ส่วนที่ 4 99 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๒๖ ครั้ง ๑๒๙ ครั้ง ๑๙ เรื่อง ๑๕ เรื่อง ๔๔๖ ครั้ง ๑๒ ครั้ง ๔๒ เรื่อง สถิติการประชุม สถิติผลการด�ำเนินงาน สถิติการจัดเสวนา/สัมมนา สถิติการเดินทางไปศึกษาดูงาน • คณะกรรมาธิการ • คณะอนุกรรมาธิการ • คณะท�ำงาน • เรื่องที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมวุฒิสภา • ในประเทศ • เรื่องที่พิจารณาศึกษาเสร็จแล้ว • เรื่องร้องเรียน • จัดสัมมนา/เสวนา ๙ ครั้ง สถิติการด�ำเนินงานของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗ ผลงานเด่นของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗ เรื่อง การพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา ครั้งที่ ๔/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติในวาระที่หนึ่งแล้ว และเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสาระส�ำคัญที่ต้องพิจารณาศึกษาถึงหลักการ เหตุผล ความจ�ำเป็น หรือผลกระทบอื่น ๆ อย่างละเอียดรอบคอบให้ครบถ้วนก่อนที่จะบรรจุระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวในวาระที่หนึ่ง โดยที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาได้มีมติมอบหมายให้คณะกรรมาธิการ การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง คณะกรรมาธิการการศึกษา และคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก ฯ วุฒิสภา พิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๑๙ ซึ่งต่อมาที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันพุธที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๕ และวันพุธที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๖๕ ได้ลงมติในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ โดยร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบให้มีการแก้ไขรายละเอียดที่แตกต่างจากร่างของรัฐบาล ดังนี้ ๑.
ส่วนที่ 4 100 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ภายหลังที่ร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผ่านการเห็นชอบในวาระที่ ๓ ของสภาผู้แทนราษฎร โดยมีการแก้ไขในบางประเด็นที่แตกต่างไปจากร่างพระราชบัญญัติที่รัฐบาลเสนออย่างมี นัยส�ำคัญ ก่อให้เกิดความกังวลต่อสาธารณะและอาจส่งผลกระทบต่อวินัยทางการเงินของผู้กู้ยืมจากกองทุนได้ คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา จึงได้จัดการสัมมนาขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟัง ความคิดเห็นเพิ่มเติมในหัวข้อหนี้ “กยศ. : แก้กฎหมาย แก้หนี้ แก้ถูกที่หรือยัง” เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๕ โดยเชิญ ตัวแทนจาก กยศ. ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สถาบันการศึกษา และนักเรียน/นักศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจาก กยศ. เข้าร่วมการสัมมนา จ�ำนวนรวมประมาณ ๒๐๐ คน โดยสรุปผล การสัมมนาได้ดังนี้ ๑) ร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ มีหลักการและเหตุผลไม่แตกต่างจากร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยที่บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ว่าด้วยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่เอื้ออ�ำนวยให้การให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา บรรลุถึงวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ภายใต้บริบทการศึกษาเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไป สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ ดังกล่าวเพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้มากขึ้นเพื่อรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้มีระบบ การให้ทุนการศึกษาในสาขาวิชาขาดแคลนที่ต้องได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ ปรับเปลี่ยนการด�ำเนินงานของกองทุน เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาให้ท�ำงานเชิงรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ข้อมูลแก่นักเรียนหรือนักศึกษาก่อนเลือกสาขาวิชา ที่จะกู้ยืมเงินเรียนเพื่อให้สอดคล้องกับอาชีพแห่งอนาคต รวมทั้งให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินกู้ยืม เพื่อการศึกษาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงก�ำหนดกลไกให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถช�ำระเงินคืนกองทุนตาม ความสามารถในการหารายได้และสร้างวินัยในการช�ำระเงินคืนกองทุน ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล�้ำได้อย่างแท้จริง เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม และสร้างความยั่งยืนแก่กองทุน จึงเห็นสมควรสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ๒) ร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การขอกู้ยืมเงินของนักเรียนและนักศึกษา โดยก�ำหนดให้มีผู้ค�้ำประกันเฉพาะกรณีที่มี ความจ�ำเป็นเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าผู้กู้ยืมกรณีโดยทั่วไปไม่ต้องจัดให้มีผู้ค�้ำประกันอยู่แล้วและตรงกับเจตนารมณ์ ของสภาผู้แทนราษฎรที่ลงมติให้แก้ไขร่างมาตรา ๑๓ จึงเห็นสมควรให้มีการหารือกับส�ำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อีกครั้งหนึ่งว่าควรบัญญัติกฎหมายในเรื่องนี้อย่างไร เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและเกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมสัมมนามีข้อเสนอแนะให้ กยศ. พิจารณาศึกษาหานวัตกรรมหรือแนวทางในการก�ำหนดหลักเกณฑ์การขอกู้ยืมเงิน และการบริหารจัดการหนี้มาทดแทนหลักประกันแบบดั้งเดิม ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ๑. ร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ก�ำหนดให้มีผู้ค�้ำประกันเฉพาะกรณีที่มีความจ�ำเป็นเท่านั้น แต่ใน ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรให้ตัดทิ้ง แก้ไขเป็นไม่มีผู้ค�้ำประกันทุกกรณี (ร่างมาตรา ๑๓) ๒. ร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ก�ำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้กู้จะต้องแจ้งผลการศึกษาแก่กองทุน เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในการปลอดหนี้ ๒ ปี แต่ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรให้ตัดทิ้ง และให้ได้รับรับสิทธิประโยชน์ในการปลอดหนี้ ๒ ปี ทุกกรณี โดยไม่ต้องแจ้งผลการศึกษาแก่กองทุน โดยให้เหตุผล ว่าการแจ้งผลการศึกษาเป็นการสร้างภาระหน้าที่ โดยไม่จ�ำเป็นแก่นักเรียนและนักศึกษาผู้กู้ (ร่างมาตรา ๑๔) ๓. ร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ลดอัตราเพดานดอกเบี้ยจากร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ไม่ทบต้น เป็นร้อยละ ๒.๐ ต่อปี ไม่ทบต้น แต่ในร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร แก้ไขเป็นไม่มี การเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ย (ร่างมาตรา ๑๗ (๒)) ๔. ร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ก�ำหนดอัตราเบี้ยปรับไว้ร้อยละ ๑.๐ เพื่อเป็นกลไกให้ผู้กู้ช�ำระหนี้คืน ให้ตรงเวลา แต่พระราชบัญญัติที่ผ่านการเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ร่างแก้ไขเป็นไม่มีการคิดเบี้ยปรับ (ร่างมาตรา ๑๗ (๖))
ส่วนที่ 4 101 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๓) ร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การขอกู้ยืมเงินของนักเรียนและนักศึกษา (ร่างมาตรา ๑๓) โดยก�ำหนดให้เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ย ลดลงจากร้อยละไม่เกิน ๗.๕ ต่อปี ไม่ทบต้นเหลือร้อยละไม่เกิน ๒.๐ ต่อปี ไม่ทบต้น และเรียกเก็บเบี้ยปรับลดลงจาก อัตราร้อยละไม่เกิน ๑๘.๐ เหลือร้อยละไม่เกิน ๑.๐ โดยที่ประชุมสัมมนามีความเห็นว่ามีความเหมาะสมกับสถานการณ์ ด้านการเงินในปัจจุบัน ช่วยรักษาค่าเงินในอนาคตไว้ได้ในระยะหนึ่งและท�ำให้ กยศ. มีกลไกการบริหารจัดการครบถ้วน ในฐานะเป็นกองทุนเงินเพื่อให้กู้ยืมตามกฎหมายจัดตั้งโดยสมบูรณ์ ในปัจจุบัน กยศ. โดยมติของคณะกรรมการ กยศ. ก�ำหนดให้เรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑.๐ ต่อปี และเรียกเก็บเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ ๗.๕ เท่านั้น นอกจากนี้ ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ กยศ. ยังลดดอกเบี้ยให้กับผู้กู้ยืมที่ไม่ผิดนัดช�ำระหนี้เหลือเพียง ร้อยละ ๐.๐๑ ต่อปี และลดอัตราเบี้ยปรับเหลือเพียงร้อยละ ๐.๕ ซึ่งถือเป็นความยืดหยุ่นของ กยศ. ตามร่างพระราชบัญญัติ ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ดังนั้น การที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบให้แก้ไขเพื่อยกเลิกการเรียกเก็บดอกเบี้ย และเบี้ยปรับนั้น นอกจากจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของ กยศ. โดยตรงแล้ว ยังท�ำให้ กยศ. ขาดเครื่องมือ ในการบริหารจัดการหนี้และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงวินัยทางการเงินในหมู่นักเรียนและนักศึกษาในระยะยาวได้ จึงเห็นสมควรทบทวนเพื่อแก้ไขให้มีเพดานอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับไว้ในร่างพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งให้เป็นหน้าที่ และอ�ำนาจของคณะกรรมการ กยศ. พิจารณาเรียกเก็บดอกเบี้ยและเบี้ยปรับในห้วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งให้สอดคล้อง และเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากข้อมูลและความคิดเห็นข้างต้น คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา สมควรเสนอ ความเห็นต่อที่ประชุมวุฒิสภาให้รับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้พิจารณาโดยมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ดังนี้ ๑) กรณีก�ำหนดให้มีผู้ค�้ำประกันเฉพาะกรณีที่มีเหตุจ�ำเป็นและสมควรเท่านั้น อาจส่งผลกระทบต่อความเสี่ยง ด้านเครดิตของกองทุน เนื่องจากลูกหนี้บางรายอาจไม่มีศักยภาพมากพอในการสร้างรายได้เมื่อส�ำเร็จการศึกษาแล้ว และไม่สามารถช�ำระหนี้คืนกองทุนได้ตามก�ำหนด ดังนั้น การก�ำหนดให้มีผู้ค�้ำประกันการช�ำระเงินคืนกองทุนหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากศักยภาพของลูกหนี้เป็นรายกรณีไป ๒) การก�ำหนดให้ กยศ. สามารถพิจารณาให้ทุนการศึกษาแทนการให้กู้ยืมเงิน และการจ�ำกัดให้มีผู้ค�้ำประกัน การช�ำระหนี้เฉพาะกรณีที่มีเหตุจ�ำเป็นและสมควรเท่านั้น อาจไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุน ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาและจะได้รับช�ำระหนี้เงินให้กู้ยืมคืนกลับมาในลักษณะเป็นเงินหมุนเวียน เพื่อให้กองทุนมีสภาพคล่องส�ำหรับน�ำไปจัดสรรให้กู้ยืมแก่ผู้กู้ยืมรายใหม่ได้ต่อไป ดังนั้น กยศ. ควรพิจารณาให้ทุน การศึกษาเท่าที่จ�ำเป็น ควรก�ำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการให้ทุนการศึกษาให้มีความชัดเจน รวมถึงพิจารณา ให้ทุนการศึกษาเฉพาะสาขาวิชาที่ก�ำหนดไว้เท่านั้น และไม่ให้ซ�้ำซ้อนกับกองทุนอื่น ๆ เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษา รวมทั้งควรจัดให้มีแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการด�ำเนินงานของกองทุนรองรับไว้อย่างเหมาะสมด้วย
ส่วนที่ 4 102 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๓) ร่างพระราชบัญญัติที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบให้ยกเลิกการเรียกเก็บดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ นอกจาก จะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของ กยศ. โดยตรงแล้ว ยังท�ำให้ กยศ. ขาดเครื่องมือในการบริหารจัดการหนี้ และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงวินัยทางการเงินในหมู่นักเรียนและนักศึกษาในระยะยาวได้ จึงเห็นสมควรทบทวน เพื่อแก้ไขร่างพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้มีเพดานอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับตามหลักการในร่างพระราชบัญญัติที่ คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ รวมทั้งก�ำหนดให้เป็นหน้าที่และอ�ำนาจของคณะกรรมการ กยศ. พิจารณาเรียกเก็บดอกเบี้ย และเบี้ยปรับในห้วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ กยศ. ควรพิจารณา ก�ำหนดระยะเวลาผ่อนช�ำระหนี้ให้สอดคล้องกับเงินได้จากการประกอบอาชีพหลังส�ำเร็จการศึกษาและอาจก�ำหนด ให้มีระยะเวลาปลอดการช�ำระหนี้ให้กับผู้กู้ยืมเงินตามสมควร รวมทั้งควรหาแนวทางที่เหมาะสมในการส่งเสริมให้ผู้กู้ ยืมเงินตระหนักและให้ความส�ำคัญกับการมีวินัยการช�ำระหนี้ที่ดี โดยมีการบันทึกประวัติการช�ำระหนี้ของผู้กู้ยืมเงิน อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ เพื่อใช้ในการจัดระดับความเสี่ยงของผู้กู้ยืมเงินแต่ละรายและน�ำไปเชื่อมโยงกับระบบการสร้าง แรงจูงใจ เพื่อรักษาประวัติการช�ำระหนี้ที่ดีต่อเนื่อง อาทิ การลดอัตราดอกเบี้ย การคืนดอกเบี้ยบางส่วน หรือการจัดท�ำ ความตกลงกับสถาบันการเงินเพื่อออกบัตรเครดิตหรือการให้บริการสินเชื่อเพื่อการลงทุนในการประกอบอาชีพให้กับ ผู้กู้ยืมเงินในระยะเริ่มแรก ๔) ร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับการก�ำหนด ให้มีคณะอนุกรรมการก�ำกับและประเมินสถานศึกษาที่เข้าร่วมด�ำเนินงานกับกองทุน และคณะอนุกรรมการก�ำกับ การช�ำระเงินคืนกองทุน เพื่อลดความซ�้ำซ้อน และความล่าช้าในการด�ำเนินงาน ซึ่งการยุบเลิกคณะอนุกรรมการ ทั้ง ๒ ชุดดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการด�ำเนินงานของ กยศ. อย่างมีนัยส�ำคัญ ดังนั้น กยศ. ควรตระหนัก ถึงความส�ำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ และควรพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตามความจ�ำเป็นโดยเร็ว โดยใช้อ�ำนาจที่มีอยู่ของคณะกรรมการ กยศ. ตามที่ก�ำหนดไว้ในกฎหมาย ๕) แม้ว่า กยศ. ได้ท�ำความตกลง (MOU) ร่วมกับกรมบัญชีกลางและองค์กรนายจ้าง เพื่อให้ส่วนราชการและ นายจ้างที่จ่ายเงินได้ให้กับผู้กู้ยืมเงินสามารถหักเงินได้พึงประเมิน ณ ที่จ่ายส่งช�ำระหนี้คืนให้กับ กยศ. ส่งผลให้ กยศ. ได้รับช�ำระหนี้เป็นจ�ำนวนที่ชัดเจนและสม�่ำเสมอมากขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน กยศ. มีรายได้และรายจ่ายสุทธิอยู่ในระดับ ที่ใกล้เคียงกันมากซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการด�ำเนินงานของ กยศ. ในอนาคตเมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม เปลี่ยนแปลงไป และอาจจะต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจ�ำปีงบประมาณ ดังนั้น กยศ. ควรมีการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้เงินกู้ยืม รวมทั้งแนวทาง การบริหารจัดการการช�ำระเงินคืนกองทุนเป็นระยะ ๆ ทั้งนี้ เพื่อให้การด�ำเนินงานของ กยศ. มีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ผลส�ำเร็จของงาน คณะกรรมาธิการได้จัดท�ำรายงานพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยน�ำข้อเสนอแนะและความเห็นมารวบรวมเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา ในวาระที่ ๑ รับพระราชบัญญัติ และวาระที่ ๒ ในชั้น การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จนน�ำไปสู่การแก้ไขร่างพระราชบัญญัติและได้รับ ความเห็นชอบของทั้งสองสภา
ส่วนที่ 4 103 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา เรื่องพิจารณาศึกษาความรอบรู้ทางการเงินของประชาชนไทย (Financial Literacy: FL) ประเทศไทยมีปัญหาหนี้ครัวเรือน และปัญหาก็ได้เพิ่มความรุนแรงมาโดยตลอด โดยระดับหนี้ครัวเรือน ณ สิ้นไตรมาส ๑ ปี ๒๕๖๓ อยู่ที่ ๑๓.๔๘ ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๘๐.๑ ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน ประเทศ (GDP) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงขึ้นโดยล�ำดับ นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยมีแนวโน้มพฤติกรรมการก่อหนี้ที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ เริ่มเป็นหนี้เร็วขึ้น คือ มีหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย มีหนี้มากขึ้น คือ จ�ำนวนวงเงินกู้มากขึ้น และเป็นหนี้นานขึ้น คือ ใช้เวลาในการผ่อนช�ำระนานขึ้น จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เช่น ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และสงครามการค้า เป็นต้น ซึ่งท�ำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีท�ำให้โครงสร้างเศรษฐกิจ การผลิต การขนส่ง การบริโภค การใช้บริการทางการเงิน เปลี่ยนแปลงไป และล่าสุด การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ที่แพร่ระบาดไปทั้งโลก ก็ได้ส่งผลกระทบ ต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง ทั้งภาคการส่งออก การท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด และยังกระทบต่อ ภาคเศรษฐกิจอื่นในวงกว้าง ทั้งหมดนี้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการจ้างงาน การมีรายได้ ที่ลดลง ท�ำให้ซ�้ำเติมภาระหนี้ที่มีอยู่ให้มีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่มีรายได้ต�่ำและมีรายได้ไม่สม�่ำเสมอ ถึงแม้ว่าภาครัฐได้มีมาตรการดูแล อาทิ การให้เงินชดเชยในรูปแบบต่าง ๆ จากผลกระทบการปิดประเทศ ชั่วคราว ระดับและการช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่ประชาชนท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดดังกล่าว แต่ก็ยัง ไม่เพียงพอ เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานะทางการเงินของประชาชนเมื่อต้องเผชิญ ภาวะวิกฤติ เพราะบางส่วนไม่มีเงินออม มีหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ท�ำให้ไม่มีเงินส�ำหรับการใช้ชีวิตในยามฉุกเฉิน เนื่องจากที่ผ่านมาขาดวินัยทางการเงิน รวมถึงขาดองค์ความรู้ส�ำหรับการบริหารจัดการทางการเงินของตนได้อย่างเหมาะสม โดยท้ายที่สุดจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและคุณภาพสังคมโดยรวม ในระยะยาว การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ควรเตรียมการให้มีรายได้หรือเงินสะสมเพียงพอที่จะ ใช้ชีวิตหลังการเกษียณได้อย่างพอเพียง ซึ่งควรส่งเสริมการให้ความรู้ทางการเงินอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างพฤติกรรม การออมเงินอย่างสม�่ำเสมอ และลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลเพื่อการออมส�ำหรับ การใช้จ่ายในอนาคต คณะกรรมาธิการได้ตระหนักถึงความส�ำคัญของปัญหาดังกล่าว และเล็งเห็นว่าการส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงิน ของประชาชนไทย (Financial Literacy : FL) จะมีบทบาทส�ำคัญในการแก้ไขปัญหา จึงได้ศึกษาสาเหตุและแนวทาง การแก้ไขปัญหาภายใต้บริบทของตลาดทุนและการเงินอย่างยั่งยืน ตลอดจนเสนอแนะแนวทางด�ำเนินการเพื่อให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถรับด�ำเนินการต่อไปให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ๒.
