The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Yasmeel Sangkaw, 2023-03-31 00:38:54

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน ผลของการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทยที่มีต่อความสามารถในการจำ และการอ่านพยัญชนะไทยของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี)

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน ผลของการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทยที่มีต่อความสามารถในการจ า และการอ่านพยัญชนะไทยของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) The effect of using activity set 4R enjoy Thai consonants towards the Ability to remembering and reading Thai consonants of kindergarten 2/1 year students at Municipal 4 School (Thanawithi) ยัสมีล สังขาว เสาวลักษณ์ สมวงษ์ รายงานการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 4 ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปีการศึกษา 2565


ชื่อวิจัย ผลของการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทยที่มีต่อความสามารถในการจ า และการอ่านพยัญชนะไทยของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ผู้วิจัย ยัสมีล สังขาว และเสาวลักษณ์ สมวงษ์ สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย คณะกรรมการที่ปรึกษา …………………………………............................กรรมการ (อาจารย์เสาวลักษณ์ สมวงษ์) ประธานหลักสูตร …………………………………............................กรรมการ (อาจารย์เสาวลักษณ์ สมวงษ์) อาจารย์นิเทศประจ าหลักสูตร …………………………………............................กรรมการ (อาจารย์เนาวรัตน์ มะลีลาเต๊ะ) อาจารย์ฝ่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู …………………………………............................กรรมการ (นางสาวอาดีบะห์ บาเหะ) ครูพี่เลี้ยง รายงานการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 4 ระดับปริญญาตรี สาขาวิชการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปีการศึกษา 2565


ก ชื่อวิจัย ผลของการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทยที่มีต่อความสามารถในการจ า และการอ่านพยัญชนะไทยของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ผู้วิจัย ยัสมีล สังขาว และเสาวลักษณ์ สมวงษ์ สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุก กับพยัญชนะไทยที่มีต่อความสามารถของนักเรียนในการจ าและการอ่านพยัญชนะไทย ให้เป็นไปตาม เกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 เท่ากับ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนในการจ าและ การอ่านพยัญชนะไทย ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย 3) เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชาย - หญิง อายุ 4 - 5 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ใน ชั้นอนุบาล 2/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ของโรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จ านวน 28 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sample) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบบันทึกการสังเกตความสามารถของนักเรียนในการจ า และการอ่านพยัญชนะไทย ก่อน-หลัง การใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย 2) แผนการจัดชุด กิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย 3) แบบบันทึกการสังเกตความสามารถของนักเรียนในการจ าและ การอ่านพยัญชนะไทย ระหว่างจัดชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย 4) แบบประเมินความพึง พอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (X̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนก่อน และหลัง โดยใช้ t (T-test) ชนิดข้อมูลสัมพันธ์กัน (Dependent Samples) และการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือตามเกณฑ์ E1/E2 ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของเครื่องมือวิจัยผลของการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย ที่มีต่อ ความสามารถของนักเรียนในการจ าและการอ่านพยัญชนะไทยเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 เท่ากับ 85.80/93.34


ข 2. หลังการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย นักเรียนมีความในการจ าและการอ่าน พยัญชนะไทยสูงกว่าก่อนการใช้ชุดกิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. หลังการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย (X̅) เท่ากับ 2.85 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.09


ค Title: The effect of using activity set 4R enjoy Thai consonants towards the Ability to remembering and reading Thai consonants of kindergarten 2/1 year students at Municipal 4 School (Thanawithi) Author Yasmeel Sangkaw and Sauwaluk Somwong Degree Early Childhood Education Academic Year 2022 Abstract The objectives of this research 1) to determine the effectiveness of the 4R activities plan, Enjoy Thai Consonants, on students' ability to remember and read Thai consonants. To meet the standard criteria E1/E2 equal to 80/80. 2) To compare the ability of students in remembering and reading Thai consonants. before and after using the activity set 4R fun with Thai consonants 3) to study the satisfaction of students who received the activity set 4R fun with Thai consonants. The sample group used in this research were 28 male and female students aged 4-5 years studying in kindergarten 2/1 semester 1 of the academic year 2022 of Thammasat 4 (Thanawithi) School. Select a specific type (Purposive Sample) The research tools 1) a recording form for observing students' abilities in remembering and reading Thai consonants before and after using the 4R fun with Thai consonants activity pack 2) 4R activity plan with fun Thai consonants 3) model Record the observations of students' ability to memorize and read Thai consonants. during the activity 4R fun with Thai consonants 4) satisfaction assessment form of students who received the activity 4R fun with Thai consonants The statistics used in the research were Content Concordance Index ( IOC) , Percentage (% ) , Mean ( X̅) , Standard Deviation (S. D. ) , comparing the differences of scores before and after using t (T). -test) data types are related (Dependent Samples) and tool performance determination according to E1/E2 criteria.


ง The results showed that: 1. Efficiency of the research tool, the effect of using the 4R activity pack, fun with Thai consonants. on the students' ability to memorize and read Thai consonants according to the E1/E2standard, equal to 85.80/93.34 2. After using the 4R activity set, enjoy Thai consonants. The students' memory and reading of Thai consonants were higher than before using the activity package at statistical significance at the .05 level. 3. After using the 4R activity set, enjoy with Thai consonants. Students were satisfied at a high level. The mean (X̅) was 2.85 and the standard deviation (S.D.) was 0.09.


จ กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยเรื่อง ผลของการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทยที่มีต่อความสามารถ ในการจ าและการอ่านพยัญชนะไทยของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ส าเร็จลุล่วงด้วยดีเพราะความกรุณาอย่างสูง จากอาจารย์เสาวลักษณ์ สมวงษ์ อาจารย์นิเทศประจ า สาขา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณา จึงขอขอบคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ผู้วิจัยขอขอบคุณ อาจารย์ดร. สุภาพร จันทรคีรี นางอัญชลี ธรรมเจริญ และนางยุพิล บุญประดิษฐ ที่ได้กรุณาตรวจสอบและให้ค าแนะน าในการปรับปรุงแก้ไขและเป็นก าลังใจ ท าให้วิจัย ชั้นเรียนฉบับนี้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ นางกนกภรณ์ รัตนยิ่ง ผู้อ านวยการโรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) อ าเภอเมือง จังหวัดยะลา ส านักการศึกษาเทศบาลนครยะลา ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ เอื้อเฟื้อสถานที่ เป็นอย่างดียิ่ง ตลอดจนคณะครูสายชั้นอนุบาลที่คอยดูแลให้ความสะดวกและให้ความช่วยเหลือ ในการศึกษาทดลองครั้งนี้ ผู้วิจัยขอขอบคุณ นางสาวอาดีบะห์ บาเหะ คุณครูประจ าชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 ซึ่งเป็นครูพี่เลี้ยง ของผู้วิจัยที่คอยสนับสนุนในการด าเนินการจัดกิจกรรมที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ และให้ความช่วยเหลือ ดูแลในทุก ๆ เรื่องตลอดมา และขอขอบใจนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 ตลอดจนผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) ผู้วิจัยขอขอบคุณ คณาจารย์สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาทุกท่าน ที่ได้กรุณาอบรมสั่งสอนให้ความรู้ ตลอดจนเพื่อนนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยที่ให้ค าแนะน า ช่วยเหลือและให้ก าลังใจเสมอมา ผู้วิจัยขอมอบเป็นกตัญญุตาแด่บิดา มารดา คณะครู ผู้ปกครอง ที่ให้ความรัก ความอบอุ่น และให้ทุนการศึกษาวิจัย ท าให้รายงานวิจัยเล่มนี้ส าเร็จลุล่วงด้วยดี ยัสมีล สังขาว ตุลาคม 2565


ฉ สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย............................................................................................................ ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ...................................................................................................... ค กิตติกรรมประกาศสารบัญ................................................................................................ จ สารบัญ....................................................................................................... ....................... ฉ สารบัญตาราง.................................................................................................................... ซ สารบัญแผนภาพ............................................................................................................... ญ บทที่ 1 บทน า.................................................................................................................... 1 ความเป็นมาและความส าคัญของการวิจัย......................................................... 1 วัตถุประสงค์การวิจัย......................................................................................... 3 สมมติฐานการวิจัย............................................................................................ 3 ขอบเขตการวิจัย............................................................................................... 3 นิยามศัพท์เฉพาะ.............................................................................................. 4 ประโยชน์ของการวิจัย....................................................................................... 5 กรอบแนวคิดการวิจัย........................................................................................ 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง........................................................................... 6 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560................ 7 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะการจ าและการอ่าน.............................................. 25 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ภาษาของเด็กปฐมวัย..................................... 28 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพยัญชนะไทยและการสอนพยัญชนะไทย............... 35 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง........................................................................ 36 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย................................................................................................ 39 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง............................................................................... 39 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................................... 39 วิธีการสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย........................... 40 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................. 43 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์.............................................. 45


ช สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................................... 49 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล............................................. 49 ล าดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล.............................................. 49 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................... 50 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ................................................................. 58 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง............................................................................... 58 ตัวแปรศึกษา..................................................................................................... 59 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................................... 59 การเก็บรวบรวมข้อมูล...................................................................................... 59 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................... 60 สรุปผลการวิจัย................................................................................................. 61 อภิปรายผลการวิจัย.......................................................................................... 62 ข้อเสนอแนะ..................................................................................................... 65 บรรณานุกรม..................................................................................................................... 67 ภาคผนวก................................................................................................................... ....... 70 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย............................................................. 71 ภาคผนวก ข รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ………………………………….. 152 ภาคผนวก ค คุณภาพของเครื่องมือวิจัย........................................................... 154 ภาคผนวก ง ภาพแสดงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้........................................... 164 ประวัติผู้วิจัย...................................................................................................................... 190


ซ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี........................................ 10 2 มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และ ประสานสัมพันธ์กัน..................................................................................................... 11 3 มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข……………………………………………………..... 11 4 มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว.................. 12 5 มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม............................................. 13 6 มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง...... 13 7 มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความเป็นไทย........................................ 14 8 มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของ สังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข........................... 15 9 มาตรฐานที่ 9 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย........................................................ 16 10 มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้......................... 16 11 มาตรฐานที่ 11 มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์................................................. 18 12 มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ ได้เหมาะสมกับวัย....................................................................................................... 18 13 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย………………………………………..... 19 14 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ........................................ 20 15 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม..................................................... 21 16 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา.............................................. 22 17 แสดงดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) ของแผนการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับ พยัญชนะไทยที่มีต่อความสามารถในการจ าและการอ่านพยัญชนะไทย โดย ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน...................................................................................................... 50 18 แสดงค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบบันทึกการสังเกตก่อนและหลังการใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน................................................................. 51 19 ความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) แบบบันทึกการสังเกตการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุก กับพยัญชนะไทยที่มีต่อความสามารถในการจ าและการอ่านพยัญชนะไทย ระหว่าง การใช้ชุดกิจกรรม........................................................................................................ 52


ฌ สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า 20 ความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนในการใช้ ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทยที่มีต่อความสามารถในการจ าและการอ่าน พยัญชนะไทย โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน....................................................................... 53 21 ตารางแสดงการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ชุดกิจกรรม 4R สนุก กับพยัญชนะไทย ที่มีต่อความสามารถในการจ าและการอ่านพยัญชนะไทย............... 53 22 ประสิทธิภาพ E1/E2 ของการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทยที่มีต่อ ความสามารถในการจ าและการอ่านพยัญชนะไทย ตามเกณฑ์มาตรฐานค่า E1/E2 เท่ากับ 80/80 จากกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 28 คน........................................................ 54 23 การเปรียบเทียบความก้าวหน้าของความสามารถในการจ าและการอ่านพยัญชนะ ไทยก่อน และหลังการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทยที่มีต่อความสามารถ ในการจ าและอ่านพยัญชนะไทย.................................................................................. 55 24 การเปรียบเทียบการจ าและการอ่านพยัญชนะไทย ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทยที่มีต่อความสามารถในการจ าและการอ่านพยัญชนะไทย... 55 25 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีผลของการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทยที่ มีต่อความสามารถในการจ าและการอ่านพยัญชนะไทย โดยมีเกณฑ์ในการแปลค่า ระดับความคิดเห็นดังนี้................................................................................................ 56


ญ สารบัญแผนภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดการวิจัย………………………………..……………………………………………………. 5


1 บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของกำรวิจัย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม อันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย อันเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อ สร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ภาษาจึงมีความส าคัญอย่างมาก การปลูกฝังให้เด็กมีการ ใช้ภาษาที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับวัย เป็นเรื่องจ าเป็น และควรปลูกฝังตั้งแต่ระดับปฐมวัย คือ แรก เกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ อย่างเป็นองค์รวม สนับสนุนเด็กให้ได้รับการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์จาก สิ่งรอบตัว เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ภาษา มีทักษะการคิด การใช้ภาษาในการสื่อสารที่เหมาะสม ตามวัย การส่งเสริมทักษะทางภาษา เป็นการฝึกให้เด็กได้เปล่งเสียง เลียนเสียงพูดของผู้คน เสียงสัตว์ ต่าง ๆ รู้จักชื่อเรียกของตนเอง ชื่ออวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ชื่อพ่อแม่หรือผู้คนใกล้ชิด และชื่อ สิ่งของรอบตัว ตลอดจนสื่อให้เด็กรู้จักการสื่อความหมายด้วยค าพูดและท่าทาง ชี้ชวนและสอนให้เด็ก รู้จักชื่อเรียกสิ่งต่าง ๆ จากของจริง อ่านหนังสือนิทานภาพ หรือร้องเพลงง่ายๆ ฝึกให้เด็กได้แสดงออก ทางความคิดตามจินตนาการของตนเอง เช่น ขีดเขียนวาดรูปอย่างอิสระ (กระทรวงศึกษา, 2560; อ้างอิงใน พรรณวษา วัชรพันธุ์ และคณะ 2562: 1) เด็กวัยแรกเกิดถึง 5 ปี เป็นวัยที่เด็กมีการเจริญเติบโตในด้านร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ในส่วน ของภาษาก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ค่อยเป็นค่อยไป หากได้รับการส่งเสริมทักษะทางภาษาอย่าง เพียงพอ จะท าให้การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการทางสังคม และ สติปัญญา เด็กในวัยนี้จะเริ่มเปล่งเสียงอ้อแอ้ตามธรรมชาติและค่อยเริ่มพูดค าที่มีความหมายค าแรก ได้เมื่ออายุ 8 เดือน-1ปี เช่นค าว่า “แม่” จากนั้นจะพูดค าต่าง ๆ ได้มากขึ้น จนสามารถพูดเป็น ประโยคได้ การส่งเสริมความสามารถทางภาษาให้กับเด็กนั้น สามารถท าได้หลายวิธีอาจเริ่มตั้งแต่การ เล่านิทานให้ฟัง การเล่นนิ้วมือ การเล่นทายปัญหา พูดบทร้องเล่น ร้องเพลง หรือแม้แต่การสนทนา ระหว่างเด็กกับผู้ใกล้ชิดในสถานการณ์ต่างๆพ่อแม่เป็นบุคคลส าคัญที่สุดในการส่งเสริมพัฒนาการของ ลูก (อารีย์ ค าสังฆะ, 2554: 2) พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามระดับอายุ และเป็นไป อย่างต่อเนื่อง แต่ละขั้นตอนมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน นั่นคือพัฒนาการทางภาษาขั้นต้น เป็น พื้นฐานของการพัฒนาขั้นที่สูงขึ้น โดยเริ่มจากทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนตามล าดับ กล่าวคือ พัฒนาการด้านการฟัง เป็นฐานข้อมูลไปสู่พัฒนาการด้านพูด ส่วนการอ่านเป็นฐานข้อมูลไปสู่ พัฒนาการด้านเขียน เป็นต้น (ศุภมาส จิรกอบสกุล, 2559: 2)


