The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการฝึอบรม2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chetpetcharat, 2021-07-29 05:11:27

เอกสารประกอบการฝึอบรม2

เอกสารประกอบการฝึอบรม2

คานา

กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดาเนินโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ประจาปี
งบประมาณ พ.ศ. 2564 กิจกรรมย่อยที่ 1 สร้างและพัฒนากลไกขับเคลื่อนระดับพ้ืนที่ กิจกรรมย่อยท่ี 1.1
สร้างแกนนาขับเคล่ือนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง โดยการจัดฝึกอบรมผู้แทนครัวเรือนเป้าหมาย “โคก หนอง
นา โมเดล” ปี 2564 ให้มีความรู้ความเข้าใจหลักการ แนวทางการพัฒนาหมู่บ้านตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง สามารถขับเคล่ือนการพัฒนาหมู่บ้านให้เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบร่วมกันของชุมชน
กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ครัวเรือนพัฒนาพื้นท่ีแหล่งเรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” ขนาด 1 ไร่ และ
ขนาด 3 ไร่ รวมท้ังสิ้น 11,414 คน โดยใช้หลักสูตรฝึกอบรมเพิ่มทักษะระยะสั้นการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบ
เศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล”ระยะเวลารุ่นละ 5 วัน โดยมอบหมายให้ ศูนย์ศึกษาและ
พัฒนาชุมชนทัง้ 11 แหง่ และสานกั งานพฒั นาชมุ ชนจงั หวัด 26 จังหวัด เปน็ หนว่ ยดาเนนิ การฝึกอบรม

เพื่อให้การดาเนินการฝึกอบรมโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ประจาปี
งบประมาณ พ.ศ. 2564 กิจกรรมย่อยที่ 1 สร้างและพัฒนากลไกขับเคลื่อนนะดับพื้นที่ กิจกรรมย่อยที่ 1.1
สร้างแกนนาขับเคลื่อนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง หลักสูตรฝึกอบรมเพิ่มทักษะระยะสั้นการพัฒนากสิกรรมสู่
ระบบเศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป็นไปในทิศทาง
เดียวกัน ศูนย์ศึกษและพัฒนาชุมชนเพชรบุรี ได้จัดทาเอกสารประกอบการฝึกอบรม หลักสูตรฝึกอบรมเ พ่ิม
ทกั ษะระยะสั้นการพฒั นากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกจิ พอเพยี ง รปู แบบ “โคก หนอง นา โมเดล” เพ่อื ให้ผู้เข้ารับ
การฝึกอบรม นาไปปรับใช้และเปน็ แนวทางหลงั จากจบการฝึกอบรมต่อไป

ศนู ยศ์ กึ ษาและพัฒนาชมุ ชนเพชรบรุ ี

มกราคม 2564

สารบญั หนา้

คานา 22
ตารางหลกั สตู ร 23
เน้อื หา 25
26
- เรียนร้ตู าราบนดิน : กิจกรรมเดนิ ชมพื้นที่ 31
- เขา้ ใจ เข้าถึง พฒั นา ศาสตร์พระราชากับการพฒั นาทย่ี ัง่ ยืน 34
- ถอดบทเรยี นผ่านสื่อแผน่ ดนิ ไทย ตอน “แผน่ ดนิ วิกฤต” 65
- ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง “ทฤษฎบี ันได 9 ข้นั สคู่ วามพอเพยี ง” 66
- หลักกสกิ รรมธรรมชาติ
- ฝกึ ปฏิบัติ ฐานการเรียนรู้ 67
- สขุ ภาพพึง่ ตน พฒั นา 3 ขุมพลงั “พลงั กาย พลงั ใจ พลงั ปัญญา” 70
- จติ อาสาพฒั นาชมุ ชน เอาม้ือสามคั คี พัฒนาพ้ืนท่ตี ามทฤษฎใี หม่ 71
- การออกแบบเชิงภมู ิสงั คมไทย ตามหลักกการพัฒนาภูมสิ งั คมอย่างยัง่ ยนื เพื่อการพง่ึ ตนเอง 72
และรองรบั ภัยพิบัติ 91
- สร้างหนุ่ จาลอง การจดั การพืน้ ท่ีตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกตส์ ู่ โคก หนอง นา โมเดล
- Team Building ฝึกปฏบิ ัติการบรหิ ารจัดการในภาวะวิกฤติ หาอยู่ หากิน
- การขับเคลือ่ นสืบสานศาสตรพ์ ระราชา กลไก 357
- ยทุ ธศาสตร์การขบั เคล่อื นปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงสู่การปฏบิ ัติ

ภาคผนวก 95
- ตนรักษแ์ ม่ธรณี 103
- ตนรกั ษ์ป่า 109
- ตนรักษน์ า้ 118
- ตนรกั ษ์แม่โพสพ 125
- ตนเอาถา่ น 132
- ตนรกั ษส์ ุขภาพ 141
- ตนมไี ฟ 147
- ตนมนี ้ายา 155
- ตนตดิ ดนิ





1

หลักการและเหตุผล
สถานการณ์โลกในปัจจุบัน มีความผันแปรสูงทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยี

ซ่งึ ล้วนส่งผลถึงประเทศไทยที่เร่ิมเปล่ยี นจากสังคมเกษตรสสู่ ังคมอุตสาหกรรม อีกทั้ง ประเทศไทยเปน็ ประเทศ
ที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด การค้าระหว่างประเทศจึงมีบทบาทสาคัญในฐานะกลไกในการพัฒนาและ
นาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศ รวมท้ังมีส่วนสาคัญในการผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัว
อย่างรวดเร็ว

ซึ่งเศรษฐกิจและการค้าของไทยในระยะท่ีผ่านมาขยายตัวในอัตราท่ีสูงมาก แต่จากสถานการณ์
เศรษฐกิจและการค้าของโลกที่กาลังเปล่ียนแปลงไป ได้มีการนามาตรการใหม่ๆ มาเป็นข้ออ้างในการกีดกัน
การคา้ มากขนึ้ ผู้ทส่ี ามารถเขา้ ถึงทรัพยากรได้มากกว่า ก็สามารถสร้างความม่ังค่ังไดม้ ากกว่า กล่าวคอื “คนรวย
ก็รวยขึ้น คนจนก็จนลง” เกิดเป็นปัญหาความเหลื่อมล้าด้านรายได้ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งในส่วน
ของเศรษฐกิจ สงั คม และการเมือง

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) ท่ีมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศไทยให้บรรลุวิสัยทัศน์
“ประเทศมีความม่ันคง ม่ังค่ัง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง” จึงเป็นการพัฒนาให้ประชาชนคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข สร้างพื้นฐานการพึ่งตนเอง
ลดความเหลื่อมล้าในระดับครัวเรือน ชุมชน และส่งผลให้ประเทศมีความเข้มแข็ง ในการใช้ความสามารถ
บริหารจัดการชีวิตและบริหารจัดการชุมชน ส่งเสริมการสร้างรายได้ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมความ
เสมอภาคและเปน็ ธรรม

ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง เปน็ การนอ้ มนาแนวพระราชดารสั ในพระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อการพัฒนาที่สมดุลเป็นธรรมและมีภูมิคุ้มกัน
กับผลกระทบการเปลี่ยนแปลงท้ังจากภายในชุมชน ประเทศและภายนอกจากสังคมโลก ที่จะส่งผล
ต่อครอบครัว การเตรียมความพร้อมแต่ละครัวเรือนให้ได้รับการพัฒนา อย่างบูรณาการตามแนวทาง
เศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชา โดยสอดคล้องกับภูมิสังคมท่ีแต่ละพ้ืนที่มีความแตกต่างกัน
ของปัจจัยพืน้ ฐาน ด้านศกั ยภาพ วิถีชวี ติ วฒั นธรรมและอัตลกั ษณ์ ตัวอยา่ งเช่น การบริหารจดั การน้าและพ้ืนท่ี
การเกษตรด้วย “โคก หนอง นา โมเดล” ด้านการทาเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้
บรหิ ารจัดการน้าและพ้นื ทก่ี ารเกษตร ผสมผสานกับภูมปิ ัญญาพื้นบา้ นไดอ้ ยา่ งสอดคลอ้ งกนั

๒. วตั ถุประสงค์
เพ่ือส่งเสริมการใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการพัฒนาหมู่บ้าน ให้มีระบบ

การบรหิ ารจัดการชมุ ชนแบบบูรณาการท่เี ข้มแขง็ และพัฒนาเศรษฐกจิ ชมุ ชนให้มน่ั คง

๓. เป้าหมาย ประกอบด้วย
3.1 ผู้แทนครัวเรือนพัฒนาพ้ืนที่เรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” ท่ีสมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมการ

พฒั นาศนู ยเ์ รยี นร้เู ศรษฐกิจพอเพยี ง จานวน 11,414 แห่ง แห่งละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 11,414 คน
3.2 ผู้แทนครอบครัวพัฒนา แกนนาหมู่บ้าน ผู้แทนกลุ่ม/องค์กร/คุ้มบ้าน ผู้แทนครัวเรือนอ่ืน ๆ และ

ผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้อง ท่ีเข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง จานวน 11,414 หมู่บ้าน
หมู่บ้านละ 30 คน รวมทง้ั สน้ิ 342,420 คน/ครวั เรอื น

2

๔. วธิ กี าร/ขน้ั ตอนการดาเนนิ โครงการพฒั นาหมู่บา้ นเศรษฐกิจพอเพยี ง ประกอบดว้ ยกิจกรรมดงั นี้
กจิ กรรมย่อยที่ 1 สรา้ งและพฒั นากลไกขับเคลอื่ นในระดบั พนื้ ท่ี
1.1 สร้างแกนนาขับเคลอื่ นหม่บู ้านเศรษฐกิจพอเพยี ง
1.1.1 วัตถุประสงค์
เพื่อให้เกิดผู้นาพัฒนา (Change Leader) ที่อยู่ในชุมชน และนาการพัฒนา

ให้สอดคล้องกบั บรบิ ทชุมชน และนาไปส่สู ิง่ ทช่ี มุ ชนตอ้ งการ
1.1.2 กล่มุ เปา้ หมาย
ผู้แทนครัวเรือนพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” ปี 2564 จานวน

11,414 แหง่ แหง่ ละ 1 คน รวมทั้งส้นิ 11,414 คน
1.1.3 วิธีการดาเนินงาน
จัดฝึกอบรมผู้แทนครัวเรือนเป้าหมาย “โคก หนอง นา โมเดล” ปี 2564

ให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักการแนวทางการพัฒนาหมู่บ้านตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถ
ขบั เคลอื่ นการพฒั นาหมู่บ้านให้เปน็ แหล่งเรยี นรตู้ ้นแบบรว่ มกันของชุมชน โดยมีข้นั ตอนการดาเนนิ งาน ดงั น้ี

1) สานักงานพัฒนาจังหวัด/อาเภอ คัดเลือกหมู่บ้านเป้าหมายที่มีความพร้อม
ในการพัฒนาเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และมีพ้ืนท่ีของครัวเรือนท่ีสมัครใจที่จะพัฒนาพ้ืนที่ให้เป็น
แหลง่ เรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” (1 หมู่บา้ น /1 แปลง) และคดั เลอื กผแู้ ทนครัวเรือนในหมู่บ้านเป้าหมาย
ดงั กล่าวเข้าร่วมอบรมฯ จานวน 1 คน /1 หม่บู ้าน

2) จัดทาทะเบียนรายชื่อหม่บู ้านเปา้ หมายและรายช่ือผู้แทนครวั เรือนฯ ท่จี ะเข้า
รับการอบรมฯ ตามแบบทีก่ รมฯ กาหนด และสง่ ให้กรมการพัฒนาชมุ ชนทราบ

3) สถาบันการพัฒนาชุมชน กาหนดรูปแบบ หลักสูตร และวิธีการจัดฝึกอบรม
ผู้แทนครวั เรอื นเป้าหมายท่ีจะพฒั นาพ้ืนท่ีให้เป็นแหลง่ เรยี นรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” ปี 2564

4) กาหนดสถานท่ีดาเนินการจัดฝึกอบรมผู้แทนครัวเรือนพัฒนาพ้ืนที่เรียนรู้
“โคก หนอง นา โมเดล” จานวน 114 รุ่น รุ่นละ 5 วัน ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน และศูนย์ฝึกอบรม
ของภาคีเครอื ขา่ ย ตามพ้ืนที่ใหบ้ ริการแต่ละจงั หวดั

5) สานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด/อาเภอแจ้งประสานผู้แทนครัวเรือนเป้าหมาย
“โคก หนอง นา โมเดล” เข้ารว่ มอบรมฯ หมู่บ้านละ 1 คน ตามกาหนดการทสี่ ถาบนั การพฒั นาชุมชนกาหนด

6) จัดฝึกอบรมผู้แทนครัวเรือนเป้าหมายพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล”
ตามรูปแบบ และวิธีการท่ีกาหนด โดยมุ่งเน้นการปรับกรอบความคิด/กระบวนการทางความคิด (Mindset)
ให้กลุ่มเป้าหมายตระหนักถึงความสาคัญของการทาหน้าที่ และสามารถนาไปปฏิบัติใช้ในการบริหารจัดการ
พนื้ ท่ีของตนเองได้

7) มอบหมายภารกิจให้ตัวแทนครัวเรือนพัฒนาพ้ืนที่เรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล”
ไปขับเคลื่อนการพัฒนาในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงในระดับครัวเรือน ระดับชุมชน ตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง และดาเนินการจดั การพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนร้ชู มุ ชน “โคก หนอง นา โมเดล” ให้เหมาะสม
กบั พน้ื ท่ี

8) ส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคล่ือนกิจกรรมการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้
“โคก หนอง นา โมเดล” ของผแู้ ทนครัวเรอื นพัฒนาพน้ื ท่ีเรยี นรเู้ ป้าหมายท่ีผ่านการฝึกอบรมอย่างตอ่ เน่ือง

3

9) สรุปและประเมินผลการดาเนินงาน พร้อมทั้งรายงานผลการดาเนินงาน
ในระบบ BPM ภายใน 7 วนั หลงั ดาเนินการแล้วเสรจ็

1.1.4 สถานที่ดาเนินการ
ศูนย์ศกึ ษาและพัฒนาชุมชน และศูนย์ฝกึ อบรมของภาคเี ครอื ข่าย

1.1.5 ระยะเวลาดาเนินการ
ดาเนนิ การในไตรมาสที่ 1 – 2 (ตลุ าคม 2563 – กมุ ภาพันธ์ 2564) รุน่ ละ 5 วัน

1.1.6 งบประมาณ
50,764,600 บาท (ห้าสบิ ลา้ นเจ็ดแสนหกหมื่นสี่พันหกรอ้ ยบาทถ้วน)

1.1.7 ผลทีค่ าดวา่ จะไดร้ บั
ครัวเรือนพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” มีความรู้ความเข้าใจ

หลักการแนวทางการพัฒนาหมู่บ้านตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถเป็นแกนนาในการ
ขับเคล่ือนการน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การปฏิบัติในรูปแบบ
“โคก หนอง นา โมเดล” ในพืน้ ที่เป้าหมายได้

1.1.8 ตวั ชี้วดั กจิ กรรม
จานวนผู้แทนครัวเรือนพัฒนาพื้นท่ีเรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” ท่ีได้รับ

การพัฒนา 11,414 คน

กิจกรรมย่อยท่ี 2 เสรมิ สรา้ งกระบวนการบรหิ ารจัดการชมุ ชน
2.1 สัมมนาการเรียนรวู้ ิถีชวี ิตเศรษฐกิจพอเพียง
2.1.1 วัตถปุ ระสงค์
เพื่อสร้างความเข้าใจ เกิดความตระหนักในการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต และการ

พฒั นาหมูบ่ ้านท่สี มดลุ สอดคลอ้ งกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2.1.2 กลุ่มเป้าหมาย
ผู้แทนครอบครัวพัฒนาอย่างน้อย 30 ครัวเรือน โดยคัดเลือกจากครอบครัว

ท่ีมีความพร้อมเป็นต้นแบบในการขยายผล/ครัวเรือนของผู้นาชุมชน และครัวเรือนท่ีมีความสนใจ ตั้งใจ เข้า
ร่วมโครงการฯ และสมัครใจเป็นครอบครัวพัฒนาตัวอย่าง จานวนทั้งส้ิน 342,420 คน/ครัวเรือน (จานวน
11,414 หมบู่ า้ น หมู่บา้ นละ 30 คน)

2.1.3 วิธกี ารดาเนนิ งาน
สานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอ จัดสัมมนาการเรียนรู้วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงใน

หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงเปา้ หมาย เพอ่ื สร้างความร้คู วามเข้าใจให้เกิดความตระหนกั ในการปรบั เปล่ียนการใช้
ชีวิต และการพัฒนาหมบู่ ้านทีส่ มดุล สอดคลอ้ งตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง รายละเอียด ดงั นี้

1) พิจารณาคัดเลือกครอบครัวพัฒนาตัวอย่างในหมู่บ้านเป้าหมาย หมู่บ้านละ
30 ครวั เรอื น ทม่ี ีความพร้อมเป็นต้นแบบในการขยายผล ประกอบดว้ ย ครัวเรอื นของผู้นาชุมชน ครวั เรือนท่ีมี
ความสนใจ ตง้ั ใจ เขา้ รว่ มโครงการฯ และสมัครใจเป็นครอบครัวพฒั นาตัวอย่าง ฯลฯ

2) พิจารณาคัดเลือกผู้แทนจากหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ปี 2552 -
2563 (บ้านพี่) ที่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมกับผู้แทนครอบครัวพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล”
เป้าหมายท่ีผ่านการฝึกอบรมฯ ปี 2564 และพัฒนากร เป็นผู้นาทากิจกรรมต่าง ๆ และร่วมสนับสนุนการ

4

พัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ในการทาหน้าท่ีเป็นผู้ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ ขับเคล่ือนการพัฒนา
หมบู่ ้านเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ประยกุ ต์สู่รูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล”

3) กาหนดรูปแบบ วิธีการสัมมนาการเรียนรู้วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง
ประกอบด้วย วิธีการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง การน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่
การปฏบิ ตั ศิ าสตร์พระราชา ทฤษฎีใหม่ บนั ได 9 ขั้น การสร้างความเขม้ แขง็ ของครอบครัวพัฒนา การบรหิ ารจดั การชุมชน
การพัฒนาศูนย์เรียนรู้รูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” (สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมและ
สอดคลอ้ งกบั บรบิ ทในพื้นท)่ี

4) จัดสัมมนาการเรียนรู้วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง อย่างน้อยหมู่บ้านละ 1 วัน
ตามรูปแบบ และวิธีการท่ีกาหนด ตามข้อ 3 โดยมุ่งเน้นการปรับกรอบความคิด/กระบวนการทางความคิด
(Mindset) ให้กลุ่มเป้าหมายตระหนักถึงความสาคัญของการน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ไปสู่การปฏิบตั ิ

5) ส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนกิจกรรมการน้อมนาหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติของครอบครัวพัฒนาเป้าหมาย และขยายผลไปทุกครัวเรือนเต็มพื้นท่ี
ให้มีทศั นคตแิ ละสรา้ งลกั ษณะนิสยั พง่ึ ตนเองตามบริบทและภูมิสงั คม

6) สรุปและประเมินผลการดาเนินงาน พร้อมทั้งรายงานผลการดาเนินงาน
ในระบบ BPM ภายใน 7 วนั หลงั ดาเนนิ การแลว้ เสรจ็

2.1.4 สถานทีด่ าเนินการ
หม่บู ้านเศรษฐกิจพอเพียงเป้าหมาย จานวน 11,414 หมู่บ้าน

2.1.5 ระยะเวลาดาเนินการ
ดาเนินการในไตรมาสท่ี 1 – 2 (ตุลาคม 2563 – มีนาคม 2564) อย่างน้อย

หม่บู ้านละ 1 วนั
2.1.6 งบประมาณ
92,453,400 บาท (เก้าสบิ สองล้านส่ีแสนหา้ หมื่นสามพันสีร่ ้อยบาทถว้ น)
2.1.7 ผลท่คี าดวา่ จะไดร้ บั
ครอบครัวพัฒนาเป้าหมายมีความเข้าใจ และเกิดความตระหนักในการ

ปรับเปลยี่ นการใช้ชีวติ และการพัฒนาหมู่บา้ นทีส่ มดุล สอดคลอ้ งตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2.1.8 ตัวช้ีวัดกิจกรรม
จานวนครอบครัวพฒั นาเปา้ หมายทไ่ี ดร้ บั การพฒั นา 342,420 คน/ครัวเรือน

2.2 การจดั ทาแผนพัฒนาวิถชี วี ติ เศรษฐกจิ พอเพียง
2.2.1 วัตถุประสงค์
เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเองและชุมชนอย่างมี

ทิศทางทีส่ อดคล้องตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ศกั ยภาพและบรบิ ทของชุมชน

2.2.2 กลมุ่ เป้าหมาย
ผู้แทนครอบครัวพัฒนา แกนนาหมู่บ้าน ผู้แทนกลุ่ม/องค์กร/คุ้มบ้าน ผู้แทน

ครัวเรอื นอืน่ ๆ และผทู้ ี่มีสว่ นเก่ยี วข้อง อย่างน้อย 30 คน
2.2.3 วธิ กี ารดาเนนิ งาน

5

สานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอ จัดกิจกรรมส่งเสริมการจัดทาแผนพัฒนาวิถีชีวิต
เศรษฐกจิ พอเพียงในหมู่บา้ นเปา้ หมาย เพอ่ื สง่ เสริมและสนบั สนนุ การมีสว่ นร่วมในการพฒั นาตนเอง และชมุ ชน
อย่างมีทศิ ทางที่สอดคลอ้ งตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ศกั ยภาพและบรบิ ทของชุมชน โดยมขี ้ันตอน
การดาเนนิ งาน ประกอบดว้ ย

1) วางแผนเตรียมการดาเนินงาน โดยกาหนดรูปแบบ และวิธีการจัดทา
แผนพฒั นาวิถีชวี ิตเศรษฐกจิ พอเพียง โดยต้องประกอบไปด้วยกรอบการเรยี นรู้อย่างน้อย ดงั ตอ่ ไปนี้

1.1) วิเคราะห์ข้อมูลของครัวเรือน เพ่ือทาแผนชีวิตของครัวเรือน วิเคราะห์
ข้อมูลของชุมชน เพื่อจัดทาหรือทบทวน/ปรับแผนชุมชน สาหรับนาไปเป็นเคร่ืองมือในการกากับทิศทาง
การพฒั นาหมบู่ ้านตอ่ ไป

1.2) การประเมินเพ่ือตรวจสอบสภาพของหมู่บ้านตามเกณฑ์ประเมิน
หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบของกระทรวงมหาดไทย (4 ด้าน 23 ตัวช้ีวัด) โดยคณะกรรมการหมู่บ้าน
ร่วมกับคณะทางานระดับตาบลจัดการประเมิน และกรอกข้อมลู หมู่บา้ นตามแนวทางที่กรมฯ กาหนด หลงั จาก
น้ันคณะทางานระดับอาเภอรับรองผลการประเมิน พร้อมจัดทาทะเบียน ส่งผลการประเมินให้คณะทางาน
ระดบั จังหวัดรับรองผล ทั้งนี้ ตอ้ งจดั ทาทะเบยี นหม่บู ้าน เพือ่ นาไปใชเ้ ปน็ ข้อมูลในการเปรียบเทียบผลกบั ข้อมูล
หลังการพัฒนาต่อไป และนาผลจากการประเมินมาใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนพัฒนาเพ่ือแก้ไขปัญหาท่ีทาให้
ผ่านตัวชีว้ ดั หรือพฒั นาใหด้ ีข้นึ

