ส่วนที่ 4 199 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๑. คณะอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา ๒. คณะอนุกรรมาธิการด้านคุณธรรมและจริยธรรม ๓. คณะอนุกรรมาธิการด้านศิลปะและวัฒนธรรม ๔. คณะอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ เร่งรัดการปฏิรูปประเทศการจัดท�ำและด�ำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะ และวัฒนธรรม คณะอนุกรรมาธิการ สถิติการด�ำเนินงานของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗ ๖๕ ครั้ง ๒ ครั้ง ๑๕๙ ครั้ง ๗ เรื่อง ๙๙ ครั้ง ๕๕ เรื่อง ๔๕๒ ครั้ง ๗ เรื่อง สถิติการประชุม สถิติผลการด�ำเนินงาน สถิติการจัดเสวนา/สัมมนา สถิติการเดินทางไปศึกษาดูงาน • คณะกรรมาธิการ • เรื่องที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมวุฒิสภา • คณะอนุกรรมาธิการ • เรื่องที่พิจารณาศึกษาเสร็จแล้ว • ในประเทศ • ต่างประเทศ • คณะท�ำงาน • เรื่องร้องเรียน ๕๐ ครั้ง ๑๒ ครั้ง • จัดสัมมนา/เสวนา • กิจกรรมอื่น ๆ
ส่วนที่ 4 200 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา การส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางฝึกสมาธิโลก “สมาธิ”เป็นหนึ่งในกระบวนการพัฒนามนุษย์ ที่ในทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า “ไตรสิกขา” อันประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งสมาธิเป็นองค์ประกอบที่จะเชื่อมความมีศีลและน�ำไปสู่การมี “ปัญญา” กระบวนการพัฒนา ดังกล่าวนี้จะช่วยให้การท�ำงานต่าง ๆ ของคนเรา เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่วยให้สังคมเป็นสังคมที่มีความสมบูรณ์ ทั้งทางด้านพฤติกรรม จิตใจ และความรอบรู้ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา โดยคณะอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา จึงได้มีการพิจารณาศึกษาในเรื่อง “การส่งเสริม ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางฝึกสมาธิโลก” โดยเล็งเห็น “จุดเด่นของประเทศไทย” ในเรื่องดังกล่าว ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งทางด้านสถานที่ปฏิบัติธรรมที่มีอยู่ ๑,๗๒๕ แห่ง ทั่วประเทศ (๒) มีบุคลากร ผู้สอนสมาธิ โดยเฉพาะในพระวิปัสสนาจารย์ จ�ำนวน ๕,๖๑๑ รูป และ (๓) หลักสูตรการฝึกสมาธิในแนวทางต่าง ๆ เช่น แนวทางมหาสติปัฏฐาน แนวทางพุทโธ แนวทางอาณาปานสติ เป็นต้น คณะกรรมาธิการได้มีการศึกษาในประเด็นดังกล่าว ผ่านการศึกษาดูงานในศูนย์ฝึกสมาธิที่ส�ำคัญ เช่น ศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติสมุย วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร เป็นต้น การสัมภาษณ์ผู้น�ำศาสนาทุกศาสนา ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ และยังมีการจัดท�ำแบบส�ำรวจความคิดเห็น (Public Survey) จากพระภิกษุและประชาชนผู้ที่สนใจในประเด็น ดังกล่าว หากประเทศไทยได้รับการส่งเสริมให้เป็นศูนย์กลางฝึกสมาธิโลก จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงต่อบุคคล ชุมชน และประเทศชาติ จึงเสนอแนะในเชิงนโยบาย ให้ฝ่ายบริหารก�ำหนดเป็น “วาระแห่งชาติ” ด้วยการจัดท�ำแผนปฏิบัติการ ที่ชัดเจน เพื่อยกระดับการสร้างการยอมรับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางฝึกสมาธิโลกในระดับสากล โดยมีหน่วยงาน ๑. ผลงานเด่นของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗
ส่วนที่ 4 201 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา รายงานการพิจารณาศึกษา การน�ำเสนอรายงานการพิจารณาศึกษา ต่อที่ประชุมวุฒิสภา เจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อน และมีองค์กรศูนย์กลางฝึกสมาธิในประเทศไทยและหลักสูตรการฝึกสมาธิ ที่เป็นมาตรฐานสากล รวมทั้งมีช่องทางในการฝึกสมาธิทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ รวมทั้ง ได้เสนอไปยังรัฐบาล เพื่อต่อยอดให้ “สมาธิ” เป็น “ซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย” ที่จะท�ำให้นานาประเทศรู้จักและยอมรับ ในประเทศไทย และยังเป็นการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่เปิดกว้างให้ศาสนิกชนทุกศาสนาสามารถมีกิจกรรมร่วมกันได้ อันจะยังประโยชน์ให้สังคมโลกมีสันติสุขอย่างแท้จริง ขณะนี้ส�ำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีการด�ำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรม หรือการท่องเที่ยว ในเชิงศาสนา นอกจากนี้ มหาเถรสมาคมได้มีมติที่ ๕๐/๒๕๖๗ เรื่อง การศึกษาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางฝึกสมาธิโลก โดยมหาเถรสมาคมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสมาธิโลก
ส่วนที่ 4 202 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา การขับเคลื่อนคุณธรรมและจริยธรรมตามช่วงวัย (Generations) “การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ คือ หัวใจของยุทธศาสตร์ชาติ” คณะกรรมาธิการ โดยคณะอนุกรรมาธิการด้านคุณธรรมและจริยธรรม เล็งเห็นความส�ำคัญในเรื่องการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพ ทรัพยากรมนุษย์ ด้านคุณธรรมจริยธรรมให้แก่คนไทย เพื่อให้สังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความดีและเป็นอัตลักษณ์ เฉพาะของคนไทย โดยคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการได้ด�ำเนินโครงการขับเคลื่อนคุณธรรมและจริยธรรม ตามช่วงวัย (Generations) ภายใต้หลักคุณธรรม ๕ ประการ ได้แก่ กตัญญู วินัย สุจริต พอเพียง และจิตอาสา เชื่อมโยงกับสถาบันหลักของชาติ ได้แก่ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ปลูกฝังอยู่ใน จิตส�ำนึกของคนไทยให้เกิดความรัก มีความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย ในระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนงานด้านการการพัฒนา คุณธรรมและจริยธรรมตามช่วงวัย (Generations) ผ่านการจัดสัมมนาและกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การจัดกิจกรรม “น้อมร�ำลึกพ่อหลวงไทย” และกิจกรรม “รักแม่ ไม่มีที่สิ้นสุด” เพื่อปลูกฝังทัศนคติที่ดีและคุณธรรมเรื่อง ความกตัญญูให้แก่เด็กและเยาวชนในเจเนอเรชั่นอัลฟ่า (Generations Alpha) และสนับสนุนให้บุคคลในครอบครัว และเด็กใช้เวลาว่างท�ำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ร่วมกันอันจะเป็นการเสริมสร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง การจัดกิจกรรมมอบโล่เกียรติยศ “ศิลปินแผ่นดินไทย” Street Art King Bhumibol และการจัดกิจกรรมมอบ โล่เกียรติยศ “คนเก่ง Gen Y” เพื่อส่งเสริมและให้โอกาสแก่กลุ่มคนเจเนอเรชั่นวายได้พัฒนาศักยภาพและมีโอกาส พัฒนาความรู้ความสามารถส่งผลให้เป็นคนดี เก่ง กล้า มีคุณธรรมจริยธรรม มีชื่อเสียง มีโอกาส และประสบความส�ำเร็จ ในชีวิต และการจัดสัมมนา “คนดีรักษ์โลก” “ไม้สร้างสุข” กิจกรรม “นวัตกรรมรักษ์โลก” และ “สุขภาพดี มีความสุข” เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยได้มีส่วนร่วมในการท�ำประโยชน์เพื่อสังคม “จิตอาสา” ในทุกรูปแบบ ท�ำให้มีพื้นที่ในการผลิต ผลงานสร้างสรรค์เผยแพร่สู่สังคมน�ำหลักคุณธรรมและจริยธรรมมาใช้ในการด�ำรงชีวิตด้วยการไม่เบียดเบียนไม่ท�ำลาย สิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีความเสียสละอุทิศตนเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและน�ำมาปฏิบัติจนกลายเป็น “วัฒนธรรมรักษ์โลก” สร้างปรากฏการณ์ “การคืนดีกับโลก” อันจะเป็นประโยชน์ต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ของคนในสังคมโดยส่วนรวม ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ในการสร้างคนดี คนเก่ง คนกล้า สู่สังคมเพื่อพัฒนา ประเทศไทยอย่างยั่งยืน ๒. น้อมร�ำลึกพ่อหลวงไทย พลังแห่งความรัก คนดี รักษ์โลก
ส่วนที่ 4 203 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา การอนุรักษ์ พัฒนาและส่งเสริมให้โรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและ แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ คณะกรรมาธิการ โดยคณะอนุกรรมาธิการด้านศิลปะและวัฒนธรรม เล็งเห็นความส�ำคัญของการอนุรักษ์ และพัฒนามรดกวัฒนธรรมประเภทโบราณสถาน โดยศึกษากรณีการอนุรักษ์และพัฒนาโรงงานกระดาษไทย กาญจนบุรี ซึ่งได้ลงพื้นที่จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นและได้ให้ข้อเสนอแก่ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน เสนอให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะหน่วยงานผู้ดูแลรับผิดชอบพื้นที่โรงงานกระดาษไทย กาญจนบุรีเป็นเจ้าภาพหลักในการบูรณาการการด�ำเนินงานในรูปแบบไตรภาคีศิลปวัฒนธรรม ๓ ภาคส่วน ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาสังคมควบคู่กับภาควิชาการ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้การบริหาร จัดการชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นภูมิบ้านภูมิเมืองกาญจนบุรีในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) และมีการเร่งรัดและติดตามความคืบหน้าการด�ำเนินงานในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การเร่งรัดให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) โดยศึกษาองค์ประกอบต่าง ๆ อย่างมีส่วนร่วม การพัฒนาภูมิสถาปัตย์ของพื้นที่ ให้มีต้นแบบด้านการออกแบบภูมิสถาปัตย์และผังเมืองโดยให้มี นักวิชาการและนักวิชาชีพที่เป็นที่ยอมรับมาช่วยด�ำเนินการ โดยก�ำหนดกรอบระยะเวลาในการปฏิบัติที่ชัดเจน การเร่งรัดจัดท�ำแผนบริหารจัดการ หรือแผนแม่บททั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว มีกิจกรรมที่เปิดโอกาส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ โดยจัดตั้งทีมนักวิชาการเข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ และบทบาท ในการบริหารจัดการที่ตอบสนองความต้องการของทุกภาคส่วน รวมทั้งเร่งรัดให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ อ�ำนวยการที่ท�ำหน้าที่ก�ำกับทิศทาง (Steering Committee) ที่ประกอบด้วยไตรภาคี ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มีหน้าที่ก�ำกับดูแลและก�ำหนดทิศทางในการพัฒนา โดยผลส�ำเร็จของการด�ำเนินงาน ดังกล่าว เห็นได้จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาสังคม หรือภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนผลักดันให้ภาครัฐระงับการรื้อถอนอาคารโรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรีได้เป็นผลส�ำเร็จ มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดภาคีเครือข่ายอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ชุมชนท้องถิ่น มีความภาคภูมิใจมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการร่วมกับภาครัฐท�ำให้โรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรีกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่มีชีวิต (Living Museum หรือ Living Heritage) ซึ่งเป็นรูปแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืน ๓.
ส่วนที่ 4 204 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการศกษา วุฒิสภา ึ คณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา มีหน้าที่และอ�ำนาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระท�ำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษา การพัฒนาการศึกษาในทุกระดับ และทุกรูปแบบ ของชาติแต่ไม่รวมถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ไม่อยู่ในหน้าที่และอ�ำนาจของกระทรวง ศึกษาธิการ การให้บริการทางการศึกษาส�ำหรับประชาชน โดยค�ำนึงถึงความเป็นมาตรฐาน เป็นธรรมและทั่วถึง เน้นความเป็นเลิศทางปัญญา วินัย คุณธรรม จริยธรรม จิตสาธารณะ ความเป็นไทย บนพื้นฐานการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายในยุทธศาสตร์ชาติ ที่อยู่ในหน้าที่และอ�ำนาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๑. นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ ๒. นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. พลเอก ประสาท สุขเกษตร รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นายทรงเดช เสมอค�ำ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๕. นายออน กาจกระโทก เลขานุการคณะกรรมาธิการ ๖. นายเฉลา พวงมาลัย โฆษกคณะกรรมาธิการ ๗. นายพีระศักดิ์พอจิต ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๘. พลเอก อู้ด เบื้องบน ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๙. นายวีระศักดิ์ฟูตระกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๐. พลเอก สสิน ทองภักดี กรรมาธิการ ๑๑. นางสุนีจึงวิโรจน์ กรรมาธิการ ๑๒. นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน กรรมาธิการ ๑๓. รองศาสตราจารย์ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร กรรมาธิการ ๑๔. นายรณวริทธิ์ปริยฉัตรตระกูล กรรมาธิการ ๑. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดท�ำ และด�ำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการศึกษา ๒. คณะอนุกรรมาธิการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๓. คณะอนุกรรมาธิการการอาชีวศึกษา ๔. คณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมการศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และการศึกษาเอกชน และเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ได้มีการปรับเปลี่ยนชื่อคณะอนุกรรมาธิการ เป็น “คณะอนุกรรมาธิการส่งเสริม การเรียนรู้ และการศึกษาเอกชน” หน้าที่และอ�ำนาจ รายชื่อสมาชิกวุฒิสภาในคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการ
ส่วนที่ 4 205 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา สถิติการด�ำเนินงานของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗ ๘๓ ครั้ง ๒ ครั้ง ๑๒๕ ครั้ง ๔๖ ครั้ง ๓๒ เรื่อง ๘๙ เรื่อง ๓๖๖ ครั้ง ๖ เรื่อง สถิติการประชุม สถิติผลการด�ำเนินงาน สถิติการจัดเสวนา/สัมมนา สถิติการเดินทางไปศึกษาดูงาน • คณะกรรมาธิการ • คณะอนุกรรมาธิการ • เรื่องที่ได้รับมอบหมายจากประธานวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา • ในประเทศ • ต่างประเทศ • คณะท�ำงาน • เรื่องที่พิจารณาศึกษาเสร็จแล้ว • เรื่องร้องเรียน • จัดสัมมนา/เสวนา ๒๓ ครั้ง
ส่วนที่ 4 206 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา เรื่อง การขับเคลื่อนกองทุนเพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษา พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๕๖ ได้ก�ำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่ง ในส�ำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า “กองทุนเพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษา และการฝึกอบรมวิชาชีพ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษา การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือในการจัดการอาชีวศึกษา ประกอบกับมาตรา ๕๗ ได้บัญญัติเกี่ยวกับ การใช้จ่ายเงินกองทุนดังกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่าเงินกองทุนให้ใช้จ่ายได้ ดังต่อไปนี้ (๑) การด�ำเนินงานและสนับสนุนการพัฒนา คุณภาพเครื่องมือ อุปกรณ์ อาคารสถานที่ หลักสูตร กิจกรรม มาตรฐานสถานศึกษาและรูปแบบการศึกษาที่สอดคล้อง กับมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ และการพัฒนาบุคลากร รวมถึงนักเรียนและนักศึกษาของสถานศึกษาอาชีวศึกษา สถาบัน สถานประกอบการ และครูฝึกในสถานประกอบการ ตลอดจนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานดังกล่าว (๒) การให้กู้ยืมแก่ผู้ส�ำเร็จการศึกษาอาชีวศึกษาเพื่อใช้จ่ายในการประกอบอาชีพโดยอิสระ (๓) เป็นค่าใช้จ่ายที่จ�ำเป็นใน การด�ำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ และในการเบิกจ่ายเงินกองทุนดังกล่าวให้เป็นไปตามระเบียบที่ส�ำนักงานคณะ กรรมการการอาชีวศึกษาก�ำหนด ถึงแม้ในปี ๒๕๕๘ ได้มีการออกระเบียบส�ำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาว่าด้วยการบริหารจัดการกองทุน เพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๘ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการขับเคลื่อนการด�ำเนินการ ในการจัดตั้งกองทุนฯ ดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทุกนโยบายทางด้านการศึกษา จะมีแนวคิดว่า “เด็กคืออนาคตของชาติ” หมายความว่าทุกคนจ�ำเป็นต้องช่วยสร้างรากฐานที่ดีให้กับพวกเด็กเหล่านั้นด้วยการ หยิบยื่นโอกาสทางการศึกษา และหนึ่งในนั้น คือ “ทุนการศึกษา” ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยส�ำคัญส�ำหรับการตอบโจทย์ เรื่องของโอกาสทางการศึกษา แต่เป้าหมายที่ไปไกลมากกว่านั้น คือ การมอบหลักประกันโอกาสให้เด็กแต่ละคนได้มี ชีวิตที่ดี คือ การมอบโอกาสให้พวกเขาได้ค้นศักยภาพของตัวเอง ได้รับการขัดเกลาจิตใจด้านจริยธรรม เพื่อให้เติบโต ไปเป็นคนที่มีคุณภาพ มีอนาคตที่สดใส เป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาประเทศ การน�ำผลประโยชน์จากกองทุนฯ ดังกล่าว มาใช้พัฒนาบุคลากร พัฒนาคุณภาพเครื่องมือ อุปกรณ์ อาคารสถานที่ หลักสูตร กิจกรรม ตามมาตรฐาน สถานศึกษาอาชีวศึกษาได้อีกด้วย จากการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ได้น�ำมาก�ำหนดเป็นแนวทางการขับเคลื่อนกองทุนเพื่อพัฒนา การอาชีวศึกษา ได้ดังนี้ ๑. ผลงานเด่นของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗
ส่วนที่ 4 207 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๑) พิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ท�ำให้เกิดปัญหาในการจัดตั้งกองทุน ๒) ก�ำหนดวิธีการ ในการแก้ไข กฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นปัญหาท�ำให้ในการจัดตั้งกองทุนฯ ไม่สามารถด�ำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งปัญหาอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบ ๓) แต่งตั้งคณะท�ำงานท�ำหน้าที่ในการจัดท�ำร่างกฎหมาย โดยจะต้องมีกระบวนการและมีการก�ำหนด กรอบระยะเวลาที่แล้วเสร็จให้ชัดเจน ๔) ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายที่จัดท�ำขึ้น ๕) ด�ำเนินการในการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ และสรรหาบุคลากร ในการด�ำเนินการในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ๖) พัฒนาระบบงานของกองทุนฯ โดยเฉพาะทางด้านบัญชี และการเงินให้เชื่อมโยงกับกรมสรรพากร และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ๗) ระดมเงินทุนจากช่องทางต่าง ๆ ส�ำหรับน�ำมาใช้ในการด�ำเนินงานของกองทุนฯ เพื่อพิจารณามอบทุน ให้กับผู้เรียน ครู/บุคลากร และสถานศึกษาเพื่อใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน ทั้งนี้ ส�ำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ต้องให้ความส�ำคัญกับเรื่องดังกล่าว และเร่งด�ำเนินการ เพื่อให้มีการจัดตั้งกองทุนฯ นี้ให้เกิดขึ้นโดยด่วน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมและสนับสนุนทุนการศึกษา ให้กับผู้เรียนอาชีวศึกษา รวมทั้งผู้สนใจในการเข้าฝึกอบรมวิชาชีพใช้ระบบกองทุนเพื่อเป็นกลไกในการพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือในการจัดการอาชีวศึกษาของภาคส่วนต่าง ๆ ให้มีคุณภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานการอาชีวศึกษา และ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุน สามารถด�ำเนินการได้โดยไม่ต้องรองบประมาณจากภาครัฐแต่เพียงส่วนเดียว บทวิเคราะห์แนวทางการขับเคลื่อนกองทุนเพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษา เป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่ท�ำให้เห็นทิศทาง ในการพัฒนา ส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจการเรียนสายวิชาชีพ เพื่อให้ส�ำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาใช้เป็น ข้อมูลพื้นฐานเพื่อน�ำไปทบทวนและใช้ในการด�ำเนินการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม วิชาชีพ” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยด่วน ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนและเป็นแรงจูงใจที่ส�ำคัญ ที่ท�ำให้มีผู้สนใจเข้าเรียนด้านอาชีวศึกษา หรือเข้าฝึกอบรมวิชาชีพมากขึ้น อันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ ของประเทศในภาพรวมด้วย
ส่วนที่ 4 208 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา เรื่อง ระบบทวิวุฒิ โอกาสของผู้เรียนอาชีวศึกษา การจัดอาชีวศึกษาแบบทวิวุฒิ (Dual Degree) เป็นนวัตกรรมใหม่ในการจัดการศึกษาด้านวิชาชีพ เป็นการ จัดการศึกษาในลักษณะความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาในสาขาวิชาเดียวกันหรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกัน จัดการเรียน การสอนในสาขาที่คล้ายคลึงกัน โดยสามารถให้ประกาศนียบัตรหรือวุฒิบัตรร่วมกันระหว่างสถาบัน หรือให้ ประกาศนียบัตรหรือวุฒิบัตรเป็นสองใบของแต่ละสถาบัน ดังนั้น ผู้ส�ำเร็จการศึกษาในระบบทวิวุฒิจึงต้องเข้าเรียน ในสถาบันการศึกษาทั้งสองแห่งและได้รับวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตรจากสถานศึกษาทั้งสองแห่งตามข้อตกลงและ เงื่อนไขต่าง ๆ ที่สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งร่วมกันก�ำหนดแนวทาง หลักการส�ำคัญในการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิวุฒิ ก็เพื่อเป็นการสร้างและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนอาชีวศึกษาในเรื่องต่าง ๆ อาทิ ๑) โอกาสในการได้รับวุฒิการศึกษา ๒ คุณวุฒิ ๒) โอกาสและทางเลือกในการประกอบอาชีพ ทั้งในและต่างประเทศ ๓) โอกาสในการได้เรียนรู้ภาษา ประเพณี ศิลปะ และวัฒนธรรมของประเทศอื่น ๔) โอกาสการได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าผู้ส�ำเร็จการศึกษาในประเทศ และ ๕) โอกาส การเข้าศึกษาต่อระดับที่สูงขึ้น ทั้งสถาบันการศึกษาในประเทศและต่างประเทศ เมื่อการจัดอาชีวศึกษาในระบบทวิวุฒิ เป็นการสร้างโอกาสที่ดีให้ผู้เรียนอาชีวศึกษา และถึงแม้ส�ำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษาจะให้ความส�ำคัญต่อการจัดการศึกษาและความร่วมมือในการจัดการอาชีวศึกษา ในระบบทวิวุฒิก็ตาม แต่ความเป็นจริงพบว่า กลไกความร่วมมือและกระบวนการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาระบบทวิวุฒินั้น ส่วนใหญ่สถานศึกษาอาชีวศึกษา และสถาบันการอาชีวศึกษาจะประสานความร่วมมือกับสถานศึกษาอาชีวศึกษา ของต่างประเทศเพื่อบรรลุข้อตกลงในการจัดการศึกษาร่วมกันเอง ทั้งที่บทบาทหน้าที่การท�ำความร่วมมือดังกล่าว ควรจะต้องด�ำเนินการโดยส�ำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในฐานะหน่วยงานที่ก�ำกับดูแล ความร่วมมือ การจัดอาชีวศึกษาระบบทวิวุฒิที่ด�ำเนินการโดยสถาบันการอาชีวศึกษา หรือสถานศึกษาอาชีวศึกษามีผลต่อ ความยั่งยืนในระยะยาวและอาจจะไม่มีความต่อเนื่อง หากผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้บริหารสถาบันการอาชีวศึกษา มีการโยกย้ายปรับเปลี่ยนต�ำแหน่งหรือเกษียณอายุไปแล้ว การประสานความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ จะไม่ต่อเนื่อง อีกทั้งการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิวุฒิจ�ำเป็นที่จะต้องมีงบประมาณด�ำเนินการและสนับสนุนอยู่อย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาอีกด้วย โดยที่ข้อสังเกตส�ำคัญที่ส่งผลต่อตัวผู้เรียนอาชีวศึกษาในระบบทวิวุฒิ มีดังนี้ ๑) เวลาเรียน ผู้เรียนที่เข้าสู่ระบบทวิวุฒิจะต้องใช้เวลาเรียนเพิ่มขึ้นอีก ๑ ปี รวมเวลา ๓ ปี จึงจะได้คุณวุฒิ การศึกษาจากจีนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ๒) ภาษา การท�ำความร่วมมือจัดอาชีวศึกษาในระบบทวิวุฒิควรให้ความส�ำคัญในเรื่องภาษาที่เป็นสื่อกลาง ในการจัดการเรียนการสอนด้วย โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ๒.