ส่วนที่ 4 104 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา นอกจากนี้ การเสริมสร้างความรอบรู้ทางการเงินจะช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งของประเทศได้ เนื่องจาก การพิจารณาตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่เพียงมิติเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างความยั่งยืนได้ในระยะยาว จ�ำเป็นต้อง มองมิติการเติบโตแบบมีส่วนร่วม (inclusive growth) ด้วย หมายถึง การเติบโตของประชาชน และภาคครัวเรือน ไปพร้อมกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ภายใต้การเติบโตของประเทศโดยรวม โดยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายไว้ในรายงาน การพิจารณาศึกษา เรื่อง ความรอบรู้ทางการเงินของประชาชนไทย (Financial Literacy : FL) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยอย่างยั่งยืน คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้มีการติดตามสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย ที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ประกอบด้วย ธนาคารแห่งประเทศไทย ส�ำนักงาน เศรษฐกิจการคลัง สมาคมธนาคารไทย สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จ�ำกัด เพื่อประกอบ การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ สรุปได้ดังนี้ สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังการปรับปรุง ข้อมูลตัวเลขหนี้ครัวเรือนใหม่ โดยรวมเอาลูกหนี้ของสหกรณ์และลูกหนี้กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา พบว่า ณ ไตรมาส ๔/๒๕๖๕ หนี้สินครัวเรือนอยู่ที่ ร้อยละ ๙๑.๔ ต่อ GDP ซึ่งเป็นจุดสูงสุด และเริ่มปรับลดลงเหลือร้อยละ ๙๐.๖ ต่อ GDP ณ ไตรมาส ๑/๒๕๖๖ โดยจ�ำนวนหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ ๑๖ ล้านล้านบาท ประกอบด้วย สินเชื่อที่อยู่อาศัย ร้อยละ ๓๔ สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ร้อยละ ๒๗ สินเชื่อรถยนต์ ร้อยละ ๑๑ สินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ เงินกู้ยืม เพื่อการศึกษาและอื่น ๆ ร้อยละ ๒๘ สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในภาพรวมส�ำหรับธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ร้อยละ ๒.๗ และส�ำหรับสถาบัน การเงินเฉพาะกิจของรัฐ อยู่ที่ร้อยละ ๔.๘ โดยธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ได้ให้ ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบปัญหาการช�ำระหนี้มาอย่างต่อเนื่องตามกรอบมาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ก�ำหนด ซึ่งเน้นการปรับโครงสร้างหนี้ และการผ่อนผันให้ลูกหนี้ช�ำระหนี้ตามศักยภาพ ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถ ฟื้นตัวกลับมาด�ำเนินธุรกิจได้ตามปกติเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ก�ำหนดมาตรการ ช่วยเหลือลูกหนี้ NPL ที่เกิดจากสถานการณ์โควิด-๑๙ เป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากลูกหนี้กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ก่อนหน้า สถานการณ์โควิดเป็นลูกหนี้ปกติ และไม่มีประวัติผิดนัดช�ำระหนี้ หรือเป็นหนี้เสีย แต่จากสถานการณ์โควิดท�ำให้ลูกหนี้ กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบ และไม่สามารถช�ำระหนี้ได้ โดยเรียกชื่อย่อมาตรการว่า “มาตรการ ฟ้า - ส้ม” ซึ่งปัจจุบันมีลูกหนี้ กลุ่มนี้อยู่ ๔.๔ ล้านบัญชี และมีวงเงินประมาณ ๓.๑ แสนล้านบาท ใช้รหัสอ้างอิงในระบบว่า “ลูกหนี้รหัส ๒๑” โดยเป็น ผลส�ำเร็จของงาน คณะกรรมาธิการได้เสนอรายงานการพิจารณาศึกษาต่อที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาเห็นชอบและส่งไปยังรัฐบาล จากการติดตามภายหลังรับทราบข้อมูลว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๕ เห็นชอบร่างแผน ปฏิบัติการด้านการพัฒนาทักษะทางการเงิน (พ.ศ. ๒๕๖๕ – ๒๕๗๐) นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้มีหนังสือไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ ผู้อ�ำนวยการธนาคารออมสิน เลขาธิการส�ำนักงานคณะกรรมการ ก�ำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เลขาธิการคณะกรรมการ ก�ำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ประธานคณะกรรมการพัฒนา ตลาดทุนไทย และกรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เพื่อร่วมมือขับเคลื่อนและผลักดันภารกิจที่เกี่ยวกับ ความรอบรู้ทางการเงินของประชาชนไทย ๓.
ส่วนที่ 4 105 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา หนี้ที่อยู่ในสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ประมาณร้อยละ ๖๐ (ประมาณ ๒.๖ ล้านบัญชี) สมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิกได้บรรจุเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนไว้ในแผนยุทธศาสตร์ ๓ ปี และมีหลักการช่วยเหลือลูกหนี้ ตลอดวงจรหนี้ตามกรอบมาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก�ำหนดไว้รวม ๔ ประการ ดังนี้ (๑) หนี้เสีย ให้สามารถ แก้ไขได้ (๒) หนี้เรื้อรัง ให้มีทางเลือกปิดจบหนี้ได้ (๓) หนี้ใหม่ ให้มีคุณภาพ ไม่กลายเป็นปัญหาในอนาคต และ (๔) หนี้นอกระบบ ให้มีโอกาสมากขึ้นที่จะเข้ามากู้ในระบบได้ ในขณะที่สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ได้ก�ำหนดให้การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนไว้เป็นพันธกิจของสมาคม และสถาบันการเงินสมาชิก โดยมีแนวทางในการควบคุมตลอดวงจรหนี้ ตั้งแต่การก่อหนี้ใหม่ที่มีคุณภาพ การดูแลหนี้ โดยเฉพาะหนี้เรื้อรัง การดูแลลูกหนี้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และมีคุณภาพ นอกจากนี้ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรยังด�ำเนินโครงการส่งเสริมให้ลูกหนี้น�ำหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ เป็นกรณีพิเศษตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา มีส่วนท�ำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงมาอยู่ที่ ร้อยละ ๙๐.๖ ต่อ GDP ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ ๑) มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนของธนาคารแห่งประเทศไทย ๑.๑) มาตรการ ฟ้า - ส้ม เป็นมาตรการที่สถาบันการเงินใช้ช่วยเหลือลูกหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ เกิดผลดี โดยมาตรการดังกล่าวก�ำลังจะสิ้นสุดในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ ในขณะที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจยังมี ความเปราะบาง และลูกหนี้ของสถาบันการเงินยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยควรพิจารณาศึกษา ว่าสมควรจะขยายระยะเวลามาตรการดังกล่าวหรือไม่ และกรณีไม่ขยายระยะเวลา ควรก�ำหนดแนวทางให้สถาบันการเงิน จัดท�ำแผนรองรับการบริหารจัดการลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดกลุ่มนี้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ อย่างเหมาะสม ๑.๒) จากการให้ข้อมูลพบว่าการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบปัญหาตามกรอบมาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ก�ำหนด ล้วนเป็นมาตรการทางด้านการเงินทั้งสิ้น แต่จะประสบผลดีต่อเมื่อลูกหนี้สามารถฟื้นฟูศักยภาพการผลิตหรือ การประกอบธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจ�ำเป็นต้องมีการสนับสนุนองค์ความรู้ที่ทันสมัย หรือการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ ซึ่งธนาคารออมสินได้ด�ำเนินการมาตรการฟื้นฟูและพัฒนาลูกหนี้อย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม ดังนั้น กระทรวงการคลังควรก�ำหนดให้สถาบันการเงินของรัฐจัดท�ำแผนฟื้นฟูและพัฒนาลูกหนี้ที่ได้รับ ผลกระทบและเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้ พร้อมทั้งก�ำหนดตัวชี้วัดตามระบบการประเมินผลรัฐวิสาหกิจ อย่างเหมาะสมและจัดสรรงบประมาณสนับสนุนแผนงานดังกล่าวตามสมควร ๑.๓) โครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-๑๙ เป็นกรณี พิเศษตามนโยบายรัฐบาล ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะได้รับการชดเชย ความเสียหายไม่เกินร้อยละ ๕๐ ดังนั้น กระทรวงการคลังควรก�ำกับติดตามให้สถาบันการเงินทั้งสองแห่งด�ำเนินการ แยกบัญชีลูกหนี้โครงการ และให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาศักยภาพลูกหนี้ ตลอดจนลดภาระหนี้หรือปรับ โครงสร้างหนี้จนถึงที่สุดก่อนจะพิจารณาชดเชยความเสียหายตามมติคณะรัฐมนตรีต่อไป
ส่วนที่ 4 106 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๑.๔) สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเป็นกลไกส�ำคัญในการอ�ำนวยสินเชื่อไปสู่กลุ่มเป้าหมายตามที่กฎหมาย ก�ำหนด ซึ่งมักจะมีความเสี่ยงสูงกว่าสถาบันการเงินเชิงพาณิชย์โดยทั่วไป โดยปัจจุบัน กระทรวงการคลังได้มอบหมาย ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยท�ำหน้าที่เป็นหน่วยงานก�ำกับดูแลการด�ำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจให้สามารถ อ�ำนวยสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับภารกิจของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังควรดูแลความเพียงพอของเงินกองทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่ง และพิจารณาเพิ่มทุนให้ทันต่อเหตุการณ์ ๒) ข้อเสนอแนะต่อนโยบายพักช�ำระหนี้ของรัฐบาล การพักหนี้ตามนโยบายของรัฐบาลเป็นมาตรการทางการเงินที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกหนี้ ที่มีภาระหนี้หนักเป็นการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรด�ำเนินมาตรการสนับสนุนคู่ขนานและต่อเนื่อง ดังนี้ ๒.๑) ควรส่งเสริมให้ลูกหนี้ที่พักหนี้เข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตลอดจนสนับสนุนข้อมูล ความต้องการของตลาดในระหว่างการพักหนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยน การผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๒.๒) ควรให้สถาบันการเงินออกมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ต่อเนื่องหลังการพักหนี้ รวมถึงติดตาม พฤติกรรมและความสามารถในการช�ำระหนี้ของลูกหนี้อย่างใกล้ชิดและสม�่ำเสมอ เพื่อทบทวนศักยภาพของลูกหนี้ และปรับตารางการช�ำระหนี้ให้สอดคล้อง ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกหนี้มีโอกาสปิดจบหนี้ หรือไม่กลับมาเป็นหนี้เสียอีกครั้ง ซึ่งจะน�ำไปสู่การแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ๒.๓) ควรมีมาตรการดูแลลูกหนี้ดี มีวินัยการช�ำระหนี้ และไม่ประสงค์พักหนี้ควบคู่กับการพักหนี้ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสมดุลเชิงนโยบายและป้องกันการฉกฉวยโอกาสของลูกหนี้ เอ็นพีแอลเทียม (Strategic NPLs) ๒.๔) ควรมีมาตรการผ่อนปรนให้สถาบันการเงินเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่เข้าสู่การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นประโยชน์ของลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ลดลงและมีโอกาสช�ำระหนี้ได้ตามศักยภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะ ทางการเงินของสถาบันการเงิน ผลส�ำเร็จของงาน คณะกรรมาธิการได้จัดท�ำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนของธนาคาร แห่งประเทศไทยเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาด�ำเนินการต่อไป ส�ำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือ มายังประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ โดยแจ้ง ให้ทราบว่าน�ำกราบเรียนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีบัญชาส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณาและน�ำเรียน ประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) ในฐานะประธานคณะกรรมการก�ำกับการแก้ไขหนี้สิน ของประชาชนรายย่อยพิจารณา โดยจะแจ้งผลความคืบหน้าในการด�ำเนินการให้คณะกรรมาธิการทราบต่อไป
ส่วนที่ 4 107 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา มีหน้าที่และอ�ำนาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระท�ำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บทบาท และการยอมรับประเทศไทยในประชาคมโลก คนไทยโพ้นทะเล สถานการณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันอาจส่งผลกระทบต่อ ผลประโยชน์ รวมทั้งภาพลักษณ์ของประเทศ พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่อยู่ในหน้าที่และอ�ำนาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หน้าที่และอ�ำนาจ รายชื่อสมาชิกวุฒิสภาในคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการ ๑. นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ๒. นายกิตติวะสีนนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. พลเอก สุรพงษ์สุวรรณอัตถ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. ศาสตราจารย์พิเศษกาญจนารัตน์ลีวิโรจน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๕. นางดวงพร รอดพยาธิ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ ๖. พลเอก นาวิน ด�ำริกาญจน์ รองโฆษกคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๗. นายอนุศาสน์สุวรรณมงคล รองโฆษกคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๘. พลเอก ธีรเดช มีเพียร ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๙. นายสุวพันธุ์ตันยุวรรธนะ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๐. นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๑. พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๒. พลเอก เลิศฤทธิ์เวชสวรรค์ กรรมาธิการ ๑๓. นายถวิล เปลี่ยนศรี กรรมาธิการ ๑๔. นายสมชาย ชาญณรงค์กุล กรรมาธิการ ๑๕ นายบรรชา พงศ์อายุกูล กรรมาธิการ ๑๖. นายกูรดิสถ์จันทร์ศรีชวาลา กรรมาธิการ ๑๗. พลเอก สนิธชนก สังขจันทร์ กรรมาธิการ ๑๘. นายสุวัฒน์จิราพันธุ์ กรรมาธิการ ๑๙. พลเอก ทรงวิทย์หนุนภักดี กรรมาธิการ ๑. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาและติดตามความร่วมมือในกรอบอาเซียนและความร่วมมือในระดับภูมิภาค ๒. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาและติดตามความคืบหน้าของการด�ำเนินการตามเป้าหมาย การพัฒนา ที่ยั่งยืนของสหประชาชาติและการด�ำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ๓. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาและติดตามสถานการณ์ระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย ๔. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาและติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดท�ำ และด�ำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างประเทศ
ส่วนที่ 4 108 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๑๐ ครั้ง ๓ ครั้ง ๒๐๙ ครั้ง ๓ เรื่อง ๒ เรื่อง ๓๒๖ ครั้ง ๕ เรื่อง สถิติการประชุม สถิติผลการด�ำเนินงาน สถิติการจัดเสวนา/สัมมนา สถิติการเดินทางไปศึกษาดูงาน • คณะกรรมาธิการ • คณะอนุกรรมาธิการ • เรื่องที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมวุฒิสภา • ในประเทศ • ต่างประเทศ • เรื่องที่พิจารณาศึกษาเสร็จแล้ว • เรื่องร้องเรียน ๗ ครั้ง ๑๑ ครั้ง • จัดสัมมนา/เสวนา • กิจกรรมอื่น ๆ (การรับรองคณะทูต และการประชุมกับผู้แทน หน่วยงานหรือองค์การระหว่างประเทศ) ยุทธศาสตร์ของไทยในอนุภูมิภาคลุ่มน�้ำโขง โดยเรื่องดังกล่าวคณะกรรมาธิการได้เสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๗ (สมัยสามัญ ประจ�ำปีครั้งที่สอง) วันจันทร์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ซึ่งมีสาระส�ำคัญดังนี้ อนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขงมีกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศภายในอนุภูมิภาคและกับภายนอกอนุภูมิภาค จ�ำนวน ๑๓ กรอบความร่วมมือ ครอบคลุมการบริหารจัดการทรัพยากรน�้ำในแม่น�้ำโขงตอนบนและแม่น�้ำโขงตอนล่าง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนและการเสริมสร้างขีดความสามารถ ด้านพลังงาน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในบริบทการแข่งขันด้านยุทธศาสตร์ของมหาอ�ำนาจในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้และในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขงทั้งสิ้น ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือภายในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขงที่อยู่ สถิติการด�ำเนินงานของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗ ผลงานเด่นของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗ ๑. นอกจากการพิจารณาและติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดท�ำและด�ำเนินการ ตามยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่และอ�ำนาจตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ และการจัดท�ำและด�ำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ และข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ แล้ว ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษาและติดตามเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่ในหน้าที่และอ�ำนาจ และได้มีความคิดเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินมากมาย แต่ ณ ที่นี้ คณะกรรมาธิการจะขอน�ำเสนอ เรื่องที่ถือว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลงานทั้งหมด ดังนี้
ส่วนที่ 4 109 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ในช่วงเริ่มต้นและมีศักยภาพสูง ควรได้รับการผลักดันนโยบายระดับสูงจากประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคให้เป็นแกนกลาง ของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในอนุภูมิภาค ได้แก่ (๑) ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยาแม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือ ภายในอนุภูมิภาคที่แสดงความเป็นตัวตนในการก�ำหนดวาระของอนุภูมิภาคด้วยตนเอง และในปัจจุบันมีกลไกภายใน ที่ครอบคลุมและสอดประสานความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ของอนุภูมิภาคอย่างครอบคลุมในระดับประเทศสมาชิกและ ประเทศหุ้นส่วนการพัฒนาของ ACMECS โดยประเทศไทยท�ำหน้าที่ส�ำนักเลขาธิการชั่วคราว (Interim Secretariat) (๒) ความริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration: IAI) เพื่อลดช่องว่างการพัฒนา ระหว่างประเทศสมาชิกเก่ากับประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน โดยประเทศสมาชิกเก่าร่วมกันจัดท�ำโครงการ ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศใหม่ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และการรวมตัวทางเศรษฐกิจ และ (๓) ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC) ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องการบริหารจัดการน�้ำ ในลุ่มแม่น�้ำโขงและการสร้างความยั่งยืนในมิติอื่น ๆ โดยจีนเป็นสมาชิกส�ำคัญและภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ จีนได้ แบ่งปันข้อมูลน�้ำจากแม่น�้ำโขงตอนบน โดยเฉพาะข้อมูลด้านอุทกวิทยาและการบริหารจัดการเขื่อนของจีนตลอดทั้งปี ให้กับประเทศในแม่น�้ำโขงตอนล่างตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๓ ทั้งนี้ โดยค�ำนึงถึงประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างประเทศ อาเซียนในอนุภูมิภาคกับประเทศมหาอ�ำนาจและประเทศนอกภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย ในฐานะรัฐริมฝั่งโขง (riparian state) ประเทศไทยมีผลประโยชน์ในแม่น�้ำโขงโดยตรง ทั้งในเรื่องการบริหาร จัดการน�้ำ การจัดหาพลังงานไฟฟ้าพลังน�้ำ และการแก้ไขผลกระทบจากปัญหาอุบัติใหม่ข้ามพรมแดน ยุทธศาสตร์ชาติ ให้ความส�ำคัญต่ออนุภูมิภาคลุ่มน�้ำโขง โดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพหลักขับเคลื่อนการรักษาผลประโยชน์ชาติ บริเวณลุ่มแม่น�้ำโขงและความสัมพันธ์อันดีกับประเทศรอบบ้าน วางบทบาทของไทยในการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ที่ส�ำคัญในอนุภูมิภาคลุ่มน�้ำโขงและมีบทบาทที่แข็งขันในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในกรอบความร่วมมือ ระดับอนุภูมิภาคและภูมิภาคต่าง ๆ และจัดท�ำผลลัพธ์ด้านความร่วมมือด้านความมั่นคงที่เป็นรูปธรรม (key deliverables) ในกรอบหรือกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน�้ำโขงได้ ๑๕ ประเด็น ภายในปี ๒๕๗๐ ด้วยเหตุนี้ อนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขง จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของประเทศไทย
ส่วนที่ 4 110 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา คณะกรรมาธิการจึงเห็นความจ�ำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะเร่งด�ำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติในอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น�้ำโขง โดยก�ำหนดเป็นวาระแห่งชาติด้านการต่างประเทศ ดังนี้ ๑) ด้านยุทธศาสตร์และความยั่งยืนของอนุภูมิภาค ๑.๑ ไทยควรก�ำหนดยุทธศาสตร์อนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขงให้ครอบคลุมและสอดประสานกัน และพิจารณา ผลประโยชน์ของไทยในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขงและผลกระทบในด้านต่าง ๆ อย่างรอบด้าน เพราะมีหลายกรอบความร่วมมือ อยู่ในการดูแลของต่างหน่วยงาน เพื่อให้นโยบายมีความชัดเจนทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ทั้งในกรอบ ทวิภาคี กรอบพหุภาคี และกรอบอนุภูมิภาค ทั้งนี้ ไทยควรเร่งพัฒนาการจัดองค์กร และขยายความร่วมมือในกรอบ ยุทธศาสตร์ ACMECS โดยสนับสนุนให้ส�ำนักเลขาธิการชั่วคราวที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเป็นแกนน�ำ พร้อมทั้งยกระดับ กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน�้ำโขง กระทรวงการต่างประเทศ ขึ้นเป็นส่วนราชการระดับกรม เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ของไทยในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขง ๑.๒ ไทยควรติดตามและประเมินสถานการณ์การแข่งขันระหว่างมหาอ�ำนาจอย่างใกล้ชิด และใช้โอกาส จากการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอ�ำนาจเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับประเทศภายในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขงให้มากขึ้น ในทุกกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมทั้งในกรอบรัฐสภา ยกระดับกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขง ขึ้นเป็นความร่วมมือในระดับยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนกับอาเซียนในกรอบของการสร้างประชาคม อาเซียนและโดยสอดคล้องกับ AOIP และธ�ำรงความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของ มหาอ�ำนาจและพันธมิตรและการประสานนโยบายกับนอกอนุภูมิภาค ๒) ด้านการบริหารจัดการน�้ำ ๑.๑ ไทยควรอ้างหลักสิทธิในการแบ่งปันการใช้น�้ำอย่างสมเหตุผลและเท่าเทียม (reasonable and equitable share) เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศด้านทรัพยากรน�้ำในลุ่มแม่น�้ำโขงอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป้าประสงค์ ระยะยาวของไทยควรมุ่งให้ประเทศในลุ่มแม่น�้ำโขง มีระบบและกฎระเบียบ (regime) ว่าด้วยแม่น�้ำโขง เพื่อให้แม่น�้ำโขง ยังประโยชน์สูงสุดต่อประเทศในลุ่มแม่น�้ำโขงอย่างยั่งยืนและเท่าเทียมกัน ๑.๒ ไทยอาจพิจารณาใช้กลไกภายใต้ ACMECS รวมทั้ง ACMECS+6 Development Partners ซึ่งมีจีน รวมอยู่ด้วย ให้มีบทบาทในเชิงสร้างสรรค์ในการบริหารจัดการน�้ำในลุ่มแม่น�้ำโขงอย่างเป็นองค์รวม นอกจากกลไกหลัก คือ MRC และ MLC ๑.๓ สร้างความพร้อมรับมือและบรรเทาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนและการบริหารจัดการเขื่อน และ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาสิ่งแวดล้อมในลุ่มแม่น�้ำโขง และผลักดันให้ด�ำเนินการในเรื่องดังกล่าว ในระดับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในอนุภูมิภาค รวมทั้งยกระดับหน่วยงานดูแลภารกิจแม่น�้ำโขงในส�ำนักงาน ทรัพยากรน�้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้สูงขึ้นเทียบเท่าประเทศสมาชิกอื่นใน MRC ที่มีองค์กรบริหารงานแม่น�้ำโขงเป็นองค์กร ระดับกรม ๓) ด้านการวิจัยและทรัพยากรมนุษย์ ๓.๑ ส่งเสริมการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขงเพื่อสร้างความพร้อมด้านยุทธศาสตร์และด้าน นโยบายของไทยต่ออนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขง ๓.๒ สนับสนุนให้คนไทยเข้าไปท�ำงานใน MRC และกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคปฏิบัติหน้าที่ ในต�ำแหน่งนโยบายระดับสูงและในต�ำแหน่งอ�ำนวยการที่ส�ำคัญ และรวมทั้งต�ำแหน่งผู้อ�ำนวยการบริหารของ MRC (MRC Chief Executive Officer) ซึ่งจะถึงวาระของประเทศไทยในปี พ.ศ. ๒๕๖๘
ส่วนที่ 4 111 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา การด�ำเนินงานของประเทศไทยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพิจารณาและติดตามการด�ำเนินงานของประเทศไทยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ พบว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่ส�ำคัญและมีความรุนแรงขึ้นตามล�ำดับ และ โดยที่ปัญหานี้มิใช่เป็นปัญหาของคนใดคนหนึ่ง จึงต้องด�ำเนินการแก้ไขโดยผ่านความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของ ทุกภาคส่วน และทุกประเทศทั่วโลกได้ให้ความส�ำคัญเป็นอย่างยิ่ง ส�ำหรับประเทศไทย ที่ผ่านมารัฐบาลได้ก�ำหนดและด�ำเนินการตามนโยบายต่าง ๆ เพื่อการอนุรักษ์และรักษา สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกับการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาทิ การน�ำแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ ชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) มาใช้เพื่อขับเคลื่อน ประเทศควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม อันจะน�ำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต่อไป เป็นต้น รวมทั้งการจัดท�ำแผน พลังงานชาติที่จะมุ่งไปสู่แนวทางการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยแผนพลังงานชาติ ดังกล่าวจะมีการก�ำหนดแนวนโยบายเพื่อขับเคลื่อนพลังงานที่สามารถบรรลุเป้าหมายและมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต�่ำ ตั้งแต่ระดับฐานรากไปสู่ระดับประเทศ นอกจากนี้ ปัจจุบันในภาคธุรกิจโดยเฉพาะองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ได้ให้ความส�ำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศและมีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง โดยผ่านโครงการและงบประมาณจ�ำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามยังมี ประเด็นที่น่ากังวลในส่วนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) และ ภาคประชาชนเท่านั้นที่ยังไม่ได้มีการขับเคลื่อนหรือปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องนี้ อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจ�ำเป็นอย่างยิ่ง โดยอาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ การค้า หรือการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การกีดกันทางการค้าหรือการไม่เข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ในประเทศไทยอันมีที่มาจากปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น จากการพิจารณาดังกล่าวมาข้างต้น คณะกรรมาธิการจึงได้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีดังนี้ ๑) ควรเร่งรัดและผลักดันให้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายฉบับหนึ่งที่อยู่ในข้อเสนอในการมีหรือพัฒนากฎหมายที่สนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและ การปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของการปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นร่างกฎหมายส�ำคัญที่คณะรัฐมนตรีจะตราขึ้นเพื่อด�ำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ ตามค�ำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการน�ำเสนอคณะรัฐมนตรี รวมทั้ง เห็นควรให้มีการปรับปรุงในส่วนของเนื้อหาในร่างพระราชบัญญัติด้วยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันและ มาตรการต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่เกิดจากการประชุม COP26 ๒.
ส่วนที่ 4 112 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๒) ตามที่รัฐบาลได้ก�ำหนดให้น�ำแนวคิด BCG Model มาใช้เพื่อขับเคลื่อนประเทศนั้น เห็นควรที่รัฐบาลจะเร่งรัด และผลักดันให้มีการน�ำ BCG Model ซึ่งให้เป็นวาระหลักในการประชุมเอเปคที่ไทยเป็นเจ้าภาพในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ไปปรับใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างสมดุลเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนต่อไป ๓) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทุกประเทศให้ความส�ำคัญ และน�ำไปสู่ มาตรการต่าง ๆ ที่จะออกมาเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศ รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจด้วย ซึ่งกรณีนี้จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะ SMEs ในการด�ำเนินธุรกิจกับต่างประเทศในอนาคต เพราะฉะนั้น รัฐบาลจึงควรสร้างการรับรู้และความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เพื่อให้ทราบและเข้าใจ ว่ามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอาจจะเป็นมาตรการหนึ่งที่ประเทศต่าง ๆ จะน�ำไปใช้และก่อให้เกิดการกีดกันสินค้าที่จะ ส่งออกไปต่างประเทศว่าเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต ๔) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความส�ำคัญเพิ่มมากขึ้นในเวทีการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคต จึงใคร่ขอสนับสนุนให้รัฐบาลใช้คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศแห่งชาติเป็นกลไกในการขับเคลื่อนและบูรณาการการด�ำเนินงานของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากสามารถก้าวไปสู่การมีหน่วยงานที่มี หน้าที่และอ�ำนาจรับผิดชอบในเรื่องนี้ต่อไป ก็จะส่งผลดีต่อการยกระดับประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ รวมทั้ง สร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการด�ำเนินการตามพันธกรณีที่ประกาศไว้ ๕) กระทรวงพลังงานก�ำลังจัดท�ำแผนพลังงานชาติเพื่อให้สามารถบูรณาการแผนทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ไว้ในแผนชาติ รวมทั้งให้มีการด�ำเนินการด้านพลังงานสอดคล้องกับทิศทางที่เกิดขึ้นจากการประชุม COP26 และข้อตกลง ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมาธิการสนับสนุนให้มีการเร่งรัดการจัดท�ำแผนพลังงานชาติ ตลอดจนสร้าง ความตระหนักรู้และก�ำกับดูแลให้ทุกภาคส่วนมีแผนปฏิบัติการในรายละเอียดและท�ำให้มีการปฏิบัติจริงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาและผู้หนีภัยความไม่สงบจากเมียนมาในประเทศไทย โดยคณะกรรมาธิการได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๓๓ (สมัยสามัญ ประจ�ำปีครั้งที่สอง) เมื่อวันอังคารที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๗ โดยมีสาระส�ำคัญดังนี้ ในอดีตไทยได้แก้ไขปัญหาผู้อพยพชาวอินโดจีนที่อพยพเข้ามาเป็นจ�ำนวนมากและอยู่ในความสนใจของ นานาชาติ โดยการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ที่พักพิง และยอมรับสถานะผู้ลี้ภัยของผู้อพยพชาวอินโดจีน ทั้งนี้ ในการแก้ไขปัญหา ไทยได้ให้ส�ำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติหรือ UNHCR เข้ามาด�ำเนินงาน ในค่ายผู้ลี้ภัยในไทย เพื่อรอการส่งตัวไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม ซึ่งเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. ๑๙๕๑ ถือได้ว่าประสบความส�ำเร็จในการแก้ไขปัญหาผู้อพยพเป็นอย่างมาก ๓.
ส่วนที่ 4 113 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ส�ำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ที่ผ่านมาไทยได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมอย่างเต็มที่ แต่ไม่ยอมรับว่าผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาดังกล่าวมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย ซึ่งกรณีนี้ท�ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอิสระ ในการแก้ไขปัญหามากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่มีความยืดเยื้อมากว่า ๓๐ ปี ท�ำให้ที่ผ่านมาไทยได้ก�ำหนดแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว อาทิ (๑) การแก้ไขปัญหาที่ประเทศต้นทางคือ เมียนมา ซึ่งปัจจุบันยังมีความขัดแย้งภายใน ประเทศ (๒) การให้ไปตั้งถิ่นฐานยังประเทศที่สาม ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาคือ ประเทศที่ประสงค์จะรับตัวผู้หนีภัย การสู้รบจากเมียนมาไปตั้งถิ่นฐานมีจ�ำนวนลดน้อยลง (๓) การควบคุมดูแลโดยองค์กรด้านมนุษยธรรม ซึ่งผู้หนีภัย การสู้รบจากเมียนมาจะได้รับการดูแลตามมาตรฐานสากล (๔) การให้อพยพกลับประเทศต้นทางโดยสมัครใจ หรือ (๕) การบรรเทาปัญหา โดยการจัดกลุ่มใหม่ของศูนย์พื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา หรือน�ำผู้หนีภัย การสู้รบจากเมียนมาออกมาท�ำงานนอกพื้นที่พักพิงชั่วคราว ส่วนผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา ที่มีการอพยพเข้ามาในไทยเมื่อมีเหตุการณ์ความไม่สงบหรือสงคราม ภายใน ไทยได้มีแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว คือ การไม่ปิดกั้นการเดินทางกลับเมื่อสถานการณ์สงบ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการก�ำหนดพื้นที่ส�ำหรับรองรับบุคคลเหล่านี้ไว้ โดยแบ่งออกเป็นพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวและ พื้นที่พักรอ ซึ่งพื้นที่พักรอนั้นกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแล เตรียมไว้ในพื้นที่ ๕ จังหวัด ที่ผ่านมาผู้หนีภัยความไม่สงบ ชาวเมียนมาได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวที่มีฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่โดยเฉพาะทหารและกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันดูแลเท่านั้น ในลักษณะของการเข้ามาอยู่เป็นการชั่วคราวในระยะเวลาอันสั้นและเดินทางกลับ เนื่องจากความ เป็นห่วงในถิ่นฐาน ทรัพย์สิน และครอบครัว ในการพิจารณาศึกษาคณะกรรมาธิการได้มีข้อเสนอแนะดังนี้ ๑) ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ ส�ำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม ควรร่วมกันด�ำเนินการศึกษาและทบทวนแนวทางการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและครอบคลุมทุกมิติ โดยไม่ให้ปัญหานี้กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ๒) กองทัพและฝ่ายปกครองควรด�ำรงแนวทางการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยความไม่สงบจากเมียนมาไว้ อาทิ การปฏิบัติการด้านการข่าว การควบคุมผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา (ผภสม.) ไว้ในพื้นที่พักรอตามหลัก มนุษยธรรม การแยกกลุ่ม การควบคุมโรคระบาด การเลี้ยงดูขั้นพื้นฐาน และการส่งกลับภูมิล�ำเนาในเขตเมียนมา เมื่อสถานการณ์ปลอดภัย พร้อมทั้งควบคุมดูแลกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาในพื้นที่ไม่ให้มีกิจกรรมที่จะส่งผลกระทบ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเมียนมา
ส่วนที่ 4 114 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา มีหน้าที่และอ�ำนาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระท�ำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับกิจการทางการทหารทั้งปวง อุตสาหกรรม ป้องกันประเทศ และการพัฒนาประเทศ และที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแบบองค์รวม พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่อยู่ในหน้าที่และอ�ำนาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมาธิการการทหารและความมันคงของรัฐ ่ วุฒิสภา หน้าที่และอ�ำนาจ รายชื่อสมาชิกวุฒิสภาในคณะกรรมาธิการ ๑. พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ๒. พลเอก วรพงษ์สง่าเนตร รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. พลเอก จีระศักดิ์ชมประสพ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นายถวิล เปลี่ยนศรี รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๕. พลเอก อู้ด เบื้องบน ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๖. พลเอก วัฒนา สรรพานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๗. พลเอก สนั่น มะเริงสิทธิ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๘. พลเอก อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ ๙. ศาสตราจารย์นิสดารก์เวชยานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการ ๑๐. พลเอก สมหมาย เกาฏีระ กรรมาธิการ ๑๑. พลเอก ชูศักดิ์เมฆสุวรรณ์ กรรมาธิการ ๑๒. พลเอก สุนทร ข�ำคมกุล กรรมาธิการ ๑๓. พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ กรรมาธิการ ๑๔. นายเชิดศักดิ์สันติวรวุฒิ กรรมาธิการ ๑๕. นายทวีวงษ์จุลกมนตรี กรรมาธิการ ๑๖. นายอนุสิษฐ คุณากร กรรมาธิการ ๑๗. คุณหญิงพรทิพย์โรจนสุนันท์ กรรมาธิการ ๑๘. นางสาวปิยฉัฏฐ์วันเฉลิม กรรมาธิการ ๑๙. ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี กรรมาธิการ
ส่วนที่ 4 115 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๔๙ ครั้ง ๒ ครั้ง ๑๘๓ ครั้ง ๖ เรื่อง ๗ เรื่อง ๕๑๔ ครั้ง ๑๙ เรื่อง สถิติการประชุม สถิติผลการด�ำเนินงาน สถิติการจัดเสวนา/สัมมนา สถิติการเดินทางไปศึกษาดูงาน • คณะกรรมาธิการ • คณะอนุกรรมาธิการ • รายงานการพิจารณาที่เสนอวุฒิสภา • ในประเทศ • ต่างประเทศ • เรื่องที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมวุฒิสภา • เรื่องร้องเรียน • จัดสัมมนา/เสวนา ๓๒ ครั้ง สถิติการด�ำเนินงานของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗ คณะอนุกรรมาธิการ ผลงานเด่นของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗ ๑. คณะอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดท�ำและด�ำเนินการ ตามยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ๒. คณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารเพื่อความมั่นคง การพัฒนาประเทศ และการช่วยเหลือประชาชน ๓. คณะอนุกรรมาธิการศึกษาการพัฒนาระบบการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม ๔. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้ง การรักษาความมั่นคงและปกป้องผลประโยชน์ของชาติทั้งทางบกและทางทะเล การพิจารณาศึกษาตามหน้าที่และอ�ำนาจของคณะกรรมาธิการในปี ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗ โดยประมวลรายละเอียด ข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นต่าง ๆ ของทุกส่วนที่เกี่ยวข้องได้อย่างความครบถ้วน รอบด้าน และเกิดประโยชน์ สูงสุดต่อเรื่อง/ประเด็นอันจะน�ำไปสู่ประโยชน์สาธารณะและประเทศชาติ ซึ่งมีการสรุปผลการพิจารณาศึกษาและ ข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกตที่ส�ำคัญและเป็นผลงานเด่นของคณะกรรมาธิการในห้วงปี ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗ ดังนี้
ส่วนที่ 4 116 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา เรื่องความมั่นคงที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการด�ำเนินกิจกรรมต่าง ๆ อันเกิดจากความมั่นคง ที่ไม่ใช่เฉพาะการทหารและการป้องกันประเทศ คณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาศึกษา เรื่อง ผลกระทบต่อความมั่นคงของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ซึ่งจัดท�ำขึ้นเพื่อศึกษาและรวบรวมข้อมูลโรคระบาดร้ายแรงตั้งแต่อดีตจนถึงสถานการณ์การ แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ รวมถึงแนวโน้มและผลกระทบในมิติด้านความมั่นคงอันเป็นรายงาน ที่กล่าวถึงการรับมือโรคดังกล่าว โดยที่ประชุมวุฒิสภาให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๓ และต่อมา ส�ำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือที่ นร ๐๕๐๓/๒๖๘๓๒ ลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔ แจ้งผลการด�ำเนินการ ตามข้อสังเกตรายงาน ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีให้กระทรวงมหาดไทยด�ำเนินการในภาพรวมร่วมกับกระทรวง กลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข ส�ำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองอ�ำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ศูนย์อ�ำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทุกหน่วยตามที่กล่าวเห็นว่ารายงานมีความเหมาะสมสามารถน�ำ ข้อเสนอเชิงนโยบายไปใช้เป็นแนวทางในการก�ำหนดยุทธศาสตร์และแผนงานในภารกิจด้านการพัฒนาประเทศ ด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงต่าง ๆ อาทิ ภัยพิบัติ โรคอุบัติใหม่ โรคระบาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ของโลกและสถานการณ์ในประเทศภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด - ๑๙ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้มีข้อสังเกตเชิงนโยบาย ที่รัฐพึงน�ำไปพิจารณาและปฏิบัติ แบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือ ระดับที่ ๑ ข้อเสนอต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก ประกอบด้วย ๑) รัฐไทยควรใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงทางด้านสุขภาพและอาหารมาใช้ในการแสดงบทบาทผู้น�ำในเวที ประชาคมอาเซียน โดยอาจยกระดับมิติสาธารณสุขและอาหารขึ้นเป็นเสาหลัก ที่ ๔ ของประชาคมอาเซียน หรือเพิ่มบทบาท ฝ่ายความมั่นคงในกลไกการประชุมระดับรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่อาวุโส ในกรอบความร่วมมือด้านสาธารณสุขเดิม ๒) รัฐไทยควรน�ำจุดเด่นด้านความมั่นคงผนวกกับศักยภาพด้านความมั่นคง ด้านสาธารณสุข และอาหารมาใช้ ในการก�ำหนดต�ำแหน่งทางยุทธศาสตร์ในประชาคมโลก มุ่งเน้นการวางตัวเป็นกลาง พร้อมให้ความช่วยเหลือด้าน มนุษยธรรมแก่ทุกชนชาติและสนับสนุนสันติภาพในทางระหว่างประเทศเป็นหลัก ระดับที่ ๒ ข้อเสนอแนะต่อแนวโน้มสถานการณ์ภายในประเทศ ประกอบด้วย ๑) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) รองรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านสาธารณสุข เกษตรกรรม และการบริหารจัดการสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนกลไก สภาสันติสุขต�ำบลให้มีประสิทธิภาพและเป็นหน่วยยุทธศาสตร์หลักในมิติด้านความมั่นคง การพัฒนาเศรษฐกิจ และ สังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ๑.