1.3) ประเมินความ “อยู่เย็น เป็นสุข” หรือความสุขมวลรวมของหมู่บ้าน/
ชุมชน ก่อนการพัฒนาหมู่บ้าน (ครั้งท่ี 1) ผลท่ีได้จากการประเมิน (Gross Village Happiness : GVH)
นาไปใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนพัฒนาเพ่ือแก้ไขปัญหาท่ีทาให้มีความสุขน้อย หรือพัฒนาให้ดีขึ้น และให้
รายงานผลการประเมินฯ ใหก้ รมการพัฒนาชุมชนทราบ

2) ส่งเสริมและสนับสนุนให้หมู่บา้ นจดั ทาแผนพัฒนาวถิ ีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง
ในระดับบุคคล ครัวเรือน รวมถึงระดับชุมชน ที่สอดคล้องกับอาชีพ สภาพการณ์ และผลการประเมินหมู่บ้าน
จากขอ้ 1)

3) กาหนดกิจกรรมการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง โดยนาผลจากการ
สง่ เสริมการจดั ทาแผนชีวติ และแผนชุมชน ตามขอ้ 2 มาเป็นขอ้ มลู ในการวางแผนกจิ กรรมการพฒั นาเพื่อแก้ไข
ปัญหาหรือพัฒนาให้ดีข้ึน โดยมุ่งเน้นการพึ่งตนเอง หมู่บ้านสามารถดาเนินการได้เอง หรือประสานความ
รว่ มมอื จากหนว่ ยงานภายนอก

4) สรุปและประเมินผลการดาเนินงาน พร้อมท้ังรายงานผลการดาเนินงาน
ในระบบ BPM ภายใน 7 วนั หลังดาเนนิ การแลว้ เสรจ็

2.2.4 สถานทด่ี าเนนิ การ
หม่บู ้านเศรษฐกิจพอเพยี งเป้าหมาย จานวน 11,414 หมบู่ า้ น

2.2.5 ระยะเวลาดาเนนิ การ
ดาเนินการในไตรมาสท่ี 1- 2 (ตุลาคม 2563 – มีนาคม 2564) อย่างน้อย

หมบู่ า้ นละ 1 วนั
2.2.6 งบประมาณ
92,453,400 บาท (เก้าสิบสองล้านสี่แสนห้าหมื่นสามพันส่ีร้อยบาทถ้วน)
2.2.7 ผลทีค่ าดว่าจะไดร้ บั

6

ครอบครัว และหมู่บ้านเป้าหมาย สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือนาไปสู่การพัฒนา
ตนเองและชมุ ชนอยา่ งมีทศิ ทางท่ีสอดคล้องตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ศกั ยภาพและบรบิ ทของชุมชน

2.2.8 ตวั ชว้ี ัดกจิ กรรม
จานวนหมู่บ้านเป้าหมายท่ีมีการวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือนาไปสู่การพัฒนาตนเอง

11,414 หมู่บา้ น
2.3 การขับเคลือ่ นกิจกรรมพัฒนาวถิ ีชีวิตเศรษฐกจิ พอเพียง
2.3.1 การขบั เคลือ่ นกิจกรรมพัฒนาวถิ ชี ีวติ เศรษฐกิจพอเพยี งระดับหม่บู า้ น
2.3.1.1 วัตถุประสงค์
เพ่ือส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเอง และชุมชน

อย่างมที ิศทางที่สอดคลอ้ งตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ศกั ยภาพและบรบิ ทของชุมชน
2.3.1.2 กล่มุ เปา้ หมาย
ผู้แทนครอบครัวพัฒนา แกนนาหมู่บ้าน ผู้แทนครัวเรือนอื่น ๆ และ

ผทู้ ่ีมสี ว่ นเกีย่ วข้อง อยา่ งน้อย 30 คน
2.3.1.3 วธิ ีการดาเนนิ งาน
สานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอ จัดกิจกรรมพัฒนาวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง

ในหมู่บ้านเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเอง และชุมชนอย่างมีทิศทาง
ที่สอดคล้องตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ศักยภาพและบริบทของชุมชน โดยมีขั้นตอนการ
ดาเนนิ งาน ประกอบด้วย

1) วางแผนและกาหนดการดาเนินกิจกรรมการพัฒนาหมู่บ้าน จากการ
จัดทาแผนชีวิตและแผนชุมชน ตามทกี่ าหนด

2) ส่งเสริมสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์การฝึกปฏิบัติร่วมกันของคนในหมู่บ้าน/
ชุมชนเป้าหมาย สาหรับฝึกปฏิบัติร่วมกันในแปลงของครัวเรือน “โคก หนอง นา โมเดล” ลงมือทาโดยการ
ปฏิบัติจริง ท่ีสอดคล้องตามความต้องการของหมู่บ้านเป็นหลัก (ยกเว้นครุภัณฑ์ และไม่เป็นลักษณะของการ
ซอ้ื แจก) กจิ กรรมการพัฒนาอาทิเชน่

2.1) การปลกู พืช เล้ยี งสตั ว์ ตามสภาพของพ้นื ที่
2.2) การแปรรูปผลิตผลเพื่อเป็นการถนอมอาหาร และใช้ประโยชน์
รูปแบบตา่ ง ๆ

2.3) การบริหารจัดการขยะ ลดการใช้ คัดแยกขยะ นากลับมาใช้ซ้า
หมักขยะเปียกเพ่ือเป็นปุ๋ย หรือถังขยะเปียกลดโลกร้อน และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ประหยัดและเกื้อกูล
กัน

2.4) กจิ กรรมการสร้างอาชีพ สร้างรายได้
เปน็ ต้น
3) ส่งเสริมความร่วมมือจากทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้อง ไม่ว่าส่วนราชการ องค์กร
เอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสาคัญ หากมีความพร้อมในการดาเนินการ เนื่องจากผลิตผลที่ได้จาก
ครัวเรือนมีมากเพียงพอท่ีจะยกระดับการพัฒนาเป็นระดับก้าวหน้า คือ การรวมพลังกันในรปู กลมุ่ เพื่อร่วมกัน
ดาเนนิ งานในดา้ นต่าง ๆ

7

4) ส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนกิจกรรมพัฒนาวิถีชีวิตเศรษฐกิจ
พอเพียงให้ครัวเรือนเป้าหมายอย่างต่อเน่ือง และขยายผลไปยังครัวเรือนอื่นในหมู่บ้าน เพื่อแก้ไขปัญหาหรือ
พฒั นาให้ดขี ึน้

5) สง่ เสริมและสนับสนุนการเรยี นรูร้ ว่ มกันของผ้แู ทนครอบครัวพฒั นา 30
ครัวเรือน/ครัวเรือนอื่นที่สนใจ กลุ่มองค์กรชุมชน/เครือข่ายชุมชน และหน่วยงานภาคีอื่น ๆ เช่ือมโยงกับพ้ืนที่
ครัวเรือนเป้าหมายพัฒนาพ้ืนที่เป็นแหล่งเรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” ด้วยการร่วมเรียนรู้สู่การปฏิบัติ
ผ่านกจิ กรรมเอามื้อสามัคคี (ลงแขก)

6) สรุปและประเมินผลการดาเนินงาน พร้อมทั้งรายงานผลการดาเนินงาน
ในระบบ BPM ภายใน 7 วันหลงั ดาเนนิ การแล้วเสร็จ

2.3.1.4 สถานที่ดาเนินการ
หมูบ่ า้ นเศรษฐกจิ พอเพยี งเป้าหมาย จานวน 11,414 หมบู่ า้ น

2.3.1.5 ระยะเวลาดาเนินการ
ดาเนินการในไตรมาสที่ 2 - 3 (มกราคม – มิถุนายน 2564) อย่าง

น้อยหม่บู า้ นละ 1 กจิ กรรม
2.3.1.6 งบประมาณ
171,210,000 บาท (หนง่ึ ร้อยเจด็ สิบเอด็ ลา้ นสองแสนหน่งึ หมืน่ บาทถว้ น)
2.3.1.7 ผลท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ
หมู่บ้านเป้าหมายมีกิจกรรมการพัฒนาตนเอง และชุมชนอย่างมีทิศทาง

ทส่ี อดคลอ้ งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
2.3.1.8 ตวั ชี้วัดกจิ กรรม
จานวนหมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ

พอเพยี ง 11,414 หมบู่ ้าน
2.3.2 การพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑก์ ล่มุ อาชพี ในหมบู่ ้านทไี่ ด้รับผลกระทบจากชา้ งป่า
2.3.2.1 วัตถุประสงค์
เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอาชีพ ให้สามารถจาหน่ายในระบบ

ออนไลน์ และชอ่ งทางการตลาดอน่ื ๆ ได้
2.3.2.2 กลุ่มเป้าหมาย
กลมุ่ อาชีพในตาบลเป้าหมาย จานวน 45 ตาบล ๆ ละอยา่ งน้อย 1

ผลิตภัณฑ์
2.3.2.3 วิธีการดาเนนิ งาน
1) สานกั งานพัฒนาชุมชนอาเภอ ดาเนินการระดบั ตาบล ดังน้ี
1.1) จัดทาฐานข้อมูลกลุ่มอาชีพในพื้นที่ตาบลเป้าหมาย

โดยพัฒนาการอาเภอ/พัฒนากรผู้รับผิดชอบตาบล ร่วมกับสมาชิกกลุ่มอาชีพ จัดทาข้อมูลกลุ่มอาชีพท่ีได้รับ
การพัฒนา (ท่ีได้รับงบประมาณกรมฯ ปี 2563 ทุกหมู่บ้าน) อย่างน้อยประกอบด้วย ท่ีมาของกลุ่มอาชีพ
ทะเบียนสมาชิกกลุ่มอาชีพ กฎหรือระเบียบหรือข้อบังคบั กลุ่มอาชีพ ข้อมูลผลิตภัณฑ์กล่มุ อาชีพ บญั ชีรายรบั -
รายจา่ ยกลุ่มอาชีพ แผนการดาเนนิ งานกลมุ่ อาชพี เปน็ ตน้

1.2) วิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มอาชีพและจัดทาแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ
กล่มุ อาชีพ โดยใชห้ ลักการมสี ว่ นรว่ มของสมาชกิ กลุม่ รวมถึงภาคีการพฒั นาในพื้นท่ี ดงั น้ี

8

1.2.1) พัฒนาการอาเภอ พัฒนากร ประธานเครือข่าย
โอทอประดับอาเภอ/ตาบล ผู้แทนกลุ่มอาชีพตามข้อ 1 และผู้ท่ีเกี่ยวข้อง ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกกลุ่มอาชีพ
โดยคานึงถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอาชีพในแต่ละตาบล ความพร้อมของกลุ่มอาชีพ
โอกาสทางการตลาด และควรมีการเช่ือมโยงปัจจัยการผลิตหรือเช่ือมโยงต่อยอดผลิตภัณฑ์จากกลุ่มอาชีพอ่ืนด้วย
อย่างนอ้ ยตาบลละ 1 กลมุ่ อาชพี

1.2.2) พัฒนาการอาเภอ/พัฒนากรผู้รับผิดชอบร่วมกับ
สมาชิกกลุ่มที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือก ตามข้อ 1.2.1 ร่วมกันจัดทาแผนพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์
กลุ่มอาชีพ ทัง้ ด้านการพฒั นาคณุ ภาพ มาตรฐานผลติ ภัณฑ์ การพัฒนาบรรจุภณั ฑ์ การตลาด เป็นตน้

1.3) สร้างการเรียนรู้ด้านการพัฒนากลุ่มอาชีพ การพัฒนา
ผลิตภณั ฑ์ของกลมุ่ อาชีพ

1.3.1) พัฒนาการอาเภอ/พัฒนากร สร้างการเรียนรู้
ดา้ นการพัฒนากลุม่ อาชพี การพัฒนาผลติ ภัณฑข์ องกล่มุ อาชพี โดยผ้มู ีความเชย่ี วชาญและประสบการณ์

1.3.2) พัฒนาผลิตภัณฑ์ตามแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม
อาชีพ เพือ่ การอยู่ร่วมกันอยา่ งสมดุลระหวา่ งคนและช้าง

1.4) จาหนา่ ยสนิ คา้ ผ่านระบบออนไลน์ และช่องทางการตลาดอืน่ ๆ
1.5) สรุปผลการดาเนินงานและรายงานผลการดาเนินงานให้
จังหวัดทราบ
2) สานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด สนับสนุนการดาเนินงาน รวบรวม
รายงานและสรุปผลการดาเนินงานรายงานให้กรมการพัฒนาชุมชนทราบ พร้อมทั้งรายงานผลการดาเนินงาน
ผ่านระบบบรหิ ารงบประมาณและบรหิ ารกจิ กรรม/โครงการ (BPM) ภายใน 7 วนั หลงั ดาเนินการแลว้ เสร็จ
2.3.2.4 สถานทดี่ าเนนิ งาน
ระดับตาบล จานวน 45 ตาบล

2.3.2.5 ระยะเวลาดาเนินการ
ดาเนินการในไตรมาส 1 - 3 (ตุลาคม 2563 – มิถุนายน 2564 )

กลมุ่ อาชพี ละ 2 วนั
2.3.2.6 งบประมาณ
17,599,500 บาท (สบิ เจด็ ล้านห้าแสนเกา้ หม่ืนเก้าพันหา้ ร้อยบาทถว้ น)
2.3.2.7 ผลทค่ี าดว่าจะไดร้ ับ
1) สมาชกิ กลุ่มอาชีพมคี วามรู้ความเข้าใจในการดาเนินงานกลมุ่ อาชีพ
2) ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาชีพได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพ บรรจุภัณฑ์

มีความสวยงาม มีอัตตลักษณ์
2.3.2.8 ตัวชวี้ ัดกิจกรรม
1) เชิงปรมิ าณ
- กลมุ่ อาชีพได้รบั การพัฒนาผลิตภัณฑ์ จานวน 45 กลุ่มอาชีพ
- มผี ลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ไดร้ บั การพัฒนา จานวน 45 ผลติ ภัณฑ์
2) เชิงคุณภาพ

9

- ร้อยละ 80 ของกลุ่มอาชีพมีรายไดเ้ พิ่มขนึ้
2.3.3 สนบั สนุนการขับเคลอื่ นกิจกรรมพฒั นาวถิ ีชวี ิตเศรษฐกจิ พอเพยี ง

2.3.3.1 วตั ถปุ ระสงค์
เพื่อสนับสนุนการพัฒนากิจกรรมการดาเนินชีวิตตามหลักปรัชญา

ของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล ครวั เรอื น หมบู่ ้าน เครือข่าย และการพฒั นาหมบู่ ้านให้เป็นแหล่งเรียนรูช้ ุมชน
2.3.3.2 กลมุ่ เป้าหมาย
แกนนาหมู่บ้าน ครอบครัวพัฒนา เจ้าหน้าท่ีพัฒนาชุมชน ผู้นาชุมชน

กลมุ่ องคก์ ร เครือข่าย และประชาชนผทู้ สี่ นใจการพัฒนาชวี ติ ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
2.3.3.3 วธิ ีการดาเนนิ งาน
1) กาหนดรูปแบบ แนวทาง และเน้ือหาท่ีสอดคล้องกับการพัฒนา

กิจกรรมการดาเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล ครัวเรือน หมู่บ้าน เครือข่าย
และการพัฒนาหมู่บา้ นให้เป็นแหลง่ เรียนรชู้ ุมชน

2) รวบรวมข้อมูล เพื่อจัดทา (ร่าง) เน้ือหาการส่งเสริมและสนับสนุน
การดาเนินกิจกรรมพฒั นา ตามรูปแบบทีก่ าหนด

3) ประสานผ้เู ก่ียวข้องในการจัดซ้ือจัดจ้างตามระเบยี บของทางราชการ
4) ดาเนนิ การผลติ สื่อจานวน 15,684 เลม่ ตามรูปแบบทก่ี าหนด
5) จดั สง่ กล่มุ เป้าหมาย เพือ่ นาไปใชป้ ระโยชน์
6) สรุปและประเมินผลการดาเนินงาน พร้อมทั้งรายงานผลการ
ดาเนนิ งานในระบบ BPM ภายใน 7 วนั หลงั ดาเนนิ การแล้วเสร็จ
2.3.3.4 สถานทด่ี าเนนิ การ
ดาเนนิ การโดยสว่ นกลาง

2.3.3.5 ระยะเวลาดาเนนิ การ
ไตรมาส 3 (เมษายน – มิถุนายน 2564)

2.3.3.6 งบประมาณ
392,100 บาท (สามแสนเกา้ หมืน่ สองพนั หนงึ่ รอ้ ยบาทถว้ น)

2.3.3.7 ผลทค่ี าดวา่ จะได้รับ
แกนนาหมู่บ้าน ครอบครัวพัฒนา เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ผู้นาชุมชน

กลุ่ม องค์กร เครือข่าย และประชาชนผู้ที่สนใจการพัฒนาชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มีสื่อเป็นเครื่องมือ ในการสนับสนุนการปฏิบัติงานขับเคลื่อนกิจกรรม/โครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจ
พอเพียง

2.3.3.8 ตัวช้วี ดั กิจกรรม
มีเอกสาร/สื่อที่เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการปฏิบัติงานขับเคลื่อน

กิจกรรมในการดาเนินชีวติ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล ครัวเรือน หมู่บ้าน เครือข่าย
และการพัฒนาหมู่บ้านใหเ้ ปน็ แหลง่ เรียนรู้ชมุ ชน

2.4 กจิ กรรมการพฒั นาศูนย์เรียนร้ทู ฤษฎใี หมร่ ูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล”
2.4.1 วัตถุประสงค์

10

เพ่ือสร้าง/พัฒนาพื้นท่ีให้เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับประชาชนในรูปแบบ "โคก
หนอง นา โมเดล" ระดบั หม่บู ้าน

2.4.2 กล่มุ เปา้ หมาย
พื้นที่เรียนรู้ชุมชนจานวน 11,414 แห่ง แบ่งเป็น พื้นที่ 1 ไร่ จานวน

8,780 แหง่ และพืน้ ที่ 3 ไร่ จานวน 2,634 แหง่
2.4.3 วธิ ีการดาเนนิ งาน
1) ครัวเรือนเป้าหมาย “โคก หนอง นา โมเดล” วางแผนและออกแบบ

แปลนพ้นื ท่ีของตวั เองตามภูมสิ ังคม รว่ มกบั ภาคีเครอื ข่าย ชา่ งผอู้ อกแบบในพ้ืนที่ และผูท้ ่ีมสี ว่ นเกี่ยวข้อง
2) สานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอ สนับสนุนงบประมาณสาหรับการปรับปรุง

พื้นที่เรียนรู้ชุมชน ขนาด 1 ไร่ 8,780 แห่ง และขนาด 3 ไร่ 2,634 แห่ง ตามจานวนพื้นท่ีท่ีได้รับการจัดสรร โดย
ดาเนินการปรบั พื้นท่ีตามรูปแบบท่ีกาหนด (ข้อ 1) และจัดซ้ือพันธุ์พืชพันธสุ์ ัตว์ ตามภูมิสังคมหรือความต้องการของ
ครวั เรอื นเปา้ หมาย สร้างสมดลุ ระบบนเิ วศ

3) ดาเนินการปรับรูปแบบแปลงพื้นที่ เป้าหมาย และพัฒนาสภาพแวดล้อม
ให้เป็นแหลง่ เรยี นรูร้ ปู แบบ “โคก หนอง นา โมเดล” ตามจานวนพ้นื ท่ที ่ไี ด้รบั การจัดสรร

4) พัฒนาพ้ืนที่ให้เอื้อต่อการใชง้ าน ด้วยการนาศาสตร์พระราชาและปรชั ญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ด้านการฟื้นฟูดิน ด้านการบริหารจัดการน้า ด้านการใช้ประโยชน์ป่า
3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อยา่ ง เชน่ การปลูกพชื เล้ยี งสตั ว์ ใหเ้ หมาะสมกับลักษณะทางกายภาพของพ้ืนท่ี

5) ส่งเสริมและสนับสนนุ ให้มีการจัดตัง้ คณะกรรมการศนู ย์เรียนรู้ เพ่ือร่วมกัน
ขับเคลื่อนกิจกรรมในพื้นท่ีเรียนรู้ให้เกิดความต่อเน่ือง ร่วมกับภาคีเครือข่ายการพัฒนา ให้เป็นแหล่งเรียนรู้
รว่ มกนั ของคนในชมุ ชนและนอกชุมชน

6) ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้แทนครอบครัวพัฒนา 30
ครัวเรือน/ครัวเรือนอื่นที่สนใจ กลุ่มองค์กรชุมชน/เครือข่ายชุมชน และหน่ายงานภาคีอ่ืน ๆ เช่ือมโยงกับพ้ืนท่ี
ครัวเรือนเป้าหมายพัฒนาพ้ืนที่เป็นแหล่งเรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” ด้วยการร่วมเรียนรู้สู่การปฏิบัติ
ผา่ นกจิ กรรมเอามอ้ื สามัคคี (ลงแขก)

7) สนับสนุนการดาเนินกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้ การแลกเปล่ียนเรียนรู้
และสาธิตการใช้ชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นท่ีแหล่งเรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” ให้เป็นศูนย์เรียนรู้
เศรษฐกจิ พอเพยี ง สามารถใหบ้ ริการประชาชนได้ และรายงานผลให้กรมการพฒั นาชุมชนทราบ

8) สรุปและประเมินผลการดาเนินงานพร้อมทั้งรายงานผลการดาเนินงานใน
ระบบ BPM ภายใน 7 วนั หลงั ดาเนินการแล้วเสร็จ

2.5.4 สถานทด่ี าเนนิ การ
พ้ืนท่เี รียนรชู้ มุ ชนเป้าหมาย จานวน 11,414 แห่ง

2.5.5 ระยะเวลาดาเนินการ
ดาเนนิ การในไตรมาสท่ี 2 (มกราคม – มีนาคม 2564)

2.5.6 งบประมาณ
670,792,000 บาท (หกร้อยเจ็ดสบิ ล้านเจด็ แสนเก้าหมืน่ สองพนั บาทถ้วน)

2.5.7 ผลที่คาดว่าจะไดร้ ับ
หมู่บา้ นเป้าหมายได้รับการพัฒนาพื้นที่เปน็ แหล่งเรยี นรู้รว่ มกันของชมุ ชน

2.5.8 ตัวช้วี ดั กิจกรรม

11

1) มีศูนยเ์ รียนรู้เศรษฐกจิ พอเพียง 11,414 แหง่
2) รอ้ ยละ 80 ของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงสามารถใหบ้ ริการประชาชนได้
กิจกรรมย่อยท่ี 3 ประเมนิ ผลการพัฒนาหมู่บา้ นเศรษฐกิจพอเพยี ง
3.1 ประชมุ เชงิ ปฏบิ ตั ิการถอดบทเรียนและประเมนิ ผลการพฒั นาหมบู่ า้ น
3.1.1 ประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนและประเมินผลการพัฒนาหมู่บ้าน
เศรษฐกิจพอเพียงระดบั หมูบ่ า้ น
3.1.1.1 วัตถปุ ระสงค์

เพื่อประเมินผลการพัฒนา สรุปบทเรียนและค้นหาแนวทาง
วิธีพฒั นาต่อยอดการส่งเสรมิ การพฒั นาหมูบ่ า้ นเศรษฐกจิ พอเพยี งที่มีประสิทธภิ าพ

3.1.1.2 กลุ่มเปา้ หมาย
ผู้แทนครอบครัวพัฒนา แกนนาหมู่บ้าน ผู้แทนกลุ่ม/องค์กร/

ค้มุ บ้าน ผแู้ ทนครวั เรอื นอ่นื ๆ และผู้ท่ีมีสว่ นเก่ยี วขอ้ ง อยา่ งน้อย 30 คน
3.1.1.3 วิธกี ารดาเนินงาน
สานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการถอด

บทเรยี นและประเมินผลการพัฒนาหมูบ่ ้านเศรษฐกจิ พอเพียง โดยการแลกเปลยี่ นเรียนรู้ในหมู่บ้าน/ชุมชน เพ่ือ
ประเมินผลการพัฒนาสรุปบทเรียนและค้นหาแนวทาง วิธีพัฒนาต่อยอดการส่งเสริมการพัฒนาหมู่บ้าน
เศรษฐกจิ พอเพยี ง ทมี่ ีประสทิ ธิภาพ โดยมขี ้ันตอนการดาเนินงาน ประกอบด้วย

