The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุปผลการสัมมนา 14 กลุ่มย่อย วุฒิสภาครบรอบ 3 ปี 8 มิ.ย.65

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pisit Nithisiriworratham, 2022-09-08 02:59:11

สรุปผลการสัมมนา 14 กลุ่มย่อย วุฒิสภาครบรอบ 3 ปี 8 มิ.ย.65

สรุปผลการสัมมนา 14 กลุ่มย่อย วุฒิสภาครบรอบ 3 ปี 8 มิ.ย.65

ข้อ 8 ผลกั ดนั ใหท้ กุ ภาคสว่ น โดยเฉพาะองคก์ รภาครัฐ และกองทุนต่าง ๆ ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง จดั สรรให้
มโี ครงการสนับสนุนพื้นทีส่ รา้ งสรรค์ ท่ีเด็กและเยาวชนจะไดม้ ีสว่ นรว่ มคดิ ร่วมสรา้ ง รว่ มทาในกิจกรรมหรือโครงการ
ที่เหมาะสมกบั ช่วงวยั และความสนใจให้เด็กสามารถพฒั นาสมรรถนะตนเอง เกิดจินตนาการแรงบนั ดาลใจ จิตสานกึ
และคณุ ธรรม ได้อยา่ งยงั่ ยืน

กลมุ่ ที่ 4 กลไกกากับ มาตรการ และกฎหมายทีจ่ าเปน็
ข้อ 9 ส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายภาคพลเมือง ในการเฝ้าระวัง ภัยจากสื่ออย่างเข้มแข็ง
และกวา้ งขวาง
ข้อ 10 สนับสนุนและผลักดันให้มีการร่างกฎหมายว่าด้วยการกากับดูแลการใช้สื่อออนไลน์
เพ่ือปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภัยจากการใช้ส่ือออนไลน์ ท้ังภัยด้านอาชญากรรม
ความรนุ แรง ลามกอนาจาร การแสวงผลประโยชนท์ างเพศ การพนนั ออนไลน์ การหลอกลวง และมีการคุ้มครอง
ข้อมูลส่วนบุคคลของเดก็ และเยาวชน เปน็ ตน้
ข้อ 11 ผลกั ดนั ให้ผ้ปู ระกอบการที่เก่ยี วกับเกม และผูป้ ระกอบการโทรคมนาคม ใหค้ านงึ ถงึ การ
ปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนตามกติกาสากลเป็นสาคัญ โดยกาหนดอายุเด็กท่ีเหมาะสมในการเข้าร่วม
กจิ กรรม และการคดั สรรเกมทม่ี ีเนือ้ หา ไมส่ รา้ งความรนุ แรงใหแ้ ก่เดก็ จนเกิดความเคยชนิ และอาจนาไปสู่การเกดิ
ปัญหาในครอบครวั และสังคม
ข้อ 12 สนับสนุนและร่วมผลักดันให้มี “กฎหมายว่าด้วยการกากับดูแลเกมและการประกอบ
กิจการเกมเพ่ือคมุ้ ครองเดก็ และเยาวชน” อย่างมสี ว่ นร่วมและทนั ต่อสถานการณ์ ซ่ึงขณะน้มี ีร่างกฎหมายดงั กลา่ ว
เกิดขน้ึ แลว้ ตามมตสิ มชั ชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งท่ี 11 พ.ศ. 2562
ข้อ 13 ผลักดันให้ทุกภาคส่วน ร่วมปฏิบัติตาม “แผนปฏิบัติการการแสดงความรับผิดชอบ
เกี่ยวกับอีสปอร์ตต่อเด็กและเยาวชน” เพื่อให้มีการเร่งดาเนินการคู่ขนานกันไป ซ่ึงขณะนี้มีร่างแผนปฏิบัติการ
พร้อมแลว้ อยู่ในความรับผดิ ชอบของกรมกิจการเด็กและเยาวชน เพ่ือป้องกันไมใ่ ห้เด็กใช้เวลาและเงนิ ไปกับเกม
อยา่ งไมเ่ หมาะสม และก่อใหเ้ กิดปญั หาต่อร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปญั ญา
ข้อ 14 ผลักดันให้เป็นภารกิจสาคัญของส่ือทุกแขนง รวมถึงส่ือบุคคลและองค์กรวิชาชีพส่ือที่
ตอ้ งมีการส่ือสารสาธารณะเพอ่ื สร้าง ความตระหนักต่อปัญหาในการใช้สอ่ื และร่วมกันเสนอแนะข้อมลู ความรู้ที่
ถูกต้องในการรับมือกับภัยท่ีมากับสื่อ นอกเหนือจากการทาหน้าที่ รายงานเหตุการณ์เท่านั้นเพ่ือให้ครอบครัว
หรือสังคมท่ีเผชิญปัญหาดังกล่าว ได้นาไปปฏิบัติเบ้ืองต้น พร้อมท้ังไม่ส่ือสาร ที่เป็นการตอกย้า ซ้าเติม หรือยุยง
ชกั จูง โนม้ นา้ วทีอ่ าจเป็นการก่อใหเ้ กดิ ปญั หาจากสือ่ ท่รี ุนแรงมากยิง่ ขึน้
ขอ้ 15 ผลกั ดันใหว้ ฒุ สิ ภาและสภาผแู้ ทนราษฎร กาหนดใหก้ ารปกปอ้ งคุ้มครองเด็กและเยาวชน
จากการใชส้ ื่อทไ่ี มเ่ หมาะสมและส่งเสริมการร้เู ทา่ ทนั สือ่ เป็นวาระสาคัญของรัฐสภาเพือ่ ไม่ใหเ้ กิดปญั หาภยั จากการ
ใชส้ ือ่ ทก่ี ดั กรอ่ นและบอ่ นทาลายทรัพยากรบคุ คล ครอบครวั ชมุ ชน และสงั คม ไปมากกวา่ นี้

๙๕

๓.๓ ชือ่ เรอ่ื ง ขอ้ เสนอเชงิ นโยบายเพ่ือลดผลกระทบจากการพนันออนไลนใ์ นเดก็ และเยาวชน
ผนู้ าเสนอ นายธนวนั ทองสุกโชติ ปรึกษาสมาคมวิทยุและส่ือเพอ่ื เดก็ และเยาวชน /คณะทางาน

เสริมสรา้ งการรเู้ ทา่ ทันส่ือออนไลนฯ์
“การพนนั ” (Gambling) คือ การนาเอาเงนิ หรือสงิ่ ของท่มี ีคา่ ไปเส่ียงกับกจิ กรรมท่ีผลลพั ธข์ ้นึ อยู่กบั

ความบังเอิญ หรือความไม่แน่นอน เพื่อให้ได้มาซึ่งของรางวัล ดังนั้น องค์ประกอบสาคัญของการพนัน
จะประกอบด้วย 1) การวางเดิมพัน (Consideration) 2) โอกาส หรือความบังเอิญ (Chance)
และ 3) เงินหรือของรางวัลตอบแทน (Prize)

ปัจจุบันจะพบเห็นส่ือเพื่อการพนันในช่องทางต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์และส่ือออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ
หรือแอบแฝงมาในลักษณะของเกมออนไลน์ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการโฆษณาการพนันผ่านส่ือประเภทต่าง ๆ
มากขึ้น โดยนาเสนอผ่าน Net Idol Influencer Youtuber ซ่ึงมอี ิทธิพลต่อเดก็ และเยาวชน สง่ ผลให้มีนักพนนั
หนา้ ใหมเ่ พม่ิ ขน้ึ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโรคติดเชอื้ ไวรสั โคโรนา 2019
(COVID - 19) อย่างไรก็ตาม กลับยังไม่มีกฎหมายท่ีสามารถบังคับใช้ได้โดยตรง ขาดความชัดเจนในทางปฏิบัติ
อีกทั้งยังมีการโฆษณาการพนันผ่านสื่อเพ่ือเผยแพร่ ล่อลวงให้เด็กเข้าเล่นมากข้ึน และผลจากงานวิจัยหลายช้ิน
ชี้ให้เห็นว่าการเล่นพนันถือเป็นพฤติกรรมเส่ียงประเภทแรกๆ ท่ีเด็กและเยาวชนเข้าไปข้องแวะ รวมท้ัง
เด็กและเยาวชนมักจะเลือกเล่นพนันก่อนท่ีจะทดลองดื่มของมึนเมา ยาเสพติด หรือมีพฤติกรรมทางเพศ
ท่ีไม่เหมาะสม นอกจากน้ียังพบว่าอัตราการติดพนันในเด็กและเยาวชนมีอัตราที่สูงกว่าอัตราการติดพนัน
ในผูใ้ หญ่ 2-4 เท่า

ประเด็นสาคัญที่ควรพิจารณา คือ พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ท่ีเก่ียวข้อง
จานวน 2 มาตรา ประกอบดว้ ย

มาตรา 5 บุคคลมีสทิ ธิในการดารงชีวิตในส่ิงแวดล้อม และสภาพแวดล้อมที่เอ้อื ต่อสขุ ภาพ บุคคลมี
หน้าท่ีร่วมกบั หนว่ ยงานของรฐั ในการดาเนินการใหเ้ กิดสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมตามวรรคหนึ่ง

มาตรา ๖ วรรคสอง ระบุว่า สุขภาพของเด็ก คนพิการ คนสูงอายุ คนด้อยโอกาสในสังคมและกลุ่ม
คนต่าง ๆ ท่ีมีความจาเพาะ ในเรื่องสุขภาพ ต้องได้รับการสร้างเสริมและคุ้มครองอย่างสอดคล้องและเหมาะสม
ด้วย นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกกาหนด ให้พฤติกรรมติดการพนันเป็นความผิดปกติทางจิตชนิดห น่ึง
เรียกว่า Pathological Gambling หรือ โรคตดิ พนัน

ปัญหาและอุปสรรค
1. ปัญหาการขาดเจ้าภาพหลักท่ีรับผิดชอบ และปัญหาการประสานงานระหว่างหน่วยงานท่ีมี
ภารกจิ ในการดาเนินการในเรอ่ื งการพนนั ออนไลน์
2. ปัญหาเก่ียวกับเน้ือหาของกฎหมายที่ล้าสมัย เน่ืองจากพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช
2478 มีเนือ้ หาและบทลงโทษท่ีไม่สอดคลอ้ งกบั สถานการณก์ ารพนนั ในปจั จุบนั
3. ปัญหาในการบังคับใชก้ ฎหมาย ความจรงิ จังของรฐั และผลประโยชน์แอบแฝง
4. ค่านยิ ม และความเชือ่ ที่ผดิ เกี่ยวกับการพนัน
5. ด้วยเทคโนโลยีทมี่ กี ารพฒั นามากขึ้นทาให้การปราบปรามกระทาได้ยากยงิ่ ขึน้
บทสรปุ และขอ้ เสนอแนะ
๑. การผลักดนั ประเด็นการรู้เทา่ ทนั พนนั ออนไลน์เปน็ วาระสาคญั เรง่ ด่วน โดยการผลักดนั เชิงนโยบาย
เพ่ือสร้างความเข้าใจกับเครือข่ายเชิงนโยบายท่ีมีศักยภาพ (Policy Influencer) และผลักดันประเด็นการ

๙๖

รู้เท่าทันจากการพนันออนไลน์ รวมท้ังสนับสนุนให้ประเด็นการรู้เท่าทันการพนันออนไลน์ได้รับการบรรจุในท่ี
ประชุมสมชั ชาระดบั ชาตหิ รือการประชมุ คณะกรรมการระดับชาติ

๒. การสร้างและพัฒนาให้เกิดกลไกในกากับของรัฐเพื่อทาหน้าท่ีบูรณาการ ความร่วมมือในการ
ดาเนินงาน โดยมกี ารผลกั ดันให้เกิดกลไกในกากับของรฐั โดยผลกั ดนั ให้เกดิ คณะกรรมการ หรอื คณะอนุกรรมการ
หรือ คณะทางานท่ีเก่ียวข้องกับการป้องกันและลดผลกระทบเด็กและเยาวชนจากการพนันออนไล น์ รวมทั้ง
การศึกษาความเป็นไปได้และผลักดันให้เกิดกองทุนหรือระบบจัดสรรงบประมาณเพ่ือป้องกันและลดผลกระทบ
เด็กและเยาวชนจากการพนันออนไลน์

๓. สร้างองค์ความรู้ จัดการความรู้ และเผยแพร่ โดยการติดตามสถานการณ์การพนันออนไลน์
การวิจัย และการจัดการความรู้อย่างต่อเน่ือง และกาหนดมาตรการรับมือท่ีเหมาะสม ผลักดันการบรรจุชุด
การเรียนรู้ในการป้องกันและลดผลกระทบต่อเด็ก และเยาวชนจากการพนันออนไลน์ไว้ในหลักสูตรสาหรับ
ผูป้ ฏิบัติการด้านเด็กและเยาวชน ตลอดจนบรรจุชุดการเรยี นรู้ทักษะชีวิตและความรอบรู้เชิงบูรณาการเพื่อสร้าง
ความตระหนกั เรื่องการพนนั ออนไลน์ในสถานศึกษา

๔. ส่งเสรมิ บทบาทและระดมความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการป้องกัน ลดผลกระทบ ให้คาปรึกษา
และบาบัดเยียวยา โดยมีกลยุทธ์ในการดาเนินงาน โดยส่งเสริมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ผู้ผลิตเนื้อหาออนไลน์
ร้านบริการอินเทอร์เน็ต/เกม ผู้ประกอบการเกม สื่อมวลชน ให้มีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงบทลงโทษ
ทางกฎหมาย จริยธรรม ศีลธรรม ความรับผิดชอบร่วมต่อสังคม รวมทั้งส่งเสริมบทบาทและการมีส่วนร่วมของ
หน่วยงาน องค์กร และภาคีเครือข่ายในระดับจังหวัด เพ่ือติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์การพนันออนไลน์ในเด็ก
และเยาวชน และสง่ เสริมกจิ กรรมและพฤตกิ รรมเชิงบวก

๕. การสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายเฝ้าระวัง และส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมาย โดยการส่งเสริมการ
บังคับใช้กฎหมาย โดยผลักดันการจัดต้ังศูนยป์ ฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการพนันออนไลน์ระดับประเทศ
รวมท้งั พฒั นาและปรบั ปรุงกฎหมายให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์

๙๗

๓.๔ ช่อื เร่ือง ขอ้ เสนอเชงิ นโยบายเพือ่ ผลกั ดนั กฎหมายวา่ ด้วยการกระทาความผดิ ตอ่ เดก็ ผา่ นสอ่ื ออนไลน์
ผนู้ าเสนอ ดร.ศรดี า ตนั ทะอธพิ านชิ
1. สถานการณ์ปญั หาภัยจากสอ่ื ออนไลนท์ ่ีมีต่อเดก็ และเยาวชน
จากผลสารวจสถานการณเ์ ดก็ ไทยกับภัยออนไลน์ โดยศนู ย์ประสานงานขับเคลื่อนการส่งเสริมและ

ปกป้องคุม้ ครองเด็กและเยาวชนในการใช้ส่ือออนไลน์ กรมกจิ การเดก็ และเยาวชน ร่วมกบั มลู นธิ อิ ินเทอร์เน็ตร่วม
พัฒนาไทย พบว่า ผลจากการสารวจเด็กที่กาลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาจานวน 14,945 คน เมื่อปี
2563 พบเด็กและเยาวชนต้องเผชิญกับภัยออนไลน์ในหลากหลายรูปแบบผ่านทางเว็บไซต์ หรือเนอ้ื หาขอ้ มูลที่
ผดิ กฎหมายและเปน็ อันตราย ท้ังนี้ เว็บไซตห์ รือเนอ้ื หาข้อมลู ที่ผิดกฎหมายและเปน็ อนั ตรายท่เี ด็กเขา้ ถงึ มากทสี่ ุด
๔ อันดับแรกคือ ความรุนแรงร้อยละ ๔๙ การพนัน ร้อยละ ๒๒ สื่อลามกอนาจารร้อยละ ๒๐ และสารเสพติด
รอ้ ยละ ๑๖ นอกจากน้ี ยังพบว่าเด็ก จานวน ๕,๘๒๙ คน ใส่ข้อมูลส่วนตัวของตนเองลงในโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็น
สาเหตุประการสาคัญท่ีนาไปสู่การนดั พบและการล่อลวง จนกระทั่งนาไปสกู่ ารถูกล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนี้
ยังพบว่ามีเด็กจานวน 6,576 คน รับคนแปลกหน้าเป็นเพ่ือน โดนกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์หรือการระราน
ทางไซเบอร์ (Cyber Bullying) จานวน 2,282 คน เด็กจานวน 2,573 คน มีประสบการณ์เพื่อนรุ่นพี่หรือ
คนอืน่ ท่อี ายมุ ากกว่าเขา้ มาพูดคุยเรอ่ื งเพศทีไ่ ม่เหมาะสม สง่ สอื่ ลามกอนาจารมาให้ (Sexting หรือ Grooming)
และจานวน 174 คน ถูกถ่ายภาพ/วิดีโอลามก นอกจากนี้ ผลสารวจสถานการณ์เด็กไทยกับภัยออนไลน์
โดยสถาบัน DQ (Digital Intelligence Quotient Institute) เมื่อปี ๒๐๒๐ ได้จัดอันดับประเทศท่ีมีความ
ปลอดภัยออนไลน์ต่อเด็กมากที่สุด ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับสุดท้ายใน 30 ประเทศ และได้คะแนนต่าสุด
นอกจากข้อมูลผลสารวจแล้ว ยังพบว่าสถิติการรับแจ้งส่ือละเมิดทางเพศเด็กออนไลน์ ท่ีเว็บไซต์ไทยฮอตไลน์
โดยมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย พบว่า ได้รับแจ้งกรณีส่ือละเมิดทางเพศเพ่ิมขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี
ประกอบกับสถิติการดาเนินคดีละเมิดและแสวงหาประโยชน์ทางเพศเด็กออนไลน์ โดยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ
ปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต หรือ "ไทแคค" สานักงานตารวจแห่งชาติ ได้รายงาน
สถิติการตรวจคน้ จับกมุ ผู้ต้องหาคดีคุกคามทางเพศเด็กบนโลกออนไลน์ว่ามีแนวโน้มสูงขึ้น และปัญหารุนแรงขึ้น
ดังจะเห็นได้จากการนาเสนอข่าวที่เกี่ยวกับภัยจากสื่อออนไลน์หลากหลายรูปแบบ แต่กลับพบว่า การบังคับใช้
กฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดข้ึนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าท่ีควร จึงเป็นท่ีมาของการยกร่าง
“บทบัญญัติว่าด้วยการกระทาผิดต่อเด็กผ่านส่ือออนไลน์” ซึ่งร่างบทบัญญัติดังกล่าวจะแทรกลงในประมวล
กฎหมายอาญาในหลายส่วน ทั้งนี้ ได้ผ่านกระบวนการการรับฟังความคิดเห็นตามท่ีกาหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๗๗ แล้ว รวมท้ังสิ้น ๓ คร้งั พรอ้ มนาไปผลักดนั ตอ่

2. ข้อเสนอเชิงนโยบายเพ่ือผลักดันกฎหมายว่าด้วยการกระทาความผิดต่อเด็กผ่านสื่อออนไลน์
โดยแบ่งออกเปน็ 3 ด้าน ดังน้ี

2.1 ด้านกฎหมาย
2.๑.๑ เสนอให้กระทรวงยุตธิ รรมร่วมกบั คณะอนุกรรมการปรับปรงุ กฎหมายเก่ียวกับเด็กให้

เป็นไปตามมาตรฐานรัฐธรรมนูญและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ภายใต้ กดยช. นาร่างบทบัญญัติว่าด้วยการ
กระทาผดิ ตอ่ เดก็ ผา่ นสอื่ ออนไลน์ไปปรบั ปรุงแก้ไขหรอื เพ่ิมเติมในประมวลกฎหมายอาญา โดยเรว็ ทสี่ ุด

