลุศักยภาพของ ครูผู้สอนต่อการเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้เป็น 2 ประเด็น กล่าวคือ ศักยภาพของครูผู้สอนต่อ การเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ และแนวทางในการบรรลุศักยภาพของครูผู้สอนต่อการเป็นผู้ อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ ดังต่อไปนี้ 1. ศกัยภาพของครผูสู้อนต่อการเป็ นผอู้า นวยความสะดวกในการเรียนรู้ ศักยภาพ ถือเป็นความสามารถและสมรรถนะของครูผู้สอนซึ่งได้รับการสั่งสมมาเป็นระยะเวลานาน และน ามาถ่ายทอดแก่ผู้เรียน เป็นการน าชุดความคิด ประสบการณ์ที่เรียนรู้มาแลกเปลี่ยนกับนักเรียนใน ชั้นเรียนเพื่อให้นักเรียนเกิดกระบวนการคิด ประมวลผลความรู้ และตั้งค าถามต่อสิ่งที่ก าลังได้รับในระหว่าง การเรียนรู้ในชั้นเรียน ซึ่งศักยภาพที่กล่าวมานี้ ผู้วิจัยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ 1.1 ศักยภาพในการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ของครูผู้สอน โอกาสทางการเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนร่วมกันระหว่างสถานศึกษา ครูผู้สอน และ นักเรียน กล่าวคือ การสนับสนุนงบประมาณส าหรับจัดหาสิ่งอ านวยความสะดวกทางการเรียนรู้โดย สถานศึกษา การที่ครูผู้สอนน าชุดประสบการณ์ องค์ความรู้ใหม่ รวมถึงเทคโนโลยีเข้ามาร่วมสร้างโอกาส ทางการเรียนรู้แก่นักเรียนอย่างเท่าเทียม ขณะเดียวกันในมิติของนักเรียนถือได้ว่ามีส่วนส าคัญในการสร้าง โอกาสให้กับตนเองในแง่ของการเลือกรับชุดแนวคิด ข้อมูลที่ได้จากการเข้าร่วมชั้นเรียน ปรากฏดังค ากล่าว ของผู้ให้ข้อมูลหลักที่ว่า “…ภารกิจอันดับหนึ่งของโรงเรียนคือ การส่งเสริมผู้สอนและผู้เรียนให้ใช้ ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ผ่านกิจกรรม โครงการที่ได้ปรึกษาหารือร่วมกัน ก าหนดเป็นแผนว่าปีนี้เราจะมีกิจกรรมอะไรบ้าง ทักษะที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียนคืออะไร และคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด...” (W2, ตุลาคม 3, 2565) “…นักเรียนจะมีความกระตือรือร้นและสนใจมากถ้าเรา(ครูผู้สอน) เอา ประสบการณ์ที่เคยพบเจอในเรื่องนั้น ๆ มาอธิบายและชวนค้นหาค าตอบ รวมไปถึง การให้เขาได้ฝึกทักษะร่วมกับการใช้เทคโนโลยี ตรงนี้ผู้เรียนจะได้ประโยชน์มาก...” (T5, ตุลาคม 6, 2565) 1.2 ศักยภาพในการออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมของครูผู้สอน


177 นักเรียนถือเป็นหัวใจส าคัญของห้องเรียนที่ครูผู้สอนจะต้องวิเคราะห์ศักยภาพในการรับรู้ รายบุคคลว่านักเรียนแต่ละคนมีความจ าเป็นหรือต้องการการรับรู้ที่มากกว่านักเรียนคนอื่นมากน้อยเพียงใด แต่ในภาพรวมการน าเทคโนโลยีมาบูรณาการร่วมกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การโต้ตอบระหว่าง ครูผู้สอนและนักเรียนนับว่าประสบผลส าเร็จอย่างมากต่อการกระตุ้นความอยากเรียนรู้ของนักเรียน ในแง่นี้ พบว่า ภายหลังการเรียนรู้ ครูผู้สอนจะต้องออกแบบการประเมินที่หลากหลาย และจะต้องมีการสะท้อนผล การประเมินนั้นแก่ผู้เรียนร่วมด้วย ปรากฏตามค ากล่าวที่ว่า “…เราต้องออกแบบโดยค านึงถึงความสามารถในการรับรู้ของผู้เรียนเป็นส าคัญ การน าเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจะท าให้นักเรียนมีความเข้าใจและเห็นภาพเป็นรูปธรรม มากขึ้น เพราะตรงกับยุคสมัยของเขา เขาจะจดจ าและท ามันได้ดีแล้วเขาจะ ปรึกษาหารือกันแล้วเอามาโต้ตอบกับเรา...” (T6, ตุลาคม 7, 2565) “…การประเมินผลฟัง พูด อ่าน เขียน วิเคราะห์ สังเคราะห์ นักเรียนจะให้ความ ร่วมมือด้วยความแข็งขันถ้าเรามีวิธีการที่แปลกใหม่ไปจากเดิม ตรงนี้คือโจทย์ของ ครูผู้สอนแต่ละท่าน ว่าจะรับมือกับธรรมชาติของผู้เรียนแต่ละคน แต่ละชั้นเรียนอย่าไร ...” (T1, ตุลาคม 5, 2565) “…ครูมีวิธีการสอนที่แปลกใหม่มาเรื่อย ๆ เช่น ครั้งนี้ใช้เกมออนไลน์ที่ตรงกับ หัวข้อนั้นๆ หยิบขึ้นมาสอน เพื่อน ๆ รวมถึงผมก็ได้พูดคุยกันว่าจะท าอย่างไรให้ชนะ พอเราได้พูดคุยกัน เป้าหมายก็ส าเร็จ พอจบคาบก็มานั่งคิดว่า คาบเรียนต่อไปครูจะ เอาอะไรมาสอนอีก เราก็เฝ้ารอ...” (S2, ตุลาคม 10, 2565) 1.3 ศักยภาพในการพัฒนาตนเองอย่างสม ่าเสมอของครูผู้สอน การจัดการเรียนการสอนนับว่าเป็นภาระงานหลักของครูผู้สอน จากผลการวิจัย พบว่า ครูผู้สอนมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่ท าให้ครูผู้สอนต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจากเดิมที่ต้องจัดการเรียนการสอนภายในโรงเรียน เป็นการเรียนการ สอนในโลกเสมือนที่จะต้องกระตุ้นนักเรียนให้สนใจบทเรียนออนไลน์มากขึ้นจากเดิม