1) ส่งเสริมและสนับสนุนให้หมู่บ้านเป้าหมายร่วมกัน ประเมินผล
ระดับการพัฒนาของหมู่บ้าน ตามเกณฑ์ของกระทรวงมหาดไทย (4 ด้าน 23 ตัวช้ีวัด) โดยระบุผ ลการ
ดาเนนิ งานแยกรายตัวช้วี ัดตามแบบประเมินผล จัดระดับการพัฒนาหมู่บ้าน แบ่งเปน็ 3 ระดับ ได้แก่ พออยู่พอกิน
อยู่ดีกินดี และมั่งมีศรีสุข เปรียบเทียบผลกับก่อนการพัฒนา (ครั้งที่ 1) พร้อมจัดทาทะเบียนผลการจัดระดับ
การพัฒนาหมู่บ้าน ส่งผลการประเมินให้คณะทางานจังหวัดรับรองผล และประกาศเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจ
พอเพยี ง ส่งผลให้กรมการพัฒนาชมุ ชน

2) ส่งเสริมและสนับสนุนให้หมู่บ้านเป้าหมายร่วมกัน ประเมิน
ความ “อยเู่ ย็น เปน็ สุข” หรอื ความสขุ มวลรวมของหมบู่ ้าน/ชมุ ชน (GVH) (ครง้ั ที่ 2) โดยระบผุ ลการ
ดาเนินงานแยกรายตัวช้ีวัดตามแบบประเมินผลที่กรมฯ กาหนด เพ่ือเปรียบเทียบผลกับก่อนการพัฒนา (ครั้งที่
1) วางแผนท่ีจะพฒั นาหรอื ขยายผลต่อไป และรายงานผลใหก้ รมการพัฒนาชมุ ชนทราบ

3) ส่งเสริมและสนับสนุนให้หมู่บ้านเป้าหมาย ถอดบทเรียนองค์
ความรู้ เพื่อเปน็ ความรู้การถา่ ยทอดเปน็ แบบอย่างแกห่ มบู่ ้านอื่น และค้นหาข้อบกพรอ่ ง สรปุ ผลไว้เป็นหลกั ฐาน
ความรู้ในการปรับปรุงการดาเนินงานเพ่ือการพัฒนาหมู่บ้านต่อไป พร้อมท้ังสรุปผลการดาเนินงานการพัฒนา
หมบู่ ้านในภาพรวมจัดทาเปน็ เอกสารความรู้ อยา่ งน้อย 1 ฉบบั

4) ส่งเสริมและสนับสนุนให้หมู่บ้านเป้าหมาย จัดทาป้ายศูนย์
เรยี นร้หู มบู่ ้านเศรษฐกิจพอเพยี ง ตามความเหมาะสมของพื้นที่

5) ส่งเสริมและสนับสนุนให้หมู่บ้านเป้าหมายขับเคล่ือนกิจกรรม
การพัฒนาในหมู่บ้านอย่างต่อเน่ือง สามารถต่อยอดขยายผลให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของหมู่บ้าน/ชุมชน และ
สามารถขยายผลการพัฒนาไปยังหมู่บ้านอ่ืน ๆ โดยผ่านกลไกของคณะกรรมการบริหารศูนย์อานวยการ
ปฏิบตั กิ ารขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

12

6) สรุปและประเมินผลการดาเนินงาน พร้อมท้ังรายงานผลการ
ดาเนินงานในระบบ BPM ภายใน 7 วนั หลังดาเนนิ การแล้วเสร็จ

3.1.1.4 สถานทีด่ าเนินการ
หมู่บา้ นเศรษฐกจิ พอเพียงเปา้ หมาย จานวน 11,414 หมูบ่ ้าน

3.1.1.5 ระยะเวลาดาเนนิ การ
ดาเนนิ การในไตรมาสที่ 3 - 4 (เมษายน – กันยายน 2564)

3.1.1.6 งบประมาณ
92,453,400 บาท (เก้าสิบสองลา้ นส่ีแสนหา้ หมื่นสามพันส่รี อ้ ยบาทถว้ น)

3.1.1.7 ผลท่คี าดว่าจะไดร้ ับ
หมู่บ้านเป้าหมายมีการประเมินผลการพัฒนา สรุปบทเรียนและ

คน้ หาแนวทาง วธิ พี ัฒนา ต่อยอดการสง่ เสริมการพัฒนาหมบู่ ้านเศรษฐกิจพอเพยี งที่มีประสทิ ธภิ าพ
3.1.1.8 ตัวชวี้ ดั กจิ กรรม
ร้อยละ 85 ของหมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาตามหลักปรัชญาของ

เศรษฐกจิ พอเพยี ง มีความสุขมวลรวมเพมิ่ ขึ้น

3.1.2 คัดสรรกิจกรรมพฒั นาชุมชนดเี ด่น ประจาปี 2564
3.1.2.1 วัตถุประสงค์
1) เพ่ือคัดสรรกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่นที่มีผลการดาเนินงาน

กิจกรรมส่งเสริมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน สาหรับเข้ารับพระราชทาน
โล่รางวัลเพ่ือเชิดชเู กียรติ รวมทั้งเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ-
รตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี

2) เพือ่ สร้างขวญั และกาลังใจให้แก่ผู้นากจิ กรรมพฒั นาชุมชนดีเด่น
3) เพ่ือพัฒนาและยกระดับผู้นาชุมชน กลุ่ม/องค์กรชุมชน เครือข่าย
องคก์ รชมุ ชน และชมุ ชนทส่ี มัครใจเข้าสรู่ ะบบมาตรฐานการพัฒนาชุมชนใหผ้ ่านการรบั รองดว้ ยระบบมาตรฐาน
การพฒั นาชมุ ชน (มชช.)
3.1.2.2 กล่มุ เปา้ หมาย
1) หมบู่ า้ นเศรษฐกจิ พอเพียง
2) ผ้นู าอาสาพฒั นาชุมชน (ผ้นู า อช.)
3) กลุ่ม/องค์กรชมุ ชนแกนหลักสาคัญในการพฒั นาหม่บู า้ น
4) ศูนยป์ ระสานงานองค์การชุมชนระดับตาบล (ศอช.ต.)
5) ครัวเรือนสัมมาชีพชมุ ชนตัวอยา่ งระดับภาค
3.1.2.3 วิธกี ารดาเนนิ งาน
สานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดต้องดาเนินการส่งเสริมและพัฒนา
กิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่นทุกประเภทให้มีมาตรฐานการพัฒนาชุมชน (มชช.) ก่อนการคัดสรรกิจกรรมพัฒนา
ชุมชนดเี ด่นโดยมขี น้ั ตอนการดาเนินงาน ดงั นี้

13

1) การสง่ เสริมและพัฒนากลุม่ เปา้ หมายตามระบบมาตรฐานการพัฒนาชุมชน (มชช.)
1.1) ข้ันเตรียมการ แต่งตั้งคณะกรรมการรับรองมาตรฐานการพัฒนาชุมชนจังหวัด

คณะอนุกรรมการตรวจประเมินเพ่ือการรับรองมาตรฐานการพัฒนาชุมชน (จังหวัด/อาเภอ) และ
คณะอนุกรรมการอื่น ๆ เพอื่ กาหนดรูปแบบกระบวนงาน ประกอบด้วย กลมุ่ เปา้ หมาย จานวนหน่วยนับ วธิ ีการ
ประเมนิ ชว่ งเวลาการดาเนนิ การ รางวลั สาหรบั มอบแกก่ ลุ่มเป้าหมายเม่ือผ่านการประเมนิ

1.2) ข้ันการรับสมัคร ประชาสัมพันธ์ หรือเชิญชวนกลุ่มเป้าหมายที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ
รับใบสมัคร จดั ทาทะเบยี นฐานขอ้ มูลผู้สมคั รของอาเภอ

1.3) ข้ันส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาตนเองของกลุ่มเป้าหมาย โดยการส่งเสริมและสนับสนุน
กลมุ่ เป้าหมายให้มีการประเมินตนเองก่อนการพัฒนาตนเอง จัดทาแผนการพัฒนาตนเองเพื่อให้บรรลุเปา้ หมาย
ตามเกณฑ์ในช่วงเวลาทีก่ าหนด

1.4) ข้ันการประเมินผลเพื่อรับรองการพัฒนา กาหนดรูปแบบ วิธีการและเครื่องมือในการ
ประเมินผลและรบั รองมาตรฐานงานชมุ ชน (มชช.) และประกาศผลการประเมนิ แก่
กลุ่มเป้าหมาย โดยการจัดทาทะเบียนผู้ผ่านการประเมิน ประกาศผล มอบประกาศนียบัตร และรายงานผลให้
กรมฯ ทราบ

1.5) ขั้นรายงานผล ให้จังหวัดรายงานผลการดาเนินงานตามระบบมาตรฐานการพัฒนาชุมชน
(มชช.) ตามแบบรายงานศูนยข์ ้อมลู กลาง (DOC) จานวน 2 ครงั้ ให้กรมฯ ทราบ ดังนี้

(1) สรุปรายชื่อกลุ่มเป้าหมายที่สมัครเข้าสู่ระบบมาตรฐานการพัฒนาชุมชน (มชช.)
ภายในเดอื นกุมภาพนั ธ์ 2564

(2) สรุปผลผู้ผ่านการประเมินและรับรองมาตรฐานการพัฒนาชุมชน (มชช.) ของจังหวัด
พรอ้ มไฟลภ์ าพการดาเนินกจิ กรรม ภายในเดือนมถิ นุ ายน 2564

2) การคดั สรรกจิ กรรมพัฒนาชุมชน แบ่งออกเป็น 5 ประเภทรางวลั ประกอบด้วย
(1) หมูบ่ ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยเู่ ย็น เป็นสุข”จานวน 76 รางวัล
(2) ผู้นาอาสาพฒั นาชมุ ชน (ผ้นู า อช.) ชายและหญงิ จานวน 152 รางวลั
(3) องคก์ รชุมชนแกนหลักสาคัญในการพฒั นาหมู่บา้ น จานวน 76 รางวัล
(4) ศนู ยป์ ระสานงานองค์การชุมชนระดบั ตาบล (ศอช.ต.) จานวน 76 รางวัล
(5) ครัวเรือนสัมมาชีพชุมชนตัวอย่างระดบั ภาค จานวน 12 รางวลั

โดยมขี น้ั ตอนการดาเนินงาน ดังนี้
2.1) สานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกาหนดหลกั เกณฑ์และแนวทางการคัดสรรกิจกรรมพัฒนา

ชุมชนดีเด่น และแจ้งหลักเกณฑ์แนวทางให้อาเภอทราบเพ่ือดาเนินการสรรหาตัวแทนหมู่บ้านเข้าร่วมการคัด
สรรตามเกณฑ์ที่กาหนด อาเภอละ 1 หมู่บ้าน รวมท้ังสรรหากิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่นตามแนวทางท่ีกาหนด
เพอ่ื ส่งเป็นตวั แทนของอาเภอเข้ารว่ มการคัดสรรฯ ด้วย

2.2) อาเภอแจ้งรายชอื่ กิจกรรมทผี่ ่านการคัดสรรฯ 5 ประเภท ๆ ละ 1 กจิ กรรม ส่งให้จงั หวดั เพ่ือ
จัดทากาหนดการตรวจเยย่ี ม

2.3) อาเภอต้องส่งเสริมพัฒนากิจกรรมทุกประเภท ให้ผ่านการรับรองมาตรฐานการพัฒนา
ชุมชน (มชช.) จงึ สามารถนากจิ กรรมทกุ ประเภทเข้ารว่ มการประกวดได้

2.4) สาหรับกิจกรรมท่ี 1 - 4 ให้จังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการ คัดสรรกิจกรรมพัฒนาชุมชน
ดีเด่น ประกอบด้วย ส่วนราชการ/หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ/ผู้แทนภาคประชาชน (ผู้นาหมู่บ้าน/กิจกรรมพัฒนา
ชุมชนดีเด่นในปีที่ผ่านมา) หรือผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ เป็นต้น หรืออาจแต่งตั้งคณะทางานเพื่อพิจารณา

14

กล่ันกรองฯ ให้เหลือจานวนหน่ึงก่อนแล้วเสนอคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาตัดสินอีกคร้ังหน่ึง ตามที่จังหวัด
เหน็ ว่าเหมาะสม ท้งั น้ี ควรแจง้ ให้ทกุ อาเภอทราบล่วงหนา้ ด้วย และกาหนดการ
ตรวจเย่ียมตามกาหนดการทวี่ างไว้ สาหรับกิจกรรมประเภทที่ 5 ให้พจิ ารณาแตง่ ตง้ั คณะกรรมการพัฒนาสตรี
จังหวัด (กพสจ.) ร่วมเป็นกรรมการพิจารณาคัดเลือกครัวเรือนสัมมาชีพตัวอย่างตามเกณฑ์การประเมินที่
กาหนด จังหวัดละ 1 ครัวเรือน และมอบวัสดุ อุปกรณ์ เพ่ือสนับสนุนการประกอบอาชีพแก่ครัวเรือนสัมมาชพี
ชุมชนตัวอย่าง จานวน 5,000 บาท

2.5) การประกาศผลกิจกรรมที่ 1 - 4 ให้จัดทาเป็นประกาศของจังหวัด และจัดทาใบประกาศ
เกียรติคุณ หรือโล่รางวัลมอบให้หมู่บ้านฯ และกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่น โดยจัดพิธีมอบรางวัลในการประชุม
หัวหน้าสว่ นราชการระดับจงั หวัดหรอื ในกิจกรรมอ่ืน ๆ ตามทีจ่ ังหวดั เหน็ ว่าเหมาะสม
สาหรบั ประเภทที่ 5 ให้จงั หวดั สง่ ข้อมลู ครัวเรือนสมั มาชพี ชุมชนตวั อยา่ งระดับจงั หวัดให้สานักงานพฒั นาชุมชน
จังหวัด ท่เี ปน็ ทต่ี งั้ ของคณะกรรมการพัฒนาสตรีภาค (กพสภ.) ภายในเดือนพฤษภาคม 2564

2.6) ให้อาเภอร่วมกับผู้นาชุมชนที่ชนะเลิศดาเนินการถอดบทเรียนหมู่บ้านและกิจกรรม
พฒั นาชุมชนดีเดน่ ระดบั จังหวดั โดยให้จดั ทาเฉพาะประเดน็ สาคัญโดดเด่นและมภี าพประกอบตามแบบฟอร์มท่ี
กาหนด ส่งให้จังหวดั และจังหวดั จัดสง่ ใหก้ รมฯ พร้อมสาเนาประกาศฯ ของจังหวัด และรายงานผลการคัดสรร
ฯ ตามแบบฟอร์มท่กี าหนด ภายในวนั ท่ี 30 มิถนุ ายน 2564 ในกิจกรรมทุกประเภท

2.7) ให้จังหวัดประสานหมู่บ้าน กลุ่ม องค์กรชุมชน และศูนย์ประสานงานองค์การชุมชน
ระดับตาบล (ศอช.ต.) ดีเด่นระดับจังหวัด จัดทาป้ายแสดงไว้ท่ีหมู่บ้าน/ที่ทาการกลุ่ม องค์กรชุมชน และ
เครือข่ายองค์กรชุมชน ตามความเหมาะสม เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและประชาสัมพันธ์ ขยายผลการสร้าง
ความเข้มแข็งให้ชมุ ชนต่อไป

3.1.2.4 สถานที่ดาเนินการ
ดาเนินการในระดับจงั หวดั จานวน 76 จงั หวัด

3.1.2.5 ระยะเวลาดาเนนิ การ
ดาเนนิ การในไตรมาสท่ี 1 - 3 (ตุลาคม 2563 – มิถุนายน 2564)

3.1.2.6 งบประมาณ
1,519,000 บาท (หนึ่งล้านหา้ แสนหน่งึ หมนื่ เก้าพันบาทถ้วน)

(รายละเอยี ดตามทะเบยี นจัดสรร) ประกอบด้วยคา่ ใช้จ่าย ดังน้ี
1) ค่าใช้จ่ายการดาเนินกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนากลุ่มเป้าหมาย

ตามระบบมาตรฐานการพัฒนาชมุ ชน (มชช.) จานวน 76 จังหวดั เป็นเงิน 760,000 บาท (เจ็ดแสนหกหมื่นบาทถ้วน)
2) ค่าใช้จ่ายการดาเนินกิจกรรมคัดสรรกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่น

ประจาปี 2564 จานวน 76 จังหวดั เปน็ เงิน 759,000 บาท (เจ็ดแสนหา้ หมนื่ เก้าพันบาทถว้ น)
3.1.2.7 ผลทีค่ าดว่าจะไดร้ บั
1) ผู้นาชุมชน/กลมุ่ องค์กรชุมชน เครือข่ายชุมชน และชุมชนท่ีสมัคร

ใจเข้าสู่ระบบมาตรฐานการพัฒนาชุมชนได้พัฒนาตนเองตามแผน และผ่านการรับรองมาตรฐานได้รับการ
ยอมรับและสามารถเป็นแบบอย่างท่ีดีในชุมชนและพ้ืนท่ีใกล้เคียง รวมท้ังผ่านเกณฑ์การคัดสรรตามกิจกรรม
เชดิ ชูเกียรติผู้นาเครอื ข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น เพือ่ เข้ารับโลร่ างวลั ฯ

2) ผู้นากิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่นที่ผ่านการคัดสรรฯ ประจาปี
2564 จานวน 5 ประเภทรางวลั ดังน้ี

15

2.1) หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่นระดับ
จังหวดั จานวน 76 หม่บู า้ น

2.2) ผู้นาอาสาพัฒนาชุมชน (ผู้นา อช.) ชายและหญิง ดีเด่น
ระดับจงั หวดั จานวน 152 คน

2.3) กลุ่ม/องค์กรชุมชนแกนหลักสาคัญในการพัฒนาหมู่บ้าน
ดีเด่นระดับจงั หวัด จานวน 76 กลมุ่ /องค์กร

2.4) ศูนยป์ ระสานงานองคก์ ารชุมชนระดบั ตาบล (ศอช.ต.) ดีเด่น
ระดบั จงั หวดั จานวน 76 แหง่

2.5) ครัวเรือนสัมมาชีพชุมชนตัวอย่างระดับภาค (ภาคละ 3
ครัวเรือน) จานวน 12 ครัวเรอื น

3.1.2.8 ตัวช้ีวัดกจิ กรรม
1) ร้อยละ 80 ของผู้นาชุมชน/กลุ่มองค์กรชุมชน เครือข่ายชุมชน

และชุมชนท่ีสมคั รใจเข้าส่รู ะบบมาตรฐานชุมชนใน 76 จังหวัด ผา่ นเกณฑก์ ารประเมินตามระบบมาตรฐานการ
พฒั นาชมุ ชน (มชช.)

2) จานวนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่นระดับ
จังหวัด ผู้นาอาสาพัฒนาชุมชน (ผู้นา อช.) กลุ่ม/องค์กรชุมชนแกนหลักฯ และศูนย์ประสานองค์การชุมชน
ระดับตาบล (ศอช.ต.) ครัวเรือนสัมมาชีพชุมชนตัวอย่าง ท่ีมีผลการดาเนินงานกิจกรรมส่งเสริมการสร้าง
สมั มาชีพชมุ ชนดเี ด่นเปน็ ทปี่ ระจักษ์แก่สาธารณชนระดบั จงั หวดั จานวน 392 รางวัล

3.1.3 สัมมนาผนู้ าองค์การเครอื ข่ายพฒั นาชุมชนดเี ดน่ (เขา้ เฝ้าฯ)
3.1.3.1 วัตถุประสงค์
๑) เพ่ือให้ผู้นาชุมชนดีเด่นทุกคนได้เกิดความภาคภูมิใจอย่างสูงสุด

ดว้ ยความสานึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทดิ ทูนสถาบนั พระมหากษัตรยิ ์
๒) เพ่ือเตรียมความพร้อมให้แก่ผนู้ าชุมชนดเี ด่นทุกคนในการเขา้ รว่ ม

พิธีการเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม
ราชกุมารี ให้ดาเนินไปด้วยความเป็นระเบียบเรยี บร้อยอยา่ งท่สี ุด

๓) เพ่ือให้ผู้นาชุมชนดีเด่นทุกคน ได้รับทราบแนวนโยบายการ
ดาเนินงานท่ีสาคัญของกรมการพัฒนาชุมชน รวมทั้งองค์ความรู้ เทคนิค ประสบการณ์การทางานด้านต่าง ๆ
ที่สามารถนาไปปรับใช้ในการพัฒนาตนเอง พัฒนากลุ่มองค์กร เครือข่าย และชุมชน เพ่ือให้การทางานพัฒนา
ชมุ ชนมีประสทิ ธภิ าพมากย่งิ ขึ้น

3.1.3.2 กลมุ่ เปา้ หมาย
จานวน ๔50 คน ประกอบด้วย
1) ผู้นาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่นระดับ

จังหวดั ประจาปี 2562 จานวน ๗๖ คน
2) ผู้นากิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่นระดับจังหวัด ประจาปี 2562

จานวน ๓๐๔ คน ได้แก่
๒.๑) ผู้นาอาสาพัฒนาชุมชน (ผู้นา อช.) ดีเด่นชายและหญิง

จานวน ๑๕๒ คน

16

๒.๒) ผู้นากลุม่ /องค์กรชุมชนแกนหลักสาคัญในการพัฒนาหมู่บ้าน
ดเี ด่น จานวน ๗๖ คน

๒.๓) ผู้นาศูนย์ประสานงานองค์การชมุ ชนระดับตาบล (ศอช.ต.)
ดีเดน่ จานวน ๗๖ คน

3) ผนู้ าครวั เรอื นสมั มาชพี ชุมชนตวั อยา่ งระดับภาค ประจาปี ๒๕
4) ประธานเครือข่ายองค์การพัฒนาชุมชน (ผู้แทนสมาพันธ์ฯ/
สมาคมฯ จานวน 10 คน
5) เจ้าหนา้ ทพี่ ฒั นาชมุ ชน จานวน 48 คน
3.1.3.3 วิธีการดาเนินงาน
1) มีหนังสือนาเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึง
ราชเลขานกุ ารในพระองค์ สมเดจ็ พระกนษิ ฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี
เพ่ือขอพระราชทานพระราชวโรกาสเขา้ เฝา้ ฯ
๒) ขออนุมัติโครงการฯ ปรับรายละเอียดค่าใช้จ่ายตามโครงการฯ
และขออนมุ ตั ดิ าเนนิ งาน
๓) จัดทากาหนดการเข้าเฝ้าฯ รายชื่อผู้เข้าเฝ้าฯ สาเนาคากราบ
บงั คมทลู ฯลฯ
๔) เรียนเชิญผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย และคณะผบู้ ริหารกรมการ
พฒั นาชุมชน รวมทงั้ ประธานชมรมแมบ่ ้านพฒั นาชุมชน รว่ มเข้าเฝา้ ฯ ตามกาหนดการ
๕) แจ้งจังหวัดเพ่ือประสานแจ้งกลุ่มเป้าหมาย รวมท้ังประธาน
เครือข่ายองค์การพัฒนาชุมชน (ผู้แทนสมาพันธ์ฯ/สมาคมฯ) เข้าร่วมโครงการฯ และร่วมเข้าเฝ้าฯ
ตามกาหนดการ
๖) ประสานการดาเนนิ งานกบั หนว่ ยงานตา่ ง ๆ ทีเ่ ก่ยี วข้อง
๗) ดาเนินงานตามขน้ั ตอนต่าง ๆ ตามโครงการฯ
๘) สรุปและประเมินผลการดาเนนิ งานโครงการฯ
3.1.3.4 สถานทดี่ าเนนิ การ
โรงแรมเอกชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และศาลาดุสิดาลัย
สวนจติ รลดา กรงุ เทพฯ
3.1.3.5 ระยะเวลาดาเนนิ การ
ดาเนนิ การในไตรมาสที่ 3 (เมษายน - มถิ ุนายน 2564) จานวน 2 วนั
3.1.3.6 งบประมาณ
๑,๗8๐,๐๐๐ บาท (หน่งึ ลา้ นเจด็ แสนแปดหมนื่ บาทถ้วน)
3.1.3.7 ผลท่ีคาดวา่ จะไดร้ บั
1) ผู้นาชุมชนดีเด่นทุกคนมีความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดท่ีได้รับ
พระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ และมีแนวทางในการดาเนินชีวิตตามรอยเบ้ือง พระยุคลบาท
ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
2) ผู้นาชุมชนดีเด่นทุกคน ได้รับทราบแนวนโยบายการดาเนินงาน
ท่ีสาคัญของกรมการพัฒนาชุมชน รวมทั้งองค์ความรู้ เทคนิค และประสบการณ์การทางานด้านต่าง ๆ ท่ี
เกยี่ วข้องกับการพฒั นาชมุ ชน