2.๑.๒ เสนอให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน โดยขอให้
สานักงานตารวจแห่งชาตริ ่วมกบั กระทรวงยุติธรรมและหนว่ ยงานที่เกีย่ วข้อง พฒั นาศักยภาพผู้บังคับใชก้ ฎหมาย
และสหวชิ าชพี ท่เี กยี่ วข้องในการปอ้ งกัน ปราบปราม และปกป้องคมุ้ ครองเดก็ และเยาวชนจากภัยออนไลน์

๙๘

2.๑.๓ เสนอให้สานักงานตารวจแห่งชาติร่วมกับกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงาน
ท่ีเก่ียวขอ้ ง รวมถงึ ภาคประชาสังคม พัฒนาฐานข้อมูลผู้กระทาผดิ และผเู้ สยี หาย และมีระบบส่งต่อข้อมลู

2.2 ดา้ นสงั คม
2.๒.๑ เสนอให้สานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสานักงานคณะกรรมการส่งเสริม

วิทยาศาสตร์ วจิ ัยและนวัตกรรมและหน่วยงานวิจยั ท่ีเกี่ยวข้อง สถาบันการศึกษา และกองทุนท่ีเกี่ยวข้องกับเด็ก
และเยาวชน ตลอดจนภาคประชาสังคม สง่ เสริมสนับสนนุ ใหเ้ กดิ การวจิ ยั การสร้างองค์ความรู้ การจัดการความรู้
และการเผยแพร่ความรู้เกย่ี วกับการปอ้ งกัน ปราบปราม และปกป้องคมุ้ ครองเดก็ และเยาวชนจากภัยออนไลน์

2.๒.๒ เสนอให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ
กระทรวงศึกษาธกิ ารร่วมกับหนว่ ยงานทเ่ี กี่ยวข้องรณรงคส์ ่งเสริมและจัดกิจกรรมให้ความรู้แกเ่ ดก็ และเยาวชน

2.๒.๓ เสนอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง
กองทุนท่ีเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน รวมถึงภาคประชาสังคม ส่งเสริมพัฒนากลไกการสร้างความตระหนัก
สาธารณะในทกุ ระดบั โดยจดั สรรงบประมาณเพื่อจดั เวทสี าธารณะ และจัดกจิ กรรมสรา้ งเสริมพัฒนาศักยภาพแก่
เด็ก เยาวชน ครอบครัว และบุคคลแวดล้อมเด็ก เพื่อให้รู้เท่าทันส่ือ พร้อมผลักดันให้มีการนาแนวปฏิบัติในการ
คุ้มครองปอ้ งกนั ภัยตอ่ เดก็ สาหรบั ครอบครวั ไปใช้อยา่ งทวั่ ถึง

2.๒.๔ เสนอให้กรมประชาสัมพันธ์และ กสทช. ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพ่ือเศรษฐกิจและ
สงั คม และหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง ผลักดันส่ือทุกแขนง ให้สื่อสารสาธารณะเพ่ือสร้างความตระหนักรู้เรื่องภัยและ
การป้องกันภัยออนไลน์ รวมถึงความจาเปน็ ของการมกี ฎหมายทีเ่ ท่าทันกับสถานการณ์เพื่อรับมือกับภัยออนไลน์
รูปแบบใหม่ ๆ ที่กาลังคุกคามเด็กและเยาวชน ร่วมกันเสนอแนะข้อมูลความรู้ท่ีถูกต้องในการรับมือกับภัย
ออนไลน์ และเตรียมความพร้อมให้กบั ประชาชนสาหรับการบังคับใช้กฎหมายท่จี ะมีข้ึนในอนาคตอันใกล้น้ี

2.3 ดา้ นการสื่อสารและสร้างการมีสว่ นรว่ ม
2.๓.๑ เสนอให้ กรมประชาสัมพันธ์และ กสทช. ร่วมกับหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องส่งเสริม

สนับสนุนการผลติ และเผยแพรเ่ นอื้ หา (content) ที่เปน็ ประโยชน์ สร้างสรรค์
2.๓.๒ กสทช.ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพ่ือเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวัฒนธรรม และ

สานักงานตารวจแห่งชาติ พัฒนามาตรการส่งเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการกากับดูแลและเฝ้าระวัง
ป้องกนั ภยั คกุ คามออนไลนท์ ีม่ ตี อ่ เดก็ และเยาวชน

2.๓.3 เสนอให้กระทรวงดิจิทัลเพือ่ เศรษฐกิจและสังคม กาหนดให้มวี ันการใช้อินเทอร์เน็ต
ปลอดภัยแห่งชาติ (National Safer Internet Day) เพื่อจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ในการใช้
อินเทอรเ์ นต็ อยา่ งปลอดภยั สร้างสรรค์ ซึ่งในระดบั สากลนั้นกาหนดไว้ในเดอื นกุมภาพันธ์ของทกุ ปี

๙๙

๔. สรปุ ความคิดเหน็ และข้อเสนอแนะของกลมุ่ เปา้ หมายทไี่ ด้รบั

๔.๑ ความคิดเหน็ ประเด็น “เหลยี วหลงั (๓ ป)ี ”
“งานด้านการเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ในเด็กและเยาวชน” ถือเป็นภารกิจสาคัญหน่ึง

ทีว่ ฒุ ิสภาไดต้ ระหนักถงึ ความสาคัญและดาเนินการตดิ ตามตรวจสอบการดาเนนิ งานของฝา่ ยบรหิ ารอยา่ งต่อเน่ือง
ประกอบกับคณะกรรมาธกิ ารการพัฒนาสงั คม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผสู้ งู อายุ คนพกิ าร และผู้ดอ้ ยโอกาส
วุฒิสภาได้ตระหนักถึงความจาเป็นเร่งด่วนของปัญหาภัยออนไลน์ที่กระทบต่อเด็กและเยาวชน ในปัจจุบัน
ทวีความรุนแรง กวา้ งขวาง และรวดเร็วมากขน้ึ จงึ ได้แต่งต้งั คณะทางานเสรมิ สรา้ งการรู้เท่าทันสอื่ ออนไลน์ในเดก็
และเยาวชนเพอ่ื ทาหน้าทพ่ี ิจารณาศึกษาและจัดทารายงานและข้อเสนอต่อหน่วยงานทีเ่ กย่ี วข้อง ซึง่ ในระยะ ๓ ปี
ที่ผ่านมา วุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบรายงานผลการพิจารณาศึกษาและข้อเสนอแนะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพ่ือ
พิจารณาดาเนนิ การแลว้ จานวน ๔ ฉบบั ไดแ้ ก่

(๑) รายงานข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการพัฒนาและขยายสื่อดีสาหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว
ซึง่ ทป่ี ระชุมวฒุ สิ ภามมี ติเห็นชอบรายงานและนาสง่ ขอ้ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เมอ่ื วนั ท่ี ๒๒ ธนั วาคม ๒๕๖๓

(๒) รายงานการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อสาหรับเด็กและเยาวชน
ซึ่งทปี่ ระชุมวฒุ ิสภามีมตเิ ห็นชอบรายงานและนาส่งขอ้ เสนอต่อคณะรฐั มนตรีเมือ่ วนั ท่ี ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

(๓) รายงานข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดผลกระทบจากการพนันออนไลน์ในเด็กและเยาวชน
ซึง่ ท่ีประชุมวุฒสิ ภามีมตเิ หน็ ชอบรายงานและนาส่งข้อเสนอตอ่ คณะรฐั มนตรี เม่ือวันที่ ๒ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๔

(๔) รายงานข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อผลักดันกฎหมายว่าด้วยการกระทาความผิดต่อเด็กผ่านสื่อ
ออนไลน์ ซึ่งที่ประชุมวุฒิสภามมี ติเห็นชอบรายงานและนาส่งข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์
๒๕๖๕

ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐท่ีเกี่ยวข้องได้รับข้อเสนอดังกล่าวไปขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติ และ
คณะรัฐมนตรีได้รายงานผลการดาเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ มายังวุฒิสภา นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการการ
พัฒนาสังคมฯ ยังได้มีการติดตามความคืบหน้าต่อการดาเนินการตามข้อเสนอดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยมี
เป้าหมายสาคัญเพ่ือผลักดันและขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนให้ความสาคัญในการสร้างการรู้เท่าสื่อในเด็กและ
เยาวชน ซ่งึ ตอ้ งสร้างการตระหนักรู้และความรว่ มมือกันของทุกภาคสว่ น ทงั้ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสงั คม
ตลอดจนประชาชนทุกคนท่ีจะต้องร่วมมือกันเพ่ือแก้ไขปัญหาภัยออนไลน์ท่ีกระทบต่อเด็กและเยาวชน และการ
เสริมสร้างการรู้เทา่ ทนั ส่ือออนไลนใ์ นเดก็ และเยาวชนให้เกิดผลเป็นรปู ธรรมต่อไป

จึงถือได้ว่า งานด้านการเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ในเด็กและเยาวชน เป็นภารกิจสาคัญ
ประการหนึ่งของวุฒิสภาทค่ี วรจะได้จัดเวทีเพ่ือนาเสนอผลการติดตามและขับเคลื่อนการดาเนนิ งานด้านดังกล่าว
รวมทั้งจัดให้มีการถอดบทเรียน รวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อจัดทาข้อเสนอในส่วนที่ยังไม่บรรลุ
เป้าหมาย ใหเ้ กดิ การดาเนินงานตามหน้าที่และอานาจของวุฒสิ ภาตอ่ ไป

๑๐๐

๔.๒ ความคดิ เหน็ ประเดน็ “แลหน้า (๒ ปี)”
1. ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการพฒั นาและขยายส่ือดสี าหรบั เด็ก เยาวชน และครอบครวั
1.1 ส่งเสริมสื่อดี โดยกาหนดให้เร่ืองส่ือของเด็ก เยาวชน และครอบครัว เป็นวาระของชาติ

โดยการบูรณาการทางานทุกภาคส่วน ให้เด็กและเยาวชนในระดับพื้นที่มีส่วนร่วมในการแสดงศักยภาพและ
ร่วมขับเคลื่อน

1.2 มอบหมายหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรท่ีเกี่ยวข้อง กาหนดนโยบาย การจัดสรร
งบประมาณ และบูรณาการการทางานกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ให้ทุกจังหวัด ทุกอาเภอ ทุกเขต ทุกตาบล
ดาเนินการจัดให้เด็กปฐมวัย มีหนังสือภาพและหนังสือนิทาน ท่ีมีคุณภาพเหมาะสมกับวัยและบริบททางสังคม
และวัฒนธรรมของชมุ ชนอยา่ งนอ้ ย 3 - 5 เลม่ ในบ้าน

1.3 จัดซื้อ จดั หาหนังสอื ดี มคี ุณภาพ เหมาะสมวยั มีปรมิ าณท่ีพอเพยี ง จัดบริการ/ระบบหนงั สอื
หมนุ เวยี น และจัดใหม้ ีพ้นื ทก่ี ิจกรรมการอา่ นและการเล่นทเ่ี หมาะสมเพอ่ื การพัฒนาเด็ก

1.4 จดั อบรมและบรกิ ารความรู้การใชก้ ารอา่ นพฒั นาเด็กแก่แมต่ ั้งครรภ์ และครอบครัว
1.5 จัดใหม้ ีกลไกความร่วมมือแบบบูรณาการ พฒั นาขน้ึ เปน็ พื้นทต่ี ้นแบบ ระดบั จงั หวดั อาเภอ
เขต ตาบล ชุมชน
1.6 สร้างสภาพแวดล้อมท่ีเอื้อให้เกิดการมสี ่วนร่วมของกลไกและคนในชุมชนในการพัฒนาเด็ก
ปฐมวยั ดว้ ยหนงั สือและการอ่านอย่างต่อเนื่อง
1.7 จัดให้มีความร่วมมือการดาเนินการด้านการส่ือสาร เพื่อร่วมสร้างวิถีวฒั นธรรมการอ่านใน
การพัฒนาคณุ ภาพชีวิตเด็กปฐมวัยทุกมติ ิ เพื่อวางรากฐานการเติบโตเป็นพลเมืองสร้างสรรค์
1.8 ให้หน่วยงานภาครัฐท่ีมีภารกิจในการพัฒนาสติปัญญาการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของ
เด็กและเยาวชน เปน็ หนว่ ยหลักในการจัดสรรงบประมาณสนบั สนุนสือ่ สาหรับเด็ก
1.9 ควรมีแนวทางส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมคิด ดาเนินโครงการและสนับสนุน
งบประมาณสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ในมิติต่าง ๆ ท่ัวประเทศ ได้แก่ การสร้างสื่อ จัดกิจกรรม จัดพื้นที่
สาธารณะ เพือ่ พัฒนาการเรยี นรขู้ องเด็ก เยาวชน และการอยูร่ ว่ มกันในครอบครวั
๒. การสรา้ งสังคมแหง่ การเรยี นรูแ้ ละเสรมิ สรา้ งการรเู้ ทา่ ทันสือ่ สาหรับเดก็ และเยาวชน
2.1 พิจารณาความเป็นไปได้ในการบรรจุหลักสูตรการรู้เท่าทันส่ือออนไลน์สาหรับเด็กและ
เยาวชน เป็นเนื้อหาหลักในรายวชิ าหน้าที่พลเมือง และผลักดันให้ใช้ได้จริงในสถานศกึ ษาทุกสังกัด เพื่อสร้างการ
เปน็ พลเมอื งของเด็กและเยาวชนดา้ นการรเู้ ท่าทันสอ่ื
2.2 ตอ้ งส่งเสริมสนับสนนุ การเรียนรูแ้ ก่เดก็ เยาวชน และประชาชน ให้มที ศั นคติท่ีถกู ต้องและ
เหมาะสม มคี วามรอบรูเ้ ทา่ ทนั การพนัน ความรอบรู้ทางการเงนิ รวมถึงมกี ารสอื่ สารรณรงคใ์ หส้ งั คมเห็นถงึ ปญั หา
ที่เกิดจากการพนันทั้งต่อตัวเองและสังคม มีหน่วยบริการทางสุขภาพ และสวัสดิการทางสังคมที่เพียงพอ โดยมี
นโยบายและแนวทางทเ่ี ปน็ รูปธรรม มีหนว่ ยงานที่รับผดิ ชอบอย่างชดั เจน
2.3 ควรมีการบูรณาการการทางานทุกภาคส่วนในการเสริมสร้างการรู้เท่าทันส่ือของเด็กและ
เยาวชน เพ่ือให้เกิดการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ โดยกาหนดพ้ืนที่นาร่อง มีการกาหนดนโยบายจากส่วนกลางที่
ชัดเจน เพือ่ ให้ส่วนภูมภิ าคและท้องถิ่นขับเคลอ่ื นไปในทิศทางเดยี วกันอย่างเป็นรูปธรรม และผลักดันใหเ้ ป็นวาระ
แหง่ ชาติ
2.4 ให้มีคณะกรรมการกลางที่มีอานาจในการกากับดูแล กาหนดแนวทาง การเสริมสร้างการ
รูเ้ ทา่ ทนั สือ่ ของเด็กและเยาวชน ซึง่ มงี บประมาณสนับสนุนจากรฐั บาล

๑๐๑

2.5 จดั ทากิจกรรมเสริมสรา้ งการรเู้ ท่าทนั สื่อของเด็กและเยาวชนสาหรบั เด็กและเยาวชน และ
การจดั ทาแผนงบประมาณทช่ี ัดเจน เพอ่ื ใหเ้ กดิ การทางานรว่ มกันในระยะยาว

2.6 ให้มีศูนย์ข้อมูลด้านการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และรู้เท่าทันส่ือท่ีเช่ือถือได้ ทันต่อ
สถานการณ์ ครอบคลมุ ทกุ มิติ และเข้าถึงไดง้ า่ ย รวมทั้งสร้างพื้นทตี่ น้ แบบ

2.7 สนับสนุนให้สภาเดก็ และเยาวชนทุกระดับ รวมท้ังเครอื ข่ายเด็กและเยาวชน มีส่วนรว่ มใน
การขบั เคลอื่ น ให้เปน็ พลเมอื งตนื่ รู้

2.8 เสริมสรา้ งความมสี ว่ นรว่ มรบั ผิดชอบทางสงั คมทุกภาคส่วนในการป้องกันปญั หาตดิ เกม
2.9 กาหนดนโยบายกากับดูแลอีสปอร์ตต่อสุขภาวะเด็ก อาทิ มีมาตรการและแนวทางปฏิบัติ
ในการจัดแข่งเกมออนไลน์ภายในประเทศท่ีครอบคลุมผู้เข้าชมท่ีเป็นเด็ก ผู้ลงแข่งขัน ให้มีการวิจัยที่เกี่ยวกับ
ผลกระทบการเล่นเกมออนไลน์ การเฝ้าระวังปัญหาจากการเล่นเกมออนไลน์และภัยแฝง และการสื่อสาร
องค์ความร้ทู ่ีถูกต้องแก่สังคม สรา้ งระบบและกลไกการเฝ้าระวัง รอ้ งเรียน หรือ บังคบั ใช้กฎหมาย รวมทัง้ มกี ลไก
และมาตรการในทุกระดบั ในการกากบั ดูแลและควบคุมการประกอบธุรกิจเกมออนไลนท์ ี่มผี ลตอ่ สุขภาวะเดก็
2.10 กาหนดนโยบายการสง่ เสรมิ ปอ้ งกนั และช่วยเหลอื เด็กติดเกมในโรงเรียนและชมุ ชน
2.11 เสริมสร้าง “สังคมเกิดความตระหนักรู้” โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและ
ประชาชน
2.12 ใหม้ กี ฎหมายเกย่ี วกบั การปกป้องคมุ้ ครองเดก็ ในการใช้สอ่ื ออนไลน์ ให้มรี ะบบและกลไก
การจดั การนิเวศสื่อ ท่ปี ลอดภัยต่อสังคม

3. ขอ้ เสนอเชิงนโยบายเพอื่ ลดผลกระทบจากการพนันออนไลนใ์ นเด็กและเยาวชน
3.1 ให้มีการบรรจุประเด็นการรู้เท่าทันพนันออนไลน์ในการประชุมสมัชชาระดับชาติ หรือการ

ประชุมคณะกรรมการระดับชาติ และสือ่ สารใหป้ ระชาชนทราบ เพ่ือไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือเกดิ ความเสียหายต่อ
การเลน่ พนนั ออนไลน์

3.2 ใหม้ นี โยบาย มาตรการแกไ้ ข และปอ้ งกนั ไมใ่ หเ้ กิดการขยายตัวของการพนันออนไลน์
3.3 จัดระบบการบริหารทรัพยากร และการเพ่ิมประสิทธิภาพบุคคลากรในหน่วยงานท่ีมีความ
เกี่ยวขอ้ ง
3.4 พัฒนาข้อมูลโดยให้ทุกหน่วยงานปรับปรุงฐานข้อมูลให้มีความทันสมัยและจัดให้มีการ
แลกเปลี่ยนข้อมูลซ่งึ กันและกัน โดยใหเ้ ป็นไปตามกฎหมายและอานาจของหนว่ ยงานทม่ี คี วามเกยี่ วข้อง
3.5 ควรมีการกาหนดนโยบายในการจัดการศึกษาเพ่ือให้เด็กมีความรู้เข้าใจในการป้องกันและ
ตระหนักรู้ผลกระทบจากเกมออนไลน์
3.6 กาหนดให้มีหน่วยงานกากับควบคุมการพนันที่เช่ือถือไว้วางใจได้ มีประสิทธิภาพในการ
ควบคุม วางกฎกตกิ า และกาหนดความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ เพอ่ื ปอ้ งกันการสรา้ งผลกระทบตอ่ ผ้เู ล่น
ครอบครัว และสงั คม
3.7 สนับสนุนการปรับปรุงกฎหมายท่ีเก่ียวข้องกับการพนันอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับ
สถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นการป้องกันเด็กและเยาวชนจากการพนันอย่างชัดเจน และพัฒนากฎหมายอ่ืน
ทเ่ี ก่ียวข้องเพือ่ คุ้มครองไมใ่ หเ้ ยาวชนเกย่ี วข้องกับการพนนั และพนันออนไลน์ ทงั้ ทางตรงและทางออ้ ม
3.8 ต้องจัดให้มีการทาประชามติ ตามครรลองของกฎหมาย ก่อนการอนุญาตให้มีการเปิด
คาสโิ นในประเทศไทย