ขณะเดียวกันครูผู้สอน ได้เรียนรู้ถึงการพัฒนาทักษะทางด้านการใช้งานและการออกแบบสื่อออนไลน์ให้น่าสนใจ “…การเรียนการสอนช่วงที่ผ่านมาเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของครู เพราะ นอกจากงานเดิมที่เราต้องวิจัยและสอนในโรงเรียน กลับกลายเป็นว่าต้องสอนใน ออนไลน์ เราก็ต้องมาปรับตัวว่าเด็กจะสนใจอะไรในออนไลน์บ้าง เพื่อดึงเด็กเข้าสู่ เนื้อหาการเรียน ตรงนี้ถือว่าโควิดก็มีส่วนที่เรียกว่า วิกฤตที่เป็นความท้าทายใน วิชาชีพ...” (T7, ตุลาคม 7, 2565) “…ในภาวะปกติใหม่ตอนนี้คือ นักเรียนกลับคืนสู่ห้องเรียน ครูผู้สอนก็ยิ่งมี ความเชี่ยวชาญตรงนี้มาก ทั้งการจัดการห้องเรียน และการน าสื่อออนไลน์มาบูรณา


178 การในห้องเรียน นับว่าเป็นการพัฒนาตนเองให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกใน ศตวรรษที่ 21…” (T3, ตุลาคม 5, 2565) “…เวลาสอนก็ต้องมาดูว่า ธรรมชาติของนักเรียนแต่ละห้องก็จะมีความต่างกัน ขนาดระดับชั้นเดียวกัน แต่คนละห้อง ก็ต้องมีวิธีการสอนที่ต่างกัน บางห้องชอบการ เล่าเรื่อง บางห้องชอบการระดมสมอง แต่บางห้องชอบการบรรยายร่วมกับคลิปวิดีโอ วิธีการสอนจึงต้องมีความหลากหลาย ไม่ใช่ one-size-fit-all…” (T2, ตุลาคม 5, 2565) จากที่กล่าวมาทั้ง 3 ด้านที่ครอบคลุมประเด็นที่1 สามารถสรุปได้ว่า ศักยภาพของครูผู้สอนต่อการ เป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้จะต้องประกอบด้วย การสนับสนุนและให้ความร่วมมือกันระหว่าง ผู้บริหาร ครูผู้สอน และนักเรียน การเข้าใจในธรรมชาติของการรับรู้ของนักเรียนที่หลากหลายจะท าให้ ครูผู้สอนรับมือกับภาวะการเลือกรับรู้ของนักเรียนได้ดี สื่อการสอนที่ท าหน้าที่ดึงนักเรียนให้สนใจจึงต้องมี รูปแบบที่หลากหลาย รวมถึงเทคโนโลยีที่มีส่วนอย่างมากต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ที่จะท า ให้การจัดการชั้นเรียนประสบผลส าเร็จ 2. แนวทางในการบรรลุศักยภาพของครูผู้สอนต่อการเป็ นผ้อู านวยความสะดวกในการ เรียนรู้ ประเด็นนี้ ผู้วิจัยจะกล่าวถึงแนวทางในการบรรลุศักยภาพของครูผู้สอนว่า ควรมีประเด็นใดบ้างที่ ครูผู้สอนจะต้องเตรียมความพร้อมและพัฒนาตนเองเพื่อเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้เพื่อให้ สอดคล้องตามแนวคิดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยสามารถ อธิบายออกได้ 3 ด้าน ดังนี้ 2.1 แนวทางในการบรรลุศักยภาพด้านการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ ครูผู้สอนคือเครื่องมือที่ดีที่สุดส าหรับการเรียนรู้ เมื่อครูผู้สอนรู้จักตนเอง พัฒนาและฝึก ทักษะอย่างสม ่าเสมอ ท าความเข้าใจชุดความรู้ ประสบการณ์อย่างช านาญ จะช่วยให้การเรียนรู้ของนักเรียน มีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อประกอบร่วมกับการเลือกใช้วิธีการสอนที่หลากหลายและแปลกใหม่ที่สร้าง ประโยชน์แก่การเรียนรู้ ทั้งนี้ ครูผู้สอนจะต้องเข้าใจบทบาทถึงการเป็นผู้อ านวยความสะดวก กล่าวคือ คอย ก ากับดูแลแนะแนว แต่ไม่เป็นการตัดสินนักเรียนในทันทีว่าค าตอบที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร ดังค ากล่าว ของผู้ให้ข้อมูลหลักที่ว่า “…ประการส าคัญเลยที่จะเป็นแนวทางคือตัวครูต้องรู้จักตัวเองก่อน ว่าเรามีทรัพยากร อะไรในตัวเราบ้างที่พอจะเอาไปพัฒนาในวิชาชีพได้ หรืออยากพัฒนาตนเองเรื่อย ๆ โรงเรียนก็พร้อมสนับสนุนเช่น เข้าร่วมสัมมนา อบรมเชิงปฏิบัติการเวทีต่าง ๆ เพื่อเอา มาถ่ายทอดให้กับนักเรียน นี่ก็เป็นโอกาสอีกแบบหนึ่ง ที่นักเรียนจะได้รับภายหลังครูที่ ถูกพัฒนามาแล้ว...” (W1, ตุลาคม 3, 2565) “…ครูต้องเข้าใจแก่นสาระของการเรียนรู้เชิงรุก เข้าใจโลกที่เปลี่ยนอยากรวดเร็ว โลก ไม่ได้มีแค่เฟซบุ๊กกับไลน์ เรามีแอปพลิเคชันอื่นอีกมากมายที่เข้าถึงได้ฟรีและเพื่อ


179 การศึกษา สิ่งนี้สามารถดึงมากระตุ้นความอยากเรียนรู้ของนักเรียนได้ หากนักเรียน กล้ายกมือถาม กล้าตอบ นักเรียนได้รู้จักการประเมินตนเองร่วมกับครู คาบเรียนนั้นก็ ส าเร็จไปตั้งเท่าไหร่แล้ว…” (T5, ตุลาคม 6, 2565) “…เพื่อน ๆ ในห้องแน่นอนว่ามีความต้องการต่างกัน เข้าใจคนละวิธีการ เรียนรู้ คนละแบบ แต่ในแง่ของการวิเคราะห์ สิ่งที่เราเห็นจากอาจารย์คือ อาจารย์ไม่ชี้น า เพียงแค่แนะน าเหมือนเรามีพี่เลี้ยงในห้องเรียน มันท าให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้สนว่าเรา จะตอบถูกหรือผิด แต่เราก าลังรู้สึกว่าเราให้เหตุผล…” (S2, ตุลาคม 10, 2565) จากค ากล่าวของผู้ให้ข้อมูลหลักข้างต้น พบว่า ความเป็นพลวัตของโลก ท าให้ความต้องการเรียนรู้ ของผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลงไป ครูผู้สอนจึงต้องสร้างการยอมรับในแง่ผู้ส่งมอบการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน เนื่องจากในชั้นเรียนมีผู้เรียนที่มีวิธีการค้นคว้าองค์ความรู้ที่การแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายหรือผลลัพธ์ เหมือนกัน จุดนี้จึงท าให้ครูผู้สอนจ าเป็นต้องพัฒนาตนเองตามกระบวนทัศน์การเรียนรู้เชิงรุกในศตวรรษที่ 21 2.2 แนวทางในการบรรลุศักยภาพด้านการออกแบบการเรียนรู้ที่เหมะสม ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) ของครูผู้สอนเป็นแนวทางแรกในการ บรรลุศักยภาพด้านการออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมที่จะท าให้องค์ความรู้จากครูผู้สอนถ่ายทอดแก่ นักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ยังพบว่า สื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดจากการสรุป และออกแบบจากความเข้าใจของครูผู้สอนผนวกกับศาสตร์และศิลป์ ในการน าเสนอ จะช่วยให้นักเรียน ประมวลผลองค์ความรู้ได้เป็นอย่างดี ดังค ากล่าวของผู้ให้ข้อมูลหลักที่ว่า “…ทักษะการรู้ดิจิทัลหรือ Digital Literacy เป็นขั้นตอนแรกที่ครูจะต้องเรียนรู้ และเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วก็น าสู่การประยุกต์ให้เข้ากับศาสตร์ที่สอน ถ่ายทอดอย่าง เหมาะสม สร้างสรรค์…” (T1, ตุลาคม 5, 2565) “…ประโยชน์สูงสุดของการใช้งานสื่อออนไลน์ อินเตอร์เน็ตคือ ผู้สอนและ ผู้เรียนสื่อสารกันได้ด้วยความเข้าใจที่ตรงกัน ไม่ว่าจะการยกตัวอย่าง การอธิบาย ความ การให้เหตุผล เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ใช้อินเตอร์เน็ตมาเสริมให้เห็นภาพที่ชัดเจน ทั้งสิ้น...” (T8, ตุลาคม 7, 2565) “…ผมเห็นอาจารย์สรุปความรู้ในแต่ละคาบลงเป็นกราฟิกโยงกัน มีดึงภาพเข้า ด้วย ตรงนี้ผมก็คิดตามเป็นฉาก ๆ ว่าคืออะไร แบบนี้ท าให้เราเข้าใจดีขึ้นมาก เหมือน การทบทวนทั้งคาบที่เรียนมา…” (S2, ตุลาคม 10, 2565) 2.3 แนวทางในการบรรลุศักยภาพด้านการพัฒนาตนเองอย่างสม ่าเสมอ


180 ครูผู้สอน ถือเป็นสายงานที่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ในมิติการรับและการสร้าง องค์ความรู้เพื่อถ่ายทอดแก่นักเรียน ขณะเดียวกันภารกิจในทางวิชาการนับเป็นแนวทางในการพัฒนา ศักยภาพในด้านนี้โดยตรง เนื่องจากจะต้องแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ ๆ มาต่อยอดและพัฒนาตนเองเสมอ ผลการวิจัยพบว่า วิจัยในชั้นเรียน วิจัยทางการศึกษา การฝึกอบรม เป็นวิธีการพัฒนาตนเองที่ส าคัญ นอกจากนี้ ความเป็นหน่วยทางวิชาการที่ใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัย นับเป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่ท าให้ครูผู้สอน เป็นผู้อ านวยความสะดวกทางการเรียนรู้ได้ดี ปรากฏดังการให้สัมภาษณ์ที่ว่า “…การวิจัยยังคงเป็นภารกิจหลักของครู อาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยในชั้น เรียน การวิจัยทางการศึกษา ทั้งหมดก็เพื่อพัฒนาหลัก ๆ 2 ส่วนคือ ตนเอง และ ผู้เรียน ก็จะท าให้มีประสบการณ์ทางวิชาการมากขึ้น แก้ไขปัญหาตามหลักวิชาการได้ อย่างเป็นระบบ…” (W3, ตุลาคม 4, 2565) “…วิชาชีพเราไม่เหมือนเมื่อ 20-30 ปีก่อนที่จะมาท่องจ าเป็นนกแก้วนกขุนทอง ให้นักเรียนฟัง ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ครูที่ดีจะต้องมอบแก่นสาระให้ผู้เรียน หลังจาก นั้นให้โอกาสเขาได้พูด ซักถาม ค้นหาค าตอบด้วยตนเอง ครูก็มีความสุข นักเรียนก็ รู้สึกอยากจะเรียนรู้...” (T6, ตุลาคม 7, 2565) “…ครูโรงเรียนสาธิตเป็นผู้อ านวยความสะดวกได้ดีเนื่องจากเรามีภาควิชา มี คณะ มีมหาวิทยาลัยคอยให้การสนับสนุนองค์ความรู้ตลอดมา สิ่งไหนเป็นนวัตกรรม ใหม่ ๆ คณะก็จะถ่ายทอดแก่โรงเรียน เราพัฒนาองค์ความรู้กันประจ าทุกปี ไม่หยุด นิ่ง…” (T3, ตุลาคม 5, 2565) จากที่กล่าวมาแล้วทั้ง 3 ด้านของแนวทางในการบรรลุศักยภาพของครูผู้สอนต่อการเป็นผู้อ านวย ความสะดวกในการเรียนรู้ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การรู้จักตัวเองของครูผู้สอนประกอบกับการพัฒนา ทักษะองค์ความรู้ใหม่ ๆ มาถ่ายทอด ความกระตือรือร้นที่จะท าความเข้าใจธรรมชาติของการเรียนรู้ของ นักเรียน จะส่งผลต่อการพัฒนาโอกาสทางการเรียนรู้ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันทักษะการรู้ ดิจิทัลเป็นแนวทางบรรลุศักยภาพเบื้องต้นในการออกแบบการเรียนรู้ที่เหมะสมของครูผู้สอน และความเป็น นักวิชาการ นักวิจัย และความใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัยในแง่การรับข้อมูลทางวิชาการ จะช่วยให้ครูผู้สอนมี แนวโน้มพัฒนาตนเองและพร้อมส าหรับการเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ได้อย่างดี สรปุผลการวิจยั การพัฒนาครูผู้สอนให้เป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส าคัญที่ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้าง โอกาสทางการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม และการพัฒนาตนเองอย่างสม ่าเสมอ ทั้งนี้ ปัจจัย ที่เกื้อหนุนให้องค์ประกอบดังกล่าวประสบผลส าเร็จคือ ความร่วมมือระหว่างผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน


181 และนักเรียนที่จะต้องพัฒนาไปร่วมกันทั้งในแง่ของงบประมาณ บรรยากาศการเรียนรู้ สิ่งอ านวยความสะดวก และการเลือกรับรู้ของผู้เรียน ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี สื่อดิจิทัล เครื่องมือออนไลน์ เป็นองค์ประกอบของ การผลักดันศักยภาพของครูผู้สอนในศตวรรษที่ 21 ที่ส าคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนเห็นภาพ และเข้าใจการเรียน ได้ดียิ่งขึ้น และท้ายที่สุด วิธีการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่หลากหลาย เกิดจากชุดประสบการณ์ องค์ความรู้เดิม และการพัฒนาต่อยอดผ่านการวิจัยของครูผู้สอน อันจะช่วยให้ครูผู้สอนเป็นผู้อ านวยความสะดวกทางการ เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเต็มศักยภาพ จากผลการวิจัยที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ ผู้วิจัยสามารถสรุป เป็นตารางข้อค้นพบได้ ดังนี้ ตารางที่ 2 ข้อค้นพบในการวิจัย กรอบแนวคิดการวิจยั ด้านที่ใช้ในการศึกษา ข้อค้นพบ 1. ศักยภาพของครูผู้สอนต่อ ก า รเ ป็ น ผู้อ านวยความ สะดวกในการเรียนรู้ 1.1 การสร้างโอกาสทางการ เรียนรู้ ความร่วมมือระหว่างผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และนักเรียน ส่งผลต่อการสร้างโอกาส ทางการเรียนรู้ เนื่ องจากเกี่ยวข้องกับมิติ งบประมาณ การพัฒนาตนเองของครูผู้สอน และ ความสนใจของนักเรียน 1.2 การออกแบบการเรียนรู้ที่ เหมาะสม เทคโนโลยี สื่อดิจิทัล เครื่องมือออนไลน์ ส่งผลต่อ การออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม เนื่องจากสื่อที่ กล่าวมานี้ เป็นส่วนช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของ นักเรียนได้เป็นอย่างดี 1.3 ก า รพัฒน า ต น เ อ งอย่าง สม ่าเสมอ วิธีการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่หลากหลาย สะท้อน การพัฒนาตนเอง ความพร้อม และทักษะของ ครูผู้สอน 2. แนวทางในการบรรลุ ศักยภาพของครูผู้สอนต่อ ก า รเ ป็ น ผู้อ านวยความ สะดวกในการเรียนรู้ 2.1 การสร้างโอกาสทางการ เรียนรู้ การปรับเปลี่ยนตนเองของครูผู้สอนตามแนวคิด การเรียนรู้เชิงรุก จะท าให้โอกาสทางการเรียนรู้ ของผู้เรียนเพิ่มมากยิ่งขึ้น 2.2 การออกแบบการเรียนรู้ที่ เหมาะสม ทักษะการรู้ดิจิทัล หรือ Digital Literacy เป็ น ปั จจัยเบื้องต้นที่เป็ นแนวทางในการบรรลุ ศักยภาพของครูผู้สอน 2.3 ก า รพัฒน า ต น เ อ งอย่าง สม ่าเสมอ การวิจัย การอบรมฝึกทักษะ และความใกล้ชิดกับ หน่วยวิชาการอย่างมหาวิทยาลัยจะเป็นปัจจัย เกื้อหนุนการเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการ เรียนรู้ของครูผู้สอนได้เป็นอย่างดี


182 อภิปรายผลการวิจยั ในการศึกษาความเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ของครูผู้สอนมีประเด็นในการศึกษาหลัก 3 ประเด็นคือ การสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม และการพัฒนาตนเองอย่าง สม ่าเสมอ ซึ่งปัจจัยที่ผู้วิจัยมุ่งน าเสนอคือส่วนแรกคือ ศักยภาพของครูผู้สอน ทั้งนี้ในประเด็นการสร้างโอกาส ทางการเรียนรู้ พบว่า ความร่วมมือระหว่างผู้บริหาร ครูผู้สอน และนักเรียน ส่งผลต่อการสร้างโอกาสทางการ เรียนรู้ สอดคล้องกับงานวิจัยของ (Ellerani and Gentile, 2013) ที่มุ่งให้เกิดความร่วมมืออย่างบูรณาการกัน จากตัวแสดงมีส่วนเกี่ยวข้องในการเสริมสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็น ต่อมาคือการออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม พบว่า การน าสื่อดิจิทัล เทคโนโลยี และเครื่องมือออนไลน์ต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้กับการเรียนรู้จะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียน สอดคล้องกับแนวคิด (Partnership for 21st Century Skills, 2015) ที่มุ่งให้นักเรียนเกิดทักษะที่ส าคัญ 3 ประการ คือ ทักษะชีวิตและทักษะการ ท างาน ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศประเด็นสุดท้ายคือ การพัฒนา ตนเองอย่างสม ่าเสมอ จากผลการวิจัยพบว่า วิธีการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่หลากหลายเป็นเครื่องมือสะท้อน ประสบการณ์ องค์ความรู้ และทักษะของครูผู้สอนได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับ (Hmelo and Barrows, 2006 ) ที่ว่าครูผู้สอนจะต้องกระตุ้นบรรยากาศการเรียนรู้ด้วยการหาวิธีการสอนที่หลากหลาย ในการน าเสนอการอภิปรายส่วนท้ายคือ แนวทางในการบรรลุศักยภาพของครูผู้สอน ประเด็นการ สร้างโอกาสทางการเรียนรู้พบว่า การปรับเปลี่ยนตนเองไปสู่การสอนเชิงรุกจะช่วยให้เพิ่มโอกาสทางการ เรียนรู้ของนักเรียนมากยิ่งขึ้น การออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมยังคงมีผลการวิจัยที่น่าสนใจคือ ทักษะการ รู้ดิจิทัลของครูผู้สอนส่งผลโดยตรงต่อการน าสื่อดิจิทัล เทคโนโลยี และสื่อออนไลน์เข้ามาใช้ในการจัดการ เรียนรู้และการพัฒนาตนเองอย่างสม ่าเสมอ ในส่วนนี้พบว่า ครูผู้สอนที่มุ่งเน้นการพัฒนาตนเองด้วยการ ผลิตงานวิชาการอย่างสม ่าเสมอ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของครูผู้สอนสู่การ เป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี โดยท้ายที่สุด หากครูผู้สอนจะต้องบรรลุศักยภาพ จะต้องประกอบไปด้วย การปรับตัว การมีทักษะการรู้ดิจิทัล และการผลิตงานวิชาการอย่างสม ่าเสมอจึงจะ เป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์การจัดการเรียนรู้เชิงรุกในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย หน่วยงานต้นสังกัด อาทิ มหาวิทยาลัย และสถานศึกษา ควรมุ่งเน้นการสรรหา และพัฒนาครูผู้สอน ที่ต้องมีทักษะการปรับตัว ทักษะการรู้ดิจิทัล และทักษะทางวิชาการที่ดี เพื่อสร้างบุคลากรที่สามารถมุ่งสู่การ เป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบตัิ ครูผู้สอนควรส ารวจความพร้อมของตนเองทั้งเชิงทฤษฎีเช่น องค์ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ที่มี เพื่อน ามาวิเคราะห์และพัฒนาไปสู่การปฏิบัติ เช่น การฝึกอบรม การผลิตงานวิชาการ และการทดลองสอนที่ หลากหลาย โดยอาจเริ่มจากการน าวิธีการสอนไปท าการทดลองแบบกลุ่มย่อย (Pilot Study)


183 ข้อเสนอแนะเชิงการวิจยั ผู้วิจัยควรศึกษาถึงทักษะการรู้ดิจิทัลของครูผู้สอนโดยแยกออกไปเป็นอีกวัตถุประสงค์หนึ่งของการ วิจัย เนื่องจากเป็นข้อค้นพบของงานวิจัยชิ้นนี้ เพราะทักษะการรู้ดิจิทัลของครูสอนส่งผลโดยตรงต่อการน า เทคโนโลยีมาใช้ในการออกแบบการเรียนรู้ ข้อจา กดัการวิจยั เนื่องจากการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกใช้กรณีศึกษาเพียงกรณีเดียว การวิจัยในครั้งถัดไปควรมีการ ศึกษาวิจัยที่ใช้กรณีศึกษาแบบหลายกรณี เพื่อใช้ในการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบและพัฒนาวิธีการจัดการ เรียนรู้ในอนาคตต่อไป เอกสารอ้างอิง ตระกูลพันธ์ ยุชมภู และคณะ. (2563). “รูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตที่มีประสิทธิผล สังกัด มหาวิทยาลัยในก ากับของรัฐ”. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยัทกัษิณ 20(2): 183-196. พงศ์ศิริ สุขประวิทย์. (2558). ผสู้่งเสริมการเรียนร้: ูบทบาทในการเสริมสร้างผลการปฏิบตัิงานใน องค์การ.การค้นคว้าอิสระปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ คณะ พาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. อัญชลี ทองเอม. (2561). “การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21”. วารสารวไลย อลงกรณ์ปริทศัน์มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์8(3): 185-199. Bonwell, C. C., and Eison, J. A., (1 9 9 1 ). Active Learning: Creating Excitement in the Classroom. In ASHE-ERIC Higher Education Reports. Ellerani, P., and Gentile, M. (2013). “The Role of Teachers as Facilitators to Develop Empowering Leadership and School Communities Supported by The Method of Cooperative Learning”. Procedia - Social and Behavioral Sciences 93(2013): 12 – 17. Hmelo, C. E., and Barrows, H. S., (2006) . “Goals and Strategies of a Problem - Based Learning Facilitator”. Interdisciplinary Journal of Problem - Based Learning 1(1): 21-39. Partnership for 21st Century Skills. (2015) . Partnership for 21st Century Skills Core Content Integration. [Online]. October 4, 2022, from https://www.marietta.edu. Purnama, N. D. (2015). “An Investigation of Teacher’s Role as Facilitators in Teaching Writing in the Classroom (A Case Study of Lectures in a Cirebon Private University)”. ELT Perspective 3(2): 361 – 370. Srinath, A. (2014) . “Active Learning Strategies: An Illustrative Approach to Bring out Better Learning Outcomes from Science Technology Engineering and Mathematics (STEM) Students”. iJET 9(9): 21-25. Watsjold, B., and Zhong, D. (2020). “Clinical Coaching Cards: A Game of Active Learning Theory and Teaching Techniques”. The AAMC Journal of Teaching and Learning Resources 16(1): 1-8.