17

3.1.3.8 ตวั ช้วี ัดกิจกรรม
จานวนผู้นาชุมชนดีเด่น ผู้นากิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่น ผู้แทน

เครอื ขา่ ยองคก์ ารพฒั นาชุมชน และเจา้ หนา้ ทพ่ี ัฒนาชุมชน ได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสใหเ้ ข้าเฝ้าฯ และ
เขา้ รบั การสัมมนาตามโครงการฯ จานวน ๔5๐ คน

3.1.4 มหกรรมรวมพลังคนดแี ห่งแผน่ ดิน
3.1.4.1 วัตถปุ ระสงค์
๑) เพ่ือให้ผู้นาชุมชนดีเด่นทุกคนได้เกิดความภาคภูมิใจอย่างสูงสุด

ด้วยความสานึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้น้อมนาหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการดาเนินชวี ติ ตามรอยเบ้อื งพระยุคลบาท

๒) เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณหมู่บ้านเศรษฐกิจ
พอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่นระดับจังหวัด และกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่นระดับจงั หวดั ประจาปี ๒๕๖4
ได้แก่ ผู้นาอาสาพัฒนาชุมชน (ผู้นา อช.) ดีเด่นชายและหญิง กลุ่ม/องค์กรชุมชนแกนหลักสาคัญในการพัฒนา
หม่บู ้านดีเดน่ และศนู ยป์ ระสานงานองคก์ ารชุมชนระดบั ตาบล (ศอช.ต.) ดเี ด่น รวมท้ังครวั เรือนสมั มาชีพชุมชน
ตัวอย่างระดบั ภาค ในการเผยแพร่ผลงานใหเ้ ป็นทีป่ ระจกั ษ์แก่สาธารณชนทัง้ ในและนอกชมุ ชน

๓) เพ่ือสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ และส่งเสริมให้มีเวทีแลกเปล่ียน
เรยี นรปู้ ระสบการณ์ในการปฏิบัตงิ านพัฒนาชุมชน และกิจกรรมส่งเสริมการสรา้ งสมั มาชีพชุมชน ระหวา่ งผนู้ า
ชุมชน กลุ่ม/องค์กรเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น ภาคีการพัฒนา และเจ้าหน้าท่ีพัฒนาชุมชน เพ่ือนาไปสู่การ
สร้างมาตรฐานการบรหิ ารจดั การชุมชนให้มปี ระสิทธภิ าพย่งิ ข้ึน

3.1.4.2 กลุ่มเปา้ หมาย จานวน ๔50 คน ประกอบดว้ ย
1) ผูน้ าหมบู่ ้านเศรษฐกจิ พอเพยี ง “อยเู่ ย็น เป็นสุข” ดีเดน่ ระดบั

จังหวัด ประจาปี ๒๕๖4 จานวน ๗๖ คน
๒) ผ้นู ากจิ กรรมพฒั นาชมุ ชนดีเด่นระดับจังหวดั ประจาปี ๒๕๖4

จานวน ๓๐๔ คน ไดแ้ ก่
๒.๑) ผูน้ าอาสาพฒั นาชมุ ชน (ผนู้ า อช.) ดีเด่นชายและหญงิ

จานวน ๑๕๒ คน
๒.๒) ผ้นู ากลุ่ม/องคก์ รชมุ ชนแกนหลักสาคัญในการพฒั นา

หมู่บ้านดเี ด่น จานวน ๗๖ คน
๒.๓) ผ้นู าศนู ยป์ ระสานงานองค์การชุมชนระดบั ตาบล (ศอช.ต.)

ดีเด่น จานวน ๗๖ คน
3) ผูน้ าครวั เรอื นสมั มาชีพชุมชนตวั อย่างระดับภาค ประจาปี ๒๕๖4

จานวน ๑๒ คน
๔) ประธานเครอื ขา่ ยองค์การพฒั นาชมุ ชน (ผู้แทนสมาพันธ์ฯ/

สมาคมฯ) จานวน 10 คน
5) เจ้าหนา้ ทีพ่ ัฒนาชมุ ชน จานวน 48 คน

3.1.4.3 วิธกี ารดาเนนิ งาน
1) กรมฯ กาหนดกรอบการดาเนินงาน แนวทาง และจัดทา

กาหนดการพิธรี ับโล่รางวลั ฯ ในภาพรวม

18

2) สานักฯ กาหนดการดาเนินงานโครงการฯ ท่ีสอดคล้องกับการ
ดาเนินงานของกรมฯ

3) ขออนุมัติโครงการฯ ปรับรายละเอียดค่าใช้จ่ายตามโครงการฯ
และขออนุมัตดิ าเนินงาน

4) ขออนญุ าตใชล้ ายมือชอ่ื ของปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธบิ ดีฯ
เพอ่ื จารึกลงบนโลร่ างวัล “สงิ หท์ อง” และโล่รางวัลครวั เรือนสัมมาชพี ชุมชนตวั อยา่ งระดบั ภาค

๕) เรียนเชญิ ผบู้ ริหารระดับสงู ของกระทรวงมหาดไทย เป็นผอู้ ญั เชิญ
โล่รางวัลพระราชทานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่นระดับจังหวัด และมอบโล่รางวัล
“สิงหท์ อง” รวมทง้ั โลร่ างวลั ครวั เรอื นสมั มาชีพชุมชนตัวอย่างระดับภาค

๖) ตรวจสอบรายชื่อหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข”
ดีเด่นระดับจังหวัด และกิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่นระดับจังหวัด ได้แก่ ผู้นาอาสาพัฒนาชุมชน (ผู้นา อช.)
ดีเด่น ชายและหญิง กลุ่ม/องค์กรชุมชนแกนหลักสาคัญในการพัฒนาหมู่บ้านดีเด่น และศูนย์ประสานงาน
องค์การชุมชนระดบั ตาบล (ศอช.ต.) ดีเดน่ รวมทงั้ ครวั เรือนสมั มาชพี ชมุ ชนตวั อยา่ งระดับภาค

๗) แจ้งจังหวัดเพ่ือประสานการแจ้งกลุ่มเป้าหมายท่ีชนะเลิศการคัด
สรรหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่นระดับจังหวัด กิจกรรมพัฒนาชุมชนดีเด่นระดับจังหวัด
และครัวเรือนสัมมาชีพชุมชนตัวอย่างระดับภาค ประจาปี ๒๕๖4 รวมทั้งประธานเครือข่ายองค์การพัฒนา
ชุมชน (ผแู้ ทนสมาพนั ธ์ฯ/สมาคมฯ) เขา้ รว่ มโครงการฯ

๘) กรมฯ ดาเนนิ การจัดอบรมแก่ผนู้ าทเี่ ข้ารับโล่รางวลั ฯ ทุกประเภท
ตามหลักสูตรและเขา้ รับโลร่ างวัลฯ ในสว่ นกลางร่วมกับการจัดงานวนั พฒั นาชุมชน (CD Day 2021)

๙) สรปุ และประเมินผลการดาเนินงานโครงการฯ
3.1.4.4 สถานทดี่ าเนนิ การ

โรงแรมเอกชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และสว่ นกลาง
3.1.4.5 ระยะเวลาดาเนินการ

ดาเนินการในไตรมาสท่ี 4 (กรกฎาคม - กันยายน 2564) จานวน 3 วนั
3.1.4.6 งบประมาณ

๓,200,0๐๐ บาท (สามล้านสองแสนบาทถ้วน)
3.1.4.7 ผลทค่ี าดวา่ จะไดร้ ับ

1) ผู้นาชุมชนดีเด่นทุกคน เกิดความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดด้วยความ
สานึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้น้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงเปน็ แนวทางในการดาเนินชีวติ ตามรอยเบือ้ งพระยุคลบาท

2) ผู้นาชุมชนดีเด่นทุกคนที่มีผลงานดีเด่น ซ่ึงผ่านการพิจารณา
จากการคัดสรรการดาเนินงานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่น ระดับจังหวัด และกิจกรรม
พัฒนาชมุ ชนดเี ด่นระดับจงั หวัด รวมทงั้ ครวั เรือนสัมมาชีพชมุ ชนตัวอยา่ งระดับภาค ที่สง่ เสริมการสรา้ งสมั มาชพี
ชุมชน ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณเผยแพร่ผลงานให้เป็นท่ีประจักษ์แก่สาธารณชน
ทง้ั ในชุมชนและนอกชมุ ชน

๓) มีเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกัน และมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานพัฒนาชุมชนและกิจกรรมส่งเสริมการสร้างสัมมาชีพชุมชน ระหว่างผู้นาชุมชน
ดีเดน่ ภาคกี ารพัฒนา และเจ้าหน้าท่พี ัฒนาชมุ ชน

19

4) ผู้นาชุมชนดีเด่นทุกคน ได้รับทราบแนวนโยบายการดาเนินงานท่ี
สาคัญของกรมการพัฒนาชุมชน และได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ต่อการ
ดาเนนิ งาน เพ่ือใหส้ ามารถขบั เคลือ่ นการทางานพัฒนาชุมชนใหบ้ รรลวุ ตั ถุประสงค์ตอ่ ไป

3.1.4.8 ตัวชวี้ ดั กิจกรรม
๑) ผู้นาชุมชนดีเด่นทุกคน มีความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดท่ีได้เข้าร่วม

ในพธิ รี บั โลร่ างวลั ฯ และได้รบั การยกย่องเชิดชเู กียรติในผลงานดเี ดน่
๒) มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานพัฒนา

ชมุ ชน และกจิ กรรมสง่ เสริมการสรา้ งสัมมาชีพชุมชน เพือ่ ส่งเสรมิ การสร้างเครอื ขา่ ยการเรยี นรูร้ ว่ มกนั
3.2 จัดทาสื่อเผยแพรแ่ ละขยายผลการพัฒนาหมบู่ า้ นเศรษฐกิจพอเพียง
3.2.1 วัตถุประสงค์
3.2.1.1 เพ่ือผลิตส่ือส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ในการพัฒนาตนเองของ

ผูน้ าชมุ ชน กลุม่ องคก์ ร เครือข่าย ภาคีการพัฒนา และเจา้ หน้าทีพ่ ฒั นาชุมชนในการบรหิ ารจดั การชมุ ชน
3.2.1.2 เพื่อสนับสนุนให้เจ้าหน้าท่ีพัฒนาชุมชน มีส่ือสาหรับส่งเสริม

กระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ให้สามารถขับเคล่ือนกิจกรรมการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงใหบ้ ังเกดิ ผลอย่างเป็นรูปธรรม

3.2.1.3 เพ่ือเป็นการส่ือสารระหว่างผู้บริหารและผู้นาชุมชน ในการสร้าง
ขวญั กาลังใจตอ่ การอุทศิ ตนใหก้ ับชุมชน

3.2.1.4 เพื่อเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ผลสาเร็จของการ
ดาเนินงานการพัฒนาหมู่บ้านตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและสามารถขับเคลือ่ นการพัฒนาหมู่บ้าน
เศรษฐกจิ พอเพียงได้

3.2.2 กลมุ่ เป้าหมาย
ผู้นาชุมชน กลุ่ม องค์กร เครือข่าย ภาคีการพัฒนา เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน

ทกุ ระดบั และประชาชนท่ัวไป
3.2.3 วิธกี ารดาเนนิ งาน
สานักฯ ดาเนินการจัดทาสื่อเผยแพร่และขยายผลการพัฒนาหมู่บ้าน

เศรษฐกจิ พอเพียง โดยมขี นั้ ตอนการดาเนนิ งาน ประกอบดว้ ย
3.2.3.1 แต่งตั้งคณะทางานเพื่อกาหนดรูปแบบ แนวทาง และเน้ือหา

ที่สอดคล้องกับความตอ้ งการของกลุ่มเปา้ หมาย

3.2.3.2 จัดทาแผนการดาเนินงานเสนอผู้บังคับบัญชา เพ่ือเป็นแนวทาง
ในการดาเนินการ

3.2.3.3 ลงพน้ื ท่ีเกบ็ รวบรวมข้อมูล องค์ความรู้ และถอดบทเรยี นกรณศี ึกษา
ทีม่ ผี ลงานดีเด่น

3.2.3.4 รวบรวมข้อมูล เพื่อจัดทา (ร่างเน้ือหา) เสนอผู้บังคับบัญชา
เพือ่ โปรดพจิ ารณาใหค้ วามเห็นชอบ

3.2.3.5 ประสานผ้เู ก่ยี วข้องในการจดั ซ้ือจัดจา้ งตามระเบยี บของทางราชการ
3.2.3.6 ผลติ และจัดส่งกลุม่ เปา้ หมาย
3.2.3.7 สรุปและประเมินผลการดาเนินงาน พร้อมท้ังรายงานผลการ
ดาเนนิ งานในระบบ BPM ภายใน 7 วันหลังจากดาเนนิ การแล้วเสรจ็

20

3.2.4 สถานทด่ี าเนินการ
สว่ นกลาง และพน้ื ทส่ี ่วนภมู ภิ าคที่กรมการพฒั นาชุมชนกาหนด

3.2.5 ระยะเวลาดาเนินการ
ดาเนินการในไตรมาสท่ี 1 - 4 (ตุลาคม 2563 - กนั ยายน 2564)

3.2.6 งบประมาณ
1,218,600 บาท (หน่งึ ลา้ นสองแสนหนง่ึ หมืน่ แปดพันหกร้อยบาทถ้วน)

ประกอบด้วย
1) ลงพืน้ ทเ่ี ก็บรวบรวมขอ้ มลู องคค์ วามรู้และถอดบทเรยี นผลงานเดน่ ในพื้นท่ี

งบประมาณ 116,600 บาท (หนง่ึ แสนหนึง่ หม่นื หกพันหกร้อยบาทถว้ น)
2) จ้างทาเอกสารสรุปบทเรียนเด่นในพื้นท่ีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชน

จานวน 2 ครั้งๆ ละ 10,000 ฉบับ งบประมาณ 400,000 บาท (ส่แี สนบาทถ้วน)
3) จ้างทาคู่มือส่งเสริมและพัฒนาระบบมาตรฐานการพัฒนาชุมชน (มชช.)

จานวน 1,000 เล่ม งบประมาณ 232,000 บาท (สองแสนสามหม่ืนสองพนั บาทถว้ น)
4) จ้างทาคู่มือศูนย์เรียนรู้และขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

จานวน 1,400 เล่ม งบประมาณ 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน)
5) จ้างทาเอกสารเผยแพร่องค์ความร้ใู นงานพัฒนาชุมชน จานวน 600 เล่ม

งบประมาณ 170,000 บาท (หน่ึงแสนเจ็ดหมืน่ บาทถว้ น)
3.2.7 ผลทคี่ าดวา่ จะได้รบั
เจา้ หนา้ ทีพ่ ฒั นาชมุ ชน ผู้นาชุมชน กลุ่ม องคก์ ร และเครือข่าย มีเครอื่ งมือใน

การสง่ เสริมให้ชุมชนมีขดี ความสามารถในการเรยี นรู้ พัฒนากิจกรรมและขับเคลื่อนกจิ กรรมการพฒั นาหมู่บ้าน
เศรษฐกจิ พอเพียงโดยใชแ้ นวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งให้บงั เกดิ ผลอย่างเปน็ รูปธรรม

3.2.8 ตวั ชว้ี ดั กิจกรรม
ระดับความสาเรจ็ ของการเผยแพร่และขยายผลการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพยี ง

๕. สถานทีด่ าเนนิ การโครงการพัฒนาหมูบ่ ้านเศรษฐกิจพอเพียง
๕.1 จังหวดั /อาเภอ
5.2 ศูนย์ศกึ ษาและพฒั นาชมุ ชน/ศนู ย์ฝึกอบรมของภาคเี ครือข่าย
๕.3 หมู่บ้านเป้าหมายตามโครงการพฒั นาหมู่บ้านเศรษฐกจิ พอเพยี ง จานวน 11,414 หม่บู ้าน
5.3 ครวั เรอื นเปา้ หมายพฒั นาพ้นื ท่ีเรยี นรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” จานวน 11,414 แห่ง

6. ระยะเวลาในการดาเนนิ งานโครงการพฒั นาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพยี ง
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (ตลุ าคม 2563 – กันยายน 2564)

7. งบประมาณโครงการพัฒนาหมูบ่ ้านเศรษฐกิจพอเพียง (รายละเอยี ดตามประมาณการคา่ ใชจ้ ่ายทีแ่ นบ)
1,195,836,000 บาท (หนึง่ พนั หนง่ึ ร้อยเก้าสบิ หา้ ล้านแปดแสนสามหมน่ื หกพันบาทถ้วน)

8. ผลท่คี าดว่าจะได้รบั โครงการพฒั นาหม่บู ้านเศรษฐกิจพอเพยี ง
๘.๑ ครัวเรือนพัฒนาพ้ืนที่เรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” มีความรู้ความเข้าใจหลักการแนวทางการ

พัฒนาหมู่บ้านตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถเป็นแกนนาในการขับเคลื่อนการน้อมนา
หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง และทฤษฎีใหมป่ ระยกุ ตส์ ่กู ารปฏบิ ตั ิในรูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” ใน
พื้นที่เป้าหมายได้

21

๘.๒ ครอบครัวพัฒนาเป้าหมายเกิดความตระหนักในการปรับเปล่ียนการใช้ชีวิต สอดคล้องตาม
หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

๘.๓ หมู่บา้ นท่ไี ดร้ บั การพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงมีความสขุ มวลรวมเพ่ิมข้นึ
9. ตวั ชว้ี ัดโครงการพัฒนาหมูบ่ ้านเศรษฐกิจพอเพียง

9.1 จานวนหม่บู า้ นที่ไดร้ ับการพัฒนาหมบู่ ้านเศรษฐกิจพอเพียง 11,414 หมบู่ า้ น
9.2 รอ้ ยละ 85 ของหมู่บ้านท่ีไดร้ บั การพฒั นาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง มคี วามสุขมวล
รวมตามเกณฑ์ทก่ี าหนด
9.3 จานวนศูนย์เรียนร้เู ศรษฐกิจพอเพียง 11,414 แห่ง
9.4 ร้อยละ 80 ของศนู ยเ์ รียนรเู้ ศรษฐกจิ พอเพียงสามารถใหบ้ รกิ ารประชาชนได้

22

เรียนรูต้ าราบนดนิ กจิ กรรมเดนิ ชมพน้ื ที่

๑. สารวจและสร้างการเรียนรเู้ ชิงพ้นื ท่ี

- การซักซ้อมความเข้าใจให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม โดยกาหนดประเด็นคาถามว่า “ท่านเห็น
อะไร” และ “ทา่ นได้อะไร จากการสารวจ" ทงั นวี้ ิทยากรเนน้ ย้าใหผ้ เู้ ข้ารับการอบรมว่า “อย่าดว่ นตดั สนิ ใจ ไม่
แนะนา ไมค่ ิด ไมช่ ่วยแก้ไขปัญหา”

- การนาผู้เข้ารับการอบรมตามแต่ละกลุ่มเข้าสารวจพ้ืนท่ีท่ีจะทากิจกรรมเอาม้ือสามัคคี
เพ่อื ใหเ้ หน็ สภาพพ้นื ท่กี ่อนดาเนนิ การท่ีจะสง่ ผลต่อการออกแบบพนื้ ท่ี และการดาเนินกิจกรรมเอามือ้ สามคั คี

- การเข้าสู่พื้นที่เพื่อแสดงให้เห็นถึงสภาพพ้ืนที่ ปัญหาของพื้นที่ และแนวทางแก้ไขปัญหา
ตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง “โคก หนอง นา โมเดล”

- การสังเกตการณ์และหยิบวัตถุท่ีพบเจอในพื้นท่ีท่ีกลุ่มลงไปศึกษา และระดมความเห็น
เพอ่ื ให้ไดข้ ้อมลู และเรื่องราวเกยี่ วกบั วัตถุทีห่ ยบิ ได้จากพน้ื ท่ี และนาเสนอสภาพพนื้ ที่
๒. วเิ คราะหแ์ ละนาเสนอสง่ิ ทส่ี ังเกตเหน็ และสิง่ ทไ่ี ด้จากการลงพ้นื ที่ในการเรยี นรู้

- ผู้นาเสนอแตล่ ะกลุม่ นาเสนอผลจากการสารวจผา่ นวตั ถุท่ีหยิบมาไดจ้ ากพื้นที่
- ฟางข้าว เป็นส่วนของต้นข้าวที่เหลือจากการเก็บเก่ียวและนาเมล็ดข้าวออก ถือเป็น
ผลพลอยได้ทางการเกษตรจากนาข้าวท่ีมีประโยชน์ในหลายด้าน และใช้เป็นวัตถุดิบสาคัญสาหรับการผลิต
ทางเกษตรอน่ื ๆ และนามาใช้หม่ ดนิ เพือ่ สรา้ งความชุ่มช้ืนใหแ้ ก่ผนื ดนิ
- ใบไม้ เป็นส่วนของพืชที่ติดกับกิ่งและก้าน รูปทรงแบนๆ โดยมากมีสีเขียว มีหน้าที่หายใจ
คายน้า เก็บอาหาร และสืบพันธ์ุ ใบไม้ที่ร่วงหล่นตามโคนต้นไม้ หากทับถมมากๆ เข้า ก็จะเกิดการผุพังเน่า
เปื่อยยอ่ ยสลายจนกลายเปน็ ธาตุอาหารใหต้ น้ ไมเ้ จรญิ เติบโตต่อไป นอกจากน้นั ยังสามารถนาใบไมม้ าทาเป็นปุ๋ย
แห้ง สาหรบั บารงุ ดิน และนาใบไม้มาประดษิ ฐเ์ ปน็ ของใชใ้ นชีวิตประจาวัน เช่น กระติบ๊ ขา้ ว เป็นตน้
ดังน้ัน สามารถสรุปได้ว่า ผู้เข้าร่วมการอบรมฯ ได้เห็นสภาพพ้ืนท่ี ได้เห็นความอุดมสมบูรณ์
ของพ้ืนท่ีและการอยู่อาศัยที่เกื้อกูลกันของส่ิงมีชีวิต การเอาเศษใบไม้แห้งมาย่อยสลายและสามารถนามาทา
เป็นปยุ๋ แห้งสาหรับบารงุ ดนิ อกี ทั้งสามารถนาเอาฟางขา้ วมาหม่ ดิน เพ่ือสรา้ งความชมุ่ ชน่ื ใหแ้ ก่ผืนดนิ และต้นไม้
ทีช่ ว่ ยดูดซบั นา้ จากดนิ ไดด้ ี

23

วชิ า “เขา้ ใจ เข้าถึง พฒั นา” ศาสตร์พระราชากบั การพัฒนาท่ียงั่ ยนื

"อาจารย์ยักษ์" หรือ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกาธร (วิทยากร) ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง
และประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ผู้ก่อต้ังศูนย์กสิกรรมมาบเอ้ืองศูนย์กสิกรรมท่ีมีวัตถุประสงค์หลัก
ในการขับเคล่ือนศาสตร์ของพระราชา ทั้งเป็นหนึ่งคนสาคัญผู้ขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
มาเลา่ ใหฟ้ งั ถงึ ศาสตรพ์ ระราชาและความม่งุ มัน่ ที่จะเดินตามรอยพระบาท