๑๐๒

4. ขอ้ เสนอเชงิ นโยบายเพอื่ ผลักดันกฎหมายว่าด้วยการกระทาความผิดต่อเด็กผ่านสื่อออนไลน์
ผลักดันและสนับสนุนให้มีการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการกระทาความผิดต่อเด็กผ่านสื่อ

ออนไลน์

๕. กิจกรรมอื่นท่ดี าเนินการเพิม่ เตมิ พรอ้ มทั้งเหตผุ ลที่มกี ารจัดกจิ กรรมเพิ่มเตมิ (ไม่มี)

6. จานวน รายช่ือ ภาคส่วนของผ้รู ่วมการสัมมนากลุม่ ย่อย

ลาดบั ที่ ชอ่ื -นามสกลุ หน่วยงาน/กลมุ่ โทรศัพท/์ E-mail

1. นางธีรารัตน์ พนั ทวี วงศ์ธนะเอนก กรรมการบรหิ ารสานักงาน
คณะกรรมการสขุ ภาพ/คณะทางาน

เสริมสรา้ งการรูเ้ ท่าทันส่อื ฯ

2. นางศรีดา ตนั ทะอธิพานชิ กรรมการผุ้จดั การมูลนธิ ิอนิ เทอร์เนต็ 089-0584321
รว่ มพัฒนาไทย/คณะทางานเสริมสร้าง
การรู้เทา่ ทันสื่อฯ

3. นายธนวัน ทองสุกโชติ ท่ปี รึกษาสมาคมวทิ ยุและส่อื เพือ่ เด็ก
และเยาวชน/คณะทางานเสริมสร้างการ
ร้เู ท่าทนั สอ่ื ฯ

4. ผศ.ดร. มรรยาท อคั รจนั ทโชติ หวั หนา้ ภาสควิชาการสื่อสารมวลชน
คณะนิเทศศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย/คณะทางานเสริมสรา้ งการ
รูเ้ ทา่ ทันสอ่ื ฯ

5. นางนนั ทา ไวคกลุ คณะทางานเสรมิ สรา้ งการรูเ้ ท่าทันส่ือฯ 062-5974129

6. แพทยห์ ญิงทิพาวรรณ บูรณสนิ คณะทางานเสรมิ สรา้ งการรเู้ ท่าทนั สื่อฯ

7. นายเสด็จ บุนนาค คณะทางานเสรมิ สรา้ งการรเู้ ท่าทนั สอ่ื ฯ 081-6140964

8. นายสัจจะ โชคบุญส่งสวัสดิ์ คณะทางานเสริมสร้างการรเู้ ท่าทนั สอื่ ฯ

9. นางสดุ ใจ พรหมเกิด คณะทางานเสริมสร้างการรู้เท่าทนั สอ่ื ฯ

10. นางสาวรตั นา จรูญศักด์ิสิทธิ์ คณะทางานเสริมสรา้ งการรู้เท่าทันสื่อฯ

11. นางสาวปราชญา ศริ ม์ิ หาอาริยะโพธ์ญิ า คณะทางานเสริมสรา้ งการรูเ้ ท่าทนั สือ่ ฯ 095-7238981

12. นายรวศิ ุทธ์ คณติ กุลเศรษฐ์ คณะทางานเสรมิ สรา้ งการรู้เท่าทันสื่อฯ 085-9028666

13. นางปยิ ะวดี พงศ์ไทย คณะทางานเสรมิ สร้างการรูเ้ ท่าทันสอ่ื ฯ 094-9149195

๑๐๓

14. ดร.ภัทรพร เยน็ บุตร คณะทางานเสรมิ สรา้ งการรู้เท่าทันสอ่ื ฯ 081-6103487

15. นายโอภาส ภูครองนาค คณะทางานเสริมสร้างการรเู้ ท่าทันส่ือฯ 082-8676801

16. นางสาว สชุ นา สินธวถาวร ผู้อานวยการฝา่ ยสง่ เสริมและสนบั สนุน
การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความม่ันคง/
สานักงานส่งเสรมิ เศรษฐกจิ ดิจทิ ัล

17. นางสาวลลดา ธรรมะวฒั นา กรรมการสมาคมวิทยุและส่ือเพื่อเด็ก 083-4921595
และเยาวชน (สสดย.)

18. นายธวชั เบญจาธกิ ุล ที่ปรึกษาสมาคมวิทยุและสื่อเพ่ือเด็ก 085-4838608
และเยาวชน (สสดย.)

19. นางสาวหทัยรตั น์ พนั ตาวงษ์ ฝ่ายประสานงานวิชาการ/สานักงาน 089-4487730
กองทุนสนบั สนุนการสร้างเสริมสขุ ภาพ

20. นางสาวสริ ิวัลย์ เรืองสรุ ัตน์ ฝ่ายประสานงานวิชาการ/สานกั งาน
กองทุนสนบั สนนุ การสรา้ งเสริมสุขภาพ

21. นายชยั วัฒน์ คงคาลหิ มนี ฝา่ ยประสานงานวชิ าการ/สานักงาน 086-4869682
กองทุนสนับสนนุ การสร้างเสริมสขุ ภาพ

22. นางภญิ โญ อิสรพงศ์ พยาบาลวชิ าชพี เชยี่ วชาญ/

รองผอู้ านวยการฝา่ ยการพยาบาล

สถาบันสขุ ภาพจิตเด็กและวยั รุน่ ราช

นครินทร์

23. นางสาวสริ จิ ันทร์ เดชปญั ญาวฒั น์ นกั จิวทิ ยาชานาญการ สถาบัน

สุขภาพจติ เดก็ และวยั รุน่ ราชนครนิ ทร์

24. ดร.เจษฎา ศาลาทอง คณะนเิ ทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ 088-9135504
มหาวทิ ยาลัย

25. นางวิไลภรณ์ จงกลวัฒนา ศนู ยส์ ื่อสาธารณะเพื่อเดก็ และครอบครัว 0816265620
ไทยพีบีเอส

26. นางวรินทรเ์ นตร เติมศิริกมล บริษัท บี อเมซง่ิ เอ็นดูเทนเม้นท์ จากดั 090-5699564

27. นางอมรพจี อุปมยั มูลนธิ ิศภุ นิมิตแหง่ ประเทศไทย 089-0709209

28. นางชตุ มิ า ทองเตม็ มลู นธิ ิเซฟเดอะชลิ เดรน์ (ประเทศไทย) 086-7718107
(SAVE THE CHILDREN)

๑๐๔

29. ผศ.พ.ต.ท.ดร.ธีรวฒุ ิ นลิ เพช็ ร์ อาจารย์ (สบ3) คณะสังคมศาสตร์
โรงเรียนนายรอ้ ยตารวจ

30. นางสาวภสั วรรณ เมน่ ทอง มูลนธิ สิ ยามแคร์ 093-3982372

31. ผศ.ดร.ณฐั ภรณ์ เอกนราจินดาวฒั น์ ผู้ชานาญการประจาคณะกรรมาธกิ าร 081-7695915
094-7618798
การพฒั นาสงั คมฯ 092-1819503
063-95440514
32. นางสาวประไพศรี ดงบัง ผตู้ ดิ ตาม สว.ประยรู เหล่าสายเชอ้ื 080-8652042
093-3140757
33. นายอัมรินทร์ เปลง่ รัศมี นักแสดง “กบ๊ั ไฟ” 096-0093841
088-6291632
34. นายพชิ เญศ ฮาร์ นักแสดง “กั๊บไฟ” 081-9914459
097-1628307
35. นายภาณุมาต ลาต๊ะ นักแสดง “ก๊ับไฟ”

36. นายธภัทร มณีรตั น์ นักแสดง “กั๊บไฟ”

37. นางสาวรญั สญา เขือ่ นเพชร นกั แสดง “ก๊ับไฟ”

38. นางสาวปรางค์วลยั พมุ่ เพชร นกั แสดง “กั๊บไฟ”

39. นางสาวสรอ้ ยทอง ปะระคา นักแสดง “ก๊ับไฟ”

40. นางสาวนริ าธิภทั ร์ มแี กว้ นักแสดง “กั๊บไฟ”

41. นางสาววิชญา อนิ ทวงศ์ นกั แสดง “กั๊บไฟ”

42. นางสาวหมี่เบอ แลเชอ๊ ะ นกั แสดง “ก๊ับไฟ”

43. นางสาวนภมณฑ์ ชลออยู่ พนกั งานกิจการเพื่อสังคม ปตท.

44. นางณฐั นันท์ ชาตรี ทมี ออกาไนซ์

45. นายปฐวี นชุ ลอด ทมี ออกาไนซ์

46. นายวสิ ฐิ พงศ์ กมลชยั พสิ ิฐ ทมี ออกาไนซ์

47. นางสาวฐานติ า กาฬบุตร ทีมออกาไนซ์

48. นายเดยี ด ชะชางรัมย์ ทมี ออกาไนซ์

49. นายทรงรถ ผลเจรญิ ทีมออกาไนซ์

50. นายอธทิ ัต เหลืองเลิศวรกุล ทีมออกาไนซ์

๑๐๕

๗. ภาพการสัมมนากลุม่ ยอ่ ย
๑๐๖

หมายเหตุ ภายในงานจะมีการบันทึกภาพนิ่งและภาพเคล่ือนไหวเพ่ือใช้ในการประชาสัมพันธ์ ดังนั้น ผู้จัดได้แจ้ง
แนวทางการปฏิบัติต่อผู้เข้าร่วมสัมมนาเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
พ.ศ. 2562 ซ่งึ มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มถิ นุ ายน 2565

๑๐๗



๘. กลมุ่ ปฏริ ูปประเทศและยุทธศาสตรช์ าติ

๘ มิถนุ ายน ๒๕๖๕

๑. โครงการสัมมนากลุ่มยอ่ ย

๑. หลกั การและเหตผุ ล
ดว้ ยวุฒสิ ภาไดก้ าหนดจดั โครงการสัมมนา เรอื่ ง “เหลยี วหลัง แลหนา้ วุฒิสภาเพ่อื ประชาชน : กลนั่ กรอง

ตรวจสอบ ปฏิรูป” เพ่ือเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานของวุฒิสภาในโอกาสวุฒิสภาครบรอบ ๓ ปี โดยมี
วัตถุประสงคส์ าคัญ ๒ ประการ คือ (๑) “ เหลียวหลัง” : เพื่อสรปุ งานในบทบาทของวุฒสิ ภาตอ่ การขับเคลอื่ นงาน
ดา้ นต่าง ๆ และ (๒) “แลหนา้ ” : เพ่อื ระดมความคิดเห็นเกีย่ วกับทิศทางการทางานของวฒุ สิ ภาในห้วงเวลาอีก ๒
ปีข้างหนา้ รวมถงึ ได้กาหนดใหม้ ีการจัดกจิ กรรมสัมมนากลุ่มย่อยในส่วนภารกจิ การติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด
การปฏริ ูปประเทศ และการจัดทาและดาเนนิ การตามยุทธศาสตร์ชาตติ ามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนญู

ดังน้ัน คณะกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรปู ประเทศ และการจัดทาและดาเนินการ
ตามยทุ ธศาสตร์ชาติ วุฒิสภา จึงได้กาหนดจัดสัมมนากลุ่มย่อย เรื่อง บทบาทวุฒิสภาต่อการติดตาม เสนอแนะ
และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศเพ่ือให้บรรลุเป้าหมายตามรัฐธรรมนูญ และการจัดทาและดาเนินการตาม
ยทุ ธศาสตรช์ าติ (เพอื่ ให้บรรลุเป้าหมายในห้วงปี ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) ขึ้น โดยมีวัตถุประสงคเ์ พือ่ เผยแพรค่ วามรู้
ความเข้าใจในการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด ๑๖ ของ
รฐั ธรรมนูญ และการจดั ทาและดาเนินการตามยุทธศาสตรช์ าติ นาเสนอผลสมั ฤทธ์ใิ นการติดตาม เสนอแนะ และ
เร่งรัดการปฏริ ูปประเทศ และการจัดทาและดาเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติในห้วงปี ๒๕๖๒ – ๒๕๖๕ รวมท้ังระดม
ขอ้ คดิ เหน็ และข้อเสนอแนะต่อแนวทางการดาเนินการขับเคลื่อนการปฏริ ูปประเทศและการจดั ทาและดาเนินการ
ตามยทุ ธศาสตร์ชาตใิ นห้วงปี ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐ ต่อไป

๒. วตั ถุประสงค์
๒.๑ เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจกระบวนงานการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ

เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด ๑๖ ของรัฐธรรมนูญ และการจัดทาและดาเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ของ
วฒุ สิ ภา

๒.๒ เพ่ือนาเสนอผลสัมฤทธิ์ในการตดิ ตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจดั ทา และ
ดาเนนิ การตามยุทธศาสตร์ชาตใิ นห้วงปี ๒๕๖๒ – ๒๕๖๕ ของวฒุ สิ ภาต่อสังคม

๒.๓ เพอ่ื ระดมขอ้ คดิ เห็นและข้อเสนอแนะต่อแนวทางการดาเนนิ การขับเคล่ือนการปฏริ ูปประเทศ และ
การจดั ทาและดาเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติในหว้ งปี ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐ จากภาคส่วนท่เี ก่ียวข้อง คือ ฝ่ายบรหิ าร
ฝ่ายนติ บิ ญั ญัติ และประชาชน

๓. กลุ่มเป้าหมาย จานวน ๖๐ คน
๓.๑ คณะกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทาและดาเนินการ

ตามยทุ ธศาสตร์ชาติ
๓.๒ สมาชิกวฒุ ิสภา
๓.๓ สานักงานสภาพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ
๓.๔ สานักงบประมาณ
๓.๕ สานกั งานขับเคล่อื นการปฏริ ปู ประเทศ ยุทธศาสตรช์ าติ และการสรา้ งความสามคั คีปรองดอง
๓.๖ คณะกรรมการจดั ทายทุ ธศาสตรช์ าติ

๑๑๐

๓.๗ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ
๓.๘ กลมุ่ ขบั เคลอื่ นการปฏริ ูปประเทศ ยทุ ธศาสตรช์ าติ และการสรา้ งความสามคั คปี รองดอง
๓.๙ คณะกรรมการขับเคล่ือนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นความม่ันคงและนโยบายและ
แผนระดับชาติว่าด้วยความม่ันคงแห่งชาติตามคาสั่งสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ ๖/๒๕๖๓ ลงวันท่ี ๑๓ มีนาคม
๒๕๖๓
๓.๑๐ คณะกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นความม่ันคงและนโยบายและ
แผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติตามคาส่ังสภาความม่ันคงแห่งชาติท่ี ๗/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๑๓ มีนาคม
๒๕๖๓
๓.๑๑ สานกั งานสภาความมน่ั คงแหง่ ชาติ
๓.๑๒ ปลดั กระทรวงมหาดไทย
๓.๑๓ อธบิ ดกี รมการปกครอง
๓.๑๔ ประชาชน
๔. สถานท่ี
ณ ห้องประชุม ๔๐๖ – ๔๐๗ ช้นั ๔ อาคารรฐั สภา
๕. งบประมาณ
สานักงานเลขาธกิ ารวฒุ ิสภา
๖. ระยะเวลาในการดาเนินการ
โดยมีการประชุมหารือเพ่ือศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูป
ประเทศ และการจดั ทาและดาเนนิ การตามยุทธศาสตร์ชาตใิ นอนาคต จานวน ๔ ครั้ง
ครั้งที่ ๑ วันศุกร์ที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๕ ประชุมหารือร่วมกับประธานคณะอนุกรรมาธิการ ตสร. ๖
คณะตามยุทธศาสตร์ ๖ ด้าน หรือผู้แทนคณะอนุกรรมาธิการ รองประธานกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภา
พบประชาชนท้งั ๗ กลุ่มหรอื ผูแ้ ทน รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา ในประเดน็ (๑) ปี ๒๕๖๖ -๒๕๗๐ ต้องการขบั เคลื่อน
เร่ืองอะไร (๒) ความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ/แผนแม่บทฯ/แผนการปฏิรูปฯ ใดบ้าง (๓) ความต้องการ
ดังกล่าวมีอยู่ ในแผนพัฒนาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ หรือนโยบายและแผนระดับชาติ
ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติหรือไม่ (๔) พิจารณาจากความเช่ือมโยงระหว่าง (ร่าง) แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๓
(๒๕๖๖-๒๕๗๐) กับยุทธศาสตร์ชาติ ผลการหารือพบว่า ควรมีการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูป
ประเทศและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติในประเด็น ท่ีเห็นว่ามีความสาคัญและจาเป็นเร่งด่วนมากที่สุด
ทเ่ี ป็นองค์ประกอบหลกั ของการบรรลุเป้าหมายของแผนแม่บทฯ เพื่อกาหนดเป็นกรอบในหว้ งการ ตสร. ๒๕๖๖
– ๒๕๖๗ ของวฒุ สิ ภา รวมถึงการให้ความสาคัญกับประเดน็ ท่ีเปน็ เรอ่ื งใกล้ตัวของประชาชนที่ไดร้ ับจากโครงการ
สมาชกิ วุฒิสภาพบประชาชนเขามา ตสร. เพ่มิ เติมดว้ ย
ครัง้ ที่ ๒ วันศกุ ร์ท่ี ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ประชมุ หารอื รว่ มกับ (๑) สานักงานสภาพฒั นาการเศรษฐกจิ
และสังคมแห่งชาติ (๒) สานักงานขับเคล่ือนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคี
ปรองดอง (๓) สานักงบประมาณ (๔) สานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (๕) หน่วยงานเจ้าภาพระดับ จ๑. จ๒.
จ๓. ของแผนแมบ่ ทฯ และหนว่ ยงานรบั ผิดชอบหลัก/รว่ มของแผนการปฏริ ูปประเทศทุกหนว่ ยงานในประเด็น (๑)
รบั ทราบประเดน็ ที่ต้องการจะดาเนนิ การ (๒) ออกแบบการขับเคลื่อนในระดบั รัฐบาล/กระทรวง/จังหวัด/ทอ้ งถ่ิน
(๓) กาหนดหนว่ ยงานรับผดิ ชอบหลกั /รว่ ม (๔) การบรู ณาการทางานและงบประมาณ (๕) ทาอยา่ งไรให้ประชาชน
รับร้ถู งึ ผลลัพธข์ องยทุ ธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ผลการหารือพบวา่ (๑) ควรขับเคลอ่ื นยุทธศาสตร์