2 ภาษาจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้โลกรอบตัวของเด็กตั้งแต่เกิด และเป็นสื่อในการเรียน ให้ได้ความรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ในโรงเรียน วิธีการเรียนรู้ภาษาจึงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาค้นหา หนทางที่เด็กเรียนรู้แล้วได้ผลดีมีความสุขในการเรียนรู้จนสามารถใช้ภาษาได้อย่างมีความหมาย เพื่อ เชื่อมโยงกับคนที่เด็กอยู่ใกล้ชิดได้ดีจนถึงระดับที่เด็กสามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการแสวงหา ความรู้ในยุคสารสนเทศผ่านภาษา การจะท าให้นักเรียนปฐมวัยสามารถจดจ าและอ่านพยัญชนะไทยได้นั้นจะเป็นพื้นฐานของ การเรียนรู้ที่ดี ซึ่ง วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2544) ได้กล่าวไว้ว่า ควรน าแนวคิดจิตวิทยาการจ า โดยเฉพาะการ ที่เด็กปฐมวัยจะจ าภาพ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง มาใช้ในการสอนพยัญชนะไทย และสอดคล้อง กับทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา ของ Piaget(1969) ที่เสนอแนะว่า ปฐมวัยหรือวัยเด็กตอนต้นซึ่ง อยู่ในช่วงอายุ 2-6 ปี จะเริ่มเรียนรู้จากการกระท าที่ต้องอาศัยกระบวนการคิด รวมทั้งความสามารถใน การใช้สัญลักษณ์ นอกเหนือจากการกระท าที่ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหวที่น ามาใช้ ตั้งแต่แรกเกิด จะเห็นได้ว่า ลักษณะการเรียนรู้ภาษาของเด็กปฐมวัยนั้น ต้องใช้การจ าและการอ่าน จากสัญลักษณ์ร่วมด้วย แนวคิดเชิงสัญลักษณ์ที่มักน ามาใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาในชั้นปฐมวัย มักเป็นกิจกรรม ที่เข้าใจง่าย สนุกสนาน มีการเปรียบเทียบใช้ค าสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้เด็กปฐมวัยใช้ จินตนาการอย่างสร้างสรรค์ในการคิดเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง ในรูปแบบการสร้าง สัญลักษณ์ หรือการคิดเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic thought) การน าเกมการศึกษามาใช้ เป็นกิจกรรม การเรียนรู้ภาษาในระดับชั้นปฐมวัย เป็นกิจกรรมหนึ่ง ที่ช่วยเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ให้สัมพันธ์กัน สร้าง ความคิด และจินตนาการ จนเกิดความคิดเชิงสัญลักษณ์ ที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษา ทั้ง ทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน รวมถึงช่วยเสริมสร้างความสามารถในการจ า (กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ , 2535;อ้างอิงใน ศุภัชญา ศุภเมธากร,2564: 2) จากการสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2/1 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิธี) พบว่า เด็ก ในห้องเรียนส่วนใหญ่ มีความสามารถในด้านทักษะทางภาษา ยังไม่ดีเท่าที่ควร สังเกตได้จากการท า กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เมื่อให้เด็กอ่าน และท่องจ าพยัญชนะไทยทั้ง 44 ตัว เด็กส่วนใหญ่ยังไม่ สามารถที่จะอ่าน และท่องจ าพยัญชนะไทยทั้ง 44 ตัว ได้จึงท าให้เกิดปัญหาเด็กไม่สามารถจ า สัญลักษณ์พยัญชนะไทยประจ าตัวของตนเอง เกิดการสับสนเมื่อครูให้หยิบของหรือเก็บของ ของ ตนเอง และเกิดการจ าสลับตัวพยัญชนะ เช่น ด เป็น ค , ภ เป็น ถ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสนใจ ศึกษาว่า การจัดกิจกรรมการจ าและการอ่านพยัญชนะไทยด้วยการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับ พยัญชนะไทย จะสามารถท าให้นักเรียนเกิด ความสนใจที่จะจ า และอ่านพยัญชนะไทยได้มากขึ้น การ ใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย เป็นการจัดประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้าน สติปัญญาของนักเรียนปฐมวัย เป็นการสนับสนุน ให้นักเรียนได้รับรู้เรียนรู้เกี่ยวกับพยัญชนะไทย


3 เพื่อให้นักเรียนสามารถจ าและอ่านพยัญชนะไทยได้ และน าไปสู่การใช้ภาษาในการสื่อสารในระดับที่ สูงขึ้น ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้จะเป็นแนวทางส าหรับครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการ จัดการศึกษาปฐมวัย น าไปพัฒนารูปแบบ และการจัดกิจกรรมให้กับนักเรียนปฐมวัยต่อไป วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทยที่มีต่อ ความสามารถในการจ าและการอ่านพยัญชนะไทย ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน E1 /E2 เท่ากับ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนในการจ าและการอ่านพยัญชนะไทย ก่อนและ หลังการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่ได้รับการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย สมมติฐำนของกำรวิจัย 1. ประสิทธิภาพของแผนการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทยที่มีต่อความสามารถใน การจ าและการอ่านพยัญชนะไทย เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน E1 /E2 เท่ากับ 80/80 2. หลังการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย นักเรียนมีความสามารถในการจ าและ การอ่านพยัญชนะไทยสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม 3. หลังการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ขอบเขตของกำรวิจัย ประชำกร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนปฐมวัยชาย - หญิง อายุ 4-5 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จ านวน 4 ห้องเรียน มีจ านวนนักเรียนปฐมวัยทั้งสิ้น 111 คน กลุ่มตัวอย่ำง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนปฐมวัยชาย - หญิง อายุ 4-5 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 2/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จ านวนนักเรียนทั้งหมด 28 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง ( Purposive Sampling )


4 ตัวแปรที่ศึกษำ 1. ตัวแปรต้น ได้แก่ ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย 2. ตัวแปรตาม ได้แก่ความสามารถในการจ าและการอ่านพยัญชนะไทย ระยะเวลำในกำรท ำวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดระยะเวลาการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ใช้เวลาในการทดลอง 2 สัปดาห์ด าเนินการวิจัยทั้งหมด 10 ครั้ง ครั้งละ 1 วัน วันละ 40 นาที ช่วงเวลาเก็บข้อมูลตั้งแต่ วันที่ 22 กันยายน 2565 ถึง 5 ตุลาคม 2565 นิยำมค ำศัพท์เฉพำะ ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย หมายถึง รูปแบบของกิจกรรมในการสอนพยัญชนะ ไทยส าหรับนักเรียนปฐมวัย โดยมีขั้นตอนในการด าเนินการจัดกิจกรรม 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1) ขั้นจ า (Remember) ฝึกอ่านพยัญชนะไทย 44 ตัว ตั้งแต่ ก-ฮ เป็นประจ าทุกวัน ให้เด็ก จดจ าได้ 2) ขั้นย้ า (Repeat) ฝึกอ่านพยัญชนะไทยที่ก าหนดให้ทั้ง 44 ตัว ตั้งแต่ ก-ฮ ย้ าในทุกวันที่ จัดกิจกรรม วันละ 10–11 ตัว จนครบทั้ง 44 ตัว 3) ขั้นซ้ า (React) ฝึกการจดจ าพยัญชนะไทยโดยการให้เด็กลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเองใน รูปแบบกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์อย่างหลากหลาย ทุกวันที่จัดกิจกรรมทั้ง 10 ครั้ง 4) ขั้นทวน (Review) ฝึกการจดจ าพยัญชนะไทยโดยการให้เด็กลงมือปฏิบัติจริงด้วย ตนเองในรูปแบบเกมการศึกษา ที่ทบทวนการจ าและอ่านพยัญชนะไทยทั้ง 44 ตัว ควำมสำมำรถในกำรจ ำและกำรอ่ำน หมายถึง การแสดงพฤติกรรมในการบอก ชี้ และออก เสียงพยัญชนะไทยใน 2 เรื่อง 1) ความสามารถในการจ าพยัญชนะไทย หมายถึง การแสดงพฤติกรรมของนักเรียนในการ บอกชื่อตัวพยัญชนะไทยได้ถูกต้อง สามารถท่องจ า ก-ฮ เรียงล าดับได้อย่างถูกต้อง และสามารถชี้ตัว พยัญชนะไทย ตามค าสั่งได้อย่างถูกต้อง 2) ความสามารถในการอ่านพยัญชนะไทย หมายถึง พฤติกรรมการออกเสียงอ่าน พยัญชนะไทย ได้อย่างถูกต้อง ในรูปแบบการอ่านที่หลากหลาย เช่น การอ่านแบบเรียงตามล าดับ ตั้งแต่ ก-ฮ , การอ่านแบบเรียงทิศทางการอ่านตามแนวนอนจากหลังไปหน้า จาก ฮ-ก , การอ่านแบบ เรียงทิศทางการอ่านตามแนวตั้งจากบนลงล่าง ตั้งแต่ ก-ฮ , การอ่านแบบเรียงทิศทางการอ่านตาม แนวตั้งจากล่างขึ้นบน ตั้งแต่ ก-ฮ นักเรียน หมายถึง เด็กปฐมวัยชาย - หญิง อายุ 4-5 ปีที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 2/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) จ านวนนักเรียนทั้งหมด 28 คน


5 ประโยชน์ของกำรวิจัย 1. นักเรียนปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 ได้รับการพัฒนาความสามารถในการจ าและการอ่าน พยัญชนะไทยเพิ่มมากขึ้น 2. ครูปฐมวัยมีวิธีการจัดกิจกรรมที่สามารถพัฒนาความสามารถในการจ าและการอ่าน พยัญชนะไทยให้กับนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ได้เพิ่มขึ้นอีกแนวทางหนึ่ง 3. โรงเรียนได้นวัตกรรมในการพัฒนาทางภาษาส าหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 2 และเป็น แนวทางให้กับชั้นอื่น ๆ ทั้งในระดับปฐมวัย และปฐมศึกษาตอนต้นต่อไป กรอบแนวคิดกำรวิจัย ตัวแปรต้น ภำพประกอบที่1 กรอบแนวคิดการวิจัย ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทย 1.ขั้นจ ำ (Remember) จดจ าจากการอ่านท่อง 2.ขั้นย้ ำ (Repeat) ย้ าซ้ าให้จ าไม่ลืม 3.ขั้นซ้ ำ (React) ท าซ้ าด้วยงานศิลปะ สร้างสรรค์ 4.ขั้นทวน (Review) ทวนตอบด้วยการเล่น เกม ควำมสำมำรถในกำรจ ำและกำรอ่ำน พยัญชนะไทย ตัวแปรตำม


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง ผลของการใช้ชุดกิจกรรม 4R สนุกกับพยัญชนะไทยที่มีต่อ ความสามารถในการจ าและการอ่านพยัญชนะไทยของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล ๔ (ธนวิถี) อาศัยแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาเป็นแนวทางในการศึกษา ดังนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 1.1 ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย 1.2 วิสัยทัศน์ 1.3 หลักการศึกษาปฐมวัย 1.4 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยส าหรับเด็กอายุ 3-6 ปี 1.5 จุดหมาย 1.6 มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1.7 สภาพที่พึงประสงค์ 1.8 สาระการเรียนรู้ 2. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะการจ าและการอ่าน 2.1 แนวคิดทฤษฎีของทักษะการจ า 2.2 แนวคิดทฤษฎีของทักษะการอ่าน 2.3 ความหมายและความส าคัญของการจ าและการอ่าน 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ภาษาของเด็กปฐมวัย 3.1 ความหมายของภาษาส าหรับเด็กปฐมวัย 3.2 ความส าคัญของภาษาส าหรับเด็กปฐมวัย 3.3 พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย 3.4 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางภาษา 3.5 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษา 4. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพยัญชนะไทยและการสอนพยัญชนะไทย 4.1 ความหมายของพยัญชนะไทย 4.2 ลักษณะพยัญชนะไทย


7 5. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยในประเทศ 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 ได้ก าหนดเนื้อหา สาระส าคัญ ที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาเด็กปฐมวัย ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560: 2 - 43) 1.1 ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ก าหนดปรัชญาการศึกษาปฐมวัยที่สะท้อน ให้เห็นความเชื่อพื้นฐานในการพัฒนาเด็กปฐมวัยตั้งแต่อายุแรกเกิด – 6 ปีบริบูรณ์ โดยเห็น ความส าคัญของการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม การค านึงถึงความสมดุลและครอบคลุมพัฒนาการของเด็ก ครบทุกด้านในการอบรมเลี้ยงดูพัฒนาและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ที่ผู้สอนและผู้ที่ เกี่ยวข้อง ต้องยอมรับความแตกต่างของเด็ก ปฏิบัติต่อเด็กแต่ละคนอย่างเหมาะสม โดยผู้สอนให้ความ รัก ความเอื้ออาทร มีความเข้าใจในการพัฒนาเด็ก ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 1.2 วิสัยทัศน์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ก าหนดวิสัยทัศน์ที่สะท้อนให้เห็นความ คาดหวังที่เป็นจริงได้ในอนาคต ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีคุณภาพผ่านประสบการณ์ที่เด็กปฐมวัย เรียนรู้อย่างมีความสุข มีทักษะชีวิต ปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และส านึกความเป็นไทย และทุกฝ่ายทั้งครอบครัว สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และ ชุมชนร่วมมือกันพัฒนาเด็ก 1.3 หลักการศึกษาปฐมวัย หลักการจัดการศึกษาปฐมวัยเป็นหลักส าคัญในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ซึ่งผู้สอน จ าเป็นต้องศึกษาหลักสูตรให้เข้าใจ เพราะในการจัดประสบการณ์ให้เด็กอายุ 3 - 5 ปีจะต้องยึด หลักการอบรมเลี้ยงดูควบคู่กับการให้การศึกษา โดยต้องค านึงถึงความสนใจและคว าม ต้องการของเด็กทุกคนทั้งเด็กปกติเด็กที่มีความสามารถพิเศษ และเด็กที่มีความบกพร่องทาง ร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม สติปัญญา รวมทั้งการสื่อสารและการเรียนรู้หรือเด็กที่มีร่างกาย พิการ หรือ ทุพพลภาพ หรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้หรือไม่มีผู้ดูแล หรือด้อยโอกาสเพื่อ ให้เด็กพัฒนาทุกด้านทั้งด้านอารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างสมดุล โดยการจัดกิจกรรมที่ หลากหลาย บูรณาการผ่านการเล่นและกิจกรรมที่เป็นประสบการณ์ตรงผ่านประสาทสัมผัส ทั้งห้า เหมาะสมกับวัย และความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่เด็ก