ส่วนที่ 4 209 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๓) ความต่อเนื่องและความเข้มแข็งในความร่วมมือระดับประเทศ การจัดอาชีวศึกษาระบบทวิวุฒิ เป็นการ จัดการศึกษาที่อาศัยความร่วมมือของสถานศึกษาอาชีวศึกษาในประเทศกับต่างประเทศ ดังนั้น ส�ำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการต้องให้การส่งเสริม อ�ำนวยความสะดวกในเรื่องต่าง ๆ และให้การสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ๔) การขยายผลการจัดการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ความร่วมมือจากการศึกษาอาชีวศึกษาในระบบทวิวุฒิ กับจีนนั้น จะต้องใช้เวลาเรียน ๓ ปี จึงจะได้คุณวุฒิการศึกษาระดับ ปวส. ดังนั้น เพื่อมิให้เวลาดังกล่าวสูญเสียไป จึงต้องประสานงานกับสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่บรรลุข้อตกลงร่วมกันเพื่อขยายเวลาเรียนเพิ่มอีก ๑ ปี เพื่อให้ผู้เรียน ได้รับคุณวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี ๕) ประเด็นในเรื่องต�ำแหน่งงานรองรับในประเทศไทย ส�ำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและกระทรวง ศึกษาธิการ ต้องประสานความร่วมมือไปยังสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้า แห่งประเทศไทย เพื่อทราบความต้องการก�ำลังคนจริง เพื่อให้การผลิตก�ำลังคนมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการ ตามแต่ละกลุ่มวิชาชีพ ทั้งนี้ การขับเคลื่อนกลไกการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาในระบบทวิวุฒิให้มีประสิทธิภาพนั้น จ�ำเป็นที่จะต้อง อาศัยความร่วมมือการด�ำเนินการในทุกระดับกับภาคส่วนต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากความร่วมมือของสถานศึกษา อาชีวศึกษาของสองประเทศ ซึ่งหมายถึงความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรม หอการค้าและสภาหอการค้า รวมทั้ง สถานประกอบการทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งภาคประกอบการจะเป็นผู้ก�ำหนดคุณสมบัติบุคลากรหรือก�ำลังคน ว่าต้องการคนที่มีคุณสมบัติอย่างไรในการท�ำงาน ดังนั้น ความร่วมมือที่มีความยั่งยืนก็จะเป็นความร่วมมือของ ๓ ส่วนหลัก คือ ๑) สถานศึกษาอาชีวศึกษาในประเทศ ๒) สถานศึกษาอาชีวศึกษาต่างประเทศ และ ๓) ภาคประกอบการที่ร่วม จัดการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงจะเป็นความร่วมมือจัดการอาชีวศึกษาในระบบทวิวุฒิที่มีความเข้มแข็ง เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายความต้องการจ�ำเป็นพื้นฐานของนักเรียนโรงเรียนเอกชนในการ ขอรับเงินอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันเพื่อความเสมอภาค และลดความเหลื่อมล�้ำ รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายความต้องการจ�ำเป็นพื้นฐานของนักเรียนโรงเรียน เอกชนในการขอรับเงินอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันเพื่อความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล�้ำ จัดท�ำขึ้นเพื่อศึกษา เกี่ยวกับการบริหารจัดการอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เนื่องจากปัจจุบันนักเรียนโรงเรียนเอกชนยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเป็นค่าอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนทุกคน เช่นเดียวกับนักเรียนในโรงเรียนของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เด็กไทยทุกคนควรได้รับตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อย่างเท่าเทียมกันและสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ๓.
ส่วนที่ 4 210 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา (Convention on the Rights of the Child - CRC) ที่ให้ความส�ำคัญแก่เด็กทุกคนเท่าเทียมกันโดยไม่ค�ำนึงถึง ความแตกต่างในด้านเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง สังคม ทรัพย์สิน หรือสถานะอื่น ๆ ของเด็ก หรือบิดามารดาหรือผู้ปกครองทางกฎหมาย และการด�ำเนินการทั้งหลายต้องค�ำนึงถึงประโยชน์สูงสุด ของเด็กเป็นอันดับแรก เพื่อให้เด็กมีสิทธิในการมีชีวิต การอยู่รอด และการพัฒนาทางด้านจิตใจ อารมณ์ สังคม เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันการบริหารจัดการอาหารกลางวันส�ำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชนประสบปัญหา ในการด�ำเนินการเพราะไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลอย่างเพียงพอ เนื่องจากนักเรียนโรงเรียนเอกชน ได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นค่าอาหารกลางวันเฉพาะกลุ่มนักเรียนในโรงเรียนเอกชนการกุศล นักเรียน ทุพโภชนาการ และนักเรียนยากจนขาดแคลน เท่านั้น ในขณะที่นักเรียนในโรงเรียนของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นค่าอาหารกลางวันทุกคน รวมถึงเด็กนักเรียนต่างด้าวที่เรียนอยู่ในโรงเรียนดังกล่าว จากผลการสนทนากลุ่ม (Focus Group) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In - depth Interview) และการส�ำรวจความคิดเห็น เกี่ยวกับความต้องการขอรับการสนับสนุนอาหารกลางวันผ่าน (Google Form) พบว่า โรงเรียนเอกชน ผู้ปกครอง และนักเรียนมีความต้องการจ�ำเป็นที่จะได้รับการสนับสนุนอาหารกลางวันจากภาครัฐ เช่นเดียวกับโรงเรียนของรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้นักเรียนโรงเรียนเอกชนซึ่งเป็นเด็กไทยได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันมีสุขพลานามัยที่ดี ได้รับสารอาหารเพียงพอและสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ในสถานศึกษา ได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง และช่วยแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการอาหาร กลางวันในโรงเรียนเอกชน หากรัฐให้การสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว ดังนั้น เพื่อให้นักเรียนในโรงเรียนเอกชนระดับก่อนชั้นประถมศึกษาถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ได้รับการ อุดหนุนโครงการอาหารกลางวันทุกคน เช่นเดียวกับนักเรียนในสถานศึกษาของภาครัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และสอดคล้องกับหลักการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ที่เห็นชอบให้เด็กนักเรียนทุกคน ตั้งแต่เด็กเล็กเด็กนักเรียนระดับชั้นอนุบาลถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณอาหาร กลางวันเต็มร้อยละ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จึงเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการน�ำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ หลักการการอุดหนุนโครงการอาหารกลางวันส�ำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชน ตั้งแต่ระดับก่อนชั้นประถมศึกษา - ระดับชั้นประถมศึกษาทุกคน โดยค�ำนวณงบประมาณตามอัตรา และตามขนาดของโรงเรียน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ที่ต้องการจะให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชนระดับ ก่อนชั้นประถมศึกษา - ระดับชั้นประถมศึกษาต่อไป
ส่วนที่ 4 211 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา เรื่อง การปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจัดตั้งส�ำนักบริหารการมัธยมศึกษา (สบม.) คณะกรรมาธิการได้ด�ำเนินการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาความต้องการจ�ำเป็น และรับฟังความคิดเห็น จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ซึ่งการวิเคราะห์ข้อจ�ำกัด สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น และประเด็นที่ควรแก้ไขในการจัดตั้งส�ำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย (เป็นการภายใน) จะเห็นได้ว่า ส�ำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้พยายามด�ำเนินการขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา มัธยมศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพหลักในการด�ำเนินโครงการตามนโยบายส�ำคัญของ กระทรวงศึกษาธิการ และส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่การด�ำเนินโครงการยังไม่ครอบคลุม ทุกกลุ่มเป้าหมาย คือ ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา โรงเรียนและนักเรียนระดับมัธยมศึกษา จึงมีความ จ�ำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างการบริหารและการจัดการศึกษาของส�ำนักบริหารงานการมัธยมศึกษา ตอนปลาย ให้เป็นหน่วยงานในโครงสร้างของส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ ส�ำนักบริหาร การมัธยมศึกษา ซึ่งจะเกิดประโยชน์โดยตรงต่อการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ดังนี้ ๑. การจัดการมัธยมศึกษาเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒. มีฐานะเป็นหน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้การบริหารงาน มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพมากขึ้นและเป็นการแก้ไขปัญหาทุกด้านให้หมดไป ๓. มีหน่วยงานที่มีอ�ำนาจหน้าที่และบทบาท ในการก�ำหนดภารกิจด้านการวางแผนการจัดสรรงบประมาณ และทรัพยากร เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาในระดับภูมิภาคหรือพื้นที่ ให้สามารถบริหาร จัดการการพัฒนาและยกระดับคุณภาพด้านมัธยมศึกษาได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม ๔. มีหน่วยงานที่มีภารกิจโดยตรงในการสนับสนุนให้มีการจัดตั้งส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาให้ ครอบคลุมทุกจังหวัด (จัดตั้งเพิ่มเติมให้ครบ ๗๘ เขต) เพื่อเป็นหน่วยงานที่ก�ำกับ ดูแล และสนับสนุนการจัดการศึกษา ในโรงเรียนมัธยมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ๕. เป็นหน่วยงานที่มีความเป็นเอกภาพ และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างคล่องตัวและสอดคล้องกับภารกิจ ของการจัดการศึกษามัธยมศึกษา ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ๔.
ส่วนที่ 4 212 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ทั้งนี้ จากผลการศึกษามีข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขับเคลื่อน ภารกิจการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ดังนี้ ๑. เสนอให้มีการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารของส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการบูรณาการรวมส�ำนักในโครงสร้างซึ่งมีภารกิจหน้าที่ใกล้เคียงกันเข้าด้วยกัน แต่ยังคงมีภารกิจครอบคลุม ในส�ำนักที่ควบรวมเข้าด้วยกัน จากนั้น ให้มีการปรับปรุงหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเป็นการภายใน ได้แก่ ส�ำนักบริหารงาน การมัธยมศึกษาตอนปลาย (สมป.) เป็นหน่วยงานในโครงสร้าง โดยให้มีชื่อใหม่ว่า “ส�ำนักบริหารการมัธยมศึกษา (สบม.)” เพื่อเป็นหน่วยงานส�ำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยวิธีการดังที่กล่าวมานี้ เป็นการปรับปรุงหน่วยงานที่ไม่เป็นการเพิ่มหน่วยงานในส่วนราชการ ๒. เร่งรัดด�ำเนินการยกระดับส�ำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้เป็นส�ำนักภายในโครงสร้าง โดยเร่งด่วน เพื่อการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ๓. เร่งรัดการพิจารณาขอบข่าย โครงสร้าง ภารกิจ ในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือรอการด�ำเนินการตามขั้นตอน ควรมีการปรับระบบบริหารจัดการภายในส�ำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย รองรับภารกิจใหม่ที่ก�ำลังจะเกิดขึ้น ๔. เร่งรัดการพิจารณาปรับปรุงระบบบริหารจัดการภายใน ส�ำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อก�ำหนดทิศทางการพัฒนา โดยแต่งตั้งคณะท�ำงานเพื่อด�ำเนินการจัดวางระบบส�ำนักงาน ก�ำหนดยุทธศาสตร์ การพัฒนาทั้งระบบตลอดแนวจากส่วนกลาง ส่วนส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ส่วนของสถานศึกษา และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตามที่ก�ำหนดในภารกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน เรื่อง การปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจัดตั้งกรมการมัธยมศึกษา คณะกรรมาธิการได้ด�ำเนินการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาความต้องการจ�ำเป็น และรับฟังความคิดเห็น จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ซึ่งจากผลการศึกษา พบว่า ควรมีการทบทวน การจัดโครงสร้างการแบ่งส่วนงานโดยจัดตั้งกรมการมัธยมศึกษา และก�ำหนดภารกิจ ขอบข่ายหน้าที่ในการปฏิบัติ ราชการ การบริหารและการจัดการศึกษามัธยมศึกษาให้มีความเหมาะสมกับสภาพของงาน ซึ่งมีบทบาทหน้าที่หลัก ในการประสานเชื่อมโยงภารกิจไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษาและส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ให้สามารถ ด�ำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ สามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาเพื่อเตรียมก�ำลังคนของประเทศให้มีศักยภาพที่เหมาะสมกับการพัฒนาสู่ระดับ อุดมศึกษา หรือพัฒนาสู่ทักษะวิชาชีพชั้นสูงได้อย่างเหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียน อีกทั้งส�ำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาถือเป็นหน่วยงานในการประสาน และเชื่อมโยงกลไกการขับเคลื่อนภารกิจการจัดการศึกษา ในระดับมัธยมศึกษาให้สามารถบริหารจัดการให้บรรลุเป้าหมายและเจตนารมณ์ของการจัดการศึกษาดังกล่าวข้างต้น ซึ่งการจัดตั้งกรมการมัธยมศึกษาจะเกิดประโยชน์โดยตรงต่อการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ดังนี้ ๑. การศึกษาระดับมัธยมศึกษาเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจัดการศึกษามัธยมศึกษาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ๒. ส่งเสริม สนับสนุนงานนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ในการพัฒนาโรงเรียนมัธยมศึกษา ทั่วประเทศ โดยมุ่งเป้าหมายการพัฒนาการจัดการมัธยมศึกษา เพื่อร่วมกัน “พลิกโฉมการมัธยมศึกษาสู่ยุคดิจิทัล” (Transforming Education to Fit in the Digital Era) ๓. ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนาองค์ความรู้ นิเทศ ติดตาม และประเมินผลการด�ำเนินงานของโรงเรียน มัธยมศึกษา ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษามัธยมศึกษา จังหวัด สหวิทยาเขต และศูนย์พัฒนาวิชาการกลุ่มสาระการเรียนรู้จังหวัด เพื่อน�ำข้อมูลมาใช้ในการวางแผน ปรับปรุง พัฒนา การจัดการศึกษามัธยมศึกษาให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ๕.
ส่วนที่ 4 213 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๔. ก�ำหนดและพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษาในการส่งเสริมคุณภาพการจัดการ ศึกษามัธยมศึกษา ๕. ประสาน ส่งเสริม สนับสนุนความร่วมมือในการสร้างภาคีเครือข่ายกับหน่วยงานภายในและภายนอก เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาให้มีคุณภาพที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากลหรือระดับ นานาชาติ ๖. ส่งเสริม สนับสนุน และบริการด้านวิชาการ การพัฒนาหลักสูตร พัฒนาการเรียนรู้กระบวนการ จัดการเรียนการสอน การใช้สื่อเทคโนโลยี รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณ อาคารสถานที่ สิ่งแวดล้อม ให้เกิดประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพการจัดการมัธยมศึกษาให้สูงขึ้น ๗. พัฒนาระบบและกลไกการด�ำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมายที่ก�ำหนด ๘. ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนให้เป็นพลวัต และก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต ทั้งนี้ จากผลการศึกษามีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขับเคลื่อน ภารกิจการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ดังนี้ ๑. ก�ำหนดกรอบแนวคิดการจัดตั้งกรมการมัธยมศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการมัธยมศึกษาสู่คุณภาพผู้เรียน ในศตวรรษที่ ๒๑ ๒. เร่งรัดด�ำเนินการยกระดับส�ำนักบริหารการมัธยมศึกษา (สบม.) ให้เป็นกรมการมัธยมศึกษาโดยเร่งด่วน เพื่อการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ๓. เร่งรัดการพิจารณาขอบข่าย โครงสร้าง ภารกิจ ในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือรอการด�ำเนินการตามขั้นตอน ควรมีการปรับระบบบริหารจัดการภายในกรมการมัธยมศึกษารองรับภารกิจใหม่ที่ก�ำลังจะเกิดขึ้น ๔. เร่งรัดการพิจารณาปรับปรุงระบบบริหารจัดการภายในกรมการมัธยมศึกษา เพื่อก�ำหนดทิศทางการพัฒนา โดยแต่งตั้งคณะท�ำงานเพื่อด�ำเนินการจัดวางระบบส�ำนักงาน ก�ำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาทั้งระบบ ตลอดแนว จากส่วนกลาง ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สถานศึกษา และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องตามที่ก�ำหนดในภารกิจ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ส่วนที่ 4 214 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา มีหน้าที่และอ�ำนาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระท�ำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการสาธารณสุข การพัฒนาระบบสุขภาพ การบริการ สาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน โดยรวมถึงการรักษาพยาบาล การควบคุมและป้องกันโรค การฟื้นฟู การส่งเสริมสุขภาวะและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงปัญหาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง ทางประชากร และการพัฒนา พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่อยู่ในหน้าที่และอ�ำนาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๑. นายเจตน์ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ ๒. นายณรงค์สหเมธาพัฒน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. รองศาสตราจารย์พลเอก ไตรโรจน์ครุธเวโช รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นายทวีวงษ์จุลกมนตรี เลขานุการคณะกรรมาธิการ ๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญส่ง ไข่เกษ โฆษกคณะกรรมาธิการ ๖. พลโท อ�ำพน ชูประทุม ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๗. พลเอก ปรีชา จันทร์โอชา ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๘. นายพิศาล มาณวพัฒน์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๙. พลเอก วินัย สร้างสุขดี ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๐. พลเอก จีระศักดิ์ชมประสพ กรรมาธิการ ๑๑. พลอากาศตรีเฉลิมชัย เครืองาม กรรมาธิการ ๑๒. นางทัศนา ยุวานนท์ กรรมาธิการ ๑๓. นายประสิทธิ์ปทุมารักษ์ กรรมาธิการ ๑๔. นายพิทักษ์ไชยเจริญ กรรมาธิการ ๑๕. พลเอก วราห์บุญญะสิทธิ์ กรรมาธิการ ๑๖. พลต�ำรวจโท สมหมาย กองวิสัยสุข กรรมาธิการ ๑๗. นางสุนีจึงวิโรจน์ กรรมาธิการ หมายเหตุ - นายถาวร เทพวิมลเพชรกุล ด�ำรงต�ำแหน่งกรรมาธิการตั้งแต่วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๒ ถึงวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๓ (ลาออกจากคณะกรรมาธิการ) - พลอากาศเอก มานัต วงษ์วาทย์ ด�ำรงต�ำแหน่งกรรมาธิการตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๓ (พ้นวาระตามที่กฎหมายก�ำหนด) - พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย ด�ำรงต�ำแหน่งกรรมาธิการตั้งแต่วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๒ ถึงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๔ (ลาออกจากคณะกรรมาธิการ) - ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ด�ำรงต�ำแหน่งกรรมาธิการตั้งแต่วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๒ ถึงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๖ (ลาออกจากสมาชิกวุฒิสภา) คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา หน้าที่และอ�ำนาจ รายชื่อสมาชิกวุฒิสภาในคณะกรรมาธิการ
ส่วนที่ 4 215 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา สถิติการด�ำเนินงานของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗ ๑. คณะอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดท�ำและด�ำเนินการ ตามยุทธศาสตร์ชาติ ด้านสาธารณสุข ๒. คณะอนุกรรมาธิการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ๓. คณะอนุกรรมาธิการศึกษาและติดตามระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิที่มีต่อประชาชน ๔. คณะอนุกรรมาธิการนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ ๕. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านทันตสาธารณสุขไทย ๖. คณะอนุกรรมาธิการศึกษาภาระงานและประสิทธิภาพของวิชาชีพพยาบาลภายใต้สถานการณ์การระบาด COVID -19 ๗. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านทันตสาธารณสุขไทย ๘. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาระบบบริการสุขภาพส�ำหรับผู้สูงอายุเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ๙. คณะอนุกรรมาธิการสร้างเสริมสุขภาวะ ป้องกันก่อนรักษา ๑๐. คณะอนุกรรมาธิการสุขภาพดิจิทัล ๑๑. คณะอนุกรรมาธิการติดตามการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. ๖๘ ครั้ง ๓ ครั้ง ๑๗๑ ครั้ง ๑๙ ครั้ง ๒๗ เรื่อง ๓๖๒ ครั้ง ๔๒ เรื่อง สถิติการประชุม สถิติผลการด�ำเนินงาน สถิติการจัดเสวนา/สัมมนา สถิติการเดินทางไปศึกษาดูงาน • คณะกรรมาธิการ • คณะอนุกรรมาธิการ • เรื่องที่พิจารณาศึกษาเสร็จแล้ว • ในประเทศ • ต่างประเทศ • คณะท�ำงาน • เรื่องร้องเรียน ๑๔ ครั้ง ๓ ครั้ง • จัดสัมมนา/เสวนา • กิจกรรมอื่น ๆ คณะอนุกรรมาธิการ Dashboard การด�ำเนินงานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗
ส่วนที่ 4 216 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา การปฏิรูประบบสาธารณสุขไทย คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข และคณะอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดท�ำและด�ำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ด้านสาธารณสุข ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้ท�ำหน้าที่ในการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการขับเคลื่อนแผนแม่บทตามยุทธศาสตร์ชาติปฏิรูปในประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับด้านสาธารณสุข และแผนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และตาม หน้าที่และอ�ำนาจที่ก�ำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยมีประเด็นส�ำคัญที่ได้มีการด�ำเนินการ ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด รวมทั้งมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลส�ำหรับน�ำไปสู่การผลักดันการขับเคลื่อน “การปฏิรูประบบสาธารณสุขไทย” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างยั่งยืน ดังนี้ ๑.๑ ประเด็นและข้อเสนอส�ำคัญต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ๑) ประเด็นคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ (NHPB) และการจัดตั้งเขตสุขภาพ : การจัดท�ำ “ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ....” ของกระทรวงสาธารณสุข ๒) ประเด็นการขับเคลื่อนการปฏิรูปเขตสุขภาพน�ำร่อง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนและด�ำเนินการของเขต สุขภาพที่ ๑ : การจัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับเขต ๓) ประเด็นการปฏิรูปบทบาท โครงสร้าง หน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข ๔) ประเด็นการปฏิรูปการบริหารสถานบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขให้มีความอิสระ คล่องตัว : ภายใต้การขับเคลื่อนของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการพัฒนาและทดสอบนวัตกรรมด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕ ๕) ประเด็น Collaborative Governance ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า เพื่อมีการศึกษาเชิงวิชาการ ในพื้นที่น�ำร่อง ได้แก่ พื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่เขตสุขภาพที่ ๑ (ภาคเหนือตอนบน) ๖) ประเด็น “ข้อเสนอด้านการเงินการคลัง : การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ๗) ประเด็นการพิจารณาศึกษาและมีข้อเสนอ กรณีการจัดซื้อชุดตรวจ Antigen test kit (ATK) ๘) ประเด็นการถ่ายโอนภารกิจ สอน. และ รพ.สต. ให้แก่ อบจ. ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเด็นปฏิรูปที่ ๔ ระบบบริการปฐมภูมิ ๑. ผลงานเด่นของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗
ส่วนที่ 4 217 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการพิจารณาเห็นว่า การปฏิรูปประเทศไม่ควรสิ้นสุดสุดลงในระยะเวลานี้ (ปี ๒๕๖๕) แต่ต้องก�ำหนดให้มีการด�ำเนินการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กลไกต่าง ๆ ของการปฏิรูปสามารถด�ำเนินการ ได้อย่างเป็นปกติ ไม่ขาดช่วง ซึ่งการที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีมติเห็นชอบให้แผนการปฏิรูปประเทศสิ้นสุดลง ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ จึงเป็นปัจจัยส�ำคัญที่ท�ำให้การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ของการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขที่ทุกฝ่ายต้องการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพของประชาชน ๑.๒ ประเด็นและข้อเสนอส�ำคัญต่อการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติแผนแม่บทย่อย ๑๑.๒ การพัฒนาเด็กตั้งแต่ช่วงการตั้งครรภ์จนถึงปฐมวัย : ข้อเสนอเชิงนโยบายการบูรณาการงบประมาณ ส่งเสริม ป้องกัน ด้านสุขภาพตามกลุ่มวัย กรณีศึกษาเด็กปฐมวัย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๕) คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา และคณะอนุกรรมาธิการ ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดท�ำและด�ำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ด้านสาธารณสุข ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่และอ�ำนาจโดยตรงในการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด การขับเคลื่อนและด�ำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะประเด็นตามแผนแม่บทย่อย ๑๑.๒ การพัฒนาเด็กตั้งแต่ช่วงการตั้งครรภ์จนถึงปฐมวัย ได้มีการพิจารณาศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์ กระบวนการจัดสรร การใช้ และการประสานบูรณาการงบประมาณของหน่วยงานที่มีหน้าที่และอ�ำนาจในการท�ำงาน ร่วมกันในประเด็นเด็กปฐมวัย ซึ่งพบว่าเป็นปัจจัยส�ำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการบรรลุเป้าหมายของแผนแม่บทย่อย ๑๑.๒ ทั้งนี้ จากการพิจารณาศึกษาคณะกรรมาธิการมีข้อเสนอส�ำคัญต่อการบูรณาการงบประมาณ ส่งเสริม ป้องกัน ด้านสุขภาพตามกลุ่มวัย กรณีศึกษาเด็กปฐมวัย ดังนี้ ข้อเสนอกลไกการขับเคลื่อนกรณีเด็กปฐมวัย ๑) การก�ำหนดให้มีกลไกการขับเคลื่อนและด�ำเนินงานข้ามหน่วยงาน หรือ Cross Function Team ที่เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพ โดยให้เจ้าภาพในการขับเคลื่อนแผนแม่บทที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ จ.๑ จ.๒ และ จ.๓ ร่วมประสาน เป็นแกนในการสังเคราะห์กรอบแนวคิดในการด�ำเนินงาน รวมทั้งรวบรวมข้อมูล ก�ำหนดปัญหา และเป้าหมาย เพื่อน�ำไปสู่การจัดท�ำเป็นโครงการส�ำคัญร่วมกัน จากนั้น จึงน�ำไปสู่การจัดท�ำแผนงบประมาณแบบบูรณาการ และท�ำหน้าที่ในการติดตาม ก�ำกับ และประเมินผลการด�ำเนินงานในพื้นที่ ๑.๑ ประเด็นและข้อเสนอส�ำคัญต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข
ส่วนที่ 4 218 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๒) การให้กลไกในระดับนโยบายด้านเด็กปฐมวัยที่มีขึ้นตามกฎหมาย ท�ำหน้าที่รับผิดชอบการขับเคลื่อน และด�ำเนินงานด้านเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง ๓) การก�ำหนดให้มีกลไกขับเคลื่อนและด�ำเนินงานระดับพื้นที่ที่เข้มแข็ง และเกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง ข้อเสนอต่อกระบวนการงบประมาณ ๑) การก�ำหนดให้มีงบประมาณสนับสนุนการขับเคลื่อนและบูรณาการด้านเด็กปฐมวัยเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การด�ำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นไปตามเป้าหมาย และเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ๒) ส�ำนักงบประมาณควรพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการมอบอ�ำนาจให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้สามารถบริหารจัดการงบประมาณในพื้นที่ได้อย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะงบพัฒนาจังหวัด รวมถึงงบประมาณด้านเด็กปฐมวัย เพื่อให้เกิดกระบวนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างบูรณาการ ภายใต้กลไกพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. ๒๕๖๕ อย่างมีประสิทธิภาพ ๑.๓ การติดตามสถานการณ์การจัดและการให้บริการแก่ประชาชน ภายหลังการถ่ายโอนภารกิจ สอน. และ รพ.สต. ให้กับ อบจ. คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่ในการตรวจสอบการท�ำงาน ของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นนโยบายสาธารณะ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาศึกษา วิเคราะห์ประเด็น เกี่ยวกับการถ่ายโอนภารกิจ สอน. และ รพ.สต. ให้แก่ อบจ. ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการไม่มีเจตนาที่จะขัดขวาง การถ่ายโอน ภารกิจ รพ.สต. ไป อบจ. แต่อย่างใด และการแสดงความห่วงใยครั้งนี้ เพื่อต้องการที่จะสร้างหลักประกันให้กับประชาชนว่า การบริการปฐมภูมิภายใต้ รพ.สต. ที่จะถ่ายโอนไปอยู่ภายใต้ อบจ. จะต้องมีคุณภาพและบริการที่ไม่ด้อยไปกว่าเดิม และเป็นไปตามหลักของกฎหมายทุกฉบับ โดยจากการพิจารณาศึกษาและติดตามการด�ำเนินการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมาธิการมีข้อค้นพบ ข้อคิดเห็นและข้อเสนอในประเด็นส�ำคัญ ได้แก่ ๑) ด้านกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และขั้นตอนการถ่ายโอน ๒) ด้านโครงสร้างและกลไกการบริหารจัดการ ๓) ด้านบุคลากร ๔) ด้านการเงินการคลัง และงบประมาณ ๕) ด้านการให้บริการและการรับบริการสาธารณสุข ๖) ด้านกลไกการก�ำกับ ติดตาม และประเมินผล และ ๗) ด้านภาระงาน และการจัดท�ำตัวชี้วัดของ รพ.สต. ทั้งที่ได้รับงบประมาณและไม่ได้รับงบประมาณ ๑.๒ ประเด็นและข้อเสนอส�ำคัญต่อการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทย่อย ๑๑.๒ การพัฒนาเด็กตั้งแต่ช่วงการตั้งครรภ์จนถึงปฐมวัย : ข้อเสนอ เชิงนโยบายการบูรณาการงบประมาณ ส่งเสริม ป้องกัน ด้านสุขภาพตามกลุ่มวัย กรณีศึกษาเด็กปฐมวัย
ส่วนที่ 4 219 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการพิจารณาเห็นว่า ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ควรชะลอการถ่ายโอน สอน. และ รพ.สต. ไปยัง อบจ. ไว้ก่อน เพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ได้รับการแก้ไข และควรมีการ ก�ำหนดความพร้อมของทั้ง ๒ หน่วยงานร่วมกัน จากนั้น ในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ จึงก�ำหนดให้มีการถ่ายโอน สอน. และ รพ.สต. ไปยัง อบจ. เมื่อปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว การด�ำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาวะ ป้องกันก่อนรักษา โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกและระดับประเทศไทย ในแต่ละปีประเทศไทย มีผู้เจ็บป่วยจากโรค NCDs อาทิ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง เป็นจ�ำนวนมาก และมีผู้เสียชีวิตประมาณ ร้อยละ ๗๔ หรือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดในประเทศ ท�ำให้รัฐบาล ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าประเทศไทยจะมีการควบคุมและป้องกันโรค NCDs มาเป็นเวลานาน โดยกระทรวงสาธารณสุขมีบทบาทและภารกิจเป็นแกนหลักในการคัดกรองผู้ป่วยโรค NCDs แต่ยังขาดมาตรการ เชิงป้องกันที่เกิดประสิทธิผล ปัจจุบันปัญหาโรค NCDs ไม่ได้ลดลง แต่กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดปัญหา ต่อระบบสุขภาพในภาพรวม โดยมีคนไข้และค่าใช้จ่ายมากขึ้น สถานบริการมีความแออัด และเกิดภาวะแทรกซ้อน ในผู้ป่วยเพิ่มขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดย ๑. จัดตั้งงบประมาณเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ/ป้องกันโรค NCDs เป็นการเฉพาะแยกออกจากงบรักษาพยาบาล ๒. ยกระดับการรณรงค์ตระหนักรู้ด้านสุขภาพ มุ่งเน้นการรณรงค์ต้าน “หวาน เค็ม มัน” ที่แฝงมากับอาหาร เครื่องดื่มเกินเกณฑ์ ๓. การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ (Health Literacy) ควรมีองค์กรกลาง ท�ำหน้าที่ติดตาม รวบรวม ตรวจสอบสถานะข้อมูล ข้อเท็จจริงและจัดท�ำสื่อโดยมุ่งกลุ่มเป้าหมายตามอายุความเสี่ยง มีราชวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษา เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่ทันสมัย เชื่อถือได้ ๔. ก�ำหนดตัวชี้วัด แผนงาน โครงการ และกิจกรรม ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคโดยยึดโยง กับตัวเลขผู้ป่วยใหม่ ผู้เสียชีวิตจากโรค NCDs และผู้ป่วยมะเร็ง มีการติดตามประเมินผลโครงการ และกิจกรรม ในแต่ละพื้นที่ด้วยตัวชี้วัดที่เชื่อมโยงกับค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ขนาดของรอบเอว ค่าน�้ำตาล ค่าไขมัน ค่าโซเดียม ซึ่งวัดผลได้ในระยะสั้นภายในปีงบประมาณเดียวกัน ส่วนตัวเลขผู้รับการฉีดวัคซีน การคัดกรองมะเร็ง และค่ารักษา พยาบาล จะต้องติดตามผลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ๒. ๑.๓ การติดตามสถานการณ์การจัดและการให้บริการแก่ประชาชน ภายหลังการถ่ายโอนภารกิจ สอน. และ รพ.สต. ให้กับ อบจ.
ส่วนที่ 4 220 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๕. น�ำนโยบาย “สุขภาพดีมีคืน” ลงสู่การปฏิบัติ ด้วยมาตรการที่สร้างแรงจูงใจ อาทิ ๑) สร้างแอปพลิเคชัน “สุขภาพดีมีคืน” ส�ำหรับเช็กสถานะสุขภาพตนเองที่เชื่อมโยงกับข้อมูลส่วนตัวในโรงพยาบาล วางระบบแต้มสะสม เพื่อใช้ในรายการส่งเสริมต่าง ๆ เช่น เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ใช้ลดหย่อนภาษี ลดเบี้ยประกันสังคม ๒) ร่วมมือกับ ภาคเอกชนแจก Smart Watch เครื่องวัดความดัน เครื่องตรวจวัดน�้ำตาลและโซเดียมในอาหาร ค�ำนวณก้าวเดิน การเผาผลาญแคลอรี่เป็นแต้มสะสมในแอปพลิเคชัน “สุขภาพดีมีคืน” ๓) กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต ปรับภาษีความหวานและความเค็ม แบบมีผลต่อการลดการบริโภคได้ และกรมสรรพากรสร้างแรงจูงใจด้าน การลดภาษีเงินได้แก่ประชาชนที่ดูแลสุขภาพ ไม่พึ่งยารักษาโรค และภาษีนิติบุคคลกับธุรกิจสร้างเสริมสุขภาพ และ ๔) สนับสนุนให้แพทย์ออกใบสั่งอาหารแทนใบสั่งยาในผู้ป่วยโรค NCDs มีการติดตามและประเมินผลสุขภาพ ของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง หากผู้ป่วยสามารถลด/เลิกการใช้ยาได้ ค�ำนวณค่ายาที่เคยเบิกเป็นแต้มสะสมคืนให้ผู้ป่วย ใช้ประโยชน์ในแอปพลิเคชัน “สุขภาพดีมีคืน” ๖. การดูแลสร้างเสริมสุขภาวะต้องเริ่มตั้งแต่ทารกในครรภ์และต้นน�้ำ คือ โรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ จึงมีบทบาทที่ส�ำคัญยิ่งในการให้ความรู้ด้านสุขภาวะกับเด็กตั้งแต่ปฐมวัย โดยด�ำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรกลาง จัดท�ำสื่อแนวทางการสอนที่เหมาะสมกับทุกช่วงอายุของวัยเรียน ๗. กระจายอ�ำนาจให้ท้องถิ่นอย่างจริงจัง โดยท้องถิ่นและชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการภารกิจสร้างเสริมสุขภาวะ ป้องกันก่อนรักษา การตรวจจับสารปนเปื้อนตามด่านชายแดน ตลาดชุมชน ราชการส่วนกลางปรับเปลี่ยนบทบาท เป็นผู้สนับสนุน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระในการจัดท�ำโครงการ/กิจกรรม การบริหารจัดการงบประมาณ รวมทั้งขยายผลส�ำเร็จของโครงการด้านการสร้างเสริมสุขภาวะ ป้องกันก่อนรักษา ที่ประสบความส�ำเร็จสู่การปฏิบัติ ในพื้นที่อื่น ๆ ๘. น�ำแนวทางเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ลงสู่การปฏิบัติในหน่วยบริการสาธารณสุขในพื้นที่ที่พร้อม ที่เน้นการป้องกันโรค โดยรวมความรู้ทางการแพทย์ (Medicine) การให้บริการทางสุขภาพ (Health Care) นโยบาย สุขภาพ (Health Policy) และปัจจัยที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมมาใช้ในการรักษาผู้ป่วย มุ่งเน้นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและพฤติกรรมที่ผู้ป่วยโรค NCDs สามารถวางแผนชีวิตได้ด้วยตนเอง และด้วยมาตรการ จูงใจในแอปพลิเคชัน “สุขภาพดีมีคืน” การพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัลในประเทศไทย เนื่องจากระบบดิจิทัลจะปรับเปลี่ยนกิจกรรมด้านสุขภาพให้สามารถด�ำเนินการนอกสถานพยาบาลได้ โดยในช่วงเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ มีการน�ำระบบดิจิทัลมาใช้ในการปรับเปลี่ยน กิจกรรมทางสุขภาพ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระบบสุขภาพ จึงเป็นโอกาส การน�ำมาพัฒนาต่อยอดระบบสุขภาพดิจิทัลที่จะเกิดการพัฒนาสู่ความก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งการพัฒนา ของปัญญาประดิษฐ์จะท�ำให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการท�ำงานของบุคลากรทางการแพทย์ และสร้างความยั่งยืน ให้กับการให้บริการด้านสุขภาพ การพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล จึงเป็นตัวเร่งส�ำคัญที่จะท�ำให้ประเทศไทยสามารถ บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติได้เร็วขึ้น การปฏิรูประบบสาธารณสุขของประเทศ จึงมีจุดเน้นที่การพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล โดยมีกลไกการอภิบาลระบบสุขภาพดิจิทัลผ่านกลไกในระดับรัฐบาล (รายงานฉบับเต็ม เรื่อง สร้างเสริมสุขภาวะ ป้องกันก่อนรักษา) ๓.
ส่วนที่ 4 221 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล เพื่อน�ำไปพิจารณาการปฏิรูประบบ สาธารณสุขด้วยระบบสุขภาพดิจิทัล ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ รัฐบาลควรเร่งรัดการอภิบาลระบบและขับเคลื่อนระบบสุขภาพดิจิทัลให้สมบูรณ์อย่างรวดเร็ว ผ่านกลไก คณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยควรยกประเด็นด้านสุขภาพดิจิทัล เป็นประเด็นหลัก ในการเร่งรัดนโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ ข้อ ๒ คณะกรรมการเฉพาะด้านระบบสุขภาพดิจิทัล ควรจัดท�ำและให้ความเห็นชอบแผนสุขภาพดิจิทัล แห่งชาติโดยเร็ว เพื่อให้มีการจัดท�ำร่างพระราชบัญญัติสุขภาพดิจิทัลแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยมี “คณะกรรมการ สุขภาพดิจิทัลแห่งชาติ” ที่มีหน้าที่และอ�ำนาจในการจัดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล การปรับปรุงกฎหมาย ประกาศ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล และการอภิบาลระบบสุขภาพดิจิทัล โดยมีการ “จัดตั้ง ส�ำนักงานสุขภาพดิจิทัล” เป็นองค์การมหาชน ข้อ ๓ กระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องควรจัดท�ำและประกาศใช้มาตรฐานข้อมูลสุขภาพ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ การจัดเก็บข้อมูลและส่งต่อข้อมูลด้วยมาตรฐานเดียวกัน และท�ำให้เกิดการใช้ ข้อมูลสุขภาพข้ามนิติบุคคลได้ รวมทั้งการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของหน่วยงานด้านสาธารณสุข ข้อ ๔ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรจัดท�ำและ ขับเคลื่อนแผนพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพดิจิทัล เพื่อให้มีบุคลากรด้านสุขภาพดิจิทัลเพียงพอภายใน ๓ ปี ข้อ ๕ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ควรจัดตั้งเครือข่ายผู้ให้บริการโทรเวชกรรม เพื่อจัดท�ำแนวปฏิบัติ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันข้อจ�ำกัดด้านกฎหมายและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาโทรเวชกรรมอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน ข้อ ๖ กระทรวงสาธารณสุข ควรประกาศระเบียบคลังข้อมูลสุขภาพ เพื่อให้เกิดคลังข้อมูลและสามารถ รวบรวมข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลส�ำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลจากทุกหน่วยงาน รวมทั้งร่วมกับภาคีเครือข่ายด�ำเนินการ ให้สถานพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ National Digital Health Platform ของประเทศ เช่น ระบบหมอพร้อม และระบบ Health Link ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเอง ข้อเสนอดังกล่าวนี้ หากมีการขับเคลื่อนในระดับชาติ และมีการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ และสามารถที่จะยกระดับระบบสุขภาพดิจิทัลในประเทศไทย ที่จะท�ำให้เกิดกลไกอภิบาลระบบสุขภาพดิจิทัล อย่างยั่งยืน ท�ำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากระบบสุขภาพดิจิทัล (รายงานฉบับเต็ม เรื่อง “ปัญหา อุปสรรค และทางออกของการพัฒนาระบบสุขภาพ ดิจิทัลในประเทศไทย) ไฟล์วิดีโอ สรุปผลงานคณะกรรมาธิการ การสาธารณสุข วุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗
ส่วนที่ 4 222 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา คณะกรรมาธิิการกิิจการองค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ วุุฒิิสภา มีีหน้้าที่่�และอำนาจพิิจารณาร่่างพระราชบััญญัติัิ กระทำกิิจการ พิิจารณาสอบหาข้้อเท็็จจริิง หรืือศึึกษาเรื่่�องใดๆ ที่่�เกี่่�ยวกับัการดำเนินิการบริิหารจััดการองค์์กรอิิสระ ตามรััฐธรรมนููญและนโยบายของรััฐบาลในด้้านงบประมาณ ติิดตามและประเมิินผลรัับ การใช้้จ่่ายเงิินงบประมาณ ประจำปีีขององค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ พิิจารณาศึึกษา ติิดตาม เสนอแนะ และเร่่งรััดการปฏิิรููปประเทศ และ แผนแม่่บทภายใต้้ยุุทธศาสตร์์ชาติิที่่�อยู่่ในหน้้าที่่�และอำนาจ และอื่่�น ๆ ที่่�เกี่่�ยวข้้อง ๑. นายกล้้านรงค์์ จัันทิิก ประธานคณะกรรมาธิิการ ๒. นายกิิตติิ วะสีีนนท์์ รองประธานคณะกรรมาธิิการ คนที่่�หนึ่่�ง ๓. พลเอก พิิสิิทธิ์์� สิิทธิิสาร รองประธานคณะกรรมาธิิการ คนที่่�สอง ๔. นายปิิยพัันธุ์์นิิมมานเหมิินท์์ รองประธานคณะกรรมาธิิการ คนที่่�สาม ๕. นายยุุทธนา ทััพเจริิญ รองประธานคณะกรรมาธิิการ คนที่่�สี่่� ๖. นายอนุุสิิษฐ คุุณากร เลขานุุการคณะกรรมาธิิการ ๗. นายกษิิดิิศ อาชวคุุณ โฆษกคณะกรรมาธิิการ ๘. พลเอก ธีีรเดช มีีเพีียร ที่่�ปรึึกษากรรมาธิิการ ๙. พลเอก นพดล อิินทปััญญา ที่่�ปรึึกษากรรมาธิิการ ๑๐. นายประมนต์์ สุุธีีวงศ์์ที่่�ปรึึกษากรรมาธิิการ ๑๑. นายปานเทพ กล้้าณรงค์์ราญ ที่่�ปรึึกษากรรมาธิิการ ๑๒. พัันตำรวจเอก จรุุงวิิทย์์ ภุุมมา กรรมาธิิการ ๑๓. พลเอก จิิรพงศ์์ วรรณรััตน์์ กรรมาธิิการ ๑๔. นายเฉลา พวงมาลััย กรรมาธิิการ ๑๕. พลเอก เทพพงศ์์ ทิิพยจัันทร์์ กรรมาธิิการ ๑๖. พลเรืือเอก พะจุุณณ์์ ตามประทีีป กรรมาธิิการ ๑๗. นายเพิ่่�มพงษ์์ เชาวลิิต กรรมาธิิการ ๑๘. นายอนุุพร อรุุณรััตน์์ กรรมาธิิการ หน้้าที่่�และอำนาจ รายชื่่�อสมาชิิกวุุฒิิสภาในคณะกรรมาธิิการ คณะกรรมาธิิการกิิจการองค์์กรอิิสระ ตามรััฐธรรมนููญ วุุฒิิสภา
ส่วนที่ 4 223 สรุุปผลงานวุุฒิิสภา ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) 1๗ ครั้้�ง ๔ ครั้้�ง ๑๘๘ ครั้้�ง 1 เรื่่�อง ๓๕ ครั้้�ง 1๔ เรื่่�อง ๔๘๙ ครั้้�ง ๙๗ เรื่่�อง สถิติการประชุม สถิติผลการดำ�ำเนินงาน สถิติการจัดเสวนา/สัมมนา สถิติการเดินทางไปศึกษาดูงาน • คณะกรรมาธิการ • ในประเทศ • ต่างประเทศ • เร ื่องร้องเรียน • จัดสัมมนา/เสวนา ๙ ครั้้�ง ๑. คณะอนุุกรรมาธิิการองค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ คณะที่่�๑ ๒. คณะอนุุกรรมาธิิการองค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ คณะที่่�๒ ๓. คณะอนุุกรรมาธิิการองค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ คณะที่่�๓ ๔. คณะอนุุกรรมาธิิการองค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ คณะที่่�๔ * ข้้อมููล ณ วัันที่่�๒๐ มีีนาคม ๒๕๖๗ คณะอนุุกรรมาธิิการ สถิิติิการดำเนิินงานของคณะกรรมาธิิการ ในห้้วงปีี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗ ผลงานเด่่นของคณะกรรมาธิิการ ในห้้วงปีี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗ รายงานสรุุปผลสััมมนา เรื่่�อง “บทบาท หน้้าที่่� ภารกิิจ วุุฒิิสภาและองค์์กร อิิสระตามรััฐธรรมนููญเพื่่�อประชาชนอย่่างไร ?” เมื่่�อวัันเสาร์์ที่่� ๒๘ มกราคม ๒๕๖๖ ณ โรงแรมไชยนารายณ์์ ริิเวอร์์ไซด์์ จัังหวััดเชีียงราย ในการปฏิิบััติิหน้้าที่่�ของคณะกรรมาธิิการที่่�ผ่่านมาได้้มีีการประชุุม และพบปะหารืือกัับองค์์กรอิิสระตาม รััฐธรรมนููญทั้้�ง ๕ องค์์กรทั้้�งในส่่วนกลาง และในระดัับพื้้�นที่่�ในส่่วนการเดิินทางไปพบปะแลกเปลี่่�ยนความคิิดเห็็น ได้้เดิินทาง จำนวน ๑๒ ครั้้�ง ใน ๒๐ จัังหวััด ทั้้�งนี้้�การสััมมนาครั้้�งนี้้� มีีความสำคััญอย่่างยิ่่�ง คณะกรรมาธิิการได้้มีี การบููรณาการทำงานร่ว่มกับัคณะกรรมการอำนวยการโครงการสมาชิิกวุุฒิิสภาพบประชาชน เนื่่�องจากได้้เล็็งเห็น็ ประโยชน์์ ๑.