๑๑๑

ชาติในแต่ละด้านอย่างสัมพันธ์กันของหน่วยงานระดับส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่าง
ส่วนกลางเพ่ือเป็นปัจจยั ส่งเสรมิ และสนับสนุนซึ่งกนั และกัน ซึ่งจะนาไปสู่การบรรลุเป้าหมายของยทุ ธศาสตร์ชาติ
ตามที่กาหนดไว้ (๒) ในการเสนอโครงการที่ผ่านการพิจารณาเป็นโครงการสาคัญเพ่ือขับเคล่ือนยุทธศาสตร์ชาติ
และแผนการปฏิรูปประเทศของ สศช. ยังไม่เหมาะสม เน่ืองจากโครงการไม่เพียงพอต่อการขับเคล่ือนให้บรรลุ
เป้าหมาย (๓) กระบวนการเสนอโครงการเพื่อพิจารณาให้เป็นโครงการสาคัญ ควรจัดให้มีการดาเนินการอย่าง
น้อย ๒ ขั้นตอน เพื่อซักซ้อมทาความเข้าใจ ก่อนดาเนินการเสนอจริง รวมทั้งเม่ือเสนอแล้ว
แต่ไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาให้เป็นโครงการสาคัญจะต้องมีกระบวนการในการปรับปรุง แก้ไข และสามารถ
เสนอโครงการใหม่ เพื่อขอรับการพิจารณาอีกครั้งหน่ึง รวมถึงถ้าไม่ผ่านเกณฑ์เป็นโครงการสาคัญ หน่วยงาน
จะต้องปรบั โครงการดังกลา่ วเป็นโครงการประจาเพอื่ ใหไ้ ด้รับงบประมาณมาดาเนินการต่อไป (๔) การพิจารณา/
จัดทา/เสนอโครงการ เพ่ือแก้ปัญหาใดภายใต้แผนการปฏริ ูปประเทศและแผนแม่บท หากเป็นปัญหาทีเ่ กดิ ขน้ึ มา
เป็นระยะเวลานาน แล้วยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาท่ีเกิดข้ึนได้ ควรมีการพิจารณา/จัดทา/เสนอโครงการใหม่ ๆ
เพื่อดาเนินการแทน

คร้ังท่ี ๓ วันศกุ ร์ที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ประชมุ หารือร่วมกับ (๑) สานักงานสภาพฒั นาการเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ (๒) สานักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคี
ปรองดอง (๓) สานักงบประมาณ (๔) สานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (๕) หน่วยงานเจ้าภาพระดับ จ๑. จ๒.
จ๓. ของแผนแม่บทฯ และหน่วยงานรับผิดชอบหลัก/ร่วมของแผนการปฏิรูปประเทศทุกหน่วยงาน ในประเด็น
(๑) การบูรณาการการทางาน (๒) การจัดทาแผนปฏิบตั ิการปี ๒๕๖๖ และในห้วงปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ (๓) จังหวัด
และท้องถ่ินจะมีส่วนร่วมอย่างไร (๔) ประชาชนจะได้อะไร (๕) แผนบูรณาการด้านงบประมาณ มีแผนอะไรบ้าง
(๖) เป้าหมายที่กาหนดให้แต่ละจังหวัดดาเนินการ (๗) ตารางประสานความสอดคล้อง (๘) รับฟังแนวทางการ
ดาเนินการตั้งแต่ต้นน้า กลางน้า ปลายน้า เพ่ือนาไปสรุปอีกครั้งวันสัมมนา ผลการหารือพบว่า (๑) หน่วยงาน
จ๓. ซ่ึงรับผิดชอบขับเคล่ือนเป้าหมายของแผนย่อยควรเชิญส่วนราชการท่ีร่วมขับเคล่ือนเป้าหมายมาประชุม
หารือการทางานร่วมกันเพ่ือตอบเป้าหมายหลักให้ได้ (๒) ควรพิจารณากาหนดให้เจ้าภาพรับผิดชอบขับเคล่ือน
เป้าหมายของแผนยอ่ ย (๓) หนว่ ยงานเจ้าภาพระดบั จ๒. จานวน ๓๗ หนว่ ยงานทรี่ บั ผิดชอบเป้าหมายระดับ Y2
และระดับ จ๓. จานวน ๑๔๐ หน่วยงาน ท่รี ับผิดชอบเป้าหมายระดบั Y1 จะตอ้ งรบั ทราบและรบั รูห้ นว่ ยงานอืน่ ท่ี
ร่วมดาเนินงานขับเคลื่อนเป้าหมายและต้องทางานบูรณาการร่วมกันอย่างแท้จริง (๔) หน่วยงานเจ้าภาพระดับ
จ๒. จ๓. ร่วมพิจารณากาหนดโครงการท่ีมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงครอบคลุมต้ังแต่ต้นน้า กลางน้า และปลายน้า
สามารถส่งผลผลติ รวมของโครงการทกี่ ่อใหเ้ กดิ ผลลพั ธ์อันเป็นเปา้ หมายท่ีกาหนดไว้ในแผนแม่บทยอ่ ย (๕) ควรดงึ
หนว่ ยงานรฐั วิสาหกิจหรอื ภาคเอกชนเขา้ มามีส่วนร่วมขบั เคลอื่ นใหม้ ากข้นึ

ครั้งท่ี ๔ วันจันทร์ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๕ ประชุมหารือร่วมกับ (๑) ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ตสร.
๖ คณะ ตามยุทธศาสตร์ ๖ ด้าน หรือผู้แทนคณะอนุกรรมาธิการ รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา (๒) สานักงานสภา
พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (๓) สานักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการ
สร้างความสามัคคีปรองดอง (๔) สานักงบประมาณ (๕) สานักงานสภาความม่ันคงแห่งชาติ (๖) หน่วยงาน
เจ้าภาพระดับ จ๑. จ๒. จ๓. ของแผนแมบ่ ทฯ และหน่วยงานรับผดิ ชอบหลัก/ร่วมของแผนการปฏริ ูปประเทศทุก
หน่วยงาน ผลการหารือพบว่า (๑) หน่วยงานเจ้าภาพที่รับผิดชอบเป้าหมายและตัวช้ีวัดระดับประเด็นแผน
แม่บทและแผนแม่บทย่อยยังไม่มีการกาหนดค่าเป้าหมายและตัวช้ีวัดร่วมท่ีต้องการจะบรรลุร่วมกันในแต่ละ
ปีงบประมาณ นอกจากนี้เป้าหมายและตัวชี้วัดในภาพรวมของแผนแม่บทย่อยและแผนแม่บทยังไม่ได้กาหนด
สัดส่วนความรับผิดชอบของแต่ละส่วนราชการ/หน่วยงานท่ีเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลักและหน่วยงานที่ร่วม

๑๑๒

ดาเนินการไว้อย่างชดั เจนทาให้ไมส่ ามารถบง่ ชัดถงึ ความรับผิดชอบหรอื ความเกยี่ วขอ้ งของหน่วยงาน ที่ประชมุ จงึ
เห็นควร ให้หน่วยงานเจ้าภาพระดับ จ๑. จ๒. จ๓. นาข้อคดิ เห็นและข้อสังเกตไปปรับแก้ไขต่อไป (๒) การบูรณา
การการทางานและประสานแผนการปฏบิ ัติในการขบั เคล่อื นการบรรลุเปา้ หมายยทุ ธศาสตรช์ าติผา่ นกระบวนการ
จดั สรรงบประมาณรายจ่ายประจาปีงบประมาณของ สศช. และสานักงบประมาณ จาเปน็ ตอ้ งปรบั แกไ้ ขเพื่อทาให้
หน่วยรับงบประมาณ (จ๑./จ๒./จ๓.) สามารถเสนอคาของบประมาณ/โครงการสาคัญที่สอดคล้องเช่ือมโยงกับ
เป้าหมายแผนแม่บทย่อยได้และได้รับงบประมาณครบทุกโครงการ (๓) เพิ่มและเน้นการถ่ายทอดการสร้างการ
รับรู้และความเข้าใจท่ีตรงกันระหว่างหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักและหน่วยงานระดับ จ๑./จ๒./จ๓. และ
หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องเพื่อขับเคลื่อนไปสู่การบรรลุเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ และใช้เป็นกรอบในการ
กาหนดการปฏิบัติงานท่ีมคี วามชดั เจนในแผนปฏิบัตริ าชการของหนว่ ยงาน

วนั สมั มนาฯ : วันพุธที่ ๘ มถิ นุ ายน ๒๕๖๕ ระหว่างเวลา ๑๐.๐๐ – ๑๒.๐๐ นาฬกิ า
ผแู้ ทนหน่วยงานที่เขา้ ร่วมการสัมมนา (๑) ประธานคณะอนกุ รรมาธิการ ตสร. ๖ คณะตามยุทธศาสตร์ ๖

ด้าน หรือผู้แทนคณะอนุกรรมาธิการ รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา (๒) สานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ (๓) สานักงานขับเคล่ือนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (๔)
สานักงบประมาณ (๕) สานักงานสภาความม่ันคงแห่งชาติ (๖) หน่วยงานเจ้าภาพระดับ จ๑. จ๒. จ๓. ของแผน
แม่บทฯ และหนว่ ยงานรับผิดชอบหลัก/รว่ มของแผนการปฏริ ูปประเทศ

๗. ผ้รู บั ผดิ ชอบโครงการ
คณะกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทาและดาเนินการตาม

ยุทธศาสตรช์ าติ วุฒสิ ภา

๘. ผลที่คาดวา่ จะได้รับ
๘.๑ ได้เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในกระบวนงานการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด ๑๖ ของรัฐธรรมนูญ และการจัดทาและดาเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ
ของวุฒิสภา

๘.๒ ได้นาเสนอผลสัมฤทธ์ิในการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทาและ
ดาเนินการตามยทุ ธศาสตรช์ าติในห้วงปี ๒๕๖๒ – ๒๕๖๕ ของวุฒิสภาตอ่ สังคม

๘.๓ ได้รับทราบข้อคดิ เห็นและขอ้ เสนอแนะจากภาคสว่ นท่ีเกี่ยวข้อง คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิตบิ ัญญัติ และ
ประชาชน ตอ่ แนวทางการดาเนนิ การขับเคลื่อนการปฏิรปู ประเทศ และการจดั ทาและดาเนินการตามยุทธศาสตร์
ชาติในห้วงปี ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐

๙. สรุปผลการสัมมนา
ข้อค้นพบจากการ ตสร. ในห้วงที่ผ่านมาพบข้อเท็จจริงสาคัญ (๑) ความล่าช้าในการให้ข้อเสนอแนะต่อ

ฝ่ายบริหาร เน่ืองจากรายงานรายปี จะนาส่งมาถึงวุฒิสภาเม่ือเวลาล่วงไปแล้วประมาณ ๖-๗ เดือน นับจากวัน
ส้ินปีงบประมาณ (ด้วยกระบวนการจัดทา/จัดพิมพ์รายงาน และการเสนอเร่ืองต่อครม.) รายงานรายไตรมาส
จะนาสง่ มาถงึ วุฒสิ ภาเม่อื เวลาลว่ งไปแล้วประมาณ ๓-๔ เดอื น นบั จากวันสนิ้ สุดไตรมาส การติดตามโครงการตาม

๑๑๓

แผนปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติไมอ่ าจมีผลได้ในทางปฏิบัติ เนื่องจากไม่อาจทันต่อการดาเนินการตา่ ง ๆ
ของฝ่ายบริหาร ดังนี้ ไม่ทันต่อการจัดทาคาขอดาเนินการโครงการสาคัญตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ
ของส่วนราชการ ไม่ทันต่อการจัดทาคาขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจาปีของส่วนราชการ (๒) ประเด็น
ปัญหาหรือประเด็นท่ีประชาชนต้องการให้ภาครัฐขับเคลื่อนเร่งด่วนทันที ได้แก่ (๒.๑) ด้านความมั่นคง
แก้ปัญหายาเสพติด ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จิตสานึกพลเมือง รักบ้านเกิด รู้รักสามัคคี (๒.๒) ด้าน
การสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซ่อมแซม/สร้างถนนและระบบขนส่งที่เชื่อมโยงกัน แก้ปัญหาราคาพืชผล
เกษตรตกต่า ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ผลกระทบอุตสาหกรรมประมงจากปัญหาการค้ามนุษย์ (๒.๓)
ดา้ นการพัฒนาและเสรมิ สร้างศกั ยภาพทรพั ยากรมนุษย์ ขยายโอกาสทางการศึกษา สร้างโอกาสในการฝึกอาชีพ
โอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ปฏิรูปการศึกษาให้สัมฤทธิ์ผลเป็นธรรมโดยเร็ว ความพร้อมในการถ่ายโอน
รพ.สต. สู่ อปท. (๒.๔) ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม แก้ปัญหาความยากจน แก้ปัญหาไร้
ที่ดินทากิน ดูแลผู้พิการ/ด้อยโอกาส หน้ีสินเกษตรกร (๒.๕) ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตร
ต่อส่ิงแวดล้อม แก้ปัญหาภัยแล้ง/อุทกภัย แก้ปัญหารุกท่ีป่าสงวน แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม น้า ดิน อากาศ แก้ไข
ปัญหาแม่น้าพิจิตร การพิพาทกรรมสิทธิ์ท่ีดินระหว่างรัฐกับเอกชน (๒.๖) ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบ
บริหารจัดการภาครัฐ กระบวนการยตุ ิธรรมท่ีเท่าเทยี ม ปรับลดข้ันตอนการติดตอ่ ราชการ เพิ่มการให้บริการทาง
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ ประสทิ ธิภาพการดาเนินการของภาครัฐ อาทิ การก่อสรา้ งท่อระบายน้า การพัฒนาประสิทธภิ าพ
ศูนย์ดารงธรรม ข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดารงชีวิตของประชาชน (๓) จากประเด็นความต้องการของ
ประชาชน คณะกรรมาธิการ ตสร. จะนาไปพิจารณาในส่วนของการปรับปรุงแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ
และแผนการปฏิรูปประเทศ หรือเสนอต่างร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี ๑๓ รวมถึง
ส่งเรื่องเสนอต่อหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องให้เร่งดาเนินการตามหน้าที่และอานาจตามกฎหมายอย่างเร่งด่วนและ
ใหเ้ ห็นผลเป็นรูปธรรม

๒. สรุปการนาเสนอข้อมูลของผู้นาเสนอ/วทิ ยากรประจากลุ่ม (ไม่มี)

๓. สรุปความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของกลุ่มเป้าหมายทไ่ี ดร้ ับ

๔.๑ ความคิดเห็นประเด็น “เหลียวหลงั (๓ ปี)”

๑) การ ตสร.ต่อการรายงานผลการดาเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศรอบ ๓ เดือน และ ๑ ปี
และการรายงานผลการดาเนินการตามยุทธศาสตรช์ าติรอบ ๑ ปี

๒) การประชุมของคณะกรรมาธิการสามัญประจาวฒุ สิ ภาแต่ละคณะกับสว่ นราชการที่เกี่ยวขอ้ ง
๓) การ ตสร.ในระดับพน้ื ที่
๔) การสอบถามความคืบหน้าและรายงานผลการดาเนินการของส่วนราชการท่ีเก่ียวข้องในประเด็น
ที่สมาชกิ วฒุ สิ ภาใหค้ วามสาคัญตอ่ ทปี่ ระชุมใหญ่ของวุฒิสภาทกุ วนั จันทร์เวน้ จนั ทร์ (การ ตสร.จนั ทรเ์ วน้ จนั ทร)์
๕) การประชุมร่วมกับจงั หวดั และสว่ นราชการในระดบั จงั หวดั
๖) ผลสมั ฤทธิ์การ ตสร.

๑๑๔

๔.๒ ความคดิ เห็นประเดน็ “แลหนา้ (๒ ปี)”

๑) การบริหารจัดการน้าทง้ั ระบบให้มีความม่นั คง/เพยี งพอตอ่ ความต้องการของประชาชน
๒) การลดกา๊ ซเรือนกระจก/การอนรุ กั ษ์ รักษา ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม
๓) การแก้ไขปญั หาทดี่ ินทากนิ ของประชาชน
๔) การพฒั นาโครงสร้างพน้ื ฐานทางคมนาคมและระบบโลจิสตกิ ส์
๕) การพฒั นาอตุ สาหกรรมการแพทย์/อตุ สาหกรรมยานยนตไ์ ฟฟา้
๖) กฎหมายและกระบวนการยุตธิ รรมไมส่ รา้ งภาระตอ่ ประชาชน
๗) การแก้ไขปัญหายาเสพติด ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาความม่ันคง
ปลอดภัยไซเบอร์ และการบริหารจดั การความมัน่ คงตามแนวชายแดน
๘) ตาบลมนั่ คง มงั่ คงั่ ยัง่ ยืน เพือ่ สรา้ งคุณภาพชีวติ ประชาชนในระดบั พื้นฐาน
๙) การพฒั นาเด็ก เยาวชน ครู ใหเ้ ป็นบคุ ลากรศกั ยภาพสูงและเปีย่ มคณุ ธรรม
๑๐) การพัฒนาเกษตรแปลงใหญ/่ การเพ่ิมมลู ค่าสนิ ค้าทางการเกษตร
๑๑) การทาให้ภาครฐั โปร่งใส ไรค้ อรัปชนั มงุ่ เน้นการใหบ้ รกิ ารแกป่ ระชาชนดว้ ยระบบดจิ ิทัล
๑๒) การทอ่ งเทีย่ วเชงิ วฒั นธรรม/เชงิ สขุ ภาพ

๔. กจิ กรรมอน่ื ที่ดาเนนิ การเพม่ิ เตมิ พร้อมทง้ั เหตผุ ลทม่ี กี ารจัดกิจกรรมเพ่มิ เตมิ (ไม่มี)

๕. จานวน รายช่ือ ภาคส่วนของผรู้ ่วมการสัมมนากลมุ่ ยอ่ ยวันที่ ๘ มถิ ุนายน ๒๕๖๕

ลาดบั ช่อื – สกลุ ตาแหนง่ /หน่วยงาน โทร

สานกั งานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

๑ นายศุภสิทธิ์ ฟองสมุทร นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชานาญการพิเศษ

๒ น.ส.ปัญจพร นามไพโรจน์ รักษาการในตาแหนง่ นักวิเคราะห์นโยบายและ
แผน ชานาญการพเิ ศษ

๓ นายศุภฤกษ์ ภูพ่ งศ์ศักด์ิ สานักงาน ป.ย.ป.

ผู้อานวยการกองนวัตกรรม รักษาราชการแทน
ผู้อานวยการสานักงาน ป.ย.ป.