ศาสตร์ของพระราชา หลกั การคือ การประยุกตด์ ว้ ยหลกั ทฤษฎใี หม่ ได้แก่ การออกแบบพื้นที่
เพ่ือการจัดการน้าและการฟ้ืนฟูระบบนิเวศ การจัดการดินและจัดการป่า ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง
ภายใต้หลักการโคกหนองนาโมเดล

1. หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
"ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" เป็นปรัชญาท่ีพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

บรมนาถบพิตร ทรงช้ีถึงแนวทางการดาเนินชีวิตของประชาชนในทุกระดับ ท้ังในระดับครอบครัว ชุมชน หรือ
ระดับประเทศ ในการปฏิบัติงานหรือบริหารพัฒนาประเทศให้ดาเนินไปด้วยความไม่ประมาท พระองค์ทรงทา
ตัวอย่างให้คนไทยได้เห็นผ่านโครงการพระราชดาริท่ีประสบความสาเร็จกว่า 4,741 โครงการ
มากกวา่ 47,000 บทเรยี น ทาให้ทัว่ โลกให้การยอมรบั และมอบรางวัลให้พระองค์ อาทิ รางวัลนกั วทิ ยาศาสตร์
ดินเพื่อมนุษยธรรม ( IUSS Humanitarian Soil Scientist Award) และรางวัลความสาเร็จสูงสุด
ด้านการพัฒนามนุษย์ (UNDP Human Development Lifetime Achievement Award) เปน็ ต้น

2. หลักการทรงงาน “เข้าใจ เขา้ ถึง พฒั นา” พระราชดารัสของ ร.9
เป็นหลักการสาหรับการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับ

หลาย ๆ ประเดน็
เข้าใจ : ทาอะไรต้องเข้าใจปัญหา เข้าใจหนทางแก้ไข เข้าใจกระบวนการจัดการ

และปรบั ความเข้าใจระหว่างผูใ้ ห้ ผู้รับเสยี ก่อน ให้ไดเ้ ข้าใจซึ่งกนั และกัน
เข้าถึง : เมื่อเข้าใจระหว่างกันทุกประการครบถ้ว นแล้ว ต้องเข้าถึงการกระทา

สร้างความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้อง เข้าถึงเคร่ืองไม้เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ และความสามัคคีร่วมจิตร่วมใจ
ของผปู้ ฏิบัติ ร่วมมือรว่ มไมก้ ันทางาน

พัฒนา : เม่ือต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันแล้ว เข้าถึงกันแล้ว การพัฒนาก็จะดาเนิน การ
ไปอย่างยั่งยืน ไม่ส่งผลกระทบที่ติดลบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม ส่ิงแวดล้อมและการเมือง หากแต่นาไปสู่
ความสมดุล มน่ั คง และยงั่ ยนื

3. บันได 9 ข้นั สู่ความพอเพียง
ขัน้ ท่ี ๑ พอกิน
พื้นฐานท่ีสุดของมนุษย์ คือ ความต้องการปัจจัย ๔ และประการสาคัญที่สุดของปัจจัย ๔

คือ อาหาร ข้ันท่ี ๑ ของแนวทางแก้ปัญหาที่ย่ังยืนคือ ตอบคาถามให้ได้ว่า “ทาอย่างไรจึงจะพอกิน”
โดยใหค้ วามสาคัญกบั ข้าวปลาอาหาร ไมใ่ ห้ความสาคญั กับเงิน ซ่ึงเป็นเพียงแค่ “ตัวกลาง” ในการแลกเปล่ียน

24

ตามมาตรฐานสากล โดยยดึ หลกั ว่า “เงินทองเปน็ ของมายา ข้าวปลาสิของจรงิ ” ของบันไดข้ันที่ ๑ ท่ีเกษตรกร
ต้องกา้ วข้ามให้ได้

ข้นั ที่ ๒-๔ พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น
เกิดข้ึนได้พร้อมกัน ด้วยคาตอบเดียวคือ “ปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง”

ซึ่งป่า ๓ อยา่ งจะให้ทั้ง อาหาร เครอ่ื งนงุ่ ห่ม สมนุ ไพรสาหรบั รกั ษาโรค ทง้ั โรคคน โรคพืช โรคสตั ว์ ใหไ้ มส้ าหรับ
ทาบ้านพักท่ีอยู่อาศัย และให้ความร่มเย็นกับบ้าน กับชุมชน กับโลกใบนี้ ซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา
ความยากจนของเกษตรกรไทย ซึ่งได้รับการพิสูจนแ์ ล้วว่าสามารถแก้ปัญหาได้จรงิ และยังสามารถย้อนกลับไป
แก้ไขปัญหาหนี้สินซ่ึงสะสมพอกพูนจากการทาเกษตรเชิงเดี่ยว ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร
ปัญหาความขาดแคลนน้าภัยแล้ง ทั้งหมดลว้ นแกไ้ ขได้จากแนวคิด ปา่ ๓ อย่างประโยชน์ ๔ อยา่ ง

ขั้นท่ี ๕-๙ คือ เศรษฐกิจพอเพยี งขนั้ กา้ วหน้า
ข้นั ที่ ๕-๖ บุญและทาน
เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง เชื่อมั่นว่าสังคมไทยเป็นสังคมบุญ สังคมทาน ไม่เน้น

การแลกเปล่ียนทางการค้า แต่เน้นการทาบุญ ไม่เน้นการสะสมเป็นของส่วนตัว แต่เน้นการให้ทานและสะสม
โดยมอบให้เป็นทรัพย์สินส่วนรวมโดยวัด หรือศาสนสถานตามแต่ละศาสนาเป็นศูนย์กลาง เป็นการฝึกจิตใจ
ให้ละซึง่ ความโลภ และกิเลสในการอยากได้ ใครม่ ี ลดปัญหาช่องว่างระหวา่ งชนช้นั

ขัน้ ที่ ๗ เกบ็ รกั ษา
ขั้นต่อไปหลังจากสามารถพึ่งตนเองได้ พอมี พอเหลือทาบุญ ทาทานแล้ว คือการรู้จัก
เก็บรักษา ซึ่งเป็นการตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และการรู้จักเก็บรักษา ยังเป็นการสร้างรากฐานของการเอาตวั
รอดในเวลาเกิดวิกฤตการณ์ โดยยึดแนวทางตามวิถีชีวิตชาวนาสมัยก่อนซึ่งเก็บรักษาข้าวไว้ในยุ้งฉาง
เพ่ือให้พอมีกินข้ามปี คัดเลือกและเก็บรักษา “ข้าวพันธุ์” ไว้สาหรับเป็นพันธ์ุข้าวในปีต่อไป ซ่ึงผิดกับวิถีชาวนา
ในปัจจุบันที่ใช้วิธีการขายข้าวท้ังหมด แล้วนาเงินที่ขายได้ไปซื้อพันธ์ุข้าวเพื่อปลูกในปีต่อไป ส่งผลให้เกิด
การขาดความม่ันคงและเปรียบเสมือนการใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางสายความประมาท เพราะหากเกิดภัยแล้ง
น้าท่วม ผลผลิตไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ ย่อมหมายถึงปัญหาหนี้สินและการขาดแคลนพันธ์ุข้าวสาหรับปลูกในปี
ต่อไป นอกจากน้ันยังเน้นให้รู้จักวิธีการถนอมอาหาร การสะสมอาหารไว้กินในยามหน้าแล้ง ด้วยการแปรรูป
อาหารหลากชนิด อาทิ ปลาร้า ปลาแห้ง มะขามเปียก พรกิ แห้ง หอม กระเทียม เพอื่ เก็บไวก้ ินในอนาคต
ขัน้ ท่ี ๘ ขาย
เน่ืองจากเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจการค้า แต่ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจหลังเขา การค้าขาย
สามารถทาได้ แต่ทาภายใต้การรู้จักตนเอง รู้จักพอประมาณ และทาไปตามลาดับ โดยของท่ีขาย
คือ ของท่ีเหลือจากทุกขั้นแล้วจึงนามาขาย เช่น ทานาอินทรีย์ ปลูกข้าวปลอดสารเคมี ไม่ทาลายธรรมชาติ
ได้ผลผลิตเก็บไว้พอกิน เก็บไว้ทาพันธุ์ ทาบุญ ทาทาน แล้วจึงนามาขายด้วยความรู้สึกของการ “ให้” อยากที่
จะให้สงิ่ ดี ๆ ทเี่ ราปลกู เอง เผอ่ื แผ่ใหก้ บั คนอนื่ ๆ ได้รับสง่ิ ดี ๆ นนั้ ๆ ดว้ ย
ข้ันท่ี ๙ (เครอื ) ขา่ ย กองกาลงั เกษตรโยธนิ
คือการสร้างกองกาลังเกษตรโยธิน หรือการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงท้ังประเทศเพื่อขยาย
ผลความสาเร็จตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิวัติแนวคิดและวิถีการดาเนินชีวิตของคนในสังคม
ในชมุ ชน เพอื่ การแกป้ ัญหาวกิ ฤติ ๔ ประการ อันได้แก่ วิกฤตการณส์ ิง่ แวดลอ้ มภยั ธรรมชาติ (Environmental
Crisis) วิกฤตการณ์โรคระบาดทั้งในคน สัตว์ พืช (Epidemic Crisis) วิกฤติเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง
(Economic Crisis) วิกฤติความขัดแย้งทางสงั คม/สงคราม (Political/Social Crisis)

25

วิชา ถอดบทเรียนผ่านสื่อแผน่ ดนิ ไทย ตอน “แผ่นดนิ วกิ ฤต”

.....ลงุ นลิ กลา่ ววา่ .....

“ในสวนนี้ไมม่ สี ารเคมี ไม่มีปุ๋ยแม้แตเ่ ม็ดเดียวเลย และยาฆ่าหญ้ากไ็ ม่มคี รบั ”

การไม่ใช้ปุ๋ยและสารเคมีใด ๆ ในสวนมาเป็นเวลานาน กลับพบว่า สภาพดินยิ่งมีความอุดม
สมบูรณ์มากกว่าในอดีตที่เคยใช้ปุ๋ยเคมี เพราะการใช้ปุ๋ยเคมีอาจทาให้ได้ผลผลิตมากเ ป็นที่น่าพอใจ
พืชทั้ง ๙ ช้ันนี้ จะอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลกัน บ้างก็ให้ความร่มเงาแก่กัน บ้างก็เก็บน้าและให้ความช้ืน
แก่กัน อยู่และเติบโตไปพร้อม ๆ กัน โดยการปลูกใช้แนวคิดนี้ รวมท้ังการจัดการในเร่ืองน้า เรื่องของแดด
และยังรวมถึงการดูแลดินให้สมดุลน้ัน จึงทาให้เกิดความหลากหลายและทาให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และได้ผลผลิตตรงตามท่ีต้องการ อีกท้ังในแปลงเกษตรของลุงนิล มีการเลี้ยงปลา เล้ียงหมู และเลี้ยงไก่
ซึ่งมูลหมูสามารถนามาใช้เป็นอาหารปลาได้ ส่วนมูลหมูและมูลไก่ใช้ทาเป็นปุ๋ยให้กับพืชผักสวนครัวต่าง ๆ
ที่ลุงนิลได้ปลูกไว้ในสวน นอกเหนือจากนี้ ยังมีการขุดสระน้าเพื่อเป็นแหล่งน้าไว้ใช้ในการเกษตร แต่ไม่มี
การทานาในพื้นทแี่ ห่งน้ี เน่ืองจากสภาพดินและปัญหาเรื่องแรงงานนั้นไม่มคี วามเอื้ออานวย

“เปา้ หมายในชีวิตคือ การอยู่แบบคนทม่ี ีคณุ ค่า และมคี วามพอเพียงกบั ชวี ติ ”
ลุงนิลยืนยันว่านี่คือ นิยามความพอเพียงของลุงนิล เกษตรกรแบบผสมผสานแห่ง
บ้านทอนอม ผู้มีรอยย้ิมเปื้อนใบหน้า และดวงตามีแววแห่งความหวังอยู่เสมอ แสดงให้เห็นถึง
ความสขุ ทง้ั กายและใจท่แี ทจ้ รงิ บนฐานของความพอเพยี ง

26

วิชา ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง “ทฤษฎบี นั ได ๙ ข้ันสู่ความพอเพยี ง
๑. ทฤษฎีบนั ได ๙ ขัน้

การไปสู่ความพอเพียง ตามแนวทางศาสตร์พระราชา เน้นการเร่ิมต้นที่การทาเพื่อพอกิน
พอใช้ พออยู่ และพอร่มเย็น โดยเริ่มท่ีตัวเราเอง "พอ" ก่อน ต่อเม่ือมีเหลือแล้วจึงขยายต่อไป แบ่งเป็น
ขั้นพ้นื ฐาน 4 ขนั้ และขน้ั ก้าวหน้าอีก 5 ขน้ั รวมเปน็ บนั ได 9 ขั้นสคู่ วามพอเพียงท่ีย่งั ยนื

บันไดขน้ั ท่ี ๑-๔ คอื เศรษฐกจิ พอเพียงขนั้ พ้ืนฐาน
ข้ันท่ี ๑ พอกนิ
พ้ืนฐานที่สุดของมนุษย์ คือ ความต้องการปัจจัย ๔ และประการสาคัญท่ีสุดของปัจจัย ๔

คือ อาหาร ขั้นท่ี ๑ ของแนวทางแก้ปัญหาท่ียั่งยืนคือ ตอบคาถามให้ได้ว่า “ทาอย่างไรจึงจะพอกิน”
โดยให้ความสาคัญกับข้าวปลาอาหาร ไม่ให้ความสาคัญกับเงิน ซ่ึงเป็นเพียงแค่ “ตัวกลาง” ในการแลกเปล่ียน
ตามมาตรฐานสากล โดยยึดหลักว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง” เกษตรกรต้องเริ่มจาก
การอยู่ให้ได้โดยไม่ใช้เงิน มีอาหารพอมี พอกิน ด้วยการปลูกพืช ผัก ผลไม้ ชาวนาต้องเก็บข้าวไว้ให้เพียงพอ
สาหรับการมีกินทั้งปี ไม่ขายข้าวเปลือกเพื่อนาเงินไปซ้ือข้าวสาร นอกจากน้ัน หัวใจสาคัญของ “พอกิน”
ยังมีความหมายรวมไปถึงความปลอดภัยในอาหาร กินอย่างไรให้มีสุขภาพดี ไม่สะสมเอาความเจ็บไข้ได้ป่วย
ไว้ในรา่ งกาย นคี่ ือความหมายของบันไดข้นั ที่ ๑ ทีเ่ กษตรกรต้องก้าวข้ามใหไ้ ด้

27

ขน้ั ที่ ๒-๔ พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น
บันไดขั้นที่ ๒-๔ พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น เกิดข้ึนได้พร้อมกัน ด้วยคาตอบเดียวคือ
“ปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง” ซ่ึงป่า ๓ อย่างจะให้ทั้ง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม สมุนไพรสาหรับ
รกั ษาโรค ท้งั โรคคน โรคพืช โรคสตั ว์ ใหไ้ มส้ าหรบั ทาบ้านพักที่อยู่อาศัย และใหค้ วามร่มเย็นกับบ้าน กบั ชมุ ชน
กับโลกใบน้ี ซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรไทย ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถ
แก้ปัญหาได้จริง และยังสามารถย้อนกลับไปแก้ไขปัญหาหน้ีสินซึ่งสะสมพอกพูนจากการทาเกษตรเชิงเด่ียว
ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ปัญหาความขาดแคลนนา ภัยแล้ง ทั้งหมดล้วนแก้ไขได้จากแนวคิด
ป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อยา่ งขององค์พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ

บันไดขน้ั ท่ี ๕-๙ คอื เศรษฐกิจพอเพียงข้นั กา้ วหนา้
ข้นั ที่ ๕-๖ บุญและทาน
เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง เช่ือมั่นว่าสังคมไทยเป็นสังคมบุญ สังคมทาน ไม่เน้น

การแลกเปลี่ยนทางการค้า แต่เน้นการทาบุญ ไม่เน้นการสะสมเป็นของส่วนตัว แต่เน้นการให้ทานและสะสม
โดยมอบให้เป็นทรัพย์สินส่วนรวมโดยวัด หรือศาสนสถานตามแต่ละศาสนาเป็นศูนย์กลาง เป็นการฝึกจิตใจ
ให้ละซึ่งความโลภ และกิเลสในการอยากได้ ใคร่มี ลดปัญหาช่องว่างระหว่างชนช้ัน ตามความหมายอันลึกซ้ึง
ของคา “Our Loss is Our Gain” หรือ “ยิ่งทายิ่งได้ ย่ิงให้ยิ่งมี” การให้ไปคือได้มา และเชื่อมั่นในฤทธิ์ของ
ทานว่า ทานมีฤทธ์ิจริง และจะส่งผลกลับมาเป็นเพ่ือน เป็นกัลยาณมิตร เป็นเครือข่ายที่ช่วยเหลือกัน
ในทกุ สถานการณ์ แม้ในวนั ทโี่ ลกน้ีประสบกับวิกฤตการณ์

ขน้ั ท่ี ๗ เกบ็ รักษา
ขั้นต่อไปหลังจากสามารถพึ่งตนเองได้ พอมี พอเหลือทาบุญ ทาทานแล้ว คือการรู้จัก
เก็บรักษา ซึ่งเป็นการต้ังอยู่ในความไม่ประมาท และการรู้จักเก็บรักษา ยังเป็นการสร้างรากฐานของ
การเอาตัวรอดในเวลาเกิดวิกฤตการณ์ โดยยดึ แนวทางตามวิถีชีวิตชาวนาสมยั ก่อนซ่ึงเก็บรักษาขา้ วไว้ในยุ้งฉาง
เพื่อให้พอมีกินข้ามปี คัดเลือกและเก็บรักษา “ข้าวพันธ์ุ” ไว้สาหรับเป็นพันธ์ุข้าวในปีต่อไป ซึ่งผิดกับวิถีชาวนา
ในปัจจุบันท่ีใช้วิธีการขายข้าวทั้งหมด แล้วนาเงินท่ีขายได้ไปซ้ือพันธุ์ข้าวเพ่ือปลูกในปีต่อไป ส่งผลให้เกิด
การขาดความมั่นคงและเปรียบเสมือนการใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางสาย ความประมาท เพราะหากเกิดภัยแล้ง
น้าท่วม ผลผลิตไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ ย่อมหมายถึงปัญหาหนี้สินและการขาดแคลนพันธ์ุข้าวสาหรับปลูกในปี
ต่อไป
นอกจากเก็บพันธ์ุข้าวแล้ว ยังเน้นให้รู้จักวิธีการถนอมอาหาร การสะสมอาหารไว้กินในยาม
หน้าแล้ง การแปรรูปอาหารหลากชนิด อาทิ ปลาร้า ปลาแห้ง มะขามเปียก พริกแห้ง หอม กระเทียม เพื่อเก็บ
ไวก้ ินในอนาคต
ขนั้ ท่ี ๘ ขาย
เนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจการค้า แต่ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจหลังเขา การค้าขาย
สามารถทาได้ แต่ทาภายใต้การรู้จักตนเอง รู้จักพอประมาณ และทาไปตามลาดับ โดยของที่ขาย
คือ ของที่เหลือจากทุกขั้นแล้วจึงนามาขาย เช่น ทานาอินทรีย์ ปลูกข้าวปลอดสารเคมี ไม่ทาลายธรรมชาติ
ได้ผลผลิตเก็บไว้พอกิน เก็บไว้ทาพันธุ์ ทาบุญ ทาทาน แล้วจึงนามาขายด้วยความรู้สึกของการ “ให้” อยากท่ี
จะให้สิ่งดี ๆ ท่ีเราปลูกเอง เผื่อแผ่ให้กับคนอ่ืน ๆ ได้รับส่ิงดี ๆ น้ัน ๆ ด้วย การค้าขายตามแนวทางเศรษฐกิจ
พอเพียง จึงเป็นการค้าท่ีมองกลับด้าน “เพราะรักคุณจึงอยากให้คุณได้รับในสง่ิ ดี ๆ” พอเพียงเพ่ืออุ้มชู เผ่ือแผ่
แบ่งปนั ไปดว้ ยกนั

28

ขั้นท่ี ๙ (เครอื ) ข่าย กองกาลังเกษตรโยธิน
คือการสร้างกองกาลังเกษตรโยธิน หรือการสร้เครือข่ายเชื่อมโยงท้ังประเทศ เพื่อขยายผล
ความสาเร็จตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิวัติแนวคิด และวิถีการดาเนินชีวิตของคนในสังคม
ในชุมชน เพ่อื การแก้ปัญหาวิกฤต ๔ ประการ อนั ได้แก่ วกิ ฤตการณส์ งิ่ แวดล้อม ภัยธรรมชาติ (Environmental
Crisis) วิกฤตการณ์โรคระบาดท้ังในคน สัตว์ พืช (Epidemic Crisis) วิกฤติเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง
(Economic Crisis) วกิ ฤติความขัดแยง้ ทางสังคม/สงคราม (Political/Social Crisis)

๒. ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาช้ีถึง
แนวการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุก
ระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับ
รัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดาเนินไป
ในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพฒั นาเศรษฐกิจ เพ่ือให้
ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง
ความพอประมาณ ความมเี หตผุ ล รวมถึงความจาเป็นท่ี
จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวท่ีดี ต่อการกระทบใดๆ
อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ท้ังนี้
จ ะ ต้ อ ง อ า ศั ย ค ว า ม ร อ บ รู้ ค ว า ม ร อ บ ค อ บ
และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนาวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดาเนินการ ทุกข้ันตอน
และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี
และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสานึกในคุณธรรม ความซ่ือสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ท่ี เหมาะสม
ดาเนนิ ชีวิตด้วยความอดทน ความเพยี ร มีสติ ปญั ญา และความรอบคอบ เพื่อใหส้ มดุลและพร้อมต่อการรองรับ
การเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม ส่ิงแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอก
ได้เปน็ อยา่ งดี

ความหมายของเศรษฐกิจพอเพยี ง จึงประกอบด้วยคณุ สมบตั ิ ดังนี้
๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป

โดยไมเ่ บยี ดเบียนตนเองและผู้อ่นื เชน่ การผลิตและการบริโภคท่อี ยู่ในระดบั พอประมาณ
๒. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเก่ียวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไป

อย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เก่ียวข้อง ตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดข้ึนจากการกระทา
นั้นๆ อยา่ งรอบคอบ

๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ
ทีจ่ ะเกิดขึ้น โดยคานึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณต์ า่ งๆ ที่คาดวา่ จะเกิดข้ึนในอนาคต

โดยมี เงื่อนไขของการตดั สนิ ใจและดาเนนิ กิจกรรมต่างๆ ใหอ้ ยู่ในระดบั พอเพียง ๒ ประการ ดังน้ี
๑. เง่ือนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เก่ียวข้องรอบด้าน

ความรอบคอบท่ีจะนาความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เช่ือมโยงกัน เพ่ือประกอบการวางแผนและ
ความระมดั ระวงั ในการปฏิบัติ

29

๒. เงื่อนไขคุณธรรม ท่ีจะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม
มีความซอ่ื สตั ยส์ ุจรติ และมีความอดทน มีความเพียร ใชส้ ติปญั ญาในการดาเนนิ ชีวิต

๓. พระราชดาริ “ทฤษฎีใหม่” การบริหารจัดการตามขั้นตอน พระราชดาริ “ทฤษฎีใหม่”
เป็นแนวทางหรือหลักการในการจัดการทรัพยากรระดับไร่นาคือท่ีดินและน้า เพ่ือการเกษตรในท่ีดินขนาดเล็ก
ให้เกิดประโยชนส์ ูงสุด ในการดาเนินการทฤษฎีใหม่ได้พระราชทานข้นั ตอนดาเนินงาน ดงั นี้