ส่วนที่ 4 117 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๒) การปรับสมดุลการพัฒนาด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพบนฐาน ของเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลระดับฐานราก ผ่านการสร้างแกนน�ำที่มีศักยภาพในการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัลอย่างเป็นระบบ รวมทั้งฝ่ายทหารจะต้องยกระดับบทบาทของตนเองในการเป็น “ทหารนักพัฒนา” และเสริมสร้าง ความเข้มแข็งสุขภาพชุมชนโดยการดึง “หน่วยแพทย์ทหาร” เข้ามามีส่วนร่วมกับกลไกสาธารณสุขชุมชนที่มีอยู่เดิม เพื่อสร้างความไว้วางใจให้ประชาชนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่ทหารต้องเข้ามา มีบทบาทการเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์มากยิ่งขึ้น ๓) ยกระดับโครงการต�ำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน บนพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการระดมทรัพยากร และขีดความสามารถของหน่วยงานหรือภาคส่วนอื่น ๆ ของรัฐและมิใช่รัฐ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาท�ำงานร่วมกับ ภาคประชาสังคม ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับฐานราก ๔) เพิ่มบทบาทในการเสริมสร้างการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อเพื่อสุขอนามัยที่ดี ให้กับประชาชนผ่านผู้น�ำชุมชน ผู้น�ำศาสนา และเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่ ๕) การเพิ่มบทบาทของหน่วยงานด้านความมั่นคงในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ด้านดิจิทัล และสาธารณสุข ทั้งในส่วนที่กองทัพด�ำเนินการเอง ส่วนที่ร่วมมือกับหน่วยงาน และภาคส่วนอื่น ๆ และส่วนที่สนับสนุนการค้นคว้า วิจัยให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ผ่านการให้ทุนศึกษาวิจัย เป็นต้น รายงานการพิจารณาศึกษา คลิปการประชุมวุฒิสภา ดังนั้น ผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง COVID-19 : ผลกระทบต่อความมั่นคงของคณะกรรมาธิการการทหาร และความมั่นคงของรัฐในช่วงปี ๒๕๖๓ และคณะรัฐ มนตรีได้พิจารณารับข้อสังเกตสั่งการให้กระทรวงและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาด�ำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องจึงเป็นข้อเสนอที่ท�ำให้ระบบงานความมั่นคงได้เข้ามาช่วยเหลือ และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบต่อร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สินและการด�ำรงชีวิตตามปกติของ ประชาชนในห้วงแห่งความล�ำบากและสับสนกับผลกระทบต่อความมั่นคงของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนที่ 4 118 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา เรื่องการศึกษากับการแก้ปัญหาและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ คณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาศึกษา เรื่อง “การทบทวนกิจกรรมการศึกษาเพื่อความมั่นคงในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งจัดท�ำขึ้นเพื่อศึกษาแนวคิดการแก้ไขปัญหาการบ่มเพาะในระบบโรงเรียนในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ - ๒๕๖๕ รวมถึงกิจกรรมการศึกษาเพื่อความมั่นคงในแผนงานบูรณาการขับเคลื่อน การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๖๓ - ๒๕๖๕ โดยที่ประชุมวุฒิสภาให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๓ และต่อมา เรื่อง “การพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยที่ประชุมวุฒิสภาให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๕ ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยกับรายงานพร้อมทั้ง ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ และมีมติให้ส่งรายงานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีพิจารณา ด�ำเนินการต่อไป ซึ่งต่อมาส�ำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือ ที่ นร ๐๕๐๓/๒๖๓๒๙ ลงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๖ แจ้งให้ทราบว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๖ รับทราบผลการพิจารณารายงาน ตามที่ศูนย์อ�ำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้พิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสม พร้อมทั้ง ข้อเสนอแนะรายงานการพิจารณาการศึกษาฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๑) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้ว เห็นว่ารายงานการพิจารณาศึกษาฯ ในภาพรวมมีความเหมาะสม เนื่องจากสอดคล้องกับการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ชาติ ในระยะที่ ๒ ของยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐) นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๖๕ - ๒๕๗๐ แผนปฏิบัติการด้านการบริหารและ การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐ และจุดเน้นของการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน ๒) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการด�ำเนินการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาเพื่อความมั่นคง ผ่านโครงการ/กิจกรรม ประจ�ำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ทั้งโครงการ/กิจกรรม ซึ่งเป็นการด�ำเนินงานตามภารกิจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน และการด�ำเนินการตามแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสอดคล้องกับ ข้อเสนอแนะในรายงานการพิจารณาศึกษาฯ อาทิ การด�ำเนินนโยบายการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี การประเมินสถานการณ์ ตามห้วงระยะเวลา การก�ำหนดกิจกรรมการศึกษาเพื่อความมั่นคงที่มุ่งผลลัพธ์ในการลดการบ่มเพาะ ความร่วมมือ ทางด้านการศึกษากับต่างประเทศ การเพิ่มมาตรฐานการศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ ส�ำหรับข้อเสนอแนะ เชิงนโยบายและข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติในรายงานการพิจารณาศึกษาฯ ซึ่งยังไม่ได้มีการขับเคลื่อนหรือยังด�ำเนินการ ไม่บรรลุเป้าหมายในประเด็นต่าง ๆ อาทิ การเพิ่มระดับการก�ำกับมาตรฐานสถานศึกษาเอกชน การก�ำหนดนิยาม ศัพท์และความหมาย “การศึกษาเพื่อความมั่นคง” การพิจารณาทบทวนงบประมาณที่ใช้จ่ายในแผนงาน/โครงการ การทบทวนปรับค่าเป้าหมายและตัวชี้วัด การประเมินผลสัมฤทธิ์ในแผนงานบูรณาการ รวมถึงการด�ำเนินโครงการ/ กิจกรรมที่มุ่งต่อเป้าหมาย ลดการบ่มเพาะที่ควรด�ำเนินการต่อเนื่อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมน�ำข้อเสนอแนะดังกล่าว ไปด�ำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดการบูรณาการท�ำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมาย ของการศึกษาเพื่อความมั่นคง ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ เป็นต้นไป ๒.
ส่วนที่ 4 119 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา เรื่องด�ำเนินการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งการด�ำเนินการตาม ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง คณะกรรมาธิการได้มีการประชุม จัดสัมมนาทั้งทางวิชาการและเชิงปฏิบัติการ จัดแถลงผลสัมฤทธิ์ การด�ำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง และลงพื้นที่ติดตามผลการด�ำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นต้นมา ท�ำให้ทราบปัญหาการขับเคลื่อนที่ส�ำคัญ ๔ ประการ ได้แก่ ๑) ปัญหา ขาดความชัดเจนในอ�ำนาจและหน้าที่ของส่วนราชการที่รับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อน (ทั้งที่ก�ำหนดไว้อย่างชัดเจน ในแผนแม่บทฯ และตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๒) ๒) ปัญหาขาดการท�ำงานแบบบูรณาการ ๓) ปัญหาขั้นตอนการจัดท�ำ/ก�ำหนดโครงการส�ำคัญที่ขาดประสิทธิภาพ และ ๔) ปัญหาความไม่สัมพันธ์ระหว่าง การ ตสร. ตามวงรอบของวุฒิสภา (ซึ่งรายงานล่าช้ากว่าห้วงเวลาที่ด�ำเนินการประมาณ ๓ - ๖ เดือน) กับการจัดท�ำแผนงาน โครงการและค�ำของบประมาณประจ�ำปี (ซึ่งท�ำล่วงหน้าประมาณครึ่งปี) โดยมีข้อเสนอแนะต่อประเด็นส�ำคัญที่เป็น ปัจจัยสนับสนุนการด�ำเนินการซึ่งฝ่ายบริหารได้ด�ำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๖ ดังนี้ ผลสัมฤทธิ์ของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นความมั่นคง ๑. ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๓ ได้มีการก�ำหนดผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนย่อย โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ออกค�ำสั่งที่ ๖/๒๕๖๓ เรื่องแต่งตั้ง คณะกรรมการบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ลงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๓ และค�ำสั่งที่ ๗/๒๕๖๓ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นความมั่นคง และนโยบายและแผน ระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ลงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๓ ขึ้น ท�ำให้มีผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง และแผนแม่บทฯ ประเด็นความมั่นคง ประเด็นการต่างประเทศ และแผนย่อยชัดเจน เป็นรูปธรรมมากขึ้น บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนส�ำคัญที่จะท�ำให้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคงบรรลุเป้าหมาย โดยมีกลไกการขับเคลื่อน ๒ ระดับ ได้แก่ ๑) กลไกระดับนโยบาย คือ คณะกรรมการ บูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง และ ๒) กลไกระดับอ�ำนวยการขับเคลื่อน คือ คณะกรรมการ ขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ๒. ในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง ได้เสนอที่ประชุมคณะกรรมการบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๔ ให้มีการทบทวนในประเด็น ดังนี้ ๑) ทบทวนเป้าหมายตัวชี้วัด และค่าเป้าหมายของ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นความมั่นคง และแผนย่อย ๒) ทบทวนแนวทางการพัฒนาและการจัดกลุ่ม แนวทางการพัฒนาภายใต้แผนย่อย และ ๓) ทบทวนการแบ่งมอบหน่วยงานรับผิดชอบตามแนวคิดการบริหาร จัดการยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ซึ่ง สมช. ได้ยกร่างเสนอการทบทวนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น ความมั่นคงโดยการประมวลข้อมูลจากข้อคิดเห็นของที่ประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้าน ความมั่นคงในระยะที่ผ่านมา และน�ำไปหารือในการประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดท�ำข้อเสนอการทบทวนแผนแม่บท ๓.
ส่วนที่ 4 120 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นความมั่นคง เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๔ โดยมีรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นายรัชกรณ์ นภาพรพิพัฒน์) เป็นประธาน ต่อมา เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้มีหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบความเห็นต่อ (ร่าง) ข้อเสนอการทบทวนแผนแม่บทฯ ที่ได้ปรับปรุง ตามความเห็นของที่ประชุมฯ ร่วมทั้งการให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการทบทวนแผนแม่บทฯ ประเด็น ความมั่นคง ในภาพรวม ซึ่ง สมช. ได้น�ำเสนอในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนย่อยด้านการพัฒนากลไก การบริหารจัดการแบบองค์รวม ครั้งที่ ๒/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๔ เพื่อทราบแล้ว ในส่วนการขับเคลื่อน แผนต�ำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยคณะกรรมาธิการได้หารือกับกองอ�ำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ถึงเป้าหมายและวิธีการด�ำเนินการให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งเห็นพ้องกันว่า ภายในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ต้องด�ำเนินการพัฒนาต�ำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อีก ๒,๑๓๓ ต�ำบล เพื่อให้มีต�ำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เมื่อสิ้นปี พ.ศ. ๒๕๖๕ อย่างน้อย ๓,๖๐๐ ต�ำบล จากต�ำบลทั้งหมดทั่วประเทศที่มีอยู่ ๗,๒๕๕ ต�ำบล (สอดคล้องกับ เป้าหมายของแผนย่อยที่ก�ำหนดให้ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ปัญหาความมั่นคงในมิติต่าง ๆ ต้องลดลงร้อยละ ๕๐) และต้องให้ การขับเคลื่อนแผนต�ำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นวาระแห่งชาติ ทั้งนี้ ความส�ำเร็จในขั้นต้นที่เห็นเป็นรูปธรรม คือ ในคราว การแถลงนโยบายประจ�ำปีของ กอ.รมน. เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๔ ณ สโมสรทหารบก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอ�ำนวยการรักษา ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ และเป็นประธานสรุปผลการปฏิบัติงานและแถลงแผนการปฏิบัติงาน ประจ�ำปีตามยุทธศาสตร์ชาติ ๖ ด้าน และแผนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้มอบนโยบายส�ำคัญและเน้นย�้ำให้ กอ.รมน. และผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้อ�ำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดน�ำแนวคิดแผนต�ำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ไปด�ำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ เน้นสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนมีความเข้มแข็ง ทั้งอาชีพและการประกอบการให้ประชาชนมีรายได้เสริม โดยเฉพาะภาคการเกษตร ประชนชนมีรายได้ที่เพียงพอ เน้นการเข้าถึงปัญหาและแก้ไขให้ตรงจุด ๓. ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ คณะกรรมาธิการ ตสร. ได้เพิ่มมาตรการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการด�ำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติขึ้น โดยการจัดประชุมออนไลน์ร่วมกันกับผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วน ราชการประจ�ำจังหวัด รวมทั้งการลงพื้นที่ติดตามผลการด�ำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ซึ่งได้มีประเด็น สอบถามความชัดเจนเกี่ยวกับการขับเคลื่อนแผนต�ำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อย่างต่อเนื่อง ท�ำให้จังหวัดหันมาสนใจ ในประเด็นดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ๔. ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๖๗ ได้ร่วมผลักดันให้แผนต�ำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน บรรจุในนโยบายและแผน ระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐) ได้ให้ความส�ำคัญกับการวางรากฐานความมั่นคง ของประเทศมีทั้งหมด ๑๗ นโยบายส�ำคัญ โดยนโยบายและแผนความมั่นคงที่ ๑๗ การเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ มุ่งเน้นการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่เป้าหมายระดับต�ำบลเพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยขยายแนวคิดการพัฒนาพื้นที่เพื่อเสริมความมั่นคงของชาติและแผนต�ำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ให้เป็นรูปธรรม โดยพัฒนาคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้านความมั่นคงเชิงพื้นที่ให้แก่ประชาชน ด้วยการน�ำนโยบายและแผน ความมั่นคงต่าง ๆ รวมถึงประเด็นความมั่นคงในระดับพื้นที่ที่ส�ำคัญ อาทิ ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสัตว์ในพื้นที่ ความขัดแย้งทางพลังงาน อาหาร และน�้ำ ไปใช้ก�ำหนดทิศทางเพื่อแก้ไข ปัญหาให้สอดคล้องกับบริบทภัยความมั่นคงในพื้นที่ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพบุคลากรผู้ปฏิบัติงานความมั่นคงในระดับ พื้นที่ และเครือข่ายการเสริมสร้างความมั่นคงเชิงรุกในระดับพื้นที่ทั้งภาครัฐและนอกภาครัฐให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสานการด�ำเนินการ และสะท้อนความต้องการจากระดับพื้นที่สู่ระดับนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ (กองอ�ำนวยการ รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นหน่วยงานเจ้าภาพ)
ส่วนที่ 4 121 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา หน้าที่และอ�ำนาจ รายชื่อสมาชิกวุฒิสภาในคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา มีหน้าที่และอ�ำนาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระท�ำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว การสร้างความหลากหลาย และคุณภาพด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการพัฒนาการท่องเที่ยวของไทย ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ ชาติ ที่อยู่ในหน้าที่และอ�ำนาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๑. พลเอก ธนะศักดิ์ปฏิมาประกร ประธานคณะกรรมาธิการ ๒. พลอากาศเอก อดิศักดิ์กลั่นเสนาะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. พลเอก โปฎก บุนนาค รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นางฉวีรัตน์เกษตรสุนทร รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๕. พลเรือเอก อิทธิคมน์ภมรสูต รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ และเลขานุการคณะกรรมาธิการ ๖. พลเอก บุญธรรม โอริส รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ ๗. นายอนุศักดิ์คงมาลัย โฆษกคณะกรรมาธิการ ๘. พลเอก พิศณุ พุทธวงศ์ รองโฆษกคณะกรรมาธิการ ๙. พลเอก ไพโรจน์พานิชสมัย ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๐. นายชลิต แก้วจินดา ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๑. พลเอก ชยุติสุวรรณมาศ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๒. พลเอก นาวิน ด�ำริกาญจน์ กรรมาธิการ ๑๓. ร้อยเอก ประยุทธ เสาวคนธ์ กรรมาธิการ ๑๔. พลเอก ปรีชา จันทร์โอชา กรรมาธิการ ๑๕. นายปัญญา งานเลิศ กรรมาธิการ ๑๖. นายไพโรจน์พ่วงทอง กรรมาธิการ ๑๗. พลต�ำรวจโท วิบูลย์บางท่าไม้ กรรมาธิการ ๑๘. พลเอก ศุภรัตน์พัฒนาวิสุทธิ์ กรรมาธิการ ๑๙. พลเอก สมศักดิ์นิลบรรเจิดกุล กรรมาธิการ
ส่วนที่ 4 122 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา คณะอนุกรรมาธิการ ๑. คณะอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดท�ำและด�ำเนินการ ตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการท่องเที่ยว ๒. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการพัฒนาคุณภาพการท่องเที่ยวทางบก ๓. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการพัฒนาคุณภาพการท่องเที่ยวทางน�้ำ และอื่น ๆ ๔. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ และศึกษาปัญหาด้านความปลอดภัย ภาพลักษณ์ ด้านการท่องเที่ยว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ๕๔ ครั้ง ๒ ครั้ง ๑๑๘ ครั้ง ๔ เรื่อง ๑๖ เรื่อง ๔๙๐ ครั้ง ๓๐ ครั้ง ๑ เรื่อง สถิติการประชุม สถิติผลการด�ำเนินงาน สถิติการจัดเสวนา/สัมมนา สถิติการเดินทางไปศึกษาดูงาน • คณะกรรมาธิการ • คณะอนุกรรมาธิการ • คณะท�ำงาน • เรื่องที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมวุฒิสภา • ในประเทศ • ต่างประเทศ • เรื่องที่พิจารณาศึกษาเสร็จแล้ว • เรื่องร้องเรียน ๑๐ ครั้ง ๔ ครั้ง • จัดสัมมนา/เสวนา • กิจกรรมอื่น ๆ สถิติการด�ำเนินงานของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗
ส่วนที่ 4 123 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา การจัดสัมมนา เรื่อง การเตรียมความพร้อมรองรับการท่องเที่ยวเชื่อมโยงภูมิภาค โครงการ รถไฟความเร็วสูงเส้นทางคุนหมิง - เวียงจันทน์ วันอังคารที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๖ ณ ศูนย์ประชุม มลฑาทิพย์ฮอลล์ โรงแรม Hotel MOCO จังหวัดอุดรธานี โดยรูปแบบการสัมมนาแบ่งเป็น ๒ ช่วง คือ ช่วงที่ ๑ เป็นการบรรยาย จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านการท่องเที่ยว ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในประเด็นยุทศาสตร์และแผนงานด้านการท่องเที่ยว มุมมองของภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ปัญหาของนักท่องเที่ยว ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว รวมทั้งการเตรียมความพร้อมด้านการอ�ำนวยความสะดวก ด้านความปลอดภัย และด้าน สุขอนามัย ช่วงที่ ๒ เป็นการแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็น โดยแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มย่อยที่ ๑ ข้อเสนอแนะด้านการอ�ำนวยความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยว ทั้งการคมนาคม ทางถนน ทางราง ทางน�้ำ และทางอากาศ ให้สามารถเชื่อมโยงกันในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศึกษา ศักยภาพของด่านตรวจคนเข้าเมืองในการรองรับนักท่องเที่ยว และปัญหาอุปสรรคของพิธีการตรวจคนเข้าเมือง สรุปข้อเสนอแนะ คือ ควรมีการปรับปรุงด้านคมนาคมให้มีความพร้อมโดยเร็ว รวมทั้งพัฒนาระบบสนับสนุนให้พิธีการ ตรวจคนเข้าเมืองให้สะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กลุ่มย่อยที่ ๒ ข้อเสนอแนะด้านความปลอดภัยจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และการเดินทางท่องเที่ยว ทางอื่น ๆ รวมทั้งภัยที่เกิดจากการถูกหลอกลวงของนักท่องเที่ยว สรุปข้อเสนอแนะ ด้านความปลอดภัย คือ ส่งเสริมให้ ทุกคนมีส่วนร่วมช่วยเหลือนักท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์และพัฒนาแอปพลิเคชัน Police I lert You เพื่อช่วยเหลือ นักท่องเที่ยวได้อย่างทันท่วงที กลุ่มย่อยที่ ๓ ข้อเสนอแนะด้านสุขอนามัย และการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ การบริการทางการแพทย์และการแพทย์ฉุกเฉิน สรุปข้อเสนอแนะด้านสุขอนามัย คือ ควรมีการประชาสัมพันธ์ มาตรการด้านสุขอนามัยและความพร้อมด้านสถานพยาบาล ให้นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการได้รับทราบ ซึ่งกระทรวง สาธารณสุขมีแผนการรองรับอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคณะกรรมาธิการได้จัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม จ�ำนวน ๒๒๐ เล่ม และเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แบ่งเป็นภาครัฐ จ�ำนวน ๑๒๕ เล่ม หน่วยงานภาคเอกชน และผู้ประกอบการ จ�ำนวน ๙๕ เล่ม เพื่อพิจารณาด�ำเนินการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ผลงานเด่นของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗ ๑.