๔ นายนติ ิ พงศส์ ขุ เสถียร นกั วิเคราะหน์ โยบายและแผนปฏิบัติการ
๕ นางสาวอโนมา จัตตารีส์ สานกั นายกรัฐมนตรี
ผ้อู านวยการกองยุทธศาสตร์การพฒั นาระบบ
๖ พล.อ.สนธิ ชนก สังขจนั ทร์ ราชการ
กระทรวงกลาโหม

รองปลดั กระทรวงกลาโหม

๗ พล.ร.ต.ธนิตพงศ์ สริ เิ ศวตศกั ดิ์ ผู้อานวยการสานกั งานนโยบายและยุทธศาสตร์
สานักนโยบายและแผนกลาโหม

๑๑๕

ลาดบั ชื่อ – สกลุ ตาแหน่ง/หน่วยงาน โทร
๘ พนั โท กัมปนาท จะสนอง หวั หน้ายทุ ธศาสตร์ความมั่นคง
กระทรวงการคลัง
๙ นางทพิ รัตน์ ถนิ่ สริ ิพัฒนกจิ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชานาญการพเิ ศษ
กระทรวงการต่างประเทศ

๑๐ นายโกศล สถิตธรรมจิตร ผอู้ านวยการสานกั นโยบายและแผน

กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา

๑๑ นายศุภศิลป์ คงอัครเดชา นกั วเิ คราะห์นโยบายและแผนชานาญการ

กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมน่ั คงของมนษุ ย์

๑๒ นายธนสุนทร สวา่ งสาลี รองปลดั กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความ
๑๓ นายพชิ ญะ ใหญ่แก่นทราย ม่ันคงของมนุษย์

ผ้อู านวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน

๑๔ นายอานนท์ นนทรยี ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
๑๕ นางสาวกัลยา สงรอด ผู้อานวยการสานกั ตรวจราชการและ
อานวยการ

ผอู้ านวยการกองนโยบายและแผนพัฒนา
การเกษตร
กระทรวงคมนาคม

๑๖ นางพิมพา สทุ ินศักด์ิ นักวเิ คราะห์นโยบายและแผนชานาญการพิเศษ

๑๗ นางสาวจุฬาลักษณ์ ราหรู กั ษ์ นักวเิ คราะห์นโยบายและแผนชานาญการ

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม

๑๘ นางสาวกานดา ชูแก้ว ผอู้ านวยการกองยทุ ธศาสตรแ์ ละแผนงาน

๑๙ นางสาวพิรพร เพชรทอง นกั วิเคราะหน์ โยบายและแผนชานาญการพิเศษ

๒๐ นางสาวศริ พิ ร เข่ือนคา นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชานาญการ

กระทรวงดจิ ทิ ัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

๒๑ นางสาววลีพร คาจริง นกั วเิ คราะห์นโยบายและแผนชานาญการ
กระทรวงพลงั งาน

๒๒ นายวรนล จันทร์ศริ นักวเิ คราะห์นโยบายและแผนชานาญการพิเศษ

กระทรวงพาณชิ ย์

๑๑๖

ลาดับ ชอ่ื – สกลุ ตาแหน่ง/หนว่ ยงาน โทร
๒๓ นายอนสุ รณ์ เก้ือทิพยว์ ิทยา นกั วิเคราะหน์ โยบายและแผนชานาญการพเิ ศษ
กระทรวงมหาดไทย
๒๔ นายเอกพงษ์ ศิริพนั ธ์ ผู้อานวยการ ป.ย.ป.มท
กระทรวงยตุ ิธรรม
๒๕ นางอุษา จัน่ พลอย บุญเปี่ยม
๒๖ นางประชมุ ภร นนท์ธีระสวสั ดิ ผู้อานวยการกองยทุ ธศาสตร์และแผนงาน
๒๗ นางสาวภรรคพร เล็กขาว นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชานาญการพเิ ศษ

๒๘ นางบุปผา พันธุ์เพง็ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชานาญการ
กระทรวงแรงงาน
รองปลดั กระทรวงแรงงาน

กระทรวงวัฒนธรรม

๒๙ นางปรียาภา คณิตพนั ธ์ ผู้อานวยการกลุม่ ป.ย.ป.ในกระทรวงวัฒนธรรม

กระทรวงการอดุ มศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวตั กรรม

๓๐ นางสาวฉัตตธ์ ดิ า บญุ โต (ช่วงเชา้ ) ผู้เชย่ี วชาญดา้ นนโยบายและยทุ ธศาสตร์
(ป.ย.ป.อว.)

๓๑ นายนคิ ม ปัญญาทวีกจิ ไพศาล ผู้อานวยการกองยทุ ธศาสตร์และแผนงาน
(ป.ย.ป.อว.)

กระทรวงสาธารณสุข

๓๒ นายแพทย์ธงธน เพ่ิมบถศรี ผอู้ านวยการกลมุ่ ป.ย.ป. ประจากระทรวง
สาธารณสขุ

กระทรวงอุตสาหกรรม

๓๓ นายนฤบดนิ ทร์ วุฒวิ รรณ ผูอ้ านวยการกองยทุ ธศาสตรแ์ ละแผนงาน

ผแู้ ทนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศดา้ นการป้องกนั และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมชิ อบ

๓๔ นายวรวิทย์ สขุ บญุ เลขาธกิ ารคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ผู้แทนสานักงานสภาความมั่นคงแหง่ ชาติ

๓๕ นายรพี โลช่ ัยยะกลู ผเู้ ชีย่ วชาญเฉพาะดา้ นยุทธศาสตร์ความมนั่ คง
รกั ษาราชการแทนผูอ้ านวยการกองนโยบาย
และยทุ ธศาสตร์ความมัน่ คง

ผู้แทนปลดั กระทรวงมหาดไทย (สป.มท. อ.ปค. และ อ.สถ.)

๑๑๗

ลาดบั ช่อื – สกลุ ตาแหนง่ /หนว่ ยงาน โทร
๓๖ นายกรกช ชริ ะปัญญา นกั วิเคราะหน์ โยบายและแผนชานาญการ

สานักงานสง่ เสริมวิสาหกจิ ขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)

๓๗ นางสาวลลนา เถกงิ รัศมี ผอู้ านวยการฝ่ายนโยบายและแผนสง่ เสริม
SMEs

๓๘ พลเอก ชศู กั ดิ์ เมฆสวุ รรณ์

๓๙ พลเรอื เอก ชุมนมุ อาจวงษ์

๔๐ พลเอก โปฎก บนุ นาค

๔๑ นายอาพล จนิ ดาวัฒนะ

๔๒ นายพลเดช ป่นิ ประทปี

๔๓ นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์

๔๔ นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์

๔๕ นายถาวร พลีดี กศน.ขอนแก่น

๔๖ นายสุเชาว์ ขนมชัย นักวิเคราะหน์ โยบายและแผนชานาญการ

๔๗ นางปาณศิ า ควนพฤกษ์ ผ้อู านวยการกลุม่ ป.ย.ป.

๔๘ นางสาววิลาวัลย์ ดาจุติ นกั วิเคราะห์นโยบายและแผนชานาญการพิเศษ

๔๙ นางสาวธิดารัตน์ นามซ่ือ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชานาญการ

๕๐ นางสาวกฤษณา แกว้ ดว้ ง นักพัฒนาระบบราชการ

๕๑ นางสาวพฤกษา ใยมน นกั วเิ คราะหน์ โยบายและแผน

๕๒ นางสาวธิดารตั น์ รัตนะเวช พนกั งานบรหิ ารงานท่ัวไป

๕๓ นางสาวณฐั พร พรมคา นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชานาญการ

๕๔ นางสาวเมฆขลา ทองวิไล นกั วิเคราะห์นโยบายและแผนชานาญการ

๕๕ นางสาวปัญจพร ประสงค์สาเรจ็ พนกั งานบรหิ ารงานทัว่ ไป

๕๖ ว่าท่รี ้อยโท ภาณพุ งศ์ ดใี จ นักวเิ คราะหน์ โยบายและแผนชานาญการ

๕๗ นายณฐั พล เพชรกาศ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชานาญการ

๕๘ นางสาวอัญชลี มานชิ พงษ์ ป.ย.ป.อว.

๕๙ นางสาวชญาภา ทพิ ย์กุมาร นกั วเิ คราะห์นโยบายและแผนชานาญการ

๖๐ นางสาวอัจฉริยา บ่อแร่ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชานาญการ

๖๑ นายกิตตกิ ร นาคทอง ผสู้ อื่ ขา่ ว

๖๒ นายสนั่น ยนื ยง อปมช.

๖๓ นางสาวชัญญา ศรนี วล ผูอ้ านวยการสถานวี ิทยุ

๖๔ นายณรงค์ ตง้ั ศริ ิชยั ผอ.รพ.สต.บ้านเนินศาลา

๖๕ นางรชั นี พันธุ ผูใ้ หญบ่ ้าน

๖๖ นางสาววภิ าวดี เกรียงศักด์ิ ผใู้ หญบ่ ้าน

๖๗ นายประพนั ธ์ ยาวฒุ ิ นายกองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลบ้านโป่ง

๑๑๘

ลาดับ ชอื่ – สกลุ ตาแหนง่ /หน่วยงาน โทร
๖๘ นายอาชวนิ จันจารัส ผู้อานวยการโรงเรยี น
๖๙ นางเจชวดี ศรวี รสาร ผู้ใหญบ่ ้าน
๗๐ นายรักก้ี สขุ ประเสริฐ นายก อบต.ยา่ นยาว
๗๑ นางสาวพไิ ลลกั ษณ์ อินต๊ะริน ประธานสภาเทศบาล
๗๒ นางสาวอรญั ญา รกั ษาสตั ย์ คณะทางานสภาเด็กและเยาวชน
๗๓ นางฐิติพร จันทรล์ อย ผู้อานวยการสถานศึกษา
๗๔ นางสาวกรกนก ดาศรี ผอู้ านวยการโรงเรยี น

๑๑๙

๖. ภาพการสัมมนากลุม่ ยอ่ ย
๑๒๐

๑๒๑

๑๒๒

๑๒๓

๑๒๔

๙. กลุ่มการพทิ กั ษ์และเทิดทนู สถาบนั

๘ มถิ ุนายน ๒๕๖๕

๑. โครงการสมั มนากลมุ่ ยอ่ ย
๑. หลักการและเหตผุ ล

ด้วยคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา มีหน้าที่
และอานาจกระทากิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการพิทักษ์และเทิดทูน
สถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดระยะเวลาการทาหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๓ ปีที่ผ่านมาได้ทางาน
ร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน รวมถึงเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ในการ
สร้างความตระหนักรู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการรับมือข่าวปลอม
การเสริมสร้างความเข้าใจท่ีถูกต้องในเร่อื งประวัติศาสตร์ การจดั กจิ กรรมบาเพ็ญประโยชนส์ าธารณะเพื่อให้เกิด
จติ อาสา การจัดกิจกรรมแสดงออกถึงความจงรักภักดี นอ้ มราลกึ ถึงพระมหากรุณาธิคุณ และตามรอยศาสตรข์ อง
พระราชา ในวาระครบรอบ ๓ ปี ของวุฒิสภา ได้มีการจัดงาน “เหลียวหลัง แลหน้า วุฒิสภา เพื่อประชาชน :
กลั่นกรอง ตรวจสอบ ปฏิรูป” เพื่อจะได้รายงานผลการดาเนินงานของวุฒิสภาในด้านต่าง ๆ ต่อสาธารณะ และรับ
ฟังข้อคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ เพ่ือนามาใช้เป็นแนวทางในการทางานของวุฒิสภาในโอกาสต่อไป ซึ่งการ
ดาเนินงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นส่วนหนึ่งของการที่
วฒุ ิสภาได้ให้ความสาคัญท่ีจะต้องรายงานผลการดาเนินงานต่อสาธารณะ และรับฟังข้อคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง
ๆ ในสังคม คณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้พิจารณาเห็นว่าองค์กร
ทางศาสนาและเยาวชนมบี ทบาทสาคญั ในการพทิ กั ษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตรยิ ์ จงึ เห็นสมควรจัดเสวนา
เรื่อง “บทบาทในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์” ข้ึน โดยมีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้แทน
ขององค์กรทางศาสนาและผู้แทนจากเยาวชน ซึ่งจะได้มีการเสวนาแลกเปล่ียนความคิดเห็นในประเด็นเกี่ยวกับ
บทบาทขององค์กรทางศาสนา และเยาวชนในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ กับบทบาทของ
รฐั บาล วุฒิสภา และประชาชนในการพทิ กั ษแ์ ละเทดิ ทนู สถาบันพระมหากษัตริยใ์ ห้มน่ั คงสืบตอ่ ไป

๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อใหท้ ราบถงึ บทบาทของเยาวชนและผนู้ าศาสนาในการพิทกั ษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษตั รยิ ์
๒.๒ เพ่ือระดมความคิดเห็นร่วมกันในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ของวุฒิสภา ผู้นา

ศาสนา และเยาวชน

๓. วนั เวลา และสถานที่
วันพุธท่ี ๘ มิถนุ ายน ๒๕๖๕ ณ หอ้ งประชมุ ๔๐๘ ชน้ั ๔ อาคารรฐั สภา (ฝ่งั วฒุ ิสภา)

๔. กลมุ่ เปา้ หมาย
ผู้แทนองคก์ รทางศาสนาและเยาวชน จานวน ๓๕ คน
๑. ผแู้ ทนจากวดั ในพระพทุ ธศาสนา จานวน ๕ คน
๒. ผแู้ ทนจากสภาคริสตจกั รในประเทศไทย จานวน ๒ คน
๓. ผแู้ ทนจากโรมนั คาทอลกิ ในประเทศไทย (พระศาสนจกั รแหง่ ประเทศไทย) จานวน ๓ คน
๔. ผ้แู ทนจากคณะกรรมการกลางอสิ ลามแหง่ ประเทศไทย จานวน ๕ คน
๕. ผู้แทนจากสานกั พราหม์ พระราชครใู นสานักพระราชวงั จานวน ๓ คน
๖. ผ้แู ทนจากสมาคมฮนิ ดธู รรมสภา จานวน ๑ คน
๗. ผ้แู ทนจากสมาคมฮนิ ดสู มาช จานวน ๑ คน
๘. ผูแ้ ทนจากสมาคมศรคี ุรุสงิ ห์สภา (ประเทศไทย) จานวน ๕ คน
๑๒๖

๙. ผแู้ ทนจากเครอื ข่ายเยาวชน Seed Thailand จานวน ๑๐ คน

๕. ผลทคี่ าดวา่ จะไดร้ บั
๕.๑ ทาให้ทราบถึงบทบาทของผู้นาทางศาสนา และเยาวชนในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบัน

พระมหากษัตรยิ ์
๕.๒ ทาให้ได้รับข้อเสนอแนะ และข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบัน

พระมหากษตั รยิ ์ และการทาหน้าทีข่ องคณะกรรมาธกิ ารวิสามญั การพิทักษ์และเทิดทูนสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์

๖. รปู แบบการเสวนา
ลักษณะกิจกรรมเป็นการจัดเสวนา แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในเร่ืองบทบาทขององค์กรฝ่าย

บริหาร องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติในส่วนของวุฒิสภา องค์กรทางศาสนา และเยาวชน ในการพิทักษ์และเทิดทูน
สถาบันพระมหากษัตรยิ ์ เพ่ือนาประเด็นท่ีได้จากการเสวนามาศึกษาวิเคราะห์และนาไปประกอบการดาเนินงาน
ของคณะกรรมาธกิ ารวิสามญั ตอ่ ไป

๗. งบประมาณ
สานักงานเลขาธิการวุฒิสภา

๘. ผรู้ ับผดิ ชอบ
คณะกรรมาธิการวสิ ามัญการพิทกั ษ์และเทดิ ทนู สถาบนั พระมหากษตั รยิ ์

๒. กาหนดการสมั มนากลมุ่ ย่อย
เวลา ๐๘.๓๐ - ๐๙.๓๐ น. - ลงทะเบยี น ณ ช้ัน ๑ บริเวณหน้าอาคารรฐั สภา (ฝัง่ วฒุ ิสภา)
เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๐.๑๕ น. - กล่าวรายงานโดยนางฉวีรตั น์ เกษตรสนุ ทร ท่ีปรึกษาคณะกรรมาธกิ ารวิสามญั

ในฐานะรองประธานคณะทางานอานวยการจัดกจิ กรรมและเผยแพรป่ ระชาสมั พนั ธ์
ผลงานของวุฒสิ ภา ในส่วนทด่ี าเนินการโดยคณะกรรมาธิการวิสามญั
การพิทกั ษแ์ ละเทดิ ทูนสถาบนั พระมหากษตั ริย์
- กลา่ วเปิดการเสวนาโดยนายสวุ พันธุ์ ตันยวุ รรธนะ
ประธานคณะกรรมาธกิ ารวิสามัญการพทิ ักษ์และเทดิ ทูนสถาบันพระมหากษตั รยิ ์
เวลา ๑๐.๑๕ - ๑๐.๓๐ น. - เปดิ คลปิ วดี ิทศั นน์ าเสนอผลการดาเนินงานของคณะกรรมาธิการวสิ ามญั
การพิทกั ษแ์ ละเทดิ ทูนสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์และคณะอนกุ รรมาธกิ าร
ประธานคณะกรรมาธกิ ารวสิ ามัญ และประธานคณะอนกุ รรมาธิการ ตอบข้อ
ซกั ถาม
- เรียนเชญิ ผ้นู าศาสนา และผนู้ าเยาวชน เขา้ ประจาทนี่ ่งั
- เรยี นเชญิ ผนู้ าศาสนา ผนู้ าเยาวชน และแขกผู้มเี กยี รติ ถ่ายภาพรว่ มกนั
- ดาเนินรายการโดยนายสวุ พนั ธ์ุ ตนั ยุวรรธนะ
ประธานคณะกรรมาธกิ ารวิสามญั การพิทกั ษแ์ ละเทดิ ทนู สถาบันพระมหากษตั ริย์
เวลา ๑๐.๓๐ - ๑๑.๓๐ น. - เสวนา เร่อื ง บทบาทในการพทิ กั ษแ์ ละเทิดทนู สถาบันพระมหากษตั รยิ ์
- ดาเนินรายการโดยนายสวุ พันธุ์ ตนั ยุวรรธนะ

๑๒๗

เวลา ๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. ประธานคณะกรรมาธกิ ารวิสามญั การพทิ ักษ์และเทดิ ทูนสถาบนั พระมหากษัตรยิ ์
เวลา ๑๓.๓๐ - ๑๖.๓๐ น. ประเดน็ ท่ี ๑ การพทิ ักษเ์ ทดิ ทนู สถาบนั พระมหากษตั รยิ ท์ ท่ี ุกฝา่ ย

ควรดาเนินการ (ประชาชน รัฐบาล วฒุ ิสภา ฯลฯ)
ประเดน็ ที่ ๒ ทา่ นมแี นวทางในการท่ีจะมีสว่ นรว่ มในการพทิ ักษ์
และเทดิ ทนู สถาบนั พระมหากษัตรยิ ์อยา่ งไร

โดยผนู้ าศาสนา และเยาวชน ดงั นี้
๑) ผนู้ าศาสนาพทุ ธ

โดย พระธรรมราชานวุ ตั ร เจา้ อาวาสวดั โมลโี ลกยารามราชวรวิหาร

๒) ผู้นาศาสนาอสิ ลาม
โดย นายประสาน ศรเี จรญิ รองประธานคณะผ้ทู รงคณุ วฒุ จิ ฬุ าราชมนตรี

๓) ผูน้ าศาสนาครสิ ต์

โดย มุขนายก ยอเซฟ ชศู กั ดิ์ สริ สิ ทุ ธ์ิ ประธานสภาประมขุ บาทหลวง
โรมนั คาทอริกแหง่ ประเทศไทย
๔) ผู้นาศาสนาพราหมณ์

โดย พระมหาราชครูพธิ ศี รวี สิ ุทธิคุณ (ท่านชวนิ รังสิพราหมณกลุ )
ประธานพระครพู ราหมณ์
๕) ผนู้ าศาสนาซกิ ข์

โดย ดร.กติ ติพันธ์ ใจดี ท่ีปรึกษาสมาคมนามธารีสงั คัตแหง่ ประเทศไทย
๖) ผ้แู ทน Seed Thailand

โดยนายสรวง สทิ ธสิ มาน โฆษก Seed Thailand ภาคกลาง

นางสาวปาริสา สัทธินทรยี ์ และนายธนพนธ์ สงิ หพันธ์ุ
(ผแู้ ทน Seed Thailand)
- ตอบข้อซกั ถามและสรุปผลการเสนาเพ่ือนาเสนอ ณ ห้องประชมุ จนั ทรา

- รบั ประทานอาหารกลางวนั
- ผเู้ ข้ารว่ มเสวนาเขา้ ร่วมกิจกรรมครบรอบ ๓ ปี ของวฒุ สิ ภา ณ ห้องประชมุ

วฒุ สิ ภา ช้ัน ๒

- ปิดการสมั มนา

************************************

๑๒๘

๒. ประเดน็ ปัญหา หรอื ประเดน็ ทีจ่ ะขอรบั ฟงั ความคดิ เหน็

คณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้มีการเสวนา เรื่อง “บทบาท
ในการพิทกั ษ์และเทิดทูนสถาบนั พระมหากษัตริย์” โดยเชิญผนู้ าศาสนาจาก ๕ ศาสนา ประกอบด้วย ศาสนาพุทธ
ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ และศาสนาซกิ ข์ และผู้นาเยาวชนจาก Seed Thailand เขา้ ร่วม
การเสวนา โดยมีประเดน็ หลักในการเสวนาใน ๒ ประเด็น คือ