8 กับผู้เลี้ยงดูหรือบุคลากรที่มีความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาปฐมวัย เพื่อให้เด็กแต่ ละคนได้มีโอกาสพัฒนาตนเองตามล าดับขั้นตอนของพัฒนาการสูงสุดตามศักยภาพ และน าไปใช้ใน ชีวิตประจ าวันได้อย่างมีความสุข เป็นคนดีและคนเก่งของสังคมและสอดคล้องกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา สภาพทางเศรษฐกิจ สังคมโดย ความร่วมมือจากบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน สถาบัน ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ห ลั กก า ร จั ดป ร ะสบก า รณ์ส าห รับเด็ กป ฐม วัย ของหลั กสูต รก า รศึกษ าป ฐม วัย พุทธศักราช 2546 มีสาระส าคัญ ดังนี้ 1. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกประเภท 2. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นส าคัญ โดยค านึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคลและวิธีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย 3. พัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นและกิจกรรมที่เหมาะสม 4. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สามารถด ารงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และมีความสุข 5. ประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาในการพัฒนาเด็ก 1.4 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยส าหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ส าหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะของ การอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและ สติปัญญาตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล 1.5 จุดหมาย จุดหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 เป็นความคาดหวังเพื่อให้เกิด กับเด็ก เมื่อจบการศึกษาระดับปฐมวัยแล้ว โดยจุดหมายอยู่บนพื้นฐานพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจสังคมและสติปัญญาที่น าไปสู่การก าหนดมาตรฐานคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสถานที่พึงประสงค์ ดังนี้ 1. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสัยที่ดี 2. สุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม และจิตใจที่ดีงาม 3. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัยและอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 4. มีทักษะการคิด การใช้ภาษาสื่อสาร และการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย


9 1.6 มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยก าหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จ านวน 12 มาตรฐานประกอบด้วย 1. พัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบด้วย 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่าง คล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน 2. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม 3. พัฒนาการด้านสังคม ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ ดีของสังคมในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 4. พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย 4 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 9 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ มาตรฐานที่ 11 มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ม าต รฐ านที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อก า รเ รียน รู้แล ะมีคว ามส าม า ร ถ ในการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย 1.7 สภาพที่พึงประสงค์ สภาพที่พึงประสงค์เป็นพฤติกรรมหรือความสามารถตามวัยที่คาดหวังให้เด็กเกิดบน พื้นฐานพัฒนาการตามวัยหรือความสามารถตามธรรมชาติในแต่ละระดับอายุ เพื่อน าไปใช้ ในการก าหนดสาระการเรียนรู้ในการจัดประสบการณ์ และประเมินพัฒนาการเด็กโดยมีรายละเอียด ของมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์


10 ตารางที่ 1 มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 1.1 น้ าหนัก และส่วนสูง ตามเกณฑ์ - น้ าหนักและส่วนสูง ต า ม เ กณฑ์ ข อง ก ร ม อนามัย - น้ าหนักและส่วนสูงต าม เกณฑ์ของกรมอนามัย - น้ าหนักและส่วนสูงตาม เกณฑ์ของกรมอนามัย 1.2 มีสุขภาพ อนามัย สุขนิสัยที่ดี - ย อ ม รั บ ป ร ะ ท า น อาหารที่มีประโยชน์ และดื่มน้ าที่สะอาดเมื่อ มีผู้ชี้แนะ - รับป ร ะท าน อ าห า ร ที่ มี ประโยชน์และดื่มน้ าสะอาด ด้วยตนเอง - รับประทานอาหารที่มี ประโยชน์ได้หลายชนิด และดื่มน้ าสะอาดได้ด้วย ตนเอง - ล้ า ง มื อ ก่ อ น รับประทานอาหารและ หลังจากใช้ห้องน้ า ห้อง ส้วมเมื่อมีผู้ชี้แนะ - ล้างมือก่อนรับป ร ะท าน อาหารและหลังจากใช้ห้องน้ า ห้องส้วมด้วยตนเอง - ล้างมือก่อนรับประทาน อาหารและหลังจากใช้ ห้ อง น้ า ห้ อง ส้ ว ม ด้ ว ย ตนเอง - นอนพักผ่อนเป็นเวลา - นอนพักผ่อนเป็นเวลา - นอนพักผ่อนเป็นเวลา - ออกก าลังกายเป็น เวลา - ออกก าลังกายเป็นเวลา - ออกก าลังกายเป็นเวลา 1.3 รักษา ความ ปลอดภัยของ ตนเอง และ ผู้อื่น - เล่นและท ากิจกรรม อย่างปลอดภัยเมื่อมีผู้ ชี้แนะ เล่นและท ากิจกรรมอย่าง ปลอดภัยด้วยตนเอง - เล่น ท ากิจกรรม และ ป ฏิ บั ติ ต่ อ ผู้ อื่ น อ ย่ าง ปลอดภัย


11 ตารางที่ 2 มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และประสานสัมพันธ์กัน ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 2.1 เคลื่อนไหว ร่างกาย อย่าง คล่องแคล่ว ประสาน สัมพันธ์ และทรงตัวได้ -เดินตามแนวที่ก าหนด ได้ - เดินต่อเท้าไปข้างหน้าเป็น เส้นตรงได้โดยไม่ต้องกางแขน - เดินต่อเท้าถอยหลังเป็น เส้นตรงได้โดยไม่ต้องกาง แขน - กระโดดสองขาขึ้นลง อยู่กับที่ได้ - กระโดดขาเดียวอยู่กับที่ได้ โดยไม่เสียการทรงตัว - ก ร ะโ ดด ข าเดี ย วไป ข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่เสียการทรงตัว - วิ่งแล้วหยุดได้ - วิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ - วิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวาง ได้อย่างคล่องแคล่ว - รับลูกบอลโดยใช้มือ และล าตัวช่วย - รับลูกบอลโดยใช้มือทั้งสอง ข้าง - รับลูกบอลที่กระดอนขึ้น จากพื้นได้ 2.2 ใช้มือ-ตา ประสาน สัมพันธ์กัน - ใช้กรรไกรตัดกระดาษ ขาดจากกันได้โดยใช้มือ เดียว - ใช้กรรไกรตัดกระดาษตาม แนวเส้นตรงได้ - ใช้กรรไกรตัดกระดาษ ตามแนวเส้นโค้งได้ - เขียนรูปวงกลมตาม แบบได้ - เขียนรูปสี่เหลี่ยมตามแบบได้ อย่างมีมุมชัดเจน - เขียนรูปสามเหลี่ยมตาม แบบได้อย่างมีมุมชัดเจน - ร้อยวัสดุที่มีรูขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม.ได้ - ร้อยวัสดุที่มีรูขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลาง 0.5 ซม.ได้ - ร้อยวัสดุที่มีรูขนาดเส้น ผ่านศูนย์กลาง 0.25 ซม. ได้ ตารางที่ 3 มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 3.1 แสดงออกทาง อารมณ์ได้ อย่าง เหมาะสม - แสดงอารมณ์ ความรู้สึกได้อย่าง เหมาะสมกับบาง สถานการณ์ - แสดงอารมณ์ ความรู้สึกได้ ตามสถานการณ์ - แสดงอารมณ์ ความรู้สึก ได้สอดคล้องกับ สถานการณ์อย่าง เหมาะสม


12 ตารางที่ 3 มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข (ต่อ) ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 3.2 มี ความรู้สึกที่ดี ต่อตนเอง และผู้อื่น - กล้าพูดกล้าแสดงออก - กล้าพูดกล้าแสดงออกอย่าง เหมาะสมบาสถานการณ์ - กล้าพูดกล้าแสดงออก อย่างเหมาะสมตาม สถานการณ์ - แสดงความพอใจใน ผลงานตนเอง - แสดงความพอใจในผลงาน และความสามารถของตนเอง - แสดงความพอใจใน ผลงานและความสามารถ ของตนเองและผู้อื่น ตารางที่ 4 มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 4.1 สนใจ มี ความสุขและ แสดงออก ผ่านงาน ศิลปะ ดนตรี และการ เคลื่อนไหว - สนใจ มีความสุข และ แสดงออกผ่านงาน ศิลปะ - สนใจ มีความสุข และ แสดงออกผ่านงานศิลปะ - สนใจ มีความสุข และ แสดงออกผ่านงานศิลปะ - สนใจ มีความสุข และ แสดงออกผ่าน เสียงเพลงดนตรี - สนใจ มีความสุข และ แสดงออกผ่านเสียงเพลง ดนตรี - สนใจ มีความสุข และ แสดงออกผ่านเสียงเพลง ดนตรี - สนใจ มีความสุข และแสดงท่าทาง / เคลื่อนไหว ประกอบ เพลง จังหวะ และ ดนตรี - สนใจ มีความสุข และแสดง ท่าทาง / เคลื่อนไหว ประกอบเพลง จังหวะ และ ดนตรี - สนใจ มีความสุข และ แสดงท่าทาง / เคลื่อนไหว ประกอบ เพลง จังหวะ และดนตรี


13 ตารางที่ 5 มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 5.1 ซื่อสัตย์ สุจริต - บอกหรือชี้ได้ว่าสิ่งใด เป็นของตนเองและสิ่ง ใดเป็นของผู้อื่น - ขออนุญาตหรือรอคอยเมื่อ ต้องการสิ่งของผู้อื่น เมื่อมีผู้ ชี้แนะ - ขออนุญาตหรือ รอคอยเมื่อต้องการ สิ่งของผู้อื่นด้วยตนเอง 5.2 มีความ เมตตา กรุณา มีน้ าใจและ ช่วยเหลือ แบ่งปัน - แสดงความรักเพื่อน และมีเมตตาสัตว์เลี้ยง - แสดงความรักเพื่อนและมี เมตตาสัตว์เลี้ยง - แสดงความรักเพื่อนและ มีเมตตาสัตว์เลี้ยง - แบ่งปันผู้อื่นได้เมื่อมีผู้ ชี้แนะ - ช่วยเหลือและแบ่งปันผู้อื่น ได้เมื่อมีผู้ชี้แนะ - ช่วยเหลือและแบ่งปัน ผู้อื่นได้ด้วยตนเอง 5.3 มี ความเห็นอก เห็นใจผู้อื่น - แสดงสีหน้าหรือ ท่าทางรับรู้ความรู้สึก ผู้อื่น - แสดงสีหน้าหรือท่าทางรับรู้ ความรู้สึกผู้อื่น - แสดงสีหน้าหรือท่าทาง รับรู้ความรู้สึกผู้อื่นอย่าง สอดคล้องกับสถานการณ์ 5.4 มีความ รับผิดชอบ - ท างานที่ได้รับ มอบหมายจนส าเร็จ เมื่อมีผู้ช่วยเหลือ - ท างานที่ได้รับมอบหมายจน ส าเร็จเมื่อมีผู้ชี้แนะ - ท างานที่ได้รับ มอบหมายจนส าเร็จด้วย ตนเอง ตารางที่ 6 มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 6.1 ช่วยเหลือ ตนเองในการ ปฏิบัติกิจวัตร ประจ าวัน - แต่งตัวโดยมีผู้ ช่วยเหลือ - แต่งตัวด้วยตนเอง - แต่งตัวด้วยตนเองได้ อย่างคล่องแคล่ว - รับประทานอาหาร ด้วยตนเอง - รับประทานอาหารด้วย ตนเอง - รับประทานอาหารด้วย ตนเองอย่างถูกวิธี - ใช้ห้องน้ าห้องส้วม โดยมีผู้ช่วยเหลือ - ใช้ห้องน้ าห้องส้วมด้วย ตนเอง - ใช้และท าความสะอาด หลังใช้ห้องน้ า ห้องส้วม ด้วยตนเอง 6.2 มีวินัยใน ตนเอง - เก็บของเล่นของใช้ เข้าที่เมื่อมีผู้ชี้แนะ - เก็บของเล่นของใช้ เข้าที่ ด้วยตนเอง - เก็บของเล่นของใช้เข้าที่ อย่างเรียบร้อยด้วยตนเอง


14 ตารางที่ 6 มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ต่อ) ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 6.2 มีวินัยใน ตนเอง - เข้าแถวตามล าดับ ก่อนหลังได้เมื่อมีผู้ ชี้แนะ - เข้าแถวตามล าดับก่อนหลัง ได้ด้วยตนเอง - เข้าแถวตามล าดับ ก่อนหลังได้ด้วยตนเอง 6.3 ประหยัด และ พอเพียง - ใช้สิ่งของเครื่องใช้ อย่างประหยัดและ พอเพียงเมื่อมีผู้ชี้แนะ - ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่าง ประหยัดและพอเพียงเมื่อมีผู้ ชี้แนะ - ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่าง ประหยัดและพอเพียง ด้วยตนเอง ตารางที่ 7 มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความเป็นไทย ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 7.1 ดูแล รักษา ธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม - มีส่วนร่วมดูแลรักษา ธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เมื่อมีผู้ ชี้แนะ - มีส่วนร่วมดูแลรักษา ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อ มีผู้ชี้แนะ - ดูแลรักษาธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง - ทิ้งขยะได้ถูกที่ - ทิ้งขยะได้ถูกที่ - ทิ้งขยะได้ถูกที่ 7.2 มีมารยาท ตาม วัฒนธรรม ไทย และรัก ความเป็นไทย - ปฏิบัติตนตาม มารยาทไทยได้เมื่อมีผู้ ชี้แนะ - ปฏิบัติตนตามมารยาทไทย ได้ด้วยตนเอง - ปฏิบัติตนตามมารยาท ไทยได้ตามกาลเทศะ 7.2 มีมารยาท ตาม วัฒนธรรม ไทย และรัก ความเป็นไทย - กล่าวค าขอบคุณและ ขอโทษเมื่อมีผู้ชี้แนะ - กล่าวค าขอบคุณและขอโทษ ด้วยตนเอง - กล่าวค าขอบคุณและขอ โทษด้วยตนเอง - หยุดยืนเมื่อได้ยิน เพลงชาติไทยและเพลง สรรเสริญพระบารมี - ยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ ไทยและเพลงสรรเสริญพระ บารมี - ยืนตรงและร่วมร้อง เพลงชาติไทยและ เพลงสรรเสริญพระบารมี


15 ตารางที่ 8 มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดี ของสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 8.1 ยอมรับ ความเหมือน และความ แตกต่าง ระหว่างบุคคล - เล่นและท ากิจกรรม ร่วมกับเด็กที่แตกต่าง ไปจากตน - เล่นและท ากิจกรรมร่วมกับ เด็กที่แตกต่างไปจากตน - เล่นและท ากิจกรรม ร่วมกับเด็กที่แตกต่างไป จากตน 8.2 มี ปฏิสัมพันธ์ที่ดี กับผู้อื่น - เล่นร่วมกับเพื่อน - เล่นหรือท างานร่วมกับเพื่อน เป็นกลุ่ม - เล่นหรือท างานร่วมมือ กับเพื่อนอย่างมีเป้าหมาย - ยิ้มหรือทักทายผู้ใหญ่ และบุคคลที่คุ้นเคย เมื่อมีผู้ชี้แนะ - ยิ้ม ทักทาย หรือพูดคุยกับ ผู้ใหญ่และบุคคลที่คุ้นเคยได้ ด้วยตนเอง - ยิ้ม ทักทาย และพูดคุย กับผู้ใหญ่และบุคคลที่ คุ้นเคยได้เหมาะสมกับ สถานการณ์ 8.3 ปฏิบัติตน เบื้องต้น ใน การเป็น สมาชิกที่ดี ของสังคม - ปฏิบัติตามข้อตกลง เมื่อมีผู้ชี้แนะ - มีส่วนร่วมสร้างข้อตกลงและ ปฏิบัติตามข้อตกลงเมื่อมีผู้ ชี้แนะ - มีส่วนร่วมสร้างข้อตกลง และปฏิบัติตามข้อตกลง ด้วยตนเอง - ปฏิบัติตนเป็นผู้น า และผู้ตามเมื่อมีผู้ชี้แนะ - ปฏิบัติตนเป็นผู้น าและผู้ตาม ได้ด้วยตนเอง - ปฏิบัติตนเป็นผู้น าและผู้ ตามได้เหมาะสมกับ สถานการณ์ - ยอมรับกา ประนีประนอมแก้ไข ปัญหาเมื่อมีผู้ชี้แนะ - ประนีประนอมแก้ไขปัญหา โดยปราศจากการใช้ความ รุนแรงเมื่อมีผู้ชี้แนะ - ประนีประนอมแก้ไข ปัญหาโดยปราศจากการ ใช้ความรุนแรงด้วยตนเอง


16 ตารางที่ 9 มาตรฐานที่ 9 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 9.1 สนทนา โต้ตอบ และเล่าเรื่อง ให้ผู้อื่นเข้าใจ - ฟังผู้อื่นพูดจนจบและ พูดโต้ตอบเกี่ยวกับเรื่อง ที่ฟัง - ฟังผู้อื่นพูดจนจบ และสนทนาโต้ตอบสอดคล้อง กับเรื่องที่ฟัง - ฟังผู้อื่นพูดจนจบ และสนทนาโต้ตอบอย่าง ต่อเนื่องเชื่อมโยงกับเรื่อง ที่ฟัง - เล่าเรื่องด้วยประโยค สั้น ๆ - เล่าเรื่องเป็นประโยคอย่าง ต่อเนื่อง - เล่าเป็นเรื่องราว ต่อเนื่องได้ 9.2 อ่าน เขียนภาพ และ สัญลักษณ์ได้ - อ่านภาพ และพูด ข้อความด้วยภาษาของ ตน - อ่านภาพ สัญลักษณ์ ค า พร้อมทั้งชี้หรือกวาดตามอง ข้อความตามบรรทัด - อ่านภาพ สัญลักษณ์ ค า พร้อมทั้งชี้หรือกวาดตา มองจุดเริ่มต้นและจุดจบ ของข้อความ - เขียนขีดเขี่ยอย่าง มีทิศทาง - เขียนคล้ายตัวอักษร - เขียนชื่อของตนเอง ตามแบบ เขียนข้อความ ด้วยวิธีที่คิดขึ้นเอง ตารางที่ 10 มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 10.1 มี ความสามารถ ในการคิดรวบ ยอด - บอกลักษณะของสิ่ง ต่าง ๆ จากการสังเกต โดยใช้ประสาทสัมผัส - บอกลักษณะและ ส่วนประกอบของสิ่งต่าง ๆ จากการสังเกตโดยใช้ประสาท สัมผัส - บอกลักษณะ ส่วนประกอบการ เปลี่ยนแปลงหรือ ความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ จากการสังเกตโดยใช้ ประสาทสัมผัส


17 ตารางที่ 10 มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ (ต่อ) ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 10.1 มี ความสามารถ ในการคิดรวบ ยอด - จับคู่หรือเปรียบ เทียบสิ่งต่าง ๆ โดยใช้ ลักษณะหรือหน้าที่การ ใช้งานเพียงลักษณะ เดียว - จับคู่และเปรียบเทียบความ แตกต่างหรือความเหมือนของ สิ่งต่าง ๆ โดยใช้ลักษณะที่ สังเกตพบเพียงลักษณะเดียว - จับคู่และเปรียบ เทียบ ความแตกต่างและความ เหมือนของสิ่งต่าง ๆ โดย ใช้ลักษณะที่สังเกตพบ สองลักษณะขึ้นไป - คัดแยกสิ่งต่าง ๆ ตาม ลักษณะหรือหน้าที่การใช้ งาน - จ าแนกและจัดกลุ่มสิ่งต่าง ๆ โดยใช้อย่างน้อยหนึ่งลักษณะ เป็นเกณฑ์ - จ าแนกและจัดกลุ่มสิ่งต่าง ๆ โดยใช้ตั้งแต่สองลักษณะ ขึ้นไปเป็นเกณฑ์ - เรียงล าดับสิ่งของหรือ เหตุการณ์อย่างน้อย 3 ล าดับ - เรียงล าดับสิ่งของหรือ เหตุการณ์อย่างน้อย 4 ล าดับ - เรียงล าดับสิ่งของหรือ เหตุการณ์อย่างน้อย 5 ล าดับ 10.2 มี ความสามารถ คิดในเชิง เหตุผล - ระบุผลที่เกิดขึ้นใน เหตุการณ์หรือการ กระท าเมื่อมีผู้ชี้แนะ - ระบุสาเหตุหรือผลที่เกิดขึ้นใน เหตุการณ์หรือการกระท าเมื่อมี ผู้ชี้แนะ - อธิบายเชื่อมโยงสาเหตุ และผลที่เกิดขึ้นใน เหตุการณ์หรือการกระท า ด้วยตนเอง - คาดเดา หรือคาดคะเน สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น - คาดเดา หรือคาดคะเนสิ่งที่ อาจจะเกิดขึ้น หรือมีส่วนร่วมใน การลงความเห็นจากข้อมูล - คาดคะเนสิ่งที่อาจจะ เกิดขึ้น และมีส่วนร่วมใน การลงความเห็นจากข้อมูล อย่างมีเหตุผล 10.3 มี ความสามารถ ในการคิด แก้ปัญหา และตัดสินใจ - ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆ - ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆ และเริ่ม เรียนรู้ผลที่เกิดขึ้น - ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆ และยอมรับผลที่เกิดขึ้น - แก้ปัญหาโดยลองผิด ลองถูก - ระบุปัญหา และแก้ปัญหาโดย ลองผิดลองถูก - ระบุปัญหา สร้าง ทางเลือกและเลือกวิธี แก้ปัญหา


18 ตารางที่ 11 มาตรฐานที่ 11 มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 11.1 ท างาน ศิลปะตาม จินตนาการ และความคิด สร้างสรรค์ - สร้างผลงานศิลปะ เพื่อสื่อสารความคิด ความรู้สึกของตนเอง - สร้างผลงานศิลปะเพื่อ สื่อสารความคิด ความรู้สึก ของตนเองโดยมีการดัดแปลง และแปลกใหม่จากเดิมหรือมี รายละเอียดเพิ่มขึ้น - สร้างผลงานศิลปะเพื่อ สื่อสารความคิด ความรู้สึกของตนเองโดย มีการดัดแปลง แปลกใหม่ จากเดิมและมี รายละเอียดเพิ่มขึ้น 11.2 แสดง ท่าทาง/ เคลื่อนไหว ตาม จินตนาการ อย่าง สร้างสรรค์ - เคลื่อนไหวท่าทาง เพื่อสื่อสารความคิด ความรู้สึกของตนเอง - เคลื่อนไหวท่าทางเพื่อ สื่อสารความคิด ความรู้สึก ของตนเองอย่างหลากหลาย หรือแปลกใหม่ - เคลื่อนไหวท่าทางเพื่อ สื่อสารความคิด ความรู้สึกของตนเอง อย่างหลากหลายและ แปลกใหม่ ตารางที่ 12 มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหา ความรู้ได้เหมาะสมกับวัย ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 12.1 มีเจตคติ ที่ดีต่อการ เรียนรู้ - สนใจฟังหรืออ่าน หนังสือด้วยตนเอง - สนใจซักถาม เกี่ยวกับ สัญลักษณ์หรือตัวหนังสือที่พบ เห็น - สนใจหยิบหนังสือมา อ่านและเขียนสื่อความคิด ด้วยตนเองเป็นประจ า อย่างต่อเนื่อง - กระตือรือร้น ในการ เข้าร่วมกิจกรรม - กระตือรือร้น ในการเข้าร่วม กิจกรรม - กระตือรือร้นในการร่วม กิจกรรมตั้งแต่ต้นจนจบ


19 ตารางที่ 12 มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหา ความรู้ได้เหมาะสมกับวัย (ต่อ) ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ปฐมวัย 1 (3 – 4 ปี) ปฐมวัย 2 (4 - 5 ปี) ปฐมวัย 3 (5 - 6 ปี) 12.2 มี ความสามารถ ในการ แสวงหา ความรู้ - ค้นหาค าตอบของข้อ สงสัยต่าง ๆ ตามวิธีการ ที่มีผู้ชี้แนะ - ค้นหาค าตอบของข้อสงสัย ต่าง ๆ ตามวิธีการของตนเอง - ค้นหาค าตอบของข้อ สงสัยต่าง ๆ โดยวิธีการที่ หลากหลายด้วยตนเอง - ใช้ประโยคค าถามว่า “ใคร” “อะไร” ในการ ค้นหาค าตอบ - ใช้ประโยคค าถามว่า “ที่ ไหน” “ท าไม” ในการค้นหา ค าตอบ - ใช้ประโยคค าถามว่า “เมื่อไหร่” “อย่างไร” ในการค้นหาค าตอบ 1.8 สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เป็นสื่อกลางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็ก เพื่อส่งเสริม พัฒนาการเด็กทุกด้าน ให้เป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตรที่ก าหนด ประกอบด้วย ประสบการณ์ ส าคัญ และสาระที่ควรเรียนรู้ ดังนี้ 1.8.1 ประสบการณ์ส าคัญ 1. ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย ตารางที่ 13 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย ด้านร่างกาย ประสบการณ์ส าคัญ 1.1 การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ 1. การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ 2. การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ 3. การเคลื่อนไหวพร้อมวัสดุอุปกรณ์ 4. การเคลื่อนไหวที่ใช้การประสานสัมพันธ์ของการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ ในการขว้าง การจับ การโยน การเตะ 5. การเล่นเครื่องเล่นสนามอย่างอิสระ 1.2 การใช้กล้ามเนื้อเล็ก 1. การเล่นเครื่องเล่นสัมผัสและการสร้างจากแท่งไม้บล็อก 2. การเขียนภาพและการเล่นกับสี 3. การปั้น 4. การประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ด้วยเศษวัสดุ


20 ตารางที่ 13 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย (ต่อ) ด้านร่างกาย ประสบการณ์ส าคัญ 1.2 การใช้กล้ามเนื้อเล็ก 5. การหยิบจับ การใช้กรรไกร การฉีก การตัด การปะ และการร้อยวัสดุ 1.3 การรักษาสุขภาพ อนามัยส่วนตน 1. การปฏิบัติตนตามสุขอนามัย สุขนิสัยที่ดีในกิจวัตรประจ าวัน 1 . 4 ก า ร รั ก ษ า ค ว า ม ปลอดภัย 1. การปฏิบัติตนให้ปลอดภัยในกิจวัตรประจ าวัน 2. การฟังนิทาน เรื่องราว เหตุการณ์เกี่ยวกับการป้องกันและรักษา ความปลอดภัย 3. การเล่นเครื่องเล่นอย่างปลอดภัย 4. การเล่นบทบาทสมมติเหตุการณ์ต่าง ๆ 1.5 การตระหนักรู้เกี่ยวกับ ร่างกายตนเอง 1. การเคลื่อนไหวโดยควบคุมตนเองไปในทิศทางระดับ และพื้นที่ 2. การเคลื่อนไหวข้ามสิ่งกีดขวาง 2. ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ตารางที่ 14 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ด้านอารมณ์ ประสบการณ์ส าคัญ 2.1 สุนทรียภาพ ดนตรี 1. การฟังเพลง ร้องเพลง และการแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบเสียงดนตรี 2. การเล่นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ 3. การเคลื่อนไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี 4. การเล่นบทบาทสมมติ 5. การท ากิจกรรมศิลปะต่าง ๆ 6. การสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม 2.2 การเล่น 1. การเล่นอิสระ 2. การเล่นรายบุคคล กลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่ 3. การเล่นตามมุมประสบการณ์ 4. การเล่นนอกห้องเรียน 2.3 คุณธรรม จริยธรรม 1. การปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่นับถือ 2. การฟังนิทานเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม 3. การร่วมสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงจริยธรรม 2 . 4 ก า รแสดงออกท าง อารมณ์ 1. การพูดสะท้อนความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น 2. การเล่นบทบาทสมมติ


21 ตารางที่ 14 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ (ต่อ) ด้านอารมณ์ ประสบการณ์ส าคัญ 2 . 4 ก า รแสดงออกท าง อารมณ์ 3. การเคลื่อนไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี 4. การร้องเพลง 5. การท างานศิลปะ 2.5 การมีอัตลักษณ์เฉพาะ ตน แ ล ะเ ชื่ อ ว่ า ตน เ องมี ความสามารถ 1. การปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามความสามารถของตนเอง 2.6 การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 1. การแสดงความยินดีเมื่อผู้อื่นมีความสุข เห็นใจเมื่อผู้อื่นเศร้าหรือ เสียใจและการช่วยเหลือปลอบโยนเมื่อผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ 3. ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม ตารางที่ 15 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม ด้านสังคม ประสบการณ์ส าคัญ 3 . 1 ก า รปฏิบั ติ กิ จ วั ต ร ประจ าวัน 1. การช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจ าวัน 2. การปฏิบัติตนตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3.2 การดูแลรักษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม 1. การมีส่วนร่วมรับผิดชอบดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและ ภายนอกห้องเรียน 2. การใช้วัสดุและสิ่งของเครื่องใช้อย่างคุ้มค่า 3. การท างานศิลปะที่น าวัสดุหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ าหรือ แปรรูปแล้วน ากลับมาใช้ใหม่ 4. การเพาะปลูกและดูแลต้นไม้ 5. การเลี้ยงสัตว์ 6. การสนทนาข่าวและเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน ชีวิตประจ าวัน 3 . 3 ก า ร ป ฏิ บั ติ ต า ม วัฒนธรรมท้องถิ่นและความ เป็นไทย 1. การเล่นบทบาทสมมติการปฏิบัติตนในความเป็นคนไทย 2. การปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่อาศัยและประเพณีไทย 3. การประกอบอาหารไทย 4. การศึกษานอกสถานที่ 5. การละเล่นพื้นบ้านของไทย