ส่วนที่ 4 124 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา เรื่อง รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “Check in จุดท่องเที่ยว ย้อนยุคสมัยสุโขทัย - สุพรรณภูมิ” ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์หลายแห่ง รวมถึงยังได้รับการประกาศให้เป็น มรดกโลก อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และก�ำแพงเพชร อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อันถือเป็น แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าระดับโลก และเป็นจุดดึงดูดส�ำคัญด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ประกอบกับ ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๒ ด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้ก�ำหนดหัวข้อ การสร้างความ หลากหลายด้านการท่องเที่ยว เพื่อน�ำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นกลไกหลักในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ คณะกรรมาธิการ เห็นถึงความส�ำคัญของการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม จึงมีการศึกษาเส้นทางการท่องเที่ยว ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างโดยน�ำเรื่องราวยุคสมัยประวัติศาสตร์มาเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเมืองหลักที่มีความพร้อม ในการเดินทาง ทั้งสายการบินและระบบขนส่งสาธารณะไปยังเมืองรอง เพื่อกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปสู่ ชุมชนฐานราก ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืน ที่สอดคล้องกับ การก�ำหนดในยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมาธิการจึงได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด การปฏิรูปประเทศ และการจัดท�ำและด�ำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการท่องเที่ยว ด�ำเนินการศึกษา รวบรวม และจัดท�ำรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “Check - in จุดท่องเที่ยวย้อนยุคสมัยสุโขทัย - สุพรรณภูมิ” โดยใช้วิธีการศึกษาในรูปแบบการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) และข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ประกอบด้วย การเอกสารวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) จ�ำนวน ๑ ครั้ง การสัมภาษณ์ (Interview) จ�ำนวน ๓ ครั้ง การศึกษาดูงาน จ�ำนวน ๓ ครั้ง การเชิญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมาให้ข้อมูล ประกอบการพิจารณาศึกษาในประเด็นดังกล่าว รวม ๖ ครั้ง การศึกษาครั้งนี้ด�ำเนินการศึกษาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - สิงหาคม ๒๕๖๖ รวมระยะเวลาทั้งสิ้น จ�ำนวน ๗ เดือน การน�ำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์รายจังหวัด ๑. เส้นทางการเชื่อมโยงจุด Check in ตามการเดินทางไป - กลับในหนึ่งวัน ๒. เส้นทางการเชื่อมโยงจุด Check in ตามการเชื่อมประวัติศาสตร์สุโขทัย ๓. เส้นทางการเชื่อมโยงจุด Check in ตามความสะดวกในการเดินทาง ๔. เส้นทางการเชื่อมโยงจุด Check in ตามอารยธรรมทวารวดี ๕. จุด Check in ในจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ผ่านจุด Check in ที่ส�ำคัญ ดังนี้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ๑. ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นหน่วยหลักในการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดท�ำยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดหรือ รายจังหวัด ๒. ให้กระทรวงมหาดไทย - ก�ำหนดนโยบายให้แต่ละจังหวัดคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวหรือประเภทการท่องเที่ยวที่โดดเด่นของตนเอง วางกลยุทธ์ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของตนเองให้จังหวัดเป็นหน่วยงานในการบูรณาการสนับสนุน การท่องเที่ยวในจังหวัดตน โดยการเน้นการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว การคมนาคมสะดวกปลอดภัย และสะอาด - จังหวัดจะต้องเป็นแหล่งรวบรวม เผยแพร่ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว เส้นทางที่พัก และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้กับกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้ทุกสื่อส่งเสริมสนับสนุนสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่นในการจัดท�ำแหล่งท่องเที่ยว ในชุมชน ๒.
ส่วนที่ 4 125 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา - ส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนในกรณีที่มีการจัดท�ำสินค้า และบริการต่าง ๆ ในชุมชนและท้องถิ่นนั้น ๆ มีศักยภาพ เช่น โครงการโอท็อปนวัตวิถี เป็นต้น - จังหวัดร่วมมือกับสถานศึกษาหรือปราชญ์ชาวบ้านในการผลิตมัคคุเทศก์ท้องถิ่น - ให้อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด อ�ำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัย และสิ่งอ�ำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัยทางจราจร และมุ่งเน้นความปลอดภัยของที่พักในแหล่งท่องเที่ยว - ปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยวให้สะอาด จัดการกับปัญหาเศษขยะมูลฝอยต่าง ๆ ที่ถูกวางทิ้งไว้ตามสถานที่ ต่าง ๆ และปรับปรุงอาคารสถานที่ให้รองรับการเข้าถึงของทุกกลุ่มบุคคล เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง อารยสถาปัตย์ จัดท�ำ ป้ายบอกทางติดตั้งเพิ่มหรือติดตั้งให้ชัดเจน เป็นต้น ๓. ให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากรสนับสนุนงบประมาณในการขุดค้นการบูรณะและการดูแลรักษา สถานที่ ปรับปรุงแหล่งอุทยานให้มีความสะดวก ปลอดภัย สะอาด ให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกประเภท รวมทั้ง อนุญาตให้จัดกิจกรรม เพื่อหารายได้บ�ำรุงสถานที่ โดยไม่ต้องน�ำส่งให้ส่วนกลางทั้งหมด ๔. ให้กระทรวงคมนาคม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและให้บริการคมนาคมขนส่ง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนความมั่นคงของประเทศ เช่น จัดรถสาธารณะ รถประจ�ำทาง เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางอารยธรรม และประวัติศาสตร์ จัดท�ำป้ายบอกทางแนะน�ำแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ ที่ชัดเจนของแต่ละจังหวัดเป็นภาษาต่างประเทศ รวมทั้งอ�ำนวยความสะดวกในเดินทางของนักท่องเที่ยวเชื่อมต่อไปยัง สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาในการเดินทางน้อยลง และสามารถท่องเที่ยวได้หลายแห่งมากขึ้น ๕. ให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกับกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สถาบันการศึกษาภาครัฐและเอกชน สมาคมที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาและอบรมมัคคุเทศก์ไทยให้มีความพร้อม มีประสบการณ์ การในการน�ำชมและให้ข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และมีความน่าสนใจ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความรู้และกลับมา ท่องเที่ยวซ�้ำ และฝึกอบรมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น และส่งเสริมให้กลุ่มทัวร์ใช้มัคคุเทศก์ท้องถิ่น เพื่อรับทราบข้อมูลพื้นบ้าน และสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ ๖. ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในด้านความงามของธรรมชาติ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การกีฬา และวิวัฒนาการของเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการตลาด แหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานในประเทศไทย โดยเน้นการสื่อสารออนไลน์ให้เห็นถึงความชัดเจนของข้อมูลการเดินทาง ในสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการสื่อสารของนักท่องเที่ยวและเพื่อให้นักท่องเที่ยวมีความ สะดวกในการเดินทาง และร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวให้มีความหลากหลาย และครอบคลุมทุกฤดูกาล และสร้างการรับรู้กิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อดึงดูด การเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น ๗. ส�ำนักงานต�ำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการต�ำรวจท่องเที่ยว จัดการกับปัญหามิจฉาชีพในแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวกังวลใจ และเห็นว่าเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข และอ�ำนวยความสะดวก ด้านความปลอดภัยและสิ่งอ�ำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว
ส่วนที่ 4 126 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา งานที่ได้รับมอบหมายจากวุฒิสภา การพิจารณาและให้ข้อสังเกตต่อพิธีสารแก้ไขข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรด้านการท่องเที่ยว อาเซียน (Protocol to Amend the ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Tourism Professionals) ตามที่รัฐบาลเสนอให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา ได้พิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบด้วยกับพิธีสารแก้ไขข้อตกลงร่วมว่าด้วย การยอมรับคุณสมบัติบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียนดังกล่าว โดยขอตั้งเป็นข้อสังเกตต่อพิธีสารแก้ไขข้อตกลง ร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียน เพื่อน�ำไปสู่การด�ำเนินการเพื่อประโยชน์สูงสุด ของประเทศและประชาชนคนไทย ดังนี้ ๑. จากการที่ประเทศไทยได้เข้าร่วม โดยลงนามในข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรด้านการท่องเที่ยว อาเซียน หรือ Protocol to Amend the ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Tourism Professionals มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน เพื่ออ�ำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ในประเทศสมาชิกอาเซียน และแลกเปลี่ยนข้อมูลการปฏิบัติที่ดีที่สุด Best Practice ในการสอนและฝึกอบรมบุคลากร โดยใช้สมรรถนะเป็นหลัก และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ครอบคลุม ๓๒ ต�ำแหน่งงาน ใน ๒ สาขา คือ สาขาที่พัก (Hotel Service) และสาขาการเดินทาง (Travel service) ที่ผ่านมานั้น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรได้แถลงถึงความคืบหน้าภายใต้ข้อตกลงเดิมที่ผ่านมาว่า บุคลากรด้านการท่องเที่ยว รวมถึงประเทศไทยได้รับประโยชน์ และผลกระทบหรือเกิดปัญหาอุปสรรคหรือไม่อย่างไรบ้าง และสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบ และที่จะแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้ โดยเมื่อมีการเพิ่มสาขาการจัดประชุม MICE และสาขาการจัดกิจกรรม (Event) นั้น จะช่วยเพิ่มต�ำแหน่งงาน และการบรรจุมาตรฐานสมรรถนะขั้นพื้นฐาน ที่เหนือขึ้นจากเดิมได้อย่างไรบ้าง และจะมีโอกาสสร้างผลิตภาพทางสังคมเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทย และประเทศ สมาชิกในอาเซียนได้อย่างไรบ้าง ๒. รัฐบาลต้องสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พิจารณาให้เป็นโอกาสและเผยแพร่ แนวทางการด�ำเนินงานเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เป็นการสอดคล้องตามพิธีสารดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้านการท่องเที่ยวระดับประเทศและระดับสากล ตามแผนการปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ โดยก�ำหนดกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงอย่างเป็นรูปธรรม ๓. แนวทางการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศในระดับสากล ควรมุ่งเน้นส่งเสริมการเพิ่มทักษะความเป็นเลิศ และความเชี่ยวชาญ ด้านการปฏิบัติงาน และการสื่อสารภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะในกรณีสาขาการจัดกิจกรรมระดับอาเซียน ซึ่งบุคลากร ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยมีพื้นฐานที่เป็นข้อได้เปรียบเชิงความคิดสร้างสรรค์และมีจิตบริการอยู่แล้ว ๔. ในการเปิดรับบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ที่เป็นชาวต่างชาติที่เป็นแรงงานมีทักษะให้เข้ามาท�ำงานในประเทศไทย ภาครัฐควรพิจารณาก�ำหนดอัตราค่าตอบแทนให้เหมาะสมเพียงพอต่อการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ และต่อการจูงใจบุคลากรดังกล่าวให้เข้ามาสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต่อไป ขณะเดียวกันก็ต้องใช้โอกาสนี้ ในการพัฒนา ขีดความสามารถเชิงเปรียบเทียบของแรงงานคนไทยด้วย ๓.
ส่วนที่ 4 127 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๕. การเตรียมความพร้อมในการพัฒนายกระดับความรู้ ความสามารถของบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ส�ำหรับ สาขาไมซ์และสาขาการจัดกิจกรรม ให้ได้มาตรฐานในระดับอาเซียน ที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ที่อาเซียนให้การรับรอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการเร่งด�ำเนินการเพื่อรองรับการเพิ่มเติมสาขาดังกล่าว ทั้งคณะกรรมการบุคลากรด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติ และคณะกรรมการรับรองบุคลากรด้านการท่องเที่ยวต้องท�ำ หน้าที่ในการประเมินคุณสมบัติบุคลากรสาขาไมซ์และสาขาการจัดกิจกรรม รวมทั้งควรมีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ การท�ำข้อตกลง MRA on TP แก่ประชาชนภายในประเทศและประเทศอาเซียน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ระหว่างกัน ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาควรพิจารณาด�ำเนินการอย่างจริงจัง และเร่งด่วน ๖. รัฐบาลควรพิจารณาน�ำเอาความได้เปรียบของไทย ในด้านการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการโรงแรม และอุตสาหกรรมอาหารที่ผ่านมา มาใช้ให้เป็นประโยชน์ ทั้งสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน เพื่อประชาสัมพันธ์ ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารของไทยในระดับสากล รวมถึงจะเกิดการส่งเสริมอุตสาหกรรม และการพัฒนาการศึกษา ด้านบริการท่องเที่ยวสาขาอื่น ๆ ในห่วงโซ่คุณค่าที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย ๗. ต้องให้ความส�ำคัญกับการพิจารณาด�ำเนินการ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อให้เกิดผลดีต่อการพัฒนา และเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียนโดยรวมต่อไป ๘. การเคลื่อนย้ายแรงงานตามพิธีสารแก้ไขข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรด้านการท่องเที่ยว อาเซียนนี้ ย่อมส่งผลดีโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในกรณีมีการก�ำหนดมาตรฐานสาขาไมซ์และสาขาการจัด กิจกรรม เนื่องจากบุคลากรมีศักยภาพ และมีมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพก�ำกับดูแลอยู่ และถือเป็นโอกาสของประเทศไทย ในการพัฒนาสมรรถนะด้านอีเวนต์ ซึ่งได้พัฒนาคุณวุฒิวิชาชีพไมซ์ โดยมีสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับสถาบันการศึกษา ทั้งในระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา เพื่อให้เป็นมาตรฐานระดับชาติที่จะช่วยในการรับรอง มาตรฐานอาชีพ และคุณวุฒิวิชาชีพไมซ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ และเหมาะสมกับบริบท ของประเทศไทย ให้ขยายต่อไปในระดับอาเซียนอันจะท�ำให้ยกระดับเป็นประเทศต้นแบบด้านไมซ์และอีเวนต์ ที่สร้างความเชื่อถือระดับนานาชาติ ในการจัดวางต�ำแหน่งประเทศไทย ให้เป็นศูนย์กลางมาตรฐานด้านไมซ์ในอาเซียน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาครัฐว่าจะมีแนวนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุนให้สอดคล้องตามความร่วมมือ ของประเทศสมาชิกอย่างไรต่อไป กล่าวโดยสรุป คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา มีความเห็นว่าพิธีสารแก้ไขข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับ คุณสมบัติบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ซึ่งหลังการร่วมลงนามแล้วจะขยายการครอบคลุม จากบริการที่พัก Hotel Service บริการเดินทาง Travel Service เพิ่มเติมบริการ MICE การจัดการประชุม และบริการจัดกิจกรรม Event ดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวที่จะกลับมาเติบโตต่อไป ทั้งยังต้องมีแผนยุทธศาสตร์ ที่ชัดเจนเร่งด่วนและชาญฉลาดเพียงพอ ในช่วงผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) โดยการระดมสรรพก�ำลังเพื่อสนับสนุนให้เป็นวาระระดับชาติต่อไปอีกด้วย
ส่วนที่ 4 128 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๑. คณะอนุกรรมาธิการโครงสร้าง หน้าที่และอ�ำนาจส�ำหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ๒. คณะอนุกรรมาธิการการบริหารงานบุคคล การก�ำกับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ส�ำหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ๓. คณะอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ๔. คณะอนุกรรมาธิการติดตามและเร่งรัดการปฏิรูปด้านการปกครองท้องถิ่น คณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่ น วุฒิสภา หน้าที่และอ�ำนาจ คณะอนุกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา มีหน้าที่และอ�ำนาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระท�ำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น การพัฒนาและส่งเสริมประสิทธิภาพ ในการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายอ�ำนาจ และการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น โดยต้องค�ำนึงถึงความสอดคล้องกับการพัฒนาจังหวัดและประเทศโดยส่วนรวม รวมถึงการปกครอง รูปแบบพิเศษ พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่อยู่ในหน้าที่และอ�ำนาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๑. พลเอก เลิศรัตน์รัตนวานิช ประธานคณะกรรมาธิการ ๒. นายสุรสิทธิ์ตรีทอง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. นางเพ็ญพักตร์ศรีทอง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นายเกียว แก้วสุทอ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๕. พลอากาศเอก สุจินต์แช่มช้อย รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ ๖. พลเอก สราวุฒิชลออยู่ เลขานุการคณะกรรมาธิการ ๗. นางเบญจรัตน์จริยธาราสิทธิ์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ ๘. นายกษิดิศ อาชวคุณ โฆษกคณะกรรมาธิการ ๙. นายไพฑูรย์หลิมวัฒนา โฆษกคณะกรรมาธิการ ๑๐. พลเอก วสันต์สุริยมงคล ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๑. ว่าที่ร้อยตรี เชิดศักดิ์จ�ำปาเทศ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๒. นางประยูร เหล่าสายเชื้อ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๓. พลต�ำรวจตรี ปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๔. พันต�ำรวจเอก ยุทธกร วงเวียน ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๕. นายณรงค์อ่อนสอาด กรรมาธิการ ๑๖. นายถาวร เทพวิมลเพชรกุล กรรมาธิการ ๑๗. นายวีระศักดิ์ภูครองหิน กรรมาธิการ ๑๘. นายสุชัย บุตรสาระ กรรมาธิการ รายชื่อสมาชิกวุฒิสภาในคณะกรรมาธิการ
ส่วนที่ 4 129 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา สถิติการด�ำเนินงานของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗ ผลงานเด่นของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗ ๘๑ ครั้ง ๓ ครั้ง ๑๗๖ ครั้ง ๑๓ เรื่อง ๖๕ เรื่อง ๕๕๙ ครั้ง ๕๗ ครั้ง ๗๓ เรื่อง สถิติการประชุม สถิติผลการด�ำเนินงาน สถิติการจัดเสวนา/สัมมนา สถิติการเดินทางไปศึกษาดูงาน • คณะกรรมาธิการ • คณะอนุกรรมาธิการ • คณะท�ำงาน • เรื่องที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมวุฒิสภาและพิจารณาเสร็จแล้ว • ในประเทศ • ต่างประเทศ • เรื่องที่พิจารณาศึกษาและจัดท�ำรายงานเสนอที่ประชุมวุฒิสภาแล้ว • เรื่องร้องเรียน ๗ ครั้ง ๓๒ ครั้ง • จัดสัมมนา/เสวนา • กิจกรรมอื่น ๆ รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การจัดตั้งเทศบาลนครแม่สอดเป็นองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ “นครแม่สอด” บทบัญญัติ มาตรา ๒๔๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก�ำหนดให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่น ตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ตามวิธีการและรูปแบบองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่กฎหมายบัญญัติ ส่วนจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบใดนั้น ให้ค�ำนึงถึงเจตนารมณ์ของ ประชาชนในท้องถิ่น และความสามารถปกครองตนเองในด้านรายได้ จ�ำนวน ความหนาแน่นของประชากร และพื้นที่ ที่ต้องรับผิดชอบ โดยการปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทยแบ่งออกเป็น ๒ รูปแบบ คือ (๑) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รูปแบบทั่วไป ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นบน และเทศบาลและ องค์การบริหารส่วนต�ำบล เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นล่าง และ (๒) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา เทศบาลนครแม่สอด อ�ำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลักษณะพิเศษพื้นที่ชายแดน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก และมีศักยภาพในการลงทุน ด้วยเป็นพื้นที่ติดต่อกับประเทศเมียนมา ประกอบกับ อ�ำเภอแม่สอด จังหวัดตาก อยู่ในเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจสายตะวันออก - ตะวันตก (East - West Economic Corridor: EWEC) อันเป็นโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขง (Greater Mekong Sub - region: GMS) ๑.