๑) การพิทักษ์และเทดิ ทนู สถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ท่ีทกุ ฝา่ ยควรดาเนินการ
๒) แนวทางในการมสี ่วนรว่ มในการพิทกั ษแ์ ละเทิดทูนสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์

๓. สรุปการนาเสนอขอ้ มลู ของผ้นู าเสนอ/วทิ ยากรประจากลุ่ม

๓.๑ ชอื่ เรอื่ ง บทบาทในการพทิ ักษ์และเทดิ ทนู สถาบันพระมหากษตั รยิ ์ ผ้นู าเสนอ เจา้ อาวาสวดั โมลโี ลกยาราม
ราชวรวหิ าร (พระธรรมราชานวุ ตั ร) ผูน้ าศาสนาพุทธ

หากจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับศาสนาจะพบว่าวัดกับวังมาคู่กัน
นับแต่อดีตยาวนาน มีการอุปการะต่อกัน แต่ทาคนละหน้าที่ โดยฝ่ายวังได้ดูแลอาณาประช าราษฎร์ รวมถึง
คณะสงฆ์ และฝ่ายวดั จะเก้ือกูล โดยการให้ธรรมะแก่ประชาชน รวมทั้งให้แนวทางปฏิบตั ติ ่อพระมหากษตั ริย์ดว้ ย
ดังนั้น วัดกับวังจึงเป็นสถาบันท่ีมีมาคู่กัน และหากจะพิจารณาความจงรักภักดีของคณะสงฆ์ที่มีต่อสถาบัน
พระมหากษัตริย์นั้นย่อมอยู่ในสายเลือด และหากมีส่ิงใดจะดาเนินการเพ่ือสถาบันพระมหากษัตริย์ได้จะปฏิบัติ
เช่น การจัดกิจกรรมในวันสาคัญเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เพ่ือให้เกิดความตระหนักรู้ โดยเป็นไปอย่าง
สร้างสรรค์และคุณธรรมย่อมเกิดหรือเรียกได้ว่าเป็นการสร้างกิจกรรม สร้างความตระหนักรู้ และสร้างสรรค์
คุณธรรมให้เกิด ซึ่งการทางานระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับคณะสงฆ์สามารถแบ่งออกเป็นงานด้านการ
ปกครองและงานด้านการเผยแผ่

๑. ด้านการปกครอง
พระมหากษัตริย์จะปกครองภายใต้กฎหมาย ดูแลความเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์

และงานของคณะสงฆ์ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน คือการดูแล การใช้กฎหมาย ระเบียบวินัยของพระสงฆ์ นอกจากน้ี
พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราโชบายด้านการศึกษา โดยให้พระสงฆ์จัดการเรียน การสอนหนังสือให้กับเด็ก
ในโรงเรียนประชาบาล รวมท้ังมีกุศโลบายให้จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ มีการศึกษานักธรรมเพื่อให้พระสงฆ์มีความรู้
และนาไปสอนเด็กในโรงเรยี นประชาบาล

๒. ดา้ นการเผยแผ่
ในรัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรรามาธบิ ดศี รสี ินทรมหาวชริ าลงกรณ พระวชริ เกลา้ เจ้าอยู่หวั

รัชกาลที่ ๑๐ ได้ถวายทุนเล่าเรียนหลวงแก่พระสงฆ์ ซ่ึงเป็นงานในเร่ืองของการศึกษากับการเผยแผ่
มกี ารศึกษานกั ธรรม บาลี ในมหาวทิ ยาลยั สงฆ์ และศึกษาวปิ ัสสนา

สาหรับส่ิงสาคัญทีจ่ ะทาให้สถาบนั พระมหากษัตรยิ ์มคี วามยั่งยืนสถาพร คอื
๑. การให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้จากหลักสูตรแกนกลาง และหลักสูตรสถานศึกษาโดยปรับตาม
บริบทของสถานศกึ ษาน้นั ๆ
๒. การที่วัดจัดกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น จัดกิจกรรมการบรรพชา
อุปสมบทเพ่ือถวายเป็นพระราชกุศล โดยจัด ร่วมกับหน่วยงานราชการ ข้าราชการ ทหาร ตารวจ
และส่วนราชการท้องถิ่น ซึ่งการบวชอุปสมบทนั้นเป็นกุศล เป็นพลังสาคัญ รวมถึงการจัดกิจกรรมสร้างความ

๑๒๙

ตระหนกั รู้เรือ่ งคุณปู การและพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตรยิ ์ให้กับเยาวชน การรว่ มถวายพระพร
ชัยมงคล เพื่อสร้างหลักคุณธรรมให้เกิดประโยชน์กับชาติบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาประวัติวัดโมลี
โลกยาราม ราชวรวิหาร จะพบว่าเป็นวัดในวังของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือเรียกว่าวัดท้ายตลาด
และเม่ือครัง้ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ไดท้ รงบูรณปฏิสังขรณ์วัด รวมถึงโปรดให้
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร และวัดโมลี
โลกยาราม ราชวรวิหาร ด้วย ดังน้ัน จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงผูกพันกับวัดและ
ประทับท่ีวัด ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้สร้างวัด และให้ข้าราชบริพารปฏิสังขรณ์วัด
รวมถงึ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดศ้ ึกษาทวี่ ัด โดยเรยี นอ่าน เขยี น เลขและภาษา ดังนั้น จะเห็นว่า
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีอัจฉริยภาพด้านดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ และถึงแม้ว่าจะ
เปลี่ยนรัชกาลจวบจนมาถึงรัชกาลปัจจุบันก็ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัด มีสาธารณูปการ รวมถึงสร้างโรงเรียน
พระปรยิ ตั ิธรรม

หากพิจารณาเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ จะต้องมีความจงรักภักดี คาว่า “จงรัก” หมายถึง ความรักม่ัน
มีความซื่อสัตย์ ส่วนคาว่า “ภักดี” หมายถึง ความซ่ือสัตย์ยาวนาน ฉะนั้น การที่ประชาชนจะรักสถาบัน
พระมหากษัตริย์ จะต้อง “ซ่ือตรง จงรักและหนักแน่น” และไม่ว่าจะศาสนาใดล้วนต้องการพัฒนาคนด้วย
คณุ ธรรม เพราะคุณธรรมและความดเี ปน็ สิ่งสากลทั่วโลก โดยความดจี ะออกมาในลกั ษณะคาสอนของพระศาสดา
ซง่ึ คาสอนดังกล่าวจะได้มาประยุกต์ใช้กับเยาวชนได้อย่างไร เพราะเยาวชนถอื เป็นทุนมนุษย์ การสร้างทุนมนุษย์
หรือสร้างคนนั้นมีความสาคัญ จะต้องผ่านกระบวนการศึกษา อบรมและการขัดเกลาทางสังคม ดังนั้น การท่ี
เยาวชนจะจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องมีคุณธรรม ๕ ประการ ที่ควรนาไปพิจารณา ได้แก่
๑. สจุ รติ ธรรม เช่น การไมท่ ุจริตคอรปั ชนั่ ๒. คารวธรรม คือ การเคารพสทิ ธิและเสรีภาพผอู้ ืน่ ซึง่ เป็นมงคลสงู สุด
๓. สงั คหธรรม คือ การเกื้อกูลซึ่งกันและกนั โดยจะต้องมีศีล ๕ เป็นธรรมพ้นื ฐานของมนษุ ย์ เพ่ือให้มีมนษุ ยธรรม
๔. ขันตธิ รรม คือ ความอดทน อดกลน้ั และ ๕. สนั ติธรรม คอื ความสงบจากภายในและภายนอก

๑๓๐

๓.๒ ชื่อเรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนชาวมุสลิมไทย ผู้นาเสนอ นายประสาน ศรีเจริญ
รองประธานคณะผูท้ รงคุณวฒุ ิจฬุ าราชมนตรี ผนู้ าศาสนาอสิ ลาม

ความผูกพันของสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชากรของพระองค์ในทุกศาสนามีมาตั้งแต่ในอดีต
เริ่มตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะอย่างย่ิงส่ิงที่ได้รับจากสถาบัน
พระมหากษัตริย์ คือ ความเป็นเสรีในเร่ืองของการนับถือศาสนา มีนักวิชาการ (นักประวัติศาสตร์) ชาวฝรั่งเศส
ได้ส่งสาส์นถึงสมเด็จพระสังฆราชของฝรั่งเศส ความว่า “ไม่มีประเทศใดในโลกน้ีท่ีเสมอเหมือนประเทศไทย
เกี่ยวกับเร่ืองของการมีเสรภี าพ” โดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงพระบรมราชานุญาตให้นัก
เผยแพร่ศาสนา ท้ังศาสนาคริสต์ ศาสนาพระมะหะหมัด (อิสลาม) เผยแพร่ศาสนาในประเทศไทย ตรงนี้เป็น
จุดเด่นที่ศาสนิกชน ทุกคนไม่ว่าจะนับศาสนาใดก็ตามจาเป็นจะต้องรักษาเอาไว้ ประเทศไทยเรามีจุดเด่นท่ีไม่
เหมือนประเทศอื่น ๆ ก็คือ ความเสรี ซ่ึงได้มาจากสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะได้รับข้อมูลจากการเสวนาว่า
แผ่นดินท้ังหมดเป็นของสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี ๕)
ทรงโปรดเกลา้ โปรดกระหม่อมใหแ้ บง่ สนั ปนั ส่วนทด่ี นิ ให้กับประชาชนของพระองค์

ความผูกพันระหว่างมุสลิมกับสถาบันพระมหากษัตริย์มีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หวั (รชั กาลที่ ๔) และพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว (รชั กาลท่ี ๕) มคี วามผกู พนั ดา้ นสายเลอื ด
กล่าวคือ รัชกาลท่ี ๒ มีสมเด็จพระศรีสุลาลัย (เจ้าจอมมารดาเรียม) ซึ่งมีเชื้อสายของสุลต่านสุไลมาน เจ้าเมือง
สงขลา เป็นพระสนมเอก และเป็นพระราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนรัชกาลที่ ๕
ทรงมแี ม่นมเปน็ ชาวมุสลิม

ท้ังนี้ หากจะต้องยกตัวอย่างท่ีเด่นชัดเก่ียวกับความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับชาวมุสลิม
ซง่ึ เกดิ ขึน้ โดยตลอดทุกยุคทกุ สมยั แม้กระทงั้ ก่อนที่รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ จะได้มกี าร
บัญญัติเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ต้องทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกไว้นั้น ในช่วงรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกมาก่อนแล้ว จากกรณีโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
พระราชทานผ้าปูละหมาดและเส้ือครุยให้กับอิหม่ามในพ้ืนที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีส่ิงสาคัญ คือ
บรเิ วณเสอ้ื ครยุ บรเิ วณอกด้านซ้ายมกี ารปกั ตราพระปรมาภิไธยย่อ วปร. และด้านใตม้ อี กั ษรคาว่า “มูรอดฮดี ดนี ”
แปลว่า องค์อัครศาสนูปถัมภก ซ่ึงเกิดข้ึนต้ังแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ ดังน้ัน ความผูกพันในเร่ืองของสถาบัน
พระมหากษัตริย์กบั ชาวมุสลิมลึกซึ้งมาก โดยเฉพาะในสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภมู ิพล
อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลท่ี ๙) เป็นผู้ซึ่งแสดงให้โลกได้เห็นอย่างชัดเจนเก่ียวกับความเป็นองค์
อัครศาสนูปถมั ภกในทุก ๆ มิติ โดยเฉพาะ ๑) มิตขิ องศาสนบัญญัติ โดยเม่ือปี พ.ศ. ๒๕๐๓ อุปทูตซาอดุ ิอาระเบีย
มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา และได้ทูลเกล้าถวายคัมภีร์อัลกุรอาน ฉบับภาษาอังกฤษ และได้มี
พระราชดารัสในเร่ืองน้ีกับท่านจุฬาราชมนตรี ต่วน สุวรรณศาสน์ ว่าควรจะให้มีการแปลคัมภีร์อัลกุรอานเป็น
ภาษาไทย จึงเป็นที่มาของ “พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน และความหมายภาษาไทย ฉบับพระราชทาน” โดยใน
คราวงานเฉลิมฉลอง ๑๔ ทศวรรษ แห่งอัลกุรอาน ทรงมีพระราชดารัส ความว่า “คัมภีร์อัลกุรอาน มิใช่จะเป็น
คัมภีร์ที่สาคัญในศาสนาอิสลามเท่าน้ัน แต่ยังเป็นวรรณกรรมสาคัญของโลกเล่มหน่ึง ซ่ึงมหาชนรู้จักยกย่อง
และได้แปลเป็นภาษาต่าง ๆ อย่างแพร่หลายแล้วด้วย การท่ีท่านทั้งหลายได้ดาเนินการแปลออกเผยแพร่
เป็นภาษาไทยคร้ังน้ี เป็นการสมควรชอบด้วยเหตุผลอย่างแท้จริง เพราะจะเป็นการช่วยเหลือในอิสลามิก

๑๓๑

บริษัทในประเทศที่ไม่รู้ภาษาอาหรับได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะในศาสนาได้สะดวกและแพร่หลาย ท้ังยังเป็นการ
เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้สนใจทั่วไป ได้ศึกษาทาความเข้าใจหลักคาสอนของศาสนาอิสลามอย่างถูกต้องและ
กว้างขวางยิ่งขึ้น เป็นท่ีทราบกันดีว่า “คัมภีร์อัลกุรอาน มีอรรถรสลึกซึ้ง” การท่ีจะแปลออกเป็นภาษาไทยโดย
พยายามรักษาใจความแห่งคัมภีร์เดิมไว้ให้บริสุทธ์ิ บริบูรณ์ และพิมพ์ขึ้นให้แพร่หลายเช่นน้ี จึงเป็นเรื่องควร
อนุโมทนาสรรเสริญ และร่วมมือสนับสนุนอย่างย่ิง” ๒) มิติด้านศาสนพิธี ในหลายครั้ง ทรงเสด็จในพิธีต่าง ๆ
สาคัญทางศาสนาอิสลาม ๓) มิติด้านศาสนบุคคล ก่อนที่จะมีการตราพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนา
อิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้น ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พุทธศักราช ๒๔๘๘
โดยความสาคัญเก่ียวกับบุคลากรของมุสลิมน้ัน อาทิ จุฬาราชมนตรี จะต้องได้รบั การแตง่ ตัง้ จากพระมหากษัตริย์
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยหรือบุคลากรของมัสยิดก็จะได้รับพระราชทานรางวัลจาก
พระมหากษัตรยิ ท์ ุกปีนับตง้ั แตใ่ นรชั สมยั ของรชั กาลที่ ๙ จนถึงรัชกาลปัจจุบัน

ทั้งน้ี หากสอบถามว่าจะทาอย่างไรบ้างนั้น เห็นว่า หน่วยงานราชการ องค์กรของรัฐ ควรแบ่งการ
ดาเนินการเปน็ ๒ กรณี คือ

๑) ลงทุนในเรอ่ื งของศาสนาและคณุ ธรรมให้มากข้นึ
๒) อย่าให้ปฏิบัติเพียงแต่เฉพาะด้านพิธีกรรม แต่ต้องปฏิบัติในด้านนามธรรมด้วย โดยอาจจัด ให้ผู้ที่
เก่ียวข้องมีโอกาสพูดคุยและเสวนาให้บ่อยครั้งขึ้น เพ่ือทาให้กลุ่มเด็กและเยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจม ากข้ึน
และอยา่ ลมื ประวตั ศิ าสตร์ของชาติไทย

๑๓๒

๓.๓ ช่ือเรื่อง บทบาทในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้นาเสนอ ประธานสภาประมุข
บาทหลวงโรมันคาทอลิกแหง่ ประเทศไทย (มขุ นายก ยอเซฟชศู กั ด์ิ สิริสุทธ)์ิ ผู้นาศาสนาคริสต์

ในเร่ืองความม่ันของประเทศชาติ ประกอบด้วยรากแก้ว ๓ ราก คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ หัวข้อที่ ๑ จุดยืนความคิด ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ซ่ึงเข้ามาคร้ังแรกใน
ประเทศไทย พ.ศ. ๒๑๑๐ และจากประวัติศาสตร์ศาสนาคริสต์ได้รับความเอื้ออนุเคราะห์จากสถาบัน
พระมหากษตั ริย์ หัวข้อท่ี ๒ ประวัตศิ าสตรท์ ี่เก่ียวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และหัวข้อที่ ๓ การอยรู่ ่วมกัน
แบบพหุวัฒนธรรม

หวั ขอ้ ที่ ๑ จุดยนื ความคิด ศาสนาครสิ ต์นิกายโรมันคาทอลกิ
ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาเกี่ยวกับความเช่ือด้านจิตวิญญาณ เป็นศาสนจักร ไม่ใช่อาณาจักร ความเชื่อ

ทกุ อย่างมาจากพระคัมภรี ์เป็นหลัก ในสมัยเดิมมีพระเจ้าเป็นผู้นา แต่ชาวสวิสเซอร์แลนด์เรียกร้องให้พระมหากษัตริย์
เปน็ ผู้นา พระเจ้าจึงจัดสรรให้มกี ษัตรยิ อ์ งค์แรก ทาให้มีการเสียภาษี เกณฑ์ทหาร อานาจการปกครองเป็นอานาจ
แท้จรงิ ท่ีพระเจ้ามอบให้ และใช้อานาจอย่างถูกต้อง ชอบธรรม เป็นประโยชน์ พระคัมภรี ์ในสมัยพระดาวิดมีการ
เพิ่มบทสวดให้สถาบันพระมหากษัตริย์เน่ืองจากประชาชนและสถาบันพระมหากษัตริย์ ความสุขความสมบูรณ์
จะเกิดจากการที่มีผู้นาที่ดี ในอดีตหากมีการแพ้สงคราม ประชาชนจะถูกกวาดต้อนไปเป็นทาส หากกษัตริย์มี
ความเข้มแข็งทุกคนจะอยู่อย่างร่มเย็น จึงมีการสวดเพ่ืออวยพรสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้ผู้นามีความเข้มแข็ง
ไม่อ่อนแอ รวมถึงสวดเพื่อผู้นาศาสนา เพื่อเป็นการสนับสนุนผู้นา และในโอกาสสาคัญจะมีการนาพระบรม
ฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี นาเสนอในรูปแบบต่าง ๆ
ศาสนาคริสต์เป็นคนหลายเชื้อชาติ การเผยแพร่ศาสนาเป็นการเติบโตอย่างมีความสุข อาจจะเป็นโตจากรากหญ้า
เช่น การเผยแพร่โดยมชิ ชันนารี

หัวขอ้ ท่ี ๒ ประวตั ิศาสตรท์ เ่ี กยี่ วขอ้ งกบั สถาบันพระมหากษตั ริย์
ในสมัยก่อนพระเจา้ แผ่นดนิ มกั จะให้มิชชันนารีอาศัยอยู่ในเมอื งหลวงเพ่ือให้ทาการเผยแพร่แบบการศึกษา

รวมถึงในประวัติศาสตร์ยังมีชาวคริสต์ร่วมรบกับสถาบันพระมหากษัตริย์เพ่ือกอบกู้ชาติ ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกัน
อีกทั้งองครักษ์พระเจ้าตากสินส่วนใหญ่เป็นคาทอลิกเน่ืองจากอาจจะเป็นคนท่ีมีความซ่ือสัตย์ ในด้านการศึกษา
พระมหากษัตริย์มีการอุดหนุนทางการศึกษา เช่น พระราชทานสร้างตึก มอบที่ดินให้กับสถาบันการศึกษา
สร้างโรงเรียน ชาวคริสต์จึงมีความผูกพันและกตัญญูกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ที่เป็น
ศาสนูปถัมภกต่อชาวครสิ ต์