22 ตารางที่ 15 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม (ต่อ) ด้านสังคม ประสบการณ์ส าคัญ 3 . 4 ก า รมีปฏิ สัมพัน ธ์มี วินัย มีส่วนร่วมและบทบาท สมาชิกของสังคม 1. การร่วมก าหนดข้อตกลงของห้องเรียน 2. การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของห้องเรียน 3. การให้ความร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ 4. การดูแลห้องเรียนร่วมกัน 5. การร่วมกิจกรรมวันส าคัญ 3.5 การเล่นและท างาน แบบร่วมมือร่วมใจ 1. การร่วมสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 2. การเล่นและท างานร่วมกับผู้อื่น 3. การท าศิลปะแบบร่วมมือ 3.6 การแก้ปัญหาความ ขัดแย้ง 1. การมีส่วนร่วมในการเลือกวิธีการแก้ปัญหา 2. การมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง 3.7 การยอมรับในความ เหมือนและความแตกต่าง ระหว่างบุคคล 1. การเล่นหรือท ากิจกรรมร่วมกับกลุ่มเพื่อน 4. ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา ตารางที่ 16 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา การพัฒนาด้าน ประสบการณ์ส าคัญ 4.1 การใช้ภาษา 1. การฟังเสียงต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม 2. การฟังและปฏิบัติตามค าแนะน า 3. การฟังเพลง นิทาน ค าคล้องจอง บทร้อยกรองหรือเรื่องราวต่าง ๆ 4. การพูดแสดงความคิด ความรู้สึก และความต้องการ 5. การพูดกับผู้อื่นเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง หรือพูดเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับตนเอง 6. การพูดอธิบายเกี่ยวกับสิ่งของ เหตุการณ์และความสัมพันธ์ของสิ่ง ต่าง ๆ 7. การพูดอย่างสร้างสรรค์ในการเล่น และการกระท าต่าง ๆ 8. การรอจังหวะที่เหมาะสมในการพูด 9. การพูดเรียงล าดับค าเพื่อใช้ในการสื่อสาร 10. การอ่านหนังสือภาพ นิทาน หลากหลายประเภท/รูปแบบ


23 ตารางที่ 16 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา (ต่อ) การพัฒนาด้าน ประสบการณ์ส าคัญ 4.1 การใช้ภาษา 11. การอ่านอย่างอิสระตามล าพัง การอ่านร่วมกัน การอ่านโดยมีผู้ ชี้แนะ 12. การเห็นแบบอย่างของการอ่านที่ถูกต้อง 13. การสังเกตทิศทางการอ่านตัวอักษร ค า และข้อความ 14. การอ่านและชี้ข้อความ โดยกวาดสายตาตามบรรทัดจากซ้ายไปขวา และจากบนลงล่าง 15. การสังเกตตัวอักษรในชื่อของตน หรือค าคุ้นเคย 16. การสังเกตตัวอักษรที่ประกอบเป็นค าผ่านการอ่านหรือเขียนของ ผู้ใหญ่ 17. การคาดเดาค า วลีหรือประโยคที่มีโครงสร้างซ้ า ๆ กันจาก นิทาน เพลง ค าคล้องจอง 18. การเล่นเกมภาษา 19. การเห็นแบบอย่างของการเขียนที่ถูกต้อง 20. การเขียนร่วมกันตามโอกาส และการเขียนอิสระ 21. การเขียนค าที่มีความหมายกับตัวเด็ก/ค าคุ้นเคย 22.การคิดสะกดค าและเขียนเพื่อสื่อความหมายด้วยตนเองอย่างอิสระ 4.2 การคิดรวบยอดการคิด เชิงเหตุผลการตัดสินใจและ แก้ปัญหา 1. การสังเกตลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์ ของสิ่งต่าง ๆ โดยใช้ประสาทสัมผัสอย่างเหมาะสม 2. การสังเกตสิ่งต่าง ๆ และสถานที่จากมุมมองที่ต่างกัน 3. การบอกและแสดงต าแหน่ง ทิศทาง และระยะทางของสิ่งต่าง ๆ ด้วย การกระท าภาพวาด ภาพถ่าย และรูปภาพ 4. การเล่นกับสื่อต่าง ๆ ที่เป็นทรงกลม ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ทรงกระบอก กรวย 5. การคัดแยก การจัดกลุ่ม และการจ าแนกสิ่งต่าง ๆ ตามลักษณะและ รูปร่าง รูปทรง 6. การต่อของชิ้นเล็กเติมในชิ้นใหญ่ให้สมบูรณ์และการแยกชิ้นส่วน 7. การท าซ้ า การต่อเติม และการสร้างแบบรูป 8. การนับและแสดงจ านวนของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจ าวัน 9. การเปรียบเทียบและเรียงล าดับจ านวนของสิ่งต่าง


24 ตารางที่ 16 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา (ต่อ) การพัฒนาด้าน ประสบการณ์ส าคัญ 4.2 การคิดรวบยอดการคิด เชิงเหตุผลการตัดสินใจและ แก้ปัญหา 10. การรวมและการแยกสิ่งต่าง ๆ 11. การบอกและแสดงอันดับที่ของสิ่งต่าง ๆ 12. การชั่ง ตวง วัดสิ่งต่าง ๆ โดยใช้เครื่องมือและหน่วยที่ไม่ใช่หน่วย มาตรฐาน 13. การจับคู่ การเปรียบเทียบ และการเรียงล าดับสิ่งต่าง ๆ ตาม ลักษณะความยาว/ความสูง น้ าหนัก ปริมาตร 14. การบอกและเรียงล าดับกิจกรรมหรือเหตุการณ์ตามช่วงเวลา 15. การใช้ภาษาทางคณิตศาสตร์กับเหตุการณ์ในชีวิตประจ าวัน 16. การอธิบายเชื่อมโยงสาเหตุและผลที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์หรือการ กระท า 17. การคาดเดาหรือการคาดคะเนสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล 18. การมีส่วนร่วมในการลงความเห็นจากข้อมูลอย่างมีเหตุผล 19. การตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหา 4 . 3 จิ น ต น า ก า ร แ ล ะ ความคิดสร้างสรรค์ 1. การรับรู้และแสดงความคิดความรู้สึกผ่านสื่อ วัสดุของเล่นและ ชิ้นงาน 2. การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านภาษา ท่าทาง การเคลื่อนไหวและ ศิลปะ 3. การสร้างสรรค์ชิ้นงานโดยใช้รูปร่างรูปทรงจากวัสดุที่หลากหลาย 1.8.2 สาระที่ควรเรียนรู้ สาระที่ควรเรียนรู้ เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กที่น ามาเป็นสื่อกลางในการจัด กิจกรรมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ไม่เน้นการท่องจ าเนื้อหา ผู้สอนสามารถก าหนดรายละเอียดขึ้นเอง ให้สอดคล้องกับวัย 1. เรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้ชื่อ นามสกุล รูปร่าง หน้าตา อวัยวะต่าง ๆ วิธีระวังรักษาร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี การรับประทาน อาหารที่เป็นประโยชน์การระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองจากผู้อื่นและภัยใกล้ตัว รวมทั้ง การปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างปลอดภัย การรู้จักประวัติความเป็นมาของตนเองและครอบครัว การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัวและโรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น การรู้จัก แสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การก ากับตนเอง การเล่น


25 และท าสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองตามล าพังหรือกับผู้อื่น การตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง ความภาคภูมิใจใน ตนเอง การสะท้อน การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์และ ความรู้สึกอย่างเหมาะสม การแสดงมารยาทที่ดี การมีคุณธรรมจริยธรรม 2. เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับ ครอบครัวสถานศึกษา ชุมชน และบุคคลต่าง ๆ ที่เด็กต้องเกี่ยวข้องหรือใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ ในชีวิตประจ าวัน สถานที่ส าคัญ วันส าคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนธรรมในชุมชน สัญลักษณ์ส าคัญของชาติไทยและการปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย หรือแหล่ง เรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นอื่น ๆ 3. ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ ลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน น้ า ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ แรงและพลังงานในชีวิตประจ าวันที่แวดล้อมเด็ก รวมทั้งการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมและการรักษาสาธารณสมบัติ 4. สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อ ความหมายในชีวิตประจ าวัน ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักชื่อ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร น้ าหนัก จ านวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและ ความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เวลา เงิน ประโยชน์การใช้งาน และการเลือกใช้สิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและการสื่อสารต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจ าวันอย่างประหยัด ปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม 2. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการจ าและการอ่าน 2.1 แนวคิดทฤษฎีของทักษะการจ า ราตรี พุทธทอง (2543 : 10-11) ได้ศึกษาทฤษฎีเกี่ยวกับความสามารถด้านความจ า ในทางจิตวิทยา ได้มีการกล่าวถึงทฤษฎีเกี่ยวกับการจ าและการลืมไว้หลายทฤษฎี แต่ที่ส าคัญสรุปได้ มี 4 ทฤษฎี คือ 1. ทฤษฎีความจ าสองกระบวนการ (Two – Process Theory of Memory) ทฤษฎีนี้สร้างขึ้นโดย แอตคินสัน และชิฟฟริน (Atkinson and Shiffrin) ในปี ค.ศ. 1968 กล่าวถึง ความจ าระยะสั้นหรือความจ าทันทีทันใดและความจ าระยะยาวว่า ความจ าระยะสั้นเป็นความจ า ชั่วคราว สิ่งใดก็ตามถ้าอยู่ในความจ าระยะสั้นจะต้องได้รับการทบทวนอยู่ตลอดเวลา มิฉะนั้น ความจ า สิ่งนั้นจะสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ในการทบทวนนั้น เราจะไม่สามารถทบทวนทุกสิ่งที่เข้ามาอยู่ ในระบบความจ าระยะสั้น ดังนั้นจ านวนที่เราจ าได้ในความจ าระยะสั้นจึงมีจ ากัด การทบทวน ป้องกัน ไม่ให้ความจ าสลายตัวไปจากความจ าระยะสั้น และถ้าสิ่งใดอยู่ในความจ าระยะสั้น เป็นระยะเวลา ยิ่งนาน สิ่งนั้นก็มีโอกาสฝังตัวในความจ าระยะยาว ถ้าเราจ าสิ่งใดได้ในความจ าระยะเวลายิ่งนาน สิ่ง


26 นั้น ก็มีโอกาสฝังตัวในความจ าระยะยาว ถ้าเราจ าสิ่งใดไว้ในความจ าระยะยาวสิ่งนั้นก็จะติดอยู่ใน ความทรงจ าตลอดไป (ชัยพร วิชชาวุธ, 2520 : 71) 2. ทฤษฎีการสลายตัว (Decay Theory) เป็นทฤษฎีการลืม กล่าวว่า การลืม เกิดขึ้นเพราะ การละเลยในการทบทวน หรือไม่น าสิ่งที่จะจ าไว้ออกมาใช้เป็นประจ า การละเลยจะท า ให้ความจ า ค่อย ๆ สลายตัวไปเองในที่สุด ทฤษฎีการสลายตัวนี้น่าจะเป็นจริงในความจ าระยะสั้น เพราะในความจ าระยะสั้นหากเรามิได้จดจ่อหรือสนใจทบทวนในสิ่งที่ต้องการจะจ า เพียงชั่วครูสิ่งนั่น จะหายไปจากความทรงจ าทันที (Adams, 1967 : 23 - 25) 3. ทฤษฎีการรบกวน (Interference Theory) เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับการลืม ที่ยอมรับกันในปัจจุบันทฤษฎีหนึ่ง ทฤษฎีนี้ขัดแย้งกับทฤษฎีการสลายตัว โดยกล่าวว่า เวลาเพียงอย่าง เดียวไม่สามารถท าให้เกิดการลืมได้ แต่สิ่งที่เกิดในช่วงดังกล่าว จะเป็นสิ่งคอยรบกวนสิ่งอื่น ๆ ในการจ า การรบกวนนี้แยกออกเป็น 2 แบบ คือ การตามรบกวน (Proactive Interference) หรือการรบกวนตามเวลา หมายถึง สิ่งเก่า ๆ ที่เคยประสบมาแล้ว หรือจ าได้อยู่แล้วมารบกวนสิ่งที่จะ จ าใหม่ ท าให้จ าสิ่งเร้าใหม่ไม่ค่อยได้ อีกแบบของการรบกวนก็คือ การย้อนรบกวน (Retroactive Interference) หรือการรบกวนย้อนเวลา หมายถึงการพยายามจ าสิ่งใหม่ ท าให้ลืมสิ่งเก่าที่จ าได้มา ก่อน (Adams, 1980 : 299 - 307) จึงกล่าวได้ว่า ทฤษฎีการลืมนี้ เกิดขึ้นโดยความรู้ใหม่ไปรบกวน ความรู้เก่า ท าให้ลืมความรู้เก่า และความรู้เก่าก็สามารถไปรบกวนความรู้ใหม่ได้ด้วย 4. ทฤษฎีการจัดกระบวนการตามระดับความลึก (Depth –of – Processing Theory) ทฤษฎีนี้สร้างขึ้นโดย เครก และลอกฮาร์ท (Craik and Lockhart) ในปี 1972 ซึ่ง ขัดแย้ง กับความคิดของ แอตคินสัน และชิฟฟริน ที่กล่าวว่า ความจ ามีโครงสร้าง และตัวแปรส าคัญของ ความจ าในความจ าระยะยาวก็คือ ความยาวนานของเวลาที่ทบทวนสิ่งที่จะจ าในความจ าระยะสั้น แต่เครกและลอกฮาร์ท มีความคิดว่า ความจ าไมมีโครงสร้าง และความจ าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ มีเวลาทบทวน ในความจ าระยะสั้นนาน แต่เกิดขึ้นเพราะความซับซ้อนของการเข้ารหัสที่ซับซ้อน หรือ การโยงความสัมพันธ์ของสิ่งที่ต้องการจ า ย่อมอาศัยเวลา แต่เวลาดังกล่าวไม่ใช่เพื่อการทบทวน แต่เพื่อการระลึก หรือซับซ้อนของการกระท ากับสารที่เข้าไป (การเข้ารหัส) ถ้ายิ่งลึก (ซับซ้อน) ก็จะ ยิ่งจ าได้มาก นั่นคือต้องใช้เวลามากด้วย (ไสว เลี่ยม แก้ว, 2528 : 20 – 23) 2.2 แนวคิดทฤษฎีของทักษะการอ่าน กานเย (Gagne อ้างถึงใน ฉวีลักษณ์ บุญยะกาญจน, 2547 : 29 – 30) ได้สรุปพฤติกรรม การเรียนรู้ซึ่งเป็นแนวทางอันจะน าไปสู่การอ่าน 8 ระดับ คือ 1. Signal Learning คือ อาการตอบสนองที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือโดย อัตโนมัติที่มิได้เรียนรู้มาก่อน