ทฤษฎีใหม่ข้ันที่หน่ึงหรือขั้นต้น สถานะพ้ืนฐานของเกษตรกร คือ มีพื้นที่น้อย ค่อนข้าง
ยากจน อยู่ในเขตเกษตรน้าฝนเป็นหลักความม่ันคงของชีวิตและความม่ันคงของชุมชนชนบท
เป็นเศรษฐกิจพึ่งตนเองมากขึ้น มีการจัดสรรพ้ืนทากินและท่ีอยู่อาศัย ให้แบ่งพ้ืนที่ออกเป็น ๔ ส่วน
ตามอัตราส่วน ๓๐:๓๐: ๓๐:๑๐ ซ่ึง
หมายถึง พื้นที่ส่วนท่ีหนึ่งประมาณ ๓๐%
ให้ขุดสระเก็บกักน้า เพ่ือใช้เก็บกักน้าฝนใน
ฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง
ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้าและพืชน้าต่างๆ
(สามารถเล้ียงปลา ปลูกพืช เช่น ผักบุ้ง ผัก
กะเฉด ฯ ใหด้ ว้ ย) พ้นื ทส่ี ่วนท่สี องประมาณ
๓๐% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพ่ือใช้เป็น
อาหารประจาวันในครัวเรือนให้เพียงพอ
ตลอดปี เพ่ือตัดค่าใช้จ่ายและสามารถ
พ่ึงตนเองได้ พื้นที่ ส่วนท่ีสามประมาณ
๓๐% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจาวัน หากเหลือบริโภคก็
นาไปจาหนา่ ยและพ้ืนทส่ี ว่ นที่สี่ประมาณ ๑๐% ใชเ้ ป็นทอี่ ยู่อาศัยเล้ยี งสัตว์และโรงเรือนอนื่ ๆ (ถนน คนั ดิน กอง
ฟาง ลานตาก กองปยุ๋ หมัก โรงเรอื น โรงเพาะเห็ด คอกสตั ว์ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักสวนครวั หลงั บา้ น เปน็ ต้น)

ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมือปฏิบัติตามข้ันท่ีหน่ึง
ในท่ีดินของตนเป็นระยะเวลาพอสมควรจนได้ผลแล้ว เกษตรกรก็จะพัฒนาตนเองจากข้ัน “พออยู่พอกิน”
ไปสูข่ ้นั “พอมีอันจะกิน” เพ่อื ใหม้ ีผลสมบูรณ์ยิง่ ข้ึน จึงควรทจี่ ะตอ้ งดาเนนิ การตามขนั้ ท่ีสองและขนั้ ทีส่ ามต่อไป
ตามลาดับ

ทฤษฎีใหม่ขน้ั ท่ี ๒ หรือข้ันกลาง เม่ือเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏบิ ตั ใิ นท่ีดนิ ของตน
จนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มข้ันท่ีสอง คือให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกัน
ดาเนนิ การในดา้ นต่าง ๆ ดังน้ี

๑. การผลิต เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิตโดยเร่ิมตั้งแต่ ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช
ปุย๋ การหาน้าและอ่ืนๆ เพอื่ การเพาะปลูก

๒. การตลาด เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์
สูงสุด เช่น การเตรียมลาดตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเคร่ืองสีข้าว ตลอดจนการ
รวมกนั ขายผลผลติ ให้ได้ราคาดแี ละลดค่าใชจ้ า่ ยลงด้วย

๓. ความเป็นอยู่ ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมี
ปัจจยั พ้นื ฐานในการดารงชีวิต เช่น อาหารการกินตา่ งๆ กะปิ นา้ ปลา เส้อื ผ้า ที่พอเพียง

30

๔. สวัสดิการ แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิการและบริการที่จาเป็น เช่น มีสถานีอนามัย
เมือ่ ยามปว่ ยไข้ หรอื มกี องทุนไวใ้ ห้กยู้ ืมเพื่อประโยชน์ในกจิ กรรมตา่ ง ๆ

๕. การศึกษา มีโรงเรียนและชุมชนมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุน
เพื่อการศกึ ษาเล่าเรยี นให้แกเ่ ยาวชนของชุมชนเอง

๖. สังคมและศาสนา ชุมชนควรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนา
เป็นที่ยึดเหน่ียว กิจกรรมท้ังหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ไม่วา่ สว่ นราชการ องคก์ รเอกชน ตลอดจนสมาชกิ ในชมุ ชนนัน้ เป็นสาคัญ

ทฤษฎใี หม่ข้ันท่ี ๓ หรอื ขน้ั กา้ วหน้า เมื่อดาเนนิ การผา่ พน้ ข้นั ทสี่ องแล้ว เกษตรกรจะมรี ายได้
ดีข้ึน ฐานะม่ังคงข้ึน เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นท่ีสามต่อไป คือ ติดต่อ
ประสานงาน เพ่ือจัดหาทุนหรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัทห้างร้านเอกชน มาช่วยในการทาธุรกิจ
การลงทุนและพฒั นาคุณภาพชีวิต ทัง้ น้ี ท้งั ฝ่ายเกษตรกรและฝา่ ยธนาคารกบั บรษิ ทั จะไดร้ บั ประโยชน์รว่ มกัน

31

วิชา หลกั กสกิ รรมธรรมชาติ

วทิ ยากรแนะนาตัวพูดคุยสรา้ งบรรยากาศให้เกดิ ความเป็นกันเอง ดังนี้

ตามท่ปี ระชาชนส่วนใหญ่ไดร้ บั ทราบถึงศาสตร์พระราชาด้านการฟน้ื ฟูปา่ โดยอาศยั นวัตกรรม
หลายรูปแบบ เช่น การทาฝายชะลอน้า ป่าเปียก ป่าภูเขา และหลายแนวคิดเป็นการเพ่ิมพ้ืนที่ในผืนป่าใหญ่
ซ่ึงไม่สามารถดาเนินการโดยคนเดียวได้ และหลายแนวคิดเป็นการเพ่ิมพ้ืนท่ีในผืนป่าใหญ่ อาจารย์ยักษ์
(นาย วิวัฒน์ ศัลยกาธร) ได้นาแนวคิดการฟื้นฟูปฐพีไทยด้วยศาสตร์พระราชา ซึ่งเป็นแนวพระราชดาริ
ของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ที่พสกนิกรทุกคนสามารถทาเองได้ ด้วยแนวคิด ป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง
โดยพระองค์มีพระราชดาริเก่ียวกับเรื่องนี้ว่า “การปลูกป่าถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาอยู่ได้ ให้ใช้วิธี
ปลูกไม้ ๓ อย่าง แต่มีประโยชน์ ๔ อย่าง คือ ใช้ไม้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ โดยปลูกรองรับการชลประทาน
ปลูกรับซับน้า และปลูกอุดช่วงไหล่ตามร่องห้วย โดยรับน้าฝนอย่างเดียว ประโยชน์อย่างที่ ๔ คือ
ไดร้ ะบบอนุรกั ษ์ดินและนา้

…” แนวคิดนี้ เป็นการปลูกป่าท่ีเลียนแบบระบบนิเวศของป่าธรรมชาติ พร้อมกับ
การเอื้อประโยชน์ให้มนุษย์ได้ อาศัยยังชีพในป่าที่ปลูกขึ้น ขณะเดียวกัน ป่าที่ปลูกก็สร้างความยั่งยืน
อุดมสมบูรณ์ให้กับดินและน้า เป็นวัฎจักรที่สมดุลต่อไป หากทุกตารางน้ิวท่ีเป็นดินว่างของประเทศน้ี เต็มไป
ด้วย ป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศท่ีสมบูรณ์ที่สุดในโลก มั่งคั่งไปด้วย
อาหาร ยารักษาโรค ทรัพยากร ป่าไม้ ดิน น้า ธัญญาหาร ให้กับคนทั้งแผ่นดิน และมีเหลือเผ่ือแผ่ ให้คนทั้ง
โลกในยามวกิ ฤตไิ ด้ ซ่งึ เดิมที่ประเทศของเรามีป่า ๓ อยา่ งมากอ่ น แตจ่ ากความโลภของคน จึงมกี ารลกั ลอบตัด
ไม้ทาลายป่าทาให้เกิดความเสียหาย จนเกิดเป็นวิกฤติธรรมชาติ หากเราทุกคนร่วมมือร่วมใจกันพลิกฟื้น
แผ่นดิน โดยใชศ้ าสตรพ์ ระราชาดังทีก่ ลา่ วมา ประเทศของเราก็จะมรี ะบบปา่ นเิ วศที่อดุ มสมบูรณ์ดงั เดิม

ปา่ ๓ อยา่ ง ประโยชน์ ๔ อยา่ ง

เป็นความคิดอัจฉริยะท่ีก่อให้เกิดความพอเพียง ๔ ประการ คือ พออยู่ พอกิน พอใช้
พอร่มเย็น โดยเฉพาะท่ีโลกกาลังร้อนระอุ แนวคิด ป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง ได้สร้างประโยชน์มากมาย
ในการทาให้โลกเกิดความร่มเย็นลง ประมาณกันว่า ในเน้ือที่ ๑ ไร่ เราสามารถปลูกป่า ปลูกต้นไม้นานาชนิด
ได้ถึง ๑๐๐ ชนิด ท้ัง ๕ ระดับ ประกอบด้วย ไม้สูง ไม้กลาง ไม้เต้ีย ไม้เรี่ยดิน และไม้ใต้ดิน ปริมาณต้นไม้
ในเน้ือท่ี ๑ ไร่ สามารถปลูกได้มากถึง ๕๐๐ ต้น หากคานวณตามสูตรคณิตศาสตร์ง่ายๆ คือ คน ๖๐ ล้านคน
ปลูกคนละ ๑ ไร่ ไร่ละ ๕๐๐ ต้น ท้ังประเทศเราจะมีต้นไม้เพม่ิ ขึ้น ๓๐,000,000,000 ตน้ (สามหม่นื ลา้ นต้น)
ที่เป็นท้ังให้ท่ีอยู่ ท่ีกิน ท่ีใช้ จึงอาจเช่ือได้ว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ร่ารวยและม่ังคั่งด้วย
ทรพั ยากรธรรมชาติมากทีส่ ดุ

การปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง สรุปได้ว่า เป็นการปลูกไม้ให้พออยู่ พอกิน พอใช้
และเป็นประโยชนต์ อ่ ระบบนิเวศน์ สรา้ งความสมบูรณ์และกอ่ ใหเ้ กดิ ความหลากหลายทางชวี ภาพ

พออยู่ คือ การปลูกต้นไม้ท่ีใช้เนื้อไม้และไม้เศรษฐกิจให้เป็นป่า ไม้กลุ่มน้ีเป็นไม้อายุยืน ซึ่ง
เป็น ประโยชน์โดยใช้เนื้อไม้เพื่อสร้างบ้านที่อยู่อาศัย ทาเครื่องนอน ถือได้ว่า เป็นการออมทรัพย์เพื่อสร้าง
ความ มัน่ คงในอนาคต เช่น ตะเคียนทอง ยางนา แดง สัก พะยงู พะยอม

32

พอกิน คือ การปลูกพืชที่กินได้ รวมทั้งใช้เป็นยาสมุนไพร เช่น แค มะรุม ทุเรียน สะตอ
ผกั หวาน ฝาง กล้วย ฟักขา้ ว

พอใช้ คือ การปลูกต้นไม้ให้เป็นป่าไม้สาหรับไว้ใช้สอยในครัวเรือน เช่น ทาพ้ืน เผาถ่าน
ทางานหตั ถกรรม หรอื ทาน้ายาซักล้าง เช่น มะคาดคี วาย หวาย ไผ่ เป็นต้น

พอร่มเย็น คือ ประโยชน์อย่างท่ี ๔ ท่ีเกิดจากการปลูกป่า ๓ อย่าง คือทาให้เกิดความร่มเย็น
การช่วยฟ้ืนฟูระบบนิเวศนด์ นิ และน้าให้อุดมสมบรู ณ์ รม่ ร่ืนฉา่ เยน็

แนวคิดหลักการปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง
อ.ยักษ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกาธร ได้อธิบายหลักการปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง ว่าเปน็

แนวคิดการผสมผสานการอนุรักษ์ดิน น้า และการฟ้ืนฟูทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่กับความต้องการด้านเศรษฐกิจ
ดว้ ยการจาแนก ดงั นี้

ป่า ๓ อย่าง คือ
๑. ปา่ ไมใ้ ชส้ อย คอื ไม้โตเรว็ สาหรบั ใช้ในครวั เรอื น เชน่ สะเดา ไม้ไผ่
๒. ป่าไม้กนิ ได้ คือ ไม้ผล เช่น มะม่วง และผักกนิ ใบตา่ งๆ
๓. ปา่ ไม้เศรษฐกจิ คือ ไมท้ ่ปี ลูกไวข้ าย หรือไมเ้ ศรษฐกจิ เช่น ไมส้ กั
ประโยชน์ ๔ อย่าง คือ
๑. ป่าไม้ใช้สอยนามาสร้างบ้าน ทาเล้าเป็ด เล้าไก่ ด้ามจอบเสียม ทาหัตถกรร ม
และทาเช้ือเพลิง (ฟืน)
๒. ปา่ ไมก้ นิ ได้ นามาเป็นอาหาร ทั้งพชื กนิ ใบ กนิ ผล กินหัว และเปน็ ยาสมนุ ไพร
๓. ป่าไม้เศรษฐกิจ เปน็ แหลง่ รายได้ของครวั เรือน เปน็ พชื ทีส่ ามารถนามาจาหน่ายได้
๔. ประโยชน์ในการชว่ ยอนุรักษ์ดินและนา้ การปลูกพืชที่หลากหลายอย่างเป็นระบบ จะช่วย
สร้างสมดุลของระบบนิเวศในส่วนของการช่วยปกป้องผิวดินใช้ชุ่มชื่น ดูดซับน้าฝน และ
ปลดปลอ่ ยความช้นื สเู่ กษตรกรรม
ขอ้ คานึงในการปลกู ป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง
๑. ไม้เบิกนา เช่น ไม้สะเดา มะรุม แค ไม้ผล กล้วย อ้อย และพืชผักอายุสั้น ควรหามาปลูก
ก่อนเพือ่ สรา้ งแหล่งอาหารของครอบครัว
๒. ไมป้ ลกู เพื่ออาศยั ควรปลูกหลงั จากปลูกไม้ในขอ้ ๑ ประมาณ ๑ - ๒ ปี
๓. ไม้สมนุ ไพร จะเจรญิ เติบโตได้เม่ือมคี วามรม่ รน่ื เพียงพอ
๔. นาขา้ ว กาหนดพื้นทใ่ี ห้เหมาะสมหากมพี ื้นท่ีพอ เพ่ือเก็บข้าวไว้กินระหวา่ งปีโดยไมต่ ้องซือ้
๕. ร่องน้า ควรขุดร่องน้าขนาดเล็กเพ่ือให้ความชุมชื่นกับผืนดินและต้นไม้ ซึ่งจะทาให้
สามารถเล้ียงปลาธรรมชาติเพ่ือใช้เปน็ ธรรมชาติ โดยขุดให้เชอื่ มตอ่ กนั กับบ่อขนาดใหญ่
5. ปลูกต้นไม้ให้หลากหลาย เพ่ือการใช้ประโยชน์หลากหลาย ช่วยลดค่าใช้จ่าย
สร้างความ มั่นคง ซึ่งเป็นการเสริมสร้างภมู คิ ้มุ กนั ในครอบครวั และชุมชน

33

การปลกู ป่า ๕ ระดับ แบบกสิกรรมธรรมชาติ
อ.ยักษ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกาธร ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ นาแนวคิดการปลูกป่า ๓

อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง มาปรับประยุกต์เป็นการปลูกป่า ๕ ระดับ ซ่ึงประกอบด้วยต้นไม้หลากหลายท้ังชนดิ
พันธุ์ ชว่ งอายุ ลกั ษณะนสิ ยั และความสูง ซง่ึ ไดม้ าจากการสังเกตธรรมชาตขิ องป่า คอื

๑. ไม้ระดับสูง เป็นกล่มุ ต้นไม้เรอื นยอดสูง และอายุยืน เช่น ตะเคยี น ยางนา มะคา่ โมง เต็งรงั
๒. ไม้ระดับกลาง เป็นกลุ่มต้นไม้ท่ีไม่สูงนัก เป็นจาพวกไม้ผลที่เก็บกินได้ เช่น มะม่วง ขนุน
มังคดุ ชมพกู่ ระท้อน ไผ่ ทุเรียน ลองกอง สะตอ
๓. ไม้พุ่มเตี้ย เป็นกลุ่มพันธ์ุไม้พุ่มเตี้ย เช่น พริก มะเขือ กะเพรา ผักหวานบ้าน มะนาวน้ิว
เหรยี ง
๔. ไม้เรีย่ ดนิ เปน็ ตระกูลไมเ้ ลอ้ื ย เชน่ พรกิ ไทย รางจืด
๕. ไมห้ วั ใตด้ นิ เช่น ข่า ตะไคร้ ไพล เผือก มนั บุก กลอย ขงิ ขา่ กระชาย กระทือ กวาวเครอื

ขน้ั ตอนการตรวจแปลงตามหลกั กสกิ รรมธรรมชาติ
๑. การจดั กล่มุ จัดคน สารวจพ้นื ท่ี แบ่งหนา้ ที่ แบง่ คน ใช้หลกั ความสามัคคี
๒. การเตรียมดิน ขดุ รอ่ งนา้ /ฝาย
๓. การปลกู ปา่ ๕ ระดับ
๔. ปลูกแฝกอนุรกั ษ์ดนิ และนา้
๕. ปลูกดอกไมเ้ พื่อบรหิ ารแมลง
๖. การหม่ ดิน ฟาง เศษใบไมแ้ หง้
๗. การเลยี้ งดนิ ใส่ปยุ๋ อินทรีย์ (แห้งชาม นา้ ชาม)
๘. การทอ่ งคาถาเลย้ี วดนิ ๕ ภาษา
๙. ศิลปะ ความเรียบร้อย สวยงามของแปลง
๑๐. การจัดเกบ็ อปุ กรณ์ ล้างทาความสะอาด จัดวางให้เปน็ ระเบียบ

จากนั้น วิทยากรให้เวลาผู้เข้าอบรมสอบถาม และแสดงความคิดเห็นเพ่ิมเติม พร้อมซักซ้อม
แนวทางการตรวจแปลง ๑๐ ข้ันตอน กระบวนการในการดาเนินการต่างๆ ในการลงแปลง จากน้ันมอบหมาย
ผู้เข้าอบรมแต่ละกลุ่มลงแปลงเพ่ือปลูกป่า ๕ ระดับ ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะปลูกต้นไม้
ตามภารกจิ ท่ีไดร้ บั มอบหมาย บริเวณพ้นื ทีท่ ีศ่ นู ยศ์ ึกษาและพัฒนาชุมชนเพชรบรุ กี าหนด

34

ฝกึ ปฏิบตั ิ “ฐานการเรียนรู้”

๑. ฐานตนรักษป์ ่า

“...สมควรท่ีจะปลูกแบบป่าสาหรับใช้ไม้หน่ึง ป่าสาหรับใช้ผลหน่ึง ป่าสาหรับใช้เป็นฟืน
อย่างหน่ึง อันนี้แจกออกไปเป็นกว้างๆ ใหญ่ๆ การที่จะปลูกต้นไม้สาหรับได้ประโยชน์ดังน้ี ในคาวิเคราะห์
ของกรมป่าไม้ รู้สึกว่าจะไม่ใช่ป่าไม้ จะเป็นสวนมากกว่าเป็นป่าไม้ แต่ว่าในความหมายของการช่วยเพ่ือ
ต้นน้าลาธารป่าไม้เช่นนี้จะเป็นสวนผลไม้ก็ตาม หรือเป็นสวนไม้ฟืนก็ตาม น่ันแหละเป็นป่าไม้ท่ีถูกต้อง
เพราะทาหน้าท่ีเป็นป่า คือ เป็นต้นไม้และทาหน้าที่เป็นทรัพยากรในด้านสาหรับเป็นผลท่ีมาเป็นประโยชน์
แก่ประชาชนได.้ ..”

พระราชดารสั บางตอนเกีย่ วกับปา่ ๓ อยา่ ง โยชน์ ๔ อย่าง ของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัวฯ รชั กาลท๙่ี
ณ โรงแรมรินคา จงั หวดั เชยี งใหม่ วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๒๓

ปา่ ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง ของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัว
เป็นแนวคิดของการผสมผสานการอนุรักษ์และฟ้ืนฟูทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่ไปกับความ

ต้องการด้านเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนเป็นท่ีตั้ง ซึ่งจะสามารถช่วยให้เกิดการอนุรักษ์และเพ่ิมพ้ืนที่ป่า
ของประเทศได้อย่างแยบคาย จากการส่งเสริมให้ชาวบ้านได้ตระหนักและเห็นคุณค่าจากการได้ใช้ประโยชน์
จากปา่ ไม้ทีป่ ลูก สามารถแจกแจงตามการใชป้ ระโยชนใ์ หเ้ ขา้ ใจงา่ ยขึน้ ดงั น้ี

ประโยชน์เพื่อให้ “พออยู่” คือการปลูกต้นไม้ท่ีใช้เน้ือไม้และไม้เชิงเศรษฐกิจให้เป็น
ไม้อายุยาวนาน ซ่ึงจะเน้นประโยชน์ในเน้ือไม้เพ่ือสร้างบ้าน ทาเคร่ืองเรือน และถือได้ว่าเป็น การออมทรัพย์
เพ่อื สรา้ งความมัน่ คงในอนาคตต้นไม้กลมุ่ นี้ เชน่ ตะเคียนทอง ยางนา แดง สัก พะยงู พยอม เปน็ ต้น

ประโยชน์เพ่ือให้ “พอกิน” คือการปลูกต้นไม้ที่กินได้รวมท้ัง ใช้เป็นยาสมุนไพร ไม้ในกลุ่มน้ี
เช่น แค มะรุม ทุเรียน สะตอ ผักหวาน ฝาง แฮ่ม กล้วย ฟักข้าว เป็นต้น ประโยชน์เพื่อให้ “พอใช้”
คือการปลูกต้นไม้ให้เป็นป่าไม้ สาหรับใช้สอยในครัวเรือน อาทิ ทาฟืน เผาถ่าน ทางานหัตถกรรม หรือทา
น้ายาซักล้าง ไม้ในกลุ่มนี้ เช่น มะคาดีควาย หวาย ไผ่ หมีเหม็น เป็นต้น ประโยชน์เพ่ือให้ “พอร่มเย็น”
คอื ประโยชน์อย่างท่ี ๔ ทเ่ี กดิ จากการปลูกป่า ๓ อยา่ ง “พอร่มเย็น” คือปา่ ทงั้ ๓ อยา่ งจะชว่ ยฟน้ื ฟูระบบนิเวศ
ดินและน้า ให้กลับมาอดุ มสมบูรณ์ รม่ รื่น และฉ่าเย็นขึน้ มา

พระราชดาริ “ป่าเปียก”
เป็นทฤษฎีการพัฒนาป่าไม้ด้วยการใช้ทรัพยากรน้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้าง

แนวป้องกันไฟแบบเปียก (Wet Fire Break) โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตระหนักถึงคุณค่า
อันอเนกอนันต์ของน้าเป็นอย่างยิ่ง ทรงคานึงว่าทุกสรรพสิ่งในสภาพแวดล้อมของมนุษย์น้ันจะเก้ือกูล
ซึ่งกันและกันได้ หากรู้จักประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ “ป่าเปียก” เพื่อป้องกันไฟไหม้ป่านั้น จึงเป็นกลวิธี
อย่างง่ายแต่ได้ประโยชน์สูงท่ีพระองค์ทรงคิดค้นขึ้น โดยทรงแนะนาให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจาก
พระราชดารทิ าการศึกษาทดลองและได้รบั ผลสาเรจ็ เป็นทน่ี ่าพอใจ