184 การพฒันาระบบลงทะเบยีนเรียนวิชาเพิ่มเติมเลือกแบบออนไลน ์ ผา่นเวบ ็ แอพพลิเคชนั่: กรณีศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยัศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร(ฝ่ายมธัยม) Development of Human Resource Management System for The ParentsTeachers Association of Srinakharinwirot University: Prasarnmit Demonstration School (Secondary) สร้างสรรค์ วงศ์ฉลาด* Sangsun Wongchalard สมุินตรา ลัมภเวส* Sumintral Lampaves บทคดัย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบลงทะเบียนเรียนวิชาเพิ่มเติมเลือกแบบออนไลน์ผ่าน เว็บแอพพลิเคชั่น ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ ายมัธยม) ระบบ ลงทะเบียนเรียนวิชาเพิ่มเติมเลือกแบบออนไลน์ผ่านเว็บแอพพลิเคชั่นนี้ เน้นความสะดวกรวดเร็ว ใช้งานได้ ง่าย และมีประโยชน์ส าหรับนักเรียนและอาจารย์ ส่วนของอาจารย์สามารถดูผลการลงทะเบียนของแต่ละวิชา ได้แบบเรียลไทม์สามารถพิมพ์รายชื่อนักเรียนที่ลงทะเบียนของแต่ละวิชาได้ และช่วยลดปริมาณการใช้ กระดาษและแก้ปัญหาในการท าใบลงทะเบียนเรียนสูญหาย ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยได้เล็งเห็นถึงปัญหา จึงได้จัดท า เว็บแอพพลิเคชั่นนี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นการน าเอาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาใช้ในเว็บที่เชื่อมต่อฐานข้อมูลเรียบร้อย แล้ว สามารถเปลี่ยนข้อมูลที่แสดงในเว็บได้อย่างง่ายดาย นักเรียนสามารถลงทะเบียนเรียน จากที่ไหนก็ได้ที่ มีอินเทอร์เน็ต และลดระยะเวลาการเปิดลงทะเบียนวิชาเพิ่มเติมเลือก ลดการแออัดในการลงทะเบียนเรียน ภายในโรงเรียนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 อีกด้วย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้รวบรวมข้อมูล คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3 จ านวน 710 คน โดยใช้การสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล คือ แบบ ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบ การพัฒนาระบบใช้ภาษา PHP,HTML5, JavaScript เพื่อจัดการ ฐานข้อมูล MySQL การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการประเมินความพึง พอใจ พบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( ×̅ = 4.57, S.D. = 0.66) ค าส าคัญ : ระบบลงทะเบียน/ เรียนออนไลน์ * นักวิชาการคอมพิวเตอร์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) Computer Academician Srinakharinwirot University Prasarnmit Demonstration School (Secondary), Thailand * นักวิชาการคอมพิวเตอร์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) Computer Academician Srinakharinwirot University Prasarnmit Demonstration School (Secondary), Thailand Corresponding Author E-mail Address: [email protected]


185 Abstract The objective of this research was to develop the registration system on the elective subjects through online web application in Prasarnmit Demonstration School (Secondary). The system that mentioned, focus on the convenience and rapidity, to be functional and useful for the students and teachers. As for the teachers, this web application will demonstrate the registration results of each subject in real time. Furthermore, the teacher is able to check the list of registered students for each subject on this system. In addition, the web application could be able to reduce paper consumption and solve the lost of the registration form problem. As a result, the researcher has been created the web application to solve all the problems. The web application used computer program to connect the