๑๓๓

๓.๔ ช่ือเรื่อง บทบาทในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้นาเสนอ ประธานพระครูพราหมณ์
(พระมหาราชครูพธิ ศี รวี สิ ทุ ธิคุณ (ทา่ นชวิน รังสพิ ราหมณกลุ )) ผนู้ าศาสนาพราหมณ์

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีการถ่ายทอดและเผยแพร่มาเป็นระยะเวลานาน โดยได้รับการถ่ายทอดมาจาก
พระคัมภีรพ์ ระธรรมศาสตร์ ซ่ึงเปน็ หลกั ทน่ี ามาใชใ้ นการดูแลให้ประชาชนมคี วามสุข ร่มเยน็ โดยเฉพาะผนู้ าหรือ
พระมหากษัตรยิ ท์ ไี่ ด้เห็นถึงความสาคญั และรับมาปฏบิ ตั ิ

การนาธรรมะมาปรับใช้กับชีวิตในช่วงวัยต่าง ๆ ต้ังแต่พิธีเกิด พิธีแต่งงาน พิธีข้ึนบ้าน พิธีเหล่าน้ัน นาจิต
ให้เกิดความสงบรม่ เย็น แล้วมีการถา่ ยทอดต่อมาซ่ึงพระมหากษัตริยไ์ ด้รบั และนามาดารงประเพณีและวัฒนธรรม
ทีม่ กี ารถ่ายทอดมาตั้งแตโ่ บราณ

วัฒนธรรม คือ การนาธรรมะมาปฏิบัติและถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน ซ่ึงพิธีกรรมต่าง ๆ ได้เน้นถึงการ
มีส่วนร่วม เป็นพิธีการท่ีรวมจิตใจของศาสนิกชน อาทิ พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซ่ึงจัดทาข้ึนเพ่ือเป็นศูนย์
รวมในการเร่ิมต้นการเพาะปลูกพืชพันธ์ุธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ตลอดปี และมีการถ่ายทอด ทาให้เกิดความ
สามัคคีในพิธกี รรมและวัฒนธรรม

พราหมณ์ท่ีได้เข้ามาถวายงาน ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นท่ีปรึกษา ปุโรหิต พราหมณ์ประจา
ถา่ ยทอดวัฒนธรรมหรือพิธีกรรมท้ังหลาย ตั้งแต่เกดิ การสร้างจิตใจให้เบิกบานและกา้ วต่อไปในชีวิต มีการเรียน
การถา่ ยทอดลาดับชวี ิต อาทิ การให้เดก็ ไวจ้ กุ ไวเ้ ปีย เพอ่ื ให้เปน็ ศูนย์รวมของเทวดา ชว่ ยป้องกันการกระแทกกับ
ศีรษะให้เด็กระมัดระวงั ไมใ่ ห้ซุกซน และเป็นความภมู ใิ จของเด็กว่าจุกน้นั มเี ทวดารกั ษา

วรรณะ เป็นเร่ืองท่ีมีความละเอียด ภาพท่ีเห็นอาจมองว่าเป็นส่ิงท่ีแยกจากสังคม แต่จริง ๆ แล้ว เป็นสิ่งท่ี
อยูใ่ นสงั คม โดยศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีการแบ่งวรรณะออกเปน็ ๔ วรรณะ คอื

- พราหมณ์ : นกั บวช นกั วชิ าการ อาจารย์
- กษตั ริย์ : ผนู้ า ผูป้ กครอง นักรบ
- แพศย์ : พ่อคา้ แมค่ ้าและชาวสวนชาวไร่
- ศทู ร : แรงงาน
กษัตริย์ ซึ่งเป็นผู้นาหรือผู้ปกครอง มีการถ่ายทอดความรู้มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ มีการปฏิบัติต้ังแต่
ทรงพระเยาว์จนกระทง่ั ขึน้ ครองราชย์ มีพิธกี ารตา่ ง ๆ ซึ่งเป็นการส่งเสรมิ ให้ประชาชนมีความสุขรม่ เย็น
ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู มีข้ันตอนการดาเนินชีวิตโดยยึดหลักอาศรม ๔ ตามช่วงวัย โดยกาหนดเกณฑ์
อายุคนไว้ ๑๐๐ ปี แบ่งชว่ งของการใช้ชีวิตไว้ ๔ ช่วง ช่วงละ ๒๕ ปี ดงั น้ี
อาศรมท่ี ๑ (ปฐมวัย) เรียกว่า “พรหมจรรย์” เร่ิมต้ังแต่อายุ ๘-๒๕ ปี ผู้เข้าสู่อาศรมน้ี มีหน้าที่ตั้งใจ
เรยี น เชอ่ื ฟังคาสอนของครอู าจารย์
อาศรมท่ี ๒ (มัชฌิมวัย) เรียกว่า “คฤหัสถ์” อยู่ในช่วงอายุ ๒๕-๕๐ ปี มีหน้าที่ ช่วยพ่อแม่ทางาน
แตง่ งานมคี รอบครวั ประกอบอาชีพเล้ยี งครอบครัว
อาศรมท่ี ๓ (ปจั ฉมิ วยั ) เรยี กว่า “วานปรัสถ์” อยใู่ นชว่ งอายุ ๕๐-๗๕ ปี มีหนา้ ท่ี มอบสมบัติให้บุตรธิดา
บาเพญ็ ประโยชน์เพื่อสว่ นรวม ปฏิบัติธรรม ทาประโยชน์แก่สงั คมดว้ ยการเป็นครอู าจารย์
อาศรมท่ี ๔ (สันยัสตา) อยู่ในช่วงอายุต้ังแต่ ๗๕ ปีข้ึนไป สาหรับผู้ปรารถนาความหลุดพ้น (โมกษะ)
จะออกบวชเปน็ “สันยาสี” เมอ่ื บวชแล้วจะสกึ ไมไ่ ด้ บาเพญ็ สมาธิแสวงหาความหลดุ พ้นตามหลกั กรรมโยคะตอ่ ไป
ในแต่ละการเรียนรู้จะมีหลัก คือ หน้าที่ หน้าที่ของการเป็นศิษย์ คือ การเคารพครูอาจารย์ ตั้งใจเรียน
หน้าที่ของครูอาจารย์ คือ การถ่ายทอดวิชาอย่างเต็มใจ หน้าท่ีของสามภี รรยา คอื การดูแล ซึ่งกันและกัน หน้าท่ี

๑๓๔

ของบิดามารดา คือ การดูแลบุตรธิดา หน้าที่ของบุตรธิดา คือ การดูแลบิดามารดา ซึ่งหน้าท่ีเห ล่าน้ีจะมีการ
ถ่ายทอดไปในวัฒนธรรมในการเรยี นการศึกษา ท่จี ะทาให้ธรรมะเข้าไปสู่ในจิตใจ ส่ิงที่จะทาได้ คือ การถ่ายทอด
ตงั้ แตเ่ ดก็ จนกระทั่งเตบิ โตซงึ่ จะเปน็ ไปตามวยั และชว่ งเวลา

ราชธรรม คือ การปฏิบัติหน้าท่ีของพระราชาต่อประชาชน หรือการปฏิบัติของประชาชนต่อพระราชา
ผู้เป็นองค์ประมุขของชาติ จึงถือว่าประชาชนเป็นเสมือนบุตรหลานและเอาใจใส่ต่อความสุขความทุกข์ของ
ประชาชนอย่างใกลช้ ดิ ในคมั ภรี ์ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู สอนไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ มหี นา้ ท่ียึดธรรมสงู สดุ คอื
ดูแลประชาชน อารกั ขาประชาชน ให้ความอบอนุ่ แกป่ ระชาชน โดยถือหลักแหง่ การอารักขาของพระมหากษัตริย์
ประชาชนที่อาศัยอยู่ในภายใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทในพระบรมโพธิสมภารน้ันก็จะต้องปฏิบัติทางธรรม ท่าน
กล่าวไว้ว่า พระราชาเป็นผู้ถือทัณฑ์คือกฎหมายไว้ หมายถึง ผู้ใดไม่ปฏิบัติทางธรรมผู้น้ันย่อมจะได้รับโทษจาก
พระองค์เมื่อเป็นเช่นน้ีแล้วประชาชนก็ต้องปฏิบัติธรรมโดยอาศัยพระราชบารมีธรรม จึงมีแต่เจริญก้าวหน้าใน
ประเทศชาติ ประชาชนมีแต่ความสุข พระราชาพระองค์นั้นก็มีพระชนมายุย่ิงยืนนาน ในด้านประชาชนมีหน้าท่ี
คือ ต้องถวายความเคารพนับถือพระราชาอยา่ งสูงสดุ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตรยิ ์มิใชบ่ ุคคลธรรมดา
พระราชาธริ าชเจ้าน้ันทรงเปน็ เสมอื นเทพเจ้า

๓.๕ ช่ือเรื่อง บทบาทในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้นาเสนอ ดร. กิตติพันธ์ ใจดี
ที่ปรกึ ษาสมาคมนามธารีสงั คัตแห่งประเทศไทย ผู้นาศาสนาซกิ ข์

ศาสนาซิกข์ เป็น ๑ ใน ๕ ศาสนา ที่ได้รับการรับรองจากกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม และมีศาสนิก
ในประเทศไทย ประมาณ ๗๐,๐๐๐ คน ท้ังน้ี จากหนังสือจดหมายเหตุพบว่า ชาวซิกข์ เดินทางเข้ามาสู่ดินแดนไทย
ครั้งแรกเม่ือใดนั้นยังไม่ปรากฏหลักฐานระบุแน่ชัด แต่สามารถอนุมานได้ว่าชาวซิกข์เร่ิมเดินทางเข้ามาตั้งถ่ินฐาน
ในประเทศไทยต้ังแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวซิกข์
ในกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่เริ่มต้ังบ้านเรือนอยู่บริเวณพาหุรัดกระจายออกไปตลอดแนวต้ังแต่ถนนบ้านหม้อ
มาจนจดถนนพาหุรัด จนกระท้ัง พ.ศ. ๒๔๔๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดารใิ ห้ปลูก
สร้างอาคารตึกแถว ริมถนนพาหุรัดขึ้น เพ่ือใช้ประโยชน์ในกิจการต่าง ๆ พ่อค้าชาวซิกข์จึงเริ่มเข้าไปจับจอง
เพ่อื เปิดร้านค้าขายผา้ และสนิ คา้ นาเข้าจากประเทศอนิ เดยี ทาให้พาหรุ ัดกลายเปน็ ยา่ นการคา้ ที่สาคญั จนปจั จบุ นั

ปัจจุบันประเทศไทยรับรองฐานะองค์การทางศาสนาซิกข์ จานวน ๒ องค์การ คือ สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา
และสมาคมนามธารสี งั คัตแห่งประเทศไทย

๑๓๕

คาว่า “ซิกข์” เป็นภาษาปัญจาบ ตรงกับคาว่า “สิกข์” หรือ “สิกขา” ในภาษาบาลี และตรงกับคาว่า
“ศิษย”์ ซ่งึ แปลวา่ ผู้ศกึ ษา โดยถอื วา่ ผทู้ ี่นบั ถือศาสนาซิกข์ทกุ คนเปน็ ศษิ ยข์ องคุรุหรอื ครู คาว่า “คุรุ” เปน็ คาเรยี ก
พระศาสดาของชาวซิกข์

ศาสนาซกิ ข์ เปน็ ศาสนาแห่งประชาธิปไตย และใหเ้ สรีภาพแกศ่ าสนกิ ในทกุ ด้าน ไม่มกี ารกาหนดเคร่ืองแต่ง
กายในการทาพิธี เป็นศาสนาท่ีมุ่งสอนให้ตระหนักถึงเหตุผล การสร้างองค์ความรู้ท่ีสามารถพิสูจน์ได้ตามหลัก
วทิ ยาศาสตร์ ทง้ั นี้ หลกั การของศาสนาซกิ ข์มุ่งเน้นคาสอนเพ่อื จดุ มุง่ หมายสูงสดุ โดยเฉพาะ การประกอบกรรมดี
การมีปัญญา ความปีติอิ่มเอิบใจในธรรม การมีกาลังจิตแน่วแน่ม่ันคง ไม่หวาดกลัว การเข้าถึงสัจจะ และยัง
กาหนดระเบียบวินัยในการปฏิบัติตน อาทิ วินัยทางกาย คือ การให้บริการผู้อื่นทางกายและวาจา เช่น การให้
ทาน / วินัยทางศีลธรรม คือ การเลี้ยงชีพโดยชอบธรรม ไม่มีความเห็นแก่ตัว /วินัยทางจิตใจ คือ ความเชื่อม่ัน
ในพระเจ้าองคเ์ ดยี ว

ศาสนาซิกข์กบั สถาบันพระมหากษตั รยิ ์
ประเทศไทยเป็นประเทศท่ีเปิดกว้างในการนับถือศาสนา ซ่ึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงให้ความสาคัญ
กับทุกศาสนาในประเทศไทย การอธิษฐานจิตของศาสนาซิกข์จะมีการอธิฐานให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์
และผู้นาสาคัญของประเทศทุกคร้ัง ในอดีตท่ีผ่านมาพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช
มหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเสด็จพระราชดาเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีฉลองครบรอบ ๕๐๐ ปี แห่งศาสนาซิกข์
ณ โรงละครแห่งชาติ เม่ือวันท่ี ๑๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๑๒
ศาสนาซิกข์กบั การขับเคลือ่ นสังคม
ศาสนาทุกศาสนามุ่งสอนให้ศาสนิกให้เป็นคนดี เป็นคนที่จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติ
ท่ผี ่านมาผนู้ าหรอื ตัวแทนของศาสนาซกิ ขไ์ ด้มีโอกาสทางานร่วมกบั ภาครฐั และภาคเอกชน ในการเผยแพรค่ าสอน
การทาโครงการหรือกิจกรรมที่ร่วมกับสังคมอย่างหลากหลายในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ดังนั้น ท่ามกลางกระแสโลก
ท่ีเปล่ียนแปลงไป การส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนคนรนุ่ ใหม่ เข้าใจบทบาทของตวั เอง การครองตนของคนในปัจจบุ ัน
ควรยึดหลัก ๓ ประการ คือ “สติ คติ และวิธีปฏิบัติ” นอกจากน้ี การขับเคล่ือนไหวสังคมในปัจจุบัน จะอ้าง
หลักการเรื่องสิทธิเสรภี าพ และหลักกฎหมาย แต่การอ้างสิทธิดังกล่าวควรควบคู่ไปกับการมีศีลธรรม ตามหลัก
คาสอนของแตล่ ะศาสนาดว้ ย
สงั คมและประชาชนจะอยูร่ ่วมกันอย่างสันติได้ ต้องเข้าใจความแตกต่างระหวา่ งบุคคลการเคารพสิทธิของ
ตนเองและผู้อื่น การมคี วามรูค้ ูค่ ณุ ธรรม และมจี ติ อาสา

๑๓๖

๓.๖ ช่ือเรื่อง บทบาทในการพิทกั ษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ผนู้ าเสนอ นายสรวง สิทธิสมาน โฆษก
Seed Thailand ภาคกลาง

ปัจจุบันมีรูปแบบความเชื่อแบบเก่าตีกับความเช่ือแบบใหม่ แล้วทาให้เราสับสนว่า ความเชื่อ แบบไหน
ทถ่ี ูกต้อง ความเช่อื แบบไหนคือส่ิงที่ผิด ซงึ่ ตรงนี้ได้มผี ลกระทบไปถึงสถาบนั พระมหากษัตริยซ์ ึ่งเป็นรากฐานของ
ประเทศชาติและความม่ันคงของชาติ

เครือข่ายเยาวชน Seed Thailand ได้แสดงข้อคิดเห็นในประเด็นเก่ียวกับการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบัน
พระมหากษัตริยไ์ ว้วา่ ในการพทิ ักษแ์ ละเทดิ ทนู สถาบนั พระมหากษตั ริย์แบง่ ออกไดเ้ ป็น ๒ ประเด็น ดังน้ี

ประเด็นทหี่ นึ่ง การพทิ ักษ์และเทิดทูนสถาบนั พระมหากษัตรยิ ใ์ นทางตรง
ประเดน็ ทส่ี อง การพทิ ักษ์และเทดิ ทนู สถาบนั พระมหากษัตรยิ ใ์ นทางออ้ ม

๑. การพทิ ักษแ์ ละเทดิ ทนู สถาบันพระมหากษตั รยิ ์ในทางตรง
การพทิ ักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษตั ริย์ในทางตรงแบง่ ออกเป็นเชิงรกุ และเชิงรบั
- เชิงรุก คือ การให้ความรู้ การสร้างความตระหนักรู้ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะประกอบ

ไปด้วย ผ้นู าทางความคดิ ในการส่ือสาร กจิ กรรมในการสอื่ สาร และช่องทางในการสอ่ื สารใหต้ รงกบั กล่มุ เปา้ หมาย
- เชิงรับ คือ การเรียนรู้ ศึกษาถึงวิธีการของผู้ท่ีปล่อยข้อมูลข่าวสารท่ีไม่เป็นความจริง

โดยมีกลุ่มเปา้ หมาย คอื กลมุ่ เยาวชน
๒. การพทิ กั ษ์และเทดิ ทนู สถาบันพระมหากษตั ริย์ในทางอ้อม
การพทิ กั ษแ์ ละเทิดทูนสถาบนั พระมหากษตั รยิ ใ์ นทางอ้อมแบ่งออกเป็นเชงิ รุกและเชิงรับ
- เชิงรุก คือ การย้อนกลับไปตรวจสอบว่าความคิดท่ีเป็นการบ่อนทาลาย เกิดจากอะไร และ

เผยแพร่อยู่ที่ไหน ซึ่งช่องทางที่มีการเผยแพร่อยู่ คือ โลกดิจิทัล ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ส่ือดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทในการเผยแพร่ความคิด ใครครองโลกดิจิทัลได้คนนั้นก็จะครองพ้ืนที่ข้อมูลข่าวสาร
และครอบครองจิตใจของกลุ่มบุคคลที่ใช้ส่อื โซเซียลตรงน้ไี ด้ ซ่งึ จาเป็นต้องสรา้ งความตระหนักรู้เท่าทนั โลกดิจทิ ัล
ซึ่งต้องเข้าไปอธิบายว่าการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารปลอมส่งผลเสียต่อคนอื่น ต่อประเทศชาติ หรือต่อตนเอง
อยา่ งไรบา้ ง การเคล่ือนไหวตา่ ง ๆ บนโลกดิจทิ ลั ไดส้ รา้ งรอยเทา้ บนโลกดจิ ทิ ลั (Digital Footprint) อย่างไรบ้าง
ทาให้เกิดอารมณ์อ่อนไหว เกลียดชัง การพูดท่ีทาให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech) การกล่ันแกล้ง
ที่แสดงออกดว้ ยคาพูด (Bully) ส่งิ เหลา่ นเ้ี ราต้องทาใหก้ ลุ่มเปา้ หมายตระหนกั รู้ให้ได้วา่ การกระทาเหล่านี้เปน็ ส่ิง
ท่ีผดิ และยอ้ นกลบั ไปมองวา่ เราจะรับมอื กบั สง่ิ ทีเ่ ปน็ อยู่ในปัจจบุ นั ได้อย่างไร