ส่วนที่ 4 224 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา ของการสื่่�อสารและการสร้้างความตระหนัักรู้้ถึึงความสำคััญ บทบาท และหน้้าที่่�ขององค์์กรตามรััฐธรรมนููญในฐานะ องค์์กรตรวจสอบการใช้้อำนาจรััฐที่่�มีีประโยชน์์แก่่ประเทศชาติิและประชาชน รวมทั้้�งเป็็นการบููรณาการการทำงาน ร่่วมกัันของวุุฒิิสภา องค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ หััวหน้้าส่่วนราชการ ผู้้บริิหารท้้องถิ่่�น และเพิ่่�มช่่องทางในการ แลกเปลี่่�ยนเรีียนรู้้ การส่่งเสริิมให้้ประชาชนและชุุมชนได้้มีีความรู้้ ความเข้้าใจที่่�ถููกต้้องเกี่่�ยวกัับการตรวจสอบ การใช้้อำนาจรััฐ นอกจากนี้้� ยัังเป็็นการอำนวยความสะดวกในการรัับเรื่่�องร้้องเรีียนให้้แก่่ประชาชนในพื้้�นที่่� การจััดสััมมนาประกอบด้ว้ยการอภิิปรายของประธานองค์์กรอิิสระ ทั้้�ง๕องค์์กรในหัวัข้้อ“บทบาท หน้้าที่่�ภารกิิจ วุุฒิิสภาและองค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ เพื่่�อประชาชนอย่่างไร?” คืือ นายอิทิธิิพร บุุญประคอง ประธานกรรมการ การเลืือกตั้้�ง นายสมศัักดิ์์� สุวุรรณสุุจริิต ประธานผู้้ตรวจการแผ่นดิ่นิพลตำรวจเอก วััชรพล ประสารราชกิิจ ประธาน กรรมการป้้องกันัและปราบปรามการทุุจริิตแห่่งชาติิ พลเอก ชนะทัพัอินทิามระ ประธานกรรมการตรวจเงินิแผ่นดิ่น ิ และนายวสัันต์์ ภััยหลีีกลี้้� กรรมการสิิทธิิมนุุษยชนแห่่งชาติิ นอกจากนี้้� ยัังมีีการจััดบููธนิิทรรศการเผยแพร่่ความรู้้ ผลงานและการรัับเรื่่�องร้้องเรีียน การติิดตามเรื่่�องร้้องเรีียนของแต่่ละองค์์กรอิิสระ ในการนี้้�ผลจากการสััมมนาดัังกล่่าวเป็็นจุุดเชื่่�อมโยงระหว่่างองค์์กรอิิสระและประชาชน ทำให้้ประชาชน มีีความรู้้ ความเข้้าใจและตระหนัักถึึงความสำคััญในบทบาทและหน้้าที่ข่�องวุุฒิิสภาและองค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ ว่่ามีีประโยชน์์แก่่ประเทศชาติิและประชาชนอย่่างไร รายงานการจััดสััมมนา เรื่่�อง “ศาลรััฐธรรมนููญและองค์์กรอิิสระ ตามรััฐธรรมนููญมีีความสำคััญต่่อประเทศและประชาชน...อย่่างไร” เมื่่�อวัันศุุกร์์ที่่� ๑๖ กุุมภาพัันธ์์ ๒๕๖๗ ณ ห้้องวายุภััุกษ์์ ๕ – ๖ ชั้น ้� ๕ โรงแรมเซ็นท็รา บายเซ็นท็ารา ศููนย์ราชการและคอนเวนชัันเซ็็นเตอร์ กรุุงเทพมหานคร การจััดการสััมมนาเรื่่�อง “ศาลรััฐธรรมนููญและองค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญมีีความสำคััญต่่อประเทศ และประชาชน...อย่่างไร” เป็็นการประมวลภาพรวมการทำงานของคณะกรรมาธิิการที่่�ผ่่านมา เพื่่�อเป็็นเวทีี ให้ศ้าลรััฐธรรมนููญและองค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญได้ชี้้้�แจงบทบาทหน้้าที่่�และความสำคััญของการขับัเคลื่่�อนภารกิิจ ตามที่่�กฎหมายกำหนดให้้ประชาชนได้้รัับทราบ รวมทั้้�ง เพื่่�อศึึกษา ตรวจสอบ รัับฟัังข้้อคิิดเห็็นและข้้อเสนอแนะ จากผู้้เกี่่�ยวข้้องกับัการดำเนินิงานของศาลรััฐธรรมนููญและองค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญทั้้�ง๕องค์์กรเพื่่�อเป็น็การเสริิมสร้้าง ความรอบรู้้ในบทบาท หน้้าที่่�และอำนาจของทั้้�ง ๖ องค์์กรที่่�มีีต่่อสัังคมไทยโดยมีีการถ่่ายทอดผ่่าน FacebookLive และมีีการจััดบูธูแสดงผลงานของหน่ว่ยงานทั้้�ง ๖ องค์์กรรวมทั้้�งการจััดบูธรัูบัเรื่่�องร้้องเรีียนและติิดตามเรื่่�องร้้องเรีียน พร้้อมแจกจ่่ายเอกสารสาระความรู้้ที่น่่�่าสนใจเกี่่�ยวกับบทบัาท หน้้าที่่�และความรับผิั ิดชอบของแต่่ละองค์์กรตลอดจน เปิิดโอกาสให้้มีีการสอบถามปััญหา นอกจากนี้้�ผลที่่�ได้้รัับจะเป็็นองค์์ความรู้้และแนวทางการพััฒนากฎหมาย ของทั้้�ง ๖ องค์์กรต่่อไปในอนาคต ๒.
ส่วนที่ 4 225 สรุุปผลงานวุุฒิิสภา ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) การจััดสััมมนาในช่่วงเช้้า เป็็นการอภิิปรายในหััวข้้อ ดัังนี้้�๑) “แนวคิิด เจตนารมณ์์และที่่�มา การจััดตั้้�ง ศาลรััฐธรรมนููญ และองค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ” โดย ศาสตราจารย์์ดร. สมคิิด เลิิศไพฑููรย์์๒) “ภารกิิจหน้้าที่่� และความสำคััญของศาลรััฐธรรมนููญ” โดย ศาสตราจารย์์พิิเศษจรััญ ภัักดีีธนากุุล และ ๓) “ภารกิิจหน้้าที่่�ผลงาน ขององค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ” โดย นายอิทิธิิพร บุุญประคอง ประธานกรรมการการเลืือกตั้้�ง นายสมศัักดิ์์ สุ�วุรรณสุุจริิต ประธานผู้้ตรวจการแผ่่นดิิน พลตำรวจเอก วััชรพล ประสารราชกิิจ ประธานกรรมการป้้องกัันและปราบปราม การทุุจริิตแห่่งชาติ พิลเอกชนะทัพัอินทิ ามระ ประธานกรรมการตรวจเงินิแผ่นดิ่นินางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ิ ์ ประธานกรรมการสิิทธิิมนุุษยชนแห่่งชาติิ ทั้้�งนี้้� ในช่ว่งบ่่ายคณะกรรมาธิิการได้จั้ัดให้มี้ีการรับั ฟัังความคิิดเห็น็จากภาคประชาชน นัักวิิชาการ ผู้้เกี่่�ยวข้้อง รวมทั้้�งเป็็นการตอบประเด็็นซัักถามผู้้เข้้าร่่วมการสััมมนา ซึ่่�งข้้อสัังเกตและข้้อเสนอแนะ ข้้อคิิดเห็็น ปััญหา และอุุปสรรคที่่�ได้้รัับจากการสััมมนาในครั้้�งนี้้�คณะกรรมาธิิการจะได้้นำเสนอต่่อคณะกรรมการวิิชาการของวุุฒิิสภา และแต่่ละองค์์กรอิิสระจะได้น้ำข้้อเสนอแนะ ข้้อคิิดเห็นดั็ ังกล่่าวไปปรับั ปรุุงการบริิหารจััดการ การดำเนินิการ เพื่่�อให้้ ตอบสนองความต้้องการของภาคประชาชน
ส่วนที่ 4 226 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา รายงานการพิิจารณาศึึกษา เรื่่�อง “การประเมิินผลการปฏิิบััติิงานของ องค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญศึึกษากรณีีการบัังคัับใช้้กฎหมายและการบริิหาร จััดการขององค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ” จากการที่่�คณะกรรมาธิิการกิิจการองค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ ได้มี้ีการประชุุมหารืือร่ว่มกับัหน่ว่ยงานธุุรการ ขององค์์กรอิิสระในส่่วนกลาง และหน่่วยงานธุุรการองค์์กรอิิสระในระดัับจัังหวััดและภาค และการจััดสััมมนาของ คณะกรรมาธิิการที่่�ผ่่านมา ทำให้้ได้้รัับทราบปััญหาข้้อขััดข้้องในการปฏิิบััติิตามพระราชบััญญััติิประกอบรััฐธรรมนููญ ของแต่่ละองค์์กรคณะกรรมาธิิการจึึงได้้พิิจารณาประเด็นดั็ ังกล่่าวในบริบทขิ องฝ่่ายนิติิบััญญัติัว่ิ่ามีีความเห็น็อย่่างไร ต่่อการปฏิิบััติิหน้้าที่่�ของแต่่ละองค์์กรอิิสระตามที่่�กฎหมายบััญญััติิซึ่่�งถืือเป็็นมุุมมองจากบุุคคลภายนอกที่่�ไม่่ได้้ใช้้ กฎหมายโดยตรง โดยเป็็นการศึึกษาเฉพาะกรณีีการบัังคัับใช้้กฎหมายและการบริิหารจััดการองค์์กรอิิสระ ซึ่่�งเป็็น ประเด็น็สำคััญที่่�จะทราบถึึงการขับัเคลื่่�อนในการตรวจสอบการใช้้อำนาจรััฐ เพื่่�อพิิจารณาความครบถ้วน้ ในการดำเนินิการ ตามอำนาจหน้้าที่่�ตามที่รั่�ัฐธรรมนููญบััญญัติัิ และปััญหาอุุปสรรค ข้้อขััดข้้องขององค์์กรอิิสระในการปฏิิบััติิงาน รวมทั้้�ง การบริิหารจััดการในบริบทขิองการบููรณาการ นโยบายเชิิงรุุกด้้านการป้้องปรามการทุุจริิตและประพฤติมิิชอบ ปััญหา ข้้อขััดข้้องในกระบวนการสรรหาขององค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ และปััญหาด้้านงบประมาณ ทั้้�งนี้้�คณะกรรมาธิิการได้้พบปััญหาอุุปสรรคและมีีข้้อเสนอแนะ ดัังนี้้� ๑. การบัังคัับใช้้กฎหมาย โดยที่่�กฎหมายประกอบรััฐธรรมนููญของทุุกฉบัับมีีการกำหนดให้้คณะกรรมการของ แต่่ละองค์์ต้้องไปออกกฎหมายลำดัับรองในรููปของระเบีียบ ประกาศ หรืือข้้อบัังคัับ ซึ่่�งเป็็นรายละเอีียดถึึงวิิธีีปฏิิบััติิ ในหน้้าที่่� (Function) รับผิั ิดชอบตามที่่�กฎหมายประกอบรััฐธรรมนููญกำหนด ซึ่่�งพบว่่า ทุุกองค์์กรอิิสระมีีการออกกฎหมาย ลำดับัรองเกืือบครบถ้วน ้ ในส่วน่ที่่�ไม่่สามารถจััดทำอนุุบััญญัติัิได้้เป็น็ผลมาจากการปฏิิบััติิงานแล้วพบปั ้ ัญหาจากการ กำหนดรายละเอีียดไว้้ในกฎหมายลำดัับรองอย่่างไรก็็ตาม อนุุบััญญััติิที่่�องค์์กรอิิสระจััดทำเพีียงพอในการปฏิิบััติิงาน ให้้ตรงกัับเจตนารมณ์์หรืือจุุดมุ่่งหมายของรััฐธรรมนููญหรืือกฎหมายประกอบรััฐธรรมนููญแล้้ว ทั้้�งนี้้ ในด้้านผลสำเ�ร็็จในการปฏิิบััติิงานมีปัีัจจััยที่ท่�ำให้้องค์์กรอิิสระสามารถดำเนินิการตามหน้้าที่่�และอำนาจ ได้้อย่่างมีีประสิิทธิิภาพและประสิิทธิิผลได้้แก่่การให้้ความสำคััญกัับการสร้้างภาพลัักษณ์์ที่่�ดีีขององค์์กร โดยองค์์กร อิิสระมีีการพััฒนาทัักษะและองค์์ความรู้้ของบุุคลากรให้้สามารถรัับมืือกัับภารกิิจที่่�มีีความหลากหลาย ประชาชน ให้้ความสนใจกอปรกับมีั ีการกำหนดเวลาแล้ว้เสร็็จของงานในกระบวนการยุติุธิรรม การเปลี่่�ยนแปลงทางเทคโนโลยีี มีีส่่วนต่่อความสำเร็็จในการปฏิิบััติิงานในหน้้าที่่�โดยเฉพาะทางด้้านข้้อมููลข่่าวสาร ๓.
ส่วนที่ 4 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา 227 ส่วน่ ปััญหาและอุุปสรรคที่่�เกิิดจากการบัังคับัใช้้กฎหมาย มีทั้้ี�งลัักษณะเฉพาะของกฎหมายประกอบรััฐธรรมนููญนั้้น� ๆ และลัักษณะทั่่�วไปที่่�เกิิดจากการบัังคัับใช้้กฎหมายของทุุกองค์์กร สามารถจำแนกเป็็นปััญหาและอุุปสรรคที่่�เกิิดขึ้้�น จากสาเหตุดุ้ว้ยกลไกของกฎหมาย เช่น ่ การกำหนดให้มี้ผู้้ีตรวจการเลืือกตั้้�งแทนคณะกรรมการการเลืือกตั้้�งประจำจัังหวััด ผู้้บัังคัับบััญชาหรืือผู้้มีีอำนาจแต่่งตั้้�งถอดถอนไม่่ลงโทษตามที่่�คณะกรรมการ ป.ป.ช มีีมติิชี้้�มููลความผิิดทางวิินััย ประเด็น็ความอิิสระของ กสม. ในการชี้้�แจงและรายงานสถานการณ์์เกี่่�ยวกับสิัทิธิิมนุุษยชนในประเทศไทยโดยไม่ถูู่กต้้อง หรืือไม่่เป็นธ็รรม โดยไม่่กระทบกับัสถานะความเป็น็องค์์กรอิิสระ กระบวนการของกฎหมายเช่น ่ การกำหนดเลืือกไขว้้ ทำให้ผู้้้เลืือกไม่มี่ ีข้้อมููลเพีียงพอที่่�จะตััดสินิใจเลืือกสมาชิิกวุุฒิิสภาจากกลุ่่มอื่่น�ได้้ การกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ที่่�ไม่่เหมาะสม เช่่น ระยะเวลาการตรวจสอบคุุณสมบััติิและลัักษณะต้้องห้้ามสมาชิิกสภาผู้้แทนราษฎรที่่�น้้อยเกิินไป ส่่งผลต่่อประสิิทธิิภาพการตรวจสอบ ความไม่่ชััดเจนของระยะเวลาที่่�ต้้องกำหนดให้้หน่่วยงานที่่�ถููกร้้องเรีียนกรณีี ไม่่ปฏิิบััติิให้้ครบถ้้วนตามหมวด ๕ กรอบระยะเวลาการไต่่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ระยะเวลาการตรวจสอบ รายงานการเงิินของสำนัักงานการตรวจเงิินแผ่่นดิิน รวมทั้้�ง ขั้้�นตอนตามกฎหมายที่่�ไม่่เหมาะสม เช่่น กรณีีการแจ้้ง ข้้อไม่่สมบููรณ์์และมีีการตั้้�งคณะกรรมการร่ว่มระหว่่างอััยการสููงสุุดและคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีผู้้ีกล่่าวหาไม่่เห็นด้็ว้ย กัับคำสั่่�งไม่่รัับเรื่่�องไว้้พิิจารณาของกรรมการ ป.ป.ช. และขอให้้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทบทวนคำสั่่�ง นอกจากนี้้�ในส่วนข่องข้้อขัดัข้้องของการใช้้กฎหมายกรณีีที่่�องค์์กรอิิสระยัังไม่่ได้้ดำเนินิการตามที่พ่�ระราชบััญญัติัิ ประกอบรััฐธรรมนููญกำหนด ซึ่่�งสามารถแบ่่งออกเป็็นข้้อขััดข้้องที่่�เกี่่�ยวกัับความไม่่ครอบคลุุมและเหมาะสม ของกฎหมาย เช่น่ การคุ้้มครองพยานของคณะกรรมการการเลืือกตั้้�งยัังไม่่ครอบคลุุมบุุคคลแวดล้้อมพยาน การไม่่กำหนด อำนาจหน้้าที่่�ของนายทะเบีียนพรรคการเมืืองขยายเวลาการทำกิิจกรรมของพรรคการเมืืองอัันเนื่่�องจากเหตุุสุุดวิิสััย การไม่่กำหนดหน้้าที่่�และอำนาจไกล่่เกลี่่�ยของ กสม. ทำให้ข้าดความครบถ้วน้ตามหลัักการปารีีส การแก้้ไขพระราชบััญญัติัิ ประกอบรััฐธรรมนููญว่่าด้ว้ยการเลืือกตั้้�งสมาชิิกสภาผู้้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ทำให้้การออกเสีียงลงคะแนนไม่่สามารถ ใช้้ระบบอิิเล็็กทรอนิิกส์์ได้้การไม่่สามารถตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืืองว่่าเป็็นการสััญญาว่่าจะให้้ การที่่� กกต.