ส่วนที่ 4 130 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางการค้า การลงทุนอุตสาหกรรม การเกษตร และบริการ และมุ่งยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขง การจัดตั้งเทศบาลนครแม่สอดเป็นองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ “นครแม่สอด” จะส่งผลประโยชน์โดยตรงถึงประชาชนในพื้นที่ให้ได้รับการบริการ สาธารณะอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท�ำให้เศรษฐกิจในพื้นที่เติบโตจากการลงทุนของภาคธุรกิจให้นครแม่สอด กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าในเส้นทางประตูการค้าศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียนบนระเบียงเศรษฐกิจสายตะวันออก - ตะวันตก (EWEC) โครงสร้างและรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ “นครแม่สอด” ตามร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการนครแม่สอด พ.ศ. .... ๑. เขตพื้นที่ : ควบรวมพื้นที่ของเทศบาลนครแม่สอดและเทศบาลต�ำบลท่าสายลวดเข้าด้วยกัน ๒. สภาท้องถิ่น เรียกว่า สภานครแม่สอด ประกอบด้วย สมาชิกสภานครแม่สอด จ�ำนวน ๓๖ คน มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่นครแม่สอด มีวาระคราวละ ๔ ปี ๓. ผู้บริหารท้องถิ่น เรียกว่า นายกนครแม่สอด มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ นครแม่สอด มีวาระคราวละ ๔ ปี ๔. ให้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาและพัฒนานโยบายนครแม่สอด ประกอบด้วย ผู้แทนจากส่วนราชการหรือ รัฐวิสาหกิจในจังหวัดตาก ผู้แทนภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ จ�ำนวน ๒๑ คน มีหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะในด้านต่าง ๆ แก่นายกนครแม่สอด โดยมีวาระคราวละ ๖ ปี นอกจากนั้น การจัดตั้งเทศบาลนครแม่สอดเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ “นครแม่สอด” มีการ ก�ำหนดให้มีหน้าที่และอ�ำนาจเพิ่มขึ้นไปจากการเป็น “เทศบาลนคร” คือ หากคณะรัฐมนตรีเห็นว่านครแม่สอด มีความพร้อมก็อาจตราพระราชกฤษฎีกาก�ำหนดให้นครแม่สอดมีหน้าที่และอ�ำนาจเพิ่มเติมได้ ตามกฎหมายว่าด้วย การส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการท�ำงานของคนต่างด้าว กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง กฎหมายว่าด้วยธุรกิจน�ำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษา คุณภาพสิ่งแวดล้อม กฎหมายว่าด้วยการผังเมือง กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก กฎหมาย ว่าด้วยการขนส่งทางบกในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการจดทะเบียนรถยนต์ คณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา จึงได้พิจารณาเห็นว่าการสนับสนุนการจัดตั้งเทศบาลนครแม่สอด เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ “นครแม่สอด” จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และจะก่อให้เกิดการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมในภาพรวมต่อไป
ส่วนที่ 4 131 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน ในการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมชุมชน ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมเป็นวาระของเมือง ภูมิภาค และประเทศ โดยในมุมมองสากลมีการให้ความส�ำคัญกับมิติเทคโนโลยี ของวัฒนธรรม ขณะที่มุมมองของท้องถิ่นจะท�ำให้คิดถึงประเด็นทางวัฒนธรรมที่เริ่มจากทุนทางสังคม และสะท้อนอัตลักษณ์ ที่ท�ำให้เห็นถึงความแตกต่างในพื้นที่นั้น รวมทั้งสร้างความไว้วางใจ รวมถึงการท�ำงานร่วมกันที่จะผลิตสินค้าทางวัฒนธรรม ตลอดจนวัฒนธรรมยังน�ำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นและช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนความสัมพันธ์ดังกล่าว นอกจากนี้ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ การมีส่วนร่วมของประชาชน และอนุสัญญาระหว่างประเทศ เช่น แผนปฏิบัติการ ๒๑ ว่าด้วยวัฒนธรรม (Agenda 21 for Culture) และอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. ๒๐๐๓ (Convention for Safeguarding of the Intangible Culture Heritage 2003) โดยคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา ได้พิจารณา ศึกษา เรื่อง การมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน ในการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมชุมชน ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้ว มีข้อเสนอแนะ ดังนี้ ๒.๑ ข้อเสนอแนะด้านนโยบาย ๑) ควรมีการแก้ไขปรับปรุงกฎและระเบียบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ พื้นที่ และการเปลี่ยนแปลง ของกระแสโลก เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อใช้เป็นกฎหมายกลาง ในการส่งเสริมและใช้เป็นแนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรม ชุมชน ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น และควรมีการกระจายอ�ำนาจในด้านงบประมาณและบุคลากรให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอย่างเพียงพอและชัดเจน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่และอ�ำนาจที่เป็นอิสระมากขึ้น ๒) ควรมีการปรับโครงสร้างการบริหารงานบุคคลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถรับบุคลากร ที่มีความรู้ในการบริหารจัดการวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ามาด�ำเนินงานด้วยได้ โดยสอดคล้องกับแต่ละพื้นที่ที่มีทุนทาง วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ๓) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องก�ำหนดวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และนโยบายสาธารณะของแต่ละท้องถิ่น โดยน�ำ “มิติวัฒนธรรม” มาใช้เป็นองค์ประกอบในการพิจารณาศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์บนพื้นฐานการสร้าง การมีส่วนร่วมของชุมชน องค์กรประชาสังคม ภาคเอกชน และภาคประชาชน การยอมรับความหลากหลายทางด้าน วัฒนธรรม และการค�ำนึงถึงสิทธิมนุษยชน รวมทั้งให้ความส�ำคัญกับการบรรจุ “มิติวัฒนธรรม” ไว้ในการจัดท�ำนโยบาย โครงการ การจัดท�ำงบประมาณด้วย ๒.
ส่วนที่ 4 132 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๒.๒ ข้อเสนอแนะด้านการบริหารจัดการ ๑) น�ำหลักการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management: NPM) มาประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบใหม่ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และให้ประชาชนสามารถ เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมภาครัฐมากขึ้น รวมทั้งกระจายอ�ำนาจการตัดสินใจจากรัฐไปสู่ประชาชน โดยมีดัชนีชี้วัด ผลงาน (Key Performance Indicators: KPI) เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระและยืดหยุ่นทางด้านการบริหารจัดการ การใช้ ทรัพยากรทางการเงินและบุคลากร และเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่จากการเป็นผู้ปฏิบัติและด�ำเนินงานเองโดยตรง ไปสู่การเป็นผู้ก�ำกับ ช่วยเหลือ ร่วมมือ และส่งเสริมสนับสนุนให้กลไกตลาด ภาคเอกชน องค์กรประชาสังคม ชุมชน และประชาชนสามารถเข้ามาเป็นผู้ด�ำเนินการแทนภาครัฐ ๒) จัดท�ำฐานข้อมูล (Big Data) ทางด้านวัฒนธรรมด้วยการพัฒนาและวางระบบสารสนเทศขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูล ประมวลผลข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อให้บริการ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระนั้นข้อมูลทางวัฒนธรรมควร ประกอบด้วยข้อมูลที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมทั้งที่สัมผัสได้และสัมผัสไม่ได้ คุณค่า ประวัติความเป็นมา รายชื่อผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียทุกกลุ่ม และข้อมูลทางการเงิน เป็นต้น ๓) ออกแบบและพัฒนาช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนยุทธศาสตร์ นโยบายสาธารณะ และโครงการสาธารณะ โดยการออกแบบกลไกและขั้นตอนการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ต้องไม่เป็นการรวมศูนย์อ�ำนาจที่รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนต้องท�ำงานและสนับสนุนการท�ำงานร่วมกัน เป็นเครือข่ายกับทุกภาคส่วน และสร้างวิถีชุมชนให้เป็นปึกแผ่น ๒.๓ ข้อเสนอแนะด้านการเสริมสร้างสมรรถภาพของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ๑) ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยน�ำมิติทางวัฒนธรรมมาใช้เป็นองค์ประกอบในการ ช่วยพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจ สังคมเกิดความสามัคคีสมานฉันท์ การเมืองเป็นประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ลดการใช้อ�ำนาจนิยม และการก�ำหนดวิสัยทัศน์ นโยบายและโครงการสาธารณะ จากระดับล่างขึ้นสู่ระดับบน ๒) ส่งเสริมการเรียนรู้ ความเข้าใจ ทักษะ การสืบทอดทางด้านมิติวัฒนธรรม มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น และมรดกโลกให้แก่ชุมชน โดยมีศิลปิน นักวิชาการ และปราชญ์ท้องถิ่นเป็นผู้ให้ความรู้แก่ชุมชนตามหลักสูตร ด้านวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น ๓) พัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคประชาสังคมทางด้านวัฒนธรรมด้วยการสร้างเครือข่าย ชุมชนทางด้านวัฒนธรรมในระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในด้านการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรม ๒.๔ ข้อเสนอแนะด้านแหล่งรายได้และกองทุนทางด้านวัฒนธรรม - ออกแบบและจัดตั้งกองทุนทางด้านวัฒนธรรม โดยให้มีรายได้จากการจัดกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยว งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริจาคจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ๒.๕ ข้อเสนอแนะในการออกแบบเสริมสร้างการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน ในการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมชุมชนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น - น�ำกระบวนการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้ โดยผ่านกระบวนการ พัฒนาศักยภาพของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นผล เช่น การก�ำหนดการท�ำงานเป็นระยะ เตรียมการ ที่ต้องมีการส�ำรวจข้อมูล ท�ำแผนที่ทางวัฒนธรรม การวางแผนการมีส่วนร่วมเพื่อน�ำไปสู่การตัดสินใจ การอนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนาและสืบสาน และการติดตาม พัฒนา และขยายผล
ส่วนที่ 4 133 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการปฏิรูปการจัดการ ศึกษาท้องถิ่น นับแต่รัฐบาลด�ำเนินนโยบายการกระจายอ�ำนาจทางการศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ จ�ำนวนสถานศึกษา ครู และนักเรียน ของสถานศึกษาในสังกัดส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวง ศึกษาธิการลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนสถานศึกษา ครู และนักเรียน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลับเพิ่มขึ้นโดยล�ำดับ จนกระทั่งตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ เป็นต้นมา การถ่ายโอนสถานศึกษาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเริ่มมีแนวโน้มลดลง จนเกือบไม่มีการถ่ายโอนในปัจจุบัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการพัฒนาด้านอาคารสถานที่อย่างต่อเนื่อง ด้วยนอกจากการสนับสนุนค่าใช้จ่าย ในการจัดการเรียนการสอน (ค่ารายหัว) ที่รัฐบาลจัดสรรให้แล้ว สถานศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังได้รับ การสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ตลอดจนกระจายอ�ำนาจในการตัดสินใจและ บริหารจัดการตนเองให้แก่สถานศึกษาให้เป็นอิสระและมีความคล่องตัวทั้งในด้านการบริหารจัดการ และการรับโอน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ช่วยให้ลดขั้นตอนในการประสานงานและลดสายการบังคับบัญชาให้สั้นลง ซึ่งแม้การ ด�ำเนินการกระจายอ�ำนาจทางการศึกษายังมีข้อขัดข้องอยู่บ้าง แต่การมีปัจจัยร่วมส�ำคัญที่ท�ำให้การบริหารจัดการ สถานศึกษาต้นแบบสามารถพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด จากการมีผู้บริหารท้องถิ่นที่มีวิสัยทัศน์ และให้ความส�ำคัญ กับการจัดการศึกษาในท้องถิ่น และการมีวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการบริหารแบบมีส่วนร่วม คณะกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษา เรื่อง บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการปฏิรูปการจัดการศึกษา ท้องถิ่นแล้ว มีข้อเสนอเชิงนโยบายบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการปฏิรูปการจัดการศึกษาขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนี้ ๓.๑ ด้านนโยบาย รัฐบาลควรสนับสนุนหรือพัฒนาแพลตฟอร์มด้านการศึกษาให้กับสถานศึกษาขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีมาตรฐานไม่น้อยกว่าสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเพื่อน�ำไปสู่การเป็น Digital School และท้องถิ่นดิจิทัลเพื่อบูรณาการการท�ำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน รวมทั้งรัฐบาลและกระทรวง ศึกษาธิการควรเร่งรัดการถ่ายโอนสถานศึกษาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ได้ตามเป้าหมายที่ก�ำหนด และให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน และสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐในการถ่ายโอนหรือยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก หรือที่ขาดความพร้อมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยค�ำนึงถึงความพร้อม ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ๓.
ส่วนที่ 4 134 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๓.๒ ด้านบุคลากรกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นควรออกแนวทางในการก�ำหนดกรอบอัตราก�ำลังข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา และข้าราชการสายสนับสนุนของสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ สอดคล้องกับภารกิจของสถานศึกษาในแต่ละประเภท หรือออกแนวทางการสรรหา บรรจุ และแต่งตั้งข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกกรณีพิเศษโดยไม่ต้องสอบแข่งขันส�ำหรับ พนักงานจ้างตามภารกิจ หรือการขอใช้บัญชีจากส่วนราชการอื่นที่มีการจัดสอบและขึ้นบัญชีไว้ หรือบรรจุแต่งตั้งจาก นักศึกษาที่ได้รับทุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามโครงการร่วมผลิตครูจากโครงการร่วมระหว่างองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นและมหาวิทยาลัยของรัฐ ๓.๓ ด้านวัสดุ อุปกรณ์ เทคโนโลยีสารสนเทศ อาคารสถานที่ แหล่งเรียนรู้โดยรัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณ เพื่อจ่ายเป็นค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างให้แก่สถานศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และปรับปรุงระเบียบในการ จัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนได้สะดวกยิ่งขึ้น และควรร่วมกับส�ำนักงบประมาณก�ำหนดให้สถานศึกษาสังกัดองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นใช้รูปแบบอาคารและมาตรฐานด้านอาคาร สิ่งก่อสร้าง และครุภัณฑ์ทางการศึกษาเช่นเดียวกัน กับสถานศึกษาของส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๓.๔ ด้านการบริหารจัดการ กระทรวงมหาดไทยควรให้อ�ำนาจการบริหารจัดการในสถานศึกษาเป็นอ�ำนาจ ของผู้บริหารสถานศึกษา ทั้งด้านงานวิชาการ การบริหารทั่วไป การบริหารงานบุคคล และการบริหารงบประมาณ โดยไม่ต้องมีการมอบอ�ำนาจจากผู้บริหารท้องถิ่นก่อน รวมทั้งจัดท�ำคู่มือการบริหารจัดการสถานศึกษาเป็นคู่มือ มาตรฐานของโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนออกแนวทางหรือระเบียบว่าด้วยการจัดจ้างครู ต่างชาติ หรือสื่อการเรียนรู้จากต่างประเทศให้กับโรงเรียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๓.๕ ด้านงบประมาณ รัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนให้แก่สถานศึกษาขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นให้เพียงพอและเหมาะสม รวมทั้งให้มีระเบียบสถานศึกษาเกี่ยวกับความเป็นอิสระในการบริหารงบประมาณ ๓.๖ ข้อเสนอแนะส�ำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรก�ำหนดสัดส่วนงบประมาณเพื่อการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาให้ชัดเจน โดยอย่างน้อยไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ ของงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสร้าง ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ เอกชน สภาการศึกษาหรือสมัชชาการศึกษา และภาคีเครือข่ายการศึกษาในพื้นที่ ตลอดจนร่วมกับส�ำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย และหน่วยงานอื่น ๆ ในการบูรณาการการจัดการศึกษาของท้องถิ่น
ส่วนที่ 4 135 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา หน้าที่และอ�ำนาจ รายชื่อสมาชิกวุฒิสภาในคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา มีหน้าที่และอ�ำนาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระท�ำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางและ ส่วนภูมิภาค การพัฒนาระบบราชการ การผังเมือง และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่อยู่ในหน้าที่และอ�ำนาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๑. พลเอก อกนิษฐ์หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ๒. พลเอก ชูศักดิ์เมฆสุวรรณ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. พลเอก มารุต ปัชโชตะสิงห์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นายธานีสุโชดายน รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๕. นายศรีศักดิ์วัฒนพรมงคล รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ ๖. พลเอก นิวัตร มีนะโยธิน เลขานุการคณะกรรมาธิการ ๗. นายอับดุลฮาลิม มินซาร์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ ๘. พลต�ำรวจเอก เดชณรงค์สุทธิชาญบัญชา โฆษกคณะกรรมาธิการ ๙. นายขวัญชาติวงศ์ศุภรานันต์ รองโฆษกคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๑๐. นายซากีย์พิทักษ์คุมพล รองโฆษกคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๑๑. พันต�ำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๒. พลเอก บุญธรรม โอริส ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๓. ว่าที่ร้อยตรี เชิดศักดิ์จ�ำปาเทศ กรรมาธิการ ๑๔. นายเชิดศักดิ์สันติวรวุฒิ กรรมาธิการ ๑๕. นายปัญญา งานเลิศ กรรมาธิการ ๑๖. รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ กรรมาธิการ ๑๗. นายสวัสดิ์สมัครพงศ์ กรรมาธิการ ๑๘. พลอากาศเอก พันธ์ภักดีพัฒนกุล กรรมาธิการ ๑. คณะอนุกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน การพัฒนาระบบราชการ และการผังเมือง ๒. คณะอนุกรรมาธิการระบบบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ๓. คณะอนุกรรมาธิการการปรับปรุง พัฒนาระบบ และการบูรณาการฐานข้อมูลในการบริหารราชการแผ่นดิน ของหน่วยงานของรัฐ ๔. คณะอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดท�ำและด�ำเนินการตาม ยุทธศาสตร์ชาติ
ส่วนที่ 4 136 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๘๑ ครั้ง ๔ ครั้ง ๑๔๔ ครั้ง ๔๓ เรื่อง ๕๐ เรื่อง ๔๔๑ ครั้ง ๒๐ ครั้ง ๑๓ เรื่อง สถิติการประชุม สถิติผลการด�ำเนินงาน สถิติการจัดเสวนา/สัมมนา สถิติการเดินทางไปศึกษาดูงาน • คณะกรรมาธิการ • คณะอนุกรรมาธิการ • คณะท�ำงาน • เรื่องที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมวุฒิสภา • ในประเทศ • ต่างประเทศ • เรื่องที่พิจารณาศึกษาเสร็จแล้ว • เรื่องร้องเรียน • จัดสัมมนา/เสวนา ๑๓ ครั้ง การติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการด�ำเนินการให้บริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ในประเด็นการพัฒนาศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service: OSS) คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา ได้ด�ำเนินการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูป ประเทศ ตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง จังหวัดที่มีความคล่องตัวในการบริหาร ระบบงาน ระบบเงิน และระบบก�ำลังคน (จังหวัดที่มีผลสัมฤทธิ์สูง : High Performance Provinces) ซึ่งเป็นหน้าที่ และอ�ำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๐ ซึ่งแม้ว่าการปฏิรูปประเทศจะสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ แต่จะเห็นได้ว่างานปฏิรูปดังกล่าวยังด�ำเนินการไม่แล้วเสร็จและยังคงต้องด�ำเนินการอย่างต่อเนื่อง และได้ถูกปรับเปลี่ยนให้มีลักษณะเป็นงานประจ�ำของหน่วยงานราชการ และก�ำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐) หมุดหมายที่ ๑๓ ไทยมีภาครัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และ ตอบโจทย์ประชาชน ประกอบด้วย เป้าหมายที่ ๑ การบริการภาครัฐ มีคุณภาพ เข้าถึงได้ และเป้าหมายที่ ๒ ภาครัฐที่มี ขีดสมรรถนะสูง คล่องตัว โดยในแผนงานดังกล่าวนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ท�ำการศึกษา และมีข้อเสนอเกี่ยวกับรูปแบบการเพิ่ม ประสิทธิภาพการบริหารราชการจังหวัดให้เป็นจังหวัดที่มีผลสัมฤทธิ์สูง จ�ำนวน ๑๑ ประเด็น และข้อจ�ำกัดการบริหาร ราชการในจังหวัดที่มีผลสัมฤทธิ์สูงจากข้อเสนอของจังหวัด (ประเด็นปลดล็อก) ซึ่งคณะกรรมาธิการได้มีการผลักดัน ให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. ๒๕๖๕ เพื่อแก้ไขปัญหาข้อจ�ำกัด ในการบริหารราชการจังหวัดดังกล่าว นอกจากนี้ หนึ่งในข้อเสนอ ๑๑ ประเด็น ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาว่าเป็นเรื่องที่มีความส�ำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดินในการเพิ่มประสิทธิภาพ สถิติการด�ำเนินงานของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗ ผลงานเด่นของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗ ๑.