- เชิงรับ คือ การสร้างเครือข่าย ถือว่าเป็นสิ่งที่สาคัญมาก ที่จะต้องสร้างผู้นาเพ่ือกระจายข้อมูล
พัฒนาศักยภาพ และนากลับไปบอกเล่า ประชาสัมพันธ์ต่อ ทาให้ เกิดการการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบัน
พระมหากษัตริย์โดยการเผยแพร่ให้รู้เท่าทันการทางานของโลกโซเชียล ซ่ึงเครือข่ายเยาวชน Seed Thailand
ก็ถอื ว่าเปน็ หนงึ่ ของการทางานในดา้ นนี้

สุดท้ายน้ีในนามของตวั แทนเครือข่ายเยาวชน Seed Thailand รสู้ ึกเปน็ เกียรตทิ ไ่ี ด้รบั โอกาสจากวฒุ สิ ภา
ให้เข้ามาช่วยเหลืองานเพื่อประเทศชาติและบ้านเมอื งของเราเพ่ือให้สถาบันพระมหากษัตริย์คงอยู่สืบไป สง่ิ ที่ขอ
ฝากไว้วา่ โลกในปจั จุบนั พัฒนามาไกล หลาย ๆ สงิ่ ทีเ่ ราต้องมองย้อนกลบั ไปวา่ ใชห่ รอื เปล่า คอื สง่ิ ท่ีเราสร้างขนึ้ มา
กาลังจะฉลาดกว่าเราหรือเปล่า กาลังควบคุมความคิดของเราหรือเปล่า หรือต้องตั้งคาถามกลับ ไปว่าเราเป็น
ผูส้ ร้างขึ้นมาเราก็ต้องฉลาดกวา่ และถ้าอยากจะฉลาดกว่าคิดหน่ึงช้ันพอหรือเปล่า สองช้ันพอหรือเปล่า ต้องคิด
สามช้ัน หรือสี่ช้ันหรือเปล่าบนโลกท่ีมีแตค่ วามสับสนวุ่นวายขนาดน้ี คือ ส่ิงท่ีขอฝากไว้เวลาท่ีเราพบเจออะไรบน

๑๓๗

ชอ่ งทางเทคโนโลยี ก็มคี วามจาเป็นที่ต้องต้ังคาถามกลบั ไปว่าทาไมแนวคิดแบบนี้ถึงเกิดขึ้น การเชอื่ ไปเลยในครั้ง
แรกก็เท่ากับว่าเราถูกควบควบคุมโดยส่ิงท่ีเราสร้างขึ้นมาเอง ส่ิงเดียวท่ีมนุษย์มีแล้วเป็นจุดที่เราอยู่สูงสุดบนโลก
ใบน้คี อื สมองของเรา ถา้ เราจะอยู่ใหร้ อดเราต้องใช้สมอง ต้องคิดให้รอบคอบ เพอ่ื ที่จะเอาชนะสิ่งที่เราสรา้ งข้นึ มาเอง

๑๓๘

๔. สรุปความคดิ เห็นและข้อเสนอแนะของกล่มุ เปา้ หมายที่ได้รับ

๔.๑ ความคิดเห็นประเดน็ “เหลยี วหลัง (๓ ป)ี ”
คณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทดิ ทนู สถาบนั พระมหากษัตริย์ วฒุ ิสภา ประกอบดว้ ย กรรมาธกิ าร
จานวน ๓๐ คน มีนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ มีหน้าท่ีและอานาจกระทา
กจิ การ พจิ ารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศกึ ษาเรอ่ื งใด ๆ ทเ่ี กยี่ วกับการพิทักษแ์ ละเทิดทูนสถาบนั พระมหากษัตรยิ ์

๒. ผลการดาเนินงาน
๑) งานดา้ นการพทิ กั ษ์สถาบนั พระมหากษัตรยิ ์
จัดประชุมเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการดาเนินงานของหน่วยงานที่เก่ียวข้อง โดยเชิญบุคคลและ

หน่วยงานทีเ่ ก่ยี วข้องมาร่วมประชมุ เพอ่ื แสวงหามาตรการในการพิทักษส์ ถาบันพระมหากษตั ริย์
๒) งานด้านการเทดิ ทนู สถาบนั พระมหากษัตรยิ ์
เดินทางศึกษาดูงานสถานท่ีสาคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น

เย่ียมชมพิพิธภัณฑ์วังวรดิศ หอสมุดดารงราชานุภาพ อนุสรณ์สถานแห่งความจงรักภักดี (ทุ่งหันตรา) พิพิธภัณฑ์
ศลิ ป์แผน่ ดิน และพระราชวังเดิม (พระราชวังกรุงธนบุรี) เป็นต้น และจัดสัมมนาสร้างเครือขา่ ยเยาวชน คนรุ่นใหม่
ให้เปน็ แบบอย่างทด่ี ี มคี วามเข้าใจและจิตสานกึ ท่ีดีตอ่ สถาบันหลกั ของชาติอย่างถกู ตอ้ ง

๓. การดาเนนิ งาน
คณะกรรมาธิการวิสามัญตั้งอนุกรรมาธิการขึ้น ๓ คณะ เพื่อดาเนินงานในด้านการพิทักษ์และเทิดทูน

สถาบันพระมหากษตั รยิ ์ ดังนี้
๑) คณะอนุกรรมาธิการศึกษาและเสนอแนะแนวทางด้านการส่ือสารในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบัน

พระมหากษัตรยิ ์
๒) คณะอนุกรรมาธิการศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการดาเนินการมาตรการเก่ียวกับการ

พทิ ักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตรยิ ์
๓) คณะอนกุ รรมาธิการพิจารณาศึกษา ตดิ ตามและสืบสานแนวพระราชดาริ

คณะอนุกรรมาธิการศึกษาและเสนอแนะแนวทางด้านการสื่อสารในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบัน
พระมหากษัตรยิ ์

ผลงานสาคญั : การสร้างเครอื ข่ายเยาวชนพลงั บวก
SEED Thailand เป็นเครอื ข่ายเยาวชนท้ังระดบั อุดมศึกษาและมัธยมศึกษารวมประมาณ ๑,๕๐๐ คน
เกดิ ขนึ้ จากการดาเนินงานของคณะกรรมาธิการวิสามญั การพิทักษ์และเทิดทนู สถาบันพระมหากษัตริย์ ร่วมกับคณะ
อนุกรรมาธิการศึกษาและเสนอแนะแนวทางด้านการส่ือสารในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
กระทรวงวัฒนธรรม มูลนิธนิ ักศึกษาสถาบนั พระปกเกล้าเพื่อสังคม และเครือข่ายสุจริตไทย โดยมีความมุ่งหวังวา่ จะ
สามารถสร้างเครือข่ายเยาวชนพลงั บวกท่มี ีความคิดสรา้ งสรรค์ทจี่ ะพัฒนาชุมชนบ้านเกดิ มีความเข้าใจและจิตสานึก
ที่ดีต่อสถาบันหลักของชาติอย่างถูกต้อง เป็นต้นแบบเยาวชนคนรุ่นใหม่ท่ีมีจิตอาสาและทากิจกรรมสาธารณะ
ประโยชน์ ภายใตห้ ลกั ปรัชญาท่วี ่า “แตกหนอ่ พนั ธุด์ ีไมม่ ีทส่ี ้ินสุด”

๑๓๙

คณะอนุกรรมาธิการศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการดาเนินการมาตรการเกี่ยวกับการ
พทิ กั ษ์และเทดิ ทูนสถาบันพระมหากษัตรยิ ์

ผลงานสาคญั : การสร้างความร่วมมอื ในการพฒั นากับชุมชนทยี่ ั่งยืน
คณะอนุกรรมาธิการได้ดาเนินโครงการ โดยลงพื้นท่ีชุมชนนางเลิ้ง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
กรุงเทพมหานคร ประชุมแลกเปล่ียนความคิดเห็นกับผู้นาชุมชน เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา
และความสาคัญของชุมชนที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือสถาบันหลักของชาติ รวมถึงรับฟังความคิดเห็น
เกี่ย ว กับ ปัญ ห า อุป ส ร ร ค ที่ส่ง ผ ล ก ร ะ ท บ ต่อ ค ว าม เป็น อ ยู่ข อ ง ป ร ะ ช าช น ใน พื้น ที่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็ น
“ชุมชนรอบขอบวัง” พบว่าควรพัฒนาใน ๓ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านวัฒนธรรมประเพณี เช่น ละครชาตรี ๒) ด้าน
สภาพแวดล้อมของชุมชน เช่น สวนสาธารณะชุมชนและคูคลองและ ๓) ด้านสินค้าชุมชน เพื่อส่งเสริมรายได้
ใหก้ ับคนในชุมชน
คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา ตดิ ตาม และสบื สานแนวพระราชดาริ
คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา ติดตามและสืบสานแนวพระราชดาริข้ึน มีภารกิจในด้านการ
เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การสบื สาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดาริ ตลอดจนการส่งเสรมิ การเรียนร้โู ครงการ
อนั เน่ืองมาจากพระราชดาริทส่ี ง่ ผลต่อคณุ ภาพชวี ิตทดี่ ไี ปสูป่ ระชาชน ดงั นี้
๑) ด้านการบอกเล่าประชาสัมพันธ์โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ภายใต้โครงการ
“ เพ่ือแผ่นดินเกิด ” โดยคัดเลือกโครงการเด่นมานาเสนอใหป้ ระชาชนได้รับทราบ
๒) ด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน แบ่งออกเป็น ๒ เรื่อง ได้แก่ สนับสนุน
การพัฒนาพื้นที่ตั้งโฉนดท่ีดินฉบับแรกของประเทศไทยโดยปรับเปล่ียนการทาเกษตรให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น
และการสนับสนุนในการปรับปรุงโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จังหวัดแพร่ จากโรงพยาบาลขนาด
๓๐ เตียง เปน็ ขนาด ๖๐ เตียง
๓) ด้านตามรอยพระมหากรุณาธิคุณ โดยส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา
และประชาชนทั่วไป ได้รบั ทราบพระมหากรณุ าธคิ ุณของสถาบันพระมหากษัตรยิ ์ ผ่านเส้นทางตามรอยพระมหา
กรุณาธคิ ณุ ในสถานที่สาคัญของแต่ละจงั หวัด

๔.๒ ความคิดเห็นประเดน็ “แลหนา้ (๒ ปี)”

ผนู้ าเสนอ นางสาวปารสิ า สทั ธินทรยี ์ ประธาน Seed Thailand ณ ห้องประชมุ จันทรา
จากการเสวนาของคณะกรรมาธกิ ารวสิ ามัญมขี ้อเสนอสาหรบั วฒุ ิสภา ในการทางาน ๒ ปีขา้ งหน้า ดงั นี้

๑. ผู้เข้าร่วมเสวนาได้สะท้อนความรู้สึกท่ีตรงกันว่า สถาบันพระมหากษัตริย์มีความเก่ียวข้องกับ
ประชาชนในทุกเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม โดยส่ิงที่เรียกว่าประวัติศาสตร์เป็นส่ิงท่ีแสดงถึงข้อเท็จจริงว่า
สถาบันพระมหากษัตริย์นน้ั อยู่เคียงคู่กับประชาชนมาอยา่ งช้านาน ซ่ึงความเช่ือมโยงเหล่านี้ได้ถกู สะท้อนออกมา
ในพระบรมราชโองการของพระมหากษตั ริย์ในทกุ พระองค์

๒. การลงทนุ ด้านศาสนาและคณุ ธรรม สืบเน่ืองจากประวัติศาสตร์ในอดีต มกั เปรยี บเทียบวา่ วัดและ

๑๔๐

วังเป็นของคู่กัน ซึ่งไม่ใช่เพียงวัดและวังเท่าน้ันแต่ทุกศาสนสถานล้วนเป็นท่ียึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนร่วมกัน
เสมอมา ฉะน้ัน หลังจากน้ีการลงทุนทางศาสนานั้นจะทาอย่างไรให้เป็นรูปธรรมมากกว่าพิธีกรรม การพูดคุย
การเสวนาเพ่ือสร้างความเขา้ ใจ ทาให้วดั หรือศาสนสถานไมใ่ ชแ่ คเ่ พยี งคนร่นุ ก่อนไดเ้ ขา้ ใช้งาน แตจ่ ะทาใหส้ ถานท่ี
เหล่าน้เี ปน็ สถานทแี่ ห่งการเรียนรแู้ ละยึดเหนยี่ วจิตใจให้กับคนทั้งสองวยั ไดใ้ ชร้ ่วมกัน

๓. ข้อคิดจากการเสวนา ประเทศไทยได้เดินทางมาถึงจุดบรรจบ ซึ่งเป็นยุคสมัยแห่งความสับสน
กล่าวได้ว่าเป็นการปรับเปล่ียนแนวคิดในแบบเก่าและแบบใหม่ โดยมีส่ือเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการสร้าง
ความเช่ือมโยงระหว่างกัน อาจกล่าวได้ว่าส่ิงใดท่ีถูกอาจต้องใช้เวลาในการทาความเข้าใจ แต่ส่ิงท่ีเป็นเท็จหรือ
ลวงขนึ้ มานั้นใชค้ วามรวดเร็วในการกระจายออกไป

๑) ทางตรง
๑.๑) เชงิ รกุ
- การสร้างความรู้ความเขา้ ใจ
- สอื่ สารใหต้ รงกลมุ่ เป้าหมาย อาทิ ผนู้ าทางความคดิ การจดั กิจกรรม และสอ่ื
- สรา้ งความรูค้ วามเขา้ ใจเกยี่ วกับกลไกรฐั ศาสตรแ์ ละประวัตศิ าสตร์
๑.๒) เชงิ รบั
- ศึกษาเรียนรู้ โดยการทาความเข้าใจกับการส่ือสารยุคสมัยใหม่ และทาความเข้าใจกับ

วธิ ีการท่ีได้ประสทิ ธิผลในส่ือโซเชียล
๒) ทางอ้อม
๒.๑) เชิงรุก
- การสร้าง Digital Literacy, Fake news, Cyberbully เป็นต้น
๒.๒) เชิงรับ
- การสร้างเครือข่าย การพัฒนาศักยภาพเครือข่าย การขยายเครือข่าย การกระจาย

ข้อมูล
- การสรา้ งสื่อของตนเอง

๑๔๑

๕. กจิ กรรมอนื่ ท่ดี าเนนิ การเพมิ่ เติม พร้อมทงั้ เหตุผลท่มี กี ารจัดกจิ กรรมเพิ่มเติม (ไม่มี)

๖. จานวน รายช่อื ภาคส่วนของผู้รว่ มการสัมมนากลมุ่ ยอ่ ย

ลาดบั ชื่อ-นามสกลุ หนว่ ยงาน/กลมุ่ โทรศัพท/์ E-mail
ท่ี

๑ พระศรวี ราจารย์ ผชู้ ว่ ยเจ้าอาวาสวัดโมลรี าชวรวิหาร

๒ พระมานะ อภวิ ฒโฺ น วดั บางออ้ ยชา้ ง

๓ พระกติ ตฺ พิ ัฒน์ ทปี โก วัดบางออ้ ยชา้ ง

๔ พระอานวย ธรรมมฺ โิ ก วัดบางอ้อยชา้ ง

๕ พระอภิสทิ ฺธิ์ นรนิ ฺโท วดั บางออ้ ยชา้ ง

๖ สามเณร วัดโมลีโลกยารามราชวรวหิ าร

๗ นายวนั ชัย สละกดู ิง คณะกรรมการกลางอสิ ลามแหง่ ประเทศไทย ๐๙ ๒๓๙๑ ๔๐๗๘

๘ นายปรชี า อาบดี นี คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

๙ นายธานี พ่วงชู คณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทย

๑๐ นายอดศิ ักดิ์ สะเล็ม คณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทย

๑๑ นายวริ ชั โกยดลุ รองประธานสภาคริสตจกั รในประเทศไทย ๐๘ ๙๖๓๗ ๗๗๗๘

๑๒ นายชยนั ต์ หิรญั พันธุ์ ผู้เช่ยี วชาญดา้ นขอ้ มลู สภาคริสตจักร ๐๙ ๖๕๕๔ ๙๕๙๓
ในประเทศไทย

๑๓ พราหมณศ์ รวสั นาคะเวทิน พราหมณ/์ กองพระราชพิธี ๐๘ ๕๒๓๐ ๐๐๒๓

๑๔ พราหมณก์ ุศชาติ นาคะเวทนิ พราหมณ์/กองพระราชพธิ ี ๐๘ ๔๔๙๙ ๑๑๒๖

๑๕ พราหมณ์ภษี ม รงั สิพราหมณกลุ พราหมณ์/กองพระราชพิธี ๐๘ ๘๒๔๓ ๗๖๔๘

๑๖ นายอรุณ กมุ าร ผู้จัดการสมาคมฮนิ ดธู รรมสภา ๐๘ ๑๓๓๔ ๗๒๔๖

๑๗ นายวโิ นชกมุ าร ซิงห์ นายกสมาคมฮนิ ดธู รรมสภา ๐๘ ๑๘๑๖ ๕๙๒๗

๑๘ ดร. สชุ าดา ปาเตีย ท่ปี รกึ ษาสมาคมฮนิ ดสู มาช ๐๘ ๑๙๑๑ ๙๑๒๙

๑๙ นายบญุ ทวี สจั จมหทิ ธนิ นั ท์ รองนายกสมาคมศรีครุ ุสงิ หส์ ภา ๐๘ ๑๕๕๗ ๒๒๘๗

๑๔๒

๒๐ นายสุเทพ ซิงห์ เลขานกุ ารสมาคม ๐๘ ๑๘๔๗ ๖๙๕๑
๐๙ ๐๑๙๗ ๐๒๖๒
๒๑ นายรงุ่ โรจน์ สจั จเทพ กรรมการสมาคม ๐๙ ๔๗๓๑ ๐๐๑๐
๐๙ ๐๙๓๙ ๑๗๙๕
๒๒ นายยัสปรตั ซงิ ห์ ศาสนกิ ชน ๐๙ ๗๐๐๙ ๑๓๑๓
๐๘ ๐๐๓๐ ๘๘๓๐
๒๓ นายลมิ ปี้ ซงิ ห์ ศาสนิกชน ๐๖ ๑๓๕๖ ๘๙๐๕
๐๙ ๔๖๒๓ ๔๕๑๓
๒๔ นายวรยทุ ธ อนนั ตถ์ วัลย์เลศิ ศาสนิกชน ๐๙ ๓๒๕๗ ๙๓๑๒
๐๘ ๔๙๕๓ ๓๔๘๑
๒๕ นายกฤษฎาณุพงษ์ จันทรน์ อ้ ย เยาวชน Seed Thailand ๐๙ ๘๑๐๒ ๖๕๗๕
๐๙ ๓๗๔๕ ๘๕๕๑
๒๖ นายกาญจนว์ ชั รบดี ชยั ชาญ เยาวชน Seed Thailand ๐๘ ๘๓๘๙ ๖๔๑๑
๐๙ ๘๖๘๕ ๕๗๑๐
๒๗ นายฐตั วาวาคีย์ พรมภักด์ิ เยาวชน Seed Thailand ๐๙ ๖๙๔๕ ๙๖๗๙

๒๘ นายธนกร วงค์คาภู เยาวชน Seed Thailand

๒๙ นายศภุ โชค พาที เยาวชน Seed Thailand

๓๐ ว่าที่รอ้ ยตรี ศุภวิชญ์ วงศ์วิริยะชยั เยาวชน Seed Thailand

๓๑ นายประดษิ ฐ์ หลาเร๊ะ เยาวชน Seed Thailand

๓๒ นายอสั สาลาม มะแซ เยาวชน Seed Thailand

๓๓ นายอารฟา บือราแง เยาวชน Seed Thailand

๓๔ นายอดศิ ร แกว้ เลก็ เยาวชน Seed Thailand

๑๔๓

๗. ภาพการสัมมนากลุม่ ยอ่ ย
๑๔๔


Click to View FlipBook Version