27 2. Stimulus Response Learning คือ การเรียนรู้ของนักเรียนเริ่มด้วย การเร้าและการตอบสนองกับเงื่อนไขเฉพาะ คือ ต้องการให้ผู้เรียนตอบสนองอย่างไรก็ก าหนดเงื่อนไข ในการเร้าให้เฉพาะเจาะจงไปเฉพาะเรื่อง 3. Motor Chaining คือการเรียนรู้ที่ต่อจาก Stimulus Response Learning คือ มีการเร้าที่ต้องการให้ตอบสนองเป็นอนุกรมติดต่อไป โดยเฉพาะในด้าน motor skills เช่น การ ขับรถยนต์เริ่มต้นด้วยขั้นตอนต่าง ๆ จนกระทั่งขับรถได้ 4. Verbal Chaining คือ การเรียนรู้ที่ตอบสนองด้วยค าพูดที่ติดต่อกันไป เช่น การเรียนเกี่ยวกับโคลงกลอน หรือเรื่องราวปะติดปะต่อกัน 5. Multiple Discrimination คือ การเรียนรู้ขั้นขยายอนุมานของ Verbal Chaining เช่นสามารถจ าแนกพืชพันธุ์ โดยบอกชื่อต้นไม้ได้อย่างถูกต้องหรือสามารถแยกรายละเอียด ของเนื้อหาที่อ่าน โดยบอกถึงความส าคัญในเนื้อเรื่องแต่ละตอนได้ถูกต้อง 6. Concept Formation หรือ Classifying คือ การเรียนรู้ที่เริ่มต้นจากการที่ ตอบสนองต่อสิ่งเร้า การแยกความแตกต่างของสิ่งเร้าจนกระทั่งเกิดความคิดรวบยอด เช่น ในการ เรียนภาษาเริ่มตั้งแต่ค าที่ง่าย ๆ สามารถจ าแนกค าที่อ่านออกจากค าอื่น ๆ จนกระทั่งเข้าใจและเกิด ความคิดรวบยอดในค านั้น ๆ 7. Principle formation หรือ Rule Using คือ การเรียนรู้หลักการต่าง ๆ ที่ อาจจะโยงความสัมพันธ์ของสิ่งที่เรียนรู้ระหว่างของตั้งแต่ 2 สิ่งขึ้นไปเป็นกฎหรือหลักการ 8. Problem Solving คือ ขั้นที่น าหลักการมาใช้ คือ ผู้เรียนต้องใช้ความคิด เพื่อให้ได้สิ่งใหม่ออกมา เช่น ในการตัดสินใจหรือการแก้ปัญหา พฤติกรรมการแก้ปัญหานั้น Gagne ถือเป็นพฤติกรรมสูงสุดในการเรียนรู้ขั้นต่าง ๆ ของการเรียนรู้ 2.3 ความหมายและความส าคัญของการจ าและการอ่าน ความหมายของการจ า การจ า คือ สิ่งจ าเป็นส าหรับการด าเนินชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมากเพราะมีส่วนช่วยใน พฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์ หากไม่มีความจ าก็จะส่งผลให้ไม่สามารถเรียนรู้ในการสร้าง กระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการตัดสินใจเพราะไม่สามารถเก็บประสบการณ์ของสิ่งที่พบเจอ ไว้ได้ ดังนั้นการศึกษาและให้ความส าคัญเรื่องความจ าสามารถช่วยพัฒนาแนวทางการเรียนรู้ของ มนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมีผู้ศึกษาได้ให้ค านิยามเกี่ยวกับการจ าไว้ดังนี้ Guilford (1956 อ้ างถึงใน Yushinta แล ะคณะ, 2020) กล่ า ว ว่ า ค ว ามจ า คือ ความสามารถที่จะเก็บหน่วยความรู้ไว้ และสามารถระลึกได้ หรือน าหน่วยความรู้นั้น ออกมาใช้ได้ใน ลักษณะเดียวกันที่เก็บเข้าไว้ ความสามารถด้านความจ า เป็นความสามารถที่จ าเป็นในกิจกรรมทาง สมองทุกแขนง


28 ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2541 : 161) กล่าวว่า ความจ า คือ ความสามารถ ในการระลึกนึกออก สิ่งที่ได้เรียนรู้ได้มีประสบการณ์ ได้รับรู้มาแล้ว ความจ า คือ ความสามารถ พื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ซึ่งจะขาดเสียมิได้ ความคิดทั้งหลายก็มาจากการหาความสัมพันธ์ของ ความจ านั่นเอง แบบทดสอบวัดความจ าจึงใช้วัดความสามารถในการระลึกนึกออกว่าสมองได้สั่งสม อะไรไว้ จากที่เห็นมาแล้ว และมีอยู่มากน้อยเพียงใดด้วย จากความหมายของความจ าที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ความจ า คือ ความสามารถของสมองใน การบันทึกเรื่องราว เหตุการณ์และสิ่งของต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นย าแล้ว สามารถระลึกหรือ ถ่ายทอดสิ่งที่จ าออกมาได้อย่างถูกต้อง ความหมายของการอ่าน ได้มีนักการศึกษาให้ความหมายของการอ่านไว้ดังนี้ ศุภรณ์ ภูวัด (2553 อ้างถึงใน นิธิวดี จรัสดี 2557 หน้า19) ได้ให้ความหมายของการอ่าน ว่า การอ่านเป็นกระบวนการทางสมองในการแปลสัญลักษณ์นั้น แล้วก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิด ความคิดอย่างมีเหตุผลถ่ายทอดความหมายขออักษร หรือสัญลักษณ์นั้นออกมาในรูปของความคิด แล้วจึงน าความคิดเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป จรัสกร เล็กตระกูล (2553 อ้างถึงใน นิธิวดี จรัสดี 2557 หน้า 19 ) กล่าวว่าการอ่าน คือ กระบวนการทางความคิดการท าความเข้าใจภาษาเขียน เพื่อสื่อสารกันระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร ผู้อ่านจะใช้การสังเกตการจ ารูปค า และประสบการณ์เดิม ที่ส าคัญจะต้องเข้าใจความหมายของค าเพื่อ ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ จากเรื่องที่อ่าน ผู้อ่านต้องมีความสามารถในการจัดระบบข้อมูลความรู้ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตีความเรื่องที่อ่าน ซึ่งท าให้ผู้อ่านได้รับความรู้ เจตคติ และทักษะ ทั้งนี้แล้วแต่ จุดประสงค์ของการอ่านแต่ละคน สรุปได้ว่าการอ่าน คือ กระบวนการทางสมองที่ใช้สายตาสัมผัสตัวอักษรเพื่อแปล ความหมายของค า ข้อความ เรื่องราวและความคิดของผู้เขียนเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ภาษาของเด็กปฐมวัย 3.1 ความหมายของภาษาความหมายของภาษาส าหรับเด็กปฐมวัย ภาษามีความหมายต่างกัน ดังนี้ ในแง่ภาษาศาสตร์ ภาษา คือ ภาษาที่ใช้พูดเพื่อ สื่อความหมาย ดังนั้นภาษาในประเด็นนี้จึงรวมเอาวิธีการทุกอย่าง ที่ใช้ติดต่อสื่อความหมายหรือ เพื่อแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น ภาษาจึงหมายถึงการพูด การเขียน การท าท่าทางประกอบ การแสดงสีหน้า และการใช้ภาษาใบ้ เป็นต้น ด้านการศึกษา ภาษา คือ เครื่องอ านวยความสะดวกใน การเรียนรู้ ภาษาจึงหมายถึงการติดต่อ ระเบียบของการติดต่อ สัญลักษณ์ที่ใช้แสดงแทนความคิดและ ความเข้าใจในลักษณะของการติดต่อนั้น ๆ


29 พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2546 : 822) ให้ความหมายของภาษาว่า คือ ถ้อยค าที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความหมายของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือเพื่อ สื่อความหมายเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย ภาษาธรรม เสียง ตัวหนังสือ หรือ กิริยาอาการที่สื่อความหมายได้ เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง ภาษามือ ราศีทองสวัสดิ์ (2546 : 178) ภาษา คือ สื่อกลางในการตกลง บอกกล่าวท าความเข้าใจ ระหว่างบุคคล เป็นเครื่องมือช่วยในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ช่วยให้คนเราคิดและวินิจฉัยคุณภาพของ สติปัญญา ภาษา คือ สิ่งที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสังคม มีความส าคัญต่อความเป็นอยู่ และความเจริญ ของคนในชาติ ภาษานับว่าเป็นสิ่งส าคัญและจ าเป็นต่อการด ารงชีวิตของมนุษย์เพราะภาษาเป็นทั้ง มวลประสบการณ์ และเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์ ถ้าขาดการสื่อสารส าคัญนี้แล้ว มนุษย์คงไม่สามารถรวมเป็นสังคมได้ ทั้งนี้เพราะมนุษย์มิอาจที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวตามล าพัง แต่จะต้องไปมาหาสู่กัน ต้องรวมเป็นเหล่าภาษาที่ใช้นั้น จะเป็นเครื่องมือสื่อสารส าคัญและความเข้าใจ สามารถรู้เรื่องกันได้ วิไลวรรณ เกื้อทาน (2555 : 30) ภาษา คือ เครื่องมืออ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือช่วยท าให้มนุษย์ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นนามธรรมต่อกัน เช่น ในแง่ ภาษาศาสตร์ ภาษา คือ ภาษาที่ใช้พูดเพื่อสื่อความหมายในชุมชนหนึ่ง ๆ ในด้านจิตวิทยา ภาษา คือ ความสามารถ ในการติดต่อสื่อความหมาย หรือ เพื่อแสดงความรู้สึก และ ความคิด ภาษา คือ การพูด การเขียน ท าท่าทางประกอบการแสดงสีหน้า และการใช้ภาษาใบ้เป็นต้น สรุปได้ว่า ภาษา คือ สื่อกลางในการท าความเข้าใจระหว่างบุคคล สามารถรู้เรื่องกันได้ ด้วยท่าทาง สัญลักษณ์ การพูด การเขียน การแสดงสีหน้า ซึ่งรวมเอาวิธีการทุกอย่างที่ใช้ติดต่อสื่อสาร กันในการติดต่อกัน ภาษาจึงเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของมนุษย์ให้มีพัฒนาการด้านต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ให้มีความเป็นอยู่เป็นสังคม เพราะมนุษย์ไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ ต้องติดต่อ พึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งจะต้องใช้ภาษาเป็นสื่อกลางในการท าความเข้าใจและรู้เรื่องกันได้ 3.2 ความส าคัญของภาษาส าหรับเด็กปฐมวัย ศุภมาส จิรกอบสกุล (2559:15) ภาษา คือ เครื่องมือส าคัญในการติดต่อสื่อสารระหว่าง มนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยทักษะการฟังและการพูด อันเป็นพื้นฐานของการอ่านและเขียน ในการติดต่อ ท าความเข้าใจกับผู้อื่น ภาษา คือ เครื่องมือถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจซึ่งกันและกันในสังคม ดังนั้นทุกคน ในสังคมจะต้องรู้จักพูดจาสื่อความหมายและใช้ภาษาของตนให้ถูกต้อง ในการเรียนรู้ภาษาส าหรับ เด็กปฐมวัยนั้น เด็กควรที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับระบบเสียงเป็นส าคัญ ควรเป็นการเตรียมความพร้อมใน การสื่อสารให้กับเด็ก โดยเด็กจะเรียนรู้พื้นฐานของภาษาได้อย่างรวดเร็ว จากการจัดกิจกรรมอย่าง ไม่เป็นทางการ


30 1. เด็กสามารถจะใช้ภาษาเพื่อการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นและเปิดโอกาสให้เกิด กระบวนการทางสังคมขึ้น 2. เด็กสามารถใช้ภาษาเป็นค าพูดที่เกิดขึ้นจากภายในจากรูปแบบการคิดโดยระบบของ การใช้สัญลักษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความส าคัญต่อพัฒนาการทางภาษาในระดับต่อไป 3. ภาษา คือ การกระท าที่เกิดขึ้นภายในตัวเด็ก ดังนั้นเด็กจึงไม่ต้องอาศัยการจัดกระท า กับวัตถุจริง ๆ เพื่อแก้ปัญหา เด็กสามารถสร้างจินตนาการถึงแม้ว่าวัตถุนั้นจะอยู่ นอกสายตาหรือเคย พบมาแล้ว เด็กสามารถท าการทดลองในสมอง และท าการได้เร็วกว่าการกระท ากับวัตถุนั้นจริง ๆ บรูเนอร์(1983 อ้างถึงใน อลิสา เพ็ชรรัตน์, 2539, หน้า19) ได้กล่าวถึงความส าคัญของ ภาษาไทย ภาษา คือ เครื่องมือส าหรับการสื่อสาร จุดหมายส าคัญข้อหนึ่งของการใช้ภาษา คือ เพื่อการสื่อสาร มนุษย์ใช้ภาษาในการแสดงออกถึงความต้องการ ความรู้สึกนึกคิด รวมถึงการส่งและ รับข่าวสาร หากไม่มีภาษา การติดต่อสื่อสารย่อมเป็นไปด้วยความยากล าบาก โดยเฉพาะเด็กในช่วง อายุ 3-6 ขวบ ภาษาเป็นสิ่งส าคัญที่เด็กใช้ในการสื่อความหมายให้ผู้อื่นรับรู้ในขณะเดียวกันเด็ก จะพยายามค้นหาความหมายตามความเข้าใจของตนว่าตรงกับความหมายที่ผู้อื่นยอมรับ 3.3 พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย รุ่งนภา วุฒิ (2543: 11 อ้างถึงใน ภัคนันท์ ยอดสิงห์, 2560: 11) ได้กล่าวว่า พัฒนาทาง ภาษาของเด็กปฐมวัยจะเจริญก้าวหน้าและพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว ถ้าได้รับการเสริมสร้าง ประสบการณ์ทางภาษาที่เต็มไปด้วยกระบวนการแห่งการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงกัน การพัฒนาการทางภาษาก็เหมือนกับการพัฒนาด้านอื่น ๆ คือ มีความเจริญงอกงามที่ต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว เด็กแต่ละคนจะมีแบบแผนของการพัฒนาภาษา ไม่แตกต่างกันจะมีล าดับขั้นตอนของการเจริญงอกงามเหมือนกัน แต่อัตราและประสิทธิภาพของ พัฒนาการนั้น แตกต่างกันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่นความสามารถ ที่มีอยู่เดิมความถนัด อัตราของการพัฒนาประสบการณ์เดิม และความสนใจของเด็ก และมีผู้ให้ความเห็นของพัฒนาการ ทางภาษาของเด็ก โลแกน และโลแกน (Logan; & Logan) ได้แบ่งพัฒนาการทางภาษาออกเป็น 7 ขั้น (เยาวพา เดชะคุปต์. 2542: 60-61; อ้างอิงจาก Logan; & Logan. 1974) ดังนี้ 1. ระยะเปะปะ (stage หรือ preinguisic) อายุแรกเกิดถึง 6 เดือน ในระยะนี้เป็น ระยะที่เด็กจะเปล่งเสียงดัง ๆ ที่ยังไม่มีความหมาย การเปล่งเสียงของเด็กก็เพื่อบอกความต้องการของ เขา และเมื่อได้การตอบสนองเขาจะรู้สึกพอใจ 2. ระยะแยกแยะ (jargon stage) อายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี เด็กจะสามารถแยกแยะ เสียงต่าง ๆ ที่เขาได้ยินและเด็กจะรู้สึกพอใจที่จะได้ส่งเสียงและถ้าเสียงใดที่เขาเปล่ง ได้รับการ