35

การสร้าง “ปา่ เปยี ก”
วิธีที่ ๑ ทาระบบป้องกนั ไฟไหมป้ า่ โดยใช้แนวคลองสง่ น้าและแนวพชื ชนดิ ต่างๆ ปลกู ไว้

ตามแนวคลอง
วธิ ที ่ี ๒ สรา้ งระบบการควบคุมไฟปา่ ดว้ ยปา่ เปยี ก โดยอาศยั นา้ ชลประทานและน้าฝน
วธิ ีท่ี ๓ ปลูกต้นไมโ้ ตเรว็ คลมุ แนวร่องน้า เพื่อใหค้ วามชุม่ ชื้นค่อยๆ ทวีข้ึนและแผข่ ยายออก

ทั้งสองรอ่ งน้า ซ่งึ จะทาให้ต้นไมเ้ ตบิ โตและช่วยปอ้ งกันไฟป่าเพราะไฟปา่ จะเกิดขึน้ หากป่าขาดความชุ่มชื้น
วิธีที่ ๔ สร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น

หรือที่เรียกว่า “Check Dam” ข้ึน เพ่ือปิดก้ันร่องน้า
หรอื ลาธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพือ่ ใชเ้ กบ็ กักน้าและ
ตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้าท่ีเก็บไว้จะซึมเข้าไป
สะสมในดิน ทาให้ความชุ่มช้ืนแผ่ขยายเข้าไปท้ังสอง
ดา้ นจนกลายเปน็ “ปา่ เปยี ก”

วิธีที่ ๕ สูบน้าขึ้นที่สูงแล้วปล่อยให้
ไหลลงมาทีละน้อย เพื่อช่วยเสริมการปลกู ป่าบนพื้นท่ี
สูงในรูป “ภูเขา ป่า” ให้กลายเป็น “ป่าเปียก” ช่วย
ปอ้ งกันไฟปา่ ได้

วิธีที่ ๖ ปลูกต้นกล้วย ซ่ึงสามารถ
อุ้มน้าไว้ได้มากกว่าพืชชนิดอื่นในพ้ืนท่ีที่กาหนดให้
เป็นช่องว่างของป่ากว้าง ๒ เมตร เพื่อเป็นแนวปะทะ
กับไฟป่า แนวพระราชดาริ “ป่าเปียก” จึงเป็นทฤษฎี
การอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ โดยอาศัยความชุ่มชื้น ช่วยให้
ป่าชุ่มฉ่าอยู่เสมอหากสามารถป้องกันไฟป่าได้ก็จะทา
ให้เกดิ การฟน้ื ฟูป่าไมไ้ ด้ในที่สดุ

ทฤษฎีการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกตามหลักการฟื้นฟูสภาพป่าด้ว ยวัฏจักรธรรมชาติ
(Natural Reforestation) เป็นอีกวิธีการหน่ึงที่พระองค์ทรงคิดค้นเพ่ือจะเพ่ิมปริมาณป่าไม้ของประเทศไทย
ซึ่งจะเน้นการทาท่ีเรียบง่ายได้ ประโยชน์สูงแต่ประหยัดสุด อีกท้ังยังช่วยฟ้ืนฟูระบบนิเวศป่าไม้แบบดั้งเดิม
ได้เป็นอย่างดี มีหลกั การอนั หลากหลาย ดังนี้

หลักการท่ี ๑. ปลูกป่าโดยไมต่ ้องปลูกทรงเสนอแนวทางปฏิบตั ิ ๓ วิธี ดงั น้ี
๑.๑ ปล่อย “ถ้าเลือกได้ที่เหมาะสมแล้ว ก็ทิ้งป่านั้นไว้ตรงน้ัน ไม่ต้องไปทาอะไรเลย
ปา่ จะเจรญิ เตบิ โตข้ึนมาเปน็ ปา่ สมบรู ณ์ โดยไม่ตอ้ งไปปลูกสักต้นเดยี ว...”
๑.๒ ปละ “ในสภาพป่าเต็งรัง ป่าเส่ือมโทรมไม่ต้องทาอะไรเพราะตอไม้จะแตกก่ิงออกมาอีก
ถงึ แม้ตน้ ไม่สวยแตก่ เ็ ปน็ ต้นไมใ้ หญไ่ ด.้ ..”
๑.๓ ประคบั ประคอง “ไมไ่ ปรังแกปา่ หรือตอแยตน้ ไม้ เพยี งแตค่ มุ้ ครองให้ขน้ึ เองเทา่ นั้น...”
หลกั การที่ ๒. ปลูกป่าในทส่ี ูง ทรงแนะวิธีการดงั นี้
“...ใช้ไม้จา พวกที่มีเมล็ดท้ังหลาย ขึ้นไปปลูกบน ยอดที่สูง เมื่อโตแล้วออกฝักออกเมล็ดก็จะ
ลอยตกลงมาแล้วงอกเองในที่ตา่ ตอ่ ไป เป็นการขยายพนั ธุ์โดยธรรมชาติ...”

36

หลกั การท่ี ๓. ปลูกปา่ ธรรมชาติ ทรงเสนอแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
๓.๑ ปลูกต้นไม้ด้ังเดิม “ศึกษาดูก่อนว่า พืชพันธุ์ไม้ด้ังเดิมมีอะไรบ้าง แล้วปลูกแซม
ตามรายการชนิดตน้ ไมท้ ่ศี กึ ษามา...”
๓.๒ งดปลูกไม้ต่างถ่ิน “...ไม่ควรนาไม้แปลกปลอมต่างพันธ์ุต่างถิ่นเข้ามาปลูก โดยยังไม่ได้
ศกึ ษาอยา่ งแนช่ ัดเสยี กอ่ น...”
หลกั การที่ ๔. การปลูกปา่ ทดแทน
ในขณะที่ประเทศไทยเรามีพื้นท่ีป่าไม้เหลืออยู่เพียงร้อยละ ๒๕ ของพ้ืนที่ประเทศหรือประมาณ ๘๐
ล้านไร่ การจะเพิ่มเนื้อท่ีป่าไม้ให้ได้ร้อยละ ๔๐ ของพื้นท่ีประเทศแล้ว คนไทยต้องช่วยกันปลูกป่าถึง ๔๘ ล้าน
ไร่ โดยใช้กล้าไม้ ไม่ต่ากว่าปีละ ๑๐๐ ล้านต้น และใช้เวลาถึง ๒๐ ปี จึงจะเพ่ิมป่าไม้ได้ครบเป้าหมายที่กาหนด
ไว้เท่าน้ัน การปลูกป่าทดแทนจึงเป็นแนวการพัฒนาป่าไม้อันเน่ืองมาจากพระราชดาริที่พระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อยูห่ ัวฯ ได้พระราชทานในการปลูกป่าทดแทน เพอ่ื คนื ธรรมชาตสิ ู่แผน่ ดินดว้ ยวิธที างแบบผสมผสานใน
เชิงปฏิบัติ ดงั พระราชดาริตอนหนึง่ ว่า “...การปลูกปา่ ทดแทนจะตอ้ งทาอยา่ งมแี ผนโดยการดาเนนิ การไปพร้อม
กับการพัฒนาชาวเขา ในการนี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ชลประทานและฝ่ายเกษตรจะต้องร่วมมือกันสารวจต้นน้าใน
บริเวณพื้นที่รับผิดชอบ เพอ่ื วางแผนปรบั ปรุงตน้ นา้ และพฒั นาอาชีพได้อยา่ งถูกตอ้ ง...”

หลักการปลูกป่าในใจคน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตระหนักถึงความสาคัญของป่าไม้มาตั้งแต่เสด็จ

ข้ึนครองราชย์ พระองค์เสด็จพระราชดาเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎรท่ัวทุกภูมิภาค ทรงได้เห็นสภาพป่าไม้ที่ทรุด
โทรมและถูกทาลายมากมาย จึงทรงมีพระราชดาริให้มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าเพ่ือรักษาสภาพแวดล้อมและ
ระบบนิเวศทางน้า ดิน และป่าไม้ เพื่อให้ประชาชนได้มีชีวิตความเป็นอยู่ท่ีดีในสภาพแวดล้อมท่ีอุดมสมบูรณ์
และสามารถพ่ึงพาตนเองได้หลายโครงการ ท้ังท่ีเป็นโครงการส่วนพระองค์ โครงการพระราชดาริป่าและดิน
อาทิ โครงการศูนย์ศึกษา การพัฒนาเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน
จ.สกลนคร โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จ.เชียงใหม่ เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ทรงมีพระราชดารัสในเรื่องของการปลูกป่าว่า “...ควรจะปลูกต้นไม้ในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้น
กจ็ ะพากนั ปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรกั ษาตน้ ไมด้ ้วยตนเอง....”

หลักการและวธิ ีการปลูกป่า ๕ ระดบั แบบกสกิ รรมธรรมชาติ
การปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง และการปลูกต้นไม้แบบกสิกรรมธรรมชาติ

ประกอบดว้ ยต้นไม้หลากหลาย ท้ังชนิดพันธุ์ ช่วงอายุ ลกั ษณะนิสยั และขนาดความสงู โดยเราสามารถจัดแบ่ง
ตามระดบั ชว่ งความสูงและระบบนเิ วศได้ ๕ ระดับอนั ได้แก่

๑. ไม้สงู เปน็ กลุ่มตน้ ไมเ้ รอื นยอดสงู สุดและอายยุ ืนไม้ในระดับนี้ เช่น ตะเคยี น ยางนา เตง็ รงั ฯลฯ
๒. ไม้กลาง เป็นกลุ่มต้นไม้ท่ีไม่สูงนกั ไม้ในระดับนี้ได้แก่บรรดาไม้ผลที่เก็บกินได้ เช่น มะม่วง
ขนุน มงั คุด กระทอ้ น ไผ่ สะตอ ฯลฯ
๓. ไม้เตีย้ เปน็ กลุม่ ตน้ ไม้พุม่ เต้ยี ไม้ในระดับนี้ เชน่ พรกิ มะเขือกะเพราผักหวานบ้านติว้ เหรียง ฯลฯ
๔. ไมเ้ ร่ียดิน ไมใ้ นระดับน้ีเป็นตระกลู ไมเ้ ลือ้ ย เชน่ พริกไทย รางจืด ฯลฯ
๕. ไม้หัวใต้ดิน ไมใ้ นระดบั นี้ เชน่ ขิง ข่า มันมือเสอื บุก กวาวเครือ ฯลฯ

37

ขอ้ คานึงในการปลูกปา่ ๓ อยา่ ง ประโยชน์ ๔ อย่าง
๑. ไม้เบิกนา ไม้สะเดา มะรุม แค ไม้ผล
กล้วย อ้อย และพืชผักอายุสั้น ควรหามา
ปลูกก่อน เพื่อสร้างแหล่งอาหารของ
ครอบครวั
๒. ไม้ปลูกเพ่ืออยู่อาศัย ควรปลูกหลังจาก
ปลกู ไมใ้ นขอ้ ที่ ๑ ประมาณ ๑-๒ ปี
๓. ไม้สมุนไพร จะเจริญเติบโตได้ดีเมื่อมี
ความรม่ รนื่ เพยี งพอ
๔. นาข้าว กาหนดพน้ื ทีใ่ ห้เหมาะสม หากมี
พ้ืนท่ีพอเพ่ือเก็บข้าวไว้กินระหว่างปีโดยไม่
ต้องซอ้ื
๕. ร่องน้า ควรขุดร่องน้าขนาดเล็ก เพ่ือให้
ความชุ่มชื้นกับพ้ืนดินและต้นไม้ ซ่ึงจะทา
ให้สามารถเล้ียงปลาธรรมชาติเพ่ือใช้เป็น
อาหาร โดยขดุ เชอ่ื มต่อกนั กบั บ่อขนาดใหญ่
๖. ปลูกต้นไม้ให้หลากหลาย เพ่ือการใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ช่วยลดค่าใช้จ่ายสร้างความมั่งค่ัง ม่ันคง ซึ่ง
เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในครอบครัวและชุมชน ธนาคารต้นไม้ ประกันชีวิตท่ีพอเพียง มั่งค่ัง ย่ังยืน
เครอื ขา่ ยปราชญ์ชาวบา้ นและเครือขา่ ยกสกิ รรมธรรมชาตไิ ดเ้ สนอแนวคิด “ธนาคารตน้ ไม้” ใหเ้ ปน็ เครือ่ งมือใน
การจัดการหน้ีและสร้างหลักประกันชีวิตของเกษตรกร ให้เกษตรกรทั้งที่มีหนี้และไม่มีหน้ีปลูกต้นไม้มากขึ้น
เพือ่ สร้างความมั่นคงให้แกต่ นเอง และตกทอดเป็นมรดกแกล่ ูกหลานได้ โดยการทาบัญชตี ้นไมฝ้ ากไว้ในธนาคาร
ซ่ึงเป็นการเปลี่ยนรูปแบบจากการออมเงินดอกเบ้ียต่า เป็นการออมต้นไม้ท่ีให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า อีกท้ังเป็น
การใชจ้ ุดแข็งของเกษตรกรและแผ่นดนิ ไทย เปน็ ฐานการสร้างไทยให้ยง่ั ยนื และสร้างผลดีแกโ่ ลก โดยมหี ลักการ
สาคัญ ดังนี้

6.1 ต้นไม้ทป่ี ระชาชนปลกู เปน็ สทิ ธิของประชาชนในการเป็นเจ้าของ ทัง้ ทด่ี ินและต้นไม้ มสี ิทธิ
ในการดูแล รกั ษา คิดมูลค่า และตัดเพอื่ เป็นสินคา้ เหมือนพชื เกษตรอน่ื

6.2 ตน้ ไมท้ กุ ตน้ ย่อมมีมูลคา่ ในระหว่างทยี่ ังมีชีวติ (ไม่ใชต่ ดั แลว้ จงึ มคี ่าอยา่ งปจั จบุ ัน)
6.3 การปลูกต้นไม้จะต้องยึดแนวทาง ปลูกป่า ๓ อย่าง ได้ประโยชน์ ๔ อย่าง ได้แก่ (๑) ปลูกไว้
กิน คือ กิน เป็นอาหาร กินเป็นเคร่ืองด่ืม กินเป็นสมุนไพร กินเป็นขนม (๒) ปลูกไว้ทาที่อยู่ ได้แก่ ทาไม้พื้น ไม้
ฝา ไม้เสา และไม้เคร่ืองบน (๓) ปลูกไว้เพื่อใช้สอย ได้แก่ ทาฟืน ทาถ่าน ทาปุ๋ย ทาสารไล่แมลง ทาเคร่ืองมือ
เคร่ืองใช้ ใช้งานหัตถกรรม ใช้ทาสี ใช้ทาน้ายาซักล้าง (๔) ปลูกไว้เพื่อเป็นร่มเงาให้ความร่มเย็นเป็นประโยชน์
ตอ่ สิง่ แวดล้อม
6.4 ต้นไม้ที่ประชาชนปลูก มีส่วนในการสร้างความสมดุลให้ระบบนิเวศช่วยดูดซับ
คาร์บอนไดออกไซด์ แก้ปัญหาโลกร้อน และรัฐบาลต้องสนับสนุนการทาคาร์บอนเครดิตสาหรับเกษตรกรราย
ยอ่ ย
6.5 รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐต้องผลักดันพัฒนากลไกหนุนเสริมธนาคารต้นไม้ของภาค
ประชาชน เพอื่ สรา้ งความมัน่ คง มัง่ คัง่ ใหมใ่ นชวี ติ สังคมและประเทศชาตอิ ย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง

38

๒. ฐานตนรักแม่ธรณี

“...การปรับปรงุ ที่ดินนัน้ ต้องอนุรักษ์ผิวดินซึ่งมีความสมบูรณ์ไว้ ไม่ให้ไถหรือลอกหนา้ ดิน
ทง้ิ ไปสงวนไม้ยืนตน้ ทีย่ งั เหลืออยู่ เพ่อื ท่จี ะรักษาความชมุ่ ช้นื ของผนื ดนิ ...”

พระราชดารสั ของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั ฯ รชั กาลที่๙ เก่ยี วกับการอนรุ กั ษด์ ิน

เล้ยี งดนิ ให้ดิน เลย้ี งพืช (feed the soil and let the soil feed the plant)
ในช่วงระยะเวลาเกือบ ๓๐ ปีท่ีผ่านมา การเพิ่มผลผลิตและรายได้ของประเทศ มาจากการขยาย

พ้ืนท่ีการเพาะปลูกมากกว่าการเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพ้ืนที่ จนถึงขณะน้ีประมาณได้ว่าพื้นท่ีท่ีเหมาะสมต่อการ
เกษตรกรรมได้ใช้ไปจนเกือบหมด และพยายามหาพื้นที่ชดเชยดว้ ยการอพยพ
โยกย้ายเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ้ืนที่ป่าไม้ถูกทาลายเพ่ิมมากข้ึน
เพราะการใชท้ ด่ี ินกันอยา่ งขาดความระมัดระวังและไม่มีการบารงุ รักษา ซงึ่ ทา
ให้เกิดความเสอื่ มโทรม

จากปัญหาดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรง
พระราชทานพระราชดาริให้จัดต้ัง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อัน
เน่ืองมาจากพระราชดาริข้ึนเพ่ือทาการศึกษาค้นคว้าเก่ียวกับการสร้างระบบ
อนรุ กั ษด์ นิ และนา้ เปน็ ตวั อยา่ งในการป้องกันการชะลา้ งพงั ทลายของดิน การ
ขยายพนั ธพ์ุ ืช เพอ่ื อนรุ ักษด์ นิ และบารุงดิน รวมถงึ ศูนยศ์ กึ ษาการพัฒนาพิกุล
ทองอันเนื่องมาจากพระราชดารทิ ่ีมีวตั ถุประสงค์หลกั ในการศึกษาและพัฒนา
พ้ืนที่พรุ ซ่ึงเป็นดินเปร้ียวให้เป็นดินที่มีคุณภาพ สามารถทาการเพาะปลูกได้
ตลอดจนการทาแปลงสาธิตการพัฒนาท่ีดินแก่เกษตรกรในบางพื้นที่ ที่มี
ปัญหาในการพัฒนาปรับปรุงดินเสื่อมโทรมด้วย สาเหตุต่างๆ เช่น ดินเปรี้ยว ดินทราย ดินเค็ม ดินดาน ฯลฯ ทั้งน้ี
เพื่อให้พืน้ ทที่ มี่ ปี ญั หาเรอ่ื งดินท้ังหลาย สามารถใชป้ ระโยชน์ทางการเกษตรได้

ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีความสาคัญอยา่ งย่ิงตอ่ ส่ิงมีชีวิตบนโลก โดยเฉพาะมนุษย์ไดใ้ ช้
ทรัพยากรดินเป็นที่อยู่อาศัย เป็นแหล่งผลิตอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค เป็นแหล่งเก็บน้า
เพ่ือการอุปโภคบริโภค เป็นแหล่งสาหรับการพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นท่ีตาย กล่าวได้ว่าดินเป็นทรัพยากร
ข้ันมูลฐานเป็นตัวการให้มนุษย์เก็บเก่ียวผลประโยชน์จากทรัพยากรอ่ืนๆ ได้เพิ่มมากข้ึนอย่างมหาศาล ดังจะ
เห็นได้จากการท่ีทรัพยากรดินเป็นตัวกลางในการก่อปฏิกิริยาร่วมระหว่างอากาศ แสงแดด และน้า ส่งผลดี
ต่อการเจริญเติบโตของพืชพรรณต่างๆ และมนุษย์ได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้ โดยผ่านสัตว์ที่กิน
พืชหรอื อาจได้รับโดยการกินพืชนน้ั โดยตรง

มนุษย์เราจะใช้ท่ีดินเพื่อสนองความต้องการของตนตลอดเวลา และนับวันจะถูกใช้
หนักข้ึนเร่ือยๆ จนทุกวันนี้ สภาพความสมดุลของดินในหลายพื้นที่ของโลกได้เปล่ียนแปลงไป การใช้ที่ดิน
ผิดประเภท การทาลายผิวดินในรูปแบบต่างๆ เช่น การทาไร่เล่ือนลอย การตัดไม้ ทาลายป่า การใช้ปุ๋ยเคมี
ล้วนส่งผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมอื่นๆ ในระบบนิเวศด้วย การทาการเกษตรของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่
ในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน มีการ “ปอกเปลือกเปลือยดิน” การเผา การใช้สารเคมีท่ีเป็นอันตรายต่อส่ิงมีชีวิต
เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม จึงเป็นวิธีการที่ผิดธรรมชาติและทาลายธรรมชาติซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต
การเกษตรท่ีไม่ทาลายธรรมชาติ ไม่ปอกเปลือกเปลือยดิน ไม่เผา ไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อส่ิงมีชีวิต
เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม อันเป็นแนวทางของหลักกสิกรรมธรรมชาติ ท่ีให้ความสาคัญกับการปรับปรุงบารุงดิน

39

เป็นอันดับแรก และถอื เป็นหวั ใจสาคัญ เพราะถอื ว่าดินเปน็ ตน้ กาเนิดของชีวิตสงั คมไทยในอดีต ให้ความสาคัญ
ของดินด้วยความเคารพบูชาดินเสมือน “แม่” เรียก “พระแม่ ธรณี” การให้ความรักและเอาใจใส่พระแม่ธรณี
โดยการห่มดินหรือการคลุมดิน ไม่เปลือยดิน โดยใช้ฟาง เศษหญ้า หรือเศษพืชผลทางการเกษตรที่สามารถ
ยอ่ ยสลายไดเ้ องตามธรรมชาติ และการปรงุ อาหารเลีย้ งดนิ โดยการใสป่ ุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพลงไปเพ่ือให้เป็นอาหาร
ของดินแล้ว ดินจะปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืช โดยกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์ เรียกหลักการน้ีว่า
“เล้ียงดิน ให้ดิน เล้ียงพืช” การปฏิบัติเช่นนี้จะทาให้ดินกลับมามีชีวิต พืชท่ีปลูกก็จะเจริญเติบโตแข็งแรง
ใหผ้ ลผลิตดี ต้นทนุ ในการผลติ ลดลง รวมถึงการทีผ่ ู้ผลติ และผบู้ ริโภคมีสุขภาพกาย

สุขภาพจิตที่ดี จึงมีการให้นิยามของการปฏิบัติเช่นนี้ว่า “คืนชีวิตให้แผ่นดิน” ซ่ึงเป็น
การแสดงออกถึงความกตญั ญกู ตเวทีของ “ลูก” (มนษุ ย)์ ทม่ี ีต่อ “แม”่ (ธ่ รณ)ี

ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ หมายถึง สาร
ธรรมชาติท่ีได้จากกระบวนการหมักบ่มวัตถุดิบจาก
ธรรมชาติต่าง ๆ ท้ังพืช และสัตว์จนสลายตัวสมบูรณ์
เป็นฮิวมัส วิตามิน ฮอร์โมน และ สารธรรมชาติต่าง ๆ
ซึง่ เป็นทัง้ อาหารของดนิ ตวั เร่งการทางานของส่งิ มีชีวิต
เล็ก ๆ ท่ีอาศัยอยู่ในดนิ และอาศยั อยปู่ ลายรากของพืช
ท่สี ามารถสร้างธาตอุ าหารกวา่ ๙๓ ชนดิ ให้แก่พืช