ส่วนที่ 4 228 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา ไม่่สามารถตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืืองเชิิงลึึก นิิยามคำว่่า “รััฐวิิสาหกิิจ” ข้้อจำกััดการลงโทษทางปกครอง ของคณะกรรมการตรวจเงินิแผ่นดิ่น ิรวมทั้้�งเรื่่�องการรับรู้้ข ั องประชาชน เช่น ่การขาดการประชาสััมพันธ์ั ์ให้้ประชาชนทราบ การให้้รางวััลแก่่ผู้้ชี้้�เบาะแสการกระทำไม่่สุุจริิตในการเลืือกตั้้�ง ความสัับสนในการลงคะแนนของประชาชนกรณีี หมายเลขประจำตัวผู้้ ัสมััครสมาชิิกสภาผู้้แทนราษฎรแบบแบ่่งเขตและพรรคการเมืืองมีีเลขต่่างกัน ัและความเห็นต่็ ่าง ของหน่่วยงาน เช่่น กรณีีสำนัักงบประมาณและสำนัักงานคณะกรรมการการเลืือกตั้้�งมีีความเห็็นต่่างกรณีีประเด็็น กองทุุนเพื่่�อการพััฒนาพรรคการเมืือง กรณีีวุุฒิิสภาและสำนัักงานการตรวจเงิินแผ่่นดิินมีีความเห็็นต่่างเรื่่�องการเก็็บ ค่่าธรรมเนีียมสอบบััญชีขีองสำนัักงานการตรวจเงินิแผ่นดิ่น ิหรืือคณะกรรมาธิิการกิิจการองค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีีการดำเนิินการตามพระราชบััญญััติิประกอบรััฐธรรมนููญว่่าด้้วยการป้้องกัันและ ปราบปรามการทุุจริิต พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๓๐ ๒. การบริิหารจััดการองค์์กร พิิจารณาศึึกษาเกี่่�ยวกัับการบริิหารจััดการขององค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ ประกอบด้้วย ๔ ส่่วน คืือ ผลการดำเนินิงานด้้านการบููรณาการ นโยบายเชิิงรุุกด้้านการป้้องปรามการทุุจริิตและประพฤติมิิชอบ ปััญหาข้้อขััดข้้อง ในกระบวนการสรรหาขององค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญ และปััญหาด้้านงบประมาณ เนื่่�องจากเป้้าหมายของ การมีีองค์์กรอิิสระประการหนึ่่�ง คืือ การตรวจสอบการใช้้อำนาจรััฐ และมาตรา ๒๒๑ ของรััฐธรรมนููญประสงค์์ จะให้้เกิิดการทำงานในลัักษณะความร่ว่มมืือ(Collaboration)ระหว่่างองค์์กรอิิสระด้ว้ยกัน ัรวมทั้้�งมีีการทำงานเชิิงรุุก ให้้เกิิดผลเป็็นการป้้องกัันล่่วงหน้้ามิิให้้เกิิดความเสีียหาย นอกจากนี้้�การที่่�องค์์กรอิิสระมีีการปฏิิบััติิงานเป็็นอิิสระ การได้้มาซึ่่�งงบประมาณต้้องมีีความเป็็นอิิสระและเพีียงพอต่่อการปฏิิบััติิงาน ซึ่่�งจากการที่่�สำนัักงาน ป.ป.ช. ได้้รัับ การจััดสรรงบประมาณรายจ่่ายในรููปของงบบููรณาการ จึึงเป็น็ ไปได้ว่้่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนัักงาน ป.ป.ช. จะมีีการกำหนดแนวทางและแผนงานเพื่่�อให้้เกิิดการประสานการบููรณาการระหว่่างองค์์กรอิิสระ และนำไปสู่่ความสำเร็็จ ในการต่่อต้้านการทุุจริิตและประพฤติิมิิชอบ ๓. ข้้อเสนอแนะ คณะกรรมาธิิการได้้พิิจารณาให้มี้ีข้้อเสนอแนะต่่อการพัฒนัาหรืือปรับั ปรุุงกระบวนการทำงานในขั้้น�ตอนต่่าง ๆ เพื่่�อเสนอแนะต่่อคณะรััฐมนตรีีและองค์์กรอิิสระทั้้�ง ๕ องค์์กร ที่่�จะทำให้้เกิิดประสิิทธิิภาพหลายประการ ดัังนี้้� ๓.๑) การบัังคับัใช้้กฎหมายต้้องคำนึึงถึึงการปฏิิบััติิตามที่่�กฎหมายกำหนดอย่่างถููกต้้องเที่่�ยงธรรม ไม่่เลืือกปฏิิบััติิ โดยต้้องกำหนดให้มี้ีการประเมินขั้้ ิ นพื้้�น�ฐาน และการประเมินิ ประสิทิธิิภาพที่ส่่�่งผลกระทบถึึงประชาชน รวมทั้้�งต้้องมีี การกำหนดตััวชี้้�วััดและการวััดค่่าเป้้าหมาย เพื่่�อสามารถประเมิินผลสััมฤทธิ์์�ของการดำเนิินการได้้อย่่างเป็็นรููปธรรม ๓.๒) ปััญหาอุุปสรรคและข้้อขััดข้้องการบัังคับัใช้้กฎหมายขององค์์กรอิิสระที่่�เกิิดจากข้้อพิิจารณาที่่�แตกต่่างกันั ระหว่่างผู้้ปฏิิบััติิในพื้้น�ที่่�และส่วน่กลางจะต้้องมีีการวางแนวทางการปฏิิบััติิและการทำความเข้้าใจกับผู้้ ั ปฏิิบััติิเพื่่�อให้้ เกิิดความชััดเจน รวมทั้้�งต้้องเพิ่่�มกลไกการพััฒนาศัักยภาพของบุุคลากรขององค์์กรให้้มีีความเข้้าใจเจตนารมณ์์ของ บทบััญญััติินั้้�นด้้วย ๓.๓) ข้้อขััดข้้องของกฎหมายที่่�เกิิดจากความเห็นต่็ ่างของหน่ว่ยงานจะส่่งผลต่่อภาพลัักษณ์ข์ องการปฏิิบััติิ หน้้าที่่�ขององค์์กรอิิสระ ดัังนั้้�น จึึงควรเร่่งแก้้ไขปััญหาดัังกล่่าว โดยควรมีีการประชุุมร่่วมกัันเพื่่�อเป็็นเวทีีให้้หน่่วยงาน ที่่�มีีความเห็็นต่่างสามารถแลกเปลี่่�ยนความคิิดเห็็นเพื่่�อให้้ได้้ข้้อยุุติิในประเด็็นปััญหานั้้�น ๆ
ส่วนที่ 4 229 สรุุปผลงานวุุฒิิสภา ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) ๓.๔) สำนัักงานขององค์์กรอิิสระควรเน้้นเรื่่�องกลยุุทธ์์การสร้้างความรอบรู้้ (Literacy) ให้้กัับประชาชน เพื่่�อให้รู้้้เท่่าทันัและตระหนัักถึึงสิทิธิิของตนเองตลอดจนการใช้้อำนาจที่บิ่�ิดเบืือน (AbuseofPower) ของเจ้้าหน้้าที่่� ของรััฐ อาทิิความรอบรู้้ทางการเมืือง (Political Literacy) ทั้้�งช่่วงก่่อน/ระหว่่าง/หลัังการเลืือกตั้้�ง เพื่่�อตรวจสอบ นโยบายสาธารณะที่่�นำไปสู่่การทุุจริิตเชิิงนโยบาย ความรอบรู้้การต่่อต้้านการทุุจริิต (Anti-Corruption Literacy) ความรอบรู้้ทางด้้านสื่่�อและเทคโนโลยีีสารสนเทศ (Mediaand InformationTechnologyLiteracy) เพื่่�อป้้องกััน และปกป้้องตนเองจากการถููกมิิจฉาชีีพหลอกลวงโดยสื่่�อสมััยใหม่่และเทคโนโลยีีที่่�ทัันสมััย อัันเป็็นการละเมิิดสิิทธิิ ความเป็น็มนุุษย์์การสร้้างความรอบรู้้ จะช่ว่ยทำให้้เกิิดการเฝ้้าระวัังและแจ้้งเบาะแสให้้แก่่องค์์กรที่ท่�ำหน้้าที่่�ตรวจสอบ การใช้้อำนาจทั้้�งหลายอย่่างมีีประสิิทธิิภาพ ๓.๕) องค์์กรอิิสระควรให้้ความสำคััญเรื่่�องการบููรณาการร่่วมกััน ทั้้�งในระดัับนโยบายและระดัับปฏิิบััติิ อย่่างต่่อเนื่่�อง โดยคณะกรรมการของแต่่ละองค์์กรอิิสระต้้องมีีบทบาทสำคััญในการกำหนดประเด็็นและแนวทาง การบููรณาการร่ว่มกัน ั (Joint Commitment) และเร่่งจััดทำยุุทธศาสตร์์ร่่วมกัันระหว่่างองค์์กรอิิสระเพื่่�อปรัับปรุุง พัฒนั ากลไกและกระบวนการต่่างๆในการป้้องปรามการทุุจริิตและประพฤติมิิชอบและการทำงานเชิิงรุุกให้้มากยิ่่�งขึ้้น � ตลอดจนการสร้้างความรอบรู้้ (Literacy) ให้กั้บั ประชาชนเพื่่�อการรู้้เท่่าทันต่ั ่อการบิิดเบืือนการใช้้อำนาจของเจ้้าหน้้าที่รั่�ัฐ และมีีการติิดตามประเมิินผลสััมฤทธิ์์� รัับทราบปััญหาอุุปสรรคการขัับเคลื่่�อนการบููรณาการเป็็นระยะ เพื่่�อแก้้ไข ข้้อขััดข้้องและปรัับปรุุงแผนงานบููรณาการทั้้�งในเรื่่�ององค์์ความรู้้ การบริิหารจััดการ จากนั้้�น จึึงควรพิิจารณากลไก การขัับเคลื่่�อนผ่่านงบประมาณการบููรณาการด้้านการป้้องกัันและปราบปรามการทุุจริิตและกองทุุน ป.ป.ช. เพื่่�อให้้ การบููรณาการร่่วมกัันเกิิดผลอย่่างเป็็นรููปธรรมและยั่่�งยืืน ทั้้�งนี้้�สามารถสรุุปภาพรวมผลการศึึกษา ดัังแสดงในภาพที่่�๑
ส่วนที่ 4 230 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา คณะกรรมาธิิการทรัพัยากรธรรมชาติิและสิ่่�งแวดล้้อม วุุฒิิสภา มีีหน้้าที่่�และอำนาจพิิจารณาร่่างพระราชบััญญัติัิ กระทำกิิจการพิิจารณาสอบหาข้้อเท็็จจริิงหรืือศึึกษาเรื่่�องใด ๆที่่�เกี่่�ยวกับัการจััดการที่ดิ่�น ิการจััดการทรัพัยากรน้้ำ ทรัพัยากร ป่่าไม้ ทรั้พัยากรทางทะเลและชายฝั่่�งและการบริิหารจััดการทรัพัยากรธรรมชาติอื่่ิน� ๆตลอดจนการส่่งเสริิม บำรุุงรัักษา และคุ้้มครองคุุณภาพสิ่่�งแวดล้้อม การสร้้างการเติิบโตบนคุุณภาพชีีวิิตที่่�เป็็นมิิตรต่่อสิ่่�งแวดล้้อม ศึึกษาปััญหาการใช้้ การป้้องกััน การแก้้ไข การอนุุรัักษ์์สิ่่�งแวดล้้อม พิิจารณาศึึกษา ติิดตาม เสนอแนะและเร่่งรััดการปฏิิรููปประเทศ และ แผนแม่่บทภายใต้้ยุุทธศาสตร์์ชาติิที่่�อยู่่ในหน้้าที่่�และอำนาจและอื่่�น ๆ ที่่�เกี่่�ยวข้้อง ๑. พลเอก สุุรศัักดิ์์� กาญจนรััตน์์ ประธานคณะกรรมาธิิการ ๒. พลเอก โปฎก บุุนนาค รองประธานคณะกรรมาธิิการ คนที่่�หนึ่่�ง ๓. พลเอก มารุุต ปััชโชตะสิิงห์์ รองประธานคณะกรรมาธิิการ คนที่่�สอง ๔. ผู้้ช่่วยศาสตราจารย์์บุุญส่่ง ไข่่เกษ รองประธานคณะกรรมาธิิการ คนที่่�สาม ๕. นายวีีระศัักดิ์์� โควสุุรััตน์์ รองประธานคณะกรรมาธิิการ คนที่่�สี่่� ๖. พลเอก พิิศณุุ พุุทธวงศ์์เลขานุุการคณะกรรมาธิิการ ๗. นายสาธิิต เหล่่าสุุวรรณ โฆษกคณะกรรมาธิิการ ๘. พลเอก สนั่่�น มะเริิงสิิทธิ์์�ประธานที่่�ปรึึกษาคณะกรรมาธิิการ ๙. พลเอก ธวััชชััย สมุุทรสาคร ที่่�ปรึึกษาคณะกรรมาธิิการ ๑๐. นายอำพล จิินดาวััฒนะ ที่่�ปรึึกษาคณะกรรมาธิิการ ๑๑. นายกรรณภว์์ ธนภรรคภวิิน กรรมาธิิการ ๑๒. พลเอก ชยุุติิ สุุวรรณมาศ กรรมาธิิการ ๑๓. พลเรืือเอก ชััยวััฒน์์ เอี่่�ยมสมุุทร กรรมาธิิการ ๑๔. พลเรืือเอก นพดล โชคระดา กรรมาธิิการ ๑๕. พลเอก ศุุภรััตน์์ พััฒนาวิิสุุทธิ์์�กรรมาธิิการ ๑๖. นายสุุรเดช จิิรััฐิิติิเจริิญ กรรมาธิิการ ๑๗. นายวิิชััย ทิิตตภัักดีี กรรมาธิิการ ๑๘. นายบุุญมีี สุุระโคตร กรรมาธิิการ ๑๙. นางประยููร เหล่่าสายเชื้้�อ กรรมาธิิการ คณะกรรมาธิิการทรััพยากรธรรมชาติิ และสิ่่� งแวดล้้อม วุุฒิิสภา หน้้าที่่�และอำนาจ รายชื่่�อสมาชิิกวุุฒิิสภาในคณะกรรมาธิิการ
ส่วนที่ 4 231 สรุุปผลงานวุุฒิิสภา ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) ๑. คณะอนุุกรรมาธิิการด้้านทรััพยากรธรรมชาติิทางบก ๒. คณะอนุุกรรมาธิิการการจััดการทรััพยากรธรรมชาติิอย่่างยั่่�งยืืน ๓. คณะอนุุกรรมาธิิการพิิจารณาศึึกษาเกี่่�ยวกัับด้้านทรััพยากรธรรมชาติิทางทะเลและชายฝั่่�ง ๔. คณะอนุุกรรมาธิิการด้้านสิ่่�งแวดล้้อม ๕.คณะอนุุกรรมาธิิการติิดตาม เสนอแนะและเร่่งรััดการปฏิิรููปประเทศ และการจััดทำและดำเนิินการ ตามยุุทธศาสตร์์ชาติิด้้านทรััพยากรธรรมชาติิและสิ่่�งแวดล้้อม ๓๓ ครั้้�ง ๑ ครั้้�ง ๑๖๐ ครั้้�ง ๓ เรื่่�อง ๑๐ ครั้้�ง ๑๖๙ เรื่่�อง ๔๑๔ ครั้้�ง ๑๒ เรื่่�อง สถิิติิการประชุุม สถิิติิผลการดำเนิินงาน สถิิติิการจััดเสวนา/สััมมนา สถิิติิการเดิินทางไปศึึกษาดููงาน • เรื่่�องที่่�ได้้รัับมอบหมายจากที่่�ประชุุมวุุฒิิสภา • คณะอนุุกรรมาธิิการ • เรื่่�องที่่�พิิจารณาศึึกษาเสร็็จแล้้ว • ในประเทศ • ต่่างประเทศ • คณะทำงาน • เรื่่�องร้้องเรีียน • จััดสััมมนา/เสวนา ๒๒ ครั้้�ง • คณะกรรมาธิิการ คณะอนุุกรรมาธิิการ สถิิติิการดำเนิินงานของคณะกรรมาธิิการ ในห้้วงปีี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗
ส่วนที่ 4 232 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา ผลงานเด่่นของคณะกรรมาธิิการ ในห้้วงปีี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗ พิ ๑. ิจารณาศึึกษารายงานการประชุุมหารืือกัับส่่วนราชการเพื่่�อติิดตามการปฏิิรููปประเทศ ด้้านสิ่่�งแวดล้้อม ประเด็็น : การบริิหารจััดการมลพิิษที่่�แหล่่งกำเนิิดให้้มีีประสิิทธิิภาพ กรณีีศึึกษา “ชุุมชนตำบลนำ้พุุ จัังหวััดราชบุุรีี” ด้ว้ยคณะกรรมาธิิการทรัพัยากรธรรมชาติิและสิ่่�งแวดล้้อม วุุฒิิสภา ได้้เดินทิ างไปศึึกษาดููงานเกี่่�ยวกับัการติิดตาม เสนอแนะ และเร่่งรััดผลการดำเนินิการตามแผนการปฏิิรููปประเทศด้้านทรัพัยากรธรรมชาติิและสิ่่�งแวดล้้อม ในประเด็น ็: การบริิหารจััดการมลพิิษที่่�แหล่่งกำเนิิดให้้มีีประสิิทธิิภาพ กรณีีศึึกษา “ชุุมชนตำบลน้้ำพุุ จัังหวััดราชบุุรีี” ในวัันอัังคารที่่�๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ณ จัังหวััดราชบุุรีีและได้้มีีการหารืือกัับภาคประชาชน ภาคเอกชน และ ส่่วนราชการต่่าง ๆ ในการประชุุมคณะกรรมาธิิการทรััพยากรธรรมชาติิและสิ่่�งแวดล้้อม วุุฒิิสภา ครั้้�งที่่�๑๕/๒๕๖๕ ผ่่านสื่่�ออิิเล็็กทรอนิิกส์์เพื่่�อพิิจารณาประเด็็นปััญหา ผลกระทบมลพิิษ และแนวทางแก้้ไขปััญหาชุุมชนตำบลน้้ำพุุ จัังหวััดราชบุุรีีสรุุปได้้ดัังนี้้� ๑. การบริิหารจััดการมลพิิษที่่�แหล่่งกำเนิิดให้มี้ีประสิทิธิิภาพ กรณีีศึึกษา“ชุุมชนตำบลน้้ำพุุ จัังหวััดราชบุรีุี” พบว่่า เป็นปั็ ัญหาเกี่่�ยวกับัการตั้้�งโรงงานรีีไซเคิิลและกำจััดสารพิิษในพื้้น�ที่่�เกษตรกรรม ซึ่่�งก่่อให้้เกิิดมลพิิษที่ส่่�่งผลกระทบ ร้้ายแรงต่่อสุุขภาพของประชาชน และพื้้�นที่่�เกษตรกรรมโดยรอบ นัับเป็็นปััญหาเรื้้�อรัังที่่�ยัังไม่่สามารถแก้้ไขปััญหา ได้้อย่่างแท้้จริิงถึึงแม้ว่้่า จะมีีคำพิิพากษาของศาลแพ่่ง แผนกคดีสิ่่ี�งแวดล้้อม เมื่่�อวันัที่่�๒๔ ธันวัาคม ๒๕๖๓ ให้้จำเลย จ่่ายค่่าเยีียวยาทางสุุขภาพ ความเสีียหายของพืืชผลทางการเกษตรและค่่าใช้้จ่่ายที่่�เกี่่�ยวข้้อง รวมถึึงให้้จำเลยแก้้ไข ดููแลฟื้นฟู้� ูสภาพแวดล้้อมบริิเวณพื้้น�ที่ดิ่�นขิ องโจทก์์และสมาชิิกกลุ่่ม และคลองสาธารณะรอบพื้้น�ที่่�โรงงาน จนกว่่าพื้้น�ที่่� บริิเวณดัังกล่่าวจะกลัับมามีีสภาพที่่�สามารถใช้้อุุปโภคบริิโภคได้้ตามเกณฑ์์มาตรฐาน ต่่อมาภายหลัังการตััดสิิน ของศาลที่่�กำหนดให้มี้ีการตรวจสารโลหะหนัักในร่่างกายของประชาชนในพื้้น�ที่ ซึ่่ ่� �งจากการตรวจได้พบ้ สารโลหะหนััก ในร่่างกายประชาชน จำนวน ๓๐๐ คน และมีีหลายรายที่มี่�ค่ี่าโลหะหนัักบางชนิิดสููงเกินค่ิ ่ามาตรฐาน แต่่จนถึึงปััจจุุบััน ยัังไม่่มีีการดำเนิินการใด ๆ เพื่่�อแก้้ปััญหาการปนเปื้้�อนของมลพิิษในลำคลองสาธารณะและสิ่่�งแวดล้้อมรอบพื้้�นที่่� โรงงานดัังกล่่าว ๒. ประชาชนยัังรู้้สึึกวิิตกกัังวลว่่า กากอุุตสาหกรรมอันัตรายจำนวนมากที่มี่�ีการเก็บ็สะสมอยู่่ภายในโรงงาน ซึ่่�งจะต้้องได้รั้บัการนำไปกำจััดให้ถูู้กต้้องตามหลัักวิิชาการอาจเกิิดการรั่่ว�ไหลออกมาภายนอกหรืืออาจมีีการลัักลอบทิ้้�ง หรืือฝัังกลบอย่่างไม่่ถููกต้้องด้้วย ด้้วยเหตุุนี้้� จึึงต้้องมีีการเร่่งรััดในการแก้้ไขปััญหาที่่�ต้้นเหตุุควบคู่่กัับการกำหนด มาตรการป้้องกัันเพื่่�อไม่่ให้้เกิิดปััญหากรณีีนี้้�ขึ้้�นอีีกในอนาคต โดยในกรณีีดัังกล่่าวผู้้เสีียหายควรดำเนิินการฟ้้องคดีี อาญาแก่่ผู้้กระทำความผิิดด้้วย ซึ่่�งจะเป็็นการช่่วยให้้เกิิดการแก้้ไขปััญหาดัังกล่่าวข้้างต้้นอีีกช่่องทางหนึ่่�ง ๓. สาเหตุุสำคััญที่่�ทำให้้โรงงานผู้้ประกอบกิิจการไม่่ปฏิิบััติิตามกฎหมายและละเลยเงื่่�อนไขในใบอนุุญาต ประกอบกิิจการโรงงานอย่่างต่่อเนื่่�อง ยัังคงประกอบกิิจการแม้้จะก่่อมลพิิษและปััญหาความเดืือดร้้อนแก่่ประชาชน จนถููกร้้องเรีียนอย่่างต่่อเนื่่�อง อาจเกิิดจากช่่องว่่างของกฎหมาย และการบัังคัับใช้้กฎหมายในทางปฏิิบััติิรวมทั้้�ง บทลงโทษที่่�อาจจะยัังไม่่เหมาะสมกับัการกระทำความผิิด ด้ว้ยเหตุนีุ้้�คณะกรรมาธิิการทรัพัยากรธรรมชาติิและสิ่่�งแวดล้้อม จึึงมีีข้้อเสนอแนะในการแก้้ไขปััญหา ดัังนี้้� ๓.๑) คณะกรรมการสิ่่�งแวดล้้อมแห่่งชาติิ ควรพิิจารณากำหนดมาตรการเร่่งรััดให้้หน่่วยงานที่่�เกี่่�ยวข้้อง ดำเนินิการแก้้ไขปััญหา ทั้้�งระยะสั้้น�และระยะยาว โดยเฉพาะกรณีีที่มี่�ีผลกระทบต่่อสุขุภาพของประชาชน และการปนเปื้้�อน ในแหล่่งน้้ำ ซึ่่�งควรจะต้้องได้้รัับการแก้้ไขโดยเร่่งด่่วนในทัันทีีควบคู่่กัับการป้้องกัันไม่่ให้้เกิิดปััญหาดัังกล่่าวขึ้้�นอีีก
ส่วนที่ 4 233 สรุุปผลงานวุุฒิิสภา ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) ๓.๒) คณะกรรมการสิ่่�งแวดล้้อมแห่่งชาติิ ควรพิิจารณาประกาศให้้ตำบลน้้ำพุุอำเภอเมืืองราชบุรีุ จัี ังหวััด ราชบุรีุีและพื้้น�ที่่�ที่่�เกี่่�ยวข้้องเป็น็เขตควบคุุมมลพิิษ หรืือดำเนินิการอย่่างหนึ่่�งอย่่างใดเพื่่�อให้้หน่ว่ยงานต่่างๆสามารถ เข้้าไปบัังคัับใช้้กฎหมายได้้อย่่างมีีประสิิทธิิภาพเพิ่่�มมากขึ้้�น ๓.๓) ควรมอบหมายให้้กรมโรงงานอุุตสาหกรรมกำกัับดููแลและติิดตามตรวจสอบการดำเนิินการ ในการแก้้ไขปััญหาอย่่างใกล้ชิ้ิด เพื่่�อรายงานผลการดำเนินิการให้้คณะกรรมการสิ่่�งแวดล้้อมแห่่งชาติทิราบเป็น็ระยะ ๆ อย่่างต่่อเนื่่�อง ๓.๔) ควรเน้้นย้้ำให้้ผู้้รัับผิิดชอบตามกฎหมายฉบัับต่่าง ๆ ต้้องมีีความเข้้มงวดจริิงจัังต่่อการบัังคัับใช้้ กฎหมายรวมทั้้�งแก้้ไขปรับั ปรุุงบทลงโทษตามกฎหมายให้้เหมาะสมและได้สั้ัดส่วนกั่บัความผิิดที่ก่่�่อขึ้้น �เพื่่�อให้้องค์์กร ปกครองส่่วนท้้องถิ่่�นมีีการจััดการควบคุุมและแก้้ไขปััญหามลพิิษได้้อย่่างเป็็นระบบ และสามารถดำเนิินการแก้้ไข ปััญหามลพิิษในพื้้�นที่่�นั้้�น ๆ ได้้ทัันท่่วงทีี ภายหลัังการดำเนินิการดัังกล่่าวข้้างต้น ้ กรมโรงงานอุุตสาหกรรมจะฟ้้องร้้องเรีียกค่่าใช้จ่้่ายในการดำเนินิการ ทั้้�งหมดจากผู้้ประกอบกิิจการโรงงาน และจะยกกรณีีนี้้�เป็็นตััวอย่่างให้้ผู้้ประกอบการตระหนัักถึึงความรัับผิิดชอบ ต่่อผลที่่�เกิิดจากการประกอบกิิจการ และไม่่สร้้างผลกระทบกัับสิ่่�งแวดล้้อมและประชาชน ซึ่่�งที่่�ประชุุมมีีมติิรัับทราบ และมอบหมายให้้กรมโรงงานอุุตสาหกรรมไปดำเนิินการต่่อไป ทำให้้ประชาชนเกิิดความเชื่่�อมั่่�นในการดำเนิินการ ของหน่่วยงานของรััฐและได้้รัับการชดเชยที่่�เหมาะสม การพิิจารณาศึึกษา เรื่่�อง แนวทางการบริิหารจััดการปััญหาขยะทะเลของไทย ขยะทะเลเป็็นหนึ่่�งในปััญหาสิ่่�งแวดล้้อมที่่�สำคััญระดัับโลกเป็็นปััญหาวิิกฤตข้้ามพรมแดน เนื่่�องจากขยะทะเล สามารถเคลื่่�อนย้้ายได้้โดยอิทิธิิพลของกระแสน้้ำในมหาสมุทุร ทำให้้องค์์กรระหว่่างประเทศรวมถึึงประเทศต่่าง ๆ ทั่่ว�โลก ต่่างร่่วมกัันหามาตรการและความร่่วมมืือเพื่่�อลดขยะในทะเล โดยเฉพาะขยะพลาสติิกอย่่างเร่่งด่่วน เพื่่�อป้้องกััน ผลกระทบที่่�ร้้ายแรงต่่อสถานภาพและสุุขภาพของทรััพยากรและระบบนิิเวศทางทะเล และมีีผลกระทบต่่อเนื่่�อง ถึึงภาคสัังคม เศรษฐกิิจและภาพลัักษณ์์โดยรวมของประเทศ ปััญหาขยะทะเลมีลัีักษณะเป็นปั็ ัญหาข้้ามถิ่่น �ความพยายาม ในการดำเนิินการเพื่่�อการจััดการ และแก้้ไขปััญหาดัังกล่่าว จึึงไม่่ได้้จำกััดอยู่่ในระดัับประเทศเท่่านั้้�นจากงานวิิจััย เรื่่�องขยะพลาสติิกจากแผ่่นดิินสู่่มหาสมุุทร โดย Jenna R. Jamback และคณะ ที่่�ได้้ทำการศึึกษาในปีี พ.ศ. ๒๕๕๓ (ค.ศ. ๒๐๑๐) พบว่่าประเทศทั้้�งหมด ๑๙๒ ประเทศ ที่่�มีีอาณาเขตติิดทะเลทิ้้�งขยะพลาสติิกรั่่�วไหลลงสู่่ทะเล จำนวน ๔.๘ - ๑๒.๗ ล้้านตััน โดยประเทศที่่�มีีปริิมาณขยะพลาสติิกรั่่�วไหลลงสู่่ทะเลมากที่่�สุุด ๑๐ อัันดัับแรกของโลก เป็็นประเทศที่่�อยู่่ในภููมิิภาคอาเซีียนถึึง ๕ ประเทศ รวมทั้้�งประเทศไทย ๒.