database completely. Moreover, this web could change the information demonstrated on application easily. For the students, they could register in anywhere that connect Internet access for reduce the time about arranging the elective subjects registration. Besides, during COVID-19 epidemic, this web application could reduce congestion about registration in school. The samples were students M.2 and M.3 710 people by using purpose sampling. The research tool was user satisfaction assessment form. The development tools used PHP, HTML, JavaScript for database MySQL management. This research analyzed data mean and standard division. found that their satisfaction with the application was at a excellent level ( ×̅ = 4.57, S.D. = 0.66) Keywords: Registration System/ Online-Learning บทน า ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทชีวิตประจ าวันของคนเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ทางการศึกษาทั้งหน่วยงานราชการ หน่วยงานเอกชน ต่างก็ได้น าเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้กับหน่วยงาน และพัฒนาระบบมาเพื่อเอื้ออ านวยแก่การท างานให้มีความสะดวกต่อผู้ใช้งานมากขึ้น อีกทั้งยังลดขั้นตอน การท างานต่าง ๆ ให้น้อยลง แต่ยังได้ประสิทธิภาพคงเดิม สามารถจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ และปลอดภัย ส าหรับโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) การลงทะเบียนวิชา เพิ่มเติมเลือกของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นนั้น จะต้องท าการเลือกโดยกรอกแบบฟอร์มที่เป็น กระดาษ หากนักเรียนมีความสนใจในรายวิชาไหน ก็เขียนหรือเลือกวิชานั้น ๆ ลงในแบบฟอร์ม และน าไป ยื่นที่หน่วยงานวิชาการ จากขั้นตอนข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่ามีความซับซ้อนหรือยุ่งยากในการลงทะเบียน ซึ่ง ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น นักเรียนท าแบบฟอร์มลงทะเบียนหาย ต้องไปขอแบบฟอร์มลงทะเบียนใหม่ อาจจะท าให้กลุ่มหรือวิชาที่สนใจนั้นมีจ านวนผู้ลงทะเบียนครบตามจ านวนแล้ว นอกจากนี้ทางฝ่ายวิชาการ หรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนวิชาเพิ่มเติมเลือกนั้นก็มีการเก็บข้อมูลการลงทะเบียนวิชาเพิ่มเติม เลือกในรูปแบบเอกสารกระดาษ ซึ่งอาจเกิดการสูญหายของแบบฟอร์มลงทะเบียนหรือการจัดการรายชื่อของ นักเรียนที่ลงทะเบียนในแต่ละวิชานั้นมีความซับซ้อนและหลากหลายขั้นตอน


186 ดังนั้นโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ ประสานมิตร(ฝ่ายมัธยม) ซึ่งเป็นโรงเรียนในระดับ มัธยมศึกษาที่มีการน าเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้กับการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิภาพแก่นักเรียน อาจารย์ผู้สอน และบุคลากรฝ่ายต่าง ๆ จึงได้มีการพัฒนาระบบลงทะเบียนวิชาเพิ่มเติมเลือกแบบออนไลน์ ในรูปแบบเว็บแอพพลิเคชั่น ซึ่งเป็นเว็บที่น าเอาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาใช้ในเว็บที่เชื่อมต่อฐานข้อมูล เรียบร้อยแล้ว โดยใช้ภาษา PHP และฐานข้อมูล MySQL (บัญชา ปะสีละเตสัง, 2553) สามารถเปลี่ยนข้อมูล ที่แสดงในเว็บได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องแก้ไข HTML, CSS และ Javascript จะเห็นตัวอย่างได้ในเว็บต่าง ๆ (จิตรพงษ์ เจริญจิตร และสุพรรณี หมาดยุโส๊ะ, 2564: 1611-1630) ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว จึง ได้มีการน าเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยลดขั้นตอนการลงเบียนวิชาเพิ่มเติมเลือกในรูปแบบเก่า ซึ่งระบบที่ พัฒนาขึ้นมานั้น จะมีส่วนช่วยในการลงทะเบียนของนักเรียนลดขั้นตอนต่าง ๆ นักเรียนสามารถลงทะเบียน เรียน จากที่ไหนก็ได้ที่มีอินเทอร์เน็ต (ศุภชัย ชัยประเสริฐ, 2561: 1159-1165) และลดระยะเวลาการเปิด ลงทะเบียนวิชาเพิ่มเติมเลือก ซึ่งจะท าให้การจัดการเรียนการสอนในวิชาเพิ่มเติมเลือกเป็นไปอย่างถูกต้อง วตัถปุระสงคก์ารวิจยั 1) เพื่อวิเคราะห์ ออกแบบและพัฒนาระบบลงทะเบียนเรียนวิชาเพิ่มเติมเลือกแบบออนไลน์ผ่านเว็บ แอพพลิเคชั่น 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพระบบลงทะเบียนเรียนวิชาเพิ่มเติมเลือกผ่านเว็บแอพพลิเคชั่น 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อระบบลงทะเบียนเรียนวิชาเพิ่มเติมเลือกผ่านเว็บ แอพพลิเคชั่น วิธีดา เนินการวิจยั ประชากรและกลุ่มตวัอย่าง ประชากร ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) จ านวน 1,102 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) จ านวน 710 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็น นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จ านวน 364 คน และนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จ านวน 346 คน ตัวแปรที่ศึกษา 1. ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ระบบลงทะเบียนเรียนวิชาเพิ่มเติมเลือกแบบออนไลน์ผ่านเว็บแอพพลิเคชั่น 2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ประสิทธิภาพและความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบลงทะเบียนเรียนวิชา เพิ่มเติมเลือกแบบออนไลน์ผ่านเว็บแอพพลิเคชั่น กระบวนการออกแบบและพัฒนาระบบ ระบบลงทะเบียนเรียนวิชาเพิ่มเติมเลือกแบบออนไลน์ผ่านเว็บแอพพลิเคชั่นนี้ เน้นความสะดวก รวดเร็ว ใช้งานได้ง่าย และมีประโยชน์ส าหรับนักเรียนและอาจารย์ ตัวระบบประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ


187 1. ส่วนของนักเรียน 1.1 สามารถลงทะเบียนจากที่ไหนก็ได้โดยใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ 1.2 สามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลงวิชาที่จะลงได้ จนกว่าจะปิดรับสมัคร 1.3 สามารถดูรายวิชาที่ลงทะเบียนได้เลย หลังจากลงทะเบียนเสร็จ 2. ส่วนของอาจารย์ 2.1 สามารถดูผลการลงทะเบียนของแต่ละวิชาได้แบบเรียลไทม์ 2.2 สามารถพิมพ์รายชื่อนักเรียนที่ลงทะเบียนของแต่ละวิชาได้ การพัฒนาระบบลงทะเบียนเรียนวิชาเพิ่มเติมเลือกแบบออนไลน์ผ่านเว็บแอพพลิเคชั่น : กรณีศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ ายมัธยม) ผู้วิจัยได้ท าการรวบรวมและ วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อน ามาเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบ โดยใช้วงจรการ พัฒนาระบบงาน (System Develop Life Cycle : SDLC) เพื่อให้การด าเนินการพัฒนาระบบมีแนวทางเป็น ขั้นตอนและเกิดปัญหาการใช้งานน้อยที่สุด โดยมีการท างานดังนี้ 1. การวางแผนโปรเจค (Project Planning) การพัฒนาระบบลงทะเบียนเรียนวิชาเพิ่มเติมเลือกแบบออนไลน์ผ่านเว็บแอพพลิเคชั่น : กรณีศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) นั้นเป็นการพัฒนาระบบขึ้นมาใหม่ จึงได้ท าการเก็บรวบรวมปัญหาเดิมและความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลมาจาก เจ้าหน้าที่ ฝ่ายวิชาการ และนักเรียน ด้วยวิธีการสอบถาม รวมถึงวิเคราะห์เอกสารการลงทะเบียนต่าง ๆ ซึ่งสามารถ สรุปการด าเนินงานเดิมได้ดังนี้


188 2. วิเคราะห์ระบบ (Analysis)จากการที่ได้รวบรวมข้อมูลในขั้นตอนการท างานเดิมโดยการ สอบถามเจ้าหน้าที่ฝ่ ายวิชาการ และนักเรียน ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ รวมถึงวิเคราะห์จากเอกสารการ ลงทะเบียนต่าง ๆ ท าให้ทราบถึงปัญหาการท างานแบบเดิม จึงสามารถสรุปปัญหาที่พบออกมาได้ดังนี้ 1. นักเรียนจะต้องขอใบสมัครจากเจ้าหน้าที่ แล้วน าไปกรอกข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน 2. นักเรียนจะต้องน าใบสมัครที่กรอกข้อมูลครบถ้วนแล้ว ไปส่งให้กับเจ้าหน้าที่ด้วยตัวเอง 3. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในใบสมัครอีกครั้ง 4. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าวิชานั้น ๆ มีผู้ลงทะเบียนเต็มจ านวนแล้วหรือยัง 5. นักเรียนจะไม่ทราบว่าแต่ละวิชาที่เปิดให้ลงทะเบียนอยู่นั้น มีผู้ลงทะเบียนไปแล้วกี่คน 6. การใช้กระดาษในการด าเนินงาน อาจมีการเสียหายหรือช ารุด 7. การค้นหาใบสมัครเพื่อดูข้อมูลนักเรียน หรือการตรวจสอบจ านวนผู้ลงทะเบียนในแต่ละวิชา สามารถท าได้ยากและช้า 8. การสรุปจ านวนผู้ลงทะเบียนในแต่ละวิชาใช้เวลานาน และข้อมูลอาจไม่ถูกต้อ ภาพที่ 1 ขั้นตอนการด าเนินงานเดิม


189 ภาพที่ 2 ระบบการด าเนินงานใหม่ของนักเรียน จากผลการส ารวจปัญหาการท างานแบบเดิม จึงได้ท าการวิเคราะห์เพื่อพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมา เพื่อช่วยแก้ปัญหาเดิมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยระบบที่พัฒนาขึ้นใหม่มีขั้นตอนดังนี้ 3. การออกแบบ (Design) หลังจากที่ได้ท าการรวบรวมปัญหาต่าง ๆ จึงได้รวบรวมข้อมูลและน ามาท าการวิเคราะห์ เพื่อใช้ใน การออกแบบและพัฒนาระบบ โดยได้ออกแบบในรูปแบบของ Context Diagram เริ่มต้น นักเรียนเข้าระบบลงทะเบียน นักเรียนเลือกวิชา แสดงข้อมูลวิชาที่เลือก ลงทะเบียนส าเร็จ สิ้นสุด


Click to View FlipBook Version