31 ตอบสนองในทางบวก เขาก็จะเปล่งเสียงนั้นซ้ าอีกในบางครั้งเด็กจะเลียนเสียงสูง ๆ ต่ า ๆ ที่มีคนคุยกับ เขา 3. ระยะเลียนแบบ (limitation stage) อายุ 1 – 2 ขวบ ในระยะนี้เด็กจะเริ่มเลียน เสียงต่าง ๆ ที่เขาได้ยิน เช่น เสียงของพ่อแม่ ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด เสียงที่เปล่งออกมาอย่างไม่มีความหมาย จะค่อย ๆ หายไปและเด็กจะเริ่มรับฟังเสียงที่ได้รับการตอบสนองซึ่งนับว่าพัฒนาการทางภาษาจะ เริ่มต้นอย่างแท้จริงที่ระยะนี้ 4. ระยะขยาย (the stage of expansion) อายุ 2-4 ขวบ ในระยะนี้เด็กจะหัดพูด โดยจะเริ่มจากการหัดเรียกชื่อ คน สัตว์ และสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัว เขาจะเริ่มเข้าใจถึงการใช้สัญลักษณ์ ในการสื่อความหมาย ซึ่งเป็นการสื่อความหมายในโลกของผู้ใหญ่ การพูดของเด็กในระยะแรก ๆ จะ เป็นการออกเสียงค านามต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง นก แมว หมา ฯลฯ และค าคุณศัพท์ ต่าง ๆ ที่เขาเห็น รู้สึกและได้ยิน ซึ่งในวัยต่าง ๆ เขาจะสามารถพูดได้ดังนี้ - อายุ2 ขวบเด็กจะเริ่มพูดเป็นค าโดยจะสามารถใช้ค านามได้20 % - อายุ 3 ขวบ เด็กจะเริ่มพูดเป็นประโยคได้ - อายุ 4 ขวบ เด็กจะเริ่มใช้ค าศัพท์ต่าง ๆ และรู้จักการใช้ค าเติมหน้า และ ลงท้ายอย่างที่ผู้ใหญ่ใช้กัน 5. ระยะโครงสร้าง (structure stage) อายุ 4-5 ขวบ ระยะนี้เด็กจะเริ่มพัฒนา ความสามารถในการรับรู้และการสังเกต เด็กจะเริ่มเล่นสนุกกับค าและประโยคของตนเองโดยอาศัย การผูกจากค าวลี และประโยคที่เขาได้ยินคนอื่น ๆ พูด เด็กจะเริ่มคิดกฎเกณฑ์ในการประสมค า และ หาความหมายของค าและวลี โดยเด็กจะเริ่มรู้สึกสนุกกับการเปล่งเสียง โดยเขาจะเล่นเป็นเกมกับ เพื่อน ๆ หรือสมาชิกในครอบครัว 6. ระยะตอบสนอง (responding stage) อายุ 5-6 ขวบ ในระยะนี้ ความสามารถ ในการคิด และพัฒนาการทางภาษาของเด็กจะสูงขึ้น เขาจะเริ่มพัฒนาภาษาไปสู่ภาษาที่เป็นแบบแผน มากขึ้น และใช้ภาษาเหล่านั้นกับสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวการพัฒนาทางภาษาของเด็กในวัยนี้จะเริ่มต้น เมื่อเขาเข้าเรียน ในชั้นอนุบาล โดยเด็กจะเริ่มใช้ไวยากรณ์อย่างง่าย ๆ ได้ รู้จักใช้ค าที่เกี่ยงข้องกับบ้าน และโรงเรียน ภาษาที่เด็กใช้ในการสื่อความหมายในระยะนี้จะเกิดขึ้นจากสิ่งที่เขามองเห็นและรับรู้ 7. ระยะสร้างสรรค์ (creative stage) อายุ 6 ปีขึ้นไปในระยะนี้ได้แก่ ระยะที่เด็กเริ่ม เข้าโรงเรียน เด็กจะเล่นสนุกกับค า และหาวิธีสื่อความหมายด้วยตัวเลข เด็กในระยะนี้จะพัฒนา วิเคราะห์และสร้างสรรค์ ทักษะในการสื่อความหมายโดยใช้ถ้อยค า ส านวนการเปรียบเทียบ และ ภาษาที่พูดที่เป็นนามธรรมมากขึ้น และเขาจะรู้สึกสนุกกับการแสดงความคิดเห็นโดยการพูด และการเขียน


32 เดนิส เนสเซล (1989 อ้างถึงใน วิลาวัลย์ พันมาศ, 2561 หน้า 5-6) ได้อ้างถึงผลงานวิจัย เกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาของเด็กว่าประกอบด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ คือ ขั้นแรกเริ่ม (Pre language) เด็กอายุหนึ่งเดือนถึงสิบเดือน จะมีความสามารถ จ าแนกเสียงต่าง ๆ ได้ แต่ยังไม่มีความสามารถควบคุมการออกเสียง เด็กจะท าเสียงอ้อแอ้หรือเสียง แสดงอารมณ์ต่าง ๆ เด็กจะพัฒนาการออกเสียงขึ้นเรื่อย ๆ จนใกล้เคียงกับเสียงในภาษาจริง ๆ มาก ขึ้นตามล าดับเรียกว่าเป็นค าพูดเทียม (Pseudowore) พ่อแม่ที่ตั้งใจฟังและพูดตอบจะท าให้เด็กเพิ่ม ความสามารถในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น ขั้นที่ 1 (10 – 18 เดือน) เด็กจะควบคุมการออกเสียงค าที่จ าได้ สามารถเรียนรู้ ค าศัพท์ในการสื่อสารถึง 50 ค า ค าเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับคน สัตว์ สิ่งของ หรือเรื่องราวในสิ่งแวดล้อม การที่เด็กออกเสียงค าหนึ่งหรือสองค า อาจมีความหมายรวมถึงประโยคหรือวลีทั้งหมด การพูดชนิดนี้ มีชื่อเรียกว่า Holphrastic Speech ขั้นที่ 2 (18 – 24 เดือน) การพูดขั้นนี้จะเป็นการออกเสียงค าสองค าและวลีสั้น ๆ มีชื่อเรียกว่า Telegraphic Speech คล้าย ๆ กับโทรเลข คือมีเฉพาะค าส าหรับสื่อความหมาย เด็กเรียนรู้ค าศัพท์มากขึ้น ถึง 300 ค า รวมทั้งค ากิริยาและค าปฏิเสธ เด็กจะสนุกสนานกับการพูด คนเดียวในขณะที่ทดลองพูดค าและโครงสร้างหลาย ๆ รูปแบบ ขั้นที่ 3 (24 – 30 เดือน) เด็กจะเรียนรู้ศัพท์เพิ่มขึ้นถึง 450 ค า วลีจะยาวขึ้นพูด ประโยคความเดียวสั้น ๆ มีค าคุณศัพท์รวมอยู่ในประโยค ขั้นที่ 4 (30 – 36 เดือน) ค าศัพท์จะเพิ่มมากขึ้นถึง 1,000 ค า ประโยคเริ่มซับซ้อน ขึ้น เด็กที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา จะแสดงให้เห็นถึงความเจริญงอกงาม ทางด้านจ านวนศัพท์และรูปแบบของประโยคอย่างชัดเจน ขั้นที่ 5 (36 – 50 เดือน) เด็กสามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในครอบครัวและ ผู้คนรอบข้าง จ านวนค าศัพท์ที่เด็กรู้มีประมาณ 2,000 ค า เด็กใช้โครงสร้างของประโยคหลายรูปแบบ เด็กจะพัฒนาพื้นฐานการสื่อสารด้วยวาจาอย่างมั่นคง และเริ่มต้นเรียนรู้ 3.4 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางภาษา ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการหรือความก้าวหน้าทางภาษาของเด็ก ดังนี้ (กรรณิการ์พวงเกษม, 2534 : 20-21) 1. วุฒิภาวะ เมื่อเด็กมีความเจริญขึ้นตามล าดับ ความสามารถในการพูด การเขียน ย่อมตามมานับตั้งแต่อายุ15 เดือน ขึ้นไปแล้วเด็กจะใช้ภาษาพูดมากขึ้นตามล าดับจนกระทั่ง อายุ36 เดือน จะสามารถใช้ค าพูด 376 ค าต่อวัน และเมื่ออายุ48 เดือน จะพูดได้397 ค าต่อวัน และสามารถใช้ค าวิเศษณ์ และค าคุณศัพท์เพิ่มมากขึ้นตามล าดับ และนอกจากนั้นถ้าหากมีสมาธิดี ก็จะจดจ าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาเล่าต่อให้คนอื่นทราบ


33 2. สิ่งแวดล้อม ถ้าหากพ่อแม่ ผู้ปกครองสนใจ เอาใจใส่ พยายามพร่ าสอนให้เด็ก พูดคุย และหัดอ่านหัดเขียนอยู่ตลอด เด็กจะมีความพร้อมทางภาษามาก โดยเฉพาะครอบครัวที่มี การศึกษาสูง ย่อมมีส่วนสร้างความเจริญทางภาษาให้เด็กได้ดีกว่าครอบครัวที่มีฐานะยากจน ซึ่งส่วนมากไม่ค่อยสนใจในเรื่องภาษาของบุตรหลานของตนเท่าที่ควร 3. การเข้าใจความหมายภาษาที่ใช้พูด ถ้าอยู่ในวงแคบศัพท์ก็พื้น ๆ ธรรมดาแต่ถ้า หากอยู่ในชุมชนที่กว้างใหญ่ เด็กก็สามารถเข้าใจค า ประโยค วลีที่มีความหมายต่าง ๆ ได้ดี ฉะนั้น การพูดอะไรก็ตามที่เด็กเพียงแต่เลียนค าพูด เลียนเสียงพูด ผู้ใหญ่จึงควรได้ย้อนถามเขาดูบ้างว่า ที่พูด ๆ นั้นเข้าใจเพียงใด เปรียบเสมือนคนไทยที่พูดค าต่างประเทศตามเขาแต่ออกเสียงผิด ความหมายก็ย่อมจะเปลี่ยนไปได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันความผิดพลาดดังกล่าวจึงควรได้ย้อนถาม ความหมายในสิ่งที่เด็กพูดได้แต่ไม่เข้าใจความหมายด้วย 4. การให้มีพัฒนาการทั้งหมด (Develop as a Whole) เราจะต้องให้เด็กมีรูปร่าง ที่ดี หน้าตาสดใส สะอาดกายใจ สมองก็ต้องให้ดี สุขภาพสมบูรณ์ และสังคมก็ต้องดี จึงจะท าให้เด็กมี ความเจริญทางภาษาได้ดี ไม่ควรแต่เพียงว่าให้อ่านได้เขียนได้เท่านั้น เราต้องค านึงถึงหลักของความ ต้องการความสนใจจากเพื่อน ๆ ของเด็กด้วย ถ้าหน้าตาสกปรกเพื่อน ๆ ก็ย่อมไม่พูดคุยด้วยโอกาสที่ จะมีความเจริญทางภาษาพูดก็ยิ่งเสียเปรียบคนที่รูปร่าง หน้าตา สะอาดสดใส 5. ขั้นตอนและการจัดชั้นเรียน การจัดโรงเรียนแบบไม่มีชั้น แต่อาศัยความสามารถ ทางภาษาเป็นแนวก็น่าจะได้ลองจัดให้เป็นที่แพร่หลายต่อไป หลักสูตรและขั้นตอนการสอนบางบท ก็น่าจะสับเปลี่ยนไปได้ตามระดับความสามารถและความพร้อมของนักเรียน จึงมีข้อที่น่าสังเกตว่า บางแห่งสอนบทเรียนยากก่อน แล้วกลับมาสอนบทธรรมดาภายหลังโดยอ้างแต่หลักสูตร ซึ่งตามความ เป็นจริงแล้ว ครูผู้สอนน่าจะมีความสามารถในการวินิจฉัยบทเรียนนั้น ๆ ได้ด้วยตนเอง 6. การมีส่วนร่วม (Participation) กิจกรรมใด ๆ ก็ตามเด็ก ๆ ควรมีส่วนร่วมทุกครั้ง ทุกคน ครูไม่ควรเลือกที่รักมักที่ชังจะต้องพิจารณาความสามารถของเด็กเป็นรายบุคคลและก าหนด งานให้ท าร่วมกับเพื่อน ๆ ตามใจสมัคร หรือครูก าหนดกลุ่มให้บางครั้ง การท างานเป็นกลุ่ม การท างาน เป็นกลุ่มย่อย การร่วมกิจกรรมต่าง ๆ มีส่วนช่วยให้เด็กมีความเจริญทางภาษาได้อย่างมาก 3.5 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษา การที่เด็กแต่ละคนสามารถพัฒนาภาษาพูดและความสามารถในการฟังจนสามารถใช้ใน การติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้นั้น ได้มีผู้ให้ความสนใจศึกษาและก าหนดเป็นทฤษฎีพัฒนาการทางภาษา ไว้ดังนี้ ศรียา นิยมธรรม และประภัสสร นิยมธรรม (2541 อ้างถึงใน ศุภมาส จิรกอบสกุล 2559 หน้า 26-27) ได้สรุปการศึกษาค้นคว้าทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษาไว้ดังนี้