ส่วนที่ 4 234 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา ปััญหาขยะทะเลกลายเป็นปั็ ัญหาที่มี่�ีแนวโน้้มว่่ากำลัังทวีีความรุนุแรงเพิ่่�มมากขึ้้น ดั�ังจะเห็น็ ได้้จากความสููญเสีีย ชีีวิิตของสััตว์์ทะเล ประกอบกัับ แผนการปฏิิรููปประเทศด้้านทรััพยากรธรรมชาติิและสิ่่�งแวดล้้อม ประเด็็นปฏิิรููป ที่่�๓ การบริิหารจััดการขยะในทะเลและชายฝั่่�ง ซึ่่�งเป็็นเรื่่�องที่่�มีีความสลัับซัับซ้้อน และปััญหาขยะในทะเลและ ชายฝั่่�งได้้สร้้างปััญหาให้้แก่่ประเทศไทยเป็็นวงกว้้าง ถึึงแม้้ว่่าแผนการปฏิิรููปประเทศจะได้้เสร็็จสิ้้�นลงเมื่่�อเดืือน ธัันวาคม ๒๕๖๕ แต่ปั่ ัญหาขยะทะเลยัังคงมีีอยู่่อย่่างต่่อเนื่่�อง การพิิจารณาศึึกษาเรื่่�องนี้้�อย่่างจริิงจัังและรอบคอบ เพื่่�อให้้ ทราบถึึงปััญหาและจััดทำข้้อเสนอแนะ ทั้้�งเชิิงนโยบายและเชิิงปฏิิบััติิการ ดัังนั้้น ปั�ัญหาขยะทะเลเป็นปั็ ัญหาระดับัโลก เริ่่�มแก้้ระดับัชาติิโดยไม่ลื่ ืมชุุมชน การจััดการปััญหาขยะทะเลในประเทศไทยควรต้้องส่่งเสริิมความร่ว่มมืือ และให้้ความ สำคััญกับักลุ่่มเป้้าหมายในพื้้น�ที่ชุ่�ุมชนริิมฝั่่�งแม่น้้ ่ ำและชุุมชนชายฝั่่�งทะเลทั่่ว�ประเทศซึ่่�งมีีอยู่่นับพันชุัุมชน ควบคู่่ไปกับั การอาศััยเวทีีความร่่วมมืือทั้้�งในระดัับชาติิและนานาชาติิในการแก้้ไขปััญหา ดัังเช่่นที่่�กลุ่่มประเทศสมาชิิกอาเซีียน ได้้มีีการจััดทำ “ปฏิิญญากรุุงเทพ” เพื่่�อหาแนวทางการแก้้ไขปััญหาปริิมาณขยะทะเลที่่�ส่่งผลกระทบต่่อระบบนิิเวศ ทางทะเล การประมง และการท่่องเที่่�ยวของทั้้�งภููมิิภาค ร่่วมกัันลำดัับขั้้�นการจััดการขยะทะเล (Marine Litter Management Hierarchy) ตั้้�งแต่่ต้้นทางถึึงปลายทาง จากการพิิจารณาศึึกษาพบว่่า ปััญหาในการบริิหารจััดการ ขยะทะเลของประเทศไทยที่่�สำคััญ คณะกรรมาธิิการจึึงได้้มอบหมายให้้คณะอนุุกรรมาธิิการพิิจารณาศึึกษาเกี่่�ยวกัับด้้านทรััพยากรธรรมชาติิ ทางทะเลและชายฝั่่�งพิิจารณาและได้น้ ำเสนอรายงานดัังกล่่าว เข้้าสู่่การพิิจารณาของที่่�ประชุุมวุุฒิิสภาเมื่่�อวันัที่่� ๒๐ กุุมภาพัันธ์์๒๕๖๗ โดยได้้นำเสนอข้้อเสนอแนะในการบริิหารจััดการขยะทะเลของประเทศไทย ที่่�เริ่่�มจากมาตรการ การป้้องกันัและการลดการเกิิดของขยะที่ต้่�นท้างอันัเป็น็สาเหตุขุองการก่่อให้้เกิิดขยะทะเล จึึงเสนอให้มี้ีการกำหนดให้้ ขยะทะเลเป็็นวาระแห่่งชาติิและการเพิ่่�มความสำคััญของสิ่่�งแวดล้้อมไว้้ในแผนระดัับชาติิเป็็นแผนพััฒนาเศรษฐกิิจ สัังคม และสิ่่�งแวดล้้อมแห่่งชาติิฉบัับที่่� .. และรััฐบาลควรส่่งเสริิม สนัับสนุุนการออกแบบผลิิตภััณฑ์์และบรรจุุภััณฑ์์ ที่่�เป็นมิ็ ิตรต่่อสิ่่�งแวดล้้อม ส่วน่มาตรการการป้้องกันัและการลดขยะเข้้าสู่่ทะเลเสนอให้มี้ีการปรับัแนวความคิิดว่่าขยะทะเล เป็น็เรื่่�องของทุุกคน และการป้้องกันปััญหาขยะทะเลจากแหล่่งกำเนิิดขยะทั้้�งบนบกและในทะเล ใช้้มาตรการทางกฎหมาย อย่่างจริิงจัังทุุกขั้้น�ตอน การออกกฎหมายโดยกำหนดให้ผู้้้ผลิิตต้้องรับผิั ิดชอบในการรีีไซเคิิลบรรจุภัุัณฑ์์ที่่�ตนผลิิตและ ให้้ประชาชนในฐานะผู้้ก่่อให้้เกิิดขยะมีีหน้้าที่่�ในการคััดแยกขยะ สำหรับัมาตรการการเก็บข็ยะทะเลขึ้้น�จากทะเล เสนอให้้ เพิ่่�มประสิิทธิิภาพระบบการจััดการขยะในบริิเวณท่่าเรืือ การจััดสรรงบประมาณเพื่่�อจััดการให้้มีีเรืือเก็็บขยะและบููม ให้้เพีียงพอสำหรัับการปฏิิบััติิงานในจัังหวััดชายฝั่่�งทะเล และส่่งเสริิม สนัับสนุุนการพััฒนาเทคโนโลยีีในการจััดเก็็บ ขยะในน้้ำ เพื่่�อให้้เรืือเก็็บขยะสามารถปฏิิบััติิงานได้้ทั้้�งในแม่่น้้ำ ลำคลองและทะเลอย่่างมีีประสิิทธิิภาพ
ส่วนที่ 4 235 สรุุปผลงานวุุฒิิสภา ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) การขึ้้�นทะเบีียนเกษตรกรให้้กัับประชาชนที่่�ร่่วมโครงการป่่าครอบครััว - รััฐได้้ป่่า ประชาชน มีีรายได้้ เนื่่�องจากประชาชนไม่่สามารถขึ้้นท�ะเบีียนเกษตรกรได้้เนื่่�องจากไม่ท่ราบว่่าพืืชหลัักที่่�ปลููกอยู่่ในป่่าครอบครัวั คืือการทำเกษตรประเภทใด เพราะว่่าการปลููกป่่าครอบครััวเป็็นการปลููกพืืชและพัันธุ์์ไม้้ที่่�มีีความหลากหลาย อีีก ทั้้�งรายได้้หลัักที่่�มาจากการขายไข่่มดแดงและเก็็บเห็็ดในป่่าครอบครััวขายนั้้�น ไม่่ใช่่รายได้้หลัักตามหลัักเกณฑ์์ของ การขึ้้นท�ะเบีียนอาชีพีเกษตรกร แต่่เป็น็เพีียงรายได้้รองเท่่านั้้น �ประกอบกับัอาชีพี ปลููกป่่าครอบครัวัหรืือปลููกป่่าเศรษฐกิิจ ครอบครััวที่่�ไม่่สามารถขึ้้�นทะเบีียนเป็็นอาชีีพเกษตรได้้เกิิดจากคำนิิยามของคำว่่า “ป่่า” ซึ่่�งที่่�ผ่่านมากรมส่่งเสริิม การเกษตรรับขึ้้ ันท�ะเบีียนอาชีพีเกษตรกรทุุกหน่ว่ยของเกษตรกร พื้้น�ที่่�ที่่�จะขึ้้นท�ะเบีียนอาชีพดัี ังกล่่าวได้นั้้้น �ประกอบด้ว้ย ๑) จะต้้องเป็็นพื้้�นที่่�ที่่�มีีเอกสารสิิทธิ์์�ถููกต้้อง มีีเนื้้�อที่่�ตั้้�งแต่่๑ ไร่่ขึ้้�นไป และหากพื้้�นที่่�ดัังกล่่าวเป็็นพื้้�นที่่�ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก็็สามารถขึ้้�นทะเบีียนได้้เช่่นกััน ๒) จะต้้องมีีการปลููกพืืชไม่่น้้อยกว่่า ๑๕ ต้้น ในเนื้้�อที่่�๑ ไร่่ ซึ่่�งหากเข้้าเงื่่�อนไข ดัังกล่่าวทั้้�งหมดกรมส่่งเสริิมการเกษตรก็็สามารถขึ้้นท�ะเบีียนให้้เป็น็อาชีพีเกษตรกรได้้ การขึ้้นท�ะเบีียนอาชีพีเกษตรกร สามารถขึ้้นท�ะเบีียนได้้ที่่�เกษตรอำเภอและจะมีช่ีว่งเวลาการขึ้้นท�ะเบีียนอาชีพีเกษตรกรและปรับั ปรุุงทะเบีียนอาชีพี เกษตรกรในทุุกๆ ปี ซึ่่ ี �งการขึ้้นท�ะเบีียนอาชีพีเกษตรกรสามารถขึ้้นท�ะเบีียนได้้ทุุกหน่ว่ยอาชีพีที่่�เป็น็อาชีพีเกษตรกร ทั้้�งหมด เพีียงแจ้้งแก่่เกษตรอำเภอว่่าได้้ปลููกพืืชชนิิดไหนในพื้้�นที่่�และถ้้าเป็็นการปลููกพืืชผสมกัันต้้องแจ้้งให้้เกษตร อำเภอทราบว่่า มีีจำนวนพืืชแต่่ละชนิิดจำนวนเท่่าใดในพื้้�นที่่�นั้้�น ๆสำหรัับพื้้�นที่่�เอกชนที่่�ได้้ทำการปลููกป่่าครอบครััว การขึ้้�นทะเบีียนอาชีีพเกษตรกรนั้้�น จะต้้องตอบคำถามแก่่เกษตรอำเภอว่่าพืืชหลัักในพื้้�นที่่�ที่่�ได้้ทำการเพาะปลููก คืือพืืชอะไร และพืืชชนิิดใดเป็็นพืืชรองที่่�ปลููกในพื้้�นที่่� ซึ่่�งข้้อมููลดัังกล่่าวเป็็นกระบวนการจััดทำฐานข้้อมููล เข้้าสู่่ฐานข้้อมููลเกษตรกร แต่่สำหรัับพื้้�นที่่�ที่่�ได้้มีีการปรัับเปลี่่�ยนพื้้�นที่่�และมีีการปล่่อยพื้้�นที่่�ไว้้จนเกิิดมีีต้้นไม้้ ขึ้้�นเองในพื้้�นที่่�และได้้ทำมาหากิินในพื้้�นที่่�ดัังกล่่าว เวลาที่่�จะไปขอขึ้้�นทะเบีียนเป็็นอาชีีพเกษตรกรจึึงไม่่สามารถ ขึ้้นท�ะเบีียนได้้เนื่่�องจากไม่่สามารถแจ้้งให้้เกษตรอำเภอทราบว่่าพืืชหลัักที่่�ปลููกในพื้้น�ที่่�ตนเองคืือพืืชอะไร นอกจากนี้้�แล้ว้ ในการขึ้้นท�ะเบีียนเป็น็เกษตรกร ประชาชนสามารถรวมตัวกันัไปขอจดทะเบีียนในรููปแบบวิิสาหกิิจชุุมชนได้ ซึ่่ ้ �งจะต้้อง รวมตััวกัันตั้้�งแต่่๗ คนขึ้้�นไป ดัังนั้้�น ประชาชนที่่�ทำการปลููกป่่าครอบครััวจึึงไม่่สามารถขึ้้�นทะเบีียนเป็็นเกษตรกรได้้ รวมทั้้�งยัังไม่่มีีนิิยามของคำว่่า “อาชีีพปลููกป่่าครอบครััว” ในฐานข้้อมููลการขึ้้�นทะเบีียนเกษตรกรของกรมส่่งเสริิม การเกษตร ภาคประชาชนจึึงมีีความต้้องการให้้มีีการขึ้้�นทะเบีียนเกษตรกรให้้กัับประชาชนที่่�ร่่วมโครงการ ป่่าครอบครััว - รััฐได้้ป่่า ประชาชนมีีรายได้้ คณะกรรมาธิิการได้้เชิิญหน่ว่ยงานที่่�เกี่่�ยวข้้องมาร่ว่มหารืือในการประชุุมคณะกรรมาธิิการทรัพัยากรธรรมชาติิ และสิ่่�งแวดล้้อม วุุฒิิสภา ครั้้�งที่่�๑๓/๒๕๖๕ วัันอัังคารที่่�๒๖ เมษายน ๒๕๖๕ จากนั้้�น คณะกรรมาธิิการได้้ส่่งเรื่่�อง ดัังกล่่าวไปยัังกรมส่่งเสริิมการเกษตรเพื่่�อขอให้้ดำเนินิการชี้้�แจงทำความเข้้าใจกับัหน่ว่ยงานที่่�เกี่่�ยวข้้องในระดับพื้้ ัน�ที่่� อาทิิเกษตรอำเภอ เกษตรตำบล เกี่่�ยวกัับการขึ้้�นทะเบีียนเกษตรกร และการดำเนิินการในส่่วนที่่�เกี่่�ยวข้้อง เพื่่�อให้้ สามารถนำไปฏิิบััติิได้้อย่่างถููกต้้องต่่อไป จากนั้้�น ประชาชนจึึงได้้รัับการขึ้้�นทะเบีียนเกษตรกรและได้้รัับงบประมาณ รวมทั้้�งได้้รัับการเยีียวยากรณีีพืืชผลได้้รัับความเสีียหายจากภััยแล้้งหรืืออุุทกภััยเช่่นเดีียวกัับเกษตรทั่่�วไป ๓.
ส่วนที่ 4 236 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา การปรัับปรุุงประกาศกระทรวงการคลัังและกระทรวงมหาดไทย เรื่่�อง หลัักเกณฑ์์ การใช้้ประโยชน์์ในการประกอบเกษตรกรรม ต้้องดำเนิินการตามความในมาตรา ๓๗ วรรคสอง แห่่งพระราชบััญญััติิภาษีีที่่�ดิินและสิ่่�งปลููกสร้้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ อาศััยอำนาจตามความในมาตรา ๖ วรรคหนึ่่�ง และมาตรา ๓๗ วรรคสอง แห่่งพระราชบััญญััติิภาษีีที่่�ดิิน และสิ่่�งปลููกสร้้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้้มีีการประกาศกระทรวงการคลัังและกระทรวงมหาดไทย เรื่่�อง หลัักเกณฑ์์ การใช้้ประโยชน์์ในการประกอบเกษตรกรรม ลงวัันที่่�๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ บััญชีีแนบท้้าย ก อัันดัับที่่�๕๑ ชนิิดพืืชกลุ่่มให้้เนื้้�อไม้้ ซึ่่�งเป็น็แผนการปฏิิรููปประเทศด้้านทรัพัยากรธรรมชาติิและสิ่่�งแวดล้้อม ส่วน่ที่่�๒ กิิจกรรมปฏิิรููป ที่่�จะส่่งผลให้้เกิิดการเปลี่่�ยนแปลงต่่อประชาชนอย่่างมีีนััยสำคััญ กิิจกรรมปฏิิรููปที่่�๑ เพิ่่�มและพััฒนาพื้้�นที่่�ป่่าไม้้ เพื่่�อให้้ได้้ตามเป้้าหมาย โดยมีีการกำหนดจำนวนต้้นไม้้ต่่อไร่่ในอััตราขั้้�นต่่ำของการประกอบการเกษตรไว้้๑๐๐ ต้้น ต่่อไร่่เจ้้าของที่ดิ่�นิที่่�ปลููกพืืชชนิิดใดชนิิดหนึ่่�งจากพืืช ๕๑ ชนิิดดัังกล่่าว จะเสีียภาษีีในอััตราที่ดิ่�นิในอััตราของประเภท ที่่�ดิินเกษตรกรรม โดยจะต้้องปลููกให้้ได้้จำนวนต้้นต่่อไร่่ตามที่่�กำหนดไว้้แต่่หากปลููกพืืชที่่�ไม่่ได้้อยู่่ในชนิิดดัังกล่่าว ให้้ใช้อั้ัตราขั้้นต่่ �ำของการประกอบการเกษตรต่่อไร่่ โดยเทีียบเคีียงจากชนิิดพืืชที่มี่�ลัีักษณะใกล้้เคีียงที่สุ่�ุด และถืือได้ว่้่า เป็น็การใช้้ประโยชน์์ในการประกอบการเกษตรกรรม และมีีผลต่่อการคำนวณภาษีีที่ดิ่�นิและสิ่่�งปลููกสร้้าง แต่่การจััดการ สวนป่่าไม้้เศรษฐกิิจตามหลัักวิิชาการป่่าไม้้จะมีีการตััดขยายระยะโดยตัวัอย่่างการปลููกไม้สั้ักขององค์์การอุุตสาหกรรม ป่่าไม้้เป็็นดัังนี้้�ระยะปลููก ๔ x ๔ เมตร เท่่ากัับ ๑๐๐ ต้้นต่่อไร่่ มีีอายุุตััดฟััน ๓๐ ปีีกำหนดให้้มีีการตััดขยายระยะ ๓ รอบ ประกอบด้้วย รอบที่่�๑ ต้้นไม้้อายุุ๑๐ ปีีเหลืือต้้นไม้้๗๐ ต้้นต่่อไร่่รอบที่่�๒ ต้้นไม้้อายุุ๑๕ ปีีเหลืือต้้นไม้้ ๕๐ ต้้นต่่อไร่่รอบที่่�๓ ต้้นไม้้อายุุ๒๐ ปีีเหลืือต้้นไม้้๓๐ ต้้นต่่อไร่่จากตััวอย่่างดัังกล่่าว จะเหลืือต้้นไม้้๓๐ ต้้น ต่่อไร่่ ซึ่่�งไม่่ถึึงอััตราขั้้�นต่่ำของการประกอบการเกษตรต่่อไร่่ ตามประกาศกระทรวงการคลัังและกระทรวงมหาดไทย เรื่่�อง หลัักเกณฑ์์การใช้้ประโยชน์์ในการประกอบเกษตรกรรม ส่่งผลให้้ไม่่ก่่อให้้เกิิดแรงจููงใจในการปลููกไม้้เศรษฐกิิจ ดัังนั้้�น คณะกรรมาธิิการจึึงมอบหมายให้้คณะอนุุกรรมาธิิการการจััดการทรััพยากรธรรมชาติิอย่่างยั่่�งยืืน พิิจารณาและดำเนินิการในส่วน่ที่่�เกี่่�ยวข้้องเพื่่�อเสนอแนะไปยัังรััฐบาลให้้แก้้ไขหลัักเกณฑ์ดั์ ังกล่่าวจาก ๑๐๐ ต้นต่้ ่อไร่่ เป็็น ๓๐ ต้้นต่่อไร่่เนื่่�องจากประกาศกระทรวงการคลัังและกระทรวงมหาดไทย เรื่่�อง หลัักเกณฑ์์การใช้้ประโยชน์์ ในการประกอบเกษตรกรรม ลงวันัที่่�๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ บััญชีีแนบท้้าย ก อันดับัที่่�๕๑ ชนิิดพืืชกลุ่่มให้้เนื้้�อไม้้ กำหนดอััตราขั้้�นต่่ำของการประกอบการเกษตรไว้้๑๐๐ ต้้นต่่อไร่่ ไม่่เป็็นไปตามหลัักการสวนป่่าไม้้เศรษฐกิิจ และ ตามหลัักวิิชาการป่่าไม้้ ซึ่่�งจะมีีการตััดขยายระยะ ๓๐ ต้้นต่่อไร่่ คณะกรรมาธิิการจึึงเสนอขอให้้ช่่วยผลัักดัันปรัับแก้้ หลัักเกณฑ์์ดัังกล่่าวจาก ๑๐๐ ต้้นต่่อไร่่เป็็น ๓๐ ต้้นต่่อไร่่เชิิญผู้้แทนจากหน่่วยงานที่่�เกี่่�ยวข้้องมาเข้้าร่่วมประชุุม เป็็นผลให้้มีีการแก้้ไขประกาศดัังกล่่าว กำหนดอััตราขั้้�นต่่ำของการประกอบการเกษตรไว้้จำนวน ๓๐ ต้้น ต่่อไร่่ รายละเอีียดปรากฏในบัันทึึกการประชุุมคณะอนุุกรรมาธิิการการจััดการทรััพยากรธรรมชาติิอย่่างยั่่�งยืืน ครั้้�งที่่� ๗/๒๕๖๔ วันจันทร์ั ์ที่่�๑๓ ธันวัาคม ๒๕๖๔ และครั้้�งที่่�๑๔/๒๕๖๕ วันจันทร์ั ์ที่่�๒๖ กันัยายน ๒๕๖๕ และการประชุุม คณะกรรมาธิิการ ครั้้�งที่่�๒๒/๒๕๖๔ วัันอัังคารที่่�๒๓ พฤศจิิกายน ๒๕๖๔ ต่่อมา ได้้มีีการบัังคัับใช้้ประกาศกระทรวงการคลัังและกระทรวงมหาดไทย เรื่่�อง หลัักเกณฑ์์การใช้้ประโยชน์์ ในการประกอบเกษตรกรรม (ฉบัับที่่�๒) เมื่่�อวัันที่่�๑๐ มีีนาคม ๒๕๖๖ ทำให้้ประชาชนได้้รัับประโยชน์์ โดยได้้รัับ การลดหย่่อนภาษีีอย่่างเหมาะสม และเป็็นการส่่งเสริิมให้้ประชาชนปลููกต้้นไม้้อย่่างถููกหลัักวิิชาการ ๔.