ส่วนที่ 4 137 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา การบริการภาครัฐและตอบโจทย์ชีวิตประชาชน อีกทั้งน�ำไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลตามเป้าหมายของแผนการปฏิรูป ประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ คือ ข้อเสนอการให้บริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ในประเด็น การพัฒนาศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service: OSS) ของศูนย์ด�ำรงธรรมจังหวัดและศูนย์ด�ำรงธรรมอ�ำเภอ ซึ่งเรื่องดังกล่าวยังมีความสอดคล้องกับประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๙๖/๒๕๕๗ เรื่อง “การจัดตั้ง ศูนย์ด�ำรงธรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานระดับจังหวัด และให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการในจังหวัด สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเสมอภาค มีคุณภาพ รวดเร็ว ลดขั้นตอนการปฏิบัติงานและประชาชนได้รับ ความพึงพอใจ” หน่วยงานราชการที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย ส�ำนักงาน พัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และส�ำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ประกอบกับปัจจุบันได้มี การประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๖๕ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อน ไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล คณะกรรมาธิการได้ด�ำเนินการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด โดยได้มีการด�ำเนินการจัดประชุมหารือทั้งในระดับ นโยบาย (โดยการประชุมร่วมกับส�ำนักนายกรัฐมนตรี ส�ำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ กรมประชาสัมพันธ์ ส�ำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และส�ำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) และในระดับปฏิบัติ โดยการลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าด�ำเนินการในระดับพื้นที่ จ�ำนวน ๕๒ จังหวัด รวมทั้งได้มีการผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องบูรณาการการด�ำเนินงานร่วมกันโดยเข้าร่วม พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) “การให้บริการอ�ำนวยความสะดวกประชาชนระดับพื้นที่” ซึ่งมีนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจ�ำส�ำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนาม ร่วมกับหน่วยงานของรัฐ จ�ำนวน ๗ แห่ง ได้แก่ กระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย ส�ำนักงานปลัดส�ำนักนายกรัฐมนตรี ส�ำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาระบบราชการ กรมประชาสัมพันธ์ ส�ำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และส�ำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ณ ห้อง ๓๐๑ ตึกบัญชาการ ๑ ท�ำเนียบรัฐบาล เมื่อวันอังคารที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ทั้งนี้ บันทึกความร่วมมือ (MOU) ดังกล่าว มีสาระส�ำคัญในการสนับสนุนการให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลกลาง ต่าง ๆ อาทิ ระบบศูนย์รวมข้อมูลเพื่อติดต่อราชการ (info.go.th) ระบบพอร์ทัลกลางเพื่อประชาชน (Citizen Portal) หรือ “แอปพลิเคชันทางรัฐ” ระบบศูนย์กลางบริการภาครัฐเพื่อธุรกิจ (Biz Portal) เพื่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ด�ำรงธรรมระดับ จังหวัด อ�ำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้แนะน�ำประชาชน ตลอดจนสนับสนุนทางเทคนิคในการเชื่อมโยง ระบบ ๑๑๑๑ ของส�ำนักงานปลัดส�ำนักนายกรัฐมนตรี และพัฒนา e-Service Gateway เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยน บริการของหน่วยงานรัฐให้มีการเชื่อมต่อกันตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ของประชาชนให้ได้รับความสะดวกและเข้าถึง บริการรัฐที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ผลการผลักดันการให้บริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ในประเด็น การพัฒนาศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service: OSS) ปัจจุบันการให้บริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ของศูนย์ด�ำรงธรรมจังหวัด/อ�ำเภอ กระทรวงมหาดไทยได้น�ำแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” (Citizen Portal) และ Biz Portal รวมทั้ง ThaID เชื่อมโยงงานบริการของภาครัฐมาให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ได้ด�ำเนินการครอบคลุมทุกจังหวัด/ อ�ำเภอแล้ว และกระทรวงมหาดไทยได้ด�ำเนินการขยายผลไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง โดยเริ่มด�ำเนินการ (Kick-off) เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดของคณะกรรมาธิการ ที่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม อันจะเกิดผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์ ของประชาชนต่อไป
ส่วนที่ 4 138 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา การสัมมนา เรื่อง คลายปมปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ คณะกรรมาธิการได้ด�ำเนินการจัดสัมมนา เรื่อง คลายปมปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า กระทรวงมหาดไทย กรมบัญชีกลาง ส�ำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และส�ำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๖ ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร การสัมมนาในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการตระหนักถึงการพัฒนาการบริหารราชการแผ่นดินและระบบราชการในเรื่อง การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้สอดคล้องและเป็นไปตามเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ตามที่ก�ำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยเฉพาะการพัฒนาให้เกิดความโปร่งใส มีประสิทธิภาพประสิทธิผล และมีความคุ้มค่า อย่างไรก็ดี แม้แผนการปฏิรูปประเทศได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่กรณีดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความส�ำคัญอย่างยิ่งที่ทุกส่วนราชการจะต้องด�ำเนินการในการจัดซื้อจัดจ้างให้เกิดความยืดหยุ่น คล่องตัว เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ ซึ่งระบบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐต้องได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดของกฎหมาย ก็ยังคงมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้ปฏิบัติงานในด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ประกอบกับแผนปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับปรับปรุง) กิจกรรมปฏิรูปที่ ๕ ได้ก�ำหนดแผน เพื่อขจัดอุปสรรคในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการเบิกจ่ายเงิน เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว คุ้มค่า โปร่งใส ปราศจาก การทุจริต แต่เมื่อสิ้นสุดแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ไม่พบว่าประเด็นดังกล่าวถูกบรรจุไว้ในแผนใด ทั้งแผน แม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ โดยเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นส�ำคัญที่ต้องมีการด�ำเนินการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการจัดซื้อจัดจ้างเป็นหัวใจ ส�ำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินที่ทุกหน่วยงานต้องด�ำเนินการ ทั้งในราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งพบปัญหาในทางปฏิบัติค่อนข้างมาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังมีความรู้ความเข้าใจ ที่คลาดเคลื่อนในการด�ำเนินการตามระเบียบพัสดุและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น คณะกรรมาธิการจึงได้จัดการสัมมนา เรื่องคลายปมปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างถูกต้อง พร้อมกับร่วมกันวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นและหาแนวทาง ในการแก้ไข หรือข้อเสนอแนะที่สามารถน�ำไปพัฒนาปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างต่อไปได้ ผลที่ได้จากการสัมมนาในครั้งนี้ พบว่าปัญหาส�ำคัญในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การลงนามสัญญา การบริหารสัญญา การตรวจ/รับมอบ ตลอดจนการด�ำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งท�ำให้เกิดความขัดแย้ง และกรณีพิพาท น�ำมาซึ่งความเสียหายแก่ทางราชการ และเกิดการฟ้องร้องให้มีการช�ำระค่าปรับ และปัญหาส�ำคัญ ที่เป็นอุปสรรคในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง คือ การอุทธรณ์ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า ๔,๐๐๐ เรื่อง และเป็นปัญหาคอขวด ส่งผลกระทบให้การด�ำเนินการเกิดความล่าช้า และมีผลต่อการด�ำเนินการของขั้นตอนอื่น ๆ อย่างไรก็ดี การสร้าง ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นสิ่งส�ำคัญ และควรมีการก�ำหนดมาตรฐานกลางที่ชัดเจนก็จะช่วย ลดปัญหาได้ ๒. คณะกรรมาธิการมีข้อเสนอว่าควรมีการสร้างเครื่องมือส�ำคัญ เพื่อใช้แก้ไขปัญหาโดยการน�ำเทคโนโลยีมาปรับใช้ คือ การสร้าง แพลตฟอร์มกลาง โดยให้มีระบบการถาม - ตอบประเด็นปัญหา และ ประมวลผลข้อมูลส�ำคัญที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตัวอย่างค�ำวินิจฉัยคดี ของศาลปกครอง เพื่อเป็นการให้ความรู้และกรณีศึกษาป้องกันมิให้ มีการด�ำเนินการผิดพลาดซ�้ำซ้อน อย่างไรก็ดี กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ ควรพิจารณาทบทวนกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขข้อจ�ำกัดและประเด็นที่เป็นปัญหาอุปสรรค ในทางปฏิบัติ เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเกิดความคล่องตัว และมีความโปร่งใสควบคู่กัน
ส่วนที่ 4 139 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ทั้งนี้ ในช่วงหนึ่งของการสัมมนา ได้จัดให้มีการเสวนา เรื่อง “คลายปมปัญหาและแนวทางแก้ไขการจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐ” โดยมีการถาม - ตอบ ปัญหาต่าง ๆ จากผู้เข้าร่วมสัมมนา ทั้งในห้องประชุมสัมมนา และจากผู้เข้าร่วมสัมมนา ออนไลน์ มีการสอบถามประเด็นปัญหาอย่างหลากหลาย ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในทางปฏิบัติ อาทิ ประเด็นค�ำถาม เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การท�ำความเข้าใจกฎกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความสุ่มเสี่ยง ในการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบพัสดุ การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง การเสนอราคา การตรวจรับพัสดุ/ ตรวจรับมอบงาน การเบิกจ่ายเงินงบประมาณ การจัดท�ำแผนจัดซื้อจัดจ้าง การด�ำเนินการด้านสัญญา เป็นต้น โดยจากการรวบรวมค�ำถามกว่าสองร้อยค�ำถาม สามารถจ�ำแนกประเด็นค�ำถามได้ ๓ ประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นเกี่ยวกับ การปฏิบัติงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับ การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง และประเด็นปัญหาเกี่ยวกับหนังสือแจ้งเวียน ซึ่งคณะกรรมาธิการ ได้จัดท�ำรายงานสรุปผลการสัมมนาและมีการรวบรวมประเด็นถาม - ตอบ โดยกรมบัญชีกลางได้มีการตรวจสอบ ความถูกต้องแล้วโดยสรุปผลที่ได้จากการสัมมนาในครั้งนี้ จะช่วยคลายปมข้อสงสัย สร้างความชัดเจนและให้ข้อแนะน�ำ การด�ำเนินการในการจัดซื้อจัดจ้างที่ถูกต้องแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามกฎหมายและระเบียบราชการต่อไป แนวทางการแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจให้เช่าที่พักแบบรายวันและโรงแรม ด้วยคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา พิจารณาและศึกษาปัญหาการประกอบกิจการให้เช่า ที่พักรายวันและโรงแรม ตามหน้าที่และอ�ำนาจ ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๗๘ วรรคสอง (๑๐) เนื่องจากการเติบโตของกิจการให้เช่าที่พักรายวันและโรงแรมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับความต้องการของ นักท่องเที่ยว แต่การประกอบกิจการให้เช่าที่พักรายวันและโรงแรมยังคงต้องอยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายหลายฉบับ ด้วยเหตุผลของการต้องปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคและสภาพแวดล้อม โดยที่ผ่านมาพบว่า ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ที่ไม่ได้รับอนุญาตมีจ�ำนวนมากกว่าผู้ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายถึงสามเท่า ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวสามารถบ่งชี้ได้ว่า มาตรการทางกฎหมายที่ใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการวางแนวทางเพื่อก�ำหนดหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนั้น ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ พฤติกรรม หรือการด�ำเนินชีวิตของบุคคลในสังคมที่เกิดขึ้น อย่างรวดเร็ว ท�ำให้ผู้ประกอบธุรกิจการให้บริการด้านที่พักแบบรายวันไม่สามารถเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ โดยสภาพปัญหาดังกล่าว เมื่อน�ำมาวิเคราะห์กับกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว สรุปผลการศึกษาได้ ดังนี้ ๑. ปัญหาที่เกิดจากพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ เกี่ยวกับความหมายของค�ำว่า “โรงแรม” หมายรวมถึง สถานที่พักที่ให้บริการต�่ำกว่ารายเดือน ทุกประเภทต้องมาเข้า พ.ร.บ. โรงแรม ใช้ค�ำว่าโรงแรมเท่านั้น ไม่ได้มีการ แยกประเภทสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมอย่างชัดเจน มีเพียงการให้ค�ำนิยามสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมว่าไม่เกิน ๔ ห้อง และมีผู้เข้าพักไม่เกิน ๒๐ คน ๓.