ประโยชนข์ องปุ๋ยอินทรยี ์ชีวภาพ
๑. เป็นอาหารของสง่ิ มีชีวิตในดิน เช่น แบคทเี รีย เชื้อรา และแอคติโนมยั ซีส
๒. ใหธ้ าตอุ าหาร และกระตุ้นใหจ้ ลุ ินทรยี ์ สรา้ งอาหารกว่า ๙๓ ชนดิ แก่พืช
๓. ช่วยปรบั ปรุงคณุ สมบัติ และโครงสร้างดนิ ใหด้ ีขึน้
๔. ชว่ ยดูดซบั หรือดดู ยึดธาตอุ าหารไวใ้ ห้แก่พชื
๕. ช่วยปรับค่าความเปน็ กรด-ดา่ งของดินใหอ้ ยูใ่ นระดับทีเ่ หมาะแกก่ ารเจริญเติบโตของพชื
๖. ช่วยกาจัด และตอ่ ตา้ นเช้ือจุลนิ ทรยี ท์ ก่ี ่อโรคต่างๆ
๗. ทาใหพ้ ืชสามารถสรา้ งพษิ ได้เอง ชว่ ยให้ตา้ นทานโรคและแมลงได้ดี
ผลสรุปของนักวิชาการ และจากการปฏิบัติอย่างจริงจังภายในศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ
มาบเอ้อื ง จ.ชลบรุ ี และเครือข่ายจากภูมิภาคตา่ งๆ เช่น ศูนย์เรียนรู้ชมุ ชนกลุ่มปุ๋ยชวี ภาพ อ.ทา่ ใหม่ จ.จันทบุรี,
งานวิชาการเกษตร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดาริ จ.จันทบุรี, ศูนย์กสิกรรม
สมุนไพรไทวังจันทร์ จ.ระยอง, ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมูลนิธิใต้ร่มเย็น จ.สตูล, สวนผักปลอดสารพิษ
มาแซนเทพา จ.สงขลา, ชมรมกสิกรรมธรรมชาติชุมพร คาบาน่า จ.ชุมพร และโครงการส่งเสริมกสิกรรม
ไร้สารพษิ วังนา้ เขียวอนั เนือ่ งมาจากพระราชดาริ จ.นครราชสีมา เป็นต้น และไดข้ ้อมูลท่นี า่ สนใจดังนี้

40

สตู รป๋ยุ อนิ ทรยี ช์ วี ภาพและปุ๋ยนา้ หมักอินทรยี ช์ ีวภาพ
- สตู รหญ้าผสมข้ีไก่

สว่ นประกอบ
- หญา้ สด ๕๐ กก.
- ข้ีไก่ ๕ กก. ไม่ควรเลือกไก่ที่กินยาปฏิชีวนะ เพราะจะทาให้มีกลิ่นเหม็น

เน่าและเปน็ อันตรายตอ่ จลุ ินทรยี ใ์ นดนิ และทป่ี ลายรากพืช
วิธีทา
- นาหญ้าสด ๑๐ กก. ใส่ลงในถังหมักพลาสติกขนาด ๒๐๐ ลิตร ย่าให้แน่น

(จะสูงประมาณ ๒๐ ซม.) โรยข้ีไก่หมาดๆ ๑ กก. ทับลงบนหญ้า ทาซ้าเดิมอีก ๔ ชั้น ปิดฝาเก็บไว้ในท่ีร่ม
จากน้นั บม่ ไวป้ ระมาณ ๔๕ วนั ข้นึ ไปจะได้ปยุ๋ น้าเขม้ ขน้ คณุ ภาพดี

วิธีใช้
ผสมนา้ ๑ : ๒๐๐-๕๐๐ รดดนิ / ผสมน้า ๑:๓๐๐-๑๐๐๐ ฉีดลาต้นและใบ

- สูตรเศษอาหาร (ปุย๋ คน)
สว่ นประกอบ
- เศษอาหารในครัวเรอื น ๓ กก.
- นา้ ตาลแดงหรอื กากนา้ ตาล ๑ กก.
- น้าสะอาด ๑ –๑๐ ลิตร (แล้วแตเ่ ศษอาหารมนี ้ามากหรือไม)่
- หวั เชือ้ จุลินทรยี เ์ ขม้ ขน้ ๑ ลติ ร

วธิ ีทา
- นาเศษอาหาร ๓ กก. ใส่ลงในถังพลาสติก แยกผสมน้ากับน้าตาลให้เข้ากัน

เป็นเนื้อเดียว เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นลงไป จากน้ันนาไปเททับลงในถังท่ีใส่เศษอาหารให้ท่ัวปิดฝาให้สนิท
ไม่ให้แสงและอากาศเข้าได้ บ่มท้ิงไว้ประมาณ ๙๐ วัน จะได้ปุ๋ยคุณภาพดี กลิ่นหอม รสเปร้ียว (pH ประมาณ
๓) หมายเหตุ ปรมิ าณสว่ นผสมต่างๆ ปรับ ได้ตามส่วน

วธิ ีใช้
ผสมนา้ ๑:๑๐๐-๔๐๐ รดโคนหรอื ผสมนา้ ๑:๒๐๐-๑๐๐๐ ฉดี ลาตน้ และใบ

- สตู รพืชผกั เศษพชื ผักผลไมท้ กุ ชนิด ๓ กก.
สว่ นประกอบ น้าตาลแดงหรือกากนา้ ตาล ๑ กก.
- นา้ สะอาด ๑๐ ลิตร
- หัวเชอ้ื จุลนิ ทรยี ์เขม้ ข้น ๑ ลิตร
-
-

วธิ ีทา
นาเศษผกั ผลไม้สับใหเ้ ปน็ ชิ้นเลก็ ๆ ใส่ในถงั พลาสตกิ แยกผสมนา้ กับนา้ ตาลให้เข้ากันเป็นเนือ้ เดยี ว เติม
หวั เชอ้ื จุลินทรีย์เข้มขน้ ลงไป จากนนั้ นาไปเททับลงบนเศษผักผลไม้ในถงั ให้ทว่ั ใชไ้ ม้ไผข่ ัดกดใหเ้ ศษผักจมน้า
ปิดฝาให้สนิท ไม่ให้แสงและอากาศเข้า บ่มทิ้งไว้ในท่ีร่ม ๙๐ วันเป็นอย่างน้อย ก็จะได้ปุ๋ยน้าคุณภาพดี
กลิน่ หอม และรสเปรี้ยว (pH ๓.๓) เหมาะสาหรบั รดพชื ผกั ทกุ ชนิด

41

หมายเหตุ ถ้าต้องการรดผักชนิดไหนให้ใช้ผักชนิดน้ันหมักเป็นหลัก ร่วมกับพืชผักท่ีชอบขึ้นร่วมกับผกั
ชนิดนัน้

วิธใี ช้
ผสมนา้ ๑:๑๐๐ รดดนิ หรอื ผสม น้า ๑ : ๒๐๐-๔๐๐ ฉดี พ่นใบและลาตน้

- สตู รหอยเชอรีห่ รือสูตรปลา
สว่ นประกอบ
- หอยเชอร่ีหรือปลาสด ๓ กก.
- น้าตาลทรายแดงหรือกากน้าตาล ๑ กก.
- นา้ สะอาด ๑๐ ลิตร - หวั เช้ือจลุ นิ ทรียเ์ ขม้ ข้น ๑ ลติ ร
วธิ ที า
นาหอยเชอร่หี รือปลามาสบั ทบุ หรือบดให้พอแหลก แยกผสมน้าน้าตาล และหัวเช้อื จลุ ินทรยี ์

เข้มขน้ ให้เข้าเป็นเน้ือเดียวกัน แล้วเททบั ลงบนหอยเชอรี่หรือปลาในถัง ใชไ้ ม้ไผข่ ัดกดให้หอยเชอรี่ หรือปลาจม
ลงในน้า จากนนั้ ปิดฝาให้สนทิ ไม่ให้แสง และอากาศเขา้ บม่ ทิ้งไว้ในท่ีรม่ ประมาณ ๙๐ วนั เปน็ อย่างน้อย

หมายเหตุ ไม่ควรใช้สูตรหอยเชอร่ีหรือ สูตรปลาเพียงอย่างเดียว ควรใช้ร่วมกับสูตรพืชผัก
หรอื สตู รสมนุ ไพรดว้ ย

- ปุย๋ นา้ หมกั แหง้ อนิ ทรีย์ชีวภาพ (ชนดิ ผง) สูตรมลู สัตว์
สว่ นประกอบ
- มูลสัตว์ ๑ กระสอบ
- แกลบ เศษใบไม้ หรอื ซงั ขา้ วโพด ๑ กระสอบ
- ขเ้ี ถา้ แกลบ ๑ กระสอบ
- ราออ่ น ๑ กระสอบ
- นา้ สะอาด ๑๐ ลิตร (ถ้าวตั ถดุ บิ แห้งมากก็สามารถเพมิ่ ปรมิ าณขนึ้ )
- หัวเช้ือจลุ นิ ทรยี ์เขม้ ขน้ ๑ ลติ ร
วิธที า

๑) นามูลสตั ว์ แกลบ ข้เี ถ้าแกลบ และราอ่อนมาผสมคลกุ เคลา้ ใหเ้ ข้าเป็นเน้อื เดยี วกัน
๒) ผสมน้ากับหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นให้เข้ากัน รดลงบนกองวัสดุ และผสมให้เข้ากันจนมีความชื้นประมาณ
๓๕% โดยทดลองกาดูจะเกาะกันเป็นก้อนได้แต่ไม่เหนียว และเม่ือปล่อยทิ้งลงพ้ืนจากความสูงประมาณ ๑
เมตร ก้อนปุ๋ยจะแตกแตย่ ังมรี อยนิ้วมอื เหลืออยู่
3) คลกุ เคล้าใหเ้ ข้ากนั ดี ตักปุ๋ยใสก่ ระสอบ และมัดปากถงุ ให้แน่น
๔) กองกระสอบปุ๋ยซ้อนกันเป็นชั้นๆ และควรวางกระสอบแตล่ ะตั้งให้ห่างกัน เพื่อให้ความร้อนสามารถระบาย
ออกได้ทั้ง ๔ ด้าน เพ่อื ไม่ตอ้ งกลบั กระสอบทกุ วัน
๕) ทิ้งไว้ประมาณ ๕-๗ วัน ตรวจดวู ่ามกี ลิ่นหอมและไม่มไี อร้อน กส็ ามารถนาไปใช้งานและเกบ็ รกั ษาไวไ้ ดน้ าน

วธิ ีใช้
ควรใช้ตั้งแต่ในขั้นตอนของการเตรียมดินโดยผสมคลุกเคล้ากับดินในแปลงเสร็จแล้วคลุมดิน
ด้วยฟาง ใบไม้ หรือก่ิงไม้ และควรหมักดินทิ้งไว้ ๗ วัน จึงจะเริ่มลงมือปลูกพืช (ในกรณีที่เป็น นาข้าว พืชไร่
และพชื ผัก)

42

อัตราการใช้
- นาข้าว ๒๐๐ กก. ต่อ ๑ ไร่
- พืชไร่/ผกั ๒ กามอื ตอ่ ๑ ตารางเมตร
- ไม้ยนื ต้น พืชสวน ๑ กก. ตอ่ ๑ ตารางเมตร

ขอ้ แนะนา
ในการใช้ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพให้ได้ผลดีนั้น หลังจากหว่านหรือคลุกผสมปุ๋ยหมักแห้ง
กับดินแล้ว ควรคลุม ดินด้วยฟาง เศษหญ้า หรือเศษใบไม้ จากนั้นใช้ปุ๋ยน้าหมักอินทรีย์ชีวภาพรดลงไปใน
อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐ จะชว่ ยใหด้ ินร่วนซุยและฟขู ้ึนทาให้รากพืชเติบโตไดด้ ี

43

๓. ฐานตนรักษน์ ้า

“…หลักสาคัญว่า ต้องมีน้า น้าบริโภคและนา้ ใช้ น้าเพ่ือการเพาะปลูก เพราะชีวิตอยู่ทนี่ ัน่
ถ้ามีน้าคนอยไู่ ด้ ถา้ ไม่มนี า้ คนอยไู่ มไ่ ด้ ไมม่ ีไฟฟ้า คนอยูไ่ ด้ แตถ่ ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้า คนอยู่ไม่ได้…”

พระราชดารสั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ฯ รชั กาลท๙่ี ๑๗ มนี าคม ๒๕๓๙
น้า... ปจั จยั พ้นื ฐานสาหรับทุกชวี ิตบนโลก

จากพระราชดารัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “น้า” เป็นปัจจัยพ้ืนฐานที่สาคัญ
สาหรับทุกชีวิต ทุกกิจกรรมบนโลก ซ่ึงรวมทั้งการทาเกษตรกรรมด้วยเช่นกัน ในทุกคราท่ีพระบาทสมเด็จ-
พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดาเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามพ้ืนที่ต่างๆ ท่ัวประเทศนั้น ทรงทอดพระเนตร
พบสภาพปัญหาการขาดแคลนนา้ เพอ่ื การปลูกข้าว จนเกิดแรงดลพระราชหฤทัยและเป็นแนวคดิ ขน้ึ ว่า

๑. ข้าวเปน็ พชื ท่แี ขง็ แกรง่ หากไดน้ ้าเพียงพอจะสามารถเพ่มิ ปริมาณเม็ดขา้ วได้มากยิง่ ขึ้น
๒. หากเก็บน้าฝนท่ีตกลงมาไว้ได้แล้ว นามาใช้ในการเพาะปลูกก็จะสามารถเก็บเกี่ยว
ได้มากขึ้นเชน่ กนั
๓. การสร้างอ่างเก็บน้าขนาดใหญ่นับวันแต่จะยากท่ีจะดาเนินการได้ เน่ืองจากการขยายตัว
ของชมุ ชนและขอ้ จากัดของปรมิ าณทด่ี ินเปน็ อุปสรรคสาคัญ
๔. หากแต่ละครัวเรือนมีสระน้าประจาไร่นาทุกครัวเรือนแล้ว เม่ือนับปริมาณรวมกัน
ก็ย่อมเท่ากับปริมาณในอ่างเก็บน้าขนาดใหญ่ แต่สิ้นค่าใช่จ่ายน้อยและเกิดประโยชน์สูงสุดโดยตรงมากกว่า
เนื่องจากการทาเกษตรกรรมของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ เป็นระบบเกษตรกรรมท่ีต้องอาศัยน้าฝนเป็นหลัก
ซ่ึงไม่สามารถกาหนดควบคุมได้ ในบางปีก็เกิดภัยแล้งขณะท่ีบางปีก็เกิดภัยพิบัติน้าท่วม จนทาให้พืชผล
และสัตวเ์ ลย้ี งจากการกสิกรรมต่างๆ เสียหายไปเปน็ จานวนไมน่ ้อย ไม่เพยี งเทา่ นน้ั ปญั หาเก่ยี วกับนา้ ยงั คุกคาม
รวมไปถึงคนเมือง โดยเฉพาะปัญหาน้าท่วมและปัญหาน้าเน่าเสีย ท่ีสร้างความเดอื ดร้อนแทบทุกปี การจัดการ
เพื่ออนุรักษ์น้า ท้ังในสภาวะท่ีน้าน้อย น้ามาก และน้าเสีย จึงเป็นสิ่งจาเป็นอันดับต้นๆ ท้ังเพ่ือการทา
กสิกรรมธรรมชาติและการดาเนินชวี ติ ของทุกๆ ชีวิตบนโลก
ศาสตร์การจดั การและการอนุรักษ์น้าของพระราชา ...จากฟากฟา้ ลงภูผา ผา่ นทุง่ นา สมู่ หานท.ี ..
จากฟากฟา้ ... โครงการฝนหลวง
วธิ ที าฝนหลวงมอี ยู่ ๓ ขั้นตอน คอื
ขั้นตอนที่ ๑ ก่อกวน คือ การดัดแปรสภาพ อากาศหรือก้อนเมฆในขณะน้ัน เพ่ือกระตุ้น
ใหม้ วลอากาศชน้ื ไหลพาขึน้ สู่เบ้ืองบนอนั เปน็ การชักนาไอนา้ หรืออากาศชน้ื เขา้ สู่กระบวนการเกดิ เมฆ
ข้ันตอนท่ี ๒ เลี้ยงให้อ้วน คือ การดัดแปร
สภาพอากาศ เพื่อทาให้เมฆเจริญขึ้นจนมีขนาดใหญ่ หนาแน่น
และพร้อมที่จะตกลงมาเป็นฝน
ข้ันตอนที่ ๓ โจมตี คือการดัดแปรสภาพ
อากาศที่จะกระตุ้นให้เม็ดละอองเมฆปะทะชนกัน แล้วรวมตัว
เข้าด้วยกันจนมีขนาดใหญ่ข้ึน ขณะเดียวกันก็เป็นการลดแรง
ไหลพาขึ้นเบื้องบน เพ่ือให้เม็ดน้ามีขนาดใหญ่ตกลงสู่เบื้องล่าง
แล้วเกดิ เปน็ ฝนตกลงมาสเู่ ปา้ หมาย

44

ลงภูผา... เครื่องดกั หมอก
พระองค์ท่านได้พระราชพระราชดาริให้จัดทาแผงดักหมอก และทดลองใช้บริเวณ
พระตาหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ เมื่อ ๑๔ มีนาคม ๒๕๓๖ โดยหลักการวางแผงดักหมอกควรจะออกแบบให้
สามารถรับน้าได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของแผงการติดต้ังแผงควรพิจารณาทิศทางของลม และต้ังขวางทาง
ลม เพ่ือดักหมอกและน้าค้าง ใช้วัสดุอะไรก็ได้ทาแผงดักหมอก แต่ควรเป็นวัสดุท่ีหาง่าย มีในท้องถิ่นและ
ราคาไมแ่ พง พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัวฯ ไดพ้ ระราชทานพระราชดาริเพ่มิ เติมว่า
“…แผงดักหมอกน้ีสามารถช่วยบังแดด
บังลมกับต้นไม้ในระยะแรกที่เริ่มทาการปลูกต้นไม้ หรือ
ในระยะแรกที่ต้นไม้ เริ่มเติบโตขึ้นได้ด้วยส่วนวัสดุท่ีจะ
น า ม า ใ ช้ ใ น ก า ร ดั ก ห ม อ ก นี้ ค ว ร จ ะ เ ป็ น วั ส ดุ
ประเภทที่รูพรุนมากๆ เช่น ตาข่ายไนล่อน ซึ่งจะทาให้
เกิดการจับตัวของหยดน้าได้ดี อีกท้ังการใช้วัสดุท่ีเป็น
เสื่อลาแพน การสานอย่าให้ทึบ ควรสานให้โปร่ง
เนื่องจากในอากาศน้ันมีความช้ืนอยู่แล้ว จะทาให้เกิด
การควบแน่นและกล่ันตวั เปน็ หยดนา้ ได้…”
ฝายชะลอความชมุ่ ช้นื (Check Dam)
ใช้วัสดุธ รรมช าติท่ีหาง่ายใน
ท้องถ่ิน เช่น ก้อนหิน และไม้ เพ่ือก่อเป็นฝายขวาง
ร่องน้าหรือห้วยเล็กๆ ทาหน้าท่ีกักกระแสน้าไว้ให้
ไหลช้าลง และให้น้าสามารถซึมลงใต้ผิวดินสร้าง
ความชุ่มชื้นในบริเวณนั้นอีกทั้งยังช่วยดักตะกอนดนิ
และทราย ไม่ใหไ้ หลลงสู่แหล่งน้าเบือ้ งล่าง
แฝก
การปลูกหญ้าแฝกตามแนวระดับ
เพอ่ื ช่วยชะลอความชุ่มชน้ื ไว้ในดนิ โดยรากของหญ้า
แฝกจะขยายออกด้านขา้ งเปน็ วง เส้นผ่าศนู ยก์ ลางไมเ่ กนิ ๕๐ เซนตเิ มตร และจะแทงลงไปเป็นแนวลกึ ใตด้ นิ ๑-

๓ เมตร แล้วสานกันเป็นแนวกาแพงดูดซับความชุ่มชื้นให้แก่
ผิวดิน

ผา่ นทงุ่ นา.. โครงการพฒั นาล่มุ น้าปา่ สัก
เป็นโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้า

และบรรเทาอุทกภัย ในเขตลุ่มน้าป่าสัก กรุงเทพฯ และ
ปริมณฑล ลักษณะเป็นเขื่อนดินยาว ๔,๖๘๐ เมตร มีความจุ
๙๖๐ ล้านลกู บาศก์เมตร

45

“...หากประวิงเวลาต่อไปไม่ได้ทา เราก็ต้องอดน้าแน่ จะกลายเป็นทะเลทราย และเราก็จะอพยพไปไหนไม่ได้
โครงการนี้ คอื สรา้ งอา่ งเกบ็ น้า ๒ แห่ง แห่งหนึง่ คือท่ี แมน่ ้าปา่ สกั อกี แหง่ คือทีแ่ ม่น้านครนายก ๒ แห่งรวมกัน
จะเก็บน้าเหมาะสมพอเพียงสาหรับการบริโภค การใช้น้าในเขตกรุงเทพ และเขตใกล้เคียง ในท่ีราบลุ่มของ
ประเทศไทย...” พระราชดารสั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รชั กาลที่ ๙

ทฤษฎใี หม่
เป็นการสร้างแหลง่ น้าขนาดเลก็ บนผิวดิน ในพ้ืนที่
การเกษตรของเกษตรกร โดยแบ่งท่ีดินสาหรับใช้ขุดเป็นสระเก็บน้า
ให้สามารถใช้ทาการเกษตรได้ตลอดปีและสามรถเลี้ยงปลาไป
พร้อมๆ กัน นอกจากนี้ บริเวณขอบสระยังสามารถใช้ปลูกพืชผัก
สวนครวั ไดอ้ กี ด้วย

โครงการแกม้ ลงิ
หลักการของโครงการคือ เม่ือเกิดน้า
ท่วมก็ขุดคลองชักน้าให้ไหลมารวมกัน เก็บไว้
ในแหล่งพักน้า แล้วจึงค่อยทาการระบายลงสู่ทะเล
ผ่านทางประตูระบายน้าในช่วงท่ีปริมาณน้าทะเล
ลดลง ขณะเดียวกันก็สามารถสูบน้าออกจากคลองที่
เป็นแก้มลิงลงสู่ทะเลตลอดเวลา เพื่อที่น้าจากตอนบน
จะได้ ไหลลงมาได้เรื่อย ๆ และเมื่อใดก็ตามที่ระดับน้าทะเลขึ้นสูงกว่าระดับน้าในคลองที่เป็นแก้มลิง
ก็ให้ปิดประตูระบายน้าก้ันไม่ใหน้ ้าทะเลไหลย้อนกลบั เข้ามา โครงการพัฒนาลุ่มน้านครนายกตอนบนโครงการ
เขื่อนเก็บกักน้าคลองท่าด่าน จังหวัดนครนายก
สร้างอยู่ในบริเวณจุดที่ต่าจากน้าตกเหวนรกลงมา
เป็นโครงการท่ีมีความสาคัญมาก เพราะนอกจาก
จะชว่ ยให้ราษฎรมนี า้ ใช้เพาะปลกู ในฤดูแล้งได้เป็น
จานวนนับแสนไร่แล้ว เขื่อนแห่งน้ียังสามารถ
ป้องกันอุทกภัยไว้ได้ทุกปี ขณะเดียวกันในฤดูแล้ง
น้าจากเขื่อนก็จะถูกระบายออกให้แก่เกษตรกร
ท้ังยังเป็นการช่วยชะล้างดินเปร้ียวในพ้ืนที่หลาย
อาเภอของนครนายกได้อีกทาง
พระราชดาริในการใช้น้าดีไล่น้าเสีย เป็นการนาน้าคุณภาพดีจากแม่น้าเจ้าพระยา ส่งเข้าไป
ไล่น้าเสียตามคลองในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ได้แก่ คลองบางเขน คลองบางซ่ือ คลองแสนแสบ คลอง
เทเวศร์ และคลองบางลาภู เพื่อช่วยลดปัญหาความเน่าเสียของนา้ ในคลองต่างๆ คล้ายกับการ “ชักโครก” คือ
ปิดและเปิดน้าให้ได้จังหวะตามเวลาน้าขึ้น-น้าลง หากน้าข้ึนสูงก็เปิดประตูน้าให้น้าดีเข้าไปไล่น้าเสีย คร้ันน้า
ทะเลลงกเ็ ปดิ ประตูถ่ายน้าเสียออกจากคลองไปด้วย


Click to View FlipBook Version