ส่วนที่ 4 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา 237 คณะกรรมาธิิการศึึกษาตรวจสอบเรื่่�องการทุุจริิต ประพฤติมิิชอบและเสริิมสร้้างธรรมาภิบิาล วุุฒิิสภา มีีหน้้าที่่� และอำนาจพิิจารณาร่่างพระราชบััญญัติัิกระทำกิิจการพิิจารณาสอบหาข้้อเท็็จจริิงหรืือศึึกษาตรวจสอบเรื่่�องการกระทำ การทุุจริิตและประพฤติมิิชอบในหน่ว่ยงานของรััฐหรืือหน่ว่ยงานอื่่น �การเสริิมสร้้างธรรมาภิบิาลในการบริิหารราชการแผ่นดิ่น ิ ตามหลัักการบริิหารกิิจการบ้้านเมืืองที่่�ดีีและตามหลัักปรััชญาของเศรษฐกิิจพอเพีียงศึึกษาเรื่่�องใดๆเกี่่�ยวกัับกลไก กระบวนการ และมาตรการป้้องกััน และปราบปรามการทุุจริิตประพฤติิมิิชอบ พิิจารณาศึึกษา ติิดตาม เสนอแนะ และเร่่งรััดการปฏิิรููปประเทศ และแผนแม่บท่ ภายใต้ยุ้ทธศุาสตร์์ชาติิ ที่่�อยู่่ในหน้้าที่่�และอำนาจ และอื่่น �ๆ ที่่�เกี่่�ยวข้้อง ๑. พลเรืือเอก ศิิษฐวััชร วงษ์์สุุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิิการ ๒. พลเอก สำเริิง ศิิวาดำรงค์์ รองประธานคณะกรรมาธิิการคนที่่�หนึ่่�ง ๓. นายประสิิทธิ์์� ปทุุมารัักษ์์ รองประธานคณะกรรมาธิิการคนที่่�สอง ๔. หม่่อมหลวงสกุุล มาลากุุล รองประธานคณะกรรมาธิิการคนที่่�สาม ๕. นางสาวดาวน้้อย สุุทธิินิิภาพัันธ์์ รองประธานคณะกรรมาธิิการคนที่่�สี่่� ๖. นายวิิวรรธน์์ แสงสุุริิยะฉััตร เลขานุุการคณะกรรมาธิิการ ๗. นางสาววิิไลลัักษณ์์ อริินทมะพงษ์์รองเลขานุุการคณะกรรมาธิิการและโฆษก คณะกรรมาธิิการ ๘. พลเอก วิิชิิต ยาทิิพย์์ ประธานที่่�ปรึึกษาคณะกรรมาธิิการ ๙. พลเอก เลิิศฤทธิ์์� เวชสวรรค์์ที่่�ปรึึกษาคณะกรรมาธิิการ ๑๐. พลอากาศเอก ถาวร มณีีพฤกษ์์ที่่�ปรึึกษาคณะกรรมาธิิการ ๑๑. พลตำรวจโท ตรีีทศ รณฤทธิิวิิชััย ที่่�ปรึึกษาคณะกรรมาธิิการ ๑๒. นายอมร นิิลเปรม ที่่�ปรึึกษาคณะกรรมาธิิการ ๑๓. พลเอก พิิสิิทธิ์์� สิิทธิิสาร กรรมาธิิการ ๑๔. นายธานีี อ่่อนละเอีียด กรรมาธิิการ ๑๕. นางวรารััตน์์ อติิแพทย์์ กรรมาธิิการ ๑๖. นายสมเดช นิิลพัันธุ์์ กรรมาธิิการ ๑๗. นายสััญชััย จุุลมนต์์ กรรมาธิิการ ๑๘. พลตำรวจโท สมบััติิ มิิลิินทจิินดา กรรมาธิิการ ๑๙. พลเอก อาชาไนย ศรีีสุุข กรรมาธิิการ คณะกรรมาธิิการศึกษาตร ึ วจสอบเรื่่�องการทุุจริิต ประพฤติิมิิชอบและเสริิมสร้้างธรรมาภิิบาล วุุฒิิสภา หน้้าที่่�และอำนาจ รายชื่่�อสมาชิิกวุุฒิิสภาในคณะกรรมาธิิการ
ส่วนที่ 4 238 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา ๑. คณะอนุุกรรมาธิิการติิดตาม เสนอแนะ และเร่่งรััดการปฏิิรููปประเทศด้้านการปราบปรามการทุุจริิต ประพฤติิมิิชอบและเสริิมสร้้างธรรมาภิิบาล ๒. คณะอนุุกรรมาธิิการศึึกษาตรวจสอบเรื่่�องการกระทำการทุุจริิตและประพฤติิมิิชอบ ๓. คณะอนุุกรรมาธิิการการเสริิมสร้้างธรรมาภิิบาล ๔. คณะอนุุกรรมาธิิการพิิจารณาเรื่่�องร้้องทุุกข์์ คณะอนุุกรรมาธิิการ
ส่วนที่ 4 239 สรุุปผลงานวุุฒิิสภา ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) ๔๑ ครั้้�ง ๓ ครั้้�ง ๒๐๓ ครั้้�ง ๑ เรื่่�อง ๑๓๐ ครั้้�ง ๑๒๑ เรื่่�อง ๗๔๖ ครั้้�ง ๘ เรื่่�อง สถิิติิการประชุุม สถิิติิผลการดำเนิินงาน สถิิติิการจััดเสวนา/สััมมนา สถิิติิการเดิินทางไปศึึกษาดููงาน • เรื่่�องที่่�ได้้รัับมอบหมายจากที่่�ประชุุมวุุฒิิสภา • คณะอนุุกรรมาธิิการ • เรื่่�องที่่�พิิจารณาศึึกษาเสร็็จแล้้ว • ในประเทศ • ต่่างประเทศ • คณะทำงาน • เรื่่�องร้้องเรีียน • จััดสััมมนา/เสวนา ๗ ครั้้�ง • คณะกรรมาธิิการ สถิิติิการดำเนิินงานของคณะกรรมาธิิการ ในห้้วงปีี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗
ส่วนที่ 4 240 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา การติิดตาม เสนอแนะ และเร่่งรััดการปฏิิรููปประเทศด้้านการปราบปรามการทุุจริิต ประพฤติิมิิชอบและเสริิมสร้้างธรรมาภิิบาล การติิดตาม เสนอแนะ และเร่่งรััดการปฏิิรููปประเทศด้้านการปราบปรามการทุุจริิต ประพฤติิมิิชอบและ เสริิมสร้้างธรรมาภิิบาล จำนวน ๒ ประเด็็นหลััก ดัังนี้้� ๑.๑ เรื่อ ่� งข้้อเสนอแนะแผนงานเชิิงรุุกของรััฐบาล : การยกระดับคัะแนนดัชนีั ีการรับรู้ั้ การทุุจริติ (Corruption Perceptions Index: CPI) (พ.ศ. ๒๕๖๕ - ๒๕๖๗) ประกอบด้้วย ๕ ด้้าน รวม ๑๕ มาตรการ ดัังนี้้� ๑) ลดอุุปสรรคและพััฒนาการอำนวยความสะดวกในการให้้บริิการภาครััฐที่่�เอื้้�อต่่อการค้้า การลงทุุน ๑.๑) แผนปรัับปรุุงและยกระดัับการให้้บริิการภาครััฐของส่่วนราชการ ๑.๒) การประกาศความสำเร็็จของพระราชบััญญััติิการอำนวยความสะดวกในการพิิจารณาอนุุญาตของ ทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ ๑.๓) จััดตั้้�งศููนย์์อำนวยความสะดวกและรัับเรื่่�องร้้องเรีียนสำหรัับนัักลงทุุนชาวต่่างชาติิ ๒)การเปิิดเผยข้้อมููลตามหลัักสากล เพื่ ่� อการเฝ้้าระวัังและลดโอกาสการทุุจริิต ๒.๑) การเปิิดเผยข้้อมููลงบประมาณตามหลัักสากล ๒.๒) พััฒนาการเปิิดเผยข้้อมููลภาครััฐเพื่่�อให้้ประชาชนรัับรู้้และมีีส่่วนร่่วม ๓)สร้้างการรับรู้ัเ้ชิิงรุุกในส่่วนของภาคประชาสัังคมและเชื่อ ่� มโยงให้้ถึึง Partner Institute ที่่จั�ดส่ั ่งข้้อมููล ให้้กัับแหล่่งการประเมิินดััชนีีการรัับรู้้การทุุจริิต (Corruption Perceptions Index: CPI) ๓.๑) สร้้างการรับรู้้ ั ให้้เชื่่�อมโยงถึึงหน่ว่ยงานที่จั่�ัดส่่งข้้อมููลให้กั้บัแหล่่งการประเมินดัิ ัชนีีการรับรู้้ ัการทุุจริิต (Corruption Perceptions Index: CPI) ๓.๒) สร้้างการรัับรู้้ผ่่านเวทีีความร่่วมมืือระหว่่างประเทศ ๓.๓) สร้้างการรัับรู้้เชิิงรุุกให้้ถึึงภาคประชาสัังคม ผลงานเด่่นของคณะกรรมาธิิการ ในห้้วงปีี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗ ๑.
ส่วนที่ 4 241 สรุุปผลงานวุุฒิิสภา ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) ๔)การป้้องกัันการทุุจริิตในระบบราชการไทย ๔.๑) ผลัักดัันการประเมิินคุุณธรรมและความโปร่่งใสในการดำเนิินงานของหน่่วยงานภาครััฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ให้้มีีความเชื่่�อมโยงกัับการยกระดัับค่่าคะแนนดััชนีีการรัับรู้้การทุุจริิต (Corruption Perceptions Index: CPI) ๔.๒) ดำเนินิการจำลองเสมืือนจริิงเพื่่�อประเมินดัิ ัชนีีการรับรู้้ ัการทุุจริิต(CorruptionPerceptionsIndex: CPI) กัับหน่่วยงานภายในประเทศ โดยกำหนดแหล่่งประเมิินจากองค์์กรและบุุคคลที่่�น่่าเชื่่�อถืือ และให้้หน่่วยงาน ที่่�มีีความเป็็นอิิสระทำหน้้าที่่�ประเมิิน ๔.๓) เร่่งรััดการพััฒนาระบบราชการไทยให้้โปร่่งใสไร้้ผลประโยชน์์โดยการบริิหารจััดการการยื่่�นบััญชีี ทรััพย์์สิินและหนี้้�สิินของเจ้้าหน้้าที่่�ของรััฐต่่อหััวหน้้าส่่วนราชการ รััฐวิิสาหกิิจ หรืือหน่่วยงานของรััฐ ๕) วางระบบการขัับเคลื่ ่� อน “แผนงานเชิิงรุุกของรััฐบาลในการยกระดัับคะแนนดััชนีีการรัับรู้การทุุจ ้ริิต (Corruption Perceptions Index : CPI)” ๕.๑) การปราบปรามที่่�จริิงจัังและการลงโทษที่่�เข้้มงวด ๕.๒) สนัับสนุุนให้้ภาคเอกชนมีีส่่วนร่่วมในการต่่อต้้านการทุุจริิต ๕.๓) จััดตั้้�งคณะทำงานขับัเคลื่่�อน “แผนงานเชิิงรุุกของรััฐบาลในการยกระดับัคะแนนดััชนีีการรับรู้้ ัการทุุจริิต (Corruption Perceptions Index: CPI)” ๕.๔) ผู้้นำประเทศควรสื่่�อสารมาตรการดัังกล่่าวข้้างต้้นกัับประชาชน ปลุุกพลัังประชาชนให้้มีีส่่วนร่่วม ในการเฝ้้าระวัังการทุุจริิต ๑.๒ เรื่ ่� องข้้อเสนอแนะกฎหมายปฏิิรููป ตามแผนการปฏิิรููปประเทศด้้านการป้้องกัันและปราบปราม การทุุจริิตและประพฤติิมิิชอบ ๑) ปรัับปรุุงแก้้ไขพระราชบััญญััติิข้้อมููลข่่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ๒) ปรับัปรุุงแก้้ไขพระราชบััญญัติัิการอำนวยความสะดวกในการพิิจารณาอนุุญาตของทางราชการ พ.ศ.๒๕๕๘ ๓) ปรับัปรุุงแก้้ไขกฎหมายของสำนัักงาน ป.ป.ท. เรื่่�องการส่่งเสริิมการต่่อต้้านการทุุจริิตและประพฤติมิิชอบ ในภาครััฐ ๔) ปรัับปรุุงแก้้ไขพระราชบััญญััติิป้้องกัันและปราบปรามการฟอกเงิิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ๕) ปรับัปรุุงแก้้ไขพระราชบััญญัติัิการรับสิันบนิเจ้้าหน้้าที่ข่�องรััฐและรางวััลจากการแจ้้งเบาะแส พ.ศ.๒๕๕๔ ๖) ร่่างพระราชบััญญััติิว่่าด้้วยความผิิดเกี่่�ยวกัับการขััดกัันระหว่่างประโยชน์์ส่่วนบุุคคลกัับประโยชน์์ ส่่วนรวม พ.ศ. .... ๗) ร่่างกฎหมายเกี่่�ยวกับัการกำหนดความผิิดของนิติบุิุคคลและผู้้ร่ว่มกระทำความผิิดที่่�เกี่่�ยวข้้องกับัการทุุจริิต และประพฤติิมิิชอบ ๘) ปรับั ปรุุงแก้้ไขระเบีียบที่่�เกี่่�ยวข้้องกับัการให้้หรืือรับขัองขวััญของเจ้้าหน้้าที่ข่�องรััฐและหน่ว่ยงานของรััฐ ๙) ร่่างพระราชกฤษฎีีกาว่่าด้้วยการยื่่�นบััญชีีทรััพย์์สิินและหนี้้�สิินของเจ้้าหน้้าที่่�ของรััฐ พ.ศ. .... ๑๐) ร่่างระเบีียบว่่าด้้วยการบริิหารงานบุุคคลในระบบคุุณธรรมตามรััฐธรรมนููญ มาตรา ๗๖ วรรคสอง ให้้มีีการแต่่งตั้้�งเจ้้าหน้้าที่่�และพนัักงานของรััฐด้้วยระบบคุุณธรรม ๑๑) กฎหมายป้้องกัันการฟ้้องปิิดปาก (Anti-SLAPP Law) (พระราชบััญญััติิ)
ส่วนที่ 4 242 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา พิิจารณาศึึกษา เรื่่�อง “การจััดทำระบบการมีีส่่วนร่่วมของประชาชนในการ ป้้องกัันและปราบปรามการทุุจริิตการจััดซื้้�อจััดจ้้างภาครััฐ” (๑ โครงการ ๑ QR Code) ปััจจุุบัันการแก้้ปััญหาการทุุจริิตในการจััดซื้้�อจััดจ้้างของภาครััฐจะใช้้วิิธีีการตรวจสอบและ ป้้องกัันปราบปรามการทุุจริิตโดยการตั้้�งคณะบุุคคลขึ้้�นมาตรวจสอบ หรืือการให้้มีีการร้้องเรีียนผ่่านช่่องทางต่่าง ๆ เช่่น เว็็บไซต์์ของหน่่วยงานภาครััฐ หรืือหน่่วยงานตรวจสอบต่่าง ๆ วิิธีีการตรวจสอบโดยการตั้้�งคณะบุุคคลต่่าง ๆ เพื่่�อตรวจสอบและป้้องกันั ปราบปรามการทุุจริิต หรืือการให้มี้ีการร้้องเรีียนแต่่เพีียงอย่่างเดีียวนั้้น �อาจจะไม่่เพีียงพอ ต่่อการสกััดกั้้�นหรืือลดการทุุจริิตในการจััดซื้้�อจััดจ้้างโครงการต่่าง ๆ ของภาครััฐให้มี้ีประสิทิธิิภาพและประสิทิธิิผล ที่่�เป็นรู็ ูปธรรมอย่่างแท้้จริิง ดัังนั้้น �การสร้้างเครื่่�องมืือที่่�เป็น็ระบบการติิดตามตรวจสอบและป้้องกันัปราบปรามการทุุจริิต ในการจััดซื้้�อจััดจ้้างของภาครััฐ โดยการนำเทคโนโลยีีรููปแบบ QR Code มาใช้้งานในการเป็็นตััวสื่่�อกลาง ในการส่่งข้้อมููลหรืือแจ้้งเบาะแสเพื่่�อเพิ่่�มประสิิทธิิภาพในการติิดตามตรวจสอบ ป้้องกัันและปราบปรามการทุุจริิต จึึงเป็็นสิ่่�งสำคััญที่่�ส่่งเสริิมการมีีส่่วนร่่วมของประชาชนในการตรวจสอบและป้้องกัันการทุุจริิต ซึ่่�งเทคโนโลยีี รููปแบบ QRcode ย่่อมาจาก QuickResponse Code ที่่�สามารถใช้้สมาร์์ทโฟนเพื่่�ออ่่านข้้อมููลต่่างๆ เช่่น ข้้อความ เบอร์์โทรศััพท์์ URL เพื่่�อเชื่่�อมโยงไปยัังเว็็บไซต์์ซึ่่�งเป็็นฐานข้้อมููลเกี่่�ยวกัับการดำเนิินการบริิหารการจััดซื้้�อจััดจ้้าง ของภาครััฐที่่�เป็็นการเปิิดเผย โปร่่งใส และมีีกลไกในการป้้องกัันปราบปรามการทุุจริิตในทุุกขั้้�นตอน ตลอดจน มีีกลไกในการป้้องกันัและรัักษาความปลอดภััยของข้้อมููลส่วนบุ่ ุคคลให้กั้บั ประชาชนที่่�แจ้้งเบาะแสหรืือให้้ข้้อมููลการทุุจริิต ในการจััดซื้้�อจััดจ้้างโครงการต่่าง ๆ ของภาครััฐ โดยให้้ประชาชนสามารถเข้้าถึึงข้้อมููลการจััดซื้้�อจััดจ้้างโครงการต่่าง ๆ ของภาครััฐได้้อย่่างสะดวก รวดเร็็ว ปลอดภััย และยัังเป็็นการเปิิดโอกาสให้้ภาคประชาชนและผู้้ที่่�เกี่่�ยวข้้องทุุกภาค ส่่วนได้้เข้้ามามีีส่่วนร่่วมในการติิดตามตรวจสอบและป้้องกัันปราบปรามการทุุจริิตในการจััดซื้้�อจััดจ้้างของภาครััฐ อัันจะทำให้้เกิิดประโยชน์์สููงสุุดต่่อประเทศและความผาสุุกของประชาชน โครงการศึึกษาและจััดทำระบบติิดตามตรวจสอบและป้้องกัันปราบปรามการทุุจริิตคอร์์รััปชัันในการจััดซื้้�อ จััดจ้้างของภาครััฐในรููปแบบ QR Code ที่่�คณะกรรมาธิิการได้้ริิเริ่่�มดำเนิินการพิิจารณาศึึกษานั้้�น จะเป็็นเครื่่�องมืือ หรืือกลไกสำคััญในการเปิิดโอกาสและสร้้างแรงจููงใจให้้เครืือข่่ายภาคประชาสัังคมหรืือประชาชนในพื้้�นที่่�เข้้าร่่วม เฝ้้าระวััง สอดส่่อง และแจ้้งเบาะแสการทุุจริิตในพื้้�นที่่�ของตน เนื่่�องจากได้้เปิิดโอกาสให้้ประชาชนสามารถ เข้้าถึึงข้้อมููลและตรวจสอบการบริิหารการจััดซื้้�อจััดจ้้างโครงการต่่าง ๆ ของภาครััฐ ในรููปแบบ “๑ โครงการ ๑ QR Code” โดยมีีการติิดรหััส QR Code ดัังกล่่าวไว้้ตามป้้ายโครงการต่่าง ๆ จะทำให้้สามารถตรวจสอบ กระบวนการจััดซื้้�อจััดจ้้างโครงการได้้ตั้้�งแต่่เริ่่�มโครงการ ระหว่่างดำเนิินโครงการ และสิ้้�นสุุดโครงการ ตลอดจน ทำให้้เกิิดความสะดวกในการรวบรวมข้้อมููลทั้้�งหมดในแต่่ละโครงการต่่าง ๆ ของภาครััฐที่่�มีีการจััดซื้้�อ ๒.
ส่วนที่ 4 243 สรุุปผลงานวุุฒิิสภา ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) จััดจ้้างว่่า มีีการเปลี่่�ยนชื่่�อใช้้งบประมาณดำเนิินโครงการจำนวนเท่่าไหร่่และเป็็นโครงการเดิิมที่่�เคย ดำเนินิโครงการนี้้�ไปแล้ว้หรืือไม่่ ประการใด ซึ่่�งหากโครงการใดที่่�ดำเนินิการแล้ว้ไม่ก่่ ่อให้้เกิิดประโยชน์ต่์ ่อประชาชน และมีีการทุุจริิตเกิิดขึ้้�นก็็สามารถที่่�จะร้้องเรีียนโครงการนี้้�ได้้ โดยสแกนรหััส QR Code เพื่่�อแจ้้งเบาะแส การทุุจริิตในการจััดซื้้�อจััดจ้้าง ซึ่่�งจะทำให้้งบประมาณที่่�ถููกนำไปใช้้จ่่ายในแต่่ละโครงการ เกิิดความคุ้้มค่่า ต่่อการลงทุน ุและไม่่เกิิดความซ้้ำซ้้อนในการขออนุมัุติัิงบประมาณเพื่่�อดำเนินิโครงการที่มี่�ลัีักษณะเดีียวกันอีั ีก อีีกทั้้�ง การจััดทำรหััส QR Codeจะทำให้้ง่่ายต่่อการติิดตามตรวจสอบโครงการต่่างๆ ของภาครััฐที่่�มีีการจััดซื้้�อจััดจ้้างด้้วย ซึ่่�งโครงการดัังกล่่าวนี้้�สอดคล้้องกัับแนวคิิดประชาธิิปไตยแบบมีีส่่วนร่่วม (Participatory Democracy) ที่่�เป็็นการ เปิิดโอกาสให้้ประชาชนมีีส่่วนร่่วมในทางการเมืืองการปกครองมากยิ่่�งขึ้้�น มิิใช่่เพีียงให้้ประชาชนสามารถใช้้อำนาจ อธิิปไตยของตนผ่่านการเลืือกตั้้�งเพีียงอย่่างเดีียวเท่่านั้้�น แต่่เปิิดโอกาสให้้ประชาชนมีีส่่วนร่่วมรัับรู้้ข้้อมููลข่่าวสาร ความเคลื่่�อนไหว และความคืืบหน้้าของการบริิหารจััดการประเทศ หรืือเข้้าไปมีีส่่วนร่่วมในการตรวจสอบเฝ้้าระวััง สอดส่่อง และแจ้้งเบาะแสการทุุจริิต พิิจารณาศึึกษา เรื่่�อง “คดีีที่่�ศาลมีีคำพิิพากษาให้้หน่่วยงานของรััฐ เป็็นฝ่่ายชนะคดีี และมิิได้้ดำเนิินการบัังคัับคดีีตามกฎหมาย เป็็นเหตุุให้้รััฐได้้รัับ ความเสีียหาย” ปััจจุุบัันมีีคดีีจำนวนมากที่่�พนัักงานอััยการจากสำนัักงานอััยการสููงสุุดเป็็นโจทก์์ฟ้้องคดีี ให้้หน่ว่ยงานของรััฐและจากข้้อมููลสถิติิหมายบัังคับัคดีีโดยกรมบัังคับัคดีีกระทรวงยุติุธิรรม ข้้อมููลณ วันัที่่�๑๑ มกราคม ๒๕๖๕ พบว่่า มีีคดีีที่่�ศาลพิิพากษาให้้หน่่วยงานของรััฐเป็็นฝ่่ายชนะคดีีแต่่ไม่่ได้้ดำเนิินการตั้้�งเรื่่�องบัังคัับคดีีและ ขาดอายุุความบัังคับัคดีีไปแล้ว้จำนวนประมาณ ๑๑,๔๔๗ คดีีและมีีจำนวนทุนทรัุพย์ั ์ตามคำพิิพากษาของศาล ซึ่่�งบัังคับัให้้ เอกชนที่่�เป็็นลููกหนี้้�ตามคำพิิพากษาชำระหนี้้�ให้้กัับเจ้้าหนี้้�ตามคำพิิพากษาที่่�เป็็นหน่่วยงานของรััฐ มีีทุุนทรััพย์์ รวมเป็็นจำนวนกว่่า ๑๒,๕๓๗,๐๑๒,๗๒๕.๘๓ บาท และมีีคดีีที่่�ยัังไม่่ได้้ตั้้�งเรื่่�องบัังคัับคดีีและยัังไม่่พ้้นระยะเวลา บัังคับัคดีี๑๐ ปีี(นับัแต่ปี่ ีตามคดีีหมายเลขแดงตั้้�งแต่ พ่.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้็น้ ไป) ซึ่่�งจะเริ่่�มครบกำหนดระยะเวลาบัังคับัคดีี ตั้้�งแต่่ปีี พ.ศ. ๒๕๖๕ จำนวนประมาณ ๘,๒๕๑ คดีี ซึ่่�งมีีทุุนทรััพย์์รวมจำนวน ๓๑,๘๓๔,๑๔๐,๔๗๓.๓๗ บาท นอกจากนี้้� สำนัักงานการบัังคับัคดีีสำนัักงานอััยการสููงสุุดได้จั้ัดทำข้้อมููลภาพรวมสถิติิการดำเนินิการบัังคับัคดีีสำนวน บัังคับัคดีีแพ่่งระหว่่างปี พี.ศ. ๒๕๕๗ – ๒๕๖๒ พบว่่า มีีจำนวนคดีีที่่�อยู่่ระหว่่างดำเนินิการ หรืือยัังดำเนินิการไม่่แล้ว้เสร็็จ ภายในปี พี.ศ. ๒๕๖๒ จำนวน ๕,๖๙๗ คดีีรวมเป็นทุ็นทรัุพย์ั ์ตามหมายบัังคับัคดีีจำนวน ๑๔,๘๔๖,๔๓๒,๕๓๕.๓๒ บาท ทั้้�งนี้้� ยัังมีีคดีีที่่�อยู่่ในความรัับผิิดชอบ โดยสำนัักบัังคัับคดีีปกครอง สำนัักงานศาลปกครอง ได้้จััดทำสถิิติิคดีี ที่่�ศาลมีีคำพิิพากษาให้้หน่่วยงานของรััฐเป็็นฝ่่ายชนะคดีีและกำหนดคำบัังคัับให้้เอกชนชดใช้้เงิิน พบว่่า มีีคดีีที่่�ยัังมิิได้้ขอศาลออกหมายบัังคัับคดีีและเจ้้าหนี้้�ยัังมิิได้้ขอให้้ดำเนิินการบัังคัับคดีีจำนวน ๒,๒๔๓ คดีี ซึ่่�งมีีทุุนทรััพย์์รวมจำนวน ๑๐,๓๖๓,๘๙๕,๘๕๖.๓๔ บาท จากการศึึกษาข้้อมููลจากกรมบััญชีีกลาง กระทรวงการคลััง พบว่่า หน่่วยงานของรััฐหรืือส่่วนราชการ ที่่�เกี่่�ยวข้้องกัับการบัังคัับคดีี มีีข้้อจำกััดด้้านอััตรากำลััง ความรู้้ ประสบการณ์์ความเชี่่�ยวชาญ อีีกทั้้�งภาครััฐยัังไม่่มีี หน่่วยงานหลัักที่่�ปฏิิบััติิหน้้าที่่�ในการรวบรวม ประมวลผล และจััดทำฐานข้้อมููลกลางที่่�เกี่่�ยวข้้องกัับการบัังคัับคดีี ที่่�หน่่วยงานของรััฐเป็็นฝ่่ายชนะคดีีเพื่่�อใช้้ในการดำเนิินการบัังคัับคดีี ทำให้้ข้้อมููลของแต่่ละหน่่วยงานที่่�มีีหน้้าที่่� รับผิั ิดชอบในการบัังคับัคดีีไม่มี่ ีความสอดคล้้องกัน ั คณะกรรมาธิิการมีวัีัตถุุประสงค์์เพื่่�อดำเนินิการศึึกษาสถิติิคดีีและ จำนวนทุุนทรััพย์์ที่่�ศาลมีีคำพิิพากษาให้้หน่่วยงานของรััฐเป็็นฝ่่ายชนะคดีีการดำเนิินงานของหน่่วยงานที่่�เกี่่�ยวข้้อง เพื่่�อบัังคับัคดีีให้้เป็น็ ไปตามคำพิิพากษาของศาลที่่�หน่ว่ยงานของรััฐชนะคดีีและนำมาวิิเคราะห์์หาแนวทางในการแก้้ไข ปััญหาการดำเนิินงานของหน่่วยงานต่่าง ๆ ที่่�เกี่่�ยวข้้อง เพื่่�อให้้การดำเนิินการบัังคัับคดีีเป็็นไปอย่่างมีีประสิิทธิิภาพ ๓.