34 1. ทฤษฎีความพึงพอใจแห่งตน (The autism theory) หรือ (Autistic theory) ทฤษฎีนี้ถือว่าการเรียนรู้การพูดของเด็กเกิดจากการเลียนเสียงอันเนื่องมาจากความพึงพอใจที่จะ ท าเช่นนั้น โมว์เรอร์ (Mowrer) เชื่อว่าความสามารถในการฟังและความเพลินเพลินจากการได้ยินเสียง ของผู้อื่นและเสียงของตนเองเป็นสิ่งส าคัญยิ่งต่อการพัฒนาการ 2. ทฤษฎีการเลียนแบบ (The limitation theory) เลวิส (Lewis) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ การเลียนแบบในการพัฒนาการทางภาษาอย่างละเอียด ทฤษฎีนี้เชื่อว่าพัฒนาการทางภาษานั้นเกิด จากการเลียนแบบ ซึ่งอาจเกิดจากการมองเห็นหรือการได้ยินเสียง 3. ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement theory) ทฤษฎีนี้อาศัยจากหลักทฤษฎี การเรียนรู้ซึ่งถือว่าพฤติกรรมทั้งหลายถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยการวางเงื่อนไข ไรน์โกลด์ (Rhiengold) และคนอื่น ๆ ศึกษาพบว่า เด็กจะพูดมากขึ้นเมื่อได้รับรางวัล หรือได้รับการเสริมแรง 4. ทฤษฎีการรับรู้ (Motor theory of perception) ลิเบอร์แมน (Liberman) ตั้งสมมติฐานได้ว่าการรับรู้ทางการฟังขึ้นอยู่กับการเปล่งเสียงจึงเห็นได้ว่าเด็กมักจ้องหน้าเวลาเราพูด ด้วยการกระท าเช่นนี้อาจเป็นเพราะเด็กฟังและพูดซ้ ากับตนเองหรือหัดเปล่งเสียงโดยอาศัยการอ่านริม ฝีปากแล้วจึงเรียนรู้ค า 5. ทฤษฎีความบังเอิญจากการเล่นเสียง (Babble buck) ซึ่งธอร์นไดค์ (Thorndike) เป็นผู้คิด โดยอธิบายว่าเมื่อเด็กก าลังเล่นเสียงอยู่นั้น เผอิญมีบางเสียงไปท าให้เด็กพัฒนาภาษา 6. ทฤษฎีชีววิทยา (Biological theory) เลนเนเบอร์ก (Lenneberg) เชื่อว่า พัฒนาการทางภาษานั้นมีพื้นฐานชีววิทยาเป็นส าคัญ กระบวนการที่คนพูดได้ขึ้นอยู่กับการเปล่งเสียง เด็กจะเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้และพูดได้ตามล าดับ 7. ทฤษฎีการให้รางวัลของแม่ (Mother reward theory) ดอลลาร์ด (Dollard) และมิลเลอร์(Miller) เป็นผู้คิดทฤษฎีนี้เกี่ยวกับบทบาทของแม่ในการพัฒนาภาษาของเด็กว่าภาษา ที่แม้ใช้เป็นการเลี้ยงดูเพื่อสนองความต้องการของลูกนั้นเป็นอิทธิพลที่ท าให้เกิดภาษาพูดแก่ลูก สรุปได้ว่า ทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษา ได้พูดถึงการเรียนรู้ภาษา ของเด็กเกิดจากหลายด้าน ได้แก่ พื้นฐานทางชีววิทยา การเล่นเสียง การเลียนแบบ การหัดเปล่งเสียง แบบต่าง ๆ และสิ่งที่ส าคัญคือ การตอบสนองจากบุคคลใกล้ชิด ด้วยการโต้ตอบ ให้การเสริมแรงและ เป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษา


35 4. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพยัญชนะไทยและการสอนพยัญชนะไทย 4.1 ความหมายของพยัญชนะไทย ก าชัย ทองหล่อ (2545,อ้างถึงใน สุพัตรา ดวงแก้วกลาง, 2558) ได้อธิบายความหมาย ของ ค าว่า พยัญชนะ คือ เครื่องหมายหรือตัวอักษรที่ประสมกับสระ เพื่อใช้แทนภายาพูด พยัญชนะ จะ ออกเสียงตามล าพังไม่ได้จะต้องมีสระประสมอยู่จึงจะออกเสียงได้ พยัญชนะไทย คือ ตัวอักษร หรือ ตัวหนังสือ (ส าหรับภายาอื่นอาจนิยามรวมไปถึง รูปร่าง ลักษณะ และ สัญลักษณ์) พยัญชนะไทย มีทั้งหมด 44 ตัว ได้แก่ ก ข ฃ ค ต ฆ ง จ ฉ ช ซ ฌ ญ ฎ ฎ ฐ ฑ ฒ ณ ด ต ถ ท ธ น บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ศ ษ ส ห ฬ อ ฮ 4.2 ลักษณะพยัญชนะไทย ประเทิน มหาขันธ์ (2536) กล่าวว่า รูปร่างพื้นฐานของพยัญชนะไทย คัดแปลงเพื่อ ประโยชน์ทางภาษาเท่านั้น หากจ าแนกพยัญชนะไทยออกเป็นหมวดหมู่ โดยถือเอาการเปลี่ยนแปลง รูปพยัญชนะเป็นเกณฑ์จะได้ผลดังนี้ 1. การเปลี่ยนแปลงภายในตัวพยัญชนะ มีดังนี้ 1.1 เปลี่ยนแปลงที่หัวพยัญชนะ เช่น ก เป็น ถ ภ ท เป็น ฑ ข เป็น ฃ ช เป็น ซ ม เป็น ฆ ด เป็น ค 1.2 เปลี่ยนแปลงที่หางพยัญชนะ เช่น ข เป็น ช ฃ เป็น ซ น เป็น ฉ อ เป็น ฮ พ เป็น ฬ


36 บ เป็น ป พ เป็น ฟ ผ เป็น ฝ ภ เป็น ฎ 1.3 เปลี่ยนแปลงในที่อื่น ๆ เช่น ด เป็น ต ค เป็น ฅ ท เป็น ห ว เป็น ร ร เป็น ธ ผ เป็น ย ง เป็น ด 2. การเปลี่ยนแปลงโดยเอาเครื่องหมายอื่นมาเติม เช่น ล เป็น ส ค เป็น ศ บ เป็น ษ 3. การเปลี่ยนแปลงภายในตัวพยัญชนะ และการเอาเครื่องหมายอื่นมาเติม เช่น จ เป็น ฐ ถ เป็น ญ 4. การประสมรูประหว่างพยัญชนะ 2 ตัว เช่น ถ ประสมกับ น เป็น ณ ภ ประสมกับ ม เป็น ฌ ต ประสมกับ ม เป็น ฒ 5. เอกสารวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยในประเทศ พิมพ์ผกา พิพู (2565) ได้ท าการศึกษา การพัฒนาทักษะด้านการอ่านพยัญชนะของ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โดยใช้เกมการศึกษาการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาทักษะ ด้านการอ่านพยัญชนะของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา และ 2) เพื่อ เปรียบเทียบทักษะด้านการอ่านพยัญชนะของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ระหว่างก่อนและหลังใช้ กิจกรรมเกมการศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้น อนุบาล 3/2 โรงเรียนสมาคมสตรีไทยที่ก าลังศึกษาในปีการศึกษา 2564 จ านวน 6 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบ


37 เจาะจงเนื่องจากนักเรียนมีปัญหาด้านการอ่านพยัญชนะโดยพบว่า ไม่สามารถบอกหรืออ่านพยัญชนะ ที่มีความคล้ายคลึงกันได้ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา มีความ เหมาะสมอยู่ในระดับมาก และแบบประเมินความสามารถด้านการอ่านพยัญชนะ มีค่าดัชนีความ สอดคล้องระหว่าง ข้อค าถามและจุดประสงค์ มีค่าเท่ากับ 1.00 ทุกข้อ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีทักษะด้านการอ่านพยัญชนะหลังการจัดกิจกรรม เกมการศึกษาอยู่ในระดับดีทุกคน และนักเรียนมีทักษะด้านการอ่านพยัญชนะหลังการจัดกิจกรรม เกมการศึกษาสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมทุกคน จีราพัชร ปราบสงบ (2561: 67) ได้ท าการศึกษาเรื่อง การศึกษาความสามารถอ่านและ เขียนพยัญชนะไทยของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียน ณ ดรุณ จากการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา โดยใช้แบบฝึกทักษะค าคล้องจอง พบว่า 1) ความสามารถในการอ่านและเขียนพยัญชนะไทยของ นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียน ณ ดรุณ จากการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา โดยใช้แบบฝึกทักษะ ค าคล้องจองโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก 2) ความสามารถในการอ่าน และเขียนพยัญชนะไทยของ นักเรียนชั้นอนุบาล 2 ภายหลังจากการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา โดยใช้แบบฝึกทักษะค าคล้องจอง สูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) พฤติกรรมการอ่านและเขียนพยัญชนะไทย จากการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาโดยใช้แบบฝึกทักษะค าคล้องจอง โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ (ศุภัชญา ศุภเมธากร, 2564: 82) ได้ท าการศึกษาเรื่องการพัฒนา ความสามารถในการจ าและความคงทนในการจ าพยัญชนะไทย โดยการที่ระดับ .05 (sig.=.000, t=5.237*) 2) ความคงทนในการจ าพยัญชนะไทยของนักเรียนระดับปฐมวัย เปรียบเทียบคะแนนสอบ ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 มีระยะห่าง 2 สัปดาห์ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยทดสอบครั้งที่ 2 สูงกว่าทดสอบ ครั้งที่ 1 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (sig.=.014, t=2.762*) 3) ผลการศึกษา นักเรียนมี พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านการจ าพยัญชนะไทยมีคะแนนเฉลี่ยโดยภาพรวมเท่ากับ 2.72 อยู่ในระดับมาก นางล าดวน สาสูงเนิน (2563) ได้ท าการศึกษา การพัฒนาทักษะการฟังและจ าพยัญชนะ ไทยของเด็กปฐมวัย โดยใช้เกมบิงโกภาพกับพยัญชนะไทย ระดับชั้นอนุบาล 2/1 โรงเรียนวัดเมธังกรา วาส (เทศรัฐราษฎร์นุกูล) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการฟังและจ าพยัญชนะไทย ของเด็กปฐมวัย ระดับชั้นอนุบาล 2/1 โรงเรียนวัดเมธังกราวาส (เทศรัฐราษฎร์นุกูล) ส านักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 โดยใช้เกมบิงโกภาพกับพยัญชนะไทย จากการจัดกิจกรรม เล่นเกมบิงโกภาพพยัญชนะไทย ซึ่งเป็นพยัญชนะไทยทั้ง 44 ตัว ที่จะพัฒนาการเรียนรู้และฝึกฝน ทักษะการฟังและจ าพยัญชนะไทยซึ่งเป็นพื้นฐานการพัฒนาทักษะการพูด อ่านและเขียนต่อไป มีทั้งหมด จ านวน 9 ชุด ชุดละ 16 ตัว รวมจ านวนพยัญชนะ 44 ตัว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นอนุบาล 2/1 จ านวน 3 คน ชาย 1 คน หญิง 2 คน ระยะเวลาที่ท าการวิจัยครั้งนี้ได้


38 ก าหนดระยะเวลาวิจัย เริ่มตั้งแต่ 4 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์2564 เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยข้อมูล ประกอบด้วย ชุดเกมบิงโกภาพกับพยัญชนะไทย จ านวน 9 ชุด ชุดละ 16 ตัว บัตรภาพ ก.ไก่ จ านวน 1 ชุด จ านวน 44 ตัว เครื่องมือในการวิจัย ประกอบด้วย แบบประเมินทักษะการฟังและ จ าพยัญชนะไทยของเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นแบบบันทึกการเล่นเกมบิงโกภาพพยัญชนะไทย ก่อนและหลัง การจัดกิจกรรม โดยใช้ระยะเวลา 7 สัปดาห์ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า นักเรียนเด็กปฐมวัย ระดับชั้น อนุบาล 2/1 โรงเรียนวัดเมธังกราวาส (เทศรัฐราษฎร์นุกูล) ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา แพร่เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้เกมบิงโกภาพกับ พยัญชนะไทยมีทักษะการฟังและจ าพยัญชนะไทยสูงขึ้นร้อยละ 89.02 มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อน การจัดกิจกรรม เท่ากับ 7.02 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ บ๊อกซ์ (อนงค์ วรพันธ. 2546: 18; อางอิงจาก Box. 1990, อ้างถึงใน นิดาพร อาจประจญ, 2553 หน้า 20) ไดท าการวิจัยเกี่ยวกับผล การจัดประสบการณการอ่านร่วมกัน ที่มีต่อ ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับตัวหนังสือและหนังสือแปลเค้าโครงเรื่องของเด็กปฐมวัย ผลการวิจัยพบว่า เด็กที่มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับตัวหนังสือ การอ่านเบื้องต้น และความเข้าใจในเด็กโครงเรื่องสูงขึ้น รอส (อุษารัตน์ตังควิเวชกุล. 2550: 38; อางอิงจาก Ross. 1993: 188, อ้างถึงใน นิดา พร อาจประจญ, 2553 หน้า 20) ไดท าการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการสอนอ่านเป็นค าไววา การสอนวิธีอ่าน เป็นค านี้ ใช้ได้ดีทั้งเด็กพิเศษและเด็กปกติ ซึ่งดีในด้านการจ าค า เด็กจะเรียนรูค าศัพท์ได้มากกว่า และ ใช้เวลาน้อยกว่าการเรียนโดปกติ คิกเกอร์สัน (Dickerson, 1997, pp. 6456-A, อ้างถึงใน รุ้งนภา ศิริสวัสดิ์, 2561 หน้า 70) ได้ทดลองเปรียบเทียบการจ าค าศัพท์ของ นักเรียนระดับ 1 โดยใช้เกมเคลื่อนไหว (Active Games) เกมเงียบ (Passive Games) และกิจกรรม ปกติ (Traditional Activity) พบว่า 1) กลุ่มที่ใช้ เกมการเคลื่อนไหวมีผลสัมฤทธิ์ ในการจ าค าศัพท์ สูงกว่ากลุ่มที่ใช้ เกมเงียบ และกลุ่มที่ใช้กิจกรรม ปกติ 2) กลุ่มที่ ใช้เกมเงียบมีผลสัมฤทธิ์ในการจ า ค าศัพท์ สูงกว่ากลุ่มที่ใช้กิจกรรมปกติ 3) นักเรียน ชายและนักเรียนหญิงในกลุ่มที่ใช้ เกทเคลื่อนไหว มีผลสัมฤทธิ์ ในการจ าสูงกว่านักเรียนชายและ นักเรียนหญิงในกลุ่มที่ใช้เกมเงียบ 4) นักเรียนชาย และนักเรียนหญิงในกลุ่มที่ใช้เกมเงียบมีผลสัมฤทธิ์ ในการจ าค าศัพท์ สูงกว่านักเรียนชายและ นักเรียนหญิงในกลุ่มในกลุ่มใช้กิจกรรมปกติ 5) ในกลุ่ม ทดลองทั้ง 3 กลุ่มมีผลสัมฤทธิ์ในการจ า ค าศัพท์ระหว่างนักเรียนชายและนักเรียนหญิงไม่แตกต่างกัน


Click to View FlipBook Version