ส่วนที่ 4 140 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๒. ปัญหาที่เกิดจากพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้ออกมาบังคับใช้เป็นเวลานานกว่า ๔๐ ปีแล้ว มีการออกกฎกระทรวงแก้ไขกฎกระทรวงฉบับที่ออกไปก่อนอีกเป็นจ�ำนวนมาก ท�ำให้เกิดความยุ่งยากในทางปฏิบัติ เป็นอย่างมาก ๓. ปัญหาจากกฎกระทรวงก�ำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. ๒๕๕๙ และ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑ และค�ำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๖/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๒ ที่ผ่อนปรน ข้อก�ำหนดต่าง ๆ ในการน�ำอาคารประเภทอื่นที่จะเปลี่ยนการใช้อาคารมาประกอบธุรกิจโรงแรม ออกมาไม่ตรงกับ สภาพปัญหาจริง และมีระยะเวลาจ�ำกัด ท�ำให้เมื่อหมดอายุ ผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าที่พักแบบรายวันและโรงแรม มากกว่าร้อยละ ๙๐ ไม่สามารถเข้าสู่ระบบเพื่อรับใบอนุญาตโรงแรม ๔. ปัญหาที่เกิดจากพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มีข้อก�ำหนดจ�ำกัดการก่อสร้าง ลักษณะของอาคาร หรือห้ามใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อกิจการโรงแรม โดยไม่ได้ก�ำหนดขนาดหรือประเภทโรงแรมไว้ ๕. ปัญหาที่เกิดจากพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกาศ กระทรวงฯ เรื่อง ก�ำหนดพื้นที่ และมาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อมเฉพาะที่ ๑๑ ฉบับ ครอบคลุมพื้นที่ ๑๓ จังหวัด เกี่ยวกับ การก�ำหนดพื้นที่ว่าง ความสูงอาคาร การจัดท�ำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม การก�ำหนดเขตพื้นที่และมาตรการ คุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่ใช้บังคับมานานแล้วไม่สอดคล้องต่อสภาพแท้จริงในปัจจุบัน จากปัญหาดังกล่าว คณะกรรมาธิการจึงมีขอเสนอแนะแก่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพิจารณาด�ำเนินการ ๓ ระยะ ดังนี้ ๑) ข้อเสนอแนะระยะเร่งด่วน พิจารณาด�ำเนินการ ดังนี้ ๑.๑) เสนอให้กระทรวงมหาดไทย เพิ่มจ�ำนวนห้องพักของที่พักที่ไม่ใช่โรงแรม และแยกประเภทสถานที่พัก ที่ไม่เป็นโรงแรมอย่างชัดเจน ผลการด�ำเนินงาน กระทรวงมหาดไทยได้แก้ไข/เพิ่มเติมกฎกระทรวงก�ำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ การประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยได้ออกกฎกระทรวงก�ำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบ ธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๖ และ กฎกระทรวงก�ำหนดลักษณะและระบบความปลอดภัยของอาคารที่ใช้ ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. ๒๕๖๖ โดยเพิ่มจ�ำนวนสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม จาก ๔ ห้อง และมีผู้เข้าพักไม่เกิน ๒๐ คน เป็น ๘ ห้อง และมีผู้เข้าพักไม่เกิน ๓๐ คน และเพิ่มเติมที่พักออกมาเป็นอาคารที่มีรูปแบบพิเศษต่าง ๆ ที่ประเภทต่าง ๆ เช่น เรือนแพ เต็นท์ คอนเทนเนอร์ บ้านต้นไม้ เป็นต้น แต่ยังให้ความส�ำคัญเรื่องความปลอดภัยทางอัคคีภัย และระบบความมั่นคงแข็งแรง
ส่วนที่ 4 141 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ข้อเสนอแนะ ควรพิจารณาแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือยกร่าง พ.ร.บ. สถานที่พัก ที่ไม่เป็นโรงแรม ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการประกอบธุรกิจให้เช่าที่พักรายวันและโรงแรมในปัจจุบัน ๑.๒) เสนอให้แก้ไขและขยายเวลากฎกระทรวง ก�ำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ผลการด�ำเนินงาน กระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎหมาย ๒ ฉบับ คือ กฎกระทรวงก�ำหนดลักษณะอาคาร ประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๔ และ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๖ โดยแก้ไข/เพิ่มเติมข้อกฎหมาย ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะของโรงแรมในปัจจุบัน โดยเฉพาะอาคารที่เปิดเป็นโรงแรมก่อน ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ ได้ลดเงื่อนไขทางกายภาพ แต่เพิ่มเติมเรื่องความปลอดภัยทางอัคคีภัย และระบบความมั่นคงแข็งแรง ข้อเสนอแนะเนื่องจากกฎกระทรวง ก�ำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๖ จะหมดอายุวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๘ คณะท�ำงานฯ เห็นควรต่ออายุกฎกระทรวงนี้ออกไปจนกว่า พ.ร.บ./กฎกระทรวง/ประกาศกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขอใบอนุญาตโรงแรมแล้วเสร็จ ๒) ข้อเสนอแนะระยะกลาง ๒.๑) กฎหมายว่าด้วยการผังเมือง ให้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมฉบับที่เป็น ปัญหาอุปสรรคต่อการส่งเสริมการประกอบธุรกิจโรงแรม เพื่อให้การประกอบธุรกิจโรงแรมสามารถด�ำเนินการ อย่างถูกต้อง แต่ต้องไม่ขัดต่อหลักวิชาการด้านผังเมือง และออกกฎกระทรวงยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมือง ให้สอดรับกับการขยายเวลาการบังคับใช้กฎกระทรวงก�ำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๖ เรื่องพื้นที่ว่าง และลักษณะทางกายภาพของอาคาร ผลการด�ำเนินงาน กระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างแก้ไขผังเมืองของแต่ละจังหวัด รวมถึงกฎกระทรวง ที่ควบคุมเฉพาะพื้นที่ เช่น กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๕ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๐ และกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๕ เป็นต้น ข้อเสนอแนะ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงก�ำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๖ เห็นควรให้ทางภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสมาคม ชมรม หรือโรงแรม/ที่พัก ที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ใน จังหวัดที่ก�ำลังแก้ไขผังเมืองเข้าร่วมเป็นคณะท�ำงานแก้ไขผังเมืองรวมของแต่ละจังหวัด ๒.๒) ควรพิจารณา ทบทวน กฎกระทรวง/ประกาศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับ การจัดท�ำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรณีที่เป็นการดัดแปลง แก้ไข อาคารเดิมที่ใช้ในวัตถุประสงค์อย่างอื่น มาใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม หรือยกเว้นไม่ต้องจัดท�ำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในกรณีที่มีจ�ำนวนห้องพักไม่มากนัก แต่ให้มีมาตรการอื่นในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามที่ก�ำหนดขึ้นแทน และให้มีการทบทวนประกาศ เรื่อง ก�ำหนด เขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่ออกมานานแล้วให้สอดคล้องต่อสภาพแท้จริงในปัจจุบัน
ส่วนที่ 4 142 ครบรอบ 5 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ผลการด�ำเนินงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก�ำลังด�ำเนินการแก้ไขกฎกระทรวง/ประกาศ ที่เกี่ยวกับการจัดท�ำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรณีที่เป็นการดัดแปลง แก้ไข อาคารเดิมที่ใช้ในวัตถุประสงค์อย่างอื่น มาใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม ข้อเสนอแนะเพื่อให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงก�ำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๖ เห็นควรให้ทางภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสมาคม ชมรม หรือโรงแรม/ที่พัก ที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ใน จังหวัดที่ก�ำลังแก้ไขประกาศกระทรวงฯ เรื่อง ก�ำหนดพื้นที่ และมาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อมเฉพาะที่ ๑๑ ฉบับ ซึ่งกินพื้นที่ ๑๓ จังหวัด เข้าร่วมเป็นคณะท�ำงานกฎกระทรวง/ประกาศสิ่งแวดล้อมของแต่ละจังหวัด ๓) ข้อเสนอแนะระยะยาว ๓.๑) ควรพิจารณาแก้ไข ปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือยกร่าง พ.ร.บ. สถานที่พักที่ ไม่เป็นโรงแรมให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการประกอบธุรกิจให้เช่าที่พักรายวันและโรมแรมในปัจจุบัน และ ให้ครอบคลุมถึงลักษณะการประกอบกิจการที่พักรายวันรูปแบบอื่น ๆ เช่น โฮมสเตย์ เรือนแพ รีสอร์ท แคปซูล บ้านต้นไม้ เป็นต้น และที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย โดยการผ่อนปรนข้อจ�ำกัดบางเรื่องให้กับผู้ประกอบการ แต่ก็ควรค�ำนึงถึง ความปลอดภัยของผู้เข้าพัก ความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อยของสังคม และส่งเสริมความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ในการประกอบธุรกิจเป็นส�ำคัญรวมทั้งพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคาร กฎกระทรวงให้ใช้บังคับ ผังเมืองรวมให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยโรงแรมด้วย ๓.๒) ให้แก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจที่พักรายวันและโรงแรมที่มีข้อจ�ำกัดเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตามกฎหมายอื่น ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบรวบรวมข้อเท็จจริง สภาพพื้นที่ และปัญหาในปัจจุบัน พร้อมแนวทาง แก้ไขตามบริบทพื้นที่เป็นภาพรวมเสนอคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพื่อก�ำหนดนโยบายการบริหารจัดการ ที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว การใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถ แก้ไขปัญหาได้ในภาพรวมของประเทศได้ต่อไป
ส่วนที่ 4 143 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา มีหน้าที่และอ�ำนาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระท�ำกิจการ พิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการบริหาร การส่งเสริมพัฒนา การจัดหา การใช้ การอนุรักษ์พลังงาน การแสวงหาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก การศึกษาผลกระทบ และแนวทางการแก้ไขปัญหาอุปสรรค จากการจัดหาและการใช้พลังงาน ความมั่นคงด้านพลังงาน พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูป ประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่อยู่ในหน้าที่และอ�ำนาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๑. พลเอก สกนธ์สัจจานิตย์ ประธานคณะกรรมาธิการ ๒. พลเรือเอก ชัยวัฒน์เอี่ยมสมุทร รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. พลอากาศเอก อดิศักดิ์กลั่นเสนาะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. พลโท อ�ำพน ชูประทุม รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๕. พลเอก อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ ๖. นายกรรณภว์ธนภรรคภวิน เลขานุการคณะกรรมาธิการ ๗. นายอุปกิต ปาจรียางกูร รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ ๘. นายเจน น�ำชัยศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการ ๙. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๐. พลเอก พหล สง่าเนตร กรรมาธิการ/ที่ปรึกษา ๑๑. พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข กรรมาธิการ/ที่ปรึกษา ๑๒. พลเอก ดนัย มีชูเวท กรรมาธิการ/ที่ปรึกษา ๑๓. พลเรือเอก นพดล โชคระดา กรรมาธิการ/ที่ปรึกษา ๑๔. พลเอก ทรงวิทย์หนุนภักดี กรรมาธิการ/ที่ปรึกษา ๑๕. นายไพฑูรย์หลิมวัฒนา กรรมาธิการ/ที่ปรึกษา ๑๖. นายวิชัย ทิตตภักดี กรรมาธิการ/ที่ปรึกษา ๑๗. พลเอก สราวุฒิชลออยู่ กรรมาธิการ/ที่ปรึกษา ๑๘. นายส�ำราญ ครรชิต กรรมาธิการ/ที่ปรึกษา ๑๙. พลเอก ส�ำเริง ศิวาด�ำรงค์ กรรมาธิการ/ที่ปรึกษา ๑. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา ติดตามและเสนอแนะด้านเชื้อเพลิงธรรมชาติ ๒. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา ติดตามและเสนอแนะด้านพลังงานไฟฟ้า ๓. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา ติดตามและเสนอแนะด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน ๔. คณะอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศและการจัดท�ำและด�ำเนินการ ตามยุทธศาสตร์ชาติด้านพลังงาน หน้าที่และอ�ำนาจ รายชื่อสมาชิกวุฒิสภาในคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการ
ส่วนที่ 4 144 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๒๖ ครั้ง ๔ ครั้ง ๑๕๘ ครั้ง 1 เรื่อง ๒๔ ครั้ง ๙ เรื่อง ๖๘๓ ครั้ง ๑๖ เรื่อง สถิติการประชุม สถิติผลการด�ำเนินงาน สถิติการจัดเสวนา/สัมมนา สถิติการเดินทางไปศึกษาดูงาน • คณะกรรมาธิการ • เรื่องที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมวุฒิสภา • คณะอนุกรรมาธิการ • เรื่องที่พิจารณาศึกษาเสร็จแล้ว • ในประเทศ • ต่างประเทศ • คณะท�ำงาน • เรื่องร้องเรียน • จัดสัมมนา/เสวนา ๔ ครั้ง สถิติการด�ำเนินงานของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗
ส่วนที่ 4 145 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา การพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการด�ำเนินการเพื่อรองรับผลกระทบจากนโยบาย และมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงาน รายงานการพิจารณาศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นความท้าทาย ปัญหาอุปสรรค และผลกระทบจากนโยบายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงานของประเทศไทย และน�ำผล การศึกษามาก�ำหนดเป็นแนวทางการด�ำเนินการเพื่อรองรับผลกระทบจากนโยบายและมาตรการ ลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก โดยการพิจารณาถึงปัญหาอุปสรรค ผลกระทบของการด�ำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกหรือการด�ำเนินการ ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคพลังงาน ทั้งการด�ำเนินการของหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดท�ำแผน หน่วยงานที่มีหน้าที่ก�ำกับดูแล หน่วยงานที่มีหน้าที่ปฏิบัติ หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุน และหน่วยงาน ภาคเอกชน รวมทั้งการพิจารณาถึงปัญหาอุปสรรค ผลกระทบทางด้านนโยบายและกฎหมาย ตลอดจนการด�ำเนินการตาม พันธกรณีระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลการพิจารณาศึกษา พบว่า การด�ำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานของประเทศไทย มีการด�ำเนินการ แบ่งออกเป็น ๔ แนวทางหลัก คือ ๑) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ๒) การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน หรือพลังงานหมุนเวียน ๓) การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และ ๔) การพัฒนาเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซต์ (CCS) เทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เป็นต้น ซึ่งทั้ง ๔ แนวทางดังกล่าวเมื่อน�ำไปปฏิบัติได้พบกับปัญหาอุปสรรคในหลายด้าน เช่น ด้านนโยบายและกฎหมาย ด้านการเงินและการลงทุน ด้านทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น และก่อให้เกิดผลกระทบ ทั้งเชิงบวกและเชิงลบในหลายด้าน เช่น ๑) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจะส่งผลให้องค์กรมีค่าใช้จ่ายที่ลดลง แต่ในช่วงแรกองค์กรก็มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ๒) การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงาน หมุนเวียน จะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่พลังงานหมุนเวียนก็เป็นพลังงานที่ไม่มีความเสถียรภาพ ๓) การพัฒนา ระบบสมาร์ทกริดจะช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจกรณีเกิดไฟฟ้าขัดข้อง แต่ประเทศก็ต้องใช้งบประมาณ ในการลงทุนที่ค่อนข้างสูง ๔) การพัฒนาเทคโนโลยีอื่น ๆ จะก่อให้เกิดวิทยาการใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยง ในเรื่องความปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งจากปัญหาอุปสรรคและผลกระทบดังกล่าวข้างต้นได้ส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมาย การลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย และความสมดุลในการพัฒนาด้านพลังงานควบคู่ไปกับการพัฒนา ด้านสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการจึงได้จัดท�ำรายงานการพิจารณาศึกษาเพื่อมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา และรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการด�ำเนินนโยบายและมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงานของประเทศไทย ผลงานเด่นของคณะกรรมาธิการ ในห้วงปี พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗ ๑.
ส่วนที่ 4 146 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา การพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาไฟฟ้าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ความเป็นมา คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ได้พิจารณาศึกษาเรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาไฟฟ้าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากคณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบนได้รับเรื่องร้องเรียน จากประชาชนในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งหมู่บ้านตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่า หากไม่ได้รับอนุญาตใช้พื้นที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ไม่สามารถด�ำเนินการปักเสาพาดสายเข้าไปในพื้นที่ป่าได้ ประกอบกับพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นทิวเขา สูงสลับซับซ้อน และยังคงเป็นป่าไม้ตามธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยมีเนื้อที่ป่าไม้ประมาณ ๑๑,๑๓๓.๗๘ ตาราง กิโลเมตร หรือ ๖,๙๕๘,๖๑๒.๒๓ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๘๗.๑๒ ของเนื้อที่จังหวัด มีทิวเขาเรียงตามแนวทิศเหนือ - ใต้ ขนานกัน โครงการขยายเขตระบบไฟฟ้าหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชด�ำริ โดยพื้นที่โครงการดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ ลุ่มน�้ำชั้น 1A และ 1B วัตถุประสงค์ของการศึกษา ๑. เพื่อพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาไฟฟ้าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ๒. เพื่อน�ำผลการศึกษาการแก้ไขปัญหาไฟฟ้าในจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นต้นแบบแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟฟ้า ในพื้นที่ป่าให้กับจังหวัดอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกัน ขอบเขตของการพิจารณาศึกษา ด�ำเนินการพิจารณาศึกษาเฉพาะหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่จะไม่พิจารณาลงไป ถึงระดับหย่อมบ้านของหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้า ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ๑. เพื่อแก้ไขปัญหาหมู่บ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ให้สามารถมีไฟฟ้าใช้ได้ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย และไม่ท�ำให้บุกรุกป่า เพิ่มขึ้น รวมทั้งเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่ในจังหวัดอื่น ๆ ที่มีปัญหาแบบเดียวกัน ๒. เพื่อจัดระบบไฟฟ้าที่เหมาะสมและยั่งยืนแทนการวางสายไฟฟ้า ท�ำให้ชุมชนดูแลระบบไฟฟ้ากันเอง เพื่อความยั่งยืน ๓. เพื่อจัดกลุ่มหมู่บ้านและพัฒนาระบบไฟฟ้าที่เหมาะสม และเพื่อเสนอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคน�ำไปด�ำเนินการ รวมทั้งการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อท�ำให้ชุมชนสามารถดูแลระบบกันเองและใช้เป็นแนวทางส�ำหรับหมู่บ้านในจังหวัด อื่น ๆ ต่อไป ข้อสรุปผลการศึกษา จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีหมู่บ้านรวมทั้งสิ้น ๔๑๕ หมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านที่มีไฟฟ้า จ�ำนวน ๒๙๙ หมู่บ้านและหมู่บ้าน ที่ไม่มีไฟฟ้าจ�ำนวน ๑๑๖ หมู่บ้าน สาเหตุเนื่องมาจากสภาพพื้นที่เป็นภูเขา และปัญหาที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ในเขตของ พื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ซึ่งเป็นเขตหวงห้าม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงไม่สามารถเข้าไปปักเสาพาดสาย ตามความต้องการของประชาชนให้กับหมู่บ้านดังกล่าวได้ อันเนื่องจากกฎหมายเดิมไม่มีบทบัญญัติใดที่อนุญาต ให้ประชาชนเข้าอยู่อาศัยในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๕๗ - ๒๕๖๓ มีนโยบาย และกฎหมายให้คนอยู่กับป่า โดยไม่บุกรุกท�ำลายพื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้น และสามารถน�ำไปใช้ประกอบการขอขยายเขต ไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคต่อไปได้ โดยมีกรอบมาตรการในการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของพื้นที่ ข้อเสนอแนะ ๑.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ควรเร่งรัดการจัดท�ำกฎระเบียบ เพื่อจัดให้มีระบบสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐาน ๒.
ส่วนที่ 4 147 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา ๒.กรมป่าไม้และคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ควรเร่งรัดการอนุญาต ให้ประชาชนเข้าท�ำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่า ๓.ควรจัดท�ำสัญญาประชาคมระหว่างประชาชนในหมู่บ้านกับหน่วยงานภาครัฐในการร่วมกันก�ำหนดแนวทาง และมาตรการในการป้องกันรักษาป่าไม้และแหล่งน�้ำ รวมทั้งระบบนิเวศวิทยา และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ๔.กระทรวงพลังงานควรเร่งรัดจัดท�ำหลักเกณฑ์การใช้เงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในการส�ำรวจและติดตั้งอุปกรณ์ จ่ายไฟฟ้าให้กับประชาชนที่ด้อยโอกาสและอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ๕.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคควรด�ำเนินการสนับสนุนการจ่ายไฟฟ้าให้กับ ๑๑๖ หมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยมี กรอบการด�ำเนินการ การพิจารณาศึกษา เรื่อง การน�ำเชื้อเพลิงไฮโดรเจนมาเป็นพลังงานทางเลือกเพื่อการ พาณิชย์ ส�ำหรับภาคขนส่ง ภาคการผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร ในขณะที่โลกเผชิญกับภาวะโลกร้อน ไฮโดรเจนกลายเป็นวัตถุดิบส�ำคัญ สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นใน อุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรม อิเลคทรอนิคส์ และอื่น ๆ โดยสามารถผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะใช้ในการ เผาไหม้ หรือในเซลล์เชื้อเพลิง ผลพลอยได้หลักของการเผาไหม้ก๊าซไฮโดรเจน คือ น�้ำ ไฮโดรเจนจึงเป็นเชื้อเพลิง ทางเลือกหนึ่งที่มีความจ�ำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างมีนัยส�ำคัญ เพื่อใช้ในการ ทดแทนพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากพลังงานไฮโดรเจนถือว่าเป็นพลังงานสะอาด และการใช้พลังงานไฮโดรเจนมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาน้อยมากจนถึงไม่มีมลภาวะ ข้อดีของการใช้ก๊าซไฮโดรเจน มีประโยชน์หลายประการ สามารถสังเคราะห์ได้จากวัตถุดิบตามธรรมชาติ หลากหลายประเภท เมื่อเกิดการเผาไหม้ จะมีเพียงน�้ำและก๊าซออกซิเจนเท่านั้นที่เป็นผลพลอยได้จากการสันดาป โดยไม่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ค่าพลังงานสูงกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น ไม่ก่อให้เกิดกลุ่มควัน ฝุ่นละออง สามารถประยุกต์ใช้กับเชื้อเพลิงฟอสซิลเดิมได้ ข้อจ�ำกัดของการใช้พลังงานก๊าซไฮโดรเจน เช่น การจัดเก็บ และขนส่ง ต้นทุนการผลิตสูงในการผลิตไฮโดรเจน สีเขียว การพัฒนาเศรษฐกิจไฮโดรเจนเพื่อใช้เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงทางเลือกเพื่อทดแทนสัดส่วนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต้อง ลดสัดส่วนลงและมีส่วนช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง ๑๖.๓ ล้านตัน เทียบเป็นร้อยละ ๑๔ ของปริมาณ ๓.
ส่วนที่ 4 148 ครบรอบ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) สรุปผลงานวุฒิสภา การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี ค.ศ. ๒๐๕๐ เป็นอย่างน้อย โดยมีเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจไฮโดรเจน ในการผลิตและการใช้ไฮโดรเจนเชิงพาณิชย์ ดังนี้ • สามารถเริ่มมีการใช้ไฮโดรเจนเชิงพาณิชย์ในภาคพลังงานตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๓๐ • ก้าวสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. ๒๐๕๐ • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. ๒๐๖๕ โอกาส ปัญหา และความท้าทายในการน�ำไฮโดรเจนมาใช้งานเพื่อลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนี้ ๑) ด้านเศรษฐศาสตร์ไฮโดรเจน เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตและการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของไฮโดรเจนชนิดต่าง ๆ ไฮโดรเจนสีเทา ไฮโดรเจนสีฟ้า ไฮโดรเจนสีฟ้า ต้นทุนการผลิต/กิโลกรัมของไฮโดรเจน 2 USD 4-5 USD 5.07 USD ปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอน/ กิโลกรัมของไฮโดรเจน 9 kgCO2 e 2-16 kgCO2 e 0.4 -1.7 kgCO2 e เมื่อเปรียบเทียบค่าความร้อน พบว่า ไฮโดรเจน ๑ กิโลกรัม ให้พลังงานค่าความร้อน ๐.๑๔๑ ล้านบีทียู ดังนั้น จะต้องใช้ไฮโดรเจน ปริมาณ ๗ กิโลกรัม เพื่อให้มีค่าความร้อนเทียบเท่าล้านบีทียู หากพิจารณาเปรียบเทียบ ต้นทุน LPG/CNG พบว่า - ค่าความร้อนจาก LPG ๑ ล้านบีทียู มีต้นทุน ๔๗๐ บาท - ค่าความร้อนจาก CNG ๑ ล้านบีทียู มีต้นทุน ๔๐๐ บาท - ค่าความร้อนจาก ไฮโดรเจน ๑ ล้านบีทียู มีต้นทุน ๔๙๐ บาท ๒) ด้านความสามารถในการผลิต ส�ำหรับการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวประเทศไทยมีศักยภาพของพลังงาน แสงอาทิตย์เพียงพอในการรองรับการขยายก�ำลังการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว ๓) ไฮโดรเจนสามารถเติมเต็มในด้านพลังงานได้หลากหลาย ไฮโดรเจนเข้ามาเติมเต็มได้คือในส่วนของ กักเก็บพลังงาน (storage) ๔) ด้านกฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบัน กฎหมาย ที่บังคับใช้กับไฮโดรเจนในรูปแบบของเชื้อเพลิง โดยตรง ที่น�ำมาใช้ในกิจการพลังงาน ยังไม่มีการบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