ส่วนที่ 4 244 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา จากการศึึกษาจากข้้อมููลเอกสาร การเก็็บรวบรวมข้้อมููลจากหน่่วยงานที่่�เกี่่�ยวข้้อง และการเดิินทางไปเข้้าพบหารืือ กัับผู้้แทนจากหน่่วยงานที่่�เกี่่�ยวข้้อง รวมทั้้�งได้้เชิิญบุุคคลและผู้้แทนหน่่วยงานที่่�เกี่่�ยวข้้องมาให้้ข้้อมููล พร้้อมแสดง ความคิิดเห็็นในประเด็็นต่่าง ๆ ที่่�เป็็นประโยชน์์ ปรากฏว่่าการดำเนิินการบัังคัับคดีีนั้้�น แต่่ละหน่่วยงานมีีมาตรการ และอำนาจหน้้าที่่�ตามกฎหมายที่่�แตกต่่างกันั ไม่มี่ ีความเป็น็เอกภาพในการดำเนินิงาน อาทิิกรมบัังคับัคดีีกระทรวง ยุุติิธรรม ดำเนิินการบัังคัับคดีีโดยปฏิิบััติิตามหน้้าที่่�และอำนาจที่่�บััญญััติิไว้้ในพระราชบััญญััติิแก้้ไขเพิ่่�มเติิมประมวล กฎหมายวิธีิีพิิจารณาความแพ่่ง(ฉบัับที่่�๓๐) พ.ศ. ๒๕๖๐ สำนัักงานการบัังคับัคดีีสำนัักงานอััยการสููงสุุด ปฏิิบััติิตาม หน้้าที่่�และอำนาจที่่�บััญญััติิไว้้ในพระราชบััญญััติิองค์์กรอััยการและพนัักงานอััยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ ดัังนั้้�น เพื่่�อให้้กระบวนงานด้้านการบัังคัับคดีีเมื่่�อศาลมีีคำพิิพากษาให้้รััฐเป็็นฝ่่ายชนะคดีีเป็็นไปอย่่าง มีีประสิิทธิิภาพ คณะอนุุกรรมาธิิการฯ จึึงมีีข้้อเสนอแนะเชิิงปฏิิบััติิการและเชิิงนโยบายเพื่่�อเป็็นแนวทางในการแก้้ไข ปััญหาดัังกล่่าวต่่อหน่่วยงานของรััฐและส่่วนราชการที่่�มีีอำนาจหน้้าที่่�ตามกฎหมาย อาทิิการบููรณาการจััดทำ ฐานข้้อมููลระหว่่างหน่่วยงานที่่�เกี่่�ยวข้้อง โดยการจััดทำฐานข้้อมููลกลางของหน่่วยงานของรััฐในการติิดตามสืืบหา ทรััพย์์ของลููกหนี้้�เพื่่�ออำนวยความสะดวกให้้หน่่วยงานตีีความดำเนิินการสืืบทรััพย์์และดำเนิินการด้้านอื่่�น ๆ ที่่�เกี่่�ยวข้้อง ทั้้�งนี้้�ควรพััฒนาปรัับปรุุงแก้้ไขการตรากฎหมาย และการกำหนดมาตรการที่่�เกี่่�ยวข้้องเพื่่�อช่่วยสนัับสนุุน การทำงานร่ว่มกันขัองส่วน่ราชการ หน่ว่ยงานของรััฐและภาคส่วนต่่ ่างๆ ที่่�เกี่่�ยวข้้องให้มี้ีมาตรฐานในการดำเนินิการ อย่่างเป็น็ระบบและมีีความชััดเจน ตลอดจนการระดมความคิิดเห็น บู็ูรณาการการบริิหารจััดการเรื่่�องการบัังคับัคดีดัีังกล่่าว ร่ว่มกัน ัรวมทั้้�งการพัฒนัาระบบเทคโนโลยีีให้ทั้นัสมััย เพื่่�อให้้การเก็บ็รวมรวมเป็น็ข้้อมููลสถิติิกลางเพื่่�อเพิ่่�มประสิทิธิิภาพ ในการดำเนิินการบัังคัับคดีีให้้รััฐได้้รัับประโยชน์์สููงสุุดสืืบไป พิิจารณาศึึกษา เรื่่�อง “กรณีีความเสีียหายจากข้้อผููกพัันสััญญาในการ ดำเนิินโครงการของรััฐ” และเรื่่�อง “การแก้้ไขเพิ่่�มเติิมพระราชบััญญััติิ อนุุญาโตตุุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ประเด็็น มาตรการในการป้้องกัันการกระทำ การทุุจริิตและประพฤติิมิิชอบ” จากการที่่�ปััจจุุบัันมีีความเจริิญก้้าวหน้้าด้้านต่่าง ๆ อย่่างรวดเร็็ว รััฐจำเป็็นต้้องดำเนิินการจััดทำบริิการ สาธารณะ หรืือการบริิหารทรััพยากรของรััฐ เพื่่�อให้้เกิิดการพััฒนาประเทศในด้้านต่่าง ๆ และสามารถรองรัับ การแข่่งขัันทางเศรษฐกิิจและพััฒนาคุุณภาพชีีวิิตของประชาชนในประเทศให้้ทัันต่่อการเปลี่่�ยนแปลง แต่่เนื่่�องจาก รััฐมีีทรััพยากรด้้านการบริิหารที่่�จำกััด เช่่น งบประมาณ บุุคลากรภาครััฐที่่�ขาดความรู้้ความเชี่่�ยวชาญเฉพาะด้้าน เทคโนโลยีีการก่่อสร้้าง/การผลิิตที่ทั่�นัสมััยเป็นต้็น ้ โดยการบริิหารจััดการบริิการสาธารณะหรืือการบริิหารทรัพัยากร ๔.
ส่วนที่ 4 245 สรุุปผลงานวุุฒิิสภา ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) ของรััฐ รััฐอาจดำเนินิการด้ว้ยตนเอง หรืือมอบให้้เอกชนเข้้ามามีส่ีวนร่่ว่ มในการบริิหารจััดการ หรืือให้สิ้ทิธิิแก่่เอกชน ในการดำเนินิการ แลกกับัการให้้เอกชนลงทุนกุ่่อสร้้างโครงสร้้างพื้้น�ฐาน หรืือดำเนินิการบริิหารทรัพัยากรในรููปแบบ ของการประมููลสััมปทาน การเข้้ามาเป็นหุ้้นส่ ็วน่ ดำเนินิการกับัภาครััฐ หรืือการรับจ้ั ้างดำเนินิโครงการ ซึ่่�งมีีผลตอบแทน เป็็นการจััดเก็็บรายได้้หรืือส่่วนแบ่่งรายได้้ตามสััญญาหรืือที่่�ทำข้้อตกลงกัับภาครััฐไว้้ ในระยะที่ผ่่�่านมาการดำเนินิการจััดทำโครงการของรััฐที่ร่่�ว่ มดำเนินิการกับัเอกชนหลายโครงการประสบปััญหา ไม่่สำเร็็จตามวัตุัุประสงค์์หรืือเกิิดความล้้มเหลวไม่่สามารถตอบสนองความต้้องการของประชาชนได้้อย่่างแท้้จริิง อีีกทั้้�ง ยัังก่่อให้้เกิิดความเสีียหาย นำมาซึ่่�งการฟ้้องร้้องเรีียกค่่าชดเชยความเสีียหายจากเอกชนคู่่สััญญาและหลายโครงการ มีีค่่าเสีียหายที่่�รััฐต้้องชดใช้้ให้้กัับเอกชนคู่่สััญญามููลค่่ามหาศาล มีีข้้อมููลสถิิติิความเสีียหายที่่�ศาลมีีคำพิิพากษายืืน ตามคำวิินิิจฉััยของอนุุญาโตตุุลาการให้้รััฐจ่่ายค่่าเสีียหายแก่่เอกชนคู่่กรณีีในปีี พ.ศ. ๒๕๖๑ มีีจำนวนทุุนทรััพย์์ ๙๓๗,๓๓๗,๐๐๑.๘๐ บาท และในปีี พ.ศ. ๒๕๖๒ มีีจำนวนทุุนทรััพย์์๑,๑๙๗,๗๒๓,๓๒๐.๐๔ บาท และยัังมีี อีีกหลายคดีีที่่�ยัังอยู่่ในกระบวนการพิิจารณาของศาล ซึ่่�งมีีจำนวนทุุนทรััพย์์ค่่อยข้้างสููงเช่่นกััน ความเสีียหายดัังกล่่าวมีีมููลค่่าความเสีียหายจำนวนสููงมากเมื่่�อเทีียบกัับงบประมาณรายจ่่ายของรััฐในแต่่ละปีี สร้้างความเสีียหายด้้านการเงิินและงบประมาณภาครััฐ ส่่งผลกระทบต่่อความเป็็นอยู่่ของประชาชนและการพััฒนา ประเทศในด้้านต่่างๆและยัังทำให้นั้ ักลงทุนทัุ้้�งในและต่่างประเทศขาดความเชื่่�อมั่่น�ในการร่ว่มลงทุนุหรืือเป็นคู่่สั ็ ัญญา ในการดำเนิินโครงการของรััฐ ดัังนั้้�น จึึงควรศึึกษาความเสีียหายจากข้้อผููกพัันสััญญาในการดำเนิินโครงการของรััฐ จากการศึึกษาพบว่่าความเสีียหายของรััฐที่่�เกิิดขึ้้�นส่่วนใหญ่่จะปรากฏในชั้้�นการพิิจารณา ของคณะอนุุญาโตตุุลาการ คณะกรรมาธิิการจึึงได้้ศึึกษาวิิเคราะห์์และหาแนวทางแก้้ไขเพิ่่�มเติิม พระราชบััญญัติัิอนุุญาโตตุุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ประเด็น ็ มาตรการในการป้้องกันัการกระทำการทุุจริิต และประพฤติิมิิชอบ โดยหลัักการในครั้้�งนี้้�จะเป็็นประเด็็นการหาแนวทางแก้้ไขในส่่วนของสััญญา ทางปกครองที่่�หน่่วยงานของรััฐเข้้าไปทำสััญญากัับฝ่่ายเอกชน โดยผลการศึึกษาในรายงาน ฉบัับนี้้�ได้น้ำเสนอไว้้จำนวน ๑๕ ประเด็น ็ และข้้อเสนอแนะเพิ่่�มเติิม จำนวน ๒ เรื่่�องรายละเอีียดปรากฏตาม QR Code
ส่วนที่ 4 246 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา คณะกรรมาธิิการการพาณิิชย์์และการอุุตสาหกรรม วุุฒิิสภา มีีหน้้าที่่�และอำนาจพิิจารณาร่่างพระราชบััญญัติัิ กระทำกิิจการ พิิจารณาสอบหาข้้อเท็็จจริิงหรืือศึึกษาเรื่่�องใด ๆ ที่่�เกี่่�ยวกัับการส่่งเสริิม สนัับสนุุน หรืือพััฒนา การพาณิิชย์์และอุุตสาหกรรม การคุ้้มครองทรััพย์์สิินทางปััญญา การพััฒนาภููมิิปััญญาท้้องถิ่่�นและภููมิิปััญญาไทย วิิสาหกิิจเพื่่�อสัังคม วิิสาหกิิจเพื่่�อชุุมชน เขตเศรษฐกิิจพิิเศษ ความสามารถในการแข่่งขััน และการเจริิญเติิบโต ทางอุุตสาหกรรมที่่�เป็็นมิิตรต่่อสิ่่�งแวดล้้อม พิิจารณาศึึกษา ติิดตาม เสนอแนะ และเร่่งรััดการปฏิิรููปประเทศ และ แผนแม่่บทภายใต้้ยุุทธศาสตร์์ชาติิที่่�อยู่่ในหน้้าที่่�และอำนาจ และอื่่�น ๆ ที่่�เกี่่�ยวข้้อง ๑. นางอภิิรดีี ตัันตราภรณ์์ ประธานคณะกรรมาธิิการ ๒. นายเจน นำชััยศิิริิ รองประธานคณะกรรมาธิิการ คนที่่�หนึ่่�ง ๓. นางสาววิิบููลย์์ลัักษณ์์ ร่่วมรัักษ์์ รองประธานคณะกรรมาธิิการ คนที่่�สอง ๔. นางสุุวรรณีี สิิริิเวชชะพัันธ์์ รองประธานคณะกรรมาธิิการ คนที่่�สาม ๕. นายชลิิต แก้้วจิินดา รองประธานคณะกรรมาธิิการ คนที่่�สี่่� ๖. นายสาธิิต เหล่่าสุุวรรณ โฆษกคณะกรรมาธิิการ ๗. นายสมพล เกีียรติิไพบููลย์์ ประธานที่่�ปรึึกษาคณะกรรมาธิิการ ๘. ศาสตราจารย์์พิิเศษสม จาตุุศรีีพิิทัักษ์์ที่่�ปรึึกษาคณะกรรมาธิิการ ๙. พลเอก วีีรััณ ฉัันทศาสตร์์โกศล ที่่�ปรึึกษาคณะกรรมาธิิการ ๑๐. พลเอก วิิชิิต ยาทิิพย์์ ที่่�ปรึึกษาคณะกรรมาธิิการ ๑๑. นายบรรชา พงศ์์อายุุกููล กรรมาธิิการ ๑๒. นางจิินตนา ชััยยวรรณาการ กรรมาธิิการ ๑๓. นายเฉลีียว เกาะแก้้ว กรรมาธิิการ ๑๔. นางดวงพร รอดพยาธิ์์�กรรมาธิิการ ๑๕. นายอุุดม วรััญญููรััฐ กรรมาธิิการ อนึ่่�ง ที่่�ประชุุมคณะกรรมาธิิการได้้มีีการเปลี่่�ยนแปลง/แต่่งตั้้�งการดำรงตำแหน่่งกรรมาธิิการ ดัังนี้้� ๑) ศาสตราจารย์์เกีียรติิคุุณอุุดม คชิินทร ลาออกจากกรรมาธิิการ เมื่่�อวัันที่่�๒๑ กุุมภาพัันธ์์๒๕๖๓ ๒) นายบุุญมีี สุุระโคตร ลาออกจากกรรมาธิิการ เมื่่�อวัันที่่�๑๕ กัันยายน ๒๕๖๓ ๓) นายสุุวััฒน์์ จิิราพัันธุ์์ ได้้รัับการแต่่งตั้้�งจากที่่�ประชุุมวุุฒิิสภาให้้เป็็นกรรมาธิิการแทนตำแหน่่งที่่�ว่่าง เมื่่�อวัันที่่�๒๘ กุุมภาพัันธ์์๒๕๖๕ และขอลาออก เมื่่�อวัันที่่�๙ ตุุลาคม ๒๕๖๖ ๔) นางสาววิิไลลัักษณ์์ อริินทมะพงษ์์ ได้้รัับการแต่่งตั้้�งจากที่่�ประชุุมวุุฒิิสภาให้้เป็็นกรรมาธิิการ แทนตำแหน่่งที่่�ว่่าง เมื่่�อวัันที่่�๕ กัันยายน ๒๕๖๕ และขอลาออก เมื่่�อวัันที่่�๓ เมษายน ๒๕๖๗ ๕) นายสมชาย หาญหิิรััญ ลาออกจากกรรมาธิิการ เมื่่�อวัันที่่�๑๖ พฤศจิิกายน ๒๕๖๕ หน้้าที่่�และอำนาจ รายชื่่�อสมาชิิกวุุฒิิสภาในคณะกรรมาธิิการ คณะกรรมาธิิการการพาณิิชย์์ และการอุุตสาหกรรม วุุฒิิสภา
ส่วนที่ 4 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา 247 ๑. คณะอนุุกรรมาธิิการการพาณิิชย์์ ๒. คณะอนุุกรรมาธิิการการอุุตสาหกรรม ๓. คณะอนุุกรรมาธิิการการลงทุุนและเศรษฐกิิจฐานราก ๔. คณะอนุุกรรมาธิิการติิดตาม เสนอแนะ และเร่่งรััดการปฏิิรููปประเทศเกี่่�ยวกัับด้้านพาณิิชย์์ และอุุตสาหกรรม (ตสร.) คณะอนุุกรรมาธิิการ สถิิติิการดำเนิินงานของคณะกรรมาธิิการ ในห้้วงปีี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗ ๖๙ ครั้้�ง ๒ ครั้้�ง ๑๐๖ ครั้้�ง ๑๔ เรื่่�อง ๑๒๗ ครั้้�ง ๑๑ เรื่่�อง ๔๙๗ ครั้้�ง ๑๗ เรื่่�อง สถิิติิการประชุุม สถิิติิผลการดำเนิินงาน สถิิติิการจััดเสวนา/สััมมนา สถิิติิการเดิินทางไปศึึกษาดููงาน • เรื่่�องที่่�ได้้รัับมอบหมายจากที่่�ประชุุมวุุฒิิสภา • คณะอนุุกรรมาธิิการ • เรื่่�องที่่�พิิจารณาศึึกษาเสร็็จแล้้ว • ในประเทศ • ต่่างประเทศ • คณะทำงาน • เรื่่�องร้้องเรีียน • จััดสััมมนา/เสวนา ๑๓ ครั้้�ง • คณะกรรมาธิิการ
ส่วนที่ 4 248 ครบรอบ ๕ ปีี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุุปผลงานวุุฒิิสภา เรื่่�องการส่่งเสริิมการค้้าชายแดน คณะกรรมาธิิการการพาณิิชย์์และการอุุตสาหกรรม วุุฒิิสภา ได้้ขอมติิตั้้�งคณะทำงานการค้้าชายแดน เพื่่�อพิิจารณาและติิดตามการดำเนินิแผนงาน/โครงการ/กิิจกรรมที่่�เกี่่�ยวข้้องกับัการส่่งเสริิมการค้้าชายแดนของหน่ว่ยงาน ที่่�เกี่่�ยวข้้อง เพื่่�อขัับเคลื่่�อนยุุทธศาสตร์์ชาติิ๒๐ ปีีและแผนแม่่บทภายใต้้ยุุทธศาสตร์์ชาติิได้้แก่่กระทรวงพาณิิชย์์ ในด้้านกิิจกรรมส่่งเสริิมการค้้าชายแดนและการเจรจาผลัักดัันประเด็็นการค้้าชายแดนในกรอบการประชุุมทวิิภาคีี และอนุภูุมิูิภาคกระทรวงคมนาคมในประเด็น็การพัฒนั าโครงสร้้างพื้้น�ฐานด้้านคมนาคมและโลจิิสติิกส์์กรมศุุลกากร ในประเด็็นการพััฒนาสิ่่�งอำนวยความสะดวก (National Single Window : NSW & ASEAN Single Window : ASW)และสำนัักงานสภาพััฒนาการเศรษฐกิิจและสัังคมแห่่งชาติิ ในประเด็็นความคืืบหน้้าการขัับเคลื่่�อนเขตพััฒนา เศรษฐกิิจพิิเศษ เพื่่�อสนับัสนุนุการค้้าชายแดนไทยมีีความได้้เปรีียบด้้านทำเลที่ตั้้่� �งและภาพลัักษณ์สิ์นค้ิ ้าไทยในสายตา ผู้้บริิโภคประเทศเพื่่�อนบ้้าน ขณะที่่�การเติิบโตทางเศรษฐกิิจของประเทศเพื่่�อนบ้้านในอััตราค่่อนข้้างสููง ส่่งผลให้้ ผู้้บริิโภคในประเทศเพื่่�อนบ้้านมีีอำนาจซื้้�อเพิ่่�มสููงขึ้้�น การค้้าชายแดนไทยกัับประเทศเพื่่�อนบ้้าน เมีียนมา สปป.ลาว กััมพููชา มาเลเซีีย พบว่่า (๑) ชายแดนไทย- มาเลเซีีย ส่วน่ ใหญ่่เป็นปั็ ัญหามาตรการทางการค้้าที่่�ไม่่ใช่่ภาษีีความแออััดของด่่าน และ ความล่่าช้้าในการยกระดัับโครงสร้้างพื้้�นฐานและระบบโลจิิสติิกส์์ทางการค้้า (๒) ชายแดนไทย - เมีียนมา ยัังมีีปััญหาเรื่่�องการสู้้รบของชาติิพัันธุ์์ ยาเสพติิดและความมั่่�นคง ปััญหา หลัักเขตแดน และความไม่่พร้้อมของโครงสร้้างพื้้�นฐานของเมีียนมา ขณะที่่�ชายแดนฝั่่�งไทยมีีภููมิิประเทศเป็็นภููเขา และป่่าไม้้หรืือเป็็นพื้้�นที่่�อุุทยานฯ ซึ่่�งจะต้้องมีีกระบวนในการขอใช้้พื้้�นที่่�ดัังกล่่าว (๓) ชายแดนไทย-สปป.ลาว ปััญหาส่วน่ ใหญ่่เป็น็ความไม่พร้่ ้อมของฝ่่ายสปป.ลาว ทั้้�งการยกระดับด่ั ่านท้้องถิ่่น� เป็นด่็ ่านสากลและการเชื่่�อมโยงโครงสร้้างพื้้น�ฐานและสิ่่�งอำนวยความสะดวกทางการค้้าเช่น่ การสร้้างสะพานเชื่่�อมโยง การคมนาคมระหว่่างสองประเทศ และปััญหาระดัับน้้ำในแม่่น้้ำโขงที่่�เป็็นอุุปสรรคต่่อการขนส่่งสิินค้้า เป็็นต้้น (๔) ชายแดนไทย - กััมพููชา ยัังคงมีีปััญหาเรื่่�องเขตแดนซึ่่�งเป็็นเรื่่�องละเอีียดอ่่อน รวมถึึงความไม่่พร้้อม ด้้านโครงสร้้างพื้้�นฐานและสิ่่�งอำนวยความสะดวกในกััมพููชา ส่่วนในพื้้�นที่่�ชายแดนฝั่่�งไทย การพััฒนาพื้้�นที่่� ด่่านพรมแดนบางแห่่งยัังคงมีีปััญหาเรื่่�องพื้้�นที่่�ทัับซ้้อนกัับเขตอุุทยานฯ และป่่าไม้้อยู่่ ศัักยภาพของเส้้นทางการขนส่่งสิินค้้าในภููมิิภาคและการเชื่่�อมโยงโอกาสการค้้าผ่่านแดนกัับประเทศที่่�สาม โดยเฉพาะประเทศจีีนซึ่่�งเป็็นคู่่ค้้าอัันดัับหนึ่่�งของไทย ได้้แก่่ ผลงานเด่่นของคณะกรรมาธิิการ ในห้้วงปีี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗ ๑.